The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by info_dlict, 2020-07-11 02:26:14

ข้อกำหนดวินัย และการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

142



หนา ๓๑
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐






ั่

ั้
แสดงเหตผลในการพิจารณาสั่งการดวย เมื่อผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนวินิจฉยสงการอยางใดแลว

ั่

ื่



ใหแจงใหผูถกกลาวหาทราบและสงเรองใหประธานกรรมการรวมไวในสานวนการสอบสวน


ในกรณีที่เหนวาการคัดคานมีเหตผลรบฟงได ใหผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนสั่งใหผูถก
ั้




ั่





ั้


ั่

คดคานพนจากการเปนกรรมการสอบสวน และสงแตงตงกรรมการสอบสวนขึ้นใหมแทน ทั้งนี้ ใหนําขอ ๓


และขอ ๕ มาใชบังคบโดยอนุโลม แตถาเห็นวาการคัดคานไมมีเหตุผลพอที่จะรับฟงได ใหสั่ง

ยกการคัดคานนั้น การสั่งยกการคัดคานใหเปนที่สุด


ในกรณีที่ผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนไมพิจารณาสั่งการอยางหนึ่งอยางใดภายในสิบหาวน
ั่



ั้







ทําการตามวรรคสาม ใหถอวากรรมการสอบสวนที่ถกคดคานพนจากการเปนกรรมการสอบสวน และให
ั้
ประธานกรรมการรายงานไปยังผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดําเนินการตามขอ ๖ ตอไป

ั่

การพนจากการเปนกรรมการสอบสวนไมกระทบถึงการสอบสวนที่ไดดาเนินการไปแลว


ั้



ั่



ขอ ๙ ผูถกกลาวหามีสทธิคดคานผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน ถาผูนั้นมีเหตอยางหนึ่ง
อยางใดตามขอ ๘ วรรคหนึ่ง


ั่





ั้


การคัดคานตามวรรคหนึ่งใหกระทําไดภายในเจ็ดวนทําการนับแตวนรบทราบคาสงแตงตง

คณะกรรมการสอบสวน โดยทําเปนหนังสือยื่นตอผูบังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปหนึ่งชั้นของผูสั่งแตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวน

ในการพิจารณาเรื่องการคดคาน ใหผูบังคบบัญชาชั้นเหนือขนไปหนึ่งชั้นของผูสงแตงตง

ั่



ั้
ึ้

คณะกรรมการสอบสวนมีอํานาจตรวจสอบขอเท็จจรงไดตามความเหมาะสม และใหสงการภายในสิบหาวัน
ั่



ทําการนับแตวนที่ไดรบหนังสอคดคาน พรอมทั้งแสดงเหตุผลในการพิจารณาสั่งการดวย เมื่อผูบังคับ







ั่
ั้
บัญชาชั้นเหนือขนไปหนึ่งชั้นของผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนวินิจฉยสงการอยางใดแลว

ั่


ึ้

ื่

ใหแจงใหผูถกกลาวหาทราบและสงเรองใหประธานกรรมการรวมไวในสานวนการสอบสวน





ในกรณีที่เหนวาการคัดคานมีเหตผลรบฟงได ใหสงใหผูนั้นพนจากการเปนผูมีอํานาจพิจารณา

ั่






สานวนการสอบสวนตามขอ ๔๐ และขอ ๔๑ รวมทั้งการพิจารณาสั่งการตามผลการสอบสวนที่เสรจสนแลว
ิ้


และใหผูบังคบบัญชาชั้นเหนือขนไปหนึ่งชั้นของผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนหรือผูที่ไดรบ

ั้
ั่
ึ้



มอบหมายจากผูบังคบบัญชาดงกลาวเปนผูมีอํานาจพิจารณาหรือสั่งการแทน ถาเห็นวาการคัดคานไมมี


ั่



เหตผลพอที่จะรบฟงได ใหสงยกการคัดคานนั้น ทั้งนี้ การสั่งยกการคัดคานใหเปนที่สุด




ในกรณีที่ผูพิจารณาการคัดคานไมพิจารณาสั่งการอยางหนึ่งอยางใดภายในสิบหาวนทําการตาม

วรรคสาม ใหถอวาผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนที่ถูกคัดคานพนจากการเปนผูมีอํานาจพิจารณา
ั้




ั่

143



หนา ๓๒

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐



ิ้

สานวนการสอบสวนตามขอ ๔๐ และขอ ๔๑ รวมทั้งการพิจารณาสั่งการตามผลการสอบสวนที่เสรจสนแลว
ึ้
และใหผูบังคบบัญชาชั้นเหนือขนไปหนึ่งชั้นของผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนหรือผูที่ไดรบ




ั้
ั่

ั่
มอบหมายจากผูบังคบบัญชาดงกลาว เปนผูมีอํานาจพิจารณาหรอสงการแทน


การพนจากการเปนผูมีอํานาจพิจารณาสํานวนการสอบสวนหรือสงการตามผลการสอบสวนที่
ั่
เสรจสนแลวตามวรรคสี่และวรรคหา ไมกระทบถึงการแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือการสอบสวนที่ได
ิ้


ดาเนินการไปแลว


ขอ ๑๐ ในการสอบสวน คณะกรรมการสอบสวนตองใหผูถกกลาวหามีโอกาสไดทราบ









ขอเท็จจรงอยางเพียงพอ และมีโอกาสไดโตแยงและแสดงพยานหลักฐานของตน เวนแตจะมีผลทําให 


ระยะเวลาที่กฎหมายหรือกฎ ก.ค.ศ. นี้กาหนดตองลาชาออกไป หรอปรากฏโดยสภาพเห็นไดชัดวาการให




โอกาสดังกลาวไมอาจกระทําได รวมทั้งมีสิทธิขอตรวจดูเอกสารที่จําเปนตองรูเพื่อการโตแยงหรือชี้แจง
หรอปองกนสทธิของตนได




การอางพยานหลักฐานแกขอกลาวหา ผูถกกลาวหาจะนําพยานหลักฐานมาเองหรือจะอาง

พยานหลักฐานแลวขอใหคณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานหลักฐานนั้นมาก็ได 


ขอ ๑๑ ในการสอบสวนวินัยอยางรายแรง ผูถูกกลาวหามีสิทธินําทนายความหรือที่ปรึกษา




ของตนเขามารวมฟงการสอบสวนก็ได แตจะใหถอยคาหรอตอบคาถามแทนผูถกกลาวหา หรอเสนอ






ความเห็นใดแกคณะกรรมการสอบสวนไมได

ขอ ๑๒ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเรียกบุคคลใดมาเปนพยาน ใหบุคคลนั้นมาชี้แจง




หรอใหถอยคาตามวัน เวลา และสถานที่ที่คณะกรรมการสอบสวนกําหนด

ขอ ๑๓ ในการสอบสวน ถามีการอางเจาหนาที่ของรฐเปนพยาน ใหถอเปนหนาที่ของ





ผูบังคบบัญชาทุกระดบชั้นที่จะตองอํานวยความสะดวก ใหความคุมครองพยานจากการถูกกลั่นแกลงหรอ




การปฏิบัติที่ไมเปนธรรมจากการปฏิบัตหนาที่ของพยานนั้น และประสานงานกับสานักงานอัยการสงสด



เพื่อเปนทนายแกตางในกรณีที่ถูกฟองรองในคดีแพงหรือคดีอาญา





เจาหนาที่ของรฐที่ไปใหถอยคาตอคณะกรรมการสอบสวนในฐานะพยาน ใหถอวาเปนการปฏิบัต ิ


หนาที่ราชการ
ั่
ในกรณีที่พยานมิใชเจาหนาที่ของรัฐ ใหคณะกรรมการสอบสวนหรือผูสงแตงตงคณะกรรมการ

ั้


สอบสวน อํานวยความสะดวกและใหความคุมครองแกพยานผูใหขอมูลที่เปนประโยชนตอทางราชการอยาง



เหมาะสมตามควรแกกรณี

144



หนา ๓๓

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐


หมวด ๓

อํานาจหนาที่ของคณะกรรมการสอบสวน




ขอ ๑๔ คณะกรรมการสอบสวนมีหนาที่สอบสวนตามหลักเกณฑ วธีการ และระยะเวลาที่


กาหนดในกฎ ก.ค.ศ. นี้ เพื่อแสวงหาความจริงในเรื่องที่กลาวหา โดยใหเรมการสอบสวนและดําเนิน
ิ่

กระบวนการพิจารณาอยางรวดเร็วและเปนธรรม ทั้งนี้ ในการพิจารณาใชดลพินิจจะตองกระทําอยางอิสระ





และเปนกลาง โดยปราศจากอคติอยางใด ๆ ตอผูถกกลาวหา


ใหคณะกรรมการสอบสวนรวบรวมประวัตและความประพฤติของผูถกกลาวหาที่เกยวของกบเรื่อง




ี่


ที่กลาวหาเทาที่จาเปน รวมทั้งขอเท็จจริงที่ไดจากการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง เพื่อประกอบการพิจารณา


ใหคณะกรรมการสอบสวนจัดทําบันทึกประจําวนที่มีการสอบสวนไวทุกครั้ง
ขอ ๑๕ คณะกรรมการสอบสวนมีหนาที่รวบรวมพยานหลักฐานที่เหนวาจาเปน เพื่อที่จะ













พิสจนใหเหนความผิดหรอความบริสทธิ์ของผูถกกลาวหา ในการนี้ ใหรวมถึงการดาเนินการดงตอไปนี้ดวย
ี่
(๑) การแสวงหาพยานหลักฐานทุกอยางที่เกยวของ




(๒) รบฟงพยานหลักฐาน คาชี้แจง หรอความเห็นของผูถกกลาวหา พยานบุคคลหรอพยาน


ผูเชี่ยวชาญ เวนแตกรณีที่เหนวาเปนการกลาวอางที่ไมจาเปน ฟุมเฟอย หรอเพื่อประวิงเวลา





(๓) ขอขอเท็จจรงหรอความเห็นจากคูกรณี พยานบุคคล หรอพยานผูเชี่ยวชาญ ทั้งทีเปนคณและ






เปนโทษแกผูถูกกลาวหา
(๔) ขอใหผูครอบครองเอกสารสงเอกสารที่เกยวของ

ี่
(๕) ออกไปตรวจสถานที่

ื่

ขอ ๑๖ เมื่อประธานกรรมการไดรบเรองตามขอ ๕ (๒) แลว ใหประธานกรรมการดําเนินการ
ประชุมคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาวางแนวทางการสอบสวนตอไป

ขอ ๑๗ การประชุมคณะกรรมการสอบสวนตองมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไมนอยกวา
ึ่



กงหนึ่งของจํานวนกรรมการสอบสวนทั้งหมดจึงจะเปนองคประชุม เวนแตการประชุมตามขอ ๒๔ และ


ขอ ๓๘ ตองมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไมนอยกวาสามคนและไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวน
กรรมการสอบสวนทั้งหมด

145



หนา ๓๔

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐






การประชุมคณะกรรมการสอบสวนตองมีประธานกรรมการอยูรวมประชุมดวย แตในกรณีจาเปน

ที่ประธานกรรมการไมสามารถเขาประชุมได ใหกรรมการสอบสวนที่มาประชุมเลือกกรรมการสอบสวน


คนหนึ่งทําหนาที่แทน


การนัดประชุมคณะกรรมการสอบสวนตองทําเปนหนังสอและแจงใหกรรมการสอบสวนทุกคน

ทราบลวงหนาไมนอยกวาสามวันทําการ เวนแตกรรมการสอบสวนนั้นจะไดทราบการนัดในที่ประชุมแลว



ึ่





หรอมีเหตุจาเปนเรงดวนซงประธานกรรมการจะนัดประชุมเปนอยางอื่นได


การลงมตของที่ประชุมคณะกรรมการสอบสวนใหถือเสียงขางมาก ถาคะแนนเสียงเทากัน

ใหประธานกรรมการในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขนอีกเสยงหนึ่งเปนเสยงชี้ขาด

ึ้



ในการประชุมตองมีรายงานการประชุมเปนหนังสอ ถามีความเห็นแยงใหบันทึกความเห็นแยง





พรอมทั้งเหตผลไวในรายงานการประชุม




ขอ ๑๘ คณะกรรมการสอบสวนมีหนาที่ตองแจงสทธิและหนาที่ของผูถกกลาวหาตามขอ ๘

ขอ ๙ ขอ ๑๐ และขอ ๑๑ ใหผูถูกกลาวหาทราบกอนสอบปากคําผูถูกกลาวหา





ในกรณีที่คาขอหรอคาชี้แจงมีขอบกพรองหรอมีขอความที่อานไมเขาใจหรอผิดหลง อันเห็นได 




ชัดวาเกิดจากความไมร หรอความเลินเลอของผูกลาวหา ผูถกกลาวหา หรอพยาน แลวแตกรณี





ู





ใหคณะกรรมการสอบสวนแนะนําใหบุคคลดงกลาวแกไขเพิ่มเตมใหถกตอง




ั้
ขอ ๑๙ ในกรณีที่ผูไดรบแตงตงเปนกรรมการสอบสวนเห็นวาตนมีเหตอันอาจถูกคดคานตาม


ขอ ๘ วรรคหนึ่ง ใหผูนั้นรายงานตอผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน เพื่อพิจารณาวาจะใหผูนั้นเปน

ั้

ั่

กรรมการสอบสวนตามคําสงตอไปอีกหรอไม
ั่

หมวด ๔
วิธีการสอบสวน






ขอ ๒๐ การสอบสวนกรณีที่ถกกลาวหาวากระทําผิดวนัยอยางรายแรง ใหคณะกรรมการ




สอบสวนดาเนินการสอบสวนใหแลวเสรจโดยใหดาเนินการดงตอไปนี้




(๑) ดาเนินการประชุมตามขอ ๑๖ โดยแจงและอธิบายขอกลาวหาตามขอ ๒๓ ใหผูถกกลาวหา



ทราบภายในสบหาวนนับแตวนที่ประธานกรรมการไดรบทราบคําสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน
ั้






ั่

ี่


(๒) รวบรวมพยานหลักฐานที่เกยวของกับเรองที่กลาวหาภายในหกสิบวนนับแตวนที่ได 



ดําเนินการตาม (๑) แลวเสร็จ

146



หนา ๓๕

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐





(๓) แจงขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหาตามขอ ๒๔ ใหผูถก






กลาวหาทราบภายในสิบหาวนนับแตวนที่ไดดาเนินการตาม (๒) แลวเสร็จ


(๔) รวบรวมพยานหลักฐานที่ผูถกกลาวหาอาง ใหแลวเสรจภายในหกสิบวนนับแตวนที่ได 





ดาเนินการตาม (๓) แลวเสรจ

(๕) ประชุมพิจารณาลงมติและทํารายงานการสอบสวนเสนอตอผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการ



สอบสวนภายในสามสิบวนนับแตวนที่ไดดาเนินการตาม (๔) แลวเสร็จ


ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนไมสามารถดาเนินการใหแลวเสรจภายในกําหนดระยะเวลาตาม

(๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) ได ใหประธานกรรมการรายงานเหตุที่ทําใหการสอบสวนไมแลวเสรจตอผูสง



ั่



ั้
ั่
แตงตงคณะกรรมการสอบสวนเพื่อขอขยายระยะเวลาการสอบสวน ในกรณีเชนนี้ ใหผูสงแตงตง
ั้

คณะกรรมการสอบสวนสั่งขยายระยะเวลาดําเนินการไดตามความจําเปนครั้งละไมเกนหกสิบวัน
ี่

การสอบสวนเรื่องใดที่คณะกรรมการสอบสวนดําเนินการไมแลวเสรจภายในสองรอยสสบวน




ั้
ั่
ใหประธานกรรมการรายงานเหตุใหผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนเพื่อรายงานให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่
การศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี เพื่อมีมตใหเรงรดการสอบสวนใหแลวเสร็จ





ภายในระยะเวลาที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. กาหนด ตามเหตผล


และความจําเปน

ขอ ๒๑ การสอบสวนกรณีที่ถกกลาวหาวากระทําผิดวนัยไมรายแรง ใหคณะกรรมการ




สอบสวนดาเนินการสอบสวนใหแลวเสรจภายในเกาสิบวันนับแตวันที่ประธานกรรมการไดรับทราบคําสั่ง

ั้

ั้
แตงตงคณะกรรมการสอบสวน ทั้งนี้ ใหนําขนตอนการสอบสวนตามขอ ๒๐ (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕)

มาใชบังคบโดยอนุโลม

ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนไมสามารถดาเนินการใหแลวเสรจภายในกําหนดระยะเวลาตาม


วรรคหนึ่ง ใหประธานกรรมการรายงานเหตุที่ทําใหการสอบสวนไมแลวเสรจตอผูสงแตงตงคณะกรรมการ
ั่


ั้


สอบสวนเพื่อขอขยายระยะเวลาการสอบสวน ในกรณีเชนนี ใหผูสงแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนสั่งขยาย
ั่

ระยะเวลาดําเนินการไดตามความจําเปนแตไมเกนสามสิบวัน และเรงรัดการสอบสวนใหแลวเสรจตอไป


ขอ ๒๒ การนําเอกสารหรือวตถุมาใชเปนพยานหลักฐานในสํานวนการสอบสวนใหกรรมการ

สอบสวนบันทึกไวดวยวาไดมาอยางไร จากผูใด และเมื่อใด



เอกสารที่ใชเปนพยานหลักฐานในสํานวนการสอบสวนใหใชตนฉบับ แตถาไมอาจนําตนฉบับมา











ไดจะใชสาเนาที่กรรมการสอบสวนหรือผูมีหนาที่รบผิดชอบรบรองวาเปนสาเนาถูกตองกได 

147



หนา ๓๖

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐









ถาหาตนฉบับเอกสารไมไดเพราะสูญหายหรอถกทําลาย หรอโดยเหตประการอื่น จะใหนําสาเนา


หรอพยานบุคคลมาสืบก็ได 
เมื่อมีการอางพยานหลักฐานใดในการพิสจนความผิดหรอความบรสทธิ์ของผูถกกลาวหา








ใหคณะกรรมการสอบสวนอานหรอสงตนฉบับหรอพยานหลักฐานนั้นใหผูถกกลาวหาตรวจด ถาผูถกกลาวหา







ตองการสําเนาใหคณะกรรมการสอบสวนสงสาเนาใหแกผูถกกลาวหาตามที่เหนสมควร




คณะกรรมการสอบสวนอาจขอใหพยานผูเชียวชาญในเรองนั้นมาใหความเห็นหรือทําความเห็น
ื่

เปนหนังสอประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการสอบสวนก็ได 

ขอ ๒๓ เมื่อไดพิจารณาเรื่องที่กลาวหาและวางแนวทางการสอบสวนตามขอ ๑๖ แลว



ใหคณะกรรมการสอบสวนเรียกผูถกกลาวหามาเพื่อแจงและอธิบายขอกลาวหาที่ปรากฏตามเรื่องที่กลาวหา



ใหทราบวาผูถกกลาวหาไดกระทําการใด เมื่อใด อยางไร ในการนี้ ใหคณะกรรมการสอบสวนแจงสทธิ



และหนาที่ของผูถกกลาวหาตามขอ ๑๘ วรรคหนึ่ง และแจงดวยวาผูถูกกลาวหามีสิทธิที่จะไดรับแจงสรุป




พยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหา และมีสทธิที่จะใหถอยคาหรอชี้แจงแกขอกลาวหา ตลอดจนอาง



พยานหลักฐานหรือนําพยานหลักฐานมาสืบแกขอกลาวหาไดตามขอ ๒๔




การแจงและอธิบายขอกลาวหาตามวรรคหนึ่ง ใหแจงเฉพาะพฤตการณเทาที่ปรากฏตามเรื่องที่



กลาวหาและตามพยานหลักฐาน โดยไมตองแจงกรณีและมาตราความผิด ทั้งนี้ ใหทําเปนบันทึกสองฉบับ
ซงมีสาระสําคญตามแบบ สว. ๒ ที่ ก.ค.ศ. กาหนด เพื่อมอบใหผูถกกลาวหาหนึ่งฉบับ และเก็บไวใน



ึ่

สานวนการสอบสวนหนึ่งฉบับโดยใหผูถกกลาวหาลงลายมือชื่อ และวน เดือน ปที่รับทราบไวเปน




หลกฐานดวย




เมื่อไดดาเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองแลว ใหคณะกรรมการสอบสวนถามผูถกกลาวหาวา



ไดกระทําการตามที่ถกกลาวหาหรอไม อยางไร








ในกรณีที่ผูถกกลาวหาใหถอยคารบสารภาพวาไดกระทําการตามที่ถกกลาวหา ใหคณะกรรมการ
สอบสวนแจงใหผูถกกลาวหาทราบวาการกระทําตามที่ถกกลาวหาดงกลาวเปนความผิดวินัยกรณีใด













หากผูถกกลาวหายงคงยนยนตามที่รบสารภาพ ใหบันทึกถอยคารบสารภาพรวมทั้งเหตผลในการรับสารภาพ

และสาเหตแหงการกระทําไวดวย ในกรณีเชนนี้ คณะกรรมการสอบสวนจะไมทําการสอบสวนตอไปก็ได



หรอถาเหนเปนการสมควรที่จะไดทราบขอเท็จจรงและพฤตการณอันเกี่ยวกบเรองทีกลาวหาโดยละเอียด





ื่




จะทําการสอบสวนตอไปตามควรแกกรณีก็ได แลวดําเนินการตามขอ ๓๘ และขอ ๓๙ ตอไป

148



หนา ๓๗

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐






ในกรณีที่ผูถกกลาวหามิไดใหถอยคารบสารภาพหรอรบสารภาพบางสวน ใหคณะกรรมการ





ี่




สอบสวนดาเนินการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เกยวของกับขอกลาวหาแลวดาเนินการตาม

ขอ ๒๔ ตอไป


ในกรณีที่ผูถกกลาวหามา แตไมยอมลงลายมือชื่อรบทราบขอกลาวหา หรอไมมารบทราบ




ขอกลาวหา ใหคณะกรรมการสอบสวนสงบันทึกซึ่งมีสาระสําคัญตามแบบ สว. ๒ ทางไปรษณีย


ู

ึ่


ลงทะเบียนตอบรบไปใหผูถกกลาวหา ณ ที่อยของผูถกกลาวหา ซงปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ








หรอสถานที่ตดตอที่ผูถกกลาวหาแจงใหทราบ พรอมทั้งมีหนังสอสอบถามผูถกกลาวหาวาไดกระทําการ


ตามที่ถูกกลาวหาหรือไม ในกรณีเชนนี้ ใหทําบันทึกซึ่งมีสาระสําคัญตามแบบ สว. ๒ เปนสามฉบับ




เพื่อเก็บไวในสานวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ และสงใหผูถกกลาวหาสองฉบับ โดยใหผูถกกลาวหาเกบไว






หนึ่งฉบับและใหผูถกกลาวหาลงลายมือชื่อ และวัน เดอน ปที่รบทราบสงกลับคนมารวมไวในสํานวน

การสอบสวนหนึ่งฉบับ เมื่อลวงพนสบหาวนนับแตวนที่ไดดาเนินการดงกลาว หากไมไดรบแบบ สว. ๒










คนมา ใหถอวาผูถกกลาวหาไดทราบขอกลาวหาแลว และใหคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการตาม




วรรคหาตอไป




ขอ ๒๔ เมื่อไดดาเนินการตามขอ ๒๓ แลว ใหคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการประชุมเพื่อ



พิจารณาวามีพยานหลักฐานใดสนับสนุนขอกลาวหาวาผูถกกลาวหาไดกระทําการใด เมื่อใด อยางไร และ




ื่









ถาเหนวายงฟงไมไดวาผูถกกลาวหากระทําการตามที่ถกกลาวหา กใหมีความเห็นยตเรอง แลวดาเนินการ
ตามขอ ๓๘ และขอ ๓๙ โดยอนุโลม



ถาเหนวาเปนความผิดวนัยกรณีใด ตามมาตราใด กใหคณะกรรมการสอบสวนเรียกผูถูกกลาวหา



มาพบเพื่อแจงขอกลาวหา โดยระบุขอกลาวหาที่ปรากฏตามพยานหลักฐานวาเปนความผิดวนัยกรณีใด




ตามมาตราใด และสรปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหาเทาที่มีใหทราบ โดยระบุวัน เวลา สถานที่ และ





การกระทําที่มีลกษณะเปนการสนับสนุนขอกลาวหา สาหรบพยานบุคคลจะระบุหรอไมระบุชื่อพยานกได





ุ
โดยคานึงถึงหลกการคมครองพยาน ทั้งนี้ การแจงสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหา ใหแจง




พยานหลักฐานฝายกลาวหาเทาที่มีตามที่ปรากฏไวในสานวนใหผูถกกลาวหาทราบ แมพยานหลักฐานจะฟง



ไดเพียงวาเปนการกระทําผิดวินัยไมรายแรง
ึ่
การแจงขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหาตามวรรคสอง ใหทําบันทึกซง




มีสาระสําคญตามแบบ สว. ๓ ที่ ก.ค.ศ. กาหนด โดยทําเปนสองฉบับมอบใหผูถูกกลาวหาหนึ่งฉบับ และ

149



หนา ๓๘

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐






เกบไวในสานวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ โดยใหผูถกกลาวหาลงลายมือชื่อ และวัน เดอน ปที่รบทราบไว

เปนหลักฐานดวย





เมื่อไดดาเนินการดงกลาวแลว ใหคณะกรรมการสอบสวนถามผูถกกลาวหาวาจะยนคาชี้แจงแกขอ

ื่





ื่


กลาวหาเปนหนังสอหรอไม ถาผูถกกลาวหาประสงคจะยนคาชี้แจงเปนหนังสือ ใหคณะกรรมการสอบสวน






ื่
ใหโอกาสผูถกกลาวหายนคาชี้แจงภายในเวลาอันสมควร แตอยางชาไมเกนสบหาวนนับแตวนที่ไดรบทราบ






ขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหา และตองใหโอกาสผูถูกกลาวหาที่จะใหถอยคํา


ื่

เพิ่มเตมรวมทั้งนําสบแกขอกลาวหาดวย ในกรณีที่ผูถกกลาวหาไมประสงคจะยนคาชี้แจงเปนหนังสอ






ใหคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการเพื่อใหผูถกกลาวหาใหถอยคาและนําสบแกขอกลาวหาโดยเรว






เมื่อคณะกรรมการสอบสวนไดรวบรวมพยานหลักฐานตาง ๆ เสร็จแลว ใหดําเนินการตามขอ ๓๘
และขอ ๓๙ ตอไป






ในกรณีที่ผูถกกลาวหามา แตไมยอมลงลายมือชื่อรบทราบ หรอไมมารบทราบขอกลาวหาและ

สรปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหา ใหคณะกรรมการสอบสวนสงบันทึก ซงมีสาระสาคญตามแบบ




ึ่



สว. ๓ ทางไปรษณียลงทะเบียนตอบรบไปใหผูถกกลาวหา ณ ที่อยูของผูถูกกลาวหา ซึ่งปรากฏตาม




หลกฐานของทางราชการหรือสถานที่ตดตอที่ผูถกกลาวหาแจงใหทราบ พรอมทั้งมีหนังสอขอใหผูถก











กลาวหาชี้แจง นัดมาใหถอยคาและนําสบแกขอกลาวหา ในกรณีเชนนี้ ใหทําบันทึกซงมีสาระสําคญตาม


แบบ สว. ๓ เปนสามฉบับ เพื่อเก็บไวในสํานวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ และสงใหผูถูกกลาวหาสองฉบับ




โดยใหผูถกกลาวหาเกบไวหนึ่งฉบับและใหผูถกกลาวหาลงลายมือชื่อ และวัน เดอน ปที่รบทราบสงกลับ

คนมารวมไวในสานวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ เมื่อลวงพนสบหาวนนับแตวนที่ไดดาเนินการดงกลาว











หากไมไดรับแบบ สว. ๓ คืนหรือไมไดรับคําชี้แจงจากผูถูกกลาวหา หรือผูถูกกลาวหาไมมาใหถอยคําตามนัด




ใหถอวาผูถกกลาวหาไดทราบขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหาแลว และไม



ประสงคที่จะแกขอกลาวหา ในกรณีเชนนี้ คณะกรรมการสอบสวนจะไมสอบสวนตอไปก็ได หรือถาเห็น



เปนการสมควรที่จะไดทราบขอเท็จจรงเพิ่มเตมจะสอบสวนตอไปตามควรแกกรณีกได แลวดาเนินการตาม





ื่








ขอ ๓๘ และขอ ๓๙ ตอไป แตถาผูถกกลาวหามาขอใหถอยคํา ยนคาชี้แจงแกขอกลาวหา หรอขอนําสบ

แกขอกลาวหากอนที่คณะกรรมการสอบสวนจะเสนอสํานวนการสอบสวนตามขอ ๓๙ โดยมีเหตผล

อันสมควร ใหคณะกรรมการสอบสวนใหโอกาสแกผูถูกกลาวหาตามที่ผูถูกกลาวหารองขอ

ขอ ๒๕ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนไดรวบรวมพยานหลักฐานตามขอ ๒๔ เสรจแลว
ั่

กอนเสนอสํานวนการสอบสวนตอผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนตามขอ ๓๙ ถาคณะกรรมการสอบสวน

ั้


150



หนา ๓๙

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐









เหนวา จาเปนจะตองรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเตมก็ใหดาเนินการได ถาพยานหลักฐานที่ไดเพิ่มเตมมา




นั้นเปนพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหา ใหคณะกรรมการสอบสวนสรุปพยานหลักฐานดังกลาว





ใหผูถกกลาวหาทราบ และใหโอกาสผูถกกลาวหาที่จะใหถอยคาหรอนําสบแกเฉพาะพยานหลักฐานเพิ่มเตมที่



สนับสนุนขอกลาวหานั้น ทั้งนี ใหนําขอ ๒๔ มาใชบังคบโดยอนุโลม



ื่
ึ่




ื่




ขอ ๒๖ ผูถกกลาวหาซงไดยนคาชี้แจงหรอใหถอยคาแกขอกลาวหาไวแลว มีสทธิยนคาชี้แจง







เพิ่มเติม หรอขอใหถอยคาหรอนําสบแกขอกลาวหาเพิ่มเตมตอคณะกรรมการสอบสวนกอนการสอบสวน

แลวเสร็จ หากคณะกรรมการสอบสวนเห็นวามีเหตผลอันสมควรก็ใหรบไวพิจารณาตอไป






ั่
ู
เมื่อการสอบสวนแลวเสรจและยงอยระหวางการพิจารณาของผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน


ั้
หรอผูบังคับบัญชาคนใหมตามขอ ๓๗ ผูถูกกลาวหาจะยื่นคําชี้แจงตอบุคคลดังกลาวก็ได ในกรณีเชนนี้



ใหรบคาชี้แจงนั้นรวมไวในสานวนการสอบสวนเพื่อประกอบการพิจารณาดวย


ขอ ๒๗ ในการสอบปากคําผูถกกลาวหาและพยาน ตองมีกรรมการสอบสวนไมนอยกวา



กงหนึ่งของจํานวนกรรมการสอบสวนทั้งหมดจึงจะสอบสวนได
ึ่


ขอ ๒๘ กอนเรมสอบปากคําพยาน ใหคณะกรรมการสอบสวนแจงใหพยานทราบวากรรมการ
ิ่




สอบสวนมีฐานะเปนเจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การใหถอยคาอันเปนเท็จตอกรรมการ
สอบสวนอาจเปนความผิดตามกฎหมาย
ึ่




ในการสอบปากคําผูเสยหายหรอพยานซงเปนเด็ก ใหสอบสวนในสถานที่ที่เหมาะสมสําหรบเดก



และใหมีขาราชการครูที่เปนกลางและเชื่อถอได และบุคคลที่เดกรองขอหรอไววางใจเขารวมในการ







ั้
สอบปากคํานั้นดวย หากผูเสยหายหรอพยานซงเปนเดกตงรงเกียจขาราชการครูดังกลาวขางตนใหเปลี่ยนตัว


ึ่


บุคคลนั้น




ในกรณีผูเสยหายหรอพยานเปนคนหูหนวกหรอเปนใบ หรอทั้งหหนวกและเปนใบ หรอมีความ



พิการทางกาย หรอไมเขาใจภาษาไทยและจําเปนตองใชลาม ใหคณะกรรมการสอบสวนจัดหาลามที่เปน




กลางและเชื่อถอไดใหแกบุคคลดงกลาว




ขอ ๒๙ ในการสอบปากคําผูถกกลาวหาและพยาน หามมิใหกรรมการสอบสวนกระทําหรือ




ู




ึ่
จดใหกระทําการใด ๆ ซงเปนการใหคามั่นสญญา ขเขญ หลอกลวง หรอกระทําโดยมิชอบดวยประการใด ๆ



เพื่อจงใจใหบุคคลนั้นใหถอยคาอยางใด ๆ หรอกระทําใหทอใจ หรอใชกลอุบายอื่นเพื่อปองกนมิใหบุคคล






ึ่



ใดใหถอยคาหรอไมใหถอยคาซงอยากจะใหดวยความเตมใจในเรื่องที่ถกกลาวหานั้น





151



หนา ๔๐
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐



ขอ ๓๐ ในการสอบปากคําผูถกกลาวหาและพยาน ใหคณะกรรมการสอบสวนเรียกผูซงจะถูก


ึ่
ู



สอบปากคําเขามาในที่สอบสวนคราวละหนึ่งคน และหามมิใหบุคคลอื่นอยในที่สอบสวน เวนแต 






ทนายความหรอที่ปรกษาของผูถกกลาวหา หรอบุคคลตามขอ ๒๘ วรรคสอง หรอวรรคสาม หรอบุคคล

ึ่
ซงคณะกรรมการสอบสวนอนุญาตใหอยในที่สอบสวนเพื่อประโยชนแหงการสอบสวน
ู


การสอบปากคําผูถกกลาวหาและพยาน ใหบันทึกถอยคาซงมีสาระสําคญตามแบบ สว. ๔ หรือ


ึ่








แบบ สว. ๕ ที่ ก.ค.ศ. กาหนด แลวแตกรณี เมื่อไดบันทึกถอยคาเสรจแลวใหอานใหผูใหถอยคาฟงหรอ










จะใหผูใหถอยคาอานเองก็ได ถามีการแกไข ทักทวง หรอเพิ่มเติม กใหแกไขใหถกตอง หรอมิฉะนั้นก็ให 




บันทึกไว เมื่อผูใหถอยคารบวาถูกตองแลว ใหผูใหถอยคํา ผูเขารวมฟงตามวรรคหนึ่งที่อยูในที่สอบสวน



และผูบันทึกถอยคาลงลายมือชื่อไวเปนหลักฐาน และใหกรรมการสอบสวนทุกคนซึ่งรวมสอบสวน




ลงลายมือชื่อรบรองไวในบันทึกถอยคานั้นดวยถาบันทึกถอยคามีหลายหนาใหกรรมการสอบสวนอยางนอย





หนึ่งคนกับผูใหถอยคาลงลายมือชื่อกากับไวทุกหนา


ในการบันทึกถอยคํา หามมิใหขูดลบหรือบันทึกขอความทับ ถาจะตองแกไขขอความที่ไดบันทึก



ไวแลว ใหใชวธีขดฆาหรอตกเตม และใหกรรมการสอบสวนผูรวมสอบสวนอยางนอยหนึ่งคนกับผูให 











ถอยคาลงลายมือชื่อกากับไวทุกแหงที่ขดฆาหรอตกเติม


ในกรณีที่ผูใหถอยคาหรอผูเขารวมฟงตามวรรคหนึ่งที่อยในที่สอบสวนไมยอมลงลายมือชื่อ
ู








ใหบันทึกเหตุนั้นไวในบันทึกถอยคานั้น และใหกรรมการสอบสวนทุกคนซึ่งรวมสอบสวนลงลายมือชื่อ
รบรองไวดวย


ในกรณีที่ผูใหถอยคาไมสามารถลงลายมือชื่อได ใหนํามาตรา ๙ แหงประมวลกฎหมายแพงและ




พาณิชยมาใชบังคบโดยอนุโลม



ในกรณีที่พยานไมมาหรอมาแตไมใหถอยคํา หรอคณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานไมไดภายใน




เวลาอันสมควร คณะกรรมการสอบสวนจะไมสอบสวนพยานนั้นก็ได แตตองบันทึกเหตุนั้นไวในบันทึก
ประจําวนที่มีการสอบสวนตามขอ ๑๔ วรรคสาม และรายงานการสอบสวนตามขอ ๓๙

ขอ ๓๑ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นวา การสอบสวนพยานหลักฐานใดจะทําให 



การสอบสวนลาชาโดยไมจาเปน หรอมิใชพยานหลักฐานในประเด็นสาคัญ จะงดการสอบสวนพยานหลักฐาน


นั้นก็ได แตตองบันทึกเหตุนั้นไวในบันทึกประจําวนที่มีการสอบสวนตามขอ ๑๔ วรรคสาม และรายงาน


การสอบสวนตามขอ ๓๙

152



หนา ๔๑

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐


ขอ ๓๒ ในกรณีที่จะตองสอบสวนหรือรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งอยตางทองที่ ประธาน

ู


ั้
ั่
กรรมการจะรายงานตอผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน เพื่อดาเนินการมอบหมายใหหวหนา






สวนราชการ ผูบรหารสถานศึกษา หรอผูบรหารหนวยงานการศึกษา ในทองที่นั้นสอบสวนหรอรวบรวม







พยานหลักฐานแทนก็ได โดยกําหนดประเด็นหรอขอสาคญที่จะตองสอบสวนไปให ในกรณีเชนนี้
ใหหวหนาสวนราชการ ผูบริหารสถานศึกษา หรือผูบริหารหนวยงานการศึกษาที่ไดรับมอบหมาย









เลอกขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาหรอขาราชการฝายพลเรอนที่เหนสมควรอยางนอยอีกสองคน
มารวมเปนคณะทําการสอบสวน


ในการปฏิบัตหนาที่ตามวรรคหนึ่ง ใหคณะทําการสอบสวนมีฐานะเปนคณะกรรมการสอบสวน

ตามกฎ ก.ค.ศ. นี้ และใหนําขอ ๒๗ ขอ ๒๘ ขอ ๒๙ และขอ ๓๐ มาใชบังคับโดยอนุโลม



ขอ ๓๓ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นวา กรณีมีมูลวาผูถกกลาวหากระทําผิดวนัย






ไมรายแรงหรออยางรายแรง หรอหยอนความสามารถในอันที่จะปฏบัตหนาที่ราชการ บกพรองในหนาที่







ราชการ หรอประพฤตตนไมเหมาะสมกับตาแหนงในอันที่จะปฏบัติหนาที่ราชการในเรื่องอื่นนอกจากที่


ระบุไวในคาสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน ใหประธานกรรมการรายงานไปยังผูสงแตงตงคณะกรรมการ
ั่

ั่


ั้

ั้
สอบสวนโดยเร็ว ถาผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนเห็นวากรณีมีมูลที่ควรกลาวหาวากระทําผิดวนัย
ั้




ั่


ไมรายแรงหรออยางรายแรง หรอหยอนความสามารถในอันที่จะปฏบัตหนาที่ราชการ บกพรองในหนาที่








ราชการ หรือประพฤติตนไมเหมาะสมกับตําแหนงในอันที่จะปฏิบัติหนาที่ราชการตามที่รายงาน ก็ใหสั่ง
ั้
แตงตงคณะกรรมการสอบสวน โดยจะแตงตงคณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเปนผูทําการสอบสวน
ั้





ั้
หรอแตงตงคณะกรรมการสอบสวนใหมกได 
ขอ ๓๔ ในกรณีที่การสอบสวนพาดพิงไปถึงขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผูอื่นวามี





สวนรวมในการกระทําการในเรื่องที่ทําการสอบสวนนั้นดวย ใหคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาใน




เบื้องตนวา ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผูนั้นมีสวนรวมกระทําการในเรื่องที่สอบสวนดวย




ู
ื่





หรอไม ถาเห็นวาผูนั้นมีสวนรวมกระทําการในเรองที่สอบสวนนั้นอยดวย ใหประธานกรรมการรายงาน
ไปยงผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาดาเนินการตามควรแกกรณีโดยเร็ว

ั่

ั้

ั่
ในกรณีที่ผูสงแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นวากรณีมีมูลที่ควรกลาวหาวากระทําผิดวินัย



ั้
ั้
อยางรายแรง หรอเปนความผิดกรณีอื่นตามที่รายงาน กใหสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน โดยจะแตงตง
ั่



ั้



คณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเปนผูสอบสวน หรอจะแตงตงคณะกรรมการสอบสวนใหมกได ทั้งนี้


153



หนา ๔๒

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐





ใหดาเนินการตามหลักเกณฑและวิธีการที่กาหนดในกฎ ก.ค.ศ. นี้ ในกรณีเชนนี้ ใหใชพยานหลักฐานที่ได 
สอบสวนมาแลวประกอบการพิจารณาได
ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนดําเนินการสอบสวนโดยแยกเปนสานวนการสอบสวนใหม




ใหนําสาเนาพยานหลักฐานที่เกยวของในสํานวนการสอบสวนเดิมรวมไวในสานวนการสอบสวนใหม


ี่




หรอบันทึกใหปรากฏดวยวานําพยานหลักฐานใดจากสํานวนการสอบสวนเดิม มาประกอบการพิจารณาใน

สานวนการสอบสวนใหมดวย

ขอ ๓๕ ในกรณีที่ผูบังคบบัญชาไดแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อสอบสวนขาราชการครู



ื่

และบุคลากรทางการศึกษาผูใด ในเรองที่ผูนั้นหยอนความสามารถในอันที่จะปฏิบัตหนาที่ราชการ


บกพรองในหนาที่ราชการ หรอประพฤตตนไมเหมาะสมกับตาแหนงหนาที่ราชการตามมาตรา ๑๑๑ และ


ผูบังคบบัญชาเห็นวาการสอบสวนเรื่องนั้นมีมูลวาเปนการกระทําผิดวนัยอยางรายแรงซึ่งผูบังคับบัญชา







เหนควรแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อทําการสอบสวนผูนั้นตามมาตรา ๙๘ ใหดําเนินการตามหลักเกณฑ

และวิธีการที่กาหนดในกฎ ก.ค.ศ. นี้ ในกรณีเชนนี้คณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๙๘ จะนําสานวน


การสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๑๑๑ มาประกอบการพิจารณาดวยกได 

ขอ ๓๖ ในกรณีที่มีคาพิพากษาถึงที่สดวาผูถกกลาวหากระทําผิดหรอตองรับผิดในคดีที่







ี่
เกยวกบเรื่องที่กลาวหา ถาคณะกรรมการสอบสวนเห็นวาขอเท็จจริงที่ปรากฏตามคําพิพากษาไดความ


ประจกษชัดอยแลว ใหถอเอาคาพิพากษานั้นเปนพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหา โดยไมตอง

ู





ี่



สอบสวนพยานหลักฐานอื่นที่เกยวของกบขอกลาวหา แตตองแจงใหผูถกกลาวหาทราบและแจงขอกลาวหา




พรอมทั้งสรปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหาตามที่ปรากฏในคําพิพากษาใหผูถูกกลาวหาทราบ ทั้งนี้
ใหนําขอ ๒๔ มาใชบังคบโดยอนุโลม

ขอ ๓๗ ในระหวางการสอบสวน แมจะมีการสั่งใหผูถกกลาวหาไปอยนอกบังคบบัญชาของ

ู


ผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน ใหคณะกรรมการสอบสวนทําการสอบสวนตอไปจนเสร็จ แลวทํา
ั่
ั้


รายงานการสอบสวนและเสนอสํานวนการสอบสวนตอผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อตรวจสอบ

ความถูกตองตามขอ ๔๓ ขอ ๔๔ ขอ ๔๕ และขอ ๔๖ และใหผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนสง
ั่


ั้


เรองใหผูบังคบบัญชาคนใหมของผูถกกลาวหา เพื่อดาเนินการตามขอ ๔๐ ตอไป ทั้งนี้ ใหผูบังคบบัญชา




ื่

คนใหมมีอํานาจตรวจสอบความถูกตองตามขอ ๔๓ ขอ ๔๔ ขอ ๔๕ และขอ ๔๖ ดวย


154



หนา ๔๓

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐


หมวด ๕

การทํารายงานการสอบสวน



ขอ ๓๘ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนไดรวบรวมพยานหลักฐานตาง ๆ เสรจแลว ใหประชุม


เพื่อพิจารณาสํานวนการสอบสวน โดยชั่งน้ําหนักพยานหลักฐานทั้งปวง ทั้งขอเท็จจรงอันเปนสาระสําคญ



ของการกระทํา ขอกฎหมายที่ยกขนอางอิงวินิจฉัย ขอพิจารณา และขอเสนอในการใชดลพินิจ
ึ้






ในการพิจารณาลงมติ ใหประธานกรรมการถามกรรมการสอบสวนทีละคน เพื่อใหออกความเห็น



ทุกคนในทุกประเดนที่พิจารณา ดงตอไปนี้


(๑) ในกรณีที่เหนวาผูถูกกลาวหากระทําผิดวินัย ก็ใหระบุดวยวาการกระทําของผูถูกกลาวหา
เปนความผิดวินัยกรณีใด ตามมาตราใด และสมควรไดรบโทษสถานใด







(๒) ในกรณีที่เหนวาผูถกกลาวหามิไดกระทําผิดวนัย หรอการกระทําของผูถกกลาวหาไมเปน

ความผิดวินัย ก็ใหมีความเห็นยุติเรื่อง



(๓) ผูถกกลาวหาหยอนความสามารถในอันที่จะปฏิบัตหนาที่ราชการ บกพรองในหนาที่ราชการ


หรอประพฤตตนไมเหมาะสมกับหนาที่ราชการตามมาตรา ๑๑๑ หรอไมอยางไร








ิ่

(๔) ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยอยางยงวา ผูถกกลาวหาไดกระทําผิดวนัยอยางรายแรง แตการ
สอบสวนไมไดความแนชัดพอที่จะรบฟงลงโทษปลดออกหรือไลออก ถาใหรบราชการตอไปจะเปนการ










เสยหายแกราชการตามมาตรา ๑๑๒ หรอไม อยางไร กใหมีความเห็นไปตามนั้น


ขอ ๓๙ เมื่อไดประชุมพิจารณาลงมติตามขอ ๓๘ แลว ใหคณะกรรมการสอบสวนทํารายงาน
ั้


การสอบสวนซึ่งมีสาระสําคญตามแบบ สว. ๖ ที่ ก.ค.ศ. กาหนด เสนอตอผูสงแตงตงคณะกรรมการ
ั่



สอบสวน หากกรรมการสอบสวนผูใดมีความเห็นแยง ใหทําความเห็นแยงแนบไวกับรายงานการสอบสวน

โดยถือเปนสวนหนึ่งของรายงานการสอบสวนดวย
รายงานการสอบสวนอยางนอยตองมีสาระสําคัญ ดงตอไปนี้





(๑) สรปขอเท็จจรงอันเปนสาระสําคญและพยานหลักฐาน ในกรณีที่ไมไดสอบสวนพยานตาม






ขอ ๓๐ วรรคหก และขอ ๓๑ ใหรายงานเหตุที่ไมไดสอบสวนนั้นใหปรากฏไว ในกรณีที่ผูถกกลาวหาให 




ถอยคารบสารภาพใหบันทึกเหตผลในการรับสารภาพไวดวย





(๒) วนิจฉยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหากับพยานหลักฐานที่หักลาง
ขอกลาวหา


155



หนา ๔๔

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐





(๓) ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนวา ผูถกกลาวหาไดกระทําผิดวนัยหรอไม อยางไร





ื่



ถาไมผิดใหเสนอความเห็นยุตเรอง ถาผิดใหระบุวาเปนความผิดวินัยกรณีใด ตามมาตราใด และสมควรไดรบ

โทษสถานใด หรอมีเหตุอันควรสงสัยวา หยอนความสามารถในอันที่จะปฏิบัตหนาที่ราชการ บกพรองใน








หนาที่ราชการ หรอประพฤตตนไมเหมาะสมกับตาแหนงหนาที่ราชการตามมาตรา ๑๑๑ หรอไม อยางไร
หรอมีเหตุอันควรสงสัยอยางยิ่งวาผูถูกกลาวหาไดกระทําผิดวินัยอยางรายแรง แตการสอบสวนไมไดความ


แนชัดพอที่จะรบฟงลงโทษปลดออกหรือไลออก ถาใหรบราชการตอไปจะเปนการเสียหายแกราชการ









และสมควรใหออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๒ หรอไม อยางไร พรอมทั้งขอสนับสนุนการใชดลพินิจ


เมื่อคณะกรรมการสอบสวนไดทํารายงานการสอบสวนแลว ใหเสนอสานวนการสอบสวน



พรอมทั้งสารบาญตอผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน และใหถือวาการสอบสวนแลวเสร็จ
หมวด ๖
การพิจารณาสั่งสานวนการสอบสวน



ั่
ขอ ๔๐ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนไดเสนอสํานวนการสอบสวนมาแลว ใหผูสงแตงตง

ั้



คณะกรรมการสอบสวนตรวจสอบความถูกตองของสานวนการสอบสวนตามขอ ๔๓ ขอ ๔๔ ขอ ๔๕


และขอ ๔๖ แลวดาเนินการ ดงตอไปนี้









(๑) ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นวาผูถกกลาวหาไมไดกระทําผิดหรอไมมีเหตที่จะให
ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๒ สมควรยุตเรอง หรอกระทําผิดที่ยังไมถึงขั้นเปนการกระทําผิดวินัยอยาง
ื่




ั่


ั้

รายแรง ใหผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาสั่งการตามที่เหนสมควรโดยเร็ว ทั้งนี้ ตองไมเกน


หกสบวนนับแตวนไดรบสานวนการสอบสวน







(๒) ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นวาผูถกกลาวหาหยอนความสามารถในอันที่จะปฏบัต ิ

หนาที่ราชการ บกพรองในหนาที่ราชการ หรอประพฤตตนไมเหมาะสมกับหนาที่ราชการตามมาตรา ๑๑๑


ใหผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาสํานวนการสอบสวนดังกลาว หากเห็นวามีเหตุตามที่

ั่

ั้
คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นมา ใหผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการตามมาตรา ๑๑๑
(๓) ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นวาผูถกกลาวหากระทําผิดวนัยอยางรายแรง






ึ่

สมควรลงโทษปลดออกหรือไลออกซงจะตองสงเรองให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ.
ื่
ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. พิจารณาตามมาตรา ๑๐๐ วรรคสี่ (๑) หรือ (๒) หรือเปนกรณีตามมาตรา ๑๑๒ ใหผูมี
อํานาจตามมาตราดังกลาวดาเนินการโดยไมชักชา ทั้งนี้ ตองไมเกนหกสบวนนับแตวนไดรบสานวน











156



หนา ๔๕

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐



การสอบสวน และให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี พิจารณา





ใหแลวเสรจและมีมตโดยเร็ว และใหผูมีอํานาจสั่งการตามมติภายในหกสิบวนนับแตวนที่มีมติดงกลาว



ขอ ๔๑ ในกรณีที่ผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน ผูมีอํานาจตามมาตรา ๙๘ หรอมาตรา
ั่
ั้
๑๐๔ (๑) อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี เห็นสมควรให



ี่



สอบสวนเพิ่มเตมประการใด ใหกาหนดประเด็นพรอมทั้งสงเอกสารที่เกยวของไปใหคณะกรรมการ


สอบสวนคณะเดิม เพื่อดาเนินการสอบสวนเพิ่มเตมไดตามความจําเปน

ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมไมอาจทําการสอบสวนได หรือผูสั่งสอบสวนเพิ่มเติม

เหนเปนการสมควรจะแตงตงคณะกรรมการสอบสวนคณะใหมขนทําการสอบสวนเพิ่มเตมก็ได ในกรณี
ั้


ึ้

เชนนี้ ใหนําขอ ๓ และขอ ๔ มาใชบังคบโดยอนุโลม
ใหคณะกรรมการสอบสวนทําการสอบสวนเพิ่มเตมใหแลวเสรจโดยเรว เมื่อสอบสวนเสร็จแลว








ี่
ใหสงพยานหลักฐานและเอกสารที่เกยวของที่ไดจากการสอบสวนเพิ่มเติม ไปใหผูสงสอบสวนเพิ่มเตมโดย
ั่

จัดทําความเห็นเฉพาะที่ไดจากการสอบสวนเพิ่มเติมประกอบไปดวยก็ได
เมื่อไดดาเนินการตามวรรคสามแลว ใหนําขอ ๔๐ มาใชบังคบโดยอนุโลม


ขอ ๔๒ การพิจารณาพยานหลักฐานวาผูถกกลาวหากระทําผิดวนัยหรอไม อยางไร










ใหพิจารณาจากพยานหลักฐานในสํานวนการสอบสวน และตองเปนพยานหลักฐานที่ไดสรปแจงใหผูถก
กลาวหาทราบแลวเทานั้น
หมวด ๗
การสอบสวนที่มิชอบและบกพรอง


ขอ ๔๓ ในกรณีที่ปรากฏวาการแตงตงคณะกรรมการสอบสวนไมถกตองตามขอ ๓ ใหการ


ั้


สอบสวนทั้งหมดเสียไป ในกรณีเชนนี้ ใหผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน ผูมีอํานาจตามมาตรา ๙๘
ั่
ั้



ั้


หรอมาตรา ๑๐๔ (๑) แตงตงคณะกรรมการสอบสวนใหมใหถกตอง
ขอ ๔๔ ในกรณีที่ปรากฏวาการสอบสวนตอนใดทําไมถกตอง ใหการสอบสวนตอนนั้นเสยไป




เฉพาะในกรณีดงตอไปนี้


(๑) การประชุมของคณะกรรมการสอบสวน มีกรรมการสอบสวนมาประชุมไมครบตามที่
กําหนดไวในขอ ๑๗ วรรคหนึ่ง

157



หนา ๔๖
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐



(๒) การสอบปากคําบุคคลดาเนินการไมถกตองตามที่กาหนดไวในขอ ๑๑ ขอ ๒๗ ขอ ๒๘







วรรคสอง ขอ ๒๙ ขอ ๓๐ วรรคหนึ่ง หรอขอ ๓๒ วรรคหนึ่ง

ั้


ในกรณีเชนนี้ ใหผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน ผูมีอํานาจตามมาตรา ๙๘ หรอมาตรา
ั่

๑๐๔ (๑) อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี สั่งให
คณะกรรมการสอบสวนดําเนินการตามกรณีดงกลาวใหมใหถกตองโดยเร็ว



ขอ ๔๕ ในกรณีที่ปรากฏวาคณะกรรมการสอบสวนไมเรยกผูถกกลาวหามารบทราบ




ขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหา หรอไมสงบันทึกการแจงขอกลาวหาและสรุป








พยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหาทางไปรษณียลงทะเบียนตอบรบไปใหผูถกกลาวหา หรอไมมี






ั่
ั้






หนังสอขอใหผูถกกลาวหาชี้แจงหรอนัดมาใหถอยคาหรอนําสบแกขอกลาวหาตามขอ ๒๔ ใหผูสงแตงตง

คณะกรรมการสอบสวน ผูมีอํานาจตามมาตรา ๙๘ หรอมาตรา ๑๐๔ (๑) อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา
ั้

ั่

อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตง หรอ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี สงใหคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการใหถกตอง







โดยเร็ว และตองใหโอกาสผูถกกลาวหาที่จะชี้แจง ใหถอยคาและนําสบแกขอกลาวหาตามที่กําหนดไวใน



ขอ ๒๔ ดวย
ในกรณีที่การสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนแตกตางจากขอกลาวหาที่คณะกรรมการ





สอบสวนไดแจงใหผูถกกลาวหาทราบ แตในการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนนั้น ถาผูถกกลาวหา




ู




ไมไดหลงขอตอสโดยไดแกขอกลาวหาในความผิดนั้นแลวซงไมทําใหเสยความเปนธรรม ใหถอวาการ
ึ่



สอบสวนและพิจารณานั้นใชได และใหลงโทษผูถูกกลาวหาไดตามบทมาตราหรือกรณีความผิดที่ถูกตอง

ขอ ๔๖ ในกรณีที่ปรากฏวาการสอบสวนตอนใดทําไมถกตองตามกฎ ก.ค.ศ. นี้ นอกจากที่



กาหนดไวในขอ ๔๓ ขอ ๔๔ และขอ ๔๕ ถาการสอบสวนตอนนั้นเปนสาระสําคญอันจะทําใหเสยความ




ั้
ั่
เปนธรรม ใหผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน ผูมีอํานาจตามมาตรา ๙๘ หรอมาตรา ๑๐๔ (๑) อ.ก.ค.ศ.


เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี สั่งใหคณะกรรมการสอบสวน






แกไขหรอดาเนินการตอนนั้นใหถกตองโดยเร็ว แตถาการสอบสวนตอนนั้นมิใชสาระสําคญอันจะทําใหเสย



ความเปนธรรม ผูมีอํานาจดังกลาวจะสั่งใหแกไขหรอดาเนินการใหถกตองหรอไมกได 







158



หนา ๔๗
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐



หมวด ๘

การนับระยะเวลา




ขอ ๔๗ การนับระยะเวลาตามกฎ ก.ค.ศ. นี้ สาหรบเวลาเรมตนใหนับวนถัดจากวันแรกแหง

ิ่






เวลานั้นเปนวนเรมนับระยะเวลา แตถาเปนกรณีขยายเวลาใหนับวนตอจากวันสดทายแหงระยะเวลาเดมเปน

ิ่









ิ่

วนเรมระยะเวลาที่ขยายออกไป สวนเวลาสิ้นสด ถาวนสดทายแหงระยะเวลาตรงกับวนหยดราชการ

ิ่

ใหนับวนเรมเปดทําการใหมเปนวนสดทายแหงระยะเวลา



บทเฉพาะกาล





ขอ ๔๘ การดาเนินการสอบสวนกอนที่กฎ ก.ค.ศ. นี้ใชบังคบ ใหคณะกรรมการสอบสวน
ดาเนินการตามหลักเกณฑและวิธีการที่ใชอยในขณะนั้นจนกวาจะแลวเสร็จ สวนการพิจารณาสั่งการของผูมี

ู


อํานาจตามมาตรา ๕๓ มาตรา ๙๘ หรอมาตรา ๑๐๔ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ.
ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี ใหดาเนินการตามกฎ ก.ค.ศ. นี้




ใหไว ณ วนที่ ๒๓ สงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐




วิจตร ศรสอาน

รฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ


ประธาน ก.ค.ศ.

159



หนา ๔๘

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐



หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใชกฎ ก.ค.ศ. ฉบบนี้ คือ โดยที่การดําเนินการทางวินัยแกขาราชการครู



ึ่



ี่
และบุคลากรทางการศึกษาซงมกรณีอนมมลทควรกลาวหาวากระทําผดวินัยนั้น ตองดําเนินกระบวนการ



สอบสวนพิจารณาโดยมิชกชา มความยุติธรรม และคุมครองสทธแกขาราชการครูและบคลากรทางการศึกษาที่



ถกกลาวหาหรือเปนผเสยหาย ตลอดจนพยานที่ใหถอยคําในการสอบสวน อันจะทําใหกระบวนการสอบสวน


ู

ไดความจริงและมีความยุติธรรม ประกอบกับมาตรา ๙๘ วรรคหก แหงพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการครู

และบคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ บญญัติวา การสอบสวนพิจารณาขาราชการครูและบคลากรทางการ





ึ่





ศกษาซงถกกลาวหาวากระทําผดวินัย ใหเปนไปตามหลกเกณฑและวิธการที่กําหนดในกฎ ก.ค.ศ.

จึงจําเปนตองออกกฎ ก.ค.ศ. นี้

160



หนา ๔๓
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑













กฎ ก.ค.ศ.




วาดวยการอุทธรณและการพิจารณาอุทธรณ
พ.ศ. ๒๕๕๐






อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๑๙ (๔) และมาตรา ๑๒๔ แหงพระราชบัญญัตระเบียบ


ขาราชการครและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ก.ค.ศ. โดยไดรบอนุมัตจากคณะรัฐมนตร ี




ออกกฎ ก.ค.ศ. ไว ดงตอไปนี้



ขอ ๑ ในกฎ ก.ค.ศ. นี้ เวนแตขอความจะแสดงใหเหนเปนอยางอื่น



“อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา” หมายความรวมถึง อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งดวย

“ปลัดกระทรวง” หมายความวา ปลัดกระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา ปลดกระทรวง




วฒนธรรม หรอปลัดกระทรวงอื่นที่มีขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกดตามที่กาหนด

ในพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ ไมรวมถึงปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ขอ ๒ การอุทธรณและการพิจารณาอุทธรณคําสั่งลงโทษทางวินัย ใหเปนไปตามหลักเกณฑ
และวิธีการที่กาหนดในกฎ ก.ค.ศ. นี้



ขอ ๓ การอุทธรณคาสงลงโทษทางวินัย ใหอุทธรณภายในสามสิบวนนับแตวนที่ไดรบ



ั่


แจงคาสั่ง


เพื่อประโยชนในการนับระยะเวลาอุทธรณ ใหถือวันที่ผูถูกลงโทษลงลายมือชื่อรับทราบคําสั่ง




ลงโทษทางวินัยเปนวนที่ไดรบแจงคาสั่ง
ั่

ในกรณีที่ผูถกลงโทษไมยอมลงลายมือชื่อรบทราบคําสงลงโทษทางวินัย แตไดมีการแจงคาสง



ั่

ลงโทษทางวินัยใหผูถกลงโทษทราบพรอมกับมอบสําเนาคําสงลงโทษทางวินัยใหผูถกลงโทษ รวมทั้ง
ั่




161



หนา ๔๔
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑




ู


ทําบันทึกลงวันเดอนป เวลา และสถานที่ที่แจง และลงลายมือชื่อผูแจง พรอมทั้งพยานรเหนไวเปน












หลกฐานแลว ใหถอวนที่แจงนั้นเปนวนที่ผูถกลงโทษไดรบแจงคาสั่ง
ั่



ในกรณีที่ไมอาจแจงใหผูถกลงโทษลงลายมือชื่อรบทราบคําสงลงโทษทางวินัยไดโดยตรง



แตไดมีการแจงเปนหนังสือโดยสงสําเนาคําสั่งลงโทษทางวินัยทางไปรษณียลงทะเบียนตอบรับไปให
ึ่



ู
ั่
ผูถกลงโทษ ณ ที่อยของผูถกลงโทษ ซงปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ โดยสงสาเนาคําสง



ลงโทษทางวินัยไปใหสองฉบับเพื่อใหผูถกลงโทษเก็บไวหนึ่งฉบับ และใหผูถกลงโทษลงลายมือชื่อ

และวนเดือนปที่รับทราบคําสั่งลงโทษทางวินัยสงกลับคืนมาเพื่อเก็บไวเปนหลักฐานหนึ่งฉบับ ในกรณี


เชนนี้ เมื่อลวงพนระยะเวลาสิบหาวนนับแตวนที่ปรากฏในใบตอบรับทางไปรษณียลงทะเบียนวาผูถก







ั่
ลงโทษไดรบเอกสารดังกลาวหรอมีผูรบแทนแลว แมยงไมไดรบสาเนาคําสงลงโทษทางวินัยฉบับที่ให 








ผูถกลงโทษลงลายมือชื่อและวันเดือนปที่รับทราบคําสั่งลงโทษทางวินัยกลับคืนมา ใหถือวาผูถูกลงโทษ

ั่

ไดรบแจงคาสงแลว






ขอ ๔ การอุทธรณคาสงลงโทษทางวินัย ใหอุทธรณไดสาหรบตนเองเทานั้น จะอุทธรณ
ั่

แทนผูอื่นหรอมอบหมายใหผูอื่นอุทธรณแทนไมได 


การอุทธรณตองทําเปนหนังสอแสดงขอเท็จจริงและเหตุผลในการอุทธรณใหเห็นวาไดถูก


ลงโทษโดยไมถกตอง ไมเหมาะสม หรอไมเปนธรรมอยางไร และลงลายมือชื่อและที่อยของผูอุทธรณ


ู
ในการอุทธรณ ถาผูอุทธรณประสงคจะแถลงการณดวยวาจาในชั้นพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ.



เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี ใหแสดงความประสงคไวในหนังสืออุทธรณตามวรรคสอง




ื่



หรอจะทําเปนหนังสอตางหากก็ได แตตองยนหรอสงหนังสอขอแถลงการณดวยวาจานั้นตอ อ.ก.ค.ศ.






ื่


เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. โดยตรงภายในสามสิบวนนับแตวนที่ไดยนหรอสงหนังสออุทธรณ



ขอ ๕ เพื่อประโยชนในการอุทธรณ ผูจะอุทธรณมีสทธิขอตรวจหรือคัดรายงาน
การสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนหรือของผูสอบสวนได สวนการขอตรวจหรือคัดบันทึก



ถอยคาบุคคล พยานหลักฐานอื่น หรอเอกสารที่เกี่ยวของ ใหอยในดลพินิจของผูบังคบบัญชาผูสง



ู
ั่



ลงโทษที่จะอนุญาตหรอไม โดยใหพิจารณาถึงประโยชนในการรกษาวินัยของขาราชการ ตลอดจน


เหตผลและความจําเปนเปนเรอง ๆ ไป
ื่




ขอ ๖ ผูอุทธรณมีสทธิคดคานอนุกรรมการ หรอกรรมการผูพิจารณาอุทธรณ ถาผูนั้นมี






เหตอยางหนึ่งอยางใด ดงตอไปนี้

162



หนา ๔๕
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑



(๑) รเหนเหตการณในการกระทําผิดวินัยที่ผูอุทธรณถกลงโทษ
ู



(๒) มีสวนไดเสยในการกระทําผิดวินัยที่ผูอุทธรณถกลงโทษ






(๓) มีสาเหตโกรธเคองผูอุทธรณ
ั่
(๔) เปนผูบังคบบัญชาผูสงลงโทษ




(๕) เปนผูกลาวหา หรอเปนคสมรส บุพการ ผูสบสนดาน หรอพี่นองรวมบิดามารดาหรือ


ู




รวมบิดาหรอมารดากับผูกลาวหา


การคดคานอนุกรรมการ หรือกรรมการผูพิจารณาอุทธรณนั้น ตองแสดงขอเท็จจริงที่เปนเหตุ








แหงการคดคานไวในหนังสออุทธรณ หรอแจงเพิ่มเตมเปนหนังสอกอนที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา

หรือ ก.ค.ศ. เรมพิจารณาอุทธรณ
ิ่



เมื่อมีเหตหรอมีการคดคานตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง อนุกรรมการหรือกรรมการผูนั้น


จะขอถอนตวไมรวมพิจารณาอุทธรณกได ถาอนุกรรมการหรือกรรมการดงกลาวมิไดขอถอนตว







ู

ใหอนุกรรมการหรือกรรมการที่เหลออยนอกจากอนุกรรมการหรือกรรมการผูถกคดคานพิจารณา














ขอเท็จจรงที่คดคาน หากเห็นวาขอเท็จจรงนั้นนาเชื่อถอ ใหแจงอนุกรรมการหรือกรรมการผูนั้นทราบ

และมิใหรวมพิจารณาอุทธรณ เวนแตจะพิจารณาเห็นวา การใหอนุกรรมการ หรอกรรมการผูนั้น








ิ่

รวมพิจารณาอุทธรณดงกลาวจะเปนประโยชนยงกวา เพราะจะทําใหไดความจรงและเปนธรรม จะให


อนุกรรมการหรือกรรมการผูนั้นรวมพิจารณาอุทธรณกได 



ั่
ขอ ๗ การอุทธรณคาสงลงโทษทางวินัยของขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา



ที่สงกดเขตพื้นที่การศึกษา ใหดาเนินการดงตอไปนี้


ั่



(๑) การอุทธรณคาสงลงโทษปลดออกหรือไลออกจากราชการ ใหอุทธรณตอ ก.ค.ศ. และ
ให ก.ค.ศ. เปนผูพิจารณา


ั้


ั่




(๒) การอุทธรณคาสงลงโทษภาคทัณฑ ตดเงนเดอน หรอลดขนเงนเดอนของนายกรัฐมนตร





รฐมนตรเจาสงกด เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือคําสั่งของผูบังคับบัญชาซึ่งสั่ง



ตามมตของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ใหอุทธรณตอ ก.ค.ศ. และให ก.ค.ศ. เปนผูพิจารณา

ั้





ั่

(๓) การอุทธรณคาสงลงโทษภาคทัณฑ ตดเงนเดอน หรอลดขนเงนเดอนของผูอํานวยการ


สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผูอํานวยการสถานศึกษา ใหอุทธรณตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา
และให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เปนผูพิจารณา

ั่
ขอ ๘ การอุทธรณคาสงลงโทษทางวินัยของขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มิได 

สงกัดเขตพื้นที่การศึกษา ใหดาเนินการดงตอไปนี้





163



หนา ๔๖
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑





(๑) การอุทธรณคาสงลงโทษปลดออกหรือไลออกจากราชการ ใหอุทธรณตอ ก.ค.ศ. และ

ั่
ให ก.ค.ศ. เปนผูพิจารณา

(๒) การอุทธรณคาสงลงโทษภาคทัณฑ ตดเงนเดอน หรอลดขนเงนเดอนของนายกรัฐมนตร
ั้









ั่




ั่




ั่


รฐมนตรเจาสงกด ปลดกระทรวงหรอคาสงของผูบังคบบัญชาซึ่งสงตามมตของ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ.
ั้
ตงใหอุทธรณตอ ก.ค.ศ. และให ก.ค.ศ. เปนผูพิจารณา

ั่





ั้

(๓) การอุทธรณคาสงลงโทษภาคทัณฑ ตดเงนเดอน หรอลดขนเงนเดอนของปลัดกระทรวง






ศึกษาธิการ เลขาธิการ อธิบดหรอตาแหนงที่เรยกชื่ออยางอื่นที่มีฐานะเทียบเทาอธิการบดหรอตาแหนง



ที่เรยกชื่ออยางอื่นที่มีฐานะเทียบเทาผูอํานวยการสถานศึกษาหรือตําแหนงที่เรียกชื่ออยางอื่นที่มีฐานะ


เทียบเทา ใหอุทธรณตอ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง และให อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตงเปนผูพิจารณา
ั้
ขอ ๙ การอุทธรณตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ใหทําหนังสืออุทธรณถึงประธาน

อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา



การอุทธรณตอ ก.ค.ศ. ใหทําหนังสออุทธรณถงประธาน ก.ค.ศ. หรอเลขาธิการ ก.ค.ศ. และ
ยนที่สานักงาน ก.ค.ศ.

ื่
การยื่นหรือสงหนังสืออุทธรณ ผูอุทธรณจะยื่นหรือสงผานผูบังคับบัญชาก็ได โดยให


ผูบังคบบัญชานั้นสงหนังสออุทธรณไปยงผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรอหนวยงานหรือ




ั้

สวนราชการที่ทําหนาที่เลขานุการของ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตง หรอเลขาธิการ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี
ภายในสามวันทําการนับแตวันที่ผูบังคับบัญชาดงกลาวไดรับหนังสืออุทธรณ



ื่



ในกรณีที่นําหนังสออุทธรณมายนเอง ใหผูรบออกใบรบประทับตรารบและลงทะเบียนไวเปน


หลกฐานในวันที่รบตามระเบียบวาดวยงานสารบรรณ และใหถอวนที่รบหนังสอตามหลักฐานดังกลาว








เปนวนยนหนังสออุทธรณ
ื่






ในกรณีที่สงหนังสออุทธรณทางไปรษณีย ใหถอวนที่ที่ทําการไปรษณียตนทางออกใบรับฝาก


เปนหลักฐานฝากสง หรอวนที่ที่ทําการไปรษณียตนทางประทับตรารบที่ซองหนังสอเปนวนสงหนังสอ








อุทธรณ


เมื่อไดยนหรอสงหนังสืออุทธรณไวแลว ผูอุทธรณจะยื่นหรือสงคําแถลงการณหรือเอกสาร

ื่


หลกฐานเพิ่มเตมกอนที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. เรมพิจารณาอุทธรณกได โดยยน
ิ่



ื่
หรอสงตรงตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี



164



หนา ๔๗
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑






ขอ ๑๐ อุทธรณที่จะรบไวพิจารณาไดตองเปนอุทธรณที่ถกตองในสาระสําคญตามขอ ๔



และขอ ๙ และไดอุทธรณภายในกําหนดเวลาตามขอ ๓



ในกรณีที่มีปญหาวาอุทธรณรายใดเปนอุทธรณที่จะรบไวพิจารณาไดหรอไม ให อ.ก.ค.ศ.
เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี เปนผูพิจารณาวินิจฉัย

ั่
ในกรณีที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. มีมตไมรบอุทธรณคาสงลงโทษไว







พิจารณา ใหเปนที่สดและแจงมตินั้นพรอมสทธิในการฟองศาลปกครองใหผูอุทธรณทราบเปนหนังสอ

โดยเร็ว
ขอ ๑๑ ผูอุทธรณจะขอถอนอุทธรณกอนที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ.





ิ้
แลวแตกรณี พิจารณาวินิจฉยอทธรณเสรจสนก็ได โดยทําเปนหนังสอยนหรอสงตรงตอ อ.ก.ค.ศ.
ื่




เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ.

เมื่อไดถอนอุทธรณแลว การพิจารณาอุทธรณใหเปนอันระงับ






ขอ ๑๒ ในกรณีที่ผูถกลงโทษไดยายหรอโอนไปสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาหรอสวนราชการอื่น
ใหยนอุทธรณตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาที่ผูอุทธรณไดยายหรอโอนไปสังกัดนั้น
ื่



ในกรณีที่ผูอุทธรณไดยายหรอโอนไปสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาหรือสวนราชการอื่น หลังจาก

ที่ไดยนอุทธรณตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาสงกดเดมไวแลว และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา


ื่





สงกดเดมนั้นยงมิไดมีมตตามขอ ๑๔ ใหสงเรื่องอุทธรณและเอกสารหลักฐานตามขอ ๑๓ ไปให





อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาตามวรรคหนึ่งเปนผูพิจารณาวินิจฉยอทธรณตอไป








ในกรณีที่ผูอุทธรณไดยายหรอโอนไปสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาหรอสวนราชการอื่น หลงจาก









ั่
ที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาสังกดเดมไดมีมตตามขอ ๑๔ แลว แตผูบังคบบัญชายงมิไดสงหรอ

ปฏบัตใหเปนไปตามมตินั้น ใหสงเรื่องอุทธรณและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวของพรอมทั้งรายงาน







การประชุมและมต อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาไปใหผูบังคบบัญชาใหมเปนผูสงหรอปฏบัตใหเปนไป

ั่

ตามมตินั้น


ั่

ขอ ๑๓ การพิจารณาอุทธรณคาสงลงโทษทางวินัย ให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ


ก.ค.ศ. พิจารณาจากสํานวนการสืบสวนหรอการพิจารณาในเบื้องตนตามมาตรา ๙๕ และสานวน



การดาเนินการทางวินัยตามมาตรา ๙๘ หรอสานวนการไตสวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรอ



ตามกฎหมายอื่นที่บัญญัติใหฟงขอเท็จจริงตามนั้น และในกรณีจําเปนและสมควรอาจขอเอกสารและ
หลกฐานที่เกยวของเพิ่มเตม รวมทั้งคาชี้แจงจากหนวยราชการ รฐวสาหกิจ หนวยงานอื่นของรฐ






ี่

หางหนสวน บริษัท หรอบุคคลใด ๆ หรอขอใหผูแทนหนวยราชการ รฐวสาหกิจ หนวยงานอื่นของรัฐ





ุ


165



หนา ๔๘
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑



ุ






หางหนสวน บรษท ขาราชการหรือบุคคลใด ๆ มาใหถอยคาหรอชี้แจงขอเท็จจรงเพื่อประกอบการ



พิจารณาได
ในกรณีที่ผูอุทธรณขอแถลงการณดวยวาจา หาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ.





พิจารณาเห็นวาการแถลงการณดวยวาจาไมจาเปนแกการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ จะใหงดการ
แถลงการณดวยวาจาก็ได 



ในกรณีที่นัดใหผูอุทธรณมาแถลงการณดวยวาจาตอที่ประชุม ใหแจงใหผูดารงตาแหนงที่สง




ั่

ลงโทษหรอเพิ่มโทษทราบดวยวา ถาประสงคจะแถลงแกกใหมาแถลงดวยตนเองหรือมอบหมาย







ี่



เปนหนังสอใหขาราชการที่เกยวของเปนผูแทนมาแถลงแกตอที่ประชุมครงนั้นได ทั้งนี้ ใหแจงลวงหนา



ตามควรแกกรณี และเพื่อประโยชนในการแถลงแกดงกลาว ใหผูดารงตาแหนงที่สงลงโทษหรือเพิ่มโทษ
ั่





หรอผูแทนเขาฟงคาแถลงการณดวยวาจาของผูอุทธรณได 


ในการพิจารณาอุทธรณ ถา อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. เหนสมควรที่จะตอง




สอบสวนใหมหรอสอบสวนเพิ่มเตมเพื่อประโยชนแหงความถูกตองและเหมาะสมตามความเปนธรรม
ื่


ใหมีอํานาจสอบสวนใหมหรอสอบสวนเพิ่มเตมในเรองนั้นไดตามความจําเปน โดยจะสอบสวนเองหรือ


แตงตงคณะกรรมการสอบสวนใหสอบสวนใหมหรอสอบสวนเพิ่มเตมแทนก็ได หรอกาหนดประเด็น

ั้












หรอขอสาคญที่ตองการทราบสงไปใหผูสอบสวนเดมทําการสอบสวนเพิ่มเตมได 



ในการสอบสวนใหมหรอสอบสวนเพิ่มเตม ถา อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ.


หรอคณะกรรมการสอบสวนที่ไดรับแตงตั้งตามวรรคสี่ เห็นสมควรสงประเด็นหรือขอสําคัญใด

ที่ตองการทราบไปสอบสวนพยานหลักฐานซึ่งอยตางทองที่หรอตางเขตพื้นที่การศึกษา ใหมีอํานาจ



ู











กาหนดประเด็นหรอขอสาคญนั้นสงไปเพื่อใหหวหนาสวนราชการหรอหวหนาหนวยงานในทองที่หรอ

เขตพื้นที่การศึกษานั้นทําการสอบสวนแทนได





การสอบสวนใหมหรอสอบสวนเพิ่มเตม หรอสงประเดนหรอขอสาคญไปเพื่อใหผูสอบสวน






เดมหรอหวหนาสวนราชการหรอหวหนาหนวยงานซงอยตางทองที่หรอตางเขตพื้นที่การศึกษา







ู
ึ่




ื่
ดาเนินการตามวรรคสี่และวรรคหา ในเรองเกี่ยวกบกรณีกลาวหาวากระทําผิดวนัยอยางรายแรง



ตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง หรอกรณีกลาวหาตามมาตรา ๑๑๐ (๔) หรอมาตรา ๑๑๑ ใหนําหลักเกณฑ
และวธีการเกี่ยวกบการสอบสวนพิจารณาตามมาตรา ๙๘ วรรคหก หรอมาตรา ๑๑๑ วรรคหนึ่ง



และวรรคสาม แลวแตกรณี มาใชบังคบโดยอนุโลม



166



หนา ๔๙
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑





ขอ ๑๔ เมื่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี ไดพิจารณาวินิจฉย






ั่
อุทธรณคาสงลงโทษทางวินัยไมรายแรงที่อุทธรณตามขอ ๗ (๒) หรอ (๓) หรอตามขอ ๘ (๒)

หรือ (๓) แลว
(๑) ถาเหนวาการสงลงโทษถูกตองและเหมาะสมกับความผิดแลว ใหมีมติใหยกอุทธรณ

ั่









(๒) ถาเหนวาการสั่งลงโทษไมถกตองหรอไมเหมาะสมกับความผิด และเห็นวาผูอุทธรณ




ึ้

ไดกระทําผิดวนัยไมรายแรง แตควรไดรบโทษหนักขน ใหมีมตใหเพิ่มโทษเปนสถานโทษหรืออัตราโทษ





ที่หนักขึ้น







(๓) ถาเหนวาการสั่งลงโทษไมถกตองหรอไมเหมาะสมกับความผิด และเห็นวาผูอุทธรณ





ไดกระทําผิดวนัยไมรายแรง ควรไดรบโทษเบาลง ใหมีมตใหลดโทษเปนสถานโทษหรืออัตราโทษ



ที่เบาลง

(๔) ถาเหนวาการสั่งลงโทษไมถูกตองหรอไมเหมาะสมกับความผิด และเห็นวาผูอุทธรณ




ึ่






ไดกระทําผิดวินัยไมรายแรง ซงเปนการกระทําผิดวนัยเล็กนอย และมีเหตอันควรงดโทษ ใหมีมตให 
ั่






สงงดโทษโดยใหทําทัณฑบนเปนหนังสอหรอวากลาวตกเตอนก็ได 
(๕) ถาเหนวาการสั่งลงโทษไมถกตอง และเห็นวาการกระทําของผูอุทธรณไมเปนความผิด










วินัยหรอพยานหลักฐานยังฟงไมไดวาผูอุทธรณกระทําผิดวินัย ใหมีมตใหยกโทษ



(๖) ถาเหนวาขอความในคาสงลงโทษไมถกตองหรอไมเหมาะสม ใหมีมตใหแกไขเปลี่ยนแปลง







ั่


ขอความใหเปนการถูกตองเหมาะสม
(๗) ถาเหนวาการสั่งลงโทษไมถกตองหรอไมเหมาะสมกับความผิด และเห็นวากรณีมีมูล








ที่ควรกลาวหาวาผูอุทธรณกระทําผิดวนัยอยางรายแรง ใหมีมตใหผูบังคบบัญชาแตงตงคณะกรรมการ
ั้







สอบสวนตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง และดาเนินการตามกฎหมายตอไป

(๘) ในกรณีที่เหนวาเปนความผิดวินัยอยางรายแรงกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจงตามที่กาหนด






ในกฎ ก.ค.ศ. หรอเหนวาผูอุทธรณกระทําผิดวนัยอยางรายแรงและไดมีการดําเนินการทางวินัย


ตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง แลว ใหมีมตใหเพิ่มโทษเปนปลดออกหรือไลออกจากราชการ







(๙) ถาเหนวาการสั่งลงโทษไมถกตองหรอไมเหมาะสมกับความผิดและเห็นวาผูอุทธรณ



ั้

มีกรณีทีสมควรแตงตงคณะกรรมการสอบสวนหรือใหออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๔) มาตรา ๑๑๑

หรอมาตรา ๑๑๒ ใหมีมตใหผูบังคบบัญชาแตงตงคณะกรรมการสอบสวน และดาเนินการ


ั้




ตามกฎหมายตอไป


167



หนา ๕๐
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑



(๑๐) ถาเหนสมควรดาเนินการโดยประการอื่นใด เพื่อใหมีความถูกตองตามกฎหมายและมี






ความเปนธรรม ใหมีมตใหดาเนินการไดตามควรแกกรณี





การออกจากราชการของผูอุทธรณไมเปนเหตุที่จะยุตการพิจารณาอุทธรณ แตจะมีมตตาม (๒)

หรือ (๙) มิได หรอถาเปนการออกจากราชการเพราะตายจะมีมตตาม (๗) หรือ (๘) มิได 



ในกรณีที่มีผูถกลงโทษทางวินัยในความผิดที่ไดกระทํารวมกน และเปนความผิดในเรื่อง













เดยวกนโดยมีพฤตการณแหงการกระทําอยางเดยวกน เมื่อผูถกลงโทษคนใดคนหนึ่งใชสทธิอุทธรณ


ั่
คาสงลงโทษดงกลาว และผลการพิจารณาเปนคณแกผูอุทธรณ แมผูถกลงโทษคนอื่นจะไมไดใชสทธิ











อทธรณ หากพฤตการณของผูไมไดใชสทธิอุทธรณเปนเหตในลักษณะคดีอันเปนเหตเดยวกบกรณีของ

ผูอุทธรณแลว ใหมีมติใหผูที่ไมไดใชสิทธิอุทธรณไดรับการพิจารณาการลงโทษใหมีผลในทางที่เปนคุณ



เชนเดยวกบผูอุทธรณดวย




ขอ ๑๕ เมื่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. ไดมีมตตามขอ ๑๔ แลว ใหผูมี

อํานาจตามมาตรา ๕๓ สงหรอปฏิบัตใหเปนไปตามมตินั้น และเมื่อไดสงหรอปฏบัตตามมตดงกลาวแลว




ั่



ั่




ใหแจงใหผูอุทธรณทราบดวย
ั่

ขอ ๑๖ ในกรณีที่ผูมีอํานาจตามมาตรา ๕๓ ไดสงตามขอ ๑๕ แลว ผูอุทธรณจะอุทธรณ


ตอไปอีกมิได เวนแตผูมีอํานาจดังกลาวสั่งเพิ่มโทษเปนโทษปลดออกหรือไลออกจากราชการตาม




ั่

ขอ ๑๔ (๘) หรอสงใหออกจากราชการตามขอ ๑๔ (๙) ผูอุทธรณมีสทธิอุทธรณหรอรองทุกขตาม


มาตรา ๑๒๒ ไดอีกชั้นหนึ่ง
ขอ ๑๗ การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณในกรณีที่อุทธรณตอ ก.ค.ศ. ตามขอ ๗ (๑) และ
ขอ ๘ (๑) ใหนําขอ ๑๓ และขอ ๑๔ มาใชบังคบโดยอนุโลม



เมื่อ ก.ค.ศ. มีมตเปนประการใด ผูอุทธรณจะอุทธรณหรอรองทุกขตอไปอีกมิได และใหแจง




ผูอุทธรณทราบพรอมทั้งแจงสิทธิฟองคดีตอศาลปกครอง และใหแจงสวนราชการที่เกี่ยวของทราบ

เปนหนังสือ หรอดาเนินการใหเปนไปตามมติ ก.ค.ศ. โดยเร็ว


168



หนา ๕๑
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑




ิ่

ขอ ๑๘ การนับระยะเวลาตามกฎ ก.ค.ศ. นี้ สาหรบเวลาเรมตน ใหนับวนถัดจากวันแรก









แหงเวลานั้นเปนวนเรมนับระยะเวลา สวนเวลาสิ้นสด ถาวนสดทายแหงระยะเวลาตรงกับ


ิ่



ิ่

วนหยดราชการใหนับวนเรมเปดทําการใหมเปนวนสดทายแหงระยะเวลา




ใหไว ณ วนที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐



วิจตร ศรีสอาน


รฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ
ประธาน ก.ค.ศ.

169



หนา ๕๒
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑




หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใชกฎ ก.ค.ศ. ฉบบนี้ คือ โดยทมาตรา ๑๒๔ แหงพระราชบัญญัติ
ี่




ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ บญญัติใหหลกเกณฑและวิธการในเรื่อง

ั่
ทเกี่ยวกับการอทธรณและการพิจารณาอทธรณ กรณีที่ขาราชการครูและบคลากรทางการศึกษาถกสงลงโทษ



ี่

ั่

ทางวินัยหรือถกสงใหออกจากราชการ ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.ค.ศ. จึงจําเปนตองออกกฎ ก.ค.ศ. นี้




170



หนา ๗

เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ สงหาคม ๒๕๕๑












กฎ ก.ค.ศ.






วาดวยการรองทุกขและการพิจารณารองทุกข 

พ.ศ. ๒๕๕๑





อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๑๙ (๔) และมาตรา ๑๒๔ แหงพระราชบัญญัตระเบียบ
ขาราชการครและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ก.ค.ศ. โดยไดรบอนุมัตจากคณะรัฐมนตร ี








ออกกฎ ก.ค.ศ. ไว ดงตอไปนี้


ขอ ๑ ในกฎ ก.ค.ศ. นี้ เวนแตขอความจะแสดงใหเหนเปนอยางอื่น


“อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา” หมายความรวมถึง อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งดวย
“ปลัดกระทรวง” หมายความวา ปลัดกระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวง



วฒนธรรม หรอปลัดกระทรวงอื่นที่มีขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกดตามที่กาหนดใน



พระราชกฤษฎีกา แตไมรวมถึงปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ั่

ขอ ๒ การรองทุกขคาสงใหออกจากราชการ ใหรองทุกขตอ ก.ค.ศ. ภายในสามสิบวันนับ

แตวนไดรบแจงคาสั่ง โดยใหนําหลักเกณฑและวิธีการที่กาหนดในกฎ ก.ค.ศ. วาดวยการอุทธรณและ







การพิจารณาอุทธรณมาใชบังคบโดยอนุโลม


ขอ ๓ การรองทุกขและการพิจารณารองทุกข ในกรณีที่ขาราชการครูและบุคลากรทางการ


ศึกษาเห็นวาตนไมไดรบความเปนธรรมหรือมีความคบของใจเนื่องจากการกระทําของผูบังคับบัญชา





หรอการแตงตงคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ใหเปนไปตามหลักเกณฑและวธีการที่กาหนดใน

ั้



กฎ ก.ค.ศ. นี้

171



หนา ๘
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ สงหาคม ๒๕๕๑



ขอ ๔ เมื่อผูอยใตบังคบบัญชามีกรณีรองทุกขตามขอ ๓ และแสดงความประสงคที่จะ
ู












ปรกษาหารอ รบฟงหรอสอบถามกับผูบังคบบัญชา ใหผูบังคบบัญชานั้นใหโอกาสและรับฟงหรอ


ึ้
สอบถามเกี่ยวกบปญหาดงกลาวเพื่อทําความเขาใจและแกปญหาที่เกดขนในชั้นตน




ู
ถาผูอยใตบังคบบัญชาไมประสงคจะปรึกษาหารือ หรือปรึกษาหารอแลวไมไดรับคําชี้แจงหรือ









ไดรบคาชี้แจงไมเปนที่พอใจ หรอผูบังคบบัญชามิไดดาเนินการใด ๆ หรอดาเนินการแลวแตไมเปนที่




พอใจ กใหรองทุกขตามขอ ๕


ขอ ๕ การรองทุกข ใหทําเปนหนังสอยนหรอสงตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ
ื่













ก.ค.ศ. แลวแตกรณี ภายในสามสิบวนนับแตวนทราบเรื่องอันเปนเหตแหงการรองทุกข และให


รองทุกขไดสาหรบตนเองเทานั้น จะรองทุกขแทนผูอื่นหรอมอบหมายใหผูอืนรองทุกขแทนไมได 










หนังสอรองทุกขตองลงลายมือชื่อ ที่อยู และตําแหนงของผูรองทุกข และตองประกอบดวย













สาระสาคญที่แสดงขอเท็จจรงและเหตผลใหเหนวาตนไมไดรบความเปนธรรมหรอมีความคับของใจ


เนื่องจากการกระทําของผูบังคบบัญชา หรอการแตงตงคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอยางใด

ั้

และความประสงคของการรองทุกข
ถาผูรองทุกขประสงคจะแถลงการณดวยวาจาในชั้นการพิจารณา ใหแสดงความประสงคไวใน









หนังสอรองทุกข หรอจะทําเปนหนังสอตางหากก็ได โดยยนหรอสงตรงตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่

ื่






ิ่
การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. กอนเรมพิจารณาเรื่องรองทุกข 


ขอ ๖ การรองทุกขตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ใหทําหนังสือรองทุกขถึงประธาน



อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา พรอมกบสาเนารบรองถูกตองหนึ่งฉบับ ยนหรอสงที่สานักงานเขตพื้นที่


ื่








การศึกษา หรอสวนราชการที่ทําหนาที่เลขานุการของ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง



การรองทุกขตอ ก.ค.ศ. ใหทําหนังสือรองทุกขถึงประธาน ก.ค.ศ. หรือเลขาธิการ ก.ค.ศ.

พรอมกบสาเนารบรองถูกตองหนึ่งฉบับโดยยนหรอสงที่สานักงาน ก.ค.ศ.






ื่


ื่









ผูรองทุกขจะยนหรอสงหนังสอรองทุกขพรอมกับสาเนารับรองถูกตองหนึ่งฉบับ


ผานผูบังคบบัญชาหรอผานผูบังคบบัญชาผูเปนเหตแหงการรองทุกขกได และใหผูบังคบบัญชานั้น








ดาเนินการตามขอ ๑๑

ในกรณีที่มีผูนําหนังสือรองทุกขมายื่นเอง ใหผูรับออกใบรับ พรอมทั้งประทับตรารับและ







ลงทะเบียนไวเปนหลักฐานในวันที่รบตามระเบียบวาดวยงานสารบรรณ และใหถอวนที่รบหนังสอ

ื่
ตามหลักฐานดังกลาวเปนวนยนหนังสอรองทุกข 




172



หนา ๙
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ สงหาคม ๒๕๕๑











ในกรณีที่สงหนังสอรองทุกขทางไปรษณีย ใหถอวนที่ที่ทําการไปรษณียตนทางออกใบรับฝาก




เปนหลักฐานฝากสง หรอวนที่ที่ทําการไปรษณียตนทางประทับตรารบที่ซองหนังสอ เปนวนสง





หนังสอรองทุกข 









ื่

เมื่อไดยนหรอสงหนังสอรองทุกขไวแลว ผูรองทุกขจะยนหรอสงหนังสอรองทุกขหรือ




ื่




ิ่
เอกสารและหลักฐานเพิ่มเตมกอนที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. เรมพิจารณาเรื่องรองทุกขกได




ื่
โดยยนหรอสงตรงตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี




ขอ ๗ การรองทุกขสาหรบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดเขตพื้นที่

การศึกษาใหดาเนินการดงตอไปนี้



ั่








(๑) ในกรณีที่เหตรองทุกขเกิดจากนายกรัฐมนตร รฐมนตร เลขาธิการ หรอคาสง



ั่



ของผูบังคบบัญชาซึ่งสงการตามมติของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอกรณีเหตรองทุกขเกดจาก
การถูกสงพักราชการตามมาตรา ๑๐๓ ใหรองทุกขตอ ก.ค.ศ. และให ก.ค.ศ. เปนผูพิจารณา
ั่

ั้

(๒) ในกรณีที่เหตรองทุกขเกิดจากผูบังคบบัญชาตงแตผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่



การศึกษาลงมา ใหรองทุกขตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา




เปนผูพิจารณา



ขอ ๘ การรองทุกขสาหรบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มิไดสงกดเขตพื้นที่





การศึกษาใหดาเนินการดงตอไปนี้





(๑) ในกรณีที่เหตรองทุกขเกิดจากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจาสังกัด ปลดกระทรวง



ั้


ึ่

หรอคาสงของผูบังคบบัญชาซงสงการตามมติของ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตง หรอกรณีเหตรองทุกข 


ั่
ั่

เกดจากการถูกสงพักราชการตามมาตรา ๑๐๓ ใหรองทุกขตอ ก.ค.ศ. และให ก.ค.ศ. เปนผูพิจารณา
ั่

(๒) ในกรณีที่เหตุรองทุกขเกิดจากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการ อธิบดหรอตาแหนง







ที่เรยกชื่ออยางอื่นที่มีฐานะเทียบเทา อธิการบดหรอตาแหนงที่เรยกชื่ออยางอื่นที่มีฐานะเทียบเทา





ผูอํานวยการสํานัก ผูอํานวยการกอง ผูอํานวยการสถานศึกษาหรือตําแหนงที่เรียกชื่ออยางอื่นที่มีฐานะ
เทียบเทา ใหรองทุกขตอ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง และให อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง เปนผูพิจารณา



ขอ ๙ ผูรองทุกขมีสทธิคดคานอนุกรรมการ หรือกรรมการผูพิจารณาเรื่องรองทุกข










ถาผูนั้นมีเหตอยางหนึ่งอยางใด ดงตอไปนี้




(๑) เปนผูบังคบบัญชาผูเปนเหตแหงการรองทุกข 

(๒) มีสวนไดเสยในเรองที่รองทุกข 



ื่

173



หนา ๑๐

เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ สงหาคม ๒๕๕๑





(๓) มีสาเหตโกรธเคองผูรองทุกข 

(๔) เปนคสมรส บุพการ ผูสบสนดาน หรอพี่นองรวมบิดามารดาหรือรวมบิดาหรอมารดา






ู





กบผูบังคบบัญชาผูเปนเหตแหงการรองทุกข 



การคดคานอนุกรรมการหรือกรรมการผูพิจารณาเรื่องรองทุกขนั้น ตองแสดงขอเท็จจรงที่เปน




เหตแหงการคัดคานไวในหนังสอรองทุกข หรือแจงเพิ่มเติมเปนหนังสือกอนที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่




ิ่

การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี เรมพิจารณาเรื่องรองทุกข 
เมื่อมีเหตหรอมีการคดคานตามวรรคหนึ่ง อนุกรรมการหรือกรรมการผูนั้นจะขอถอนตว






ื่
ไมรวมพิจารณาเรองรองทุกขนั้นก็ได ถาอนุกรรมการหรือกรรมการผูนั้นมิไดขอถอนตัว



ู




ใหอนุกรรมการหรือกรรมการที่เหลออยนอกจากผูถกคดคานพิจารณาขอเท็จจรงที่เปนเหตแหงการ






คดคาน หากเห็นวาขอเท็จจรงนั้นนาเชื่อถอใหแจงอนุกรรมการหรือกรรมการผูนั้นทราบและมิใหรวม





พิจารณาเรื่องรองทุกขนั้น เวนแตจะพิจารณาเห็นวาการใหอนุกรรมการหรือกรรมการผูนั้นรวมพิจารณา



ิ่
เรองรองทุกขดงกลาวจะเปนประโยชนยงกวา เพราะจะทําใหไดความจรงและเปนธรรม จะให 

ื่



อนุกรรมการหรือกรรมการผูนั้นรวมพิจารณาเรื่องรองทุกขนั้นก็ได 





ขอ ๑๐ ในกรณีที่ผูรองทุกขไมประสงคจะใหมีการพิจารณาเรื่องรองทุกขตอไป จะขอถอน


ื่
เรองรองทุกขกอนที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. พิจารณาเรื่องรองทุกขเสร็จสิ้นก็ได


ื่
โดยทําเปนหนังสอยนหรอสงตรงตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. และเมื่อไดถอนเรอง



ื่

รองทุกขแลว การพิจารณาเรื่องรองทุกขใหเปนอันระงับ






ขอ ๑๑ เมื่อไดรบหนังสอรองทุกขตามขอ ๖ วรรคหนึ่งหรอวรรคสอง ใหสานักงานเขต





ั้


พื้นที่การศึกษา หรอสวนราชการที่ทําหนาที่เลขานุการของ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตง หรอสานักงาน

ก.ค.ศ. แลวแตกรณี มีหนังสือแจงพรอมทั้งสงสําเนาหนังสือรองทุกขใหผูบังคับบัญชาผูเปนเหตุ




แหงการรองทุกขทราบโดยเร็ว และใหผูบังคบบัญชาผูเปนเหตแหงการรองทุกขนั้นสงเอกสารหรือ




หลกฐานที่เกยวของโดยใหมีคําชี้แจงประกอบดวย เพื่อประกอบการพิจารณาภายในเจ็ดวันทําการนับแต

ี่



วนไดรบหนังสือ

ในกรณีที่ผูบังคบบัญชาไดรบหนังสอรองทุกขที่ไดยนหรอสงตามขอ ๖ วรรคสาม

ื่














ใหผูบังคบบัญชานั้นสงหนังสอรองทุกขพรอมทั้งสําเนาตอไปยังผูบังคับบัญชาผูเปนเหตุแหงการ






รองทุกขภายในสามวันทําการนับแตวนที่ไดรบหนังสอรองทุกข 

174



หนา ๑๑

เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ สงหาคม ๒๕๕๑






เมื่อผูบังคบบัญชาผูเปนเหตแหงการรองทุกขไดรบหนังสอรองทุกขแลว หรอกรณีที่ผูรองทุกข 










ื่

ไดยนหรอสงหนังสอรองทุกขผานผูบังคบบัญชาผูเปนเหตแหงการรองทุกขโดยตรงตามขอ ๖ วรรคสาม














ใหผูบังคบบัญชาผูเปนเหตแหงการรองทุกขนั้นจดสงหนังสอรองทุกขพรอมทั้งสาเนาและเอกสาร




ี่
หรอหลกฐานที่เกยวของ โดยใหมีคาชี้แจงประกอบดวย ไปยงประธาน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา






หรอหวหนาสวนราชการที่ทําหนาที่เลขานุการของ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตง หรอประธาน ก.ค.ศ.

ั้



แลวแตกรณี ภายในเจ็ดวันทําการนับแตไดรับหนังสือรองทุกข

ขอ ๑๒ การพิจารณาเรื่องรองทุกข ให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. พิจารณา








ถงเหตแหงการไมไดรบความเปนธรรมหรอเหตแหงความคับของใจเนื่องจากการกระทําของ






ั้
ผูบังคบบัญชาหรอเหตแหงการแตงตงคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และในกรณีจําเปนและสมควร






อาจขอเอกสารหรอหลกฐานที่เกี่ยวของเพิ่มเตม รวมทั้งคาชี้แจงจากหนวยราชการ รฐวสาหกิจ





หนวยงานอื่นของรฐ หางหนสวน บรษท หรอบุคคลใด ๆ หรอขอใหผูแทนหนวยราชการ






ุ
ุ



รฐวสาหกิจ หนวยงานอื่นของรฐ หางหนสวน บรษท หรอบุคคลใด ๆ มาใหถอยคําหรือชี้แจง





ขอเท็จจรงเพื่อประกอบการพิจารณาได 


ในกรณีที่ผูรองทุกขขอแถลงการณดวยวาจา หาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ.








พิจารณาเห็นวา การแถลงการณดวยวาจาไมจาเปนแกการพิจารณาวินิจฉยเรองรองทุกข จะให

ื่

งดแถลงการณดวยวาจาก็ได





ในกรณีที่นัดใหผูรองทุกขมาแถลงการณดวยวาจาตอที่ประชุม ใหแจงใหผูบังคบบัญชาผูเปน






เหตแหงการรองทุกขทราบดวยวา ถาประสงคจะแถลงแกกใหมาแถลง หรอมอบหมายเปนหนังสอให 










ขาราชการที่เกยวของเปนผูแทนมาแถลงตอที่ประชุมครงนันก็ได ทั้งนี้ ใหแจงลวงหนาตามควรแกกรณี
ั้




ี่









และเพื่อประโยชนในการแถลงแกดงกลาว ใหผูบังคบบัญชาผูเปนเหตแหงการรองทุกขหรอผูแทน





เขาฟงคาแถลงการณดวยวาจาของผูรองทุกขได 


ื่

ขอ ๑๓ ให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. พิจารณาวินิจฉยเรองรองทุกข


ใหแลวเสรจภายในสามสิบวนนับแตวนไดรบหนังสอรองทุกขและเอกสารหรือหลกฐานตามขอ ๑๑











175



หนา ๑๒

เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ สงหาคม ๒๕๕๑





หรอขอ ๑๒ แลวแตกรณี แตถามีความจําเปนไมอาจพิจารณาใหแลวเสรจภายในเวลาดังกลาว ใหขยาย






เวลาพิจารณาไดอีกไมเกนสามสิบวนและใหบันทึกแสดงเหตุผลความจําเปนที่ตองขยายเวลาไวดวย
ในกรณีที่ขยายเวลาตามวรรคหนึ่งแลวการพิจารณายงไมแลวเสรจ ให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่




การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. ขยายเวลาพิจารณาไดอีกไมเกนสามสิบวน แตทั้งนี้ใหพิจารณากําหนด









มาตรการที่จะทําใหการพิจารณาแลวเสรจโดยเรวและบันทึกไวเปนหลักฐานในรายงานการประชุม
ื่
ขอ ๑๔ เมื่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. ไดพิจารณาวินิจฉยเรองรองทุกขแลว




(๑) ถาเหนวาเหตที่ทําใหไมไดรบความเปนธรรม หรอเหตแหงความคับของใจ หรือการ








แตงตงคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนั้น ผูบังคบบัญชาไดใชอํานาจหนาที่หรอปฏบัตตอผูรองทุกข 


ั้








โดยชอบดวยกฎหมายแลวใหมีมตยกคารองทุกข 










(๒) ถาเหนวาเหตุที่ทําใหไมไดรบความเปนธรรมหรอเหตแหงความคับของใจหรอการแตงตง
ั้


คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนั้น ผูบังคับบัญชาไดใชอํานาจหนาที่หรือปฏิบัติตอผูรองทุกขโดยไม







ชอบดวยกฎหมาย ใหมีมตเพิกถอนหรอยกเลิกการปฏิบัต หรอใหขอแนะนําตามที่เหนสมควรเพื่อให 


ผูบังคบบัญชาปฏิบัตใหถกตองตามระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการ






(๓) ถาเหนสมควรดําเนินการโดยประการอื่นใด เพื่อใหมีความถูกตองตามกฎหมายและมี


ความเปนธรรม ใหมีมตใหดาเนินการไดตามควรแกกรณี




(๔) ถาเหนวาการรองทุกขไมเปนไปตามหลักเกณฑในขอ ๕ วรรคหนึ่งหรอวรรคสอง







ขอ ๗ หรอขอ ๘ ใหมีมตไมรบคารองทุกข 




การพิจารณามีมตตามวรรคหนึ่ง ใหบันทึกเหตผลของการพิจารณาวินิจฉัยไวในรายงาน


การประชุมดวย

ขอ ๑๕ มตของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. ตามขอ ๑๔ ใหเปนที่สุด



ขอ ๑๖ เมื่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. ไดมีมตเปนประการใดแลว ใหผูมี


ั่
อํานาจตามมาตรา ๕๓ สงหรอปฏบัตใหเปนไปตามมตินั้นในโอกาสแรกที่ทําได ในกรณีที่มีเหตผล





176



หนา ๑๓
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ สงหาคม ๒๕๕๑






ความจําเปนจะใหมีการรบรองรายงานการประชุมเสยกอนก็ได และเมื่อไดสงหรอปฏบัตตามมต ิ





ั่




ดงกลาวแลว ใหแจงใหผูรองทุกขทราบเปนหนังสอโดยเร็ว




ขอ ๑๗ การนับระยะเวลาตามกฎ ก.ค.ศ. นี้ สาหรบเวลาเรมตน ใหนับวนถัดจากวันแรก
ิ่




ิ่

แหงเวลานั้นเปนวนเรมนับระยะเวลา สวนเวลาสิ้นสุด ถาวันสุดทายแหงระยะเวลาตรงกับ



ิ่
วนหยดราชการ ใหนับวนเรมเปดทําการใหมเปนวนสดทายแหงระยะเวลา






ใหไว ณ วนที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

สมชาย วงศสวสด ิ์

รฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ


ประธาน ก.ค.ศ.

177



หนา ๑๔
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ สงหาคม ๒๕๕๑




หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใชกฎ ก.ค.ศ. ฉบบนี้ คือ โดยทมาตรา ๑๒๔ แหงพระราชบัญญัติ

ี่




ระเบียบขาราชการครูและบคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ บญญัติใหหลกเกณฑและวิธการในเรื่องท ี่


ั่




เกี่ยวกับการรองทกขและการพิจารณารองทกข กรณีทขาราชการครูและบคลากรทางการศึกษาถกสงใหออก
ี่
จากราชการ หรือเห็นวาตนไมไดรับความเปนธรรมหรือมีความคับของใจ เนื่องจากการกระทําของ
ู
ผบงคับบญชาหรือการแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.ค.ศ.




จึงจําเปนตองออกกฎ ก.ค.ศ. นี้

178



หน้า ๑๒



เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๒ ก ราชกจจานุเบกษา ๒ มนาคม ๒๕๕๕













กฎ ก.ค.ศ.


ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งใหออกจากราชการไว้กอน

พ.ศ. ๒๕๕๕




อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๑๙ (๔) มาตรา ๑๐๓ วรรคหา และมาตรา ๑๑๙

แหงพระราชบัญญัติระเบยบข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ก.ค.ศ. โดยได้รับอนุมัติ


จากคณะรัฐมนตรีออกกฎ ก.ค.ศ. ไว้ ดังต่อไปนี้
ั่

ข้อ ๑ การสงให้ข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษาพักราชการหรือใหออกจากราชการ


ไว้กอนกรณีรอฟังผลการสอบสวนพิจารณา และกรณีถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามกฎหมาย
ว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในกฎ ก.ค.ศ. นี้


ข้อ ๒ ให้ผู้มีอานาจตามมาตรา ๕๓ มาตรา ๙๘ วรรคสอง วรรคสี่ และวรรคหา มาตรา ๑๐๐
วรรคหก และผู้บงคับบญชาที่ได้รับรายงานตามมาตรา ๑๐๔ แลวแต่กรณี เปนผู้สงพักราชการหรือสั่งให ้
ั่





ออกจากราชการไว้กอน
ข้อ ๓ เมอข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทําผิดวินัย
ื่
อย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่ากระทําความผดอาญา



ั่
ู้

เว้นแต่เปนความผดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหโทษ ผมอานาจตามข้อ ๒ จะสงใหผนั้น

ู้


พักราชการได้ต่อเมื่อมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
ู้
(๑) ผนั้นถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่า
ี่



ี่
กระทําความผดอาญาในเรื่องเกยวกบการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือเกยวกบความประพฤติหรือพฤติการณ์
อนไม่น่าไว้วางใจ และผู้ที่ถูกฟ้องนั้นพนักงานอัยการมิได้รับเป็นทนายแก้ต่างให้ และผู้มีอํานาจตามข้อ ๒




พิจารณาเหนว่าถ้าให้ผู้นั้นคงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกดความเสียหายแกราชการ


(๒) ผู้นั้นมพฤติการณ์ที่แสดงว่าถ้าคงอยู่ในหน้าที่ราชการจะเปนอปสรรคต่อการสอบสวนพิจารณา

หรือจะกอใหเกดความไมสงบเรียบร้อยขึ้น






(๓) ผู้นั้นอยู่ในระหว่างถูกควบคุมหรือขังโดยเปนผู้ถูกจบในคดีอาญา หรือต้องจําคุกโดยคําพิพากษา



และได้ถูกควบคุม ขัง หรือต้องจําคุก เปนเวลาติดต่อกนเกนสิบหาวันแล้ว


179



หน้า ๑๓



เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๒ ก ราชกจจานุเบกษา ๒ มนาคม ๒๕๕๕


(๔) ผนั้นถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงและต่อมามคําพิพากษาถึงที่สดว่าเปน



ู้
ผกระทําความผดอาญาในเรื่องที่สอบสวน หรือผู้นั้นถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงภายหลัง
ู้

ที่มคําพิพากษาถึงที่สดว่าเปนผู้กระทําความผดอาญาในเรื่องที่สอบสวนนั้น และผมอานาจตามข้อ ๒





ู้

พิจารณาเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคําพิพากษาถึงที่สุด ได้ความประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่าการกระทํา


ความผดอาญาของผู้นั้นเปนความผดวินัยอย่างร้ายแรง

ั่
ข้อ ๔ การสงพักราชการตามข้อ ๓ ใหสงพักตลอดเวลาที่สอบสวนพิจารณา เว้นแต่กรณี
ั่

ที่ผู้ถูกสงพักราชการเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาได้ร้องทุกข์คําสงพักราชการและผู้มีอํานาจพิจารณา
ั่
ั่


เหนว่าคําร้องทุกข์ฟังขึ้น และสมควรสั่งให้ผู้นั้นกลบเข้าปฏบติหน้าที่ราชการกอนการสอบสวนพิจารณา



ั่
เสร็จสนเนื่องจากพฤติการณ์ของผู้ถูกสงพักราชการไมเปนอปสรรคต่อการสอบสวนพิจารณา และไมกอใหเกด







ิ้


ความไมสงบเรียบร้อยต่อไป หรือเนื่องจากการดําเนินการทางวินัยได้ลวงพ้นหนึ่งปนับแต่วันพักราชการ

ั่




ู้




ยังไมแลวเสร็จ และผถูกสงพักราชการไมมพฤติกรรมดังกล่าว ใหผมอานาจสั่งพักราชการสั่งใหผนั้น
ู้
ู้
ิ้

กลบเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการกอนการสอบสวนพิจารณาเสร็จสนได้



ื่
ข้อ ๕ เมอข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษาผู้ใดมกรณีถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ถ้าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่หน่วยงานการศึกษาของผู้ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพปฏิบัติงานอยู่

ได้รับหนังสอแจงการพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และผบงคับบญชาหน่วยงานการศึกษานั้น


ู้



พิจารณาเหนว่า ผู้นั้นไมเหมาะสมที่จะเปลี่ยนตําแหน่งหรือย้ายไปดํารงตําแหน่งอนที่ไมต้องมใบอนุญาต
ื่


ประกอบวิชาชีพ หรือผู้นั้นมีความเหมาะสม แต่ไม่อาจเปลี่ยนตําแหน่งหรือย้ายไปดํารงตําแหน่งอื่นได้


หรือ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. แลวแต่กรณี ไมอนุมติ กใหผมอานาจตามมาตรา ๕๓
ู้





สงให้ผู้นั้นพักราชการ
ั่
ั่
ข้อ ๖ การสงพักราชการตามข้อ ๕ ให้สั่งพักตลอดเวลาที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ู้
ั่

ตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบคลากรทางการศึกษา เว้นแต่กรณีที่ผถูกสงพักราชการเนื่องจากเหตุ

ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบคลากรทางการศึกษาได้ร้องทุกข์
ั่
คําสงพักราชการและผู้มีอํานาจพิจารณาเห็นว่าคําร้องทุกข์ฟังขึ้นและสมควรสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติ


ื่
หน้าที่ราชการกอนกาหนดเวลาที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เนื่องจากมตําแหน่งอนที่ไมต้องม ี



ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และผู้บงคับบญชาของหน่วยงานการศึกษาพิจารณาเห็นว่าผู้นั้นมีความเหมาะสม

ู้


ที่จะบรรจุและแต่งตั้งใหดํารงตําแหน่งดังกล่าว ผมอานาจสั่งพักราชการอาจสั่งใหผนั้นกลบเข้าปฏบติ





ู้
หน้าที่ราชการกอนกาหนดเวลาที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้




ข้อ ๗ ข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษาผู้ใดมกรณีถูกกลาวหาว่ากระทําผดวินัย


อย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวนหลายสํานวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่ากระทําผดอาญา


หลายคดี เว้นแต่เปนความผิดที่ได้กระทําโดยประมาท หรือความผดลหโทษ หรือผู้ที่ถูกฟ้องนั้น


ั่



ั่

พนักงานอยการรับเปนทนายแก้ต่างให ถ้าจะสงพักราชการให้สงพักทุกสานวนและทุกคดี

180



หน้า ๑๔



เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๒ ก ราชกจจานุเบกษา ๒ มนาคม ๒๕๕๕


ั่
ั่
ู้
ในกรณีที่ได้สงพักราชการในสํานวนใดหรือคดีใดไว้แล้ว ภายหลังปรากฏว่าผถูกสงพักราชการนั้น



มกรณีถูกกลาวหาว่ากระทําผดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวนในสํานวนอื่น หรือถูกฟ้องคดีอาญา


ื่

หรือต้องหาว่ากระทําความผดอาญาในคดีอนเพิ่มขึ้นอกเว้นแต่เปนความผิดที่ได้กระทําโดยประมาท
หรือความผิดลหโทษ หรือผู้ที่ถูกฟ้องนั้นพนักงานอยการรับเป็นทนายแก้ต่างให้ ก็ให้สั่งพักราชการ


ื่
ในสํานวนหรือคดีอนที่เพิ่มขึ้นนั้นด้วย
ข้อ ๘ ข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษาผู้ใดมเหตุพักราชการตามข้อ ๓ และพักใช้


ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามข้อ ๕ ถ้าจะสงพักราชการให้สงพักทุกสานวนและทุกคดี
ั่

ั่
ั่
ั่
ในกรณีที่ได้สงพักราชการในสํานวนใดหรือคดีใดไว้แลว ภายหลังปรากฏว่าผถูกสงพักราชการนั้น
ู้




ื่
มกรณีถูกกลาวหาว่ากระทําผดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวนในสํานวนอน หรือถูกฟ้อง

คดีอาญา หรือต้องหาว่ากระทําความผดอาญาในคดีอนเพิ่มขึ้นอก เว้นแต่เปนความผดที่ได้กระทําโดย

ื่




ประมาท หรือความผิดลหโทษ หรือผู้ที่ถูกฟ้องนั้นพนักงานอยการรับเป็นทนายแก้ต่างให้ หรือมีกรณี

ั่

ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบคลากรทางการศึกษา กใหสงพักราชการ

ื่
ในสํานวนหรือคดีอนที่เพิ่มขึ้นนั้นด้วย


ข้อ ๙ การสงพักราชการหรือการสั่งใหออกจากราชการไว้กอน หามมใหสงย้อนหลังไปกอน
ั่




ั่
วันออกคําสั่ง เว้นแต่
ั่
ั่

ึ่

(๑) ผู้ซงจะถูกสงพักราชการหรือจะถูกสงใหออกจากราชการไว้กอนอยู่ในระหว่างถูกควบคุม

หรือขังโดยเปนผู้ถูกจบในคดีอาญา หรือต้องจําคุกโดยคําพิพากษา การสั่งพักราชการหรือการสั่ง

ั่


ใหออกจากราชการไว้กอนในเรื่องนั้นให้สงย้อนหลังไปถึงวันที่ถูกควบคุม ขัง หรือต้องจําคุก
(๒) ในกรณีที่ได้มีการสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว ถ้าจะต้องสั่งใหม่

ั่




ั่
เพราะคําสงเดิมไมชอบหรือไมถูกต้อง ใหสงพักหรือสั่งใหออกตั้งแต่วันใหพักราชการหรือใหออกจาก


ั่

ราชการไว้กอนตามคําสงเดิม หรือตามวันที่ควรต้องพักราชการหรือใหออกจากราชการไว้ก่อนในขณะที่
ั่
ออกคําสงเดิม

ข้อ ๑๐ คําสงพักราชการหรือสั่งใหออกจากราชการไว้กอนต้องระบชื่อและตําแหน่งของ

ั่

ั่


ั่
ผู้ถูกสงพักหรือสั่งใหออกจากราชการไว้กอน ตลอดจนกรณีและเหตุที่สงให้พักราชการหรือสั่งใหออกจาก


ราชการไว้กอน



เมอได้มคําสงใหข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษาผใดพักราชการหรือสั่งใหออกจาก

ั่
ู้
ื่
ราชการไว้กอนแล้ว ใหแจงคําสงให้ผู้นั้นทราบพร้อมทั้งส่งสําเนาคําสงให้ด้วยโดยพลัน


ั่

ั่


ในกรณีที่ผถูกพักราชการหรือใหออกจากราชการไว้กอนไมยอมลงลายมอชื่อรับทราบคําสง
ู้


ั่
แต่ได้มการแจ้งคําสงใหผนั้นทราบพร้อมกบมอบสาเนาคําสงใหผนั้น รวมทั้งทําบนทึกลงวัน เดือน ปี



ู้

ั่
ู้


ั่

เวลาและสถานที่ที่แจ้ง และลงลายมอชื่อผแจงพร้อมทั้งพยานรู้เหนไว้เปนหลักฐานแล้ว ใหถือวันที่แจงนั้น



ู้


เปนวันที่ผู้นั้นได้รับทราบคําสั่ง


181



หน้า ๑๕



เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๒ ก ราชกจจานุเบกษา ๒ มนาคม ๒๕๕๕


ั่
ู้

ในกรณีที่ไมอาจแจ้งใหผถูกพักราชการหรือใหออกจากราชการไว้กอนลงลายมอชื่อรับทราบคําสง






ได้โดยตรง แต่ได้มการแจ้งเปนหนังสือสงสําเนาคําสงทางไปรษณีย์ลงทะเบยนตอบรับไปใหผนั้น ณ ที่อยู่
ู้



ั่

ึ่
ของผู้นั้น ซงปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ โดยสงสําเนาคําสงไปใหสองฉบบเพื่อใหผนั้นเก็บไว้
ั่

ู้



หนึ่งฉบบ และให้ผู้นั้นลงลายมือชื่อและวัน เดือน ปีที่รับทราบคําสั่งส่งกลับคืนมาเพื่อเก็บไว้เป็น
ื่

หลักฐานหนึ่งฉบบ ในกรณีเช่นนี้เมอล่วงพ้นสิบหาวันนับแต่วันที่ปรากฏในใบตอบรับทางไปรษณีย์

ู้


ลงทะเบยนว่าผนั้นได้รับเอกสารดังกลาวหรือมีผู้รับแทนแล้ว แม้ยังไม่ได้รับสําเนาคําสั่งฉบับที่ให้ผู้นั้น


ลงลายมอชื่อและวัน เดือน ปที่รับทราบคําสงกลบคืนมา ใหถือว่าผนั้นได้รับทราบคําสงใหพักราชการ
ั่


ั่
ู้

ั่
หรือคําสงใหออกจากราชการไว้ก่อนนั้นแล้ว

ข้อ ๑๑ เมื่อข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดมีเหตุที่อาจถูกสั่งพักราชการ

และผู้มีอานาจตามข้อ ๒ พิจารณาเหนว่าการสอบสวนพิจารณา หรือการพิจารณาคดีที่เปนเหตุที่อาจ


ู้

ถูกสงพักราชการตามข้อ ๓ นั้นจะไมแลวเสร็จโดยเร็ว ผู้มีอานาจดังกลาวจะสั่งใหผนันออกจากราชการ




ั่



ไว้กอนกได้
ข้อ ๑๒ เมื่อข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดมีเหตุที่อาจถูกสั่งพักราชการตามข้อ ๕



เปนเวลาเกนหนึ่งป ผู้มีอานาจตามข้อ ๒ อาจสงให้ผู้นั้นออกจากราชการไว้กอนกได้

ั่



ข้อ ๑๓ ให้นําความในข้อ ๔ ข้อ ๖ ข้อ ๗ และข้อ ๘ มาใช้บงคับกบการสั่งใหออกจาก



ราชการไว้กอนโดยอนุโลม
ื่
ข้อ ๑๔ เมอได้สั่งให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดพักราชการไว้แล้ว หากผู้มี


ู้



อานาจตามข้อ ๒ พิจารณาเหนว่ามเหตุตามข้อ ๑๑ หรือข้อ ๑๒ จะสั่งใหผนั้นออกจากราชการไว้กอน


อกชั้นหนึ่งกได้
ั่


ข้อ ๑๕ ในกรณีที่จะสั่งใหออกจากราชการไว้กอนตามข้อ ๑๔ ใหสงใหออกจากราชการไว้ก่อน



ตั้งแต่วันพักราชการเปนต้นไป
ึ่


ข้อ ๑๖ การสั่งใหข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษาผู้ดํารงตําแหน่งซงมวิทยฐานะ

ู้
เชี่ยวชาญพิเศษ ผู้ดํารงตําแหน่งศาสตราจารย์ ผดํารงตําแหน่งอธิการบดีหรือผู้ดํารงตําแหน่งที่เรียกชื่อ

ื่
อย่างอนที่มฐานะเทียบเท่าออกจากราชการไว้ก่อน ให้ดําเนินการนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมี
พระบรมราชโองการให้พ้นจากตําแหน่งนับแต่วันออกจากราชการไว้กอน

ข้อ ๑๗ เมอได้สงใหข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษาผู้ใดพักราชการหรือใหออกจาก


ื่
ั่

ราชการไว้กอนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณา ถ้าภายหลังปรากฏผลการสอบสวนพิจารณา

เปนประการใดแล้วให้ดําเนินการดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นกระทําผดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ดําเนินการตามมาตรา ๑๐๐ วรรคสี่


หรือมาตรา ๑๓๔ แลวแต่กรณี

182



หน้า ๑๖



เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๒ ก ราชกจจานุเบกษา ๒ มนาคม ๒๕๕๕


ั่


(๒) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นกระทําผดวินัยไม่ร้ายแรง และไม่มกรณีที่จะต้องถูกสงใหออกจาก






ั่


ื่
ู้
ราชการด้วยเหตุอน กใหสงใหผนั้นกลบเข้าปฏบติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ แลวแต่กรณี
ู้

ในตําแหน่งและวิทยฐานะเดิมหรือตําแหน่งเดียวกบที่ผนั้นมคุณสมบติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสําหรับ


ู้
ตําแหน่งและวิทยฐานะ แลวใหผบงคับบญชาดําเนินการตามมาตรา ๑๐๐ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง





หรือมาตรา ๑๓๔ แลวแต่กรณี
(๓) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นกระทําผดวินัยไม่ร้ายแรง และไม่มกรณีที่จะต้องถูกสงใหออกจาก

ั่




ั่
ราชการด้วยเหตุอื่น แต่ไมอาจสงให้ผู้นั้นกลบเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการได้เนื่องจาก




ั่

ผู้ถูกสงพักราชการมอายุครบหกสิบปบริบรณ์และได้พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบาเหน็จบานาญ


ั่


ึ่

ข้าราชการแล้ว หรือผู้ถูกสงใหออกจากราชการไว้กอนมอายุครบหกสิบปบริบรณ์ซงจะต้องพ้นจาก

ู้
ื่


ิ้



ราชการเมอสนปงบประมาณนั้น แลวแต่กรณี กใหผบงคับบญชาสั่งงดโทษตามมาตรา ๑๐๒ โดยไม่ต้องสั่ง

ู้

ั่


ใหกลบเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ และสําหรับผที่ถูกสงใหออกจากราชการไว้กอน

ใหมคําสงยกเลิกคําสงใหออกจากราชการไว้กอนเพื่อใหผนั้นเปนผู้พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วย

ู้



ั่
ั่

บาเหน็จบานาญข้าราชการ


(๔) ในกรณีที่ปรากฏว่าผนั้นกระทําผิดวินัยไม่ร้ายแรง แต่มีกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออกจาก
ู้

ู้

ื่

ั่


ราชการด้วยเหตุอน ใหผบงคับบญชาสั่งงดโทษตามมาตรา ๑๐๒ แลวสงใหผนั้นออกจากราชการ
ู้
ตามเหตุนั้นโดยไม่ต้องสั่งใหกลบเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ


(๕) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นมิได้กระทําผิดวินัย และไม่มีกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออกจาก
ราชการด้วยเหตุอื่น กให้สงยุติเรื่อง และสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ

ั่
ในตําแหน่งและวิทยฐานะเดิมหรือตําแหน่งเดียวกบที่ผนั้นมคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสําหรับ

ู้

ตําแหน่งและวิทยฐานะ

ู้

(๖) ในกรณีที่ปรากฏว่าผนั้นมได้กระทําผดวินัย และไมมกรณีที่จะต้องถูกสงใหออกจาก



ั่



ู้

ั่
ราชการด้วยเหตุอน แต่ไมอาจสงใหผนั้นกลับเข้าปฏบติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการได้
ื่
เนื่องจากผู้ถูกสั่งพักราชการมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์และได้พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วย





บาเหน็จบานาญข้าราชการแล้ว หรือผู้ถูกสงใหออกจากราชการไว้กอนมอายุครบหกสิบปบริบรณ์


ั่
ื่

ซงจะต้องพ้นจากราชการเมอสิ้นปงบประมาณนั้น แลวแต่กรณี ก็ให้สั่งยุติเรื่อง และสําหรับผู้ที่ถูกสั่ง

ึ่
ใหออกจากราชการไว้กอนใหมคําสงยกเลิกคําสงใหออกจากราชการไว้กอนเพื่อใหผนั้นเปนผู้พ้นจาก


ู้


ั่
ั่






ราชการตามกฎหมายว่าด้วยบาเหน็จบานาญข้าราชการ


(๗) ในกรณีที่ปรากฏว่าผนั้นมได้กระทําผดวินัย แต่มกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออกจากราชการ
ู้

ด้วยเหตุอน กใหสงใหออกจากราชการตามเหตุนั้นโดยไมต้องสั่งใหกลบเข้าปฏบติหน้าที่ราชการ

ั่







ื่
หรือกลับเข้ารับราชการ

183



หน้า ๑๗



เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๒ ก ราชกจจานุเบกษา ๒ มนาคม ๒๕๕๕


ื่
ั่



ข้อ ๑๘ เมอได้สงใหข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษาผู้ใดพักราชการหรือใหออกจาก


ราชการไว้กอนตามข้อ ๕ หรือข้อ ๑๒ ถ้าภายหลังปรากฏผลการพิจารณาอทธรณ์ตามกฎหมาย



ว่าด้วยสภาครูและบคลากรทางการศึกษาเปนประการใด หรือพ้นกาหนดเวลาที่ถูกพักใช้ใบอนุญาต

ประกอบวิชาชีพแลวให้ดําเนินการดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นไม่เป็นผู้ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และไม่มีกรณี
ที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอน กใหสงใหผนั้นกลับเข้าปฏบติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ
ั่





ื่
ู้

แลวแต่กรณี ในตําแหน่งและวิทยฐานะเดิมหรือตําแหน่งเดียวกับที่ผู้นั้นมีคุณสมบัติตรงตาม
คุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหน่งและวิทยฐานะ

(๒) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นยังคงเปนผู้ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพต่อไปและไมมกรณี






ที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น กใหเปนไปตามข้อ ๕ หรือข้อ ๑๒ แลวแต่กรณี

(๓) ในกรณีที่ปรากฏว่าพ้นกาหนดเวลาที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแล้ว และไม่มี

กรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น กให้สงให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลบเข้ารับราชการ

ั่



(๔) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นไมเปนผู้ถูกพักใช้หรือพ้นกาหนดเวลาถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบ
วิชาชีพแล้ว และไมมกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอน แต่ไมอาจสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติ

ื่



หน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการได้ เนื่องจากผู้ถูกสงพักราชการมอายุครบหกสิบปบริบรณ์และได้


ั่



ั่
พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบาเหน็จบานาญข้าราชการแล้ว หรือผู้ถูกสงใหออกจากราชการ



ึ่
ไว้กอนมอายุครบหกสิบปบริบรณ์ซงจะต้องพ้นจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณนั้น แล้วแต่กรณี


ู้





กใหผบงคับบญชาสั่งใหพ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบาเหน็จบานาญข้าราชการ สาหรับกรณี



ั่
ั่
ู้
ั่
ู้





ผที่ถูกสงใหออกจากราชการไว้กอนใหมคําสงยกเลิกคําสงใหออกจากราชการไว้กอนเพื่อใหผนันเป็น


ผู้พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบําเหน็จบํานาญข้าราชการ
(๕) ในกรณีที่ปรากฏว่าผนั้นไมเปนผู้ถูกพักใช้ หรือพ้นกาหนดเวลาถูกพักใช้ใบอนุญาต


ู้


ู้

ู้
ประกอบวิชาชีพแล้ว แต่มกรณีต้องออกจากราชการด้วยเหตุอน กใหผบงคับบญชาสั่งใหผนั้นออกจาก


ื่




ราชการตามเหตุนั้นโดยไม่ต้องสั่งใหกลบเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ




ั่
ั่

ั่
ข้อ ๑๙ คําสงพักราชการ คําสงใหออกจากราชการไว้กอน หรือคําสงใหกลบเข้าปฏบติหน้าที่ราชการ


หรือกลับเข้ารับราชการ ต้องทําเปนหนังสือระบชื่อ ตําแหน่ง และวิทยฐานะของผู้ถูกสงพักราชการ

ั่

ผู้ถูกสงใหออกจากราชการไว้กอน หรือผู้กลบเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ ตลอดจน
ั่



กรณีและเหตุที่สงดังกล่าว โดยใหมสาระสําคัญตามแบบ พ. ๑ พ. ๒ พ. ๓ พ. ๔ หรือ พ. ๕ แลวแต่กรณี
ั่


ท้ายกฎ ก.ค.ศ. นี้


ใหไว้ ณ วันที่ ๒๔ กมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕

ศาสตราจารย์สุชาติ ธาดาธํารงเวช
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ประธาน ก.ค.ศ.

184



แบบ พ. ๑
(ให้พักราชการ)

คาสั่ง (ระบุชอส่วนราชการที่ออกคาสั่ง)

ื่

ที่ ....../.............
เรื่อง ให้ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษาพักราชการ





ดวย (นาย,นาง,นางสาว) ................................................................... ขาราชการครู



และบุคลากรทางการศึกษาตาแหน่ง/วทยฐานะ......................................................................โรงเรียน/

หน่วยงานการศกษา ............................................. สังกัด ...........................................


ตาแหนงเลขที่ ...................... รับเงินเดอนในอันดบ ....................... ขน ..................... บาท มีกรณ ี


ั้

................................................................................ (ถกกล่าวหาว่ากระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง จนถูก


ตงคณะกรรมการสอบสวน/ถกฟ้องในคดีอาญาหรือตองหาวากระทําความผิดอาญา/ถกพักใช ้

ั้

ใบอนุญาตประกอบวชาชพตามกฎหมายวาดวยสภาครูและบุคลากรทางการศกษา) ในเรื่อง





..............................................................................................................................................
..................................................................................................................................
และมีเหตให้พักราชการ ตามกฎ ก.ค.ศ. วาดวยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการ



ไว้ก่อน พ.ศ. ๒๕๕๕ ข้อ ........ คือ .........................................................................................................
................................................................................................................................................................
ฉะนั้น อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๐๓ / มาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกฎ ก.ค.ศ. ดงกล่าว



ข้อ .... จึงให้ (นาย,นาง,นางสาว) ....................................................................... พักราชการ

ี้

ั้
ทั้งน ตงแต ............................................................. เป็นตนไป

สั่ง ณ วนที่ ................................................ พ.ศ. ....

(ลงชื่อ)
(...................ชอผู้สั่ง..........................)
ื่
(...................ตาแหน่ง........................)


หมายเหต ๑. การระบุชื่อและตําแหน่งของผู้ถูกสั่งให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ตําแหน่ง หรือวิทยฐานะ


(ถามี)





๒. ให้ระบุเรื่องที่ถกตงกรรมการสอบสวน หรือถกฟ้องคดอาญา หรือตองหาวากระทํา
ั้



ความผิดอาญา หรือถกพักใชใบอนุญาตประกอบวชาชพตามกฎหมาย


วาดวยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา

๓. การระบุเหตการณ์พักราชการตามกฎ ก.ค.ศ. น ถามีหลายเหตให้ระบุทุกเหต ุ


ี้




๔. ขอความใดหากไม่ใชให้ตดออก

185





แบบ พ. ๒
(ให้ออกจากราชการไว้ก่อน)


คาสั่ง (ระบุชอส่วนราชการที่ออกคาสั่ง)

ื่
ที่ ....../.............

เรื่อง ให้ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษาออกจากราชการไว้ก่อน



ดวย (นาย,นาง,นางสาว) ...................................................................... ขาราชการครู




และบุคลากรทางการศึกษาตาแหน่ง/วทยฐานะ..................................................................... โรงเรียน/
หน่วยงานการศกษา สังกัด ................................................................................


ตาแหนงเลขที่ ..................... รับเงินเดอนในอันดับ ....................... ขน ...................... บาท มีกรณ ี
ั้



ั้
.................................................................... (ถกกล่าวหาวากระทําผิดวนยอยางร้ายแรง จนถกตง








คณะกรรมการสอบสวน/ถกฟ้องในคดีอาญา/ตองหาวากระทําความผิดอาญา ) ในเรื่อง
.................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................



และมีเหตให้พักราชการ ตามกฎ ก.ค.ศ. วาดวยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการ
ไว้ก่อน พ.ศ. ๒๕๕๕ ข้อ ........ คือ .................................................................................................
..................................................................................................................................

และได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การสอบสวนพิจารณา หรือการพิจารณาคดีที่เป็นเหตให้สั่งพักราชการนั้น

จะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจาก ................................................................ (ระบุเหตผลให้

ชดเจน)........................ /ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปี
ฉะนน อาศยอํานาจตามความในมาตรา ๑๐๓/มาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัต ิ
ั้




ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกฎ ก.ค.ศ. ดงกล่าว
ข้อ .... จึงให้ (นาย,นาง,นางสาว) ......................................................... ออกจากราชการไว้ก่อน
ทั้งน ตงแต ............................................................. เป็นตนไป
ี้


ั้
สั่ง ณ วนที่ ................................................ พ.ศ. ....


(ลงชื่อ)
ื่
(...................ชอผู้สั่ง..........................)

(...................ตาแหน่ง........................)


ื่



หมายเหต ๑. การระบุชอและตาแหน่งของผู้ถกสั่งให้ระบุชอตว ชอสกุล ตาแหนง หรือวทยฐานะ



ื่
ื่

(ถามี)
ั้




๒. ให้ระบุเรื่องที่ถกตงกรรมการสอบสวน หรือถกฟ้องคดอาญา หรือตองหาวากระทําความผิด


อาญา หรือถกพักใชใบอนุญาตประกอบวชาชพเกินหนึ่งปี





186











ี้

๓. การระบุเหตการพกราชการตามกฎ ก.ค.ศ. น ถามีหลายเหตให้ระบุทุกเหต ุ
๔. สําหรับกรณการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาให้

ระบุเหตผลที่อาจทําให้เห็นได้วาการสอบสวนพิจารณาหรือการพิจารณาคดนนจะไม่
ั้



แล้วเสร็จโดยเร็ว

๕. ขอความใดหากไม่ใชให้ตดออก



187





แบบ พ. ๓
(การสั่งกลับกรณไม่มีความผิดวินัย)

ื่
คาสั่ง (ระบุชอส่วนราชการที่ออกคาสั่ง)


ที่ ....../.............
เรื่อง ให้ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา


กลับเขาปฏิบัตหน้าที่ราชการหรือกลับเขารับราชการ





ตามคาสั่ง ......................................... (ระบุชอส่วนราชการที่ออกคาสั่ง) ...................
ื่


ที่ ................./................. ลงวนที่ .............................. พ.ศ. .... สั่งให้ (นาย,นาง,นางสาว)



........................................................ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตาแหนง/วทยฐานะ


...................................................................... โรงเรียน/หน่วยงานการศกษา .....................

................................ สังกัด ................................................. ตาแหนงเลขที่............... รับเงินเดอนใน



ั้

อันดับ ............... ขั้น .............. บาท พักราชการ/ออกจากราชการไว้ก่อนตงแต ...................................

เป็นตนไป นั้น
ี้
บัดน ผลการสอบสวนพิจารณาปรากฏว่า (นาย,นาง,นางสาว) ..............................


................................................. มิไดกระทําผิดวินัย และไม่มีกรณีที่จะตองออกจากราชการด้วยเหตอื่น

ฉะนน อาศยอํานาจตามความในมาตรา ๑๐๓ แห่งพระราชบัญญัตระเบียบ


ั้




ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกฎ ก.ค.ศ. วาดวยการสั่ง
พักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ. ๒๕๕๕ ข้อ ...... จึงให้ (นาย,นาง,นางสาว)





....................................................... กลับเขาปฏบัตหน้าที่ราชการ/กลับเขารับราชการในตําแหนง/


วทยฐานะ ................................. โรงเรียน/หน่วยงานการศกษา ..........................................




สังกัด ...................................................... ตาแหนงเลขที่ .................. โดยให้ไดรับเงินเดอนในอันดบ

............................... ขั้น ................... บาท
ี้
ทั้งน ตั้งแต่ ............................................................. เป็นต้นไป
สั่ง ณ วนที่ ................................................ พ.ศ. ....


(ลงชื่อ)
(...................ชอผู้สั่ง..........................)
ื่
(...................ตาแหน่ง........................)


ื่


ื่

ื่

หมายเหต ๑. การระบุชอและตาแหน่งของผู้ถกสั่งให้ระบุชอตว ชอสกุล ตาแหนง หรือวทยฐานะ




(ถามี)

๒. ขอความใดหากไม่ใชให้ตดออก



188





แบบ พ. ๔

(การสั่งกลับกรณีมีความผิดวินยไม่ร้ายแรง)
คาสั่ง (ระบุชอส่วนราชการที่ออกคาสั่ง)
ื่


ที่ ....../.............


เรื่อง ให้ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา

กลับเขาปฏิบัตหน้าที่ราชการหรือกลับเขารับราชการ





ตามคาสั่ง ................................... (ระบุชอส่วนราชการที่ออกคาสั่ง) ...........
ื่

ที่ ................./................. ลงวนที่ .............................. พ.ศ. .... สั่งให้ (นาย,นาง,นางสาว)

........................................................ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตาแหนง/วทยฐานะ




........................................... โรงเรียน/หนวยงานการศกษา ...............................




............................ สังกัด .......................................... ตาแหนงเลขที่ ...............
ั้
รับเงินเดอนในอันดบ ....... ขน ......... บาท พักราชการ/ออกจากราชการไว้ก่อนตั้งแต่



................................... เป็นตนไป นั้น
บัดน ผลการสอบสวนพิจารณาปรากฏว่า (นาย ,นาง,นางสาว) .................................
ี้
........................................ กระทําผิดวินยไม่ร้ายแรงและไม่มีกรณีที่จะตองออกจากราชการด้วยเหตอื่น



ฉะนน อาศยอํานาจตามความในมาตรา ๑๐๓ แห่งพระราชบัญญัตระเบียบ
ั้




ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการสั่ง
พักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไวก่อน พ.ศ. ๒๕๕๕ ขอ ...... จึงให้ (นาย,นาง,นางสาว)


............................................................................................... กลับเขาปฏบัตหน้าที่ราชการ/





กลับเขารับราชการในตําแหน่ง/วทยฐานะ ............................................. โรงเรียน/หน่วยงานการศกษา


.............................................. สังกัด ................................................ ตาแหนงเลขที่ ........................

โดยให้ได้รับเงินเดือนในอันดับ ............................... ขั้น ................... บาท


ทั้งน ตงแต.............................................................เป็นตนไป
ั้
ี้

สั่ง ณ วนที่................................................พ.ศ. ....

(ลงชื่อ)
(...................ชอผู้สั่ง..........................)
ื่

(...................ตาแหน่ง........................)

ื่


ื่




หมายเหต ๑. การระบุชอและตาแหนงของผู้ถกสั่งให้ระบุชอตว ชอสกุล ตาแหนง หรือ

ื่


วทยฐานะ (ถามี)
๒. ขอความใดหากไม่ใชให้ตดออก




189





แบบ พ. ๕





(การสั่งกลับกรณไม่เป็นผู้ถกพักใช/พ้นกําหนดเวลาถกพักใช)


ื่
คาสั่ง (ระบุชอส่วนราชการที่ออกคาสั่ง)
ที่ ....../.............


เรื่อง ให้ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา

กลับเขาปฏิบัตหน้าที่ราชการหรือกลับเขารับราชการ





ตามคาสั่ง ................................. (ระบุชอส่วนราชการที่ออกคาสั่ง) .............
ื่


ที่ ................./................. ลงวนที่ .............................. พ.ศ. .... สั่งให้ (นาย,นาง,นางสาว)




................................................ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา ตาแหนง/วทยฐานะ



..................................................... โรงเรียน/หนวยงานการศกษา .............................

.............................. สังกัด .......................................... ตาแหนงเลขที่ ...............

รับเงินเดอนในอันดบ ....... ขน ......... บาท พักราชการ/ออกจากราชการไว้ก่อนตั้งแต่
ั้


................................... เป็นตนไป นั้น

บัดน ผลการพิจารณาอุทธรณตามกฎหมายวาดวยสภาครูและบุคลากรทางการ
ี้





ศกษาปรากฏวา (นาย,นาง,นางสาว) ...................................................................







................................... (มิไดเป็นผู้ถกพักใช)/หรือพ้นกําหนดเวลาถกพักใชใบอนุญาตประกอบวชาชพ
และไม่มีกรณีที่จะตองออกจากราชการด้วยเหตุอื่น


ฉะนน อาศยอํานาจตามความในมาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ
ั้

ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกฎ ก.ค.ศ. วาดวยการสั่ง





พักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไวก่อน พ.ศ. ๒๕๕๕ ขอ ...... จึงให้ (นาย,นาง,นางสาว)


................................................... ............ กลับเขาปฏบัตหน้าที่ราชการ/กลับเขารับราชการ




ในตาแหนง/วิทยฐานะ ......................................................... โรงเรียน/หน่วยงานการศึกษา


.............................................. สังกัด ................................................ ตาแหนงเลขที่ ........................

โดยให้ได้รับเงินเดอนในอันดับ ............................... ขั้น ................... บาท

ี้
ทั้งน ตงแต.............................................................เป็นตนไป

ั้
สั่ง ณ วนที่................................................พ.ศ. ....


(ลงชื่อ)
(...................ชอผู้สั่ง..........................)
ื่
(...................ตาแหน่ง........................)

หมายเหต ๑. การระบุชื่อและตําแหน่งของผู้ถูกสั่งให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ตําแหน่ง หรือ

วทยฐานะ (ถามี)


๒. ขอความใดหากไม่ใชให้ตดออก




190



หน้า ๑๘



เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๒ ก ราชกจจานุเบกษา ๒ มนาคม ๒๕๕๕





ี้
หมายเหต :- เหตผลในการประกาศใช้กฎ ก.ค.ศ. ฉบับน คอ โดยที่มาตรา ๑๐๓ วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัต ิ




ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ บัญญัตให้หลักเกณฑ์และวธการเกี่ยวกับ
การสั่งพักราชการ การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ระยะเวลาให้พักราชการและให้ออกจากราชการไวก่อน


และการดาเนินการเพื่อให้เป็นไปตามผลการสอบสวนพิจารณา ให้เป็นไปตามที่กําหนดในกฎ ก.ค.ศ.


และมาตรา ๑๑๙ บัญญัตให้ภายใต้บังคบหมวด ๗ และหมวด ๙ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา





อาจถกสั่งพักราชการหรือถกสั่งให้ออกจากราชการไวก่อนในกรณอื่นตามที่กําหนดในกฎ ก.ค.ศ. ซึ่งได ้

กําหนดให้ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามกฎหมาย



วาดวยสภาครูและบุคลากรทางการศกษาอาจถกสั่งพักราชการหรือถกสั่งให้ออกจากราชการไวก่อนได




จึงจําเป็นตองออกกฎ ก.ค.ศ. น ี้


191



หนา ๑

เลม ๑๓๕ ตอนที่ ๖๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒o สิงหาคม ๒๕๖๑















กฎ ก.ค.ศ.

ว่าด้วยอ านาจการลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดเงินเดือน

พ.ศ. 2561


อาศัยอ านาจตามความในมาตรา ๑๙ (๔) และมาตรา ๑๐๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ

ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ก.ค.ศ. โดยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี
ออกกฎ ก.ค.ศ. ไว้ ดังต่อไปนี้


ข้อ ๑ ให้ยกเลิกกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยอ านาจการลงโทษภาคทัณฑ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือน
พ.ศ. ๒๕๔๙
ข้อ ๒ ให้ผู้อ านวยการสถานศึกษาหรือต าแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า

ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้กระท าผิดวินัยไม่ร้ายแรง มีอ านาจ
สั่งลงโทษได้ ดังต่อไปนี้

(๑) ภาคทัณฑ์
(๒) ตัดเงินเดือนได้ครั้งหนึ่งในอัตราร้อยละสองหรือร้อยละสี่ของเงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับในวันที่
มีค าสั่งลงโทษเป็นเวลาหนึ่งเดือน สองเดือน หรือสามเดือน

ข้อ ๓ ให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล รัฐมนตรีเจ้าสังกัด ปลัดกระทรวง
เลขาธิการ อธิบดีหรือต าแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า อธิการบดีหรือต าแหน่งที่เรียกชื่อ

อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า ศึกษาธิการภาคหรือต าแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า
ศึกษาธิการจังหวัดหรือต าแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า หรือผู้อ านวยการส านักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาหรือต าแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการครู

และบุคลากรทางการศึกษาผู้กระท าผิดวินัยไม่ร้ายแรง มีอ านาจสั่งลงโทษได้ ดังต่อไปนี้
(๑) ภาคทัณฑ ์

(๒) ตัดเงินเดือนได้ครั้งหนึ่งในอัตราร้อยละสองหรือร้อยละสี่ของเงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับในวันที่
มีค าสั่งลงโทษเป็นเวลาหนึ่งเดือน สองเดือน หรือสามเดือน
(๓) ลดเงินเดือนได้ครั้งหนึ่งในอัตราร้อยละสองหรือร้อยละสี่ของเงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับในวันที่

มีค าสั่งลงโทษ


Click to View FlipBook Version