142
หนา ๓๑
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
ั
ั
ุ
ั่
ั้
แสดงเหตผลในการพิจารณาสั่งการดวย เมื่อผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนวินิจฉยสงการอยางใดแลว
ั่
ื่
ู
ํ
ใหแจงใหผูถกกลาวหาทราบและสงเรองใหประธานกรรมการรวมไวในสานวนการสอบสวน
ในกรณีที่เหนวาการคัดคานมีเหตผลรบฟงได ใหผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนสั่งใหผูถก
ั้
ุ
็
ั่
ั
ู
ั้
ั
ั่
คดคานพนจากการเปนกรรมการสอบสวน และสงแตงตงกรรมการสอบสวนขึ้นใหมแทน ทั้งนี้ ใหนําขอ ๓
ั
และขอ ๕ มาใชบังคบโดยอนุโลม แตถาเห็นวาการคัดคานไมมีเหตุผลพอที่จะรับฟงได ใหสั่ง
ยกการคัดคานนั้น การสั่งยกการคัดคานใหเปนที่สุด
ในกรณีที่ผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนไมพิจารณาสั่งการอยางหนึ่งอยางใดภายในสิบหาวน
ั่
ั
ั้
ู
ื
ั
ทําการตามวรรคสาม ใหถอวากรรมการสอบสวนที่ถกคดคานพนจากการเปนกรรมการสอบสวน และให
ั้
ประธานกรรมการรายงานไปยังผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดําเนินการตามขอ ๖ ตอไป
ั่
ํ
การพนจากการเปนกรรมการสอบสวนไมกระทบถึงการสอบสวนที่ไดดาเนินการไปแลว
ุ
ิ
ั้
ั่
ั
ู
ขอ ๙ ผูถกกลาวหามีสทธิคดคานผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน ถาผูนั้นมีเหตอยางหนึ่ง
อยางใดตามขอ ๘ วรรคหนึ่ง
ั่
ั
ั้
ั
ั
การคัดคานตามวรรคหนึ่งใหกระทําไดภายในเจ็ดวนทําการนับแตวนรบทราบคาสงแตงตง
ํ
คณะกรรมการสอบสวน โดยทําเปนหนังสือยื่นตอผูบังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปหนึ่งชั้นของผูสั่งแตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวน
ั
ในการพิจารณาเรื่องการคดคาน ใหผูบังคบบัญชาชั้นเหนือขนไปหนึ่งชั้นของผูสงแตงตง
ั่
ั
ั้
ึ้
ิ
คณะกรรมการสอบสวนมีอํานาจตรวจสอบขอเท็จจรงไดตามความเหมาะสม และใหสงการภายในสิบหาวัน
ั่
ทําการนับแตวนที่ไดรบหนังสอคดคาน พรอมทั้งแสดงเหตุผลในการพิจารณาสั่งการดวย เมื่อผูบังคับ
ั
ั
ื
ั
ั่
ั้
บัญชาชั้นเหนือขนไปหนึ่งชั้นของผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนวินิจฉยสงการอยางใดแลว
ั่
ั
ึ้
ื่
ํ
ใหแจงใหผูถกกลาวหาทราบและสงเรองใหประธานกรรมการรวมไวในสานวนการสอบสวน
ู
ุ
ในกรณีที่เหนวาการคัดคานมีเหตผลรบฟงได ใหสงใหผูนั้นพนจากการเปนผูมีอํานาจพิจารณา
ั่
ั
็
็
ํ
สานวนการสอบสวนตามขอ ๔๐ และขอ ๔๑ รวมทั้งการพิจารณาสั่งการตามผลการสอบสวนที่เสรจสนแลว
ิ้
ั
และใหผูบังคบบัญชาชั้นเหนือขนไปหนึ่งชั้นของผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนหรือผูที่ไดรบ
ั้
ั่
ึ้
ั
ั
ั
มอบหมายจากผูบังคบบัญชาดงกลาวเปนผูมีอํานาจพิจารณาหรือสั่งการแทน ถาเห็นวาการคัดคานไมมี
ั
ุ
ั่
เหตผลพอที่จะรบฟงได ใหสงยกการคัดคานนั้น ทั้งนี้ การสั่งยกการคัดคานใหเปนที่สุด
ั
ในกรณีที่ผูพิจารณาการคัดคานไมพิจารณาสั่งการอยางหนึ่งอยางใดภายในสิบหาวนทําการตาม
วรรคสาม ใหถอวาผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนที่ถูกคัดคานพนจากการเปนผูมีอํานาจพิจารณา
ั้
ื
ั่
143
หนา ๓๒
ั
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
ํ
ิ้
็
สานวนการสอบสวนตามขอ ๔๐ และขอ ๔๑ รวมทั้งการพิจารณาสั่งการตามผลการสอบสวนที่เสรจสนแลว
ึ้
และใหผูบังคบบัญชาชั้นเหนือขนไปหนึ่งชั้นของผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนหรือผูที่ไดรบ
ั
ั
ั้
ั่
ื
ั่
มอบหมายจากผูบังคบบัญชาดงกลาว เปนผูมีอํานาจพิจารณาหรอสงการแทน
ั
ั
การพนจากการเปนผูมีอํานาจพิจารณาสํานวนการสอบสวนหรือสงการตามผลการสอบสวนที่
ั่
เสรจสนแลวตามวรรคสี่และวรรคหา ไมกระทบถึงการแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือการสอบสวนที่ได
ิ้
็
ํ
ดาเนินการไปแลว
ู
ขอ ๑๐ ในการสอบสวน คณะกรรมการสอบสวนตองใหผูถกกลาวหามีโอกาสไดทราบ
ิ
ขอเท็จจรงอยางเพียงพอ และมีโอกาสไดโตแยงและแสดงพยานหลักฐานของตน เวนแตจะมีผลทําให
ํ
ระยะเวลาที่กฎหมายหรือกฎ ก.ค.ศ. นี้กาหนดตองลาชาออกไป หรอปรากฏโดยสภาพเห็นไดชัดวาการให
ื
โอกาสดังกลาวไมอาจกระทําได รวมทั้งมีสิทธิขอตรวจดูเอกสารที่จําเปนตองรูเพื่อการโตแยงหรือชี้แจง
หรอปองกนสทธิของตนได
ั
ื
ิ
การอางพยานหลักฐานแกขอกลาวหา ผูถกกลาวหาจะนําพยานหลักฐานมาเองหรือจะอาง
ู
พยานหลักฐานแลวขอใหคณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานหลักฐานนั้นมาก็ได
ขอ ๑๑ ในการสอบสวนวินัยอยางรายแรง ผูถูกกลาวหามีสิทธินําทนายความหรือที่ปรึกษา
ํ
ื
ของตนเขามารวมฟงการสอบสวนก็ได แตจะใหถอยคาหรอตอบคาถามแทนผูถกกลาวหา หรอเสนอ
ื
ํ
ู
ความเห็นใดแกคณะกรรมการสอบสวนไมได
ขอ ๑๒ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเรียกบุคคลใดมาเปนพยาน ใหบุคคลนั้นมาชี้แจง
ํ
ื
หรอใหถอยคาตามวัน เวลา และสถานที่ที่คณะกรรมการสอบสวนกําหนด
ขอ ๑๓ ในการสอบสวน ถามีการอางเจาหนาที่ของรฐเปนพยาน ใหถอเปนหนาที่ของ
ื
ั
ั
ั
ผูบังคบบัญชาทุกระดบชั้นที่จะตองอํานวยความสะดวก ใหความคุมครองพยานจากการถูกกลั่นแกลงหรอ
ื
ุ
การปฏิบัติที่ไมเปนธรรมจากการปฏิบัตหนาที่ของพยานนั้น และประสานงานกับสานักงานอัยการสงสด
ํ
ู
ิ
เพื่อเปนทนายแกตางในกรณีที่ถูกฟองรองในคดีแพงหรือคดีอาญา
ื
ํ
เจาหนาที่ของรฐที่ไปใหถอยคาตอคณะกรรมการสอบสวนในฐานะพยาน ใหถอวาเปนการปฏิบัต ิ
ั
หนาที่ราชการ
ั่
ในกรณีที่พยานมิใชเจาหนาที่ของรัฐ ใหคณะกรรมการสอบสวนหรือผูสงแตงตงคณะกรรมการ
ั้
สอบสวน อํานวยความสะดวกและใหความคุมครองแกพยานผูใหขอมูลที่เปนประโยชนตอทางราชการอยาง
เหมาะสมตามควรแกกรณี
144
หนา ๓๓
ั
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
หมวด ๓
อํานาจหนาที่ของคณะกรรมการสอบสวน
ิ
ขอ ๑๔ คณะกรรมการสอบสวนมีหนาที่สอบสวนตามหลักเกณฑ วธีการ และระยะเวลาที่
ํ
กาหนดในกฎ ก.ค.ศ. นี้ เพื่อแสวงหาความจริงในเรื่องที่กลาวหา โดยใหเรมการสอบสวนและดําเนิน
ิ่
กระบวนการพิจารณาอยางรวดเร็วและเปนธรรม ทั้งนี้ ในการพิจารณาใชดลพินิจจะตองกระทําอยางอิสระ
ุ
ู
และเปนกลาง โดยปราศจากอคติอยางใด ๆ ตอผูถกกลาวหา
ิ
ใหคณะกรรมการสอบสวนรวบรวมประวัตและความประพฤติของผูถกกลาวหาที่เกยวของกบเรื่อง
ู
ั
ี่
ํ
ที่กลาวหาเทาที่จาเปน รวมทั้งขอเท็จจริงที่ไดจากการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง เพื่อประกอบการพิจารณา
ั
ใหคณะกรรมการสอบสวนจัดทําบันทึกประจําวนที่มีการสอบสวนไวทุกครั้ง
ขอ ๑๕ คณะกรรมการสอบสวนมีหนาที่รวบรวมพยานหลักฐานที่เหนวาจาเปน เพื่อที่จะ
ํ
็
ุ
ู
ํ
ู
ื
็
ั
พิสจนใหเหนความผิดหรอความบริสทธิ์ของผูถกกลาวหา ในการนี้ ใหรวมถึงการดาเนินการดงตอไปนี้ดวย
ี่
(๑) การแสวงหาพยานหลักฐานทุกอยางที่เกยวของ
ื
ื
ู
ํ
(๒) รบฟงพยานหลักฐาน คาชี้แจง หรอความเห็นของผูถกกลาวหา พยานบุคคลหรอพยาน
ั
ื
ผูเชี่ยวชาญ เวนแตกรณีที่เหนวาเปนการกลาวอางที่ไมจาเปน ฟุมเฟอย หรอเพื่อประวิงเวลา
ํ
็
(๓) ขอขอเท็จจรงหรอความเห็นจากคูกรณี พยานบุคคล หรอพยานผูเชี่ยวชาญ ทั้งทีเปนคณและ
่
ื
ิ
ื
ุ
เปนโทษแกผูถูกกลาวหา
(๔) ขอใหผูครอบครองเอกสารสงเอกสารที่เกยวของ
ี่
(๕) ออกไปตรวจสถานที่
ั
ื่
ขอ ๑๖ เมื่อประธานกรรมการไดรบเรองตามขอ ๕ (๒) แลว ใหประธานกรรมการดําเนินการ
ประชุมคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาวางแนวทางการสอบสวนตอไป
ขอ ๑๗ การประชุมคณะกรรมการสอบสวนตองมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไมนอยกวา
ึ่
กงหนึ่งของจํานวนกรรมการสอบสวนทั้งหมดจึงจะเปนองคประชุม เวนแตการประชุมตามขอ ๒๔ และ
ขอ ๓๘ ตองมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไมนอยกวาสามคนและไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวน
กรรมการสอบสวนทั้งหมด
145
หนา ๓๔
ั
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
ํ
การประชุมคณะกรรมการสอบสวนตองมีประธานกรรมการอยูรวมประชุมดวย แตในกรณีจาเปน
ที่ประธานกรรมการไมสามารถเขาประชุมได ใหกรรมการสอบสวนที่มาประชุมเลือกกรรมการสอบสวน
คนหนึ่งทําหนาที่แทน
ื
การนัดประชุมคณะกรรมการสอบสวนตองทําเปนหนังสอและแจงใหกรรมการสอบสวนทุกคน
ทราบลวงหนาไมนอยกวาสามวันทําการ เวนแตกรรมการสอบสวนนั้นจะไดทราบการนัดในที่ประชุมแลว
ึ่
ื
ํ
หรอมีเหตุจาเปนเรงดวนซงประธานกรรมการจะนัดประชุมเปนอยางอื่นได
ิ
การลงมตของที่ประชุมคณะกรรมการสอบสวนใหถือเสียงขางมาก ถาคะแนนเสียงเทากัน
ี
ใหประธานกรรมการในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขนอีกเสยงหนึ่งเปนเสยงชี้ขาด
ึ้
ี
ื
ในการประชุมตองมีรายงานการประชุมเปนหนังสอ ถามีความเห็นแยงใหบันทึกความเห็นแยง
ุ
พรอมทั้งเหตผลไวในรายงานการประชุม
ิ
ู
ขอ ๑๘ คณะกรรมการสอบสวนมีหนาที่ตองแจงสทธิและหนาที่ของผูถกกลาวหาตามขอ ๘
ขอ ๙ ขอ ๑๐ และขอ ๑๑ ใหผูถูกกลาวหาทราบกอนสอบปากคําผูถูกกลาวหา
ื
ื
ในกรณีที่คาขอหรอคาชี้แจงมีขอบกพรองหรอมีขอความที่อานไมเขาใจหรอผิดหลง อันเห็นได
ํ
ื
ํ
ชัดวาเกิดจากความไมร หรอความเลินเลอของผูกลาวหา ผูถกกลาวหา หรอพยาน แลวแตกรณี
ื
ู
ื
ู
ิ
ู
ั
ใหคณะกรรมการสอบสวนแนะนําใหบุคคลดงกลาวแกไขเพิ่มเตมใหถกตอง
ุ
ั
ั้
ขอ ๑๙ ในกรณีที่ผูไดรบแตงตงเปนกรรมการสอบสวนเห็นวาตนมีเหตอันอาจถูกคดคานตาม
ั
ขอ ๘ วรรคหนึ่ง ใหผูนั้นรายงานตอผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน เพื่อพิจารณาวาจะใหผูนั้นเปน
ั้
ั่
ื
กรรมการสอบสวนตามคําสงตอไปอีกหรอไม
ั่
หมวด ๔
วิธีการสอบสวน
ิ
ขอ ๒๐ การสอบสวนกรณีที่ถกกลาวหาวากระทําผิดวนัยอยางรายแรง ใหคณะกรรมการ
ู
ํ
ํ
สอบสวนดาเนินการสอบสวนใหแลวเสรจโดยใหดาเนินการดงตอไปนี้
็
ั
(๑) ดาเนินการประชุมตามขอ ๑๖ โดยแจงและอธิบายขอกลาวหาตามขอ ๒๓ ใหผูถกกลาวหา
ู
ํ
ทราบภายในสบหาวนนับแตวนที่ประธานกรรมการไดรบทราบคําสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน
ั้
ิ
ั
ั
ั
ั่
ี่
ั
(๒) รวบรวมพยานหลักฐานที่เกยวของกับเรองที่กลาวหาภายในหกสิบวนนับแตวนที่ได
ื
่
ั
ดําเนินการตาม (๑) แลวเสร็จ
146
หนา ๓๕
ั
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
(๓) แจงขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหาตามขอ ๒๔ ใหผูถก
ู
ํ
ั
ั
กลาวหาทราบภายในสิบหาวนนับแตวนที่ไดดาเนินการตาม (๒) แลวเสร็จ
ั
(๔) รวบรวมพยานหลักฐานที่ผูถกกลาวหาอาง ใหแลวเสรจภายในหกสิบวนนับแตวนที่ได
ั
็
ู
ํ
ดาเนินการตาม (๓) แลวเสรจ
็
(๕) ประชุมพิจารณาลงมติและทํารายงานการสอบสวนเสนอตอผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการ
ั
ั
ํ
สอบสวนภายในสามสิบวนนับแตวนที่ไดดาเนินการตาม (๔) แลวเสร็จ
็
ํ
ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนไมสามารถดาเนินการใหแลวเสรจภายในกําหนดระยะเวลาตาม
็
(๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) ได ใหประธานกรรมการรายงานเหตุที่ทําใหการสอบสวนไมแลวเสรจตอผูสง
ั่
ั้
ั่
แตงตงคณะกรรมการสอบสวนเพื่อขอขยายระยะเวลาการสอบสวน ในกรณีเชนนี้ ใหผูสงแตงตง
ั้
ิ
คณะกรรมการสอบสวนสั่งขยายระยะเวลาดําเนินการไดตามความจําเปนครั้งละไมเกนหกสิบวัน
ี่
ั
การสอบสวนเรื่องใดที่คณะกรรมการสอบสวนดําเนินการไมแลวเสรจภายในสองรอยสสบวน
็
ิ
ั้
ั่
ใหประธานกรรมการรายงานเหตุใหผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนเพื่อรายงานให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่
การศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี เพื่อมีมตใหเรงรดการสอบสวนใหแลวเสร็จ
ิ
ั
ภายในระยะเวลาที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. กาหนด ตามเหตผล
ํ
ุ
และความจําเปน
ิ
ขอ ๒๑ การสอบสวนกรณีที่ถกกลาวหาวากระทําผิดวนัยไมรายแรง ใหคณะกรรมการ
ู
ํ
สอบสวนดาเนินการสอบสวนใหแลวเสรจภายในเกาสิบวันนับแตวันที่ประธานกรรมการไดรับทราบคําสั่ง
็
ั้
ั้
แตงตงคณะกรรมการสอบสวน ทั้งนี้ ใหนําขนตอนการสอบสวนตามขอ ๒๐ (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕)
ั
มาใชบังคบโดยอนุโลม
็
ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนไมสามารถดาเนินการใหแลวเสรจภายในกําหนดระยะเวลาตาม
ํ
็
วรรคหนึ่ง ใหประธานกรรมการรายงานเหตุที่ทําใหการสอบสวนไมแลวเสรจตอผูสงแตงตงคณะกรรมการ
ั่
ั้
้
สอบสวนเพื่อขอขยายระยะเวลาการสอบสวน ในกรณีเชนนี ใหผูสงแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนสั่งขยาย
ั่
็
ระยะเวลาดําเนินการไดตามความจําเปนแตไมเกนสามสิบวัน และเรงรัดการสอบสวนใหแลวเสรจตอไป
ิ
ั
ขอ ๒๒ การนําเอกสารหรือวตถุมาใชเปนพยานหลักฐานในสํานวนการสอบสวนใหกรรมการ
สอบสวนบันทึกไวดวยวาไดมาอยางไร จากผูใด และเมื่อใด
เอกสารที่ใชเปนพยานหลักฐานในสํานวนการสอบสวนใหใชตนฉบับ แตถาไมอาจนําตนฉบับมา
ั
ํ
็
ั
ํ
ไดจะใชสาเนาที่กรรมการสอบสวนหรือผูมีหนาที่รบผิดชอบรบรองวาเปนสาเนาถูกตองกได
147
หนา ๓๖
ั
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
ู
ื
ํ
ื
ุ
ถาหาตนฉบับเอกสารไมไดเพราะสูญหายหรอถกทําลาย หรอโดยเหตประการอื่น จะใหนําสาเนา
ื
หรอพยานบุคคลมาสืบก็ได
เมื่อมีการอางพยานหลักฐานใดในการพิสจนความผิดหรอความบรสทธิ์ของผูถกกลาวหา
ิ
ู
ู
ุ
ื
ใหคณะกรรมการสอบสวนอานหรอสงตนฉบับหรอพยานหลักฐานนั้นใหผูถกกลาวหาตรวจด ถาผูถกกลาวหา
ู
ื
ื
ู
ู
็
ตองการสําเนาใหคณะกรรมการสอบสวนสงสาเนาใหแกผูถกกลาวหาตามที่เหนสมควร
ู
ํ
่
คณะกรรมการสอบสวนอาจขอใหพยานผูเชียวชาญในเรองนั้นมาใหความเห็นหรือทําความเห็น
ื่
ื
เปนหนังสอประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการสอบสวนก็ได
ขอ ๒๓ เมื่อไดพิจารณาเรื่องที่กลาวหาและวางแนวทางการสอบสวนตามขอ ๑๖ แลว
ู
ใหคณะกรรมการสอบสวนเรียกผูถกกลาวหามาเพื่อแจงและอธิบายขอกลาวหาที่ปรากฏตามเรื่องที่กลาวหา
ิ
ใหทราบวาผูถกกลาวหาไดกระทําการใด เมื่อใด อยางไร ในการนี้ ใหคณะกรรมการสอบสวนแจงสทธิ
ู
และหนาที่ของผูถกกลาวหาตามขอ ๑๘ วรรคหนึ่ง และแจงดวยวาผูถูกกลาวหามีสิทธิที่จะไดรับแจงสรุป
ู
ื
ํ
พยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหา และมีสทธิที่จะใหถอยคาหรอชี้แจงแกขอกลาวหา ตลอดจนอาง
ิ
พยานหลักฐานหรือนําพยานหลักฐานมาสืบแกขอกลาวหาไดตามขอ ๒๔
ิ
การแจงและอธิบายขอกลาวหาตามวรรคหนึ่ง ใหแจงเฉพาะพฤตการณเทาที่ปรากฏตามเรื่องที่
กลาวหาและตามพยานหลักฐาน โดยไมตองแจงกรณีและมาตราความผิด ทั้งนี้ ใหทําเปนบันทึกสองฉบับ
ซงมีสาระสําคญตามแบบ สว. ๒ ที่ ก.ค.ศ. กาหนด เพื่อมอบใหผูถกกลาวหาหนึ่งฉบับ และเก็บไวใน
ํ
ู
ั
ึ่
สานวนการสอบสวนหนึ่งฉบับโดยใหผูถกกลาวหาลงลายมือชื่อ และวน เดือน ปที่รับทราบไวเปน
ํ
ั
ู
หลกฐานดวย
ั
ํ
ู
เมื่อไดดาเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองแลว ใหคณะกรรมการสอบสวนถามผูถกกลาวหาวา
ื
ู
ไดกระทําการตามที่ถกกลาวหาหรอไม อยางไร
ู
ู
ํ
ั
ในกรณีที่ผูถกกลาวหาใหถอยคารบสารภาพวาไดกระทําการตามที่ถกกลาวหา ใหคณะกรรมการ
สอบสวนแจงใหผูถกกลาวหาทราบวาการกระทําตามที่ถกกลาวหาดงกลาวเปนความผิดวินัยกรณีใด
ู
ั
ู
ั
ื
ู
ุ
ั
ํ
ั
ั
หากผูถกกลาวหายงคงยนยนตามที่รบสารภาพ ใหบันทึกถอยคารบสารภาพรวมทั้งเหตผลในการรับสารภาพ
ุ
และสาเหตแหงการกระทําไวดวย ในกรณีเชนนี้ คณะกรรมการสอบสวนจะไมทําการสอบสวนตอไปก็ได
หรอถาเหนเปนการสมควรที่จะไดทราบขอเท็จจรงและพฤตการณอันเกี่ยวกบเรองทีกลาวหาโดยละเอียด
ื
ิ
่
ื่
ิ
ั
็
จะทําการสอบสวนตอไปตามควรแกกรณีก็ได แลวดําเนินการตามขอ ๓๘ และขอ ๓๙ ตอไป
148
หนา ๓๗
ั
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
ู
ในกรณีที่ผูถกกลาวหามิไดใหถอยคารบสารภาพหรอรบสารภาพบางสวน ใหคณะกรรมการ
ํ
ื
ั
ั
ี่
ํ
ํ
สอบสวนดาเนินการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เกยวของกับขอกลาวหาแลวดาเนินการตาม
ขอ ๒๔ ตอไป
ั
ในกรณีที่ผูถกกลาวหามา แตไมยอมลงลายมือชื่อรบทราบขอกลาวหา หรอไมมารบทราบ
ู
ื
ั
ขอกลาวหา ใหคณะกรรมการสอบสวนสงบันทึกซึ่งมีสาระสําคัญตามแบบ สว. ๒ ทางไปรษณีย
ู
ู
ึ่
ู
ั
ลงทะเบียนตอบรบไปใหผูถกกลาวหา ณ ที่อยของผูถกกลาวหา ซงปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ
ื
ู
ิ
ื
หรอสถานที่ตดตอที่ผูถกกลาวหาแจงใหทราบ พรอมทั้งมีหนังสอสอบถามผูถกกลาวหาวาไดกระทําการ
ู
ตามที่ถูกกลาวหาหรือไม ในกรณีเชนนี้ ใหทําบันทึกซึ่งมีสาระสําคัญตามแบบ สว. ๒ เปนสามฉบับ
ู
็
ู
เพื่อเก็บไวในสานวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ และสงใหผูถกกลาวหาสองฉบับ โดยใหผูถกกลาวหาเกบไว
ํ
ู
ื
ั
ื
หนึ่งฉบับและใหผูถกกลาวหาลงลายมือชื่อ และวัน เดอน ปที่รบทราบสงกลับคนมารวมไวในสํานวน
ิ
การสอบสวนหนึ่งฉบับ เมื่อลวงพนสบหาวนนับแตวนที่ไดดาเนินการดงกลาว หากไมไดรบแบบ สว. ๒
ั
ั
ั
ํ
ั
ู
ื
คนมา ใหถอวาผูถกกลาวหาไดทราบขอกลาวหาแลว และใหคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการตาม
ื
วรรคหาตอไป
ํ
ขอ ๒๔ เมื่อไดดาเนินการตามขอ ๒๓ แลว ใหคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการประชุมเพื่อ
ู
พิจารณาวามีพยานหลักฐานใดสนับสนุนขอกลาวหาวาผูถกกลาวหาไดกระทําการใด เมื่อใด อยางไร และ
็
ิ
ื่
ุ
ู
ู
ํ
ั
็
ถาเหนวายงฟงไมไดวาผูถกกลาวหากระทําการตามที่ถกกลาวหา กใหมีความเห็นยตเรอง แลวดาเนินการ
ตามขอ ๓๘ และขอ ๓๙ โดยอนุโลม
็
ถาเหนวาเปนความผิดวนัยกรณีใด ตามมาตราใด กใหคณะกรรมการสอบสวนเรียกผูถูกกลาวหา
็
ิ
มาพบเพื่อแจงขอกลาวหา โดยระบุขอกลาวหาที่ปรากฏตามพยานหลักฐานวาเปนความผิดวนัยกรณีใด
ิ
ตามมาตราใด และสรปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหาเทาที่มีใหทราบ โดยระบุวัน เวลา สถานที่ และ
ุ
็
ํ
การกระทําที่มีลกษณะเปนการสนับสนุนขอกลาวหา สาหรบพยานบุคคลจะระบุหรอไมระบุชื่อพยานกได
ื
ั
ั
ุ
โดยคานึงถึงหลกการคมครองพยาน ทั้งนี้ การแจงสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหา ใหแจง
ั
ํ
ู
ํ
พยานหลักฐานฝายกลาวหาเทาที่มีตามที่ปรากฏไวในสานวนใหผูถกกลาวหาทราบ แมพยานหลักฐานจะฟง
ไดเพียงวาเปนการกระทําผิดวินัยไมรายแรง
ึ่
การแจงขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหาตามวรรคสอง ใหทําบันทึกซง
ํ
ั
มีสาระสําคญตามแบบ สว. ๓ ที่ ก.ค.ศ. กาหนด โดยทําเปนสองฉบับมอบใหผูถูกกลาวหาหนึ่งฉบับ และ
149
หนา ๓๘
ั
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
ั
็
ํ
ื
เกบไวในสานวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ โดยใหผูถกกลาวหาลงลายมือชื่อ และวัน เดอน ปที่รบทราบไว
ู
เปนหลักฐานดวย
ั
ํ
เมื่อไดดาเนินการดงกลาวแลว ใหคณะกรรมการสอบสวนถามผูถกกลาวหาวาจะยนคาชี้แจงแกขอ
ู
ื่
ํ
ํ
ื
ื
ื่
ู
กลาวหาเปนหนังสอหรอไม ถาผูถกกลาวหาประสงคจะยนคาชี้แจงเปนหนังสือ ใหคณะกรรมการสอบสวน
ิ
ิ
ั
ู
ํ
ื่
ใหโอกาสผูถกกลาวหายนคาชี้แจงภายในเวลาอันสมควร แตอยางชาไมเกนสบหาวนนับแตวนที่ไดรบทราบ
ั
ั
ขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหา และตองใหโอกาสผูถูกกลาวหาที่จะใหถอยคํา
ื
ื่
เพิ่มเตมรวมทั้งนําสบแกขอกลาวหาดวย ในกรณีที่ผูถกกลาวหาไมประสงคจะยนคาชี้แจงเปนหนังสอ
ื
ิ
ู
ํ
็
ใหคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการเพื่อใหผูถกกลาวหาใหถอยคาและนําสบแกขอกลาวหาโดยเรว
ื
ู
ํ
เมื่อคณะกรรมการสอบสวนไดรวบรวมพยานหลักฐานตาง ๆ เสร็จแลว ใหดําเนินการตามขอ ๓๘
และขอ ๓๙ ตอไป
ั
ั
ู
ื
ในกรณีที่ผูถกกลาวหามา แตไมยอมลงลายมือชื่อรบทราบ หรอไมมารบทราบขอกลาวหาและ
สรปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหา ใหคณะกรรมการสอบสวนสงบันทึก ซงมีสาระสาคญตามแบบ
ั
ํ
ุ
ึ่
ู
ั
สว. ๓ ทางไปรษณียลงทะเบียนตอบรบไปใหผูถกกลาวหา ณ ที่อยูของผูถูกกลาวหา ซึ่งปรากฏตาม
ื
หลกฐานของทางราชการหรือสถานที่ตดตอที่ผูถกกลาวหาแจงใหทราบ พรอมทั้งมีหนังสอขอใหผูถก
ั
ู
ู
ิ
่
ื
ํ
กลาวหาชี้แจง นัดมาใหถอยคาและนําสบแกขอกลาวหา ในกรณีเชนนี้ ใหทําบันทึกซงมีสาระสําคญตาม
ึ
ั
แบบ สว. ๓ เปนสามฉบับ เพื่อเก็บไวในสํานวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ และสงใหผูถูกกลาวหาสองฉบับ
ู
ู
ั
ื
โดยใหผูถกกลาวหาเกบไวหนึ่งฉบับและใหผูถกกลาวหาลงลายมือชื่อ และวัน เดอน ปที่รบทราบสงกลับ
็
คนมารวมไวในสานวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ เมื่อลวงพนสบหาวนนับแตวนที่ไดดาเนินการดงกลาว
ั
ํ
ิ
ื
ํ
ั
ั
หากไมไดรับแบบ สว. ๓ คืนหรือไมไดรับคําชี้แจงจากผูถูกกลาวหา หรือผูถูกกลาวหาไมมาใหถอยคําตามนัด
ู
ใหถอวาผูถกกลาวหาไดทราบขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหาแลว และไม
ื
ประสงคที่จะแกขอกลาวหา ในกรณีเชนนี้ คณะกรรมการสอบสวนจะไมสอบสวนตอไปก็ได หรือถาเห็น
ิ
เปนการสมควรที่จะไดทราบขอเท็จจรงเพิ่มเตมจะสอบสวนตอไปตามควรแกกรณีกได แลวดาเนินการตาม
ํ
ิ
็
ื่
ื
ู
ํ
ื
ขอ ๓๘ และขอ ๓๙ ตอไป แตถาผูถกกลาวหามาขอใหถอยคํา ยนคาชี้แจงแกขอกลาวหา หรอขอนําสบ
ุ
แกขอกลาวหากอนที่คณะกรรมการสอบสวนจะเสนอสํานวนการสอบสวนตามขอ ๓๙ โดยมีเหตผล
อันสมควร ใหคณะกรรมการสอบสวนใหโอกาสแกผูถูกกลาวหาตามที่ผูถูกกลาวหารองขอ
็
ขอ ๒๕ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนไดรวบรวมพยานหลักฐานตามขอ ๒๔ เสรจแลว
ั่
กอนเสนอสํานวนการสอบสวนตอผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนตามขอ ๓๙ ถาคณะกรรมการสอบสวน
ั้
150
หนา ๓๙
ั
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
ิ
ํ
็
ิ
เหนวา จาเปนจะตองรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเตมก็ใหดาเนินการได ถาพยานหลักฐานที่ไดเพิ่มเตมมา
ํ
นั้นเปนพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหา ใหคณะกรรมการสอบสวนสรุปพยานหลักฐานดังกลาว
ู
ื
ิ
ใหผูถกกลาวหาทราบ และใหโอกาสผูถกกลาวหาที่จะใหถอยคาหรอนําสบแกเฉพาะพยานหลักฐานเพิ่มเตมที่
ํ
ู
ื
สนับสนุนขอกลาวหานั้น ทั้งนี ใหนําขอ ๒๔ มาใชบังคบโดยอนุโลม
้
ั
ื่
ึ่
ู
ิ
ํ
ื่
ื
ํ
ํ
ขอ ๒๖ ผูถกกลาวหาซงไดยนคาชี้แจงหรอใหถอยคาแกขอกลาวหาไวแลว มีสทธิยนคาชี้แจง
ิ
ํ
ื
ื
เพิ่มเติม หรอขอใหถอยคาหรอนําสบแกขอกลาวหาเพิ่มเตมตอคณะกรรมการสอบสวนกอนการสอบสวน
ื
แลวเสร็จ หากคณะกรรมการสอบสวนเห็นวามีเหตผลอันสมควรก็ใหรบไวพิจารณาตอไป
ุ
ั
็
ั่
ู
เมื่อการสอบสวนแลวเสรจและยงอยระหวางการพิจารณาของผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน
ั
ั้
หรอผูบังคับบัญชาคนใหมตามขอ ๓๗ ผูถูกกลาวหาจะยื่นคําชี้แจงตอบุคคลดังกลาวก็ได ในกรณีเชนนี้
ื
ํ
ั
ใหรบคาชี้แจงนั้นรวมไวในสานวนการสอบสวนเพื่อประกอบการพิจารณาดวย
ํ
ขอ ๒๗ ในการสอบปากคําผูถกกลาวหาและพยาน ตองมีกรรมการสอบสวนไมนอยกวา
ู
กงหนึ่งของจํานวนกรรมการสอบสวนทั้งหมดจึงจะสอบสวนได
ึ่
ขอ ๒๘ กอนเรมสอบปากคําพยาน ใหคณะกรรมการสอบสวนแจงใหพยานทราบวากรรมการ
ิ่
ํ
สอบสวนมีฐานะเปนเจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การใหถอยคาอันเปนเท็จตอกรรมการ
สอบสวนอาจเปนความผิดตามกฎหมาย
ึ่
ี
็
ั
ในการสอบปากคําผูเสยหายหรอพยานซงเปนเด็ก ใหสอบสวนในสถานที่ที่เหมาะสมสําหรบเดก
ื
และใหมีขาราชการครูที่เปนกลางและเชื่อถอได และบุคคลที่เดกรองขอหรอไววางใจเขารวมในการ
ื
ื
็
ี
ั้
สอบปากคํานั้นดวย หากผูเสยหายหรอพยานซงเปนเดกตงรงเกียจขาราชการครูดังกลาวขางตนใหเปลี่ยนตัว
ั
ึ่
็
ื
บุคคลนั้น
ื
ี
ื
ู
ในกรณีผูเสยหายหรอพยานเปนคนหูหนวกหรอเปนใบ หรอทั้งหหนวกและเปนใบ หรอมีความ
ื
ื
พิการทางกาย หรอไมเขาใจภาษาไทยและจําเปนตองใชลาม ใหคณะกรรมการสอบสวนจัดหาลามที่เปน
ื
กลางและเชื่อถอไดใหแกบุคคลดงกลาว
ั
ื
ขอ ๒๙ ในการสอบปากคําผูถกกลาวหาและพยาน หามมิใหกรรมการสอบสวนกระทําหรือ
ู
ั
ู
็
ั
ื
ึ่
จดใหกระทําการใด ๆ ซงเปนการใหคามั่นสญญา ขเขญ หลอกลวง หรอกระทําโดยมิชอบดวยประการใด ๆ
ํ
ื
ื
เพื่อจงใจใหบุคคลนั้นใหถอยคาอยางใด ๆ หรอกระทําใหทอใจ หรอใชกลอุบายอื่นเพื่อปองกนมิใหบุคคล
ั
ู
ํ
ื
ึ่
ู
ใดใหถอยคาหรอไมใหถอยคาซงอยากจะใหดวยความเตมใจในเรื่องที่ถกกลาวหานั้น
ํ
ํ
็
151
หนา ๔๐
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
ั
ขอ ๓๐ ในการสอบปากคําผูถกกลาวหาและพยาน ใหคณะกรรมการสอบสวนเรียกผูซงจะถูก
ู
ึ่
ู
สอบปากคําเขามาในที่สอบสวนคราวละหนึ่งคน และหามมิใหบุคคลอื่นอยในที่สอบสวน เวนแต
ื
ื
ู
ื
ื
ทนายความหรอที่ปรกษาของผูถกกลาวหา หรอบุคคลตามขอ ๒๘ วรรคสอง หรอวรรคสาม หรอบุคคล
ึ
ึ่
ซงคณะกรรมการสอบสวนอนุญาตใหอยในที่สอบสวนเพื่อประโยชนแหงการสอบสวน
ู
ํ
การสอบปากคําผูถกกลาวหาและพยาน ใหบันทึกถอยคาซงมีสาระสําคญตามแบบ สว. ๔ หรือ
ู
ั
ึ่
ํ
ํ
็
ื
ํ
แบบ สว. ๕ ที่ ก.ค.ศ. กาหนด แลวแตกรณี เมื่อไดบันทึกถอยคาเสรจแลวใหอานใหผูใหถอยคาฟงหรอ
ํ
ื
ู
็
ื
จะใหผูใหถอยคาอานเองก็ได ถามีการแกไข ทักทวง หรอเพิ่มเติม กใหแกไขใหถกตอง หรอมิฉะนั้นก็ให
ํ
ั
บันทึกไว เมื่อผูใหถอยคารบวาถูกตองแลว ใหผูใหถอยคํา ผูเขารวมฟงตามวรรคหนึ่งที่อยูในที่สอบสวน
และผูบันทึกถอยคาลงลายมือชื่อไวเปนหลักฐาน และใหกรรมการสอบสวนทุกคนซึ่งรวมสอบสวน
ํ
ํ
ั
ลงลายมือชื่อรบรองไวในบันทึกถอยคานั้นดวยถาบันทึกถอยคามีหลายหนาใหกรรมการสอบสวนอยางนอย
ํ
ํ
หนึ่งคนกับผูใหถอยคาลงลายมือชื่อกากับไวทุกหนา
ํ
ในการบันทึกถอยคํา หามมิใหขูดลบหรือบันทึกขอความทับ ถาจะตองแกไขขอความที่ไดบันทึก
ี
ไวแลว ใหใชวธีขดฆาหรอตกเตม และใหกรรมการสอบสวนผูรวมสอบสวนอยางนอยหนึ่งคนกับผูให
ื
ิ
ิ
ื
ํ
ี
ถอยคาลงลายมือชื่อกากับไวทุกแหงที่ขดฆาหรอตกเติม
ํ
ในกรณีที่ผูใหถอยคาหรอผูเขารวมฟงตามวรรคหนึ่งที่อยในที่สอบสวนไมยอมลงลายมือชื่อ
ู
ื
ํ
ํ
ใหบันทึกเหตุนั้นไวในบันทึกถอยคานั้น และใหกรรมการสอบสวนทุกคนซึ่งรวมสอบสวนลงลายมือชื่อ
รบรองไวดวย
ั
ในกรณีที่ผูใหถอยคาไมสามารถลงลายมือชื่อได ใหนํามาตรา ๙ แหงประมวลกฎหมายแพงและ
ํ
พาณิชยมาใชบังคบโดยอนุโลม
ั
ในกรณีที่พยานไมมาหรอมาแตไมใหถอยคํา หรอคณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานไมไดภายใน
ื
ื
เวลาอันสมควร คณะกรรมการสอบสวนจะไมสอบสวนพยานนั้นก็ได แตตองบันทึกเหตุนั้นไวในบันทึก
ประจําวนที่มีการสอบสวนตามขอ ๑๔ วรรคสาม และรายงานการสอบสวนตามขอ ๓๙
ั
ขอ ๓๑ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นวา การสอบสวนพยานหลักฐานใดจะทําให
ื
ํ
การสอบสวนลาชาโดยไมจาเปน หรอมิใชพยานหลักฐานในประเด็นสาคัญ จะงดการสอบสวนพยานหลักฐาน
ํ
นั้นก็ได แตตองบันทึกเหตุนั้นไวในบันทึกประจําวนที่มีการสอบสวนตามขอ ๑๔ วรรคสาม และรายงาน
ั
การสอบสวนตามขอ ๓๙
152
หนา ๔๑
ั
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
ขอ ๓๒ ในกรณีที่จะตองสอบสวนหรือรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งอยตางทองที่ ประธาน
ู
ั้
ั่
กรรมการจะรายงานตอผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน เพื่อดาเนินการมอบหมายใหหวหนา
ั
ํ
ิ
ื
ิ
สวนราชการ ผูบรหารสถานศึกษา หรอผูบรหารหนวยงานการศึกษา ในทองที่นั้นสอบสวนหรอรวบรวม
ื
ั
ื
ํ
พยานหลักฐานแทนก็ได โดยกําหนดประเด็นหรอขอสาคญที่จะตองสอบสวนไปให ในกรณีเชนนี้
ใหหวหนาสวนราชการ ผูบริหารสถานศึกษา หรือผูบริหารหนวยงานการศึกษาที่ไดรับมอบหมาย
ั
็
ื
ื
ื
เลอกขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาหรอขาราชการฝายพลเรอนที่เหนสมควรอยางนอยอีกสองคน
มารวมเปนคณะทําการสอบสวน
ในการปฏิบัตหนาที่ตามวรรคหนึ่ง ใหคณะทําการสอบสวนมีฐานะเปนคณะกรรมการสอบสวน
ิ
ตามกฎ ก.ค.ศ. นี้ และใหนําขอ ๒๗ ขอ ๒๘ ขอ ๒๙ และขอ ๓๐ มาใชบังคับโดยอนุโลม
ิ
ู
ขอ ๓๓ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นวา กรณีมีมูลวาผูถกกลาวหากระทําผิดวนัย
ื
ไมรายแรงหรออยางรายแรง หรอหยอนความสามารถในอันที่จะปฏบัตหนาที่ราชการ บกพรองในหนาที่
ิ
ิ
ื
ํ
ิ
ื
ราชการ หรอประพฤตตนไมเหมาะสมกับตาแหนงในอันที่จะปฏบัติหนาที่ราชการในเรื่องอื่นนอกจากที่
ิ
ระบุไวในคาสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน ใหประธานกรรมการรายงานไปยังผูสงแตงตงคณะกรรมการ
ั่
ํ
ั่
ั้
ั้
สอบสวนโดยเร็ว ถาผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนเห็นวากรณีมีมูลที่ควรกลาวหาวากระทําผิดวนัย
ั้
ิ
ั่
ไมรายแรงหรออยางรายแรง หรอหยอนความสามารถในอันที่จะปฏบัตหนาที่ราชการ บกพรองในหนาที่
ิ
ิ
ื
ื
ราชการ หรือประพฤติตนไมเหมาะสมกับตําแหนงในอันที่จะปฏิบัติหนาที่ราชการตามที่รายงาน ก็ใหสั่ง
ั้
แตงตงคณะกรรมการสอบสวน โดยจะแตงตงคณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเปนผูทําการสอบสวน
ั้
็
ื
ั้
หรอแตงตงคณะกรรมการสอบสวนใหมกได
ขอ ๓๔ ในกรณีที่การสอบสวนพาดพิงไปถึงขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผูอื่นวามี
สวนรวมในการกระทําการในเรื่องที่ทําการสอบสวนนั้นดวย ใหคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาใน
เบื้องตนวา ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผูนั้นมีสวนรวมกระทําการในเรื่องที่สอบสวนดวย
ู
ื่
ื
หรอไม ถาเห็นวาผูนั้นมีสวนรวมกระทําการในเรองที่สอบสวนนั้นอยดวย ใหประธานกรรมการรายงาน
ไปยงผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาดาเนินการตามควรแกกรณีโดยเร็ว
ั
ั่
ั้
ํ
ั่
ในกรณีที่ผูสงแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นวากรณีมีมูลที่ควรกลาวหาวากระทําผิดวินัย
ั้
ั้
อยางรายแรง หรอเปนความผิดกรณีอื่นตามที่รายงาน กใหสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน โดยจะแตงตง
ั่
็
ื
ั้
ื
คณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเปนผูสอบสวน หรอจะแตงตงคณะกรรมการสอบสวนใหมกได ทั้งนี้
็
153
หนา ๔๒
ั
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
ํ
ํ
ใหดาเนินการตามหลักเกณฑและวิธีการที่กาหนดในกฎ ก.ค.ศ. นี้ ในกรณีเชนนี้ ใหใชพยานหลักฐานที่ได
สอบสวนมาแลวประกอบการพิจารณาได
ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนดําเนินการสอบสวนโดยแยกเปนสานวนการสอบสวนใหม
ํ
ํ
ใหนําสาเนาพยานหลักฐานที่เกยวของในสํานวนการสอบสวนเดิมรวมไวในสานวนการสอบสวนใหม
ํ
ี่
ื
หรอบันทึกใหปรากฏดวยวานําพยานหลักฐานใดจากสํานวนการสอบสวนเดิม มาประกอบการพิจารณาใน
สานวนการสอบสวนใหมดวย
ํ
ขอ ๓๕ ในกรณีที่ผูบังคบบัญชาไดแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อสอบสวนขาราชการครู
ั
ื่
ิ
และบุคลากรทางการศึกษาผูใด ในเรองที่ผูนั้นหยอนความสามารถในอันที่จะปฏิบัตหนาที่ราชการ
ื
ิ
บกพรองในหนาที่ราชการ หรอประพฤตตนไมเหมาะสมกับตาแหนงหนาที่ราชการตามมาตรา ๑๑๑ และ
ํ
ผูบังคบบัญชาเห็นวาการสอบสวนเรื่องนั้นมีมูลวาเปนการกระทําผิดวนัยอยางรายแรงซึ่งผูบังคับบัญชา
ั
ิ
็
เหนควรแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อทําการสอบสวนผูนั้นตามมาตรา ๙๘ ใหดําเนินการตามหลักเกณฑ
ํ
และวิธีการที่กาหนดในกฎ ก.ค.ศ. นี้ ในกรณีเชนนี้คณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๙๘ จะนําสานวน
ํ
การสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๑๑๑ มาประกอบการพิจารณาดวยกได
็
ขอ ๓๖ ในกรณีที่มีคาพิพากษาถึงที่สดวาผูถกกลาวหากระทําผิดหรอตองรับผิดในคดีที่
ํ
ุ
ื
ู
ั
ี่
เกยวกบเรื่องที่กลาวหา ถาคณะกรรมการสอบสวนเห็นวาขอเท็จจริงที่ปรากฏตามคําพิพากษาไดความ
ื
ประจกษชัดอยแลว ใหถอเอาคาพิพากษานั้นเปนพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหา โดยไมตอง
ั
ู
ํ
ี่
ั
สอบสวนพยานหลักฐานอื่นที่เกยวของกบขอกลาวหา แตตองแจงใหผูถกกลาวหาทราบและแจงขอกลาวหา
ู
ุ
พรอมทั้งสรปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหาตามที่ปรากฏในคําพิพากษาใหผูถูกกลาวหาทราบ ทั้งนี้
ใหนําขอ ๒๔ มาใชบังคบโดยอนุโลม
ั
ขอ ๓๗ ในระหวางการสอบสวน แมจะมีการสั่งใหผูถกกลาวหาไปอยนอกบังคบบัญชาของ
ั
ู
ู
ผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน ใหคณะกรรมการสอบสวนทําการสอบสวนตอไปจนเสร็จ แลวทํา
ั่
ั้
รายงานการสอบสวนและเสนอสํานวนการสอบสวนตอผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อตรวจสอบ
ความถูกตองตามขอ ๔๓ ขอ ๔๔ ขอ ๔๕ และขอ ๔๖ และใหผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนสง
ั่
ั้
ั
เรองใหผูบังคบบัญชาคนใหมของผูถกกลาวหา เพื่อดาเนินการตามขอ ๔๐ ตอไป ทั้งนี้ ใหผูบังคบบัญชา
ั
ู
ื่
ํ
คนใหมมีอํานาจตรวจสอบความถูกตองตามขอ ๔๓ ขอ ๔๔ ขอ ๔๕ และขอ ๔๖ ดวย
154
หนา ๔๓
ั
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
หมวด ๕
การทํารายงานการสอบสวน
ขอ ๓๘ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนไดรวบรวมพยานหลักฐานตาง ๆ เสรจแลว ใหประชุม
็
เพื่อพิจารณาสํานวนการสอบสวน โดยชั่งน้ําหนักพยานหลักฐานทั้งปวง ทั้งขอเท็จจรงอันเปนสาระสําคญ
ิ
ั
ของการกระทํา ขอกฎหมายที่ยกขนอางอิงวินิจฉัย ขอพิจารณา และขอเสนอในการใชดลพินิจ
ึ้
ุ
ในการพิจารณาลงมติ ใหประธานกรรมการถามกรรมการสอบสวนทีละคน เพื่อใหออกความเห็น
็
ั
ทุกคนในทุกประเดนที่พิจารณา ดงตอไปนี้
็
(๑) ในกรณีที่เหนวาผูถูกกลาวหากระทําผิดวินัย ก็ใหระบุดวยวาการกระทําของผูถูกกลาวหา
เปนความผิดวินัยกรณีใด ตามมาตราใด และสมควรไดรบโทษสถานใด
ั
ู
็
ิ
ื
ู
(๒) ในกรณีที่เหนวาผูถกกลาวหามิไดกระทําผิดวนัย หรอการกระทําของผูถกกลาวหาไมเปน
ความผิดวินัย ก็ใหมีความเห็นยุติเรื่อง
ิ
ู
(๓) ผูถกกลาวหาหยอนความสามารถในอันที่จะปฏิบัตหนาที่ราชการ บกพรองในหนาที่ราชการ
ื
หรอประพฤตตนไมเหมาะสมกับหนาที่ราชการตามมาตรา ๑๑๑ หรอไมอยางไร
ิ
ื
ิ
ู
ิ่
(๔) ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยอยางยงวา ผูถกกลาวหาไดกระทําผิดวนัยอยางรายแรง แตการ
สอบสวนไมไดความแนชัดพอที่จะรบฟงลงโทษปลดออกหรือไลออก ถาใหรบราชการตอไปจะเปนการ
ั
ั
ี
ื
็
เสยหายแกราชการตามมาตรา ๑๑๒ หรอไม อยางไร กใหมีความเห็นไปตามนั้น
ขอ ๓๙ เมื่อไดประชุมพิจารณาลงมติตามขอ ๓๘ แลว ใหคณะกรรมการสอบสวนทํารายงาน
ั้
ั
การสอบสวนซึ่งมีสาระสําคญตามแบบ สว. ๖ ที่ ก.ค.ศ. กาหนด เสนอตอผูสงแตงตงคณะกรรมการ
ั่
ํ
สอบสวน หากกรรมการสอบสวนผูใดมีความเห็นแยง ใหทําความเห็นแยงแนบไวกับรายงานการสอบสวน
โดยถือเปนสวนหนึ่งของรายงานการสอบสวนดวย
รายงานการสอบสวนอยางนอยตองมีสาระสําคัญ ดงตอไปนี้
ั
ั
(๑) สรปขอเท็จจรงอันเปนสาระสําคญและพยานหลักฐาน ในกรณีที่ไมไดสอบสวนพยานตาม
ิ
ุ
ู
ขอ ๓๐ วรรคหก และขอ ๓๑ ใหรายงานเหตุที่ไมไดสอบสวนนั้นใหปรากฏไว ในกรณีที่ผูถกกลาวหาให
ํ
ถอยคารบสารภาพใหบันทึกเหตผลในการรับสารภาพไวดวย
ุ
ั
ั
ิ
(๒) วนิจฉยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหากับพยานหลักฐานที่หักลาง
ขอกลาวหา
155
หนา ๔๔
ั
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
ู
ิ
(๓) ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนวา ผูถกกลาวหาไดกระทําผิดวนัยหรอไม อยางไร
ื
ั
ิ
ื่
ถาไมผิดใหเสนอความเห็นยุตเรอง ถาผิดใหระบุวาเปนความผิดวินัยกรณีใด ตามมาตราใด และสมควรไดรบ
ิ
โทษสถานใด หรอมีเหตุอันควรสงสัยวา หยอนความสามารถในอันที่จะปฏิบัตหนาที่ราชการ บกพรองใน
ื
ื
ิ
ํ
ื
หนาที่ราชการ หรอประพฤตตนไมเหมาะสมกับตาแหนงหนาที่ราชการตามมาตรา ๑๑๑ หรอไม อยางไร
หรอมีเหตุอันควรสงสัยอยางยิ่งวาผูถูกกลาวหาไดกระทําผิดวินัยอยางรายแรง แตการสอบสวนไมไดความ
ื
แนชัดพอที่จะรบฟงลงโทษปลดออกหรือไลออก ถาใหรบราชการตอไปจะเปนการเสียหายแกราชการ
ั
ั
ื
และสมควรใหออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๒ หรอไม อยางไร พรอมทั้งขอสนับสนุนการใชดลพินิจ
ุ
ํ
เมื่อคณะกรรมการสอบสวนไดทํารายงานการสอบสวนแลว ใหเสนอสานวนการสอบสวน
พรอมทั้งสารบาญตอผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน และใหถือวาการสอบสวนแลวเสร็จ
หมวด ๖
การพิจารณาสั่งสานวนการสอบสวน
ํ
ั่
ขอ ๔๐ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนไดเสนอสํานวนการสอบสวนมาแลว ใหผูสงแตงตง
ั้
คณะกรรมการสอบสวนตรวจสอบความถูกตองของสานวนการสอบสวนตามขอ ๔๓ ขอ ๔๔ ขอ ๔๕
ํ
และขอ ๔๖ แลวดาเนินการ ดงตอไปนี้
ํ
ั
ุ
ื
ู
(๑) ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นวาผูถกกลาวหาไมไดกระทําผิดหรอไมมีเหตที่จะให
ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๒ สมควรยุตเรอง หรอกระทําผิดที่ยังไมถึงขั้นเปนการกระทําผิดวินัยอยาง
ื่
ิ
ื
็
ั่
ั้
ิ
รายแรง ใหผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาสั่งการตามที่เหนสมควรโดยเร็ว ทั้งนี้ ตองไมเกน
ั
ํ
หกสบวนนับแตวนไดรบสานวนการสอบสวน
ั
ั
ิ
ู
ิ
(๒) ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นวาผูถกกลาวหาหยอนความสามารถในอันที่จะปฏบัต ิ
ื
หนาที่ราชการ บกพรองในหนาที่ราชการ หรอประพฤตตนไมเหมาะสมกับหนาที่ราชการตามมาตรา ๑๑๑
ิ
ใหผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาสํานวนการสอบสวนดังกลาว หากเห็นวามีเหตุตามที่
ั่
ั้
คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นมา ใหผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการตามมาตรา ๑๑๑
(๓) ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นวาผูถกกลาวหากระทําผิดวนัยอยางรายแรง
ิ
ู
ึ่
สมควรลงโทษปลดออกหรือไลออกซงจะตองสงเรองให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ.
ื่
ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. พิจารณาตามมาตรา ๑๐๐ วรรคสี่ (๑) หรือ (๒) หรือเปนกรณีตามมาตรา ๑๑๒ ใหผูมี
อํานาจตามมาตราดังกลาวดาเนินการโดยไมชักชา ทั้งนี้ ตองไมเกนหกสบวนนับแตวนไดรบสานวน
ํ
ํ
ั
ั
ิ
ั
ิ
156
หนา ๔๕
ั
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
การสอบสวน และให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี พิจารณา
ั
็
ิ
ั
ใหแลวเสรจและมีมตโดยเร็ว และใหผูมีอํานาจสั่งการตามมติภายในหกสิบวนนับแตวนที่มีมติดงกลาว
ั
ื
ขอ ๔๑ ในกรณีที่ผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน ผูมีอํานาจตามมาตรา ๙๘ หรอมาตรา
ั่
ั้
๑๐๔ (๑) อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี เห็นสมควรให
ิ
ี่
ํ
สอบสวนเพิ่มเตมประการใด ใหกาหนดประเด็นพรอมทั้งสงเอกสารที่เกยวของไปใหคณะกรรมการ
ํ
สอบสวนคณะเดิม เพื่อดาเนินการสอบสวนเพิ่มเตมไดตามความจําเปน
ิ
ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมไมอาจทําการสอบสวนได หรือผูสั่งสอบสวนเพิ่มเติม
ิ
เหนเปนการสมควรจะแตงตงคณะกรรมการสอบสวนคณะใหมขนทําการสอบสวนเพิ่มเตมก็ได ในกรณี
ั้
็
ึ้
ั
เชนนี้ ใหนําขอ ๓ และขอ ๔ มาใชบังคบโดยอนุโลม
ใหคณะกรรมการสอบสวนทําการสอบสวนเพิ่มเตมใหแลวเสรจโดยเรว เมื่อสอบสวนเสร็จแลว
็
ิ
็
ิ
ี่
ใหสงพยานหลักฐานและเอกสารที่เกยวของที่ไดจากการสอบสวนเพิ่มเติม ไปใหผูสงสอบสวนเพิ่มเตมโดย
ั่
จัดทําความเห็นเฉพาะที่ไดจากการสอบสวนเพิ่มเติมประกอบไปดวยก็ได
เมื่อไดดาเนินการตามวรรคสามแลว ใหนําขอ ๔๐ มาใชบังคบโดยอนุโลม
ั
ํ
ขอ ๔๒ การพิจารณาพยานหลักฐานวาผูถกกลาวหากระทําผิดวนัยหรอไม อยางไร
ู
ิ
ื
ู
ุ
ใหพิจารณาจากพยานหลักฐานในสํานวนการสอบสวน และตองเปนพยานหลักฐานที่ไดสรปแจงใหผูถก
กลาวหาทราบแลวเทานั้น
หมวด ๗
การสอบสวนที่มิชอบและบกพรอง
ขอ ๔๓ ในกรณีที่ปรากฏวาการแตงตงคณะกรรมการสอบสวนไมถกตองตามขอ ๓ ใหการ
ู
ั้
สอบสวนทั้งหมดเสียไป ในกรณีเชนนี้ ใหผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน ผูมีอํานาจตามมาตรา ๙๘
ั่
ั้
ู
ั้
ื
หรอมาตรา ๑๐๔ (๑) แตงตงคณะกรรมการสอบสวนใหมใหถกตอง
ขอ ๔๔ ในกรณีที่ปรากฏวาการสอบสวนตอนใดทําไมถกตอง ใหการสอบสวนตอนนั้นเสยไป
ี
ู
เฉพาะในกรณีดงตอไปนี้
ั
(๑) การประชุมของคณะกรรมการสอบสวน มีกรรมการสอบสวนมาประชุมไมครบตามที่
กําหนดไวในขอ ๑๗ วรรคหนึ่ง
157
หนา ๔๖
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
ั
(๒) การสอบปากคําบุคคลดาเนินการไมถกตองตามที่กาหนดไวในขอ ๑๑ ขอ ๒๗ ขอ ๒๘
ู
ํ
ํ
วรรคสอง ขอ ๒๙ ขอ ๓๐ วรรคหนึ่ง หรอขอ ๓๒ วรรคหนึ่ง
ื
ั้
ในกรณีเชนนี้ ใหผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน ผูมีอํานาจตามมาตรา ๙๘ หรอมาตรา
ั่
ื
๑๐๔ (๑) อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี สั่งให
คณะกรรมการสอบสวนดําเนินการตามกรณีดงกลาวใหมใหถกตองโดยเร็ว
ั
ู
ขอ ๔๕ ในกรณีที่ปรากฏวาคณะกรรมการสอบสวนไมเรยกผูถกกลาวหามารบทราบ
ู
ี
ั
ขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหา หรอไมสงบันทึกการแจงขอกลาวหาและสรุป
ื
ู
ื
พยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหาทางไปรษณียลงทะเบียนตอบรบไปใหผูถกกลาวหา หรอไมมี
ั
ื
ั่
ั้
ํ
ื
ื
ู
ื
หนังสอขอใหผูถกกลาวหาชี้แจงหรอนัดมาใหถอยคาหรอนําสบแกขอกลาวหาตามขอ ๒๔ ใหผูสงแตงตง
ื
คณะกรรมการสอบสวน ผูมีอํานาจตามมาตรา ๙๘ หรอมาตรา ๑๐๔ (๑) อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา
ั้
ู
ั่
อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตง หรอ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี สงใหคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการใหถกตอง
ื
ํ
โดยเร็ว และตองใหโอกาสผูถกกลาวหาที่จะชี้แจง ใหถอยคาและนําสบแกขอกลาวหาตามที่กําหนดไวใน
ู
ื
ขอ ๒๔ ดวย
ในกรณีที่การสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนแตกตางจากขอกลาวหาที่คณะกรรมการ
ู
ู
สอบสวนไดแจงใหผูถกกลาวหาทราบ แตในการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนนั้น ถาผูถกกลาวหา
ี
ู
ื
ไมไดหลงขอตอสโดยไดแกขอกลาวหาในความผิดนั้นแลวซงไมทําใหเสยความเปนธรรม ใหถอวาการ
ึ่
สอบสวนและพิจารณานั้นใชได และใหลงโทษผูถูกกลาวหาไดตามบทมาตราหรือกรณีความผิดที่ถูกตอง
ู
ขอ ๔๖ ในกรณีที่ปรากฏวาการสอบสวนตอนใดทําไมถกตองตามกฎ ก.ค.ศ. นี้ นอกจากที่
ั
กาหนดไวในขอ ๔๓ ขอ ๔๔ และขอ ๔๕ ถาการสอบสวนตอนนั้นเปนสาระสําคญอันจะทําใหเสยความ
ี
ํ
ั้
ั่
เปนธรรม ใหผูสงแตงตงคณะกรรมการสอบสวน ผูมีอํานาจตามมาตรา ๙๘ หรอมาตรา ๑๐๔ (๑) อ.ก.ค.ศ.
ื
เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี สั่งใหคณะกรรมการสอบสวน
ํ
ี
ู
ื
ั
แกไขหรอดาเนินการตอนนั้นใหถกตองโดยเร็ว แตถาการสอบสวนตอนนั้นมิใชสาระสําคญอันจะทําใหเสย
ความเปนธรรม ผูมีอํานาจดังกลาวจะสั่งใหแกไขหรอดาเนินการใหถกตองหรอไมกได
็
ื
ํ
ื
ู
158
หนา ๔๗
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
ั
หมวด ๘
การนับระยะเวลา
ั
ขอ ๔๗ การนับระยะเวลาตามกฎ ก.ค.ศ. นี้ สาหรบเวลาเรมตนใหนับวนถัดจากวันแรกแหง
ั
ิ่
ํ
ุ
ิ
เวลานั้นเปนวนเรมนับระยะเวลา แตถาเปนกรณีขยายเวลาใหนับวนตอจากวันสดทายแหงระยะเวลาเดมเปน
ั
ิ่
ั
ุ
ั
ั
ุ
ั
ิ่
วนเรมระยะเวลาที่ขยายออกไป สวนเวลาสิ้นสด ถาวนสดทายแหงระยะเวลาตรงกับวนหยดราชการ
ุ
ิ่
ั
ใหนับวนเรมเปดทําการใหมเปนวนสดทายแหงระยะเวลา
ั
ุ
บทเฉพาะกาล
ํ
ั
ขอ ๔๘ การดาเนินการสอบสวนกอนที่กฎ ก.ค.ศ. นี้ใชบังคบ ใหคณะกรรมการสอบสวน
ดาเนินการตามหลักเกณฑและวิธีการที่ใชอยในขณะนั้นจนกวาจะแลวเสร็จ สวนการพิจารณาสั่งการของผูมี
ํ
ู
ื
อํานาจตามมาตรา ๕๓ มาตรา ๙๘ หรอมาตรา ๑๐๔ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ.
ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี ใหดาเนินการตามกฎ ก.ค.ศ. นี้
ํ
ั
ใหไว ณ วนที่ ๒๓ สงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
ิ
ิ
วิจตร ศรสอาน
ี
รฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ
ั
ประธาน ก.ค.ศ.
159
หนา ๔๘
ั
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กนยายน ๒๕๕๐
ั
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใชกฎ ก.ค.ศ. ฉบบนี้ คือ โดยที่การดําเนินการทางวินัยแกขาราชการครู
ั
ี
ี
ึ่
ิ
ู
ี่
และบุคลากรทางการศึกษาซงมกรณีอนมมลทควรกลาวหาวากระทําผดวินัยนั้น ตองดําเนินกระบวนการ
ั
ุ
ี
สอบสวนพิจารณาโดยมิชกชา มความยุติธรรม และคุมครองสทธแกขาราชการครูและบคลากรทางการศึกษาที่
ิ
ิ
ถกกลาวหาหรือเปนผเสยหาย ตลอดจนพยานที่ใหถอยคําในการสอบสวน อันจะทําใหกระบวนการสอบสวน
ู
ี
ู
ไดความจริงและมีความยุติธรรม ประกอบกับมาตรา ๙๘ วรรคหก แหงพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการครู
และบคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ บญญัติวา การสอบสวนพิจารณาขาราชการครูและบคลากรทางการ
ุ
ั
ุ
ั
ี
ึ่
ิ
ู
ึ
ศกษาซงถกกลาวหาวากระทําผดวินัย ใหเปนไปตามหลกเกณฑและวิธการที่กําหนดในกฎ ก.ค.ศ.
จึงจําเปนตองออกกฎ ก.ค.ศ. นี้
160
หนา ๔๓
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑
กฎ ก.ค.ศ.
วาดวยการอุทธรณและการพิจารณาอุทธรณ
พ.ศ. ๒๕๕๐
ิ
ํ
อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๑๙ (๔) และมาตรา ๑๒๔ แหงพระราชบัญญัตระเบียบ
ิ
ขาราชการครและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ก.ค.ศ. โดยไดรบอนุมัตจากคณะรัฐมนตร ี
ั
ู
ั
ออกกฎ ก.ค.ศ. ไว ดงตอไปนี้
ขอ ๑ ในกฎ ก.ค.ศ. นี้ เวนแตขอความจะแสดงใหเหนเปนอยางอื่น
็
“อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา” หมายความรวมถึง อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งดวย
ั
“ปลัดกระทรวง” หมายความวา ปลัดกระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา ปลดกระทรวง
ํ
ั
ื
วฒนธรรม หรอปลัดกระทรวงอื่นที่มีขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกดตามที่กาหนด
ั
ในพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ ไมรวมถึงปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ขอ ๒ การอุทธรณและการพิจารณาอุทธรณคําสั่งลงโทษทางวินัย ใหเปนไปตามหลักเกณฑ
และวิธีการที่กาหนดในกฎ ก.ค.ศ. นี้
ํ
ั
ขอ ๓ การอุทธรณคาสงลงโทษทางวินัย ใหอุทธรณภายในสามสิบวนนับแตวนที่ไดรบ
ั
ั
ั่
ํ
แจงคาสั่ง
ํ
เพื่อประโยชนในการนับระยะเวลาอุทธรณ ใหถือวันที่ผูถูกลงโทษลงลายมือชื่อรับทราบคําสั่ง
ั
ํ
ั
ลงโทษทางวินัยเปนวนที่ไดรบแจงคาสั่ง
ั่
ู
ในกรณีที่ผูถกลงโทษไมยอมลงลายมือชื่อรบทราบคําสงลงโทษทางวินัย แตไดมีการแจงคาสง
ํ
ั
ั่
ลงโทษทางวินัยใหผูถกลงโทษทราบพรอมกับมอบสําเนาคําสงลงโทษทางวินัยใหผูถกลงโทษ รวมทั้ง
ั่
ู
ู
161
หนา ๔๔
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑
็
ู
ทําบันทึกลงวันเดอนป เวลา และสถานที่ที่แจง และลงลายมือชื่อผูแจง พรอมทั้งพยานรเหนไวเปน
ื
ั
ํ
ื
ู
ั
ั
ั
หลกฐานแลว ใหถอวนที่แจงนั้นเปนวนที่ผูถกลงโทษไดรบแจงคาสั่ง
ั่
ู
ั
ในกรณีที่ไมอาจแจงใหผูถกลงโทษลงลายมือชื่อรบทราบคําสงลงโทษทางวินัยไดโดยตรง
แตไดมีการแจงเปนหนังสือโดยสงสําเนาคําสั่งลงโทษทางวินัยทางไปรษณียลงทะเบียนตอบรับไปให
ึ่
ํ
ู
ู
ั่
ผูถกลงโทษ ณ ที่อยของผูถกลงโทษ ซงปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ โดยสงสาเนาคําสง
ู
ู
ู
ลงโทษทางวินัยไปใหสองฉบับเพื่อใหผูถกลงโทษเก็บไวหนึ่งฉบับ และใหผูถกลงโทษลงลายมือชื่อ
และวนเดือนปที่รับทราบคําสั่งลงโทษทางวินัยสงกลับคืนมาเพื่อเก็บไวเปนหลักฐานหนึ่งฉบับ ในกรณี
ั
เชนนี้ เมื่อลวงพนระยะเวลาสิบหาวนนับแตวนที่ปรากฏในใบตอบรับทางไปรษณียลงทะเบียนวาผูถก
ู
ั
ั
ั่
ลงโทษไดรบเอกสารดังกลาวหรอมีผูรบแทนแลว แมยงไมไดรบสาเนาคําสงลงโทษทางวินัยฉบับที่ให
ั
ั
ั
ื
ั
ํ
ู
ผูถกลงโทษลงลายมือชื่อและวันเดือนปที่รับทราบคําสั่งลงโทษทางวินัยกลับคืนมา ใหถือวาผูถูกลงโทษ
ั่
ํ
ไดรบแจงคาสงแลว
ั
ํ
ั
ํ
ขอ ๔ การอุทธรณคาสงลงโทษทางวินัย ใหอุทธรณไดสาหรบตนเองเทานั้น จะอุทธรณ
ั่
ื
แทนผูอื่นหรอมอบหมายใหผูอื่นอุทธรณแทนไมได
ื
การอุทธรณตองทําเปนหนังสอแสดงขอเท็จจริงและเหตุผลในการอุทธรณใหเห็นวาไดถูก
ู
ลงโทษโดยไมถกตอง ไมเหมาะสม หรอไมเปนธรรมอยางไร และลงลายมือชื่อและที่อยของผูอุทธรณ
ื
ู
ในการอุทธรณ ถาผูอุทธรณประสงคจะแถลงการณดวยวาจาในชั้นพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ.
ื
เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี ใหแสดงความประสงคไวในหนังสืออุทธรณตามวรรคสอง
ื
ื่
ื
หรอจะทําเปนหนังสอตางหากก็ได แตตองยนหรอสงหนังสอขอแถลงการณดวยวาจานั้นตอ อ.ก.ค.ศ.
ื
ื
ั
ื่
ื
ั
เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. โดยตรงภายในสามสิบวนนับแตวนที่ไดยนหรอสงหนังสออุทธรณ
ื
ิ
ขอ ๕ เพื่อประโยชนในการอุทธรณ ผูจะอุทธรณมีสทธิขอตรวจหรือคัดรายงาน
การสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนหรือของผูสอบสวนได สวนการขอตรวจหรือคัดบันทึก
ื
ถอยคาบุคคล พยานหลักฐานอื่น หรอเอกสารที่เกี่ยวของ ใหอยในดลพินิจของผูบังคบบัญชาผูสง
ั
ุ
ํ
ู
ั่
ื
ั
ลงโทษที่จะอนุญาตหรอไม โดยใหพิจารณาถึงประโยชนในการรกษาวินัยของขาราชการ ตลอดจน
ุ
เหตผลและความจําเปนเปนเรอง ๆ ไป
ื่
ั
ิ
ขอ ๖ ผูอุทธรณมีสทธิคดคานอนุกรรมการ หรอกรรมการผูพิจารณาอุทธรณ ถาผูนั้นมี
ื
ั
ุ
เหตอยางหนึ่งอยางใด ดงตอไปนี้
162
หนา ๔๕
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑
(๑) รเหนเหตการณในการกระทําผิดวินัยที่ผูอุทธรณถกลงโทษ
ู
็
ู
ุ
(๒) มีสวนไดเสยในการกระทําผิดวินัยที่ผูอุทธรณถกลงโทษ
ู
ี
ื
ุ
(๓) มีสาเหตโกรธเคองผูอุทธรณ
ั่
(๔) เปนผูบังคบบัญชาผูสงลงโทษ
ั
ื
ั
(๕) เปนผูกลาวหา หรอเปนคสมรส บุพการ ผูสบสนดาน หรอพี่นองรวมบิดามารดาหรือ
ื
ู
ี
ื
ื
รวมบิดาหรอมารดากับผูกลาวหา
ั
การคดคานอนุกรรมการ หรือกรรมการผูพิจารณาอุทธรณนั้น ตองแสดงขอเท็จจริงที่เปนเหตุ
ิ
ื
ั
ื
แหงการคดคานไวในหนังสออุทธรณ หรอแจงเพิ่มเตมเปนหนังสอกอนที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา
ื
หรือ ก.ค.ศ. เรมพิจารณาอุทธรณ
ิ่
ั
ื
เมื่อมีเหตหรอมีการคดคานตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง อนุกรรมการหรือกรรมการผูนั้น
ุ
จะขอถอนตวไมรวมพิจารณาอุทธรณกได ถาอนุกรรมการหรือกรรมการดงกลาวมิไดขอถอนตว
ั
ั
็
ั
ู
ใหอนุกรรมการหรือกรรมการที่เหลออยนอกจากอนุกรรมการหรือกรรมการผูถกคดคานพิจารณา
ู
ั
ื
ื
ิ
ิ
ั
ขอเท็จจรงที่คดคาน หากเห็นวาขอเท็จจรงนั้นนาเชื่อถอ ใหแจงอนุกรรมการหรือกรรมการผูนั้นทราบ
และมิใหรวมพิจารณาอุทธรณ เวนแตจะพิจารณาเห็นวา การใหอนุกรรมการ หรอกรรมการผูนั้น
ื
ั
ิ
ิ่
รวมพิจารณาอุทธรณดงกลาวจะเปนประโยชนยงกวา เพราะจะทําใหไดความจรงและเปนธรรม จะให
อนุกรรมการหรือกรรมการผูนั้นรวมพิจารณาอุทธรณกได
็
ํ
ั่
ขอ ๗ การอุทธรณคาสงลงโทษทางวินัยของขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ั
ั
ที่สงกดเขตพื้นที่การศึกษา ใหดาเนินการดงตอไปนี้
ํ
ั
ั่
ํ
(๑) การอุทธรณคาสงลงโทษปลดออกหรือไลออกจากราชการ ใหอุทธรณตอ ก.ค.ศ. และ
ให ก.ค.ศ. เปนผูพิจารณา
ื
ั้
ิ
ื
ั่
ื
ํ
ี
(๒) การอุทธรณคาสงลงโทษภาคทัณฑ ตดเงนเดอน หรอลดขนเงนเดอนของนายกรัฐมนตร
ิ
ั
ั
ั
รฐมนตรเจาสงกด เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือคําสั่งของผูบังคับบัญชาซึ่งสั่ง
ี
ั
ิ
ตามมตของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ใหอุทธรณตอ ก.ค.ศ. และให ก.ค.ศ. เปนผูพิจารณา
ิ
ั้
ํ
ื
ิ
ั
ื
ั่
ื
(๓) การอุทธรณคาสงลงโทษภาคทัณฑ ตดเงนเดอน หรอลดขนเงนเดอนของผูอํานวยการ
ํ
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผูอํานวยการสถานศึกษา ใหอุทธรณตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา
และให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เปนผูพิจารณา
ั่
ขอ ๘ การอุทธรณคาสงลงโทษทางวินัยของขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มิได
ํ
สงกัดเขตพื้นที่การศึกษา ใหดาเนินการดงตอไปนี้
ํ
ั
ั
163
หนา ๔๖
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑
ํ
(๑) การอุทธรณคาสงลงโทษปลดออกหรือไลออกจากราชการ ใหอุทธรณตอ ก.ค.ศ. และ
ั่
ให ก.ค.ศ. เปนผูพิจารณา
(๒) การอุทธรณคาสงลงโทษภาคทัณฑ ตดเงนเดอน หรอลดขนเงนเดอนของนายกรัฐมนตร
ั้
ั
ิ
ิ
ื
ํ
ื
ี
ื
ั่
ี
ั
ํ
ั
ั่
ื
ั
ั
ั่
ั
ิ
รฐมนตรเจาสงกด ปลดกระทรวงหรอคาสงของผูบังคบบัญชาซึ่งสงตามมตของ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ.
ั้
ตงใหอุทธรณตอ ก.ค.ศ. และให ก.ค.ศ. เปนผูพิจารณา
ั่
ื
ื
ํ
ื
ั
ั้
ิ
(๓) การอุทธรณคาสงลงโทษภาคทัณฑ ตดเงนเดอน หรอลดขนเงนเดอนของปลัดกระทรวง
ิ
ี
ํ
ื
ี
ศึกษาธิการ เลขาธิการ อธิบดหรอตาแหนงที่เรยกชื่ออยางอื่นที่มีฐานะเทียบเทาอธิการบดหรอตาแหนง
ี
ื
ํ
ที่เรยกชื่ออยางอื่นที่มีฐานะเทียบเทาผูอํานวยการสถานศึกษาหรือตําแหนงที่เรียกชื่ออยางอื่นที่มีฐานะ
ี
เทียบเทา ใหอุทธรณตอ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง และให อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตงเปนผูพิจารณา
ั้
ขอ ๙ การอุทธรณตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ใหทําหนังสืออุทธรณถึงประธาน
ื
อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ื
ื
ึ
การอุทธรณตอ ก.ค.ศ. ใหทําหนังสออุทธรณถงประธาน ก.ค.ศ. หรอเลขาธิการ ก.ค.ศ. และ
ยนที่สานักงาน ก.ค.ศ.
ํ
ื่
การยื่นหรือสงหนังสืออุทธรณ ผูอุทธรณจะยื่นหรือสงผานผูบังคับบัญชาก็ได โดยให
ื
ผูบังคบบัญชานั้นสงหนังสออุทธรณไปยงผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรอหนวยงานหรือ
ั
ื
ั
ั้
ื
สวนราชการที่ทําหนาที่เลขานุการของ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตง หรอเลขาธิการ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี
ภายในสามวันทําการนับแตวันที่ผูบังคับบัญชาดงกลาวไดรับหนังสืออุทธรณ
ั
ื
ั
ื่
ั
ั
ในกรณีที่นําหนังสออุทธรณมายนเอง ใหผูรบออกใบรบประทับตรารบและลงทะเบียนไวเปน
ั
ื
หลกฐานในวันที่รบตามระเบียบวาดวยงานสารบรรณ และใหถอวนที่รบหนังสอตามหลักฐานดังกลาว
ั
ั
ื
ั
ั
ื
เปนวนยนหนังสออุทธรณ
ื่
ั
ื
ในกรณีที่สงหนังสออุทธรณทางไปรษณีย ใหถอวนที่ที่ทําการไปรษณียตนทางออกใบรับฝาก
ื
เปนหลักฐานฝากสง หรอวนที่ที่ทําการไปรษณียตนทางประทับตรารบที่ซองหนังสอเปนวนสงหนังสอ
ั
ื
ื
ั
ื
ั
อุทธรณ
ื
เมื่อไดยนหรอสงหนังสืออุทธรณไวแลว ผูอุทธรณจะยื่นหรือสงคําแถลงการณหรือเอกสาร
ื่
ั
หลกฐานเพิ่มเตมกอนที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. เรมพิจารณาอุทธรณกได โดยยน
ิ่
ิ
ื
็
ื่
หรอสงตรงตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี
ื
164
หนา ๔๗
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑
ั
ั
ู
ขอ ๑๐ อุทธรณที่จะรบไวพิจารณาไดตองเปนอุทธรณที่ถกตองในสาระสําคญตามขอ ๔
และขอ ๙ และไดอุทธรณภายในกําหนดเวลาตามขอ ๓
ื
ั
ในกรณีที่มีปญหาวาอุทธรณรายใดเปนอุทธรณที่จะรบไวพิจารณาไดหรอไม ให อ.ก.ค.ศ.
เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี เปนผูพิจารณาวินิจฉัย
ิ
ั่
ในกรณีที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. มีมตไมรบอุทธรณคาสงลงโทษไว
ํ
ั
ื
ิ
ุ
พิจารณา ใหเปนที่สดและแจงมตินั้นพรอมสทธิในการฟองศาลปกครองใหผูอุทธรณทราบเปนหนังสอ
ื
โดยเร็ว
ขอ ๑๑ ผูอุทธรณจะขอถอนอุทธรณกอนที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ.
ั
ุ
ื
ิ้
แลวแตกรณี พิจารณาวินิจฉยอทธรณเสรจสนก็ได โดยทําเปนหนังสอยนหรอสงตรงตอ อ.ก.ค.ศ.
ื่
ื
็
เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ.
เมื่อไดถอนอุทธรณแลว การพิจารณาอุทธรณใหเปนอันระงับ
ื
ื
ู
ขอ ๑๒ ในกรณีที่ผูถกลงโทษไดยายหรอโอนไปสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาหรอสวนราชการอื่น
ใหยนอุทธรณตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาที่ผูอุทธรณไดยายหรอโอนไปสังกัดนั้น
ื่
ื
ในกรณีที่ผูอุทธรณไดยายหรอโอนไปสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาหรือสวนราชการอื่น หลังจาก
ื
ที่ไดยนอุทธรณตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาสงกดเดมไวแลว และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา
ั
ิ
ื่
ั
ั
สงกดเดมนั้นยงมิไดมีมตตามขอ ๑๔ ใหสงเรื่องอุทธรณและเอกสารหลักฐานตามขอ ๑๓ ไปให
ั
ั
ิ
ิ
อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาตามวรรคหนึ่งเปนผูพิจารณาวินิจฉยอทธรณตอไป
ั
ุ
ั
ื
ื
ในกรณีที่ผูอุทธรณไดยายหรอโอนไปสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาหรอสวนราชการอื่น หลงจาก
ื
ั
ิ
ิ
ั
ั่
ที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาสังกดเดมไดมีมตตามขอ ๑๔ แลว แตผูบังคบบัญชายงมิไดสงหรอ
ั
ปฏบัตใหเปนไปตามมตินั้น ใหสงเรื่องอุทธรณและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวของพรอมทั้งรายงาน
ิ
ิ
ิ
ิ
ิ
ื
การประชุมและมต อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาไปใหผูบังคบบัญชาใหมเปนผูสงหรอปฏบัตใหเปนไป
ั
ั่
ตามมตินั้น
ื
ํ
ั่
ขอ ๑๓ การพิจารณาอุทธรณคาสงลงโทษทางวินัย ให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ
ื
ํ
ก.ค.ศ. พิจารณาจากสํานวนการสืบสวนหรอการพิจารณาในเบื้องตนตามมาตรา ๙๕ และสานวน
ื
ํ
การดาเนินการทางวินัยตามมาตรา ๙๘ หรอสานวนการไตสวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรอ
ํ
ื
ตามกฎหมายอื่นที่บัญญัติใหฟงขอเท็จจริงตามนั้น และในกรณีจําเปนและสมควรอาจขอเอกสารและ
หลกฐานที่เกยวของเพิ่มเตม รวมทั้งคาชี้แจงจากหนวยราชการ รฐวสาหกิจ หนวยงานอื่นของรฐ
ั
ิ
ั
ํ
ั
ิ
ี่
หางหนสวน บริษัท หรอบุคคลใด ๆ หรอขอใหผูแทนหนวยราชการ รฐวสาหกิจ หนวยงานอื่นของรัฐ
ื
ิ
ั
ื
ุ
165
หนา ๔๘
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑
ุ
ิ
ั
ื
หางหนสวน บรษท ขาราชการหรือบุคคลใด ๆ มาใหถอยคาหรอชี้แจงขอเท็จจรงเพื่อประกอบการ
ิ
ํ
พิจารณาได
ในกรณีที่ผูอุทธรณขอแถลงการณดวยวาจา หาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ.
ื
ํ
พิจารณาเห็นวาการแถลงการณดวยวาจาไมจาเปนแกการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ จะใหงดการ
แถลงการณดวยวาจาก็ได
ํ
ในกรณีที่นัดใหผูอุทธรณมาแถลงการณดวยวาจาตอที่ประชุม ใหแจงใหผูดารงตาแหนงที่สง
ํ
ั่
ลงโทษหรอเพิ่มโทษทราบดวยวา ถาประสงคจะแถลงแกกใหมาแถลงดวยตนเองหรือมอบหมาย
ื
็
ี่
้
ั
เปนหนังสอใหขาราชการที่เกยวของเปนผูแทนมาแถลงแกตอที่ประชุมครงนั้นได ทั้งนี้ ใหแจงลวงหนา
ื
ั
ตามควรแกกรณี และเพื่อประโยชนในการแถลงแกดงกลาว ใหผูดารงตาแหนงที่สงลงโทษหรือเพิ่มโทษ
ั่
ํ
ํ
ื
หรอผูแทนเขาฟงคาแถลงการณดวยวาจาของผูอุทธรณได
ํ
็
ในการพิจารณาอุทธรณ ถา อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. เหนสมควรที่จะตอง
ื
ิ
ื
สอบสวนใหมหรอสอบสวนเพิ่มเตมเพื่อประโยชนแหงความถูกตองและเหมาะสมตามความเปนธรรม
ื่
ื
ิ
ใหมีอํานาจสอบสวนใหมหรอสอบสวนเพิ่มเตมในเรองนั้นไดตามความจําเปน โดยจะสอบสวนเองหรือ
ื
แตงตงคณะกรรมการสอบสวนใหสอบสวนใหมหรอสอบสวนเพิ่มเตมแทนก็ได หรอกาหนดประเด็น
ั้
ื
ิ
ํ
ื
ิ
ิ
ํ
ั
หรอขอสาคญที่ตองการทราบสงไปใหผูสอบสวนเดมทําการสอบสวนเพิ่มเตมได
ิ
ื
ในการสอบสวนใหมหรอสอบสวนเพิ่มเตม ถา อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ.
ื
ื
หรอคณะกรรมการสอบสวนที่ไดรับแตงตั้งตามวรรคสี่ เห็นสมควรสงประเด็นหรือขอสําคัญใด
ที่ตองการทราบไปสอบสวนพยานหลักฐานซึ่งอยตางทองที่หรอตางเขตพื้นที่การศึกษา ใหมีอํานาจ
ื
ู
ั
ั
ั
ํ
ํ
ื
ื
กาหนดประเด็นหรอขอสาคญนั้นสงไปเพื่อใหหวหนาสวนราชการหรอหวหนาหนวยงานในทองที่หรอ
ื
เขตพื้นที่การศึกษานั้นทําการสอบสวนแทนได
ั
ํ
ื
การสอบสวนใหมหรอสอบสวนเพิ่มเตม หรอสงประเดนหรอขอสาคญไปเพื่อใหผูสอบสวน
ิ
ื
ื
็
ิ
เดมหรอหวหนาสวนราชการหรอหวหนาหนวยงานซงอยตางทองที่หรอตางเขตพื้นที่การศึกษา
ั
ั
ื
ื
ื
ู
ึ่
ํ
ิ
ื่
ดาเนินการตามวรรคสี่และวรรคหา ในเรองเกี่ยวกบกรณีกลาวหาวากระทําผิดวนัยอยางรายแรง
ั
ื
ื
ตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง หรอกรณีกลาวหาตามมาตรา ๑๑๐ (๔) หรอมาตรา ๑๑๑ ใหนําหลักเกณฑ
และวธีการเกี่ยวกบการสอบสวนพิจารณาตามมาตรา ๙๘ วรรคหก หรอมาตรา ๑๑๑ วรรคหนึ่ง
ั
ิ
ื
และวรรคสาม แลวแตกรณี มาใชบังคบโดยอนุโลม
ั
166
หนา ๔๙
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑
ขอ ๑๔ เมื่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี ไดพิจารณาวินิจฉย
ื
ั
ื
ื
ํ
ั่
อุทธรณคาสงลงโทษทางวินัยไมรายแรงที่อุทธรณตามขอ ๗ (๒) หรอ (๓) หรอตามขอ ๘ (๒)
หรือ (๓) แลว
(๑) ถาเหนวาการสงลงโทษถูกตองและเหมาะสมกับความผิดแลว ใหมีมติใหยกอุทธรณ
ั่
็
ื
ู
็
(๒) ถาเหนวาการสั่งลงโทษไมถกตองหรอไมเหมาะสมกับความผิด และเห็นวาผูอุทธรณ
ิ
ึ้
ิ
ไดกระทําผิดวนัยไมรายแรง แตควรไดรบโทษหนักขน ใหมีมตใหเพิ่มโทษเปนสถานโทษหรืออัตราโทษ
ั
ที่หนักขึ้น
ู
็
ื
(๓) ถาเหนวาการสั่งลงโทษไมถกตองหรอไมเหมาะสมกับความผิด และเห็นวาผูอุทธรณ
ั
ิ
ไดกระทําผิดวนัยไมรายแรง ควรไดรบโทษเบาลง ใหมีมตใหลดโทษเปนสถานโทษหรืออัตราโทษ
ิ
ที่เบาลง
(๔) ถาเหนวาการสั่งลงโทษไมถูกตองหรอไมเหมาะสมกับความผิด และเห็นวาผูอุทธรณ
็
ื
ึ่
ุ
ิ
ิ
ไดกระทําผิดวินัยไมรายแรง ซงเปนการกระทําผิดวนัยเล็กนอย และมีเหตอันควรงดโทษ ใหมีมตให
ั่
ื
ั
ื
ื
สงงดโทษโดยใหทําทัณฑบนเปนหนังสอหรอวากลาวตกเตอนก็ได
(๕) ถาเหนวาการสั่งลงโทษไมถกตอง และเห็นวาการกระทําของผูอุทธรณไมเปนความผิด
็
ู
ิ
ื
วินัยหรอพยานหลักฐานยังฟงไมไดวาผูอุทธรณกระทําผิดวินัย ใหมีมตใหยกโทษ
ิ
(๖) ถาเหนวาขอความในคาสงลงโทษไมถกตองหรอไมเหมาะสม ใหมีมตใหแกไขเปลี่ยนแปลง
ื
ู
ํ
็
ั่
ขอความใหเปนการถูกตองเหมาะสม
(๗) ถาเหนวาการสั่งลงโทษไมถกตองหรอไมเหมาะสมกับความผิด และเห็นวากรณีมีมูล
ื
็
ู
ิ
ที่ควรกลาวหาวาผูอุทธรณกระทําผิดวนัยอยางรายแรง ใหมีมตใหผูบังคบบัญชาแตงตงคณะกรรมการ
ั้
ั
ิ
ํ
สอบสวนตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง และดาเนินการตามกฎหมายตอไป
(๘) ในกรณีที่เหนวาเปนความผิดวินัยอยางรายแรงกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจงตามที่กาหนด
ํ
็
ิ
ื
ในกฎ ก.ค.ศ. หรอเหนวาผูอุทธรณกระทําผิดวนัยอยางรายแรงและไดมีการดําเนินการทางวินัย
็
ตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง แลว ใหมีมตใหเพิ่มโทษเปนปลดออกหรือไลออกจากราชการ
ิ
ื
็
ู
(๙) ถาเหนวาการสั่งลงโทษไมถกตองหรอไมเหมาะสมกับความผิดและเห็นวาผูอุทธรณ
่
ั้
มีกรณีทีสมควรแตงตงคณะกรรมการสอบสวนหรือใหออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๔) มาตรา ๑๑๑
ํ
หรอมาตรา ๑๑๒ ใหมีมตใหผูบังคบบัญชาแตงตงคณะกรรมการสอบสวน และดาเนินการ
ั
ั้
ิ
ื
ตามกฎหมายตอไป
167
หนา ๕๐
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑
(๑๐) ถาเหนสมควรดาเนินการโดยประการอื่นใด เพื่อใหมีความถูกตองตามกฎหมายและมี
็
ํ
ํ
ความเปนธรรม ใหมีมตใหดาเนินการไดตามควรแกกรณี
ิ
ิ
ิ
การออกจากราชการของผูอุทธรณไมเปนเหตุที่จะยุตการพิจารณาอุทธรณ แตจะมีมตตาม (๒)
หรือ (๙) มิได หรอถาเปนการออกจากราชการเพราะตายจะมีมตตาม (๗) หรือ (๘) มิได
ื
ิ
ในกรณีที่มีผูถกลงโทษทางวินัยในความผิดที่ไดกระทํารวมกน และเปนความผิดในเรื่อง
ู
ั
ิ
ั
ู
ิ
ี
ั
ี
เดยวกนโดยมีพฤตการณแหงการกระทําอยางเดยวกน เมื่อผูถกลงโทษคนใดคนหนึ่งใชสทธิอุทธรณ
ู
ั่
คาสงลงโทษดงกลาว และผลการพิจารณาเปนคณแกผูอุทธรณ แมผูถกลงโทษคนอื่นจะไมไดใชสทธิ
ิ
ํ
ั
ุ
ิ
ั
ุ
ี
ุ
ิ
อทธรณ หากพฤตการณของผูไมไดใชสทธิอุทธรณเปนเหตในลักษณะคดีอันเปนเหตเดยวกบกรณีของ
ุ
ผูอุทธรณแลว ใหมีมติใหผูที่ไมไดใชสิทธิอุทธรณไดรับการพิจารณาการลงโทษใหมีผลในทางที่เปนคุณ
ั
ี
เชนเดยวกบผูอุทธรณดวย
ื
ิ
ขอ ๑๕ เมื่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. ไดมีมตตามขอ ๑๔ แลว ใหผูมี
ิ
อํานาจตามมาตรา ๕๓ สงหรอปฏิบัตใหเปนไปตามมตินั้น และเมื่อไดสงหรอปฏบัตตามมตดงกลาวแลว
ิ
ิ
ื
ั่
ั
ิ
ั่
ื
ใหแจงใหผูอุทธรณทราบดวย
ั่
ขอ ๑๖ ในกรณีที่ผูมีอํานาจตามมาตรา ๕๓ ไดสงตามขอ ๑๕ แลว ผูอุทธรณจะอุทธรณ
ตอไปอีกมิได เวนแตผูมีอํานาจดังกลาวสั่งเพิ่มโทษเปนโทษปลดออกหรือไลออกจากราชการตาม
ื
ั่
ื
ขอ ๑๔ (๘) หรอสงใหออกจากราชการตามขอ ๑๔ (๙) ผูอุทธรณมีสทธิอุทธรณหรอรองทุกขตาม
ิ
มาตรา ๑๒๒ ไดอีกชั้นหนึ่ง
ขอ ๑๗ การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณในกรณีที่อุทธรณตอ ก.ค.ศ. ตามขอ ๗ (๑) และ
ขอ ๘ (๑) ใหนําขอ ๑๓ และขอ ๑๔ มาใชบังคบโดยอนุโลม
ั
เมื่อ ก.ค.ศ. มีมตเปนประการใด ผูอุทธรณจะอุทธรณหรอรองทุกขตอไปอีกมิได และใหแจง
ิ
ื
ผูอุทธรณทราบพรอมทั้งแจงสิทธิฟองคดีตอศาลปกครอง และใหแจงสวนราชการที่เกี่ยวของทราบ
ื
เปนหนังสือ หรอดาเนินการใหเปนไปตามมติ ก.ค.ศ. โดยเร็ว
ํ
168
หนา ๕๑
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑
ิ่
ั
ขอ ๑๘ การนับระยะเวลาตามกฎ ก.ค.ศ. นี้ สาหรบเวลาเรมตน ใหนับวนถัดจากวันแรก
ั
ํ
ุ
ั
แหงเวลานั้นเปนวนเรมนับระยะเวลา สวนเวลาสิ้นสด ถาวนสดทายแหงระยะเวลาตรงกับ
ั
ุ
ิ่
ุ
ั
ิ่
ั
วนหยดราชการใหนับวนเรมเปดทําการใหมเปนวนสดทายแหงระยะเวลา
ั
ุ
ใหไว ณ วนที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
ั
ิ
วิจตร ศรีสอาน
ั
รฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ
ประธาน ก.ค.ศ.
169
หนา ๕๒
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑
ั
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใชกฎ ก.ค.ศ. ฉบบนี้ คือ โดยทมาตรา ๑๒๔ แหงพระราชบัญญัติ
ี่
ั
ั
ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ บญญัติใหหลกเกณฑและวิธการในเรื่อง
ี
ั่
ทเกี่ยวกับการอทธรณและการพิจารณาอทธรณ กรณีที่ขาราชการครูและบคลากรทางการศึกษาถกสงลงโทษ
ุ
ุ
ุ
ี่
ู
ั่
ู
ทางวินัยหรือถกสงใหออกจากราชการ ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.ค.ศ. จึงจําเปนตองออกกฎ ก.ค.ศ. นี้
170
หนา ๗
ิ
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ สงหาคม ๒๕๕๑
กฎ ก.ค.ศ.
วาดวยการรองทุกขและการพิจารณารองทุกข
พ.ศ. ๒๕๕๑
ํ
ิ
อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๑๙ (๔) และมาตรา ๑๒๔ แหงพระราชบัญญัตระเบียบ
ขาราชการครและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ก.ค.ศ. โดยไดรบอนุมัตจากคณะรัฐมนตร ี
ู
ิ
ั
ั
ออกกฎ ก.ค.ศ. ไว ดงตอไปนี้
ขอ ๑ ในกฎ ก.ค.ศ. นี้ เวนแตขอความจะแสดงใหเหนเปนอยางอื่น
็
“อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา” หมายความรวมถึง อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งดวย
“ปลัดกระทรวง” หมายความวา ปลัดกระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวง
ั
ํ
วฒนธรรม หรอปลัดกระทรวงอื่นที่มีขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกดตามที่กาหนดใน
ั
ื
พระราชกฤษฎีกา แตไมรวมถึงปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ั่
ํ
ขอ ๒ การรองทุกขคาสงใหออกจากราชการ ใหรองทุกขตอ ก.ค.ศ. ภายในสามสิบวันนับ
แตวนไดรบแจงคาสั่ง โดยใหนําหลักเกณฑและวิธีการที่กาหนดในกฎ ก.ค.ศ. วาดวยการอุทธรณและ
ํ
ั
ํ
ั
ั
การพิจารณาอุทธรณมาใชบังคบโดยอนุโลม
ขอ ๓ การรองทุกขและการพิจารณารองทุกข ในกรณีที่ขาราชการครูและบุคลากรทางการ
ศึกษาเห็นวาตนไมไดรบความเปนธรรมหรือมีความคบของใจเนื่องจากการกระทําของผูบังคับบัญชา
ั
ั
ิ
หรอการแตงตงคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ใหเปนไปตามหลักเกณฑและวธีการที่กาหนดใน
ํ
ั้
ื
กฎ ก.ค.ศ. นี้
171
หนา ๘
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ สงหาคม ๒๕๕๑
ิ
ขอ ๔ เมื่อผูอยใตบังคบบัญชามีกรณีรองทุกขตามขอ ๓ และแสดงความประสงคที่จะ
ู
ั
ื
ั
ึ
ั
ื
ปรกษาหารอ รบฟงหรอสอบถามกับผูบังคบบัญชา ใหผูบังคบบัญชานั้นใหโอกาสและรับฟงหรอ
ื
ั
ึ้
สอบถามเกี่ยวกบปญหาดงกลาวเพื่อทําความเขาใจและแกปญหาที่เกดขนในชั้นตน
ั
ิ
ั
ู
ถาผูอยใตบังคบบัญชาไมประสงคจะปรึกษาหารือ หรือปรึกษาหารอแลวไมไดรับคําชี้แจงหรือ
ื
ั
ื
ํ
ั
ั
ื
ไดรบคาชี้แจงไมเปนที่พอใจ หรอผูบังคบบัญชามิไดดาเนินการใด ๆ หรอดาเนินการแลวแตไมเปนที่
ํ
ํ
พอใจ กใหรองทุกขตามขอ ๕
็
ขอ ๕ การรองทุกข ใหทําเปนหนังสอยนหรอสงตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ
ื่
ื
ื
ั
ั
ก.ค.ศ. แลวแตกรณี ภายในสามสิบวนนับแตวนทราบเรื่องอันเปนเหตแหงการรองทุกข และให
ุ
รองทุกขไดสาหรบตนเองเทานั้น จะรองทุกขแทนผูอื่นหรอมอบหมายใหผูอืนรองทุกขแทนไมได
ื
่
ํ
ั
หนังสอรองทุกขตองลงลายมือชื่อ ที่อยู และตําแหนงของผูรองทุกข และตองประกอบดวย
ื
็
ั
ื
ุ
ั
ิ
ํ
สาระสาคญที่แสดงขอเท็จจรงและเหตผลใหเหนวาตนไมไดรบความเปนธรรมหรอมีความคับของใจ
ื
เนื่องจากการกระทําของผูบังคบบัญชา หรอการแตงตงคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอยางใด
ั้
ั
และความประสงคของการรองทุกข
ถาผูรองทุกขประสงคจะแถลงการณดวยวาจาในชั้นการพิจารณา ใหแสดงความประสงคไวใน
ื
ื
หนังสอรองทุกข หรอจะทําเปนหนังสอตางหากก็ได โดยยนหรอสงตรงตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่
ื่
ื
ื
ิ่
การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. กอนเรมพิจารณาเรื่องรองทุกข
ขอ ๖ การรองทุกขตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ใหทําหนังสือรองทุกขถึงประธาน
อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา พรอมกบสาเนารบรองถูกตองหนึ่งฉบับ ยนหรอสงที่สานักงานเขตพื้นที่
ั
ื่
ํ
ั
ื
ํ
ื
การศึกษา หรอสวนราชการที่ทําหนาที่เลขานุการของ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง
การรองทุกขตอ ก.ค.ศ. ใหทําหนังสือรองทุกขถึงประธาน ก.ค.ศ. หรือเลขาธิการ ก.ค.ศ.
ํ
พรอมกบสาเนารบรองถูกตองหนึ่งฉบับโดยยนหรอสงที่สานักงาน ก.ค.ศ.
ั
ั
ํ
ื่
ื
ื่
ื
ื
ํ
ผูรองทุกขจะยนหรอสงหนังสอรองทุกขพรอมกับสาเนารับรองถูกตองหนึ่งฉบับ
ั
ผานผูบังคบบัญชาหรอผานผูบังคบบัญชาผูเปนเหตแหงการรองทุกขกได และใหผูบังคบบัญชานั้น
ั
ื
ุ
็
ั
ดาเนินการตามขอ ๑๑
ํ
ในกรณีที่มีผูนําหนังสือรองทุกขมายื่นเอง ใหผูรับออกใบรับ พรอมทั้งประทับตรารับและ
ั
ั
ั
ื
ื
ลงทะเบียนไวเปนหลักฐานในวันที่รบตามระเบียบวาดวยงานสารบรรณ และใหถอวนที่รบหนังสอ
ื่
ตามหลักฐานดังกลาวเปนวนยนหนังสอรองทุกข
ื
ั
172
หนา ๙
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ สงหาคม ๒๕๕๑
ิ
ื
ื
ั
ในกรณีที่สงหนังสอรองทุกขทางไปรษณีย ใหถอวนที่ที่ทําการไปรษณียตนทางออกใบรับฝาก
ื
ื
เปนหลักฐานฝากสง หรอวนที่ที่ทําการไปรษณียตนทางประทับตรารบที่ซองหนังสอ เปนวนสง
ั
ั
ั
หนังสอรองทุกข
ื
ื
ื
ื่
เมื่อไดยนหรอสงหนังสอรองทุกขไวแลว ผูรองทุกขจะยนหรอสงหนังสอรองทุกขหรือ
ื
ื
ื่
ิ
็
ิ่
เอกสารและหลักฐานเพิ่มเตมกอนที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. เรมพิจารณาเรื่องรองทุกขกได
ื
ื่
โดยยนหรอสงตรงตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี
ํ
ั
ขอ ๗ การรองทุกขสาหรบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดเขตพื้นที่
การศึกษาใหดาเนินการดงตอไปนี้
ํ
ั
ั่
ั
ี
ื
ํ
ี
ุ
(๑) ในกรณีที่เหตรองทุกขเกิดจากนายกรัฐมนตร รฐมนตร เลขาธิการ หรอคาสง
ื
ั่
ิ
ุ
ั
ของผูบังคบบัญชาซึ่งสงการตามมติของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอกรณีเหตรองทุกขเกดจาก
การถูกสงพักราชการตามมาตรา ๑๐๓ ใหรองทุกขตอ ก.ค.ศ. และให ก.ค.ศ. เปนผูพิจารณา
ั่
ั้
(๒) ในกรณีที่เหตรองทุกขเกิดจากผูบังคบบัญชาตงแตผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่
ั
ุ
การศึกษาลงมา ใหรองทุกขตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา
เปนผูพิจารณา
ขอ ๘ การรองทุกขสาหรบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มิไดสงกดเขตพื้นที่
ั
ั
ํ
ั
การศึกษาใหดาเนินการดงตอไปนี้
ั
ํ
ุ
(๑) ในกรณีที่เหตรองทุกขเกิดจากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจาสังกัด ปลดกระทรวง
ั
ื
ั้
ํ
ื
ึ่
หรอคาสงของผูบังคบบัญชาซงสงการตามมติของ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตง หรอกรณีเหตรองทุกข
ั
ุ
ั่
ั่
ิ
เกดจากการถูกสงพักราชการตามมาตรา ๑๐๓ ใหรองทุกขตอ ก.ค.ศ. และให ก.ค.ศ. เปนผูพิจารณา
ั่
(๒) ในกรณีที่เหตุรองทุกขเกิดจากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการ อธิบดหรอตาแหนง
ื
ี
ํ
ี
ที่เรยกชื่ออยางอื่นที่มีฐานะเทียบเทา อธิการบดหรอตาแหนงที่เรยกชื่ออยางอื่นที่มีฐานะเทียบเทา
ื
ํ
ี
ี
ผูอํานวยการสํานัก ผูอํานวยการกอง ผูอํานวยการสถานศึกษาหรือตําแหนงที่เรียกชื่ออยางอื่นที่มีฐานะ
เทียบเทา ใหรองทุกขตอ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง และให อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง เปนผูพิจารณา
ิ
ขอ ๙ ผูรองทุกขมีสทธิคดคานอนุกรรมการ หรือกรรมการผูพิจารณาเรื่องรองทุกข
ั
ุ
ั
ถาผูนั้นมีเหตอยางหนึ่งอยางใด ดงตอไปนี้
ั
ุ
(๑) เปนผูบังคบบัญชาผูเปนเหตแหงการรองทุกข
ี
(๒) มีสวนไดเสยในเรองที่รองทุกข
ื่
173
หนา ๑๐
ิ
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ สงหาคม ๒๕๕๑
ุ
ื
(๓) มีสาเหตโกรธเคองผูรองทุกข
ั
(๔) เปนคสมรส บุพการ ผูสบสนดาน หรอพี่นองรวมบิดามารดาหรือรวมบิดาหรอมารดา
ี
ื
ื
ื
ู
ั
ั
ุ
กบผูบังคบบัญชาผูเปนเหตแหงการรองทุกข
ั
การคดคานอนุกรรมการหรือกรรมการผูพิจารณาเรื่องรองทุกขนั้น ตองแสดงขอเท็จจรงที่เปน
ิ
ื
เหตแหงการคัดคานไวในหนังสอรองทุกข หรือแจงเพิ่มเติมเปนหนังสือกอนที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่
ุ
ิ่
การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี เรมพิจารณาเรื่องรองทุกข
เมื่อมีเหตหรอมีการคดคานตามวรรคหนึ่ง อนุกรรมการหรือกรรมการผูนั้นจะขอถอนตว
ั
ั
ื
ุ
ื่
ไมรวมพิจารณาเรองรองทุกขนั้นก็ได ถาอนุกรรมการหรือกรรมการผูนั้นมิไดขอถอนตัว
ุ
ื
ู
ู
ิ
ใหอนุกรรมการหรือกรรมการที่เหลออยนอกจากผูถกคดคานพิจารณาขอเท็จจรงที่เปนเหตแหงการ
ั
ิ
ั
คดคาน หากเห็นวาขอเท็จจรงนั้นนาเชื่อถอใหแจงอนุกรรมการหรือกรรมการผูนั้นทราบและมิใหรวม
ื
พิจารณาเรื่องรองทุกขนั้น เวนแตจะพิจารณาเห็นวาการใหอนุกรรมการหรือกรรมการผูนั้นรวมพิจารณา
ั
ิ่
เรองรองทุกขดงกลาวจะเปนประโยชนยงกวา เพราะจะทําใหไดความจรงและเปนธรรม จะให
ื่
ิ
อนุกรรมการหรือกรรมการผูนั้นรวมพิจารณาเรื่องรองทุกขนั้นก็ได
ขอ ๑๐ ในกรณีที่ผูรองทุกขไมประสงคจะใหมีการพิจารณาเรื่องรองทุกขตอไป จะขอถอน
ื่
เรองรองทุกขกอนที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. พิจารณาเรื่องรองทุกขเสร็จสิ้นก็ได
ื
ื
ื่
โดยทําเปนหนังสอยนหรอสงตรงตอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. และเมื่อไดถอนเรอง
ื
ื่
รองทุกขแลว การพิจารณาเรื่องรองทุกขใหเปนอันระงับ
ํ
ื
ั
ขอ ๑๑ เมื่อไดรบหนังสอรองทุกขตามขอ ๖ วรรคหนึ่งหรอวรรคสอง ใหสานักงานเขต
ื
ํ
ั้
ื
ื
พื้นที่การศึกษา หรอสวนราชการที่ทําหนาที่เลขานุการของ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตง หรอสานักงาน
ก.ค.ศ. แลวแตกรณี มีหนังสือแจงพรอมทั้งสงสําเนาหนังสือรองทุกขใหผูบังคับบัญชาผูเปนเหตุ
ั
ุ
แหงการรองทุกขทราบโดยเร็ว และใหผูบังคบบัญชาผูเปนเหตแหงการรองทุกขนั้นสงเอกสารหรือ
หลกฐานที่เกยวของโดยใหมีคําชี้แจงประกอบดวย เพื่อประกอบการพิจารณาภายในเจ็ดวันทําการนับแต
ี่
ั
ั
ั
วนไดรบหนังสือ
ในกรณีที่ผูบังคบบัญชาไดรบหนังสอรองทุกขที่ไดยนหรอสงตามขอ ๖ วรรคสาม
ื่
ั
ื
ั
ื
ื
ั
ใหผูบังคบบัญชานั้นสงหนังสอรองทุกขพรอมทั้งสําเนาตอไปยังผูบังคับบัญชาผูเปนเหตุแหงการ
ั
ั
ื
รองทุกขภายในสามวันทําการนับแตวนที่ไดรบหนังสอรองทุกข
174
หนา ๑๑
ิ
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ สงหาคม ๒๕๕๑
ุ
ื
ั
เมื่อผูบังคบบัญชาผูเปนเหตแหงการรองทุกขไดรบหนังสอรองทุกขแลว หรอกรณีที่ผูรองทุกข
ั
ื
ื
ื่
ั
ไดยนหรอสงหนังสอรองทุกขผานผูบังคบบัญชาผูเปนเหตแหงการรองทุกขโดยตรงตามขอ ๖ วรรคสาม
ุ
ื
ื
ุ
ั
ั
ํ
ใหผูบังคบบัญชาผูเปนเหตแหงการรองทุกขนั้นจดสงหนังสอรองทุกขพรอมทั้งสาเนาและเอกสาร
ี่
หรอหลกฐานที่เกยวของ โดยใหมีคาชี้แจงประกอบดวย ไปยงประธาน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา
ํ
ั
ื
ั
ื
หรอหวหนาสวนราชการที่ทําหนาที่เลขานุการของ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตง หรอประธาน ก.ค.ศ.
ั
ั้
ื
แลวแตกรณี ภายในเจ็ดวันทําการนับแตไดรับหนังสือรองทุกข
ขอ ๑๒ การพิจารณาเรื่องรองทุกข ให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. พิจารณา
ื
ั
ุ
ึ
ถงเหตแหงการไมไดรบความเปนธรรมหรอเหตแหงความคับของใจเนื่องจากการกระทําของ
ุ
ั
ุ
ั้
ผูบังคบบัญชาหรอเหตแหงการแตงตงคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และในกรณีจําเปนและสมควร
ื
ิ
ิ
ั
อาจขอเอกสารหรอหลกฐานที่เกี่ยวของเพิ่มเตม รวมทั้งคาชี้แจงจากหนวยราชการ รฐวสาหกิจ
ื
ั
ํ
ื
หนวยงานอื่นของรฐ หางหนสวน บรษท หรอบุคคลใด ๆ หรอขอใหผูแทนหนวยราชการ
ั
ื
ั
ิ
ุ
ุ
ิ
ื
รฐวสาหกิจ หนวยงานอื่นของรฐ หางหนสวน บรษท หรอบุคคลใด ๆ มาใหถอยคําหรือชี้แจง
ั
ิ
ั
ั
ขอเท็จจรงเพื่อประกอบการพิจารณาได
ิ
ในกรณีที่ผูรองทุกขขอแถลงการณดวยวาจา หาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ.
ื
ํ
พิจารณาเห็นวา การแถลงการณดวยวาจาไมจาเปนแกการพิจารณาวินิจฉยเรองรองทุกข จะให
ั
ื่
งดแถลงการณดวยวาจาก็ได
ในกรณีที่นัดใหผูรองทุกขมาแถลงการณดวยวาจาตอที่ประชุม ใหแจงใหผูบังคบบัญชาผูเปน
ั
เหตแหงการรองทุกขทราบดวยวา ถาประสงคจะแถลงแกกใหมาแถลง หรอมอบหมายเปนหนังสอให
ื
ุ
็
ื
ขาราชการที่เกยวของเปนผูแทนมาแถลงตอที่ประชุมครงนันก็ได ทั้งนี้ ใหแจงลวงหนาตามควรแกกรณี
ั้
้
ี่
ื
ั
ั
และเพื่อประโยชนในการแถลงแกดงกลาว ใหผูบังคบบัญชาผูเปนเหตแหงการรองทุกขหรอผูแทน
ุ
ํ
เขาฟงคาแถลงการณดวยวาจาของผูรองทุกขได
ื่
ื
ขอ ๑๓ ให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. พิจารณาวินิจฉยเรองรองทุกข
ั
ใหแลวเสรจภายในสามสิบวนนับแตวนไดรบหนังสอรองทุกขและเอกสารหรือหลกฐานตามขอ ๑๑
็
ื
ั
ั
ั
ั
175
หนา ๑๒
ิ
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ สงหาคม ๒๕๕๑
็
หรอขอ ๑๒ แลวแตกรณี แตถามีความจําเปนไมอาจพิจารณาใหแลวเสรจภายในเวลาดังกลาว ใหขยาย
ื
ิ
ั
เวลาพิจารณาไดอีกไมเกนสามสิบวนและใหบันทึกแสดงเหตุผลความจําเปนที่ตองขยายเวลาไวดวย
ในกรณีที่ขยายเวลาตามวรรคหนึ่งแลวการพิจารณายงไมแลวเสรจ ให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่
ั
็
ั
การศึกษา หรอ ก.ค.ศ. ขยายเวลาพิจารณาไดอีกไมเกนสามสิบวน แตทั้งนี้ใหพิจารณากําหนด
ื
ิ
็
็
มาตรการที่จะทําใหการพิจารณาแลวเสรจโดยเรวและบันทึกไวเปนหลักฐานในรายงานการประชุม
ื่
ขอ ๑๔ เมื่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. ไดพิจารณาวินิจฉยเรองรองทุกขแลว
ั
ุ
(๑) ถาเหนวาเหตที่ทําใหไมไดรบความเปนธรรม หรอเหตแหงความคับของใจ หรือการ
ื
ั
็
ุ
แตงตงคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนั้น ผูบังคบบัญชาไดใชอํานาจหนาที่หรอปฏบัตตอผูรองทุกข
ื
ั้
ิ
ิ
ั
ิ
ํ
โดยชอบดวยกฎหมายแลวใหมีมตยกคารองทุกข
็
ื
ุ
ั
ื
(๒) ถาเหนวาเหตุที่ทําใหไมไดรบความเปนธรรมหรอเหตแหงความคับของใจหรอการแตงตง
ั้
คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนั้น ผูบังคับบัญชาไดใชอํานาจหนาที่หรือปฏิบัติตอผูรองทุกขโดยไม
ื
ิ
็
ชอบดวยกฎหมาย ใหมีมตเพิกถอนหรอยกเลิกการปฏิบัต หรอใหขอแนะนําตามที่เหนสมควรเพื่อให
ิ
ื
ผูบังคบบัญชาปฏิบัตใหถกตองตามระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการ
ู
ั
ิ
็
(๓) ถาเหนสมควรดําเนินการโดยประการอื่นใด เพื่อใหมีความถูกตองตามกฎหมายและมี
ํ
ิ
ความเปนธรรม ใหมีมตใหดาเนินการไดตามควรแกกรณี
ื
(๔) ถาเหนวาการรองทุกขไมเปนไปตามหลักเกณฑในขอ ๕ วรรคหนึ่งหรอวรรคสอง
็
ํ
ั
ขอ ๗ หรอขอ ๘ ใหมีมตไมรบคารองทุกข
ิ
ื
ุ
การพิจารณามีมตตามวรรคหนึ่ง ใหบันทึกเหตผลของการพิจารณาวินิจฉัยไวในรายงาน
ิ
การประชุมดวย
ิ
ขอ ๑๕ มตของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. ตามขอ ๑๔ ใหเปนที่สุด
ิ
ขอ ๑๖ เมื่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. ไดมีมตเปนประการใดแลว ใหผูมี
ุ
ื
ั่
อํานาจตามมาตรา ๕๓ สงหรอปฏบัตใหเปนไปตามมตินั้นในโอกาสแรกที่ทําได ในกรณีที่มีเหตผล
ิ
ิ
176
หนา ๑๓
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ สงหาคม ๒๕๕๑
ิ
ี
ั
ความจําเปนจะใหมีการรบรองรายงานการประชุมเสยกอนก็ได และเมื่อไดสงหรอปฏบัตตามมต ิ
ื
ิ
ิ
ั่
ื
ดงกลาวแลว ใหแจงใหผูรองทุกขทราบเปนหนังสอโดยเร็ว
ั
ั
ํ
ขอ ๑๗ การนับระยะเวลาตามกฎ ก.ค.ศ. นี้ สาหรบเวลาเรมตน ใหนับวนถัดจากวันแรก
ิ่
ั
ิ่
ั
แหงเวลานั้นเปนวนเรมนับระยะเวลา สวนเวลาสิ้นสุด ถาวันสุดทายแหงระยะเวลาตรงกับ
ั
ุ
ั
ิ่
วนหยดราชการ ใหนับวนเรมเปดทําการใหมเปนวนสดทายแหงระยะเวลา
ุ
ั
ั
ใหไว ณ วนที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
สมชาย วงศสวสด ิ์
ั
รฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ
ั
ประธาน ก.ค.ศ.
177
หนา ๑๔
เลม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ สงหาคม ๒๕๕๑
ิ
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใชกฎ ก.ค.ศ. ฉบบนี้ คือ โดยทมาตรา ๑๒๔ แหงพระราชบัญญัติ
ั
ี่
ุ
ั
ี
ระเบียบขาราชการครูและบคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ บญญัติใหหลกเกณฑและวิธการในเรื่องท ี่
ั
ั่
ุ
ู
ุ
ุ
เกี่ยวกับการรองทกขและการพิจารณารองทกข กรณีทขาราชการครูและบคลากรทางการศึกษาถกสงใหออก
ี่
จากราชการ หรือเห็นวาตนไมไดรับความเปนธรรมหรือมีความคับของใจ เนื่องจากการกระทําของ
ู
ผบงคับบญชาหรือการแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.ค.ศ.
ั
ั
จึงจําเปนตองออกกฎ ก.ค.ศ. นี้
178
หน้า ๑๒
ิ
ี
เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๒ ก ราชกจจานุเบกษา ๒ มนาคม ๒๕๕๕
กฎ ก.ค.ศ.
่
ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งใหออกจากราชการไว้กอน
้
พ.ศ. ๒๕๕๕
ํ
้
อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๑๙ (๔) มาตรา ๑๐๓ วรรคหา และมาตรา ๑๑๙
่
แหงพระราชบัญญัติระเบยบข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ก.ค.ศ. โดยได้รับอนุมัติ
ุ
ี
จากคณะรัฐมนตรีออกกฎ ก.ค.ศ. ไว้ ดังต่อไปนี้
ั่
ุ
ข้อ ๑ การสงให้ข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษาพักราชการหรือใหออกจากราชการ
้
่
ไว้กอนกรณีรอฟังผลการสอบสวนพิจารณา และกรณีถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามกฎหมาย
ว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในกฎ ก.ค.ศ. นี้
้
ํ
ข้อ ๒ ให้ผู้มีอานาจตามมาตรา ๕๓ มาตรา ๙๘ วรรคสอง วรรคสี่ และวรรคหา มาตรา ๑๐๐
วรรคหก และผู้บงคับบญชาที่ได้รับรายงานตามมาตรา ๑๐๔ แลวแต่กรณี เปนผู้สงพักราชการหรือสั่งให ้
ั่
ั
็
ั
้
่
ออกจากราชการไว้กอน
ข้อ ๓ เมอข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทําผิดวินัย
ื่
อย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่ากระทําความผดอาญา
ิ
็
ํ
ั่
ู้
้
เว้นแต่เปนความผดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหโทษ ผมอานาจตามข้อ ๒ จะสงใหผนั้น
ี
ู้
ุ
ิ
พักราชการได้ต่อเมื่อมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
ู้
(๑) ผนั้นถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่า
ี่
ั
ิ
ั
ี่
กระทําความผดอาญาในเรื่องเกยวกบการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือเกยวกบความประพฤติหรือพฤติการณ์
อนไม่น่าไว้วางใจ และผู้ที่ถูกฟ้องนั้นพนักงานอัยการมิได้รับเป็นทนายแก้ต่างให้ และผู้มีอํานาจตามข้อ ๒
ั
่
็
ิ
พิจารณาเหนว่าถ้าให้ผู้นั้นคงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกดความเสียหายแกราชการ
ุ
ี
(๒) ผู้นั้นมพฤติการณ์ที่แสดงว่าถ้าคงอยู่ในหน้าที่ราชการจะเปนอปสรรคต่อการสอบสวนพิจารณา
็
หรือจะกอใหเกดความไมสงบเรียบร้อยขึ้น
่
้
่
ิ
ั
็
(๓) ผู้นั้นอยู่ในระหว่างถูกควบคุมหรือขังโดยเปนผู้ถูกจบในคดีอาญา หรือต้องจําคุกโดยคําพิพากษา
ิ
ั
้
และได้ถูกควบคุม ขัง หรือต้องจําคุก เปนเวลาติดต่อกนเกนสิบหาวันแล้ว
็
179
หน้า ๑๓
ี
ิ
เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๒ ก ราชกจจานุเบกษา ๒ มนาคม ๒๕๕๕
(๔) ผนั้นถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงและต่อมามคําพิพากษาถึงที่สดว่าเปน
ุ
ี
็
ู้
ผกระทําความผดอาญาในเรื่องที่สอบสวน หรือผู้นั้นถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงภายหลัง
ู้
ิ
ที่มคําพิพากษาถึงที่สดว่าเปนผู้กระทําความผดอาญาในเรื่องที่สอบสวนนั้น และผมอานาจตามข้อ ๒
ี
ํ
็
ุ
ิ
ู้
ี
พิจารณาเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคําพิพากษาถึงที่สุด ได้ความประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่าการกระทํา
ิ
ิ
ความผดอาญาของผู้นั้นเปนความผดวินัยอย่างร้ายแรง
็
ั่
ข้อ ๔ การสงพักราชการตามข้อ ๓ ใหสงพักตลอดเวลาที่สอบสวนพิจารณา เว้นแต่กรณี
ั่
้
ที่ผู้ถูกสงพักราชการเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาได้ร้องทุกข์คําสงพักราชการและผู้มีอํานาจพิจารณา
ั่
ั่
็
ั
เหนว่าคําร้องทุกข์ฟังขึ้น และสมควรสั่งให้ผู้นั้นกลบเข้าปฏบติหน้าที่ราชการกอนการสอบสวนพิจารณา
ิ
่
ั
ั่
เสร็จสนเนื่องจากพฤติการณ์ของผู้ถูกสงพักราชการไมเปนอปสรรคต่อการสอบสวนพิจารณา และไมกอใหเกด
่
ิ
้
็
ุ
่
่
ิ้
่
ี
ความไมสงบเรียบร้อยต่อไป หรือเนื่องจากการดําเนินการทางวินัยได้ลวงพ้นหนึ่งปนับแต่วันพักราชการ
่
ั่
้
ํ
ี
่
ู้
ี
่
้
้
ยังไมแลวเสร็จ และผถูกสงพักราชการไมมพฤติกรรมดังกล่าว ใหผมอานาจสั่งพักราชการสั่งใหผนั้น
ู้
ู้
ิ้
ั
กลบเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการกอนการสอบสวนพิจารณาเสร็จสนได้
่
ี
ุ
ื่
ข้อ ๕ เมอข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษาผู้ใดมกรณีถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ถ้าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่หน่วยงานการศึกษาของผู้ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพปฏิบัติงานอยู่
ั
ได้รับหนังสอแจงการพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และผบงคับบญชาหน่วยงานการศึกษานั้น
้
ื
ู้
ั
่
่
พิจารณาเหนว่า ผู้นั้นไมเหมาะสมที่จะเปลี่ยนตําแหน่งหรือย้ายไปดํารงตําแหน่งอนที่ไมต้องมใบอนุญาต
ื่
ี
็
ประกอบวิชาชีพ หรือผู้นั้นมีความเหมาะสม แต่ไม่อาจเปลี่ยนตําแหน่งหรือย้ายไปดํารงตําแหน่งอื่นได้
ํ
่
หรือ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ. แลวแต่กรณี ไมอนุมติ กใหผมอานาจตามมาตรา ๕๓
ู้
็
้
้
ั
ี
สงให้ผู้นั้นพักราชการ
ั่
ั่
ข้อ ๖ การสงพักราชการตามข้อ ๕ ให้สั่งพักตลอดเวลาที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ู้
ั่
ุ
ตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบคลากรทางการศึกษา เว้นแต่กรณีที่ผถูกสงพักราชการเนื่องจากเหตุ
ุ
ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบคลากรทางการศึกษาได้ร้องทุกข์
ั่
คําสงพักราชการและผู้มีอํานาจพิจารณาเห็นว่าคําร้องทุกข์ฟังขึ้นและสมควรสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติ
่
ํ
ื่
หน้าที่ราชการกอนกาหนดเวลาที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เนื่องจากมตําแหน่งอนที่ไมต้องม ี
ี
่
ั
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และผู้บงคับบญชาของหน่วยงานการศึกษาพิจารณาเห็นว่าผู้นั้นมีความเหมาะสม
ั
ู้
้
้
ที่จะบรรจุและแต่งตั้งใหดํารงตําแหน่งดังกล่าว ผมอานาจสั่งพักราชการอาจสั่งใหผนั้นกลบเข้าปฏบติ
ั
ั
ิ
ี
ํ
ู้
หน้าที่ราชการกอนกาหนดเวลาที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้
ํ
่
ิ
ุ
ข้อ ๗ ข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษาผู้ใดมกรณีถูกกลาวหาว่ากระทําผดวินัย
ี
่
อย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวนหลายสํานวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่ากระทําผดอาญา
ิ
็
หลายคดี เว้นแต่เปนความผิดที่ได้กระทําโดยประมาท หรือความผดลหโทษ หรือผู้ที่ถูกฟ้องนั้น
ุ
ิ
ั่
ํ
้
ั
ั่
็
พนักงานอยการรับเปนทนายแก้ต่างให ถ้าจะสงพักราชการให้สงพักทุกสานวนและทุกคดี
180
หน้า ๑๔
ี
ิ
เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๒ ก ราชกจจานุเบกษา ๒ มนาคม ๒๕๕๕
ั่
ั่
ู้
ในกรณีที่ได้สงพักราชการในสํานวนใดหรือคดีใดไว้แล้ว ภายหลังปรากฏว่าผถูกสงพักราชการนั้น
ิ
ี
่
มกรณีถูกกลาวหาว่ากระทําผดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวนในสํานวนอื่น หรือถูกฟ้องคดีอาญา
ี
็
ื่
ิ
หรือต้องหาว่ากระทําความผดอาญาในคดีอนเพิ่มขึ้นอกเว้นแต่เปนความผิดที่ได้กระทําโดยประมาท
หรือความผิดลหโทษ หรือผู้ที่ถูกฟ้องนั้นพนักงานอยการรับเป็นทนายแก้ต่างให้ ก็ให้สั่งพักราชการ
ุ
ั
ื่
ในสํานวนหรือคดีอนที่เพิ่มขึ้นนั้นด้วย
ข้อ ๘ ข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษาผู้ใดมเหตุพักราชการตามข้อ ๓ และพักใช้
ี
ุ
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามข้อ ๕ ถ้าจะสงพักราชการให้สงพักทุกสานวนและทุกคดี
ั่
ํ
ั่
ั่
ั่
ในกรณีที่ได้สงพักราชการในสํานวนใดหรือคดีใดไว้แลว ภายหลังปรากฏว่าผถูกสงพักราชการนั้น
ู้
้
่
ี
ิ
ื่
มกรณีถูกกลาวหาว่ากระทําผดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวนในสํานวนอน หรือถูกฟ้อง
ิ
คดีอาญา หรือต้องหาว่ากระทําความผดอาญาในคดีอนเพิ่มขึ้นอก เว้นแต่เปนความผดที่ได้กระทําโดย
ี
ื่
็
ิ
ั
ุ
ประมาท หรือความผิดลหโทษ หรือผู้ที่ถูกฟ้องนั้นพนักงานอยการรับเป็นทนายแก้ต่างให้ หรือมีกรณี
ุ
ั่
็
ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบคลากรทางการศึกษา กใหสงพักราชการ
้
ื่
ในสํานวนหรือคดีอนที่เพิ่มขึ้นนั้นด้วย
้
่
ข้อ ๙ การสงพักราชการหรือการสั่งใหออกจากราชการไว้กอน หามมใหสงย้อนหลังไปกอน
ั่
้
ิ
่
้
ั่
วันออกคําสั่ง เว้นแต่
ั่
ั่
่
ึ่
้
(๑) ผู้ซงจะถูกสงพักราชการหรือจะถูกสงใหออกจากราชการไว้กอนอยู่ในระหว่างถูกควบคุม
ั
หรือขังโดยเปนผู้ถูกจบในคดีอาญา หรือต้องจําคุกโดยคําพิพากษา การสั่งพักราชการหรือการสั่ง
็
ั่
่
้
ใหออกจากราชการไว้กอนในเรื่องนั้นให้สงย้อนหลังไปถึงวันที่ถูกควบคุม ขัง หรือต้องจําคุก
(๒) ในกรณีที่ได้มีการสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว ถ้าจะต้องสั่งใหม่
้
ั่
้
้
่
่
ั่
เพราะคําสงเดิมไมชอบหรือไมถูกต้อง ใหสงพักหรือสั่งใหออกตั้งแต่วันใหพักราชการหรือใหออกจาก
้
่
ั่
้
ราชการไว้กอนตามคําสงเดิม หรือตามวันที่ควรต้องพักราชการหรือใหออกจากราชการไว้ก่อนในขณะที่
ั่
ออกคําสงเดิม
่
ข้อ ๑๐ คําสงพักราชการหรือสั่งใหออกจากราชการไว้กอนต้องระบชื่อและตําแหน่งของ
ุ
ั่
้
ั่
้
้
ั่
ผู้ถูกสงพักหรือสั่งใหออกจากราชการไว้กอน ตลอดจนกรณีและเหตุที่สงให้พักราชการหรือสั่งใหออกจาก
่
่
ราชการไว้กอน
ุ
ี
้
เมอได้มคําสงใหข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษาผใดพักราชการหรือสั่งใหออกจาก
้
ั่
ู้
ื่
ราชการไว้กอนแล้ว ใหแจงคําสงให้ผู้นั้นทราบพร้อมทั้งส่งสําเนาคําสงให้ด้วยโดยพลัน
่
้
ั่
้
ั่
้
ื
ในกรณีที่ผถูกพักราชการหรือใหออกจากราชการไว้กอนไมยอมลงลายมอชื่อรับทราบคําสง
ู้
่
่
ั่
แต่ได้มการแจ้งคําสงใหผนั้นทราบพร้อมกบมอบสาเนาคําสงใหผนั้น รวมทั้งทําบนทึกลงวัน เดือน ปี
ั
ํ
ี
ู้
้
ั่
ู้
้
ั
ั่
้
เวลาและสถานที่ที่แจ้ง และลงลายมอชื่อผแจงพร้อมทั้งพยานรู้เหนไว้เปนหลักฐานแล้ว ใหถือวันที่แจงนั้น
ื
็
้
ู้
้
็
เปนวันที่ผู้นั้นได้รับทราบคําสั่ง
็
181
หน้า ๑๕
ี
ิ
เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๒ ก ราชกจจานุเบกษา ๒ มนาคม ๒๕๕๕
ั่
ู้
ื
ในกรณีที่ไมอาจแจ้งใหผถูกพักราชการหรือใหออกจากราชการไว้กอนลงลายมอชื่อรับทราบคําสง
้
่
้
่
ี
็
ได้โดยตรง แต่ได้มการแจ้งเปนหนังสือสงสําเนาคําสงทางไปรษณีย์ลงทะเบยนตอบรับไปใหผนั้น ณ ที่อยู่
ู้
้
่
ี
ั่
่
ึ่
ของผู้นั้น ซงปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ โดยสงสําเนาคําสงไปใหสองฉบบเพื่อใหผนั้นเก็บไว้
ั่
้
ู้
ั
้
ั
หนึ่งฉบบ และให้ผู้นั้นลงลายมือชื่อและวัน เดือน ปีที่รับทราบคําสั่งส่งกลับคืนมาเพื่อเก็บไว้เป็น
ื่
้
หลักฐานหนึ่งฉบบ ในกรณีเช่นนี้เมอล่วงพ้นสิบหาวันนับแต่วันที่ปรากฏในใบตอบรับทางไปรษณีย์
ั
ู้
ี
่
ลงทะเบยนว่าผนั้นได้รับเอกสารดังกลาวหรือมีผู้รับแทนแล้ว แม้ยังไม่ได้รับสําเนาคําสั่งฉบับที่ให้ผู้นั้น
ื
ั
ลงลายมอชื่อและวัน เดือน ปที่รับทราบคําสงกลบคืนมา ใหถือว่าผนั้นได้รับทราบคําสงใหพักราชการ
ั่
ี
้
ั่
ู้
้
ั่
หรือคําสงใหออกจากราชการไว้ก่อนนั้นแล้ว
้
ข้อ ๑๑ เมื่อข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดมีเหตุที่อาจถูกสั่งพักราชการ
็
และผู้มีอานาจตามข้อ ๒ พิจารณาเหนว่าการสอบสวนพิจารณา หรือการพิจารณาคดีที่เปนเหตุที่อาจ
ํ
็
ู้
่
ถูกสงพักราชการตามข้อ ๓ นั้นจะไมแลวเสร็จโดยเร็ว ผู้มีอานาจดังกลาวจะสั่งใหผนันออกจากราชการ
่
ํ
้
้
ั่
้
็
่
ไว้กอนกได้
ข้อ ๑๒ เมื่อข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดมีเหตุที่อาจถูกสั่งพักราชการตามข้อ ๕
ี
่
ิ
เปนเวลาเกนหนึ่งป ผู้มีอานาจตามข้อ ๒ อาจสงให้ผู้นั้นออกจากราชการไว้กอนกได้
็
ั่
ํ
็
ั
ข้อ ๑๓ ให้นําความในข้อ ๔ ข้อ ๖ ข้อ ๗ และข้อ ๘ มาใช้บงคับกบการสั่งใหออกจาก
ั
้
่
ราชการไว้กอนโดยอนุโลม
ื่
ข้อ ๑๔ เมอได้สั่งให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดพักราชการไว้แล้ว หากผู้มี
็
ํ
ู้
่
ี
้
อานาจตามข้อ ๒ พิจารณาเหนว่ามเหตุตามข้อ ๑๑ หรือข้อ ๑๒ จะสั่งใหผนั้นออกจากราชการไว้กอน
็
ี
อกชั้นหนึ่งกได้
ั่
้
้
ข้อ ๑๕ ในกรณีที่จะสั่งใหออกจากราชการไว้กอนตามข้อ ๑๔ ใหสงใหออกจากราชการไว้ก่อน
่
้
็
ตั้งแต่วันพักราชการเปนต้นไป
ึ่
ี
ุ
ข้อ ๑๖ การสั่งใหข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษาผู้ดํารงตําแหน่งซงมวิทยฐานะ
้
ู้
เชี่ยวชาญพิเศษ ผู้ดํารงตําแหน่งศาสตราจารย์ ผดํารงตําแหน่งอธิการบดีหรือผู้ดํารงตําแหน่งที่เรียกชื่อ
ี
ื่
อย่างอนที่มฐานะเทียบเท่าออกจากราชการไว้ก่อน ให้ดําเนินการนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมี
พระบรมราชโองการให้พ้นจากตําแหน่งนับแต่วันออกจากราชการไว้กอน
่
ข้อ ๑๗ เมอได้สงใหข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษาผู้ใดพักราชการหรือใหออกจาก
้
้
ื่
ั่
ุ
ราชการไว้กอนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณา ถ้าภายหลังปรากฏผลการสอบสวนพิจารณา
่
เปนประการใดแล้วให้ดําเนินการดังต่อไปนี้
็
(๑) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นกระทําผดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ดําเนินการตามมาตรา ๑๐๐ วรรคสี่
ิ
้
หรือมาตรา ๑๓๔ แลวแต่กรณี
182
หน้า ๑๖
ิ
ี
เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๒ ก ราชกจจานุเบกษา ๒ มนาคม ๒๕๕๕
ั่
้
ิ
(๒) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นกระทําผดวินัยไม่ร้ายแรง และไม่มกรณีที่จะต้องถูกสงใหออกจาก
ี
ิ
ั
้
้
้
ั่
ั
็
ื่
ู้
ราชการด้วยเหตุอน กใหสงใหผนั้นกลบเข้าปฏบติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ แลวแต่กรณี
ู้
ี
ในตําแหน่งและวิทยฐานะเดิมหรือตําแหน่งเดียวกบที่ผนั้นมคุณสมบติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสําหรับ
ั
ั
ู้
ตําแหน่งและวิทยฐานะ แลวใหผบงคับบญชาดําเนินการตามมาตรา ๑๐๐ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง
ั
ั
้
้
้
หรือมาตรา ๑๓๔ แลวแต่กรณี
(๓) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นกระทําผดวินัยไม่ร้ายแรง และไม่มกรณีที่จะต้องถูกสงใหออกจาก
้
ั่
ี
ิ
่
ั
ั่
ราชการด้วยเหตุอื่น แต่ไมอาจสงให้ผู้นั้นกลบเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการได้เนื่องจาก
ี
ํ
ี
ํ
ั่
ู
ผู้ถูกสงพักราชการมอายุครบหกสิบปบริบรณ์และได้พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบาเหน็จบานาญ
้
ี
ั่
ี
่
ึ่
ู
ข้าราชการแล้ว หรือผู้ถูกสงใหออกจากราชการไว้กอนมอายุครบหกสิบปบริบรณ์ซงจะต้องพ้นจาก
ั
ู้
ื่
้
ั
ิ้
ี
็
้
ราชการเมอสนปงบประมาณนั้น แลวแต่กรณี กใหผบงคับบญชาสั่งงดโทษตามมาตรา ๑๐๒ โดยไม่ต้องสั่ง
้
ู้
ั
ั่
้
่
ใหกลบเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ และสําหรับผที่ถูกสงใหออกจากราชการไว้กอน
็
ใหมคําสงยกเลิกคําสงใหออกจากราชการไว้กอนเพื่อใหผนั้นเปนผู้พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วย
้
ู้
้
่
้
ั่
ั่
ี
บาเหน็จบานาญข้าราชการ
ํ
ํ
(๔) ในกรณีที่ปรากฏว่าผนั้นกระทําผิดวินัยไม่ร้ายแรง แต่มีกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออกจาก
ู้
้
ู้
ั
ื่
้
ั่
้
ั
ราชการด้วยเหตุอน ใหผบงคับบญชาสั่งงดโทษตามมาตรา ๑๐๒ แลวสงใหผนั้นออกจากราชการ
ู้
ตามเหตุนั้นโดยไม่ต้องสั่งใหกลบเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ
้
ั
(๕) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นมิได้กระทําผิดวินัย และไม่มีกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออกจาก
ราชการด้วยเหตุอื่น กให้สงยุติเรื่อง และสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ
็
ั่
ในตําแหน่งและวิทยฐานะเดิมหรือตําแหน่งเดียวกบที่ผนั้นมคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสําหรับ
ั
ู้
ี
ตําแหน่งและวิทยฐานะ
ิ
ู้
่
(๖) ในกรณีที่ปรากฏว่าผนั้นมได้กระทําผดวินัย และไมมกรณีที่จะต้องถูกสงใหออกจาก
ี
ิ
้
ั่
ิ
ั
้
ู้
่
ั่
ราชการด้วยเหตุอน แต่ไมอาจสงใหผนั้นกลับเข้าปฏบติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการได้
ื่
เนื่องจากผู้ถูกสั่งพักราชการมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์และได้พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วย
่
ํ
ํ
ู
ี
บาเหน็จบานาญข้าราชการแล้ว หรือผู้ถูกสงใหออกจากราชการไว้กอนมอายุครบหกสิบปบริบรณ์
ี
้
ั่
ื่
้
ซงจะต้องพ้นจากราชการเมอสิ้นปงบประมาณนั้น แลวแต่กรณี ก็ให้สั่งยุติเรื่อง และสําหรับผู้ที่ถูกสั่ง
ี
ึ่
ใหออกจากราชการไว้กอนใหมคําสงยกเลิกคําสงใหออกจากราชการไว้กอนเพื่อใหผนั้นเปนผู้พ้นจาก
้
้
ู้
้
็
ั่
ั่
้
ี
่
่
ํ
ํ
ราชการตามกฎหมายว่าด้วยบาเหน็จบานาญข้าราชการ
ิ
ิ
(๗) ในกรณีที่ปรากฏว่าผนั้นมได้กระทําผดวินัย แต่มกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออกจากราชการ
ู้
ี
ด้วยเหตุอน กใหสงใหออกจากราชการตามเหตุนั้นโดยไมต้องสั่งใหกลบเข้าปฏบติหน้าที่ราชการ
ั
ั่
้
่
้
้
ิ
ั
็
ื่
หรือกลับเข้ารับราชการ
183
หน้า ๑๗
ี
ิ
เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๒ ก ราชกจจานุเบกษา ๒ มนาคม ๒๕๕๕
ื่
ั่
้
้
ุ
ข้อ ๑๘ เมอได้สงใหข้าราชการครูและบคลากรทางการศึกษาผู้ใดพักราชการหรือใหออกจาก
ุ
่
ราชการไว้กอนตามข้อ ๕ หรือข้อ ๑๒ ถ้าภายหลังปรากฏผลการพิจารณาอทธรณ์ตามกฎหมาย
็
ุ
ํ
ว่าด้วยสภาครูและบคลากรทางการศึกษาเปนประการใด หรือพ้นกาหนดเวลาที่ถูกพักใช้ใบอนุญาต
้
ประกอบวิชาชีพแลวให้ดําเนินการดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นไม่เป็นผู้ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และไม่มีกรณี
ที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอน กใหสงใหผนั้นกลับเข้าปฏบติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ
ั่
ิ
้
ั
้
็
ื่
ู้
้
แลวแต่กรณี ในตําแหน่งและวิทยฐานะเดิมหรือตําแหน่งเดียวกับที่ผู้นั้นมีคุณสมบัติตรงตาม
คุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหน่งและวิทยฐานะ
ี
(๒) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นยังคงเปนผู้ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพต่อไปและไมมกรณี
่
็
็
็
้
้
ที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น กใหเปนไปตามข้อ ๕ หรือข้อ ๑๒ แลวแต่กรณี
ํ
(๓) ในกรณีที่ปรากฏว่าพ้นกาหนดเวลาที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแล้ว และไม่มี
ั
กรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น กให้สงให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลบเข้ารับราชการ
็
ั่
่
็
ํ
(๔) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นไมเปนผู้ถูกพักใช้หรือพ้นกาหนดเวลาถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบ
วิชาชีพแล้ว และไมมกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอน แต่ไมอาจสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติ
่
ื่
่
ี
ี
หน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการได้ เนื่องจากผู้ถูกสงพักราชการมอายุครบหกสิบปบริบรณ์และได้
ู
ี
ั่
ํ
ํ
้
ั่
พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบาเหน็จบานาญข้าราชการแล้ว หรือผู้ถูกสงใหออกจากราชการ
ี
่
ี
ึ่
ไว้กอนมอายุครบหกสิบปบริบรณ์ซงจะต้องพ้นจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณนั้น แล้วแต่กรณี
ู
ํ
ู้
้
็
ํ
ั
้
กใหผบงคับบญชาสั่งใหพ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบาเหน็จบานาญข้าราชการ สาหรับกรณี
ั
ํ
้
ั่
ั่
ู้
ั่
ู้
้
้
่
่
้
ผที่ถูกสงใหออกจากราชการไว้กอนใหมคําสงยกเลิกคําสงใหออกจากราชการไว้กอนเพื่อใหผนันเป็น
ี
้
ผู้พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบําเหน็จบํานาญข้าราชการ
(๕) ในกรณีที่ปรากฏว่าผนั้นไมเปนผู้ถูกพักใช้ หรือพ้นกาหนดเวลาถูกพักใช้ใบอนุญาต
ํ
็
ู้
่
็
ู้
ั
ู้
ประกอบวิชาชีพแล้ว แต่มกรณีต้องออกจากราชการด้วยเหตุอน กใหผบงคับบญชาสั่งใหผนั้นออกจาก
้
ั
ื่
ี
้
้
ั
ราชการตามเหตุนั้นโดยไม่ต้องสั่งใหกลบเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ
้
ั
ั
ิ
ั่
ั่
้
ั่
ข้อ ๑๙ คําสงพักราชการ คําสงใหออกจากราชการไว้กอน หรือคําสงใหกลบเข้าปฏบติหน้าที่ราชการ
่
็
หรือกลับเข้ารับราชการ ต้องทําเปนหนังสือระบชื่อ ตําแหน่ง และวิทยฐานะของผู้ถูกสงพักราชการ
ุ
ั่
้
ผู้ถูกสงใหออกจากราชการไว้กอน หรือผู้กลบเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ ตลอดจน
ั่
ั
่
้
กรณีและเหตุที่สงดังกล่าว โดยใหมสาระสําคัญตามแบบ พ. ๑ พ. ๒ พ. ๓ พ. ๔ หรือ พ. ๕ แลวแต่กรณี
ั่
้
ี
ท้ายกฎ ก.ค.ศ. นี้
้
ใหไว้ ณ วันที่ ๒๔ กมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕
ุ
ศาสตราจารย์สุชาติ ธาดาธํารงเวช
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ประธาน ก.ค.ศ.
184
แบบ พ. ๑
(ให้พักราชการ)
คาสั่ง (ระบุชอส่วนราชการที่ออกคาสั่ง)
ํ
ื่
ํ
ที่ ....../.............
เรื่อง ให้ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษาพักราชการ
้
ึ
้
ดวย (นาย,นาง,นางสาว) ................................................................... ขาราชการครู
้
ํ
ิ
และบุคลากรทางการศึกษาตาแหน่ง/วทยฐานะ......................................................................โรงเรียน/
ึ
หน่วยงานการศกษา ............................................. สังกัด ...........................................
่
ั
ตาแหนงเลขที่ ...................... รับเงินเดอนในอันดบ ....................... ขน ..................... บาท มีกรณ ี
ื
ํ
ั้
ู
................................................................................ (ถกกล่าวหาว่ากระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง จนถูก
่
้
ตงคณะกรรมการสอบสวน/ถกฟ้องในคดีอาญาหรือตองหาวากระทําความผิดอาญา/ถกพักใช ้
ู
ั้
ู
ใบอนุญาตประกอบวชาชพตามกฎหมายวาดวยสภาครูและบุคลากรทางการศกษา) ในเรื่อง
ิ
่
ี
้
ึ
..............................................................................................................................................
..................................................................................................................................
และมีเหตให้พักราชการ ตามกฎ ก.ค.ศ. วาดวยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการ
ุ
่
้
ไว้ก่อน พ.ศ. ๒๕๕๕ ข้อ ........ คือ .........................................................................................................
................................................................................................................................................................
ฉะนั้น อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๐๓ / มาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกฎ ก.ค.ศ. ดงกล่าว
ั
ึ
้
ข้อ .... จึงให้ (นาย,นาง,นางสาว) ....................................................................... พักราชการ
่
ี้
้
ั้
ทั้งน ตงแต ............................................................. เป็นตนไป
ั
สั่ง ณ วนที่ ................................................ พ.ศ. ....
(ลงชื่อ)
(...................ชอผู้สั่ง..........................)
ื่
(...................ตาแหน่ง........................)
ํ
หมายเหต ๑. การระบุชื่อและตําแหน่งของผู้ถูกสั่งให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ตําแหน่ง หรือวิทยฐานะ
ุ
้
(ถามี)
้
ี
ู
่
ู
๒. ให้ระบุเรื่องที่ถกตงกรรมการสอบสวน หรือถกฟ้องคดอาญา หรือตองหาวากระทํา
ั้
ี
ิ
้
ความผิดอาญา หรือถกพักใชใบอนุญาตประกอบวชาชพตามกฎหมาย
ู
่
วาดวยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา
้
๓. การระบุเหตการณ์พักราชการตามกฎ ก.ค.ศ. น ถามีหลายเหตให้ระบุทุกเหต ุ
ุ
้
ี้
ุ
้
้
ั
๔. ขอความใดหากไม่ใชให้ตดออก
185
แบบ พ. ๒
(ให้ออกจากราชการไว้ก่อน)
ํ
คาสั่ง (ระบุชอส่วนราชการที่ออกคาสั่ง)
ํ
ื่
ที่ ....../.............
้
เรื่อง ให้ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษาออกจากราชการไว้ก่อน
ึ
ดวย (นาย,นาง,นางสาว) ...................................................................... ขาราชการครู
้
้
ํ
ิ
และบุคลากรทางการศึกษาตาแหน่ง/วทยฐานะ..................................................................... โรงเรียน/
หน่วยงานการศกษา สังกัด ................................................................................
ึ
ื
ตาแหนงเลขที่ ..................... รับเงินเดอนในอันดับ ....................... ขน ...................... บาท มีกรณ ี
ั้
่
ํ
่
ั้
.................................................................... (ถกกล่าวหาวากระทําผิดวนยอยางร้ายแรง จนถกตง
ั
ู
ิ
ู
่
้
่
ู
คณะกรรมการสอบสวน/ถกฟ้องในคดีอาญา/ตองหาวากระทําความผิดอาญา ) ในเรื่อง
.................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
่
้
ุ
และมีเหตให้พักราชการ ตามกฎ ก.ค.ศ. วาดวยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการ
ไว้ก่อน พ.ศ. ๒๕๕๕ ข้อ ........ คือ .................................................................................................
..................................................................................................................................
ุ
และได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การสอบสวนพิจารณา หรือการพิจารณาคดีที่เป็นเหตให้สั่งพักราชการนั้น
ุ
จะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจาก ................................................................ (ระบุเหตผลให้
ั
ชดเจน)........................ /ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปี
ฉะนน อาศยอํานาจตามความในมาตรา ๑๐๓/มาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัต ิ
ั้
ั
ึ
ั
้
ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกฎ ก.ค.ศ. ดงกล่าว
ข้อ .... จึงให้ (นาย,นาง,นางสาว) ......................................................... ออกจากราชการไว้ก่อน
ทั้งน ตงแต ............................................................. เป็นตนไป
ี้
่
้
ั้
สั่ง ณ วนที่ ................................................ พ.ศ. ....
ั
(ลงชื่อ)
ื่
(...................ชอผู้สั่ง..........................)
ํ
(...................ตาแหน่ง........................)
ั
ื่
ํ
่
ุ
หมายเหต ๑. การระบุชอและตาแหน่งของผู้ถกสั่งให้ระบุชอตว ชอสกุล ตาแหนง หรือวทยฐานะ
ํ
ู
ิ
ื่
ื่
้
(ถามี)
ั้
้
่
ู
ี
๒. ให้ระบุเรื่องที่ถกตงกรรมการสอบสวน หรือถกฟ้องคดอาญา หรือตองหาวากระทําความผิด
ู
๒
อาญา หรือถกพักใชใบอนุญาตประกอบวชาชพเกินหนึ่งปี
ู
้
ี
ิ
186
๒
ั
ุ
ุ
ี้
้
๓. การระบุเหตการพกราชการตามกฎ ก.ค.ศ. น ถามีหลายเหตให้ระบุทุกเหต ุ
๔. สําหรับกรณการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาให้
ี
ระบุเหตผลที่อาจทําให้เห็นได้วาการสอบสวนพิจารณาหรือการพิจารณาคดนนจะไม่
ั้
ี
ุ
่
แล้วเสร็จโดยเร็ว
้
๕. ขอความใดหากไม่ใชให้ตดออก
ั
้
187
แบบ พ. ๓
(การสั่งกลับกรณไม่มีความผิดวินัย)
ี
ื่
คาสั่ง (ระบุชอส่วนราชการที่ออกคาสั่ง)
ํ
ํ
ที่ ....../.............
เรื่อง ให้ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา
ึ
้
กลับเขาปฏิบัตหน้าที่ราชการหรือกลับเขารับราชการ
ิ
้
้
ตามคาสั่ง ......................................... (ระบุชอส่วนราชการที่ออกคาสั่ง) ...................
ื่
ํ
ํ
ที่ ................./................. ลงวนที่ .............................. พ.ศ. .... สั่งให้ (นาย,นาง,นางสาว)
ั
่
ิ
........................................................ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตาแหนง/วทยฐานะ
ํ
้
...................................................................... โรงเรียน/หน่วยงานการศกษา .....................
ึ
................................ สังกัด ................................................. ตาแหนงเลขที่............... รับเงินเดอนใน
ํ
ื
่
ั้
่
อันดับ ............... ขั้น .............. บาท พักราชการ/ออกจากราชการไว้ก่อนตงแต ...................................
้
เป็นตนไป นั้น
ี้
บัดน ผลการสอบสวนพิจารณาปรากฏว่า (นาย,นาง,นางสาว) ..............................
ุ
้
................................................. มิไดกระทําผิดวินัย และไม่มีกรณีที่จะตองออกจากราชการด้วยเหตอื่น
้
ฉะนน อาศยอํานาจตามความในมาตรา ๑๐๓ แห่งพระราชบัญญัตระเบียบ
ิ
ั
ั้
้
่
้
ึ
ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกฎ ก.ค.ศ. วาดวยการสั่ง
พักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ. ๒๕๕๕ ข้อ ...... จึงให้ (นาย,นาง,นางสาว)
ิ
่
้
ิ
้
....................................................... กลับเขาปฏบัตหน้าที่ราชการ/กลับเขารับราชการในตําแหนง/
ิ
ึ
วทยฐานะ ................................. โรงเรียน/หน่วยงานการศกษา ..........................................
่
ํ
ั
้
สังกัด ...................................................... ตาแหนงเลขที่ .................. โดยให้ไดรับเงินเดอนในอันดบ
ื
............................... ขั้น ................... บาท
ี้
ทั้งน ตั้งแต่ ............................................................. เป็นต้นไป
สั่ง ณ วนที่ ................................................ พ.ศ. ....
ั
(ลงชื่อ)
(...................ชอผู้สั่ง..........................)
ื่
(...................ตาแหน่ง........................)
ํ
ื่
่
ู
ื่
ํ
ื่
ิ
หมายเหต ๑. การระบุชอและตาแหน่งของผู้ถกสั่งให้ระบุชอตว ชอสกุล ตาแหนง หรือวทยฐานะ
ุ
ํ
ั
้
(ถามี)
้
๒. ขอความใดหากไม่ใชให้ตดออก
ั
้
188
แบบ พ. ๔
ั
(การสั่งกลับกรณีมีความผิดวินยไม่ร้ายแรง)
คาสั่ง (ระบุชอส่วนราชการที่ออกคาสั่ง)
ื่
ํ
ํ
ที่ ....../.............
ึ
้
เรื่อง ให้ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา
้
กลับเขาปฏิบัตหน้าที่ราชการหรือกลับเขารับราชการ
้
ิ
ํ
ตามคาสั่ง ................................... (ระบุชอส่วนราชการที่ออกคาสั่ง) ...........
ื่
ํ
ที่ ................./................. ลงวนที่ .............................. พ.ศ. .... สั่งให้ (นาย,นาง,นางสาว)
ั
........................................................ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตาแหนง/วทยฐานะ
ิ
่
ํ
้
........................................... โรงเรียน/หนวยงานการศกษา ...............................
่
ึ
ํ
่
............................ สังกัด .......................................... ตาแหนงเลขที่ ...............
ั้
รับเงินเดอนในอันดบ ....... ขน ......... บาท พักราชการ/ออกจากราชการไว้ก่อนตั้งแต่
ื
ั
้
................................... เป็นตนไป นั้น
บัดน ผลการสอบสวนพิจารณาปรากฏว่า (นาย ,นาง,นางสาว) .................................
ี้
........................................ กระทําผิดวินยไม่ร้ายแรงและไม่มีกรณีที่จะตองออกจากราชการด้วยเหตอื่น
ั
้
ุ
ฉะนน อาศยอํานาจตามความในมาตรา ๑๐๓ แห่งพระราชบัญญัตระเบียบ
ั้
ั
ิ
้
ึ
ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการสั่ง
พักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไวก่อน พ.ศ. ๒๕๕๕ ขอ ...... จึงให้ (นาย,นาง,นางสาว)
้
้
............................................................................................... กลับเขาปฏบัตหน้าที่ราชการ/
ิ
ิ
้
ิ
ึ
กลับเขารับราชการในตําแหน่ง/วทยฐานะ ............................................. โรงเรียน/หน่วยงานการศกษา
้
ํ
.............................................. สังกัด ................................................ ตาแหนงเลขที่ ........................
่
โดยให้ได้รับเงินเดือนในอันดับ ............................... ขั้น ................... บาท
้
่
ทั้งน ตงแต.............................................................เป็นตนไป
ั้
ี้
ั
สั่ง ณ วนที่................................................พ.ศ. ....
(ลงชื่อ)
(...................ชอผู้สั่ง..........................)
ื่
ํ
(...................ตาแหน่ง........................)
ื่
่
ู
ื่
ํ
่
ํ
ุ
หมายเหต ๑. การระบุชอและตาแหนงของผู้ถกสั่งให้ระบุชอตว ชอสกุล ตาแหนง หรือ
ั
ื่
ิ
้
วทยฐานะ (ถามี)
๒. ขอความใดหากไม่ใชให้ตดออก
้
้
ั
189
แบบ พ. ๕
ู
้
้
ู
ี
(การสั่งกลับกรณไม่เป็นผู้ถกพักใช/พ้นกําหนดเวลาถกพักใช)
ํ
ํ
ื่
คาสั่ง (ระบุชอส่วนราชการที่ออกคาสั่ง)
ที่ ....../.............
้
ึ
เรื่อง ให้ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา
้
กลับเขาปฏิบัตหน้าที่ราชการหรือกลับเขารับราชการ
ิ
้
ํ
ตามคาสั่ง ................................. (ระบุชอส่วนราชการที่ออกคาสั่ง) .............
ื่
ํ
ั
ที่ ................./................. ลงวนที่ .............................. พ.ศ. .... สั่งให้ (นาย,นาง,นางสาว)
ึ
ํ
่
้
................................................ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา ตาแหนง/วทยฐานะ
ิ
่
ึ
..................................................... โรงเรียน/หนวยงานการศกษา .............................
ํ
.............................. สังกัด .......................................... ตาแหนงเลขที่ ...............
่
รับเงินเดอนในอันดบ ....... ขน ......... บาท พักราชการ/ออกจากราชการไว้ก่อนตั้งแต่
ั้
ั
ื
................................... เป็นตนไป นั้น
้
บัดน ผลการพิจารณาอุทธรณตามกฎหมายวาดวยสภาครูและบุคลากรทางการ
ี้
่
์
้
ึ
่
ศกษาปรากฏวา (นาย,นาง,นางสาว) ...................................................................
้
ิ
้
ู
ี
้
ู
................................... (มิไดเป็นผู้ถกพักใช)/หรือพ้นกําหนดเวลาถกพักใชใบอนุญาตประกอบวชาชพ
และไม่มีกรณีที่จะตองออกจากราชการด้วยเหตุอื่น
้
ั
ฉะนน อาศยอํานาจตามความในมาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ
ั้
่
ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกฎ ก.ค.ศ. วาดวยการสั่ง
้
้
ึ
้
้
พักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไวก่อน พ.ศ. ๒๕๕๕ ขอ ...... จึงให้ (นาย,นาง,นางสาว)
้
ิ
................................................... ............ กลับเขาปฏบัตหน้าที่ราชการ/กลับเขารับราชการ
้
ิ
ํ
่
ในตาแหนง/วิทยฐานะ ......................................................... โรงเรียน/หน่วยงานการศึกษา
ํ
่
.............................................. สังกัด ................................................ ตาแหนงเลขที่ ........................
ื
โดยให้ได้รับเงินเดอนในอันดับ ............................... ขั้น ................... บาท
้
ี้
ทั้งน ตงแต.............................................................เป็นตนไป
่
ั้
สั่ง ณ วนที่................................................พ.ศ. ....
ั
(ลงชื่อ)
(...................ชอผู้สั่ง..........................)
ื่
(...................ตาแหน่ง........................)
ํ
หมายเหต ๑. การระบุชื่อและตําแหน่งของผู้ถูกสั่งให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ตําแหน่ง หรือ
ุ
วทยฐานะ (ถามี)
ิ
้
๒. ขอความใดหากไม่ใชให้ตดออก
ั
้
้
190
หน้า ๑๘
ิ
ี
เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๒ ก ราชกจจานุเบกษา ๒ มนาคม ๒๕๕๕
ุ
ุ
ื
ี้
หมายเหต :- เหตผลในการประกาศใช้กฎ ก.ค.ศ. ฉบับน คอ โดยที่มาตรา ๑๐๓ วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัต ิ
้
ิ
ิ
ี
ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ บัญญัตให้หลักเกณฑ์และวธการเกี่ยวกับ
การสั่งพักราชการ การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ระยะเวลาให้พักราชการและให้ออกจากราชการไวก่อน
้
ํ
และการดาเนินการเพื่อให้เป็นไปตามผลการสอบสวนพิจารณา ให้เป็นไปตามที่กําหนดในกฎ ก.ค.ศ.
ั
้
และมาตรา ๑๑๙ บัญญัตให้ภายใต้บังคบหมวด ๗ และหมวด ๙ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ิ
ี
้
ู
ู
อาจถกสั่งพักราชการหรือถกสั่งให้ออกจากราชการไวก่อนในกรณอื่นตามที่กําหนดในกฎ ก.ค.ศ. ซึ่งได ้
้
กําหนดให้ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามกฎหมาย
้
้
ู
วาดวยสภาครูและบุคลากรทางการศกษาอาจถกสั่งพักราชการหรือถกสั่งให้ออกจากราชการไวก่อนได
้
่
ู
ึ
จึงจําเป็นตองออกกฎ ก.ค.ศ. น ี้
้
191
หนา ๑
้
เลม ๑๓๕ ตอนที่ ๖๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒o สิงหาคม ๒๕๖๑
่
กฎ ก.ค.ศ.
ว่าด้วยอ านาจการลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดเงินเดือน
พ.ศ. 2561
อาศัยอ านาจตามความในมาตรา ๑๙ (๔) และมาตรา ๑๐๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ก.ค.ศ. โดยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี
ออกกฎ ก.ค.ศ. ไว้ ดังต่อไปนี้
์
ข้อ ๑ ให้ยกเลิกกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยอ านาจการลงโทษภาคทัณฑ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือน
พ.ศ. ๒๕๔๙
ข้อ ๒ ให้ผู้อ านวยการสถานศึกษาหรือต าแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า
ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้กระท าผิดวินัยไม่ร้ายแรง มีอ านาจ
สั่งลงโทษได้ ดังต่อไปนี้
(๑) ภาคทัณฑ์
(๒) ตัดเงินเดือนได้ครั้งหนึ่งในอัตราร้อยละสองหรือร้อยละสี่ของเงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับในวันที่
มีค าสั่งลงโทษเป็นเวลาหนึ่งเดือน สองเดือน หรือสามเดือน
ข้อ ๓ ให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล รัฐมนตรีเจ้าสังกัด ปลัดกระทรวง
เลขาธิการ อธิบดีหรือต าแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า อธิการบดีหรือต าแหน่งที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า ศึกษาธิการภาคหรือต าแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า
ศึกษาธิการจังหวัดหรือต าแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า หรือผู้อ านวยการส านักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาหรือต าแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษาผู้กระท าผิดวินัยไม่ร้ายแรง มีอ านาจสั่งลงโทษได้ ดังต่อไปนี้
(๑) ภาคทัณฑ ์
(๒) ตัดเงินเดือนได้ครั้งหนึ่งในอัตราร้อยละสองหรือร้อยละสี่ของเงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับในวันที่
มีค าสั่งลงโทษเป็นเวลาหนึ่งเดือน สองเดือน หรือสามเดือน
(๓) ลดเงินเดือนได้ครั้งหนึ่งในอัตราร้อยละสองหรือร้อยละสี่ของเงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับในวันที่
มีค าสั่งลงโทษ