1
เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ปีการศึกษา 2562
โดยใช้กระบวนการนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model)
จัดท าโดย
ดร.เอกฐสิทธ กอบก า
ิ์
ผู้อ านวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา
กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา
ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
เอกสาร ศน. สพป.ลป.1
ที่ 2/2562
ก
ค าน า
ั
้
ู่
ั
คมือการนิเทศ เพื่อยกระดบผลสมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใชกระบวนการนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี
(APICE Model) เลมนี้จดทาขึ้น เพื่อให้คณะกรรมการและอนุกรรมการ ก.ต.ป.น. ศึกษานิเทศก์
ั
่
ั
ู
ี
ั
้
ิ
ผ้บริหารสถานศึกษา หรือบุคลากรท่เกี่ยวข้อง น าไปใชนิเทศ ตดตามการยกระดบผลสมฤทธิ์ทาง
ั
ึ
การเรียนของสถานศกษาในสงกัดสานักงานเขตพื้นทการศกษาประถมศกษาลาปาง เขต 1
ี่
ึ
ึ
์
ั
ิ
ิ
ุ
โดยกลาวถึง ทมาและความสาคญของการนิเทศ วัตถุประสงค เป้าหมายเชงปริมาณ เชงคณภาพ
่
ี่
ี่
การนิเทศการสอน การนิเทศแบบโคช ทฤษฎีทเกี่ยวข้องกับการนิเทศการสอน แนวคดเกี่ยวกับ
ิ
้
ั
การพัฒนารูปแบบ การวัดและประเมินผล การบริหารจดการเพื่อยกระดบผลสมฤทธิ์ทางการเรียน
ั
ั
แนวทางการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้กระบวนการนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model)
ู้
ู
ผจดท าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าค่มือการนิเทศเล่มนี้ คงจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยในการน า
ั
ั
กระบวนการนิเทศเอ พี ไอ ซี อี (APICE Model) ไปส่การปฏิบัติในสถานศึกษา เพื่อยกระดบ
ู
่
่
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน อย่างตอเนื่องในแตละขั้นตอน เป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ
ต่อไป
ิ
(ดร.เอกฐสทธิ์ กอบก า)
ผู้อ านวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา
ึ
ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกษาล าปาง เขต 1
ข
สารบัญ
เรื่อง หน้า
ค าน า ก
สารบัญ ข
ส่วนที่ 1 บทน า………………………………………………………………………..…………….……………………… 1
ที่มาและความส าคัญของการนิเทศ..……………………………………………………………………… 1
วัตถุประสงค์ของการนิเทศ................................................................................................ 5
เป้าหมายของการนิเทศ..................................................................................................... 5
ส่วนที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง.......................…………………………………………………………..……………. 6
2.1 การนิเทศการสอน…………………………………………………………..……………………………. 7
2.1.1 ความหมายของการนิเทศการสอน……………………………………………………….. 7
2.1.2 จุดมุ่งหมายของการนิเทศการสอน……………………………………………………….. 7
2.1.3 ความจ าเป็นนิเทศการสอน………………………………………..………………………….. 9
2.1.4 กิจกรรมการนิเทศการสอน............................................................................. 10
2.1.5 ทักษะการนิเทศการสอน…………………………………………………………………….. 12
2.1.6 กระบวนการการนิเทศการสอน……………………..……………………………………. 13
2.1.7 เทคนิคการสังเกตการสอน………………………….……………………………………… 22
2.2 การนิเทศแบบโค้ช…………………………………………………..………………………………….. 25
2.2.1 การโค้ชเพื่อการรู้หนังสือและการอ่าน (Literacy Coaching or
Reading Coaching)……………………………………………………..……………….. 26
ั
2.2.2 การโค้ชเพื่อเน้นนักเรียนเป็นส าคญ (Student Centered
Coaching)………………………………………….…………………………………………. 27
2.3 ทฤษฎีเกี่ยวกับการนิเทศการสอน…………………………….…………………………………… 29
2.3.1 ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง................................................................................. 29
2.3.2 ทฤษฎีแรงจูงใจ.............................................................................................. 30
2.3.3 ทฤษฎีการสื่อสาร........................................................................................... 31
2.3.4 ทฤษฎีมนุษย์สัมพันธ์....................................................................................... 31
2.3.5 ทฤษฎีภาวะผู้น า.............................................................................................. 32
2.3.6 ทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่............................................................................. 32
ค
สารบัญ (ต่อ)
เรื่อง หน้า
2.4 แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบ……………………………..………………………………. 34
2.4.1 ความหมายของรูปแบบ…………………………………………………………………… 34
2.4.2 ประเภทของรูปแบบ................................................................................... 34
2.4.3 ลักษณะของรูปแบบที่ดี.............................................................................. 35
2.4.4 แนวคิดการออกแบบและพัฒนารูปแบบ.................................................... 35
2.5 การวัดและประเมินผล........................................................................................... 39
2.5.1 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้…………………………………………………… 39
2.5.2 หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา........................................................ 40
2.5.3 วิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้........................................................... 41
2.6 การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน………………………………. 41
2.6.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน..………………………………………… 41
2.6.2 การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน........................... 42
ส่วนที่ 3 แนวทางการนิเทศ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน…….……………………….……. 45
ั
การนิเทศการยกระดับผลสมฤทธิ์ทางการเรียน..…………………..……………..………………….… 45
บรรณานุกรม............................................................................................................................... 49
ภาคผนวก………………………………………………………………………………………………………………….. 52
เครื่องมือนิเทศ ติดตามการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน.......................................... 52
คณะผู้จดท า................................................................................................................................. 60
ั
1
ส่วนที่ 1
บทน า
ที่มาและความส าคัญของการนิเทศ
ิ
ี่
ี่
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และทแก้ไขเพิ่มเตม (ฉบับท 3) พ.ศ. 2553
ึ
มาตรา 47 ก าหนดให้มีระบบการประกันคณภาพการศกษา เพื่อพัฒนาคณภาพและมาตรฐาน
ุ
ุ
การศึกษาในทุกระดับ ประกอบด้วยระบบประกันคณภาพภายในและระบบประกันคณภาพภายนอก
ุ
ุ
้
ั
ึ
ุ
ั
และมาตรา 48 ก าหนดให้หน่วยงานตนสงกัด และสถานศกษาจดให้มีระบบการประกันคณภาพ
ึ
ุ
่
การศกษาภายในสถานศกษาและให้ถือว่าการประกันคณภาพภายในเป็นสวนหนึ่งของกระบวนการ
ึ
ั
บริหารการศึกษาที่ต้องดาเนินการอย่างตอเนื่อง โดยมีการจดทารายงานประจาปีเสนอตอหน่วยงาน
่
่
่
ั
ี่
ู่
้
ุ
ตนสงกัด หน่วยงานทเกี่ยวข้องและเปิดเผยตอสาธารณชน เพื่อน าไปสการพัฒนาคณภาพและ
มาตรฐานการศกษาและเพื่อรองรับการประกันคณภาพภายนอก (กระทรวงศกษาธิการ, 2553)
ุ
ึ
ึ
ู
ั
ึ
ั
หลกสตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกราช 2551 ก าหนดให้มีการวัดและประเมินผล
การเรียนรู้ใน 4 ระดบ ไดแก่ ระดบชนเรียน ระดบสถานศกษา ระดบเขตพื้นทการศกษา และ
้
ั
ึ
ี่
ึ
ั
ั
ั้
ั
ิ
ระดบชาตทกระดบมีเจตนารมณเชนเดยวกัน คอ ตรวจสอบความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของ ผเรียน
ั
ี
ุ
ื
ู้
ั
่
์
่
่
ั้
้
เพื่อน าผลการประเมินมาใชเป็นข้อมูลในการพัฒนาอย่างตอเนื่องตอไป ทงนี้เพื่อเป็นการสร้าง
ความมั่นใจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายใน และภายนอกสถานศึกษาเกี่ยวกับคุณภาพของผู้เรียน
ดังนี้
ั้
1. การประเมินระดบชนเรียน เป็นการวัดและประเมินผลทอยู่ในกระบวนการจดการ
ั
ั
ี่
ู้
้
ิ
ั
เรียนรู้ ผสอนดาเนินการสอนเป็นปกต และสม่ าเสมอ ในการจดการเรียนการสอน ใชเทคนิค
การประเมินอย่างหลากหลาย เช่น การซักถาม การสงเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน
ั
ู้
ู้
การประเมิน ชิ้นงาน/ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผสอนเป็นผประเมินเอง
ี
่
ี่
หรือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน ผู้ปกครองร่วมประเมิน ในกรณทไม่ผาน
ั้
ู้
ั
ั
ี้
ตวชวัดให้มีการสอนซ่อมเสริม ซึ่งการประเมินระดบชนเรียนเป็นการตรวจสอบว่าผเรียน
มีการพัฒนาการความก้าวหน้าในการเรียนรู้อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่
่
้
้
้
และมากน้อยเพียงใด มีสิ่งที่จะตองไดรับการพัฒนาปรับปรุงและสงเสริมในดานใด นอกจากนี้ยังเป็น
้
ู้
้
้
ั้
ข้อมูลให้ผสอนใชปรับปรุงการเรียนการสอนของตนดวยทงนี้โดยสอดคลองกับมาตรฐานมาตรฐาน
การเรียนรู้และตัวชี้วัด
2. การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการประเมินที่สถานศกษาดาเนินการ เพื่อตดสนผล
ิ
ึ
ั
การเรียนของผเรียนเป็นรายปี/รายภาคผลการประเมินการอ่าน คดวิเคราะห์และเขียน คณลกษณะ
ุ
ั
ู้
ิ
ึ
อันพึงประสงคและกิจกรรมพัฒนาผเรียน นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับการการจดการศกษาของ
์
ู้
ั
ั้
สถานศึกษาว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใด รวมทง
สามารถน าผลการเรียนของผเรียนในสถานศกษาเปรียบเทยบกับเกณฑ์ระดบชาตผลการ ประเมิน
ึ
ี
ั
ู้
ิ
ึ
ั
ระดบสถานศกษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการปรับปรุงนโยบาย หลกสตร โครงการ
ั
ู
ั
ั
ึ
ุ
หรือวิธีการจดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจดทาแผนพัฒนาคณภาพการศกษาของ
่
ั
ุ
ึ
ึ
สถานศกษา ตามแนวทางการประกันคณภาพการศกษา และการรายงานผลการจดการศกษาตอ
ึ
2
ึ
ึ
ึ
ี่
คณะกรรมการสถานศกษา สานักงานเขตพื้นทการศกษา สานักงานคณะกรรมการการศกษา
ขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองและชุมชน
3. การประเมินระดบเขตพื้นทการศกษา เป็นการประเมินคณภาพ ผเรียนในระดบ
ี่
ั
ุ
ึ
ั
ู้
ั
้
ู
เขตพื้นที่การศึกษาตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลกสตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใชเป็น
ึ
ึ
ิ
ี่
ุ
ข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาคณภาพการศกษาของเขตพื้นทการศกษา ตามภาระความรับผดชอบ
ึ
ั
สามารถ ด าเนินการโดยประเมินคุณภาพผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยข้อสอบมาตรฐานทจดทาโดยเขต
ี่
ึ
ั
ั
ี่
้
พื้นทการศกษา หรือดวยความร่วมมือกับหน่วยงานตนสงกัด ในการดาเนินการจดสอบ นอกจากนี้
้
ยังได้จากการตรวจสอบทบทวนข้อมูลจากการประเมินระดับสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา
ู้
ั
ิ
ุ
ั
ิ
4. การประเมินระดบชาต เป็นการประเมินคณภาพผเรียนในระดบชาตตามมาตรฐาน
ุ
ี่
้
ู้
การเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน สถานศกษาตองจดให้ผเรียนทกคนทเรียนใน
ึ
ั
ึ
ึ
ั้
ี่
ี่
ึ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชั้นประถมศกษาปีท 6 ชนมัธยมศกษาปีท 3 และชนมัธยมศกษาปีท 6 เข้ารับ
ั้
ี่
ึ
ึ
ี
้
การประเมิน ผลจากการประเมินใชเป็นข้อมูลในการเทยบเคยงคณภาพการศกษาในระดบตาง ๆ
่
ุ
ั
ี
ุ
ั
เพื่อน าไปใชในการวางแผนยกระดบคณภาพการจดการศกษา ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุน
ึ
้
ั
การตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552)
การยกระดบผลสมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศกษา ตองมีการวางแผนการขับเคลอน
ึ
ื่
ั
้
ั
อย่างเป็นระบบ เชอมประสานกับผเกี่ยวข้อทกฝายทงภายในและนอกสถานศกษา ทางานร่วมกัน
ู้
ั้
่
ุ
ึ
ื่
อย่างบูรณาการบนพื้นฐานสังคมแหงการเรียนรู้ ก าหนดเป้าหมายทชดเจน ทงนี้ผบริหารสถานศกษา
ั้
่
ั
ึ
ู้
ี่
ู้
ั
ตองมีรูปแบบการบริหารจดการทด ครูผสอนจดการเรียนการสอนทเน้นผเรียนเป็นสาคญ วัดและ
ั
้
ี
ู้
ั
ี่
ี่
ี้
ประเมินผลตามสภาพจริง มีเครื่องมือวัดและประเมินผลทหลากหลาย สอดคลองกับตวชวัด/
ี่
้
ั
ั
ึ
ั
ู
มาตรฐานการเรียนรู้ตามหลกสตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกราช 2551 ดาเนินการ
ู้
ึ
้
แก้ปัญหาการเรียนรู้ของผเรียน โดยใชกระบวนการวิจยในชนเรียน ศกษานิเทศก์หรือหน่วยงาน
ั้
ั
ู้
่
ั
ิ
ี่
ี
ี่
ตนสงกัดหรือผทมีสวนเกี่ยวข้องมีรูปแบบการพัฒนาหรือกระบวนการนิเทศ ตดตามทดเป็นระบบ
้
ื
่
ชวยเหลอ ชแนะ แนะน า อย่างเป็นกัลยาณมิตร เพื่อพัฒนาผเรียนทกคนทไดเข้าเรียน และจบ
้
ี้
ี่
ู้
ุ
ั
การศึกษาอย่างมีคุณภาพสูงตามเกณฑ์ เป้าหมาย และมาตรฐานของหลักสูตร เนื่องจากหลกสตร
ู
ู
ึ
ั
ั
ในปัจจบันเป็นหลกสตรอิงมาตรฐาน ดงนั้นการวัดและประเมินผล จงควรมุ่งเน้นการประเมิน
ุ
ี่
ู้
ุ้
้
ั้
เพื่อการเรียนรู้ ทตองดาเนินการอย่างตอเนื่องและตลอดเวลา มีการตงคาถามกระตนยั่วยุผเรียนได ้
่
ั้
แสดงความคิด ความสามารถ ทั้งนี้ครูผู้สอนต้องด าเนินการประเมินผเรียน ทงการประเมินเพื่อเรียนรู้
ู้
(Assessment for learning) การประเมินขณะเรียนรู้ (Assessment as learning) และ
ึ
การประเมินผลการเรียนรู้ (Assessment of learning) (สานักวิชาการและมาตรฐานการศกษา,
2560 : 1 - 3)
ึ
้
ั
การยกระดบผลสมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศกษา ถือไดว่าการนิเทศการศกษา
ั
ึ
ี่
ั
ึ
มีความสาคญและมีความจาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการนิเทศการศกษาเป็นกระบวนการบริหารทให้
ี้
ความชวยเหลอ ให้ความร่วมมือกับครูผสอนและบุคคลทเกี่ยวข้องกับการจดการศกษา ชแนะ
ึ
ื
่
ี่
ั
ู้
ู้
เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนของครู และเพิ่มคณภาพของผเรียนให้เป็นไปตามเป้าหมายของ
ุ
ึ
ื
ุ
ึ
การศกษา เพราะการนิเทศการศกษามีจดมุ่งหมาย คอ พัฒนาคณภาพการศกษาของผเรียน
ึ
ุ
ู้
ู
้
โดยปฏิบัติการผ่านครูผู้สอน เพื่อพัฒนาคนให้มีคณภาพสงขึ้นทเกิดจากการพัฒนางานให้ไดผลดและ
ี
ุ
ี่
3
ั
ิ
เป็นการพัฒนากระบวนการทางานมีการประสานสมพันธ์อันดงามระหว่างผปฏิบัตงาน
ี
ู้
ลดความขัดแย้งให้ได้มากที่สุด อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญและก าลงใจใน การปฏิบัตงาน นอกจากนี้
ั
ิ
ุ
่
ึ
ั
ื
การนิเทศการศกษายังมีความสาคญ คอ ชวยปรับปรุงคณภาพการเรียนการสอนให้ดาเนินการอย่าง
ั
ู
้
ราบรื่นเรียบร้อยและมีผลสมฤทธิ์สง การน าการนิเทศแบบโคช (Coaching) มาเป็นขั้นตอนหนึ่งใน
์
การขับเคลอนให้ครูผสอน มีความรู้ ความเข้าใจในการจดการเรียนรู้แบบสร้างสรรคเป็นฐาน
ู้
ื่
ั
เนื่องจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งเน้นให้คนไทยทกคน คดเป็น
ิ
ุ
ิ
ทาเป็น มีเหตผล สามารถเรียนรู้ไดอย่างตอเนื่องตลอดชวิต ให้นักเรียนมีทกษะ กระบวนการคด
้
่
ั
ี
ุ
ิ
ั
์
์
การจดการ การเผชญสถานการณ และการประยุกตความรู้มาใชเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาใน
้
ึ
ิ
ิ
์
การดาเนินชวิตประจาวัน และมีความคดสรร้างสรรค (สานักงานคณะกรรมการการศกษาแห่งชาต,
ี
2545 : 14 - 15)
ในการนิเทศการสอนเพื่อให้เกิดผลส าเร็จ มีประสิทธิภาพและประสทธิผล จาเป็นอย่างยิ่งท ี่
ิ
จะตองดาเนินการตามลาดบขั้นตอนอย่างตอเนื่องกัน ซึ่งนักการศกษาหลายทานไดน าเสนอ
ั
ึ
่
่
้
้
กระบวนการนิเทศ เชน สงัด อุทธานันท (2530 : 10) ไดเสนอแนะกระบวนการนิเทศการสอนท ี่
่
้
์
ั
สอดคลองกับสภาพสงคมไทย ประกอบดวย 5 ขั้นตอน ซึ่งเรียกว่า “PIDRE” คอ การวางแผน
้
ื
้
(P-Planning) ให้ความรู้ก่อนดาเนินการนิเทศ (Informing-I) การดาเนินการนิเทศ (Doing-D) การสร้าง
เสริมขวัญก าลงใจแก่ผปฏิบัตงานนิเทศ (Reinforcing-R) การประเมินผลการนิเทศ (Evaluating-E)
ู้
ั
ิ
่
ในสวนของวัชรา เลาเรียนด (2550 : 18-19) ไดเสนอกระบวนการนิเทศการสอน 7 ขั้นตอน คอ
่
ี
้
ื
1. วางแผนร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับนิเทศ 2. เลือกประเด็นหรือเรื่องที่สนใจจะปรับปรุงพัฒนา
3. น าเสนอโครงการพัฒนาและขั้นตอนการปฏิบัตให้ผบริหารโรงเรียนไดรับทราบเพื่ออนุมัต ิ
ิ
ู้
้
ึ
ิ
ด าเนินการ 4. ให้ความรู้หรือแสวงหาความรู้จากเอกสารต่างๆและจัดฝกอบรมเชงปฏิบัตการเกี่ยวกับ
ิ
ั้
ี่
เทคนิคการสงเกตการสอนในชนเรียน และความรู้เกี่ยวกับวิธีการสอนและนวัตกรรมใหม่ ๆ ทสนใจ
ั
ี่
ุ
5. จัดท าแผนการนิเทศ ก าหนดวัน เวลา ทจะสงเกตการสอน ประชมปรึกษาหารือ เพื่อแลกเปลยน
ี่
ั
ความคิดเห็นและประสบการณ์ 6. ด าเนินการตามแผนโดยครูและผู้นิเทศ (แผนการจัดการเรียนรู้และ
้
การนิเทศ) 7. สรุปและประเมินผลการปรับปรุงและพัฒนา รายงานผลส าเร็จ นอกจากนี้ยังไดมีการน า
วงจรคณภาพ (PDCA) หรือโดยทวไปนิยมเรียกกันว่า PDCA มาใชเปนกระบวนการนิเทศการสอน ซึ่ง
ั่
้
ุ
็
ุ
้
็
ิ
่
ุ
สมศกดิ์ สนธุระเวชญ์ (2542 : 188) กลาวถึง จดหมายทแทจริงของวงจรคณภาพ (PDCA) ว่าเปน
ี่
ั
ั
่
ี่
ี่
่
กิจกรรมพื้นฐานในการบริหารคุณภาพนั่นมิใชเพียงแคการปรับแก้ผลลพธ์ทเบยงเบนออกไปจากเกณฑ์
้
ี่
่
่
่
ั
มาตรฐานให้กลบมาอยู่ในเกณฑ์ทตองการเทานั้น แตเพื่อก่อให้เกิดการปรับปรุงในแตละรอบของ PDCA
ื
่
่
ี่
อย่างตอเนื่องเป็นระบบและมีการวางแผน PDCA ทม้วนไตสงขึ้นเรื่อย ๆ 4 ขั้นตอน คอ ขั้นท 1
ู
ี่
ี่
การวางแผน (Plan - P) ขั้นท 2 การดาเนินตามแผน (Do - D) ขั้นท 3 การตรวจสอบ (Check - C) ขั้นท 4 การแก้ไข
ี่
ี่
ปัญหา (Act - A)
ิ์
ั
ั
ึ
ั
ั
นอกจากนี้จากการศกษาการวิจยของเกรียงศกด สงข์ชย (2552) เกี่ยวกับการพัฒนา
ี่
รูปแบบการนิเทศครูวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาศักยภาพนักเรียนทมีแววความสามารถทางวิทยาศาสตร์
ื
ั้
ซึ่งใช้รูปแบบการนิเทศที่เรียกว่า APFIE Model มีกระบวนการด าเนินงาน 5 ขนตอน คอ ขั้นตอนท 1
ี่
ุ
ึ
การศกษาสภาพปัจจบันและความตองการจาเป็น (Assessing needs : A) ขั้นตอนท 2 จดการให้
ี่
ั
้
ี่
ความรู้ก่อนการนิเทศ (Providing information : P) ขั้นตอนท 3 การวางแผนการนิเทศ (Formation
4
ิ
้
ี่
Plan : F) ขั้นตอนท 4 ปฏิบัตการนิเทศ (Implementation : I) ซึ่งประกอบดวยกระบวนการนิเทศ
ุ
4 ขั้นตอน คือ 1 ขั้นเตรียมการก่อนสอนและการนิเทศ 2) สงเกตการสอนในชนเรียน 3) ขั้นประชม
ั
ั้
ู
ั
ั
ิ
ั
ี่
ให้ข้อมูลย้อนกลบ หลงสงเกตการสอน 4) ประเมินผลการนิเทศ ตดตาม ดแล และขั้นตอนท 5
ประเมินผลการนิเทศตลอดภาคเรียน (Evaluating : E) และวชิรา เครือคาอ้าย (2552) เสนอรูปแบบ
์
ี
ึ
ึ
การนิเทศนักศกษา ฝกประสบการณ วิชาชพครู เพื่อพัฒนาสมรรถภาพการจดการเรียนรู้ทสงเสริม
ี่
่
ั
การคดของนักเรียนประถมศกษา มีชอว่า รูปแบบ การนิเทศดบเบิ้ลพีไออี (PPIE) ประกอบดวย
ิ
ื่
้
ั
ึ
4 ขั้นตอน คอ 1 ขั้นเตรียมความรู้/เทคนิควิธีการจดการเรียนรู้ 2) ขั้นวางแผนการนิเทศ 3)
ั
ื
ขั้นดาเนินการนิเทศการสอน 4) ขั้นประเมินผลการนิเทศ สวนยุพิน ยืนยง (2553) เสนอรูปแบบการ
่
ั้
นิเทศแบบหลากหลายวิธีการ เพื่อสงเสริมสมรรถภาพการวิจยในชนเรียน มีชอว่า ซีไอพีอี (CIPE
ั
ื่
่
ี่
ั
ื
ั
Model) ซึ่งมี 4 ขั้นตอน คอ ขั้นตอนท 1 Classifying : C การคดกรองระดบความรู้ ความสามารถ
ุ่
ั
ทักษะที่ส าคัญเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้และการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อจดกลมครูและเลอกวิธีการนิเทศ
ื
่
ทเหมาะสมสาหรับครูแตละกลม ขั้นตอนท 2 Informing : I การให้ความรู้ก่อนการนิเทศ ขั้นตอนท 3
ี่
ี่
ุ่
ี่
้
ุ
ั
Proceeding : P การดาเนินงานไดแก่ 3.1 การประชมก่อนการสงเกตการสอน (Pre conference)
ุ
3.2 การสงเกตการสอน (Observation) 3.3 การประชมหลงการสงเกตการสอน (Post conference)
ั
ั
ั
ี่
ขั้นตอนท 4 Evaluating : E การประเมินผลการนิเทศ และธัญพร ชนกลน (2553) ไดเสนอการพัฒนา
ิ่
้
ื่
ั
่
ิ
ั
รูปแบบการโค้ช เพื่อพัฒนาสมรรถนะการจดการเรียนรู้ของอาจารย์พยาบาลทสงเสริมทกษะการคด
ี่
ุ
ึ
ั
อย่างมีวิจารณญาณของนักศกษาพยาบาลในสงกัดสถาบันพระบรมราชชนกกระทรวงสาธารณสข
้
ื
พบว่า การพัฒนารูปแบบโคช พีพีซีอี (PPCE Coaching Model) คอ ระยะท 1 ระยะการเตรียมการ
ี่
(Preparing Phase : P) ระยะท 2 ระยะวางแผนการโคช (Planning Phase : P) ระยะท 3 ระยะ
้
ี่
ี่
การปฏิบัติการโค้ช(Coaching Phase : C) ระยะที่ 4 ระยะเวลาการประเมินผลการโคช (Evaluating
้
Phase : E)
ดงนั้นในการการสร้างระบบบริหารจดการทมีคณภาพในโรงเรียน นับไดว่าเป็นกลยุทธ์ท ี่
ั
้
ั
ุ
ี่
ั
์
ุ
ส าคัญที่สุดต่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนานาการเรียนรู้ขององคการให้บรรลเป้าหมาย โดยมีพลงสาม
ฝ่ายของบุคลากรในโรงเรียนซึ่งประกอบไปด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอน และนักเรียน ตองเกิดจาก
้
ั
การมีทักษะ ความรู้ความสามารถและสามารถเลอกบทบาททเหมาะสมตามศกยภาพแตละบุคคลใน
ื
่
ี่
์
ื่
ี
การขับเคลอนองคการซึ่งหมายถึง “โรงเรียน”ให้เกิดการเปลยนแปลงและพัฒนาในทศทางทดขึ้น
ิ
ี่
ี่
(สุรศักดิ์ ปาเฮ, 2554)
ั
จะเห็นไดว่าการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ใน 4 ระดบ ไดแก่ ระดบชนเรียน ระดบ
ั
้
ั้
้
ั
ิ
ั
ึ
ึ
ิ
สถานศกษา ระดบเขตพื้นทการศกษา และระดบชาต การนิเทศตดตามตามอย่างเป็นระบบ
ี่
ั
มีความส าคัญต่อการยกระดับระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนั้นกลุ่มนิเทศ ตดตาม และประเมินผล
ิ
ึ
้
ั
ึ
การจดการศกษา จงตองการยกระดบผลสมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศกษาในสงกัดสานักงาน
ั
ึ
ั
ั
ี่
เขตพื้นทการศกษาประถมศกษาลาปาง เขต 1 โดยใชกระบวนการนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE
ึ
ึ
้
้
Model) 5 ขั้นตอน คือ 1. A (Assessing Need) การศึกษาสภาพและความตองการ 2. P (Planning)
การวางแผนการนิเทศ 3. I (Informing) การให้ความรู้ก่อนการนิเทศ 4. C (Coaching) การนิเทศ
แบบโค้ช และ5. E (Evaluating) การประเมินผลการนิเทศ
5
วัตถุประสงค์ของการนิเทศ
ั
ิ
้
ั
เพื่อนิเทศ ตดตามการยกระดบผลสมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใชกระบวนการนิเทศ
ึ
ึ
เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model) ของสถานศกษาในสงกัดสานักงานเขตพื้นทการศกษาประถมศกษา
ี่
ั
ึ
ล าปาง เขต 1
เป้าหมายของการนิเทศ
เป้าหมายเชิงปริมาณ
ิ
ั
ั
้
เพื่อนิเทศ ตดตามการยกระดบผลสมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใชกระบวนการนิเทศ
ึ
ึ
ึ
เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model) ของสถานศกษาในสงกัดสานักงานเขตพื้นทการศกษาประถมศกษา
ี่
ั
ล าปาง เขต 1 จ านวน 94 โรงเรียน
เป้าหมายเชิงคุณภาพ
ึ
้
ั
ั
ั
ู้
1. ผบริหารสถานศกษาสามารถบริหารจดการดานการยกระดบผลสมฤทธิ์ทางการเรียน
อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
้
้
้
ี่
ั้
ั
ั
ู้
2. ครูผสอนสามารถจดการเรียนรู้ไดสอดคลองกับปัญหาทพบในชนเรียน สะทอนตวชวัด
ี้
และมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
ั
ิ
ี่
ึ
3. คาเฉลยร้อยละของผลสมฤทธิ์ทางการเรียนระดบชาต RT (ชนประถมศกษาปีท 1)
ั้
ั
่
ี่
ั้
ี่
ึ
NT (ชนประถมศกษาปีท 3) และ O-NET (ชนประถมศกษาปีท 6 และมัธยมศกษาปีท 3) ของของ
ั้
ี่
ึ
ี่
ึ
ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ และมีการพัฒนาการเพิ่มขึ้นร้อยละ 3
6
ส่วนที่ 2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
ั
้
ิ
การนิเทศ ตดตาม เพื่อยกระดบผลสมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใชกระบวนการนิเทศ
ั
เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model) ด าเนินการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
2.1 การนิเทศการสอน
2.1.1 ความหมายของการนิเทศการสน
2.1.2 จุดมุ่งหมายของการนิเทศการสอน
2.1.3 ความจาเป็นนิเทศการสอน
2.1.4 กิจกรรมการนิเทศการสอน
2.1.5 ทักษะการนิเทศการสอน
2.1.6 กระบวนการการนิเทศการสอน
2.1.7 เทคนิคการสังเกตการสอน
2.2 การนิเทศแบบโค้ช
2.2..1 การโค้ชเพื่อการรู้หนังสอและการอ่าน (Literacy Coaching or Reading Coaching)
ื
2.2.2 การโค้ชเพื่อเน้นนักเรียนเป็นส าคัญ (Student Centered Coaching)
2.3 ทฤษฎีเกี่ยวกับการนิเทศการสอน
2.3.1 ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง
2.3.2 ทฤษฎีแรงจูงใจ
2.3.3 ทฤษฎีการสื่อสาร
2.3.4 ทฤษฎีมนุษย์สัมพันธ์
2.3.5 ทฤษฎีภาวะผู้น า
2.3.6 ทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่
2.4 แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบ
2.4.1 ความหมายของรูปแบบ
2.4.2 ประเภทของรูปแบบ
ี่
2.4.3 ลักษณะของรูปแบบทดี
2.4.4 แนวคิดการออกแบบและพัฒนารูปแบบ
2.5 การวัดและประเมินผล
2.6 การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
7
2.1 การนิเทศการสอน
2.1.1 ความหมายของการนิเทศการสอน
่
การนิเทศการสอน มีความส าคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากศาสตร์ในเรื่องนี้มีสงตางๆ
ิ่
่
ึ
ั
้
มากมายที่จะต้องด าเนินการอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนการทางานทชดเจน ซึ่งไดมีนักการศกษาตางๆ
ี่
ได้ให้ความหมายของการนิเทศการสอนไว้หลายท่าน สรุปได้ดังนี้
์
ิ
สงัด อุทรานันท (2530 : 7), กิตมา ปรีดดลก (2532 : 262), วไรรัตน์ บุญสวัสดิ์
ิ
ี
่
(2538 : 3), ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2548 : 48), ชาญชัย อาจินสมาจาร (ม.ป.ป), วัชรา เลาเรียนดี
ื
ี่
(2550 : 3) ไดให้ความหมายเกี่ยวกับการนิเทศการสอนทสอดคลองกันไว้ว่า การนิเทศการสอน คอ
้
้
ื
่
กระบวนการบริหารจัดการศึกษาที่สร้างสรรค์ไม่หยุดนิ่ง เพื่อชี้แนะให้ความชวยเหลอ ให้ความร่วมมือ
ี่
้
ั
ึ
ี่
กับครูผู้สอน และบุคลากรต่างๆ ทเกี่ยวข้องกับการศกษาหรือในเรื่องอื่นๆ ทตองอาศยการนิเทศจาก
ู้
ผู้รู้ ผู้ที่มีความสามารถเฉพาะเรื่อง โดยเป็นกระบวนการด าเนินงานที่จะต้องท าร่วมกันระหว่างผนิเทศ
กับผู้รับการนิเทศ ตลอดจนให้การช่วยเหลือ แนะน า และให้ความร่วมมือกับครูผสอนในการปรับปรุง
ู้
ั
ี่
ั
และพัฒนาคณภาพการจดกิจกรรมการเรียนรู้ทเน้นนักเรียนเป็นสาคญทงในเรื่องของการวิเคราะห์
ั้
ุ
ิ
ิ
ิ
ื่
นักเรียน การวางแผนการท างาน การผลตสอการเรียนการสอน การวิเคราะห์ สรุปผลการปฏบัตงาน
่
ิ
ตลอดจนการรายงานการปฏิบัตงานในภาพรวม และในประเด็นที่มีความสาคัญในแตละเรื่อง
นอกจากนี้ Burton, William H. and Bruecker, Lee J. (1955 : 7), Spears,
Harold (1967 : 16), Harris, Ben M. (1985 : 10, Oliva, Peer F. (1989 : 8), Glickman, Card.
้
ี่
D., Stephen P. Gordon and Jovita M. Ross-Gordon (2004 : 8) ไดให้ความหมายทสอดคลอง
้
้
ื
่
สรุปไดว่า การนิเทศการสอน หมายถึง เป็นการชวยเหลอสนับสนุนให้ผบริหาร ครู และบุคลากรท ี่
ู้
ั
ู
ั
ั้
เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงการเรียนการสอนทงในเรื่องหลกสตร การจดการเรียนการสอน สอการ
ื่
เรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และสิ่งอ านวยความสะดวกตางๆ เพื่อพัฒนาการทางานของ
่
ครูให้มีประสิทธิภาพ และส่งผลต่อคุณภาพของนักเรียน
์
สรุปการนิเทศการสอนเป็นกระบวนการสร้างสรรคทไม่หยุดนิ่งระหว่างผนิเทศกับ
ู้
ี่
่
ี่
่
ึ
ู้
ุ
ผรับการนิเทศ เพื่อมุ่งเน้นการปรับปรุงและพัฒนาคณภาพการศกษาทสงผลตอพัฒนาการเรียนรู้
่
ื
ของนักเรียน โดยเน้นการให้บริการ การให้ความร่วมมือ และการให้ความชวยเหลอ สนับสนุนแก่
ั
ั
ู
ผู้บริหาร ครู และบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งในด้านการพัฒนาหลกสตร การจดการเรียนการสอน การวัด
และประเมินผล และการจดกิจกรรมเสริมอื่นๆ เน้นความร่วมมือกัน ความเป็นประชาธิปไตย
ั
ให้บริการช่วยเหลือสนับสนุนมากกว่าการบังคับให้ปฏิบัติตาม
ุ่
2.1.2 จุดมงหมายของการนิเทศการสอน
ุ
้
่
การนิเทศการสอนแตละครั้งจะตองมีการก าหนดจดมุ่งหมาย เพื่อเป็นแนวทางใน
ั
ั
ี่
้
ิ
การปฏิบัตและแนวทางในการดาเนินการนิเทศการสอนทชดเจน เพื่อจะให้เกิดผลทตองการดงท ี่
ี่
ั
่
้
ึ
นักการศกษาหลายทานไดก าหนดจดมุ่งหมายของการนิเทศการสอนไว้อย่างสอดคลองกัน ดงนี้
ุ
้
์
่
วัชรา เลาเรียนด (2550 : 8), ปรียาพร วงศอนุตรโรจน์ (2548 : 20), วไลรัตน์
ี
บุญสวัสดิ์ (2538 : 7) มีความเห็นสอดคล้องกันว่า จุดมุ่งหมายของการนิเทศการสอนเป็นการปรับปรุง
ั
กระบวนการสอนและกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน สร้างขวัญและก าลงใจ และสร้างความสมพันธ์
ั
ั
ทดระหว่างบุคคลทเกี่ยวข้องในการทางานร่วมกัน โดยอาศยการนิเทศชวยเหลอ แนะน า ให้ความรู้
ื
ี่
ี่
ี
่
8
ื่
และการฝึกปฏิบัติด้านการพัฒนาหลักสูตร เทคนิควิธีการเรียนการสอนใหม่ ๆ การใชและการสร้างสอ
้
ั
ั้
ั
นวัตกรรมด้านการสอนและการทาวิจยในชนเรียน เพื่อให้ครูสามารถปรับปรุงและพัฒนาการจดการ
่
ิ
ู
ุ
ิ
ี
เรียนการสอนหรืองานในวิชาชพของตนเองอย่างตอเนื่อง มีประสทธิภาพและเกิดประสทธิผลสงสด
ุ
่
ตามเป้าหมาย ส่วน กิตมา ปรีดดลก (2532 : 264) ไดสรุปจดมุ่งหมายการนิเทศการสอนไว้ เพื่อชวย
้
ิ
ี
ิ
ให้ครูค้นหาและรู้วิธีการท างานด้วยตนเอง รู้จักแยกแยะ วิเคราะห์ปัญหาของตนเองโดยให้ครูรู้ว่าอะไร
ที่เป็นปัญหาที่ก าลังเผชิญอยู่และจะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร รู้สกมั่นคงในอาชพ และมีความเชอมั่น
ี
ื่
ึ
ุ้
่
้
ในความสามารถของตน คนเคยกับแหลงวิทยาการ และสามารถน าไปใชในการเรียนการสอนได้
ึ
ุ
ั
เผยแพร่ให้ชมชนเข้าถึงแผนการจดการศกษาของโรงเรียนและให้การสนับสนุนโรงเรียน ตลอดจน
ั
ึ
เข้าใจปรัชญาและความตองการทางการศกษา นอกจากนี้ ยุพิน ยืนยง (2553 : 38) ; เกรียงศกดิ์
้
ื
ุ
ั
่
ื
สงข์ชย (2552 : 71) ยังกลาวว่าการนิเทศการสอน มีจดมุ่งหมาย คอ การชวยเหลอ แนะน า และ
ั
่
ิ
้
ี
ิ
ี่
สนับสนุนให้ครูไดรับการพัฒนางานในวิชาชพของตนเองให้มีประสทธิภาพและประสทธิผล อันทจะ
ส่งผลต่อการพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของนักเรียน
ส าหรับส านักงานคณะกรรมการการประถมศกษาแห่งชาต (2547 : 180-181) ไดสรุป
ิ
้
ึ
จดมุ่งหมายของการนิเทศการสอนไว้ว่า 1) เพื่อให้สถานศกษามีศกยภาพในการพัฒนาคณภาพการเรียนรู้
ุ
ุ
ั
ึ
ของนักเรียนให้สอดคลองกับมาตรฐานหลกสตรและให้เป็นไปตามแนวทางของพระราชบัญญัต ิ
ั
ู
้
ิ
ิ
ี่
ึ
ึ
ี่
การศกษาแห่งชาต พ.ศ. 2542 และทแก้ไขเพิ่มเตม (ฉบับท 2 พ.ศ. 2545) 2) เพื่อให้สถานศกษา
ั
ุ
ู
สามารถบริหารและจดการเรียนรู้ไดอย่างมีคณภาพ 3) เพื่อพัฒนาหลกสตรและจดการเรียนรู้ให้มี
้
ั
ั
ิ
ั
ประสทธิภาพสอดคลองกับความตองการของชมชน สงคม ทนตอการเปลยนแปลงทกด้าน 4) เพื่อให้
้
่
้
ุ
ุ
ั
ี่
้
ึ
ั
ั
บุคลากรสถานศกษาไดเพิ่มความรู้ ทกษะและประสบการณในการจดกิจกรรมการเรียนรู้และ
์
การปฏิบัติงาน รวมทั้ง ความต้องการในวิชาชีพ 5) เพื่อส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาปฏิรูประบบบริหาร
ิ
ื่
ิ
ุ
ั
โดยให้ทกคนมีสวนร่วมคด ร่วมทา ร่วมตดสนใจ และร่วมรับผดชอบ ชนชมในผลงาน 6) เพื่อให้เกิด
ิ
่
ึ
้
การประสานงานและความร่วมมือในการพัฒนาคณภาพการศกษาระหว่างผเกี่ยวข้อง ไดแก่ ชมชน
ุ
ุ
ู้
ู้
้
ี
ี่
สงคม และวัฒนธรรม 7) เพื่อพัฒนาบุคลกภาพทดแก่ครูในดานความเป็นผน าทางวิชาการและ
ั
ิ
ี่
ความคิด ความมีมนุษย์สัมพันธ์ ความคิดสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่น มีอุดมการณ์ทจะอบรมนักเรียนให้
ี่
ี
ี
ู้
ุ
เป็นผมีคณภาพชวิตทดตามความตองการของสงคมประเทศชาต 8) เพื่อพัฒนาวิชาชพครูและ
้
ี
ิ
ั
เสริมสร้างสมรรถภาพด้านการสอนให้แก่ครูในด้านการวิเคราะห์และปรับปรุงจุดประสงค์ในการเรียนรู้
วิธีการศกษาพื้นฐานความรู้ของนักเรียน การเลอกและปรับปรุงเนื้อหาการสอนการดาเนินการจด
ึ
ื
ั
กิจกรรมการเรียนการสอนเหมาะสม ประเมินผลการเรียนการสอนและปรับปรุงกระบวนการวัดผลได ้
อย่างมีประสทธิภาพ 9) เพื่อพัฒนากระบวนการทางานของครู โดยใชกระบวนการกลมในดาน
ุ่
ิ
้
้
การร่วมมือกันจดกิจกรรมการเรียนการสอนและแก้ปัญหาการสอนการร่วมมือกันทางานอย่างเป็น
ั
ขั้นตอน มีระบบ ระเบียบ การร่วมมือกันทางานดวยความเข้าใจกัน เห็นอกเห็นใจกัน ยอมรับซึ่งกัน
้
้
และกัน การร่วมมือกันท างานที่มีเหตุผลในการพัฒนาหลักสูตร สามารถปฏิบัตไดถูกตองและก้าวหน้า
ิ
้
ึ
ู้
ี่
ุ
ู้
ู
่
เกิดประโยชน์สงสด เป็นภาระหน้าทของผบริหารสถานศกษา รองผบริหารสถานศกษา หัวหน้าฝาย
ึ
้
ี่
วิชาการ และคณะครู อาจารย์ ภายในสถานศกษาทจะตองมีหน้าทดาเนินการนิเทศกันเอง
ึ
ี่
มีการประสานความร่วมมือระหว่างการนิเทศครูผทาหน้าทนิเทศและแหลงวิทยาการตางๆ ให้บริการ
่
ี่
ู้
่
ี
ี่
ช่วยเหลืองานวิชาการของสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัว มีความสมพันธ์ทดระหว่างครู
ั
9
ด้วยกัน ได้รับขวัญและก าลังใจจากผู้บริหารและการยอมรับในความรู้ ความสามารถของผู้ให้การนิเทศ
ั
รวมทั้งผู้รับการนิเทศจะต้องให้การสนับสนุนดวย และมีกระบวนการพัฒนาศกยภาพของบุคลากรใน
้
้
โรงเรียนที่จะส่งผลให้โรงเรียนพัฒนาตนเอง และ10) เพื่อสร้างขวัญและก าลังใจแก่ครูในดานการสร้าง
ความมั่นใจและความถูกต้องในการใช้หลักสูตรและการสอน สร้างความสบายใจในการทางานร่วมกัน
และความก้าวหน้าในต าแหน่งทางวิชาชีพครู
สรุปจุดมุ่งหมายของการนิเทศการสอน คือ การพัฒนาคน พัฒนาครูให้มีความรู้ ความสามารถ
่
้
ในการพัฒนางานดานหลกสตร การจดกิจกรรมการเรียนรู้ ตลอดจนสงเสริมความเจริญก้าวหน้า
ั
ั
ู
ื
ในวิชาชีพครูที่ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพของนักเรียน โดยอาศัยการนิเทศ ช่วยเหลอ แนะน า
ั
ิ
อันจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพนักเรียนให้เป็นอย่างมีประสทธิภาพและประสทธิผล มีคณลกษณะ
ิ
ุ
ที่พึงประสงค์ตามเป้าหมายของหลักสูตร
2.1.3 ความจ าเป็นในการนิเทศการสอน
ั
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ประสบความส าเร็จได้นั้น จะตองอาศยกระบวนการ
้
์
ั้
้
นิเทศการสอนเป็นองคประกอบดวย ทงนี้เพราะการนิเทศการสอนเป็นกระบวนการของการทางาน
ร่วมกับครูเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนในชั้นเรียนให้มีประสิทธิผล
ดังที่ กิติมา ปรีดีดิลก (2532 : 263) ไดให้ความเห็นว่าในปัจจบันการนิเทศการสอน
้
ุ
ุ
ี่
้
ึ
มีความจ าเป็นต่อกระบวนการเรียนการสอนเป็นอย่างมากดวยเหตผลทว่า 1) การศกษาเป็นกิจกรรม
ี่
่
ี่
้
ทซับซ้อนและยุ่งยาก จาเป็นจะตองมีการนิเทศ 2) การนิเทศการสอนเป็นงานทมีความจาเป็นตอ
ความเจริญงอกงามของครู 3) การนิเทศการสอนมีความจาเป็นตอการชวยเหลอครูในการเตรียม
ื
่
่
่
ั
การสอน 4) การนิเทศการสอนมีความจาเป็นตอการทาให้ครูเป็นบุคคลททนสมัยอยู่เสมอ
ี่
อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับกรองทอง
่
้
ี่
จิรเดชากุล (2550 : 4) ทไดกลาวถึงความจาเป็นของการนิเทศการสอนไว้ว่า การนิเทศการสอนเป็น
ู้
ู่
ึ
การปรับปรุงคุณภาพของการจัดการศึกษา การพัฒนาสถานศกษา ครู และผเกี่ยวข้องเข้าสมาตรฐาน
การศึกษา รวมทั้งเป็นการประสานงานให้เกิดการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพในสถานศึกษา ทั้งนี้เนื่องจาก
่
สังคมมีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ ดานตลอดเวลา นอกจากนี้ ชาญชัย อาจินสมาจาร (ม.ป.ป.) ยังกลาวว่า
้
การนิเทศการสอนมีความจ าเป็น กล่าวคือ
ึ
1. การนิเทศการสอนมีความจาเป็นในการให้บริการทางวิชาการ การศกษาเป็น
ี่
กิจกรรมทซับซ้อน และยุ่งยาก เพราะมันเกี่ยวข้องกับบุคคล การนิเทศการสอนเป็นการให้บริการ
้
่
ี่
ั
ึ
แก่ครูจานวนมากทมีความสามารถตาง ๆ กัน อีกประการหนึ่งการศกษาไดขยายตวไปอย่างมาก
เมื่อไม่นานมานี้ สิ่งเหล่านี้ต่าง ๆ ก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากการนิเทศทั้งนั้น
2. การนิเทศการสอนมีความจ าเป็นต่อความเจริญงอกงามของครู แม้ว่าครูจะไดรับ
้
ึ
้
การฝกฝนมาแลวเป็นอย่างดก็ตาม แตครูจะตองปรับปรุงการฝกฝนอยู่เสมอในขณะทางานใน
่
ี
ึ
้
สถานการณ์จริง
3. การนิเทศการสอนมีความจ าเป็นต่อการช่วยเหลือครูในการตระหนักเตรียมการสอน
เนื่องจากครูตองปฏิบัตงานในกิจกรรมตาง ๆ กัน และจะตองเผชญกับภาวะทคอนข้างหนัก
่
้
ิ
่
ี่
้
ิ
้
ครูจงไม่อาจสละเวลาไดมากเพียงพอตอการตระเตรียมการสอน การนิเทศการสอนจงสามารถ
ึ
่
ึ
ลดภาระของครูได้ในกรณี ดังกล่าว
10
่
ั
ี่
4. การนิเทศการสอนมีความจาเป็นตอการทาให้ครูเป็นบุคคลททนสมัยอยู่เสมอ
ึ
ี่
ั
ั้
จากการเปลยนแปลงทางสงคม ทาให้เกิดพัฒนาการทางการศกษาทงทางทฤษฎีและทางปฏิบัต ิ
ข้อแนะน าทไดจากการวิเคราะห์และจากการอภิปราย จากการคนพบของการวิจยมีความจาเป็นตอ
่
้
ี่
้
ั
ความเจริญเติบโตดังกล่าว ซึ่งการนิเทศการสอนสามารถให้บริการได ้
ี
ู้
่
5. การนิเทศการสอนมีความจาเป็นตอภาวะผน าทางวิชาชพแบบประชาธิปไตย
การนิเทศการสอน สามารถให้ประโยชน์ในทางสร้างสรรค นอกจากนี้ยังสามารถรวมพลงของทกคน
ุ
์
ั
ร่วมอยู่ในกระบวนการทางการศึกษาด้วย
่
สรุปการนิเทศการสอนมีความจาเป็นตอการจดการศกษาอย่างยิ่ง เพราะเป็น
ั
ึ
ี
ื
่
่
การชวยเหลอสนับสนุน สงเสริมให้ครูมีความสามารถในการพัฒนางานในวิชาชพของตนเองให้มี
ั้
ิ
ี
่
่
ประสิทธิภาพและประสทธิผล อันจะชวยให้ครูเจริญก้าวหน้าในวิชาชพ รวมทงสงผลถึงนักเรียนและ
คุณภาพการศึกษาโดยภาพรวมในที่สุด
2.1.4 กิจกรรมการนิเทศการสอน
ู้
กิจรรมการนิเทศการสอน เป็นวิธีการนิเทศทผนิเทศจะตองพิจารณาเลอกใชให้
้
ี่
ื
้
ั
ึ
เหมาะสมกับสถานการณ์หรือสภาพปัญหาของสถานศกษา และให้คานึงถึงหลกเกณฑ์ในการเลอกใช ้
ื
ู้
ุ
ี่
์
กิจกรรม แตละชนิดอย่างเหมาะสม โดยพิจารณาถึงจดประสงคของการนิเทศ และประโยชน์ทผรับ
่
การนิเทศจะได้รับเป็นส าคัญ
่
Harris et al. (1985 : 71-86) ; ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2548 : 20) ; วัชรา เลา
เรียนดี (2550 : 14-16) ได้เสนอกิจกรรมการนิเทศ ดังนี้
ี่
1. การบรรยาย (Lecturing) เป็นกิจกรรมทเน้นการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจ
ของผู้นิเทศไปสู่ผู้รับนิเทศ ใช้เพียงการพูดและการฟังเท่านั้น
ื่
้
2. การบรรยายโดยใชสอประกอบ (Visualized lecturing) เป็นการบรรยายทใชสอเข้ามาชวย
ี่
้
ื่
่
เช่น สไลด์ แผนภูมิ แผนภาพ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฟังมีความสนใจมากยิ่งขึ้น
3. การบรรยายเป็นกลุ่ม (Panel Presenting) เป็นกิจกรรมการให้ข้อมูลเป็นกลุ่ม
ิ
ที่มีจุดเน้นที่การให้ข้อมูลตามแนวความคิดหรือแลกเปลี่ยนความคดเห็นซึ่งกันและกัน
็
ู
4. การให้ดภาพยนตร์หรือโทรทศน์ (Viewing film or Television) เป็นการใชเครื่องมือทเปน
ี่
้
ั
ู้
ั
ั
สอทางสายตา ไดแก่ ภาพยนตร์ โทรทศน์ วีดทศน์ เพื่อทาให้ผรับการนิเทศไดรับความรู้และ
ื่
้
ี
้
เกิดความสนใจมากขึ้น
5. การฟังคาบรรยายจากเทปวิทยุและเครื่องบันทกเสยง (Listening to tape,
ึ
ี
ิ
ี
Radio recordings) เป็นการใช้เครื่องบันทกเสยงเพื่อน าเสนอแนวความคดของบุคคลหนึ่งไปสู่ผู้ฟังอื่น
ึ
่
6. การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับวัสดและเครื่องมือตางๆ (Exhibiting Materials and
ุ
Equipment’s) เป็นกิจกรรมที่ช่วยในการฝึกอบรมหรือเป็นกิจกรรมส าหรับงานพัฒนาสื่อต่างๆ
7. การสังเกตในชั้นเรียน (Observing in Classroom) เป็นกิจกรรมททาการสงเกต
ั
ี่
ิ
การปฏิบัติงานในสถานการณ์จริงของบุคลากร เพื่อวิเคราะห์สภาพการปฏิบัตงานของบุคลากร ซึ่งจะ
้
ี
ุ
้
ุ
ชวยให้ทราบจดดหรือจดบกพร่องของบุคลากร เพื่อใชในการประเมินผลการปฏิบัตงานและใชใน
ิ
่
การพัฒนาบุคลากร
11
ู้
ี่
8. การสาธิต (Demonstrating) เป็นกิจกรรมการให้ความรู้ทมุ่งให้ผอื่นเห็นกระบวนการและ
วิธีด าเนินการ
์
ี่
ั
์
ั
9. การสมภาษณแบบมีโครงสร้าง (Structured Interviewing) เป็นกิจกรรมสมภาษณทก าหนด
่
จุดประสงค์ชัดเจนเพื่อให้ได้ข้อมูลตาง ๆ ตามต้องการ
ั
์
10. การสมภาษณเฉพาะเรื่อง (Focused Interview) เป็นกิจกรรมสมภาษณแบบ
์
ั
ี่
ู้
์
กึ่งโครงสร้างโดยจะทาการสมภาษณเฉพาะโรงเรียนทผตอบแบบสอบถามมีความสามารถจะตอบได ้
ั
เท่านั้น
์
ุ
11. การสมภาษณแบบไม่ชน า (Non-directive Interview) เป็นการพูดคยและ
ี้
ั
ั
อภิปรายหรือการแสดงความคิดของบุคคลที่สนทนาด้วย ลักษณะของการสมภาษณจะสนใจกับปัญหา
์
และความในใจของผู้รับการสัมภาษณ ์
ู้
ู้
ิ
12. การอภิปราย (Discussing) เป็นกิจกรรมทผนิเทศและผรับการนิเทศปฏิบัตร่วมกัน
ี่
ซึ่งเหมาะสมกับกลุ่มขนาดเล็ก มักใช้ร่วมกับกิจกรรมอื่นๆ
13. การอ่าน (Reading) เป็นกิจกรรมทใชมากกิจกรรมหนึ่ง สามารถใชไดกับคน
้
ี่
้
้
จ านวนมาก เช่น การอ่านข้อความจากวารสาร มักใช้ผสมกับกิจกรรมอื่น
14. การวิเคราะห์ข้อมูลและการคดคานวณ (Analyzing and Calculating) เป็น
ิ
กิจกรรมที่ใช้ในการติดตามประเมินผล การวิจัยเชิงปฏิบัติการและการควบคุมประสิทธิภาพการสอน
ิ
15. การระดมสมอง (Brainstorming) เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเสนอแนวคด
วิธีแก้ปัญหาหรือใช้ข้อเสนอแนะน าต่างๆ โดยให้สมาชิกแต่ละคนแสดงความคิดโดยเสรี ไม่มีการวิเคราะห์
หรือวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด
16. การบันทึกวีดีทัศน์และการถ่ายภาพ (Videotaping and Photographing)
วีดีทัศน์เป็นเครื่องมือที่แสดงให้เห็นรายละเอียดทงภาพและเสียงส่วนการถ่ายภาพมีประโยชน์มากใน
ั้
การจัดนิทรรศการ กิจกรรมนี้มีประโยชน์ในการประเมินผลงานและการประชาสัมพันธ์
17. การจัดท าเครื่องมือและข้อทดสอบ (Instrumenting and Testing) เป็นการใช ้
แบบทดสอบและแบบประเมินต่างๆ
18. การประชุมกลุ่มย่อย (Buzz Session) เป็นกิจกรรมการประชุมกลุ่ม เพื่ออภิปราย
ให้หัวข้อเรื่องที่เฉพาะเจาะจง มุ่งเน้นการปฏิสัมพันธ์ภายในกลมมากที่สุด
ุ่
ี่
ิ
ั
ึ
19. การจดทศนศกษา (Field Trip) เป็นกิจกรรมการเดนทางไปสถานทแห่งอื่น
ั
เพื่อศึกษาและดูงานที่สัมพันธ์กับงานที่ตนปฏิบัต ิ
20. การเยี่ยมเยียน (Intervisiting) เป็นกิจกรรมทบุคคลหนึ่งไปเยี่ยมและสงเกต
ั
ี่
การท างานของอีกบุคคลหนึ่ง
21. การแสดงบทบาทสมมต (Role Playing) เป็นกิจกรรมทสะทอนให้เห็น
ิ
ี่
้
ความรู้สึกนึกคิดของบุคคล ก าหนดสถานการณ์ขึ้นแล้วให้ผู้ท ากิจกรรมตอบสนองหรือปฏิบัตตนเองไป
ิ
ตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น
ุ
้
ี่
ื่
22. การเขียน (Writing) เป็นกิจกรรมทใชเป็นสอกลางในการนิเทศเกือบทกชนิด
เช่น การเขียนโครงการนิเทศ การบันทึกข้อมูล การเขียนรายงาน การเขียนบันทึก ฯลฯ
12
ิ
ี่
23. การปฏิบัตตามคาแนะน า (Guided Practice) เป็นกิจกรรมทเน้นการปฏิบัติ
ในขณะที่ปฏิบัติมีการดูแลช่วยเหลือ มักใช้กับรายบุคคลหรือกลุ่มขนาดเล็ก
ุ
ิ
ุ
ี่
ั
ู้
24. การประชุมปฏิบตการ (Workshop) เป็นการประชมทเน้นให้ผเข้าประชมมีความรู้
ความเข้าใจและทักษะทางด้านทฤษฎีและด้านปฏิบัติอย่างแท้จริง โดยสามารถน าไปพัฒนางานให้มีคณภาพ
ุ
ึ
25. การศกษาเอกสารทางวิชาการ เป็นการมอบหมายเอกสารให้ผรับการนิเทศไป
ู้
ศึกษาค้นคว้าเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วน าความรู้มาถ่ายทอดให้แก่คณะครู
26. การสนทนาทางวิชาการ เป็นการประชมครูหรือกลมผสนใจในเรื่องราว ขาวสาร
่
ุ่
ู้
ุ
เดียวกัน โดยก าหนดให้มีผู้น าสนทนาคนหนึ่ง น าสนทนาในเรื่องที่กลุ่มสนใจ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจ
แนวทางในการปฏิบัติงาน เทคนิควิธีการแก่คณะครูในสถานทศึกษา
ี่
ี
ั
ี
27. การสมมนา เป็นการประชุมและเปล่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องท่สนใจ
ิ
ิ
เพื่อสรุปข้อคดเห็น และหาแนวทางในการปฏิบัตงานร่วมกัน
ึ
ิ
ี
28. การอบรม เป็นการให้ครูเข้าศกษาหาความรู้เพิ่มเตมในวิชาชพ เพื่อเป็นการกระตน
ุ้
ให้ครูมีความตื่นตัวทางวิชาการ และน าความรู้ความสามารถทไดจากการอบรมไปใชพัฒนาการจดการเรียน
ี่
ั
้
้
การสอนให้มีคณภาพ
ุ
ู้
ู้
29. การให้คาปรึกษาแนะน า เป็นการพบปะกันระหว่างผนิเทศกับผรับการนิเทศ
ั
่
่
ิ
ิ
เพื่อชวยแก้ปัญหาทงดานสวนตวและการปฏิบัตงาน หรือชวยแนะน าสงเสริมให้การปฏิบัตงาน
่
้
่
ั้
ประสบความสาเร็จยิ่งขึ้น การให้ค าปรึกษาแนะน าสามารถดาเนินการไดทั้งเป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม
้
็
30. การสงเกตการสอน เปนการจดให้บุคคลทมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเรียน
ั
ั
ี่
ี่
ิ
ั
การสอนมาสงเกตพฤตกรรมของครูในขณะททาการสอน เพื่อให้ครูสามารถพัฒนาหรือปรับปรุงการสอน
ให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้ข้อมูลย้อนกลับจากการสังเกตการสอนของผู้นิเทศ
ุ
่
้
ุ
ั
ึ
สรุปกิจกรรมนิเทศการศกษาในแตละกิจกรรมจะมีจดเดน จดดอย และลกษณะ
่
่
ึ
ี่
การน าไปใชทแตกตางกัน การเลอกใชกิจกรรมการนิเทศ จงมีความสาคญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งใน
ั
้
ื
้
ุ
์
้
ื
่
การเลอกใชกิจกรรมการนิเทศในแตละครั้ง ควรคานึงถึงจดประสงคของการนิเทศ จานวนผรับ
ู้
การนิเทศ และประโยชน์ที่ผู้รับการนิเทศจะได้รับ ตลอดจนสอดคล้องกับสภาพปัญหาทพบในโรงเรียน
ี่
และความต้องการของผู้รับการนิเทศ
2.1.5 ทักษะการนิเทศการสอน
ุ
ุ
ึ
ในการนิเทศการสอน เพื่อพัฒนาคณภาพการศกษาและปรับปรุงคณภาพการเรียน
การสอนให้บรรลุผลส าเร็จตามวัตถุประสงค์นั้น
วัชรา เลาเรียนด (2550 : 18-19) ไดกลาวถึง ทกษะทจาเป็นในการนิเทศไว้
่
ั
้
่
ี
ี่
สอดคล้องกันคือ ทักษะด้านเทคนิค ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์ และทักษะด้านการจดการ รายละเอียด
ั
แต่ละด้าน ดังนี้
็
้
ั
้
1. ทกษะดานเทคนิค (Technical Skills) เปนความสามารถในการใชความรู้ วิธีการ
และเทคนิคที่จ าเป็นและทเกี่ยวข้องกับการนิเทศ ซึ่งในการนิเทศแตละครั้งผนิเทศหรือผทาหน้าทนิเทศ
ี่
ี่
ู้
ู้
่
้
จะต้องมีความรู้ ความสามารถเฉพาะอย่าง ต้องมีความรู้ความเข้าใจเทคนิควิธี และสามารถใชเทคนิค
่
ิ
่
้
วิธีเหลานั้นได เชน เทคนิคการนิเทศแบบพัฒนาการ เทคนิคการนิเทศแบบคลนิก เทคนิคการนิเทศ
13
้
ั้
สังเกตการสอนและการจัดประชุมให้ข้อมูลย้อนกลับ รวมทงตองมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิค
วิธีสอนแบบต่างๆที่ส าคัญ และสามารถสาธิตแนะน าให้กับครูได ้
2. ทกษะดานมนุษย์สมพันธ์ (Human Relation Skills) เป็นความสามารถใน
้
ั
ั
ิ
ิ
ิ
การปฏิบัตงานอย่างมีประสทธิภาพและประสทธิผลภายในกลม และสามารถสร้างความร่วมมือให้
ุ่
ู
ิ
เกิดขึ้นระหว่างสมาชกภายในกลม รวมถึงความสามารถในการจงใจและการมีอิทธิพลเหนือคนอื่น
ุ่
ุ่
้
การไดรับความร่วมมืออย่างจริงใจ สามารถพัฒนากลมงานให้มีประสทธิภาพและสร้างการยอมรับ
ิ
ในการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
3. ทักษะด้านการจดการ (Managerial Skills) เป็นความสามารถในการทจะจดให้
ั
ี่
ั
และคงไว้ซึ่งสภาพเงื่อนไขทจะเป็นการสนับสนุนการทางานของหน่วยงาน หรือกลไกในการรักษาไว้
ี่
และท าให้องค์กรดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบด้วยทักษะในการจัดการต่อไปนี้
3.1 ความสามารถในการรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคลกับหน่วยงาน
ี่
่
ี่
ั
ั
3.2 ความสามารถในการทจะมองเห็นความสมพันธ์ของปัจจยตางๆทสาคญ
ั
ที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานในองค์กรหรือโรงเรียน
3.3 ความสามารถในการที่จะสร้างองค์กรที่มีคุณภาพ
3.4 ความสามารถในการสร้างและคงไว้ซึ่งสมรรถภาพขององค์กร
สรุปไดว่า ทกษะทจาเป็นในการนิเทศทสาคญก็คอ 1) ทกษะดานเทคนิค
้
ั
้
ี่
ี่
ื
ั
ั
ั
้
ั
้
(Technical Skills) 2) ทกษะดานมนุษย์สมพันธ์ (Human Relation Skills) และ3) ทกษะดาน
ั
ั้
ั
้
การจดการ (Managerial Skills) ซึ่งทกษะทงสามดานจะตองผสมผสานกันในการน าไปใชใน
้
้
ั
การปฏิบัติการนิเทศ
2.1.6 กระบวนการนิเทศการสอน
ในการนิเทศการสอนเพื่อให้เกิดผลสาเร็จ มีประสทธิภาพและประสทธิผล จาเป็น
ิ
ิ
ึ
อย่างยิ่งที่จะต้องด าเนินการตามล าดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่องกัน ซึ่งนักการศกษาหลายทานไดน าเสนอ
้
่
กระบวนการนิเทศไว้ดังนี้
สงัด อุทรานันท (2530 : 10) ไดเสนอแนะกระบวนการนิเทศการสอนทสอดคลองกับ
์
้
ี่
้
สภาพสังคมไทย ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ซึ่งเรียกว่า “PIDRE” คือ
ู้
ู้
1. การวางแผน (P-Planning) เป็นขั้นตอนทผบริหาร ผนิเทศและผรับการนิเทศ
ู้
ี่
้
ุ
จะทาการประชม ปรึกษาหารือ เพื่อให้ไดมาซึ่งปัญหาและความตองการจาเป็นทตองมีการนิเทศ
้
ี่
้
รวมทั้งวางแผนถึงขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับการนิเทศที่จัดขึ้น
2. ให้ความรู้ก่อนดาเนินการนิเทศ (Informing-I) เป็นขั้นตอนของการให้ความรู้
ิ่
ั
้
ความเข้าใจถึงสงทจะดาเนินการว่าตองอาศยความรู้ ความสามารถอย่างไรบ้าง จะมีขั้นตอนใน
ี่
ุ
การดาเนินการอย่างไร และจะดาเนินการอย่างไรให้ผลงานออกมาอย่างมีคณภาพ ขั้นตอนนี้จาเป็น
ทุกครั้งส าหรับเริ่มการนิเทศที่จัดขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเปนเรื่องใดก็ตาม และเมื่อมีความจาเป็นสาหรับงาน
็
นิเทศทยังเป็นไปไม่ไดผล หรือไดผลไม่ถึงขั้นทพอใจ ซึ่งจาเป็นทจะตองทบทวนให้ความรู้ใน
้
ี่
้
้
ี่
ี่
การปฏิบัติงานที่ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง
14
้
ั
ิ
ื
ิ
3. การดาเนินการนิเทศ (Doing-D) ปะกอบดวยการปฏิบัตงาน 3 ลกษณะ คอ การปฏิบัตงาน
ิ
ู้
ู้
ู้
ิ
ของผรับการนิเทศ (ครู) การปฏิบัตงานของผให้การนิเทศ (ผนิเทศ) การปฏิบัตงานของผสนับสนุนการนิเทศ
ู้
(ผู้บริหาร)
ั
ิ
ู้
4. การสร้างเสริมขวัญก าลงใจแก่ผปฏิบัตงานนิเทศ (Reinforcing-R) เป็นขั้นตอน
ู้
ู้
ของการเสริมแรงของผบริหาร ซึ่งให้ผรับการนิเทศมีความมั่นใจและบังเกิดความพึงพอใจใน
ี่
ู้
การปฏิบัติงานขั้นนี้อาจดาเนินไปพร้อม ๆ กับผรับการนิเทศทก าลงปฏิบัตงานหรือการปฏิบัตงานได ้
ิ
ั
ิ
เสร็จสิ้นแล้วก็ได ้
5. การประเมินผลการนิเทศ (Evaluating-E) เปนขั้นตอนทผนิเทศน าการประเมินผล
ี่
ู้
็
่
้
็
ั
การด าเนินงานทผานไปแลวว่าเปนอย่างไร หลงจากการประเมินผลการนิเทศ หากพบว่ามีปัญหาหรือ
ี่
้
ี่
้
ี่
มีอุปสรรคอย่างใดอย่างหนึ่ง ททาให้การดาเนินงานไม่ไดผล สมควรทจะตองปรับปรุง แก้ไข
ี่
ิ
ิ
ซึ่งการปรับปรุงแก้ไขอาจท าได้โดยการให้ความรู้เพิ่มเตมในเรื่องทปฏบัตใหม่อีกครั้ง ในกรณทผลงานยัง
ี่
ิ
ี
้
ั้
้
ี่
ไม่ถึงขั้นน่าพอใจ หรือไดดาเนินการปรับปรุงการดาเนินงานทงหมดไปแลว ยังไม่ถึงเกณฑ์ทตองการ
้
สมควรที่จะต้องวางแผนร่วมกันวิเคราะห์หาจุดที่ควรพัฒนาหลังใช้นวัตกรรมด้านการเรียนรู้เข้ามานิเทศ
้
วัชรา เล่าเรียนดี (2550 : 18-19) ได้เสนอกระบวนการนิเทศการสอน ประกอบดวย
7 ขั้นตอน คือ
1. วางแผนร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับนิเทศ (ครูและคณะครู)
2. เลือกประเด็นหรือเรื่องที่สนใจจะปรับปรุงพัฒนา
ิ
ู้
3. น าเสนอโครงการพัฒนาและขั้นตอนการปฏิบัตให้ผบริหารโรงเรียนไดรับทราบ
้
เพื่ออนุมัติด าเนินการ
ั
ิ
4. ให้ความรู้หรือแสวงหาความรู้จากเอกสารตางๆและจดฝกอบรมเชงปฏิบัตการ
่
ึ
ิ
เกี่ยวกับเทคนิคการสังเกตการสอนในชั้นเรียน และความรู้เกี่ยวกับวิธีการสอนและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สนใจ
ี่
ุ
5. จัดท าแผนการนิเทศ ก าหนดวัน เวลา ทจะสงเกตการสอน ประชมปรึกษาหารือ
ั
ี่
เพื่อแลกเปลยนความคิดเห็นและประสบการณ์
6. ด าเนินการตามแผนโดยครูและผู้นิเทศ (แผนการจัดการเรียนรู้และการนิเทศ)
7. สรุปและประเมินผลการปรับปรุงและพัฒนา รายงานผลส าเร็จ
้
้
Harris et al. (1985 : 13-15) ไดเสนอกระบวนการนิเทศการสอนประกอบดวย
6 ขั้นตอน คือ
1. ประเมินสภาพการทางาน (Assessing) เป็นกระบวนการศกษาถึงสถานภาพต่างๆ
ึ
รวมทั้งข้อมูลที่จ าเป็นเพื่อจะน ามาเป็นตัวก าหนดถึงความต้องการจาเป็น เพื่อก่อให้เกิดความเปลยนแปลง
ี่
ซึ่งประกอบด้วยงานต่อไปนี้คือ
1.1 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการศึกษาหรือพิจารณาธรรมชาติ และความสัมพันธ์ของ
สิ่งต่าง ๆ
1.2 สังเกตสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบถี่ถ้วน
1.3 ทบทวนและตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวัง
1.4 วัดพฤติกรรมการท างาน
1.5 เปรียบเทียบพฤติกรรมการท างาน
15
ั
็
ั
ั
2. จดลาดบความสาคญของงาน (Prioritizing) เปนกระบวนการก าหนด เป้าหมาย
จุดประสงค และกิจกรรมต่าง ๆ ตามล าดับความส าคัญ ประกอบด้วย
์
2.1 ก าหนดเป้าหมาย
2.2 ระบุจุดประสงค์ในการท างาน
2.3 ก าหนดทางเลือก
2.4 จัดล าดับความสาคัญ
3. ออกแบบการทางาน (Designing) เป็นกระบวนการวางแผนหรือก าหนด
โครงการต่าง ๆ เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยประกอบด้วย
3.1 จัดสายงานให้ส่วนประกอบต่างๆ มีความสัมพันธ์กัน
3.2 หาวิธีการน าเอาทฤษฎีหรือแนวคิดไปสู่การปฏิบัต ิ
3.3 เตรียมการต่างๆ ให้พร้อมที่จะท างาน
3.4 จัดระบบการท างาน
3.5 ก าหนดแผนในการท างาน
4. จัดสรรทรัพยากร (Allocating Resources) เป็นกระบวนการก าหนดทรัพยากร
ุ
ต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสดในการท างาน ซึ่งประกอบด้วยงานต่อไปนี้คือ
4.1 ก าหนดทรัพยากรที่ต้องใช้ตามความต้องการของหน่วยงานต่างๆ
4.2 จัดสรรทรัพยากรไปให้หน่วยงานต่างๆ
4.3 ก าหนดทรัพยากรที่จ าเป็นจะต้องใช้ส าหรับจุดมุ่งหมายบางประการ
4.4 มอบหมายบุคลากรให้ท างานในแต่ละโครงการหรือแต่ละเป้าหมาย
ี่
5. ประสานงาน (Coordinating) เป็นกระบวนการทเกี่ยวข้องกับคน เวลา วัสดอุปกรณ์
ุ
ุ
ี่
ุ
และสงอ านวยความสะดวกทกๆ อย่างเพื่อจะให้การเปลยนแปลงบรรลผลสาเร็จงานในกระบวนการ
ิ่
ประสานงาน ได้แก่
5.1 ประสานการปฏิบัติงานในฝ่ายต่าง ๆ ให้ด าเนินงานไปด้วยกันด้วยความราบรื่น
5.2 สร้างความกลมกลืนและความพร้อมเพียงกัน
5.3 ปรับการท างานในส่วนต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพให้มากที่สุด
5.4 ก าหนดเวลาในการท างานในแต่ละช่วง
5.5 สร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้น
่
ิ
ี
6. การอ านวยการหรือการสงการ (Directing) เป็นกระบวนการทมีอิทธิพลตอการปฏิบัตงาน
ั่
เพื่อให้เกิดสภาพที่เหมาะสมอันจะสามารถบรรลุผลแห่งการเปลี่ยนแปลงให้มากที่สดซึ่งได้แก่
ุ
6.1 การแต่งตั้งบุคลากร
6.2 ก าหนดแนวทางหรือกฎเกณฑ์ในการท างาน
6.3 ก าหนดระเบียบแบบแผนเกี่ยวกับเวลา ปริมาณหรืออัตราเร็วในการท างาน
6.4 แนะน าและปฏิบัติงาน
6.5 ชี้แจงกระบวนการท างาน
6.6 ตัดสินใจเกี่ยวกับทางเลือกในการปฏิบัติงาน
16
่
์
Allen (อ้างในสงัด อุทธานันท, 2530 : 76-79) กลาวถึงกระบวนการนิเทศการสอนว่า
ั
ประกอบด้วยกระบวนการหลัก 5 กระบวนการซึ่งนิยมเรียกกันง่าย ๆ ว่า “POLCA” โดยย่อมาจากคาศพท ์
ต่อไปนี้คือ
P = Planing Processes (กระบวนการวางแผน)
O = Organizing Processes (กระบวนการจัดสายงาน)
L = Leading Processes (กระบวนการน า)
C = Controlling Processes (กระบวนการควบคุม)
A = Assessing Processes (กระบวนการประเมินผล)
1. กระบวนการวางแผน (Planing Processes) กระบวนการวางแผนในทัศนะของ
Allen มีดังนี้
ี่
1.1 คิดถึงสิ่งทจะท าว่ามีอะไรบ้าง
1.2 ก าหนดแผนงานว่าจะท าสิ่งไหน เมื่อไหร่
1.3 ก าหนดจุดประสงค์ในการท างาน
1.4 คาดคะเนผลที่จะเกิดจากการท างาน
1.5 พัฒนากระบวนการท างาน
1.6 วางแผนในการท างาน
ั
ั
2. กระบวนการจดสายงาน (Organizing Processes) กระบวนการจดสายงานหรือ
จัดบุคลากรต่าง ๆ เพื่อท างานตามแผนงานที่วางไว้มีกระบวนการดังนี้
2.1 ก าหนดเกณฑ์มาตรฐานในการท างาน
่
2.2 ประสานงานกับบุคลากรตางๆ ที่จะปฏิบัติงาน
2.3 จัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ ส าหรับการด าเนินงาน
ุ
2.4 มอบหมายงานให้บคลากรฝ่ายต่างๆ
2.5 จัดให้มีการประสานงานสัมพันธ์กันระหว่างผท างาน
ู้
2.6 จัดทาโครงสร้างในการปฏิบัติงาน
2.7 จัดทาภาระหน้าที่ของบุคลากร
2.8 พัฒนานโยบายในการท างาน
3. กระบวนการน า (Leading Processes) กระบวนการน าบุคลากรตางๆ ให้งานนั้น
่
ื
ประกอบด้วยการดาเนินงานต่อไปนี้คอ
3.1 ตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ
3.2 ให้คาปรึกษาแนะน า
3.3 สร้างนวัตกรรมในการท างาน
3.4 ท าการสื่อสารเพื่อความเข้าใจในคณะท างาน
3.5 สร้างแรงจูงใจในการท างาน
3.6 เร้าความสนใจในการทางาน
3.7 กระตุ้นให้ท างาน
3.8 อ านวยความสะดวกในการท างาน
17
3.9 ริเริ่มการท างาน
3.10 แนะน าการท างาน
3.11 แสดงตัวอย่างในการท างาน
3.12 บอกขั้นตอนการท างาน
3.13 สาธิตการท างาน
ุ
4. กระบวนการควบคม (Controlling Processes) กระบวนการควบคมประกอบดวย
ุ
้
การด าเนินงานในสิ่งต่อไปนี้
4.1 น าให้ทางาน
4.2 แก้ไขการท างานที่ไม่ถูกต้อง
4.3 ว่ากล่าวตักเตือนในสิ่งที่ผิดพลาด
4.4 เร่งเร้าให้ท างาน
4.5 ปลดคนที่ไม่มีคุณภาพให้ออกจากงาน
4.6 สร้างกฎเกณฑ์ในการท างาน
4.7 ลงโทษผู้กระท าผิด
5. กระบวนการประเมินสภาพการทางาน (Assessing Processes) กระบวนการ
ประเมินสภาพการท างาน ประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
ั
5.1 การพิจารณาตัดสินเกี่ยวกับการปฏิบติงาน
5.2 วัดพฤติกรรมในการท างาน
5.3 จัดการวิจัยผลงาน
้
Glickman et al. (1995 : 324-328) ไดน าเสนอกระบวนการนิเทศการสอน
ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ
ั
ุ
1. การประชมร่วมกับครูก่อนการสงเกตการสอน (Preconference with teacher)
ุ
ผู้นิเทศเข้าร่วมประชุมกับครูเพื่อพิจารณารายละเอียดก่อนการสังเกตการสอนของครูเกี่ยวกับจดมุ่งหมาย
ั
ี่
็
ของการสังเกตต้องการให้เน้นการสงเกตในประเดนใดเป็นพิเศษวิธีการและรูปแบบการสงเกตทจะน าไปใช ้
ั
เวลาที่ใช้ในการสังเกต และก าหนดเวลาที่ใช้ในการประชุมหลังการสังเกต
ั้
2. การสังเกตการสอนในชนเรียน (Observation of Classroom) เป็นการตดตาม
ิ
้
ั
ิ
พฤตกรรมการสอนของครูในชนเรียน เพื่อให้เกิดความเข้าใจสอดคลองกับหลกการและรายละเอียด
ั้
ต่างๆที่ก าหนด ผู้สังเกตอาจใช้วิธีสังเกตเพียงวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีก็ได้
ุ
ั
ิ
3. การวิเคราะห์และตดตามผลการสงเกตการสอน และพิจารณาวางแผนการประชม
ร่วมกับครู (Analyzing and interpreting observation and determining conference approach)
้
้
้
ู้
ั
ั
้
ผนิเทศหลงจากไดสงเกตการสอนและไดรับข้อมูลของครูมาแลว ให้วิเคราะห์ข้อมูล โดยใชการนับ
ั
ี่
ความถี่ตัวแปรบางตัวที่ได้ก าหนดไว้ จ าแนกตัวแปรหลักที่เกิดขึ้น รวมทงคนหาตวแปรบางตวทเกิดขึ้น
ั้
้
ั
ใหม่จากการปฏิบัตหรือบางตวทไม่เกิดขึ้น ในการวิเคราะห์ข้อมูลให้ผนิเทศวางตวเป็นกลาง และ
ั
ู้
ี่
ิ
ั
ให้ด าเนินการแปลความหมายของข้อมูล
18
ั
4. ประชุมร่วมกับครูภายหลงการสงเกตการสอน (Post conference with teacher)
ั
ผู้นิเทศจัดประชุมครูเพื่อเป็นการให้ข้อมูลย้อนกลับและร่วมกันอภิปราย ซึ่งผลที่ได้รับจากการอภิปราย
ร่วมกัน ครูผู้สอนสามารถน าไปใช้ในการวางแผนปรับปรุงการสอนได้
ั้
5. การวิพากษ์วิจารณ์ผลที่ได้รับจากขั้นตอนทง 4 ขั้นตอน (Critique of previous four
้
steps) ซึ่งกระบวนการนิเทศการสอนทสอดคลองกับกระบวนการนิเทศของ Copeland and Boyan (1978 :
ี่
้
ื
ั
23) ไดเสนอการนิเทศการสอนไว้ 4 ขั้นตอน คอ 1) การประชมก่อนการสงเกตการสอน 2) การสงเกต
ุ
ั
้
การสอน 3) การวิเคราะห์ขอมูลจากการสังเกตการสอน และ 4) การประชุมหลังการสังเกตการสอน
การน าวงจรคุณภาพ (PDCA) หรือโดยทั่วไปนิยมเรียกกันว่า PDCA มาใชเป็นกระบวนการ
้
นิเทศการสอน ซึ่งสมศกดิ์ สนธุระเวชญ์ (2542 : 188) กลาวถึง จดหมายทแทจริงของวงจรคุณภาพ
ี่
่
ิ
ั
ุ
้
ุ
่
(PDCA) ว่าเป็นกิจกรรมพื้นฐานในการบริหารคณภาพนั่นมิใชเพียงแคการปรับแก้ผลลพธ์ทเบี่ยงเบน
่
ั
ี่
่
้
ออกไปจากเกณฑ์มาตรฐานให้กลบมาอยู่ในเกณฑ์ทตองการเทานั้น แตเพื่อก่อให้เกิดการปรับปรุงในแตละ
ี่
ั
่
่
ู
ื
รอบของ PDCA อย่างตอเนื่องเป็นระบบและมีการวางแผน PDCA ทม้วนไตสงขึ้นเรื่อยๆ 4 ขั้นตอน คอ
ี่
่
่
ี่
ี่
ี่
ี่
ขั้นท 1 การวางแผน (Plan-P) ขั้นท 2 การดาเนินตามแผน (Do-D) ขั้นท 3 การตรวจสอบ (Check-C) ขั้นท 4 การ
แก้ไขปัญหา (Act-A)
ภาพที่ 2.1 กระบวนการ PDCA
ก าหนดปัญหา
อะไร
วิเคราะห์ปัญหา
วางแผน(Plan-P)
ท าไม หาสาเหต ุ
อย่างไร วางแผนร่วมกัน
ิ
ปฏิบัต (Do-D) น าไปปฏิบัต ิ
ตรวจสอบ (Check-C) ยืนยันผลลัพธ์
แก้ไข (Act-A) ท ามาตรฐาน
ที่มา : สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2542 : 188)
19
ิ
่
่
ขั้นตอนท 1 การวางแผน (Plan) การวางแผนงานจะชวยพัฒนาความคดตาง ๆ เพื่อน าไปส ู่
ี่
้
รูปแบบทเป็นจริงขึ้นมาในรายละเอียดให้พร้อมในการเริ่มตนลงมือปฏิบัติ แผนท่ดีควรมีลักษณะ 5
ี
ี่
ประการ ซึ่งสรุปได้ ดังนี้
1. อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง (realistic)
2. สามารถเข้าใจได (understandable)
้
้
3. สามารถวัดได (measurable)
้
4. สามารถปฏิบัตได (behavioral)
ิ
5. สามารถบรรลผลส าเร็จได (achievable)
ุ
้
์
การวางแผนทดควรมีองคประกอบ ดงนี้
ั
ี่
ี
1. ก าหนดขอบเขตปัญหาให้ชดเจน
ั
2. ก าหนดวัตถุประสงคและเป้าหมาย
์
ี
3. ก าหนดวิธีการท่จะบรรลุถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมายให้ชัดเจนและถูกต้อง
แม่นย าทสดเทาทเป็นไปได ้
ุ
ี่
่
ี่
ขั้นตอนที่ 2 ปฏิบัติ (Do) ประกอบด้วยการท างาน 3 ระยะ
1. การวางแผนก าหนดการ
1.1 การแยกกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องการกระท า
้
1.2 ก าหนดเวลาที่คาดว่าต้องใชในกิจกรรมแต่ละอย่าง
1.3 การจัดสรรทรัพยากรต่างๆ
ั
2. การจดการแบบแมทริกซ์ (matrix management) การจดการแบบนี้สามารถ
ั
ช่วยดึงเอาผู้เชี่ยวชาญหลายแขนงจากแหล่งต่าง ๆ มาได้ และเป็นวิธีช่วยประสานระหว่างฝ่ายต่างๆ
ู้
3. การพัฒนาขีดความสามารถในการท างานของผร่วมงาน
้
3.1 ให้ผร่วมงานเข้าใจถึงงานทงหมดและทราบเหตผลทตองกระท า
ั้
ู้
ุ
ี่
ี่
้
ุ
3.2 ให้ผร่วมงานพร้อมในการใชดลพินิจทเหมาะสม
ู้
ิ
3.3 พัฒนาจตใจให้รักการร่วมมือ
์
ขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบ (Check) การตรวจสอบทาให้รับรู้สภาพการณของงานท ี่
เป็นอยู่เปรียบเทียบกับสิ่งที่วางแผน ซึ่งมีกระบวนการ ดังนี้
1. ก าหนดวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบ
2. รวบรวมข้อมูล
็
่
้
ี่
ุ
3. การทางานเปนตอนๆ เพื่อแสดงจานวน และคณภาพของผลงานทไดรับในแตละ
ขั้นตอนเปรียบเทียบกับที่ได้วางแผนไว้
4. การรายงานจะเสนอผลการประเมิน รวมทั้งมาตรการป้องกันความผดพลาดหรือ
ิ
ความล้มเหลว
4.1 รายงานเป็นทางการอย่างสมบูรณ ์
4.2 รายงานแบบอย่างไม่เป็นทางการ
20
ขั้นตอนที่ 4 การแก้ไขปัญหา (Act) ผลของการตรวจสอบหากพบว่าเกิดข้อบกพร่อง
ิ
ิ
ั
ั
้
ขึ้นท าให้งานที่ได้ไม่ตรงตามเป้าหมายหรือผลงานไม่ไดมาตรฐาน ให้ปฏบัตการแก้ไขปญหาตามลกษณะ
ปัญหาที่ค้นพบ
1. ถ้าผลงานเบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายต้องแก้ไขที่ต้นเหต ุ
2. ถ้าพบความผดปกตใดๆ ให้สอบสวนคนหาสาเหตแลวทาการป้องกัน เพื่อมิให้
ิ
ุ
ิ
้
้
ความผิดปกตนั้นเกิดขึ้นซ้ าอีก
ิ
่
้
ในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ผลงานไดมาตรฐานอาจใช้มาตรการดังตอไปนี้
1. การย้ านโยบาย
2. การปรับปรุงระบบหรือวิธีการท างาน
3. การประชุมเกี่ยวกับกระบวนการท างาน
จะเห็นไดว่าวงจรคณภาพ (PDCA) ประกอบดวย การวางแผน (Plan) การดาเนิน
้
ุ
้
ตามแผน (Do) การตรวจสอบ (Check) และการปรับปรุงแก้ไข (Act) โดยการวางแผน การลงมือ
้
ั
ปฏิบัตตามแผน การตรวจสอบผลลพธ์ทได และหากไม่ไดผลลพธ์ตามทคาดหมายไว้ จะตองทา
้
ี่
ั
ี่
ิ
้
้
ุ
การทบทวนแผนการโดยเริ่มตนใหม่และทาตามวงจรคณภาพซ้ าอีก เมื่อวงจรคณภาพหมุนซ้ าไป
ุ
เรื่อย ๆ จะท าให้เกิดการปรับปรุงงานและระดบผลลพธ์ทสงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหลกการดงกลาวหากน ามา
ั
ั
ู
ี่
ั
ั
่
ปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาจะช่วยพัฒนาบุคลากรและนักเรียนให้มีคุณภาพ
จากกระบวนการนิเทศการสอนดงกลาว สรุปไดว่า กระบวนการนิเทศทสาคญๆ
้
่
ั
ั
ี่
ประกอบดวยขั้นตอนการวางแผน ขั้นตอนการดาเนินงานนิเทศ และขั้นตอนการวัดและประเมินผล
้
การนิเทศ ดังนั้นรูปแบบการนิเทศ จึงเรียกว่า เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model) โดยมี 5 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพ และความต้องการ (Assessing Need = A)
การศึกษาสภาพ และความต้องการเป็นสิ่งที่มีความส าคัญเป็นอย่างมาก เพราะจะได ้
่
ทราบสภาพจริงและความต้องการในการรับการนิเทศของครูผู้สอนในเรื่องตาง ๆ เนื่องจากบริบทของ
ั
่
แต่ละโรงเรียนไม่เหมือนกัน มีความแตกตางกันทงในเรื่องของการจดการเรียนการสอน ความพร้อม
ั้
ู้
ึ
้
ั
ี่
ั
ึ
ของครูและนักเรียน ดงนั้นในขั้นตอนนี้จงมีความสาคญทผนิเทศจะตองมีการศกษาสภาพจริงท ี่
ู้
ิ
้
ู้
ั
่
ื
ครูผสอนปฏิบัต และความตองการในการชวยเหลอในการแก้ปัญหาการเรียนการสอน ผวิจยน า
แนวคดมาจากรูปแบบจาลองการออกแบบการสอน The ADDIE Model ของ : Kevin Kruse
ิ
้
่
ี่
(2007 : 1) ทกลาวว่า ขั้นตอนท 1 เป็นขั้นของการวิเคราะห์ความตองการจาเป็น และแนวคด
ิ
ี่
แบบจาลองการออกแบบการสอนเชงระบบของ Dick et al. (2005 : 1-8) ในการวิเคราะห์ ความ
ิ
ั
ู้
้
้
ตองการจาเป็น การวิเคราะห์การเรียนการสอน การวิเคราะห์นักเรียนและบริบทซึ่งผวิจยไดศกษา
ึ
่
้
กระบวนการนิเทศของ Harris et al. (1985 : 13-15) ทกลาวว่า การนิเทศการสอนตองมีการศกษา
ี่
ึ
ข้อมูลเบื้องต้น วิเคราะห์ความสัมพันธ์ตาง ๆ ทมีอยู่ในองคกร เพื่อพิจารณาถึงการเปลยนแปลง และ
ี่
ี่
์
่
ิ
่
เป็นไปตามแนวคดของ Acheson, Keith A. and Gall, Meredith D. (1997 : 90), วัชรา เลาเรียนดี
่
(2550 : 527-528) ทกลาวว่า ผนิเทศตองวิเคราะห์การสอนของครูผสอนและการเรียนของนักเรียน
ู้
้
ี่
ู้
็
้
ี่
ู้
เปิดโอกาสให้ผรับการนิเทศน าเสนอความตองการ ประเดนทสนใจจะปรับปรุงและพัฒนาและ
สอดคล้องรูปแบบการนิเทศของเกรียงศักดิ์ สังข์ชัย (2552 : 37)
21
ขั้นตอนที่ 2 วางแผนการนิเทศ (Planning = P)
ี้
ั
การวางแผนการนิเทศเป็นขั้นของการเตรียมการในการก าหนดตวชวัดความสาเร็จ
ิ
ื่
สอการนิเทศ เครื่องมือการนิเทศ และปฏิทนการนิเทศการจดกิจกรรมและประเมินการอ่าน
ั
ั
ู้
ิ
ึ
้
คิดวิเคราะห์ และเขียน ผวิจยไดศกษาแนวคดเกี่ยวกับกระบวนการนิเทศของ Harris et al. (1985 :
23 อ้างถึงใน วไลรัตน์ บุญสวัสด, 2538 : 40) ที่กล่าวว่าการนิเทศภายในโรงเรียนตองมีการวางแผน
้
ิ์
้
ั้
์
ิ
(Planning) ไดแก่ การคดและการตงวัตถุประสงค ขั้นตอนการดาเนินงาน วางแผนโครงการ และ
สอดคล้องกับแนวคดของ Lucio, William H., and McNiel, John D (1979 : 24) ทกลาวว่าผนิเทศ
ิ
ู้
่
ี่
ั
้
ตองรู้จกการวางแผน และตองมีการวางแผนการปฏิบัตงานของตนเอง นอกจากนี้ในกระบวนการ
้
ิ
ี
นิเทศการสอนของ Glatthorn, Allan A. (1984 : 2), วัชรา เลาเรียนด (2550 : 27), สงัด
่
ิ่
ิ์
ั
ั
ื่
ั
อุทรานันท์ (2530 : 84-85), เกรียงศกด สงข์ชย (2552 : 37), ธัญพร ชนกลน (2553 : 28) ยังไดให้
้
ความส าคัญเกี่ยวกับการวางแผน และไดน าขั้นตอนการวางแผนการนิเทศ เป็นสวนหนึ่งของรูปแบบ
้
่
การนิเทศ และกระบวนการนิเทศการสอนที่ได้พัฒนาขึ้น
ขั้นตอนที่ 3 การให้ความรู้ก่อนการนิเทศ (Informing = I)
ั
การให้ความรู้ก่อนการนิเทศ เป็นขั้นการให้ความรู้เกี่ยวกับการจดกิจกรรมและ
ั
้
ู้
ิ
ิ
ประเมินการอ่าน คดวิเคราะห์ และเขียน ผวิจยไดศกษาแนวคดเกี่ยวกับรูปแบบและกระบวนการ
ึ
นิเทศการสอนของนักวิชาการในศาสตร์การนิเทศ เช่น Glatthorn et al. (1984 : 2),วัชรา เลาเรียนดี
่
์
ั
ิ
่
(2550 : 27), สงัด อุทรานันท (2530 : 86) พบว่า นักวิชาการดงกลาวมีความคดเห็นสอดคลอง
้
้
ี่
ั
ตรงกันว่าในการนิเทศการสอนนั้นมีความจาเป็นตองให้ความรู้ทสาคญ เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนา
ด้วยการประชุม สัมมนาเชิงปฏิบัติการต่างๆ การสื่อสารทั้งการพูดและการเขียน ตลอดจนการแสวงหา
ความรู้จากเอกสาร
ขั้นตอนที่ 4 ปฏิบัติการโค้ช (Coaching = C)
ึ
้
ั
ู้
ิ
ิ
้
การปฏิบัตการนิเทศแบบโคช (Coaching) ผวิจยไดศกษาแนวคด รูปแบบและ
ี
่
กระบวนการนิเทศของวัชรา เลาเรียนด (2556 : 313-317), Sandvold, A (2008 อ้างถึงใน วัชรา
ี
ื่
เลาเรียนด, 2556 : 314), Sweeney, Diane (2011 : 9) ธัญพร ชนกลน (2553 : 28-29) เนื่องจาก
ิ่
่
ิ
ิ
ื
่
ี่
แนวคดของนักวิชาการทกลาวถึงมุ่งเน้น การแก้ปัญหาการรู้หนังสอและการอ่านการคดอย่างเป็น
ี่
ั
ั
ั
ระบบ เน้นให้ครูผู้สอนน าความรู้และทักษะที่สาคญของการจดการเรียนการสอนไปจดกิจกรรมทเน้น
ั
ุ
นักเรียนเป็นสาคญ มีขั้นตอนทสาคญ คอ 1) ระบุจดประสงคการเรียนรู้ของนักเรียนทสมพันธ์กับ
ี่
ี่
ั
ื
์
ั
มาตรฐานการเรียนรู้ 2) วัดและประเมินผลนักเรียนก่อนเรียน 3) จดการเรียนการสอนทตอบสนอง
ั
ี่
้
ู้
ความต้องการของนักเรียน 4) วัดและประเมินผลหลังเรียน นอกจากนี้การนิเทศแบบโคช ผนิเทศและ
ี่
ผู้รับการนิเทศมีความใกล้ชิดกัน ร่วมกันคิดใน เชิงสร้างสรรค และแลกเปลยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็น
์
ระบบและต่อเนื่อง
ขั้นตอนที่ 5 การประเมินผลการนิเทศ (Evaluating = E)
ี่
การประเมินผลการนิเทศ เป็นขั้นทผวิจยน ามาใชเป็นขั้นตอนสดทาย เพื่อสรุปผล
ู้
้
ั
ุ
้
การนิเทศในแต่ละขั้นตอนที่ได้ด าเนินการไป เพื่อให้เห็นผลการดาเนินงานทกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ
ุ
ี
ซึ่งสอดคล้องกับกระบวนการนิเทศของสงัด อุทรานันท (2530 : 87-88) , วัชรา เลาเรียนด (2550 : 28)
่
์
เกรียงศักดิ์ สังข์ชัย (2552 : 37-38), ยุพิน ยืนยง (2553 : 25-26), ธัญพร ชื่นกลิ่น (2553 : 29)
22
2.1.7 เทคนิคการสังเกตการสอน
ั
ั
เนื่องจากการสังเกตการสอนเป็นเครื่องมือสาคญในการนิเทศการสอน ผลจากการสงเกต
้
ึ
ั
การสอนช่วยในการวิเคราะห์การสอนของครู ดังนั้นการสังเกตการสอนจะตองสงเกตและบันทกข้อมูล
ตรงตามความจริงและให้ตรงตามจุดมุ่งหมายมากที่สุด
้
Acheson et al. (1997 : 23) ไดให้ข้อเสนอแนะในการนิเทศการสอน
ซึ่งประกอบด้วย เทคนิควิธีการ การก าหนดวัตถุประสงค์ และการวางแผนการสงเกตการสอน เทคนิค
ั
ั้
ั
ั
ึ
่
วิธีการสงเกตการสอนในชนเรียน เทคนิคการบันทกการสงเกตการสอนโดยใชเครื่องมือแบบตางๆ
้
ั
เทคนิคการประชมเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลบ และเทคนิคการนิเทศชแนะ แนะน าเพื่อชวยเหลอครู
ุ
ี้
่
ื
ี่
้
ั
ั
ให้เกิดการเปลยนแปลงและพัฒนา เทคนิคการสงเกตการสอนนั้นประกอบดวย วิธีการสงเกตและ
ื
ื
ั
้
ี่
ู้
ั
ึ
การบันทกโดยเลอกใชเครื่องมือทเหมาะสม (ผสงเกตและครูร่วมกันเลอก) เพราะก่อนมีการสงเกต
ู้
การสอนทกครั้งจะตองมีการตกลงร่วมกันก่อนระหว่างครูกับผนิเทศหรือผสงเกต และหลงจาก
ั
้
ุ
ั
ู้
ั
ั
ี่
ั
การสงเกตการสอนอาจจะร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลจากการสงเกตการสอนก่อนทจะให้ข้อมูลย้อนกลบ
่
แก่ครู เพื่อร่วมกันในการพิจารณาหาแนวทางในการปรับปรุงหรือพัฒนาการเรียนการสอนตอไป
ี่
ู้
ดงนั้น ผนิเทศ ผทาหน้าทนิเทศ หรือผททาหน้าทนิเทศการสอนจะตองมีความรู้ มีความเข้าใจ
ู้
ู้
้
ี่
ั
ี่
ั
พอสมควรเกี่ยวกับวิธีการสงเกตการสอน เทคนิควิธีการสงเกตการสอน และการบันทกเครื่องมือ
ึ
ั
ั
่
สังเกตการสอน การสร้างและการประยุกต์ใช้เครื่องมือสงเกตการสอนจงจะชวยให้การนิเทศการสอน
ึ
ประสบผลส าเร็จตามเป้าหมาย
้
่
ั
ั
การสงเกตการสอนและการบันทกการสอนจาแนกไดหลายลกษณะ เชน Oliva,
ึ
Peer F. and Pawlas, George E. (1997 : 26-28) ได้จ าแนกการสังเกตเป็น 2 ประเภท
ั่
ั
1. การสงเกตแบบกว้าง ๆ ทวไป (Global Observation) เปนการสงเกตในภาพรวม
็
ั
ั
ั
ไม่เฉพาะเจาะจงในพฤติกรรมประเภทใดประเภทหนึ่ง โดยปกตจะเป็นการสงเกตหรือวิธีการสงเกตท ี่
ิ
็
ิ
ั่
ผู้บริหารหรือผู้นิเทศนิยมใช้ เมื่อต้องการสังเกตพฤตกรรมการสอนทว ๆ ไป เปนการสงเกตโดยภาพรวม
ั
ั
ั
ึ
้
้
ิ
่
ของการปฏิบัตการสอนของครู และมักจะใชผลการสงเกตและการบันทก ดวยวิธีการดงกลาวใน
ิ
่
้
ึ
การประเมินประสทธิภาพการสอนของครูดวย เชน แบบสงเกตและบันทกแบบตรวจสอบรายการ
ั
(Checklist) และแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) เป็นต้น
ึ
ั
็
ั
2. การสงเกตแบบเฉพาะเจาะจง (Specific Observation) เปนการสงเกตและบันทก
ึ
เฉพาะพฤติกรรม เฉพาะเหตุการณ์ เฉพาะเรื่อง หรือเฉพาะประเดน เชน การสงเกตบันทกพฤตกรรม
็
่
ั
ิ
ปฏิสัมพันธ์ทางวาจาระหว่างครูกับนักเรียนเป็นต้น
นอกจากนี้ Glickman et al. (1995 : 36 ) ไดจาแนกการสงเกตการสอนเปน
้
็
ั
2 ประเภท คือ
1. การสงเกตเชงปริมาณ (Quantitative Observation) เป็นวิธีการวัดเหตการณ ์
ิ
ั
ุ
ั
และพฤตกรรมตางๆ และสงตางๆ ในห้องเรียน ทสามารถสงเกตเห็นได วัดได เป็นจานวนครั้งหรือ
ิ
่
้
่
ิ่
ี่
้
ความถี่ของเหตุการณ หรือพฤติกรรมต่างๆ ที่ท าการสังเกตและบันทึกดวยเครื่องมือหรือวิธีการสงเกต
์
ั
้
ด้วยปริมาณ เช่น
1.1 เครื่องมือสังเกตการสอนแบบนับจานวนความถี่ (Categorical Frequency
Instrument)
23
ิ
ั
1.2 เครื่องมือสงเกตการสอนแบบระบุพฤตกรรมตามกระบวนการจดการเรียน
ั
การสอนในรูปแบบต่างๆ (Performance Indicator Instrument)
1.3 เครื่องมือสังเกตการสอนที่จัดเตรียมฟอร์มที่เป็นแผนผัง (Diagram)
1.4 เครื่องมือสังเกตและบันทึกตรวจสอบรายการ (Check list)
1.5 เครื่องมือสังเกตและบันทึก แบบเลือกประเภทของค าพูดหรือการพูด จด และ
บันทึกข้อมูลค าพูดนั้น ค าต่อค าตามเวลาที่ก าหนด (Selective Verbatim Recording)
ึ
ั
1.6 เครื่องมือสังเกตและบันทกปฏิสมพันธ์ทางวาจาระหว่างครูกับนักเรียนของ
Ned Flanders FIAC (Flanders’s Interaction Analysis Category)
ั
ุ
ิ
ั
2. การสงเกตเชงคณภาพ (Qualitative Observation) การสงเกตดวยวิธีนี้เป็น
้
้
ั
ึ
ี่
ู้
ั
ั
ู้
ึ
วิธีสงเกตและบันทกทจะใชเมื่อผสงเกตหรือผนิเทศไม่ทราบว่าจะสงเกตหรือบันทกอะไรบ้าง
ิ
ั
ในชั้นเรียน หรือผู้นิเทศสังเกตรายละเอียดพฤตกรรมในการจดการเรียนการสอนของครูและนักเรียน
ิ
่
ุ
ั
์
ุ
ิ
ั
การสงเกตเชงคณภาพ การสงเกตเหตการณและพฤตกรรมตาง ๆ ตลอดจนสภาพทางกายภาพ
ึ
์
ื่
ในชั้นเรียน เช่น การจดบันทึก การจัดบอร์ด สออุปกรณตาง ๆ โดยทาการบันทกแบบพรรณนาความ
่
โดยไม่ใส่อารมณ์ความรู้สึกของตนเองลงไปด้วย ประกอบด้วยเครื่องมือหรือวิธีการสังเกตดังต่อไปนี้
ั
2.1 การสงเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Detached-open Narrative)
2.2 การสังเกตบันทึกข้อมูลการพูดเฉพาะอย่าง (Save Verbatim Recording)
2.3 การสังเกตบันทึกโดยใช้ V.D.O. (Audio record)
2.4 การสังเกตและบันทึกแบบสั้นๆ (Anecdotal Record)
2.5 การสังเกตและบันทึกแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation)
2.6 การสังเกตบันทึกตามประเด็นค าถาม (Focused Questionnaire Observation)
2.7 การสังเกตและบันทึกแบบบันทึกการปฏิบัติงานของตนเอง (Journal Writing)
2.8 การวิจารณ์ทางการศึกษา (Educational Criticism)
2.9 การสังเกตบันทึกแบบเฉพาะเหตุการณ์ (Tailored Observation System)
การสังเกตการสอนต้องมีเครื่องมือสงเกตการสอน (Observation Instrument) ซึ่ง
ั
เครื่องมือสังเกตการสอนหมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการสังเกตและบันทึกการเรียนการสอน เชน ดนสอ
ิ
่
่
้
ึ
ี
้
ี
ปากกา กระดาษ เครื่องใชอิเลกทรอนิกสตางๆ เชน เทปบันทกเสยง กลองถ่ายวีดโอ คอมพิวเตอร์
็
่
์
ั
ู้
ู้
ขนาดเล็ก รวมถึงแบบฟอร์มการสงเกตและบันทกทผนิเทศและผรับการนิเทศสร้างขึ้นเองหรือมีผอื่น
ู้
ี่
ึ
สร้างขึ้น และเป็นทยอมรับและรู้จกแพร่หลาย เชน แบบฟอร์มการสงเกต – บันทกของ Acheson
ี่
ั
่
ั
ึ
้
et al. (1997 : 69-71) ซึ่งเป็นเครื่องมือการสังเกตการสอนที่ได้จากการสร้างและพัฒนาทดลองใชจน
แน่ใจว่าสามารถน าไปใชไดอย่างมีประสทธิภาพและประสทธิผล แตมักจะเป็นเครื่องมือทสร้างขึ้น
่
ี่
้
้
ิ
ิ
โดยเฉพาะงานวิจยทเกี่ยวกับพฤตกรรมการสอนของครูทมีประสทธิภาพหรือเพื่อใชในการประเมิน
้
ี่
ั
ิ
ี่
ิ
ประสิทธิภาพการสอนของครู เพื่อจุดประสงค์อื่นที่ไม่ใช่เพื่อการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอน
ี่
้
่
้
ี่
ู้
โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเครื่องมือทคอนข้างจะละเอียดซับซ้อน ผทจะน าไปใชตองมี
ึ
้
ุ้
ความสามารถ ความคนเคยและความชานาญในการใชมากพอสมควร จงขอแนะน าว่า ควรจะ
ประยุกต์และปรับใช้เป็นเครื่องมือสังเกตการสอนอย่างง่าย สะดวกต่อการฝึกและการใช้ในสถานการณ ์
24
่
ี่
ิ
้
ั
ี่
้
ั
้
จริงจะเหมาะสมกว่า ดงทกลาวมาแลว และใชวิธีการสงเกตให้สอดคลองกับพฤตกรรมการสอนทมี
ประสิทธิภาพของ Acheson et al. (1997 : 69-71)
่
้
ในการนิเทศการสอนเพื่อปรับปรุงและพัฒนาการสอนนั้น ครูควรจะไดมีการสงเสริม
ั
้
และพัฒนาให้มีความสามารถในการวิเคราะห์การสอนของตนเองได ซึ่งมีการสงเกตและการวิเคราะห์
ตนเองอย่างง่าย ๆ คือ
1. การวิเคราะห์ตนเองโดยใช้เครื่องมือช่วย เช่น การฟังเสียงการพูดของตนเองจาก
เทปบันทึกเสียง การสังเกตตนเองจากการดูวีดีโอเทปที่บันทึกการปฏิบัติงานของตนเองไว้ และการรับ
ฟังข้อมูลย้อนกลบจากการสงเกตพฤตกรรมการสอนของผนิเทศ หรือผทาหน้าทนิเทศ หรือจากเพื่อน
ู้
ู้
ั
ั
ี่
ิ
หรือจากนักเรียน
ี่
2. การเยี่ยมชั้นเรียนซึ่งกันและกัน เพื่อแลกเปลยนความรู้ ความคดเห็นซึ่งกันและ
ิ
่
ิ
ั้
กัน อาจท าการเยี่ยมชนเรียนเป็นกลุ่ม หรือคณะ เพื่อสังเกตการสอนและให้สมาชกภายในกลมชวยกัน
ุ่
ั
ให้ข้อมูลย้อนกลบ ซึ่งจะชวยให้มองเห็นการสอนของผอื่นและการสอนของตนเองชดเจนยิ่งขึ้น
ั
่
ู้
ด้วยการเปรียบเทียบกับการสอนของตนเอง
ั
3. ให้จับคู่เพื่อนที่สนิทสนมและผลัดกันสงเกตการสอนซึ่งกันและกันให้ข้อมูลย้อนกลบ
ั
่
ุ
ี่
้
จากการสังเกตการสอนในดานตาง ๆ ทก าหนด ชวยกันคดและวิเคราะห์จดทเป็นปัญหา เพื่อหาทาง
ิ
่
ี่
แก้ไขปรับปรุงต่อไป
้
4. ใช้เทคนิคแบบคลินิก (Clinical Supervision) ซึ่งเป็นกระบวนการทตองมีการวางแผน
ี่
ั
ึ
้
การสังเกตการสอน มีการบันทกข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ แลวให้ข้อมูลย้อนกลบ จะชวย
่
้
ิ
ี่
ให้ทราบปัญหาข้อบกพร่องตางๆทจะตองแก้ไขปรับปรุง ซึ่งการนิเทศแบบคลนิกเป็นการนิเทศทมี
ี่
่
ี่
จุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาปรับปรุงการสอนและทักษะการสอนโดยเฉพาะ และทสาคญทสดจะตองดาเนินการ
ั
ุ
้
ี่
โดยการมีการร่วมมือกันอย่างจริงจังระหว่างผู้นิเทศกับครู หรือผู้ท าหน้าที่นิเทศกับครู
ึ
ี
ั
ในการสงเกตการสอนตองมีวิธีการบันทกการสงเกตการสอนทด จะบันทกอย่างไร
ี่
้
ั
ึ
ื
้
ั
ดวยวิธีใด ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงคของการสงเกต ประเภทของการสงเกตการสอน และการเลอกใช ้
์
ั
่
ิ
้
ั
เครื่องมือทเหมาะสม เชน เป็น การสงเกตการสอนเชงปริมาณ (Qualitative Observation) จะตองระบุ
ี่
้
วัตถุประสงคชดเจนว่า จะสงเกตพฤตกรรมอะไรบ้าง อย่างไร ใชเครื่องมือแบบใดจงเหมาะสม
ั
ึ
ั
ิ
์
ี
ุ
่
ั
เชนเดยวกับการสงเกตการสอนเชงคณภาพ (Qualitative Observation) จะตองระบุวัตถุประสงค ์
ิ
้
ั
ั
ั
ชดเจน วิธีการบันทกและเครื่องมือทเหมาะสม ดงนั้น เครื่องมือสงเกตการสอน นอกจากจะเป็น
ึ
ี่
ี่
ู้
้
ั
่
็
้
แบบฟอร์มลกษณะตาง ๆ ทมีผสร้างและพัฒนาขึ้น และเผยแพร่ให้ใชแลว ซึ่งอาจจะเปนการจดหรือ
้
ี
ึ
ิ
ึ
ุ
ิ
้
เขียนบันทกเหตการณ์หรือพฤตกรรมดวยกระดาษ ดนสอ ปากกา (Written record) ใชการบันทกเสยง
ึ
้
ั
ึ
(Audio record) หรือดวยการบันทกภาพ (Videotaping) ประกอบการสงเกตและบันทกดวยวิธีการอื่นๆ
้
ด้วยดังตัวอย่างวิธีการสังเกตบันทกการสอน ดังนี้
ึ
1. การบันทึกแบบพรรณนาความ (Descriptive of Narrative Record)
ิ
2. การบันทกสนๆ ไม่เป็นความคดหรือการประเมินผลใดๆ (Anecdotal Record
ั้
ึ
or Note king)
ุ
์
ุ
ึ
3. การบันทึกเสียงและการบันทกภาพเหตการณทกอย่างในห้องเรียน (Audio taping
Videotaping)
25
ื
4. การจดบันทึกค าพูด ค าต่อค า ประโยคต่อประโยค ที่ก าหนด หรือคาพูดทเลอกจะ
ี่
บันทึก (Selective Verbatim Recording)
5. การบันทึกแบบบันทึกการปฏิบัติงานของตนเอง (Journal Writing)
6. การบันทึกตามประเด็นค าถามที่ก าหนด (Focused Questionnaire)
7. การบันทึกโดยท าตารางบันทึกความถี่ (Frequency Tabulation)
8. การบันทึกโดยใช้แผนผังที่นั่งเตรียมไว้ (Seating Chart)
9. การบันทึกพฤติกรรมภาพที่ปรากฏโดยใช้แบบตรวจสอบรายการ (Check list)
10. การบันทึกพฤติกรรมที่เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale)
11. การบันทึกพฤติกรรมโดยใช้แบบบันทึกที่ระบุพฤติกรรมบ่งชี้ (Performance
Indicator Recording)
อย่างไรก็ตาม การสังเกตการสอนจะบันทึกด้วยเครื่องมือหรือวิธีการใดก็ตาม การน า
่
่
์
็
ึ
์
่
ี
ึ
เครื่องมือประเภทเครื่องอิเลกทรอนิกสตางๆ เชน เครื่องบันทกเสยง บันทกภาพ และฟิลมตางๆ
้
ั
ี่
่
ึ
่
มาใชประกอบ จะชวยให้การบันทกตางๆในห้องเรียนมีความเทยงตรง ครบถ้วนและชดเจนมากขึ้น
ื่
ั
้
ี่
้
เพราะภาพทบันทกจะแสดงการเคลอนไหว และการใชภาษาทสงเกตและบันทกดวยวิธีอื่นๆ
ึ
ี่
ึ
่
้
่
ึ
ี่
่
ทไดบันทกไว้ดวย ซึ่งข้อมูลตางๆ ดงกลาวจะมีประโยชน์ตอการน าไปชวยในการวิเคราะห์ผล
่
ั
้
ั
ั
ั
ี่
ี่
การสงเกตการสอนไดละเอียดยิ่งขึ้น ทสาคญการสงเกตการสอนนั้น เป็นการสงเกตทมีจดมุ่งหมาย
ั
ุ
้
ิ
ู้
้
้
ู้
ั
ั
ดงนั้น ผทาการสงเกตหรือผนิเทศจะตองรู้ว่าจะสงเกตการสอนครูในเรื่องใด ดานใด หรือพฤตกรรม
ั
ู้
อะไร ดังนั้น นอกเหนือจากเทคนิควิธีการ และทกษะในการสงเกตการสอนแลว ผนิเทศหรือผสงเกต
้
ู้
ั
ั
ั
่
ั
การสอนจะตองมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องทจะสงเกตการสอนเป็นอย่างด เชน เทคนิควิธีการสอนตางๆ
ี
่
้
ี่
ี่
ั้
ิ
ทกษะการสอน รูปแบบการสอนทมีประสทธิภาพ นวัตกรรมตางๆรวมทงพฤตกรรมการสอนทมี
่
ั
ี่
ิ
ี
ประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ ของครูด้วย (วัชรา เล่าเรียนด, 2544 : 24)
ึ
้
การวิจยในครั้งนี้ผวิจยไดมีการสงเกตการสอนและบันทกผลการนิเทศ เชน บันทก
ั
ั
ู้
่
ึ
ั
ข้อมูลที่พบระหว่างการนิเทศ การถ่ายภาพการจัดกิจกรรมของครูผสอน การเรียนรู้และสบข้อมูลของ
ู้
ื
ั
ั
นักเรียน แล้วน าข้อมูลมาตรวจสอบสรุปผลการนิเทศทั้งในภาพรวม และผลการสงเกตตามตวชวัดของ
ี้
ื
์
ี่
การอ่านคดวิเคราะห์ และเขียน คอ 1) การอ่าน และการหาประสบการณจากสอทหลากหลาย
ื่
ิ
ั
็
ี่
ั
ิ
็
2) การอ่าน และการจบประเดนสาคญ ข้อเทจจริง ความคดเห็นจากเรื่องทอ่าน 3) การอ่าน และ
่
ิ
ี
ี่
ุ
การเปรียบเทยบแง่มุมตางๆ 4) การอ่าน และการแสดงความคดเห็นตอเรื่องทอ่าน โดยมีเหตผล
่
ประกอบ 5) การอ่าน และการถ่ายทอดความคิดเห็น ความรู้สึก จากเรื่องที่อ่าน โดยการเขียน
2.2 การนิเทศแบบโค้ช (Coaching)
ี่
การนิเทศแบบโคช เป็นกระบวนการหนึ่งทมีความสาคญในการชวยเหลอให้การจดการ
ั
ั
ื
้
่
ั้
เรียนรู้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ ผู้ที่มีบทบาทส าคัญ คือ ศึกษานิเทศก์ รวมทงเครือข่ายการนิเทศทเข้ามา
ี่
ั
ั
่
มีสวนร่วมในการนิเทศการสอน การดาเนินการเพื่อเพิ่มศกยภาพในการจดการเรียนรู้ให้แก่ครูและ
ั
ุ
้
ู้
้
ผบริหารสถานศกษา ให้สามารถจดการเรียนรู้ไดอย่างมีคณภาพและไดมาตรฐาน ตลอดจนสามารถ
ึ
ึ
ุ
เสริมสร้างการพัฒนาระบบการประกันคณภาพภายในของสถานศกษาให้เข้มแข็ง การน าเทคนิค
26
้
ึ
่
ี่
้
การนิเทศแบบโคช (Coaching) มาใชในการนิเทศการสอน จงเป็นวิธีการหนึ่งทจะชวยในการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้
การนิเทศแบบโค้ช (Coaching) เป็นวิธีการพัฒนาสมรรถภาพการทางานของครู โดยเน้น
่
้
ไปที่การทางานให้ไดตามเป้าหมายของงาน หรือการชวยให้สามารถน าความรู้ความเข้าใจทมีอยู่และ
ี่
ั
้
ู่
ิ
หรือไดรับการอบรมมา ไปสการปฏิบัตไดอย่างมีประสทธิภาพ การโคชมีลกษณะเปนกระบวนการ มี
็
้
้
ิ
เป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึง 3 ประการ คือ การแก้ปัญหาในการท างาน การพัฒนาความรู้ ทักษะ หรือ
ั
ั้
ี่
ความสามารถในการท างาน และการประยุกต์ใช้ทักษะหรือความรู้ในการทางาน ทตงอยู่บนหลกการของ
ึ
้
การเรียนรู้ร่วมกัน (Co-Construction) โดยยึดหลกว่าไม่มีใครรู้มากกว่าใคร จงตองเรียนไปพร้อมกัน
ั
้
้
ึ
เพื่อให้คนพบวิธีการแก้ไขปัญหาดวยตนเอง (สานักทดสอบทางการศกษา สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2553 : 2-7)
ู้
2.2.1 การโค้ชเพื่อการรหนังสือและการอ่าน (Literacy Coaching or Reading
Coaching)
้
ค าว่า Literacy Coaching หมายถึง การโค้ชเพื่อช่วยใหมีความรู้ มีความสามารถใน
้
่
ั
้
ด้านใดดานหนึ่ง เชน การโคชเพื่อพัฒนาทกษะการอ่าน (Reading Coaching) ซึ่งคา 2 คานี้มีการน าไปใช ้
่
แพร่หลายในโรงเรียนตาง ๆ ซึ่งในดานการศกษา Literacy Coaching อาจหมายถึง การปฏิบัตงานหลาย
้
ึ
ิ
อย่าง เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาหรือเพื่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในหลายวิชาๆ เป็นต้น
การโค้ชเพื่อช่วยครูพัฒนาทักษะการอ่านแก่นักเรียน ผู้ท าหน้าทโคชอาจจะทาหน้าท ี่
ี่
้
้
สอนครูเกี่ยวกับยุทธวิธีการอ่าน การใช้แผนภูมิ แผนภาพ หรือกิจกรรมการสอนที่ช่วยให้นักเรียนเขาใจ
ื
ิ
ในบทอ่านมากขึ้น ถ้าผู้ท าหน้าที่โค้ชเพื่อพัฒนาการรู้หนังสอ อาจะมีความรับผดชอบ โดยการชวยนักเรียน
่
พัฒนาทกษะการเขียน และทกษะการอ่านในทกวิชา อาจทาหน้าทโดยโคชครูบ่อยครั้งหรือไม่ทา
ี่
ุ
้
ั
ั
้
ี่
การโคชเลยก็ได โคชเพื่อการพัฒนาการอ่าน (Reading Coaching) อาจทาหน้าทครูปฏิบัตดาน
้
้
ิ
้
้
การสอนแก่นักเรียนหรือประเมินผลการเรียนของนักเรียน การโคชทง Literacy Coaching และ
ั้
้
ื
ี่
Reading Coaching อาจจะใชสลบกันทาหน้าทโคช แตบทบาทของโคชเพื่อพัฒนาการรู้หนังสอกับ
้
้
ั
่
ี่
่
โค้ชเพื่อพัฒนาการอ่านค่อนข้างชัดเจนทงตัวครู บทบาทและหน้าท เชน ในยุคศตวรรษท 21 Literacy
ี่
ั้
ี่
้
ี่
่
ื
้
ั้
Coaching คอ โคชทมาหน้าทชวยพัฒนาความรู้จะตองมีทงความรู้ ความสามารถดานการอ่าน และ
้
การอ่านออกเขียนได้ด้วยวิธีต่างๆ เป็นต้น (วัชรา เล่าเรียนด, 2556 : 111-112)
ี
้
นอกจากนี้ การโคชเพื่อพัฒนาความสามารถดานการอ่านออกเขียนได (Literacy
้
้
Coaching) หรือการรู้หนังสือด าเนินการ ดังนี้
1. การแลกเปลี่ยนข้อมูล (Sharing Information) ระหว่างโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ
2. การเตรียมความพร้อม สาหรับการโคช คอ ผทาหน้าทโคช ครูผรับการโคช
้
้
ี่
ู้
ื
ู้
้
์
ี่
ี่
จดประสงคสาคญจากการโคช ก็คอ ผลการเรียนรู้ดานการอ่านของนักเรียนทมาจากการสอนทมี
ุ
้
ั
้
ื
ี่
้
้
้
ิ
ประสทธิภาพ (Expert Teaching) ของครูทไดรับการโคช การโคชจงมีจดประสงคเพื่อพัฒนา ความเชยวชาญ
ี่
ึ
ุ
์
ด้านการสอน โดยมีแนวคิดเชิงระบบง่ายๆ ดังนี้
Literacy Coaching Expert Teaching Student Achievement
้
3. การเลือกโค้ชที่เหมาะสม โค้ชต้องมีความรู้ความสามารถสง โดยเฉพาะถ้าจะตอง
ู
พัฒนาทักษะด้านใดด้านหนึ่ง วิธีใดวิธีหนึ่งโดยเฉพาะ เชน โคชทจะทาการโคช เพื่อพัฒนาสมรรถนะ
้
ี่
้
่
27
ี่
้
ี่
้
การสอนอ่านให้เป็นผเชยวชาญการอ่านให้แก่ครูจะตองมีความเชยวชาญดานการอ่านจริงและเป็นท ี่
ู้
ยอมรับ
ึ
ู้
ี
้
4. พัฒนาความรู้สกเป็นเจาของ การพัฒนาในวิชาชพระหว่างผร่วมโครงการ
ั
้
ถ้าผู้มีส่วนร่วมมีความเต็มใจ ตั้งใจ กระตือรือร้น ในการเริ่มตนในการพัฒนาอย่างจริงจง เปนการเริ่มตน
็
้
บนรากฐานทดีในการพัฒนาต่อไป
ี่
ั
ิ
่
ี่
ั
5. ก าหนดความรับผดชอบและความสมพันธ์ตอกันทชดเจน เพราะเมื่อใดท ี่
ผู้บริหาร ครู และโค้ชท างานร่วมกัน ผลการเรียนของนักเรียนต้องมีการพัฒนาขึ้น
ู้
6. โค้ชต้องติดต่อปฏิสัมพันธ์กับโรงเรียนตลอดเวลา การพบปะพูดคุยกันระหว่างผท ี่
เกี่ยวข้อง ทุกสัปดาห์ หรือ สองสัปดาห์ต่อครั้งอย่างต่อเนื่อง
7. โค้ชต้องรู้ว่าแหล่งความรู้มีอะไรบ้าง และเข้าถึงได้อย่างไร เช่น เว็บไซต์ต่างๆ
ศูนย์สื่อต่าง ๆ ที่โรงเรียนจะเข้าถึงได ้
8. การพูดจาภาษาเดียวกัน ผู้มีส่วนร่วมทุกคนต้องพูดอธิบายในเรื่องเดียวกันได้เข้าใจ
9. การประเมินความก้าวหน้า (Assess Progress) การตดตามดแลชวยเหลอ
ู
่
ิ
ื
่
ึ
ู
ความก้าวหน้าของครูในการใช้หลักสตรการสงเสริมการอ่าน หรือยุทธวิธีสอนจะตองมีการเก็บบันทก
้
ข้อมูล ครูผู้สอนและโค้ช ก็ต้องได้รับการฝึกอบรม และมีการประเมินผลความก้าวหน้า
10. มีการวางแผนเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
2.2.2 การโค้ชที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ (Student Centered Coaching)
1. แนวคิด
ี่
ั
การโคชทเน้นนักเรียนเป็นสาคญ (Student Centered Coaching) เป็นอีก
้
ิ
ั
แนวคดหนึ่งในการพัฒนาการจดการเรียนการสอนของครู เพื่อให้ความสาคญกับนักเรียนและยึด
ั
ั
ุ
นักเรียนเป็นส าคัญก่อนเป็นอันดับแรก ถึงแม้ว่าเป้าหมายหลักส าคญของการนิเทศในปัจจบันหรือการ
ั
้
โค้ชทุกรูปแบบจะเน้นพัฒนาการของการเรียนรู้ของนักเรียนก็ตาม การโคชทเน้นนักเรียนเป็นสาคญ
ี่
ุ
่
่
ี
เป็นแนวคิดและงานของ Diane Sweeney (2011 อ้างถึงใน วัชรา เลาเรียนด, 2556 : 323) จดเดน
้
ี่
และลกษณะสาคญของการโคชทเน้นนักเรียนเป็นสาคญ คอ เป็นการดาเนินการโคชทโรงเรียน โดย
ั
ั
ี่
้
ื
ั
ู้
ี่
ั
้
ความร่วมมือของโคชผบริหาร และครู เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นสาคญ เป็นโคชทมี
้
์
วัตถุประสงค คอ ผลการเรียนรู้ของนักเรียนมากกว่าการมุ่งปรับปรุงการปฏิบัตการสอนของครู
ิ
ื
้
้
การโคช แนวทางการโคช มุ่งสพัฒนาการของผลการเรียนรู้ของนักเรียนทเกิดขึ้น ซึ่งตองวัดไดและ
ู่
ี่
้
้
ประเมินได้ชัดเจน
2. สาระส าคัญของการโค้ชที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ
ั
้
ี่
2.1 การโคชทเน้นนักเรียนเป็นสาคญ ก าหนดเป้าหมายเฉพาะ คอ พัฒนา
ื
นักเรียน เป็นการร่วมมือกันของโคช ผู้บริหาร และครูผู้สอน
้
2.2 ผบริหารมีบทบาทสาคญยิ่งในการพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักเรียนใน
ู้
ั
โรงเรียน ซึ่งต้องมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการโค้ชและการพัฒนาคุณภาพของนักเรียน
2.3 เป็นการวัดและประเมินผลกระทบโดยตรงทเกิดขึ้นกับนักเรียน
ี่
อันเนื่องมาจากการโค้ช
28
ี
้
2.4 การพัฒนาวิชาชพด้วยการโคชภายในโรงเรียนมีหลายรูปแบบ หลายวิธีการ
ั
่
่
ี่
็
้
ปฏิบัติใช้กันแพร่หลายต่อเนื่อง และประสบผลสาเร็จ แตการโคชทเน้นนักเรียนเปนสาคญจะชวยยืนยัน
่
ได้ว่าการโค้ชเป็นการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องของครูและบุคลากรในโรงเรียน สงผลถึงพัฒนาการของ
ผลการเรียนรู้ของนักเรียนจริง
ั
้
ั
ั
ิ
ี่
ี่
2.5 การโคชทเน้นนักเรียนเป็นสาคญ มีลกษณะและการปฏิบัตทชดเจนของ
การโค้ชในโรงเรียน โดยบุคลากรในโรงเรียน เนื่องจากผู้บริหารต้องให้ความส าคญและให้ความร่วมมือ
ั
เพื่อการพัฒนาคุณภาพของนักเรียน โดยตรง
3. บทบาทของผู้บริหารในการโค้ชที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ
3.1 ท าความเข้าใจหลักการ แนวคิด แนวปฏิบัติ ของการโคชทเน้นนักเรียนเป็น
ี่
้
ส าคัญ พร้อมกับโค้ชหรือผู้ท าหน้าที่โค้ช เพราะผู้บริหารเป็นบุคคลที่จะสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นกับ
คณะครูในโรงเรียน ไม่ใช่โค้ช
ู้
้
3.2 ผบริหารตองสร้างวัฒนธรรมของการเรียนรู้ร่วมกันให้เกิดขึ้นในโรงเรียน
้
ุ
บุคลากรทกคนในโรงเรียนหรือครูทกคน และผบริหาร เป็นนักเรียนทตองเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อ
ุ
ี่
ู้
ตอบสนองต่อความต้องการของนักเรียน
3.3 ผบริหารต้องมีสวนร่วมในการโคชทกขั้นตอนของการโคช คาถาม และ
้
ุ
่
้
ู้
การอภิปรายร่วมกันระหว่างผบริหาร โคช และครู คอ เราตองการให้นักเรียนของเราเรียนรู้และพัฒนา
ื
้
ู้
้
เรื่องใด เราจะรู้ได้อย่างไรว่านักเรียนของเราเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตามเป้าหมาย เราจะช่วยนักเรียนท ี่
้
ี่
้
ุ
ั
มีปัญหาในการเรียนดวยวิธีใหม่ ๆ อย่างไร การเปลยนแปลงกระบวนทศน์และจดเน้น การโคชจาก
้
การปรับปรุงพัฒนาครูให้ไดตามมาตรฐานการจดการเรียนรู้ ให้เป็นการปรับปรุงพัฒนานักเรียนเป็น
ั
ั
ู้
ี
้
้
้
สาคญเป็นเรื่องใหม่ โคชทาหน้าทโคชโดยลาพังไม่ได โรงเรียนตองมีผน าเคยงข้างร่วมมือตลอดเวลา
้
ี่
จึงจะท าให้การพัฒนาผลการเรียนของนักเรียนเพื่อนักเรียนโดยโรงเรียนประสบผลส าเร็จ
4. ขั้นตอนการโค้ชที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ
ุ
์
4.1 ร่วมกันระบุจดประสงคการเรียนรู้ หรือวิเคราะห์ข้อมูลการเรียนรู้ของ
นักเรียนที่สัมพันธ์กับมาตรฐานการเรียนรู้
4.2 วัดและประเมินผลนักเรียนก่อนเรียน โดยเปรียบเทยบกับจดประสงค
ุ
์
ี
การเรียนรู้
4.3 จัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองต้องความต้องการของนักเรียน
ั
ั
ิ
4.4 วัดและประเมินผลหลงเรียน เพื่อตรวจสอบตดสนว่านักเรียนเกิดการเรียนรู้
ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ก าหนดหรือไม่
ั
้
การนิเทศแบบโคช ซึ่งเป็นการนิเทศทผวิจยไดน ามาใชในการยกระดบผลสมฤทธิ์
ั
ี่
ั
้
ู้
้
้
ทางการเรียน เนื่องจากว่าการนิเทศแบบโค้ช ผู้ที่ท าการนิเทศและผรับการนิเทศไดมีโอกาสใกลชดกัน
ิ
้
ู้
่
มากกว่าการนิเทศในรูปแบบอื่นๆ ผู้รับการนิเทศได้มีโอกาสพูดแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มท สวนใหญ่
ี่
็
ิ
ุ
ผู้นิเทศจะเป็นฝ่ายรับฟังมากกว่าพูด มีการแลกเปลยนแสดงความคดเห็น ซักถามพูดคยในประเดนท ี่
ี่
นิเทศ การนิเทศที่เหมาะสมที่สุด คือ การนิเทศแบบโค้ช
29
2.3 ทฤษฎีเกี่ยวกับการนิเทศการสอน
ู้
ู้
การนิเทศการสอน เป็นกระบวนการปฏิบัตงานร่วมกันระหว่างผนิเทศกับผรับการนิเทศ
ิ
ึ
ั
ุ
้
ั
ี่
เพื่อทจะพัฒนาปรับปรุงคณภาพการจดการศกษา และจดการเรียนการสอนของครูเพื่อให้ไดมาซึ่ง
ประสิทธิผลในการเรียนของนักเรียน กล่าวโดยสรุปได้ว่า ในการนิเทศการสอนมีความจ าเป็นอย่างมาก
ที่จะต้องน าทฤษฎีเกี่ยวกับการนิเทศการสอนมาเป็นฐานคิดในการพัฒนาระบบของการนิเทศการสอน
ั้
ิ
ั้
ทงนี้ เนื่องจากการนิเทศการสอนเป็นพฤตกรรมทเป็นทงศาสตร์และศลป์และมีความเกี่ยวข้องกับ
ิ
ี่
พฤติกรรมของมนุษย์โดยตรง ดังนั้น จึงมีความจ าเป็นที่ต้องศึกษาทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศ
ี่
การสอน เพื่อทจะน ามาพิจารณาถึงความสอดคลองเหมาะสมในการพัฒนาครูให้ตรงกับสภาพและ
้
ความต้องการในการพัฒนาเทคนิคการนิเทศการสอน จากการศึกษาแนวคด ทฤษฎีทเกี่ยวข้องกับการ
ี่
ิ
ึ
่
ิ
ิ
นิเทศการสอนของนักคด นักการศกษา และนักจตวิทยา สามารถสรุปสาระสาคญของทฤษฎีตาง ๆ
ั
ดังนี้
2.3.1 ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง
ิ
่
การนิเทศการสอนมีเป้าหมาย เพื่อการเปลยนแปลงพฤตกรรมโดยการชวยเหลอ
ื
ี่
่
สนับสนุน สงเสริมให้เกิดการเปลยนแปลงพฤตกรรมและการปฏิบัตงานของครู และบุคลากร
ี่
ิ
ิ
ั
ั
ุ
ุ
่
ึ
ี่
ทเกี่ยวข้อง ให้สงผลถึงคณภาพของนักเรียนและคณภาพของการศกษาเป็นสาคญ ดงนั้นใน
ี่
การพัฒนารูปแบบการนิเทศการสอนในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎีการเปลยนแปลง
ั
ของนักคิด นักการศึกษา และนักจิตวิทยา เพื่อเป็นพื้นฐานที่จะน าไปประกอบกับเทคนิคและทกษะใน
่
การนิเทศ อาทเชน Bennis, Warren G., Benne and Chin R. (1969 : 34-35), วัชรา เลาเรียนด ี
่
ิ
ั่
ี่
้
(2550 : 33-34) ไดเสนอยุทธวิธีทวไปของการเปลยนแปลงไว้ 3 ยุทธวิธี คอ 1) ยุทธวิธีการใชหลก
ื
ั
้
ื่
ิ
ั
เหตผลและข้อมูลเชงประจกษ์ โดยมีความเชอว่า มนุษย์สามารถจะทาตามความสนใจของตนเองให้
ุ
ึ
ี่
้
ปรากฏชดเจนไดการเปลยนแปลงจงเกิดขึ้น จากทตวบุคคล กลมบุคคลรู้ดว่าตนเองมีความประสงค ์
ี
ี่
ั
ุ่
ั
และเห็นว่ามีผลดีตามความสนใจของตนเอง 2) ยุทธวิธีการให้การศกษาใหม่หรือให้ความรู้ใหม่ โดยมี
ึ
ื่
ี่
ุ
ู
ความเชอว่า มนุษย์มีแรงจงใจทแตกตางกัน ยึดความเป็นเหตผล และความฉลาดของมนุษย์ โดยท ี่
่
ั
ิ
้
ั
แบบแผนการปฏิบัตใดๆจะไดรับการสนับสนุนหรือเป็นผลมาจากบรรทดฐานทางสงคมทบุคคลนั้น
ี่
่
ุ
้
ื
็
ิ
ยอมรับและยึดเปนแนวปฏบัต และ 3) ยุทธวิธีในการใชอ านาจและการควบคม กลาวคอ เปนการใช ้
็
ิ
ิ
้
ี่
อิทธิพลของตาแหน่งหน้าทและใชข้อมูลทไม่สามารถคดคานหรือปฏเสธได นอกจากนี้กระบวนการ
ี่
ั
้
้
้
ิ
ื
ี่
เปลี่ยนแปลงยังประกอบดวย 3 ขั้น คอ 1) ขั้นละลายความเคยชน 2) ขั้นการเปลยนแปลง 3) ขั้นทาให้อยู่
อย่างมั่นคง นอกจากนี้ปัจจยทสงผลกระทบตอการเปลยนแปลงมาจาก 2 สาเหต คอ สาเหตจากภายนอก
ุ
ุ
ื
่
ี่
่
ั
ี่
ี่
และสาเหตจากภายใน ซึ่งการเปลยนแปลงทมาจากภายนอกอาเปนเหตการณทเกิดขึ้นอย่างชาๆ สะสม
็
้
ี่
ี่
์
ุ
ุ
จนท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ั
ี่
ั
จากลกษณะทสาคญของทฤษฎี สรุปไดว่า ทฤษฎีการเปลยนแปลงมีลกษณะของ
ี่
้
ั
้
ั
ื
การผสมผสานกัน ดงนั้นการเลอกใชทฤษฎี หลกการในการเปลยนแปลงสาหรับการนิเทศ จาเป็น
ั
ี่
ิ
ี่
จะตองรู้และเข้าใจเกี่ยวกับการเปลยนแปลงในทกองคประกอบ ทงนี้ เพื่อปฏิบัตหน้าทในการนิเทศ
้
์
ุ
ี่
ั้
ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด
30
2.3.1 ทฤษฎีแรงจูงใจ
ู
ื
ทฤษฎีแรงจูงใจที่ได้รับการยอมรับและกล่าวขวัญกันคอ ทฤษฎีแรงจงใจของ Maslow และ
ั
้
ู
ี่
้
ทฤษฎีแรงจงใจของ Herzberg, F. โดยท Maslow ไดจาแนก ความตองการของมนุษย์เรียงลาดบจาก
ความต้องการพื้นฐานจนถึงความตองการสดยอด 5 ประการ คือ
้
ุ
1. ความต้องการทางด้านร่างกาย (Physiological Needs)
2. ความต้องการความปลอดภัย หรือสวัสดิภาพ (Safety Needs)
่
3. ความตองการความรักและการเปนสวนหนึ่งของหมู่คณะ (Belongingness and
้
็
love Needs)
4. ความต้องการได้รับความนับถือจากผู้อื่น (Esteem Needs)
้
้
ั
้
ี่
5. ความตองการความเป็นตวตนเองอันแทจริงของตนเอง และตองการทจะพัฒนา
้
็
ุ
้
ตนเองอย่างเตมศกยภาพ (Self-actualization Needs) เป็นความตองการขั้นสดทาย ซึ่งเป็น
ั
้
ุ
ความตองการขั้นสงสดของมนุษย์ ความตองการของมนุษย์ทง 5 ประเภทนี้อาจจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน
ู
้
ั้
ั
้
ในบางประเภท เช่น ความต้องการทางสังคม และความสาเร็จในตวเอง หรือความตองการทางกาย และ
ความต้องการทางสังคม
่
ี
ในทานองเดยวกัน Herzberg at el. (1959 อ้างถึงใน วัชรา เลาเรียนด, 2550 : 68)
ี
์
ู
้
้
ื
์
้
ู
ไดเสนอทฤษฎีแรงจงใจสององคประกอบ คอ องคประกอบดานแรงจงใจ (Motivation Factors) ไดแก่
ี่
้
ั
ื่
โอกาสและความเป็นไปใน การเจริญก้าวหน้า การไดเลอนระดบหรือความก้าวหน้าในหน้าทการงาน
ิ
้
การไดรับการยกย่อง ยอมรับ การไดรับมอบหมายให้รับผดชอบ และผลสาเร็จหรือการประสบผลสาเร็จ
้
้
้
ื
่
ส่วนองค์ประกอบด้านสุขภาพศาสตร์ (Hygiene Factors) ประกอบดวย เงินเดอนคาจาง สภาพการทางาน
ความปลอดภัยหรือสวัสดิการในการท างาน ชีวิตส่วนตัว นโยบายของโรงเรียนและการบริหาร การนิเทศและ
เทคนิควิธีการนิเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในหน่วยงาน และฐานะหรือสถานภาพของบุคคล
่
่
้
สวน Mc Gregor, Douglas (1960 อ้างถึงใน วัชรา เลาเรียนด, 2550 : 68) ไดเสนอ
ี
่
ื
ื
ั
ั
ิ
ข้อสมมตเกี่ยวกับมนุษย์ใน 2 ลกษณะ คอ ทฤษฎี X กลาวว่า มนุษย์ทวไปมีนิสยประจาตวก็คอ ไม่อยาก
ั
ั่
้
ี่
ั
ี
ุ
้
ี่
ทางานและพยายามทจะหลกเลยงงานเทาทจะทาได ตองมีการบังคบควบคมชแนะ และขู่เข็ญ
่
ี่
ี้
ด้วยการลงโทษ รวมทั้งไม่ชอบที่จะถูกชี้แนะ ปรารถนาที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ มีความทะเยอทะยาน
้
้
น้อย มีความต้องการความปลอดภัยมากที่สุด และทฤษฎี Y กลาวคอ การใชความพยายามทางดานร่างกาย
่
ื
ั
และจิตใจในการท างานเป็นเรื่องธรรมชาติ การควบคุมภายนอกและการทาให้หวาดกลวโดยการลงโทษไม่ใช ่
เป็นวิธีการทาให้บรรลวัตถุประสงคขององคกรการมีข้อผกมัดกับจดประสงคในการทางานเป็นวิธีการให้
์
์
ุ
์
ู
ุ
้
ี่
์
รางวัลชนิดหนึ่งซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความสาเร็จ มนุษย์สามารถเรียนรู้ไดภายใตภาวการณทเหมาะสม
้
์
์
ความสามารถในการใช้จิตนาการ ความจริงใจ ความคดสร้างสรรค เพื่อแก้ไขปัญหาภายในองคกรจะเป็นไป
ิ
อย่างกว้างขวาง ไม่ใช่ภายในขอบเขตจ ากัด
ึ
ู
จากการศกษาทฤษฎีแรงจงใจ สรุปไดว่า ในการนิเทศงานจาเป็นตองคานึงถึง
้
้
้
ธรรมชาติของมนุษย์ที่แท้จริง และความต้องการของผรับการนิเทศ หรือครูตามความตองการพื้นฐาน
ู้
้
้
้
ั
ึ
ี่
ั
ี่
่
ในขั้นความตองการทจะรู้สกว่าตวเองมีคา และความตองการทรู้จกตนเองอย่างแทจริงและ
้
ั
้
่
ู
ั
ความตองการทจะพัฒนาตนเองอย่างเตมศกยภาพ ซึ่งตองอาศยทฤษฎีแรงจงใจตางๆ มาประกอบกับ
็
ี่
ิ
การปฏิบัติงานนิเทศด้วย โดยมุ่งเน้นทั้งด้านงานและจตใจ รวมทั้งการสร้างบรรยากาศในการปฏิบัติงานด้วย
31
2.3.3 ทฤษฎีการสื่อสาร
่
ั
ื่
ิ
่
การตดตอสอสารมีความจาเป็นและสาคญตอการนิเทศการสอน เพราะการนิเทศ
้
่
ิ
ี่
่
การสอนเป็นการปฏิบัตงานเพื่อชวยครูในการสอนทตองอาศยการตดตอสอสารซึ่งกันและกัน
ื่
ิ
ั
การติดต่อสื่อสารเกิดขนในทุกองค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากกระบวนการพูด มีองคประกอบท ี่
์
ึ้
ั
ู้
ื
ุ
ู้
ู้
ี่
ื
ู้
สาคญ คอ 1) ผพูด 2) คาพูด 3) ผฟัง คอ ผพูด คาพูด ผฟัง มีจดเน้นทการกระทาของ
ี่
ผสงและผรับซึ่งทาหน้าทอย่างเดยวกันและเปลยนบทบาทกันไปมาในการเข้ารหัสสาร การแปล
ี่
ู้
ี
่
ู้
ความหมาย และการถอดรหัสสาร
่
่
ี
นอกจากนั้น วัชรา เลาเรียนด (2550 : 165) กลาวว่าการสอสาร เป็นการสอ
ื่
ื่
ความหมายระหว่างกัน ในการนิเทศการสอนจึงเป็นเรื่องส าคัญ เพราะผู้นิเทศนั้นจะต้องท างานร่วมกับ
ครู ตองพูดคยปรึกษาหารือกัน ทงเป็นแบบทางการและไม่เป็นทางการอยู่ตลอดเวลา มีจดเน้นท ี่
้
ั้
ุ
ุ
ู้
ี
ี่
ู้
กระทาของผสงและผรับซึ่งทาหน้าทอย่างเดยวกัน และเปลยนบทบาทกันไปมาในการเข้ารหัส
ี่
่
การแปลความหมาย และการถอดรหัส ซึ่งในการสอสารนั้นจะตองตอบคาถามตอไปนี้ให้ได คอ ใคร
่
้
ื่
ื
้
ั
พูดอะไร โดยวิธีการและชองทางใด ไปยังใคร ดวยผลอะไร จากคาถามดงกลาว สรุปว่าการพัฒนา
้
่
่
ทฤษฎีการสื่อสารโดยมีประเด็นที่พิจารณาว่าผู้ส่งจะส่งสารอย่างไร และผู้รับจะแปลความหมาย และมี
่
้
การโตตอบสารนั้นอย่างไร เรียกว่าทฤษฎี S M C R ประกอบดวย ผสง (Source) ข้อมูลข่าวสาร
้
ู้
ู้
ั
(Message) ชองทางในการสง (Channel) ผรับ (Receiver) อันเป็นองคประกอบสาคญของการ
่
์
่
สื่อสาร
จากการศกษาทฤษฎีการสอสาร สรุปไดว่า ในการนิเทศการสอนในโรงเรียนนั้น
ื่
ึ
้
ิ
่
บรรยากาศโรงเรียนแบบเปิด วัฒนธรรมโรงเรียนทเอื้อตอการเรียนรู้ การปฏิบัตงานร่วมกัน
ี่
่
ิ
ั้
ื่
การยอมรับซึ่งกันและกัน มีความส าคัญต่อการนิเทศให้บรรลุผลสาเร็จ รวมทงการตดตอสอสารตอกัน
่
ที่มีประสิทธิผล ย่อมสร้างความเข้าใจตรงกันที่ส าคัญที่สุด คือ การสื่อสารที่ดีต่อกัน
2.3.4 ทฤษฎีมนุษย์สัมพันธ์
ั
ิ
ิ
นักคดนักการศกษา และนักจตวิทยาไดกลาวถึง ทฤษฎีมนุษย์สมพันธ์ของ Elton
่
ึ
้
้
ึ
Mayo (อ้างถึงใน Sergiovanni and Stratt 1988 : 8-10) ไดศกษาถึงพฤตกรรมของมนุษย์ใน
ิ
การทางานทไม่ไดขึ้นอยู่กับปัจจยทางดานเศรษฐกิจหรือการจงใจทางดานการเงินเทานั้น
ู
้
ี่
้
่
้
ั
แต่ยังขึ้นอยู่กับความต้องการทางด้านจิตใจ หรือเรื่องราวทางด้านสังคมที่ไม่ได้เกี่ยวกับการเงินโดยตรง
้
้
ิ
ึ
ั
ดวยและยังศกษาถึง “Hawthorne Studies” ในประเดนปัจจยดานปทศถานทางสงคม พฤตกรรม
็
ั
ั
ของคนถูกก าหนดตามสัมพันธภาพในกลุ่ม และผู้น าอย่างไม่เป็นทางการ
่
สวน Maslow (1954 อ้างถึงใน Glickman, Gordon and Ross-Gordon 1995 :
156) มีแนวคดทมุ่นเน้นกระบวนการในการจงใจ (Process Theory of Motivation)
ู
ี่
ิ
้
ี่
เพื่อหาค าตอบว่าจะมีวิธีการจงใจอย่างไรทจะทาให้คนมีพฤตกรรมตามทเราตองการได ซึ่งน ามาเป็น
้
ู
ี่
ิ
หลกทางดานมนุษย์สมพันธ์ ตามทฤษฎีลาดบความตองการของ Maslow’s Hierarchy of Needs
ั
ั
้
้
ั
Theory บนสมมตฐาน 3 ข้อ คอ 1) บุคคลคอสงมีชวิตทมีความตองการ 2) ความตองการ
้
้
ี่
ิ
ิ่
ี
ื
ื
ี่
ั
ถูกเรียงลาดบตามความสาคญจากความตองการพื้นฐานไปจนถึงความตองการทซับซ้อน
้
ั
้
ู่
ั
้
และ3) บุคคลจะก้าวสความตองการในระดบตอไปเมื่อความตองการระดบตาลงมาไดรับ
้
้
่
ั
่
การตอบสนองแล้ว
32
2.3.5 ทฤษฎีภาวะผู้น า
ู้
้
ู้
ในการนิเทศการสอน ผนิเทศจะตองใชภาวะผน าในการนิเทศอย่างเหมาะสม
้
ุ
้
ู้
ั
เพื่อให้การนิเทศประสบผลสาเร็จและบรรลตรงตามเป้าหมาย ดงนั้น ผนิเทศจะตองรู้และเข้าใจ
้
่
ู้
ิ
ี่
ู้
ู้
เกี่ยวกับภาวะผน า ประเภทผน า และการใชภาวะผน าในการสงเสริมเปลยนแปลงพฤตกรรม
ี่
ุ
การปฏิบัติงานของครู ให้ส่งผลถึงคุณภาพของนักเรียนมากทสด เกี่ยวกับเรื่องนี้ Mc Gregor, Douglas
่
ี
ู้
้
(1960 อ้างถึงใน วัชรา เลาเรียนด, 2550 : 58) ไดกลาวถึงลกษณะของผน า ตามแนวทฤษฎี X และ
ั
่
่
ั่
ทฤษฎี Y และได้เสนอข้อสมมติฐานเกี่ยวกับมนุษย์ใน 2 ลักษณะ คือ ทฤษฎี X กลาวว่า มนุษย์ทวไปมี
ั
่
ี่
ื
ี่
นิสยประจาตวก็ คอ ไม่อยากทางานและพยายามทจะหลกเลยงงานเทาทจะทาได ตองมีการบังคบ
ี่
ี
้
ั
้
ั
้
ั้
ี้
ี่
ี่
ี
ี่
ี้
ุ
ควบคมชแนะ และขู่เข็ญดวยการลงโทษ รวมทงไม่ชอบทจะถูกชแนะ ปรารถนาทจะหลกเลยง
ิ
้
ี่
ความรับผดชอบ มีความทะเยอทะยานน้อย มีความตองการความปลอดภัยมากทสด และทฤษฎี Y
ุ
ิ
กลาวคอ การใชความพยายามทางดานร่างกายและจตใจในการทางานเปนเรื่องธรรมชาต การควบคม
ุ
้
้
็
่
ื
ิ
ุ
่
์
์
ั
ภายนอกและการทาให้หวาดกลวโดยการลงโทษไม่ใชเป็นวิธีการท าให้บรรลวัตถุประสงคขององคกร
ุ
ู
การมีข้อผกมัดกับจดประสงคในการทางานเป็นวิธีการให้รางวัลชนิดหนึ่งซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับ
์
้
ี่
์
ความสาเร็จ มนุษย์สามารถเรียนรู้ไดภายใตภาวการณทเหมาะสม ความสามารถในการใชจนตนาการ
้
้
ิ
ิ
็
์
ั
่
์
ความจริงใจ ความคดสร้างสรรค เพื่อแก้ไขปญหาภายในองคกรจะเปนไปอย่างกว้างขวาง ไม่ใชภายใน
ขอบเขตจ ากัด
ี
่
นอกจากนั้น Hersey P. and Blanchard K. (1977 อ้างถึงใน วัชรา เลาเรียนด,
้
ิ
2550 : 65) ไดเสนอรูปแบบภาวะผน า 4 แบบ ซึ่งเน้นพฤตกรรมการทางาน (Task Behavior) กับ
ู้
ื
ิ
ั
ู
ั
พฤตกรรมความสมพันธ์ระหว่างบุคคล (Relationship Behavior) คอ 1) ให้ความสาคญกับงานสง
ั
และให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่ า จัดเป็นการใช้ภาวะผู้น าแบบเผด็จการ 2) ให้ความสาคญกับงาน
ั
และให้ความสมพันธ์ระหว่างบุคคลสง จดเป็นการใชภาวะผน าแบบประชาธิปไตย 3) ให้ความสาคญ
ู
ั
้
ั
ู้
ั
ั
ู
่
กับความสมพันธ์ระหว่างบุคคลสง และความสาคญกับงานตา และ4) ให้ความสาคญกับงานและให้
ั
ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่ า จัดเป็นการใช้ภาวะผู้น าแบบปล่อยปละละเลย
้
ี่
จะเห็นไดว่าทฤษฎีทเกี่ยวข้องกับความสาเร็จของการนิเทศ ย่อมขึ้นอยู่กับ
ความสามารถ และรูปแบบของความเป็นผน า โดยการรู้จกในสงจงใจเป็นเครื่องกระตนใน
ิ่
ู
ุ้
ู้
ั
ู้
ี่
การปฏิบัติงาน การให้ความร่วมมือ ดังนั้น ภาวะผน า จึงเป็นเทคนิคหนึ่งทจาเป็นของผน าและผนิเทศ
ู้
ู้
จะต้องเลือกใช้ทั้งรูปแบบภาวะผู้น าให้เหมาะสมกับคนและกลุ่มคน
2.3.6 ทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ ่
พัฒนาการของผใหญ่ในดานการเรียนรู้และความเจริญก้าวหน้านั้น เป็นไป
ู้
้
ั
้
ตามลาดบขั้นตอน โดยเฉพาะการเปลยนแปลงการเรียนรู้ของผใหญ่จาเป็นตองคานึงถึงการ
ู้
ี่
ู้
ั
เปลี่ยนแปลงลักษณะของความรู้ ความสามารถ ความสมพันธ์ของผใหญ่กับสภาพแวดลอมดวย และ
้
้
่
ั
ผู้ใหญ่แต่ละคนจะมีระดับความคดรวบยอดทแตกตางกันตามลาดบ เกี่ยวกับเรื่องนี้ วัชรา เลาเรียนดี
่
ี่
ิ
ิ
ั
้
ู้
(2550 : 38) ไดให้แนวคดในการพัฒนาความคดรวบยอดของผใหญ่ ดงนี้ คอ 1) ความคดรวบยอด
ื
ิ
ิ
้
ิ
ี่
ี่
ั
่
่
ระดบตาเป็นบุคคลทมีความสามารถในการคดทเป็นรูปธรรม เชน สามารถประเมินสงตางๆ ดวย
ิ่
่
ู
เกณฑ์ธรรมดาง่ายๆ ไม่สามารถนิยามปัญหาได้ จาเป็นตองแสดงวิธีทาให้ดหรือแสดงวิธีการแก้ปัญหา
้
ิ
ให้ดเป็นตวอย่าง 2) ความคดรวบยอดระดบปานกลาง เป็นบุคคลทมีความสามารถในการคด
ั
ี่
ิ
ู
ั
33
้
เชิงนามธรรมได้มากขึ้น ได้แก่ อธิบายหรือนิยามปัญหาได้ และคิดวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมไดในจานวน
ู
ั
ี่
ั
ที่จ ากัด แต่ยังไม่มีการวางแผนแกปัญหาที่ชัดเจน 3) ความคิดรวบยอดระดบสง เป็นบุคคลทมีลกษณะ
ู
ิ
ั
ั
ั
ี่
ิ
ิ
ื่
ั
เป็นนักคดทละเอียดลออ สามารถคดเชงนามธรรมระดบสง เป็นตวของตวเอง เชอมั่นในตวเอง
มีความรู้ มีความยืดหยุ่น และมีความสามารถในการบูรณาการเรื่องต่างๆ เข้าด้วยกันได ้
ู
ั
ู้
่
ั
ิ
ี่
กลาวโดยสรุป ผใหญ่ทมีความคดรวบยอดระดบสงจะมีลกษณะการเรียนรู้ท ี่
็
แตกต่างกันจากผู้ใหญ่ที่มีความคิดรวบยอดระดับตา โดยเฉพาะในประเดนกระบวนการจดการเรียนรู้
่
ั
้
ี่
และเทคนิควิธีการทใชในการจดการเรียนรู้ นอกจากนั้นการเรียนรู้ของผใหญ่ ยังมีความสมพันธ์
ั
ู้
ั
เกี่ยวโยงกับการนิเทศและผู้นิเทศโดยตรง ดงนั้นหากผนิเทศทมีความรู้เกี่ยวกับผใหญ่ พัฒนาการของ
ู้
ั
ู้
ี่
ผใหญ่และแนวทางการพัฒนาการเรียนรู้ของผใหญ่ ก็จะชวยให้การนิเทศการสอนของครู
่
ู้
ู้
เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนการสอนให้มีคณภาพมากขึ้น ซึ่งสอดคลองกับการนิเทศแบบ
ุ
้
ั
พัฒนาการของ Glickman at el. (2004 อ้างในวัชรา เล่าเรียนดี, 2550 : 36-37) ที่ให้ความสาคญกับ
ครู และการเลือกใช้วิธีการนิเทศที่เหมาะสมกับครูแต่ละแบบ
ในการนิเทศการสอนความรู้เกี่ยวกับผใหญ่และแนวทางการพัฒนาผใหญ่
ู้
ู้
่
ื
้
ี่
หากผนิเทศมีความรู้ เกี่ยวกับผทจะทาการชวยเหลอแนะน าหรือร่วมปฏิบัตงานดวย ก็จะชวยทาให้
ิ
ู้
ู้
่
การด าเนินการนิเทศเป็นไปได้ง่าย และมีแนวโน้มจะประสบผลสาเร็จมากกว่าการไม่มีความรู้เกี่ยวกับ
่
ผู้ใหญ่หรือครูเลย นอกจากนั้นยังเป็นการส่งเสริมให้ครูมีความก้าวหน้า มีการพัฒนาการ และสงผลถึง
ี
่
ผลการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งวัชรา เลาเรียนด (2550 : 37, 141-142), Glickman at el. (1995 :
ิ
์
80-81), ชดชงค ส.นันทนาเนตร (2549 : 94-96), Wiles, Jon and Joseph B. (2004 : 152 – 153),
ั
่
้
Knowles, M.S., Holtion and Swanson (1998 : 64-68) ไดสรุปหลกการสงเสริมและพัฒนาการ
เรียนรู้ของผู้ใหญ่ ดังนี้
้
ู้
1) ตองคานึงถึงความตองการทจะรู้หรือความตองการเรียนรู้ของผใหญ่แตละ
ี่
่
้
้
บุคคลเป็นหลัก
ี่
์
้
ิ
2) การเรียนรู้ของผใหญ่ อาศยความรู้เดมและประสบการณทไดสงสมมาเป็น
ั่
ู้
ั
พื้นฐานในการเรียนรู้
้
3) สภาพแวดล้อมและความพร้อมในการเรียนรู้ ผู้ใหญ่ตองการความสะดวกสบาย
เหมาะสม ตลอดจนได้รับความไว้วางใจและการให้เกียรติผู้เรียน
4) ความคดรวบยอดเกี่ยวกับตนเอง ผใหญ่มองตนเองว่าเป็นบุคคลทมี
ี่
ู้
ิ
ความรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง
5) เป้าหมายการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่จะมีแนวโน้มจะมุ่งเป้าหมายการเรียนรู้ใน
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตเพื่อการแก้ปัญหา
6) การเรียนรู้ของผู้ใหญ่เกิดจากแรงจูงใจภายในมากกว่าแรงจูงใจภายนอก
ู้
ู้
ั
้
จากหลักการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ของผใหญ่ สรุปไดว่า ผใหญ่มีลาดบของ
การเรียนรู้จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม ดงนั้นในการนิเทศการสอนจงตองอาศยความรู้ ความเข้าใจใน
ั
ึ
ั
้
เรื่องการเรียนรู้ของผู้ใหญ่และการพัฒนาการของผู้ใหญ่ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ที่เกี่ยวกับการนิเทศ
34
2.4 แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบ
ผู้วิจัยได้ศึกษาหลักการแนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบ และการพัฒนารูปแบบ ดังนี้
2.4.1 ความหมายของรูปแบบ
้
ั
ี่
์
ื
คาศพทในภาษาอังกฤษทใชเรียกรูปแบบมี 2 คา คอ Model และ Paradigm
์
้
้
่
ั้
ซึ่งสงัด อุทรานันท (2530 : 11) ไดอธิบายว่า ทง 2 คานี้ น าไปใชแตกตางกัน โดยคาว่า Model
ี่
่
้
ิ่
้
ั
์
ใชกับทฤษฎีหรือสงทเกิดขึ้นครั้งแรก แตหากเป็นการน าไปประยุกตใช หรือดดแปลงจากของเดม
ิ
เรียกว่า Paradigm แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ค าว่า Model ทั้งในกรณีทฤษฎีหรือสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรก และ
ในกรณีการน าไปประยุกต์ใช้ ค าว่ารูปแบบหรือ Model ตามพจนานุกรมของ Webster (1970 : 913)
่
้
ไดให้ความหมายแบ่งออกเป็น 4 ประการดวยกัน ไดแก่ 1) แบบจาลองทลอกเลยนแบบย่อสวนจาก
ี
้
ี่
้
ิ
วัตถุของจริง ตัวต้นแบบ รูปแบบแรกเริ่ม แบบสมมุต หุ่นจาลอง หุ่นขี้ผง 2) บุคคลหรือสงของทไดรับ
ี่
ึ้
้
ิ่
ี่
การยกย่องให้เป็นมาตรฐานของความยอดเยี่ยม 3) วิถีทางหรือแบบแผน 4) บุคคลทเป็นแบบให้แก่
ศลปิน ชางภาพ หรือนางแบบแสดงเครื่องแตงกาย คานี้ในภาษาไทยมีคาอื่น ๆ ทใชเรียกใน
่
ี่
่
ิ
้
ความหมายเดียวกันกับรูปแบบ เช่น ต้นแบบ ตัวแบบ แบบจาลอง ซึ่งนักวิชาการทางการศกษาหลาย
ึ
ท่านได้อธิบายความหมายรูปแบบ ดังนี้
ั
ั
รูปแบบ หมายถึง แผนผง แผนภูมิหรือหุ่นจาลอง ซึ่งมีลกษณะการจาลองสภาพ
ความเป็นจริงของปรากฏการณ์ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขององค์ประกอบหรือปรากฏการณ์
่
์
้
ั
ตาง ๆ เพื่อให้เข้าใจไดง่ายขึ้น (สงัด อุทรานันท (2530 : 11), วิชย วงษ์ใหญ่ (2537 : 41), Stoner,
ิ
ึ
ี่
Jame A. F. and Wankel, Charles. (1986 : 12) รูปแบบจงเป็นรูปธรรมทางความคดทเป็นนามธรรม
ี่
มีลักษณะเป็นโครงสร้างทางความคิด ที่แสดงองค์ประกอบและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบทสาคญ
ั
ิ่
ี่
์
่
ของสงทศกษา หรือสงทบุคคลใชในการหาคาตอบ ความรู้ และความเข้าใจในปรากฏการณตางๆ
ี่
ิ่
ึ
้
วิจิตรา ปัญญาชัย (2543 : 74), ทิศนา แขมมณี (2545 : 1)
สรุปว่า รูปแบบหมายถึง โครงสร้างของความคดทแสดงองคประกอบตางๆ และ
ี่
์
ิ
่
ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบเหล่านั้น
2.4.2 ประเภทของรูปแบบ
Keeves (1988, อ้างถึงใน วิจตรา ปัญญาชย 2543 : 74) จาแนกประเภท
ั
ิ
รูปแบบทางการศึกษาและสังคมศาสตร์ ออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. รูปแบบเชิงเทียบเคียง (Analogue Model) เป็นรูปแบบที่ใช้ในการอุปมาอุปไมย
ิ
์
ี
ี่
ี
เทยบเคยง ในการอธิบายปรากฏการณทเป็นนามธรรม เพื่อสร้างความเข้าใจเชงรูปธรรม โดยใช ้
ี
ี
หลกการเทยบเคยงโครงสร้างของรูปแบบให้สอดคลองกับลกษณะข้อมูลหรือความรู้ทมีอยู่
ี่
ั
้
ั
ซึ่งองค์ประกอบของรูปแบบต้องมีความชัดเจน สามารถน าไปทดสอบข้อมูลเชิงประจักษ์ได ้
2. รูปแบบเชิงข้อความ (Semantic Model) เป็นรูปแบบที่ใช้ภาษาเป็นสื่อ
้
ในการบรรยาย หรืออธิบายปรากฏการณทศกษาดวยภาษา แผนภูมิ หรือรูปภาพ เพื่อให้เห็น
ึ
ี่
์
โครงสร้างทางความคิด องค์ประกอบและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของปรากฏการณ์นั้นๆ
3. รูปแบบเชิงคณิตศาสตร์ (Mathematical Model) เป็นรูปแบบที่ใช้สมการทาง
คณิตศาสตร์ แสดงความสัมพันธ์ของตัวประกอบหรือตัวแปร
35
4. รูปแบบเชิงสาเหตุ (Causal Model) เป็นรูปแบบที่พัฒนามาจากการวิเคราะห์
ั
ี่
เส้นทาง (path analysis) ร่วมกับหลักการสร้างรูปแบบเชิงข้อความ โดยอาศยทฤษฎีทเกี่ยวข้องหรือ
งานวิจัยที่มีมาแล้ว น ามาแสดงความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่างตัวแปร ซึ่งสามารถทดสอบได ้
2.4.3 ลักษณะของรูปแบบที่ด ี
ั
ิ
ั
้
Keeves (1988 อ้างถึงใน วิจตรา ปัญญาชย, 2543 : 75) ไดสรุปลกษณะของ
รูปแบบที่ดี ดังนี้
1. ประกอบด้วยความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างตัวแปรแต่ละตัว
2. น าไปสู่การท านายผล ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์
ิ
ั
ั
้
ุ
3. อธิบายโครงสร้างความสมพันธ์เชงเหตผลไดอย่างชดเจน สามารถพยากรณ์
และอธิบายปรากฏการณ์ได้ด้วย
4. น าไปสู่การสร้างแนวคิดใหม่ หรือความสัมพันธ์ใหม่ในเรื่องที่ศึกษา
5. ลักษณะรูปแบบของเรื่องใด ๆ ควรขึ้นกับกรอบทฤษฎีของเรื่องนั้นๆ
2.4.4 แนวคิดการออกแบบและพัฒนารูปแบบ
การออกแบบระบบการเรียนการสอน เป็นกระบวนการหนึ่งที่ส าคัญ โดยการน า
ิ
ิ
้
ิ
วิธีการเชงระบบ (System Approach) มาใชในการดาเนินงานให้เกิดประสทธิภาพและประสทธิผล
ั
ี
้
ิ
สูงสุด ทั้งนี้เนื่องจาก“ระบบ”ช่วยให้การด าเนินงานต่างๆ เกิดสมฤทธิผลตามเปาหมาย (ทศนา แขมมณ,
ี่
ื่
ุ่
์
ี
2550 : 197) ระบบเป็นกลมองคประกอบทเชอมโยงซึ่งกันและกัน มุ่งไปสจดหมายเดยวกัน ดงนั้น
ั
ุ
ู่
การน าวิธีเชิงระบบไปใช้กับการออกแบบจะชวยทาให้เกิดประสทธิภาพในการน าไปสจดมุ่งหมายทาง
ิ
ู่
่
ุ
การศึกษาได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การตรวจสอบข้อมูลทป้อนกลบสระบบเป็นการควบคมการทางาน
ู่
ั
ี่
ุ
่
ั
ของระบบทาให้การพัฒนาการจดการเรียนการสอนเกิดขึ้นอย่างคลองตวและราบรื่น Kruse (2007 : 1)
ั
ู้
้
ั
ี่
แบบจาลองทใชในการออกแบบทางการศกษามีอยู่มากมาย ในทนี้ผวิจยไดทบทวนแบบจาลอง
้
ี่
ึ
เชิงระบบ 2 ระบบ ดังนี้
1. แบบจ าลองการออกแบบระบบการเรียนการสอน The ADDIE Model
เป็นแบบจ าลองที่ใช้วิธีการเชิงระบบ ประกอบด้วย ขั้นตอนต่าง ๆ 5 ขั้นตอน Kruse (2007 : 1) คือ
1.1 ขั้นตอนการวิเคราะห์ (Analysis) วิเคราะห์ความตองการจาเป็น และ
้
ขอบเขตในการจัดการเรียนการสอน
1.2 ขั้นตอนการออกแบบ (Design) ระบุกิจกรรมการเรียนรู้ การประเมิน
การเรียนรู้ การเลือกสื่อ และวิธีการจัดการเรียนการสอน
1.3 ขั้นตอนการพัฒนา (Development) พัฒนาแผนการจดการเรียนรู้ การพัฒนา
ั
นวัตกรรมที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้และพัฒนาเครื่องมือวัดและประเมินผล
้
ั
1.4 ขั้นตอนการน าไปใช (Implementation) เป็นการน าแผนการจด
การเรียนรู้ นวัตกรรม และเครื่องมือวัดผลการเรียนไปใช้ในสถานการณ์จริง
1.5 ขั้นตอนการประเมินผล (Evaluation) ประเมินแผนการจดการเรียนรู้
ั
ทุกระดับส าหรับการน าไปใช้ในครั้งต่อไป
36
แผนภาพที่ 2.2 แบบจ าลอง The ADDIE Model
Analysis Design Development Implementation Evaluation
ที่มา : Kevin Kruse. Instruction to Instructional Design and the ADDIE Model. (Online). Accessed
19 June 2007. Available from http : www.elearninggurn.com/articles/art1_1.htm.
2. แบบจ าลองการออกแบบระบบการสอนของ Dick et al. (2005 : 56)
ประกอบด้วยองค์ประกอบส าคัญทั้งสิ้น 10 องค์ประกอบ คือ
2.1 ก าหนดเป้าหมายการเรียนการสอน (Identify Instructional Goals)
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรกของการออกแบบในแบบจ าลองนี้ เป็นการก าหนด
้
้
้
ว่าตองการให้นักเรียนสามารถทาอะไรไดบ้างเมื่อเรียนจบบทเรียนแลว เป้าหมายการเรียนการสอน
้
ี
ิ
้
อาจไดมาจากบัญชรายการเป้าหมาย ไดมาจากการวิเคราะห์การปฏิบัตงาน (Performance
analysis) การวิเคราะห์ความตองการจาเป็น (Needs Assessment) จากประสบการณ์
้
การปฏิบัติงานที่พบว่าเป็นเรื่องยากส าหรับนักเรียน หรือเป็นความต้องการในการเรียนรู้ในสิ่งใหม่
2.2 วิเคราะห์การเรียนการสอน (Analyze Instruction)
็
หลังจากการก าหนดเป้าหมายการเรียนการสอนแล้ว เปนขั้นที่ต้องวิเคราะห์
ั
ว่าจะตองดาเนินการตอไปอย่างไร หากก าหนดเป้าหมายไว้เชนนั้น ดวยการวิเคราะห์ไปทละลาดบ
ี
่
่
้
้
ขั้นตอน และในขั้นตอนสุดท้ายของการวิเคราะห์การเรียนการสอน เป็นการก าหนดว่า ทกษะ ความรู้
ั
ี่
และเจตคติที่รู้จักกันในชื่อว่า พฤติกรรมน าเข้า (Entry Behavior) อะไรบ้างทนักเรียนตองสามารถทา
้
ได้ก่อนที่จะเริ่มการเรียนการสอนครั้งนี้
2.3 วิเคราะห์นักเรียนและบริบท (Analyze learners and Contexts)
นอกจากการวิเคราะห์เป้าหมายการเรียนการสอนแล้ว ยังมีการวิเคราะห์ท ี่
ต้องด าเนินการไปแบบคู่ขนาน คือ การวิเคราะห์นักเรียนและบริบท ที่จะช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้
่
ทักษะและบริบทต่าง ๆ ที่จะต้องใช้ ลักษณะตาง ๆ เชน ทกษะ ความชอบ เจตคตของนักเรียนจะถูก
ิ
ั
่
ั
่
ี่
่
ก าหนดด้วยคุณลักษณะของสถาบัน และแหลงฝกทกษะ ข้อมูลทสาคญเหลานี้จะมีผลตอความสาเร็จ
ั
ึ
่
ในแต่ขั้นตอนของแบบจ าลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นการพัฒนากลยุทธ์การสอน
2.4 เขียนวัตถุประสงค์เชิงปฏิบัติ (Write Performance Objective)
ขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับขั้นการวิเคราะห์การเรียนการสอน และพฤติกรรมน าเข้าท ี่
ระบุไว้ เป็นการเขียนระบุให้ชัดเจนว่า นักเรียนจะสามารถท าอะไรได้บ้างในด้านความรู้และการปฏิบัต ิ
ุ
เมื่อสนสดการเรียนการสอนแลว ข้อความทเขียนขึ้นนี้ไดมาจากทกษะทระบุไว้ในขั้นการวิเคราะห์
ิ้
ี่
ั
้
้
ี่
ั
การเยนการสอน ขั้นตอนนี้จึงเป็นการระบุทักษะที่ต้องเรียนรู้ เงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติในการพัฒนาทกษะ
และเกณฑ์ที่บ่งชี้การบรรลุความส าเร็จ
37
2.5 พัฒนาเครื่องมือประเมินผล (Develop Assessment Instrument)
ขั้นตอนการพัฒนาเครื่องมือประเมินผลนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ได้ก าหนดไว้
เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ดังกล่าว คือสามารถวัดความสามารถของนักเรียน
ื
ั
ุ
ั
ี่
้
ั
ี่
์
ได้ตรงตามความต้องการ จดเน้นหลก คอ ทกษะทระบุในวัตถุประสงคกับทกษะทตองการประเมินมี
ความสอดคล้องกัน
2.6 พัฒนากลยุทธ์การสอน (Develop Instructional Strategy)
เป็นการก าหนดกลยุทธ์ที่ต้องใช้ในการสอน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ กลยุทธ์
่
จะเป็นองค์ประกอบของการสงเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน ไดแก่ 1) กิจกรรมก่อนเรียน 2) การน า
้
่
เสนอเนื้อหา 3) การมีสวนร่วมของนักเรียน และ 4) การประเมินผลและตดตามกิจกรรมการเรียน
ิ
้
ั
กลยุทธ์ควรอยู่ภายใตทฤษฎีการเรียนรู้ และผลการวิจยเกี่ยวกับการเรียนรู้ ลกษณะของสอ อุปกรณ ์
ั
ื่
การเรียนที่ต้องใช้ในการจัดการเรียนการสอน เนื้อหาที่จะสอน และลกษณะของนักเรียน สงเหลานี้ใช ้
ิ่
ั
่
ส าหรับ การพัฒนา การเลอกใชวัสดอุปกรณและแผนการสร้างปฏิสมพันธ์ในห้องเรียน สอการสอน
ุ
ื่
์
้
ั
ื
การเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี เช่น เว็ปไซด์ หรือหน่วยการเรียนต่างๆ
2.7 พัฒนาและเลือกสื่อการเรียนการสอน (Develop and select Instructional
materials)
้
ั
เป็นขั้นตอนของการใชกลยุทธ์การสอนในการก าหนดการจดการเรียน
ื่
ื่
การสอน อันประกอบดวย คมือนักเรียน สอการเรียนการสอน และการประเมินผล (สอการเรียน
้
ู่
ี
ี
ื่
ุ
ู่
่
การสอน รวมถึงสอทกชนิด เชน คมือครู หน่วยการเรียนรู้ เครื่องฉายภาพข้ามศรษะ วีดโอเทป
ื
ื่
ิ
ั
คอมพิวเตอร์ เว็บเพจ ส าหรับการเรียนทางไกล ฯลฯ) การตดสนใจเลอกสอขึ้นอยู่กับชนิดของผลลพธ์
ั
การเรียนรู้และการเข้าถึงสื่อเหล่านั้น
2.8 ออกแบบและประเมินผลระหว่างการเรียนการสอน (Design and
Conduct Formation Evaluation of Instruction)
ึ
หลงจากการออกแบบการสอนเรียบร้อยแลว จงเป็นขั้นของการประเมินผล
้
ั
โดยการรวบรวมข้อมูลที่ใช้เพื่อระบุวิธีการปรับปรุงการเรียนการสอน การประเมินผลระหว่างการเรียน
การสอนนี้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ การประเมินผลรายบุคคล การประเมินกลมย่อย และ
ุ่
การประเมินผลการทดสอบภาคสนาม (Field-trial Evaluation) แตละประเภทของการประเมินผล
่
ท าให้ผู้ออกแบบต้องเตรียมแบบประเมินที่แตกต่างกันออกไปส าหรับใช้ในการปรับปรุงการเรียนรู้
2.9 ทบทวนการจัดการเรียนการสอน (Revise Instruction)
ขั้นตอนสุดท้ายของการออกแบบและกระบวนการพัฒนา (และเป็นขั้นแรก
ของการเริ่มตนใหม่ของกระบวนการ) คอ ขั้นการทบทวนการจดการเรียนการสอน ข้อมูลจาก
้
ั
ื
การประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ถูกสรุปและตีความเพื่อระบุประสบการณทแตกตางกันของนักเรียน
่
์
ี่
ิ
้
ในการบรรลุวัตถุประสงค์ และบ่งบอกถึงปัจจัยที่ท าให้การจัดการเรียนการสอนไม่มีประสทธิภาพ เสน
้
่
ื่
ที่ลากเชอมไปยังขั้นตอนตาง ๆ ซึ่งข้อมูลจากการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนไม่ไดน าไปใช ้
่
่
้
้
ื่
เพียงการปรับปรุงการสอนเทานั้น แตยังใชสาหรับการตรวจสอบซ้ าถึงความเชอถือไดของ
่
การวิเคราะห์การเรียนการสอน แตเป็นข้อสมมตฐานเกี่ยวกับพฤตกรรมน าเข้า และคณลกษณะของ
ุ
ิ
ั
ิ
38
่
ิ
นักเรียนและอาจจาเป็นตอการตรวจสอบซ้ าเกี่ยวกับวัตถุประสงคเชงพฤตกรรมและการจด
ั
์
ิ
แบบทดสอบ
2.10 ออกแบบและการประเมินผลภายภายหลังการเรียนการสอน (Design
and Conduct Summative Evaluation)
แม้ว่าการประเมินผลภายหลังการเรียนการสอน เป็นการรวบรวมการประเมิน
ประสิทธิภาพของการเรียนการสอน แต่โดยทั่วไปไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบขั้นตอน
ิ้
ุ
่
นี้เป็นการประเมินค่า หรือคณคาของการเรียนการสอน และปรากฏเฉพาะหลงจากการสอนเสร็จสน
ั
และได้ประเมิน เพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนในระหว่างกระบวนการเรียนการสอนเรียบร้อยแลว
้
และเป็นการทบทวนการบรรลุถึงมาตรฐานที่ผู้ออกแบบได้ก าหนดไว้
แผนภาพที่ 2.3 แบบจ าลองการออกแบบระบบการเรียนการสอน
แบบจ าลองการออกแบบระบบการเรยนการสอน
ี
การทบทวน
การจัดการเรยน
ี
การ
วิเคราะห ์ การสอน
การเรยน
ี
การสอน
ี
การก าหนด การเขยน การพัฒนา การพัฒนากล การพัฒนาและ การออกแบบ
ื่
ิ
ื่
ื
เปาหมาย วัตถ ุ เครองมอ ื ยุทธ์การสอน เลอกสอการ และประเมนผล
้
ี
ิ
การเรยน ประสงค์ ประเมนผล เรยน ระหว่าง
ี
ิ
ี
การสอน เชงปฏิบัต ิ การสอน การเรยน
การวิเคราะห์ การสอน
ผู้เรยนและ
ี
ิ
บรบท
การออกแบบ
และ
ิ
การระเมนผล
หลังการเรยน
ี
การสอน
th
ที่มา Dick et al., The Systematic of Instruction 6 ed. (Boston : Pearson, 2005)
39
2.5 การวัดและประเมินผล
2.5.1 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้
ั้
ั
ั
้
ั
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ใน 4 ระดบ ไดแก่ ระดบชนเรียน ระดบ
ี
่
ึ
ั
ึ
ื
์
สถานศกษา ระดบเขตพื้นทการศกษา และระดบชาตทกระดบมีเจตนารมณเชนเดยวกัน คอ
ี่
ิ
ุ
ั
ั
ตรวจสอบความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของ ผู้เรียน เพื่อน าผลการประเมินมาใช้เปนข้อมูลในการพัฒนา
็
ั้
อย่างตอเนื่องตอไป ทงนี้เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับหน่วยงานทเกี่ยวข้องทงภายใน และ
ี่
่
ั้
่
ภายนอกสถานศึกษาเกี่ยวกับคุณภาพของผู้เรียน ดังนี้
ี่
ั้
1) การประเมินระดบชนเรียน เป็นการวัดและประเมินผลทอยู่ในกระบวนการ
ั
ิ
จดการเรียนรู้ ผสอนดาเนินการสอนเป็นปกต และสม่ าเสมอ ในการจดการเรียนการสอน ใชเทคนิค
ั
ู้
ั
้
ั
การประเมินอย่างหลากหลาย เช่น การซักถาม การสงเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน
การประเมิน ชิ้นงาน/ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผสอนเป็นผประเมินเอง
ู้
ู้
่
ี่
ี
หรือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน ผู้ปกครองร่วมประเมิน ในกรณทไม่ผาน
ตวชวัดให้มีการสอนซ่อมเสริม ซึ่งการประเมินระดบชนเรียนเป็นการตรวจสอบว่าผเรียน
ู้
ั้
ั
ี้
ั
มีการพัฒนาการความก้าวหน้าในการเรียนรู้อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่
่
้
้
และมากน้อยเพียงใด มีสิ่งที่จะตองไดรับการพัฒนาปรับปรุงและสงเสริมในดานใด นอกจากนี้ยังเป็น
้
้
ั้
้
ู้
้
ข้อมูลให้ผสอนใชปรับปรุงการเรียนการสอนของตนดวยทงนี้โดยสอดคลองกับมาตรฐานมาตรฐาน
การเรียนรู้และตัวชี้วัด
ั
ึ
ึ
2) การประเมินระดบสถานศกษา เป็นการประเมินทสถานศกษาดาเนินการ เพื่อ
ี่
ตดสนผล การเรียนของผเรียนเป็นรายปี/รายภาคผลการประเมินการอ่าน คดวิเคราะห์และเขียน
ั
ิ
ิ
ู้
ู้
ั
์
ุ
คณลกษณะ อันพึงประสงคและกิจกรรมพัฒนาผเรียน นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับการการจด
ั
ุ
การศึกษาของสถานศึกษาว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผเรียนมีจดพัฒนาใน
ู้
ดานใด รวมทงสามารถน าผลการเรียนของผเรียนในสถานศกษาเปรียบเทยบกับเกณฑ์ระดบชาตผล
้
ี
ั้
ึ
ิ
ู้
ั
การ ประเมินระดบสถานศกษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการปรับปรุงนโยบาย หลกสตร
ึ
ู
ั
ั
ั
ึ
ั
โครงการหรือวิธีการจดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจดทาแผนพัฒนาคณภาพการศกษาของ
ุ
ึ
ึ
ั
ุ
่
ึ
สถานศกษา ตามแนวทางการประกันคณภาพการศกษา และการรายงานผลการจดการศกษาตอ
ี่
ึ
ึ
คณะกรรมการสถานศกษา สานักงานเขตพื้นทการศกษา สานักงานคณะกรรมการการศกษาขั้น
ึ
พื้นฐาน ผู้ปกครองและชุมชน
ั
ุ
ู้
3) การประเมินระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นการประเมินคณภาพ ผเรียนในระดบ
เขตพื้นทการศึกษาตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลกสตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใชเป็น
ู
ึ
้
ี่
ั
ี่
ึ
ิ
ข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาคณภาพการศกษาของเขตพื้นทการศกษา ตามภาระความรับผดชอบ
ุ
ึ
สามารถ ด าเนินการโดยประเมินคุณภาพผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยข้อสอบมาตรฐานทจดทาโดยเขต
ั
ี่
พื้นทการศกษา หรือดวยความร่วมมือกับหน่วยงานตนสงกัด ในการดาเนินการจดสอบ นอกจากนี้
ั
้
ี่
ึ
ั
้
ยังได้จากการตรวจสอบทบทวนข้อมูลจากการประเมินระดบสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา
ั
ิ
ั
ิ
ู้
ุ
ั
4) การประเมินระดบชาต เป็นการประเมินคณภาพผเรียนในระดบชาตตาม
ุ
มาตรฐาน การเรียนรู้ตามหลกสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศกษาตองจดให้ผเรียนทกคน
ึ
้
ั
ู้
ั
ี่
ี่
ี่
ึ
ั้
ั้
ึ
ั้
ทเรียนใน ชนประถมศกษาปีท 3 ชนประถมศกษาปีท 6 ชนมัธยมศกษาปีท 3 และชนมัธยมศกษาปีท 6
ึ
ี่
ึ
ี่
ั้
40
่
็
้
ี
ี
ั
ุ
เข้ารับการประเมิน ผลจากการประเมินใชเปนข้อมูลในการเทยบเคยงคณภาพการศึกษาในระดบตาง ๆ
ั
้
ึ
เพื่อน าไปใชในการวางแผนยกระดบคณภาพการจดการศกษา ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนการ
ั
ุ
ตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551)
2.5.2 หลักการวัดและประเมินผลการเรียน
1) การประเมินผลการเรียน ให้เป็นไปตามหลักการต่อไปนี้
(1) สถานศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบการวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
ิ
ู้
ู้
่
ี่
โดยเปดโอกาสให้ผทเกี่ยวข้องมีสวนร่วม เชน ผเรียน ครูผสอน ผปกครองนักเรียน คณะกรรมการ
่
ู้
ู้
การศึกษาขั้นพื้นฐาน
ู้
(2) การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ มีจดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาผเรียน
ุ
่
็
ื
กลาวคอ เปนการประเมินผลย่อย (Formative Assessment) ทดาเนินการอย่างตอเนื่อง ตลอดการ
่
ี่
ี
ี่
่
่
่
้
เรียนการสอน โดยมิใชใชแตการทดสอบระหว่างเรียนเป็นระยะ ๆ อย่างเดยวแตเป็นการทครูเก็บ
ี่
ั
ข้อมูลการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างไม่เป็นทางการด้วย ขณะทให้ผเรียนทาภาระงานตามทก าหนด ครูสงเกต
ี่
ู้
ซักถามจดบันทึก แล้ววิเคราะห์ข้อมูลว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่ จะต้องให้ผู้เรียนปรับปรุงอะไร หรือ
ี้
ั
ผสอนปรับปรุงอะไร เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในการเรียนรู้ตามมาตรฐาน/ตวชวัด การประเมิน
ู้
่
้
ระหว่างเรียนดาเนินการไดหลายรูปแบบ เชน การให้ข้อแนะน าข้อสงเกตในการน าเสนอผลงาน การ
ั
ั
ุ่
์
พูดคุยระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนเป็นกลมหรือรายบุคคล การสมภาษณ ตลอดจนการวิเคราะห์ผลการสอบ
็
ิ
ั
้
เป็นตน สวนการตดสนผลการเรียนเปนการประเมินสรุปผลการเรียนรู้ (Summative Assessment)
่
ี
มักเกิดขึ้นเมื่อจบหน่วยการเรียนรู้เพื่อตรวจสอบผลการเรียนรู้ของผเรียนตามตัวช้วัด และยังใชเป็น
้
ู้
ข้อมูลในการเปรียบเทยบกับการประเมินก่อนเรียน ทาให้ทราบพัฒนาการของผเรียน การประเมิน
ู้
ี
ั
สรุปผลการเรียนรู้ยังเป็นการตรวจสอบผลสมฤทธิ์ของผเรียนตอนปลายปี/ปลายภาคอีกดวยการ
้
ู้
ประเมินสรุปผลการเรียนรู้ใชวิธีการและเครื่องมือประเมินไดอย่างหลากหลาย ซึ่งเน้นการวัดและ
้
้
ประเมินแบบอิงเกณฑ์ (Criterion-Referenced Assessment) เปนการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
็
เพื่อน าเสนอผลการตัดสินความสามารถหรือผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ก าหนดขึ้น
้
ุ
้
(3) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตองสอดคลองและครอบคลมมาตรฐาน
ู
การเรียนรู้/ตัวชี้วัดตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ก าหนดในหลกสตรสถานศกษา และจดให้มีการประเมิน
ึ
ั
ั
การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
(4) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็นสวนหนึ่งของกระบวนการจดการ
่
ั
เรียนรู้ตองดาเนินการดวยเทคนิควิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถวัดและประเมินผลผเรียนไดอย่าง
้
ู้
้
้
้
้
ิ
ั
ิ
ั
ั
้
ั
รอบดานทงดานพุทธิพิสย จตพิสย และทกษะพิสย เหมาะสมกับสงทตองการวัด ธรรมชาตวิชา และ
ี่
ั้
ิ่
ระดับชั้นของผู้เรียน โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเที่ยงตรง ยุติธรรมและเชอถือได ้
ื่
ู้
(5) การประเมินผเรียนพิจารณาจากพัฒนาการของผเรียน ความประพฤติ
ู้
ั
การสงเกตพฤตกรรมการเรียนรู้ การปฏิบัตกิจกรรม ผลงานของนักเรียน การทดสอบ ควบคไปใน
ู่
ิ
ิ
กระบวนการเรียนรู้ ตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา
่
ู้
ู้
(6) เปิดโอกาสให้ผเรียนและผมีสวนเกี่ยวข้องตรวจสอบผลการประเมินผล
ู้
ู
ู้
่
การเรียนรู้ของผเรียน เชน ผอ านวยการโรงเรียน ผ้ปกครองนักเรียน ผ้น าชุมชน คณะกรรมการ
ู
การศกษาขั้นพื้นฐาน
ึ
41
5.2.3 วิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
้
ึ
์
ั้
(1) สถานศกษาตองดาเนินการวัดและประเมินผลให้ครบองคประกอบทง
ั
ุ่
๔ ดาน คอ กลมสาระการเรียนรู้ ๘ กลมสาระ การอ่าน คดวิเคราะห์ และเขียน คณลกษณะอันพึง
้
ื
ุ่
ิ
ุ
ประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
(2) การประเมินผลการเรียนรู้ตามกลมสาระการเรียนรู้ทง ๘ กลมสาระ
ุ่
ุ่
ั้
ู
ั
ิ
ี่
ั
ั
เป็นการประเมินความรู้ ความสามารถ ทักษะ เจตคต ทกษะการคดทก าหนดอยู่ในตวชวัดในหลกสตร
ี้
ิ
ซึ่งจะน าไปสู่การสรุปผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้ โดยด าเนินการดังนี้
ี้
่
ั
ู้
้
ั
ี้
(3) ผสอนแจงตวชวัด วิธีการประเมินผลการเรียน เกณฑ์การผานตวชวัด และ
่
ุ่
ู้
ั
่
เกณฑ์ขั้นต่ าของการผานรายวิชาก่อนการจดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผเรียนในแตละกลมสาระการเรียนรู้
(4) จัดให้มีการประเมินผลก่อนเรียน เพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐานและความรอบรู้
ในเรื่องที่จะเรียน
ึ
ั
ั
(5) จดให้มีการประเมินผลระหว่างเรียน เพื่อศกษาผลการเรียน เพื่อจดสอนซ่อม
เสริม และน าคะแนนจากการวัดผล ไปรวมกับการวัดผลปลายปี
ิ
ั
ั
(6) จดให้มีการประเมินผลปลายปี เพื่อตดสนผลการเรียนรู้การวัดและ
ประเมินผล ได้ก าหนดสัดส่วนคะแนนในแต่ละกลุ่มสาระฯ
(7) การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนสอความของผู้เรียน ให้ครูประจ า
ื่
วิชา ด าเนินการวัดผลตามเกณฑ์ทสถานศึกษาก าหนด
ี่
่
้
ู้
ั
ี้
(8) ผสอนแจงตวชวัด วิธีการประเมินผล และเกณฑ์การผานตวชวัดการอ่าน
ั
ี้
คิดวิเคราะห์ และเขียน
ั
(9) จดให้มีการประเมินผล และสรุปผลปลายปี
ู้
(10) การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนให้ครูผสอนด าเนินการ
วัดผลไปพร้อมกับการประเมินผลระดับชั้นเรียนตามเกณฑ์สถานศึกษาก าหนด
ู้
- ผสอนแจ้งตัวชี้วัด วิธีการประเมินผล และเกณฑ์การผ่านตัวชี้วัด
คุณลักษณะอันพึงประสงค ์
- จดให้มีการประเมินผล และสรุปผลปลายปี
ั
(11) การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้ประเมินเป็นรายปี โดยสถานศึกษาเป็นผ ู้
ก าหนดแนวทางการประเมิน ผู้รับผิดชอบกิจกรรมด าเนินการประเมินตามตัวชี้วัด
ู้
- ผสอนแจ้งตัวชี้วัด วิธีการประเมินผล และเกณฑ์การผ่านตัวชี้วัดกิจกรรม
พัฒนาผู้เรียน
- จัดให้มีการประเมินผล และสรุปผลปลายปี
2.6 การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2.6.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
้
ั
ผลสมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของนักเรียนในดานตางๆ ซึ่งเกิดจาก
่
นักเรียนได้รับประสบการณ์จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัด
42
ุ
้
ู้
ั
และประเมินผล การสร้างเครื่องมือวัดให้มีคณภาพนั้น ไดมีผให้ความหมายของผลสมฤทธิ์ทาง
การเรียนไว้ดังนี้
่
ั
สมพร เชอพันธ์ (2547 : 53) กลาวว่า ผลสมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
ื้
้
่
้
ี่
ู้
ความสามารถ ความส าเร็จและสมรรถภาพดานตางๆของผเรียนทไดจากการเรียนรู้อันเป็นผลมาจาก
การเรียนการสอน การฝึกฝนหรือประสบการณของแตละบุคคลซึ่งสามารถวัดไดจากการทดสอบดวย
้
์
้
่
วิธีการต่างๆ
ุ
พิมพันธ์ เดชะคปต และพเยาว์ ยินดสข (2548 : 125) กลาวว่า ผลสมฤทธิ์
ุ
ั
ี
์
่
ทางการเรียนหมายถึงขนาดของความส าเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน
ี
ิ
่
ปราณ กองจนดา (2549 : 42) กลาวว่า ผลสมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
ั
ิ
ความสามารถหรือผลส าเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลยนแปลงพฤตกรรมและ
ี่
ั
ั
ิ
้
ั
ั
้
ั
ประสบการณ์เรียนรู้ทางดานพุทธิพิสย จตพิสย และทกษะพิสย และยังไดจาแนกผลสมฤทธิ์ทางการ
เรียนไว้ตามลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน
สรุปผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนทจะ
ี่
้
ท าให้นักเรียนเกิดการเปลยนแปลงพฤตกรรม และสามารถวัดไดโดยการแสดงออกมาทง 3 ดาน คอ
ี่
ั้
ื
้
ิ
ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย
2.6.2 การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ั
ุ
ึ
1) การจัดการความรู้เพื่อก าหนดนโยบายและจดทาแผนพัฒนาคณภาพการศกษา
ุ
ั้
ั
ของ โรงเรียน โดยมีดาเนินการในรูปแบบทตางกัน มีทงการประชมคณะกรรมการบริหารหลกสตร
ู
่
ี่
ู้
คณะกรรมการฝ่ายวิชาการ ทีมพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน และทีมทาระบบการเรียนรู้และผปกครอง
นักเรียน โดยนาผลการประเมินทบทวนระบบ ผลการประเมินภายนอก ผลการประเมินตนเองประจา
ื
ี่
ั
ั
ปีผลจากการประชุมกรรมการวิชาการทจดเป็นประจาอย่างน้อยเดอนละ 1 ครั้ง และจากการจดการ
ึ
ั
ความรู้มาพิจารณาโดยภาพรวม จากนั้นจงจดทาโครงการอบรม สมมนาครูและบุคลากรเพื่อให้มี
ั
ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาโรงเรียนเข้มแข็งโดยการจดการความรู้ (Knowledge
ั
Management) และการใช้สื่อนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้
2) การวิเคราะห์สภาพการจดการศกษาของโรงเรียน มีการใชหลกสตร
้
ู
ั
ึ
ั
ุ่
่
ิ
กระบวนการจดการ เรียนรู้ของครูในแตละกลมสาระ ประสทธิภาพของการวัดผลประเมินผล
ั
ี่
ู้
ตลอดจนการจัดกิจกรรม มีการวิเคราะห์สภาพปัญหาที่เกิดจากนักเรียนและปัญหาทเกิดจากครูผสอน
ด้วย มีการใช้ข้อมูล สารสนเทศและรูปแบบการวิเคราะห์และจ าแนกนักเรียนที่แตกต่างกัน
ั
ั
3). การก าหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนากระบวนการยกระดบผลสมฤทธิ์
้
ยุทธศาสตร์ทมุ่ง ความเป็นเลศของโรงเรียน โดยก าหนดให้สอดคลองกับสภาพบริบท ของโรงเรียน
ิ
ี่
ด้านปัจจัย และทรัพยากร
4) การนิเทศภายในแบบกัลยาณมิตร เพื่อก ากับตดตามในระดบชนเรียน และ
ั้
ั
ิ
ระดับเครือข่ายการเรียนรู้ จากฝ่ายบริหารและคณะกรรมการผู้รับผิดชอบ มีวิธีการดาเนินการทงในรูป
ั้
ของ คณะกรรมการที่วางแผนอย่างเป็นระบบตามขั้นตอนการนิเทศการศกษาและใชการนิเทศภายใน
้
ึ
เป็น การจัดการความรู้แบบไม่เป็นทางการ มีทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการเรียนการสอนโดยครู
้
้
ี่
่
ุ่
ใน กลมสาระการเรียนรู้ดวยกัน และการใชการนิเทศงาน เป็นกระบวนการทฝายบริหารพบปะครูท ี่
43
ั้
ปรึกษาเพื่อรับทราบสภาพปัญหาและให้คาแนะนาใน การแก้ไขปัญหา รวมทงมีการประเมินผล
การปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายด้วย
ิ
ู้
5) การประสานงานร่วมกับผปกครองเพื่อเฝ้าระวังและตดตามแก้ไขปัญหา โดยให้
ู้
ู้
ั
่
ี
ความ สาคญกับผปกครองในฐานะภาคร่วมรับผดชอบตอการพัฒนาผเรียนร่วมกับโรงเรียนและครู
ิ
การมี สัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ท าให้สามารถช่วยปรับพฤติกรรม และส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนไดมีการ
้
ั
ิ
์
ู้
ั
ี่
ี่
ให้ นักเรียนและผปกครองนักเรียนทาพันธะสญญาทจะปรับเปลยนพฤตกรรมเป็นลายลกษณอักษร
ิ
้
ู้
ู
้
ู้
ื
ครูที่ ปรึกษาครูผสอน หัวหน้าระดับ ครูกิจกรรมนักเรียนเฝาดแลอย่างใกลชด ผปกครองชวยเหลอครู
่
ู้
ิ
้
ี
ร่วม แก้ปัญหาแบบไตรภาค ดานพฤตกรรม และดานผลการเรียน ระหว่างผปกครอง ครูผสอน และ
้
ู้
นักเรียน
วิธีการจัดการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด าเนินการใน 3 รูปแบบ คือ
ู
ั
รูปแบบท1 การยกระดบผลสมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สงขึ้น ตามเกณฑ์ท ี่
ั
ี่
คาดหวัง มีวิธีการดาเนินการโดย
ี่
1. การปรับเปลี่ยนท่าทีของครูในการจัดการความรู้ คอการทครูผสอนตระหนักถึง
ู้
ื
้
ิ
ิ
ความจาเป็นในการปรับพฤตกรรมของตนเองเพื่อเหมาะสมกับ เป็นครูทด ไดแก่ การปรับพฤตกรรม
ี
ี่
ิ
ิ
ิ
ั้
ของครูและการสร้างสมพันธ์เชงบวกกับนักเรียน ใชวิธีการตงกตกาการเป็นแนวปฏิบัตร่วมกันทงครู
้
ั
ั้
นักเรียนและผู้ปกครองและครูยอมรับข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง
ี่
2. การก าหนดเกณฑ์ทคาดหวัง และเกณฑ์การประเมินผล เป็นการระบุ เกณฑ์ท ี่
คาดหวังของโรงเรียน และปรับเปลี่ยนเกณฑ์ตลอดจนวิธีการประเมินผล เพื่อให้เหมาะสมและเป็นไป
้
ู้
ั
ไดในการประเมินผเรียนตามสภาพจริงและชวยให้นักเรียนสามารถยกระดบผลสมฤทธิ์ทางการเรียน
ั
่
้
ของตนเพิ่มขึ้น ไดแก่ ก าหนดเกณฑ์การประเมินทคาดหวัง ก าหนดเกณฑ์การประเมินและวิธีการ
ี่
ประเมินผลเหมาะสมกับสภาพผู้เรียน ใช้วิธีการประเมินผลที่หลากหลาย
ั
ู้
ั
ั
ุ่
3. การจดกลมผเรียนให้เหมาะสม เป็นการจาแนกการจดกลมผเรียนเพื่อจด
ุ่
ู้
ุ่
้
ั
การเรียนการสอนยกระดบผลสมฤทธิ์ทางการเรียนดวยวิธีการจดกลมแบบคละกลมเป็นจานวนคน
ั
ั
ุ่
คละ ความสามารถในการเรียนรู้ตามความสมัครใจของผเรียนและตามเกณฑ์ผลสมฤทธิ์ทางการเรียน
ู้
ั
ทก าหนด และจดกลุ่มตามความสามารถความถนัด ความสนใจ
ี่
ั
ื
4. การก าหนดรูปแบบการพัฒนาการเรียนรู้และการจดกิจกรรม คอ วิธีการท ี่
ั
โรงเรียนปฏบัตการจดกิจกรรมการเรียนรู้ในกลมสาระการเรียนรู้ 4 กลมสาระหลกโดยเลอกรูปแบบ
ั
ิ
ุ่
ุ่
ิ
ื
ั
สอ/นวัตกรรมการเรียนรู้และเทคนิคทเหมาะสมกับเนื้อหา และความสามารถของผเรียน ตาม
ี่
ื่
ู้
ธรรมชาติของรายวิชาในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้คือ
4.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีรูปแบบการจัดการเรียนการสอน โดยใช ้
ิ
่
ั
ี่
วิธีการให้นักเรียนเก่งมาชวยสอน การวิเคราะห์ผเรียน แลวสอนเพิ่มเตมในเนื้อหาทมีปัญหา จดสอน
้
ู้
เสริมในชั่วโมงอิสระหรือหลังเลิกเรียน ฝึกให้เด็กได้ปฏิบัติจริง ก าหนดขั้นตอน/วิธีการ และภาระ งาน
ที่ชัดเจน การให้แรงเสริมและจัดทานวัตกรรมการเรียนสอนซ่อมเสริม
ื
4.2 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณตศาสตร์ ใชวิธีการ คอ การใชสอเทคโนโลยีและ
้
ื่
้
ิ
้
ิ
ี่
ึ
้
นวัตกรรมทครูผลตขึ้น ใชวิธีการศกษานักเรียนเป็นรายบุคคล เปิดโอกาสให้นักเรียนไดร่วมวางแผน
ปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์อย่างมีขั้นตอน
44
้
ุ่
ื
้
4.3 กลมสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ใชวิธีการ คอ ใชกระบวนการ
ิ
ั
้
ั
ั
วิทยาศาสตร์ การให้นักเรียนไดปฏิบัตจริง การสอนแบบบูรณาการทกษะสมพันธ์จดสอนซ่อมเสริม
ให้นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์และใช้นวัตกรรมการเรียนการสอนและสื่อICT
ั
ุ่
4.4 กลมสาระการเรียนรู้ภาษาตางประเทศใชวิธีการ คอ จดกิจกรรรมฝก
้
่
ึ
ื
ั
ิ
ั
ี
ทกษะทางภาษาทหลากหลายจดสอนซ่อมเสริมเป็นกรณพิเศษนอกเหนือจากเวลาสอนตามปกต
ี่
จัดกิจกรรม เสริมหลักสูตรและใช้สื่อประกอบการสอนที่เน้น ICT
ู่
รูปแบบที่ 2 การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เพื่อมุ่งสความเป็นเลิศ
้
1. การจดการเรียนรู้แบบห้องเรียนพิเศษ เพื่อให้นักเรียนไดเลอกเรียนตาม
ั
ื
ศักยภาพ ความสามารถความต้องการของนักเรียน เป็นลกษณะโครงการพิเศษจาแนกตามกลมสาระ
ั
ุ่
การเรียนรู้ และการจัดแผนการเรียนสาหรับโครงการความสามารถพิเศษ
ั
2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อสงเสริมเพื่อความเป็นเลศ คอ การจดกิจกรรม
ิ
ื
่
เรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรวิชาต่าง ๆ
ึ
2.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้มีวิธีการ คอ เน้นการฝก
ื
ั
ทกษะปฏิบัตในรูปแบบเฉพาะการการเรียนรู้ให้เกิดการบูรณาการและผลตผลงานเชงบูรณาการ
ิ
ิ
ิ
ิ
การ เปิดสอนรายวิชาสาระเพิ่มเติม และจัดการศึกษาและฝึกปฏิบัตจากแหล่งเรียนรู้
ั
2.2 การจัดกิจกรรมเสริมหลกสูตรวิชาตาง ๆ กิจกรรมชมนุมอย่างหลากหลาย
่
ุ
ื
ตาม เกณฑ์และข้อก าหนดของโรงเรียน ให้นักเรียนทสนใจรวมกลมนักเลอกเรียน ทาให้ใชการ
ี่
้
ุ่
ประสาน ร่วมมือกับระบบกิจกรรมนักเรียน การเปิดให้นักเรียนมีโอกาสพัฒนานาความสามารถของ
ตนเองอย่าง ต่อเนื่อง
รูปแบบท3 การช่วยเหลอนักเรียนทไม่ผ่านเกณฑ์การจบหลักสูตรและลด 0 ร และ มส.
ี่
ี่
ื
ู
ื
ี่
1. การดแลใกลชดเพื่อปรับพฤตกรรมและให้โอกาสนักเรียนคอ การทโรงเรียน
้
ิ
ิ
ุ่
้
ี่
ู
่
ื
ิ
ให้ ความสาคญในการตดตาดแลและชวยเหลอกัน เรียนกลมเสยงหรือกลมทมีปัญหาหลายดาน
ั
ี่
ุ่
้
มีการ ศึกษา วิเคราะห์ปัญหาและจัดทาโครงการพิเศษและหาวิธีการดูแลติดตามให้นักเรียนไดมีโอกาส
ปรับปรุงพฤติกรรมและช่วยเหลือ ให้โอกาสเรียนรู้ใหม่จนจบการศึกษา
2. การเพิ่มพูนผลสมฤทธิ์ เพื่อให้ไดตามเกณฑ์การจบหลกสตรโดยมีการจด
ั
ู
ั
้
ั
ั
ื
่
่
ู่
ั
โครงการ พิเศษ จดกิจกรรมการเรียนคขนาน การจดคายพัฒนาคณภาพและการให้ความชวยเหลอ
ุ
นักเรียนที่มี ปัญหาด้านการเรียนการสอนให้มีผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้นได้ตามเกณฑ์การจบหลักสูตร
ั
ู
3. การจดหลกสตรนอกระบบ การเรียนหลกสตรนอกระบบ เป็นหลกสตร ท ี่
ั
ู
ั
ู
ั
โรงเรียนก าหนดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาให้นักเรียนที่ไม่สามารถเรียนในระบบได อาจจะมีปัญหาดานสขภาพ
้
ุ
้
ด้านเศรษฐกิจ หรือด้านการปรับตัวและรวมถึงนักเรียนที่ไม่จบหลักสูตร หรือนักเรียนที่ออกกลางคัน
45
ส่วนที่ 3
แนวทางการนิเทศ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ั
ิ
่
การนิเทศการศึกษามีความส าคัญตอการพัฒนา ปรับปรุง และเพิ่มประสทธิภาพในการจด
การศึกษาของสถานศึกษา เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผสอน และบุคลากรทางการศกษามีความรู้
ู้
ึ
ั
้
ความเข้าใจในหลักสูตร สามารถจัดการเรียนรู้ไดอย่างมีประสทธิภาพ รวมทงการบริหารจดการ และ
ิ
ั้
่
ั
ี่
่
ิ
ุ่
ั
ปัญหาอื่นๆ ทสงผลตอการยกระดบผลสมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งกลมนิเทศ ตดตามและประเมินผล
การจดการศกษา สานักงานเขตพื้นทการศกษาประถมศกษาลาปาง เขต 1 ดาเนินการ โดยใช ้
ึ
ึ
ึ
ี่
ั
กระบวนการนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model) ดังแผนภาพที่ 1 และแผนภาพที่ 2 ดังนี้
แผนภาพที่ 1 การนิเทศเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
โดยใช้กระบวนการนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model)
ศึกษาสภาพ และความต้องการ
(Assessing Needs : A)
การวางแผนการนิเทศ
(Planning : P)
การให้ความรู้ก่อนการนิเทศ
(Informing : I)
การนิเทศแบบโค้ช
(Coaching : C)
การประเมินผลการนิเทศ
(Evaluating : E)
46
แผนภาพที่ 2 กรอบแนวคิดการนิเทศการยกระดบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ั
โดยใช้กระบวนการนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model)
กรอบแนวคิดการนิเทศ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้กระบวนการนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model)
ศึกษาสภาพ และความต้องการ ศึกษาสภาพปัจจุบัน/ปัญหา และความต้องการ
(Assessing Needs : A)
ก าหนดตัวชี้วัดความส าเร็จ (KPI)
การวางแผนการนิเทศ
(Planning : P) สร้างสื่อ/นวัตกรรม และเครื่องมือการนิเทศ
ก าหนดกิจกรรมและปฏิทินการนิเทศ
การให้ความรู้ก่อนการนิเทศ ส่งเสริม/พัฒนาความรู้ที่เกี่ยวข้องการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
(Informing : I)
ปฏิบัติการนเทศ Coaching เพื่อกระตนให้ผู้บรหารสถานศึกษา ครผู้สอน
ู
ิ
ุ้
ิ
การนิเทศแบบโค้ช และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ปัญหา/เลือกแนว/ ก าหนดแนวทาง
ิ
ุ
(Coaching : C) การแก้ปัญหา/ วางแผน/ ดาเนนการแก้ปัญหา/ วิเคราะห์ และสรปผล/
แลกเปลี่ยนเรียนร /ชื่นชม
ู้
รวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ผลการนิเทศ
ไม่มีคุณภาพ
ตรวจสอบ และประเมินผลการนิเทศ ปรับปรุง/
พัฒนา
มีคุณภาพ
สรุปและจัดท ารายงานผลการนิเทศ
การประเมินผลการนิเทศ
(Evaluating : E)
น าเสนอและเผยแพร่ผลการนิเทศ (จัดนิทรรศการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้/ยกย่องเชิดชูเกียรติ/Website ฯลฯ)