รายงานการวิจยั
เรอื่ ง การบรหิ ารจดั การขยะในโรงเรียนบ้านจาปยุ
สานักงานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาลาปาง เขต 1
คณะผวู้ ิจัย
นางสาวสุพรรณิกา มณเี ลศิ
นายอิทธิพัทธ์ กาพฒุ
สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลาปาง เขต 1
สานักคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
ปกี ารศกึ ษา 2564
ก
กิตติกรรมประกาศ
รายงานวจิ ัยการบรหิ ารจัดการขยะในโรงเรียนบ้านจาปุย สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาลาปาง เขต 1 เล่มน้ี สาเร็จได้ด้วยความช่วยเหลือจาก ดร.เอกฐสิทธิ์ กอบกา
ผู้อานวยการกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศกึ ษาลาปาง เขต 1 ท่ีได้กรณุ าตรวจสอบ รายงานการศึกษาวิจัยเล่มนี้ ทาให้การศึกษาครั้งน้ี
สาเรจ็ ลุลว่ งไปด้วยดีจงึ ขอกราบขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสน้เี ปน็ อยา่ งสูง
ขอกราบขอบพระคุณ นางศรีจันทร์ ทรายใจ ศึกษานิเทศก์ชานาญการพิเศษ สานักงาน
เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาลาปาง เขต 1 ที่กรุณาตรวจสอบรายงานการศึกษาวิจัยเล่มน้ี ทาให้
การศึกษาครัง้ นสี้ าเรจ็ ลุลว่ งไปด้วยดี จึงขอกราบขอบพระคณุ ไว้ ณ โอกาสน้ี เปน็ อย่างสงู
ขอกราบขอบพระคุณ นายยงเกยี รติ อนิ ทรเดช ผู้อานวยการโรงเรียนวัดท่าสี สานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลาปาง เขต 1 ท่ีกรุณารายงานการศึกษาวิจัยเล่มน้ี ทาให้การศึกษา
ครงั้ นีส้ าเรจ็ ลลุ ว่ งไปดว้ ยดี จึงขอกราบขอบพระคณุ ไว้ ณ โอกาสน้เี ป็นอยา่ งสูง
ขอขอบคุณคณะครู นักเรียนโรงเรียนบ้านจาปุย ที่ให้ความร่วมมือในการศึกษาในครั้งน้ีเป็น
อย่างดี
คุณค่าและประโยชน์ใดท่พี ึงมีจากการศึกษาครั้งน้ี ผู้ศึกษาขอมอบเป็นการตอบแทนพระคุณ
บิดา มารดา ญาติพี่น้อง ครูอาจารย์ ท่ีได้อบรมส่ังสอนประสิทธิประสาทวิชาความรู้ ตลอดจนให้
กาลงั ใจท่ีดแี กผ่ ศู้ ึกษา
สุพรรณกิ า มณเี ลศิ
ข
เรื่อง รายงานการวิจัยการบริหารจัดการขยะในโรงเรียนบา้ นจาปุย
สงั กดั สานกั งานเขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาลาปาง เขต 1
ชื่อผู้รายงาน
สถานที่ศกึ ษา นางสาวสุพรรณกิ า มณีเลิศ, นายอิทธพิ ัทธ์ กาพุฒ
โรงเรยี นบา้ นจาปุย อาเภอแม่เมาะ จงั หวดั ลาปาง
ปที ที่ าการศึกษา
สานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษาลาปาง เขต 1
2564
บทคัดยอ่
การวจิ ยั คร้ังน้ี มีวัตถปุ ระสงค์ เพ่ือศกึ ษาความรู้ ความเข้าใจ ของครูผ้สู อน เก่ียวกับการบริหาร
จัดการขยะในโรงเรียนบ้านจาปุย เพ่ือศึกษาพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการปัญหาขยะภายใน
โรงเรียนบ้านจาปยุ และเพ่ือศึกษาความพึงพอใจของคณะครูและนักเรียนต่อการบริหารจัดการขยะ
ของโรงเรียนบ้านจาปุย ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาในคร้ังนี้ ได้แก่ ครูผู้สอน จานวน 9 คน
คณะกรรมการสภานกั เรยี น จานวน 21 คน เคร่ืองมือทใี่ ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลในการศกึ ษาคร้ังน้ี
คือ 1) คู่มือการบริหารจัดการขยะในโรงเรียนบ้านจาปุย 2) แบบนิเทศ ติดตามการจัดกิจกรรมการ
แก้ปัญหาขยะในโรงเรยี นบ้านจาปุย 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของการบริหารการจัดการขยะใน
โรงเรยี นบา้ นจาปุย สถติ ทิ ใ่ี ชเ้ ปน็ ร้อยละ ค่าเฉลีย่ และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า ความรู้ ความเข้าใจ ของครูผู้สอน ก่อนและหลังการใช้คู่มือการบริหาร
จัดการขยะในโรงเรียนบ้านจาปุย หลงั การปฏบิ ตั ิ อยูใ่ นระดับดีมาก
ผลการประเมินติดตามการดาเนนิ การบริหารจดั การขยะในโรงเรียนบ้านจาปุยโดยใช้รูปแบบ
การบริหารการจัดการแบบมีส่วนร่วม 5 ร พบว่า ขั้นตอนท่ี 1 การร่วมศึกษาความต้องการ ทาให้
ครูผู้สอนและคณะกรรมการสภานักเรียนพบสาเหตุปัญหาปัจจุบันที่เกิดขึ้นในโรงเรียนบ้านจาปุย
ขั้นตอนที่ 2 ร่วมวางแผน/ออกแบบ การบรหิ ารจดั การขยะในโรงเรยี นบ้านจาปยุ ทาใหโ้ รงเรียนมีคู่มือ
การบรหิ ารจัดการขยะในโรงเรียน ขั้นตอนท่ี 3 ติดตามร่วมปฏิบัติ กิจกรรมการบริหารจัดการขยะใน
โรงเรียนบ้านจาปุย ทาให้ครูผู้สอนมีการบูรณาการเรื่องขยะกับการจัดการเรียนการสอน นักเรียนมี
ความรู้ ความเขา้ ใจ ในการจดั การขยะ ขัน้ ตอนท่ี 4 รว่ มสรุปผลการดาเนินกิจกรรมการบริหารจัดการ
ขยะในโรงเรยี นบ้านจาปยุ ทาให้โรงเรียน มขี ้อมูลเกีย่ วกับการแก้ไขขยะ
ค
ขนั้ ตอนท่ี 5 ร่วมแลกเปล่ียนเรียนรู้ ทาใหโ้ รงเรยี นทราบวิธกี ารแก้ปญั หาขยะ โรงเรียนมีวิธีการบริหาร
จัดการขยะที่เหมาะสม และมกี ารเผยแพรผ่ ลงานเพือ่ เป็นการยกย่อง
ผลการประเมินติดตามการจัดกิจกรรมการแก้ปัญหาขยะในโรงเรียนบ้านจาปุย โดยใช้
หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม 5 ร ของครูผู้สอน คณะกรรมการสภานักเรียนพบว่า ในภาพรวม
อยูใ่ นระดับมาก
ผลความพึงพอใจของครูผู้สอน และคณะกรรมการสภานักเรียน ท่ีมีต่อการบริหารจัดการ
ขยะของโรงเรียนบ้านจาปุย พบว่า อยู่ในระดับอยู่ในระดับมาก และสามารถนาความรู้ท่ีได้จากการ
ปฏิบตั ิกิจกรรมมาปรับใช้ในชีวติ ประจาวันได้
ง
สารบัญ หนา้
กติ ติกรรมประกาศ ก
บทคดั ยอ่ ข
สารบญั ง
สารบญั ตาราง ฉ
สารบญั ภาพ ช
บทที่ 1 บทนา 1
1.1 ทีม่ าและความสาคญั 1
1.2 วตั ถุประสงค์ 2
1.3 ขอบเขตของการวิจัย 2
1.4 นยิ ามศพั ท์เฉพาะ 3
1.5 ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะได้รบั 4
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัย 5
2.1 แนวคดิ และทฤษฎีที่เกย่ี วข้องการบริหารจัดการแบบมสี ว่ นร่วม 6
2.2 แนวคดิ และทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้องกบั ขยะในโรงเรยี น 15
2.3 แนวคดิ และทฤษฎีทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับกระบวนการนเิ ทศ 26
2.4 แนวคิดและทฤษฎีท่เี กยี่ วข้องกบั ความพึงพอใจ 32
2.5 งานวิจยั ท่ีเกี่ยวข้อง 37
42
บทที่ 3 วิธกี ารดาเนนิ การวิจยั 42
3.1 ประชากร 42
3.2 เครื่องมือทใ่ี ช้ในการวจิ ัย 42
3.3 วธิ ีดาเนินการ 44
3.4 การเก็บรวบรวมขอ้ มลู 44
3.5 การวิเคราะหข์ ้อมูล 45
3.6 สถติ ิทนี่ ามาใชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู
46
บทท่ี 4 ผลและอภิปรายผลการวิจัย 47
4.1 ผลการทดสอบความรู้ ความเข้าใจ ของครูผูส้ อน
เกยี่ วกบั การบริหารจดั การขยะในโรงเรยี นบา้ นจาปุย
จ
สารบญั (ตอ่ ) หน้า
4.2 ผลการดาเนินงานการบริหารการจัดการขยะในโรงเรยี นบา้ นจาปุย 48
4.3 ผลการจัดกจิ กรรมการแกป้ ัญหาขยะในโรงเรยี นบา้ นจาปยุ 49
4.4 ความพึงพอใจของการบริหารการจัดการขยะในโรงเรยี นบ้านจาปยุ 50
โดยใชห้ ลักการบริหารแบบมีสว่ นรว่ ม 5 ร
52
บทท่ี 5 สรุปผลการวิจยั 52
5.1 สรปุ ผลการวิจัย 53
5.2 อภิปรายผลการวิจยั 54
5.3 ข้อเสนอแนะ 55
59
บรรณานุกรม 60
ภาคผนวก 62
70
ภาคผนวก ก รายช่อื ผ้เู ชยี่ วชาญตรวจสอบเคร่ืองมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั 80
ภาคผนวก ข เครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการศึกษา
ภาคผนวก ค ภาพกจิ กรรมการบรหิ ารการจัดการขยะในโรงเรยี นบา้ นจาปยุ
ประวตั ิโดยยอ่ ผวู้ จิ ัย
ฉ
สารบญั ตาราง
ตารางท่ี 4.1 แสดงผลการทดสอบความรู้ ความเข้าใจของครูผสู้ อนโรงเรยี นบา้ นจาปุย หน้า
ตารางท่ี 4.2 สงั กดั สานกั งานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาลาปาง เขต 1 47
49
ตารางท่ี 4.3 การใช้คมู่ ือการบรหิ ารการจัดการขยะในโรงเรียนบ้านจาปยุ
แสดงค่าเฉลยี่ (μ ) และคา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน 50
ผลการจัดกจิ กรรมการแกป้ ญั หาขยะในโรงเรียนบา้ นจาปยุ
โดยใช้หลกั การบรหิ ารแบบมีสว่ นรว่ ม 5 ร
ของคณะครูผสู้ อนและคณะกรรมการสภานกั เรียนโรงเรยี นบ้านจาปุย
สงั กดั สานักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาลาปาง เขต 1
แสดงค่าเฉลีย่ ( μ ) และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน ( ) ความพึงพอใจ
ของคณะครูผสู้ อนและคณะกรรมการสภานกั เรยี น
ในการบรหิ ารจดั การขยะในโรงเรียนบา้ นจาปยุ
สังกดั สานักงานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศึกษาลาปาง เขต 1
สารบญั ภาพ ช
แผนภาพที่ 2.1 องค์ประกอบของการบรหิ าร หนา้
แผนภาพท่ี 2.2 รูปแบบการบริหารจดั การแบบมีส่วนรว่ ม 5 ร 9
14
ของสานกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาลาปาง เขต 1 21
แผนภาพท่ี 2.3 แนวคิดการจดั การขยะ Zero Waste 29
แผนภาพที่ 2.4 กรอบแนวคิดกระบวนการนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model) 30
แผนภาพท่ี 2.5 กรอบแนวคิดการบริหารจัดการขยะในโรงเรียน
โดยใช้กระบวนการนเิ ทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model)
1
บทท่ี 1
บทนา
1.1 ความเปน็ มาและสภาพปจั จุบันปัญหา
ในปัจจุบันปัญหาส่ิงแวดล๎อมนับวันย่ิงทวีความรุนแรงและมีผลกระทบตํอทุกชีวิตบนโลก
สาเหตุสาคัญของปัญหามาจากการกระทาของมนุษย์ท้ังส้ิน มนุษย์นาทรัพยากรในโลกมาใช๎เป็น
ประโยชน์แกตํ น โดยผาํ นกระบวนการผลิตกํอให๎เกิดมลพิษและของเสียในแตํละข้ันตอนของการผลิต
ไมเํ พียงเทาํ นั้นมนุษยย์ ังมวี ัฒนธรรมบริโภคนยิ มที่ให๎ความสาคญั กบั รปู ลักษณ์ความสวยงามของสินค๎า
และความสะดวกสบายในการบริโภค จากอดีตจนปัจจุบนั ทงั้ ภาครัฐและเอกชนได๎พยายามรณรงค์และ
หาวิธกี ารตําง ๆ มากมายเพื่อจะให๎ประชาชนเกิดจิตสานึกและรํวมกันคัดแยกขยะอยํางถูกต๎องแตํยัง
ไมปํ ระสบผลสาเรจ็ ทง้ั นเ้ี นื่องจากประชาชนท่ัวไปมีสํวนรับร๎ูในเรื่องการจัดการขยะในขั้นตอนตําง ๆ
น๎อยมาก โดยสํวนใหญํคิดวําไมํใชํหน๎าท่ีของตนแตํเป็นหน๎าที่ของรัฐ จึงไมํให๎ความรํวมมือในการทิ้ง
ขยะลงถังที่จัดไวห๎ รือท้ิงขยะในทสี่ าธารณะ ไมํชํวยกันลดปริมาณขยะและแยกขยะกํอนทิ้ง ดังนั้นการ
แก๎ไขปัญหาขยะจึงจาเป็นจะต๎องสร๎างจติ สานกึ และควรเรม่ิ ปลกู ฝงั ต้งั แตวํ ยั เดก็ ใหเ๎ กิดความรับผิดชอบ
ในการมีสวํ นรํวมและรจ๎ู ักการแก๎ไขปัญหาของขยะใหห๎ มดไป
ปจั จบุ ันปัญหาขยะได๎เพ่มิ มากขึ้นเร่อื ย ๆ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการขาดระบบการจัดการที่ดี
การขาดพื้นท่รี องรับปรมิ าณขยะ รวมถงึ การขาดจิตสานกึ ทาใหพ๎ ฤตกิ รรมการท้ิงขยะไมํมีการคัดแยก
ขยะกํอนทิง้ ไมมํ ีการนาขยะมาใช๎ประโยชนใ์ หมํ โดยเฉพาะในชุมชนเมือง ปริมาณขยะจึงเพิ่มข้ึนอยําง
มากโดยในปี พ.ศ. 2552 มีปริมาณของขยะมากกวํา 15.0 ล๎านตันท่ัวประเทศ หรือคิดเฉลี่ยวันละ
41,410 ตัน/วนั (กรมควบคมุ มลพิษ, 2553)
ปัญหาขยะจะไมํมีวันหมดไปหรือบรรเทาเบาบางลง ถ๎ากระบวนการจัดการขยะไมํมี
ประสิทธิภาพเพียงพอ ตลอดจนยังไมํมีจิตสานึกในการแก๎ปัญหาขยะท่ีเกิดขึ้น ดังน้ัน การสร๎าง
จิตสานกึ ในการจัดการขยะน้ีจึงควรเรมิ่ ตั้งแตวํ ัยเดก็ เพอ่ื เป็นการปลูกฝังจิตสานึกทดี่ ใี นการจัดการขยะ
ใหเ๎ กิดข้นึ ซ่งึ จะสงํ ผลตอํ การเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมให๎เป็นไปอยํางถาวร อันจะสํงผลตํอการแก๎ปัญหา
ขยะได๎อยาํ งมีประสิทธภิ าพ (อคิน รพีพัฒน์, 2548: 6)
การคัดแยกขยะ นับเป็นวิธีการหนึ่งของระบบการจัดการขยะ เป็นการแก๎ไขปัญหาขยะท่ี
ประชาชนมสี ํวนรวํ มในการปูองกันและแก๎ไข การคดั แยกขยะ ณ แหลํงกาเนิดเป็นการชํวยลดปริมาณ
ขยะ กํอนที่จะนาไปกาจัดในข้ันตอนสุดท๎ายซ่ึงเป็นขั้นตอนที่สาคัญในการจัดการกับขยะเป็นการลด
รายจาํ ย อกี ทั้งยังสร๎างรายได๎ ทเ่ี กิดจากการนาวสั ดทุ ี่แยกออกมานัน้ ไปจาหนาํ ย (ปรีดา แย๎มเจริญวงศ์
, 2531: 130)
ปัญหาขยะจะไมํมีวันหมดไปหรือบรรเทาเบาบางลง ถ๎ากระบวนการจัดการขยะไมํมี
ประสิทธิภาพเพียงพอ ตลอดจนยังไมํมีจิตสานึกในการแก๎ปัญหาขยะที่เกิดขึ้น ดังนั้น การสร๎าง
จิตสานึกในการจดั การขยะนจ้ี ึงควรเริม่ ตงั้ แตวํ ัยเดก็ เพ่อื เปน็ การปลกู ฝงั จติ สานกึ ที่ดีในการจัดการขยะ
ใหเ๎ กดิ ข้ึน ซง่ึ จะสงํ ผลตํอการเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมให๎เปน็ ไปอยาํ งถาวร อันจะสํงผลตํอการแก๎ปัญหา
ขยะไดอ๎ ยาํ งมปี ระสิทธภิ าพ (อคนิ รพีพัฒน์, 2548: 6)
โรงเรยี นเป็นสถาบนั การศึกษาท่ีมีบทบาทสาคัญในการสร๎างจิตสานึกให๎เกิดข้ึนในตัวเด็ก ซึ่ง
เด็กในชํวงช้ันประถมศึกษาจะมีลักษณะพัฒนาการทางสติปัญญาท่ีเพ่ิมขึ้น เด็กจะมีความก๎าวหน๎า
2
ทางด๎านความคิดความเข๎าใจ และการหาเหตุผลเพื่อมาอธิบายส่ิงตําง ๆ ได๎อยํางถูกต๎องมากข้ึน
โรงเรียนบา๎ นจาปยุ เป็นโรงเรียนขนาดเล็กมีการจดั การเรยี นการสอนตงั้ แตรํ ะดับชน้ั อนุบาลจนถึงระดับ
ประถมศึกษาปีที่ 6 ซ่ึงโรงเรียนบ๎านจาปุยเป็นสถานศึกษาที่ให๎ความสนใจในเร่ืองปัญหาการจัดการ
ขยะในโรงเรียนเนื่องจากเห็นวําเด็กและเยาวชนมีศักยภาพในการพัฒนาหรือสํงเสริมให๎เข๎ามาทา
กิจกรรมในด๎านการจัดการขยะ เพราะเด็กในวัยน้ีมีความเจริญทางรํางกายและระดับสติปัญญา
ตลอดจนการเรียนร๎ูถึงปัญหาขยะ ดังนั้นการแก๎ปัญหาด๎านขยะท่ีดีในระดับหน่ึงจึงควรมุํงเน๎นไปสํู
กลุมํ เปูาหมายท่ีเป็นเดก็ และเยาวชน
โรงเรียนบ๎านจาปุยมีจานวนนักเรียนทั้งส้ิน 89 คน โดยแบํงออกเป็น นักเรียนระดับชั้น
อนุบาลจานวน 16 คน นักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ถึง 6 จานวน 73 คน ปัญหาขยะเป็น
ปัญหาหนึ่งท่ีสํงผลกระทบตํอสภาพแวดล๎อมในโรงเรียนทาให๎เกิดทัศนวิสัยและภาพลักษณ์ที่ไมํดี
อนั เนื่องมาจากพฤติกรรมของนักเรียนในดา๎ นการจดั การขยะ รวมถงึ มาตรการตําง ๆ ภายในโรงเรียน
ทส่ี ํงผลให๎การจัดการขยะภายในโรงเรียนไมํเกดิ ประสิทธิภาพท่ดี ีนกั
ด๎วยเหตุผลดังที่กลําวมาข๎างต๎น จึงทาให๎โรงเรียนบ๎านจาปุยมีความต๎องการท่ีจะศึกษาวิจัย
เพือ่ แกไ๎ ขปัญหาในการจัดการขยะภายในโรงเรียนบ๎านจาปุย โดยการเลือกใช๎หลักการบริหารแบบมี
สวํ นรํวม 5 ร เพอ่ื ประโยชนใ์ นการลดปริมาณขยะของโรงเรียนบ๎านจาปุย โดยดาเนินการจัดกิจกรรม
ตํางๆ ท่ีสามารถชํวยลดปรมิ าณขยะ ได๎แกํ กิจกรรมประดิษฐส์ ่ิงของจากกลํองนมและเศษวัสดุเหลือใช๎
การทาปุ๋ยอินทรีย์ รวมไปถึงการคัดแยกขยะกํอนทิ้ง เพื่อสร๎างจิตสานึกและปลูกฝังให๎นักเรียนเห็น
คุณคําของขยะและประโยชน์ของการคัดแยกขยะ ซงึ่ จะทาให๎คณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ๎านจาปุย
มีความรู๎ความเข๎าใจในการบรหิ ารจัดการขยะ และมีสํวนรํวมในการแกป๎ ัญหาขยะภายในโรงเรยี น
1.2 วัตถปุ ระสงค์
1. เพือ่ ศกึ ษาความรู๎ ความเข๎าใจ ของครผู ๎สู อน เกีย่ วกับการบรหิ ารจัดการขยะในโรงเรยี น
บา๎ นจาปุย
2. เพ่ือศกึ ษาพัฒนารปู แบบการบรหิ ารจดั การปัญหาขยะภายในโรงเรียนบ๎านจาปยุ
3. เพื่อศึกษาความพงึ พอใจของคณะครูและนักเรยี นตํอการบรหิ ารจัดการขยะของโรงเรียน
บา๎ นจาปยุ
1.3 ขอบเขตการศกึ ษา
1.3.1 ขอบเขตเนือ้ หา
การศึกษาครงั้ นี้ เป็นการศกึ ษาการบรหิ ารจดั การขยะ 3 ประเภท
1) ขยะอินทรีย์
2) ขยะรไี ซเคิล
3) ขยะทัว่ ไป
1.3.2 ขอบเขตด๎านประชากร
3
1) ประชากรท่ีใชใ๎ นการศึกษาในครั้งน้ีเป็นคณะครู และคณะกรรมการสภานักเรียน
โรงเรยี นบา๎ นจาปยุ ปกี ารศกึ ษา 2564 จานวน 30 คน จาแนกเป็น
(1) ครูผู๎สอน จานวน 9 คน
(2) คณะกรรมการสภานกั เรียน จานวน 21 คน
1.3.3 ตวั แปร
1) ตวั แปรต๎น คือ การบริหารจดั แบบมีสวํ นรวํ ม 5 ร จานวน 5 ขนั้ ตอน คือ
ข้ันตอนท่ี 1 รํวมศึกษา
ขน้ั ตอนที่ 2 รวํ มวางแผน
ขนั้ ตอนท่ี 3 รํวมปฏบิ ัติ
ขน้ั ตอนท่ี 4 รวํ มสรุป
ขั้นตอนท่ี 5 รํวมแลกเปล่ียนเรียนรู๎
2) ตัวแปรตาม คือ
1) ความรู๎ ความเข๎าใจเกยี่ วกบั ปัญหาขยะภายในโรงเรียน
2) การบรหิ ารจดั การขยะภายในโรงเรียนท่ดี ขี นึ้
3) พฤตกิ รรมการท้ิงขยะของนกั เรยี นทด่ี ขี น้ึ
1.4 นิยามศัพทเ์ ฉพาะ
นิยามศพั ท์
การศกึ ษาคร้งั น้ผี ศ๎ู ึกษาได๎ให๎คาอธบิ ายศพั ทเ์ ฉพาะทีเ่ กยี่ วขอ๎ งไว๎ ดงั น้ี
1.4.1 พฤตกิ รรม หมายถึง การกระทาของนักเรียนโรงเรียนบ๎านจาปุยที่กระทาโดยมีความรู๎
ความเข๎าใจ ทัศนคติ และการปฏิบัติ เป็นตัวกํอให๎บุคคลน้ันแสดงพฤติกรรมออกมา อาจเป็น
พฤตกิ รรมที่ถูกหรือผิดก็ได๎ ซงึ่ แบงํ เปน็ พฤตกิ รรมที่อาจจะสงั เกตได๎และพฤตกิ รรมที่สงั เกตไมํได๎
1.4.2 ขยะ หมายถึง บรรดาสิ่งของตําง ๆ ในขณะน้ัน ท่ีนักเรียนโรงเรียนบ๎านจาปุยไมํ
ต๎องการและท้ิงไป ทั้งนี้รวมถึง กลํองโฟม แก๎วพลาสติก ถุงขนมขบเคี้ยว เปลือกลูกอม ขวดน้า
พลาสติก กระป๋องน้าอัดลม เศษกระดาษ หนังสือพิมพ์เกํา กลํองลังกระดาษ ท่ีเหลือจากการใช๎
ประโยชนจ์ ากกิจกรรมภายในโรงเรียน
1.4.3 การจดั การขยะ หมายถึง การดาเนินการใด ๆ ก็ตามท่ีเกี่ยวข๎องกับการบริหารจัดการ
ขยะในโรงเรียนบา๎ นจาปุย ไดแ๎ กํ การคดั แยกขยะ การลดการเกิดขยะ หรือการนากลบั มาใชใ๎ หมํ
1.4.4 พฤติกรรมการจัดการขยะ หมายถึง การปฏิบัติหรือการกระทาของนักเรียนโรงเรียน
บ๎านจาปุยที่แสดงออกเป็นกิจวัตรประจาวัน ในการคัดแยกประเภทของขยะ พฤติกรรมการท้ิงขยะ
และการนาขยะกลบั มาใช๎ใหมํ ทาให๎ขยะลดลงเป็นการดูแลความสะอาดภายในโรงเรยี น
4
1.4.5 การได๎รับการอบรมส่ังสอนด๎านการจัดการขยะจากโรงเรียน หมายถึง ความรู๎ความ
เขา๎ ใจของนักเรยี นโรงเรยี นบา๎ นจาปยุ ในสง่ิ ทคี่ ณะครูหรือบุคลากรภายในโรงเรยี นได๎อธิบายหรือมีการ
ปฏิบัติเปน็ แนวทางเพอื่ เป็นแบบอยํางในเร่ืองปรมิ าณขยะในโรงเรยี น และนักเรยี นมีการปฏิบัติตํอขยะ
ท่ีเกดิ ขน้ึ
1.5 ประโยชนท์ คี่ าดวา่ จะได้รับ
ได๎ทราบรูปแบบการบริหารจัดการขยะท่ีสามารถนาไปปรับใช๎กับบริบทของโรงเรียนและ
นาความร๎ูความเข๎าใจเกี่ยวกับหลักการบริหารจัดการขยะมาพัฒนาสภาพแวดล๎อมของโรงเรียน
ใหน๎ าํ อยํูและเหมาะสมกบั การจดั การเรียนการสอนให๎กับนกั เรียน
5
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง
การศึกษาการบริหารจัดการขยะในโรงเรียนบ๎านจาปุย สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาลาปาง เขต 1 การศึกษาการบริหารจัดการขยะในโรงเรียนบ๎านจาปุย สังกัดสานักงาน
เขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาลาปาง เขต 1 ผ๎วู ิจัยได๎ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ ก่ียวข๎องดงั นี้
2.1 แนวคิดและทฤษฎที ่ีเกี่ยวข๎องการบรหิ ารจัดการแบบมีสํวนรวํ ม
2.1.1 ความหมายของการบริหารจัดการ
2.1.2 แนวคดิ ในการบริหารจดั การ (management concepts)
2.1.3 องค์ประกอบของการบริหารจดั การ
2.1.4 แนวคดิ ดา๎ นการมสี วํ นรํวม
2.1.5 การบรหิ ารจดั การแบบมีสวํ นรวํ มในการบริหารจดั การขยะในโรงเรียน
2.2 แนวคิดและทฤษฎที เ่ี กย่ี วข๎องกับขยะในโรงเรยี น
2.2.1 ความหมายของขยะ
2.2.2 ประเภทของขยะ
2.2.3 สาเหตทุ ่ีทาใหเ๎ กดิ ปญั หาขยะในโรงเรียน
2.2.4 ผลกระทบท่ีเกดิ จากขยะในโรงเรียน
2.2.5 นโยบายสํงเสรมิ และสนบั สนุนการจัดการขยะของ สพฐ. สํูโรงเรยี นปลอดขยะ
2.2.6 หลกั การบริหารจัดการขยะในโรงเรยี น
2.3 แนวคิดและทฤษฎีท่เี กย่ี วขอ๎ งกับกระบวนการนเิ ทศ
2.3.1 ความหมายของการนิเทศ
2.3.2 กระบวนการนเิ ทศการศกึ ษา
2.3.3 กระบวนการนเิ ทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model)
2.4 แนวคิดและทฤษฎที ี่เกย่ี วข๎องกบั ความพึงพอใจ
2.5 งานวจิ ยั ทเ่ี ก่ียวขอ๎ ง
6
2.1 แนวคดิ และทฤษฎที ่ีเกี่ยวข้องกับการบรหิ ารจัดการ
2.1.1 ความหมายของการบริหารจัดการ
คาวํา “บริหารจัดการ” มาจากคาหลัก 2 คา คือ “บริหาร” และ“จัดการ” ซ่ึงท้ัง 2 คา
มคี วามหมายตามท่ปี รากฏในพจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 ดังนี้
คาวํา “บริหาร” เป็นคากิริยา มีหลายความหมาย ได๎แกํ ออกกาลัง ปกครอง ดาเนินการ
จัดการราชบัณฑิตยสถาน (2546 : 609) ในขณะท่ีคาวํา “จัดการ” เป็นคากิริยาเชํนเดียวกันมี
ความหมายวาํ สั่งงาน ควบคุมงาน ดาเนนิ การ ราชบัณฑติ ยสถาน (2546 : 298)
คาวํา “บริหาร” มาจากคาวํา“administrative” ซ่ึงหมายถึง สิ่งที่สัมพันธ์กับการ
จัดการและงานซ่ึงจาเป็นต๎องมีการควบคมุ การบรหิ ารงานใหเ๎ ป็นไปตามแผนหรือการจัดการอยํางเป็น
ระบบ เชํน การบริหารงาน การบริหารปัญหา เป็นต๎น (dictionary.cambridge.org, online) ในขณะที่คา
วาํ “การจัดการ” มาจากคาวํา“management” ซึ่งหมายถึง การควบคุมหรือการจัดการบางส่ิงอยํางเป็น
ระบบ (dictionary.Cambridge.org, online)
โชติ บดีรัฐ (2558 : 3) ได๎สรุปความหมายจากนักวิชาการตําง ๆ ไว๎วํา “การบริหาร”
เป็นกระบวนการของกิจกรรมที่ตํอเนื่องและประสานงานกันโดยทุกฝุายเข๎ามาชํวยเพ่ือให๎บรรลุ
จุดมงํุ หมายขององคก์ าร
วิรัช วิรัชนิภาวรรณ (2559 : 2 - 3) ได๎กลําวถึงความหมายของ “การบริหาร”ท่ีบางคร้ัง
เรียกวํา “การบริหารจัดการ” ไว๎ 2 แนวทาง โดยความหมายแรกเป็นการนาปัจจัยท่ีมีสํวนสาคัญตํอ
การบริหารมาเป็นแนวทางในการให๎ความหมายซึ่ง “การบริหารหรือการบริหารจัดการ” หมายถึง
การดาเนินงาน หรือการปฏิบัติใดๆ ของหนํวยงานภาครัฐ และ/หรือเจ๎าหน๎าท่ีของรัฐ (ถ๎าเป็นหนํวยงาน
ภาคเอกชน หมายถึง ของหนํวยงานและ / หรือบุคคล) ท่ีเกี่ยวข๎องกับคน ส่ิงของและหนํวยงาน เชํน (1)
การบริหารคน (man) (2) การบริหารเงิน (money) (3) การบริหารวัสดุอุปกรณ์ (material) (4) การบริหารงาน
ทั่วไป (management) (5) การบริหารการให๎บริการประชาชน (market) (6) การบริหารคุณธรรม (morality) (7) การ
บริหารข๎อมูลขําวสาร (message) (8) การบริหารเวลา (minute) และ (9) การบริหารการวัดผล
(measurement) เปน็ ต๎น
จากความหมายท่ีกลาํ วถึงทั้งหมดขา๎ งต๎นแสดงใหเ๎ หน็ วํา“การบริหาร administration)”
และ “การจัดการ (management)”เป็นคาทีม่ คี วามหมายใกล๎เคียงกันสามารถใช๎แทนกันได๎ “การบริหาร”
นิยมใช๎ในภาครัฐสํวน “การจัดการ” นิยมใช๎ในภาคเอกชนหรือภาคธุรกิจนอกจากน้ี “การบริหารบางครั้ง
ก็เรียกวาํ “การบรหิ ารจัดการ” การใหค๎ วามหมายของ “การบรหิ ารจัดการ” น้ันได๎มีการนาหลักวิชาการ
ดา๎ นการบรหิ าร มาเป็นกรอบในการกาหนดความหมายเพ่ือให๎ความหมายครอบคลุมเน้ือหาสาระสาคัญ
ท่ีเกี่ยวกับการบรหิ ารชัดเจนเขา๎ ใจงํายซ่งึ สรปุ ไดว๎ ําการบริหารจัดการ หมายถึง การดาเนินงาน หรือการปฏิบัติใดๆ
ของหนํวยงาน และ/หรอื เจา๎ หน๎าทข่ี องหนํวยงานท่ีเกีย่ วข๎องกบั คนส่ิงของและหนวํ ยงาน
2.1.2 แนวคิดในการบรหิ ารจดั การ (management concepts)
การบริหารจดั การท่ีมีประสทิ ธภิ าพจะต๎องมกี ารแบงํ งานกนั ทาตามความเหมาะสมและ
ค ว า ม จ า เ ป็ น เ พื่ อ ใ ห๎ ก า ร ท า ง า น ข อ ง ห นํ ว ย ง า น บ ร ร ลุ ต า ม วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ไ ด๎ มี ผ๎ู ก ลํ า ว ถึ ง แ น ว คิ ด
ในการบริหารไวต๎ ํางๆ ดงั น้ี
7
ศรวิ รรณ เสรีรัตน์และคณะ (2552 : 19) ได๎กลําวไว๎ถึงแนวคิดในการบริหารจัดการโดย
แบํงตามหน๎าที่ของการบริหารจัดการออกเป็น 4 หน๎าทคี่ ือ
1) การวางแผนเป็นขั้นตอนในการกาหนดวัตถุประสงค์และพิจารณาถึงวิธีการที่ควร
ปฏบิ ัตเิ พอ่ื ให๎บรรลวุ ัตถุประสงค์นน้ั ดงั นน้ั ผ๎ูบรหิ ารจึงต๎องตัดสินใจวําองค์กรมีวัตถุประสงค์อะไรในอนาคต
และจะต๎องดาเนินการอยํางไรเพอ่ื ให๎บรรลผุ ลสาเร็จตามวตั ถุประสงคน์ ัน้ ลักษณะการวางแผนมดี ังน้ี
1.1) การดาเนนิ การตรวจสอบตัวเอง เพื่อกาหนดสถานภาพในปจั จบุ นั ขององคก์ าร
1.2) การสารวจสภาพแวดล๎อม
1.3) การกาหนดวัตถปุ ระสงค์
1.4) การพยากรณสถานการณ์ในอนาคต
1.5) การกาหนดแนวทางปฏิบัติงานและความจาเปน็ ในการใช๎ทรัพยากร
1.6) การประเมนิ แนวทางการปฏิบัตงิ านทวี่ างไว๎
1.7) การทบทวนและปรับแผนเมือ่ สถานการณ์เปล่ียนแปลงและผลลัพธ์ของการควบคุม
ไมํเปน็ ไปตามท่ีกาหนด
1.8) การตดิ ตํอสือ่ สารในกระบวนการของการวางแผนเปน็ ไปอยาํ งทว่ั ถึง
2) การจัดองคก์ าร เปน็ ข้นั ตอนในการจัดหาบุคคลและทรัพยากรทใ่ี ชส๎ าหรับการทางานเพ่ือให๎
บรรลุจุดมุํงหมายในการทางานนัน้ หรอื เป็นการจดั แบํงงานและจดั สรรทรัพยากรสาหรบั งานเพือ่ ให๎งาน
เหลําน้ันสาเรจ็ การจดั องคป์ ระกอบด๎วย
2.1) การระบุและอธบิ ายงานทจ่ี ะถูกนาไปดาเนนิ การ
2.2) การกระจายงานออกเป็นหน๎าที่
2.3) การรวมหน๎าทีต่ าํ งๆ เข๎าเปน็ ตาแหนํงงาน
2.4) การอธบิ ายสงิ่ ท่ีจาเป็นหรือความต๎องการของตาแหนํงงาน
2.5) การรวมตาแหนํงงานตําง ๆ เป็นหนํวยงานที่มีความสัมพันธ์อยํางเหมาะสมและ
สามารถบริหารจัดการได๎
2.6) การมอบหมายงาน ความรับผดิ ชอบและอานาจหนา๎ ท่ี
2.7) การทบทวนและปรับโครงสร๎างขององค์กรเมื่อสถานการณ์เปล่ียนแปลงและ
ผลลพั ธ์ของการควบคมุ ไมํเป็นไปตามที่กาหนด
2.8) การติดตํอสื่อสารในกระบวนการของการจดั องคเ์ ป็นไปอยํางทว่ั ถึง
2.9) การกาหนดความจาเป็นของทรพั ยากรมนษุ ย์
2.10) การสรรหาผู๎ปฏิบัตงิ านทีม่ ีประสทิ ธิภาพ
2.11) การคัดเลือกจากบุคคลทส่ี รรหามา
2.12) การฝึกอบรมและพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย์ตําง ๆ
2.13) การทบทวนปรับคุณภาพและปริมาณของทรัพยากรมนุษย์เมื่อสถานการณ์
เปลย่ี นแปลงและผลลัพธ์ของการควบคมุ ไมํเปน็ ไปตามทกี่ าหนด
2.14) การตดิ ตํอสอ่ื สารในกระบวนการของการจัดคนเข๎าทางานเป็นไปอยาํ งท่ัวถึง
3) การจงู ใจเป็นขัน้ ตอนในการกระต๎ุนใหเ๎ กดิ ความกระตือรือร๎นและชักนาความพยายาม
ของพนักงานใหบ๎ รรลุเปูาหมายองค์การซ่งึ จะเก่ียวข๎องกับการใช๎ความพยายามของผ๎ูจัดการท่ีจะกระต๎ุน
8
ใหพ๎ นกั งานมีศกั ยภาพในการทางานสงู ดังนั้นการนาจะชํวยให๎งานบรรลุผลสาเร็จเสริมสร๎างขวัญและ
จูงใจผ๎ใู ตบ๎ ังคบั บญั ชาการนาประกอบด๎วย
3.1) การตดิ ตํอสื่อสารและอธบิ ายวตั ถุประสงคใ์ หแ๎ กํผ๎ใู ต๎บงั คบั บัญชาได๎ทราบ
3.2) การมอบหมายมาตรฐานของการปฏบิ ตั งิ านตําง ๆ
3.3) ให๎คาแนะนาและให๎คาปรึกษาแกํผ๎ูใต๎บังคับบัญชาให๎สอดคล๎องกับมาตรฐานของ
การปฏบิ ตั ิงาน
3.4) การใหร๎ างวัลแกํผูใ๎ ต๎บังคบั บัญชาบนพน้ื ฐานของผลการปฏิบตั งิ าน
3.5) การยกยํองและสรรเสริญและการตาหนติ เิ ตยี นอยํางยตุ ิธรรมและถกู ต๎องเหมาะสม
3.6) การจัดหาสภาพแวดล๎อมมากระตุ๎นการจูงใจโดยการติดตอสื่อสารเพ่ือสารวจความต๎องการ
และสถานการณ์การเปล่ียนแปลง
3.7) การทบทวน และปรับวิธีการของภาวะความเป็นผ๎ูนา เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงและ
ผลลพั ธข์ องงาน
4) การควบคุมเป็นการติดตามผลการทางาน และแก๎ไขปรับปรุงสิ่งท่ีจาเป็นหรือเป็นขั้นตอน
ของการวดั ผลการทางานและดาเนินการแก๎ไขเพ่อื ให๎บรรลผุ ลท่ตี ๎องการซ่งึ การควบคุม ประกอบด๎วย
1) การกาหนดมาตรฐาน
2) การเปรยี บเทียบและติดตามผลการปฏิบตั งิ านกบั มาตรฐาน
3) การแก๎ไขความบกพรํอง
4) การทบทวนและปรับวิธีการควบคุม เม่ือสถานการณ์เปล่ียนแปลงและผลลัพธ์ของ
การควบคุมไมํเปน็ ไปตามทีก่ าหนด
5) การติดตํอส่อื สารในกระบวนการของการควบคุมเปน็ ไปอยํางทัว่ ถึง
โชติ บดีรัฐ (2558 : 43 - 50) ได๎กลําวถึง แนวคิดทางการบริหารโดยใช๎หลักเกณฑ์ของ Taylor
มีพ้ืนฐานอยํูบนหลักการที่สาคัญ 4 ประการ ได๎แกํ (1) การคิดค๎นและกาหนดสิ่งท่ีดีที่สุด (2) การคัดเลือก
และพัฒนาคนงาน (3) การพิจารณาอยํางรอบคอบเกี่ยวกับวิธีทางานควบคูํกับการพิจารณาคนงานและ (4)
การประสานงานอยํางใกล๎ชิดระหวาํ งผ๎ูบริหารและคนงาน ซงึ่ ผู๎บริหารตามแนวคดิ ของ Taylor จะมีความ
เป็นผน๎ู าอยาํ งแทจ๎ ริง ตอ๎ งรับภาระหนักกวําคนงาน ต๎องใช๎สมองคิดวิเคราะห์ปัญหาของกลํุม จัดเตรียม
และกาหนดวิธีการทางานที่ดกี วาํ งํายกวาํ และไดผ๎ ลมากกวาํ ใหก๎ ับกลมุํ
สรุปได๎วําแนวคิดดงั กลําวข๎างต๎นจะพบวาํ การบริหารองค์กรจะครอบคลุม เร่ืองการทางาน
เป็นทีมการมีสํวนรํวมในการตัดสินใจรํวมกัน ซ่ึงแตํละแนวคิดจะมีเปูาหมายไปในทิศทางเดียวกัน
คือ การทางานให๎สาเร็จตามวัตถุประสงค์ขององค์กรแตํละแนวคิดตําง ๆ เหลําน้ีมีจุดมํุงเน๎นหรือ
วิธีการจดั การเพือ่ ไปใหถ๎ งึ เปูาหมายแตกตาํ งกนั ไป
2.1.3 องค์ประกอบของการบริหารจัดการ
ศจี อนนั ต์นพคณุ (2552 : 2 - 3) กลําวถึง องคป์ ระกอบของการบริหารวํา ประกอบด๎วย
3 สํวน ได๎แกํ ทรัพยากรการบริหารหรือปัจจัยการบริหาร (administrative resources) กระบวนการ
บริหาร (administration process) และวัตถปุ ระสงคข์ องการบริหาร (objective) ซงึ่ เขียนความสัมพันธ์
ไดด๎ ังภาพที่ 2.1
9
ปจั จัยการบริหาร วัตถุประสงค์ กระบวนการบริหาร
(input) (objective) (process)
4 M’s PODC 4 E’s
Man Planning Economic
Money Organizing Efficiency
Material Directing Effectiveness
Management Controlling
Equity
feed back
ภาพที่ 2.1 องคป์ ระกอบของการบริหาร
ที่มา: ศจี อนันตน์ พคณุ (2552 : 3)
วิรัช วิรัชนิภาวรรณ (2552 : 11 - 14) ได๎กลําวถึง ตัวชี้วัดในการบริหารจัดการวําแบํง
ออกเป็น 3 สํวนได๎แกํ ปจั จัยนาเข๎า (input) ปัจจัยกระบวนการ (process) และปัจจัยผลผลิต (output)
ตามรายละเอยี ดดังน้ี
1. ปัจจยั นาเข๎า หมายถึง ตัวชีว้ ัดการบรหิ ารจดั การที่เป็นปจั จัยทมี่ สี วํ นสาคัญตอํ การ
บริหารจัดการหรือประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ หรอื ทรพั ยากรการจัดการ (management
resources) โดยวิรัช วิรชั นภิ าวรรณ ไดร๎ วบรวมตวั ชีว้ ดั ทเ่ี ป็นปัจจัยนาเข๎าไว๎ 9 กลมํุ เร่มิ จาก 3M ถงึ
11M เชํน 3M ประกอบด๎วย คนหรอื การบริหารทรพั ยากรมนุษย์ (Man) เงนิ หรือการบริหาร
งบประมาณ (Money) และการบริหารงานท่ัวไป (Management) ที่ถกู นาเข๎าไปในระบบการบริหาร
จัดการ
2. กระบวนการ หมายถึง ตวั ช้วี ดั การบริหารจัดการท่ีประกอบด๎วยการดาเนินงานหลายขั้นตอน
ท่ีหนํวยงานของรฐั และเจา๎ หนา๎ ทขี่ องรฐั พึงดาเนินการ หรอื หมายถงึ ตัวช้ีวดั ท่ปี ระกอบด๎วยหลายข้ันตอน
ทีอ่ ยูํในระบบการบรหิ ารจดั การ โดยนาแตํละขั้นตอนมาใช๎เป็นเครื่องมือในการปรับเปล่ียนปัจจัยนาเข๎า
ใหเ๎ ปน็ ปัจจยั นาออกหรอื ผลผลติ ตามเปูาหมายหรือวตั ถปุ ระสงค์ของหนํวยงานตํอไป
3. ปจั จัยนาออก หมายถึง ตัวชี้วัดการบริหารจัดการที่เป็นผลลัพธ์ ผลผลิต ผลการดาเนินงาน
หรือเป็นจุดหมายปลายทาง (end(s)) เปูาหมาย (goal(s)) หรือวัตถุประสงค์(objective(s)) ของหนํวยงานท่ี
ออกมาจากกระบวนการในขน้ั ตอนที่สอง ตัวช้ีวัดที่เป็นปัจจัยนาออกหรือเป็นเปูาหมายของหนํวยงานนี้
อาจแบํงออกเปน็ 2 ประเภท ไดแ๎ กํ ตัวช้วี ัดท่มี เี ปูาหมายทีม่ ุงํ แสวงหากาไร (profit) และตวั ชว้ี ัดที่มีเปูาหมาย
ไมํมํุงแสวงหากาไร (non-profit) หรือแบํงเป็นตัวชี้วัดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการผลิตสินค๎าหรือผลผลิต
(products) และตวั ช้ีวัดที่มวี ัตถุประสงคเ์ พ่ือให๎บรกิ าร(services) กไ็ ด๎
10
ศิริพงษ์ เศาภายน (2552 : 44 - 46) ได๎กลําวไว๎วําการท่ีจะมีระบบใดระบบหน่ึงข้ึนมาได๎
จะตอ๎ งมสี วํ นประกอบหรอื สงิ่ ตําง ๆ เปน็ ตวั ปอู น โดยเรียกวํา“ข๎อมูล” เพื่อดาเนินงานสัมพันธ์กันเป็น
“กระบวนการ” เพ่ือให๎ได๎ “ผลลัพธ์” ออกมาตามวัตถุประสงค์ที่ต้ังไว๎ ดังน้ัน ภายในระบบหน่ึงจะสามารถ
แบํงองค์ประกอบและหนา๎ ที่ ไดด๎ ังนี้
1. ข๎อมูล (Input) เป็นการต้ังปัญหาและวเิ คราะหป์ ญั หา การต้งั วัตถปุ ระสงค์ หรือเป็นการ
ปอู นวตั ถดุ บิ ตลอดจนข๎อมูลตาํ ง ๆ เพ่ือการแกป๎ ัญหาน้นั
2. กระบวนการ (Process) เปน็ การรวบรวมและวเิ คราะห์ขอ๎ มูลที่ปูอนเข๎ามาเพ่ือดาเนินการ
ตามวัตถุประสงคท์ ต่ี ง้ั ไว๎
3. ผลลัพธ์ (Output) เป็นผลผลิตท่ีได๎ออกมาภายหลังจากการดาเนินงานในข้ันของ
กระบวนการส้นิ สุดลง รวมถงึ การประเมนิ ด๎วย
สรุปได๎วําองค์ประกอบของการบริหารจัดการไว๎ประกอบด๎วย ปัจจัยด๎านการบริหารหรือ
ปัจจัยนาเข๎า (input) กระบวนการบริหารหรือกระบวนการ (process) และปัจจัยนาออกหรือปัจจัย
ผลผลิต (output)
2.1.4 แนวคดิ ด้านการมีสว่ นรว่ ม
แนวคิดด๎านการมีสํวนรํวม การมีสํวนรํวมของประชาชน หมายถึงกระบวนการที่
ประชาชนหรือผู๎มีสํวนได๎เสีย มีโอกาสแสดงทัศนะแลกเปลี่ยนข๎อมูลและความคิดเห็น หาทางเลือก
และการตดั สนิ ใจตาํ งๆ เกยี่ วกับโครงการท่ีเหมาะสมและเป็นทีย่ อมรับรํวมกัน
ดวงใจ ปินตามูล (2555) กลําววําการมีสํวนรํวมของประชาชน คือกระบวนการสื่อสาร
สองทางระหวํางบุคคลกลุํมบุคคล ชุมชน หรือประชาชน กับเจ๎าหน๎าท่ีของรัฐผู๎ดาเนินโครงการ หรือ
นโยบายสาธารณะ หรือการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซ่ึงการมีสํวนรํวมของประชาชนจะเก่ียวข๎อง
กับการรํวมในกระบวนการตัดสนิ ใจ การรํวมในกระบวนการดาเนินการ และรํวมรับผลประโยชน์โดย
มีเปาู หมายของการมสี ํวนรวํ มของประชาชน คอื การแลกเปลี่ยนข๎อมูลขําวสารระหวํางประชาชนและ
ผู๎ดาเนินโครงการ โดยการให๎ข๎อมูลตํอประชาชน และประชาชนแสดงความคิดเห็นตํอโครงการหรือ
นโยบายเพอ่ื ประโยชนต์ อํ การดารงชพี ทางเศรษฐกิจและสังคม
แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการมีสวนรวมของประชาชนในการจัดการมูลฝอยการมีสวนรวม
ของทกุ ภาคสวนนัน้ เปนสวนหนง่ึ ของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองประเทศชาติไปในทิศทาง
ทด่ี ขี น้ึ แนวคิดการมสี วนรวมนั้นเกิด และอยูเคียงคูกับการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย เนื่องจาก
อานาจอธิปไตย เปนอานาจสูงสุด ในการปกครองประเทศ มาจากประชาชน และประชาชนเปนผูให
ฉนั ทานุมัตติ างๆ กับภาครัฐ ในการบริหารจัดการ เพ่ือใหเกิดความ โปรงใส และเปนไป ตามความตองการ
แทจริงของประชาชน ซ่ึงถือวาเปนการเขาไปมีสวนรวมอยางแทจริง (Authentic participation)
ดงั กลาวขางตน จึงไดนามาเปนแนวทางในการกาหนดยทุ ธศาสตร ในการพฒั นาประเทศ ตามแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555 - 2559) ซ่ึงมีเปาหมายการพัฒนาภายใตกระบวนการ
มสี วนรวมของผูเก่ียวของ จากทุกภาคสวนในสังคมไทย ท่ีไดรวมพลังกันระดมความคิดกาหนดวิสัยทัศน
รวมกนั ของสงั คมไทย มุงพัฒนาสู “สงั คมเขมแข็ง และมีดุลยภาพ” ใน 3 ดาน คือ สังคมคุณภาพ สังคม
แหงภมู ปิ ญญา การรบั รู สงั คมสมานฉันท และ เออ้ื อาทรตอกนั เพ่ือเสริมสรางระบบการบริหารจัดการ
ท่ีดีในทุกภาคสวนของสังคมไทย สนับสนุน กระบวนการกระจายอานาจใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นและ
11
ชุมชน มีบทบาทในการพัฒนาทองถิ่นของตนเอง ภายใตระบบบริหารจัดการภาครัฐท่ีมีประสิทธิภาพ ยึด
หลักการมีสวนรวม โปรงใส และพรอมท่ีจะรับการตรวจสอบจากสังคมโดยรวมการพัฒนาประเทศใน
อนาคต เพ่ือสรางโอกาสใหคนไทยคิดเปนทาเปน มีเหตุผล สามารถรับรูไดตลอดชีวิต พรอมรับการ
เปล่ียนแปลง สังคมสมานฉนั ท และเอือ้ อาทรตอกันที่ดารงไวซ่ึงคุณธรรม คุณคาของเอกลักษณที่ พ่ึงพา
เกื้อกูลกัน ตลอดจนมีจารีตประเพณีท่ีดีงาม ในการพัฒนาอยางตอเน่ือง และการทางานแบบพหุภาคี
สามารถประยุกตใชในการทางานเชิงรุก เพ่ือเสริมสรางความเขมแข็ง ไดอยางมีประสิทธิผลทั่วถึงใน
ทกุ พ้ืนท่ี การมีสวนรวมถือวาเปนกลยุทธที่สาคัญเพื่อจุดมุงหมายในการพัฒนาท่ีย่ังยืนมีบทบาทอยางมาก
เปนหัวใจสาคญั เพอ่ื ตอบสนองความตองการไดตรงจุดมากท่ีสุด อยางเปนรูปธรรม อันจะนาไปสูความอยูดี
มีสุขของคนไทยทกุ คน
ความหมายของการมสี ํวนรวํ ม การมีสวนรวมเปนเปาหมายของการพฒั นาสงั คมเพื่อ
สืบทอดความยงั่ ยืนใหเกิดข้ึนอยางตอเน่ือง เปนองคประกอบสาคัญในกิจกรรมที่จะสรางความเจริญ
กาวหนาใหเกดิ ข้นึ สาหรบั ความหมายของการมีสวนรวมนนั้ มีนกั วิชาการหลายทานนาเสนอไวดงั น้ี
อาภรณพันธ จนั ทรสวาง (2552 : 19 ) ใหความหมายวาการมีสวนรวมน้ันกอใหเกดิ การ
รวมตัวที่สามารถจะกระทาการตัดสินใจใชทรัพยากร และมีความรับผิดชอบในกิจกรรมที่จะกระทา
ในกลุมเปนการเปดโอกาสใหไดรวมในการคิดริเริ่ม การตัดสินใจ รวมลงมือปฏิบัติและรวมรับผิดชอบ
ในเร่อื งราวตางๆ เพือ่ แกไขปญหาและนามาซึ่งความเปนอยูที่ดีข้ึน เพื่อตอบสนองความ ตองการของ
ประชาชนท่จี ะชวยใหประสบความสาเร็จตามเปาหมายได การมีสวนรวมเปนผลมาจากการเห็นพอง
ตองกันในเรือ่ งราวของความตองการและทิศทางของการเปล่ียนแปลง จนเกิดความคิดริเร่ิม เพื่อการปฏิบัติการ
นนั้ ๆ เหตุผลเบ้ืองแรกท่คี นเรามารวมตวั กันได จะตองมกี ารตระหนกั วาการกระทาท้ังหมดที่ทาโดยกลุ
ม หรือโดยนามของกลุมนัน้ กระทาผานกลุมซ่งึ เปนเสมือนตวั นาใหบรรลุถงึ ความเปล่ยี นแปลงได
สาหรับทวีทอง หงสวิวัฒน (2553 : 2) ไดขยายความหมายของการมีสวนรวมวาเปนการพัฒนา
ขดี ความสามารถของคนในการจัดการควบคุมการใชการกระจายทรัพยากรที่ มีอยูอยางจากัดเพื่อให
เกดิ ประโยชนตอการดารงชีพ ทางเศรษฐกิจ และสังคมตามความจาเปนอยาง สมศักด์ิศรี แสดงออกในการ
ตดั สินใจกาหนดชีวติ ของตนเอง เพิ่มความสามารถในการควบคุม ทรพั ยากร ทั้งนี้ตองเปนส่ิงท่ีทุกฝาย
ไดริเร่ิมข้ึนมาเอง มิใชพฤติกรรมที่ถูกกาหนดขึ้นมาหรือช้ีนา โดยฝายรัฐบาลในกิจกรรมซ่ึงมุงสูการ
พัฒนาตามนโยบายของภาครัฐ การจะเกิดพลัง ความสามารถ ของกลุมท่ีผนึกกาลังในการพัฒนา ทา
ใหมีความรูสกึ เปนสวนหนึ่งของงานพฒั นา และเปนเจาของ ผลิตผลของการพฒั นานัน้ นอกจากน้ัน
นริ นั ดร์ จงวุฒเิ วศน์ ( 2553 : 183) ยังกลาวเพ่ิมเติมวาการมสี วนรวมมีความเกยี่ วของ
ทางดานจิตใจ และอารมณ Mental and Emotional Involvement) ซ่ึงผล ดังกลาวเปนเหตุเรา
ใหกระทา (contribution) บรรลุจดุ มุงหมายของกลุมนนั้ กบั ทาใหเกิดความรูสึกรวมรับผิดชอบกับเปา
หมายดงั กลาวดวย เปนองคประกอบสาคญั เพื่อใหเกดิ ประสทิ ธภิ าพในการวางแผนและการดาเนินการ
ใหเกิดผลประโยชนสงู สุดในการมสี วนรวม การมสี วนรวมคือ การที่ทุกฝายไดเขาไปจัดการควบคุมการใช
และการกระจายทรัพยากรที่ มีอยูเพื่อประโยชนตอการดาเนินการทางเศรษฐกิจ และสังคม รวมกัน
คดิ คนหาสาเหตุของปญหา และมีความเห็นพองตองกนั ในการทจี่ ะดาเนินการแกไขปญหาใหบรรลุตาม
วัตถุประสงคหรือนโยบายที่วางไว เปนการมีสวนชวยเหลือโดยสมัครใจ เขารวมกับกระบวนการ
ตดั สินใจ ตลอดจน รวมรับผลประโยชน และมีจุดสาคัญที่จะใหการมีสวนรวมเปนการปฏิบัติอยางแข็งขัน
12
มีอานาจในการตัดสินใจ (Share Decision Making) เปนผูกาหนดนโยบาย (Policy Formulation)
กาหนดเปาหมายแผนงาน (Participating on Formulating Objective and Plan) รวมดาเนินการ
ในกระบวนการจดั การ (Participating on Management) รวมรับผิดชอบในเร่ืองตางๆ อันมีผลกระทบ
ถงึ ทุกคนเพื่อประโยชนตอการดารงชีพทางเศรษฐกิจและสังคม ทก่ี อใหเกดิ ส่ิงตางๆ รวมกันนัน่ เองจาก
ทกี่ ลาวมา การมีสวนรวมมีความหมายเปน 2 นยั ดวยกนั คือ
1.ความหมายอยางกวาง หมายถึงการที่ประชาชนเขาไปมีสวนรวมในการกาหนดนโยบาย
ของประเทศ การบริหารโดยผานกระบวนการหรอื การเขาไปมสี วนรวมในการบรหิ ารทองถ่ิน และการเปน
สมาชิกสภาทองถ่ินดวย
2. ความหมายอยางแคบ คอื การทีป่ ระชาชนเขาไปชวยสนับสนุนงานซึ่งเปนหนาท่ีของ
เจาหนาที่ภาครัฐโดยกระทาการภายในกรอบของกฎหมายหรือนโยบายของรัฐ ดังน้ันจากที่กลาวมา
จุดเริ่มตนที่มีความสาคัญประการหน่ึง ที่จะทาใหเกิดการมีสวนรวมของทุกฝาย ไดอยางกวางขวาง
และมปี ระสิทธภิ าพ คือ นโยบาย กฎ ระเบียบ วิธีการสงเสริมจากภาครัฐ หนวยงานที่เก่ียวของในงานวิจัย
ครงั้ นถ้ี ือวาเปนสวนหน่ึงในปจจัยที่จะสงผลหรือมีอิทธิพลตอการมีสวนรวมการจัดการมูลฝอยในประเทศไทย
ใหเกดิ ประสทิ ธผิ ล ซง่ึ ผูวิจยั จะทาการหาความจรงิ ในเรอื่ งน้ีตอไป
รูปแบบการมีสวนรวม Cohen and Uphoff (2010 : 213 - 218) ไดอธิบายและวิเคราะห
การมีสวนรวมโดยแบง ออกเปน 4 รูปแบบ คือ
1.การมีสวนรวมในการตัดสนิ ใจ ต้ังแตในระยะเริม่ ของกิจกรรมจนกระทั่งการดาเนนิ
กิจกรรมน้นั เสรจ็ สน้ิ ลง
2. การมสี วนรวมในการดาเนนิ กิจกรรมซึ่งอาจเปนไปในรปู แบบของการเขารวมโดยการให๎มี
การสนบั สนุนทางดานทรพั ยากร การเขารวมในการบริหาร และการเขารวมในการรวมแรงรวมใจ
3. การมีสวนรวมในผลประโยชน ทง้ั ทางวตั ถุ ทางสงั คมหรอื โดยสวนตวั
4. การมสี วนรวมในการประเมนิ ผล ซ่งึ นบั เปนการควบคมุ และตรวจสอบการดาเนนิ
กจิ กรรมทงั้ หมด
สรุ ัสวดี หุนพยนต 2549 : 17) ไดเสนอรูปแบบหรือชนดิ การมสี วนรวมท่ีกอใหเกดิ
ผลดีตอ กระบวนการพฒั นาไว 4 รูปแบบ ซึ่งไดแก
การมีสวนรวมในการตัดสินใจ (Decision making) ประกอบไปดวย 3 ขัน้ ตอนคือ
1. ริเรมิ่ ตัดสนิ ใจ ดาเนินการตัดสินใจ และตัดสนิ ใจปฏบิ ัตกิ าร
2. การมสี วนรวมในการปฏิบัติการ (Implementation) ประกอบดวยการสนับสนนุ
ดานทรพั ยากร การบริหาร และการประสานขอความรวมมือ
3.การมสี วนรวมในผลประโยชน Benefits) ไมวาจะเปนทางดานวัตถผุ ล ทางสงั คม
หรอื ผลประโยชนสวนตวั
4. การมีสวนรวมในการประเมินผล (Evaluation) ปจจัยท่ีมีความสัมพันธ์ตํอพฤติกรรม
การมีสวนรวมของผูเกี่ยวของ พฤติกรรมการเขามามีสวนรวม เปนปรากฏการณที่สลับซับซอน ขึ้นอยู
กับปจจยั หลายอยาง ทีม่ ีนา้ หนักความสาคญั มากนอยตางกัน
13
ซ่ึง Mcclosky (2008:12)ไดอธบิ ายไวดงั น้คี อื
1. ปจจยั ทางดานสง่ิ แวดลอมสงั คม เชนระดับการศกึ ษา อาชีพ รายได เช้อื ชาติ เพศ
ระยะเวลาท่ีอยูอาศัย การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ส่ิงเหลาน้ีมีความเก่ียวของสัมพันธกับการมีสวนรวม
ดวยความสมคั รใจของทุกคน
2. ปจจัยทางดานจิตวิทยา ของการเขามามีสวนรวม ที่ข้ึนอยูกับวา มีการใหผลประโยชน
หรือผลตอบแทนอยางไรบาง ที่สามารถตอบสนองความตองการ เชน การมีอานาจ การแขงขัน
ความสาเร็จ ความสมั พันธกบั ผูอ่ืน สถานภาพท่สี ูงขึน้ การยอมรบั จากสังคม เปนตน
3. ปจจัยดานสิ่งแวดลอมภายนอก เชน นโยบายของแตละรัฐบาล มักมีความแตกตําง
ในดานความตองการที่มีบทบาทมากหรือนอย ไมเทากัน การท่ีประชาชนจะตัดสินใจเขามารวม
รับผิดชอบในโครงการหรือกิจกรรมตางๆ ขึ้นอยูกับปจจัยสวนบุคคล ปจจัยทางเศรษฐกิจ และสังคม
ไดแก อายุ เพศ สถานภาพในครอบครัว ระดับการศึกษา สถานภาพทางสังคม ชั้นทางสังคม ศาสนา
อาชีพ รายได และทรัพยสิน สถานภาพทางเศรษฐกิจ ความเชี่ยวชาญ ความเช่ือ ค านิยม นิสัย
ประเพณีในชุมชน ที่มีผลตอการมสี วนรวม เชนเดียวกนั แนวทางในการจดั การแบบมสี วนรวม
การมสี วํ นรวํ มของประชาชน หมายถงึ กระบวนการที่ประชาชนหรือผ๎ูมีสํวนเก่ียวข๎องได๎
แสดงความคิดเหน็ แลกเปล่ยี นขอ๎ มูลและเสนอแนะเทคนิค วิธกี าร หาทางเลือกและการตัดสินใจตํางๆ
เกย่ี วกับโครงการการบรหิ ารจดั การขยะในโรงเรยี นและโครงการ/ กิจกรรมอ่ืนๆที่เหมาะสมและเป็นที่
ยอมรับรํวมกัน
14
2.1.5 การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม 5 ร ของสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศกึ ษาลาปาง เขต 1
การบริหารจัดการแบบมีสํวนรํวมของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ลาปาง เขต 1 ใช๎รูปแบบการบริหารจัดการแบบมีสํวนรํวม 5 ร ดังนี้ สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศกึ ษาลาปาง เขต 1 (2562 : 6)
แผนภาพท่ี 1 รูปแบบการบริหารจดั การแบบมสี ว่ นรว่ ม 5 ร
ของสานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษาลาปาง เขต 1
รวํ มแลกเปลยี่ น รวํ มศกึ ษา I
การบรหิ ารจดั การ รว่ มวางแผน
แบบมสี ่วนรว่ ม 5 ร
รํวมสรุป รวํ มปฏิบัติ
การบรหิ ารจดั การแบบมสี วํ นรวํ ม หมายถึง การบรหิ ารจดั การขยะในโรงเรียน โดยเนน๎ การ
มสี ํวนรํวมของบุคลากรในโรงเรียน ซ่ึงเน๎นการบริหารจัดการแบบมีสํวนรํวม 5 ร จานวน 5 ข้ันตอน
คอื ขน้ั ตอนท่ี 1 รวํ มศึกษา ขั้นตอนที่ 2 รวํ มวางแผน ข้ันตอนที่ 3 รวํ มปฏบิ ัติ ขน้ั ตอน ที่ 4 รํวมสรุป
และขัน้ ตอนท่ี 5 รวํ มแลกเปลีย่ นเรียนร๎ู
2.1.5.1 รํวมศกึ ษา หมายถึง ผบ๎ู ริหารโรงเรียน ครูผู๎สอน และนักเรียนรํวมกันศึกษาสภาพ
ปัจจบุ ันปญั หาของขยะในโรงเรียน วาํ มขี ยะประเภทใดบ๎างท่เี ป็นปัญหา และสาเหตขุ องปญั หาเกิดจาก
อะไร พร๎อมกับศึกษาความตอ๎ งการของครผู ู๎สอนและนักเรียนในการที่จะแกป๎ ัญหาขยะในโรงเรียน
2.1.5.2 รํวมวางแผน หมายถงึ ผ๎ูบริหารโรงเรียน ครูผ๎ูสอน และนักเรียน รํวมวางแผน
เม่ือพบปัญหาหาวิธีแก๎ปัญหาเรียงปัญหาจากมากมาหาน๎อย การทางานท่ีคาดวําจะประสบ
ความสาเร็จ ตามกรอบในการวิจัยด๎านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล๎อม
15
( การบริหารจัดการขยะในโรงเรียน ) 1) การจัดการขยะมูลฝอยประเภทตํางๆ ได๎แกํ มูลฝอยติด
เชือ้ ขยะพลาสติก ขยะอนิ ทรีย์ ขยะอนั ตรายขยะอเิ ลก็ ทรอนิกส์ 2) การจัดการในเชิงนโยบาย เชํน
การสรา๎ งกลไกใหเ๎ กิดความรํวมมอื ระหวํางสานกั งานเขตพนื้ ที่การศกึ ษา โรงเรยี นและชมุ ชน 3) การ
สร๎างความรคู๎ วามเข๎าใจโดยเนน๎ การสรา๎ งจติ สานกึ ในการจัดการขยะให๎กับนักเรียนและบุคลากรทุก
ระดับ โดยนาข๎อมลู ทไ่ี ดจ๎ ากการศึกษา มารวํ มวางแผนการทางานให๎เหมาะสมกับสภาพบริบทของ
สถานศกึ ษา
2.1.5.3 รํวมปฏบิ ัติ หมายถึง ผ๎ูบริหารโรงเรียน ครูผ๎ูสอน และนักเรียนรํวมกัน มีสํวนรํวม
ปฏบิ ัติงาน ลงมอื ปฏบิ ตั ิงานตามท่ีได๎วางแผนหรือออกแบบไว๎ ประเมินผล และสะท๎อนผล การปฏิบัติงาน
เปน็ ระยะ ในการอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล๎อม การบรหิ ารจัดการขยะในโรงเรียน การจัดการ
ขยะมูลฝอยประเภทตํางๆ ได๎แกํ มูลฝอยติดเช้ือ ขยะพลาสติก ขยะอินทรีย์ ขยะอันตรายขยะ
อเิ ล็กทรอนกิ ส์
2.1.5.4 รํวมสรุป หมายถงึ ผ๎บู รหิ ารโรงเรียน ครผู ๎สู อน และนักเรียนรํวมกัน ตํางๆ รํวมกัน
สรุปผลการดาเนินงาน มสี วํ นรํวมในวิเคราะห์ขอ๎ มูล สงั เคราะหข์ ๎อมูล และสรปุ ผลการบริหารจดั การขยะ
ในโรงเรยี น การปฏบิ ัติงานในแตํละขั้นตอนวําบรรลวุ ัตถุประสงคห์ รอื เป็นไปตามทวี่ างแผนหรือไมํ เพ่ือจะได๎
นามาปรับปรงุ /แกไ๎ ข/พฒั นาให๎ดขี น้ึ ตํอไป ถ๎าไมํสาเร็จก็วางแผนและออกแบบวิธีการ/นวัตกรรมใหมํ
จบกระบวนการ PDCA
2.1.5.5 รํวมแลกเปลีย่ นเรยี นรู๎ หมายถึง ผ๎ูบริหารโรงเรียน ครูผู๎สอน และนักเรียนรํวมกัน
แลกเปล่ียนเรียนร๎ู ชื่นชมความสาเร็จของการบริหารจัดการขยะในโรงเรียน และ ตามกรอบภารกิจ
งานประสบความสาเร็จ พร๎อมกับยกยอํ งเชิดชูเกียรติ และเผยแพรกํ ารปฏิบัติงานที่ดี (Best practice)
สํสู าธารณชน ผาํ น Website ระบบ ICT และสารสนเทศของสานกั งานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาลาปาง เขต 1
กา ร บ ริ ห า ร จั ด ก า ร แ บ บ มี สํ ว น รํ ว ม ใ น ก า ร สํ ง เ ส ริ ม วิ จั ย ใ น ก า ร บ ริ ห า ร จั ด ก า ร ข ย ะ
ในโรงเรยี น โดยเน๎นการมีสวํ นรวํ มของผ๎ูบริหาร ครู นักเรียน บุคลากรในโรงเรียน ซ่ึงเน๎นการบริหาร
จดั การแบบมีสวํ นรํวม 5 ร รวํ มศกึ ษา รํวมวางแผน รํวมปฏิบัติ รํวมสรุป และ รํวมแลกเปล่ียนเรียนรู๎
สร๎างกลไกให๎เกิดความรํวมมือระหวํางสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา โรงเรียนและชุมชน ตามกรอบ
ภารกจิ งานใหป๎ ระสบความสาเร็จ สามารถนามาเปน็ แบบอยํางได๎
2.2 แนวคิดและทฤษฎีทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั ขยะในโรงเรยี น
2.2.1 ความหมายของขยะ
ขยะหรือขยะมลู ฝอย เป็นคาท่ีมักจะใช๎ในความหมายเดียวกัน เป็นปัญหาท่ีสาคัญของ
ชุมชนและสังคม โดยปรมิ าณของขยะจะเพ่มิ ขน้ึ ตามการขยายตวั ของประชากรและเศรษฐกิจ ถ๎ามีการ
จัดการที่ไมํเหมาะสมหรือไมํถูกหลักสุขาภิบาลก็จะเป็นสาเหตุที่ทาให๎เกิดปัญหาสุขภาพอนามัยของ
ประชาชน ปัญหาส่ิงแวดล๎อม ปัญหา ความไมํเป็นระเบียบเรียบร๎อยของชุมชนซ่ึงมีผู๎ให๎ความหมาย
ของขยะตาํ งๆดงั นี้
กรมควบคุมมลพิษ (2555 : 8) ได๎กลําวไว๎วํา ขยะ ตามความหมายของกรมควบคุม
มลพิษ หมายถึง สิ่งตํางๆ ที่ไมํต๎องการใช๎ หรือวัสดุที่ใช๎แล๎วซึ่งเกิดจากกิจกรรมตํางๆในชุมชน การ
16
ดาเนินชีวิต ทั้งในครวั เรอื น และจากการประกอบอาชีพ ได๎แกํ เศษอาหาร เศษไม๎ กระดาษ พลาสติก
เศษแกว๎ ขวด กระปอ๋ ง รวมถงึ วัสดุของใช๎ทช่ี ารดุ และสิ่งของทีต่ ๎องการทิง้
ยุพดี เสตพรรณ (2544) ได๎กลําวถึงขยะมูลฝอยวํา หมายถึง เศษสิ่งของท่ีไมํต๎องการ
แล๎ว สิ่งของที่ชารุดเสียหายใช๎ไมํได๎หรือเสื่อมคุณภาพ ต๎องกาจัดทาลายหรือส่ิงของที่ต๎องท้ิงหรือ
แจกจํายให๎แกผํ ู๎อนื่ เชนํ เศษกระดาษ เศษอาหาร ขวดแก๎ว พลาสตกิ ซากสัตว์ ซากรถยนต์ เป็นตน๎
สรปุ ไดว๎ ําขยะ หมายถึง สงิ่ ตาํ งๆที่ไมํต๎องการใช๎ หรือวัสดุที่ใช๎แล๎วซ่ึงเกิดจากกิจกรรม
ตาํ งๆ ซง่ึ ในการศกึ ษาครัง้ นี้ ขยะในโรงเรยี น หมายถงึ ส่ิงตาํ งๆที่ไมํต๎องการใช๎ หรือวสั ดทุ ใ่ี ช๎แล๎วซ่ึงเกิด
จากกิจกรรมตํางๆในโรงเรียน ได๎แกํ เศษอาหาร เศษไม๎ กระดาษ พลาสติก เศษแก๎ว ขวด กระป๋อง
รวมถึงวสั ดุของใช๎ท่ีชารุด และส่ิงของที่ต๎องการทงิ้
2.2.2 ประเภทของขยะ
การจาแนกประเภทตามคุณลักษณะและองค์ประกอบซ่ึงอาณัติ ต๏ะปินตา (2553 :) ได๎
จาแนก ดงั นี้
1) การจาแนกตามลักษณะทางกายภาพ เป็นการจาแนกขยะมูลฝอยตามลักษณะท่ี
ปรากฏและมองเหน็ จากภายนอก ซงึ่ สามารถจาแนกออกไดด๎ ังน้ี
1.1) ขยะเปียก (garbage) หมายถึง ขยะมูลฝอยท่ีเป็นสารอินทรีย์ชนิดตํางๆและมี
ความชื้นสูงสามารถยํอยสลายได๎งํายโดยกระบวนการทางชีวภาพ เชํน เศษอาหาร เศษพืชผักและ
ผลไม๎ เศษหญ๎า เป็นตน๎ ดงั น้ันจึงจาเป็นต๎องทาการเก็บขนและนาไปกาจัดทาลายหลายอยํางรวดเร็ว
เพื่อปอู งกนั กลิ่นเหมน็ จากการเนาํ เสยี ของขยะประเภทนี้
1.2) ขยะแห๎ง (rubbish and trash) หมายถึง ขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในรูปของสารอินทรีย์และ
สารอนินทรีย์ ซึ่งมีความชื้นต่ายํอยสลายด๎วยกระบวนการทางชีวภาพได๎ยาก เชํน กระดาษ กลํองกระดาษ
เศษกิ่งไม๎ใบไม๎ เศษยาง เศษผ๎า เศษแก๎วหรือขวดแก๎ว เศษหนังหรือผลิตภัณฑ์หนัง เศษพลาสติกเศษ
กระปอ๋ งโลหะ เป็นต๎น
1.3) เถ๎า (ash) หมายถึง ซากของแข็งที่เหลือจากการเผาไหม๎ของเช้ือเพลิงประเภทฟืนหรือ
ถาํ นหนิ ท่ีให๎พลังงานความร๎อนทง้ั ในบ๎านพักอาศยั ในอาคาร หรือในโรงงานตาํ งๆ ฯลฯ
1.4) เศษสิ่งกํอสร๎าง (demolition and construction waste) หมายถึง ขยะมูลฝอยที่
เกิดจากการกอํ สรา๎ งหรอื การร้ือถอน อาคาร เชํน เศษเหล็ก เศษอิฐ เศษปูนซีเมนต์ เศษกระเบื้องเซรามิก เศษ
ทอํ พวี ซี ี เศษสายไฟ เศษหนิ และเศษไม๎ เป็นตน๎
1.5) ซากสัตว์ตํางๆ (dead animal) หมายถึงซากสัตว์ตํางๆทั้งที่เกิดขึ้นในชุมชน เชํน
สตั ว์เลีย้ งตามบา๎ นเรือนท่ีตายลงจากภาคเกษตรกรรม เชํน ซากสัตว์ในฟาร์มปศุสัตว์ตํางๆ ที่อาจตายลงจาก
การเกิดโรคระบาดและจากภาคอตุ สาหกรรม เชํน เศษชนิ้ สวํ นของสัตว์ที่เหลือจากโรงงานผลิตอาหาร
สาเรจ็ รปู หรืออาหารกระปอ๋ ง เป็นตน๎
1.6) ตะกอนจากระบบบาบัดน้าเสยี (sludge) หมายถึง กากตะกอนที่เกิดจากการบาบัด
นา้ เสียในระบบบาบัดน้าเสียของชุมชนหรือภายในโรงงานท้ังหลาย โดยอาจมีลักษณะเป็นของแข็งหรือกึ่ง
ของแข็งมีท้ังสวํ นทส่ี ามารถยํอยสลายได๎และยํอยสลายไมํได๎ด๎วยขบวนการทางชีวภาพ กากตะกอนเหลํานี้
หากปลํอยทง้ิ ไวโ๎ ดยไมกํ าจัดอาจถูกชะลา๎ งลงสูแํ หลงํ น้าหรือไหลซมึ ลงสชํู นั้ น้าใตด๎ ินได๎
17
1.7) ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช๎ไฟฟูาและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Waste from Electronic
Equipment,WFEE) หมายถึง ขยะที่เกิดขึ้นจากภาคธุรกิจซึ่งผลิตสินค๎าประเภทผลิตภัณฑ์เคร่ืองใช๎ไฟฟูา
และอปุ กรณ์อเิ ลก็ ทรอนิกสอ์ อกมาจาหนํายในตลาด และเม่ือสินค๎าเหลําน้ันเสื่อมสภาพหรือหมดอายุ
การใชง๎ านลงก็กลายเปน็ ขยะท่ีต๎องนาไปกาจัดทาลาย ซ่ึงสํวนใหญํมักจะมีขนาดใหญํละมีน้าหนักมาก
ขยะประเภทนี้ ได๎แกํ ซากต๎ูเย็น เครื่องรับโทรทัศน์ เคร่ืองเสียง เคร่ืองซักผ๎า เครื่องปรับอากาศ เครื่อง
คอมพวิ เตอร์และอุปกรณค์ อมพิวเตอร์ เปน็ ต๎น
2) การจาแนกตามองคป์ ระกอบ เป็นการจาแนกตามลักษณะของขยะมลู ฝอยวําประกอบไปด๎วย
วัตถุใดบ๎าง และวัตถุน้ันมีประโยชน์ท่ีจะนากลับมาใช๎ใหมํได๎อีกหรือไมํโดยอาจจาแนกออกเป็น
ประเภทตาํ งๆไดด๎ งั นี้คอื
2.1) ขยะอินทรีย์ (Organic Waste) ได๎แกํ ขยะมูลฝอยที่สามารถยํอยสลายได๎ด๎วย
ขบวนการทางชีวภาพโดยมีจุลินทรีย์ทาหน๎าท่ียํอยสลาย เชํน เศษอาหาร เศษพืชผักและผลไม๎ เศษ
หญา๎ เศษใบไม๎และกิง่ ไม๎ รวมทง้ั ซากสตั ว์และมลู สตั วต์ ํางๆเปน็ ตน๎ ขยะประเภทนี้สามารถนากลับมาใช๎
ประโยชน์ไดใ๎ นรูปของการนามาทาปยุ๋ หมกั
2.2) ขยะที่นากลับมาใช๎ประโยชนไ์ ด๎ (recycle waste) ได๎แกํ ขยะมูลฝอยท่ีมีนามาแปร
รูปเพ่ือใช๎ประโยชน์ได๎อีก เชํน แก๎ว กระดาษ โลหะ เหล็ก พลาสติก อะลูมิเนียม หนังและยาง เป็นต๎น
ขยะประเภทนีเ้ มอ่ื นามาทาการคัดแยกผํานกระบวนการแปรรูปแล๎วสามารถนามาเป็นวัตถุดิบเพ่ือใช๎
ในการผลิตสินคา๎ หรอื อาจนาไปเป็นสวํ นผสมกับวตั ถดุ บิ ใหมํเพอื่ ลดปรมิ าณการใช๎ทรัพยากรธรรมชาติ
ลงได๎
2.3) ขยะท่ีนากลับมาใช๎ประโยชน์ไมํได๎ (non recycle waste) ได๎แกํ ขยะมูลฝอยท่ีไมํ
สามารถนากลบั มาใช๎ประโยชน์ได๎อีก เชํน เศษผ๎า เศษอิฐและเศษปูนจากการกํอสร๎าง เศษวัสดุตํางๆ
จากการร้ือถอนอาคาร เถ๎าจากการเผาไหม๎เช้ือเพลิงตลอดจนเศษชิ้นสํวนของผลิตภัณฑ์ไฟฟูาและ
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางชนิด เป็นต๎น ขยะเหลํานี้ไมํมีศักยภาพในการนากลับมาใช๎ได๎อีกจึงต๎อง
นาไปฝงั กลบทาลายยงั สถานท่ฝี ังกลบเทาํ นน้ั
2.4) ขยะติดเชื้อ (infectious waste) ได๎แกํ ขยะมูลฝอยท่ีมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยูํซึ่งจะ
ทาใหเ๎ กดิ อันตรายตํอสุขภาพอนามยั ของมนุษย์ได๎ เชํน เน้ือเยื่อหรือชิ้นสํวนอวัยวะตํางๆรวมทั้งวัสดุที่
สมั ผสั กบั ผปู๎ วุ ย เชนํ สาลี ผา๎ พนั แผล เขม็ ฉดี ยา มดี ผําตัด และเสือ้ ผา๎ ผูป๎ ุวย เปน็ ต๎น
การจาแนกตามแนวทางการจัดการซ่ึงกรมควบคุมมลพิษ (2558 : 21 - 22) ได๎จาแนก
ออกเปน็ 4 ประเภท ได๎แกํ
1) ขยะยํอยสลาย (compostable waste) คือ ขยะที่เนําเสียและยํอยสลายได๎เร็ว
สามารถนามาหมักทาปุ๋ยได๎ เชนํ เศษผกั เปลอื กผลไม๎ เศษอาหาร ใบไม๎ เศษเนอ้ื สัตว์ เปน็ ต๎น
2) ขยะรีไซเคิล (recyclable waste) คือ บรรจุภัณฑ์ หรือวัสดุเหลือใช๎ ซึ่งสามารถ
นากลบั มาใชป๎ ระโยชน์ใหมํได๎ เชํน แก๎ว กระดาษ เศษพลาสติก กลอํ งเครอ่ื งด่มื แบบยู เอช ที กระป๋อง
เครอ่ื งดืม่ เศษโลหะ อะลูมเิ นยี ม เปน็ ตน๎
3) ขยะอันตราย (hazardous waste) คือ ขยะท่ีมีองค์ประกอบหรือปนเปื้อนวัตถุ
อันตรายชนิดตํางๆ ได๎แกํ วัตถุระเบิด วัตถุไวไฟ วัตถุออกซิไดซ์ วัตถุมีพิษ วัตถุที่ทาให๎เกิดโรค วัตถุ
กรรมมันตรังสี วัตถุที่ทาให๎เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วัตถุกัดกรํอน วัตถุที่กํอให๎เกิดการ
18
ระคายเคือง วัตถุอยํางอ่ืนไมํวําจะเป็นเคมีภัณฑ์หรือสิ่งอื่นใดที่อาจทาให๎เกิดอันตรายแกํบุคคล สัตว์
พืช ทรัพย์สินหรือส่ิงแวดล๎อม เชํน ถํานไฟฉาย หลอดฟลูออเรสเซนต์ แบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่
ภาชนะบรรจสุ ารกาจัดศตั รพู ชื กระป๋องสเปรย์บรรจุสีหรือสารเคมี เปน็ ตน๎
4) ขยะทั่วไป (general waste) คือ ขยะประเภทอ่ืนนอกเหนือจากขยะยํอยสลาย
ขยะรีไซเคิลและขยะอันตราย มีลักษณะที่ยํอยสลายยากและไมํค๎ุมคําสาหรับการนากลับมาใช๎ประโยชน์ใหมํ
เชํน หํอพลาสติกใสํขนม ถุงพลาสติกบรรจุผงซักฟอก พลาสติกหํอลูกอม ซองบะหม่ีก่ึงสาเร็จรูป
ถุงพลาสตกิ เปอ้ื นเศษอาหาร โฟมเปอื้ นอาหาร ฟอยลเ์ ปอ้ื นอาหาร เปน็ ตน๎
2.2.3 สาเหตทุ ีท่ าให้เกดิ ปญั หาขยะในโรงเรียน
ปัญหาขยะเป็นปัญหาท่ีสาคัญของโรงเรียน แม๎วําในโรงเรียนตํางๆ จะมีการรณรงค์ให๎แยก
ขยะเพ่ือท้ิงลงในถังแตํละประเภท ซึ่งทางโรงเรียนได๎จัดเตรียมถังขยะแยกประเภทไว๎แล๎ว แตํก็ยัง
พบวํามอี กี หลายปญั หาท่ียังเกิดขึ้นอยูํ ซง่ึ สาเหตุสาคญั ทท่ี าใหเ๎ กิดปัญหาขยะในโรงเรยี นมีดังนี้
1) ขยะเปน็ สงิ่ ตาํ งๆท่ีไมํต๎องการใช๎ ซึ่งขยะในโรงเรียนเป็นปัญหาสาคัญตํอสิ่งแวดล๎อมและ
สุขภาพท้ังทางตรง และทางอ๎อมของนักเรียน ทั้งนี้ข้ึนอยูํกับ ปริมาณของขยะ และการจัดการขยะ
ซ่ึงสนุ ีย์ มัลลิกะมาลย์ (2553 : 34) ได๎กลาํ วถึงสาเหตทุ ่ที าให๎เกดิ ปญั หาขยะในโรงเรยี นมีดงั นี้
1.1 ความมักงาํ ยและขาดความสานกึ ถงึ ผลเสยี ทจี่ ะเกิดขึ้นเป็นสาเหตุท่ีพบบํอยมากซ่ึงจะเห็น
ได๎จากการท้ิงขยะลงตามพน้ื หรือแหลงํ น้าโดยไมํทิง้ ลงในถังรองรบั ทจ่ี ดั ไว๎ให๎และโรงงานอุตสาหกรรม
บางแหํงลกั ลอบนาสงิ่ ปฏิกูลไปท้ิงตามทว่ี ํางเปลํา
1.2 การผลิตหรือใช๎สิ่งของมากเกินความจาเป็น เชํน การผลิตสินค๎าท่ีมีกระดาษหรือ
พลาสตกิ ห๎ุมหลายๆชนั้ และการซอื้ สน้ิ คา๎ โดยหํอแยกหรือใสถํ ุงพลาสติกหลายถุง ทาให๎มีขยะปริมาณมาก
1.3 การเก็บและทาลาย หรือนาขยะไปใช๎ประโยชน์ไมํมีประสิทธิภาพ จึงมีขยะตกค๎าง
กองหมักหมมและสงํ กล่นิ เหม็นไปท่วั บรเิ วณจนกํอปัญหามลพิษให๎กบั สง่ิ แวดลอ๎ ม
นอกจากนี้สมไทย วงษ์เจริญ (2561 : 24) ได๎กลําววําสาเหตุที่ทาให๎เกิดปัญหาขยะในโรงเรียน
เกิดจากการดาเนินกิจวัตรของนักเรียนในโรงเรียนมักกํอให๎เกิดส่ิงของท่ีไมํต๎องการใช๎ หรือวัสดุที่ใช๎
แล๎วซงึ่ เกิดจากกจิ กรรมตํางๆ ในโรงเรียน ซึ่งปริมาณของขยะในโรงเรียนจะมากน๎อยขึ้นอยูํกับปัจจัย
ดงั น้ี
2) ปริมาณขยะมลู ฝอยทเี่ กิดข้นึ ในแตลํ ะวันมีมากกวําความสามารถท่ีจะจัดเก็บ และขยะ
มูลฝอยที่เก็บได๎ ก็จะนาไปกองไว๎กลางแจ๎ง ให๎ยํอยสลายตามธรรมชาติ ซ่ึงกํอให๎เกิดปัญหาสิ่งแวดล๎อมมี
ขยะมูลฝอยเพียงสํวนน๎อยท่ีถูกนาไปกาจัดอยํางถูกหลักสุขาภิบาล โดยการถมที่ลุํมนาไปทาปุ๋ยหมัก
และเผาในเตาเผาขยะ สํวนขยะท่ีตกคา๎ งไมสํ ามารถจัดเกบ็ ไดย๎ งั กอํ ให๎เกดิ ความสกปรกและสงํ กล่นิ เหม็น
2.2 การทิ้งขยะมูลฝอยไมํถูกที่ คือ ไมํท้ิงขยะมูลฝอยลงในภาชนะท่ีจัดเตรียมไว๎รองรับขยะ
แตํทิ้งตามความสะดวก เชํน ตามถนนหนทาง ห๎องเรยี น หรอื สนามเด็กเลํน เปน็ ตน๎ ซ่ึงกํอให๎เกิดความ
สกปรกของสถานทีน่ ้นั ๆ ทาให๎ทอํ ระบายน้าอุดตนั
2.3 การท้ิงขยะมูลฝอยโดยไมํแยกประเภทขยะมูลฝอย เชํน เศษอาหาร เศษกระดาษ
ขยะมูลฝอยท่ียํอยสลายยาก โฟม ถุงพลาสติก โลหะ หรือขยะมูลฝอยที่เป็นอันตราย เชํน ของมีคม
เศษแก๎ว และขยะมลู ฝอยติดเช้อื มาทงิ้ รวมกัน ทาให๎เกดิ ปัญหาในการแยกขยะมลู ฝอย และการทาลาย
19
สรุปได๎วํากิจกรรมตํางๆ ในโรงเรียนสํงผลให๎เกิดส่ิงของที่ไมํต๎องการใช๎และขยะในโรงเรียน
สาเหตุเนื่องมาจากการขาดความสานึก การผลิตหรือใช๎ส่ิงของมากเกินความจาเป็น การทิ้งขยะมูล
ฝอยไมถํ ูกที่ การทงิ้ ขยะมูลฝอยโดยไมํแยกประเภทขยะมลู ฝอย ซ่ึงสาเหตุสาคัญที่ทาให๎เกิดปัญหาขยะ
ในโรงเรียน
2.2.4 ผลกระทบทเ่ี กดิ จากขยะในโรงเรียน
จากการทบทวนวรรณกรรมพบวํา ขยะในโรงเรยี นมีผลกระทบตํอส่ิงแวดล๎อมและสุขภาพ
ท้งั ทางตรงและทางอ๎อมของนักเรยี นได๎ ซง่ึ สรุปผลกระทบได๎ดงั น้ี สานักระบาดวิทยา (2557 : 22)
1. ผลกระทบตํอสุขภาพรํางกายโดยตรง ทาให๎เกิดการเจ็บปุวย เกิดโรคทางเดินหายใจ
โรคภมู ิแพ๎ทางดา๎ นผิวหนังโพรงจมูก และตา โรคระบบทางเดินอาหาร โรคทางระบบประสาทและกล๎ามเนื้อ
เชนํ ปวดศรี ษะ คล่ืนไส๎
2. ผลกระทบตอํ สุขภาพทางออ๎ ม ขยะเปน็ แหลํงสะสมเพาะพนั ธ์ขุ องสัตว์และพาหะนาโรค
ดงั นี้ แมลงวันเป็นพาหะนาโรคระบบทางเดินอาหาร อหิวาตกโรค บิด ไทฟอยด์ นอกจากน้ีแมลงวัน
ยังเป็นแหลํงเพาะพันธุ์ของไขํหนอนพยาธิ และเช้ือโปรโตซัว สัตว์กัดแทะ เชํน หนูเป็นพาหะนาโรคสํูคน
เชํน โรคฉ่ีหนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส นอกจากนี้หนูยังเป็นแหลํงอาศัยของปรสิตภายนอกรํางกาย
เชนํ หมดั ไร โลน เหา และสามารถแพรํสูคํ นได๎
3. ผลกระทบตํอจติ ใจ เชํน เกดิ ความราคาญ ความเครยี ด จากความสกปรก ฝุนละอองตํางๆ
และขาดสมาธิ
4. ผลกระทบทางสิ่งแวดล๎อม ทาให๎เกิดมลพิษของน้า มลพิษของดิน และมลพิษของอากาศ
เนื่องจากขยะสวํ นที่ขาดการเก็บรวบรวม หรือไมํนามากาจัดให๎ถูกวิธี ปลํอยท้ิงค๎างไว๎ เม่ือมีฝนตกลง
มาจะไหลชะนาความสกปรก เชื้อโรค สารพิษจากขยะไหลลงสูํแหลํงน้า ทาให๎แหลํงน้าเนําเสีย และ
นอกจากน้ขี ยะยังสํงผลกระทบตํอคุณภาพดิน โดยเฉพาะขยะอนั ตราย เชนํ ถํานไฟฉาย ซากแบตเตอร่ี
หลอดฟลูออเรสเซนต์ ซงึ่ มีปรมิ าณโลหะหนกั ประเภทปรอท แคดเมยี ม ตะก่วั จานวนมาก สารอินทรีย์
ในขยะเม่อื มกี ารยอํ ยสลาย จะทาให๎เกิดสภาพความเป็นกรดในดิน เมื่อฝนตกชะกองขยะจะทาให๎น้า
เสียจากกองขยะไหลปนเปื้อนดินทาให๎เกิดมลพิษของดิน ถ๎ามีการเผาขยะกลางแจ๎งจะเกิดควันที่มี
สารพิษทาให๎คุณภาพของอากาศเสีย สํวนมลพิษทางอากาศจากขยะอาจเกิดข้ึนได๎ทั้งจากมลสารท่ีมี
อยํใู นขยะและแก๏สหรือไอระเหยที่มีกลิ่นเหม็นจากการเนําเปอื่ ยและสลายตวั ของอินทรยี ส์ าร
5. ทาให๎เสียภาพลักษณ์ของโรงเรียน การจัดการขยะที่ดี มีความเป็นระเบียบเรียบร๎อย
ยํอมแสดงถึงความเจริญและวัฒนธรรมของโรงเรียน หากการจัดการขยะไมํดียํอมกํอให๎เกิดความไมํ
นําดขู าดความสวยงาม สกปรก และไมํเปน็ ระเบียบ สงํ ผลกระทบตํอภาพรวมของโรงเรยี น
นอกจากน้ีพัชรพล ไตรทิพย์ (2559 : 41) กลําววํา ปัญหาที่เกิดข้ึนจากการมีปริมาณขยะ
มูลฝอยและของเสียอันตรายมากขึ้นในชุมชนและ โรงเรียนไมํสามารถเก็บรวบรวมและนา ไปกาจัด
อยาํ งมีประสิทธภิ าพได๎กอํ ให๎เกิดผลกระทบตํอสภาพแวดล๎อมในด๎านตํางๆมากมายหากไมํมีการจัดการขยะ
ให๎ถูกต๎องเหมาะสมยํอมจะกํอให๎เกิดผลกระทบตํอสิ่งแวดล๎อมและสุขภาพและอาจเกิดเป็นสาเหตุของ
การเกดิ โรคระบาดได๎
20
จากที่กลําวมาจะเห็นได๎วําขยะในโรงเรียนเป็นปัญหาสาคัญตํอสิ่งแวดล๎อมและสุขภาพ
ทั้งทางตรงและทางอ๎อมของนักเรียน ทั้งนี้ขึ้นอยํูกับปริมาณของขยะและการจัดการขยะดังนั้นการบริหาร
จัดการขยะในโรงเรียนจงึ มีความสาคัญเพอื่ ลดปญั หาทอี่ าจสงํ ผลกระทบตํอสุขภาพนักเรยี นในโรงเรยี น
2.2.5 นโยบายส่งเสรมิ และสนบั สนนุ การจัดการขยะของ สพฐ. สโู่ รงเรยี นปลอดขยะ
นโยบายรัฐบาลและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหํงชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560 -
2564) ไดก๎ าหนดใหก๎ ารบรู ณาการเชิงยุทธศาสตร์ ประเด็นการบริหารจัดการขยะและสิ่งแวดล๎อมจึง
ได๎มีการบูรณาการหนํวยงานท่ีเก่ียวข๎องด๎านการบริหารจัดการขยะ โดยสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษา ขนั้ พน้ื ฐานเปน็ หนํวยงานหลักท่ีเกี่ยวข๎องในการสร๎างพลเมืองท่ีมีคุณภาพในการให๎ความรู๎
สรา๎ งเจตคติ นาไปสูกํ ารมีความตระหนกั และมจี ิตสานึกทด่ี ีในด๎านการจัดการขยะ โดยมํุงเน๎นการสร๎าง
จติ สานึกที่สาคัญใน 2 ประเด็นหลัก คือ การสร๎างจิตสานึกลดปริมาณขยะ ให๎เหลือเฉล่ีย 1 กิโลกรัม
ตํอคนตํอวันและการใช๎ประโยชน์จากขยะ สร๎างจิตสานึกและอนุรักษ์ส่ิงแวดล๎อม โดยสํงเสริม
สนับสนุนให๎สานักงานเขตพ้ืนที่ สานักงานคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด และสถานศึกษา
ดาเนนิ การ ตามแนวทางดงั นี้
1) การดาเนนิ การตามแนวทางการจดั การขยะ Zero Waste school ซงึ่ เป็นปรชั ญาท่ี
สํงเสรมิ การหมุนเวียนทรพั ยากรกลับมาใช๎ใหมํ เพอื่ เป็นการใชท๎ รัพยากรอยํางมีประสิทธิภาพและเป็น
การลดปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นให๎น๎อยท่ีสุด โดยใช๎หลักการของ 3 Rs (Reduce, Reuse, Recycle)
รวมทั้งการออกแบบผลิตภัณฑ์ให๎สามารถนากลับมาใช๎ใหมํได๎เกือบท้ังหมด เพื่อเป็นการลดปริมาณ
ของเสียที่สํงไปกาจัดโดยวิธีการฝังกลบและเตาเผาทาลายให๎มีปริมาณน๎อยที่สุด รายละเอียดดัง
แผนภาพที่ 2.1
21
แผนภาพท่ี 2.1 แนวคดิ การจดั การขยะ Zero Waste
ท่มี า: Zero Waste แนวทางการลดขยะใหเ๎ หลือศูนย์
การลดปริมาณขยะรูปแบบของ 3 Rs ในสถานศึกษามดี ังน้ี
1. กาหนดนโยบายด๎านการจัดการขยะตามรูปแบบของโรงเรยี น ZERO WASTE
2. สํงเสริมการจัดกิจกรรมการคัดแยก ขยะ4 ประเภท ได๎ขยะท่ัวไป ขยะยํอย สลาย
ขยะรีไซเคลิ และขยะอันตราย
3. สํงเสริมกิจกรรม 1A3R ลดขยะในสถานศึกษา 1A3R คือ กลยุทธ์ในการจัดการกับ
ขยะมลู ฝอยท่เี ริ่มตน๎ ทจี่ ะมขี ยะเกิดข้ึน ประกอบด๎วยขน้ั ตอนต้ังแตกํ ารงด - เลิก ลด ใชซ๎ ้าและหมุนเวียน
กลับมาใช๎ใหมํเป็นหลักการแก๎ปัญหาขยะแบบประหยัด ท่ีไมํต๎องอาศัยงบประมาณทางราชการใดๆ
แตตํ ๎องอาศยั ความตงั้ ใจ เสยี สละเวลา รวมท้ังงบประมาณสวํ นตัว โดยมคี วามหมาย ดังน้ี
3.1 Avoid หรืองด – เลิก เป็นการงดหรือเลิกการบริโภคที่เป็นอันตรายตํอผู๎บริโภค
โดยตรงการบรโิ ภคท่เี ป็นอนั ตรายตํอผ๎ูอน่ื และตอํ ระบบนเิ วศ โดยจะต๎องงดหรอื เลิกบรโิ ภค
3.1.1 ผลิตภณั ฑท์ ี่ใช๎แล๎วท้ิงเลย
3.1.2 ผลิตภณั ฑ์ที่เป็นอนั ตรายตํอผใู๎ ช๎และระบบนิเวศ
3.1.3 ผลิตภัณฑท์ ีท่ าจากสตั วป์ ุาหรอื ชนิ้ สํวนของสัตว์ปุาทกุ ชนดิ
3.1.4 กจิ กรรมท่ีทาให๎เกิดอันตรายตอํ ชีวิตมนษุ ยแ์ ละสภาพแวดลอ๎ ม
3.2 Reduce หรือลดการบริโภคท่ีจะทาให๎เกิดการรํอยหรอของทรัพยากรที่มีอยูํ
อยํางจากัด ทรัพยากรท่ีใช๎แล๎วหมดไป รวมท้ังทรัพยากรที่ทดแทนใหมํได๎บางชนิดก็ต๎องลดการใช๎
เนือ่ งจากทาให๎เกิดการเสียสมดลุ ของระบบนิเวศ โดยการลดการใชท๎ รัพยากร ดงั นี้
3.2.1 ทรัพยากรที่ใชแ๎ ลว๎ หมดไป
3.2.2 ทรัพยากรท่ีทดแทนใหมํได๎
3.2.3 ผลติ ภัณฑ์ที่เมอื่ นามาใช๎ จะทาใหเ๎ กิดความเสยี หายตอํ ระบบนเิ วศ
3.2.4 ผลติ ภณั ฑ์ทีไ่ ด๎จากขบวนการผลติ ทตี่ อ๎ งใชพ๎ ลงั งานมาก
22
3.3 Reuse หรอื ใช๎ซ้า - ใชแ๎ ลว๎ ใช๎อกี เป็นอีกทางเลือกหน่ึงของการบริโภคอยํางเหมาะสม
เพอ่ื ลดการรอํ ยหรอของทรัพยากรที่มอี ยูํ และลดการปลํอยมลพษิ สสํู ภาพแวดล๎อม โดยการนาผลิตภัณฑ์
และทรัพยากรกลบั มาใช๎ใหมํในลักษณะที่เหมือนเดิม ไมํมีการเปลี่ยนรูปทรงด๎วยการหลอม บด แยก
ใดๆ เพ่ือหลกี เลี่ยงการสูญเสยี พลงั งาน เชํน
3.3.1 เสอื้ ผ๎าทุกชนดิ
3.3.2 ภาชนะบรรจทุ ีท่ าดว๎ ยแกว๎ ทกุ ชนดิ
3.3.3 ภาชนะบรรจุอื่นๆ เชนํ ลงั กระดาษ ลงั พลาสติก ฯลฯ
3.3.4 กระดาษ
3.4 Recycle หรอื หมุนเวยี นกลับมาใหมํผลติ ภณั ฑบ์ างชนดิ แม๎จะมีความคงทนแตํกลับ
มอี ายุการใช๎งานสัน้ มีปริมาณการใช๎มากทาให๎หมดเปลืองทรัพยากรและพลังงานอยาํ งรวดเร็ว จึงควร
ใช๎ผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ประเภทน้ีอยํางระมัดระวังและให๎เกิดประโยชน์ค๎ุมคํามากที่สุดเพื่อลด
ปริมาณของเสยี ทจ่ี ะถาํ ยเทสูํสภาพแวดล๎อม และเมื่อเลิกใช๎แล๎วควรจะจัดการเพื่อนาเอาทรัพยากรท่ี
ครั้งหนง่ึ ถูกแปรเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ดังกลําว หมุนเวียนกลับมาใช๎ใหมํ ซ่ึงจะต๎องผํานกระบวนการ
หลอมละลาย บด อดั ฯลฯ ผลติ ภณั ฑ์ทส่ี ามารถนามาหมุนเวยี นกลบั มาใชใ๎ หมํได๎ มดี งั นี้
3.4.1 แกว๎ ได๎แกํ ขวดแกว๎ ตํางๆ ท้งั ท่มี ีสีใส สนี ้าตาลและสีเขยี ว
3.4.2 กระดาษ ได๎แกํ กระดาษหนังสือพิมพ์ กลํองกระดาษ ถุงกระดาษ สมุด
กระดาษสานกั งาน หนังสอื ตาํ งๆ
3.4.3 โลหะ ไดแ๎ กํ วัสดุหรอื เศษเหล็กทกุ ชนดิ กระป๋องอลมู ิเนยี ม ทองแดง ทองเหลอื ง
3.4.4 พลาสตกิ ได๎แกํ ขวดนา้ พลาสติกใส ขวดน้าพลาสติกสีขาวขํุน ถุงพลาสติก
เหนียวภาชนะพลาสตกิ ตํางๆ (กะละมัง ถงั นา้ ขวดแชมพ)ู รวมถงึ บรรจภุ ณั ฑท์ ่มี สี ัญลักษณ์รีไซเคลิ
นอกจากนี้เนื้อหาเก่ียวกับการจัดการขยะมูลฝอยในหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. 2551
ซึง่ เปน็ หลักสูตรแกนกลางของประเทศ มจี ุดประสงคท์ ่จี ะพัฒนาผเ๎ู รียนให๎เปน็ คนดี มีปัญญา มีคุณภาพ
ชีวิตที่ดีสามารถดารงชีวิตอยํางมีความสุขได๎บนพื้นฐานของความถนัดและความสามารถของแตํละ
บคุ คลซึง่ ปญั หาขยะมลู ฝอยเป็นปัญหาหน่ึงด๎านสิ่งแวดล๎อมท่ีอยํูรอบตัวเราและสังคม ปัจจุบันการเรียน
การสอนของครูจะต๎องปรับเปล่ียนในหลายด๎าน เพื่อทาให๎เด็กเกิดทักษะ ความคิดรวบยอด และเจต
คติทด่ี ีตอํ การอนุรักษ์สงิ่ แวดล๎อม สามารถนาปัญหาสิ่งแวดล๎อมมาแก๎ไขด๎วยตนเอง เพื่อประโยชน์สุข
ของตนเองและสังคม เกษม จนั ทรแ์ กว๎ (2558 : 142 – 143) ได๎กลําวถึงการจัดการเรียนการสอนเพ่ือสร๎างความรู๎
พื้นฐานไปสํูกระบวนการส่ิงแวดล๎อม และกระบวนการวิทยาศาสตร์ควบคํูกันไปเพ่ือสร๎างจิตสานึก
สง่ิ แวดลอ๎ ม โดยมีข้นั ตอนในการสอดแทรก 5 ขนั้ เพอื่ ให๎ให๎ผเ๎ู รยี นเกิดความร๎ู เจตคติ ความสานึก การตอบโต๎
และทักษะทางสิง่ แวดลอ๎ มท่ถี ูกต๎อง ดังน้ี
1. ความร๎ู (Knowledge) ทางสิ่งแวดล๎อมนั้นต๎องเป็นความรู๎ในแนวกว๎าง ซึ่งเป็นฐานสาคัญ
ของจิตสานึกทางส่ิงแวดล๎อม หมายความวํา รู๎หลายสาขาหรือเรื่องท่ีเก่ียวข๎องกับความรู๎ เฉพาะทาง
สิ่งแวดล๎อมนั้นๆ นอกจากนี้การรู๎จักผสมผสาน (Integration) ก็เป็นอีกเร่ืองหน่ึงที่สาคัญเชํนกันที่จะ
กํอให๎เกดิ ความร๎ูทางส่ิงแวดล๎อมในแนวกว๎าง ซ่ึงหมายถึงการที่ความร๎ูเฉพาะด๎านน้ันมีการเชื่อมโยงกับ
ความรทู๎ างด๎านอ่นื ๆ ในลักษณะและทศิ ทางอันเป็นส่ิงสาคัญของจิตสานึกที่ต๎องปลูกฝัง ทั้งนี้เพื่อจะเป็น
23
ความรู๎อยํางมีเหตุผล สามารถสร๎างมโนภาพท่ีเป็นธรรมชาติของส่ิงน้ัน ปัญหาและเหตุของปัญหาแนวทางแก๎ไข
แผนการแกไ๎ ขและอนื่ ๆได๎
2. เจตคติ (Attitudes) เป็นระดับความเข๎มข๎นของเนื้อหาสาระของจิตสานึกทางส่ิงแวดล๎อม
ตํอจากความร๎ู หมายความวํา ต๎องมีความรู๎อยํางถูกต๎องตามหลักการ คือ ร๎ูกว๎างและรู๎การผสมผสาน
ซึ่งตอ๎ งมกี ารไดเ๎ ห็น หรือสัมผัสของจรงิ และรวํ มกจิ กรรมกับกิจกรรมเสรมิ ที่ผูบ๎ ริหารวางแผนไวโ๎ ดยเชือ่ วํา
การได๎เห็นความเป็นจริง ปรากฏการณ์ พฤติกรรมในสิ่งเหลําน้ัน รวมทั้งได๎มีการรํวมกิจกรรมก็สามารถ
มเี จตคติท่ถี กู ตอ๎ งและมนั่ คงตลอดไป
3. ความสานกึ (Awareness) เป็นระดบั ความเข๎มข๎นของเนื้อหาสาระในระดับท่ีสามของการ
สร๎างจิตสานึกทางสิ่งแวดล๎อมโดยการกาหนดกระบวนรายวิชา รายละเอียดรายวิชาให๎มีเนื้อหาถึงข้ันละเอียด
ผูเ๎ รยี นจะมีความร๎อู ยาํ งลกึ ซ้ึง เขา๎ ใจอยาํ งฝงั แนํน อกี ทง้ั ต๎องสรา๎ งบทปฏิบัติการ อาจทดลองในห๎องปฏิบัติการ
ทดลองในพนื้ ทจี่ รงิ ทากิจกรรมรวํ ม เขยี นรายงานบทปฏบิ ัติการ ทารายงาน เสนอผลงานตอํ หน๎ากลํมุ ผู๎เรียน เปน็ ตน๎
4. การตอบโต๎ (Sensitivity) ในทางสิ่งแวดลอ๎ ม หมายความวาํ เมอื่ เกดิ เหตกุ ารณใ์ ด หรอื สิง่ ใดบังเกิดขึ้น
ประสาทหรอื ความร๎ทู ีไ่ ดส๎ ะสมไว๎จะมกี ารตอบโต๎โดยอัตโนมัติ แตํถ๎าไมํมีการตอบโต๎เลย หมายถึงวํา การสร๎าง
ความสานกึ หรอื จติ สานึกยังไมอํ ยูํในเกณฑท์ ่ีใช๎ได๎ วธิ ีการสร๎างให๎เกิดอาการตอบโต๎ หรือเกิดความร๎ูสึกก็คือ
การสรา๎ งพัฒนาการโดยการฝึกหัดทา หรือฝึกให๎ทา อาจเป็นการบังคับจากกฎหมาย การให๎ความร๎ู ฝึก
โดยการสมัครใจและเตม็ ใจรบั การฝกึ หัด
5. ทกั ษะ (Skills) เป็นระดบั สงู สดุ ในเน้อื หาสาระของการสรา๎ งจติ สานกึ ทางส่ิงแวดล๎อมเป็นระดับ
ที่สร๎างทักษะการทาได๎อยํางถูกต๎องและชานาญการ วิธีการสร๎างทักษะท่ีมีประสิทธิภาพ คือการฝึกทา
ฝกึ หดั ทา ฝกึ การเขยี น ฝึกบรรยาย ฝึกการเสนอผลงานฝึกสอน และฝึกเป็นผ๎ูดาเนินการในเฉพาะเร่ือง
นัน้ ๆ ตามเวลาท่ีเหมาะสม การทดสอบปริมาณและคุณภาพจากผูท๎ รงคณุ วุฒกิ ็สามารถทราบได๎
สรุปได๎วําปัญหาขยะมูลฝอยเป็นปัญหาหนึ่งด๎านส่ิงแวดล๎อมที่อยํูรอบตัวเราและสังคม
ในปจั จบุ นั ความก๎าวหน๎าด๎านเทคโนโลยี ไมํหยุดน่ิง ทาให๎มนุษย์ต๎องปรับตัวเองให๎เข๎ากับสภาพท่ีเปล่ียนไป
การเรยี นการสอนของครูจะต๎องปรับเปลี่ยนในหลายด๎าน เพื่อทาให๎เด็กเกิดทักษะ ความคิดรวบยอด
และเจตคติที่ดตี ํอการอนุรักษ์สิ่งแวดล๎อม สามารถนาปัญหาสิ่งแวดล๎อมมาแก๎ไขด๎วยตนเอง โดยสอดแทรก
เน้ือหาเก่ียวกับสิ่งแวดล๎อมเพื่อสร๎างจิตสานึกทางสิ่งแวดล๎อมเพ่ือให๎ให๎ผ๎ูเรียนเกิดความรู๎ เจตคติและทักษะ
ทางสิ่งแวดล๎อมทีถ่ ูกต๎อง
2.2.6 หลกั การบรหิ ารจดั การขยะในโรงเรียน
กรมสํงเสรมิ คณุ ภาพสิ่งแวดล๎อม (2554 : 22 - 23) ระบุวําการบริหารจัดการขยะ คือ การ
ท่ีลดปริมาณขยะมูลฝอยที่ต๎องทาลายด๎วยระบบตําง ๆ ให๎เหลือน๎อยที่สุด และนาขยะมูลฝอยมาใช๎
ประโยชน์ได๎ไมํวําจะเป็นการใช๎ซ้า และแปรรูปนามาใช๎ใหมํ (Reuse & Recycle) รวมถึงการกาจัด ที่
เกิดผลพลอยได๎ เชํน ปยุ๋ หมัก หรือพลังงาน โดยสรปุ วธิ ีการดาเนนิ การตามแนวทางของกรมสํงเสริมคุณภาพ
ส่งิ แวดลอ๎ ม ดงั นี้
1. การลดปริมาณขยะมลู ฝอย (Reduce) สามารถทาได๎ดังตํอไปนี้
1.1 การลดปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดจากการใช๎สินค๎า ควรเลือกใช๎สินค๎าที่มีความ
คงทนถาวร หรือมอี ายกุ ารใช๎งานท่ยี าวนาน และเลอื กใช๎สินค๎าชนดิ เดิม
24
1.2 การลดปริมาณวัสดุเลือกใช๎วัสดุที่มีบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญํ แทนบรรจุภัณฑ์ขนาด
เลก็ เพ่ือลดปรมิ าณของบรรจุภัณฑท์ ่จี ะกลายเปน็ ขยะมลู ฝอย
2. การนากลับมาใช๎ (Reuse) คือการนาขยะมลู ฝอยท่ีเปน็ เศษวัสดุนากลบั มาใชซ๎ า้ อกี ครง้ั
เปน็ การนามาใชป๎ ระโยชนใ์ หมํ เชํน การนาขวดนา้ ดมื่ การนาขวดน้าหวาน การนาขวดตําง ๆ นากลับมาใสนํ ้าตาล
เป็นการนาสิ่งของตาํ ง ๆ เหลําน้มี าใช๎ซ้าหลาย ๆ ครัง้ กอํ นจะนาไปทงิ้
3. การนากลบั มาแก๎ไข (Repair) เปน็ การนาวัสดุอุปกรณ์ทช่ี ารุดเสยี หาย ซง่ึ จะท้ิงเป็นมูล
ฝอยมาซอํ มแซมใช๎ใหมํ เชํน เก๎าอ้ี
4. การแปรสภาพ หรือนากลับมาใช๎ใหมํ (Recycle) เป็นการนาวัสดุท่ีเหลือใช๎มาผลิต
ให๎เป็นสินค๎าใหมํ โดยนาขยะมูลฝอยมาแปรรูปตามที่ต๎องการ และนากลับมาใช๎ประโยชน์อีกคร้ัง
อยํางเชํน พลาสตกิ กระดาษ ขวด โลหะตําง ๆ นากลบั มาหลอมใหมํ
5. การหลีกเลี่ยงการใช๎วัสดุท่ีกํอให๎เกิดมลพิษ เป็นการหลีกเลี่ยงการใช๎วัสดุที่ยํอยสลาย
ทาลายยาก หรอื วัสดุที่ใชเ๎ พยี งคร้งั เดียวแล๎วทิ้ง เชนํ โฟม โดยปฏิเสธการใช๎ผลิตภัณฑ์ทผี่ ดิ วตั ถปุ ระสงค์
นอกจากนี้ กรมสํงเสรมิ คุณภาพสิง่ แวดล๎อม (2555 : 11) ได๎กาหนดยุทธศาสตร์ที่เก่ียวข๎อง
กับการจัดการขยะตามโครงการ Clean Land โดยมีเปูาหมายเพ่ือให๎มีการจัดการขยะท่ีดีต้ังแตํการ
เก็บรวบรวมกาจัดขยะทั่วไปและขยะอันตรายมีการลดปริมาณขยะและการนาขยะกลับมาใช๎ใหมํ
(Recycle) และการเพมิ่ พ้นื ท่ีสีเขียวในเขตเมืองโดยนาหลักการผ๎ูกํอมลพิษเป็นผู๎จําย (Polluter Pays
Principle: PPP) มาใชอ๎ ยาํ งเหมาะสมยุทธศาสตรก์ ารจดั การขยะมีวัตถุประสงค์ของการดาเนินการ 6
ประการคือ
1. มกี ารจดั การขยะอยาํ งถกู สุขลกั ษณะ
2. มกี ารจดั การขยะอนั ตรายอยํางถกู สุขลกั ษณะ
3. ลดการผลิตขยะและการกาจดั ขยะ
4. เพม่ิ พนื้ ทสี่ ีเขียวในเขตเมอื ง
5. สร๎างความรับผิดชอบและความเปน็ เจา๎ ของตอํ สง่ิ แวดล๎อม
6. มกี ารพฒั นาบคุ ลากรที่เกีย่ วข๎อง
พนู สุข อดุ ม (2552 : 23) กลาํ ววาํ หลกั การบริหารจดั การขยะในโรงเรียนให๎ยั่งยืนโดยใช๎
กระบวนการสอนสิ่งแวดล๎อมศึกษาซึ่งเป็นกระบวนการทางการศึกษาเพ่ือพัฒนาประชากรให๎เกิด
ความร๎ูความเข๎าใจเก่ียวกับส่ิงแวดล๎อมให๎มีความตระหนักตํอปัญหาส่ิงแวดล๎อมและสานึกในคุณคํา
ของทรัพยากรธรรมชาติ มํุงพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ให๎มีความชานาญเกี่ยวกับการแก๎ไขปัญหา
พรอ๎ มที่จะมีสวํ นรวํ มในการแกไ๎ ขปัญหาสิง่ แวดล๎อม สามารถดารงชีวิตอยํูอยํางประสานสอดคล๎องกับ
ธรรมชาตไิ ด๎ดงั นน้ั สิ่งแวดลอ๎ มศกึ ษาจงึ ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งมิติทางทรัพยากรธรรมชาติ มิติทางสังคม
และวัฒนธรรม มิติทางความเช่ือ และจิตวิญญาณ มิติทางเศรษฐกิจ และมิติทางเทคโนโลยี เนื่องจาก
ธรรมชาติของเน้ือหาสิ่งแวดล๎อมศึกษาสอดแทรกและเกี่ยวข๎องอยูํกับทุกรายวิชา สาคัญอยํูท่ีผ๎ูสอน
จะต๎องเข๎าใจ และตระหนัก ในความสาคัญ ของสิ่งแวดล๎อมศึกษา แล๎วนามาสอนแบบบูรณาการ
สอดแทรกเข๎าไปในเน้อื หาและกิจกรรมส่ิงแวดล๎อมศึกษาให๎สอดคล๎องและเหมาะสมโดยมํุงเปูาหมาย
หลัก 5 ประการ ได๎แกํ สร๎างความร๎ูความเข๎าใจ ความตระหนักเจตคติ ทักษะ และการมีสํวนรํวม
25
เก่ยี วกบั ส่ิงแวดลอ๎ มและปญั หาสิง่ แวดลอ๎ ม โดยกาหนดแนวปฏบิ ัติเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมส่ิงแวดล๎อม
ศกึ ษาในสถานศกึ ษา ดังน้ี
1. กาหนดนโยบายและแผนปฏบิ ตั ิทส่ี ํงเสริมการอนุรักษ์ส่ิงแวดล๎อมบุคลากรในสถานศึกษา
นักเรียนและชุมชนมีสํวนรํวมในการกาหนดนโยบายและรํวมจัดทาแผนพัฒน าสิ่งแวดล๎อมของ
สถานศึกษา
2. จัดกิจกรรมการเรยี นการสอนท่ีบูรณาการสงิ่ แวดล๎อมศึกษา มีการบูรณาการสิ่งแวดล๎อม
ศึกษาในแตํละกลมํุ ประสบการณ์ และครผู สู๎ อนจะต๎องเขียนแผนการสอนที่ระบุ วัตถุประสงค์ เน้ือหา
และกจิ กรรมทางสิง่ แวดล๎อมไปพร๎อม ๆ กับวัตถุประสงค์ เน้ือหาและกิจกรรมที่มีอยูํแล๎วในหลักสูตร
สาหรับแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนโดยการบูรณาการน้ันครูต๎องเกี่ยวกับส่ิงแวดล๎อม
โดยใหผ๎ เ๎ู รยี นมคี วามรแ๎ู ละเข๎าใจเกย่ี วกบั ปัญหา สาเหตุและผลกระทบของปัญหา ส่ิงแวดล๎อม สอนใน
สิง่ แวดลอ๎ ม โดยนาผ๎ูเรยี นเขา๎ ไปศกึ ษาในสภาพแวดล๎อมจริง เชํน ในชุมชน ในปุา เพื่อให๎นักเรียนเกิด
ความซาบซึง้ และทศั นคติทีด่ ตี ํอการอนรุ ักษ์ และสอนเพือ่ ส่งิ แวดล๎อมโดยให๎ผ๎ูเรียน ได๎นาไปปฏิบัติจริง
เพอ่ื ใหเ๎ กิดการอนุรักษส์ งิ่ แวดล๎อม ซึง่ กิจกรรมการเรยี นการสอนต๎องเนน๎ ให๎ผเู๎ รยี นเป็นศนู ยก์ ลาง
3. การจัดการอาคารเรียน บริเวณสถานศึกษา และห๎องเรียนที่เอื้อตํอการเรียนการสอน
สงิ่ แวดล๎อมศกึ ษา มีการวางแผนผังของสถานศกึ ษา จัดห๎องเรียน อาคารเรียนและบริเวณสถานศึกษา
ให๎สะอาด รํมร่ืน สวยงาม จัดให๎มีสถานท่ีพักผํอนหยํอนใจ มีการทาเกษตรกรรมผสมผสาน ทั้งนี้
เพ่ือให๎เอื้อและเป็นสื่อในการเรียนการสอนส่ิงแวดล๎อมศึกษาเอื้อและเป็นสื่อในการเรียนการสอน
สิ่งแวดล๎อมศกึ ษา
4. บุคลากรในสถานศึกษา และนักเรียนมีสํวนรํวมในกิจกรรมทางส่ิงแวดล๎อม สถานศึกษา
ควรเปิดโอกาสให๎บุคลากร และนักเรียนมีสํวนรํวมในการวางแผนการดาเนินกิจกรรมและการ
ประเมนิ ผลการดาเนินงานดา๎ นส่ิงแวดล๎อมของสถานศกึ ษา
5. ชุมชน องคก์ รและหนํวยงานทเ่ี กย่ี วข๎อง มสี ํวนรวํ มในการจัดกิจกรรมทางสิง่ แวดล๎อมของ
สถานศึกษา สถานศึกษาเปดิ โอกาสให๎ชมุ ชน และหนวํ ยงานท่ีเก่ียวข๎องมีสํวนรํวมในการวางแผน และ
พฒั นาการจดั กิจกรรมทางสิ่งแวดล๎อมรวมทัง้ การจดั การเรยี นการสอนของสถานศกึ ษา
6. มีการจัดการและการกาจัดขยะ มีนโยบายและมาตรการเก่ียวกับการจัดการและการ
กาจัด ขยะ และสามารถนาไปปฏบิ ตั ิจริง เชนํ ลดการซ้อื สินค๎าที่กํอให๎เกิดขยะ จัดหาถังขยะ จัดหาถัง
แยก ประเภทขยะ นาขยะที่ใช๎แลว๎ กลบั มาใช๎ใหมํ หรือนาไปกาจดั อยํางถูกวิธี
7. มีการประหยัดพลังงาน กาหนดมาตรการในการประหยัดพลังงานในสถานศึกษาและ
ดาเนินการอยาํ งจรงิ จงั เชํน เลอื กใชอ๎ ุปกรณไ์ ฟฟาู ที่ประหยัดพลังงาน และตรวจสอบบารุงรักษาให๎ใช๎
การไดด๎ ีอยเูํ สมอ จดั สภาพแวดลอ๎ มทีเ่ อ้อื ตํอการประหยัดพลังงาน เชํน ตัดแตงํ ต๎นไมร๎ อบอาคารตําง ๆ
ให๎โปรํงเพื่อให๎อาคารได๎รับแสงจากภายนอก ภายในอาคารควรใช๎สีท่ีสวําง เพ่ือลดการใช๎พลังงาน
ไฟฟูา รณรงคใ์ หน๎ ักเรยี นและบคุ ลากรในสถานศึกษาชํวยกันประหยัดพลังงาน ทั้งในสถานศึกษาและ
ชุมชน
8. มีการประหยัดน้า กาหนดมาตรการในการประหยัดน้า และดาเนินการอยํางจริงจัง เชํน
มี การบาบัดน้าเสีย นาน้าทผี่ ํานการใชห๎ รอื บาบดั แลว๎ มาใช๎อยํางเหมาะสม กักเก็บน้าจากธรรมชาติไว๎
26
อปุ โภคและบริโภค สารวจ ซอํ ม บารุง รักษาอุปกรณ์ตําง ๆ ให๎ใช๎การได๎ดีอยูํเสมอรณรงค์ให๎นักเรียน
และบคุ ลากรในสถานศกึ ษาชวํ ยกันประหยดั น้าทงั้ ในสถานศึกษาและชุมชน
9. มีการจดั กิจกรรมสงิ่ แวดล๎อมศกึ ษาเพอื่ สงํ เสรมิ หลกั สูตร สถานศกึ ษาสนับสนุนให๎มี การจัดกิจกรรม
ส่งิ แวดล๎อมศกึ ษาเพ่อื เสริมหลักสูตร เชํน การจัดตั้งชมรมสิ่งแวดล๎อมการศึกษานอก สถานท่ี การจัด
นิทรรศการ การแสดงละคร การใช๎เสียงตามสาย และการประกวดตําง ๆ ทางสิ่งแวดล๎อม เชํน การวาดภาพ
การเขียนบทกลอน การประกวดคาขวญั การโตว๎ าที
10. มีการประเมินผลการดาเนินงานด๎านส่ิงแวดล๎อมศึกษา บุคลากรในสถานศึกษา นักเรียน
และชุมชน มีสํวนรํวมในการติดตามประเมินผล และนาผลการประเมินไปปรับปรุงการดาเนินงาน
ทางด๎านสง่ิ แวดลอ๎ มศกึ ษา
สรปุ ได๎วําหลักการบริหารจัดการขยะในโรงเรียนควรเลือกวธิ กี ารท่เี หมาะสมของในแตลํ ะ
พน้ื ที่ โดยกระทาควบคํกู ันไป ทงั้ การลดปริมาณขยะมลู ฝอย การนากลับไปใช๎ใหมํ และการกาจัดขยะมูล
ฝอย การสร๎างจติ สานกึ หรือจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนทบี่ ูรณาการสง่ิ แวดล๎อมศึกษา ซึ่งสานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาในสังกัด การดาเนินงานด๎านการลด และคัดแยกขยะมูลฝอยใน
อาคารและพนื้ ท่ีของหนวํ ยงานเพื่อเป็นแบบอยาํ งที่ดีตํอภาคเอกชนและประชาชนให๎มีสํวนรํวมในการ
ปอู งกันและแก๎ไขปญั หาขยะมลู ฝอย ขยะพลาสติกและโฟมในภาพรวมของประเทศอยํางตํอเนื่อง โดย
ใช๎หลักการ 3R คือ ใช๎น๎อยหรือลดการใช๎ (Reduce) ใช๎ซ้า (Reuse) และแปรรูปใช๎ใหมํ (Recycle)
ในการจดั การขยะที่เกิดขึ้น
2.3 แนวคดิ และทฤษฎีทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับกระบวนการนิเทศ
2.3.1 ความหมายของการนิเทศ
คาวํานิเทศ (Supervision) แปลวํา การให๎ความชํวยเหลือแนะนา หรือปรับปรุง ดังนั้น
การนิเทศการศึกษาก็นําจะหมายถึงการให๎ความชํวยเหลือแนะนา หรือปรับปรุงเก่ียวกับการศึกษา
โดยเฉพาะในโรงเรียนไดม๎ ีผใ๎ู หค๎ วามหมายคาวํา การนิเทศการศึกษา ไว๎แตกตํางกนั ดังนี้
ชมุ ศกั ดิ์ อนิ ทรร์ ักษ์ (2551 : 206) ได๎กลําวถงึ ความหมายของการนเิ ทศการศกึ ษาวาํ
หมายถงึ กระบวนการสงํ เสริม แนะนา ชี้นา ปรึกษา หารือ ประสาน มอบหมายความรับผิดชอบและ
ปรบั ปรุงพัฒนาเพ่ือคุณภาพของผเ๎ู รยี น
ชวนพิศ คาดสนิท (2553 : 10) ได๎ให๎คาจากัดความของการนิเทศวํา หมายถึง การ
ช้แี นะ แนะนา การปรึกษาหารือ การวางแผนรํวมกันและให๎ความรวํ มมอื ในการพัฒนาเพื่อให๎เกิดผลดี
และบรรลตุ ามวัตถปุ ระสงค์
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2553 : 223 - 224) ได๎กลําวถึงความหมาย การนิเทศ
การศึกษาวําหมายถงึ การนิเทศทมี่ ีการรเิ ร่ิมและจัดดาเนนิ การโดยบุคลากรภายในสถานศึกษา และใน
หลายโอกาสก็เชญิ บคุ ลากรภายนอกเปน็ วิทยากรมารวํ มโครงการ
มัทนียา นะตะ (2554 : 12) กลําววําการนิเทศ หมายถึง การชํวยเหลือ แนะนาช้ีแจง
รวํ มมือ ให๎บริการและการปรับปรุงการสอนให๎ดีข้ึน ซึ่งจะอาศัยความรํวมมือซึ่งกันและกันระหวํางผู๎
นิเทศและครผู ูส๎ อน ตลอดจนผ๎เู กี่ยวข๎อง กับการศึกษา โดยตั้งอยูํบนหลักแหลํงมนุษยสัมพันธ์ เพ่ือให๎
27
การดาเนินการจัดการเรียนการสอน เป็นไปอยํางมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดตํอนักเรียน
อนั เปน็ เปูาหมายสงู สุดของการจดั การศกึ ษา
วัชรา เลําเรียนดี (2550 : 8) กลําววํา การนิเทศเป็นกระบวนการสอนเป็น
กระบวนการหนึ่งของการจัดการศกึ ษาท่มี งํุ ปรบั ปรุงกระบวนการสอน กระบวนการเรียนรู๎ในชั้นเรียน
และสํงเสริมพัฒนาความเจริญก๎าวหนา๎ ในวิชาชีพครทู ่ีสํงผลโดยตรงตํอผลการเรียนร๎ูของนักเรียน หรือ
การพัฒนาพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนต๎องอาศัยวิธีการหลากหลายวิธี และวิธีการหน่ึงที่จะ
ชํวยเหลือครูผ๎ูสอน ให๎สามารถ ปรับปรุง และพัฒนาตนเอง พัฒนางานการจัดการเรียนการสอน ใน
วิชาชีพของตนเองไดอ๎ ยํางตอํ เนื่อง และเกิดประสทิ ธิผลสูงสุดตํอนกั เรยี น
สรุปไดว๎ ําการนเิ ทศการสอน หมายถึง แนวทางในปฏบิ ัตงิ านนิเทศท่ีสํงเสริม สนับสนุน
และชวํ ยเหลอื ทีส่ งํ ผลใหค๎ รูผู๎สอนไดเ๎ กิดการเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมการสอนโดยผํานการให๎คาแนะนา
สะท๎อนความคิดจากผู๎เช่ียวชาญ เพื่อให๎ครูผ๎ูสอนมีความรู๎ความสามารถ โดยให๎เกิดผลตํอการเรียน
ของนักเรยี นอยาํ งมคี ุณภาพ
2.3.2 กระบวนการนิเทศการศึกษา
กระบวนการนิเทศการศึกษาเป็นกิจกรรมท่ีต๎องปฏิบัติเป็นลาดับขั้นตอน ซึ่งมีนักการศึกษา
ไดน๎ ากระบวนการนเิ ทศการศกึ ษาหลาย ๆ รปู แบบมาประยกุ ตใ์ ชใ๎ นการนิเทศภายในสถานศึกษาซ่ึงทาให๎
การนเิ ทศการศกึ ษามีประสทิ ธภิ าพ ดังนี้
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2553 : 227) ได๎เสนอกระบวนการการนิเทศการศึกษามี
5 ข้นั ตอนจะต๎องดาเนนิ การอยํางเป็นขน้ั ตอนและตํอเนื่องกันดงั น้ี
ขน้ั ท่ี 1 วางแผนการนิเทศ (Planning – P) เปน็ ขั้นที่ผบ๎ู ริหาร ผู๎นิเทศ และผู๎รับการนิเทศ
จะทาการประชุมปรึกษาหารือเพ่ือให๎ได๎มาซ่ึงปัญหาและความต๎องการ จาเป็นจะต๎องมีการนิเทศ
รวมทง้ั วางแผนถงึ ขั้นตอนการปฏบิ ัตงิ านเกยี่ วกับการนเิ ทศทจ่ี ะจัดขึน้ อีกดว๎ ย
ขั้นท่ี 2 ให๎ความรู๎ในสิ่งที่จะทา (Informing - I) เป็นขั้นตอนของการให๎ความร๎ูความเข๎าใจ
ถึงส่งิ ท่ีจะดาเนนิ การวาํ จะต๎องอาศัยความรู๎ ความสามารถอยํางไรบ๎าง จะมีขั้นตอนในการดาเนินการ
อยาํ งไร และทาอยํางไรจึงจะทาให๎ผลงานออกมาอยํางมคี ุณภาพ
ขน้ั ที่ 3 การปฏบิ ัติ (Doing – D) ประกอบด๎วยการปฏิบตั ิงานใน 3 ลกั ษณะดงั ตอํ ไปน้ี
3.1 การปฏิบัติงานของผู๎รับการนิเทศ เป็นขั้นที่ผู๎รับการนิเทศลงมือปฏิบัติตาม
ความรคู๎ วามสามารถทีไ่ ด๎จากการดาเนนิ งานในข้นั ท่ี 2
3.2 การปฏิบัติงานของผู๎ให๎การนิเทศ ขั้นน้ีผ๎ูให๎การนิเทศจะทาการนิเทศ และ
ควบคุมคุณภาพใหง๎ านสาเรจ็ ออกมาทันตามกาหนดเวลาและมีคุณภาพสูง
3.3 การปฏิบัติงานของผ๎ูสนับสนุนการนิเทศ ผ๎ูบริหารจะให๎บริการสนับสนุน
ในเรอื่ งวสั ดุอปุ กรณ์ ตลอดจนเครอื่ งใช๎ตาํ ง ๆ ท่จี ะชวํ ยให๎การปฏิบตั งิ านเป็นไปอยาํ งได๎ผล
ข้ันท่ี 4 การสร๎างขวัญ และกาลังใจ (Reinforcing – R) ขั้นน้ีเป็นขั้นตอนการเสริม
กาลงั ใจของผ๎ูบรหิ ารเพือ่ ให๎ผู๎รับการนิเทศมีความม่ันใจ และเกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติงานข้ันน้ี
อาจจะดาเนินไปพร๎อม ๆ กันกบั ผรู๎ บั การนเิ ทศกาลังปฏิบัติงานหรอื ปฏิบตั ิงานไดเ๎ สรจ็ ส้นิ ลงไปแล๎ว
28
ขั้นที่ 5 ประเมินผลผลิตของการดาเนินงาน (Evaluation - E) เป็นขั้นที่ผู๎นิเทศทาการ
ประเมินผลการดาเนินการซ่ึงผํานไปแล๎ววําเป็นอยํางไร หลังจากประเมินผลการนิเทศหากพบวํา
มีปญั หา หรืออุปสรรคอยํางหนงึ่ อยํางใดทีท่ าใหก๎ ารดาเนนิ งานไมไํ ดผ๎ ลกส็ มควรจะต๎องทาการปรับปรงุ แก๎ไข
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (2553 :) ได๎กาหนดรูปแบบกระบวนการ
นเิ ทศการสอน 5 ขัน้ ตอน ดังน้ี
ข้ันท่ี 1 การศกึ ษาสภาพปัจจุบนั ปญั หาและความตอ๎ งการ การศกึ ษาสภาพปัจจุบันปัญหา
และความตอ๎ งการเป็นข้ันเร่ิมต๎นที่จะได๎ข๎อมูลจากการศึกษาเพ่ือนาไปประกอบการตัดสินใจวางแผน
และกาหนดทางเลือกตํอไป
ข้ันที่ 2 การวางแผนและกาหนดทางเลือก การวางแผน คือ การพิจารณาและตัดสินใจ
อยํางมีเหตุผลตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ในการกาหนดวัตถุประสงค์ และเปูาหมายที่พึงประสงค์
ซึ่งรวมถึงการกาหนดการเลือกการปฏบิ ตั ิรายละเอยี ดข้นั ตอนการทางานอยํางมีระบบที่สะดวกแกํการ
ปฏบิ ัติและเป็นทางเลือกทด่ี ีที่สดุ
ขั้นท่ี 3 การสร๎างสื่อเครื่องมือและพัฒนาวิธีการสาหรับศึกษานิเทศก์ทุกคนต๎องสร๎าง
ทักษะเหลํานี้ให๎มีขึ้นประจาตัว เพราะถือได๎วําเป็นกระบวนการหลักที่สาคัญมีความจาเป็นตํอการ
นิเทศการศกึ ษาเปน็ ตัวแปรสาคญั ที่จะทาใหก๎ ารนิเทศการศึกษาประสบความสาเรจ็ หรือความล๎มเหลว
ขน้ั ท่ี 4 การปฏิบัติการนิเทศสามารถทาได๎ 2 ลักษณะ คือ การนิเทศเพ่ือตรวจสอบและ
เพือ่ สงํ เสริมคุณภาพการศึกษาจากลักษณะดงั กลาํ วน้ี ได๎กาหนดวิธีการนิเทศออกเป็น 2 วิธี คือ นิเทศ
ทางตรง หมายถึง การออกนิเทศด๎วยตนเอง และนิเทศทางอ๎อม หมายถึง การนิเทศด๎วยเคร่ืองมือ
นิเทศตาํ งๆ ตลอดจนให๎ผอ๎ู น่ื ทาการนิเทศแทน
ขัน้ ท่ี 5 การประเมินผลและรายงานผลการประเมินผล ซึ่งเป็นข้ันตอนในการตรวจสอบ
การปฏบิ ตั ิงาน รวบรวมปญั หาท่ปี ฏิบัติในแตํละข้ันเพื่อหาทางแก๎ไข การประเมินข้ันสุดท๎าย เป็นการ
เปรียบเทียบผลงานวําบรรลุจุดประสงค์ท่ีวางไว๎มากน๎อยเพียงใดการรายงานผลเป็นขั้นตอนสุดท๎าย
หลังจากกระบวนการนิเทศได๎เสร็จส้ินลงเพือ่ แจ๎งใหผ๎ เู๎ กี่ยวข๎องทราบและเผยแพรํ
สรุปวําการนากระบวนการนิเทศไปใช๎ให๎เกิดประโยชน์ จะบรรลุผลตามจุดมุํงหมาย
ท่ีกาหนดไว๎นั้นต๎องมีการประยุกต์หลักการและทฤษฏีเข๎ากับบริบทของโรงเรียน ต๎องมีการวางแผน
การปฏิบัติงาน การจัดโครงสร๎างของการดาเนินงาน บทบาทในฐานะผ๎ูนาการควบคุมการปฏิบัติงาน
และการประเมนิ ผลซ่งึ จะชํวยให๎สามารถพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาได๎อยาํ งแทจ๎ รงิ
29
2.3.3 กระบวนการนเิ ทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model)
กระบวนการนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model) ของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาลาปาง เขต 1 ในการสํงเสริมการบริหารจัดการขยะในโรงเรียนเปูาหมาย โดยใช๎รูปแบบ
การนเิ ทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model) มี 5 ข้ันตอน ดงั นี้ เอกฐสทิ ธ์ิ กอบกา (2562 : 6)
แผนภาพท่ี 1 กรอบแนวคดิ กระบวนการนเิ ทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model)
ศกึ ษาสภาพ และความต๎องการ
(Assessing Needs : A)
การวางแผนการนิเทศ
(Planning : P)
การใหค๎ วามร๎ูกํอนการนิเทศ
(Informing : I)
การนิเทศแบบโค๎ช
(Coaching : C)
การประเมนิ ผลการนิเทศ
(Evaluating : E)
30
แผนภาพท่ี 2 กรอบแนวคิดการบรหิ ารจัดการขยะในโรงเรียน โดยใชก๎ ระบวนการนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี
(APICE Model)
กรอบแนวคดิ การนิเทศการบรหิ ารจดั การขยะในโรงเรยี นโดยใช๎กระบวนการนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE)
Model)
ศึกษาสภาพ และความตอ๎ งการ ศกึ ษาสภาพปัจจบุ นั /ปญั หาและ
(Assessing Needs : A) ความต๎องการ
กาหนดตัวชีว้ ดั ความสาเร็จ (KPI)
การวางแผนการนิเทศ สร๎างสือ่ /นวตั กรรม และเครอื่ งมือการนเิ ทศ
(Planning : P) กาหนดกจิ กรรมและปฏิทนิ การนเิ ทศ
การให๎ความรกู๎ ํอนการนิเทศ สงํ เสริม/พัฒนาความรท๎ู ีเ่ กย่ี วข๎อง
(Informing : I) ปฏบิ ตั ิการงนาิเนทนศโCยoบaาcยhสinาgคเญั พตอ่ื กํางระๆตุ๎นให๎
การนเิ ทศแบบโคช๎ ผ๎ูบริหารสถานศึกษา ครูผสู๎ อน และบุคลากรทเ่ี กย่ี วขอ๎ ง
(Coaching : C) วิเคราะหป์ ัญหา/เลอื กแนว/ กาหนดแนวทางการแก๎ปัญหา/
วางแผน/ ดาเนนิ การแกป๎ ญั หา/ วเิ คราะห์ และสรปุ ผล/
แลกเปลีย่ นเรียนรู๎ /ชื่นชม
รวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ผลการนเิ ทศ
ตรวจสอบ ไมมํ คี ณุ ภาพ ปรับปรุง/
และประเมนิ ผลการนเิ ทศ มคี ุณภาพ พฒั นา
การประเมนิ ผลการนิเทศ สรปุ และจัดทารายงานผลการนเิ ทศ
(Evaluating : E)
นาเสนอและเผยแพรผํ ลการนิเทศ
(จดั นิทรรศการแลกเปล่ียนเรียนร๎ู/ยกยํองเชิดชูเกยี รติ/Website ฯลฯ)
31
การสํงเสรมิ การบริหารจดั การขยะในโรงเรียนโดยใช๎รูปแบบการนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE
Model) ของสานกั งานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาลาปาง เขต 1
การสํงเสริมการบริหารจัดการขยะในโรงเรียนโดยใช๎รูปแบบการนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model)
ของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาลาปาง เขต 1 มีความสาคัญตํอการพัฒนา ปรับปรุงและเพ่ิม
ประสิทธิภาพ ในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา เพ่ือให๎ผ๎ูบริหารสถานศึกษา ครูผู๎สอน และบุคลากร
ทางการศึกษามีความรู๎ ความเข๎าใจการบริหารจัดการขยะในโรงเรียนปลอดขยะ บูรณาการทุกกลุํมสาระ
สามารถจดั การเรียนร๎ไู ด๎อยาํ งมีประสิทธภิ าพ รวมท้งั การบรหิ ารจัดการขยะ ในโรงเรียนปลอดขยะ และ
ปัญหาอ่ืนๆ ที่สํงผลตํอคุณภาพการศึกษา โดยใช๎รูปแบบการนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model) เป็นการ
นิเทศอยาํ งเปน็ ระบบประกอบด๎วยคมํู ือการนิเทศบริหารจัดการขยะในโรงเรยี นปลอดขยะมี 5 ขั้นตอนดังนี้
ข้ันตอนที่ 1 ศึกษาสภาพ และความต้องการ(Assessing Needs : A) ศึกษาสภาพ
ปัจจุบัน/ปัญหา และความต๎องการของศึกษานิเทศก์ ผ๎ูบริหารสถานศึกษา ครูผู๎สอน และบุคลากร
ท่ีเก่ียวข๎องเก่ียวกับประเด็นสาคัญตํางๆ ของงานตามแนวนโยบายแหํงรัฐกระทรวงศึกษาธิการ และ
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน
ข้ันตอนท่ี 2 การวางแผนการนิเทศ (Planning : P) ดาเนินการวางแผนการนิเทศ
ตดิ ตามรวํ มกนั ระหวาํ งศึกษานิเทศก์ ผบู๎ รหิ ารสถานศึกษา ครผู ส๎ู อน และบคุ ลากรทีเ่ กีย่ วขอ๎ ง ดังน้ี
2.1 กาหนดตวั ชว้ี ดั (KPI)
2.2 จดั ทาสื่อและเครอื่ งมือการนิเทศ ตดิ ตาม
2.3 จดั ทาปฏิทนิ การนิเทศ ติดตาม
ข้ันตอนที่ 3 การให้ความรู้ก่อนการนิเทศ (Informing : I) ประชุมเชิงปฏิบัติการให๎
ความรู๎เก่ียวกับประเด็นสาคัญตํางๆ ของงานนโยบายแหํงรัฐกระทรวงศึกษาธิการ และสานักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน
ขั้นตอนที่ 4 การนิเทศแบบโค้ช (Coaching : C) ดาเนินการนิเทศแบบโค๎ช
ศึกษานิเทศก์ ได๎ดาเนินการรวํ มกับทมี บริหาร คณะอนกุ รรมการ ก.ต.ป.น. ผ๎ูบริหารสถานศึกษา และ
ครูวชิ าการ เพ่อื กระตน๎ุ ใหผ๎ บู๎ ริหารสถานศึกษา ครูผสู๎ อน และบุคลากรทเี่ ก่ียวขอ๎ ง ดาเนินการดงั น้ี
4.1 วเิ คราะหป์ ญั หา
4.2 เลือกแนวทางในการแกป๎ ัญหา
4.3 กาหนดเปูาหมายความสาเร็จ
4.4 วางแผนการแกป๎ ญั หา
4.5 ดาเนนิ การแกป๎ ัญหาตามแผนท่วี างไว๎ ในแตลํ ะกิจกรรมทีไ่ ด๎กาหนดไว๎
4.6 วิเคราะห์ และสรปุ ผลการดาเนนิ งาน
4.7 แลกเปลยี่ นเรียนรู๎ ชื่นชมความสาเรจ็ และข๎อเสนอแนะในการดาเนินงาน
ขั้นตอนท่ี 5 การประเมินผลการนิเทศ (Evaluating : E) การประเมินผลการนิเทศ
ดาเนนิ การ ดังนี้
5.1 รวบรวม วิเคราะห์ สงั เคราะหผ์ ลการนิเทศ
5.2 ตรวจสอบ และประเมนิ ผลการนิเทศ
32
5.3 สรปุ และจดั ทารายงานผลการนเิ ทศ ตดิ ตาม
5.4 จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนรู๎ และช่ืนชมความสาเรจ็
5.5 ยกยํองเชิดชูเกียรติแกํสถานศึกษา ผ๎ูบริหารสถานศึกษา ครูผู๎สอน และบุคลากรที่
เกี่ยวข๎องทีม่ ีการปฏิบตั ิงานท่ดี ี
5.6 เผยแพรํผลงานการปฏิบัติงานที่ดี สํูสาธารณชนผําน Website ระบบ ICT และ
สารสนเทศของสานักงานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาลาปาง เขต 1
2.3.4 แนวคิดและทฤษฎีทเี่ กี่ยวข้องกบั กบั ความพึงพอใจ
2.3.4.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
ความพึงพอใจเป็นกระบวนการท่ีเกิดข้ึนจากการรับร๎ูทางบวกและการประเมินคุณภาพ
ของการบริการอนั เป็นสิ่งทีผ่ ู๎รบั บรกิ ารคาดหวังไว๎วําจะได๎รับจากการให๎บริการ จากการศึกษาค๎นคว๎า
งานเอกสารและแนวคิดทฤษฎที ่เี กี่ยวข๎องกับความพึงพอใจ ได๎มีผ๎ูให๎ความหมายของความพึงพอใจไว๎
ดังน้ี
สมบรู ณ์ ชิตพงศ์ (2554 : 52) ไดก๎ ลาํ ววาํ ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู๎สึกของบุคคล
ท่ีมตี ํองานท่ีปฏบิ ัตใิ นทางบวก คือ รู๎สึกชอบ พอใจ หรือเจตคติตํองาน เกิดจากการได๎รับการตอบสนอง
ความต๎องการท้ังทางด๎านวัตถุและด๎านจิตใจ เป็นความร๎ูสึกที่มีความสุขหลังจากท่ีได๎รับความสาเร็จ
ตามความตอ๎ งการหรอื แรงจงู ใจ
สุรางค์ โค๎วตระกูล (2553 : 82 - 83) ได๎กลําวถึงความพึงพอใจไว๎วํา เป็นความร๎ูสึก
ชอบหรือพึงพอใจที่มีตํอองค์ประกอบและส่ิงจูงใจในด๎านตําง ๆ เม่ือได๎รับการตอบสนอง ซ่ึงเป็น
ความร๎สู กึ ข้ันสุดทา๎ ยทไ่ี ด๎รับผลสาเร็จตามวัตถปุ ระสงค์
ล๎วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2553 : 95) ได๎สรุปความหมายของความพึงพอใจ
วําเป็นความรู๎สึกพึงพอใจในการรํวมกิจกรรม ขั้นตอบสนองตอนแรกๆ เป็นเพียงยินยอมและเต็มใจทาแตํ
อาจจะไมพํ ึงพอใจกไ็ ด๎ ซงึ่ ความรู๎สึกในขั้นนี้จึงลึกลงไปอีกเป็นการยินยอมแบบเต็มใจและพึงพอใจจน
เกดิ ความสนกุ สนาน เชนํ สนุกกับบทละคร วิทยุ โทรทัศน์ สนุกกับการสนทนาเรื่องใดเรื่องหน่ึง สนุก
กบั การเลํนเกมตวั เลข การแสดงความสนุกสนานพอใจนั้น บางคนอาจจะแสดงออกมาให๎เห็นได๎อยําง
เปดิ เผยกไ็ ด๎ การประเมินดา๎ นความพึงพอใจ จงึ ต๎องระวงั ในการสอบวัดไว๎ให๎ดี
บุญเรยี ง ขจรศลิ ป์ (2554 : 70) ได๎กลาํ วถงึ เรื่องเกย่ี วกบั การวัดความพึงพอใจโดยสรุป
ไวว๎ าํ การวดั ความพึงพอใจ เป็นการวัดด๎านทัศนคติ หรือเจตคติที่เป็นนามธรรมเป็นการแสดงออก ที่คํอนข๎าง
ซบั ซ๎อนยากทจ่ี ะวัดได๎โดยตรง ดังนั้นการวดั ความพึงพอใจจึงใช๎การวดั โดยอ๎อมด๎วยการวดั ความคดิ เห็น
ของบุคคลเหลําน้ันแทน แตํการวัดความพึงพอใจจะมีขอบเขตจากัด คือ การวัดจะเกิดความ
คลาดเคลื่อนได๎ตลอดเวลาที่วัด ถ๎าบุคคลนั้น ๆ แสดงความคิดเห็นไมํตรงกับความร๎ูสึกที่แท๎จริงซ่ึงความ
คลาดเคล่ือนดงั กลาํ วยอํ มเกดิ ข้นึ ไดเ๎ ป็นธรรมดาของการวัดท่ัวๆไป
ราชบัณฑิตยสถาน (2556 : 775) ได๎ให๎ความหมายของความพึงพอใจวํา หมายถึง พอใจ
ชอบใจ
33
ทิศนา แขมมณี (2558 : 59) กลําวไว๎วํา ความพึงพอใจเป็นการแสดงออกทาง
พฤตกิ รรม ท่ีเป็นนามธรรม ไมํสามารถมองเห็นเป็นรูปรํางได๎ การที่เราจะทราบวําบุคคลใดมีความ
พึงพอใจหรอื ไมํ สามารถสงั เกตโดยการแสดงออกที่คอํ นขา๎ งสลับซบั ซอ๎ นและตอ๎ งมีสงิ่ เร๎า
จากความหมายของความพงึ พอใจดังที่กลําวมาแล๎วสรุปได๎วํา ความพึงพอใจ หมายถึง
ความรูส๎ กึ นกึ คิดของบุคคลตอํ สิง่ เรา๎ ทีม่ ากระทบ ทาให๎เกิดการสัมผัสในการรับร๎ู มีผลทางด๎านบวกคือ
ทาใหเ๎ กดิ ความสุข ความพอใจ และผลทางดา๎ นลบทาใหเ๎ กิดความทกุ ข์และความไมํพอใจ
2.3.4.2 การสร้างเครื่องมือและวิธีการวดั ความพึงพอใจ
แบบวัดความพึงพอใจเป็นเครื่องมือชนิดหน่ึงที่สร๎างข้ึนเพื่อใช๎ในการวัดความคิดเห็น
หรือวัดความจริงท่ีเราไมํทราบ อันจะทาให๎ได๎มาซึ่งข๎อเท็จจริงทั้งในอดีต ปัจจุบัน และการคาดคะเน
เหตุการณ์ในอนาคตสวํ นใหญจํ ะอยใํู นรูปของข๎อคาถามเป็นชุดๆ เพ่ือวัดสิ่งที่ต๎องการวัด โดยมีคาถาม
เปน็ ตัวกระตนุ๎ และเรงํ เรา๎ ให๎บุคคลตอบออกมา นับวําเป็นเครื่องมือท่ีนิยมใช๎สาหรับการวัดด๎านจิตพิสัย
(Affective Domain) ในการสร๎างเคร่ืองมือวัดความพึงพอใจต๎องสร๎างเครื่องมือให๎มีความเที่ยงตรง
และมคี ําความเชื่อมัน่ ซง่ึ เปน็ คุณลกั ษณะสาคญั และจาเป็นอยํางย่ิงของเครื่องมือวิจัย ได๎มีผู๎ที่กลําวถึง
ขน้ั ตอนการสร๎างตามคุณลักษณะของแบบวัดความพงึ พอใจ ดงั นี้
1. แบบสอบถามความพึงพอใจที่จะนามาวิเคราะห์เพื่อสรุปผลการวิจัย จะต๎องเป็น
แบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์ มีความเช่ือถือได๎ ต๎องมีข้ันตอนในการสร๎างดังน้ี (สุรางค์ โค๎วตระกูล,
2553 : 91 - 92)
1) วิเคราะห์ลักษณะของข๎อมูลท่ีต๎องการ โดยวิเคราะห์จากจุดประสงค์ในการวิจัย
กาหนดโครงสรา๎ งเน้ือหาของแบบสอบถาม
2) ศึกษาวิธีสร๎างแบบสอบถาม แลว๎ นามากาหนดรปู แบบของคาถาม
3) เขียนแบบสอบถามฉบับรําง ตามโครงสร๎างเน้ือหาของแบบสอบถามในขั้นท่ี 1)
และตามหลกั ในการสรา๎ งและรปู แบบทีก่ าหนดไว๎ในข้นั ที่ 2)
4) นาแบบสอบถามไปให๎ผู๎เชี่ยวชาญในด๎านที่จะศึกษาและด๎านวัดผลพิจารณา
ความถกู ต๎อง ความเทยี่ งตรงของขอ๎ คาถามแตลํ ะข๎อ นามาพิจารณาแก๎ไขใหเ๎ หมาะสม
5) นาแบบสอบถามไปทดลองใช๎กับผ๎ูท่ีมีลักษณะคล๎ายกลํุมตัวอยํางเพ่ือพิจารณา
ข๎อคาถามตาํ งๆ อาจพจิ ารณาเกยี่ วกบั เวลาในการตอบด๎วย แล๎วนาข๎อมูลเหลาํ น้นั มาพจิ ารณาปรับปรุง
แบบสอบถาม
6) พิมพ์แบบสอบถามฉบับจริง ซ่ึงหลังจากปรับปรุงในข้ันที่ 5) แล๎วในการพิมพ์
ฉบับจรงิ จะต๎องคานึงถึงความชัดเจนในการอธิบายจุดประสงค์และวิธีตอบและพิจารณาความถูกต๎อง
ในเน้ือหาสาระและการพมิ พ์ จดั รปู แบบการพมิ พ์ให๎สวยงาม ความเช่ือถือได๎ของแบบสอบถาม
2. สร๎างตามข้ันตอนการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ซ่ึงสังคมศาสตร์เป็นศาสตร์ที่วําด๎วย
พฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ หรือปรากฏการณ์ หรอื ปฏิกิริยา ตลอดจนความรู๎สึกนึกคิดของมนุษย์
และสังคม ซ่ึงเกิดขึ้นอยํูตลอดเวลาการประเมินความพึงพอใจโดยใช๎แบบสอบถามเป็นการประเมิน
เพื่อเขา๎ ใจพฤติกรรมและความร๎ูสึกนึกคิดของบุคคลท่ีมีผลทั้งทางบวกทาให๎เกิดความสุข ความพอใจ
34
และผลทางลบที่จะทาให๎เกิดความทุกข์และความไมํพอใจโดยพวงรัตน์ ทวีรัตน์(2550 : 66) ได๎กลําวถึง
ข้นั ตอนในการสร๎างดังนี้
1) กาหนดจุดมุํงหมายของแบบวัด โดยผู๎สร๎างจะต๎องระบุจุดมุํงหมายของแบบวัด
ให๎ชัดเจน ระบใุ ห๎ไดว๎ าํ แบบวดั จะถกู นาไปใชใ๎ นเร่อื งอะไร
2) กาหนดประเด็นหลัก หรือพฤติกรรมหลักท่ีจะวัดให๎ครบถ๎วนครอบคลุมวําจะมี
ประเด็นอะไรบ๎าง หรอื อาจเรียกวําเป็นการกาหนดกรอบแนวคิดหรือโครงสรา๎ งของแบบวัด
3) กาหนดชนิด หรือรูปแบบของแบบวัดโดยต๎องเลือกให๎เหมาะสมกับเร่ืองที่จะวัด
และลักษณะของกลมุํ เปาู หมายที่จะใช๎สอบถาม
4) กาหนดจานวนข๎อคาถาม โดยอาจกาหนดในเบื้องต๎นวําต๎องการจะให๎แบบวัด
มคี วามยาวมากน๎อยเพยี งใด และคลุมประเด็นหลกั ประเด็นยอํ ยอยาํ งไรบา๎ ง
5) สร๎างข๎อคาถามตามจุดมํุงหมาย ชนิดหรือรูปแบบ จานวนข๎อในประเด็นตํางๆ
ท่ีกาหนดไวต๎ ามโครงสรา๎ งของแบบวดั
6) ตรวจทานเพื่อแก๎ไขปรับปรุง แบํงออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนแรกตรวจทานโดย
ผู๎สรา๎ งแบบวัดเอง ตอนท่สี องตรวจสอบ พจิ ารณาใหค๎ าแนะนาและวจิ ารณโ์ ดยผ๎เู ชี่ยวชาญ
7) นาแบบวดั ไปทดลอง การนาไปทดลองใช๎ (Try out) ควรนาไปทดลองกับกลํุมท่ี
มีลกั ษณะเหมอื น หรือใกล๎เคียงกับกลมุํ ที่จะไปเกบ็ รวบรวมขอ๎ มลู จรงิ
8) วิเคราะห์แบบวัด โดยการนาผลจากการไปทดลองมาวิเคราะห์เพ่ือหาคุณภาพ
และปรับปรงุ ขอ๎ คาถามในสวํ นทย่ี งั มีขอ๎ บกพรํองตาํ งๆ
9) จดั พิมพแ์ บบสอบถาม เพื่อเตรียมนาไปใชจ๎ ริงตํอไป
3. การสร๎างแบบวัดความพึงพอใจผู๎สร๎างจะต๎องสร๎างเครื่องมือให๎มีความเท่ียงตรง
และมคี าํ ของความเชื่อม่นั ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่สาคัญและจาเปน็ อยํางยิง่ ของเครอ่ื งมือวจิ ัยที่มีคุณภาพ
โดยบุญเรยี ง ขจรศลิ ป์ (2554 : 81) ได๎กลําวถงึ ข้นั ตอนการสรา๎ งแบบวัดตามคณุ ลกั ษณะท่ดี ขี อง ดังนี้
1) กาหนดวตั ถุประสงค์ของการสรา๎ งแบบสอบถาม
2) ระบุเนอ้ื หาหรือประเดน็ หลักทีจ่ ะถามใหค๎ รอบคลุมวตั ถุประสงค์ทจ่ี ะประเมนิ
3) กาหนดประเภทของคาถามโดยอาจจะเป็นคาถามปลายเปิดหรอื ปลายปดิ
4) ราํ งแบบสอบถาม โครงสร๎างแบบสอบถามอาจแบํงเปน็ 3 ตอน คือ
4.1) ตอนที่ 1 ข๎อมลู เบือ้ งต๎น/ขอ๎ มลู ท่ัวไป
4.2) ตอนที่ 2 ข๎อมูลหลกั เกย่ี วกบั เร่อื งที่จะถาม
4.3) ตอนที่ 3 ขอ๎ เสนอแนะ
5) ตรวจสอบข๎อคาถามวาํ ครอบคลมุ เรื่องทจ่ี ะวัดตามวัตถปุ ระสงคห์ รือไมํ
6) ใหผ๎ เู๎ ชยี่ วชาญตรวจสอบความเท่ยี งตรงเนื้อหาและภาษาท่ใี ช๎
7) ทดลองใช๎แบบสอบถามเพอื่ ดคู วามเปน็ ปรนัย ความเชอ่ื ม่นั และเพื่อประมาณเวลาที่ใช๎
8) ปรบั ปรงุ แก๎ไข
9) จดั พิมพแ์ ละทาคํมู อื
35
4. การสร๎างแบบวัดความพงึ พอใจจาเป็นต๎องใช๎เครื่องมือท่ีมีคุณภาพ เพ่ือให๎ได๎ข๎อมูล
สาหรบั ใชใ๎ นการวเิ คราะห์และสรุปผลที่ดี ซึ่งทิศนา แขมมณี (2558 : 69) ได๎กลําวถึงการสร๎างเคร่ืองมือ
และการตรวจสอบคณุ ภาพเคร่อื งมือ โดยมขี ้นั ตอน ดงั น้ี
1) ขั้นที่ 1 กาหนดเน้ือหาที่ใช๎วัดความพึงพอใจท่ีต๎องการวัด โดยการเขียนนิยาม
ซง่ึ สามารถกระทาดังนี้
1.1) การศกึ ษาเอกสารทเ่ี ก่ยี วข๎อง และกาหนดนิยาม
1.2) สมั ภาษณ์บคุ คลท่ีเกีย่ วข๎อง อยาํ งน๎อย 5 คน
2) ข้ันที่ 2 เลือกประเดน็ ที่วัดความพอใจ และกาหนดวิธีการวัด
2.1) ประเดน็ การวัดความพอใจโดยให๎เลือกมาจากกรอบเน้ือหาที่กาหนดไว๎ใน
ขั้นที่ 1)
2.2) วิธีวัดความพอใจ โดยทั่วๆ ไปนิยมใช๎วิธีการจัดอันดับคุณภาพ 5 ระดับ
และประเด็นในการวัดความพอใจเปน็ ทางบวก คือ พอใจอยํางยิ่ง พอใจมาก พอใจสมควร พอใจน๎อย
หรอื คํอนขา๎ งไมํพอใจ พอใจน๎อยเปน็ อยาํ งย่ิง หรือไมพํ อใจคํอนข๎างมาก ถ๎าความพอใจทางลบคะแนน
ระดบั ความพอใจจะเป็นตรงขา๎ มกบั ที่กาหนดไว๎
3) ข้ันท่ี 3 จัดทาความพอใจฉบบั รําง
4) ข้ันท่ี 4 การทดลองกับกลํุมยํอยประมาณ 3 - 5 คน เพ่ือตรวจสอบความตรง
เชิงโครงสร๎างระหวํางข๎อคาถามในแตํละพฤตกิ รรมทีต่ ๎องการวัด
5) ขัน้ ที่ 5 ให๎ผู๎เชี่ยวชาญประมาณ 3-5 ทําน เพ่ือตรวจสอบความตรงเฉพาะหน๎า
และความตรงเชิงเน้อื หา
6) ขน้ั ที่ 6 ทดลองภาคสนาม เพอื่ วเิ คราะหป์ รบั ปรงุ คณุ ภาพแบบวัดความพอใจ
7) ขั้นที่ 7 การนาไปใชจ๎ รงิ
5. แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นชุดของคาถามที่ผู๎วิจัยกาหนดขึ้นเพ่ือใช๎วัด
คุณลักษณะ เจตคติหรือความคิดเห็นของบุคคล โดยใช๎ข๎อคาถามเป็นตัวกระตุ๎นหรือส่ิงเร๎าให๎ผ๎ูให๎ข๎อมูล
ได๎แสดงการตอบสนองตามความร๎ูสึกของตนเอง ซึ่งในการสร๎างแบบสอบถามที่มีคุณภาพ มีหลักการ
ที่ควรพจิ ารณาดงั นี้ (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2556 : 72 - 78)
1) กาหนดทศิ ทางของเจตคติ (Direction) มี 2 ทศิ ทาง คือ
1.1) เจตคติเชงิ นมิ าน หรอื เจตคตดิ า๎ นบวก (Positive) เปน็ ความโน๎มเอียง ของ
อารมณ์ในทางชอบ ถึงพอใจ คล๎อยตามหรือเห็นด๎วยทาให๎บุคคลอยากแสดงออกหรือปฏิบัติหน๎าที่
ในทางท่ีดีตํอสง่ิ นัน้ ๆ
1.2) เจตคติเชิงนิเสธ หรือ เจตคติทางด๎านลบ (Negative) เป็นความโน๎มเอียง
ทางด๎านอารมณใ์ นลกั ษณะไมพํ งึ พอใจ เกลยี ดหรือตอํ ต๎าน ไมเํ ห็นด๎วย ทาให๎บุคคลเกดิ ความเบื่อหนําย
และหนใี หห๎ ํางจากวตั ถุน้นั หรือสภาพน้ันๆ
2) กาหนดระดับของเจตคติ (Magnitude) หมายถงึ การทบ่ี ุคคลแสดงความร๎ูสึก
ตํอสิ่งใดส่ิงหน่ึงน้ันอาจมีความรู๎สึกเพียงผิวเผิน หรือเล็กน๎อย หรือลุํมลึก เจตคติระดับผิวเผินจะไมํมี
ความคงท่ีเปล่ียนแปลงงาํ ย สํวนเจตคตริ ะดับกลํุมลุมํ ลกึ จะคงทนถาวรและเปล่ยี นแปลงยาก
36
3) กาหนดความเข๎มของเจตคติ (Intensity) หมายถงึ ปริมาณของความร๎ูสึกหรือ
มีความคิดเห็นท่ีมีตอํ สิ่งหนึง่ สิง่ ใด ซึ่งจะปรากฏในรูปของความร๎ูสึกตํอสิ่งน้ันมากน๎อยเพียงใด ในการวัด
เจตคตนิ ้นั ไดม๎ นี กั จติ วทิ ยาสร๎างมาตรวดั ไว๎หลายรปู แบบ ท่นี ยิ มแพรํหลาย ดังนี้
3.1) มาตรวัดเจตคติตามวธิ ขี องลิเคทิ (Likert Scale)
3.2) มาตรวัดเจตคตติ ามวิธีของเทอสโตน (Thustone Scale)
3.3) มาตรวดั เจตคติตามวธิ ีของออสกดู (Osgood’s Scale)
3.4) มาตรวดั เจตคตติ ามวธิ ีของกตั ตแ์ มน (Guttman Scale)
4) กาหนดประเภทของคาถามโดยอาจจะเปน็ คาถามปลายเปิดหรือปลายปดิ
5) รํางแบบสอบถาม โครงสร๎างแบบสอบถามอาจแบํงเป็น 3 ตอน คอื
5.1) ตอนท่ี 1 ข๎อมูลเบื้องต๎น/ข๎อมลู ทว่ั ไป
5.2) ตอนท่ี 2 ขอ๎ มลู หลักเก่ยี วกับเร่ืองท่จี ะถาม
5.3) ตอนท่ี 3 ข๎อเสนอแนะ
6) สรา๎ งขอ๎ คาถามท่ีมคี วามเทยี่ งตรง ครอบคลุม และสาคัญตํอประเด็นที่ต๎องการ
เทาํ นน้ั ไมคํ วรกาหนดขอ๎ คาถามทมี่ ีจานวนมากแตํไมมํ ปี ระโยชน์ในการตอบคาถามการวิจัยซึ่งจะทาให๎
ผใ๎ู ห๎ข๎อมูลเกดิ ความเบ่ือหนํายในการให๎ขอ๎ มูล
7) ตรวจสอบคณุ ภาพ เพ่อื ตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหาเป็นการให๎คะแนน
ความสอดคล๎องหรือความเหมาะสมของขอ๎ คาถาม โดยผ๎ูเช่ยี วชาญจานวน 3 - 5 คน และจะต๎องนาไป
ทดสอบใช๎กับผู๎ทีเ่ กีย่ วข๎องหรอื กลุํมตัวอยาํ ง เพื่อหาคาํ ดัชนีทบ่ี งํ ชค้ี ณุ ภาพของแบบสอบถาม
8) นาแบบสอบถามมาหาคําความเช่ือมั่น โดยวิธีการตรวจสอบความสอดคล๎อง
ภายใน (Internal Consistency Method) เป็นวิธกี ารคานวณความแปรปรวนของคะแนนแตํละสํวน
และความแปรปรวนของคะแนนรวม
9) จดั พมิ พแ์ บบสอบถามฉบบั สมบูรณเ์ พอื่ นาไปใช๎จรงิ
ในการสร๎างแบบวัดความพึงพอใจท่ีมีตํอการบริหารจัดการขยะในโรงเรียน โดยใช๎รูปแบบ
การนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model) โรงเรยี นปลอดขยะ โดยการใช๎มาตราสํวนประมาณคํา (Rating Scale)
5 ระดับแบบลิเคิร์ท (Likert Scales) (บุญชม ศรีสะอาด, 2556 : 72 - 78) โดยมีเกณฑ์ระดับความพึง
พอใจ ดงั น้ี
คาํ เฉลย่ี ระดับความพงึ พอใจ
4.51-5.00 พึงพอใจในระดบั มากทสี่ ดุ
3.51-4.50 พงึ พอใจในระดบั มาก
2.51-3.50 พึงพอใจในระดับปานกลาง
1.51-2.50 พงึ พอใจในระดับน๎อย
1.00-1.50 พงึ พอใจในระดับน๎อยท่สี ุด
37
2.3.5 งานวจิ ยั ท่ีเก่ยี วข้อง
1. งานวิจยั ในประเทศ
จากการศึกษางานวิจยั ในประเทศเกยี่ วกับพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอย สรุปไดด๎ ังนี้
สมัคร์ ร๎รู ักดี (2554) ไดท๎ าการศกึ ษาเรื่อง รูปแบบการบรหิ ารโดยใชโ๎ รงเรียนเปน็ ฐาน
สาหรบั โรงเรียนประถมศกึ ษาขนาดเลก็ สังกัดสานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาตราด ผลการศึกษา พบวํา รูปแบบ
การบรหิ ารทเี่ หมาะสม คอื รปู แบบการจดั การเรียนร๎ูแบบบูรณาการ อานาจ หนา๎ ทีข่ องคณะกรรมการ
สถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ได๎แกํ ให๎ความเห็น ข๎อเสนอแนะ ให๎ความเห็นชอบ ประเมินผล ตรวจสอบ
ตดิ ตามผลการบริหารกลํุมงาน ประชาสัมพันธ์ จัดหา สนับสนุน สร๎างภาคีเครือขําย สนับสนุนปัจจัย
ทางการศึกษา องค์คณะในการบริหารกลุํมงาน ประกอบด๎วย ผู๎อานวยการสถานศึกษาเป็นประธาน
ผแ๎ู ทนชมุ ชน ผ๎แู ทนครู ท่ีปรึกษา ผู๎เชยี่ วชาญ นักวิชาการ ผ๎แู ทนองคก์ ารปกครองสํวนท๎องถิ่น ตัวแทน
นักเรียน ผู๎แทนศิษย์เกํา ผ๎ูแทนผู๎ปกครอง แนวทางในการดาเนินงานกลํุมงานวิชาการ ประกอบด๎วย
จัดทาหลกั สูตรและแผนการจัดการเรียนรู๎แบบบูรณาการ พัฒนาครูแหลํงเรียนรู๎ใช๎รูปแบบการประเมินผล
การเรยี นรู๎ทห่ี ลากหลาย กาหนดมาตรฐานการเรยี นร๎ูตามความเหมาะสม พัฒนาปรับปรุงการประกัน
คณุ ภาพภายในอยํางตํอเน่ือง กลํุมงานทรัพยากรบุคคล ประกอบด๎วย การสรรหาบุคลากรตามกรอบ
อัตรากาลัง ขอการสนับสนุนบุคลากรจากชุมชน ประเมินผลการปฏิบัติงาน พิจารณาความดี ความชอบ
ด๎วยความยุติธรรม สนับสนุนปัจจัยในการปฏิบัติงาน กลํุมงานงบประมาณ ประกอบด๎วย จัดทา
งบประมาณแบบมํุงเน๎นผลงาน ระดมทรัพยากรจากชุมชน ตั้งคณะกรรมการควบคุมการใช๎งบประมาณ
รายงานผลการใช๎งบประมาณ กลํุมงานบริหารทั่วไป ประกอบด๎วย กาหนดนโยบายตามบริบทของ
สถานศึกษา จัดทาแผนยุทธศาสตร์ สร๎างภาคีเครือขํายพัฒนาการศึกษา จัดจ๎างครูธุรการ จัดระบบ
บรกิ ารแบบเบ็ดเสร็จในจดุ เดยี ว
เบญ็ จม์ คาเมอื ง (2558) ได๎ทาการศึกษาเรื่อง การบริหารงานทั่วไปในสถานศึกษา
ข้นั พืน้ ฐาน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาลพบุรี เขต 2 ผลการศกึ ษา พบวํา 1) การดาเนนิ งาน
การบริหารงานทั่วไปของสถานศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานสงั กดั สานักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาลพบุรี
เขต 2 พบวํา การดาเนินการในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด๎าน พบวํา ด๎าน ท่ีมีการปฏิบัติสูงสุด
คือ ด๎านการประชาสัมพันธก์ ารศกึ ษา ด๎านทมี่ ีการปฏิบัติต่าสุด คือ ด๎านการจัดระบบการควบคุมภายใน
หนวํ ยงาน 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานท่ัวไปในสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน สังกัดสานักงานเขต
พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 จาแนกตามเพศ โดยภาพรวม และรายด๎านมีการปฏิบัติ
ไมํแตกตํางกนั 3) ผลการเปรยี บเทยี บความคดิ เหน็ ของบุคลากรเกี่ยวกับการบริหารงานท่ัวไปในสถานศึกษา
ข้นั พืน้ ฐาน สังกัดสานกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาลพบรุ ี เขต 2 จาแนกตามขนาดของสถานศึกษา
โดยภาพรวมมีการปฏิบัติไมํแตกตํางกัน เมื่อพิจารณารายด๎าน พบวํา ด๎านงานเทคโนโลยีและระบบ
เครอื ขํายสารสนเทศและด๎านการสํงเสริมงานกิจการนักเรียนปฏิบัติแตกตํางกันอยํางมีนัยสาคัญทาง
สถิตทิ ่ีระดบั .05
กชธนณัฐ คาอินทร์ (2561) ได๎ทาการศึกษาเร่ือง การบริหารโดยใช๎โรงเรียนเป็นฐาน ใน
โรงเรยี นประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท ผลการศึกษา พบวํา
1) การบริหารโดยใช๎โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาชัยนาท โดยภาพรวม คําเฉลี่ย 3.69 อยูํในระดับมาก ด๎านที่มีคําเฉล่ียสูงสุด คือ ด๎านหลักการ
38
บรหิ ารตนเอง รองลงมา คือ ด๎านหลักการกระจายอานาจ และรองลงมา คือด๎านหลักการตรวจสอบ
และถวํ งดลุ 2) การบรหิ ารโดยใชโ๎ รงเรียนเปน็ ฐาน ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท ด๎านที่มีคําเฉล่ียต่าสุด คือ ด๎านหลักการมีสํวนรํวม ข๎อท่ีมีคําเฉล่ีย
ตา่ สดุ คือ คณะกรรมการสถานศึกษามีสวํ นรวํ มในการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษา รองลงมา
คือ ด๎านหลกั การคนื อานาจการจัดการศึกษาให๎แกปํ ระชาชน ข๎อที่มีคําเฉล่ียต่าสุด คือ คณะกรรมการ
สถานศกึ ษา กากับและติดตามการดาเนนิ งานตามแผนของสถานศึกษา 3) การบริหารโดยใช๎โรงเรียน
เปน็ ฐานในโรงเรยี นประถมศึกษา สงั กดั สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท ตามความ
คิดเหน็ ของผู๎บริหารสถานศึกษา จาแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด๎าน พบวํา
มีการปฏบิ ัตแิ ตกตาํ งกนั อยาํ งมนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .01 โดยท่ีสถานศกึ ษาขนาดใหญํมีการปฏิบัติ
มากกวําสถานศึกษาขนาดกลางและสถานศกึ ษาขนาดเล็กตามลาดับ
นอ๎ งนชุ เกา๎ ล้มิ (2550) ได๎ศึกษากระบวนการเรียนร๎ู และปจั จัยที่สนับสนุนกระบวนการ
จัดการขยะของโรงเรยี นบ๎านกิโลสาม ตาบลทําแยก อาเภอเมอื งสระแก๎วจังหวดั สระแก๎ว พบวํากระบวนการ
เรยี นรกู๎ ารจัดการขยะ แบํงออกเป็น 5 ขั้นตอน คือ การรับรู๎และตระหนักในปัญหา การคิดวิเคราะห์
ปญั หา การกาหนดแนวทางแก๎ปัญหา การดาเนนิ การแก๎ไขปัญหาและการประเมินผล การแก๎ไขปัญหา
สาหรบั ลกั ษณะการเรียนรู๎การจดั การขยะของนักเรยี นโรงเรียนบา๎ นกโิ ลสามเปน็ การเรียนร๎ูที่เกิดข้ึนใน
ระบบโรงเรยี น และการเรียนร๎ทู เ่ี กดิ ขนึ้ ในวิถีชีวติ โดยรูปแบบกระบวนการ เรียนรู๎สอดคล๎องกับทฤษฎี
องค์การเรยี นร๎ูของ Peter M. Senge ตามหลักการสาคัญ 5 ประการคือการเป็นนายเหนือตน (Personal Mastery)
ภาพจาลองความคิด หรือ กรอบความเช่ือ (Mental Model) การสร๎างวิสัยทัศน์รํวม (Shared Vision)
การเรียนร๎รู วํ มกันเป็นทีม (Term Learning) และ วิธีคิดกระบวนระบบ (Systems Thinking) ปัจจัย
ที่สนบั สนุนกระบวนการเรยี นรใ๎ู นการจัดการขยะ ได๎แกํ รปู แบบการจัดการการเรียนการสอนท่ีเอื้อให๎
เกดิ การเรยี นร๎ู บทเรยี นการเผชญิ ปญั หารํวมกันในอดีต หลักการทางานแบบมีสํวนรํวมระหวํางโรงเรียน
กับชุมชน รูปแบบการบริหารงานของโรงเรียน การได๎รบั การสนบั สนุนจากภาครฐั การมสี ํวนสนับสนุน
ของบคุ ลากรในกิจกรรมด๎าน ตาํ งๆ และ แรงจูงใจที่ได๎รับด๎านการมีสํวนรํวมระหวํางโรงเรียนและชุมชน
ในการจัดการขยะในโครงการธนาคารขยะมีความสอดคลอ๎ งกับรูปแบบการมีสํวนรํวมของ Cohen and Uphoff
ซ่งึ แบงํ การมสี ํวนรํวมเป็น 4 ลักษณะ คือ การมีสํวนรํวมตัดสินใจ (Decision Making) การมีสํวนรํวม
ปฏิบตั กิ าร (Implementation) การมีสํวนรํวมในผลประโยชน์ (Benefits) และการมีสํวนรํวมในการ
ประเมนิ ผล (Evaluation) และเม่ือผ๎ูวิจัยทาการศึกษาผลประโยชน์ท่ีเกิดจากกระบวนการเรียนร๎ูการ
จัดการขยะ ในโครงการธนาคารขยะของโรงเรยี นบ๎านกิโลสาม พบวํา ประโยชน์ที่เกิดขึ้นแบํง ออกเป็น 3 ด๎าน
คือ ด๎านนักเรียน ด๎านโรงเรียนและด๎านชุมชนและครอบครัว โดยด๎านนักเรียน กํอให๎เกิดประโยชน์
ในการสร๎างอตั ลักษณะพงึ ประสงค์ ทาให๎นกั เรยี นเกิดกระบวนการเรียนรู๎และ 40 องค์ความรู๎ด๎านการ
จัดการขยะ และทาให๎เกิดเครือขํายการแลกเปลี่ยนเรียนร๎ูท้ังภายในและภายนอก โรงเรียน ในด๎าน
โรงเรียนกํอให๎เกิดประโยชน์ในการกํอเกิดนวัตกรรมในการสร๎างกระบวนการ เรียนรู๎และนวัตกรรม
ในการแก๎ปัญหาขยะและมงี บประมาณสาหรบั สนบั สนุนการเรียนการสอน ด๎านผลประโยชน์ตํอชุมชน
และครอบครัวกํอให๎เกิดประโยชน์ในการทาให๎ชุมชนมีสภาพแวดล๎อมท่ีดี ทาให๎ชาวบ๎านในชุมชน
มีเงินทุนหมุนเวียนที่ได๎จากการฝากเงินออมทรัพย์ ซ่ึงสํงผลตํอ ความสามารถในการพ่ึงพาตนเองได๎
ขอ๎ ค๎นพบทีไ่ ดจ๎ ากการวิจัย ในกระบวนการเรียนการสอนของครูได๎สร๎างบทเรียนที่เน๎นประสบการณ์
39
จรงิ โดยครูออกแบบกิจกรรมให๎นักเรยี นไดฝ๎ ึกปฏบิ ัติเพ่อื สร๎างคุณลักษณะที่พึงประสงค์และกิจกรรม
นั้นเป็นกิจกรรมทมี่ วี ิธีการมองหาคุณคาํ จากสิ่งที่เป็น ปญั หา รวมทง้ั การสร๎างวสิ ยั ทัศน์เร่ืองใดๆ ก็ตาม
ท่ีครูต๎องการด๎วยการทดลองให๎นักเรียนเห็นจนประสบผลสาเร็จเป็นรูปธรรม และมีกิจกรรมในเชิงปฏิบัติ
อยํางตํอเนอ่ื งสมา่ เสมอสาหรับ ขอ๎ เสนอแนะเพ่อื นาไปดาเนินการตํอ คือ ควรจัดให๎มีการเรียนรู๎ในรูปแบบเวที
แลกเปลี่ยนเรียนรู๎ใน การดาเนินงานด๎วยการจัดเป็นพ้ืนที่สาธารณะสาหรับผู๎มีสํวนเก่ียวข๎องทุกฝุาย
เพอื่ สรา๎ ง ประสบการณ์เรียนร๎ูรํวมกัน รวมทั้งผ๎ูบริหารโรงเรียนควรเป็นผู๎นาในการเปล่ียนแปลงในเร่ืองตํางๆ
ที่กํอให๎เกิดประโยชน์กับโรงเรียนและชุมชน นอกจากนี้ครูควรจัดการเรียนการสอนท่ีเน๎นบทบาท
ของนักเรียนโดยการสอนด๎วยการฝึกปฏิบัติจากประสบการณ์จริง โดยจัดให๎มีการศึกษา ค๎นคว๎า คิด
วเิ คราะห์ ลงมอื ปฏบิ ัติ และสรุปองค์ความรด๎ู ว๎ ยตัวนักเรยี นเอง
พัฒนศกั ดิ์ จันทร์สมุด (2550) ไดศ๎ ึกษาพฤติกรรมการมสี ํวนรวํ มในการจัดการขยะมูลฝอย
ของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พบวํา นิสิตมีแรงจูงใจสํวนบุคคลในการมีสํวนรํวมในการจัดการ
ขยะมลู ฝอย และการรบั รู๎ข๎อมลู ขาํ วสารในการจัดการขยะมูลฝอยอยใู นระดบั ปานกลาง และการมีสํวน
รํวมในการจัดการขยะมูลฝอย อยูํในระดับน๎อยที่สุด โดยนิสิตที่เพศ อายุ ระดับการศึกษาคณะหรือ
หนํวยงานตํางกัน มีพฤติกรรมการมีสํวนรวํ มในการจดั การขยะมลู ฝอยตํางกัน
อวยพร มชี ัย (2553) ได๎ศึกษาการสร๎างจิตสานกึ ของประชาชนในการจดั การขยะมูลฝอย
ของเทศบาลตาบลเวียงสระ อาเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยประเมินผลการสร๎างจิตสานึก
จากการเปลย่ี นแปลงการจัดการขยะมลู ฝอย การปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีการดาเนินชีวิตประจาวัน
ที่ระดับบุคคลในครัวเรือน การมีสํวนรํวมของประชาชน ซึ่งกระบวนการสร๎าง จิตสานึก สรุปได๎เป็น
4 สํวน คือ 1) การออกแบบระบบการจัดการขยะมูลฝอยของชุมชน ประกอบด๎วย ระบบโครงสร๎าง
ในการจัดการขยะมูลฝอยของเทศบาล ตั้งแตํการจัดการขยะมูลฝอย การลดปริมาณขยะมูลฝอย
การคัดแยกขยะมลู ฝอย ระบบการเกบ็ ขนขยะมลู ฝอย การกาจัดขยะมูลฝอย 2)กระบวนการ บทบาท
หน๎าท่ีของผ๎ูเก่ียวข๎องกับการจัดการระดับครัวเรือน ระดับหนํวยงาน องค์กร เชํน ระดับครัวเรือน
ใช๎หลักการจดั การขยะมูลฝอยแบบครบวงจร ระดบั เทศบาล มกี าร วางแผน การจัดองค์กร การจัดหา
บุคลากร การจดั สรรงบประมาณ เนอ่ื งจากการเตรียมการในเรื่อง ดังกลําวจะทาให๎เกิดความพร๎อมใน
การจัดการขยะมูลฝอย มรี ูปแบบของการจัดการทีเ่ หมาะสม ทาให๎เกดิ ประสิทธิภาพในการจัดการขยะ
มูลฝอย 3) กระบวนการพัฒนาการมีสํวนรํวมของชุมชน (การสร๎างชุมชนต๎นแบบ) ให๎ชุมชนเข๎ามามี
สํวนรํวมและรํวมมือในการจัดการขยะมูลฝอย แบํงหน๎าท่ีและมอบหมายให๎ทาหน๎าที่ในแตํละฝุาย
4) กระบวนการเปลีย่ นแปลงหรอื ผลลัพธ์ หรอื ผลกระทบท่เี กิดขึ้นระดับบุคคล ครัวเรือน ชุมชน และ
ระดับองค์กร หนํวยงาน ทาให๎ครัวเรือนมีรายได๎จากขยะมูลฝอย ลดปริมาณขยะในชุมชน ชุมชนมี
ความสะอาด เป็นระเบยี บเรียบรอ๎ ย ชมุ ชน เกิดรักใครํ ความสามัคคีกํอให๎เกิดความรํวมมือและมีสํวน
รํวมในชุมชน เทศบาล รวมทง้ั เกดิ ภาพลกั ษณท์ ี่ดีตอํ เทศบาล
ดาราวรรณ บวั วฒั นา (2550) ได๎ศกึ ษาการถาํ ยทอด ความรูเ๎ ร่ืองการจดั การขยะในกลุํม
นกั เรยี นอาชวี ศึกษา โดยถํายทอดองค์ความรู๎เร่ืองการจัดการขยะผํานกิจกรรม เชํน กิจกรรมละลาย
พฤติกรรม การคัดแยกขยะ การประเมินราคาขยะ และการสาธิตการทาปุ๋ยหมัก จากน้ันให๎นักเรียน
ทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ พบวํา นักเรียนกลุํมตัวอยํางมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกํอนและหลัง
ถํายทอดความรู๎แตกตาํ งกันอยาํ งมนี ัยสาคญั ท่รี ะดับ 0.05 แสดงวาํ การถาํ ยทอดความรู๎เรื่องการจัดการขยะ
40
มีประสิทธิภาพทาให๎นักเรียนกลํุมตัวอยํางมีความรู๎เพิ่มขึ้น และนักเรียนแสดงความคิดเห็นวําการ
ถํายทอดความรเู๎ ร่ืองการจดั การขยะมีความเหมาะสมในระดับมาก
ไพลิน หงษ์เจรญิ (2550) ได๎เสนอแนวทางการจัดการขยะมลู ฝอยในโรงเรยี นโพนทองพทิ ยา
อาเภอเมือง จงั หวดั ชยั ภมู ิ ดงั นี้
1) สงํ เสรมิ และปลกู จติ สานึกในการดแู ลรกั ษาส่งิ แวดล๎อม และการทงิ้ ขยะมลู ฝอย
2) ให๎ความรู๎เก่ียวกับเร่ืองขยะมลู ฝอย ได๎แกํโทษของการทง้ิ ขยะไมถํ ูกทก่ี ารคัดแยก
ขยะมูลฝอย การใชป๎ ระโยชนจ์ ากขยะ
3) การสร๎างเตาเผาขยะมูลฝอย
4) สอดแทรก ความรเ๎ู ก่ียวกับขยะมูลฝอยในช่ัวโมงเรยี น
5) สํงเสริมให๎ใช๎วสั ดุธรรมชาติหรอื วสั ดทุ ย่ี ํอยสลายงําย
6) จัดกจิ กรรมเกี่ยวกับการอนุรักษส์ ่ิงแวดล๎อมและการใช๎ประโยชน์จากขยะมูลฝอย
วิชชา ชาครพิพัฒน์ (2550, บทสรปุ ) ได๎ศึกษาพลงั งานไฟฟูาจากขยะมูลฝอย สรปุ ไดว๎ ํา
การกาจัดขยะของกรุงเทพมหานคร ใช๎วิธีการ 2 วิธี คือ การทาปุ๋ยหมักด๎วยวิธี Compost ใช๎ขยะ
ประมาณ 1,000 ตนั ตอํ วัน และใช๎ระบบฝังกลบที่บอํ ฝังกลบอาเภอกาแพงแสน จังหวัดนครปฐม และ
บอํ ฝงั กลบ อาเภอพนมสารคาม จังหวดั ฉะเชิงเทรา การฝังกลบเป็นวิธีการกาจัดขยะท่ีงํายและต๎นทุน
ตา่ กวาํ วิธอี นื่ มกี ารนามาผลติ กระแสไฟฟาู จากก๏าซชวี ภาพ แตใํ นระยะยาวจะมีปัญหาจากพ้นื ท่ีฝังกลบ
และจะสงํ กล่นิ เหม็นรบกวน ดังนัน้ การกาจัดขยะโดยใช๎เทคโนโลยีระบบ Anaerobic Digestion และ
ระบบเผาทาลายด๎วยความร๎อน ยํอมเป็นส่ิงที่เป็นไปได๎ในอนาคตอันใกล๎ การผลิตพลังงานไฟฟูาที่ได๎
จากระบบกาจัดขยะมูลฝอยจะมคี วามเปน็ ไปไดม๎ ากข้ึน
ปาจรีย หละตา (2550 : บทคัดยอ) ไดทาการศกึ ษาเร่ือง พฤตกิ รรมการจดั การขยะ
ของครอบครวั ริมทะเลสาบสงขลา เทศบาลตาบลสิงหนคร จังหวดั สงขลา มวี ัตถุประสงคเพือ่
1) ศึกษา พฤติกรรมการจัดการขยะ ของครอบครวั ริมทะเลสาบสงขลา เทศบาล
ตาบลสงิ หนคร จังหวดั สงขลา และ
2) ศึกษาความสมั พันธระหวางคณุ ลักษณะของหัวหนาครอบครัวกับพฤติกรรมการจัดการขยะ
ของครอบครวั ริมทะเลสาบสงขลา กลุมตัวอยางเปนหัวหนาครอบครัวที่อาศัยอยูในชุมชนริมทะเลสาบ
สงขลา ในเขตเทศบาลตาบลสิงหนคร จังหวัดสงขลา จานวน 392 คน ซ่ึงไดมาโดยวิธีการสุม แบบหลาย
ข้ันตอน เคร่อื งมอื ทใี่ ชในการวิจัย เปนแบบสอบถาม ที่ผูวิจัยไดพัฒนาขึ้น จานวน 1 ฉบับ และสถิติท่ี
ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก คาเฉล่ีย คารอยละ คาเบ่ียงเบนมาตรฐาน การทดสอบไคสแควรและการ
ทดสอบคาที ผลการศึกษา พบวา
1)ครอบครวั ในชุมชนริมทะเลสาบสงขลา ในเขต เทศบาลตาบลสงิ หนคร จังหวดั
สงขลา มีพฤติกรรมการจัดการขยะถกู ตองตามหลกั สุขลกั ษณะใน ระดับสงู และ
2)คณุ ลกั ษณะของหัวหนาครอบครัวทมี่ คี วามสัมพันธกับพฤติกรรมการจัดการขยะ
ของ ครอบครัว ที่ระดับนัยสาคัญทางสถิติ 0.05 ประกอบดวย 4 ปจจัย คือ เพศ อายุ อาชีพ และ
ระดับความรู เกี่ยวกับการจัดการขยะของหัวหนาครอบครัว สวนคณุ ลกั ษณะอีก 3 ประการ คือ ระดับ
การศึกษา ระดบั รายได และระดบั การรบั รูขาวสารในการจัดการขยะไมมีความสัมพันธกับพฤติกรรม
การจดั การ ขยะของครอบครวั ในชมุ ชนริมทะเลสาบสงขลา
41
จากงานวิจัยที่ได๎กลําวมาผู๎วิจัยเห็นวําปัญหาขยะที่เกิดขึ้นน้ันล๎วนเป็นปัญหาจากพฤติกรรม
การละทิ้ง การเพิกเฉยตํอปัญหา เพราะคิดวําไมํใชํหน๎าท่ี ไมํมีสํวนได๎สํวนเสียจากการแก๎ปัญหา
ถ๎าหากจะแก๎ปัญหาการจัดการขยะให๎บรรลุตามวัตถุประสงค์ได๎นําจะเป็นการรํวมมือรํวมใจ ผู๎วิจัยจึง
หาแนวทางท่เี หมาะสมในการจดั การปญั หาขยะในโรงเรียนเปาู หมายโดยวิธีการมีสวํ นรํวมผู๎บริหาร ครู
นกั เรยี น ชมุ ชน
2.2 งานวจิ ยั ต่างประเทศ
จากการศึกษางานวิจัยทเ่ี กีย่ วขอ๎ งกบั พฤตกิ รรมการจดั การขยะมลู ฝอย สรปุ ไดด๎ งั นี้
ไดยาร์ (Dyar.1976 : 110-111) ได๎ศึกษา ทัศนคติและพฤติกรรมเกี่ยวกับ
สิ่งแวดล๎อมนักเรียนเกรด 7 (Assesing the environmental attitude and behavior of a
seventh grade school population) โดยมีวัตถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ศึกษาทัศนคติ และพฤติกรรมของเด็ก
นักเรียน ตามตัวแปรภูมิลาเนาเดิม ความสามารถในการเรียนและฐานะทางเศรษฐกิจ กลํุมตัวอยําง
เป็นนกั เรียนเกรด 7จานวน 637 คน ซึ่งแตกตาํ งกันในด๎านภูมิลาเนาเดิม เขตเมือง เขตฉานเมือง และ
เขตชนบทผลการวิจัยพบวํา เด็กที่อยํูในเขตชนบทมีความหํวงกังวลตํอปัญหาส่ิงแวดล๎อมมากที่สุด
สวํ นเดก็ ที่อยูใํ นเขตเมืองมคี วามกงั วลตอํ ปญั หาสง่ิ แวดลอ๎ มน๎อยท่สี ดุ เดก็ ทม่ี ีความสามารถในการเรียน
ในระดับสูงและกลางมีความหํวงกังวลตํอปญั หาส่ิงแวดล๎อมมากกวําเด็กที่มีความสามารถในการเรียน
ในระดับตา่ ฐานะทางเศรษฐกจิ มผี ลกระทบตอํ ทศั นคติ และพฤติกรรมเพยี งเล็กน๎อยเด็กผู๎หญิงมีระดับ
ทัศนคติ และพฤตกิ รรมทางสง่ิ แวดลอ๎ มต่ากวาํ เด็กผ๎ูชายเลก็ น๎อย
วอลส์ (Wals. 1991) ได๎ทาการวิจัยเรื่อง “การรับรู๎ของวัยรํุนกับธรรมชาติ และ
หัวข๎อส่ิงแวดล๎อม : ความเกี่ยวพันธ์ของการศึกษาสิ่งแวดล๎อมในเมือง” (Young adolescent’
percptions of nature and environment education in urban settings) โดยมีวัตถุประสงค์
เพอื่ สนับสนนุ ความเข๎าใจทด่ี ใี นการรบั ร๎ขู องนักเรียนโรงเรยี นขนาดกลางเก่ียวกบั ความสมั พันธ์ระหวําง
ความคิดและทฤษฎกี บั หัวขอ๎ สิ่งแวดล๎อมและธรรมชาติ ผลการวิจัยพบวํานักเรียนจะแสดงความสนใจ
เกีย่ วกับหวั ขอ๎ สงิ่ แวดล๎อมแตกตํางตามระดับความเข๎าใจ 3 ระดบั คือ 1) มลพิษท่ีสามารถสัมผัส รส
กลิ่น และการมองเห็น 2) มลพิษท่ีเคลื่อนไหวและสะสมอยํูรอบๆ ที่ไมํสามารถมองเห็น 3) มลพิษที่
เป็นปัญหาทางการเมือง จากการศึกษางานวิจัยที่เก่ียวข๎องกับ พบวํา เพศหญิงมีแนวโน๎มที่จะแสดง
พฤตกิ รรมด๎านสง่ิ แวดลอ๎ มอยาํ งถกู ตอ๎ งเหมาะสมกับนกั เรียนชาย ผ๎วู จิ ยั จงึ ต้งั สมมตุ ฐิ านในการวิจัยครั้ง
นี้วํานักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ท่ีมีเพศแตกตํางกัน มีพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยแตกตําง
กันการรับรู๎ข๎อมูลขําวสารสํงผลถึงพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอย โดยบุคคลที่มีการรับร๎ูข๎อมูล
ขาํ วสารมากมแี นวโนม๎ ที่จะมีการจัดการขยะมลู ฝอยในระดับดี ผู๎วิจัยจึงต้ังสมมุติฐานในการวิจัยครั้งน้ี
วาํ นักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 มีการรับร๎ูข๎อมูลขําวสารแตกตํางกันมีพฤติกรรมการจัดการขยะมูล
ฝอยแตกตํางกัน และเจตคติเป็นปัจจัยทส่ี ํงผลถึงพฤติกรรมการจดั การขยะมูลฝอย โดยผู๎ท่ีมีเจตคติท่ีดี
ตํอสงิ่ แวดล๎อมหรอื มีเจตคติเชิงบวก จะมีพฤติกรรมการจดั การขยะมลู ฝอยในระดบั ดี ในการวิจัยครั้งน้ี
ผู๎วจิ ัยจึงตงั้ สมมตุ ฐิ านการวิจัยครงั้ น้ีวํา นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 มีเจตคติตํอการจัดการขยะมูล
ฝอยตาํ งกันมีพฤติกรรมการจดั การขยะมลู ฝอยแตกตาํ งกนั
42
บทที่ 3
วิธดี าเนินการ
การศึกษาการบริหารจัดการขยะของโรงเรียนบ๎านจาปุย สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศกึ ษาประถมศกึ ษาลาปาง เขต 1 ผู๎วิจัยมีวิธีดาเนินการ ดังน้ี
3.1 ประชากร
ขอบเขตด๎านประชากร
1) ประชากรทใี่ ช๎ในการศึกษาในคร้ังนี้เป็นคณะครู และคณะกรรมการสภานักเรียน
โรงเรยี นบ๎านจาปยุ ปีการศกึ ษา 2564 จานวน 30 คน จาแนกเปน็
(1) ครูผูส๎ อน จานวน 9 คน
(2) คณะกรรมการสภานกั เรยี น จานวน 21 คน
3.2 เคร่ืองมอื ที่ใช้ในการศึกษา
เครื่องมอื ทใ่ี ช๎ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบดว๎ ย
3.2.1 คมูํ อื การบรหิ ารจัดการขยะในโรงเรียนบ๎านจาปยุ
3.2.2 แบบนิเทศ ติดตามการบรหิ ารจัดการปัญหาขยะในโรงเรยี น
3.2.3 แบบประเมนิ ความพึงพอใจการบริหารจัดการปญั หาขยะในโรงเรียน
3.3 วิธดี าเนินการ
การบริหารจัดการขยะของโรงเรียนบ๎านจาปุย สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาลาปาง เขต 1 มวี ิธดี าเนินการ ดังน้ี
3.3.1 คมํู ือการบรหิ ารจดั การขยะอินทรยี ์ ขยะรไี ซเคิลและขยะทว่ั ไป
1) ศึกษาเอกสาร แนวคดิ ทฤษฎีทีเ่ กีย่ วขอ๎ งกับการจดั ทาคํมู ือการบรหิ ารจัดการขยะ
2) ยกราํ งคํูมือการบริหารจัดการขยะในโรงเรียนบ๎านจาปยุ
3) นารํางคมูํ อื การบริหารจดั การขยะภายในโรงเรียนบ๎านจาปุย เสนอตํอผ๎ูเช่ียวชาญ
จานวน 3 คน เพือ่ ตรวจสอบความเปน็ ไปได๎ ความเหมาะสม และความเป็นประโยชน์ แล๎ววิเคราะห์
หาคํา IOC ประกอบด๎วย
(1) ดร.เอกฐสทิ ธ์ิ กอบกา ผ๎อู านวยการกลํุมนิเทศ ติดตามและประเมนิ ผล
การจดั การศกึ ษา สานกั งานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาลาปาง เขต 1
(2) นางศรีจันทร์ ทรายใจ ศึกษานิเทศก์ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาลาปาง เขต 1
(3) นายยงเกียรติ อินทรเดช ผ๎ูอานวยการ โรงเรียนวัดทําสี สานักงานเขต
พน้ื ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาลาปาง เขต 1
4) ปรบั ปรุงคูมํ ือการบริหารจัดการขยะในโรงเรียนบ๎านจาปุยตามข๎อเสนอแนะของ
ผ๎ูเชย่ี วชาญ