ก
คูมอการนิเทศ
่
ื
การจัดการศึกษาปฐมวัย
โดยใช้กระบวนการนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model)
นางเขมจิรา เศวตรัตนเสถียร
ศึกษานิเทศก์ ช านาญการพิเศษ
กลุมนิเทศ ติดตามและประเมนผลการจัดการศึกษา
ิ
่
่
้
ี
ส านักงานเขตพืนทการศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
้
ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพืนฐาน
กระทรวงศึกษาธการ
ิ
เอกสาร ศน.สพป.ลป.1
่
ท 4/2562
ี
ก
ค ำน ำ
คู่มือการนิเทศการจัดการศึกษาปฐมวัย โดยใช้กระบวนการนิเทศ เอ พ ไอ ซี อ (APICE
ี
ี
ื่
Model) เล่มนี้จัดท าขึ้น เพอให้ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาที่
เกี่ยวข้อง น าไปเป็นเครื่องมือนิเทศ ติดตามการจัดการศึกษาปฐมวัยซึ่งเป็นงานนโยบายส าคัญแห่งรัฐ
กระทรวงศึกษาธิการ และส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นไปตามตัวชี้วัดความส าเร็จ
ื้
ทั้งในด้านการบริหารจัดการ และการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา ส านักงานเขตพนที่การศึกษา
ประถมศึกษาล าปาง เขต 1
ผู้จัดท าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคู่มือการนิเทศการจัดการศึกษาปฐมวัย โดยใช้กระบวนการนิเทศ
ี
เอ พ ไอ ซี อ (APICE Model) เล่มนี้ จะมีประโยชน์ในการน ามาใช้วางแผน/ออกแบบ ก าหนดทิศ
ี
ทางการนิเทศ ติดตามสถานศึกษาให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพตามกระบวนการนิเทศ เอ พ ไอ ซี
ี
อ (APICE Model) และเพ่อขับเคลื่อนนโยบายส าคัญต่างๆ ให้บรรลุตัวชี้วัดความส าเร็จในแต่ละ
ี
ื
นโยบาย อนที่จะส่งผลต่อการพฒนาคุณภาพการศึกษาในสังกัด ต่อไป
ั
ั
นางเขมจิรา เศวตรัตนเสถียร
ศึกษานิเทศก์ ช านาญการพิเศษ
ข
สำรบัญ
เรื่อง หน้ำ
ค าน า ก
สารบัญ ข
ส่วนที่ 1 บทน า………………………………………………………………………..…………….……………………… 1
ที่มาและความส าคัญของปัญหา……………………………………………………………………………… 1
วัตถุประสงค์ของการนิเทศ................................................................................................ 3
เป้าหมายของการนิเทศ..................................................................................................... 3
ส่วนที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง.......................…………………………………………………………..……………. 4
1. การนิเทศการสอน…………………………………………………………………………. 5
(1) ความหมายของการนิเทศการสอน………………………………………….. 5
(2) จุดมุ่งหมายของการนิเทศการสอน………………………………………….. 6
(3) ความจ าเป็นนิเทศการสอน…………………………………………………….. 7
(4) กิจกรรมการนิเทศการสอน............................................................ 8
(5) ทักษะการนิเทศการสอน……………………………………………………….. 10
(6) กระบวนการการนิเทศการสอน………………………………………………. 11
(7) เทคนิคการสังเกตการสอน……………………………………………………… 20
2. การนิเทศแบบโค้ช……………………………………………………………………….. 23
(1) การโค้ชเพื่อการรู้หนังสือและการอ่าน (Literacy Coaching or
Reading Coaching)…………………………………………..……………….. 23
(2) การโค้ชเพื่อเน้นนักเรียนเป็นส าคัญ (Student Centered
Coaching)……………………………………………………………………………. 24
3. ทฤษฎีเกี่ยวกับการนิเทศการสอน…………………………………………………… 27
(1) ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง.................................................................. 27
(2) ทฤษฎีแรงจูงใจ............................................................................... 28
(3) ทฤษฎีการสื่อสาร........................................................................... 29
(4) ทฤษฎีมนุษย์สัมพันธ์...................................................................... 29
(5) ทฤษฎีภาวะผู้น า............................................................................ 30
(6) ทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่............................................................ 30
ค
สำรบัญ (ต่อ)
เรื่อง หน้ำ
4. เอกสารเกี่ยวกับงานการจัดการศึกษาปฐมวัย………………………………….….…. 32
(1) หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560………………………..… 32
(2) โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย......................... 32
ส่วนที่ 3 แนวทางการนิเทศงานการจัดการศึกษาปฐมวัย……………….……………………….………….. 44
บรรณานุกรม............................................................................................................................... 71
คณะผู้จัดท า................................................................................................................................. 74
1
ส่วนที่ 1
บทน ำ
ั
ที่มำและควำมส ำคัญของปญหำ
การนิเทศการศึกษา ถือได้ว่าเป็นงานที่มีความส าคัญในการจัดและบริหารสถานศึกษา เนื่องจากการ
นิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการบริหาร ชี้แนะ ให้ความช่วยเหลือ ให้ความร่วมมือกับครูผู้สอนและบุคคลที่
เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนของครู และเพมคุณภาพของผู้เรียนให้เป็นไปตาม
ิ่
ั
เป้าหมายของการศึกษา เพราะการนิเทศการศึกษามีจุดมุ่งหมาย คือ พฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน โดย
ปฏิบัติการผ่านครูผู้สอน เพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพสูงขึ้นที่เกิดจากการพฒนางานให้ได้ผลดีและเป็นการพฒนา
ั
ั
กระบวนการท างานมีการประสานสัมพันธ์อันดีงามระหว่างผู้ปฏิบัติงาน ลดความขัดแย้งให้ได้มากที่สุด อกทั้งยัง
ี
เป็นการสร้างขวัญและก าลังใจใน การปฏิบัติงาน นอกจากนี้การนิเทศการศึกษายังมีความส าคัญ คือ
ช่วยปรับปรุงคุณภาพการเรียน การสอนให้ด าเนินการอย่างราบรื่นเรียบร้อยและมีผลสัมฤทธิ์สูง
การน าการนิเทศแบบโค้ช (Coaching) มาเป็นขั้นตอนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้ครูผู้สอน มีความรู้
ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน เนื่องจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนฐาน
ื้
พุทธศักราช 2551 มุ่งเน้นให้คนไทยทุกคน คิดเป็น ท าเป็น มีเหตุผล สามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
ให้นักเรียนมีทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพอ
ื่
ป้องกันและแก้ปัญหาในการด าเนินชีวิตประจ าวัน และมีความคิดสรร้างสรรค์ (ส านักงานคณะกรรมการ
การศึกษาแห่งชาติ, 2545 : 14 - 15)
ในการนิเทศการสอนเพอให้เกิดผลส าเร็จ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง
ื่
ด าเนินการตามล าดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่องกัน ซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้น าเสนอกระบวนการนิเทศ เช่น
ุ
สงัด อทรานันท์ (2530 : 10) ได้เสนอแนะกระบวนการนิเทศการสอนที่สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย
ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ซึ่งเรียกว่า “PIDRE” คือ การวางแผน (P-Planning) ให้ความรู้ก่อนด าเนินการนิเทศ
(Informing-I) การด าเนินการนิเทศ (Doing-D) การสร้างเสริมขวัญก าลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานนิเทศ (Reinforcing-R)
การประเมินผลการนิเทศ (Evaluating-E) ในส่วนของวัชรา เล่าเรียนดี (2550 : 18-19) ได้เสนอกระบวนการ
นิเทศการสอน 7 ขั้นตอน คือ 1. วางแผนร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับนิเทศ 2. เลือกประเด็นหรือเรื่องที่
ั้
สนใจจะปรับปรุงพฒนา 3. น าเสนอโครงการพัฒนาและขนตอนการปฏิบัติให้ผู้บริหารโรงเรียนได้รับทราบเพื่อ
ั
อนุมัติด าเนินการ 4. ให้ความรู้หรือแสวงหาความรู้จากเอกสารต่างๆและจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับ
เทคนิคการสังเกตการสอนในชั้นเรียน และความรู้เกี่ยวกับวิธีการสอนและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สนใจ 5. จัดท า
ื่
แผนการนิเทศ ก าหนดวัน เวลา ที่จะสังเกตการสอน ประชุมปรึกษาหารือ เพอแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและ
ประสบการณ์ 6. ด าเนินการตามแผนโดยครูและผู้นิเทศ (แผนการจัดการเรียนรู้และการนิเทศ) 7. สรุปและ
ประเมินผลการปรับปรุงและพฒนารายงานผลส าเร็จ นอกจากนี้ยังได้มีการน าวงจรคุณภาพ (PDCA) หรือ
ั
โดยทั่วไปนิยมเรียกกันว่า PDCA มาใช้เป็นกระบวนการนิเทศการสอน ซึ่งสมศกดิ์ สินธุระเวชญ์ (2542 : 188)
ั
ี
กล่าวถึง จุดหมายที่แท้จริงของวงจรคุณภาพ (PDCA) ว่าเป็นกิจกรรมพื้นฐานในการบริหารคุณภาพนั่นมิใช่เพยง
ื่
แค่การปรับแก้ผลลัพธ์ที่เบี่ยงเบนออกไปจากเกณฑ์มาตรฐานให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการเท่านั้น แต่เพอ
ก่อให้เกิดการปรับปรุงในแต่ละรอบของ PDCA อย่างต่อเนื่องเป็นระบบและมีการวางแผน PDCA ที่ม้วนไต่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
2
4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 การวางแผน (Plan - P) ขั้นที่ 2 การด าเนินตามแผน (Do - D) ขั้นที่ 3 การตรวจสอบ (Check - C)
ขั้นที่ 4 การแก้ไขปัญหา (Act - A)
ั
นอกจากนี้จากการศึกษาการวิจัยของเกรียงศักดิ์ สังข์ชัย (2552) เกี่ยวกับการพฒนารูปแบบ
ั
การนิเทศครูวิทยาศาสตร์ เพอพฒนาศักยภาพนักเรียนที่มีแววความสามารถทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งใช้รูปแบบ
ื่
การนิเทศที่เรียกว่า APFIE Model มีกระบวนการด าเนินงาน 5 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพ
ปัจจุบันและความต้องการจ าเป็น (Assessing needs : A) ขั้นตอนที่ 2 จัดการให้ความรู้ก่อนการนิเทศ
(Providing information : P) ขั้นตอนที่ 3 การวางแผนการนิเทศ (Formation Plan : F) ขั้นตอนที่ 4 ปฏิบัติการ
นิเทศ (Implementation : I) ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการนิเทศ 4 ขั้นตอน คือ 1 ขั้นเตรียมการก่อนสอนและ
การนิเทศ 2) สังเกตการสอนในชั้นเรียน 3) ขั้นประชุมให้ข้อมูลย้อนกลับ หลังสังเกตการสอน 4) ประเมินผล
การนิเทศ ติดตาม ดูแล และขั้นตอนที่ 5 ประเมินผลการนิเทศตลอดภาคเรียน (Evaluating : E) และวชิรา
้
ื่
ั
เครือค าอาย (2552) เสนอรูปแบบการนิเทศนักศึกษา ฝึกประสบการณ์ วิชาชีพครู เพอพฒนาสมรรถภาพ
การจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดของนักเรียนประถมศึกษา มีชื่อว่า รูปแบบ การนิเทศดับเบิ้ลพไออ (PPIE)
ี
ี
ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1 ขั้นเตรียมความรู้/เทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้ 2) ขั้นวางแผนการนิเทศ 3) ขั้น
ิ
ด าเนินการนิเทศการสอน 4) ขั้นประเมินผลการนิเทศ ส่วนยุพน ยืนยง (2553) เสนอรูปแบบการนิเทศแบบ
ื่
หลากหลายวิธีการเพอส่งเสริมสมรรถภาพการวิจัยในชั้นเรียน มีชื่อว่า ซีไอพอ (CIPE Model) ซึ่งมี 4 ขั้นตอน คือ
ี
ี
ขั้นตอนที่ 1 Classifying : C การคัดกรองระดับความรู้ ความสามารถ ทักษะที่ส าคัญเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้
และการวิจัยในชั้นเรียน เพอจัดกลุ่มครูและเลือกวิธีการนิเทศที่เหมาะสมส าหรับครูแต่ละกลุ่ม ขั้นตอนที่ 2
ื่
Informing : I การให้ความรู้ก่อนการนิเทศ ขั้นตอนที่ 3 Proceeding : P การด าเนินงานได้แก่ 3.1 การประชุม
ก่อนการสังเกตการสอน (Pre conference) 3.2 การสังเกตการสอน (Observation) 3.3 การประชุมหลังการ
สังเกตการสอน (Post conference) ขั้นตอนที่ 4 Evaluating : E การประเมินผลการนิเทศ และธัญพร ชื่นกลิ่น
(2553) ได้เสนอการพฒนารูปแบบการโค้ช เพอพฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของอาจารย์พยาบาลที่
ื่
ั
ั
ส่งเสริมทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาพยาบาลในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนกกระทรวง
ั
สาธารณสุข พบว่า การพฒนารูปแบบโค้ช พพซีอ (PPCE Coaching Model) คือ ระยะที่ 1 ระยะ
ี
ี
ี
การเตรียมการ (Preparing Phase : P) ระยะที่ 2 ระยะวางแผนการโค้ช (Planning Phase : P) ระยะที่ 3 ระยะ
การปฏิบัติการโค้ช(Coaching Phase : C) ระยะที่ 4 ระยะเวลาการประเมินผลการโค้ช (Evaluating Phase : E)
การออกแบบการเรียนการสอนเป็นกระบวนการหนึ่งที่ส าคัญในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่
ผู้เรียน โดยการน าวิธีการเชิงระบบ (System Approach) มาใช้ในการด าเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งในการออกแบบนั้น มีนักการศึกษาหลายท่านได้เสนอค านิยามที่ผู้เกี่ยวข้องกับ
การออกแบบ สามารถยึดถือเป็นหลักการในการปฏิบัติงาน โดยปรับใช้ให้เหมาะสมกับปัญหาและสถานการณ์
ซึ่งดิกค์ แคเรย์ และแคเรย์ (Dick Carey and Carey, 2005) ได้เสนอขั้นตอนการออกแบบระบบการเรียน
การสอนไว้ 9 ขั้นตอน คือ 1) ก าหนดเป้าหมายวัตถุประสงค์การเรียนการสอน 2) วิเคราะห์สภาพการเรียนการสอน
วิเคราะห์ผู้เรียนและบริบท 3) ก าหนดเป้าหมายจุดประสงค์เชิงปฏิบัติ 4) พฒนาเครื่องมือวัดและประเมินผล
ั
5) พฒนาหรือเลือกยุทธวิธีการเรียน การสอน 6) พฒนาเลือกสื่อวัสดุการเรียนการสอน 7) ออกแบบและ
ั
ั
ื่
ประเมินผล เพอปรับปรุงการเรียนการสอน 8) ออกแบบและ ประเมินสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน
9) การปรับปรุงการเรียนการสอน และครูสซ์ (Kruse 2004) ได้เสนอขั้นตอนการออกแบบระบบการเรียน
การสอนให้มีประสิทธิผลและมีความเหมาะสม โดยใช้แนวคิด “ADDIE Model” ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ
3
ั
1) ขั้นวิเคราะห์ (Analysis) 2) ขั้นออกแบบ (Design) 3) ขั้นพฒนา (Development) 4) ขั้นน าไปใช้
(Implement) และ 5) ขั้นประเมินผล (Evaluation)
ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงมีแนวทางนิเทศ ติดตามการจัดการศึกษาปฐมวัย โดยใช้กระบวนการนิเทศ เอ พี
ี
ไอ ซี อ (APICE Model) คือ 1. A (Assessing Need) การศึกษาสภาพและความต้องการ 2. P (Planning)
การวางแผนการนิเทศ 3. I (Informing) การให้ความรู้ก่อนการนิเทศ 4. C (Coaching) การนิเทศแบบโค้ช
และ 5. E (Evaluating) การประเมินผลการนิเทศ
วัตถุประสงค์ของกำรนิเทศ
ื่
เพอนิเทศ ติดตามงานการจัดการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาทั้งด้านการบริหารจัดการของ
ผู้บริหารสถานศึกษา และการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน โดยใช้กระบวนการนิเทศ เอ พ ไอ ซี อ (APICE
ี
ี
Model)
เป้ำหมำยของกำรนิเทศ
เป้ำหมำยเชิงปริมำณ
เพอนิเทศ ติดตามงานการจัดการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาทั้งด้านการบริหารจัดการของ
ื่
ี
ี
ผู้บริหารสถานศึกษา และการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน โดยใช้กระบวนการนิเทศ เอ พ ไอ ซี อ (APICE
Model) จ านวน 94 โรงเรียน
เป้ำหมำยเชิงคุณภำพ
1. ผู้บริหารสถานศึกษาบริหารจัดการงานการศึกษาปฐมวัยซึ่งเป็นงานนโยบายส าคัญแห่งรัฐ
ื้
กระทรวงศึกษาธิการ และส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนฐานเป็นไปตามบริบทของสถานศึกษา และ
เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
2.ครูผู้สอนจัดประสบการณ์การเรียนรู้การศึกษาปฐมวัยซึ่งเป็นงานนโยบายส าคัญแห่งรัฐ
ื้
กระทรวงศึกษาธิการ และส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนฐาน เป็นระบบมีคุณภาพตามตัวชี้วัดและ
มาตรฐานการเรียนรู้ของแต่ละนโยบาย
4
ส่วนที่ 2
เอกสำรที่เกี่ยวข้อง
การนิเทศ ติดตามงานการจัดการศึกษาปฐมวัยซึ่งเป็นงานนโยบายส าคัญแห่งรัฐ
กระทรวงศึกษาธิการ และส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนฐานของสถานศึกษา ได้ด าเนินการนิเทศ
ื้
ติดตาม โดยใช้กระบวนการนิเทศ เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model) ดังนี้
1. การนิเทศการสอน
1.1 ความหมายของการนิเทศการสอน
1.2 จุดมุ่งหมายของการนิเทศการสอน
1.3 ความจ าเป็นนิเทศการสอน
1.4 กิจกรรมการนิเทศการสอน
1.5 ทักษะการนิเทศการสอน
1.6 กระบวนการการนิเทศการสอน
1.7 เทคนิคการสังเกตการสอน
2. การนิเทศแบบโค้ช
2.1 การโค้ชเพื่อการรู้หนังสือและการอ่าน (Literacy Coaching or Reading Coaching)
2.2 การโค้ชเพื่อเน้นนักเรียนเป็นส าคัญ (Student Centered Coaching)
3. ทฤษฎีเกี่ยวกับการนิเทศการสอน
3.1 ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง
3.2 ทฤษฎีแรงจูงใจ
3.3 ทฤษฎีการสื่อสาร
3.4 ทฤษฎีมนุษย์สัมพันธ์
3.5 ทฤษฎีภาวะผู้น า
3.6 ทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่
4. เอกสารเกี่ยวกับงานการจัดการศึกษาปฐมวัย
4.1 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560
4.2 โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย
1. กำรนิเทศกำรสอน
1.1 ควำมหมำยของกำรนิเทศกำรสอน
การนิเทศการสอน มีความส าคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากศาสตร์ในเรื่องนี้มีสิ่งต่างๆ มากมาย
ที่จะต้องด าเนินการอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนการท างานที่ชัดเจน ซึ่งได้มีนักการศึกษาต่างๆ ได้ให้ความหมาย
ของการนิเทศการสอนไว้หลายท่าน สรุปได้ดังนี้
สงัด อทรานันท์ (2530 : 7), กิติมา ปรีดีดิลก (2532 : 262), วไรรัตน์ บุญสวัสดิ์ (2538 : 3),
ุ
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2548 : 48), ชาญชัย อาจินสมาจาร (ม.ป.ป), วัชรา เล่าเรียนดี (2550 : 3) ได้ให้
ความหมายเกี่ยวกับการนิเทศการสอนที่สอดคล้องกันไว้ว่า การนิเทศการสอน คือ กระบวนการบริหารจัด
5
ื่
การศึกษาที่สร้างสรรค์ไม่หยุดนิ่ง เพอชี้แนะให้ความช่วยเหลือ ให้ความร่วมมือกับครูผู้สอน และบุคลากรต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาหรือในเรื่องอื่นๆ ที่ต้องอาศัยการนิเทศจากผู้รู้ ผู้ที่มีความสามารถเฉพาะเรื่อง โดยเป็น
กระบวนการด าเนินงานที่จะต้องท าร่วมกันระหว่างผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศ ตลอดจนให้การช่วยเหลือ แนะน า
ั
และให้ความร่วมมือกับครูผู้สอนในการปรับปรุงและพฒนาคุณภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียน
เป็นส าคัญทั้งในเรื่องของการวิเคราะห์นักเรียน การวางแผนการท างาน การผลิตสื่อการเรียนการสอน การวิเคราะห์
สรุปผลการปฏิบัติงาน ตลอดจนการรายงานการปฏิบัติงานในภาพรวม และในประเด็นที่มีความส าคัญในแต่ละเรื่อง
นอกจากนี้ Burton, William H. and Bruecker, Lee J. (1955 : 7), Spears, Harold
(1967 : 16), Harris, Ben M. (1985 : 10, Oliva, Peer F. (1989 : 8), Glickman, Card. D., Stephen P.
Gordon and Jovita M. Ross-Gordon (2004 : 8) ได้ให้ความหมายที่สอดคล้อง สรุปได้ว่า การนิเทศการ
สอน หมายถึง เป็นการช่วยเหลือสนับสนุนให้ผู้บริหาร ครู และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงการเรียน
การสอนทั้งในเรื่องหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน สื่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และสิ่ง
อ านวยความสะดวกต่างๆ เพื่อพัฒนาการท างานของครูให้มีประสิทธิภาพ และส่งผลต่อคุณภาพของนักเรียน
สรุปการนิเทศการสอนเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่งระหว่างผู้นิเทศกับผู้รับ
ั
การนิเทศ เพอมุ่งเน้นการปรับปรุงและพฒนาคุณภาพการศึกษาที่ส่งผลต่อพฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน โดย
ื่
ั
เน้นการให้บริการ การให้ความร่วมมือ และการให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนแก่ผู้บริหาร ครู และบุคลากรที่
เกี่ยวข้องทั้งในด้านการพฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล และการจัดกิจกรรม
ั
เสริมอนๆ เน้นความร่วมมือกัน ความเป็นประชาธิปไตย ให้บริการช่วยเหลือสนับสนุนมากกว่าการบังคับให้
ื่
ปฏิบัติตาม
1.2 จุดมุ่งหมำยของกำรนิเทศกำรสอน
การนิเทศการสอนแต่ละครั้งจะต้องมีการก าหนดจุดมุ่งหมาย เพอเป็นแนวทางในการปฏิบัติ
ื่
และแนวทางในการด าเนินการนิเทศการสอนที่ชัดเจน เพอจะให้เกิดผลที่ต้องการดังที่นักการศึกษาหลายท่าน
ื่
ได้ก าหนดจุดมุ่งหมายของการนิเทศการสอนไว้อย่างสอดคล้องกัน ดังนี้
วัชรา เล่าเรียนดี (2550 : 8), ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2548 : 20), วไลรัตน์ บุญสวัสดิ์
(2538 : 7) มีความเห็นสอดคล้องกันว่า จุดมุ่งหมายของการนิเทศการสอนเป็นการปรับปรุงกระบวนการสอน
ั
และกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน สร้างขวัญและก าลังใจ และสร้างความสัมพนธ์ที่ดีระหว่างบุคคลที่
เกี่ยวข้องในการท างานร่วมกัน โดยอาศัยการนิเทศช่วยเหลือ แนะน า ให้ความรู้และการฝึกปฏิบัติด้าน
การพฒนาหลักสูตร เทคนิควิธีการเรียนการสอนใหม่ ๆ การใช้และการสร้างสื่อนวัตกรรมด้านการสอนและ
ั
ั
การท าวิจัยในชั้นเรียน เพอให้ครูสามารถปรับปรุงและพฒนาการจัดการเรียนการสอนหรืองานในวิชาชีพของ
ื่
ตนเองอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุดตามเป้าหมาย ส่วน กิติมา ปรีดีดิลก (2532 :
264) ได้สรุปจุดมุ่งหมายการนิเทศการสอนไว้ เพอช่วยให้ครูค้นหาและรู้วิธีการท างานด้วยตนเอง รู้จักแยกแยะ
ื่
วิเคราะห์ปัญหาของตนเองโดยให้ครูรู้ว่าอะไรที่เป็นปัญหาที่ก าลังเผชิญอยู่และจะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร
รู้สึกมั่นคงในอาชีพ และมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตน คุ้นเคยกับแหล่งวิทยาการ และสามารถน าไปใช้
ในการเรียนการสอนได้ เผยแพร่ให้ชุมชนเข้าถึงแผนการจัดการศึกษาของโรงเรียนและให้การสนับสนุนโรงเรียน
ตลอดจนเข้าใจปรัชญาและความต้องการทางการศึกษา นอกจากนี้ ยุพน ยืนยง (2553 : 38) ; เกรียงศักดิ์
ิ
สังข์ชัย (2552 : 71) ยังกล่าวว่าการนิเทศการสอน มีจุดมุ่งหมาย คือ การช่วยเหลือ แนะน า และสนับสนุนให้
6
ั
ั
ครูได้รับการพัฒนางานในวิชาชีพของตนเองให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อนที่จะส่งผลต่อการพฒนาการ
ด้านการเรียนรู้ของนักเรียน
ส าหรับส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2547 : 180-181) ได้สรุป
ื่
จุดมุ่งหมายของการนิเทศการสอนไว้ว่า 1) เพอให้สถานศึกษามีศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของ
นักเรียนให้สอดคล้องกับมาตรฐานหลักสูตรและให้เป็นไปตามแนวทางของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพมเติม (ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545) 2) เพอให้สถานศึกษาสามารถบริหารและจัดการเรียนรู้
ื่
ิ่
ได้อย่างมีคุณภาพ 3) เพื่อพัฒนาหลักสูตรและจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน
ิ่
สังคม ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทุกด้าน 4) เพอให้บุคลากรสถานศึกษาได้เพมความรู้ ทักษะและประสบการณ์ใน
ื่
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการปฏิบัติงาน รวมทั้ง ความต้องการในวิชาชีพ 5)เพอส่งเสริมให้สถาบันการศึกษา
ื่
ปฏิรูประบบบริหาร โดยให้ทุกคนมีส่วนร่วมคิด ร่วมท า ร่วมตัดสินใจ และร่วมรับผิดชอบ ชื่นชมในผลงาน
ื่
ั
6) เพอให้เกิดการประสานงานและความร่วมมือในการพฒนาคุณภาพการศึกษาระหว่างผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่
ื่
ั
ชุมชน สังคม และวัฒนธรรม 7) เพอพฒนาบุคลิกภาพที่ดีแก่ครูในด้านความเป็นผู้น าทางวิชาการและความคิด
ั
ความมีมนุษย์สัมพนธ์ ความคิดสร้างสรรค์ และความมงมั่น มีอดมการณ์ที่จะอบรมนักเรียนให้เป็นผู้มีคุณภาพ
ุ่
ุ
ชีวิตที่ดีตามความต้องการของสังคมประเทศชาติ 8) เพอพฒนาวิชาชีพครูและเสริมสร้างสมรรถภาพด้านการสอน
ื่
ั
ให้แก่ครูในด้านการวิเคราะห์และปรับปรุงจุดประสงค์ในการเรียนรู้ วิธีการศึกษาพนฐานความรู้ของนักเรียน
ื้
การเลือกและปรับปรุงเนื้อหาการสอนการด าเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเหมาะสม ประเมินผลการเรียน
ื่
ั
การสอนและปรับปรุงกระบวนการวัดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 9) เพอพฒนากระบวนการท างานของครู โดย
ใช้กระบวนการกลุ่มในด้านการร่วมมือกันจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและแก้ปัญหาการสอนการร่วมมือกัน
ท างานอย่างเป็นขั้นตอน มีระบบ ระเบียบ การร่วมมือกันท างานด้วยความเข้าใจกัน เห็นอกเห็นใจกัน ยอมรับ
ซึ่งกันและกัน การร่วมมือกันท างานที่มีเหตุผลในการพัฒนาหลักสูตร สามารถปฏิบัติได้ถูกต้องและก้าวหน้าเกิด
ประโยชน์สูงสุด เป็นภาระหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการ และ
คณะครู อาจารย์ ภายในสถานศึกษาที่จะต้องมีหน้าที่ด าเนินการนิเทศกันเอง มีการประสานความร่วมมือ
ระหว่างการนิเทศครูผู้ท าหน้าที่นิเทศและแหล่งวิทยาการต่างๆ ให้บริการช่วยเหลืองานวิชาการของสถานศึกษา
อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัว มีความสัมพนธ์ที่ดีระหว่างครูด้วยกัน ได้รับขวัญและก าลังใจจากผู้บริหาร
ั
และการยอมรับในความรู้ ความสามารถของผู้ให้การนิเทศ รวมทั้งผู้รับการนิเทศจะต้องให้การสนับสนุนด้วย
และมีกระบวนการพฒนาศักยภาพของบุคลากรในโรงเรียนที่จะส่งผลให้โรงเรียนพฒนาตนเอง และ10) เพอ
ั
ั
ื่
สร้างขวัญและก าลังใจแก่ครูในด้านการสร้างความมั่นใจและความถูกต้องในการใช้หลักสูตรและการสอน สร้าง
ความสบายใจในการท างานร่วมกันและความก้าวหน้าในต าแหน่งทางวิชาชีพครู
ั
สรุปจุดมุ่งหมายของการนิเทศการสอน คือ การพฒนาคน พฒนาครูให้มีความรู้ ความสามารถใน
ั
การพฒนางานด้านหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตลอดจนส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพครูที่
ั
ั
ส่งผลโดยตรงต่อการพฒนาคุณภาพของนักเรียน โดยอาศัยการนิเทศ ช่วยเหลือ แนะน า อนจะส่งผลต่อการ
ั
ึ
พฒนาคุณภาพนักเรียนให้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีคุณลักษณะที่พงประสงค์ตามเป้าหมาย
ั
ของหลักสูตร
7
1.3 ควำมจ ำเป็นในกำรนิเทศกำรสอน
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ประสบความส าเร็จได้นั้น จะต้องอาศัยกระบวนการนิเทศการสอน
ื่
เป็นองค์ประกอบด้วย ทั้งนี้เพราะการนิเทศการสอนเป็นกระบวนการของการท างานร่วมกับครูเพอปรับปรุง
การเรียนการสอนในชั้นเรียนให้มีประสิทธิผล
ดังที่ กิติมา ปรีดีดิลก (2532 : 263) ได้ให้ความเห็นว่าในปัจจุบันการนิเทศการสอนมีความ
จ าเป็นต่อกระบวนการเรียนการสอนเป็นอย่างมากด้วยเหตุผลที่ว่า 1) การศึกษาเป็นกิจกรรม ที่ซับซ้อนและ
ยุ่งยาก จ าเป็นจะต้องมีการนิเทศ 2) การนิเทศการสอนเป็นงานที่มีความจ าเป็นต่อ ความเจริญงอกงามของครู
3) การนิเทศการสอนมีความจ าเป็นต่อการช่วยเหลือครูในการเตรียมการสอน 4) การนิเทศการสอนมีความ
ั
จ าเป็นต่อการท าให้ครูเป็นบุคคลที่ทันสมัยอยู่เสมออนเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มีอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับกรองทอง จิรเดชากุล (2550 : 4) ที่ได้กล่าวถึงความจ าเป็นของการนิเทศการสอน
ไว้ว่า การนิเทศการสอนเป็นการปรับปรุงคุณภาพของการจัดการศึกษา การพฒนาสถานศึกษา ครู และ
ั
ผู้เกี่ยวข้องเข้าสู่มาตรฐานการศึกษา รวมทั้งเป็นการประสานงานให้เกิดการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพใน
สถานศึกษา ทั้งนี้เนื่องจากสังคมมีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ ด้านตลอดเวลา นอกจากนี้ ชาญชัย อาจินสมาจาร
(ม.ป.ป.) ยังกล่าวว่า การนิเทศการสอนมีความจ าเป็น กล่าวคือ
1. การนิเทศการสอนมีความจ าเป็นในการให้บริการทางวิชาการ การศึกษาเป็นกิจกรรมที่
ซับซ้อน และยุ่งยาก เพราะมันเกี่ยวข้องกับบุคคล การนิเทศการสอนเป็นการให้บริการแก่ครูจ านวนมากที่มี
ี
ความสามารถต่าง ๆ กัน อกประการหนึ่งการศึกษาได้ขยายตัวไปอย่างมากเมื่อไม่นานมานี้ สิ่งเหล่านี้ต่าง ๆ ก็
ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากการนิเทศทั้งนั้น
2. การนิเทศการสอนมีความจ าเป็นต่อความเจริญงอกงามของครู แม้ว่าครูจะได้รับการฝึกฝน
มาแล้วเป็นอย่างดีก็ตาม แต่ครูจะต้องปรับปรุงการฝึกฝนอยู่เสมอในขณะท างานในสถานการณ์จริง
3. การนิเทศการสอนมีความจ าเป็นต่อการช่วยเหลือครูในการตระหนักเตรียมการสอน
เนื่องจากครูต้องปฏิบัติงานในกิจกรรมต่าง ๆ กัน และจะต้องเผชิญกับภาวะที่ค่อนข้างหนัก
ครูจึงไม่อาจสละเวลาได้มากเพยงพอต่อการตระเตรียมการสอน การนิเทศการสอนจึงสามารถลดภาระของครู
ี
ได้ในกรณี ดังกล่าว
4. การนิเทศการสอนมีความจ าเป็นต่อการท าให้ครูเป็นบุคคลที่ทันสมัยอยู่เสมอ
จากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ท าให้เกิดพฒนาการทางการศึกษาทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติข้อแนะน าที่ได้
ั
จากการวิเคราะห์และจากการอภิปราย จากการค้นพบของการวิจัยมีความจ าเป็นต่อความเจริญเติบโตดังกล่าว
ซึ่งการนิเทศการสอนสามารถให้บริการได้
5. การนิเทศการสอนมีความจ าเป็นต่อภาวะผู้น าทางวิชาชีพแบบประชาธิปไตย การนิเทศการสอน
สามารถให้ประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังสามารถรวมพลังของทุกคนร่วมอยู่ในกระบวนการทาง
การศึกษาด้วย
สรุปการนิเทศการสอนมีความจ าเป็นต่อการจัดการศึกษาอย่างยิ่ง เพราะเป็นการช่วยเหลือ
ั
สนับสนุน ส่งเสริมให้ครูมีความสามารถในการพฒนางานในวิชาชีพของตนเองให้มีประสิทธิภาพและ
ั
ประสิทธิผล อนจะช่วยให้ครูเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ รวมทั้งส่งผลถึงนักเรียนและคุณภาพการศึกษาโดย
ภาพรวมในที่สุด
8
1.4 กิจกรรมกำรนิเทศกำรสอน
ิ
กิจรรมการนิเทศการสอน เป็นวิธีการนิเทศที่ผู้นิเทศจะต้องพจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสมกับ
สถานการณ์หรือสภาพปัญหาของสถานศึกษา และให้ค านึงถึงหลักเกณฑ์ในการเลือกใช้กิจกรรม แต่ละชนิด
อย่างเหมาะสม โดยพิจารณาถึงจุดประสงค์ของการนิเทศ และประโยชน์ที่ผู้รับ การนิเทศจะได้รับเป็นส าคัญ
Harris et al. (1985 : 71-86) ; ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2548 : 20) ; วัชรา เล่าเรียนดี
(2550 : 14-16) ได้เสนอกิจกรรมการนิเทศ ดังนี้
1. การบรรยาย (Lecturing) เป็นกิจกรรมที่เน้นการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจของผู้นิเทศ
ไปสู่ผู้รับนิเทศ ใช้เพียงการพูดและการฟังเท่านั้น
2. การบรรยายโดยใช้สื่อประกอบ (Visualized lecturing) เป็นการบรรยายที่ใช้สื่อเข้ามาช่วย เช่น สไลด์
แผนภูมิ แผนภาพ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฟังมีความสนใจมากยิ่งขึ้น
3. การบรรยายเป็นกลุ่ม (PanelPresenting) เป็นกิจกรรมการให้ข้อมูลเป็นกลุ่มที่มีจุดเน้นที่
การให้ข้อมูลตามแนวความคิดหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
4. การให้ดูภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ (Viewing film or Television) เป็นการใช้เครื่องมือที่เป็นสื่อทาง
สายตา ได้แก่ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วีดีทัศน์ เพื่อท าให้ผู้รับการนิเทศได้รับความรู้และเกิดความสนใจมากขึ้น
5. การฟงค าบรรยายจากเทปวิทยุและเครื่องบันทึกเสียง (Listening to tape, Radio
ั
recordings) เป็นการใช้เครื่องบันทึกเสียงเพื่อน าเสนอแนวความคิดของบุคคลหนึ่งไปสู่ผู้ฟังอื่น
6.การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับวัสดุและเครื่องมือต่างๆ (Exhibiting Materials and
Equipment’s) เป็นกิจกรรมที่ช่วยในการฝึกอบรมหรือเป็นกิจกรรมส าหรับงานพัฒนาสื่อต่างๆ
7. การสังเกตในชั้นเรียน (Observing in Classroom) เป็นกิจกรรมที่ท าการสังเกตการ
ื่
ปฏิบัติงานในสถานการณ์จริงของบุคลากร เพอวิเคราะห์สภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร ซึ่งจะช่วยให้ทราบ
จุดดีหรือจุดบกพร่องของบุคลากร เพื่อใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงานและใช้ใน การพัฒนาบุคลากร
8. การสาธิต (Demonstrating) เป็นกิจกรรมการให้ความรู้ที่มุ่งให้ผู้อื่นเห็นกระบวนการและวิธีด าเนินการ
9. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interviewing) เป็นกิจกรรมสัมภาษณ์ที่ก าหนดจุดประสงค์
ชัดเจนเพื่อให้ได้ข้อมูลต่าง ๆ ตามต้องการ
10. การสัมภาษณ์เฉพาะเรื่อง (Focused Interview) เป็นกิจกรรมสัมภาษณ์แบบกึ่ง
โครงสร้างโดยจะท าการสัมภาษณ์เฉพาะโรงเรียนที่ผู้ตอบแบบสอบถามมีความสามารถจะตอบได้เท่านั้น
11. การสัมภาษณ์แบบไม่ชี้น า (Non-directive Interview) เป็นการพดคุยและอภิปรายหรือ
ู
การแสดงความคิดของบุคคลที่สนทนาด้วย ลักษณะของการสัมภาษณ์จะสนใจกับปัญหาและความในใจของ
ผู้รับการสัมภาษณ ์
12. การอภิปราย (Discussing) เป็นกิจกรรมที่ผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศปฏิบัติร่วมกนซึ่ง
ั
เหมาะสมกับกลุ่มขนาดเล็ก มักใช้ร่วมกับกิจกรรมอื่นๆ
13. การอาน (Reading) เป็นกิจกรรมที่ใช้มากกิจกรรมหนึ่ง สามารถใช้ได้กับคนจ านวนมาก
่
เช่น การอ่านข้อความจากวารสาร มักใช้ผสมกับกิจกรรมอื่น
14. การวิเคราะห์ข้อมูลและการคิดค านวณ (Analyzing and Calculating) เป็นกิจกรรมที่ใช้
ในการติดตามประเมินผล การวิจัยเชิงปฏิบัติการและการควบคุมประสิทธิภาพการสอน
9
15. การระดมสมอง (Brainstorming) เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเสนอแนวคิดวิธี
แก้ปัญหาหรือใช้ข้อเสนอแนะน าต่างๆ โดยให้สมาชิกแต่ละคนแสดงความคิดโดยเสรี ไม่มีการวิเคราะห์หรือ
วิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด
16. การบันทึกวีดีทัศน์และการถ่ายภาพ (Videotaping and Photographing) วีดีทัศน์เป็น
เครื่องมือที่แสดงให้เห็นรายละเอียดทั้งภาพและเสียงส่วนการถ่ายภาพมีประโยชน์มากในการจัดนิทรรศการ
กิจกรรมนี้มีประโยชน์ในการประเมินผลงานและการประชาสัมพันธ์
17. การจัดท าเครื่องมือและข้อทดสอบ (Instrumenting and Testing) เป็นการใช้
แบบทดสอบและแบบประเมินต่างๆ
ื่
18. การประชุมกลุ่มย่อย (Buzz Session) เป็นกิจกรรมการประชุมกลุ่ม เพออภิปรายให้หัวข้อ
เรื่องที่เฉพาะเจาะจง มุ่งเน้นการปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่มมากที่สุด
ื่
19. การจัดทัศนศึกษา (Field Trip) เป็นกิจกรรมการเดินทางไปสถานที่แห่งอื่นเพอศึกษาและ
ดูงานที่สัมพันธ์กับงานทตนปฏิบัติ
ี่
20. การเยี่ยมเยียน (Intervisiting) เป็นกิจกรรมที่บุคคลหนึ่งไปเยี่ยมและสังเกตการท างาน
ของอีกบุคคลหนึ่ง
21. การแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing) เป็นกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นความรู้สึกนึกคิดของ
บุคคล ก าหนดสถานการณ์ขึ้นแล้วให้ผู้ท ากิจกรรมตอบสนองหรือปฏิบัติตนเองไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น
22. การเขียน (Writing) เป็นกิจกรรมที่ใช้เป็นสื่อกลางในการนิเทศเกือบทุกชนิด เช่น การ
เขียนโครงการนิเทศ การบันทึกข้อมูล การเขียนรายงาน การเขียนบันทึก ฯลฯ
23. การปฏิบัติตามค าแนะน า (Guided Practice) เป็นกิจกรรมที่เน้นการปฏิบัติ ในขณะที่
ปฏิบัติมีการดูแลช่วยเหลือ มักใช้กับรายบุคคลหรือกลุ่มขนาดเล็ก
24. การประชุมปฏิบัติการ (Workshop) เป็นการประชุมที่เน้นให้ผู้เข้าประชุมมีความรู้ความเข้าใจ
และทักษะทางด้านทฤษฎีและด้านปฏิบัติอย่างแท้จริง โดยสามารถน าไปพัฒนางานให้มีคุณภาพ
25. การศึกษาเอกสารทางวิชาการ เป็นการมอบหมายเอกสารให้ผู้รับการนิเทศไปศึกษา
ค้นคว้าเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วน าความรู้มาถ่ายทอดให้แก่คณะครู
26. การสนทนาทางวิชาการ เป็นการประชุมครูหรือกลุ่มผู้สนใจในเรื่องราว ข่าวสารเดียวกัน
ิ่
ื่
โดยก าหนดให้มีผู้น าสนทนาคนหนึ่ง น าสนทนาในเรื่องที่กลุ่มสนใจ เพอเพมพนความรู้ ความเข้าใจ แนวทางใน
ู
การปฏิบัติงาน เทคนิควิธีการแก่คณะครูในสถานที่ศึกษา
27.การสัมมนา เป็นการประชุมและเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่สนใจ
เพอสรุปข้อคิดเห็น และหาแนวทางในการปฏิบัติงานร่วมกัน
ื่
ื่
ิ่
28. การอบรม เป็นการให้ครูเข้าศึกษาหาความรู้เพมเติมในวิชาชีพ เพอเป็นการกระตุ้นให้ครูมี
ั
ความตื่นตัวทางวิชาการ และน าความรู้ความสามารถที่ได้จากการอบรมไปใช้พฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มี
คุณภาพ
ื่
29. การให้ค าปรึกษาแนะน า เป็นการพบปะกันระหว่างผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศ เพอช่วย
้
แกปัญหาทั้งด้านส่วนตัวและการปฏิบัติงาน หรือช่วยแนะน าส่งเสริมให้การปฏิบัติงานประสบความส าเร็จยิ่งขึ้น
การให้ค าปรึกษาแนะน าสามารถด าเนินการได้ทั้งเป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม
10
30. การสังเกตการสอน เป็นการจัดให้บุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเรียนการสอนมา
ั
สังเกตพฤติกรรมของครูในขณะที่ท าการสอน เพอให้ครูสามารถพฒนาหรือปรับปรุงการสอนให้มีประสิทธิภาพ โดย
ื่
ใช้ข้อมูลย้อนกลับจากการสังเกตการสอนของผู้นิเทศ
สรุปกิจกรรมนิเทศการศึกษาในแต่ละกิจกรรมจะมีจุดเด่น จุดด้อย และลักษณะการน าไปใช้ที่
แตกต่างกัน การเลือกใช้กิจกรรมการนิเทศ จึงมีความส าคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในการเลือกใช้กิจกรรมการนิเทศใน
แต่ละครั้ง ควรค านึงถึงจุดประสงค์ของการนิเทศ จ านวนผู้รับการนิเทศ และประโยชน์ที่ผู้รับการนิเทศจะได้รับ
ั
ตลอดจนสอดคล้องกบสภาพปัญหาที่พบในโรงเรียนและความต้องการของผู้รับการนิเทศ
1.5 ทักษะกำรนิเทศกำรสอน
ในการนิเทศการสอน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนให้
บรรลุผลส าเร็จตามวัตถุประสงค์นั้น
วัชรา เล่าเรียนดี (2550 : 18-19) ได้กล่าวถึง ทักษะที่จ าเป็นในการนิเทศไว้สอดคล้องกันคือ
ทักษะด้านเทคนิค ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์ และทักษะด้านการจัดการ รายละเอียดแต่ละด้าน ดังนี้
1. ทักษะด้านเทคนิค (Technical Skills) เป็นความสามารถในการใช้ความรู้ วิธีการและ
เทคนิคที่จ าเป็นและที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศ ซึ่งในการนิเทศแต่ละครั้งผู้นิเทศหรือผู้ท าหน้าที่นิเทศจะต้องมีความรู้
ความสามารถเฉพาะอย่าง ต้องมีความรู้ความเข้าใจเทคนิควิธี และสามารถใช้เทคนิควิธีเหล่านั้นได้ เช่น เทคนิค
ั
การนิเทศแบบพฒนาการ เทคนิคการนิเทศแบบคลินิก เทคนิคการนิเทศสังเกตการสอนและการจัดประชุมให้
ข้อมูลย้อนกลับ รวมทั้งต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิควิธีสอนแบบต่างๆที่ส าคัญ และสามารถสาธิต
แนะน าให้กับครูได้
ั
2. ทักษะด้านมนุษย์สัมพนธ์ (Human Relation Skills) เป็นความสามารถในการปฏิบัติงาน
อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลภายในกลุ่ม และสามารถสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นระหว่างสมาชิก
ภายในกลุ่ม รวมถึงความสามารถในการจูงใจและการมีอทธิพลเหนือคนอน การได้รับความร่วมมืออย่างจริงใจ
ื่
ิ
สามารถพัฒนากลุ่มงานให้มีประสิทธิภาพและสร้างการยอมรับ ในการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
3. ทักษะด้านการจัดการ (Managerial Skills) เป็นความสามารถในการที่จะจัดให้และคงไว้
ซึ่งสภาพเงื่อนไขที่จะเป็นการสนับสนุนการท างานของหน่วยงาน หรือกลไกในการรักษาไว้และท าให้องค์กรดีมี
ประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบด้วยทักษะในการจัดการต่อไปนี้
3.1 ความสามารถในการรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคลกับหน่วยงาน
ื้
3.2 ความสามารถในการที่จะมองเห็นความสัมพนธ์ของปัจจัยต่างๆ ที่ส าคัญที่เออต่อ
ั
การปฏิบัติงานในองค์กรหรือโรงเรียน
3.3 ความสามารถในการที่จะสร้างองค์กรที่มีคุณภาพ
3.4 ความสามารถในการสร้างและคงไว้ซึ่งสมรรถภาพขององค์กร
สรุปได้ว่า ทักษะที่จ าเป็นในการนิเทศที่ส าคัญก็คือ 1) ทักษะด้านเทคนิค (Technical Skills)
2) ทักษะด้านมนุษย์สัมพนธ์ (Human Relation Skills) และ3) ทักษะด้านการจัดการ (Managerial Skills)
ั
ซึ่งทักษะทั้งสามด้านจะต้องผสมผสานกันในการน าไปใช้ในการปฏิบัติการนิเทศ
11
1.6 กระบวนกำรนิเทศกำรสอน
ื่
ในการนิเทศการสอนเพอให้เกิดผลส าเร็จ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จ าเป็นอย่างยิ่งที่
จะต้องด าเนินการตามล าดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่องกัน ซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้น าเสนอกระบวนการนิเทศ
ไว้ดังนี้
สงัด อทรานันท์ (2530 : 10) ได้เสนอแนะกระบวนการนิเทศการสอนที่สอดคล้องกับสภาพ
ุ
สังคมไทย ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ซึ่งเรียกว่า “PIDRE” คือ
1. การวางแผน (P-Planning) เป็นขั้นตอนที่ผู้บริหาร ผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ จะท าการประชุม
ื่
ปรึกษาหารือ เพอให้ได้มาซึ่งปัญหาและความต้องการจ าเป็นที่ต้องมีการนิเทศรวมทั้งวางแผนถึงขั้นตอน
การปฏิบัติเกี่ยวกับการนิเทศที่จัดขึ้น
2. ให้ความรู้ก่อนด าเนินการนิเทศ (Informing-I) เป็นขั้นตอนของการให้ความรู้ ความเข้าใจ
ถึงสิ่งที่จะด าเนินการว่าต้องอาศัยความรู้ ความสามารถอย่างไรบ้าง จะมีขั้นตอนในการด าเนินการอย่างไร และ
จะด าเนินการอย่างไรให้ผลงานออกมาอย่างมีคุณภาพ ขั้นตอนนี้จ าเป็นทุกครั้งส าหรับเริ่มการนิเทศที่จัดขึ้นใหม่
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม และเมื่อมีความจ าเป็นส าหรับงานนิเทศที่ยังเป็นไปไม่ได้ผล หรือได้ผลไม่ถึงขั้นที่พอใจ
ซึ่งจ าเป็นที่จะต้องทบทวนให้ความรู้ในการปฏิบัติงานที่ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง
3. การด าเนินการนิเทศ (Doing-D) ปะกอบด้วยการปฏิบัติงาน 3 ลักษณะ คือ การปฏิบัติงานของผู้รับ
การนิเทศ (ครู) การปฏิบัติงานของผู้ให้การนิเทศ (ผู้นิเทศ) การปฏิบัติงานของผู้สนับสนุนการนิเทศ(ผู้บริหาร)
4. การสร้างเสริมขวัญก าลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานนิเทศ (Reinforcing-R) เป็นขั้นตอนของการ
ึ
เสริมแรงของผู้บริหาร ซึ่งให้ผู้รับการนิเทศมีความมั่นใจและบังเกิดความพงพอใจในการปฏิบัติงานขั้นนี้อาจ
ด าเนินไปพร้อม ๆ กับผู้รับการนิเทศที่ก าลังปฏิบัติงานหรือการปฏิบัติงานได้เสร็จสิ้นแล้วก็ได้
5. การประเมินผลการนิเทศ (Evaluating-E) เป็นขั้นตอนที่ผู้นิเทศน าการประเมินผล
ุ
การด าเนินงานที่ผ่านไปแล้วว่าเป็นอย่างไร หลังจากการประเมินผลการนิเทศ หากพบว่ามีปัญหาหรือ มีอปสรรค
่
อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ท าให้การด าเนินงานไมได้ผล สมควรที่จะต้องปรับปรุง แก้ไข ซึ่งการปรับปรุงแกไขอาจท า
้
ิ่
ได้โดยการให้ความรู้เพมเติมในเรื่องที่ปฏิบัติใหม่อกครั้ง ในกรณที่ผลงานยังไม่ถึงขั้นน่าพอใจ หรือได้ด าเนินการ
ี
ี
ปรับปรุงการด าเนินงานทั้งหมดไปแล้ว ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องการ สมควรที่จะต้องวางแผนร่วมกันวิเคราะห์หาจุดที่
ควรพัฒนาหลังใช้นวัตกรรมด้านการเรียนรู้เข้ามานิเทศ
วัชรา เล่าเรียนดี (2550 : 18-19) ได้เสนอกระบวนการนิเทศการสอน ประกอบด้วย
7 ขั้นตอน คือ
1. วางแผนร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับนิเทศ (ครูและคณะครู)
2. เลือกประเด็นหรือเรื่องที่สนใจจะปรับปรุงพัฒนา
3. น าเสนอโครงการพฒนาและขั้นตอนการปฏิบัติให้ผู้บริหารโรงเรียนได้รับทราบเพออนุมัติ
ื่
ั
ด าเนินการ
4. ให้ความรู้หรือแสวงหาความรู้จากเอกสารต่างๆและจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับ
เทคนิคการสังเกตการสอนในชั้นเรียน และความรู้เกี่ยวกับวิธีการสอนและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สนใจ
ื่
5. จัดท าแผนการนิเทศ ก าหนดวัน เวลา ที่จะสังเกตการสอน ประชุมปรึกษาหารือ เพอ
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์
6. ด าเนินการตามแผนโดยครูและผู้นิเทศ (แผนการจัดการเรียนรู้และการนิเทศ)
12
7. สรุปและประเมินผลการปรับปรุงและพัฒนา รายงานผลส าเร็จ
Harris et al. (1985 : 13-15) ได้เสนอกระบวนการนิเทศการสอนประกอบด้วย 6 ขั้นตอน
คือ
1. ประเมินสภาพการท างาน (Assessing) เป็นกระบวนการศึกษาถึงสถานภาพต่างๆ รวมทั้งข้อมูล
ื่
ที่จ าเป็นเพื่อจะน ามาเป็นตัวก าหนดถึงความต้องการจ าเป็น เพอก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ซึ่งประกอบด้วยงาน
ต่อไปนี้คือ
1.1 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการศึกษาหรือพิจารณาธรรมชาติ และความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ
1.2 สังเกตสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบถี่ถ้วน
1.3 ทบทวนและตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวัง
1.4 วัดพฤติกรรมการท างาน
1.5 เปรียบเทียบพฤติกรรมการท างาน
2. จัดล าดับความส าคัญของงาน (Prioritizing) เป็นกระบวนการก าหนด เป้าหมาย
จุดประสงค์ และกิจกรรมต่าง ๆ ตามล าดับความส าคัญ ประกอบด้วย
2.1 ก าหนดเป้าหมาย
2.2 ระบุจุดประสงค์ในการท างาน
2.3 ก าหนดทางเลือก
2.4 จัดล าดับความส าคัญ
3. ออกแบบการท างาน (Designing) เป็นกระบวนการวางแผนหรือก าหนดโครงการต่าง ๆ
เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยประกอบด้วย
3.1 จัดสายงานให้ส่วนประกอบต่างๆ มีความสัมพันธ์กัน
3.2 หาวิธีการน าเอาทฤษฎีหรือแนวคิดไปสู่การปฏิบัติ
3.3 เตรียมการต่างๆ ให้พร้อมที่จะท างาน
3.4 จัดระบบการท างาน
3.5 ก าหนดแผนในการท างาน
4. จัดสรรทรัพยากร (Allocating Resources) เป็นกระบวนการก าหนดทรัพยากรต่างๆ ให้
เกิดประโยชน์สูงสุดในการท างาน ซึ่งประกอบด้วยงานต่อไปนี้คือ
4.1 ก าหนดทรัพยากรที่ต้องใช้ตามความต้องการของหน่วยงานต่างๆ
4.2 จัดสรรทรัพยากรไปให้หน่วยงานต่างๆ
4.3 ก าหนดทรัพยากรที่จ าเป็นจะต้องใช้ส าหรับจุดมุ่งหมายบางประการ
4.4 มอบหมายบุคลากรให้ท างานในแต่ละโครงการหรือแต่ละเป้าหมาย
5. ประสานงาน (Coordinating) เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับคน เวลา วัสดุอปกรณ์ และสิ่ง
ุ
อ านวยความสะดวกทุกๆ อย่างเพื่อจะให้การเปลี่ยนแปลงบรรลุผลส าเร็จงานในกระบวนการประสานงาน ได้แก่
5.1 ประสานการปฏิบัติงานในฝ่ายต่าง ๆ ให้ด าเนินงานไปด้วยกันด้วยความราบรื่น
5.2 สร้างความกลมกลืนและความพร้อมเพียงกัน
5.3 ปรับการท างานในส่วนต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพให้มากที่สุด
5.4 ก าหนดเวลาในการท างานในแต่ละช่วง
13
5.5 สร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้น
ื่
ิ
6. การอานวยการหรือการสั่งการ (Directing) เป็นกระบวนการทีมีอทธิพลต่อการปฏิบัติงานเพอให้เกิด
สภาพที่เหมาะสมอันจะสามารถบรรลุผลแห่งการเปลี่ยนแปลงให้มากที่สุดซึ่งได้แก ่
6.1 การแต่งตั้งบุคลากร
6.2 ก าหนดแนวทางหรือกฎเกณฑ์ในการท างาน
6.3 ก าหนดระเบียบแบบแผนเกี่ยวกับเวลา ปริมาณหรืออัตราเร็วในการท างาน
6.4 แนะน าและปฏิบัติงาน
6.5 ชี้แจงกระบวนการท างาน
6.6 ตัดสินใจเกี่ยวกับทางเลือกในการปฏิบัติงาน
้
ุ
Allen (อางในสงัด อทธานันท์, 2530 : 76-79) กล่าวถึงกระบวนการนิเทศการสอนว่า
ประกอบด้วยกระบวนการหลัก 5 กระบวนการซึ่งนิยมเรียกกันง่าย ๆ ว่า “POLCA” โดยย่อมาจากค าศัพท์ ต่อไปนี้
คือ
P = Planing Processes (กระบวนการวางแผน)
O = Organizing Processes (กระบวนการจัดสายงาน)
L = Leading Processes (กระบวนการน า)
C = Controlling Processes (กระบวนการควบคุม)
A = Assessing Processes (กระบวนการประเมินผล)
1. กระบวนการวางแผน (Planing Processes) กระบวนการวางแผนในทัศนะของ Allen มี
ดังนี้
1.1 คิดถึงสิ่งที่จะท าว่ามีอะไรบ้าง
1.2 ก าหนดแผนงานว่าจะท าสิ่งไหน เมื่อไหร่
1.3 ก าหนดจุดประสงค์ในการท างาน
1.4 คาดคะเนผลที่จะเกิดจากการท างาน
1.5 พัฒนากระบวนการท างาน
1.6 วางแผนในการท างาน
2. กระบวนการจัดสายงาน (Organizing Processes) กระบวนการจัดสายงานหรือจัด
บุคลากรต่าง ๆ เพื่อท างานตามแผนงานที่วางไว้มีกระบวนการดังนี้
2.1 ก าหนดเกณฑ์มาตรฐานในการท างาน
2.2 ประสานงานกับบุคลากรต่างๆ ที่จะปฏิบัติงาน
2.3 จัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ ส าหรับการด าเนินงาน
2.4 มอบหมายงานให้บุคลากรฝ่ายต่างๆ
2.5 จัดให้มีการประสานงานสัมพันธ์กันระหว่างผู้ท างาน
2.6 จัดท าโครงสร้างในการปฏิบัติงาน
2.7 จัดท าภาระหน้าที่ของบุคลากร
2.8 พัฒนานโยบายในการท างาน
14
3. กระบวนการน า (Leading Processes) กระบวนการน าบุคลากรต่างๆ ให้งานนั้นประกอบด้วย
การด าเนินงานต่อไปนี้คือ
3.1 ตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ
3.2 ให้ค าปรึกษาแนะน า
3.3 สร้างนวัตกรรมในการท างาน
3.4 ท าการสื่อสารเพื่อความเข้าใจในคณะท างาน
3.5 สร้างแรงจูงใจในการท างาน
3.6 เร้าความสนใจในการท างาน
3.7 กระตุ้นให้ท างาน
3.8 อ านวยความสะดวกในการท างาน
3.9 ริเริ่มการท างาน
3.10 แนะน าการท างาน
3.11 แสดงตัวอย่างในการท างาน
3.12 บอกขั้นตอนการท างาน
3.13 สาธิตการท างาน
4. กระบวนการควบคุม (Controlling Processes) กระบวนการควบคุมประกอบด้วยการ
ด าเนินงานในสิ่งต่อไปนี้
4.1 น าให้ท างาน
4.2 แก้ไขการท างานที่ไม่ถกต้อง
ู
4.3 ว่ากล่าวตักเตือนในสิ่งที่ผิดพลาด
4.4 เร่งเร้าให้ท างาน
4.5 ปลดคนที่ไม่มีคณภาพให้ออกจากงาน
ุ
4.6 สร้างกฎเกณฑ์ในการท างาน
4.7 ลงโทษผู้กระท าผิด
5. กระบวนการประเมินสภาพการท างาน (Assessing Processes) กระบวนการประเมิน
สภาพการท างาน ประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
5.1 การพิจารณาตัดสินเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน
5.2 วัดพฤติกรรมในการท างาน
5.3 จัดการวิจัยผลงาน
Glickman et al. (1995 : 324-328) ได้น าเสนอกระบวนการนิเทศการสอน ประกอบด้วย 5
ขั้นตอน คือ
1. การประชุมร่วมกับครูก่อนการสังเกตการสอน (Preconference with teacher) ผู้นิเทศ
เข้าร่วมประชุมกับครูเพอพจารณารายละเอยดก่อนการสังเกตการสอนของครูเกี่ยวกับจุดมุ่งหมาย ของการสังเกต
ี
ื่
ิ
ต้องการให้เน้นการสังเกตในประเด็นใดเป็นพเศษวิธีการและรูปแบบการสังเกตที่จะน าไปใช้ เวลาที่ใช้ในการสังเกต
ิ
และก าหนดเวลาที่ใช้ในการประชุมหลังการสังเกต
15
2. การสังเกตการสอนในชั้นเรียน (Observation of Classroom) เป็นการติดตามพฤติกรรม
ี
การสอนของครูในชั้นเรียน เพอให้เกิดความเข้าใจสอดคล้องกับหลักการและรายละเอยด ต่างๆที่ก าหนด
ื่
ผู้สังเกตอาจใช้วิธีสังเกตเพียงวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีก็ได้
ิ
3. การวิเคราะห์และติดตามผลการสังเกตการสอน และพจารณาวางแผนการประชุมร่วมกับครู
(Analyzing and interpreting observation and determining conference approach) ผู้นิเทศหลังจากได้
สังเกตการสอนและได้รับข้อมูลของครูมาแล้ว ให้วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้การนับความถี่ตัวแปรบางตัวที่ได้
ก าหนดไว้ จ าแนกตัวแปรหลักที่เกิดขึ้น รวมทั้งค้นหาตัวแปรบางตัวที่เกิดขึ้นใหม่จากการปฏิบัติหรือบางตัวที่ไม่
เกิดขึ้น ในการวิเคราะห์ข้อมูลให้ผู้นิเทศวางตัวเป็นกลาง และให้ด าเนินการแปลความหมายของข้อมูล
4. ประชุมร่วมกับครูภายหลังการสังเกตการสอน (Post conference with teacher) ผู้นิเทศ
จัดประชุมครูเพอเป็นการให้ข้อมูลย้อนกลับและร่วมกันอภิปราย ซึ่งผลที่ได้รับจากการอภิปรายร่วมกัน
ื่
ครูผู้สอนสามารถน าไปใช้ในการวางแผนปรับปรุงการสอนได้
5. การวิพากษ์วิจารณ์ผลที่ได้รับจากขั้นตอนทั้ง 4 ขั้นตอน (Critique of previous four steps)
ซึ่งกระบวนการนิเทศการสอนที่สอดคล้องกับกระบวนการนิเทศของ Copeland and Boyan (1978 : 23) ได้เสนอ
การนิเทศการสอนไว้ 4 ขั้นตอน คือ 1) การประชุมก่อนการสังเกตการสอน 2) การสังเกตการสอน 3) การวิเคราะห์
ข้อมูลจากการสังเกตการสอน และ 4) การประชุมหลังการสังเกตการสอน
การน าวงจรคุณภาพ (PDCA) หรือโดยทั่วไปนิยมเรียกกันว่า PDCA มาใช้เป็นกระบวนการนิเทศการสอน
ซึ่งสมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2542 : 188) กล่าวถึง จุดหมายที่แท้จริงของวงจรคุณภาพ (PDCA) ว่าเป็นกิจกรรม
ี
ื้
พนฐานในการบริหารคุณภาพนั่นมิใช่เพยงแค่การปรับแก้ผลลัพธ์ที่เบี่ยงเบนออกไปจากเกณฑ์มาตรฐานให้กลับมา
อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการเท่านั้น แต่เพอก่อให้เกิดการปรับปรุงในแต่ละรอบของ PDCA อย่างต่อเนื่องเป็นระบบและมี
ื่
การวางแผน PDCA ที่ม้วนไต่สูงขึ้นเรื่อยๆ 4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 การวางแผน (Plan-P) ขั้นที่ 2 การด าเนินตามแผน
(Do-D) ขั้นที่ 3 การตรวจสอบ (Check-C) ขั้นที่ 4 การแก้ไขปัญหา (Act-A)
16
ภำพที่ 2.1 กระบวนกำร PDCA
ก าหนดปัญหา
อะไร
วิเคราะห์ปัญหา
วางแผน(Plan-P)
ท าไม หาสาเหตุ
อย่างไร วางแผนร่วมกัน
ปฏิบัติ (Do-D) น าไปปฏิบัติ
ตรวจสอบ (Check-C) ยืนยันผลลัพธ์
แก้ไข (Act-A) ท ามาตรฐาน
ที่มา : สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2542 : 188)
ื่
ั
ขั้นตอนที่ 1 การวางแผน (Plan) การวางแผนงานจะช่วยพฒนาความคิดต่าง ๆ เพอน าไปสู่รูปแบบที่
ี
เป็นจริงขึ้นมาในรายละเอยดให้พร้อมในการเริ่มต้นลงมือปฏิบัติ แผนที่ดีควรมีลักษณะ 5 ประการ ซึ่งสรุปได้
ดังนี้
1. อยู่บนพนฐานของความเป็นจริง (realistic)
ื้
2. สามารถเข้าใจได้ (understandable)
3. สามารถวัดได้ (measurable)
4. สามารถปฏิบัติได้ (behavioral)
5. สามารถบรรลุผลส าเร็จได้ (achievable)
วางแผนที่ดีควรมีองค์ประกอบ ดังนี้
1. ก าหนดขอบเขตปัญหาให้ชัดเจน
2. ก าหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย
3. ก าหนดวิธีการที่จะบรรลุถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมายให้ชัดเจนและถูกต้องแม่นย า
ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
ขั้นตอนที่ 2 ปฏิบัติ (Do) ประกอบด้วยการท างาน 3 ระยะ
1. การวางแผนก าหนดการ
1.1 การแยกกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องการกระท า
17
1.2 ก าหนดเวลาที่คาดว่าต้องใช้ในกิจกรรมแต่ละอย่าง
1.3 การจัดสรรทรัพยากรต่างๆ
2. การจัดการแบบแมทริกซ์ (matrix management) การจัดการแบบนี้สามารถช่วยดึงเอา
ผู้เชี่ยวชาญหลายแขนงจากแหล่งต่าง ๆ มาได้ และเป็นวิธีช่วยประสานระหว่างฝ่ายต่างๆ
ั
3. การพฒนาขีดความสามารถในการท างานของผู้ร่วมงาน
3.1 ให้ผู้ร่วมงานเข้าใจถึงงานทั้งหมดและทราบเหตุผลที่ต้องกระท า
3.2 ให้ผู้ร่วมงานพร้อมในการใช้ดุลพนิจที่เหมาะสม
ิ
ั
3.3 พฒนาจิตใจให้รักการร่วมมือ
ขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบ (Check) การตรวจสอบท าให้รับรู้สภาพการณ์ของงานที่เป็นอยู่
เปรียบเทียบกับสิ่งที่วางแผน ซึ่งมีกระบวนการ ดังนี้
1. ก าหนดวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบ
2. รวบรวมข้อมูล
ื่
3. การท างานเป็นตอนๆ เพอแสดงจ านวน และคุณภาพของผลงานที่ได้รับในแต่ละขั้นตอน
เปรียบเทียบกับที่ได้วางแผนไว้
4. การรายงานจะเสนอผลการประเมิน รวมทั้งมาตรการป้องกันความผิดพลาดหรือ ความล้มเหลว
4.1 รายงานเป็นทางการอย่างสมบูรณ์
4.2 รายงานแบบอย่างไม่เป็นทางการ
ขั้นตอนที่ 4 การแก้ไขปัญหา (Act) ผลของการตรวจสอบหากพบว่าเกิดข้อบกพร่องขึ้นท าให้
งานที่ได้ไม่ตรงตามเป้าหมายหรือผลงานไม่ได้มาตรฐาน ให้ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาตามลักษณะปัญหาที่ค้นพบ
1. ถ้าผลงานเบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ
ื่
2. ถ้าพบความผิดปกติใดๆ ให้สอบสวนค้นหาสาเหตุแล้วท าการป้องกัน เพอมิให้ ความผิดปกติ
นั้นเกิดขึ้นซ้ าอีก
ในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ผลงานได้มาตรฐานอาจใช้มาตรการดังต่อไปนี้
1. การย้ านโยบาย
2. การปรับปรุงระบบหรือวิธีการท างาน
3. การประชุมเกี่ยวกับกระบวนการท างาน
จะเห็นได้ว่าวงจรคุณภาพ (PDCA) ประกอบด้วย การวางแผน (Plan) การด าเนินตามแผน
(Do) การตรวจสอบ (Check) และการปรับปรุงแก้ไข (Act) โดยการวางแผน การลงมือปฏิบัติตามแผน
การตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้ และหากไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหมายไว้ จะต้องท าการทบทวนแผนการโดยเริ่มต้น
ี
ใหม่และท าตามวงจรคุณภาพซ้ าอก เมื่อวงจรคุณภาพหมุนซ้ าไปเรื่อย ๆ จะท าให้เกิดการปรับปรุงงานและ
ระดับผลลัพธ์ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหลักการดังกล่าวหากน ามาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาจะช่วย
พัฒนาบุคลากรและนักเรียนให้มีคุณภาพ
จากกระบวนการนิเทศการสอนดังกล่าว สรุปได้ว่า กระบวนการนิเทศที่ส าคัญๆประกอบด้วย
ขั้นตอนการวางแผน ขั้นตอนการด าเนินงานนิเทศ และขั้นตอนการวัดและประเมินผลการนิเทศ ดังนั้นรูปแบบ
การนิเทศ จึงเรียกว่า เอ พี ไอ ซี อี (APICE Model) โดยมี 5 ขั้นตอน ดังนี้
18
ขั้นตอนที่ 1 ศึกษำสภำพ และควำมต้องกำร (Assessing Need = A)
การศึกษาสภาพ และความต้องการเป็นสิ่งที่มีความส าคัญเป็นอย่างมาก เพราะจะได้ทราบ
สภาพจริงและความต้องการในการรับการนิเทศของครูผู้สอนในเรื่องต่าง ๆ เนื่องจากบริบทของแต่ละโรงเรียน
ไม่เหมือนกัน มีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องของการจัดการเรียนการสอน ความพร้อมของครูและนักเรียน ดังนั้น
ในขั้นตอนนี้จึงมีความส าคัญที่ผู้นิเทศจะต้องมีการศึกษาสภาพจริงที่ครูผู้สอนปฏิบัติ และความต้องการใน
การช่วยเหลือในการแก้ปัญหาการเรียนการสอน ผู้วิจัยน าแนวคิดมาจากรูปแบบจ าลองการออกแบบการสอน
The ADDIE Model ของ : Kevin Kruse (2007 : 1) ที่กล่าวว่า ขั้นตอนที่ 1 เป็นขั้นของการวิเคราะห์ความ
ต้องการจ าเป็น และแนวคิดแบบจ าลองการออกแบบการสอนเชิงระบบของ Dick et al. (2005 : 1-8) ในการ
วิเคราะห์ ความต้องการจ าเป็น การวิเคราะห์การเรียนการสอน การวิเคราะห์นักเรียนและบริบทซึ่งผู้วิจัยได้
ศึกษากระบวนการนิเทศของ Harris et al. (1985 : 13-15) ที่กล่าวว่า การนิเทศการสอนต้องมีการศึกษา
ข้อมูลเบื้องต้น วิเคราะห์ความสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในองค์กร เพื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลง และเป็นไปตาม
แนวคิดของ Acheson, Keith A. and Gall, Meredith D. (1997 : 90), วัชรา เล่าเรียนดี (2550 : 527-528)
ที่กล่าวว่า ผู้นิเทศต้องวิเคราะห์การสอนของครูผู้สอนและการเรียนของนักเรียน เปิดโอกาสให้ผู้รับการนิเทศ
ั
น าเสนอความต้องการ ประเด็นที่สนใจจะปรับปรุงและพฒนาและสอดคล้องรูปแบบการนิเทศของเกรียงศักดิ์
สังข์ชัย (2552 : 37)
ขั้นตอนที่ 2 วำงแผนกำรนิเทศ (Planning = P)
การวางแผนการนิเทศเป็นขั้นของการเตรียมการในการก าหนดตัวชี้วัดความส าเร็จ สื่อการนิเทศ
่
เครื่องมือการนิเทศ และปฏิทินการนิเทศการจัดกิจกรรมและประเมินการอาน คิดวิเคราะห์ และเขียน ผู้วิจัยได้
ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการนิเทศของ Harris et al. (1985 : 23 อางถึงใน วไลรัตน์ บุญสวัสดิ์, 2538 :
้
40) ที่กล่าวว่าการนิเทศภายในโรงเรียนต้องมีการวางแผน (Planning) ได้แก่ การคิดและการตั้งวัตถุประสงค์
ขั้นตอนการด าเนินงาน วางแผนโครงการ และสอดคล้องกับแนวคิดของ Lucio, William H., and McNiel,
John D (1979 : 24) ที่กล่าวว่าผู้นิเทศต้องรู้จักการวางแผน และต้องมีการวางแผนการปฏิบัติงานของตนเอง
นอกจากนี้ในกระบวนการนิเทศการสอนของ Glatthorn, Allan A. (1984 : 2), วัชรา เล่าเรียนดี (2550 :
ั
27), สงัด อุทรานันท์ (2530 : 84-85), เกรียงศกดิ์ สังข์ชัย (2552 : 37), ธัญพร ชื่นกลิ่น (2553 : 28) ยังได้ให้
ความส าคัญเกี่ยวกับการวางแผน และได้น าขั้นตอนการวางแผนการนิเทศ เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการนิเทศ
และกระบวนการนิเทศการสอนที่ได้พัฒนาขึ้น
ขั้นตอนที่ 3 กำรให้ควำมรู้ก่อนกำรนิเทศ (Informing = I)
การให้ความรู้ก่อนการนิเทศ เป็นขั้นการให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมและประเมินการ
อาน คิดวิเคราะห์ และเขียน ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบและกระบวนการนิเทศการสอนของ
่
นักวิชาการในศาสตร์การนิเทศ เช่น Glatthorn et al. (1984 : 2),วัชรา เล่าเรียนดี (2550 : 27), สงัด
อุทรานันท์ (2530 : 86) พบว่า นักวิชาการดังกล่าวมีความคิดเห็นสอดคล้องตรงกันว่าในการนิเทศการสอนนั้น
ื้
มีความจ าเป็นต้องให้ความรู้ที่ส าคัญ เพอเป็นพนฐานในการพฒนาด้วยการประชุม สัมมนาเชิงปฏิบัติการต่างๆ
ื่
ั
การสื่อสารทั้งการพูดและการเขียน ตลอดจนการแสวงหาความรู้จากเอกสาร
ขั้นตอนที่ 4 ปฏิบัติกำรโค้ช (Coaching = C)
การปฏิบัติการนิเทศแบบโค้ช (Coaching) ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด รูปแบบและกระบวนการนิเทศ
ของวัชรา เล่าเรียนดี (2556 : 313-317), Sandvold, A (2008 อางถึงใน วัชรา เล่าเรียนดี, 2556 : 314),
้
19
Sweeney, Diane (2011 : 9) ธัญพร ชื่นกลิ่น (2553 : 28-29) เนื่องจากแนวคิดของนักวิชาการที่กล่าวถึง
่
มุ่งเน้น การแก้ปัญหาการรู้หนังสือและการอานการคิดอย่างเป็นระบบ เน้นให้ครูผู้สอนน าความรู้และทักษะที่
ส าคัญของการจัดการเรียนการสอนไปจัดกิจกรรมที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ มีขั้นตอนที่ส าคัญ คือ 1) ระบุ
ั
จุดประสงค์การเรียนรู้ของนักเรียนที่สัมพนธ์กับมาตรฐานการเรียนรู้ 2) วัดและประเมินผลนักเรียนก่อนเรียน
3) จัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความต้องการของนักเรียน 4) วัดและประเมินผลหลังเรียน นอกจากนี้
การนิเทศแบบโค้ช ผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศมีความใกล้ชิดกัน ร่วมกันคิดใน เชิงสร้างสรรค์ และแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
ขั้นตอน ที่ 5 กำรประเมินผลกำรนิเทศ (Evaluating = E)
การประเมินผลการนิเทศ เป็นขั้นที่ผู้วิจัยน ามาใช้เป็นขั้นตอนสุดท้าย เพอสรุปผลการนิเทศใน
ื่
ื่
แต่ละขั้นตอนที่ได้ด าเนินการไป เพอให้เห็นผลการด าเนินงานทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ซึ่งสอดคล้องกับ
กระบวนการนิเทศของสงัด อทรานันท์ (2530 : 87-88) , วัชรา เล่าเรียนดี (2550 : 28) เกรียงศักดิ์ สังข์ชัย
ุ
(2552 : 37-38), ยุพิน ยืนยง (2553 : 25-26), ธัญพร ชื่นกลิ่น (2553 : 29)
1.7 เทคนิคกำรสังเกตกำรสอน
เนื่องจากการสังเกตการสอนเป็นเครื่องมือส าคัญในการนิเทศการสอน ผลจากการสังเกตการสอน
ช่วยในการวิเคราะห์การสอนของครู ดังนั้นการสังเกตการสอนจะต้องสังเกตและบันทึกข้อมูลตรงตามความจริง
และให้ตรงตามจุดมุ่งหมายมากที่สุด
Acheson et al. (1997 : 23) ได้ให้ข้อเสนอแนะในการนิเทศการสอน ซึ่งประกอบด้วย
เทคนิควิธีการ การก าหนดวัตถุประสงค์ และการวางแผนการสังเกตการสอน เทคนิควิธีการสังเกตการสอนใน
ชั้นเรียน เทคนิคการบันทึกการสังเกตการสอนโดยใช้เครื่องมือแบบต่างๆ เทคนิคการประชุมเพอให้ข้อมูล
ื่
ย้อนกลับ และเทคนิคการนิเทศชี้แนะ แนะน าเพอช่วยเหลือครู ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพฒนา เทคนิค
ั
ื่
การสังเกตการสอนนั้นประกอบด้วย วิธีการสังเกตและการบันทึกโดยเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม (ผู้สังเกตและ
ครูร่วมกันเลือก) เพราะก่อนมีการสังเกต การสอนทุกครั้งจะต้องมีการตกลงร่วมกันก่อนระหว่างครูกับผู้นิเทศ
หรือผู้สังเกต และหลังจากการสังเกตการสอนอาจจะร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกตการสอนก่อนที่จะ
ื่
ั
ิ
ให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ครู เพอร่วมกันในการพจารณาหาแนวทางในการปรับปรุงหรือพฒนาการเรียนการสอน
ต่อไป ดังนั้น ผู้นิเทศ ผู้ท าหน้าที่นิเทศ หรือผู้ที่ท าหน้าที่นิเทศการสอนจะต้องมีความรู้ มีความเข้าใจพอสมควร
เกี่ยวกับวิธีการสังเกตการสอน เทคนิควิธีการสังเกตการสอน และการบันทึกเครื่องมือสังเกตการสอน การสร้าง
และการประยุกต์ใช้เครื่องมือสังเกตการสอนจึงจะช่วยให้การนิเทศการสอนประสบผลส าเร็จตามเป้าหมาย
การสังเกตการสอนและการบันทึกการสอนจ าแนกได้หลายลักษณะ เช่น Oliva, Peer F. and
Pawlas, George E. (1997 : 26-28) ได้จ าแนกการสังเกตเป็น 2 ประเภท
1. การสังเกตแบบกว้าง ๆ ทั่วไป (Global Observation) เป็นการสังเกตในภาพรวมไม่
เฉพาะเจาะจงในพฤติกรรมประเภทใดประเภทหนึ่ง โดยปกติจะเป็นการสังเกตหรือวิธีการสังเกตที่ผู้บริหารหรือ
ผู้นิเทศนิยมใช้ เมื่อต้องการสังเกตพฤติกรรมการสอนทั่ว ๆ ไป เป็นการสังเกตโดยภาพรวมของการปฏิบัติการสอน
ของครู และมักจะใช้ผลการสังเกตและการบันทึก ด้วยวิธีการดังกล่าวในการประเมินประสิทธิภาพการสอนของ
ครูด้วย เช่น แบบสังเกตและบันทึกแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) และแบบมาตราส่วนประมาณค่า
(Rating scale) เป็นต้น
20
2. การสังเกตแบบเฉพาะเจาะจง (Specific Observation) เป็นการสังเกตและบันทึกเฉพาะ
ั
พฤติกรรม เฉพาะเหตุการณ์ เฉพาะเรื่อง หรือเฉพาะประเด็น เช่น การสังเกตบันทึกพฤติกรรมปฏิสัมพนธ์ทาง
วาจาระหว่างครูกับนักเรียนเป็นต้น
นอกจากนี้ Glickman et al. (1995 : 36 ) ได้จ าแนกการสังเกตการสอนเป็น 2 ประเภท คือ
1. การสังเกตเชิงปริมาณ (Quantitative Observation) เป็นวิธีการวัดเหตุการณ์และ
พฤติกรรมต่างๆ และสิ่งต่างๆ ในห้องเรียน ที่สามารถสังเกตเห็นได้ วัดได้ เป็นจ านวนครั้งหรือความถี่ของ
เหตุการณ์ หรือพฤติกรรมต่างๆ ที่ท าการสังเกตและบันทึกด้วยเครื่องมือหรือวิธีการสังเกตด้วยปริมาณ เช่น
1.1 เครื่องมือสังเกตการสอนแบบนับจ านวนความถี่ (Categorical Frequency Instrument)
1.2 เครื่องมือสังเกตการสอนแบบระบุพฤติกรรมตามกระบวนการจัดการเรียนการสอนใน
รูปแบบต่างๆ (Performance Indicator Instrument)
1.3 เครื่องมือสังเกตการสอนที่จัดเตรียมฟอร์มที่เป็นแผนผัง (Diagram)
1.4 เครื่องมือสังเกตและบันทึกตรวจสอบรายการ (Check list)
ู
ู
1.5 เครื่องมือสังเกตและบันทึก แบบเลือกประเภทของค าพดหรือการพด จด และบันทึก
ข้อมูลค าพูดนั้น ค าต่อค าตามเวลาที่ก าหนด (Selective Verbatim Recording)
1.6 เครื่องมือสังเกตและบันทึกปฏิสัมพนธ์ทางวาจาระหว่างครูกับนักเรียนของ Ned
ั
Flanders FIAC (Flanders’s Interaction Analysis Category)
2. การสังเกตเชิงคุณภาพ (Qualitative Observation) การสังเกตด้วยวิธีนี้เป็น
วิธีสังเกตและบันทึกที่จะใช้เมื่อผู้สังเกตหรือผู้นิเทศไม่ทราบว่าจะสังเกตหรือบันทึกอะไรบ้าง ในชั้นเรียน หรือผู้
ี
นิเทศสังเกตรายละเอยดพฤติกรรมในการจัดการเรียนการสอนของครูและนักเรียน การสังเกตเชิงคุณภาพ
การสังเกตเหตุการณ์และพฤติกรรมต่าง ๆ ตลอดจนสภาพทางกายภาพในชั้นเรียน เช่น การจดบันทึก การจัด
บอร์ด สื่ออุปกรณ์ต่าง ๆ โดยท าการบันทึกแบบพรรณนาความโดยไม่ใส่อารมณ์ความรู้สึกของตนเองลงไปด้วย
ประกอบด้วยเครื่องมือหรือวิธีการสังเกตดังต่อไปนี้
2.1 การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Detached-open Narrative)
2.2 การสังเกตบันทึกข้อมูลการพูดเฉพาะอย่าง (Save Verbatim Recording)
2.3 การสังเกตบันทึกโดยใช้ V.D.O. (Audio record)
2.4 การสังเกตและบันทึกแบบสั้นๆ (Anecdotal Record)
2.5 การสังเกตและบันทึกแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation)
2.6 การสังเกตบันทึกตามประเด็นค าถาม (Focused Questionnaire Observation)
2.7 การสังเกตและบันทึกแบบบันทึกการปฏิบัติงานของตนเอง (Journal Writing)
2.8 การวิจารณ์ทางการศึกษา (Educational Criticism)
2.9 การสังเกตบันทึกแบบเฉพาะเหตุการณ์ (Tailored Observation System)
การสังเกตการสอนต้องมีเครื่องมือสังเกตการสอน (Observation Instrument) ซึ่งเครื่องมือ
สังเกตการสอนหมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการสังเกตและบันทึกการเรียนการสอน เช่น ดินสอ ปากกา กระดาษ
ิ
เครื่องใช้อเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น เทปบันทึกเสียง กล้องถ่ายวีดีโอ คอมพวเตอร์ขนาดเล็ก รวมถึงแบบฟอร์ม
ิ
การสังเกตและบันทึกที่ผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศสร้างขึ้นเองหรือมีผู้อนสร้างขึ้น และเป็นที่ยอมรับและรู้จัก
ื่
แพร่หลาย เช่น แบบฟอร์มการสังเกต – บันทึกของ Acheson et al. (1997 : 69-71) ซึ่งเป็นเครื่องมือการ
21
สังเกตการสอนที่ได้จากการสร้างและพฒนาทดลองใช้จนแน่ใจว่าสามารถน าไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและ
ั
ประสิทธิผล แต่มักจะเป็นเครื่องมือที่สร้างขึ้น โดยเฉพาะงานวิจัยที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการสอนของครูที่มี
ื่
ื่
ื่
ประสิทธิภาพหรือเพอใช้ในการประเมินประสิทธิภาพการสอนของครู เพอจุดประสงค์อนที่ไม่ใช่เพอการ
ื่
ี
ปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเครื่องมือที่ค่อนข้างจะละเอยดซับซ้อน ผู้
ที่จะน าไปใช้ต้องมีความสามารถ ความคุ้นเคยและความช านาญในการใช้มากพอสมควร จึงขอแนะน าว่า ควร
จะประยุกต์และปรับใช้เป็นเครื่องมือสังเกตการสอนอย่างง่าย สะดวกต่อการฝึกและการใช้ในสถานการณ์จริง
จะเหมาะสมกว่า ดังที่กล่าวมาแล้ว และใช้วิธีการสังเกตให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการสอนที่มีประสิทธิภาพ
ของ Acheson et al. (1997 : 69-71)
ื่
ในการนิเทศการสอนเพอปรับปรุงและพฒนาการสอนนั้น ครูควรจะได้มีการส่งเสริมและ
ั
ั
พฒนาให้มีความสามารถในการวิเคราะห์การสอนของตนเองได้ ซึ่งมีการสังเกตและการวิเคราะห์ตนเองอย่าง
ง่าย ๆ คือ
ั
1. การวิเคราะห์ตนเองโดยใช้เครื่องมือช่วย เช่น การฟงเสียงการพดของตนเองจากเทป
ู
บันทึกเสียง การสังเกตตนเองจากการดูวีดีโอเทปที่บันทึกการปฏิบัติงานของตนเองไว้ และการรับฟงข้อมูล
ั
ย้อนกลับจากการสังเกตพฤติกรรมการสอนของผู้นิเทศ หรือผู้ท าหน้าที่นิเทศ หรือจากเพื่อนหรือจากนักเรียน
ื่
2. การเยี่ยมชั้นเรียนซึ่งกันและกัน เพอแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน อาจท า
การเยี่ยมชั้นเรียนเป็นกลุ่ม หรือคณะ เพอสังเกตการสอนและให้สมาชิกภายในกลุ่มช่วยกันให้ข้อมูลย้อนกลับ
ื่
ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นการสอนของผู้อนและการสอนของตนเองชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยการเปรียบเทียบกับการ
ื่
สอนของตนเอง
ั
3. ให้จับคู่เพอนที่สนิทสนมและผลัดกันสังเกตการสอนซึ่งกนและกนให้ข้อมูลย้อนกลับจาก
ั
ื่
การสังเกตการสอนในด้านต่าง ๆ ที่ก าหนด ช่วยกันคิดและวิเคราะห์จุดที่เป็นปัญหา เพอหาทางแก้ไขปรับปรุง
ื่
ต่อไป
4. ใช้เทคนิคแบบคลินิก (Clinical Supervision) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องมีการวางแผน
การสังเกตการสอน มีการบันทึกข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ แล้วให้ข้อมูลย้อนกลับ จะช่วยให้ทราบ
ปัญหาข้อบกพร่องต่างๆที่จะต้องแก้ไขปรับปรุง ซึ่งการนิเทศแบบคลินิกเป็นการนิเทศที่มีจุดมุ่งหมายเพอพฒนา
ื่
ั
ปรับปรุงการสอนและทักษะการสอนโดยเฉพาะ และที่ส าคัญที่สุดจะต้องด าเนินการโดยการมีการร่วมมือกันอย่าง
จริงจังระหว่างผู้นิเทศกับครู หรือผู้ท าหน้าที่นิเทศกับครู
ในการสังเกตการสอนต้องมีวิธีการบันทึกการสังเกตการสอนที่ดี จะบันทึกอย่างไร ด้วยวิธีใด
ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการสังเกต ประเภทของการสังเกตการสอน และการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม เช่น
เป็น การสังเกตการสอนเชิงปริมาณ (Qualitative Observation) จะต้องระบุวัตถุประสงค์ชัดเจนว่า จะสังเกต
พฤติกรรมอะไรบ้าง อย่างไร ใช้เครื่องมือแบบใดจึงเหมาะสม เช่นเดียวกับการสังเกตการสอนเชิงคุณภาพ
(Qualitative Observation) จะต้องระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน วิธีการบันทึกและเครื่องมือที่เหมาะสม ดังนั้น
เครื่องมือสังเกตการสอน นอกจากจะเป็นแบบฟอร์มลักษณะต่าง ๆ ที่มีผู้สร้างและพฒนาขึ้น และเผยแพร่ให้ใช้
ั
แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นการจดหรือเขียนบันทึกเหตุการณ์หรือพฤติกรรมด้วยกระดาษ ดินสอ ปากกา (Written record)
ใช้การบันทึกเสียง (Audio record) หรือด้วยการบันทึกภาพ (Videotaping) ประกอบการสังเกตและบันทึกด้วย
วิธีการอื่นๆด้วยดังตัวอย่างวิธีการสังเกตบันทึกการสอน ดังนี้
1. การบันทึกแบบพรรณนาความ (Descriptive of Narrative Record)
22
2. การบันทึกสั้นๆ ไม่เป็นความคิดหรือการประเมินผลใดๆ (Anecdotal Record or Note king)
3. การบันทึกเสียงและการบันทึกภาพเหตุการณ์ทุกอย่างในห้องเรียน (Audio taping
Videotaping)
ู
ู
4. การจดบันทึกค าพด ค าต่อค า ประโยคต่อประโยค ที่ก าหนด หรือค าพดที่เลือกจะบันทึก
(Selective Verbatim Recording)
5. การบันทึกแบบบันทึกการปฏิบัติงานของตนเอง (Journal Writing)
6. การบันทึกตามประเด็นค าถามที่ก าหนด (Focused Questionnaire)
7. การบันทึกโดยท าตารางบันทึกความถี่ (Frequency Tabulation)
8. การบันทึกโดยใช้แผนผังที่นั่งเตรียมไว้ (Seating Chart)
9. การบันทึกพฤติกรรมภาพที่ปรากฏโดยใช้แบบตรวจสอบรายการ (Check list)
10. การบันทึกพฤติกรรมที่เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale)
11. การบันทึกพฤติกรรมโดยใช้แบบบันทึกที่ระบุพฤติกรรมบ่งชี้ (Performance
Indicator Recording)
อย่างไรก็ตาม การสังเกตการสอนจะบันทึกด้วยเครื่องมือหรือวิธีการใดก็ตาม การน าเครื่องมือ
ิ
ประเภทเครื่องอเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น เครื่องบันทึกเสียง บันทึกภาพ และฟล์มต่างๆ มาใช้ประกอบ จะช่วย
ิ
ให้การบันทึกต่างๆในห้องเรียนมีความเที่ยงตรง ครบถ้วนและชัดเจนมากขึ้น เพราะภาพที่บันทึกจะแสดง
ื่
การเคลื่อนไหว และการใช้ภาษาที่สังเกตและบันทึกด้วยวิธีอนๆ ที่ได้บันทึกไว้ด้วย ซึ่งข้อมูลต่างๆ ดังกล่าวจะมี
ประโยชน์ต่อการน าไปช่วยในการวิเคราะห์ผลการสังเกตการสอนได้ละเอยดยิ่งขึ้น ที่ส าคัญการสังเกตการสอน
ี
ี
นั้น เป็นการสังเกตที่มจุดมุ่งหมาย ดังนั้น ผู้ท าการสังเกตหรือผู้นิเทศจะต้องรู้ว่าจะสังเกตการสอนครูในเรื่องใด
ด้านใด หรือพฤติกรรมอะไร ดังนั้น นอกเหนือจากเทคนิควิธีการ และทักษะในการสังเกตการสอนแล้ว ผู้นิเทศ
หรือผู้สังเกตการสอนจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จะสังเกตการสอนเป็นอย่างดี เช่น เทคนิควิธีการสอนต่างๆ
ทักษะการสอน รูปแบบการสอนที่มีประสิทธิภาพ นวัตกรรมต่างๆรวมทั้งพฤติกรรมการสอนที่มีประสิทธิภาพใน
ด้านต่าง ๆ ของครูด้วย (วัชรา เล่าเรียนดี, 2544 : 24)
การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้มีการสังเกตการสอนและบันทึกผลการนิเทศ เช่น บันทึกข้อมูลที่พบ
ระหว่างการนิเทศ การถ่ายภาพการจัดกิจกรรมของครูผู้สอน การเรียนรู้และสืบข้อมูลของนักเรียน แล้วน า
ข้อมูลมาตรวจสอบสรุปผลการนิเทศทั้งในภาพรวม และผลการสังเกตตามตัวชี้วัดของการอ่านคิดวิเคราะห์ และ
่
เขียน คือ 1) การอาน และการหาประสบการณ์จากสื่อที่หลากหลาย 2) การอ่าน และการจับประเด็นส าคัญ
่
่
่
ข้อเท็จจริง ความคิดเห็นจากเรื่องที่อาน 3) การอาน และการเปรียบเทียบแง่มุมต่างๆ 4) การอาน และการแสดง
่
ความคิดเห็นต่อเรื่องที่อาน โดยมีเหตุผลประกอบ 5) การอาน และการถ่ายทอดความคิดเห็น ความรู้สึก
่
จากเรื่องที่อ่าน โดยการเขียน
2. กำรนิเทศแบบโค้ช (Coaching)
การนิเทศแบบโค้ช เป็นกระบวนการหนึ่งที่มีความส าคัญในการช่วยเหลือให้การจัดการเรียนรู้
เป็นไปอย่างมีคุณภาพ ผู้ที่มีบทบาทส าคัญ คือ ศึกษานิเทศก์ รวมทั้งเครือข่ายการนิเทศที่เข้ามามีส่วนร่วมใน
การนิเทศการสอน การด าเนินการเพอเพมศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ให้แก่ครูและผู้บริหารสถานศึกษา ให้
ื่
ิ่
ั
สามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพและได้มาตรฐาน ตลอดจนสามารถเสริมสร้างการพฒนาระบบ
23
การประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาให้เข้มแข็ง การน าเทคนิคการนิเทศแบบโค้ช (Coaching) มาใช้ใน
ั
การนิเทศการสอน จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยในการพฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาให้มี
ประสิทธิภาพมากขึ้นได้
ั
การนิเทศแบบโค้ช (Coaching) เป็นวิธีการพฒนาสมรรถภาพการท างานของครู โดยเน้นไป
ที่การท างานให้ได้ตามเป้าหมายของงาน หรือการช่วยให้สามารถน าความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่และหรือได้รับการ
อบรมมา ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ การโค้ชมีลักษณะเป็นกระบวนการ มีเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึง
3 ประการ คือ การแก้ปัญหาในการท างาน การพฒนาความรู้ ทักษะ หรือความสามารถในการท างาน และการ
ั
ประยุกต์ใช้ทักษะหรือความรู้ในการท างาน ที่ตั้งอยู่บนหลักการของการเรียนรู้ร่วมกัน (Co-Construction) โดยยึด
ื่
หลักว่าไม่มีใครรู้มากกว่าใคร จึงต้องเรียนไปพร้อมกันเพอให้ค้นพบวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง (ส านักทดสอบ
ทางการศึกษา ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2553 : 2-7)
2.1 กำรโค้ชเพื่อกำรรู้หนังสือและกำรอ่ำน (Literacy Coaching or Reading Coaching)
ื่
ค าว่า Literacy Coaching หมายถึง การโค้ชเพอช่วยให้มีความรู้ มีความสามารถในด้านใด
ด้านหนึ่ง เช่น การโค้ชเพอพฒนาทักษะการอาน (Reading Coaching) ซึ่งค า 2 ค านี้มีการน าไปใช้แพร่หลายใน
ื่
่
ั
ั
ื่
โรงเรียนต่าง ๆ ซึ่งในด้านการศึกษา Literacy Coaching อาจหมายถึง การปฏิบัติงานหลายอย่าง เพอพฒนา
คุณภาพการศึกษาหรือเพื่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในหลายวิชาๆ เป็นต้น
การโค้ชเพอช่วยครูพฒนาทักษะการอานแก่นักเรียน ผู้ท าหน้าที่โค้ชอาจจะท าหน้าที่สอนครู
ั
ื่
่
่
เกี่ยวกับยุทธวิธีการอาน การใช้แผนภูมิ แผนภาพ หรือกิจกรรมการสอนที่ช่วยให้นักเรียนเข้าใจในบทอานมาก
่
ื่
ั
ขึ้น ถ้าผู้ท าหน้าที่โค้ชเพอพฒนาการรู้หนังสือ อาจะมีความรับผิดชอบ โดยการช่วยนักเรียนพฒนาทักษะการเขียน
ั
่
และทักษะการอานในทุกวิชา อาจท าหน้าที่โดยโค้ชครูบ่อยครั้งหรือไม่ท า การโค้ชเลยก็ได้ โค้ชเพอ
ื่
การพฒนาการอาน (Reading Coaching) อาจท าหน้าที่ครูปฏิบัติด้านการสอนแก่นักเรียนหรือประเมินผล
ั
่
การเรียนของนักเรียน การโค้ชทั้ง Literacy Coaching และ Reading Coaching อาจจะใช้สลับกันท าหน้าที่
ั
ั
่
โค้ช แต่บทบาทของโค้ชเพอพฒนาการรู้หนังสือกับโค้ชเพอพฒนาการอานค่อนข้างชัดเจนทั้งตัวครู บทบาท
ื่
ื่
และหน้าที่ เช่น ในยุคศตวรรษที่ 21 Literacy Coaching คือ โค้ชที่มาหน้าที่ช่วยพฒนาความรู้จะต้องมีทั้งความรู้
ั
ความสามารถด้านการอ่าน และการอ่านออกเขียนได้ด้วยวิธีต่างๆ เป็นต้น (วัชรา เล่าเรียนดี, 2556 : 111-112)
่
นอกจากนี้ การโค้ชเพอพฒนาความสามารถด้านการอานออกเขียนได้ (Literacy
ั
ื่
Coaching) หรือการรู้หนังสือด าเนินการ ดังนี้
1. การแลกเปลี่ยนข้อมูล (Sharing Information) ระหว่างโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ
2. การเตรียมความพร้อม ส าหรับการโค้ช คือ ผู้ท าหน้าที่โค้ช ครูผู้รับการโค้ช จุดประสงค์
่
ส าคัญจากการโค้ช ก็คือ ผลการเรียนรู้ด้านการอานของนักเรียนที่มาจากการสอนที่มีประสิทธิภาพ (Expert Teaching)
ของครูที่ได้รับการโค้ช การโค้ชจึงมีจุดประสงค์เพอพฒนา ความเชี่ยวชาญ ด้านการสอน โดยมีแนวคิดเชิงระบบ
ื่
ั
ง่ายๆ ดังนี้
Literacy Coaching Expert Teaching Student Achievement
3. การเลือกโค้ชที่เหมาะสม โค้ชต้องมีความรู้ความสามารถสูง โดยเฉพาะ ถ้าจะต้อง
ั
พฒนาทักษะด้านใดด้านหนึ่ง วิธีใดวิธีหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น โค้ชที่จะท าการโค้ช เพอพฒนาสมรรถนะการสอน
ื่
ั
อ่านให้เป็นผู้เชี่ยวชาญการอ่านให้แก่ครูจะต้องมีความเชี่ยวชาญด้านการอ่านจริงและเป็นที่ยอมรับ
24
ั
4. พัฒนาความรู้สึกเป็นเจ้าของ การพฒนาในวิชาชีพระหว่างผู้ร่วมโครงการ ถ้าผู้มีส่วนร่วม
มีความเต็มใจ ตั้งใจ กระตือรือร้น ในการเริ่มต้นในการพฒนาอย่างจริงจัง เป็นการเริ่มต้นบนรากฐานที่ดีใน
ั
การพัฒนาต่อไป
ั
5. ก าหนดความรับผิดชอบและความสัมพนธ์ต่อกันที่ชัดเจน เพราะเมื่อใดที่ผู้บริหาร ครู
และโค้ชท างานร่วมกัน ผลการเรียนของนักเรียนต้องมีการพัฒนาขึ้น
ั
6. โค้ชต้องติดต่อปฏิสัมพนธ์กับโรงเรียนตลอดเวลา การพบปะพดคุยกันระหว่างผู้ที่
ู
เกี่ยวข้อง ทุกสัปดาห์ หรือ สองสัปดาห์ต่อครั้งอย่างต่อเนื่อง
7. โค้ชต้องรู้ว่าแหล่งความรู้มีอะไรบ้าง และเข้าถึงได้อย่างไร เช่น เว็บไซต์ต่างๆ ศูนย์สื่อต่าง ๆ
ที่โรงเรียนจะเข้าถึงได้
8. การพูดจาภาษาเดียวกัน ผู้มีส่วนร่วมทุกคนต้องพูดอธิบายในเรื่องเดียวกันได้เข้าใจ
9.การประเมินความก้าวหน้า (Assess Progress)การติดตามดูแลช่วยเหลือ ความก้าวหน้า
่
ของครูในการใช้หลักสูตรการส่งเสริมการอาน หรือยุทธวิธีสอนจะต้องมีการเก็บบันทึกข้อมูล ครูผู้สอนและโค้ช
ก็ต้องได้รับการฝึกอบรม และมีการประเมินผลความก้าวหน้า
10. มีการวางแผนเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
2.2 กำรโค้ชที่เน้นนักเรียนเป็นส ำคัญ (Student Centered Coaching)
1. แนวคิด
ี
การโค้ชที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ (Student Centered Coaching) เป็นอกแนวคิดหนึ่งใน
ื่
ั
การพฒนาการจัดการเรียนการสอนของครู เพอให้ความส าคัญกับนักเรียนและยึดนักเรียนเป็นส าคัญก่อนเป็น
อันดับแรก ถึงแม้ว่าเป้าหมายหลักส าคัญของการนิเทศในปัจจุบันหรือการโค้ชทุกรูปแบบจะเน้นพฒนาการของ
ั
การเรียนรู้ของนักเรียนก็ตาม การโค้ชที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญเป็นแนวคิดและงานของ Diane Sweeney
(2011 อางถึงใน วัชรา เล่าเรียนดี, 2556 : 323) จุดเด่นและลักษณะส าคัญของการโค้ชที่เน้นนักเรียนเป็น
้
ื่
ส าคัญ คือ เป็นการด าเนินการโค้ชที่โรงเรียน โดย ความร่วมมือของโค้ชผู้บริหาร และครู เพอพฒนาผลการ
ั
เรียนรู้ของนักเรียนเป็นส าคัญ เป็นโค้ชที่มีวัตถุประสงค์ คือ ผลการเรียนรู้ของนักเรียนมากกว่าการมุ่งปรับปรุง
ั
การปฏิบัติการสอนของครู การโค้ช แนวทางการโค้ช มุ่งสู่พฒนาการของผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่เกิดขึ้น
ซึ่งต้องวัดได้และประเมินได้ชัดเจน
2. สาระส าคัญของการโค้ชที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ
2.1 การโค้ชที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ ก าหนดเป้าหมายเฉพาะ คือ พัฒนานักเรียน เป็น
การร่วมมือกันของโค้ช ผู้บริหาร และครูผู้สอน
2.2 ผู้บริหารมีบทบาทส าคัญยิ่งในการพฒนาผลการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียน ซึ่งต้อง
ั
มีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการโค้ชและการพัฒนาคุณภาพของนักเรียน
2.3 เป็นการวัดและประเมินผลกระทบโดยตรงที่เกิดขึ้นกับนักเรียน อันเนื่องมาจากการโค้ช
้
ั
2.4 การพฒนาวิชาชีพด้วยการโคชภายในโรงเรียนมีหลายรูปแบบ หลายวิธีการปฏิบัติใช้
กันแพร่หลายต่อเนื่อง และประสบผลส าเร็จ แต่การโค้ชที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญจะช่วยยืนยันได้ว่าการโค้ชเป็น
การพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องของครูและบุคลากรในโรงเรียน ส่งผลถึงพัฒนาการของผลการเรียนรู้ของนักเรียนจริง
25
2.5 การโค้ชที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ มีลักษณะและการปฏิบัติที่ชัดเจนของการโค้ชใน
ั
โรงเรียน โดยบุคลากรในโรงเรียน เนื่องจากผู้บริหารต้องให้ความส าคัญและให้ความร่วมมือ เพอการพฒนา
ื่
คุณภาพของนักเรียน โดยตรง
3. บทบาทของผู้บริหารในการโค้ชที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ
3.1 ท าความเข้าใจหลักการ แนวคิด แนวปฏิบัติ ของการโค้ชที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ
พร้อมกับโค้ชหรือผู้ท าหน้าที่โค้ช เพราะผู้บริหารเป็นบุคคลที่จะสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นกับคณะครูใน
โรงเรียน ไม่ใช่โค้ช
3.2 ผู้บริหารต้องสร้างวัฒนธรรมของการเรียนรู้ร่วมกันให้เกิดขึ้นในโรงเรียนบุคลากรทุก
คนในโรงเรียนหรือครูทุกคน และผู้บริหาร เป็นนักเรียนที่ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อตอบสนองต่อความต้องการ
ของนักเรียน
3.3 ผู้บริหารต้องมีส่วนร่วมในการโค้ชทุกขั้นตอนของการโค้ช ค าถาม และการอภิปราย
ั
ร่วมกันระหว่างผู้บริหาร โค้ช และครู คือ เราต้องการให้นักเรียนของเราเรียนรู้และพฒนาเรื่องใด เราจะรู้ได้
อย่างไรว่านักเรียนของเราเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตามเป้าหมาย เราจะช่วยนักเรียนที่มีปัญหาในการเรียนด้วยวิธี
ั
ใหม่ ๆ อย่างไร การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์และจุดเน้น การโค้ชจากการปรับปรุงพฒนาครูให้ได้ตามมาตรฐาน
ั
ั
การจัดการเรียนรู้ ให้เป็นการปรับปรุงพฒนานักเรียนเป็นส าคัญเป็นเรื่องใหม่ โค้ชท าหน้าที่โค้ชโดยล าพงไม่ได้
โรงเรียนต้องมีผู้น าเคียงข้างร่วมมอตลอดเวลา จึงจะท าให้การพัฒนาผลการเรียนของนักเรียนเพื่อนักเรียนโดย
ื
โรงเรียนประสบผลส าเร็จ
4. ขั้นตอนการโค้ชที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ
4.1 ร่วมกันระบุจุดประสงค์การเรียนรู้ หรือวิเคราะห์ข้อมูลการเรียนรู้ของนักเรียนที่
สัมพันธ์กับมาตรฐานการเรียนรู้
4.2 วัดและประเมินผลนักเรียนก่อนเรียน โดยเปรียบเทียบกับจุดประสงค์การเรียนรู้
4.3 จัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองต้องความต้องการของนักเรียน
ื่
4.4 วัดและประเมินผลหลังเรียน เพอตรวจสอบตัดสินว่านักเรียนเกิดการเรียนรู้ตาม
จุดประสงค์การเรียนรู้ที่ก าหนดหรือไม่
ั
การนิเทศแบบโค้ช ซึ่งเป็นการนิเทศที่ผู้วิจัยได้น ามาใช้ในการพฒนารูปแบบการนิเทศการจัด
กิจกรรมและประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน เนื่องจากว่าการนิเทศแบบโค้ช ผู้ที่ท าการนิเทศและผู้รับ
ื่
ู
การนิเทศได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากกว่าการนิเทศในรูปแบบอนๆ ผู้รับการนิเทศได้มีโอกาสพดแสดงความ
คิดเห็นอย่างเต็มที่ ส่วนใหญ่ผู้นิเทศจะเป็นฝ่ายรับฟังมากกว่าพูด มีการแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น ซักถาม
ื่
ั
พดคุยในประเด็นที่นิเทศ นอกจากนี้ในเรื่องของการอานคิดวิเคราะห์ และเขียน เพอพฒนาความสามารถ
่
ู
การจัดกิจกรรมและประเมินของครูผู้สอน ส่งเสริมความสามารถทางด้านภาษา (literacy) ความสามารถ
ทางด้านเหตุผล (Reasoning Abilities) โดยเน้นนักเรียนเป็นส าคัญ การนิเทศที่เหมาะสมที่สุด คือ การนิเทศ
แบบโค้ช
26
3. ทฤษฎีเกี่ยวกับกำรนิเทศกำรสอน
การนิเทศการสอน เป็นกระบวนการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศ
ั
ื่
เพอที่จะพฒนาปรับปรุงคุณภาพการจัดการศึกษา และจัดการเรียนการสอนของครูเพอให้ได้มาซึ่งประสิทธิผล
ื่
ในการเรียนของนักเรียน กล่าวโดยสรุปได้ว่า ในการนิเทศการสอนมีความจ าเป็นอย่างมากที่จะต้องน าทฤษฎี
ั
เกี่ยวกับการนิเทศการสอนมาเป็นฐานคิดในการพฒนาระบบของการนิเทศการสอน ทั้งนี้ เนื่องจากการนิเทศ
การสอนเป็นพฤติกรรมที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์และมีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์โดยตรง ดังนั้น
ื่
จึงมีความจ าเป็นที่ต้องศึกษาทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศการสอน เพอที่จะน ามาพจารณาถึงความ
ิ
ั
สอดคล้องเหมาะสมในการพฒนาครูให้ตรงกับสภาพและความต้องการในการพฒนาเทคนิคการนิเทศการสอน
ั
จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศการสอนของนักคิด นักการศึกษา และนักจิตวิทยา
สามารถสรุปสาระส าคัญของทฤษฎีต่าง ๆ ดังนี้
3.1 ทฤษฎีกำรเปลี่ยนแปลง
ื่
การนิเทศการสอนมีเป้าหมาย เพอการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยการช่วยเหลือสนับสนุน
ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการปฏิบัติงานของครู และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ให้ส่งผลถึง
ั
คุณภาพของนักเรียนและคุณภาพของการศึกษาเป็นส าคัญ ดังนั้นในการพฒนารูปแบบการนิเทศการสอนใน
ื่
ครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงของนักคิด นักการศึกษา และนักจิตวิทยา เพอ
เป็นพนฐานที่จะน าไปประกอบกับเทคนิคและทักษะในการนิเทศ อาทิเช่น Bennis, Warren G., Benne and
ื้
Chin R. (1969 : 34-35), วัชรา เล่าเรียนดี (2550 : 33-34) ได้เสนอยุทธวิธีทั่วไปของการเปลี่ยนแปลงไว้ 3
ยุทธวิธี คือ 1) ยุทธวิธีการใช้หลักเหตุผลและข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีความเชื่อว่า มนุษย์สามารถจะท าตาม
ความสนใจของตนเองให้ปรากฏชัดเจนได้การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้น จากที่ตัวบุคคล กลุ่มบุคคลรู้ดีว่าตนเองมี
ความประสงค์และเห็นว่ามีผลดีตามความสนใจของตนเอง 2) ยุทธวิธีการให้การศึกษาใหม่หรือให้ความรู้ใหม่
โดยมีความเชื่อว่า มนุษย์มีแรงจูงใจที่แตกต่างกัน ยึดความเป็นเหตุผล และความฉลาดของมนุษย์ โดยที่แบบ
แผนการปฏิบัติใดๆจะได้รับการสนับสนุนหรือเป็นผลมาจากบรรทัดฐานทางสังคมที่บุคคลนั้นยอมรับและยึด
ิ
เป็นแนวปฏิบัติ และ 3) ยุทธวิธีในการใช้อ านาจและการควบคุม กล่าวคือ เป็นการใช้อทธิพลของต าแหน่งหน้าที่และ
ใช้ข้อมูลที่ไม่สามารถคัดค้านหรือปฏิเสธได้ นอกจากนี้กระบวนการเปลี่ยนแปลงยังประกอบด้วย 3 ขั้น คือ
1) ขั้นละลายความเคยชิน 2) ขั้นการเปลี่ยนแปลง 3) ขั้นท าให้อยู่อย่างมั่นคง นอกจากนี้ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อ
การเปลี่ยนแปลงมาจาก 2 สาเหตุ คือ สาเหตุจากภายนอกและสาเหตุจากภายใน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่มาจาก
ภายนอกอาเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ สะสมจนท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
จากลักษณะที่ส าคัญของทฤษฎี สรุปได้ว่า ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงมีลักษณะของการ
ผสมผสานกัน ดังนั้นการเลือกใช้ทฤษฎี หลักการในการเปลี่ยนแปลงส าหรับการนิเทศ จ าเป็นจะต้องรู้และ
เข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในทุกองค์ประกอบ ทั้งนี้ เพอปฏิบัติหน้าที่ในการนิเทศให้มีประสิทธิภาพและ
ื่
ประสิทธิผลสูงสุด
3.2 ทฤษฎีแรงจูงใจ
ทฤษฎีแรงจูงใจที่ได้รับการยอมรับและกล่าวขวัญกันคือ ทฤษฎีแรงจูงใจของ Maslow และทฤษฎี
แรงจูงใจของ Herzberg, F. โดยที่ Maslow ได้จ าแนก ความต้องการของมนุษย์เรียงล าดับจากความต้องการพนฐาน
ื้
จนถึงความต้องการสุดยอด 5 ประการ คือ
27
1. ความต้องการทางด้านร่างกาย (Physiological Needs)
2. ความต้องการความปลอดภัย หรือสวัสดิภาพ (Safety Needs)
3. ความต้องการความรักและการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ (Belongingness and love Needs)
4. ความต้องการได้รับความนับถือจากผู้อื่น (Esteem Needs)
ั
5. ความต้องการความเป็นตัวตนเองอนแท้จริงของตนเอง และต้องการที่จะพฒนาตนเองอย่าง
ั
เต็มศักยภาพ (Self-actualization Needs) เป็นความต้องการขั้นสุดท้าย ซึ่งเป็นความต้องการขั้นสูงสุดของมนุษย์
ความต้องการของมนุษย์ทั้ง 5 ประเภทนี้อาจจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ในบางประเภท เช่น ความต้องการทางสังคม
และความส าเร็จในตัวเอง หรือความต้องการทางกาย และความต้องการทางสังคม
้
ในท านองเดียวกัน Herzberg at el. (1959 อางถึงใน วัชรา เล่าเรียนดี, 2550 : 68) ได้เสนอ
ทฤษฎีแรงจูงใจสององค์ประกอบ คือ องค์ประกอบด้านแรงจูงใจ (Motivation Factors) ได้แก่ โอกาสและความ
เป็นไปใน การเจริญก้าวหน้า การได้เลื่อนระดับหรือความก้าวหน้าในหน้าที่การงานการได้รับการยกย่อง ยอมรับ
การได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ และผลส าเร็จหรือการประสบผลส าเร็จ ส่วนองค์ประกอบด้านสุขภาพศาสตร์
(Hygiene Factors) ประกอบด้วย เงินเดือนค่าจ้าง สภาพการท างาน ความปลอดภัยหรือสวัสดิการในการท างาน ชีวิต
ส่วนตัว นโยบายของโรงเรียนและการบริหาร การนิเทศและเทคนิควิธีการนิเทศ ความสัมพนธ์ระหว่างบุคคลใน
ั
หน่วยงาน และฐานะหรือสถานภาพของบุคคล
ส่วน Mc Gregor, Douglas (1960 อ้างถึงใน วัชรา เล่าเรียนดี, 2550 : 68) ได้เสนอข้อสมมติเกี่ยวกับ
มนุษย์ใน 2 ลักษณะ คือ ทฤษฎี X กล่าวว่า มนุษย์ทั่วไปมีนิสัยประจ าตัวก็คือ ไม่อยากท างานและพยายามที่จะ
หลีกเลี่ยงงานเท่าที่จะท าได้ ต้องมีการบังคับควบคุมชี้แนะ และขู่เข็ญด้วยการลงโทษ รวมทั้งไม่ชอบที่จะถูกชี้แนะ
ปรารถนาที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ มีความทะเยอทะยานน้อย มีความต้องการความปลอดภัยมากที่สุด และ
ทฤษฎี Y กล่าวคือ การใช้ความพยายามทางด้านร่างกายและจิตใจในการท างานเป็นเรื่องธรรมชาติ การควบคุม
ภายนอกและการท าให้หวาดกลัวโดยการลงโทษไม่ใช่เป็นวิธีการท าให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรการมีข้อผูกมัดกับ
จุดประสงค์ในการท างานเป็นวิธีการให้รางวัลชนิดหนึ่งซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความส าเร็จ มนุษย์สามารถเรียนรู้ได้
ื่
ภายใต้ภาวการณ์ที่เหมาะสม ความสามารถในการใช้จิตนาการ ความจริงใจ ความคิดสร้างสรรค์ เพอแก้ไขปัญหา
ภายในองค์กรจะเป็นไปอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่ภายในขอบเขตจ ากัด
จากการศึกษาทฤษฎีแรงจูงใจ สรุปได้ว่า ในการนิเทศงานจ าเป็นต้องค านึงถึงธรรมชาติของ
ื้
มนุษย์ที่แท้จริง และความต้องการของผู้รับการนิเทศ หรือครูตามความต้องการพนฐานในขั้นความต้องการที่จะ
ั
รู้สึกว่าตัวเองมีค่า และความต้องการที่รู้จักตนเองอย่างแท้จริงและความต้องการที่จะพฒนาตนเองอย่างเต็ม
ศักยภาพ ซึ่งต้องอาศัยทฤษฎีแรงจูงใจต่างๆ มาประกอบกับการปฏิบัติงานนิเทศด้วย โดยมุ่งเน้นทั้งด้านงานและจิตใจ
รวมทั้งการสร้างบรรยากาศในการปฏิบัติงานด้วย
3.3 ทฤษฎีกำรสื่อสำร
การติดต่อสื่อสารมีความจ าเป็นและส าคัญต่อการนิเทศการสอน เพราะการนิเทศการสอน
เป็นการปฏิบัติงานเพื่อช่วยครูในการสอนที่ต้องอาศัยการติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกัน การติดต่อสื่อสารเกิดขึ้นใน
ทุกองค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากกระบวนการพด มีองค์ประกอบที่ส าคัญ คือ 1) ผู้พด 2) ค าพด
ู
ู
ู
ู
ั
ู
3) ผู้ฟง คือ ผู้พด ค าพด ผู้ฟง มีจุดเน้นที่การกระท าของผู้ส่งและผู้รับซึ่งท าหน้าที่อย่างเดียวกันและเปลี่ยน
ั
บทบาทกันไปมาในการเข้ารหัสสาร การแปลความหมาย และการถอดรหัสสาร
28
นอกจากนั้น วัชรา เล่าเรียนดี (2550 : 165) กล่าวว่าการสื่อสาร เป็นการสื่อความหมาย
ู
ระหว่างกัน ในการนิเทศการสอนจึงเป็นเรื่องส าคัญ เพราะผู้นิเทศนั้นจะต้องท างานร่วมกับครู ต้องพดคุย
ปรึกษาหารือกัน ทั้งเป็นแบบทางการและไม่เป็นทางการอยู่ตลอดเวลา มีจุดเน้นที่กระท าของผู้ส่งและผู้รับซึ่ง
ท าหน้าที่อย่างเดียวกัน และเปลี่ยนบทบาทกันไปมาในการเข้ารหัส การแปลความหมาย และการถอดรหัส ซึ่ง
ในการสื่อสารนั้นจะต้องตอบค าถามต่อไปนี้ให้ได้ คือ ใคร พูดอะไร โดยวิธีการและช่องทางใด ไปยังใคร ด้วยผล
ิ
อะไร จากค าถามดังกล่าว สรุปว่าการพัฒนาทฤษฎีการสื่อสารโดยมีประเด็นที่พจารณาว่าผู้ส่งจะส่งสารอย่างไร
และผู้รับจะแปลความหมาย และมีการโต้ตอบสารนั้นอย่างไร เรียกว่าทฤษฎี S M C R ประกอบด้วย ผู้ส่ง
ั
(Source) ข้อมูลข่าวสาร (Message) ช่องทางในการส่ง (Channel) ผู้รับ (Receiver) อนเป็นองค์ประกอบ
ส าคัญของการสื่อสาร
จากการศึกษาทฤษฎีการสื่อสาร สรุปได้ว่า ในการนิเทศการสอนในโรงเรียนนั้น บรรยากาศ
ื้
โรงเรียนแบบเปิด วัฒนธรรมโรงเรียนที่เออต่อการเรียนรู้ การปฏิบัติงานร่วมกัน การยอมรับซึ่งกันและกัน มี
ความส าคัญต่อการนิเทศให้บรรลุผลส าเร็จ รวมทั้งการติดต่อสื่อสารต่อกันที่มีประสิทธิผล ย่อมสร้างความเข้าใจ
ตรงกันที่ส าคัญที่สุด คือ การสื่อสารที่ดีต่อกัน
3.4 ทฤษฎีมนุษย์สัมพันธ์
ั
นักคิดนักการศึกษา และนักจิตวิทยาได้กล่าวถึง ทฤษฎีมนุษย์สัมพนธ์ของ Elton Mayo
(อ้างถึงใน Sergiovanni and Stratt 1988 : 8-10) ได้ศึกษาถึงพฤติกรรมของมนุษย์ในการท างานที่ไม่ได้ขึ้นอยู่
กับปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจหรือการจูงใจทางด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความต้องการทางด้านจิตใจ
หรือเรื่องราวทางด้านสังคมที่ไม่ได้เกี่ยวกับการเงินโดยตรงด้วยและยังศึกษาถึง “Hawthorne Studies” ใน
ประเด็นปัจจัยด้านปทัศถานทางสังคม พฤติกรรมของคนถูกก าหนดตามสัมพนธภาพในกลุ่ม และผู้น าอย่างไม่
ั
เป็นทางการ
ส่วน Maslow (1954 อางถึงใน Glickman, Gordon and Ross-Gordon 1995 : 156) มี
้
ื่
แนวคิดที่มุ่นเน้นกระบวนการในการจูงใจ (Process Theory of Motivation) เพอหาค าตอบว่าจะมีวิธีการจูง
ั
ใจอย่างไรที่จะท าให้คนมีพฤติกรรมตามที่เราต้องการได้ ซึ่งน ามาเป็นหลักทางด้านมนุษย์สัมพนธ์ ตามทฤษฎี
ล าดับความต้องการของ Maslow’s Hierarchy of Needs Theory บนสมมติฐาน 3 ข้อ คือ 1) บุคคลคือ
สิ่งมีชีวิตที่มีความต้องการ 2) ความต้องการถูกเรียงล าดับตามความส าคัญจากความต้องการพนฐานไปจนถึง
ื้
ความต้องการที่ซับซ้อน และ 3) บุคคลจะก้าวสู่ความต้องการในระดับต่อไปเมื่อความต้องการระดับต่ าลงมา
ได้รับการตอบสนองแล้ว
3.5 ทฤษฎีภำวะผู้น ำ
ื่
ในการนิเทศการสอน ผู้นิเทศจะต้องใช้ภาวะผู้น าในการนิเทศอย่างเหมาะสม เพอให้
การนิเทศประสบผลส าเร็จและบรรลุตรงตามเป้าหมาย ดังนั้น ผู้นิเทศจะต้องรู้และเข้าใจเกี่ยวกับภาวะผู้น า
ประเภทผู้น า และการใช้ภาวะผู้น าในการส่งเสริมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการปฏิบัติงานของครู ให้ส่งผลถึง
คุณภาพของนักเรียนมากที่สุด เกี่ยวกับเรื่องนี้ Mc Gregor, Douglas (1960 อ้างถึงใน วัชรา เล่าเรียนดี, 2550 :
58) ได้กล่าวถึงลักษณะของผู้น า ตามแนวทฤษฎี X และทฤษฎี Y และได้เสนอข้อสมมติฐานเกี่ยวกับมนุษย์ใน 2
ลักษณะ คือ ทฤษฎี X กล่าวว่า มนุษย์ทั่วไปมีนิสัยประจ าตัวก็ คือ ไม่อยากท างานและพยายามที่จะหลีกเลี่ยง
29
งานเท่าที่จะท าได้ ต้องมีการบังคับควบคุมชี้แนะ และขู่เข็ญด้วยการลงโทษ รวมทั้งไม่ชอบที่จะถูกชี้แนะ
ปรารถนาที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ มีความทะเยอทะยานน้อย มีความต้องการความปลอดภัยมากที่สุด
และทฤษฎี Y กล่าวคือ การใช้ความพยายามทางด้านร่างกายและจิตใจในการท างานเป็นเรื่องธรรมชาติ
การควบคุมภายนอกและการท าให้หวาดกลัวโดยการลงโทษไม่ใช่เป็นวิธีการท าให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
การมีข้อผูกมัดกับจุดประสงค์ในการท างานเป็นวิธีการให้รางวัลชนิดหนึ่งซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความส าเร็จ มนุษย์
สามารถเรียนรู้ได้ภายใต้ภาวการณ์ที่เหมาะสม ความสามารถในการใช้จินตนาการ ความจริงใจ ความคิดสร้างสรรค์
เพื่อแก้ไขปัญหาภายในองค์กรจะเป็นไปอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่ภายในขอบเขตจ ากัด
นอกจากนั้น Hersey P. and Blanchard K. (1977 อางถึงใน วัชรา เล่าเรียนดี, 2550 :
้
65) ได้เสนอรูปแบบภาวะผู้น า 4 แบบ ซึ่งเน้นพฤติกรรมการท างาน (Task Behavior) กับพฤติกรรม
ั
ความสัมพนธ์ระหว่างบุคคล (Relationship Behavior) คือ 1) ให้ความส าคัญกับงานสูงและให้ความสัมพนธ์
ั
ั
ระหว่างบุคคลต่ า จัดเป็นการใช้ภาวะผู้น าแบบเผด็จการ 2) ให้ความส าคัญกับงานและให้ความสัมพนธ์ระหว่าง
ั
บุคคลสูง จัดเป็นการใช้ภาวะผู้น าแบบประชาธิปไตย 3) ให้ความส าคัญกับความสัมพนธ์ระหว่างบุคคลสูง และ
ั
ความส าคัญกับงานต่ า และ4) ให้ความส าคัญกับงานและให้ความสัมพนธ์ระหว่างบุคคลต่ า จัดเป็นการใช้ภาวะ
ผู้น าแบบปล่อยปละละเลย
จะเห็นได้ว่าทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความส าเร็จของการนิเทศ ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถ
และรูปแบบของความเป็นผู้น า โดยการรู้จักในสิ่งจูงใจเป็นเครื่องกระตุ้นในการปฏิบัติงาน การให้ความร่วมมือ
ดังนั้น ภาวะผู้น า จึงเป็นเทคนิคหนึ่งที่จ าเป็นของผู้น าและผู้นิเทศจะต้องเลือกใช้ทั้งรูปแบบภาวะผู้น าให้
เหมาะสมกับคนและกลุ่มคน
3.6 ทฤษฎีกำรเรียนรู้ของผู้ใหญ่
พัฒนาการของผู้ใหญ่ในด้านการเรียนรู้และความเจริญก้าวหน้านั้น เป็นไปตามล าดับขั้นตอน
โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของผู้ใหญ่จ าเป็นต้องค านึงถึงการเปลี่ยนแปลงลักษณะของความรู้
ั
ความสามารถ ความสัมพนธ์ของผู้ใหญ่กับสภาพแวดล้อมด้วย และผู้ใหญ่แต่ละคนจะมีระดับความคิดรวบยอด
ั
ที่แตกต่างกันตามล าดับ เกี่ยวกับเรื่องนี้ วัชรา เล่าเรียนดี (2550 : 38) ได้ให้แนวคิดในการพฒนาความคิดรวบ
ยอดของผู้ใหญ่ ดังนี้ คือ 1) ความคิดรวบยอดระดับต่ าเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการคิดที่เป็นรูปธรรม เช่น
สามารถประเมินสิ่งต่างๆ ด้วยเกณฑ์ธรรมดาง่ายๆ ไม่สามารถนิยามปัญหาได้ จ าเป็นต้องแสดงวิธีท าให้ดูหรือ
แสดงวิธีการแก้ปัญหาให้ดูเป็นตัวอย่าง 2) ความคิดรวบยอดระดับปานกลาง เป็นบุคคลที่มีความสามารถใน
การคิดเชิงนามธรรมได้มากขึ้น ได้แก่ อธิบายหรือนิยามปัญหาได้ และคิดวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมได้ในจ านวนที่
จ ากัด แต่ยังไม่มีการวางแผนแกปัญหาที่ชัดเจน 3) ความคิดรวบยอดระดับสูง เป็นบุคคลที่มีลักษณะเป็นนักคิด
ที่ละเอียดลออ สามารถคิดเชิงนามธรรมระดับสูง เป็นตัวของตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง มีความรู้ มีความยืดหยุ่น
และมีความสามารถในการบูรณาการเรื่องต่างๆ เข้าด้วยกันได้
กล่าวโดยสรุป ผู้ใหญ่ที่มีความคิดรวบยอดระดับสูงจะมีลักษณะการเรียนรู้ที่แตกต่างกันจาก
ผู้ใหญ่ที่มีความคิดรวบยอดระดับต่ า โดยเฉพาะในประเด็นกระบวนการจัดการเรียนรู้และเทคนิควิธีการที่ใช้ใน
ั
การจัดการเรียนรู้ นอกจากนั้นการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ยังมีความสัมพนธ์ เกี่ยวโยงกับการนิเทศและผู้นิเทศ
โดยตรง ดังนั้นหากผู้นิเทศที่มีความรู้เกี่ยวกับผู้ใหญ่ พฒนาการของผู้ใหญ่และแนวทางการพฒนาการเรียนรู้
ั
ั
ของผู้ใหญ่ ก็จะช่วยให้การนิเทศการสอนของครูเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ
30
ั
มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการนิเทศแบบพฒนาการของ Glickman at el. (2004 อางในวัชรา เล่าเรียนดี,
้
2550 : 36-37) ที่ให้ความส าคัญกับครู และการเลือกใช้วิธีการนิเทศที่เหมาะสมกับครูแต่ละแบบ
ในการนิเทศการสอนความรู้เกี่ยวกับผู้ใหญ่และแนวทางการพฒนาผู้ใหญ่ หากผู้นิเทศมี
ั
ความรู้ เกี่ยวกับผู้ที่จะท าการช่วยเหลือแนะน าหรือร่วมปฏิบัติงานด้วย ก็จะช่วยท าให้การด าเนินการนิเทศ
เป็นไปได้ง่าย และมีแนวโน้มจะประสบผลส าเร็จมากกว่าการไม่มีความรู้เกี่ยวกับผู้ใหญ่หรือครูเลย นอกจากนั้น
ยังเป็นการส่งเสริมให้ครูมีความก้าวหน้า มีการพฒนาการ และส่งผลถึงผลการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งวัชรา เล่า
ั
เรียนดี (2550 : 37, 141-142), Glickman at el. (1995 : 80-81), ชิดชงค์ ส.นันทนาเนตร (2549 : 94-96),
Wiles, Jon and Joseph B. (2004 : 152 – 153), Knowles, M.S., Holtion and Swanson (1998 : 64-68) ได้
สรุปหลักการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ดังนี้
1) ต้องค านึงถึงความต้องการที่จะรู้หรือความต้องการเรียนรู้ของผู้ใหญ่แต่ละบุคคลเป็นหลัก
2) การเรียนรู้ของผู้ใหญ่ อาศัยความรู้เดิมและประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมาเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้
3) สภาพแวดล้อมและความพร้อมในการเรียนรู้ ผู้ใหญ่ต้องการความสะดวกสบายเหมาะสม
ตลอดจนได้รับความไว้วางใจและการให้เกียรติผู้เรียน
4) ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับตนเอง ผู้ใหญ่มองตนเองว่าเป็นบุคคลที่มี ความรับผิดชอบต่อ
ชีวิตของตนเอง
5) เป้าหมายการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่จะมีแนวโน้มจะมุ่งเป้าหมายการเรียนรู้ในเรื่องที่
เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตเพื่อการแก้ปัญหา
6) การเรียนรู้ของผู้ใหญ่เกิดจากแรงจูงใจภายในมากกว่าแรงจูงใจภายนอก
จากหลักการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ สรุปได้ว่า ผู้ใหญ่มีล าดับของการเรียนรู้
จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม ดังนั้นในการนิเทศการสอนจึงต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการเรียนรู้ของ
ผู้ใหญ่และการพัฒนาการของผู้ใหญ่ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ที่เกี่ยวกับการนิเทศ
4. เอกสำรเกี่ยวกับงำนกำรจัดกำรศึกษำปฐมวัย
4.1 หลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย พุทธศักรำช 2560
(1) ปรัชญำกำรศึกษำปฐมวย
ั
ั
การศึกษาปฐมวัยเป็นการพฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี บริบูรณ์ อย่างเป็นองค์
ั
รวม บนพนฐานการอบรมเลี้ยงดู และส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพฒนาการตามวัย
ื้
ของเด็กแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเออ
ื้
อาทร และความเข้าใจของทุกคน เพอสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ื่
ั
เกิดคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ
(2) วิสัยทัศน์
ั
ั
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งพฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการพฒนาด้านร่างกาย
อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมี
ความสุขและเหมาะสมตามวัย มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยง เป็นคนดี มี
ี
31
วินัย และส านึกความเป็นไทย โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา พอแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่
่
เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก
(3) หลักกำร
เด็กทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพฒนาการตามอนุสัญญาว่า
ั
ั
ด้วยสิทธิเด็ก ตลอดจนไดรับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสม ด้วยปฏิสัมพนธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับ
พ่อแม่ เด็กกับผู้สอน เด็กกับผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการอบรมเลี้ยงดู การพฒนา และให้การศึกษาแก่เด็ก
ั
ั
ื่
ปฐมวัย เพอให้เด็กมีโอกาสพฒนาตนเองตามล าดับขั้นของพฒนาการทุกด้าน อย่างเป็นองค์รวม มีคุณภาพ
ั
และเต็มตามศักยภาพโดยมีหลักการดังนี้
1. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกคน
2. ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นส าคัญ โดยค านึงถึงความ
แตกต่างระหว่างบุคคลและวิถีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย
ั
3. ยึดพัฒนาการและการพฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นอย่างมีความหมายและ
ื้
มีกิจกรรมที่หลากหลาย ได้ลงมือกระท าในสภาพแวดล้อมที่เออต่อการเรียนรู้ เหมาะสมกับวัย และมีการ
พักผ่อนที่เพียงพอ
4. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตนตามหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มีวินัย และมีความสุข
ั
5. สร้างความรู้ ความเข้าใจและประสานความร่วมมือในการพฒนาเด็กระหว่าง
สถานศึกษากับพ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย
(5) แนวคิดกำรจัดกำรศึกษำปฐมวย
ั
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พทธศักราช 2560 พฒนาขึ้นบนแนวคิดหลักส าคัญ
ั
ุ
เกี่ยวกับพฒนาการเด็กปฐมวัย โดยถือว่าการเล่นของเด็กเป็นหัวใจส าคัญของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
ั
ื้
ภายใต้การจัดสภาพแวดล้อมที่เออต่อการท างานของสมอง ผ่านสื่อที่ต้องเออให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่น
ื้
ิ
ประสาทสัมผัสทั้งห้า โดยครูจ าเป็นต้องเข้าใจและยอมรับว่าสังคมและวัฒนธรรมที่แวดล้อมตัวเด็กมีอทธิพลต่อ
ั
ั
การเรียนรู้และการพฒนาศักยภาพและพฒนาการของเด็กแต่ละคน ทั้งนี้ หลักสูตรฉบับนี้มีแนวคิดในการจัด
การศึกษาปฐมวัย ดังนี้
ั
1. แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนำกำรเด็ก พฒนาการของมนุษย์เป็นกระบวนการ
ั
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในตัวมนุษย์เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนตลอดชีวิต พฒนาการของเด็กแต่ละคนจะมี
ล าดับขั้นตอนลักษณะเดียวกัน แต่อัตราและระยะเวลาในการผ่านขั้นตอนต่างๆอาจแตกต่างกันได้ขั้นตอนแรกๆ
ั
ั
จะเป็นพนฐานส าหรับพฒนาการขั้นต่อไป พฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา แต่ละ
ื้
ส่วนส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน เมื่อด้านหนึ่งก้าวหน้าอีกด้านหนึ่งจะก้าวหน้าตามด้วยในท านองเดียวกันถ้าด้าน
ื่
หนึ่งด้านใดผิดปกติจะท าให้ด้านอนๆผิดปกติตามด้วย แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีพฒนาการด้านร่างกายอธิบายว่า
ั
ั
การเจริญเติบโตและพฒนาการของเด็กมีลักษณะต่อเนื่องเป็นล าดับชั้น เด็กจะพฒนาถึงขั้นใดจะต้องเกิดวุฒิ
ั
ภาวะของความสามารถด้านนั้นก่อน ส าหรับทฤษฎีด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคมอธิบายว่า การอบรมเลี้ยงดูใน
วัยเด็กส่งผลต่อบุคลิกภาพของเด็ก เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ความรักและความอบอนเป็นพนฐานของความเชื่อมั่น
ุ่
ื้
32
ุ่
ในตนเอง เด็กที่ได้รับความรักและความอบอนจะมีความไว้วางใจในผู้อน เห็นคุณค่าของตนเอง จะมีความ
ื่
ื้
เชื่อมั่นในความสามารถของตน ท างานร่วมกับผู้อนได้ดี ซึ่งเป็นพนฐานส าคัญของความเป็นประชาธิปไตยและ
ื่
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และทฤษฎีพฒนาการด้านสติปัญญาอธิบายว่า เด็กเกิดมาพร้อมวุฒิภาวะ ซึ่งจะ
ั
พัฒนาขึ้นตามอายุ ประสบการณ์ รวมทั้งค่านิยมทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เด็กได้รับ
2. แนวคิดเกี่ยวกับกำรเล่นของเด็ก การเล่นเป็นหัวใจส าคัญของการจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้ การเล่นอย่างมีจุดมุ่งหมายเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ขั้นพนฐานที่ถือเป็นองค์ประกอบ
ื้
ส าคัญในกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ขณะที่เด็กเล่นจะเกิดการเรียนรู้ไปพร้อมๆกันด้วย จากการเล่นเด็กจะมี
โอกาสเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย ได้ใช้ประสาทสัมผัสและการรับรู้ผ่อนคลายอารมณ์ และแสดงออกของ
ตนเอง เรียนรู้ความรู้สึกของผู้อน เด็กจะรู้สึกสนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้สังเกต มีโอกาสท าการทดลอง
ื่
คิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาและค้นพบด้วยตนเอง การเล่นช่วยให้เด็กเรียนรู้สิ่งแวดล้อม และช่วยให้เด็กมี
ั
พฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา ดังนั้นเด็กควรมีโอกาสเล่น ปฏิสัมพนธ์กับ
ั
บุคคล สิ่งแวดล้อมรอบตัว และเลือกกิจกรรมการเล่นด้วยตนเอง
3. แนวคิดเกี่ยวกับกำรท ำงำนของสมอง สมองเป็นอวัยวะที่มีความส าคัญที่สุดใน
ร่างกายของคนเรา เพราะการที่มนุษย์สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้นั้นต้องอาศัยสมองและระบบประสาทเป็น
พื้นฐานการรับรู้ รับความรู้สึกจากประสาทสัมผัสทั้งห้า การเชื่อมโยงต่อกันของเซลล์สมองส่วนมากเกิดขึ้นก่อน
ั
อายุ 5 ปี และปฏิสัมพนธ์แรกเริ่มระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ มีผลโดยตรงต่อการสร้างเซลล์สมองและจุดเชื่อมต่อ
โดยในช่วง 3 ปีแรกของชีวิต สมองเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก มีการสร้างเซลล์สมองและจุดเชื่อมต่อขึ้นมา
มากมาย มีการสร้างไขมันหรือมันสมองหุ้มล้อมรอบเส้นใยสมองด้วย พอเด็กอายุ 3 ปี สมองจะมีขนาด
ประมาณ 80 % ของสมองผู้ใหญ่ มีเซลล์สมองนับหมื่นล้านเซลล์ เซลล์สมองและจุดเชื่อมต่อเหล่านี้ยิ่งได้รับ
การกระตุ้นมากเท่าใด การเชื่อมต่อกันระหว่างเซลล์สมองยิ่งมีมากขึ้นและความสามารถทางการคิดยิ่งมีมากขึ้น
เท่านั้น ถ้าหากเด็กขาดการกระตุ้นหรือส่งเสริมจากสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม เซลล์สมองและจุดเชื่อมต่อที่สร้าง
ขึ้นมาก็จะหายไป เด็กที่ได้รับความเครียดอยู่ตลอดเวลาจะท าให้ขาดความสามารถที่จะเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม
ส่วนต่างๆของสมองเจริญเติบโตและเริ่มมีความสามารถในการท าหน้าที่ในช่วงเวลาต่างกัน จึงอธิบายได้ว่า
การเรียนรู้ทักษะบางอย่างจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดเฉพาะในช่วงเวลาหนึ่งที่เรียกว่า”หน้าต่างของโอกาสการเรียนรู้”
ซึ่งเป็นช่วงที่พอแม่ ผู้เลี้ยงดูและครูสามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้และพฒนาสิ่งนั้นๆได้ดีที่สุด เมื่อพนช่วงนี้ไปแล้ว
ั
้
่
โอกาสนั้นจะฝึกยากหรือเด็กอาจท าไม่ได้เลย เช่น การเชื่อมโยงวงจรประสาทของการมองเห็นและรับรู้ภาพ
ั
จะต้องได้รับการกระตุ้นท างานตั้งแต่ 3 หรือ 4 เดือนแรกของชีวิตจึงจะมีพฒนาการตามปกติ ช่วงเวลาของ
ั
ู
การเรียนภาษาคือ อายุ 3 – 5 ปีแรกของชีวิต เด็กจะพูดได้ชัด คล่องและถูกต้อง โดยการพฒนาจากการพดเป็น
ค าๆมาเป็นประโยคและเล่าเรื่องได้ เป็นต้น
4. แนวคิดเกี่ยวกับสื่อกำรเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ท าให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตาม
จุดประสงค์ที่วางไว้ ท าให้สิ่งที่เป็นนามธรรมเข้าใจยากกลายเป็นรูปธรรมที่เด็กเข้าใจและเรียนรู้ได้ง่าย รวดเร็ว
เพลิดเพลิน เกิดการเรียนรู้และค้นพบด้วยตนเอง การใช้สื่อการเรียนรู้ต้องปลอดภัยต่อตัวเด็กและเหมาะสมกับ
วัย วุฒิภาวะ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ความสนใจ และความต้องการของเด็กที่หลากหลาย สื่อ
ั
ื่
ประกอบการจัดกิจกรรมเพอพฒนาเด็กปฐมวัยควรมีสื่อทั้งที่เป็นประเภท 2 มิติและ/หรือ 3 มิติ ที่เป็นสื่อของจริง
สื่อธรรมชาติ สื่อที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก สื่อสะท้องวัฒนธรรม สื่อภูมิปัญญาท้องถิ่น สื่อเพอพฒนาเด็กในด้านต่างๆให้
ื่
ั
33
ครบทุกด้าน ทั้งนี้ สื่อต้องเอื้อให้เด็กเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าโดยการจัดการใช้สื่อส าหรับเด็กปฐมวัยต้อง
เริ่มต้นจากสื่อของจริง ของจ าลอง ภาพถ่าย ภาพโครงร่างและสัญลักษณ์ตามล าดับ
5. แนวคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรม เด็กเมื่อเกิดมาจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
ิ
ี
และวัฒนธรรม ซึ่งไม่เพยงแต่จะได้รับอทธิพลจากการปฏิบัติแบบดั้งเดิมตามประเพณี มรดก และความรู้ของ
ิ
บรรพบุรุษ แต่ยังได้รับอทธิพลจากประสบการณ์ ค่านิยมและความเชื่อของบุคคลในครอบครัว และชุมชนของ
แต่ละที่ด้วย บริบทของสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่หรือแวดล้อมตัวเด็กท าให้เด็กแต่ละคนแตกต่างกัน
ไป ครูจ าเป็นต้องเข้าใจและยอมรับว่าสังคมและวัฒนธรรมที่แวดล้อมตัวเด็ก มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ การพฒนา
ั
ศักยภาพและพฒนาการของเด็กแต่ละคน ครูควรต้องเรียนรู้บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของเด็กที่ตน
ั
ื่
ั
ื้
รับผิดชอบ เพอช่วยให้เด็กได้รับการพฒนา เกิดการเรียนรู้และอยู่ในกลุ่มคนที่มาจากพนฐานเหมือนหรือต่าง
ื่
จากตนได้อย่างราบรานมีความสุข เป็นการเตรียมเด็กไปสู้สังคมในอนาคตกับการอยู่ร่วมกับผู้อน การท างาน
ร่วมกับผู้อื่นที่มีความหลากหลายทางความคิด ความเชื่อและวัฒนธรรมเช่น ความคล้ายคลึงและความแตกต่าง
ู
ื่
ระหว่างวัฒนธรรมไทยกับประเทศเพอนบ้านเรื่องศาสนา ประเทศ พม่า ลาว กัมพชาก็จะคล้ายคลึงกับคนไทย
ในการท าบุญตักบาตร การสวดมนต์ไหว้พระ การให้ความเคารพพระสงฆ์ การท าบุญเลี้ยงพระ การเวียนเทียน
ิ
เนื่องในวันส าคัญทางศาสนา ประเพณีเข้าพรรษา ส าหรับประเทศมาเลเซีย บรูไน อนโดนีเซีย ประชากรส่วน
ิ
ิ
ิ
ใหญ่นับถือศาสนาอสลามจึงมีวัฒนธรรมแบบอสลาม ประเทศฟลิปปินส์ได้รับอทธิพลจากคริสต์ศาสนา
ิ
ประเทศสิงคโปร์และเวียดนามนับถือหลายศาสนา โดยนับถือลัทธิธรรมเนียมแบบจีน เป็นหลัก เป็นต้น
(6) มำตรฐำนคุณลักษณะที่พึงประสงค์
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยก าหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พงประสงค์จ านวน 12 มาตรฐาน
ึ
ประกอบด้วย
1. พัฒนำกำรด้ำนร่ำงกำย ประกอบด้วย 2 มำตรฐำนคือ
มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี
มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสาน
สัมพันธ์กัน
2. พัฒนำกำรด้ำนอำรมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย 3 มำตรฐำนคือ
มาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข
มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว
มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม
3. พัฒนำกำรด้ำนสังคม ประกอบด้วย 3 มำตรฐำนคือ
มาตรฐานที่ 6 มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย
มาตรฐานที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบ
ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
4. พัฒนำกำรด้ำนสติปัญญำ ประกอบด้วย 4 มำตรฐำนคือ
มาตรฐานที่ 9 ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย
มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานการเรียนรู้
มาตรฐานที่ 11 มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
34
มาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสม
กับวัย
(7) มำตรฐำนคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้และสภำพที่พึงประสงค์
ึ
ั
ตัวบ่งชี้เป็นเป้าหมายในการพฒนาเด็ก และสภาพที่พงประสงค์เป็นพฤติกรรมหรือ
ั
ื้
ความสามารถตามวัยที่คาดหวังให้เด็กเกิด บนพนฐานพฒนาการตามวัยหรือความสามารถตามธรรมชาติใน
แต่ละระดับอายุเพอน าไปใช้ในการก าหนดสาระเรียนรู้ใน การจัดประสบการณ์ กิจกรรมและประเมิน
ื่
พัฒนาการเด็ก โดยมีรายละเอียดของมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ ดังนี้
มำตรฐำนที่ 1 ร่ำงกำยเจริญเติบโตตำมวัยเด็กมีสุขนิสัยที่ดี
ตัวบ่งชี้ที่ 1.1 มีน้ ำหนักและส่วนสูงตำมเกณฑ์
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
1.1.1 น้ าหนักและส่วนสูงตาม 1.1.1 น้ าหนักและส่วนสูงตาม 1.1.1 น้ าหนักและส่วนสูงตาม
เกณฑ์ของกรมอนามัย เกณฑ์ของกรมอนามัย เกณฑ์ของกรมอนามัย
ตัวบ่งชี้ที่ 1.2 มีสุขภำพอนำมัย สุขนิสัยที่ดี
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
1.2.1 ยอมรับประทานอาหารที่มี 1.2.1รับประทานอาหารที่มี 1.2.1รับประทานอาหารที่มี
ประโยชน์และดื่มน้ าที่สะอาดเมื่อ ประโยชน์และดื่มน้ าสะอาดด้วย ประโยชน์ได้หลายชนิดและดื่มน้ า
มีผู้ชี้แนะ ตนเอง สะอาดได้ด้วยตนเอง
1.2.2 ล้างมือก่อนรับประทาน 1.2.2 ล้างมือก่อนรับประทาน 1.2.2 ล้างมือก่อนรับประทาน
อาหารและหลังจากใช้ห้องน้ าห้อง อาหารและหลังจากใช้ห้องน้ าห้อง อาหารและหลังจากใช้ห้องน้ าห้อง
ส้วมเมื่อมีผู้ชี้แนะ ส้วมด้วยตนเอง ส้วมด้วยตนเอง
1.2.3 นอนพักผ่อนเป็นเวลา 1.2.3 นอนพักผ่อนเป็นเวลา 1.2.3 นอนพักผ่อนเป็นเวลา
1.2.4 ออกก าลังกายเป็นเวลา 1.2.4 ออกก าลังกายเป็นเวลา 1.2.4 ออกก าลังกายเป็นเวลา
ตัวบ่งชี้ที่ 1.3 รักษำควำมปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
1.3.1 เล่นและท ากิจกรรมอย่าง 1.3.1 เล่นและท ากิจกรรมอย่าง 1.3.1เล่นและท ากิจกรรมและ
ปลอดภัยเมื่อมีผู้ชี้แนะ ปลอดภัยด้วยตนเอง ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างปลอดภัย
35
มำตรฐำนที่ 2 กล้ำมเนื้อใหญ่และกล้ำมเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่ำงคล่องแคล่วและประสำนสัมพันธ์กัน
ตัวบ่งชี้ที่ 2.1 เคลื่อนไหวร่ำงกำยอย่ำงคล่องแคล่วประสำนสัมพันธ์และทรงตัวได้
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
2.1.1 เดินตามแนวที่ก าหนดได้ 2.1.1 เดินต่อเท้าไปข้างหน้าเป็น 2.1.1 เดินต่อเท้าถอยหลังเป็น
เส้นตรงได้โดยไม่ต้องกางแขน เส้นตรงได้โดยไม่ต้องกางแขน
2.1.2 กระโดดสองขา ขึ้นลงอยู่กับ 2.1.2 กระโดดขาเดียวอยู่กับที่ได้ 2.1.2 ก ร ะโดดขาเดียว ไป
ที่ได้ โดยไม่เสียการทรงตัว ข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่
เสียการทรงตัว
2.1.3 วิ่งแล้วหยุดได้ 2.1.3 วิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ 2.1.3 วิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้
อย่างคล่องแคล่ว
2.1.4 รับลูกบอลโดยใช้มือและ 2.1.4 รับลูกบอลได้ด้วยมือทั้งสอง 2.1.4 รับลูกบอลที่กระดอนขึ้น
ล าตัวช่วย ข้าง จากพื้นได้
2.1.5* ลงสระน้ าได้โดยไม่หวั่นวิตก 2.1.5* ท ากิจกรรมง่าย ๆ ในน้ าได้ 2.1.5* เตะเท้า เป่าน้ า ได้อย่าง
หรือหวาดกลัว เช่น เดิน ,เก็บบอลในน้ า คล่องแคล่ว
ตัวบ่งชี้ที่ 2.2 ใช้มือ-ตำประสำนสัมพันธ์กัน
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
2.2.1 ใช้กรรไกรตัดกระดาษขาด 2.2.1 ใช้กรรไกรตัดกระดาษตาม 2.2.1 ใช้กรรไกรตัดกระดาษตาม
จากกันได้โดยใช้มือเดียว แนวเส้นตรงได้ แนวเส้นโค้งได้
2.2.2 เขียนรูปวงกลมตามแบบได้ 2.2.2 เขียนรูปสี่เหลี่ยมตามแบบได้ 2.2.2 เขียนรูปสามเหลี่ยมตาม
อย่างมีมุมชัดเจน แบบได้อย่างมีมุมชัดเจน
2.2.3 ร้อยวัสดุที่มีรูขนาดเส้นผ่าน 2.2.3 ร้อยวัสดุที่มีรูขนาดเส้นผ่าน 2.2.3 ร้อยวัสดุที่มีรูขนาดเส้น
ศูนย์กลาง 1 เซนติเมตรได้ ศูนย์กลาง 0.5 เซนติเมตรได้ ผ่านศูนย์กลาง0.25 เซนติเมตร
ได้
2.พัฒนำกำรด้ำนอำรมณ์ จิตใจ
มำตรฐำนที่ 3 มีสุขภำพจิตดีและมีควำมสุข
ตัวบ่งชี้ที่ 3.1 แสดงออกทำงอำรมณ์อย่ำงเหมำะสม
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
3.1.1 แสดงอารมณ์ ความรู้สึกได้ 3.1.1 แสดงอารมณ์ ความรู้สึกได้ 3.1.1 แสดงอารมณ์ ความรู้สึกได้
เหมาะสมกับบางสถานการณ ์ ตามสถานการณ์ สอดคล้องกับสถานการณ์อย่าง
เหมาะสม
36
ตัวบ่งชี้ที่ 3.2 มีควำมรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
3.2.1 กล้าพูดกล้าแสดงออก 3.2.1 กล้าพูดกล้าแสดงออกอย่าง 3.2.1 กล้าพูดกล้าแสดงออกอย่าง
เหมาะสมบางสถานการณ์ เหมาะสมตามสถานการณ ์
3.2.2 แสดงความพอใจในผลงาน 3.2.3 แสดงความพอใจในผลงาน 3.2.3 แสดงความพอใจในผลงาน
ตนเอง และความสามารถของตนเอง และความสามารถของตนเองและ
ผู้อื่น
มำตรฐำนที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทำงศิลปะ ดนตรี และกำรเคลื่อนไหว
ตัวบ่งชี้ที่ 4.1 สนใจและมีควำมสุขและแสดงออกผ่ำนงำนศิลปะ ดนตรีและกำรเคลื่อนไหว
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
4.1.1 สนใจและมีความสุขและ 4.1.1 สนใจและมีความสุขและ 4.1.1 สนใจและมีความสุขและ
แสดงออกผ่านงานศิลปะ แสดงออกผ่านงานศิลปะ แสดงออกผ่านงานศิลปะ
4.1.2 สนใจ มีความสุขและ 4.1.2 สนใจ มีความสุขและ 4.1.2 สนใจ มีความสุขและ
แสดงออกผ่านเสียงเพลง ดนตรี แสดงออกผ่านเสียงเพลง ดนตรี แสดงออกผ่านเสียงเพลง ดนตรี
4.1.3 สนใจ มีความสุขและแสดง 4.1.3 สนใจ มีความสุขและแสดง 4.1.3 สนใจ มีความสุขและ
ท่าทาง/เคลื่อนไหวประกอบเพลง ท่าทาง/เคลื่อนไหวประกอบเพลง แสดงท่าทาง/เคลื่อนไหว
จังหวะและ ดนตรี จังหวะและ ดนตรี ประกอบเพลง จังหวะและ
ดนตรี
มำตรฐำนที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรมและมีจิตใจที่ดีงำม
ตัวบ่งชี้ที่ 5.1 ซื่อสัตย์ สุจริต
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
5.1.1 บอกหรือชี้ได้ว่าสิ่งใดเป็น 5.1.1 ขออนุญาตหรือรอคอยเมื่อ 5.1.1 ขออนุญาตหรือรอคอย
ื่
ของตนเองและสิ่งใดเป็นของผู้อื่น ต้องการสิ่งของของผู้อื่นเมื่อมีผู้ชี้แนะ เมื่อต้องการสิ่งของของผู้อนด้วย
ตนเอง
ตัวบ่งชี้ที่ 5.2 มีควำมเมตตำ กรุณำ มีน้ ำใจและช่วยเหลือแบ่งปัน
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
ื่
ื่
ื่
5.2.1 แสดงความรักเพอนและมี 5.2.1 แสดงความรักเพอนและมี 5.2.1 แสดงความรักเพอนและมี
เมตตาสัตว์เลี้ยง เมตตาสัตว์เลี้ยง เมตตาสัตว์เลี้ยง
5.2.2 แบ่งปันสิ่งของให้ผู้อนได้ 5.2.2 ช่วยเหลือและแบ่งปันผู้อนได้ 5.2.2 ช่วยเหลือและแบ่งปัน
ื่
ื่
เมื่อมีผู้ชี้แนะ เมื่อมีผู้ชี้แนะ ผู้อื่นได้ด้วยตนเอง
37
ตัวบ่งชี้ที่ 5.3 มีควำมเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
5.3.1 แสดงสีหน้าหรือท่าทางรับรู้ 5.3.1 แสดงสีหน้าหรือท่าทางรับรู้ 5.3.1 แสดงสีหน้าหรือท่าทาง
ความรู้สึกผู้อื่น ความรู้สึกผู้อื่น รับรู้ความรู้สึกผู้อนอย่าง
ื่
สอดคล้องกับสถานการณ์
ตัวบ่งชี้ที่ 5.4 มีควำมรับผิดชอบ
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
5.4.1 ท างานที่ได้รับมอบหมาย 5.4.1 ท างานที่ได้รับมอบหมายจน 5.4.1 ท างานที่ได้รับมอบหมาย
จนส าเร็จเมื่อมีผู้ช่วยเหลือ ส าเร็จเมื่อมีผู้ชี้แนะ จนส าเร็จด้วยตนเอง
3. พัฒนำกำรด้ำนสังคม
มำตรฐำนที่ 6 มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตำมหลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง
ตัวบ่งชี้ที่ 6.1 ช่วยเหลือตนเองในกำรปฏิบัติกิจวัตรประจ ำวัน
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
6.1.1 แต่งตัวโดยมีผู้ช่วยเหลือ 6.1.1 แต่งตัวด้วยตนเอง 6.1.1 แต่งตัวด้วยตนเองได้อย่าง
คล่องแคล่ว
6.1.2 รับประทานอาหารด้วย 6.1.2 รับประทานอาหารด้วยตนเอง 6.1.2 รับประทานอาหารด้วย
ตนเอง ตนเองอย่างถูกวิธี
6.1.3 ใช้ห้องน้ าห้องส้วมโดยมีผู้ 6.1.3 ใช้ห้องน้ าห้องส้วมด้วยตนเอง 6.1.3 ใช้และท าความสะอาด
ช่วยเหลือ หลังใช้ห้องน้ าห้องส้วมด้วย
ตนเอง
ตัวบ่งชี้ที่ 6.2 มีวินัยในตนอง
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
6.2.1 เก็บของเล่นของใช้เข้าที่เมื่อ 6.2.1 เก็บของเล่นของใช้เข้าที่ด้วย 6.2.1 เก็บของเล่นของใช้เข้าที่
มีผู้ชี้แนะ ตนเอง อย่างเรียบร้อยด้วยตนเอง
6.2.2 เข้าแถวตามล าดับก่อนหลัง 6.2.2 เข้าแถวตามล าดับก่อนหลังได้ 6.2.2 เข้าแถวตามล าดับ
ได้เมื่อมีผู้ชี้แนะ ด้วยตนเอง ก่อนหลังได้ด้วยตนเอง
38
ตัวบ่งชี้ที่ 6.3 ประหยัดและพอเพียง
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
6.3.1 ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่าง 6.3.1 ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่าง 6.3.1 ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่าง
ี
ประหยัดและพอเพียงเมื่อมีผู้ชี้แนะ ประหยัดและพอเพียงเมื่อมีผู้ชี้แนะ ประหยัดและพอเพยงด้วย
ตนเอง
มำตรฐำนที่ 7 รักธรรมชำติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และควำมเป็นไทย
ตัวบ่งชี้ที่ 7.1 ดูแลรักษำธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
7.1.1 มีส่วนร่วมในการดูแลรักษา 7.1.1 มีส่วนร่วมในการดูแลรักษา 7.1.1มีส่วนร่วมในการดูแลรักษา
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเมื่อมีผู้ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเมื่อมีผู้ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย
ชี้แนะ ชี้แนะ ตนเอง
7.1.2 ทิ้งขยะได้ถูกที่ 7.1.2 ทิ้งขยะได้ถูกที่ 7.1.2 ทิ้งขยะได้ถูกที่
ตัวบ่งชี้ที่ 7.2 มีมำรยำทตำมวัฒนธรรมไทยและรักควำมเป็นไทย
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
7.2.1 ปฏิบัติตนตามมารยาทไทย 7.2.1 ปฏิบัติตนตามมารยาทไทยได้ 7.2.1 ปฏิบัติตนตามมารยาทไทย
ได้ เมื่อมีผู้ชี้แนะ ด้วยตนเอง ได้ ตามกาลเทศะ
7.2.2 กล่าวค าขอบคุณและขอ 7.2.2 กล่าวค าขอบคุณและขอโทษ 7.2.2 กล่าวค าขอบคุณและขอ
โทษเมื่อมีผู้ชี้แนะ ด้วยตนเอง โทษด้วยตนเอง
7.2.3 หยุดเมื่อได้ยินเพลงชาติ 7.2.3 หยุดเมื่อได้ยินเพลงชาติไทย 7.2.3 ยืนตรงและร่วมร้องเพลง
ไทยและเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสรรเสริญพระบารมี ชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระ
มารมี
39
มำตรฐำนที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่ำงมีควำมสุขและปฏิบัติตนเป็นสมำชิกที่ดีของสังคมใน
ระบอบประชำธิปไตยอนมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ั
ตัวบ่งชี้ที่ 8.1 ยอมรับควำมเหมือนและควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคล
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
8.1.1 เล่นและท ากิจกรรมร่วมกับ 8.1.1 เล่นและท ากิจกรรมร่วมกับ 8.1.1 เล่นและท ากิจกรรม
เด็กที่แตกต่างไปจากตน กลุ่มเด็กที่แตกต่างไปจากตน ร่วมกับเด็กที่แตกต่างไปจากตน
ตัวบ่งชี้ที่ 8.2 มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
8.2.1 เล่นร่วมกับเพื่อน 8.2.1 เล่นหรือท างานร่วมกับเพอน 8.2.1 เล่นหรือท างานร่วมกับ
ื่
ื่
เป็นกลุ่ม เพอนอย่างมีเป้าหมาย
ู
ู
8.2.2 ยิ้มหรือทักทายผู้ใหญ่และ 8.2.2 ยิ้มหรือทักทายหรือพดคุยกับ 8.2.2 ยิ้มหรือทักทายหรือพดคุย
บุคคลที่คุ้นเคยเมื่อมีผู้ชี้แนะ ผู้ใหญ่และบุคคลที่คุ้นเคยได้ด้วย กับผู้ใหญ่และบุคคลที่คุ้นเคยได้
ตนเอง เหมาะสมกับสถานการณ์
ตัวบ่งชี้ที่ 8.3 ปฏิบัติตนเบื้องต้นในกำรเป็นสมำชิกที่ดีของสังคม
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
8.3.1 ปฏิบัติตามข้อตกลงเมื่อมีผู้ 8.3.1 มีส่วนร่วมสร้างข้อตกลงและ 8.3.1 มีส่วนร่วมสร้างข้อตกลง
ชี้แนะ ปฏิบัติตามข้อตกลงเมื่อมีผู้ชี้แนะ และปฏิบัติตามข้อตกลงด้วย
ตนเอง
8.3.2 ปฏิบัติตนเป็นผู้น าและผู้ 8.3.2 ปฏิบัติตนเป็นผู้น าและผู้ตามที่ 8.3.2 ปฏิบัติตนเป็นผู้น าและผู้
ตามเมื่อมีผู้ชี้แนะ ดีได้ด้วยตนเอง ตามได้เหมาะสมกับสถานการณ์
8.3.3ยอมรับการประนีประนอม 8.3.3 ประนีประนอมแก้ไขปัญหา 8.3.3 ประนีประนอมแก้ไข
แก้ไขปัญหาเมื่อมีผู้ชี้แนะ โดยปราศจากการใช้ความรุนแรงเมื่อ ปัญหาโดยปราศจากการใช้
มีผู้ชี้แนะ ความรุนแรงด้วยตนเอง
40
4. ด้ำนสติปัญญำ
มำตรฐำนที่ 9 ใช้ภำษำสื่อสำรได้เหมำะสมกับวัย
ตัวบ่งชี้ที่ 9.1 สนทนำโต้ตอบและเล่ำเรื่องให้ผู้อื่นเข้ำใจ
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
ื่
ั
ู
9.1.1 ฟงผู้อนพดจนจบและโต้ตอบ 9.1.1 ฟังผู้อื่นพูดจนจบและสนทนา 9.1.1 ฟังผู้อื่นพูดจนจบและสนทนา
เกี่ยวกับเรื่องที่ฟัง โต้ตอบสอดคล้องกับเรื่องที่ฟง โต้ตอบอย่างต่อเนื่องเชื่อมโยงกับ
ั
เรื่องทฟัง
ี่
9.1.2 เล่า เรื่องด้วยประโยคสั้นๆ 9.1.2 เล่าเรื่องเป็นประโยคอย่าง 9.1.2 เล่าเป็นเรื่องราวต่อเนื่องได้
ต่อเนื่อง
9.1.3* พดทักทาย สวัสดี และเข้าใจ 9.1.3* พดทักทาย และเข้าใจ 9.1.3* พดทักทาย ขอบคุณ และ
ู
ู
ู
ั
ค าศัพท์ภาษาองกฤษง่าย ๆได้เมื่อมีการ ความหมายค าศัพท์ภาษาองกฤษ เ ข้ า ใ จ ค ว า ม ห ม า ย ค า ศั พ ท์
ั
ั
ชี้แนะ ง่าย ๆ ภาษาองกฤษ ที่เกี่ยวข้องกับ
ชีวิตประจ าวัน
ู
ู
ู
9.1.4* พดทักทาย สวัสดี และเข้าใจ 9.1.4* พดทักทาย และเข้าใจ 9.1.4* พดทักทาย ขอบคุณ และ
ค าศัพท์ภาษาจีนง่าย ๆได้เมื่อมีการ ความหมายค าศัพท์ภาษาจีนง่าย ๆ เข้าใจความหมายค าศัพท์ภาษาจีน
ชี้แนะ พื้นฐานเช่น สี ผลไม้ สัตว์
ตัวบ่งชี้ที่ 9.2 อ่ำน เขียนภำพ และสัญลักษณ์ได้
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
ู
9.2.1 อานภาพ และพดข้อความ 9.2.1 อานภาพ สัญลักษณ์ ค า 9.2.1 อานภาพ สัญลักษณ์ ค า
่
่
่
ด้วยภาษาของตน พร้อมทั้งชี้ หรือกวาดตามองข้อความ ด้วยการชี้ หรือกวาดตามอ ง
ตามบรรทัด จุดเริ่มต้นและจุดจบของ
ข้อความ
9.2.2 เขียนขีด เขี่ย อย่างมี 9.2.2 เขียนคล้ายตัวอักษร 9.2.2 เขียนชื่อของตนเอง ตาม
ทิศทาง แบบเขียนข้อความด้วยวิธีที่คิด
ขึ้นเอง
41
มำตรฐำนที่ 10 มีควำมสำมำรถในกำรคิดที่เป็นพื้นฐำนในกำรเรียนรู้
ตัวบ่งชี้ที่ 10.1 มีควำมสำมำรถในกำรคิดรวบยอด
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
10.1.1 บอกลักษณะของสิ่งของ 1 0 . 1 . 1 บ อ ก ลั ก ษ ณ ะ แ ล ะ 1 0 . 1 . 1 บ อ ก ลั ก ษ ณ ะ
ต่างๆจากการสังเกตโดยใช้ ส่วนประกอบของสิ่งของต่างๆจาก ส่ ว น ป ร ะ ก อ บ ก า ร
ประสาทสัมผัส การสังเกตโดยใช้ประสาทสัมผัส เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ห รื อ
ั
ความสัมพนธ์ของสิ่งของต่างๆ
จากการสังเกตโดยใช้ประสาท
สัมผัส
10.1.2 จับคู่หรือเปรียบเทียบสิ่ง 10.1.2 จับคู่และเปรียบเทียบความ 10.1.2 จับคู่และเปรียบเทียบ
ต่างๆโดยใช้ลักษณะหรือหน้าที่ แตกต่างหรือความเหมือนของสิ่ง ความแตกต่างหรือความ
การงานเพียงลักษณะเดียว ต่างๆโดยใช้ลักษณะที่สังเกตพบเพยง เหมือนของสิ่งต่างๆโดยใช้
ี
ลักษณะเดียว ลักษณะที่สังเกตพบสอง
ลักษณะขึ้นไป
ตัวบ่งชี้ที่ 10.1 มีควำมสำมำรถในกำรคิดรวบยอด
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
1 0 .1.3 คัดแยกสิ่งต่างๆตาม 10.1.3 จ าแนกและจัดกลุ่มสิ่งต่างๆ 10.1.3 จ าแนกและจัดกลุ่มสิ่ง
ลักษณะหรือหน้าที่การใช้งาน โดยใช้อย่างน้อยหนึ่งลักษณะเป็น ต่างๆโดยใช้ตั้งแต่สองลักษณะ
เกณฑ์ ขึ้นไปเป็นเกณฑ ์
10.1.4 เรียงล าดับสิ่งของหรือ 1 0 .1.4 เรียงล าดับสิ่งของหรือ 10.1.4 เรียงล าดับสิ่งของหรือ
เหตุการณ์อย่างน้อย 3 ล าดับ เหตุการณ์อย่างน้อย 4 ล าดับ เหตุการณ์อย่างน้อย 5 ล าดับ
ตัวบ่งชี้ที่ 10.2 มีควำมสำมำรถในกำรคิดเชิงเหตุผล
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
1 0 .2.1 ระบุผลที่เกิดขึ้นใน 10.2.1 ระบุสาเหตุหรือผลที่เกิดขึ้น 10.2.1 อธิบายเชื่อมโยงสาเหตุ
เหตุการณ์หรือการกระท าเมื่อมีผู้ ในเหตุการณ์หรือ การกระท าเมื่อมีผู้ และผลที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์
ชี้แนะ ชี้แนะ หรือการกระท าด้วยตนเอง
10.2.2 คาดเดา หรือ คาดคะเน 10.2.2 คาดเดา หรือคาดคะเนสิ่งที่ 10.2.2 คาดคะเนสิ่งที่อาจจะ
สิ่งที่อาจเกิดขึ้น อาจจะเกิดขึ้น หรือมีส่วนร่วมในการ เกิดขึ้น และมีส่วนร่วมในการ
ลงความเห็นจากข้อมูล ลงความเห็นจากข้อมูลอย่างมี
เหตุผล
42
ตัวบ่งชี้ที่ 10.3 มีควำมสำมำรถในกำรคิดแก้ปัญหำและตัดสินใจ
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
10.3.1 ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆ 10.3.1 ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆและเริ่ม 10.3.1 ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆ
เรียนรู้ผลที่เกิดขึ้น และยอมรับผลที่เกิดขึ้น
10.3.2 แก้ปัญหาโดยลองผิดลอง 10.3.2 ระบุปัญหา และแก้ปัญหา 1 0 .3.2 ระบุปัญหาสร้าง
ถูก โดยลองผิดลองถูก ท า ง เ ลื อ ก แ ล ะ เ ลื อ ก วิ ธี
แก้ปัญหา
มำตรฐำนที่ 11 มีจินตนำกำรและควำมคิดสร้ำงสรรค์
ตัวบ่งชี้ที่ 11.1 เล่น/ท ำงำนศิลปะตำมจินตนำกำรและควำมคิดสร้ำงสรรค์
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
ื่
ื่
11.1.1 สร้างผลงานศิลปะเพอ 11.1.1 สร้างผลงานศิลปะเพอสื่อสาร 11.1.1 สร้างผลงานศิลปะ
สื่อสารความคิด ความรู้สึกของ ความคิด ความรู้สึกของตนเองโดยมี เ พ อ สื่ อ ส า ร ค ว า ม คิ ด
ื่
ตนเอง การดัดแปลงและแปลกใหม่จากเดิม ความรู้สึกของตนเองโดยมี
หรือมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น การดัดแปลงและแปลกใหม่
จากเดิมและมีรายละเอยด
ี
เพิ่มขึ้น
ตัวบ่งชี้ที่ 11.2 แสดงท่ำทำง/เคลื่อนไหวตำมจินตนำกำรอย่ำงสร้ำงสรรค์
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
ื่
11.2.1 เคลื่อนไหวท่าทางเพอ 11.2.1 เคลื่อนไหวท่าทางเพอสื่อสาร 11.2.1 เคลื่อนไหวท่าทาง
ื่
สื่อสารความคิด ความรู้สึกของ ความคิด ความรู้สึกของตนเองอย่าง เ พ อ สื่ อ ส า ร ค ว า ม คิ ด
ื่
ตนเอง หลากหลายหรือแปลกใหม่ ความรู้สึกของตนเองอย่าง
หลากหลายและแปลกใหม่
มำตรฐำนที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อกำรเรียนรู้ และมีควำมสำมำรถในกำรแสวงหำควำมรู้ได้เหมำะสมกับวัย
ตัวบ่งชี้ที่ 12.1 มีเจตคติที่ดีต่อกำรเรียนรู้
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
1 2 .1.1 สนใจฟงหรืออาน 1 2 .1.1 สนใจซักถามเกี่ยวกับ 12.1.1 หยิบหนังสือมาอานและ
่
่
ั
หนังสือด้วยตนเอง สัญลักษณ์หรือตัวหนังสือที่พบเห็น เขียนสื่อความคิดด้วยตนเองเป็น
ประจ าอย่างต่อเนื่อง
12.1.2 กระตือรือร้นในการเข้า 12.1.2 กระตือรือร้นในการเข้าร่วม 12.1.3 กระตือรือร้นในการร่วม
ร่วมกิจกรรม กิจกรรม กิจกรรมตั้งแต่ต้นจนจบ
43
ตัวบ่งชี้ที่ 12.2 มีควำมสำมำรถในกำรแสวงหำควำมรู้
สภำพที่พึงประสงค์
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
12.2.1 ค้นหาค าตอบของข้อ 12.2.1 ค้นหาค าตอบของข้อสงสัย 12.2.1 ค้นหาค าตอบของข้อ
สงสัยต่างๆ ตามวิธีการที่มีผู้ ต่างๆ ตามวิธีการของตนเอง สงสัยต่างๆ ตามวิธีการที่
ชี้แนะ หลากหลายด้วยตนเอง
1 2 .2.2 เชื่อมโยงค าถามว่า 12.2.2 ใช้ประโยคค าถามว่า 12.2.2 ใช้ประโยคค าถามว่า
“อะไร” ในการค้นหาค าตอบ “ที่ไหน” “ท าไม” ในการค้นหา “เมื่อไร” อย่างไร” ในการ
ค าตอบ ค้นหาค าตอบ
(8) องค์ประกอบของหลักสูตรสถำนศึกษำ
1. ค าน า
2. ประกาศโรงเรียน...........ที่........../2561
3. สารบัญ
4. ความน า
5. ปรัชญาการศึกษาปฐมวัยโรงเรียน……………………………………..
6. วิสัยทัศน์
7. พันธกิจ
8. เป้าหมาย
9. จุดหมาย
10. มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
11. โครงสร้างหลักสูตร
12. ระยะเวลาเรียน
13. สาระการเรียนรู้รายปี
14. การจัดประสบการณ์
15. การจัดสภาพแวดล้อม สื่อและแหล่งเรียนรู้
16. การประเมินพัฒนาการ
17. การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย
18. การจัดการศึกษาระดับปฐมวัย (เด็กอายุ 3 – 6 ปี) ส าหรับกลุ่มเป้าหมาย
เฉพาะ
19. การเชื่อมต่อของการศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่ 1
20. การก ากับ ติดตาม ประเมิน และรายงาน
21. ภาคผนวก
ึ
- ค าสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดท าหลักสูตรสถานศกษาปฐมวัย
- เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
44
4.2 โครงกำรบ้ำนนักวิทยำศำสตร์น้อย ประเทศไทย
ั
(1) โครงงำนวิทยำศำสตร์ปฐมวย
ควำมหมำย
หมายถึงการศึกษา ทดลอง ส ำรวจตรวจสอบ เพอตอบค ำถำมใดค ำถำมหนึ่ง ที่เด็ก
ื่
ปฐมวัยสนใจ มีกำรสรุปและสะท้อนผลโดยใช้ระยะเวลำในกำรส ำรวจตรวจสอบหลำยวันหรือหลำยสัปดำห์
วัตถุประสงค์
1. เพื่อให้เด็กมีโอกาสได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจ
2. เพื่อให้เด็กเกดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งขึ้นต่อยอดจากการทดลองในห้องเรียน
ิ
3. เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
ื่
ื้
4. เพอส่งเสริมควำมสำมำรถพนฐำน ด้ำนกำรเรียนรู้ ภำษำ สังคม และกำรเคลื่อนไหว
ของเด็กปฐมวัย
ลักษณะของโครงงานวิทยาศาสตร์ปฐมวัย
โครงงำนวิทยำศำสตร์ระดับปฐมวัยเป็นกำรศึกษำค้นคว้ำ ส ำรวจตรวจสอบ ทดลอง
เพอให้ได้ค ำตอบ ในเรื่องที่เด็กสนใจ หรือเป็นเรื่องที่ต่อยอดจำกกำรทดลองในกิจกรรมโครงกำรบ้ำน
ื่
นักวิทยำศำสตร์น้อย ประเทศไทย หัวข้อกำรศึกษำค้นคว้ำ อำจบูรณำกำรข้ำมสำระกำรเรียนรู้หลำยสำระ ซึ่ง
ควรเน้นที่สำระวิทยำศำสตร์ คณิตศำสตร์ หรือเทคโนโลยีเป็นหลัก โดยใช้ระยะเวลำในกำรส ำรวจตรวจสอบ
ในช่วงระยะเวลำหนึ่ง อำจเป็นหลำยวัน หลำยสัปดำห์ หรือหลำยเดือน กระบวนกำรจัดประสบกำรณ์ให้เด็ก
ปฐมวัยเกิดกำรเรียนรู้จำกโครงงำนควร เริ่มจำกง่ำยไปสู่ควำมซับซ้อน จำกกำรเล่นและท ำกิจกรรมง่ำยๆ โดยครู
อำจแสดงควำมคิดเห็นร่วมกันกับเด็ก หรือให้เด็กแลกเปลี่ยนควำมคิดเห็นซึ่งกันและกัน หรืออำจเชื่อมโยงเรื่อง
ที่จะสอนให้สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก และน ำควำมรู้นั้นมำต่อยอดหรือน ำมำสู่กำรท ำโครงงำน ระหว่ำง
ท ำโครงงำน ครูควรมีบทบำทกระตุ้นให้เด็กคิดไตร่ตรอง ทบทวน เกี่ยวกับควำมคิดของตัวเอง ที่มีต่อหัวข้อ
โครงงำนนั้น และแลกเปลี่ยนควำมคิดกับเด็ก ซึ่งเด็ก จะเกิดกำรเรียนรู้ได้เป็นอย่ำงดี และตอบสนองต่อ
กำรพฒนำกระบวนกำรเรียนรู้ได้ดี จำกกำรที่เด็กได้ลงมือปฏิบัติ ส ำรวจ ทดลอง ค้นคว้ำ ประดิษฐ์ และคิด
ั
วำงแผนปัญหำด้วยตนเอง กำรศึกษำโครงงำนที่วำงแผนระยะยำว จะเปิดโอกำสให้เด็กเข้ำใจหัวข้อนั้นอย่ำง
ลึกซึ้ง เข้ำใจควำมสัมพันธ์และได้รับควำมรู้ที่เด็ก ๆ น ำไปใช้ในชีวิตประจ ำวัน ในอนำคตได้ประสบควำมส ำเร็จ
หัวข้อโครงงำนวิทยำศำสตร์ปฐมวัย ควรมีลักษณะดังนี้
1. เป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเด็ก ซึ่งเด็กสามารถสังเกตได้เอง
2. เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจและเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ส่วนใหญ่ของเด็กในกลุ่ม
3. เป็นเรื่องที่ไม่ซับซ้อนหรือง่ายจนเกินไป และเด็กสามารถค้นคว้า ส ารวจตรวจสอบ
เพื่อหาค าตอบได้ด้วยตนเอง
4. มีความเหมาะสมกับวัยของเด็ก และทรัพยากร หรืออุปกรณ์ที่มีอยู่
5. กระบวนการท าโครงงานมีกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การทดลอง การสร้าง
ชิ้นงาน การวาดรูป ฯลฯ
6. เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมด้วย
45
7. มีความเหมาะสมกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้น ๆ
แนวคิดโครงงานวิทยาศาสตร์ปฐมวัย
กำรท ำโครงงำนวิทยำศำสตร์ปฐมวัย มีแนวคิดที่เชื่อมโยงเน้นกำรเรียนรู้เนื้อหำและ
ทักษะทำงวิทยำศำสตร์ (Science ) คณิตศำสตร์ ( Mathematics ) วิศวกรรมศำสตร์ ( Engineering ) และ
เทคโนโลยี ( Technology ) ซึ่งใช้ค ำย่อ STEM วิชำเหล่ำนี้ซึ่งล้วนเป็นวิชำที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีควำมรู้
ควำมสำมำรถ ที่จะด ำรงชีวิตได้อย่ำงมีคุณภำพในโลกศตวรรษที่ 21 ที่มีกำรเปลี่ยนแปลงอย่ำงรวดเร็ว มี
ควำมเป็นโลกำภิวัฒน์ ตั้งอยู่บนพนฐำนควำมรู้ และ เต็มไปด้วยเทคโนโลยี อกทั้งวิชำทั้งสี่เป็นวิชำที่มี
ี
ื้
ิ่
ั
ควำมส ำคัญอย่ำงมำกกับกำรเพมขีดควำมสำมำรถในกำรแข่งขันทำงเศรษฐกิจ กำรพฒนำคุณภำพชีวิต และ
ควำมมั่นคงของประเทศ กำรเรียนกำรสอนแบบประสำนรวมกันของวิชำทั้งสี่ใน STEM รวมทั้งกำรบูรณำกำร
กับสำขำอื่น เช่น สุขภำพ ศิลปะ ดนตรี กีฬำ ฯลฯ จ ำเป็นต้องให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ได้ท ำงำนเป็นกลุ่ม
อภิปรำย และสื่อสำรเพอน ำเสนอผลงำน ให้เด็กได้รับประสบกำรณ์ จำกกิจกรรมที่หลำกหลำย
ื่
การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ปฐมวัย
1. ชื่อ/หัวข้อโครงงำน
- การตั้งชื่อเรื่อง เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา เมื่ออานชื่อเรื่องแล้วสามารถบอกได้ว่า
่
เรื่องนั้น มีวิธีการศึกษาอย่างไร
- ชื่อเรื่องควรเป็นชื่อที่น่าสนใจ
- การตั้งชื่อเรื่องให้กะทัดรัด ได้ใจความสมบูรณ์ สื่อความหมายตรง เข้าใจง่าย
2. ชื่อผู้จัดท ำโครงงำน
3. ชื่อครูที่ปรึกษำ
4. ระยะเวลำ
แสดงถึงระยะเวลาในการหาค าตอบที่เด็กสงสัย อาจใช้เวลาหลายวัน หลายสัปดาห์
หรือหลายเดือน ขึ้นอยู่กับเรื่องที่ศึกษา
5. ที่มำ
- เกิดจากความสนใจ ข้อสงสัยของเด็กจากการจัดกิจกรรมประสบการณ์การเรียนรู้
เหตุการณ์หรือสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจ าวัน โดยเด็กและครูร่วมกันวางแผน การเลือกโครงงานควรเป็นไปตาม
ความสามารถ ความถนัด ความสนใจ ความสงสัยและความต้องการของเด็ก เพอจะตอบปัญหาที่เกิดขึ้นจาก
ื่
กิจกรรมการเรียนรู้ เด็กอยากรู้อยากเห็นและต้องการค าตอบด้วยตนเอง
- มาจากการต่อยอดกิจกรรมในกล่องบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย
6. วัตถุประสงค์
-ตอบข้อสงสัยในเรื่องที่ศึกษา
7. ขั้นตอนกำรท ำโครงงำน
46
-การจัดท าโครงงาน ประกอบด้วยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 8 ทักษะ
ั
(การสังเกต การวัด การค านวณ การจ าแนกประเภท การหาความสัมพนธ์ระหว่างมิติกับมิติและมิติกับเวลา
การจัดกระท าและสื่อความหมายข้อมูล การลงความคิดเห็นจากข้อมูล และการพยากรณ์หรือการท านาย)
-การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แสดงถึงการปฏิบัติจริงของเด็ก และการมีส่วนร่วมของ
ผู้ปกครอง(มีภาพประกอบขณะเด็กท าแต่ละขั้นตอน)
8. ผลกำรท ำโครงงำนของเด็ก หรือร่องรอยจำกกำรศึกษำหำค ำตอบข้อสงสัยของเด็ก
- ภาพการท ากิจกรรมของเด็ก
ู
- ภาพความส าเร็จของงาน เช่น บันทึกค าพด ภาพวาด ชิ้นงาน สิ่งประดิษฐ์
ตารางข้อมูล แผนภาพ แผนภูมิ แบบบันทึกกิจกรรม แบบบันทึกการสังเกต ภาพถ่ายกิจกรรมฯลฯ
9. สรุปผลที่เกิดจำกผู้เรียน
- สรุปสิ่งที่เด็กได้จากการเรียนรู้(ตอบข้อสงสัยในเรื่องที่ศึกษา)
ื้
- เด็กมีการพัฒนาความสามารถพื้นฐานด้านใดบ้างเพิ่มขึ้น(ความสามารถพนฐานด้าน
การเรียนรู้ ภาษา สังคม การเคลื่อนไหว) และแสดงถึงพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน
- เด็กเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้านใดบ้าง และจิตวิทยาศาสตร์
อย่างไรบ้าง
แนวทำงกำรประเมินโครงงำนบ้ำนนักวิทยำศำสตร์น้อย ประเทศไทย
1. ลักษณะโครงงาน : เป็นการศึกษาทดลอง ส ารวจ ตรวจสอบเพอตอบค าถามที่เด็ก
ื่
สนใจ มีการสรุป สะท้อนผล โดยใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ที่เหมาะสมกับกิจกรรม
2. วัตถุประสงค์ของโครงงาน : สอดคล้องกับเรื่องที่ศึกษา
3. ที่มาของโครงงาน : ริเริ่มจากความสนใจ ข้อสงสัยของเด็ก
ื้
4. การส่งเสริมความสามารถพนฐานด้านต่างๆ ได้แก่ การเรียนรู้ ภาษา สังคม และ
การเคลื่อนไหว
5. ใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์พนฐานส าหรับเด็กปฐมวัย 8 ทักษะ ได้แก่
ื้
ั
การสังเกต การวัด การค านวณ การจ าแนกประเภท การหาความสัมพนธ์ระหว่างมิติกับมิติและมิติกับเวลา
การจัดกระท าและสื่อความหมายข้อมูล การลงความคิดเห็นจากข้อมูล และการพยากรณ์หรือการท านาย (ควร
มีอย่างน้อย 4 ทักษะ)
6.หลักฐานการท ากิจกรรมของโครงงาน : เป็นผลงานของเด็กที่แสดงถึง
ความสามารถในการบันทึก สรุป (แบบบันทึก ชิ้นงาน) และรูปถ่ายขณะเด็กท ากิจกรรม
ิ
7. การสรุปผล : มีการสรุปผลสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงงานโดยพจารณา
จากร่องรอยหลักฐานการเรียนรู้ของเด็ก
8. มีแบบรายงานสรุปกิจกรรมสอดคล้องกับสมุดบันทึกผล(Logbook) จ านวน 20
กิจกรรม