The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Je Je, 2023-11-29 00:52:34

บุพเพกตปุญญตา

บุพเพกตปุญญตา

Keywords: บาลี

( ปุพฺเพกตปุญฺญตา ) หน้า ๔-๕ อนึ่ง พระราชกุศลบุญราศีสุขุบายปโยคสมบัติ ซึ่งสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ทรง บําเพ็ญในอภลิกัขิตสมยัน้ี นับในอิฏฐกันตมนาปสังวัตตนิกาปฏิบัติ ให้ธรรมที่ปรารถนาพึงให้ เจริญจิต เป็นไปด้วยดีแก่ผู้บําเพ็ญเป็นสัมมาปฏิบัติ อิมสฺมิญฺจ มหามงฺคลาภิลกฺขิตกาเล มหาราเชน กตํ มหาปุญฺญํ สมฺมาปฏิปนฺนานํ อฏิฺฐ ํ กนฺตํ มนาปํ อายุอาทิสํวตฺตนิกา ปฏิปทา จ โหติ ฯ สมด้วยพุทธภาษิตตรัสประทานโอวาทแก่อนาถบิณฑิกคฤหบดี โสดาบันอริยสาวกว่า ปญฺจิเม คหปติ ธมฺมา อฏิฺฐา กนฺตา มนาปา ทุลฺลภา โลกสฺมึ มีความว่า ดูก่อนคฤหบดี ธรรมเหล่านี้ ๕ ประการ คือ อายุ วรรณ สุข ยศ สวรรค์ สัตว์ปรารถนารักใคร่เป็นที่เจริญจิต สัตว์ได้ด้วย ยากในโลก เราถตาคตไม่กล่าวความได้ธรรม ๕ ประการนี้ เพราะเหตุปรารถนาและอ้อนวอน ถ้าหากสัตว์ทง้ัหลายจะพึงได้ประสบธรรม ๕ ประการนี้ เพราะปรารถนาและอ้อนวอนเท่านั้นแล้ว ไซร้ ใครจะพง ึ เสอ่ื มจากอะไรเล่า วุตฺตญฺเหตํ ภควตา อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติโน “ปญฺจิเม คหปติ ธมฺมา อฏิฺฐา กนฺตา มนาปา ทุลฺลภา โลกสฺมึ, กตเม ปญฺจ, อายุ คหปติ... วณฺโณ ... สุขํ ... ยโส ... สคฺคา คหปติ อฏิฺฐา กนฺตา มนาปา ทุลฺลภา โลกสฺมึ, ... อิเมสํ โข คหปติ ปญฺจนฺนํ ธมฺมานํ อฏิฺฐาน ํ กนฺตานํ มนาปานํ ทุลฺลภานํ โลกสฺมึ น อายาจนเหตุ วา น ปตฺถนเหตุ วา ปฏิลาภํ วทามิ, อิเมสญฺเจ คหปติ ปญฺจนฺนํ ธมฺมานํ อฏิฺฐาน ํ กนฺตานํ มนาปานํ ทุลฺลภานํ โลกสฺมึ อายาจนเหตุ วา ปตฺถนเหตุ วา ปฏิลาโภ อภวิสฺส, โก อิธ เกน หาเยถาติ ฯ


โดยอธิบายว่า สัตว์ทั้งหลายล้วนปรารถนา อายุ วรรณ สุข ยศ สวรรค์ เป็นข้อประสงค์จะมีอายุ วรรณ สุข ยศ คือ อิสริยบริวารเสมอ ๆ คล้าย ๆ กัน ทําลายขันธ์แล้วก็ล้วนจะมีสุคติ โลกสวรรค์เป็นที่ไป ณ เบื้องหน้าสิ้น ตตฺรายํ อธิปฺปาโย ฯ โลกสฺมิญฺหิ สพฺพสตฺตา อายุํ วณฺณํ สุขํ ยสํ สคฺคญฺจ อภิปตฺเถนฺติ, ฐานํ โข ปเนตํ น วิชฺชติ ยํ เต กตาภิปตฺถนา หุตฺวา อญฺเญหิ สทฺธึ สมสมํ วา สทิสํ วา อายุํ วณฺณํ สุขํ ยสํ จ ปฏิลเภยฺยุํ, กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺเชยฺยุํ ฯ ข้อนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ธรรม ๕ ประการน้ี สัตว์หาได้ประสบด้วยมาตรว่าปรารถนาและอ้อนวอนอย่าง เดียวเท่านั้นไม่ สตฺตา หิ น เกวลํ อายาจนเหตุ วา ปตฺถนเหตุ วา อิเม ปญฺจ ธมฺเม ปฏิลเภยฺยุํ ฯ อริยสาวกผู้ปรารถนา อายุ วรรณ สุข ยศ สวรรค์ หาควรจะตั้งหน้าปรารถนาและวิงวอน ไม่พึง บําเพ็ญข้อปฏิบัติอันจะให้ อายุ วรรณ สุข ยศ สวรรค์ เป็นไปด้วยดีนั้นเถิด โย อริยสาวโก อายุอาทโย ปญฺจิเม ธมฺเม อิจฺฉติ โส เนว ปตฺเถยฺย น ยาเจยฺย ฯ อริยสาวโก ปน อายุอาทิสํวตฺตนิกํ ปฏิปทํ ปูเรยฺย ฯ เมื่ออริยสาวกมาปฏิบัติเป็นมรรคาทางมาของอายุ วรรณ สุข ยศ นั้นแล้ว ก็ย่อมได้ อายุ วรรณ สุข ยศ เป็นทิพย์และของมนุษย์ อริยสาวเกน หิ อายุอาทิสํวตฺตนิกํ ปฏิปทํ ปตฺเถนฺเตน เอวรูปเมว ปตฺถนํ กาตุํ วฏฏติฺ ฯ


เมื่ออริยสาวกมาปฏิบัติข้อปฏิบัติ อันจะให้สวรรค์เป็นไปด้วยดีแล้ว ย่อมได้สวรรค์ สุคติภพเป็นผล เพราะข้อปฏบิตัิน้นั ปฏิปทา ซึ่งจะให้คุณ ๕ ประการ มีอายุเป็นต้นเป็นไปด้วยดีนั้น สคฺคสํวตฺตนิกํ ปฏิปทํ ปฏิปชฺชติ ปฏิปตฺติยานุรูปโต สุคตินิทานํ สคฺคํ ลภติ อายุวณฺณาทีหิ จ วฑฺฒติ ฯ ปญฺจวิธคุณสงฺขาตา ปฏิปทา อุปฺปชฺชมานา อายุอาทีหิ อุปฺปชฺเชยฺย ฯ คือ กุศลสุจริตอันเกิดแต่อโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นไปในกายวาจาจิต แล้วด้วยทานศีลภาวนา บุญซึ่งเป็นปฏิปทานั้นเล่า สาธุชนจะพึงบําเพ็ญให้เป็นไป ก็อาศัยความไม่ประมาทเป็นการาปกพลวเหตุอันกล้าหาญ กถํ ฯ กุสลจิตฺตํ หิ อโลภอโทสอโมหโต อุปฺปนฺนํ ทานสีลภาวนาวเสน กายิกวาจาสิกมานสิกาสุ ปวตฺเตยฺย ฯ การาปกพลวเหตุภูตํ อปฺปมาทํ นิสฺสาย ตํ ปฏิปทาสงฺขาตํ ปุญฺญํ ปวตฺเตตพฺพํ ปริปูเรตพฺพํ ฯ


เพราะเหตนุ้ัน สมเด็จพระสุคตทรงพระอนาวรณญาณ จึงตรัสนิคมคาถาในพระสูตรอนาถบิณฑิกา นุ-ศาสน์นั้น ว่ามีความว่า เมื่อนรชนมาปรารถนาอายุ วรรณ ยศ เกียรติ สวรรค์ และความเกิด ณ ตระกูลสูง และความยินดีอันยิ่งๆไป เป็นผลข้อประสงค์แล้ว พึงบําเพ็ญความไม่ประมาท ให้บริบูรณ์ในสันดานเถิด ก็สามารถจะเป็นบ่อเกิด แห่งกุศล และคุณที่ประสงค์มีอายุเป็นต้นนั้น ฯ ตสฺมา โข อนาวรณญาโณ สุคโต อนาถปิณฺฑิกานุสาสเน อิมํ นิคมคาถมาห อายุํ วณฺณํ ยสํ กิตฺตึ สคฺคํ อุจฺจากุลีนตํ รติโย ปตฺถยาเนน อุฬารา อปราปรา ----------------------- อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ ปุญฺญกิริยาสุ ปณฺฑิตา อปฺปมตฺโต อุโภ อตฺเถ อธิคณฺหาติ ปณฺฑิโต ทิฏเฐ ธมฺเม จ โย อตฺโถ โย จตฺโถ สมฺปรายิโก อตฺถาภิสมยา ธีโร ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจตีติฯ


( ปุพฺพกตปุญฺญตา ) หน้า ๘-๙ ปุพเพกตปุญญตา นั้น คือพระราชกุศลสมภารบุญญาธิการบารมี ที่สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ได้ทรงบําเพ็ญไว้ ในปางก่อนเป็นลําดับมา ตั้งแต่ปุเรชาติจนถึงภพปัจจุบัน ปุพฺเพกตปุญฺญตา ปเนตฺถ ฯ ปุพฺเพ กตํ ปุญฺญํ เยน โส ปุพฺเพกตปุญฺโญ, ตสฺส ภาโว ปุพฺเพกตปุญฺญตา ฯ เอตฺถ ปน ทยฺยานมินฺเทน วรราเชน ปุพฺพกาลโต ปฏฺฐาย ยาว สนฺทฏิฺฐกิกาลา อนุปุพฺเพน สมฺภริโต อตีตํสกุสลภูโต ปุญฺญาธิกาโร ปุพฺเพกตปุญฺญตา นาม ฯ อันเป็นส่วนอดีตล่วงไปแล้วมาสโมสรเพิ่มพูนวิบากขันธ์อันมโหฬาร ให้ทรงบริบูรณ์ด้วยสมบัติ ๔ ประการ คือ พระชาติสมบัติ อิสริยสมบัติ โภคสมบัติ พระญาณสมบัติควรเป็นที่สรรเสริญของ อเนกชนนิกรผู้จะอนุวัตรในกิจกรณียะนั้น ๆ ซึ่ง เป็นอุบายแห่งความเจริญสุขประโยชน์คุณ และ เป็นที่บันเทิงจิตคารวนิปัจจการของโลกิยชนและ ปริกขกชนทุกหมู่เหล่า เอสา อนุคนฺตฺวา ตสฺส มหนฺตํ วิปากํ อนุปฺปเทติ ยํ อาคมฺม โส ชาติสมฺปทา อิสฺสริยสมฺปทา โภคสมฺปทา ญาณสมฺปทาติ จตุสมฺปทาหิ ปริปูรึ สมฺปาเทติ, อตฺถหิตสุขาวเหสุ กิจฺเจสุ อนุวตฺตมานานํ รฏฺฐวาสนี ํ ปสํสนีโย เจว สพฺเพสํ โลกิยชนานมฺปิ ปริกฺขกชนานมฺปิ ปโมทิตจิตฺเตน คารวนิปจฺจการารโห จ โหติ ฯ อาคาริกมนุษย์บุรุษรัตน์ผู้พร้อมด้วยสมบัติ ๔ ประการนี้แล้วย่อมสามารถ ในกิจใหญ่ ๆ ให้เสร็จ ได้โดยไม่ยาก โย เหตฺถ ปุริสรตนภูโต อาคาริโก อิมาหิ สมฺปทาหิ สมนฺนาคโต โหติ, โส อกิจฺเฉน อกสิเรน มหนฺตามหนฺตํ กรณียํ สาเธตุํ สกฺโกติ ฯ


ได้อาศัยชาติสมบัติแล้ว ก็อาจชักนําผู้อื่นที่เสมอหรือตํ่ากว่าโดยชาติและตระกูล สําคัญเพื่อจะ ประพฤติตามโดยง่าย กิจใด ๆ จะต้องอาศัยอานุภาพอันใหญ่หลวงจึงอาจสําเร็จ ก็จะให้กิจน้นั ๆ เสร็จได้ด้วยอิสริยสมบัติกิจซึ่งจะต้องสําเร็จด้วยกําลังทรัพย์อันใหญ่ ก็จะสามารถเสร็จได้ด้วยโภค สมบัติ และอาจจะให้กิจนั้น ๆ เสร็จได้โดยชอบปราศจากอุปสรรคด้วยญาณสมบัติ กถํ ฯ โส อตฺตโน ชาติสมฺปทํ อาคมฺม, เย ชนา ชาติกุลโต อตฺตนา สมา วา นีจตรา วา โหนฺติ, เต สุเขน อตฺตโน วจนํ สทฺทหาเปตุํ อตฺตานญฺจ อนุวตฺตาเปตุํ สกฺโกติ, อิสฺสริยสมฺปทํ อาคมฺม, ยํ ยํ กิจฺจํ มหนฺเตน อานุภาเวน นิปฺผาเทตพฺพํ, ตํ ตํ สุเขน นิปฺผาเปตุํ สกฺโกติ, โภคสมฺปทํ อาคมฺม, ยํ ยํ กิจฺจํ มหนฺเตน ธนพเลน นิปฺผาเทตพฺพํ, ตํ ตํ สุเขน นิปฺผาเทตุํ สกฺโกติ, ญาณสมฺปทํ จ อาคมฺม ตํ ตํ นิรุปสคฺคํ กตฺวา สุเขน นิปฺผาเทตุํ สกฺโกติ ฯ สมบัติ ๔ ประการ ซึ่งเป็นผลมีมาเพราะปุพเพกตปุญญตา สามารถให้กิจใหญ่ ๆ เสร็จ ได้โดยสะดวกฉะนี้. -พระมหานพพรเพิ่ม- (อิจฺเจวํ อิมา จตสฺโส สมฺปทาโย ปุพฺเพกตปุญฺญตาสมฺภูตา หุตฺวา สุเขน อตฺตโน มหนฺตานิ กิจฺจานิ อภินิปฺผาเทตุํ สกฺโกนฺติฯ) สมเด็จพระสุคตมหามุนีจึงตรัสแสดงปุพเพกตปุญญตานั้นว่า เป็นสมบัติจักร อันจะพัดผันนําท่านผู้ บําเพ็ญไว้แล้วนั้นให้บรรลุผลพิเศษ ดุจล ้อรถอันพัดพาผู้ข้ึ นให้ลุถึงสถานที่ประสงค์ ประการหนึ่ง ในสมบัติจักร ๔ ประการ และตรัสว่าเป็นมงคลอันสูงสุดของเทวดามนุษย์ ประการหนึ่ง ในมงคล ๓๘ ประการ ดังแสดงในมงคลสูตรนั้น เตน ภควา ตาย ปุพฺเพกตปุญฺญตาย จตุนฺนํ สมฺปตฺติจกฺกานํ อญฺญตรภาวํ ทสฺเสสิ ยานิ สมนฺนาคเต เทวมนุสฺเส นจิรสฺเสว วิเสสโต มหนฺตตฺตํ เวปุลฺลตฺตํ ปาเปนฺติ ยถาตํ รถจกฺกานิ รถคตํ ยถจิฉฺิตฏฺฐานํ ปาปยมานานิ, (มงฺคลสุตฺเต จ) เทวมนุสฺสานํ อฏฺฐตฺตึสาย อุตฺตมมงฺคลานํ อญฺญตรํ ทสฺเสสิ ฯ


อนึ่ง ท่านพรรณนาว่า สรรพอิฏฐวิบุลผลซึ่งเป็นที่ต้องประสงค์ ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะเกิด มีมาด้วยอํานาจบุญนิธิ ต้องกับภาษิตในนิธิกัณฑสูตรว่า บุญนิธิน้ีไม่สาธารณะแก่คนเหล่าน้ี โจรก็ไม่แย่งชิงนําไปได้ ผู้มีปัญญาจึงควรบําเพ็ญ บุญนิธิ อันจะติดตามตนไป บุญนิธิน้ี อาจอํานวยผลท่ี ตองประสงค์ ้ทง้ัปวง ให้สําเร็จแก่เทวดา มนุษย์ทง้ัหลาย อปิจ ภิยฺโยโส มตฺตาย ปุพฺเพกตปุญฺญตานุพฺรูหนาย อุสฺสาหํ ชเนนฺโต อสาธารณมญฺเญสํ อโจรหรโณ นิธิ กยิราถ ธีโร ปุญฺญานิ โย นิธิ อนุคามิโก เอส เทวมนุสสานํ สพฺพกามทโท นิธีติ เอวมาทินา อเนกปริยาเยน โอวทิฯ ต่อนี้ท่านบรรยายผลที่ต้องประสงค์ของเทวดามนุษย์ทั้งหลายนั้นเป็น หมวด ๆ ไป เม่ื อ ย่นเข้าก็ได้ ๓ ประการ คือ มนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติ นิพพานสมบัติ ล ้วนเป็นคุณที่จะพึงได้ ด้วยอํานาจบุญนิธิ ปุพเพกตปุญญตาคุณ เป็นที่ตง้ัแหงศุภสวัสดิวิบุลผล ่ ฉะนี้ สมเด็จพระชินสีห์จึง ประทานพระบรมพุทโธวาท เพื่อให้อุตสาหะบําเพ็ญบุญโดยอเนกบรยาย จะเก็บรวมถวายวิสัชนา โดยสังขิตนัย ฯ (พระมหามนตรีขนฺติสาโร,๐๐๑/๙เทียบม.๓๕๐) อิโต ปรํ, ยานิ ผลานิ เทวมนุสฺสานํ สพฺพกามททานิ โหนฺติ, เตสเมเกกํ วณฺณยิสฺสามิ ฯ ตานิ ผลานิ “ มนุสฺสสมฺปตฺติ สคฺคสมฺปตฺติ นิพฺพานสมฺปตฺตีติ ติวิธานิ สรูปโต วุตฺตานิ โหนฺติ ฯ เตสุ เอเกกํ ปุญฺญนิธิโน อานุภาเวน ลภิตพฺพํ โหติ ฯ ปุพฺเพกตปุญฺญตา สุภโสตฺถิวิปุลผลฐานิยา โหติ ฯ ชินสีหสมฺพุทฺโธ อเนกปริยาเยน, เย ปุญฺญํ กโรนฺติ, เตสํ อุสฺสาหชนนตฺถาย โอวาทํ อทาสิ ฯ พุทฺโธวาโท ปเนส สงฺเขปโต “กุสลํ ภิกฺขเว ภาเวถาติ เอเกน นเยน สมาหริตฺวา กถิยเตฯ


( ปุพฺเพกตปุญฺญตา ) หน้า ๙-๑๐ ต่อนี้ท่านบรรยายผลที่ต้องประสงค์ของเทวดามนุษย์ทั้งหลายนั้นเป็น หมวด ๆ ไป เมื่อ ย่นเข้าก็ได้ ๓ ประการ คือ มนษุยสมบัติ สวรรคสมบัติ นิพพานสมบัติ ล ้วนเป็นคุณที่จะพึงได้ ด้วยอํานาจบุญนิธิ ปุพเพกตปุญญตาคุณ เป็นที่ตั้งแห่งศุภสวัสดิวิบุลผลฉะนี้ สมเด็จ พระชินสีห์ จึงประทานพระบรมพุทโธวาท เพื่อให้อุตสาหะบําเพ็ญบุญโดยอเนกบรยาย จะเก็บรวมถวายวิสัชนา โดยสังขิตนัย ข้อหนึ่งว่า กุสลํ ภิกฺขเว ภาเวถ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย บําเพ็ญกุสล เถิด กุศลนี้สามารถจะบําเพ็ญได้ หาไม่เราก็จะไม่กล่าวชักชวนท่านทั้งหลาย เพราะกุศลเป็นกรรมที่ สามารถจะบําเพ็ญได้แท้ เราจึงได้กล่าวชักชวนท่าน อีกประการหนึ่ง ถ้ากุศลที่บําเพ็ญแล้วจะเป็นไป เพื่อผลอันไม่เป็นประโยชน์และเป็นไป เพื่อผลอันไม่เป็นประโยชน์และเป็นไปเพื่อทุกข์แล้ว เราก็จะ ไม่กล่าวชวนท่านเหมือนกัน เพราะเหตุกุศลที่บําเพ็ญแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อหิตสุข เราจึงกล่าวชวน ท่าน อีกข้อหนึ่ง พระองค์ตรัสให้เกิดอุตสาหะ ว่า ดูก่อนภกิษุทง้ัหลาย ท่านทง้ัหลายอย่าได้ กลัวบุญเลย คําว่า บุญ ๆ น้ี เป็ นช่ื อของสุข อถวา ฯ พุทฺโธ ภควา ปุญฺญกรเณ อุสฺสาหํ ชเนนฺโต “มา ภิกฺขเว ปุญฺญานํ ภายิตฺถ, สุขสฺเสตํ อธิวจนํ ยทิทํ ปุญฺญานีติ อาห ฯ อธิบายว่า กรรมที่สัตว์กระทําด้วยไตรทวาร จะได้โวหารว่า บุญก็ดี กุศลก็ดี ต้องมีอโลภะอโทสะ อโมหะเป็นสมุฏฐาน ตตฺรายํ อธิปฺปาโย ฯ ยานิ กานิจิ กมฺมานิ ติทฺวาเรหิ กตานิ, เตสุ ยํ อโลภาโทสาโมหสมฏุ ฺฐานํ โหติ, ตเทว ปุญฺญนฺติ กุสลนฺติปิ โวหารํ ลภติ ฯ


ข้อนี้เป็นการทวนกระแส โลกประวัติ ยากที่สัตวโลกจะบําเพ็ญ ถง ึ เช่นน้ัน ก็ยังไม่เป็นอันพ้นวิสัย ของผู้ประกอบด้วยปรีชาเล็งเห็นผลแล้ว มีความกล้าหาญอดทนกระทํา อิทํ ปุญฺญกมฺมํ โลกปวตฺติยา ปฏิโสตํ ปวตฺตติ น จ สุกรํ โหติ, ตถาปิ โย ปณฺฑิโต โปโส ปุญฺญผลํ ปจฺจกฺขโต สมฺปสฺสมาโน อุสฺสาเหน ขนฺติยา จ ตํ ปุญฺญํ กโรติ ตสฺส วิสยํ อนตีตํ โหติ ฯ ข้อนี้แลเป็นเหตุให้สัตวโลกพิเศษ และตํ่าช้าไม่เสมอทั่วกันไป อิทเมว สตฺตานํ หีนปฺปณีตตาสงฺขาตสฺส อสมภาวสฺส การณํ โหติ ยถาห “กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนปฺปณีตตายาติ ฯ บุคคลใดแม้แลเห็นผลแห่งบุญจริยาประจักษ์ แต่มาท้อถอยไม่สามารถจะบําเพ็ญ มีฉันทะอุตสาหะ ปีติปราโมทย์ในบุญจริยาน้อยเบาบาง ไม่กล้าหาญพอจะต่อสู ้ด้วยหมู่กิเลสมาร คือโลภะโทสะโมหะ อันมีกําลังกล้า บุคคลผู้นั้นได้ชื่อว่า กลัวแต่บุญ โย หิ ปุญฺญผลํ ปจฺจกฺขโต สมฺปสฺสติ ปุญฺญกรเณ ปน โอสกฺกติปิ มนฺทฉนฺทอุสฺสาหปาโมชฺโช ภวติ อติพเล โลภโทสโมหสงฺขาเต กิเลสมาเร ยุชฺฌิตุํ อปฺปฏิพโล ภวติปิ โส ปุญฺญสฺส ภายติ นาม ฯ สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ ประทานพระบรมพุทโธวาทห้ามอย่าให้เป็นคนกลัวแต่บุญเช่นนั้น ตรัสสอนให้ปลูกฉันทรุจิในบุญกรรมนั้นแล้ว และอดทนกระทํา ยํ สตฺถารา “มา ภิกฺขเว ปุญฺญานํ ภายิตฺถาติ วุตฺตํ ตํ ตาทิสํ ปุญฺญภายนํ สนฺธาย วุตฺตํ ตมฺหิ จ ปุญฺเญ ฉนฺทรุจิอุปฺปาทนตฺถาย อุสฺสาหกรณตฺถาย จ วุตฺตํ ฯ ยถาห “ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถาติ ฯ


เพราะบุญนั้นย่อมอํานวยผลพิเศษแก่ผู้บําเพ็ญให้ได้มนุษย์สมบัติ สวรรคสมบัติ และนิพพานสมบัติ ดังแสดงในนิธิกัณฑสูตรนั้น ฯ ตํ หิ เยน กตํ ตสฺส นิธิกณฺฑสุตฺเต ยถาวุตฺตานิ มนุสฺสสคฺคนิพฺพานสมฺปตฺติ- สงฺขาตานิ ผลวิเสสานิ อาวหติ ฯ ------------------------ พระราชกุศลขันธ์ ที่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ได้ทรงสั่งสมเป็นลําดับมาตั้งแต่ปุเรกชาติ จนภพปัจจุบัน ส่วนอดีตจัดเป็นปุพเพกตปุญฺญตาคุณ เพิ่มพูนวิบากอันมโหฬารให้ทรงทราบ สมบูรณ์ด้วยสมบัติ ๔ ประการ อันเป็นเหตุประกอบกิจ ใหญ่ ๆ ให้สําเร็จได้โดยสะดวกดี ข้อนี้ นับว่าเป็นมงคลวิเสสที่ต้น ฯ


( รฏฺฐาภปิาลโนปาโย ) หน้า ๑๒ และอานิสงส์นั้นเล่า เมื่อย่อกล่าวตามนัย ในพุทธคาถาอนุโมทนาวิหารทาน ของท่าน เศรษฐีอนาถบิณฑิกะในเสนาสนขันธ์ก็เป็น ๒ คือ เป็นประโยชน์แก่สงฆ์ผู้อาศัยด้วยเป็ นเคร่ื อง บรรเทาทุกข์ จากสํานักท่านพหุสุตผู้อยู่ในวิหารนั้น อานิสํโส ปเนตฺถ ฯ เสนาสนกฺขนฺธเก อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติโน วิหารทานสฺส อนุโมทนาคาถาย สรูปนเยน ทุพฺพิโธ โหติ สีตุณฺหาทิปฏิหนนภาวโต นิวาสีนํ อตฺถาวโห โหติ ตตฺถ จ นิวาสีนํ พหุสฺสุตานํ สนฺติกา ทุกฺขาปนูทนธมฺมสฺสวนสฺส ปฏิลาภโต การกานํ อตฺถาวโห โหติ ฯ พระมหากษัตริย์เจ้าในปางก่อน ผู้นับถือพระพุทธศาสนา จําเดิมแต่พระเจ้าพิมพิสารบรมบพิตร พระเจ้ามคธรัฐได้ทรงปฏิบัติเป็นราชกรณียกิจอย่างหนึ่ง ราชานํ มาคธํ เสนิยํ พิมฺพิสารํ อาทึ กตฺวา พุทฺธมามกภูตา ปุพฺพขตฺติยา อิทํ วิหารทานํ กรณียํ กตฺวา อาจรึสุ ฯ อีกประการหนึ่ง ได้ทรงเริ่มจะตง้ัหอพุทธศาสนสังคหะขึ้นที่วัดเบญจมบพิตร ให้เป็นที่รวบรวม พระคัมภีร์และสมุดอันรจนาสําแดงพระบรมพุทโธวาทานุศาสน์ เปิดเป็นธรรมทานให้มหาชนไปอ่าน เข้าไปดูได้ตามปรารถนา อถวา ฯ อิทานิปิ ราชา ทยฺยานมินฺโท พุทฺโธวาทานุสาสนีปากฏีกรณภูตานํ รจิตสตฺถโปตฺถกานํ สงฺคหฏฺฐานตฺถาย เจว ยถารุจิยา วาเจตุมฺปิ ปสฺสิตุมฺปิ มหาชนสฺส อุปฺสงฺกมนารหํ ธมฺมทานฏฐานํ กตฺวา วิวรณตฺถาย จ เบญจมบพิตร อิติ นามเธยฺเย อาวาเส พุทฺธสาสนสงฺคหนามํ โปตฺถกาลยํ ปตฏิฺฐาเปต ุํ อารภติ,


ข้อนี้เป็นมหาทานประเสริฐสุดว่าทานทั้งปวง สมด้วยพระพุทธภาษิตว่า ธรรมทาน ย่อมชํานะทาน ทง้ัหมด อิทํ ธมฺมทานํ มหาทานํ นาม สพฺเพสํ จ ทานานํ เสฏฺฐ ํ โหติ ยถาห สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาตีติ ฯ เพราะทานอื่นไม่เป็นปัจจัยให้พระศาสนาดํารงอยู่เหมือนธรรมทาน พระปริยัติคําสอนของสมเด็จ พระบรมศาสดาจารย์ ยังมีผู้ทรงผู้ปฏิบัติตามอยู่เพียงใด พระศาสนายังได้ชื่อว่า ทรงอยู่เพียงนั้น กสฺมา ฯ น หิ อญฺญํ ทานํ ธมฺมทานํ วิย พุทฺธสาสนสฺส ฐิติยา ปจฺจโย โหติ ยํ สตฺถุ ปริยตฺติธมฺมํ ธาเรนฺติ เจว อนุปฏิปชฺชนฺติ จ , ตํ ยาวตา ภวติ ตาวตา พุทฺธสาสนํ ปตฏิฺฐาต ินาม ฯ ------------------------------- เมื่อพระองค์ใกล้จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ก็ได้ตรัสบรรหารตั้งพระธรรมวินัยไว้แทน พระองค์แก่ พระอานนท์พุทธุปัฏฐากความว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใดที่เราตถาคตได้แสดงแล้ว ได้ บัญญัติแล้ว แก่ท่านทง้ัหลาย ธรรมและวินัยน้นั จักเป็นศาสดา ของท่านทง้ัหลาย ภายหลังแต่ เราล่วงไปแล้ว อีกประการหนึ่ง อาศัยพระบารมีบันดาลรัฐบาล อินเดียได้ถวายพระสารีริกธาตุที่ขุด ได้ในจังหวัดนั้น มีอักษรจารึกบอกสําคัญว่าพระบรมธาตุ จึง พุทธศาสนิกประชาชนในประเทสลังกา พม่า ญี่ปุ่น และรัสเซีย ทราบประพฤติเหตุนั้นแล้ว แต่งทูต ผู้แทนเข้ามากราบทูลขอพระราชทาน ส่วน เชิญออกไปประดิษฐานเป็นที่สักการบูชาในประเทศ ของตน ๆ ข้อนี้แสดงให้เห็นชัดว่า พวก พุทธศาสนิกประชาชนแต่งรัชสีมา มีความนิยมนับถือยอมรับรองสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภาร เจ้า ว่าเป็นเอกอัครศาสโนปถัมภกทั่วกันไป เป็นพระเกียรติยิ่งใหญ่ขจรทั่วภูมิมณฑลคล้าย พระเจ้า อโศกมหาราชในอดีตกาล ก็แลการได้เศวตคชสารมาเป็นพระราชพาหนะเชิดชูพระบรม ของ พระมหากษัตริย์เจ้า ผู้มีหัตถานึกเป็นองค์ในจตุรงคเสนาฉันใด การได้พระสารีริกธาตุ ก็เชิดชู พระ บารมีของพระมหากษัตริย์เจ้าผู้นับถือพระพุทธศาสนาฉันนั้น ฯ


( สัทธาสัมปทา ) หน้า ๒๓-๒๔ สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ทรงตั้งอยู่ในสัทธาสัมปทานี้แล้ว ทรงบําเพ็ญ ทศพิธราชธรรมจริยาและทรงทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาด้วยประการต่างๆ เนือง ๆ มา พระราช กุศลที่ได้ทรงบําเพ็ญด้วยกําลังพระราชศรัทธาอันเป็นสําคัญควรยกข้ึ นกลา่วน้นั คือ ครั้งเมื่อได้ เสด็จเถลิงย์ราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ยังได้ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ บําเพ็ญสมณ ธรรมเป็นอุปนิสัย ทยฺยานมินฺโท หิ มหาราชา อิมาย สทฺธาสมฺปทาย ปตฏิฺฐาย นิจฺจํ ทสวิธราชธมฺมจริยาโย ปูเรติ นานปฺปกาเรน จ พุทฺธสาสนํ อุปตฺถมฺเภติ ฯ กินฺนุ อนุตฺตรํ สทฺธาพเลน ปูริตํ อุทฺเทสารหํ กุสลํ ฯ โส หิ รชฺชํ กาเรตฺวา ราชาภูโต หุตฺวา เอกสฺมึ สมเย รชฺชํ ปหาย พุทฺธสาสเน อุปสมฺปทํ ลภิตฺวา ภิกฺขุภาเว ปตฏิฺฐโิต ยถิจฺฉิตํ สมณธมฺมํ อกาสิ ฯ และทรงสถาปนาและปฏิสังขรณ์พระอารามใหญ่น้อย ทรงสร้างพระปริยัติธรรม ครง้ัหน่ึ ง ได้พิมพ์ พระบาลีไตรปิฎกขึ้นถึง๑,๐๐๐จบ มีพระเกียรติคุณปรากฏไปทั่วโลก ตโต โส พุทฺธสาสเน อภิปฺปสนฺโน หุตฺวา นวกาวาเส ปตฏิฺฐาเปส ิพหุเก ชิณฺณกาวาเส ปฏิสงฺขราเปสิ ปริยตฺติธมฺมโปตฺถเก จ กาเรสิ ฯ เอกทา สหสฺสปฺปมาเณ เตปิฏกปาลิโปตฺถเก มุทฺทาเปตฺวา พหุกานํ รฏฺฐาน ํ อทาสิ, ตปฺปจฺจยา ตสฺส กิตฺติคุโณ สพฺพทิสา อภิปตฺถริ ฯ


และได้ทรงบริจาคมหาทานการใหญ่เป็นหลายวาระ ควรเปรียบด้วยพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงบําเพ็ญ อสทิสทาน เสร็จด้วยกาํลงัพระราชศรทัธาและพระราชวรฤทธ ์ิ ไม่มีใครอื่นจะทําได้ และในศกหลัง สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ทรงพระราชอุตสาหะ เสด็จพระราชดําเนินขึ้นไปสู่เมือง พิษณุโลก ทรงปิดทอง และสมโภชพระพุทธชินราช อันเป็นพระพุทธรูปสําคัญพระองค์หนึ่งใน ประเทศนี้ มีพระนามปรากฏในพระราชพงศาวดาร โส จ พหุกฺขตฺตุํ มหาทานํ อทาสิ ยถาตํ ราชาปเสนทิโกสโล อสทิสทานํ ฯ ตํ ตสฺส สทฺธาพเลน เจว วริทฺธิยา จ สํสิชฺฌติ, อญฺโญ เอวํ กาตุํ สมตฺโถ นาม นตฺถิ ฯ ปจฺฉิมสเก จ มหาราชา อุสฺสาหปฺปตฺโต หุตฺวา ทยฺยรฏฺฐสฺส อุตฺตรทิสาภาเค พิษณุโลก อิตินามํ นครํ อคมาสิ, สวุณฺณปฏฺ เฏห ิ พุทธชินราช อิตินามํ พุทฺธปฏิมํ ลิมฺเปสิ ตสฺสา จ มหํ กาเรสิ ยา ทยยฺรฏฺ เฐ อุตฺตรา เจว ทยฺยวํสาวตาเร จ ปากฏนามา โหติ ฯ


และทรงหล่อพระพุทธปฏิมากร ด้วยทรงสําริด ถ่ายอย่างจากพระพุทธชินราชนั้น มีพระอิริยาบถ และขนาดเป็นอย่างเดียวกัน มีพระอาการเสด็จนั่งปางมารวิชัย หน้าพระเพลากว้าง ๕ ศอกคืบ๕ นิ้วมีเศษ และเชิญลงมาแต่ง ณ กรุงเทพ ครั้นเสร็จทรงปิดทองแล้ว เชิญไปประดิษฐาน ณ พระ อุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ที่ทรงสถาปนาขึ้นใหม่ในจังหวัดสวนดุสิต แล้วมีมหกรรมการ สมโภชเป็นมโหฬารบูชา และทรงตั้งไว้เป็นสมบัติ ของพุทธศาสนิกชนทั่วทุกหมู่เหล่า เพื่อกระทํา สักการบูชาเจริญพุทธานุสสติ น้อมจิตไปในกุศลสัมมาปฏิบัติ ทางสุคติและนิสสรโณบาย และพุทธ ปฏิมากรพระพุทธชินราชเจ้า ที่ทรงหล่อขึ้นพระองค์นี้ นับว่าเป็นอุทเทสิกเจดีย์ สร้างขึ้นเฉพาะ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ (ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง) ยา หิ พุทฺธปฏิมา ชเนหิ สุวณฺณปฏฺ เฏหิ อาลิมฺปิตฺวา โหติ กํสกตา มานิตา ปูชิตา ครุกตา สา อิมสฺมึ รฏฺ เฐ เสฏฺฐพุทฺธปฏิมา วิณฺหุโลกนคเร อุโปสถาคารสฺส นิสินฺนพุทฺธชิน-ราชปฏิมาสทิสรูปา โหติ ติริยโต ปญฺจงฺคุลีอุตฺตรวิทตฺถิอธิกา ปญฺจรตนปฺปมาณา ฯ อยญฺหิ เสฏฺ โฐ มหาราชา ตํ พุทฺธปฏิมํ สมาหริตฺวา อลงฺกาเรตฺวา สุวณฺณปฏฺ เฏหิ ตํ อาลิมฺเปตฺวา มหามหํ เทวมหานคเร ปญฺจมปวรตุสิตวนารามสฺส อุโปสถาคาเร ปตฏิฺฐาเปสิ ฯ อยญฺหิ สงฺฆาราโม ทยฺยภาสาย “สวนดุสิต” อิติ ลทฺธนาเม ภูมิภาเค ฐาปิโต โหติ ฯ มหาราชา มหกมฺมญฺเจว อิมิสฺสาย จ มหุฬารปูชํ กาเรสิ พุทฺธสาสนิกานํ พุทฺธานุสฺสติ-ภาวนาสงฺขาตาย เจว สุคติคามินีทุกฺขนิสฺสรโณปายคามินิยา จ กุสลสมฺมาปฏิปตฺติสงฺขาตาย ปูชนตฺถาย อตฺถาย ปตฏิฺฐาเปสิ ฯ อยญฺหิ พุทฺธชินราชปฏิมา สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส อุทฺเทสิกเจติยนฺติ สงฺขํ คตา โหติฯ


( พุทธเจดีย์ ) หน้า ๒๔-๒๕ แท้จริงพุทธเจดีย์มีประเภทเป็ น ๓ คือ สารีริกเจดีย์พระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ น้ีมี พระบรมพุทธานุญาตไว้ เม่ือใกลจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ้ ให้สร้างขึ้น ณ สถานที่เป็ นที่ประชุมถนน ใหญ่ทง้ั ๔ สําหรับเป็ นที่สักการบูชาของมหาชน เจริญกุศลอันจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขสิ้นกาลนาน พุทฺธสาสเน หิ พุทฺธเจติยํ ติปฺปเภทํ โหติ สารีริกเจติยํ ปริโภคเจติยํ อุทฺเทสิกเจติยํ จ ฯ ตตฺถ สารีริกเจติยํ นาม พุทฺธสฺส สารีริกธาตูนํ นิธานเจติยํ ยํ พุทฺโธ ปรินิพฺพานสฺส อาสนฺนกาเล มหาชนสฺส ปูชนตฺถาย เจว ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย สํวตฺตนิกสฺส กุสลกมฺมสฺส ปูรณตฺถาย จ จตุปฺปเถ กาตุํ อนุญฺญาสิ ฯ เมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาแล้ว พวกมัลลกษัตริย์จัดการถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว แบ่งพระ สารีริกธาตุแจกแก่กษัตริย์และพราหมณ์เจา้นครน้ัน ๆ ผู้ถือพระพุทธศาสนาเป็น ๗ ส่วนด้วยกัน ตโต ภควติ ปรินิพฺพุเต โกสินารกา มลฺลา ภควโต สรีรํ ฌาเปตฺวา สตฺตธา ภควโต สารีริกธาตุโย วิภชิตฺวา ตา ยาจิตุํ อาคตานํ นคราธิปานํ พุทฺธสาสนิกานํ ขตฺติยพฺราหฺมณานํ อทํสุ ฯ ต่างองค์สร้างพระสถูปลงแล้ว เชิญพระสารีริกธาตุบรรจุไว้ในนั้นเป็ นครง้ัแรก และอังคารเจดีย์ คือพระ สถูปที่บรรจุพระอังคาร อันพวกโมริยกษัตริย์เมืองปิ ปผลิวันไปไม่ทันแบ่งพระสารีริกธาตุ เชิญไปบรรจุไว้ ก็นับเข้าในสารีริกธาตุเจดีย์ นี้เป็นพุทธเจดีย์ชนิดหนึ่ง เต สพฺเพ ปฏิลทฺธสารีริกธาตุโย คเหตฺวา อาโท อตฺตโน อตฺตโน นคเร ถูปํ กาเรตฺวา ตา ตตฺถ ปกฺขิปึสุ ฯ ยมฺปิ ปิปฺผลิวนิเยหิ โมริเยหิ สารีริกธาตูนํ วิภตฺตกาเล อาคนฺตฺวา ปฏิลทฺธสฺส ภควโต องฺคารสฺส นิธานถูปสงฺขาตํ องฺคารเจติยํ ตํ สารีริกเจติยนฺติ สงฺขํ คจฺฉติ ฯ


บริโภคเจดีย์ คือพระสถูปที่บรรจุบริขารที่สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ทรงทําพุทธบริโภคมีบาตรทรงเป็น ต้นและพระคันกุฎีที่ประทับในพุทธนิวาสสถานนั้น ๆ มีพระเชตวันเป็นต้นน้ีเป็นพุทธเจดีย์อีกชนิดหนึ่ง ตทุภยมฺปิ พุทฺธเจติยํ โหติ ฯ ปริโภคเจติยํ นาม เย ภควโต ปริภุตฺตานํ ปตฺตาทิปริกฺขารานํ นิธานภูตา ถูปา ยา จ เชตวนาทีสุ ภควโต นิวาสฏฺฐาเนสุ คนฺธกุฏิโย ฯ อิทมฺปิ พุทฺธเจติยํ โหติ ฯ อุทเทสิกเจดีย์ คือเจดียสถานหรือเจดียวัตถุ เป็นที่ระลึกถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระบรมพุทธา นุญาตไว้เมื่อใกล้จะเสด็จดับขันธปรินิพพานทรงแสดงสถาน ๔ ตําบล คือสถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู้ สถานที่ทรงแสดงพระธรรมจักรประถมเทศนา และสถานที่ดับขันธปรินิพพาน ว่าเป็นเจดียสถานควรดู ควรเห็น เป็นที่ตั้งแห่งความสังเวชของกุลบุตรผู้มีศรัทธา อุทฺเทสิกเจติยํ นาม ยํ พุทฺธานุสฺสตฏิฺฐานภูต ํเจตยิฏฺฐานมปฺิ เจติยวตฺถุมฺปิ ปรินิพฺพานสฺส อาสนฺนกาเลเยว พุทฺเธนานุญฺญาตํ ฯ ตทา หิ พุทฺเธน ภควตา อิมานิ จตฺตาริ สทฺธสฺส กุลปุตฺตสฺส ทสฺสนียานิ สํเวชนียานิ ฐานานิ ทสฺสิตานิ ยํ ตถาคตสฺส ชาตฏฺฐานํ ยํ ตถาคตสฺส อนุตฺตราย สมฺมาสมฺโพธิยา อภสิมพฺทุธฺ ฏฺฐานํ ยํ ตถาคตสฺส อนุตฺตรสฺส ธมฺมจกฺกสฺส ปวตตฺติฏฺฐานํ ยํ ตถาคตสฺส อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรนิิพฺพตุ ฏฺฐานํ ฯ ในกาลเป็นลําดับมา พระสารีริกธาตุที่เป็ นของแท้ก็หาได้ด้วยยาก จึงมีผู้สร้างพระสถูปบรรจุอักษรแสดง พระธรรมคําสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า เช่น คาถา เย ธมฺมา เป็นต้น นี้ก็นับเข้าในอุทเทสิเจดีย์ อถาปรภาเค พุทฺธสฺส ภควโต ตจฺฉภูตา สารีริกธาตุโย สุทุลฺลภา อเหสุํ ฯ ตสฺมา ปจฺฉิมาย ชนตาย เจติยํ การิตํ เย ธมฺมาติอาทิกคาถายตฺถปริทีปกสฺส สาสนธมฺมสฺส โปตฺถเก ปตฏิฺฐาเปตุํ ฯ อิทเมว อุทฺเทสิกเจติยนฺติ วุจฺจติ ฯ


ในกาลเป็นภายหลัง มีผู้เห็นอํานาจประโยชน์แล้วและสร้างพระพุทธปฏิมากรด้วยวัตถุต่าง ๆ มีศิลาและ โลหะเป็นต้น ให้ต้องตามพระพุทธลักษณะที่ระบุไว๎ในพระคัมภีร์เท่าขนาดบ้าง ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ต่าง ๆ กัน ตามกําลังศรัทธา และความนิยมในฝีมือช่าง พระพุทธปฏิมากรนี้ก็นับเข้าในอุทเทสิกเจดีย์นี้เป็น พุทธเจดีย์อีกชนิดหนึ่งซึ่งสร้างกันเป็นพื้นในภายหลังมา. ปจฺฉาปรภาเค ทีฆทสฺสิโน ชนา โปตฺถเก วุตฺตนเยเนว ยถาสตฺติ ยถาพลํ สิลาโลหาทีหิ ขุทฺทกํ วา มหนฺตํ วา พุทฺธปฏิรูปกํ กาเรสุํ ฯ อิทเมว อุทฺเทสิกเจติยนฺติ วุจฺจติฯ และการสร้างพระพุทธปฏิมากรนั้น เป็นพระราชกุศลพิเศษ ที่สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าได้ทรง กระทําเป็นลําดับมา ดังมีตํานานเล่าว่า สมเด็จพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ผู้ดํารงเอกราชในประเทศลานนา ไทยข้างฝ่ายเหนือ ตั้งพระนครที่เมืองเชียงแสน ได้แสด็จยกพยุกแสนยาลงมาสร้างเมืองพิษณุโลก และ ทรงหล่อพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์และพระศาสดามุนี เชิญประดิษฐานไว้ในพระวิหารหลวง ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเมืองพิษณุโลกนั้น เป็นพระพุทธรูปสําคัญ ปรากฏพระนามมาในพระราช พงศาวดาร สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภาคเจ้าทรงบําเพ็ญพระราชกุศลมีประการต่าง ๆ เสร็จด้วย กําลังพระราชศรัทธา นี้จัดว่าสัทธาสัมปทา นับเป็นมงคลวิเสสที่ต้น ฯ ม.๒๕และการสร้างพระพทุธปฏมิากรน้นั(พระเมธีวราภรณ์,๔ม.ค.๒๕๕๖) พุทฺธปฏิมากรณํ มหปฺผลํ โหติ มหานิสํสํ ยํ ขตฺติเยน มหาราเชน ทยฺยานมินฺเทน อนุปุพฺเพน ปูริตํ (พุทฺธปฏิมากรณํ ขตฺติเยน มหาราเชน ทยฺยานมินฺเทน วิเสสภูตํ มหากุสลํ อากงฺขมาเนน อนุปุพฺเพน ปูริตํ) ฯ วุตฺตญฺเหตํ วํสารตาเร (โปราณคนฺเถ), สิริธมฺมติปิฏโก กิร ขตฺติโย มหาราชา อุตฺตรปเทเส ทยฺยภาสาย ลานนา อิติ ลทฺธนามสฺส รฏฺฐสฺส ทยฺยภาสาย เชียงแสน อิติ ลทฺธนาเม นคเร ธมฺเมน เอกรชฺชํ กาเรสิฯ โส จาตุรงฺคิกํ เสนํ อาทาย วิสฺสุโลกํ นาม นวํ ปุรํ มาเปตฺวา พุทฺธชินราชา พุทฺธชินสีโห สตฺถุมุนิ จาติ ติสฺโส พุทฺธปฏิมา กาเรตฺวา ตา อพฺภาหริตฺวา ตตฺเถว สิริรตนมหาธาตุ-อารามสฺส มหาวิหาเร ปตฏิฺฐาเปสิฯ ตา พุทฺธปฏิมา สกฺกตา ครุกตา มานิตา ราชวํสาวตาเร ปากฏนามา โหนฺติฯ


( สามตฺถิย ) หน้า ๒๕-๒๖ สามัตถิยะนั้นคือ ความเป็นผู้สามารถในกิจน้อยใหญ่ คุณข้อนี้มีในผู้ใด ก็ยังผู้น้ัน ให้ประกอบ กิจน้ัน ๆ ลุล่วงไปได้ไม่ขัดข้อง สําเร็จประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น เอตฺถ หิ สามตฺถิยํ นาม กิจฺจากิจฺเจสุ สมตฺถภาโว ฯ อิทํ ยสฺสตฺถิ, ตสฺส ตํ ตํ กิจฺจํ นิรุปสคฺคํ หุตฺวา สุฏฺฐุ สมิทฺธึ ปปฺโปติ, อตฺตโน เจว ปเรสญฺจ อตฺโถปิ ยถิจฺฉิตํ สมิชฺฌติ ฯ ดังพระอานนทเถรเจ้าได้ คิดทําตัวอย่างจีวรข้ึ นถูกต้องตามพระบรมพุทธาธิบาย ได้ความสรรเสริญแต่ สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ ตตฺร พุทฺธาธิปฺปาเยน จีวรรูปํ สํวิทหิตฺวา ทสฺเสตฺวา สตฺถุ สนฺติกา ปสํสํ ลภมานสฺส อานนฺทตฺเถรสฺส วตฺถุ นิทสฺสนํ โหติ ฯ มีนิทานเล่าไว้ในจีวรขันธกะคัมภีร์มหาวรรคพระวินัยว่า สมัยหนึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริก โปรดเวไนยสัตว์ไปในตําบลทักขิณาคีรี ทอดพระเนตรเห็นนาในแคว้นมคธอนัมีคนันากน้ัเป็นอันรับสั่งถาม พระอานนท์ว่า จักสามารถจัดทําจีวรมีรูปเหมือนอย่างนี้ได้หรือไม่ นิทานํ เหตฺถ มหาวคฺคสฺส จีวรขนฺธเก ปากฏํ ฯ ตตฺรายํ วิตฺถารกถา ฯ เอกทา ภควา ทกฺขิณาคิริสฺมึ จาริกญฺจรมาโน อจฺจิพทฺธํ ปาลิพทฺธํ มริยาทพทฺธํ สิงฺฆาฏพทฺธํ มคธกฺเขตฺตํ ทิสฺวา “อุสฺสหสิอานนฺท ภิกฺขูนํ เอวรูปานิ จีวรานิ สํวิทหิตุนฺติ ปุจฺฉิ ฯ พระเถรเจ้าทูลรับแล้ว ครน้ัเสด ็ จถ ึ งกรุงราชคฤหแล้ ์ ว ท่านจัดทําจีวรมีรูปเหมือนเช่นนั้นถวายสมเด็จพระ บรมศาสดาจารย์ให้ทอดพระเนตร เถโร หตฺถกุสลตาย “อุสฺสหามิ ภนฺเตติ ฯ โส สตฺถริ ปุนเทว ราชคหํ ปจฺฉาคเต ตถารูปานิ จีวรานิ สํวิทหิตฺวา สตฺถุ ทสฺเสสิ ฯ


พระองค์ทรงสรรเสรญพระเถรเจ้าว่าเป็นบัณฑิต มีปัญญาใหญ่ รู้อรรถแห่งภาษิตที่พระองค์ตรัสแต่เพียง ย่อ ๆ ได้โดยพิสดาร ได้ทําจีวรให้มีสัณฐานต้องตามลักษณะ มีเส้นผ้าน้อย ๆ เปรียบด้วยคันนาไป ตามยาวเรียกว่า กุสิ ไปตามขวางเรียกว่า อัฑฒกุสิ มีกระทงเทียบด้วยคันนาใหญ่เรียกว่า มณฑล เล็ก เรียกว่า อัฑฒมณฑล ได้ชื่อต่าง ๆ กันตามท่อนผ้า เป็นจีวรตัด เศร้าหมองด้วยศัสตรา เป็นสมณ สารูป ไม่เป็นของต้องการของโจร สตฺถา เถรํ ปสํสนฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ “ปณฺฑิโต ภิกฺขเว อานนฺโท, มหาปญฺโญ ภิกฺขเว อานนฺโท, ยตฺร หิ นาม มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานิสฺสติ กุสิมฺปิ นาม กริสฺสติ อฑฺฒกุสิมฺปิ นาม กริสฺสติ มณฺฑลมฺปิ นาม กริสฺสติ อฑฺฒมณฑลมฺปิ นาม กริสฺสติ ฯเปฯ ฉินฺนกญฺจ ภวิสฺสติ สตฺถลูขํ สมณสารุปฺปํ ปจฺจตฺถิกานญฺจ อนภิชฺฌิตนฺติ ฯ ตตฺถ กุสิ นาม อายามโต จ วิตฺถารโต จ ปาลิสทิสทีฆปฏํ ฯ อฑฺฒกุสิ นาม อนฺตรนฺตรา รสฺสปฏํ ฯ มณฺฑลํ นาม มหามริยาทสทิเส เอเกกสฺมึ ขณฺเฑ มณฺฑลํ ฯ อฑฺฒมณฺฑลํ นาม ขุทฺทกขณฺฑํ ฯ แต่กาลนั้นมา พระองค์ได้อนุญาตไตรจีวร คือสังฆาฏิ อุตตราสงค์ อันตรวาสก เป็นผ้าตัดตามสัณฐาน น้ันให้ภิกษุสงฆ์ใช้กันมา ตโต ภควา ภิกฺขูนํ ปริโภคตฺถาย ตถารูปสณฺฐานํ ติจีวรํ อนุญฺญาสิ “อนุชานามิ ภิกฺขเว ฉินฺนกํ สงฺฆาฏึ ฉินฺนกํ อุตฺตราสงฺคํ ฉินฺนกํ อนฺตรวาสกนฺติ ฯ ความสามารถนี้แต่เพียงเป็นไปในกิจไม่สําคัญ ยังประโยชน์ให้สําเร็จแก่ตนและผู้อื่น ได้ตามวิสัย ยถาวุตฺตํ หิทํ สามตฺถิยํ นาติสยกิจฺเจปิ ปวตฺติตํ หุตฺวา เอวํ ปกติวิสเยน อตฺตโน เจว ปเรสญฺจ อตฺถํ สาเธติ ฯ ถ้ามีกว้างขวางออกไปในกิจใหญ่ ๆ ที่สําคัญ ประโยชน์อันใหญ่ก็ย่อมเกิดมียิ่งขึ้น สเจ ปน มหนฺเตสุ อติสเยสุ กิจฺเจสุ ปวตฺติตํ สิยา, มหนฺโต อตฺโถ ภิยฺโยโส มตฺ ตาย ปาตุภวติ ฯ


ถ้ามุขมาตยาธิบดีมีสามารถ ก็อาจจะวิจารณ์ราชกิจให้ลุล่วงไปไม่อากูล เป็ นกําลังของสมเด็จบรมกษัตริยาธิราชเจ้า สเจ หิ เสนาปติ วา อมจฺโจ วา อิมินา สามตฺถิเยน สมนฺนาคโต ภวิสฺสติ โส ราชกรณียํ อนากุลปฺปตฺตํ กตฺวา อนุยุญฺชิตุํ เจว ตเมว อุปสคฺคาภาเวน อภินิปฺผาเทตุํ จ สมตฺโถ อภวิสฺส ปฏิพโล พฺยตฺโตฯ แผ่พระราชอิสริยยศพระบรมเดชานุภาพและเกียรติคุณไพศาล ดังปริณายกรัตนะและคฤหบดีรัตนะพระ เจ้าพรรดิราช ผู้สามารถในราชกิจฝ่ ายทหารและพลเรือน อันเป็นหน้าที่ของตนเป็นตัวอย่าง อีทิโส ปนายํ ยสฺส พลนิกาโย โหติ ตสฺเสว รญฺโญ อิสฺสริยยสญฺเจว กิตฺติสทฺทญฺจ นานารฏฺ เฐสุ ปวตฺตาเปตุํ สกฺโกติ จกฺกวตฺติรญฺโญ อิสฺสริยยสญฺเจว กิตฺติสทฺทญฺจ นานารฏฺ เฐสุ ปวตฺตาเปตุํ สกฺโกนฺโต วิยฯ ถ้าสมเด็จบรมกษัตริยาธิราชเจ้าทรงประกอบด้วยความสามารถ ก็อาจจะดํารงเอกราไชศวรรยาธิปัตย์ ปกครองรัชสีมามณฑล ป้องกันปรปักษ์มิให้มายํ่ายีได้ เป็ นบรมนาถอันใหญ่ของข้าขอบขัณฑสีมา ผู้อยู่ ใต้พระบารมี สเจ ราชา สามตฺถิยสมนฺนาคโต ภวิสฺสติ, อตฺตโน อนฺโตรฏฺฐสฺส เอกรชฺชํ รกฺขิตุํ โคเปตุํ สมตฺโถ อสกฺขิสฺส เจว ปจฺจตฺถิเก ปฏิพาหิตุญฺจ, ตปฺปจฺจยา ปน อนฺโตรฏฺฐวาสีนํ ปรมนาโถ อภวิสฺสเยวฯ สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทรงประกอบด้วยสามัตถิยะคุณนี้แล้ว ดํารงเอกราชสยามาณาจักรให้ สมบูรณ์เกษมสุขปราศจากภัย ดํารงเอกราชสยามณาจักร ให้สมบูรณ์เกษมสุขปราศจากภัย ขตฺติโย หิ สฺยามิกานมินฺโท รฏฺฐปฺปสาสโนปายสามตฺถิเยน สมนฺนาคโต ยาวชฺชตฺตนา สฺยามรฏฺฐสฺส เอกรชฺชํ ปตฏิฺฐาเปตุญฺเจว รฏฺฐํ นิรภยํ เขมํ เวปุลฺลํ จ ปาเปตุญฺจ สมตฺโถ อโหสิฯ


การใด ๆ ที่เป็นคุณประโยชน์ ก็ได้ทรงข้ึ นในราชอาณาจักร ได้ทรงแก้ไขเปลี่ยนธรรมเนียมต่าง ๆ ให้ เจริญขึ้นทันสมัยที่โลกดําเนินไปอยู่ สิ่งใด ๆ ที่เป็นภัยอันจะทําอนัตถพินาศแก่ราชอาณาจักร และ ประชาชน ก็ได้ทรงป้องกันเพื่อมิให้เกิดขึ้นหากเกิดข้ึ นแลว้ก็รีบบําบัดเสียโดยพลัน ฯ ยํ ยํ กรณียํ รฏฺฐสฺส จ รฏฺฐวาสีนญฺจ พหูปการํ โหติ อตฺถสาธกํ, ตํ ตํ อาณาจกฺเก อุปฺปาเทสิ, ยา จายํ ตนฺติปเวณิ กาลาตีตา โหติ ตนฺตํ ยถากาลํ ปริวตฺเตสิ ยมฺปน รฏฺฐสฺส จ รฏฺฐวาสีนญฺจ อนตฺถาวหํ โหติ ตสฺส อนุปฺปาทาย อารกฺขํ สุสํวิหิตํ อกาสิ, เย จิเม อุปฺปนฺนา โหนฺติ เต สพฺเพปิ วินาเสตุํ ปฏิจฺเจว อุปายํ คเวสิฯ ข้อน้ีพง ึสนันิษฐาน ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไม่ช้าครั้งเกิดพวกโจรกบฏก่อการจลาจลปล้น ปัจจันตชนบทในจังหวัดมณฑลอีสานและมณฑลพายัพ สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้าได้ทรง ระงับการจลาจลนั้น ให้สงบไม่ลุกลามไปได้ในเร็ววัน ด้วยกําลังพระปรีชาสามารถอันยิ่งใหญ่ พระคุณข้อ น้ี จัดว่าสามัตถิยะนับในลําดับเป็นมงคลวิเสสที่ ๒. นิทสฺสนญฺเจตฺถ ทฏฺฐพฺพํ ฯ ยทา ปน โจรา ปาจีนทิสาย วา พายพฺพทิสาย วา ปจฺจนฺตชนปเทสุ ขนฺธวารํ พนฺธิตฺวา วคฺควคฺคา หุตฺวา ตตฺถ ตตฺเถว คามํ วิลุมฺปิตฺวา วิจรนฺติ, ตทา มหาราชา สฺยามิกานมินฺโท อิมินา ว สามตฺถิเยน สมนฺนาคโต ขิปฺปเมว วูปสเมตุํ อสกฺขิฯ จริยาปิ จสฺส สามตฺถิยสงฺขาโต คุโณเตฺวว สงฺขาตํ คจฺฉติ ฯ เอวมยํ ทุติโย มงฺคลวิเสโสฯ


( รฏฺฐาภปิาลโนปาโย ) หน้า ๒๖-๒๗ ฝ่ายพระพุทธจักร ได้ทรงตั้งพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ เพื่อวางแบบลงให้เป็น หลักฐาน พุทฺธจกฺเกปิ ราชา ทยฺยานมินฺโท สงฺฆปสาสนรูปํ มูลการณํ กาตุํ สงฺฆปสาสนปญฺญตฺตึ ปญฺญาเปสิ, พระราชทานอํานาจแก่เจ้าอาวาส ตลอดข้ึ นไปถง ึเจ้าคณะใหญ่ เพื่อเป็นภารธุระในกิจพระศาสนาได้ โดยสะดวก ทั้งในส่วนนิคคหะ คือปราบปรามพวกอลัชชี และทั้งในส่วนปัคคหะ คือยกย่องผู้มีศีล เป็นที่รัก และทรงวางหน้าที่ของเจ้าพนักงานฝ่ายฆราวาสให้อุดหนุนเจ้าคณะนั้นด้วย ตตฺถ จ ยาว มหาสงฺฆคณีหิ อาวาสิกานํ ภิกฺขุนํ สุเขน สาสนกิจฺจานํ กรณตฺถาย อลชฺชีนิคฺคณฺหนสงฺขาเต นิคฺคหปกฺเข เจว เปสลปคฺคหณสงฺขาเต ปคฺคหปกฺเข จ ปวตฺตภูตํ อิสฺสริยํ อทาสิ, สพฺเพสํ สงฺฆคณีนํ อุปตฺถมฺภนํ อธิการภูตานํ คิหีนํ ธุรํ กตฺวา นิยเมสิ ฯ พระราชบัญญัตินี้ จะเป็นเคร่ื องรกัษาคณะสงฆ์ให้ตง้ัอยู่ในระเบียบเรียบร้อย อุดหนุนพระวินัย บัญญัติด้วยอํานาจฝ่ายราชอาณาจักร อยํ สงฺฆปสาสนปญฺญตฺติ ภิกฺขุสงฺฆสฺส รกฺขณภูตา โหติ วินยปญฺญตฺติยา สุฏฺฐุ ปตฏิฺฐาปนภูตา โหติ อาณาจกฺกวเสน จ วินยปญฺญตฺติยา อุปตฺถมฺภนภูตา โหติ ฯ อีกส่วนหนึ่งภิกษุสงฆ์มีพระวินัยบัญญัติ และพระราชบัญญัติรักษาไว้ให้ตั้งอยู่ในระเบียบแล้ว ก็จะ ตั้งมั่นสืบอายุพระพุทธศาสนาให้ถาวรตลอดกาลนาน ภิกฺขุสงฺโฆ วินยปญฺญตฺติยา เจว รกฺขนปตฏิฺฐาปนปญฺญตตฺยิา จ สมนฺนาคโต หุตฺวา จริฏฺฐโติ โหติ พุทฺธสาสนํ จ จริฏฺฐติกํ ิ กโรติ ฯ


ข้อนี้ พึงสาธกด้วยข้อความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์พระวินัยมหาวิภังค์ ดั่งนี้ว่า พระสารีบุตรเถรเจ้าทูล ถามพระบรมศาสดาถึงเหตุปัจจัยที่ศาสนาของพระวิปัสสี ของพระสิขี และของพระเวสสภู สัมมาสัมพุทธเจ้า ๓ พระองค์ ไม่ตั้งอยู่ยืนนาน และเหตุปัจจัยที่ศาสนาของพระกกุสันธะ พระโกนาคมนาและพระกัสสปะ สัมมาสัมพุทธเจ๎าอีก ๓ พระองค์ตั้งอยู่ยืนนาน สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ทรงแสดงว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๓ พระองค์ข้างต้นนั้น ไม่ได้ทรงขวนขววายเพื่อจะ แสดงธรรมแก่สาวกโดยพิสดาร พุทธวจนะคําสอนก็มีน้อย สิกขาบทก็มิได้บัญญัติแก่สาวก ปาติโมกข์ก็มิได้ทรงแสดง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้นกับสาวกผู้ตรัสรู้ตามอันตรธานไปแล้ว สาวกผู้บวชมีภายหลัง ต่างชื่อ ต่างโคตร ต่างชาติ ต่างตระกูล ได้ทําศาสนานั้นให้อันตรธานโดย พลัน เหมือนดอกไม้ต่างชนิดกัน บุคคลกองไว้ไม่ได้ร้อยไว้ด้วยด้ายลมย่อมจะพัดให้กระจัดกระจาย จากกัน เพราะไม่มีด้าย ควบคุมไว้ฉะนั้น ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก ๓ พระองค์ข้างหลัง ได้ทรงขวนขวายแสดงธรรม แก่สาวกโดยพิสดารพระพุทธวจนะที่ประทานเป็นคําสั่งสอนก็มีมาก สิกขาบทก็ทรงบัญญัติแก่สาวก ปาติโมกข์ก็ทรงแสดง ครั้นพระผู้มีพระผู้มีภาคเจ้าเหล่านั้นกับสาวก ผู้ตรัสรู้ตามอันตรธานไปแล้ว สาวกผู้บวชในภายหลังต่างชื่อ ต่างโคตร ต่างชาติ ต่างตระกูลนั้น ก็ยังสามารถรักษาพระศาสนา นั้นให้ตั้งอยู่สิ้นกาลนาน เหมือนดอกไม้ต่างชนิดกัน แต่บุคคลร้อยไว้ ด้วยด้าย ลมย่อมไม่อาจพัด ให้กระจัดกระจายไปจากกัน เพราะมีด้ายควบคุมไว้ฉะนั้น นี่แลเป็น เหตุปัจจัยที่ศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๓ พระองค์ข้างต้นไม่ตั้งอยู่นาน และเหตุปัจจัยที่ ศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๓ พระองค์ข้างหลังตั้งอยู่ยืนนาน พระราชบญัญตัทิ่ี ทรงตง้ัน้นั เป็นเครื่องรักษาคณะสงฆ์ให้ตง้ัอยูในระเบียบ ่ เป็นอุบายจะให้ พระพุทธศาสนาถาวร ด้วยประการฉะน้ี อีกประการหนึ่ง ได้ทรงตั้งมรรคนายกให้เป็นผู้ดูแลทํานุ บํารุงผลประโยชน์ของพระอารามทั้งหลายให้เจริญขึ้น อนุวัตรตามพระราชดําริที่ได้ทรงขึ้นในศกหลัง นี้เป็นพระราชธุระเฉพาะพระองค์ในหน้าที่อัครศาสนูปถัมภกส่วนหนึ่ง ฯ เอวํ หิ อยํ ปญฺญาปิตปญฺญตฺติ ภิกฺขุสงฺฆสฺส รกฺขนภูตา โหนติ วินยปญฺญตฺติยา สุฏฺฐุ ปตฏิฺฐาปนภูตา อาณาจกฺกวเสน จ พุทฺธสาสนสฺส จริฏฺฐติยา ิ อุปายภูตา โหติ ฯ อถวา ฯ ราชา ทยฺยานมินฺโท ปจฺฉิมสเก อุปฺปนฺนสงฺกปฺปํ อนุวตฺเตนฺโต อารามานํ อตฺถานํ ปฏิชคฺคนวฑฺฒาปนตฺถาย มคฺคนายเก ปตฏิฺฐาเปส ิฯ อิทํ ตสฺส อคฺคสาสนูปตฺถมฺภกกิจฺเจ ปจฺเจกภาโร โหติ ฯ


( มิตร ) หน้า ๓๙ อีกประการหนึ่ง ชนผู้นับเนื่องในหมู่เดียวกันประพฤติตามฉันที่เป็นพวกเดียวกัน ไม่คิด เอารัดเอาเปรียบ ต่างรักษาประโยชน์ของกัน ดังนี้ ได้ชื่อว่าประพฤติตนสมํ่าเสมอในตัปปริยาปันน ธรรม คือ ธรรมของชนผู้เนื่องในหมู่นั้น ๆ อถวา เย เต เอกสฺมึ นิกาเย ปริยาปนฺนา ชนา ปรตฺถภญฺชเนน พหุตรํ อตฺตทตฺถํ ลทฺธุํ น วายมนฺติ, อญฺญมญฺญสฺส ปน อตฺถํ อนุรกฺขิตุํ วายมนฺติ, เต ตปฺปริยาปนฺนา ธมฺเมสุ สมํ จรนฺติ นาม ฯ ธรรมดาชนผู้นับเนื่องในหมู่เมื่อคิดจะรักษาประโยชน์ตน ก็ต้องรักษาประโยชน์ผู้อื่นด้วยเหมือนกัน ประโยชน์ของตนจึงจะมั่นคงถาวร นิกายปริยาปนฺเนน หิ อตฺตทตถํ อนุรกฺขมาเนน ปรตฺโถปิ อนุรกฺขิตพฺโพเยว โหติ เอวํ สติ อตฺตทตฺโถ จริฏฺฐิติโก โหติ ถาวโร ฯ ถ้าเห็นแต่ได้และตัดรอนประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ตนก็จะไม่ยั่งยืนอยู่ได้ สเจ โส อตฺตทตฺถปญฺโญ สทตฺถปสุโต ภเวยฺย เจว ปรตฺถญฺจ ภญฺเชยฺย, อตฺตทตฺโถปิ เนว จริฏฺฐติโก ิ ภเวยฺย น ถาวโร ฯ


เหมือนดังไม้หลาย ๆ อันที่ตั้ง ยันกันอยู่ มีผู้ชักออกเสียจนมีกําลังไม่พอจะทานกันไว้ได้ ก็ต่างจะ ล ้มฉะนั้น ตตฺรายํ อุปมา ฯ เสยฺยถาปิ นาม ตโย วา จตฺตาโร วา ทารุทณฺฑกา อญฺญมญฺญํ นิสฺสาย ฐิตา, เตสุ เอโก วา เทฺว วา เกนจิ อปนีตา โหนฺติ, เสสา ทุพฺพลา หุตฺวา อญฺญมญฺญํ สนฺธาเรตุํ น สกฺโกนฺติ ขิปฺปเมว ภูมิยํ ปตนฺติ, เอวํ สมฺปทมิทํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ แม้พระพุทธภาษิต ในปกิณณกวรรค แห่งพระธรรมบทก็ได้แสดงความข้อนี้ไว้โดยบรรยายว่า บคุคลผูใ้ดปรารถนาสุขเพ่อ ื ตน เพราะเข้าไปตง้ัไวซึ่งทุกข์ ้ ให้แก่ผู้อน่ื บุคคลน้ันระคนอยู่ด้วยสัง สัคคะคือเวร ย่อมไม่พ้นไปจากเวรได้ ดังนี้ ธมฺมปทคาถาย ปกิณฺณกวคฺเค อยมตฺโถปิ นิททฺ ฏิฺ โฐ ปรทกฺขูปธาเนน โย อตฺตโน สุขมิจฺฉติ เวรสสํคคฺสสํฏฺ โฐ เวรา โส น ปริมุจฺจตีติ เหตดุงัน้นั สมเด็จพระบรมโลกนาถเจ้า จึงตรัสสั่งสอนคนที่เป็นหมู่เหล่าให้ประพฤติถ้อยคําที่รักษา ประโยชน์ของกันและกัน เตน ภควา อญฺญมญฺญสฺส อตฺถํ อนุรกฺขิตุํ ภิกฺขุสงฺฆสฺสปิ คหฏฺฐคณสฺสปิ โอวาทมทาสิ ฯ ข้อนี้พึงสันนิษฐานตามพระบรมพุทโธวาท ที่โปรดประทานแก่ภิกษุสงฆ์ ตตฺถ ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทินฺโนวาทโต สนฺนิฏฺฐาน ํทฏฺฐพพฺ ํฯ


ให้ตั้ง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ประกอบด้วยจิตเมตตาในกันและกัน เฉลี่ยลาภที่หาได้สู่กัน บริโภค มีศีลเสมอกัน มทีฏิฺฐเิสมอกนั ให้เคารพนับถือภิกษุเถระผู้ใหญ่ในสงฆ์ และตั้งใจปรารถนา เพื่อนสพรหมจารีที่ยังมิได้มา ให้มาสู่อาวาส ที่มาแล้ว ให้อยู่เย็นเป็นสุข เป็นอาทิ ฯ กถํ ฯ ภควา หิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุนา เมตฺตํ กายกมฺมํ...เมตฺตํ วจีกมฺมํ...เมตฺตํ มโนกมฺมํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ โหติ สพฺรหฺมจารีสุ อาวิ เจว รโห จ...เย เต ลาภา ธมฺมิกา ธมฺมลทฺธา อนฺตมโส ปตฺตปริยาปนฺนมตฺตมฺปิ ตถารูปเหิ ลาเภหิ อปฺปฏิวิภตฺตโภคี โหติ, สีลวนฺเตหิ สพฺรหฺมจารีหิ สาธารณโภคี,...สีลสามญฺญคโต วิหรติ สพฺรหฺมจารีหิ อาวิ จ รโห จ...ทฏิฺฐิสามญฺญคโต วิหรติ สพฺรหฺมจารีหิ อาวิ เจว รโห จาติ อาทีสุ เจว “ยาวกีวญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขู เย เต ภิกฺขู เถรา รตฺตญฺญู จิรปพฺพชิตา สงฺฆปิตโร สงฺฆปรินายกา เต สกฺกริสฺสนฺติ ครุกริสฺสนฺติ มาเนสฺสนฺติ ปูเชสฺสนฺตีติ...ปจฺจตฺตญฺเญว สตึ อปุ ฏฺฐเปสฺสนฺติ กินฺติ อนาคตา จ เปสลา สพฺรหฺมจารี อาคจฺเฉยฺยุํ อาคตา จ เปสลา สพฺรหฺมจารี ผาสุํ วิหเรยฺยุนฺติอาทีสุ จ อาคตนเยหิ ภิกฺขุสงฺฆํ โอวทิฯ ----------------------- คหฏฺฐาน ํ ปน ทินฺโนวาเท สนฺนิฏฺฐาน ํ วชฺชีนํ ลิจฺฉวิราชูนํ เทสิเต อปริหานิยธมฺมสุตฺ เต ทฏฺฐพพฺฯํ ตตฺถ เอกจฺโจ ธมฺโม คณานุสาสโนปายวิธินา ปวตฺตํ วชฺชริฏฺฐปปฺสาสน ํ อนุโลเมนฺติฯ


( พุทฺธสาสนูปถมฺภโก ) หน้า ๔๕ ฝ่ ายพุทธจักร ทรงโปรดเกล้า ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ มกุฏราชกุมาร ทรงอุปสมบทเป็ นพระภิกษุ มีสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ ทรงบรรพชาเป็ นสามเณรเป็ นหางนาค พุทฺธจกฺกภาเค หิ มหาราชา ทยฺยานมินฺโท มกุฎราชกุมารภูตสฺส มหาวชิราวุธสฺส ปุตฺตสฺส พุทฺธสาสเน ภิกฺขุภาวตฺถาย อุปสมฺปทํ อนุชานิ, เอตฺถ จ กรมขุนสงขลานครินทร์ อิติ ลทฺธาภิธานสฺส มหิตลอตุลยเตชสฺส ปุตฺตสฺส ปจฺฉานุคตสามเณรภาวตฺถาย ปพฺพชฺชํ อนุชานิ ฯ ข้อนี้หากจะเพ่งส่วนพระองค์ ก็คงเป็นแต่บุตรสงเคราะห์ นับเข้าในสถานว่า กลฺยาเณ นิเวเสนฺติ คือ ให้ตั้งอยู่ในความดีความงามเท่านั้น สเจ หิสฺส ปุคฺคลิกภาวโต อิมํ จริยํ อุปปริกฺเยยฺย เอวํ ปจฺจกฺขโต ชานาติ “อยํ ปุตฺตสงฺคหมตฺตา โหติ กลฺยาเณ นิเวเสนฺตีติ อาคตฏฺฐาเน อนฺโตคธาติ ฯ แต่ยังเป็ นประโยชน์สาํคญัย่ิงข้ึ นไปกว่า ได้ชื่อว่าโยงอาณาจักรกับพุทธจักรให้ใกล้กันเข้า เอตฺถ ปน ตโต อธิกตรํ ปโยชนํ วิชฺชติ ฯ กถํ ฯ อยํ อาณาจกฺกํ เจว พุทฺธจกฺกํ จ ทฬฺหสมฺพนฺธภาวุปคเต กโรติ ฯ สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงบํารุงพระพุทธศาสนาด้วยบําเพ็ญมหาทาน สร้างเจดีย์วิหารเป็นอาทิ และ อุปัฏฐากภิกษุสงฆ์ ให้ฟุ่ มเฟื อยด้วยปัจจัยลาภสักเพียงไร ก็ไม่เหมือนโปรดให้พระราชโอรสทรงผนวช ในพระพุทธศาสนา ยํ มหาราชา มหาทานปริจฺจาเคน พุทฺธสาสนํ อุปถมฺเภติปิ เจติยวิหาราทโย มาเปติปิ ปจฺจยลาเภหิ ภิกฺขุสงฺฆํ อปุ ฏฺฐหตปิิ ตํ ยาวมหนฺตมฺปิ, น ปน ปุตฺตานํ พุทฺธสาสเน อุปสมฺปทาย อนุชานเนน สทิสํ โหติ ฯ


ข้อหลังพาให้รู้สึกสนิทในใจ ยา ตสฺส ตถาจริยา อาณาจกฺกพุทฺธจกฺกานํ สมฺพนฺธภาวุปคมนปจฺจโย โหติ สา ภิยฺโย ตฏุ ฺฐ ึอุปฺปาเทติ ฯ ชะรอยจะอาศัยเหตุซึ่งกล่าวแล้ว พระเถรานุเถระในปางก่อน ท่านจึงถวายพระพรทูลตอบพระราชปุจฉา ของพระเจ้าอโศกมหาราชแสดงว่าพระองค์ทรงบําเพ็ญมหาบริจาคในพระศาสนา สร้างพระสถูปและอาวาส ดาษดื่นไป ในพระราชอาณาจักร มีประมาณได้ถึง ๘๔, ๐๐๐ เท่าพระธรรมขันธ์ ถึงดั่งน้ัน ก็ยังไม่ จัดว่าเป็ นญาติกับศาสนา ต่อเมื่อมีพระราชโอรสบรรพชาแล้ว จึงจะจัดว่าเป็นอย่างนั้นได้ โปราณิกา เถรา มญฺเญ ยถาวุตฺตํ การณํ ปฏิจฺจ อโสกสฺส มหาราชสฺส ปุจฺฉํ วิสฺสชฺเชนฺตา เอตทโวจุํ “กิญฺจาปิ มหาราช ตฺวํ ทสพลสฺส สาสเน มหาปริจฺจาคํ ปริจฺจชิ อาณาจกฺเก จ ธมฺมกฺขนฺธสมานิ จตุราสีติถูปวิหารสหสฺสานิ มาเปสิ, น ปน สาสนสฺส ทายาโทติ สงฺขยํ คจฺฉสิ, โย หิ โกจิ มหาราช อตฺตโน โอรสํ ปุตฺตํ ปพฺพาเชติ อยํ วุจฺจติ มหาราช ทายาโท สาสนสฺสาติ ฯ พระองค์จึงโปรดให้พระมหินทกุมารราชโอรส อุปสมบทเป็นพระภิกษุ พระสังฆมิตตากุมารี ราชธิดา ผนวชเป็นภิกษุณี ทั้ง ๒ พระองค์ได้นําศาสนาไปประดิษฐาน ณ ลังกาทวีปเป็นเดิมมา เตน โส มหาราชา มหินฺทํ นาม ปุตฺตํ ภิกฺขูนํ สนฺติเก อุปสมฺปทํ อลาเภสิ สงฺฆมิตฺตํ นาม ธีตรํ ภิกฺขูนีนํ สนฺติเก ฯ เต อุโภ ลงฺกาทีปํ คนฺตฺวา ปฐมํ ตตฺถ พุทฺธสาสนํ ปตฏิฺฐาเปสุ ํฯ ถึงการทรงผนวช จะเป็นชั่วเวลาก็ยังประโยชน์ ให้สําเร็จดังกล่าวแล้วในหนหลัง อีกประการหนึ่งได้ชื่อว่า ทรงตั้งศาสนทายาท พระราชทานแก่พุทธศาสนิกชน ซึ่งจะนิยมทั่วกันจัดว่าเป็นประโยชน์สําคัญ ส่วนศาสนจักรฝ่ายราชอาณาจักรนั้น นอกจากยักย้ายขยายการที่ได้จัดไว้ก่อนแล้วให้กว้างขวาง ครั้งนี้ได้ ทรงสร้างเหรียญทวิธาภิเษก พระราชทานเป็นที่ระลึกในการที่เสด็จดํารงสิริราชสมบัติได้ ๒ เท่า จตุตถรัชกาล พระราชทานเสมาแก่เด็ก ๆ บุตรราษฎร เพื่อแสดงพระเมตตาในเวลามีงานสมโภช พระชนมายุได้ ๕๐ ทัศ ทรงตั้งพระราชบัญญัติจัดการทําเงินตราให้มีเนื้อและนํ้าหนักเป็นระเบียบ ควรแก่มาตราพระราชทานพระบรมราชานุญาตแก่บริษัทไทยทุนจํากัด ให้เดินรถราง ในพระนคร อีกสาย หนึ่ง และสะพานมัฆวานรังสรรค์ซึ่งสร้างมาก่อนนั้นสําเร็จลง ทรงเปิดให้ใช้ได้แล้วในขวบนี้ ฯ


( เมตฺตา ) หน้า ๔๘-๔๙ เมตตานั้น ที่บุคคลแผ่ไปแก่กัน มีอยู่ ๒ สถาน คือ โอทิสสผรณา แผ่โดยอาการ เจาะจง ๑ อโนทิสสผรณา แผ่โดยอาการมิได้เจาะจง ๑ การแผ่โดยอาการเจาะจงนั้นได้แก่นิยม ตัวลงไปตรง ๆ โดยฐานที่ตนรู้จัก ม.๔๘ เมตตานั้น(ปรับจาก พระธรรมวโรดม น.๔๗๙) ยา ปน เมตฺตา อญฺญมญฺญสฺส ผริตฺวา ภาเวตพฺพา, สา ทุพฺพิธา โหติ โอทิสฺสผรณา อโนทิสฺสผรณาติ ฯ ตตฺถ โอทิสฺสผรณา นามฯ ยา เมตฺตา อตฺตโน ญาตกาทโย อุทฺทิสฺส ผริตฺวา ภาเวตพฺพา, สา วุจฺจติ โอทิสฺสผรณา ฯ พึงเห็นอุทาหรณ์ในมารดาบิดามีความรักใคร่และหวังความเจริญให้แก่บุตรธิดา นิทสฺสนญฺเจตฺถ ทฏฺฐพฺพํ ฯ เสยฺยถาปิ นาม มาตาปิตโร เมตฺตาสหคเตน เจตสา อตฺตโน ปุตฺตธีตูสุ เมตฺตายนฺติ, ตาสญฺจ วุฑฺฒึ อภิกงฺขนฺติ, เอวเมว โอทิสฺสผรณา เมตฺตา ผริตฺวา ภาเวตพฺพาฯ ส่วนการแผ่โดยอาการมิได้เจาะจงน้ัน ได้แก่ ปรารภทั่วไปไม่เลือกบุคคล อโนทิสฺสผรณา ปเนสา ฯ ยา ปน เมตฺตา มุโขโลกนาภาวโต สพฺพสตฺเต อโนทิสฺส อารพฺภ ผริตฺวา ภาเวตพฺพา สา วุจฺจติ อโนทิสฺสผรณาฯ


มีพระเมตตาของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน อันพระองค์ให้เป็นไปในประชาชนเป็นข้ออ้าง นัยหลงัน้ี ย่อมขยายกว้างออกไปได้ ตามอัธยาศัยของบุคคลจนไม่มีขอบเขตเป็นที่สุด จัดว่าเมตตาเจโตวิมุตติ ทําใจให้พ้นจากสิ่งที่กีดกันอันเป็นวัตถุแห่งปฏิฆะ ความกระทบกระทั่ง นิทสฺสนํ เจตฺถ ขตฺติเยน มหาราเชน อตฺตโน รฏฺฐนิวาสีนํ ผริตฺวา ภาเวตพฺพา เมตฺตา ฯ อยมฺปิ อโนทิสฺสผรณา เมตฺตา ปุคฺคลชฺฌาสยวเสน อปฺปมาณํ อปริยนฺตํ ผริตฺวา ภาเวตพฺพา โหติ, ปฏิฆวตฺถุภูตโต จ นีวรณโต วิมุตฺตจิตฺตตฺตา เมตฺตาเจโตวิมุตฺติ นาม ฯ เมตตาคุณ ย่อมเป็นเหตุมีกําลังฝังอยู่ในสันดาน ยังบุคคลให้ประกอบการอันเป็น ประโยชน์สุขแก่ผูอ้น่ื โดยเฉพาะบ้าง โดยมิได้เฉพาะบ้าง อนุรูปแก่เมตตาอันเป็นในวาระจิต (เมตตาคุณ พระธรรมกิตติวงศ์) เมตฺตา จ นาม ทุวิธา โหนฺติ โอธิโสผรณา อโนธิโสผรณา จ ฯ อยํ เมตฺตา เยน อาเสวิตา โหติ ภาวิตา พหุลีกตา ตสฺส สนฺตาเน ปตฏิฺฐติพลวปจฺจโย โหติ ยํ ปฏิจฺจ โส อตฺตโน จิตฺตวาเร ปวตฺตเมตฺตานุรูปโต โอธิโสปิ อโนธิโสปิ ปรหิตานิ ปโยเชติ ฯ เมตตาที่เป็นโอทิสสผรณา เป็นเหตุชักพามารดาบิดา ให้บํารุงเลี้ยงบุตร และให้บุตรปฏิการ ฉลอง คุณท่าน กถํ ฯ ตาสุ โอธิโสผรณา เมตฺตา พลวปจฺจโย โหติ ยํ ปฏิจฺจ มาตาปิตโร อตฺตโน ปุตฺตธีตโร โปเสนฺติ ปุตฺตธีตโร จ อตฺตโน มาตาปิตูนํ ปฏิการํ กโรนฺติ ฯ ฝ่ายเมตตาที่เป็นอโนทิสสผรณา เป็นสมุฏฐานยังพระเจ้าแผ่นดินให้พิทักษ์รักษาประชาราษฎรให้สุข เกษมและทํานุบํารุงให้สมบูรณ์ อโนธิโสผรณา ปน เมตฺตา พลวปจฺจโย โหติ ยํ ปฏิจฺจ ราชาโน รฏฺฐวาสโิน สุขิเต กตฺวา โคเปนฺติ อภิปาเลนฺติ วุฑฺฒึ วิรุฬฺหึ เวปุลฺลํ ปาเปนฺติ ฯ


เมตตาที่เป็นไปโดยเจาะจง ย่อมมีมา โดยธรรมดา หาเป็นคุณประหลาดสักปานใดไม่ ถึงว่าอาจ ให้ไพศาลขึ้นไปกว่านั้นอีก อปิจ โอธิโสผรณา เมตฺตา ยสฺมา ธมฺมตาย อุปฺปชฺชติ ตโต จ อุตฺตรึ ภาเวตุํ สกฺกา โหติ ตสฺมา อนจฺฉริยา โหติ ฯ ส่วน เมตตาปรารภทวั่ ไปน้ัน ย่อมเป็นอัศจรรย์เกิดขึ้นในนํ้าใจอันงาม ไกลจากริษยา และตระหนี่ เป็น อาทิ อโนธิโสผรณา ปน เมตฺตา ยสฺมา กลฺยาณชฺฌาสเยเยว อุปฺปชฺชติ อิสฺสามจฺฉริยาทีหิ จ อารกอารกา โหติ ตสฺมา อจฺฉริยา โหติ ฯ ปกติของสัตว์โลก ย่อมคิดเห็นแก่ตนเป็ นท่ี ตง้ัมีความหวังจะบํารุงก็แต่ตน ถึงจะเผื่อแผ่แก่บุคคลผู้ เกี่ยวกัน โดยฉันธรรมดาแต่งมา กถํ ฯ ปกติยา เหตฺถ สตฺตา อตฺตตฺถปญฺญา โหนฺติ กทริยา อตฺตานญฺจ โปเสตุกามาเยว โหนฺติ กทาจิ ปเรสํ หิตํ จรนฺตาปิ ญาตกาทีนํ สมฺพนฺธีนเมว จรนฺติ ฯ


ต่อผู้มีปรีชา เล็งเห็นความปรารถนาของสัตว์ ว่าเป็นอันเดียวกัน คือ รักสุขเกลียดทุกข์ ถึงเช่นนั้น ก็ยังเป็นต่าง ๆ กัน ได้สุขบ้างก็มี ได้ทุกข์บ้างก็มี ทั้งนี้ก็เพราะความประพฤติและความสามารถ ประกอบกับ โอกาสภุมิลําเนาและกุศลากุศล เม่ื อตนได้สุขเห็นปานใด ก็มีใจเผื่อแผ่หวังจะให้เขาได้ สุขเช่นนั้นบ้าง ดั่งนี้เมตตาจึงจะแผ่กว้างขวางทั่วไปถึงผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตน วิญฺญู ปน ปุริโส “สพฺเพ สตฺตา สุขกามทุกฺขปฏิกูลภาเวน สมานปตฺถนา โหนฺติ ตถาปิ เต อตฺตโน อตฺตโน จริยาสามตฺถิยานํ เจว กาลเทสานญฺจ กุสลากุสลานญฺจ วเสน นานา โหนฺติ สุขํ อธิคจฺฉนฺติปิ ทุกฺขํ อธิคจฺฉนฺติปีติ สมฺปสฺสมาโน ยทา อตฺตนา ยาทิสํ สุขํ ปฏิลภติ ตาทิสสฺส สุขสฺส ปฏิลาภตฺถาย ปเรสมฺปิ เมตฺตจิตฺตํ อุปฺปาเทติ ตทาสฺส เมตฺตา อตฺตนา สทฺธึ อสมฺพนฺธภูตานํ ปเรสํ อโนธิโส ผริตา นาม โหติ ฯ แต่นั้นจึงพาบุคคลให้เข้าไป ตั้งไว้ซึ่งวัตถุอันจะให้เกิดสุขบ้าง ซึ่งอุบายอันจะให้ได้สุขวัตถุ นั้นบ้างตามอัธยาศัย เมตตา ๒ อย่างน้ี แล เป็นเค้ามูลให้บุคคลประพฤติหิตานุหิตประโยชน์แก่กัน ในกิจการนั้น ๆ ดุจผู้เชิดชักสาย หุ่นให้กระดิก ไปมา และปันมนุษยชนให้เป็นผู้ประเสริฐกว่ากัน โดยคุณานุภาพ ม.๔๙แต่นั้นจึงพาบุคคล (ปรับจากข้อสอบปี ๒๕๒๓, พระธรรมวโรดม น.๔๘๑) เอวรูปา หิ เมตฺตา ยสฺสตฺถิ, โส ปุคฺคโล อชฺฌาสยวเสน ปเรสํ สุขวตฺถุมฺปิ ตํปาปุณโนปายํปิ อุปฺปาเทติ, ยถาวุตฺตปฺปการา โข ทุพฺพิธา เมตฺตา เยสมตฺถิ, เต ปุคฺคลา ปฏิรูปเก พทฺธสุตฺตํ คเหตฺวา อิโตจิโต จ อากฑฺฒนฺโต วิย ตสฺมึ ตสฺมึ กรณีเย อญฺญมญฺญสฺส สงฺคหํ กโรนฺติ ฯ สา จ ทุพฺพิธา ปุพฺเพกตกุสลวเสน มนุสฺเส เสฏฺฐภาวปฺปตฺเต กตฺวา วิภชติฯ


เมตตานั้นเป็นคุณประการหนึ่ง ที่นับในพรหมวิหาร คือธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหมเทพ เจ้าผู้วิเศษซึ่งได้นับว่าพรหม พวกพราหมณ์ถือว่าเป็นผู้สร้างโลก และเป็นเทพบิดรของสัตวนิกาย ย่อมมีเมตตาจิตคุ้มครองรักษาประชานิกรผู้สืบสายลงมา ม.๔๙เมตตานั้นเป็นคุณ(พระธรรมกิตติวงศ์,ปัญหา ๒ ก.ย.๕๔) เมตฺตา ปเนสา พฺรหฺมวิหารานมญฺญตโร โหติ ฯ พฺราหฺมเณหิ กตฺตาติปิ ปิตาภูตภพฺยานนฺติปิ สมฺภาวิโต, เอโก เทววิเสโส พฺรหฺมา นาม โส เมตฺตจิตฺโต หุตฺวา สกพนฺธุภูตํ ปชํ อภิปาเลติ ฯ อีกประการหนึ่ง มารดาบิดาจัดว่าเป็นพรหมของบุตร และพระมหากษัตริย์ ผู้ครองแผ่นดิน สมมติ ว่า พระเป็นเจ้าของประชาราษฎร ก็เพราะมีเมตตาเป็นวิหารธรรม ฯ อปิจ โข มาตาปิตโรปิ เมตฺตาวิหารธมฺมภาวโต ปุตฺตานํ พฺรหฺมาติ วุจฺจนฺติ, ตเถว ปฐวิสฺสรา ราชาโนปิ เมตฺตาวิหารธมฺมภาวโต ปชาย เทวาติ สมฺมตา โหนฺติ, ตสฺมา เต สมฺมติเทวาติ วุจฺจนฺติฯ


( กาลญฺญุตา ) หน้า ๕๗ กาลัญญุตาข้อต้นนั้น มีพรรณนาว่า เวลา คือคราวครง้ั อันสมควรหรือเป็นโอกาส ชื่อว่ากาล ในที่นี้ บุคคลผู้รู้จักกาลเช่นนั้นชื่อว่า กาลัญญู ความเป็นผู้เช่นนั้น ชื่อว่ากาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จัก กาล คุณข้อนี้เป็ นสําคัญในอันประกอบงานนั้น ๆ กาลญฺญุตาติ ปเนตฺถ ฯ เอตฺถ หิ กาโล นาม ตํตํกรณียปฺปโยคานุรูปา เวลา วา โอกาโส วา ฯ ตาทิสํ กาลํ ชานาติ สีเลนาติ กาลญฺญู, ตสฺส ภาโว กาลญฺญุตา ฯ สา สพฺพกรณียปโยเค อิจฺฉิตพฺพา โหติ ฯ ถ้าบุคคลไม่เป็นกาลัญญู เม่ือถ ึ งคราวที่ควรทํา ก็หาทําไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะคลาดจากประโยชน์ที่จะ ควรได้ควรถึง ประโยชน์ซึ่งได้อยู่แล้ว ก็กลับจะเสื่อมเสียไป ภัยอันตรายก็ได้ช่อง ที่จะเกิดมี สเจ หิ กาลญฺญู น สิยา, โส กรณียสฺส กาตพฺพกาเล สมฺปตฺเต ตํ น กโรติ, เอวํ สติ โย อตฺโถ อตฺตนา ปฏิลภิตพฺโพ โหติ ปาปุณิตพฺโพ,ตํ เนว ปฏิลภติ น ปาปุณาติ, โย อตฺโถ อตฺตนา ปฏิลทฺโธ โหติ โส ปริหายติ, อตฺตโน จ อนุปฺปนฺนปุพฺพํ ภยํปิ อนฺตรา โยปิ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ ข้อนี้พึงสาธกด้วยทีฆาวุชาดกตอนต้น นิทสฺสนญฺเจตฺถ ทีฆาวุชาตกสฺส ปุพฺพภาควตฺถุ ฯ ครง้ัพระเจ้าพรหมทัตผู้ครองแคว้นกาสีเสด็จกรีฑาพล เพ่ือจะไปตีโกศลรัฐ อตีเต กิร พฺรหฺมทตฺโต นาม กาสิกราชา มหนฺตํ เสนาพฺยูหํ อาทาย โกสลรฏฺฐ ํ หตฺถคตํ กาตุํ อคมาสิ ฯ


พระเจ้าทีฆีติผู้ผ่านสมบัติในอาณาจักรนั้น ทรงพระดําริเห็นว่า พระองค์มีอาณาเขตน้อย ทง้ัขดัสน มี พระราชทรัพย์รี้พลพาหนะก็น้อย คลังศัสตราวุธยุทธภัณฑ์และฉางอันเป็ นที่รวบรวมเสบียงอาหารก็ บกพร่องไม่สมบูรณ์ ไม่มีทางจะต่อยุทธ์กับพระเจ้าพรหมทัตผู้มีกําลังใหญ่ แม้แต่เพียงศึกเดียวเท่านั้น ตทา เจตฺถ ทีฆีติ นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิ, ตํ สุตฺวา ตสฺส เอตทโหสิ “โกสลรฏฺฐ ํเม ขุทฺทกํ เจว โหติ อปฺปธนํ จ, เอตฺถ จ โยธาปิ วาหนานิปิ อปฺปกานิ โหนฺติ, อาวุธาทิโกโสปิ ยุทฺธภณฺฑานิปิ ปริพฺพยาคารานิปิ อูนกานิ โหนฺติ อปริปูรานิ, น สกฺกา เอกวารมตฺตมฺปิ มหาพเลน พฺรหฺมทตฺเตน สทฺธึ ยุชฺฌิตุนฺติ ฯ ครั้นลงสันนิฏฐานเช่นนี้แล้วก็ทิ้งพระนครเสีย ปลอมพระองค์พาพระมเหสีประลาตไป โส เอวํ สนฺนิฏฺฐาน ํกตฺวา ราชินึ อาทาย อญฺญาตกเวเสน นครโต นิกฺขมิตฺวา ปลายิ ฯ พระเจ้าพรหมทัตก็ได้โกศลรัฐโดยง่ายดายไม่พักต้องรบ ซํ้ายังจับพระเจ้าทีฆีติกับพระมเหสีได้ในภายหลัง อีกด้วย พฺรหฺมทตฺโต ปน ยุทฺธาภาวโต สุเขน โกสลรฏฺฐ ํ หตฺถคตํ อกาสิ, ปจฺฉา จ ตํ ทีฆีติราชานํ สราชินึ ชีวคฺคาหํ อคาหยิ ฯ เร่ืองน้ีแสดงใหเ้ห ็ นว่าโกศลรัฐแม้เป็นประเทศน้อย แต่ตั้งอยู่ติดต่อกับแคว้นกาสีอันเป็นประเทศใหญ่ เม่ือยงัทรงความเป็นอิสระด้วยตน ก็ชอบแต่จะเตรียมรี้พลพาหนะ สั่งสมทรัพย์พัสดุศัตรวุธยุทธภัณฑ์ และเสบียงอาหาร จัดการป้ องกันรักษาและทํานุบํารุงให้สมบูรณ์ เพื่อจะได้เกิดทรัพย์เป็ นเคร่ืองเพ่ิมพูน กําลังยิ่งขึ้นไป จนสุดวิสัยที่อาจจะเป็ น อยมฺปเนตฺถ อตฺถทีปนา ฯ โกสลรฏฺฐ ํ หิ ขุทฺทกํ โหติ มหนฺตภูตสฺส จ กาสริฏฺฐสฺส สามนฺตสีมาย ฐิตํ โหติ, เอวํ สนฺเต, เตน โกสลรญฺญา อตฺตโน รฏฺ เฐ อิสฺสรภาวํ ธาเรนฺเต โยธาปิ วาหนานิปิ พหูนิ สชฺเชตพฺพานิ โหนฺติ, อุปโภคปริโภคาปิ อาวุธยุทฺธภณฺฑานิปิ ปริพฺพยานิปิ ปริปูรานิ อุจฺจินิตพฺพานิ โหนฺติ, รฏฺฐาวรณารกขฺาปิ ภิยฺโยโส มตฺตาย รฏฺฐพลานุพฺรูหนาย โยธพลานมุปฺปทานมฺปิ สํวิทหิตพฺพานิ โหนฺติ ฯ


อันกิจเช่นนี้จําจะต้องทําให้พร้อมไว้ในเวลาสงบ ยังไม่มีศัตรูมารบกวน จะปล่อยไว้ให้ขาดตกบกพร่อง จะตระเตรียมเฉพาะในเม่ือยามตอ้งการไหนเลยจะทัน การละเลยให้ล่วงเวลา เป็นเหตุแห่งหายนะเมื่อ ภายหลังดงัสาธกน้ี ฯ ยถาวุตฺตเมตํ สพฺพกรณียํ อรีนํ อปจฺจุปฏฺฐติกาเล ปริปูรํ กาตพฺพํ โหติ ฯ สเจ ตํ ตํ กรณียํ อมนสิกาเรนปิ วิชหเนนปิ อูนกํ กเรยฺย, อรีสุ วา ปจฺจุปฏฺฐเิตสุเยว สํวิทเหยฺย, กถญฺจรหิ ตํ ตํ กรณียํ ขิปฺปเมว สมฺปาเทตุํ สกฺขิสฺสติ ฯ อรโย สุเขน ปริมทฺทนฺติ ฯ เอวํ หิ กาลญฺญุตาภาวโต กาลาติกฺกมนํ ปจฺฉา หายนปจฺจโย โหติ ฯ


(อกาลญฺญู) หน้า ๕๗-๕๘ อีกประการหนึ่ง ชนผู้ไม่รู้จักกาล แม้เมื่อทํากิจ แต่ทําให้ผิดสมัย คือด่วนทํา เสียแต่เมื่อ ยังไม่ทันถึงเวลา การงานก็หาสําเร็จผลดีไม่เลย อถวา ฯ อกาลญฺญู ชโน กิจฺจํ กโรนฺโตปิ ตํ อกาเล กโรติ, ตสฺส กาตพฺพกาเล อสมฺปตฺเต ตรมาโน ว ตํ ปุเรตรํ กโรติ, เอวํ สติ ตํ กิจฺจํ อตฺถํ น สุฏฺฐุ สาเธติ ฯ ข้อน้ี พง ึ เหน ็ อทุาหรณในเรื่องพระเจ้ ์ าอชาติศัตรู ผู้ครองรัฐ ทําสงครามกับพวกกษัตริย์ลิจฉวี ผู้ครองแคว้นวัชชีในเวลาเธอกําลังตั้งอยู่ในสามัคคีพรักพร้อมเป็นสมานฉันท์ ช่วยกันต่อสู ้ป้ องกัน อาณาจักร ด้วยความองอาจ ท้าวเธอก็ไม่สามารถจะได้ชัยชํานะ นิทสฺสนํ เจตฺถ ทฏฺฐพพฺ ํฯ ราชา กิร มาคโธ อชาตสตฺถุ เวสาลิเกหิ ลิจฺฉวีหิ สทฺธึ สงฺคามํ อกาสิ ฯ ตทา ลิจฺฉวิโน สมคฺคา สมานฉนฺทา หุตฺวา เอกีภาเวน สามตฺถิเยน จ มาคเธหิ ริปูหิ สทฺธึ ยุชฺฌิตฺวา อตฺตโน อาณาจกฺกํ ปาเลสุํ ฯ เตน ราชา มาคโธ ลิจฺฉวิโน ชิตุํ นาสกฺขิ ฯ ต่อภายหลัง แต่งกลอุบายปล่อยวัสสการพราหมณ์มหาอมาตย์ไปยุยงให้แตกสามัคคีจากกัน จึงได้ มีชัย ตีได้แคว้นวัชชีมอยู่ใต้อํานาจของพระองค์ ปจฺฉาภาเค อุปายํ อนุยุญฺชิตฺวา ลิจฺฉวีนํ เภทํ กาเรตุํ วสฺสการํ พฺราหฺมณํ มคธมหามตฺตํ ตํ รฏฺฐ ํ เปเสสิ ฯ โส พฺราหฺมโณ ตํ คนฺตฺวา ลิจฺฉวิโน ปริภินฺทิตฺวา เภเทสิ ฯ ตโต ราชา มาคโธ ลทฺธชโย หุตฺวา วชฺชึ อตฺตโน หตฺถคตํ อกาสิ ฯ


ข้อนี้ก็ให้ลงสันนิษฐานว่า ครง้ักอน่ ยังไม่เป็นเวลา การจึงไม่สําเร็จสมหมาย ครน้ัภายหลงัประกอบ ถูกคราวจึงสําเร็จได้ อิทเมตฺถ สนฺนิฏฺฐานํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ อาทิกาเล อกาโล สงฺคามํ กาตุํ, ตสฺมา รญฺโญ อชาตสตฺตุสฺส สงฺคาเม ชยสงฺขาตํ ผลํ น ยถิจฺฉิตํ สมิชฺฌติ, ปจฺฉากาเล ปเนส กาลานุรูปํ กุสโลปายํ ปยุญฺชิ, ตสฺมา ผลํ สมิชฺฌติ ฯ อิทเมตฺถ สาธกํ โหติ ฯ แม้ในคัมภีร์ชาดก ท่านก็ได้ยกความข้อนี้ ขึ้นแสดงในบาทคาถาโดยความเป็นราชภาษิตของพระเจ้าคามณีว่า เออก็ความหวังในวิบุลผล ย่อมสําเร็จแก่บุคคลผู้มีปรีชาญาณค่อยประกอบการงานโดย อุบาย ไม่มักง่ายด่วนเห็นแต่ได้เข้าว่า ดังนี้ ฯ อยมตฺโถ ชาตกปกรเณปิ คามณิราชสฺส ภาสิตภาเวน คาถาย ปาททฺวเยน อทุทฺ ฏิฺ โฐ อปิ อตรมานานํ ผลสาว สมิชฺฌตีติฯ อีกฝ่ ายหนึ่ง เมื่อถึงเวลาก็หาประกอบกิจที่จะพึงทําไม่ ปล่อยให้กาลล่วงไปเสียแล้ว จึงปรารถจะทําเมื่อภายหลัง เมื่อเป็นดั่งนี้ ก็จะคลาดจากประโยชน์ที่จะพึงได้พึงถึง ข้อนี้มีเรื่องพระ เทวทัตต์เป็นนิทัสสนะ อปโร นโย ฯ โส อกาลญฺญู ชโน กิจฺจสฺส กาตพฺพกาเล สมฺปตฺเต ตํ น กโรติ, ปจฺฉา กาตุํ อิจฺฉนฺโต กาลํ อติกฺกาเมติ, เอวํ สติ ลทฺธพฺพตฺถโต ปริมุจฺจติ ฯ นิทสฺสนํ เจตฺถ เทวทตฺตวตฺถุ ฯ


พระเทวทัตต์นั้นในเวลาที่เธอยังสามารถ ก็มิได้นิยมในโอวาทอนุศาสนีของสมเด็จพระผู้มีพระภาค เจ้าผู้เป็นพระศาสดา ซํ้าก่อเวราฆาตคิดร้ายใน พระองค์เสียอีก แต่ก็ไม่สําเร็จตามมุ่งหมาย โส สมตฺถกาเลปิ สตฺถุ โอวาทานุสาสนึ น ปคฺคณฺหิ สตฺถริ ปน อาฆาตํ พนฺธิตฺวา อนภิรทฺธิยุตฺโต อโหสิ ฯ เอวํ ปนสฺส มโนรโถ ยาวทตฺถํ น อิจฺฉิ ฯ ครั้นภายหลังเมื่อกําลังอยู่ที่คยาสีสประเทศอาพาธหนัก กลับจิตหวนคิดถึงพระบรมศาสดา อ้อน วอนพวกศิษย์ให้พาไปพระเชตะวัน ยังไม่ทันได้เฝ้า ก็พอเกิดวิบัติมาตัดชีวิตเสีย ปจฺฉาภาเค โส คยาสีเส วสนฺโต คิลาโน หุตฺวา สตึ ปฏิลภิตฺวา สตฺถารํ ทฏฺฐุกาโม อตฺตโน สาวเก ยาจิตฺวา เตหิ เชตวนํ นีโต อโหสิ ฯ วิปฺปตฺติ ปนสฺส สตฺถุ อุปสงฺกมนกาลโต ปุเรตรํ อุปฺปชฺชิตฺวา ชีวิตํ อุปจฺฉิชฺชิ ฯ ซึ่งพระโบราณจารย์กล่าวว่าต้องแผ่นดินสูบ เอตฺถาหุ โปราณกาจริยา ปฐวึ ปวิสิตฺวา อวีจิมฺหิ นิพฺพตฺตีติ ฯ หากว่าในเวลาสามารถ เธอไม่เป็นเช่นน้ัน ก็นําจะบรรลุธรรมพิเศษส่วนโลกีย์โลกุตตรโดยควรแก่ ปฏิบัติ สเจ หิ โส สมตฺถกาเล น เอวรูโป อภวิสฺส ปฏิปตฺติยานุรูปโต โลกิยภูตํ วา โลกุตฺตรภูตํ วา คุณวิเสสํ ปาปุเณยฺย ฯ


นี่มากลับจิตได้ ในเวลาไม่เป็นโอกาส จึงได้คลาดจากประโยชน์คุณที่จะควรได้ควรถึงเช่นนี้ แม้ใน คัมภีร์ชาดก ท่านก็ได้ยกข้อนี้ขึ้นแสดงในคาถา โดยความเป็นภาษิตของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ในเมือง ตักสิลา ผู้สอนมาณพ ๕๐ ให้เล่าเรียนศิลปะศาสตร์ มาณพผู้หนึ่งรับใช้ไปหาฟืนไปเชือนเสีย ครั้น เพลาเย็นเก็บอะไรไม่ทัน หักได้ไม้กุ่มสดมา อาจารย์ยกเรื่องนี้เป็นอุปัตติเหตุแล้ว และกล่าวติให้เป็น คติของมาณพทั้งปวงว่า บุคคลใดไม่ทํากิจที่ตนควรจะทํา เม่ื อภายก่อนเขาปรารถนา รีบร้อนจะทําเม่ื อภายหลงั บุคคลนน้นัก็เป็นดังมานพผู้หักไม้กุ่ม ย่อมร้อนรุ่มในเวลาหลงัฉะน้ี ม.๒๔๘(พระมหาอภิวัตร์ รวบรวม,๐๐๕/๓๕ซํ้าม.๕๘) ยสฺมา หิ โส กตฺตพฺพกาเล กรณียสฺส กรณตฺถาย สมาหิตจิตฺโต อโหสิ, ตสฺมา, โย โย อตฺตนา ปฏิลภิตพฺโพ โหติ ปตฺตพฺโพ, ตํ ตํ เนว ปฏิลภติ น ปาปุณาติ, ปฏิลทฺโธ จตฺโถ ปริหายติ ฯ ชาตกฏฺฐกถายํปิ ตกฺกสิลายํ ปญฺจนฺนํ มาณวกสตานํ โอวาทํ ททนฺตสฺส ทิสาปาโมกฺขาจริยสฺส ภาสิตภาเวน คาถายํ อทุทฺ ฏิฺฐมิทํ โหติ ฯ อตีเต กิร ตกฺกสิลายํ ทิสาปาโมกฺขาจริโย ปญฺจมาณวสตานิ สิปฺปํ อุคฺคณฺหาเปสิ ฯ เตสมพฺภนฺตเร เอโก มาณโว เอกทิวสํ ทารุอาหรณตฺถาย อรญฺญํ คนฺตฺวา ทารูนิ อุทฺธริ ฯ โส กุสีตตาย โอหีโน อโหสิ, สายณฺหสมเย ยาวทตฺถํ สุกฺขทารูนิ อุทฺธริตุํ อสกฺโกนฺโต อลฺลทารูนิ ภญฺชิตฺวา ตานิ อุทฺธริตฺวา อคมาสิ ฯ ทิสาปาโมกฺขาจริโย หิ อตฺถุปฺปตฺตึ กตฺวา อิทํ วตฺถุํ อุทฺทิสิ ฯ ตโต โส สพฺเพสํ มาณวกานํ โอวาทตฺถาย ตํ มาณวํ วิครหนฺโต อิมํ คาถมาห โย ปุพฺเพ กรณียานิ ปจฺฉา โส กาตุมิจฺฉติ วรุณกฏฺฐํ ภญฺโชว ส ปจฺฉา อนุตปฺปตีติ


( กาลญฺญุตา ) หน้า ๕๙ บุคคลผู้เป็ นกาลัญญู รู้จักกาลสมัย ทําธุระให้สบเวลา ได้ชื่อว่าปฏิรูปการี ผู้ทําสมควร ย่อมจะ ได้บรรลุความเจริญด้วยวิบุลผลตั้งต้นแต่โภคสมบัติ พระคันถรจนาจารย์จะสําแดงความข้อน้ีใหชัด้ จึงชักเรื่องจุลลกเศรษฐีมากล่าวในคัมภีร์อรรถกถาชาดก โย หิ กาลญฺญู หุตฺวา กาลสฺส ปฏิรูปํ ธุรํ กโรติ โส ปฏิรูปการี นาม ฯ ปฏิรูปการี โภเค อาทึ กตฺวา วิปุลาหิ สมฺปตฺตีหิ วุฑฺฒึ ปาปุณาติ ฯ อิมมตฺถํ วิภาเวตุํ ชาตกวณฺณนายํ จุลฺลกเสฏฺฐิวตฺถุ อาหริตฺวา กถิตํ ฯ สรรเสริญความหมั่นของจุลลันเตวาสิก ผู้รับใช้ของเศรษฐี ที่รู้จักประกอบพาณิชกรรมให้ถูกคราวนิยม สั่งสมโภคทรัพย์เป็นอันมากขึ้นได้ในไม่ช้า ต่อมาก็ได้รับตําแหน่งเป็นเศรษฐีใหญ่ ตตฺถ หิ อฏุ ฺฐาเนน เจว ปญฺญาย จ วณิชฺชกมฺมํ กาลานุรูปํ กตฺวา นิยุญฺชมานสฺส น จิรสฺเสว พหุํ ธนํ สมฏุ ฺฐาเปตฺวา ปจฺฉาภาเค มหาเสฏฺฐฏิฺฐานํ ลภนฺตสฺส จูฬกนฺเตวาสิกสฺส อสิถิลปรกฺกโม ปสํสิโต ฯ ให้สมคาถานิพนธ์ว่า บุคคลผู้มีปัญญาคาดเห็นเหตุผลประจักษ์ ย่อมยังตนให้ตง้ัข้ึ นได ้ ในยศศกัด ์ิศฤงคารดวยทรัพย์ ้ ที่เป็ นต้นทุนแม้มีประมาณน้อย ดุจชนผู้ก่อไฟนิดเดียวให้เป็ นกองโตข้ึ นไดฉ้ะน้ัน ยถาห ฯ อปฺปเกนปิ เมธาวี ปาภเฏน วิจกฺขโณ สมฏุ ฺฐาเปติ อตฺตานํ อณุํ อคฺคึ ว สนฺธมนฺติ ฯ


แม้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงสรรเสริญบุรุษเห็นปานนั้น ด้วยพุทธพจนประพันธ์ว่า ชนผู้มีกิจธุระ ตง้ัอตุสาหะทําใหสมควร้ คือให้ต้องตามกาลเทศะโดยปกติ ตน ย่อมจะได้ทรัพย์ มาเป็ นผลแห่งความประกอบชอบ ดงัน้ี ภควาปิ ปฏิรูปการี ธุรวา อฏุ ฺฐาตา วินฺทเต ธนนฺติ อิมินา เอวรูปํ ปุคฺคลํ ปสํสติ ฯ ข้อความที่กล่าวมาข้างต้น แม้จะหมายบุคคลเป็ นเจ้าการ ถึงอย่างน้ันก็เป็ นสาธารณทั่วถึงแก่ชนผู้ เน่ืองกนัเป็ นหมู่เหล่า กิญฺจาปิ ปเนตํ อาทิมฺหิ วจนํ การกํ ปุคฺคลํ สนฺธาย วุตฺตํ, สมูหภูตานํ ปน ชนานํ สาธารณํ โหติ ฯ เช่นจําพวกที่เข้ากันตง้ัอยู่เป็นปึกแผ่นแน่นหนา กล่าวโดยอุปจารโวหารว่า ประเทศหรือชาติ ใหญ่หรือ น้อยก็ตามที ต่างคน ตั้งอยู่ในสามัคคีพร้อมเพรียงเป็นใจเดียวกัน มีความหมั่นประกอบกิจธุระให้ต้อง ตามกาลเทศะ ไม่ปล่อยให้อากูล เป็ นปฏิรูปการีแล้วประเทศหรือชาติน้ัน ก็มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ อันจะเป็นกําลังในที่จะจัดการป้องกันทํานุบํารุงให้ยิ่งขึ้น นิทสฺสนํ เจตฺถ ทฏฺฐพฺพํ ฯ เย พหุกาว เอกโต หุตฺวา เอกฏฺฐาเน ปุถุภูตํ กตฺวา นิวสนฺติ, ยํ ปเทโสติ โวหาเรน วุจฺจติ ขุทฺทกํ วา โหตุ มหนฺตํ วา , ตตฺถ เจ ชนา สมคฺคา เอกฉนฺทา เอกจิตฺตา อฏุ ฺฐานสมฺปนฺนา อสิถิลปรกฺกมา หุตฺวา อตฺตโน อตฺตโน กมฺมนฺตสงฺขาตํ ธุรํ กาลเทสานุรูปํ เจว อนากุลญฺจ กตฺวา นิยุญฺเชยฺยุํ ปฏิรูปการิโน จ ภเวยฺยุํ, โส อิทฺโธ ภเวยฺย ผีโต (เตหิ) โภเคหิ จ สมฺปนฺโน,เย (โภเค) พลวปฺปจฺจยภาเวน นิสฺสาย ตสฺมึ ปเทเส นิวาสิโน อตฺตโน ปเทสํ สํวิทหิตุํ ปาเลตุํ ตโต จ อุตฺตรึ วิรุฬฺหึ เวปุลฺลํ ปาเปตุํ สกฺโกนฺติ ฯ


แต่นั้นเกียรติยศอํานาจสง่าราศีก็จะเกิดมีขึ้น ตามกันโดยลําดับเป็นที่นับถือและเกรงขามของประเทศหรือ ชาติอ่ืน ๆ เป็ นท่ีอนัตง้ัตนได ้และสามารถรักษาตนด้วยตนเอง ความเจริญสมบูรณ์เกิดมีแก่หมู่ เป็น ผลแห่งการประกอบชอบน้ัน ตโต ปเทโส อนุปุพฺเพน กิตฺติยสวสาทินา อภิวฑฺฒติ, วิเทสิเกหิ ครุกโต โหติ มานิโต ปเทสํ สมฏุ ฺฐาเปตุํ สกฺโกติ,อตฺตนา ว อตฺตานํ อนุรกฺขิตุํ สกฺโกติ สพฺเพสํ ปริปุณฺณสงฺขาตา วุฑฺฒิ อุปฺปชฺชติ อิทํปิ สมฺมาปยุญฺชนฺตานํ ปจฺจโย โหติ ฯ พึงสันนิษฐานเห็นเช่นกาสิกรัฐในทีฆาวุชาดก ซึ่งได้ยกเป็นนิทัสสนะไว้ในหนหลัง กาลัญญุตามี อรรถาธิบายดังรับพระราชทานถวายวิสัชนามา ย่อมสําหรับกับกาลิกกิจคือ ธุระอันจะพึงทําเป็น คราวเป็น สมัย ฯ เหฏฺฐา วุตฺตทีฆาวุชาตเก กาสริฏฺฐํ นิทสฺสนํ ฯ ยถาวุตฺตปฺปการา กาลญฺญุตา กาลิกกรณียสฺส ปฏิรูปา โหติ ฯ


(อกาลญฺญู) หน้า ๖๑-๖๒ บุคคลผู้รู้จักใช้กาลให้มีผลได้เพียงไร ก็จัดว่าเป็นปฏิรูปการี ผู้มีปกติทําสมควร โย หิ ปุคฺคโล กาลจฺจยสฺสานุรูเปน อตฺถํ อุปฺปาเทติ โส “ปฏิรูปการีติ วุจฺจติฯ ย่อมอาจประกอบกิจให้ได้ระเบียบไม่อากูล ก็สามารถจะนําธุระให้ไพบูลย์กว่าชนผู้ไม่รู้จักใช้เวลา เอวรูโป อนากุลภาเวน กิจฺจํ สาเธตุํ สกฺโกติ, ธุรํ จ วหิตฺวา อกาลญฺญุนา อธิกตรํ เวปุลฺลํ ปาเปตุํ สกฺโกติ ฯ ถึงปราชญ์ผู้ปรีชา คิดประดิษฐ์เครื่องอุปกรณ์นั้น ๆ ขึ้นมากหลาย ก็ด้วยความมุ่งหมายว่า จะได้ ใช้เวลาให้จุธุระเป็นที่ตั้ง ความประพฤติแม่นยําในเวลา ยังเป็นธรรมเนียมที่จําปรารถนา ก็ด้วย ความประสงค์ดุจเดียวกัน วิจกฺขณา หิ ปณฺฑิตาปิ พหุกานิ ตํตํอุปกรณานิ กตฺวา กาลานุรูเปน ธุรํ สาเธตุํ อิจฺฉนฺติฯ เวลาย อุชุกปวตฺติ ตเถว อิจฺฉิตพฺพา โหติฯ กาลัญญุตาในอรรถวิกัปปหลัง ย่อมสําหรับกับนิพัทธกิจ ตสฺมา อิมสฺมึ อตฺถวิกปฺเป กาลญฺญุตา นิพนฺธกิจฺจสฺส ปฏิรูปา โหติ ฯ


บุคคลผู้อกาลัญญูไม่รู้จักกาลและประกอบงานให้ผิดเวลา ใช่ว่าจะนําหายมาแก่ตนเท่านั้นก็ หาไม่ ย่อมยังหายนะให้เกิดแม้แก่ผู้อื่น อนัเน่ื องดวยตน้ ได้ด้วยเหมือนกัน อกาลญฺญู หิ ชโน กาลํ อชานนฺโต เจว อกาเล กมฺมนฺตํ ปยุญฺชนฺโต จ น เกวลํ อตฺตโน หายนํ อาวหติ, อถโข อตฺตปริยาปนฺนานํ ปเรสมฺปิ หายนํ อุปฺปาเทติ ฯ เช่นแม่ทัพไม่เป็นกาลัญญู ยกพลเข้าตีข้าศึกในเวลายังไม่เป็นที ก็จําจะเสียรี้พลเป็นอันมาก ในอัน ใช่เหตุ และอาจถึงปราชัยก็เป็นได้ ตตฺริทํ นิทสฺสนํ ฯ อกาลญฺญู มหาเสนานี เสนํ สนฺนยฺหิตฺวา อกาเล ริปู อพฺภุยฺเยยฺย, เอวํ สติ พหุกา โยธา อการเณ ( อนายตนโส ) วิปตฺตึ คจฺฉนฺติ, ฐานเมตํ วิชฺชติ ยํ กทาจิเปส ปราชยํ อาปชฺชติ ฯ แม้ในคัมภีร์ชาดก ท่านก็ได้ยกข้อความน้ี ข้ึ นแสดง โดยความเป็นภาษิตของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ติไก่ผู้ขันไม่เป็นเวลา ยังพวกมาณพผู้เรียนมนต์ให้ลุกขึ้นไม่เป็นกําหนด ต้องเสียประโยชน์ในการ เรียน เป็นข้อเปรียบด้วยความเป็นไปของหมู่ชน ด้วยพจนนิพนธ์ว่า ไก่น้ี มิไดเจริญในสํานักมาร ้ ดาบิดา มิได้อยู่มา ในตระกูลอาจารย์ จึงไม่รู้จักกาลที่ควรหรือไม่ควร ดังนี้ อยมตฺโถ ชาตกปกรเณปิ อกาลราวึ กุกฺกุฏํ มนฺตชฺฌายเก มาณเว อกาเล วสฺสิตสทฺเทน อฏุ ฺฐาเปตวฺา เต มนฺตชฺฌายนปฺปโยชนา ปริหาเปนฺตํ วิครหโต ทิสาปาโมกฺขสฺส อาจริยสฺส ภาสิตภาเวน มหาชนสฺส ปวตฺติยา สํสนฺทนํ กตฺวา อทุทฺ ฏิฺ โฐ อมาตาปิตุสํวฑฺโฒ อนาจริยกุเล วสํ นายํ กาลมกาลํ วา อภิชานาติ กุกฺกุโฏติ ฯ


สัปปุริสบุคคล ตั้งต้นแต่พระพุทธเจ้าลงมา ย่อมตั้งอยู่ในกาลัญญุตา ประกอบกิจให้ถูกแก่ สมัย รู้จักใช้เวลาให้เป็นผล จัดว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนแลผู้อื่นทั้งสองฝ่าย คุณข้อนี้จึงนับว่า เป็นสัปปุริสธรรมประการหนึ่ง ฯ พุทฺธาทโย หิ สปฺปุริสา กาลญฺญุตาย ปตฏิฺฐหนฺติ กิจฺจํ กาลานุรูปํ นิยุญฺชนฺติ อตฺถุปฺปาทเนน จ กาลํ วีตินาเมนฺติ, อิติ เต อตฺตโน เจว ปเรสญฺจ อตฺถาย หิตาย สุขาย จ ปฏิปชฺชนฺติ นาม ฯ เตนายํ กาลญฺญุตา สตฺตนฺนํ สปฺปุริสธมฺมานมญฺญตโร โหติ ฯ อันกาละนี้ ได้ชื่อว่า มีความเปลี่ยนแปลงไป ก็เพราะความแปรแห่งความเป็นไปของโลก สันนิวาส คือหมู่สัตว์มีโลกเป็นที่อยู่อาศัย อยมฺปน กาโล โลกสนฺนิสิตสตฺตสมูหสงฺขาตสฺส โลกสนฺนิวาสสฺส ปวตฺติวิปริณามโต วิปริณามธมฺโม นาม โหติ ฯ และโลกสันนิวาสนี้ ก็เป็นสังขตธรรม อันธรรมดาแต่งขึ้น ย่อมตกอยู่ในวิสัยของธรรมดาตง้ัหนาแต่ ้ จะตกลง จําต้องมีกําลังทานไว้จึงจะทรงอยู่ได้ แต่กําลังนั้นมีปกติไม่เสมอกัน ยิ่ง ๆ หย่อน ๆ ข้อนี้เป็นเหตุแปรของฝ่ายที่อ่อนเพื่อได้กําลังพอกัน ไม่เช่นน้ันก็ทรงอยู่ไม่ได้ อยญฺจ โข โลกสนฺนิวาโส สงฺขโต หุตฺวา ธมฺมตาวิสเย ปวตฺตนฺโต ปตนาภิมุขี โหติ , พเลน ธาริยมาโนว สณฺฐาตุํ สกฺโกติ ฯ เอวรูปํ ปนสฺส ธารณพลํ อสมสีลํ โหติ อธิกมฺปิ อูนกมฺปิ ปวตฺตติ อิทํ พลํ ยสฺส อูนกํ, ตสฺส สมฺพลํ ลทฺธุํ วิปริณามการณํ โหติ, โน เจ ลเภยฺย สณฺฐาตุํ น สกฺโกติ ฯ


ดุจพัสดุนั้น ๆ ไม่มีอะไรธาร ก็มีปกติตกลงสู่ปฐพี ที่สุดจนชั้นไม่ใคร ประดิษฐ์เครื่องอุปกรณ์สิ่ง หนึ่งสิ่งใดขึ้นได้ อันจะให้คุณหรือโทษแก่โลกทั้งปวงหรือแต่โดยเอกเทศ ก็ยังเป็นเหตุแห่งความแปร ของโลกได้ ข้อนี้ดูเหมือนกาละจะเปลี่ยนแปลงไป เสยฺยถาปิ ยงฺกิญฺจิ วตฺถุ เยน เกนจิ อธาริยมานํ ภูมิยา ปตนสีลํ โหติ, เอวํ สมฺปทมิทํ ทฏฺฐพพํฺ ฯ อนฺตมโส กิญฺจาปิ โยโกจิ เอกเทสิโต สพฺพโลกสฺส คุณํ วา โทสํ วา ทาตุํ สมตฺถํ ยงฺกิญฺจิ อุปกรณวตฺถุํ กาตุํ สกฺโกติ ตํ ปน โลกสฺส วิปริณามการณํ ภวิตุํ สกฺกา โหติ ฯ เหตุดังนั้นสังขารพิเศษ คือสิ่งที่ปัจจัยปรุงขึ้นแปลก ๆ จึงปรากฏเป็นของประณีต สุกใส ณ กาล บางคาบ ทุรพล เลวทรามในกาลบางครั้งเปลี่ยนเป็นยุคเป็นสมัยไป ตสฺมา เหตฺถ ปจฺจยสงฺขตา สงฺขารวิเสสา ยถากาลํ วิปริณาเมนฺติฯ กถํ ฯ กทาจิ ปณีตา หุตฺวา ปาตุภวนฺติ กทาจิ หีนา ฯ สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภาคเจ้า เข้าพระราชหฤทัยความเปลี่ยนแปลง อันเป็นไปตาม กาลฉะนี้ จึงได้ทรงเลิกถอนแก้ไขพระราชกําหนดขนบธรรมเนียมของเก่าที่ล่วงกาล และทรงบัญญัติ เพิ่มเติมของใหม่ที่ถึงคราวขึ้นในสมแก่เวลา ทยฺยานมินฺโท หิ มหาราชา กาลานุรูปํ ปริมาณํ วิชานิตฺวา กาลาตีตํ ปุราณจาริตฺตํ สมูหนิตฺวา สมฺปตฺเต อนุรูปกาเล ปุเนว สาธุกํ ปญฺญาเปสิ, และทรงจัดการป้องกันรักษาทํานุบํารุงพระราชอาณาจักรให้ถาวรวัฒนา รฏฺฐสฺส ถิรภาวาย เนคมชานปทาทีสุ ธมฺมิการกฺขาวรณคุตฺตึ สํวิทหิ,


ดํารงความเป็นเอกราชยั่งยืนมาจนกาลทุกวนัน้ี จัดว่าเป็นผลมีมาเพราะพระคุณคือกาลัญญุตาเป็น เหตุ พระคุณข้อนี้จึงนับว่าเป็นมงคลวิเศษอันลํ้าเลิศให้เกิดสิริสวัสดิเกษมศานต์เป็นประการที่ต้น ตสฺมา ยาวชฺชตนา เอกรชฺชํ ปตฏิฺฐาเปตุํ สกฺโกติ ฯ อยมฺปิ ปุริมมงฺคลวิเสโสติ วุจฺจติ ฯ


( กตฺตุกมฺยตาฉนฺท ) หน้า ๙๓ ฉันทะในคําว่า ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺติยา สติ ฉนฺโท ชายติ ฉนฺทชาโต อุสฺสหติ อันมีความว่า เพราะธรรมปรากฏ ฉันทะย่อมเกิด บุคคลมีฉันทะเกิดแล้ว ย่อมอุตสาหะ ดังนี้ ประสงค์เอากัตตุกัมย ตาฉันทะ. ฉันทะที่เป็นอิทธิบาท คือธรรมเป็นเครื่องบรรลุความสําเร็จ ก็ประสงค์เอากัตตุกัมยตาฉันทะ นี่เอง ยํ หิ ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺติยา สติ ฉนฺโท ชายติ ฉนฺทชาโต อุสฺสหตีติ วุตฺตํ, เอตฺถ ฉนฺโท กตฺตุกมฺยตาฉนฺโทติ อธิปฺเปโต ฯ อิทฺธิปาทภูโต ฉนฺโทปิ กตฺตุกมฺยตาฉนฺโทติ อธิปฺเปโตเยว ฯ ฉันทะในธรรมเช่นนี้จัดเป็นข้างดี เพราะศัพท์ว่าฉันทะ เป็ นแต่คํากลางเช่นนี้ เมื่อจะกล่าวแต่ลําพัง เพ่ือ จะให้เข้าใจความ จึงต้องประกอบเข้ากับศัพท์อื่น เช่นกามฉันทะ อกุศลฉันทะ กุศลฉันทะ กัตตุกัมย ตาฉันทะ ด้วยประการฉะนี้ ตาทิเสสุ ธมฺเมสุ ฉนฺโท กุสลภาคิโย โหติ ฯ ฉนฺทสทฺโท หิ มชฺฌตฺตสภาโว หุตฺวา เอกเทสโต วุจฺจมาโน อตฺถาวโพธตฺถาย อญฺเญหิ สทฺเทหิ ยุญฺชิตพฺโพ โหติ ฯ นิทสฺสนํ เจตฺถ กามฉนฺโทติอาทิวจนํ ฯ


Click to View FlipBook Version