The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Je Je, 2023-11-29 00:52:34

บุพเพกตปุญญตา

บุพเพกตปุญญตา

Keywords: บาลี

(กัตตุกัมยตาฉันทะ) หน้า ๙๔-๙๕ กัตตุกัมยตาฉันทะ ความพอใจคือความเป็นผู้ใคร่จะทํานั้นเป็นคุณพยุงความเพียร มิให้ถอย กตฺตุกมฺยตาฉนฺโทติ ปเนตฺถ ฯ กตฺตุกมฺยตาเยว ฉนฺโท กตฺตุกมฺยตาฉนฺโท ฯ โส หิ วีริยสฺส อุปตฺถมฺภกปจฺจโย โหติ อโนสกฺกนกโร ฯ พระโบราณาจารย์ผู้รจนาชาดกปกรณ์ กล่าวเรื่องพระมหาชนกตกอยู่ในมหาสมุทร พยายามว่ายเพื่อ จะเข้าถึงฝั่ง นางมณีเมขลามาช่วยให้รอดดังนี้นั้น ก็เพื่อจะแสดงโดยบุคคลาธิษฐาน ซึ่งคุณคือ กัตตุกัมยตาฉันทะและวิริยะ คือความเพียรอย่างกล้าหาญ ว่าเป็ นเคร่ื องรอดจากอันตรายของบุคคล กตฺตุกมฺยตาฉนฺทสฺส จ อธิวิริยสฺส จ อนฺตรายโต ปริมุจฺจนปจฺจยภาวํ ปริทีเปตุํ ชาตกปกรณกเรหิ โปราณกาจริเยหิ มหาชนกชาตเก “มหาชนโก นาม โพธิสตฺโต นาวาย มหาสมุทฺทํ ปกฺขนฺทนฺโต นาวาย มหาสมุทฺทมชฺเฌ ภินฺนาย พาหุพเลน ตีรํ อุตฺตริตุํ วายมติ, ตทา มณิเมขลา นาม มหาสมุทฺทรกฺขิกา เทวธีตา ตํ อุกฺขิปิตฺวา เขมภูมึ ปาเปสีติอาทิกํ วุตฺตํ ฯ หากว่าพระมหาชนกจะหาฉันทะมิได้ ไหนเลยจะมีความเพียรว่ายอยู่ในมหาสมุทรอันอ้างว้าง กว่า นางมณีเมลาจะมาช่วย บุคคลผู้มีความหวังก็ยังจะพากเพียรอยู่ก่อน ฝ่ายบุคคลผูส้้นิหวงัแลว้ แต่ ไม่ทอดเพียรเสียก็เพราะกัตตุกัมยตาฉันทะนี้เอง สจสฺส กตฺตุกมฺยตาฉนฺโท นาภวิสฺส, กุโต ตสฺส ยาว เทวธีตุยาคมนา มหาสมุทฺเท วา ยมนฺตสฺส วิริยํ ภวิสฺสติ ฯ โย สาโส โหติ, โส ยาว อตฺถสฺส นิปฺปทา วายมติเยว ฯ โย นิราโสปิ โหติ โส ปน อิมเมว กตฺตุกมฺยตาฉนฺทํ ปฏิจฺจ วิริยํ น โอสฺสชติ ฯ


เมื่อทําไป แม้หากจะไม่สําเร็จ ก็ยังจะได้อัสสาทะคือความสบายใจว่า ได้ทําสมควร ตนเองย่อมติ ตนเองไม่ได้ ทั้งวิญญูชนก็ย่อมสรรเสริญ โส วายมนาโนเยว สเจปิ ยถิจฺฉิตตฺโถ น นิปฺปชฺเชยฺย “ปฏิรูปํ เม กตนฺติ อสฺสาทํ ลภติ, อตฺตา อตฺตานํ อุปวทิตุํ น ลภติ, วิญฺญูปิ ตํ อนุวิจฺจ ปสํสนฺติ ฯ การทําที่เว้นจากครหา อันเป็นสหธรรมของตนและผู้อื่น ย่อมไม่เป็นท่ี ตง้ัแหง่ความรอ้นใจใน ภายหลัง ฝ่ายบุคคลผู้สิ้นหวังแล้ว ทอดเพียรเสียย่อมไม้พ้นจากครหาไปได้ ผู้อื่นจะติก็ทําเนา ตน ติตนได้นั่นแลเป็นสําคัญ ข้อนั้นย่อมเกิดความวิปฏิสารเม่ื อปลายม ื อ อตฺตโน เจว ปเรสํ จ อุปวาทวิรหิตํ กมฺมํ น ปจฺฉา วิปฺปฏิสารฐานิยํ โหติ ฯ โย นิราโส หุตฺวา วิริยํ โอสฺสชติ โส สพฺพปกาเรน อุปวาทโต น มุจฺจติ ฯ ปเรสํ อุปวาโท นปฺปมาณํ โหติ อตฺตโน ปน ปมาณํ ฯ ตํ หิ ปจฺฉา วิปฺปฏิสารํ อุปฺปาเทติฯ แม้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานบรมพุทโธวาทไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ท่านจงวิดเร ื ออนัน้ี เรือที่ท่านวิดแล้วจักพลันถึง ฯ พุทฺโธปิ อิมํ โอวาทํ อทาสิ สิญฺจ ภิกฺขุ อิมํ นาวํ สิตฺตา เต ลหุเมสฺสตีติ ฯ


ขอ้ซ่ึ งพระองคต ์ รสัดงัน้ี ก็เพื่อจะยังกัตตุกัมยตาฉันทะให้เกิดแก่ภิกษุผู้รับเทศนา ควรเป็น อุทาหรณ์สําหรับพุทธศาสนิกชนทั้งปวง ผู้ประกอบกิจอันเป็นไปเพื่อความดีความงามแก่ตนและผู้อื่น โอวาโท เหส โสตูนํ ภิกฺขูนํ กตฺตุกมฺยตาฉนฺทํ ชเนตุํ วุตฺโต อตฺตโน เจว ปเรสญฺจ อตฺถสํวตฺตนิกํ กิจฺจํ ปยุญฺชนฺตานํ พุทฺธสาสนิกานํ อุทาหรณภูตารโห จ โหติ ฯ เรือในที่นี้เป็นแต่คําเปรียบ เรือเป็ นท่ี ตง้ัอาศยัในการไปโดยชลมารค หรือข้ามฟากไปฝั่งโน้น ถ้าเรือ รั่วนํ้าเข้าได้ การไปก็ไม่สะดวกพาให้ช้า หรือน่าจะอัปปางลงก็ได้ ถ้าคนในเรือหมั่นวิด คิดอุบาย แก้อย่าให้รั่วได้ ก็จะรอดจากอันตรายเป็นของเบาแล่นไปถึงเร็ว เอตฺถ นาวาวจนํ อุปมามตฺตํเยว ฯ กถํ ฯ เสยฺยถาปิ นาม นาวา ชลมคฺเคน คตานํ ปาริมตีรํ วา คตานํ นิสฺสยวาหนํ โหติ, สเจ นาวาย ฉิทฺทํ ภเวยฺย, ตตฺถ อุทกสฺส ปเวโส โหติ ตปฺปจฺจยา สา น สุเขน คจฺฉติ ทนฺธคมนํ ชเนติ อุทเก วา ปน โอสีทติ, สเจ ปน ตํนาวาคตา ชนา วายามสมาคตา หุตฺวา นาวํ สิญฺเจยฺยุํ ฉิทฺทํ จ ปิทหิตุํ ยงฺกญฺจิ อุปายํ จินฺเตตฺวา เตน ตํ อจฺฉิทฺทํ กาตุํ สกฺกุเณยฺยุํ สา สิตฺตา นาวา สลฺลหุกา เจว นิรนฺตรายา จ หุตฺวา สีฆํ คจฺฉติ,


อัตภาพ การงาน ถิ่นฐาน ตลอดถึงบ้านเมือง ก็เหมือนกัน ย่อมเป็นท่ี ตง้ัอาศยัในอันท่องเที่ยวอยู่ ในภพนั้นๆ ถ้าไม่มั่นคงและเสียหายลงในทางใดทางหนึ่ง ก็จะชักช้าไม่สามารถที่จะลุถึงความเจริญ ทีเดียว ถ้าเจ้าของเอาเป็นธุระ ระวังความเสียหายอย่าให้เกิดขึ้น ไม่ให้ถอยหลัง ก็จะพลันถึงความ เจริญไม่ตกตํ่าในภพนั้น ๆ กัตตุกัมยตาฉันทะย่อมพยุงวิริยะ เพื่อสําเร็จแห่งผลด้วยประการดังนี้ ฯ เอวเมว อตฺตภาโวปิ กมฺมนฺโตปิ วสนฏฺฐานมปฺิ อนฺตมโสปิ รฏฺฐ ํภวาภเวสุ สํสรนฺตานํ สตฺตานํ นิสฺสยวเสน นาวาสทิสา โหนฺติ, สเจ เต อตฺตภาวาทโย น ถิรา ภเวยฺยุํ เยน เกนจิ การเณน วิปตฺตึ คจฺเฉยฺยุํ วา, ทนฺธากาเรน ปวตฺตนฺติ สพฺพปกาเรน วา วุฑฺฒึ ปาปุณิตุํ น สกฺโกนฺติ, สเจปิ เตสํ นิสฺสิตภูตา สามิกา อนิกฺขิตฺตธุรา หุตฺวา อนุปฺปนฺนานิ ฉิทฺทานิ อนุปฺปาทาย สํวเรยฺยุํ อุปฺปนฺนานิ อุปายโส ปชเหยฺยุํ กาเลน เตสํ อปุ ฏฺฐานปฏสิขํรณาทนีิ ปยุญฺเชยฺยุํ เต จ อปริหาเปนฺตา ปฏิชคฺเคยฺยุํ, เอวํ เต ขิปฺปํ วุฑฺฒิปารํ คจฺฉนฺติ ตสฺมึ ตสฺมึ ภเว หีนภาวํ น คจฺฉนฺติ ฯ อิติ กตฺตุกมฺยตาฉนฺโท อตฺถสิทฺธิยา วิริยสฺส อุปตฺถมฺภกปจฺจโย โหติ ฯ แม้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง ก็ทรงอาศัยกัตตุกัมยตาฉันทะ อันเป็นผลแห่งพระมหา กรุณาจึงได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและทรงบําเพ็ญพุทธกิจประดิษฐานพระพุทธศาสนาสําเร็จ ภควาปิ มหากรุณาชนิตํ กตฺตุกมฺยตาฉนฺทํ ปฏิจฺจ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุชฺฌิ พุทฺธกิจฺจญฺจ ปูเรนฺโต สาธุนา สาสนํ ปตฏิฺฐาเปส ิฯ


ไม่เช่นน้ัน ไหนเลยพระองค์จะกล้าเสด็จออกมหาภิเนษกรมน์ และอดทนลําบากในเวลาบําเพ็ญทุกร กิริยา ก็จะคิดกลับหลัง ไม่บากบั่น เป็นอันตกอยู่ในอํานาจแห่งมาร โน เจ ภควโต กตฺตุกมฺยตาฉนฺโท อภวิสฺส, กถํ หิ นาม ภควา วิสารโท หุตฺวา อภินิกฺขมนํ อนิกฺขมิสฺส, ทุกฺกรกิริยากาเล กิลมถสฺส ขโม อภวิสฺส, เอวํ สนฺเต, ฆราวาสาย อาวตฺติสฺส, น โมกฺขปตฺติยา อปรกฺกมิสฺส, มารวสํ อปาปุณิสฺส ฯ และเมื่อได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว ทรงพิจารณาเห็นธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้นั้น เป็นคุณสุขุม เกินไป ยากที่คนผู้ยินดีอาลัยจะรู้ตาม เห็นตาม พระหฤทัยก็น้อมไปเพื่อความเป็นผู้ขวนขวายน้อย ยังไม่ทรงพระพุทธดําริเพื่อจะแสดงธรรม อถวา โพธิญาณํ ปตฺวา ภควา ปฏิสญฺจิกฺขมาโน “อธิคโต โข มยายํ ธมฺโม คมฺภีโร ทุทฺทโส ทุรนุโพโธ สนฺโต ปณีโต อตกฺกาวจโร นิปุโณ ปณฺฑิตเวทนีโยติ อุปฺปนฺนปริวิตกฺโก อโหสิ ฯ อิติ ภควโต ปฏิสญฺจิกฺขโต จิตฺตํ อปฺโปสฺสุกฺกตาย นมิเยว, โน ธมฺมเทสนาย ฯ แต่หากกัตตุกัมยตาฉันทะอันกําลังพระกรุณาเข้าอุปภัมภ์เป็นไปกล้า จึงหาทรงทอดธุระไม่ ยสฺมา ปน ภควโต มหากรุณาพเลนุปตฺถมฺภิโต กตฺตุกมฺยตาฉนฺโท ติกฺขํ ปวตฺตติ, ตสฺมา ธมฺมเทสนาย ธุรํ น นิกฺขิปิ ฯ


หวนพิจารณาไปก็ทอดพระเนตรเห็นผู้มีปัญญาสามารถจะรู้ตามก็ยังมี ฝ่ายคนนอกนี้แม้ยังมีอุปนิสัย ไม่แก่กล้า ได้สดับธรรมเทศนาแล้วก็ยังพอ จะได้บรรลุประโยชน์นั้น ๆ อันเป็นส่วนโลกีย์ไปก่อน เว้นไว้แต่คนผู้เป็นอภัพพสัตว์จําพวกเดียว ไม่ตั้งใจจะสดับพระธรรมเทศนาเลย จึงหาได้บรรลุ ประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดไม่ อถโข ภควา พุทฺธจกฺขุนา โลกํ โวโลเกนฺโต อทฺทส “สนฺติเยว สตฺตา เย ติกฺขินฺทฺริยา ธมฺมํ อาชานิตุํ สกฺโกนฺติ, อปเรปิ จ สตฺตา ฐเปตฺวา อภพฺพสตฺเต ว กิญฺจาปิ มุทินฺทฺริยา โหนฺติ ธมฺมํ ปน สุตฺวา โลกิยผลานิ ปาปุณิตุํ สกฺขิสฺสนฺติ; อภพฺพา หิ สตฺตา ธมฺมํ โสตุํ น มนสิกโรนฺติ, เตน เต ยงฺกิญฺจิ ผลํ ปาปุณิตุํ น สกฺขิสฺสนฺติเยว;(โสตุํ อมนสิกโรนฺตา ยงฺกิญฺจิ ผลํ ปาปุณิตุํ น สกฺโกนฺติเยวาติ ฯ(เฉลย59)) เปรียบเหมือนดอกบัว บางเหล่าขึ้นพ้นนํ้าแล้ว คอยแสงอุทัยแห่งพระอาทิตย์แล้วก็จะบาน บาง เหล่าอยู่ปริ่มน้ําบ้าง อยู่ในน้ําแต่น้ําเล้ย ี งไวบ้าง ้ บางเหล่าเป็นภักษาของสัตว์ไปไม่งอกงาม เสยฺยถาปิ นาม ยานิ กานิจิ อุปฺปลาทีนิ อตฺถิ, เตสุ อปฺเปกจฺจานิ อุทกํ อจฺจุคฺคมฺม ติฏฐนฺติ, สุริยรสฺมิสมฺผสฺสํ อาคมยมานานิ ฐิตานิ, ตานิ อชฺช ปุปฺผนกานิ; อปฺเปกจฺจานิ สโมทกํ ฐิตานิ, ตานิ เสฺว ปุปฺผนกานิ; อปฺเปกจฺจานิ อุทกา อนุคตานิ อนฺโตนิมุคฺคโปสีนิ, ตานิ ตติยทิวเส ปุปฺผนกานิ; เตสุปิ อปฺเปกจฺจานิ สโรคานิ อตฺถิ, ตานิ เนว ปุปฺผิสฺสนฺติ, มจฺฉกจฺฉปภกฺขาเนว ภวิสฺสนฺติ; เอวํ อิธ สตฺตา นานปฺปเภทา โหนฺติ, เตสุ อปฺเปกจฺเจ อปฺปรชกฺขา อปฺเปกจฺเจ มหารชกฺขา อปฺเปกจฺเจ ติกฺขินฺทฺริยา อปฺเปกจฺเจ มุทินฺทฺริยา โหนฺตีติ ฯ


ครน้ัทรงพจิารณาเหน ็อย่างนี้แล้ว จึงได้ทรงทําธรรมาธิษฐานและแสดงธรรมโปรดประชาชน มิได้ เหน ็ แก่เหน่ื อยยาก ประกาศพระศาสนาให้แพร่หลายสืบมา ทําความเกิดของพระองค์ให้สําเร็จ ประโยชน์แก่สัตว์โลก ดว้ยประการฉะน้ี ฯ เอวํ ปฏิสญฺจิกฺขิตฺวา ปน ภควา ธมฺมํ เทเสตุํ อธิฏฺฐห,ิ โลกสฺส จ อตฺถาย หิตาย สุขาย ธมฺมํ เทเสสิ, อตฺตโน กายเขทํ อคเณนฺโต ว พฺรหฺมจริยํ ปกาเสตฺวา อุตฺตรึ วิตฺถาเรสิ ฯ อิติ ภควา อตฺตโน โลเก อุปฺปาทํ โลกสฺส อตฺถสาธกํ อกาสิ ฯ กัตตุกัมยาฉันทะนี้ ย่อมยังความประสงค์ให้สําเร็จ แม้จะเป็นกิจยากสักปานไร ข้อนี้พึง สาธกแม้ด้วยเรื่องในตติยสังคีติกถา กตฺตุกมฺยตาฉนฺโทติ ปเนตฺถ ฯ อยํ หิ ทุกฺกรมฺปิ อิจฺฉิตตฺถํ สาเธติฯ สาธกํ เจตฺถ ตติยสงฺคีติยา อาคตวตฺถุ ฯ ครั้งนั้นพระโมคคัลลีบุตร เกิดอยู่ในตระกูลพราหมณ์มิจฉาทิฏฐิ พระสิคควะไปเพียรเกล้ย ี กล่อมอยู่ ถึง ๗ ปีกว่า จึงเอามาบวชในพระศาสนาได้ ตทา กิร โมคฺคลฺลีปุตฺตตฺเถโร มจิฉฺาทฏิฺฐิเก พฺราหฺมณกุเล ชาโต ฯ สิคฺควตฺเถโร อติเรกสตฺตวสฺสานิ วิริเยน ตํ กุลํ ปโลเภตุํ คนฺตฺวา ตํ กุลปตฺตํ อาเนตฺวา สาสเน ปพฺพาเชตุํ อสกฺขิ ฯ


ในชน้ัแรก ไปบิณฑบาตที่ประตูเรือนแต่ไม่ได้ภิกษา บ่อย ๆ เข้าก็ได้วาจานิมนต์รับข้างหน้า แล้ว ก็ ได้ภิกษาแล้ว คุ้นเข้าจนได้รับนิมนต์เข้าไปฉันในเรือน ตตฺรายํ สงฺเขปตฺโถ ฯ อาทิมฺหิ เถโร ตสฺส กุลสฺส เคหทฺวารํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ น ปน เอกทิวสมฺปิ กฏจฺฉุมตฺตํ อลตฺถ ฯ ปุนปฺปุนํ ปวิสนฺโต เอกทิวสํ อติจฺฉถ ภนฺเตติ วจนมตฺตํ อลตฺถฯ ตโต ภตฺตํ อลตฺถ ตโต วิสฺสาสํ ตโต เคเห ภตฺตกิจฺจํ กาตุํ ปเวสํ (อลตฺถ) ฯ แล้วรู้จักวิสาสะกับโมคคัลลีบุตรมาณพ แสดงความรู้ของตนในไตรเพท ทําให้มาณพนับถือแล้วถาม ปัญหา ปรารภธรรมในพระพุทธศาสนา ให้มาณพติดและประสงค์จะรู้ จึงตามมาบวช ตปฺปจฺจยา โมคฺคลฺลีปุตฺเตน มาณเวน สทฺธึ วิสฺสาสํ อาปชฺชิตฺวา ติณฺณํ เวทานํ ปารคุตาย เตสํ คณฺฐฏิฺฐาเนสุ สกพุทฺธึ ทสฺเสตฺวา ตํ ปฏิชานาเปสิ ฯ ตโต นํ จิตฺตยมเก พุทฺธธมฺมปริยาปนฺนํ ปญฺหํ ปุจฺฉิ ยํ มาณโว วิสชฺเชตุํ อสกฺโกนฺโต ยสฺส จ วิสชฺชนํ ชานิตุํ อิจฺฉนฺโต เถรํ อนุคนฺตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจติฯ ได้เล่าเรียนแตกฉานในพุทธวจนะ และบรรลุโลกุตตรธรรมเป็นพระอรหันต์เจ้า ปพฺพชิตวาน โส พุทฺธวจนํ อุคฺคเหตฺวา ตตฺถ ปเภทปฺปตฺโต หุตฺวา ปจฺฉาภาเค ลทฺธูปสมฺปโท หุตฺวา กมมฺ ฏฺฐานํ วฑฺเฒตฺวา อรหตฺตํ ปาปุณิ ฯ ภายหลังได้เป็นอธิบดีสงฆ์ในชมพูทวีปครั้งอโศกรัชสมัย อปรภาเค อโสกมหาราชสฺส รชฺชสมเย ชมฺพุทีเป สงฺฆปาโมกฺโข อโหสิ ฯ


ได้เป็นกําลังใหญ่ของพระเจ้าอโศกมหาราช ในอันจํากัดเส้ย ี นพระพุทธศาสนา เม่ื อครง้ัเดียรถีย์ เข้ามาปลอมตัวด้วยมุ่งลาภสักการะ ตทา จ พหุกา ติตฺถิยา ลาภสกฺการํ ปฏฺฐยมานา พุทฺธสาสเน ปพฺพชิตฺวา สกานิ สกานิ ทฏิฺฐิคตานิ ทีเปสุํ ฯ เถโร ตทา พุทฺธสาสเน อุปฺปนฺนสฺส อพฺพุทสฺส กณฺฏกสฺส จ วิทฺธํสเน อโสกมหาราชสฺส พหูปกาโร อโหสิ ฯ แต่นั้นได้เป็นประธานแห่งภิกษุสงฆ์ผู้ประชุมทําสังคายนาพระธรรม วินัยเป็นครั้งที่ ๓ อถาปรภาเค ตสฺมึ สมเย สนฺนิปติตฺวา ตติยสงฺคีตึ กโรนฺตสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส ปมุโข อโหสิฯ ต่อมา ได้ส่งพระเถระทั้งหลายไป เพื่อประกาศพระศาสนาในปัจจันตประเทศ เป็นหลายตําบล พระสิคควะมีกัตตุกัมยตาฉันทะเพียรไปเกล้ยกล่ ี อมโมคคัลลีบุตรมาณพมาบวชได้สมประสงค์ ฉะน้ี ตโต ปรํ ปจฺจนฺติเมสุ ปเทเสสุ สาสนธมฺมสฺส ปกาสนตฺถาย เถเร เปเสสิ ฯ อิติ สิคฺควตฺเถโร กตฺตุกมฺยตาฉนฺทํ ปฏิจฺจ วิริเยน ตํ พฺราหฺมกุลํ คนฺตฺวา โมคฺคลฺลีปุตฺตมาณวํ ปโลเภตฺวา ตํ ยถิจฺฉิตํ ปพฺพาเชตุํ อสกฺขิ ฯ


Click to View FlipBook Version