The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kwanta25100, 2022-05-12 03:26:23

รวบเล่มสรุปรายงานผล โคก หนอง นา เพิ่มเติม ป

รวบเล่มสรุปรายงานผล โคก หนอง นา

40

วทิ ยำกร เล่ำต่ออีกว่ำ เขำเป็นยังสมำรท์ ฟำรม์ เมอร์ ผู้น้อมนำคำสอนของในหลวงรชั กำลท่ี 9 มำประยุกต์ใชใ้ นกำร
ดำเนินชวี ติ ยดึ หลักเศรษฐกิจพอเพียงได้อยำ่ งยอดเย่ียม คุณพอต เล่ำว่ำ หลังจำกท่เี รยี นจบปรญิ ญำตร ี
จำกคณะกำรจดั กำรอุตสำหกรรม ได้เดินทำงกลับบ้ำนเพ่ือจะมำทำอำชพี เกษตรกรรมทันที ไม่ได้มองสำยงำนที่
เรยี นมำ เน่ืองจำกท่ีบ้ำนมีพื้นท่ีมรดกไว้แต่ไม่มีใครสรำ้ งประโยชน์ ปล่อยให้เป็นพ้ืนท่ีรกรำ้ ง และด้วยนิสัยส่วนตัว
ทีเ่ ปน็ คนรกั ธรรมชำติ และมีควำมคิดท่ีอยำกเป็นนำยตัวเอง ไม่อยำกเป็นลูกน้องใคร จงึ ตัดสินใจได้ไม่ยำกที่จะมำ
เรม่ ิ ต้นชวี ติ กำรเปน็ เกษตรกร

“ทำเกษตรพอเพียงแบบไม่รตู้ ัว จนพัฒนำสรำ้ งรำยได้เล้ียงคนในครอบครวั ได้ 6 คน”
วทิ ยำกรเล่ำว่ำ กำรเรม่ ิ ทำเกษตรอินทรยี ์ไม่ได้ใช้เงนิ เป็นตัวต้ัง แต่เรม่ ิ ทำเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจำกควำม
หิวโหย เพรำะหลังจำกท่ีเรยี นจบกลับบำ้ น ไม่มีเงนิ ติดตัวเลยสักบำท รูส้ ึกว่ำตัวเองเปน็ ภำระของครอบครวั จงึ คิด
ว่ำเรำคงต้องหำอะไรทำเพ่ือเล้ียงปำกเล้ียงท้องตัวเอง และทำอย่ำงไรก็ได้ให้ครอบครวั มีรำยจำ่ ยน้อยที่สุด “ตอน
น้ันคิดว่ำ กำรทำเกษตรเพ่ือแลกเงนิ เป็นเรอ่ ื งที่เหนื่อย แต่ถ้ำคิดว่ำจะทำอย่ำงไร ให้คนในครอบครวั มีรำยจ่ำย
น้อยลง มันเป็นเรอ่ ื งท่ีง่ำยกว่ำ จงึ เรม่ ิ สังเกตพฤติกรรมกำรกินของคนในครอบครวั มองดูแล้วว่ำพวกเขำไม่ได้กิน
อะไรที่มำกไปกว่ำนำ้ พรกิ ผัก อำหำรหลักคือ ข้ำว คิดว่ำถ้ำลงมือทำคงไม่ยำก จงึ เรม่ ิ ลงมือปฏิบตั ิใชพ้ ื้นที่มรดกเป็น
ห้องเรยี นและเรยี นกำรทำเกษตรด้วยตัวเอง โดยอำศัยภูมิปัญญำของคุณตำคุณยำย” เจำ้ ตัวบอก กำรทำนำของ
คนยุคโบรำณ ท่ำนสอนว่ำ ต้องทำตำมฤดูกำล เข้ำใจธรรมชำติ รูจ้ ักพฤติกรรมของพืชจะดีที่สุด กำรปลูกข้ำว
อินทรยี ์จงึ เป็นพืชอย่ำงแรกท่ีเขำเลือกปลูก เพรำะข้ำวคืออำหำรหลักของทุกบ้ำน ปลูกเพ่ือคนในครอบครวั อยำก
ให้ครอบครวั ได้กินข้ำวที่ดีท่ีสุดและปลอดภัยที่สุด ในนำข้ำวของผมจะปฏิเสธกำรใชส้ ำรเคมีทุกชนิด เรำจะใชภ้ ูมิ
ปัญญำไทย ที่เรยี กว่ำอินทรยี ์วถิ ีไทย ใชข้ ้ีววั ขี้ควำย ฤดูกำล และธรรมชำติชว่ ยปลูก แต่เมื่อกำรดำเนินชวี ติ คนเรำ
จะกินแต่ข้ำวอย่ำงเดียวก็ไม่พอ ต้องมีกับข้ำวกับปลำด้วย เขำมองพ้ืนท่ีรอบบ้ำน แปลงหัวคันนำ แปลงพื้นที่รอบ
บำ้ นเปน็ พ้ืนทไี่ วป้ ลูกกับข้ำว คนในบำ้ นชอบกินอะไรก็ปลูกอย่ำงนั้น กำรทำเกษตรอินทรยี ์เรม่ ิ จำกกำรใชพ้ ันธุกรรม
ท้องถิ่น เช่น ผักพ้ืนบ้ำน ชะมวง กระโดน ยอดมะกอก ยอดสะเดำ ยอดตำลึง ต่ำงๆ เหล่ำน้ีล้วนแต่มำจำก
พันธกุ รรมพื้นบำ้ น เรำจะไม่เรม่ ิ ทำอันทยี่ ำกๆ เพรำะตอนนั้นยังไม่มีควำมสำมำรถขนำดน้ัน ทำแบบน้ีมำสักพักก็ทำ
ให้ครอบครวั มีข้ำวอินทรยี ก์ ิน มีกับข้ำว มีผักสวนครวั ไวป้ ระกอบอำหำร แต่ก็ยังขำดเนื้อสัตว์ จงึ เรม่ ิ คิดต่อยอดที่จะ
เลี้ยงไก่ไข่ ขุดบ่อเลี้ยงปลำ เพรำะไม่มีควำมกังวลเรอ่ ื งต้นทุนค่ำอำหำรสัตว์ มีพืชผักเรำใชภ้ ูมิปัญญำชำวบ้ำนนำ
ผลไม้ ข้ำวเปลือก มำทำอำหำรเลี้ยงสัตว์เอง ทำทุกอย่ำงจนครบ กลำยเป็นวำ่ ตัวเองทำเกษตรพอเพียงโดยท่ีไม่
รูต้ ัว จำกท่ีไม่มีเงนิ ติดตัวสักบำท ตอนนี้เลี้ยงคนในครอบครวั ได้ 6 คน ด้วยวธิ กี ำรแบบน้ี เม่ืออำชพี เกษตรกรรม
ตอบโจทยเ์ รอ่ ื งปำกทอ้ งคนในครอบครวั ได้แล้ว จงึ เรม่ ิ ขยำยสเกลปลูกเพื่อสรำ้ งฐำนะทำงเศรษฐกิจด้วย“ขยำยกำร
ผลิต จำกปลูกกินเอง เป็นปลูกเพื่อกำรค้ำ อุปสรรคมำกมำย เอำชนะได้ด้วยศำสตรพ์ ระรำชำ”

41

วทิ ยำกรเล่ำต่อว่ำเม่ือสำมำรถปลูกผักเล้ียงคนในครอบครวั ได้แล้ว จึงเรม่ ิ คิดท่ีจะทำเพ่ือสรำ้ งรำยได้ขยำยพ้ืนท่ี
ปลูกให้มำกขึ้น แต่เม่ือเรม่ ิ ขยำยพ้ืนท่ีมำกขึ้น ปัญหำเรม่ ิ เกิด น้ำไม่พอใช้ พ้ืนท่ีดินเส่ือมโทรม มีโรคพืช โรคแมลง
อุปสรรคเข้ำมำมำกมำยจำเป็นท่ีจะต้องไปศึกษำหำควำมรูเ้ พิ่มเติมจำกแหล่งต่ำงๆ ศึกษำว่ำที่ไหนสำมำรถชว่ ยเรำ
ได้บ้ำง
ปัญหำหลักมีอยู่ 2 เรอ่ ื ง คือภัยแล้งและดินเส่ือมโทรม ปลูกอะไรก็ไม่งำม พยำยำมค้นหำบุคคลท่ีเก่งเรอ่ ื งนำ้ เรอ่ ื ง
ดินมำกท่ีสุด แล้วค้นพบได้ว่ำท่ำนคือ ในหลวงรชั กำลท่ี 9 จึงใช้เวลำหลังจำกน้ันเดินทำงไปเรยี นรูต้ ำมโครงกำร
พระรำชดำรทิ ่ีศูนย์ต่ำงๆ รวมถึงกำรบรหิ ำรจดั กำรดิน น้ำ ป่ำ คน เม่ือเรยี นรูจ้ นเข้ำใจมีหลักคิดท่เี ป็นระบบมำกข้ึน
เข้ำใจ คำว่ำ “เศรษฐกิจพอเพียง” อย่ำงลึกซง้ึ จนรูว้ ่ำ คำว่ำ “เศรษฐกิจพอเพียง” ไม่จำเป็นต้องยึดติดอยู่กับควำม
ยำกจนเพียงอย่ำงเดียว แต่สำมำรถพัฒนำเป็นควำมก้ำวหน้ำด้ำนเศรษฐกิจได้ เม่ือเข้ำใจแล้วนำคำสอนมำปฏิบัติ
วทิ ยำกรเล่ำประสบกำรณ์ต่อวำ่ เรม่ ิ จำกมีพ้ืนท่ีทำกำรเกษตร 25 ไร่ กำรทำเกษตรระบบชลประทำนเป็นสิ่งสำคัญ
และเป็นสิ่งแรกท่ีเรำคำนึงถึงก่อนกำรปลูกพืช น้อมนำคำสอนของในหลวงรชั กำลที่ 9 มำใชใ้ นเรอ่ ื งของกำรจดั กำร
น้ำโคกหนองนำโมเดล เชน่ กำรสรำ้ งคลองใกล้-ไกล กำรสรำ้ งบ่อเก็บน้ำขนำดเล็ก และขนำดใหญ่ ทำหัวคันนำ
ขนำดใหญ่เพ่ือให้เก็บนำ้ ฝนได้ รวมถึงกำรปลูกป่ำเพ่ือให้ปำ่ ชว่ ยซบั น้ำ เพรำะฉะนั้นพ้ืนท่ีเลยมี 4 ส่วน
1. ทอ่ี ยูอ่ ำศัย
2. นำข้ำว
3. ปำ่
4. คอกสัตว์ ทำในรูปแบบของปำ่ 3 อย่ำง ประโยชน์ 4 อย่ำง
ส่วนท่ี 1 แบ่งเป็นท่ีอยู่อำศัย และคอกสัตว์ อยู่ในโซนเดียวกัน มีกำรเล้ียงไก่ปล่อย เล้ียงหมูป่ำ เป็ด ขุดบ่อเล้ียง
ปลำ มีท้ังปลำนิลจติ รลดำ ปลำหมอไทย ปลำเบญจพรรณ กำรดูแลเลี้ยงสัตว์ของเรำจะปฏิเสธอำหำรจำกระบบ
อุตสำหกรรมทุกชนิด เรำจะให้อำหำรแบบวถิ ีคนโบรำณ ท่ีไรม่ ีข้ำวเรำจะมีเครอ่ ื งสีข้ำวเล็กๆ ในบ้ำน เรำก็จะได้
แกลบ รำ ปลำยข้ำวจำกตรงนี้มำทำอำหำรเล้ียงสัตว์
ส่วนท่ี 2 นำข้ำวอินทรยี ์ จำนวน 1 ไรก่ ว่ำๆ ปลูกไว้กินกันในครอบครวั เม่ือเหลือจงึ แบง่ ขำย
ส่วนที่ 3 พื้นท่ีปลูกป่ำ ป่ำที่ 1 ปำ่ กินได้ คือพืชผักสวนครวั พรกิ ขิง ข่ำ ตะไคร้ ผลไม้ชนิดต่ำงๆ ไม้ผล ป่ำท่ี 2 ป่ำโต
เรว็ คือสำมำรถใชป้ ระโยชน์ได้เรว็ เชน่ ไม้ไผ่ ตอนนี้ผลิตภัณฑ์หลักที่เรำทำคือ กำรแปรรูปน้ำตำลอ้อย เรำต้องใช้
พลังงำนจำกฟืน เรำก็ต้องกำรไม้ท่ีโตเรว็ น่ันก็คือ ไผ่ ป่ำที่ 3 ป่ำขนำดใหญ่ เลือกปลูกไม้ท่ีมีแก่น เชน่ พะยูง ยำง
นำ ไม้แดง เมื่อมีปำ่ 3 อยำ่ งน้ีรวมกัน จะพบถึงควำมมหัศจรรย์ท่เี กิดขึ้น คือ

42

1. เกิดควำมรม่ เย็น สวนเกิดระบบนิเวศ สง่ ผลให้โรคพืช โรคสัตวน์ ้อยลง
2. เกิดสมุนไพร เกิดเห็ดโคน เกิดควำมหลำกหลำยทำงพันธุกรรม เม่ือสวนป่ำมีควำมชุม่ ชนื้ อุดมสมบูรณ์
เรำก็ไม่ต้องเหนื่อยรดนำ้ ทุกอยำ่ งดีข้ึน เพรำะฉะน้ันกำรปลูกปำ่ 3 อยำ่ ง ประโยชน์ 4 อยำ่ ง จงึ ตอบโจทยเ์ รอ่ ื งน้ีได้
ท้ังที่อยู่อำศัย ของกิน ยำรกั ษำโรค ได้หมดทุกข้อ หลังจำกจดั กำรระบบสวนลงตัว ผลผลิตที่มำจำกสวนปลูกแบบ
ระบบอินทรยี ์ท้ังหมด คิดว่ำในเม่ือเรำมีของดีอยู่ในมือแล้ว ก็รอแค่กำรทำตลำดให้ถูกวธิ ี เรำจะไม่แห่ปลูกพืชตำม
กระแสท่ีปลูกตำมกันมำกๆ แล้วแข่งกันขำย แต่ส่ิงที่ดีกว่ำคือกำรหยิบจบั สิ่งรอบตัวมำใชป้ ระโยชน์ให้ได้มำกท่ีสุด
เชน่ กำรแปรรูปสินค้ำ นำพืชผักสมุนไพรในสวนมำแปรรูปเป็นสบู่ ยำสระผม หรอื นำผลไม้อย่ำงกล้วยก็นำมำทำ
กล้วยตำกพลังงำนแสงอำทิตย์ นำองค์ควำมรูท้ ่ีเรยี นจำกมหำวทิ ยำลัยมำประยุกต์ใช้ มีอ้อยนำอ้อยแปรรูปเป็น
น้ำตำลอ้อย เมื่อทำได้ค่อยเรม่ ิ หัดค้ำขำย
แต่สิ่งทพี่ ูดมำทัง้ หมดที่ไหนก็มีขำย เรำจงึ ต้องดึงจุดเด่นของสินค้ำมำให้ได้ เพ่ือต่อสู้กับเจำ้ อื่น ผลิตภัณฑ์
เรำใชว้ ธิ กี ำรเล่ำเรอ่ ื งเช่น วันนี้ถ้ำคุณกินของเรำ คุณจะเป็นส่วนหน่ึงในกำรชว่ ยเหลือใครหรอื เกื้อกูลใคร เรำทำ
ตลำดในรูปแบบแบรนด้ิง ทำในชอ่ื แบรนด์ไรส่ ุขพ่วง หมำยควำมว่ำ ถ้ำคุณเปน็ ส่วนหนง่ึ ในกำรซอื้ ผลิตภัณฑ์ของไร่
สุขพ่วง คุณจะเป็นส่วนหน่ึงในกำรชว่ ยเหลือชุมชน ชว่ ยเหลือส่ิงแวดล้อม เพรำะว่ำเรำไม่ใชส้ ำรเคมี เรำเดินตำม
เศรษฐกิจพอเพียง ก็กลำยเป็นเรอ่ ื งรำวท่ีติดไปกับแบรนด์ของเรำ สรำ้ งมำตรฐำนอินทรยี ์วถิ ีไทย เป็นตรำรบั รอง
สินค้ำท่ีไม่มีสำรเคมีปนเป้ ือน ทั้งหมดน้ีถือว่ำไรส่ ุขพ่วงได้ทำให้ทุกคนมีส่วนรว่ ม เขำไม่ทำงำนคนเดียว เกิดกำร
สรำ้ งเครอื ข่ำยทวั่ ประเทศไทย แบ่งตลำดเปน็ 3 ระดับ
1. ตลำดระดับล่ำง คือกำรนำสินค้ำมำขำยในชุมชน หรอื ตลำดใกล้ตัวทำตลำดให้ใกล้บ้ำนท่ีสุด
2. ตลำดระดับกลำง เรำเรยี กว่ำ Business-to-Business (B2B) หมำยควำมว่ำ เรำจะหำกลุ่มธรุ กิจท่ี
ต้องกำรสินค้ำของเรำ เชน่

2.1 รำ้ นก๋วยเตี๋ยว รำ้ นปลำเผำ รำ้ นส้มตำ ที่ต้องกำรถ่ัวงอก มะละกอ พรกิ ขิง ข่ำ ตะไคร้ หำ
ควำมต้องกำรของลูกค้ำ อย่ำงรำ้ นก๋วยเตี๋ยว 1 รำ้ น ต้องกำรถ่ัวงอก วนั ละ 10 กิโลกรมั ตอนนี้เรำหำรำ้ นก๋วยเต๋ียว
ได้ 10 รำ้ น เท่ำกับเรำต้องมีถ่ัวงอกส่งรำ้ นก๋วยเต๋ียว วันละ 100 กิโลกรมั แต่กำลังกำรผลิตเรำไม่พอ เรำก็
รวมกลุ่มให้ชำวบ้ำนชว่ ยกันปลูกส่ง

2.2 สรำ้ งนโยบำย 3 ร. เข้ำมำ ร.ท่ี 1 โรงพยำบำล โรงพยำบำลมีผู้ป่วย เม่ือมีคนปว่ ยก็ต้องกิน
อำหำรท่ดี ีไรส้ ำรเคมีและผลผลิตของเรำก็ปลอดสำรทกุ ชนิด เรำจงึ รณรงค์รว่ มมือกับกระทรวงสำธำรณสุขว่ำ ถ้ำ
โรงพยำบำลสนับสนุนสินค้ำของไรส่ ุขพ่วง หรอื กลุ่มเกษตรกรท่ีไม่ใชส้ ำรเคมี มันจะเป็นผลดีกับผู้ป่วยอยำ่ งไร ร.ที่
2 โรงเรยี น เด็กเยำวชน ต้องกำรอำหำรท่ดี ีถูกหลักโภชนำกำรทีเ่ หมำะสมต่อกำรเจรญิ เติบโตตำมวัย ก็ไปกินผัก
จำกตลำดทไ่ี ม่รทู้ มี่ ำ เรำจงึ เอำเรอ่ ื งสินค้ำเกษตรอินทรยี ว์ ถิ ีไทยของเรำเข้ำไปรว่ มกับโรงเรยี น ร.ท่ี 3 โรงแรมหรอื
ธรุ กิจเอกชน เชน่ โรงแรมต้องกำรไข่ไก่ของไรส่ ุขพ่วง ทำงโรงแรมจะส่งั ไข่ไก่ของทไ่ี รไ่ ปจดั เล้ียงเป็นอำหำรเชำ้

43

ทกุ วนั มีกำรเล่ำท่มี ำให้แขกฟงั วำ่ ไข่ไก่ทค่ี ณุ รบั ประทำนมีท่มี ำอยำ่ งไร เรำมกี ำรเลือกสรรควำมปลอดภัยและส่ิงทด่ี ี

ท่สี ุดเพื่อลูกค้ำ

3. ตลำดระดับบน โมเดิรน์ เทรด ห้ำงสรรพสินค้ำต่ำงๆ เป็นตลำด จึงมีควำมจำเป็นต้องขับเคล่ือนใน

ลักษณะของกลุ่ม ทกุ วนั นี้ไรส่ ุขพ่วงมีสินค้ำขำยในห้ำงเซน็ ทรลั มหำชยั กำญจนบุร ีรำชบุร คี วำมสำเรจ็ ต่ำงๆ เหล่ำนี้

เกิดจำกกำรเดินทำงตั้งแต่ตอนที่ยังไม่เข้ำใจเศรษฐกิจพอเพียง เกิดข้ึนเพียงแค่อยำกให้ครอบครวั หลุดพ้นจำก

ควำมหิวโหย จนกลำยเป็นอำชพี ท่ีทำให้เรำมีฐำนะทำงเศรษฐกิจที่ดีได้ถึงทุกวนั นี้ เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้สอนให้

เรำยำกจน แต่สอนให้เรำเข้ำใจควำมสำมัคคี กำรทำงำนรว่ มกัน สุดทำ้ ย ไรส่ ุขพ่วง จงึ ตัดสินใจเปดิ บ้ำนตัวเองเป็น

ศูนย์กำรเรยี นรเู้ พ่ือถ่ำยทอดควำมสุข ถ่ำยทอดเรอ่ ื งรำวประสบกำรณ์มำนำนกวำ่ 8 ปี

วทิ ยำกรกล่ำวต่ออีกวำ่ ฝำกถงึ เกษตรกร กำรทำเกษตรให้อยู่รอดให้เรม่ ิ จำกปลูกเพ่ือมีกินในครอบครวั

แล้วจงึ ขยำยสรำ้ งฐำนะทำงเศรษฐกิจกำรทำเกษตรอินทรยี ์ สิ่งสำคัญทส่ี ุดมี 3 เรอ่ ื ง

1. มีควำมรูแ้ ละรูจ้ กั ตัวเอง หมำยควำมว่ำ คุณต้องรูถ้ ึงพื้นที่ท่ีอยู่มีฐำนทรพั ยำกรเป็นอย่ำงไร มีน้ำมำก มี

น้ำน้อย มีควำมเหมำะสมในกำรปลูกพืชชนิดไหน นี่คือ กำรรจู้ กั ตัวเอง รจู้ กั ภูมิศำสตรแ์ ละสังคม คือพฤติกรรมของ

คนในครอบครวั หรอื คนในชุมชน เมื่อคุณมีเง่อื นไขควำมรูจ้ ะสำมำรถคิดออกได้ว่ำ คุณจะเรม่ ิ ต้นอะไร เรม่ ิ จำก

ควำมเหมำะสมของตัวเอง น่ีเรยี กว่ำควำมรู้ อย่ำไปทำตำมคนอ่ืน ทุกวันน้ีเกษตรกรรุน่ ใหม่เข้ำถึงสื่อควำมรูไ้ ด้

รวดเรว็ เพรำะเห็นคนอ่ืนทำก็ทำตำม โดยก้ำวข้ำมเงอ่ ื นไขควำมรไู้ ป

2. ต้องมีคุณธรรม มีศีลมีธรรม ปลูกพืชไม่ใชส้ ำรเคมีถือเปน็ กำรชว่ ยชวี ติ คน

3. ควำมพอ เรม่ ิ ทำอะไร ต้องทำให้ตัวเองหลุดพ้นจำกควำมขำดแคลนก่อน ไมม่ ีกินต้องทำให้ตัวเองมีกิน

ก่อน ไม่มีใชต้ ้องทำให้ตัวเองมีใชก้ ่อน ปจั จยั กำรผลิตต้องทำให้ได้ก่อน

1. หลักกสิกรรมธรรมชำติ คือ

- กำรจดั กำรดิน น้ำ ป่ำและทรพั ยำกรโดยไม่ขัดต่อธรรมชำติ

- กสิกรรม เป็นเรอ่ ื งธรรมชำติและเป็นเรอ่ ื งงำ่ ย

- ทำกำรเพำะปลูกบนหลักเคำรพธรรมชำติเหมำะสมกับภมู ิสงั คม

- สรำ้ งระบบนิเวศทีส่ มดลุ เรม่ ิ จำก “ดิน” และสุดท้ำยคือ “เลีย้ งดินให้ดิน เล้ียงพืช”

...หัวใจของหลักกสิกรรมธรรมชำติคือ “เล้ียงดิน ให้ดินเล้ียงพืช” เรำไม่เผำ ไม่ทำลำยดิน ไม่ปอก

เปลือกเปลือยดิน แต่นำเศษไม้ ใบหญ้ำ เศษฟำงมำห่มดินไวแ้ ละรดด้วยปุย๋ นำ้ หมัก แห้งชำม น้ำชำม แล้วปล่อย

ใหจ้ ลุ นิ ทรยี ท์ ำหนำ้ ทข่ี องมนั นนั่ คอื หลกั กำรคนื ชวี ติ ใหแ้ ผน่ ดนิ เพรำะดนิ มนั ตำยแลว้ ดนิ ตำย หมำยถงึ ในดนิ ไม่

มีสิ่งมีชวี ติ หลงเหลือ ไม่มีจุลนิ ทรยี ์ ไม่มีไส้เดือน ไม่มีแมลงเล็ก ๆ เพรำะกำรใชส้ ำรเคมี ใชย้ ำฆ่ำแมลง ยำฆ่ำหญ้ำ
จนดินตำยหมดส้ิน เรำจงึ ต้อง “คืนชวี ติ ให้แผ่นดิน”...ดินทีม่ ีชวี ติ คือ อะไร “ ดินก็มีสงั คม สังคมของดินคือมีส่ิงมีชวี ติ
ทีม่ ำอำศัยอยู่ ส่ิงมชี วี ติ อยูไ่ ด้ต้องมีอำกำศ ดังนั้นดินที่อุดมสมบูรณ์ควรมีอำกำศแทรกอยูอ่ ยำ่ งน้อย25% เพ่ือให้
จุลินทรยี ์อยูไ่ ด้ไส้เดือนอยูไ่ ด้ดินดีอำกำศพอดีจะมีลักษณะรว่ นซุย น่มุ ยืดหยุน่ ”

44

องค์ประกอบดินดี
- มีน้ำ 25 %
- อินทรยี ว์ ัตถุ 5 %
- แรธ่ ำตุ 55 %
- อำกำศ 25%

- อินทรยี วัตถุ คือเศษซำกพืช,ซำกสัตว์,มูลสัตว์ที่นย่อยสลำยแล้วและส่ิงมีชวี ติ เล็กๆ อย่ำงเชน่ จุลินทรยี ์
,เชอ้ื รำ ,ไส้เดือน,แมงมุม และมดส่ิงมีชวี ติ เหล่ำนี้จะคอยเกื้อกูลผลประโยชน์ให้กับพืช

- ควำมชนื้ ก็คือ น้ำ ซง่ึ น้ำเปน็ หัวใจสำคัญของทุกชนิด แน่นอนว่ำถ้ำพ้ืนที่ใดไม่มีน้ำหรอื ไม่มีควำมช้นิ อยู่
เลย ก็จะไม่มีสิ่งมีชวี ติ ใดเติบโตอยูไ่ ด้เชน่ กัน

- อำกำศ บำงท่ำนอำจจะสงสัยว่ำ ... ดินต้องมีอำกำศด้วยเหรอ?... อำกำศจะแทรกอยู่ระหว่ำงเม็ดดิน
ตำมชอ่ งว่ำงดินทำให้ดินโปรง่ มีรพู รุนมำก

สิ่งมีชวี ติ ประเภทไหนที่ทำให้มีอำกำศในดิน?
“ไส้เดือน? แมลง? ไม่ใช.่ . คำตอบคือ “รำกหญ้ำ” โบรำณจงึ มีคำสอนว่ำ “ดินดีเพรำะหญ้ำปรก” น่ันเพรำะ

หญ้ำมีรำกทส่ี ำมำรถแทงลงไปในดินได้ลึกและเยอะที่สุด แต่หญ้ำจะมีอำยุแค่เพียง 45 วัน จำกน้ันจะออกดอก
และตำยไป เม่ือหญ้ำตำยจุลินทรยี ์จะตำมมำยอ่ ยรำกหญ้ำ ไส้เดือนและแมลงอ่ืนๆก็จะตำมมำกินรำกด้วย และเมื่อ
หญ้ำตำย ใบหญ้ำก็จะตกมำคลุมด้ำนบน ทำให้แดดส่องไม่ถึงดิน หญ้ำจงึ ทำหน้ำทห่ี ่มดินไว้ พอดินคำยนำ้ ก็ขึ้นไป
ติดหญ้ำท่ีห่มอยูจ่ งึ มีควำมชน้ื และทำให้เกิดรำขำว (ไรโซเบยี ม) ซง่ึ เป็นรำทม่ี ีคุณประโยชน์ ทำให้เกิดสง่ิ มีชวี ติ ต้นไม้
ก็รเู้ รอ่ ื งนี้เหมือนกัน ลองสังเกตเวลำหน้ำหนำวต้นไม้จะสลัดใบเพ่ือเอำใบมำห่มรำกตนเอง ให้เกิดควำมชุม่ ชนื้ เกิด
รำขำวเพรำะต้นไม้ก็มีชวี ติ เมื่อนำ้ อุดมสมบูรณ์ ดินอุดมสมบูรณ์ ซำกพืชยอ่ ยแล้วจะกลำยเป็นปุย๋ (Humas)
จุลินทรยี ก์ ็จะมำชว่ ยเพื่อให้รำกขนดูดซบั ขึ้นไปเล้ียงส่วนต่ำงๆ เล้ียงใบ เล้ียงต้น ต้นจะแตกใบอ่อนก่อน

45

จำกน้ันใบอ่อนจะเป็นใบเพสลำด (ไม่อ่อนไม่แก่) คอยเล้ียงยอดต่อไป ทำให้ขั้วเหนียวไม่หลุด หำกสังเกตป่ำเปิด
ใหม่ หญ้ำจะระบัดขึ้นก่อนเพ่ือปกคลุมดิน เมล็ดต้นไม้ท่ีปลิวมำลงหญ้ำจะไม่ถูก แดดเผำ และจะฝังเมล็ด อยู่ย่ำง
นั้นจนสำมำรถหย่ังรำกได้ โดยส่วนใหญ่ไม้เบิกนำจะเป็นไม้อำยุสั้นประมำณหน่ึงปี เชน่ สำบเสือ ไผ่ ตะขบ ปอหู
ชำ้ ง จะเกิดขึ้นมก่อน จำกน้ันไม้ใหญ่ ไม้แก่นต่ำงๆจะข้ึนมำแทนท่ี หญ้ำจงึ เปน็ พืชสรำ้ งคุณประโยชน์ให้แก่ดิน

ดินเป็นทรพั ยำกรธรรมชำติอย่ำงหน่ึงท่ีส่ิงมีชวี ติ โดยเฉพำะอย่ำงย่งิ มนุษย์เรำใชก้ ันมำกที่สุด เชน่ เอำดิน
มำทำส่ิงก่อสรำ้ ง เพำะปลูกพืชผักต่ำง ๆ เป็นต้นแต่ของใดก็ตำม ถ้ำเรำมุ่งแต่จะใช้อย่ำงเดียวแต่ไม่มีกำร
บำรุงรกั ษำ ไม่ช้ำของนั้นจะต้องเส่ือมเสียไป อย่ำงไม่ต้องสงสัยเลย ดินก็เช่นกันถ้ำขำดกำรปรบั ปรุง หรอื
บำรุงรกั ษำไว้ดินก็จะเสื่อม กล่ำวคือให้ผลิตผลต่ำลงทุกทีในขณะท่ีควำมต้องกำรผลิตผลสูงข้ึน เพรำะจำนวนพล
โลกเพ่ิมข้ึนทุกวัน ปัญหำน้ีคนส่วนใหญ่มักจะไปแก้ด้วยกำรเพ่ิมเน้ือที่ในกำรผลิตโดยกำรถำกถำงทำลำยป่ำ อัน
เป็นต้นน้ำลำธำรและเป็นตัวชว่ ยลดหรอื ปรบั อุณหูมิของอำกำศให้พอเหมำะ ไม่หนำวหรอื รอ้ นเกินไปสิ่งท่ีตำมมำ
ได้แก่กำรพังทลำยของหน้ำดินในฤดูฝนน้ำฝน จะชะเอำอำหำรพืชบรเิ วณหน้ำดินลงสู่แม่น้ำลำคลองหมด ดินที่
เหลืออยู่จะกลำยเป็นดินท่ีเลวให้ผลผลิตต่ำปัจจุบันน้ี ควำมต้องกำรผลผลิตสูงข้ึน พื้นท่ีเกษตรกรรมมีจำกัดจึง
จำเป็นอย่ำงย่ิงทีจ่ ะต้องคิดค้นหำวธิ ตี ่ำง ๆ มำทำให้ดินดีขึ้น โดยทวั่ ๆไปแล้วเกษตรกรมักจะคิดถึงด้ำนปุ๋ยน้อยคน
นักที่จะคิดถึงโครงสรำ้ งของดิน ซงึ่ เป็นตัวกำรสำคัญอย่ำงหนึ่งที่จะทำให้ผลผลิตเพ่ิมขึ้นได้ เพรำะอิทธพิ ลของมัน
ไม่เพียงแต่จะทำให้กำรระบำยอำกำศหรอื น้ำดีข้ึนเท่ำนั้น มันยังทำให้แรธ่ ำตุและอินทรยี ์วัตถุที่มีอยู่ในดินน้ัน
สลำยตัว ให้ธำตุตัวท่เี ปน็ อำหำรและประโยชน์แก่พืชโดยตรง ทำให้ผลผลิตสูงขึ้นตำมมำด้วย นอกจำกน้ีโครงสรำ้ ง
ของดินยงั มีผลต่อกำรพังทลำยของดินด้วย โดยเฉพำะดินตำมไหล่เขำหรอื ดินท่มี ีควำมลำดชนั สูง

เม่ือได้ทรำบถึงควำมสำคัญของโครงสรำ้ งแล้ว ลองมำกล่ำวถึงควำมเป็นมำของโครงสรำ้ งสักเล็กน้อย
โดยต้องเรม่ ิ จำกกำรเกิดของดินว่ำดินน้ันเกิดมำได้อย่ำงไร ซงึ่ พอจะสรุปได้ดังน้ีดิน เกิดจำกกำรสลำยตัวของหิน
ชนิดต่ำง ๆ ออกเป็นชน้ิ เล็กชน้ิ น้อยโดยขบวนกำรหรอื วธิ กี ำรทำงเคมีและกำยภำพ กล่ำวคือเม่ือหินน้ันโผล่ออกมำ
พบกับอำกำศ (ซง่ึ ควำมจรงิ ในธรรมชำตินั้น อำจจะไม่ได้โผล่ออกมำเองแต่ออกมำให้เรำเห็นเนื่องจำกกำรพังทลำย
ของดินชน้ั บนก่อน โดยน้ำมือมนุษย์ทำกำรถำกถำงไปก็ได้ หรอื จะโดยที่มีกำรเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก เชน่
ภูเขำไฟระเบิด แผ่นดินไหวก็ได้ ) และถูกกับแก๊สออกซเิ จนน้ำ กรด อันเกิดจำกกำรเผำไหม้เชน่ กรดคำรบ์ อนนิค
กรดกำมะถัน หรอื ด่ำง แล้วธำตุในหินเหล่ำน้ันจะทำปฏิกรยิ ำกับส่ิงดังกล่ำวนี้ทำให้หินก้อนใหญ่ ๆ แตกหรอื
สลำยตัวกระจำยออกเป็นก้อนเล็กก้อนน้อยขนำดต่ำง ๆ กัน บำงอย่ำงก็ยังมองเห็นซำกเดิมอยู่ บำงอย่ำงก็
เปลี่ยนแปลงจำกเดิมไป เชน่ ตำมภูเขำบำงแห่งจะพบหินทก่ี ำลังสลำยตัว เมื่อเอำมือจบั แล้วบีห้ ินเหล่ำนั้นจะแตก
ออกเป็นชน้ิ เล็กชน้ิ น้อย ซง่ึ เป็นจุดเรม่ ิ ต้นของกำรเกิดดินในขั้นต่อไปน้ัน เศษหินชนิ้ เล็กชนิ้ น้อยเหล่ำนี้ จะถูกน้ำ
ลมและอุณหภูมิ ทแี่ ตกต่ำงกันของกลำงวันและกลำงคืน หรอื ตำมฤดูกำล ทำให้เศษหินแตกออกเปน็ อนุภำค หรอื
ชน้ิ เล็กลงไปอีก ซง่ึ ขนำดของแต่ละอนภุ ำคน้ันกับชนิดของหินทีส่ ลำยตัว กล่ำวคือหินบำงอยำ่ งสลำยตัให้ดินเหนียว
หรอื มีอนุภำคขนำดไม่เวกิน 2 ไมครอน ( 1 ไมครอนเท่ำกับเศษหนึ่งส่วนพันมิลลิเมตร ) มำกกว่ำขนำดอ่ืน เรำ
เรยี กมันให้ดินเหนียวหินบำงชนิดสลำยตัวให้ดินรว่ นปนทรำย คือ มีอนุภำคขนำดไม่เกิน 2 ไมครอนบ้ำงขนำด 2 –
50 ไมครอนบ้ำงและขนำด 50 ไมครอนถึง 2 มิลลิเมตร ในปรมิ ำณท่พี อ ๆ กันและหินบำงชนิดสลำยตัวให้อนภุ ำค
ขนำด 50 ไมครอนขึ้นไปมำกกวำ่ ขนำดอ่ืน ดินพวกน้ีมักหยำบหรอื เรำเรยี กวำ่ ดินทรำยน้ันเอง อนภุ ำคเหล่ำน้ีจะถูก
ลมหรอื น้ำพัดพำไปทบั ถมปะปนคลุกเคล้ำกับอินทรยี วตั ถุ อันเกิดจำกซำกพืชสัตว์รวมตัวเกำะกล่มุ กันเป็นก้อนเลก็
ก้อนน้อย เม็ดดินก้อนเล็กก้อนน้อยรวมตัว เชอ่ื มต่อกันเปน็ แผ่นใหญ่ดังทเี่ รำหรอื อยูอ่ ำศัยกัน

46

ทุกวันนี้น้ันเอง กำรเกำะหรอื รวมตัวเชอ่ื มต่อกันจนเป็นก้อนเป็นผืนแผ่นใหญ่ของอนุภำค ท่ีเกิดจำกกำรสลำยตัว
ของหิน ซงึ่ ต่อไปเรำจะเรยี กวำ่ อนุภำคของดินนั้น มันจะเกำะกันเปน็ ก้อนท่มี ีรูปรำ่ งต่ำง ๆ กันเมื่อเรำหักหรอื ทุบให้
มันแตกจำกก้อนใหญ่และมองไปท่ีก้อนดิน จะพบวำ่ กำรเรยี งตัวหรอื จดั วำ่ งตัวของอนภุ ำคของดินทเี่ กิดจำกหินแต่
ละชนิด จะไม่ค่อยเหมือนกัน ชอ่ งระหว่ำงอนุภำคดินต่ำงกัน คือ มีมำกบ้ำงน้อยบ้ำง บำงชนิดชอ่ งว่ำงเหล่ำนั้นต่อ
กันเป็นรูขนำดและแบบต่ำง ๆ กันออกไปทั้งนี้จำกอิทธพิ ลของประจุไฟฟ้ำที่มีอยู่ตำมขอบรอบ ๆ อนุภำคของดิน
ควำมช้นื อุณหภูมิ และขนำดของอนุภำคของดินน้ันเองคุณสมบัติท่ีเกิดขึ้น และปรำกฏให้เห็นนี้เอง ซึ่งเป็นส่ิงท่ี
กล่ำวถึงในขณะน้ีเองโครงสรำ้ งของดิน พ่ีจะพูดหรอื เปล่ำวำ่ ดีหรอื เลวนั้นขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมำย หรอื ประโยชน์ท่ีจะ
นำดินน้ันไปใชง้ ำน ท่ดี ินแถวๆลพบุร ีทมี่ ีดินชนั้ บนค่อนข้ำงดำ ยดื ตัวและหดตัวสูงมำก ระบำยน้ำเรว็ ท่สี ุด แต่ควำม
อุดมสมบูรณ์สูง ถ้ำจะเอำดินน้ันไปทำถนนจะได้ถนนท่ีไม่ทนทำน โครงสรำ้ งของมันไม่เหมำะกับถนน แต่ถ้ำเอำไป
ทำแกนเขื่อนก้ันน้ำ จะก้ันน้ำได้ดี หรอื ทำนำข้ำว จะเก็บกักน้ำไว้หล่อเล้ียงต้นข้ำวได้ดี ปลูกข้ำวงำม โครงสรำ้ งของ
ดินในแง่ชลประทำนและกำรเกษตรกรรมที่ดีแต่เลวในแง่ของกำรก่อสรำ้ งหรอื วศิ วกรรมโยธำเป็นต้น อย่ำงไรก็
ตำมวตั ถุประสงค์ของผู้เขียนต้องกำรจะให้กสิกร โดยเฉพำะยุวเกษตรกรผู้ทจ่ี ะเปน็ พลังอันสำคัญทำงเกษตรกรรม
ของชำติในอนำคต ได้ทรำบถึงควำมเป็นมำของกำรเกิดดินและโครงสรำ้ งของมัน รวมไปถึงกำรอนรุ กั ษ์รกั ษำดินท่ี
ดีอยู่แล้วให้ดีมีประโยชน์มำกท่ีสุด

กำรห่มดิน กำรเล้ียงดินด้วยศำสตรพ์ ระรำชำ

ข้ันตอนแรก กำรปรุงอำหำรเล้ียงดิน นำมูลสัตว์หรอื ปุ๋ยหมัก มำโรยรอบตรงพุ่มใต้ต้นไม้เพ่ือให้เกิด
ประโยชน์ ดังต่อไปน้ี

กระตุ้นให้จุลินทรยี ์สรำ้ งอำหำรสำหรบั พืช ปรบั ปรงุ โครงสรำ้ งดินให้ดี รว่ นซุย ชว่ ยดูดซบั อำหำรไวใ้ ห้พืช

ข้ันตอนที่ 2 กำรห่มดิน โดยกำรนำฟำงข้ำวหรอื เศษพืชทีห่ ำได้ง่ำย เชน่ ใบไม้ กิ่งไม้ หญ้ำแห้ง วัชพืชต่ำงๆ
มำคลุมให้ท่ัวบรเิ วณทรงพุ่มที่เรำได้โรยมูลสัตว์ไว้แล้ว ควำมหนำ 1 ฝ่ำมือและห่ำงจำกโคนต้นประมำณ 1 คืบ มำ
คลุมให้รกั ษำควำมชน้ื และควำมรอ้ นหน้ำดิน ทำให้ส่ิงมีชวี ติ เล็กๆในดินเกิดกำรขยำยตัวมำกขึ้น

ข้ันตอนท่ี 3 ให้คอยรกั ษำควำมชื้นภำยใต้ฟำงเอำไว้ โดยกำรรดน้ำตำมปกติ เพ่ือเพิ่มจำนวนส่ิงมีชีวติ
เล็กๆบรเิ วณน้ันให้มีมำกๆและเสรมิ ด้วยน้ำหมักจุลินทรยี ์ ไม่ต้องเยอะ ซ่ึงที่เรำเรยี กว่ำ แห้งชำม น้ำชำม เช่น
จุลินทรยี ์สังเครำะห์แสง ทีท่ ำได้งำ่ ยในเวลำ 1 เดือน เพื่อให้จุลินทรยี ์ทำกำรย่อยอำหำรบรเิ วณนั้นออกมำให้กับพืช

กำรเชค็ ควำมสมบูรณ์จำกพืช

กำรห่มดิน จะทำให้รำกพืชบำงส่วนงอกข้ึนมำหำอำหำรบนดิน ซ่ึงรำกพืชน้ันสำมำรถบ่งบอกถึงควำม
สมบูรณ์ของต้นพืชได้

กำรปลูกปำ่ 3 อย่ำง ประโยชน์ 4 อย่ำง

ตำมที่ประชำชนส่วนใหญ่ได้รบั ทรำบถึงศำสตรพ์ ระรำชำด้ำนกำรฟ้ ืนฟูป่ำ โดยอำศัยนวัตกรรมหลำย
รปู แบบ เชน่ กำรทำฝำยชะลอน้ำ ป่ำเปยี ก ป่ำภูเขำ และหลำยแนวคิดเป็นกำรเพิ่มพ้ืนท่ีในผืนปำ่ ใหญ่ ซง่ึ

47

ไม่สำมำรถดำเนินกำรโดยคนเดียวได้ และหลำยแนวคิดเป็นกำรเพ่ิมพ้ืนที่ในผืนป่ำใหญ่ อำจำรย์ยักษ์
(นำยววิ ัฒน์ ศัลยกำธร) ได้นำแนวคิดกำรฟ้ ืนฟูปฐพีไทยด้วยศำสตรพ์ ระรำชำ ซึง่ เป็นแนวพระรำชดำรขิ อง ใน
หลวงรชั กำลท่ี 9 ทีพ่ สกนิกรทกุ คนสำมำรถทำเองได้ ด้วยแนวคิด ปำ่ 3 อย่ำง ประโยชน์ 4 อย่ำง โดยพระองค์มี
พระรำชดำรเิ ก่ียวกับเรอ่ ื งนี้ว่ำ “...กำรปลูกป่ำถ้ำจะให้รำษฎรมีประโยชน์ให้เขำอยูไ่ ด้ ให้ใชว้ ธิ ปี ลูกไม้ 3 อย่ำง แต่มี
ประโยชน์ 4 อย่ำง คือ ใชไ้ ม้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ โดยปลูกรองรบั กำรชลประทำน ปลูกรบั ซบั นำ้ และปลูกอุด
ชว่ งไหล่ตำมรอ่ งห้วย โดยรบั นำ้ ฝนอย่ำงเดียว ประโยชน์อย่ำงที่ 4 คือ ได้ระบบอนุรกั ษ์ดินและนำ้ ...”

แนวคิดนี้ เป็นกำรปลูกป่ำท่ีเลียนแบบระบบนิเวศของป่ำธรรมชำติ พรอ้ มกับกำรเอ้ือประโยชน์ให้มนุษย์
ได้อำศัยยังชพี ในป่ำทปี่ ลูกข้ึน ขณะเดียวกัน ป่ำท่ีปลูกก็สรำ้ งควำมยั่งยืน อุดมสมบูรณ์ให้กับดินและนำ้ เป็นจกั รที่
สมดุลต่อ่ไป หำกทกุ ตำรำงนิ้วท่ีเป็นดินว่ำงของประเทศน้ี เต็มไปด้วย ปำ่ 3 อยำ่ ง ประโยชน์ 4 อยำ่ ง ประเทศไทย
จะกลำยเป็นประเทศท่ีสมบูรณ์ที่สุดในโลก มั่งคั่งไปด้วยอำหำร ยำรกั ษำโรค พรอ้ มสรรพไปด้วยทรพั ยำกรป่ำไม้
ดิน น้ำ ธญั ญำหำร ให้กับคนท้งั แผ่นดิน และมีเหลือเผ่ือแผ่ให้คนทง้ั โลกในยำมวกิ ฤติได้ ซงึ่ เดิมทปี ระเทศของเรำ
มีป่ำ 3 อย่ำงมำก่อน แต่จำกควำมโลภของคน จงึ มีกำรลักลอบตัดไม้ทำลำยป่ำทำให้ เกิดควำมเสียหำย จนเกิด
เป็นวกิ ฤตธรรมชำติ หำกเรำทุกคนรว่ มมือรว่ มใจกันพลิกฟ้ ืนแผ่นดิน โดยใช้ศำสตรพ์ ระรำชำ ดังที่กล่ำวมำ
ประเทศของเรำก็จะมีระบบป่ำนิเวศทอ่ี ุดมสมบูรณ์ดังเดิม

ป่ำ 3 อย่ำง ประโยชน์ 4 อย่ำง เป็นควำมคิดอัจฉรยิ ะท่ีก่อให้เกิดควำมพอเพียง 4 ประกำร คือ พอกิน
พอใช้ พออยู่ พอรม่ เย็น โดยเฉพำะทีโ่ ลกกำลังรอ้ นระอุ แนวคิด ปำ่ 3 อยำ่ ง ประโยชน์ 4 อย่ำงได้สรำ้ งประโยชน์
มำกมำยในกำรทำให้โลกเกิดควำมรม่ เย็นลง ประมำณกันว่ำ ในเน้ือที่ 1 ไร่ เรำสำมำรถปลูกป่ำ ปลูกต้นไม้นำนำ
ชนิดได้ถึง 100 ชนิด ทั้ง 5 ระดับ ประกอบด้วย ไม้สูง ไม้กลำง ไม้เตี้ย ไม้เรย่ ี ดิน และไม้ใต้ดิน ปรมิ ำณต้นไม้ใน
เน้ือที่ 1 ไร่ สำมำรถปลูกได้มำกถึง 500 ต้น หำกคำนวณตำมสูตรคณิตศำสตรง์ ่ำยๆ คือคน 60 ล้ำนคน ปลูกคน
ละ 1 ไรๆ่ ละ 500 ต้น ท้ังประเทศเรำจะมีต้นไม้เพ่ิมขึ้น 30,000,000,000 ต้น (สำมหม่ืนล้ำนต้น) ที่เป็นท้ังให้ที่
อยู่ ทีก่ ิน ที่ใช้ จงึ อำจเชอ่ื ได้ว่ำ ประเทศไทยจะเปน็ ประเทศท่ีร่ำรวยและม่ังคั่งด้วยทรพั ยำกรธรรมชำติมำกทส่ี ุด

กำรปลูกป่ำ 3 อย่ำง ประโยชน์ 4 อย่ำง นำพำไปสู่ 4 พอ สรุปได้ว่ำ เป็นกำรปลูกไม้ให้พออยู่ พอกิน
พอใช้ และเปน็ ประโชน์ต่อระบบนิเวศน์ สรำ้ งควำมสมบูรณ์และก่อให้เกิดควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ

พอกิน คือ กำรปลูกพืชท่ีกินได้ รวมทั้งใชเ้ ป็นยำสมุนไพร เชน่ แค มะรุม ทุเรยี น สะตอ ผักหวำน ฝำง
กล้วย ฟักข้ำว

พอใช้ คือ กำรปลูกต้นไม้ให้เป็นป่ำไม้สำหรบั ไวใ้ ชส้ อยในครวั เรอื น เชน่ ทำฟืน เผำถ่ำน ทำงำนหัตถกรรม
หรอื ทำนำ้ ยำซกั ล้ำง เชน่ มะคำดีควำย หวำย ไผ่ เปน็ ต้น

พออยู่ คือ กำรปลูกต้นไม้ท่ีใชเ้ น้ือไม้และไม้เศรษฐกิจให้เป็นป่ำ ไม้กลุ่มน้ีเป็นไม้อำยุยืน ซง่ึ เน้นประโยชน์
โดยใชเ้ น้ือไม้เพื่อสรำ้ งบ้ำนที่อยูอ่ ำศัย ทำเครอ่ ื งนอน ถือได้ว่ำ เป็นกำรออมทรพั ย์เพื่อสรำ้ งควำมม่ันคงในอนำคต
เชน่ ตะเคียนทอง ยำงนำ แดง สัก พะยูง พะยอม

พอรม่ เย็น คือ ประโยชน์อยำ่ งท่ี 4 ท่ีเกิดจำกกำรปลูกปำ่ 3 อยำ่ ง คือทำให้เกิดควำมรม่ เย็น กำรชว่ ยฟ้ ืนฟู
ระบบนิเวศน์ดินและน้ำให้อุดมสมบูรณ์ รม่ รน่ ื ฉำ่ เย็น

แนวคิดหลักกำรปลูกป่ำ 3 อย่ำง ประโยชน์ 4 อย่ำง
ดร.ววิ ัฒน์ ศัลยกำธร ได้อธบิ ำยหลักกำรปลูกป่ำ 3 อยำ่ ง ประโยชน์ 4 อย่ำง ว่ำเป็นแนวคิดกำรผสมผสำน

กำรอนุรกั ษ์ดิน น้ำ และกำรฟ้ ืนฟูทรพั ยำกรปำ่ ไม้ ควบค่กู ับควำมต้องกำรด้ำนเศรษฐกิจ ด้วยกำรจำแนก...ดังนี้

48

ป่ำ 3 อย่ำง คือ
1. ป่ำไม้ใชส้ อย คือ ไม้โตเรว็ สำหรบั ใชใ้ นครวั เรอื น เชน่ สะเดำ ไม้ไผ่
2. ปำ่ ไม้กินได้ คือ ไม้ผล เชน่ มะม่วง และผักกินใบต่ำงๆ
3. ปำ่ ไม้เศรษฐกิจ คือ ไม้ทีป่ ลูกไว้ขำย หรอื ไม้เศรษฐกิจ เชน่ ไม้สัก

ประโยชน์ 4 อย่ำง คือ
1. ป่ำไม้ใชส้ อยนำมำสรำ้ งบ้ำน ทำเล้ำเปด็ เล้ำไก่ ด้ำมจอบเสียม ทำหัตถกรรม และทำเชอ้ื เพลิง(ฟืน)
2. ปำ่ ไม้กินได้ นำมำเป็นอำหำร ทง้ั พืชกินใบ กินผล กินหัว และเป็นยำสมุนไพร
3. ป่ำไม้เศรษฐกิจ เป็นแหล่งรำยได้ของครวั เรอื น เป็นพืชที่สำมำรถนำมำจำหน่ำยได้
4. ประโยชน์ในกำรชว่ ยอนุรกั ษ์ดินและน้ำ กำรปลูกพืชท่ีหลำกหลำย อย่ำงเป็นระบบ จะชว่ ยสรำ้ งสมดุล

ของระบบนิเวศในส่วนของกำรชว่ ยปกปอ้ งผิวดินใชช้ ุม่ ชนื้ ดูดซบั นำ้ ฝน และปลดปล่อยควำมชนื้ สู่เกษตรกรรม

ข้อคำนึงในกำรปลูกป่ำ 3 อย่ำง ประโยชน์ 4 อย่ำง
1. ไม้เบิกนำ เชน่ ไม้สะเดำ มะรมุ แค ไม้ผล กล้วย อ้อย และพืชผักอำยุสั้น ควรหำมำปลุกก่อน เพ่ือสรำ้ ง

แหล่งอำหำรของครอบครวั
2. ไม้ปลูกเพ่ืออำศัย ควรปลูกหลังจำกปลูกไม้ในข้อ 1 ประมำณ 1 – 2 ปี
3. ไม้สมุนไพร จะเจรญิ เติบโตได้เมื่อมีควำมรม่ รน่ ื เพียงพอ
4. นำข้ำว กำหนดพื้นทีใ่ ห้เหมำะสมหำกมีพื้นทพ่ี อ เพื่อเก็บข้ำวไว้กินระหว่ำงปีโดยไม่ต้องซอื้
5. รอ่ งน้ำ ควรขุดรอ่ งนำ้ ขนำดเล็กเพื่อให้ควำมชุมชนชนื้ กับผืนดินและต้นไม้ ซงึ่ จะทำให้สำมำรถเล้ียงปลำ

ธรรมชำติเพื่อใชเ้ ปน็ ธรรมชำติ โดยขุดให้เชอื่ มต่อกันกับบอ่ ขนำดใหญ่
6. ปลูกต้นไม้ให้หลำกหลำย เพื่อกำรใชป้ ระโยชน์หลำกหลำย ชว่ ยลดค่ำใช้จำ่ ย สรำ้ งควำมม่ังค่ัง มั่นคง

ซง่ึ เป็นกำรเสรมิ สรำ้ งภูมิค้มุ กันในครอบครวั และชุมชน
กำรปลูกปำ่ 5 ระดับ แบบกสิกรรมธรรมชำติ

ดร.ววิ ฒั น์ ศัลยกำธร ประธำนมูลนิธกิ สิกรรมธรรมชำติ นำแนวคิดกำรปลูกปำ่ 3 อย่ำง ประโยชน์ 4 อยำ่ ง
มำปรบั ประยุกต์เป็นกำร ปลูกป่ำ 5 ระดับ ซงึ่ ประกอบด้วยต้นไม้หลำกหลำยทั้งชนิดพันธุ์ ชว่ งอำยุ ลักษณะนิสัย
และควำมสูง ซงึ่ ได้มำจำกกำรสังเกตธรรมชำติของป่ำ คือ

1. ไม้ระดับสูง เปน็ กลุ่มต้นไม้เรอื นยอดสูง และอำยุยนื เชน่ ตะเคียน ยำงนำ มะค่ำโมง เต็ง รงั
2. ไม้ระดับกลำง เป็นกลุ่มต้นไม้ท่ีไม่สูงนัก เป็นจำพวกไม้ผลที่เก็บกินได้ เช่น มะม่วง ขนุน มังคุด ชมพู่
กระทอ้ น ไผ่ ทเุ รยี น ลองกอง สะตอ
3. ไม้พุ่มเตี้ย เป็นกลุ่มพันธไุ์ ม้พุ่มเตี้ย เชน่ พรกิ มะเขือ กะเพรำ ผักหวำนบำ้ น มะนำว ติ้ว เหรยี ง
4. ไม้เรย่ ี ดิน เปน็ ตระกูลไม้เลื้อย เชน่ พรกิ ไทย รำงจดื
5. ไม้หัวใต้ดิน เชน่ ข่ำ ตะไคร้ ไพล เผือก มัน บุก กลอย ขิง ข่ำ กระชำย กระทือ กวำวเครอื

49

มนุษย์เรำจะใช้ดินเพ่ือสนองควำมต้องกำรของตนตลอดเวลำ และนับวันจะมำกข้ึนเรอ่ ื ยๆ จนทุกวันนี้
สภำพควำมสมดุลของดินในหลำยพื้นท่ีของโลกเปลี่ยนแปลงไป กำรใช้ที่ดินผิดประเภท กำรทำลำยผิวดินใน
รูปแบบต่ำงๆ เชน่ กำรทำไรเ่ ลื่อนลอย กำรตัดไม้ทำลำยป่ำ กำรใชป้ ุ๋ยเคมี ล้วนส่งผลกระทบต่อสภำวะแวดล้อม
อ่ืนๆ ในระบบนิเวศ กำรทำเกษตรของเกษตรกรส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็เชน่ เดียวกัน มีกำรปอกเปลือกเปลือยดิน
กำรเผำ กำรใชส้ ำรเคมีท่ีเป็นอันตรำยต่อส่ิงมีชวี ติ ที่ผิดธรรมชำติ และทำลำยธรรมชำติซงึ่ จะก่อให้เกิดปัญหำใน
อนำคต กำรเกษตรทไี่ ม่ทำลำยธรรมชำติ ไม่ปอกเปลือกเปลือยดิน ไม่เผำ ไม่ใชส้ ำรเคมีทเ่ี ปน็ อันตรำยต่อสิ่งมีชวี ติ
เปน็ พิษกับส่ิงแวดล้อม อันเปน็ แนวทำงของหลักกสิกรรมธรรมชำติ ทีใ่ ห้ควำมสำคัญกับกำรปรุงดินเป็นอันดับแรก
และถือเป็นหัวใจสำคัญ เพรำะถือวำ่ ดินเป็นต้นกำเนิดของชวี ติ สังคมไทยในอดีต ให้ควำมสำคัญของดินด้วยควำม
เคำรพ บูชำดินเสมือน “แม่” เรยี ก “พระแม่ธรณี” กำรให้ควำมรกั และกำรเอำใจใส่พระแม่ธรณี โดยกำรห่มดินหรอื
กำรคลุมดิน ไม่เปลือยดิน โดยใชฟ้ ำง เศษหญ้ำ หรอื เศษพืชผลทำงกำรเกษตรที่สำมำรถย่อยสลำยได้เองตำม
ธรรมชำติ และกำรปรุงอำหำรเลี้ยงดินโดยกำรใส่ปุ๋ยอินทรยี ์ชีวภำพลงไปเพ่ือเป็นอำหำรของดิน แล้วดินจะ
ปลดปล่อยธำตุอำหำรให้พืช โดยกระบวนกำรยอ่ ยสลำยของจุลินทรยี ์ เรยี กหลักกำรนี้วำ่ “เล้ียงดิน ให้ดินเลี้ยงพืช
( Feed the Soil and Let the Soil Feed the Plant)” กำรปฏิบตั ิเชน่ นี้จะทำให้ดินกลับมำมีชวี ติ พืชทป่ี ลูก
จะเจรญิ เติบโตแข็งแรงได้ ให้ผลผลิตดี ต้นทุนกำรผลิตลดลง รวมถึงกำรที่ผู้ผลิตและผู้บรโิ ภคมีสุขภำพกำย
สุขภำพจติ ที่ดี จงึ มีกำรให้นิยำมของกำรปฏิบัติเชน่ นี้ว่ำ “คืนชวี ติ ให้ผืนดิน” ซง่ึ เป็นกำรแสดงออกถึงควำมกตัญญู
กตเวที ของ “ลูก”(มนษุ ย)์ ท่ีมีต่อ “แม่”(ธรณี)

50

2. นิยำม 5

นิยำม 5 หมำยถงึ กำหนดอันแน่นอน, ควำมเปน็ ไปอันมีระเบยี บแน่นอนของธรรมชำติ, กฎธรรมชำติ อัน
ครอบคลุมทุกสิ่งทกุ อย่ำง ทกุ ส่ิงทุกอยำ่ งดำเนินไปตำมกฎทงั้ 5 ประกำรน้ี ได้แก่

1. อุตุนิยำม (physical laws) คือ กฎธรรมชำติเกี่ยวกับปรำกฏกำรณ์ธรรมชำติ เชน่ อุณหภูมิ ดินฟ้ำอำกำศ
ส่ิงแวดล้อม

2. พีชนิยำม (biological laws) คือ กฎธรรมชำติทเ่ี กี่ยวกับพันธกุ รรม กระบวนกำรถ่ำยทอดข้อมูลของ
สิ่งมีชวี ติ ทงั้ พืช สัตว์ เชอื้ โรค ผ่ำนกำรสืบพันธุ์

3. จติ นิยำม (psychic law) คือ กฎธรรมชำติเก่ียวกับกำรทำงำนของจติ เจตสิก
4. กรรมนิยำม (Karmic Laws) คือ กฎแห่งกรรม คือกฎแห่งกำรกระทำและผลของกำรกระทำ
5. ธรรมนิยำม (General Laws) อันได้แก่กฎไตรลักษณ์ คือ อนิจจงั ทกุ ขัง อนัตตำ
นิยำม หรอื นิยำมะ (บำลี)กำหนดอันแน่นอน, ควำมเปน็ ไปอันมีระเบียบแน่นอนของธรรมชำติ, กฎธรรมชำติ นิยำม
5 ประกำรนี้ครอบคลุมทกุ สิ่งทุกอย่ำงในโลกและในอนันตจกั รวำล ทกุ สิง่ ทกุ อย่ำงดำเนินไปตำมกฎทงั้ 5 ประกำรน้ี
ท้งั สิ้น

1.ธรรมนิยำม (General Laws) อันได้แก่กฎไตรลักษณ์ทั้ง3 คือ อนิจจงั ทุกขัง อนัตตำ (ดูท่ี ธรรมนิยำม
สุตตัง)คือ ธำตุทง้ั ปวงเป็นมีสถำนะเปน็ กระแส ส่ันสะเทอื น(คล่ืน) ผันผวน ไม่แน่นอน สิ่งใดเกิดข้ึนเป็นธรรมดำ ส้ิง
น้ันย่อมดับไปเป็นธรรมดำ สัตว์ท้ังปวงย่อมต้องเกิด แก่ เจบ็ ตำย ทั้งส้ิน เป็นกฎธรรมชำติท่ีเก่ียวกับส่ิงท้ังหลำย
เป็นกฎสำกลท่คี รอบคลุมควำมเป็นไปทงั้ ฝ่ำยจติ และฝ่ำยวัตถุ กฎข้อนี้มีขอบเขตครอบคลุมกวำ้ งขวำงทสี่ ุดของทุก
นิยำม กฎนิยำมท้งั ปวงอยู่ภำยใต้กฎข้อน้ี เปน็ กฎธรรมนิยำมน้ีก็ทำให้เกิดนิยำมข้ออ่ืน และนิยำมข้ออ่ืนๆทส่ี ัมพันธ์
กันก็ทำให้เกิดกฎธรรมนิยำมอันน้ี เชน่ กัน (เชน่ กำรจุดไม้ขีดไฟ - อุตุนิยำม >ทำให้เกิดกำรเผำไหม้เปลี่ยนแปลง
สูญสลำยไป - ธรรมนิยำม)

2.อุตุนิยำม(Physical Laws) คือ กฎธรรมชำติที่ครอบคลุมควำมเป็นไปของปรำกฏกำรณ์ ในธรรมชำติ
เก่ียวกับวัตถุที่ไม่มีชวี ติ ทุกชนิด หลักของอุตุนิยำม ตำมแนวพระพุทธศำสนำมุ่งให้ผู้ที่เข้ำใจเก่ียวกับกฎธรรมชำติ
ทีว่ ำ่ ด้วยวัตถุ อุตุนิยำม คือลักษณะสภำวะต่ำงๆของธำตุทั้ง5 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอำกำศ ซง่ึ ก็คือปรำกฏกำรณ์
ทำงธรรมชำติต่ำงๆเมื่อมีเหตุปัจจยั เพียงพอก็จะเป็นไปโดยไม่มีใครเปน็ ผู้กำหนดหรอื ห้ำมได้ เชน่ กำรท่ีจะเกิดฝน
ตก ก็มีเหตุปัจจยั เพียงพอให้เกิดฝนตก เชน่ กำรระเหยของน้ำบนดิน กำรรวมตัวของก้อนเมฆ กำรเกิดลมพัด
กำรกระทบกับควำมเย็น ก่อให้เกิดฝนตก เป็นต้น ตลอดจนปรำกฏกำรณ์ทำงวัตถุอ่ืนๆ เชน่ กำรเคลื่อนที่ของ
จกั รวำล แรงดึงดูด แผ่นดินไหว ฟ้ำผ่ำ เป็นต้น ซง่ึ ปรำกฏกำรณ์เหล่ำนี้ พระพุทธศำสนำถือว่ำเกิดขึ้นเพรำะวัตถุ
ธำตุต่ำงๆคือดินน้ำลมไฟอำกำศปรบั เปล่ียนสภำวกำรณ์ของตัวเอง เพรำะอิทธพิ ลจำกกำรปรบั สถำนะธำตุตำม
อุณหภูมิคือควำมรอ้ นและเยน็ ดังน้ันกฎข้อนี้จงึ ชอื่ วำ่ อุตุนิยำม (อุตุในพระไตรปฎิ กแปลวำ่ พลังงำน,ฤดู,ควำมรอ้ น
เยน็ )

3. พีชนิยำม (Biological Laws) คือ กฎธรรมชำติท่ีครอบคลุมควำมเป็นไปในพันธุกรรม กระบวนกำร
ถ่ำยทอดข้อมูลของสิ่งมีชวี ติ ทง้ั พืช สัตว์ เชอ้ื ไวรสั และจติ กฎธรรมชำติท่ีเก่ียวกับกำรสืบพันธโุ์ ดยเฉพำะ กฎข้อนี้

51

จึงหมำยรวมในเรอ่ ื งของรำ่ งกำยและกระบวนกำรทำงำนของสิ่งมีชีวติ ต่ำงๆที่เกิดจำกกำรถ่ำยทอดข้อมูลทำง
พันธกุ รรมด้วย ส่ิงท่ีเรยี กวำ่ กฎพีชนิยำมน้ีทำให้เมื่อเรำนำเมล็ดข้ำวเปลือกไปเพำะ ต้นทีง่ อกออกมำจะต้องเป็นต้น
ข้ำวเสมอ หรอื ชำ้ งเม่ือออกลูกมำแล้วย่อมเป็นลูกชำ้ งเสมอ (หวำ่ นพืชเชน่ ไรย่อมได้ผลเชน่ นั้น) ควำมเปน็ ระเบยี บน้ี
พระพุทธศำสนำค้นพบว่ำเป็นผล มำจำกกำรควบคุมของธมั มตำท้ัง3 คือ สมตำ(กำรปรบั สมดุล) วัฏฏะ(กำรหมุน
วนเวยี น) และ ชวี ติ (กำรมีหน้ำทีต่ ่อกัน)นั่นเอง พีชนิยำมเป็นกฎธรรมชำติในฝำ่ ยที่เปน็ ระเบยี บตรงกันข้ำมกับธรรม
นิยำมซง่ึ เป็นกฎธรรมชำติในฝ่ำยทไ่ี ม่มีระเบียบ

4. จิตนิยำม (Psychic Laws) คือ กฎธรรมชำติที่เก่ียวกับกลไกกำรทำงำนของจติ พระพุทธศำสนำ ค้น
พบว่ำ คนเรำประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 2 ส่วน คือ รำ่ งกำยและจติ ใจ จติ นิยำมคือกฎธรรมชำติในส่วนท่ีเกี่ยวกับ
กำรทำงำนของจติ เท่ำนั้น กระบวนกำรของควำมคิด พระพุทธศำสนำเชอ่ื ว่ำสัตว์โลก ประกอบด้วยองค์ประกอบที่
สำคัญส่วนหนึ่งของชีวติ คือ จิต จิตในทัศนะของพุทธศำสนำเป็นสิ่งต่ำงหำกจำกกำย ในฐำนะท่ีเป็นสิ่งหน่ึง
ต่ำงหำกจำกกำย จิตก็มีกฎเกณฑ์ในกำรทำงำน เปล่ียนแปลงและแสดงพฤติกรรม เป็นแบบฉบับเฉพำะตัว จติ
นิยำม ได้แก่ นำมธำตุ คือ จติ และเจตสิกทีเ่ ปน็ ธรรมธำตุ

5.กรรมนิยำม (Karmic Laws) คือกฎแห่งเหตุผล ที่ครอบคลุมควำมเป็นไปในฝ่ำยจิตวญิ ญำณ
โดยเฉพำะ อันได้แก่ กฎแห่งกรรมเป็นกฎแห่งกำรให้ผลของกำรกระทำ กฎอันเป็นเหตุเป็นผลของธรรมชำติทำง
นำมธรรม คือกำรกระทำของจติ ทีเ่ กิดจำกเจตนำของจติ อันเป็นมโนกรรม(กรรมจำกควำมนึกคิดต่ำงๆ) ตลอดจน
อำจเปน็ เหตุให้ทำ กำยกรรม(กรรมจำกกำรกระทำทำงรำ่ งกำย)และวจกี รรม(กรรมจำกกำรสื่อสำร) และมีกำรให้ผล
เป็นวบิ ำกกรรม คือกรรมสำมำรถให้ผลแสดงออกมำในสภำพทำงกำยหรอื ทำงวัตถุได้ ซ่ึงกำรให้ผลของกรรมมี
ลักษณะเปน็ อจนิ ไตย คือไม่อำจเข้ำใจได้ด้วยกำรคิดทำงตรรกะ พระสัมมำสัมพุทธเจำ้ ทรงรแู้ จง้ เรอ่ ื งทง้ั ปวง แสดง
ว่ำทรงค้นพบนิยำมหรอื กฎธรรมชำติท้ัง 5 เหล่ำน้ี พระองค์ทรงสอนเน้นในส่วนที่เก่ียวกับธรรมนิยำมจติ นิยำม
และกรรมนิยำม พระองค์ทรงสอนเรอ่ ื ง อุตุนิยำมและพีชนิยำมเพียงเล็กน้อย ในทำงกลับกัน นักวทิ ยำศำสตร์
ศึกษำเน้นในส่วนที่ เก่ียวกับอุตุนิยำมและพีชนิยำม ไม่ค่อยสนใจในส่วนธรรมนิยำม จติ นิยำม และกรรมนิยำมน่ีคือ
จุดเน้นที่ต่ำงกัน ระหว่ำงพระพุทธศำสนำกับวทิ ยำศำสตร์ พระพุทธศำสนำจึงมองภำพรวมของโลกและชีวติ ได้
กว้ำงขวำงมำกกวำ่

ประเด็นสำคัญอีกอย่ำงหนึ่งคือ นิยำมเป็นกฎธรรมชำติสำกลที่ครอบคลุม 4 กฎย่อยดังที่ กล่ำวมำแล้ว
แม้พระพุทธศำสนำจะศึกษำเน้นเรอ่ ื งธรรมนิยำมจติ นิยำมและกรรมนิยำมก็จรงิ ถึงกระนั้น พระพุทธศำสนำ ก็ไม่
ปฏิเสธเรอ่ ื งอุตุนิยำมและพีชนิยำมที่เป็นจุดเน้นของวทิ ยำศำสตร์ เพรำะเหตุน้ีเอง พระพุทธศำสนำจงึ ไม่ขัดแย้ง
กับวทิ ยำศำสตร์

ดังนั้น ควำมคิดท่ีว่ำศำสนำพุทธสอนว่ำทุกอย่ำงเกิดขึ้นจำกกฎแห่งกรรมเท่ำนั้น ในทำงพระพุทธศำสนำ
ถือว่ำเป็นควำมคิดท่ีไม่สมบูรณ์ เพรำะกฎธรรมชำติไม่ได้มีแค่กฎแห่งกรรมเท่ำนั้น แต่ยังมีกฎธรรมชำติต่ำงๆ
รวมกันแล้วถึง 5 กฎ และแต่ล่ะกฎก็สำคัญเท่ำๆกัน ดังนั้นกำรวเิ ครำะห์ใดๆในทำงพระพุทธศำสนำ จงึ ต้องอิงกฎ
ธรรมชำติ กฎอื่นๆทุกกฎรว่ มด้วย

52

จำกกำรค้นพบธรรมะดังกล่ำวนี้ ทำให้เรำทรำบว่ำ ควำมรเู้ รอ่ ื งจกั รวำลวทิ ยำเปน็ เพียงเส้ียวหนงึ่ ของธรรมะท่ีพระ
สัมมำสัมพุทธเจำ้ ทรงค้นพบเท่ำน้ัน ยงั มีเรอ่ ื งรำวอกี มำกมำยทีพ่ ระองค์ทรงค้นพบ แล้วมิได้นำมำตรสั ให้ฟัง และ
เรอ่ ื งที่นำมำตรสั เล่ำนั้นมีวตั ถปุ ระสงค์เพ่ือให้ผู้ฟังได้ข้อคิดแนวทำงในกำร ปฏิบัติธรรมอันนำไปสู่ควำมพ้นทกุ ข์ซงึ่
เปน็ เรอ่ ื งหลักในชวี ติ

คำถำเล้ียงดิน

53

10 ข้ันตอน กำรตรวจแปลงตำมหลักกสิกรรมธรรมชำติ
1. กำรจดั กลุ่ม จดั คน สำรวจพื้นที่ แบง่ หน้ำท่ี แบ่งคน ใชห้ ลักควำมสำมัคคี
2. กำรเตรยี มดิน ขุดรอ่ งน้ำ/ฝำย
3. กำรปลูกปำ่ 5 ระดับ
4. ปลูกแฝกอนรุ กั ษ์ดินและน้ำ
5. ปลูกดอกไม้เพื่อบรหิ ำรแมลง
6.กำรห่มดิน ฟำง เศษใบไม้แห้ง
7. กำรเล้ียงดิน ใส่ปุย๋ อินทรยี ์ (แห้งชำม-น้ำชำม)
8. กำรทอ่ งคำถำเลี้ยงดิน 5 ภำษำ
9. ศิลปะ ควำมเรยี บรอ้ ย สวยงำมของแปลง
10. กำรจดั เก็บอุปกรณ์ ล้ำงทำควำมสะอำด จดั วำงให้เป็นระเบยี บ

54

สุดทำ้ ยวทิ ยำกรฝำกถึงเกษตรกรว่ำ “กำรทำเกษตรให้อยู่รอดให้เรม่ ิ จำกปลูกเพื่อมีกินในครอบครวั แล้วจงึ ขยำย
สรำ้ งฐำนะทำงเศรษฐกิจ”
กำรทำเกษตรอินทรยี ์ ส่ิงสำคญั ที่สุดมี 3 เรอ่ ื ง

1. มีควำมรูแ้ ละรูจ้ กั ตัวเอง หมำยควำมว่ำ คุณต้องรูถ้ ึงพ้ืนที่ท่ีอยู่มีฐำนทรพั ยำกรเป็นอย่ำงไร มีน้ำมำก มี
น้ำน้อย มีควำมเหมำะสมในกำรปลูกพชื ชนิดไหน น่ีคือ กำรรจู้ กั ตัวเอง รจู้ กั ภูมิศำสตรแ์ ละสังคม คือพฤติกรรมของ
คนในครอบครวั หรอื คนในชุมชน เมื่อคุณมีเง่อื นไขควำมรูจ้ ะสำมำรถคิดออกได้ว่ำ คุณจะเรม่ ิ ต้นอะไร เรม่ ิ จำก
ควำมเหมำะสมของตัวเอง น่ีเรยี กว่ำควำมรู้ อย่ำไปทำตำมคนอื่น ทุกวันน้ีเกษตรกรรุน่ ใหม่เข้ำถึงสื่อควำมรูไ้ ด้
รวดเรว็ เพรำะเห็นคนอ่ืนทำก็ทำตำม โดยก้ำวข้ำมเงอ่ ื นไขควำมรไู้ ป

2. ต้องมีคณุ ธรรม มีศีลมีธรรม ปลูกพืชไม่ใชส้ ำรเคมีถือเปน็ กำรชว่ ยชวี ติ คน
3. ควำมพอ เรม่ ิ ทำอะไร ต้องทำให้ตัวเองหลุดพ้นจำกควำมขำดแคลนก่อน ไมม่ ีกินต้องทำให้ตัวเองมีกิน
ก่อน ไม่มีใชต้ ้องทำให้ตัวเองมีใชก้ ่อน ปัจจยั กำรผลิตต้องทำให้ได้ก่อน

สรุปผลกำรเรยี นรู้

จำกกำรสังเกตพบว่ำ ผู้เข้ำอบรมมีควำมสนใจเน้ือหำทีว่ ทิ ยำกรให้ควำมรอู้ ยำ่ งมำก เนื่องจำกเป็นเรอ่ ื งใกล้
ตัว และเป็นปัญหำที่เกิดข้ึนจรงิ ในพื้นที่ กำรปลูกป่ำ 3 อย่ำง ประโยชน์ 4 อย่ำง ตำมหลักกสิกรรมธรรมชำติ เป็น
เรอ่ ื งท่ีเป็นหลักกำรและแนวคิดท่ีมองเห็นได้ชดั เจน และสำมำรถรว่ มกันใชค้ วำมรูค้ วำมเข้ำใจท่ีได้รบั ไปปรบั ใชใ้ น
กำรขับเคลื่อนศำสตรพ์ ระรำชำ ตำมหลักปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียงในพ้ืนที่ของตนเองได้จรงิ ในกำรพัฒนำ
พ้ืนท่ีต้นแบบ กำรพัฒนำคุณภำพชวี ติ ตำมหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นำ โมเดล”

55

วชิ ำ กำรถอดบทเรยี นผ่ำนส่ือ “วถิ ีภูมิปญั ญำไทยกับกำรพง่ึ ตนเอง”

1. วทิ ยำกร นำงสำวอัญชษิ ฐำ สงิ ห์สุทศั น์ ตำแหนง่ นักทรพั ยำกรบุคคลชำนำญกำร
2. วัตถปุ ระสงค์

1) เพื่อให้ผเู้ ข้ำอบรมได้เรยี นรจู้ ำกผู้ท่ีปฏิบตั ิจรงิ จนเป็นท่ยี อมรบั
2) เพ่ือสรำ้ งแรงบนั ดำลใจในกำรประยุกต์ศำสตรพ์ ระรำชำสู่กำรปฏิบตั ิจนเปน็ ท่ยี อมรบั
3. ระยะเวลำ จำนวน 1 ชวั่ โมง (15.30-16.30oน.)
4. ขอบเขตเนื้อหำ
1) ประวตั ิส่วนตัวของพ่อเล้ียง บุตรจนั ทำ หรอื ปรำชญ์อ่ืนๆ
2) กำรใชว้ ถิ ีภูมปญั ญำไทย กับกำรเอำตัวรอดอย่ำงไร
3) ทำงออกคือกำรพ่ึงตนเอง
๕. เทคนิค/วธิ กี ำร
1) แบ่งกลุ่มมอบหมำยงำน
2) นำเสนอข้อมูลรำยกลุ่มองค์ควำมรทู้ ่ไี ด้รบั /แนวคิดที่ได้ชมคลิปจำกกำรบรรยำย
๓) รวบรวมองค์ควำมรู้ ข้อเสนอแนะ คำแนะนำจำกวทิ ยำกรมำสรุปรำยละเอียด
๔) ชมส่ือวดี ีทัศน์
๕) ถอดบทเรยี นจำกสื่อในประเด็น ได้ข้อคิด/มุมมองอะไรบำ้ ง และจะทำอะไรต่อไป
๖) นำเสนอ / แลกเปล่ียนเรยี นรู้
๖. วัสดุ/อุปกรณ์
๑) สื่อวดิ ิทัศน์ “ปำ่ เปน็ บำนำญชวี ติ ของพ่อเล่ียม บุตรจนั ทำ”
๒) เครอ่ ื งคอมพิวเตอร์ เครอ่ ื งฉำย และจอภำพ เข้ำระบบ Zoom
7.สรุปผลกำรดำเนินกำรและผลกำรเรยี นรู้
วทิ ยำกรแนะนำตัวพูดคยุ สรำ้ งบรรยำกำศให้เกิดควำมเปน็ กันเอง ดังน้ี
วทิ ยำกรเกรน่ ิ นำ
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ำ วกิ ฤติจำกกำรระบำดของโควดิ กำลังเปล่ียนแปลงโครงสรำ้ งทำงเศรษฐกิจ สังคม
และกำรเมืองของโลกและประเทศไทย โลกจะไม่เหมือนเดิม ที่เรยี กวำ่ “ปรกติใหม่” (new normal) นักวชิ ำกำร
ต่ำงพำกันคำดกำรณ์กำรเปล่ียนแปลงเชงิ มหภำค หรอื มองเปน็ ผลกระทบชวั่ ครำวในภำคเมือง แม้จะเรม่ ิ สนใจคน
จนในเมือง แต่ก็เปน็ กำรเน้นกำรแก้ปัญหำเฉพำะหน้ำ หำกแต่ผลกระทบดังกล่ำวจะส่งผลสะเทอื นไปถึงชนบท ซง่ึ
ยังไม่มีกำรทำควำมเข้ำใจถ่องแท้ว่ำ ชุมชนท้องถิ่นกำลังเผชญิ อะไรในวกิ ฤติ โควดิ พวกเขำตั้งรบั ปรบั ตัวอย่ำงไร
ภำวะปรกติใหม่ของชุมชนจะเป็นอย่ำงไร และพวกเขำจะมีส่วนกำหนดอนำคตข้ำงหน้ำได้เพียงไหน

ผลกระทบ
จำกกำรประเมินกลุ่มผู้ใชแ้ รงงำนที่ไปทำงำนเมืองเป็นด่ำนแรกท่ีได้รบั ผลกระทบทันทีอย่ำงรุนแรง และ

กำลังกลับไปพ่ึงชุมชนเหมือนวกิ ฤติเศรษฐกิจปี 2540 แต่ชุมชนท้องถ่ินส่วนมำกกำลังอยู่ในควำมเส่ียงอย่ำงที่เคย

56

เจอมำก่อน เกษตรกรรมเชงิ เด่ียวที่พึ่งพำตลำดส่งออกต่ำงประเทศ โดยเฉพำะพืชผักผลไม้กำลังจะไม่มีตลำด
เศรษฐกิจชุมชนจะล้มเหลวอย่ำงรุนแรงย่ิงกว่ำท่ีเคย ส่ิงท่ีตำมมำสำหรบั รอบกำรผลิตใหม่ก็คือ ภำวะภัยแล้ง
กำรขำดแคลนน้ำอย่ำงรุนแรง ทำให้ทั้งเกษตรเชงิ เดี่ยวและเกษตรกรรมย่ังยืนก็จะประสบปัญหำ ดังนั้นถึงแม้ว่ำ
สินค้ำเกษตรบำงชนิด เชน่ ข้ำว มันสำปะหลัง จะมีรำคำสูงข้ึน แต่พวกเขำก็ผลิตไม่ได้

เม่ือตลำดขนำดใหญ่ซบเซำลง ตลำดสินค้ำอำหำรออนไลน์เติบโตขึ้น แต่นั่นก็ไม่ใชส่ ิ่งที่ชำวบ้ำนสำมำรถ
เข้ำถึงและสรำ้ งโอกำสให้กับตนเองได้มำกเท่ำกับธุรกิจอำหำรขนำดใหญ่ อีกท้งั ในระบบตลำดออนไลน์ทเี่ รยี กรอ้ ง
กำรผลิตจำนวนมำก สม่ำเสมอแน่นอน และต้องมีเงนิ ทุนสำรองพอเพียง ชุมชนไม่ได้มีศักยภำพท่ีจะเข้ำถึงและ
ต่อรองผ่ำนกลไกตลำดออนไลน์หลัก ยังไม่นับรวมถึงระบบกำรขนส่งอำหำร เช่น Grab, Lineman, Panda
Food ฯลฯ ท่ีเหมำะสำหรบั สังคมเมือง แต่ไม่สำมำรถเชอื่ มระหวำ่ งสินค้ำชุมชนสู่ผู้บรโิ ภค นั่นเท่ำกับควำมเหลื่อม
ลำ้ ในโครงสรำ้ งเศรษฐกิจอำหำรจะขยำยตัวมำกย่ิงข้ึน

กำรปรบั ตัว โอกำส และส่ิงทำ้ ทำย
แรงงำนท่ีหล่ังไหลกลับบ้ำนเป็นได้ทั้งแรงกดดัน และปัจจัยหนุนเสรมิ ชุมชน ในชุมชนส่วนใหญ่ที่ พ่ึง

เศรษฐกิจเชงิ เด่ียวกับตลำดภำยนอกอยู่ในภำวะอ่อนแอ ผลผลิตท่ีไม่มีตลำด และภำวะขำดแคลนน้ำอำจทำให้
ชุมชนไม่สำมำรถเป็นหลังอิงให้กับลูกหลำนท่ีไปทำงำนในเมืองได้เหมือนก่อน แต่สำหรบั ชุมชนท่ีมีฐำนเข้มแข็ง
ดูแลทรพั ยำกรธรรมชำติให้คงควำมสมบูรณ์ จดั กำรดิน น้ำ ป่ำได้ดี และมีระบบเศรษฐกิจกำรผลิตท่ีหลำกหลำย
บำงที่มีฐำนกำรเงนิ ชุมชนที่เข้มแข็ง กำรกลับมำของลูกหลำนคือกำรมำชว่ ยเพิ่มแรงงำนกำรผลิตเพ่ือสรำ้ งควำม
มั่นคงอำหำรและเศรษฐกิจได้มำกยิ่งข้ึน เพรำะในภำวะสังคมสูงวัยที่ภำคเกษตรขำดแรงงำน เมื่อชุมชนพรอ้ ม
ย่อมจะเป็นโอกำสดีที่ได้แรงงำนเพ่ิม

ในชุมชนเองก็มีกำรปรบั ตัวพอสมควร หลำยพื้นทีห่ ันกลับมำฟ้ ืนฐำนทรพั ยำกร กำรผลิต กำรบรโิ ภคสรำ้ ง
ตลำดในชุมชน เกิดเป็นควำมมั่นคงอำหำรและเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อยืนหยัดในภำวะวกิ ฤติ โดยเฉพำะชุมชนท่ีมี
ระบบกำรจัดกำรทรพั ยำกรที่เข้มแข็ง มีเศรษฐกิจและกำรผลิตท่ียั่งยืนและหลำกหลำย มีฐำนกำรเงนิ ชุมชน
สนับสนุน มีระบบตลำดท้องถ่ินสนับสนุน และมีฐำนเครอื ข่ำยทำงเศรษฐกิจและสังคมด้ำนอำหำรท่ีเชอื่ มโยงกับ
ผู้บรโิ ภคอย่ำงต่อเน่ือง พวกเขำสำมำรถยืนหยัดพึ่งตนเองด้ำนอำหำรได้มำก รองรบั แรงงำนกลับบ้ำนได้ดี แม้
วกิ ฤติเศรษฐกิจโควดิ จะทำให้รำยได้ลดลง แต่ก็ไม่ทำให้ควำมมั่นคงอำหำรชุมชนสูญเสียไป
เพียงแต่ตัวอย่ำงของชุมชนที่เข้มแข็งมีไม่มำกนัก เป็นกระบวนกำรส่ังสมทำงภูมิปัญญำและกำรจดั กำรของชุมชน
มำอย่ำงต่อเนื่องยำวนำน เกิดเป็นต้นแบบที่เป็นแหล่งเรยี นรูแ้ ละเป็นฐำนในกำรแสวงหำคำตอบถึงทิศทำง
อนำคตที่พึงประสงค์ของชุมชนได้ แต่ต้นแบบเหล่ำน้ีมักถูกรฐั และสังคมเพิกเฉยที่จะนำมำขยำยผลส่งเสรมิ อย่ำง
จรงิ จงั

ท่ำมกลำงกระแสกำรปะทะกันระหว่ำงแนวคิดกำรพัฒนำกระแสหลักท่มี ุ่งเน้นกำรพัฒนำ ระบบเศรษฐกิจ
แบบทุนนิยมท่ีนำเสนอโดยภำครฐั อันมีเป้ำหมำยท่ีกำรแสวงหำกำไร และผลประโยชน์ กับแนวคิดกำรพัฒนำ
กระแสทำงเลือกท่ีมุ่งเน้นกำรพัฒนำระบบเศรษฐกิจพอเพียง หรอื พออยู่พอกิน ที่นำเสนอโดยภำคประชำชน ที่
เน้นอุดมกำรณ์กำรกลับคืนสู่รำกเหง้ำตำมวถิ ีกำรผลิตจำกวัฒนธรรมเดิม มีเป้ำหมำยที่กำรพึ่งตนเองเป็นหลัก
นับเป็นแนวคิดสำคัญในกำรพัฒนำชุมชนท้องถ่ิน ซ่ึงสะท้อนจุดเปล่ียนในวธิ คี ิด วธิ ปี ฏิบัติอันเกิดจำก ปัญหำ
ประสบกำรณ์ และกำรเรยี นรูข้ องชุมชนท้องถิ่น (ปำรชิ ำติ วลัยเสถียร, 2549 , รตั นำ โตสกุลและคณะ. 2548)
ประกอบด้วยแนวคิดในกำรพัฒนำด้ำนต่ำง ๆ ดังน้ีคือ

57

๑. ประวัติส่วนตัวของพ่อเลี่ยม บุตรจนั ทำ ปรำชญ์ชำวบ้ำน “แห่งบ้ำนสวนฮอนซอน”

รำยได้ครวั เรอื น แม้ในอดีตของลุงเลี่ยมจะ
เคยล้มลุกคลุกคลำน อย่ำง “คนจน” แต่ปัจจุบันเขำ
คือ “ผู้ย่ิงใหญ่” ในใจของใครหลำยคน

ชำยรำ่ งท้วม ผิวเข้มจำกกลำแดด พูดจำเนิบ
ชัดถ่อยชัดคำ มีผ้ำขำวม้ำพำดบ่ำ และรอยยิ้ม คือ
บุคลิกท่ีชดั เจนของ ลุงเล่ียม บุตรจนั ทำ แห่งบ้ำนนำ
อีสำน ตำบลท่ำกระดำน อำเภอสนำมชยั เขต จงั หวัด
ฉะเชิงเทรำ ลุงเลี่ยมถือเป็นปรำชญ์เดินดินท่ีคนทั่ว
ประเทศ รูจ้ กั มำกที่สุดคนหน่ึง และบ้ำนนำอีสำน ได้
กลำย เป็นพ้ืนท่ศี ึกษำดูงำนของหลำยหน่วยงำน รวมถึง โครงกำรรกั ษ์ปำ่ สรำ้ งคน ๘๔ ตำบล วถิ ีพอเพียง มีพ่ีน้อง
หลำยตำบลได้ไปแวะเยี่ยมเยือนลุงเล่ียม ได้พูดคุยกับยำยตุ๋ย (ภรรยำ) ได้อุดหนุนผลิตภัณฑ์ ของครอบครวั ลุง
เล่ียมได้พันธไุ์ ม้ติดไม้ติดมือกลับบ้ำน หรอื บำ้ งก็ได้สูตรยำสมุนไพรลดควำมอ้วนมำเสรมิ
รำยได้ครวั เรอื น แม้ในอดีตของลุงเล่ียมจะเคยล้มลุกคลุกคลำน อย่ำง “คนจน” แต่ปัจจุบันเขำคือ
“ผู้ยิ่งใหญ่” ในใจของใครหลำยคน
ประวัติพ่อบุญเล่ียม บุตรจันทำ “ผมเป็นคนบุรรี มั ย์เรยี นจบศึกษำผู้ใหญ่ระดับ ๔ จบมำก็ปลูกมัน
สำปะหลังอยู่อย่ำงเดียว ต้ังแต่อำยุ ๑๕ ปีปลูกมันไม่ได้หัวมัน ได้แต่หน้ี สุขภำพก็แย่ ครอบครวั ทะเลำะเบำะแว้ง
เพรำะเปน็ หน้ีแต่ก็ไม่เคยสรุปวำ่ เปน็ หน้ีเพรำะอะไร “ป๒ี ๕๒๙ จงึ ขำยท่ดี ินใชห้ นี้ เหลือเงนิ หนงึ่ แสนบำท เอำมำซอ้ื
ที่ ๕๐ ไร่ และปลูกเรอื นท่ี บ้ำนนำอีสำน จังหวัดฉะเชงิ เทรำ แล้วก็โค่นป่ำเพ่ือ ปลูกข้ำวกิน พอผ่ำนไปสักปีก็มี
กุมำรน้อยคนท่ีสอง ยำยตุ๋ย (ภรรยำ) ก็พำลูกไปหำหมอแถวเขำฉกรรจ์ ไปเห็นเขำขำยข้ำวโพดกัน ก็มำชวนให้ปลูก
ปลูกได้ ๒-๓ ปีก็เรม่ ิ มีปัญหำเก่ำ ครอบครวั ทะเลำะกัน สุดท้ำยก็เป็นหนี้ ธกส. ๑๐๐,๐๐๐ บำท เป็นหนี้รำ้ นขำย
เมล็ดพันธุป์ ุ๋ย ๕๐,๐๐๐ บำท และเป็นหน้ีรำ้ นค้ำอีก รวมแล้ว ๒๐๐,๐๐๐ กว่ำบำท ผมกลำยเป็นคนเมำ ประจำ
หมู่บ้ำนเพรำะผมชอบรอ้ งเพลงในวงเหล้ำแต่ เมียกลับมำยืนชหี้ น้ำด่ำผมย่ิงต้องเมำปีละ ๓๖๕ วัน และเมำอยู่ ๒
วัน คือ วันฝนตก และวันที่ฝนไม่ตก
แต่โชคดีมีบุญเก่ำ ปี ๒๕๓๙ ครูที่โรงเรยี น ตชด. ชวนไปสัมมนำที่อำเภอสนำมชยั เขตก็คิดแต่ว่ำ จะได้ไป
กินเหล้ำนอกบ้ำน พอไปแล้วเหล้ำขำวไม่ได้ ตกถึงท้องเลย จนวันสุดท้ำย ผู้ใหญ่วบิ ูลย์เข็มเฉลิม มำคุยและด่ำให้
ฟังวำ่ เกษตรกรโง่ ไม่รจู้ กั ตัวเอง ผมเถียงอยูใ่ นใจว่ำ ผมรจู้ กั ตัวเอง ผมคือนำยเลี่ยม ๓ วนั เมำ ๔ วันเมำ ให้เมียด่ำ
และแกบอกว่ำถ้ำอยำกจะรจู้ กั ตัวเองให้ลองทำบันทึกข้อมูลรำยจำ่ ย นี่แหละ คือ “จุดเรม่ ิ ต้นของผม เล่ียม บุตรจนั
ทำ คนจน...ผู้ยิ่งใหญ่”
กลับมำก็ลงมือทำ ต้องใชค้ วำมอดทนสูงมำก เพรำะเมียจะด่ำก่อน หำว่ำจบั ผิด พออำรมณ์ดีค่อยถำมต่อ
ทำอย่ำงนี้ทุกวันจนส้ินปี และเดือนมกรำคม ปี ๒๕๔๐ ผมเอำบัญชมี ำน่ังโสเหล่กับยำยตุ๋ยถือเป็นวันท่ีทะเลำะกัน
อย่ำงรุนแรง เพรำะผมมีค่ำบุหรห่ ี ม่ืนกว่ำบำท ค่ำเหล้ำสองหม่ืนกวำ่ บำท ค่ำหวย มวยตู้ เล่นไพ่ รวมแล้ว ๖๐,๐๐๐
กว่ำบำท ส่วนของยำยตุ๋ย ก็เป็นค่ำหมูไก่ พรกิ ที่ใชท้ ำกับข้ำว ๒๙,๐๐๐ บำท และของลกู สองคน ๕,๐๐๐ บำท ทำให้
ยำยตุ๋ยก็รสู้ ึกว่ำอยูร่ ว่ มโลกกันไม่ได้แล้ว และให้เลือก ๒ ทำง คือ ไปอยูก่ ับเพ่ือนกินเหล้ำ หรอื ถ้ำจะเลิกเหล้ำ

58

เลิกกำรพนัน ผมถำมลูกว่ำ ถ้ำพ่อแม่เลิกกัน ลูกจะอยู่กับใครมันตอบแบบไม่คิดเลยวำ่ จะอยู่กับแม่ ผมน้อยใจและ
หดหู่ จงึ ตัดสินใจอยู่กับครอบครวั

แล้วครอบครวั เรำจะทำอะไรกันต่อ ผมใช้ ข้อมูลมำชว่ ยตัดสินใจ คือ ข้อมูลทำไรข่ ้ำวโพด ปี ๒๕๓๙ ผมมี
กำไร ๖๕๐ บำท/ไร/่ ปีรวม ๓๐ ไร่ ได้หมื่นกว่ำบำทยังไม่พอซอ้ื กินลองคิดค่ำกินแบบถูก ๆ ๑๕ บำท/คน/ม้ือ ถ้ำ ๔
คนก็ ๖๐ บำท/ม้ือ ในหน่งึ ปีต้องกิน ๑,๐๙๕ ม้ือ รวมเป็น ๖๐,๐๐๐ กว่ำบำท หมำยถึงต้องทำไรข่ ้ำวโพดให้กำไรปีละ
๖๐,๐๐๐ กว่ำบำท ผมตัดสินใจเลิกเลย เลิกที่จะทำอะไรไปขำยแล้วเอำเงนิ มำซอื้ กิน เอำรำยจำ่ ย ท่ียำยตุ๋ยซอื้ มำดู
อันไหนปลูกได้ทำได้ วำงแผนปฏิรูปครอบครวั ใหม่เรม่ ิ ปลูกทุกอย่ำงท่ีกิน กินทุกอย่ำงท่ีปลูก หำบน้ำรดผักกับ
ยำยตุ๋ยสองคน เมื่อยก็มำนงั่ คนละฝำกแปลงผัก คุยกันกะหนงุ กะหนิง เหมือนจบี กันใหม่ ๆ มันออนซอนชวี ติ จรงิ ๆ
ไม่ขัดใจกัน เลยชวนยำยตุ๋ยตั้งชอื่ สวนวำ่ “สวนออนซอน”

ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ “ผมไปบอก ธกส. วำ่ ต่อไปน้ีไม่มีเงนิ ชำระหน้ี นะ ไม่มีไม่หนีไม่จำ่ ย ปฏิเสธงำนสังคม งำน
บวช งำนแต่ง มีซองมำก็ใส่ซองไป ต่ืนเชำ้ มำก็เดิน ๖๐๐ ก้ำวไปสวน ทำไปทำมำกินไม่หมด เพื่อนบำ้ นมำขอซอ้ื ทำ
ให้ผมเห็นทำงรอดแล้ว และหลังจำกน้ันอีก ๖ ปี ก็ใชห้ น้ีหมด “สวนออนซอนตอนนี้กลำยเป็นปำ่ ผมมีบำนำญ ให้
ชีวติ ผม และยำยตุ๋ยอย่ำงน้อยคนละ ๓๐๐ ต้น ในพื้นที่ ๑๓ ไร ่ แบ่งเป็นป่ำ ๔ ไร่ นำ ๕ ไร่ ท่ีเหลือก็เป็นบ่อเป็น
คลอง ผมรูส้ ึกเสียดำยวำ่ ทำไม เรำไม่ทำอย่ำงน้ีตั้งนำนแล้ว และตั้งใจว่ำจะทำอย่ำง นี้เผยแพรใ่ ห้ทุกคนได้รพู้ รอ้ ม
ปลูกต้นไม้วันละ ๓ ต้น เหมือนกินข้ำววันละ ๓ มื้อ จนตัวเองเดินไม่ไหว แล้วดูสิ...วันนี้ผมมีอะไรถ้ำคุณอยำก
เหมือนผมตอนน้ี ก็เลิกเหล้ำเสีย”

กำรใชว้ ถิ ีภูมปัญญำไทย กับกำรเอำตัวรอด
ภูมิปัญญำ เป็นองค์ควำมรทู้ ่เี กิดจำกกำรเก็บเก่ียวประสบกำรณ์เพ่ือกำรเอำตัวรอดในกำรดำรงชวี ติ ไม่วำ่

จะเป็นภูมิปัญญำด้ำนกำรโภชนำกำร ด้ำนกำรรกั ษำโรค ด้ำนที่อยู่อำศัย ด้ำนเครอ่ ื งนุ่งห่ม ซ่ึงหำกพิจำรณำจะ
พบว่ำ บรรพบุรุษอำศัยภูมิปัญญำหรอื ควำมรูเ้ หล่ำนั้นอยู่ในสังคมและอำศัยธรรมชำติแบบถ้อยทีถ้อยอำศัยหรอื
พ่ึงพำ ซ่ึงกันและกัน อำทิ ชำวบ้ำนรูจ้ ักวธิ ีใช้ประโยชน์จำกธรรมชำติส่ิงแวดล้อม นำพืชพันธุ์ สัตว์ต่ำง ๆ มำ
ทำอำหำร มำใชแ้ รงงำน และมักมีวธิ สี รำ้ งควำมสมดุลหรอื ขอบคุณธรรมชำติผ่ำนพิธกี รรมต่ำง ๆ

1. กำรตระหนักถึงควำมเชอ่ื มโยงระหวำ่ งตนเองกับทรพั ยำกรธรรมชำติและ สิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุที่ฐำน
ทรพั ยำกรที่รองรบั ควำมอยู่รอดของชุมชนท้องถิ่นเอำไว้กำลังถูกทำลำยลงเรอ่ ื ย ๆ ดังน้ัน จงึ ต้องมีกำรดูแลรกั ษำ
ระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมให้คงอยูใ่ นสภำพท่ีสมดุล

2. กำรรกั ษำฐำนชวี ติ เพ่ือดำรงคุณค่ำของกำรอยู่รว่ มระหวำ่ งคนกับธรรมชำติ เชน่ คนกับป่ำที่ผูกพันอยู่
รว่ มกันมำอย่ำงยำวนำน ได้พึ่งพิงเป็นแหล่งอำหำร ท่ีอยู่อำศัย เครอ่ ื งนุ่งห่ม ยำรกั ษำโรค ฯลฯ เป็น เสมือน
ซุปเปอรม์ ำเก็ตขนำดใหญ่ทีเ่ ลี้ยงดูผู้คนมำอย่ำงยำวนำน ป่ำจงึ เปรยี บเสมือน “ทุนชวี ติ และวัฒนธรรม” ของชุมชน

3. กำรสืบทอดระบบคิด จำรตี ประเพณี สังคมวัฒนธรรม ภูมิปัญญำ และองค์ควำมรูใ้ นกำรจัดกำร
ทรพั ยำกรธรรมชำติและส่ิงแวดล้อมอย่ำงเป็นองค์รวม เชน่ ภูมิปัญญำของชุมชนท้องถิ่นในกำรจดั กำรดิน น้ำ ป่ำ
ท่ีย่ืนอยู่บนควำมเหมำะสม สอดคล้องกับสภำพเฉพำะของ แต่ละพื้นท่ี มีกำรจัดกำรอย่ำงเป็นองค์รวมและ
สอดคล้องกับปัญหำควำมต้องกำร เพรำะท่ีเกิดข้ึนจำกวถิ ีชวี ติ และกำรมีส่วนรว่ มของคนในชุมชนนั้น ๆ

59

แนวคิดในกำรพัฒนำพ่ึงพำตนเอง
แนวคิดกำรพ่ึงตนเองของชุมชนชนบท 5 ด้ำนคือ
1) กำรพึ่งตนเองไต้ทำงเทคโนโลยี (technological self - reliance) หมำยถึง กำรมปี รมิ ำณและ

คุณภำพของเทคโนโลยีทำงวตั ถุ เชน่ เครอ่ ื งมอื เครอ่ ื งจกั รกลและเทคโนโลยที ำงสงั คม เชน่ กำรวำงโครงกำร กำร
จดั กำร มนุษยสัมพันธ์ เป็นกำรรจู้ กั ใชอ้ ย่ำงมีประสิทธภิ ำพ

2) กำรพึ่งตนเองไต้ทำงเศรษฐกิจ (economic self-reliance ) หมำยถึงควำมสำมำรถในกำรรงค์ชวี ติ
ทำงเศรษฐกิจที่มีควำมม่ันคงสมบูรณ์พูนสุขพอสมควรและให้เกิดควำมสมดุลระหว่ำงอุปสงค์และอุปทำน จุด
สมดุลอยู่สูงพอสมควรถึงข้ันสมบูรณ์พูนสุขดังกล่ำว

3) กำรพึ่งตนเองได้ทำงทรพั ยำกรธรรมชำติ (natural resource seff-reliance) ซงึ่ หมำยถึงส่งิ ใดๆ ท่ี
มีอยู่โดยธรรมชำติในชุมชนหรอื สำมำรถหำมำได้จำกธรรมชำติ มีควำมสำมำรถในกำรใชป้ ระโยชน์ และรกั ษำ
ธรรมชำติให้ดำรงอยู่ ไม่ให้เสื่อมสลำยไป

4) กำรพ่ึงตนเองได้ทำงจิตใจ (phychological self-reiance) หมำยถึงกำรท่ีสภำพจิตใจท่ีกล้ำแข็ง
พรอ้ มท่ีจะต่อสู้กับปัญหำอุปสรรคในกำรหำเลี้ยงชพี กำรพัฒนำชวี ติ ให้เจรญิ ก้ำวหน้ำยงิ่ ขึ้นในกำรปกครองตนเอง
ในกำรปอ้ งกันกิเลสตัณหำ ไม่ให้โลภ โกรธ หลง หรอื อยำกได้ อยำกมี จนเกินควำมสำมำรถของตนเอง

5) กำรพ่ึงตนเองได้ทำงสังคม (socal self-reliance) หมำยถึง สภำวกำรณ์ท่ีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งมีควำม
เป็นปีกแผ่นเหนียวแน่น มีผู้นำท่ีมีประสิทธภิ ำพ สำมำรถนำกลุ่มคนเหล่ำน้ีปฏิบตั ิหน้ำทหี่ รอื อำจขอควำมชว่ ยเหลือ
จำกภำยนอกได้ เปน็ กลุ่มที่มีควำมรคู้ วำมสำมำรถระดับหน่ึง ติดต่อสัมพันธก์ ันด้วยดีสม่ำเสมอ

เสร ี พงศ์พิศและคณะ (2536 : 145-147) ได้สรุปเรอ่ ื งภูมิปัญญำ หรอื ภูมิปัญญำชำวบ้ำนหรอื ภูมิ
ปัญญำทอ้ งถ่ิน (loca wisdom) หมำยถึง พื้นฐำนของควำมรขู้ องชำวบำ้ น ทเ่ี รยี นรแู้ ละมีประสบกำรณ์ท้งั ทำงตรง
และทำงอ้อม หรอื ควำมรทู้ ส่ี ะสมสืบต่อกันมำ นำมำใชแ้ ก้ปญั หำ เป็นสติปญั ญำ เป็นองค์ควำมรขู้ องชำวบำ้ น

กระทรวงศึกษำธกิ ำร สำนักงำนคณะกรรมกำรวัฒนธรรมแห่งชำติ สำนักงำนสภำสถำบันรำชภัฏ (2545 :
31-34) กล่ำวถึงกำรพัฒนำแบบงพำตนเอง เป็นแนวคิดเชิงสัมพันธ์และเกี่ยวข้องทั้งต้ำนกำรเมือง สั่งคม
วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ โดยพิจำรณำจำกมิติต่ำงๆ ทั้งต้ำนวุฒิภำวะ กำรสรำ้ งสรรค์ ต้ำนกำรปลดปล่อยสังคม
ด้ำนควำมเป็นไทยและประชำธปิ ไตยต้ำนกำรอ้ ื ฟ้ ืน เชดิ ชู พัฒนำคุณค่ำ ศักด์ิศร ีจติ สำนึกต่อสังคมและจรยิ ธรรม
ของมนุษย์ อีกทั้งด้ำนควำมสมพันธท์ เี่ หมำะสมระหวำ่ งมนษุ ย์กับธรรมชำติและต้ำนอุดมกำรณ์

สรุปผลจำกกำรเรยี นรู้ จำกกำรถอดบทเรยี นทั้ง ๒ รุน่ ได้ ดังนี้
สิ่งท่ีได้จำกกำรดูสื่อ (clip พ่อเลี่ยม บุตรจนั ทำ) ท่ำนได้ข้อคิด

1. ได้ประโยชน์จำกปำ่ ในกำรดำเนินชวี ติ อยำ่ งเรยี บง่ำย และเรอ่ ื งกำรเปลี่ยนควำมคิด

2. เป็นแนวในกำรสรำ้ งรำยได้ให้กับตนเอง

3. ปลูกต้นไม้เพ่ือกำรออมเงนิ บำนำญ และเป็นมรดกให้ลูกหลำน

4. เปน็ ต้นแบบในกำรเรยี นรใู้ ห้กับผู้อื่น

5. เห็นประโยชน์ของกำรทำบัญชคี รวั เรอื น

6. น้อมนำหลักของปรชั ญำเศรษฐกิจพอเพียงมำใชช้ วี ติ ในครอบครวั

7. พึ่งพำ ตนเองได้ในยำมเกิดวกิ ฤตและภัยพิบัตทำงธรรมชำติ

8. ปลูกพืชทกี่ ินได้เป็นได้ท้ังอำหำร และยำ สรำ้ งสิ่งที่อยูอ่ ำศัยให้กับตนเอง เพื่อลดค่ำใชจ้ ำ่ ยในครวั เรอื น

60

9. ฝำกเงนิ ในรูปแบบกำรปลูกต้นไม้ (ธนำคำรต้นไม้)
10. เดินบนั ได 9 ขั้นสู่ควำมพอเพียง
11. กำรทำเกษตรเชงิ เดียวไม่ยั่งยนื
12. กำรใชช้ วี ติ ที่ประมำท ไม่มีกำรวำงแผนชวี ติ เม่ือเกิดปัญหำถึงค้นพบตัวเองทเ่ี ปน็ คนสรำ้ งควำมไม่พอดีกับ

ตัวเอง และครอบครวั
สำมำรถจะนำไปปรบั ใชก้ ับตัวเองอย่ำงไร?

1. กำรจดั ทำบญั ชคี รวั เรอื น
2. จดั กำรทรพั ยำกรในพ้ืนทตี่ ัวเองว่ำจะนำมำใชป้ ระโยชน์ในกำรเพ่ิมรำยได้ ลดรำยจำ่ ยอยำ่ งไร
3. ปลูกป่ำ 5 ระดับ วันละ 2 ต้น
4. นำไปปรบั ใชก้ ับตัวเองด้ำนกำรลด ละ เลิก อบำยมุขต่ำงๆ
5. ปลูกสิ่งที่กิน และกินทุกอยำ่ งท่ปี ลูก เพ่ือลดลำยจำ่ ย

ปิดท้ำย
วกิ ฤติโควดิ นำมำสู่กำรเปล่ียนแปลงใหม่ๆ เกิดพื้นท่ีใหม่ท้ังท่ีเป็นโอกำสและสิ่งท้ำทำย ชุมชนท้องถ่ิน

ต่ำงๆ นักพัฒนำสังคม นักวชิ ำกำร ภำคเอกชน ภำครฐั ควรอำศัยสถำนกำรณ์น้ีกำรทบทวนควำมล้มเหลวครงั้ แล้ว
ครง้ั เล่ำของวกิ ฤติเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงทบทวนควำมล้มเหลวของกำรแก้ปัญหำเพื่อกลับไปแบบเดิมซึ่ง
ได้รบั กำรพิสูจนห์ ลำยครงั้ ว่ำล้มเหลว ชุมชนทอ้ งถ่ินมีแต่จะย่ิงอ่อนแอลงไปเรอ่ ื ยๆ

หำกทุกภำคส่วนของสังคมเอำจรงิ เอำจังต่อกำรปฏิรูปกำรพัฒนำใหม่อย่ำงถอนรำกถอนโคน ภำวะ
“ปรกติใหม่” ท่ีจะมำถึงย่อมจะหมำยถึงกำรก่อรูปควำมเข้มแข็งของสังคมไทยจำกฐำนรำกของชุมชน แทนที่จะ
ปล่อยให้อนำคตวนกลับไปท่ีเดิม ถูกเปลี่ยนเป็นอนำคตที่มีแต่ควำมรุนแรงจำกควำมเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ไม่
ย่ังยืน ซงึ่ น่ันหมำยถึงสังคมไทยจะไม่มีอนำคตอีกต่อไป (กฤษฎำ บุญชยั สถำบันชุมชนท้องถ่ินพัฒนำ, “วกิ ฤติโค
วดิ กับจุดเปลี่ยนของชุมชนทอ้ งถิ่น” ThaiPublice คอลัมน์, 27 เมษำยน 2563)

61

วชิ ำ “9 ฐำนกำรเรยี นรสู้ ู่เศรษฐกิจพอเพยี ง”

1. วทิ ยำกร นำงขวญั ตำ พ่วงทอง ตำแหน่งหัวหน้ำงำนพัฒนำทรพั ยำกรบุคคล

รำยชอื่ วทิ ยำกรประจำฐำนกำรเรยี นรู้
1) ฐำนกำรเรยี นรู้ : ฐำนคนรกั ษ์แม่ธรณี (ทำปุ๋ยแห้ง)

วทิ ยำกร นำยวเิ ชษฐ์ เพชรรตั น์ ตำแหนง่ พนกั งำนรำชกำรทัว่ ไป(นักทรพั ยำกรบุคคล)
นำยจรลั ม่วงไหมทอง ตำแหน่งพนกั งำนขับรถยนต์

2) ฐำนกำรเรยี นรู้ : ฐำนกำรทำนำ้ หมักชวี ภำพ (นำ้ หมกั รสจดื )
วทิ ยำกร นำงสำวอัญชษิ ฐำ สิงห์สุทัศน์ ตำแหนง่ นกั ทรพั ยำกรบุคคลชำนำญกำร
นำยวเิ ชษฐ์ เพชรรตั น์ ตำแหนง่ พนักงำนรำชกำรท่วั ไป(นักทรพั ยำกรบุคคล)

3) ฐำนกำรเรยี นรู้ : ฐำนหัวคนั นำทองคำ
วทิ ยำกร นำงสำววำสนำ ยึดเหน่ียว ตำแหน่งนักทรพั ยำกรบุคคลชำนำญกำร

4) ฐำนกำรเรยี นรู้ : ฐำนคนมีนำ้ ยำ (นำ้ ยำล้ำงจำนสูตรมะนำวเข้มข้น)
วทิ ยำกร นำงสำวจริ ชั ยำ ไชยสิทธ์ิ ตำแหนง่ เจำ้ พนักงำนธรุ กำรชำนำญงำน
จ.ส.อ.ภัธภำม ทองมีสิทธ์ิ เจำ้ พนักงำนโสตทัศนศึกษำชำนำญงำน

5) ฐำนกำรเรยี นรู้ : ฐำนคนมีไฟ (ไบโอดีเซล)
วทิ ยำกร นำยอนุสรณ์ กำญจนวำณิชย์ ตำแหน่งหัวหน้ำงำนวชิ ำกำร

6) ฐำนกำรเรยี นรู้ : ฐำนคนเอำถ่ำน (เตำเผำถ่ำนนำ้ ส้มควนั ไม้)
วทิ ยำกร นำงขวญั ตำ พ่วงทอง ตำแหนง่ หัวหน้ำงำนพัฒนำทรพั ยำกรบุคคล

7) ฐำนกำรเรยี นรู้ : ฐำนคนรกั ษ์น้ำ (ทำ EM-Ball)
วทิ ยำกร นำงสำวววิ รรณ์ โสมำกุล ตำแหน่งนกั ทรพั ยำกรบุคคลปฏิบัติกำร

8) ฐำนกำรเรยี นรู้ : ฐำนคนรกั ษ์พระแมโ่ พสพ (กำรปลกู ข้ำวไลฟเ์ บอรรจ่ ี ุลินทรยี ส์ ังเครำะห์แสง)
วทิ ยำกร นำงขวญั ตำ พ่วงทอง ตำแหนง่ หัวหน้ำงำนพัฒนำทรพั ยำกรบุคคล
นำงสำวศรไี พร ธนสำรนันท์ ตำแหนง่ พนกั งำนจำ้ งรำยเดือน

2.วตั ถปุ ระสงค์
1) เพื่อให้ผู้เข้ำรบั กำรฝกึ อบรมรแู้ ละเข้ำใจถึงกำรน้อมนำหลักปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียงมำปรบั ใชใ้ น

ชวี ติ ประจำวนั และสำมำรถนำมำปฏิบัติจนเป็นวถิ ีชวี ติ
2) เพื่อให้ผู้เข้ำรบั กำรฝกึ อบรมมีทักษะ ควำมรใู้ นแต่ละฐำนกำรเรยี นรแู้ ละสำมำรถนำไปปฏิบัติได้
3) สำมำรถนำควำมรแู้ ละเทคนิคในฐำนต่ำงๆไปประยุกต์ใชเ้ ปน็ อำชพี เสรมิ ในครวั เรอื น เพ่ือให้เกิดรำยได้

และพงึ่ พำตนเองได้
3. ระยะเวลำ

จำนวน 3 ชวั่ โมง (09.00-12.00 น.)

62

4. ประเด็นเน้ือหำ
1.เรยี นรู้ 8 ฐำนกำรเรยี นรู้ ผ่ำนคลิป วดี ีโอ ประกอบด้วย
- ฐำนคนรกั ษ์แม่ธรณี (ทำปุย๋ แห้ง)
- ฐำนกำรทำนำ้ หมักชวี ภำพ (นำ้ หมักรสจดื )
- ฐำนหัวคันนำทองคำ
- ฐำนคนมีนำ้ ยำ (น้ำยำล้ำงจำนสูตรมะนำวเข้มข้น)
- ฐำนคนมีไฟ (ไบโอดีเซล)
- ฐำนคนเอำถ่ำน (เตำเผำถ่ำนนำ้ ส้มควันไม้)
- ฐำนคนรกั ษ์นำ้ (ทำ EM-Ball)
- ฐำนคนรกั ษ์พระแม่โพสพ (กำรปลูกข้ำวไลฟเ์ บอรรจ่ ี ุลินทรยี ์สังเครำะห์แสง)
2. สำธติ กำรทำนำ้ หมักจุลินทรยี ส์ ังเครำะห์แสง
3. ผู้เข้ำรบั กำรอบรมสรุปผลกำรเรยี นรู้ เป็นรำยจุด

5. เทคนิค/วธิ กี ำร
1)วทิ ยำกรกล่ำวทักทักทำย และให้ควำมรถู้ ึงทีม่ ำของฐำนกำรเรยี นรขู้ อง ศพช.เพชรบุร ีทง้ั 10 ฐำน
2) วทิ ยำกรให้ผู้เข้ำรบั กำรฝึกอบรมชมคลิปเก่ียวกับกระบวนกำรข้ันตอนกำรทำ 8 ฐำนกำรเรยี นรู้

หลังจำกน้ันให้วทิ ยำกรประจำฐำนกำรเรยี นรไู้ ด้เติมเต็มและตอบข้อซกั ถำม ฐำนละประมำณ 15 นำที โดยเรม่ ิ จำก
- ฐำนคนรกั ษ์แม่ธรณี (ทำปุ๋ยแห้ง)
- ฐำนกำรทำนำ้ หมักชวี ภำพ (นำ้ หมักรสจดื )
- ฐำนหัวคันนำทองคำ
- ฐำนคนมีน้ำยำ (น้ำยำล้ำงจำนสูตรมะนำวเข้มข้น)
- ฐำนคนมีไฟ (ไบโอดีเซล)
- ฐำนคนเอำถ่ำน (เตำเผำถ่ำนนำ้ ส้มควนั ไม้)
- ฐำนคนรกั ษ์นำ้ (ทำ EM-Ball)
- ฐำนคนรกั ษ์พระแม่โพสพ (กำรปลูกข้ำวไลฟเ์ บอรรจ่ ี ุลินทรยี ์สังเครำะห์แสง)

6. วัสดุ/อุปกรณ์
1) สื่อวดี ีทัศน์กระบวนกำร/ข้ันตอนกำรทำ
2) วัสดุ/อุปกรณ์ ฐำนกำรเรยี นรู้ (สำธติ )
3) คอมพิวเตอร/์ เครอ่ ื งฉำยและจอภำพ ผ่ำนระบบ ZOOM
4) กระดำษฟลิปชำรท์ /บอรด์ /ปำกกำเคมี

63

64

65

66

67

3) วทิ ยำกรประจำฐำนพระแม่โพสพ ได้สำธติ กำรทำนำ้ หมกั จุลินทรยี ์สังเครำะห์แสง และตอบข้อ
ซกั ถำม ประมำณ 15 นำที

4) ให้ผู้เข้ำรบั กำรฝึกอบรมแต่ละจุด ถอดบทเรยี นที่ได้รบั จำกกำรชมคลิปฐำนกำรเรยี นรูท้ ้ัง 8 ฐำน
และกำรสำธติ กำรทำน้ำหมักจุลินทรยี ์สังเครำะห์แสง และนำเสนอผลจำกกำรถอดบทเรยี น ประจำจุดแต่ละพ้ืนท่ี
ตำมประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ 1 ท่ำนคิดวำ่ อะไรคือเรอ่ ื งใหม่หรอื สง่ิ ใหม่ทไี่ ด้เรยี นจำกฐำนกำรเรยี นรูท้ ั้ง 8 ฐำน
ประเด็นที่ 2 เมื่อกลับไปพ้ืนทีท่ ่ำจะนำไปประยุกต์ใชไ้ ด้อยำ่ งไร

. 7 สรปุ ผลกำรดำเนินกำรและผลกำรเรยี นรู้
ผลกำรถอดบทเรยี น ทั้ง 2 รนุ่ ได้ ดังนี้

1. ทำ่ นคิดว่ำอะไรคือเรอ่ ื งใหม่ ท่ไี ด้เรยี นรูจ้ ำกฐำนกำรเรยี นรู้
ฐำนคนรกั ษ์นำ้
1.เรยี นรกู้ ำรทำ EM บอล
2.สำมำรถนำไปใชป้ ระโยชน์ได้ เชน่ ปรบั สภำพดิน
ฐำนคนรกั ษ์แม่ธรณี
1.รวู้ ธิ ที ำปุ๋ยหมัก ปรบั สภำพดิน
2.นำไปประยุกต์ใชไ้ ด้จรงิ และพ้ืนทีจ่ รงิ
ฐำนคนรกั ษ์แม่โพสพ
1.รวู้ ธิ กี ำรทำจุลินทรยี ส์ ังเครำะห์แสง ซง่ึ ทำงำ่ ยๆจำกวสั ดุทีห่ ำได้จำกครวั เรอื น
2.นำไปใชป้ ระโยชน์ได้จรงิ เชน่ รดน้ำต้นไม้ ใส่นำข้ำว

ฐำนคนมีนำ้ ยำ
1.รวู้ ธิ ที ำน้ำยำเอนกประสงค์ แบบประหยดั
2.นำไปใชไ้ ด้จรงิ ในครวั เรอื น
3.ได้เรยี นรวู้ ธิ ที ำนำ้ ยำล้ำงจำน
ฐำนหัวคันนำทองคำ
1.รวู้ ธิ รี กั ษำหน้ำดิน
2.รวู้ ธิ ใี นกำรบรหิ ำรพื้นท่ีให้เกิดประโยชน์สงู สุด
2.เมื่อกลับไปถึงพ้ืนท่ที ่ำนจะนำควำมรทู้ ี่ได้รบั ไปประยุกต์ใชไ้ ด้อย่ำงไร
1.ทำนำ้ หมักจุลินทรยี ส์ ังเครำะห์ เพื่อนำไปปรบั สภำพดินหลังปรบั พ้ืนทเ่ี สรจ็ เรยี บรอ้ ยแล้ว ท้ังฉีด
พ่นลงพ้ืนทีท่ ่ีเพำะปลกู และรดนำ้ ต้นไม้ (ห่มดิน) ทกุ 7-15 วัน
2. ทำนำ้ หมักรสจดื (รสจดื ,รสเปรย้ ี ว,รสฝำด,รสเบ่อื เมำ,รสเผ็ดรอ้ น,รสสมุนไพรหอมระเหย เปน็
ต้น) เพื่อนำมำห่มดิน
3. ปุย๋ แห้ง และปุ๋ยหมักไม่กลับกอง เพื่อนำมำปรบั ภำพพื้นดินหลังปรบั พ้ืนท่ีเพ่ือเตรยี ม
เพำะปลูกต้นไม้
4. กลับไปทำ EM Ball เพื่อปรบั สมดุลของน้ำ

68

5. ทำกำรห่มดินต้นไม้ เพ่ือกำรคลุมรกั ษำควำมชนื้ และควำมรอ้ นหน้ำดิน ทำให้สิ่งมีชวี ติ เล็กๆใน
ดินเกิดกำรขยำยตัวมำกข้ึน ทำให้ดินเกิดควำมรว่ นซุย

6. กลับไปทำทุกๆฐำนใชเ้ องเพื่อลดต้นทุนในกำรผลิต และลดรำยจำ่ ยในหลำยๆด้ำน
7. ใชป้ ระโยชน์จำกทรพั ยำกรในพ้ืนท่ขี องตนเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด
8.สำมำรถนำควำมรเู้ กือบทกุ ฐำนนำไปปรบั ใชไ้ ด้ทั้งต่อตนเอง ครอบครวั และชุมชน
9.มีส่ิงแวดล้อมทดี่ ีขึ้น
10. นำควำมรทู้ ุกฐำนไปปรบั ใชเ้ พ่ือเปน็ ต้นแบบของชุมชนสืบไป
11.กำรทำนำ้ หมักสำมำรถนำไปใชใ้ นกำรแก้ปัญหำทำงด้ำนเกษตรได้ทกุ ด้ำน
12.สำมำรถนำมำผลิตเองได้จำกวตั ถุดิบในท้องถิ่น
13.นำ้ ส้มควันไม้สำมำรถนำมำฉีดพ่นฆ่ำแมลงแทนสำรเคมไี ด้
14.นำไปบำบัดนำ้ เสียในบ่อนำ้ ได้ ใชร้ องก้นหลุมสำหรบั ปลูกต้นไม้ได้
15.ใชใ้ นกำรปรบั ปรุงดิน
16.นำไบโอดีเซล สำหรบั เปน็ พลังงำนทดแทน
17.นำไปพฒั นำพื้นที่ โคก หนอง นำ ของตัวเอง
18.นำไปเผยแพรก่ ับชุมชนของตนเอง

สรุปผลกำรเรยี นรู้

จำกกำรสังเกตพบว่ำ ผู้เข้ำอบรมมีควำมตั้งใจและให้ควำมสนใจเก่ียวกับกำรเรยี นรูท้ ้ัง 8 ฐำนเปน็
อย่ำงดี และสำมำรถนำควำมรแู้ ละเทคนิคต่ำงๆ ในฐำนกำรเรยี นรไู้ ปประยุกต์ใชเ้ ป็นอำชพี เสรมิ ในครวั เรอื น เพ่ือให้
เกิดรำยได้และพ่ึงตนเองได้ รวมท้ังรูแ้ ละเข้ำใจกำรน้อมนำหลักปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียง มำปรบั ใช้ใน
ชวี ติ ประจำวันและสำมำรถนำไปปฏิบัติจนเป็นวถิ ีชวี ติ ได้ โดยสังเกตจำกกำรตอบข้อซกั ถำมและกำรถอดบทเรยี น
ของแต่ละพ้ืนท่ี และนำควำมรไู้ ปฝกึ ปฏิบัติในกิจกรรมเอำม้ือสำมัคคี

69

กิจกรรม “จติ อำสำพัฒนำชุมชนเอำม้ือสำมัคคี”

1. วทิ ยำกรหลัก เจำ้ หน้ำที่พัฒนำชุมชนและครพู ำทำ ประจำจุดในแต่ละพื้นที่

2. วัตถปุ ระสงค์
เพ่ือให้เกิดกำรแลกเปล่ียนแรงงำน ควำมสำมัคคี กำรวำงแผน กำรนำองค์ควำมรทู้ ี่ได้จำกกำรฝกึ อบรมด้ำน

ทฤษฎีของเกษตรทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นำ โมเดล มำปรบั ใชใ้ นสถำนกำรณ์จรงิ โดยผ่ำนกิจกรรม เอำ
ม้ือสำมัคคี ซงึ่ ประชำชนส่วนใหญ่มักรจู้ กั ในชอ่ื กิจกรรมกำร “ลงแขก”หรอื “เอำแรง” ซงึ่ เปน็ วฒั นธรรมชุมชนท่ีอยู่
คู่กับสังคมไทยมำอย่ำงยำวนำน โดยในชว่ งหลังมำน้ี นอกจำกจะเป็นกำรแลกเปล่ียนในด้ำนแรงงำนแล้ว ยังได้
เน้นให้เกิดกำรสรำ้ งควำมรทู้ ่เี หมำะสมกับสภำพพื้นที่

3. ระยะเวลำ 3.30 ชวั่ โมง (13.00-16.30 น.)

4. ประเด็นเนื้อหำวชิ ำ
กำรทำกิจกรรมรว่ มแรง รว่ มใจ รว่ มพลังในกำรประยุกต์ใชห้ ลักปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียง กำรพัฒนำ

พื้นท่ีตำมหลักทฤษฎีใหม่ ศึกษำข้อมูล พื้นที่ รว่ มกันวเิ ครำะห์ วำงแผน ออกแบบ และลงมือปฏิบัติ พรอ้ มทั้ง
สรปุ ผลกำรเรยี นรู้

5. เทคนิค/วธิ กี ำร
1) แต่ละจงั หวดั แบง่ ตำมจุดให้พ้ืนทไ่ี ด้เอำมื้อสำมัคคีตำมบรบิ ทของแต่ละสถำนที่
2) แต่ละพ้ืนที่วำงแผนกำรดำเนินงำนเอำม้ือ รวมพลังกันในกำรประยุกต์ใชห้ ลกั ปรชั ญำของเศรษฐกิจ

พอเพียง เพื่อพัฒนำพ้ืนท่ตี ำมหลักทฤษฎีใหม่ โดยนำควำมรทู้ ไ่ี ด้จำกกำรเรยี นรฐู้ ำนกำรเรยี นรู้ ทง้ั 8 ฐำนมำ
ประยุกต์ใช้

3) ฝึกปฏิบัติโดยมีกิจกรรมท่ีดำเนินกำรตำมบรบิ ทของแต่ละพ้ืนที่ เช่น กำรทำแปลงนำ กำรปรบั ปรุง
คลอง ใส้ไก่ กำรทำฝำย กำรปลูกป่ำ 3 อย่ำง ประโยชน์ 4 อย่ำง ไม้ 5 ระดับ หัวคันนำทองคำ กำรห่มดิน และกำร
ทำแซนวชิ อำหำรปลำ รวมถึงควำมรทู้ ไ่ี ด้จำกกำรเรยี นรฐู้ ำนกำรเรยี นรู้ ทงั้ 8 ฐำนมำฝกึ ปฏิบัติและประยุกต์ใช้

4) สรุปบทเรยี นจำกกำรเอำม้อื สำมัคคี และนำเสนอตำมผลในแต่ละพ้ืนท่ี ตำมประเด็น ดังนี้
ประเด็นท่ี 1 ท่ำนได้อะไรจำกกิจกรรมนี้
ประเด็นท่ี 2 ในขณะปฏิบัติภำรกิจท่ำนพบปัญหำอุปสรรคใดบ้ำงและมีแนวทำงแก้ไขปญั หำ

อยำ่ งไร
6.วสั ดุ/อุปกรณ์

1)อุปกรณ์และเครอ่ ื งมือกำรเกษตร จอบ เสียม บัวรดน้ำ
2) พันธกุ์ ล้ำไม้
3) ฟำงคลุมดิน /ปุ๋ยคอก/ปุย๋ นำ้
4) วัสดุ/อุปกรณ์สำหรบั กำรทำตำมกิจกรรมฐำนกำรเรยี นรู้

70

7.สรปุ ผลกำรดำเนินกำรและผลกำรเรยี นรู้
ผลกำรถอดบทเรยี น ทัง้ 2 รนุ่ ได้ ดังนี้
ประเด็นที่ 1 ท่ำนได้อะไรจำกกิจกรรมนี้
1.1 สรำ้ งควำมสำมัคคีในหมูค่ ณะ และควำมเสียสละ
1.2 ได้นำควำมรทู้ ีไ่ ด้จำก 8 ฐำน มำปรบั ใช้
1.3 ได้รคู้ วำมถนัดของเพื่อนแต่ละคนทำให้งำ่ ยต่อกำรแบง่ คน แบ่งงำนจงึ เสรจ็ เรว็
1.4 ได้รลู้ งมือปฏิบตั ิจรงิ จำกสถำนทจ่ี รงิ
1.5 ฝกึ ให้ทกุ คนมีส่วนรว่ มและกล้ำแสดงออกในทุกกิจกรรม
1.6 ได้รจู้ กั กำรใชป้ ระโยชน์บนพ้ืนที่คันนำให้เกิดประโยชน์สูงสุด
1.7 รจู้ กั กำรทำนำข้ำว
1.8 กำรนำควำมรแู้ ละทฤษฎีมำใชจ้ รงิ
1.9 ได้รบั ควำมอดทนและควำมต้ังใจในกำรทำ
1.10 มีควำมห่วงใย ดูแลซงึ่ กันละกัน
1.11 ได้เรยี นรกู้ ำรบรหิ ำรจดั กำรน้ำ
1.12 ได้ฝกึ กำรทำงำนเป็นทีม
1.13 มีควำมรบั ผิดชอบรว่ มกัน
1.14 มีควำมภำคภูมิใจในควำมสำเรจ็ รว่ มกัน
1.15 รจู้ กั กำรวำงแผนและแก้ไขปญั หำเฉพำะหน้ำ
1.16 ได้เรยี นรหู้ ลักกำรเตรยี มและตรวจแปลงตำมหลกั กสิกรรมธรรมชำติ
ประเด็นท่ี 2 ในระหว่ำงปฏิบตั ิภำรกิจ ท่ำนพบปัญหำ อุปสรรค ใดบ้ำงและมีแนวทำงแก้ไขอย่ำงไร
2.1 ปญั หำและอุปสรรค
1.กำรเดินทำงลำบำก
2.อำกำศรอ้ น
3. พื้นท่ีเปน็ ดินแข็งเวลำขุดต้องออกแรงมำก
4. เสบยี งไม่เพียงพอ
5. เวลำน้อย ระยะเวลำจำกัด ในแต่ละฐำนกำรเรยี นรู้
6. ระยะทำงไกลจำกท่ฝี ึกอบรมและถนนมีนำ้ ทว่ มขัง
7. ยังไม่เคยลงมอื ปฏิบัติ กำรแบง่ สัดส่วนประกอบอำจไม่ตรง
8.กำรทำ EM Ball ไม่จบั ตัวเปน็ ก้อนด้วยอัตรำส่วนไม่พอดี
2.2 แนวทำงกำรแก้ไข
1. จดั สรรเวลำในกำรปฏิบัติแต่ละกิจกรรมให้ชดั เจน
2.เตรยี มชุดให้เหมำะสมกับสภำพรำ่ งกำย
3. นำนำ้ ด่ืมมำกินในขณะปฏบิ ตั ิงำน ชว่ ยกันหลำยๆคน
4. ได้รบั ควำมรว่ มมือจำกรถทหำรทสี่ ำมำรถเข้ำถึงพื้นทไ่ี ด้ รบั -ส่ง ผู้เข้ำอบรมลงพ้ืนท่ี

แปลงจรงิ และสำมำรถปฏิบัติภำรกิจจนสำเรจ็ ได้
5. ศึกษำข้อมูลเพิ่มเติมตำมท่ีได้ฝึกอบรม และทดลองปฏิบตั ิด้วยตนเอง

71

6.ฝกึ ลงมือปฏิบัติบ่อยๆ จะได้สัดส่วนทพี่ อดี
7. ใชว้ สั ดุ อุปกรณ์อ่ืนทดแทน
8. ศึกษำ เพิ่มเติมจำกเอกสำร วทิ ยำกร และสื่อออนไลน์ต่ำงๆ

สรุปผลกำรเรยี นรู้
จำกกิจกรรมเอำม้ือสำมัคคี เปน็ กิจกรรมท่จี ดั ข้ึนเพื่อให้ผู้เข้ำรบั กำรอบรมได้เห็นรูปแบบกระบวนกำรกำร

ทำงำนของเครอื ข่ำยกสิกรรมธรรมชำติ ท่เี น้นกำรทำงำนในรูปแบบเครอื ข่ำยกำรแลกเปล่ียนแรงงำน เพื่อให้เกิด
องค์ควำมรูใ้ นระดับพ้ืนที่ และยังเป็นกำรนำภูมิปัญญำท้องถิ่นผสมกับหลักกสิกรรมธรรมชำติ กำรประยุกต์ใช้
ห ลั ก ป รัช ญ ำ ข อ ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ พ อ เพี ย ง ม ำ ใช้ใ ห้ เ ห ม ำ ะ ส ม กั บ บ ร บิ ท ข อ ง พ้ื น ท่ี เพ่ื อ ส ร้ำ ง ค ว ำ ม มั่ น ค ง
ทำงอำหำร เพ่ิมพ้ืนท่ีสีเขียว และสรำ้ งแหล่งน้ำให้พอใช้เพื่อกำรอุปโภค/บรโิ ภครวมถึงน้ำเพื่อกำรเกษตร
ให้เกิดควำมเพียงพออยำ่ งยนื ต่อไป

วชิ ำ “สุขภำพพ่ึงตน พัฒนำ 3 ขุมพลัง” พลงั กำย พลงั ใจ พลังปญั ญำ”

1.วทิ ยำกร 1. นำยอนุสรณ์ กำญจนวณชิ ย์ ตำแหน่ง ผู้ชว่ ยผู้อำนวยกำรศูนยศ์ ึกษำและพัฒนำชุมชน
เพชรบุร ี

2. นำงสำววำสนำ ยดึ เหน่ียว ตำแหนง่ นักวชิ ำกำรพัฒนำชุมชนชำนำญกำร

2. วตั ถปุ ระสงค์

1) เพ่ือให้ผู้เข้ำรบั กำรฝกึ อบรมได้ยดื เส้นยดื สำย ออกกำลังกำย ก่อนกำรฝกึ อบรม

2) เพ่ือพัฒนำพลังกำย พลังใจ และพลงั ปญั ญำ

3) เพื่อศึกษำแนวคิดและทฤษฎีวำ่ ด้วยกำรสรำ้ งคุณค่ำในกำรดำเนินชวี ติ

3. ระยะเวลำ 1 ชว่ั โมง (08.00 น. – 09.00 น.)

4. ประเด็นเนื้อหำวชิ ำ
1) กำรพฒั นำพลังกำย พลังใจ และพลังปญั ญำ
2) กำรปรบั เปล่ียนวถิ ีชวี ติ ตำมสถำนกำรณ์

5. เทคนิค/วธิ กี ำร
1) ใชค้ ลิปเสียง /คลิป VDO / ไฟล์เพลง
2) นงั่ สมำธสิ อดแทรกเน้ือหำธรรมะ สุภำษิต/คำสอนต่ำงๆในกำรนำไปปรบั ใชใ้ นกำรใชช้ วี ติ
3) ชมคลิป VDO พระรำชกรณียกิจ ในหลวงรชั กำลท9ี่ /นำเสนอตำมประเด็นทกี่ ำหนด
4).กำรเติมเต็มให้ข้อคิด และข้อเสนอแนะ จำกวทิ ยำกร

72

6. วัสดุ/อุปกรณ์

1) คอมพิวเตอร/์ เครอ่ ื งฉำยและจอภำพ ผ่ำนระบบ ZOOM
2) ส่ือวดี ีทัศน์ /เพลง/เกมส์

3) ส่ือ Power Point

6. สรุปผลกำรดำเนินกำรและผลกำรเรยี นรู้
วทิ ยำกรแนะนำตัวพูดคุยสรำ้ งบรรยำกำศให้เกิดควำมเป็นกันเอง หลังจำกนั้นให้ผู้เข้ำอบรมทุกคนวำง

สัมภำระของตนเอง นัง่ น่งิ ตัวตรง ทำใจให้สงบ เพ่ือนำเข้ำสู่กำรสวดมนต์ และเจรญิ สมำธิ โดยใชค้ ลิปเสียงแนะนำ
กำรนงั่ สมำธิ มีกำรเปิดคลิเสียงเพลงประกอบกำรนง่ั สมำธคิ ลอไปเบำๆ เมื่อผู้เข้ำอบรมได้น่งั สมำธแิ ล้ว ในชว่ งเวลำ
ท่ีผ่ำนไประยะท่พี อสมควร เรม่ ิ อ่ำนคำสอนคติเตือนใจ ข้อคิดธรรมะต่ำงๆท่เี ป็นเครอ่ ื งเตือนสติสำหรบั กำรใชช้ วี ติ
อย่ำงช้ำๆ นุ่มนวล เม่ือครบเวลำที่กำหนด ให้ผู้เข้ำอบรมค่อยออกจำกสมำธแิ ละลืมตำ พรอ้ มกับแผ่เมตตำและ
บุญกุศลจำกกำรเจรญิ สมำธิ พรอ้ มกับให้ควำมรเู้ ก่ียวกับกำรทำสมำธิ

คุณ Watchara Sirinaovakul ได้เขียนบทควำมนี้ไว้ และตัววทิ ยำกรคิดว่ำจะสำมำรถนำมำปรบั ใช้
ประโยชน์สำหรบั ทุกทำ่ นๆได้ ดังน้ี “....ยุคนี้เปน็ ยุคทม่ี ีควำมเครยี ดสูง อำจจะเน่ืองมำจำกสภำวะเศรษฐกิจไม่ดี
หรอื อำจจะเพรำะเรำใชอ้ ุปกรณ์สื่อสำรมำกเกินไปจนรบกวนกำรพักผ่อน ควำมเครยี ดเหล่ำน้ีถ้ำควบคมุ หรอื จดั กำร
ไม่ดีจะทำให้เกิดผลเสียหลำยประกำร ท้ังโรคทำงรำ่ งกำยและโรคทำงจติ ใจ บำงคนอำจจะคิดสั้นทำรำ้ ยตนเอง
เนื่องด้วยควำมเครยี ดที่เกินกว่ำจะรบั ไหว และก่อให้เกิดผลเสียทงั้ แก่ตนเอง และคนทีร่ กั เรำ

ทำงหน่ึงท่ีได้รบั กำรพิสูจน์ว่ำสำมำรถควบคุมและบรรเทำควำมเครยี ดได้ ก็คือกำรทำสมำธิ แต่พอพูดถึง
เรอ่ ื งกำรทำสมำธิ หลำยคนอำจจะคิดที่ว่ำ กำรทำสมำธเิ ป็นเรอ่ ื งของคนแก่หรอื คนคล่ังศำสนำ ซึง่ เรำไม่ควรทำ
บำงครง้ั หลำยคนก็จะคิดว่ำ กำรทำสมำธนิ ่ันทำยำกเกินไป ต้องไปข้ึนเขำ เข้ำป่ำถึงจะสำมำรถทำได้ หรอื กำรทำ
สมำธเิ ป็นเรอ่ ื งของผู้วเิ ศษ เป็นของพระ คนธรรมดำทำไม่ได้ จรงิ ๆแล้วไม่ใชอ่ ย่ำงน้ัน กำรทำสมำธนิ ้ันทำง่ำยมำก
และสำมำรถทำที่ไหนก็ได้ บทควำมน้ีจะมำบอกเล่ำวธิ กี ำรทำสมำธสิ ำหรบั ผู้เรม่ ิ ต้นใหม่ ท่ีไม่มีควำมรูด้ ้ำนกำรทำ
สมำธมิ ำก่อนให้สำมำรถเรม่ ิ ทำสมำธไิ ด้งำ่ ย

กำรทำสมำธคิ ืออะไร เป็นคำถำมที่คนมักจะสงสัย ถ้ำจะตอบแบบเข้ำใจง่ำยๆ เป็นภำษำท่ีคนฟังรูเ้ รอ่ ื งก็
คือ “กำรทำจติ ใจให้สงบ ปรำศจำกส่ิงรบกวนจติ ใจ” หลำยๆคนอำจจะเข้ำใจวำ่ กำรทำสมำธคิ ือกำรนั่งหลับตำป๊ ี ไม่
พูดไม่คยุ กับใคร จรงิ ๆแล้วกำรทำสมำธทิ ำได้ทุกอิรยิ ำบท ไม่ว่ำเรำจะทำอะไรอยู่ เรำก็สำมำรถทำจติ ใจให้สงบ เปน็
สมำธไิ ด้

ทัง้ น้ีท้งั นั้น กำรนัง่ หลับตำ ก็เปน็ ทำ่ ทำงทเ่ี หมำะสมกับกำรทำสมำธิ เพรำะว่ำกำรหลับตำน้ันเป็นกำรตัดสิ่ง
ที่สำมำรถรบกวนทำงสำยตำ และกำรน่ังก็เป็นท่ำทำงที่ไม่สบำยเกินไป และไม่ลำบำกเกินไป เพรำะถ้ำเรำสบำย
เกินไปก็จะหลับ แต่ถ้ำลำบำกเกินไป ก็จะมัวแต่รำคำญ พะว้ำพะวงว่ำเม่ือไหรจ่ ะนั่งเสรจ็ ทรมำน อีกเรอ่ ื งหน่ึง
สำหรบั มือใหม่ก็คือ ควรหำทนี่ ั่งทเ่ี งยี บสงดั ปรำศจำกเสียรบกวน และไม่ควรเปิดเสียงเพลงหรอื เสียงใดๆ ก็ตำมท่ี
สำมำรถรบกวนกำรน่ังสมำธิ

ทีนี้มำพูดถึงกำรควบคุมรกั ษำจติ ใจให้สงบกันบำ้ ง ปกติแล้วจติ ใจของคนเรำน้ันจะคิดน้นู คิดนี้ตลอดเวลำ
เรำต้องหำทย่ี ดึ เหน่ียว หรอื ทเี่ กำะให้กับใจ ไม่ให้ใจของเรำน้ันแกวง่ ไปคิดถึงเรอ่ ื งน้ัน เรอ่ ื งนี้ เรำต้องหำสิ่งให้ใจเรำ
เกำะซงึ่ ก็คือ ลมหำยใจน้ันเอง แต่สำหรบั หลำยๆคนนั้นลมหำยใจอำจจะน้อยเกินไป เกำะไม่อยู่ ก็สำมำรถใชส้ ิ่งท่ี

73

เรยี กว่ำ คำบรกิ รรม เชน่ กำรนึกคำวำ่ พุทโธ ในใจดังๆ เพ่ือกลบควำมคิดที่มีอยู่ ควบค่กู ับลมหำยใจ แต่บทควำมน้ี
จะขอแนะนำคำบรกิ รรมอีกแบบหนงึ่ ท่ีดูเหมือนจะได้ผลดีกวำ่ สำหรบั ผู้เรม่ ิ ต้นใหม่ คือกำรนับลมหำยใจ

วธิ กี ำรนับลมหำยใจระหว่ำงทำสมำธกิ ็คือ เวลำท่ีเรำหำยใจเข้ำ เรำก็มีควำมรูส้ ึกว่ำลมหำยใจของเรำกำลัง
ไหลเข้ำไปในรำ่ งกำย โดยท่ีไม่ต้องบังคับลมหำยใจ ไม่ต้องพยำยำมหำยใจลึกๆ ระหว่ำงที่ลมหำยใจกำลังเข้ำ
รำ่ งกำยอยู่นั้น ก็นึกตำมว่ำ หน่ึง ดังๆในใจ และพอหำยใจออกก็ทำแบบเดียวกัน และนึกว่ำ หน่ึงดังๆในใจเชน่ กัน
ทำแบบน้ีซ้ำไปเรอ่ ื ยๆ พอหำยใจครง้ั ที่สอง ก็นึกคำว่ำ สอง ดังๆในใจ ไปจนถึง สิบ คู่ลมหำยใจ ถ้ำเกิดว่ำจติ ใจเรำ
ไปนึกถึงเรอ่ ื งอ่ืน ให้กลับมำเรม่ ิ ต้นนับหนงึ่ ใหม่ เป็นกำรทำโทษ และพยำยำมนับให้ถึงสิบใหม่อีกครง้ั

มีเคล็ดลับนิดนึง เวลำรูล้ มหำยใจเข้ำและออก ให้รูล้ มหำยใจตลอดท้ังสำย กล่ำวคือเวลำหำยใจเข้ำไม่ว่ำ
จะนำนเท่ำไหร่ ให้รเู้ สมอว่ำหำยใจเข้ำ พอรำ่ งกำยหยุดหำยใจก็ให้รเู้ สมอวำ่ หยุดหำยใจ พอหำยใจออก ก็ให้รเู้ สมอ
ว่ำหำยใจออก พรอ้ มกับนับตัวเลขเสียงดังๆยำวๆในใจค่กู ันไป

เม่ือสำมำรถนับลมหำยใจถึงสิบได้โดยท่ีไม่คิดเรอ่ ื งอื่นเลย แปลวำ่ ใจเรม่ ิ เปน็ สมำธแิ ล้ว ถ้ำพอใจในกำรนั่ง
สมำธเิ พียงเทำ่ นี้ก็สำมำรถหยุดได้เลย แต่ถ้ำใครติดลมก็สำมำรถมำเรม่ ิ นับหนึง่ ถึงสิบใหม่ ทำไปเรอ่ ื ยๆได้เลย

อยำกให้ทุกคนลองพยำยำมนับให้ถึง สิบ ให้ได้โดยไม่นึกถึงเรอ่ ื งอื่นเลย เม่ือทำได้แล้วจะรสู้ ึกว่ำจติ ใจโล่ง
เบำ สบำย เหมือนได้นอนหลับพักผ่อนอย่ำงสนิท และมีควำมสุขสงบมำก

มำสรุปวธิ กี ำรน่ังสมำธอิ ีกครงั้ หน่งึ
1. น่งั ในทำ่ ทำงท่ีสบำย จะยืดขำ ห้อยขำ หรอื ขัดสมำธกิ ็ได้
2. หลับตำ มือวำงในทำ่ ท่ีสบำย
3. นำควำมรสู้ ึกทงั้ หมดรถู้ ึงลมหำยใจเข้ำออก ไม่ต้องบงั คับลมหำยใจ
4. นับลมหำยใจไปพรอ้ มกับ ลมเข้ำ ลมออก หนง่ึ ถึง สิบ พยำยำมอยำ่ คิดเรอ่ ื งอื่น ให้อยู่แต่กับลมหำยใจ
และคำบรกิ รรม ถ้ำคิดเรอ่ ื งอ่ืนให้เรม่ ิ นับหนึง่ ในใจใหม่
5. ถ้ำได้ถึงสิบ จะเลิกหรอื เรม่ ิ ทำใหม่ก็ได้และเลิกเม่ือพอใจ
เมื่อจบแล้ว ได้สอบถำมควำมรูส้ ึกของผู้เข้ำอบรมในกำรทำกิจกรรมน้ี..โดยใช้วธิ กี ำรยกตัวอย่ำงและสอดแทรก
อำรมณ์ขัน เพ่ือให้ผู้เข้ำอบรมรสู้ ึกผ่อนคลำย ปรบั อำรมณ์ให้รสู้ ึกปลดปล่อยจำกควำมสงบ และเข้ำสู่กิจกรรมต่อไป
คือกำรเสรมิ พลังกำย.
เรม่ ิ จำกให้ผู้เข้ำอบรมทุกคน ยืนขึ้นและกำงแขนขยำยพ้ืนที่ของตนเองในกำรเรม่ ิ กิจกรรมออกกำลังกำย
เพื่อสรำ้ งพลังกำยท่ีแข็งแรงให้แก่ตนเองตำมจังหวะเพลง ใช้คลิปเสียงเพลงสำหรบั กำรออกกำลังกำย โดย
วทิ ยำกรเปน็ ผู้นำกิจกรรม วทิ ยำกรทำกำรอบอุ่นรำ่ งกำยก่อน หลังจำกน้ันเพ่ิมจงั หวะเพลงให้เรว็ ขึ้น ไปเรอ่ ื ยจนถึง
จงั หวะที่มีควำมเรว็ สูงสุดท่ีกำหนดในระยะเวลำหนึ่งแล้ว จงึ เรม่ ิ ลดจังหวะเพลงให้ชำ้ ลงเรอ่ ื ยๆ จนถึงระดับกำร
คลำยกล้ำมเน้ือรำ่ งกำยตำมกระบวนกำรในกำรออกกำลังกำยท่ีเหมำะสม ทั้งน้ีได้ให้ข้อแนะนำตลอดกำรออก
กำลังกำยเพื่อไม่ให้เกิดกำรบำดเจบ็ ของกล้ำมเนื้อส่วนทเี่ ป็นท่ำทำงทต่ี ้องทำชำ้ ๆ หรอื ยกสูงได้ระดับใด หรอื กำรไม่
หยุดนง่ิ รำ่ งกำยทันทีหลังออกกำลังกำยเปน็ ต้น เพ่ือให้ผู้เข้ำอบรมสำมำรถนำไปปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจำวันของตนเอง
ในกำรสรำ้ งพลังกำยทแ่ี ข็งแรง ….
และเมื่อผู้เข้ำอบรมได้ผ่อนคลำยแล้ว วทิ ยำกรได้นำเข้ำสู่กำรชมคลิป VDO พระรำชกรณียกิจ
พระบำทสมเด็จพระบรมชนกำธเิ บศร มหำภูมิพลอดุลยเดชมหำรำช บรมนำถบพิตรฯ ในหลวงรชั กำลท่ี 9

74

และหลักกำรทรงงำนของในหลวง (ศำสตรพ์ ระรำชำ) 23 ประกำร คือ

ข้อท่ี 1 จะทำอะไรต้องศึกษำข้อมูลให้เป็นระบบ อดีตทำอะไรมำบ้ำง ท้ังเอกสำร สอบถำมเจำ้ หน้ำท่ีและ

ชำวบ้ำน เพื่อนำข้อมูลไปใชป้ ระโยชน์ได้จรงิ ๆ

ข้อท่ี 2 ระเบิดจำกภำยใน สรำ้ งควำมเข้มแข็งจำกภำยในให้เกิดควำมเข้ำใจ และอยำกทำ

ข้อที่ 3 แก้ปัญหำจำกจุดเล็ก มองภำพรวมก่อนเสมอ แต่กำรแก้ปัญหำต้องเรม่ ิ จำกจุดเล็กๆ ไม่เรม่ ิ

ทเี ดียวใหญ่ๆ

ข้อที่ 4 ทำตำมลำดับขั้น เรม่ ิ ทำจำกควำมจำเป็นก่อน ส่ิงทีข่ ำดคือส่ิงทจ่ี ำเป็น

ข้อที่ 5 ภูมิสังคม ภูมิศำสตร์ สังคมศำสตร์ กำรทำงำนทุกอย่ำง ต้องคำนึงถึงภูมิศำสตรว์ ่ำ อยู่แถบไหน

อำกำศเป็น อย่ำงไร ติดชำยแดน ติดทะเล และ สังคมของเรำเป็นอยำ่ งไร นับถือศำสนำอะไร คนนิสัย ใจคอเปน็

อย่ำงไร รวมไปถึงพวกเรำกันเองด้วย

ข้อท่ี 6 ทำงำนแบบองค์รวม โดยคิดควำมเชอ่ื มโยง ทรงมองเหตุกำรณ์ท่ีเกิดขึ้นและมีแนวโน้มทำงแก้ไข

อยำ่ ง เชอื่ มโยง องค์รวม ครบวงจร เชอื่ มโยง “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดำว”

ข้อท่ี 7 ไม่ติดตำรำ ควำมรทู้ ว่ มหัว เอำตัวไม่รอด บำงครงั้ เรำยดึ ทฤษฎีจนเกินไปทำอะไรไม่ได้เลย

ข้อที่ 8 ประหยัด เรยี บง่ำย ใชเ้ งนิ น้อย แต่ได้ประโยชน์สูงสุด ทำได้เอง หำได้เองในท้องถิ่น ใช้

เทคโนโลยงี ำ่ ยๆ

ข้อท่ี 9 ทำให้ง่ำย ทำอะไรให้ง่ำยๆ ทำให้ชวี ติ ง่ำย โปรดทำส่ิงยำกๆ ให้กลำยเป็นส่ิงทีง่ ำ่ ยๆ

ข้อท่ี 10 กำรมีส่วนรว่ ม เปิดโอกำสให้มีกำรแสดงควำมคิดเห็น

ข้อท่ี 11 ต้องยดึ ประโยชน์ส่วนรวม จำกพระรำชดำรสั ใครต่อใครชอบบอกให้นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม ให้

ส่วนรวมคือ กำรชว่ ยตัวเองด้วย เพรำะเม่ือส่วนรวมได้ประโยชน์ เรำเองก็ได้ประโยชน์

ข้อที่ 12 บรกิ ำรที่จุดเดียว วนั น้ีเรำพูด วันสต๊อปเซอรว์ สิ แต่ในหลวงตรสั ไวเ้ กิน 20 ปีมำแล้ว

ข้อท่ี 13 ใช้ธรรมชำติช่วยธรรมชำติ มองธรรมชำติให้ออก กักน้ำตำมลำธำรช่วยให้ป่ำสมบูรณ์ช่วยให้

ชำวเขำมีอำชพี

ข้อที่ 14 ใชอ้ ธรรมปรำบอธรรม เชน่ เอำผักตบชวำทเี่ ปน็ ปัญหำของเรำในประเทศ มำก ำจดั น้ำเสีย

ข้อท่ี 15 ปลูกป่ำในใจคน ต้องปลูกปำ่ ทีจ่ ติ สำนึกก่อน ต้องให้เห็นคณุ ค่ำ ก่อนที่จะลงมือทำ

ข้อท่ี 16 ขำดทุนคือกำไร อย่ำมองที่กำไรขำดทุนท่ีเป็นตัวเงนิ มำกจนเกินไป บำงครง้ั เรำได้กำไรจำกกำร

ขำดทนุ - ลงทุนมหำศำล ได้ธรรมชำติกลับคืนมำ - ลงทุนมหำศำล ได้ลูกคืนมำ - ลงทนุ มหำศำล ได้คนดีๆ กลับมำ

- ลงทนุ มหำศำล ได้ควำมรไู้ วค้ อยชว่ ยเหลือ

ข้อท่ี 17 กำรพ่ึงตนเอง ในหลวงทรงสอนให้พวกเรำพึ่งตนเอง เพรำสังคมบรโิ ภค จะเป็นทำสของผู้ผลิต

กำรพึ่งตนเองได้ทำให้ไม่ต้อง เป็นทำสใคร เมื่อแก้ปัญหำเฉพำะหน้ำแล้วพยำยำมพ่ึงตนเองให้ได้

ข้อท่ี 18 พออยูพ่ อกิน พออยูพ่ อกินก่อน แล้วค่อยพัฒนำ เรำขอให้บำบดั ให้ได้ก่อนประคับประคองเปน็ ท่ี

ปรกึ ษำ เป็นผู้ชว่ ยเหลือผู้อื่นต่อไป

ข้อท่ี 19 เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทำงกำรต่อสู้รบั มือควำมเปล่ียนแปลงของโลก กำรขจดั ควำมหิว

โหย ที่ต้องคำนงึ ถึงเรอ่ ื งควำมพอดีโดย อำศัยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ข้อที่ 20 ควำมซือ่ สัตย์สุจรติ จรงิ ใจต่อกัน คนท่ีมีควำมรูม้ ำก แต่โกง สู้คนท่ีไม่เก่ง แต่ดีไม่ได้วรี บุรุษ วรี

สตรคี ือคุณธรรม ท่ที ำประโยชน์เพื่อ ผู้อื่น พวกเรำทที่ ำงำนยำเสพติด คือ วรี บุรุษ วรี สตรผี ู้หน่ึง

75

ข้อที่ 21 ทำงำนอย่ำงมีควำมสุข “ทำงำนกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ ฉันมีแต่ควำมสุข ที่รว่ มกันในกำรทำ
ประโยชน์ให้กับผู้อื่นเท่ำนั้น” ทำอะไรต้อง มีควำมสุขด้วย

ข้อที่ 22 ควำมเพียร กว่ำ 60 ปีท่ีทรงงำน ในหลวงไม่เคยทรงท้อถอย ไม่มีกำรลำพักรอ้ น หยุดงำนสัก
เวลำเดียว

ข้อที่ 23 รู้ รกั สำมัคคี คิดเพื่องำน รู้ = ต้องรูป้ ัจจยั รูป้ ัญหำ รูท้ ำงออก ของปัญหำ รกั = เมื่อรูแ้ ล้ว ต้อง
เกิดควำมอยำก สำมัคคี= รว่ มมือ ลงมือปฏิบัติเพ่ือเกิดพลัง

หลังจำกน้ันกำรเปิดคลิป VDO พระรำชกรณียกิจ พระบำทสมเด็จพระบรมชนกำธเิ บศร มหำภูมิพล
อดุลยเดชมหำรำช บรมนำถบพิตรฯ ในหลวงรชั กำลท่ี 9 เม่ือจบแล้วมอบหมำยให้ระดมสมองแสดงควำมคิดเห็น
ตำมประเด็นทก่ี ำหนดคือ

ท่ำนจะนำหลักกำรทรงงำนของในหลวงรชั กำลท่ี 9 ไปปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจำวันของท่ำนอย่ำงไร
วทิ ยำกรมอบหมำยแต่ละพ้ืนที่ ไม่ต้องนำเสนอ
เนื่องจำกเปน็ ประเด็นเน้ือหำเดียวกัน จงึ ขอสรุปประเด็นกำรนำเสนอของแต่ละกลุ่มสีในภำพรวม ดังนี้
ผู้เข้ำอบรมในฐำนะประชำชนท่ีเป็นพสกนิกรของท่ำน ซำบซ้ึงในพระรำชกรณียกิจของท่ำนที่ได้ทรงงำน
อย่ำงหนักตลอดระยะเวลำที่ผ่ำนมำ ท่ำนทำเพ่ือประชำชนอย่ำงไม่รูจ้ ักเหน็ดเหนื่อย ประชำชนคนไทยทุกคน
ซำบซงึ้ ในพระมหำกรุณำธคิ ุณของทำ่ นตลอดมำ ถึงแม้ท่ำนจะเสด็จสวรรคตไปแล้ว แต่ในควำมรสู้ ึกของประชำชน
ชำวไทยคือทำ่ นยงั คงสถิตยอ์ ยู่ในหัวใจของคนไทยทุกคน
ในส่วนของกำรนำไปปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจำวัน ประชำชนคนไทยทุกคนจะนำหลักคำสอน และหลักกำรทรง
งำนของในหลวงรชั กำลที่ 9 ไปปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจำวันในส่วนที่สำมำรถปฏิบัติได้จรงิ โดยเรม่ ิ จำกตนเอง คนใน
ครอบครวั ก่อน เช่น เรอ่ ื งเศรษฐกิจพอเพียง กำรประหยัด กำรพึ่งตนเอง ควำมซอื่ สัตย์สุจรติ ควำมเพียร กำร
ทำงำนอย่ำงมีควำมสุขตำมหน้ำท่ีของตนเอง และในส่วนของกำรทำเพ่ือชุมชนสังคมก็จะนำแนวทำงกำรยึด
ประโยชน์ส่วนรวม กำรมีส่วนรว่ ม รูร้ กั สำมัคคี เป็นต้น ซึ่งท่ีผ่ำนมำเชื่อว่ำทุกคนคงได้มีกำรปฏิบัติตน และนำ
หลักกำรทรงงำนในหลำยๆข้อไปปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั อยูเ่ ปน็ วถิ ีชวี ติ อยู่แล้ว
เมื่อนำเสนอทุกกลุ่มแล้ว วทิ ยำกรได้เติมเต็ม ให้ข้อคิด แนวคิดกำรปฏิบตั ิอื่นๆเพ่ิมเติม พรอ้ มเปิดโอกำส
ให้ผู้เข้ำอบรมสอบถำมเพิ่มเติม และแลกเปลี่ยนประสบกำรณ์ในกำรนำศำสตรพ์ ระรำชำมำปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจำวัน
ของตนเอง

สรุปผลกำรเรยี นรู้ จำกกำรสังเกตพบวำ่ ผู้เข้ำอบรมให้ควำมสนใจและให้ควำมรว่ มมือในกำรทำกิจกรรมเป็นอยำ่ ง
ดี รว่ มกันทำสมำธอิ ย่ำงพรอ้ มเพรยี งและต้ังใจ มีกำรรว่ มกันกล่ำวตำมท่ีวทิ ยำกรำนสวดมนต์และกำรแผ่เมตตำ
ด้วยควำมต้ังใจ แสดงออกถึงควำมรกั และศรทั ธำในพุทธศำสนำทดี่ ีเยี่ยม ได้มีกำรสอบถำมถึงกำรทำสมำธขิ องผู้
เข้ำอบรม ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้มีโอกำสน่ังสมำธิ แต่ยึดกำรทำบุญใส่บำตร กำรทำทำนมำกกว่ำ เพรำะคิดว่ำเป็น
เรอ่ ื งไกลตัว ทำแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร แต่เมื่อได้รว่ มกันทำกิจกรรมครง้ั น้ีรูส้ ึกถึงควำมสุข ควำมสงบ ถึงแม้จะ
เป็นแค่ชว่ งเวลำสั้นๆ และคิดว่ำจะนำไปปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจำวันเพื่อให้เกิดสติในกำรใชช้ วี ติ ให้มำกข้ึน ในส่วนของ
กำรออกกำลังกำยประกอบเพลงผู้เข้ำอบรมรสู้ ึกสนกุ สนำนไม่เบื่อ เนื่องจำกมีกำรใชเ้ พลงทท่ี ุกคนรจู้ กั และชนื่ ชอบ
จึงทำให้รว่ มกิจกรรมอย่ำงพรอ้ มเพรยี ง รำ่ งกำยเกิดควำมกระฉับกระเฉง พรอ้ มสู่กำรเรยี นรูใ้ นเน้ือหำควำมรู้
เกี่ยวกับหลักกำรทรงงำน และ พระรำชกรณียกิจของพระบำทสมเด็จพระบรมชนกำธเิ บศร มหำภูมิพลอดุลยเดช
มหำรำช บรมนำถบพิตรฯ ในหลวงรชั กำลที่ 9 ด้วยควำมตั้งใจ ซง่ึ แสดงให้เห็นวำ่ ผู้เข้ำอบรมยงั มีควำมรกั ควำม

76

ศรทั ธำควำมจงรกั ภักดีที่มีต่อพระองค์อยำ่ งเป่ ยี มล้น ผู้เข้ำอบรมได้รบั ควำมรคู้ วำมเข้ำใจ และแสดงออกว่ำจะ
สำมำรถจะนำควำมรทู้ ไ่ี ด้ไปปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั ได้เป็นอย่ำงดียิง่

วชิ ำ “หลักกำรออกแบบและกำรออกแบบโคกหนองนำ โมเดล เบอ้ื งต้นและ
Work Shop กำรออกแบบพื้นทแ่ี ละสรปุ บทเรยี นกำรออกแบบพ้ืนที่

1.วทิ ยำกร รนุ่ ท่ี 1 นำยนำงสำววชั รนิ ทร์
รนุ่ ท่ี 2 ผศ. พิเชฐ โสวทิ ยสกุล ทป่ี รกึ ษำอธบิ ดีกรมกำรพัฒนำชุมชน และ

รศ วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ท่ีปรกึ ษำอธบิ ดีกรมกำรพัฒนำชุมชน

2.วัตถุประสงค์
1) เพ่ือให้ผู้เข้ำรบั กำรฝึกอบรม มีควำมรู้ ควำมเข้ำใจในกำรออกแบบพื้นทเี่ ชงิ ภมู ิสังคม และกำรออกแบบ

โคก หนอง นำฯ เบ้อื งต้น
2) เพ่ือเรยี นรหู้ ลักกำรออกแบบตำมหลักภูมิสังคม ดิน นำ้ ลม ไฟ พืช คน
3) เพื่อให้เรยี นรขู้ ้ันตอนออกแบบโคก หนอง นำ พัฒนำชุมชนด้วยตนเอง
4) เพื่อให้ผู้เข้ำรบั กำรอบรม รถู้ ึงหัวใจ คือกำรรวมกับธรรมชำติโดยไม่ฝนื ธรรมชำติ

4. ประเด็นเนื้อหำวชิ ำ

1) สถำนกำรณ์และภำวะวกิ ฤติของโลก ประเทศ ชุมชน (นำ้ อำหำร พลงั งำน)
1.1 ทรพั ยำกรน้ำ
กำรใชป้ ระโยชน์จำกทรพั ยำกรนำ้
สถำนกำรณ์ทำงน้ำ
1.2 วกิ ฤตกำรณ์ด้ำนอำหำร
สถำนกำรณ์กำรขำดแคลนด้ำนอำหำร
1.3 วกิ ฤตกำรณ์ด้ำนพลังงำน
กำรขำดแคลนพลังงำน

2) แนวทำงกำรแก้ไขและรอบรบั ภัยพิบตั ิด้วยกำรบรหิ ำรจดั กำรพ้ืนท่ี “โคก หนอง นำ”
3) กรณีศึกษำควำมสำเรจ็ “โคก หนอง นำ โมเดล”

5. เทคนิค/วธิ กี ำร
1) วทิ ยำกรแนะนำตัวแก่ผู้เขำ้ อบรม
2) วทิ ยำกรต้ังคำถำมทำไมต้องออกแบบพื้นท่ี จำเป็นไหม
3) วทิ ยำกรเล่ำถงึ สถำนกำรณ์และวกิ ฤติของประเทศไทยพรอ้ มยกตัวอยำ่ งเพ่ือนำเข้ำสู่เน้ือหำกำร

ออกแบบพื้นทีเ่ ชงิ ภูมสิ ังคมไทยตำมหลักกำรพัฒนำภูมิสังคมอยำ่ งยงั่ ยนื เพ่ือกำรพึ่งตนเองและรองรบั ภัยพิบัติ
“โคก หนอง นำ โมเดล”

77

4) วทิ ยำกรบรรยำยถึงกำรออกแบบเชงิ ภมู ิสังคมไทยตำมหลักกำรพัฒนำภูมิสงั คมอย่ำงยัง่ ยืน(กำร
ออกแบบพ้ืนท่ชี วี ติ )

5) วทิ ยำกรยกตัวอยำ่ งแบบจำลองกำรจดั กำรพ้ืนทีก่ สิกรรมประกอบเพื่อให้เห็นชดั เจนย่ิงข้ึน พรอ้ มสรปุ
เติมเต็มและให้คำแนะนำกับผู้เข้ำรว่ มอบรม

6) วทิ ยำกรบรรยำยให้ควำมรใู้ นหัวข้อดังน้ี
6.1) สถำนกำรณ์และภำวะวกิ ฤติของโลก ประเทศ ชุมชน (นำ้ อำหำร พลังงำน)
6.2) แนวทำงกำรแก้ไขรองรบั ภัยพิบตั ิด้วยกำรบรหิ ำรจดั กำรพื้นท่ี “โคก หนอง นำ”
6.3) กรณีศึกษำควำมสำเรจ็ “โคก หนอง นำ”

7) บรรยำยประกอบส่ือวดี ีทศั น์
8) ชมสื่อวดี ีทศั น์
9) นำเสนอ/แลกเปลี่ยนเรยี นรู้

6.วัสดุ/อุปกรณ์
1) สื่อวดี ีทัศน์
2) สื่อ Power Point
3) อุปกรณ์สำหรบั กำรออกแบบแปลงและกำรสรำ้ งหุ่นจำลอง
4) คอมพวิ เตอร/์ เครอ่ ื งฉำย และจอภำพ ผ่ำนระบบ ZOOM
5) บอรด์ ปำกกำเคมี

สรปุ ผลกำรดำเนินกำรและผลกำรเรยี นรู้
วทิ ยำกรแนะนำตัวแก่ผู้เข้ำอบรม และพูดคุยสรำ้ งบรรยำกำศให้เกิดควำมเป็นกันเอง หลังจำกน้ันได้

นำเข้ำสู่บทเรยี นด้วยกำรตั้งคำถำมทำไมต้องออกแบบพ้ืนท่ี จำเป็นไหม เล่ำถึงสถำนกำรณ์และวกิ ฤติของประเทศ
ไทยพรอ้ มยกตัวอย่ำงเพ่ือนำเข้ำสู่เนื้อหำกำรออกแบบพื้นท่ีเชงิ ภูมิสังคมไทยตำมหลักกำรพัฒนำภูมิสังคมอย่ำง
ย่ังยืน เพื่อกำรพึ่งตนเองและรองรบั ภัยพิบตั ิ “โคก หนอง นำ โมเดล” เพื่อเข้ำสู่บทเรยี น

วทิ ยำกรเปิดคลิปและบรรยำยจำกคลิป สถำนกำรณ์และวกิ ฤติของประเทศไทย สภำพดินท่ีแห้งแล้ง
ภูเขำหัวโล้น สภำพน้ำเน่ำเสีย ขยะสำรพิษในลำคลอง สภำพกำรจำ้ งแรงงำนต่ำงชำติ สถำนกำรณ์กำรแพรร่ ะบำด
ของ เชื้อโควติ -19 ส่งถึงปัญหำทำงเศรษฐกิจ กำรขำดแคลนอำหำร กำรแย่งชิง ฯลฯ ซึ่งทำงออกหรอื แนว
ทำงแก้ไขปัญหำต่ำงๆ แก้ได้ด้วยศำสตรพ์ ระรำชำและภูมิปัญญำท้องถิ่น ด้วยกำรขับเคล่ือนกำรพัฒนำคุณภำพ
ชวี ติ ตำมหลักปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียง ตำมหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นำ โมเดล

วทิ ยำกรได้เสนอภำพตัวอย่ำงของกำรดำเนินกำร โคก หนอง นำ โมเดล เป็นภำพเรม่ ิ จำกพื้นที่แห้งแล้ง
ว่ำงเปล่ำ เมื่อเรม่ ิ ดำเนินโครงกำรมีกำรพัฒนำพื้นท่ี มีกำรบรหิ ำรจดั กำร ดิน นำ้ ป่ำ ส่ิงแวดล้อม ตำมหลักกสิกรรม
ธรรมชำติ จะเห็นว่ำมีกำรพัฒนำ มีควำมอุดมสมบูรณ์ มีควำมเขียวขจร ี และมีสิ่งแวดล้อมที่สวยงำม เพ่ิมข้ึน
ตำมลำดับ ตั้งแต่ เรม่ ิ ดำเนินกำร ผ่ำนไป 7 เดือน ผ่ำนไป 14 เดือน ผ่ำนไป 2 ปี จะเห็นชดั เจนถึงควำมอุดม
สมบูรณ์ของต้นไม้ พืชผักผลไม้ นำข้ำว กำรเล้ียงสัตว์ ตอบโจทย์ของกำร พอกิน พอใช้ พออยู่ และรวมไปถึง พอ
รม่ เย็น เป็นพื้นฐำน ปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียง คือทำงรอดของประเทศ กล่ำวคือ กำรพัฒนำภำยใต้ปรชั ญำ
ของเศรษฐกิจพอเพียง จะนำมำซงึ่ ควำมพออยู่ พอกิน และกำรพ่ึงตนเอง กำรพัฒนำหรอื กำรแปลงปรชั ญำของ

78

เศรษฐกิจพอเพียงไปสู่กำรปฏิบัติอย่ำงเป็นขั้นเป็นตอนนั้นและสิ่งท่ีจะต้องทรำบและทำควำมเข้ำใจให้ถ่องแท้มี 5
ข้อ ดังนี้

1) ควำมหมำยและควำมสำคัญของปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียง
2) ทฤษฎีใหม่จำนวนกว่ำ ๔๐ ทฤษฎี ทงั้ ทำงด้ำนกำรจดั กำรทีด่ ิน น้ำ ป่ำไม้ และคน
3) มีวธิ กี ำรปฏิบัติอย่ำงเป็นขั้นตอน ซง่ึ จะต้องสรำ้ งพ้ืนฐำน คือ ควำมพอมี พอกิน พอใช้ ของประชำชนส่วน

ใหญ่เป็นเบ้ืองต้นก่อน โดยใชว้ ธิ กี ำรและอุปกรณ์ท่ีประหยัดแต่ถูกต้องตำมหลักวชิ ำและเม่ือได้พื้นฐำนที่
ม่ันคงพรอ้ มพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสรำ้ งค่อยเสรมิ ควำมเจรญิ และฐำนะทำงเศรษฐกิจข้ันที่
สูงข้ึนในลำดับต่อไป หรอื ก้ำวสู่เศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้ำวหน้ำ คือ พอเพียง แบ่งปันและแข่งขันได้ นั่นเอง
4) เทคนิคหรอื วัตกรรม ท่ีสำมำรถถอดบทเรยี นได้มำกกว่ำ ๔๗,๐๐๐ บทเรยี น จำกโครงกำรในพระรำชดำร ิ
๔,๗๔๑ โครงกำร
5) มีกำรบรหิ ำรแบบคนจน ดังพระรำชดำรสั ของพระบำทสมเด็จพระบรมชนกำธเิ บศรมหำภูมิพลอดุลยเดช
มหำรำช บรมนำถบพิตร ในหลวงรชั กำลท่ี ๙ เน่ืองในโอกำสวันเฉลิมพระชนมพรรษำ วันที่ ๕ ธนั วำคม
๒๕๓๗ ณ ศำลำดุสิดำลัย
สถำนกำรณ์ในวกิ ฤตโลก (นำ้ อำหำร พลังงำน)

- นำ้ จำกสภำพควำมแปรปรวนของภูมิอำกำศ กำรเติบโตของประชำกรโลก กำร
เปล่ียนแปลงวถิ ีกำรดำเนินชวี ติ และควำมต้องกำรอำหำรเพ่ิมข้ึนในขณะท่ีทรพั ยำกรน้ำจำกธรรมชำติ ซง่ึ มีบทบำท
สำคัญต่อกำรดำรงชวี ติ มนษุ ย์มีปรมิ ำณลดลง อำจนำไปสู้ควำมขัดแยง้ เรอ่ ื งน้ำอย่ำงรุนแรงในอนำคต จงึ เป็นท่ีมำ
ของคำว่ำ Water Footprint หรอื รอ่ งรอยกำรใชน้ ้ำ มีตัวเลขจำกองค์กำรสหประชำชำติยืนยันว่ำแม้โบกจะมีน้ำ
เป็นองค์ประกอบถึง ๓ ใน ๔ ส่วน แต่ประชำกร ๑ ใน ๕ ของโลกกลับขลำดแคลนน้ำสะอำดสำหรบั บรโิ ภคส่งผลให้
มีคนเสียชวี ติ จำกโรคภัยทีเ่ กิดจำกกำรขำดแคลนน้ำสะอำดสำหรบั กำรบรโิ ภคถึงปีละ ๒๗ ล้ำนคน สำเหตุสำคัญท่ี
ทำให้ปัญหำเรอ่ ื งน้ำกลำยเป็นวกิ ฤตโลก มิใชเ่ พียงอัตรำกำรเติบโตของประชำกรโลกเท่ำนั่นหำกยังเกิดจำกกำร
อพยพเข้ำมำสู่สังคมเมืองมำกขึ้นภำคอุตสำหกรรมเติบโต

- อำหำร สถำนกำรณ์อำหำรของโลกได้เข้ำสู้ขั้นวกิ ฤต โดยเฉพำะรำคำธญั พืช ข้ำวเจำ้ และ
ข้ำวสำลีได้เพิ่มขึ้นมำกท่ีสุด รำคำข้ำวเจำ้ เพิ่มข้ึนเป็นเท่ำตัวต้ังแต่เดือนมีนำคมที่ผ่ำนมำ โดยภำพรวมแล้วในรอบ
๓ ปี รำคำอำหำรได้เพิ่มขึ้นเรอ่ ื ย ๆ ถึงเกือบเท่ำตัว และจำกรำคำอำหำรทเี่ พิ่มข้ึน ทำให้ประเทศยำกจนท่ตี ้องนำเข้ำ
อำหำรประสบวกิ ฤตอย่ำงหนัก รำคำอำหำรในประเทศที่เพิ่มมำกขึ้น ทำให้คนจนในประเทศไม่มีเงนิ พอท่ีจะซอื้
อำหำร จงึ นำไปสู่กำรเดินขบวนประท้วงและควำมวุ่นวำยในหลำยประเทศ ที่หนักท่ีสุดเห็นจะเป็นทวปี แอฟรกิ ำ
นอกจำกนั้นประเทศในเอเชียใต้ก็ประสบปัญหำอย่ำงหนัก เช่น อินเดียและบังคลำเทศ รวมไปถึงประเทศแถบ
อเมรกิ ำกลำง อยำ่ งเชน่ ไฮติ ก็เกิดจลำจลวุ่นวำยขึ้น

- แหล่งพลังงำนธรรมชำติประเภทสรำ้ งทดแทนใหม่ไม่ได้ เชน่ นำ้ มัน ถ่ำนหิน
ก๊ำซธรรมชำติกำลังขำดแคลน จวนเจียนจะหมดโลก ทำให้พลังงำนย่ิงมีรำคำแพงมำกขึ้น ควำมหวำดวติ กว่ำ
พลังงำนจะหมดโลก มีรำคำแพง ทำให้มนุษยร์ สู้ ึกว่ำเกิดวกิ ฤตพลังงำนทต่ี ้องเรง่ แก้ไขจดั กำรป้องกัน กำรผลิตและ
กำรใชพ้ ลังงำนของมนษุ ย์ ทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศหรอื สิ่งแวดล้อมทำงธรรมชำติอยำ่ งรุนแรงอยำ่ งชนิด
ไม่เคยเกิ ดขึ้นมำก่อน เช่น กำรใช้พ้ืนท่ีป่ำเพ่ือสร้ำงเข่ือนผลิตไฟฟ้ำพลังน้ำได้ ทำลำยระบบนิเวศสำร
กัมมันตภำพรงั สีจำกโรงไฟฟ้ำพลังงำนนิวเคลียรแ์ ละกำกนิวเคลียร์ กำรเกิดควันพิษ หมอกพิษในเมืองต่ำง ๆ

79

ท่ัวโลก ฯลฯ ผลจำกกำรใชพ้ ลังงำนมำก ทำให้โลกเกอดอำกำรรอ้ นผิดปกติท่ีเรยี กว่ำปฏิกิรยิ ำเรอื นกระจกและ
เกิดชอ่ งโหวใ่ นบรรยำกำศชนั้ โอโซน ที่ก่อผลกระทบต่อสุขภำพมนุษย์

แนวทำงแก้ไขและรองรบั ภัยพิบัติด้วยกำรบรหิ ำรจดั กำรพื้นที่ “โคก หนอง นำ”
ท่ ำ ม ก ล ำ ง ปั ญ ห ำ ก ำ ร เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง ส ภ ำ พ ภู มิ อ ำ ก ำ ศ ท่ี มี ส ำ เ ห ตุ ห ลั ก ม ำ จ ำ ก ก ำ ร ใ ช้

ทรพั ยำกรธรรมชำติอย่ำงไร ขอบเขตมนุษย์ได้ส่งผลกระทบในวงกว้ำงต่อสมดุลระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมกำร
เกิดปรำกฏกำรณ์ต่ำง ๆ ที่เป็นภัยคกุ คำมต่อแหล่งอำหำร เชน่ ควำมแห้งแล้ง น้ำท่วม โรคระบำด โดยเฉพำะอยำ่ ง
ย่งิ ภำวะวกฤตทส่ี ่งผลกระทบต่อภำคเกษตรอย่ำงมำก คือ กำรเกิดภัยแล้งทีน่ ับวนั จะมีควำมรุนแรงเพ่ิมขึ้นทุกปี ท่ี
ผ่ำนมำประเทศไทยรบั มือกับปัญหำภัยแล้งในหลำกหลำยรูปแบบ เชน่ กำรสรำ้ งอ่ำงเก็บน้ำ กำรสรำ้ งเข่ือนหรอื
กำรจดั ทำระบบชลประทำน ซง่ึ รูปแบบเหล่ำนี้สำมำรถใชแ้ ก้ไขปญั หำได้ในบำงพ้ืนทขี่ องประเทศไทยเทำ่ นั้นสำหรบั
พื้นท่ีท่ีห่ำงไกลนอกเขตชลประทำนท่ีมีพ้ืนท่ีถึง ๒๑๒,๒๐๐,๐๐๐ ไร่ ยังคงต้องประสบกับปัญหำกำรขำดแคลนน้ำ
เพ่ือใชใ้ นกำรเกษตร

โคกหนองนำโมเดลจงึ เป็นรูปแบบหน่ึงของกำรแก้ไขปัญหำของเรอ่ ื งกำรจดั กำรน้ำท่ีสถำบันเศรษฐกิจ
พอเพียงและมูลนิธกิ สิกรรมธรรมชำติได้น้อมนำพระรำชดำรสั ในรชั กำลที่ ๙ ด้ำนกำรทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตำมแนว
ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงมำใช้บรหิ ำรจัดกำรน้ำและพ้ืนท่ีกำรเกษตร โดยมีกำรกำรผสมผสำนกับภูมิปัญญำ
พื้นบำ้ นให้สอดคล้องกัน

หลักกำรออกแบบพ้ืนท่ีตำมหลักภูมิสังคม (Geosocial) มีตัวแปรสำคัญ ๕ ประกำร ได้แก่
๑) ไฟ (ทิศทำงของแสง) สำรวจ ทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก และทิศทำงกำรข้ึนของดวงอำทิตย์
๒) ลม กำรออกแบบบ้ำนให้มีทิศทำงของชอ่ งลมสอดรบั กับลมทีพ่ ัดมำในแต่ละฤดูกำลจะชว่ ยลดกำร
ใชพ้ ลังงำนในบ้ำนและเพ่ือให้บำ้ นเย็นอยูส่ บำย โดยตำมหลักปกติ ลมฝนจะพัดมำทำงทศิ ตะวนั ตกเฉียงใต้ และลม
หนำวหรอื ลมข้ำวเบำจะพัดมำทำงทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งน้ีควรวำงตำแหน่งอำคำร บ้ำนเรอื น ลำนตำกข้ำว
และลำนนวดข้ำว ไม่ให้ขวำงทศิ ทำงลมหนำว
๓) ดิน วำงแผนกำรขุดหนองนำ้ และกำรปรบั ปรุงสภำพดินให้เหมำะสม โดยนำท่ขี ุดหนองมำทำโคก
ทำให้โคกอยู่ทำงทิศตะวันตกและปลูกไม้ใหญ่ไว้บนโคก พรอ้ มปลูกป่ำ ๓ อย่ำง ประโยชน์ ๔ อย่ำง เมื่อต้นไม้สูง
ใหญ่จะชว่ ยบังแดดและให้รม่ เงำ
๔) นำ้ ขุดหนองนำ้ โดยดูทำงไหลของน้ำเข้ำและออกจำกพื้นท่ี วำงตำแหน่งหนองน้ำในทศิ ทีใ่ ห้ลมพัด
รอ้ นพัดผ่ำน จะทำให้บ้ำนรม่ เย็น ขุดหนองให้มีขอบคดโค้งเพ่ือเพ่ิมพื้นที่เพำะปลูก และทำตะพักให้ลดหลั่นตำม
ระดับควำมสูง โดยชน้ั แรกควรมีควำมสูงเทำ่ กับระดับของแสงแดด ท่สี ่องลงไปถึงปลูกไม้นำ้ หรอื พืชน้ำเพ่ือให้ปลำ
สำมำรถวำงไข่ อนบุ ำลสัตว์น้ำและเปน็ ทีอ่ ยูอ่ ำศัย กำรคำนวณปรมิ ำตรน้ำให้มีกำรเก็บไว้ใชไ้ ด้พอเพียง ดังน้ี
ขนำดพื้นท(ี่ ไร)่ X 1,600Xปรมิ ำณน้ำฝนเฉลี่ยต่อป(ี ลบ.ม.) = ปรมิ ำณนำ้ ฝนทตี่ กในพื้นท่ี
ตัวอยำ่ งเชน่ พื้นที่ 10 ไร่ (10X1,600X1.50=22,400 ลบ.ม.) อัตรำกำรระเหยเฉล่ีย 1 ซม.ต่อวัน
๕) คน ออกแบบให้เหมำะสมกับควำมต้องกำร ฐำนะ และกำลังของเจำ้ ของทด่ี ิน
กรณีศึกษำควำมสำเรจ็ “โคก หนอง นำ”โครงกำรพลังคนสรำ้ งสรรค์โลก รวมพลังตำมรอยพ่อขอแผ่นดิน ปี ๕
พ.ศ. ๒๕๖๐ จ.เชยี งใหม่ โครงกำรฯ ในปีท่ี ๕ ได้ดำเนินงำนเดินหน้ำขยำยผลจดั กำร ดิน น้ำ ป่ำ อย่ำงยั่งยืน ตำม
ศำสตรพ์ ระรำชำ ด้วยควำมรว่ มมือจำกพันธมิตรทุกภำคส่วน ภำยใต้แนวคิด “แตกตัวทั่วไทยเอำม้ือสำมัคคี” เพ่ือ
น้อมรำลึกในพระมหำกรณุ ำธคิ ุณของพระบำทสมเด็จพระบรมชนกำธเิ บศรมหำภูมิพลอดุลยเดชมหำรำช บรมนำถ
บพิตร ส่งต่อแรงบนั ดำลใจผ่ำนกำรถ่ำยทอดเรอ่ ื งรำวควำมสำเรจ็ ของผู้นำศำสตรพ์ ระรำชำมำประยุกต์ใชใ้ ห้

80

เหมำะสมตำมสภำพภูมิสังคม เพื่อเผยแพรอ่ งค์ควำมรู้ สู่กำรลงมือปฏิบัติพรอ้ มขยำยผลควำมสำเรจ็ ของ
โครงกำรฯ จำกลุ่มน้ำป่ำสักสู่ลุ่มน้ำอ่ืน ๆ อันจะนำไปสู่กำรแก้ปัญหำ น้ำท่วม น้ำแล้ง อย่ำงย่ังยืน กำร “เอำม้ือ
สำมัคคี” หรอื “กำรลงแขก” ตำมประเพณีด้ังเดิมของคนไทย ถูกนำมำเป็นกลวธิ ใี นกำรขับเคลื่อนเพ่ือประสบควำม
สำมัคคีเชื่อมโยงเครอื ข่ำยต่ำง ๆ เข้ำไว้ด้วยกัน และขณะเดียวกันก็เป็นเครอ่ ื งมือในกำรขยำยเครอื ข่ำยที่มี
ประสิทธภิ ำพอีกด้วย

กำรสรำ้ งหุ่นจำลองกำรจดั กำรพ้ืนทตี่ ำมหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นำโมเดล”
โคก-หนอง-นำ โมเดล คือ กำรจดั กำรพื้นท่ีซงึ่ เหมำะกับพื้นท่ีกำรเกษตร ซงึ่ ผสมผสำนเกษตรทฤษฎีใหม่ เข้ำกับ
ภูมิปัญญำพ้ืนบ้ำนที่อยู่อย่ำงสอดคล้องกับธรรมชำติในพ้ืนที่น้ัน ๆ โคก หนอง นำ โมเดล เป็นกำรให้ธรรมชำติ
จดั กำรตัวมันเองโดยมีมนุษย์เปน็ ส่วนส่งเสรมิ ให้มันสำเรจ็ เรว็ ขึ้นอย่ำงเปน็ ระบบ

โคก-หนอง-นำ โมเดล มีองค์ประกอบดังน้ี
1. โคก : พ้ืนที่สูง

ดินท่ีขุดทำหนองน้ำน้ันให้นำมำทำโคก บนโคกปลูก “ปำ่ ๓ อยำ่ ง ประโยชน์ ๔ อยำ่ ง”
ตำมแนวทำงพระรำชดำร ิ ปลูกพืช ผักสวนครวั เล้ียงหมู เลี้ยงไก่ เล้ียงปลำ ทำให้พออยู่ พอกิน พอใช้ พอรม่ เยน็
เป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐำน ก่อนเข้ำสู้ข้ันก้ำวหน้ำ คือ ทำบุญ ทำทำน เก็บรกั ษำ ค้ำขำย และเชื่อมโยงเป็น
เครอื ข่ำย ปลูกที่อยูอ่ ำศัยให้สอดคล้องกับสภำพภูมิประเทศ และภูมิอำกำศ

2.หนอง : หนองนำ้ หรอื แหล่งน้ำ
ขุดหนองเพื่อกักเก็บนำ้ ไวใ้ ชย้ ำมหน้ำแล้งหรอื ยำมจำเปน็ และเปน็ ทร่ี บั น้ำยำมน้ำท่วม

(หลุมขนมครก) ขุด “คลองไส้ไก่” หรอื คลองระบำยนำ้ รอบพ้ืนท่ตี ำมภูมิปัญญำชำวบ้ำน โดยขุดให้คด
เคี้ยวไปตำมพ้ืนที่เพ่ือให้น้ำกระจำยเต็มพื้นที่เพ่ิมควำมชุม่ ชน้ื ลดพลังงำนในกำรลดน้ำต้นไม้ ทำฝำยทดน้ำ เพ่ือ
เก็บน้ำเข้ำไว้ในพ้ืนท่ีให้มำกท่ีสุด โดยเฉพำะพ้ืนที่โดยรอบไม่มีกำรกักเก็บน้ำ น้ำจะหลำกลงมำยังหนองน้ำ และ
คลองไส้ไก่ ให้ทำฝำยทดนำ้ เก็บไว้ใชย้ ำมหน้ำแล้ง พัฒนำแหล่งน้ำในพื้นท่ี ท้งั กำรขุดลอก หนอง คู คลอง เพ่ือกัก
เก็บนำ้ ไวใ้ ชย้ ำมหน้ำแล้ง
และเพิ่มกำรระบำยนำ้ ยำมน้ำหลำก

3. นำ
พ้ืนทีน่ ำน้ันให้ปลูกข้ำวอินทรยี พ์ ้ืนบำ้ น โดยเรม่ ิ จำกกำรฟ้ ืนฟูดิน ด้วยกำรทำเกษตร

อินทรยี ์ยั่งยืนคืนชวี ติ เล็ก ๆ หรอื จุลินทรยี ์กลับคืนแผ่นดินใชก้ ำรควบคมุ ปรมิ ำณนำ้ ในนำเพ่ือคุมหญ้ำ ทำให้ปลอด
สำรเคมีได้ปลอดภัยท้ังคนปลูก คนกิน ยกคันนำให้มีควำมสูงและกว้ำง เพื่อใชเ้ ป็นท่ีรบั น้ำยำมน้ำท่วมปลูกพืช
อำหำรตำมคันนำ

หลังจำกที่ได้รบั ควำมรูค้ วำมเข้ำใจในกำรออกแบบพื้นท่ีเชิงภูมิสังคมไทย ไปแล้ววทิ ยำกรได้
นำเข้ำสู่กำรฝกึ ปฏิบัติกำรสรำ้ งหุ่นจำลองจดั กำรพื้นทตี่ ำมหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคก หนอง นำ โมเดล โดยให้
แบ่งกลุ่มตำมกลุ่มสี ให้แต่ละกลุ่มทรำบข้อมูลพ้ืนท่ี และโจทย์ของพ้ืนทท่ี ่ีต้องออกแบบ และรว่ มกำรวำงแผนกำร
ออกแบบให้ตรงตำมหลักกำรออกแบบที่ได้เรยี นรูไ้ ปแล้ว โดยรำ่ งลงในกระดำษ A4 ก่อนแล้วจึงขยำยเติม
รำยละเอียดลงในแบบกระดำษฟลิปชำรท์ อีกครง้ั เมื่อเสรจ็ แล้ว ให้ทุกกลุ่มนำแบบที่ออกแบบไว้ในกระดำษ มำ
สรำ้ งเป็นหุ่นจำลอง โดยใช้ดินโคลนและวัสดุธรรมชำติมำประกอบเป็นสิ่งของ ในส่วนต่ำง ๆ ประกอบข้ึนเป็น
โมเดล วทิ ยำกรให้เวลำในกำรฝึกปฏิบัติต้ังแต่เวลำ 09.00 น. – 14.00 น. เป็นเวลำที่รวมอำหำรว่ำงและอำหำร
กลำงวนั ไวเ้ รยี บรอ้ ยแล้ว จำกน้ันให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทน นำเสนอผลงำนหุ่นจำลอง เพ่ือเสนอแนวคิดในกำร

81

ออกแบบ กลุ่มละประมำณ 10 นำที พรอ้ มกับกำรเติมเต็มแลกเปลี่ยนเรยี นรูร้ ะหว่ำงวทิ ยำกรและผู้เข้ำรบั กำร
อบรม เสรจ็ กิจกรรมเวลำ 15.00 น.

กำรฝึกปฏิบัติกำรสรำ้ งหุ่นจำลองฯ ซง่ึ วทิ ยำกรได้ให้โจทย์พ้ืนที่ดังน้ี
1.พ้ืนทอี่ อกแบบจำนวน 5 ไร่
2.พื้นที่มีควำมลำดเอียง ไม่เสมอกัน ต่ำๆ สูงๆ
3.ทำงด้ำนทิศเหนือพื้นที่อยูต่ ิดกับไรอ่ ้อยที่ใชส้ ำรเคมี
4.พ้ืนท่ีมีปรมิ ำณน้ำฝน เฉล่ีย 1,500 ลบม./ปี

1. ภำพตัวอย่ำงกำรออกแบบแปลง รุน่ ท่ี 1

82

2.ภำพตัวอย่ำงกำรสรำ้ งหุ่นจำลอง รุน่ ท่ี 1

83

2. ตัวอย่ำงกำรออกแบบแปลง รุน่ ท่ี 2

4.กำรสรำ้ งหุ่นจำลอง รุน่ ท่ี 2

84

4.ตัวอย่ำงกำรสรำ้ งหุ่นจำลอง โคก หนอง นำรุน่ ท่ี 2

85

ผ ล จ ำ ก ก ำ ร เ ร ยี น รู้ ผู้ เข้ ำ รับ ก ำ ร ฝึ ก อ บ ร ม มี ค ว ำ ม รู้ ค ว ำ ม เข้ ำ ใจ . ห ลั ก คิ ด พื้ น ฐ ำ น ก ำ ร อ อ ก แ บ บ
ภูมิสังคมไทย ดิน น้ำ ป่ำ คนสำมำรถนำควำมรูไ้ ปออกแบบพ้ืนที่ของตนเองตำมภูมิสังคมได้ รวมท้ังสำมำรถ
คำนวณกำรจัดเก็บน้ำในระดับไรน่ ำ จำนวนสัดส่วนพ้ืนท่ี ในกำรทำโคก หนอง นำ ได้อย่ำงถูกต้อง พรอ้ มทั้งง
สำมำรถออกแบบจำลองในกำรทำ โคก หนอง นำ โมเดล ได้อยำกถูกต้องละเอียด สวยงำม สมบูรณ์แบบ สังเกต
ได้จำกชนิ้ งำนกำรออกแบบ จำลองโคก หนอง นำ โมเดล บนโต๊ะทรำย ทกุ คน ให้ควำมรว่ มมือ มุ่งม่ัน ต้ังใจ ในกำร
ออกแบบโมเดล ในแต่ละพ้ืนที่ ทำให้เห็นถึงกำรทำงำนเป็นทีม ควำมรบั ผิดชอบ กำรวำงแผนในกำรทำงำน
รวมถึงควำมคิดรเิ รม่ ิ สรำ้ งสรรค์ของทีมงำนสำมำรถนำไปเปน็ แบบอยำ่ งในกำรออกแบบ โค หนอง นำ โมเดลของ
ตนเองได้

86

วชิ ำ ยุทธศำสตรก์ ำรขับเคลือ่ นปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียงและ
นำเสนอแผนยุทธศำสตรช์ ุมชน

1.วทิ ยำกร : นำยธรรมนญู ไขวพ้ ันธุ์ ตำแหน่ง พัฒนำกำรจงั หวดั เพชรบุร ี

2. วัตถุประสงค์

1) เพ่ือกำหนดแนวทำง/เปำ้ หมำยในกำรขับเคล่ือนหลักปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียงท่ี

สอดคล้องกับบรบิ ทพื้นที่ของตนเอง เล็ก แคบ ชัด กำรเอำม้ือสำมัคคี ครูพำทำ เพื่อเรยี นรูห้ ลักกำรจัดทำ

ยุทธศำสตรก์ ำรขับเคล่ือนปรชั ญำเศรษฐกิจพอเพียง

2) เพ่ือให้ผู้เข้ำรบั กำรฝึกอบรมตระหนักถึงควำมสำคัญของสถำบันพระมหำกษัตรยิ ์

พระบำทสมเด็จพระบรมชนกำธเิ บศร มหำภูมิพลอดุลยเดชมหำรำช บรมนำถบพิตร (รชั กำลท่ี 9 ที่ทรงงำนหนัก

เพื่อประชำชนและประเทศไทย

3) เพื่อให้ผู้เข้ำรบั กำรฝกึ อบรมนำเสนอแผนยุทธศำสตรก์ ำรขับเคล่ือนของหลักปรชั ญำ

ของเศรษฐกิจพอเพียงของตัวเองได้

3. ระยะเวลำ : จำนวน 3 ชว่ั โมง (09.00 น. – 12.00 น.)

4. ขอบเขตเน้ือหำ : 1) กำรกำหนดเปำ้ หมำยของชวี ติ บนวถิ ีชวี ติ เศรษฐกิจพอเพียง

2) ออกแบบพ้ืนท่ีชวี ติ กำรดำรงอยู่บนพ้ืนฐำนของกำรพึ่งพำตนเอง เล็ก แคบ ชดั กำร

เอำมื้อสำมัคคี กำรเปน็ ครพู ำทำ

3) กำหนดยุทธศำสตรก์ ำรขับเคลื่อนปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียงสู่กำรปฏิบัติ

สถำนที่จรงิ วำงแผนขับเคล่ือนสรำ้ งสังคมอุดมสุขแบบพอเพียง จติ อำสำพัฒนำพื้นที่/พัฒนำชุมชน

5.เทคนิควธิ กี ำร : 1) วทิ ยำกรใช้ส่ือวดี ีทัศน์ เรอ่ ื ง สืบสำน รกั ษำ ต่อยอด สรำ้ งสุขปวงประชำกำรฟัง

บรรยำย แบ่งกลุ่มระดมควำมคิดและนำเสนอผลงำน

2) ฝึกปฏิบัติกำรจดั ยุทธศำสตรอ์ ยำ่ งงำ่ ย

3) นำเสนอ/แลกเปลี่ยนเรยี นรู้

6. วัสดุ/อุปกรณ์
1) สื่อวดี ีทศั น์ PPT
2) คอมพิวเตอร์ เครอ่ ื งฉำย และจอภำพ ผ่ำระบบ ZOOM
3) กระดำษฟลิปชำรท์ ปำกกำเคมี บอรด์

87

การขบั เคล่อื นสบื สานศาสตรพ์ ระราชา เพือ่ การปฏิรูปประเทศ 357

3 ระดับ 5 กลไก 7 ภำคี กุญแจสำคัญของกำรขับเคล่ือนสืบสำนศำสตรพ์ ระรำชำ หลักกำรขับเคลื่อน
สืบสำนศำสตรพ์ ระรำชำให้ย่ังยืน ซ่งึ เป็นกำรพัฒนำที่มีประชำชนเป็นแกนกลำง และภำคีอื่น ๆ รว่ มบูรณำกำร
เพื่อเสรมิ กลไกเดิมของภำครฐั ท่ีมีอยู่ เป็นกำรขับเคล่ือนในพื้นท่ี 3 ระดับ เป็นอย่ำงน้อย ระดับชุมชนหรอื ลุ่มน้ำ
ระดับจงั หวัดหรอื ภูมิภำค และระดับชำติ ภำยใต้กำรมรส่วนรว่ มของ 5 กลไก ที่จะชว่ ยหนุนเสรมิ งำนขับเคล่ือน
สืบสำนศำสตรพ์ ระรำชำ ประกอบด้วย กลไกกำรประสำนงำนภำคีเครอื ข่ำย กลไกแผนงำนและยุทธศำสตรเ์ ชงิ
บูรณำกำร กลไกกำรติดตำมและประเมินผล กลไกกำรจดั กำรควำมรู้ อันเป็นองค์ควำมรทู้ ี่ได้จำกกำรปฏิบัติทีต่ ้อง
นำมำจัดทำเป็นตำรำหรอื คู่มือเฉพำะในแต่ละพ้ืนที่ และกลไกกำรสืบสำรสังคมให้รบั รู้ รว่ มด้วย กำรบูรณำกำร
ของ 7 ภำคี คือ ภำครฐั ที่ให้กำรสนับสนุนด้ำนงบประมำณ กฎหมำย รวมถึงเครอ่ ื งมือต่ำง ๆ ภำควชิ ำกำร
และสถำบนั กำรศึกษำ ภำคสำสนำ ภำคประชำชน ภำคเอกชน ภำคประชำสังคม และภำคส่ือมวลชน

ระบบ 3-5-7 นี้ จะช่วยหนุนเสรมิ ในกำรขับเคลื่อนสืบสำนศำสตรพ์ ระรำชำบรรลุเป้ำหมำยควำมย่ังยืน
ของโลกได้ท้ัง 17 ข้อ ซง่ึ ในควำมเป็นจรงิ แล้ว แม้ส่ิงที่ในหลวงรชั กำลท่ี ๙ ได้ทรงปฏิบัติพระรำชกรณียกิจมำตลอด
ระยะเวลำ 70 ปี ของกำรครองรำชย์ แต่พระองค์ทรงเน้นท่ี ข้อ 2 เป็นหลัก ในเรอ่ ื งกำรขจดั ควำมอดยำกและสรำ้ ง
ควำมม่ันคงทำงอำหำร

กำรบรหิ ำรแบบคนจน กำรทำงำนแบบคนจน
แบบคนจน.........ไม่ติดตำรำ
“แบบท่เี รยี กวำ่ ทำแบบคนจน คือ ทำวธิ กี ำรแบบคนจน ไม่ได้มีกำรลงทนุ มำกมำยหลำยอย่ำงของเขำ เรำก้อทำไป ก็เลยบอกว่ำ
ถ้ำจะแนะนำก็ทำ แนะนำได้ ทำแบบคนจน เพรำะเรำ เรำไม่ได้เป็นประเทศท่ีรวย เรำก็รวยพอสมควร อยู๋ได้ แต่ไม่ใช่
เป็นประเทศท่ีก้ำวหน้ำอย่ำงมำก และไม่อยำกจะเป็นประเทศอย่ำงก้ำวหน้ำอย่ำงมำก เพรำะถ้ำเรำเป็นประเทศอย่ำงก้ำวหน้ำ
อยำ่ งมำก มีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่ำน้ันทเี่ ขำเปน็ ประเทศทมี่ ีอุตสำหกรรมสูง มีแต่ถอยหลังและถอยหลังอยำ่ งน่ำกลัว ”
…แต่ถ้ำเรำมีกำรปกครอง แบบ...เรยี กว่ำ แบบคนจน แบบท่ีไม่ติดกับตำรำมำกเกินไป ทำอย่ำงมีสำมัคคีน่ีแหละ คือเมตตำกัน
ก็จะอยูไ่ ด้ตลอดไป ไม่เหมือนคนทีท่ ำตำมบญั ชี ตำมวชิ ำกำรแล้วก็วันหน่งึ ก็วชิ ำกำรน้ันเรำดูตำรำแล้วพรกิ ไปถึงหน้ำสุดท้ำย

88

ในหน้ำสุดท้ำยน้ันเขำบอก อนำคตยังมีแต่ไม่บอกว่ำต้องอย่ำงไร เวลำปิดเล่มแล้ว มันก็ปิดตำรำ ปิดตำรำแล้ว
ไม่รูจ้ ะทำอะไร ลงท้ำยก็ต้องเปิดหน้ำแรกใหม่ เปิดหน้ำแรกก็เรม่ ิ ต้นใหม่ ถอยหลังเข้ำคลอง แต่ถ้ำเรำใช้ตำรำแบบที่เรำ
อะลุ้มอล่วยกัน ตำรำนั้น ไม่จบ พระรำชดำรสั ของพระบำทสมเด็จพระบรมชนกำธเิ บศร มหำภูมิพลอดุลยเดชมหำรำช
บรมนำถบพิตร (รชั กำลท่ี 9 )

หลักปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียงท่ีพระบำทสมเด็จพระบรมชนกำธเิ บศร มหำภูมิพลอดุลยเดชมหำรำช
บรมนำถบพิตร (รชั กำลที่ 9 ) ทรงพระรำชทำนให้ไว้เพื่อเป็นแนวทำงกำรดำเนินชีวติ ที่เน้นกำร พึ่งพำตนเอง
และสำมำรถนำไปประยุกต์ใช้กับกำรพัฒนำและกำรบรหิ ำรจัดกำรในภำคส่วนต่ำง ๆ ได้อย่ำงเหมำะสม
จงึ มีหน่วยงำนท้ังภำครฐั ภำคเอกชน และประชำชนทั่วไป นำหลักปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใชใ้ น
แนวทำงและวธิ กี ำรต่ำง ๆ แตกต่ำงกันไปตำมบรบิ ทของแต่ละหน่วยงำนแต่ละพื้นท่ี ในลักษณะที่ต่ำงคน ต่ำงทำ
ขำดกำรบูรณำกำรในกำรปฏิบัติกำรแลกเปลี่ยนข้อมูล หรอื กำรแลกเปลี่ยนเรยี นรูร้ ะหว่ำงกัน ส่งผลให้มีควำม
เข้ำใจและกำรปฏิบัติทห่ี ลำกหลำย กำรขับเคลื่อนกำรพัฒนำตำมปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียง เพ่ือใชเ้ ป็นกรอบ
และแนวทำงในกำรบูรณำกำร กำรปฏิบตั ิงำนรว่ มกัน

แผนยุทธศำสตรก์ ำรบูรณำกำรกำรขับเคล่ือนกำรพัฒนำตำมปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียงสู่กำรปฏิบัติ
เพ่ือกำรขับเคล่ือนกำรพัฒนำตำมปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่กำรปฏิบัติ ให้สำมำรถบรรลุเป้ำหมำย และ
เปน็ ไปในทิศทำงเดียวกัน

ปรชั ญำเศรษฐกิจพอเพียงมีเป้ำหมำยหลัก ดังน้ี
1. กำรใชช้ วี ติ บนพื้นฐำนของกำรรูจ้ กั ตนเอง และทำส่ิงต่ำง ๆ ตำมควำมสำมำรถของตนเอง รูจ้ กั พัฒนำ
ตนเองด้วยกำรทำจติ ใจให้ผ่องใส พัฒนำควำมรคู้ วำมสำมำรถของตนด้วยกำรเข้ำรบั กำรศึกษำอบรมใฝ่หำควำมรู้
2. สำมำรถพึ่งพำตนเองและพึ่งพำซงึ่ กันและกัน ในกำรดำเนินชวี ติ ประจำวันเมื่อต้องประสบกับปัญหำก็
ให้ใชส้ ติปัญญำไตรต่ รองหำสำเหตุและแก้ไขปัญหำบนพ้ืนฐำนของเหตุและผลด้วยตนเองก่อนท่จี ะพึ่งพำคนอ่ืน
3. ใช้ชีวติ อย่ำงพอเพียง รูจ้ ักยับยั้งใจตนเอง ลดควำมต้องกำรของตนเองลงโดยคำนึงถึงควำมมีอยู่
ของตนเอง เชน่ คำนึงถึงรำยรบั หรอื รำยได้ของตนเองก่อนท่ีจะตัดสินใจซอื้ ส่ิงของยึดทำงสำยกลำงในกำรดำเนิน
ชวี ติ ให้ตนเองอยู่อย่ำงสมดุลเพื่อกำรมีควำมสุขอย่ำงแท้จรงิ ไม่รูส้ ึกขำดแคลนและต้องไม่เบียดเบียนผู้อ่ืนหรอื
ส่ิงแวดล้อม
จงึ กล่ำวได้ว่ำเป้ำหมำยของปรชั ญำเศรษฐกิจพอเพียงก็เพ่ือให้คนไทยอยู่ในสังคมไทยได้อย่ำงมีควำมสุข
ทกุ ระดับ ดังน้ี
ระดับครอบครวั สมำชกิ ในครอบครวั มีควำมเป็นอยู่ท่ีดี พ่ึงพำตนเองได้ มีควำมสุขท้ังทำงกำยและใจ
ดำเนินชวี ติ โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ไม่เป็นหน้ีที่ไม่สำมำรถชำระคืนได้ มีเงนิ เหลือเป็นเงนิ ออมสำหรับ
ครอบครวั
ระดับชุมชน รวมกลุ่มในกำรสรำ้ งงำนสรำ้ งอำชีพเพื่อสรำ้ งควำมเข้มแข็งทำงด้ำนเศรษฐกิจของชุมชน
รวมกลุ่มทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม สำมำรถนำทรพั ยำกรซงึ่ เปน็ ทนุ ของชุมชนมำใชอ้ ย่ำงมีประสิทธภิ ำพ เพื่อให้เกิด
ควำมเป็นอยู่ทพี่ อเพียงของชุมชนโดยรวม
ระดับสังคม สังคมเข้มแข็ง มีกำรสรำ้ งงำนสรำ้ งอำชีพที่มั่นคง สมำชิกในสังคมมีควำมเป็นอยู่ที่ดี
มีกำรแลกเปล่ียนควำมรู้ เข้ำรบั กำรศึกษำอบรม รว่ มกันสืบทอดภูมิปัญญำและรว่ มกันพัฒนำตำมแนวทำง
เศรษฐกิจพอเพียง เพ่ือสรำ้ งเปน็ เครอื ข่ำยทง้ั ในและนอกสังคม

89

ดังนั้นจงึ นำไปสู่ “ยุทธศำสตร์ รม่ โพธิ์ รม่ ไทร” กำรขับเคล่ือนสังคม เปรยี บดั่งต้นไม้มีแก่น เน้ือ กระพ้ี
เปลือก

เปลือก หมำยถึง ภำพตัดขวำงเหมือนลำต้นไทร
กระพี้ หมำยถึง
เนื้อ หมำยถึง พวกกันไปไหนไปด้วย ชว่ ยประชำสัมพันธ์ เปน็ กระบอกเสียง
แก่น หมำยถึง มวลชนเข้ำรว่ มกิจกรรมจติ อำสำ ส่งอำหำร ส่งนำ้ และดึงพวกเข้ำรว่ ม
แกนนำสรำ้ งศรทั ธำ ทำงำนขับเคล่ือนสรำ้ งมวลชนในภำคส่วนต่ำง ๆ
มองภำพใหญ่ เข้ำใจควำมซบั ซอ้ น วำงแผนเชงิ ยุทธศำสตร์


Click to View FlipBook Version