บทท่ี 1
ประวัติการจดั สวน
นบั แต่สมัยโบราณกาล ส่ิงท่ีเป็นซากเหลือและหรือสิ่งท่ียังคงอนุรักษ์ไว้ได้ เช่นภาพเขียนบน
ฝาผนังถ้า ผนังสุสานของกษัตริย์แห่งอิยิปต์ จะมีภาพเขียนเก่ียวกับสัตว์ต่าง ๆ เช่น แมว เหยี่ยว
ภาพดอกไม้ เช่น ดอกบัว ภาพเครอ่ื งเคลือบดินเผา แม้กระทง่ั ภาพลวดลายบนพรมท่ีใช้ประดับผนัง
จะประกอบด้วยตัวอักษรลวดลายเกี่ยวกับดอกไม้ ใบไม้ เป็นต้น ซ่ึงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ชี้ให้เห็นได้ว่า
มนษุ ยแ์ ละธรรมชาติ มีสว่ นสัมพันธ์เกย่ี วเน่อื งกันมาชา้ นานแล้ว และหากจะย้อนกลับไปสืบสาวค้นหา
ประวัติการจัดสวน ก็คงจะกล่าวได้ว่า การจัดสวนเริ่มต้ังแต่ยุคสมัยที่มนุษย์ยังร่อนเร่หาที่อยู่ท่ี
เหมาะสม เมื่อได้ท่ีพัก ก็จะมีการสร้างรั้ว เพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์ต่าง ๆ มีการปรับปรุง
สภาพแวดล้อมโดยการเร่ิมปลูกพืชพรรณที่เป็นอาหาร จนกระท่ังรู้จักรวบรวมคัดพันธุ์ เมื่อมีท่ีอยู่มี
อาหารพอเพียงกเ็ รม่ิ มีการจัดแตง่ บริเวณปลูกพืชให้เกิดทั้งประโยชน์และความสวยงาม ซึ่งแต่เดิมนั้น
สวนทั่ว ๆ ไปจะเป็นสวนเกษตรกรรม เช่น สวนผลไม้ สวนองุ่นเพื่อท้าเหล้าไวน์ ในขณะที่สวนของ
เจ้านายหรือคหบดีท้ังหลายจะเป็นสวนที่เสริมสร้างความสวยงาม การจัดสวนจะเป็นแบบประดิษฐ์
(formal styles) มกี ารปลูกพชื พรรณเป็นแถว เป็นแนวตามกรอบที่วางไว้ ซ่ึงการจัดสวนแต่เดิมนั้นมี
จุดมุ่งหมายเพ่ือสร้างสรรค์ความสวยงามให้เกิดความสุขทางจิตใจ เป็นการแสดงออกซ่ึงความเชื่อ
ทางศาสนา และเพ่อื เป็นการแสดงความแตกต่างของสิ่งท่ีเป็นธรรมชาติกับความเป็นระเบียบ ซ่ึงการ
จดั สวนแตล่ ะยคุ สมัยจะมกี ารใช้พชื พรรณต่าง ๆ กนั อนั จะชใี้ หเ้ ห็นถึงความสุขและความชื่นชอบของ
ชนชาตนิ ้ัน ๆ ติดต่อกันมาหลายศตวรรษจนปจั จุบนั น้ี
การจัดสวนซีกโลกตะวนั ตก
อิยิปต์ (Egypt)
เป็นชาติแรกท่ีมีการพัฒนาทางด้านการจัดสวนมีบันทึกเกี่ยวกับการจัดสวนตั้งแต่ 3000 ปี
ก่อนคริสต์ศักราช สวนต่าง ๆ จะมีลักษณะปิด เนื่องจากบ้านเรือนท่ีพักอาศัยจะมีรูปทรงเรขาคณิต
การจัดสวนจะเป็นแบบมีระเบียบ (formal styles) ซึ่งจะมีการจัดเฉพาะในพระราชวังและบ้านข้า
ราชบรพิ ารชั้นผใู้ หญ่และสถานทที่ างศาสนา การจัดสวนจะมแี หลง่ นา้ เขา้ มาเกี่ยวขอ้ งเพือ่ ใช้ในช่วงฤดู
ร้อน คลองส่งน้าต่าง ๆ จะมีในสวนขนาดเล็กหากเป็นสวนขนาดใหญ่ ๆ ระบบน้าจะเปลี่ยนแปลงใน
รูปของสระรูปทรงเรขาคณิต มีการเลีย้ งปลาในสระน้า การปลูกพรรณไม้ก็เพื่อใช้ประโยชน์ในการให้
ร่มเงา ป้องกนั ความรอ้ นจากดวงอาทติ ยม์ กี ารสร้างเรือนต้นไม้และปลูกไม้เล้ือย เช่น องุ่น ไอว่ี มีการ
ปลูกปาล์มเพื่อให้ร่มเงา นอกจากนี้ชนชาวอิยิปต์จะปลูกพืชผักต่าง ๆ เป็นอาหาร โดยเฉพาะ
หอมหวั ใหญ่ (onions) เพอื่ การลดนา้ หนัก รวมท้ังมกี ารปลูกพืชสมุนไพรเพ่ือใช้เป็นยารกั ษาโรค
เปอรเ์ ซีย (Persia)
การจัดสวนของชนชาวอาหรับไดพ้ ฒั นามานบั พนั ปตี ่อจากสมัยอิยิปต์ ตามประวัติศาสตร์ชน
ชาติน้ีเป็นชนชาติท่ีมีความรุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะทางศิลปวิทยามีการสร้างสรรค์อารยธรรมของ
ตนเอง พยายามปรับปรุงรูปแบบศิลปะต่าง ๆ จากอดีตจนเป็นอารยธรรมของชนรุ่นหลังต่อมา 1 ใน
7 ของส่งิ มหศั จรรย์ของโลก คอื สวนลอยแหง่ บาบิโลน (The Hanging Garden of Babylon) สวนน้ี
สรา้ งขึน้ ในสมัย 600 ปี กอ่ นคริสต์ศกั ราช
การจัดสวนของเปอร์เซียน้ี จะตกแต่งประดับแทรกตัวอยู่ในสถาปัตยกรรม ออกแบบเป็น
รูปทรงเรขาคณิตและมักจะวางผงั สวนเป็นสีเ่ หลี่ยมผนื ผา้ มีการทา้ สระน้ารปู ส่ีเหลีย่ ม มีน้าพุและน้า
ไหลรินจากตกุ๊ ตาประติมากรรมตา่ งๆรอบๆสระนา้ จะปลูกไม้ใหญ่ ให้รม่ เงาและช่วยควบคุมความร้อน
ไปในตัวด้วย รูปแบบของสวนยังเป็นแบบปิด มีการปลูกพรรณไม้เล้ือย เช่น องุ่น ไม้ผลที่ปลูก ได้แก่
พีช (peach) แอปเป้ิล (apple) เชอร่ี (cherry) กล้วย อินทผาลัม และมะกอก ไม้ดอก ได้แก่ ป๊อป
ป้ี (poppies) ลิล่ี (lilies) เบญจมาศ (chrysanthemum) นาซิสซิส (narcissi) และกุหลาบ โดย
ปลูกในแปลงปลกู ทรงเรขาคณิตแทรกอย่รู ะหว่างคลองส่งน้า
7
กรกี (Greek)
พ้ืนท่ีของกรีกโดยทั่วไปจะเป็นเกาะมีผืนแผ่นดินใหญ่ใกล้ทะเล อากาศจะสดชื่นแจ่มใส
ผู้คนที่อาศัยอยู่ชอบที่จะใช้ชีวิตอยู่ภายนอกอาคารมากกว่าภายในบ้าน การท้ากิจกรรมต่าง ๆ จะ
น้าเอาธรรมชาติเข้ามาเก่ียวข้องด้วย การเล่นกีฬากลางแจ้ง การร่ายร้าบูชาเทพยดาก็จะเน้นเอา
ธรรมชาติเปน็ ฉากหลงั โดยจะเลอื กสถานทีท่ ่จี ะมองเห็นธรรมชาติ หรือทวิ ทศั นใ์ หม้ ากท่สี ดุ
ลักษณะบ้านเรือนท่ีพักอาศัยจะมีลักษณะเรียบง่าย หันหน้าเข้าสู่ลานบ้านภายในร่วมกันซึ่ง
ตรงกลางจะเปิดเป็นลานโล่งให้รับแสงแดด อาจจะมีบ่อน้าเพื่อรองรับน้าฝนจากหลังคา การจัดสวน
ในยุคนี้จะปลูกพืชผักรวมทั้งถั่วต่าง ๆ มีสวนผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล (apple) แพร์ (pear) มะกอก
(olive) และแปลงองนุ่ เป็นตน้
โรมนั (Roman)
พื้นทีท่ งั้ หมดของอาณาจกั รโรมัน มกี ารแบ่งบา้ นเรอื นออกเป็น
บ้านในเมือง หรือที่เรียกว่าโดมุส (domus) ลักษณะจะหันหน้าเข้าสู่ภายในร่วมกัน
เช่นเดียวกับกรีก มีลานซ้อนกัน 2 ชั้น ลานด้านหน้า (atreum) เป็นส่วนรับแขก มีขนาดเล็ก มีลาน
โลง่ (peristyle) ซอ้ นอยู่ด้านหลัง มีขนาดใหญ่ ใช้เป็นที่พักส่วนตัว บริเวณนี้จะจัดสวนโดยตรงกลาง
จะมีบ่อนา้ มกี ารปลูกพรรณไม้ อาจจะมแี ทน่ บชู า และรปู ป้ันตา่ ง ๆ ดว้ ย
บ้านพักตากอากาศ หรือทเี่ รยี กวา่ วลิ ล่า (villa) สร้างบนภูเขา โดยตัดพ้ืนท่ีตามไหล่เขาออก
เพอื่ สรา้ งเปน็ สวน เมอ่ื มองจากวิลลา่ ก็จะมองเหน็ สวนลดหล่ันกันลงมาตามขน้ั บันได
ระบบการให้น้าของสวน ใช้การทดน้าขึ้นไปไว้ข้างบน แล้วปล่อยลงมาเป็นน้าพุน้าตก สวน
ของชนชาวโรมันเป็นสวนท่ีมีความงดงาม มีช่ือเสียง และยังคงมีอิทธิพลมา จนถึงศตวรรษที่ 20
การจัดสวนจะอยู่บริเวณจุดศูนย์กลางของบ้าน ซึ่งใช้เป็นท่ีพักผ่อน รับแขกและอื่น ๆ การจัดสวนใน
ยุคน้ีจะมีทุกบ้าน และยังถือแบบการจัดสวนแบบกรีก มีการสร้างสถาปัตยกรรมแบบ formal
สอดแทรกด้วยแปลงไม้ดอกและทางเดิน มีการสร้างศาลาพัก มีน้าพุ และสระส้าหรับระบบ
ชลประทาน
ไมด้ อกท่ีนิยมปลูกในสวน ได้แก่ ไวโอเลต็ (violet) ป๊อปปี้ (poppy) ไอริส (iris) ลิลี่ (lily)
แพนซี่ (pansy) และกุหลาบ (rose) นอกจากนี้ยังปลูกไม้เล้ือยบริเวณศาลาพักและแนวทางเดินอีก
ด้วย
พชื ผกั มีการปลกู ผักสลดั (salad crops) กะหล่้า (cabbage) เทอร์นิพ(turnips) ถ่ัวต่าง ๆ
(beans) กระเทียม (garlic) หน่อไม้ฝร่ัง (asparagus) เรดิช (radishs) แครอท (carrots) หอม
(onion) และแตง (melons) พืชผกั ต่าง ๆ เหลา่ นี้ เม่ือโรมันเข้าไปในยุโรป ก็มีการน้าผักผลไม้ต่าง ๆ
เขา้ ไปสูป่ ระเทศนนั้ ๆ
ทา้ ให้เกดิ ความรู้แพรก่ ระจายเกดิ การเรียนรทู้ างดา้ นการเกษตรขึน้ (agriculture & horticulture)
8
การจัดสวนยุคกลาง
จากยุคมืดมาสู่ยุคกลางที่อยู่ระหว่างโรมันและเรอเนซองส์ เมื่ออาณาจักรโรมันเร่ิมเสื่อม
ประชาชนขาดความปลอดภยั ท้าใหร้ ปู แบบของเมืองมลี กั ษณะ 2 แบบ คือ
Castle Town ประชาชนจะตง้ั บา้ นเรอื นล้อมรอบประสาทของขนุ พล
Monastry Town ประชาชนจะตั้งบา้ นเรอื นล้อมรอบวดั สถานทท่ี างศาสนา
ในยคุ น้ีขุนนางและพระ จะมีความส้าคัญมาก การจัดสวนจะมีลักษณะเป็นลานโล่งสี่เหลี่ยม
สว่ นมากจะอยู่ทางทศิ ใต้ของวัด มีการทดลองปลูกพืชสมุนไพร พืชผักสวนครัว โดยมีบ่อน้าตรงกลาง
ใช้รดตน้ ไม้ตา่ ง ๆ มกี ารปลกู ปาล์ม เครือ่ งหอม เครือ่ งเทศ และพชื ท่ีผลิตน้าหมกึ เปน็ ต้น
สมัยเรอเนซองส์ (ศตวรรษที่ 15-17) แบง่ ออกเปน็
1. อติ าเลียนเรอเนซองส์ (Italian Renaissance) ศตวรรษที่ 15-16
2. ฝร่ังเศสเรอเนซองส์ (French Renaissance) ศตวรรษที่ 17
การจดั สวนยคุ อิตาเลียนเรอเนซองส์ ในช่วงต้นศตวรรษท่ี 15 การจัดสวนเป็นแบบ formal
มีลักษณะปดิ การปลกู พืชจะเปน็ พวกองนุ่ และมะกอก (olive) จนถึงศตวรรณท่ี 16 มีการพัฒนาการ
จัดสวนข้ึน โดยท่ีลักษณะพ้ืนที่จะเป็นเนินเขาที่ลาดชัน การจัดสวนจึงเป็นแบบขั้นบันได (terrace)
เป็นระดับลดหล่ันกันไป มีการปลูกไม้ดอก ไม้ให้ร่มเงา มีการตัดแต่งต้นไม้ เป็นรูปทรงเรขาคณิต
(topiary) รวมท้ังตัดแต่งทรงต้นใช้แทนผนังหรือร้ัว (espalier) มีการใช้น้าเป็นองค์ประกอบส้าคัญ
ทั้งรปู น้าตก นา้ พุ มกี ารใชร้ ูปปนั้ ประดบั ในสวน ท้าใหเ้ กิดความสวยงามยงิ่ ขึน้ แต่การจดั สวนก็ยังคงมี
รปู แบบ formal styles
การจัดสวนยุคฝร่ังเศสเรอเนซองส์ ลักษณะการจัดสวนของฝร่ังเศสจะต่างจากอิตาลี บาง
ประการ เน่ืองจากสภาพภูมิประเทศของฝร่ังเศสเป็นพ้ืนท่ีราบ ไม่สามารถจัดสวนแบบข้ันบันไดได้
ฝรัง่ เศสจึงเนน้ การจัดสวนในแนวราบ (horizontal) ทางดา้ นกว้างแทน ดงั นนั้ การจัดสวนในยุคน้ีจึงมี
ขนาดกว้างใหญ่ เน้นเส้นนอนสุดลูกหูลูกตา และการจัดท้าเป็นแบบ bilateral symmetry โดย 2
ข้างจะสมดลุ กนั เน่อื งจากฝร่งั เศสมีแสงแดดสดใสทา้ ให้สามารถปลูกพืชพรรณต่าง ๆ ได้มากขึ้น มี
การใช้ไม้ดอกสีต่าง ๆ ปลูกประดับในสวนเป็นลวดลาย มีการสร้างซุ้มไม้ระแนง ปลูกไม้เถาเล้ือย มี
ศาลาพกั น่งั ชมววิ มกี ารใช้น้าเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากน้ีชาวฝร่ังเศสยังนิยมตัดแต่งต้นไม้เป็นรูปทรง
ต่าง ๆ (topiary) มากท่ีสุด ตัวอย่างสวนของฝร่ังเศสคือสวนของพระราชวังแวร์ซายส์ ซ่ึงเป็นสวนที่
สวยงามมาก
องั กฤษ (England)
การจดั สวนของชนชาวอังกฤษเร่ิมระหว่างศตวรรษที่ 16-17 โดยไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากอิตาลีและ
ฝรงั่ เศส จนกระทง่ั มกี ารพฒั นาเปน็ รูปแบบของตวั เอง ในช่วงศตวรรษท่ี 17 มีหนังสือเก่ียวกับการท้า
สวนเล่มแรกเกิดขึ้น มีการค้นคว้าหาพันธุ์พืชใหม่ ๆ ตลอดจนมีร้านขายพันธุ์ไม้ขึ้นมาเป็นครั้งแรก
9
บ้านของชนชาวอังกฤษในอดีตจะเป็นบ้านแบบชนบท (country house) และชนชาวอังกฤษจะมี
ความต่ืนตัวและสนใจทางด้านศิลปะแขนงต่างๆ รวมทั้งวรรณกรรมด้วย นักวิจารณ์สมัยน้ันพากัน
โจมตสี วนของฝรั่งเศสว่าไมม่ ชี วี ิตชวี าแขง็ กระด้าง ไม่ใหค้ วามรูส้ ึกที่ผ่อนคลาย ทา้ ให้เกดิ ความคิดท่ีจะ
หันกลบั ไปสู่ธรรมชาติ
ในครงั้ แรกภาพทวิ ทัศน์ตา่ ง ๆ จะใช้กบั งานวาดมากกว่า ภาพวาดต่าง ๆ มักจะมีธรรมชาติที่
สวยงามเข้ามาเกี่ยวข้อง อิทธิพลจากภาพเหล่านั้นท้าให้เกิดความคิดว่าสวนที่ดีควรเป็นสวนแบบ
ธรรมชาติ ท้าให้เริ่มมีการจัดสวนอย่างจริงจัง โดยเริ่มจัดสวนตามภาพวาด เปล่ียนทางเดินที่เป็น
เสน้ ตรงต่าง ๆ ใหค้ ดเคี้ยวเป็นเสน้ โคง้ และปลูกต้นไม้เป็นแนวขนานไปด้วย พรรณไม้ต่าง ๆ ก็ปลูกให้
เจริญเติบโตตามธรรมชาติ ไม่มีการตดั แต่งเปน็ รูปทรงต่าง ๆ อกี ตอ่ ไป นอกจากนสี้ ่งิ ที่เน้นมากสิ่งหนึ่ง
ในการจัดสวนแบบอังกฤษ ก็คือ ตอ้ งมีศาลาพัก (pavillion) ในสวน ซ่งึ จะมรี ปู แบบท่ีคลาสสิกเป็นรูป
โดม มกี ารสรา้ งอยา่ งสวยงามอาจจะใช้หนิ อ่อนเป็นวัสดกุ อ่ สร้าง ศาลาพักน้ีจะแทรกอยู่ในหมู่แมก
ไม้เหมือนไม่ต้ังใจ มีการสร้างสะพานก่อด้วยหินธรรมชาติ ท้าให้เกิดสวนแบบธรรมชาติ
(naturalistic styles) ขึน้
ในศตวรรษที่ 18 มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กิจการตา่ ง ๆ มีการพัฒนา เกิดการจัดสรร
ที่ดินแบ่งขายโดยขุนนาง รูปแบบของสวนถูกจ้ากัดขนาดลง การใช้ที่ดินจัดสวนจะท้าเป็นส่วนรวม
ให้คนในหมู่บ้านได้ใช้ร่วมกันคนภายนอกห้ามเข้ามาใช้ ปลายศตวรรษที่ 18 มีการพัฒนาทางด้าน
อุตสาหกรรมในเมืองใหญ่ ๆ เกษตรกรเร่ิมละอาชีพในชนบทเข้ามารับจ้างท้างานในเมือง เกิดภาวะ
แออดั ความเปน็ อยไู่ มถ่ กู สขุ ลักษณะ ท้าให้เกิดโรคติดตอ่ โรคระบาดในเมือง จากสภาวะดังกล่าวท้า
ให้มีการรณรงค์เพื่อให้มีที่ว่างส้าหรับประชาชนได้ใช้พักผ่อน ความคิดเร่ืองการสร้างสวนสาธารณะ
ส้าหรับประชาชนจึงเกิดข้ึน มีการขอบริจาคท่ีดินจากเจ้านายมาใช้จัดสวน ให้เป็นของส่วนรวม ไม่
นบั ว่ายากดมี จี น สวนสาธารณะจงึ ได้เกดิ ข้ึนในคร้งั น้นั
จากประวัติการจัดสวนในอดีตของซีกโลกตะวันตก จะชี้ให้เห็นถึงศิลปะวัฒนธรรม
ประเพณี ความเชอ่ื ตลอดจนภูมปิ ระเทศของแหลง่ น้ัน ๆ ความสวยงามและแนวความคิดของการจัด
สวนยังคงนา้ มาใช้ตราบจนทกุ วนั น้ี
ส้าหรบั การจัดสวนของซีกโลกตะวันออก หลักฐานเกย่ี วกับการจดั สวนในอดตี ก็คงจะเร่ิมจาก
ประเทศจีน ซ่ึงเนือ้ หาการจัดสวนค่อนขา้ งเด่นชัด
การจัดสวนซีกโลกตะวนั ออก
จนี (China)
สวนของจีนเป็นวิวัฒนาการการจัดสวนท่ีเด่นชัดท่ีสุด จากประวัติศาสตร์ในสมัยราชวงศ์ฉิน
และราชวงค์ฮ่ัน มีสวนในพระราชวัง มีอุทยานส้าหรับล่าสัตว์และสวนส้าหรับพักผ่อน สวนจีนมี
ลักษณะเฉพาะตัวคือเป็นเอกลักษณ์ มีรูปแบบท่ีได้จากแนวคิดทางศิลปะ เน้นการใช้ก้อนหินและไม้
10
ต้น โดยเฉพาะเน้นเส้นลายละเอียดอ่อนคดโค้ง และมีรายละเอียดค่อนข้างมาก การจัดสวนของจีน
ได้รับความคิดมาจากธรรมชาติ โดยพยายามดึงธรรมชาติให้มาอยู่ใกล้ตัวมากท่ีสุด ส่วนใหญ่จะ
จัดเป็นสวนเล็ก ๆ ในเน้อื ท่ีจา้ กัดเนื่องจากคนจีนถ่ายทอดความรสู้ กึ ความงามทางศลิ ปะออกมาในรูป
ของภาพเขยี นและบทกวี แลว้ ถา่ ยทอดออกมาเป็นภาพที่จับต้องได้ดว้ ยการออกแบบและจัดสวน ใน
ยุคน้ันนักออกแบบสวนจึงเป็นคนคนเดียวกับจิตกรและกวี ลักษณะของสวนจึงเป็นการถ่ายทอด
เน้ือหาของภาพเขียนและบทกวีน้ัน ๆ ดังน้ันแนวคิดการจัดสวนของจีนจะเป็นลักษณะของการ
ประดษิ ฐ์และขดั เกลาเน้ือหา แห่งความงามทางศลิ ปะออกมา โดยใช้ต้นไม้ ก้อนหิน เป็นหลัก อาจจะ
มีการปรุงแต่ง ดัดแปลงธรรมชาติบ้าง ก็โดยการใช้หินท่ีมีพื้นผิวขรุขระเป็นรู หรือการใช้ไม้ดัด
นอกจากนี้อิทธิพลของศาสนาก็มีส่วนต่อการจัดสวน โดยเน้นความเป็นธรรมชาติ ในเรื่องของการใช้
หินจะให้ความส้าคัญค่อนข้างมาก คือจะเน้นเร่ืองราว เน้นความงามด้วยรูปทรงและเส้นของหิน
มากกว่าต้นไม้หลายเท่าตัว การใช้ไม้ดอกจะนิยมปลูกในลักษณะเป็นกลุ่ม ปลูกในกะบะที่เตรียมไว้
หรือในองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมที่เตรียมไว้ส้าหรับปลูกต้นไม้โดยเฉพาะ ส่วนการท้าสนาม
หญ้า แทบจะไม่มีให้พบเห็นในสวนจีน เพราะคนจีนจะเน้นธรรมชาติของสายน้า ก้อนหิน และผืน
แผ่นดินมากกว่า โดยเฉพาะสายน้านั้นคนจีนถือว่าน้าท่ีใสสะอาด คือส่ิงท่ีแสดงออกถึงความบริสุทธ์ิ
และความจริงแท้
องค์ประกอบทส่ี า้ คญั ในการจัดสวนจีน คือ ก้าแพง ทางเดิน สะพาน และศาลาพัก โดยท่ี
ศาลาพักจะมีขนาดต่าง ๆ กัน มีท้ังชนิดปิดทึบและเปิดโล่ง หลังคาของศาลามุงด้วยกระเบื้องดินเผา
มีลูกกรงระเบียงเป็นลวดลายต่าง ๆ หรือไม่ก็ท้าช่องมุมช่องแสงตอนบน เป็นลวดลายประแจจีน ซึ่ง
การออกแบบลวดลายผนงั โปร่งนี้ เป็นทนี่ ิยมกนั อยา่ งมาก
การจัดสวนจีนมีลักษณะเด่นของการยึดแม่แบบของธรรมชาติ ท่ีแฝงไว้ด้วยความคิดทาง
ปรชั ญา ทางศิลปะ ทางพุทธศาสนา รวมท้งั แนวความคดิ เก่ยี วกับจติ และความเปน็ ชีวิต ซึ่งเป็นเร่ืองท่ี
ลกึ ซ้งึ และซบั ซอ้ นในการแสดงออกมากกว่าสวนทางซกี โลกตะวันตก
11
ญปี่ ุน่ (Japan)
สวนของญีป่ ่นุ ไดร้ ับอทิ ธิพลมาจากจนี ในระยะแรกการจดั สวนมีลกั ษณะคอ่ นข้างหยาบ มีบ่อ
น้ า กั บ ก้ อ น หิ น เ ป็ น ตั ว ส่ื อ ค ว า ม ห ม า ย ท า ง ค ว า ม คิ ด ที่ แ ป ล ม า จ า ก พุ ท ธ ป รั ช ญ า ข อ ง ลั ท ธิ
16เต๋าและเซน ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดและรายละเอียดต่าง ๆ มากขึ้น ในท่ีสุดสวนญ่ีปุ่น
จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนกลายเป็นประเภทหน่ึงของการจดั สวนมาจนถึงทุกวันน้ี
การจัดสวนของญป่ี ุ่นเป็นงานศลิ ปะทค่ี ้านึงถึงสญั ลักษณ์ต่างๆ ในการเป็นตัวแทน ดังน้ันการ
ใช้ตน้ ไม้ ก้อนหนิ และนา้ จึงมีความหมายท้ังส้ินและเป็นความหมายท่ีมากกว่าสภาพของตัวเอง การ
ใช้ต้นไม้หรือก้อนหินจะต้องระบุได้ว่าสิ่งน้ัน ๆ จะแสดงออกถึงอะไร มีความหมายอย่างไร หินท่ี
น้ามาใช้อาจจะหมายถึงเกาะท่ีมีรูปร่างเหมือนเต่าหรือนกกระเรียน อันเป็นอมตะญ่ีปุ่นเชื่อกันว่าเต่า
และนกกระเรียนน้นั มอี ายุยนื ถึง 1000 ถงึ 10000 ปี การจดั กลุ่มกอ้ นหินกม็ คี วามหมายทั้งส้ินในเร่ือง
การใชพ้ รรณไม้ ญ่ีปุนจะเลือกใชไ้ มท้ ี่ไมผ่ ลดั ใบ (evergreen) เพราะให้ความสงบ สดช่ืนตลอดปี และ
มีความหมายถึงการมีอายุยืนยาว อาจใช้ไม้ดอกและไม้พุ่มบ้าง แต่ไม้ดอกจะไม่นิยมใช้มากนัก
เพราะการจดั สวนของญปี่ ่นุ จะคา้ นึงถึงความเป็นเอกภาพ ความเป็นหน่ึงเดียว พรรณไม้ที่เลือกใช้ จะ
มตี ้นสน ต้นไผ่ และต้นพลัม นอกจากน้ียงั มกี ารตัดแต่งต้นไม้เป็นรปู ร่างต่าง ๆ โดยตัดแต่งเลียนแบบ
ธรรมชาติ เพียงแต่มีขนาดเลก็ ลง (bonsai)
การจัดสวนของญี่ปุ่น เป็นการจัดสวนแบบแบน (flat garden) และแบบสวนแห้ง (dry
landscape garden) การจดั สวนแห้งอาจจะเรยี กว่าสวนกรวดก็ได้ เพราะองค์ประกอบในการจัดจะ
ใช้หนิ และกรวดเป็นสญั ลกั ษณแ์ ทนสง่ิ ต่าง ๆ เช่น ใชห้ ินแสดงเปน็ เกาะเปน็ ภเู ขา กรวดจะเปน็ ตัวแทน
ของผืนน้าของแผ่นดิน หนิ เกลด็ จะใชเ้ รยี งกันแทนลา้ ธารสายน้า เปน็ ตน้
การจัดสวนของญี่ปุ่น มีการพัฒนารูปแบบให้ก้าวหน้าขึ้น โดยเฉพาะจักรพรรดิ และพระ
เปน็ ผ้ทู ีท่ ้าให้เกิดการพฒั นาอย่างมาก สวนในพระราชวังจะมีความสวยงามประณตี มเี น้อื ทก่ี วา้ งขวาง
มที ้ังไม้ต้น ไมพ้ ุ่ม ทะเลสาบ หิน กรวด ผสมผสานกับทางเดิน สะพานให้เกิดประโยชน์ใช้สอยได้
มากขึ้น ส่วนสวนในวัดจะเน้นท่ีความสมถะสงบ การจัดจะไม่เน้นความสวยงาม แต่ต้องการ
ความหมายที่แสดงออกถึงจักรวาล ธรรมชาติโดยเฉพาะแผ่นดิน ผืนผ้า และภูเขา สวนประเภทน้ีจะ
ใช้ก้อนหินเป็นตัวแทนของภูเขา กรวดเป็นแผ่นดินผืนน้า การสร้างลวดลายบนผืนกรวดท่ีดาดเต็ม
พ้ืนที่ก็เพื่อก่อให้เกิดสมาธิ สร้างเรื่องให้เกิดขึ้นในจิตใจ เพ่ือจะหล่อหลอมจิตใจของผู้ดูให้สงบ น่ิง
และมองเหน็ ถึงความเป็นไปของชวี ติ
สวนญ่ีปุ่นรุ่งเรืองท่ีสุดในสมัยจักรพรรดิมูโรมาชิ ซึ่งเน้นที่ความบริสุทธ์ิ สัจจะของสรรพส่ิง
นอกจากนี้ยังมีการจัดสวนจ้าลองขนาดเล็กลงในถาดที่เรียกกันว่า "บอนเซกิ" กับการจัดกระถางจัด
ดอกไม้ท่เี รยี กวา่ "อเิ คบะนะ" ส้าหรับบอนเซกนิ ้นั ต่อมาได้กลายเปน็ การจดั บอนไซในปจั จบุ นั
ในคริสต์ศตวรรษท่ี 16 ซ่ึงเป็นช่วงที่ศิลปะการจัดสวนรุ่งเรือง มีการท้าหนังสือเกี่ยวกับการ
จัดสวน มีการน้าเอาวสั ดุก่อสร้าง วัสดุธรรมชาตติ ่าง ๆ มาใช้ในการจดั สวนมากข้ึนโดยเฉพาะฟาง ไม้
ไผ่ ที่น้ามาท้ารั้วประดับต่าง ๆ และนับแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มีการ
ผสมผสานแนวความคิดทางศิลปะต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดสวนมากขึ้น โดยเฉพาะการจัด
สวนบา้ นจะเน้นความเป็นธรรมชาติมากกว่าเน้นเร่ืองสัญลักษณ์ ดังนั้นสวนญี่ปุ่นในยุคต่อ ๆ มา จึงดู
12
แลว้ เข้าใจได้งา่ ยข้ึน มีการจัดกลุ่มของหินและต้นไม้ เช่น กลุ่มของต้นไม้ท่ีขึ้นอยู่ตามโขดหินอยู่ริมล้า
ธาร มีสะพานขา้ มจากฝั่งหนึ่งไปอกี ฝง่ั หนงึ่ ในปัจจบุ ันการจดั สวนของญี่ปุ่นอาจจะมีแนวคิดของยุโรป
สอดแทรกเขา้ มาบ้าง เช่น ลักษณะทางเดินรมิ สระ การใชว้ สั ดกุ ่อสรา้ งทา้ ขอบทางเดนิ เปน็ ตน้
ลักษณะการจัดสวนท่ีเด่นอีกประการหน่ึงของญี่ปุ่น คือ การจัดสวนน้าชา (tea garden)
เพื่อให้เป็นอาหารตา เป็นมุมมองจากห้องด่ืมน้าชา ซึ่งการด่ืมน้าชาน้ีญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลมาจากจีน
การจัดสวนนา้ ชาจะคา้ นึงถึงประโยชน์ใช้สอย เช่น เตรียมสถานที่ส้าหรับพักคอยของแขกก่อนเข้าไป
ในห้องน้าชา มีท่ีวางกาน้าอุ่นส้าหรับล้างมือ มีตะเกียงหินให้แสงสว่าง มีทางเดินปูด้วยหินแผ่นเพื่อ
น้าไปสูห่ ้องดืม่ น้าชา
ความงามของสวนญ่ีปุ่น อยู่ที่ความเป็นเอกภาพของสีสัน แต่มีความหลากหลายในรูปทรง
เน้นความเป็นธรรมชาติของหิน น้า ต้นไม้ มีความประณีต เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยที่ไม่ได้ท้าลาย
ชวี ติ และวญิ ญาณของธรรมชาติ จดุ เด่นของการจดั สวนญ่ีป่นุ อยู่ท่ีการใช้วัสดุและต้นไม้น้อยชนิด ซ่ึงมี
รูปร่างรปู ทรงสวยงามตามธรรมชาติ มีความเป็นเอกภาพที่สามารถดึงดูดสายตาและความรู้สึกของผู้
พบเห็นมาจนถงึ ปจั จุบันนี้
ไทย (Thai)
ส้าหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าเขา
ล้าเนาไพร ต้นน้าล้าธาร จึงไม่มีรูปแบบในการจัดสวนเป็นของตนเองโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่จะใช้
ท้าเลทางธรรมชาติที่มีอยู่แล้วเปน็ เคร่ืองประกอบเสรมิ ความงามและบรรยา-กาศเทา่ นั้น
การจดั สวนของไทยในสมยั โบราณเห็นไดจ้ ากหลักฐานในศลิ าจารกึ สมยั สโุ ขทยั
เป็นราชธานี "สร้างป่าหมาก ป่าพลู ท่ัวเมืองน้ีทุกแห่ง ป่าพร้าว ก็หลายในเมืองนี้ ป่าลางก็หลายใน
เมืองน้ี หมากม่วงก็หลายในเมืองน้ี หมากขามก็หลายในเมืองนี้" จะเห็นได้ว่าสมัยสุโขทัยรู้จักการท้า
สวนผลไม้ปลกู ผลไม้ไว้เปน็ อาหารและให้ประโยชน์ในการให้ร่มเงา
ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีการปลูกไม้ดอกไม้ประดับตกแต่งบริเวณพระราชวัง และ
ตามบ้านเรอื นตา่ ง ๆ มีทง้ั ไม้ใบไมด้ อก รวมทั้งไม้ดัด มีท้ังไม้ใหญ่ ไม้พุ่ม ไม้เล้ือยท้าร้ัว ข้ึนซุ้ม ให้ดอก
ผลและให้รม่ เงาดังจะเหน็ ได้จากเสภาเร่ืองขุนช้างขุนแผน ซ่ึงพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอสมเด็จกรมพระยา
ดา้ รงราชานภุ าพ ทรงพระนพิ นธ์ไวห้ ลายรอ้ ยปีมาแลว้ ซงึ่ กล่าวถึงภาพบา้ นขนุ ชา้ งตอนขนุ แผนขึ้นไป
หานางวันทอง
"โจนลงกลางชานร้านดอกไม้
ของขนุ ชา้ งปลูกไว้ดาษดื่น
รวยรสเกสรเมื่อคอ่ นคืน
ช่ืนชน่ื ลมชายสบายใจ
กระถางแถวแก้วเกดพกิ ลุ แกม
ยีส่ ่นุ แซมมะสงั ดดั ดอกไสว
สมอรัดตัดทรงสมละไม
ตะขบข่อยดัดไว้จงั หวะกนั
13
ตะโกนาทิง้ ก่งิ ประดับยอด
ฯลฯ
จะเห็นได้ว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยามีการปลูกพรรณไม้ในลักษณะที่เป็นไม้กระถาง ไม้ดัด
และยกร่องทา้ แปลง ไมด้ ดั ซ่งึ ตดั แตง่ รูปทรงต่าง ๆ เปน็ แม่แบบไม้ดัดไทยมาจนปัจจบุ ันนี้
สมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดให้สร้าง
พระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และให้ปลูกไม้ดัดไว้ในพระบรมมหาราชวัง ดังป
ราฏก อยู่รอบสนามของพระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัยจนทุกวันนี้ นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นต้นมา ได้มีการจัดสวนไม้ประดับตกแต่งบริเวณพระท่ี
นง่ั พระอโุ บสถ โดยจัดสวนในลักษณะประดิษฐ์และสวนแบบจินตนาการ มีภูเขา สระน้า รูปปั้น
สลักเป็นรูปสัตว์ รูปตุ๊กตาจีน รูปป้ันในวรรณคดี ส่วนพรรณไม้จะเป็นไม้พุ่มทรงต่าง ๆ รวมทั้งไม้ดัด
เช่น ข่อย มะขาม ตะโก เป็นต้น ในสมัยรัชกาลท่ี 4 พระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
โปรดใหส้ ร้างพระราชวงั สราญรมย์ ซงึ่ เปน็ สวนสราญรมย์
ในปจั จุบนั
ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์สนพระทัยในเรื่อง
ตน้ ไมอ้ ยา่ งยง่ิ ทง้ั น้ีเพราะพระองคเ์ สด็จประพาสตา่ งประเทศทงั้ เอเชียและยโุ รป ไดท้ อดพระเนตรเหน็
ว่าภูมิประเทศบ้านเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะยุโรปเต็มไปด้วยสวนไม้ดอกท่ีปลูกตกแต่งอย่างมีระเบียบ
งดงาม ถนนหนทางกร็ ม่ รน่ื ด้วยเหตุดังกลา่ วพระองค์จึงโปรดเกล้าให้ปลูกต้นไม้สองข้างถนนอย่าง
ในต่างประเทศ เช่น ปลูกมะขามรอบ ๆ สนามหลวงและถนนราชด้าเนิน เปน็ ต้น ในรัชสมัยของสม
เดน็ พระปยิ ะมหาราช ไดม้ ีการติดตอ่ กับต่างประเทศ ศิลปะและสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ได้แพร่เข้ามาสู่
ประเทศไทย การก่อสร้างพระบรมมหาราชวัง และสถานท่ีราชการ ได้รับอิทธิพลตะวันตกมา
ผสมผสาน เช่น หัวเสา ประตู หน้าต่าง รูปปั้น เป็นต้น การจัดสวนบริเวณต่าง ๆ ก็เช่นเดียวกัน
การปลกู พรรณไมจ้ ะตกแตง่ อย่างมีระเบียบปลูกเป็นแถว ตัดแต่งเป็นรูปทรงเดียวกัน ไม้ดอก ไม้คลุม
ดิน จะปลกู ลงในแปลงรูปทรงเรขาคณติ ซ่ึงมกั จะเป็นรูปสเ่ี หล่ยี มผืนผ้าสลับด้วยไม้พมุ่ เต้ียตัดแต่งเป็น
รูปกลมหรือรูปเหล่ียม สนามจะปลูกหญ้าเป็นลานกว้างและบริเวณสนามหญ้าจะมีรูปปั้นแบบโรมัน
ประดับริมทางเดิน หรือหน้าอาคาร สนามหญ้าท่ีกว้างนี้จะใช้เพ่ือต้อนรับแขกเมือง และการแสดง
ดนตรี ทางเดินปูด้วยแผ่นหิน มีซุ้มไม้เลื้อย สระน้า น้าพุ รูปปั้นสลัก และศาลาพักร้อน จะเห็นได้ว่า
การจัดสวนส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะสวนแบบประดิษฐ์ และเน่ืองจากไม้ดัดจะมีความกลมกลืนกับ
สถาปัตยกรรมไทย ดังน้นั ไมด้ ดั การก่อเขามอ. การปลูกบวั และไมน้ ้าในภาชนะท่ีมรี ปู ทรงสวยงามจึง
ถูกนา้ มาตกแต่งเสริมเพ่มิ ใหส้ ภาพสวนสวยงามย่ิงขนึ้
จากประวัตศิ าสตร์และวิวัฒนาการเก่ียวกับการจัดสวน จนถึงปัจจุบันนี้ รูปแบบการจัดสวน
ตา่ ง ๆ ยงั ถกู นา้ มาใช้ ท้งั ลักษณะการจดั สวนแบบประดิษฐ์ แบบธรรมชาติและแบบจินตนาการโดยมี
การดัดแปลงผสมผสานใหเ้ กิดความสวยงาม รวมท้งั อา้ นวยประโยชน์ในเรื่องการใช้สอยเพ่ิมขึ้นจนถึง
ทุกวนั น้ี
14
บทท่ี 2
แบบของการจัดสวน
การจดั สวนทเ่ี หน็ กันอย่ไู ม่วา่ จะเป็นสวนหยอ่ ม สวนหิน สวนทราย สวนญ่ีปุ่น ฯลฯ ซ่ึงจัด
แตกต่างกันตามแนวคิดของผู้จัดน้ัน โดยหลักการแล้วไม่ว่าจะเป็นการจัดสวนลักษณะใด จะมี
หลักการทย่ี ึดถอื เปน็ แบบของการจัดสวนอยู่ 2 แบบคือ
1. สวนแบบประดษิ ฐ์ (Formal Styles)
2. สวนแบบธรรมชาติ (Informal Styles)
สวนแบบประดิษฐ์
การจัดสวนแบบประดิษฐ์มีการจัดมาต้ังแต่สมัยอิยิปต์ เพราะลักษณะการจัดสวนในยุค
เรมิ่ แรกนิยมจดั เปน็ รปู ทรงเรขาคณติ เปน็ หลกั การจัดสวนแบบน้ี เป็นการจัดที่มีระเบียบแบบแผน
มองดูสวยงาม การปลูกต้นไม้ดอกไม้ ไม้ประดับจะปลูกเป็นแถวเป็นแนว เป็นหมวดหมู่ ซึ่งอาจปลูก
ลงในแปลงรูปสี่เหลี่ยม สามเหลยี่ ม รปู วงกลม
สวนแบบประดษิ ฐ์ พน้ื ท่ใี นการจัดสวนจะเปน็ พื้นท่ีท่ีราบเรยี บได้ระดบั ไม่นิยมจัดในพ้ืนท่ีท่ีมี
ระดับสูง ๆ ต่้า ๆ การจัดวางต้นไม้และวัสดุต่าง ๆ จะต้องให้เกิดดุลยภาพแบบประดิษฐ์ (formal
balance) โดยท่ีตน้ ไม้หรือวสั ดุท่ีใช้จะต้องเป็นชนิดเดียวกัน รูปทรงเหมือนกัน ขนาดเท่ากัน จ้านวน
เท่ากัน และวางระยะห่างเทา่ กนั ด้วย การจัดสวนแบบประดิษฐจ์ ะใช้พ้นื ทใี่ นการจัดค่อนข้างมาก วัสดุ
ท่ีนา้ มาใชจ้ ะมีรูปทรงเรขาคณิต มีการตัดแต่งพรรณไม้ ให้เป็นรูปทรงกลม รูปสี่เหลี่ยม มีการตัดแต่ง
ใหเ้ ป็นระเบยี บ สขี องพรรณไมท้ ่ใี ชจ้ ะมีสีสดใสฉูดฉาด ถนนหรอื ทางเดินภายในสวนมักจะเป็นเส้นตรง
หากจะโค้งบ้างก็จะได้ระดับ ไม่มีการข้ึน ๆ ลง ๆ หรือเป็นเนินสูงต้่า สวนแบบประดิษฐ์น้ีมักจะมี
อาคารหลงั ใหญ่ สรา้ งอย่างประณตี เป็นฉากอยดู่ า้ นหลัง
ส่วนประกอบของสวนแบบประดษิ ฐ์
ลกั ษะแปลน การวางแปลนสวนแบบประดิษฐ์ จะมองไปที่จดุ เดน่ ที่สดุ ในสวนก่อน ซึ่งอาจจะ
เป็นรปู ปั้น นา้ พุ หรือศาลาท่พี ัก เมื่อเลือกได้แล้วก็ให้ส่ิงนั้นเป็นจุดศูนย์กลางของพ้ืนที่ แล้วแบ่งพ้ืนที่
ออกเปน็ สว่ น ๆ ตามแนวคิดของผู้ออกแบบ อาจจะเป็น 2 สว่ น 4 สว่ น หรือ 6 ส่วน เม่ือพ้ืนที่ถูกแบ่ง
ออกเป็นส่วน ๆ แลว้ สว่ นตา่ ง ๆ เหลา่ นีอ้ าจท้าเป็นรูปสามเหลย่ี ม สี่เหลี่ยม หรอื หกเหลี่ยมก็ได้ แล้ว
จึงคิดถึงรายละเอียดในแต่ละแปลงว่าจะท้าแปลงเป็นรูปร่างของดอกไม้ ลายไทย หรือจะท้าให้ดู
อ่อนหวานขึ้น โดยหักมุมตรงเหลี่ยมหรือจะใช้รูปร่างของวงกลม วงรี สามเหล่ียม ส่ีเหลี่ยมผสมกัน
เปน็ ต้น
ทางเดิน ถนนหรือทางเดินในสวนแบบประดิษฐ์ จะมีลักษณะตรงหรือโค้ง แต่ราบเรียบได้
ระดับ ซ่ึงอาจจะโรยด้วยกรวด หรือปูด้วยแผ่นซีเมนต์ หรือหินสกัด วางสลับเป็นลวดลายอย่างเป็น
ระเบียบสวยงาม
15
สนามหญา้ สวนแบบประดษิ ฐ์จะมีสนามหญ้าทต่ี ัดแตง่ จนดูราบเรียบสีเขียวเสมอกันเหมือน
ปูพรม พื้นท่ีสนามหญ้าจะถูกปรับแต่งจนได้ระดับไม่มีส่วนท่ีเป็นเนินดิน ริมสนามมักจะก่อขอบด้วย
วัสดุตา่ ง ๆ อยา่ งมีระเบยี บ
น้าพุ น้าเป็นส่วนประกอบท่ีส้าคัญมากในการจัดสวนแบบต่าง ๆ มาแต่โบราณกาล เพราะ
นา้ จะชว่ ยใหบ้ รรยากาศของสวนชุ่มชืน้ สดชนื่ มชี ีวิตชีวา มกี ารเคลื่อนไหวโดยเฉพาะเสียงของน้าไหล
น้าตก หรือน้าพุ การจัดสวนแบบประดิษฐ์ มักจะจดั ให้มนี ้าพเุ ปน็ องคป์ ระกอบของสวนดว้ ยเสมอ
อนุสาวรีย์หรือรูปปั้น สถานที่ท่ีมีอนุสาวรีย์หรือรูปป้ัน จ้าเป็นอย่างย่ิงท่ีจะจัดสวนแบบ
ประดษิ ฐ์ เพราะจะชว่ ยเนน้ ให้เหน็ ความส้าคญั ของจดุ นี้ อนสุ าวรยี ์หรอื รูปปัน้ มกั จะตั้งอยู่ในที่เด่นเป็น
สง่า เชน่ หน้าอาคารหลงั ใหญ่หรือกลางสนาม ซึ่งการจัดสวนมักจะใช้อนุสาวรีย์หรือรูปป้ันนี้เป็นจุด
ศูนยก์ ลาง หรือจุดเริ่มต้นในการจดั วางตน้ ไมแ้ ละวัสดอุ ่ืนๆ โดยขยายการจดั ออกไปโดยรอบ
ศาลาท่ีพัก การจัดสวนแบบประดิษฐ์หากมีศาลาที่พัก เพ่ือใช้เป็นที่จัดงานเล้ียงสังสรรค์
หรือใช้ส้าหรับพักผ่อนแล้ว ตัวศาลามักจะถูกออกแบบอย่างประณีต สวยงาม มีรูปแบบที่เข้ากับตัว
บา้ นได้ หรืออาจจะเลียนแบบอาคารหลงั ใหญ่ บรเิ วณมมุ เสา หนา้ ศาลาหรือรอบ ๆ ศาลามักจะมีการ
ออกแบตราประจา้ ตระกูล หรือลวดลายติดไว้ตามจุดที่เหมาะสม ภายในศาลามีโต๊ะ เก้าอ้ี ที่ท้าด้วย
เหลก็ ดัด หรอื โลหะหล่อ มีลวดลายสวยงาม ทาด้วยสขี าว สที อง แลดูเด่นสง่า
ส่วนประกอบท่ีน้ามาใช้ในการจัดสวน ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่าง การเลือกใช้จะต้อง
พิจารณาถึงความเหมาะสม เพราะการจัดสวนแบบประดิษฐ์จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง การ
ดูแลรักษาค่อนข้างมาก เพราะจะต้องคอยตัดแต่งดูแลสวนให้เป็นระเบียบตลอดเวลา ดังน้ันการจัด
สวนแบบประดิษฐ์ควรจะออกแบบสวนให้เรียบง่าย ใช้ต้นไม้แต่พอเหมาะ ใช้ต้นไม้ที่คงทนถาวร
ขยายสนามหญ้าใหก้ ว้าง
การจัดสวนแบบประดิษฐถ์ งึ แมว้ ่าจะตอ้ งเสยี คา่ ใช้จา่ ยสงู ดแู ลยาก แต่จะให้ความรู้สึกท่ีดีต่อ
ผทู้ เี่ ข้ามาใช้สถานทน่ี ้ัน ๆ จะใหค้ วามตืน่ ตาตืน่ ใจ ใหค้ วามสดช่ืน ให้ความแปลกใหม่ จากธรรมชาติท่ี
มีอยู่ รวมทัง้ ความสวยงามที่มองดูเป็นระเบียบเรียบร้อย
สวนแบบธรรมชาติ
การจัดสวนแบบธรรมชาติเกิดข้ึนภายหลังการจัดสวนแบบประดิษฐ์ เมื่อการจัดสวนแบบ
ประดิษฐ์มีการพัฒนาจนถึงที่สุด ก็พบว่ามีข้อบกพร่องหลายอย่าง เช่น การจัดสวนแบบประดิษฐ์
จะต้องจัดในพื้นท่ีค่อนข้างมาก ใช้พรรณไม้จ้านวนมาก ค่าใช้จ่ายสูง ซ่ึงคนท่ัว ๆ ไปจะมีท่ีดินของ
ตนเองไม่มากนัก งบประมาณในการจัดสวนค่อนข้างจ้ากัด จึงมีการคิดรูปแบบสวนขึ้นมาใหม่ โดย
เลียนแบบธรรมชาติจากภาพวาดต่าง ๆ การจัดสวนลักษณะน้ีจะมีสนามหญ้า ล้าธาร น้าตก โขดหิน
รวมทั้งการจัดวางพรรณไม้จะเป็นกลุ่มเหมือนธรรมชาติ จะไม่ปลูกเป็นแถวเป็นแนว ซ้ายขวา
เหมือนกัน เท่ากัน แบบสวนประดิษฐ์ การจัดสวนแบบธรรมชาติจะเป็นการจัดแบบ Informal
Styles หรือ Naturalistic Styles
การจดั สวนแบบธรรมชาติ จะไม่อาศัยรูปทรงเรขาคณิตเป็นหลัก แต่จะเลียนแบบธรรมชาติ
โดยจัดอย่างประณีตมองดูมีชีวิตชีวา ดุลยภาพของการจัดจะใช้หลักสมดุลของรูปทรงวัสดุต่าง ๆ
16
ปรมิ าณพรรณไม้ สี จา้ นวน ในการจัดวางซึ่งจะเป็นความรู้สึก มีจุดเน้นที่สนามหญ้า และปลูกพรรณ
ไม้เปน็ กลุม่ โดยปลอ่ ยใหเ้ จรญิ เตบิ โตตามธรรมชาติ ไม่ต้องตัดแตง่ เป็นรปู ทรงเรขาคณิต นอกจากนี้ยัง
ใช้วสั ดทุ เ่ี ป็นธรรมชาติ เช่น ตอไม้ รากไม้ หิน โอ่ง ฯลฯ มาวางรวมในการจดั สวนด้วย
ส่วนประกอบของสวนแบบธรรมชาติ
ลักษณะแปลน การวางแปลนสวนแบบธรรมชาติจะมองที่ประโยชน์ใช้สอยก่อน โดยที่จะ
กา้ หนดต้าแหน่งของพื้นทต่ี ่าง ๆ ลงในสวน เชน่ บริเวณสวนหยอ่ ม บรเิ วณท่พี ักผอ่ น สนามเด็กเล่น ที่
ออกกา้ ลังกาย เป็นตน้ บรเิ วณตา่ ง ๆ ทกี่ า้ หนดจะต้องเหมาะสมกับสภาพบ้านและสิ่งแวดล้อม เม่ือ
ก้าหนดพ้ืนที่ได้แล้วก็จะก้าหนดแนวทางเดิน เพื่อเช่ือมโยงจุดต่าง ๆ การออกแบบของพื้นท่ีแต่ละ
บริเวณจะต้องออกแบบให้สัมพันธ์กันทุกส่วนของสวน เช่น ตัวอาคาร ทางเดิน สระน้า พรรณไม้
จะตอ้ งมองดูกลมกลนื มองดูเปน็ ธรรมชาติ และสวยงาม
ทางเดิน ทางเดินในสวนแบบธรรมชาติจะไม่ใช้เส้นตรง แต่จะท้าเป็นเส้นโค้ง ลดเล้ียวตาม
เนินหญ้า วัสดุที่ใช้ท้าทางเดินจะลอกเลียนมาจากอาคารหรือผนัง หรืออาจใช้ตอไม้ตัดเป็นแผ่น ๆ
วางตามแนวทางเดนิ กไ็ ด้
สนามหญ้า สนามหญา้ ของสวนแบบธรรมชาติ มกั นิยมท้าเป็นเนินสงู ต้า่ ไม่ราบเรียบ ส่วนท่ี
เป็นสนามหญ้าจะได้รับแสงแดดเต็มท่ีและสนามหญ้าจะช่วยให้กลุ่มของพรรณไม้ต่าง ๆ ดูเด่น
สวยงามขนึ้
พรรณไม้ สวนแบบธรรมชาติมักจะมจี ดุ เด่นท่ไี ม้ใหญ่ ทีม่ รี ปู ทรงสวยงามตามธรรมชาติมีดอก
สวยอยร่ วมกันเปน็ กลุ่มภายในบริเวณสนามหญ้าสีเขียว การจัดวางพรรณไม้จะแบ่งออกเป็น 3 ชั้น
ช้ันบนสุดเป็นไม้ยืนต้น ก้าหนดจุดในบริเวณที่ต้องการร่มเงา หรือลดการสะท้อนของแสง ซึ่งจะใช้
จา้ นวนไมม่ ากนัก เพราะจะทา้ ใหส้ วนมืดทบึ ช้ันทสี่ องเปน็ ไม้พุม่ ซ่ึงมีดอกหรือใบสวยงาม ตามจุดต่าง
ๆ โดยพจิ ารณาชนิดของพรรณไม้ให้เหมาะสมกบั ปริมาณแสงในบริเวณน้ัน ๆ ส่วนชั้นที่สามเป็นไม้
คลุมดินหรือไม้พุ่มเตี้ย ซึ่งพิจารณาเช่นเดียวกับชั้นท่ีสอง พรรณไม้ท่ีใช้จะใช้ไม้ดอกล้มลุกในปริมาณ
นอ้ ย เพราะจะส้ินเปลืองค่าใช้จ่ายและตอ้ งการการดแู ลรักษามาก การจัดสวนจึงนิยมใช้ไมพ้ มุ่ ท่ีมีดอก
ตลอดปี สว่ นไม้ใหญจ่ ะคอยตัดแต่งเฉพาะก่งิ ทแ่ี ห้งตายหรือกงิ่ ทที่ ้าใหร้ ปู รา่ งรปู ทรงเสยี ไปเทา่ นนั้
สระน้า น้าตก และน้าพุ ส่ิงต่าง ๆ เหล่านี้จะถูกน้ามาใช้เป็นองค์ประกอบในการจัดสวน
แบบธรรมชาติเช่นเดียวกัน เพียงแต่ลักษณะของสระน้า น้าตก และน้าพุ จะเลียนแบบจ้าลองมา
จากธรรมชาตลิ ักษณะของสระน้าจะคดเลยี้ วไม่เปน็ รูปทรงเรขาคณิต ขอบสระจะตกแต่งด้วยก้อนหิน
และพรรณไม้ ส้าหรับน้าตกก็เช่นเดียวกัน ส่วนน้พุจะใช้ในกรณีท่ีเป็นสระน้าขนาดใหญ่ น้านิ่ง เพื่อ
ช่วยไม่ใหเ้ กดิ นา้ เนา่ เสีย
รปู ปนั้ และวสั ดตุ กแตง่ อนื่ รูปปั้นทเี่ อามาใช้จะไมเ่ ป็นรปู ร่างของบุคคลตา่ งๆ
แต่จะเป็นรูปปั้นที่มีรูปร่างสมัยใหม่ตามยุคนั้น ๆ รูปปั้นจะถูกวางไว้ในท่ีเด่นกลางสนามหญ้าไม่นิยม
ตกแต่งฐานรูปปั้นด้วยดอกไม้ นอกจากนี้วัสดุอ่ืน ๆ เช่น ตอไม้ ซากไม้แห้ง โอ่ง ไห ตะเกียงหิน หิน
ก็จะถูกน้ามาใช้ในการตกแตง่ สวนแบบธรรมชาตไิ ด้
17
ศาลาที่พัก ในสวนแบบธรรมชาติหากท้าศาลาท่ีพักก็จะใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ปีกไม้ ไม้ไผ่
หญ้าแหง้ ฟาง เป็นตน้ ศาลาท่พี ักจะถูกจัดไวใ้ นบรเิ วณทีม่ ีทัศนียภาพสวยงาม เพื่อใชเ้ ป็นที่พักผ่อนใน
สวน ศาลาท่พี ักน้อี าจใช้พรรณไมเ้ ลอ้ื ยเป็นหลังคากไ็ ด้
ในสวนแบบธรรมชาติ อาจจะมีซุ้มไม้เล้ือยไว้ตามจุดต่าง ๆ มีสะพานเล็ก ๆ ข้ามสระน้าไป
ตามจุดต่าง ๆ ได้
การจดั สวนแบบธรรมชาตจิ ะให้ความสุข สงบ สบายตา สบายใจ แก่เจ้าของ แต่การจัดสวน
แบบธรรมชาติจะมีความยากมากกว่าการจัดสวนแบบประดิษฐ์ เพราะการจัดสวนแบบธรรมชาติจะ
ไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน การจัดจะอาศัยการสัเกตุจากสภาพธรรมชาติ หากขาดวามละเอียด
รอบคอบ สวนที่จดั จะมองดแู ข็ง กระด้าง ดังนั้นการจัดสวนแบบธรรมชาติจะต้องสังเกตรายละเอียด
ตอ้ งมอี ารมณ์และเข้าใจถงึ ความเป็นมาหรือการเกิดของธรรมชาติให้ได้มากท่ีสุด ก็จะสามารถจัดสวน
ใหม้ องดเู ปน็ ธรรมชาติท่สี วยงามได้
การจัดสวนในปจั จบุ ันนี้ นอกจากจะมกี ารจดั สวนแบบประดษิ ฐ์และแบบธรรมชาติ
แล้ว ในบางครั้งการจัดสวนยังสามารถจัดผสมผสานระหว่างความมีระเบียบกับความมีอิสระตาม
ธรรมชาติเข้าด้วยกัน โดยยึดหลักการจัดให้มองดูกลมกลืนสวยงามตามหลักของการจัดสวนและ
ค้านึงถึงองค์ประกอบของศิลปะ ท้ังน้ีการจัดสวนน้ันจะต้องมีความสัมพันธ์กลมกลืนกับอาคาร
สถานท่ีและสง่ิ แวดล้อมดว้ ย
18
บทท3ี่
การออกแบบจดั สวน
ธรรมชาติกบั มนษุ ย์เป็นสง่ิ ที่อยูค่ กู่ นั แมค้ วามเจรญิ ก้าวหน้าของสงั คมเมอื งจะยงั คงเติบโตข้ึน
แต่มนุษย์ก็ยังคงเรียกร้องหาธรรมชาติตามสัญชาตญาณ ได้แก่การพยายามน้าเอาธรรมชาติ เช่น ไม้
ดอก
ไม้ประดับต่าง ๆ เข้ามาตกแต่งในบริเวณท่ีท้างาน ร้านค้า และที่อยู่อาศัย ให้เป็นไปตามธรรมชาติ
มากท่สี ดุ ดงั นั้นการจัดสวนจึงเป็นการดึงเอาธรรมชาติเข้ามาอยู่ใกล้ตัวมากท่ีสุด ซ่ึงการออกแบบจัด
สวนสามารถลงมือท้าเองได้ตามความสามารถก้าลังเงินและเวลาท่ีมีอยู่ ดังมีหลักเบื้องต้นของการ
ออกแบบสวน ดังนี้
ประโยชน์ของการจัดสวน
การจัดสวนเป็นการจัดสรรพน้ื ที่ว่างใหเ้ กิดประโยชน์และเกดิ จุดเดน่ ของพืน้ ที่ ดังน้ี
สรา้ งความร่มรืน่ เตมิ สีสันให้ชวี ติ
สร้างจิตนาการ บรรยายกาศ บอกเลา่ เรอื่ งราว
พกั ผ่อน ผ่อนคลายความตึงเครียด
เป็นที่พบปะสงั สรรค์
ประเภทของการจัดสวน
การจัดสวน ศลิ ปมะุมมอง/ความพงึ่ พอใจ
การจัดสวนคืองานท่ีสร้างสรรค์ข้ึนจากความ
ต้องการ ความรู้สึก จินตนาการ บนพ้ืนฐานของการน้าไปใช้ประโยชน์ซึ่งเรียกได้ว่า การจัดสวนเป็น
งานศิลปะชนิดหนึ่งท่ีเป็นชิ้นงานรูปธรรมสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง ดังน้ันในการจัดสวนจึงมีการ
แบง่ ประเภทของการจดั สวนออกไปในหลายลกั ษณะขึ้นอยู่กับมุมมอง รสนิยม การน้าไปใช้ประโยชน์
และกลุ่มเป้าหมาย (ผู้ใช้ประโยชน์) แตกต่างกันออกไป โดยสามารถแยกประเภทของการจัดสวนได้
ดงั น้ี
ขนาด (Size) เชน่ สวนถาด สวนหย่อม สวนหญ้า สวนสาธารณะ เป็นต้น
รูปร่าง (Form)
19
1. แบบรูปทรงเรขาคณิต (Formal) คือ การจัดโดยอาศัยรูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ มีการ
แสดงออกของเส้นตรง ซึ่งเป็นเส้นน้าสายตาให้มุ่งตรงไปยังจุดเด่นท่ีต้องการ (Strong Axial Design)
และเส้นนี้จะแสดงความรู้สึกว่า บริเวณด้านซ้าย และขวามีความเท่า ๆ กัน (Balance) คือด้านซ้าย
และด้านขวาเหมือนกันทุกประการ การจัดสวนแบบนี้เหมาะกับบ้านทรงยุโรป ประเภทกรีก โรมัน
และบริเวณมุมเล็ก ๆ ในพ้ืนที่จ้ากัด หรือในบริเวณส่วนด้านหน้าของหน่วยงานราชการ และบริษัท
ต่าง ๆ การจัดสวนประเภทนี้จะดูเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่การดูแลรักษาค่อนข้างสูง เพราะต้องตัด
แต่งตน้ ไม้ให้เป็นรปู ทรงเรขาคณิตอยูเ่ รอ่ื ย ๆ
2. แบบธรรมชาติ (Informal) คอื การจดั ใช้เสน้ อิสระ (Free Form) มักเป็นโค้งรูปตัว "S"
ดูเป็นธรรมชาติ อ่อนช้อยไม่เป็นเหลี่ยมมุม ต้นไม้ใช้รูปทรงตามธรรมชาติ ไม่ตัดแต่งเป็นรูปทรง
เรขาคณติ การจดั สวนแบบธรรมชาตนิ ้ีเหมาะกับบ้านทั่ว ๆ ไป ท้ังท่ีมีเน้ือท่ีกว้างและเน้ือท่ีแคบ หรือ
สวนสาธารณะ และสถานทที่ อ่ งเท่ยี วตา่ ง ๆ
ความเปน็ เอกลักษณ์ (Style) คือ สวนท่ีมีสไตล์การจัดสวนที่แสดงหรือบ่งบอกถึงความเป็น
เอกลักษณ์ เช่น วัฒนธรรม/ศาสนา (สวนไทย สวนญ่ีปุ่น สวนยุโรป สวนหิน) สภาพภูมิอากาศ
(สวนป่า สวนธรรมชาติ สวนร้อนช้ืน) ค่านิยม (สวนโมเดรนิ )
การนาไปใช้ประโยชน์ (User) คือ สวนท่ีสร้างข้ึนโดยก้าหนดวัสถุประสงค์ที่แน่นอนทราบ
เป้าหมายของกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ เช่น สวนสมุนไพร สวนไม้ดอกไม้ประดับ สวนนก สวนผีเสื้อ สวนครัว
เป็นตน้
วสั ดุอุปกรณ์ในการตกแตง่ สวนทจ่ี ้าเป็น
การจัดสวนน้ันมิใช่ว่าเอาต้นไม้มาปลูก เป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นแถวเป็นแนว ให้เกิดความ
สวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เราจะต้องค้านึงถึงวัสดุอุปกรณ์ ในการตกแต่งสวนด้วย ว่าจะเอาวัสดุ
อุปกรณ์ประเภทไหนอยา่ งไร มาตกแต่งสวนให้ดูสวยงามยง่ิ ขึ้น และจะท้าอย่างไรให้คงความงามไว้ได้
นาน โดยเริ่มจาก การจัดเตรียมพื้นที่การเลือกไม้ดอกไม้ใบ การใช้วัสดุปูพื้น การกั้นร้ัว การเลือก
เฟอร์นเิ จอร์ และการดแู ลรักษา ซึง่ ส่ิงต่าง ๆ เหล่านีเ้ ป็นส่งิ จา้ เปน็ มากตอ่ การจดั แตง่ สวน
1. การเตรียมพื้นที่ คือ การท้าให้บริเวณพ้ืนท่ีที่จะจัดสวนให้เรียบโล่ง เหลือไว้แต่สิ่งท่ีเรา
จะใช้ประโยชน์ได้ในภายหลัง เช่นต้นไม้ใหญ่ ๆ หิน เนินที่มีอยู่เดิม การปรับพื้นดินท้าโดยการรดน้า
จนเปียก แล้วจึงใช้ลูกกลิ้งบดให้เรียบ ถ้าบริเวณใดยุบเป็นบ่อให้เติมดินลงไป ระดับโดยรวมควรลาด
เอยี งไปยัง ทางทอ่ ระบายน้า และลาดเอียงออกจากตัวอาคาร เก็บเศษวัสดุ ก้อนหิน หญ้า และวัชพืช
ท่ีไม่ต้องการท้ิงให้หมดวาดแปลนที่ต้องการลงบนพ้ืนที่ โดยใช้ปูนขาวโรยเป็นก้าหนดจุดแนว
ส่ิงก่อสร้างต่าง ๆ เช่น ลานพักผ่อน ทางเท้า ถนนเข้าบ้าน เป็นต้น ก้าหนดจุดที่จะปลูกต้นไม้ใหญ่
ขอบเขตของแปลงทีจ่ ะปลกู ไม้พุ่มและไมค้ ลมุ ดิน
การปลกู ไม้ตน้ ใหญน่ ัน้ ควรขดุ หลมุ ใหม้ ีขนาดใหญ่กว่าตมุ้ ดินที่หุ้มรากต้นไม้ไว้โดยรอบอีก 10
ซม. และลึกกว่าขนาดตุ้มดินอีก 10-15 ซม. โรยปุ๋ยสูตรเสมอ (16-16-16) รองก้นหลุมดินที่ขุดขึ้น
จากหลุมให้แยกดินส่วนบน และส่วนก้นหลุมไว้ จากน้ันก็เอาดินส่วนบนมาสับพรวนจนเป็นก้อนเล็ก
20
ๆ แล้วเอามาคลุกผสมกับดินท่ีซื้อมาจากท้องตลาดในอัตราส่วน ดินบน:ดินผสม = 1:1 ใส่กลับลงไป
ในหลุมเป็นดินปลูก รดน้าตามให้ชุ่ม ดินจะยุบตัวลง เติมดินปลูกและรดน้าจนดินไม่ยุบตัวอีก ถ้า
ต้นไมท้ ่ีปลกู ใหมน่ ัน้ สงู มากหรือไมส่ ามารถตั้งตัวให้ตรงไดใ้ ห้ใชไ้ ม้คา้ ซึ่งอาจจะเปน็ ไม้ไผ่หรือไม้สนก็ได้
ส่วนการเตรียมพ้ืนท่ีที่จะปลูกไม้พุ่ม และไม้คลุมดินนั้น ก็คล้ายคลึงกันกับการปลูกไม้ต้นใหญ่ แต่
ขนาดหลมุ จะตนื้ กวา่
2. ต้นไม้ ตน้ ไมท้ ่ใี ช้ในการตกแตง่ สวนนน้ั แบ่งออกเปน็ 4 ประเภท ดงั น้ี
2.1 ไม้ต้น (Trees) เป็นไม้เน้ือแข็ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของล้าต้นใหญ่กว่าไม้พุ่ม
ไม่ต้องอาศัยพาดพิงต้นไม้หรือวัสดุอื่นเพ่ือด้ารงตัว มีความสูงเกิน 6 เมตร มีอายุได้นานปี เช่น
ตะแบก
อนิ ทนนิ จามจรุ ี ราชพฤกษ์ ฯลฯ ซ่ึงไม้ต้นเหล่าน้ี สามารถใช้เป็นฉากหลัง ให้ร่มเงา หรือเป็นแนวร้ัว
กนั ลม ฯลฯ
2.2 ไม้พมุ่ (Shrubs) เป็นไม้เนอ้ื แข็งล้าตวั ตงั้ ตรง เปน็ อิสระไดไ้ มต่ ้องอาศยั ตน้ ไม้ หรือ
วสั ดุอ่นื พาดพงิ มีอายุได้นานหลายปี มีความสูงไม่มากนักการแตกกิ่งก้านมักจะไม่สูงจากพ้ืนดิน เช่น
ชบา เขม็ ยเี่ ข่ง ย่โี ถ ฯลฯ มกั จะปลูกระดบั แปลง จดั เล่นลายโดยใชส้ ี ปลูกเป็นรัว้ กัน้ หรือบังตา และ
มักจะปลูกตามขอบทาง
2.3 พืชคลุมดิน (Ground Covers) คือพืชที่มีต้นเต้ีย สูงไม่เกิน 30 ซม. และมักจะ
ปลูกเป็นกลุ่มก้อนติด ๆ กัน มีท้ังล้าต้นตรงและล้าต้นเต้ีย มีท้ังเป็นไม้เน้ืออ่อนอายุข้ามปี และเป็น
พวกไม้ล้มลุก เช่น ผักเป็ดเขียว บานเช้า บานเย็น บัวสวรรค์ พลูด่าง เป็นต้น ใช้ปลูกประดับขอบ
แปลง จัดเลน่ ลายใชส้ หี รอื ปลูกเป็นแปลงคลุมพืน้ ท่แี ทนหญา้
2.4 หญ้า (Grass) เป็นพืชคลุมดินเพ่ือป้องกันการพังทลายของหน้าดิน มีความ
สวยงาม และสามารถเหยียบย้่าได้ หญ้าทป่ี ลูกตามบา้ นทัว่ ๆ ไปมอี ยู่ 2 ชนิด คือ
2.4.1. หญ้านวลน้อย (Zoysia Matrella) เจริญเติบโตได้ดีใน
เขตร้อน ชอบแดดจัด ทนการเหยียบย่้าได้ค่อนข้างสูง ปลูกได้
ทั่วไป แต่ต้องการดินที่มีความอุดมสมบูรณ์พอควร ระบายน้าได้
ดี ไม่ชอบน้าขังแฉะการตัดควรตัดให้สูง 0.5-1 นิ้ว ควรตัดบ่อย
ๆ และตดั ให้ตา้่ เพ่ือป้องกนั การเจริญเติบโตเป็นกระจุก และควร
จะใส่ปุ๋ยไนโตรเจน (N) สูงทกุ เดือน
2.4.2. หญ้ามาเลเซีย (Axonopus Compressus) เป็น
หญ้าใบกว้าง ใบสีเขยี วอ่อน ทนร่มไดด้ ี ไมค่ วรปลกู กลางแดดเพราะ
รากสั้นท้าให้เหี่ยวแห้งเร็ว ทนน้าขังแฉะได้ชั่วคราว ทนการเหยียบ
ย่้าได้น้อยกว่าหญ้านวลน้อย เวลาตัดควรตัดให้สูง 1-2 น้ิว หญ้า
มาเลเซียนี้ควรจะปลูกในท่ีร่ม และกับบ้านท่ีเจ้าของบ้านไม่มีเวลา
21
ในการดแู ลรักษา ควรใส่ปุ๋ยทม่ี ี N-P-K ในอตั ราส่วน 3-1-2 ตอ่ เดอื น
การเลอื กชนิดพรรณไม้
ในการจดั สวนนั้นนอกจากการออกแบบเพื่อจัดสวนสิ่งส้าคัญอย่างหนึ่งท่ีจะให้การออกแบบ
เป็นไปตามวัตถุประสงค์น้ัน คือ การเลือกชนิดพรรณไม้ ซึ่งในการเลือกพรรณไม้นั้นต้องข้ึนอยู่กับ
ข้อจ้ากัดของพ้ืนที่ โดยพิจารณาได้ดงั นี้
ความตอ้ งการแสง
ความเขา้ กนั ของพรรณไม้
ความต้องการน้า
บรรยากาศ
สี/ลายเส้น/ความละเอยี ด
ผิวสัมผสั
3. วัสดุปูพื้น วัสดุปูพ้ืนของสวนในบ้านหมายถึง ส่วนใช้งานท่ีต้องการผิวพื้นท่ีไม่ใช่สนาม
หญ้าเพือ่ ทนการเหยียบย้า่ ซง่ึ แบง่ ออกได้ดังนี้
3.1 วัสดปุ ูพ้นื แบบแขง็ (Rigid) ใชป้ ใู นบริเวณพ้ืนท่ีที่มีการใช้งานสูง โดยพื้นส่วนล่าง
จะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กรองรับวสั ดุปูพ้ืนอน่ื ๆ เช่น อิฐ กระเบื้อง เซรามิค หิน วัสดุปูพื้นแบบนี้น้า
จะไม่สามารถซึมผ่านลงไปได้ อัตราการไหลของนา้ บนผิวหน้าจะสูง เพราะฉะนั้น ในขณะท่ีปูพ้ืนแบบ
นี้ จะต้องค้านึงถึงการระบายน้าเป็นส้าคัญ ควรให้มีความลาดเอียงออกจากบ้าน การปูพ้ืนด้วยวัสดุ
แบบแข็งนเี้ หมาะกับบริเวณลานน่งั เล่น ลานจอดรถทางเดนิ ท่ตี อ้ งการความถาวร
3.2 วัสดุปูพื้นแบบมีความยดื หยุ่น (Flexible) พ้นื ฐานส่วนลางใชท้ รายหรอื ปูนทราย
บดอัดให้เรียบก่อน วัสดุท่ีใช้ปูมีหลายชนิดเช่น บล็อกประดับพื้นรูปคดกริช รวงผ้ึง และอัฐศิลา ของ
ปนู ซิเมนต์ไทย อฐิ มอญ และหินตา่ ง ๆ การปแู บบน้นี ้าจากพื้นผิวด้านบนสามารถซึมผ่านลงไปได้บ้าง
และอัตราการไหลของน้าบนผิวหน้าจะไม่สูงเท่ากับวัสดุพื้นแบบแข็ง การปูวัสดุปูพื้นแบบมีความ
ยืดหยุ่นนี้สามารถท้าเองได้ทันที การซ่อมแซมก็ท้าได้ง่าย แต่ต้องระวังตอนอัดทราย ถ้าอัดไม่ดีจะ
ยุบตัวได้ในภายหลัง การปูพ้ืนแบบน้ีเหมาะกับบริเวณลานนั่งเล่น ลานจอดรถ ทางเดิน ส่วนสนาม
เด็กเล่นควรใช้ทรายทง้ั หมดเพอื่ ความปลอดภยั
4. ร้ัว การออกแบบหรือตกแต่งบริเวณภายในบ้านน้ัน นอกจากรั้วรอบบ้านที่ใช้แสดง
ขอบเขตของพืน้ ที่ และปอ้ งกนั อนั ตรายจากภายนอกแล้ว รัว้ ยงั เปน็ การแบง่ บริเวณทีก่ ว้างขวางใหเ้ ลก็
ลง หรือเพื่อบังสายตาของคนภายนอก ท้าให้เกิดความเป็นส่วนตัว หรือใช้เป็นที่บังแดด บังลม
บางครงั้ สามารถใช้รว้ั เปน็ เครื่องประดบั สวนให้งดงามอกี ดว้ ย
22
การเลือกแบบของร้ัวนนั้ ขน้ึ อยกู่ ับแบบของบา้ นและรปู ทรงของบรเิ วณสวน สามารถ
แบง่ ออกได้ดังน้ี
1) รวั้ ไม้ เสาอาจจะเป็นคอนกรีตเสริมเหลก็ หรือใชเ้ สาเปน็ ไม้ได้ สว่ นผนังของรวั้ ใช้ไม้
กนั้ อาจจะเป็นไม้ไผ่ ซ่งึ เหมาะกับการจดั สวนญีป่ ่นุ หรอื รั้วไม้ซุงซงึ่ เหมาะกับสวนบ้านไร่ ส่วนอายกุ าร
ใชง้ านนนั้ ขึน้ อยกู่ บั ชนิดของไม้ การซอ่ มแซมทา้ ไดง้ า่ ยไมย่ ่งุ ยาก
2) รั้วอิฐบลอ๊ ค โครงสร้างของเสาและคานเป็นคอนกรีตเสริมเหลก็ ผนงั รั้วใชอ้ ิฐ
บล๊อค ซึง่ มหี ลายแบบหลายขนาด ทัง้ ทบึ และโปร่ง จะมอี ายกุ ารใช้งานไดน้ าน การซอ่ มแซมเพยี งทาสี
ใหม่ เมื่อสเี ก่าจางไป
3) รัว้ เหล็ก หรือร้วั อลั ลอยด์ โครงสรา้ งของเสาคานอาจจะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก
หรอื เสาเหล็กได้ สว่ นผนังนนั้ ใชเ้ หล็กก้ัน มคี วามแขง็ แรงและทนทานได้ดี จะมอี ายกุ ารใช้งานได้นาน
แต่ต้องขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาดว้ ย สา้ หรับบ้านท่อี ยูใ่ กล้ทะเลไม่ควรท้ารว้ั แบบน้ี เพราะไอนา้ เค็ม
จากทะเล จะทา้ ให้รว้ั เป็นสนิมเรว็ ขึ้น ท้าให้อายกุ ารใชง้ านสนั้ ลง
5. เฟอร์นิเจอร์ ในสวน หมายถึงวัสดุต่าง ๆ ท่ีนอกเหนือไปจากต้นไม้ และวัสดุปูพ้ืนท่ีใช้
ตกแตง่ ในบริเวณสวน เป็นองค์ประกอบที่ท้าให้เกิด จุดเด่น จุดน่าสนใจ หรือไว้ใช้งานใสบางคร้ัง ซ่ึง
แบง่ ออกได้ดังนี้
1) หนิ หนิ ใชม้ าตกแต่งสวนน้นั จะต้องใช้หินชนดิ เดียวกนั แตใ่ หแ้ ตกต่างกนั ทขี่ นาด ไม่
ควรใช้หินหลากหลายชนดิ ในพ้ืนทเ่ี ดียวกัน หนิ ทน่ี ยิ มใช้ในการจัดสวนคอื หนิ ภูเขา หนิ แมน่ ้า หนิ
ทะเล หินกาบ หนิ ชั้น หินแผ่น โดยทวั่ ไปแลว้ มักใช้หนิ น้ามาจดั เป็นสวนหยอ่ ม ซง่ึ นิยมใช้หนิ ก้อน
ใหญ่ ๆ ประกอบกบั ไมค้ ลุมดิน หรอื จดั เป็นสวนหิน ซงึ่ นยิ มจัดในบริเวณท่ไี ม่สามารถปลกู หญ้าได้
หรือในพืน้ ทขี่ นาดเลก็ การจดั สวนหนิ นี้ นอกจากมีหินใหญเ่ ป็นประธานแล้ว ยงั ต้องใชก้ รวดก้อนเล็ก
ๆ ประกอบดว้ ย นอกจากนอ้ี าจใชห้ นิ ตกแต่งเปน็ ทางเทา้ โดยมากนิยมใชห้ ินแผ่น หรอื ใชห้ ินปูบรเิ วณ
โคนตน้ ไม้เพ่อื แยกสนามหญา้ ออกจากโคนตน้ ไม้ใหญ่ เพ่อื สะดวกในการตัดหญ้าหรอื ปรู องรับบริเวณ
ท่ีนา้ ฝนตกลงกระทบ เพ่ือลดการกระแทกของน้าฝนกับผิวหน้าดิน
2) เกา้ อชี้ ุดสนามและมา้ นั่งตา่ ง ๆ จดั เป็นเฟอรน์ ิเจอร์ช้ินส้าคัญในสวน ไม่ว่าจะมสี วน
ประเภทใดขนาดเทา่ ใดมกั จะมีเก้าอี้สนามกันทงั้ นัน้ เพราะการมเี ก้าอี้สนามไวใ้ นสวนแสดงให้เหน็ ถึง
การเชอื้ เชิญให้หยดุ พักผอ่ น และนงั่ เล่น ดงั นั้น เกา้ อช้ี ดุ สนามควรมีอายกุ ารใช้งานทีน่ านปี ทนแดด
ทนฝนไดด้ ี ส่วนมากจะท้ามาจากวัสดุ ประเภท ไม้ หินขัด หินธรรมชาติ เหล็กหล่อ อัลลอยด์ ผ้าใบ
พลาสติก ฯลฯ หรืออาจจะเป็นสิง่ ทป่ี ระดษิ ฐ์มาจากวัสดทุ ่ีเหลอื ใชภ้ ายในบา้ นได้
เก้าอ้ชี ดุ สนามมักประกอบไปด้วย โต๊ะและเกา้ อ้ี 4 ตวั จัดวางไว้บริเวณลานพักผ่อน
ทีจ่ ะน่งั เลน่ หรือตามเทอรเ์ รส ใช้นัง่ รบั ประทานอาหารวา่ งยามบ่าย จดั ไวใ้ นบรเิ วณศาลาในสวน ลาน
โคนต้นไม้ หรือจดั ให้กลางสนามใต้ร่มไม้ ซึ่งบริเวณทจี่ ัดวางชดุ สนามน้ี ควรปูพ้นื แข็งรองรับกอ่ นทา้ ให้
สามารถใช้งานไดท้ ุกฤดูกาล
23
ม้านั่งโดยท่ัวไปมีท้ังเป็นชุดและตัวเดี่ยว ซ่ึงกว้างประมาณ 40 เซนติเมตร ยาว
ประมาณ 1 เมตร สามารถยกไปต้ังตามทางเดิน ใต้ต้นไม้ ริมสระน้า หรือท่ีใดท่ีหน่ึงที่เราพอใจไว้นั่ง
ตามล้าพัง เม่อื ตอ้ งการความเป็นสว่ นตัว
3) รูปป้ัน การน้ารูปปั้นมาตกแต่งสวนนั้น เป็นวิธีการเรียกร้องความสนใจอีกอย่าง
หน่ึงซ่ึงเป็นองค์ประกอบที่บังคับให้คนมอง โดยเฉพาะรูปป้ันที่เป็นรูปคนมักจะเป็นจุดสนใจสร้าง
จินตนาการให้ระลึกถึงอดีตเป็นงานศิลปะ ที่มีค่ามากในการน้ามาตกแต่งสวน โดยท่ัวไปแล้วรูปป้ัน
มกั จะทา้ มาจากดนิ เผา หนิ ทองแดง เหลก็ หนิ ออ่ น ไม้ ไฟเบอร์ บรอนซ์ และวัสดอุ ่นื ๆ อีกมากมาย
ในพื้นท่แี คบ ๆ ไม่ควรใช้รูปแบบคลาสสิค ควรใช้รูปปั้น Abstarct ซึ่งท้าด้วยโลหะ
จะมีลักษณะมันวาว ท้าให้พื้นท่ีดูกว้างขึ้น การจัดวางรูปปั้น ก็ต้องค้านึงถึงมุมมอง อย่าวางรูปป้ันให้
หลบซ่อนเกินไปควรมฉี ากหลงั ทีท่ า้ ให้รูปปั้นดูเด่นข้ึน ต้นไม้ท่ีใช้ควรมีรูปทรงที่สะดุดตา เช่นสนเลื้อย
เศรษฐีไซ่ง่อน ซุ้มกระต่ายด่าง และไม้ประดับต่าง ๆ ถ้าบ้านเป็นแบบคลาสิค เสาโรมันจ้าลอง ฯลฯ
หรือถ้าบ้านแบบทันสมัย จะใช้รูปป้ันได้กว้างขวางกว่าไม่ว่าแบบคลาสิคหรือแบบ Abstarct ส้าหรับ
บ้านทรงไทยมักจะใช้โอ่งบ้านเชียง สังคโลก หรือล้อเกวียนมาตกแต่ง ส่วนสวนญี่ปุ่น และสวนจีน
มกั จะใช้ตะเกียง สะพานเลก็ ๆ และอ่างนา้ เปน็ ต้น
4) กระถาง หรือ ภาชนะบรรจุต้นไม้ต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเสริมบริเวณสวน
ให้ดูสมบูรณ์แบบยิ่งข้ึน ส่วนมากกระถางจะท้ามาจากดินเผาเคลือบ ซึ่งการจัดสวนท่ีใช้กระถางเป็น
องค์ประกอบนั้น จะมีความยืดหยุ่นสูง เพราะสามารถสับเปล่ียนได้ตลอดเวลา แม้แต่กระถางท่ีมี
ตน้ ไม้บรรจุอยกู่ ็สามารถเปล่ียนไปตามฤดกู าลไดอ้ ีกด้วย กระถางท่ดี ีควรมรี ูระบายน้าด้วย
5) นา้ และไฟในสวน นา้ เป็นส่ิงท่ีเสริมสรา้ งความรื่นรมยแ์ กผ่ ้ใู ชเ้ ปน็ อย่างมาก เสยี งหรือ
แสงระยบิ ระยบั ของน้ายามต้องแสงแดด หรอื เงาทีส่ ะทอ้ นตามพ้ืนน้าจะช่วยให้สวนมีชีวิตชีวามากขึ้น
ไม่วา่ จะเปน็ สระน้า น้าพุ หรือน้าตก ถ้าไม่ใหญ่โตเกินไปนัก เจ้าของบ้านสามารถท้าข้ึนเองได้ โดยใช้
ปั้มขนาดเล็กวางไว้ก้นสระ หรือท่ีเรียกกันว่า Submersible Water Pump (ได้โว่) ซึ่งจะดูดน้าเข้า
ผ่านระบบกรองในตัว จากนั้นน้าจะถูกปั้มผ่านท่อยางไปยังหัวน้าพุ หรือไปยังน้าตกท่ีเตรียมไว้ หัว
นา้ พนุ ้สี ามารถถอดเปลยี่ นเปน็ แบบตา่ ง ๆ ไดต้ ามความต้องการส่วนน้าตก ถ้าเจ้าของบ้านมีมุมเล็ก ๆ
และต้องการทจี่ ะท้าเองนา้ กท็ ้าได้ไม่ยาก โดยการหาซ้ือน้าตกส้าเร็จรูปมาจัดไดเ้ ลย ซง่ึ มใี หเ้ ลอื กหลาย
ขนาด หลายชนิด หาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์จัดสวนท่ัวไปเช่น ตลาดนัดสวนจตุจักร และตลาด
ย่านพหลฯ หลักการของน้าตกคือ ใช้ระบบน้าล้น
ส้าหรับการกอ่ น้าตกทีม่ ีขนาดใหญ่ และมีโครงสรา้ งทซี่ ับซ้อนมาก ๆ ควรเรยี ก
ผู้เช่ียวชาญทางด้านน้มี าชว่ ยโดยเฉพาะ
การติดต้ังไฟในสวนน้ัน เป็นการยืดเวลาการใช้สวนให้ยาวนานออกไปอีก คือ
สามารถใช้สวนในตอนกลางคนื ได้ และเพื่อความสวยงามของต้นไม้ในสวนด้วย โดยเฉพาะการส่องไฟ
ข้ึนจากโดนของต้นไมเ้ พ่อื เน้นรูปทรงของกิ่งก้านสาขา หรือการส่องไฟจากด้านข้าง ท้าให้เกิดมิติใหม่
24
ของสีสัน และรปู ทรงของสวน ความส้าเร็จของการจัดไฟในสวนนนั้ จะต้องจัดแสงอย่างตรงไปตรงมา
เน้นสิ่งท่ีต้องการจะเน้น ไฟที่ติดในสวนส่วนมากนิยมติดตามบริเวณ กลุ่มหิน สวนหย่อม น้าตกสระ
นา้ และบริเวณโต๊ะเกา้ อใี้ นสวน
6) ศาลา (Gazebo) เป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจเพราะให้ร่มเงา และผู้ใช้สามารถ
น่ังพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติได้ ส่วนมากนิยมสร้างด้วยไม้ เพราะให้ความอ่อนนุ่มกับสวนมากกว่า
วัสดอุ ยา่ งอนื่ ควรใชไ้ มแ้ ดง หรือไมเ้ ต็งซ่ึงเหมาะสา้ หรบั กลางแจ้ง หรืออาจทา้ ด้วยไมร้ ะแนงแล้วอาศัย
ไมเ้ ถาเลอื้ ย ปกคลมุ แทนหลังคากระเบอ้ื ง
ส่วนรูปแบบของศาลานั้นมีให้เลือกมากมายหลายแบบ ต้ังแต่ศาลาคนยากมีเสา
กลางเสาเดียว หลังคามุงจาก หรือท่ีเรียกกันว่าดอกเห็ด ซึ่งเหมาะกับสวนบ้านไร่ ส่วนศาลามุง
กระเบื้องหรือหลังคาไม้ระแนงท่ีอาศัยเถาไม้เลื้อยปกคลุมน้ัน นิยมใช้กับบ้านทั่ว ๆ ไป และศาลา
โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก มุงกระเบื้องซีแพคโมเนียน้ัน เหมาะกับบ้านที่มีบริเวณพื้นท่ีในการจัด
สวนกวา้ งใหญ่ เพราะโครงสรา้ งของศาลาแบบน้ีจะดูเทอะทะส้าหรับบ้านท่ัว ๆ ไปยังคงนิยมศาลาไม้
เปน็ สว่ นมาก เพราะดเู บาและอ่อนนมุ่ กว่าคอนกรีตเสริมเหลก็
หลกั เบือ้ งตน้ ของการออกแบบสวน
ในเบ้ืองต้นมักเป็นการท้าความรู้จักกับพ้ืนท่ีจัดสวนโดยการเขียนและระบุรายละเอียด
เก่ียวกบั สง่ิ ประกอบโดยรอบ เชน่ ตัวบ้าน ขอบเขตที่ด้ิน (ร้ัว) ถนนหน้าบ้านทาง ทางเข้าบ้าน โรงรถ
ทางเดนิ ตา่ ง ๆ กา้ หนดต้าแหน่งของต้นไม้ใหญ่ท่ีจะเก็บรักษาไว้ แสดงทิศเหนือ-ใต้ บริเวณท่ีมีปัญหา
ต่าง ๆ เชน่ ดา้ นทร่ี อ้ นแดดบริเวณทร่ี ่มจัดจนปลกู ตน้ ไม้ไม่ได้ บริเวณท่ีมีน้าขังแฉะในฤดูฝน หรือด้าน
ท่ีต้องการส่ิงบังตา เพราะขาดความเป็นส่วนตัวโดยท่ีบุคคลภายนอกสามารถมองเห็นภายในบริเวณ
เปน็ ตน้
ข้อจ้ากดั ของพน้ื ท่ี
ในการจัดสวนนน้ั ปจั จัยหลักทเี่ ปน็ ตัวเองก้าหนดรูปแบบจัดสวนและงบประมาณของชิน้ งาน
คอื พืน้ ท่ใี นการจัดสวน ซึ่งในการสา้ รวจพ้นื ทใี่ นการจัดนั้นไม่เพยี งการวดั ขนาดกวา้ ง ยาวา ของพ้นื ที่
เท่านน้ั แต่ต้องระบุข้อจ้ากดั ต่างๆ ของพ้นื ที่โดยรอบได้
ขนาดและคณุ สมบัติ เช่น กว้าง ยาว ความลาดเอียงของพ้ืนที/่ ทิศทางน้า คณุ ภาพดนิ ความ
หนาแน่น ชนิดดิน
พืน้ ทใ่ี ช้ประโยชนใ์ กล้เคยี ง เชน่ พนื้ ที่ซกั ลา้ ง ถนน หอ้ งรับแขก ห้องครวั ฯลฯ
ทิศทางแดด ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นไปตามทิศทางของแดด แตค่ วรทราบถงึ รายละเอยี ด เช่น
มอี าคารมาขวางกัน้ ท้าให้เกดิ พนื้ ท่รี ่มตลอดเวลาเปน็ ตน้
ทิศทางลม มปี ระโยชน์ในการก้าหนดชนดิ พรรณไม้ เชน่ ไมม้ ีกลิ่น ไม้โปรง่ เป็นต้น
มมุ มอง เช่น บริเวณด้านหนา้ หอ้ งรับแขก ห้องเคร่อื งมือ ทเ่ี ก็บของ ห้องเรียน เปน็ ต้น
โครงสรา้ งสาธารณูปโภค เชน่ ท่อน้า สายไฟ สายดนิ ท่อน้าท้ิง แอร์ รางรับน้าฝน เป็นต้น
อนื่ ๆ เช่น วชั พชื ในดนิ (หญ้าแห้วหมู หญ้ากก หรือวชั พชื ประเภทเหงา้
25
การแกไ้ ขข้อจา้ กดั ของพน้ื ที่ วิธกี ารแกไ้ ข
ขอ้ จ้ากัด
ปหู นิ
แนวรบั น้า/ทางนา้ เลือกพรรณไมใ้ บหนา ทนนา้
บริเวณโรยกรวด รองพนื้ ดว้ ยตาขา่ ย/ พลาสตกิ /ถุงปยุ๋ (ป้องกนั วชั พชื )
การปรบั พน้ื ท่ี เพอ่ื วางวสั ดุประกอบ
ปรับพ้นื ทใ่ี ห้แน่น แข็ง แรง /
บริเวณคอมเพรสเซอร์ เทด้วยปนู หรอื ตาขา่ ย
บรเิ วณท่อน้า เวน้ ระยะปลกู ใหห้ า่ ง
พรรณไม้ทนร้อน เช่น ล้ินมงั กร ชาฮกเกีย้ น ไทร วา่ นงาช้าง
บริเวณหนา้ ตา่ ง ประดษิ ฐว์ สั ดบุ ดบัง
การปลูกไม้ยนื ตน้ ขนาดใหญ่
เวน้ ระยะปลกู ใหห้ ่าง
การวางหิน ประดษิ ฐ์วสั ดุบดบงั
การวางพ้นื ทางเดิน ไมว่ างพรรณไม้สงู จนบดบังบรเิ วณหนา้ ตา่ ง
การดแู ลรักษาสวน ต้องค้านึงถงึ การเดินของรากและผลกระทบท่จี ะเกดิ กับ
อาคาร
ควรสูงจากพ้ืน ประมาณ 2-3 ซม. เพ่ือป้องกนั น้าท่วมขงั และ
หญ้าปกคลมุ
ควรมชี นั้ ทรายเพ่อื ปรับระดับ
ระวงั พรรณไมท้ ี่มีหนาม มผี ล ใบร่วง (สระน้า)
การจัดสวนประดับตกแต่งอาคารสถานท่ีต่าง ๆ แม้ว่าการออกแบบสวน การจัดสวน จะท้า
ให้ผลที่ออกมาสวยงามเพียงใดก็ตาม หากสวนน้ันขาดการเอาใจใส่ดูแลรักษา หรือดูแลรักษาไม่
ถูกต้อง ความสวยงามดังกล่าวก็จะค่อย ๆ สูญเสียไปในท่ีสุดการออกแบบสวน เป็นส่วนหน่ึงที่จะท้า
ให้การดแู ลรักษาสวนง่ายหรอื ยากได้ หากเจา้ ของสถานทไ่ี ม่มีเวลาที่จะเอาใจใสด่ ูแลรกั ษาสวนมากนัก
ก็ควรจะจัดสวนให้ดแู ลรกั ษาได้งา่ ยใช้พรรณไม้ท่ีไม่ต้องการการดูแลมาก ทนทานต่อสภาวะแวดล้อม
ได้ดี และค่อนข้างเจริญเติบโตช้าแต่ถ้าหากเจ้าของเป็นคนรักธรรมชาติ มีเวลาให้กับสวนได้มาก มี
ความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับพรรณไม้ต่าง ๆ การออกแบบจัดสวนก็สามารถเลือกใช้พรรณไม้แปลก ๆ ที่
ต้องการการเอาใจใสด่ ูแลรักษามากได้
นอกจากนี้การออกแบบจัดสวนจะต้องให้สะดวก เหมาะสมกับการเข้าไปปฏิบัติงานในการ
ดูแลรกั ษาได้งา่ ยด้วย เพราะการจัดสวนเป็นการจดั วางสงิ่ ท่ีมีชีวิต มีการเจริญเติบโตต้องการการดูแล
รักษาอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากปล่อยทิ้งให้สวนนั้นเจริญเติบโตไปตามธรรมชาติสักระยะหนึ่ง พรรณไม้
ต่าง ๆ จะเจริญเติบโตมากเกินไป สวนที่เคยสวยงามในคร้ังแรกก็เร่ิมเปลี่ยนแปลง เส่ือมสภาพได้
ดังนั้นการดูแลรักษาจึงเป็นสิ่งส้าคัญที่จะช่วยให้สวนนั้น คงสภาพความสวยงามให้ทนนานท่ีสุด ซ่ึง
26
ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสวนให้คงสภาพน้ัน จะเป็นจ้านวนเงินที่ค่อนข้างมากกว่าการออกแบบจัด
สวน ในปัจจุบันอาชีพการดแู ลรกั ษาสวน เป็นอกี อาชพี หนงึ่ ท่สี ามารถทา้ รายได้ให้กับผู้ประกอบธุรกิจ
ดา้ นนีค้ อ่ นข้างมากการดูแลรักษาสวน (Maintenance) เพ่อื ให้สวนสวยงาม คงสภาพเดมิ นานท่ีสุด มี
วิธีทีจ่ ะตอ้ งปฏบิ ตั ดิ ังนี้
- การตดั แต่งพรรณไม้ (pruning)
- การดูแลบา้ รุงรกั ษาสนามหญา้ (lawn maintenance)
- การให้ปยุ๋ (fertilization)
- การป้องกนั กา้ จัดศัตรูพชื (pest control)
- การปรับปรงุ สวน (gardening improvement)
1. การตดั แต่งพรรณไม้ (Pruning)
การตัดแตง่ พรรณไม้เปน็ การตัดส่วนทไี่ ม่ต้องการออก วัตถุประสงค์ของการตัดแต่งก็เพ่ือ
จะให้ไม้นั้น ๆ มีรูปทรงตามที่ต้องการ การตัดแต่งเป็นส่ิงจ้าเป็นส้าหรับไม้ต้น (Tree) และไม้พุ่ม
(Shrub) ไมต้ ้นและไม้พมุ่ ทน่ี า้ มาจดั สวนจะมีการเจริญเติบโต จนรูปทรงเปลี่ยนแปลงไป การตัดแต่ง
จะชว่ ยให้ไม้นั้น ๆ คงสภาพรปู ทรงที่เราต้องการได้ การตัดแตง่ ทีถ่ อื ปฏบิ ัติเรมิ่ แรกจะเปน็ การตดั แต่ง
- กงิ่ ทแ่ี ห้งตาย
- ก่ิงท่อี อ่ นแอฉกี ขาด
- กง่ิ ที่เปน็ โรค
- กง่ิ ที่เจริญผิดปกติ
- กิ่งที่แทงเข้าภายในพุ่มตน้
การตดั แต่งต่างๆ เหล่านี้ จะทา้ ให้ทรงพมุ่ โปรง แสงสว่าง ลม จะได้พัดผ่านเข้าไปในทรง
พุ่มได้สะดวกในกรณีของไม้ยืนต้น การตัดแต่งจะช่วยควบคุมการเจริญเติบโต ช่วยเพ่ิมผลผลิต ส่วน
ไมพ้ ุ่มจะท้าให้รูปทรงของพุ้มต้นสมดุลการตัดแต่งไม้พุ่มจะเริ่มต้ังแต่การเด็ดยอด (pinching) เพื่อให้
ไม้พมุ่ แตกตาข้าง ท้าใหก้ ารเจรญิ เติบโตทางดา้ นยอดลดลง หลังจากน้ันอาจจะมกี ารขลบิ (trimming)
แต่ง ลิดใบและยอดท่ีเจริญแทงออกมาจากทรงพุ่ม ในกรณีที่ทรงพุ่มแน นเกินไปก็จะตัดแต่งก่ิงแก่
ออกบา้ ง โดยตัดให้ชดิ พ้ืนดิน สว่ นไมพ้ ่มุ ทแี่ ทงหน่อออกมาจะต้องตัดออก โดยตัดให้ลึกลงไปใต้ระดับ
ดิน ส่วนไม้พุ่มท่ีต้องการให้มีการเจริญเติบโตใหม่ (rejuvenate) เนื่องจากมีอายุมากแล้วให้ตัดส่วน
ของไมน้ ั้น เหลือเพยี งหน่งึ ในสามของความสูงเดิม ดูแลรักษาให้เจริญเติบโตใหม่ การตัดแต่งไม้พุ่มให้
เล็กลง จะช่วยให้มีการแตกกิ่งยอดใหม่ ท้าให้ไม้พุ่มน้ันมีดอกมากขึ้นการตัดแต่งพรรณไม้แต่ละคร้ัง
เคร่ืองมอื ที่ใช้จะตอ้ งเหมาะสมกับงานน้ัน ๆ เครื่องมือจะตอ้ งคมและใช้ให้ถูกต้อง นอกจากน้ีหากรอย
แผลที่ถูกตดั แต่งมขี นาดใหญจ่ ะต้องใช้ยาทาแผลเพื่อป้องกันการเข้าท้าลายของเชื้อโรคเคร่ืองมือท่ีใช้
ในการตดั แตง่ กิง่
- กรรไกรตดั แตง่ กงิ่ ซึง่ มีทัง้ ชนดิ ท่ถี ือมอื เดียวและชนิดทต่ี อ้ งใชส้ องมอื ช่วย
- เลอ่ื ยตัดแตง่ กิง่
2. การดูแลบารุงรักษาสนามหญา้ (lawn maintenance)
27
สนามหญ้า เป็นองคป์ ระกอบที่ส้าคัญของการจัดสวน ท้าให้สวนสวยงาม ช่วยให้อาคาร
สถานท่ีดูเด่นเป็นสง่าและให้ความเป็นระเบียบแก่สถานที่น้ัน ๆการดูแลสนามหญ้าเร่ิมต้ังแต่ปลูก
จนกระทั่งตั้งตัวและเจริญเติบโต มีวิธีการดังต่อไปน้ีการให้น้า การขาดน้าในช่วงแรกจะท้าให้หญ้า
สนามไมส้ ามารถเจริญเติบโตได้ ดังนั้นในระหว่างชว่ งสัปดาหแ์ รกของการปลกู หญา้ จะต้องให้นา้ วนั ละ
หลาย ๆ ครั้ง โดยที่จะต้องคอยดูแลไม่ให้บริเวณน้ันแห้ง ในช่วงสัปดาห์ ท่ีสองการให้น้าจะลดลง
เหลอื เพยี งวันละครงั้ แตท่ ั้งนี้จะต้องคอยสังเกตว่าแต่ละวันน้ันจะต้องให้น้าเพ่ิมหรือไม้ในสัปดาห์ ต่อ
ๆ ไป การให้น้าแต่ละครั้งจะต้องให้ปริมาณน้าซึมลึกลงไปในดินมากขึ้น เพ่ือช่วยในการเจริญเติบโต
ของรากสนามหญ้าท่ีมีการเจริญเติบโตของหญ้าสนามดีแล้ว ความถ่ีของการให้น้าจะลดน้อยลงแต่
ปรมิ าณน้าที่ให้ตอ่ ครงั้ จะมากขึ้น เพื่อให้รากหยั่งลึกลงไปในดินดีข้ึน ลดปัญหาการสะสมเกลือจากใต้
ดนิ ซ่งึ จะสง่ ผลกระทบตอ่ การเจรญิ เติบโตการใสป่ ุ๋ย
นอกจากการให้น้าแก่สนามหญ้าแล้ว การใส่ปุ๋ยให้แก่หญ้าสนามก็เป็นส่ิงจ้าเป็น สนาม
หญา้ ทเ่ี ร่มิ มีการเปลีย่ นสีเป็นสเี หลอื ง หากตรวจสอบแล้วไม่ใช้อาการที่เกิดจากสภาพของดินหรือโรค
รบกวน ก็แสดงว่าสนามหญ้าเร่ิมขาดธาตุอาหาร จ้าเป็นจะต้องมีการใส่ปุ๋ย ซึ่งปุ๋ยที่ใส่ให้กับสนาม
หญ้า มที ั้งปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยอนนิ ทรยี ์ ปยุ๋ อินทรยี ์ จะเป็นปยุ๋ ที่ใช้คร้ังแรกในขณะเตรียมดินก่อนปลูก
ห ญ้ า ส่ ว น ปุ๋ ย อ นิ น -
ทรีย์ หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ จะใช้เม่ือต้องการให้หญ้าสนามมีการเจริญเติบโตการใส่ปุ๋ยให้แก่สนาม
หญ้า หญ้าสนามเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ซ่ึงต้องการอาหารและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่
พอเหมาะ การเลือกใช้ปุ๋ยท่ีถูกต้อง ในปริมาณที่พอเหมาะและให้ในเวลาท่ีต้องการ จะท้าให้ผลท่ี
ออกมามปี ระสทิ ธภิ าพสงู สุด การใส่ปุ๋ยใหก้ ับสนามหญ้าจะให้ปยุ๋ สูตรที่มี N-P-K เพราะไนโตรเจน (N)
จะช่วยในการเจริญเติบโตของก่ิงก้านใบ ช่วยให้ใบมีสีเขียว ส่วนฟอสฟอรัส (P) จะช่วยในการ
เจริญเติบโตของราก ท้าให้เกิดการแตกรากใหม่ ของหญ้า (rhizome) ส่งผลให้เกิดต้นหญ้าใหม่
ส้าหรับโปแตสเซียม (K) ช่วยให้การเจริญเติบโตโดยทั่ว ๆ ไปดีขึ้น ช่วยให้หญ้าสนามมีความทนทาน
แขง็ แรง ทนทานต่อสภาวะแห้งแล้ง หรือทนทานต่อโรคได้ ปุ๋ยท่ีให้กับสนามหญ้าจะให้ปุ๋ยสูตรใดนั้น
ขึ้นอยู่ กับช่วงเวลาการเจริญเติบโต โดยท่ัว ๆไป ปุ๋ยท่ีใช้จะมีธาตุไนโตรเจนสูงกว่าธาตุอื่น ๆ เช่น
อาจให้ปุ๋ยสูตร 30-10-20 เป็นต้น แต่ในช่วงฤดูร้อนปุ๋ยที่ให้ควรมีธาตุฟอสฟอรัสสูงข้ึน และใน
ตา่ งประเทศช่วงฤดหู นาวปยุ๋ ท่ใี ห้แกส่ นามหญ้าจะมธี าตุโปแตสเซยี มสูงขนึ้ การใหป้ ุ๋ยแกส่ นามหญ้าจะ
ให้เดอื นละคร้งั ภายหลงั การใสป่ ุ๋ยจะตอ้ งรดนา้ ตามทนั ทีไมใ้ ห้ปยุ๋ ตกคา้ งอยู่บนใบหญา้
การควบคมุ โรคแมลงและวชั พชื หญา้ สนามกเ็ หมือนพืชอื่น ๆ ย่อมมีศัตรูต่าง ๆ รบกวน
ศตั รชู นดิ แรกคอื วชั พืช พบมากในสนามหญา้ ทีม่ กี ารเตรียมพื้นที่ไม่ถูกต้อง วัชพืชท่ีขึ้นในสนามหญ้ามี
ท้ังชนดิ ใบแคบ เช่น หญ้าตีนตุ๊กแก่ หญ้าตีนกา แห้วหมู ฯลฯ และชนิดใบกว้าง เช่นผักโขม บานไม้รู้
โรยป่า ไมยราพ ฯลฯ จะต้องคอยเอาใจใสข่ ดุ ออก ทนั ทีทพ่ี บเหน็ หากท้ิงไว้จะท้าให้มีการเจริญเตบิ โต
เบียดบังหญ้าสนาม ท้าให้ความสวยงามของสนามหญ้าลดลงส้าหรับโรคและแมลง โดยท่ัว ๆ ไปจะ
เกิดน้อยมาก โรคท่ีพบในสนามหญ้า ได้แก่ โรคราสนิม โรคใบขีดโปร่งแสง ส่วนแมลงท่ีรบกวนหญ้า
28
สนาม ได้ แกห่ นอนด้วง หนอนตา่ ง ๆ รวมทั้งมดคันไฟ การใช้สารเคมีก้าจัด โรคแมลงต่าง ๆ จะต้อง
เลอื กใชใ้ ห้ถกู ต้องการตัดหญ้า
สนามหญ้าท่ีสวยงามต้องการการตัดแต่งเหมือนพืชอื่น ๆ สนามหญ้าใหม่จะท้าการตัด
หญ้าครั้งแรก เม่ือหญา้ สนามมีความสูงประมาณ 2 นวิ้ การตัดหญ้าครั้งแรกนี้จะต้องระมัดระวังไม้ตัด
ออกมากเกนิ ไป เคร่ืองมือท่ีใช้จะต้องไมก้ ระทบกระเทือนราก ขณะท่ีตัดสนามหญ้าจะต้องแห้ง สนาม
หญ้าท่ีมีการเจริญเติบโตสมบูรณ์แล้ว ควรตัดหญ้าประมาณ 15 วันต่อคร้ัง แต่ในช่วงฤดูที่มีการ
เจริญเตบิ โตมาก อาจมีการตดั หญ้าสปั ดาห์ ละครั้ง ทงั้ นข้ี ึน้ อยู่ กบั การเจริญเติบโตของหญ้าสนามน้ัน
ๆ การปล่อยใหห้ ญา้ สนามมีการเจริญเติบโตจนกระทั่งมีดอกแล้วจึงตัด จะท้าให้การเจริญเติบโตของ
สว่ นท่ีเหลอื ภายหลังการตัดค่อนข้างช้า สนามหญ้าจะมองดูเหลือง ซ่ึงจะใช้เวลาบ้ารุงรักษาค่อนข้าง
นาน สนามหญ้าจึงจะเขยี วสดดงั เดมิ วธิ กี ารตัดหญา้ การตัดหญา้ ท่ีต้่าเกนิ ไป เป็นวิธีท่ีผิด การตัดหญ้า
แต่ละครั้งจะตัดออกไม้เกิน 1 ใน 3 ของควาามยาวก่อนตัด โดยท่ัว ๆไป จะตัดให้เหลือความสูง
ประมาณหนึ่งน้ิวคร่ึงถึงสองน้ิวครึ่ง การเลือกใช้เครื่องมือในการตัดหญ้าจะต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับ
งาน สนามหญา้ ท่ีมขี นาดเล็ก อาจจะเลอื กใช้กรรไกรตัดหญา้ หรอื เครอื่ งตดั หญา้ แบบสะพายหลัง ส่วน
พื้นท่ีขนาดใหญ่อาจจะเลือกใช้เครื่องตัดหญ้าแบบเข็นที่ใช้ไฟฟ้าหรือน้ามัน ส้าหรับสนามหญ้าขนาด
ใหญท่ ่ไี มต้ อ้ งการความประณีตมากนักก็อาจจะเลือกใช้รถตัดหญ้าแบบเข็นมีใบพัด ท้ังน้ีเครื่องมือทุก
ชนิดใบมีดจะต้องคม และไม้ท้าการตัดหญ้า ในขณะท่ีสนามหญ้านั้นเปียกช้ืน ภายหลังตัดหญ้า
เรียบร้อยแล้ว จะต้องท้าความสะอาดและตรวจสอบความเรียบร้อยของเครื่องมือก่อนเก็บไว้ใช้งาน
คราวต่อไป
29
3. การให้ปยุ๋ (fertilization)
พรรณไม้ต่าง ๆ เป็นสิ่งมีชีวิตต้องการปัจจัยในการเจริญเติบโตเหมือนสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ
ปัจจัยหนึ่งซ่ึงส้าคัญท่ีช่วยในการเจริญเติบโต คือ อาหารธาตุ การให้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารตามท่ีพืช
ต้องการจะช่วยให้พืชนั้น ๆ มีการเจริญเติบโตตามปกติ ธาตุอาหารท่ีพืชต้องการมีอยู่ 16 ธาตุ
ออกเป็น
ธาตุอาหารหลัก (macro elements) ซึง่ ได้ แกC่ H O N P K
ธาตอุ าหารรอง (micro elements) ได้ แกC่ a Mg S
ธาตอุ าหารประกอบ (trace elements) ได้ แกF่ e Mn Cu Zn Mo B Cl
ธาตุอาหารต่าง ๆ เหล่าน้ีพืชจะต้องการในปริมาณท่ีต่าง ๆ กัน ธาตุอาหารหลักพืช
จะต้องการในปริมาณค่อนข้างมากส่วนธาตุอาหารประกอบพืชจะต้องการในปริมาณที่น้อยมากการ
ให้ธาตุอาหารต่าง ๆ เหล่านี้ จะให้ในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ (organic fertilizer) และปุ๋ยอนินทรีย์
(inorganic fertilizer) ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่ได้จากส่ิงมีชีวิต เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ย
เทศบาลซากพืชซากสัตว เป็นต้น ปุ๋ยประเภทน้ีจะสลายตัวค่อนข้างช้า ธาตุอาหารมีน้อย การใช้ปุ๋ย
เหล่านี้มักจะเป็นการใช้เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติของดิน ปุ๋ยอนินทรีย์เป็นปุ๋ยท่ีสังเคราะห์ข้ึน เรียกกัน
ท่ัว ๆ ไปว่าปุ๋ยวิทยาศาสตร์ หรือปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยท่ีมีธาตุอาหารต่าง ๆ โดยจะเน้นท่ีไนโตรเจน (N)
ฟอสฟอรัส (P) และโปแตสเซียม(K) เป็นหลัก ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ น้ีมีขายท่ัวไปในท้องตลาด มีสูตร
อาหารต่าง ๆ กัน ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ที่เลือกใช้ในการบ้ารุงรักษาพรรณไม้ส่วนใหญ่จะใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ
15-15-15 หรือปุ๋ยสูตร 30-10-20 เป็นต้นการให้ปุ๋ยกับพรรณไม้ต่าง ๆ ควรจะเลือกใช้ให้ถูกต้องกับ
ชนิดของไม้น้ัน รวมทั้งให้เหมาะกับระยะของการเจริญเติบโต และใส่ให้ถูกเวลา ซ่ึงเวลาท่ีเหมาะสม
ในการใสป่ ยุ๋ ควรจะเปน็ เวลาเช้าในการดแู ลรักษาสวนอาจจะมีการใส่ปุ๋ยทกุ สัปดาห์ โดยแต่ละสัปดาห์
จะให้ในปริมาณท่ีไม้เข้มข้นมากนัก ในไม้กระถางอาจจะใช้ปุ๋ยท่ีสลายตัวช า ให้ปุ๋ยนั้นค่อย ๆ
สลายตวั เป็นประโยชนต์ อ่ พชื โดยไมต้ ้องใสป่ ุ๋ยบ่อยครั้งก็ได้
4. การป้องกนั กาจดั ศตั รพู ืช (pest control)
การบ้ารุงดูแลรักษาสวน นอกจากการให้น้า ให้ปุ๋ย ดูแลสนามหญ้า รวมท้ังตัดแต่ง
พรรณไม้ให้อยู่ ในสภาพที่ต้องการแล้ว การป้องกันก้าจัดศัตรูพืชเป็นสิ่งส้าคัญเช่นกัน เพราะการ
เจริญเติบโตของพืชในธรรมชาติจะมีศัตรูต่าง ๆ คอยรบกวน ศัตรูเหล่าน้ันอาจจะเป็นโรคหรือแมลง
อย่างใดอย่างหน่ึง หรืออาจจะเกิดได้ ท้ังโรคและแมลงพร้อม ๆ กันโรคที่พบอาจจะเกิดจากเช้ือรา
แบคทีเรีย วิสา หรือไสเดือนฝอยแมลงอาจจะเป็นแมลงปากกัด เช่น ด้วง หนอนต่าง ๆ หรือแมลง
ปากดดู เชน่ เพลีย้ ไฟเพลยี้ แปง้ เพลี้ยออ่ น ไรแดง เป็นต้นการฉีดพ้นสารเคมีเพื่อช่วยป้องกันโรคและ
แมลง ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะสวนท่ีจัดไว้จะอยู่ ในบริเวณที่ผู้คนจะต้องมาใช้ประโยชน์
ควรเลือกใช้ชนิดที่มีอันตรายค่อนข้างน้อยใช้ให้ถูกต้อง โดยจะต้องศึกษาวิธีการใช้ให้ละเอียดก่อน
30
น้ามาใช้และใช้ด้วยความระมัดระวังภายหลังการฉีดพ้นสารเคมีผู้ฉีดจะต้องล้างมือ เปลี่ยนเส้ือผ้า
ช้าระรา่ งกายให้สะอาดกอ่ นทจ่ี ะไปทา้ กจิ กรรมอ่ืน ๆ
5. การปรับปรงุ สวน (gardening improvement)
สถานที่ต่าง ๆ ท่ีมีการจัดสวนอย่างสวยงามและใช้ประโยชน์ได้ ตามความต้องการนั้น
แม้ว่าจะมีการดูแลรักษาเอาใจใส่ดีเพียงใดก็ตาม ช่วงเวลาที่ผ่านไปนานเข้า ความสวยงามต่างๆก็จะ
ลดลง ตามกฎของธรรมชาติ เพราะองค์ประกอบตา่ ง ๆ ท่ใี ช้ในการจัดสวน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต เช่น
พรรณไม้ตา่ ง ๆ หรอื สิง่ ไม้มชี ีวิต เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่งในสวน ทุกส่ิงจะต้องมีวันเส่ือมทรุดโทรม และ
ตายไป ดังนั้นจา้ เปน็ ทจ่ี ะต้องมีปรบั ปรงุ เปลยี่ นแปลง แกไ้ ข ใหส้ ภาพของสวนสวยงามดังเดิมการดูแล
บ้ารุงรักษาสวน ท้ังการให้น้า ใส่ปุ๋ย ป้องกันศัตรูพืชรวมท้ังการตัดแต่งจะช่วยให้พรรณพืชต่าง ๆ
เจริญเติบโตสวยงาม แม้ว่าการตัดแต่งจะช่วยให้พรรณไม้เจริญเติบโตใหม่ได้ แต่นานวันเข้ารูปทรง
ของพรรณไม้นั้น ๆ อาจจะเปล่ียนแปลง จนไม้สามารถท้าให้ได้ รูปทรงท่ีต้องการ หรือพรรณไม้บาง
ชนิดถูกโรคแมลงรบกวนจนตายไป การปรับปรงุ สวนจะเรม่ิ ต้ังแต่
1) ไม้กระถาง หากพบว่าดินปลูกในกระถางเหลือน้อยลง จ้าเป็นจะต้องเติมดินลงใน
กระถางหรือไม้กระถางน้ันเจริญเติบโตเกินกว่าจะอยู่ ในกระถางเดิมได้ ก็ควรจะเปลี่ยนกระถางหรือ
ย้ายไมน้ ั้นลงปลูกในดนิ หรอื ทา้ การเปลยี่ นไมก้ ระถางใหม่
2) พรรณไม้ต่าง ๆ ไม้ว่าจะเป็นไม้ต้น ไม้พุ่ม หรือไม้เถาเล้ือย เม่ือเวลาผ่านไปหลายปี
พรรณไม้ตา่ ง ๆ เหลา่ นี้ อาจจะเจรญิ เตบิ โตจนเบียดกัน จ้าเป็นจะต้องแยกออกบางต้นหรือตัดแต่งให้
ได้ ขนาดทีต่ ้องการ หากจุดใดพรรณไม้ตายไปก็ควรจะรีบหาพรรณไม้น้ัน ๆ มาปลูกทดแทน หรือจะ
เปลี่ยนแปลงเปน็ ไมช้ นิดอ่ืนก็อาจทา้ ได้ ท้งั น้ีตอ้ งพจิ ารณาความเหมาะสมของพรรณไม้น้ัน ๆ ด้วย
3) สนามหญ้า การจัดสวนคร้ังแรกในขณะที่พรรณไม้ต่าง ๆ ยังมีขนาดเล็กอยู่ การใช้
หญ้าสนามมักจะเลือกใช้หญ้านวลน้อยซ่ึงทนแดดและเจริญเติบโตดี ทนต่อการเหยียบย้่า ปูบริเวณ
สนามท้งั หมด แตเ่ มือ่ ไมต้ ้นทนี่ ้ามาใช้จัดสวนเจริญเตบิ โตข้ึน กจ็ ะมรี ม่ เงาตามจดุ นน้ั ๆหญ้านวลน้อยก็
จะคอ่ ย ๆ ตายไปในทสี่ ดุ ดงั นั้นบริเวณร่มเงาไม้ใหญ่นี้ หากจะท้าเป็นสนามหญ้าเหมือนเดิมก็จะต้อง
ใช้หญ้ามาเลเซียซึ่งทนร่มได้ มาปูทดแทน หรือจะร้ือหญ้าออกแล้วใช้อิฐปูเป็นบริเวณลานพักผ่อนก็
อาจทา้ ได้
4) องคป์ ระกอบอน่ื ๆ เชน่ ร้ัว ทางเท้า เก้าอ้ีสนาม ฯลฯ จะต้องตรวจสอบ หากพบว่า
ช้ารุด เสียหาย ก็ควรจะท้าการซ่อมแซม ปรับปรุงให้อยู่ ในสภาพท่ีใช้งานได้ หากเสียหายจนไม้
สามารถใชง้ านได้ สมควรจะเปล่ยี นของใหม่ มาใช้แทนตามจดุ น้ัน ๆ
31
ลักษณะของสวนทไี่ ม่ตอ้ งดแู ลรกั ษามาก
1. สวนท่ีมีพื้นปูเป็นพ้ืนแข็งมากกว่าพ้ืนอ่อน (สนามหญ้า) ซ่ึงจะท้าให้ลดเวลาในการตัด
หญ้า และการบา้ รงุ ดูแลรกั ษาอื่น ๆ แต่ต้นทุนในการท้าสวนลักษณะนี้ค่อนข้างสูงในการก่อสร้างคร้ัง
แรก
2. ลักษณะสวนที่มีการจัดกลุ่มต้นไม้ คือ การจัดสวนโดยปลูกต้นไม้ชนิดเดียวกันให้เป็น
กลุ่มใหญ่ ๆ ซ่ึงต้องการการดูแลรักษาที่เหมือนกันจะง่ายต่อการดูแลรักษา ท้าให้ไม่เสียเวลามากนัก
แต่ตรงกันข้ามถ้าหากจัดสวนที่ประกอบไปด้วยต้นไม้หลาย ๆ ชนิดแตกต่างกันไป ย่ิงมากชนิด ยิ่ง
ตอ้ งการดูแลรักษามากย่ิงข้นึ
3. ชนิดของต้นไม้ท่ีใช้ ต้นไม้บางชนิดต้องประคบประหงมมาก แต่บางชนิดปลูกแล้ว ดูแล
รกั ษานาน ๆ ครัง้ ก็ได้ จึงไมจ่ ้าเปน็ ต้องเสียเวลาและแรงงานในการดูแลรักษา
สง่ิ ต่าง ๆ เหล่านี้ต้องค้านึงตั้งแต่ต้นเพราะ "สวนจะสวยด้วยการดูแลรักษา" เมื่อได้ประเภท
บริเวณใช้สอยตา่ ง ๆ และแนวความคดิ ลักษณะรูปแบบของสวนอยู่ในใจแล้ว จึงเลือกบริเวณที่เหมาะ
กับการใช้สอยท่ีต้องการลงในแปลน เช่น จัดไม้ดอกสีสวยสดใสไว้ด้านหน้า ปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา
ด้านทศิ ตะวนั ตก จดั ลานพกั ผอ่ นต่อจากหอ้ งนั่งเลน่ ในบ้าน ลานซักล้างตอ่ จากครัว และต้องการรั้วบัง
สายตาจากบริเวณอื่น ๆ สนามเด็กเล่นก็ควรอยู่ในจุดที่สามารถมองเห็นได้จากภายในบ้าน เพื่อเป็น
การป้องกนั เมอ่ื เด็ก ๆ ออกไปวิง่ เล่นในสนาม โดยทพ่ี อ่ แม่ไม่จา้ เปน็ ตอ้ งไปนง่ั เฝ้า อยใู่ นบา้ นก็สามารถ
มองเห็นลูก ๆ ได้ และบริเวณจัดสวนโชว์ควรอยู่ในจุดที่แขกผู้มาเยี่ยมจะเชยชมได้ จึงมักจะอยู่หน้า
บ้าน ซึง่ การเลอื กบริเวณต่าง ๆ เหลา่ น้ี ดูจากการใช้งานประจา้ วนั ของสมาชกิ ภายในบา้ น
32
บทที่ 4
หลกั ของการจัดสวน
การจัดสวนเป็นภาพ 3 มิติ ประกอบด้วยความสูง ความกว้าง และความยาว ประกอบด้วย
พื้นท่ีหลายพ้ืนท่ี ถ้าจะเปรียบการจัดสวนเหมือนการจัดตกแต่งภายในบ้านโดยถือว่าสวนเป็นห้อง 1
ห้อง ทกุ คร้ังท่จี ดั จะต้องคา้ นึงถงึ องค์ประกอบดงั นี้
1. เพดานห้อง หรือแปลนบน (overhead plane) ได้แก่ท้องฟ้า เรือนยอดของต้นไม้
หลงั คา ชายคา
2. ผนังห้อง หรือแปลนตง้ั (vertical space divider) ไดแ้ ก่ ผนัง รั้ว ตน้ ไม้ พุม่ ไม้
3. พน้ื หอ้ งหรอื แปลนระนาบ (base plane) ไดแ้ ก่ ดนิ ทราย น้า
การจัดสวนทไี่ ดล้ กั ษณะดี จะตอ้ งมีองคป์ ระกอบครบทั้ง 3 ขอ้ และองค์ประกอบ
ทัง้ 3 นี้จะตอ้ งมีความสัมพันธก์ นั โดยคา้ นงึ ถึงหลักของการจัดดังน้ี
1. สัดส่วน (proportion) หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนหนึ่งกับอีกส่วนหนึ่งเช่น
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างตน้ ไม้กับอาคาร หรือความสมั พันธ์ระหวา่ งความสงู และความกวา้ งของต้นไม้กับ
วตั ถุอนื่ ๆ ท่ีใชใ้ นการตกแต่ง สดั ส่วนตา่ ง ๆ ไมส่ ามารถกา้ หนดเป็นกฎเกณฑต์ ายตัวได้ ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับ
ความเหมาะสมและความสวยงามเปน็ สา้ คญั สัดส่วนในงานศิลปะแบ่งออกเปน็ 2 ประเภทคือ
1.1 สัดส่วนที่มีความสัมพันธ์ในตัวของมันเอง เช่น แขน ขา ที่มีความสัมพันธ์และ
สมบรู ณ์ในตัวมนั เอง
1.2 สดั ส่วนท่ใี ห้ความสัมพันธ์ซงึ่ กันและกนั หรือความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม เช่น
ตัวอาคาร กับสภาพแวดล้อมรอบ ๆ อาคาร
ดังนั้นการจัดสัดส่วนของสวนเพ่ือให้เกิดความสวยงาม จะต้องพิจารณาจากขนาดของพ้ืนที่
ความสูงและองคป์ ระกอบอ่นื ๆ ท่นี ้ามาใช้จัดสวน
2. ดลุ ยภาพหรอื สมดุล (balance)
ดุลยภาพหรือสมดุลโดยท่ัวไป หมายถึงการถ่วงน้าหนัก หรือแรงปะทะท่ีเท่ากัน แต่ในทาง
ศลิ ปะดลุ ยภาพจะมคี วามหมายรวมไปถึงความประสานกลมกลืน ความพอเหมาะพอดีของส่วนต่าง ๆ
ในงานศิลปะนั้น ๆ
การจัดดุลยภาพคือการจัดให้เกิดการถ่วงน้าหนักท้ังสองด้านโดยมีแกนกลาง (axis) เป็นตัว
แบ่งแยกภาพออก ใหท้ ั้งสองขา้ งมคี วามสมดลุ ในการมองเห็น แบง่ ออกเป็น 2 ลกั ษณะดังน้ี
2.1 ดุลยภาพแบบสมมาตร (symmetrical balance หรือ formal balance หรือ
passive balance หรือ static equilibrium) เป็นดุลยภาพที่เหมือนกันท้ังสองข้างท้ังซีกซ้ายและ
ซีกขวามีลักษณะเหมือนกันทุกประการ ดุลยภาพลักษณะนี้นิยมใช้ในงานที่ต้องการความเที่ยงตรง
หนักแน่น ม่ันคง ดูสง่า เป็นทางการ เช่น อาคารสถานท่ีของราชการ โรงเรียน การจัดสวนโดยให้มี
ดลุ ยภาพลักษณะน้ี เร่มิ ดว้ ยการกา้ หนดจดุ ศูนยก์ ลาง (axis) หรือก้าหนดเส้น (line) ไว้ก่อน แล้ววาง
33
จุดสนใจ ซึ่งอาจจะเป็นต้นไม้หรือวัตถุ ไว้ 2 ข้าง โดยจุดสนใจน้ันจะต้องเป็นชนิดเดียวกัน มีรูปทรง
เหมือนกัน มีขนาดและจ้านวนเทา่ กันโดยมรี ะยะหา่ งจากจุดศูนยก์ ลาง หรือเส้นเทา่ กันทงั้ 2 ข้าง
2.2 ดุลยภาพแบบอสมมาตร (asymmetrical balance หรือ informal balance
หรือ active balance หรือ dynamic equilibrium) เป็นดุลยภาพทมี่ นี ้าหนักเท่ากันท้ังสองข้าง แต่
ลักษณะภาพไม่เหมือนกัน แสดงลักษณะไม่เป็นแบบแผน มีอิสระ ดุลยภาพลักษณะน้ีเกิดขึ้นได้
หลายแบบ เชน่
- ดุลยภาพท้งั สองข้าง มีรูปทรงและสัดสว่ น ไม่เหมอื นกนั แต่มีน้าหนักเทา่ กัน
- ดุลยภาพท้งั สองข้าง มีรูปทรงและสัดส่วนไมเ่ ท่ากนั แตด่ ูสมดลุ
- ดุลยภาพท่ีท้ังสองข้างมีสีที่แตกต่างกัน สีวรรณะร้อน หากน้ามาจัดคู่กับสีวรรณะ
เยน็ จะดสู มดลุ ได้เมื่อปริมาณของสีวรรณะรอ้ นนอ้ ยกวา่ สีวรรณะเย็น
- ดลุ ยภาพทท่ี งั้ สองขา้ งมลี กั ษณะผวิ (texture) ตา่ งกนั วตั ถทุ ี่มลี ักษณะผิวหยาบ
จะตอ้ งมนี อ้ ยกว่าลักษณะผิวละเอียด จึงมองดสู มดลุ
การจัดสวนใหเ้ กิดดลุ ยภาพลกั ษณะนี้ จะสมดลุ ด้วยนา้ หนักหรือจุดสนใจ หรือความแตกต่าง
ใช้ในการจัดสวนแบบธรรมชาติซึ่งใช้จ้านวนพรรณไม้ท่ีไม่เท่ากัน แต่สามารถจัดให้น้าหนักสีของ
พมุ่ ใบทงั้ 2 ขา้ ง หนกั เทา่ กนั หรอื ใกล้เคยี งกัน กถ็ อื ได้ว่าเกดิ ดุลยภาพตามธรรมชาติ
3. เอกภาพ (unity)
เอกภาพ คือ ความเป็นอนั หน่งึ อนั เดยี วกัน การจัดสวนท่ีมีเอกภาพ องค์ประกอบต่าง ๆ
ภายในสวนจะต้องมีความสัมพันธ์กลมกลืนกัน มองดูแล้วเป็นกลุ่มก้อนไม่กระจัดกระจาย ความ
คล้องจองกันนี้อาจเกิดจากการใช้สี รูปทรงหรือลักษณะพ้ืนผิวที่คล้ายคลึงกัน เอกภาพเป็นส่ิงที่ใช้
พจิ ารณาหาความพอดีของการออกแบบจัดสวนซ่งึ ความพอดีนี้จะก่อให้เกิดความลงตัวไม่มากจนดูรก
หรือน้อยจนดูจืดชืด แต่เน่ืองจากความพอดีที่อยู่ในใจ ของมนุษย์ทุกคนไม่ได้อยู่ท่ีระดับเดียวกันจึง
เป็นการยากทจี่ ะใหก้ ารออกแบบจัดสวนแต่ละครงั้ เปน็ ทถี่ ูกใจของทุก ๆ คน ดังนั้นก่อนการออกแบบ
จัดสวนจะต้องมีจุดมุ่งหมายท่ีแน่นอน เพื่อให้การออกแบบไปช่วยเสริมสร้างให้บรรลุเป้าหมายและ
พยายามจา้ กัด วสั ดุทีใ่ ช้ ไม่ใหม้ ีมากชนิดจนเกินความจ้าเปน็ จนทา้ ใหไ้ มม่ จี ุดเดน่ ของสวน
4. ความกลมกลืน (harmony)
ความกลมกลืน คือ การจัดองค์ประกอบของการออกแบบท่ีมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันไว้
ด้วยกัน ท้าให้งานออกแบบน้ันเกิดการประสานกลมกลืน มีความเป็นระเบียบ และน้าไปสู่ความมี
เอกภาพในทีส่ ุด ความกลมกลนื เกดิ ขน้ึ ไดห้ ลายสาเหตุ เช่น
4.1 ความกลมกลืนของเส้นหรือรูปทรง วัสดุทุกชนิดท่ีน้ามาใช้ในการจัดสวนจะมี
รูปลักษณ์คล้ายคลึงกนั หรอื แตกต่างกนั เชน่ กลม เหลย่ี ม ยาว เปน็ ตน้ พรรณไมท้ ีน่ า้ มาจัดรวมกลุ่ม
กันหากมีลักษณะใบกลมหรือโคนใบมนกลมแม้ว่าปลายใบแหลม ก็จะมองดูกลมกลืนกัน หรือ
ลักษณะทรงต้นสูงตรง ใบเป็นเส้นยาวของปาล์มขวด มะพร้าว เม่ือน้ามาปลูกรวมกลุ่มด้วยกันก็จะดู
กลมกลนื กัน
34
4.2 ความกลมกลืนของสี สีท่ีอยู่ในวรรณะเดียวกัน หรือสีต่างวรรณะแต่มีน้าหนักสี
ใกล้เคียงกัน เชน่ สีอ่อนเหมือน ๆ กัน เม่ือน้ามารวมกลุ่มกันก็จะเกิดความกลมกลืน การจัดสวนโดย
เลือกใช้สขี องพรรณไมใ้ นวรรณะเดยี วกัน เช่น วรรณะสเี ย็นเหมือน ๆ กัน กจ็ ะเกิดความกลมกลืน
4.3 ความกลมกลืนของลักษณะผิว วัสดุท่ีน้ามาใช้ แม้ว่าจะมีขนาดและสีเหมือนกัน
แต่ถา้ หากลักษณะผิวหยาบ ละเอียด ด้าน หรือเป็นมัน แตกต่างกันจนเห็นได้ชัด ก็จะให้ความรู้สึกที่
ขาดความกลมกลืนกันจนกว่าวัสดุน้ันมีลักษณะผิวใกล้เคียงกันที่สุดจึงจะถือว่ามีความกลมกลืนของ
ลกั ษณะผวิ
การจดั สวนแบบธรรมชาติ ถา้ จะจดั ให้มีความกลมกลนื กนั จ้าเป็นต้อง พิจารณาเลือกใช้
วสั ดทุ ี่เหมือนธรรมชาติมากทส่ี ุด ทงั้ ลักษณะของรปู ทรง สีสัน และลกั ษณะผวิ เปน็ ต้น
5. ความแตกตา่ ง (contrast)
ความแตกต่างหรือความขัดแย้ง คือ การจัดองค์ประกอบของการออกแบบที่มี
คุณสมบัติต่างกันมาไว้ด้วยกัน ความแตกต่างจะถูกน้ามาใช้เมื่อความกลมกลืนมากเกินไปจนเกิด
ความรูส้ กึ เบ่ือหนา่ ย ท้าให้งานออกแบบนั้นเกิดความน่าสนใจข้ึน โดยทั่ว ๆ ไป การใช้ความแตกต่าง
เพอ่ื ลดความกลมกลืน จะใช้ในปรมิ าณทีไ่ ม่มากเกินไป ถ้าจะเปรียบพ้ืนที่ของการออกแบบ 100 ส่วน
กจ็ ะมีพ้นื ที่ทม่ี ีความแตกต่าง 20 สว่ น ความกลมกลนื 80 ส่วน ความแตกต่างทีน่ า้ มาใช้ เช่น
5.1 ความแตกต่างของเส้นหรือรูปทรง เช่นในกลุ่มพรรณไม้ท่ีใช้จัดสวน มีลักษณะใบ
กลมเหมอื น ๆ กัน เม่ือนา้ ไมท้ ี่ลกั ษณะใบยาวมาปลกู รวมกันเข้า ก็จะเกิดความแตกต่างในกลุม่ น้ัน
5.2 ความแตกต่างของสี ก็เช่นเดียวกันในกลุ่มพรรณไม้ต่างก็มีใบสีเขียวใกล้เคียงกัน
เมอื่ น้าพรรณไมท้ ีม่ ใี บสแี ดงมาปลกู เพ่มิ ขึ้นในกลมุ่ กจ็ ะเกิดความแตกต่าง
5.3 ความแตกตา่ งของลกั ษณะผิว ระหว่างความหยาบ ละเอียด ด้าน ขรขุ ระ เมอ่ื นา้ มา
จัดเข้าด้วยกนั กจ็ ะเกิดความแตกต่างกัน
6. การเนน้ (emphasis)
การเน้น คือ การท้าให้เกิดจุดเด่น ในงานออกแบบท่ีดีจะต้องให้ความส้าคัญแก่ส่วนใด
ส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ เพ่ือให้เป็นจุดรวมของสายตา การเน้นให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเด่นข้ึนมาท้าได้หลายวิธี
เช่น ให้เกิดการตัดกันของสี ลักษณะผิว หรือรูปทรง ในการจัดสวน จุดเด่นอาจจะเป็นสิ่งใดก็ได้ท่ีมี
ลักษณะแตกต่างจากส่ิงที่มีอยู่ อาจจะจัดข้ึนได้จากการใช้วัสดุต่าง ๆ เช่น หิน ตอไม้ ตะเกียง
เครื่องป้นั ดนิ เผา ฯลฯ ข้อสา้ คัญจดุ เด่นจะต้องมีเพียงจุดเดียว
7. จังหวะ (rhythm)
จังหวะ คือ การออกแบบจัดวางวัสดุต่าง ๆ เป็นช่วง ๆ ติดต่อกัน ก่อให้เกิดความ
ต่อเน่ือง ทา้ ให้เกิดความเคลื่อนไหวของสายตาตอ่ สง่ิ นนั้ ๆ วธิ ีสรา้ งความต่อเนื่องทา้ ไดห้ ลายวิธี เช่น
7.1 การใช้จงั หวะทม่ี ีขนาดเทา่ กนั และซ้ากนั เปน็ การใช้รปู ร่างหรอื รูปทรง ลักษณะสี ที่
เหมือน ๆ กันมาจัดรวมกัน จังหวะซ้าลักษณะนี้ เช่น การปลูกต้นไม้พุ่มตัดเป็นแนวร้ัวยาว ซ่ึงการใช้
จังหวะประเภทนม้ี ากเกินไป จะทา้ ให้เกดิ ความนา่ เบ่อื หนา่ ย
7.2 การใช้จังหวัดสลับกัน จังหวะลักษณะน้ีจะใช้แก้ความเบ่ือหน่ายจากการใช้จังหวะ
ซ้า ๆ กนั โดยจะวางรูปร่างรูปทรงท่ีแตกตา่ งกันสลับกนั ไป
35
7.3 การใช้จังหวะลดหลน่ั เล็กไปหาใหญ่ เป็นการใช้รูปร่างหรือรูปทรงท่ีมีขนาดต่างกัน
น้ามาจัดวางใหเ้ กดิ ความต่อเน่อื งกัน
7.4 การใชจ้ ังหวะกระจาย เป็นการซา้ ทีม่ ีจดุ เร่มิ จากศนู ยก์ ลาง เช่น การปลกู ต้นไม้ออก
จากศนู ย์กลางของวงกลม หรือวงเวียนตามส่ีแยก
7.5 การใชจ้ งั หวะต่อเนอ่ื ง เปน็ การสรา้ งความซา้ ของรปู ร่างรูปทรงท่ีเหมือนกันโดยการ
เว้นระยะเท่า ๆ กันตามจดุ ท่ีก้าหนดไว้
36
บทท่ี 5
ข้นั ตอนการออกแบบสวน
การออกแบบ (design process) จัดสวนมีข้ันตอนของการออกแบบเพื่อให้ผู้ออกแบบได้
เข้าใจถึงสถานที่และจุดประสงค์ของเจ้าของ การออกแบบจะเป็นเร่ืองไม่ยากส้าหรับผู้ท่ีคุ้นเคยกับ
งานทางดา้ นการออกแบบ แต่ส้าหรับผู้ท่ีเรม่ิ เรยี นรู้และไมค่ อ่ ยไดจ้ บั ดินสอวาดรปู กจ็ ะเป็นการยาก ซึง่
การปฏิบัติเพื่อออกแบบจะยากกว่าการเรียนรู้ในเร่ืองทฤษฎีอย่างมาก ในการออกแบบครั้งแรก
อาจจะยงุ่ ยาก ติดขดั แต่ในครง้ั ต่อ ๆ ไป ก็จะเร่ิมงา่ ยขึ้นเปน็ ลา้ ดับ
โดยทัว่ ไปหลักการในการออกแบบสวนมขี ัน้ ตอนดังนี้
1. สารวจสถานที่ (site analysis)
เปน็ การสา้ รวจหาข้อมูลของสถานท่ีให้มากที่สุด ผู้ออกแบบจะต้องศึกษาสภาพภูมิประเทศ
ของสถานที่นั้น ๆ ขอ้ มลู ท่ีควรทราบ คอื
1.1 สภาพภูมิอากาศ บริเวณน้ันมีอากาศร้อนหนาว แห้งแล้ง ช้ืน มากน้อยเพียงใด ข้อมูล
ทไ่ี ดจ้ ะทา้ ให้สามารถเลือกใช้พรรณไมไ้ ดถ้ ูกต้อง นอกจากนี้บริเวณดังกล่าวส่วนไหนจะได้รับแสงสว่าง
มากน้อยอย่างไร ฝนตกชุกหรือไม่ เพ่ือเป็นข้อมูลในเร่ืองการระบายน้าจากพ้ืนที่ ทิศทางลมเป็น
อยา่ งไร ลมพดั แรงจนทา้ ใหพ้ รรณไม้เสยี หายหรอื ไม่
1.2 บริเวณพื้นท่ี สภาพดินเป็นอย่างไร เป็นกรด ด่าง ดินเหนียว ดินร่วน หรือดินปนทราย
ลกั ษณะพ้ืนท่ีสูงต่้ามากน้อย จะต้องถมดินตรงไหน ขนาดของพ้ืนท่ีกว้างยาวเท่าไร อยู่บริเวณไหน
ของบา้ น
1.3 ทิศ ทิศเหนืออยู่ทางไหน การรู้ทิศจะช่วยให้ทราบเรื่องแสงสว่างและทิศทางลม ซึ่ง
สง่ ผลในการกา้ หนดพรรณไมแ้ ละส่งิ อนื่ ๆ
1.4 ส่ิงก่อสร้าง ลักษณะอาคาร รวมท้ังส่ิงก่อสร้างอื่น ๆ ในบริเวณน้ันเป็นลักษณะใด
เพราะการออกแบบจัดสวนจะตอ้ งให้กลมกลืน และเสริมให้อาคารสถานท่นี ้ันสวยงามเด่นสงา่ รวมทั้ง
เกิดประโยชน์ใช้สอยอย่างเตม็ ท่ี
1.5 พรรณไม้เดิม มมี ากนอ้ ยอยู่ในตา้ แหน่งใด รวมทง้ั ชนดิ ของพรรณไมน้ ้ัน ๆ
ในการส้ารวจสถานท่ี ผู้ออกแบบอาจจะเขยี นแปลนคร่าว ๆ โดยรวมวา่ ตัวอาคาร บ้านและ
สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ตั้งอยู่อย่างไรในบริเวณที่จะจัดสวน เพราะการจัดจะต้องมีความกลมกลืนระหว่าง
สวนกับบ้าน อาคารและส่ิงแวดล้อมอื่น ๆ ด้วย ข้อมูลท่ีได้จากการส้ารวจสถานท่ีจะน้ามาหา
ความสัมพันธ์จากภายนอกสู่ภายใน และจากภายในอาคารสู่ภายนอก หาจุดเด่นในสวนท่ีภายในจะ
มองออกมาไดช้ ่นื ชมความงามของสวน
2. สัมภาษณ์เจา้ ของสถานที่ (client analysis)
37
เพ่ือหาข้อมูลเกี่ยวกับความชอบ รสนิยม รวมทั้งงานอดิเรกต่าง ๆ ของสมาชิกใน
ครอบครวั หรือสถานที่น้ัน ๆ ข้อมูลที่ได้จะโดยการสอบถาม สังเกต รวมทั้งการพิจารณาจากสภาพ
ทั่ว ๆ ไป เพื่อใหไ้ ดข้ อ้ มลู เกย่ี วกบั
- ลักษณะของสวน ชอบสวนแบบใด เป็นสวนธรรมชาติ สวนญป่ี ุ่น หรือสวนนา้ เปน็ ต้น
- เวลาทีจ่ ะใชใ้ นการดูแลรกั ษาสวน มีมากน้อยเพียงใด เจา้ ของบ้านชอบการทา้ สวนหรือไม่
- สมาชิกในครอบครัวมีจ้านวนเท่าใด เพศหญิง/ชาย เด็ก/ผู้ใหญ่ ต้องการท้าที่เล่นส้าหรับ
เดก็ หรอื ไม่ สมาชกิ ในครอบครวั ชอบเล่นกีฬา ทา้ สวน ท้าอาหารนอกบ้านฯลฯ
- ต้องการมุมสงบ เพื่อใชพ้ กั ผ่อนหรือไม่
- แนวโนม้ ในอนาคตตอ้ งการจะเปลยี่ นแปลงสถานท่เี หลา่ นอ้ี ย่างไร
- รสนิยมเรือ่ งสี และวัสดอุ ่นื ๆ เป็นอยา่ งไร
- ความชอบเร่ืองพรรณไม้ ในเรือ่ งของดอก สดี อกเปน็ อยา่ งไร
- งบประมาณที่จะใชจ้ ัดสวนประมาณเท่าใด
ขอ้ มลู ทีไ่ ด้จากการสัมภาษณจ์ ะทา้ ให้รูถ้ งึ ความต้องการของเจา้ ของ
3. วิเคราะห์ข้อมูล (data analysis)
จากการสา้ รวจสถานทแี่ ละสัมภาษณ์ข้อมูลต่าง ๆ จากเจ้าของแล้ว น้าข้อมูลท้ังหมดมาแยก
เป็นส่วน ๆ จัดเรียงล้าดับความส้าคัญจากมากไปหาน้อย ข้อมูลความต้องการของเจ้าของอาจจะมี
มากกว่างบประมาณ หรือไม่สัมพันธ์กับแบบของสวนก็อาจจะต้องเลือกสิ่งที่จ้าเป็นก่อน ส่ิงใดที่มี
ความจ้าเป็นน้อย หรือใช้สิ่งอ่ืนท่ีจ้าเป็นกว่าทดแทนได้ก็ตัดท้ิงไป ข้อมูลต่าง ๆ ท่ีได้จะช่วยให้การจัด
สวนตอบสนองความต้องการประโยชน์ใช้สอยของเจ้าของ แต่ในเรื่องความสวยงามจะเป็นหน้าท่ีท่ี
ผ้อู อกแบบจะต้องเลอื กชนิดของพรรณไมแ้ ละองคป์ ระกอบอื่น ๆ ให้สัมพันธ์กัน เช่น ในครอบครัว มี
คนชราซง่ึ ตอ้ งการทีพ่ ักผอ่ นเดินเล่น ก็จะต้องจัดสวนให้มีทางเดินเท้าไปสู่จุดพักผ่อน มีสนามหญ้าให้
ความสดช่ืน หากมีเด็กเล็กก็ต้องการพื้นท่ีเล่นภายนอก ก็อาจจะต้องมีบ่อทราย ชิงช้า ไว้บริเวณใกล้
บ้านและหากต้องการแปลงไม้ดอก แปลงพืชผักสวนครัว ก็จะต้องหาจุดที่ตอบสนองความต้องการ
เหล่านี้ได้ ในเรื่องงบประมาณหากวิเคราะห์ข้อมูลคร่าว ๆ แล้วจะเกินงบประมาณท่ีวางไว้ ก็อาจจะ
ต้องหาสงิ่ อืน่ ทดแทนตามความเหมาะสม
4. ใช้วงกลมในการออกแบบ (balloon diagram)
เม่อื ท้าการวิเคราะห์ขอ้ มลู เรียงล้าดบั ความสา้ คัญจากมากไปหาน้อยแลว้ เลอื ก
เอาส่วนท่ีจ้าเป็นต้องมีภายในสวน ให้แต่ละส่วนเป็นวงกลม 1 วง น้าเอาวงกลมเหล่านั้นวางลงใน
แปลน เพอื่ หาความสมั พนั ธร์ ะหว่างกนั และกันของวงกลมแต่ละวง ระหวา่ งวงกลมกับตัวบ้าน ดูความ
เหมาะสมและประโยชน์ใช้สอยในแบบแปลนนั้น ๆ
38
5. เขียนแปลน (plan)
แปลน หมายถึง ลักษณะรูปร่างของสถานท่ีหรือส่ิงของน้ัน ๆ โดยมองจากเบ้ืองบนลงมา
(top view) แปลนสามารถบอกรายละเอียดเกี่ยวกับที่ต้ัง ทิศทางและขนาดของสิ่งต่าง ๆ ภายใน
แปลนทง้ั หมด โดยท่วั ไปแลว้ แปลนจะแบง่ ออกไดห้ ลายชนิดตามความเหมาะสม คือ
5.1 มาสเตอร์แปลน (master plan) เป็นแปลนท่ีสมบูรณ์ แสดงส่วนต่าง ๆ ทั้งหมดใน
พืน้ ทกี่ วา้ งใหญ่ อาจจะมีเนือ้ ท่ีเป็นรอ้ ย ๆ ไรก่ ไ็ ด้ มาตราส่วนทใ่ี ชใ้ นมาสเตอร์แปลนใช้ 1:2000
5.2 ไซท์แปลน (site plan) อาจจะเปน็ ส่วนหนึ่งของมาสเตอรแ์ ปลนเน่อื งจากมาสเตอร์แพ
ลนมีขนาดใหญ่มาก ท้าให้ขาดรายละเอียดต่าง ๆ ที่เล็กเกินกว่าจะเขียนลงในมาสเตอร์แปลน
ดังน้ันการเขียนไซท์แปลนจะเป็นการขยายบางส่วนของมาสเตอร์แปลนน้ัน ๆ หรืออาจจะเป็น
มาสเตอร์แปลนเองกไ็ ด้ หากขนาดพน้ื ทีไ่ มใ่ หญ่มากนัก
5.3 ดเี ทลแปลน (detail paln) จะใช้ขยายบางสว่ นจากไซทแ์ ปลน เพ่ือให้เหน็ รายละเอียด
ชัดเจนยิง่ ขนึ้ การเขียนแบบจะใช้มาตราสว่ น 1:20, 1:50, 1:75 หรือ 1:100 และถ้าพื้นที่มีขนาดเล็ก
ดเี ทลแปลนก็อาจจะเป็นมาสเตอร์แปลนในพื้นที่
นั้นเลยก็ได้ เช่น สนามเดก็ เล็กในมุมหน่ึงของสวนสาธารณะ สวนบริเวณสามแยกเหล่าน้ี เปน็ ต้น
39
5.4 สกีมาติคแปลน (schematic plan) เป็นแผนผังแสดงทิศทางการสัญจรและทางเดิน
หรือความสัมพันธร์ ะหวา่ งจดุ ต่าง ๆ ในแปลน
5.5 คอนสตรัคชั่นแปลน (construction plan) แสดงรายละเอียดเก่ียวกับเรื่องวัสดุต่าง
ๆ ขนาดโครงสรา้ งและสงิ่ อื่น ๆ ทจี่ ้าเป็น
5.6 แพล้นทิ่งแปลน (planting plan) เป็นแปลนท่ีแสดงรายละเอียดชนิดและต้าแหน่ง
ของพรรณไม้ รวมทั้งขนาดและจ้านวนของพรรณไม้น้ัน ๆ การเขียนแปลนเก่ียวกับพรรณไม้จะต้อง
ทราบขนาดของทรงพุ่มเม่ือโตเตม็ ท่ี เพ่ือจะไดว้ างระยะระหว่างตน้ ไม้ไดถ้ ูกตอ้ ง การใช้สัญลักษณ์แทน
พรรณไม้ อาจเลือกใช้สัญลักษณ์หนึ่งแบบต่อพรรณไม้หนึ่งชนิด หรือใช้สัญลักษณ์เดียวกันแต่ใช้
ตัวเลขก้ากบั แทนชื่อพรรณไม้น้ัน การใช้พรรณไม้หลาย ๆ ชนิด ควรใช้ตัวเลขบอกถึงชนิดของพรรณ
ไมโ้ ดยอธบิ ายชนิดของพรรณไม้ตามตัวเลขนั้น ๆ ข้างล่างแบบแปลนซึง่ จะทา้ ใหอ้ ่านแบบได้งา่ ยขนึ้
การเขยี นแบบแปลนที่ดีและสวยงามไม่สมควรมอี ะไรทีย่ ุ่งยากมากเกินไป ตา้ แหนง่ ของส่ิง
ส้าคัญต่าง ๆ ควรท้าให้เด่นชัดโดยใช้หมึกท่ีมีเส้นหนักและใช้หมึกเส้นเบากับสิ่งท่ัว ๆ ไป ส่วนของ
สนามหญา้ ใช้เสน้ เบาลงสใี ห้สวยงามเหมือนจริง เพ่ือให้มองเห็นแล้วสามารถคิดคล้อยตามภาพน้ัน ๆ
ได้
5.7 เสตคจิ้งแปลน (staging plan) เป็นแปลนที่แสดงข้ันตอนในการก่อสร้างของมาสเตอร์
แปลนโดยเรียงความส้าคัญหรือความจ้าเป็นจากมากไปน้อยตามล้าดับ เนื่องจากงบประมาณจะจ่าย
เปน็ งวด ๆ ของงานนั้น ๆ
การเขียนแปลนจะช่วยให้ผู้ดูเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของการออกแบบ รู้ถึงจุดต่าง ๆ ตลอด
ความสมั พนั ธท์ เี่ กย่ี วเน่ืองกนั ซึง่ ในการเขยี นแปลนน้ี หากจะท้าให้ผู้ดูเข้าใจแจ่มชัดขึ้น ก็ควรจะเขียน
ทัศนียภาพ (perspective) ด้วย เพราะภาพ perspective จะมีลักษณะเหมือนภาพถ่าย ซึ่งภาพน้ี
อาจจะเขยี นด้วยลายเสน้ ขาวดา้ หรอื จะลงสีให้มสี สี รรเหมือนจรงิ ก็ได้
ขนั้ ตอนการออกแบบตามท่ีกล่าวมาแล้วจะชว่ ยให้ผอู้ อกแบบท้างานได้ถูกต้องจากข้อมูลต่าง
ๆ ท่ีรา่ งไว้ เมื่อเริม่ เขียนแปลนกจ็ ะเร่มิ จากสิง่ ต่าง ๆ ดังนี้
1. ก้าหนดทางเดิน ให้สอดคล้องทั้งภายในและภายนอกตัวอาคาร สังเกตทางเข้าออกตัว
บา้ น จัดวางทางเดนิ ใหไ้ ด้โดยรอบตัวบา้ นจากหน้าบ้านไปหลงั บา้ น จากหลังบ้านมาหน้าบ้าน ทางเดิน
ไปจุดต่าง ๆ จัดให้ไหลเวียนไปโดยไม่ติดขัด จากโรงรถก็ควรจะมีทางเดินไปหลังบ้านได้โดยไม่ต้อง
ผ่านภายในบ้าน ทางเดินแต่ละจุดอาจเชื่อมต่อกัน โดยไม่ท้าให้สนามหญ้าเสียไป และไม่ควรท้า
ทางเดนิ ทไ่ี ร้จดุ หมาย วัสดุท่ีใช้ท้าทางเดินข้ึนอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน และรูปแบบของการ
จัดสวนนั้น ๆ
2. วางตา้ แหน่งไมต้ น้ เมอื่ ก้าหนดทางเดินภายในสวนแล้ว งานต่อไปคือวางต้าแหน่งไม้ต้น
เพราะไม้ต้นจะเป็นไม้ใหญ่มีระดับสูงสุด และเป็นไม้ที่ให้ร่มเงาในจุดต่าง ๆ ต้าแหน่งที่ปลูกไม้ต้น
ได้แก่ บรเิ วณร้วั รอบบา้ น จุดท่ีต้องการร่มเงาใช้พักผ่อน ริมถนนไปยังท่ีจอดรถ ด้านทิศตะวันตกของ
อาคารท่ีใช้เป็นหอ้ งพกั ฟอ่ นรับแขก เหล่าน้ี เป็นตน้
40
การจัดวางไมต้ ้น ถ้าเป็นสวนแบบประดิษฐ์มักจะปลูกเรียงแถวเป็นเส้นตรงตามแนวทางเดิน
ทก่ี ้าหนดไว้ ถา้ เป็นสวนธรรมชาติจะปลูกเป็นกล่มุ 3-5 ต้น การปลูกไม้ต้นน้ีอาจจะเป็นชนิดเดียวกัน
หรือปลูกสลับกับไม้พุ่มก็ได้ การเลือกใช้พรรณไม้จะต้องระมัดระวัง เพราะพรรณไม้บางชนิดจะ
ต้องการการดูแลท้าความสะอาดบรเิ วณนนั้ ๆ ค่อนข้างมาก เนื่องจากการท้ิงใบของพรรณไม้ หรือใน
กรณที ่ีมโี รคแมลงรบกวนมากกค็ วรจะหลีกเลยี่ งไม่นา้ มาใช้ และต้าแหน่งการใช้งานก็ควรจะพิจารณา
เลือกพรรณไมใ้ ห้ถูกตอ้ ง
3. กา้ หนดพนื้ ทเ่ี พอื่ ประโยชนใ์ ช้สอยและความงาม เมื่อกา้ หนดทางเดนิ และวางตา้ แหน่งไม้
ต้นแล้วพ้ืนที่ส่วนที่เหลือจะต้องวิเคราะห์ดูว่าจุดไหน เหมาะส้าหรับความต้องการอะไร โดยยืดหลัก
เร่อื งประโยชนใ์ ชส้ อยก่อน แล้วจึงตกแตง่ ให้เกดิ ความสวยงามตามมา เชน่ บริเวณหลงั บ้านจะต้องใช้
พื้นท่ีเป็นส่วนบริการ ใช้ซักผ้า ตากผ้า เก็บของ เหล่าน้ี เป็นต้น ลานซักล้างจะต่อเน่ืองจากห้องครัว
บริเวณพ้ืนต้องเป็นซีเมนต์ เม่ือก้าหนดส่วนใช้สอยแล้วจึงพิจารณาพรรณไม้ประดับตกแต่ง ปิดบัง
ส่วนท่ไี ม่ต้องการให้บุคคลอ่นื เหน็
บริเวณใกลห้ อ้ งรบั แขก หอ้ งพักผ่อน วางต้าแหนง่ จดั สวนหย่อม อาจจะท้าน้าตก น้าพุ หรือ
สระนา้ เล้ยี งปลา ปลูกบัว เพื่อใหม้ องเหน็ ได้จากภายในสภู่ ายนอก การจัดสวนหย่อมควรมเี พยี ง 1-2
จดุ เทา่ น้นั หากมมี ากเกนิ ไปจะทา้ ให้ความเด่นของสวนลดนอ้ ยลง
ส่วนพื้นท่ีอื่น ๆ เช่น มุมพักผ่อน สนามเด็กเล่น แปลงไม้ดอก ควรจะ ก้าหนดลงไป
พรอ้ มพรรณไม้และวสั ดุอืน่ ๆ
การวางพรรณไม้ลงในจุดต่าง ๆ จะต้องพิจารณาเรื่องแสงประกอบด้วยเพราะพรรณไม้ท่ีใช้
ต้องการแสงสว่างมากน้อยต่างกัน ในจุดที่มีแสง เช่น ริมทางเดิน ถนน ควรเลือกใช้ไม้ต้นหรือไม้พุ่ม
เชน่ หูปลาชอ่ น เข็ม หรือจะเลือกใชไ้ ม้ดอก เช่น บานบรุ ี พวงทอง ชอ้ งนาง ปลกู สลบั กับไม้ต้นกไ็ ด้
บริเวณมุมสนามระหว่างถนนกับระเบียง จุดน้ีจะต้องมีการจัดวางพรรณไม้ เพ่ือเพิ่มความ
สวยงามลดความกระด้างของแนวถนน การจัดวางพรรณไม้อาจจะใช้ไม้ตระกูลปาล์มร่วมกับไม้
คลุมดนิ หรอื ไมพ้ ุม่ ก้อนหนิ รว่ มกบั ไม้คลมุ ดินก็ได้
ในกรณที เ่ี จา้ ของสถานท่ีตอ้ งการปลกู ไมผ้ ลและท้าสวนครัว ก็ควรจะก้าหนดจุดน้ีไว้บริเวณ
หลังบ้านที่ไดร้ ับแสงแดดจัด มีไม้ผลบางชนิด เช่น สาเก ละมุดสีดา ซึ่งสามารถน้ามาปลูกตกแต่ง
บรเิ วณบ้านได้
ในการออกแบบจัดสวน หากมีพ้ืนที่มากพอควรท้าสนามหญ้าด้วย เพราะสนามหญ้าจะช่วย
ให้สวนน้ันสวยงามย่ิงขึ้น บริเวณพ้ืนท่ีที่ท้าสนามหญ้า ควรเป็นด้านหน้าซึ่งได้รับแสงแดดเต็มท่ี
รูปแบบของสนามหญ้าจะเป็นรปู ใดขึ้นอยกู่ ับชนดิ ของสวนน้นั ๆ
การจัดสวนก็คล้ายกับการเขียนภาพสี ซ่ึงภาพที่ออกมาจะสวยงามหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการจัด
วางสิ่งต่าง ๆ รู้จักธรรมชาติของพรรณไม้ รวมถึงสีสัน ทรงต้น ตลอดจนการดูแลรักษาพรรณไม้
เหล่าน้ัน การออกแบบสวนที่สวยงามจะต้องมีความเป็นระเบียบไม่ว่าจะเป็นสวนแบบประดิษฐ์
หรอื สวนแบบธรรมชาติ มีจุดเดน่ ไม่มากเกินไป มกี ารเชือ่ มโยงสัมพนั ธก์ ันระหวา่ งจุดต่างๆ ตลอดจน
ให้ประโยชน์ใชส้ อยในพนื้ ทนี่ นั้ ๆ ได้ตามความต้องการ
41
การออกแบบแต่ละคร้ัง ถ้าหากผู้ออกแบบได้ศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน
ทราบปัญหาทุกอย่างในสถานท่ีนั้น ๆ แล้ว แบบท่ีออกมาจะมีโอกาสใช้ได้เป็นที่น่าพอใจถึง 80
เปอร์เซ็นต์ การออกแบบที่ดีควรให้มีการเปล่ียนแปลงแก้ไขแบบน้อยท่ีสุด เมื่อน้าไปใช้จัดสวนจริงๆ
เพราะในขณะท้าการจัดสวนถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงแบบมากเกินไป ก็จะท้าให้ความเช่ือถือลด
น้อยลง
ข้อผิดพลาดที่เกิดข้ึนในการออกแบบสวน การออกแบบแต่ละครั้งแม้จะดีท่ีสุด แต่บ่อยครั้ง
พบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบบ้างบางส่วน ข้อผิดพลาดที่ท้าให้ต้องเปล่ียนแปลงแบบเกิดจาก
พรรณไม้ องคป์ ระกอบและสง่ิ กอ่ สร้างในสวน รวมทง้ั โครงสร้างของสวน
1. พรรณไม้ ข้อผิดพลาดทม่ี ักจะเกิดขนึ้ เป็นเพราะไม่ได้ศึกษารายละเอียดของพรรณไม้น้ัน
ทา้ ใหว้ างต้าแหน่งการปลูกผิดพลาด ทั้งต้าแหน่งท่ีปลูก ระยะปลูก บางคร้ังจ้านวนพรรณไม้ท่ีระบุไว้
ในแบบมากท้าให้ไม่สามารถจะหาได้เพียงพอ เหล่าน้ี เป็นต้น นอกจากนี้การจัดกลุ่มพรรณไม้เข้า
ด้วยกันจะต้องค้านึงถงึ หลักของศลิ ปะที่จะต้องพิจารณาความ สมดุล ความกลมกลืน ลกั ษณะพ้นื ผิว
รวมทั้งความสูงและการเจริญเติบโตของพรรณไม้แต่ละชนิดด้วย การจัดสวนเลียนแบบธรรมชาติ
จะต้องจัดหาพรรณไม้ท่ีให้บรรยากาศของป่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องใช้การสังเกตและอาศัย
ระยะเวลาในการสะสมประสบการณ์ซึง่ จะช่วยใหก้ ารออกแบบจัดสวนในครงั้ ต่อ ๆ ไปดีย่ิงข้นึ
2. องคป์ ระกอบและส่งิ ก่อสร้างในสวน การจัดสวนนอกจากจะใช้พรรณไม้ตา่ ง ๆ แลว้ ยังมี
องคป์ ระกอบและสงิ่ กอ่ สรา้ งอื่น ๆ รวมอยดู่ ้วย เช่น หนิ ตอไม้ โอง่ ไห รูปปั้น สระนา้ น้าพุ ศาลาพัก
ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ เหล่าน้ีจะมีให้เลือกมากมายหลายชนิด ราคาก็แตกต่างกัน ผู้ออกแบบที่รู้จักวัสดุ
อุปกรณ์เหล่านี้มาก รู้แหล่งในการจัดซื้อก็สามารถจัดหาน้ามาใช้ประกอบการจัดสวนได้มากข้ึน
ข้อผดิ พลาดท่เี กดิ ขึ้นในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับว่ารู้รายละเอียดของสิ่งนั้น ๆ เพียงใด รู้ขนาดความเหมาะสม
ในการนา้ มาใชป้ ระกอบการจัดสวน ตลอดจนรู้ราคาและความยากง่ายในการจัดซื้อ หากออกแบบไว้
แลว้ ไม่สามารถจดั หาได้ แบบแปลนน้ันกจ็ ะตอ้ งมกี ารเปล่ียนแปลง
3. โครงสร้างของสวน การจัดสวนท่ีสวยงามนอกจากการออกแบบดี พรรณไม้และ
องค์ประกอบเหมาะสมแล้ว โครงสร้างพื้นฐานก็เป็นส่ิงส้าคัญ เพราะโครงสร้างของสวนก็
เปรียบเสมือนฐานรากของสวน การศึกษาเรื่องวิธีการปลูกพรรณไม้ ตลอดจนการดูแลรักษาเป็น
ส่ิงจ้าเป็นส้าหรับนักจัดสวน เพราะความรู้ต่าง ๆ เหล่าน้ีจะช่วยให้จัดเตรียมโครงสร้างของสวนได้
ถูกต้อง ทั้งในส่วนของการเตรียมดินเตรียมหลุมปลูกท่ีเหมาะสม พรรณไม้ต่าง ๆ ที่จัดลงไปก็จะ
เจริญเติบโตไดด้ ี ปัญหาในการดูแลรกั ษาจะน้อยลง
การจดั สวนแต่ละครัง้ จะมีขอ้ ผิดพลาดตา่ ง ๆ เกิดข้นึ มากบา้ งนอ้ ยบา้ ง สิง่ ต่าง ๆ เหล่านี้จะ
เป็นประสบการณ์ให้เกิดความรู้ที่จะน้าไปดัดแปลงใช้ในคร้ังต่อ ๆ ไป ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับผู้ออกแบบจัด
สวนจะให้ความเอาใจใส่ในเร่อื งนี้มากหรือน้อย การจัดสวนเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะ ซ่ึงต้องอาศัยทั้ง
ความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ ร่วมกัน
42
43
บทที่ 6
ขนั้ ตอนการจัดสวน
การจดั สวน เปรยี บเหมือนงานกอ่ สร้างชนิดหน่ึง การเขียนโครงการในการจัดสวนแต่ละครั้ง
เพื่อล้าดับข้ันตอนการท้างาน จะท้าให้งานส้าเร็จลุล่วงด้วยดี เริ่มต้ังแต่การส้ารวจพ้ืนท่ี สัมภาษณ์
ความตอ้ งการของเจ้าของ ทา้ การวเิ คราะห์ข้อมลู ทไี่ ด้ จนถงึ การออกแบบและประเมินราคา เม่ือตก
ลงในรายละเอยี ดตา่ ง ๆ เปน็ ที่เรยี บร้อยซึง่ อาจจะมีการปรบั ปรุงเปลี่ยนแปลงรายการต่าง ๆ บ้าง จน
เปน็ ท่ีพอใจ กจ็ ะเร่ิมลงมือปฏิบัติงาน ซึ่งการท้างานจะต้องมีการวางแผนหรือเตรียมงานเป็นข้ันตอน
เพื่อใหง้ านเสร็จไดต้ ามกา้ หนดเวลา รวมท้งั สามารถเบิกจ่ายเงนิ แต่ละงวดงานได้
ข้ันตอนการจดั สวน (landscape installation) จะแบง่ เปน็ ขั้นตอนได้ ดงั นี้
1. จดั หาวัสดุ องคป์ ระกอบในการจดั สวน
2. ปรบั บรเิ วณ
3. ปรงุ แตง่ บริเวณ
4. จัดสวน
5. จดั วางกอ้ นหนิ
6. ปลูกพรรณไม้
7. ปูหญ้า
8. ปทู างเท้า
9. เกบ็ งาน
10. ส่งมอบงาน
ขน้ั ตอนท่ี 1 จัดหาวัสดุองค์ประกอบในการจัดสวน เร่ิมต้ังแต่ส้ารวจหาแหล่งพรรณไม้ ตาม
รายการทก่ี ้าหนดไว้ รวมท้ังองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น หิน ทราย เก้าอ้ีสนาม น้าพุ เหล่านี้ เป็นต้น การ
จัดหาจะต้องให้ได้ชนิดและขนาดตามแบบท่ีน้าเสนอต่อเจ้าของสถานที่ พยายามหลีกเล่ียงการ
เปล่ียนแปลงพรรณไมแ้ ละอนื่ ๆ แตห่ ากมีความจ้าเป็นตอ้ งเปลี่ยนแปลงจะตอ้ งช้ีแจงใหเ้ จ้าของทราบ
โดยพยายามหาส่งิ ทดี่ กี วา่ ในราคาใกลเ้ คียงกันมาทดแทน เม่ือส้ารวจหาวัสดุต่าง ๆ ได้แล้ว ควรจะตก
ลงฝากของต่าง ๆ เหล่านั้นไว้ท่ีร้านก่อน จนกว่าจะเตรียมพื้นที่เรียบร้อย แล้วท้าการขนย้ายไปในวัน
เดียวกันเพ่ือใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องน้ามาทิ้งไว้รอเวลาจนเกิดความเสียหายและเป็นภาระในเร่ือง
การดูแลรักษา
ขั้นตอนท่ี 2 ปรับบริเวณ เป็นข้ันตอนแรกของการเตรียมพ้ืนที่ ซ่ึงใช้เวลาค่อนข้างมาก ใน
กรณีการจัดสวนส้าหรบั บ้านท่ีกอ่ สร้างใหม่ ควรรอให้งานก่อสร้างส่วนใหญ่เสร็จแล้ว มีการวางท่อน้า
ท่อประปา วางสายไฟเรียบร้อย จึงเร่ิมท้าการปรับพ้ืนท่ี การปรับพื้นที่เร่ิมตั้งแต่การก้าจัดส่ิงท่ีไม่
ต้องการให้มีในสวนของเราออกไป เช่น หนิ กรวด ทราย วสั ดุเหลือท้ิงจากงานกอ่ สร้าง วัชพชื รวมท้ัง
44
ต้นไม้ท่ีไม่ต้องการ เป็นต้น หลังจากก้าจัดส่ิงต่าง ๆ เหล่านี้เรียบร้อยจะเห็นสภาพพ้ืนท่ีที่แท้จริง ซ่ึง
อาจจะเป็นหลุมบ่อสูงต้่าไม่เท่ากัน ท้าการปรับหน้าดินให้เรียบตามที่ต้องการ การปรับดินจะต้อง
ค้านึงถึงการระบายน้าด้วย จะต้องไล่ระดับของดินให้สูงไปหาต่้าตรงบริเวณที่เป็นท่อระบายน้า เพ่ือ
ไม่ให้น้าขังเม่ือฝนตก ทุกจุดของการจัดสวนจะต้องคิดถึงเรื่องการระบายน้า โดยเฉพาะบริเวณพ้ืนท่ี
ใกล้ชายคาบ้าน ซึ่งน้าจะไหลลงมามากเมื่อฝนตก ควรพิจารณาปรับทางระบายน้า รวมทั้งการเลือก
พรรณไมใ้ หเ้ หมาะกับสภาพพน้ื ท่ี
ขัน้ ตอนท่ี 3 ปรุงแต่งบริเวณ หลังจากปรับพื้นท่ีเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มท้าการปรุงแต่งบริเวณ
ให้ได้รูปแบบตามที่ต้องการ ช่วงไหนจะขุดบ่อ ท้าเนิน ก็ใช้ปูนขาวโรยแสดงขอบเขตไว้ การจัดสวน
ส่วนใหญ่มักจะมีเนินเพื่อให้เกิดระดับท่ีแตกต่างกัน ซึ่งการท้าเนินดินนี้ควรพิจารณาขนาดและความ
สงู ของเนนิ ซึ่งจะต้องมีความสมั พันธ์กนั กบั บริเวณท่วั ไป รวมทั้งพจิ ารณาการระบายน้าในบริเวณน้ัน
ๆ ด้วย ในเรื่องขนาดและความสูงของเนินน้ันจะต้องคิดรวมไปถึงเวลาท่ีปลูกพรรณไม้ลงไปบนเนิน
แล้วจะท้าให้พรรณไม้ดูสูงเด่นผิดปกติหรือไม่ ในกรณีพ้ืนท่ีใหญ่การท้าเนินอาจท้าเป็นแบบขั้นบันได
เพ่ือใหเ้ กดิ ความลดหลน่ั ต่อเน่ืองกัน แต่การท้าข้ันบันไดนี้ควรคิดถึงการปูหญ้าและตัดหญ้าในบริเวณ
น้ัน ๆ ด้วย ซ่ึงการท้าขั้นบันได แบบบันไดจริง ๆ จะมีมุม มีเหล่ียม ดูกระด้าง และยากแก่การตัด
หญ้า
หลงั จากถมท่ี ทา้ เนนิ ปรับแตง่ ตามแบบท่ีต้องการแล้ว ควรรดน้า ท้าให้ดินแน่นไม่เป็นโพรง
ท้ิงไว้ 1 คืน เมอ่ื ดนิ หมาดใชล้ ูกกลิ้งบดดินให้เรียบ ช่วงไหนเกิดการยุบของดินก็เติมดินลงไปจนเป็นท่ี
พอใจ การปรุงแตง่ บรเิ วณนี้ในพน้ื ท่ที จี่ ะปหู ญา้ หากใชท้ รายอัดแน่นอีกที จะช่วยให้การปูหญ้าดูเรียบ
ไดส้ นามท่ีสวยงาม
ขั้นตอนท่ี 4 จัดสวน ลงต้นไม้และองคป์ ระกอบอ่ืน ๆ เป็นข้ันตอนที่ส้าคัญที่จะแสดงออกถึง
ลักษณะของสวน หากแบบของการจัดสวนมีการใช้พรรณไม้ หินและส่ิงอื่น ๆ รวมกัน การจัดวางจะ
เรม่ิ จากหนิ ก่อน แต่ทงั้ นบ้ี รเิ วณที่จะปลูกพรรณไม้ตามจุดต่าง ๆ จะเร่ิมเตรียมหลุมเพ่ือปลูกพรรณไม้
นนั้ ๆ เรม่ิ ตง้ั แต่ไมป้ ระธาน ไม้พมุ่ และไม้คลุมดนิ ตามล้าดับ จากแบบแปลนจะดูต้าแหน่งระยะห่าง
จากกา้ แพงจากตัวบ้าน เมื่อได้จุดท่ีต้องการ ใช้ปูนขาวโรยเป็นวงตรงจุดนั้น ๆ ท้าการขุดดิน ย่อยดิน
ปรุงแต่งดิน ให้เหมาะต่อการปลูกพืชนั้น ๆ โดยทั่วไปจะขุดดินเตรียมหลุมปลูกขนาด .80 x .80
x .80 เมตร ส้าหรับไม้ต้น ขนาด .50 x .50 x .50 เมตร ส้าหรับไม้พุ่ม ส่วนไม้คลุมดินเตรียมหลุม
ปลูก โดยขุดลึกประมาณ 1 ฟุต ปรุงแต่งดิน แล้วกลบดินรอปลูกต้นไม้ต่อไป ในขณะขุดหลุมปลูก
หรือหลังจากปรับปรุงพ้ืนท่ีแล้ว พบว่ามีวัชพืชข้ึนอยู่ ให้ก้าจัดวัชพืชเหล่านั้นออกให้หมด มิฉะน้ัน
จะเกดิ ปัญหาภายหลงั ซึ่งยากแกก่ ารก้าจัด ท้าให้ความสวยงามของสวนนอ้ ยลง
หลังจากเตรียมหลุมปลกู พรรณไมต้ า่ ง ๆ เรยี บร้อยแล้ว การจดั สวนจะเร่มิ ตน้ จากการวางหนิ
ขั้นตอนที่ 5 จัดวางก้อนหินโดยท่ัวไปจะจัดวางเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 2-3 ก้อน แต่ถ้าเป็นหิน
ขนาดใหญ่ สูงเกิน 1 เมตรขึน้ ไป มักจะวางไว้เดยี่ ว ๆ การจดั วางหนิ จะต้องคา้ นงึ ถึงความงามท่ีได้จาก
เส้นและรูปทรงของหิน การจัดวางแบ่งได้ 3 แบบคือ เน้นเส้นทางสูง เน้นเส้นทางนอน และเน้น
รูปทรงของหิน
45
การจดั วางหนิ โดยเน้นเสน้ ทางสงู เป็นการใชห้ ินท่ีมีรูปทรงผอมสูง ซ่ึงจะจัดวางเน้นบริเวณท่ี
ราบให้ดูเดน่ ขึ้น หรืออาจจะใช้วางบนเนินเพ่ือให้เนินน้ันเด่นกว่าเนินอื่น ๆ การใช้หินอื่นประกอบอีก
หนึ่งหรอื สองกอ้ น จะชว่ ยลดความแรงของเส้นในทางตงั้ โดยวางหินประกอบตามนอน หนิ ประกอบนี้
จะต้องมขี นาดเลก็ กว่า แตร่ ูปทรงควรจะสมั พนั ธก์ ัน เชน่ หนาพอ ๆ กัน และควรเป็นหนิ ชนิดเดยี วกัน
การจัดวางหินโดยเน้นเส้นทางนอน เป็นการใช้หินท่ีมีรูปทรงผอมสูงเช่นเดียวกัน แต่จัดวาง
ให้ราบไปกับพื้นดนิ การจัดวางลักษณะน้ี ควรเลือกใช้หินก้อนใหญ่ เพื่อให้เกิดจุดเด่นเม่ือวางราบกับ
พืน้ ดนิ ในกรณีที่หินมรี ปู ทรงสวยงามและขนาดความยาวเกินกวา่ 1 เมตร ก็สามารถจัดวางก้อนเดียว
โดด ๆ ได้ แตถ่ ้าหินมีขนาดเล็ก ก็จะใช้หิน 2 ก้อน โดยหินท่ีน้ามาประกอบจะมีขนาด 2 ใน 3 ของ
หินหลัก และจัดวางเน้นเส้นทางสูง แต่ไม่สูงจนเกินไปจนเด่นกว่าหินหลักท่ีเป็นประธาน หินที่น้ามา
จัดวางจะต้องเป็นหินชนดิ เดยี วกนั
สว่ นการจัดวางหนิ โดยเน้นรปู ทรงของหิน เป็นการใช้หินท่ีมีรูปทรงสวยงาม มองได้รอบด้าน
ลักษณะกว้าง ยาว สูง ใกล้เคียงกัน การเลือกใช้หินประเภทน้ีจะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ การใช้รูปทรง
ของหนิ นัน้ จรงิ ๆ เช่น รปู ทรงสีเ่ หล่ียม สามเหลีย่ ม กบั การใช้แง่มุมของหนิ เปน็ จดุ เดน่ ซึ่งรปู ทรงของ
หินลักษณะนี้จะมีแง่มุมย่ืนออกมา มีรู ร่องต่าง ๆ บางชนิดจะมีรูพรุนรอบตัว เป็นพวกหินทราย หิน
กรวด เป็นต้น การจัดวางหินท่ีมีรูปทรงสวยงาม จะวางก้อนเดียวโดด ๆ ขนาดของหินท่ีน้ามาใช้
ประมาณฟตุ ครงึ่ ถงึ สองฟุต หรืออาจจะโตกวา่ ทง้ั นีข้ ึ้นอยู่กับขนาดพื้นทที่ จี่ ดั สวนน้นั ๆ
การเคลอื่ นยา้ ยกอ้ นหินควรใชเ้ ครื่องมือทุ่นแรงช่วย เช่น รถเข็น ท่อนไม้ส้าหรับงัดหิน เชือก
ส้าหรับดึงหรือผูกก้อนหินเพื่อหาม เหล่าน้ี เป็นต้น การใช้รถเข็น เคลื่อนย้ายหิน อาจจะท้าให้ดินที่
ปรับแต่งแล้วยุบตามน้าหนักของรถเข็น ในกรณีน้ีให้ใช้ไม้กระดานวางพาดบนดิน ก่อนท้าการ
เคลื่อนย้ายหิน ก็จะช่วยไม่ให้ดินเป็นรอยได้ ส่วนหินท่ีมีขนาดใหญ่มาก ๆ จะต้องใช้ป้ันจ่ันช่วยยก
ก่อนท่ีจะยกไปจัดวางจะต้องพิจารณาดูว่าจะวางก้อนหินอย่างไร จุดท่ีจะวางหินจะต้องขุดดินให้ลึก
พอสมควร จะได้ง่ายต่อการขยับ ปรับย้ายหิน ให้อยู่ในต้าแหน่งที่พอเหมาะ ก่อนฝังหินให้ดูเหมือน
ธรรมชาติ
ขั้นตอนท่ี 6 ปลกู พรรณไม้ พรรณไม้ท่ใี ชจ้ ัดสวนทีทั้งไม้ต้น ไม้พุ่มและไม้คลุมดิน ต้าแหน่ง
ของการปลูกพรรณไม้จะต้องสัมพันธ์กับองค์ประกอบอื่น ๆ รวมทั้งสัมพันธ์กับบริเวณที่จัดด้วยเม่ือ
เตรียมหลุมปลูกเรียบร้อย ด้าเนินการล้าเลียงพรรณไม้ต่าง ๆ จากแหล่งซ้ือที่ฝากไว้ ลงมือปลูก เร่ิม
จากไม้ใหญ่ก่อนโดยน้าพรรณไม้น้ันมาวางตรงใกล้จุดปลูก ขุดดินในหลุมปลูกให้ลึกเท่ากับความสูง
ของกระถาง เอาต้นไม้ออกจากกระถาง ระมดั ระวังไมใ่ ห้รากกระทบกระเทอื น จัดวางต้นไม้ลงในหลุม
กลบดนิ ให้แน่น ให้ระดบั ดนิ เสมอรอยเดิมขณะทอี่ ยใู่ นกระถาง ท้าการค้าต้นด้วยไม้ไผ่ หรือไม้สน โดย
ใช้ไม้ 3 อัน ค้าเป็นรูปสามเหลี่ยม มัดด้วยเชือกให้แน่น เพ่ือป้องกันการโยกคลอนของต้นเม่ือลม
พดั ซึ่งสง่ ผลกระทบกระเทือนต่อราก ทา้ ใหก้ ารต้ังตวั ของต้น รวมท้ังการเจรญิ เตบิ โตชา้ ไป
การปลกู ไม้พุ่ม ควรเว้นระยะให้พอเหมาะโดยพิจารณาถึงความเจริญเติบโตของไม้พุ่มน้ัน ๆ
ด้วย ในกรณีสถานที่ที่จัดสวนโล่ง ลมพัดแรงควรท้าการค้าไม้เหล่านี้เช่นเดียวกับไม้ใหญ่ ดูแลจนไม้
พุ่มต้ังตวั เจรญิ เติบโตแตกใบใหมแ่ ล้วจึงตัดแตง่ รูปทรงตามที่ตอ้ งการ
46
ส่วนการปลูกไม้คลุมดิน ส่วนใหญ่ไม้เหล่านี้จะอยู่ในถุงพลาสติก ซึ่งง่ายต่อการเอาต้นออก
ท้าการปลูกลงในบรเิ วณที่ก้าหนด โดยเว้นระยะใหพ้ อเหมาะกบั ชนิดของไม้นน้ั ๆ
หลังจากปลูกพรรณไม้เรียบร้อยแล้วจะต้องรดน้าพรรณไม้ต่าง ๆ เหล่านี้ จนชุ่ม คอยเอาใจ
ใส่ดแู ลจนกว่าตงั้ ตวั และเจริญเติบโตตอ่ ไป
เมื่อวางหินและปลูกพรรณไม้ต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว หากผู้ออกแบบมีความรู้สึกว่าสวนมองดู
ไม่สมบูรณ์ มบี างส่งิ บางอย่างขาดหายไป ก็สามารถจะเพิ่มเติมส่วนท่ีคิดว่าขาดได้โดยอาจจะเลือกใช้
พรรณไม้ หิน หรือองค์ประกอบอ่ืน ๆ เพื่อให้บริเวณน้ันสมบูรณ์ยิ่งข้ึน การปรับปรุงเพิ่มเติมน้ีจะ
เกิดขึ้นแทบทุกคร้ังที่มีการจัดสวน เพราะการออกแบบแต่ละคร้ังจะให้ได้ผลสมบูรณ์เต็มร้อย
เปอร์เซน็ ต์คงเปน็ ไปได้ยาก แต่ท้ังนี้การปรับปรุงเพิ่มเติมจะต้องท้าความเข้าใจ และตกลงกับเจ้าของ
สถานที่ด้วย
ข้ันตอนท่ี 7 ปูหญ้า การสร้างสนามหญ้าได้กล่าวไว้ในบทที่ 7 โดยท่ัวไปเจ้าของสถานท่ี
ต้องการให้การจัดสวนส้าเร็จลุล่วงโดยเร็ว ดังน้ันการท้าสนามหญ้าจึงนิยมใช้วิธีการปลูกหญ้าแบบปู
พรมซง่ึ จะไดส้ นามท่สี มบูรณ์ทันที
ก่อนที่จะเรม่ิ ปหู ญา้ ควรปรับแตง่ พื้นท่ใี หเ้ รียบอีกครง้ั เพราะหน้าดินอาจจะถกู ชะล้างโดยฝน
ทา้ ให้ผิวดินเป็นร่อง หรืออาจเป็นหลุมเป็นบ่อเน่ืองจากการเหยียบย่้าจัดสวน ดังนั้นจ้าเป็นจะต้องใช้
ดินถมตามหลุมบ่อต่าง ๆ อัดดินให้แน่นปรับระดับให้ได้ตามความต้องการ แล้วใช้ทรายโรยให้หนา
ประมาณ 1-2 เซนติเมตร เกลี่ยทรายให้มีควาสม่้าเสมอ ใช้ไม้ปาดให้เรียบ โรยปูนขาว ปุ๋ยคอกหรือ
ป๋ยุ เทศบาล ใหท้ ั่วบริเวณ ก่อนปหู ญา้ ตอ้ งรดนา้ ใหด้ นิ ช่มุ ชื้นพอประมาณ
การปหู ญา้ จะรวดเร็วหากมกี ารแบ่งหนา้ ทผ่ี รู้ บั ผิดชอบออกเปน็ ฝา่ ย ๆ ดังน้ี
เริม่ จากฝา่ ยลา้ เลียงแผ่นหญ้า ทา้ หนา้ ทลี่ า้ เลยี งหญา้ จากกองหญ้ามาให้ฝ่ายปหู ญ้า
ฝ่ายปูหญ้า ท้าหน้าท่คี ลี่แผ่นหญ้าและปูหญ้า การปหู ญา้ จะเรม่ิ จากขอบแนวด้านใดด้านหนึ่ง
ของสนามที่จะทา้ งานไดส้ ะดวก การปแู ผน่ หญา้ จะตอ้ งให้ขอบชิดกัน ให้สนิทในแต่ละแผ่น วิธีการที่ดี
คือเผยอขอบแผน่ หญ้าทง้ั สองแผน่ ข้นึ แลว้ กดท้งั สองแผ่นลงพร้อม ๆ กัน รอยตอ่ จะสนิท ปูต่อไปเร่ือย
ๆ จนทวั่ บริเวณ
ฝ่ายซ่อมแซมหญ้า กรณีท่ีแผ่นหญ้าวางทับกันนานในขณะรอการปูหญ้า แผ่นหญ้าท่ีพับกัน
ไวด้ นิ สองดา้ นจะประกบกนั สนิท ท้าให้ยากแก่การคลี่หญ้าออก ส่งผลให้แผ่นหญ้าฉีกขาดได้ ฝ่ายท้า
หน้าที่ซ่อมแซมหญ้าจะใช้น้ารดแผ่นหญ้าให้ชุ่ม ดินจะอ่อนตัวท้าให้คล่ีแผ่นหญ้าได้สะดวกขึ้น หาก
แผน่ หญา้ ขาดกม็ ีหน้าท่ซี ่อมหญา้ ให้เปน็ แผน่ สมบรู ณ์
ฝ่ายทุบหญ้า ใช้แผ่นไม้กระดานท่ีมีด้ามจับทุบแผ่นหญ้าให้เรียบสนิทกับพื้นผิวดิน การทุบ
จะตอ้ งทุบใหเ้ รยี บสนิททง้ั แผน่
เมื่อปูหญา้ เสร็จส้ินแล้วใชล้ กู กล้ิงบดทบั เพอื่ ใหแ้ ผน่ หญ้าแนบสนิทเป็นผืนเดียวกันการบดทับ
จะท้าทั้ง 4 ด้าน เม่ือเสร็จเรียบร้อยแล้วจะต้องให้น้าทันทีหลังจากปูหญ้าเสร็จ การให้น้าสนามหญ้า
จะใหต้ ลอดไปจนกว่าหญ้าจะงอกรากใหม่ การให้น้าช่วงแรกหากอากาศร้อนแดดจัดจะต้องให้น้า
แบบพ่นฝอย (sprinkler) ทั้งวัน ตลอดเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาจจะให้น้าวันละครั้งโดยให้น้า
จนชุม่
47
สนามหญ้าปูหญ้าเสร็จใหม่ ๆ ให้หลีกเลี่ยงการเข้าไปเหยียบย่้า หรือใช้งาน หากจ้าเป็น
จะต้องเข้าไปควรใช้แผ่นไม้กระดานวางก่อนแล้วจึงเหยียบไปบนไม้นั้น มิฉะนั้นหญ้าจะบอบช้า
เสยี หาย ทา้ ใหส้ นามหญา้ ไมเ่ รียบได้
ขั้นตอนที่ 8 ปทู างเทา้ การปทู างเทา้ จะทา้ หลังสดุ โดยกา้ หนดแนวทางเทา้ บนสนามหญ้าให้
ถกู ตอ้ ง ใช้ปูนขาวโรย เป็นแนวตามแบบแปลนท่ีท้าไว้ วัสดุที่ใช้ท้าเป็นทางเท้าอาจจะใช้หินกาบ หิน
ลา้ ง ซีเมนตอ์ ัด หรอื แผ่นซเี มนต์ธรรมดา รปู รา่ งของแผ่นทางเท้าอาจจะเป็นรูปวงกลม สี่เหลี่ยม หรือ
หกเหลยี่ ม เม่อื เลอื กวสั ดทุ ี่จะทา้ เป็นทางเท้าได้แล้วก็ท้าการปูทางเท้า โดยวางให้ห่างกันประมาณ 20
เซนตเิ มตร ให้ระยะการก้าวเดินพอดี หากชิดหรือห่างเกินไป ท้าให้การเดินไม่สะดวก ก็สามารถปรับ
ให้ได้ระยะพอเหมาะ ถ้าจะให้แน่ใจควรลองวางแผ่นทางเท้า แล้วให้หลาย ๆ คน ทดลองเดินดู เม่ือ
วางแผ่นทางเท้าตามแนวทกี่ ้าหนดแล้ว ใช้มีดเล็กบางและคมเฉือนลงไปในแผ่นหญ้าตามแนวรูปแผ่น
ทางเทา้ นั้น ยกแผน่ ทางเทา้ ขนึ้ ดงึ เอาแผน่ หญ้าทถ่ี กู ตัดออก ปรับระดับดนิ ให้เรียบ ใสท่ รายเกลย่ี ให้ทั่ว
แล้วจึงวางแผ่นทางเท้าลงที่เดิม ให้แผ่นทางเท้าสูงกว่าระดับหญ้าประมาณคร่ึงของความหนาของ
แผ่นทางเท้านั้น เม่ือวางแผ่นทางเท้าเรียบร้อยแล้ว ลองยืน หรือก้าวเดิน หากแผ่นทางเท้าเอียงไป
ทางใดทางหนึง่ กย็ กแผ่นทางเท้าออกปรับแต่งจนเรยี บ เดินได้สะดวก
การปูแผ่นทางเทา้ ใหเ้ สมอกับระดบั หญ้า เม่ือหญ้าสนามเจริญเติบโตก็จะสูงกว่าแผ่นทางเท้า
รวมกบั การใชท้ างเทา้ บอ่ ยครงั้ ก็จะทา้ ใหท้ างเท้าจมลงจนมองไมเ่ หน็ ทางเท้าได้
ขั้นตอนที่ 9 เกบ็ งาน เปน็ งานขั้นตอนสุดท้ายของการจัดสวน หลังจากจัดสวนเสร็จสิ้นแล้ว
ก็จะต้องดูแลสวนอีกประมาณ 1 เดือน ในระยะนี้จะต้องดูแลการเจริญเติบโตของพรรณไม้ ป้องกัน
โรคและแมลงที่จะมีขึ้น รวมท้ังท้าการตัดหญ้าให้เรียบสม้่าเสมอ หากพรรณไม้ชนิดใดช้ารุดเสียหาย
หรอื ตายไปจะต้องรีบเปลี่ยนใหมใ่ หเ้ รยี บร้อย บริเวณใดที่ดินปลูกยุบตัวลง ก็ท้าการเติมดินผสมลงไป
ตดั แตง่ ทรงพุ่มของพรรณไม้ต่าง ๆ ให้ได้รูปทรงท่ีต้องการ ในระหว่างที่ดูแลสวนอยู่ 1 เดือนน้ี หากมี
โอกาสพูดคยุ ช้แี จง อธบิ ายให้เจ้าของสถานที่รู้จักและเข้าใจธรรมชาติของพรรณไม้นั้น ๆ รวมทั้งการ
ดูแลรักษาก็จะเป็นการดีเพราะการจัดสวนทุกแห่ง แม้จะเริ่มจัดให้สวยงามเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าขาด
การเอาใจใส่ดูแลที่ถูกต้องในเวลาต่อมา สวนนั้น ๆ ก็จะมีลักษณะท่ีผิดเพ้ียนไปจากแบบแปลนเดิม
ส่งผลใหเ้ กดิ ความผิดหวังแก่เจ้าของสถานที่ได้
ขน้ั ตอนที่ 10 ส่งมอบงาน เมือ่ จัดสวนเสร็จสิน้ และดแู ลรักษาเก็บรายละเอียดต่าง ๆ เป็น
เวลา 1 เดือนแล้ว ผู้ออกแบบจัดสวนก็จะส่งมอบงานให้เจ้าของสถานท่ีนั้น ๆ ดูแลสวนต่อไป
ซ่ึงเจา้ ของสถานทอ่ี าจจะดแู ลรกั ษาสวนเอง หรือจา้ งบคุ คลใดบคุ คลหนงึ่ หรอื บริษทั ใดดูแลกอ็ าจทา้ ได้
การส่งมอบงานภายหลังการจัดสวนจะใช้เวลานานเท่าใดอยู่ที่สัญญาว่าจ้าง เพราะการจัด
สวนแต่ละคร้ังจะต้องท้าสัญญาต่อกัน เพ่ือให้เกิดความสะดวกและสบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย คือ
เจ้าของสถานท่แี ละผูร้ ับจัดสวน การทา้ สญั ญาจะส่งผลให้มีการจ่ายเงินเป็นงวดงานได้ ทั้งน้ีขึ้นอยู่กับ
ข้อตกลงในสัญญา การส่งมอบงานส่วนมากจะส่งมอบภายหลังการจัดสวนเสร็จสิ้นแล้ว 1 เดือน ใน
บางคร้งั เจา้ ของสถานท่อี าจวา่ จ้างใหผ้ รู้ ับจดั สวนดแู ลรักษาสวนต่อไปก็ได้
48
บทที่ 7
การประเมนิ ราคา
การประเมนิ ราคา (estimate) คือ การก้าหนดรายละเอียดค่าใช้จ่ายของชิ้นงานการจัดสวน
ธุรกิจการจัดสวนเป็นงานก่อสร้างชนิดหน่ึง ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกับการก่อสร้างถาวรวัตถุอ่ืน ๆ
เพราะการจดั สวนเป็นงานที่ท้ากับสิ่งมีชีวิต มีลักษณะงานที่ต่อเน่ือง มีการเปล่ียนแปลง และมีผลต่อ
ความรู้สึก
การออกแบบจัดสวนในเชิงธุรกิจ การประเมินราคา เป็นสิ่งส้าคัญและมีความจ้าเป็นเพราะ
เจ้าของสถานท่ีจะได้ทราบงบประมาณค่าใช้จ่ายในการออกแบบจัดสวนนั้น ๆ ในการค้านวณ
ค่าใชจ้ า่ ยอาจจะมีการตัดทอนเพม่ิ เติมได้ ท้ังน้ีข้นึ อยกู่ บั งบประมาณความต้องการของเจ้าของสถานที่
ท่ีต้องการจดั สวน
การประเมินราคาการจัดสวนแต่ละคร้ัง ควรจะมีการค้านวณประมาณการค่าใช้จ่ายทันทีที่
ออกแบบเสรจ็ เรียบรอ้ ย คา่ ใช้จ่ายตา่ ง ๆ โดยเฉพาะราคาค่าวัสดุ และค่าแรงงานจะมีการเคลื่อนไหว
เปล่ียนแปลงตลอดเวลา ในเรื่องน้ีผู้ออกแบบจ้าเป็นจะต้องติดตามข่าวคราวความเคล่ือนไหวของส่ิง
ต่าง ๆ เหล่านี้อยู่เสมอ การเก็บรวบรวมข้อมูลราคา สถานที่จ้าหน่ายรวมทั้งเรื่องอื่น ๆ เป็น
สิง่ จา้ เป็นท่ผี ้อู อกแบบจะต้องถอื ปฏบิ ตั ิ
การประเมนิ ราคาการจัดสวนแตล่ ะคร้งั มหี ัวขอ้ ทจี่ ะใชป้ ระเมนิ ราคา ดงั นี้
1. ราคาพรรณไม้
2. ราคาคา่ แรงปลูกต้นไม้
3. ราคาของวัสดุและการกอ่ สร้างอ่ืน ๆ
4. ราคาค่าแรงการตดิ ตั้งวสั ดุและการกอ่ สร้างอน่ื ๆ
5. ราคาค่าสนามหญา้ (รวมวัสดแุ ละคา่ แรง)
6. ก้าไรและคา่ แบบส้าหรบั ผอู้ อกแบบ
ซึ่งหวั ข้อในการประเมินนี้อาจจะสรุปไดเ้ ป็นหมวด ๆ ดงั นี้
1. คา่ วัสดุ หมายถึง คา่ วัสดอุ ปุ กรณ์ท่ีใชเ้ ปน็ องคป์ ระกอบในการจดั สวนท้ังหมด
2. ราคาทุน หมายถึง ผลรวมค่าใช้จ่ายในการจัดสวนทั้งหมดซ่ึงประกอบด้วย ค่าวัสดุ
อุปกรณ์ ค่าแรงงาน คา่ เครอ่ื งมือและอปุ กรณ์สา้ หรับงานกอ่ สรา้ งทั่ว ๆ ไป
ค่าเคร่อื งมอื และอปุ กรณ์ส้าหรบั งานกอ่ สร้างธรรมดาในชิ้นงานขนาดเล็กท่ัว ๆ ไปคิดร้อยละ
10-20 ของคา่ วัสดุ
3. ค่าแบบและก้าไร จะคิดเป็นร้อยละจากราคาทุน ซึ่งในส่วนของก้าไรจะคิดเป็นร้อยละ
10-25 ของราคาทุน ปัจจัยที่ก้าหนดราคาสูงหรือต่้า ขึ้นอยู่กับปริมาณงานและความยากง่ายในการ
ปฏิบัติ ส่วนค่าแบบนั้นหากคิดเฉพาะค่าแบบโดยไม่รวมกับก้าไร จะคิดค่าแบบร้อยละ 10 จากราคา
ทนุ แตถ่ ้าคิดคา่ ออกแบบรวมกบั ก้าไร จะคดิ ประมาณรอ้ ยละ 30 จากราคาทนุ
4. ราคาประเมินการจดั สวนทัง้ หมด หมายถึง ผลรวมของราคาทุน + ค่าแบบ + กา้ ไร
49
การประเมินราคาการจดั สวน แตล่ ะครั้งควรมีแบบฟอรม์ รายละเอียดต่าง ๆ เช่น ชื่อเจ้าของ
สถานที่ ที่อยู่ ชื่อผู้ออกแบบประเมินราคา รวมทั้งวันเดือนปีที่ประเมินราคาคร้ังนั้น แบบฟอร์มการ
ประเมินราคาจะต้องมีส้าเนาหลายชุด เพ่ือให้เจ้าของสถานท่ี ผู้ออกแบบและเก็บไว้เป็นข้อมูลการ
ทา้ งานในแต่ละครั้งด้วย
ตวั อยา่ งการประเมินราคาการจดั สวน
จากการออกแบบจัดสวนต้องการใช้ไม้ต้นให้ร่มเงา ไม้พุ่มตามจุดต่าง ๆ รวมทั้งไม้คลุมดิน
และองค์ประกอบในการใช้สถานที่เพ่ือพักผ่อนนอกบ้าน การประเมินราคาการจัดสวนจะต้อง
ดา้ เนนิ การในแบบฟอร์ม ดังนี้
50
การประเมนิ ราคาการจัดสวน
เจา้ ของ : นายทองดี และ นางกรกนก สุขส้าราญ
ทอี่ ยู่ : 15 ถนนราชดา้ เนิน อ.เมือง จ.สงขลา
-----------------
1. ราคาพรรณไม้
หมายเลข ชื่อพรรณไม้ จ้านวน ความสูง ราคา/ตน้ รวม
(ต้น) (เมตร) (บาท) (บาท)
1. ทองหลาง 3 3.00 800 2,400
2. กระดงั งาสงขลา 3 2.00 500 1,500
3. ว่านสที่ ิศด่าง 10 0.50 80 800
4. ดาดตะกั่ว 100 0.15 5 500
5. หวั ใจมว่ ง 50 0.15 5 250
รวมราคาพรรณไม้ 5,450
2. ราคาคา่ แรงปลกู พรรณไม้ 50% ของราคาพรรณไม้ 2,725 บาท
3. ราคาวัสดุและการกอ่ สรา้ งอน่ื ๆ
51
วสั ดุ จา้ นวน ราคา/หน่วย รวม
(บาท)
1. เกา้ อี้สนาม (บาท) 4,500
2. ทางเทา้ หนิ กาบ 4,000
3. ทรายหยาบ 1 ชุด 4,500 900
4. ดนิ ผสม 6,000
5. ปุย๋ เคมี (15-15-15) 100 แผน่ 40 200
6. ยาฆา่ แมลง 5 ม3 180
7. ไม้ไผ่ใชค้ า้ ตน้ ไม้ 20 ม3 300 80
60
5 ก.ก. 40
15,740
2 ถุง 40
2 มดั 30
รวมราคาวสั ดแุ ละการก่อสรา้ งอื่น ๆ
4. คา่ แรงตดิ ต้งั วสั ดตุ า่ ง ๆ 3,125 บาท
ใชแ้ รงงาน 5 วนั วันละ 5 แรง ๆ ละ 125 บาท
6,000 บาท
5. ค่าทา้ สนามหญ้า (คา่ หญา้ และคา่ แรง) 33,040 บาท
200 ตารางเมตร ๆ ละ 30 บาท 9,912 บาท
42,952 บาท
6. รวมคา่ วัสดอุ งคป์ ระกอบต่าง ๆ และค่าตดิ ต้ังทั้งหมด
7. ค่าแบบและกา้ ไร รอ้ ยละ 30 ของราคาทุน
8. รวมราคาการจดั สวนทง้ั หมด
นางกฤตกิ า วรนันท์ ผูอ้ อกแบบประเมินราคา
9 มนี าคม 2536
ในการประเมินราคาการจัดสวน หากคิดเฉพาะค่าแบบจะคิดเพียงร้อยละ 10 ของราคาทุน
ในการคิดค้านวณค่าแบบและก้าไร ไม่จ้าเป็นจะต้องคิดร้อยละ 30 ของราคาทุนเสมอไป ท้ังน้ีข้ึนอยู่
กบั ปจั จัยอนื่ ๆ เช่น ปรมิ าณงาน ความยากงา่ ยในการทา้ งานและจ้านวนเงินรวมท้งั หมด ถ้าเงินรวม
ราคาทนุ ค่อนขา้ งสงู คา่ แบบและก้าไรอาจจะลดลงได้เป็นร้อยละ 15-25 ของราคาทุน แต่ถ้าเงินรวม
ตา้่ มากไมถ่ งึ 5,000 บาท ค่าแบบและก้าไรอาจจะสงู ถึงรอ้ ยละ 50 ของราคาทุนก็ได้
การประเมินราคาการจัดสวนแต่ละครั้ง ควรออกแบบและค้านวณค่าใช้จ่ายให้อยู่ระหว่าง
งบประมาณที่เจ้าของสถานที่ก้าหนดไว้ หากมีข้อเสนอแนะที่จะเปล่ียนแปลง ตัดทอน เพิ่มเติม ก็
สามารถท้าได้โดยให้เป็นที่ตกลงระหว่างผู้ออกแบบและเจ้าของ ทั้งน้ีการออกแบบแต่ละคร้ัง ควร
คา้ นึงถงึ ข้อทจี่ ะให้มกี ารเปลี่ยนแปลงน้อยท่สี ดุ
52
บทที่ 8
การดูแลรกั ษาสวน
การจัดสวนประดบั ตกแต่งอาคารสถานท่ตี ่าง ๆ แม้ว่าการออกแบบสวน การจัดสวน จะ
ทาให้ผลท่อี อกมาสวยงามเพียงใดกต็ าม หากสวนน้ันขาดการเอาใจใส่ดูแลรักษา หรือดูแลรักษา
ไม่ถูกต้อง ความสวยงามดงั กล่าวกจ็ ะค่อย ๆ สญู เสยี ไปในท่สี ดุ
การออกแบบสวน เป็นส่วนหน่ึงท่จี ะทาให้การดูแลรักษาสวนง่ายหรือยากได้ หากเจ้าของ
สถานท่ไี ม่มเี วลาท่จี ะเอาใจใส่ดูแลรักษาสวนมากนัก กค็ วรจะจัดสวนให้ดูแลรักษาได้ง่าย ใช้
พรรณไม้ท่ไี ม่ต้องการการดูแลมาก ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมได้ดี และค่อนข้างเจริญเตบิ โตช้า
แต่ถ้าหากเจ้าของเป็นคนรักธรรมชาติ มเี วลาให้กบั สวนได้มาก มีความสนใจใคร่รู้เก่ยี วกบั พรรณ
ไม้ต่าง ๆ การออกแบบจัดสวน กส็ ามารถเลือกใช้ พรรณไม้แปลก ๆ ท่ตี ้องการการเอาใจใส่
ดูแลรักษามากได้ นอกจากน้ีการออกแบบจัดสวนจะต้องให้สะดวก เหมาะสมกบั การเข้าไป
ปฏบิ ัติงานในการดูแลรักษาได้ง่ายด้วย เพราะการจัดสวนเป็นการจัดวางส่งิ ท่มี ชี ีวิต มกี าร
เจริญเตบิ โต ต้องการการดูแลรักษาอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากปล่อยท้งิ ให้สวนน้ันเจริญเติบโตไปตาม
ธรรมชาติ สกั ระยะหน่ึง พรรณไม้ต่าง ๆ จะเจริญเติบโตมากเกนิ ไป สวนท่เี คยสวยงามในคร้ังแรก
กเ็ ร่ิมเปล่ียนแปลง เส่อื มสภาพได้ ดังน้ันการดูแลรักษาจึงเป็นส่งิ สาคญั ท่จี ะช่วยให้สวนน้ัน คง
สภาพความสวยงามให้ทนนานท่สี ดุ ซ่ึงค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสวนให้คงสภาพน้ัน จะเป็น
จานวนเงินท่คี ่อนข้างมากกว่าการออกแบบจัดสวน ในปัจจุบันอาชีพการดูแลรักษาสวน เป็นอกี
อาชีพหน่ึงท่สี ามารถทารายได้ให้กบั ผู้ประกอบธุรกจิ ด้านน้ีค่อนข้างมาก
การดูแลรักษาสวน (maintenance) เพ่ือให้สวนสวยงาม คงสภาพเดิมนานท่สี ดุ มีวิธที ่ี
จะต้องปฏบิ ัตดิ งั น้ี
- การตัดแต่งพรรณไม้ (pruning)
- การดูแลบารุงรักษาสนามหญ้า (lawn maintenance)
- การให้ป๋ ุย (fertilization)
- การป้ องกนั กาจัดศัตรูพืช (pest control)
- การปรับปรุงสวน (gardening improvement)
การตดั แต่งพรรณไม้
การตดั แต่งพรรณไม้ เป็นการตัดสว่ นท่ไี ม่ต้องการออก วัตถุประสงคข์ องการตดั แต่งก็
เพ่ือจะให้ไม้น้ัน ๆ มรี ูปทรงตามท่ตี ้องการ การตัดแต่งเป็นส่งิ จาเป็นสาหรับไม้ต้น (tree) และไม้
พุ่ม (shrub)
53
ไม้ต้นและไม้พุ่ม ท่นี ามาจัดสวนจะมีการเจริญเติบโต จนรูปทรงเปล่ียนแปลงไป การตดั
แต่งจะช่วยให้ไม้น้ัน ๆ คงสภาพรูปทรงท่เี ราต้องการได้
การตัดแต่งท่ถี ือปฏบิ ัติเร่ิมแรกจะเป็นการตัดแต่ง
- ก่งิ ท่แี ห้งตาย
- ก่งิ ท่อี ่อนแอ ฉีกขาด
- ก่งิ ท่เี ป็นโรค
- ก่งิ ท่เี จริญผดิ ปกติ
- ก่งิ ท่แี ทงเข้าภายในพุ่มต้น
การตดั แต่งต่างๆ เหล่าน้ี จะทาให้ทรงพุ่มโปร่ง แสงสว่าง ลม จะได้พัดผ่านเข้าไปในทรง
พุ่มได้สะดวก
ในกรณขี องไม้ยืนต้น การตดั แต่งจะช่วยควบคุมการเจริญเติบโต ช่วยเพ่ิมผลผลิต ส่วน
ไม้พุ่มจะทาให้รูปทรงของพุ่มต้นสมดุล
การตดั แต่งไม้พุ่ม จะเร่ิมต้งั แต่การเดด็ ยอด (pinching) เพ่ือให้ไม้พุ่มแตกตาข้าง ทาให้
การเจริญเตบิ โตทางด้านยอดลดลง หลังจากน้ันอาจจะมกี ารขลิบ (trimming) แต่ง ลิดใบและ
ยอดท่เี จริญแทงออกมาจากทรงพุ่ม ในกรณที ่ที รงพุ่มแน่นเกนิ ไปกจ็ ะตดั แต่งก่งิ แกอ่ อกบ้าง โดย
ตัดให้ชิดพ้ืนดนิ ส่วนไม้พุ่มท่แี ทงหน่อออกมาจะต้องตดั ออก โดยตัดให้ลึกลงไปใต้ระดบั ดิน สว่ น
ไม้พุ่มท่ตี ้องการให้มีการเจริญเติบโตใหม่ (rejuvenate) เน่ืองจากมีอายุมากแล้วให้ตดั ส่วนของไม้
น้ัน เหลือเพียงหน่ึงในสามของความสงู เดิม ดูแลรักษาให้เจริญเตบิ โตใหม่ การตัดแต่งไม้พุ่มให้
เลก็ ลง จะช่วยให้มีการแตกก่งิ ยอดใหม่ทาให้ไม้พุ่มน้ันมดี อกมากข้ึน
การตัดแต่งพรรณไม้แต่ละคร้ัง เคร่ืองมือท่ใี ช้จะต้องเหมาะสมกบั งานน้ัน ๆ เคร่ืองมอื
จะต้องคมและใช้ให้ถูกต้อง นอกจากน้ีหากรอยแผลท่ถี ูกตดั แต่งมีขนาดใหญ่จะต้องใช้ยาทาแผล
เพ่ือป้ องกนั การเข้าทาลายของเช้ือโรค
เคร่ืองมือท่ใี ช้ในการตดั แต่งก่งิ
- กรรไกรตดั แต่งก่งิ ซ่ึงมีท้งั ชนิดท่ถี ือมือเดยี วและชนิดท่ตี ้องใช้สองมือช่วย
- เล่ือยตัดแต่งก่งิ
การดูแลบารุงรกั ษาสนามหญา้
สนามหญ้า เป็นองคป์ ระกอบท่สี าคัญของการจัดสวน ทาให้สวนสวยงาม ช่วยให้อาคาร
สถานท่ดี ูเด่นเป็นสง่า และให้ความเป็นระเบียบแก่สถานท่นี ้ัน ๆ
การดูแลสนามหญ้าเร่ิมต้งั แต่ปลูกจนกระทง่ั ต้งั ตัวและเจริญเติบโต มวี ิธกี ารดงั ต่อไปน้ี
การให้นา้ การขาดนา้ ในช่วงแรกจะทาให้หญ้าสนามไม่สามารถเจริญเตบิ โตได้ ดงั น้ันใน
ระหว่างช่วงสปั ดาห์แรกของการปลูกหญ้าจะต้องให้นา้ วันละหลาย ๆ คร้ัง โดยท่จี ะต้องคอยดูแล
54
ไม่ให้บริเวณน้ันแห้ง ในช่วงสปั ดาห์ท่สี องการให้นา้ จะลดลงเหลือเพียงวันละคร้ัง แต่ท้งั น้ีจะต้อง
คอยสงั เกตว่าแต่ละวันน้ันจะต้องให้นา้ เพ่ิมหรือไม่ ในสปั ดาห์ต่อ ๆ ไป การให้นา้ แต่ละคร้ัง
จะต้องให้ปริมาณนา้ ซึมลึกลงไปในดินมากข้ึน เพ่ือช่วยในการเจริญเตบิ โตของราก
สนามหญ้าท่มี กี ารเจริญเตบิ โตของหญ้าสนามดีแล้ว ความถ่ีของการให้นา้ จะลดน้อยลง
แต่ปริมาณนา้ ท่ใี ห้ต่อคร้ังจะมากข้นึ เพ่ือให้รากหย่งั ลึกลงไปในดนิ ดขี ้ึน ลดปัญหาการสะสมเกลือ
จากใต้ดิน ซ่ึงจะสง่ ผลกระทบต่อการเจริญเติบโต
การใสป่ ๋ ุย นอกจากการให้นา้ แก่สนามหญ้าแล้ว การใสป่ ๋ ุยให้แก่หญ้าสนามกเ็ ป็น
ส่งิ จาเป็น สนามหญ้าท่เี ร่ิมมกี ารเปล่ียนสเี ป็นสเี หลือง หากตรวจสอบแล้วไม่ใช้อาการท่เี กดิ จาก
สภาพของดนิ หรือโรครบกวน กแ็ สดงว่าสนามหญ้าเร่ิมขาดธาตอุ าหาร จาเป็นจะต้องมีการใส่ป๋ ุย
ซ่ึงป๋ ุยท่ใี ส่ให้กบั สนามหญ้า มที ้งั ป๋ ุยอนิ ทรีย์และป๋ ุยอนินทรีย์ ป๋ ุยอนิ ทรียจ์ ะเป็นป๋ ุยท่ใี ช้คร้ังแรก
ในขณะเตรียมดนิ กอ่ นปลูกหญ้า สว่ นป๋ ุยอนินทรียห์ รือป๋ ุยวิทยาศาสตร์ จะใช้เม่อื ต้องการให้หญ้า
สนามมีการเจริญเติบโต
การใสป่ ๋ ุยให้แกส่ นามหญ้า หญ้าสนามเป็นส่งิ มชี ีวิตเหมือนส่งิ มชี ีวิตอ่นื ๆ ซ่ึงต้องการ
อาหารและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ท่พี อเหมาะ การเลือกใช้ป๋ ุยท่ถี ูกต้อง ในปริมาณท่พี อเหมาะ
และให้ในเวลาท่ตี ้องการ จะทาให้ผลท่อี อกมามีประสทิ ธภิ าพสงู สดุ การใสป่ ๋ ุยให้กบั สนามหญ้าจะ
ให้ป๋ ุยสตู รท่มี ี N-P-K เพราะไนโตรเจน (N) จะช่วยในการเจริญเตบิ โตของก่งิ ก้านใบ ช่วยให้ใบ
มสี เี ขยี ว ส่วนฟอสฟอรัส (P) จะช่วยในการเจริญเตบิ โตของราก ทาให้เกดิ การแตกรากใหม่ของ
หญ้า (rhizome) ส่งผลให้เกดิ ต้นหญ้าใหม่ สาหรับโปแตสเซียม (K) ช่วยให้การเจริญเติบโตโดย
ทว่ั ๆ ไปดขี ้ึน ช่วยให้หญ้าสนามมีควาทนทาน แขง็ แรง ทนทานต่อสภาวะแห้งแล้ง หรือทนทาน
ต่อโรคได้
ป๋ ุยท่ใี ห้กบั สนามหญ้าจะให้ป๋ ุยสตู รใดน้ัน ข้นึ อยู่กบั ช่วงเวลาการเจริญเตบิ โต โดยทว่ั ๆ
ไป ป๋ ุยท่ใี ช้จะมีธาตุไนโตรเจนสงู กว่าธาตุอ่นื ๆ เช่น อาจให้ป๋ ุยสตู ร 30-10-20 เป็นต้น แต่
ในช่วงฤดูร้อนป๋ ุยท่ใี ห้ควรมธี าตฟุ อสฟอรัสสงู ข้ึน และในต่างประเทศช่วงฤดูหนาวป๋ ุยท่ใี ห้แก่
สนามหญ้าจะมธี าตโุ ปแตสเซียมสงู ข้ึน การให้ป๋ ุยแกส่ นามหญ้าจะให้เดือนละคร้ัง ภายหลังการใส่
ป๋ ุยจะต้องรดนา้ ตามทนั ทไี ม่ให้ป๋ ุยตกค้างอยู่บนใบหญ้า
การควบคุมโรคแมลงและวัชพืช หญ้าสนามกเ็ หมือนพืชอ่นื ๆ ย่อมมศี ัตรูต่าง ๆ
รบกวน ศัตรูชนิดแรกคอื วัชพืช พบมากในสนามหญ้าท่มี กี ารเตรียมพ้ืนท่ไี ม่ถูกต้อง วัชพืชท่ขี ้นึ
ในสนามหญ้ามที ้งั ชนิดใบแคบ เช่น หญ้าตนี ตกุ๊ แก หญ้าตนี กา แห้วหมู ฯลฯ และชนิดใบกว้าง
เช่น ผกั โขม บานไม่รู้โรยป่ า ไมยราพ ฯลฯ จะต้องคอยเอาใจใสข่ ุดออก ทนั ทที ่พี บเหน็ หากท้งิ
ไว้จะทาให้มกี ารเจริญเติบโตเบียดบังหญ้าสนาม ทาให้ความสวยงามของสนามหญ้าลดลง
55