The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานผลการปฏิบัติงาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nattanan.vannasuk, 2020-03-30 09:03:21

ครูผู้สอนยอดเยี่ยม OBEC AWARDS 2561

รายงานผลการปฏิบัติงาน

Keywords: OBEC





คานา

รายงานผลการปฏบิ ัติงานเพอื่ รับรางวัลทรงคุณค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) ปกี ารศกึ ษา 2561
ประเภทครูผ้สู อนยอดเยย่ี ม ด้านวตั กรรมและเทคโนโลยีเพ่ือการเรียนการสอน ระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาตอนต้น
กลุ่มสาระการเรียนร้ภู าษาไทย เป็นเอกสารทจ่ี ัดทาข้ึนสาหรับการประเมินการคัดเลือกเพือ่ ขอรับรางวลั
ทรงคุณค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) ของ ว่าที่รอ้ ยตรีณัฐธนัน วรรณสุข ตาแหนง่ ครู โรงเรยี นโนนสวุ รรณ
พทิ ยาคม รายละเอยี ดประกอบด้วย ขอ้ มลู ทว่ั ไปของผู้ขอรับการประเมิน คุณสมบัตเิ บ้อื งตน้ องค์ประกอบ
เฉพาะด้าน และองค์ประกอบทเ่ี ปน็ ตวั ชี้วัดร่วม ซงึ่ ได้นาเสนอรายละเอียดตามตัวช้ีวัด

หวังวา่ เอกสารเลม่ น้ี จะอานวยความสะดวกต่อการพิจารณาของคณะกรรมการประเมินใน
การคดั เลือกให้ได้รบั รางวลั ทรงคณุ ค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) ปีการศึกษา 2561 อยา่ งดยี งิ่ ครั้งนี้
จะเป็นการสร้างขวญั และกาลังใจให้ครมู ีพลังทจี่ ะร่วมพฒั นาการศึกษาของชาติให้มคี ุณภาพยิ่งขึน้ ต่อไป

(วา่ ทร่ี อ้ ยตรีณฐั ธนัน วรรณสขุ )
ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการ



คารบั รอง

รายงานผลการปฏิบตั งิ านเพ่ือรบั รางวลั ทรงคุณค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) ปกี ารศกึ ษา 2561
ประเภทครผู สู้ อนยอดเย่ียม ดา้ นนวัตกรรมและเทคโนโลยเี พอื่ การเรยี นการสอน ระดับชน้ั มัธยมศึกษา
ตอนต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เปน็ เอกสารทีจ่ ัดทาข้ึนสาหรับการประเมินการคัดเลือกเพ่ือขอรับ
รางวลั ทรงคณุ ค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) ของ ว่าทร่ี ้อยตรีณฐั ธนนั วรรณสุข ตาแหนง่ ครู โรงเรยี น
โนนสุวรรณพิทยาคม รายละเอยี ดประกอบด้วย ข้อมลู ท่ัวไปของผูข้ อรบั การประเมิน คุณสมบัตเิ บอ้ื งตน้
องคป์ ระกอบเฉพาะดา้ น และองคป์ ระกอบทเ่ี ป็นตัวช้วี ดั รว่ ม ซึง่ ไดน้ าเสนอรายละเอียดตามตัวชีว้ ดั ดงั ปรากฏ
ในเล่ม

ขอรบั รองว่า รายละเอียดทปี่ รากฏพร้อมทง้ั เอกสารหลักฐานดงั กลา่ วข้างตน้ เป็นผลงานทเ่ี กดิ จาก
การปฏิบัตงิ าน ของ วา่ ที่ร้อยตรีณฐั ธนนั วรรณสุข จริงทุกประการ

(นายราเมศน์ โสมแสน)
ตาแหน่ง ผูอ้ านวยการโรงเรียนโนนสุวรรณพิทยาคม
สานักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต32

สารบญั ค

เรอื่ ง หน้า
คานา ก
คารับรอง ข
สารบัญ ค
สารบัญภาพ จ
สารบัญตาราง ฉ
ชื่อรางวัลท่เี สนอขอ 1
คุณสมบัตเิ บ้ืองตน้ ผขู้ อรับการประเมิน 2
การประเมนิ ตวั ชี้วดั เฉพาะ
18
องค์ประกอบที่ 1 คณุ ภาพ 18
1. คุณลกั ษณะของนวตั กรรม 24
2. คณุ ภาพขององค์ประกอบในนวัตกรรม 27
3. การออกแบบนวตั กรรม 45
4. ประสทิ ธภิ าพของนวตั กรรม
55
องค์ประกอบท่ี 2 คณุ ประโยชน์ 58
1. ความสามารถในการแก้ปญั หาหรอื พัฒนา 58
2. ประโยชน์ตอ่ บคุ คล
3. ประโยชนต์ อ่ หน่วยงาน 59
59
องค์ประกอบที่ 3 ความคดิ ริเริ่มสรา้ งสรรค์
1. ความแปลกใหม่ของนวัตกรรม 61
2. จุดเด่นของนวัตกรรม 61
66
การประเมินตัวชี้วดั ร่วม 66
องค์ประกอบที่ 1 ผลที่เกิดกับผเู้ รยี น 66
1. ผลที่เกดิ กับผ้เู รียน 68
1.1 ด้านคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
1.2 ผลงาน/ชิน้ งาน/ภาระงาน/ผลการปฏบิ ัตงิ าน 69
1.3 การเผยแพรผ่ ลงานนักเรียน 72
1.4 การได้รับรางวัล/ยกยอ่ งเชดิ ชู
องคป์ ระกอบที่ 2 ผลการพัฒนาตนเอง
1. เปน็ แบบอยา่ งและเปน็ ท่ยี อมรบั จากบุคคลอ่นื ๆ
2. พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

สารบญั (ตอ่ ) ง

เรอื่ ง หน้า
องคป์ ระกอบท่ี 3 การดาเนินงาน / ผลงานทเ่ี ป็นเลศิ 75
76
1. การนาองคค์ วามรจู้ ากการไดร้ บั การพฒั นา หรือการพัฒนาตนเองไปใชป้ ระโยชน์ 77
2. การแกป้ ญั หา/การพฒั นาผู้เรยี น

ภาคผนวก



สารบญั ภาพ

เร่อื ง หน้า
ภาพท่ี 1 ภาพกจิ กรรมทที่ าร่วมกบั ผรู้ ว่ มงานในโรงเรยี น 5
ภาพท่ี 2 ภาพเย่ียมบ้านนักเรียนและการประชมุ ผูป้ กครอง 6
ภาพที่ 3 ภาพกจิ กรรมท่ที ารว่ มกบั ชุมชน 7
ภาพท่ี 4 ภาพเอกสารเผยแพร่ผลงานและหนงั สอื ตอบรับ 11
ภาพที่ 5 ภาพการไดร้ บั เชิญเป็นวทิ ยากรบรรยายในโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ 14
ภาพท่ี 6 ภาพการแสดงผลงานและนทิ รรศการระดับชาติ 15
ภาพที่ 7 ภาพการประชมุ วิทยากรแกนนาโครงการเร่งรดั คุณภาพการอา่ นรูเ้ รอื่ งและสื่อสารได้ 16
ภาพท่ี 8 ภาพปกงานเขียนแสดงผลงานท่เี กยี่ วข้องกบั การจัดการเรียนการสอน 17
ภาพที่ 9 ภาพโมเดล 7 ขนั้ ตอนวิธกี ารจัดการเรียนรู้ สสู่ มรรถนะ PISA 20
ภาพที่ 10 ภาพการเปน็ วทิ ยากรโครงการอา่ นรูเ้ รอ่ื งและส่ือสารได้ ตามแนว PISA 56
ภาพที่ 11 ภาพการบูรณาการกบั คา่ ยรักษ์ภาษาไทย ฐานท่ี 8 PISA อ่านรู้เรื่อง 57
ภาพที่ 12 ภาพการแข่งขันงานศิลปะหัตกรรมนักเรียน ระดบั ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ 65
ภาพที่ 13 ภาพงานนิทรรศการ Open House “เปิดบ้านวิชาการ เปิดประตูสู่ น.ว.พ.” 66
ภาพท่ี 14 ภาพงานแสดงผลงานหนึ่งโครงงานหน่ึงอาชีพ 67
ภาพท่ี 15 ภาพออกรายการพุธเชา้ ขา่ ว สพฐ. ผลการปฏิบัติที่เปน็ เลศิ (Best Practice) DLIT 76
ภาพท่ี 16 ภาพเกียรติบัตรวทิ ยากรโครงการเร่งรดั คุณภาพการอา่ นรู้เรื่องและส่ือสารได้ 68
ภาพท่ี 17 ภาพการทาบุญตักบาตรในวันสาคญั ทางพระพทุ ธศาสนาและการสวดมนต์ขา้ มปี 69
ภาพท่ี 18 ภาพเกียรตบิ ตั รครูดไี ม่มอี บายมุข 69
ภาพที่ 19 ภาพการดารงชีวติ ตามหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการปลูกผกั กินเอง 70
ภาพที่ 20 ภาพการรบั รางวัลครผู สู้ อนดเี ดน่ เนื่องในวันครู ปี 2560 และปี 2562 70
ภาพที่ 21 ภาพการรับรางวัลครูผมู้ ผี ลการปฏิบตั ิงานดีเด่น ปกี ารศึกษา 2557 และปี 2560 70
ภาพที่ 22 ภาพการรบั รางวัลครูดีของแผ่นดิน รองชนะเลศิ ระดับชาติ ปี 2560 71
ภาพที่ 23 ภาพการรบั เกยี รติบตั รกลุม่ เครือข่ายครูดขี องแผน่ ดิน ปี 2560 71
ภาพที่ 24 ภาพเกยี รติบตั รรางวลั ผใู้ ชภ้ าษาไทยดเี ดน่ เนื่องในวนั ภาษาไทยแหง่ ชาติ 71
ภาพที่ 25 ภาพการพัฒนาตนเองด้านวชิ าชพี เช่น การอบรม สมั มนา และศึกษาดงู าน 74



สารบญั ตาราง

เรอื่ ง หน้า
ตารางท่ี 1 แสดงคุณวฒุ ทิ างการศึกษา 2
ตารางท่ี 2 แสดงประวตั กิ ารรับราชการ 2
ตารางที่ 3 แสดงสรุปการลา ระหว่างปีการศึกษา 2559 – 2561 8
ตารางที่ 4 แสดงช้นั /ระดับ กลุ่มสาระการเรียนรู้ หรอื รายวิชาทสี่ อน ปีการศกึ ษา 2561 8
ตารางที่ 5 แสดงรางวัลยกย่องเชดิ ชเู กียรติจากหนว่ ยงานภาครัฐ/เอกชน 11
ตารางท่ี 6 แสดงการเป็นวิทยากรบรรยายหัวขอ้ ท่ีตรงกบั ภารกิจ/งานท่ไี ดร้ บั มอบหมาย 12
ตารางที่ 7 แสดงงานเขยี นแสดงผลงานที่เกยี่ วขอ้ งกบั การจดั การเรยี นการสอน 17
ตารางที่ 8 แสดงผลการทดสอบการศึกษาระดับชาติ (O-NET) ระหว่างปีการศกึ ษา 2558-2560 25

ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นโนนสุวรรณพิทยาคม 42
ตารางที่ 9 แสดงความสอดคลอ้ งตามแนวคดิ ทฤษฎที ่ีกาหนด 44
ตารางที่ 10 แสดงความสอดคล้องกบั แนวคดิ ทฤษฎี โมเดล 7 ขน้ั ตอนการจัดการเรยี นรู้
57
ส่สู มรรถนะของ PISA
ตารางที่ 11 แสดงผลการทดสอบการรู้เร่ืองการอ่าน (Reading Literacy) ตามแนวทางการ 62

ประเมินผลนักเรียนนานาชาติ PISA ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 63
ตารางที่ 12 แสดงผลการประเมนิ คุณภาพภายนอกรอบสาม โรงเรยี นโนนสุวรรณพิทยาคม 64
65
จาแนกตามกลมุ่ ตวั บ่งช้ี ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน : มัธยมศกึ ษา 72
ตารางที่ 13 แสดงขอ้ มูลนกั เรยี นไดร้ บั รางวัล ระดับเขต/จงั หวัด
ตารางที่ 14 แสดงข้อมลู นักเรียนไดร้ บั รางวัล ระดับภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ
ตารางท่ี 15 แสดงข้อมลู นักเรียนไดร้ บั รางวัล ระดบั ชาต/ิ นานาชาติ
ตารางที่ 16 แสดงการพฒั นาตนเองดา้ นวิชาชพี

1

รายงานผลการปฏบิ ัตงิ านของตนเอง (Self report)
เพื่อขอรับรางวลั ทรงคณุ ค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) ปกี ารศึกษา 2561

กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น
ดา้ นนวตั กรรมและเทคโนโลยเี พ่ือการเรียนการสอน

1. ชอ่ื รางวลั ทเี่ สนอขอ ครูผสู้ อนยอดเยี่ยม

ชือ่ ว่าท่รี ้อยตรณี ฐั ธนนั นามสกลุ วรรณสุข

ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการ

โรงเรยี นโนนสุวรรณพิทยาคม อาเภอโนนสวุ รรณ จังหวดั บุรีรัมย์

สงั กัดสานักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 32

ประเภท  บุคคลยอดเยีย่ ม

สงั กดั  สานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษา

 สานักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษามธั ยมศึกษา

ด้าน  ดา้ นวชิ าการยอดเย่ียม

 ดา้ นบริหารจัดการยอดเย่ียม

 ดา้ นนวตั กรรมและเทคโนโลยีเพอื่ การเรียนการสอนยอดเยย่ี ม

ระดับ  ประถมศึกษา

 มัธยมศกึ ษาตอนตน้

 มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

กล่มุ สาระการเรียนรู้

 ภาษาไทย  คณติ ศาสตร์

 วทิ ยาศาสตร์  สงั คมศกึ ษา

 ศิลปะ  สุขศกึ ษาและพลศึกษา

 ภาษาต่างประเทศ  การงานอาชีพและเทคโนโลยี

 บรู ณาการ

กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี น

 กจิ กรรมแนะแนว

 กิจกรมนกั เรยี น(ระบุ ลูกเสือ เนตรนารี ยวุ กาชาด ผูบ้ าเพ็ญประโยชน์

นักศึกษาวชิ าทหาร กจิ กรรมชมุ นมุ ชมรม)

 กิจกรรมเพื่อสงั คมและสาธารณประโยชน์

2

2. คุณสมบตั ิเบ้ืองต้นผูข้ อรบั การประเมนิ

2.1 ดารงตาแหนง่ ครู สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พื้นฐาน

ชื่อ วา่ ที่ร้อยตรณี ฐั ธนนั นามสกุล วรรณสขุ อายุ 31 ปี

ดารงตาแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ครชู านาญการ ตาแหน่งเลขท่ี 121111

สถานศกึ ษา/หนว่ ยงาน โรงเรยี นโนนสวุ รรณพทิ ยาคม อาเภอโนนสวุ รรณ จงั หวัดบุรรี มั ย์

สานักงาน เขตพ้นื ที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 32 สังกดั สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน

รบั เงนิ เดือนในอนั ดับ ค.ศ.2 ข้ัน 25,930 บาท

คุณวฒุ ทิ างการศกึ ษา

ตารางที่ 1 แสดงคณุ วฒุ ทิ างการศกึ ษา

วุฒกิ ารศึกษา วชิ าเอก/โทสาขา ปที ่ีสาเร็จการศกึ ษา สถาบนั การศกึ ษา

ค.บ. ภาษาไทย พ.ศ.2554 มหาวทิ ยาลัยราชภฏั บุรรี มั ย์

ศษ.ม. การสอนภาษาไทย พ.ศ.2556 มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง

2.2 ปฏิบัติหนา้ ทใี่ นการจัดการเรยี นการสอนในตาแหนง่ ไม่นอ้ ยกว่า 2 ปี นับถงึ วันท่ีย่นื คาขอรับ

การประเมนิ ประวัตกิ ารสอนภาษาไทย

2.2.1 เร่ิมสอนภาษาไทยคร้ังแรก เมือ่ วันท่ี 22 เดอื นมิถนุ ายน พ.ศ.2554 ในระดับช้นั

มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 5 สถานศกึ ษา โรงเรยี นเสงิ สาง ตาบลเสิงสาง อาเภอเสิงสาง จงั หวดั

นครราชสมี า สังกดั สานักงานเขตพนื้ ที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 31

2.2.2 ปจั จบุ ันสอนอยรู่ ะดบั ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 5 และช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6

สถานศกึ ษา โรงเรยี นโนนสุวรรณพิทยาคม อาเภอโนนสวุ รรณ จงั หวดั บุรรี มั ย์ รหัสไปรษณีย์ 31110

โทรศัพท์ 044-607150 โทรสาร 044-607151

2.2.3 สอนภาษาไทยตอ่ เน่ืองกนั เป็นเวลา 7 ปี 8 เดอื น

ตารางที่ 2 แสดงประวัตกิ ารรับราชการ

วัน/เดือน/ปี ตาแหนง่ สอนชัน้ /ระดับ สถานทท่ี างาน

22 มิถนุ ายน 2554 ครผู ชู้ ่วย ม.3 , ม.5 โรงเรียนเสงิ สาง สพม.31

24 ตุลาคม 2555 ครผู ชู้ ่วย ม.3 , ม.5 โรงเรียนโนนสุวรรณพทิ ยาคม สพม.32

22 มถิ นุ ายน 2556 ครู ม.5 , ม.6 โรงเรียนโนนสุวรรณพิทยาคม สพม.32

ปัจจบุ ัน ครชู านาญการ ม.3 , ม.5 , ม.6 โรงเรียนโนนสุวรรณพิทยาคม สพม.32

2.3 เปน็ ผู้ไม่เคยถกู ลงโทษทางวินัย (ขอรับรองวา่ ข้าพเจ้าเป็นผ้ไู มเ่ คยถูกลงโทษทางวินยั )

ต้งั แตร่ บั ราชการมา ระยะเวลา 7 ปี 8 เดอื น ได้ปฏิบตั ติ นตามระเบยี บวินยั ของทางราชการ

ดารงตนอยูบ่ นจรรยาบรรณวชิ าชีพอย่างเคร่งครัด ได้รบั ความไว้วางใจจากผ้บู ริหาร เพอ่ื นครู และนักเรยี น โดย

ได้รบั แต่งต้ังใหเ้ ปน็ หัวหนา้ งานตา่ ง ๆ ไม่เคยกระทาความผดิ อันก่อใหเ้ กิดการถูกลงโทษทางวินยั

3

2.4 มีความประพฤติในการครองตน ครองคน ครองงาน เป็นแบบอย่างท่ีดแี ละยอมรับของบคุ คลในวชิ าชีพ
2.4.1 การครองตน (มีคณุ ธรรม จริยธรรมทีพ่ งึ ประสงค)์
ขา้ พเจ้าประพฤตปิ ฏิบตั ิตนบนพ้นื ฐานของวฒั นธรรมไทย มวี ินยั และรับผดิ ชอบตอ่ การ

กระทาของตนเอง ประพฤตปิ ฏิบัตติ นเป็นผู้มีจรรยามารยาทท่งี ดงาม เปน็ แบบอย่างใหแ้ กค่ รอบครวั เพ่ือน
ร่วมงานและศิษย์ ทั้งด้านกาย วาจาและใจ มบี คุ ลิกภาพทีเ่ หมาะสม รู้จักกาลเทศะ ส่งผลใหข้ า้ พเจ้าเปน็ ท่รี กั ของ
ครอบครวั ชุมชน เพ่ือนรว่ มงานและศิษย์ จนได้รับการยอมรบั จากสาธารณชน สถานศกึ ษาและหน่วยงาน ดงั น้ี

- ไดร้ บั รางวัลนสิ ติ /นกั ศึกษาแหง่ ชาติ ระดบั ดีมาก จากสภาคณบดีคณะครศุ าสตร์/
ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ปี 2554

- ได้รับรางวัล “ผทู้ ีม่ ผี ลการปฏิบัตงิ าน ประพฤติตนตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณ
วชิ าชีพครูดเี ด่น” ประจาปกี ารศกึ ษา 2556 จากสมาคมผู้บริหารโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาจังหวดั บุรรี มั ย์

- ไดร้ บั โล่ประกาศเกยี รติคุณบคุ คลและองคก์ รที่มีผลงานยอดเย่ียมและดเี ดน่ ในการปูองกันและ
แกไ้ ขปัญหายาเสพตดิ โดยสานกั งานคณะกรรมการปอู งกนั และปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กระทรวงยุติธรรม

- ไดร้ ับเกยี รตบิ ตั ร “ครูดีไม่มีอบายมุข” โดยคุรุสภา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ปี 2557
- ได้รบั การประเมินให้ไดร้ บั รางวัลครผู ู้เปน็ แบบอยา่ งด้านการใชภ้ าษาไทยได้อย่างถูกตอ้ ง
จากโรงเรียนโนนสุวรรณพิทยาคม ปกี ารศกึ ษา 2558
- ไดร้ ับรางวัลครผู ู้สอนดีเดน่ ประจาปี 2560 เนอื่ งในวันครู จากสานกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษา
ประถมศึกษาบรุ รี มั ย์ เขต 3 กลุ่มพฒั นาการศึกษาอาเภอโนนสวุ รรณ
- ได้รับรางวลั เครอื ข่ายครดู ขี องแผ่นดิน รองชนะเลศิ ระดับชาติ โดย ฯพณฯ พลเอกสรุ ยุทธ์ จุฬานนท์
องคมนตรี ปี 2560
- ได้รับรางวลั ผ้ใู ชภ้ าษาไทยดีเดน่ ประจาปี 2560 เนื่องในวนั ภาษาไทยแห่งชาติ
จากกรมสง่ เสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
- ได้รบั รางวลั “ผ้ทู มี่ ผี ลการปฏิบัติงาน ประพฤติตนตามมาตรฐานวชิ าชีพและจรรยาบรรณ
วิชาชพี ครูดีเด่น” ประจาปกี ารศกึ ษา 2560 จากสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมธั ยมศึกษาจงั หวัดบุรรี ัมย์
- ได้รบั เกียรติบตั รครูผู้ฝึกซ้อมนกั เรยี นรางวัลเหรยี ญทอง การขบั รอ้ งเพลงไทยลุกทุ่ง
ประเภทบกพรอ่ งทางการเรียนรู้ ระดับชั้น ม.1-3 งานมหกรรมความสามารถทางศิลปหตั ถกรรม วิชาการและ
เทคโนโลยขี องนักเรยี น ระดบั ชาติ ปีการศกึ ษา 2561
- ได้รับรางวัลครผู สู้ อนดเี ดน่ ประจาปี 2562 เน่ืองในวันครู จากสานักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษา
ประถมศกึ ษาบรุ รี มั ย์ เขต 3 กลุม่ พฒั นาการศกึ ษาอาเภอโนนสุวรรณ
และมีความตรงต่อเวลามาปฏิบัตริ าชการก่อนเวลาและกลบั หลังเวลาราชการ ไม่ทากจิ เพ่ือ
ประโยชน์สว่ นตนในเวลาราชการ รวมทั้งการเสียสละเวลาสว่ นตัวในการแกป้ ญั หาดา้ นการเรียนใหก้ บั นักเรียน
และสอนเพิ่มเติมหลังเลกิ เรยี นเพอ่ื ใหน้ ักเรยี นเตรยี มความพร้อมในการสอบเขา้ ศึกษาต่อระดบั อดุ มศึกษา มีความ
อดทน อดกล้นั ต่อความเหนื่อยยากขณะปฏิบตั ิราชการ เออ้ื เฟื้อเผื่อแผ่และมุง่ มั่นทาประโยชน์เพอื่ ส่วนรวม ให้
ความชว่ ยเหลือผู้อ่ืนเมื่อมีโอกาส มีความรักความสามคั คใี นองค์กร มคี วามละอายและเกรงกลวั ตอ่ การทาชว่ั ไม่

4

ยุง่ เกีย่ วกับยาเสพติดและอบายมขุ ตา่ ง ๆ มรี ะเบยี บวินัย ประพฤติตนอยู่บนพน้ื ฐานของข้อกาหนดของ
สถานศกึ ษา สังคม แลกฎหมาย ตลอดจนการสร้างนิสัยรักการอา่ น รู้เท่าทันการพฒั นาการทางวิทยาการ
เศรษฐกจิ สงั คมและการเมืองอยู่เสมอ นอกจากน้ีประพฤติตน ร่วมกิจกรรมที่แสดงออกถึงความรักและภักดตี อ่
สถาบนั ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์ ทั้งของชุมชนและสถานศึกษาจดั ข้นึ ตลอดถึงการอนุรกั ษว์ ัฒนธรรม
ประเพณอี ันดีงามของทอ้ งถ่นิ โดยการเข้ารว่ มเปน็ ส่วนหน่งึ ในคณะกรรมการจัดงานและเขา้ ร่วมประเพณีต่าง ๆ
ของทอ้ งถนิ่ เขา้ ร่วมกิจกรรมทางศาสนาในฐานะพทุ ธศาสนิกชนทีด่ ี อยา่ งสมา่ เสมอ

2.4.2 การครองคน เป็นแบบอย่างท่ีดีและยอมรบั ของบุคคลในวิชาชพี และสงั คม (ทางานร่วมกับ
ผอู้ นื่ ไดด้ ี เป็นที่ยอมรับรักใคร่ของศษิ ย์ ผ้รู ่วมงาน)

2.4.2.1 กจิ กรรมท่ีทาร่วมกับผูร้ ่วมงานในโรงเรียน ขา้ พเจ้าไดป้ ระกอบวชิ าชพี ครูด้วยความ
รักและความศรทั ธา สง่ ผลใหไ้ ด้รบั การยอมรบั รักใคร่ของศิษย์ และเปน็ แบบอย่างในการปฏบิ ัตติ นของผรู้ ว่ ม
ประกอบวิชาชพี โดยไดท้ ากจิ กรรมร่วมกับโรงเรยี นดงั น้ี

1) กิจกรรมสง่ เสรมิ คุณธรรมและจริยธรรม ด้วยการสวดมนต์ไหว้พระ การทาบุญ
ไหว้พระ การนั่งสมาธิ

2) กจิ กรรมสง่ เสริมระเบยี บวนิ ัย ได้แก่ การเดินแถวเขา้ ช้นั เรยี น
3) กจิ กรรมการปฐมนิเทศ
4) กจิ กรรมวนั ไหว้ครู
5) กิจกรรมวันภาษาไทยแห่งชาติและวันสุนทรภู่
6) กจิ กรรมรณรงค์และต่อต้านยาเสพติด
7) กจิ กรรมการแขง่ ขันกีฬาสีในโรงเรียน
8) กจิ กรรมวันสาคญั เชน่ วนั เขา้ พรรษา วันอาสาฬหบชู า เปน็ ตน้
9) กิจกรรมวนั เด็กแหง่ ชาติ
10) กจิ กรรมทัศนศึกษาของนักเรียน
11) กจิ กรรมวนั วทิ ยาศาสตรแ์ หง่ ชาติ
12) กิจกรรมปจั ฉมิ นเิ ทศ
13) กิจกรรมการจดั ค่ายรกั ษ์ภาษาไทย
14) กิจกรรมเข้าคา่ ยลกู เสือ-ยวุ กาชาด
นอกจากการร่วมกจิ กรรมในโรงเรยี นแลว้ ขา้ พเจ้ายังมโี อกาสได้ร่วมกิจกรรมนอกโรงเรียน อาทิ เช่น
การอบรม ศกึ ษาดงู าน การนาเสนอผลงาน การให้คาปรึกษาในการทาผลงานทางวิชาการของเพื่อนครู เชน่
เปน็ ผเู้ ชยี่ วชาญให้คาปรกึ ษาการทาการศึกษาค้นคว้าอสิ ระของนกั ศึกษาหลักสตู รบัณฑติ ศึกษาของเพอ่ื นครู
เป็นต้น และรบั ผดิ ชอบในหน้าทีง่ านพิเศษอ่นื จนประสบผลสาเรจ็ ดังน้ี
- หัวหนา้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สามารถยกระดบั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทยและยกระดับผลการประเมินระดบั ชาติ (O-NET) ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 6
เพม่ิ ขน้ึ 3 ปกี ารศกึ ษาตดิ ต่อกนั (ปี 2555-2557) และสูงกวา่ ระดับประเทศ ปกี ารศกึ ษา 2559

5
- งานพธิ กี ร/พิธีการ ทาหน้าท่ีในงานพิธีต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย เช่น พิธกี ร
งานวนั ครูอาเภอโนนสวุ รรณ พิธีกรงานสบื สานประเพณีของดีโนนสุวรรณ พิธกี รงานวนั เฉลิมพระชนมพรรษา
เปน็ ตน้
- หวั หน้างานประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา โดยเปน็ คณะกรรมการ
ในการวางแผนและดาเนินงานการประกนั คณุ ภาพภายในสถานศึกษา และการประกันคุณภาพภายนอก จาก
สมศ.รอบ 4
- งานโครงการพเิ ศษของโรงเรียน เช่น โครงการงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
ไดร้ บั ปาู ยสนองพระราชดาริ โครงการอนุรกั ษ์พนั ธุกรรมพืช ในสมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ภาพที่ 1 กจิ กรรมที่ทาร่วมกับผู้รว่ มงานในโรงเรยี น

6
2.4.2.2 จัดกจิ กรรมตามระบบดูแลชว่ ยเหลือนกั เรียน

ข้าพเจา้ ได้ปฏิบัตงิ านในการดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี นตามขอบขา่ ยหนา้ ท่ีท่ีได้รับผิดชอบ ดงั น้ี
- เป็นครูทป่ี รึกษานักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1/2 ทาหนา้ ท่ใี นการดูแลเร่ืองระเบยี บวินัยและ
ความประพฤติของนักเรียน วางแผนในการจัดกิจกรรมในคาบประชุมระดับเพื่อพัฒนาดา้ นพฤติกรรมเชงิ บวก
ใหก้ บั ผเู้ รยี นรวมถงึ การประชุมระดบั กบั คณะครูทป่ี รกึ ษาในการพจิ ารณาชว่ ยเหลือนกั เรียนทีม่ ปี ญั หาดา้ น
เศรษฐกิจ และปัญหาดา้ นการเรยี น กลมุ่ ทมี่ ีปญั หาต้องได้รับการแก้ไข และกลุ่มเสีย่ งทีต่ ้องไดร้ ับการดูแลเฝาู ระวงั

ภาพที่ 2 การเยี่ยมบ้านนักเรยี นและการประชุมผู้ปกครอง
2.4.2.3 กิจกรรมรว่ มกบั ชมุ ชน

ขา้ พเจา้ ได้ให้ความร่วมมือ ชว่ ยเหลือในกิจกรรม งานโครงการตา่ ง ๆ ทโ่ี รงเรยี นโนนสวุ รรณ
พทิ ยาคม หนว่ ยงานต้นสงั กดั อาเภอ ชุมชนจดั ขนึ้ โดยปฏิบัติอย่างเต็มกาลงั ความสามารถให้สาเร็จลลุ ่วงตาม
วัตถปุ ระสงค์ ให้ความชว่ ยเหลอื เพื่อนร่วมงานอยา่ งเต็มกาลังความสามารถ เหน็ ประโยชนส์ ว่ นรวมมากกว่า
ประโยชน์สว่ นตน กล่าวคือ เมอ่ื หน่วยงานอื่นขอความช่วยเหลือกจ็ ะใหค้ วามชว่ ยเหลือเพื่อรักษาเกยี รติแหง่
วชิ าชีพครแู ละพยายามปฏบิ ัติหนา้ ที่อย่างดีที่สุดเพื่อรกั ษาชื่อเสยี งของโรงเรียนโนนสวุ รรณพิทยาคม เชน่
การเปน็ คณะกรรมการฝ่ายพิธกี รงานสืบสานประเพณี “ของดีโนนสุวรรณ” ประจาปี 2556-2561
เป็นคณะกรรมการฝ่ายพิธกี รการประกวดธดิ าชาวสวนอาเภอโนนสวุ รรณ ประจาปี 2559-2560
เปน็ คณะกรรมการตัดสินการประกวดขบั รอ้ งสรภญั ญะ ประจาปี 2556 ของเทศบาลตาบลโนนสุวรรณ
รว่ มงานฌาปนกจิ ศพ การออกเสยี งประชามติ การบริจาคโลหติ การบาเพ็ญประโยชน์ต่อชมุ ชน เป็นต้น
ปฏบิ ตั ิหนา้ ทีใ่ นนามของโรงเรียนโนนสุวรรณพิทยาคม การมบี ทบาทในการวางแผนงานและเขา้ รว่ มกิจกรรม
วันสาคัญของชุมชน ซง่ึ ขา้ พเจ้าได้ใช้ทักษะภาษาไทย ด้านการพูด ให้ความรว่ มมือและสนับสนุนงานของชมุ ชน

7
ภาพที่ 3 กิจกรรมทีท่ าร่วมกับชมุ ชน

8

2.4.3 การครองงาน

2.4.3.1 ไมเ่ คยขาดงาน ข้าพเจ้ามคี วามรับผิดชอบต่อหนา้ ท่ีทางวชิ าชีพ ปฏิบตั ิดว้ ยความ

เสียสละ อุทศิ ตนในหน้าท่ีอย่างเตม็ ความสามารถ ปฏิบตั หิ น้าทีด่ ้วยความซื่อสัตย์สจุ รติ วิริยะอุตสาหะ มีความ

รบั ผิดชอบ มีวินัยในตนเอง ขยนั มุง่ มนั่ อทุ ิศตนในการสอนและพฒั นาผเู้ รยี นให้เปน็ ไปตามเปูาหมายของ

หลกั สตู ร ปฏิบัติตนตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ หนว่ ยงานทางการศึกษา และนโยบายของ

สถานศึกษาอยา่ งเครง่ ครัด ปฏิบตั ิตามคาสั่งของผบู้ งั คบั บัญชาทงั้ เป็นลายลักษณอ์ ักษรและดว้ ยวาจา ซึ่งส่ังใน

หนา้ ทโี่ ดยชอบดว้ ยกฎหมายอยา่ งเคร่งครดั โดยมีผลงานเป็นทีป่ ระจักษ์ ตรงตอ่ เวลาและอทุ ิศตนตอ่ งานทั้งใน

เวลาราชการและนอกเวลาราชการอยเู่ สมอ ทุม่ เทเวลาใหก้ ับการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน การพฒั นางาน

อยา่ งเต็มความสามารถสม่าเสมอจนเปน็ นิสยั

2.4.3.2 ลากิจไมเ่ กนิ 2 คร้ัง /ภาคเรียน และไม่เกิน 4 ครั้ง / ปกี ารศึกษา

ตารางที่ 3 แสดงสรุปการลา ระหวา่ งปีการศึกษา 2559 – 2561

ปกี ารศึกษา ลาปว่ ย (ครั้ง/วัน) ลากจิ (คร้ัง/วนั รวม (ครง้ั /วนั )

2559 - - 0

2560 - - 0

2561 - 1/1 1/1

2.4.3.3 มีชั่วโมงสอนตามเกณฑ์ท่ี ก.ค.ศ. กาหนด
ข้าพเจา้ ไดร้ บั มอบหมายให้สอน จานวน 22 ช่ัวโมง/สปั ดาห์

ตารางที่ 4 แสดงชั้น/ระดับ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ หรือรายวชิ าทส่ี อน ปกี ารศึกษา 2561

ที่ รายวชิ า รหสั วชิ า ระดับช้นั จานวนนักเรยี น จานวนชว่ั โมง/
สัปดาห์
1 ภาษาไทย 6 ท23102 ม.3/1 40 3
ม.5 71 6
2 ภาษาไทย 5 ท32102 ม.6 82 6
ม.1 156 1
3 ภาษาไทย 6 ท33102 ม.4-6 19 1
ม.1-6 720 1
4 ลกู เสือ-เนตรนารี ม.1-3 15 2
ม.3/1 40 1
5 ชมุ นมุ นกั ศึกษาวิชาทหาร ม.1-6 720 1
22
6 สวดมนต์

7 กจิ กรรมลดเวลาเรยี นเพิ่มเวลารู้

8 สอนซ่อมเสรมิ

9 กิจกรรมกีฬา

รวม

9

2.4.3.4 มีผลงาน ดงั น้ี
1) มีแผนการจัดการเรยี นรู้ท่เี น้นผูเ้ รยี นเปน็ สาคัญเป็นปัจจุบัน และครบชั่วโมงสอน

ตลอดปกี ารศกึ ษา
ข้าพเจา้ ไดจ้ ดั การเรยี นรเู้ น้นผูเ้ รียนเปน็ สาคญั โดยการวิเคราะห์หลักสูตร

วิเคราะหม์ าตรฐานการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากมาตรฐานการเรียนรู้ วเิ คราะห์บริบทของ
ชุมชน บริบทของโรงเรยี น และวเิ คราะห์ผู้เรยี นเปน็ รายบุคคล จัดทาหน่วยการเรยี นรใู้ ห้สอดคล้องกบั
ธรรมชาตกิ ารเรียนรู้ของนกั เรียน กาหนดจานวนหน่วยการเรียนรู้ ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ยอ่ ย
และจานวนช่วั โมง จัดทาแผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญการดาเนินการสอนมงุ่ ใหเ้ ด็กมีส่วนร่วม
ในการทากิจกรรมดว้ ยตนเองมากทส่ี ดุ ผา่ นกระบวนการกลุ่มการแสวงหาความรู้หลากหลายเน้นทักษะการ
ปฏบิ ตั ทิ ้ังในเวลาเรยี นและนอกเวลาเรยี นมุง่ เนน้ พฒั นาคุณธรรม และจริยธรรม เรยี นรู้แบบบูรณาการมุ่งพัฒนา
ใหเ้ ด็กเกิดปญั ญา มีความสขุ

การวดั และประเมินพัฒนาการ ได้ดาเนินการวัดและประเมนิ พฒั นาการตาม
สภาพจริง โดยได้สรา้ งเคร่ืองมือวัด ได้แก่ แบบสังเกต แบบสงั เกตพฤติกรรม ได้วิเคราะหเ์ ด็กรายบุคคล
รว่ มกบั การใชบ้ ันทึก การสนทนา แบบบนั ทึกพฒั นาการรายบคุ คล แบบสารวจตนเอง ซง่ึ มีความ
หลากหลายสามารถนาไปใช้วัด และประเมินความพร้อมให้สอดคลอ้ งกบั ที่กาหนดไว้ ทาใหท้ ราบผลการเรยี นรู้
สะทอ้ นถงึ การเรยี นของนักเรียน และผลการจัดประสบการณ์ของครู นาผลดงั กล่าวท่ีได้ ไปปรบั ปรงุ การเรียน
การสอน

การรายงานผล ต่อเด็ก ผู้ปกครองและผูบ้ รหิ ารสถานศึกษา ไดด้ าเนนิ การ
วิเคราะห์สรปุ ผลการวดั และประเมินความพร้อมทุกภาคเรยี น แจง้ ให้เดก็ ทราบ เพ่ือจะได้นาไปเปน็ ข้อมลู พัฒนา
ตนเองและปรับปรงุ วธิ กี ารเรียนรูใ้ ห้ดขี ึ้นแลว้ มอบข้อมูลสารสนเทศของผลการเรียนรแู้ ก่ผู้ปกครอง ได้ทราบผล
การเรยี นของ บตุ รหลาน ซง่ึ เปน็ วธิ กี ารทดี่ ี ท่ีทาใหผ้ ู้ปกครองได้ร่วมมอื กบั โรงเรยี นในการดแู ลเอาใจใสแ่ ละ
รว่ มพฒั นาการเรยี นร้ใู ห้กับเด็ก นอกจากน้ยี งั ได้รายงานผลการจดั กจิ กรรมการเรียนรใู้ ห้ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
รบั ทราบ เพื่อนาไปเป็นขอ้ มลู กาหนดนโยบายและหาแนวทางพฒั นาครู เพอ่ื วางแผนการจดั การศกึ ษาของ
โรงเรยี นใหม้ ีคณุ ภาพต่อไป

2.5 มีผลงานทีเ่ กดิ จากการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา
1. มผี ลการประเมินมาตรฐานที่ 10 มาตรฐานการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน พ.ศ.2550 อยู่ในระดับดี
สรปุ ผลการประเมนิ คณุ ภาพภายนอกรอบสาม โรงเรยี นโนนสวุ รรณพิทยาคม จาแนกตามกลมุ่

ตัวบง่ ช้ี ระดับการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน : มธั ยมศกึ ษา มผี ลการประเมนิ มาตรฐานท่ี 10 มาตรฐานการศกึ ษาขนั้
พืน้ ฐาน พ.ศ.2550 อยู่ในระดบั ดมี าก

2. มงี านวจิ ัยในชัน้ เรยี นที่สาเรจ็ ท่เี ผยแพรแ่ ล้ว
การค้นคว้า วิจัย ตาราเรียน การพฒั นาสอ่ื การเรยี นการสอนทส่ี ามารถยดึ ถือเปน็ แบบอย่างได้
- การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิการอ่านเชิงวเิ คราะหว์ ชิ าภาษาไทย ของนักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 3
โรงเรยี นโนนสุวรรณพทิ ยาคม จงั หวดั บุรีรัมย์ ระหว่างการใช้เทคนคิ การคดิ แบบหมวกหกใบกบั แบบปกติ

10

- การพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ เรื่อง การอ่านจับใจความสาคัญ ของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาท่ี 5
โรงเรียนโนนสุวรรณพทิ ยาคม จังหวดั บรุ ีรัมย์

- การพฒั นาทักษะการอา่ นจับใจความสาคัญของคาประพันธ์ไทย โดยใชแ้ บบฝึกทักษะของ
นักเรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 โรงเรียนโนนสุวรรณพทิ ยาคม จังหวดั บุรีรมั ย์

- การพัฒนาทักษะการเขยี นเชิงสรางสรรค โดยใชภาพจากส่ือสิ่งพิมพ์ ของนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 5
โรงเรียนโนนสุวรรณพิทยาคม จงั หวดั บุรรี ัมย์

- การพัฒนาทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้แบบฝึกทกั ษะ ของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6
โรงเรียนโนนสวุ รรณพทิ ยาคม จังหวัดบรุ รี มั ย์

- การพัฒนาทักษะการสงั เกตและหลกั การสร้างคาสมาส โดยใชบ้ ทเรียนสาเรจ็ รูป ของนักเรียน
ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรยี นโนนสวุ รรณพิทยาคม จังหวดั บรุ รี ัมย์

- เอกสารประกอบการติว O-NET ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 6
- บทเรยี นสาเรจ็ รูป เร่อื ง การสงั เกตและหลักการสร้างคาสมาส นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3
โรงเรยี นโนนสวุ รรณพทิ ยาคม จงั หวัดบุรีรมั ย์
- การพฒั นาทักษะการอา่ นรู้เรื่องและส่อื สารได้ โดยใชแ้ บบฝึกทักษะการอ่าน คดิ วิเคราะห์
และเขียนสือ่ ความตามแนว PISA กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3
ไดเ้ ผยแพร่จานวน 28 โรงเรียน ดงั น้ี
1. โรงเรยี นหว้ ยหนิ พิทยาคม
2. โรงเรยี นสามคั คพี ิทยาคม
3. โรงเรยี นสองห้องพิทยาคม
4. โรงเรียนทโี อเอวทิ ยา (เทศบาล๑)
5. โรงเรยี นประโคนชัยพทิ ยาคม
6. โรงเรียนบุรีรมั ย์พทิ ยาคม
7. โรงเรียนวทิ ยาศาสตรจ์ ุฬาภรณราชวิทยาลยั บุรรี ัมย์
8. โรงเรยี นเมอื งตลงุ พิทยาสรรพ์
9. โรงเรยี นพนมรงุ้
10. โรงเรยี นพทุ ไธสง
11. โรงเรยี นเหลอื งพนาวทิ ยาคม
12. โรงเรียนหนองก่ีพทิ ยาคม
13. โรงเรยี นนางรอง
14. โรงเรยี นนางรองพิทยาคม
15. โรงเรยี นเมืองโพธิ์ชยั พิทยาคม
16. โรงเรียนกลันทาพทิ ยาคม
17. โรงเรยี นบวั หลวงวทิ ยาคม

11

18. โรงเรียนรมยบ์ ุรพี ทิ ยาคม รัชมังคลาภเิ ษก
19. โรงเรยี นถนนหักพทิ ยาคม
20. โรงเรยี นเมืองแกพิทยาคม
21. โรงเรียนกสู่ วนแตงพิทยาคม
22. โรงเรยี นหนองหงส์พทิ ยาคม
23. โรงเรยี นกระสงั พิทยาคม
24. โรงเรียนลาปลายมาศ
25. โรงเรียนละหานทรายรชั ดาภิเษก
26. โรงเรยี นสตกึ
27. โรงเรยี นตูมใหญ่วทิ ยา
28. โรงเรยี นแคนดงพิทยาคม

ภาพที่ 4 การเผยแพร่ผลงานและหนังสอื ตอบรบั

2.6 การได้รับรางวัลยกย่องเชิดชเู กียรติ จากหนว่ ยงานภาครฐั เอกชน เป็นทีย่ อมรบั ในวชิ าชพี และสังคม

2.6.1. ไดร้ ับรางวลั ยกย่องเชดิ ชูเกียรตจิ ากหน่วยงานภาครฐั /เอกชนเปน็ ทยี่ อมรับในวงวชิ าชีพ

ตารางท่ี 5 แสดงรางวลั ยกย่องเชิดชูเกยี รตจิ ากหน่วยงานภาครัฐ/เอกชน

พ.ศ. รางวลั หนว่ ยงาน

2556 - ผูท้ ม่ี ีผลการปฏบิ ัติงาน ประพฤตติ นตามมาตรฐานวิชาชีพและ สมาคมผบู้ ริหารโรงเรียน

จรรยาบรรณวิชาชพี ครดู เี ด่น มธั ยมศึกษาจงั หวัดบรุ รี มั ย์

2557 - ครดู ีไม่มีอบายมุข ครุ สุ ภากระทรวงศกึ ษาธกิ าร

2558 - ครผู เู้ ป็นแบบอยา่ งด้านการใช้ภาษาไทยไดอ้ ยา่ งถูกต้อง โรงเรยี นโนนสุวรรณพทิ ยาคม

2560 - ครูผูส้ อนดีเดน่ เนอื่ งในวนั ครู ประจาปี 2560 สพป.บร.เขต 3

- เครอื ขา่ ยครดู ีของแผ่นดนิ รองชนะเลิศระดับชาติ มูลนธิ คิ รูดขี องแผน่ ดนิ

รับจาก ฯพณฯ พลเอกสรุ ยุทธ์ จุฬานนท์ องคมนตรี

ผู้ใชภ้ าษาไทยดเี ด่น เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ประจาปี 2560 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

กระทรวงวัฒนธรรม

- ผูท้ มี่ ผี ลการปฏิบตั งิ าน ประพฤติตนตามมาตรฐานวชิ าชพี และ สมาคมผบู้ รหิ ารโรงเรียน

จรรยาบรรณวิชาชีพครดู ีเดน่ มัธยมศึกษาจงั หวดั บุรรี ัมย์

12

พ.ศ. รางวัล หนว่ ยงาน
2561 - ครูผู้ฝกึ สอนนกั เรียนไดร้ บั รางวัลเหรยี ญทอง การประกวดการขบั ร้อง สานักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน
เพลงไทยลูกท่งุ ประเภทบกพรอ่ งทางการเรียนรู้ ม.1-ม.3 งานมหกรรม
ความสามารถทางศลิ ปหัตถกรรม วิชาการและเทคโนโลยี ของนักเรียน สพป.บร.เขต 3
ระดบั ชาติ คร้ังท่ี 68 ปีการศึกษา 2561
2562 - ครูผู้สอนดีเดน่ เนอื่ งในวนั ครู ประจาปี 2562

2.6.2 ไดร้ บั เชญิ ให้เปน็ วทิ ยากรบรรยายหวั ข้อทตี่ รงกับภารกิจ/งานที่ไดร้ บั มอบหมายอย่างน้อย

2 ครัง้ ตอ่ ปีการศึกษา ระดบั สถานศกึ ษา ระดบั เขต

ตารางท่ี 6 แสดงการเป็นวิทยากรบรรยายหวั ข้อทีต่ รงกบั ภารกิจ/งานท่ีไดร้ บั มอบหมาย

พ.ศ. โครงการ/กิจกรรม/หวั ข้อบรรยาย หน่วยงานที่จัด

2557 วทิ ยากรโครงการต้นกล้าประชาธปิ ไตย ฝึกอบรมประธานนักเรยี น 66 สานักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษา

โรงเรยี นในสังกัด สพม.32 มธั ยมศกึ ษา เขต 32

วิทยากรอบรมโครงการเรง่ รดั คณุ ภาพการอ่านรู้เรือ่ งและส่ือสารได้ ตาม โรงเรียนอนบุ าลประชารฐั -

แนวการประเมินผลนานาชาติ (PISA) ให้แก่คณะครูโรงเรยี นอนุบาล สามคั คี อาเภอสูงเนิน จังหวดั

ประชารัฐสามัคคี นครราชสีมา สพป.นม.3

วทิ ยากรอบรมโครงการเร่งรัดคุณภาพการอ่านร้เู ร่ืองและส่ือสารได้ ตาม โรงเรียนจฬุ าภรณราชวทิ ยาลัย

แนวการประเมินผลนานาชาติ (PISA) ให้แก่คณะครูโรงเรยี นจุฬาภรณ บรุ รี ัมย์

ราชวทิ ยาลัย อาเภอสตึก จงั หวัดบรุ รี มั ย์

วิทยากรอบรมโครงการเร่งรดั คณุ ภาพการอ่านรเู้ รื่องและส่ือสารได้ ตาม สหวทิ ยาเขตหนองก่ี สพม.32

แนวการประเมินผลนานาชาติ (PISA) ใหแ้ ก่คณะครูสหวิทยาเขตหนองกี่

วิทยากรค่ายรักการอ่าน ผ่านทกั ษะ หาอัจฉรยิ ะภาษาไทย ใหแ้ ก่นกั เรียน โรงเรียนโนนสุวรรณพทิ ยาคม

โรงเรียนโนนสุวรรณพทิ ยาคม

2558 วทิ ยากรอบรมโครงการเร่งรัดคณุ ภาพการอา่ นรเู้ รอื่ งและส่ือสารได้ ตาม สานักงานเขตพน้ื ที่การศึกษา

แนวการประเมินผลนานาชาติ (PISA) ใหแ้ ก่ครูภาษาไทย สพม.32 มัธยมศกึ ษา เขต 32

วทิ ยากรการอบรมเชงิ ปฏิบตั ิการโครงการพฒั นาทกั ษะการอ่านและการ สานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษา

เขยี นภาษาไทย ใหแ้ ก่ครภู าษาไทย สพม.32 มัธยมศึกษา เขต 32

วิทยากรโครงการตน้ กลา้ ประชาธปิ ไตย ฝกึ อบรมประธานนักเรยี น 66 สานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษา

โรงเรยี นในสังกัด สพม.32 มธั ยมศึกษา เขต 32

วทิ ยากรคา่ ยพัฒนาองค์กรนักเรยี นมธั ยมศึกษาบุรรี มั ยส์ ู่ประชาคม สานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษา

อาเซียน ฝึกอบรมประธานนกั เรียน 66 โรงเรยี นในสังกดั สพม.32 มธั ยมศึกษา เขต 32

13

พ.ศ. โครงการ/กิจกรรม/หวั ขอ้ บรรยาย หน่วยงานท่จี ดั

2558 วิทยากรคา่ ยรกั การอา่ น ผา่ นการคดิ วเิ คราะห์ เจาะลึกภาษาไทย ให้แก่ โรงเรยี นโนนสุวรรณพิทยาคม

นกั เรยี นโรงเรยี นโนนสวุ รรณพิทยาคม

2559 วิทยากรคา่ ยรักการอา่ น ผ่านการคิดวิเคราะห์ เจาะลึกภาษาไทย ให้แก่ โรงเรยี นโนนสุวรรณพิทยาคม

นักเรียนโรงเรยี นโนนสวุ รรณพทิ ยาคม

วิทยากรค่ายทักษะชวี ติ รวมพลังเด็กบรุ รี ัมย์ “ชายลดการสูบบุหร่ี สตรลี ด สานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษา

การตง้ั ครรภ์” โดยสภานักเรยี น ฝกึ อบรมประธานนักเรยี น 66 โรงเรียน มธั ยมศกึ ษา เขต 32

ในสงั กดั สพม.32

2560 วทิ ยากรค่ายเสรมิ สรา้ งทักษะชีวิตสภานักเรยี น “รวมพลงั เด็กและ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา

เยาวชนต้านภยั ยาเสพตดิ ” ประจาปีการศึกษา 2560 ฝึกอบรมประธาน มัธยมศึกษา เขต 32

นักเรียน 66 โรงเรยี นในสังกดั สพม.32

วิทยากรโครงการค่ายยวุ ชนคนคณุ ธรรม โรงเรียนคุณธรรม สพฐ. สานกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษา

ประจาปี 2560 ฝึกอบรมแกนนานักเรียนและครู 66 โรงเรียนในสังกดั มัธยมศกึ ษา เขต 32

สพม.32

วิทยากรโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการการเขียนแผนการจัดการเรยี นรู้ สานักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษา

ฝึกอบรมนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย ช้นั ปีที่ 4 คณะครศุ าสตร์ มัธยมศึกษา เขต 32

มหาวิทยาลัยราชภฏั บุรีรัมย์

วทิ ยากรค่ายรักษ์ภาษาไทย ใหแ้ ก่นกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรียนโนนสวุ รรณพิทยาคม

โรงเรยี นโนนสุวรรณพิทยาคม

วิทยากรโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดบั ชาติ(O-NET) โรงเรยี นเมืองตลุงพิทยาสรรพ์

ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 ให้แก่นักเรียนโรงเรยี นเมอื งตลงุ พิทยาสรรพ์

2561 วทิ ยากรโครงการพฒั นาทักษะการอ่านรเู้ รอ่ื งและสื่อสารได้ ตามแนว โรงเรยี นประโคนชยั พิทยาคม

PISA ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 1-3 ใหแ้ ก่นักเรยี นโรงเรยี นประโคนชัยพิทยคม

วิทยากรโครงการยกระดับผลสัมฤทธทิ์ างการศึกษาระดบั ชาต(ิ O-NET) โรงเรียนพนมร้งุ

ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ให้แกน่ ักเรยี นโรงเรยี นพนมรุ้ง

วิทยากรโครงการยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการศึกษาระดบั ชาต(ิ O-NET) โรงเรียนเมอื งตลงุ พทิ ยาสรรพ์

ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ให้แก่นักเรยี นโรงเรียนเมอื งตลุงพิทยาสรรพ์

วทิ ยากรค่ายเสริมสร้างทักษะชวี ติ สภานกั เรยี น “รวมพลงั เด็กและ สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา

เยาวชนตา้ นภยั ยาเสพตดิ ” ประจาปกี ารศึกษา 2561 ฝกึ อบรมประธาน มัธยมศกึ ษา เขต 32

นกั เรยี น 66 โรงเรียนในสงั กัด สพม.32

วทิ ยากรโครงการค่ายยวุ ชนคนคณุ ธรรม โรงเรยี นคณุ ธรรม สพฐ. สานกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษา

ประจาปี 2561 ฝึกอบรมแกนนานกั เรยี น 66 โรงเรียนในสงั กดั สพม.32 มธั ยมศึกษา เขต 32

14

พ.ศ. โครงการ/กิจกรรม/หัวขอ้ บรรยาย หนว่ ยงานที่จัด

2561 วทิ ยากรโครงการอบรมเชิงปฏบิ ัตกิ ารวิทยากรแกนนาโรงเรียนคุณธรรม สานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษา

สพฐ. ประจาปี 2561 ฝึกอบรมแกนนาครู 66 โรงเรียนในสงั กดั สพม.32 มัธยมศกึ ษา เขต 32

วิทยากรคา่ ยรกั ษ์ภาษาไทย ให้แก่นักเรียนโรงเรียนโนนสวุ รรณพิทยาคม โรงเรยี นโนนสุวรรณพิทยาคม

วทิ ยากรคา่ ยแกนนายุวชนคนคณุ ธรรม ภายใตโ้ ครงการโรงเรียนคุณธรรม โรงเรียนนางรอง

สพฐ. ประจาปี 2561 ฝกึ อบรมแกนนานักเรียนโรงเรียนนางรอง

วิทยากรโครงการอบรมแกนนา “คา่ ยคนดีของแผ่นดิน” ตามโครงการ โรงเรียนโนนสุวรรณพิทยาคม

เสรมิ สร้างคณุ ธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา

“โรงเรียนสุจรติ ”

2562 วิทยากรโครงการยกระดับผลสมั ฤทธทิ์ างการศึกษาระดับชาต(ิ O-NET) โรงเรียนนางรองพิทยาคม

ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ใหแ้ กน่ ักเรียนโรงเรียนนางรองพทิ ยาคม

วทิ ยากรโครงการยกระดบั ผลสัมฤทธท์ิ างการศึกษาระดับชาต(ิ O-NET) โรงเรยี นพนมรงุ้

ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ใหแ้ กน่ ักเรียนโรงเรียนพนมรงุ้

วิทยากรโครงการยกระดบั ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดบั ชาติ(O-NET) โรงเรยี นสามัคคีพิทยาคม

ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ใหแ้ ก่นักเรยี นโรงเรียนสามัคคีพทิ ยาคม

วิทยากรโครงการยกระดบั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการศึกษาระดบั ชาต(ิ O-NET) โรงเรยี นนางรองพิทยาคม

ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 ให้แกน่ ักเรยี นโรงเรียนนางรองพิทยาคม

วิทยากรโครงการยกระดบั ผลสัมฤทธิท์ างการศึกษาระดับชาต(ิ O-NET) โรงเรยี นสามคั คพี ิทยาคม

ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 6 ใหแ้ ก่นักเรยี นโรงเรียนสามัคคีพทิ ยาคม

ภาพท่ี 5 การไดร้ ับเชญิ เป็นวิทยากรบรรยายในโครงการและกจิ กรรมต่าง ๆ

15
2.6.3 ไดร้ ับเชญิ คัดเลอื กให้แสดงผลงานระดบั ชาติ

- กลุ่มครดู ศี รโี นนสวุ รรณ ไดร้ บั คดั เลือกจากมลู นธิ ิครดู ีของแผ่นดนิ นาเสนอผลงานและ
นทิ รรศการ รางวัลครดู ีของแผน่ ดิน ประจาปี 2560 วันท่ี 7 กนั ยายน 2560 ณ ศูนยว์ ัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
ซง่ึ เปน็ กิจกรรมเพื่อสง่ เสริมคุณธรรมจริยธรรม เพ่อื แกป้ ัญหาใหเ้ ยาวชนมจี ติ สาธารณะ สานกึ ดี แบ่งปัน และ
ชว่ ยเหลอื สังคม บา้ น วัด โรงเรยี น รวมไปถึงการดูแลสิง่ แวดล้อม และแก้ปัญหาขยะในโรงเรียนและชุมชน

ภาพท่ี 6 การแสดงผลงานและนทิ รรศการระดับชาติ
2.6.4 มงี านเขียนแสดงผลงาน/ความคดิ เชงิ สรา้ งสรรค์ทเ่ี กี่ยวข้องกบั การจัดการเรียนการสอน

การพัฒนาผเู้ รยี นตามหลักสูตร/ระบบประกันคุณภาพภายใน เผยแพรผ่ า่ นสอ่ื สาธารณะ
ไมน่ ้อยกว่า 1 ครงั้ /ภาคเรียน โดยมกี ารนาเสนอผ่านเว็บไซต์ ดังน้ี

1) ไดร้ บั คดั เลือกจากสถาบนั ภาษาไทย สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สานกั งาน
คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พื้นฐาน เป็นวิทยากรแกนนาโครงการเรง่ รัดคุณภาพการอา่ นรเู้ รื่องและสื่อสาร
ได้ และได้รับการคดั เลือกแบบทดสอบ เร่อื ง ผลไมร้ สเปรีย้ ว...จ๊ดี จ๊าด ใหป้ ระโยชน์ ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1-3
ลงเผยแพรใ่ นเวบ็ ไซต์ https://teacherclub.wordpress.com

16
ภาพท่ี 7 การประชมุ วทิ ยากรแกนนาโครงการเรง่ รดั คณุ ภาพการอ่านรเู้ ร่ืองและสอื่ สารได้

17

ตารางท่ี 7 แสดงงานเขยี นแสดงผลงานทเี่ กี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน หมายเหตุ

ท่ี งานเขียนแสดงผลงานทเี่ กี่ยวขอ้ งกับการจัดการเรียนการสอน
1 แบบฝึกการอา่ น คิดวเิ คราะห์ ตามแนวการประเมนิ ผลนักเรยี นรว่ มกับนานาชาติ (PISA)

ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3
2 เอกสารประกอบการติว O-NET ม.3
3 เอกสารประกอบการตวิ O-NET ม.6
4 เอกสารประกอบการตวิ PISA ช้ัน ม.1-3
5 ขอ้ สอบการแขง่ ขนั การอา่ นเอาเร่อื ง ระดบั ชั้น ม.1-3 และระดบั ชั้น ม.4-6 ระดับเขตพ้นื ท่ี

โครงการรกั ษภ์ าษาไทย เน่ืองในวนั ภาษาไทยแหง่ ชาติ ปี 2558-2560
6 ข้อสอบการแขง่ ขนั ปรศิ นาสรา้ งสรรค์วรรณคดีไทย ระดบั ชั้น ม.1-3 และระดบั ชน้ั ม.4-6 ระดบั

เขตพ้ืนท่ี งานศิลปหัตถกรรมนักเรยี น คร้ังท่ี 66 ปกี ารศึกษา 2559-2560
7 รายงานโครงการค่ายรกั ษภ์ าษาไทย
8 แผนพฒั นาตนเอง (ID Plan)
9 รายงานผลการปฏิบตั งิ านและผลการประเมินตนเองรายบุคคล (SAR)
10 รายงานผลการประเมินตนเองของสถานศกึ ษา (SAR)
11 แบบสรปุ รายงานผลการนิเทศและติดตามนโยบายการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา

แนวคิด No Child Left Behind “ไม่มเี ด็กคนใด ถกู ทอดท้ิงไวข้ ้างหลัง”

ภาพท่ี 8 งานเขียนแสดงผลงานท่ีเกีย่ วขอ้ งกับการจัดการเรยี นการสอน

18

สรุปผลการปฏิบัตงิ านตาม
องค์ประกอบด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพอ่ื การเรยี นการสอนยอดเย่ยี ม

องคป์ ระกอบท่ี 1 คณุ ภาพ ประกอบด้วยตัวช้ีวัด 4 ตวั ชี้วัด ดังน้ี
ตัวช้ีวัดที่ 1 คณุ ลกั ษณะของนวตั กรรม
คุณลกั ษณะของนวตั กรรมและเทคโนโลยเี พอ่ื การเรียนการสอนทจี่ ดั ทาขึ้น

มี 3 คณุ ลักษณะ ดงั น้ี
1. เป็นแบบฝึกทักษะเพ่ือพัฒนาทกั ษะการอ่านรูเ้ ร่อื งและสอ่ื สารได้ โดยใช้แบบฝกึ ทักษะการอา่ น

คิดวิเคราะห์ และเขยี นสื่อความตามแนว PISA กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3
จานวน 9 ชดุ มกี ารจัดเรยี งลาดบั เนอื้ หาอย่างเปน็ ข้ันตอน ดังนี้

เล่มท่ี 1 อา่ นคดิ วิเคราะหร์ ูปแบบ PISA
เล่มท่ี 2 พิจารณาข้อความน่ารู้
เล่มท่ี 3 ก้าวสู่โลกข่าวสาร
เล่มท่ี 4 วิจารณ์สารคดี
เลม่ ท่ี 5 มีความรดู้ โู ฆษณา
เล่มท่ี 6 พนิ ิจสาระเพลงไทย
เลม่ ท่ี 7 บอกคณุ ค่าในบทร้อยกรอง
เล่มที่ 8 อา่ นคดิ คล่องนทิ านพื้นบา้ น
เล่มท่ี 9 สื่อสารงานเขยี นจากบทความ
การจัดการเรียนรู้การอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขยี นสอ่ื ความตามแนว PISA เป็นกระบวนการจดั การ
เรยี นรทู้ ม่ี ลี าดบั ขน้ั การจดั กระบวนการเรียนรู้ตามแนว PISA ซึง่ เป็นรปู แบบการสอนท่ีใช้ในการอ่าน คิด
วเิ คราะห์ และเขยี นสื่อความ นกั เรยี นจะอา่ นเนือ้ เร่ืองจากส่ือสิ่งพิมพ์และสื่ออเิ ล็กทรอนิกส์ในรปู แบบท่ี
หลากหลาย การที่จะอา่ นและทาความเข้าใจในเรื่องท่ีอ่านอย่างลึกซ้ึงไดน้ ้นั ต้องอาศยั สมรรถนะการอา่ นสาม
ดา้ น ไดแ้ ก่ การคน้ คนื สาระสาคัญ ทาความเขา้ ใจและตีความเนอื้ เรื่อง และการประเมนิ สิง่ ทีไ่ ด้อา่ น ซ่งึ ใน
บางครัง้ ต้องนาความร้อู ืน่ ๆ นอกเหนือจากเน้ือเรื่องมาเช่ือมโยงกับสาระสาคัญภายในเรื่องท่ีได้อา่ นแล้วมา
พิจารณารว่ มกันและสะท้อนสิง่ ทไ่ี ด้อา่ นออกมาตามความคิดของตนอย่างสมเหตุสมผลโดย PISA คาดหวงั ให้
นกั เรยี นแสดงความสามารถในการอา่ น ดงั น้ี
1. การเข้าถงึ และคน้ คืนสาระ หมายถงึ รขู้ อบเขตของข้อมูลที่เราต้องการอยู่ในตาแหน่งใด
และจาแนกความเหมือน ความต่างของข้อมูลทม่ี อี ยู่ในเนือ้ เร่ือง
2. การบูรณาการและตคี วาม หมายถงึ การแสดงความเขา้ ใจโดยสามารถระบุใจความสาคญั หรอื
จดุ ประสงค์ของเรื่อง เชื่อมโยงสว่ นตา่ งๆ ของขอ้ มูลท่ีหลากหลาย เพอ่ื ทาให้เกิดความเขา้ ใจเรอื่ งที่อา่ นและ
ตีความเน้ือเรื่องเพอ่ื นาไปสคู่ วามเขา้ ใจในสง่ิ ท่ีอ่านได้ลึกซึง้ ยิ่งขึน้

19

3. การสะท้อนและประเมนิ ค่า หมายถงึ การวิเคราะหเ์ นื้อเร่ือง รปู แบบและวิธกี ารเขยี นของเร่ือง
ทีอ่ า่ น ประเมนิ แสดงความคิดเห็นและใหข้ ้อโตแ้ ยง้ จากมมุ มองของตนเองได้

ทง้ั น้ี ไดค้ ัดเลอื กเนือ้ หาจากเอกสารสิ่งพมิ พ์ ข่าว นทิ าน บทรอ้ ยกรอง บทความ และเพลง ท่ี
มีความสอดคล้องกบั เนื้อหาสาระการเรยี นรู้การอ่านรู้เรื่องและการเขยี นสอ่ื ความ เพ่ือใช้ในการฝึกทักษะการ
อา่ น การคิดวเิ คราะห์ทม่ี ีบริบทใกล้ตวั ของนกั เรียน โดยเร่มิ จากการฝกึ ทักษะการอ่าน การคดิ วิเคราะห์ เร่ือง
ใกล้ตัว ซง่ึ เปน็ เรอ่ื งใหม่ ๆ โดยในแบบฝกึ ทักษะ เล่มที่ 1 อ่านคิดวิเคราะหร์ ปู แบบ PISA ได้เรมิ่ จากเรื่อง
ความร้เู บ้ืองตน้ เก่ยี วกับการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ตามรปู แบบ PISA วิธกี ารวัดความรแู้ ละทักษะการอา่ นของ PISA
เมอื่ นักเรียนได้เรียนรู้ลักษณะการอ่านและแบบทดสอบของ PISA แลว้ จึงได้รับความรูใ้ นแบบฝึกทักษะ เล่มท่ี
2 พิจารณาขอ้ ความนา่ รู้ นักเรียนอา่ นข้อความทกี่ าหนดใหแ้ ล้วสามารถตอบคาถามตามแนว PISA ได้ เล่มที่
3 ก้าวสูโ่ ลกขา่ วสาร ในยุคของข้อมูลขา่ วสาร ซ่ึงมกี ารแขง่ ขนั ในการนาเสนอขา่ วของส่อื ในแขนงตา่ ง ๆ ที่
ต้องการใหข้ า่ วทีน่ าเสนอไดร้ บั ความสนใจจากผ้บู ริโภคข่าว ทาใหก้ ารนาเสนอข้อมูล ขา่ วสารบิดเบือนไปจาก
ขอ้ เทจ็ จริง ดังนน้ั นักเรียนต้องรจู้ ักเลือกรับขอ้ มูล ขา่ วสาร โดยใชก้ ระบวนการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ
ข้อเทจ็ จริง สรุปความ เพ่ือประกอบการตัดสนิ ใจ สามารถนาผลจากการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนส่ือความ
ตามแนว PISA ไปใชใ้ นสถานการณ์ตา่ ง ๆ ไดถ้ ูกตอ้ งเหมาะสม เล่มที่ 4 วจิ ารณ์สารคดี การอา่ นสารคดี เป็น
การฝกึ ทักษะกระบวนการคิดอย่างเปน็ ระบบ โดยนาข้อมูลทศี่ ึกษาค้นควา้ มาเรียบเรียงและถา่ ยทอดโดยใช้
ภาษาอย่างสร้างสรรค์การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขยี นส่ือความ ตามแนว PISA เป็นการฝึกทักษะกระบวนการ
คิดอยา่ งเป็นระบบ โดยนาข้อมลู ทศ่ี กึ ษาค้นคว้ามาเรียบเรยี งและถ่ายทอดโดยใชภ้ าษาอย่างสร้างสรรค์
ประกอบดว้ ยอะไร มจี ดุ มุ่งหมายหรอื มีความประสงค์สิ่งใดและสว่ นย่อย ๆ ทสี่ าคญั น้ันแต่ละเหตกุ ารณ์เกีย่ วพัน
กนั โดยการวเิ คราะห์ความ ตีความ สรุปความและตอบคาถามจากเร่ืองท่ีอ่าน เลม่ ท่ี 5 มีความรดู้ ูโฆษณา ซง่ึ
โฆษณาเป็นการฝึกทักษะกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ โดยนาข้อมลู ทศี่ ึกษาค้นควา้ มาเรียบเรียงและการ
ประเมินว่าการโฆษณามีอิทธิพลตอ่ การดารงชวี ติ ของเรา โดยในปัจจุบันมีการโฆษณาผา่ นสือ่ ท่ีหลากหลายท้ัง
โทรทัศน์ วทิ ยุ อนิ เทอรเ์ น็ต ส่ือสง่ิ พิมพ์ และสอื่ บุคคล เราจึงตอ้ งมีความร้คู วามเข้าใจสามารถแยกแยะและ
รู้เท่าทนั การโฆษณาเพ่ือไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงและไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันใหเ้ กิด
ประโยชน์สูงสุด บอกประโยชน์เด่นของเพลงไทย เลม่ ที่ 6 พินจิ สาระเพลงไทย เปน็ การศึกษาคาสาคัญจาก
เพลง หลกั การคิดวิเคราะหข์ องบทเพลง ความสัมพันธข์ องการวเิ คราะห์ และประโยชนจ์ ากการอ่านคดิ
วเิ คราะหบ์ ทเพลง เล่มที่ 7 บอกคณุ ค่าในบทรอ้ ยกรอง เป็นการศกึ ษาคาสาคญั จากบทประพันธป์ ระเภทร้อย
กรองนนั้ นอกจากความไพเราะในเสียงและสัมผัสยังมีความงามในเร่ืองของความหมายอกี ด้วย บทร้อยกรองที่
ดี สามารถใหข้ ้อคดิ และคณุ ค่าในด้านใดด้านหนึ่งตอ่ ผู้อา่ นและต่อสังคมดว้ ย นกั เรียนจงึ ควรพจิ ารณาข้อคดิ และ
คณุ คา่ ของบทร้อยกรองท่ีอา่ นอย่างถ่องแท้ทุกครัง้ หลักการคิดวิเคราะห์ของบทร้อยกรอง ความสมั พนั ธข์ อง
การวเิ คราะห์ และประโยชน์จากการอา่ นคดิ วเิ คราะห์บทรอ้ ยกรอง เล่มท่ี 8 อ่านคดิ คล่องนทิ านพ้ืนบา้ น เป็น
การศึกษาคาสาคญั จากนิทาน หลกั การคิดวิเคราะหข์ องนทิ าน ความสมั พนั ธ์ของการวิเคราะห์ และประโยชน์
จากการอ่านคดิ วเิ คราะหน์ ทิ าน เล่มท่ี 9 สื่อสารงานเขียนจากบทความ เป็นการเสนอบทความโดย
วตั ถปุ ระสงคแ์ ลว้ ก็เพ่ือใหข้ า่ วสาร การอธบิ าย การแสดงความคดิ เห็น การโนม้ น้าวใจ รวมท้ังการให้ความ

20
บนั เทงิ นบั ว่าบทความจะมีส่วนท่ใี กลช้ ิดกับผู้อ่านเทียบเท่ากับ การเสนอขา่ ว ดงั นัน้ ในการเสนอบทความ จะมี
บุคคลทเ่ี กยี่ วข้องโดยตรงซึง่ ผลลพั ธ์การเสนอบทความ จะเปน็ อย่าไร จะใหผ้ ลทางลบหรือทางบวก มีโอกาสจะ
เกิดขึ้นไดเ้ ทา่ กนั หลกั การคดิ วิเคราะหข์ องบทความ ความสมั พนั ธข์ อง การวเิ คราะห์ และประโยชนจ์ ากการ
อา่ นคิดวเิ คราะหบ์ ทความ เป็นการฝึกทักษะกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ โดยนาข้อมูลทีศ่ ึกษาคน้ คว้ามา
เรียบเรยี งและถ่ายทอดโดยใช้ภาษาอย่างสรา้ งสรรค์ประกอบด้วยอะไร มีจุดม่งุ หมายหรอื มคี วามประสงค์ส่ิงใด
และสว่ นย่อย ๆ ทส่ี าคัญนน้ั แตล่ ะเหตุการณ์เกี่ยวพันกัน โดยการวิเคราะห์ความ ตคี วาม สรปุ ความและตอบ
คาถามจากเรื่องท่ีอา่ น ทาใหผ้ ู้อา่ นแยกแยะเรื่องทีอ่ า่ นครอบคลุมกลยุทธ์ การอา่ นท้ัง ๓ ด้านตามแนว PISA คอื
กลยุทธ์การเขา้ ถงึ และคน้ คนื สาระ กลยุทธก์ ารบรู ณาการและตคี วาม กลยุทธ์การสะท้อนและการประเมิน และ
ไปประยุกต์ใช้ในชีวติ ประจาวันให้เกิดประโยชน์สงู สุด

2. เปน็ สอ่ื อิเล็กทรอนิกส์ เป็นการนาแบบฝกึ ทักษะมาทาเปน็ ส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ผู้เรยี นสามารถ
เรยี นรูท้ ี่บา้ น และผ่านเว็บไซต์ของโรงเรียนได้ เปน็ การตอบสนองตอ่ ความต้องการของผเู้ รียนได้

3. เป็นวธิ กี ารจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ 7 ขั้นตอน ส่สู มรรถนะ PISA
ซ่ึงประกอบด้วยขน้ั ตอนต่าง ๆ ดงั นี้

ภาพที่ 9 โมเดลวธิ กี ารจัดการเรยี นรู้ 7 ขั้นตอน ประสานสมรรถนะ PISA

ภาพที่ 9 โมเดล 7 ขน้ั ตอนวิธกี ารจดั การเรียนรู้ สู่สมรรถนะ PISA

21

1. การเขา้ ถึงและค้นคนื สาระ
เปน็ กระบวนการ “รอบรูข้ อบเขตเน้ือหา บอกเจตนาการเขยี น เพียรสรา้ งองค์ความรู้”

นกั เรยี นสามารถท่ีจะดึงเอาสาระของส่ิงท่ีได้อ่านออกมา (Retrieving information) ตอ่ ไปจะใชค้ าวา่ “ค้นสาระ”
1.1 ขัน้ นา เป็นขัน้ เรา้ ความสนใจของนักเรยี นเพื่อใหต้ น่ื เตน้ กระตือรือร้น และอยากเรยี นในบทเรียน

เพอ่ื เขา้ ถงึ หรือพบตาแหนง่ ของสาระทีต่ ้องการในถ้อยความ สามารถบอกขอบเขตของเนื้อหาได้
1.2 ขน้ั ทบทวน นักเรยี นทบทวนความร้เู ดมิ ท่ีมอี ยู่แล้ว จากการจบั ใจความสาคัญหรือสาระสาคัญของ

เรื่องท่ีอา่ น จาแนกความเหมือนและความแตกตา่ งของขอ้ มูลในถอ้ ยความ สามารถดึงเอาสาระท่ีต้องการใน
ถอ้ ยความออกมาได้ครบถว้ น และถูกต้องสมบรู ณ์ รวมถึงบอกเจตนาหรือจดุ ประสงค์ของผู้เขยี นได้

1.3 ข้ันสอน ดาเนินการศกึ ษาความรู้เรื่องความรเู้ บื้องต้นเก่ยี วกับการอ่าน คิดวิเคราะห์ตามรูปแบบ
PISA วิธีการวดั ความรแู้ ละทักษะการอา่ นของ PISA จากแบบฝึกทักษะเลม่ ที่ 1 อ่านคดิ วเิ คราะหร์ ปู แบบ PISA
เปน็ การอา่ นเน้นการทาความเข้าใจสาระของสง่ิ ท่ีอ่านแล้วมุ่งมองหาสาระทต่ี ้องการ หรือ การเข้าถึงสาระ
ด้วยการพิจารณาส่วนใดสว่ นหน่งึ ของถ้อยความหรือพิจารณาถ้อยความโดยรวมทงั้ หมด สาระท่ีต้องการจะ
ปรากฏชัดเจนจากถ้อยความท่ีอา่ นเท่านั้นแล้วดึงสาระทค่ี ้นไดจ้ ากเน้ือความ นามาตอบคาถามไดถ้ ูกต้องตรง
ประเดน็

2. การบูรณาการและตคี วาม
เปน็ กระบวนการ “ตกผลกึ ความรู้ สทู่ ักษะบูรณาการ ประสานสาระสาคญั ” นักเรียนสามารถเข้าใจ

ขอ้ ความทไี่ ด้อา่ น สามารถตีความ แปลความส่งิ ที่ไดอ้ า่ น คิดวเิ คราะห์เนื้อหาและรปู แบบของขอ้ ความที่
เกีย่ วขอ้ งกับสงิ่ ตา่ งๆ ในชีวิตหรอื ในโลกที่อยู่ (Interpretation) ซง่ึ ตอ่ ไปจะใชค้ าว่า “ตีความ”

2.1 ข้ันฝึกทกั ษะ อา่ นท่ีตอ้ งสร้างความเข้าใจอยา่ งกว้าง ๆ ด้วยการวิเคราะห์ สงิ่ ทผ่ี ูส้ ง่ สารตอ้ งการ
ส่ือ เช่น จดุ มุง่ หมาย แนวคดิ ขอ้ คิด ตลอดจนการทาความเข้าใจ กับความหมายของสิ่งที่อ่าน

2.2 ขัน้ แลกเปลีย่ นเรยี นรู้ พจิ ารณาความสัมพันธ์ แลว้ เชื่อมโยงสง่ิ ท่ีได้อ่านกับชีวติ ท่ีเปน็ อยใู่ นโลก
ปจั จบุ ัน และแสดงความคดิ เห็นไดอ้ ย่างสมเหตุผลจากส่งิ ท่ีไดอ้ า่ น

2.3 ข้นั สรุป การนาความรทู้ ่ีนอกเหนอื จาก สิง่ ที่ไดอ้ ่าน หรอื นาความรูใ้ นโลกของความเปน็ จรงิ ที่
ตนเองดารงชีวิตอยู่ มาเชอ่ื มโยงกับ ความรเู้ ดิม หรือความเข้าใจเดิม ด้วยการ ตีความ แปลความให้กระจ่างชัด
แลว้ เขยี นแสดงความคิดเห็น ตอ่ สง่ิ ที่ไดอ้ ่าน ทั้งความคดิ คล้อยตาม หรือความคิดโต้แย้ง จากมมุ มองของ
ตนเอง

3. การสะท้อนและประเมินค่า
เป็นกระบวนการ “วเิ คราะห์คณุ ค่า พัฒนาต่อยอด สอดคล้องนาไปใช้” นักเรียนสามารถเข้าใจ

ข้อความท่ไี ดอ้ ่าน สามารถตคี วาม แปลความสิ่งท่ีได้อ่าน คิดวิเคราะห์เน้ือหาและรูปแบบของขอ้ ความที่
เก่ียวขอ้ งกบั ส่ิงต่าง ๆ ในชวี ติ หรอื ในโลกท่ีอยู่ พร้อมท้งั ความสามารถในการประเมนิ ข้อความท่ีได้อ่าน และ
สามารถให้ความเหน็ หรือโตแ้ ย้งจากมมุ มองของตน (Reflection and Evaluation) หรอื เรียกว่า “วิเคราะห์”

3.1 ขน้ั นาไปใช้ เปรยี บเทียบจากส่ิงท่ีคุ้นเคยหรือพบเหน็ ประจาวนั ประยุกต์ความรู้ในสถานการณ์
ท่ไี ม่คุ้นเคย ด้วยการสร้างสมมุตฐิ าน ใชว้ ิจารณญาณ สรา้ งสมมตุ ิฐาน หรือบอกคุณค่า ส่ิงท่อี ่านทซ่ี บั ซ้อนและ

22

ไมค่ ุน้ เคย ใช้เกณฑ์ หรอื มุมมองตา่ งๆ กบั เรอื่ งทเี่ ข้าใจยากนอกเหนือจากสิ่งท่อี า่ น ใช้ความรู้พเิ ศษเฉพาะเรือ่ ง
อย่างวินจิ วเิ คราะห์ ดว้ ยการต้ังขอ้ สงสัย

สรุปแผนผังความสัมพนั ธ์
ของ 7 ขั้นตอนวิธีการจัดการเรยี นรู้ ส่สู มรรถนะ PISA

คน้ สาระ ขน้ั นา กจิ กรรมร้อง เลน่ ขานขบั ทานอง สอดคลอ้ งสาระสาคัญ
ตคี วาม ข้ันทบทวน กจิ กรรมอา่ นจับใจความ รวบรวมขอ้ มูล
วเิ คราะห์ ขั้นสอน กจิ กรรมอ่านทาความเขา้ ใจ มุ่งมองหาสาระทต่ี ้องการ
กจิ กรรมพิจารณาถ้อยความโดยรวม
ข้ันฝึกทกั ษะ กจิ กรรมอ่านเข้าใจอย่างกวา้ ง ๆ วเิ คราะห์แบบบรู ณาการ
กจิ กรรมอ่านทาความเขา้ ใจความหมายของส่งิ ท่ีอา่ น
ขน้ั แลกเปล่ียนเรยี นรู้ กจิ กรรมพจิ ารณาความสัมพนั ธ์กับชวี ติ ในโลกปจั จุบนั
ขั้นสรุป กจิ กรรมแสดงความคิดเหน็ สมเหตุสมผล
กิจกรรมเชอ่ื มโยงความรู้สู่ความเปน็ จริง
ข้นั นาไปใช้ กจิ กรรมใชว้ ิจารณญาณ สรา้ งสมมุตฐิ าน หรอื บอกคุณคา่

- รปู แบบของนวัตกรรมมคี วามถกู ต้องครบถ้วนตามประเภทของนวตั กรรม
เป็นแบบฝกึ ทักษะการอ่าน คิด วิเคราะห์ มคี วามสอดคล้องกับจดุ เนน้ ของการพฒั นาคณุ ภาพ
ผู้เรียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน 2551 และการปฏริ ูปการศึกษาในทศวรรษท่ี 2
(พ.ศ.2552-2561) โดยมคี วามสอดคล้องคือ ตรงกับจดุ เน้นดา้ นการพัฒนาทกั ษะความสามารถของผ้เู รยี นใน
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ (ม.1-ม.3) ตอ้ งเปน็ ผู้แสวงหาความรูเ้ พ่ือแก้ปัญหา มีทักษะการคดิ ข้ันสูง กล่าวคือ มี
ทกั ษะการคดิ ขนั้ สูงคือ การคิดแกป้ ญั หาอย่างสรา้ งสรรค์ และมีทักษะชีวติ ซงึ่ สอดคล้องกับคุณลักษณะของ
ผเู้ รยี นตามช่วงวัย คอื มุ่งมน่ั ในการศกึ ษาและการทางาน อยู่อยา่ งพอเพียง ใฝเุ รียนรูแ้ ละใฝดุ ี ดงั นัน้ จงึ กล่าวได้
วา่ นวตั กรรมแบบฝกึ ทักษะการอา่ น คิดวเิ คราะห์ และเขยี นส่อื ความตามแนว PISA กลุ่มสาระการเรยี นรู้
ภาษาไทย ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 3 เปน็ นวัตกรรมท่ีสอดคลอ้ งกับจดุ เนน้ การพฒั นาคุณภาพผูเ้ รยี นทส่ี าคญั ในกล่มุ
สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย
- นวตั กรรมมคี วามสอดคล้องกับความรู้ความสามารถและการปฏบิ ัติหนา้ ท่ี
นวตั กรรมแบบฝกึ ทักษะการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขียนส่อื ความตามแนว PISA กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ภาษาไทย ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 เปน็ นวัตกรรมทสี่ อดสอดคลอ้ งกบั ความรคู้ วามสามารถและการปฏบิ ตั ิ
หน้าที่ กล่าวคือ ผจู้ ดั ทามคี วามรแู้ ละความสามารถให้การออกข้อสอบการอา่ นตามแนว PISA เปน็ อย่างดี
เพราะไดผ้ า่ นการอบรมจากสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน เปน็ ผอู้ อกขอ้ สอบและกรรมการใน
การแขง่ ขนั การอ่านตามแนว PISA ในระดบั เขตพ้นื ที่การศึกษามาโดยตลอด รวมถึงการได้รบั เชญิ เป็นวิทยากร

23

ในการบรรยายโครงการเรง่ รัดคุณภาพการอา่ นร้เู รอ่ื งและส่ือสารได้ ตามแนวการประเมินผลนานาชาติ (PISA)
ใหแ้ ก่คณะครูสหวิทยาเขตหนองก่ี สพม.32 คณะครูโรงเรยี นจฬุ าภรณราชวิทยาลยั อาเภอสตกึ จงั หวัด
บุรีรมั ย์ และคณะครโู รงเรียนอนบุ าลประชารัฐสามคั คี อาเภอสงู เนิน จังหวดั นครราชสีมา และบรรยายใน
โครงการพฒั นาทักษะการอา่ นรู้เรื่องและส่ือสารได้ ตามแนว PISA ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 1-3 ให้แกน่ ักเรียน
โรงเรยี นประโคนชยั พิทยาคม อาเภอประโคนชยั จังหวดั บรุ ีรัมย์

- การจดั รปู แบบการพิมพ์ มีการนาเสนอท่นี ่าสนใจ มีการจัดเรียงลาดบั อยา่ งเป็นขัน้ ตอน
กล่าวคือไดค้ ัดเลือกเน้ือหาจากเอกสารสิง่ พมิ พ์ ขา่ ว นทิ าน บทร้อยกรอง บทความ และเพลง ทีม่ ี
ความสอดคล้องกับเน้อื หาสาระการเรยี นรู้ภาษาไทยและชีวิตประจาวัน เพ่ือใชใ้ นการฝึกทกั ษะการอา่ น การคิด
วเิ คราะห์ทม่ี บี รบิ ทใกล้ตัวของนักเรยี น โดยเริม่ จากการฝกึ ทักษะการอา่ น การคดิ วเิ คราะห์ เร่ืองใกลต้ ัว
เร่ิมจากเรอื่ ง เรม่ิ จากเร่ืองความร้เู บื้องต้นเก่ียวกบั การอ่าน คิดวเิ คราะหต์ ามรูปแบบ PISA วิธีการวดั ความรู้และ
ทกั ษะการอ่านของ PISA เมื่อนกั เรยี นได้เรียนรลู้ ักษณะการอา่ นและแบบทดสอบของ PISA แลว้ จึงได้รบั
ความรูใ้ นแบบฝึกทกั ษะ เล่มท่ี 2 พจิ ารณาข้อความนา่ รู้ นกั เรียนอา่ นข้อความท่ีกาหนดให้แล้วสามารถตอบ
คาถามตามแนว PISA ได้ เล่มท่ี 3 ก้าวสโู่ ลกขา่ วสาร นักเรยี นตอ้ งรู้จักเลือกรับขอ้ มูล ข่าวสาร โดยใช้
กระบวนการคิด วเิ คราะห์ แยกแยะ ข้อเทจ็ จริง สรปุ ความ เพื่อประกอบการตัดสนิ ใจ สามารถนาผลจากการ
อา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขียนสื่อความ ตามแนว PISA ไปใช้ในสถานการณต์ ่าง ๆ ได้ถูกต้องเหมาะสม เล่มท่ี 4
วจิ ารณ์สารคดี การอ่านสารคดี เปน็ การฝกึ ทักษะกระบวนการคดิ อย่างเปน็ ระบบ โดยนาข้อมูลท่ศี กึ ษาค้นควา้
มาเรยี บเรยี งและถ่ายทอดโดยใชภ้ าษาอยา่ งสรา้ งสรรค์การอ่าน คิดวเิ คราะห์ และเขยี นส่ือความ ตามแนว
PISA เลม่ ที่ 5 มคี วามร้ดู ูโฆษณา นักเรยี นต้องมีความร้คู วามเข้าใจสามารถแยกแยะและรเู้ ทา่ ทนั การโฆษณา
เพอื่ ไมใ่ หต้ กเป็นเหยื่อของการหลอกลวงและไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวนั ให้เกดิ ประโยชน์สูงสดุ โฆษณาผ่าน
สื่อทีห่ ลากหลายทั้งโทรทศั น์ วทิ ยุ อนิ เทอรเ์ น็ต ส่ือสงิ่ พิมพ์ และส่ือบุคคล เล่มท่ี 6 พินจิ สาระเพลงไทย นกั
เรยี นรถู้ ึงความสาคัญจากเพลง หลักการคิดวิเคราะห์ของบทเพลง ความสมั พันธ์ของการวเิ คราะห์ และ
ประโยชนจ์ ากการอ่านคิดวเิ คราะหบ์ ทเพลง เล่มท่ี 7 บอกคุณคา่ ในบทรอ้ ยกรอง นกั เรยี นศกึ ษาความสาคัญ
จากบทประพันธ์ประเภทรอ้ ยกรอง นักเรียนจึงควรพจิ ารณาข้อคิดและคุณค่าของบทร้อยกรองทอ่ี า่ นอยา่ งถอ่ ง
แท้ทุกคร้ัง หลักการคดิ วิเคราะห์ของบทร้อยกรอง ความสมั พนั ธ์ของการวเิ คราะห์ และประโยชนจ์ ากการอ่าน
คดิ วเิ คราะหบ์ ทรอ้ ยกรอง เล่มท่ี 8 อา่ นคิดคล่องนิทานพื้นบา้ น นกั เรียนบอกความสาคัญจากนทิ าน หลักการ
คิดวเิ คราะห์ของนทิ าน ความสัมพันธข์ องการวิเคราะห์ และประโยชน์จากการอ่านคิดวิเคราะห์นทิ าน เล่มที่ 9
สอ่ื สารงานเขยี นจากบทความ นกั เรียนบอกหลักการคดิ วิเคราะห์ของบทความ ความสมั พันธ์ของ การวเิ คราะห์
และประโยชน์จากการอา่ นคดิ วิเคราะห์บทความ

ดงั น้นั เนื้อหาสาระทีน่ ามาเรียงไวใ้ นแบบฝกึ ต้ังแต่เล่มที่ 1 ถึงเล่มท่ี 9 จึงมเี นือ้ หาทเี่ รยี งลาดับตาม
ความสัมพันธ์ก่อนหลงั ส่งผลใหน้ กั เรยี นเกดิ ความเข้าใจในการเรยี นรจู้ ากแบบฝึกทักษะ อกี ทง้ั ถอ้ ยความท่ียก
มาไวใ้ นแบบฝึกทักษะในแตล่ ะเลม่ เปน็ สถานการณ์หรือถว้ ยความที่เปน็ เร่ืองใกล้ตวั นกั เรียน สามารถทาให้
ผู้เรยี นเกดิ ความเข้าใจและนาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวันไดจ้ ริง สามารถทาแบบทดสอบวัดความสามารถ

24

ในการอ่าน คดิ วิเคราะหไ์ ด้อย่างถูกต้อง รวดเรว็ นกั เรยี นสามารถเช่ือมโยงต่อการดารงชวี ิตประจาวนั ใน
สถานการณ์ต่างๆ ได้เปน็ อยา่ งดี

ตวั ชวี้ ดั ท่ี 2 คณุ ภาพขององคป์ ระกอบในนวัตกรรม

การจัดทานวตั กรรมและเทคโนโลยีเพ่อื การเรียนการสอนวชิ าภาษาไทยพน้ื ฐาน โดยใช้
นวัตกรรมแบบฝกึ ทักษะการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขียนส่ือความตามแนว PISA กลมุ่ สาระการเรียนรู้
ภาษาไทย ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 3 ครง้ั น้ี ผ้สู อนมวี ตั ถปุ ระสงค์และเปูาหมายทส่ี อดคลอ้ งกับสภาพปญั หาความ
ต้องการ พฒั นาความสมบูรณ์ในเนือ้ หาสาระของนวตั กรรม และ ความถูกต้องตามหลักวชิ าการ ดงั นี้

1. สภาพปญั หาและความต้องการในการพฒั นา
การอา่ นเป็นทกั ษะทส่ี ามารถฝึกฝนให้เกดิ จนเปน็ ได้ ถ้าได้รับการฝึกฝนตง้ั แต่อา่ นออกอ่านไดเ้ ร็ว

เข้าใจความหมายในเน้ือหาท่ีอา่ นและสามารถสรปุ ประเดน็ สาคัญของเนอื้ หา และนาไปใชก้ บั ตนกจ็ ะก่อใหเ้ กดิ
ประโยชนท์ งั้ แกต่ นและสงั คม ในการที่จะพัฒนาผเู้ รยี นให้อ่านไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ ตอ้ งไดร้ บั การแนะ
แนวทางจากผ้ใู กล้ชิด ครู ผู้ปกครอง ในการให้กาลังใจ ตลอดจนชว่ ยแก้ เม่ือผเู้ รียนมีปญั หาในการอ่าน รวมทัง้
จดั เวลา โอกาส และสถานท่ีใหผ้ เู้ รียนได้ทากจิ กรรมการอา่ นอย่างต่อเนื่อง ให้มโี อกาสศกึ ษาค้นควา้ ดว้ ยตนเอง
ตามกาลงั ความสามารถของเขา การแนะแนวหรือแนะนาใหผ้ เู้ รยี นรจู้ ักหนงั สือ รู้จักการอ่านเพ่ิมเตมิ ให้ได้
ความร้เู พม่ิ เติมจากเนือ้ หาวชิ าก็จะก่อให้เกดิ การอา่ นไดเ้ รว็ และเพาะนสิ ยั การอา่ น เป็นทักษะท่จี ะตดิ ตัวไปได้
(กระทรงศึกษาธิการ. 2553 : 313) การอ่านเป็นส่งิ สาคัญสิ่งหนึง่ ในการดาเนินชวี ิต เพราะการอา่ นจะมสี ่วน
ชว่ ยสรา้ งความสาเรจ็ ในการดาเนนิ ชีวิต ผใู้ ดมีความสามารถในการอ่านหนงั สอื เป็นพิเศษ มักจะมโี อกาส
เจรญิ กา้ วหนา้ ในอาชีพ และในชีวติ มากกวา่ คนที่อ่านหนงั สือไดน้ ้อยและอา่ นช้า โลกปัจจุบันเรียกไดว้ า่ เป็นโลก
ของการอา่ น เพราะการอา่ นแทรกอยู่ในกิจกรรมทุกประเภททกุ แห่งทั้งนี้ เพราะการสอื่ สารซง่ึ กนั และกันใน
ชีวิตประจาวันต้องอาศัยการอ่านเพื่อความเข้าใจ การอ่านจึงเขา้ มามบี ทบาทสาคัญต่อชวี ติ ของเราส่งิ ทีเ่ รา
จะตอ้ งอ่านในชีวติ ประจาวัน จงึ มมี ากมายเราจะตอ้ งรจู้ ักเลือกอ่าน จับใจความให้ได้ในเวลารวดเรว็ จงึ
ประหยัดเวลา ไดผ้ ลจากการอ่านคมุ้ ค่า (กระทรวงศึกษาธิการ. 2553: 3-4) การอ่านนบั เปน็ ปัจจยั พื้นฐานใน
การดารงชีวิต ดงั ที่ (วมิ ลรัตน์ สุนทรโรจน์. 2555: 107-126) การอา่ นเป็นเครื่องมือท่ีใช้ในการเสาะแสวงหา
ความรู้ การรูแ้ ละใชว้ ธิ กี ารอา่ นท่ถี กู ต้องจึงเป็นสงิ่ จาเป็นสาหรับผู้อา่ นทกุ คน การรู้จักฝึกฝนอา่ นอยา่ งสมา่ เสมอ
จะช่วยให้ผู้อา่ นมีพ้นื ฐานในการอ่านทดี่ ีท้งั จะชว่ ยใหเ้ กิดความชานาญและมีความรู้กวา้ งขวางดว้ ย ซึ่งหลักสตู ร
แกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 สาระที่ 1 มาตรฐานท่ี 1.1 ได้กาหนดมาตรฐานว่า ใช้
กระบวนการอา่ นสร้างความรู้และความคิด เพื่อนาไปใชต้ ัดสินใจ แก้ปญั หาในการดาเนินชวี ติ และมีนิสัยรกั การ
อา่ น

นอกจากกระบวนการจัดการเรยี นรู้ การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรกู้ เ็ ปน็ กระบวนการพฒั นา
คุณภาพผเู้ รียนอยา่ งหน่งึ โดยใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและสารสนเทศที่แสดงพฒั นาการความกา้ วหนา้ และ
ความสาเร็จทางการเรยี นของผู้เรยี น ตลอดจนข้อมลู ทเี่ ป็นประโยชนต์ อ่ การส่งเสริมให้ผ้เู รียนเกิดการพัฒนา

25

และเรียนรู้อยา่ งเต็มศกั ยภาพ ซ่ึงหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ได้แบ่งระดบั การ

วัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้ออกเป็น 4 ระดบั ได้แก่ระดบั ช้นั เรยี น ระดบั สถานศกึ ษา ระดับเขตพ้นื ท่ีการศึกษา

และระดับชาติ ซ่ึงการอา่ น คิดวเิ คราะห์และเขียนสอื่ ความนน้ั ผูเ้ รยี นตอ้ งไดร้ ับการประเมินและมีผลการ

ประเมินตามเกณฑ์ทีส่ ถานศึกษากาหนด มรี ะดบั ผลการประเมินเปน็ ดีเยยี่ ม ดี ผ่านและไมผ่ ่าน

(กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2553: 30) ทิวัตถ์ มณโี ชติ (2549: 74) ได้กล่าวว่าการประเมินการอา่ น คิดวเิ คราะห์

และเขยี นสื่อความ สามารถทาได้ 3 วิธี กลา่ วคอื วธิ ีแรกบรู ณาการเขา้ ไปในหน่วยการเรยี นรขู้ องกลุ่มสาระการ

เรยี นรู้ต่างๆ วิธที ี่สองประเมนิ จากผลการเขยี นที่แสดงถึงการคดิ วเิ คราะห์ทม่ี าจากการอ่านของผเู้ รยี น และวธิ ที ี่

สามใช้แบบทดสอบมาตรฐาน สถานศกึ ษาควรพจิ ารณาความพร้อม และเลือกวิธีการประเมนิ ทเ่ี หมาะสมกบั

สถานศกึ ษา

จากผลการประเมนิ ปฏิรปู การศึกษาของสานกั เลขาธิการสภาการศึกษา สานกั งานรับรอง มาตรฐาน

และการประเมินคุณภาพการศึกษา และกลุ่มผตู้ รวจราชการกระทรวงศึกษาธิการในส่วนมาตรฐานผเู้ รียน

มาตรฐานที่ 4 ผ้เู รียนมคี วามสามารถในการคิดวเิ คราะห์ คดิ สังเคราะหม์ ีวิจารณญาณ มีความคดิ สรา้ งสรรค์ คดิ

ไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์ ผลปรากฏว่า ผลสัมฤทธด์ิ ้านความสามารถของผู้เรียนในการคดิ วิเคราะห์ สงั เคราะห์

มีวจิ ารณญาณและความคดิ สร้างสรรค์มคี ณุ ภาพระดบั ดเี พียงร้อยละ 11.10 จากการประเมนิ คุณภาพภายนอก

ของสถานศึกษา จานวน 17,562 แหง่ ท่วั ประเทศ (ปานรวี ยงยุทธวิชยั . 2552: 32-33) นอกจากนีผ้ ลการ

ประเมิน PISA 2009 ดา้ นการอา่ นพบวา่ คะแนนเฉลยี่ ของนักเรียนไทยต่ากว่าคา่ เฉล่ยี นานาชาติถึงหนง่ึ ระดบั

และต่ากว่าอนั ดบั ที่ 1 อยู่ถึง 2 ระดบั ย่งิ ไปกวา่ นน้ั เมื่อเทยี บจาก PISA 2000 ซ่ึงคะแนนเฉลีย่ อยใู่ นกลุ่มตา่ อยู่

แลว้ ยังมีแนวโน้มลดต่าลงอีกใน PISA 2009 (โครงการ PISA ประเทศไทย สถาบนั สง่ เสริมการสอน

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2555: 4)

จากการประเมินคณุ ภาพการศึกษาระดบั ชาติ (O-NET) ข้อมลู 3 ปยี ้อนหลงั ของนักเรยี นชน้ั

มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนโนนสวุ รรณพิทยาคม อาเภอโนนสวุ รรณ จงั หวัดบุรรี มั ย์ สานกั งานเขตพื้นที่

การศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 32 คือ ปีการศึกษา 2558–2560 มีคะแนนเฉลยี่ ต่ากวา่ ร้อยละ 50 และคะแนน

เฉลี่ยต่ากวา่ ระดับเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 มีรายละเอยี ด (โรงเรยี นโนนสุวรรณพทิ ยาคม.

2561) ดังตารางที่ 8

ตารางท่ี 8 ผลการทดสอบการศึกษาระดับชาติ (O-NET) ระหวา่ งปีการศกึ ษา 2558-2560

ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรยี นโนนสุวรรณพทิ ยาคม อาเภอโนนสุวรรณ

จงั หวดั บุรรี มั ย์ สานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 32

ปีการศกึ ษา คะแนนเฉลย่ี คะแนนเฉล่ีย คะแนนเฉลยี่
ระดบั โรงเรียน ระดับ สพม.32 ระดับ ประเทศ

2558 40.74 34.99 35.20

2559 45.11 46.26 46.36

2560 45.66 48.41 48.29

26

จากตารางท่ี 8 พบว่า ผลการทดสอบการศึกษาระดบั ชาติ (O-NET) ยอ้ นหลงั 3 ปี
(ปกี ารศึกษา 2558-2560) ของกลุม่ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย ของนกั เรยี นระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 มี
ผลสมั ฤทธิ์เพมิ่ ขึ้นทกุ ปี แตไ่ ม่ถงึ รอ้ ยละ 50 คือ ปีการศึกษา 2558 เทยี บกับปีการศกึ ษา 2559 คะแนนเพ่มิ ขึ้น
4.37 และปกี ารศึกษา 2559 เทยี บกบั ปีการศกึ ษา 2560 คะแนนเพิม่ ข้ึน 0.55 สาระการเรียนรทู้ โ่ี รงเรยี นควร
เรง่ พฒั นาปีการศกึ ษา 2560 คอื สาระหลักการใช้ภาษา การเขียน การอา่ นและวรรณคดแี ละวรรณกรรม ปี
การศกึ ษา 2559 คอื สาระการเขียน การอา่ น การฟงั การดแู ละการพูด และวรรณคดีและวรรณกรรม
(สานักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 32. 2560 : 30-32) และผลการประเมนิ คุณภาพภายนอก
สถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพ้นื ฐานจากสานกั รับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศกึ ษา (องคก์ าร
มหาชน) รอบสาม ของโรงเรียนโนนสุวรรณพิทยาคม อาเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบรุ ีรมั ย์ สานักงานเขตพนื้ ท่ี
การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 32 ปีการศึกษา 2554 พบว่า มาตรฐานดา้ นผูเ้ รียน มาตรฐานท่ี 5 ผ้เู รยี นมคี วามรู้
และทักษะท่จี าเปน็ ตามหลกั สูตรมคี า่ เฉล่ยี ของผลประเมนิ แบบอิงเกณฑ์และองิ สถานศกึ ษาของสถานศึกษาตาม
มาตรฐานที่ 5 คดิ เปน็ ค่าเฉลยี่ 7.63 สรปุ ผลการประเมนิ อยู่ในระดับต้องปรับปรุง (สานกั รบั รองมาตรฐานและ
ประเมนิ คุณภาพการศึกษา องคก์ ารมหาชน. 2555: 3) ซ่งึ จากผลการประเมินดงั กลา่ วยงั พบว่า กลมุ่ สาระการ
เรยี นรู้ภาษาไทยยงั มผี ลการประเมนิ คุณภาพการศึกษาระดับชาติ (O-NET) ต่ากว่าร้อยละ 50 ซง่ึ มีปญั หาด้าน
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นต่า จากการศกึ ษาพบวา่ นักเรียนมีปญั หาด้านการอ่าน นักเรยี นสว่ นใหญ่ขาดทกั ษะการ
อ่านและรวมถงึ การคิดวิเคราะหซ์ ง่ึ ส่งผลต่อผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาอน่ื ๆ ดว้ ย ดงั นนั้ การจัดกระบวนการ
เรียนรู้ทีเ่ นน้ การพฒั นาความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะหจ์ ึงมีความสาคญั ท่ีต้องจัดให้กบั นักเรยี น เพ่อื
พฒั นาการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน ในโรงเรยี นโนนสวุ รรณพทิ ยาคม อาเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบรุ รี มั ย์
สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 32 จากปัญหาดงั กลา่ วพบวา่ ครคู วรมีการจดั กิจกรรม การเรยี น
การสอนทีห่ ลากหลายใชน้ วตั กรรมในการพฒั นาการเรียนรู้ เพอื่ ยกระดับผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของนักเรียน
ใหส้ ูงขนึ้ นกั เรยี นมีทกั ษะการคดิ วิเคราะห์ สงั เคราะห์ มวี ิจารณญาณ มคี วามคดิ สรา้ งสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมี
วิสัยทัศนต์ อ่ ไป

ผู้ศึกษาไดร้ ับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ครูผูส้ อนกลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทยชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3
โรงเรยี นโนนสวุ รรณพิทยาคม อาเภอโนนสวุ รรณ จงั หวดั บรุ รี ัมย์ สานกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษามธั ยมศึกษา
เขต 32 เห็นวา่ ผู้เรียนไมม่ ีนิสยั รกั การอา่ นและผเู้ รียนบางสว่ นอา่ นหนังสอื ไม่คล่อง เขยี นสือ่ ความไมไ่ ด้ ผู้ศึกษา
จงึ สนใจทจี่ ะพัฒนาศักยภาพด้านการอา่ น คิดวิเคราะหแ์ ละเขียนสือ่ ความของผู้เรียน โดยการประเมนิ
ความสามารถในการอา่ น คดิ วิเคราะหแ์ ละเขยี นส่ือความของผูเ้ รียน เพ่ือนาการประเมินเปน็ ขอ้ มูลสารสนเทศ
ในการพัฒนาต่อไปซึ่งการดาเนนิ การประเมนิ การอา่ น คดิ วิเคราะห์และเขยี นสื่อความ ของสถานศึกษาของผู้
ศึกษาต้องการประเมนิ จากผลการเขียนท่ีแสดงถึงการวเิ คราะหท์ มี่ าจากการอ่านของผ้เู รียน แตส่ ถานศกึ ษายงั
ขาดเคร่ืองมือท่มี ีคณุ ภาพ ผู้ศึกษาจงึ สนใจท่ีจะการพัฒนาทักษะการอา่ นรเู้ รอ่ื งและส่ือสารได้ โดยใช้แบบฝึก
ทักษะการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขียนสื่อความตามแนว PISA มาใช้ในการจดั การเรยี นรู้ เพ่อื ใหผ้ ู้เรยี นผ่านการ
ประเมิน มที ักษะในด้านการอ่าน คดิ วเิ คราะห์และเขียนสื่อความ เป็นไปตามมาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน
การศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน ตัวบ่งชีค้ ุณภาพภายนอกรอบสาม และหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน

27

พุทธศกั ราช 2551 กาหนดไว้และเพื่อจะได้เป็นแนวทางในการประเมนิ ทกั ษะการอ่าน คิดวเิ คราะหแ์ ละเขยี น
สอ่ื ความในระดับชัน้ อ่ืน ๆ ต่อไป

2. วตั ถปุ ระสงค์/เป้าหมาย
จากความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา ผศู้ ึกษาได้กาหนดวัตถุประสงค์ของการศกึ ษาไว้

ดงั นี้ 1) เพ่ือสรา้ งและพฒั นาแบบฝกึ ทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขยี นสือ่ ความตามแนว PISA กลมุ่
สาระการเรียนรภู้ าษาไทย ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพ่อื หาดชั นี
ประสทิ ธผิ ลแบบฝกึ ทักษะการอ่าน คิดวเิ คราะห์ และเขียนสื่อความตามแนว PISA กลุ่มสาระการเรยี นรู้
ภาษาไทย ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 3 3) เพอ่ื เปรียบเทยี บผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนกั เรยี นกอ่ นและหลงั เรียน
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทีก่ ารจัดการเรยี นรู้ โดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน
สอื่ ความตามแนว PISA กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย 4) เพอ่ื ศึกษาความพงึ พอใจของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษา
ปีท่ี 3 ที่มีต่อการจดั การเรียนร้โู ดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขยี นส่อื ความตามแนว PISA
กลมุ่ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย

3. คุณภาพความสมบูรณ์ในเนือ้ หาสาระของนวัตกรรม และความถกู ต้องตามหลักวชิ าการ
3.1 ลกั ษณะของผลงานเป็นแบบฝกึ ทกั ษะ กระบวนการคิดในการพฒั นาใหเ้ กดิ กระบวนการอ่าน คิด

วเิ คราะห์ และเขียนสอ่ื ความตามแนว PISA ซ่ึงยังไม่ค่อยมีผู้ทาแบบฝกึ ในลักษณะเชน่ น้ี
3.2 เป็นนวัตกรรมทผี่ า่ นการตรวจสอบจากผ้เู ชี่ยวชาญดา้ นเน้ือหา และรปู แบบ อยา่ งถูกต้องตาม

กระบวนการของการสรา้ งนวัตกรรม โดยความสมบรู ณ์ของเน้อื หาในนวัตกรรมเปน็ ไปตามกระบวนการการ
ของการพฒั นาผเู้ รียน

3.4 ผสู้ อน ไดพ้ ัฒนานวตั กรรมทใ่ี ช้ให้น่าสนใจสาหรบั ผเู้ รียนและผู้สนใจทวั่ ไปและนาไปใช้ในเป็นแนว
ทางการจัดกจิ กรรมโครงการพัฒนาทักษะการอา่ นรู้เร่ืองและส่อื สารได้ ตามแนว PISA ของนักเรยี นชัน้
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1-3 โรงเรียนประโคนชยั พทิ ยาคม อาเภอประโคนชัย จงั หวดั บรุ ีรัมย์ สานักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 32 โดยผสู้ อนได้เปน็ วทิ ยากรในการใหค้ วามรู้คร้งั นด้ี ว้ ย และไดเ้ ปน็ วิทยากรอบรม
ครูแกนนาจานวน 6 โรงเรียนในสหวิทยาเขตหนองกี่ ครูแกนนาโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลยั บรุ รี ัมย์ และครู
แกนนาโรงเรียนอนบุ าลประชารฐั สามัคคี อาเภอสงู เนิน จงั หวัดนครราชสีมา เพือ่ เป็นแนวทางในการจัดการ
เรียนการสอน เปน็ แนวทางในการจัดกิจกรรม และจัดการเรียนรใู้ นห้องเรียนของตนเอง

ตวั ชีว้ ัดท่ี 3 การออกแบบนวัตกรรม

การออกแบบนวตั กรรมและเทคโนโลยเี พอ่ื การเรยี นการสอน แบบฝึกทกั ษะการพฒั นาการ
อ่านร้เู รอื่ งและสื่อสารได้ โดยใชแ้ บบฝึกทักษะการอา่ นคิดวิเคราะห์ และเขยี นสอ่ื ความตามแนว PISA กลุ่ม
สาระการเรียนรภู้ าษาไทย ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนโนนสวุ รรณพิทยาคม อาเภอโนนสวุ รรณ จงั หวดั
บุรรี มั ย์ สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษา มธั ยมศึกษา เขต 32 มแี นวคดิ ทฤษฎีรองรบั อย่างมีเหตุผล มีการพัฒนา
และสามารถอา้ งองิ ได้ ดังน้ี

28

3.1 มแี นวคิดทฤษฎีท่ีรองรบั อยา่ งสมเหตุสมผล อา้ งองิ ได้

การสรา้ งนวัตกรรมแบบฝึกทักษะการอา่ นคิดวเิ คราะห์ และเขียนส่อื ความตามแนว PISA

มที ฤษฎีทีร่ องรบั อยา่ งสมเหตุสมผลทอี่ า้ งอิงมาดังน้ี

3.1.1 แนวคิดและทฤษฎขี องทกั ษะการคดิ วิเคราะห์ (เป็นแนวคิดทฤษฎีทีใ่ ชใ้ นการออกแบบ

นวตั กรรม)

บลูม Bloom (อา้ งถงึ ใน ประพันธ์ศิรสิ เุ สารัจ. 2552 :16-19) ได้กล่าวถึงทักษะการคิดวิเคราะห์

ประกอบดว้ ยทกั ษะสาคญั 3 ดา้ นดงั น้ี

1. การคิดวิเคราะห์ความสาคัญหรอื เนื้อหาของสง่ิ ต่างๆ (Analysis of Element) เปน็ ความสามรถใน

การแยกแยะไดว้ ่าส่งิ ใดจาเปน็ ส่ิงใดสาคญั สิง่ ใดมบี ทบาทมากทีส่ ดุ ประกอบดว้ ย

1.1 วเิ คราะห์ชนิด เป็นการใหน้ ักเรียนวินจิ ฉัยว่า สิ่งนนั้ เหตกุ ารณน์ ั้นๆ จดั เป็นชนิดใด ลักษณะใด

เพราะเหตุใด เชน่ ทาดีได้ดี ทาช่วั ไดช้ ัว่

1.2 วิเคราะห์สงิ่ สาคัญ เป็นการวนิ จิ ฉยั ว่าสง่ิ ใดสาคญั สิ่งใดไม่สาคญั เปน็ การคน้ ควา้ หาสาระสาคญั

ข้อความหลกั ข้อสรุป จุดเดน่ จุดดอ้ ย ของสิง่ ต่างๆ

1.3 วเิ คราะห์เลศนยั เปน็ การมุ่งเนน้ สิง่ ท่ีแอบแฝงซอ้ นเร้น หรอื อยเู่ บือ้ งหลังจากส่ิงท่ีเห็น ซ่ึงมิได้

บ่ง บอกตรงๆแต่มีร่องรอยของความเปน็ จริงซ้อนเรน้ อยู่

2. การคดิ วเิ คราะหค์ วามสมั พนั ธ์ (Analysis of Relationship)เป็นการคน้ หาความสมั พนั ธ์ของสิ่ง

ตา่ งๆวา่ มอี ะไรสัมพันธก์ ัน สัมพนั ธเ์ ชื่อมโยงกนั อย่างไรสมั พนั ธ์กันมากน้อยเพยี งใด สอดคลอ้ งหรือขดั แย้ง

กนั ไดแ้ ก่

2.1 วิเคราะหช์ นดิ ของความสัมพันธ์ 2.2 วิเคราะห์ขนาดของความสมั พนั ธ์

2.3 วิเคราะห์ขนั้ ตอนความสัมพันธ์ 2.4 วเิ คราะห์จดุ ประสงค์และวิธีการ

2.5 วเิ คราะหส์ าเหตุและผล 2.6 วิเคราะหแ์ บบความสมั พันธ์ในรูปอปุ มาอปุ ไมย

3. การคิดวเิ คราะหเ์ ชิงหลักการ(Analysis of Organizational Principles) หมายถงึ การคน้ หา

โครงสรา้ งระบบ เรือ่ งราว สง่ิ ของและการทางานต่างๆ ว่า ส่งิ เหลา่ น้ันดารงอยู่ไดใ้ นสภาพเช่นนน้ั เนอ่ื งจาก

อะไร มอี ะไรเปน็ แกนหลัก มีหลักการอยา่ งไร มีเทคนิคอะไรหรือยึดถือคตใิ ด มีสิง่ ใดเป็นตวั เชอื่ มโยงการคิด

วเิ คราะหห์ ลักการ เปน็ การวิเคราะห์ที่ถือวา่ มีความสาคัญท่ีสดุ การจะวิเคราะห์เชงิ หลักการได้ดี จะต้องมี

ความรคู้ วามสามารถในการวิเคราะห์องคป์ ระกอบและวเิ คราะห์ความสัมพันธไ์ ด้ดีเสียก่อน เพราะผลจาก

ความสามารถในการวิเคราะห์องค์ประกอบและวิเคราะห์ความสมั พันธจ์ ะทาใหส้ ามารถสรุปเปน็ หลักการได้

ประกอบดว้ ย

3.1 วเิ คราะหโ์ ครงสรา้ ง เปน็ การค้นหาโครงสรา้ งของส่งิ ต่างๆ

3.2 วิเคราะหห์ ลักการ เปน็ การแยกแยะเพ่อื คน้ หาความจรงิ ของส่ิงตา่ งๆ แลว้ สรุป เป็นคาตอบได้

29

การอ่านกับทกั ษะการคิด

1. การอา่ น

ธตรฐ ตลุ าพงษ์พิพัฒน์ (2558: 103) การอ่านเปน็ กระบวนการเร่มิ ต้นของ การเรียนรู้ การอ่าน

เปน็ การขยายความรู้ “การอา่ นทาคนใหเ้ ป็นคนโดยสมบรู ณ์” (Francis Bacon)การอ่านเปน็ ส่งิ สาคญั สาหรบั

มนุษย์ เพราะมนุษย์จะไม่สามารถเป็นมนษุ ย์ได้อยา่ งสมบรู ณแ์ บบหากปราศจากการอ่านซง่ึ เปน็ หน่งึ ในสีข่ อง

ทกั ษะทางภาษาท่ีจาเปน็ ตอ้ งฝึกฝนอยูส่ ม่าเสมอและสามารถฝกึ ฝนไดเ้ ร่ือยๆ ตามวัย และประสบการณ์ไม่มวี ัน

สน้ิ สดุ เป็นสิง่ สาคัญท่ีจะชว่ ยให้มนษุ ย์ได้รับความคิดความรู้และความบนั เทิง มีผลตอ่ ชวี ิตและจติ ใจของมนษุ ย์

ให้เจรญิ ยง่ิ ขน้ึ

2. ทักษะการคิด

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2551: 8-10) กรอบการนาทักษะการคดิ ส่กู ารพฒั นาผ้เู รียน ใหส้ อดคลอ้ ง

ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551ทักษะการคดิ สกู่ ารพฒั นาผู้เรยี น ให้สอดคลอ้ ง

ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 ไดใ้ ช้กรอบด้านกระบวนการท่ีใช้ในการคดิ ซึ่ง

ได้แก่ ความสามารถในทักษะการคิดขั้นพน้ื ฐาน ประกอบด้วยทกั ษะการคิดทีใ่ ชใ้ นการส่อื สาร และทกั ษะการ

คิดทเ่ี ปน็ แกน และความสามารถในทักษะการคิดขน้ั สูง ประกอบด้วย ทักษะการคดิ ซบั ซ้อน ทกั ษะพฒั นา

ลักษณะการคิด ทกั ษะกระบวนการคดิ โดยมที ักษะการคิดเปน็ กรอบในการพัฒนา ดงั น้ี

1. ทกั ษะการคิดขนั้ พนื้ ฐาน

1.1 ทักษะการคิดทใี่ ช้ในการสือ่ สาร

ทกั ษะการฟงั ทกั ษะการพดู ทักษะการอา่ น ทักษะการเขียน

1.2 ทักษะการคิดทเี่ ป็นแกน

ทกั ษะการสังเกต ทกั ษะการสารวจ

ทักษะการสารวจคน้ หา ทักษะการตั้งคาถาม

ทักษะการระบุ ทกั ษะการรวบรวมข้อมูล

ทักษะการเปรยี บเทียบ ทกั ษะการคดั แยก

ทักษะการจดั กลุ่ม ทักษะการจาแนกประเภท

ทกั ษะการเรียงลาดบั ทักษะการแปลความ

ทักษะการตีความ ทักษะการเชื่อมโยง

ทักษะการสรุปย่อ ทักษะการสรปุ อา้ งองิ

ทกั ษะการให้เหตผุ ล ทกั ษะการนาความรู้ไปใช้

2. ทกั ษะการคิดข้ันสงู

2.1 ทกั ษะการคิดซบั ซ้อน

ทักษะการให้ความกระจา่ ง ทักษะการสรุปลงความเหน็

ทกั ษะการให้คาจากดั ความ ทักษะการวิเคราะห์

ทักษะการสังเคราะห์ ทกั ษะการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้

30

ทกั ษะการจดั ระเบียบ ทักษะการสร้างความรู้

ทกั ษะการจดั โครงสร้าง ทกั ษะการปรบั โครงสร้าง

ทักษะการหาแบบแผน ทกั ษะการพยากรณ์

ทักษะการหาความเชอ่ื พ้ืนฐาน ทักษะการต้ังสมมตฐิ าน

ทักษะการพิสจู น์ความจรงิ ทักษะการทดสอบสมมติฐาน

ทักษะการตั้งเกณฑ์ ทกั ษะการประเมิน

2.2 ทกั ษะพฒั นาลักษณะการคิด

ทกั ษะการคิดคล่อง ทักษะการคิดหลากหลา

ทกั ษะการคดิ ละเอยี ด ทักษะการคิดชดั เจน

ทักษะการคดิ อย่างมเี หตุผล ทักษะการคิดถูกทาง

ทักษะการคิดกวา้ ง ทกั ษะการคิดไกล

ทักษะการคิดลึกซึ้ง

2.3 ทกั ษะกระบวนการคิด

ทกั ษะกระบวนการคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ ทกั ษะกระบวนการคดิ ตดั สินใจ

ทักษะกระบวนการคดิ แกป้ ัญหา ทกั ษะกระบวนการวิจยั

ทกั ษะกระบวนการคิดสร้างสรรค์

การอ่านกบั ทักษะการคิด สรปุ ได้วา่ การอา่ นมีความ สาคัญสาหรบั เดก็ มาก เพราะเป็น

การสง่ เสริมให้มนี สิ ัยรกั การอ่านฝึกการคน้ คว้าหาความรูด้ ้วยตนเองพัฒนาการใชภ้ าษาของเดก็ ชว่ ยใหเ้ ด็กรู้จัก

หนงั สอื อา่ นหนงั สือเป็นอ่านหนังสือเกง่ เกิดนิสยั รกั การอ่านและนสิ ยั รกั การอ่านดารงอย่ตู ลอดไปซึ่งจะเปน็

ประโยชนแ์ กเ่ ดก็ ในอนาคตในแง่ท่รี จู้ กั ใช้การอ่านเปน็ เครื่องมอื แสวงหาความรู้

2. การเขียนสือ่ ความ

การเขียนคือ ผลิตผลของการเรยี นร้ทู มี่ ีคณุ ค่า ผู้ศึกษาได้ศึกษาและนาเสนอไว้ 3 ประเดน็ คือ

ความหมายของการเขยี น ความสาคญั ของการเขียน และจุดมงุ่ หมายของการเขยี น

การเขียน เป็นทักษะการส่ือสารที่แสดงออกทางภาษาเป็นลายลกั ษณ์อกั ษรทต่ี ้องอาศัยความรู้

ความสามารถในดา้ นการคิด ความรสู้ ึก จินตนาการและประสบการณ์ สามารถพฒั นา และฝึกฝนส่งเสริมได้

ดว้ ยการฝึกทกั ษะให้ผเู้ รยี นได้แสดงออกโดยการเขียนให้ชดั เจน เรียบง่าย กระชับ ประทับใจ โน้มน้าวจติ ใจ ถกู

หลกั ภาษา ลีลาไพเราะ การจัดกจิ กรรมต้องจดั อยา่ งต่อเนื่อง เชือ่ งโยงจากกจิ กรรมการอ่าน และการคิด

วเิ คราะห์ ท่ีก่อใหเ้ กิดการจัดระบบความคดิ จากเร่ืองราว ความรู้ และประสบการณ์ท่ีได้จากการแปลความ

ตีความ ต้งั คาถามสรปุ จากการฟงั และการอา่ น จากข้อสรุปการสงั เคราะหค์ วามสมั พนั ธ์จากกระบวนการ

ส่งเสริมพฒั นาทักษะการอา่ นคดิ วิเคราะห์และเขยี นดังกลา่ วขา้ งต้นนนั้ สรุปไดว้ ่า การอ่าน คดิ วิเคราะหแ์ ละ

เขียนสอื่ ความ มคี วามสมั พนั ธ์กันดว้ ยจดุ เรม่ิ ตน้ ของการอ่าน การฟงั การสัมผัส แล้วการคิดวเิ คราะห์เปน็

กระบวนการทางสมอง ทีจ่ ะดาเนนิ การในข้นั ตอนต่อไปด้วยการพจิ ารณา ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง แยกแยะ แจก

แจงเป็นส่วน แลว้ ประเมนิ ค่า สรุปเลอื กเฟูนเพ่ือนาไปสู่การตัดสินใจแก้ไขปญั หาไดถ้ ูกต้องเหมาะสมเกดิ การ

31

เรยี นรู้ มคี วามรู้ ความคดิ ความสามารถ แลว้ ถา่ ยทอดองค์ความรู้ สงิ่ ประดิษฐ์ใหม่ด้วยขั้นตอนการเขยี น
พดู หรอื แสดงออก ดังนัน้ การจดั กจิ กรรมส่งเสริมและพฒั นาทักษะความสามารถของผเู้ รียนด้าน
การอ่าน การคดิ วิเคราะห์ และการเขยี นสอ่ื ความ จึงจาเปน็ ตอ้ งจัดอย่างต่อเน่อื งควบคู่กนั ไป หรอื อาจสรุปได้
วา่ ความสามารถในการเขยี นเป็นผลมาจากกระบวนการคิดวิเคราะห์ ความสามารถของกระบวนการคิด
วิเคราะหม์ าจากการอ่าน หรอื การรับสาร สงิ่ เร้าต่าง ๆ

จากการศึกษาองค์ความรู้ การอ่านคดิ วิเคราะหแ์ ละเขยี นสื่อความ สรุปได้วา่ การอา่ นคิดวเิ คราะห์
และเขียนส่ือความ หมายถึง ความสามารถในการจาแนก แยกแยะ เรื่องราวที่อ่านวา่ แต่ละส่วนยอ่ ยมี
ความสาคัญท่ีตรงไหน ส่วนยอ่ ยๆ เหล่านัน้ สัมพันธเ์ กี่ยวโยงกนั อย่างไรและส่วนย่อยนน้ั ผูกติดกันเป็นเร่ืองราวท่ี
สมบูรณ์ไดโ้ ดยยดึ หลกั การหรือทฤษฏีใดแล้วเขยี นถ่ายทอดความรู้ หรือข้อคดิ เหน็ ใหผ้ ูอ้ า่ นรบั รู้

3.1.2 แนวคดิ และทฤษฎีของการอ่านตามแนว PISA (เป็นแนวคดิ ทฤษฎีของผลทีเ่ กดิ จากการใช้
นวัตกรรม)

PISA คอื อะไร
สถาบนั สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2557: 4) ให้ความหมายวา่ PISA เปน็ ชอื่
ยอ่ ของ Programme for International Student Assessment ซ่ึงเปน็ ผลงานของ (OECD) (Organization
for the Economic Cooperation and evelopment) ซึ่งเป็นองคก์ ร ของ 34 ประเทศท่พี ฒั นาแลว้ ทาง
เศรษฐกิจในปลายทศวรรษที่ 1990 ประเทศสมาชกิ ของ (OECD) มคี วามคิดทจ่ี ะหาวิธปี ระเมินวา่ เด็กอายุ 15
ปที ่วั โลก มคี วามพร้อมทจ่ี ะอยูร่ ว่ มในสงั คมเพียงใด เหตุท่ี PISA เลอื กเด็ก อายุ 15 ปี แทนทีจ่ ะเป็นเด็กอายุ 12
หรอื 17 เพราะเปน็ อายุที่เด็กกาลังจะจบการศึกษาภาคบังคับ ผู้เช่ียวชาญดา้ นการศึกษาท่วั โลก ช่วยกันสรา้ ง
วธิ ีทดสอบทใี่ ช้เวลา 2 ชั่วโมง ซึง่ มงุ่ เนน้ การวัดผลใน 3 วิชาหลกั ได้แก่ ภาษา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
ประเทศสมาชกิ ตัดสนิ ใจที่จะจัดการทดสอบนี้ ทกุ 3 ปี และมีการสบั เปลี่ยนจุดมุ่งเนน้ ในการทดสอบใน 3 วชิ า
หลกั
ธตรฐ ตลุ าพงษ์พิพัฒน์ (2558: 1) PISA คอื โครงการประเมนิ ผลการศกึ ษานกั เรยี นนานาชาติ
(Programme for International Student Assessment) เป็นโครงการประเมนิ ผลการศกึ ษาของประเทศ
สมาชิกองคก์ ารเพื่อความรว่ มมอื และพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ องค์การ (OECD) (Organisation for
Economic Co-operation and Development) มีจุดประสงค์เพ่ือสารวจวา่ ระบบการศกึ ษาของประเทศ
ได้เตรียมเยาวชนของชาตใิ ห้พร้อมที่จะใชช้ ีวิต และมีสว่ นร่วมดา้ นสังคมในอนาคตเพยี งพอหรอื ไม่ PISA เน้น
การประเมนิ สมรรถนะของนักเรียนวัย 15 ปี ท่ีจะใช้ความรู้ และทักษะเพ่ือเผชญิ กับโลกในชวี ิตจริง มากกวา่
การเรยี นรู้ตามหลกั สตู รในโรงเรียน เพราะเป็นวยั ท่ีจบการศึกษาภาคบังคบั แลว้ อาจจะเข้าศกึ ษาตอ่ หรือ
ออกไปประกอบอาชพี
ธตรฐ ตลุ าพงษ์พิพัฒน์ (2558: 1) PISA โครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกบั นานาชาติ
(Programme for International Student Assessment หรอื PISA) รเิ ริ่มโดยองค์การเพ่อื ความร่วมมือและ
พฒั นาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development หรอื (OECD) มี
วตั ถุประสงค์เพ่อื ประเมนิ คุณภาพของระบบการศึกษาในการเตรียมความพร้อมให้ ประชาชนมศี ักยภาพหรือ

32

ความสามารถพื้นฐานที่จาเปน็ ตอ่ การดารงชีวิตในโลกทม่ี ี การเปลย่ี นแปลง โดย PISA เนน้ การประเมิน
สมรรถนะของนักเรยี นเก่ียวกับการใช้ความรู้และทักษะในชีวิต จริงมากกวา่ การเรยี นรูต้ ามหลักสูตรในโรงเรยี น
ปัจจบุ ันนมี้ ีประเทศจากทว่ั โลกเข้าร่วมโครงการมากกว่า 70 ประเทศ

ธตรฐ ตลุ าพงษพ์ พิ ัฒน์ (2558: 2) ให้ความหมายว่า PISA วัด การรเู้ รอื่ ง (Literacy) จุดมุ่งหมาย
หลกั ของ PISA คอื การมองไปถึงอนาคต PISA จึงเนน้ การประเมินสมรรถนะของนกั เรยี น
ท่ีจะใช้ความรู้และทักษะเพื่อเผชิญกับโลกในชีวิตจริง มากกว่าความรู้ที่ได้เรียนตามหลักสูตร ในโรงเรียน
ปัจจบุ นั (OECD)/PISA เรียกสมรรถนะนั้นว่า (Literacy) หรอื “การรู้เร่ือง”PISA ได้ศึกษางานวิจัยพบว่า การรู้
เร่ือง (Literacy) คือ ความรู้ และทักษะท่ีจาเป็นในการเรียนรู้ตลอดชีวิต สาหรับการมีชีวิตสังคม ยุคใหม่ และ
เป็นตัวชี้วัดศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ดังน้ัน PISA จึงเป็นการประเมินเพื่อชี้อนาคต ตัวช้ีวัดอนาคตที่
สาคญั มี 3 ด้านเทา่ นน้ั ได้แก่

1. การร้เู รื่องการอา่ น (Reading Literacy)
2. การร้เู รือ่ งคณิตศาสตร์ (Mathematical Literacy
3. การรเู้ รือ่ งวิทยาศาสตร์(Scientific Literacy)
PISA 2009 (อา้ งอิงใน พัชรินทร์ อารมณส์ าวะ. 2557:3) ได้นยิ าม การรเู้ รอื่ ง
การอ่าน (Reading Literacy) ไว้ดังน้ี “การรู้เร่ืองการอ่าน เปน็ ความเขา้ ใจ (understanding) การใช้ (using)
การสะท้อน (reflecting) และความรักและผูกพนั กับการอ่าน (engaging) ในถ้อยความท่ีเป็นขอ้ เขยี น
(written) ใหบ้ รรลุเปูาหมายของแตล่ ะคน เพ่อื พฒั นาความรู้ และศักยภาพของตน รวมทัง้ การพฒั นาเพื่อมี
สว่ นร่วมในกระบวนการของสังคม”
สถาบันภาษาไทย (2558: 13) การอ่านของ PISA หมายถึงอะไร PISA ใช้คาว่า “การรู้เร่ืองการ
อ่าน” แทน คาวา่ “การอา่ น” เพราะ “การอ่าน” ตามความเขา้ ใจ โดยทว่ั ไปจะมีความหมาย ของการอ่านออก
การบอก ความหมายของคา ขณะที่ PISA ต้องการวัดการอ่านให้ครอบคลุมท้ังกว้างและลึก ตลอดจนมี
เปูาหมาย กับกล่มุ นกั เรียนทแี่ ตกต่างกันดว้ ย
PISA ประเมนิ อะไร
สานกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา สถาบันภาษาไทย (2558: 13) PISA ประเมนิ
สมรรถนะท่เี รียกวา่ ซึ่งในทนี่ ้ีจะใช้คาวา่ “การรเู้ รอื่ ง” และ PISA เลือกประเมนิ การรเู้ ร่ืองในสามดา้ น ไดแ้ ก่
การรูเ้ รอื่ งการอ่าน (Reading Literacy) การรู้เรอ่ื งคณิตศาสตร์ Mathematical Literacy) และการรู้เรื่อง
วทิ ยาศาสตร์ (Scientific PISA) ไดแ้ บ่งการประเมินออกเป็น 2 รอบ กล่าวคือ รอบท่ี 1 (Phase I: PISA 2000
PISA 2003 และ PISA) และรอบท่ี 2 (Phase II: PISA 2009 PISA 2012 และ PISA) ในการประเมินผล
นกั เรยี นจะวัดความรู้ทงั้ 3 ดา้ น แตจ่ ะเน้นหนักในดา้ นใดดา้ นหนึง่ ในการประเมินแตล่ ะระยะ กล่าวคือ
การประเมินผลระยะที่ 1 (PISA 2000 และ PISA 2009) เน้นดา้ นการอ่าน (น้าหนกั ข้อสอบ
ด้านการอ่าน 60% และท่ีเหลือเป็นด้าน คณติ ศาสตรแ์ ละวิทยาศาสตร์อย่างละ 20%)
การประเมนิ ผลระยะท่ี 2 (PISA 2003 และ PISA 2012) เน้นดา้ นคณิตศาสตร์ (น้าหนกั
ขอ้ สอบด้านคณิตศาสตร์ 60% และด้านการอ่านและวิทยาศาสตร์อย่างละ 20%)

33

การประเมินผลระยะท่ี 3 (PISA 2006 และ PISA 2015) เน้นด้านวิทยาศาสตร์ (น้าหนัก
ข้อสอบด้านวทิ ยาศาสตร์ 60% และดา้ นการอา่ นและคณติ ศาสตรอ์ ย่างละ 20%)

การประเมนิ ผลระยะท่ี 4 (PISA 2009 และ PISA 2018) เน้นด้านการอ่าน(น้าหนกั ข้อสอบ
ดา้ นวิทยาศาสตร์ 60% และด้านวทิ ยาศาสตรแ์ ละคณติ ศาสตรอ์ ย่างละ 20%)

สรุปได้ว่า การรู้เร่ืองการอ่าน (Reading Literacy) คอื “ การร้เู รื่องการอา่ น เปน็ ความเข้าใจ
(understanding) การใช้ (using) การสะท้อน (reflecting) และความรกั และผกู พนั กับการอา่ น (engaging)
ในถ้อยความ ท่ีเปน็ ขอ้ เขียน (written) ให้บรรลุเปูาหมายของแต่ละคนเพือ่ พฒั นาความรู้ และศกั ยภาพ ของ
ตน รวมท้งั การพัฒนาเพ่ือมสี ่วนร่วมในกระบวนการของสังคม

ขอ้ สอบ PISA เป็นอยา่ งไร
ลกั ษณะข้อสอบ PISA ท้งั 3 ดา้ น มคี วามนา่ สนใจและทา้ ทายใหน้ กั เรยี นอ่าน
โดยมสี ถานการณ์ทีห่ ลากหลายในชีวติ จรงิ ในหน่งึ สถานการณ์อาจมีหลายคาตอบและการตอบคาถาม
มีรูปแบบทห่ี ลากหลาย ไดแ้ ก่

1. เลอื กตอบแบบทัว่ ไป
2. เลอื กตอบแบบเชิงซอ้ น
3. เลอื กตอบแบบปิด หรอื สร้างคาตอบเองในขอบเขตจากัด
4. เขยี นตอบแบบเปิด หรือสรา้ งคาตอบแบบอสิ ระ
การประเมินทีผ่ ่านมา นักเรยี นจะทาข้อสอบในเลม่ แบบทดสอบ แต่สาหรบั PISA 2015 จะ
เปลยี่ นแปลงรูปแบบการประเมนิ คอื
1. นกั เรียนต้องใชค้ อมพวิ เตอร์ในการทาแบบทดสอบ โดยการคลิกเลือกคาตอบจากรายการ
ทีก่ าหนดให้ โดยพิมพ์คาตอบ ตลอดจนใชเ้ มาส์ลากและวางคาตอบ หรือคลิกคาตอบจากรายการท่กี าหนดให้
2. เพิม่ ทาแบบทดสอบสมรรถนะการแกป้ ัญหาแบบรว่ มมือ นักเรยี นทาแบบทดสอบ PISA
ใชเ้ วลา 2 ชัว่ โมง นอกจากน้ี มีแบบสอบถามสาหรบั โรงเรยี นทตี่ ้องตอบด้วยคอมพิวเตอร์อกี ด้วย
การรเู้ รอื่ งการอา่ น (Reading Literacy) แบบ PISA มลี ักษณะใด
1. การอ่านตามนิยามของ PISA
สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2558: 19) PISA ใหน้ ยิ าม การรเู้ รอื่ งการ
อ่าน Reading literacy) ไวว้ ่า หมายถงึ ความรู้และทักษะท่จี ะเขา้ ใจเรื่องราวและสาระของ ส่งิ ท่ีได้อา่ น
ตคี วามหรือแปลความหมายของข้อความที่ได้อา่ น และประเมิน คิดวิเคราะห์ ย้อนกลับไปถงึ จุดมุ่งหมายของ
การเขยี นได้วา่ ต้องการสง่ สารสาระอะไรให้ผู้อ่าน ท้ังนีเ้ พื่อจะประเมินว่านักเรียนไดพ้ ัฒนาศักยภาพในการอ่าน
ของตนและสามารถใช้การอา่ นให้เปน็ ประโยชนใ์ นการเรียนรู้ ในการมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมและความเป็นไปของ
สงั คมอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ หรอื ไม่เพยี งใด เพราะการประเมิน ของ PISA น้นั เน้น “การอ่านเพ่ือการเรยี นรู้”
มากกวา่ ทกั ษะในการอ่านที่เกิดจาก “การเรียนรเู้ พื่อการอา่ น” และ PISA ประเมินผลเพื่อศึกษาวา่ นักเรียนจะ
สามารถรู้เรอื่ งทไ่ี ดอ้ า่ น สามารถขยายผลและคดิ ยอ้ นวิเคราะห์ความหมายของข้อความที่ได้อ่าน เพ่อื ใชต้ าม
วตั ถปุ ระสงค์ของตนในสถานการณ์ตา่ งๆ อยา่ งกวา้ งขวางท้ังในโรงเรยี นและในชีวิตจรงิ นอกโรงเรียน

34

นิยามเรอื่ งการอ่านของ PISA จงึ มคี วามหมายกว้างกว่าการอา่ นออกและอ่านร้เู รือ่ งในส่งิ ท่ีอ่าน
ตามตัวอักษรเท่าน้ัน แตก่ ารอ่านยงั ได้รวมถึงความเข้าใจเร่ืองราวสาระของเน้ือความ สามารถคดิ พิจารณาถึง
จดุ มุ่งหมายของการเขยี น สามารถนาสาระจากข้อเขียนไปใช้ในจุดมุง่ หมาย ของตน และทาใหส้ ามารถมีส่วน
รว่ มในสังคมสมัยใหมท่ ่มี ีความยงุ่ ยากซบั ซ้อนข้นึ ด้วยการสื่อสารจากข้อเขยี น

2. วธิ ีการวดั ความรแู้ ละทักษะการอ่านของ PISA ในการทดสอบการอ่าน นกั เรยี นจะได้รับ
ข้อความตา่ งๆ หลากหลายแบบดว้ ยกันให้อ่าน แล้วใหแ้ สดงออกมาวา่ มีความเข้าใจอย่างไร โดยให้ตอบโต้
ตอบสนอง สะท้อนออกมาเป็นความคิดหรือคาอธิบายของตนเอง และให้แสดงว่าจะสามารถใช้สาระจากสิ่งที่
ไดอ้ า่ นในลกั ษณะตา่ งๆ กนั ได้อย่างไร

3. องคป์ ระกอบของความรแู้ ละทักษะการอา่ นท่ีประเมิน PISA เลอื กที่จะประเมิน โดยใช้
แบบรูปการอ่าน 3 แบบดว้ ยกัน ได้แก่

3.1 การอ่านข้อเขียนรูปแบบต่างๆ PISA ประเมนิ การรู้เร่ืองจากการอ่านข้อความ
แบบตอ่ เน่ือง ใหจ้ าแนกข้อความแบบตา่ งๆ กัน เชน่ การบอก การพรรณนา การโตแ้ ย้ง นอกจากนั้น ยังมี
ข้อเขียนทไ่ี มใ่ ชข่ ้อความต่อเนื่อง ได้แก่ การอ่านรายการ ตาราง แบบฟอร์ม กราฟ และแผนผัง เป็นต้น ทั้งนีไ้ ด้
ยึดสิ่งทีน่ กั เรียนได้พบเห็นในโรงเรียน และจะต้องใชใ้ นชวี ิตจรงิ เมือ่ โตเป็นผู้ใหญ่

3.2 สมรรถนะการอ่านดา้ นต่างๆ 3 ดา้ น เน่อื งจาก PISA ใหค้ วามสาคญั กับการอา่ นเพื่อการ
เรยี นรู้ มากกวา่ การเรยี นเพ่ือการอ่าน นกั เรยี นจึงไมถ่ กู ประเมนิ การอา่ นธรรมดา เชน่ อา่ นออก อ่านไดค้ ล่อง
แบง่ วรรคตอนถกู เพราะถอื ว่านักเรียนอายุ 15 ปี จะต้องมีทกั ษะเหล่าน้ันมาแลว้ เป็นอย่างดี แต่ PISA จะ
ประเมนิ สมรรถภาพของนักเรียนในแง่มมุ ต่อไปน้ี

3.2.1 ความสามารถท่จี ะดึงเอาสาระของสิง่ ทไี่ ด้อา่ นออกมา (information) ตอ่ ไปจะใช้
คาว่า “ค้นสาระ”

3.2.2 ความเข้าใจข้อความที่ไดอ้ า่ น สามารถตีความ แปลความสง่ิ ที่ได้อา่ น คิดวิเคราะห์
เน้ือหาและรูปแบบของข้อความท่ีเกยี่ วข้องกบั ส่งิ ตา่ งๆ ในชวี ติ หรือในโลกทอ่ี ยู่ (Interpretation) ซ่งึ ตอ่ ไปจะใช้
คาว่า “ตคี วาม”

3.2.3 ความเขา้ ใจข้อความที่ไดอ้ ่าน สามารถตคี วาม แปลความสง่ิ ทีไ่ ด้อ่าน คิดวิเคราะห์
เนอื้ หาและรปู แบบของข้อความท่ีเก่ียวข้องกบั ส่ิงต่าง ๆ ในชีวิตหรอื ในโลกทอ่ี ยู่ พรอ้ มทั้งความสามารถในการ
ประเมนิ ข้อความท่ไี ดอ้ ่าน และสามารถใหค้ วามเหน็ หรอื โตแ้ ยง้ จากมุมมองของตน(Reflection and
Evaluation) หรอื เรียกว่า “วเิ คราะห์”

3.3 ความสามารถในการใช้การอ่าน PISA ประเมินความรู้และทกั ษะการอา่ นอีก
องคป์ ระกอบหนึง่ โดยดูความสามารถในการใช้การอ่านทวี่ ่ามีความเหมาะสมสอดคล้องกับลกั ษณะของ
ข้อเขียนไดม้ ากน้อยเพยี งใด เช่น ใชน้ วนยิ าย จดหมาย หรอื ชวี ประวตั ิ เพ่ือประโยชนส์ ่วนตวั ใช้เอกสาร
ราชการหรอื ประกาศแจง้ ความเพื่อสาธารณประโยชน์ ใชร้ ายงานหรอื คู่มอื ต่าง ๆ เพ่ือการทางานอาชีพ ใช้
ตาราหรือหนงั สือเรยี น เพอื่ การศกึ ษา เป็นต้น

35

4. การสรา้ งแบบฝึกทักษะการรูเ้ รอื่ งการอ่านตามแนว PISA ทาอยา่ งไร การดาเนนิ การยกระดบั
คณุ ภาพการศึกษาของกระทรวงศึกษาธกิ าร ข้นั ตอนท่จี ะให้บรรลถุ ึงจดุ เปาู หมายต้องเริ่ม จากการให้ความรู้
ตั้งแต่ระดบั พนื้ ฐาน คือ นกั เรียนช่วงชนั้ ท่ี 1 ไปชว่ งชน้ั ที่ 2 ตามลาดับ เม่ือพ้นื ฐานดีช่วงชั้นตอ่ ๆ ไปก็จะต่อยอด
ไปจนถึงเปูาหมายได้ เปรยี บเสมือนการวิ่งผลดั หากคนที่ 1 ไมว่ ิง่ ออกจากจดุ เริ่มตน้ คนท่ี 2 หรอื คนต่อๆ ไป ก็
ไมส่ ามารถจะรบั ไมแ้ ลง้ วิ่งไปสู่เส้นชัยได้

การสรา้ งบทอ่านน้ไี ดน้ าหลักการแนวทางตา่ งๆ แบบ PISA มาประยกุ ต์และปรับใหเ้ หมาะสม
เปน็ “การอ่านตามแนว PISA” และได้ใช้ถ่ายทอดวิธกี ารน้ี แกศ่ ึกษานิเทศก์ และคณะครู ท้งั สังกดั สานกั งาน
เขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาและสังกดั สานกั งานเขตพื้นทีก่ ารศึกษามัธยมศึกษามากกว่า 70 แหง่ ทว่ั
ประเทศ รวมถงึ โรงเรยี นหลายโรงเรยี นทใ่ี หค้ รูทกุ คนได้รบั รูว้ ธิ กี ารสร้างบทอา่ นแนว PISA เพราะครูทุกคน ทุก
สาระวชิ าเมอ่ื จดั กระบวนการเรียนการสอนต้องใชก้ ารอา่ น เพื่อให้นักเรยี นได้รับความรู้ตลอดจนการขยาย
ความรู้ ดังนน้ั ครูทุกคนจงึ ควรรจู้ กั ตระหนกั ถงึ ความสาคัญและสรา้ งบทอา่ นทีส่ ามารถนาไปเชื่อมโยงกับตวั ช้ีวัด
ตามสาระการเรียนรู้ของตนเองได้

การสรา้ งบทอ่านตามแนว PISA น้ีไดก้ าหนดสมรรถนะการรู้เรอ่ื งการอา่ น (Reading Literacy)
เป็นหลกั และข้ันตอนนาไปใช้ในกระบวนการเรียนการสอน โดยจัดสร้างบทอ่านแต่ละเร่ือง จานวนเรื่องละ 4
แบบฝกึ ทักษะได้แก่ แบบฝกึ ทักษะท่ี 1 สมรรถนะการเข้าถึงและค้นคืนสาระ แบบฝกึ ทกั ษะท่ี 2 สมรรถนะ
การบรู ณาการและตีความ แบบฝกึ ทักษะท่ี 3 สมรรถนะการสะทอ้ นและประเมนิ และแบบฝึกทกั ษะท่ี 4
รวมทงั้ 3 สมรรถนะ

การจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนในเบ้อื งตน้ ครูจะให้ความรู้เรือ่ งสมรรถนะการอา่ น PISA
เพราะเปน็ กลวธิ ที ่นี ักเรียนจะใช้วิธีการคดิ เพื่อหาคาตอบ และให้นกั เรยี นทาแบบฝกึ ทักษะที่ 1 กอ่ น แล้วจงึ ให้
ทาแบบฝึกทักษะท่ี 2 และท่ี 3 ตามลาดับ เมื่อนักเรียนรจู้ กั คนุ้ เคยคาถามและวธิ กี ารหาคาตอบตามสมรรถนะ
การอา่ น PISA แลว้ จงึ จะทาแบบฝกึ ทกั ษะที่ 4 ของเรอ่ื งต่อไป การสรา้ งบทอ่านตามแนว PISA น้ี เป็นวธิ ีการ
หน่งึ ท่ีจะช่วยใหค้ รแู ละนกั เรยี นพฒั นาศักยภาพการอา่ น เพื่อบรรลตุ ามแผนยุทธศาสตรเ์ ส้นทางสเู่ ปูาหมายแห่ง
ความสาเร็จ (สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2558: 44-48)

4.1 สมรรถนะการเขา้ ถึงและคน้ คืนสาระ (Retrieving information)
สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (2558: 49-50) ใหร้ ายละเอียดดังนี้

4.1.1 สมรรถนะการเข้าถงึ และค้นคนื สาระหมายความว่าอยา่ งไร
4.1.1.1 ความสามารถเข้าถงึ หรือพบตาแหน่งของสาระท่ตี ้องการในถ้อยความ
4.1.1.2 ความสามารถดงึ เอาสาระทต่ี ้องการในถ้อยความออกมาได้ครบถ้วน

และถูกตอ้ งสมบูรณ์
4.1.1.3 ความสามารถดึงหรือเลือกและเก็บรวมรวมข้อมลู ของสาระทตี่ ้องการ

ในถอ้ ยความออกมาได้ถูกต้องและครบถว้ นสมบรู ณ์
4.1.2 การหาคาตอบสมรรถนะการอ่านเขา้ ถงึ และค้นคนื สาระจะต้องทาอย่างไร

36

4.1.2.1 ผอู้ ่านหาขอ้ เท็จจรงิ ในสง่ิ ทีอ่ ่าน จาก “ คาถาม ถามอะไร” เช่น ใครทา ทาอะไร
ทาทไี่ หน ทาอยา่ งไร หรอื ทาทาไม ถามตวั ละคร ถามเวลา ถามสถานที่

4.1.2.2 ผู้อ่านต้องมองหาสาระทเี่ ขา้ คูก่ ับคาถามซ่งึ จะปรากฏชดั เจน โดยมองขา้ มสาระ
อืน่ ๆ เช่น การมองหาคาตอบที่เขา้ คู่กับคาถามซ่งึ ปรากฏชัดเจน ในประโยคหนง่ึ หรอื สองประโยคเท่านน้ั

4.1.2.3 ผอู้ า่ นตอ้ งมองหาสาระท่ีมีความหมายความคล้ายคลึง หรอื จับคู่กันระหวา่ งสาระ
ทบ่ี อกให้ในคาถาม

4.1.2.4 ผู้อา่ นตอ้ งมองหากบั คาทีเ่ หมือนกนั หรอื คาที่มคี วามหมายเหมือนกนั
ในข้อความที่อ่าน

4.1.2.5 ผู้อา่ นตอ้ งใชท้ ักษะจาแนก หรือบอกความแตกตา่ งของสาระท่ีมีความใกล้เคยี ง
4.1.3 กรอบสมรรถนะการอ่านเข้าถงึ และค้นคนื สาระมขี น้ั ตอนการหาคาตอบได้อย่างไร
4.1.4 ข้นั ตอนการอา่ นสมรรถนะการเขา้ ถึงและค้นคนื สาระผอู้ า่ นจะต้องทาอะไรบ้าง ผู้อ่าน
จะต้องปฏิบตั ิ 3 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. ขัน้ ตอนก่อนอ่าน
1.1 อา่ นสารวจถอ้ ยความ เพ่ือจะได้ทราบรปู แบบสง่ิ ที่อ่าน และได้เลือกใชว้ ิธีการอ่านท่ี
เหมาะสม

1.1.1 ชอื่ ถอ้ ยคา
1.1.2 ลักษณะของถ้อยคา
1.1.3 ประเภทของถ้อยความ เชน่
1.2 อา่ นสารวจคาถาม ให้ทราบจานวนข้อความ รปู แบบของคาถาม
และรปู แบบของการตอบ เช่น แบบเลอื กตอบธรรมดา เลอื กตอบเชิงซ้อน แบบเขียนขอ้ ความ ลากเสน้
หรอื ทาเคร่ืองหมาย ฯลฯ
2. ขั้นระหวา่ งอ่าน
2.1 ผูอ้ ่านตอ้ งอ่านโจทย์อย่างละเอยี ดแลว้ มองหาคาตอบอยู่สว่ นใด เชน่ สว่ นกลาง ส่วนท้าย
และ “คาถามอะไร” เช่น ถามบคุ คล ถามเวลา ถามสถานที่ ถามจานวน ฯลฯ
2.2 อ่านถอ้ ยความแลว้ มองหาค้นหาสาระที่ต้องการ หรือคาตอบให้พบ
2.2.1 สาระทีต่ อ้ งการจะเข้าคูก่ ับคาถามซ่ึงจะปรากฏชัดเจน
2.2.2 สาระท่ีตอ้ งการจะเปน็ ข้อเท็จจรงิ ทีป่ รากฏในสง่ิ อ่าน
2.2.3 ตอ้ งมองขา้ มสาระอื่นๆ ทีไ่ ม่ต้องการ
2.3 อา่ นถ้อยความท่ีมคี วามกากวม ซึง่ เป็นระดับทย่ี ากข้นึ
2.3.1 สาระทีต่ ้องการเป็นคาท่คี ล้ายคลงึ คาที่เหมือนกัน หรือคาที่มีความหมาย
เหมอื นกนั
2.3.2 สาระทีต่ อ้ งการใชท้ ักษะการจาแนก ความแตกต่างของสาระทมี่ คี วามใกล้เคียง
2.4 สาระที่คาตอบต้องการ ต้องเลือกข้อความทีป่ รากฏในถอ้ ยความท่ีอ่านเท่าน้นั

37

3. ขน้ั ตอนหลังอา่ น
3.1 นาคาทไี่ ด้มาตอบตามรูปแบบของข้อความ

3.1.1 แบบเลือก 1 ตวั เลอื ก จากตัวเลือกหรือมากกวา่
3.1.2 เขยี นคาตอบแบบปิด โดยคดั ลอกคาเดียวกันจากถ้อยคา
3.2 อ่านสารวจคาตอบเพ่ือทบทวนความถูกต้อง ตรวจสอบคาตอบท่เี ลือกหรอื คดั ลอกวา่
ถกู ต้องตรงกับถ้อยความในเร่ืองอย่างสมบูรณ์
5.2 สมรรถนะการบูรณาการและตคี วาม (Integrate and Interpret)
5.2.1 สมรรถนะการบูรณาการและตคี วามหมายความวา่ อย่างไร
5.2.1.1 ความสามารถระบุใจความสาคญั หรือแนวคดิ หลกั รวมท้งั จดุ ประสงค์ของเร่อื ง
โดยพจิ ารณาจากความสัมพนั ธใ์ นภาพรวมของถ้อยความที่ได้อ่าน
5.2.1.2 ความสามารถขยายความคดิ แลว้ ตคี วาม แปลความรวมท้งั จดั เรียงลาดับ
ความสมั พนั ธ์และจดั ระเบียบสาระเนือ้ หาแล้วบอกความเหมอื นหรือแตกต่างจากสมั พนั ธ์ระหวา่ งสว่ นต่าง ๆ
ท่หี ลากหลาบในถ้อยความไปเกีย่ วขอ้ งหรือสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ตามสภาพความเป็นจรงิ ในชวี ิตหรือในโลกท่ี
เป็นอย่เู พื่อใหเ้ กิดความเข้าใจถอ้ ยความทอ่ี ่าน
5.2.1.3 ความสามารถในการเชื่อมโยงต่างๆ ทห่ี ลากหลายในถอ้ ยความไปเก่ยี วขอ้ งหรอื
สัมพนั ธ์กับสงิ่ ตา่ งๆ ตามสภาพความเปน็ จริงในชวี ติ หรือในโลกทเี่ ป็นอยู่ เพื่อให้เกดิ ความเข้าใจถ้อยความท่อี า่ น
5.2.2 การหาคาตอบสมรรถนะการบูรณาการและตคี วาม จะตอ้ งทาอย่างไร สถาบันส่งเสรมิ
การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2558: 54-59) คาตอบของสมรรถนะการบูรณาการและตีความจะอยู่
ภายในถ้อยความที่อา่ น ดงั นี้
5.2.2.1 ผูอ้ า่ นประมวลความสัมพันธท์ ง้ั ในภาพรวม หรอื ทาความเขา้ ใจอย่างกว้างๆ แล้ว
สร้างคาตอบเอง เรยี กวา่ การบรู ณาการ
5.2.2.2 ผอู้ า่ นประมวลความสมั พันธร์ ะหว่างข้อความกับข้อความแล้วสร้างคาตอบ
เรยี กวา่ การตคี วาม
5.2.3 กรอบสมรรถนะการบูรณาการและตคี วาม มีขนั้ ตอนการหาคาตอบไดอ้ ย่างไร
5.2.4 การหาคาตอบการบูรณาการ(Integrate) ทาอยา่ งไรบา้ งการบรู ณาการ ผอู้ า่ นต้อง
ขยายความคิดแล้วมองความสัมพนั ธ์ด้วยการทาความเข้าใจกว้างๆ หรอื มองภาพรวมในสิ่งทอ่ี า่ น บรู ณาการ
ดว้ ยการทาความเข้าใจกวา้ ง ๆในสิง่ ทอี่ ่าน ดังน้ี
5.2.4.1 ผ้อู ่านต้องพจิ ารณาถ้อยความทั้งหมดในมุมมองกว้างๆ
5.2.4.2 ผ้อู ่านตอ้ งทาความเข้าใจเบื้องตน้ โดยระบหุ วั ใจสาคญั ของ
เร่อื งวา่ ต้องการสง่ ขา่ วสารใด
5.2.4.3 ผอู้ า่ นตอ้ งทาความเขา้ ใจเบ้อื งต้น โดยระบุจุดมงุ่ หมายของถ้อยความว่า ตอ้ งการ
เขียนมาเพื่ออะไร

38

5.2.4.4 ผู้อา่ น ต้องอ้างอิงหลักฐาน สนับสนุน เหตผุ ล ในการเปรยี บเทียบความแตกต่าง
ของสิ่งทอ่ี า่ น

5.2.4.5 ผู้อ่าน ตอ้ งมีความรู้ ความเขา้ ใจ วตั ถุประสงค์ของสงิ่ ทีอ่ า่ นอยา่ งถ่องแท้ กอ่ นท่ี
จะแสดงความคดิ เหน็ ดว้ ยมุมมองของตนเอง

5.2.5 การหาคาตอบการอา่ นตคี วาม (Interpret) จะต้องทาอยา่ งไรบา้ งการตคี วาม ผ้อู ่าน
ตอ้ งขยายความคิดแล้วมองความสัมพนั ธด์ ้วยการเชื่อมโยงระหวา่ งข้อความกบั ข้อความในเร่อื งท่ีอา่ น ดังน้ี

5.2.5.1 ผอู้ ่านต้องขยายความคดิ จากเบ้อื งต้นทไี่ ด้จากการอา่ นเฉพาะหนา้ พัฒนาไปสู่
ความเขา้ ใจส่งิ ทอี่ ่าน ให้สมบูรณย์ ิ่งข้นึ

5.2.5.2 ผอู้ ่านต้องจดั ระเบยี บของสาระเน้ือหาในถ้อยความ ดว้ ยการวิธกี ารเชอื่ มโยง
5.2.5.3 ผู้อ่านตอ้ งเรียงลาดบั ความสัมพนั ธ์
5.2.5.4 ผู้อ่านต้องทราบเจตนาของผ้เู ขียน
5.2.6 ขั้นตอนการอ่านสมรรถนะการบูรณาการและตีความ ผู้อา่ นจะต้องทาอะไรบ้างผู้อา่ น
จะต้องปฏบิ ตั ิ 3 ข้นั ตอน ดังต่อไปนี้
1. ขั้นตอนก่อนอ่าน
1.1 อา่ นสารวจสงิ่ ทีอ่ ่าน เพื่อจะได้ทราบรปู แบบส่งิ ที่อา่ น และไดใ้ ช้วธิ อี า่ นทเี่ หมาะสม
1.2 อา่ นสารวจคาถาม ใหท้ ราบจานวนคาถามมกี ี่ขอ้ แต่ละข้อเปน็ รูปแบบคาถามใด เช่น
แบบเลอื กตอบธรรมดา แบบเลือกเชงิ ซ้อน หรอื แบบเขยี นคาตอบแบบอสิ ระ
2. ขน้ั ตอนระหว่างอา่ น
2.1 ผอู้ า่ นตอ้ งอ่านโจทย์อยา่ งละเอียดวา่ ต้องมองหาคาถามอยู่สว่ นใด เช่น ตอ้ งการส่ง
ขา่ วสารใด และต้องการเขียนมาเพ่ืออะไร
2.2 ผ้อู า่ นเลอื กหวั ข้อ ที่เหมาะกับเนื้อเรื่องท่ีปรากฏในส่ิงอา่ น พิจารณาว่า คาถาม
ต้องการ ให้ทาตอบอะไร
2.3 ผูอ้ า่ นตอ้ งจดั ระเบยี บสาระเน้อื หาในถ้อยความ โดยหาคาแสดง
ความเช่อื มโยงของเนื้อหา
2.4 ผอู้ ่านใช้วธิ ใี นการบรู ณาการ (Integrate) ตามแนว PISA
2.5 ผอู้ า่ นใช้วิธใี นการอ่านตีความ (Interpret) ตามแนว PISA
2.6 ผูอ้ ่านบอกสาระที่เหมอื นกัน ขัดแย้งกัน ตอ้ งใช้ข้อมลู มากกวา่ สองอยา่ งจากถ้อย
ความที่อ่าน
2.7 การอ้างองิ ตอ้ งอ้างถึงความตงั้ ใจของผเู้ ขียน ต้องระบุ หรือทารายการประจักษ์
พยานทีใ่ ช้อ้างถึงนน้ั จากส่งิ ที่อ่าน
3. ขั้นตอนหลงั อ่าน
3.1 นาคาตอบทีไ่ ด้ มาตอบตามรปู แบบของข้อสอบ
3.2 อา่ นสารวจคาตอบของตนเองอีกคร้งั วา่ มคี วามสัมพนั ธ์ตรงตามคาถาม

39

5.3 สมรรถนะการสะท้อนและประเมนิ (Reflect and Evaluate)
5.3.1 สมรรถนะการสะท้อนและประเมินความหมายความวา่ อยา่ งไร

สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2558: 69-75) อธิบายไว้ว่า
5.3.1.1 การสะทอ้ น คอื ความสามารถแสดงความคิดเห็นทั้งดา้ นรปู แบบและเน้ือหาดว้ ย

การทาความเข้าใจและประยุกตใ์ ชค้ วามรทู้ ั่วไปจากภายนอก มาสรา้ งสมมติฐาน หรือต้ังเกณฑ์ แลว้ แสดง
ความคิดคล้อยตามต้ังข้อสงสัย หรอื โต้แย้งจากมุมมองของตน

5.3.1.2 การประเมิน คือ ความสามารถบอกคณุ ภาพถ้อยความท้ังดา้ นรูปแบบและ
เนอ้ื หาอยา่ งมีวิจารณญาณด้วยการนาความรู้ทัว่ ไปจากภายนอกในสิ่งทคี่ นุ้ เคย หรอื พบเสมอในชวี ติ มาสรา้ งการ
เช่ือมโยงกับสิง่ ที่ได้อา่ นแลว้ บอกคุณค่าได้

5.3.2 การหาคาตอบสมรรถนะการสะท้อนและประเมนิ จะต้องทาอย่างไร
คาตอบของสมรรถนะการสะท้อนและประเมนิ จะต้องใชค้ วามรจู้ ากภายนอกจากมาเช่อื มโยง

5.3.3 กรอบสมรรถนะการสะท้อนและประเมินมีข้ันตอนการหาคาตอบได้อย่างไร
5.3.4 การสะทอ้ นและประเมินเนอ้ื หาจะหาคาตอบทาอะไรบา้ งผ้อู า่ นต้องใชค้ วามรูจ้ าก
ภายนอกมาเช่ือมโยงกับสาระภายในถอ้ ยความแลว้ แสดงความคดิ เหน็ ต่อสิ่ง ที่อ่าน ท้งั ความคิดคล้อยตาม
หรอื ความคิดโต้แย้งก็ได้จากมุมมองของ
5.3.5 การสะทอ้ นและประเมินโครงสรา้ งจะหาคาตอบต้องทาอะไรบา้ ง ผอู้ ่านต้องพจิ ารณา
คณุ ภาพและความเหมาะสมของการเขียน หรอื โครงสร้าง ของถ้อยความอย่างตรงไปตรงมา โดยไมย่ ดึ ตดิ กบั
สาระที่อ่าน
5.2.6 ขน้ั ตอนการอ่านสมรรถนะการสะท้อนและประเมนิ ผูอ้ า่ นจะต้องทาอะไรบ้างผอู้ ่าน
จะตอ้ งปฏบิ ัติ 3 ขั้นตอน ดังต่อไปน้ี
1. ข้ันตอนก่อนอ่าน

1.1 อา่ นสารวจส่ิงที่อ่าน เพือ่ จะได้ทราบรูปแบบส่ิงที่อ่าน และได้ใชว้ ิธอี า่ นท่ีเหมาะสม
1.2 อ่านสารวจคาถาม ให้ทราบจานวนคาถามมกี ่ีข้อ แต่ละข้อเป็นรปู แบบคาถามใด เช่น
แบบเลือกตอบธรรมดา แบบเลอื กเชงิ ซ้อน หรือแบบเขียนคาตอบแบบอสิ ระ
2. ข้ันตอนระหวา่ งอา่ น
2.1 ผู้อ่านตอ้ งอา่ นโจทยอ์ ย่างละเอียดว่า
2.2 โจทยม์ ีหลายรูปแบบ เช่น โจทย์สัน้ ๆ โจทย์ยาว ๆท้ังซบั ซ้อน
และไม่ซับซ้อน อย่างละเอียดว่าโจทยม์ คี าถามก่แี ห่ง
2.3 คาถามแตล่ ะแห่ง ถามอะไร ใหท้ าเคร่ืองหมาย เช่น วงกลมรอบคาถาม หรือ ขดี เสน้
ใต้คาถาม
2.4 คาถามต้องการให้ตอบแบบใด เชน่ แบบเลอื กตอบมีตัวเลือก
แบบเลอื กตอบเชิงซ้อน หรือแบบเขยี นคาตอบแบบอิสระ

40

3. ขน้ั ตอนหลังอ่าน
3.1 นาคาตอบที่ได้ มาตอบตามรูปแบบของข้อสอบ
3.2 ถ้าเขยี นคาตอบแบบเปดิ เช่น การสร้างคาตอบแบบอิสระ

สรปุ ไดว้ ่า PISA เลอื กทจี่ ะประเมนิ โดยใช้แบบรูปการอ่าน 3 แบบด้วยกัน ได้แก่
1. การอ่านข้อเขียนรูปแบบต่างๆ PISA ประเมินการรูเ้ ร่ืองจากการอา่ นข้อความแบบต่อเนอื่ ง

ใหจ้ าแนกข้อความแบบต่างๆ กัน เช่น การบอก การพรรณนา การโตแ้ ยง้ นอกจากนนั้ ยังมขี ้อเขยี นที่ไม่ใช่
ขอ้ ความต่อเน่ือง ไดแ้ ก่ การอ่านรายการ ตาราง แบบฟอรม์ กราฟ และแผนผัง เปน็ ต้น ทั้งนี้ ได้ยึดสิ่งท่ี
นักเรียนได้พบเหน็ ในโรงเรียน และจะต้องใช้ในชวี ติ จริงเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

2. สมรรถนะ การอ่านดา้ นต่างๆ 3 ดา้ นเน่ืองจาก PISA ใหค้ วามสาคัญกับการอา่ น เพ่ือการ
เรียนรู้ มากกว่าการเรียนเพื่อการอ่าน นักเรยี นจึงไม่ถกู ประเมนิ การอ่านธรรมดา(เชน่ อา่ นออก อ่านได้คล่อง แบ่ง
วรรคตอนถูก ฯลฯ) เพราะถือว่านักเรยี นอายุ 15 ปี จะต้องมีทกั ษะเหลา่ น้นั มาแลว้ เป็นอย่างดี แต่ PISA จะ
ประเมนิ สมรรถภาพของนักเรียนในแง่มุมต่อไปนี้

2.1 ความสามารถที่จะดึงเอาสาระของส่ิงที่ได้อ่านออกม(Retrievinginformation) ตอ่ ไปจะ
ใช้คาว่า “คน้ สาระ”

2.2 ความเขา้ ใจข้อความที่ได้อา่ น สามารถตีความ แปลความสิง่ ทีไ่ ด้อา่ นคิดวเิ คราะห์เน้ือหา
และรปู แบบของขอ้ ความทเ่ี กี่ยวข้องกบั ส่งิ ต่างๆ ในชวี ติ หรือในโลกที่อยู่ (Interpretation) ซงึ่ ต่อไปจะใชค้ าวา่
“ตีความ”

2.3 ความเข้าใจข้อความท่ีได้อา่ น สามารถตีความ แปลความสิ่งทไี่ ด้อา่ นคดิ วิเคราะห์ เนอ้ื หา
และรูปแบบของขอ้ ความทเี่ ก่ียวข้องกบั สง่ิ ตา่ งๆ ในชีวติ หรือในโลกที่อยู่ พร้อมท้ังความสามารถ ในการประเมนิ
ขอ้ ความทไี่ ดอ้ า่ น และสามารถใหค้ วามเหน็ หรอื โต้แย้งจากมมุ มอง ของตน (Reflection and Evaluation)
หรือเรียกวา่ “วเิ คราะห์”

3.1.3 การจัดการเรียนรู้ โมเดล 7 ขนั้ ตอน ผ้สู อนไดป้ ระยุกตม์ ากจากวิธีการสอนแบบวรรณี ของ
อาจารย์วรรณี โสมประยรู ซง่ึ เปน็ ขนั้ ตอนการสอนคณิตศาสตร์สร้างสรรค์ เพอ่ื เสรมิ สรา้ งความคิดสรา้ งสรรค์
และการแกป้ ัญหา ผ้สู อนได้ศึกษาขั้นตอนของการสอนได้พบว่า วธิ ีการสอนแบบวรรณี มีขน้ั ตอนในการสอน
เพอื่ พฒั นาทักษะกระบวนการคดิ ซง่ึ สามารถปรับใชใ้ นรายวิชาอื่นได้ อาจมีการเรียงลาดับข้นั ตอนการสอนใหม่
ตามความเหมาะสม ตามคาแนะนาของอาจารย์วรรณี โสมประยูร สรปุ ได้ดงั นี้

1. องค์ประกอบทส่ี าคญั ดังนี้
1.1 บทเรียนหรือเนื้อหาใหม่
1.2 กจิ กรรมประกอบด้วย
1.2.1 กจิ กรรมเรา้ ความสนใจ
1.2.2 กิจกรรมสรา้ งความเขา้ ใจ
1.2.3 กิจกรรมเสรมิ ความเขา้ ใจ
1.2.4 กจิ กรรมสรปุ ความเข้าใจ

41

1.3. แบบฝึกทักษะ
1.4. ผลการเรยี นรขู้ องผูเ้ รยี น
2. ข้นั ตอนการจัดการเรียนรู้
ข้ันตอนการจดั การเรียนรู้หรือการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน มีดังนี้
2.1 ขั้นนา เปน็ ขัน้ เรา้ ความสนใจของนกั เรียนเพือ่ ให้ตน่ื เต้น กระตือรือรน้ และอยากเรียนร้ใู น
บทเรียน เพราะความสนใจของเด็กเปน็ รากฐานของความต้ังใจเรยี นอย่างแท้จริง ดงั นน้ั ข้ันแรกน้ี ผสู้ อนต้อง
พยายามใช้กจิ กรรมปลุกเร้าความสนใจให้ผเู้ รียนเร่ิมเรียนด้วยความสนกุ สนาน ร่าเรงิ เรียนด้วยความสุขและมี
สมาธิไปด้วยพร้อมๆ กัน เพ่อื ให้เกดิ ความพร้อมที่จะเรยี น เช่น ใชเ้ พลงประกอบทา่ ทาง เกม นิทาน
สถานการณ์ ดนตรหี รือกจิ กรรมเข้าจงั หวะตา่ งๆ กจิ กรรมเหล่านีจ้ ะช่วยสรา้ งบรรยากาศใหเ้ ดก็ มีอารมณ์สดชื่น
แจ่มใส ไมเ่ ครยี ด เพราะความเครียดนั้นเปน็ อปุ สรรคตอ่ การพฒั นาสตปิ ญั ญาและความรู้ ในตอนทา้ ยข้ันนา ครู
ก็ควรแจ้งจดุ ประสงคใ์ หผ้ ้เู รยี นทราบว่า เมอ่ื เรียนจบบทเรียนแล้วผู้เรยี นจะมีความสามารถอยา่ งไรบา้ ง
2.2 ข้ันทบทวน เป็นข้ันทบทวนความรู้หรอื ทักษะพืน้ ฐานท่ีมีอยู่เดิมและทีส่ ัมพันธก์ บั เนอ้ื หา
ใหมท่ ่จี าเปน็ เพอ่ื นาไปสเู่ นอื้ หาใหมแ่ ละเป็นการเชื่อมโยงความรเู้ ดิมเข้ากับความรู้ใหมใ่ ห้มสี ว่ นสนบั สนนุ ซงึ่ กนั
และกัน โดยครูอาจจะใชเ้ กม นทิ าน ปัญหา สถานการณ์ การคดิ ในใจและกจิ กรรมอนื่ ๆ พร้อมท้ังใชส้ ่ือการ
สอนหรือวัสดอุ ปุ กรณแ์ สดงประกอบ สาหรับขนั้ ทบทวนนีใ้ ชเ้ วลามากน้อยเพยี งใด ข้ึนอยู่กับความร้เู ดิมเป็น
สาคัญ โดยความร้เู ดิมจะมสี ว่ นเกี่ยวขอ้ งและสรา้ งเสรมิ ความรคู้ วามเข้าใจเน้ือหาในบทเรียนใหมไ่ ดเ้ ปน็ อันมาก
เนือ่ งจากธรรมชาติของความรู้จะต้องสัมพันธ์เชื่อมโยงกนั เป็นลูกโซ่

2.3 ขน้ั สอน เป็นขนั้ ทค่ี รนู าเสนอบทเรียนใหม่หรือเนื้อหาใหม่ ซึ่งควรแบ่งออกเป็นตอน ๆ
เพือ่ ให้เข้าใจง่าย โดยเฉพาะเด็กเล็กควรแบ่งเป็นตอนสนั้ ๆ จะสะดวกขนึ้ เมื่อผเู้ รียนเขา้ ใจดแี ล้วก็จาเป็นจะต้อง
ฝึกปฏบิ ัติตามบทเรียนทุก ๆ ตอนเหล่านั้นด้วย ข้นั ตอนน้ีมีความสาคญั มากและมักจะต้องใช้เวลามากกว่าขนั้
อน่ื ๆ เพ่อื เปน็ ขน้ั ที่ทาใหเ้ กดิ แนวคดิ มโนมติหรือ Concept โดยครูควรใช้ของจรงิ หรือจาลอง รปู ภาพ และ
สัญลกั ษณ์ พร้อมทง้ั ยกตวั อย่างกจิ กรรมประกอบเนื้อหานั้น ๆ เพ่ือนาไปส่กู ารคดิ วิเคราะห์ การคิดสรา้ งสรรค์
การส่อื สาร การคาดคะเน การแกป้ ัญหา และการคิดคานวณไดด้ ใี นทสี่ ุด

สาหรบั เนอ้ื หาหรือทักษะทน่ี ามาใหเ้ ดก็ เรยี นนั้น จาเปน็ ตอ้ งพิจารณาระดับความยาก ง่าย และความ
เหมาะสมตามระดับพัฒนาการของผเู้ รยี นในห้องนนั้ ๆ เป็นสาคัญ รวมถึงวิธกี ารสอนหรือกิจกรรมและสอื่ การ
สอนต่างๆ กด็ ี ครูจะต้องพจิ ารณาให้เหมาะสมดว้ ยเช่นเดียวกนั โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งในขน้ั สอน้มี ที ้ังกิจกรรม
สรา้ งความเข้าใจและกิจกรรมเสริมความเข้าใจ ซึง่ ผสู้ อน จาเป็นต้องกระทาตามเง่ือนไขที่ระบไุ วใ้ นแผนภูมจิ งึ
จะปรากฏผลดี

2.4 ข้ันฝกึ ทักษะ เป็นขั้นฝึกความรู้และความเขา้ ใจใหเ้ กิดเปน็ ทักษะ ทักษะการแก้ปัญหา
และเกดิ ความคงทนในการเรียนรู้ เพื่อนาไปใชใ้ นการเรยี นและแก้ไขปญั หาในชวี ิตประจาวนั รวมทั้งนาไปใชใ้ น
การเรียนวชิ าอื่นๆ ดว้ ย โดยใหผ้ ูเ้ รียนฝกึ ทาแบบฝกึ ทักษะจากแผนภมู ิ บัตรงาน หนงั สอื และแบบฝึกหดั เสริม
ทักษะ ซงึ่ กจิ กรรมทีจ่ ัดขึ้นควรจะมีทั้งกิจกรรมแบบรายบุคคลและแบบทท่ี าร่วมกนั

42

แบบฝึกทักษะเพื่อใช้ฝึกทักษะน้ีควรจะตอ้ งจัดใหส้ อดคลอ้ งกบั วัตถปุ ระสงคข์ องบทเรียน เพอื่ จะได้

พัฒนาความคดิ ของผ้เู รยี นให้มีความเขา้ ใจในเน้ือหาได้ดียงิ่ ขนึ้ ขณะทน่ี กั เรยี นกาลงั ทางานอย่นู นั้ ครูควรเดิน

สารวจเพือ่ สงั เกตและให้คาแนะนาหรือชแ้ี นะอย่างใกล้ชิด แต่กต็ ้องใหโ้ อกาสผ้เู รยี นได้ฝึกปฏบิ ัตไิ ด้อยา่ งมีอิสระ

เต็มท่ีด้วย

2.5 ขั้นสรปุ มที งั้ สรุปความเข้าใจ สรุปวิธที า และสรปุ วิธีแกไ้ ขปัญหา เพ่ือต้องการให้ผเู้ รยี นชว่ ยกนั

สรุปมโนมติ หลกั การ วิธีแกป้ ัญหา โดยครอู าจใชค้ าถามนาทั้งตัวคาตอบและวิธีการทจี่ ะไดค้ าตอบนนั้ มา ด้วย

การใช้เทคนิคการถามหลายๆ แบบและให้ทุกๆ คนได้มีส่วนรว่ ม รวมทั้งควรจะยกย่องชมเชยหรอื ใชแ้ รงเสรมิ

และกาลังใจไปดว้ ยพรอ้ มๆ กัน

ประเด็นสาคัญคือ จะตอ้ งให้นักเรียนทุกคนช่วยกนั สรุปเพื่อให้เกดิ องคค์ วามรู้ใหม่ด้วยตวั ผ้เู รยี นเอง ถ้า

สรุปผดิ พลาดไปก็ใหช้ ่วยกันแกไ้ ขจนถูกต้อง ความรู้นนั้ ๆ จงึ จะมคี วามหมายและประโยชน์มาก รวมทั้งทาให้

เกดิ ความคงทนในการเรียนรไู้ ด้ดี และความรู้ความเขา้ ใจเหลา่ นีเ้ องเปน็ สว่ นสาคญั ทจ่ี ะชว่ ยให้ผู้เรยี นทา

แบบฝกึ หัดได้อยา่ งถูกต้องในขั้นฝึกทกั ษะ อย่างไรกต็ ามในข้ันสรปุ นถ้ี ้าครูพบวา่ ผเู้ รยี นไม่เข้าใจเนือ้ หา วิธที า

หรอื วิธีแกโ้ จทยป์ ญั หาอยู่อีก ก็จาเป็นตอ้ งกลับไปเสนอเน้ือหาใหมอ่ ีกครงั้ หน่งึ

2.6 ขน้ั แลกเปลี่ยนเรยี นรู้ ในกรณีที่การเรยี นรคู้ รั้งนั้นมีจุดประสงคต์ ้องการใหผ้ ู้เรยี นเกดิ การ

เรียนรู้อยา่ งหลากหลาย และตดั สนิ ใจหรือลงความคดิ เห็นในข้อสรปุ ท่นี ่าเช่ือถือได้ และเกดิ มุมมองทางความคิด

ท่ีแตกตา่ งกัน จงึ เห็นวา่ กิจกรรมดังกลา่ วจะชว่ ยเสริมสร้างให้ผู้เรยี นเกิดความมน่ั ใจในความรู้นั้นมากขึ้น

ประกอบกบั เมอ่ื ผู้เรียนได้รบั การฝึกปฏิบตั หิ รอื ฝกึ ทักษะอย่างตอ่ เนื่อง ก็นา่ จะช่วยให้ผูเ้ รยี นเกดิ การเรียนรู้อยา่ ง

มคี ุณคา่ และมคี วามหมายต่อตนเองมากขนึ้ ด้วย

2.7 ข้นั นาไปใช้ กจิ กรรมในขนั้ นเ้ี ป็นขั้นทดสอบความเข้าใจของผ้เู รียนจงึ มุ่งทีจ่ ะลองฝกึ ใหผ้ เู้ รียน

รจู้ ักนาปัญหาตามธรรมชาติท่ีหลากหลายและท้าทายความคิดในชวี ติ ประจาวันทง้ั สว่ นตัวและสว่ นรวมไปฝึก

แก้ไข เพ่ือจะไดน้ าวิธีการหรือแนวทางในการแก้ปญั หาถา่ ยโยงไปใช้ในชีวิตจริงได้ โดยเนน้ ให้ผ้เู รียนไดท้ า

กิจกรรมรว่ มกันและชว่ ยเหลือซง่ึ กนั และกัน กลา่ วคือ ต้องการใหผ้ เู้ รยี นมีความสามารถทั้ง การพง่ึ พาตนเอง

และพงึ่ พากันเอง โดยการเปดิ โอกาสใหแ้ สดงความคิดเหน็ หรแื สดงทางออกอย่างท่ัวถึง พร้อมทงั้ ครคู วรให้

กาลังใจและเสรมิ แรงไปด้วย

3.2 นวัตกรรมมคี วามสอดคลอ้ งตามแนวคดิ ทฤษฎีท่กี าหนด ดังน้ี

3.2.1 ความสอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎกี ารคดิ วเิ คราะห์ และแนวคิดและทฤษฎีของ

ความสาคญั ของการคดิ วิเคราะห์

ตารางที่ 9 แสดงความสอดคล้องตามแนวคดิ ทฤษฎที ก่ี าหนด

แนวคดิ ทฤษฎที ี่ใช้ ความสอดคล้องชองนวัตกรรม

- แนวคดิ และทฤษฎีของทักษะการคิด - นวตั กรรมแบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความ

วเิ คราะห์ ตามแนว PISA มีกจิ กรรมใหน้ ักเรยี นฝึกทักษะกระบวนการคิด

วเิ คราะหจ์ ากเหตุการณ์ จากข่าว บทความ นทิ าน บทร้อยกรอง และ

บทเพลง วเิ คราะห์ถงึ ใจความสาคัญหรอื สาระสาคัญของถ้อยความ

43

แนวคดิ ทฤษฎที ่ใี ช้ ความสอดคล้องชองนวัตกรรม
- แนวคิดและทฤษฎขี องการเขียนส่อื ความ โดยใชส้ มรรถนะการเข้าถึงและค้นคนื สาระ ซึ่งจะพจิ ารณาถอ้ ยความ
โดยรวม นกั เรยี นสามารถทจี่ ะดงึ เอาสาระของสิง่ ท่ีได้อา่ นออกมา เพ่ือ
เขา้ ถงึ หรือพบตาแหนง่ ของสาระท่ีต้องการในถ้อยความ สามารถบอก
ขอบเขตของเน้ือหาได้ จากการจับใจความสาคญั หรือสาระสาคญั ของ
เรื่องที่อา่ น จาแนกความเหมือนและความแตกต่างของข้อมลู ในถ้อย
ความ สามารถดงึ เอาสาระท่ีตอ้ งการในถ้อยความออกมาได้ครบถว้ น
และถูกต้องสมบูรณ์ รวมถงึ บอกเจตนาหรือจดุ ประสงค์ของผ้เู ขยี นได้
อ่านเนน้ การทาความเข้าใจสาระของส่ิงที่อ่านแล้วมงุ่ มองหาสาระที่
ต้องการ หรือ การเข้าถงึ สาระ ดว้ ยการพิจารณาสว่ นใดสว่ นหนง่ึ ของ
ถ้อยความหรอื พจิ ารณาถ้อยความโดยรวมทัง้ หมด สาระที่ต้องการจะ
ปรากฏชดั เจนจากถ้อยความทอ่ี ่านเท่านน้ั แล้วดึงสาระที่ค้นไดจ้ าก
เนอ้ื ความ นามาตอบคาถามได้ถกู ต้องตรงประเด็น นกั เรยี นสามารถ
เข้าใจข้อความที่ได้อา่ น สามารถตีความ แปลความส่ิงท่ไี ดอ้ ่าน คิด
วิเคราะห์เน้อื หาและรูปแบบของข้อความท่เี กี่ยวข้องกบั ส่ิงต่าง ๆ ใน
ชีวติ หรือในโลกท่ีอยู่ อา่ นที่ต้องสรา้ งความเข้าใจอยา่ งกว้าง ๆ ดว้ ยการ
วเิ คราะห์ สิ่งทผ่ี ู้ส่งสารต้องการสอ่ื เช่น จดุ มงุ่ หมาย แนวคิด ข้อคดิ
ตลอดจนการทาความเขา้ ใจ กับความหมายของส่งิ ทอี่ า่ น พิจารณา
ความสัมพนั ธ์ แล้วเชอ่ื มโยงส่ิงทไ่ี ด้อา่ นกับชวี ติ ทเ่ี ปน็ อย่ใู นโลกปัจจุบัน
และแสดงความคิดเห็นได้อย่างสมเหตุผลจากส่ิงที่ไดอ้ ่าน
การนาความร้ทู ่ีนอกเหนือจาก สงิ่ ทไ่ี ด้อ่าน หรอื นาความร้ใู นโลกของ
ความเป็นจริงท่ตี นเองดารงชีวติ อยู่ มาเช่อื มโยงกับ ความรู้เดิม หรือ
ความเขา้ ใจเดมิ ดว้ ยการตีความ แปลความให้กระจา่ งชดั แลว้ เขยี น
แสดงความคดิ เห็น ต่อส่งิ ท่ีได้อ่าน ท้งั ความคิดคล้อยตาม หรือ
ความคดิ โต้แยง้ จากมมุ มองของตนเองนกั เรยี นสามารถเขา้ ใจข้อความ
ที่ได้อา่ น สามารถตีความ แปลความสงิ่ ทไ่ี ด้อ่าน คดิ วเิ คราะห์เนอื้ หา
และรปู แบบของข้อความทีเ่ กี่ยวข้องกบั สิ่งตา่ ง ๆ ในชวี ิตหรือในโลกท่ี
อยู่ พร้อมทง้ั ความสามารถในการประเมนิ ข้อความท่ีได้อา่ น และ
สามารถใหค้ วามเห็น หรือโต้แย้งจากมุมมองของตน เปรยี บเทยี บจาก
ส่งิ ทค่ี ุ้นเคยหรือพบเห็นประจาวนั ประยกุ ตค์ วามรู้ในสถานการณ์
ที่ไม่คุน้ เคย ดว้ ยการสร้างสมมุตฐิ าน ใชว้ ิจารณญาณ สร้างสมมุตฐิ าน
หรอื บอกคณุ คา่ ส่งิ ที่อา่ นที่ซับซอ้ นและไม่คุ้นเคย ใช้เกณฑ์ หรือ
มมุ มองตา่ ง ๆ กบั เรื่องทเี่ ขา้ ใจยากนอกเหนอื จากสิง่ ท่ีอ่าน


Click to View FlipBook Version