The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แบบรายงานประวัติและผลงานครูภาษาไทยดีเด่น ณัฐธนัน 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nattanan.vannasuk, 2021-01-04 02:41:29

แบบรายงานประวัติและผลงานครูภาษาไทยดีเด่น ณัฐธนัน 2563

แบบรายงานประวัติและผลงานครูภาษาไทยดีเด่น ณัฐธนัน 2563





คำนำ

แบบรายงานเลม่ นี้ จัดทำเพ่ือรายงานประวัติและผลงานเสนอเพ่ือพจิ ารณาคัดเลือกรับรางวลั
ครภู าษาไทยดเี ดน่ เพื่อรับเข็มเชิดชูเกียรตจิ ารกึ พระนามาภิไธยย่อ สธ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ซ่ึงประกอบด้วย
แบบรายงานประวัติและผลงาน คุณสมบัตขิ องผ้มู สี ิทธิรบั รางวัลครภู าษาไทยดเี ด่น ผลงานวิชาการ ผลลัพธ์ท่ี
เกิดกับผเู้ รยี น และภาคผนวก

หวงั ว่าเอกสารเลม่ นี้ จะอำนวยความสะดวกต่อการพิจารณาของคณะกรรมการประเมินใน
การคัดเลือกคัดเลือกรับรางวัลครูภาษาไทยดีเด่น เพ่ือรบั เข็มเชดิ ชูเกยี รติจารึกพระนามาภไิ ธยยอ่ สธ ประจำปี
พ.ศ. ๒๕๖๓ อยา่ งดยี ิง่ ซง่ึ จะเป็นการสร้างขวญั และกำลงั ใจให้ครมู ีพลงั ที่จะร่วมพัฒนาการศึกษาของชาตใิ หม้ ี
คณุ ภาพยิง่ ขน้ึ ต่อไป

ณฐั ธนัน วรรณสขุ

สารบัญ ข

คำนำ............................................................................................................................. ..... หน้า
สารบญั .................................................................................................................... ........... ก
แบบรายงานประวตั แิ ละผลงาน ....................................................................................... ข
1
ตอนท่ี ๑ ข้อมลู พ้นื ฐาน (ประวตั ขิ องครูภาษาไทยทเี่ สนอเพื่อรบั การคดั เลอื ก).............. ๑
ตอนท่ี 2 ผลงานทุกประเภทที่ตอ้ งการให้คณะกรรมการพิจารณา................................ ๕

๑) คุณสมบัติของผ้มู ีสทิ ธไิ ดร้ บั รางวลั ครภู าษาไทยดีเด่น.................................
๒) ผลงานวชิ าการ (ประเภทบังคบั ส่ง ๒ ชิน้ และประเภทเลือกส่ง ๑ ชิน้ )...... ๑๓
๓) ผลลพั ธ์ทเ่ี กิดกบั ผูเ้ รยี น.............................................................................. ๓๕
ตอนที่ 3 ความคดิ เห็นของผ้บู ังคบั บัญชาชัน้ ต้น............................................................ ๔๑
ภาคผนวก........................................................................................................................... ๔๒



แบบรายงานประวัติและผลงานของครู
เสนอเพอื่ รบั การประเมนิ ผลงานรางวลั ครูภาษาไทยดเี ดน่
รางวลั เขม็ เชดิ ชเู กยี รตจิ ารึกพระนามาภิไธยย่อ สธ ประจำปี 256๓

ตอนที่ ๑ ข้อมูลพืน้ ฐาน (ประวัติของครูภาษาไทยทเ่ี สนอเพอ่ื รบั การคดั เลอื ก)

ระดับการสอน ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓ สังกดั สำนกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๒

โรงเรยี น/สถานศกึ ษา โรงเรียนโนนสุวรรณพิทยาคม ตำบล/แขวง โกรกแกว้

อำเภอ/เขต โนนสวุ รรณ จงั หวดั บุรรี มั ย์ รหสั ไปรษณีย์ ๓๑๑๑๐

๑. ชอ่ื ว่าที่รอ้ ยตรณี ฐั ธนัน นามสกลุ วรรณสุข

๒. ขอ้ มูลสว่ นตัวและการศึกษา

๒.๑ เลขทบี่ ัตรประจำตัวประชาชน ๑-๓๑๙๘-๐๐๐๐๕-๒๑-๓

เลขทใี่ บอนญุ าตประกอบวิชาชพี ครู ๕๙๒๐๒๓๒๐๑๐๓๘๕๔

ออกให้ ณ วนั ที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙ หมดอายุ ณ วนั ท่ี ๒๘ มนี าคม ๒๕๖๔

๒.๒ เกดิ เม่อื วันที่ ๒๗ เดือน เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๐ สถานทีเ่ กิดจังหวดั บรุ ีรัมย์

๒.๓ ปัจจุบนั อายุ ๓๓ ปี ๒ เดือน ศาสนา พุทธ

๒.๔ สถานศกึ ษาเลขที่ ๑๘๓ ถนน - หมู่ ๑

ตำบล/แขวง โกรกแกว้ อำเภอ/เขต โนนสวุ รรณ

จังหวัด บุรีรัมย์ รหสั ไปรษณีย์ ๓๑๑๑๐

โทรศัพท์ ๐๔๔-๖๐๗๑๕๐ โทรศัพทเ์ คลือ่ นที่ ๐๘-๑๖๐๐-๖๔๔๐

๒.๕ ตำแหน่งหน้าทป่ี จั จบุ ัน

 ครู ชำนาญการ  อาจารย์

 ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์  รองศาสตราจารย์  อนื่ ๆ .......................

๒.๖ ประวัตกิ ารศกึ ษา

ปีทีส่ ำเร็จ ระดับ วฒุ กิ ารศึกษา วชิ าเอก/โท สถาบนั การศึกษา
การศึกษา การศกึ ษา วทิ ย์-คณิต
๒๕๔๙ โรงเรียนนางรอง
มัธยมศึกษาปที ี่ ๖ ประกาศนยี บัตรระดับ ภาษาไทย จังหวัดบรุ รี มั ย์
๒๕๕๔ การสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรรี มั ย์
๒๕๕๖ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย มหาวทิ ยาลัยรามคำแหง

ปริญญาตรี ครศุ าสตรบณั ฑิต (ค.บ.๕ป)ี

ปรญิ ญาโท ศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑติ (ศษ.ม.)



๒.๗ ความรคู้ วามสามารถพิเศษ
๑. ความรู้ความสามารถในการออกแบบการจดั การเรยี นรู้ และสามารถจัดการเรยี นการรไู้ ด้

อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ ส่งผลใหก้ ารจดั กิจกรรมการเรียนการสอนในรายวชิ าภาษาไทยพื้นฐาน ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๓
ประสบผลสำเร็จนกั เรียนผลสมั ฤทธท์ิ ีส่ ูงขนึ้ ผลการทดสอบระดับชาติขนั้ พืน้ ฐาน (O-NET) ในระดับมธั ยมศึกษา
ปที ี่ ๓ เพมิ่ ขนึ้ อยา่ งต่อเนอ่ื ง ๖ ปกี ารศึกษาตดิ ต่อกนั ตงั้ แต่ปีการศึกษา ๒๕๕๗-๒๕๖๒ และช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๖
เพ่ิมขึ้น ๒ ปกี ารศึกษาตดิ ต่อกัน ตง้ั แตป่ ีการศกึ ษา ๒๕๖๑-๒๕๖๒ และสูงกว่าระดบั ประเทศ ในปีการศึกษา ๒๕๕๙
และนักเรียนมีทกั ษะในการใช้ภาษาท่ีดีขนึ้ มีคุณธรรมจรยิ ธรรมในการดำเนนิ ชีวิตและมีเจตคติทดี่ ีต่อการเรียนวิชา
ภาษาไทย ผลจากความรคู้ วามสามารถในการออกแบบการจดั การเรียนรู้ และสามารถจดั การเรียนการรู้ไดอ้ ยา่ งมี
ประสิทธิภาพทำใหไ้ ด้รับรางวัลเก่ยี วกับการจัดการเรยี นการสอนภาษาไทย ดังน้ี

ประวัตกิ ารได้รบั รางวัลดา้ นการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน

ปี ชอ่ื รางวัล หน่วยงาน
พ.ศ.๒๕๖๓ ได้รับรางวัลทรงคุณคา่ สพฐ. (OBEC AWARDS) รองชนะเลิศ สำนกั งานคณะกรรมการ
อนั ดับ ๑ เหรียญทอง คร้ังที่ ๙ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๒ ระดบั ภาค การศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน
พ.ศ.๒๕๖๒ ตะวันออกเฉียงเหนือ กลุม่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับช้ัน
พ.ศ.๒๕๖๑ มธั ยมศึกษาตอนต้น ดา้ นบริหารจัดการ สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
พ.ศ.๒๕๖๐ ได้รับรางวัล ครดู ี ศรี สพม.๓๒ ประจำปี ๒๕๖๓ มัธยมศึกษา เขต ๓๒
โรงเรียนโนนสุวรรณพิทยาคม
ไดร้ ับรางวัลครูผูส้ อนดเี ด่น เป็นท่ยี อมรับของนักเรยี น
ปีการศึกษา ๒๕๖๒ มูลนิธิครูดีของแผน่ ดิน
ไดร้ ับรางวัลครดู ีของแผ่นดนิ ช้ันท่ี ๔ โครงการเครือขา่ ยครูดี
ของแผน่ ดนิ เจริญตามรอยเบื้องพระยุคลบาท สำนักงานคณะกรรมการ
ได้รบั รางวัลทรงคุณคา่ สพฐ. (OBEC AWARDS) ชนะเลศิ การศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน
ระดับเหรียญทอง คร้งั ที่ ๘ ระดับชาติ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๑
กล่มุ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย ระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาตอนต้น สำนกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษา
ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยเี พือ่ การเรยี นการสอน ประถมศึกษาบุรรี มั ย์ เขต ๓
ไดร้ บั รางวัลครผู ู้สอนดีเด่น ประจำปี ๒๕๖๒ สำนกั งานคณะกรรมการ
เนื่องในวนั ครู ๑๖ มกราคม ๒๕๖๒ การศึกษาขั้นพน้ื ฐาน
ได้รับเกียรติบตั รครผู ู้ฝกึ ซ้อมนักเรียนรางวลั เหรียญทอง การขบั
ร้องเพลงไทยลุกท่งุ ประเภทบกพร่องทางการเรียนรู้ ระดับช้ัน สมาคมผู้บรหิ ารโรงเรียน
ม.๑-๓ งานมหกรรมความสามารถทางศลิ ปหตั ถกรรม วิชาการ มธั ยมศกึ ษาจังหวดั บรุ รี ัมย์
และเทคโนโลยีของนกั เรยี น ระดับชาติ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๑
ไดร้ ับรางวัล “ผทู้ มี่ ีผลการปฏิบัตงิ าน ประพฤติตนตามมาตรฐาน กรมสง่ เสริมวฒั นธรรม
วิชาชีพและจรรยาบรรณวชิ าชพี ครูดีเด่น” ประจำปีการศกึ ษา กระทรวงวฒั นธรรม
๒๕๖๐ สำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษา
ได้รับรางวลั ผ้ใู ชภ้ าษาไทยดีเด่น ประจำปี ๒๕๖๐ ประถมศกึ ษาบรุ รี ัมย์ เขต ๓
เนอ่ื งในวนั ภาษาไทยแหง่ ชาติ
ไดร้ ับรางวัลครูผยู้ กระดับผลสัมฤทธทิ์ างการศึกษา
(O-NET) ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๖ สงู กวา่ ระดบั ประเทศ



๒. การพูด การเป็นวิทยากรและพิธกี ร รับหน้าท่ีวิทยากร อบรมความรู้ครูผู้สอนภาษาไทย
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๒ และเป็นวทิ ยากรเผยแพร่ความรู้ทางการจดั กิจกรรม
โครงการพัฒนาทักษะการอ่านร้เู รื่องและสื่อสารได้ ตามแนว PISA ดงั น้ี

๑) วิทยากรอบรมโครงการเรง่ รดั คุณภาพการอ่านรเู้ รอ่ื งและส่ือสารได้ ตามแนว
การประเมินผลนานาชาติ (PISA) ใหแ้ ก่คณะครูโรงเรียนอนุบาลประชารัฐสามัคคี อำเภอสงู เนนิ
จงั หวัดนครราชสีมา

๒) วทิ ยากรอบรมโครงการเรง่ รัดคุณภาพการอ่านรูเ้ รื่องและสอ่ื สารได้ ตามแนว
การประเมินผลนานาชาติ (PISA) ใหแ้ ก่คณะครโู รงเรียนจฬุ าภรณราชวิทยาลัย อำเภอสตึก จงั หวัดบรุ ีรมั ย์

๓) วทิ ยากรอบรมโครงการเรง่ รัดคณุ ภาพการอ่านรูเ้ รอ่ื งและสื่อสารได้ ตามแนว
การประเมินผลนานาชาติ (PISA) ใหแ้ ก่คณะครูสหวิทยาเขตหนองก่ี สพม.๓๒

๔) วทิ ยากรอบรมโครงการเรง่ รดั คุณภาพการอ่านรู้เร่อื งและส่อื สารได้ ตามแนว
การประเมนิ ผลนานาชาติ (PISA) ให้แก่ครูภาษาไทย สพม.๓๒

๕) วทิ ยากรอบรมโครงการเรง่ รดั คุณภาพการอ่านรเู้ ร่อื งและสื่อสารได้ ตามแนว PISA
ของนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรยี นประโคนชยั พทิ ยาคม อำเภอประโคนชยั จงั หวัดบรุ ีรัมย์

และเปน็ วทิ ยากรสอนเสรมิ เติมเต็มความพร้อมก่อนสอบ O-NET โครงการยกระดบั ผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการศึกษาระดบั ชาติ (O-NET) ใหก้ ับนักเรยี นในสหวทิ ยาเขต โรงเรยี นท่ีสงั กดั สำนักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษา
มธั ยมศึกษา เขต ๓๒ และโรงเรียนใกล้เคียง ดงั น้ี โรงเรยี นเมอื งตลุงพทิ ยาสรรพ์ โรงเรียนพนมรุ้ง โรงเรยี น
สามัคคีพิทยาคม โรงเรียนนางรองพิทยาคม โรงเรียนเทศบาล ๑ (ทีโอเอวทิ ยา) โรงเรียนหนองหงส์พิทยาคม
โรงเรียนบัวหลวงวทิ ยาคม และโรงเรียนเสิงสาง จงั หวัดนครราชสมี า เปน็ คณะกรรมการวิเคราะห์ข้อสอบ
O-NET ระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ ๓ และการสร้างส่ือ นวตั กรรมการเรยี นการสอนและงานวจิ ยั ร่วมกับศูนย์
พฒั นาวชิ าการกลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต ๓๒ เป็นกรรมการ
ตดั สินการแขง่ ขนั ทักษะวิชาการภาษาไทยในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานศลิ ปหตั ถกรรมนักเรียนระดบั เขต/ภาค/
ชาติ การแขง่ ขนั ทักษะโครงการรกั ษ์ภาษาไทย เน่ืองในวนั ภาษาไทยแห่งชาติ การแข่งขันทักษะนักเรียน
โรงเรียนเอกชน ระดับภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ และรับหน้าทีพ่ ิธกี รเพ่ือช่วยเหลืองานทงั้ ภายในสถานศกึ ษา
และนอกสถานศึกษา ชมุ ชน ท้องถ่นิ อำเภอ จงั หวัด และการไดร้ บั ติดต่อจากหนว่ ยงานอื่น ๆ เชน่ พิธกี รงานวัน
ครู อำเภอโนนสวุ รรณ ประจำปี ๒๕๕๖-๒๕๖๓ เป็นคณะกรรมการฝ่ายพธิ ีกรงานสืบสานประเพณี “ของดโี นน
สุวรรณ” ประจำปี ๒๕๕๖-๒๕๖๒ เปน็ คณะกรรมการฝา่ ยพธิ ีกรการประกวดธิดาชาวสวนอำเภอโนนสุวรรณ
ประจำปี ๒๕๕๙-๒๕๖๐ และเป็นคณะกรรมการตดั สนิ การประกวดขับร้องสรภญั ญะ ประจำปี ๒๕๕๖ ของ
เทศบาลตำบลโนนสุวรรณ เปน็ ตน้

๓. เป็นคณะทำงานของสำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน
ไดร้ บั คดั เลือกเปน็ ผู้ออกข้อสอบ ในการประชมุ เชิงปฏบิ ัติการปรับปรงุ และตรวจสอบข้อสอบเพื่อนำเขา้ คลัง
ขอ้ สอบมาตรฐาน (Standardize Item Bank System : SIBS) ครง้ั ที่ ๑-๒ ระดับชนั้ ประถมศึกษาและ
มธั ยมศึกษา เพื่อวิเคราะห์และคัดเลือกข้อสอบวชิ าภาษาไทย เข้าคลังข้อสอบมาตรฐานของ สพฐ. และการ
ประชุมเชงิ ปฏบิ ตั ิการกำหนดกรอบโครงสรา้ งปรับปรุงและพัฒนาเครื่องมือวดั ระดับความสามารถในการใช้
ภาษาไทย (Thai Competncy Test) สำหรบั ชาวต่างประเทศ เพ่ือให้ชาวต่างชาตไิ ด้วดั ความรู้ด้านภาษาไทย
ตัง้ แต่ปี ๒๕๕๙ จนถึงปัจจุบัน

นอกจากนยี้ ังไดส้ ร้างนวตั กรรมใหม่ ๆ ได้ดำเนนิ การจดั ทำวิจัยอยา่ งหลากหลาย เป็นครูผสู้ อนและที่
ปรกึ ษานกั เรยี นในการสง่ ผลงานเข้ารว่ มประกวดในรายการต่าง ๆ ท่ีแตล่ ะหน่วยงานได้จัดข้ึนจนสามารถได้รับ
รางวัลมากมาย ทั้งตวั นกั เรยี นและในฐานะครผู ูส้ อน ท้งั ระดับจงั หวดั และระดบั ประเทศ และเปน็ คณะกรรมการ
ศูนย์พัฒนากลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย สำนกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษามธั ยมศึกษาเขต ๓๒ อกี ด้วย



๓. ประวตั กิ ารทำงานตั้งแตต่ น้ จนถงึ ปัจจบุ ัน (โปรดระบอุ ยา่ งตอ่ เน่อื งและชดั เจน)

วัน เดือน ปี ตำแหนง่ สอนช้นั / ระดบั สถานทที่ ำงาน
๒๒ มถิ ุนายน ๒๕๕๔
๒๒ มิถนุ ายน ๒๕๕๖ ครผู ู้ชว่ ย ม.๓ ม.๔ โรงเรียนเสิงสาง จังหวดั นครราชสีมา สพม.๓๑
๒๒ มถิ นุ ายน ๒๕๖๐
ครู ม.๓ ม.๕ ม.๖ โรงเรียนโนนสวุ รรณพทิ ยาคม จงั หวัดบรุ รี มั ย์ สพม.๓๒
ปัจจุบัน
ครชู ำนาญการ ม.๓ ม.๕ ม.๖ โรงเรยี นโนนสวุ รรณพทิ ยาคม จังหวัดบุรีรมั ย์ สพม.๓๒

ครูชำนาญการ ม.๓ ม.๕ ม.๖ โรงเรยี นโนนสุวรรณพิทยาคม จงั หวดั บรุ ีรมั ย์ สพม.๓๒

๔. ประวตั กิ ารสอนภาษาไทย

๔.๑ เริ่มสอนภาษาไทยคร้งั แรก เม่ือวันท่ี ๒๒ เดอื น มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๕๔

ในระดบั ชน้ั ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ ๓ และ ๔ สถานศกึ ษา โรงเรยี นเสงิ สาง

ตำบล/ แขวง เสงิ สาง อำเภอ/ เขต เสงิ สาง

จังหวดั นครราชสีมา สงั กดั สำนกั งานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต ๓๑

๔.๒ ปัจจุบนั สอนระดบั ชน้ั ม.๓ ม.๕ และ ม.๖ สถานศึกษา โรงเรียนโนนสวุ รรณพยิ าคม

ตำบล/แขวง โกรกแกว้ อำเภอ/เขต โนนสวุ รรณ

จงั หวัด บุรรี มั ย์ รหัสไปรษณยี ์ ๓๑๑๑๐

โทรศัพท์ ๐๔๔-๖๐๗๑๕๐ โทรศพั ท์เคล่ือนท่ี ๐๘-๑๖๐๐-๖๔๔๐

๔.๓ สอนภาษาไทยต่อเนื่องกนั เปน็ เวลา ๙ ปี - เดือน (นับถงึ วนั ที่ออกประกาศฯ)

ขา้ พเจา้ ขอรับรองวา่ ขอ้ มลู ประวตั ิ เอกสารประกอบการพิจารณาที่แนบขอรบั รางวัลครูภาษาไทยดีเดน่
ประจำปี 256๓ ท้งั หมด เปน็ ความจริงและเป็นผลงานทขี่ า้ พเจ้าไดผ้ ลติ ขนึ้ เอง โดยมิไดแ้ อบอ้าง หรอื คัดลอก
ผลงานของผู้อนื่ หากปรากฏภายหลงั ว่า ข้อมูลทใ่ี ห้และผลงานทเี่ สนอไมเ่ ปน็ ความจริง ข้าพเจ้ายินยอมให้เพิก
ถอนและเรยี กคืนรางวลั โดยไม่เรียกร้องใด ๆ ท้ังส้ิน

ลงชือ่ .............................................. เจา้ ของประวัติ
(วา่ ทีร่ ้อยตรณี ฐั ธนัน วรรณสุข)

ตำแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ครชู ำนาญการ
วนั ที่ 3๐ มถิ นุ ายน พ.ศ. 256๓


ตอนที่ 2 ผลงานทุกประเภทท่ีตอ้ งการให้คณะกรรมการพิจารณา
คณุ สมบตั ขิ องผู้มีสิทธิไดร้ ับรางวลั ครภู าษาไทยดเี ด่น

1) ขา้ พเจ้าปจั จบุ ันรับราชการ ตำแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรยี นโนนสุวรรณพทิ ยาคม
จงั หวดั บรุ รี มั ย์ ทำการสอนรายวชิ าภาษาไทย ระดับชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี ๓ , ๕ และ 6 โดยปฏิบตั ิการสอนต่อเนื่อง
เปน็ เวลา ๙ ปี

2) ข้าพเจา้ เปน็ ผู้มใี บประกอบวชิ าชีพครูตามพระราชบญั ญัติสภาครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. 2546

3) ขา้ พเจา้ มบี คุ ลกิ ภาพเหมาะสมกบั วชิ าชพี ความประพฤตดิ ี และไมเ่ คยมปี ระวัตกิ ารประพฤตผิ ิด
จรรยาบรรณของวชิ าชีพ หรือมพี ฤติกรรมเสื่อมเสียต่อวชิ าชีพ ไมอ่ ยใู่ นระหวา่ งการดำเนนิ การทางคดีหรอื การ
สอบสวนทางวินยั ใด ๆ

ขา้ พเจา้ ได้ยดึ “หลักธรรมภบิ าล 10 ขอ้ ” เขา้ มาเปน็ แนวทางในการทำงาน เพราะถอื เป็น
หลกั คณุ ธรรมพื้นฐานทคี่ นท่วั ไปจะต้องมี เพราะทงั้ 10 ข้อ จะเปน็ ตัวชี้วัดและมาตรฐานของการเป็นคนชั้นสูงท่ี
มีความพร้อมในการปฏิบตั ิงานอยา่ งมีประสิทธิผลให้บรรลตุ ามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ทีต่ ัง้ ไว้ ควบคู่กบั
ประสิทธภิ าพของการทำงาน คือ ต้องมีการใชว้ สั ดุเคร่อื งมือเขา้ มาเป็นตวั ชว่ ย ทำงานภายใตส้ ่งิ ที่มหี รืออาจจะ
ขาดแคลนให้เกิดผลสมั ฤทธ์สิ ูงทส่ี ุด ซง่ึ ส่ิงเหล่าน้จี ะนำมาสู่ความเชอ่ื ม่นั และความไวว้ างใจในคุณภาพงานจาก
ผเู้ กย่ี วข้อง เพราะความมรี ะเบยี บวนิ ัยและความรบั ผิดชอบของเราจะเปน็ เคร่ืองยนื ยันในคณุ คา่ และความสำเรจ็
ของงานไดเ้ ปน็ อย่างดี ข้าพเจ้าเองจะมคี วามเชื่อและแรงศรัทธากับ คำพูดทว่ี า่ “ค่าของคนอยู่ทผ่ี ลของงาน”

ข้าพเจา้ ไดย้ ดึ ถือและปฏบิ ตั งิ านโดยยดึ ม่ันในหลักคุณธรรมและนิตธิ รรม ยืนหยดั กระทำในสิ่ง
ท่ถี ูกต้อง เป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมาย ปฏบิ ัติตามระเบยี บกฎหมาย มีการพัฒนาจติ ใจตนเองดว้ ยการปฏบิ ัติ
ธรรมอยเู่ ปน็ ประจำ ยดึ มัน่ ในหนา้ ทขี่ องตน และเคารพในสิทธขิ องผอู้ น่ื ยึดหลกั ประชาธิปไตยในการทำงานและ
ผลประโยชนส์ ว่ นรวมมากกว่าสว่ นตน ไมเ่ คยหาผลประโยชนจ์ ากตำแหน่งหน้าที่ และปฏิเสธท่ีจะรบั ผลประโยชน์อนั มิ
ชอบจากบุคคลที่เก่ียวข้องส่งเสรมิ ให้ความรู้กับนกั เรียนในการเคารพสิทธแิ ละความคิดเห็นของผู้อน่ื ประพฤติปฏบิ ตั ิตน



ในสิง่ ทถ่ี กู ตอ้ งดงี ามเปน็ ทย่ี อมรับของสงั คมประพฤติปฏบิ ัติตน กระทำในสงิ่ ทถี่ ูกต้อง เหมาะสมชอบดว้ ยกฎหมาย
โดยการไม่กระทำในสิง่ ท่ีผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ประเพณแี ละวัฒนธรรมอนั ดงี ามของท้องถ่นิ ชว่ ยรักษา
และทะนบุ ำรุงพุทธศาสนาประเพณแี ละวฒั นธรรม ตามสมควร ใหค้ วามสำคัญในการดูแล อบรมสัง่ สอน
นกั เรยี นในการประพฤติปฏบิ ัติตนเป็นคนดี ไม่ยงุ่ เกย่ี วกับสง่ิ เสพติด หรือการกระทำผดิ กฎหมาย สามารถอยู่ใน
สังคมได้อยา่ งมีความสุข เปน็ ต้น ไดร้ ับการยกย่องเชดิ ชูเกยี รติดา้ นคณุ ธรรมและจริยธรรมในการประพฤติตน
และปฏบิ ัตงิ านจะเหน็ ได้จากรางวัลครูดขี องแผ่นดิน “ระดับชาติ” จากพลเอกสุรยุทธ์ จุฬานนท์ องคมนตรี
และไดร้ บั รางวัล

4) ขา้ พเจ้ามคี วามสัมพันธ์ที่ดีกบั ผู้เรียน ส่งเสรมิ ผเู้ รยี นให้มีพัฒนาการการเรียนรภู้ าษาไทยท่ีเหมาะสม
กับสถานภาพและความพร้อมของผูเ้ รยี นแต่ละคน

ข้าพเจ้าปฏิบตั หิ น้าทีอ่ บรมส่งั สอนนักเรยี นเปรียบเสมือนพ่อแม่คนทส่ี องของนักเรียน ให้ความ
รัก ความเมตตา เอาใจใสดูแล ช่วยเหลือ ส่งเสริม ให้กำลังใจและเป็นที่ปรึกษาในทุก ๆ เรื่องแก่นักเรียนเสมอ
ภาคกันทุกคนพร้อมทั้งปลูกจิตสำนึกที่ดีให้แก่นักเรียนทุกคน ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา มี
ทักษะชวี ิต มคี วามรแู้ ละทกั ษะกระบวนการทางภาษาไทย ทกั ษะกระบวนการคิดวเิ คราะห์ มีคณุ ลักษณะอันพึง
ประสงค์ของสังคมเพื่อให้นักเรียนสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อ
นักเรียน ทำให้นักเรียนมีความรัก ความไว้ใจต่อครู ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน และการ
แกไ้ ขปัญหานักเรียน ดงั นี้

- ให้ความรักและเอาใจใส่นักเรียนทุกคน ทำให้นักเรียนรู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญ และเกิด
ความรสู้ กึ ทด่ี ีต่อครู

- สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองกับนักเรียน เช่น การพูดคุยซักถามอย่างเป็นกันเอง เพื่อให้
นักเรียนมีความสบายใจในการเรียนการทำกจิ กรรม เรยี นอยา่ งมีความสขุ และกล้าเข้ามาปรึกษาเม่อื เกดิ ปญั หา

- ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับนักเรียน เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับนักเรียน เช่น กิจกรรมการ
แขง่ ขนั กฬี าสี หรอื กจิ กรรมอนื่ ทน่ี ักเรยี นสนใจ


5) ขา้ พเจา้ มีมนษุ ยสัมพนั ธแ์ ละใหค้ วามรว่ มมอื ท่ดี ใี นการทำงานร่วมกบั ผู้อืน่ ทุกระดบั ทง้ั ภายในและ
ภายนอกองค์กร

ข้าพเจ้าปฏิบตั งิ านดว้ ยความตั้งใจ และเต็มความสามารถ โดยสามารถทำงานรว่ มกบั ผู้อ่ืนได้
ดีมมี นษุ ยสมั พนั ธ์ดี ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อน่ื กลา้ และรับผดิ ชอบในส่งิ ที่ได้กระทำ มนี ้ำใจ ช่วยเหลือและ
ใหค้ วามรว่ มมือในการปฏบิ ัติงาน มีความสามารถในการรว่ มทำงานเป็นทีมสามารถทำงานให้ประสบผลสำเร็จ
ตามทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย และเป็นท่ียอมรบั ของเพื่อนรว่ มงาน

ทำบุญตกั บาตรขา้ วสารอาหารแหง้ เพ่ือถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรม
ชนกาธเิ บศร มหาภูมพิ ลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เน่ืองในวันพ่อแห่งชาติ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๒

พธิ ถี วายเครอ่ื งราชสกั การะและถวายพระพรชัยมงคล เนอ่ื งในวนั เฉลมิ พระชนมพรรษา
สมเด็จพระนางเจา้ สริ กิ ิต์ิ พระบรมราชนิ ีนาถ พระบรมราชชนนีพนั ปหี ลวง วันท่ี ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๒

รว่ มโครงการ “สวสั ดีคุณครู” ตามนโยบาย “ไมท่ ง้ิ เด็กคนใดไวข้ า้ งหลงั ” ประจำปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๒

รว่ มพธิ ไี หว้ครูและพิธีปจั ฉิมนเิ ทศ



ทง้ั นี้มกี ารรว่ มมอื กบั ชมุ ชนในการดำเนินการกิจกรรมตา่ ง ๆ ทั้งกิจกรรมของโรงเรียนทต่ี ้อง
อาศยั ความรว่ มมือจากชมุ ชน และกิจกรรมของชุมชนทที่ างโรงเรยี นเขา้ ไปมีส่วนรว่ ม ทำให้เกดิ ผลดที ้งั โรงเรยี น
และชมุ ชน เกิดความสัมพนั ธ์อันดีระหว่างโรงเรียนและชุมชน เช่น เป็นพิธกี รงานของดอี ำเภอโนนสวุ รรณ พิธีกร
งานวันครอู ำเภอโนนสวุ รรณ จติ อาสาพัฒนาชุมชน รว่ มงานเดนิ วิ่งเพื่อสุขภาพ ร.พ.โนนสวุ รรณ ดังนี้

6) ขา้ พเจา้ มีความรับผิดชอบในการปฏิบตั ิตามหน้าท่ีที่ได้รับมอบหมายอยา่ งเต็มความสามารถ
ขา้ พเจ้าปฏบิ ตั ติ นตามระเบียบวนิ ยั ของทางราชการเปน็ แบบอยา่ งทดี่ ีแก่เพ่ือนร่วมงาน มีความ

ซ่ือสัตย์สุจริต ไมเ่ คยละเมิดหรือกระทำผดิ กฎหมาย ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย เปน็ แบบอย่างที่ดแี กเ่ พื่อน
ร่วมงาน นกั เรียน และบุคคลทวั่ ไป มีความรบั ผดิ ชอบ แนะนำอบรมนักเรยี นใหป้ ฏิบัติตามแบบอยา่ งทด่ี ี ปลกู ฝงั
ใหน้ กั เรยี นเปน็ ผู้ทม่ี รี ะเบียบวินยั ประพฤติปฏบิ ตั ติ นอยู่ในระเบยี บวนิ ยั ของโรงเรียนและสังคม ปฏิบตั หิ นา้ ท่ีการ
สอนอย่างเต็มกำลงั ความรู้ ความสามารถ ปฏิบตั ิหน้าท่ีตามทผี่ บู้ งั คบั บัญชามอบหมายดว้ ยความเอาใจใส่รักษา
ระเบยี บวนิ ยั และเคารพกฎหมายท้ังต่อเพ่ือนรว่ มงาน สถาบนั ชุมชน และสังคม อีกทั้งแนะนำชักชวนเพื่อน
ร่วมงานในองคก์ รใหป้ ฏิบตั ติ ามกฎระเบยี บข้อบังคบั ของทางราชการปฏบิ ัตติ ามวฒั นธรรมท่ดี ีงามขององค์กร
ปฏบิ ตั ิตนเปน็ ผู้มีระเบยี บวินัยตามจรรยาบรรณครู แต่งกายสภุ าพเรียบร้อย ปฏบิ ัติหน้าที่ตรงเวลา ยึดมน่ั ใน
ขนบธรรมเนียมอันดีงาม ไมข่ ้องเกยี่ วกับสารเสพติดและอบายมุขตา่ ง ๆ

อกี ท้ังมีความสนใจในวชิ าชีพรักศรทั ธา และภาคภูมใิ จในวิชาชีพครเู สมอยึดมัน่ ในมาตรฐาน
วชิ าชพี ครูและจรรยาบรรณวิชาชีพ มีความม่งุ ม่นั และตั้งใจในการเปน็ ครูมีความรักและสนใจในการพฒั นา
วชิ าชีพเพอ่ื พัฒนาตนเองเพ่ิมพนู ความรู้ ความสามารถ และทักษะวิชาชพี อย่างสมำ่ เสมอ และนำความรู้ท่ีไดร้ บั
มาใช้ในการจดั การเรียนการสอนปฏิบตั หิ นา้ ท่ีสอนเต็มความรคู้ วามสามารถเตม็ เวลารักและเอาใจใส่ตอ่ ศิษยม์ ี
การวางแผนการสอนเตรยี มการสอนเตรียมสอ่ื การสอนที่เหมาะสมกบั เนื้อหาวิชา มกี ารจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนท่เี นน้ นักเรยี นเป็นสำคญั ฝึกฝนสร้างเสรมิ ความรู้ทักษะและนสิ ยั ทดี่ ีงามให้แก่นักเรยี น สอนใหน้ กั เรยี น
รู้จกั คดิ เปน็ ทำเปน็ และแก้ปัญหา ตามแนวทาง Active Learning ซึ่งนกั เรยี นสามารถดำรงชวี ติ อย่ใู นสังคมได้
อยา่ งมีความสขุ และสง่ เสรมิ การแสวงหาความรขู้ องนกั เรยี นโดยไมบ่ ิดเบือนหรือหวงั ส่งิ ตอบแทนใดให้ความรัก
ความเมตตาต่อนักเรียนใหก้ ารอบรมส่งั สอนสอนเต็มเวลา ไม่ละท้งิ ชัน้ เรียนหรือขาดการสอนสร้างความร้สู กึ เปน็
มิตร เป็นท่ีพึง่ พาและไวว้ างใจได้ของนกั เรยี นรบั ฟังปัญหาของนกั เรียนและให้ความช่วยเหลือประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ น
เป็นแบบอย่างที่ดแี กศ่ ิษย์

ขา้ พเจา้ ใหค้ วามเสมอภาคและเท่าเทยี มกนั กบั นักเรียนทกุ คน เปดิ โอกาสให้นักเรียนได้แสดง
ความคิดเหน็ ในเร่ืองต่าง ๆ ยอมรบั ฟังความคิดเห็นของนักเรยี น สง่ เสริมเรื่องประชาธปิ ไตยให้เกิดกับนกั เรียน
ผ่านการทำกจิ กรรม ดังนี้

- การทำงานเปน็ กลุ่ม ซ่ึงมีการแลกเปลีย่ นความคิดเห็น การร่วมมือกันแก้ไขปญั หาโดย
ปราศจากความขดั แย้ง ปลูกฝังให้นกั เรียนรู้สิทธขิ องตนเอง และเคารพสิทธิของผ้อู ื่น

- การให้นักเรยี นปฏบิ ัตติ นตามสิทธิหนา้ ทข่ี องตนเอง และรู้จักเคารพสิทธขิ องผ้อู น่ื เชน่ ไม่
รังแกผูอ้ น่ื ไม่พูดใหผ้ ูอ้ ่ืนเสยี หาย ใหเ้ กียรตผิ ูอ้ ื่นในการแสดงความคดิ เหน็ เป็นตน้

- การรว่ มเลอื กต้ังคณะกรรมการนักเรยี นทุกปีการศึกษา ส่งเสริมใหน้ ักเรยี นได้มีความรู้ในเร่ือง
การเลอื กตั้ง โดยนักเรยี นใช้สิทธขิ องตนเองในการเลือกตั้งคณะกรรมการนักเรียน


7) ข้าพเจ้าไม่เคยรับรางวัลการยกย่องเป็นครูภาษาไทยดีเด่น ซึ่งดำเนินการโดยกรมศิลปากร
กระทรวงศกึ ษาธิการ ใน พ.ศ. 2528 – 2535 และคุรุสภาดำเนินการสบื ต่อมาตั้งแต่ พ.ศ. 2536 – ปจั จุบนั
หลักเกณฑก์ ารพิจารณา
1) ด้านการจดั การเรยี นรู้

(1) ข้าพเจ้ามแี ผนการจัดการเรยี นรูต้ ามหลกั สตู รทคี่ รบถว้ นเหมาะสมกบั บรบิ ทของสถานศกึ ษา
ทัง้ นี้ข้าพเจา้ ได้จัดทำแผนการจัดการเรยี นรูต้ ามกลมุ่ สาระท่ีรบั ผดิ ชอบ คือ กลุ่มสาระการ
เรยี นรภู้ าษาไทย ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี ๓ และ ๕ โดยศึกษาจากเอกสารหลกั สูตรการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน หลกั สตู ร
สถานศึกษา ศกึ ษามาตรฐาน/ตัวช้วี ัดและวิธกี ารจัดการเรียนร้ทู ห่ี ลากหลาย แล้วนำมาจัดทำแผนการจดั การ
เรียนรูใ้ ห้เป็นปัจจบุ นั และหลงั การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนมกี ารบนั ทกึ ผลหลังสอน เพ่ือนำไปพฒั นา
แกป้ ัญหาและทำการวิจยั ในช้นั เรยี นต่อไป

QR CODE

สแกนเอกสารประกอบ

ข้าพเจ้าได้จัดทำแผนพัฒนาตนเองครูผู้สอน ID Plan (Individual Development Plan)
เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จ ประกอบกับความตั้งใจในการ
ปฏบิ ัติหนา้ ท่ที ั้งดา้ นการเรียนการสอนและงานพิเศษตา่ ง ๆ ท่ไี ด้รับมอบหมาย

QR CODE

สแกนเอกสาร
ประกอบ

๑๐
(2) ข้าพเจ้าเป็นครูผู้สร้างบรรยากาศการเรียนรู้วิชาภาษาไทยให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีเห็น
ความสำคญั ของการเรยี น การใช้ภาษาไทยในชวี ติ ประจำวันอยา่ งถูกตอ้ ง
หอ้ งเรยี นท่ีมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย มกี ารตกแต่งให้สวยงามตามความเหมาะสม เชน่
หอ้ งเรยี นเปน็ ระเบียบ สะอาด อปุ กรณ์เก็บในต้เู รยี บร้อย ตกแต่งห้องด้วยภาพโปสเตอร์ความรู้ตา่ ง ๆ มกี ารจดั
ให้หอ้ งเรียนมีพนื้ ท่เี หมาะสมต่อการทำกิจกรรม ไม่คบั แคบ อุณหภูมิไมร่ อ้ นหรือหนาวจนเกินไป มีความสวา่ ง
เหมาะสมต่อการอา่ น การเขยี นหนงั สือ ไม่มีเสียงดงั รบกวนในขณะการเรียนการสอน กจ็ ะทำใหบ้ รรยากาศของ
ห้องเรยี นดี นกั เรียนมคี วามสบายใจเมอ่ื ไดม้ าเรยี นในห้องเรียน มีสมาธใิ นการเรยี น ก็จะสง่ ผลดตี อ่ ทง้ั ครูและ
นักเรยี น กล่าวคอื ครูสามารถดำเนนิ การสอนได้ตามแผนท่วี างไว้ นักเรียนก็มีการเรยี นรู้ที่ดี จนไดร้ ับรางวลั
ทรงคณุ ค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) รองชนะเลิศอนั ดับ ๑ เหรยี ญทอง ระดับภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ
ครผู ู้สอนยอดเยีย่ ม ด้านการบริหารจัดการ ดงั โมเดล

โมเดลในการบริหารจัดการช้นั เรยี น “๕ ดี ๑ สุข”

QR CODE

สแกนเอกสารประกอบ

บรรยากาศที่ดีจะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี ดังนั้นครูจึงต้องสร้าง
บรรยากาศในการเรียนทีด่ ี กล่าวคือ ห้องเรยี นมบี รรยากาศท่ดี ี มคี วามสะอาด เป็นระเบียบ
เรียบร้อย เอ้ือตอ่ การเรียนรู้ ครูมสี ่วนในการสร้างบรรยากาศในการเรยี นทด่ี ี คอื มคี วามเปน็
มิตร ใช้คำพูดเชิงบวก มีเหตุผล จัดการเรียนสอนที่มีความน่าสนใจ เป็นต้น และครูต้อง
ส่งเสริมให้สมาชิกในห้องเรียนมีการเรียนรู้ร่วมกัน เช่น การทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อให้มีการ
ชว่ ยเหลือเก้ือกลู กัน มคี วามสามัคคใี นหมูค่ ณะ

๑๑
(3) ข้าพเจ้าเป็นครูท่ีสามารถจดั การเรียนรู้ภาษาไทย สร้างแรงจูงใจให้ผู้เรยี นได้ฝึกฝนจนเกิด
ทกั ษะการฟัง การพดู การอ่าน และการเขยี นภาษาไทยไดอ้ ย่างดเี หมาะสมกบั ผเู้ รยี นแต่ละระดบั
หากนักเรียนมีความสนใจที่จะเรียนรู้ก็จะทำให้นักเรียนตั้งใจเรียน ซึ่งครูต้องมีทักษะในการ
ดึงดูดความสนใจผู้เรียน กล่าวคือ ครูใช้สื่อหรืออุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอน ซึ่งนอกจากจะดึงดูดความ
สนใจนักเรยี นแล้ว ยังทำให้นกั เรียนมคี วามเข้าใจในเร่ืองท่ีเรยี นเรว็ ขนึ้ ครสู ามารถยกตัวอยา่ งสิ่งท่ีนักเรียนสนใจ
สิ่งท่ีอยู่ใกลต้ วั หรอื เหมาะสมกับวัยของนกั เรียน จะทำให้นักเรียนมีความสนใจและเข้าใจส่งิ ต่าง ๆ ไดง้ า่ ยขึ้น ครู
สามารถจัดป้ายนเิ ทศการตกแต่งห้องเรียนที่สวยงาม แทรกไปด้วยความรู้ จะทำให้นักเรียนอยากที่จะศึกษาหา
ความรู้ และสิ่งสำคัญครูต้องมีความกระตือรือร้น มีการใช้คำพูดหรือเทคนิคการนำเข้าสู่บทเรียนที่น่าสนใจ มี
ความเปน็ มติ ร ไมท่ ำให้บรรยากาศหอ้ งเรยี นเกดิ ความตงึ เครยี ด

ข้าพเจ้าได้สรา้ ง เพจ Facebook เรียนภาษาไทยกบั ครูณัฐธนัน เพอ่ื การเรยี นร้เู กีย่ วกบั
ภาษาไทย และเป็นแหล่งใหน้ ักเรียนได้นำผลงานมาใช้ในการนำเสนอผลงาน เพ่ือทำการ รวบรวม เผยแพร่
ข้อมูลเก่ียวกบั เทคโนโลยีน่ารู้ ให้ผูเ้ รียนได้ใชเ้ ปน็ สือ่ ในการติดตามข้อมลู ข่าวสาร ความเคล่ือนไหวของ
เทคโนโลยสี ารสนเทศ ทม่ี ีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ท้งั น้ีได้มีการขยายผลการเรยี นรดู้ ว้ ยการใช้กลมุ่ เครือข่าย
สงั คมออนไลน์ ใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อการพฒั นาการจดั การเรียนรู้ เชน่ การแจ้งขอ้ มูลข่าวสาร ประชาสัมพันธ์
การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรยี นรู้ การตดิ ตามความคืบหนา้ และการสง่ งานผา่ นระบบออนไลน์ นอกจากนี้
เพื่อให้ผู้เรยี นตระหนักในการเรยี นรูใ้ นศตวรรษที่ ๒๑ ครผู ้สู อนได้มกี ารใช้โปแกรมสำเร็จรูปสำหรับใชใ้ นการให้
คะแนนและติดตามการทำงานของผเู้ รียนผ่านมือถือ เพื่อให้เป็นการเชื่อมการเรยี นรู้ ระหวา่ ง ครู นกั เรียน และ
ผู้ปกครอง

QR CODE

เพจ เรียนภาษาไทย
กับครูณฐั ธนนั

๑๒

(4) ข้าพเจ้าเป็นครูที่มีการวัดประเมินผลการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายวิธีเพื่อให้ผลการ
ประเมินเรียนรู้ของผู้เรียนมีความน่าเชื่อถือ และมีการนำผลการประเมินผู้เรียนมาดำเนินการปรับปรุงแก้ไข
อยา่ งต่อเน่อื งสมำ่ เสมอ

ไดม้ ีการศกึ ษาเครื่องมือวดั ผลแต่ละประเภท เพื่อเลอื กใชว้ ัดและประเมนิ ผลให้มคี วาม
เหมาะสมกบั เรือ่ งนนั้ ๆ ซ่ึงเคร่ืองมือวดั และประเมนิ ผลมหี ลากหลายชนดิ เช่น แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน แบบสอบถาม แบบสงั เกต แบบสัมภาษณ์ แบบสำรวจ แบบประเมินค่า แบบตรวจสอบ
รายการ แบบบนั ทึกพฤตกิ รรม แบบสอบถามด้วยระบบสารสนเทศออนไลน์ เป็นต้น

วัดและประเมินผลการเรยี นรไู้ ด้อยา่ งหลากหลาย และนำผลไปใช้ในการพฒั นานักเรยี นในการ
จดั กระบวนการจัดการเรยี นรู้ สงิ่ ท่ที ำให้ครูผู้สอนทราบว่า การจัดการเรียนร้ขู องตนเอง ประสบความสำเรจ็
หรอื ไม่ เพียงใด ส่ิงน้ัน คือ ครูตอ้ งมีการวดั ผลและประเมนิ ผลนักเรยี นด้วยวิธกี ารท่ีหลากหลายอย่างต่อเนือ่ ง
และประเมนิ จากสภาพจริง ข้าพเจ้าขอนำเสนอวธิ กี ารที่ปฏิบัติในการวัดผลและประเมินผลนักเรยี น ดงั น้ี

๑) ศึกษาวธิ กี ารวัดและประเมินผลท่ีหลากหลายรปู แบบ นำความรคู้ วามเข้าใจไปดำเนนิ การ
ได้ถูกตอ้ ง กำหนดรายละเอยี ดการวัดผลและประเมนิ ผลให้ครอบคลุมทัง้ ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และเจตคติ

๒) กำหนดวธิ กี ารวดั และประเมินผล ออกแบบ สร้างเคร่ืองมอื วดั ผลในรปู แบบตา่ ง ๆ
ทสี่ อดคล้องกับมาตรฐานการเรยี นรู้ ตัวช้วี ัด และกิจกรรมการเรยี นรู้

๓) ออกแบบ สร้างเคร่ืองมอื และวิธกี ารวัดและประเมนิ ผล
๔) นำผลการประเมินไปใชใ้ นการพฒั นานักเรยี นตอ่ ไป
๕) รายงานผลต่อนักเรยี น ผปู้ กครอง และผบู้ รหิ ารอยา่ งถูกต้อง สมำ่ เสมอ
ในการวัดและประเมินผลควรมีการใช้วิธีที่หลากหลาย มีการวัดและประเมินผลเป็นระยะ ๆ
เพ่ือนำมาปรับปรุงการเรยี นการสอนให้มีความเหมาะสมมากขึ้น โดยผทู้ ีท่ ำการวัดและประเมินผลไม่จำเป็นต้อง
เป็นครูเสมอไป อาจเป็นผู้ปกครองนักเรียน เพื่อนหรือตัวนักเรียนเองก็ได้ เครื่องมือที่ ใช้สามารถใช้ได้
หลากหลายตามความเหมาะสม เช่น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น แบบสังเกต การประเมินชิ้นงาน
และการประเมินกระบวนการกลุ่ม มีการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศตามแนวทาง Active Learning ยุคดิจทิ ัล เข้า
มามสี ่วนร่วมในการวดั และประเมนิ ผลผ้เู รียนดว้ ย เชน่ Google Classroom เป็นต้น

QR CODE

Google Classroom

๑๓
หลงั จากการวัดและประเมินผลจะมกี ารนำผลการประเมินมาพฒั นาการจัดการชั้นเรียน โดยมี
การสรุปตามเกณฑเ์ พื่อเปน็ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของนกั เรยี น จากน้นั แจง้ ใหน้ ักเรยี นและผู้ปกครองรับทราบ
ซงึ่ ข้อมลู น้ีครูสามารถนำมาเป็นข้อมูลเพอ่ื ทำการวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ วา่ นักเรียนคนนถ้ี นดั
วชิ าใด และควรพฒั นาวชิ าใด เพ่อื นำมาออกแบบการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนให้มคี วามเหมาะสมกบั
ผ้เู รียนตอ่ ไป หรือหากเปน็ การวัดและประเมนิ ผลในระหว่างการเรียน ก็จะเป็นข้อมูลท่ีทำใหค้ รูทราบว่าการสอน
วิธนี ี้มคี วามเหมาะสมหรือไม่ หรอื ควรเปลี่ยนเทคนิคการสอน หรือเพิม่ เติมรายละเอียดในเรื่องใด ท่ีสำคัญมีการ
นำเทคโนโลยีสารสนเทศเขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการประเมนิ พัฒนาการจดั การชัน้ เรยี นดว้ ย เช่น โปรแกรม
Classdojo ในการเช็คชือ่ นกั เรยี น และโปรแกรม ZIPGRADE ในการตรวจและวเิ คราะห์ขอ้ สอบ เปน็ ตน้

2) ผลงานวิชาการ (ประเภทบงั คบั ส่ง ๒ ชิน้ และประเภทเลือกส่ง ๑ ช้ิน)
(1) ขา้ พเจา้ มีการสรา้ งนวตั กรรมใหม่ในการเรียนการสอนภาษาไทย หรอื การจดั การเรียนรู้ท่ีทำให้

ผู้เรียนเกิดสัมฤทธิผลการเรียนภาษาไทยที่ดี โดยการใช้นวัตกรรมดังกล่าวนั้นมีผลงานการศึกษาวิจัยที่มีระบบ
ระเบียบวิธีวจิ ัย สนับสนุน ดงั น้ี

ช่อื นวัตกรรม
การพฒั นาทกั ษะการอา่ นรู้เรื่องและสื่อสารได้ โดยใชแ้ บบฝึกทักษะการอ่าน คดิ วเิ คราะห์
และเขียนสื่อความตามแนว PISA กลมุ่ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี ๓
มูลเหตุจูงใจในการสรา้ งนวัตกรรม
การอา่ นเป็นทักษะทส่ี ามารถฝึกฝนให้เกิดจนเป็นได้ ถ้าได้รับการฝกึ ฝนตัง้ แต่อา่ นออกอ่านไดเ้ ร็ว เขา้ ใจ
ความหมายในเน้ือหาที่อ่านและสามารถสรปุ ประเดน็ สำคัญของเนื้อหา และนำไปใชก้ ับตนกจ็ ะก่อใหเ้ กดิ
ประโยชน์ทง้ั แก่ตนและสังคม ในการทจ่ี ะพัฒนาผู้เรยี นให้อา่ นได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ ต้องได้รบั การแนะแนว

๑๔

ทางจากผ้ใู กลช้ ดิ ครู ผู้ปกครอง ในการใหก้ ำลังใจ ตลอดจนช่วยแก้ เมอื่ ผูเ้ รียนมีปัญหาในการอา่ น รวมทั้ง
จัดเวลา โอกาส และสถานท่ีให้ผเู้ รยี นไดท้ ำกจิ กรรมการอา่ นอยา่ งต่อเน่อื ง ให้มโี อกาสศึกษาคน้ คว้าด้วยตนเอง
ตามกำลงั ความสามารถของเขา การแนะแนวหรือแนะนำให้ผู้เรยี นรู้จักหนังสือ รู้จกั การอา่ นเพิ่มเติมใหไ้ ด้
ความรู้เพมิ่ เตมิ จากเน้อื หาวิชากจ็ ะก่อใหเ้ กิดการอ่านไดเ้ ร็วและเพาะนิสยั การอา่ น เปน็ ทักษะท่จี ะติดตวั ไปได้
(กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2553 : 313) การอา่ นเป็นสิ่งสำคัญส่ิงหนง่ึ ในการดำเนนิ ชีวติ เพราะการอ่านจะมี
ส่วนช่วยสร้างความสำเร็จในการดำเนนิ ชวี ิต ผูใ้ ดมีความสามารถในการอา่ นหนงั สือเปน็ พเิ ศษ มักจะมโี อกาส
เจรญิ ก้าวหน้าในอาชพี และในชีวิตมากกว่าคนท่ีอ่านหนังสือได้น้อยและอา่ นชา้ โลกปัจจุบันเรียกได้ว่าเปน็ โลก
ของการอ่าน เพราะการอ่านแทรกอยู่ในกจิ กรรมทุกประเภททุกแห่งทั้งน้ี เพราะการสือ่ สารซ่ึงกนั และกันใน
ชวี ิตประจำวนั ต้องอาศัยการอ่านเพ่ือความเข้าใจ การอ่านจึงเขา้ มามีบทบาทสำคัญต่อชีวติ ของเราสิง่ ที่เรา
จะต้องอา่ นในชีวติ ประจำวนั จงึ มมี ากมายเราจะตอ้ งรู้จักเลือกอา่ น จับใจความใหไ้ ด้ในเวลารวดเร็วจงึ
ประหยดั เวลา ได้ผลจากการอ่านค้มุ คา่ (กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2553: 3-4) การอ่านนับเป็นปัจจยั พ้นื ฐานใน
การดำรงชวี ติ ดังท่ี (วิมลรตั น์ สนุ ทรโรจน์. 2555: 107-126) การอ่านเป็นเครือ่ งมอื ท่ีใชใ้ นการเสาะ
แสวงหาความรู้ การรู้และใช้วิธีการอ่านที่ถกู ต้องจึงเป็นส่ิงจำเป็นสำหรับผู้อา่ นทุกคน การร้จู กั ฝกึ ฝนอา่ นอย่าง
สมำ่ เสมอจะชว่ ยใหผ้ ้อู ่านมีพ้ืนฐานในการอา่ นท่ีดีทงั้ จะช่วยใหเ้ กิดความชำนาญและมีความรกู้ วา้ งขวางด้วย ซง่ึ
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 สาระที่ 1 มาตรฐานท่ี 1.1 ไดก้ ำหนดมาตรฐาน
วา่ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรแู้ ละความคดิ เพ่ือนำไปใช้ตดั สินใจ แกป้ ญั หาในการดำเนนิ ชวี ิตและมีนสิ ัย
รกั การอา่ น

นอกจากกระบวนการจดั การเรียนรู้ การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้ก็เปน็ กระบวนการพฒั นา
คุณภาพผ้เู รียนอยา่ งหนึ่ง โดยใช้ผลการประเมินเปน็ ข้อมลู และสารสนเทศท่ีแสดงพฒั นาการความก้าวหนา้ และ
ความสำเรจ็ ทางการเรียนของผ้เู รยี น ตลอดจนขอ้ มลู ทเ่ี ปน็ ประโยชนต์ อ่ การส่งเสริมใหผ้ ู้เรียนเกิดการพฒั นาและ
เรยี นรูอ้ ยา่ งเตม็ ศกั ยภาพ ซึง่ หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้แบง่ ระดับการวัด
และประเมนิ ผลการเรียนรู้ออกเปน็ 4 ระดับได้แก่ระดับชั้นเรยี น ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษา
และระดบั ชาติ ซ่ึงการอา่ น คิดวเิ คราะห์และเขียนสอ่ื ความนนั้ ผู้เรียนต้องไดร้ ับการประเมินและมีผลการ
ประเมินตามเกณฑท์ สี่ ถานศึกษากำหนด มีระดับผลการประเมินเปน็ ดเี ยยี่ ม ดี ผา่ นและไมผ่ า่ น
(กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2553: 30) ทวิ ัตถ์ มณโี ชติ (2549: 74) ได้กลา่ วว่าการประเมนิ การอ่าน
คิดวิเคราะห์และเขียนสื่อความ สามารถทำได้ 3 วิธี กลา่ วคอื วิธแี รกบรู ณาการเข้าไปในหน่วยการเรยี นรขู้ อง
กลุม่ สาระการเรียนรตู้ า่ ง ๆ วิธีท่สี องประเมนิ จากผลการเขียนทแ่ี สดงถงึ การคดิ วเิ คราะห์ท่มี าจากการอ่านของ
ผเู้ รยี น และวิธีที่สามใช้แบบทดสอบมาตรฐาน สถานศกึ ษาควรพจิ ารณาความพร้อม และเลอื กวิธกี ารประเมนิ
ทเี่ หมาะสมกับสถานศกึ ษา

จากผลการประเมินปฏิรูปการศึกษาของสำนักเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานรับรอง มาตรฐาน
และการประเมินคุณภาพการศึกษา และกล่มุ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการในสว่ นมาตรฐานผเู้ รยี น
มาตรฐานท่ี 4 ผเู้ รยี นมคี วามสามารถในการคดิ วิเคราะห์ คิดสงั เคราะห์มีวจิ ารณญาณ มีความคดิ สร้างสรรค์ คิด
ไตร่ตรองและมีวิสยั ทัศน์ ผลปรากฏวา่ ผลสมั ฤทธ์ิด้านความสามารถของผเู้ รยี นในการคิดวิเคราะห์ สงั เคราะห์
มวี ิจารณญาณและความคดิ สร้างสรรคม์ ีคณุ ภาพระดับดีเพียงร้อยละ 11.10 จากการประเมินคุณภาพภายนอก
ของสถานศึกษา จำนวน 17,562 แห่งทัว่ ประเทศ (ปานรวี ยงยุทธวชิ ัย. 2552: 32-33) นอกจากนผ้ี ลการ
ประเมนิ PISA 2009 ดา้ นการอ่านพบวา่ คะแนนเฉลี่ยของนกั เรยี นไทยตำ่ กว่าคา่ เฉลี่ยนานาชาติถึงหนึ่งระดบั
และตำ่ กว่าอนั ดับที่ 1 อยู่ถงึ 2 ระดับ ย่งิ ไปกว่านั้นเมือ่ เทยี บจาก PISA 2000 ซึง่ คะแนนเฉลีย่ อยู่ในกลุ่มตำ่ อยู่
แล้ว ยังมีแนวโนม้ ลดตำ่ ลงอกี ใน PISA 2009 (โครงการ PISA ประเทศไทย สถาบันสง่ เสรมิ การสอน
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. 2555: 4)

จากการประเมนิ คุณภาพการศึกษาระดับชาติ (O-NET) ขอ้ มลู 3 ปยี ้อนหลังของนักเรียนชนั้
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรยี นโนนสุวรรณพทิ ยาคม อำเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบรุ รี มั ย์ สำนักงานเขตพน้ื ที่

๑๕

การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 คือ ปกี ารศึกษา 2558–2560 มีคะแนนเฉลี่ยตำ่ กวา่ ร้อยละ 50 และ

คะแนนเฉลยี่ ต่ำกว่าระดบั เขตพ้ืนที่การศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 32 มรี ายละเอยี ด (โรงเรียนโนนสุวรรณพทิ ยา

คม. 2561) ดังตารางที่ ๑

ตารางที่ ๑ ผลการทดสอบการศกึ ษาระดบั ชาติ (O-NET) ระหวา่ งปีการศึกษา 2558-2560

ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนโนนสวุ รรณพิทยาคม อำเภอโนนสวุ รรณ

จังหวดั บุรรี ัมย์ สำนกั งานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 32

ปกี ารศึกษา คะแนนเฉล่ีย คะแนนเฉล่ีย คะแนนเฉลี่ย
ระดบั โรงเรยี น ระดับ สพม.32 ระดับ ประเทศ

2558 40.74 34.99 35.20

2559 45.11 46.26 46.36

2560 45.66 48.41 48.29

จากตารางที่ ๑ พบว่า ผลการทดสอบการศึกษาระดับชาติ (O-NET) ยอ้ นหลัง 3 ปี

(ปีการศึกษา 2558-2560) ของกล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรยี นระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 3

มผี ลสมั ฤทธิ์เพิ่มขึน้ ทุกปี แต่ไมถ่ ึงร้อยละ 50 คือ ปีการศึกษา 2558 เทยี บกับปีการศกึ ษา 2559 คะแนน

เพมิ่ ขนึ้ 4.37 และปีการศกึ ษา 2559 เทยี บกบั ปีการศึกษา 2560 คะแนนเพ่ิมขึ้น 0.55 สาระการเรียนรทู้ ่ี

โรงเรียนควรเร่งพัฒนาปีการศึกษา 2560 คือ สาระหลักการใชภ้ าษา การเขยี น การอา่ นและวรรณคดีและ

วรรณกรรม ปกี ารศึกษา 2559 คอื สาระการเขียน การอ่าน การฟัง การดแู ละการพูด และวรรณคดแี ละ

วรรณกรรม (สำนกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 32. 2560 : 30-32) และผลการประเมนิ

คุณภาพภายนอกสถานศึกษาระดับการศึกษาขน้ั พน้ื ฐานจากสำนกั รบั รองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ

การศกึ ษา (องค์การมหาชน) รอบสาม ของโรงเรยี นโนนสุวรรณพทิ ยาคม อำเภอโนนสุวรรณ จงั หวดั บุรีรัมย์

สำนักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 32 ปีการศึกษา 2554 พบวา่ มาตรฐานด้านผู้เรียน มาตรฐาน

ที่ 5 ผเู้ รียนมคี วามรแู้ ละทักษะทจ่ี ำเป็นตามหลกั สตู รมีค่าเฉล่ยี ของผลประเมนิ แบบอิงเกณฑ์และองิ สถานศึกษา

ของสถานศกึ ษาตามมาตรฐานท่ี 5 คดิ เป็นค่าเฉล่ีย 7.63 สรปุ ผลการประเมนิ อยูใ่ นระดับต้องปรบั ปรุง (สำนัก

รบั รองมาตรฐานและประเมนิ คณุ ภาพการศึกษา องค์การมหาชน. 2555: 3) ซึ่งจากผลการประเมินดงั กลา่ ว

ยังพบวา่ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทยยงั มผี ลการประเมนิ คุณภาพการศึกษาระดบั ชาติ (O-NET) ตำ่ กว่า

ร้อยละ 50 ซง่ึ มปี ัญหาด้านผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นตำ่ จากการศึกษาพบวา่ นกั เรียนมปี ัญหาดา้ นการอา่ น

นกั เรยี นส่วนใหญ่ขาดทักษะการอ่านและรวมถงึ การคิดวิเคราะหซ์ ง่ึ ส่งผลต่อผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวิชาอื่น ๆ

ดว้ ย ดังนั้น การจดั กระบวนการเรียนรทู้ ่ีเน้นการพัฒนาความสามารถในการอา่ น คดิ วเิ คราะห์จงึ มีความสำคัญท่ี

ต้องจัดให้กบั นกั เรียน เพอื่ พฒั นาการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน ในโรงเรียนโนนสวุ รรณพิทยาคม อำเภอ

โนนสุวรรณ จังหวดั บรุ ีรมั ย์ สำนกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 จากปัญหาดงั กล่าว พบว่า ครู

ควรมกี ารจดั กจิ กรรม การเรยี นการสอนท่ีหลากหลายใช้นวัตกรรมในการพัฒนาการเรียนรู้ เพอ่ื ยกระดบั

ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรียนใหส้ ูงข้ึน นกั เรยี นมที ักษะการคดิ วิเคราะห์ สงั เคราะห์ มวี จิ ารณญาณ มี

ความคดิ สร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมวี สิ ยั ทศั นต์ ่อไป

ขา้ พเจา้ ไดร้ บั มอบหมายให้ปฏิบัตหิ นา้ ท่ีครูผสู้ อนกล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ชนั้ มัธยมศึกษาปี

ที่ 3 โรงเรยี นโนนสวุ รรณพิทยาคม อำเภอโนนสุวรรณ จงั หวัดบุรรี ัมย์ สำนักงานเขตพนื้ ทีก่ ารศกึ ษา

มัธยมศกึ ษา เขต 32 เห็นว่าผู้เรียนไม่มนี สิ ยั รักการอา่ นและผเู้ รียนบางส่วนอา่ นหนงั สือไม่คล่อง เขียนสื่อความ

ไม่ได้ ขา้ พเจ้าจึงสนใจที่จะพัฒนาศักยภาพด้านการอา่ น คิดวิเคราะห์และเขียนส่อื ความของผเู้ รียน โดยการ

ประเมนิ ความสามารถในการอา่ น คดิ วิเคราะหแ์ ละเขียนส่ือความของผ้เู รยี น เพื่อนำการประเมินเป็นข้อมูล

สารสนเทศ ในการพฒั นาต่อไปซงึ่ การดำเนินการประเมนิ การอ่าน คิดวิเคราะหแ์ ละเขียนส่อื ความ ของ

สถานศึกษาของผูศ้ ึกษาต้องการประเมิน จากผลการเขยี นท่ีแสดงถงึ การวเิ คราะห์ท่ีมาจากการอ่านของผู้เรียน

แตส่ ถานศึกษายงั ขาดเครอ่ื งมือทีม่ ีคุณภาพ ขา้ พเจา้ จงึ สนใจทจี่ ะการพฒั นาทักษะการอา่ นรู้เรอื่ งและส่ือสารได้

๑๖

โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะการอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขยี นสื่อความตามแนว PISA มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ เพ่ือให้
ผเู้ รยี นผ่านการประเมนิ มีทกั ษะในด้านการอ่าน คดิ วเิ คราะหแ์ ละเขยี นสอ่ื ความ เปน็ ไปตามมาตรฐาน
การเรยี นรู้ มาตรฐานการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน ตวั บ่งชีค้ ุณภาพภายนอกรอบสาม และหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดไว้และเพื่อจะได้เป็นแนวทางในการประเมนิ ทกั ษะการอ่าน คดิ วเิ คราะห์
และเขียนสื่อความในระดับชั้นอื่น ๆ ตอ่ ไป

กระบวนการในการสรา้ งนวัตกรรม
ข้าพเจา้ ได้มีกระบวนการหาประสทิ ธิภาพของนวัตกรรมถูกต้องตามหลักวชิ า ตามเกณฑ์ทีก่ ำหนด
วธิ ีการหาประสทิ ธภิ าพของนวตั กรรมครอบคลมุ ในด้านเน้ือหา (Content validity) และโครงสร้าง (Construct
Validity) ดังน้ี

การสรา้ งนวตั กรรมแบบฝึกทักษะการอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขียนสื่อความตามแนว PISA
1. ประเดน็ ในการพฒั นานวตั กรรมอย่างมปี ระสิทธิภาพ

1.1 ประสิทธภิ าพของแบบฝึกทักษะการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขยี นสอื่ ความตามแนว PISA
1.2 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ท่ีไดจ้ ากการใช้แบบฝึกทักษะการอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขียน
สอ่ื ความตามแนว PISA
1.3 ความพึงพอใจของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3 ที่มตี ่อการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้แบบฝึก
ทกั ษะการอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความตามแนว PISA กลุม่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
2. เปา้ หมายในการพัฒนา
2.1 เพ่ือได้ชุดแบบฝกึ ที่ผู้วจิ ยั สร้างข้นึ โดยเนน้ การอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขยี นส่ือความตามแนว
PISA จำนวน 9 เลม่ มคี ุณภาพอยูใ่ นระดบั ดี มปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80
2.2 เพอื่ เปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษา ก่อนและหลงั
จากการใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน คิดวเิ คราะห์ และเขียนส่ือความตามแนว PISA
2.3 เพ่อื ศึกษาความพงึ พอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 ที่มตี ่อจากการใช้แบบฝกึ ทกั ษะ
การอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขียนส่ือความตามแนว PISA
3. วิธีการพัฒนา (แสดงถึงขั้นตอน/วิธีการพัฒนา)
1) การสรา้ งและหาคณุ ภาพของเครือ่ งมือ
การพัฒนาแบบฝึกความสามารถในการอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขียนส่อื ความตามแนว PISA มขี นั้ ตอน
การพฒั นาเครอ่ื งมอื ดังนี้
ขนั้ สรา้ ง
1. ศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎี หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 สาระการ
เรยี นรภู้ าษาไทยและมาตรฐานการเรยี นรตู้ วั ชวี้ ดั เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับ จดุ มุ่งหมาย หลักการ
2. ศึกษาการแนวทางการจดั การเรียนการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขยี นส่ือความตามแนว PISA
เพือ่ กำหนดจดุ ประสงค์การเรียนรู้ โดยเนน้ การวเิ คราะห์ความ ตคี วาม สรุปความและตอบคำถามจากเร่อื งที่
อา่ น ทำใหผ้ ู้อา่ นแยกแยะเร่ืองที่อ่านครอบคลุมกลยทุ ธ์ การอ่านท้งั 3 ดา้ นตามแนว PISA คอื กลยทุ ธ์การ
เข้าถึงและค้นคืนสาระ กลยุทธ์การบรู ณาการและตีความ กลยุทธก์ ารสะท้อนและการประเมนิ และไป
ประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจำวนั ให้เกิดประโยชน์สูงสดุ
3. ศกึ ษาขอบข่ายมาตรฐานการเรียนรู้ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ช่วงชนั้ ที่ 2 ของโรงเรยี น
โนนสุวรรณพทิ ยาคม อำเภอโนนสุวรรณ จงั หวัดบรุ รี มั ย์
4. ศกึ ษาแนวทางการพัฒนาแบบฝึกทกั ษะเพ่อื พฒั นาความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และ
เขยี นสอื่ ความตามแนว PISA เพอื่ ทำความเข้าใจเกย่ี วกับหลกั ในการสรา้ งแบบฝึกทักษะเพอื่ พัฒนา
ความสามารถในการอ่าน คิดวเิ คราะห์ และเขยี นสื่อความตามแนว PISA

๑๗

5. คัดเลือกเนอื้ หาสาระและประเภทของเนื้อหาสาระสำหรับนำมาใช้ในการสรา้ งแบบฝึกทักษะ
เพอ่ื พฒั นาความสามารถในการอา่ น คิดวเิ คราะห์ และเขียนสือ่ ความตามแนว PISA อาทิ ขา่ ว บทความ นทิ าน
เพลง บทร้อยกรอง เปน็ ตน้

6. สรา้ งแบบฝกึ ทักษะเพอ่ื พฒั นาความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนส่ือความ
ตามแนว PISA จำนวน 9 ชุด ในการสรา้ งแบบฝกึ ทักษะทง้ั 9 ชดุ ผวู้ จิ ัยไดค้ ำนงึ ถึงวัย ความสนใจ คณุ คา่ และ
ประโยชนท์ ่เี กดิ ขึ้นแก่ผูเ้ รียน และสามารถนำไปประยุกต์ใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั ได้

ขน้ั หาคุณภาพ
1. นำแบบฝึกทักษะเพอ่ื พัฒนาความสามารถในการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขยี นส่อื ความตามแนว

PISA ที่สร้างขนึ้ ให้ ผูเ้ ชี่ยวชาญ 5 คน ตรวจสอบความตรงเชงิ เนอื้ หา จดุ ประสงค์การเรียนรู้ เพ่อื หาค่าดัชนี
ความสอดคล้องระหว่างจดุ ประสงคก์ ารพัฒนาแบบฝึกทักษะแต่ละชดุ โดยคดั เลือกชดุ แบบฝึกที่มคี ่าตั้งแต่ 0.5
ข้ึนไป ซง่ึ สามารถนำมาใชไ้ ด้ทั้งหมด 9 ชุด และนำมาปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้เชยี่ วชาญ

2. นำแบบฝึกทักษะเพอื่ พัฒนาความสามารถในการอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขยี นสอ่ื ความตามแนว
PISA ทไ่ี ดร้ ับการปรับปรงุ แก้ไขแลว้ ไปทดลองกบั นักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน โดยผ้วู จิ ยั
ดำเนินการทดลองด้วยตนเองตามข้ันตอน ดงั นี้

- เรยี นตามแผนการจดั การเรียนรู้ และทำแบบฝึกทกั ษะไปพร้อมกันในขณะที่เรยี นเพอ่ื พิจารณา
ความเหมาะสมของเวลาท่ใี ช้ในการจดั กจิ กรรม ความเข้าใจเน้อื หาท่ีอา่ น แล้วนำมาปรับปรงุ เพ่ือนำไปใช้จริง

- การพัฒนาแบบทดสอบวดั ความสามารถในการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขียนสือ่ ความตามแนว
PISA มขี ั้นตอนในการพฒั นาเครือ่ งมือ ดังน้ี

ขั้นสรา้ ง
1. ศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎี หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551

สาระการเรียนรภู้ าษาไทย มาตรฐานการเรียนรู้ เพื่อทำความเขา้ ใจเกยี่ วกบั จุดมงุ่ หมาย หลักการ
2. ศึกษาขอบข่ายมาตรฐานการเรยี นร้ตู ัวชว้ี ดั สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ชว่ งช้ันที่ 2

ของโรงเรียนโนนสวุ รรณพทิ ยาคม อำเภอโนนสุวรรณ จงั หวดั บรุ รี ัมย์
3. ศกึ ษาแนวทางการสร้างแบบทดสอบวัดความสามารถในการอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขียน

สือ่ ความตามแนว PISA เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักในการสร้างแบบทดสอบเพ่ือพฒั นาความสามารถใน
การอา่ น คิดวเิ คราะห์ และเขียนส่ือความตามแนว PISA

4. คัดเลือกเน้อื หาและประเภทของเนอื้ หาสำหรับนำมาใช้ในการสร้างแบบวดั ความสามารถใน
การอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขียนส่อื ความตามแนว PISA โดยคำนงึ ถงึ เนื้อหาท่ีเปน็ ประโยชน์แกน่ กั เรยี น เป็น
เร่อื งใกลต้ วั ท่สี ามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนนิ ชีวติ ประจำวันได้

5. สร้างแบบทดสอบวัดความสามารถในการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขยี นสื่อความตามแนว PISA
แบบปรนยั จำนวน 30 ขอ้ เพื่อใชป้ ระเมนิ ผลหลังการใชแ้ บบฝึกทกั ษะ

ขน้ั หาคณุ ภาพ
1. นำแบบฝกึ วัดความสามารถในการอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเรียนรู้วิถีสุจริตธรรมท่ีสรา้ งข้ึนให้

ผู้เชย่ี วชาญ ตรวจสอบความตรงเชิงเน้อื หา จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ เพอ่ื หาค่าดชั นีความสอดคลอ้ งระหวา่ งจดั
ประสงค์การพัฒนาแบบทดสอบวัดความสามารถกบั แบบทดสอบความสามารถแต่ละกจิ กรรมยอ่ ย โดยคัดเลือก
กจิ กรรมย่อยในแบบทดสอบวัดความสามารถทีม่ ีคา่ ต้งั แต่ 0.5 ขน้ึ ไป ซึง่ สามารถนำมาใช้ได้ทง้ั หมด 9 ชุด และ
นำมาปรบั ปรงุ ตามข้อเสนอแนะของผเู้ ชยี่ วชาญ

2. นำแบบทดสอบวดั ความสามารถในการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขียนส่ือความตามแนว PISA
ไปทดสอบกับนักเรียนที่ไมใ่ ช่กลมุ่ ตัวอยา่ งเพื่อหาคา่ อำนาจจำแนกและค่าความเชอ่ื ม่นั นำมาปรับปรุงและ
นำไปใช้จริง

๑๘

ผลปรากฏว่าแบบทดสอบวดั ความสามารถในการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขียนสอื่ ความตามแนว PISA
ค่าความเชื่อม่นั โดยใช้สัมประสทิ ธิ์แอลฟาได้คา่ ความเชอื่ มั่นเทา่ กับ 0.88

การตรวจให้คะแนนแบบฝึกทักษะและแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่าน คิดวเิ คราะห์ และ
เขยี นสอื่ ความตามแนว PISA จะพิจารณา 3 ประเด็นดังนี้

1. ความสามารถในการอ่าน
2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์
3. ความสามารถในการนำการอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขียนสือ่ ความตามแนว PISA ไปใช้ใน
ชวี ติ ประจำวันได้
มีรายละเอียด ดงั นี้
1. ความสามารถในการอ่าน หมายถึง (1) อา่ นข้อความทกี่ ำหนดให้ได้อยา่ งเข้าใจ แล้วจับประเดน็
ได้ (2) อ่านเรอื่ งแลว้ บอกสาระสำคัญของเร่ืองได้ (3) เข้าใจจุดมุ่งหมายของผ้เู ขยี น
2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หมายถึง (1) ถ่ายทอดความคิด เรื่องราว เหตุการณอ์ ย่างเปน็
ลำดับ (2) ถา่ ยทอดความคดิ เร่อื งราว เหตุการณ์ สาระสำคัญ แล้วแสดงความคิดเหน็ ได้ (3) ถา่ ยทอดความคดิ
เร่ืองราว เหตุการณ์ สาระสำคญั แลว้ อธิบายความได้ (4) ถา่ ยทอดความรู้ ลำดบั เร่อื งราว แสดงความคดิ เห็น
อธบิ ายได้อยา่ งมีเหตผุ ล (5) ถ่ายทอดความรู้ ลำดบั เร่อื งราว แสดงความคดิ เหน็ นำความรทู้ ค่ี ้นพบ แก้ไขปญั หา
โดยใชห้ ลักเหตผุ ล
2) แบบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนโดยใช้แบบฝึกแบบฝกึ ทกั ษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขยี น
สอ่ื ความตามแนว PISA
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นเป็นแบบทดสอบแบบปรนยั ชนิดเลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก ซงึ่
ดำเนนิ การสรา้ งดังนี้

2.1) ศกึ ษาวิธีการสรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนจากเอกสาร และตำราด้าน
การวดั ผลประเมนิ ผลการศึกษา

2.2) สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิชนดิ เลือกตอบ 4 ตวั เลือก จำนวน 60 ข้อ ใหค้ รอบคลมุ
เนื้อหาและจดุ ประสงคข์ องแบบฝึกทกั ษะ โดยกำหนดพฤตกิ รรมท่ีตอ้ งการวัดไว้ให้ครอบคลุมกลยทุ ธ์ การอ่าน
ทง้ั 3 ด้านตามแนว PISA คือ กลยทุ ธก์ ารเขา้ ถึงและคน้ คืนสาระ กลยุทธ์การบรู ณาการและตคี วาม
กลยทุ ธก์ ารสะท้อนและการประเมิน

2.3) นำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นให้ผู้ทรงคุณวฒุ ิพิจารณาความเทย่ี งตรงเชงิ
เนื้อหาโดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง ( Index of consistency : IOC ) ระหวา่ งแบบทดสอบกบั จดุ ประสงค์
โดยการพิจารณาของผทู้ รงคุณวฒุ ิ จำนวน 5 ทา่ น โดยใชส้ ูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2539 :
249 )

IOC =  R
N

เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหวา่ งขอ้ สอบกบั จุดประสงค์

R แทน ผลรวมของคะแนนความคดิ เห็นของผูท้ รงคณุ วฒุ ิหรือผเู้ ช่ียวชาญ

N แทน จำนวนผู้ทรงคณุ วฒุ ิหรอื ผเู้ ชี่ยวชาญ
การให้คะแนนผู้เช่ยี วชาญหรอื ผ้ทู รงคุณวุฒแิ ต่ละคนใหค้ ะแนนตามเกณฑ์ ดงั นี้
ให้คะแนน +1 เมือ่ ผูเ้ ช่ยี วชาญหรอื ผทู้ รงคุณวุฒิแน่ใจวา่ ข้อสอบน้ัน

สอดคล้องกับจดุ ประสงค์
ใหค้ ะแนน 0 เม่อื ผเู้ ชี่ยวชาญหรือผูท้ รงคุณวุฒไิ ม่แน่ใจว่า

ข้อสอบน้ันสอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์

๑๙

ใหค้ ะแนน -1 เม่ือผู้เชี่ยวชาญหรือผทู้ รงคุณวฒุ แิ น่ใจว่า ขอ้ สอบน้ัน

ไมส่ อดคล้องกับจดุ ประสงค์

2.4) เลอื กแบบทดสอบทมี่ ีดชั นคี วามสอดคล้องระหว่างข้อสอบกบั จดุ ประสงค์ 0.5 ข้ึนไปไว้

ถ้าไม่พอใหน้ ำข้อสอบทีม่ ีดัชนีความสอดคล้องตำ่ กวา่ 0.5 มาปรับปรงุ แก้ไข และใหผ้ ู้เช่ียวชาญหรืผู้ทรงคุณวฒุ ิ

ตรวจสอบใหม่ เพื่อให้ได้ข้อสอบตามท่กี ำหนด

2.5) นำแบบทดสอบท่ีมดี ชั นีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.50 ข้นึ ไป ไปทดสอบหาค่าความยาก

ง่ายและค่าอำนาจจำแนกกบั นักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นโนนสวุ รรณพทิ ยาคม ภาคเรยี นที่ 1

ปกี ารศึกษา 2561 ทไ่ี ม่ใช่กล่มุ ตัวอยา่ ง

2.6) นำแบบทดสอบที่ทดลองใช้มาตรวจให้คะแนน โดยขอ้ สอบทีต่ อบถกู ให้ 1 คะแนน และ

ขอ้ สอบท่ตี อบผิดหรอื ไมต่ อบหรือตอบเกนิ กว่า 1 ตัวเลือก ให้ 0 คะแนน

2.7) นำผลการทดลองมาวิเคราะห์เพ่ือหาความยากงา่ ยของขอ้ สอบ โดยใชส้ ูตรดงั นี้ ( ลว้ น

สายยศ และอังคณา สายยศ 2538: 209-211)

การวเิ คราะห์ความยากงา่ ย

P =R
เม่ือ P
N

แทน คา่ ความยากงา่ ยของข้อสอบแตล่ ะข้อ

R แทน จำนวนผู้ตอบถูกในแต่ละข้อ

N แทน จำนวนคนทท่ี ำขอ้ สอบข้อน้ันทั้งหมด

การวิเคราะหห์ าค่าอำนาจจำแนก

r = Ru − Re

N
2

เมื่อ r แทน อำนาจจำแนกของขอ้ สอบรายข้อ
Ru แทน จำนวนผู้ทต่ี อบถกู ในขอ้ น้นั ในกลมุ่ สงู
Re แทน จำนวนผทู้ ต่ี อบถูกในขอ้ นน้ั ในกล่มุ ต่ำ
N แทน จำนวนนักเรยี นทง้ั หมด

เลือกข้อสอบท่ีมีคา่ IOC 0.5 ข้ึนไป และมีคา่ ความยากง่ายอยู่ ระหวา่ ง 0.20 – 0.80
และอำนาจจำแนก 0.20 ข้นึ ไปไวจ้ ำนวน 50 ข้อ ใหค้ รอบคลุมจุดประสงคข์ องแบบฝึกทักษะ

นำแบบทดสอบท่เี ลอื กไว้ 30 ขอ้ ใชก้ บั นักเรียนโรงเรียนโนนสวุ รรณพิทยาคม
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ของโรงเรยี นโนนสุวรรณพทิ ยาคม อำเภอโนนสุวรรณ จงั หวดั บรุ ีรมั ย์ ภาคเรยี นที่ 1
ปกี ารศึกษา 2561 จำนวนนกั เรยี นทั้งส้นิ 30 คน นำคะแนนทไ่ี ด้ไปหาค่าความเชอ่ื ม่นั ของแบบทดสอบทัง้
ฉบบั โดยใช้สตู ร KR - 20 ของคเู ดอร์ - ริชารด์ สนั ( ลว้ น สายยศ และองั คณา สายยศ 2538: 197-
198 )

rtt= n n  −  pq 
−1 1 2t 
 S 

เมอ่ื rtt แทน ความเชื่อม่นั ของแบบทดสอบ

n แทน จำนวนข้อสอบของแบบทดสอบ

p แทน สัดส่วนของคนทำถูกในข้อหนงึ่ ๆ

๒๐

p = จำนวนทที่ ำถูก
จำนวนคนทงั้ หมด
q แทน สัดส่วนของคนทำผดิ ในข้อหนง่ึ ๆ

q = 1–p

S2t แทน คะแนนความแปรปรวนของแบบทดสอบทง้ั ฉบับ

S2t = N  x 2 − ( x )2

N (N − 1)

เมื่อ  X แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด

 X 2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกำลังสอง

( X )2 แทน ผลรวมของคะแนนทัง้ หมดยกกำลังสอง

N แทน จำนวนคนทีเ่ ขา้ สอบทั้งหมด

การดำเนินการทดลอง

แบบฝกึ ทักษะการอ่าน คิดวเิ คราะห์ และเขียนสือ่ ความตามแนว PISA ท่ีสรา้ งขนึ้ ครั้งน้ี

ประกอบด้วยเน้อื หา 9 เลม่ ที่ได้กล่าวไว้แล้ว ในการหาประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ดำเนิน

ตามขนั้ ตอนดงั น้ี

- ใหก้ ลุ่มตัวอยา่ งเรียนผ่านแบบฝกึ ทกั ษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนส่ือความตามแนว PISA

ใหจ้ บทลี ะชดุ แลว้ ทำแบบฝกึ หัดท้ายหนว่ ยแตล่ ะชดุ จนครบท้งั 9 เล่ม ในเวลา 21 ชั่วโมง

- ตรวจใหค้ ะแนนแบบฝึกหัดทา้ ยแบบฝกึ ทกั ษะ แตล่ ะชุดจนครบ 9 เล่ม

- นำคะแนนท่ีไดม้ าวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อหาประสทิ ธภิ าพของแบบฝึกทักษะ

5.2) การเปรยี บเทียบผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นก่อนและหลงั การใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน

คิดวเิ คราะห์ และเขียนสื่อความตามแนว PISA ใช้การทดลองแบบกลุ่มเดยี วมีการวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น

กอ่ นทดลอง 1 ครง้ั และหลงั การทดลอง 1 คร้งั ( The Single Group Pre-test Post-test Design ) (

ประวิต เอราวรรณ์ . 2545 :55)

แบบแผนในการทดลอง

O1 X O2

O1 หมายถึง การวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นกอ่ นการทดลองใช้
แบบฝึกทกั ษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขยี นส่ือความตามแนว PISA

X หมายถึง การทดลองใชแ้ บบฝึกทักษะการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขยี นฃ
สื่อความตามแนว PISA

O2 หมายถงึ การวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังการทดลองใช้
แบบฝกึ ทกั ษะการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขยี นสอื่ ความตามแนว PISA

O1 และ O2 วัดด้วยแบบทดสอบชุดเดียวกนั

- นำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของชดุ แบบฝึกพฒั นาการอา่ นคิด วินิจสจุ ริตธรรม
ให้นกั เรยี นกลุ่มตัวอยา่ งทำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น ( Pre-test ) ตรวจผลการสอบและเกบ็
คะแนนของแต่ละคนไว้

๒๑

- กลุ่มตัวอยา่ งทำแบบฝกึ ทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขยี นสอ่ื ความตามแนว PISA โดย
ช้ีแจงจดุ ประสงค์พร้อมวธิ ีการอ่านให้ทราบและให้กลุม่ ตัวอย่างทำแบบฝึกทักษะการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และ
เขียนส่อื ความตามแนว PISA จำนวน 21 วนั

- เมอ่ื กลมุ่ ตวั อย่างทำแบบฝึกทกั ษะการอ่าน คดิ วิเคราะห์ และเขยี นส่ือความตามแนว PISA
ครบตามเวลาท่ีกำหนดจงึ วดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นหลังการทำแบบฝึกทักษะการอ่าน คิดวเิ คราะห์ และเขียน
ส่ือความตามแนว PISA ( Post-test ) โดยทำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนอกี คร้ัง ตรวจผลการ
สอบและเกบ็ คะแนนของนักเรยี นแตล่ ะคนไว้

- นำคะแนน Pre-test และคะแนน Post – test มาวิเคราะหท์ างสถิติ
2) การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใชแ้ บบฝึกทักษะการอ่าน

คดิ วเิ คราะห์ และเขยี นส่ือความตามแนว PISA โดยการทดสอบแบบค่าทีแบบไม่อสิ ระ ( t – Dependent )
จากสตู ร ( ล้วน สายยศ, อังคณา สายยศ 2538 : 104 )

t= D
N  D 2 − ( D )2

N −1

เม่อื D แทน ความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่
N แทน จำนวนคู่

การนำนวัตกรรมสู่การปฏิบตั ิ
ในการนำนวตั กรรมไปใชใ้ นการจดั การเรยี นการสอน ขา้ พเจ้าดำเนนิ การเป็นขั้นตอน ดงั นี้
เม่อื สร้างเครื่องมอื เสร็จแลว้ ข้าพเจา้ ไดน้ ำไปสอนนกั เรียนกล่มุ ตัวอยา่ ง โดยข้าพเจ้าทำการสอนด้วยตนเอง ใช้
เวลาในการดำเนนิ การสอนจำนวน 21 ชวั่ โมง ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2561 รายละเอียดการทดลอง ดังนี้

1. การดำเนินการทดลองกับนกั เรียนกลุ่มตัวอยา่ ง ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2561 ใชเ้ วลาใน
การทดลองสอนจำนวน 21 ชว่ั โมง โดยสอนสปั ดาหล์ ะ 3 วนั ๆ ละ 1 ชัว่ โมง รวม 7 สัปดาห์ เร่มิ แผนการ
จดั การเรียนรทู้ ี่ 1 ปฐมนิเทศ และทดสอบก่อนเรยี น แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 2-20โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะการ
อา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขียนสื่อความตามแนว PISA กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 และ
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 21 ทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนหลังเรยี นโดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะการอา่ น
คิดวิเคราะห์ และเขยี นสื่อความตามแนว PISA กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 มีขัน้ ตอน
การพฒั นาตามลำดบั ดังต่อไปน้ี

1.1 ข้นั นำและเตรียมนกั เรียน
ชแี้ จงทำความเข้าใจกับนักเรียนกลมุ่ ตวั อยา่ ง ให้ทราบถงึ วิธกี ารดำเนนิ การทดลองและ

จดุ ม่งุ หมายของการทดลอง เพอื่ ให้การดำเนินการเป็นไปด้วยดมี ีประสทิ ธภิ าพ สามารถเก็บรวบรวมขอ้ มลู ได้
ตามสภาพความเปน็ จริง

2. ขัน้ ดำเนนิ การทดลอง โดยดำเนนิ การตามลำดับขั้นต่อไปน้ี
2.1 ก่อนดำเนินการทดลองใหน้ ักเรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น (Pre-test) ด้วย แบบทดสอบ

วดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นกอ่ นเรียนและหลงั เรียนแบบฝึกทักษะการอ่าน คดิ วิเคราะห์ และเขียนสื่อความตาม
แนว PISA กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 3 ท่ีข้าพเจ้าสรา้ งขนึ้ เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย
ชนิด 4 ตัวเลอื ก จำนวน 30 ขอ้ เพ่ือวดั ฐานความรู้ของนักเรยี น โดยทดสอบก่อนเรยี นทจ่ี ะทำการสอนใน
ชวั่ โมงปฐมนิเทศ เก็บรวบรวมขอ้ มลู จากการทดสอบไว้

2.2 ดำเนนิ การจัดการเรยี นรู้ จำนวน 21 ชว่ั โมง โดยขา้ พเจ้าเปน็ ผ้สู อนดว้ ยตนเอง และใช้
กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรยี นรู้ โดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะการอา่ น คิดวเิ คราะห์ และเขียนสื่อความตามแนว PISA

๒๒

กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ทสี่ ร้างข้นึ จำนวน 21 แผน ใช้เวลาทดลองแผนละ 1
ช่ัวโมง รวม 21 ช่วั โมง ดังนี้

2.2.1 กอ่ นจะเรยี นในแบบฝึกทกั ษะการอ่าน คดิ วิเคราะห์ และเขียนสื่อความตามแนว PISA
แต่ละชดุ นัน้ ให้นักเรยี นทดสอบก่อนเรียนเพอื่ ตรวจสอบความรู้พื้นฐานที่เกย่ี วข้องกับเนื้อหาท่จี ะเรียน

2.2.2 ดำเนนิ การทดลองตามแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะการอา่ น
คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความตามแนว PISA กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จนครบ
ทั้งหมด 9 เล่ม จำนวน 21 แผน ผู้ศึกษาได้บันทึกคะแนนระหว่างปฏิบัติกิจกรรม การทดสอบย่อย การสังเกต
พฤติกรรม เพ่ือนำไปหาประสทิ ธิภาพของกระบวนการ (E1) โดยผ้ศู กึ ษาดำเนินการประเมินผลระหว่างเรยี น

2.2.3 หลงั จากกลมุ่ ตวั อยา่ งเรียน แผนการจดั การเรียนรู้ โดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะการอา่ น คดิ
วเิ คราะห์ และเขยี นส่อื ความตามแนว PISA กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 จนครบ
ทั้งหมด 9 เล่ม จำนวน 21 แผน ผู้ศึกษานำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นไปทดสอบกบั กลุ่มตัวอยา่ ง
แลว้ บนั ทกึ ผลการสอบไว้เพื่อนำไปหาประสิทธภิ าพ ของผลลัพธ์ (E2)

2.3 หลงั จากการพัฒนาครบ 21 แผน จำนวน 21 ชว่ั โมง ให้นกั เรยี นทำแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนหลังเรียน (Post-test) ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิด
เลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก จำนวน 30 ข้อเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ไว้เพื่อนำไปทำการวิเคราะห์ตามวธิ ที างสถิติ

3. ขั้นประเมนิ ผล ด้วยการสำรวจความพึงพอใจของนักเรยี น โดยใชแ้ บบสอบถามความพึงพอใจท่ีมี
ต่อการเรยี นโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขยี นสอื่ ความ ตามแนว PISA กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ไปใชก้ บั กลมุ่ ตวั อย่าง เมื่อการจัดการเรียนรสู้ ิ้นสดุ ลง

4. นำผลทไี่ ดม้ าวิเคราะห์โดยใช้วิธกี ารทางสถิติเพอ่ื ทดสอบสมมตุ ิฐาน

การปรับปรุงแก้ไข
1. เปน็ นวัตกรรมใหม่ ทปี่ รับปรงุ จากแนวคิดเดิมและนำมาพฒั นาใหม่ 2 ลักษณะ ดังนี้
1.1 เป็นการปรบั ปรงุ จากนวตั กรรมการพฒั นาการอา่ น คิดวิเคราะห์ โดยใช้รูปแบบเดิม แต่มีการ

ปรับปรุงเนือ้ หา และวิธีกระบวนการ โดยยึดสมรรถนะทง้ั 3 ด้านของการรูเ้ รื่องการอา่ น (Reading Literacy)
ตามแนวทางการประเมนิ ผลนักเรยี นนานาชาติ PISA ใหเ้ ป็นเนอื้ หาท่มี ีความทันสมยั และใกล้ตวั ผเู้ รยี น เปน็
สมรรถนะทจ่ี ำเป็นในสถานการณ์ปจั จบุ ัน ซง่ึ สอดคลอ้ งกับคุณภาพของผ้เู รียนตามชว่ งวัยและคณุ ลักษณะตาม
หลกั สตู รและจุดเน้นการพฒั นาคณุ ภาพผู้เรียน ของหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน 2551 และ
นโยบายที่ต้องการพฒั นาให้เกิดขน้ึ กบั คนไทย

1.2 เปน็ การปรบั เปลย่ี นแนวคิดกระบวนการจัดการเรยี นรู้ วธิ ีการสอนแบบวรรณี ของอาจารย์วรรณี
โสมประยูร ซงึ่ เปน็ ขัน้ ตอนการสอนคณิตศาสตร์สรา้ งสรรค์ เพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหา
ผสู้ อนได้ศึกษาขั้นตอนของการสอนได้พบว่า วธิ กี ารสอนแบบวรรณี มขี น้ั ตอนในการสอนเพ่ือพัฒนาทักษะ
กระบวนการคดิ ซึง่ สามารถปรับใช้ในรายวชิ าอื่นได้ อาจมีการเรียงลำดับขัน้ ตอนการสอนใหม่ตามความ
เหมาะสม ตามคำแนะนำของอาจารยว์ รรณี โสมประยูร โดยมีการเรียงลำดบั ข้นั ตอนใหม่ตามความเหมาะสม
ของธรรมชาตริ ายวชิ าภาษาไทย

2. เป็นนวัตกรรมทีม่ ีแนวคดิ แปลกใหม่ ดังน้ี
2.1 เป็นการนำเอาสมรรถนะการอ่าน ทั้ง 3 ด้าน มาเป็นแนวทางการการสรา้ งแบบฝึกทกั ษะ

ตลอดจนแนวทางการพัฒนาทกั ษะการอา่ น คดิ วิเคราะห์ตามแนว PISA กล่าวคอื การเข้าถึงและคน้ คนื สาระ
หมายถงึ ร้ขู อบเขตของข้อมูลที่เราตอ้ งการอยใู่ นตำแหน่งใด และจำแนกความเหมือน ความต่างของขอ้ มลู ทีม่ ี
อยูใ่ นเนื้อเร่ือง การบูรณาการและตคี วาม หมายถงึ การแสดงความเข้าใจโดยสามารถระบใุ จความสำคัญหรือ
จุดประสงคข์ องเร่ือง เชือ่ มโยงสว่ นตา่ ง ๆ ของขอ้ มูลที่หลากหลาย เพอื่ ทำใหเ้ กดิ ความเข้าใจเรื่องท่ีอา่ นและ
ตคี วามเนอื้ เร่ืองเพอื่ นำไปสคู่ วามเข้าใจในสงิ่ ท่อี ่านได้ลึกซ้ึงยิ่งข้ึน การสะทอ้ นและประเมนิ คา่ หมายถึง การ

๒๓

วิเคราะห์เน้ือเรื่อง รปู แบบและวธิ กี ารเขียนของเรื่องที่อ่าน ประเมิน แสดงความคิดเหน็ และใหข้ ้อโตแ้ ยง้ จาก
มุมมองของตนเองได้ เป็นการฝกึ ทักษะกระบวนการคดิ อย่างเปน็ ระบบ โดยนำข้อมลู ที่ศึกษาค้นควา้ มาเรียบ
เรยี งและถา่ ยทอดโดยใชภ้ าษาอย่างสร้างสรรค์ประกอบด้วยอะไร มีจดุ มุ่งหมายหรือมีความประสงค์สิ่งใดและ
สว่ นยอ่ ย ๆ ท่สี ำคัญน้ันแต่ละเหตกุ ารณ์เก่ยี วพันกัน โดยการวเิ คราะห์ความ ตีความ สรุปความและตอบคำถาม
จากเรื่องท่อี า่ น ทำใหผ้ ู้อ่านแยกแยะเร่ืองท่ีอา่ นครอบคลมุ กลยทุ ธ์ การอา่ นท้งั 3 ดา้ นตามแนว PISA คือ กล
ยุทธ์การเข้าถงึ และค้นคืนสาระ กลยุทธ์การบูรณาการและตีความ กลยุทธ์การสะท้อนและการประเมนิ และไป
ประยกุ ตใ์ ช้ในชีวติ ประจำวันให้เกิดประโยชน์สงู สดุ

สรปุ ผลการจดั ทำนวตั กรรม
นวตั กรรมและเทคโนโลยเี พอื่ การเรียนการสอนมีลกั ษณะเดน่ นา่ สนใจ สะท้อนถงึ การมี

แนวคดิ ใหม่ ใช้ง่าย สะดวก และลงทุนนอ้ ย จุดเด่นของนวตั กรรมทีส่ รา้ งข้นึ มดี ังน้ี
1. เป็นแบบฝกึ ทกั ษะทมี่ ีการเรียงลำดับของเน้ือหาการเรียนร้ตู ามลำดบั มคี วามสัมพันธ์กับ

ของเนื้อหา และมีบรบิ ทใกล้ตัวผู้เรียน ทำใหผ้ ูเ้ รียนเกดิ ความเข้าใจไดง้ ่าย โดยได้คดั เลือกเนอ้ื หาจากเอกสาร
ส่ิงพมิ พ์ ข่าว นิทาน บทร้อยกรอง บทความ และเพลง ท่ีมีความสอดคล้องกบั สมรรถนะทั้ง 3 ดา้ น เพือ่ ใช้ใน
การฝกึ ทักษะการอ่าน การคิดวเิ คราะหท์ มี่ บี ริบทใกลต้ ัวของนกั เรยี น โดยเริ่มจากการฝกึ ทักษะการอ่าน การคดิ
วิเคราะห์ เร่อื งใกลต้ วั ซง่ึ เป็นเรอ่ื งใหม่ ๆ โดยในแบบฝกึ ทักษะ นกั เรียนสามารถทำใหผ้ เู้ รียนเกิดความเข้าใจ
และนำไปใชป้ ระโยชนใ์ นชีวติ ประจำวันไดจ้ ริง สามารถทำแบบทดสอบวัดความสามารถในการอา่ น คิด
วเิ คราะหไ์ ด้อยา่ งถกู ต้อง รวดเรว็ นกั เรยี นสามารถเช่อื มโยงตอ่ การดำรงชวี ิตประจำวันและนำเสนอแนวทางการ
ปอ้ งกันและแก้ไขปัญหาในสถานการณต์ ่าง ๆ ไดเ้ ป็นอย่างดี

2. เปน็ นวตั กรรมท่สี รา้ งโมเดล วธิ ีการจดั กระบวนการเรยี นรขู้ นึ้ มาใหมเ่ พ่ือใหเ้ หมาะแกก่ ารใช้จัด
กระบวนการเรยี นการสอน ได้ใชโ้ มเดล 7 ขน้ั ตอนการจดั การเรยี นรู้ สสู่ มรรถนะ PISA ซ่ึงเป็นวิธกี ารสอน
ท่ีสอดคล้องกบั การดำเนนิ งานเพือ่ พฒั นาให้ผู้เรยี นเกิดทักษะการอ่านและคิดวเิ คราะห์

3. เป็นนวัตกรรมทพี่ ฒั นาเรื่องกระบวนการคิดวิเคราะห์ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ทีเ่ ปน็ เร่ืองใกล้
ตวั มีข้ันตอนการวเิ คราะห์ทีเ่ ป็นขนั้ ตอนอยา่ งชัดเจน ฝกึ ให้ผเู้ รยี นได้ใชก้ ระบวนการคิดตามรูปแบบท่ีถูกต้อง
มคี วามเปน็ ระบบในการใชเ้ หตผุ ล และการพจิ ารณาตดั สินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ซง่ึ เปน็ กระบวนการที่
สอดคล้องกับจุดเนน้ ของหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พ.ศ.2551 และทกั ษะการเรียนรู้แห่ง
ศตวรรษท่ี 21 ทกั ษะทีต่ ้องเรียนรูต้ ลอดชวี ิต คือ การเรยี นรู้ 3R x 7C ทกั ษะการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณและ
การแก้ปัญหา(Critical Thinking and Problem Solving) การสอ่ื สารและความร่วมมือกับสงั คม
(Communications, Information, and Media Literacy) การยืดหยุน่ และการปรบั ตวั ภาวะผนู้ ำและความ
รับผิดชอบต่อสังคม(Collaboration, Teamwork and Leadership) ทำใหน้ วัตกรรมแบบฝกึ ทกั ษะการอ่าน
คิดวิเคราะห์ และเขียนส่ือความตามแนว PISA เปน็ นวัตกรรมทชี่ ่วยพัฒนาผเู้ รียนได้ไม่ล้าสมยั และมีความเปน็
สากล

4. เปน็ นวัตกรรมที่ใชใ้ นการเรยี นรไู้ ด้อยา่ งง่ายดายดว้ ยตวั นกั เรยี นเอง โดยมีข้นั ตอนในการศึกษา
และการทำกิจกรรมอย่างเป็นลำดบั สัมพันธ์กนั มีความสะดวกทีน่ กั เรยี นสามารถศึกษาเรียนร้ดู ว้ ยตนเอง และ
สามารถนำไปเรียนรทู้ ่บี ้าน ตลอดจนเรยี นรู้ผ่านสอื่ อิเล็กทรอนิกสซ์ ่ึงเป็นนวตั กรรมทลี่ งทุนนอ้ ยแตส่ รา้ งความ
คุม้ คา่ แกผ่ ูเ้ รยี น

๒๔
(2) ข้าพเจา้ มกี ารนำแนวคิดนักวิชาการด้านการจดั การเรียนรู้ หรือการจดั การเรยี นการสอน
มาเปน็ พ้นื ฐานปรับปรงุ พัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยอยา่ งได้ผล ตอ้ งมผี ลงานการศึกษาวิจยั ท่มี ี
ระบบ ระเบยี บวิธวี ิจัย สนบั สนุน

โมเดล ๗ ขนั้ ตอนการเรียนรูส้ ่สู มรรถนะ PISA

การจดั การเรียนรูโ้ ดยใชโ้ มเดล ๗ ข้นั ตอนการเรยี นรสู้ สู่ มรรถนะ PISA
การจัดการเรยี นรู้ โมเดล 7 ขั้นตอน ผสู้ อนได้ประยุกต์มากจากวธิ ีการสอนแบบวรรณี ของ

อาจารยว์ รรณี โสมประยูร ซ่ึงเป็นขั้นตอนการสอนคณติ ศาสตรส์ รา้ งสรรค์ เพอ่ื เสรมิ สร้างความคิดสร้างสรรค์
และการแก้ปญั หา ผ้สู อนไดศ้ ึกษาขน้ั ตอนของการสอนได้พบวา่ วิธีการสอนแบบวรรณี มีขัน้ ตอนในการสอน
เพอ่ื พฒั นาทักษะกระบวนการคิด ซึ่งสามารถปรบั ใชใ้ นรายวิชาอน่ื ได้ อาจมีการเรียงลำดับขั้นตอนการสอนใหม่
ตามความเหมาะสม ตามคำแนะนำของอาจารย์วรรณี โสมประยรู สรุปได้ดังน้ี

1. องคป์ ระกอบทีส่ ำคัญ ดงั น้ี
1.1 บทเรยี นหรอื เน้ือหาใหม่
1.2 กจิ กรรมประกอบดว้ ย
1.2.1 กจิ กรรมเร้าความสนใจ
1.2.2 กิจกรรมสรา้ งความเข้าใจ
1.2.3 กิจกรรมเสรมิ ความเข้าใจ
1.2.4 กจิ กรรมสรปุ ความเขา้ ใจ
1.3. แบบฝกึ ทักษะ
1.4. ผลการเรียนรูข้ องผู้เรียน

๒๕

2. ขนั้ ตอนการจดั การเรยี นรู้
ขน้ั ตอนการจดั การเรียนรู้หรือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน มดี ังนี้
2.1 ข้ันนำ เป็นขัน้ เรา้ ความสนใจของนกั เรยี นเพื่อใหต้ ่ืนเตน้ กระตือรอื ร้น และอยากเรยี นรู้ใน

บทเรยี น เพราะความสนใจของเด็กเปน็ รากฐานของความต้ังใจเรียนอย่างแท้จรงิ ดังนั้นขนั้ แรกนี้ ผู้สอนตอ้ ง
พยายามใช้กิจกรรมปลุกเร้าความสนใจใหผ้ เู้ รยี นเริ่มเรยี นด้วยความสนุกสนาน รา่ เรงิ เรียนด้วยความสุขและมี
สมาธิไปดว้ ยพร้อม ๆ กนั เพ่อื ใหเ้ กิดความพร้อมที่จะเรียน เช่น ใชเ้ พลงประกอบทา่ ทาง เกม นทิ าน
สถานการณ์ ดนตรหี รือกจิ กรรมเขา้ จังหวะตา่ ง ๆ กิจกรรมเหลา่ น้ีจะช่วยสร้างบรรยากาศให้เดก็ มีอารมณส์ ดชน่ื
แจ่มใส ไม่เครียด เพราะความเครยี ดน้ันเปน็ อุปสรรคต่อการพัฒนาสตปิ ัญญาและความรู้ ในตอนท้ายขนั้ นำ ครู
ก็ควรแจ้งจดุ ประสงคใ์ ห้ผเู้ รียนทราบว่า เมื่อเรยี นจบบทเรยี นแลว้ ผู้เรียนจะมคี วามสามารถอยา่ งไรบา้ ง

2.2 ขัน้ ทบทวน เปน็ ขัน้ ทบทวนความรหู้ รอื ทกั ษะพืน้ ฐานที่มีอยู่เดิมและทีส่ ัมพนั ธก์ บั เนือ้ หา
ใหม่ท่จี ำเปน็ เพอื่ นำไปสเู่ นือ้ หาใหมแ่ ละเป็นการเชอื่ มโยงความร้เู ดิมเขา้ กบั ความรู้ใหมใ่ ห้มสี ่วนสนับสนนุ ซ่ึงกนั
และกัน โดยครูอาจจะใชเ้ กม นิทาน ปญั หา สถานการณ์ การคดิ ในใจและกจิ กรรมอ่ืน ๆ พรอ้ มทั้งใช้สือ่ การ
สอนหรือวัสดุอปุ กรณ์แสดงประกอบ สำหรับขนั้ ทบทวนนีใ้ ช้เวลามากน้อยเพียงใด ข้นึ อยู่กบั ความร้เู ดิมเป็น
สำคัญ โดยความรเู้ ดิมจะมีสว่ นเกย่ี วขอ้ งและสรา้ งเสริมความรู้ความเขา้ ใจเนอ้ื หาในบทเรียนใหมไ่ ด้เป็นอนั มาก
เนือ่ งจากธรรมชาติของความรู้จะตอ้ งสัมพนั ธเ์ ชอ่ื มโยงกันเป็นลูกโซ่

2.3 ขนั้ สอน เป็นขัน้ ทีค่ รูนำเสนอบทเรยี นใหมห่ รือเนื้อหาใหม่ ซ่ึงควรแบง่ ออกเป็นตอน ๆ
เพ่ือใหเ้ ข้าใจง่าย โดยเฉพาะเด็กเล็กควรแบง่ เปน็ ตอนสัน้ ๆ จะสะดวกขน้ึ เมอื่ ผู้เรยี นเขา้ ใจดแี ลว้ ก็จำเป็นจะต้อง
ฝึกปฏบิ ัติตามบทเรียนทกุ ๆ ตอนเหล่าน้ันดว้ ย ขั้นตอนนี้มีความสำคญั มากและมักจะต้องใช้เวลามากกวา่ ขน้ั
อน่ื ๆ เพื่อเปน็ ข้ันที่ทำใหเ้ กิดแนวคดิ มโนมตหิ รอื Concept โดยครคู วรใช้ของจริงหรือจำลอง รูปภาพ และ
สัญลกั ษณ์ พร้อมท้งั ยกตัวอย่างกิจกรรมประกอบเนื้อหาน้ัน ๆ เพือ่ นำไปสกู่ ารคิดวเิ คราะห์ การคดิ สร้างสรรค์
การส่อื สาร การคาดคะเน การแกป้ ัญหา และการคิดคำนวณไดด้ ใี นท่ีสุด

สำหรับเน้อื หาหรอื ทักษะท่ีนำมาให้เด็กเรยี นนนั้ จำเปน็ ต้องพิจารณาระดับความยาก ง่าย และความ
เหมาะสมตามระดบั พฒั นาการของผเู้ รยี นในห้องนนั้ ๆ เปน็ สำคัญ รวมถึงวธิ กี ารสอนหรือกิจกรรมและสือ่ การ
สอนตา่ ง ๆ ก็ดี ครจู ะต้องพิจารณาให้เหมาะสมดว้ ยเช่นเดียวกนั โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงในข้ันสอน้ีมที ง้ั กจิ กรรม
สรา้ งความเข้าใจและกิจกรรมเสริมความเขา้ ใจ ซึง่ ผสู้ อน จำเปน็ ต้องกระทำตามเง่ือนไขท่ีระบุไว้ในแผนภูมิจงึ จะ
ปรากฏผลดี

2.4 ขน้ั ฝกึ ทกั ษะ เป็นขั้นฝึกความรูแ้ ละความเขา้ ใจให้เกดิ เปน็ ทกั ษะ ทักษะการแก้ปญั หา
และเกดิ ความคงทนในการเรียนรู้ เพ่อื นำไปใช้ในการเรียนและแก้ไขปัญหาในชวี ติ ประจำวัน รวมท้งั นำไปใช้ใน
การเรียนวิชาอืน่ ๆ ดว้ ย โดยใหผ้ ู้เรียนฝกึ ทำแบบฝึกทกั ษะจากแผนภมู ิ บัตรงาน หนังสอื และแบบฝึกหดั เสริม
ทักษะ ซ่งึ กิจกรรมทจ่ี ัดขน้ึ ควรจะมที งั้ กจิ กรรมแบบรายบุคคลและแบบทท่ี ำร่วมกันแบบฝึกทักษะเพ่ือใชฝ้ กึ
ทักษะน้ีควรจะต้องจัดใหส้ อดคลอ้ งกับวตั ถุประสงคข์ องบทเรยี น เพอื่ จะได้พัฒนาความคิดของผู้เรียนให้มีความ
เขา้ ใจในเนื้อหาได้ดยี งิ่ ขึน้ ขณะทน่ี ักเรยี นกำลงั ทำงานอยู่น้นั ครคู วรเดนิ สำรวจเพ่อื สงั เกตและใหค้ ำแนะนำหรือ
ชี้แนะอย่างใกลช้ ดิ แต่กต็ ้องให้โอกาสผเู้ รียนไดฝ้ กึ ปฏิบัติได้อย่างมีอสิ ระเต็มท่ีด้วย

2.5 ขนั้ สรปุ มีท้งั สรปุ ความเขา้ ใจ สรุปวิธีทำ และสรุปวิธแี กไ้ ขปัญหา เพื่อต้องการใหผ้ ูเ้ รียน
ช่วยกนั สรุปมโนมติ หลกั การ วธิ แี ก้ปัญหา โดยครูอาจใช้คำถามนำทั้งตัวคำตอบและวธิ ีการทจี่ ะไดค้ ำตอบนนั้ มา
ดว้ ยการใชเ้ ทคนิคการถามหลาย ๆ แบบและให้ทกุ ๆ คนได้มสี ่วนร่วม รวมทงั้ ควรจะยกย่องชมเชยหรอื ใชแ้ รง
เสรมิ และกำลงั ใจไปดว้ ยพรอ้ ม ๆ กนั

ประเด็นสำคญั คอื จะตอ้ งให้นักเรยี นทุกคนชว่ ยกันสรุปเพื่อให้เกดิ องคค์ วามรู้ใหม่ดว้ ยตัวผูเ้ รียนเอง ถ้า
สรุปผิดพลาดไปกใ็ หช้ ว่ ยกันแก้ไขจนถูกต้อง ความรู้น้ัน ๆ จึงจะมีความหมายและประโยชนม์ าก รวมทั้งทำให้
เกดิ ความคงทนในการเรยี นรไู้ ด้ดี และความรู้ความเข้าใจเหล่านีเ้ องเปน็ สว่ นสำคญั ทจี่ ะชว่ ยใหผ้ ูเ้ รียนทำ

๒๖

แบบฝกึ หดั ได้อยา่ งถูกต้องในขน้ั ฝึกทักษะ อยา่ งไรกต็ ามในขั้นสรุปน้ถี า้ ครูพบวา่ ผู้เรยี นไม่เขา้ ใจเน้อื หา วิธีทำ
หรอื วิธแี กโ้ จทย์ปัญหาอยู่อีก กจ็ ำเป็นต้องกลับไปเสนอเน้ือหาใหม่อีกครง้ั หน่งึ

2.6 ขั้นแลกเปล่ยี นเรียนรู้ ในกรณที ่ีการเรยี นรคู้ รงั้ น้ันมจี ดุ ประสงคต์ ้องการให้ผ้เู รยี นเกิด
การเรยี นรู้อย่างหลากหลาย และตัดสินใจหรือลงความคดิ เห็นในขอ้ สรุปทีน่ ่าเชอ่ื ถือได้ และเกดิ มมุ มองทาง
ความคิดท่ีแตกต่างกนั จึงเหน็ วา่ กจิ กรรมดังกล่าวจะชว่ ยเสรมิ สร้างใหผ้ ้เู รยี นเกิดความมั่นใจในความรนู้ ้ันมากข้ึน
ประกอบกบั เม่อื ผเู้ รียนไดร้ บั การฝกึ ปฏิบตั หิ รอื ฝกึ ทักษะอย่างตอ่ เน่ือง ก็นา่ จะชว่ ยใหผ้ เู้ รียนเกดิ การเรยี นรู้อยา่ ง
มคี ณุ ค่าและมีความหมายตอ่ ตนเองมากขึน้ ดว้ ย

2.7 ขน้ั นำไปใช้ กจิ กรรมในขั้นนี้เปน็ ข้นั ทดสอบความเข้าใจของผู้เรยี นจงึ มุ่งท่ีจะลองฝึกให้
ผู้เรยี นรจู้ ักนำปญั หาตามธรรมชาติท่ีหลากหลายและท้าทายความคดิ ในชวี ิตประจำวันทั้งส่วนตัวและสว่ นรวมไป
ฝกึ แก้ไข เพื่อจะไดน้ ำวธิ ีการหรือแนวทางในการแกป้ ัญหาถ่ายโยงไปใช้ในชวี ติ จรงิ ได้ โดยเน้นให้ผเู้ รียนได้ทำ
กจิ กรรมรว่ มกันและช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน กล่าวคือ ต้องการให้ผเู้ รยี นมคี วามสามารถทั้ง การพึง่ พาตนเอง
และพง่ึ พากนั เอง โดยการเปดิ โอกาสใหแ้ สดงความคิดเหน็ หรือแสดงทางออกอย่างท่วั ถึง พร้อมท้ังครูควรให้
กำลังใจและเสริมแรงไปดว้ ย

ความสอดคล้องกับแนวคดิ ทฤษฎี โมเดล 7 ข้ันตอนการจัดการเรยี นรู้สูส่ มรรถนะของ PISA

สมรรถนะ กจิ กรรมท่ีสอดคล้อง วิธกี าร
1. การ
เขา้ ถึงและ กจิ กรรมร้อง เลน่ ขานขับทำนอง เปน็ ขนั้ เรา้ ความสนใจของนักเรยี นเพอื่ ให้ต่ืนเตน้
ค้นคืนสาระ
สอดคลอ้ งสาระสำคัญ กระตือรอื ร้น และอยากเรยี นในบทเรียน เพ่ือเขา้ ถงึ หรือพบ
2. การ
บรู ณาการ ตำแหน่งของสาระทตี่ อ้ งการในถอ้ ยความ สามารถบอก
และตคี วาม
ขอบเขตของเน้ือหาได้

กจิ กรรมอา่ นจับใจความ เปน็ กจิ กรรมทที่ บทวนความรเู้ ดมิ ที่มีอยูแ่ ลว้ จากการจบั

รวบรวมขอ้ มลู ใจความสำคญั หรือสาระสำคัญของเร่ืองท่ีอา่ น จำแนกความ

เหมอื นและความแตกตา่ งของข้อมูลในถอ้ ยความ สามารถ

ดงึ เอาสาระท่ตี ้องการในถ้อยความออกมาได้ครบถ้วน และ

ถกู ต้องสมบูรณ์ รวมถงึ บอกเจตนาหรอื จดุ ประสงค์ของ

ผเู้ ขยี นได้

กิจกรรมอ่านทำความเขา้ ใจ เป็นกจิ กรรมการอ่านเนน้ การทำความเข้าใจสาระของสง่ิ ที่

มุ่งมองหาสาระท่ีต้องการ อ่านแล้วมุ่งมองหาสาระท่ีต้องการ หรอื การเขา้ ถึงสาระ

กิจกรรมพิจารณาถอ้ ยความโดยรวม เป็นกจิ กรรมพิจารณาส่วนใดสว่ นหนึ่งของถ้อยความหรือ

พิจารณาถอ้ ยความโดยรวมท้ังหมด สาระท่ีต้องการจะ

ปรากฏชัดเจนจากถ้อยความทอ่ี ่านเท่านั้นแลว้ ดงึ สาระท่ีค้น

ได้จากเน้ือความ นำมาตอบคำถามไดถ้ ูกต้องตรงประเดน็

กจิ กรรมอ่านเข้าใจอยา่ งกวา้ ง ๆ เปน็ กิจกรรมที่นำ ขา่ ว บทความ นิทาน บทร้อยกรอง เป็น

วเิ คราะห์แบบบูรณาการ การอา่ นทีต่ ้องสร้างความเขา้ ใจอยา่ งกว้าง ๆ ด้วยการ

วิเคราะห์ ส่ิงทผ่ี ู้สง่ สารต้องการส่ือ เชน่ จุดมุ่งหมาย แนวคิด

ข้อคิด ตลอดจนการทำความเขา้ ใจ กบั ความหมายของสงิ่ ท่ี

อ่าน แล้วนำมาวิเคราะห์ โดยบรู ณาการสิง่ ท่ีอยู่รอบตวั เรา

กจิ กรรมพจิ ารณาความสมั พนั ธ์กบั พจิ ารณาความสมั พันธ์ แล้วเชอื่ มโยงสงิ่ ที่ไดอ้ า่ นกบั ชวี ติ ที่

ชีวิตในโลกปจั จบุ นั เป็นอยใู่ นโลกปจั จบุ นั และแสดงความคิดเห็นได้อย่างสม

เหตุผลจากส่งิ ทไ่ี ด้อา่ น

สมรรถนะ กิจกรรมท่ีสอดคลอ้ ง ๒๗

กจิ กรรมแสดงความคิดเห็น วธิ ีการ
การนำความร้ทู ่ีนอกเหนือจาก สงิ่ ทไี่ ด้อ่าน หรือนำความรู้ใน
สมเหตุสมผล โลกของความเปน็ จริงท่ตี นเองดำรงชวี ติ อยู่ มาเชื่อมโยงกบั
ความร้เู ดมิ หรอื ความเขา้ ใจเดิม ด้วยการ ตคี วาม แปล
3. การ กจิ กรรมใช้วจิ ารณญาณ สรา้ ง ความให้กระจา่ งชดั แลว้ เขยี นแสดงความคิดเห็นตอ่ สิ่งทีไ่ ด้
สะทอ้ นและ สมมตุ ิฐาน หรอื บอกคุณค่า อ่าน จากมุมมองของตนเอง
ประเมินค่า เปรยี บเทยี บจากส่งิ ที่คนุ้ เคยหรือพบเห็นประจำวนั ประยุกต์
ความรู้ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย ด้วยการสร้างสมมตุ ฐิ าน
ใช้วิจารณญาณ สร้างสมมุติฐาน หรือบอกคณุ ค่า สงิ่ ท่ีอ่านท่ี
ซบั ซ้อนและไม่คุน้ เคย ใช้เกณฑ์ หรือมมุ มองต่างๆ กับเรือ่ ง
ทเ่ี ขา้ ใจยากนอกเหนอื จากสิ่งทอ่ี ่าน ใช้ความรู้พิเศษเฉพาะ
เรอื่ งอย่างวนิ จิ วเิ คราะห์ ดว้ ยการตั้งข้อสงสัย

QR CODE

สแกนเอกสาร
ประกอบ

จากการจดั การเรยี นการสอน โดยโมเดล 7 ข้ันตอนการจัดการเรยี นรสู้ สู่ มรรถนะของ PISA ได้รับ
รางวัลทรงคุณค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) ชนะเลิศเหรียญทอง ระดบั ชาติ ประเภทครผู ้สู อนยอดเยยี่ ม
ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยเี พื่อการเรยี นการสอน ประจำปีการศกึ ษา ๒๕๖๒

๓) ข้าพเจา้ ได้ผลิตตำรา แบบเรียน ภาษาไทย ไมว่ ่าจะเป็นส่ิงพิมพ์หรอื ดจิ ิทัล ตอ้ งไดร้ ับการเผยแพร่ให้
เป็นที่ประจักษ์ โดยผลงานดังกลา่ วต้องมีระยะเวลาไม่เกิน ๕ ปี หรือได้รับการพฒั นาต่อยอดใหม้ ีประสิทธภิ าพ
มากข้นึ โดยมีรายงานการพัฒนาท่ชี ัดเจนเป็นระบบ

แบบเรยี นหรือแบบฝึกทักษะทข่ี า้ พเจา้ ผลิตขนึ้ มีคุณลกั ษณะของนวัตกรรมและเทคโนโลยี
เพื่อการเรยี นการสอน ดังนี้

1. เป็นแบบฝกึ ทกั ษะเพือ่ พฒั นาทกั ษะการอ่านร้เู รื่องและสอื่ สารได้ โดยใช้แบบฝกึ ทักษะการอ่าน
คิดวเิ คราะห์ และเขยี นสื่อความตามแนว PISA กลุม่ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3 จำนวน 9
ชดุ มีการจัดเรียงลำดบั เน้ือหาอย่างเปน็ ขน้ั ตอน ดงั นี้

เลม่ ท่ี 1 อา่ นคิดวิเคราะห์รปู แบบ PISA
เลม่ ท่ี 2 พจิ ารณาขอ้ ความน่ารู้
เลม่ ที่ 3 กา้ วสู่โลกขา่ วสาร
เลม่ ที่ 4 วจิ ารณส์ ารคดี
เลม่ ท่ี 5 มีความรู้ดโู ฆษณา
เลม่ ท่ี 6 พินิจสาระเพลงไทย

๒๘

เลม่ ท่ี 7 บอกคณุ ค่าในบทร้อยกรอง
เลม่ ที่ 8 อ่านคดิ คล่องนิทานพนื้ บ้าน
เล่มที่ 9 สอ่ื สารงานเขียนจากบทความ
การจัดการเรียนรู้การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขยี นสอ่ื ความตามแนว PISA เป็นกระบวนการจดั การ
เรียนร้ทู ีม่ ลี ำดับขั้นการจดั กระบวนการเรียนรูต้ ามแนว PISA ซึ่งเป็นรปู แบบการสอนที่ใชใ้ นการอ่าน คิด
วเิ คราะห์ และเขยี นสือ่ ความ นักเรยี นจะอา่ นเน้อื เรื่องจากส่ือสิ่งพิมพแ์ ละสื่ออิเลก็ ทรอนิกส์ในรปู แบบท่ี
หลากหลาย การทจ่ี ะอา่ นและทำความเข้าใจในเรื่องท่ีอ่านอยา่ งลึกซ้งึ ได้น้นั ต้องอาศยั สมรรถนะการอา่ นสาม
ด้าน ไดแ้ ก่ การคน้ คืนสาระสำคญั ทำความเข้าใจและตีความเนือ้ เรื่อง และการประเมนิ ส่งิ ท่ไี ด้อ่าน ซ่งึ ใน
บางครัง้ ต้องนำความรู้อ่ืน ๆ นอกเหนือจากเน้ือเร่ืองมาเช่ือมโยงกับสาระสำคญั ภายในเรื่องท่ีได้อ่านแล้วมา
พิจารณารว่ มกันและสะท้อนสง่ิ ทไ่ี ด้อ่านออกมาตามความคิดของตนอยา่ งสมเหตสุ มผลโดย PISA คาดหวงั ให้
นกั เรยี นแสดงความสามารถในการอา่ น ดงั นี้
1. การเขา้ ถงึ และค้นคนื สาระ หมายถึง รขู้ อบเขตของขอ้ มูลท่เี ราตอ้ งการอยู่ในตำแหน่งใด
และจำแนกความเหมือน ความต่างของข้อมูลทมี่ ีอยู่ในเนอ้ื เรื่อง
2. การบรู ณาการและตคี วาม หมายถงึ การแสดงความเขา้ ใจโดยสามารถระบใุ จความสำคญั หรือ
จดุ ประสงค์ของเร่ือง เชอ่ื มโยงสว่ นตา่ ง ๆ ของข้อมูลที่หลากหลาย เพ่อื ทำให้เกิดความเข้าใจเร่อื งที่อ่านและ
ตีความเนื้อเรื่องเพื่อนำไปส่คู วามเขา้ ใจในส่ิงท่ีอ่านไดล้ ึกซง้ึ ย่ิงขึ้น
3. การสะท้อนและประเมินค่า หมายถงึ การวิเคราะห์เนื้อเรอ่ื ง รูปแบบและวิธกี ารเขยี นของเรื่องท่ี
อา่ น ประเมนิ แสดงความคิดเห็นและใหข้ ้อโต้แยง้ จากมุมมองของตนเองได้

ทง้ั นี้ ไดค้ ัดเลือกเนอ้ื หาจากเอกสารสงิ่ พมิ พ์ ข่าว นทิ าน บทร้อยกรอง บทความ และเพลง ที่
มีความสอดคลอ้ งกับเนื้อหาสาระการเรียนรู้การอา่ นรู้เรื่องและการเขียนสือ่ ความ เพื่อใช้ในการฝึกทักษะการ
อ่าน การคิดวเิ คราะห์ทมี่ บี ริบทใกล้ตัวของนักเรียน โดยเริ่มจากการฝกึ ทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ เรื่อง
ใกล้ตวั ซึง่ เป็นเร่อื งใหม่ ๆ โดยในแบบฝกึ ทักษะ เลม่ ท่ี 1 อ่านคิดวเิ คราะห์รปู แบบ PISA ไดเ้ รม่ิ จากเรอ่ื ง
ความรเู้ บอื้ งต้นเกย่ี วกบั การอ่าน คดิ วิเคราะหต์ ามรปู แบบ PISA วธิ ีการวัดความรูแ้ ละทักษะการอา่ นของ PISA
เมือ่ นักเรียนได้เรียนรลู้ กั ษณะการอา่ นและแบบทดสอบของ PISA แล้ว จงึ ได้รบั ความรูใ้ นแบบฝึกทกั ษะ
เล่มท่ี 2 พิจารณาขอ้ ความน่ารู้ นกั เรยี นอา่ นข้อความทก่ี ำหนดใหแ้ ลว้ สามารถตอบคำถามตามแนว PISA ได้
เล่มท่ี 3 กา้ วส่โู ลกขา่ วสาร ในยคุ ของข้อมลู ขา่ วสาร ซึ่งมีการแข่งขนั ในการนำเสนอข่าวของสื่อในแขนงต่าง
ๆ ทีต่ อ้ งการให้ข่าวท่นี ำเสนอไดร้ ับความสนใจจากผู้บริโภคข่าว ทำใหก้ ารนำเสนอข้อมูล ข่าวสารบิดเบอื นไป
จากข้อเทจ็ จรงิ ดังน้ันนักเรยี นตอ้ งรจู้ ักเลือกรับข้อมูล ข่าวสาร โดยใชก้ ระบวนการคดิ วิเคราะห์ แยกแยะ
ข้อเทจ็ จรงิ สรปุ ความ เพ่ือประกอบการตัดสินใจ สามารถนำผลจากการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขยี นสอื่ ความ
ตามแนว PISA ไปใชใ้ นสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ถูกต้องเหมาะสม เล่มที่ 4 วจิ ารณส์ ารคดี การอ่านสารคดี เป็น
การฝกึ ทักษะกระบวนการคิดอย่างเปน็ ระบบ โดยนำขอ้ มลู ท่ศี ึกษาค้นควา้ มาเรยี บเรียงและถ่ายทอดโดยใช้
ภาษาอย่างสรา้ งสรรค์การอ่าน คดิ วิเคราะห์ และเขยี นส่อื ความ ตามแนว PISA เปน็ การฝึกทักษะกระบวนการ
คิดอย่างเปน็ ระบบ โดยนำข้อมลู ที่ศึกษาคน้ ควา้ มาเรยี บเรียงและถา่ ยทอดโดยใช้ภาษาอย่างสรา้ งสรรค์
ประกอบดว้ ยอะไร มจี ดุ มงุ่ หมายหรอื มีความประสงค์สง่ิ ใดและส่วนย่อย ๆ ท่สี ำคญั นั้นแต่ละเหตกุ ารณ์เกี่ยวพนั
กนั โดยการวิเคราะห์ความ ตีความ สรุปความและตอบคำถามจากเรื่องท่ีอา่ น เล่มที่ 5 มีความร้ดู โู ฆษณา ซ่ึง
โฆษณาเปน็ การฝกึ ทักษะกระบวนการคิดอย่างเปน็ ระบบ โดยนำข้อมลู ที่ศึกษาคน้ คว้ามาเรยี บเรียงและการ
ประเมนิ ว่าการโฆษณามีอิทธพิ ลต่อการดำรงชวี ติ ของเรา โดยในปัจจุบันมกี ารโฆษณาผา่ นสอื่ ทีห่ ลากหลายทั้ง
โทรทัศน์ วทิ ยุ อินเทอร์เนต็ ส่ือสงิ่ พิมพ์ และสื่อบุคคล เราจึงตอ้ งมีความรูค้ วามเข้าใจสามารถแยกแยะและรู้เท่า
ทันการโฆษณาเพ่ือไมใ่ หต้ กเป็นเหยื่อของการหลอกลวงและไปประยุกต์ใช้ในชวี ติ ประจำวันใหเ้ กิดประโยชน์
สูงสดุ บอกประโยชน์เดน่ ของเพลงไทย เล่มท่ี 6 พินจิ สาระเพลงไทย เป็นการศึกษาคำสำคญั จากเพลง
หลักการคดิ วิเคราะหข์ องบทเพลง ความสมั พนั ธ์ของการวเิ คราะห์ และประโยชนจ์ ากการอ่านคิดวิเคราะหบ์ ท

๒๙

เพลง เลม่ ท่ี 7 บอกคุณค่าในบทรอ้ ยกรอง เป็นการศึกษาคำสำคัญจากบทประพนั ธป์ ระเภทร้อยกรองนน้ั
นอกจากความไพเราะในเสยี งและสมั ผัสยังมคี วามงามในเรือ่ งของความหมายอกี ดว้ ย บทรอ้ ยกรองที่ดี สามารถ
ใหข้ ้อคดิ และคุณค่าในด้านใดด้านหน่งึ ตอ่ ผู้อ่านและตอ่ สังคมดว้ ย นักเรยี นจงึ ควรพจิ ารณาข้อคิดและคณุ ค่าของ
บทรอ้ ยกรองที่อา่ นอย่างถ่องแทท้ ุกครัง้ หลกั การคดิ วิเคราะหข์ องบทร้อยกรอง ความสัมพันธข์ องการวิเคราะห์
และประโยชนจ์ ากการอา่ นคิดวิเคราะหบ์ ทร้อยกรอง เลม่ ที่ 8 อ่านคดิ คล่องนทิ านพ้นื บ้าน เปน็ การศึกษาคำ
สำคัญจากนทิ าน หลักการคิดวิเคราะหข์ องนทิ าน ความสัมพันธ์ของการวเิ คราะห์ และประโยชนจ์ ากการอา่ น
คิดวิเคราะห์นิทาน เล่มที่ 9 สอื่ สารงานเขียนจากบทความ เป็นการเสนอบทความโดยวัตถปุ ระสงคแ์ ล้วก็
เพื่อใหข้ า่ วสาร การอธิบาย การแสดงความคิดเห็น การโนม้ นา้ วใจ รวมทัง้ การให้ความบันเทงิ นบั ว่าบทความ
จะมีส่วนท่ีใกลช้ ดิ กับผอู้ ่านเทียบเทา่ กบั การเสนอข่าว ดงั นน้ั ในการเสนอบทความ จะมีบุคคลทเ่ี กยี่ วข้อง
โดยตรงซง่ึ ผลลัพธ์การเสนอบทความ จะเปน็ อย่าไร จะใหผ้ ลทางลบหรือทางบวก มีโอกาสจะเกิดข้ึนได้เท่ากัน
หลกั การคิดวเิ คราะห์ของบทความ ความสมั พันธข์ อง การวิเคราะห์ และประโยชน์จากการอ่านคดิ วเิ คราะห์
บทความ เป็นการฝึกทักษะกระบวนการคดิ อย่างเปน็ ระบบ โดยนำข้อมูลท่ีศกึ ษาคน้ คว้ามาเรียบเรียงและ
ถ่ายทอดโดยใช้ภาษาอยา่ งสรา้ งสรรคป์ ระกอบด้วยอะไร มีจดุ มุง่ หมายหรือมีความประสงค์สิ่งใดและส่วนยอ่ ย ๆ
ทีส่ ำคัญนัน้ แต่ละเหตกุ ารณ์เก่ียวพนั กนั โดยการวเิ คราะห์ความ ตีความ สรปุ ความและตอบคำถามจากเร่ืองท่ี
อา่ น ทำให้ผู้อา่ นแยกแยะเร่ืองท่ีอ่านครอบคลมุ กลยทุ ธ์ การอ่านทัง้ ๓ ด้านตามแนว PISA คอื กลยุทธ์การ
เข้าถงึ และคน้ คืนสาระ กลยุทธ์การบรู ณาการและตีความ กลยทุ ธก์ ารสะท้อนและการประเมิน และไป
ประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ิตประจำวนั ใหเ้ กิดประโยชน์สงู สุด

QR CODE

เอกสารประกอบ

๓๐

ขา้ พเจ้าไดเ้ ผยแพรง่ านวิจัย ใหก้ บั โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต ๓๒
จังหวดั บุรีรมั ย์ จำนวนทั้งสนิ้ 2๘ โรงเรยี น ดงั นี้ 1. โรงเรยี นหว้ ยหินพทิ ยาคม 2. โรงเรยี นสามัคคีพิทยาคม
3. โรงเรียนสองห้องพทิ ยาคม 4. โรงเรยี นทโี อเอวทิ ยา (เทศบาล๑) 5. โรงเรยี นประโคนชยั พิทยาคม
6. โรงเรียนบรุ รี ัมยพ์ ทิ ยาคม 7. โรงเรยี นวทิ ยาศาสตร์จฬุ าภรณราชวทิ ยาลยั บรุ ีรัมย์ 8. โรงเรียนเมืองตลงุ
พทิ ยาสรรพ์ 9. โรงเรยี นพนมรุ้ง 10. โรงเรียนพทุ ไธสง 11. โรงเรยี นเหลอื งพนาวิทยาคม 12. โรงเรียน
หนองก่ีพิทยาคม 13. โรงเรยี นนางรอง 14. โรงเรียนนางรองพิทยาคม 15. โรงเรียนเมอื งโพธิช์ ัยพิทยาคม
16. โรงเรียนกลนั ทาพทิ ยาคม 17. โรงเรยี นบัวหลวงวิทยาคม 18. โรงเรยี นรมยบ์ รุ พี ิทยาคม รัชมังคลาภิเษก
19. โรงเรียนถนนหกั พทิ ยาคม 20. โรงเรยี นเมอื งแกพิทยาคม 21. โรงเรยี นก่สู วนแตงพทิ ยาคม 22. โรงเรยี น
หนองหงส์พิทยาคม 23. โรงเรียนกระสังพิทยาคม 24. โรงเรียนลำปลายมาศ 25. โรงเรยี นละหานทราย
รชั ดาภิเษก 26. โรงเรยี นสตกึ 27. โรงเรยี นตมู ใหญ่วิทยา 28. โรงเรยี นแคนดงพิทยาคม

๔) งานวจิ ัยท่ีเกยี่ วข้องกบั การเรียนการสอนภาษาไทยทมี่ ีระยะเวลาไม่เกิน ๕ ปี และไมซ่ ้ำกับ
ผลงานวจิ ยั ที่ใช้เพ่อื การเลือ่ นวิทยฐานะ หรอื ขอตำแหนง่ ทางวิชาการ หรือ งานวจิ ยั ที่เป็นสว่ นหนึ่งของการ
สำเรจ็ การศึกษาระดบั ปริญญาใดปริญญาหนึง่ ยกเวน้ หากมีการตอ่ ยอดแล้วสามารถสง่ ได้

ชอื่ วิจัย
การเปรยี บเทียบผลสัมฤทธกิ์ ารอา่ นเชิงวเิ คราะหว์ ิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนโนนสุวรรณพิทยาคม จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างการใชเ้ ทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบกบั แบบปกติ

ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
การอ่านเป็นเครอ่ื งมือสำคัญประการหนึ่งในการพฒั นาศักยภาพและคุณภาพของคนในชาติ เนอื่ งจาก
ความรหู้ รอื ข้อมูลข่าวสารกว่ารอ้ ยละ 80 มาจากการอ่าน ทำใหเ้ กิดการถ่ายทอดและแลกเปลย่ี นเรียนรูท้ าง
วฒั นธรรม ทำใหส้ มรรถนะในการเรยี นรู้พัฒนาขนึ้ สามารถรองรับความเปลีย่ นแปลงและมคี วามเข้มแข็งตอ่
ภาวการณ์แขง่ ขนั อย่างรุนแรงในปัจจบุ ัน (สุพัตรา มาศดิตถ์, 2552, หน้า 1) การอา่ นคือการหาความรคู้ วาม
เขา้ ใจ เพิ่มพนู การพัฒนาตนเองเพ่ือให้สามารถก้าวทนั โลก โดยเฉพาะในยคุ โลกาภวิ ัตน์ท่ีการส่ือสารก้าวไปอยา่ ง
รวดเร็ว หากบคุ คลใดไมส่ นใจการอา่ นบุคคลน้นั กจ็ ะเป็นคนลา้ หลัง และไม่สามารถจะเป็นพลงั สำคัญในการ
พฒั นาประเทศ ในทางตรงกนั ขา้ มหากบุคคลใดสนใจการอ่าน บคุ คลนนั้ กย็ ่อมพัฒนาตนเองใหป้ ระสบ
ความสำเร็จในการดำรงชวี ติ มคี วามสุขความเจริญและสามารถเป็นส่วนหน่งึ ของการพฒั นาประเทศให้

๓๑

เจรญิ รงุ่ เรอื งทัดเทยี มประเทศอ่ืน (กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ, 2552) ดว้ ยการอ่านมีความสำคัญดังกล่าวแลว้
คณะรฐั มนตรีจึงมมี ติประกาศใหป้ ี 2552-2561 เปน็ ทศวรรษแหง่ การอ่าน พร้อมประกาศให้วนั ท่ี 2 เมษายน
ของทกุ ปี ซึ่งเปน็ วันพระราชสมภพสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นวันรกั การอ่านและ
กำหนดใหม้ ีคณะกรรมการส่งเสรมิ การอ่านเพ่ือสร้างสงั คมแหง่ การเรยี นรู้ตลอดชีวติ โดยจะเปน็ กลไกล
ขบั เคลื่อนส่งเสริมการอา่ นใหเ้ กิดเปน็ รปู ธรรม (อภิสทิ ธิ์ เวชชาชวี ะ, 2552, หนา้ 9) สอดคล้องกบั สมเดจ็
พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี ได้พระราชทานพระราชดำรัสวา่ การอ่านมีประโยชน์ในการพฒั นา
ความคิด เชาว์ปัญญาเปน็ พื้นฐานการตอ่ ยอดความรู้ อีกทัง้ เปน็ บ่อเกิดแหง่ ความรู้ท้ังมวลเปน็ เครือ่ งมือสำคญั ใน
การพฒั นาประเทศเพราะเปน็ ปัจจยั พืน้ ฐานในการพฒั นาประเทศที่ยั่งยืนทำให้มนษุ ยส์ ามารถพัฒนาคุณภาพ
ชีวติ ของตนเองให้สามารถดำเนนิ ชวี ติ ในสังคมได้อยา่ งมีความสุข ท้ังยังส่งเสรมิ ใหพ้ ัฒนากระบวนการคดิ
กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ กระบวนการแกไ้ ขปัญหา การคิดสรา้ งสรรค์ และการคดิ วิเคราะห์
จากความสำคัญของการอา่ นท่วี ่าการอ่านชว่ ยพฒั นาความสามารถในการคิดวิเคราะหต์ ีความ ชว่ ยเพ่ิมพนู
ประสบการณ์ ความรู้ ความคิด ดังกลา่ วมา อีกทั้งการสอนอา่ นในปจั จุบันยังได้เนน้ การอ่านเชิงวิเคราะห์ ดังท่ี
กรมวชิ าการ (2542, หนา้ 1) ได้กำหนดว่า การสอนอ่านไม่เนน้ การอ่านออกเขยี นไดเ้ พียงพออย่างเดยี ว แต่จะ
เนน้ การคดิ วิเคราะหห์ รือการอา่ นเชิงวิเคราะหเ์ พ่ือพฒั นาความคิดควบคู่กันไปดว้ ย เพราะการคดิ วิเคราะหเ์ ป็น
หลกั สำคญั ที่ใช้ในการเรียนรู้ แสดงใหเ้ ห็นว่ากระบวนการอ่านน้นั จะต้องมกี ารคดิ เสมอ เช่น การคิดเพื่อ
วิเคราะห์ หรอื ตีความ สรปุ ความส่ิงทอี่ ่าน ถ้าปราศจากการคดิ วิเคราะห์หรือการอา่ นวิเคราะหย์ ่อมไมส่ ามารถ
ดำเนนิ ไปได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพและประสิทธิผล ซ่ึงสอดคลอ้ งกับ ศริ ิพร ลม้ิ ตระการ (2534, หนา้ 5) ทกี่ ล่าว
วา่ การอ่าน คือ กระบวนการแหง่ ความคดิ ในการรับสารเข้ามา ในขณะท่ีอ่านนั้นสมองของผู้อ่านจะต้องคิดตาม
ผ้เู ขียน หรอื ตีความข้อความท่ีอา่ นไปด้วยตลอดเวลา

นอกจากน้ีการอา่ นยงั เปน็ เครื่องมือทสี่ ำคัญในการพัฒนาอารมณ์และจติ ใจ สนองความตอ้ งการ
ทางด้านจติ ใจ ช่วยให้ผู้อา่ นมีความสุขและบันเทงิ ใจ จงึ อาจกล่าวได้วา่ การอ่านมคี วามสำคญั ในฐานะเปน็
เครื่องมอื ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ ซง่ึ จะสง่ ผลตอ่ การพฒั นาสงั คมและประเทศชาติโดยรวม
รวมท้งั เครือขา่ ยท่ีโยงใยไปทัว่ โลกในฐานะทส่ี งั คมเป็นสงั คมของการอา่ น ดังท่ี ครูรักษ์ ภริ มยร์ ักษ์ (2541, หน้า
65) กลา่ วว่า การอ่านมีความสำคญั อย่างอเนกอนันต์ตอ่ วิถีชวี ิตในสังคมโลกปจั จบุ ัน ในฐานะทเ่ี ป็นเครือ่ งมอื ใน
การเรียนร้สู รรพวิทยาการทง้ั หลาย ตามความสนใจของผู้คนทกุ เพศทุกวัย ไม่ว่าจะอยใู่ นสาขาวิชาชพี ใด ผทู้ ีอ่ ่าน
มากย่อมร้มู าก ประสบความสำเรจ็ มากและไดเ้ ปรียบผอู้ ืน่ ท่ีอา่ นน้อยเสมอ การอ่านเป็นการหาอาหารสมองให้
เกิดความคดิ ริเร่ิมสร้างสรรค์สิ่งใหม่

การจัดการเรยี นรทู้ ่ีทำให้ผู้เรยี นมีทกั ษะการคิดวิเคราะห์นนั้ สามารถทีจ่ ะกระทำและฝกึ ให้ได้ทกุ
สาขาวชิ า โดยเฉพาะวชิ าภาษาไทยนน้ั เป็นวิชาทกั ษะทป่ี ระกอบดว้ ย ทักษะการฟัง การดู การพดู การอา่ นและ
การเขียน ซ่ึงต้องฝึกฝนใหเ้ กิดความชำนาญ ภาษาไทยยังเป็นการสอ่ื สารของคนในสังคมและยงั เปน็ เอกลกั ษณ์
ประจำชาติ ในการสรา้ งความเปน็ เอกภาพขนึ้ ภายในชาตดิ ้วย ดังนนั้ ภาษาจึงเปน็ สง่ิ สำคัญในการแสดงออกทาง
กระบวนการทางความคดิ การใชภ้ าษาในการพัฒนาฝึกทักษะการคดิ วิเคราะห์ และช่วยใหม้ ีความรใู้ นทักษะ
การสือ่ สารได้อย่างเหมาะสม รงุ่ แกว้ แดง (2543, หนา้ 108) ไดก้ ล่าวเก่ียวกับการจัดการเรยี นรู้ในปจั จบุ นั
วา่ ครจู ะมงุ่ ให้เด็กจำเน้ือหาให้ได้มากๆ เพราะครูถกู ฝึกมา การสอนแบบยัว่ ยุ สนบั สนุน กระตนุ้ ใหเ้ ดก็ ร้จู กั คดิ
เปน็ เรอ่ื งที่ครูไม่เคยไดร้ บั การอบรมสง่ั สอนมาก่อน ทั้งครูพ่อแม่และทุกคนในสงั คมจงึ คุน้ เคยกับระบบการศึกษา
แบบเดิม ดงั นน้ั การสอนทจ่ี ะมีผลต่อการพัฒนาการเรยี นรจู้ งึ จำเป็นตอ้ งสอนให้นกั เรียนได้ร้จู ักคิด ครจู ึงต้อง
สอนใหเ้ ดก็ ได้คิดเปน็ ซึ่งทำใหเ้ ขาสามารถคดิ ได้กับทุกสถานการณ์ การเรียนการสอนต้องเน้นใหผ้ เู้ รยี นได้เรียนรู้
ดว้ ยตนเอง ฝึกใช้การคิดท่ีหลากหลาย โดยผู้เรียนได้รบั ประโยชน์มากทสี่ ดุ ซงึ่ สอดคลอ้ งกับ
กระทรวงศึกษาธิการทีเ่ รม่ิ การจดั การปฏิรปู การเรยี นการสอนในปี 2549 โดยเน้นให้เดก็ มที ักษะความสามารถ
ในการคดิ วเิ คราะห์ ทักษะการใชภ้ าษาทัง้ ภาษาไทยและภาษาตา่ งประเทศ ตลอดจนมีคุณธรรมและจรยิ ธรรม

๓๒

การสอนท่สี นับสนนุ ให้ผ้เู รียนเกดิ กระบวนการคดิ โดยท่ีครทู ำบทบาทเป็นผ้สู นบั สนุนและผเู้ รยี นเป็น
ผทู้ ำกจิ กรรม ให้คดิ เป็นไดด้ ้วยตนเองตลอดจนสามารถวิเคราะหห์ าเหตผุ ลได้ ครผู สู้ อนควนนำเทคนคิ หรือวิธี
สอนการคิดมาสนับสนุนให้นกั เรยี นเปลย่ี นมมุ มองต่างไปจากเดิม และกระตนุ้ ความคิดของนักเรียนใหม้ ากขนึ้
เทคนิคและวธิ ีการคิด ซึ่งได้มีผวู้ ิจยั ได้นำมาใช้ในการวิจัย พบว่าช่วยใหส้ ามารารถและประสทิ ธภิ าพการคิดของ
นักเรียนดขี นึ้ คือ เทคนิคการคดิ แบบหมวกหกใบ (Six-thinking hats) ของเอด็ เวร์ด เดอโบโน (Edward de
Bono) ดังท่ีงานวิจัยของ ประภาศรี รอดสมจิตร์ (2542) ได้ศึกษาการพฒั นาโปรแกรมส่งเสรมิ ความสามารถ
ในการคิดอย่างมวี จิ ารณญาณของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนกฤษณา จังหวัดสุพรรณบรุ ี โดยใช้
แนวคิดของหมวกหกใบ ผลการวจิ ัยพบวา่ ความสามารถอยา่ งมวี ิจารณญาณของนกั เรียนหลงั เข้ารว่ มโปรแกรม
สูงกว่ากอ่ นเข้าร่วมโปรแกรม อย่ามีนัยสำคัญที่ระดบั .01 และสมันตา วรี กุล (2547) ได้ศกึ ษาเปรยี บเทยี บ
ผลสัมฤทธก์ิ ารอา่ นอยา่ งมวี จิ ารณญาณสงู กวา่ นกั เรยี นดว้ ยวิธสี อนแบบปกตแิ ละทั้งนี้ เน่ืองจากเทคนคิ การคิด
แบบหมวกหกใบ เปน็ เทคนิคการคดิ ท่ีไม่ให้นกั เรยี นติดอย่กู ับความคิดท่ีถาวร เป็นวิธกี ารคดิ อยา่ งมรี ะบบ ใน
การพิจารณาสถานการณ์ต่าง ๆ ใชห้ มวกเปน็ สัญลักษณ์แทนการคิด โดยเรมิ่ คิดทห่ี มวกสีขาวกอ่ นแล้วจงึ ไปจบ
ลงทห่ี มวกสีฟ้า สามารถทีจ่ ะปฏิบัติความคดิ โดยใชห้ มวกตามวตั ถปุ ระสงค์ท่ีตัง้ ไว้ หลักสำคญั คือการคิดใหค้ รบ
ทงั้ หกหมวกหกแบบ

จากเหตุผลข้างตน้ ทำใหพ้ บว่า การนำกระบวนการจัดกจิ กรรมทเ่ี น้นทักษะการคิดจะเป็นส่วนเสรมิ ให้
ผู้เรยี นมโี อกาสพัฒนาการคิดไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ เหตนุ ้ผี ู้วจิ ยั ซึง่ เป็นผูป้ ฏบิ ัตหิ นา้ ท่สี อนจึงสนใจจะศึกษาแนว
ทางการจัดการเรยี นการสอน ทเี่ นน้ ทักษะการคดิ วิเคราะห์ โดยเลอื กใช้เทคนิคการคดิ แบบหมวกหกใบกบั
กลมุ่ เป้าหมายเปน็ นักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรยี นโนนสวุ รรณพิทยาคม จงั หวัดบรุ ีรัมย์ เพือ่ ทดลองสอน
ให้มปี ระสทิ ธภิ าพตอ่ ไป

วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
1. เพ่อื เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอา่ นเชงิ วิเคราะห์วิชาภาษาไทย ของนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนโนนสุวรรณพทิ ยาคม จงั หวดั บุรรี ัมย์ ระหวา่ งการใชเ้ ทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบกบั แบบปกติ
2. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ทจี่ ัดการเรียนรโู้ ดยใช้เทคนคิ การคิด
แบบหมวกหกใบ

สมมติฐานการวจิ ัย
นักเรียนกล่มุ ทจ่ี ัดการเรียนรโู้ ดยใชเ้ ทคนคิ การคิดแบบหมวกหกใบ มผี ลสมั ฤทธ์กิ ารอ่านเชงิ วเิ คราะหส์ งู
กวา่ นกั เรียนกล่มุ ที่จัดการเรยี นรแู้ บบปกติ

ขอบเขตของการวิจัย
ในการวิจัยเรอื่ ง การเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธก์ิ ารอ่านเชงิ วิเคราะห์วชิ าภาษาไทย ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรียนโนนสวุ รรณพทิ ยาคม จงั หวดั บุรีรัมย์ ระหว่างการใช้เทคนคิ การคดิ แบบหมวกหกใบ
กับแบบปกติ ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตไว้ ดงั น้ี
1. ประชากรทีใ่ ช้ในการวิจัยคร้ังน้ี ไดแ้ ก่ นักเรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนโนนสุวรรณพทิ ยาคม
จังหวัดบรุ รี มั ย์ ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2555 จำนวน 4 ห้องเรียน รวม 136 คน
2. กลุม่ ตัวอยา่ งทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัยในครัง้ นี้ ได้แก่ นักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรยี นโนนสุวรรณ
พทิ ยาคม จังหวัดบุรรี มั ย์ ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2555 ซ่ึงไดโ้ ดยใช้วธิ สี มุ่ อย่างง่าย โดยแบง่ เปน็ 2
ห้องเรียน แล้วนำมาสมุ่ เป็นกล่มุ ทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวน 60 คน
2.1 กลมุ่ ทดลอง จำนวน 30 คน จดั การเรียนรู้โดยใชเ้ ทคนิคการคดิ แบบหมวกหกใบ
2.2 กลุม่ ควบคมุ จำนวน 30 คน จัดการเรยี นร้แู บบปกติ

๓๓

3. เนอ้ื หาทใี่ ช้ในการวิจัย
เน้ือหาทใี่ ชใ้ นการทดลองคร้งั นี้ เปน็ เนอ้ื หาตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศักราช
2551 กลมุ่ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย รายวชิ าภาษาไทยพื้นฐาน โดยมีเนือ้ หาดังนี้

3.1 บทละครพูด เรอ่ื งเห็นแก่ลูก จากหนังสือวรรณคดวี จิ กั ษ์ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
3.2 บทความและขา่ วจากหนังสอื พิมพ์รายวัน
4. ตวั แปรทใี่ ช้ในการวิจยั
4.1 ตวั แปรอสิ ระ (Independent Variables) ได้แก่ การสอน 2 วิธี คอื

4.1.1 การสอนโดยใชเ้ ทคนิคการคดิ แบบหมวกหกใบ
4.1.2 การสอนแบบปกติ
4.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ไดแ้ ก่
4.1.1 ผลสมั ฤทธิใ์ นการอา่ นเชงิ วเิ คราะห์วชิ าภาษาไทย
5. ระยะเวลาในการทดลอง
ผวู้ ิจัยในการดำเนนิ การทดลองในภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2555 โดยทดลองจัดการเรียนรู้
จำนวน 10 ชว่ั โมง

นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
1. การอ่านเชิงวิเคราะห์ หมายถึง การอา่ นเพ่ือพจิ ารณาในส่วนประกอบของบทอ่านอยา่ งละเอียดถี่
ถ้วน แล้วนำมาจัดลำดบั แยกแยะประเดน็ สำคัญของข้อมูลขอ้ เท็จจรงิ และความคิดเห็นใหไ้ ดค้ วามครบถ้วน
2. ผลสัมฤทธกิ์ ารอา่ นเชิงวเิ คราะห์ หมายถึง หมายถงึ ผลหรือคะแนนที่นักเรยี นทำไดจ้ ากการทำ
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการอา่ นเชิงวเิ คราะห์ โดยใช้เทคนิคการคดิ แบบหมวกหกใบ
3. เทคนคิ การคิดแบบหมวกหกใบ หมายถึง วิธีการคดิ อย่างเปน็ ระบบ ในการพจิ ารณาสถานการณ์
หรอื ปญั หาท่เี กิดขึ้น โดยใชส้ ขี องหมวกเป็นสัญลักษณ์แทนการคิดหกดา้ น ซงึ่ เป็นแนวคดิ ของเอ็ดเวิรด์ เดอโบโน
(Edward De Bono) ดงั น้ี

3.1 หมวกสีขาว เป็นการคดิ หาขอ้ มูล ข้อเทจ็ จริงของสถานการณ์
3.2 หมวกสฟี ้า เปน็ การกำหนดปัญหา จดุ เน้นของการคิด การสรุป กำหนด
ขั้นตอนและการควบคมุ การคิดของแตล่ ะคนให้ตรงกบั สีหมวกท่ีใช้
3.3 หมวกสเี ขยี ว เปน็ การคิดหาแนวความคดิ ใหมๆ่ และความคิดสร้างสรรค์
3.4 หมวกสเี หลอื ง เปน็ การคิดถงึ ผลในทางบวก ขอ้ ดี จุดเด่น คุณค่า คิดถงึ ความเปน็ ไปได้และ
ประโยชน์ทไี่ ด้รับ
3.5 หมวกสีดำ เป็นการคิดถงึ ผลในทางลบ จดุ อ่อน จดุ บกพร่อง ผลกระทบท่อี าจเกิดขึ้น
3.6 หมวกสแี ดง เปน็ การคดิ จากอารมณ์ ความรู้สึก
4. การสอนโดยใชเ้ ทคนิคการคดิ แบบหมวกหกใบ หมายถึง กระบวนการเรียนการสอนทน่ี ำเทคนิคการ
คิดแบบหมวกหกใบ มาจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน เพ่ือใหผ้ ้เู รยี นไดป้ ฏบิ ัติอย่างเปน็ ระบบ ในการพจิ ารณา
สถานการณ์ หรือปัญหาทีเ่ กดิ ขึ้น โดยใช้เทคนคิ การคิดหกด้าน ซ่ึงมขี ้ันตอนการสอน ได้แก่ ขั้นนำ ขั้นสอนและ
ข้ันสรปุ โดยสอดแทรกคำถามให้สัมพันธก์ บั การคดิ แบบหมวกหกใบ
5. การจดั การเรียนรโู้ ดยการสอนแบบปกติ หมายถงึ การจัดการเรียนการสอนทีส่ อนตามแผนการ
จดั การเรียนรโู้ รงเรยี นโนนสวุ รรณพิทยาคม โดยปรับปรุงเน้ือหาให้สอดคล้องกับการทดลองในคร้ังนี้ ได้แก่
ขัน้ นำเข้าสู่บทเรียน ขน้ั สอนและข้นั สรุปบทเรียน โดยสอดแทรกคำถามใหส้ ัมพนั ธ์เทคนคิ คำถามของบลมู
(Bloom)
6. แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการอ่านเชิงวิเคราะห์ หมายถงึ เครื่องมือทีส่ ร้างข้ึน มลี กั ษณะเปน็
คำถามแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก

๓๔

ประโยชนท์ ค่ี าดว่าจะได้รับ
การวิจัยครั้งน้คี าดวา่ จะไดร้ บั ประโยชน์ ดังน้ี
1. นักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนโนนสวุ รรณพทิ ยาคม จังหวดั บรุ ีรัมย์ มผี ลสมั ฤทธ์ิการอา่ น
เชงิ วิเคราะห์วชิ าภาษาไทยดีขึ้น โดยการสอนแบบใช้เทคนคิ การคิดแบบหมวกหกใบ
2. ครูภาษาไทยได้ใช้เคร่ืองมือและวธิ ีการสอนที่เหมาะสม พฒั นาความสามารถในการอ่านเชิง
วเิ คราะหว์ ิชาภาษาไทยข้ึน โดยการสอนแบบใชเ้ ทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ
3. โรงเรยี นมีแนวทางในการสอนการอา่ นเชิงวิเคราะหว์ ิชาภาษาไทย โดยการสอนแบบใชเ้ ทคนคิ การ
คดิ แบบหมวกหกใบ เพื่อใหผ้ ู้ที่สนใจได้ศึกษา
4. การศกึ ษามกี ารพฒั นาเพ่ือนำไปสกู่ ารยกระดับผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นของผเู้ รยี นให้ดีข้ึน

กรอบแนวคิดงานวิจัย ผลสมั ฤทธิ์
การอ่านเชิงวเิ คราะห์
การสอนแบบใช้เทคนิคการคิด
แบบหมวกหกใบและแบบปกติ

๕) ผลงานในรปู แบบอน่ื ๆ ทีม่ ีระยะเวลาไมเ่ กนิ ๕ ปี เชน่ สอ่ื การสอน วดี ทิ ัศน์ โปรแกรมคอมพวิ เตอร์
บทเรียนออนไลน์ แบบฝึกหัดออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งได้พัฒนาขึ้นและใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย
อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธผิ ลชดั เจน

ข้าพเจ้าได้เปน็ คณะทำงานในการปรบั ปรุงและตรวจสอบข้อสอบเพ่ือนำเขา้ คลังข้อสอบมาตรฐาน
(Standardize Item Bank System : SIBS) ระดับชน้ั ประถมศึกษาและมธั ยมศกึ ษา จดั โดย สำนักทดสอบทาง
การศกึ ษา สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน และได้ใหน้ ักเรียนทำแบบทดสอบออนไลน์ เพ่ือเป็น
การฝกึ ทักษะและทดสอบผู้เรียน ทำให้ผเู้ รียนมคี วามรู้ความเข้าใจในวิชาภาษาไทยมากข้ึน

๓๕

๓) ผลลพั ธท์ ่เี กดิ ขึ้นกบั ผู้เรยี น
จากการนำนวตั กรรมไปใชท้ ำให้ผู้เรียนมคี วามสามารถในการแกป้ ัญหาหรอื พัฒนานวตั กรรมให้

สอดคลอ้ งตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย สามารถหรือแก้ปัญหาหรอื พัฒนาได้ตรงตามกลมุ่ เปา้ หมาย นำไป
ประยกุ ตใ์ ชบ้ ูรณาการได้ท้งั 8 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ เช่น การนำถอ้ ยความที่เกี่ยวขอ้ งกบั เร่ืองสุขภาพหรือการ
ออกกำลังกาย มาให้นักเรยี นอ่านเป็นการบรู ณาการกลมุ่ สาระการเรียนรู้สขุ ศึกษาและพลศกึ ษา หรอื การนำบท
เพลงมาใชใ้ นการอ่าน ทำให้นักเรยี นเกิดสนุ ทรียภาพ เป็นการบรู ณาการกลมุ่ สาระการเรียนรศู้ ิลปะ และบรู ณา
การได้กับการจัดกจิ กรรมคา่ ยรักษภ์ าษาไทย ซ่ึงมฐี านการเรียนรู้ทัง้ หมด 10 ฐาน ดังนี้ ฐานที่ 1 คำถูกคำผิด
พนิ จิ ดู ฐานที่ 2 เรียนรู้ปรศิ นาคำทาย ฐานท่ี 3 หลายสำนวนหลากทีม่ า ฐานที่ 4 หรรษาคำราชาศัพท์ ฐาน
ท่ี 5 ขานขับร้อยกรองไทย ฐานที่ 6 ไตรยางค์อกั ษรสามหมู่ ฐานที่ 7 รอบรูค้ ำคมหรรษา ฐานที่ 8 PISA อ่านรู้
เร่ือง ฐานท่ี 9 ปราดเปรื่องคำควบกลำ้ ฐานที่ 10 ลำนำเพลงพนื้ บ้าน ซง่ึ ในฐานที่ 8 PISA อา่ นรู้เรื่อง ได้นำ
โมเดล 7 ขนั้ ตอนการจดั การเรยี นรู้ สู่สมรรถนะ PISA ไปใช้ในการจดั กิจกรรม ทำให้นกั เรียนไดฝ้ ึกด้านการ
อา่ น คดิ วิเคราะห์ ตามสมรรถนะที่ 3 ด้าน ของ PISA และเปน็ นวตั กรรมทีแ่ กไ้ ขปญั หาไดต้ รงตามเป้าหมาย
กล่าวคือ เปน็ การพัฒนาท่ีกระบวนการคดิ วเิ คราะห์ของผเู้ รียนเปน็ อนั ดบั แรก เพ่ือให้ผเู้ รียนเกิดกระบวนการ
คดิ วเิ คราะห์ ไตรต่ รองในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และการใชว้ ิจารณญาณในการแสดงความคิดเหน็ อย่าง
สมเหตุสมผล เพ่ือป้องกันความผิดพลาดในการรบั สารและส่งสารได้ รวมถึงการได้รับเชญิ เปน็ วิทยากรโครงการ
พัฒนาทกั ษะการอ่านรเู้ รื่องและสอ่ื สารได้ ตามแนว PISA ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1-3 ใหแ้ กน่ ักเรยี นโรงเรยี นประ
โคนชัยพิทยาคม ได้นำนวตั กรรมแบบฝกึ ทักษะการอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขียนส่ือความตามแนว PISA และ
โมเดล 7 ขัน้ ตอนการจดั การเรียนรู้ สสู่ มรรถนะ PISA ไปใช้ในการจดั กิจกรรม จนมผี ลคะแนนการทดสอบ
เพ่มิ ขึ้น เปน็ ต้น

จากการจัดการเรยี นรโู้ ดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขยี นส่ือความตามแนว PISA
ทำให้ผลคะแนนการทดสอบการรู้เร่ืองการอ่าน (Reading Literacy) ตามแนวทางการประเมินผลนักเรยี น
นานาชาติ PISA จดั สอบโดยสถาบนั ภาษาไทย สำนักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร ของนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 เพิ่มขน้ึ ตามลำดบั ดงั ตาราง

๓๖

ตาราง แสดงผลการทดสอบการรู้เรือ่ งการอา่ น (Reading Literacy) ตามแนวทางการประเมนิ ผล

นกั เรยี นนานาชาติ PISA ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3

ปีการศึกษา คร้งั ท/่ี เดอื น/พ.ศ. คะแนนเฉลยี่ รอ้ ยละ

256๑ คร้งั ท่ี 1 มิถุนายน 2561 22.64 37.73

ครั้งท่ี 2 สิงหาคม 2561 24.50 40.83

ครั้งท่ี 3 พฤศจกิ ายน 2561 27.01 45.02

ครงั้ ท่ี 4 กมุ ภาพันธ์ 2562 30.82 51.37

จากตารางท่ี ๒ พบวา่ แสดงผลการทดสอบการรู้เรือ่ งการอ่าน (Reading Literacy) ตามแนวทางการ

ประเมนิ ผลนกั เรียนนานาชาติ PISA ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 ปกี ารศึกษา 2561 ครงั้ ที่ 1-4 มีคะแนนเพิม่ ขน้ึ ทุก

คร้งั และคร้ังที่ 4 สูงกวา่ ร้อยละ 50 คือ คร้ังที่ 1 เทียบกับคร้ังที่ 2 เพิม่ ขนึ้ ร้อยละ 8.22 คร้ังท่ี 2 เทยี บกับ

คร้งั ที่ 3 เพ่ิมข้ึนรอ้ ยละ 10.26 ครงั้ ท่ี 3 เทียบกับครง้ั ท่ี 4 เพ่มิ ข้ึนร้อยละ 14.10 ซง่ึ เป็นผลมาจากการจัด

กจิ กรรมบูรณาการค่ายรักษ์ภาษาไทย และการใชโ้ มเดล 7 ข้นั ตอนการจัดการเรยี นรู้ สู่สมรรถนะ PISA ไปใช้

ในการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน และมผี ลการทดสอบทางการศกึ ษาระดบั ชาติขน้ั พื้นฐาน (O-NET) ช้นั

มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓ เพิ่มขึน้ ตามลำดับ ดงั ตารางท่ี ๓

ตาราง แสดงผลการทดสอบทางการศกึ ษาระดับชาติขนั้ พ้ืนฐาน (O-NET) ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๓

โรงเรียนโนนสวุ รรณพทิ ยาคม ปีการศกึ ษา ๒๕๖๐-๒๕๖๒

ปกี ารศกึ ษา ค่าเฉลยี่ ระดบั โรงเรยี น เพิ่มข้ึน ร้อยละ หมายเหตุ

256๐ ๔๕.๖๖ ๑.๒๒

๒๕๖๑ ๕๒.๔๑ ๑๔.๗๘ ปที ใ่ี ชน้ วัตกรรม

๒๕๖๒ ๕๔.๑๖ ๓.๓๔

จากตารางท่ี ๓ พบวา่ แสดงผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาตขิ น้ั พืน้ ฐาน (O-NET)

ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓ ปีการศึกษา ๒๕๖๐-๒๕๖๒ มคี ะแนนเพมิ่ ขนึ้ ทกุ ปี และปีการศึกษา ๒๕๖๑ สงู กวา่

รอ้ ยละ 50 มีคะแนนเพิ่มขึ้นรอ้ ยละ ๑๔.๗๘ ซ่งึ เป็นผลมาจากการใช้นวตั กรรม ได้แก่ แบบฝกึ ทักษะการอ่าน

คดิ วิเคราะห์ และเขียนสื่อความตามแนว PISA และ โมเดล 7 ขั้นตอนการจดั การเรยี นรู้ สู่สมรรถนะ PISA

ไปใช้ในการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน

๓.๑ ผเู้ รียนมที ักษะการใชภ้ าษาไทยได้อย่างดี ท้ังการฟัง การพดู การอ่าน และการเขียน

สามารถใช้ภาษาไทยได้อย่างเหมาะสมกับการเขา้ สังคมและการใช้ในชวี ติ ประจำวัน

1) ผ้เู รียนมที ักษะการคิดวิเคราะห์ทีด่ ีขน้ึ

๒) ผูเ้ รียนได้เรียนร้อู ย่างมคี วามสุข และมีเจตคตติ ่อรายวชิ าภาษาไทยดีขึ้นอย่างมาก

๓) ผเู้ รียนได้รับรางวัลต่าง ๆ ในระดับประเทศ ระดบั ภมู ิภาค และระดับจังหวดั

๔) ผู้เรียนมคี ะแนนผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขัน้ พ้นื ฐาน (O-NET)

รายวชิ าภาษาไทย ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓ เพ่ิมขึน้ ๕ ปีการศึกษาติดต่อกนั ตัง้ แตป่ ีการศกึ ษา ๒๕๕๘-๒๕๖๒

ดังตาราง

ปีการศึกษา 2558 2559 2560 2561 ๒๕๖๒

วิชา

ภาษาไทย ๔๐.๗๔ ๔๕.๑๑ ๔๕.๖๖ ๕๒.๔๑ ๕๔.๑๖

เพิม่ ขนึ้ รอ้ ยละ ๒๕.๘๐ ๑๐.๗๒ ๑.๒๑ ๑๔.๗๘ ๓.๓๓

๓๗

๓.๒ ผู้เรยี นสามารถประยุกต์ทกั ษะการใช้ภาษาไทยในการเรียนรู้ การศึกษาหาความรู้เพอ่ื
การเรยี นรู้และการพฒั นาตนเองไดอ้ ย่างดี

นักเรียนได้รับรางวัลในงานศิลปหตั ถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 69 ปีการศึกษา 2562 ระดบั ชาติ
ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ณ จงั หวดั ศรสี ะเกษ ระหว่าง วันท่ี 12 - 14 เดอื นธนั วาคม พ.ศ. 2562 และรางวลั
ตา่ ง ๆ ดังน้ี

ประเภท/ช่ือ – สกุล ระดบั รางวลั /ช่ือรางวลั ท่ีได้รับ หน่วยงานท่ีมอบให้
สพฐ.
เด็กหญิงณธดิ า พรแสน - ได้รบั รางวลั เหรียญทองแดง การแข่งขนั ตอบปัญหา สพฐ.
สพฐ.
เด็กชายรพีภัทร วเิ ศษพนั ธ์ุ สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา ม.๑-ม.๓ สพฐ.

เดก็ ชายณฐั พร เพ็งประโคน - ได้รับรางวัลเหรียญทอง การแขง่ ขนั ขบั ร้องเพลงสากล สพฐ.

ประเภทชาย ม.๑-ม.๓ สพฐ.

นางสาวเบญจมาภรณ์ คอนกรีต - ไดร้ บั รางวัลเหรยี ญทอง การแขง่ ขันพูดภาษาจนี ม.๑-ม.๓ สพฐ.
สพฐ.
เดก็ หญิงเมทราวดี กองพนั ธ์ สพฐ.
สพฐ.
นางสาววิรยิ า โพธนอก - ได้รบั รางวลั เหรียญทอง การประกวดยุวบรรณารักษ์ สพฐ.

นางสาวเกวลี ศรสี ืบเชื้อ ส่งเสริมการอ่าน ม.๔-ม.๖

นายเดชนรินทร์ สาดนอก

นางสาวบณั ฑติ า เหลืองเดชานรุ ักษ์ - ได้รบั รางวัลเหรยี ญเงนิ การประกวดโครงงาน

นายวัชรพล บญุ แจ้ง คอมพวิ เตอร์ประเภทซอฟตแ์ วร์ ม.๔-ม.๖

นางสาวสธุ าทิพย์ พ่มุ พวง

เดก็ หญิงญาดาวดี มหิงศาเดช - ได้รับรางวลั เหรยี ญทอง การแข่งขันทำอาหาร นำ้ พริก

เด็กชายอิสระ เมืองสันเทียะ ผกั สด เครื่องเคียง ม.๑-ม.๓

เดก็ หญิงเพญ็ นภา ปักกะตา

เด็กหญงิ ธัญพชิ ชา พงศเ์ พชรอมร - ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง การแข่งขนั การเล่านิทาน

ประเภทบกพรอ่ งทางการเรยี นรู้ ม.๑-ม.๓

เดก็ หญิงจุฑามาศ ไชยอนิ ทร์ - ได้รบั รางวัลเหรยี ญเงิน การแขง่ ขนั การวาดภาพระบายสี

ประเภทบกพรอ่ งทางการเรยี นรู้ ม.๑-ม.๓

เด็กหญงิ ปณิดา คำเรอื ง - ไดร้ ับรางวัลเหรียญเงิน การประกวดการขับรอ้ งเพลงไทย

ลูกท่งุ ประเภทบกพร่องทางการเรยี นรู้ ม.๑-ม.๓

นางสาวขวัญข้าว วรรณสิงห์ - ไดร้ บั รางวัลเหรยี ญทอง การประกวดการขบั รอ้ งเพลงไทย

ลกู ทงุ่ ประเภทบกพร่องทางการเรียนรู้ ม.๔-ม.๖

เด็กชายยจู ิโร ไซโต - ไดร้ ับรางวัลเหรยี ญทอง การแขง่ ขนั การวาดภาพดว้ ย

เด็กชายศรณั ย์ภัทร มีแสวง โปรแกรม Paint ประเภทบกพร่องทางการเรยี นรู้ ไม่

กำหนดช่วงช้นั

๓๘

๓.๓ ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีและมีสุนทรียทางการใช้ภาษาไทยในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การแต่งนิทาน การ
แตง่ คำประพนั ธ์ กลอน การพูดในโอกาสต่าง ๆ เปน็ ตน้

นักเรยี นไดฝ้ ึกฝนทกั ษะทางภาษาไทยด้านตา่ ง ๆ โดยเฉพาะดา้ นการพดู ในโอกาสต่าง ๆ และการพดู ใน
ท่ีประชุมชน หรอื การเปน็ พธิ ีกรในงานสำคัญตา่ ง ๆ เช่น งานวนั สนุ ทรภู่ การจดั รายการวิทยเุ สียงตามสาย
วทิ ยากรคา่ ยรกั ษ์ภาษาไทย เปน็ ตน้ จนไดร้ ับหนา้ ท่ีเปน็ ผ้ชู ่วยวทิ ยากรดา้ นนนั ทนาการ ในคา่ ยยวุ ชนคนคุณธรรม
ของสำนักงานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๒ ดงั น้ี

- ครแู ละนักเรยี นได้เปน็ วทิ ยากรเผยแพร่ความรกู้ ารจัดกิจกรรมโครงการค่ายยุวชนคนคุณธรรม (โรงเรียน
คุณธรรม) ณ ค่ายลูกเสือเพ็ชรบุรีรัมย์(สวนนก) อำเภอเมือง จงั หวดั บุรีรมั ย์ อบรมนกั เรียนแกนนำ 66 โรงเรียน
ในสงั กดั สพม.32

- นักเรียนไดเ้ ปน็ ผชู้ ่วยวทิ ยากรนำนันทนาการ การอบรมคา่ ยแกนนำยวุ ชนคนคณุ ธรรม (ภายใต้โครงการ
โรงเรยี นคณุ ธรรม สพฐ.) อบรมนักเรยี นแกนนำโรงเรยี นนางรอง อำเภอนางรอง จังหวดั บรุ ีรัมย์

- นกั เรยี นไดเ้ ป็นผ้ชู ว่ ยวิทยากรนำนันทนาการ การอบรมโครงการโรงเรียนคณุ ธรรม (ภายใต้โครงการ
โรงเรียนคุณธรรม สพฐ.) อบรมนกั เรียนแกนนำโรงเรยี นห้วยหินพทิ ยาคม อำเภอหนองหงส์ จงั หวดั บุรีรมั ย์

๓๙

และนักเรียนได้รับรางวัลทางทกั ษะภาษาไทยดา้ นต่าง ๆ เช่น การเขยี งเรยี งความ การแต่งคำประพนั ธ์ และการ
ประกวดหนงั สือเล่มเลก็ ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับภาคตะวนั ออกฉียงเหนอื ดังนี้

นกั เรียน รางวัล จากหนว่ ยงาน/องคก์ ร
สำนักงานคณะกรรมการ
1. เด็กหญิงยลดา อาลัยรัมย์ - ไดร้ บั รางวลั เหรยี ญทองแดง การแขง่ ขัน การศึกษาข้นั พ้ืนฐาน

2. เด็กหญิงวรรณิศา สุดเนตร ปรศิ นาสร้างสรรค์วรรณคดีไทย ม.1-ม.3 สำนกั งานคณะกรรมการ
การศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน
3. เด็กหญิงศศริ ดา สว่ิ ไธสง งานศิลปหัตถกรรมนักเรยี น ครง้ั ที่ 67
สำนกั งานคณะกรรมการ
ปกี ารศกึ ษา 2560 ณ จังหวดั ขอนแกน่ การศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน

4. เด็กชายปรชี า บิลรัมย์ - ได้รบั รางวลั เหรยี ญทอง การแขง่ ขันการ สำนกั งานคณะกรรมการ
การศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน
5. เด็กหญิงวิภาวดี ผลกึ รุง่ โรจน์ จัดทำหนงั สอื เลม่ เล็ก ประเภทบกพร่อง
สำนกั งานคณะกรรมการ
6. เด็กหญงิ อาทติ ตยิ า คะรบิ รัมย์ ทางการเรยี นรู้ ม.1-ม.3 การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน

งานศลิ ปหัตถกรรมนักเรยี น คร้งั ที่ 67 สำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาข้ันพื้นฐาน
ปกี ารศึกษา 2560 ณ จงั หวัดขอนแกน่

7. นางสาวจรญั ญา คำตนั - ไดร้ างวลั เหรยี ญเงนิ การแข่งขันเรยี งร้อย

ถ้อยความ ม.4-ม.6 งานศลิ ปหตั ถกรรม

นักเรียน ครง้ั ท่ี 66 ปีการศึกษา 2559

ณ จงั หวดั หนองคาย - บึงกาฬ

8. นางสาวพัชรพร อนิ่ ออ้ ย - ได้รบั รางวลั เหรยี ญเงิน การประกวด

9. นางสาวระพพี รรณ ผวิ ทอง หนงั สอื เล่มเล็ก ม.4-ม.6

10. นางสาวสิริยากร กาละไชย งานศิลปหัตถกรรมนกั เรียน ครั้งท่ี 66

ปีการศกึ ษา 2559 ณ จงั หวัดหนองคาย -

บึงกาฬ

11. เด็กหญงิ บณั ฑิตา เหลืองเดชานรุ กั ษ์ - ไดร้ บั รางวัลเหรียญเงิน การแขง่ ขันกวี

12. เด็กหญงิ อรวรรณ คร่ำดี เยาวชนคนรุ่นใหม่ กาพยย์ านี ๑๑ (๘ บท)

ม.1-ม.3 งานศลิ ปหัตถกรรมนักเรยี น

ครงั้ ที่ 66 ปีการศึกษา 2559

ณ จงั หวดั หนองคาย - บึงกาฬ

13. เด็กหญงิ กฤตยา จงจอหอ - ได้รบั รางวัลเหรียญเงิน การแขง่ ขนั

14. เดก็ หญิงบรมิ าส ปิ่นศิริ ปรศิ นาสร้างสรรคว์ รรณคดีไทย ม.1-ม.3

15. เด็กหญงิ อรพรรณ ทิพย์อกั ษร งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครัง้ ที่ 66

ปีการศกึ ษา 2559 ณ จังหวดั หนองคาย

- บงึ กาฬ

๔๐

๓.๔ ผเู้ รยี นตระหนกั ถึงคณุ คา่ อนุรักษ์และสบื สานวัฒนธรรมภาษาไทย อนั เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ
นกั เรียนทุกคนมผี ลงานทางภาษาไทย และชิน้ งานทเ่ี ป็นรปู ธรรม สามารถเผยแพร่ผลงานในเวทีระดบั
จังหวัด ระดบั ภาคและระดบั ชาตไิ ด้ นักเรยี นทุกคนมผี ลงาน และช้นิ งานทเ่ี ปน็ รปู ธรรม โดยใช้ทกั ษะ
กระบวนการกลมุ่ และการทำงานเปน็ ทมี โดยตระหนักถึงคุณค่า อนรุ ักษ์และสบื สานวฒั นธรรมภาษาไทย
อนั เปน็ เอกลกั ษณ์ประจำชาติ ดงั นี้

๔๑

QR CODE

สแกนเอกสารประกอบ

นทิ รรศการแสดงผลงานนักเรียนของกล่มุ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย เนอ่ื งในงานนิทรรศการ Open
House “เปิดบ้านวชิ าการ เปดิ ประตูสู่ น.ว.พ.”

ตอนที่ 3 ความคดิ เห็นของผบู้ งั คบั บัญชาช้นั ตน้

……………………………...................................……………………………………………………………………………..
…………………………………………………………….............................................……………………………………
……………………………...................................……………………………………………………………………………..
…………………………………………………………….............................................……………………………………
……………………………...................................……………………………………………………………………………..
…………………………………………………………….............................................……………………………………
……………………………...................................……………………………………………………………………………..
…………………………………………………………….............................................……………………………………
…………………………………………………………….............................................……………………………………

ลงช่ือ……………………………………......................
(นายราเมศน์ โสมแสน)

ตำแหน่ง ผูอ้ ำนวยการโรงเรยี นโนนสุวรรณพทิ ยาคม
วันที่ ๓๐ มิถนุ ายน พ.ศ.๒๕๖๓

๔๒

เกยี รติบตั รการเขา้ รว่ มเป็นคณะทำงานของสำนักทดสอบทางการศกึ ษา สพฐ.

๔๓

เกียรติบัตรรางวัลระดบั ชาติ

๔๔

เกียรติบตั รรางวัลระดับภาค

๔๕

เกียรตบิ ตั รรางวลั ระดับชาติ
งานศิลปหตั ถกรรมนักเรียน ระดับชาติ

๔๖

เกยี รตบิ ตั รรางวลั ระดบั จงั หวดั /เขตพนื้ ที่

๔๗

เกียรติบตั รรางวัลระดับภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
งานศลิ ปหตั ถกรรมนักเรยี น คร้งั ที่ 67 ปีการศกึ ษา 2561 ณ จังหวัดขอนแก่น


Click to View FlipBook Version