ภูมิปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ ชุมชน : กรณีศึกษา กลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง หมู่4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร. เบญจมาศ เมืองเกษม โดย นางสาว พิยะดา ขาวแสง 631702014 สาชาวิชาการพัฒนาสังคม สำนักวิชาสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา SCD3610 การวิจัยทางสังคม ภาคเรียนที่2/2565
ภูมิปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ ชุมชน : กรณีศึกษา กลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง หมู่4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร. เบญจมาศ เมืองเกษม โดย นางสาว พิยะดา ขาวแสง 631702014 สาชาวิชาการพัฒนาสังคม สำนักวิชาสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา SCD3610 การวิจัยทางสังคม ภาคเรียนที่2/2565
ก บทคัดย่อ ชื่องานวิจัย : ภูมิปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ ชุมชน : กรณีศึกษากลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ชื่อผู้ศึกษา : นางสาว พิยะดา ขาวแสง สาขาวิชา : การพัฒนาสังคม สำนักวิชาสังคมศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษา : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.เบญจมาศ เมืองเกษม ปีการศึกษา : 2565 การศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ชุมชน : กรณีศึกษา กลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ ชุมชน จำนวน 5 คนซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษาได้ใช้การพรรณนาวิเคราะห์ ร่วมกับการตีความของผู้ศึกษาจากแบบสัมภาษณ์ ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้าง รายได้สู่ชุมชน : กรณีศึกษากลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอด กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาที่ผู้ศึกษาได้ทำการศึกษานั้น ประกอบด้วยการนำเอาผักตบชวาขึ้นมาตากให้แห้งจนถึงการจำหน่าย โดยการนำผักตบชวาขึ้นมานั้น ต้องนำมาผ่าเป็น 4 ส่วนแล้วจึงนำไปตากแห้ง พอผักตบชวาแห้งแล้วนำมาพรมน้ำให้ชุ่มและถักเป็น เปียให้พอกับงานที่ต้องการ จากนั้นจึงเข้าสู่การจักสานการแปรรูป ซึ่งการแปรรูปนั้นมีหลายขั้นตอน มี การสร้างมูลค่าให้กับผักตบชวาที่ไร้ประโยชน์ด้วยวิธีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาเป็นที่วางจาน และที่รองแก้ว กระเป๋า ตะกร้า หมวก และขั้นตอนสุดท้าย คือการจำหน่าย พบว่าทางกลุ่มมีช่อง ทางการจัดจำหน่ายในช่องทางการขายออนไลน์ถนนคนเดินในจังหวัดพะเยา ร้านค้าทั้งต่างอำเภอ และร้านค้าในหมู่บ้านใกล้เคียง จำหน่ายในเขตภาคเหนือและกรุงเทพมหานครซึ่งจะนำไปขายปลีกที่ สวนจตุจักร ในห้างสรรพสินค้าและส่งออกไปต่างประเทศ ข้อเสนอแนะ ควรนำผลการศึกษามาเป็นแนวทางในการส่งเสริมให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อสืบ ทอดการจักสานหัตถกรรมผักตบชวาเพิ่มมากขึ้นและควรมีการศึกษาวิธีการออกแบบลวดลายและ วิธีการทอของแต่ละลายแบบเจาะลึก ของกลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง
ข กิตติกรรมประกาศ การศึกษาเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ ชุมชน:กรณีศึกษากลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา งานวิจัยฉบับนี้จะสำเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างสูงจากผู้ช่วยศาสตราจาร ย์ดร.เบญจมาศ เมืองเกษมอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยฉบับนี้ซึ่งกรุณาให้ความรู้คำแนะนำคำปรึกษา วิจัยฉบับนี้เสร็จสมบูรณ์ผู้ศึกษาขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย ขอกราบพระคุณคณาจารย์ทุกท่านที่ไดให้ความรู้และประสบการณ์ต่างๆแก่ข้าพเจ้า ตลอดจนงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องที่มีส่วนสนับสนุนในการศึกษาครั้งนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี ขอกราบพระคุณบิดา มารดา ที่เคารพรัก พี่ๆน้องๆ ตลอดจนเพื่อนๆ ที่ให้ความช่วยเหลือ เป็นกำลังใจให้คำปรึกษา คำแนะนำและมีความหวังดีให้แก่ข้าพเจ้าเสมอมาและขอขอบคุณประชาชน ในพื้นที่และจากสมาชิกกลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวาที่เชี่ยวชาญด้านการจักสานผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยาที่ให้โอกาสข้าพเจ้าได้เก็บข้อมูลและศึกษาความรู้เนื้อหา ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาครั้งนี้จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี งานวิจัยฉบับนี้มีข้อบกพร่องและข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้าผู้จัดทำวิจัย ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยและหวังว่าการศึกษางานวิจัยฉบับนี้จะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อไป พิยะดา ขาวแสง กุมภาพันธ์2566
ค สารบัญ บทที่ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญ (ต่อ) ง สารบัญรูปภาพ จ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ในการศึกษา 3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 3 ขอบเขตของการศึกษา 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 4 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5 แนวคิดเกี่ยวภูมิปัญญาท้องถิ่น 5 แนวคิดเกี่ยวกับอาชีพเสริม 18 ความเป็นมาของผักตบชวาในชุมชนบ้านสันป่าม่วง 22 กลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา 23 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 25 กรอบแนวคิดของการศึกษา 28 3 วิธีดำเนินการศึกษา 29 การศึกษาค้นคว้าข้อมูล 29 การเลือกพื้นที่ในการศึกษาและแหล่งผู้ให้ข้อมูล 29 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 30 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 31 การวิเคราะห์ข้อมูล 31 4 ผลการศึกษา 32 ตอนที่ 1 การจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวา 32 ตอนที่ 2 การสร้างรายได้สู่ชุมชน 37
ง สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า 5 สรุปผลการศึกษา อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 39 สรุปผลการศึกษา 39 อภิปรายผล 40 ข้อเสนอแนะ 42 ข้อเสนอแนะในการนำผลการศึกษาไปใช้ 42 ข้อเสนอแนะการศึกษาครั้งต่อไป 42 บรรณานุกรม 43 ภาคผนวก 45 ภาคผนวก ก แบบสัมภาษณ์ 46 ภาคผนวก ข รูปภาพประกอบการเก็บข้อมูล 49 ประวัติผู้ศึกษา 52
จ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 ต้นผักตบชวา กับก้านผักตบชวา 33 2 เส้นผักตบชวาแห้ง 34 3 การจักสานขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ 35 4 การนำมาบุผ้า และใส่ซิปตกแต่ง 35
1 บทที่1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ชุมชนสันป่าม่วงตั้งอยู่ริมกว๊านพะเยาและกว๊านพะเยาเป็นแหล่งน้ำที่ใหญ่ที่สุด ของ ภาคเหนือตอนบน ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำอิง ด้านข้างมีลำธารหลากหลายจากภูเขาพีพันน้ำ ทางทิศตะวันตก ของจังหวัดพะเยา ได้แก่ ดอยขุนตำ คอยกองหิน ดอยขุนแม่สุข ดอยขุนแม่ปาด และคอยหลวง ประกอบกับแม่น้ำหลายสายในอำเภอแม่ใจที่ไหลลงสู่ขวัญพะเยามีลักษณะเป็นแอ่งกระทะด้วยกว๊าน พะเยานั้นนอกจากจะเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีคุณค่าต่อวิถีชีวิตของชาวพะเยาแล้ว ยังเป็นบ่อเกิด ของศิลปหัตถกรรมที่เกิดจากฝีมือของชุมชนรอบกว๊านที่อาศัยทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่รอบๆ กว๊าน มาสร้างงานฝีมือต่าง ๆ จนกลายเป็นสินค้าและงานศิลปะ ประจำท้องถิ่นของจังหวัดพะเยาจนเป็นที่ รู้จักทั่วไป เช่น การตีมีด การทำครกหิน พระพุทธรูปหิน ทราย การสานผักตบชวา เป็นต้น (สำนักงาน ประมงจังหวัดพะเยา, ม.ป.ป. ระบบออนไลน์) ปัญหาสะสมของผักตบชวาในบริเวณกว๊านพะเยา มีจำนวนผักตบชวา ประมาณ 1 ใน 3 ของ พื้นที่น้ำในกว๊าน และถ้าพื้นน้ำวัดได้10,607 ไร่ ในระดับ + 390 (รทก.) คิดเป็นเนื้อที่ของผักตบชวา ประมาณ 3,535 ไร่ ผักตบชวาจะเกาะกลุ่มกันอยู่เป็นแห่ง บริเวณที่มีผักตบชวามากคือทางด้านทิศ ตะวันตก ทางด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ส่วนทางด้านทิศตะวันออก มีจำนวนน้อย เพราะอยู่ใกล้ บริเวณหมู่บ้านและเป็นเส้นทางสัญจรของเรือ ในอดีตที่ผ่านมา ผักตบชวาในกว๊านพะเยาไม่ได้นำมาใช้ ประโยชน์ในการทำผลิตภัณฑ์นอกจากเป็นที่อยู่อาศัยของ ปลาและสัตว์(สำนักงานประมงจังหวัด พะเยา, ม.ป.ป. ระบบออนไลน์) ชาวบ้านสันป่าม่วง มีอาชีพทำไร่ ทำนา หาของป่า และการประมงตำบลสันป่าม่วง มีสภาพ ภูมิศาสตร์ติดกับกว๊านพะเยา มีผักตบชวาลอยอยู่มากมาย ผักตบชวาเป็นเพียงวัชพืช ที่ไม่มีคุณค่าแต่ อย่างใด ชาวบ้านนำยอดอ่อนมาปรุงอาหาร และนำลำต้นที่กำจัดทิ้งมาหมักปุ๋ยเท่านั้น ต่อมาในปีพ.ศ. 2524 ได้มีแม่ชี2 คน จากสำนักสงค์แห่งหนึ่งซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ในการทำหัตถกรรม ผักตบชวา มาพักอาศัยอยู่ในเขตตำบลสันป่าม่วง ได้นำความรู้ในการทำหัตถกรรมจากผักตบชวา มา ฝึกสอนให้กับกลุ่มแม่บ้านตำบลสันป่าม่วง เป็นอาชีพเสริมให้แก่ชาวบ้านหลังฤดูทำนา โดนเริ่มจาก การสอนชาวบ้านนำก้านผักตบชวามาจักสานเป็นของชำร่วยและเปลญวน ซึ่งใช้วิธีการที่ไม่ซับซ้อน มาก โดยการนำเอาก้านผักตบชวามาตากให้แห้งและสานขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆจนสืบทอด มาในปัจจุบัน (พะเยาผักตบชวา, ม.ป.ป. ระบบออนไลน์)
2 เนื่องจากการมีรายได้เสริมมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม ปัจจุบัน เพราะ การสร้างอาชีพเสริมสามารถสร้างเงิน สร้างรายได้ที่ดีให้กับผู้ประกอบอาชีพต่างๆตาม ความถนัด ความสามารถ และสามารถเกิดได้จากภูมิปัญญาที่ได้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเกิดความ คิดสร้างสรรค์ในการต่อยอดทำให้เกิดเป็นอาชีพเสริมขึ้น ทำให้มีรายได้เพื่อจับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่ จำเป็นสำหรับตนเอง เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในส่วน อื่นๆ ภายในครอบครัว ช่วยลดภาระหนี้สิน ล่งเสริมการรู้จักคุณค่าของเงินรายได้จากการทำงาน และยังถือเป็นการช่วยกระตุ้นพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ โดยอาชีพเสริมมีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ทุกคนการประกอบ อาชีพใดให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ผู้ประกอบอาชีพจะต้องมีเจตคติที่ดีต่ออาชีพที่ทำและเห็นถึง ความสำคัญของอาชีพเพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับตนเอง ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ เพื่อให้ทุกคน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีความมั่นคงในชีวิตต่อไปในอนาคต (จารุวรรณ แสงแก้ว, 2561 : 2 ) จากการศึกษาข้อมูลบ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เป็นชุมชนที่มีความ โดดเด่นในเรื่องของการจักสานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผักตบชวามาช้านานเพราะสมัยก่อนชุมชน บ้านสันป่าม่วงคนในชุมชน นิยมนำผักตบชวาจากกว๊านพะเยามาจักสานแปรรูปเป็นสิ่งของเครื่องใช้ ต่างๆที่หลากหลาย ซึ่งวิธีการทั้งหมดมาจากวิถีชีวิตที่ดำเนินสืบเนื่องกันมาในระบบครอบครัวนับตั้งแต่ บรรพบุรุษ เพื่อให้เกิดเป็นกระบวนการสร้างอาชีพ (กิตติพงษ์บำนาญ, 2560 : 23) โดยมีกรณีศึกษา จากกลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา มีสมาชิกในกลุ่มประมาณ 23 คนซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของ คนในชุมชน จัดตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้เสริมให้แก่คนในชุมชนหลังว่างจาการทำงาน ด้านเกษตรกรรม และกลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวายังใช้กระบวนการตั้งเดิมผสมผสานกับเทคนิค สมัยใหม่เข้ามา เริ่มตั้งแต่ในการเก็บผักตบชวาขึ้นมา การคัดแยก การตากแดด จนถึงขั้นตอนการ จักสาน มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา จนไปถึงขั้นตอนการวางจำหน่าย ซึ่งทุกขั้นตอนต้องใช้ ประสบการณ์กับความชำนาญเฉพาะตัวจนเกิดเป็นอาชีพเสริมที่ทำให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น สามารถที่จะนำมาเลี้ยงชีพตนเองและคนในครอบครัวได้นอกจากนั้นยังถือเป็นการสืบทอด ภูมิปัญญาทักษะทางด้านงานฝีมือที่มีมานานหลายชั่วอายุคนให้คงอยู่ในชุมชน ดังนั้นผู้ศึกษาจึงสนใจเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้าง รายได้สู่ชุมชน โดยศึกษาประเด็นเกี่ยวกับความเป็นมาของภูมิปัญญา กระบวนการขั้นตอนในการทำ และศึกษาประเด็นในเรื่องการมีรายได้จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จักสานจากผักตบชวาสามารถเป็น อาชีพเสริมที่เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคงและมีความยั่งยืน และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จาก ผักตบชวาของคนในชุมชนว่ามีกระบวนการอย่างไรตั้งแต่การนำผักตบชวาขึ้นมาจากกว๊านพะเยา จนถึงการจำหน่าย และความเพียงพอของรายได้ในครัวเรือนที่ได้จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จาก ผักตบชวา เพื่อเป็นแนวทางให้กับกลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวาสามารถถ่ายทอดความรู้กระบวน
3 การแปรรูปผลิตภัณฑ์จักสานจากผักตบชวาให้แก่คนในชุมชนบ้านสันป่าม่วงและเป็นข้อเสนอแนะ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมการสร้างรายได้จาก การแปรรูปผลิตภัณฑ์จักสานจากผักตบชวาให้กับกลุ่มอาชีพจักสานจากผักตบชวาในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาและวัฒนธรรมในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จักสานจากผักตบชวา ให้คงอยู่ต่อไป วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ชุมชน : กรณีศึกษา กลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ประกอบด้วย การตากแห้งของผักตบชวา การเตรียมอุปกรณ์วิธีการจักสาน การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การจำหน่ายและการสร้างรายได้ ประโยชน์ของการศึกษา 1. เป็นแนวทางในการอนุรักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นการผลิตผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาของชุมชน สันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา 2. เป็นข้อเสนอแนะให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการ ส่งเสริมการสร้างรายได้จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จักสานจากผักตบชวาให้กับกลุ่มอาชีพจักสาน ผักตบชวาในพื้นที่ต่างๆ ขอบเขตของการวิจัย ขอบเขตด้านเนื้อหา ในการศึกษาเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ ชุมชน :กรณีศึกษา กลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ผู้ศึกษาได้ศึกษาประเด็นในเรื่องของวิธีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จักสานจากผักตบชวาและศึกษาเรื่องการ สร้างรายได้สู่ชุมชนจากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จักสานจากผักตบชวา ขอบเขตด้านกลุ่มเป้าหมายและสถานที่ ในการศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ศึกษากลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา ตั้งอยู่ที่ ม.4 ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็น ผู้มีความรู้เกี่ยวกับการจักสานจำนวน 5 คน ได้แก่ ประธานกลุ่ม 1 คน รองประธานกลุ่ม 1 คน และ สมาชิกกลุ่ม 3 คน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการจักสานมา 20 ปีและเป็นผู้ที่ประสบ ความสำเร็จ ขอบเขตด้านระยะเวลา ในการศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาใช้ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน 2565 – กุมภาพันธ์2566
4 นิยามศัพท์เฉพาะ ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง สิ่งที่เกิดจากการคิด เป็นพื้นฐานของความรู้ที่ชาวบ้านมีหรือ ความรู้ของ ชาวบ้านที่เรียนรู้และมีประสบการณ์สืบต่อกันมาทั้งประสบด้วยตนเองและการเรียนรู้ มาจากผู้ใหญ่ หรือทุกสิ่งทุก อย่างที่ชาวบ้านคิดได้เองแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ เป็นสติปัญญาการแกไข ปัญหาในการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในที่นี้หมายถึง การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาในการ จักสานผักตบชวาที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของชุมชนบ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ถ่ายทอดสู่รุ่นลูกหลาน เกิดเป็นความรู้สติปัญญาที่สามารถนำติดตัวไปใช้ ประโยชน์ได้ต่อไปในอนาคต อาชีพเสริม หมายถึง อาชีพที่เพิ่มจากอาชีพที่ทำเป็นประจำอยู่แล้ว เพื่อเพิ่มรายได้ให้มาก ยิ่งขึ้น เป็นอาชีพที่เน้นความเป็นอิสระ เน้นการพึ่งพาตนเองเป็นอาชีพที่ประกอบขึ้นเป็นอาชีพที่สอง รองจากอาชีพหลัก เป็นการหารายได้เสริมเพิ่มเติมเพื่อมาจุนเจือรายไดในครอบครัวให้เพียงพอต่อ การดำรงชีวิต และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีจากเดิม สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในที่นี้หมายถึง การจักสานผักตบชวาของบ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เป็นการสร้างอาชีพเสริมของคนในชุมชน เพื่อหารายได้เพิ่มเติม ลดภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวสร้าง ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับตนเอง ครอบครัว และคนในชุมชน
5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ ชุมชน : กรณีศึกษากลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ผู้ศึกษาได้นำแนวคิดและทฤษฏีที่เกี่ยวข้องมาเป็นแนวทางในการศึกษา โดยแบ่งหัวข้อออกเป็นดังนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น 2. แนวคิดเกี่ยวกับอาชีพเสริม 3. ความเป็นมาของผักตบชวาในชุมชนบ้านสันป่าม่วง 4. กลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. แนวคิดเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ความหมายของภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเวค วะสี(2530:6) กล่าวว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง สิ่งที่ถ่ายทอดจากชนรุ่นหนึ่ง ไปยังอีกชนรุ่น หนึ่งโดยยังคงความเป็นเอกลักษณ์อัตลักษณ์ของความเป็นตัวตน โดยเชื่อมโยงจาก ปัจจัยหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น สภาพแวดล้อมหรือสภาพของสังคมที่เป็นอยู่ผ่านขั้นตอนวิธีการทำ ออกมาเป็นผลงานที่มีความโดดเด่นและผ่าน การทำด้วยมือ ซึ่งหากจะมองย้อนจากอดีตจนถึงปัจจุบัน คนไทยมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกบภูมิปัญญาท้องถิ่นมานานแล้ว เพราะสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นงาน ภูมิปัญญาจะเห็นได้จากวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและการพึ่งตนเองและการใช้งานของ อุปกรณ์เครื่องมือ เลี้ยงชีพ การนำเอาวัสดุจากธรรมชาติมาดัดแปลงหรือการลดขั้นตอนการใช้อุปกรณ์ทุ่นแรงในการ ทำงานซึ่ง สิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นมานั้นล้วนแล้วแต่มาจากความคิดของคนเราทั้งนั้นไม่ได้พึ่งเทคโนโลยี อันทันสมัย รวมไปถึงการใช้ผ่มือในการทำทั้งสิ้นเรามักจะเรียกว่าภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือเรียก อีกอย่างว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น มักจะนำวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับประเพณีวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อมให้คนมีความรัก หวงแหนที่จะดำรงคงไว้เพราะหากเมื่อใดไม่มีการดำรงคงไว้มักจะ เป็นเพียงแค่คำบอกเล่าหรือกล่าวขานกนหรือเป็นพียงตำนานเล่าสืบต่อกันมา ประเด็นของความ หมายของภูมิปัญญาท้องถิ่นมีมากมายแล้วแต่มุมมองหรือการเข้าไปพบเห็นสัมผัส แต่มีสิ่งที่ใกล้เคียง กันหรืออาจจะบ่งบอกว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของสังคมท้องถิ่นนั้ นๆ และใช้การแก้ปัญหาการดำรงวิถีชีวิตซึ่งสามารถพัฒนา ปรับเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยแต่ยังคง ความเป็นเอกลักษณ์ของงานแต่ละขึ้น เช่น งานหัตถกรรม แกะสลักไม้งานหัตถกรรมเครื่องเงิน งานหัตถกรรมเครื่องจักสาน เป็นต้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542:619) ได้สรุปว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง พื้นฐานความรู้ความสามารถเกิดจากการสะสมการเรียนรู้มาเป็นระยะเวลายาวนานมีลักษณะเชื่อมโยง
6 กันไปหมดทุกสาขาวิชา ไม่แยกเป็นวิชาแบบที่เราเรียน ผสมกลมกลืนเชื่อมโยงกันหมด พัทยา สายหู(2534:109) ไดให้ความหมายไว้ว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง ความรู้ความคิด ที่ได้สั่งสมไว้ชาวบ้านคือ คนธรรมดาหรือสามัญชน หากรวมความหมายก็อาจนิยามได้ว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน คือความรู้ความคิดของคนธรรมดาหรือสามัญชนที่ได้สั่งสมไว้ซึ่งพ้องกับคำว่า วัฒนธรรม หมายถึง เครื่องมืออุปกรณ์การ ดำรงขีวิดิของหมู่คณะ สัญญา สัญญาวิวัฒน์(2543:3) กล่าวว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับเรื่องใดๆ มีลักษณะ เป็นข้อมูลเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เช่นความรู้เกี่ยวกับครอบครัว ความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ เกี่ยวกับผู้หญิงผู้ชาย ฯลฯ รวมไปถึงความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องใดๆ หรือหน่วยสังคมใดๆ ความเชื่อดังกล่าวอาจยังไม่มีข้อพิสูจน์ยืนยันว่า ถูกต้อง หากพิสูจน์แล้วความเชื่อก็กลายเป็นความรู้ความเชื่อบางอย่างอาจพิสูจน์ไม่ได้เช่นเรื่องนรก สวรรค์ ตาย แล้วไปไหน ผืมีจริงหรือไม่ และยังหมายถึง ความสามารถหรือแนวทางในการแก้ปัญหา ป้องกันปัญหา เช่น ความสามารถใน การสร้างหรือดำรงความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว เป็นด้น สามารถ จันทรสูรย์(2543:12) กล่าวว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวบ้าน คิดได้เองที่ นำมาใช้ในการแกปัญหา เป็นสติปัญญา เป็นองค์ความรู้ทั้งหมดของชาวบ้านทั้งกว้าง ทั้งลึก ที่ชาวบ้านสามารถคิด เองทำเองโดยอาศัยศักยภาพที่มีอยู่แก้ปัญหาการดำเนินชีวิตได้ ในท้องถิ่นอย่างสมสมัย เอกวิทย์ณ ถลาง (2540:4) กล่าวว่า ภูมิปัญญา หมายถึง ทรัพย์สินทางปัญญาอันลํ้าค่าของ ท้องถิ่น หรือ อีกนัยหนึ่งว่าเป็นพื้นฐานความรู้ความสามารถของบุคคลในท้องถิ่น และความสัมพันธ์ กับแบบแผนการดำรงชีวิตที่ ผสมกลมกลืนกับธรรมชาติแวดล้อม และกระบวนการทางสังคมเสมือน เป็นแกนหลักองการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เสรีพงศ์พิศ (2533:145-146) ให้ความหมายว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง รากฐานของความรู้ของชาวบ้าน ซึ่งเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างมีเอกภาพ ภูมิปัญญามีสอง ลักษณะ คือ ส่วนที่เป็น นามธรรม เป็นโลกทัศน์ซีวทัศน์ปรัชญาการดา เนินชีวิต คุณค่า และ ความหมายของทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตประจำ วัน กับส่วนที่เป็นรูปธรรม เช่น การทา มาหากิน หัตถกรรม ศิลปะ ดนตรี สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ(2542:264) ได้สรุปว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือ ภูมิปัญญา ชาวบ้าน หมายถึง ความสามารถในการแก้ไขปัญหาของชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นปัญหา ของชุมชนปัญหาในการ ดำรงชีวิตและปัญหาในการประกอบอาชีพ โดยที่ปราชญ์ชาวบ้านได้มี กระบวนการวิเคราะห์และสั่งสม ประสบการณ์มาเป็นเวลานาน เป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั่วไป อังกูล สมคะเนย์(2542:198) กล่าวว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง มวลความรู้และมวล ประสบการณ์ของชาวบ้านที่ใซ้ในการดำเนินชีวิต ให้เป็นสุขโดยได้รับการถ่ายทอดสั่งสมกันมา
7 โดยผ่าน กระบวนการพัฒนาให้สอดคล้องกับกาลสมัย ลักษณา รอดสน (2540:12) กล่าวว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง ความรู้และประสบการณ์ ของชาวบ้านที่ ได้รับการถ่ายทอดกันจากบรรพบุรุษ เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตให้เป็นสุขในแต่ละสภาพ แวดล้อม โดยการประสม ประสานความรู้ความคิดเข้าด้วยกันในการใช้แก้ปัญหาหาต่างๆ ล้วนเป็น สิ่งที่มีคุณค่า โดยผ่านนกระบวนการพัฒนา ให้สอดคล้องกับกาลสมัย รัตนะ บัวสนธ (2543:165) กล่าวว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง กระบวนทัศน์ของบุคคล ที่มีต่อตนเองต่อ โลกและสิ่งแวดล้อมซึ่งกระบวนทัศน์ดังกล่าวจะมีรากฐานจากคำสอนทางศาสนา คติจารีตประเพณีที่ได้รับการ ถ่ายทอดสั่งสอนและปฏิบัติสืบเนื่องกันมา ปรับปรุงเข้ากับบริบททาง สังคมที่เปลี่ยนแปลงแต่ละสมัย ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายเพื่อความสงบสุขของในส่วนที่เป็นชุมชนและ ปัจเจกบุคคลซึ่งกระบวนทัศน์ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น จำแนกออกได้3 ลักษณะ คือ ลักษณะที่ 1 ภูมิปัญญาเกี่ยวกับการจัดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม ลักษณะที่ 2 ภูมิปัญญาเกี่ยวกับระบบสังคมหรือการจัดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ลักษณะที่ 3 ภูมิปัญญาเกี่ยวกับระบบการผลิตหรือการประกอบอาชีพ ที่มีลักษณะมุ้งเน้น ระบบการผลิต เพื่อพึ่งพาตนเอง จาก 3 ลักษณะข้างด้น ภูมิปัญญาชาวบ้านจึงหมายถึง ความรู้ ความสามารถของบุคคลในท้องถิ่น ที่ได้เรียนรู้มีประสบการณ์สั่งสม เลือกสรรปรับตัวจนเป็นความรู้ ที่สามารถนำไปแก้ปัญหาหรือสร้างเสริมให้มีการ ดำรงชีวิตประจำวันที่ดีขึ้น จากนั้นนำไปถ่ายทอด ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ทั้งวิธีการบอกเล่า สั่งสอน และการ ปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่างการพัฒนา ภูมิปัญญาชาวบ้าน กฤษณา วงษาสันต์และคณะ (2546:258-259) กล่าวว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง กระบวนทัศน์ของ บุคคลที่มีต่อตนเองต่อโลกและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกระบวนการทัศน์ดังกล่าวจะมี รากฐานจากคำสอน ทางศาสนาคติจารีตประเพณีที่ได้รับการถ่ายทอดสั่งสอนและปฏิบัติสืบเนื่องกัน มาปรับปรุงเข้ากับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลง แต่ละสมัย ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายเพื่อความสงบสุข ของคนในส่วนที่เป็นชุมชน และปัจเจกบุคคล ศศิธร ธรรมโสภิต (2553:36) ไดให้ความหมายไว้ว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง องค์ความรู้ความสามารถ และทักษะของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์และ ความเฉลียวฉลาดของคนแต่ละคน ผ่าน กระบวนการเลือกสรร เรียนรู้ปรุงแต่ง พัฒนาและมีการถ่าย ทอดสืบต่อกันมา เพื่อใช้ในการแกไขปัญหา พัฒนา ชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ให้สมดุลกับสภาพ แวดล้อมและสภาพธรรมชาติรวมทั้งเหมาะสมกับยุคสมัย นุชลีคล้ายวันเพ็ญ (2553:27) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง มวลความรู้และ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น โดยผ่านกระบวนการสั่งสมจากประสบการณ์ในวิถีชีวิตของ ชาวบ้าน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ ชาวบ้านหรือชุมชนคิดค้นเองและมีกระบวนการถ่ายทอดสืบต่อกันมา
8 จากบรรพบุรุษ หรือได้รับจากการศึกษาและ อบรมในสถาบันทุกสถาบันภายในท้องถิ่นอันได้แก่ วัด ครอบครัว สถานประกอบการและองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน เป็นมรดกทางสังคมและ เป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา และนำองค์ความรู้นั้นมาแก้ปัญหาหรือ ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับ กาลสมัย เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสงบสุข สุธิวงศ์พงศ์ไพบูลย์(2541:55-56) ให้มีความหมายไว้ว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง วิธีการจัดการ วิธีการขึ้นนำและการริเริ่มเสริมต่อของนักปราชญ์ใน ท้องถิ่นหรือในกลุ่มชน ภูมิปัญญา ชาวบ้าน ล้วนสั่งสมงอกงามขึ้นจากความรอบรู้ประสบการณ์ ผนวกด้วยญาณทัศนะ ความเฉียบคมในการหยั่งเห็น หยั่งรู้ที่ลุ่มลึกกว่าวิสัยทัศน์เป็นรากฐาน รากเหง้าของภูมิปัญญาชาวบ้านจึงมัก เกี่ยวเนื่องกับการนำสภาวะตาม ธรรมชาติที่อยู่ในวิสัยที่จะจัด การได้หรือภาวะที่เกิดจากการกระทำการเสาะสร้างของคนรุ่นก่อนๆ มาปรับให้เกื้อกูลแก่การดำรง ชีพขั้นพื้นฐานหรือปัจจัย 4 อัน ได้แก่อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องบุ่งห่ม และยาบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ แล้วภูมิปัญญาเหล่านั้นค่อยๆแตกหน่อต่อยอดเป็นภูมิปัญญาเพื่อจรรโลงจิตใจ เป็นเครื่องประเทือง อารมณ์อัน ได้แก่ ภูมิปัญญาประเภทงานช่างธีเมือ และศิลปกรรมพื้นบ้าน ตลอดจนภูมิปัญญาอัน เป็นปทัสถานที่ยึดถือว่าเป็น ความดีความงาม ตามคติชนหรือคติชาวบ้านอยู่ในสังคมแต่ละ พื้นที่นั้นเอง ซึ่ง ส่วนใหญ่เป็นความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตประจำวันและสืบทอด ความรู้นั้นจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งอาจ เหมือนหรือแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น หรือกลุ่มชาติพันธุขึ้นอยู่กับ ระบบสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนนั้นๆ ชวน เพชรแก้ว (2547:24) ได้สรุปไว้ว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง พื้นความรู้ของ ประชาชนในสังคมที่ รับรู้และเข้าใจร่วมกันว่าภูมิปัญญานั้นเรียกต่างๆกัน เช่น ภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้มีการกล่าวถึงและมีความสำคัญ มากในยุคปัจจุบัน ภูมิปัญญาจัดเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญยิ่งของมนุษย์สิ่งดังกล่าว สั่งสมงอกงามขึ้นจากความรอบรู้ประสบการณ์ผนวกด้วย ความเฉียบคมใน การหยั่งรู้อย่างลุ่มลึก เพื่อการปรับเปลี่ยนสภาพทรัพยากรและองค์ความรู้ที่มีอยู่เดิมให้เพิ่มพูนคุณค่าขึ้นอย่าง สอดคล้อง และเหมาะสมกับบริบทต่างๆของชุมชนท้องถิ่น และสังคมของตน ยุพาพร จานประดับ (2544:31) ได้สรุปความหมายของภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ว่า คือ องค์ความรู้ของท้องถิ่น หรือทุกสิ่งทุกอยางที่บุคคลในท้องถิ่นคิดขึ้นจากสติปัญญา และความสามารถของท้องถิ่นเอง เพื่อใช้ในการ แก้ปัญหา หรือดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม โดยมีกระบวนการสั่งสมสืบทอดมาเป็นเวลานาน ธวัช ปุณโณทก (2532:13) กล่าวว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง กระบวนการปรับเปลี่ยน แบบแผนดำเนิน ชีวิตของบุคคลซึ่งอาศัยอยู่ในท้องถิ่นให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข หรือสามารถแกปัญหาการดำเนินชีวิตของคนให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
9 ประภากร แก้ววรรณา (2549:15) ได้ให้ความหมายของภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ องค์ความรู้ ประสบการณ์หรือทุกสิ่งทุกอยางที่ชาวบ้านคิดเองทำเอง แก้ปัญหาเอง เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน และเกิดสั่งสมมาเป็น เวลานาน และมีการถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งในท้องถิ่น เพื่อให้สามารถดำเนินขีวิดิยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข พระประจักษ์จก.กธมโม (2551 อ้างถึงใน อัจฉรา ภาณุรัตน์, 2549:11) ได้ให้ความหมาย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ไว้คงนั้น 1. ภูมิปัญญาท้องถิ่น เกิดจากการสั่งสมเรียนรู้มาเป็นระยะเวลายาวนาน มีลักษณะ เชื่อมโยงกนไปหมดทุก สาขาวิชา ไม่แยกเป็นวิชาๆ แต่จะเป็นสหวิทยาการที่ผสมกลมกลืน และเชื่อม โยงระหว่างเศรษฐกิจ อาชีพ ความ เป็นอยู่การศึกษา การปกครอง และวัฒนธรรม 2. ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นวิธีการปฏิบัติซึ่งชาวบ้านได้มาจากประสบการณ์แนวทาง แกปัญหาแต่ละเรื่อง แต่ละประสบการณ์แต่ละสภาพแวดล้อม ซึ่งมีเงื่อนไขปัจจัยเฉพาะแตกต่างกันไป 3. ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นกระบวนการทางปัญญาที่มุ่งหมายจะใช้วัฒนธรรมของตนเอง โต้กระแสและต่อสู้ให้พ้นการครอบงำ เป็นอิสระและสร้างสรรค์หากทำสำเร็จแล้วจะมีโครงข่าย โยงใยภูมิปัญญาระหว่างกันนของ ชุมชนท้องถิ่นซึ่งมีอำนาจและพลังผลักดันให้สังคมเปลี่ยนแปลง สู่สันติสุข 4. ภูมิปัญญาเกิดจากการสั่งสมความรู้มีการเรียนรู้มาเป็นระยะเวลานาน มีการเชื่อมโยง กันไม่แยกจากกัน 5. ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง ความรอบรู้ของชาวบ้านที่เรียนรู้และมีประสบการณ์ต่อกัน มาทั้งทางตรง คือ ประสบการณ์ด้วยตนเอง หรือทางอ้อมซึ่งเรียนรู้จากผู้ใหญ่ หรือความรู้ที่สั่งสม สืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษ 6. ภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ ทุกสิ่งทุกอยางที่ชาวบ้านคิดได้เอง นำมาแก้ปัญหาได้สำเร็จ กลายเป็นสติปัญญา และเป็นองค์ความรู้ทั้งหมดของชาวบ้าน นันทสาร สืสลับ (2552 อ้างถึงใน สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน, 2547:23) ได้สรุปว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ คำที่ตรงกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Wisdom หมายถึง สติปัญญา ความฉลาดรอบรู้การตัดสินอย่างเฉียบ แหลม ความรู้ความสามารถ ทักษะความเชื่อ ที่สืบทอดสั่งสมกันมาและผ่านกาลเวลา จารุวรรณ ธรรมวัตร (2535:37) กล่าวว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน หมายถึง ทรัพยากร ความรู้ทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่ในท้องถิ่นแต่ละแห่ง ภูมิปัญญาท้องถิ่นในแต่ละท้องถิ่น เกิดจากการที่ชาวบ้าน แสวงหาความรู้เพื่อเอาชนะอุปสรรคทางธรรมชาติทางสังคมที่จำเป็นในการ ดำรงชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงเป็นสิ่งที่ เกี่ยวข้องกบการผลิตและวิถีชีวิตชาวบ้าน เช่น การประกอบประเพณีพิธีกรรมของชุมชน เป็นกิจกรรมที่ทำให้ผู้กระทำสบายใจ ให้คุณค่าทาง
10 จิตใจและความรู้สึก หรือประเพณีการรวมกำลังช่วยกันทำงาน เช่น การลงแขกสร้าง บ้าน สร้างถนน หรือชุดลอกแหล่งนํ้า เป็นกิจกรรมที่แสดง ถึงความเอื้อเพ้อช่วยเหลือกนภายในชุมชน ทำให้เกิด ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะเป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เป็นประโยชน์ แก่คนทุกระดับ มีลักษณะเด่นคือ สร้างสำนึกเป็นหมู่คณะทั้งในระดับครอบครัวและเครือญาติ พื้นเพจากฐานความรู้ของชาวบ้าน หรือความรอบรู้ของชาวบ้านที่เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ด้วย ตนเองหรือเรียนรู้จากบรรพบุรุษ หรือความรู้ที่สั่ง สมสืบต่อกันมาทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม อันเป็นสติปัญญา เป็นความรู้ที่ชาวบ้านคิดได้เอง โดยอาศัย ศักยภาพที่มีอยู่แก้ปัญหาการดำเนินชีวิต ของคนในท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง สิ่งที่เกิดจากการคิด เป็นพื้นฐานของความรู้ ที่ชาวบ้านมีหรือความรู้ของชาวบ้านที่เรียนรู้และมีประสบการณ์สืบต่อกันมา ทั้งประสบด้วยตนเอง และการเรียนรู้มากจาก ผู้ใหญ่ หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวบ้านคิดได้เองแล้วนำมาถ่ายทอดต่อเป็น สติปัญญาการแก่ไขปัญหาในการดำเนิน ชีวิตได้อย่างเหมาะสม ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น นิธิเอี่ยวศรีวงศ์(2539:18-19) กล่าวไว้ว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประกอบด้วย 4 ประเภท คือ 1. เป็นความรู้และระบบความรู้ 2. เกิดจากการสั่งสม การเข้าถึงความรู้และการกระจายความรู้ 3. การถ่ายทอดความรู้และระบบความรู้ 4. การสร้างสรรค์และการปรับปรุงภูมิปัญญาความรู้ ประเภทภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้เกิดขึ้นจากข้อจำกัดของการพัฒนาในอดีตที่ไม่ให้ความสำคัญกับ องศ์ความรู้และเทคโนโลยีที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่น และการละเลยระบบวัฒนธรรม และเศรษฐกิจฐานราก ภูมิปัญญาจึงมีลักษณะคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมคือ เป็นสิ่งที่ไม่คงที่ (Dynamics) มีคว ามหลาก หลา ย (Differentiation) และ เปลี่ยนแปลง อยู ่ตล อ ด เ ว ล า ซึ่งประกอบด้วยสาระสำคัญสองประการคือ 1. ส่วนที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ผลผลิตทางภูมิปัญญา เช่น ผ้าทอ งานจักสาน 2. ส่วนที่เป็นนามธรรม ได้แก่ ระบบคิด ความเชื่อ ทัศนคติและค่านิยม วิชิต นิ'นทสุวรรณ (2548 อ้างถึงใน ถวัลย์มาศจรัส, 2546:4) ได้จำแนกภูมิปัญญาชาวบ้าน ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. ภูมิปัญญาจากการใช้ชีวิตในธรรมชาติ 2. ภูมิปัญญาจากประสบการณ์การอยู่ร่วมกัน 3. ภูมิปัญญาเฉพาะด้าน พัทยา สายหู(2534 อ้างถึงใน สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, 2534:110)
11 ได้อธิบายไว้ว่า ภูมิปัญญาของมนุษย์ในระดับบุคคลหรือกลุ่มประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1. ส่วนที่เป็นประสบการณ์โดยตรงของชีวิตผู้นั้นหรือกลุ่มนั้นเอง 2. ส่วนที่ได้รับมาจากความรู้ความคิดของผู้อี่น จากประสบการณ์ของบุคคลหรือกลุ่มอื่น 3. ส่วนที่ตนสังเคราะห์ขึ้นใหม่จากประสบการณ์ของตนเอง และจากคำบอกเล่าสั่ง สอนของผู้อื่น เอกวิทย์ณ ถลาง (2540: 13) กล่าวว่า ได้กำหนดขอบข่ายภูมิปัญญาไว้4 ประเภท ได้แก่ 1. ความเชื่อโลกทัศน์ที่บ่งบอกลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมในธรรมช าติการเหนือ ธรรมชาติและระหว่างมนุษย์ด้วยกัน 2. วิถีการดำรงชีวิต การแก้ปัญหา การปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจสังคม 3. ศิลปหัตถกรรม ประดิษฐ์กรรม ในรูปเครื่องมือ ของใช้ศิลปวัตถุ ที่มีแรงบันดาลใจ จากสิ่งแวดล้อมและ วัฒนธรรม ตามพื้นภูมิความรู้หลากหลายระหว่าภูมิภาค 4. กระบวนการและพฤติกรรมการเรียนรู้การถ่ายทอดภูมิปัญญา ประสบการณ์การ ให้การศึกษาอบรม และการแก้ปัญหาตามพื้นฐานวัฒนธรรมปรีชาญาณของชาวบ้าน สุธิวงศ์พงศ์ไพบูลย์(2541:61-68) กล่าวว่า ภูมิปัญญาชาวบ้านหากจำแนกออกตาม อรรถประโยชน์จะได้อย่างน้อย5 ประเภทใหญ่ๆโดยแต่ละประเภทยังแยกย่อยออกไปอีกตามกลุ่มชน ตามกาละและสถานที่ ดังนี้ 1. ภูมิปัญญาเพื่อการยังชีพเป็นภูมิปัญญาเพื่อการอยู่รอดของชีวิต ซึ่งเป็นการเสาะหา ปัจจัยพื้นฐานในการ ยังชีพเกี่ยวกับปัจจัย 4 คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องบุ่งห่ม และยารักษาโรค 2. ภูมิปัญญาเพื่อการพิทักษ์ชีวิตและทรัพย์สินเป็นภูมิปัญญาที่พยายามให้มีชีวิตยั่งยืน มั่นคงได้แก่ ภูมิปัญญาการพึ่งตนเอง การหลีกเลี่ยงอันตราย การรวมพลังและการพึ่งพิง การทำและใช้ศาสตราวุธ รวมทั้งการดูแล บำรุงรักษาชีวิตและทรัพย์สิน 3. ภูมิปัญญาเพื่อการพิทักษ์ฐานและอำนาจเป็นภูมิปัญญาที่อาศัยฐานะ และอำนาจเพื่อ ช่วยในการดำรงชีวิต ได้แก่ ภูมิปัญญาสร้างและขยายฐานอำนาจ เข่นการขยายจำนวนวงศาคณาญาติ ให้ได้มากๆ ที่เด่นชัดคือ ธรรมเนียมการผูกดอง และผูกเกลอ ของชาวใต้ซึ่งเป็นเครื่องมือในการผูกมิตร และเป็นภูมิปัญญาในการปมเพาะให้กุลบุตรกุลธิดาเป็นคนดีมีคุณธรรม 4. ภูมิปัญญาจัดการเพื่อสาธารณะประโยชน์ 5. ภูมิปัญญาที่เป็นการสร้างสรรค์พิเศษเข่นภูมิปัญญาไทยทั่วทั้งประเทศจาก 4ภาค คือ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้โดยได้จัดแบ่งสาขาภูมิปัญญาไทยออกเป็น 6 ด้านได้แก่ 5.1 ด้านเกษตรกรรม โภชนาการ อาหารแปรรูป
12 5.2 ด้านหัตถกรรม 5.3 ด้านแพทย์แผนไทย ด้านสมุนไพร 5.4 ด้านการบริหารจัดการองค์การชุมชน สวัสดิการชุมชน 5.5 ด้านศิลปวัฒนธรรม ประเพณีวรรณกรรม 5.6 ด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ประเวศ วะสื(2547:191) กล่าวว่า ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น มีมากมายหลายแขนง แต่มักจะถูกมอง ว่าล้าหลัง คนบางกลุ่มจึงไม่ค่อยให้ความนิยมและสืบสานกันมากนัก ส่วนใหญ่แล้วภูมิปัญญาท้องถิ่นมักสืบทอด บอกกล่าวกันเป็นการภายใน เช่น สูตรทำอาหาร หรือตำหรับตำราต่างๆ ทำให้ไม่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป อาจ จำแนกภูมิปัญญาท้องถิ่นออกเป็น 10 ลักษณะได้ดังนี้ 1. ภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับความเชื่อและศาสนา 2. ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับกับประเพณีและพิธีกรรม 3. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับศิลปะพื้นบ้าน 4. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับอาหารและผักพื้นบ้าน 5. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการละเล่นพื้นบ้าน 6. ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม 7. ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับเพลงพื้นบ้าน 8. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับสมุนไพรและตำรายาพื้นบ้าน 9. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการประดิษฐ์กรรม 10. ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการดำรงชีวิตตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ นาถยา คงยิ้ม (2549:23-24) กล่าวว่า ประเภทของภูมิปัญญาชาวบ้าน บรรดาภูมิปัญญา ชาวบ้านทั้งปวง ถ้าจำแนกเป็นประเภทใหญ่ๆ ตามประโยชน์ได้อย่างน้อย 5 ประเภท คือ เพื่อการ ยังชีพเพื่อการพิทักษ์ชีวิตและ ทรัพย์สิน การพิทักษ์ฐานะและอำนาจ การจัดการเพื่อสาธารณ ประโยชน์และภูมิปัญญาที่เป็นการสร้างสรรค์พิเศษ แต่ละประเภท อาจจำแนกแยกย่อยได้ นานาประการ แตกต่างกันไปตามกลุ่มชน ตามกาละและสถานที่ในที่นี้จะ กล่าวถึงภูมิปัญญา ชาวบ้านพอสังเขปเป็นแนวดังนี้ 1. ภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อการยังชีพ 2. ภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย 3. ภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมโภชนาการ 4. ภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม 5. ภูมิปัญญาเกี่ยวกับยารักษาโรค
13 นันทสาร สืสลับ (2551 อ้างถึงใน สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน, 2547:23) กล่าวว่า ภูมิปัญญาไทย สามารถสะท้อนออกมาใน 3 ลักษณะที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกัน คือ 1. ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันระหว่างคนกับโลก สิ่งแวดล้อมสัตว์พืช แลธรรมชาติ 2. ความสัมพันธ์ของคนกับคนอื่นๆที่อยู่ร่วมกันในสังคมหรือในชุมชน 3. ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งศักดสิทธสิ่งเหนือธรรมชาติตลอดทั้งสิ่งที่ไม่สามารถ สัมผัสได้ทั้งหลาย เอกวิทย์ณ ถลาง (2546:24) ได้สรุปว่า ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่นออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ภูมิปัญญาหรือความรู้ส่วน ที่เรียกว่า“ยาไส้”ซึ่งเป็นความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ เรื่องของปากท้อง เป็นสิ่งที่ถูกนำไปแสวงหาผลประโยชน์หรือดีคุณค่าเป็นตัวเงินโดยง่ายจึง จำเป็นต้องห่วงแหน มีการจดลิขสิทธ์สิทธิบัตรทางปัญญา 2. ภูมิปัญญาหรือความรู้ส่วนที่เรียกว่า“ยาใจ”ซึ่งความรู้ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร กลับช่วยให้สังคมมีความเอื้ออาทร เอื้อเพื้เอเผื่อแพร่เพื่อความผาสุกของคนในสังคม ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า ประเภทภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถ จำแนกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อใช้ในการแกิใขปัญหา เป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากสติปัญญา ของชาวบ้าน เป็นศักยภาพหรือ ความสามารถในการแกไขปัญหาการดำเนินชีวิต และการประกอบ อาชีพของชาวบ้านให้สอดคล้องเหมาะสมกับ บริบทของชุมชนท้องถิ่น ประเภทที่สองคือ ภูมิปัญญ าท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาเป็นองค์ความรู้ความสามารถของ ชาวบ้าน ที่คิดค้น สั่งสม สืบทอด ปรับปรุง พัฒนา เป็นศักยภาพหรือความสามารถในเชิงสร้างสรรค์เพื่อการพึ่งพาตนเอง ทำให้ความรู้งอกงาม ไม่หยุดนิ่ง เป็นการสร้างความรู้ใหม่สร้างปัญญาตอบสนองความต้องการของชุมชน ลักษณะสำคัญของท้องถิ่น 1. ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นองค์ความรู้ที่มีการสั่งสมและถ่ายทอดกันมาอย่างเป็นระบบด้วย กระบวนการ กลั่นกรองทางสังคมเรียนรู้ได้จากประสบพบเจอเหตุการณ์นั้นด้วยตนเองการฟังจากคำ บอกเล่าและการอ่านจาก การบันทึกความรู้ที่เกิดขึ้นเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์มนุษย์ กับธรรมชาติและมนุษย์กับสิ่งเหนือ ธรรมชาติคนในท้องถิ่นสามารถสร้างองค์ความรู้ที่เกิดจาก ประสบการณ์จริงและคำรงชีวิตได้อย่างสมดุลระหว่าง มนุษย์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีลักษณะเป็นพลวัตมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์เมื่อสภา พทางสังคม สิ่งแวดล้อมและวิถีแห่งการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไปการสร้างสรรค์และปรับปรุงภูมิปัญญา เพื่อปรับใช้ให้เข้ากับบริบท ของท้องถิ่นจึงเป็นความรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง กฤต ณ ภัตบุญย้ษเชิยร (2548:15) กล่าวว่า ลักษณะสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น มีดังนี้ 1. เป็นความรู้แบบองค์รวมที่เกิดจากการเชื่อมโยงความรู้หรือกิจกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง
14 กับวิถีชีวิต 2. เป็นวิถีความสัมพันธ์ที่สมดุลระหว่างมนุษย์กับมนุษย์มนุษย์กับธรรมชาติ 3. มีลักษณะเป็นพลวัตคือมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามยุคสมัยและมีการพัฒนาการอยู่ตลอด เวลา 4. ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีวัฒนธรรมเป็นพื้นฐานมีลักษณะเฉพาะหรือเอกลักษณ์ในตัวเอง ประเวค วะสื(2536:24) กล่าวว่า ลักษณะสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ 1. มีความจำเพาะของท้องถิ่นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สั่งสมขึ้นมาจากประสบการณ์หรือความ จัดเจนจากชีวิต และสังคมในท้องถิ่นหนึ่งๆ เพราะฉะนั้นภูมิปัญญาจึงมีความสอดคล้องกับเรื่องของ ท้องถิ่นมากกว่าภูมิปัญญาที่มา จากภายนอก แต่อาจเอาไปใช้ในท้องถิ่นที่แตกต่างกันไม่ได้หรือ ใช้ไดใม่ดีเท่าที่ควร 2. มีความเชื่อมโยงหรือบูรณาการสูงภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นภูมิปัญญาที่มาจากประสบการณ์ จริงจึงมีความ เป็นบูรณาการสูงทั้งในเรื่องของกายใจสังคม และสิ่งแวดล้อม ความคิดเรื่องแม่ธรณี แม่คงคา แม่โพสพ พระภูมิเจ้า ที่ รุกขเทวดาเป็นตัวอย่างของการนำเอาธรรมชาติมาเป็นนามธรรม ที่สื่อไปถึงส่วนลึกของใจที่เชื่อมโยงไปสู่อัตถ ประโยชน์โดยสร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้องให้คนเคารพ ธรรมชาติคนเราถ้าเคารพอะไรย่อมไม่ทำลายสิ่งนั้น 3. มีความเคารพผู้อาวุโสภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ความสำคัญแก่ประสบการณ์จึงมีความเคารพผู้ อาวุโส เพราะผู้อาวุโสมีประสบการณ์มากกว่ากรมวิชาการกองวิจัยทางการศึกษา (2539:30) ได้สรุปลักษณะของภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้4 ลักษณะ คือ 1. ประสบการณ์ของชาวบ้านที่นำมาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตหมายถึงความรู้และ ประสบการณ์ที่ชาวบ้านค้นพบและนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ได้แก่คติความคิดความเชื่อ ค่านิยมต่างๆ เช่น คำสอนทาง ศาสนาความรู้เกี่ยวกับยาสมุนไพรการไหว้ครูการบวงสรวง เป็นต้น 2. ความรู้ความคิดในการสร้างสรรค์แบบแผนของการดำรงชีวิตที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา หมายถึง สิ่งที่ชาวบ้านถ่ายทอดความรู้หรือความคิดลงไปในวรรณกรรมต่างๆ เช่น เพลงพื้นบ้านเพลง กล่อมเด็กภาษิตการละเล่น ต่างๆ นิทานพื้นบ้านตลอดจนศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมต่างๆ และโบราณอุบาย เป็นด้น 3. การประกอบอาชีพที่ยึดหลักการพึ่งตนเองหมายถึงความรู้และประสบการณ์ที่ชาว บ้านใช้ในการ ประกอบอาชีพ โดยอาศัยหลักธรรมชาติไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก แต่มีการพัฒนาให้ หมาะสมกับกาลสมัย เช่น การ ปลูกพืชแบบเกษตรธรรมชาติการทอผ้าการทำเครื่องปันดินเผา เป็นต้น 4. การประกอบอาชีพที่เกิดจากการผสมผสานความรู้เดิมกับแนวคิดหลักปฏิบัติและ เทคโนโลยีสมัยใหม่ หมายถึง นำความรู้เดิมของชาวบ้านมาผสมผสานกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์และ
15 เทคโนโลยีสมัยใหม่ใช้ในการ แก้ปัญหาในหมู่บ้านหรือชุมชน เช่น เทคโนโลยีการหล่อโลหะทองเหลือง การนวด ข้าว การก่อสร้าง เป็นต้น เสรีพงศ์พิศ (2529:18) ได้สรุปลักษณะของภูมิปัญญาท้องถิ่นออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้ 1. ลักษณะที่เป็นนามธรรม เป็นโลกทัศน์ซีวทัศน์เป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิตเป็นเรื่อง เกี่ยวกับการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย คุณค่าและความหมายของทุกสิ่งในชีวิตประจำวัน 2. ลักษณะที่เป็นรูปธรรมเป็นเรื่องเฉพาะด้านต่างๆ เช่น การทำมาหากิน การเกษตร หัตถกรรม ศิลปะ ดนตรีและอื่นๆ ชลภัสส์วงษ์ประเสริฐ (2551:31) กล่าวว่า ลักษณะสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ 1. ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นองค์ความรู้ของชาวบ้าน ที่ศิดขึ้นจากสติปัญญาของชาวบ้าน เป็นศักยภาพหรือ ความสามารถในการแก้ปัญหาการดำเนินชีวิตในท้องถิ่นอย่างเหมาะสม โดยได้รับการ สั่งสม ถ่ายทอด ปรับตัว ผ่าน กระบวนการพัฒนาให้สอดคล้องกับกาลสมัย 2. ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นประสบการณ์ของชาวบ้าน เป็นความรู้และประสบการณ์ของ ชาวบ้านในท้องถิ่นที่ ปรับตัว และดำรงชีวิตในระบบนิเวศหรือสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอาจมี ปฏิสัมพันธ์ในกลุ่มชนเดียวกัน และ ระหว่างกลุ่มชนมีการบูรณาการโดยมีวัฒนธรรมเป็นฐาน 3. ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นความสามารถของชุมชนท้องถิ่น เป็นองค์ความรู้ความสามารถ ของชาวบ้านที่คิดค้น สั่งสม สืบทอด ปรับปรุง เรียนรู้จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนรุ่นใหม่ เป็นศักยภาพ หรือความสามารถในการ สร้างสรรค์นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์และใช้ในการแก้ไขปัญหาทั้งที่เป็น รูปธรรมและนามธรรม 4. ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นแบบแผนวิถีชีวิต เป็นกระบวนการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของชุมชน เป็นกระบวน ทัศน์ของกลุ่มคนในท้องถิ่นที่มีต่อด้านต่างๆ เป็นการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคน กับธรรมชาติและสิ่งเหนือ ธรรมชาติในท้องถิ่นนั้นๆ 5. ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นทุนทางปัญญา กระบวนการทางปัญญาเป็นความสัมพันธ์เชื่อมโยง ระหว่างธรรมชาติจิตใจ พฤติกรรม สังคม องค์กร วัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น เศรษฐกิจ เทคโนโลยีการ ผลิต ทรัพยากรบุคคล ในท้องถิ่นจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและวิถีชีวิตของชาวบ้าน เป็นสิ่งที่มี ค่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญา 6. ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นกระบวนการเรียนรู้ของคนในชุมชนท้องถิ่นซึ่งแทรกซึมอยู่ใน วิถีชีวิตประจำวัน สอดแทรกในพิธีกรรมต่างๆ เป็นแนวทางปกระพฤติปฏิบัติที่ผู้อาวุโสสั่งสอนเยาวชน จนเป็นที่รู้จักเกิดการยอมรับ และนำไปถ่ายทอดพัฒนา และเป็นพลังที่หลอมรวมผู้คนในชุมชนท้องถิ่น ให้อยู่รวมกันได้อย่างสงบสุข สัญญา สัญญาวิวัฒน์(2534:25) กล่าวว่า ลักษณะสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นความ สามารถหรือ แนวทางในการแก้ปัญหาต่างๆทั้ง ครอบครัว หน่วยงาน วัตถุ ทำให้สามารถดำรงอยู่ได้
16 ก็นับเป็นภูมิปัญญา เช่นเดียวกัน ถวัลย์มาศจรัส (2543:37) กล่าวว่า ลักษณะสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาไทย มีลักษณะ เป็นองค์รวม และมีคุณค่าทางวัฒนธรรม เกิดขึ้นในวิถีชีวิตไทย ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นอาจ เป็นที่มาขององค์ความรู้ที่ งอกงามขึ้นใหม่ที่ช่วยในการเรียนรู้การแก้ปัญหา การจัดการและการปรับ ตัวในการดำเนินวิถีชีวิตของคนไทย ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า ลักษณะสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นความรู้และประสบการณ์ ของชาวบ้านใน ชุมชนท้องถิ่นที่ปรับตัวและดำรงชีวิตในระบบนิเวศหรือสภาพแวดล้อมธรรมชาติ เป็นศักยภาพหรือความสามารถ ในการแก้ปัญหาการดำเนินชีวิตในท้องถิ่นอย่างเหมาะสม อาจมีการปฏิสัมพันธ์ของคนในกลุ่มชนเดียวกันและ ระหว่างกลุ่มชน มีการพัฒนาทั้งเรื่องของกาย ใจ สังคม และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติมีความจำเพาะของท้องถิ่น และมีลักษณะเป็นพลวัตให้ สอดคล้องกับกาลสมัยอยู่ตลอดเวลา การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น จารุวรรณ ธรรมวัตร (2538:35-36) ได้สรุปว่า การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น มีวิธีการถ่ายทอด 2 วิธีคือ 1. การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นแก่เด็กหรือเยาวชน โดยทั่วไปเด็กมีความสนใจในช่วงเวลา สั้นๆ ในสิ่งที่ ใกล้ตัวซึ่งแตกต่างจากผู้ใหญ่กิจกรรมการถ่ายทอดต้องง่ายๆ ไม่ซับซ้อนสนุกสนาน และดึงดูดความสนใจ เช่น การละเล่นการเล่านิทานการทดลองทำ การเล่นปริศนาคำทาย เป็นต้น วิธีการเหล่านี้เป็นการสร้างเสริมลักษณะ นิสัยและบุคลิกภาพที่สังคมปรารถนา ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งเน้น จริยธรรมที่เป็นสิ่งควรทำ และไม่ควรทำ การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นแก่เยาวชนอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อให้เกิดการสืบทอดอุดมการณ์ให้ลูกหลานได้เรียนรู้จากการปฏิบัติ จริงช่วยให้เยาวชนรู้จักคิด รู้จักสังเกต รู้จักเปรียบเทียบ อันเป็นการเรียนรู้จาก รากเหง้าของตนเอง เกิดความซาบซึ้งและภูมิใจที่ได้เกิดมาในชุมชนท้องถิ่น เช่น การจัดทำโครงการเยาวชนรักษ์ถิ่น 2. การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นแก่ผูใหญ่ ผูใหญ่เป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์ต่างๆมาพอ สมควรและเป็นวัย ทำงานจึงมีวิธีการถ่ายทอดได้หลายรูปแบบ เช่น การบอกเล่าโดยตรง หรือ บอกเล่าโดยผ่านพิธีสู่ขวัญ พิธีกรรมทาง ศาสนา พิธีกรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น ต่างๆ เป็นต้น นัทธีพงษ์ดนตรี(2544:28-29) กล่าวว่า การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น มีดังนี้ 1. การสืบทอดความรู้ภายในชุมชน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องอาชีพของหมู่บ้านที่แทบทุกครัวเรือน ทำกัน อาจ เป็นอาชีพรองจากการทำไร่นา เช่น เครื่องปันดินเผา จักสาน ทอผ้า ซึ่งสมาชิกของ ชุมชนได้คลุกคลีคุ้นเคยมาตั้งแต่ เด็ก ภายใต้สภาพการดำรงชีวิตประจำวัน 2. การสืบทอดภายในครัวเรือน ในการถ่ายนั้นจะเริ่มจากการถ่ายทอดผู้ที่ใกล้ชิดก่อน เช่น
17 ลูก ภรรยา เครือญาติโดยวิธีขยายความคิด และค่อยๆให้สัมผัสกับความจริงด้วยการค่อยทำทีละเล็ก ละน้อย เป็นการสืบทอด ความรู้ความชำนาญ ที่มีลักษณะเฉพาะ กล่าวคือ เป็นความสามารถ เฉพาะบุคคล หรือเฉพาะครอบครัว เช่น ความสามารถในครอบครัว บางอย่างมีการหวงแหน และ เป็นความลับในตระกูล 3. การฟิกฝนจากผ้รู้ผู้ชำนาญเฉพาะอย่าง เป็นการถ่ายทอดที่ผู้สนใจไปขอรับการถ่ายทอด วิชาการ ดัดแปลง และพัฒนาขึ้นมาด้วยตนเอง แล้วถ่ายทอดไปสู่ลูก สู่หลาน เช่น การแกะสลักหินทำฆ้อง เป็นด้น 4. ความรู้ความชำนาญที่เกิดขึ้นจากความบังเอิญหรือสิ่งลึกลับ เป็นความรู้บางอย่างเกิด ขึ้นโดยตนเอง ไม่ได้สนใจ หรือไม่ได้คาดคิดมาก่อน เป็นด้นว่ามีวิญญาณหรืออำนาจลึกลับเข้าสิง มาบอกทำให้มีความสามารถใน การรักษาโรค หรือความสามารถในการทำนายทายทักได้ซึ่งยังไม่ สามารถอธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ได้ 5. การจัดเวทีชุมชน เพื่อทำการประชุมเสาวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งการระดมสมองในการ วางแผนแกไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งเป็นการเดิมพลังทางกาย ทางใจ และทางปัญญา ซึ่งกันและกัน ในรูปแบบของการ ถ่ายทอดความรู้หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้3 รูปแบบ คือ 5.1 การถ่ายทอดความรู้แบบควบคุมชี้นำ (Directing) ช่วยให้ผู้เรียนรู้ได้รับทักษะ และความรู้เฉพาะที่จำเป็นในการทำกิจกรรม โดยผู้ถ่ายทอดให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาสาระในเรื่อง ที่เรียนรู้เ,นเวลาสั้นๆ ผู้เรียนรู้ไม่ต้องเสียเวลาค้นคว้าด้วยตนเองสร้างความเชื่อมั่น และคุณค่าให้แก่ ตัวเอง 5.2 การถ่ายทอดความรู้แบบอำนวยความสะดวก (Facilitating) ผู้เรียนรู้ค้นพบ ความหมายใหม่ เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เจตคติทักษะ และวิธีปฏิบัติการ จากสิ่งที่เรียนรู้ เป็นการผสมผสานสิ่งที่ผู้เรียนรู้เคย เรียนหรือมีประสบการณ์มาก่อน เข้ากับสิ่งที่เรียนรู้ใหม่เป็น การถ่ายทอดความรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนามโนภาพ แห่งตน 5.3 การถ่ายทอดความรู้แบบร่วมมือกัน (Collaborating) เป็นกระบวนการ ถ่ายทอดที่ผู้ถ่ายทอด และผู้ที่เรียนรู้ร่วมกันแสวงหาความรู้และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผู้ถ่ายทอด ต้องทำตัวเป็นผู้ที่เรียนรู้คนหนึ่ง เหมือนกับผู้เรียนรู้คนอื่นๆ ง า ม พ ิ ศ ส ั ต ย ์ ส ง ว น (2543:32) ก ล ่ า ว ว ่ า ก า ร ถ ่ า ย ท อ ด ภ ู ม ิ ป ั ญ ญ า ท ้ อ ง ถิ่ น ถูกถ่ายทอดจากคนในชั่วชีวิตหนึ่ง ไปยังคนในอีกรุ่นหนึ่ง การถ่ายทอดวัฒนธรรมอาจทำได้โดยคำพูด การเขียน การวาดภาพ และอาจใช้วิธีอื่นๆ ที่ เหมาะสมตามยุคสมัยของแต่ละสังคม เช่น ศิลาจารึกในสมัยโบราณทำให้ความคิดและความเชื่อถูกถ่ายทอดไปยัง คนจากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่งได้ นอกจากนี้การถ่ายทอดส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความไม่รู้ตัวได้เช่น การที่เด็กสังเกต
18 พฤติกรรมของพ่อแม่แล้วเลียนแบบพฤติกรรมนั้นๆ อมราพงศาพิชญ์(2541:20-21) กล่าวว่า การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นระบบ สัญลักษณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น และมิใช่ระบบที่เกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณ ดังนั้นก็ย่อมจะหมายความ ว่าวัฒนธรรมคือสิ่งที่มนุษย์จะต้อง เรียนรู้และจะต้องมีการถ่ายทอดวัฒนธรรมการถ่ายทอดวัฒนธรรม ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ การที่พ่อแม่สอนลูกว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ เช่น การสอนให้ลูกเคารพ ผู้อาวุโส การสอนให้ลูกทำอาหารไทย ดังนั้นการถ่ายทอด วัฒนธรรมก็คือ การสอนให้คนรุ่นหลังรู้ถึง ระบบสัญลักษณ์ของสังคม ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น มีวิธีการถ่ายทอดได้หลายลักษณะ ทั้งการถ่ายทอด โดยคำพูด การเขียน การวาดภาพ และวิธีอื่นๆ แต่จะถูกถ่ายทอดในลักษณะจาก คนถ่ายทอดที่มีความรู้มีประสบการณ์ไปสู่คนที่ถูกถ่ายทอด ซึ่งวิธีการจะมีความแตกต่างกันออกไป ตามสมัยและกาลเวลา 2. แนวคิดเกี่ยวกับอาชีพเสริม ความหมายของอาชีพเสริม กรมวิชาการ (2550 อ้างถึงใน อิสราพันธ์ซูซูกิ, 2548:5) กล่าวว่า อาชีพเสริม หมายถึง อาชีพที่ประกอบ กันเป็นธุรกิจภายในครอบครัว ที่ต้องใช้ความรู้หรือทักษะ'ฟิกอบรมพอสมควร เช่น อาชีพทำของที่ระลึกด้วยวัสดุ ท้องถิ่น การปลูกผัก การเลี้ยงปลา เป็นต้น ทบวงมหาวิทยาลัย (2549 อ้างถึงใน อิสราพันธ์ซูซูกิ, 2548:5) กล่าวว่า อาชีพเสริม หมายถึง อาชีพที่มีลักษณะ ดังนี้ 1. เป็นเจ้าของกิจการ ไม่เป็นลูกจ้าง หรือรับเงินเดือนจากนายจ้างแต่ได้รับค่าตอบแทน จากลูกค้า 2. เจ้าของกิจการ เป็นผู้ลงมือกระทำเองในฐานะผู้ปฏิบัติงาน 3. มีผู้ช่วยเหลือในการปฏิบัติงาน โดยอาจได้เงินเดือนหรือค่าจ้างเป็นรายชิ้นก็ได้จำนวน เกินคนและใช้ทุน ดำเนินการไม่เกิน 500,000 บาท วารีถาวรรุ่งกิจ (2548:114) กล่าวว่า อาชีพเสริม คือ การกระกอบกิจการงานที่ทำนอกเหนือ จากอาชีพ หลัก โดยให้มาซึ่งรายได้ที่นอกเหนือจากเงินรายได้ประจำ อิสราพันธ์ซูซูกิ(2548:4) กล่าวว่า อาชีพเสริม หมายถึง เป็นอาชีพที่ประกอบชิ้นเป็นอาชีพที่ 2 รองจาก อาชีพหลัก และเป็นแหล่งรายได้เสริมเพิ่มเดิมจากงานอาชีพหลัก การประกอบอาชีพ เสริมนั้น จะต้องไม่กระทบกับ งานอาชีพหลัก อาชีพเสริมนั้นจะประกอบธุรกิจหรือกิจการในรูปแบบ ใดก็ได้และจะต้องเป็นอาชีพที่เข้าไปเสริม จากรายได้หลักเท่านั้น เกียรติคักดิ้แก้วมหาชัย (2551:7) กล่าวว่าอาชีพเสริมหมายถึงอาชีพที่ชาวนาเลือกทำเพื่อให้
19 มีรายได้นอกเหนือจากการทำอาชีพหลัก ณ์ฐอรียา สุขสุวรรณพร (2553:26) กล่าวว่า อาชีพเสริม หมายถึง เป็นอาชีพที่ประกอบ ชิ้นเป็นอาชีพที่ 2 รองจากอาชีพหลัก และเป็นแหล่งรายได้เสริมเพิ่มเดิมจากงานหลักการประกอบ อาชีพเสริมนั้นจะต้องไม่กระทบ กับงานอาชีพหลัก อาชีพเสริมนั้นอาจประกอบเป็นธุรกิจหรือ กิจการในรูปแบบใดก็ได้และจะต้องเป็นอาชีพที่มีรายได้เสริมจากรายได้หลัก บริษัท มูลเมาเทน (2555:37-38) ได้สรุปว่า อาชีพเสริม คือ อาชีพหรือช่องทางสำรอง อาชีพช่องทางทำ รายได้เสริมกับอาชีพหลัก อาชีพเสริมมีมากมายหลายอาชีพที่สามารถทำได้ มีทั้งง่ายและยากตามแต่ละชนิดของ อาชีพเสริมรายได้นั้นๆ แต่จุดประสงค์จริงๆ ทั้งอาชีพหลักและ อาชีพเสริม รายได้ก็คือเงินเพียงตัวเดียว ลำพังอาชีพ หลักบางอาชีพ อาจเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ไม่พอกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน หลายชีวิตจึงดิ้นรนหาช่องทางสร้าง รายไดใหม่ เพื่อเพิ่มเติมรายได้ ประจำที่ได้รับในแต่ละเดือน ซึ่งไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย หรือค่าครองชีพในแต่ละ เดือน จึงต้องการ หาอาชีพเสริมกับอาชีพหลัก เพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋าในแต่ละเดือนให้มากขึ้น เพียงพอกับค่าใช้จ่าย และอาจมีเงินเหลือเก็บไดในบางกรณีอาชีพเสริมอาจทำเงินได้มากกว่าอาชีพหลักๆ ที่ทำอยู่หลายเท่า ตัวจนบาง รายทำเป็นอาชีพหลักไปก็มี ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า อาชีพเสริม หมายถึง อาชีพที่เพิ่มจากอาชีพที่ทำเป็นประจำอยู่แล้ว เพื่อเพิ่มรายไดให้มากยิ่งขึ้น เป็นอาชีพที่เน้นความเป็นอิสระ เน้นการพึ่งพาตนเอง เป็นอาชีพที่ ประกอบขึ้นเป็นอาชีพที่สองรองจาก อาชีพหลัก เป็นการหารายได้เสริมเพิ่มเดิมเพื่อมาจุนเจือรายได้ ในครอบครัวให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต และสร้าง ความเป็นอยู่ที่ดีจากเดิม สามารถเลี้ยงดูตนเอง และครอบครัวได้อย่างยั่งยืน ปัจจัยที่ส่งผลถึงความสำเร็จของการประกอบส่งเสริมอาชีพเสริม ณีฐอรียา สุขสุวรรณพร (2553:21) ได้อธิบายความว่า ปัจจัยที่ส่งผลถึงความสำเร็จของการ ประกอบ ส่งเสริมอาชีพเสริม สามารถแบงออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านคุณลักษณะส่วนตัว คุณลักษณะส่วนตัวหรือลักษณะส่วนตัว เป็นปัจจัยภายในตัวเองของผู้ประกอบอาชีพ ที่จะส่งผลต่อ ความสำเร็จในการประกอบอาชีพ โดยคุณสมบัติที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพอิสระ นั้น ประกอบด้วย คุณสมบัติที่ จำเป็น 12 ประการ คือ 1) มีแรงจูงใจ 2) มีความคิดริเริ่ม 3) รู้จักถอย เพื่อที่จะสู้4) มีความสามารถที่จะทำอะไรให้ได้ดี5) มีความอดทน 6) มีความเชื่อมั่นในตนเอง 7) มีความมั่นคงทางอารมณ์8) มีความสามารถในการเข้ากับ ผู้อื่น 9) มีความไวในความเข้าใจและ วินิจฉัยสิ่งต่างๆ 10) มีความละเอียด 11) มีความสามารถในการเขียนและพูด 12) มีแรงกาย เสริมศักดิ้วิศาลาภรณ์และคณะ (2535 อ้างถึงใน ณีฐอรียา สุขสุวรรณพร, 2553:37) ได้สรุปความว่า ใน ด้านคุณลักษณะส่วนตัวของผู้ประกอบอาชีพนั้น จำเป็นต้องมีความรู้ทักษะในการ
20 ประกอบอาชีพ ได้แก่ 1. ความรู้พื้นฐานในด้านเทคนิควิธีการของการประกอบอาชีพอิสระแต่ละอาชีพ 2. ความรู้ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง 3. ความรู้พื้นฐานในการทำธุรกิจ 4. ความรู้เบื้องด้นเกี่ยวกับขั้นตอนในการริเริ่มประกอบอาชีพอิสระ 5. ทักษะในการทางานและติดต่อกับคนทั้งลูกจ้างและลูกค้า 6. ทักษะในการผลิตการขายหรือการบริการ 7. ทักษะในการพัฒนาตนเองให้มีคุณลักษณะที่เหมาะสมกับการประกอบอาชีพอิสระ สำนักงานจัดหางานจังหวัดเขียงใหม่ (2555:53) ได้กล่าวถึง ปัจจัยที่ล่งผลถึงความสำเร็จ ของการประกอบ อาชีพเสริม ดังนี้ 1) กล้าเสี่ยงอาชีพอิสระ เป็นการประกอบธุรกิจส่วนตัวจึงต้องมีการลงทุนในขณะที่ล้า เป็นลูกจ้างไม่ต้อง ลงทุนอะไรซึ่งการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเพราะไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ดังนั้นก่อนที่จะตกลงใจประกอบ อาชีพใด จึงต้องพิจารณาวิเคราะห์และไตร่ตรองอย่างดีเสียก่อน 2) ความคิดสร้างสรรค์การประกอบอาชีพอิสระมิได้ยึดติดกับรูปแบบใดๆ เนื่องจาก ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ต้องเป็นนายของตนเอง ดังนั้นในการปรับปรุงสินค้าหรือบริการสามารถทำได้ อย่างมีอิสระ เพื่อให้1ด้มาซึ่งกำไรใน การดาเนินธุรกิจ 3) ความเชื่อมั่นในตนเอง ผู้ประกอบอาชีพอิสระจะต้องมีความเชื่อมั่นในการดำเนินกิจการ ของตนเอง ให้อยู่รอดและฟืนฝ่าอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นได้ 4) ความอดทนการดำเนินธุรกิจย่อมมีกำไรและขาดทุนโดยเฉพาะเมื่อเริ่มประกอบการอาจต้ องประสบ ปัญหา และอุปสรรคบ้างซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา ผู้ประกอบการจึงต้องพร้อมที่จะยอมรับ ข้อผิดพลาด และนำมา แก่ไขด้วยความอดทนไม่ท้อถอย 5) การมีวินัยในตนเอง การประสบความสำเร็จในอาชีพซึ่งเราเป็นเจ้าของกิจการเอง จำเป็นต้องมีวินัยมีกฎระเบียบการทำงานสมั่าเสมอ มิเช่นนั้นอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จ 6) มีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพ ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานที่มีเกียรติหรือไม่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ จะต้องรักในงาน ที่ทำ และให้เกียรติกับงานนั้นๆเสมอ 7) มีความรอบรู้การประกอบอาชีพอิสระ จะต้องรับรู้ข่าวสารอยู่เสมอ เพื่อปรับตัวให้ทัน ต่อการ เปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ประโยชน์ของการรับรู้ข่าวสารจะ ทำให้สามารถปรับปรุง ธุรกิจของตนเองให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ผลที่ได้คือกำไรนั่นเอง 8) มีมนุษย์สัมพันธ์การประกอบอาชีพอิสระจะต้องเป็นผู้มีมนุษย์สัมพันธ์อันดีเพื่อผล ประโยชน์ในธุรกิจ ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าบุคคลรอบข้างหรือคู่แข่งขันก็ตาม เพราะการมีมนุษย์ สัมพันธ์อันดีจะทำให้มีความ คล่องตัวในการดำเนินงานอย่างยิ่ง
21 9) มีความชื่อสัตย์ผู้ประกอบอาชีพอิสระจะต้องมีความชื่อสัตย์และจริงใจต่อลูกค้า การบริการลูกค้าให้เกิดความประทับใจในการขายสินค้าหรือบริการ และกลับมาใช้บริการอีก เป็นหัวใจสูงสุดเพื่อผลประโยชน์ต่อธุรกิจ และต่อตนเองในที่สุด 10) มีความรู้พื้นฐานในการเริ่มทำธุรกิจการที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งเราควรได้รู้จักสิ่งที่ทำ อย่างน้อยให้รู้ว่าทำจากอะไรซื้อวัตถุดิบจากไหนตลาดอยู่แหล่งใดและหากต้องการทราบข้อมูล เพิ่มเติมจำได้จากที่ไหน 11) มีการพัฒนาตนเองให้มีคุณลักษณะเหมาะสมกับการประกอบอาชีพอิสระ เมื่อมีความรู้ พื้นฐานในการ ประกอบอาชีพอิสระแล้ว อีกทั้งยังต้องพัฒนาตนเองให้มีคุณลักษณะเหมาะสมกับการ ประกอบอาชีพนั้นๆ เข่น หากเป็นช่างเสริมสวยก็ต้องพัฒนาตนเองให้ดูสวยงาม เมื่อลูกค้าเห็นจะได้ ดูน่าเชื่อถือ เป็นด้น 2. ด้านครอบครัว สำหรับสถาบันครอบครัวนั้นมีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพ โดยเป็นภูมิหลังทาง ครอบครัวที่ส่งผลต่อ พฤติกรรม และค่านิยมของสมาชิก หากครอบครัวประกอบธุรกิจก็จะปลูกฝัง ให้สมาขิกเป็นผู้สืบทอดกิจการ หรือถ้า ครอบครัวมีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดีก็จะเป็นแรงผลักคัน ให้สมาชิกรู้จักขวนขวาย และพยายามหารายได้มาจุนเจือ ครอบครัว 3. ด้านสถานศึกษา ปัจจุบันด้านสถานศึกษามีส่วนสำคัญในการช่วยให้บุคคลมีโอกาสเลือกที่จะประกอบอาชีพเสริมต่างๆ ไม่ ว่าจะเป็นการเลือกอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริม ช่วยให้บุคคลได้มีโอกาสทราบถึงความต้องการ ความชอบของตนเอง โดยเฉพาะการได้รับการศึกษาในวิชาแนะแนวจะทำให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับการ ประกอบอาชีพได้เป็นอย่างดีรวมทั้งยังทำให้ผู้ศึกษาได้ตระหนักถึงคุณค่าในตนเองการพัฒนาความรู้ ความสามารถของตนเอง และการวางแผนอนาคต 4. ด้านสภาพแวดล้อม ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมนี้มีผลต่อความสำเร็จ ในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะในด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยีเช่น การขยายตัวของตลาด ค่านิยม หรือกระแสนิยมของ กลุ่มลูกค้า นโยบายการส่งเสริม ของภาครัฐ การนำวิทยาการสมัยใหม่มาช่วยในการบริหารจัดการ เป็นต้น เสริมศักด็วิศาลาภรณ์และคณะ (2535 อ้างถึงใน ณ์ฐอรียา สุขสุวรรณพร, 2553:42) ได้สรุปว่า ผู้ที่มีรูปแบบในการเข้าสู่การประกอบอาชีพอิสระนั้น จะได้รับอิทธิพลจากการประกอบ อาชีพของบิดา มารดา สามีหรือ ภรรยา คนใกล้เคียง ที่ประสบความสำเร็จ และทดลองทำหลาย อาชีพ โดยมีเหตุผลและแรงจูงใจ ดังนี้ 1. บิดามารดาหรือสามีภรรยาทำมาก่อน
22 2. รายได้ดีมองเห็นลู่ทางในการยกฐานะตนเองได้ 3. ได้ประสบการณ์ตอนเป็นลูกจ้าง 4. เรียนมาโดยตรง 5. ไม่ชอบการเป็นลูกน้องชอบความเป็นอิสระ 6. มีบุคคลมาชักชวนแนะนำ และให้การสนับสนุน ณ์ฐอรียา สุขสุวรรณพร (2553:22) ได้สรุปความว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการประกอบอาชีพ เสริมของแต่ละ บุคคลนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นฐานครอบครัว หรืออาชีพของบรรพบุรุษ ความต้อง การความก้าวหน้า ความต้องการ ด้านผลตอบแทน การมีความรู้หรือทักษะ หรือเป็นสิ่งที่ตนเองสนใจ การชอบความเป็นอิสระในการทำงาน และมีคนซักชวนหรือสนับสนุน ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการประกอบอาชีพเสริมนั้นประกอบด้วยประกอบด้วย คุณสมบัติที่ จำเป็น คือ มีแรงจูงใจ ความคิดริเริ่ม รู้จักถอยเพื่อที่จะสู้มีความสามารถที่จะทำอะไร ให้ได้ดีมีความอดทน มีความ เชื่อมั่นในตนเอง มีความมั่นคงทางอารมณ์มีความสามารถในการ เข้ากับผู้อื่น มีความไวในความเข้าใจและวินิจฉัย สิ่งต่างๆ มีความละเอียด มีความสามารถในการ เขียนและพูด มีแรงกายและแรงใจ และผู้ประกอบอาชีพเสริม จำเป็นต้องมีความชอบความถนัด มีความรู้ทักษะ และมีประสบการณ์ทั้งในด้านความรู้พื้นฐาน ในด้านเทคนิค วิธีการของการประกอบ อาชีพเสริม 3.ความเป็นมาของผักตบชวาในชุมชนบ้านสันป่าม่วง การผลิตผลิตภัณฑ์ผักตบชวาในบ้านสันป่าม่วงใต้ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 โดยเป็นลักษณะ ต่างคนต่างทำ ลักษณะของการผลิตจะมีตั้งแต่ การขายผักตบชวาแห้ง การสานเส้นเปีย และการสาน เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แต่ การตลาดในตอนแรกมีปัญหา ด้านรูปแบบผลิตภัณฑ์เหมือนกัน ผลิตภัณฑ์ไม่ ทนทาน ปัญหาเชื้อรา มอด โดยเฉพาะการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง จึงมีสมาชิกบางส่วนที่ผลิต ผลิตภัณฑ์ผักตบชวาในหมู่บ้านสันป่าม่วงใต้ ไปเป็นสมาชิกกลุ่มผลิตภัณฑ์ผักตบชวาที่บ้านสันป่าม่วง กลาง หมู่ที่ 8 แต่ปัญหาดังกล่าวก็ไม่ลดลงแต่ อย่างใด ในปี พ.ศ. 2540 ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ผักตบชวาใน บ้านสันป่าม่วงใต้ จึงได้รวมกลุ่มกันเองโดยแยกออกมา จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ผักตบชวาบ้านสันป่า ม่วง กลาง เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ผักตบชวาบ้านสันป่าม่วง มีสมาชิก 56 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวม ผลผลิตของสมาชิก รวมกันขาย และเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่สมาชิกกลุ่มฯ ได้ไปขอความร่วมมือ กับสำนักงานพัฒนาชุมชน จังหวัดพะเยา ในการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ การประชาสัมพันธ์กลุ่มฯ และผลิตภัณฑ์
23 ในปี พ.ศ. 2542 กลุ่มฯ ได้เสนอโครงการขอรับการสนับสนุน ตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมช พึ่งตนเอง งบประมาณตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (มรพ.) ปี พ.ศ. 2542 เพื่อดำเนินการอบรม เพิ่มพูนทักษ ศึกษาดูงาน และจัดหาครุภัณฑ์ให้แก่กลุ่มฯ และส่งเสริมการตลาดโดยติดต่อผู้ส่งออกราย ใหญ่เผยแพ ประชาสัมพันธ์ทาง Internet www.NOVICA.com กลุ่มฯ ได้รับการติดต่อให้ไปแสดง สินค้า และจำหน่ายสิน ทั้งใน และต่างจังหวัด เป็นประจำทุกเดือน ทำให้สมาชิกกลุ่มฯ มีรายได้เฉลี่ย เดือนละ 2,000 - 3,000 บาท ทำไง กลุ่มฯ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และมีกลุ่มต่างๆ จากใน และ ต่างจังหวัดมาศึกษาดูงานด้านกลุ่มอาชีพ และด้านกา พัฒนาเศรษฐกิจแบบพอเพียง และสมาชิกได้ เป็นวิทยากรในการฝึกอบรมให้กลุ่มต่างๆ ทั้งในและ ต่างจังหวัด จนกระทั่งกลุ่มฯ ได้รับการคัดเลือก เป็นกลุ่มอาชีพดีเด่น ชนะเลิศการประกวดระดับ จังหวัด ประจำปี พ.ศ. 2543 ของกรมพัฒนาชุมชน 4.กลุ่มหัตถกรรมผักตบชวาบ้านสันป่าม่วงารที่ได้รับรางวัลกลุ่มอาชี ดีเด่นระดับจังหวัด ทำให้ได้ ชื่อกลุ่ม กลุ่มอาชีพมีชื่อว่า “กลุ่มหัตถกรรมผักตบชวาบ้านสันป่าม่วง” ที่ทำการกลุ่ม ตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 30 บ้านสันป่าม่วง หมู่ที่ 4 ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา 56000 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกได้มีความรู้เพิ่มขึ้น 2. เพื่อเพิ่มพูนรายได้ในครัวเรือนให้สมาชิก 3. เพื่อให้กลุ่มสามารถกำหนดราคาสินค้าได้ 4. เพื่อให้กลุ่มมีความสามัคคี 5. เพื่อเพิ่มมูลค่าผักตบชวา สมาซิก 1. สมาชิกต้องเป็นราษฎรที่มีภูมิลำเนาอยู่ในหมู่บ้าน และตำบลใกล้เคียง 2. สมาชิกต้องเป็นผู้ที่สนใจพร้อมที่จะร่วมพัฒนผักตบชวาให้มีรูปแบบที่ดีขึ้น 3. สมาชิกต้องมีความพร้อมและกระตือรือรันที่จะรับความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอสมาชิกต้องเป็นผู้ ที่มีจิตสำนึกรับผิดชอบช่วยเหลือกลุ่ม 4. คณะกรรมการ คณะกรรมการกลุ่มหัตถกรรมผักตบชวาบ้านสันป่าม่วงทั้งหมดมีหน้าที่ดังนี้ 1. กำหนดวัตถุประสงค์เป้าหมายวางแผนและแนวทางการดำเนินงานของกลุ่มอาชีพ อย่างครบวงจร
24 2. ระดมทุนเพื่อมาดำเนินกิจกรรมของกลุ่มจากแหล่งต่างๆ ทั้งในและนอกหมู่บ้าน 3. ประสานงานกับหน่วยงานราชการองค์กรเอกชนต่างๆเพื่อให้การสนับสนุนการดำเนิน งานของกลุ่ม การจัดสรรกำไรสุทธิประจำปี เมื่อสิ้นปีทางบัญชีและได้ปิดบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีไปแล้ว ปรากฏว่าทางกลุ่มมีกำไร สุทธิคณะกรรมการจะนำมาจัดสรรดังนี้ 1. แบ่งกำไรให้ผู้ถือหุ้น 20% 2. จ่ายตอบแทนคณะกรรมการ 30% 3. เงินทุนสำรอง 20% 4. บริจาคพัฒนาหมู่บ้าน 15% 5. อื่นๆ ตามแต่กรรมการเห็นสมควร 15% รวม 100% การนำผักตบชวามาพัฒนาของกลุ่ม การนำผักตบชวามาพัฒนาของกลุ่ม มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. ทางกลุ่มจะทำผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานเดียวกันทุกเจ้า ทั้งความกว้างและความยาวให้ เท่ากันหมด 2. ทางกลุ่มมีแนวทางที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีรูปแบบของลวดลายให้สวยงามขึ้นกว่าเก่า และสร้างลวดลาย ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนในกลุ่ม และคนในชุมชน 3. ทางกลุ่มจะนำผักตบชวามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ที่วางจาน และที่รองแก้ว 4. ทางกลุ่มมีโครงการจะนำผักตบชวาที่พัฒนาแล้ว ไปวางจำหน่ายทั่วทุกภาคของประเทศ เพราะผักตบชวาของเรา มีราคาถูก และทำรูปแบบให้สวยงามใช้งานสะดวก มาตรฐานคุณสมบัติของกลุ่ม 1. ไม่มีมลภาวะในการผลิต และไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นพืชธรรมชาติจะ ย่อยสลายไป ตามกาลเวลา 2. มีความยืดหยุ่นอ่อนนุ่ม 3. ทุกผลิตภัณฑ์จักสานมาจากผักตบชวาด้วยมือเป็นศิลปะที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ของ ภูมิปัญญาท้องถิ่น
25 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วสันต์วรเจริญ (2561) ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์วิสาหกิจ ชุมชนในกลุ่มจักสาน ตำบลคำไผ่อำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร ผลการศึกษาพบว่า 1) ภูมิปัญญา การของกลุ่มจักสานตำบลคำไผ่ เป็นวิถีชาวบ้านที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากรุ่นสู่รุ่นโดยการลง มือปฏิบัติการสังเกตการณ์การมีส่วน ร่วมในการปฏิบัติและการวิเคราะห์จนเกิดเป็นภูมิปัญญาและ ถ่ายทอดโดยการนำภูมิปัญญาดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ ในการจักสาน 2) การจักสาน ลายชิดเกิดจากการดัดแปลงพืชและไม้ลาย ซึ่งผักตบชวาลายชิดเกิดจากการนำลวดลายบนตลอด ทั้งสิ่งต่างๆที่พบเห็นตามธรรมชาติมาประยุกต์และสานจนเกิดเป็นลวดลายต่างๆบนจักสานผักตบชวา กระบวนการจักสานมี4 กระบวนการได้แก่ (1) การเตรียมวัสดุ (2) การออกแบบลวดลาย (3) การจัก สาน (5) การเก็บริม 3) ปัจจุบันกลุ่มจักสานตำบลคำไผ่มีการแปรรูป ผลิตภัณฑ์ผักตบชวาซึ่งประกอบ ด้วยเสื่อพับ กระเป๋า แจกัน หมวก กล่องทิชชูปลอกหมอนชุดรองแก้วกล่องเอนกประสงค์ที่นอน เบาะนั่ง 4) ผลการศึกษาปัญหาพบปัญหาด้านบุคลากรงบประมาณวัสดุอุปกรณ์และการจัดการ 5) ผล การศึกษาความต้องการพบว่ากลุ่มต้องการลวดลายที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นการจดสิทธิบัตรหรือ อนุสิทธิบัตรลายต้องการบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ต้องการแผ่นพับในการ ประชาสัมพันธ์ต้องการวิทยากร'ฟิกอบรมการแปรรูปเพื่อพัฒนาทักษะการแปรรูปให้ได้มาตรฐานต้อง การแปรรูป ผลิตภัณฑ์ร่วมกับวัสดุอื่นเพื่อเพิ่มมูลค่าต้องการตลาดและแหล่งจำหน่ายที่แน่นอนต้อง การเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ในอินเตอร์เน็ตต้องการหน่วยงานราชการเข้ามาช่วยเหลือหรือให้การสนับสบุน อย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษาแนวทางในการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ควรจัดอบรมเพื่อเพิ่มทักษะ ในการย้อมลืธรรมชาติควรจัดอบรมเพื่อเพิ่มทักษะในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ควรจัดอบรมเพื่อเพิ่มทักษะ ในการสร้างลวดลายใหม่ส่วนการแปรรูปควรมีการแปรรูปผักตบชวาร่วมกับวัสดุอื่นและนำไปสู่การ จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนการขอใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.)ใน ด้านการออกแบบ ลวดลายควรออกแบบลวดลายภาพสัตว์ในธงกฐินประกอบด้วยลายจระเข้นางมัจฉา ตะขาบและ เต่าและนำไปสู่การจดสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรลวดลาย7) ผลการพัฒนาคุณภาพ ผลิตภัณฑ์โดยวิธี การออกแบบลวดลายและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เบญจพร ประจง (2558) ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง การผักตบชวาเพื่อพัฒนาการออกแบบ งานประยุกต์ศิลป๋จากภูมิปัญญาท้องถิ่น : กรณีศึกษา ศิลปหัตถกรรมจักสานผักตบชวาจันทบูร จังหวัดจันทบุรีผลการศึกษาพบว่า 1) ศิลปหัตถกรรมจักสานผักตบชวาจันทบูรมีประวัติความเป็นมา แนวคิด รูปแบบ เทคนิค วัสดุกระบวนการสานและกระบวนการสร้างงานประยุกต์คิลป๋จากสาน ผักตบชวาจันทบูร ที่ได้รับสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ จนกลายเป็นวิถีชีวิต เป้าหมายของการผลิต คือ การดำรงอยู่ของครอบครัวและชุมชนโดยการพึ่งพาแรงงานในครอบครัว พึ่งทรัพยากร ที่หาไดในท้องถิ่น และพึ่งกันเองในชุมชนจนเกิดการรวมกลุ่มและได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจาก
26 หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานอื่นๆ ตามนโยบายของรัฐบาล ทำให้ผลิตภัณฑ์มีรูปแบบหลากหลาย มากขึ้นจะเห็นว่าการศึกษาดูงาน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสามารถนำไปประยุกต์ให้เข้ากับวัตถุดิบโดยใช้ฐานภูมิปัญญาเดิม ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ 2) ปัญหาในการสร้างสรรค์หรือการออกแบบที่ทำให้ไม่ได้รับความนิยม เท่าที่ควรเกิดจากปัญหาในการดำเนินงาน 2 ด้าน คือ ด้านการผลิต ได้แก่ การ ขาดแคลนวัตถุดิบ พื้นที่ปลูกวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตลดลง ขาดกำลังคน การผลิตงานส่วนใหญ่เป็นแบบดั้งเดิมไม่ได้ รับการพัฒนารูปแบบมากนักและจะผลิตตามที่ได้รับสั่งให้ผลิต ผู้ผลิตขาดแรงจูงใจในการออกแบบ ใหม่ๆ และการ แช่งขันจากผู้ผลิตในเขตภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งมีการพัฒนา รูปแบบอย่างต่อเนื่อง ส่วนด้าน การตลาด ได้แก่ความนิยม และความจำเป็นในการใช้ลดลงปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อื่นเข้ามาทดแทน การใช้ตลาดผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา ไม่แน่นอน สินค้าจากกกมีการผลิตมากขึ้น แต่ผู้บริโภคยัง ไม่นิยมมากนักเพราะไม่ใช่สินค้าที่จำเป็นและการใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันมีน้อย 3) การออก แบบงานประยุกต์ศิลป็เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาศิลปหัตถกรรม จักสานผักตบชวาจันทบูรให้มี รูปแบบที่เหมาะกับความต้องการของตลาดหรือกลุ่มลูกค้า ในยุคสมัยปัจจุบันมากขึ้นนั้น ได้รูปแบบ แนวทางของงานประยุกต์ศิลป็จากจันทบูรแนวทางต่างๆ ที่มีลักษณะต่างกันทั้งในด้านรูปแบบ เทคนิค วิธีการ ประโยชน์การใช้งาน จำนวน 10 รูปแบบ ได้แก่ ภาพปะติดประดับผนัง นาฬิกาแขวนผนัง กระเป๋าสตรีตู้โชว์กล่องอเนกประสงค์ เก้าอี้ตะกร้าใส่ของเบ็ดเตล็ด ที่ใส่โปสการ์ด กระบอกใส่กระดาษและสมุดโน้ต เมื่อได้ภาพ ร่างของงานประยุกต์ศิลป๋จากจันทบูร จำนวน 10 แบบแล้ว ได้จัดทำด้นแบบแล้วนำไปสำรวจความพึงพอใจ กับประชาชนหรือนักท่องเที่ยว ที่สนใจ จำนวน 100 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศ หญิง มีช่วงอายุ 31 - 40 ปีมีรายได้ต่อเดือน 20,001 - 30,000 บาท มีความพึงพอใจในภาพรวมในด้นแบบงาน ประยุกต์ศิลป็จากผักตบชวาจันทบูรรูปแบบใหม่ มากที่สุด ได้แก่ ภาพปะติดประดับผนัง นาฬิกาแขวนผนัง กระเป๋าสตรีตะกร้าใส่ของเบ็ดเตล็ด เก้าอี้กล่องอเนกประสงค์ตู้โชว์ที่ใส่โปสการ์ด กระบอกใส่กระดาษและสมุดโน้ตตามลำดับ วนิดา นเรธรณ์(2559) ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง การจัดการองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นการ ผักตบชวา บ้านทางขวาง อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ผลการศึกษาพบว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นการ ผักตบชวาของกลุ่ม ชาวบ้านทางขวางในเขตพื้นที่อำเภอแวงน้อย มีกลุ่มชาวบ้านที่ยังคงทำการ ผักตบชวาในปัจจุบัน จำนวน 10 ท่าน อาชีพส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและเป็นสมาชิกกลุ่มแม่บ้าน การสร้างและการแสวงหาความรู้เ,น ประเด็นกระบวนการ ผักตบชวา พบว่า ภูมิปัญญา การผักตบชวา มีมาช้านานประมาณ 60 ปีสืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมความรู้และประสบการณ์การเรียนรู้ การสังเกต การจดจำมา จาก การเห็นพ่อแม่ ปูย่าตายาย และการได้ลอง ปฏิบัติลอง ผิดลองลูกมานอกจากนี้ยังได้รับความรู้จากหน่วยงานของรัฐ ที่ให้การสนับสนุน โดยเข้ามาจัดอบรม
27 ให้แก่กลุ่ม การจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นการ ผักตบชวาของบ้านทางขวางให้เป็นระบบ พบว่า ชาวบ้านมีวิธีการต่างๆ คือ การบอกเล่าปากต่อ ปากจากแม่บ้านที่มีความชำนาญและมีความรู้ใน การ ผักตบชวาให้กับกลุ่ม แม่บ้านด้วยกันเอง และการที่กลุ่มแม่บ้านไดไปเป็นวิทยากรสอนการผลิต ให้กับหน่วยงานอื่นหรือท้องถิ่นอื่น การจัดแสดงพื้นที่สาธิตการผลิต คือ การแปรรูปผักตบชวาไว้ที่ศูนย์ OTOP บ้านทางขวาง ให้ประชาชนที่ สนใจได้เรียนรู้การจัดกิจกรรมโฮมลเตย์คือ การ ให้บริการที่พักและความรู้กับผู้ที่สนได้พักที่บ้าน ของกลุ่มแม่บ้านเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนเรียนรู้การ สานผักตบชวา และการบันทึกความรู้เรื่องการสานผักตบชวาเป็นลายลักอักษร โดยองค์การบริหาร ส่วนตำบล ทางขวางได้สนับสนุนงบประมาณให้กับกลุ่ม แม่บ้านไปดำเนินการจ้างเหมาบริการ จัดพิมพ์แผ่น พับที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการผักตบชวาและราคาของผักตบชวาชนิดต่างๆ ไว้สำหรับบริการ นักท่องเที่ยวและคณะศึกษาดูงานที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน
28 กรอบแนวคิดของการศึกษา กรอบแนวคิดเรื่อง ภูมิปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้างรายได้ สู่ชุมชน : กรณีศึกษา กลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัด พะเยา ผู้ศึกษาได้ใช้กรอบแนวคิดดังนี้ กรอบแนวคิด
29 บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยผู้ศึกษามุ่งเน้นศึกษาและทำความเข้าใจ เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ชุมชน :กรณีศึกษา กลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยาเพื่อให้ได้ข้อมูล ตามวัตถุประสงค์และตรงตามประเด็นของการศึกษาวิจัย ผู้ศึกษาได้ทำการเก็บข้อมูลโดยการ สัมภาษณ์แบบเจาะลึก การสังเกต พร้อมการบันทึกข้อมูล ในการศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษามีระเบียบวิธีวิจัยเป็นขั้นตอนดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1. ศึกษาค้นคว้าข้อมูล จากการลงพื้นที่จริง จากวารสาร บทความออนไลน์และเอกสาร ตำราวิชาการ ห้องสมุดยุพราช มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ที่เป็นแนวคิด ทฤษฏีวิธีการเพื่อศึกษา และทำความเข้าใจเกี่ยวกับ การแปรรูปผลิตภัณฑ์จักสานจากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ชุมชน 2. การเลือกพื้นที่ในการศึกษาและแหล่งผู้ให้ข้อมูล 2.1 พื้นที่ศึกษา ผู้ศึกษาเลือกชุมชนที่ศึกษาแบบเจาะจง คือ (Purposive study) คือ ชุมชนบ้าน สันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เหตุผลที่ผู้ศึกษาเลือกพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจาก พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการจักสานผักตบชวามาช้านาน เพราะสมัยก่อนชุมชนบ้านสันป่าม่วงคนในชุมชนนิยมนำผักตบชวามาจักสานเป็นสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ทำให้เกิดการเรียนรู้วิธีการใช้ประโยชน์จากผักตบชวาที่สามารถประยุกต์เป็น กระเป๋าและข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆ ที่นำมาสู่การสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน 2.2 แหล่งผู้ให้ข้อมูล ผู้ศึกษาได้กำหนดผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key-informant) ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลครั้งนี้ได้แก่ กลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา ที่อาศัยในพื้นที่ชุมชน บ้านสัน ป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความรู้ความสามารถในการจักสานผักตบชวา มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน และประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้และเป็นประธานกลุ่ม รองประธานกลุ่ม และสมาชิกกลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลหลักหล่านี้จะสามารถให้ข้อมูลได้ดีที่สุดและจะทำให้การ ศึกษาข้อมูลในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จด้วยดี
30 ดังนั้นผู้ศึกษาจึงกำหนดผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 5 คน ดังต่อไปนี้ 1. นาง ผ่องศรี ปรีชาพงศ์ มิตร ตำแหน่ง ประธานกลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา 2. นาง อรพิน อุส่าห์ ตำแหน่ง รองประธานกลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา 3. นาง ศศิกานต์ ชำนาญยา ตำแหน่ง สมาชิกกลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา 4. นาง นวล ยาเย็น ตำแหน่ง สมาขิกกลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา 5. นาง หล่ำ สุยะวงศ์ ตำแหน่ง สมาขิกกลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลและคำตอบที่เป็นจริง ครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ของ การศึกษาที่ผู้ศึกษามุ่ง จะศึกษาโดยใช้เทคนิคการศึกษาหลากหลายวิธีทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงจาก ปรากฏการณ์ในชุมชน ในขณะที่ ทำการศึกษาเครื่องมือที่ใซ้ในการศึกษา มีดังต่อไปนี้ 1.1 แบบบันทึกข้อมูลภาคสนาม ผู้ศึกษาใช้สำหรับการบันทึกข้อมูลที่ได้จาก การสัมภาษณ์หรือ สังเกต ประเด็นข้อคิดเห็นต่างๆรวมทั้งบันทึกข้อสังเกตและการวิเคราะห์ ข้อมูลของผู้ศึกษาเอง 1.2 แบบสัมภาษณ์ผู้ศึกษาได็ใช้คำถามในการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยใช้การสัมภาษณ์นี้หลังจากผู้ที่ศึกษา ได้เข้าไปเก็บข้อมูลในพื้นที่และพูดคุยกับผู้ให้ข้อมูลในกลุ่ม จักสานผักตบชวา ที่มีความรู้ความสามารถ ในการผักตบชวา และประสบความสำเร็จในการ สร้างรายได้ซึ่งประกอบไปด้วย ประธาน รองประธาน และสมาชิก ของกลุ่ม 1.3 แนวการสังเกต โดยผู้ศึกษาใช้ในขณะที่ได้สัมภาษณ์พูดคุยกับผู้ให้ข้อมูลใน กลุ่มจักสานผักตบชวา ที่มีความรู้ความสามารถในการผักตบชวา และประสบความสำเร็จในการสร้าง รายได้ซึ่งประกอบไปด้วย ประธาน รองประธาน และสมาชิกของกลุ่ม 1.4 อุปกรณ์ภาคสนาม ที่ผู้ศึกษาใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ เพื่อถ่ายรูปและ บันทึกเสียงในการสัมภาษณ์โดยจะทำการขออนุญาตผู้ที่เกี่ยวข้องทุกครั้งก่อน ที่จะทำการบันทึกภาพหรือเสียง
31 4. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลพร้อมกับวิเคราะห์ข้อมูลควบคู่กันไปโดยใช้วิธีการสังเกตอ ย่างเป็นธรรมชาติที่สุดและใช้เครื่องมือช่วยในการเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลักและผู้ให้ข้อมูลอื่นๆที่ เกี่ยวข้องในการเก็บ รวบรวมข้อมูล จำแนกเป็นขั้นตอนดังนี้ 1.1 กำหนดข้อมูลเป็นการกำหนดว่าข้อมูลที่ต้องการว่ามีอะไรบ้างโดยการศึกษาแล ะวิเคราะห์จากวัตถุประสงค์จึงจะได้ข้อมูลที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง 1.2 กำหนดแหล่งข้อมูลเป็นการกำหนดว่าแหล่งข้อมูลหรือผู้ให้ข้อมูลเป็นใครอยู่ที่ไ หนมีขอบเขต เท่าไหร่ ที่จะต้องกำหนดให้ชัดเจน และเป็นแหล่งข้อมูลปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ แล้วจะต้องพิจารณาว่าแหล่งข้อมูล นั้นๆ สามารถที่จะให้ข้อมูลได้อย่างครบถ้วนหรือไม่ 1.3 กำหนดกลุ่มตัวอย่าง เป็นการเลือกใช้วิธีการลุ่มตัวอย่างอย่างเหมาะสม และขนาดของกลุ่ม ตัวอย่างที่เหมาะสม 1.4 เลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจะต้องเลือกใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เหมา ะสม เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างครบถ้วนมีมากเพียงพอและเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ 1.5 นำเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ตรวจสอบคุณภาพที่จ ะต้องปรับปรุง และแกไขให้อยู่ในสภาพที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1.6 ออกภาคสนามเป็นการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามแผนการและการ กำหนดการ ที่จัดเตรียมไว้และสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้ได้รับข้อมูลกลับคืนมามากที่สุด 5. การวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาแบบพรรณนาความโดยนำข้อมูลที่ได้จากเอกสาร ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และจากข้อมูลภาคสนามมารวบรวมและจัดหมวดหมู่เพื่อเรียบเรียงเป็นหัวข้อตาม ประเด็นที่ศึกษาและ เขียนพรรณนาความเชิงร้อยแก้วประเด็นที่ยังไม่ซัดเจนหรือไม่แน่ใจจะมีการ นำมาอีกครั้งกับผู้ให้ข้อมูลเพื่อ วิเคราะห์และสรุปผลต่อไป
32 บทที่ 4 ผลการศึกษา การศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษามีความมุ่งหมายและทำความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นการจัก สานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ชุมชน : กรณีศึกษา กลุ่มจักสานหัตถกรรม ผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โดยใช้วิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เพื่อที่จะเข้าถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ ชุมชน : กรณีศึกษา กลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ประกอบด้วย การเตรียมอุปกรณ์วิธีการจักสาน การแปรรูปผลิตภัณฑ์การจำหน่ายและการสร้าง รายได้ในครั้งนี้ผู้ศึกษาขอเสนอผลการศึกษาโดยมี2 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 การจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวา 1. การเตรียมผักตบชวา 2. การเตรียมอุปกรณ์ 3. การจักสานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา 4. ขั้นตอนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ตอนที่ 2 การสร้างรายได้สู่ชุมชน 1. กระบวนการสร้างรายได้ของคนในชุมชนจากภูมิปัญญาการจักสานหัตถกรรม จากผักตบชวา 2. การมีรายได้จากการจักสานผักตบชวาสู่การเลี้ยงชีพอย่างยั่งยืน ตอนที่1 การจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวา การจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวานั้นเป็นอาชีพที่คนในชุมชนสืบทอดกันมาตั้งแต่ บรรพบุรุษเพราะสมัยก่อนคนในชุมชนนิยมนำผักตบชวามาจักสานแปรรูปเป็นกระเป๋า เครื่องใช้ต่างๆ เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่สวยงามและสร้างรายได้ชื่อเสียงให้กับชุมชนภายหลังชุมชนได้สร้างกลุ่มขึ้น โดยนำภูมิปัญญาในการจักสานผักตบชวาที่สืบทอดต่อกันมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆและจำหน่าย เพื่อสร้างความเข้มแข็งและสร้าง รายได้เสริมให้กับคนในชุมชน โดยขั้นตอนการแปรรูปผลิตผลิตภัณฑ์ จากผักตบชวานั้นมีหลายขั้นตอนแต่ละขั้นตอนต้องใช้ทั กษะเฉพาะ โดยผู้ศึกษาเลือกศึกษาจากกลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา ที่มีความรู้ความชำนาญ มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จในการ สร้างอาชีพจากการจักสานผักตบชวาจึงง่ายที่จะศึกษาข้อมูล 1. การเตรียมผักตบชวา ผักตบชวาที่ใช้ในการแปรรูปเป็นผักตบชวาที่เก็บเกี่ยวมาจากแหล่งน้ำกว๊านพะเยา ซึ่งจะมี การพายเรือออกไปเก็บผักตบชวาบริเวณกว๊านพะเยาให้ได้วันละ 4000 – 4500 ก้าน/1วัน แล้วจึง
33 นำมาตัดลำต้นทำการผ่าก้านผักตบชวาให้เป็น 4 ส่วน หลังจากนั้นก็นำมาตากแดดเพื่อให้เส้น ผักตบชวาแห้งสนิท โดยใช้เวลาในการตากแดด 4 – 5 วัน วิธีการสังเกตเส้นผักตบชวาที่แห้งสนิทคือ เส้นผักตบชวาจะไม่มีความชื้น เส้นผักตบชวาจะเบาและมีสีออกเป็นสีขาวหรือสีน้ำตาลอ่อนซึ่งเป็นสี ของเส้นผักตบชวาแห้ง จากการสัมภาษณ์นาง อรพิน อุส่าห์อายุ 46 ปีได้ให้ข้อมูลว่า “ผักตบชวาที่ใช้ก็นำมาจากกว๊านพะเยา ทางกลุ่มจะมีการจ้างผู้ที่ชำนาญในการพาย เรือไปเก็บผักตบชวามาให้แต่ในบางครั้งก็มีการสั่งผักตบชวาแห้งจากที่อื่นมาเพื่อเป็น การลดต้นทุนและความเสี่ยงในการไปเก็บเกี่ยวผักตบชวาในน้ำกว๊านพะเยา ซึ่ง บุคคลที่เป็นผู้ไปเก็บเกี่ยวก็มาช่วยในการจักสานแปรรูปผลิตภัณฑ์” ซึ่งสอดคล้องกับ นาง นวล ยาเย็น อายุ 56 ปี ที่ให้ข้อมูลว่า “พูดถึงสมัยก่อนในตอนที่น้ามาทำอาชีพนี้แรกๆ เขาจะให้คนที่เชี่ยวชาญในการพาย เรือไปเก็บผักตบชวาที่กว๊านพะเยา แต่ในตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิมแล้ว มันมีวิธีที่ดีขึ้นก็คือใช้วิธีการสั่งเส้นผักตบชวาแห้งจากที่อื่นมา เพื่อเป็นการเพิ่ม ความเร็วในการผลิตผลิตภัณฑ์มากขึ้น” ภาพที่ 1 ต้นผักตบชวา กับ ก้านผักตบชวา ที่มา : http://www.phayaopuktobchawa.com ( สืบค้นวันที่ 28 มกราคม 2566) 1.1 การเก็บรักษาเส้นผักตบชวาแห้ง การเก็บรักษาเส้นผักตบชวาแห้งนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะถ้านำเส้นผักตบชวาที่ไม่แห้งสนิท มาจักสานก็อาจจะทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นขึ้นราและมีปัญหาตามมามากมาย จึงต้องละเอียดกับขั้นตอนนี้ เป็นอย่างมากเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ออกมาดีที่สุด ซึ่งการเก็บรักษาคือการนำเส้นผักตบชวาที่แห้งสนิทแล้ว มัดรวมกันแล้วนำไปใส่ในถุงพลาสติกและไม่เก็บไว้ในที่ชื้นหรืออีกวิธีก็คือการอบกำมะถัน เมื่อเก็บ เกี่ยวก้านผักตบชวามาจากน้ำแล้วให้นำตากแดดแล้วนำไปอบด้วยกำมะถัน ใช้เวลาในการอบ 3 - 4 วัน เมื่ออบเสร็จแล้วให้นำมาตากแดด 1 – 2 วันเพื่อให้กถิ่นของกำมะถันหายไปและสามารถเก็บมัด รวมกันใส่ไว้ในถุงพลาสติกได้ ซึ่งวิธีการอบด้วยกำมะถันนี้จะเป็นวิธีการป้องกันเชื้อราได้ดีที่สุด
34 จากการสัมภาษณ์นาง ศศิกานต์ ชำนาญยา อายุ47 ได้ให้ข้อมูลว่า “เส้นผักตบชวาแห้งที่มีอยู่ก็เก็บรักษาโดยการไม่เอาไปไว้ในที่ที่ชื้น จะมีการนำเส้น ผักตบชวาที่แห้งสนิทมามัดรวมกันแล้วนำไปใส่ถุงพลาสติก” นอกจากนั้น นาง หล่ำ สุยะวงศ์ อายุ63 ได้ให้ข้อมูลว่า “ในสมัยก่อนก็ใช้วิธีการตากเส้นผักตบชวาให้มันแห้งจริงๆเพื่อที่จะสะดวกต่อการใช้ งานและการเก็บรักษา วิธีเก็บรักษาคือใส่ไว้ในถุงพลาสติกและไม่เก็บไว้ในที่ชื้น หมั่น คอยเช็คก่อนที่จะนำมาจักสานเสมอเพื่อให้ได้เส้นผักตบชวาที่ดีที่สุด ผลิตภัณฑ์จะได้ ออกมาอย่างสวยงามไม่มีที่ติ” ภาพที่ 2 เส้นผักตบชวาแห้ง ที่มา : http://www.phayaopuktobchawa.com ( สืบค้นวันที่ 28 มกราคม 2566) 2.การเตรียมอุปกรณ์ การเตรียมอุปกรณ์ในการจักสานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาของกลุ่มจักสานหัตถกรรม ผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา มีดังนี้ 1.1 วัสดุอุปกรณ์ที่ใซ้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ จากการสัมภาษณ์นาง หล่ำ สุยะวงศ์ อายุ63 ผู้มีความรู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการ จักสานได้ให้ข้อมูลว่า วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการจักสานแปรรูปผลิตภัณฑ์มีดังนี้ 1. ก้านผักตบชวา 2. สีย้อม ใช้ย้อมก้านหรือเส้นผักตบชวาที่เลือกแล้ว ก่อนที่จะนำมาจักสาน เพื่อให้เกิดความ สวยงาม 3. น้ำมันวานิช ( แลกเกอร์) ใช้ทาเคลือบผิวผลิตภัณฑ์ที่จักสานเสร็จแล้วเพื่อป้องกันเชื้อรา รักษารูปทรง และเพิ่มความเงางาม โดยหาซื้อจากร้านค้าในหมู่บ้านหรือตลาดในเมืองแลกเกอร์ 4. เตาอบกำมะถัน ใช้สำหรับอบเส้นผักตบชวา และผลิตภัณฑ์ผักตบชวาที่จักสานเสร็จ เรียบร้อยแล้ว เพื่อฆ่าเชื้อราและป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อรา ก่อนที่นำไปทาเคลือบผิวด้วยน้ำมันวานิช
35 5. ผ้าพื้นเมือง ผ้าฝ้าย หรือผ้าใยกัญชง ใช้สำหรับบุภายในกระเป๋า ตะกร้า หรือผลิตภัณฑ์ ผักตบชวาอื่น ๆ เพื่อให้ดูสวยงามและน่าใช้สอย 6. ไม้ไผ่ หรือหวาย ใช้สำหรับประกอบและตกแต่งผลิตภัณฑ์ให้สวยงาม โดยท้องถิ่น ประยุกต์ใช้ไม้ไผ่มากกว่าหวายซึ่งมีราคาแพงกว่า เพื่อลดต้นทุนการผลิต 7. เข็มขนาดใหญ่และสายเอ็นร้อย/ด้ายสำหรับสอย ใช้สอยผ้าที่บุตะกร้า กระเป๋า หรือ ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ สอยกระดุม ซิป หูกระเป๋า เป็นต้น 8. กรรไกร ใช้ตัดผ้า ด้าย และเอ็นสอย หรือตัดตกแต่งเส้นผักตบชวาให้ได้ขนาดและเหมาะ แก่การจักสาน 9. วัสดุประกอบ เช่น ซิป สายหนัง เป็นต้น 10. แปรงทาสี ใช้สำหรับชุบน้ำมันวาณิชทาเคลือบผิวนอกของผลิตภัณฑ์ 11. แบบพิมพ์ เมื่อกลุ่มมีการคิดออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ขึ้นมา หรือลูกค้าสั่งซื้อ โดย กำหนดรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม กลุ่มก็สามารถผลิตสินค้าได้ตามที่ลูกค่าต้องการ โดยสร้างแบบพิมพ์ ผลิตภัณฑ์ได้เอง พร้อมทั้งส่งแบบพิมพ์นั้นให้กลุ่ม/ เครือข่ายที่ผลิต เพื่อผลิตสินค้าให้เป็นแบบเดียวกัน 3. วิธีการจักสานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา จากการสัมภาษณ์นาง นวล ยาเย็น อายุ56 ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “อันดับแรกเราต้องมีแม่แบบ ในการทำ เช่น แม่แบบกะเป๋า แม่แบบตะกร้า และสิ่งต่างๆหลังจากนั้นก็นำเส้นผักตบชวามาพรมน้ำ และขึ้นเส้นโดนยึดกับโฟมที่เป็นแม่แบบกลัดด้วยเข็มหมุด เรียงเส้นตามที่ต้องการและทำการสาน ใน ระหว่างที่สานก็ต้องพรมน้ำตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ผักตบชวาแห้งกรอบ จะเริ่มสานส่วนก้นก่อน เมื่อสาน ขึ้นรูปตามที่ต้องการแล้วก็จะมีการเก็บปากกระเป๋าหรือปากผลิตภัณฑ์นั้นๆโดยการตัดปลาย ผักตบชวาให้แหลมแล้วร้อยด้วยเข็ม” นอกจากนั้น นาง ผ่องศรี ปรีชาพงศ์มิตร ได้ให้ข้อมูลว่า “วิธีการจักสานนั้นไม่ยากเพราะเรา มีแบบให้เป็นพื้นในการสานและขึ้นรูปได้ง่าย สานจนขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากนั้นก็นำผลิตภัณฑ์ที่สาน ได้ไปตกแต่งด้วยการเคลือบน้ำมันวานิชใสและนำมาบุผ้าภายในด้วยผ้า ใส่ซิป ใส่หูกระเป๋า ตกแต่ง ตามที่ได้วางแผนไว้” ภาพที่ 3 การจักสานขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ ภาพที่ 4 การนำมาบุผ้าและใส่ซิปหรือตกแต่ง ที่มา : พิยะดา ขาวแสง (7 มกราคม 2566) ที่มา : พิยะดา ขาวแสง (7 มกราคม 2566)
36 4.การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ในพื้นที่ของชุมชนบ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัพะเยา มีอาชีพเสริม คือการสาน ผักตบชวามาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษเป็นงานที่ทำต่อเมื่อว่างจากงานในอาชีพหลัก อย่างการทำเกษตรกรรม จากการสัมภาษณ์นาง ผ่องศรี ปรีชาพงศ์มิตร ประธานกลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา ได้ ให้ข้อมูลไว้ว่า การจำหน่าย มี2 ช่องทาง ดังนี้ 1. การจัดจำหน่ายโดยกลุ่ม - วางจำหน่ายภายในจังหวัดพะเยา ได้แก่ ศูนย์ OTOP หน้าวัดศรีโคมคำ ถนนคนเดินจังหวัด พะเยา ร้านค้าจังหวัด นักท่องเที่ยว และคณะบุคคลต่างๆ ที่มาเที่ยวชมศึกษาดูงาน ยอดจำหน่าย ประมาณ 20 % - กลุ่มขายส่งให้กับพ่อค้าคนกลาง ที่นำไปจำหน่ายยังสถานที่ต่างๆ ภายในประเทศ ยอดจำหน่าย ประมาณ 60% 2. การจัดจำหน่ายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่รับซื้อในหมู่บ้าน - กลุ่มจัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อ (Order) ให้กับพ่อค้าคนกลางนำไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ ยอดจำหน่าย 20% สรุปการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวา การจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวาเป็นอาชีพที่คนในชุมชนบ้านสันป่าม่วง สืบทอดกันมา ตั้งแต่บรรพบุรุษ เพราะสมัยนั้นคนในชุมชนนิยมนำผักตบชวามาจักสานแปรรูปเป็นกระเป๋า เครื่องใช้ ต่างๆเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่สวยงามและสร้างรายได้ชื่อเสียงให้กับชุมชน ซึ่งกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ จากผักตบชวาที่ผู้ศึกษาได้ทำการศึกษานั้น มีทั้งหมด 4 องค์ประกอบ เริ่มตั้งแต่การนำเอาผักตบชวา ขึ้นมาตากให้แห้งจนถึงการจำหน่าย โดยการนำผักตบชวาขึ้นมานั้นต้องนำมาผ่าเป็น 4 ส่วนแล้วจึง นำไปตากแห้ง พอผักตบชวาแห้งแล้วนำมาพรมน้ำให้ชุ่มและถักเป็นเปียให้พอกับงานที่ต้องการ จากนั้นจึงเข้าสู่การจักสาน การแปรรูปซึ่งมีหลายขั้นตอนหลายวิธีการ เทคนิควิธีการจักสานจะขึ้นอยู่ กับความชำนาญของตัวผู้ทำ มีการสร้างมูลค่าให้กับผักตบชวาที่ไร้ประโยชน์ด้วยวิธีการแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาเป็นที่วางจาน และที่รองแก้ว กระเป๋า ตะกร้า หมวก และขั้นตอนสุดท้าย คือการจำหน่าย พบว่าทางกลุ่มมีช่องทางการจัดจำหน่ายในช่องทางการขายออนไลน์ถนนคนเดินใน จังหวัดพะเยา ร้านค้าทั้งต่างอำเภอและร้านค้าในหมู่บ้านใกล้เคียงก็สามารถมารับไปขายได้หรือ จำหน่ายไปทั่วในเขตภาคเหนือและกรุงเทพมหานครซึ่งจะนำไปขายปลีกที่สวนจตุจักร ใน ห้างสรรพสินค้า อีกทั้งยังส่งออกไปต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น
37 ตอนที่2 การสร้างรายได้สู่ชุมชน การสร้างรายได้สู่ชุมชนจากการจักสานผักตบชวา ของคนในชุมชนบ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมืองจังหวัดพะเยา ภูมิปัญญาการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวาสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยอดีต เป็นภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษมอบให้ลูกหลาน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนใน ครอบครัวและของชุมชน ในอดีตการจักสานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาอาจเป็นอาชีพเสริมจะ เอาไว้ทำเมื่อว่างจากการทำไร่ทำนาที่เป็นอาชีพหลัก เพราะรายได้แค่จากการทำไร่ทำนาอย่างเดียว ไม่ พอใช้ในครอบครัว ปัจจุบันมีการพัฒนาลวดลาย รูปแบบผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาที่หลากหลายมาก ขึ้น ทำให้การมีรายได้เสริมจากการแปรรูปผักตบชวาสามารถนำไปเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน และยังเป็น การสร้างความเข้มแข็ง เกิดการพึ่งพาตนเองได้ของคนในชุมชน 1. กระบวนการสร้างรายได้ของคนในชุมชนจากภูมิปัญญาการจักสานหัตถกรรมจาก ผักตบชวา จากการสัมภาษณ์นาง ศศิกานต์ ชำนาญยา ได้ให้ข้อมูลว่า “ตั้งแต่ตนเกิดมาเริ่มที่จะรู้ความ พ่อแม่ก็สอนให้รู้จักวิธีการจักสานผักตบชวา เพราะมันเป็น ส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว ของชุมชน ภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น สามารถทำให้เกิดการสร้างอาชีพขึ้น จากสิ่งเหล่านี้ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของการยึดอาชีพจักสานผักตบชวาเป็นอาชีพเสริม เพราะเราสามารถหารายได้เสริมจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว สิ่งที่เราได้มาจากบรรพบุรุษ สิ่งที่เราทุกคนในชุมชนถนัด” ซึ่งสอดคล้องกับ นาง อรพิน อุส่าห์ ที่ให้ข้อมูลว่า “น้าเองก็เป็นสมาชิกอยู่ในกลุ่มจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวา ตอนนี้กลายเป็นว่าสิ่งที่สืบทอดต่อกันมานั้นมีประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง เพราะทุกคนมีพื้นฐานกันอยู่แล้ว เวลาคุยเข้าใจกันง่าย พอถึงเวลาต้อง ทำงานร่วมกัน ได้พูดคุยปรึกษาหารือ มันทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดการเรียนรู้วิธีสร้างรายได้จากสิ่งนี้” 2. การมีรายได้จากการจักสานผักตบชวาสู่การเลี้ยงซีพอย่างยั่งยืน จากการสัมภาษณ์นาง นวล ยาเย็น ได้ให้ข้อมูลว่า “หลังจากที่ป้าว่างจากการทำนา ป้าก็จะมานั่งสานผักตบชวา เพราะแค่การทำนาคงไม่พอใช้จ่ายในแต่ละวัน แต่การสานผักตบชวา มันทำให้ครอบครัวป้ามีรายได้พอที่จะเลี้ยงตัวเองและคนในครอบครัวได้ ถึงจะไม่ได้ทำให้รํ่ารวยมากมายแต่ก็มีเงินทองใช้ไม่ขัดสน”
38 นอกจากนั้น นาง ผ่องศรี ปรีชาพงศ์มิตร ได้ให้ข้อมูลว่า “ป้าเป็นประธานกลุ่มมีหน้าที่ ที่จะต้องรับจากทุกคนมาทำต่อ คนที่เอามาส่งให้ป้า ป้าก็ให้เงินเขาไปถือว่าเป็นค่าแรงเพิ่มในแต่ละวัน เงินตรงนี้จะไปช่วยเหลือ จุนเจือครอบครัวเขา ช่วยทำ ให้มีรายได้เสริม มีเงินเก็บไว่ใช้ในอนาคต ป้า สามารถส่งลูกทุกคนเรียนจนจบ จากการมีรายได้ที่ ได้มาจากการสานผักตบชวา” สรุปการสร้างรายได้สู่ชุมชน กระบวนการสร้างรายได้ของคนในชุมชนบ้าน สันป่าม่วงจากภูมิปัญญาการจักสานหัตถกรรม จากผักตบชวาสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยอดีต เป็นภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษมอบให้ลูกหลาน จนกลายเป็น ส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวและของชุมชน ต้องผ่านการสั่งสม ประสบการณ์ การเรียนรู้การลองผิดลองถูกในกระบวนการจักสานและแปรรูปแต่ละขั้นตอน ในอดีตการจักสานแปร รูปผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาอาจเป็นอาชีพเสริมจะเอาไว้ทำเมื่อว่างจากการทำไร่ทำนาที่เป็นอาชีพ หลัก เพราะรายได้แค่จากการทำไร่ทำนาอย่างเดียว ไม่พอใช้ในครอบครัว ปัจจุบันมีการพัฒนา ลวดลาย รูปแบบผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้การมีรายได้เสริมจากการแปรรูป ผักตบชวาสามารถนำไปเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน และยังเป็นการสร้างความเข้มแข็ง เกิดการพึ่งพาตนเอง ได้ของคนในชุมชน
39 บทที่5 สรุปผลการศึกษา อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรม จากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ชุมชน : กรณีศึกษา กลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่า ม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นการจักสาน หัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ชุมชน : กรณีศึกษา กลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ประกอบด้วย การนำผักตบชวามาจากแหล่งน้ำ การ เตรียมอุปกรณ์วิธีการจักสาน การแปรรูปผลิตภัณฑ์การจำหน่ายและการสร้างรายได้กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการ วิจัยครั้งนี้คือ สมาชิกของกลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการผักตบชวา มี ประสบการณ์ยาวนาน และประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ รวบรวมข้อมูลคือแบบสัมภาษณ์แนวการสังเกต และวิเคราะห์ข้อมูล โดยผู้ศึกษาได้ใช้การพรรณนา วิเคราะห์ร่วมกับการตีความของผู้ศึกษา สรุปผลการศึกษา ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์เรื่องภูมิ ปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ชุมชน : กรณีศึกษา กลุ่มจัก สานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ทำให้ทราบถึงภูมิปัญญา ท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ชุมชน ประกอบด้วยการนำผักตบชวา มาจากแหล่งน้ำ การเตรียมอุปกรณ์วิธีการจักสาน รูปแบบของลวดลาย การแปรรูปผลิตภัณฑ์การ จำหน่ายและการสร้างรายได้ซึ่งสามารถสรุปรายละเอียดได้ดังนี้ 1. จากการศึกษาผู้ศึกษาพบว่า การจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวาเป็นอาชีพที่คนในชุมชน บ้านสันป่าม่วง สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เพราะสมัยนั้นคนในชุมชนนิยมนำผักตบชวามาจักสาน แปรรูปเป็นกระเป๋า เครื่องใช้ต่างๆเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่สวยงามและสร้างรายได้ชื่อเสียงให้กับชุมชน ซึ่งกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาที่ผู้ศึกษาได้ทำการศึกษานั้น มีทั้งหมด 4 องค์ประกอบ เริ่มตั้งแต่การนำเอาผักตบชวาขึ้นมาตากให้แห้งจนถึงการจำหน่าย โดยการนำผักตบชวาขึ้นมานั้นต้อง นำมาผ่าเป็น 4 ส่วนแล้วจึงนำไปตากแห้ง พอผักตบชวาแห้งแล้วนำมาพรมน้ำให้ชุ่มและถักเป็นเปียให้ พอกับงานที่ต้องการ จากนั้นจึงเข้าสู่การจักสาน การแปรรูปซึ่งมีหลายขั้นตอนหลายวิธีการ เทคนิค วิธีการจักสานจะขึ้นอยู่กับความชำนาญของตัวผู้ทำ มีการสร้างมูลค่าให้กับผักตบชวาที่ไร้ประโยชน์
40 ด้วยวิธีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาเป็นที่วางจาน และที่รองแก้ว กระเป๋า ตะกร้า หมวก และ ขั้นตอนสุดท้าย คือการจำหน่าย พบว่าทางกลุ่มมีช่องทางการจัดจำหน่ายในช่องทางการขายออนไลน์ ถนนคนเดินในจังหวัดพะเยา ร้านค้าทั้งต่างอำเภอและร้านค้าในหมู่บ้านใกล้เคียงก็สามารถมารับไป ขายได้หรือจำหน่ายไปทั่วในเขตภาคเหนือและกรุงเทพมหานครซึ่งจะนำไปขายปลีกที่สวนจตุจักร ใน ห้างสรรพสินค้า อีกทั้งยังส่งออกไปต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น 2. การสร้างรายได้สู่ชุมชน จากการศึกษาผู้ศึกษาพบว่า กระบวนการสร้างรายได้ของคนใน ชุมชนบ้าน สันป่าม่วงจากภูมิปัญญาการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวาสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยอดีต เป็นภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษมอบให้ลูกหลาน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนใน ครอบครัวและของชุมชน ต้องผ่านการสั่งสม ประสบการณ์การเรียนรู้การลองผิดลองถูกใน กระบวนการจักสานและแปรรูปแต่ละขั้นตอน ในอดีตการจักสานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาอาจ เป็นอาชีพเสริมจะเอาไว้ทำเมื่อว่างจากการทำไร่ทำนาที่เป็นอาชีพหลัก เพราะรายได้แค่จากการทำไร่ ทำนาอย่างเดียว ไม่พอใช้ในครอบครัว ปัจจุบันมีการพัฒนาลวดลาย รูปแบบผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา ที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้การมีรายได้เสริมจากการแปรรูปผักตบชวาสามารถนำไปเลี้ยงชีพได้อย่าง ยั่งยืน และยังเป็นการสร้างความเข้มแข็ง เกิดการพึ่งพาตนเองได้ของคนในชุมชน อภิปรายผล จากการศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวากับการสร้างรายได้สู่ ชุมชน : กรณีศึกษา กลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง หมู่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา พบว่า การจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวาเป็นอาชีพที่คนในชุมชนสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เมื่อ ว่างจากการทำไร่ทำนาที่เป็นอาชีพหลัก ผู้คนก็จะนำผักตบชวามาจักสานเป็นกระเป๋า หมวก ที่รอง แก้ว ตะกร้า หรือทำเป็นข้าวของเครื่องใช้โดยกระบวนการทำมีหลายขั้นตอนแต่ละขั้นตอนมี ความสำคัญและต้องใช้ทักษะเฉพาะ ซึ่งผลการศึกษาดังกล่าวมีความสอดคล้องกับงานวิจัยของ วสันต์ วรเจริญ (2561) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชนในกลุ่มจักสานผักตบชวา ตำบลคำไผ่ อำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร จากการศึกษาพบว่า 1) ภูมิปัญญาการจักสานของกลุ่มจัก สานตำบลคำไผ่เป็นวิถีชาวบ้านที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากรุ่นสู่ รุ่นโดยการลงมือปฏิบัติการ สังเกตการณ์การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติและการวิเคราะห์จนเกิดเป็นภูมิปัญญาและ ถ่ายทอดโดยการ นำภูมิปัญญาดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ในการผลิตผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา 2) การจักสานลายขิดเกิด จากการดัดแปลงฟืมและไม้ลาย ซึ่งลายขิดเกิดจากการนำลวดลายบนผ้าทอตลอดทั้งสิ่งต่างๆที่พบเห็น ตามธรรมชาติมาประยุกต์และจักสานจนเกิดเป็นลวดลายต่างๆบนกระเป๋า ตะกร้า หมวก
41 กระบวนการจักสานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผักตบชวามีกระบวนการ 4 กระบวนการ ได้แก่ (1) การ เตรียมวัสดุ (2) การออกแบบลวดลาย (3) การจักสาน (4) การเก็บริมกระเป๋า ในปัจจุบันกลุ่ม ผักตบชวาตำบลคำไผ่มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จักสานจากผักตบชวาซึ่งประกอบด้วย เสื่อ กระเป๋า แจกัน หมวก กล่องทิชชูชุดรองแก้ว กล่องเอนกประสงค์ที่นอนเบาะนั่ง และผลิตภัณฑ์อื่นๆ และ สอดคล้องกับ เบญจพร ประจง (2561) ได้ศึกษาเรื่อง การจักสานผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาเพื่อ พัฒนาการออกแบบงานประยุกต์ศิลป์จากภูมิปัญญา ท้องถิ่น : กรณีศึกษา ศิลปหัตถกรรมจักสานจันท บูร จังหวัดจันทบุรีจากการศึกษาพบว่า ศิลปหัตถกรรมจักสาน จันทบูรมีประวัติความเป็นมา แนวคิด รูปแบบ เทคนิค วัสดุกระบวนการจักสานและกระบวนการสร้างงานที่ได้รับสืบทอดกันมาจากบรรพ บุรุษ จนกลายเป็นวิถีชีวิต เป้าหมายของการผลิต คือ การดำรงอยู่ของครอบครัวและชุมชนโดยการ พึ่งพาแรงงานในครอบครัว พึ่งทรัพยากรที่หาได้ในท้องถิ่น และพึ่งกันเองในชุมชน จนเกิดการรวมกลุ่ม และได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานอื่นๆ ทำให้เกิดการสร้างรายได้ใน ชุมชน ผลการศึกษาอาจจะเป็นเพราะว่า กระบวนการจักสานผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน จะต้องได้รับการส่งเสริม การอนุรักษ์และการพัฒนาต่อไป โดยเฉพาะการต่อยอดในชิ้นงาน การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาให้มีความหลากหลาย และการสร้าง ลวดลายของกระเป๋า หมวก ตะกร้า ให้มีความทันสมัย เพื่อเสริมสร้างอาชีพเสริมแก่ ครอบครัว คนใน ชุมชน และคนรุ่นใหม่ในอนาคต
42 ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนำผลการศึกษาไปใช้ 1. ควรนำผลการศึกษามาเป็นแนวทางในการส่งเสริมให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อสืบทอดภูมิ ปัญญาท้องถิ่นการจักสานหัตถกรรมจากผักตบชวาเพิ่มมากขึ้น 2. ควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำผลการศึกษาที่ได้ไปเป็นแนวทางในการส่งเสริมการสร้าง รายได้ให้กับกลุ่มอาชีพอื่นๆ รวมไปถึงผู้ที่สนใจกระบวนการสร้างรายได้ของกลุ่มจักสานหัตถกรรม ผักตบชวา บ้านสันป่าม่วง ข้อเสนอแนะการศึกษาครั้งต่อไป 1. ควรมีการศึกษาวิธีการออกแบบลวดลายของกลุ่มจักสานหัตถกรรมผักตบชวา บ้านสันป่า ม่วง ม.4 2. ควรมีการศึกษากลุ่มเป้าหมายในชุมชนอื่นหรือพื้นที่ใกล้เคียง ที่ชุมชนมีการรวมกลุ่มจัก สานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา เพื่อจะได้ศึกษาถึงกระบวนการว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกัน อย่างไร และสามารถนำไปพัฒนากลุ่มอาชีพของตนเองให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น