๑
ทบทวนเนือ้ หาวชิ าภาษาไทย
ส่วนประกอบภาษา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์วศิ ลั ย์ศยา รุดดษิ ฐ์
หน่วยเสียง คือ หน่วยที่เลก็ ท่ีสดุ ในภาษา ไมส่ ามารถแยกออกไปได้อกี ซง่ึ เป็น
สว่ นประกอบของพยางค์ และคํา เช่น
แม่ ประกอบด้วย /ม/ + /แอ/ + /เอก/
ลกู ประกอบด้วย /ล/ + /อ/ู + /ก/ + /เสียงตรี/
หนว่ ยเสียงทส่ี ําคญั ในภาษาไทยมี ๓ ชนิด ได้แก่
๑. หน่วยเสยี งพยญั ชนะ
๒. หน่วยเสยี งสระ
๓. หน่วยเสียงวรรณยกุ ต์
หน่วยเสียงสระ
คอื เสยี งที่เปลง่ ออกมาจากลาํ คอโดยตรง ไมถ่ กู อวยั วะในปากปิ ดกนั้ ลมไว้ เป็นเสยี ง
แท้ หนว่ ยเสียงสระในภาษาไทยแบง่ ออกเป็น ๒ ชนิด คอื หนว่ ยเสียงสระเดยี่ ว และ หนว่ ย
เสยี งสระประสม
๑. หน่วยเสยี งสระเด่ียว มี ๑๘ เสยี ง แบง่ ออกเป็ นเสียงสนั้ และเสียงยาวอยา่ งละ ๙
เสียง ได้แก่
เสยี งสนั้ เสียงยาว
อิ อี
อึ อื
อุ อู
เอะ เอ
เออะ เออ
โอะ โอ
แอะ แอ
๒
อะ อา
เอาะ ออ
๒. หนว่ ยเสยี งสระประสม หรือสระเล่ือน มี ๓ หนว่ ย ได้แก่
เอยี ะ / เอยี เกิดจาก อิ / อี เล่อื นมาหา อะ / อา
เอือะ / เอือ เกิดจาก อึ / อื เลอื่ นมาหา อะ / อา
อวั ะ / อวั เกิดจาก อุ / อู เลอ่ื นมาหา อะ / อา
ข้อสังเกต อํา ไอ ใอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦา เรียกวา่ พยางค์ เพราะประกอบด้วย
เสยี งพยญั ชนะต้น เสียงสระ เสียงพยญั ชนะท้าย และเสยี งวรรณยกุ ต์ ดงั นี ้
อาํ แทนเสียง อะ + ม + เสยี งสามญั
ไอ ใอ แทนเสียง อะ + ย + เสยี งสามญั
เอา แทนเสยี ง อะ + ว + เสยี งสามญั
ฤ แทนเสยี ง ร + อึ + เสียงตรี
ฤา แทนเสียง ร + อือ + เสยี งสามญั
ฦ แทนเสียง ล + อึ + เสียงตรี
ฦา แทนเสียง ล + อือ + เสยี งสามญั
หน่วยเสียงพยญั ชนะ คือ เสยี งที่เปลง่ ออกมาจากลาํ คอแล้วถกู อวยั วะตา่ งๆในปาก
ปิ ดกนั้ ลมไว้ เป็ นเสียงแปร หนว่ ยเสยี งพยญั ชนะในภาษาไทยมี ๒๑ หนว่ ยเสยี ง มี ๔๔ รูป
ดงั นี ้
หนว่ ยเสยี งพยญั ชนะ รูปอกั ษร
/ก/ ก
/ค/ ข ค ฆ
/ง/ ง
/จ/ จ
/ช/ ช ฌ ฉ
/ซ/ ซ ศ ษ ส
/ด/ ด ฎ
/ต/ ต ฏ
๓
/ท/ ฐ ถ ท ธ ฑ ฒ
/น/ น ณ
/บ/ บ
/ป/ ป
/พ/ ผ พ ภ
/ฟ/ ฟ ฝ
/ม/ ม
/ย/ ย ญ
/ร/ ร
/ล/ ล ฬ
/ว/ ว
/ฮ/ ห ฮ
/อ/ อ
การปรากฏของหน่วยเสียงพยัญชนะ
๑. หน่วยเสียงพยญั ชนะต้น คือหน่วยเสยี งที่ปรากฏอยใู่ นตําแหน่งต้นของพยางค์
แบง่ ออกเป็น ๒ ชนิด คือ
๑.๑ หน่วยเสียงพยญั ชนะต้นเดยี่ ว หนว่ ยเสยี งพยญั ชนะทงั้ ๒๑ หนว่ ยเสยี งเป็ นหนว่ ย
เสียงพยญั ชนะต้นเดี่ยว เชน่ ก้าน เข็ม คม
๑.๒ หนว่ ยเสียงพยญั ชนะต้นควบ เป็นหน่วยเสยี งพยญั ชนะต้น ๒ เสียงปรากฏเฉพาะ
ในตาํ แหน่งต้นพยางค์ ได้แก่ ก ข ค ต พ ผ ป ท ท่ีควบกบั ร ล ว ดงั นี ้
/กร/ เชน่ กราบ เกรียงไกร
/กล/ เช่น กล้อมแกล้ม กลบั กลาย
/กว/ เช่น กว้าง แกวง่ ไกว
/ขร/ เชน่ ขรัว ขรุขระ
/ขล/ เช่น ขลงั ขลกุ ขลกั
/ขว/ เช่น ขวญั ขวนขวาย
/คร/ เชน่ ครอบครัว ครัง้ คราว
/คล/ เชน่ คลง่ั ไคล้ คลบั คล้าย
๔
/คว/ เช่น ความ ควาย
/ตร/ เช่น ตรวจตรา ตริตรอง
/พร/ เชน่ พรักพร้อม
/พล/ เช่น พลกิ แพลง
/ผล/ เช่น ผลาญ
/ปร/ เชน่ ปราบปราม ปรีดเ์ิ ปรม
/ปล/ เช่น ปลดปลอ่ ย แปลกปลอม
/ทร/ เช่น นิทรา อินทรา จนั ทรา
เสยี งควบกลาํ ้ ที่ได้รับอทิ ธิพลมาจากภาษาตา่ งประเทศ มี ๕ เสยี ง ได้แก่
/บร/ เชน่ เบรก บรั่นดี
/บล/ เช่น บลอ็ ก
/ดร/ เชน่ ดรีม ดรัมเมเยอร์
/ฟร/ เช่น ฟรี เฟรนด์
/ฟล/ เชน่ แฟลต ฟลอู อรีนส์
ข้อสังเกต คาํ บางคาํ แม้จะเขียนด้วยพยญั ชนะ ๒ ตวั แตอ่ อกเป็ นเสียงเดยี ว คาํ
เหลา่ นีไ้ มจ่ ดั เป็นเสยี งพยญั ชนะต้นควบ ได้แก่
- คาํ ท่ีใช้ ห หรือ อ นําพยญั ชนะต่ําเดย่ี ว เชน่ หงอน ใหญ่ หนาว หรูหรา
อยา่ อยู่ อยา่ ง อยาก
- คาํ ที่เขียนด้วย ทร แตอ่ อกเสียง ซ เช่น ทราบ ทรุดโทรม ทรวดทรง
๒. หน่วยเสียงพยัญชนะท้าย หรือ หนว่ ยเสยี งพยญั ชนะตวั สะกด ในภาษาไทยมี ๘
หนว่ ยท่ีมีพยญั ชนะท้าย ได้แก่
มาตราสะกด สญั ลกั ษณ์แทนเสียง ตวั อกั ษร
แมก่ ก /ก/ ก ข ค ฆ
แมก่ ด /ด/ จ ช ซ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ด ต ถ ท ธ ศ ษ ส
แมก่ บ /บ/ บ ป พ ภ ฟ
แมก่ ง /ง/ ง
แมก่ น /น/ น ณ ญ ร ล ฬ
๕
แมก่ ม /ม/ ม
แมเ่ กย /ย/ ย
แมเ่ กอว /ว/ ว
ข้อสังเกต
คาํ บางไมป่ รากฏรูปพยญั ชนะสะกด แตป่ รากฏเสยี งพยญั ชนะสะกด ได้แกพ่ ยางค์
อาํ ไอ ใอ เอา เช่น จํา ใจ ให้ เรา
คําบางคํามีรูปพยญั ชนะสะกดที่มีรูปสระกํากบั แตร่ ูปสระนนั้ ไมอ่ อกเสียง เชน่
ธาตุ เมรุ ญาติ
หน่วยเสียงวรรณยุกต์
มี ๕ หน่วยเสียง คือ สามญั เอก โท ตรี จตั วา
มีรูปวรรณยกุ ต์ ๔ รูป คือ
หนว่ ยเสียงวรรณยกุ ต์ของไทยมีความสมั พนั ธ์กบั อกั ษรสงู อกั ษรกลาง อกั ษรต่ํา
คําเป็น คําตาย
อกั ษรสงู ๑๑ ตวั ได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห
อกั ษรกลาง ๙ ตวั ได้แก่ ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป อ
อกั ษรตํา่ ๒๔ ตวั ได้แก่ ค ฅ ฆ ช ซ ฌ ฑ ฆ ท ธ ฟ ภ ย พ ฮ ญ ล ณ น ม
ร ฬ ง ว โดยแบง่ เป็น อกั ษรตํา่ เดี่ยว ๑๐ ตวั และอกั ษรตาํ่ คู่ ๑๔ ตวั
อกั ษรตํา่ เดย่ี ว ได้แก่ ง ญ น ย ณ ร ว ม ฬ ล
อกั ษรตํา่ คู่ อกั ษรสงู
คฅฆ ขฃ
ชฌ ฉ
ซ ศษส
ฑฒทธ ถ
พภ ผ
ฟฝ
ฮห
๖
การผันวรรณยุกต์
คอื การนําคําหรือพยางค์มาแจกแจงระดบั เสยี งวรรณยกุ ต์ การผนั วรรณยกุ ต์มี
ความสมั พนั ธ์กบั อกั ษรสงู กลาง ตาํ่ คําเป็น คาํ ตาย ดงั นี ้
อกั ษร /คําเป็น /คาํ สามญั เอก โท ตรี จตั วา
ตาย
อกั ษรสงู คาํ เป็ น ___ ขา่ ข้า ___ ขา
คาํ ตาย ___ ขดั ___ ___ ขดั๋
อกั ษรกลาง คําเป็ น กา กา่ ก้า ก๊า ก๋า
คาํ ตาย ___ กะ ก้ะ ก๊ะ กะ๋
อกั ษรตํ่า คําเป็ น คา ___ คา่ ค้า ___
คําตายเสยี ง ___ ___ คะ่ คะ ___
สนั้ ___ ___ คาก ___ ___
คาํ ตายเสยี ง
ยาว
โครงสร้ างพยางค์
พยางค์ ประกอบด้วย เสยี งพยญั ชนะต้น เสยี งสระ เสยี งวรรณยกุ ต์ (เสียง
พยญั ชนะท้าย )
พยางค์แบง่ ออกเป็ น ๒ ชนิด คอื พยางค์ปิ ด และพยางค์เปิ ด
พยางค์ปิ ด คอื พยางค์ท่ีมีเสยี งพยญั ชนะท้าย รวมทงั้ อํา ไอ ใอ เอา เช่น
ยิ่งใหญ่ยงั่ ยืน ยอ่ มเยา ยามเย็น
พยางค์เปิ ด คือ พยางค์ที่ไมม่ ีเสยี งพยญั ชนะท้าย เชน่
ปปู ลา เสือ้ ผ้า ทะเล
ข้อสังเกต สระเอีย เออื อวั อือ ออ ท่ีมีอกั ษร อ ย ว ไมใ่ ช่ตวั สะกดและ
ไมใ่ ชเ่ สยี งพยญั ชนะท้าย เช่น ช่อบวั เคลยี คลอล้อมะเดือ่
๗
หน่วยเสียงพยัญชนะต้น
หนว่ ยเสียงพยญั ชนะ ๒๑ หน่วยเสยี ง แบง่ ออกเป็น หน่วยเสยี งพยญั ชนะต้นเดี่ยว
และหนว่ ยเสยี งพยญั ชนะต้นควบ
๑. หนว่ ยเสยี งพยญั ชนะต้นเดยี่ ว หน่วยเสียงพยญั ชนะทงั้ ๒๑ หน่วยเสียงเป็ นหน่วย
เสยี งพยญั ชนะต้นเด่ยี วได้ทกุ ตวั เชน่
/ก/ ก้อน ก่ิง แก้ว /ง/ งา่ ย งอแง เง่ือน
/ต/ ตาล ตี ตวั /ม/ มาก มอง มรรค
๒. หน่วยเสยี งพยญั ชนะต้นควบ หนว่ ยเสยี งพยญั ชนะตวั แรก ได้แก่ /ก/ /ข/ /ค/ /ต/ /
พ/ /ผ/ /ทร/
โดยมีพยญั ชนะตวั ที่สองเป็น /ร/ /ล/ /ว/ เชน่
/กร/ กรอบแกรบ กรุยกราย /คล/ คล้มุ คลง่ั คลงั่ ไคล้
/ขว/ ขวาน ขวนขวาย /ทร/ นิทรา อนิ ทรา จนั ทรา
นอกจากนีย้ งั มีหนว่ ยเสียงพยญั ชนะต้นควบที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาตา่ งประเทศอกี ๕
เสยี ง ได้แก่
/บร/ เบรก แบรนด์ /บล/ บลอ็ ก
/ดร/ ดรัมเมเยอร์ ดราฟ /ฟร/ ฟรี เฟรนช์ฟรายส์
/ฟล/ แฟลต ฟล๊คุ
ข้อสังเกต คําท่ีใช้ “ ห ” นําอกั ษรต่ําเดยี่ ว เชน่ หงอน หญิง หยาบ หนาว หมา
และ “ อ ” นํา “ ย “ อยา่ อยู่ อยา่ ง อยาก ไมจ่ ดั เป็นเสียงพยญั ชนะต้นควบ
คําที่ใช้ /ทร/ ท่ีออกเป็ นเสยี ง / ซ/ เชน่ ทรวดทรงทราบทรามทราย ไมจ่ ดั เป็ นเสยี ง
พยญั ชนะต้นควบ
๘
แบบทดสอบ
๑. ข้อใดมีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกนั ทุกคาํ
๑. หนุ่ม เหนือ โหน ไหน
๒. คว่าํ ไขว่ ค่วั แขวน
๓. พลัง้ เผลอ ไพล แผลง
๔. อยาก แหย อยู่ แหบ
ตอบ ข้อ ๓ เพราะทกุ คาํ อ่านออกเสียงแบบพยญั ชนะควบกลาํ้
เสียงพยัญชนะควบกลาํ้ มี ๑๑ หน่วยเสียง ดงั นี้
/กร/ /กล/ /กว/ /คร/ /คล/ /คว/ /ตร/ /ปร/ /ปล/ /พร/ /พล/
/คร/ /คล/ /คว/ ใช้ได้ทงั้ รูป /ขร/ /ขล/ /ขว / เช่น ครอบครัว ขรุขระ
บางแห่งเพ่มิ หน่วยเสียง / ทร/ เช่น จันทรา อนิ ทรา
ข้อ ๑ หนุ่ม เหนือ ไหน อ่านออกเสียงแบบอกั ษรนํา โหน เป็ นเสียง
พยญั ชนะต้นเด่ยี ว
ข้อ ๒ คว่าํ ไขว่ แขวน อ่านออกเสียงแบบพยญั ชนะควบกลาํ้ ค่ัวเป็ นเสียง
พยญั ชนะ
ต้นเด่ยี ว
ข้อ ๔ อยาก แหย อยู่ อ่านออกเสียงแบบอักษรนํา แหบ เป็ นเสียงพยัญชนะ
ต้นเด่ยี ว
๒. คาํ ในข้อใดออกเสียงควบกลาํ้ ทุกคาํ
๑. กลวง แปรก ควาย ตรอง หล่ัน
๒. แขวน กลัว แตร กริช ครุย
๓. สรวล ครบ กล้า ปรัก ปลาต
๔. เกล็ด คลาด หวาด ปลาย กราบ
ตอบ ข้อ ๒ เพราะ ทุกคาํ อ่านออกเสียงพยัญชนะควบกลาํ้
ข้อ ๑ แปรก อ่านว่า ปะ – แหรก เป็ นอักษรนํา หมายถงึ ไม้ยาวสาํ หรับ
ประกบหวั เพลาทงั้ ๒ ข้างของเกวียนหรือราชรถกนั ไม่ให้ลูกล้อเล่ือนหลุด
ข้อ ๓ สรวล อ่านว่า สวน เป็ นเสียงควบไม่แท้ หมายถงึ หวั เราะ
๙
ปรัก อ่านว่า ปะ – หรัก เป็ นอกั ษรนํา หมายถงึ ชาํ รุดทรุดโทรม
อ่านว่า ปรฺ ัก เป็ นเสียงควบแท้ หมายถงึ เงนิ
ปลาต อ่านว่า ปะ – ลาด เป็ นอักษรนํา หมายถงึ หนีไป
ข้อ ๔ หวาด อ่านว่า หวาด เป็ นอักษรนํา หมายถงึ สะดุ้งกลัว
๓. ข้อใดพยางค์แรกไม่มีเสียงพยญั ชนะสะกด
๑. โฆษณา ๒. กรรมาธิการ
๓. วาตภยั ๔. ทฐิ ิ
ตอบ ข้อ ๓ เพราะ วาตภยั อ่านว่า วา – ตะ – ภยั ไม่มีเสียงพยญั ชนะ สะกดใน
พยางค์แรก
ข้อ ๑ โฆษณา อ่านว่า โคด – สะ – นา พยางค์แรกมีเสียงพยัญชนะ
สะกด /ด/
ข้อ ๒ กรรมาธิการ อ่านว่า กาํ – มา – ทิ –กาน พยางค์แรกมีเสียง
พยญั ชนะสะกด /ม/
ข้อ ๔ ทฐิ ิ อ่านว่า ทดิ - ถิ พยางค์แรกมีเสียงพยญั ชนะสะกด / ด/
๔. ข้อใดมีเสียงวรรณยุกต์ตรงกบั เสียงวรรณยุกต์ในข้อความ “ สิบปากว่าไม่เท่าตา
เหน็ ”
๑. หากใจมุ่งม่ันไร้แปรผัน
๒. เดก็ เก่งมักขวนขวายสร้างสรรค์
๓. รีบเก่ียวข้าวให้ทนั วนั เสาร์
๔. บุกบ่นั มุ่งสร้างบ้านชวนฝัน
ตอบ ข้อ ๔ เพราะบุกบ่นั มุ่งสร้างบ้านชวนฝัน มีเสียงวรรณยุกต์ตรงกัน ดงั นี้
เสียง เอก เอก โท โท โท สามัญ จตั วา
โจทย์ สิบ ปาก ว่า ไม่ เท่า ตา เหน็
ข้อ ๔ บุก บ่นั มุ่ง สร้าง บ้าน ชวน ฝัน
ข้อ ๑ หากใจมุ่งม่ันไร้แปรผัน คือ เสียง เอก สามัญ โท โท ตรี สามัญ
จตั วา
๑๐
ข้อ ๒ เดก็ เก่งมักขวนขวายสร้างสรรค์ คือ เสียง เอก เอก ตรี จัตวา
จัตวา โท จตั วา
ข้อ ๓ รีบเก่ยี วข้าวให้ทนั วนั เสาร์ คือ เสียง โท เอก โท โท สามัญ
สามัญ จัตวา
๕. ข้อใดมีคาํ ท่ปี ระกอบด้วยเสียงสระเด่ยี วทุกคาํ
๑. ส่ิงแวดล้อมกาํ ลังเส่ือมลงอย่างมาก
๒. อันเน่ืองมาจากการกระทาํ ของมนุษย์เอง
๓. โลกจะสวยงามได้ด้วยสองมือเรา
๔. จงมาพทิ กั ษ์ธรรมชาติ ลาํ ธารและป่ าไม้
ตอบ ข้อ ๔ เพราะ จงมาพทิ กั ษ์ธรรมชาติ ลาํ ธารและป่ าไม้
ทกุ คาํ ประกอบด้วยเสียงสระเด่ยี ว
ข้อ ๑ ส่ิงแวดล้อมกาํ ลังเส่ือมลงอย่างมาก
มีสระประสม คาํ ว่า เส่ือม
ข้อ ๒ อนั เน่ืองมาจากการกระทาํ ของมนุษย์เอง
มีสระประสม คาํ ว่า เน่ือง
ข้อ ๓ โลกจะสวยงามได้ด้วยสองมือเรา มีสระประสม คาํ ว่า สวย
หน่วยเสียงสระ
หน่วยเสียงสระในภาษาไทยแบ่งออกเป็ น ๒ ชนิด คือ หน่วยเสียงสระเด่ยี ว
และ หน่วยเสียงสระประสม
๑. หน่วยเสียงสระเด่ยี ว มี ๑๘ เสียง แบ่งออกเป็ นเสียงสัน้ และเสียงยาวอย่างละ ๙
เสียง ได้แก่
เสียงสัน้ เสียงยาว
อิ อี
อึ อื
อุ อู
เอะ เอ
เออะ เออ
โอะ โอ
๑๑
แอะ แอ
อะ อา
เอาะ ออ
๒. หน่วยเสียงสระประสม หรือสระเล่ือน มี ๓ หน่วย ได้แก่
เอยี ะ / เอยี เกดิ จาก อิ / อี เล่ือนมาหา อะ / อา
เอือะ / เอือ เกดิ จาก อึ / อื เล่ือนมาหา อะ / อา
อัวะ / อวั เกดิ จาก อุ / อู เล่ือนมาหา อะ / อา
ข้อสังเกต อาํ ไอ ใอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦา เรียกว่า พยางค์ เพราะ
ประกอบด้วย เสียงพยัญชนะต้น เสียงสระ เสียงพยัญชนะท้าย และเสียง
วรรณยุกต์ ดงั นี้
อาํ แทนเสียง อะ + ม + เสียงสามัญ
ไอ ใอแทนเสียง อะ + ย + เสียงสามัญ
เอา แทนเสียง อะ + ว + เสียงสามัญ
ฤ แทนเสียง ร + อึ + เสียงตรี
ฤา แทนเสียง ร + อือ + เสียงสามัญ
ฦ แทนเสียง ล + อึ + เสียงตรี
ฦา แทนเสียง ล + ออื + เสียงสามัญ
๖. บทประพนั ธ์นีม้ ีคาํ ท่ปี ระกอบด้วยสระประสมก่ีคาํ ( ไม่นับคาํ ซาํ้ )
จะพดู จาปราศรัยกับใครนัน้ อย่าตะคัน้ ตะคอกให้เคอื งหู
ไม่ควรพดู อือ้ องึ ขนึ้ มงึ กู คนจะหลู่ล่วงลามไม่ขามใจ
แม้นจะเรียนวชิ าทางค้าขาย อย่าปากร้ายพดู จาอชั ฌาสัย
จะซือ้ ง่ายขายดมี ีกาํ ไร ด้วยเขาไม่เคอื งจติ ระอดิ ระอา
๑. ๕ คาํ ๒. ๖ คาํ
๓. ๗ คาํ ๔. ๘ คาํ
ตอบ ข้อ ๑ เพราะ มีคาํ ท่ปี ระกอบด้วยเสียงสระประสม
๕ คาํ คอื เคอื ง ควร ล่วง เรียน ด้วย
๑๒
๗. ข้อใดมีจาํ นวนพยางค์ปิ ดน้อยท่สี ุด
๑. ลาํ พรู ายพรายพร้อยห่งิ ห้อยจับ
๒. สว่างวบั แวววามอร่ามเหลือง
๓. เสมอเมด็ เพชรรัตน์จาํ รัสเรือง
๔. ค่อยประเทอื งทกุ ข์ทศั นาชม
ตอบ ข้อ ๔ เพราะ ค่อยประเทอื งทกุ ข์ทศั นาชม
มีพยางค์ปิ ด ๕ พยางค์ได้แก่ ค่อย เทอื ง ทุกข์ ทศั ชม
ข้อ ๑ ลาํ พรู ายพรายพร้อยห่งิ ห้อยจับ มี ๗ พยางค์
ได้แก่ลาํ ราย พราย พร้อย ห่งิ ห้อย จับ
ข้อ ๒ สว่างวับแวววามอร่ามเหลือง มี ๖ พยางค์ ได้แก่
สว่าง วบั แวว วาม อร่าม เหลือง
ข้อ ๓ เสมอเม็ดเพชรรัตน์จาํ รัสเรือง มี ๖ พยางค์ ได้แก่
เม็ด เพชร รัตน์ จาํ รัส เรือง
โครงสร้ างพยางค์
พยางค์ ประกอบด้วย เสียงพยญั ชนะต้น เสียงสระ เสียงวรรณยุกต์
(เสียงพยัญชนะท้าย )
พยางค์แบ่งออกเป็ น ๒ ชนิด คือ พยางค์ปิ ด
และพยางค์เปิ ด
พยางค์ปิ ด คอื พยางค์ท่มี ีเสียงพยญั ชนะท้าย รวมทงั้
อาํ ไอ ใอ เอา เช่น ย่งิ ใหญ่ ย่ังยนื ย่อมเยา ยามเยน็
พยางค์เปิ ด คอื พยางค์ท่ไี ม่มีเสียงพยญั ชนะท้าย
เช่น ปปู ลา เสือ้ ผ้า ทะเล
ข้อสังเกต สระเอีย เอือ อวั อือ ออ ท่มี ีอักษร อ ย ว ไม่ใช่ตวั สะกดและ
ไม่ใช่เสียงพยัญชนะท้าย เช่น ช่อบวั เคลียคลอล้อ มะเด่อื
๑๓
๘. ข้อใดมีคาํ ท่ไี ม่มีเสียงพยัญชนะท้าย
๑. ไม่คอยรับทรัพย์ใดจากใครหมด
๒. ทงั้ ศักด์ยิ ศสดใสลาภไพศาล
๓. ไม่หวังให้ใครหนุนบุญบนั ดาล
๔. หวังผลงานทกุ อย่างสร้างด้วยตวั
ตอบ ข้อ ๔ เพราะ หวังผลงานทุกอย่างสร้างด้วยตวั
มีคาํ ท่ไี ม่มีเสียงพยัญชนะท้าย ๑ คาํ คอื “ตวั ”
เป็ นเสียงสระ อัว ข้อ ๑ , ๒ , ๓ ทุกคาํ มีเสียง พยัญชนะท้าย
๙. ข้อใดมีเสียงพยัญชนะต้นเด่ยี วมากท่สี ุด
๑. วันพฤหสั เดอื นอ้ายขนึ้ หกค่าํ
๒. กาํ หนดนําเฝ้ าอนงค์อนั ทรงศกั ด์ิ
๓. สององั กฤษคดิ ภกั ดเี ป็ นท่รี ัก
๔. มาชวนชักให้สนานสาํ ราญกาย
ตอบ ข้อ ๓ เพราะ สองอังกฤษคิดภกั ดเี ป็ นท่รี ัก มีเสียงพยญั ชนะต้น
เด่ยี ว ๘ เสียง (ไม่นับเสียงซาํ้ ) ได้แก่ สอง อัง คดิ ภกั ดี เป็ น ท่ี รัก
ข้อ ๑ มีเสียงพยัญชนะต้นเด่ยี ว ๕ เสียง ได้แก่ วัน หสั , หก เดือน อ้าย
ขึน้ ค่าํ
ข้อ ๒ มีเสียงพยัญชนะต้นเด่ยี ว ๕ เสียง ได้แก่ กาํ หนด ,นํา เฝ้ า อ(นงค์) ,
อนั ทรง,ศักด์ิ
ข้อ ๔ มีเสียงพยญั ชนะต้นเด่ยี ว ๖ เสียง ได้แก่ มา ชวน,ชัก ให้ ส(นาน),สาํ
ราญ กาย
ผู้ช่วยศ
ศาสตราจารย์วศิ ัลย์ศยา รุดดษิ ฐ์
เนื
๑. คาํ ซํ้า
๒. คาํ ซ้อน หรือ คาํ คู่
๓. คาํ ประสม
๔. คาํ สมาส
๕. คาํ จากภาษาอนื่ บาลี
นอ้ หาวชิ าการเพมิ่ คาํ
สันสกฤต เขมร ฯลฯ
การเพมิ่
๑. การเลียนเสียงธรรมชาติ เช่น ต
๒. การสร้างคาํ ไดแ้ ก่ คาํ ซอ้ น ค
๓. การยมื คาํ มาจากภาษาอ่ืน เช่น
๔. การกาํ หนดข้ึนมาใชก้ นั เฉพาะก
เช่น เบ ๆ ชิว ๆ
มคาํ ในภาษาไทยเกดิ จาก
ตุก๊ ตุก๊ ก๊อบแก๊บ กร่ิง ครืน
คาํ ซ้าํ คาํ ประสม คาํ สมาส
น ภาษาบาลี สนั สกฤต เขมร ฯลฯ
กลุ่ม เรียก คาํ คะนอง ( Slang )
การเพ
พม่ิ คาํ
ก
พยางค์ คือ เสียงพดู ท่ีเป
คาํ คือ พยางคท์ ี่เปล่งออกม
กี่พยางคก์ ไ็ ด้
ดงั น้นั คาํ จึงประกอบดว้ ย
ตวั อย่าง แป้ ง เป็น
กิ เป็น
ประ เป็น
การเพม่ิ คาํ
ปล่งออกมา
มาแลว้ มีความหมาย โดยจะมี
ย เสียง และ ความหมาย
นพยางค์ และ เป็น คาํ
นพยางค์ กิเลส เป็ นคาํ
นพยางค์ ประชาชน เป็นคาํ
คอื คาํ ทมี่ คี วามหมาย
เดยี วโดด ๆ เช่น พ่อ แม่ พ
ใน บ้าน คาํ มูลพยางค์เด
คาํ มูล
ยชัดเจน ซึ่งเดมิ เป็ นคาํ พยางค์
พี่ น้อง เขา วงิ่ และ เดนิ
ดยี ว
คาํ ม
เช่น กระจาด ลาํ
ตะกกุ ตะกกั กระโดด
มูลหลายพยางค์
าดวน บุษบา ข้าพเจ้า
คาํ ซํ้า คอื คาํ ๆ เดยี
ความหมายเน้นหนักหรือต
มเี คร่ืองหมายไม้ยมก ( ๆ
คาํ ต้น เพอ่ื ให้สังเกตได้ว
คาํ เดย่ี ว ยกเว้นในบทร้อยก
คาํ ซํ้า
ยวกนั นํามากล่าว ๒ คร้ัง มี
ต่างไปจากคําเดี่ยว และต้อง
) กาํ กบั แทนคาํ ท้ายทซ่ี ํ้ากบั
ว่าคาํ ใดเป็ นคาํ ซํ้า หรือ
ยกรอง
ลกั
๑. คาํ ซ้าํ ท่ีซ้าํ คาํ นาม บอกควา
เดก็ ๆ หนุ่ม ๆ เพอื่
๒. คาํ ซ้าํ ท่ีซ้าํ คาํ ขยายนาม ช่วย
เส้ือตวั น้ียงั ดๆี อยเู่ ลย อาก
ลกั ษณะน้ี มกั จะเปลี่ยนเสีย
ส่วนมากจะเปล่ียนเป็ นเสียง
กษณะของคาํ ซํ้า
ามหมายพหูพจน์ เช่น
อน ๆ
ยย้าํ ความหมายใหช้ ดั เจนข้ึน เช่น
กาศร้อน ๆ เมื่อออกเสียงคาํ ซ้าํ ใน
ยงวรรณยกุ ตท์ ่ีคาํ ตน้ ดว้ ย
งตรี เช่น ดดี๊ ี ซ้นซน โต๊โต
ลกั
๓. คาํ ซํ้าทขี่ ยายนามหรือสรรพ
หรือมคี วามหมายลดลง เช
กษณะของคาํ ซํ้า
พนาม ช่วยยาํ้ ความหมาย
ช่น มะนาวลูกใหญ่ๆ
ลกั
๔. คาํ ซํ้าทเี่ กดิ จากคาํ ซ้อน หร
นําคาํ ซ้อนกนั ๒ คู่ เช่น
มดื ๆ มวั ๆ คาํ ซํ้าลกั ษณะน
มาซํ้ากนั ได้เสมอไป เช่น ด
ทาํ เป็ นคาํ ซํ้าได้
กษณะของคาํ ซํ้า
รือเรียกว่า คาํ ซํ้าในคาํ ซ้อน
สวย ๆ งาม ๆ เลก็ ๆ น้อย ๆ
นี้ ไม่ใช่จะสามารถนําคาํ ซ้อน
ดุร้าย ช่ืนชม ไม่สามารถ
ลกั
๕. คาํ ซํ้าทซี่ ํ้าคาํ นามหรือคาํ บอ
นําหน้า เช่น แม่ค้าช่ังมะม
แจกนั แตกเป็
กษณะของคาํ ซํ้า
อกจํานวนนับ เมอ่ื มคี าํ ว่า “เป็ น”
ม่วงเป็ นกโิ ลๆ
ปนเส่ียงๆ ( แตกออกหลายชิ้น )
ลกั
๖. คาํ ซํ้าทซี่ ํ้าคาํ บุพบท มคี ว
ผู้โดยสารโปรดน่ังใน
ช่วยเยบ็ ผ้าตรงริมๆให
วางกระเป๋ าไว้บนๆ น
กษณะของคาํ ซํ้า
วามหมายไม่แน่นอน เช่น
นๆ
ห้หน่อย
นะ
ลกั
๗. คาํ ซํ้าทซ่ี ํ้าคาํ ขยายกริยา บอก
ต่อเน่ืองกนั เช่น พูดดงั ๆ
กษณะของคาํ ซํ้า
กว่าเป็ นคาํ ส่ัง
เดนิ ช้าๆ วง่ิ เร็วๆ ดนิ้ พราดๆ
ลกั
๘. คาํ ซํ้าทซ่ี ํ้าคาํ นาม คาํ กริยา คาํ
ออกไป ไม่ต่อเนื่องกบั คาํ เดมิ
พนื้ ๆ ( ธรรมดา ) กล้วย ๆ (
ลวก ๆ ( ไม่เรียบร้อย ) พลาง
อยู่ ๆ ( ไม่มสี าเหตุมาก่อน )
กษณะของคาํ ซํ้า
าขยายแล้วมคี วามหมายต่าง
เรียกว่า สํานวน เช่น
( ง่าย ) น้อง ๆ ( เกอื บจะเหมอื น )
ง ๆ ( ทําไปก่อนช่ัวคราว )
ลกั
๙. คาํ บางคาํ ต้องเป็ นคาํ ซ
เนืองๆ ยองๆ ฉอด
๑๐. คาํ บางคาํ เป็ นคาํ ซํ้าไม่
กษณะของคาํ ซํ้า
ซํ้าเสมอ เช่น
ด ๆ หงกึ ๆ จ้กั ๆ
มได้ เช่น จะ , คง , แต่
ลกั
๑๑. คาํ ทอี่ อกเสียงซํ้ากนั ในประโย
คาํ ซํ้า เช่น
ฉันมที ที่ เ่ี ชียงใหม่ เธอใช้
กษณะของคาํ ซํ้า
ยค แต่เป็ นคนละคาํ ไม่จดั เป็ น
ชหวหี วผี มอนั นุ่มสลวย
ลกั
๑๒. คาํ ซํ้าท่ีใช้ในบทร้อยกรอง
แต่เขยี นซํ้ากนั ๒ คร้ัง เช
เมอ่ื ปี กลายกไู ด้เห็นมนั มา
เดนิ ไปเดนิ มาไวไว
กษณะของคาํ ซํ้า
ง ไม่นิยมใช้เครื่องหมายไม้ยมก
ช่น
ยงั แก้ผ้าอาบนํา้ ตาแดงแดง
( ขุนช้างขุนแผน )
ตกใจกถ็ อยออกมา
( รามเกยี รต์ิ )
ควา
๑. บอกพหูพจน์
- คาํ ซํ้าทเี่ ป็ นคาํ นาม เช่น
ในห้อง
- คาํ ซํ้าทเ่ี ป็ นคาํ วเิ ศษณ์