สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 40
2.1 แนวคิดและทฤษฎีทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับการพฒั นารูปแบบ
2.1.1 ความหมายของรปู แบบ
รูปแบบ หรอื Model ความหมายโดยทั่วไปหมายถึง วธิ ีการดำเนนิ งานทเ่ี ปน็ ตน้ แบบอยา่ งใด
อย่างหนึ่ง ซึ่งพจนานุกรม Contemporary English ของลองแมน (Longman, 1987: 668)
ให้ความหมายไว้ โดยสรุปแล้วจะมี 3 ลักษณะ กล่าวคือ Model หมายถึง ส่ิงซึ่งเป็นแบบย่อส่วน
ของจริงหรือแบบจำลอง ความหมายที่สอง หมายถึง สิ่งของหรือคนท่ีนำมาใช้เป็นแบบอย่างในการ
ดำเนินการบางอย่าง สอดคล้องกับพจนานุกรมการศึกษาของ กู๊ด (Good, 2005: 177) ได้รวบรวม
ความหมายของรูปแบบไว้ 4 ความหมาย คือ 1) เป็นแบบอย่างของส่ิงใดสิ่งหนึ่งเพื่อเป็นแนวทางใน
การสร้างหรือทำซ้ำ 2) เป็นตัวอย่างเพื่อเลียนแบบ เช่น ตัวอย่างในการออกเสียงภาษาต่างประเทศ
เพื่อให้ผู้เรียนได้เลียนแบบ 3) เป็นแผนภูมิ หรือรูปสามมิติซึ่งเป็นตัวแทนของส่ิงใดส่ิงหนึ่ง
หรือหลักการ หรือแนวคิด 4) เป็นชุดของปัจจัยตัวแปรท่ีมีความสัมพันธ์ซ่ึงกันและกัน ซ่ึงรวมตัวกัน
เป็นตัวประกอบและเป็นสัญลักษณ์ทางระบบสังคม อาจจะเขียนออกมาเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์
หรือบรรยายเป็นภาษาก็ได้แบบอย่างของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพ่ือเป็นแนวทางในการสร้าง หรือทำซ้ำ
เป็นตัวอย่างเพ่ือการเลียนแบบเป็นแผนภูมิหรือรูปสามมิติซ่ึงเป็นตัวแทนของสิ่งใดสิ่ งหน่ึง
หรอื หลกั การ หรอื แนวคิด เปน็ ชุดของปัจจยั หรอื ตัวแปรที่มคี วามสมั พนั ธ์ซ่งึ กนั และกัน ซง่ึ รวมกันเป็น
ตัวประกอบและเป็นสัญลักษณ์ทางระบบสังคม ตามความหมายดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่า รูปแบบ
คือ แบบจำลองของสิ่งท่ีเป็น และสอดคล้องกับ Ardictionaary (2008: 1) ได้นิยามความหมายของ
รูปแบบ (Model) ว่าหมายถึง แบบจำลองที่เป็นสัดส่วน หรือประเภทเดียวกันกับของจริง
หรือสัญลักษณ์ของการเป็นตัวแทนสิ่งใดส่ิงหนึ่งที่คาดว่าจะเกิดในอนาคต หรือแบบแผนของ
สิ่งท่ีเตรียมไว้ ในส่วนของพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2556 (ราชบัณฑิตยสถาน ,
2556: 965) ให้ความหมายไว้ว่า รูปแบบ หมายถึง รูปท่ีกำหนดข้ึนเป็นหลักหรือเป็นแนว ซึ่งเป็น
ท่ียอมรับและแสดงว่าเปน็ สง่ิ นน้ั ๆ เชน่ รปู แบบบา้ น เปน็ ต้น
นกั วชิ าการต่างประเทศ อาทิ สมิธ (Smith, 1961: 461-462) ได้ให้ความหมายของรูปแบบไว้
สอดคลอ้ งกนั กลา่ วคือ รปู แบบของจริงทเ่ี ป็นแบบอย่างและแบบจำลองที่เหมือนของจริงทุกอย่าง แต่มี
ขนาดเลก็ ลงหรือใหญข่ น้ึ กว่าปกติ สอดคล้องกับ คีฟส์ (Keeves, 1988: 559) ได้ให้ความหมายของคำ
วา่ รูปแบบ หมายถึง ส่ิงท่ีแสดงโครงสร้างของความเก่ียวข้องระหว่างชุดของปัจจยั หรือตัวแปรต่าง ๆ
หรือองค์ประกอบที่สำคัญในเชิงความสัมพันธ์หรือเหตุผลซึ่งกันและกันเพ่ือช่วยให้เข้าใจ ข้อเท็จจริง
หรือปรากฏการณ์ในเร่ืองใดเร่ืองหนึ่งโดยเฉพาะ นอกจากน้ี ไรย์ (Raj, 1996: 45) ได้ให้ความหมาย
ของคำว่ารูปแบบ (Model) ใน ห นังสือ Encyclopedia of Psychology and Education ไว้
2 ความหมาย ดังนี้ 1) รูปแบบ คือ รูปย่อของความจริงของปรากฏการณ์ ซึ่งแสดงด้วยข้อความ
จำนวน หรือภาพ โดยการลดทอนเวลาทำให้เข้าใจความจริงของปรากฏการณ์ได้ดียิ่งข้ึน 2) รูปแบบ
คือ ตัวแทนของการใช้แนวความคิดของโปรแกรมท่ีกำหนดเฉพาะ โดยสรุปแล้ว รูปแบบ หมายถึง
แบบจำลองอย่างง่ายหรือย่อส่วน (Simplified Form) ของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่ผู้เสนอรูปแบบ
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศึกษา ด้านนเิ ทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 41
ดังกล่าวได้ศึกษาและพัฒนาขึ้นมาเพ่ือแสดงหรอื อธิบายปรากฏการณ์ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น หรือในบาง
กรณีอาจจะใช้ประโยชน์ในการทำนายปรากฏการณ์ที่จะเกิดข้ึน ตลอดจนอาจใช้เป็นแนวทาง
ในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป สอดคล้องกับ ทิงค์เอ็กชิสท์ (Thinkexist, 2008: 1) ได้ให้
ความหมายของคำว่ารูปแบบ (Model) ไว้ว่าเป็นแบบจำลองระบบการปฏิบัติงาน หรือแบบแปลน
ของการก่อสร้างที่วาดไว้ล่วงหนา้ หรือส่ิงของท่ีเปน็ ตัวแทนแสดงความคิดของส่ิงทีจ่ ะเกิดขนึ้ ในอนาคต
หรือสง่ิ ท่เี ตรียมเอาไว้ล่วงหน้า
ทางด้านการศึกษา ได้มีนักการศึกษานำแนวคิดเก่ียวกับรูปแบบมาศึกษาวิจัย อาทิ
ทิศนา แขมมณี (2550: 12) ได้อธิบายความหมายของรูปแบบไว้ว่า รูปแบบ หมายถึง เคร่ืองมือทาง
ความคิดที่บุคคลใช้ในการสบื สอบหาคำตอบ ความรู้ ความเขา้ ใจในปรากฏการณ์ทเ่ี กิดขึ้น โดยสร้างมา
จากความคิด ประสบการณ์ การใช้อุปมาอุปไมย หรือจากทฤษฎี หลักการต่าง ๆ และแสดงออก
ในลกั ษณะใดลักษณะหน่งึ สอดคลอ้ งกับ ณัฐศักด์ิ จนั ทร์ผล (2552: 125) ทีก่ ล่าววา่ รูปแบบ หมายถึง
โครงสร้างโปรแกรม แบบจำลองหรือตัวแบบจำลองสภาพความเป็นจริงที่สร้างขึ้นจาก การลดทอน
เวลา พิจารณาวา่ สิ่งใดบ้างที่ต้องนำมาศึกษา เพ่ือใช้ทดแทนแนวคิดหรือปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์
หน่งึ โดยอธบิ ายความสัมพันธข์ ององคป์ ระกอบต่าง ๆ ของรปู แบบน้นั และมาลี สืบกระแส (2552: 108-109)
กล่าวว่า รูปแบบมีความหมายสองลักษณะ คือ รูปแบบจำลองของส่ิงที่เป็นรูปธรรม เช่น ระบบการ
ปฏิบัติงาน และรูปแบบท่เี ป็นแบบจำลองของส่งิ ท่ีเป็นนามธรรม เช่น เครอ่ื งคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
รูปแบบอาจแสดงความสัมพันธ์ด้วยเส้นโยงแสดงในรูปแผนภาพ หรือเขียนในรูปสมการคณิตศาสตร์
สมการพยากรณ์ หรอื เขียนเป็นข้อความ จำนวน ภาพ แผนภมู ิ หรือ รปู สามมิติ สอดคล้องกับ คัมภีร์
สุดแท้ (2553: 9) กล่าวว่า รูปแบบ หมายถึง สิ่งที่สร้าง หรือพัฒนาข้ึน แสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบ
สำคัญ ๆ ของเร่ืองให้เข้าใจง่ายขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานต่อไป และปัญญา ทองนิล
(2553: 23) ได้กล่าวว่า รูปแบบ หมายถึง โครงสร้างท่ีเกิดจากทฤษฎี ประสบการณ์ การคาดการณ์
นำเสนอในรูปของขอ้ ความ หรอื แผนผังสอดคลอ้ งกับ ปรชิ าติ ชมช่ืน (2555: 10) สรุปความหมายของ
รปู แบบไว้ว่า เป็นแบบจำลองใช้เป็นตัวแทน เป็นชดุ ปัจจัย หรือตัวแปรที่มคี วามสมั พันธ์ซงึ่ กันและกัน
เป็นหลักการ แนวคิดท่ีแสดงความเช่ือมโยงขององค์ประกอบต่าง ๆ ให้เห็นเป็นภาพ หรือข้อความ
อย่างง่ายเกี่ยวกับการลำดับขั้นตอนการปฏิบัติเชิงแผนผัง หรือทำเลียนแบบ เพ่ือสร้างสัญลักษณ์ที่
แท้จริงของสิ่งใดสิ่งหน่ึงท่ีเป็นรูปธรรม และเป็นระบบ นอกจากน้ี สมชัย จรรยาไพบูลย์ (2555: 13)
ได้สรุปความหมายของรูปแบบว่า หมายถึง แบบอย่างในการดำเนินการใด ๆ ที่แสดงหรืออธิบายให้
เหน็ ถึงโครงสร้างทางความสัมพันธ์ขององค์ประกอบท่ีสำคัญของสงิ่ ที่ศึกษาให้สามารถเข้าใจได้งา่ ยข้ึน
หรอื ซับซอ้ นกไ็ ด้เชน่ กัน โดยรายละเอียดองค์ประกอบของรูปแบบข้นึ อยูก่ ับลกั ษณะของปรากฏการณ์
วัตถุประสงค์ของผูส้ ร้างและการพฒั นารูปแบบเป็นสำคัญ
จากคำกลา่ วข้างตน้ สามารถสรุปได้ว่า รูปแบบ หมายถึง ภาพย่อสว่ นของทฤษฎีหรือแนวคิด
เรอ่ื งใดเร่ืองหน่งึ สงิ่ ที่เปน็ ตัวแทนของโครงสร้างทางความคิด หรือองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของ
องค์ประกอบต่าง ๆ ที่สำคัญของเร่ืองที่ศึกษา เพ่ือแสดงหรืออธิบายปรากฏการณ์ให้เข้าใจได้ง่ายข้ึน
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศึกษา ดา้ นนเิ ทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 42
หรือในบางกรณีอาจจะใช้ประโยชน์ในการทำนายปรากฏการณ์ที่จะเกิดข้ึนตลอดจนอาจใช้เป็น
แนวทางในการดำเนินการอยา่ งใดอย่างหนงึ่ ต่อไป
2.1.2 องคป์ ระกอบของรูปแบบ
การกำหนดองค์ประกอบของรูปแบบได้มนี ักวิชาการหลายท่านไดก้ ล่าวถึงองค์ประกอบของ
รูปแบบไวด้ ังน้ี
จากแนวคิดทฤษฎีแนวคิดเชิงระบบ (Systems Approach) กับหลักการบริหารตาม
สถานการณ์ (Contingency Approach) บราวน์และโมเบิร์ก (Brown and Moberg, 1980: 16-17)
ได้สังเคราะห์รูปแบบจากแนวคิดทฤษฎีแนวคิดเชิงระบบ (Systems Approach) กบั หลักการบริหาร
ตามสถานการณ์ (Contingency Approach) และได้นำเสนอองค์ประกอบดังนี้ 1) สภาพแวดล้อม
(Environment) 2) เทคโนโลยี (Technology) 3) โครงสร้าง (Structure) 4) กระบวนการจัดการ
(Management Process) และ 5) การตัดสินใจส่ังการ (Decision Making)
ในส่วนของนักการศึกษาไทยได้นำแนวคิดเชิงระบบมาศึกษารูปแบบการบริหาร เช่น นิวัตร นาคะเวช
(2554: 214) ได้นำแนวคิดเชิงระบบมาศึกษารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนในฝันและสรุปไว้ว่า
มีองค์ประกอบ คือ มีส่วนปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต และองค์ประกอบเสริม โดยมี
องค์ประกอบหลัก 5 องค์ประกอบ คือ 1) วัตถุประสงค์โรงเรียนในฝัน 2) หลักการบริหารจัดการ
3) ระบบโครงสร้างการบริหาร 4) กลยุทธ์การดำเนินงาน และ 5) ภาพความสำเร็จ มีองค์ประกอบ
ย่อย 24 องค์ประกอบ องค์ประกอบเสริม 2 องค์ประกอบ คือ สภาพแวดล้อมของโรงเรียน และการ
ประเมิน ปรับปรุงและพัฒนา โดยรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนในฝัน มีคุณลักษณะทั้งด้าน
ความมีประโยชน์ ด้านความถูกต้อง ด้านความเหมาะสม และด้านความเป็นไปได้ สามารถนำไป
ประยกุ ต์ใชใ้ นโรงเรียนในฝัน และโรงเรียนท่ัวไปได้
นอกจากน้ียังมีผู้ศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบอีกหลายคน เช่น ศักด์ิจิต มาศจิตต์ (2550: 226-227)
ได้เสนอองค์ประกอบของรูปแบบ กล่าวคือ 1) องค์ประกอบพ้ืนฐาน ประกอบด้วย จุดมุ่งหมาย
หลักการ การมีส่วนร่วม และการกำหนดแนวทางการนำรูปแบบไปใช้ 2) องค์ประกอบโครงสร้าง
3) องค์ประกอบกระบวนการดำเนินงาน และ 4) องค์ประกอบด้านการสนับสนุน สอดคล้องกับ
พิเชฐ โพธ์ิภักดี (2553: 159-160) ได้สรุปไว้ว่ารูปแบบประกอบด้วยส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ ส่วนท่ี 1
หลักการและวัตถุประสงค์ของรูปแบบ ประกอบด้วย 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของ
รูปแบบ ส่วนท่ี 2 โครงสร้างและสาระสำคัญของรูปแบบ ประกอบด้วย 1) ฐานะของสถานศึกษา
และความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาส่วนกลาง 2) บทบาท
คณะกรรมการสถานศึกษาและผู้อำนวยการ 3) การกระจายอำนาจภารกิจการจัดการศึกษา 4 ด้าน
4) หน่วยงานกำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และส่งเสริมสนับสนุนภารกิจของโรงเรียน 5) มาตรฐานและ
การประกันคุณภาพผู้เรียน ส่วนที่ 3 การนำสู่การปฏิบัติและเงื่อนไขความสำเร็จ ประกอบด้วย
1) การนำไปสู่การปฏิบัติ 2) เงื่อนไขความสำเร็จในส่วนการบริหารขององค์การ มีศิลป์ ชินภักดี
(2555: 22) ได้กำหนดองค์ประกอบของรูปแบบไว้ว่า ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนสถาบัน
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศกึ ษา ด้านนเิ ทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 43
หรือองค์การ ซ่ึงประกอบด้วย 1) เทคโนโลยี 2) โครงสร้าง 3) บทบาท 4) เป้าหมายหรือ ความ
คาดหวังส่วนบุคคล ซึ่งประกอบด้วย 1) ภาวะผู้น ำ 2) บุคลิกภาพ 3) กระบวนการบริหาร
4) การตัดสนิ ใจ สั่งการ 5) ความต้องการ และส่วนสภาพแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วย 1) ชุมชน
2) แหลง่ เรยี นรู้ 3) เศรษฐกจิ 4) การมีสว่ นรว่ มทางดา้ นการบรหิ ารสถานศกึ ษา
ทางด้านการบริหารสถานศึกษา สมชัย จรรยาไพบูลย์ (2555: 16) ไมตรี บุญทศ (2554: 149-153)
และปริชาติ ชมชื่น (2555: 12) ได้สรุปองค์ประกอบของรูปแบบที่คล้ายกันไว้ว่า ควรมีองค์ประกอบ
หลัก คือ 1) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 2) ทฤษฎีพื้นฐานและหลักการของรูปแบบ 3) ระบบงาน
และกลไกของรปู แบบ 4) วิธีดำเนินงานของรปู แบบ และ 5) แนวการประเมินรูปแบบ โดยมีคำอธิบาย
ศัพทเ์ ฉพาะประกอบรูปแบบ พร้อมมีเงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ การจัดทำคมู่ ือการใช้รูปแบบ โดยนำ
สาระขององค์ประกอบบรรจไุ ว้อยา่ งสมบรู ณ์เอ้ือประโยชนต์ อ่ ผูส้ นใจศึกษา และนำรูปแบบไปใช้
สำหรับองค์ประกอบของรูปแบบการบริหารจัดการศึกษาเท่าท่ีพบจากการศึกษาเอกสาร
ท่ีเกี่ยวข้อง พบว่า ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงการจัดองค์การบริหาร หรือโครงสร้างระบบบริหารและ
แนวทางในการดำเนินงานในภาระหนา้ ท่ี (Function) ท่ีสำคัญ ๆ ในการบรหิ ารงานขององคก์ ารน้ัน ๆ
เช่น การบริหารงานบุคคล การบริหารงานงบประมาณ การบริหารงานวิชาการ และการบริหารงาน
ท่ัวไป เป็นต้น ซึ่งจะได้กล่าวถึงอีกคร้ังหนึ่งในตอนที่ว่าด้วยการกำหนดองค์ประกอบในการกำหนด
รูปแบบต่อไป โดยสรุปแล้วในการกำหนดองค์ประกอบของรูปแบบว่าจะประกอบด้วยอะไรบ้าง
จำนวนเท่าใดมีโครงสร้าง และความสัมพันธ์กันอย่างไรนั้นอยู่กับปรากฏการณ์ท่ีเรากำลังศึกษา
หรือจะออกแบบแนวคิด ทฤษฎี และหลักการพ้ืนฐานในการกำหนดรูปแบบแต่ละรูปแบบน้ัน ๆ
เปน็ หลัก
2.1.3 ประเภทของรปู แบบ
รูปแบบมหี ลายประเภทด้วยกันซึ่งนักวิชาการด้านต่าง ๆ ก็ได้จัดแบ่งประเภทต่างกันออกไป
สำหรบั รูปแบบทางการศกึ ษาและสังคมศาสตร์นั้น ดังนี้
นกั วิชาการต่างประเทศ อาทิ สมิธ และคนอ่ืน ๆ (Smith and others, 1980: 461) จำแนก
รูปแบบออกเปน็ 2 ประเภท ไดแ้ ก่
1. รูปแบบเชงิ กายภาพ (Physical Model) จำแนกออกเปน็
1.1 รูปแบบคล้ายจริง (Iconic Model) มีลักษณะคล้ายของจริง เช่น เคร่ืองบิน
จำลอง หุ่นไล่กา หุ่นตามรา้ นตัดเสือ้ ผ้า
1.2 รูปแบบเสมือนจริง (Analog Model) มีลักษณะคล้ายปรากฏการณ์จริง
เชน่ การทดลองทางเคมีในห้องปฏิบัติการกอ่ นจะทำการทดลอง เครอ่ื งบินจำลองท่ีบินได้ หรือเคร่ือง
ฝึกหดั บนิ เป็นต้น รปู แบบชนิดนม้ี ีความใกล้เคียงความจริงมากกว่าแบบแรก
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศึกษา ดา้ นนิเทศ ตดิ ตาม และประเมินผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 44
2. รปู แบบเชงิ สัญลกั ษณ์ (Symbolic Model) จำแนกออกเปน็
2.1 รูปแบบข้อความ (Verbal model) หรือรูปแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative
Model) เป็นการใช้ข้อความปกติธรรมดาในการอธิบายโดยย่อ เช่น คำพรรณนาลักษณะงาน
คำอธิบายรายวิชา เป็นต้น การมีรูปแบบข้อความนั้นแม้บางคร้ังจะเข้าใจยาก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มี
รปู แบบเสยี เลย เพราะอยา่ งนอ้ ยก็เปน็ แนวทางในการสร้างรูปแบบประเภทอน่ื ตอ่ ไป
2.2 รูปแบบทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Model) หรือรูปแบบเชิงปริมาณ
(Quantitative Model) เชน่ สมการ และโปรแกรมเชิงเส้น เป็นต้น
นอกจากน้ี คีฟ (Keeves, 1988: 561-565) ยงั ได้ไดจ้ ำแนกรูปแบบออกเปน็ 4 ประเภท
ไดแ้ ก่
1. รูปแบบเชงิ เปรียบเทยี บ (Analogue Model) เปน็ รูปแบบเชิงกายภาพ สว่ นใหญ่ใช้ในดา้ น
วิทยาศาสตร์ เช่น รูปแบบโครงสร้างอะตอม สร้างข้ึนโดยใช้หลักการเปรียบเทียบโครงสร้างของ
รูปแบบให้สอดคล้องกับลักษณะท่ีคล้ายกันทางกายภาพ สอดคล้องกับข้อมูลและความรู้ท่ีมีอยู่ใน
ลักษณะน้ันด้วย รูปแบบที่สร้างข้ึนต้องมีองค์ประกอบชัดเจน สามารถนำไปทดสอบด้วยข้อมูลเชิง
ประจักษ์ได้ และสามารถนำไปใช้ในการหาข้อสรุปของปรากฏการณ์ได้อย่างกว้างขวาง เช่น รูปแบบ
จำนวนนักเรียนในโรงเรียน สร้างขึ้นโดยเปรียบเทียบกับลักษณะถังน้ำที่ประกอบด้วยท่อน้ำเข้าและ
ทอ่ น้ำออก ปริมาณท่ีไหลเขา้ ถังเปรียบเทียบได้กับจำนวนนักเรียนทีเ่ ข้าโรงเรียน อัตราการเกิด อัตรา
การย้ายเข้า อัตราการรับเด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์ ส่วนปริมาณน้ำที่ไหลออกเปรียบเทียบได้กับจำนวน
นักเรียนท่ีออกจากโรงเรียน เนื่องจากพ้นเกณฑ์การศึกษา การย้ายออก การจบการศึกษา สำหรับ
ปริมาณน้ำที่เหลือในถัง เปรียบเทียบไดก้ ับจำนวนนักเรียนท่ีเหลืออยู่ในโรงเรียน เป็นต้น จุดมุ่งหมาย
ของรปู แบบน้เี พ่อื อธิบายปรากฏการณก์ ารเปลยี่ นแปลงจำนวนนกั เรยี นในโรงเรียน
2. รูปแบบเชิงข้อความ (Semantic Model) เป็นรูปแบบที่ใช้ภาษา เป็นส่ือในการบรรยาย
หรอื อธิบายปรากฏการณ์ท่ีศึกษาด้วยภาษา แผนภูมิ หรือรูปภาพ เพ่ือให้เห็นโครงสร้างทางความคิด
องค์ประกอบ และความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของปรากฏการณ์น้ัน และใช้ข้อความในการอธิบาย
เพ่ือให้เกิดความกระจ่างมากข้ึน แต่จุดอ่อนของรูปแบบประเภทนี้ คือ ขาดความชัดเจนแน่นอน
ทำให้ยากแก่การทดสอบรูปแบบ แต่อย่างไรก็ตามได้มีการนำรูปแบบนี้มาใช้กับการศึกษามาก
เช่น รูปแบบการเรียนรใู้ นโรงเรียน
3. รูปแบบเชิงคณิตศาสตร์ (Mathematical Model) เป็นรูปแบบที่ใช้แสดงความสัมพันธ์
ขององคป์ ระกอบหรือตัวแปรโดยใชส้ ัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ ปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะนำไปใชใ้ นดา้ น
พฤติกรรมศาสตร์มากข้ึน โดยเฉพาะในการวัดและประเมินผลทางการศึกษา รูปแบบลักษณะนี้
ส่วนมากพฒั นามาจากรปู แบบเชงิ ขอ้ ความ
4. รูปแบบเชิงสาเหตุ (Causal Model) เป็นรูปแบบที่เร่ิมจากการนำเทคนิคการวิเคราะห์
เส้นทาง (Path Analysis) ในการศึกษาเกี่ยวกับพันธุศาสตร์ รูปแบบเชิงสาเหตุน้ีทำให้สามารถศึกษา
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศกึ ษา ดา้ นนิเทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 45
รูปแบบเชงิ ข้อความท่ีมีตวั แปรสลบั ซับซอ้ นได้ แนวคิดสำคญั ของรูปแบบนี้ คือ ต้องสร้างข้นึ จากทฤษฎี
ท่ีเก่ียวข้องหรืองานวิจัยที่มีมาแล้ว รูปแบบจะเขียนในลักษณะสมการเส้นตรง แต่ละสมการแสดง
ความสัมพันธ์เชงิ เหตุเชิงผลระหว่างตัวแปร จากน้ันมีการเก็บรวบรวมข้อมูลในสภาพการณ์ที่เป็นจริง
เพ่ือทดสอบรูปแบบ รูปแบบเชิงสาเหตุนี้แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ 1) รูปแบบระบบเส้นเด่ียว
(Recursive Model) เป็นรูปแบบท่ีแสดงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรด้วยเส้นโยงที่มี
ทิศทางของการเป็นสาเหตุในทิศทางเดียวโดยไม่มีความสัมพันธ์ย้อนกลับ 2) รูปแบบระบบเส้นคู่
(Non-recursive Model) เป็นรูปแบบที่แสดงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปร โดยทิศทาง
ความสัมพันธ์ของตัวแปรภายในตัวแปรหน่ึงอาจเป็นท้ังตัวแปรเชิงสาเหตุและเชิงผลพร้อมกัน
จงึ มที ิศทางความสมั พนั ธ์ยอ้ นกลับได้
สว่ นสไตเนอร์ (Steiner. 1988: 148) ไดจ้ ำแนกรูปแบบออกเป็น 2 ประเภท
1. รูปแบบเชิงกายภาพ (Physical Model) จำแนกออกเป็น
1.1 รปู แบบของส่ิงใดสิ่งหนึง่ (Model of) เช่น รูปแบบเครื่องบินที่สร้างเหมือนจริง
แต่มีขนาดยอ่
1.2 รูปแบบสำหรบั ส่ิงใดสิ่งหนึ่ง (Model for) เป็นรูปแบบจำลองที่ออกแบบไว้เพื่อ
เปน็ ตน้ แบบผลิตสนิ คา้ ตอ้ งสรา้ งรปู แบบเท่าของจรงิ ขน้ึ มากอ่ นแล้วจึงผลติ สินค้าตามรูปแบบน้ัน
2. รปู แบบเชิงแนวคดิ (Conceptual Model) จำแนกออกเปน็
2.1 รูปแบบเชิงแนวคิดของส่ิงหน่ึงสิ่งใด (Conceptual Model of) เป็นรูปแบบ
หรือแบบจำลองที่สร้างขึ้น โดยจำลองมาจากทฤษฎีท่ีมีอยู่แล้ว เช่น รูปแบบท่ีสร้างมาจากทฤษฎี
การคงอยู่ของนกั เรียนในโรงเรียน เป็นต้น
2.2 รูปแบบเชิงแนวคิดเพ่ือสิ่งหน่ึงสิ่งใด (Conceptual Model for) เป็นรูปแบบที่
สร้างข้ึนมาเพื่ออธิบายทฤษฎี หรือปรากฏการณ์ เช่น รูปแบบที่สร้างขึ้นจากทฤษฎีการคัดสรรตาม
ธรรมชาติ เพอ่ื นำไปอธบิ ายทฤษฎีการคงอยขู่ องนกั เรยี นในโรงเรียน เป็นตน้
จากทีก่ ล่าวมาแสดงว่ารูปแบบมหี ลายประเภทด้วยกัน กลา่ วคอื เปน็ ส่ิงทสี่ ร้างและพัฒนาข้นึ
แต่ละสาขามีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เช่น รูปแบบทางการศึกษาและสังคมศาสตร์ ได้แบ่ง
ออกเป็นรูปแบบท่ีใชก้ ารอปุ มาอุปไมยเทียบเคียงปรากฏการณ์ซ่ึงเป็นรูปธรรมเพือ่ สร้างความเข้าใจใน
ปรากฏการณ์ที่เป็นนามธรรม รูปแบบท่ีใช้ภาษาสื่อในการขยาย หรืออภิปรายปรากฏการณ์ท่ีศึกษา
ด้วยภาษา แผนภูมิ รูปภาพ รูปแบบท่ีใช้สมการทางคณิตศาสตร์เป็นสื่อในการแสดงความสัมพันธ์
ของตัวแปรตา่ ง ๆ และรปู แบบที่นำเอาตัวแปรตา่ ง ๆ มาสัมพนั ธก์ ันเชิงเหตแุ ละผลที่เกดิ ขึน้ เป็นต้น
2.1.4 คุณลักษณะของรปู แบบทด่ี ี
นักวชิ าการต่างประเทศ อาทิ คีฟ (Keeves. 1988: 560) กลา่ วว่า รูปแบบท่ีใช้ประโยชน์ได้
ควรจะมีขอ้ กำหนด (Requirement) 4 ประการ คอื
1. รูปแบบ ควรประกอบด้วยความสัมพันธ์อย่างมีโครงสร้าง (Structural Relationship)
มากกว่าความสัมพันธ์ทเ่ี กย่ี วเน่อื งกนั แบบรวม ๆ (Associative Relationship)
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศึกษา ดา้ นนเิ ทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 46
2. รูปแบบ ควรใช้เป็นแนวทางในการพยากรณ์ผลที่จะเกิดขึ้น ซ่ึงสามารถถูกตรวจสอบได้
โดยการสังเกต ซึ่งเปน็ ไปได้ท่จี ะทดสอบรปู แบบพ้ืนฐานของขอ้ มูลเชงิ ประจักษไ์ ด้
3. รูปแบบ ควรจะต้องระบุหรือชี้ให้เห็นถึงกลไกเชิงเหตุผลของเร่ืองที่ศึกษา ดังน้ันนอกจาก
รปู แบบจะเปน็ เครอ่ื งมอื ในการพยากรณไ์ ด้ ควรใช้อภปิ รายปรากฏการณไ์ ด้ดว้ ย
4. รูปแบบ ควรเป็นเครื่องมือในการสร้างมโนทัศน์ใหม่ และสร้างความสัมพันธ์ของตัวแปร
ในลักษณะใหม่ ซึง่ เปน็ การขยายในเรอ่ื งทกี่ ำลงั ศกึ ษา
ในสว่ นของนักการศกึ ษาไทย วาโร เพ็งสวสั ดิ์ (2553: 6) กลา่ ววา่ รปู แบบที่ดคี วรมีลกั ษณะ ดงั นี้
1. รูปแบบควรประกอบดว้ ยความสัมพนั ธ์เชงิ โครงสร้างระหวา่ งตัวแปรมากกว่าความสัมพนั ธ์
เชงิ เส้นตรงธรรมดา อย่างไรกต็ ามความสัมพนั ธเ์ ชิงเสน้ ตรงกม็ ปี ระโยชนใ์ นชว่ งของการพัฒนารูปแบบ
2. รูปแบบควรนำไปสกู่ ารทำนายผลที่ตามมา ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ด้วยข้อมูลเชงิ ประจักษ์
โดยเมอ่ื ทดสอบรูปแบบแลว้ ถา้ ปรากฏว่าไมส่ อดคล้องกบั ข้อมลู เชิงประจักษ์ รปู แบบน้ันต้องถูกยกเลกิ
3. รปู แบบควรอธิบายโครงสรา้ งความสมั พันธ์เชิงเหตผุ ลของเรื่องทศ่ี กึ ษาไดอ้ ย่างชดั เจน
4. รูปแบบควรเป็นเครื่องมือในการสร้างความคิดรวบยอด (Concept) ใหม่ และการสร้าง
ความสัมพันธ์ของตัวแปรใหม่ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มองค์ความรู้ (Body of Knowledge) ในเร่ืองที่กำลัง
ศึกษา
5. รปู แบบในเรอื่ งใด จะเปน็ เช่นไรขึ้นอยูก่ บั กรอบของทฤษฎีในเร่อื งนนั้ ๆ
สรุปได้วา่ รูปแบบที่ดีควรมลี ักษณะดงั นี้
1. รปู แบบควรประกอบด้วยความสัมพันธอ์ ย่างมโี ครงสรา้ งมากกว่าความสัมพันธ์ท่เี กี่ยวเนอื่ ง
กนั แบบรวม ๆ
2. รูปแบบควรใช้เป็นแนวทางในการทำนายผลที่จะเกิดขึ้น สามารถตรวจสอบได้ข้อมูลเชิง
ประจกั ษ์
3. รูปแบบควรชใ้ี หเ้ หน็ ถงึ ความสัมพนั ธ์เชิงเหตผุ ลของเรื่องทีศ่ ึกษาไดอ้ ย่างชดั เจน
4. รูปแบบควรเป็นเคร่ืองมือในการสร้างความคิดรวบยอด หรือมโนทัศน์ใหม่ เป็นการสร้าง
ความสมั พันธข์ องตัวแปรในลกั ษณะใหม่ และเป็นการขยายในเร่ืองทกี่ ำลงั ศกึ ษา
2.1.5 การสร้างและพัฒนารูปแบบ
การสร้างรูปแบบเป็นการกำหนดมโนทศั น์ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยา่ งเป็นระบบ เพ่อื ชี้ใหเ้ ห็น
ว่ารูปแบบเสนออะไร เสนออย่างไร เพื่อให้ได้อะไร และสิ่งที่ได้นั้นอธิบายปรากฎการณ์อะไร
และนำไปส่ขู ้อค้นพบอะไรใหม่ ในการพฒั นารูปแบบมีนักวชิ าการและนักการศึกษาไดก้ ำหนดขนั้ ตอน
ไว้คล้ายกัน ในส่วนของนักการศึกษาของไทยได้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบไว้อย่างหลากหลาย
ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบโดยใช้ เทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique)
เป็นเทคนิควิธีการวิจัยที่ใช้ศึกษาปัญหาที่เน้นความคิดเห็นและการตัดสินของผู้เช่ียวชาญเป็นหลัก
กระบวนการเดลฟายมีลักษณะสำคัญ 4 ประการ ท้ังนี้ วีระยุทธ ชาตะกาญจน์ (2557: 198-209)
ได้สรุปดังนี้ การไม่เปิดเผยชื่อของผู้ให้ข้อมูล การเก็บข้อมูลซ้ำ การให้ข้อมูลย้อนกลับที่ได้รับการ
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศกึ ษา ดา้ นนเิ ทศ ติดตาม และประเมินผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 47
ควบคุมจากผู้ดำเนินการ และการสรุปคำตอบของกลุ่มด้วยวิธีการทางสถิติ อาจสรุปขั้นตอนของ
เทคนคิ การวิจัยแบบเดลฟาย ดงั น้ี
1. กำหนดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัยต้องทำการคัดเลือกกลุ่มผู้เช่ียวชาญ ท่ีมีความรู้
ความสามารถ และความชำนาญในเรื่องที่ศึกษา ขนาดของกลุ่มท่ีเพียงพออยู่ระหว่าง 10-15 คน
หากผู้เช่ียวชาญมีขนาดต้ังแต่ 17 คนข้ึนไป อัตราการลดลงของความคลาดเคลื่อนจะมีน้อยมาก
จนคงท่ี ซึง่ ผวู้ จิ ัยท่ีใช้เทคนคิ เดลฟายมกั นยิ มกำหนดจำนวนผู้เชยี่ วชาญไม่น้อยกว่า 17 คน
2. กำหนดประเด็นแนวโนม้ และสร้างเคร่อื งมือในการวจิ ัย การเก็บข้อมูลจะใช้แบบสอบถาม
เปน็ เครอื่ งมอื สำคัญ ซึ่งจะใชแ้ บบสอบถามปลายเปดิ และแบบสอบถามปลายปิดชนิดมาตราประมาณค่า
3. ทำเดลฟายรอบท่ีหนึ่ง โดยส่งแบบสอบถามไปให้ผู้เช่ียวชาญ เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล
กว้าง ๆ จากผู้เช่ียวชาญ โดยใช้คำถามปลายเปิด การเก็บข้อมูลรอบนี้ต้องชี้แจงจุดมุ่งหมาย
ของการเก็บข้อมลู
4. รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลท่ีได้ในรอบที่หนึ่ง ทั้งน้ีต้องทำการวิเคราะห์เนื้อหา
สรุปประเด็นความคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญทั้งหมด เพื่อนำไปให้สมาชิกในกลุ่มแสดงความคิดเห็น
ต่อประเด็นต่าง ๆ ท่ีปรากฎในข้อความทุกประเด็น จัดทำแบบสอบถามที่เป็นคำถามปลายปิด
ในรูปมาตราประมาณค่าสำหรบั เกบ็ ขอ้ มูลในรอบท่สี อง
5. ทำเดลฟายรอบท่ีสอง ในรอบน้ีผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านจะได้รับข้อมูลป้อนกลับเชิงสถิติ
ท่ีเป็นของกลมุ่ โดยส่วนรวม ผนวกด้วยคำตอบเดิมของตนเอง แลว้ ขอให้ผู้เช่ียวชาญแตล่ ะคนพิจารณา
ตอบใหม่
6. ทำเดลฟายรอบที่สามหรือสี่ ข้ึนอยู่กับการได้ข้อสรุปท่ีมีฉันทามติ โดยปกติการรวบรวม
ข้อมลู โดยใช้เทคนิคเดลฟายอยา่ งนอ้ ยทสี่ ุดจะตอ้ งใช้สองรอบแตไ่ ม่ควรเกนิ 4 รอบ
7. สรุปและอภิปรายผล โดยการเสนอแนวโน้มท่ีมีฉันทามติตามเกณฑ์ที่ต้ังไว้ การกำหนด
ระดับความสอดคล้องทางความคิดหรือการหาฉันทามติในเทคนิคเดลฟาย สามารถกำหนดได้ด้วย
ค่าสถิติ 2 ประเภท โดยประเภทแรกกำหนดด้วยค่าร้อยละ เพื่อแสดงให้เห็นอัตราส่วนผู้ท่ีมีความ
คิดเห็นสอดคลอ้ งกนั ว่าอยู่ในระดบั ใด และมกี ารแสดงแจกแจงความถ่ีของผู้ใหข้ อ้ มูลว่า มีลักษณะของ
คำตอบกระจายในลกั ษณะใด ประเภทที่สอง เป็นการใชส้ ถติ ิที่วดั แนวโน้มเข้าสู่สว่ นกลาง เพ่อื บง่ บอก
ระดับความคิดเห็นของกลุ่มในลักษณะสรุปรวม และแสดงค่าสถิติการกระจาย เพ่ือให้ทราบระดับ
ความแตกต่างทางความคิดเห็นของสมาชิกว่ามีมากน้อยเพียงใด เกณฑ์ที่ใช้ในการระบุฉันทามติ
จึงขึ้นอยู่กับลักษณะของค่าสถิติท่ีใช้ การตรวจสอบระดับฉันทามติมีเกณฑ์พิจารณา 2 ส่วน
คือ การกำหนดระดับความเห็นพ้องกันของเสียงส่วนใหญ่ ส่วนท่ีสอง การกำหนดเกณฑ์การยุติ
กระบวนการเดลฟาย เม่ือสมาชิกไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดจากรอบท่ีแล้ว สรุปเทคนิค
เดลฟายเปน็ ระเบียบวิธีการวจิ ัยท่ใี ช้ศึกษาปญั หาทอี่ าศัยการตดั สินของกลมุ่ ผู้เชย่ี วชาญโดยผู้เชี่ยวชาญ
ไม่ต้องมาประชุมร่วมกัน ผู้วิจัยทำหน้าท่ีเป็นผู้ประสานงานด้วยการออกแบบสอบถามจัดส่งให้
ผู้เช่ียวชาญ เม่ือได้รับคำตอบคืนทำการประมวลผลส่งกลับไปให้ผู้เชี่ยวชาญได้รับทราบสถานการณ์
ดา้ นความคิดเห็น โดยอาจให้ผเู้ ช่ียวชาญแสดงความคดิ เห็นเพ่ิมเติม เม่ือไดร้ ับคำตอบผู้วิจัยจะทำการ
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศึกษา ด้านนิเทศ ตดิ ตาม และประเมินผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 48
ประเมินอีกคร้ังว่าจะมีการเปลย่ี นแปลงหรือยืนยันในความคิดเห็นเดิม หากไมม่ ีการเปลีย่ นแปลงมาก
ถอื ไดว้ ่าได้รับความเหน็ ที่ใชไ้ ดใ้ นการวจิ ยั เรื่องการพัฒนารปู แบบการบริหารสถานศึกษา
ในการวิจัยเรอื่ งการพัฒนารปู แบบการบรหิ ารสถานศกึ ษามีนกั การศกึ ษาได้ศกึ ษาไว้ ดังนี้
นักการศึกษาดำเนินการสร้างรูปแบบและจำแนกเป็น 3 ขั้นตอน เช่น รมย์ พะโยม (2552: 117)
ซ่ึง ได้ พั ฒ น ารูป แ บ บ ก าร บ ริห ารก าร ป ฏิ บั ติ ง าน ข อ ง ส ถ าน ศึ ก ษ าขั้ น พื้ น ฐ าน ใน สั ง กั ด ส ำนั ก ง า น
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน จำแนกขัน้ ตอน ดังน้ี
1. การสังเคราะห์องค์ประกอบการบริหารการปฏิบัติงานของสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
จากแนวคิด หลักการ ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องแล้วจัดทำเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วน
ประมาณค่าสอบถามผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา
2. การสร้างรูปแบบการบริหารการปฏิบัติงานของสถานศึกษาข้ันพื้นฐานในสงั กัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยใช้ข้อมูลจากการสังเคราะห์ข้ันตอนท่ี 1 ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ
พจิ ารณาโดยสนทนากลุม่
3. การประเมินรูปแบบการบริหารการปฏิบัติงานของสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานในสังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ประกอบดว้ ย ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศกึ ษา
และครผู ูส้ อน จำนวน 15 คน พจิ ารณาความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์
การพัฒนารปู แบบการบริหารสถานศกึ ษาตามหลกั ธรรมาภิบาลในสถานศกึ ษาข้นั พืน้ ฐานเขต
จังหวดั ภาคใต้ตอนบน บรรจง เจริญสขุ (2552: 92-93) ท่ีได้แบ่งออกเปน็ 3 ระยะ เชน่ กนั คือ
ระยะท่ี 1 ศึกษาและสำรวจข้อมูลเบื้องต้น โดยศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับ
ทฤษฎี หลกั การ แนวคิดเก่ียวกับการบริหารสถานศึกษาและหลักธรรมาภิบาล สัมภาษณ์ผู้เชีย่ วชาญ
จำนวน 12 คน
ระยะท่ี 2 พัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล โดยผู้ทรงคุณวุฒิ
จำนวน 24 คน ดว้ ยเทคนคิ เดลฟาย จำนวน 3 รอบ
ระยะที่ 3 ประเมนิ ความเหมาะสมของรูปแบบโดยผ้บู ริหารสถานศกึ ษา โดยใช้แบบสอบถาม
นอกจากน้ีในการสร้างรูปแบบการบริหารโรงเรียนในฝัน นิวัตร นาคะเวช (2554: 144)
ไดเ้ สนอขั้นตอนการดำเนินการทสี่ อดคล้องกนั คอื
1. การศึกษาและสร้างรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนในฝัน ประกอบด้วย ศึกษาและ
วิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง ศึกษาสภาพการบริหารจัดการโรงเรียนในฝัน
กรณีตัวอยา่ ง สัมภาษณ์ผทู้ รงคณุ วฒุ ิและผู้เช่ยี วชาญทางการบรหิ ารการศึกษาหรือสถานศกึ ษา
2. การพัฒ นารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนในฝัน สนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ
และผ้เู ชย่ี วชาญดา้ นบรหิ ารการศึกษา สถานศกึ ษา และการนิเทศโรงเรียนในฝนั
3. การตรวจสอบคณุ ลักษณะรปู แบบการบริหารจัดการโรงเรียนในฝัน โดยสอบถามสัมภาษณ์
ความคดิ เห็นของผู้บริหารและครู
นอกจากน้ีมนี ักการศึกษาที่ศึกษาเรอื่ งรูปแบบและได้ดำเนินการเป็น 4 ระยะ เช่น สมยงค์ แก้วสุพรรณ
(2552: 138-145) ได้นำเสนอรูปแบบการบริหารสถานศึกษาท่มี ีประสิทธิผล เพื่อการประกันคุณภาพ
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศกึ ษา ด้านนิเทศ ติดตาม และประเมินผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 49
การศึกษา แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ 1) วิเคราะห์รูปแบบการบริหารจัดการศึกษาที่มีประสิทธิผล
2) สร้างรูปแบบการบรหิ ารสถานศึกษาท่ีมีประสทิ ธิผลเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา โดยใช้การ
สนทนากลุ่มและจัดเวทีวิพากษ์ 3) ทดลองใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษาท่ีมีประสิทธิผลเพ่ือการ
ประกนั คุณภาพการศกึ ษา 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษาทม่ี ีประสิทธิผลเพื่อการ
ประกันคณุ ภาพการศึกษา
ในด้านการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สมชัย จรรยาไพบูลย์ (2555: 80-102)
ได้สร้างรูปแบบการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัดสำนกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษา
มธั ยมศึกษา เขต 29 โดยดำเนินการ ดังน้ี
ระยะท่ี 1 วิเคราะห์รูปแบบการพัฒนาการประกันคณุ ภาพภายในสถานศึกษา โดยการศกึ ษา
สภาพการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และกรณีศึกษาสถานศึกษาที่เป็นต้นแบบการประกัน
คณุ ภาพภายใน
ระยะที่ 2 สร้างรูปแบบการพัฒนาการประกนั คณุ ภาพภายในสถานศึกษา
ระยะที่ 3 ทดลองใช้รปู แบบการพฒั นาการประกันคณุ ภาพภายในสถานศกึ ษา
ระยะที่ 4 นำเสนอผลการใชร้ ปู แบบ
ทางด้าน วาโร เพ็งสวสั ด์ิ (2553: 9-10) กล่าวว่า การสร้างและพัฒนารูปแบบ แบ่งออกเป็น
2 ขัน้ ตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การสร้างหรือพัฒนารูปแบบ ในข้ันตอนน้ี ผู้วิจัยจะสร้างหรือพัฒนารูปแบบ
ข้ึนมาก่อน เป็นรูปแบบตามสมมติฐาน (HypothesisModel)โดยศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และผลการวิจัยท่ีเก่ียวข้อง
นอกจากนี้ผูว้ ิจัยได้ศึกษารายกรณี หน่วยงานที่ดำเนนิ การในเรอ่ื งนนั้ ๆ ได้เปน็ อย่างดี ซึ่งผลการศกึ ษา
จะนำมาใชก้ ำหนดองค์ประกอบหรือตัวแปรตา่ งๆภายในรูปแบบรวมทั้งลักษณะความสมั พันธ์ระหว่างองคป์ ระกอบ
หรือตวั แปรเหล่านั้น หรือลำดับก่อนหลังของแต่ละองค์ประกอบในรูปแบบ ดังน้ันการพัฒนารูปแบบ
ในขน้ั ตอนน้ีจะต้องอาศัยหลักการของเหตุผลเปน็ รากฐานสำคัญ ซึง่ โดยทวั่ ไปการศกึ ษาในข้ันตอนน้จี ะ
มีขนั้ ตอนยอ่ ย ๆ ดังน้ี
1.1 การศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง เพ่ือนำสารสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์
และสงั เคราะห์เปน็ ร่างกรอบความคดิ การวจิ ัย
1.2 การศึกษาจากบริบทจรงิ ในขน้ั ตอนนี้อาจจะดำเนนิ การได้หลายวธิ ี ดงั น้ี
1.2.1 การศึกษาสภาพ และปัญหาการดำเนินการในปัจจุบันของหน่วยงาน
โดยศึกษาความคิดเห็นจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง (Stakeholder) ซึ่งวิธีศึกษาอาจจะใช้วิธีการสัมภาษณ์
การสอบถาม การสำรวจ การสนทนากลุม่ เปน็ ต้น
1.2.2 การศกึ ษารายกรณี (Case Study) หรอื พหุกรณีหน่วยงานที่ประสบผลสำเร็จ
หรอื มีแนวปฏบิ ัตทิ ด่ี ใี นเรื่องท่ศี ึกษา เพือ่ นำมาเปน็ สารสนเทศทสี่ ำคัญในการพัฒนารปู แบบ
1.2.3 การศึกษาข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิ วิธีศึกษาอาจจะใช้วิธีการ
สัมภาษณ์ การสนทนากลมุ่ (Focus Group Discussion) เปน็ ต้น
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศึกษา ดา้ นนเิ ทศ ติดตาม และประเมินผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 50
1.3 การจัดทำรูปแบบ ในข้ันตอนน้ีผู้วิจัยจะใช้สารสนเทศที่ได้ในข้อ 1.1 และ 1.2
มาวิเคราะห์และสงั เคราะห์ เพอ่ื กำหนดเปน็ กรอบความคิดการวจิ ัยเพือ่ นำมาจัดทำรูปแบบ
ขั้นตอนที่ 2 การทดสอบความเที่ยงตรงของรูปแบบ ภายหลังท่ีได้พัฒนารูปแบบในขั้นตอน
แรกแลว้ จำเปน็ ท่ีจะต้องทดสอบความเท่ียงตรงของรูปแบบดังกล่าว เพราะรูปแบบทพ่ี ัฒนาขึ้นถึงแม้
จะพัฒนาโดยมีรากฐานจากทฤษฎี แนวความคิดรูปแบบของบุคคลอื่น และผลการวิจัยท่ีผ่านมา
แต่ก็เป็นเพียงรูปแบบตามสมมติฐาน ซ่ึงจำเป็นท่ีจะต้องตรวจสอบความเที่ยงตรงของรูปแบบ
ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เป็นรปู แบบที่มีประสิทธิภาพตามที่มุ่งหวงั หรือไม่ การเก็บรวบรวมข้อมูล
ในสถานการณ์จริงหรือทดลองใช้รปู แบบในสถานการณ์จริง จะช่วยให้ทราบอิทธิพลหรือความสำคัญ
ขององค์ประกอบย่อยหรือตัวแปรต่าง ๆ ในรูปแบบ ผู้วิจัยอาจจะปรับปรุงรูปแบบใหม่โดยการตัด
องค์ประกอบหรือตัวแปรที่พบว่าไม่มีอิทธิพลหรือมีความสำคัญน้อยออกจากรูปแบบ ซึ่งจะทำให้ได้
รปู แบบท่ีมคี วามเหมาะสมย่ิงขนึ้
ทางด้าน ไมตรี บุญทศ (2554: 66) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการบริหารเพ่ือการประกัน
คุณภาพภายในที่ส่งผลต่อคุณภาพโรงเรียนโดยดำเนินการพัฒนารูปแบบและนำเสนอ 6 ขั้นตอน
โดยเพมิ่ ขนั้ การเตรียมการกอ่ นวิจัย และขั้นประเมินและปรับปรงุ การบรหิ าร ดังน้ี
1. การเตรียมก่อนการวจิ ยั โดยการเลือกพ้นื ทกี่ ารวิจัย การเตรียมทมี วจิ ยั เครือ่ งมือวิจัย
2. วิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหาโรงเรียนพื้นที่ในการวิจัย โดยศึกษาเอกสารที่เก่ียวข้อง
สภาพปัจจบุ นั ปัญหาโรงเรียนพื้นท่กี ารวิจัย ศกึ ษาดงู านโรงเรยี นทป่ี ระสบความสำเรจ็ 3 โรงเรียน
3. ร่างรูปแบบการบริหารเพอ่ื การประกนั คุณภาพภายในท่ีสง่ ผลต่อคุณภาพโรงเรียน
4. ตรวจสอบและแก้ไขร่างรูปแบบการบริหารเพื่อการประกันคุณภาพภายในท่ีส่งผลต่อ
คณุ ภาพโรงเรยี น
5. ทดลองใชร้ ูปแบบการบรหิ ารเพอื่ การประกันคณุ ภาพภายในท่ีสง่ ผลตอ่ คุณภาพโรงเรียน
6. ประเมินและปรับปรุงการบริหารเพ่ือการประกันคุณภาพภายในท่ี ส่งผลต่อคุณภาพ
โรงเรียน
สรุปเทคนิคเดลฟายเป็นระเบียบวิธีการวิจัยท่ีใช้ศึกษาปัญหาที่อาศัยการตัดสินของกลุ่ ม
ผู้เช่ียวชาญโดยผู้เชี่ยวชาญไม่ต้องมาประชุมร่วมกัน ผู้วิจัยทำหน้าท่ีเป็นผู้ประสานงานด้วยการ
ออกแบบสอบถามจัดส่งให้ผู้เชย่ี วชาญ เมื่อได้รับคำตอบคืนทำการประมวลผลสง่ กลับไปใหผ้ ูเ้ ช่ียวชาญ
ได้รับทราบสถานการณ์ด้านความคิดเห็น โดยอาจใหผ้ ู้เช่ียวชาญแสดงความคดิ เห็นเพ่ิมเติม เมอ่ื ได้รับ
คำตอบผวู้ ิจัยจะทำการประเมนิ อีกครัง้ ว่าจะมีการเปล่ยี นแปลงหรือยืนยนั ในความคดิ เหน็ เดมิ หากไมม่ ี
การเปล่ียนแปลงมากถอื ได้ว่าได้รับความเห็นทใ่ี ชไ้ ด้
2.1.6 การตรวจสอบรูปแบบ
จดุ มุ่งหมายที่สำคัญของการสร้างรปู แบบก็เพื่อทดสอบ หรือตรวจสอบรูปแบบนั้นด้วยข้อมูล
เชิงประจักษ์ การตรวจสอบรูปแบบมีหลายวิธีซ่ึงอาจใช้การวิเคราะห์จากหลักฐานเชิงคุณภาพ
(Qualitative) และเชิงปริมาณ (Quantitative) โดยที่การตรวจสอบรูปแบบจากหลักฐานเชิงคุณลักษณะ
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศึกษา ด้านนเิ ทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 51
อาจใช้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ตรวจสอบ ส่วนการตรวจสอบโมเดลจากหลักฐานเชิงปริมาณ ใช้เทคนิคทาง
สถติ ิ ซ่ึงการตรวจสอบรปู แบบควรตรวจสอบคุณลกั ษณะ 2 อยา่ ง อุทุมพร จามรมาน (2541: 23) คือ
1) การตรวจสอบความมากน้อยของความสัมพันธ์ ความเก่ียวข้องและเหตุผลระหว่าง ตัวแปร 2) การประมาณ
ค่าพารามิเตอร์ของความสัมพันธ์ดังกล่าว การประมาณค่านี้สามารถประมาณข้ามเวลา (Across Time)
กลุ่มตัวอยา่ ง (Samples) หรือสถานที่ได้ (Sites) หรืออ้างองิ จากกลมุ่ ตวั อย่างไปหาประชากรก็ได้โดย
ผลการตรวจสอบนำไปสู่คำตอบ 2 ข้อ คือ 2.1) การสร้างรูปแบบใหม่ หรือ 2.2) การปรับปรุง หรือพัฒนา
รูปแบบเดมิ
นอกจากน้ี สมาน อศั วภูมิ (2550: 9) ไดเ้ สนอแนวทางในการตรวจสอบรปู แบบท่เี ป็นขั้นตอน
สุดท้ายของการวิจัยและพฒั นารปู แบบไว้ อาจใช้วิธีใดวิธหี นง่ึ จาก 3 วิธดี ังน้ี คอื
1. การตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยผู้วิจยั จะนำเสนอรูปแบบท่ีพัฒนาข้ึนต่อผู้ทรงคุณวุฒิ
15-20 คน พร้อมกับแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบตลอดจน
ขอ้ เสนอแนะเพิ่มเตมิ ต่าง ๆ
2. การตรวจสอบโดยการประชุมสัมมนา โดยผู้วิจัยจัดประชุมสัมมนาบุคคลท่ีเก่ียวข้อง
ผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วนำเสนอรูปแบบทพี่ ัฒนาข้ึน เสร็จแล้วให้ผ้เู ขา้ ร่วมประชมุ สัมมนา วพิ ากษ์ ประเมิน
รูปแบบท้ังในดา้ นความเหมาะสมและความเปน็ ไปได้ และใหข้ อ้ เสนอแนะต่อไป
3. การตรวจสอบโดยการทดลอง โดยผู้วิจยั ดำเนินการทดลองใช้รปู แบบท่ีพัฒนาข้ึนในสภาพ
จริงหรือเหตุการณ์จำลอง ตามแบบแผนที่ออกแบบไว้ เพื่อสังเกต รวบรวมข้อมูล และความเห็น
ต่อผเู้ กี่ยวขอ้ ง เพอ่ื นำไปใช้ในการปรบั ปรุงรูปแบบตอ่ ไป
หลังจากได้ข้อมูลจากการตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบดังกล่าวมาแล้ว ผู้วิจัยควรได้
ดำเนินการปรับปรุงรูปแบบเพิ่มเติม พร้อมกับสรุปข้อมูล ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่เห็นว่า
สำคัญตอ่ รูปแบบและการนำรูปแบบไปใช้ต่อไป
การตรวจสอบรูปแบบ มีนักการศึกษาได้ศึกษาไว้ อาทิ สุมนา พุ่มประพาฬ (2549: 62)
ได้ศึกษารูปแบบการบริหารที่มปี ระสิทธิภาพในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตรวจสอบรปู แบบการบริหาร
ที่มีประสิทธิภาพในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานโดยผู้ทรงคุณวุฒิให้ความเห็นต่อรูปแบบการบริหารท่ีมี
ประสิทธิภาพในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทุก ๆ ด้าน รมย์ พะโยม (2552: 117) ซ่ึงได้พัฒนารูปแบบ
การบริหารการปฏิบัติงานของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขนั้ พ้ืนฐาน ใชว้ ิธกี ารประเมินการบริหารการปฏิบัติงานของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในสังกดั สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยผู้บริหารการศึกษา สถานศึกษา และครูผู้สอน
จำนวน 15 คน พิจารณาความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ ในส่วน บรรจง
เจริญสุข (2552: 92-93) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษา ตามหลักธรรมาภิบาล
ในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานเขตจังหวัดภาคใต้ตอนบน ดำเนินการตรวจสอบรูปแบบ โดยประเมิน
ความเหมาะสมของรปู แบบโดยผู้บรหิ ารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้แบบสอบถาม และนิวัตร นาคะ
เวช (2554: 144) ได้เสนอขั้นตอนการดำเนินการที่สอดคล้องกัน คือ การตรวจสอบคุณลักษณะ
รปู แบบ การบริหารจดั การโรงเรียนในฝันโดยสอบถาม สมั ภาษณ์ความคิดเห็นของผู้บริหารและครู
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศึกษา ดา้ นนเิ ทศ ติดตาม และประเมินผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 52
นอกจากนี้ วาโร เพง็ สวัสดิ์ (2553: 9-10) กลา่ วว่า การตรวจสอบ หรือการทดสอบรปู แบบ
อาจกระทำได้ใน 4 ลกั ษณะ ดงั น้ี
1. การทดสอบรูปแบบด้วยการประเมินตามมาตรฐานที่กำหนด การประเมินที่พัฒนาโดย
The Joint Committee on Standards of Educational Evaluation ภายใต้การดำเนินงานของ
Stufflebeam และคณะ ได้นำเสนอหลักการประเมินเพ่ือเป็นบรรทัดฐานของกิจกรรมการตรวจสอบ
รปู แบบ ประกอบดว้ ยมาตรฐาน 4 ดา้ น ดงั น้ี
1.1 มาตรฐานความเป็นไปได้ (Feasibility Standards)เปน็ การประเมนิ ความเป็นไปได้ ในการ
นำไปปฏิบัติจริง
1.2 มาตรฐานดา้ นความเปน็ ประโยชน์ (Utility Standards) เป็นการประเมนิ การตอบสนอง
ต่อความตอ้ งการของผู้ใชร้ ูปแบบ
1.3 มาตรฐานดา้ นความเหมาะสม (Propriety Standards) เป็นการประเมินความเหมาะสม
ท้ังในด้านกฎหมายและศีลธรรมจรรยา
1.4 มาตรฐานดา้ นความถูกต้องครอบคลุม (Accuracy Standards) เปน็ การประเมนิ
ความน่าเชอ่ื ถือ และได้สาระครอบคลุมครบถ้วนตามความต้องการอย่างแท้จริง
2. การทดสอบรูปแบบด้วยการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การทดสอบรูปแบบในบางเรื่อง
ไม่สามารถกระทำได้โดยข้อมูลเชิงประจักษ์ ด้วยการประเมินค่าพารามิเตอร์ของรูปแบบ
หรือการดำเนินการทดสอบรูปแบบด้วยวิธีการทางสถิติ แต่งานวิจัยบางเรื่องน้ันต้องการความ
ละเอยี ดอ่อนมากกว่าการไดต้ วั เลขแล้วสรปุ
อีกท้ัง Eisner (1976: 192-193) ได้เสนอแนวคิดการตรวจสอบโดยการใช้ผู้ทรงคุณวุฒิในบางเร่ือง
ที่ต้องการความละเอียดอ่อนมากกว่าการวิจัยในเชิงปริมาณ โดยเชื่อว่าการรับรู้ที่เท่ากันนั้นเป็น
คณุ สมบตั ิพน้ื ฐานของผรู้ ู้ และได้เสนอแนวคดิ การประเมินโดยผู้ทรงคณุ วุฒิไว้ดังน้ี
1. การประเมินโดยแนวทางน้ี มิได้เน้นผลสมั ฤทธข์ิ องเป้าหมายหรือวัตถปุ ระสงคต์ ามรปู แบบ
การประเมินแบบอิงเป้าหมาย (Goal–Based Model) การตอบสนองปัญหาและความต้องการของ
ผู้เกี่ยวข้องตามรูปแบบการประเมินแบบตอบสนอง (Responsive model) หรือกระบวนการ การวิเคราะห์
วิจารณ์อย่างลึกซึ้งเฉพาะในประเด็นที่นำมาพิจารณา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเก่ียวโยงกับวัตถุประสงค์ หรือผู้ที่มีส่วน
เก่ียวข้องกับการตัดสินใจเสมอไป แต่อาจจะผสมผสานปัจจัยในการพิจารณาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ตามวิจารญาณของ
ผู้ทรงคุณวุฒิ เพ่ือให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับคุณภาพ ประสิทธิภาพ หรือความเหมาะสมของส่ิงท่ีทำการ
ประเมิน
2. เป็นรูปแบบการประเมินที่เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialization) ในเรื่องท่ีจะ
ประเมิน โดยท่ีพัฒนามาจากรูปแบบการวิจารณ์งานศิลป์ (Art Criticism) ท่ีมีความละเอียดลึกซ้ึง
และต้องอาศัยผู้เช่ียวชาญระดับสูงมาเป็นผู้วินิจฉัย เน่ืองจากเป็นการวัดคุณค่าไม่อาจประเมินด้วย
เครือ่ งวดั ใด ๆ ได้ และต้องใช้ความรู้ความสามารถของผู้ประเมนิ อยา่ งแท้จริง ต่อมาไดม้ ีการนำแนวคิด
น้ีมาประยุกต์ใช้ในทางการศึกษาระดับสูงในวงการอุดมศึกษามากขึ้น ในสาขาเฉพาะที่ต้องอาศัยผู้รู้
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศึกษา ดา้ นนิเทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 53
ผู้เล่นในเรื่องนั้นจริง ๆ มาเป็นผู้ประเมินผล ท้ังนี้เพราะองค์ความรเู้ ฉพาะสาขาน้ันผู้ที่ศึกษาเรื่องนั้น
จริง ๆ จึงจะทราบและเข้าใจอยา่ งลึกซง้ึ
3. เป็นรูปแบบท่ีใช้บุคคล คือ ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นเคร่ืองมอื ในการประเมิน โดยให้ความเชื่อถือ
ว่าผู้ทรงคุณวุฒิน้ันเที่ยงธรรมและมีดุลพินิจท่ีดี ท้ังน้ีมาตรฐานและเกณฑ์พิจารณาต่าง ๆ น้ัน
จะเกดิ ขน้ึ จากประสบการณแ์ ละความชำนาญของผู้ทรงคณุ วุฒินนั้ เอง
4. เป็นรูปแบบท่ียอมให้ความยืดหยุ่นในกระบวนการทำงานของผู้ทรงวุฒิตามอัธยาศัย
และความถนัดของแต่ละคน นบั ต้ังแต่การกำหนดประเด็นสำคัญทพี่ ิจารณา การบ่งชีข้ ้อมูลที่ตอ้ งการ
การเก็บรวบรวม การประมวลผล การวินจิ ฉยั ข้อมูล ตลอดจนวิธีการนำเสนอ ท้ังน้ีการเลือกผู้ทรงวุฒิ
จะเน้นท่ีสถานภาพทางวชิ าชพี ประสบการณ์ และการเป็นท่เี ชอ่ื ถือ (High Credit) ของวิชาชพี นั้นเป็น
สำคัญ
สรปุ ไดว้ า่ การตรวจสอบรูปแบบมีหลายวธิ ี ซ่ึงมแี นวทางในการตรวจสอบดังน้ี
1. การตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยผู้วิจยั จะนำเสนอรูปแบบท่ีพัฒนาขึ้นต่อผู้ทรงคุณวุฒิ
15-20 คน พร้อมกับแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ ตลอดจน
ขอ้ เสนอแนะเพ่ิมเตมิ ต่าง ๆ
2. การตรวจสอบโดยการประชุมสัมมนา โดยผู้วิจัยจัดประชุมสัมมนาบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วนำเสนอรูปแบบที่พัฒนาขึ้น เสร็จแล้วให้ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา วิพากษ์ ประเมิน
รปู แบบทั้งในด้านความเหมาะสมและความเป็นไปได้ และใหข้ อ้ เสนอแนะต่อไป
3. การตรวจสอบโดยการทดลอง โดยผู้วิจัยดำเนินการทดลองใช้รูปแบบท่ีพัฒนาข้ึน
ในสภาพจริง หรือเหตุการณ์จำลอง ตามแบบแผนท่ีออกแบบไว้ เพื่อสังเกต รวบรวมข้อมูล
และความเห็นต่อผู้เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงรูปแบบต่อไป หลังจากได้ข้อมูลจากการ
ตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบดังกล่าวมาแล้ว ผู้วิจัยควรได้ดำเนินการปรับปรุงรูปแบบเพ่ิมเติม พร้อม
กบั สรปุ ขอ้ มลู ความคิดเห็น และขอ้ เสนอแนะท่เี ห็นว่าสำคญั ต่อรูปแบบและการนำรปู แบบไปใชต้ อ่ ไป
2.2 แนวคดิ เกย่ี วกบั การนิเทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล
การศกึ ษา
2.2.1 ความหมายของการนเิ ทศ ติดตาม และประเมินผลการศึกษา
ความหมายของการนิเทศ
ความหมายของการนิเทศ คำว่า “การนิเทศ” มาจากภาษาอังกฤษว่า “Supervision” จากความหมาย
ตามรูปศัพท์คือ การให้ความช่วยเหลือ แนะนำ และการปรับปรุง ความรู้ ศัพท์จากพจนานุกรม หมายถึง
การช้แี จง การแสดง การจำแนก ความหมายโดยรวมการนเิ ทศคือ กระบวนการ ที่ จะ ท ำให้ เกิ ดก าร
ปรับปรุงการเรียนการสอนของครู โดยการทำงานร่วมกับบุคคลที่เก่ียวข้องเป็นการกระตุ้นความ
เจริญกา้ วหน้าของครู และมุ่งหวังทจ่ี ะช่วยเหลือครู เพอื่ ใหค้ รชู ่วยเหลือตนเองได้ โดยเป็นการให้บริการ
เก่ียวกับความ ชำนาญทางเทคนิคด้านวิชาการในการเรียนการสอน การจัดส่ือ การสอน ส่ิงอำนวยความสะดวก
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศกึ ษา ดา้ นนเิ ทศ ติดตาม และประเมินผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 54
การเตรียม และพัฒนาครู รวมทั้งการประเมินผลการเรียนการสอนและปรับปรุงสภาพการเรียน และพัฒนาการ
ของผู้เรียนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และส่งผลสะท้อน ไปถงึ การพัฒนานักเรียนด้วย โดยผู้นิเทศช่วยใน
การใหค้ ำแนะนำ แก่ครหู รอื ผูอ้ ่นื ที่ทำหนา้ ท่ีเกี่ยวข้องกับการศึกษา
กระตุ้นให้มีการพัฒนาการที่จะนำวิธีการสอน สือ่ การเรียนการสอนมาใช้ โดยเน้นถึงทักษะ
ในการติดต่อส่ือสาร และการชี้ช่องทางในลักษณะที่เป็นกันเองแก่ครู และนักเรยี น เพื่อการปรับปรุง
ตัวเอง และสภาพการเรียน การสอนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายท่ีพึงประสงค์ สามารถ ปรบั ปรุงการสอน
ของตนให้ดีข้ึน ช่วยให้เกิดความ เจริญงอกงามในด้านอาชีพ ช่วยพัฒนาความสามารถของครู
โดยสรุปการนิเทศจึงหมายถึง กระบวนการ จัดบริหารการศึกษาเพื่อช้ีแนะให้ความช่วยเหลือ
และความร่วมมือกับครู และบุคคลท่ีเก่ียวข้องกับการจัด การศึกษา เพ่ือปรับปรุงการสอนของครู
และเพิ่มคุณภาพของนักเรียนให้เป็นไปตามเป้าหมายของการศึกษา การนิเทศจะเป็นทั้งศาสตร์
และศิลป์ เป็นศาสตร์เพราะเป็นปรัชญาที่แสวงหาความจริง ความรู้ และคุณค่าในส่ิงต่างๆ
ท่ีเก่ียวข้องกับการศึกษา และเป็นศิลป์เพราะต้องอาศัยเทคนิควิธี และมนุษยสัมพันธ์ ในการทำงาน
รว่ มกับผู้อื่น ติดต่อประสานงาน การจูงใจเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่เป้าหมายของการ จัดการศึกษา
นอกจากนี้ การนิเทศยังเป็นรูปแบบของ การบริหารการศึกษา ที่ต้องการการมีส่วนร่วมของบุคคล
เป็นลักษณะของการบริหารตามรูปแบบ ประชาธิปไตย เพราะการนิเทศใช้หลักการต่างๆ
ของ ประชาธิปไตยมาดำเนินการ ได้แก่ การเคารพซึ่งกันและกัน การประชุมปรึกษาหารือกัน
การให้ความรว่ มมือประสานงาน การรว่ มมือแกป้ ญั หา
การติดตามและประเมนิ ผล
การติดตามและประเมินผล มีคำซึ่งมีความหมายเฉพาะตัวที่แยกจากกันได้ชัดเจน แต่ในการ
ดำเนินงานหรือจัดกิจกรรมแล้วมีความสัมพันธ์กันค่อนข้างใกล้ชิด จนทำให้เกิดความสับสนอยู่เสมอ
คือ คำวา่ ติดตาม (Monitoring) และคำว่า ประเมนิ ผล (Evaluation) ท้ังสองคำดังกล่าวมีวิธีทำงาน
ทีแ่ ตกต่างกัน คอื การติดตาม เป็นพฤตกิ รรมทีม่ ลี ักษณะตา่ งจากการประเมนิ ผลดังนี้
1. การติดตาม เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลปฏิบัติงานตามแผน ซ่ึงมีการกำหนดไว้แล้ว
เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจ แก้ไข ปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามแผน หรือกำหนด
วิธีการดำเนินงานให้เกิดผลดีย่ิงข้ึน ดังนั้น จุดเน้นที่สำคัญของการติดตาม คือ การปฏิบัติการต่างๆ
เพือ่ การตรวจสอบ ควบคุม กำกับ การปฏบิ ัติงานของโครงการ
2. การประเมินผล เป็นกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ
และนำผลมาใช้ในการเพมิ่ คุณภาพและประสิทธิภาพของการดำเนินโครงการ
3. การติดตาม จะเกิดขึ้นในขณะที่โครงการกำลังดำเนินงานตามแผนที่กำหนดไว้ ส่วนการ
ประเมิน จะเกิดขึ้น ใน ทุกข้ัน ตอน ขอ งโครงการ นับต้ังแต่ก่อน ตัดสิน ใจจัดทำโครงก าร
ในขณะดำเนินงานในชว่ งระยะตา่ ง ๆ และเมื่อโครงการดำเนินงานเสร็จแล้ว หรือประเมินผลกระทบ
ที่เกิดขึ้นจากการดำเนนิ โครงการ
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศกึ ษา ดา้ นนเิ ทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 55
4. การประเมินผลบางมิตินำมาใช้ในการประเมินความสำเร็จของโครงการว่าบรรลุ
วตั ถปุ ระสงค์ และเปา้ หมายของโครงการท่ีตั้งไว้หรือไม่ มปี ัญหา อปุ สรรคอะไรบ้าง
5. ความแตกต่างและส่วนท่ีซ้ำซ้อนกันของการติดตามและประเมินผล คือ การติดตาม
(Monitoring) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลท่ีแสดงให้เห็นว่า ได้มีการดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ
ของโครงการที่กำหนดได้อย่างไร ข้อมูลท่ีได้จะนำมาประกอบเป็นเคร่ืองมือ ควบคุม กำกับ
การดำเนินงานในขณะปฏิบตั ิโครงการโดยตรง ท้ังในด้านปจั จัย (Input) ด้านกระบวนการดำเนินงาน
(Process) และด้านผลผลิต (Output) สำหรับ การประเมินผล (Evaluation) มีขอบข่ายกว้างขวาง
ขึ้นอยู่ว่าจะประเมินในข้ันตอนใดของโครงการ เช่น ก่อนเร่ิมโครงการ ขณะดำเนินโครงการ
ซ่งึ อาจดำเนินการเป็นช่วง เป็นระยะต่าง ๆ เช่น ทุก 3 เดือน ทุก 6 เดือน ทกุ ปี ประเมินเมื่อโครงการ
ดำเนนิ งานไประยะครงึ่ โครงการ เป็นต้น หรือเป็นการประเมนิ ผลเมอื่ โครงการดำเนนิ การเสร็จส้ินแล้ว
2.2.2 ความหมายและความสำคัญของการนเิ ทศภายในโรงเรียน
ความหมายของการนเิ ทศภายในโรงเรยี น
การนิเทศภายในโรงเรียน หมายถงึ ความรว่ มมือระหวา่ งบุคลากรในโรงเรยี นในการช่วยเหลือ
ส่งเสริมสนับสนุนซ่ึงกันและกันในการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ได้
มาตรฐาน เพื่อมาตรฐานคุณภาพของนักเรียน แต่หากมองในแง่ภารกิจที่โรงเรียนจะต้องดำเนินการ
การนเิ ทศการศกึ ษาภายในโรงเรยี นจะตอ้ งเป็นการปรบั ปรงุ ประสทิ ธิภาพ การปฏิบัติหนา้ ท่ตี ามภารกิจ
เพ่ือให้บังเกิดประสิทธิผลทั้งด้านคุณภาพผู้เรียน คุณภาพผู้สอน คุณภาพสถานศึกษาและเป็นการ
พัฒนาวิชาชีพครูให้ได้รับการยอมรับมากย่ิงข้ึน การนิเทศการศึกษาภายในโรงเรียนเป็นการสร้าง
ความร่วมมือกันในการท่ีจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อปรับปรุงพัฒนาการจัดการศึกษา โดยเฉพาะ
อย่างยิง่ คุณภาพการเรยี นการสอนของครู เพอ่ื เพ่ิมคณุ ภาพนกั เรียนใหเ้ ป็นไปตามเป้าหมายของการจัด
การศึกษา คอื เด็กดี เดก็ เก่งและมคี วามสขุ
ความสำคญั และความจำเปน็ ของการนิเทศภายในโรงเรียน
การนิเทศการศึกษาภายในโรงเรียนมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับยุคของการเปล่ียนแปลง
ปฏิรูปการศึกษา ทีจ่ ะต้องให้โรงเรียนเป็นองค์กรแห่งการเรยี นรู้ เพราะมีวทิ ยาการกา้ วหนา้ ทันสมยั มี
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ มีการบริหารแบบมีส่วนร่วม ท่ที ุกคนควรเรียนรู้ร่วมกัน จะต้อง
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซงึ่ กันและกนั จงึ จะขับเคลอ่ื นการปฏิรูปการเรียนรไู้ ปสู่เป้าหมายให้นักเรยี น
เป็นคนดี คนเก่งและมีความสุข จะต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงาน เปลี่ยนแปลง
ปรับปรงุ กระบวนการเรียนการสอน ให้นักเรยี นไดเ้ รียนรูว้ ธิ กี ารเรียน เรียนรู้จากการปฏบิ ตั ิจริง เรยี นรู้
ร่วมกับบุคคลอ่ืนๆ และนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการเรียนรู้ มีเคร่ืองมือในการค้นหาความรู้ เพ่ือสร้าง
องคค์ วามรูด้ ้วยตนเอง ซ่ึงส่งิ เหล่านจี้ ะตอ้ งเปล่ยี นแปลงเจตคติของครูเพิ่มทกั ษะความรู้ ความสามารถ
และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของครูผู้สอนด้วยกัน เพื่อให้ครูเกิดความม่ันใจ มีขวัญกำลังใจ ในการ
ปฏิบัติหนา้ ทีจ่ ะได้เปล่ียนแปลงพฤติกรรมการสอนเปน็ การสอนท่ีเน้นผเู้ รียนเป็นสำคัญ การจะหวังพ่ึง
บคุ คลภายนอกมาช่วยในการพัฒนาอาจจะช้าเกนิ ไปและกระทำได้อย่างไม่ต่อเน่อื ง และอาจจะไมต่ รง
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศึกษา ด้านนเิ ทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 56
กับสภาพปัญหาและความต้องการ แต่บุคคลในโรงเรียนย่อมอยู่ใกล้ปัญหาและทราบความต้องการ
ของเพื่อนครูในโรงเรียนได้ดีท่ีสุด การนิเทศการศึกษาภายในโรงเรียนท่ีเกิดจากทีมงาน ทม่ี ีประสิทธิภาพในโรงเรียน
ยอ่ มเปน็ การดที ส่ี ดุ ท่จี ะร่วมใจในการพฒั นาการปฏบิ ัตหิ น้าที่ให้มปี ระสทิ ธภิ าพไดด้ ีย่งิ
2.2.3 ทฤษฎีท่เี กีย่ วข้องกบั การนิเทศ ตดิ ตาม
ทฤษฎที เ่ี กยี่ วขอ้ งกับการนิเทศตดิ ตาม
กระบวนการนิเทศการศึกษา
ผู้ศึกษาไดศึกษากระบวนการนิเทศการศึกษารูปแบบตางๆ ท่ีมีนักวิชาการ นักการศึกษาไดเสนอ
ไวจากเอกสารและงานวิจัย ซ่ึงการนิเทศการศึกษาในรูปแบบตางๆ ไดดําเนินการเปนกระบวนการ
มลี ําดับขนั้ ตอนผศู้ กึ ษาขอเสนอดังน้ี
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (2555 : 9) ไดเสนอกระบวนการนิเทศการศึกษา
โดยกระบวนการเดมม่ิง (Demming Process)ซึ่งเปนวงจร เรียกวา วงจรเดมมิ่ง (Demming Circle)หรือโดยท่ัวไป
นิยมเรียกกันวา P-D-C-A ซ่ึงเปนวงจรควบคุมคุณภาพมาปรับใชในการดําเนินการนิเทศการศึกษา
โดยมีข้นั ตอนที่สําคัญ 4 ขัน้ ตอน คือ
1. การวางแผน (P-Planning)
2. การปฏิบัตติ ามแผน (D-Do)
3. การตรวจสอบ/ประเมนิ ผล (C-Check)
4. การปรบั ปรุงแกไข (A-Act)
สรปุ เปนแผนภูมไิ ด ดังนี้
ภาพที่ 9 แผนภาพ วงจรควบคุมคุณภาพ
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศึกษา ดา้ นนิเทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 57
จากแผนภูมกิ ระบวนการ PDCA แตละขน้ั ตอนมกี ิจกรรมสำคญั นำไปสูการนเิ ทศการศึกษาดังนี้
1. การวางแผน (P-Plan)
1.1 การจดั ระบบขอ้ มูลสารสนเทศ
1.2 การกำหนดจุดพฒั นาการนิเทศ
1.3 การจดั ทำแผนการนเิ ทศ
1.4 การจัดทำโครงการนเิ ทศ
2. การปฏบิ ตั ิงานตามแผน (D-Do)
2.1 การปฏิบตั ิตามข้นั ตอนตามแผน/โครงการ
2.2 การกำกับตดิ ตาม
2.3 การควบคุมคณุ ภาพ
2.4 การรายงานความก้าวหนา
2.5 การประเมนิ ความสำเรจ็ เปน็ ระยะ ๆ
3. การตรวจสอบและประเมินผล (C-Check)
3.1 กำหนดกรอบการประเมนิ
3.2 จัดหา/สร้างเคร่อื งมือประเมิน
3.3 เก็บรวบรวมข้อมลู
3.4 วเิ คราะหข์ ้อมูล
3.5 สรุปผลการประเมิน
4. การนำผลการประเมินมาปรบั ปรุงงาน (A-Act)
4.1 จัดทำรายงานผลการนิเทศ
4.2 นำเสนอผลการนเิ ทศและเผยแพร
4.3 พัฒนาต่อเน่ือง
สงัด อุทรานันท์ (2530 :125-131)ไดให้ความเห็นว่ากระบวนการนิเทศท่ีสอดคลองกับสภาพสังคมไทย
ควรมขี ้ันตอนตามกระบวนการนเิ ทศ 5 ข้นั ตอน ซงึ่ เรยี กวากระบวนการนิเทศแบบ PIDRE ดงั น้ี
1. การวางแผน (P-Planning) เป็นข้ันตอนท่ีผู้บริหาร ผู้นิเทศ และผู้รับการนิเทศจะทำการ
ประชุม ปรึกษาหารือ เพื่อให้ไดมาซ่ึงปัญหาและความต้องการจำเป็นท่ีต้องมีการนิเทศ รวมท้ัง
วางแผนถงึ ขั้นตอนการปฏิบตั เิ กีย่ วกับการนิเทศที่จัดข้นึ
2. ให้ความรูก่อนดำเนินการนิเทศ (Informing-I) เป็นขั้นตอนของการให้ความรูค้ วามเข้าใจ
ถึงสิ่งท่ีจะดำเนินการว่าต้องอาศัยความรู ความสามารถอย่างไรบ้าง จะมีข้ันตอนในการดำเนินการ
อย่างไรและจะดำเนนิ การอย่างไรให้ผลงานออกมาอย่างมีคุณภาพ ขน้ั ตอนน้ีจำเป็นทกุ ครั้งสำหรบั เร่ิม
การนิเทศที่จัดขึ้นใหม่ ไมว่าจะเป็นเร่ืองใดก็ตาม และเมื่อมีความจำเป็นสำหรับงานนิเทศ
ที่ยังเป็นไปไดผล หรือไดผลไมถึงข้ันที่พอใจ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องทบทวนให้ความรูในการปฏิบัติงาน
ท่ีถกู ต้องอกี คร้งั หนึ่ง
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศึกษา ด้านนิเทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 58
3. การดำเนินการนิเทศ (Doing-D) ประกอบด้วยการปฏิบัติงาน 3 ลักษณะ คือการปฏิบัติงานของผู้รับ
การนิเทศ (ครู) การปฏิบัติงานของผู้ให้การนิเทศ (ผู้นิเทศ) การปฏิบัติงานของผู้สนับสนุนการนิเทศ
(ผู้บริหาร) การประสานงานและสนบั สนนุ
4. การสร้างเสริมขวัญกำลังใจแกผู้ปฏิบัติงานนิเทศ (Reinforcing-R) เป็นขั้นตอนของการ
เสริมแรงของผู้บริหารซึ่งให้ผู้รับการนิเทศมีความมั่นใจ และบังเกิดความพึงพอใจในการ ปฏิบัติงาน
ขั้นนอี้ าจดำเนนิ ไปพรอมๆ กบั ผู้รบั การนเิ ทศทก่ี ำลังปฏิบตั ิงานหรอื การปฏิบัติงานไดเสรจ็ ส้นิ แลวก็ได้
5. การประเมินผลการนิเทศ (Evaluating-E) เป็นข้ันตอนท่ีผู้นิเทศทำการประเมินผลการ
ดำเนินงานท่ีผ่านไปแลว่าเป็นอย่างไร หลังจากการประเมินผลการนิเทศ หากพบว่ามีปญหา
หรือมีอุปสรรคอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ทำให้การดำเนินงานไมไดผล สมควรท่ีจะต้องปรับปรุงแกไข
ซ่งึ การปรับปรุง แกไข อาจทำไดโดยการให้ความรูเพิม่ เตมิ ในเร่ืองท่ีปฏบิ ตั ิใหม่อีกครงั้ ในกรณีทผ่ี ลงาน
ยงั ไมถงึ ขั้นน่าพอใจ หรือไดดำเนินการปรบั ปรงุ การดำเนินงานทง้ั หมดไปแลว ยงั ไมถงึ เกณฑ์ที่ตอ้ งการ
สมควรท่ีจะต้องวางแผน ร่วมกันวิเคราะห์หาจุดท่ีควรพัฒนาหลังใช้นวัตกรรมด้านการเรียนรูเข้ามา
นิเทศ
2.2.4 หลักการในการนิเทศการศึกษาภายในโรงเรยี น
หลักการในการนเิ ทศการศกึ ษาภายในโรงเรียน
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับหลักการนิเทศการศึกษาภายในโรงเรียน
ไว้ว่า การนิเทศการศึกษาภายในโรงเรียนเป็นกระบวนการที่ผู้นิเทศภายในสถานศึกษา ประกอบด้วย
ผบู้ ริหาร ผ้ชู ว่ ยผู้บริหาร หัวหน้าหมวดวิชา ครูผชู้ ำนาญการ ครูผู้ร่วมนิเทศ ครแู กนนำ ดำเนินการโดย
ใช้ภาวะผู้นำทำให้เกิดความร่วมมือ ร่วมใจ ประสานงานและใช้ศักยภาพการทำงานอย่างเต็มที่ ซ่ึงส่งผลต่อ
การพัฒนาการทำงานของสถานศึกษาน้ันๆ โดยส่วนรวม ให้เป็นไปตามมาตรฐานหลักสูตรมาตรฐาน
การศกึ ษา การนเิ ทศการศกึ ษาใชห้ ลักตอ่ ไปนี้
1. หลกั การปฏบิ ตั งิ านตามวิธกี ารวิทยาศาสตร์ ดำเนินการอย่างเป็นระบบ ซ่งึ ครอบคลุมถงึ วธิ ี
การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ การวางแผนการนิเทศ การปฏิบัติงานนิเทศ
การประเมินผลการนิเทศ ซง่ึ ควรมาจากการรวบรวมขอ้ มลู วเิ คราะห์และสรุปผลอย่างมีประสิทธิภาพ
เช่ือถอื ได้
2. หลักการปฏิบัติงานตามวิถีทางประชาธิปไตย เคารพในความแตกต่างระหว่างบุคคลให้
เกียรติซึ่งกันและกัน เปิดใจกว้าง ยอมรับการประเมินตนเอง ยอมรับในเหตุผลและผลปฏิบัติตาม
ข้อตกลง ตลอดจนใชค้ วามรู้ความสามารถในการปฏิบัตงิ านเพื่อให้งานบรรลเุ ป้าหมาย
3. หลักการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาสร้างสรรค์โดยการแสวงหาความสามารถพิเศษของครู
แต่ละบุคคล เปดิ โอกาสใหไ้ ด้แสดงออกและสนับสนนุ ส่งเสริมความสามารถเหล่านัน้ อย่างเต็มท่ี
4. หลักการปฏิบัติการตามกระบวนการกลุ่มและการมีส่วนร่วมเน้นความร่วมมือร่วมใจ
ในการดำเนินงานโดยยึดวัตถุประสงค์การทำงานร่วมกัน การช่วยเหลือแบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและกัน
รว่ มคดิ รว่ มพัฒนา ทงั้ นเี้ พื่อความสำเร็จของงานโดยสว่ นรวม
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศึกษา ด้านนเิ ทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 59
5. หลกั การปฏบิ ตั ิงานเพอื่ ประสิทธิภาพ จะต้องเน้นการปฏิบัติงานเพอ่ื เพมิ่ ประสทิ ธภิ าพเน้น
การปฏิบัตงิ านตามบทบาทหนา้ ท่ีความรับผิดชอบ มีการควบคุมติดตามผลการดำเนินงาน และผลผลิต
อยา่ งใกลช้ ดิ เพอ่ื ใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ และประสทิ ธผิ ลตามมาตรฐานการศกึ ษา
6. หลักการปฏิบัติงานโดยยึดวัตถุประสงค์ การดำเนินงานทุกครั้งกำหนดวัตถุประสงค์การ
ทำงานอย่างชัดเจน ออกแบบการดำเนนิ งานอยา่ งเหมาะสมทัง้ น้เี พ่อื ให้งานบรรลุวัตถุประสงค์ทีว่ างไว้
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ได้ให้หลักการในการนิเทศภายในโรงเรียน
มหี ลกั การทีจ่ ะนำไปสคู่ วามสำเร็จดังน้ี
1. การนเิ ทศภายในจะต้องดำเนินการอย่างเปน็ ระบบและต่อเนือ่ งตามข้ันตอนกระบวนการนิเทศ
2. บุคลากรที่เป็นหลกั สำคัญในการดำเนนิ การพัฒนาระบบนิเทศภายในโรงเรียน คือผูบ้ รหิ าร
โรงเรียน และจะต้องดำเนินการโดยเปดิ โอกาสให้คณะครูในโรงเรียนมีส่วนร่วมในการดำเนินการ
3. การนิเทศภายในโรงเรียนจะต้องสอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของครู ของโรงเรียน
และสอดคลอ้ งกบั ระดบั พัฒนาการของครู
4. เป้าหมายสำคัญในการนิเทศ คือ การส่งเสริม สนับสนุน หรือให้ความช่วยเหลือครูในโรงเรียน
ให้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจหลัก คือการสอนหรือการสร้างเสริมพัฒนาของนักเรียน
ในทุกด้าน ให้เต็มตามวัย และเต็มศักยภาพ โดยมีหลักสูตรเป็นกรอบกำกับในการจัดการเรียนการสอน
กล่าวโดยสรุป การนเิ ทศภายในเปน็ การสรา้ งค่มู อื อาชีพ
กระบวนการในการนเิ ทศภายในโรงเรียน
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติได้กล่าวถึงกระบวนการนิเทศภายใน
มี 5 ขัน้ ตอน ได้แก่
1. การประเมนิ ความตอ้ งการความจำเป็นในการพฒั นา
เปน็ การเก็บรวบรวมขอ้ มูลที่แสดงสภาพปัจจุบันของส่ิงใดส่งิ หนึ่งหรอื เร่ืองใดเรือ่ งหน่งึ แล้วมาเปรียบเทียบ
กับข้อมูลแสดงความสำเร็จของงาน ซ่ึงจะดำเนินการตามขัน้ ตอนย่อยๆเช่นกำหนดส่ิงท่ีต้องประเมิน
และองค์ประกอบท่ีจะต้องประเมิน กำหนดสภาพความสำเร็จและเกณฑ์การประเมินกำหนด
แหล่งข้อมูล กำหนดวิธีการเครื่องมือและระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล สร้างเคร่ืองมือในการ
เก็บข้อมูล ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำเป็นสารสนเทศ พิจารณา
เปรียบเทียบสารสนเทศ แสดงสภาพปัจจุบันกับสภาพความสำเร็จของงาน หรือภาพปลายทาง โดยใช้เกณฑ์
ที่กำหนดไว้เป็นเคร่ืองมือในการพิจารณาว่ามีความจำเป็นท่ีจะต้องปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนาต่อไป
หรือไม่ เขียนข้อความท่ีแสดงถึงสภาพที่ต้องการปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนาให้ดีย่ิงขึ้น แล้วเรียบเรียง
ลำดับความตอ้ งการจำเป็นท่ีจะต้องพัฒนา และนำเสนอ ให้ตระหนักถึงความจำเป็นท่ีจะต้องปรับปรุง
อยูเ่ สมอ
2. การวเิ คราะห์จดุ เดน่ จุดด้อยเพือ่ กำหนดจดุ พัฒนา
เป็นการวิเคราะห์ผลหรือข้อมูลท่ีได้จากการประเมินและองค์ประกอบท่ีส่งผลต่อสภาพ
ความสำเร็จของงาน เพ่ือประโยชน์ในการกำหนดจุดพัฒนา และการประเมินแนวทางเลือกเพ่ือ
พัฒนาการเลือกจุดพัฒนาให้เหมาะสม ทำให้การนิเทศของโรงเรียนมีโอกาสประสบความสำเร็จได้
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศกึ ษา ดา้ นนเิ ทศ ติดตาม และประเมินผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 60
ซ่ึงจุดพัฒนาท่ีน่าจะนำมาพิจารณา เช่นความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน เจตคติต่อวิชาชีพ
ค่านิยมในการพัฒนาตนเอง ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ความตระหนักถึงความสำคัญ และความจำเป็น
ท่จี ะต้องพัฒนานกั เรียน
3. การหาแนวทางเลอื กเพือ่ การพัฒนา
เป็นการพิจารณาเลอื กยุทธศาสตรท์ จี่ ะใช้ในการปรบั ปรงุ แก้ไขหรอื พฒั นาให้มีความเปน็
ไปได้ หรือมโี อกาสทีจ่ ะประสบความสำเร็จมากที่สุด โดยคำนงึ ถงึ จุดทจี่ ะพัฒนา หรอื ข้อจำกดั ของ
หนว่ ยงาน การหาแนวทางเลอื กเพื่อพัฒนามีขัน้ ตอนการดำเนินการดังน้ี
3.1 รวบรวมข้อมลู แนวทางเลือกทมี่ ีความเปน็ ไปได้ในการพัฒนา
3.2 พจิ ารณาแนวทางเลือกที่มีความเป็นไปได้ในการพัฒนา
3.3 พจิ ารณาข้อดี ขอ้ เสยี ของแนวทางเลือกท่มี ีความเป็นไปได้
3.4 เลือกแนวทางพฒั นาทเี่ หมาะสมที่สดุ ที่จะใหบ้ รรลุความต้องการ
4. การลงมอื ปฏบิ ัติ
เปน็ การนำยุทธศาสตร์ทกี่ ำหนดไว้มาลำดับขั้นตอนการดำเนินการและกำหนดส่ิงที่สนับสนุน
ในการดำเนนิ การโดยอาศัยขน้ั ตอนดังน้ี
4.1 การกำหนดรายละเอยี ดข้นั ตอนการดำเนินการ
4.2 กำหนดสิ่งสนับสนุนในการดำเนนิ การ ได้แก่งบประมาณ บุคลากร สง่ิ ท่ีอำนวย
ความสะดวกในการปฏิบตั ิงาน วสั ดุอปุ กรณ์ เป็นตน้
4.3 กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการ
4.4 วางแผนการติดตามประเมนิ ผลการปฏบิ ัติงาน
4.5 จดั ทำแผนนเิ ทศของโรงเรียน
4.6 ประชุมชแ้ี จง และมอบหมายงานให้ตรงกับความสามารถของผู้นิเทศ
4.7 ผนู้ ิเทศจัดทำปฏทิ ินนิเทศและประสานปฏิทินการนิเทศกับผูท้ ่มี ีส่วนเก่ยี วข้อง
4.8 ผู้นิเทศจัดกิจกรรมนิเทศตามแผนการนิเทศที่ได้รบั มอบหมายตามปฏิทินนิเทศ
ที่กำหนดไว้
4.9 ผู้นิเทศบันทึกการนิเทศ และผลการนิเทศตามกิจกรรมท่ีได้รับมอบหมายและ
รายงานผลการนิเทศให้ผบู้ ริหารโรงเรียนทราบ
5. การตดิ ตามประเมินผลและปรบั ปรุงแก้ไข
เป็นการรวบรวมข้อมลู ดา้ นดำเนินการนิเทศ และผลที่ได้ระหว่างดำเนินการ และเมื่อเสรจ็ ส้ิน
การดำเนินการตามแผนการนิเทศ ข้อมูลท่ีได้นำไปใช้เปรียบเทียบกับสภาพความสำเร็จของแผนการ
นเิ ทศ หากพบว่าไม่เป็นไปตามสภาพความสำเร็จท่ีกำหนดไว้ก็ต้องพิจารณาว่ามีข้อบกพร่องตรงไหน
อย่างไร และหาวิธีการพัฒนาให้ดีขึ้นหรือหากพบว่า ว่าการดำเนินการตามแผนการนิเทศบรรลุผล
ตามท่ีคาดหวังไว้ แต่จากการนิเทศติดตามผลพบว่า มีวิธีการที่ดีกว่า มีประสิทธิภาพสูงกว่า ก็อาจพิจารณา
ปรบั ปรุงใหด้ ขี ึ้นอีกกไ็ ด้
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศกึ ษา ดา้ นนิเทศ ติดตาม และประเมินผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 61
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ได้จัดลำดับขั้นตอนในการนิเทศการศึกษา
4 ขั้นตอนได้แก่
ข้ันที่ 1 การศึกษาสภาพปจั จุบัน ปัญหาและความตอ้ งการ
การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการเป็นการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลตัวบ่งช้ีคุณภาพ
ตา่ ง ๆ เช่นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทุกกลุ่มประสบการณ์อัตราการตกซ้ำช้นั ภาวะสุขภาพการสำรวจ
และประเมินความต้องการของครู การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา การวิเคราะห์หาสาเหตุ
จัดลำดับความสำคัญ การกำหนดทางเลอื กและการดำเนินการตามความตอ้ งการ
ขั้นที่ 2 การวางแผน
การวางแผนการนิเทศเป็นการนำเอาข้อมูลผลการวิเคราะห์จากขั้นท่ี 1 แล้วนำเอาทางเลือก
ที่จะดำเนินการมากำหนดรายละเอียดจัดลำดับข้ันตอนการปฏิบัติเขียนโครงการให้มีรายละเอียดให้
พรอ้ มท่จี ะปฏบิ ัติได้
ขนั้ ท่ี 3 การปฏิบัติการนิเทศ
เป็นการดำเนินการตามกิจกรรมท่ีกำหนดในโครงการในแผนปฏิบัติการมาดำเนินการ
ซงึ่ ในการดำเนินการจะต้องนำเอาหลักการต่างๆ เทคนิค ทักษะและส่ือ และเคร่ืองมือการนเิ ทศไปใช้
อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ และบุคลากรผู้รบั การนิเทศต่าง ๆ และจะต้องมกี ารเตรียมความพร้อม
ก่อนการนิเทศ เช่น การจัดให้มีการประชุมคณะทำงานเพ่ือซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการ สื่อ เครื่องมือ
การบันทึกผลการประเมินผล และการสรุปผลการนิเทศ และประการสำคัญในการนิเทศจะต้องให้
กำลงั ใจมาใชเ้ สรมิ แรงให้มาก
ขน้ั ท่ี 4 การประเมนิ ผล
การประเมินผลเป็นการตรวจสอบความสำเร็จของโครงการกับวัตถุประสงค์ และเป้าหมาย
ที่กำหนดไว้ โดยประเมินทั้งด้านผลสัมฤทธ์ิของโครงการ ความพึงพอใจของผู้รับการนิเทศกระบวนการนิเทศ
ภายในโรงเรียน สรุปผลการประเมนิ เพือ่ ใชเ้ ปน็ ขอ้ มลู สำหรบั การปรับปรงุ การปฏิบัติงานในโอกาสต่อไป
ผนู้ เิ ทศภายในโรงเรียน
การนิเทศภายในโรงเรียนมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อพัฒนาครูอาจารย์ในโรงเรียน การนิเทศเป็น
งานท่ีสร้างกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานโดยการแนะนำ เสนอแนะและให้บริการด้านวัสดุ อุปกรณ์
ตลอดจนเทคนิคและวิธีการปฏิบัติงาน การนิเทศควรทำอย่างมีระบบและก่อให้เกิดกำลังใจแก่ผู้รับการนิเทศ
เพื่อใหก้ ารศกึ ษาเกิดผลสัมฤทธิต์ ามความคาดหมาย
ผนู้ ิเทศการศึกษาจงึ เป็นบุคคลท่ีสามารถปฏบิ ตั ิตามจุดมุ่งหมายน้ีได้ ตามขอ้ เท็จจริงท่ีจริงแล้ว
ผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทต่อการนิเทศภายในโรงเรียนเพราะเป็นหน้าท่ีโดยตรงของผู้บริหาร
โรงเรียน ผู้บริหารจึงทำหน้าท่ีท้ัง “บริหาร” และ “การนิเทศ” จงึ ถือว่าได้ปฏิบัติหน้าท่ีโดยสมบูรณ์
ในฐานะนักบรหิ าร
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีภารกิจมากมาย จึงสามารถพิจารณาจากบุคคลที่มีความสามารถ
ทำงานร่วมกับผู้อ่ืนเพื่อปรับปรุงสมรรถภาพการเรียนการสอนโดยการให้ความช่วยเหลือสนับสนุน
มากกวา่ การชแ้ี นะหรอื สั่งการบคุ ลากรในสถานศกึ ษาทส่ี ามารถนิเทศไดม้ ี ดงั นี้
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศึกษา ด้านนิเทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 62
1. ผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษา
2. ผูช้ ่วยผบู้ ริหารสถานศึกษาโดยเฉพาะฝ่ายวชิ าการ
3. หัวหน้าคณะ หัวหน้าแผนก หัวหนา้ งานหรอื หวั หน้าโครงการ
4. ครอู าจารย์ท่ีทำหนา้ ที่สอนแต่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้านสามารถสาธิต
หรอื ใหค้ ำปรกึ ษาแนะนำแกเ่ พือ่ นรว่ มงานได้
5. ผู้เชีย่ วชาญท่เี ชญิ มาเป็นวิทยากรเฉพาะเรอื่ ง
2.2.5 ประโยชนข์ องการนเิ ทศภายในโรงเรยี น
การนเิ ทศภายในโรงเรยี นมีประโยชนใ์ นการพฒั นาการศกึ ษาของโรงเรียน ดังนี้
1. เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารในด้านการวางแผนพัฒนาหลักสูตร วิธีสอน ส่ือ การวัดผล
ประเมินผล การพัฒนาบคุ ลากรของโรงเรยี น และการบรหิ ารโรงเรียนด้านอน่ื ๆ
2. เป็นประโยชนต์ อ่ ครแู ละบุคลากรในโรงเรียนในการพัฒนาความรคู้ วามสามารถและพัฒนา
พฤตกิ รรมการสอนของตนเองให้มีประสิทธภิ าพมากยิง่ ขนึ้
3. เปน็ ประโยชน์ต่อนักเรียนใหม้ ีผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนสูงขน้ึ และมคี ุณลักษณะอันพงึ
ประสงค์
3. แนวคิดและทฤษฎที ี่เก่ียวขอ้ งกบั การดำเนินการใช้นวัตกรรมโมเดล
“การนิเทศ ตดิ ตาม และประเมินผล แบบรวมพลังการมสี ่วนรว่ ม โดยใช้นวตั กรรมสถานศกึ ษา
5Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย”
การนเิ ทศภายในโรงเรยี น หมายถงึ ความร่วมมือระหว่างบุคลากรในโรงเรยี นในการช่วยเหลือ
ส่งเสริมสนับสนุนซ่ึงกันและกันในการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ได้
มาตรฐาน เพื่อมาตรฐานคุณภาพของนักเรียน แต่หากมองในแง่ภารกิจที่โรงเรียนจะต้องดำเนินการ
การนิเทศการศึกษาภายในโรงเรยี นจะตอ้ งเปน็ การปรับปรุงประสิทธภิ าพการปฏบิ ัติหน้าท่ีตามภารกิจ
เพ่ือให้บังเกิดประสิทธิผลท้ังด้านคุณภาพผู้เรียน คุณภาพผู้สอน คุณภาพสถานศึกษา และเป็นการ
พัฒนาวิชาชีพครูให้ได้รับการยอมรับมากยิ่งข้ึน การนิเทศการศึกษาภายในโรงเรียนเป็นการสร้างความร่วมมือ
กนั ในการท่ีจะช่วยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั เพือ่ ปรับปรงุ พัฒนาการจัดการศึกษา โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งคุณภาพ
การเรียนการสอนของครู เพ่ือเพิ่มคุณภาพนักเรียนให้เป็นไปตามเป้าหมายของการจัดการศึกษา คือ เด็กดี
เดก็ เกง่ และมีความสขุ
โรงเรียนปากพะยูนพิทยาคารจึงได้นำนวัตกรรมซ่ึงเป็นนโยบายในการบริหารโดยใช้โมเดล ท่ีเรียกว่า
“การนิเทศ ติดตาม และประเมินผล แบบรวมพลังการมีส่วนร่วม โดยใช้นวัตกรรมสถานศึกษา 5Gs : ดี ได้
เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย” มาใชใ้ นการดำเนินงานเพ่อื ส่งเสริมคุณภาพผูเ้ รยี นและสถานศึกษา
ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน ซ่ึงการดำเนินงานดังกล่าวได้สอดคล้องกับพระบรมราโชบายด้าน
การ ศึก ษ าของพ ระบาทสม เด็ จพ ร ะปรเมน ทร ราม าธิบดี ศรี สิน ทรม หาว ชิ ราลงก รณ พ ระ วชิ รเก ล้ า
เจา้ อยูห่ ัว ซึ่งทรงพระราชทานไว้ ดังนี้
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศึกษา ด้านนเิ ทศ ติดตาม และประเมินผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 63
โดยการศกึ ษาต้องมงุ่ สร้างพ้ืนฐานใหแ้ ก่ผเู้ รยี น 4 ดา้ น มีรายละเอยี ด ดงั นี้
1. มที ศั นคติทถ่ี ูกต้องตอ่ บา้ นเมอื ง
1) ความรู้ความเขา้ ใจตอ่ ชาติบ้านเมอื ง
2) ยดึ มั่นในศาสนา
3) ม่ันคงในสถาบันพระมหากษัตรยิ ์
4) มีความเอื้ออาทรต่อครอบครัวและชุมชนของตน
2. มพี ้นื ฐานชีวิตที่มัน่ คง - มีคณุ ธรรม
1) รจู้ กั แยกแยะส่ิงทผ่ี ิด - ชอบ /ชั่ว - ดี
2) ปฏิบัตแิ ตส่ ง่ิ ทีช่ อบ สิง่ ที่ดงี าม
3) ปฏิเสธส่งิ ท่ีผดิ สง่ิ ทีช่ ่ัว
4) ชว่ ยกนั สร้างคนดีให้แกบ่ ้านเมือง
3. มงี านทำ - มีอาชพี
1) การเล้ียงดูลูกหลานในครอบครัว หรือการฝึกฝนอบรมในสถานศึกษาต้องมุ่งให้
เดก็ และเยาวชนรักงาน สงู้ าน ทำจนงานสำเร็จ
2) การฝกึ ฝนอบรมทัง้ ในหลกั สูตรและนอกหลักสตู รต้องมีจดุ มุ่งหมายให้ผ้เู รียนทำงาน
เปน็ และมงี านทำในท่สี ดุ
3) ต้องสนับสนุนผู้สำเร็จหลักสูตรมีอาชีพ มีงานทำ จนสามารถเล้ียงตัวเอง
และครอบครัว
4. เป็นพลเมืองดี
1) การเปน็ พลเมืองดี เปน็ หน้าที่ของทกุ คน
2) ครอบครัว - สถานศึกษา และสถานประกอบการต้องส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาส
ทำหน้าทีเ่ ป็นพลเมืองดี
3) การเป็นพลเมืองดี คือ "เห็นอะไรท่ีจะทำเพื่อบ้ านเมืองได้ก็ต้องทำ" เช่น
งานอาสาสมัคร งานบำเพญ็ ประโยชน์ งานสาธารณกุศลให้ทำดว้ ยความมนี ้ำใจ และความเอ้ืออาทร
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศึกษา ด้านนเิ ทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 64
4. งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วข้อง
การนิเทศการศึกษาเป็นหน้าท่ีของศึกษานิเทศก และผูบริหารการศึกษา ครูเปนผู้ไดรับการนิเทศ
แตปจจุบันงานนเิ ทศการศึกษามีความสำคัญมากขนึ้ บุคลากรในโรงเรียนตองชวยเหลือซึ่งกันและกัน
เพ่ือปรับปรุงประสิทธิภาพการเรียนการสอนใหสูงข้ึน อันเน่ืองมาจากศึกษานิเทศกมีจำนวนจำกัด
จงึ ไมสามารถตอบสนองความตองการทางการนิเทศการศกึ ษา ของโรงเรียนตางๆ ไดอยางทว่ั ถงึ อกี ท้ัง
ยังไมรูสภาพปญหาและความตองการที่แทจริงของโรงเรียน การสนองตอบความตองการจึงเป็นไปไดยาก
และจากสภาพปจจุบัน บุคลากรในโรงเรียนสวนใหญมีความรู ความสามารถ มีความชำนาญเฉพาะสาขา
จึงควรใชท้ รัพยากรเหลาน้ีใหตรงความสามารถและเกดิ ประโยชนสูงสดุ อกี ท้งั ยังเป็นการสรางการยอมรับซึ่งกนั และกัน
สวนศึกษานิเทศกจะเป็นเพียงผูนิเทศติดตาม การดำเนินงานของผูบริหาร และคณะกรรมการนิเทศ
ของโรงเรียนโดยใหความชวยเหลือทางดานวิชาการ ตามท่โี รงเรยี นขอความรวมมอื (สงดั อทุ รานันท,2530:116)
แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 -2579 ได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ
พ.ศ. 2561 - 2580 ในประเด็นยุทธศาสตร์ท่ี 3 การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัยและการสรา้ งสังคม
แห่งการเรียนรู้โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่ง คือ เพื่อให้คนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาและ
เสริมสร้างศักยภาพท่ีเหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย โดยนักเรียนได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ
ท้ังความรู้ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ทักษะการทำงานที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงาน
(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2561) ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพ้ืนฐานได้มีนโยบายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 นโยบายที่ 2 พัฒนาคุณภาพ
ผู้เรียน โดยมีประเด็นกลยุทธ์พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต มีสุขภาวะท่ีดีสามารถ
ดำรงชีวิตอยูใ่ นสงั คมไดอ้ ย่างมคี วามสขุ (สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน, 2562) น้นั
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศึกษา ดา้ นนิเทศ ติดตาม และประเมินผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 65
5. กรอบแนวคดิ ท่ีใช้ในการพัฒนานวตั กรรม
โรงเรียนปากพะยูนพิทยาคาร มีกระบวนการบริหารจัดการศึกษาให้บรรลุวิสัยทัศน์ของโรงเรียน
จึงได้นำนวัตกรรมซ่ึงเป็นนโยบายในการบริหารโดยใช้โมเดล ท่ีเรียกว่า “การนิเทศ ติดตาม และประเมินผล
แบบรวมพลังการมีส่วนร่วม โดยใช้นวัตกรรมสถานศึกษา 5Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรม
ราโชบาย” เพ่ือสง่ เสรมิ คุณภาพผู้เรียนและสถานศึกษา ให้มีประสทิ ธภิ าพมากย่ิงขึ้น
ภาพที่ 10 โครงสร้างปจั จัยด้านคณุ ภาพและโอกาสการศกึ ษา
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศกึ ษา ดา้ นนเิ ทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล
องคป์ ระกอบที่ 3
นาสู่การปฏิบตั ิ พฒั นาเป็ นผลงาน
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 66
องค์ประกอบท่ี 3
ด้านผลทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการดำเนนิ งานตามรปู แบบ/
แนวทางการพฒั นาการจัดการเรยี นรขู้ องสถานศึกษา
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศึกษา ดา้ นนิเทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 67
องคป์ ระกอบท่ี 3
ด้านผลทเี่ กดิ ข้ึนจากการดำเนนิ งานตามรปู แบบ/
แนวทางการพฒั นาการจดั การเรยี นรู้ของสถานศกึ ษา
3.1 ผลการใชน้ วตั กรรมในการนเิ ทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
1. ผลทเ่ี กดิ ขนึ้ กบั สถานศกึ ษา
1.1 ขอ้ มูลสารสนเทศของสถานศกึ ษา
1) มสี ารสนเทศและผลการวิเคราะห์ข้อมูลทางการศึกษาในระดบั สถานศึกษาและระดับห้องเรยี น
โรงเรยี นปากพะยนู พทิ ยาคาร ได้มกี ารจดั ทำสารสนเทศ และวิเคราะห์ขอ้ มูลทางการศกึ ษา
มาใชใ้ นการดำเนินงานตามนวตั กรรม “การนเิ ทศ ติดตาม และประเมนิ ผล แบบรวมพลังการมีส่วนร่วม
โดยใช้นวตั กรรมสถานศกึ ษา 5Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย” มาใชใ้ นการนิเทศ ติดตาม
และประเมนิ ผล เพ่อื ยกระดับผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น ของนักเรียนใหส้ งู ขึ้น
ข้อมลู ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นระดับสถานศึกษา
ผลการเรียนเฉล่ียของนักเรยี นแต่ละรายวิชาระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 1-6 ปีการศกึ ษา 2563
แผนภูมเิ ปรยี บเทียบค่าเปา้ หมายและผลท่ีได้ของผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนระดับสถานศึกษา
ประจำปีการศึกษา 2563
ภาค ผลการเรียนเฉลี่ยของนกั เรยี นแต่ละรายวิชา
เรยี นท่ี
ระดบั ชั้น ภาษาไทย คณิตฯ วทิ ย์ฯ สงั คม สขุ ศกึ ษาฯ ศลิ ปะ การงาน ภาษา
ศกึ ษาฯ อาชพี ตา่ งประเทศ
3.39
ม.1 1 2.95 2.63 3.01 3.08 3.92 3.57 3.24 2.89
2 2.81 2.72 3.32 2.58
2.88 2.68 2.71 2.98 3.51 3.42 2.84 2.74
2.88 2.93 2.81 2.88
เฉล่ยี 3.07 2.97 2.86 3.03 3.72 3.50 2.83 2.51
2.98 2.95 3.57 2.70
ม.2 1 2.74 1.93 2.86 3.08 3.32 2.91 3.51 3.08
2 3.08 2.05 3.54 2.42
2.91 1.99 2.95 3.12 3.49 3.30 3.42 2.75
2.71 2.72 3.35 2.61
เฉล่ยี 2.64 2.07 2.91 3.10 3.41 3.11 3.39 2.75
2.68 2.40 2.68
ม.3 1 2.94 3.14 3.17 3.44
2
3.19 3.36 3.18 3.19
เฉลีย่ 3.07 3.25 3.18 3.32
ม.4 1 2.78 3.20 3.54 3.27
2
2.61 3.27 3.46 3.07
เฉลีย่ 2.70 3.24 3.50 3.17
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศกึ ษา ด้านนิเทศ ติดตาม และประเมินผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 68
ภาค ผลการเรยี นเฉลี่ยของนักเรยี นแตล่ ะรายวิชา
เรยี นที่
ระดบั ช้ัน ภาษาไทย คณิตฯ วทิ ย์ฯ สังคม สุขศึกษาฯ ศิลปะ การงาน ภาษา
ศกึ ษาฯ อาชีพ ต่างประเทศ
ม.5 1 2.71 2.41 2.95 3.52 3.66 3.47 3.08 2.87
2 3.03 2.61 3.29 3.10
2.87 2.51 2.80 3.64 3.69 3.82 3.19 2.99
3.25 3.33 3.53 2.79
เฉล่ยี 2.89 2.88 2.88 3.58 3.68 3.65 3.75 2.79
3.07 3.11 3.64 2.79
ม.6 1 3.06 3.45 3.73 3.51
2
3.23 3.59 3.72 3.78
เฉล่ีย 3.15 3.52 3.73 3.65
ตารางที่ 1 แสดงข้อมูลผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นระดบั สถานศกึ ษาผลการเรยี นเฉลยี่ ของนักเรียน
แตล่ ะรายวิชาระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1-6 ปกี ารศกึ ษา 2563
ภาพที่ 11 แผนภูมเิ ปรยี บเทยี บคา่ เป้าหมายและผลท่ไี ด้ของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนระดับ
สถานศกึ ษาประจำปีการศกึ ษา 2563
จากตารางพบวา่ การเปรยี บเทยี บค่าเป้าหมาย และผลทไ่ี ด้ของผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นระดับ
สถานศึกษา พบว่า ผลสัมฤทธขิ์ องนักเรียนทุกกลุ่มสาระ สงู กวา่ ค่าเปา้ หมาย โดยมีกลุ่มสาระสขุ ศึกษา
และพลศึกษา มีค่าเป้าหมายท่ีวางไว้ 2.75 ได้ผลสัมฤทธิ์ 3.53 ซ่ึงสูงกว่าค่าเป้าหมายร้อยละ 28.36
และกลุ่มสาระศิลปะ มีค่าเป้าหมายที่วางไว้ 2.75 ได้ผลสัมฤทธ์ิ 3.40 ซ่ึงสูงกว่าค่าเป้าหมาย
รอ้ ยละ 23.64 กล่มุ สาระภาษาตา่ งประเทศ มีค่าเปา้ หมายทวี่ างไว้ 2.00 ได้ผลสัมฤทธ์ิ 2.77 ซึง่ สูงกว่า
คา่ เป้าหมายร้อยละ 38.5 ตามลำดับ
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศึกษา ดา้ นนิเทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 69
2) จัดระบบข้อมลู และสารสนเทศพ้ืนฐานได้ครบถ้วนครอบคลมุ การใช้งาน และสารสนเทศที่
จัดเก็บไว้มีความถูกต้อง สมบรู ณ์ และเปน็ ปจั จุบนั
จากการนำนวัตกรรม “การนเิ ทศ ติดตาม และประเมนิ ผล แบบรวมพลงั การมสี ่วนรว่ ม โดยใช้
นวัตกรรมสถานศึกษา 5Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย” มาใช้ในการนิเทศ ติดตาม
และประเมินผลการปฏิบัติงาน ส่งผลให้โรงเรียนปากพะยูนพิทยาคาร มีระบบข้อมูลสารสนเทศ
พื้นฐานของสถานศึกษาท่ีครอบคลุม ถูกต้อง และเป็นปัจจุบัน จัดเก็บเป็นหมวดหมู่ สะดวกในการ
สืบค้นข้อมูล มีการวิเคราะห์ และสรุปข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย มีการจัดเก็บข้อมูล
สารสนเทศที่เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ มีการใช้ข้อมูลสารสนเทศเพ่ือการบริหารจัดการ และจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนอย่างคุ้มค่า เช่น การบริหารจัดการงบประมาณ การพัฒนาบุคลากร ระบบดูแล
ชว่ ยเหลือนักเรียน งานสารสนเทศเพื่อการเรียนการสอน การสืบค้นขอ้ มูลตา่ ง ๆ ของครแู ละนักเรียน
ที่ถกู ต้องและเปน็ ระบบ สามารถตรวจสอบได้
ภาพที่ 12 สารสนเทศ ประจำปีการศึกษา 2561 ภาพท่ี 13 วารสารประชาสมั พนั ธ์
ภาพท่ี 14 งาน ทะเบียน-วัดผล SGS ภาพท่ี 15 ระบบจัดการเกบ็ ขอ้ มลู
โรงเรียนปากพะยนู พิทยาคาร นักเรยี นรายบคุ คล
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศึกษา ดา้ นนิเทศ ตดิ ตาม และประเมินผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 70
3) จัดเก็บขอ้ มลู และสารสนเทศอยา่ งเป็นระบบทันสมยั ทนั ตอ่ การใช้งานมีการพัฒนาอย่าง
ต่อเนื่องและมีการปรบั ปรุงอย่เู สมอ
จากการนำนวัตกรรม “การนิเทศ ตดิ ตาม และประเมินผล แบบรวมพลังการมีส่วนร่วม โดยใช้
นวัตกรรมสถานศึกษา 5Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย” มาใช้ในการนิเทศ ติดตาม
และประเมินผลการปฏิบัติงาน ส่งผลให้โรงเรียนปากพะยูนพิทยาคาร มีการจัดเก็บข้อมูล
และสารสนเทศอย่างเป็นระบบโดยใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลนักเรียน
ข้อมูลบคุ ลากร และมีการปรบั ขอ้ มูลให้ทันสมัย ทนั ตอ่ การใช้งานทุกคร้ัง มกี ารพัฒนาตอ่ เนื่อง มีความ
เป็นปัจจุบัน และครอบคลุมการใชง้ าน มกี ารแตง่ ตัง้ คณะกรรมการรับผิดชอบข้อมูลสารสนเทศ มีการ
วเิ คราะห์ และสรุปข้อมูลเป็นสารสนเทศท่ีนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที มีวิธีการจัดเก็บข้อมูลท่ีทันสมัย
มีการสง่ เสริมบคุ ลากรเขา้ รับการพฒั นาระบบคอมพวิ เตอรอ์ ยา่ งสมำ่ เสมอ
ภาพที่ 16 เวบ็ เพจโรงเรียนปากพะยนู พทิ ยาคาร
ภาพที่ 17 ระบบขอ้ มลู ผลคะแนนสอบโอเนต็ ภาพท่ี 18 งาน ทะเบียน-วดั ผล SGS
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศกึ ษา ดา้ นนเิ ทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 71
4) นำข้อมูลและสารสนเทศไปใช้ในการบริหารและจัดการงานของสถานศึกษา
และพฒั นาการจดั การเรียนการสอนไดเ้ กิดประโยชน์คมุ้ ค่า
จากการนำนวตั กรรม “การนิเทศ ตดิ ตาม และประเมินผล แบบรวมพลังการมีส่วนร่วม โดยใช้
นวัตกรรมสถานศึกษา 5Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย” มาใช้ในการนิเทศ ติดตาม
และประเมินผลการปฏิบัติงาน ส่งผลให้โรงเรียนปากพะยูนพิทยาคาร มีการใช้ข้อมูลสารสนเทศ
เป็นฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจในการบริหารจัดการและในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
และเกิด ประโยชนคุ้มค่า โดยสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง สามารถใช้เป็นข้อมูล
ในการบริหารจดั การศึกษาได้ เช่น การบริหารงานงบประมาณ การบรหิ ารงานบุคคล การบริหารงาน
กิจการนักเรยี น การบรหิ ารงานวชิ าการข้อมูลทุกด้านมคี วามเปน็ ปจั จุบนั
ภาพที่ 19 เว็บเพจโรงเรยี นปากพะยูนพทิ ยาคาร
ภาพที่ 20 งาน ทะเบยี น-วัดผล SGS ภาพที่ 21 เวบ็ เพจสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศกึ ษา ดา้ นนเิ ทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 72
5) เผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศ และกิจกรรมในสถานศึกษาโดยใช้วิธีการท่ีหลากหลาย
และนา่ สนใจมีผลงานปรากฏชดั
จากการนำนวัตกรรม “การนิเทศ ติดตาม และประเมินผล แบบรวมพลังการมีสว่ นรว่ ม โดยใช้
นวัตกรรมสถานศึกษา 5Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย” มาใช้ในการนิเทศ ติดตาม
และประเมินผลการปฏิบตั ิงาน สง่ ผลให้โรงเรียนปากพะยูนพิทยาคาร มกี ารเผยแพรข่ ้อมูลสารสนเทศ
ที่เกี่ยวกับกิจกรรมของสถานศึกษาอย่างสม่ำเสมอรวดเร็ว มีการวางแผนการดำเนินงานโดยการใช้
วิธีการที่หลากหลาย โรงเรยี นมกี ารเผยแพร่เอกสารข้อมลู ข่าวสารให้สาธารณชนทราบอยา่ งทั่วถงึ โดย
ใช้วธิ กี ารที่หลากหลาย สามารถรับทราบข้อมูลขา่ วสารได้รวดเร็วและทันเหตกุ ารณ์
ภาพท่ี 22 เว็บเพจสภานกั เรยี น ภาพท่ี 23 เว็บเพจศนู ย์ครอบครัวพอเพียง
โรงปากพะยนู พิทยาคาร โรงปากพะยูนพิทยาคาร
ภาพที่ 24 วารสารประชาสมั พันธ์ ภาพที่ 25 วารสารประชาสมั พันธ์
โรงเรยี นปากพะยนู พทิ ยาคาร โรงเรยี นปากพะยูนพิทยาคาร
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศึกษา ดา้ นนิเทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 73
1.2 การดำเนนิ งาน/การบริหารจัดการของสถานศกึ ษา
1) มแี ผนงาน/โครงการ/กจิ กรรมทส่ี อดคลอ้ งกับนวัตกรรมการพฒั นา
จากการนำนวัตกรรม ““การนิเทศ ติดตาม และประเมินผล แบบรวมพลังการมีส่วนร่วม โดย
ใช้นวตั กรรมสถานศึกษา 5Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย” มาใช้ในการนิเทศ ติดตาม
และประเมินผลการปฏิบัติงาน ส่งผลให้โรงเรียนปากพะยูนพิทยาคารมีแผนงาน/โครงการ/กิจกรรมท่ี
สอดคล้องกับนวัตกรรมการพัฒนา โดยได้รวบรวมไวใ้ นแผนปฏบิ ัติการประจำปี และแผนกลยทุ ธข์ อง
สถานศึกษา ซึ่งสามารถตรวจสอบได้
ภาพที่ 26 แผนปฏบิ ัติการประจำปกี ารศึกษา 2564 ภาพที่ 27 แผนการใช้จ่ายงบประมาณ
โรงเรียนปากพะยูนพทิ ยาคาร ปกี ารศกึ ษา 2563
โรงเรียนปากพะยูนพิทยาคาร
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศึกษา ดา้ นนิเทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 74
ภาพท่ี 28 แผนปฏิบตั กิ ารประจำปีการศึกษา 2564 ภาพที่ 29 แผนกลยทุ ธ์สถานศึกษา 2563 - 2566
2) กำหนดผู้รับผิดชอบการดำเนินงานการออกแบบและจัดการเรียนรู้ครอบคลุมรายวิชา
ท่ีต้องการปรบั ปรุงแก้ไขและพฒั นา
จากการนำนวัตกรรม “การนิเทศ ตดิ ตาม และประเมินผล แบบรวมพลงั การมีส่วนร่วม โดยใช้
นวัตกรรมสถานศึกษา 5Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย” มาใช้ในการนิเทศ ติดตาม และประเมินผล
การปฏิบัติงาน ส่งผลให้ในการดำเนินกิจกรรม โครงการต่างๆ ทางโรงเรียนได้มีการกำหนดผู้รับผิดชอบ
และขอบขา่ ยภาระงานไวอ้ ย่างชัดเจน เพือ่ ใหเ้ อื้อตอ่ การดำเนินการในรูปแบบต่างๆ
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศกึ ษา ดา้ นนเิ ทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 75
ภาพที่ 30 คำสงั่ การทบทวนปรับปรุงการใชห้ ลักสตู รแกนกลางการศึกษา
ขั้นพน้ื ฐาน พ.ศ.2551 ประจำปีการศึกษา 2564
ภาพที่ 31 คำสัง่ แต่งต้ังคณะกรรมการนเิ ทศภายใน
ประจำปีการศึกษา 2563
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศกึ ษา ด้านนิเทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 76
3) กำหนดห้วงเวลาการดำเนินงาน การจัดการเรียนรู้เสริม การนิเทศ ติดตาม และ
ประเมินผล ตามปฏิทนิ การพัฒนานวตั กรรม ทไ่ี ดก้ ำหนดไว้อยา่ งละเอียดเพื่อใหเ้ อื้อตอ่ การดำเนินงาน
ใหเ้ ป็นไปตามแผนทวี่ างไว้
จากการนำนวัตกรรม “การนิเทศ ติดตาม และประเมินผล แบบรวมพลังการมีส่วนร่วม
โดยใช้นวัตกรรมสถานศึกษา 5Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย” มาใช้ในการนิเทศ
ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงาน ส่งผลให้โรงเรียนปากพะยูนพิทยาคาร ได้กำหนดห้วงเวลา
การดำเนินงาน การจัดการเรียนรู้เสริม การนิเทศ ติดตาม และประเมินผล ตามปฏิทินการพัฒนา
นวตั กรรม ทไี่ ดก้ ำหนดไว้อยา่ งละเอียดเพือ่ ใหเ้ อือ้ ตอ่ การดำเนนิ งาน
ภาพท่ี 32 ปฏทิ ินปฏิบตั ิงานฝา่ ยวชิ าการ ภาพที่ 33 ปฏิทินรายละเอียดการใชง้ บประมาณ
4) สถานศกึ ษามกี ารดำเนนิ การตามแผนงานและมีระบบการนเิ ทศ ตดิ ตามอย่างต่อเนื่อง
จากการนำนวัตกรรม “การนิเทศ ตดิ ตาม และประเมินผล แบบรวมพลงั การมสี ่วนรว่ ม โดยใช้
นวัตกรรมสถานศึกษา 5Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย” มาใช้ในการนิเทศ ติดตาม
และประเมินผลการปฏิบัติงาน ส่งผลให้โรงเรียนปากพะยูนพิทยาคารมีการจัดระบบ และนิเทศ
การจัดการเรียนรู้ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา หัวหน้างาน
แต่ละฝ่าย และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ร่วมกันนิเทศ แบบกัลยาณมิตรไปยังห้องเรียน
ของครูผู้สอนทุกท่าน ทุกปีการศึกษา มีการจัดระบบและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่าง
หลากหลายตามสภาพจริงของผเู้ รยี น
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศกึ ษา ด้านนิเทศ ติดตาม และประเมินผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 77
ภาพท่ี 34 การนิเทศการสอน
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศกึ ษา ดา้ นนิเทศ ติดตาม และประเมินผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 78
ภาพที่ 35 การประชมุ คณะครูโรงเรียนปากพะยนู พิทยาคาร
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศกึ ษา ด้านนิเทศ ติดตาม และประเมินผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 79
ภาพท่ี 36 รายงานการนเิ ทศภายใน ประจำปกี ารศึกษา 2563
โรงเรียนปากพะยูนพทิ ยาคาร
5) ผูบ้ รหิ ารจัดการศึกษาโดยยดึ แผนพฒั นาสถานศึกษาที่มุ่งเน้นพฒั นาคณุ ภาพนักเรยี นอย่าง
ครบถว้ น
จากการนำนวัตกรรม “การนเิ ทศ ตดิ ตาม และประเมินผล แบบรวมพลงั การมีสว่ นร่วม โดยใช้
นวัตกรรมสถานศึกษา 5Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย” มาใช้ในการนิเทศ ติดตาม
และประเมินผลการปฏิบัติงาน ส่งผลให้โรงเรียนปากพะยูนพิทยาคาร ได้กำหนดทิศทาง การนิเทศ
ติดตาม โดยการระดมความเห็นจากคณะครู ตัวแทนนักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียน
สมาคมผู้ปกครองนักเรียน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการนิเทศ ติดตาม โดยการนำ
วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ ตลอดจนการระดมทรัพยากร ไปใช้ เพื่อให้บรรลุความสำเร็จตาม
ทศิ ทางที่กำหนดไว้ มีการวัดผลและประเมิน ผลผลิต ผลลพั ธ์ และผลกระทบตามตัวชีว้ ัด และมีระบบ
การคิดตน้ ทนุ ผลผลิต ต้นทนุ กิจกรรมและตน้ ทนุ ของหน่วยงาน
การนเิ ทศ ติดตาม และประเมนิ ผลในสถานศึกษา ได้ศึกษาหลกั การ แนวคดิ และทฤษฎตี า่ งๆ
อย่างหลากหลาย เพ่ือนำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา ให้การจัด
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศึกษา ดา้ นนเิ ทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 80
การศึกษาเป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับนักเรียน ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
และการพัฒนาสาระ และกระบวนการเรียนรู้เป็นไปอย่างต่อเน่ืองดำเนินการบริการทางการศึกษา
แก่นักเรียน ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคคลสำคัญ
ที่มีบทบาท และมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการสถานศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมาย
ท่ีสถานศกึ ษา ได้กำหนดไว้ และสามารถใหบ้ ริการทางการศึกษาแก่นกั เรียนไดเ้ ป็นอย่างดี
ภาพท่ี 37 แผนปฏบิ ตั กิ ารประจำปกี ารศึกษา 2564 ภาพที่ 38 แผนกลยทุ ธส์ ถานศึกษา 2563 - 2566
โรงเรยี นปากพะยนู พิทยาคาร โรงเรียนปากพะยนู พิทยาคาร
1.3 การมีส่วนร่วมกับสถานศึกษา
1) บุคลากรในสถานศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ และมีส่วนร่วมในการวางแผน ดำเนินการ
ตรวจสอบและพฒั นาอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
จากการนำนวัตกรรม “การนิเทศ ตดิ ตาม และประเมินผล แบบรวมพลงั การมสี ่วนรว่ ม โดยใช้
นวัตกรรมสถานศึกษา 5Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานต่อพระบรมราโชบาย” มาใช้ในการนิเทศ ติดตามและ
ประเมินผลการปฏิบัติงาน ส่งผลให้โรงเรียนปากพะยูนพิทยาคาร ส่งเสริมพัฒนาครูและบุคลากร
ทางการศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจหลักสูตร จิตวิทยา และพัฒนาการของนักเรียน สามารถนำ
ความรู้ความเข้าใจมาส่งเสริมและพัฒนานักเรียนเป็นรายบุคคล มีทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนอย่างมีประสิทธิภาพและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีความสามารถในการจัดชั้นเรียน
มปี ฏิสมั พันธท์ ่ดี ตี อ่ นักเรยี นและผ้ทู เี่ ก่ยี วข้อง มงุ่ มนั่ ในการปฏิบัติงาน อุทิศตนในการพัฒนาให้
นักเรียนมีคุณธรรม จริยธรรม เป็นแบบอย่างท่ีดี มีการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ และใช้
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศกึ ษา ด้านนิเทศ ตดิ ตาม และประเมินผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 81
กระบวนการวจิ ัยเพอื่ พฒั นาคณุ ภาพการเรยี นการสอน ครทู กุ คนเขา้ ใจ และมีส่วนร่วมในการจัดทำ
หลกั สูตรสถานศึกษา หลักสูตรกลุ่มสาระ และจัดทำแผนการจดั การเรียนรู้ เม่ือนำหลักสตู รมาใช้แล้ว
ได้มกี ารประเมินผลการใช้และพัฒนาหลักสูตรให้ตรงตามเป้าหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน สามารถเช่ือมโยงเป้าหมายการจัดการศึกษา และมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร
การศึกษาขั้นพน้ื ฐานกับหลักสตู รสถานศึกษา และสามารถนำมาใช้ในการส่งเสริม และพัฒนานักเรียน
เปน็ รายบุคคลได้
ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนสามารถนำความรู้เรื่องหลักสูตรมาวิเคราะห์แล้วจัดทำ
เปน็ หลักสตู รกลุม่ สาระ จากหลักสูตรกลุม่ สาระการเรียนรู้มาวิเคราะหเ์ ปน็ ตัวชวี้ ัด แลว้ นำมาจัดทำเป็น
แผนการจัดการเรียนรู้แตล่ ะกลมุ่ สาระท่ีครผู ูส้ อนถนัด
ภาพท่ี 39 การนเิ ทศ และตดิ ตามผลการสอน
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศึกษา ด้านนิเทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 82
ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนจัดทำข้อมูลนักเรียนรายบุคคล สามารถพัฒนานักเรียน
ได้ตามศักยภาพอีกทั้งมีการพัฒนาหลักสูตรตามความถนัด และความสามารถของนักเรียน
เพ่ือมุ่งสง่ เสรมิ ความเป็นเลศิ ทางวชิ าการ
ภาพที่ 40 การนเิ ทศ และตดิ ตามผลการสอน
ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกกลุ่มสาระได้รับการนิเทศ ติดตาม และประเมินผล
การปฏิบัติงานทำให้ครูมีความมุ่งม่ันในการปฏิบัติงานเพ่ือพัฒ นาผู้เรียนและสถานศึกษา
ให้มปี ระสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผล
2) ผู้ปกครอง ชุมชน และผู้เกี่ยวข้อง มีความรู้ ความเข้าใจ และมีส่วนร่วมในการวางแผน
ดำเนินการตรวจสอบและพฒั นาอย่างต่อเนื่อง
จากการนำนวัตกรรม “การนิเทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล แบบรวมพลงั การมสี ่วนร่วม โดยใช้
นวัตกรรมสถานศึกษา 5Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย” มาใช้ในการนิเทศ ติดตาม
และประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิงาน สง่ ผลใหโ้ รงเรยี นปากพะยูนพิทยาคาร เป็นสถานศึกษาทมี่ กี ารวางแผน
ดำเนินการเพ่ือใชค้ วามรู้ ทางวชิ าการ วชิ าชีพและบรกิ ารในสิง่ ที่เป็นประโยชน์ เป็นแหล่งวิทยาการใน
การให้ความรู้ และบริการด้านสถานที่ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อบริการชุมชน และหน่วยงานอื่น
ภายนอก
โรงเรียนปากพะยูนพิทยาคาร มีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานที่เข้มแข็งในการให้
ความร่วมมือขับเคลื่อนการดำเนินงานของสถานศึกษาให้พัฒนา และเจริญก้าวหน้า มีผู้ปกครอง
นกั เรียน ทีช่ ่วยส่งเสรมิ และสนับสนุนการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียนให้บรรลุผลสำเรจ็ มีหนว่ ยงาน
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศกึ ษา ดา้ นนเิ ทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 83
ภายนอกและผู้มีอุปการคุณ เข้ามาช่วยสนับสนุนในเร่ืองของงบประมาณด้านทุนการศึกษา มีคณะศิษย์เก่า
รว่ มระดมทุนจดั หาเคร่ืองคอมพวิ เตอรม์ าใช้ในการเรียนการสอนเพอ่ื ให้โรงเรยี นมีความเข้มแขง็ มากขนึ้
ภาพที่ 41 กิจกรรมตา่ ง ๆ ของโรงเรียนปากพะยูนพทิ ยาคาร
3) ผู้บริหาร/สถานศึกษา ส่งเสริม สนับสนุนเครือข่ายชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)
ให้มีความเขม้ แข็ง
จากการนำนวัตกรรม “การนิเทศติดตาม และประเมินผล แบบรวมพลังการมีส่วนรว่ ม โดยใช้นวตั กรรม
สถานศกึ ษา 5Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย” มาใชใ้ นการนเิ ทศ ตดิ ตาม แลประเมนิ ผล
การปฏิบัติงาน ส่งผลให้โรงเรียนปากพะยูนพิทยาคารได้สนับสนุนให้คณะครูและบุคลากร และนักเรียน
เข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชน เขตพื้นที่การศึกษา และหน่วยงานภายนอกอย่างต่อเน่ือง ตามวาระและโอกาส
ต่าง ๆ เช่น
- ระดับเขตพ้ืนที่การศึกษา โรงเรียนได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันทักษะ
ในระดบั ต่าง ๆ การเขา้ รว่ มกจิ กรรมวนั สำคัญทที่ างต้นสังกัดจดั ขึน้
- ระดบั หน่วยงานภายนอก โรงเรียนได้สนับสนุนให้คณะครู บุคลากรและนักเรียน
เข้าร่วมกิจกรรมอบรมเร่ืองเพศศึกษา ยาเสพติดกับเทศบาลอ่าวพะยูน และสำนักงานศึกษาธิการ
จงั หวดั พัทลงุ
- ร่วมกิจกรรมกับเทศบาลตำบลดอนประดู่ เช่น กิจกรรมดอนประดู่นาวานสืบสาน
ขา้ วสังข์หยดอินทรยี ์ ร่วมเทศบาลตำบลดอนประดแู่ ละมหาวิทยาลยั ทักษณิ วิทยาเขตสงขลากิจกรรม
ลอยกระทง
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศกึ ษา ดา้ นนิเทศ ตดิ ตาม และประเมินผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 84
- รว่ มกจิ กรรมกับเทศบาลอ่าวพะยูน เช่น กิจกรรมหม่ ผ้าพระนอน ร่วมกิจกรรมกับ
เทศบาลปากพะยูน เช่น พิธีอัญเชิญถ้วยพระราชทาน เนื่องในงานประเพณีลากพระของอำเภอ
ปากพะยนู
- นำนกั เรียนรว่ มโครงการปรองดองสมานฉันท์ หมู่บา้ นรักษาศลี 5 กบั ทางวัดหัวเตย
ตำบลดอนทราย อำเภอปากพะยนู จังหวดั พทั ลงุ
ทางด้านความสัมพันธ์กับชุมชนนำนักเรียนซึ่งเป็นนักศึกษาวิชาทหารและสภานักเรียน
เขา้ รว่ มกิจกรรมจิตอาสาขุดลอกคคู ลอง นำนักเรียนที่มคี วามสามารถด้านดนตรีไทยเข้ารว่ มกิจกรรม
งานต่าง ๆ กับชุมชน นำสภานักเรียนออกไปแนะแนวและจัดกิจกรรมกับน้อง ๆ นักเรียนโรงเรียน
ประถมในเขตพน้ื ทบี่ ริการและจดั กิจกรรมเดินรณรงค์เลกิ สบู บุหร่ี ส่งผลให้
1. โรงเรยี นปากพะยูนพิทยาคารมีคณะกรรมการสถานศกึ ษาทีเ่ ขม้ แขง็ ในการใหค้ วามร่วมมือ
ขับเคลื่อนการดำเนนิ งานของสถานศึกษาให้พฒั นาและเจริญก้าวหน้า ผู้ปกครองได้ระดมความคิดเห็น
ในการจดั ทำแผนปฏบิ ตั กิ ารประจำปี
2. การทำกจิ กรรมต่างๆ ของโรงเรียนบรรลผุ ลสำเร็จ
ภาพท่ี 42 กิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียนปากพะยูนพทิ ยาคาร
4) สถานศึกษามีการขับเคล่อื นกจิ กรรมชมุ ชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โดยมีผเู้ ชยี่ วชาญ
ใหค้ วามรู้คำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ
จากการนำนวัตกรรม “การนิเทศ ติดตาม และประเมินผล แบบรวมพลงั การมสี ว่ นร่วม โดยใช้
นวตั กรรมสถานศึกษา 5Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย” มาใช้ในการนิเทศ ติดตามและ
ประเมินผลการปฏิบัตงิ าน ส่งผลใหโ้ รงเรียน ปากพะยูนพิทยาคาร ได้สร้างเครือข่ายกับชุมชนในการ
พัฒนาการศึกษา เล็งเห็นถงึ ความสำคัญของปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และแหล่งเรียนรู้ใน
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศึกษา ด้านนเิ ทศ ตดิ ตาม และประเมินผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 85
ชุมชน ส่งเสริมนกั เรยี น ได้เรียนรูแ้ ละสืบทอดภูมปิ ญั ญาท้องถิน่ อันเป็นมรดกที่มคี ณุ คา่ ยงิ่ ไดถ้ ่ายทอด
สืบต่อกันมาคู่กับชุมชน ในบางโอกาสจะเชิญปราชญ์ชาวบ้านมาเป็นวิทยากรให้ความรู้กับนักเรียน
และบางโอกาสก็จะนำนักเรียนไปเรียนรู้ จากปราชญ์ชาวบ้านตามแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ในชุมชน
โรงเรียนได้รวบรวมข้อมูลปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และแหล่งเรียนรู้ในชุมชน เพื่อให้
นักเรียนใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาแหล่งเรียนรู้ต่อไป โรงเรียนให้บริการชุมชน ท้ังสถานท่ีที่ใช้ใน
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประชุม อบรม สัมมนาด้านต่าง ๆ ท้ังบคุ ลากรให้ความรู้กับชมุ ชนตามทีช่ ุมชน
ต้องการ ในทุก ๆ โอกาสอย่างเต็มกำลังความสามารถ โรงเรียนได้รับความช่วยเหลือ ได้รับความร่วมมือ
จากชุมชน ทั้งทางหน่วยงานของรัฐบาล และหน่วยงานของเอกชนในด้านงบประมาณ ด้านสถานที่
และด้านบคุ ลากร ชมุ ชนพรอ้ มทจี่ ะใหก้ ารสนบั สนนุ ส่งเสริม และร่วมกนั พัฒนาการศกึ ษา
ภาพท่ี 43 กจิ กรรมดอนประดนู่ าวานสบื สานข้าวสงั ขห์ ยดอนิ ทรีย์
รว่ มกับ เทศบาล ตำบลดอนประดู่และมหาวิทยาลัยทักษณิ วทิ ยาเขตสงขลา
ภาพท่ี 44 วารสารประชาสมั พันธ์
โรงเรียนปากพะยนู พิทยาคาร
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศึกษา ดา้ นนิเทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานต่อพระบรมราโชบาย 86
5) ผู้บริหาร/สถานศึกษามีการแลกเปล่ียนเรียนรู้และสะท้อนผลการพัฒนาโรงเรียน ให้ผู้มี
ส่วนได้สว่ นเสยี ได้รับทราบ
จากการนำนวัตกรรม “การนิเทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล แบบรวมพลังการมสี ่วนร่วม โดยใช้
นวัตกรรมสถานศึกษา 5Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย” มาใช้ในการนเิ ทศ ติดตามและประเมินผล
การปฏิบัติงาน ส่งผลให้โรงเรียน และชุมชน มีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างเหนียวแน่น เป็นพลังในการ
ขบั เคลื่อนและพัฒนาการศึกษาให้เจริญก้าวหน้า และดำเนินไปอย่างม่ันคง กิจกรรมที่โรงเรียน และชุมชน
ร่วมกันส่งเสริมการเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีหลายกิจกรรม เช่น ดอนประดู่ นาวานสืบสานข้าวสังข์หยด
อินทรยี ์ กิจกรรมวันแมบ่ รู ณาการภมู ปิ ญั ญาไทย และกจิ กรรมเกย่ี วกบั การอนรุ กั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ
เป็นตน้
ภาพท่ี 45 การจดั กิจกรรมโดยแกนนำทูบนี มั เบอรว์ ัน
1.4 การยอมรับท่ีมีตอ่ สถานศึกษา
1) ผบู้ ริหารยอมรับและสนบั สนนุ การพัฒนานวตั กรรม
จากการนำนวัตกรรม “การนิเทศติดตามและประเมินผล แบบรวมพลังการมีส่วนร่วมโดยใช้นวัตกรรม
สถานศึกษา 5Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย” มาใช้ในการนิเทศ ติดตามและประเมินผล
การปฏิบัติงาน ส่งผลให้ผู้บริหารยอมรับ และสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม โดยวางแผนการใช้
นวัตกรรม จัดประชุมครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมกันสร้างและพัฒนานวัตกรรม เพื่อนำมาใชใ้ น
การบรหิ ารจดั การ การจดั การเรียน การสอน ตลอดจนนิเทศ ติดตาม และประเมินผลในการใช้นวัตกรรม
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศึกษา ด้านนิเทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
สถานศกึ ษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 87
ภาพท่ี 46 นวตั กรรม “ปากพะยูนพทิ ยาคาร สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เป็น พอ
สานตอ่ พระบรมราโชบาย”
นวัตกรรม “การนิเทศ ติดตาม และประเมินผล แบบรวมพลังการมีส่วนร่วม โดยใช้นวัตกรรม
สถานศกึ ษา 5Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย”
สถานศึกษา 5Gs หมายถึง กระบวนการนิเทศ ติดตาม และประเมินผล แบบรวมพลังการมี
ส่วนร่วม โดยม่งุ เน้นการสร้างนกั เรียนใหเ้ ปน็ คนเกง่ ดี มคี ุณภาพ
G 1 : Good Director ผู้อำนวยการดี
G 2 : Good Governance การบรหิ ารจดั การดี
G 3 : Good Cooperation ความร่วมมอื ดี
G 4 : Good Teachers ครูดี
G 5 : Good Learners ผ้เู รยี นดี
โดยมีเปา้ หมายให้นกั เรียน ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศึกษา ด้านนิเทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
สถานศึกษา 5 Gs : ดี ได้ เปน็ พอ สานตอ่ พระบรมราโชบาย 88
ภาพที่ 47 โครงสรา้ งปจั จัยดา้ นคณุ ภาพและโอกาสการศึกษา
2) ครยู อมรับและใหค้ วามรว่ มมอื ในการดำเนินการพฒั นาตามนวตั กรรม
จากการนำนวัตกรรม “การนิเทศ ติดตาม และประเมินผล แบบรวมพลังการมีส่วนร่วม
โดยใช้นวัตกรรม สถานศึกษา 5Gs : ดี ได้ เป็น พอ สานต่อพระบรมราโชบาย” มาใช้ในการนิเทศ ติดตาม
และประเมินผลการปฏิบัติงาน ส่งผลให้ครู และบุคลากรทางการศึกษาให้การยอมรับ และให้ความร่วมมือ
ในการนำนวัตกรรมไปใชใ้ นการจดั การเรียนรู้ ส่งผลใหน้ กั เรยี นมีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนสงู ข้ึน
ภาพที่ 48 การจดั การเรยี นการสอนในหอ้ งเรยี น
โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวตั กรรมการศกึ ษา ด้านนเิ ทศ ตดิ ตาม และประเมินผล