32
ภาพที่ 2.15 แสดงระดบั แรงดันไฟฟา้ ของสัญญาณขาเขา้ และขาออก
ของเครือ่ งดนตรีและอุปกรณเ์ คร่ืองเสยี ง
จากภาพที่ 2.15 เปน็ คา่ แรงดนั ไฟฟา้ ทสี่ ง่ ออกไปจนถงึ เพาเวอรแ์ อมปลิไฟเออร์ จะเห็นได้ว่า
แรงดันไฟฟ้าจากเอาท์พุทของไมโครโฟนจะน้อยมากคืออยู่ในช่วง -60 -dBV ถึง -30 dBV และระดับ
แรงดันไฟฟ้าของสัญญาณอินพุทของหูฟังจะมากกว่าไมโครโฟน ตามด้วยระดับแรงดันไฟฟ้าของ
สญั ญาณเอาท์พทุ ของกีตาร์ไฟฟ้า และคยี ์บอรด์ ตามลาดับ
ความแรงของค่าแรงดันไฟฟ้าในส่วนของภาคอินพุทของมิกซิงคอนโซล (Mixing console)
จะอยู่ในระดับปกติ ท่ีแรงดันขนาด 0 dBV หรือ 1.0 V เรียกว่าระดับ ไลน์เลเวล (Line level) ดังน้ัน
ในการปฏิบัติการในระบบเสียง พี.เอ. สัญญาณจากไมโครโฟนจาเป็นจะต้องถูกทาการขยายจาก
ไมโครโฟนปรีแอมป์ (Microphone Preamp) จากภายนอก หรือภายในมิกเซอร์ เพื่อปรับระดับ
ขนาดของสัญญาณใหม้ ีระดับใกล้เคียงกับ ไลนเ์ ลวเวล
อย่างไรก็ตาม ไลน์เลเวล มักจะมีค่าไม่ตายตัว โดยส่วนใหญ่จะมีค่าอยู่ประมาณ -20 dBu
ถงึ +4 dBu สว่ นในเครื่องเสียงภายในบ้านทใ่ี ชก้ นั ทวั่ ไป ซี.ดี. หรือ ดี.วี.ดี. ส่วนใหญ่จะมีค่า ไลน์เลเวล
อยทู่ ี่ -10 dBV ส่วนสตดู โิ อ สถาณวี ิทยุ หรืออุปกรณส์ าหรับมอื อาชพี กจ็ ะอยู่ท่ี +4 dBu ดังนั้นอุปกรณ์
เครื่องเสียงที่ใช้กับระบบ พี.เอ. จึงควรมีระดับแรงดันไฟฟ้า ไลน์เลเวล อยู่ท่ี +4 dBu จึงจะทาให้เกิด
ประสิทธิภาพสูงสุด แต่เคร่ืองเล่น ซี.ดี. และซาวด์การ์ด (Sound card) ของคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่
มักจะมีค่าเอาท์พุทเลเวลอยู่ท่ี -10 dBV ดังนั้นซาวด์เอ็นจิเนียร์ควรจะต้องรู้ และต้องระวังกับเร่ือง
ดงั กล่าว
33
10. เสียงหอนหรือฟีดแบ็ค (Feedback) ระบบเสียง พี.เอ. ที่จาเป็นต้องใช้ไมโครโฟน ไม่
ว่าจะเป็นคาราโอเกะ การแสดงคอนเสิร์ต หรือห้องประชุม หากเกิดมีเสียงหอนออกมาจากลาโพง
บ่อย ๆ คงไม่เป็นที่น่าติดตาม หรือรับฟังแน่ การท่ีมีเสียงหอนออกจากลาโพงเราเรียกว่า ฟีดแบ็ค
สาเหตุของการเกิดเสียงหอน หรือฟีดแบ็ค เกิดจากการที่เสียงออกมาจากลาโพงแล้วถูกส่งย้อนกลับ
เขา้ ไปยงั ไมโครโฟนและขยายวนกลับไปที่ลาดพง เข้าไมโครโฟนอีก วนไปมาอย่างนี้ หรือเรียกอีกอย่าง
หนึ่งว่าเกิดลูพ (Loop) ของเสียงซึงถ้าปล่อยให้อาการดังกล่าวเกิดข้ึนนานๆ หลายวินาที ก็จะทาให้
ลาโพงแตกหรือขาดได้
พาวเวอร์แอมปลไิ ฟเออร์ มกิ เซอร์
ภาพท่ี 2.16 แสดงการเกิดการหอนหรอื ฟีดแบค็ ในระบบเสียง พี.เอ.
ฮิเดกิ มอริ (2558 : 22) อธิบายว่า การหอนหรือการฟีดแบ็คจะเกิดข้ึนง่ายกับเฉพาะบาง
ย่านความถีเ่ ทา่ นั้น ไม่ใช่เกดิ ขน้ึ กบั ความถ่ีท้ังหมดพร้อม ๆ กัน โดยจะแตกต่างกันไปตามสถานท่ี ตาม
ตาแหนง่ การจัดวางไมโครโฟน และการจัดวางลาโพง ดงั นน้ั แนวทางในการแก้ปัญหาการหอนหรือการ
ฟดี แบค็ จึงมีดงั ตอ่ ไปนี้
1. ลาโพงตัวไหนทเ่ี กิดการหอน หรอื ฟดี แบค็ อยู่ ใหล้ ดความดงั ของลาโพงนนั้ ลง
2. ปรับตาแน่ง หรือทิศทางของลาโพงตัวทีเ่ กดิ การหอน หรือฟดี แบ็คใหม่
3. ปรบั ระยะห่างไมโครโฟนกบั ลาโพงใหม่
4. เปล่ียนใช้ไมโครโฟนท่มี ีทิศทางการรับสญั ญาณเสียงทแ่ี คบลง
5. ใชก้ ราฟฟิกอคี วอไลเซอร์ ลดความถ่ชี ว่ งท่เี กดิ การหอน หรอื การฟีดแบ็คลง
6. ใชเ้ คร่อื งปอ้ งกันการหอน หรอื การฟีดแบค็
ดังน้ันอาจกล่าวได้ว่า การเกิดเสียงหอน หรือฟีดแบ็คน้ัน บางคร้ังความพยายามของซาวด์
เอ็นจิเนียร์ในปรับแต่งหรือแก้ปัญหาอย่างเดียวก็อาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ทั้งหมด
จาเป็นต้องสื่อสารหรือบอกกล่าวกับนักดนตรี นักร้อง หรือผู้ที่ใช้ไมโครโฟนอยู่ในขณะนั้นให้
ดาเนนิ การตามวิธีดังกล่าวเบื้องตน้ ดว้ ย
34
บทสรุป
เก่ียวกบั ความรูเ้ บ้อื งต้นเกี่ยวกับระบบเสียงนั้น ระบบเสียงสามารถจาแนกตามลักษณะของ
การใช้งานได้ 2 ระบบ คือ ระบบเสียงภายในบ้าน เป็นการจัดระบบเสียงสาหรับการพักผ่อน ดูหนัง
ฟงั เพลง หรือรับทราบขา่ วสารทั่วไป อุปกรณท์ ใี่ ชจ้ ะประกอบด้วย ชดุ แหล่งกาเนิด จากนั้นก็จะเป็นชุด
ระบบ โทนคอนโทรล และกราฟฟิคอีควอไลเซอร์ท่ีทาหน้าที่ควบคุมและปรับแต่งเสียง จากน้ันจะถูก
ขยายสัญญาณเสียงด้วยเพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์และส่งให้กับลาโพงเป็นท่ีส้ินสุด และระบบเสียง
สาธารณะ หรือ พี.เอ. เป็นระบบเสียงท่ีถูกออกแบบหรือติดต้ังโดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือการใช้งานที่มี
ความแตกต่างกัน ระบบดังกล่าวจะมีรายละเอียด และอุปกรณ์ที่แตกต่างกันไปตามลักษณะงานจะมี
ความคล้ายคลึงกันบ้างกับระบบเสียงภายในบ้านซึ่งอาจจะแตกต่างกันในเร่ืองแหล่งกาเนิดเสียง ซึ่ง
ระบบเสียง พี.เอ. จะใช้อุปกรณ์ในการรับสัญญาณเสียงร่วมด้วย เช่น ไมโครโฟน และใช้มิกเซอร์
คอนโซลแทนโทนคอนโทรล เนื่องจากอาจจะมีสัญญาณเสียงที่มีจานวนมากกว่า นอกเหนือจากน้ันก็
จะมคี วามแตกต่างกันในเรื่องของขนาดกาลงั จานวนอุปกรณ์และการติดตงั้ ระบบ
ซาวดเ์ อ็นจิเนียร์ หรือผู้ดูแลระบบ พี.เอ. จาเป็นจะต้องทราบถึงความรู้เบ้ืองต้นในส่ิงต่าง ๆ
ที่จะก่อใหเ้ กิดปญั หา หรอื สาเหตขุ องการเกิดปญั หา อาทิ การหอน อิมพีแดนซ์ อินพุทเลเวล เอาท์พุท
เลเวล เพ่อื จัดและควบคมุ ระบบใหม้ ีประสิทธิภาพที่สุด
35
คาถามท้ายบท
จงตอบคาถามต่อไปนี้
1. ข้อใดคือความมงุ่ หมายของการจดั ระบบเสยี งภายในบา้ น
ก. เพ่อื การประกาศ ข. เพ่ือความบันเทิงภายในบ้าน
ง. เพ่ือฝกึ ซ้อมดนตรี ง. เพอ่ื ความสนุกสนาน
จ. เพ่อื แสดงสินค้า
2. ขอ้ ใดคือหนา้ ท่ีของโทนคอนโทรล
ก. ปรับความดงั เบาของเสียง ข. ปรบั แต่งเสยี ง ทุ้ม - แหลม
ค. เลือกแหลง่ กาเนดิ สัญญาณเสยี ง ง. ปรบั ซา้ ย - ขวา
จ. ถูกทกุ ข้อ
3. ขอ้ ใดคือสาเหตุท่ีเรยี กชื่ออุปกรณ์ว่า กราฟฟิคอีควอไลเซอร์
ก. การทางานเป็นแท่งกราฟ ข. ใชล้ ักษณะการเขยี นกราฟ
ค. เป็นการปรับแต่งกราฟความถีเ่ สียง ง. มกี ราฟไว้ดูแบบ
จ. เป็นการลากเสน้ กราฟ
4. ลาวด์เนสทาหน้าทอ่ี ย่างไร
ก. ยกระดับเสยี งท้มุ ข. ยกระดับเสียงแหลม
ค. ยกระดบั เสยี งกลาง ง. ยกระดบั เสียง ทุ้ม – แหลม
จ. ยกระดบั เสยี ง ทมุ้ – แหลม เมอื่ เปิดเสยี งเบา ๆ
5. ดอกลาโพงแบบใดมีขนาดใหญท่ ีส่ ดุ
ก. วูฟเฟอร์ ข. มิด เรนจ์
ค. ทวตี เตอร์ ง. ฮอรน์
จ. ไม่มีข้อใดถูกต้อง
6. ระบบเสียงภายในบา้ นกับระบบเสียง พี.เอ. แตกต่างกันอยา่ งไร
ก. อุปกรณ์ทใ่ี ชแ้ ตกตา่ งกนั ข. วัตถปุ ระสงค์การใช้งาน
ค. ขนาดกาลังท่ีใชง้ าน ง. แหล่งทีม่ าของสญั ญาณเสียง
จ. ถูกทกุ ข้อ
7. ข้อใดไม่ใชส่ าเหตุของการหอน (Feedback)
ก. เปิดความดังในยา่ นทหี่ อนมากไป ข. ไมโครโฟนอยหู่ น้าลาโพง
ค. ไมโครโฟนอยู่ตรงกบั มอนิเตอร์ ง. ไมโครโฟนหล่น
จ. กาหวั ไมโครโฟน
36
8. ขอ้ ใดคือสาเหตุของเสยี งแตก (Distortion)
ก. สญั ญาณอินพุทแรงไป ข. สัญญาณอนิ พทุ น้อยเกนิ ไป
ค. สญั ญาณสญู เสยี ไป ง. สัญญาณลงกราวด์
จ. ไม่มีข้อใดถูก
9. ขอ้ ใดคือไลน์เลเวล (Line Level)
ก. -20dBu ถงึ +4dBu ข. -60dBv ถึง -30dBv
ค. +10dBv ง. -10dBv
จ. + 20dBv
10. เสยี งสามารถเคลื่อนทใี่ นอากาศได้ด้วยความเร็วเท่าไร
ก. 320 เมตร/วนิ าที ข. 330 เมตร/วินาที
ค. 340 เมตร/วนิ าที ง. 350 เมตร/วินาที
จ. 360 เมตร/วนิ าที
37
เอกสารอ้างอิง
การบารุงรกั ษาเครื่องเลน่ ดีวดี ี. (2558). สืบคน้ เมื่อ 20 ธันวาคม 2558, จาก
http://www.goface.in.th/_files/news/_0_20120525-143608.jpg
พันธศ์ กั ด์ิ พฒุ มิ านติ พงศ์.(2548). ทฤษฎเี ครอ่ื งเสียง. กรุงเทพฯ: ศูนย์ส่งเสริมอาชวี ะ.
ฮเิ ดกิ โมริ. (2558). ระบบเสยี งพเี อ. พมิ พ์ครั้งที่ 2. ปทุมธานี: สถาบันอีเลก็ ทรอนิกสก์ รงุ เทพรังสติ .
Audio by Van Alstine. (2013). Retrieved February 21, 2016, from
https://audiokarma.org/forums/index.php?threads/bigger-is-better-then-why-did-
vintage-speakers-die.555400/page-6
Honic Eq-1530. (2555). สบื ค้นเมือ่ 17 กมุ ภาพนั ธ์ 2559, จาก
http://www.hengsound.com/image/data/HONIC/EQ-1530.jpg
Magnet PR-8A, (2559). สืบคน้ เมือ่ 2 มนี าคม 2559, จาก http://www.magnetaudio.com
/picture/product/79/PR-8A_20120510160042_0.jpg
Mills J., (2011). Building a Mix. Retrieved February 21, 2016, from
https:// http://theavmill.com/techtraining101/2011/01/mixing/building-a-mix/
Phase Cancelling. (2011). Retrieved February 21, 2016, from
https://encrypted-tbn2.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcS0CrZjc-
27kNWLxuSOwpLZDuJ82CXsMR69yyZRmjsdT0I4sY7z
Phillip AH360 Stereo Power Amplifier. (2014). Retrieved February 21,
2016, from http://www.hifiengine.com/images/model/philips_ah360.jpg
Reekie J., (2011). The Mini Convertible Active Loudspeaker: Design. Retrieved
February 21, 2016, From https:// http://www.hifizine.com/2013/09/the-mini-
convertible-active-loudspeaker-design/
38
แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 3
ระบบไฟฟา้ คอนเน็คเตอร์และสายสัญญาณ
_______________________________________________________
เวลาเรียน 4 ชว่ั โมง
จดุ ประสงค์
หลังจากศกึ ษาบทเรียนนแี้ ลว้ นักเรียนควรมีพฤตกิ รรมดงั นี้
1. ทราบถงึ ระบบไฟฟ้าท่ใี ช้ในระบบเสยี ง พี.เอ.
2. ทราบถงึ ชนิดของคอนเนค็ เตอร์ สายสญั ญาณ การเชือ่ มต่อสายสัญญาณและอมิ พแี ดนซ์
3. สามารถตอบคาถามทา้ ยบทได้
เนื้อหา
1. ระบบไฟฟา้
2. ชนดิ ของคอนเน็คเตอร์และสายสญั ญาณ
3. การเชอ่ื มต่อสายสญั ญาณ
4. อิมพีแดนซ์
วิธีการสอนและกิจกรรม
1. เกร่ินนาในเรื่องระบบไฟฟ้า คอนเนค็ เตอร์และสายสญั ญาณ
2. บรรยายและอธบิ ายประกอบ Power Point
3. การสาธติ และการปฏบิ ตั ิการ
4. แสดงความคิดเห็น สรุปประเดน็ เน้อื หาสาระรว่ มกัน
5. สอบถามความเขา้ ใจในเนือ้ หาของบทเรียน
6. ตอบคาถามทา้ ยบทเรียน
40
ส่อื การเรียนการสอน
1. Power Point สรปุ ประเด็นเนอื้ หาบทที่ 3
2. เอกสารประกอบการสอนบทท่ี 3
3. คอนเนค็ เตอรแ์ บบต่างๆ
4. สายสญั ญาณ
5. สายมลั ติคอร์
6. ใบงานคาถามทา้ ยบทเรียน
การวัดผลและประเมนิ ผล
1. สงั เกตความสนใจและการตง้ั ใจเรียน
2. สังเกตการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน การอภิปราย การแสดงความคิดเห็น และการ
ซักถามของนกั ศึกษา
3. ตรวจผลการจากการตอบคาถามท้ายบทเรยี น
บทท่ี 3
ระบบไฟฟ้า คอนเน็คเตอร์และสายสญั ญาณ
ระบบไฟฟ้า ขว้ั ต่อและสายสญั ญาณในระบบเสียง พี.เอ. มีความสาคัญไม่น้อยกว่าระบบอ่ืน
เนอ่ื งจากเป็นระบบสง่ กาลัง และส่งสัญญาณจากภาคอินพุท และเอาท์พุทไปยังอุปกรณ์เคร่ืองเสียงใน
ระบบ จงึ จะทาให้เกดิ ประสทิ ธิภาพอย่างเต็มกาลังแก่ระบบ ดังนั้น ซาวด์เอ็นจิเนียร์จึงควรมีความรู้ใน
เร่ืองดงั ตอ่ ไปน้ี
ระบบไฟฟา้
ระบบไฟฟ้าในแต่ละภูมิภาค แต่ละประเทศน้ันมีความแตกต่างกันออกไป สินค้าที่จัด
จาหน่ายในประเทศไทยเราก็มาจากหลายภูมิภาคหลายประเทศ ในการเลือกใช้อุปกรณ์เราควรมี
ความร้ใู นเรื่องของระบบไฟฟ้าดงั นี้
1. แรงดนั ไฟฟา้ ระบบแรงดนั ไฟฟ้าที่ใช้งานในประเทศไทยเปน็ ไฟฟา้ กระแสสลับ (A.C.)
ท่ีมีแรงดันไฟฟ้าขนาด 220 V ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับระบบแรงดันไฟฟ้าของประเทศต่าง ๆ ในโลกก็
เป็นแบบกระแสสลับเช่นเดียวกัน แต่แตกต่างกันตรงขนาดของแรงดันไฟฟ้า เช่น ประเทศ
สหรัฐอเมริกาใชแ้ รงดันไฟฟ้า 120 V ประเทศองั กฤษใช้แรงดนั ไฟฟา้ 220 - 240 V ส่วนประเทศญี่ปุ่น
ใช้แรงดนั ไฟฟา้ 100 V โดยสัญลกั ษณ์ V หมายถงึ หนว่ ยวัดแรงดันไฟฟ้าเป็นโวลต์ (Volt)
ดงั นั้นสิ่งแรกท่ีควรพิจารณาคือ การนาสินค้าจากต่างประเทศมาใช้ในประเทศไทยเรา หาก
คา่ แรงดันไฟฟา้ ไม่เทา่ กันกอ็ าจจะก่อให้เกิดความเสยี หายกับอปุ กรณ์ หรอื เคร่ืองมือดงั กล่าวได้
2. ความหมายของสีภายในสายไฟ สีของสายภายในสายไฟของต่างประเทศซ่ึงในแต่ละ
กลุ่มประเทศอาจจะมีการกาหนดสีที่แตกต่างกันไป เนื่องจากยังไม่มีการกาหนดเป็นมาตรฐานโลก
พอทีจ่ ะนามาวิเคราะหแ์ ละสรุปประเดน็ สาคัญได้ ดังนี้
2.1 ในกลุ่มประเทศอเมรกิ าหรือยุโรป สายไฟทบี่ รรจอุ ยูด่ ้านในจะมีจานวน 3 เสน้ ได้แก่
2.1.1 สายไฟ (Live) หรือไลน์ (Line)
2.1.2 สายนิวตรอน (Neutral)
2.1.3 สายกราวด์ (Ground) หรือสายดนิ (Earth)
2.2 สายไฟหรอื ไลนก์ ับสายนิวตรอนเม่ือจับคูก่ ันจะมแี รงดันไฟฟ้าไหลผ่าน
2.3 สายกราวด์ หรอื สายดินเป็นสายทน่ี ากระแสไฟฟา้ ลงดินเพื่อป้องกันไฟฟา้ ดูด
2.4 สายไฟฟ้ามาตรฐานอเมริกา สายไฟหรือไลน์ใช้สีดา สายนิวตรอนใช้สีขาว และสาย
ดินใชส้ ีเขยี ว
42
2.5 สายรหัสสีแบบอเมริกันนี้เป็นมาตรฐานท่ีใช้ในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมี
มาตรฐานของภมู ภิ าคอ่ืนเข้ามาปะปนอยู่
2.6 สายไฟฟ้ามาตรฐานอังกฤษ สายไฟหรือไลน์ใช้สีน้าตาล สายนิวตรอนใช้สีน้าเงิน
และสายดนิ ใชส้ ีเขยี ว – เหลือง
3. ปล๊กั ไฟ คือ อุปกรณ์ หรอื ช่องทางทน่ี าเข้ากระแสไฟฟ้าสเู่ ครื่องมอื อุปกรณใ์ นระบบ
พี.เอ. ตามหลักการและความเป็นจริงแล้วปล๊ักก็คืออุปกรณ์ท่ีมีหัวเสียบหรือเดือยเสียบ แต่ส่วนใหญ่
ทัว่ ไปก็จะมกั เรยี กกันว่าปลกั๊ ตัวผู้ ส่วนเต้าเสยี บกม็ กั จะเรียกกันจนตดิ ปากว่า ปลัก๊ ตัวเมยี
ในการติดตั้งระบบเสียงนั้นระบบจ่ายไฟจะมีตู้เมนไฟท่ีเป็นตู้แยกเต้าเสียบ เรียกว่า สวิตช์
บอร์ด ติดตั้งไว้โดยเฉพาะในงานติดตั้งระบบเสียงประจาอาคาร ห้องประชุม คาราโอเกะ หรือสถาน
บันเทิง จะติดต้ังอย่าถาวร แต่สาหรับงานท่ีจาเป็นที่จะติดตั้งแบบชั่วคราว เช่น การแสดงคอนเสิร์ต
หรืองานประชาสัมพนั ธ์ท่ีต้องมีการเคลื่อนย้ายสถานท่ีไปเรื่อย ๆ แล้วน้ันอาจไม่มีตู้สวิตช์บอร์ด หรือมี
แต่อาจจะอยู่ไกลจากตาแหน่งของการติดตั้งระบบ พี.เอ. ดังน้ันจึงมีความจาเป็นที่จะต้องมีปลั๊กไฟ
สาเร็จลากมายังเคร่ืองที่จะติดตั้ง ปลั๊กไฟสาเร็จก็คือสายไฟที่ยาว ๆ ต่อกับปลั๊กตัวเมีย หรือเต้าเสียบ
ดา้ นหน่ึง อีกด้านหน่งึ มีปลกั๊ ตวั ผู้
ภาพท่ี 3.1 ปล๊ักและสายไฟสาเร็จรูป
ที่มา : (Oker Pc-6933, 2559 : 2)
อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อควรระวังในการใช้ปล๊ักและสายไฟสาเร็จรูป เนื่องจากยังมีปลั๊กและ
สายไฟสาเรจ็ รปู ท่ีไม่ได้มาตรฐานและเป็นอันตรายมาจาหน่ายในบ้านเราอยู่มาก ดังนั้นควรตรวจสอบ
ให้ดีกอ่ นซื้อหรอื นามาใช้
43
แบบ A แบบ B
ภาพที่ 3.2 ลกั ษณะทัว่ ไปของปลั๊กและสายไฟสาเร็จรูปที่มีจาหนา่ ยในท้องตลาด
จากภาพที่ 3.2 ปล๊ักและสายไฟสาเร็จรูปแบบ A ปลั๊กตัวผู้เป็นแบบ 3 ขา และปล๊ักตัวเมีย
เป็นแบบ 3 ชอ่ ง เราควรตรวจสอบดูวา่ ข้วั ใดเปน็ ไลน์ ข้ัวใดเป็นนิวตรอนโดยใช้ไขควงวัดไฟวัดระหว่าง
ช่องเสียบด้านซ้ายและด้านขวา หรือตรวจสอบดู ถ้าขั้วใดท่ีไขควงวัดไฟมีไฟสว่างขึ้นแสดงว่าคือไลน์
ส่วนข้ัวที่ไขควงวัดไฟไม่สว่างแสดงว่าเป็นนิวตรอนแล้วจึงทาเครื่องหมายกากับไว้ ส่วนช่องตรงกลาง
จะเป็นกราวด์
NL
ภาพท่ี 3.3 แสดงการตรวจสอบขว้ั ปลั๊กไฟ และทาเครื่องหมาย
และจากภาพท่ี 3.2 ปลั๊กและสายไฟสาเร็จรูปแบบ B ปลั๊กตัวผู้เป็นแบบ 2 ขา และปล๊ักตัว
เมียเป็นแบบ 3 ช่อง เราควรตรวจสอบดูว่าขั้วใดเป็นไลน์ ข้ัวใดเป็นนิวตรอนโดยใช้ไขควงวัดไฟ
เน่ืองจากปล๊ักและสายไฟสาเร็จรูปแบบน้ีมีโอภาสท่ีจะสลับข้ัวกันได้ง่าย เม่ือตรวจสอบเสร็จเรียบร้อย
แล้วควรทาสญั ลกั ษณห์ รอื ทาเคร่ืองหมายกากบั ไวท้ ัง้ ปลก๊ั ตัวผู้และปลั๊กตัวเมยี
44
4. ลาดับการเปิด – ปิดเครื่องเสียง ระบบ (System) หมายถึงหน่วยรวมหรืออุปกรณ์ท้ัง
ระบบ ดังน้ันในระบบเสยี ง พี.เอ. อุปกรณ์กม็ กั จะประกอบไปด้วย (ฮเิ ดกิ มอริ, 2558 : 28)
4.1 อุปกรณ์รับสัญญาณและแหล่งจ่ายสัญญาณ ได้แก่ ไมโครโฟน, เคร่ืองเล่น ซี.ดี.,
คอมพวิ เตอร์และเครื่องดนตรีตา่ ง ๆ
4.2 มิกเซอร์คอนโซล ซึ่งทาหน้าที่รวมสัญญาณเสียงจากเคร่ืองดนตรี หรือแหล่งจ่าย
สัญญาณเสยี งต่าง ๆ
4.3 เคร่ืองช่วยเสียงหรือเอฟเฟกต์ ได้แก่ กราฟฟิกอีควอไลเซอร์ รีเวิร์บ ดีเลย์หรือแอ็ค
โค่ เกทและคอมเพลสเซอร์
4.4 เพาเวอร์แอมปลไิ ฟเออร์ ทาหน้าที่เป็นเครื่องขยายเสียง ขยายกาลังไฟฟ้าส่งออกไป
ยงั ลาโพงเพือ่ แปรสญั ญาณไฟฟา้ เปน็ การรบั ฟงั
ในระบบของเครื่องเสยี ง พี.เอ. นน้ั ถ้าลาดับการ เปิด – ปิด ไมถ่ ูกต้องอาจจะทาให้เกิดนอยส์
(Noise) ได้ ซึง่ อาจจะทาให้เครือ่ งเสียงเกิดความเสียหายได้ในทส่ี ดุ ดังนั้นเราควรทราบถึงลาดับในการ
เปิด – ปิด ระบบดงั กลา่ ว
คอมพวิ เตอร์
มิกเซอร์ เอฟเฟกต์
(A) กราฟฟกิ อคี วอไลเซอร์ เพาเวอรแ์ อมปลิไฟเออร์
(B) (C)
ภาพที่ 3.4 แสดงลาดบั การเชือ่ มต่ออปุ กรณใ์ นระบบเสยี ง พี.เอ.
โดยปกตแิ ลว้ การเปิดอปุ กรณ์เคร่ืองเสยี งในระบบ พี.เอ. จะตอ้ งเปดิ ตามเส้นทางการไหล
หรอื การป้อนเขา้ ของสญั ญาณ หากพิจารณาจากภาพท่ี 3.4 การเปิดอุปกรณเ์ ครื่องเสยี งจะเปิดจาก
ซา้ ยไปขวา โดยจะเร่ิมจาก A B C ตามลาดบั ส่วนการปิดใหท้ าในทางตรงกันข้ามกันคือจาก
ขวามาซา้ ย จาก C B A ตามลาดับ
45
สัญญาณเสียงในระบบเสียง พี.เอ. จะถูกส่งผ่านมาจากเคร่ืองเสียงผ่านคอนเน็คเตอร์และ
สายสญั ญาณซึง่ โดยปกติแล้วสญั ญาณเสียงจะมีอยู่ด้วยกนั 2 แบบ คือ (Gibson, 2011 : 56)
1. สัญญาณแบบบาลานซ์ (Balance) จะใช้สายสัญญาณ 3 เส้น ได้แก่ กราวด์
(Ground), ข้วั บวก (+) และขัว้ ลบ (-)
2. สัญญาณแบบอันบาลานซ์ (Unbalance) จะใช้สายสัญญาณ 2 เส้น ได้แก่ กราวด์
(Ground) และขวั้ บวก (+)
ดังนั้นแล้วในระบบเสียง พี.เอ. การท่ีจะเช่ือมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ทางานร่วมกันได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพนัน้ สัญญาณต่าง ๆ จะถูกส่งผ่าน และเชื่อมต่อเข้าด้วยกันด้วยอุปกรณ์หรือหัวต่อหรือท่ี
เรียกกันว่า คอนเน็คเตอร์ และสายสัญญาณ โดยที่คอนเน็คเตอร์และสายสัญญาณถูกออกแบบและ
ผลิตมาใช้อุปกรณ์ในระบบเสียงโดยเฉพาะ ดังนั้นซาวด์เอ็นจิเนียร์จึงต้องศึกษาและทาความเข้าใจ
เกีย่ วกับอปุ กรณ์ดังกลา่ วอย่าดี
ชนิดของคอนเนค็ เตอรแ์ ละสายสญั ญาณ
คอนเน็คเตอร์ทใ่ี ช้ในระบบเสียง พี.เอ. มีอยู่มากมายหลายรูปแบบ ในที่นี้จะอธิบายลักษณะ
และการทางานของคอนเน็คเตอรท์ ี่ใช้ในระบบเสียง พี.เอ. ทัว่ ๆ ไปดังน้ี (Gibson, 2011 : 70)
1. คอนเน็คเตอร์แบบเอ็กแอลอาร์ (XLR) จากภาพท่ี 3.5 เป็นคอนเน็คเตอร์แบบเอ็ก
แอลอาร์ ตัวผ้แู ละตวั เมีย โดยปกติคอนเน็กเตอร์แบบเอ็กซ์แอลอาร์จะมีขั้วต่อภายใน 3 ขา ใช้กับสาย
ไมโครโฟน และการเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างเคร่ือง การใช้งานปกติแล้วคอนเน็คเตอร์แบบเอ็กซ์แอล
อาร์ตัวผู้จะทาหน้าท่ีเป็นเอาท์พุท และคอนเน็คเตอร์แบบเอ็กซ์แอลอาร์ตัวเมียจะเป็นอินพุท มีช่ือที่
นิยมเรียกกันอีกอย่างว่าหวั แคนนอน หรอื แจ็คแคนนอน ใช้สาหรับสัญญาณแบบบาลานซ์
ภาพท่ี 3.5 คอนเนค็ เตอร์แบบเอก็ ซ์แอลอารต์ วั ผแู้ ละตัวเมีย
ทมี่ า : (Tech Tip: Unbalanced vs. Balanced I/O & How to Work with Them, 2016 : 5)
46
2. คอนเน็คเตอร์แบบ 1/4 ทีเอสโฟน (1/4 TS Phone plug) หรือท่ีนิยมเรียกกันว่า
โมโนโฟนปล๊ัก (Mono Phone plug) ใช้เช่ือมต่อระหว่างเคร่ืองดนตรีไฟฟ้า เช่น กีตาร์ไฟฟ้า เบส
ไฟฟ้า และคียบ์ อร์ด เข้ากบั ตู้แอมป์ หรือเอฟเฟกต์ต่าง ๆ โดยใชก้ บั สญั ญาณแบบอันบาลานซ์
ภาพที่ 3.6 คอนเนค็ เตอร์แบบ 1/4 ทีเอสโฟน
ทม่ี า : (Canare F-15 Mono ¼”Phone Plug, 2016 : 1)
3. คอนเน็คเตอร์แบบ 1/4 ทีอาร์เอสโฟน (1/4 TRS Phone plug) หรือท่ีนิยมเรียก
กันอีกอย่างหน่ึงว่า เสตอริโอโฟนปลั๊ก (Stereo Phone plug) เป็นคอนเน็คเตอร์ที่ใช้เช่ือมต่อ หูฟัง
เอฟเฟกต์ สายอินเสริ ท์ (Insert cable) หรอื ไลนอ์ นิ (Line in) ของมิกเซอร์
ภาพที่ 3.7 คอนเน็คเตอร์แบบ 1/4 ทอี ารเ์ อสโฟน
ท่มี า : (Neutrik NP3X, 2016 : 1)
47
4. คอนเนค็ เตอร์แบบอาร์ซเี อ (RCA Pin plug) ใชก้ ับเคร่อื งเลน่ ต่าง ๆ เชน่ เคร่อื ง
เลน่ ซี.ด.ี เครอื่ งเลน่ ทใี่ ช้ภายในบา้ น สัญญาณเป็นแบบอันบาลานซ์
ภาพท่ี 3.8 คอนเนค็ เตอรแ์ บบอาร์ซเี อ
ทมี่ า : (RCA Connector, 2016 : 1)
5. สายสญั ญาณ สายสญั ญาณท่ใี ช้ในระบบเสียง พี.เอ. นั้นจะมีขนาดแตกต่างกันไป
ทั้งขนาดเล็ก หรือขนาดมาตรฐานเท่ากับสายไมโครโฟน แต่ไม่ว่าจะมีขนาดเท่าใดโครงสร้างภายใน
สายจะประกอบไปด้วยสายย่อย ๆ อีก 3 เส้น โดยจะเป็นสายนาสัญญาณแบบมีฉนวนหุ้มคนละสี
จานวน 2 เส้น และสายเปลอื ยท่ีถกั เปน็ แพร (Shield) อีกจานวน 1 เสน้
ภาพที่ 3.9 ลกั ษณะภายในของสายสัญญาณท่ีใช้ในระบบเสียง พี.เอ.
ทีม่ า : (The Anatomy of a Microphone Cable, 2016 : 6)
48
6. สายมัลติเคเบ้ิลหรือมัลติคอร์ หมายถึงสายสัญญาณหลาย ๆ เส้นท่ีรวมอยู่ภายใน
สายเส้นเดียว สายมัลติเคเบ้ิลหรือมัลติคอร์ถูกออกแบบโดยมีวัตถุประสงค์เพ่ืออานวยความสะดวกใน
การท่ีไม่ต้องลากสายสัญญาณหลาย ๆ เส้น หลาย ๆ ครั้งในกรณีที่ต้องลากหรือติดต้ังสายสัญญาณ
หลาย ๆ เส้นในจุด หรือบริเวณเดียวกัน เช่น การต่อสายไมโครโฟนไปยังมิกเซอร์โดยอาจจะใช้คอน
เน็คเตอร์บ็อก (Connector Box) เป็นตัวเช่ือมต่อสัญญาณร่วมด้วย โดยจะมีหมายเลขกากับไว้ในแต่
ละเสน้ ภายใน หรือใชส้ ีของสายเปน็ ตัวกาหนดหมายเลขดังนี้
1 = สนี ้าตาล
2 = สีแดง
3 = สสี ม้
4 = สีเหลือง
5 = สเี ขียว
6 = สนี า้ เงิน
7 = สีมว่ ง
8 = สเี ทา
9 = สขี าว
10 = สีดา
ภาพท่ี 3.10 ลักษณะภายในของสายมลั ติเคเบิล้ หรอื มลั ติคอร์
ท่มี า : (Multi Core Instrumentation Cables, 2016 : 4)
49
ภาพท่ี 3.11 สายมลั ตเิ คเบล้ิ หรอื มัลตคิ อร์
ที่มา : (Snakes on a Reel, 2016 : 1)
ภาพที่ 3.12 สปลิตเตอรบ์ ็อก
ทม่ี า : (Microphone Splitters, 2016 : 8)
50
การเชอื่ มตอ่ สายสญั ญาณ
สายสัญญาณท่ีใช้ในระบบเสียง พี.เอ. มีอยู่หลายแบบด้วยกัน ในท่ีนี้จะอธิบายถึงวิธีการ
เชื่อมต่อสายสญั ญาณดังน้ี (ฮเิ ดกิ มอริ, 2558 : 31)
1. เอ็กซ์แอลอารตัวผู้ กับเอกซ์แอลอาร์ตัวเมีย การต่อสายสัญญาณกับคอนเน็คเตอร์
แบบนี้เป็นการต่อสายสัญญาณแบบ บาลานซ์ โดยขั้วต่อจะมีด้วยกัน 3 ข้ัว คือ 1 = กราวด์
(Ground), 2 = ขวั้ บวก (+) และ 3 = ขั้วลบ (-) การเชื่อมต่อจะเป็นดังภาพท่ี 3.13 โดยกราวด์จะต่อ
กับสายชีลดเ์ พื่อปอ้ งกนั สัญญาณคล่นื วทิ ยุ (RF) รบกวน
ภาพท่ี 3.13 การต่อคอนเน็คเตอร์แบบเอก็ ซ์แอลอารต์ ัวเมยี กับเอ็กแอลอารต์ ัวผู้
ท่ีมา : (John F. Moore, 2016 : 3)
2. เอ็กซ์แอลอาร์กับ 1/4 ทีอาร์เอสโฟน การต่อสายสัญญาณกับคอนเน็คเตอร์แบบน้ี
เป็นการต่อสายสัญญาณแบบ บาลานซ์ โดยขั้วต่อของคอนเน็คเตอร์แบบเอ็กแอลอาร์ จะมีด้วยกัน 3
ขั้ว คอื 1 = กราวด์, 2 = ข้ัวบวก และ 3 = ขว้ั ลบ ส่วน 1/4 โฟนปล๊ักจะประกอบไปด้วย ทิป(Tip), ริง
(Ring) และสลีฟ (Sleeve) การเชอ่ื มต่อจะต่อขัวบวกเข้ากับทิปขั้วลบเข้ากับริงและกราวด์เข้ากับสลีฟ
ดังภาพท่ี 3.14
ภาพที่ 3.14 การต่อคอนเน็คเตอรแ์ บบเอก็ ซแอลอารก์ บั 1/4 ทีอารเ์ อสโฟน
ท่มี า : (XLR to 1/4 TRS Wiring Diagram, 2016 : 1)
51
3. เอก็ แอลอาร์กับ 1/4 ทเี อสโฟน การต่อสายสญั ญาณกับคอนเน็คเตอร์แบบนี้เป็นการ
ต่อสายสัญญาณแบบ อันบาลานซ์ โดยขั้วต่อของคอนเน็คเตอร์แบบเอจะมีด้วยกัน 3 ขั้ว คือ 1 =
กราวด์, 2 = ขัว้ บวกและ 3 = ขวั้ ลบ ส่วน 1/4 ทีเอสโฟนจะประกอบไปด้วยข้ัวต่อเพียง 2 ข้ัว คือ ทิป
และสลฟี การเชื่อมตอ่ จะต่อขัวบวกเข้ากับทิป ขว้ั ลบและกราวดต์ ่อร่วมกันเขา้ กับสลีฟ ดังภาพที่ 3.15
ภาพที่ 3.15 การต่อคอนเน็คเตอรแ์ บบเอก็ แอลอารก์ ับ 1/4 ทเี อสโฟน
ทม่ี า : (XLR to 1/4" Mono Plug, 2016 : 2)
4. TS Phone plug กับ TS Phone Plug การต่อคอนเน็คเตอร์ 1/4 ทีเอสโฟนกับ
1/4 ทีเอสโฟน แบบนี้มักใช้กับการเช่ือมต่อเครื่องดนตรีเข้ากับตู้แอมป์ หรือเอฟเฟกต์ต่าง ๆ หรือที่
เรียกกนั ว่าไลน์ สญั ญาณท่ีได้จะเป็นแบบอันบาลานซ์ ข้ัวต่อจะมีเพียง 2 ข้ัว คือ ทิป (+) และ สลีฟ (-)
เทา่ น้ัน
ภาพที่ 3.16 การต่อคอนเน็คเตอร์แบบ 1/4 ทีเอสโฟนกับ 1/4 ทีเอสโฟน
ทมี่ า : (Sound System Interconnection, 2016 : 10)
6. สายอินเสริ ์ท สายอินเสิรท์ หรือเรียกว่าสายวาย (Y-Cable) กค็ อื สายที่แยกสญั ญาณ
ออกไป 2 ทาง โดยปกติจะใช้เช่ือมตอ่ กับช่องอินเสิรท์ ในมิกเซอร์ โดยสายด้านหน่งึ จะเปน็ 1/4 ทอี าร์
เอสโฟนและอกี ด้านหนึง่ จะเป็น 1/4 ทีเอสโฟน สองเส้น หรือ เอ็กแอลอาร์ ตวั ผ้แู ละตัวเมยี โดยควร
จะทาสัญลกั ษณ์เพ่อื ให้ทราบว่าสองเสน้ นตี้ า่ งกัน โดยเส้นหนึง่ จะเป็น เซนด์ (Send) คอื สง่ สัญญาณ
ขาออก และอีกเส้นคือ รีเทริ น์ (Return) ส่งสัญญาณขาเขา้ นัน่ เอง
52
ภาพที่ 3.17 การต่อสายอนิ เสริ ์ท
ทม่ี า : (Insert Cable, 2016 : 3)
อิมพีเดนซ์ (Impedance)
อิมพีแดนซ์ หมายถึงค่าความต้านทานที่จะให้กระแสไฟฟ้า ซึ่งในระบบเสียง พี.เอ. น้ี
หมายถึงสัญญาณเสียงท่ีถูกเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้ากระแสสลับนั่นเอง หรือท่ีรู้จัก ท่ีเรียกกันอีกอย่าง
หนึ่งว่าค่าความต้านทานภายใน ค่าอิมพีแดนซ์น้ีใช้สัญลักษณ์แทนคือ Z โดยจะมีค่าเป็นโอห์ม (Ω)
เช่นเดยี วกนั กบั ค่าความตา้ นทานทัว่ ไป (Gibson, 2011 : 55)
อินพุทอิมพีแดนซ์ (Input Impedance) ค่าอินพุทอิมพีแดนซ์ หมายถึง ค่าความ
ต้านทานภายในขาเข้า หรืออินพุท ของเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือเคร่ืองดนตรีว่ามีค่าความต้านทาน
ภายในหรืออมิ พแี ดนซเ์ ป็นอย่างไร
เอาท์พุทอิมพีแดนซ์ (Output Impedance) ค่าเอาท์พุทอิมพีแดนซ์ หมายถึง ค่า
ความต้านทานภายในขาออก หรือเอาท์พุทของเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือเครื่องดนตรีว่ามีค่าความ
ต้านทานภายในหรืออมิ พแี ดนซ์เปน็ อยา่ งไร
ไฮ อิมพีแดนซ์ (High Impedance) ใช้สัญลักษณ์ Hi Z หมายถึง ค่าความต้านทาน
ภายในของเครือ่ งมือ เคร่อื งเสียง อุปกรณห์ รอื เครือ่ งดนตรีนั้นมีค่าความต้านทานภายใน ที่มีค่าระหว่า
5,000 – 15,000 Ω สาหรับเอาท์พุทอิมพีแดนซ์ และค่าระหว่าง 50,000 – 1,000,000 Ω สาหรับ
อินพุทอิมพแี ดนซ์
53
โลว์ อิมพีแดนซ์ (Low Impedance) ใช้สัญลักษณ์ Lo Z หมายถึง ค่าความต้านทาน
ภายในของเครอ่ื งมือ เครือ่ งเสียง อปุ กรณ์หรือเคร่ืองดนตรีน้ันมีค่าความต้านทานภายใน ที่มีค่าระหว่า
50 – 300 Ω สาหรบั เอาท์พุทอมิ พีแดนซ์ และคา่ ระหว่าง 500 – 3,000 Ω สาหรับอนิ พทุ อิมพีแดนซ์
ในเรื่องของอิมพีแดนซ์น้ัน เราควรพิจารณาเลือกเช่ือมต่ออุปกรณ์ เครื่องมือ เคร่ือง
ดนตรีเข้ากับเครื่องเสียง หรือระบบเสียงให้ขนาด หรือค่าอิมพีแดนซ์ของอุปกรณ์กับเครื่องเสียงท่ี
ใกล้เคียงกันโดยพิจารณาจากอินพุทและเอาท์พุทอิมพีแดนซ์ เช่น ไมโครโฟน มีโลว์เอาท์พุท
อมิ พแี ดนซ์ ก็ต้องเชอื่ มต่อกับช่องสัญญาณไมโครโฟนท่ีมีโลว์อินพุทอิมพีแดนซ์ ผลจะทาให้อุปกรณ์ท้ัง
สองสามารทางานเข้ากนั ได้ดี หรือทีเ่ รยี กวา่ แมชกนั (Match)
บทสรปุ
ระบบไฟฟ้า เป็นระบบส่งกาลังงานหลักให้แก่อุปกรณ์ต่าง ๆ ในประเทศไทยและ
ต่างประเทศจะแตกต่างกันตรงท่ีแรงดันไฟฟ้า มาตรฐานสีของสายไฟฟ้ายังไม่มีมาตรฐานโลก มี
มาตรฐานกลุ่มประเทศอเมริกา ยุโรปและประเทศอังกฤษ ส่วนประเทศไทยใช้มาตรฐานเดียวกับกลุ่ม
ประเทศอเมรกิ าและยุโรป การใช้สายไฟและปลัก๊ ไฟสาเรจ็ รูปควรตรวจสอบขั้วไฟฟ้าและทาสัญลักษณ์
ไว้เพ่อื ป้องกันขอ้ ผดิ พลาด และควรตรวจสอบสภาพของสายไฟฟ้า ปล๊ักไฟ ว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ ถ้า
หลวมหรือมกี ารสปารค์ ใหร้ ีบซอ่ มแซมทันที สว่ นการเปดิ ระบบเสียง พี.เอ. ควรเปิดเพาเวอร์แอมปลิไฟ
เออรเ์ ป็นตัวอันดับท้าย ส่วนการปิดระบบเสยี ง พี.เอ. ก็ควรปิดเพาเวอรแ์ อมปลิไฟเออรเ์ ป็นอนั ดับแรก
คอนเนค็ เตอร์ สามารถจาแนกได้ 2 แบบ คือ แบบบาลานซ์จะมี 3 ขั้ว โดยแบบบาลานซ์จะ
มีค่าอิมพีแดนซ์ต่า และอันบาลานซ์จะมีค่าอิมพีแดนซ์สูง สายสัญญาณท่ีใช้ในระบบเสียง พี.เอ. จะ
ประกอบด้วยสายย่อย 3 สายได้แก่ สายนาสัญญาณ 2 เส้น และสาย ชีลด์อีก 1 เส้น การต่อ
สายสัญญาณจะให้ชีลด์เป็นกราวดืและอีกสองเส้นเป็นสายสัญญาณข้ัวบวก และขั้วลบ ส่วนสายมัลติ
คอร์คอื สายทมี่ ีสายสัญญาณหลาย ๆ ชุดรวมกนั ไว้ในเส้นเดยี ว โดยจะมหี มายเลข หรือสีของสายกากับ
ไว้ ใช้ร่วมกบั มลั ตคิ อร์บ็อกซเ์ พ่อื เชื่อมตอ่ สญั ญาณจากเวทมี ายงั มกิ เซอร์คอนโซล
อมิ พแี ดนซ์ คอื ค่าความต้านทานภายในของอุปกรณ์ท่ีเกิดจากการคานวณมีหน่วยเป็นโอห์ม
ประกอบด้วยอินพุทอิมพีแดนซ์ เอาท์พุทอิมพีแดนซ์ ไฮ อิมพีแดนซ์ และโลว์ อิมพีแดนซ์ ในการ
เช่ือมต่อสัญญาณระหว่างอุปกรณ์ควรพิจารณาให้ค่าอิมพีแดนซ์ระหว่างอินพุท และเอาท์พุทตรงกัน
เช่น เอาท์พุทของไมโครโฟนเป็นโลว์ อิมพีแดนซ์ ควรต่อกับช่องไมโครโฟนอินพุทท่ีเป็นโลว์
อิมพแี ดนซเ์ ช่นกนั ไมค่ วรต่อกับไลนอ์ ินพุท ทเ่ี ปน็ ไฮ อมิ พแี ดนซ์
54
55
คาถามทา้ ยบท
จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้
1. แรงดันไฟฟ้าของประเทศไทยท่ใี ชท้ วั่ ไปมีขาดเท่าไร
ก. 110V ข. 120V
ค. 200V ง. 210V
จ. 220V
2. รหัสสขี องสายไฟในขอ้ ใดคอื มาตรฐานของกลมุ่ ประเทศอเมริกาและยุโรป
ก. กราวดส์ ีดา, ไลนส์ แี ดง, นิวตรอนสขี าว
ข. กราวด์สเี ขยี ว, ไลน์สีดา, นิวตรอนสีขาว
ค. กราวดส์ ีเขยี ว, ไลน์สนี า้ ตาล, นวิ ตรอนสีน้าเงนิ
ง. กราวด์สีดา, ไลนส์ แี ดง, นวิ ตรอนสนี า้ ตาล
จ. กราวด์สีขาว, ไลน์สีเขยี ว, นิวตรอนสดี า
3. รหสั สขี องสายไฟในข้อใดคือมาตรฐานของกลมุ่ ประเทศอังกฤษ
ก. กราวดส์ ดี า, ไลน์สีแดง, นวิ ตรอนสขี าว
ข. กราวดส์ ีเขยี ว, ไลนส์ ีดา, นวิ ตรอนสีขาว
ค. กราวดส์ ีเขยี ว, ไลน์สนี า้ ตาล, นวิ ตรอนสนี า้ เงิน
ง. กราวดส์ ดี า, ไลน์สแี ดง, นวิ ตรอนสนี ้าตาล
จ. กราวดส์ ขี าว, ไลน์สเี ขียว, นวิ ตรอนสีดา
4. ประเทศไทยใชม้ าตรฐานการกาหนดสัญลักษณ์สขี องสายไฟฟา้ เชน่ เดียวกับประเทศอะไร
ก. องั กฤษ ข. อเมริกาและยโุ รป
ค. เยอรมนั ง. จีน
จ. เกาหลี
5. ในการ เปดิ ระบบเคร่ืองเสียง พี.เอ. เราไม่ควรเปดิ อปุ กรณ์ใดก่อน
ก. เพาเวอรแ์ อมปลไิ ฟเออร์ ข. กราฟฟคิ อคี วอไลเซอร์
ค. มิกเซอร์ ง. ครอสสโอเวอรเ์ น็ทเวิรค์
จ. เอฟเฟกต์
6. ในการ ปิด ระบบเคร่อื งเสยี ง พี.เอ. เราควรปดิ อปุ กรณ์ใดก่อน
ก. เพาเวอร์แอมปลไิ ฟเออร์ ข. กราฟฟิคอีควอไลเซอร์
ค. มกิ เซอร์ ง. ครอสสโอเวอรเ์ นท็ เวิรค์
จ. เอฟเฟกต์
56
7. ข้อใดคือการตอ่ คอนเนค็ เตอรท์ ใ่ี ช้กบั สญั ญาณแบบบาลานซ์
ก. เอก็ แอลอาร์ กับ 1/4 ทีเอสโฟน ข. เอก็ แอลอาร์ กับ อาร์ซีเอ
ค. เอก็ แอลอาร์ กบั บานนาแจค็ ง. เอ็กแอลอาร์ กับ 1/4 ทอี ารเ์ อสโฟน
จ. 1/4 ทอี ารเ์ อสโฟน กับ 1/4 ทีเอสโฟน
8. ข้อใดคือการตอ่ คอนเน็คเตอรท์ ่ใี ชก้ บั สัญญาณแบบอันบาลานซ์
ก. เอก็ แอลอาร์ กับ 1/4 ที่เอสโฟน ข. เอก็ แอลอาร์ กับ เอ็กแอลอาร์
ค. 1/4 ทีอาร์เอส กับ เอ็กแอลอาร์ ง. เอก็ แอลอาร์ กบั 1/4 ทอี ารเ์ อสโฟน
จ. 1/4 ทอี าร์เอสโฟน กบั 1/4 ทีอารเ์ อสโฟน
9. หากเราจะเลือกต่อสายสัญญาณจากกีตาร์ไฟฟ้าไปยังอินพุทของแอมป์กีตาร์ กลับปรากฏว่ามีช่อง
เสียบต่อสัญญาณอยู่ 2 ช่อง ช่องที่ 1) Hi - Z และ ช่องท่ี 2) Lo - Z ท่าจะเลือกต่อช่องใดจึงจะ
ถกู ต้องและเหมาะสมทส่ี ุด
ก. ช่องท่ี 1 ข. ช่องท่ี 2
ค. ต่อไดท้ ้งั สองชอ่ ง ง. ไม่สามารถต่อได้ทง้ั สองช่อง
จ. พิจารณาดทู ส่ี ายสญั ญาณ
10. ชีลด์ (Shield) ทาหน้าทีอ่ ยา่ งไรในสายสัญญาณและสายไมโครโฟน
ก. รบั สญั ญาณวทิ ยุ ข. เปน็ กราวด์
ค. เป็นสายดิน ง. กรองสัญญาณรบกวน
จ. ถกู ทกุ ข้อ
57
เอกสารอ้างองิ
ฮเิ ดกิ โมริ. (2558). ระบบเสยี งพเี อ. พิมพ์คร้ังที่ 2. ปทุมธานี: สถาบนั อีเล็กทรอนิกส์กรงุ เทพรังสติ .
Canare F-15 Mono ¼”Phone Plug. (2016). Retrieved February 22, 2016, from
http://www.performanceaudio.com/item/canare-f-15-mono-1-4-phone-plug-ts-
/438/
Gibson, B. (2011). Live Sound Operator's Handbook. 2nd Ed. United State of
America: Hal Leonard Book.
Insert Cable. (2009). Retrieved February 22, 2016, from
http://www.soundlease.com/cable_wiring.htm
John F. Moore., (2011). YHS Sound Tech Manual. Retrieved February 22, 2016,
from http://lions-wing.net/YHS/sound-tech.html
Microphone Splitters. (2013). Retrieved February 22, 2016, from
http://whirlwindusa.com/support/tech-articles/microphone-splitters/
Multi Core Instrumentation Cables. (2013). Retrieved February 22, 2016, from
http://bhansali.tradeindia.com/multi-core-instrumentation-cables-36961.html
Neutrik NP3X. (2015). Retrieved February 22, 2016, from
http://www.audiocity2u.com/index.php?lay=show&ac=cat_show_pro_
detail&pid=45992
Oker Pc-6933. (2556). สืบคน้ เมือ่ 22 กุมภาพนั ธ์ 2559, จาก https://www.buycoms.com
/Article/8341/
RCA Connector. (2016). Retrieved March 22, 2016, from
http://www.showmecables.com/category/RCA-Connectors-Adapters.aspx
Sound System Interconnection. (2015). Retrieved February 22, 2016, from
http://www.rane.com/note110.html
Tech Tip: Unbalanced vs. Balanced I/O & How to Work with Them. (2015).
Retrieved February 22, 2016, from http://thehub.musiciansfriend.com/
tech-tips/unbalanced-versus-balanced-i-o-and-how-to-work-with-them
The Anatomy of a Microphone Cable. (2015). Retrieved February 22, 2016, from
http://ehomerecordingstudio.com/microphone-cables/
58
XLR to ¼ TRS Wiring Diagram. (2010). Retrieved February 22, 2016, from
http://www.marybicycles.com/moderate-upgrades/
XLR to 1/4" Mono Plug. (2011). Retrieved February 22, 2016, from
http://www.mediacollege.com/audio/connection/xlr-jack-mono.html
แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 4
ไมโครโฟน
_______________________________________________________
เวลาเรียน 4 ชั่วโมง
จุดประสงค์
หลังจากศกึ ษาบทเรยี นน้แี ล้ว นกั เรยี นควรมีพฤติกรรมดังนี้
1. ทราบถงึ ชนิดของไมโครโฟน และหลกั การทางานของไมโครโฟน
2. ทราบถึงการตอบสนองความถขี่ องไมโครโฟนและคุณสมบตั ิทางเอาทพ์ ุทของไมโครโฟน
3. ทราบถงึ ทศิ ทางในการรับสัญญาณของไมโครโฟน
4. สามารถตอบคาถามท้ายบทได้
เนื้อหา
1. ไมโครโฟน
2. ชนดิ ของไมโครโฟน
3. การตอบสนองความถ่ขี องไมโครโฟน
4. คุณสมบัตทิ างเอาทพ์ ทุ ของไมโครโฟน
5. ทิศทางในการรับสัญญาณของไมโครโฟน
วธิ ีการสอนและกิจกรรม
1. อธบิ ายเกรน่ิ นาถึงหนา้ ทีแ่ ละความสาคญั ของไมโครโฟน
2. บรรยายและอธิบายประกอบ Power Point
3. การสาธิตและการปฏิบตั กิ าร
4. แสดงความคดิ เหน็ สรุปประเดน็ เนอ้ื หาสาระร่วมกัน
5. สอบถามความเข้าใจในเนือ้ หาของบทเรียน
6. ตอบคาถามท้ายบทเรียน
60
สอ่ื การเรยี นการสอน
1. Power Point สรปุ ประเด็นเนื้อหาบทท่ี 4
2. เอกสารประกอบการสอนบทที่ 4
3. ไดนามิคไมโครโฟน
4. คอนเดนเซอรไ์ มโครโฟน
5. ขาต้ังไมโครโฟน
6. ใบงานคาถามทา้ ยบทเรียน
การวัดผลและประเมนิ ผล
1. สงั เกตความสนใจและการตง้ั ใจเรียน
2. สงั เกตการมสี ว่ นร่วมในปฏิบัตงิ าน การอภิปราย การแสดงความคดิ เหน็ และการซักถาม
ของนักศกึ ษา
3. ตรวจผลการจากการตอบคาถามทา้ ยบทเรยี น
บทที่ 4
ไมโครโฟน
ไมโครโฟนคืออุปกรณ์รับเสียงที่ทำหน้ำท่ีเปลี่ยนจำกกำรสั่นสะเทือนให้เป็นสัญญำณไฟฟ้ำ
ไมโครโฟนมีอยู่ด้วยกันหลำยชนิดซ่ึงแต่ละชนิดแต่ละแบบต่ำงก็ออกแบบมำเพื่อใช้งำนในลักษณะที่
ต่ำงกนั เช่น เวทคี อนเสริ ต์ สตดู ิโอ สถำนวี ิทยุ สถำนโี ทรทศั น์ คำรำโอเกะหรือระบบเสียงในงำนต่ำง ๆ
ไมโครโฟนล้วนมบี ทบำทสำคญั ทัง้ สิน้
ชนดิ ของไมโครโฟน
ไมโครโฟนท่ีใช้งำนในระบบเสียง พี.เอ. มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ ไดนำมิคไมโครโฟน
(Dynamic Microphone) และคอนเดนเซอร์ไมโครโฟน (Condenser Microphone) ซึ่งมี
รำยละเอียดดงั นค้ี อื (ฮเิ ดกิ มอริ, 2558 : 35)
1. ไดนามิคไมโครโฟน
ไดนำมคิ ไมโครโฟน หรือเรยี กอกี อย่ำงหนึง่ ว่ำ มพู ว่ิงคอยล์ไมโครโฟน เป็นไมโครโฟนท่ีใช้
หลักกำรของกำรเคลื่อนท่ีของขดลวดท่ีสั่นสะเทือนตำมเสียงท่ีมำกระทบ และเม่ือขดลวดเคล่ือนที่ตัด
ผ่ำนสนำมแม่เหล็กถำวร ก็จะเกิดเป็นแรงเคล่ือนไฟฟ้ำตำมคลื่นเสียงน้ัน ไมโครโฟนชนิดน้ีเป็นท่ีนิยม
แพร่หลำย ครอบคลุมกำรใช้งำนเกือบทุกประเภท เพรำะสำมำรถรับเสียงในย่ำนกว้ำงทั้งควำมถ่ีต่ำ
และควำมถ่สี งู ได้
หลกั การทางานของไดนามคิ ไมโครโฟน
ไดนำมิกไมโครโฟน จะประกอบด้วยขดลวดพันอยู่บนฟอร์มพลำสติกทรงกระบอกท่ียึด
ตดิ กับแผน่ ไดอะแฟรมบำง ๆ แล้วสวมลงในช่องว่ำงระหวำ่ งแมเ่ หล็กถำวร เมื่อมีคลื่นเสียงมำกระทบ
แผน่ ไดอะแฟรม แผน่ ไดอะแฟรมทเี่ ปน็ พลำสตกิ หรือแผ่นอลูมิเนียมบำง ๆ ก็จะมีกำรอัดและคลำยตัว
ตำมคล่ืนเสียง ทำให้ขดลวดเคล่ือนท่ีเข้ำออกตำมไปด้วย ซ่ึงขดลวดก็เคล่ือนที่ตัดกับสนำมแม่เหล็ก
ถำวร ทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้ำออกมำท่ีขดลวด ตำมคลื่นเสียงที่เข้ำมำกระทบ ไกนำมิคไมโครโฟนจะ
ทำงำนได้ดีกับเสียงท่ีมีควำมดังพอเหมำะที่ทำให้แผ่นไดอะแฟรมสำมำรถขยับหรือเคลื่อนที่ได้มำก
พอสมควรเพือ่ ทจ่ี ะสำมำรถผลิตสญั ญำณซ่ึงเป็นกระไฟฟ้ำไดม้ ำกพอ
62
ภำพที่ 4.1 สว่ นประกอบของไดนำมิคไมโครโฟน
ทม่ี ำ : (ควำมรพู้ ืน้ ฐำนเกั่ยวกับไมโครโฟน, 2559 : 2)
ภำพท่ี 4.2 กำรทำงำนของไดนำมิคไมโครโฟน
ท่ีมำ : (ควำมรู้พน้ื ฐำนเกยั่ วกับไมโครโฟน, 2559 : 3)
2. คอนเดนเซอร์ไมโครโฟน
คอนเดนเซอร์ไมโครโฟน เป็นไมโครโฟนที่ออกแบบโดยใช้หลักกำรในกำรเปลี่ยนแปลง
ค่ำควำมจุของประจุไฟฟ้ำข้ัวบวก (+) และข้ัวลบ (-) บนแผ่นเพลทซ่ึงจะเปลี่ยนไปตำมเสียงที่มำ
กระทบแผ่นฉนวนที่อยู่ระหว่ำงแผ่นเพลทสองแผ่น โดยส่วนใหญ่ไมโครโฟนประเภทนี้จะต้องมี
แหลง่ จ่ำยไฟเล้ียงให้แก่ไมโครโฟนจึงจะสำมำรถทำงำนได้ และไมโครโฟนชนิดน้ีมีคุณสมบัติที่สำมำรถ
ตอบสนองควำมถ่ีสูงได้ดีมำกกว่ำไดนำมิคไมโครโฟน โดยปกติทั่วไปแล้วคอนเดนเซอร์ไมโครโฟนจะมี
ขำจบั ตัวไมโครโฟนแบบพิเศษท่ีออกแบบไวส้ ำหรับซบั แรงกระแทกจำกพื้น หรือจำกขำต้ังไมโครโฟนที่
เรยี กว่ำ ชอ็ คเมำท์ (Shock mouth)
63
ภำพท่ี 4.3 คอนเดนเซอรไ์ มโครโฟนและชอ็ คเมำท์
ทมี่ ำ : (ควำมรู้พน้ื ฐำนเก่ัยวกับไมโครโฟน, 2559 : 2)
หลกั การทางานของคอนเดนเซอร์ไมโครโฟน
คอนเดนเซอร์ไมโครโฟนน้ีจำเป็นจะต้องต้องมีไฟฟ้ำกระแสตรง (DC) เล้ียงให้แก่
ไมโครโฟนจงึ จะทำงำนได้ โดยมแี รงดนั ไฟฟ้ำต้ังแต่ 1.5 ถึง 48 โวลท์ ซ่ึงคอนเดนเซอร์ไมโครโฟนได้ใช้
หลักกำรค่ำควำมจุของคำปำซิเตอร์ท่ีเปล่ียนแปลงโดยเม่ือมีเสียงปะทะท่ีไดอะแฟรม จึงจะทำให้เกิด
กำรส่ันไหว ทำให้มีกำรขยับตัวของระยะห่ำงชองแผ่นเพลทท่ีเป็นไดอะแฟรมกับแผ่นเพลทแผ่นหลัง
ทำให้ค่ำควำมจุของกระแสไฟฟ้ำบนแผ่นเพลทท้ังสองมีกำรเปลี่ยนแปลงตำมแรงปะทะจำกคล่ืนเสียง
ทำให้เกดิ สัญญำณไฟฟ้ำของเสียงนน้ั สง่ มำยัง ภำคขยำยสัญญำณเสียง แล้วทำกำรขยำยสัญญำณเสียง
เปน็ กระแสไฟฟำ้ ทแ่ี รงสง่ ออกไปตำมสำยนำสญั ญำณ ดงั น้นั ไมโครโฟนชนดิ น้ีจงึ มคี วำมไวต่อเสียงมำก
มีอิมพิแดนซ์ต่ำมำก เมื่อยังไม่มีกำรออกแบบเป็นพิเศษพิเศษก็จะควำมถี่ตอบสนองได้ดีท่ีควำมถี่เสียง
กลำงขึ้นไป และสำมำรถออกแบบให้มีทิศทำงกำรรับสัญญำณรอบทิศทำงได้ มีควำมไวต่อเสียงสูง
สำมำรถรบั ชว่ งควำมถ่ีเสียงไดก้ วำ้ งกว่ำ เสยี งท่ไี ด้รับจะมคี วำมชัดเจน แต่กส็ ง่ ผลให้มีเสียงรบกวน หรือ
นอยส์ มำกตำมไปด้วย ส่วนใหญ่ใช้กบั งำนบนั ทกึ เสยี งและแสดงดนตรี
ภำพท่ี 4.4 หลักกำรทำงำนของคอนเดนเซอร์ไมโครโฟน
ที่มำ : (ควำมรพู้ น้ื ฐำนเก่ัยวกับไมโครโฟน, 2559 : 3)
64
อย่ำงไรก็ดีในกำรเลือกใช้ไมโครโฟนสำหรับกำรจัดระบบเสียง พี.เอ. น้ันก็ยังมีส่ิงที่จำเป็น
อย่ำงยิ่งที่ต้องพิจำรณำในกำรเลือกใช้ไมโครโฟน ไม่ว่ำจะเป็นไดนำมิคไมโครโฟน หรือคอนเดนเซอร์
ไมโครโฟนนั้น ซำวด์เอ็นจิเนียร์ยังต้องทรำบถึง กำรตอบสนองควำมถ่ีของไมโครโฟนและทิศทำงกำร
รับสัญญำณอีกด้วย
การตอบสนองความถ่ีของไมโครโฟน (Microphone Frequency Response)
ไมโครโฟนแต่ละรุ่นแต่ละแบบล้วนแล้วแต่มีควำมสำมำรถในกำรตอบสนองต่อควำมถ่ีของ
เสียงต่ำงที่แตกต่ำงกัน ไมโครโฟนบำงตัวสำมำรถตอบสนองได้ดีต่อเฉพำะย่ำนควำมถี่สูงหรือเสียง
แหลม ๆ จึงช่วยขยำยระดับควำมดังของเสียงควำมถ่ีสูงหรือเสียงแหลมได้ดี แต่กลับสำมรถตอบสนอง
ต่อย่ำนควำมถเี่ สียงตำ่ หือเสียงทุ้มไม่ได้ หรือได้ไม่ดีก็จะลดทอนควำมดังของเสียงควำมถี่ต่ำ ดังน้ันค่ำ
กำรตอบสนองควำมถ่ีของไมโครโฟนจงึ เป็นลกั ษณะพิเศษของไมโครโฟนแต่ละรุ่น และเป็นส่ิงที่ไม่ควร
มองขำ้ มในกำรเลือกใชไ้ มโครโฟนเพอ่ื ให้สำมำรถใชใ้ หต้ รงกับควำมต้องกำรของงำนและระบบ
กำรตอบสนองควำมถ่ีของไมโครโฟนในอุดมคติน้ัน คือควำมต้องกำรให้มีไมโครโฟนที่
สำมำรถตอบสนองได้ทุกควำมถ่ีเท่ำ ๆ กัน ไม่ว่ำจะเป็นย่ำนเสียงทุ้ม ย่ำนเสียงกลำง หรือย่ำนเสียง
แหลมซ่งึ หมำยควำมวำ่ ไมโครโฟนดงั กล่ำวสำมำรถส่งผ่ำนสัญญำณเสียงทุกควำมถี่ ได้เหมือนกันหมด
โดยไม่มีเสียงควำมถ่ีใด ถูกลดทอน ขำดหำย หรือขยำยเกินควำมจริง แต่ในควำมเป็นจริงแล้ว
ไมโครโฟนดังกลำ่ วนน้ั ไมม่ ีไมโครโฟนใด สำมำรถตอบสนองได้ทุกควำมถ่ี (ฮเิ ดกิ มอริ, 2558 : 45)
ดังน้ันโดยท่ัวไป เรำจึงพิจำรณำไมโครโฟนที่สำมำรถตอบสนองช่วงควำมถี่ท่ีเหมำะสมกับ
ยำ่ นควำมถี่เสียงของเครอื่ งดนตรี หรอื แหล่งกำเนิดเสียงที่ไมโครโฟนดังกล่ำวจะต้องรับสัญญำณเข้ำมำ
เช่น กลองกระเด่ืองท่ีมีลักษณะเสียงทุ้ม ต่ำ ก็ควรเลือกใช้ไมโครโฟนที่สำมำรถตอบสนองควำมถี่ใน
ย่ำนควำมถี่เสียงตำ่ ได้ดี อำทิ ชวั ร์ รนุ่ เบต้ำ91, ชวั ร์ รนุ่ เบตำ้ 52 หรือ เอเคจี รุ่น ด-ี 112 เปน็ ตน้
ภำพท่ี 4.5 ไมโครโฟนยีห่ อ้ ชวั ร์ ร่นุ เบตำ้ 91
ท่มี ำ : (Jenning P., 2016 : 5)
65
ภำพท่ี 4.6 ไมโครโฟนยหี่ ้อ เอเคจี รนุ่ ดี-112
ทมี่ ำ : (AKG D112 Dynamic Microphone Rental, 2016 : 1)
ภำพท่ี 4.7 กรำฟแสดงกำรตอบสนองควำมถ่ขี องไมโครโฟน ชวั ร์ รุน เบต้ำ 52
ทม่ี ำ : (Microphone Buying Guide, 2016 : 9)
จำกภำพท่ี 4.7 แสดงกรำฟกำรตอบสนองควำมถี่ของไมโครโฟนย่ีห้อ ชัวร์ รุ่น เบต้ำ 52
โดยกรำฟแนวนอนแสดงย่ำนควำมถ่เี สียงทม่ี นุษยเ์ รำสำมำรถได้ยิน และกรำฟในแนวต้ังแสดงควำมดัง
หรือควำมสำมำรถในกำรตอบสนองควำมถ่ีในระยะทำงที่จัดวำงไมโครโฟนที่แตกต่ำงกันโดยเร่ิมจำก
0.6 เมตร 51 มิลลเิ มตร 25 มลิ ลเิ มตร และ 3 มลิ ลิเมตร
เม่ือพิจำรณำจำกกรำฟจะพบว่ำ ไมโครโฟนดังกล่ำวสำมำรถตอบสนองควำมถ่ีในย่ำนเสียง
ทุ้มได้ดีต้ังแต่ประมำณ 40 - 300 Hz แต่จะตอบสนองควำมถ่ีย่ำนเสียงกลำงได้ไม่ดีเท่ำท่ีควร และจะ
สำมำรถตอบสนองควำมถี่ได้ดีในย่ำนเสียงกลำงแหลม ส่วนเสียงแหลมหรือควำมถ่ีสูงไมโครโฟน
66
ดังกล่ำวไม่สำมำรถตอบสนองได้เลย ดังน้ันจึงควรเลือกใช้ไมโครโฟนดังกล่ำวรับสัญญำณเสียงเครื่อง
ดนตรหี รอื แหล่งกำเนิดเสยี งทม่ี ีเสยี งต่ำ
ภำพท่ี 4.8 กรำฟแสดงกำรตอบสนองควำมถขี่ องไมโครโฟนย่ีหอ้ ชัวร์ รุ่น เอสเอ็ม 58
ที่มำ : (Microphone Buying Guide, 2016 : 5)
และจำกภำพที่ 4.8 แสดงกรำฟกำรตอบสนองควำมถ่ีของไมโครโฟนย่ีห้อ ชัวร์ รุ่น เอสเอ็ม
58 โดยกรำฟแนวนอนแสดงย่ำนควำมถ่ีเสียงท่ีมนุษย์เรำสำมำรถได้ยิน และกรำฟในแนวตั้งแสดง
ควำมดัง หรือควำมสำมำรถในกำรตอบสนองควำมถ่ีของไมโครโฟน และเมื่อพิจำรณำจำกกรำฟกำร
ตอบสนองควำมถ่ดี ังกล่ำวกแ็ สดงใหเ้ หน็ วำ่ ไมโครโฟนดงั กลำ่ วตอบสนองควำมถ่ีย่ำนเสียงต่ำหรือเสียง
ทุ้มได้ไม่ดี แต้ตอบสนองควำมถท่ี ั้งยำ่ นเสียงกลำงทุ้มจนถงึ เสียงกลำงได้ค่อนขำ้ รำบเรียบ และตอบนอง
ไดด้ ีในย่ำนเสียงกลำงแหลมและเสียงแหลมได้ดีพอสมควร ดังน้ันไมโครโฟนดังกล่ำวจึงเหมำะกับเสียง
ร้อง และเคร่อื งดนตรีทมี่ ีคุณลกั ษณะเสียงดังทีก่ ล่ำวมำ
คณุ สมบตั ิทางเอาท์พุทของไมโครโฟน
คุณสมบตั ทิ ำงเอำทพ์ ุทของไมโครโฟนสำมำรถจำแนกไดด้ งั นี้ (Gibson, 2011 : 159)
1. คา่ อัตราการเกิดสญั ญาณรบกวน (Equivalent Noise Rating/Self - Noise)
คำ่ อัตรำกำรเกิดสญั ญำณรบกวน คือค่ำของสัญญำณรบกวนท่ีเกิดจำกตัวของไมโครโฟน
เองหรือท่ีเรียกทับศัพท์ว่ำ นอยส์เรตติ้ง หรือ เซลฟ์นอยส์ น้ันเกิดจำกกำรท่ีไมโครโฟนรับเอำ
สัญญำณเสียงเข้ำมำในขณะท่ีสัญญำณเสียงที่รับเข้ำมำน้ันก็จะประกอบไปด้วย สัญญำณเสียงท่ี
ต้องกำรและสัญญำณอื่น ๆ ที่เรำไม่ต้องกำรซ่ึงเหล่ำนี้เรียกว่ำสัญญำณรบกวนหรือนอยส์ ท้ังส้ิน โดย
ปกติแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่ำงไมโครโฟนชนิดไดนำมิคไมโครโฟนและริบบอนไมโครโฟน กับ
คอนเดนเซอร์ไมโครโฟนแล้ว ไดนำมิคไมโครโฟนและริบบอนไมโครโฟนจะมีอัตรำของ กำรเกิดค่ำ
67
อัตรำกำรเกิดสัญญำณรบกวน ที่น้อยกว่ำคอนเดนเซอร์ไมโครโฟน เน่ืองจำกไมโครโฟนดังกล่ำวเป็น
ไมโครโฟนแบบพำสซีพ (Passive) กล่ำวคือไม่มีกำรขยำยสัญญำณใด ๆ จำกไมโครโฟน ซึ่งแตกต่ำง
จำกคอนเดนเซอร์ไมโครโฟนท่ีมีวงจรขยำยทำงภำคเอำท์พุท ดังน้ันเม่ือตัวไมโครโฟนแบบ
คอนเดนเซอร์รับสัญญำณเสียงที่มีสัญญำณรบกวนเข้ำมำด้วยก็จะทำกำรขยำยท้ังสัญญำณเสียงท่ีเรำ
ต้องกำรและสัญญำณรบกวนไปพร้อม ๆ กัน จึงทำให้อัตรำกำรเกิดสัญญำณรบกวนที่เกิดจำกกำร
ทำงำนของไมโครโฟนหรือนอยส์เรทตงิ้ หรอื เซลฟ์นอยสท์ ่มี ำกกว่ำ
2. เซนซิตวิ ติ ี้ (Sensitivity)
เป็นค่ำที่ใช้วัดประสิทธิภำพ หรือควำมไวต่อเสียงของไมโครโฟน โดยปกติใช้หน่วยเป็น
เดซิเบลโดยท่ี 0 dB จะเท่ำกับ 1 โวลต์/ไมโครบำร์ ซึ่งจะวัดกันท่ีวัดที่ควำมถี่ 1 kHz ซึ่งคอนเดนเซอร์
ไมโครโฟนจะมีคำ่ เซนซติ ิวติ ้ีเฉลีย่ อยู่ท่ี –65dB ซง่ึ ถอื วำ่ เป็นค่ำควำมไวต่อเสียงท่ีสูง (High sensitivity)
ไดนำมิคไมโครโฟนจะมีค่ำเซนซิติวิต้ีเฉลี่ย –75dB ซ่ึงถือว่ำเป็นค่ำควำมไวต่อเสียงปำนกลำง
(Medium sensitivity) และริบบอนไมโครโฟน มีค่ำเซนซิติวิต้ีเฉล่ีย –85 dB ซ่ึงถือว่ำเป็นค่ำควำมไว
ตอ่ เสียงต่ำ (Low sensitivity)
3. อตั ราการทนต่อความดงั สูงสุด (Maximum SPL Rating)
พีเอสแอล (PSL) ย่อมำจำก Sound Pressure Level Maximum ดังนั้นพีเอสแอล คือ
ค่ำควำมดังสูงสุดท่ีไมโครโฟนสำมำรถทนได้ในขณะท่ีสร้ำงทีเอชดี (THD) (Total Harmonic
Distortion) ข้ึนมำที่ x% ของสัญญำณต้นแบบ อำทิ 147dB SPL @ 1% THD เมื่อพิจำรณำแล้วถือ
วำ่ เป็นค่ำทสี่ ูงมำกและเป็นผลดีต่อกำรนำไมโครโฟนไปใชก้ บั นักร้องท่ีมีพำวเวอร์เยอะเป็นอย่ำงยิ่งหรือ
ใชก้ ับเคร่ืองดนตรีทีม่ เี สียงดงั ๆ คำ่ 1% THD ถอื ว่ำเป็นค่ำที่น้อยและไม่สำมำรถแยกแยะด้วยหูได้ แต่
ค่ำต้ังแต่ 3% จะชัดข้ึนตำมลำดับ โดยปกติแล้วต้นเสียงที่มีควำมดังสูงถึง 147dB เอสพีแอลนั้นหำได้
ยำก จึงพอตัดสินไดเ้ ลยวำ่ ไมโครโฟนตัวนี้สำมำรถทนเสยี งดงั จำกตน้ เสยี งทกุ ชนิดได้อยำ่ งแน่นอน
4. อมิ พีแดนซ์
ค่ำอิมพีแดนซ์หรือค่ำควำมต้ำนทำนภำยในของไมโครโฟนเกิดจำกกำรคำนวณค่ำควำม
ต้ำนทำนรวมทำงภำคเอำท์พุทของไมโครโฟน ซึ่งในปัจจุบันน้ีไมโครโฟนชนิดต่ำง ๆ ล้วนแล้วแต่
ออกแบบและสรำ้ งออกมำใหม้ ีลักษณะท่มี อี ิมพีแดนซ์ต่ำ ปกตจิ ะอยู่ระหว่ำ 50 - 250 Ω เพ่ือให้เข้ำกัน
กับอินพุทอิมพีแดนซ์ของอุปกรณ์อื่น ๆ ไมโครโฟนที่มีค่ำอิมพีแดนซ์สูง ๆ ในปัจจุบันไม่นิยมนัก ปกติ
ค่ำอมิ พแี ดนซ์จะอยรู่ ะหว่ำง 20,000 - 50,000 Ω
68
ทิศทางในการรับสัญญาณของไมโครโฟน (Microphone Polar patterns)
ทิศทำงในกำรรับสัญญำณของไมโครโฟนน้ันเป็นคุณสมบัติที่แตกต่ำงกันของไมโครโฟนใน
แต่ละรุ่นแต่ละย่ีห้ออีกอย่ำงหนึ่งของไมโครโฟน ทิศทำงในกำรรับสัญญำณคือ ทิศทำงในกำรรับคล่ืน
เสียงซ่ึงเรำสำมำรถจำแนกทิศทำงกำรรับสัญญำณของไมโครโฟน ออกเป็น 3 ลักษณะหลัก ได้แก่
(Gibson, 2011 : 141)
1. แบบรบั สญั ญาณรอบทิศทาง (Omni - directional)
ไมโครโฟนแบบรับสญั ญำณรอบทศิ ทำง หรือ Omni - directional น้ันคือไมโครโฟน
ท่ีสำมำรถรับคล่ืนเสียงได้จำกทุกทิศทำง หรือ 360 องศำ ข้อดีของไมโครโฟนท่ีมีทิศทำงในกำรรับ
สัญญำณแบบน้ีก็คือ ใช้งำนง่ำย ในกำรรับคลื่นเสียงท่ัวไป รับเสียงได้จำกทุกทิศของไมโครโฟนโดยไม่
ต้องขยับไมโครโฟนไปตำมทิศทำงของเสียง แต่ก็มีข้อเสีย คือ สำมำรถรับเสียงรบกวนหรือเสียงที่ไม่
ต้องกำรเขำ้ มำได้ทกุ ทศิ ทำงเช่นกัน
ภำพท่ี 4.9 ลกั ษณะกำรรับสัญญำณของไมโครโฟนแบบรับสญั ญำณรอบทศิ ทำง
ทม่ี ำ : (Microphone Polar pattern, 2016 : 1)
69
ภำพท่ี 4.10 สญั ลกั ษณก์ ำรรับสญั ญำณเสียงแบบรบั สญั ญำณรอบทิศทำง
บนไมโครโฟน เอเคจี รุน่ ซีเค 32
ทีม่ ำ : https:// shop.maxkitchendeals.com
2. แบบรบั สัญญาณเฉพาะทาง (Uni - directional)
ไมโครโฟนแบบรับสญั ญำณเฉพำะทำงน้ีสำมำรถจำแนกได้ดังนี้
2.1 แบบคาร์ดิออด (Cardiod) เป็นไมโครโฟนที่สำมำรถรับสัญญำณเสียงได้
ทิศทำงเดียวจำกทิศทำงใดทำงหนึ่ง ซ่ึงโดยท่ัวไปจะสำมำรถรับสัญญำณเสียงได้ดีด้ำนหน้ำ และ
ด้ำนข้ำงส่วนดำ้ นหลังจะไม่สำมำรถรับสญั ญำณได้เลย
ภำพที่ 4.11 ลักษณะกำรรับสัญญำณของไมโครโฟนแบบคำรด์ อิ อด
ท่มี ำ : (Microphone Polar pattern, 2016 : 1)
70
ภำพที่ 4.12 สญั ลักษณก์ ำรรับสญั ญำณเสียงแบบคำรด์ ิออด
บนไมโครโฟนเอเคจี ร่นุ ซเี ค 31
ท่ีมำ : (CK31 High-Performance Cardiod Condenser Microphone Capsule. 2016 : 1)
2.2 แบบไฮเปอร์คาร์ดิออด (Hyper cardioid) ไมโครโฟนท่ีมีลักษณะทิศทำงใน
กำรรับสัญญำณแบบนี้จะคล้ำยกันกับแบบคำร์ดิออด แต่จะสำมำรถรับสัญญำณเสียงจำกด้ำนหลัง
ไมโครโฟนได้บำ้ งเล็กน้อย ดังภำพ
ภำพท่ี 4.13 ลกั ษณะกำรรับสัญญำณของไมโครโฟนแบบไฮเปอรค์ ำร์ดิออด
ท่มี ำ : (Audio Engineering - Sound Reinforcement System, 2016 : 16)
71
ภำพท่ี 4.14 สัญลกั ษณก์ ำรรับสัญญำณเสยี งแบบไฮเปอร์คำร์ดอิ อด
บนไมโครโฟน เอเคจี รุ่น ซีเค 33
ทีม่ ำ : (CK33 High-Performance Hypercardiod Condenser
Microphone Capsule. 2016 : 1)
3. แบบรบั สัญญาณสองทาง (Bi - directional)
ไมโครโฟนแบบรับสัญญำณเสียงสองทำง หรือ Bi - directional เป็นไมโครโฟนท่ี
สำมำรถรบั คล่นื เสยี งไดพ้ ร้อมกันได้จำก 2 ทิศทำงตรงขำ้ มกัน ข้อดีของกำรรับสัญญำณของไมโครโฟน
แบบน้ีคือ เหมำะสำหรบั กำรใช้แบบเฉพำะเจำะจงท่ีต้องกำรเสียงจำกสองแหล่งที่เฉพำะเจำะจงเข้ำมำ
พรอ้ ม ๆ กัน ไดแ้ ก่ กำรใช้ไมโครโฟนในกำรสัมภำษณ์ หรอื กำรรอ้ งเพลงคดู่ ้วยไมโครโฟนเพยี งตวั เดียว
ข้อเสยี คือ เปน็ ไมโครโฟนทใ่ี ชไ้ ด้อยำ่ งค่อนข้ำงเฉพำะเจำะจง จงึ ไมเ่ หมำะกับใช้ในงำนทวั่ ไป
72
ภำพที่ 4.15 ลกั ษณะกำรรับสัญญำณของไมโครโฟนแบบรบั สัญญำณสองทำง
ทม่ี ำ : (Audio Engineering - Sound Reinforcement System, 2016 : 15)
ภำพที่ 4.16 สัญลักษณ์กำรรับสญั ญำณเสยี งแบบรับสญั ญำณสองทำง
ทมี่ ำ : (Oktava MK-012, 2016 : 1)
อย่ำงไรก็ตำมกำรเลือกใช้ไมโครโฟนสำหรับงำนระบบเสียง พี.เอ. จะต้องคำนึงถึง
องคป์ ระกอบ ลกั ษณะกำรทำงำน หนำ้ ทก่ี ำรทำงำน ตลอดจนควำมเหมำะสมของระบบงำนท่ีจะติดต้ัง
หรือนำไปใช้งำน เพื่อให้ได้คุณภำพ ประสิทธิภำพ รวมทั้งค่ำใช้จ่ำยต่ำง ๆ อันจะเกิดขึ้นในกำร
ปฏิบตั ิงำน อกี ทงั้ เพ่อื ลดปัญหำทำงเทคนิคที่จะเกดิ ข้ึนอีกด้วย
73
บทสรุป
ไมโครโฟนคืออุปกรณ์รับเสียงท่ีทำหน้ำท่ีเปลี่ยนจำกกำรสั่นสะเทือนให้เป็นสัญญำณไฟฟ้ำ
ไมโครโฟนที่ใช้ในงำนระบบเสียง พี.เอ. หลัก ๆ มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ ไดนำมิคไมโครโฟน และ
คอนเดนเซอร์ไมโครโฟน กำรตอบสนองควำมถ่ีของไมโครโฟนนั้น เป็นลักษณะพิเศษของไมโครโฟน
แต่ละรุ่น ท่ีมีควำมสำมำรถในกำรรับสัญญำณเสียงในย่ำนควำมถี่เสียงที่แตกต่ำงกัน เรำควรเลือก
ไมโครโฟนท่ีมีกำรตอบสนองควำมถี่ท่ีเหมำะสมกับเครื่องดนตรีหรือแหล่งกำเนิดเสียง เพ่ือคุณภำพ
ประสิทธิภำพและเป็นกำรลดควำมผิดเพ้ียนที่จะเกิดขึ้นได้ คุณสมบัติทำงเอำท์พุทของไมโครโฟน
สำมำรถจำแนกไดเ้ ปน็ คำ่ อตั รำกำรเกดิ สัญญำณรบกวน เซนซติ ิวิตี้ อัตรำกำรทนต่อควำมดังสูงสุด
และอมิ พีแดนซ์ ทิศทำงในกำรรับสัญญำณของไมโครโฟนน้ันสำมำรถจำแนกออกเป็น 3 ลักษณะหลัก
ได้แก่ แบบรบั สญั ญำณรอบทศิ ทำง (โอมนไิ ดเร็คชนั แนล) แบบคำร์ดิออด แบบไฮเปอร์คำร์ดอิ อด
และแบบรับสญั ญำณสองทำง (ไบไดเร็คชนั แนล) เรำควรเลอื กใช้ไมโครโฟนใหเ้ หมำะกบั เครอื่ งดนตรี
74
75
คาถามทา้ ยบท
จงตอบคาถามต่อไปนี้
1. ไมโครโฟนชนดิ ใดที่สำมำรถทำงำนไดโ้ ดยไม่ต้องมีไฟเล้ียงจ่ำยให้
ก. ไดนำมิคไมโครโฟน ข. คอนเดนเซอรไ์ มโครโฟน
ค. ไวเลสไมโครโฟน ง. เฮดเซต็ ไมโครโฟน
จ. ถกู ทุกข้อ
2. ไมโครโฟนชนิดใดที่สำมำรถรับสัญญำณ (Pickup) ไดด้ ที สี่ ดุ
ก. ไมค์ ชวั ร์ รุ่นเอสเอ็ม 58 ข. ไมค์ เอเคจี รนุ่ ดี 1
ค. ไมค์ ชวั ร์ รุน่ เอสเอ็ม 57 ง. ไดนำมิคไมโครโฟน
จ. คอนเดนเซอร์ไมโครโฟน
3. เหตุใดคอนเดนเซอร์ไมโครโฟน จึงมคี ำ่ อัตรำกำรเกดิ สญั ญำณรบกวนมำกกว่ำไดนำมคิ ไมโครโฟน
ก. รับควำมถ่ีสงู ไดด้ ีกวำ่ ข. เพรำะใช้ไฟเลี้ยง 48V
ค. เน้ือเสียงมำกกว่ำ ง. รบั สัญญำณไดม้ ำกและมีกำรขยำยสัญญำณ
จ. คุณภำพตำ่
4. ข้อใดไมใ่ ช่ลกั ษณะพเิ ศษของคอนเดนเซอร์ไมโครโฟน
ก. รบั เสียงแหลมไดด้ ี ข. ไวตอ่ สัญญำณเสยี ง
ค. โครงสร้ำงมีแผน่ เพลท ง. แฟนทอมเพำเวอร์
ง. มขี ดลวดเคล่ือนท่ี
5. เซนซิติวิตีข้ องไมโครโฟนในข้อใดจัดอยู่ในระดับสงู
ก. -55dB ข. -65dB
ค. -75dB ง. -85dB
จ. 0dB
6. หูคนเรำจะสำมำรถจับค่ำ อัตรำควำมเพ้ียนของสญั ญำณได้ต้งั แตก่ เ่ี ปอร์เซ็นต์ขึน้ ไป
ก. 0.5% ข. 1%
ค. 2% ง. 3%
จ. 5%
7. ข้อใดคือควำมหมำยของอัตรำกำรทนต่อควำมดงั สงู สุด (Maximum SPL Rating)
ก. กำรทนต่อแรงกระแทกของไมโครโฟน ข. กำรทนต่อแรงกดดนั ของไมโครโฟน
ค. กำรทนต่อแรงบบี อดั ของไมโครโฟน ง. กำรทนตอ่ ควำมดังสูงสดุ ของไมโครโฟน
จ. กำรทนต่อแรงเสียดทำนของไมโครโฟน
76
8. หำกเรำจะเลือกไมโครโฟนไปใช้สำหรับรับสัญญำณจำกกลองเรำควรเลือกไมโครโฟนที่มีทิศทำงใน
กำรรับสญั ญำณแบบใด จงึ จะสำมำรถลดกำรแทรกของเสียงจำกกลองแตล่ ะใบใด้มำกท่สี ดุ
ก. คำรด์ อิ อด ข. ไฮเปอณค์ ำดิออด
ค. ซเู ปอรค์ ำรด์ ิออด ง. ไบไดเร็คชนั แนล
จ. โอมนไิ ดเร็คชนั แนล
9. สญั ลกั ษณ์ ท่ีปรำกฏบนไมโครโฟนหมำยถึงอะไร
ก. ทิศทำงกำรบั สัญญำณแบบคำรด์ ิออด
ข. ทิศทำงกำรับสัญญำณแบบไฮเปอร์คำดิออด
ค. ทศิ ทำงกำรับสัญญำณแบบซเู ปอรค์ ำรด์ ิออด
ง. ทิศทำงกำรบั สญั ญำณแบบไบไดเร็คชนั แนล
จ. ทิศทำงกำรบั สญั ญำณแบบโอมนิไดเร็คชนั แนล
10. . สัญลกั ษณ์ ทปี่ รำกฏบนไมโครโฟนหมำยถึงอะไร
ก. ทิศทำงกำรบั สญั ญำณแบบคำรด์ อิ อด
ข. ทศิ ทำงกำรบั สัญญำณแบบไฮเปอรค์ ำดิออด
ค. ทศิ ทำงกำรบั สญั ญำณแบบซเู ปอร์คำร์ดิออด
ง. ทิศทำงกำรับสัญญำณแบบไบไดเรค็ ชันแนล
จ. ทศิ ทำงกำรับสัญญำณแบบโอมนิไดเร็คชนั แนล
77
เอกสารอ้างอิง
ความรูพ้ ืน้ ฐานเกยั่ วกับไมโครโฟน. (2558). สืบค้นเมอ่ื 24 กุมภำพันธ์ 2559, จำก
http://www.winnerintegrator.com/images/column_1350719078/
Dynamic%20mic.JPG
ฮิเดกิ โมริ. (2558). ระบบเสยี งพเี อ. พมิ พ์คร้ังท่ี 2. ปทุมธำนี: สถำบันอีเลก็ ทรอนิกส์กรุงเทพรงั สิต.
AKG D112 Dynamic Microphone Rental. (2014). Retrieved February 23, 2016,
from http://tcfurlong.com/rentals/rental-inventory/microphones/akg-d112-
rental/
Audio Engineering - Sound Reinforcement System. (2014). Retrieved
February 23, 2016 from http://irwansound.blogspot.com/2014/01/
microphonepart-i.html
CK31 High-Performance Cardiod Condenser Microphone Capsule. (2016).
Retrieved February 23, 2016 from http://www.akg.com/pro/p/ck31
CK33 High-Performance Cardiod Condenser Microphone Capsule. (2016).
Retrieved February 23, 2016 from http://www.akg.com/pro/p/ck33
Gibson, B. (2011). Live Sound Operator's Handbook. 2nd Ed. United State of
America: Hal Leonard Book.
Jenning P., (2014). How to mic a cajon. Retrieved February 23, 2016,
from http://playcajon.org/2014/02/12/how-to-mic-a-cajon/
Microphone Buying Guide. (2013, December 9). Retrieved February 23, 2016,
from http://thehub.musiciansfriend.com/audio-recording-buying-guides/buying-
guide-microphones
Microphone Polar Patterns. (2011). Retrieved February 23, 2016, from
http://www.bandwagonmedia.com/micPatterns.html
Oktava MK-012. (2013). Retrieved February 23, 2016, from
http://recordinghacks.com/microphones/Oktava/MK-012
78
แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 5
เทคนิคการจดั วางไมโครโฟนและการเชอื่ มต่อสญั ญาณ
จากเครอ่ื งดนตรีไฟฟา้
_______________________________________________________
เวลาเรยี น 8 ชวั่ โมง
จดุ ประสงค์
หลงั จากศึกษาบทเรยี นน้แี ลว้ นกั เรยี นควรมีพฤติกรรมดังนี้
1. ทราบถงึ เทคนคิ ในการจดั วางไมโครโฟนแบบเสตอริโอ
2. ทราบถึงเทคนิคการจดั วางไมโครโฟนสาหรับกลองชดุ
3. ทราบถึงหนา้ ที่ของดไี อบ็อกซ์ (DI Box) และการเช่ือมต่อสญั ญาณจากเครื่องดนตรไี ฟฟา้
4. สามารถตอบคาถามท้ายบทได้
เนือ้ หา
1. เทคนคิ การจดั วางไมโครโฟนแบบเสตอริโอ
2. เทคนคิ การจัดวางไมโครโฟนสาหรับกลองชดุ
3. ดไี อบ็อกซ์
4. การเช่อื มตอ่ สญั ญาณจากเคร่ืองดนตรีไฟฟ้า
วธิ ีการสอนและกจิ กรรม
1. อธิบายเกริ่นนาถึงหน้าที่และความสาคัญเทคนิคการจัดวางไมโครโฟนและการเช่ือมต่อ
สัญญาณจากเครื่องดนตรีไฟฟา้
2. บรรยายและอธบิ ายประกอบ Power Point
3. สาธติ และการปฏิบตั ิการ
4. แสดงความคดิ เหน็ สรปุ ประเด็นเนอ้ื หาสาระรว่ มกัน
4. สอบถามความเข้าใจในเนือ้ หาของบทเรยี น
5. ตอบคาถามทา้ ยบทเรยี น
80
สอ่ื การเรียนการสอน
1. Power Point สรปุ ประเดน็ เนอ้ื หาบทท่ี 5
2. เอกสารประกอบการสอนบทที่ 5
3. เครอ่ื งดนตรไี ฟฟ้า
4. ตแู้ อมปส์ าหรับเคร่อื งดนตรีไฟฟา้
5. ดีไอบ็อกซ์
6. สายสญั ญาณ
7. ไมโครโฟน
8. ขาตง้ั ไมโครโฟน
9. ใบงานคาถามท้ายบทเรียน
การวัดผลและประเมินผล
1. สงั เกตความสนใจและการต้ังใจเรยี น
2. สังเกตการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน การอภิปราย การแสดงความคิดเห็น และการ
ซักถามของนักศึกษา
3. ตรวจผลการจากการตอบคาถามท้ายบทเรยี น
บทที่ 5
เทคนคิ การจดั วางไมโครโฟนและการเชอ่ื มต่อสัญญาณ
จากเคร่อื งดนตรีไฟฟ้า
เทคนิคในการจัดวางไมโครโฟนสาหรับงานระบบเสียง พี.เอ. นั้นมีเทคนิควิธีการท่ี
หลากหลายอันเน่ืองมาจากเสียงของเคร่ืองดนตรี เสียงร้อง หรือเสียงอื่น ๆ ที่เราได้ยินนั้นมี
รายละเอียดและลักษณะการกาเนิดของสัญญาณที่แตกต่างกันออกไป ฉะน้ันในบทนี้จะกล่าวถึง
เทคนิคการจัดวางไมโครโฟนในรูปแบบต่าง ๆ ท่ีเราสามารถนาไปใช้กับระบบงาน หรือระบบเสียง
พ.ี เอ. ได้
เทคนคิ การจัดวางไมโครโฟนแบบเสตอริโอ
เ ท ค นิ ค ใ น ก า ร จั ด ว า ง ไ ม โ ค ร โ ฟ น แ บ บ เ ส ต อ ริ โ อ น้ี เ ป็ น ก า ร จั ด ว า ง ไ ม โ ค ร โ ฟ น เ พื่ อ รั บ
สัญญาณเสียงจากเครื่องดนตรี หรือแหล่งกาเนิดเสียงที่มีลักษณะเป็นกลุ่ม เช่น เสียงคอร์รัส กลุ่ม
เคร่ืองดนตรีต่าง ๆ ในวงออร์เคสตรา หรือเคร่ืองดนตรีท่ีมีระยะห่างของเสียงกว้าง ๆ เช่น อะคูสติก
เปียโน เปน็ ต้น
ในการจัดวางไมโครโฟนแบบเสตอริโอในรูปแบบต่าง ๆ นั้นเราควรคานึงถึงสิ่งต่าง ๆ
ดงั ตอ่ ไปนี้ (Gibson, 2011 : 161)
1. มุม หรือองศาในการรับสัญญาณเสียงจากเครื่องดนตรี หรือกลุ่มของเครื่องดนตรีที่
ไมโครโฟนเมื่อติดต้ัง หรือจัดวางแล้วสามารถรับสัญญาณเข้ามาได้ ซึ่งหากจัดวางไม่ดีก็อาจจะไม่ได้
เสยี งครบตามท่ีต้องการ
2. ระยะห่างของการจัดวางไมโครโฟน หากจัดวางใกล้เกินไปก็อาจจะทาให้ไมโครโฟน
ดังกล่าวรับสัญญาณเสียงได้เฉพาะท่ีอยู่ใกล้ ๆ หรือถ้าห่างเกินไปก็อาจจะได้รับสัญญาณเสียงจาก
เครอ่ื งดนตรี หรอื กลุ่มเคร่อื งดนตรขี า้ ง ๆ ด้วยเช่นกัน
3. ขนาดของกลุ่มเครื่องดนตรีหรือแหล่งกาเนิดเสียง หากเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ หากจะให้
ไมโครโฟนดงั กลา่ วรับสญั ญาณไดห้ มดอาจจะต้องตั้งไมโครโฟนในระยะทาที่ห่างมาก ดังน้ันเราอาจจะ
ติดต้ังไมโครโฟนเป็นหลายชุดโดยพิจารณาจากระยะห่าง มุม องศา ในการรับสัญญาณเสียงให้
ตอ่ เนอื่ งกันกไ็ ด้
4. เกน หรือทริมในการขยายสัญญาณ ซ่ึงหากระยะห่าง และมุม องศา ของการจัดวาง
ไมโครโฟนห่างกันเกินไปก็อาจจะทาให้ต้องเพ่ิมเกน หรือ ทริม มากทาให้อัตราการเกิดการหอน หรือ
การฟีดแบค็ เกดิ ขึน้ ไดง้ า่ ย