The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การต่อระบบเสียงในงานPA

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by preecha1906, 2022-08-24 21:48:49

การต่อระบบเสียงในงานPA

การต่อระบบเสียงในงานPA

132

ภาพท่ี 7.3 ตวั อยา่ งภาครับสัญญาณขาเข้าของมกิ เซอร์
ท่มี า : (Yamaha Mixing Console, 2016 : 12)

133

จากภาพท่ี 7.3 เป็นตวั อย่างชอ่ งสัญญาณบนมกิ เซอรป์ ระกอบไปด้วย

1. ช่องไมโครโฟนอนิ พุท 2. ช่องไลนอ์ ินพทุ

3. ช่องเสตอรโิ ออินพุท 4. ช่องเสตอรโิ ออินพุทสาหรบั เครื่องเล่น ซี.ด.ี

5. ชอ่ งอินเสริ ์ต 6. ปุ่มปรับเกนหรอื ทริม

7. โลวค์ ัทสวติ ช์ 8. ปุ่มปรับคอมเพรสเซอร์จะมีเฉพาะรนุ่ เทา่ น้นั

9. ไฟแสดงระดบั สญั ญาณเกนิ (Peak) 10. ชดุ พาราเมตรกิ อีควอไลเซอร์

11. ปมุ่ ปรับอักซ์ 1 - 4 12. ปรี/โพสท์ สวติ ช์

13. ปมุ่ แพน ซ้าย – ขวา 14. สวิตช์ เปิด - ปิด แชนแนล

15. พเี อฟแลสวติ ช์ 16. สวติ ชเ์ ลือกส่งสัญญาณไปกรปุ๊ 1 - 2

17. สวติ ชเ์ ลือกส่งสญั ญาณไปกรุ๊ป 3 - 4 18. สวิตช์เลือกส่งสัญญาณไปเสตอรโิ อเอาท์

19. แชนแนลเฟดเดอร์

ลาดับการทางานของภาครับสญั ญาณขาเข้าหรืออนิ พทุ
ในการรับสัญญาณขาเข้าของแต่ละช่องสัญญาณของมิกเซอร์มีลาดับการทางาน

ดงั ตอ่ ไปน้ี

อนิ พทุ ทริม/เกน อีควิ อักซ์ เฟดเดอร์ แพน เสตอริโอเอาท์
กรุป๊ เอาท์
อินเสริ ต์ อักซ์เซนท์
ปรี/โพสท์

ภาพท่ี 7.4 ไดอะแกรมการทางานของมกิ เซอร์

1. สญั ญาณถกู เชอ่ื มต่อทางอนิ พทุ และสง่ ต่อไปยงั ทรมิ หรอื เกน
2. ทรมิ หรอื เกนทาการปรับขนาดสญั ญาณให้เหมาะสมแล้วส่งไปยังอคี วอไลเซอร์
3. หากมีการเชอ่ื มตอ่ ช่องอนิ เสิร์ตสญั ญาณจะถูกปรบั แต่งโดยอุปกรณ์ทอ่ี ินเสิรต์
4. อีควอไลเซอรจ์ ะทาหน้าท่ปี รับแตง่ คณุ ภาพเสียงกอ่ นจะสง่ ไปอกั ซ์
5. อักซ์จะส่งสัญญาณไปอักซ์เซนทม์ าสเตอร์โดยการกาหนดปรหี รอื โพสทก์ อ่ น
6. สัญญาณอกี สว่ นจะถูกสง่ ไปยงั เฟดเดอร์เพอื่ ควบคุมระดบั ความดัง
7. แพนจะทาหนา้ ท่จี ดั ตาแหนง่ ซา้ ย-ขวา ของสญั ญาณก่อนส่งเอาทต์ า่ ง ๆ

134

ภาคส่งสญั ญาณขาออกหรอื เอาทพ์ ทุ
ส่วนเอาท์พุทเป็นส่วนของการส่งสัญญาณขาออกไปใช้งานภายนอก ซึ่งสามารถเลือก

ช่องทางส่งออกได้หลายช่องทาง มีท้ังช่องทางหลักที่ส่งไปยังเพาเวอร์แอมป์ ช่องทางท่ีส่งไปยังระบบ
เสียงมอนิเตอร์บนเวที โดยมีช่องสาคัญดงั ต่อไปน้ี

1. เสตอรโิ อเอาท์พุทหรือเมนเอาท์พุท (Stereo Out or Main Out) ถ้าเป็นมิกเซอร์
คอนโซลที่ใช้ในระบบ พี.เอ. คอนเน็คเตอร์จะเป็นแบบเอ็กซ์แอลอาร์ตัวผู้สองตัว และสัญญาณ
เอาท์พุทจะมีขนาดความแรงอยู่ท่ีประมาณ +4dBu อย่างไรก็ตามในบางรุ่นอาจจะมีแจ็คท่ีเอสโฟน
ดว้ ยในบางรนุ่ แต่สญั ญาณท่ีออกมาจะไม่สามารถดูได้ว่าเป็นแบบบาลานซ์ (+4dBu) หรืออันบาลานซ์
(-10dBv) ดังนัน้ ควรศึกษาคมู่ ือการใช้งานประกอบ เพ่ือปอ้ งกนั ความผดิ พลาด

2. ซับมาสเตอร์เอาท์พุท/กรุ๊ปเอาท์พุทหรือบัสเอาท์พุท (Sub Master Output,
Group Output or Buss Out) คอื ชอ่ งท่ีสง่ สญั ญาณของภาคสญั ญาณอินพทุ โดยการเลือกเส้นทาง
หรือเร้าทต์ ง้ิ ออกไปหามอนิเตอร์ดา้ นขา้ งเวที (Stage Side Monitor) หรอื เครอื่ งบันทึกเสียง เป็นตน้

3. แฟนทอมเพาเวอร์ (Phantom Power) สวิตช์แฟนทอมเพาเวอร์จะทาหน้าที่
จ่ายไฟกระแสตรง ขนาด 48V หรือ(+24V, -24V) ผ่านช่องไมโครโฟนอินพุทเพ่ือจ่ายให้กับอุปกรณ์ท่ี
ตอ้ งการไฟเลย้ี ง เช่น คอนเดนเซอร์ไมโครโฟน มิกเซอร์บางรุ่นอาจจะมีปุ่มแฟนทอมเพาเวอร์เพียงปุ่ม
เดยี ว คือกดทเี ดยี วจ่ายไฟออกทกุ ช่อง บางรุน่ มคี รั้งละ 4 - 8 ช่อง บางรุ่นมที ุกช่องกส็ ามารถกาหนดได้
อสิ ระ

4. เสตอรโิ อเฟดเดอร์หรือเมนเฟดเดอร์ (Stereo Fader or Main Fader) ทาหน้าท่ี
ปรับระดับความแรงของสัญญาณจากสัญญาณที่มิกซ์เรียบร้อยแล้วเป็นแบบเสตอริโอ ปกติจะต้ังไว้ที่
0dB

5. ซบั มาสเตอรเ์ ฟดเดอร์, กร๊ปุ มาสเตอร์เฟดเดอรห์ รือบัสมาสเตอร์เฟดเดอร์
(Sub Master Fader, Group Master Fader or Buss Master Fader) ใช้สาหรับควบคุมความ
ดังของ ซับมาสเตอร์เฟดเดอร์, กรุ๊ปมาสเตอร์เฟดเดอร์หรือบัสมาสเตอร์เฟดเดอร์ หรือใช้จัดกลุ่มของ
สัญญาณอินพุท หรือเคร่ืองดนตรีก่อนส่งไปยัง เสตอริโอเอาท์พุท หรือเมนเอาท์พุท โดยการส่ง
สัญญาณจากการสวิตชเ์ ลือกส่งสญั ญาณไปยงั กรุ๊ปเอาท์พุทก่อน จากนั้นจึงส่งสัญญาณกรุ๊ปเอาท์พุทไป
ยัง เสตอรโิ อเอาทพ์ ทุ หรอื เมนเอาทพ์ ุทอกี ที กจ็ ะสามารถควบคมุ สญั ญาณไดเ้ ป็นกลุ่มตามทีก่ าหนด

6. อกั ซ์เซนท์ (Aux send) เป็นช่องตอ่ สญั ญาณขาออกจากอักซม์ าสเตอร์
7. อักซ์รีเทิร์น (Aux Return) เป็นช่องต่อสัญญาณจากเอฟเฟกต์กลับมายัง เสตอริโอ
เอาทพ์ ทุ หรือเมนเอาทพ์ ุท
8. อักซ์เซนท์มาสเตอร์ (Aux Send Master) ทาหน้าท่ีเป็นมาสเตอร์โวลลุ่มของช่อง
อกั ซเ์ ซนท์

135

9. อักซ์รีเทิร์นมาสเตอร์ (Aux Return Master) ทาหน้าท่ีเป็นมาสเตอร์โวลลุ่มเพื่อ
ปรับขนาดของสัญญาณจากเอฟเฟกต์ภายนอกเข้ามายัง เสตอรโิ อเอาท์พุท หรือเมนเอาทพ์ ทุ

10. โฟนเอาท์ (Phones) เป็นชอ่ งตอ่ สัญญาณสาหรับหฟู งั
11. ทูแทร็คอินพุท/มอนิเตอร์ (2TR In/Monitor) เป็นปุ่มปรับระดับความดังของ
เครือ่ งเล่น ซี.ดี. หรือเครื่องเล่นที่เช่ือมต่อทางช่องสัญญาณน้ี โดยทาหน้าที่ปรับระดับเสียงต่างหากไม่
เกย่ี วข้องกับมาสเตอร์เลเวล ดังน้ันเมื่อไม่ได้ใช้งานก็ควรปิดไว้หรือเลือกเป็นปุ่มควบคุมระดับความดัง
ของมอนเิ ตอร์โดยไมเ่ ก่ยี วกับมาสเตอรเ์ ลเวลเชน่ กัน

ภาพที่ 7.5 ตัวอย่างช่องต่อสัญญาณขาออกของมิกเซอร์
ที่มา : (Yamaha Mixing Console, 2016 : 16)

จากภาพที่ 7.5 เปน็ ชอ่ งตอ่ สัญญาณขาออกหรือเอาท์พทุ ของมิกเซอร์ ประกอบไปด้วยดงั น้ี

1. ชอ่ งอกั ซเ์ ซนท์ 2. ชอ่ งกร๊ปุ เอาท์พุท

3. ช่องสญั ญาณบนั ทกึ เสยี ง 4. เสตอริโออินพุท

5. อกั ซร์ ีเทิรน์ 6. ช่องเอ็กแอลอาร์เสตอริโอเอาท์พทุ

7. ช่องมอนเิ ตอร์เอาท์พทุ 8. ชอ่ งสาหรับหูฟงั

136

ภาพท่ี 7.6 ตวั อย่างภาคสง่ สัญญาณขาออกของมิกเซอร์
ทม่ี า : (Yamaha Mixing Console, 2016 : 16)

137

จากภาพที่ 7.6 ตวั อยา่ งภาคสง่ สัญญาณขาออกของมกิ เซอร์ประกอบดว้ ยดงั นี้

9. ป่มุ แฟนทอมเพาเวอร์ 48V 10. ไฟแสดงสถานะทางานของเครอ่ื ง

11. วียูมเิ ตอร์ 12. อกั ซ์รีเทริ น์ มาสเตอร์

13. อักซ์เซนทม์ าสเตอร์ 14. ชดุ ควบคมุ หฟู ัง

15. 2 แทร็คอนิ พุทหรอื มาสเตอรม์ อนิเตอร์

16 – 17 กรุ๊ปเฟดเดอรเ์ อาท์พทุ 18. ปมุ่ เลอื กสง่ สญั ญาณไปยังเสตอรโิ อเอาทพ์ ุท

19. เสตอรโิ อมาสเตอร์เฟดเดอร์

การปรบั แต่ง ทรมิ /เกน, แชนแนลเฟดเดอร์ และมาสเตอรเ์ ฟดเดอร์

เทคนิคอย่างหน่ึงท่ีควรทราบเกี่ยวกับหลักการปรับปุ่ม ทริม/เกน, แชนแนลเฟดเดอร์ และ
มาสเตอร์เฟดเดอร์ คือ เนื่องจากท้ังสามอย่างนี้จะทาหน้าที่คล้าย ๆ กัน คือคอยปรับเร่งและลดระดับ
ความแรงของสญั ญาณ แต่ แชนแนลเฟดเดอร์ ในส่วนของมาสเตอร์เฟดเดอร์ ควรจะปรับค่าไว้ที่ 0dB
จะดีท่ีสุด เน่ืองจากเป็นค่าท่ีระดับปกติ กล่าวคือมิกเซอร์คอนโซลกาหนดให้มีการเร่งเสียง หรือเพ่ิม
ระดับของสัญญาณเป็นบวก (+) กับการลดเสียงหรือลดขนาดของสัญญาณให้ลดลงเป็นลบ (-) โดย
กาหนดจุดเริ่มต้นอยทู่ ี่ 0dB นีเ่ อง

ดังน้ันเมื่อปรับระดับของสัญญาณของมาสเตอร์เลเวล และแชนแนลเลเวลไว้ท่ี 0dB แล้ว
จากน้ันจงึ คอ่ ย ๆ ปรบั ปมุ่ ทริมหรือเกนข้ึนทีละอินพุท ทีละแชนแนล จนได้ค่าความดังที่สมดุลจนครบ
หากเราตั้งแชนแนลเฟดเดอร์ และมาสเตอร์เฟดเดอร์ไว้น้อยเราก็ต้องเปิดทริมหรือเกนมาก ๆ ทาให้
เสียงแตกตั้งแต่ภาคปรีแอมป์ที่ขยายสัญญาณเข้ามาตั้งแต่เร่ิมต้น อน่ึงในเวลาการปฏิบัติงานจริง เช่น
ในคอนเสริ ต์ หลงั จากทเ่ี ราปรับสมดลุ เสียง (Balance) มอนเิ ตอร์บนเวทีไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าเราไปปรับ
ทรมิ อีกครั้งกจ็ ะทาให้เสียงที่ออกจากมอนิเตอร์บนเวทีเปล่ียนไปด้วย เราเรียกภาวะน้ีว่า บาลานซ์เสีย
ดังน้ันสิ่งที่ควรทาคือเม่ือปรับตาแหน่งทริมลงตัวดีแล้วถ้าไม่จาเป็นจริง ๆ ก็ไม่ควรปรับทริมอีกคร้ัง
ควรใชก้ ารปรับแชนแนลเฟดเดอรแ์ ทน

ในกรณีที่มีการเปล่ียนคนร้องหรือเปล่ียนเคร่ืองดนตรีโดยใช้ไมโครโฟนตัวเดียวกันน้ัน หาก
ตอ้ งการเพิม่ หรือลดเสยี งช่ัวคราวก็ควรปรบั แชนแนลเฟดเดอรจ์ ะเป็นการดีกว่า ท่ีสาคัญท่ีสุดคือการใช้
หแู ละสมองในการคิดวิเคราะหเ์ พือ่ แกไ้ ขสถานการณ์นนั้ ๆ อยา่ งรวดเรว็ แล้วหาวธิ ีที่เหมาะสมท่ีสุดเพื่อ
งานหรือผลงานท่ีออกมาให้ดีท่สี ดุ

138

พาราเมตริกอีควอไลเซอร์

ภาคปรบั แต่งเสียง ทมุ้ กลาง แหลม หรอื เพิ่มรายละเอยี ดของโทนเสียง ในภาคน้ีเรียกว่า
อีควอไลเซอร์ หรือเรียกว่าอีคิว อีควอไลเซอร์ในโลกนี้มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบกราฟฟิคอีควอ
ไลเซอร์ และแบบพาราเมตริกอีควอไลเซอร์ ซึ่งอีควอไลเซอร์ในส่วนของภาคสัญญาณขาเข้าในแต่ละ
แชนแนลของมิกเซอร์น้ันจะนิยมใชแ้ บบพาราเมตรกิ อคี วอไลเซอร์

เกน/ทริม เสยี งกลางทุม้ เสียงกลางแหลม เสียงแหลม
เสียงทมุ้
บสู ท์ ความถี่
คัท
(Q)
แบนดว์ ิดท์

ภาพท่ี 7.7 ปุ่มปรบั พาราเมตริกอีควอไวเซอร์
และกราฟการตอบสนองความถี่

จากภาพท่ี 7.7 สามารถอธิบายหน้าท่ีและหลักการทางาน ปุ่มปรับ และฟังก์ชั่น ของ
พาราเมตริกอีควอไลเซอร์บนแชนแนลของมิกเซอร์ประกอบกับกราฟการตอบสนองความถี่จากด้าน
บนสุด ไดด้ งั นี้

พาราเมตริกอีควอไลเซอรด์ ังกล่าวเปน็ แบบ 4 แบนด์ (4 Band) หรือสามารถปรับแต่งได้
โดยแบ่งออกเป็น 4 ช่วงของย่านความถี่เสียงได้แก่ เสียงทุ้ม (Low), เสียงกลางทุ้ม (Low - Mid),
เสียงกลางแหลม (High - Mid) และเสียงแหลม (High) ดังแสดงในกราฟ ซ่ึงอีควอไลเซอร์ได้ถูก
ออกแบบให้เป็นแบบฟิกซ์แบนด์วิดท์ (Fix Band Width) คือไม่สามารถปรับความกว้างของแบนด์
วิดท์ได้ โดยแบนด์วิดท์ใช้สัญลักษณ์แทนด้วยตัวคิว (Q) ซึ่งก็หมายถึงค่าที่กาหนดความกว้างของช่วง
ความถ่ที ีจ่ ะตอบสนองต่อการทางานของของพาราเมตริกอีควอไลเซอร์ดังกล่าวในแต่ละช่วง จะสังเกต
ได้ว่าปุ่มปรับในช่วงย่านเสียงแหลมและเสียงทุ้มมีเพียงชุดละอันเท่าน้ัน ท้ังนี้ก็เน่ืองจากย่านเสียง

139

แหลมและย่านเสียงทุ้มได้ถูกกาหนดความถี่ในการปรับแต่งไว้ตายตัว กล่าวคือประมาณ 60 - 80Hz
ในย่านเสยี งทุ้ม และประมาณ 8 - 16kHz ในย่านเสียงแหลม โดยจะขออธิบายตามลาดับดังน้ี

ไฮ (High) ย่อมาจากไฮฟรีแควนซี่ (High Frequency) คือช่วงความถี่สูงหรือย่าน
เสียงแหลมน่ันเอง จากตัวอย่างมิกเซอร์แชนแนลดังกล่าวจะกาหนดความถี่ไว้ตายตัวท่ีประมาณ 8 -
16kHz ในการปรับแต่ง หากเราปรับปุ่มดังกล่าวไว้ตรงกลาง ซ่ึงปกติจะมีคลิกล็อคบอกตาแหน่งตรง
กลางหรือ ตาแหน่งท่ี 0dB น่ันเองหรือที่นิยมเรียกกันว่าแฟลตอีคิว (Flat EQ) ซ่ึงแฟลตแปลว่า
ราบเรยี บคอื ยังไม่มกี ารปรบั แต่งใด ๆ หากเราปดิ ปมุ่ ไปทางขวามือเรอ่ื ย ๆ (ตามเข็มนาฬิกา) จนสุดเรา
เรยี กวา่ การบสู ท์ (Boost) เปน็ การยกระดบั ความดงั ในย่านเสยี งแหลมให้มากขน้ึ ทาให้เราได้ยินเสียงใน
ย่านเสยี งแหลมชดั ข้ึน โดยมคี ่าสงู สุดอยู่ท่ี +15dB ตรงกนั ข้ามหากเราค่อย ๆ หมุนหรือบิดปุ่มดังกล่าว
มาทางซ้ายมือ (ทวนเข็มนาฬิกา) จนสุดเราจะค่อย ๆ ได้ยินเสียงมีลักษณะทึบลง ท่ีเป็นเช่นน้ัน
เน่ืองจากความดังในย่านเสียงแหลมดังกล่าวจะค่อย ๆ ถูกลดระดับความดังลงจนถึง -15dB เรา
เรยี กว่าการคทั (Cut)

ไฮมิด (Freq - High Mid) เป็นชุดปุ่มปรับแต่งเสียงในย่านเสียงกลางแหลม
ประกอบด้วยปุ่มปรับจานวน 2 ปุ่ม ได้แก่ปุ่มกาหนดความถ่ี (Freq) จะเป็นตัวกาหนดความถ่ีท่ีจะ
ปรบั แต่งในช่วงเสยี งกลางท่ีค่อนไปทางเสียงแหลม หรือที่เรียกกันว่าเสียงกลางแหลม โดยเมื่อปรับมา
ทางซ้ายมือสุด (ทวนเข็มนาฬิกา) จะเป็นความถ่ีต่าสุดในย่านความถ่ีน้ีและเม่ือบิด หรือหมุนข้ึนไป
เรือ่ ย ๆ ความถ่ีในยา่ นดงั กล่าวกจ็ ะเปล่ียนสงู ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงค่าสูงสุด ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับการออกแบบ
มิกเซอรด์ ังกลา่ ว ปุม่ ปรบั เลอื กความถ่ีจะทางานร่วมกับป่มุ ปรับเกน หรือความดังดา้ นลา่ งโดยเม่ือ เ ร า
ปรบั ปุ่มดงั กลา่ วไวต้ รงกลาง ซึ่งปกตจิ ะมีคลิกล็อคบอกตาแหน่งตรงกลางหรือ ตาแหน่งที่ 0dB นั่นเอง
หรือเรยี กว่าแฟลตอีคิว หากเราปิดปมุ่ ไปทางขวามือเรอ่ื ย ๆ (ตามเข็มนาฬิกา) จนสุดก็จะเป็นการบูสท์
เป็นการยกระดับความดังในย่านความถ่ีท่ีปุ่มกาหนดความถี่ด้านบนกาหนดไว้ให้มากข้ึน ดังขึ้น ทาให้
เราได้ยินเสียงในย่านความถ่ีดังกล่าวชัดข้ึน โดยมีค่าสูงสุดอยู่ท่ี +15dB ตรงกันข้ามหากเราค่อย ๆ
หมุนหรือบิดปุ่มดังกล่าวมาทางซ้ายมือ (ทวนเข็มนาฬิกา) จนสุดเราจะค่อย ๆ ได้ยินเสียงในย่าน
ความถี่นั้นมีลกั ษณะเบาลงหรอื หายไป ทเี่ ป็นเช่นนน้ั เนื่องจากความดงั ในย่านดังกล่าวจะค่อย ๆ ถูกลด
ระดบั ความดังลงจนถงึ -15dB เราเรยี กวา่ การคทั (Cut) เช่นกัน

โลว์มิด (Freq - Low Mid) เป็นชุดปุ่มปรับแต่งเสียงในย่านเสียงกลางทุ้ม
ประกอบด้วยปุ่มปรับจานวน 2 ปุ่ม ได้แก่ปุ่มกาหนดความถี่ (Freq) จะเป็นตัวกาหนดความถ่ีที่จะ
ปรับแต่งในช่วงเสียงกลางที่ค่อนไปทางเสียงทุ้ม โดยเม่ือปรับมาทางซ้ายมือสุด (ทวนเข็มนาฬิกา) จะ
เป็นความถ่ีต่าสุดในย่านความถ่ีนี้และเม่ือบิด หรือหมุนข้ึนไปเรื่อย ๆ ความถี่ในย่านดังกล่าวก็จะ
เปลี่ยนสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงค่าสูงสุด ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับการออกแบบมิกเซอร์ดังกล่าว ปุ่มปรับเลือก
ความถ่ีจะทางานร่วมกับปุ่มปรับเกนหรือความดังด้านล่างท่ีคู่กันโดยเม่ือเราปรับปุ่มดังกล่าวไว้ตรง

140

กลาง ซึ่งปกติจะมีคลิกล็อคบอกตาแหน่งตรงกลางหรือ ตาแหน่งท่ี 0dB น่ันเอง หรือเรียกว่าแฟลตอี
คิว หากเราปิดปุ่มไปทางขวามือเรื่อย ๆ (ตามเข็มนาฬิกา) จนสุดก็จะเป็นการบูสท์ เป็นการยกระดับ
ความดังในย่านความถี่ท่ีปุ่มกาหนดความถ่ีด้านบนกาหนดไว้ให้มากข้ึน ดังข้ึน ทาให้เราได้ยินเสียงใน
ย่านความถี่ดังกล่าวชัดขึ้น โดยมีค่าสูงสุดอยู่ที่ +15dB ตรงกันข้ามหากเราค่อย ๆ หมุนหรือบิดปุ่ม
ดังกล่าวมาทางซ้ายมือ (ทวนเข็มนาฬิกา) จนสุดเราจะค่อย ๆ ได้ยินเสียงในย่านความถ่ีนั้นมีลักษณะ
เบาลงหรือหายไป ท่ีเป็นเช่นนั้นเนื่องจากความดังในย่านดังกล่าวจะค่อย ๆ ถูกลดระดับความดังลง
จนถึง -15dB เราเรียกว่าการคัทเชน่ กนั

โลว์ (Low) ย่อมาจากโลว์ฟรีแควนซี่ (Low Frequency) คือช่วงความถ่ีสต่าหรือ
ย่านเสียงทุ้ม เสียงเบสน่ันเอง จากตัวอย่างมิกเซอร์แชนแนลดังกล่าวจะกาหนดความถี่ไว้ตายตัวท่ี
ประมาณ 60 - 80Hz ในการปรับแต่ง หากเราปรับปุ่มดังกล่าวไว้ตรงกลาง ซ่ึงปกติจะมีคลิกล็อคบอก
ตาแหน่งตรงกลางหรือ ตาแหน่งท่ี 0dB น่ันเองหรือท่ีนิยมเรียกกันว่าแฟลตอีคิว ซ่ึงแฟลตแปลว่า
ราบเรียบคอื ยงั ไมม่ กี ารปรับแตง่ ใด ๆ หากเราปิดปมุ่ ไปทางขวามอื เรื่อย ๆ (ตามเข็มนาฬิกา) จนสุดเรา
เรียกว่าการบูสท์เป็นการยกระดับความดังในย่านเสียงทุ้มให้มากข้ึนทาให้เราได้ยินเสียงในย่านเสียง
แหลมชัดข้ึน โดยมีค่าสูงสุดอยู่ท่ี +15dB ตรงกันข้ามหากเราค่อย ๆ หมุนหรือบิดปุ่มดังกล่าวมาทาง
ซ้ายมือ (ทวนเขม็ นาฬิกา) จนสุดเราจะคอ่ ย ๆ ไดย้ นิ เสียงมลี ักษณะทบึ ลง ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากความ
ดังในย่านเสียงแหลมดังกล่าวจะค่อย ๆ ถูกลดระดับความดังลงจนถึง -15dB เราเรียกว่าการคัท
เช่นเดียวกนั กบั เสียงแหลม

เราควรปรับแต่งอีควอไลเซอร์อย่างไรนั้นไม่อาจะสรุปหรือกาหนดรูปแบบแผนที่ตายตัว
ไดท้ ง้ั น้เี นอื่ งจากหลายสาเหตุ เช่น ความสามารถหรอื คณุ ภาพของเครื่องมือ อุปกรณ์ท้ังที่เป็นหลักและ
รว่ ม สถานท่ี สงิ แวดลอ้ ม สิ่งสาคัญที่มผี ลอยา่ งยงิ่ ตอ่ การปรับแตง่ ระบบเสียง ตอ่ คุณภาพของเสียงก็คือ
ความเข้าใจ ความคุ้นเคย ในบทเพลง สไตล์และรสนิยมในการฟังของซาวด์เอ็นจิเนียร์ หรือผู้ควบคุม
ระบบเสียง ดัง ดร.ประมวล ติเส อาจารย์ประจาวิทยาลัยเทคนิคขอนแก่นและเจ้าของกิจการห้อง
บันทึกเสียงประมวลเร็คคอร์ดได้กล่าวไว้ว่า "การรับรู้ทางเสียงข้ึนอยู่กับลักษณะของผู้บริโภค เสมือน
กับเราคือแม่ค้าส้มตา ผู้บริโภคชอบไม่เหมือนกัน รสส้มตาที่คนกลุ่มหน่ึงไม่ชอบ อาจทาให้คนอีกกลุ่ม
หนึ่งชอบก็ได้ เช่น หมอลาชอบเบสหนัก ๆ เสียงร้องมีเอฟเฟกต์มาก ๆ แต่กลุ่มที่ชอบสตริงอาจจะไม่
ชอบ ดังน้ันจงึ ไมม่ ใี ครถกู ใครผิดขึน้ อยู่กบั ผบู้ ริโภคว่าจะชอบอย่างไร

อย่างไรก็ดีอาจจะสรุปแนวทางในการปรับหรือใช้พาราเมตริกอีควอไลเซอร์ได้ดังน้ี
(ฮิเดกิ มอริ, 2558 : 207)

1. ปรับเพื่อใหเ้ สยี งฟงั ชดั ฟงั สบายขึ้น เช่นถ้าเสียงรอ้ งนาทึบไปกใ็ หป้ รับใหส้ ดใสขนึ้
2. เพ่อื ปรบั แก้สงิ่ หรอื เสียงท่ไี มต่ อ้ งการใหล้ ดลง เชน่ ไมโครโฟนของไฮ - แฮด หากมี
เสยี งกระเดอ่ื งแทรกเขา้ มากค็ วรคทั เสียงต่าออกเสยี งกระเด่ืองดังกลา่ วกจ็ ะลดลง

141

3. เพอื่ แกไ้ ขเสียงหอนต่าง ๆ โดยการปรับลดเสียงในย่านท่หี อน หรือฟดี แบ็คลง
ตาแหนง่ การตดิ ตัง้ มกิ เซอรค์ อนโซล

ถึงแม้ว่าคนท่ีเป็นซาวด์เอ็นจิเนียร์จะสามารถฟัง หรือตรวจสอบระบบเสียงได้จากหูฟัง
แตค่ วามจริงกไ็ ม่ควรที่จะใส่หฟู ังอยู่ตลอดเวลา การฟงั เสยี งจาก พี.เอ. หรือเสียงจริงหน้าเวที หน้างาน
จะดีกว่า เน่ืองจากเสียงที่เกิดขึ้นมาจากสภาพแวดล้อมจริง ๆ และเป็นเสียงท่ีออกมาจริงซึ่งอาจจะ
แตกต่างกนั กบั หูฟงั

ดังนั้นงานระบบเสียง พี.เอ. จึงมีการกาหนดตาแหน่งที่ดีที่สุดสาหรับซาวด์เอ็นจิเนียร์ใน
การกาหนดตาแหน่งในการติดต้ังและจัดวางมิกเซอร์คอนโซล นั่นคือตาแหน่งท่ีอยู่ด้านหน้าของเวทีแต่
อยู่ด้านหลังของผู้ฟัง เนื่องจากสามารถยินชัดเจนและมองเห็นเวทีได้อย่างถนัด สามารถแก้ไขปัญหา
จากการฟังและการมองได้ทันท่วงที หากมิกเซอร์คอนโซลตั้งอยู่ด้านข้างเวที เวลาเช็คเสียงก่อนการ
แสดงจริง ซาวด์เอ็นจิเนียร์จะต้องเดินไป - มา เพ่ือเช็คเสียง แต่เม่ือถึงเวลาแสดงจริงไม่สามารถเดิน
ออกมาได้ ก็ต้องอาศยั หฟู ังซง่ึ ก็ไม่เป็นผลดดี ังทก่ี ลา่ วไว้ขา้ งต้น

กรณีที่แย่ท่ีสุดคือ มิกเซอร์คอนโซลตั้งอยู่ด้านหลังเวที อย่างแรกก็คือจะเกิดการสับสน
ระหว่างลาโพง ซ้าย - ขวา มองไม่เห็นนักดนตรี หรือผู้แสดง การฟังก็ต้องฟังลังลาโพงซึ่งเสียงมี
ลักษณะทึบกว่าทาให้ปรับเสียงแหลมมาก เกิดการฟีดแบ็คหรือการหอนได้ง่าย หรืออาจจะทาให้
อปุ กรณ์เสยี หาย คณุ ภาพเสียงที่ไม่มคี ุณภาพ

การกางเต็นท์หรือกางร่มคลุมมิกเซอร์คอนโซลก็อาจจะทาให้เกิดเสียงสะท้อนในเต็นท์
หรือรม่ ไดเ้ ชน่ กันควรระมัดระวงั

บทสรปุ

มิกเซอร์คอนโซล หรือมิกเซอร์น้ันสามารถแบ่งการทางานออกได้ 2 ส่วน คือ ภาครับ
สัญญาณขาเข้าหรืออนิ พทุ และภาคส่งสญั ญาณขาออก การปรับแต่งระดับสัญญาณขาเข้าและขาออก
น้ันควรต้ังเสตอริโอมาสเตอร์เฟดเดอร์หรือเมนเฟดเดอร์ และแชนแนลเฟดเดอร์ไว้ท่ี 0dB แล้วจึง
ค่อย ๆ ปรบั ทริมหรอื เกนข้ึนเพื่อให้ได้ระดับความดังของสัญญาณท่ีต้องการ เม่ือจะต้องมีการเพิ่มหรือ
ลดเสียงในช่องดังกล่าวจึงค่อยปรับแต่งที่แชนแนลเฟดเดอร์ ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อสัญญาณท่ีถูก
ส่งไปมอนิเตอร์บนเวทีและสัญญาณท่ีส่งผ่านไปยังเอฟเฟกต์อีกด้วย ภาคพาราเมตริกอีควอไลเซอร์จะ
ประกอบไปดว้ ยป่มุ ปรับเลือกความถี่และปุ่มปรับเพิ่มหรือลดขนาดของสัญญาณในความถ่ีท่ีเลือกปรับ
ไว้ โดยจะแบ่งความถ่ีออกกว้าง ๆ 3 – 4 ย่านความถ่ีเสียง ได้แก่ เทียงทุ้ม, เสียงกลาง และเสียง
แหลมการปรบั แตง่ เสยี งน้ันขน้ึ อยกู่ ับความคุ้นเคยในบทเพลง วงดนตรีและรสนิยมของซาวด์เอ็นจิเนียร์
หรอื ผ้คู วบคมุ และการจัดวางตาแหน่งมิกเซอร์คอนโซลควรจัดวางไว้ด้านหน้าเวที แต่ควรอยู่ด้านหลัง
ของผ้ฟู งั ไม่ควรจัดวางไวด้ า้ นขา้ งหรอื ดา้ นหลัง

142

143

คาถามท้ายบท

จงตอบคาถามต่อไปนี้

1. ขอ้ ใดไมใ่ ชห่ น้าที่ของมกิ เซอร์คอนโซลในการจดั ระบบเสียง พี.เอ.

ก. ผสมสญั ญาณเสียงตา่ ง ๆ ข. วัดระดบั สัญญาณเสยี งต่าง ๆ

ค. จัดตาแหน่งของเสยี ง ง. สร้างสมดลุ เสยี ง

จ. สง่ สญั ญาณไปมอนิเตอร์บนเวที

2. สว่ นประกอบใดของมิกเซอร์ทีท่ าหน้าท่ปี รับเพ่ิมระดบั สัญญาณในภาคส่งสญั ญาณขาเข้า

ก. ไมโครโฟนอนิ พุท ข. ไลนอ์ ินพทุ

ค. อินเสิรต์ ง. ทริมหรอื เกน

จ. พาราเมตรกิ อีควอไลเซอร์

3. ป่มุ โลว์คัททาหนา้ ทอี่ ยา่ งไร

ก. กรองเสยี งทมุ้ ข. กลองเสียงกลางท้มุ

ค. กรองเสยี งกลางแหลม ง. กรองเสียงกลาง

จ. กรองเสยี งแหลม

4. ไฮพาสฟลิ เตอรท์ าหน้าทอ่ี ย่างไร

ก. กรองเสยี งทมุ้ ข. กลองเสียงกลางทุ้ม

ค. กรองเสยี งกลางแหลม ง. กรองเสียงกลาง

จ. กรองเสยี งแหลม

5. หากเรากดสวิตช์ปรีเฟดเดอร์ สญั ญาณของอักซน์ น้ั จะเปน็ อย่างไร

ก. ไมผ่ ่านเฟดเดอร์ ข. ผ่านเฟดเดอร์คร่ึงนึง

ค. ผา่ นเฟดเดอร์ ง. ลด – เพม่ิ เมอ่ื ปรับเฟดเดอร์

จ. ไม่มขี ้อถูก

6. หากเรากดสวิตช์โฟสเฟดเดอร์ สัญญาณของอกั ซ์นนั้ จะเป็นอยา่ งไร

ก. ไมผ่ า่ นเฟดเดอร์ ข. ผา่ นเฟดเดอรค์ รง่ึ นึง

ค. ผ่านเฟดเดอร์ ง. ลด – เพ่ิม เมื่อปรับเฟดเดอร์

จ. ถกู ท้ัง ค. และ ง.

7. เมื่อเราแฟนทอมเพาเวอรไ์ ฟ 48 โวลต์ จะสง่ ออกไปทางช่องสญั ญาณใด

ก. ไลน์อนิ พุท ข. ไมโครโฟนอินพทุ

ค. อนิ เสิรท์ ง. อักซ์เอาทพ์ ุท

จ. เสตอรโิ อเอาทพ์ ุท

144

8. เราคสรปรับแชนแนลเฟดเดอรแ์ ละมาสเตอรเ์ ฟดเดอร์ไวท้ ตี่ าแหนง่ ใด

ก. -10dB ข. +10dB

ค. 0dB ง. -6dB

จ. +6dB

9. ขอ้ ใดเรียงลาดบั ของการเดินทางของสญั ญาณเสียงในภาคสง่ สญั ญาณขาเข้าไดถ้ กู ต้อง

ก. ไมโครโฟนอนิ /ไลนอ์ ิน – แชนแชลเฟดเดอร์ – พาราเมตริกอีควอไลเซอร์

ข. ไมโครโฟนอิน/ไลน์อนิ – พาราเมตรกิ อีควอไลเซอร์ – อนิ เสริ ์ท

ค. ไมโครโฟนอนิ /ไลน์อนิ – อนิ เสิร์ท – พาราเมตริกอีควอไลเซอร์

ง. ไมโครโฟนอนิ /ไลนอ์ นิ – แชนนลเฟดเดอร์ – อนิ เสิร์ท

จ. ไมโครโฟนอิน/ไลน์อิน – อักซ์ – อนิ เสริ ์ท

10. ข้อใดคอื หนา้ ทก่ี ารทางานของมาสเตอร์เฟดเดอร์

ก. ควบคมุ ความดงั โดยรวมของสญั ญาณที่มิกซ์แล้ว

ข. ปรับแตง่ เสียง ทมุ้ กลาง แหลม

ค. ควบคมุ เอฟเฟกต์

ง. ควบคุมความแรงของอกั ซ์ต่าง ๆ

จ. ถูกทุกขอ้

145

เอกสารอ้างองิ

ฮเิ ดกิ โมริ. (2558). ระบบเสียงพีเอ. พิมพ์คร้ังที่ 2. ปทุมธานี: สถาบันอีเลก็ ทรอนิกส์กรงุ เทพรงั สติ .
Gibson, B. (2011). Live Sound Operator's Handbook. 2nd Ed. United State of

America: Hal Leonard Book.
Yamaha Analog Mixer. (2016). Retrieved March 12, 2016, from

http://usa.yamaha.com/products/live_sound/mixers/analog-
mixers/mgp/mgp24x/?mode=model
Yamaha Mixing Console Manual. (2015). Retrieved March 10, 2016, from
https://cvp.com/pdf/mg206c_manual.pdf

146

แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 8
กราฟฟคิ อีควอไลเซอร์ เอฟเฟ็คและซิกแนลโปรเซสเซอร์
_______________________________________________________

เวลาเรยี น 8 ช่ัวโมง

จุดประสงค์

หลงั จากศกึ ษาบทเรียนนีแ้ ลว้ นักเรยี นควรมีพฤตกิ รรมดงั นี้
1. ทราบถึงหน้าท่แี ละการทางานของกราฟฟคิ อคี วอไลเซอร์
2. ทราบถงึ ประเภทและการทางานซกิ แนลโปรเซสเซอร์
3. ทราบถงึ ฟงั ก์ชั่นและค่าการปรบั แต่งซิกแนลโปรเซสเซอร์
4. สามารถตอบคาถามท้ายบทได้

เนื้อหา

1. กราฟฟคิ อคี วอไลเซอร์
2. วัตถุประสงคข์ องการใช้กรฟฟคิ อีควอไลเซอร์
3. ฟงั กช์ น่ั การทางานของกราฟฟิคอีควอไลเซอร์
4. ซิกแนลโปรเซสเซอร์
5. ไดนามคิ โปรเซสเซอร์
6. เอฟเฟกต์โปรเซสเซอร์

วิธกี ารสอนและกิจกรรม

1. อธิบายเกริ่นนาถึงหน้าที่และความสาคัญของกราฟฟิคอีควอไลเซอร์ เอฟเฟ็คและซิก
แนลโปรเซสเซอร์

2. บรรยายและอธิบายประกอบ Power Point
3. การสาธติ และการปฏบิ ตั กิ าร
4. แสดงความคิดเหน็ สรุปประเดน็ เนือ้ หาสาระร่วมกัน
5. สอบถามความเข้าใจในเน้อื หาของบทเรยี น
6. ตอบคาถามท้ายบทเรยี น

148

ส่ือการเรยี นการสอน

1. Power Point สรปุ ประเด็นเน้อื หาบทท่ี 8
2. เอกสารประกอบการสอนบทท่ี 8
3. กราฟฟคิ อีควอไลเซอร์
4. ซกิ แนลโปรเซสเซอร์
5. สายสญั ญาณ
6. ใบงานคาถามทา้ ยบทเรยี น

การวัดผลและประเมินผล

1. สงั เกตความสนใจและการตั้งใจเรียน
2. สังเกตการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน การอภิปราย การแสดงความคิดเห็น และการ
ซักถามของนกั ศึกษา
3. ตรวจผลการจากการตอบคาถามทา้ ยบทเรียน

บทที่ 8
กราฟฟิคอคี วอไลเซอรแ์ ละซิกแนลโปรเซสเซอร์

กราฟฟคิ อคี วอไลเซอร์

กราฟฟิคอีควอไลเซอร์เป็นอปุ กรณ์ทใี่ ช้ปรบั แตง่ เสียงในระบบเสียง พี.เอ. ปกติจะติดต้ังหรือ
เช่ือมต่อไว้กับมาสเตอร์เอาท์พุท หรือเสตอริโอเอาท์พุทของมิกเซอร์ โดยทาหน้าที่เพ่ิมหรือยกระดับ
ความแรงหรือความดังให้กับความถ่ีในแต่ละช่วง เรียกว่า บูสท์ และลดความแรงหรือความดังให้กับ
ความถใ่ี นแต่ละช่วง เรียกว่า คัท ปกติการ บูสท์ และ คัท จะอยู่ประมาณ +12dB ถึง +15dB ในการ
บูสท์ และ -12dB ถึง -15dB ในการ คัท โดยกราฟฟิคอีควอไลเซอร์ท่ีใช้ในระบบเสียง พี.เอ. จะนิยม
ใชข้ นาด 31 แบนด์ เน่ืองจากสามารถปรับแตง่ ค่าความถ่เี สยี งไดค้ ่อนข้างละเอียด

วตั ถปุ ระสงค์ของการใช้กราฟฟิคอีควอไลเซอร์

ฮิเดกิ มอริ (2558 : 141) กล่าวว่าการใช้กราฟฟิคอีควอไลเซอร์ในระบบเสียง พี.เอ. นั้น
สามารถสรปุ วตั ถปุ ระสงคใ์ นการใช้งานอุปกรณ์ดงั กล่าวได้ดังน้ี

1. ใช้เพ่ือปรับแต่ง แก้ไขค่าความถ่ีท่ีมีค่าหรือความดังมากเกินไปหรือน้อยเกินไปให้
ลดลง เพิ่มข้ึน หรืออยู่ในค่า ปริมาณที่เหมาะสม ท้ังน้ีในทางปฏิบัติจะต้องพิจารณาด้วยว่าหากใช้การ
ปรบั แต่ง ชดเชยโดยการเพ่ิมความแรง ความดัง(บูสท์) ของช่วงความถ่ีที่ขาดหายไปนั้น ลาโพงซึ่งเป็น
อปุ กรณ์ท่ีแสดงผลของเสยี งทีป่ รับแตง่ ออกมาน้นั สามารถตอบสนองการชดเชยดังกล่าวได้หรือไม่ หาก
ไม่สามารถตอบสนองวธิ ีการชดเชยโดยการยกระดับหรือเพ่ิมความดังในย่านความถี่น้ันให้ใช้วิธีการลด
(คัท) ความดงั ในย่านความถ่อี ื่น ๆ ให้มีระดับท่ีใกลเ้ คยี งกบั ช่วงความถี่ดงั กล่าวแทน ซง่ึ หารเราสามารถ
ปรับระดับความดังของแต่ละย่านความถ่ีให้ตอบสนองได้ใกล้เคียงกันแล้วเราจะสามารถควบคุมการ
ทางานในระบบได้ง่ายขนึ้

2. ใชก้ ราฟฟิคอคี วอไลเซอร์เพอ่ื ปรับหรือแก้ไขเสียงหอนหรือฟีดแบ็ค ในวัตถุประสงค์ข้อ
นี้สามารถใช้ได้ทั้งเมน พี.เอ. (Main P.A.) และมอนิเตอร์ โดยอาจจะใช้จากประสบการณ์ในการฟัง
หรือใช้สเป็คตรัมอะนาไลเซอร์ (Spectrum analyzer) ซ่ึงเปน็ เครือ่ งมอื ในการวัดความถ่ีในย่านต่าง ๆ
โดยปัจจุบันมีแอฟพลิเคช่ัน (Application) ของอุปกรณ์ดังกล่าวให้ใช้ได้บนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คและ
สมาร์ทโฟน เม่ือทราบว่าเกิดการหอนในย่านความถี่ใดก็ปรับลดความถ่ีน้ันบนกราฟฟิคอีควอไลเซอร์
ลงก็จะสามารถลดหรือกาจัดการหอนได้ ท้ังนี้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวควรรีบกระทาเนื่องจากหาก
อาการหอนเกดิ ขน้ึ เปน็ เวลานาน จะทาใหอ้ ุปกรณ์ เช่น ลาโพง เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์ ชารุดเสียหาย
ได้ ทงั้ น้ยี ังขึ้นอยูก่ ับประสบการณก์ ารฟงั ทกั ษะการใชเ้ ครือ่ งมืออีกดว้ ย

150

ภาพท่ี 8.1 สเป็คตรมั อะนาไลเซอร์แอฟพลเิ คชนั่
ท่ีมา : (Spectrum Pad, 2016 : 2)

จากภาพที่ 8.1 แสดงการตอบสนองความถี่โดยรวมบนเวที หรือมอนิเตอร์เม่ือใช้ส
เป็คตรัมอะนาไลเซอร์แอฟพลิเคช่ันบนสมาร์ทโฟนวัด เม่ือพิจารณาจะพบว่าย่านเสียงทุ้มและเสียง
กลางทมุ้ มกี ารตอบสนองมากอาจจะทาให้เกดิ การหอนหรอื ฟีดแบ็คได้ควรลด (คัท) ความถี่ดังกล่าวบน
กราฟฟิคอีควอไลเซอร์ลง

ฟงั ก์ชัน่ การทางานของกราฟฟคิ อคี วอไลเซอร์

1 2 3 456 7 8

ภาพท่ี 8.2 ตัวอยา่ ง 31 แบนดก์ ราฟฟคิ อคี วอไลเซอร์
จากภาพที่ 8.2 เป็นตัวอย่าง 31 แบนดืกราฟฟิคอีควอไลเซอร์ ที่ประกอบไปด้วยขนาด 2
ชอ่ งสัญญาณและปมุ่ ปรบั สวติ ช์กดปรบั ค่าพารามเิ ตอรต์ ่าง ๆ ดงั ต่อไปน้ี (ฮิเดกิ มอริ, 2558 : 142)

151

1. สไลด์สาหรับบูสท์ (ปรับเล่ือนขึ้น) และคัท (ปรับเล่ือนลง) โดยแยกออกเป็น 31
แบนด์ หรือ 31 ช่วงย่านความถี่เสียง ตั้งแต่ 20Hz - 20kHz โดยหากเลื่อนปรับอยู่ท่ีตรงกลางดังภาพ
จะไมม่ ีการปรับแต่งใด ๆ

2. สวิตช์เลือกโหมดการทางาน (Mode) เป็นสวิตช์ที่ใช้เลือกลักษณะความกว้าง - แคบ
ของกราฟเมื่อมีการ บสู ทแ์ ละคัท หรือท่ีเรียกว่าแบนดว์ ดิ ทน์ นั่ เอง

3. ปุมปรับไทท์ (Tilt) เป็นปุ่มปรับการเอียงของกราฟของความถ่ีโดยรวมเมื่อมีการ
ปรับแต่งกราฟฟิคีควอไลเซอร์ให้มีลักษณะเอียงไปทางด้านความถี่ต่าหรือด้านความถ่ีสูงคล้ ายกับปุ่ม
ปรับ พรเี ซ็นท์ (Present) ทีเ่ ลือกเพ่มิ ความดังในยา่ เสียงกลางแหลมหรือกลางทุ้ม

4. ปมุ่ ปรับความถี่ เราสามารถกาหนดความถท่ี ่ีจะกรองทงิ้ ไดจ้ ากปุ่มนี้
5. สวิตช์ไฮพาสฟิลเตอร์ หรือโลว์คัทน่ันเอง เม่ือกดปุ่มดังกล่าวความถี่เสียงในย่านเสียง
ต่าท่กี าหนดไว้โดยปุ่มหมายเลข 4 ก็จะถูกกรองลงกราวด์
6. ป่มุ ไทท์อิน-เอาท์ เป็นปุม่ เปดิ ปิดการทางานของฟงั ก์ชั่นไทท์
7. เฟสอินเวิรส์ สวติ ช์ (Inv) ใชส้ าหรบั กลับเฟสสญั ญาณ
8. ป่มุ ปรบั เกน (Gain) การลด - ขยายสญั ญาณขาเขากราฟฟคิ อีควอไลเซอร์

ซกิ แนลโปรเซสเซอร์ (Signal Processor)

Bill Gibson (2011 : 117) กล่าวว่า ซิกแนลโปรเซสเซอร์คืออุปกรณ์ที่ใช้ปรับแต่งควบคุม
คุณภาพ ลักษณะของสัญญาณของเครื่องดนตรีหรือแหล่งกาเนิดเสียงต่าง ๆ โดยสามารถจาแนกออก
ได้ 2 ลักษณะ คือ

1. ไดนามิคโปรเซสเซอร์ (Dynamic Processor) เป็นอุปกรณ์ที่ทาหน้าที่ควบคุม
ลกั ษณะของสัญญาณ โดยปกติมักจะมผี ลต่อความดังของสัญญาณดว้ ย

2. เอฟเฟกต์โปรเซสเวอร์ (Effect Processor) เป็นอุปกรณ์ที่ปรับแต่งสัญญาณให้มี
คุณลกั ษณะเปลี่ยนไปจากเดมิ ทาให้มมี ติ เิ สียงเป็นต้น

ไดนามิคโปรเซสเซอร์

ไดนามิคโปรเซสเซอร์ในระบบเสียง พี.เอ. น้ันหน้าท่ีหลัก ๆ คือการควบคุมระดับความ
ดังของสัญญาณไม่ให้เกิดการพีค โดยจะอธิบายหน้าที่และการทางานเป็นอุปกรณ์แต่ละอุปกรณ์ไป
ดังต่อไปน้ี

152

คอมเพรสเซอร์ คือเครื่องมือท่ีทาหน้าท่ีควบคุมความดังหรือความแรงของสัญญาณโดย
อัตโนมัติเมื่อระดับสัญญาณดังกล่าวมีความแรงเกินกว่าที่กาหนดไว้โดยจะมีการลดทอนสัญญาณลง
ตามอัตราส่วนท่ีกาหนดไว้ กล่าวคือเป็นการควบคุมความกว้างของความดังของระดับเสียงหรือไดนา
มิคเรนจ์ นั่นเอง การเชือ่ มต่อคมเพรสเซอร์จะเชื่อมต่อทางช่องอินเสิร์ทในมิกเซอร์คอนโซลโดยใช้สาย
วายเคเบ้ิลโดยเซ็นด์ (Send) จะต่อเข้ากับอินพุทของคอมเพรสเซอร์และรีเทิร์น (Return) จะต่อ
เอาทพ์ ุทของคอมเพรสเซอร์

ปุ่มปรับและฟังก์ช่ันการทางานหลัก ๆ ของคอมเพรสเซอร์จะประกอบด้วย (Gibson,
2011 : 120)

1. เทรชโฮลด์ (Threshold) เป็นปมุ่ ปรับต้ังเพดานการทางานของคอมเพรสเซอร์โดย
จะใช้ความดังหรือความแรงของสัญญาณหน่วยเป็นเดซิเบล (dB) เป็นตัวกาหนดการเริ่มการทางาน
ของคอมเพรสเซอร์ เชน่ -6dB หมายถึงหากสญั ญาณมีความแรงนอ้ ยกวา่ -6dB คอมเพรสเซอร์ก็จะไม่
ทางาน แตห่ ากสัญญาณมากเกินคา่ ดังกลา่ วคอมเพรศเซอร์กจ็ ะทางาน

2. เรโช (Ratio) เป็นการปรับต้ังค่าอัตราการคอมเพรส หรือกดสัญญาณ เช่น 1:1
หากคอมเพรสเซอร์ทางานกจ็ ะไมม่ กี ารบบี กดสัญญาณ หรือ 2:1 คือเมื่อสัญญาณมีความแรงเกินกว่าที่
กาหนดไว้จะบีบกดสญั ญาณส่วนทีเ่ กินให้เหลือในอตั รา 2:1

3. แอท็ แทก็ (Attack) เป็นการกาหนดความเร็วในการทางานของคอมเพรสเซอร์โดย
เมื่อปรับมาทางซ้ายสุด (ทวนเข็มนาฬิกา) คอมเพรสเซอร์จะทางานทันทีเม่ือสัญญาณเกินระดับที่
กาหนด และเม่ือค่อย ๆ ปรับมาด้านขวา (ตามเข็มนาฬิกา) คอมเพรสเซอร์ก็จะค่อย ๆ ทางานช้าลง
เมือ่ สัญญาณเกินท่ีกาหนด

4. รีลีสซ์ (Release) เป็นการกาหนดเวลาเมื่อคอมเพรสเซอร์ทางานแล้วให้หน่วง
เวลาการทางานไว้นานเท่าไร

5. ปุ่มฮาร์ดนี - ซอร์ฟนี (Hard Knee - Soft Knee) คือปุ่มเลือกลักษณะของ
สญั ญาณท่ีถกู คอมเพรสว่าหกั โค้งเรว็ (ฮาร์ด) หรอื คอ่ ย ๆ หักโค้ง (ซอฟท)์

6. ปุ่มปรับระดับสัญญาณเอาท์พุท (Output Level) ใช้ปรับระดับสัญญาณขาออก
จากคอมเพรสเซอร์

อย่างไรกด็ ีหากเรากาหนดคา่ ตา่ ง ๆ ในคอมเพรสเซอรไ์ ม่เหมาะสม เช่น ตั้งเทรซโฮลด์สูง
เกินไปกอ็ าจจะทาใหค้ อมเพรสเซอร์ไม่ได้ชว่ ยอะไรนัก หรือตั้งน้อยไป บบี อัดมากไปก็อาจจะทาให้เสียง
หรือสัญญาณเกดิ การแตกพรา่ ก็ได้

153

ภาพที่ 8.3 การทางานของคอมเพรสเซอร์
ที่มา : (Music Compressor Diagram, 2016 : 2)

ภาพที่ 8.4 ฮาร์ดนีและซอฟท์นขี องคอมเพรสเซอร์
ทมี่ า : (Compression knee, 2016 : 1)

154

ลิมิเตอร์ (Limiter) ลิมิเตอร์ทาหน้าที่รักษาระดับสัญญาณด้านขาออกของเคร่ืองให้มี
ความแรงสงู สดุ ได้ไมเ่ กินค่าทต่ี ง้ั ไว้ เชน่ ตั้งไวท้ ่ี 0dB สัญญาณขาออกก็จะออกได้สูงสุดไม่เกิน 0dB หรือ
ต้งั ไว้ที่ +5dB สัญญาณขาออกกจ็ ะออกได้สูงสดุ ไม่เกนิ +5dB เป็นตน้

ภาพที่ 8.5 การทางานของลิมิเตอร์
ท่มี า : (Audio Limiters, 2016 : 1)

เกท/เอ็กส์แพนเดอร์ (Gate/Expander) ทาหน้าทีเสมือนประตู (Gate) เปิด - ปิด
โดยใช้ความดังของสัญญาณเป็นตัวกาหนดเพดานการทางานหรือจุดเร่ิมต้นการทางานของเคร่ืองมือ
คล้ายกนั กับคอมเพรสเซอร์แต่จะไม่มีการบีบอัดสัญญาณใด ๆ จะทาหน้าที่เพียงเป็นประตู หรือสวิตช์
เปิด - ปิด สัญญาณ อตั โนมตั ิเท่านัน้ โดยมปี ุ่มปรับตา่ ง ๆ ดงั นีค้ อื (Gibson, 2011 : 127)

1. ปุ่มเทรซโฮลด์ เปน็ ปมุ่ ปรบั เพือ่ ใหเ้ กท/เอ็กสแ์ พนเดอร์ เร่มิ ทางานและหยุดทางาน
หน่วยท่ีปรับมีค่าเป็น dB เช่นเราปรับตั้งค่าไว้ท่ี -45 dB หมายความว่า สัญญาณเสียงที่มีระดับ
สัญญาณต่ากว่า -45dB เกท/เอ็กส์แพนเดอร์ จะไม่ทางาน ซ่ึงจะทาให้ไม่มีสัญญาณใด ๆ ผ่านออกไป
ได้ และเกท/เอ็กส์แพนเดอร์ จะเร่ิมทางานเมื่อระดับสัญญาณมีค่าสูงกว่า -45 dB ค่าที่เราตั้งเพื่อให้
เครื่องเริ่มทางานนี้เรียกว่า "ค่าเทรชโฮลด์" อย่างไรก็ตามถ้าเราปรับไว้ที่ตาแหน่งต่าสุดหรือ OFF
หมายความว่า สัญญาณท่ีมีระดับสุดแค่ไหนก็ตามก็สามารถผ่านเข้าไปในเกท/เอ็กส์แพนเดอร์ ได้ นั่น
คอื สญั ญาณจะผ่านเขา้ ไปได้ท้งั หมดตลอดเวลานน่ั เอง

การจะตง้ั คา่ เทรชโฮลด์เปน็ เท่าไรน้ัน ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้เกท/เอ็กส์แพนเดอร์ ควบคุม
เสยี งอะไร เชน่ ถ้าต้องการควบคมุ เสียงสาหรับไมโครโฟนนักรอ้ ง หรอื ควบคุมเสียงทั้งระบบ ให้ต้ังค่านี้
ที่จุดต่ากว่า -45 dB เพราะต้องให้ระดับเสียงเบา ๆ ออกไปได้ แต่ถ้าควบคุมเสียงของไมโครโฟน
สาหรับกลองกระเด่อื ง กลองสแนร์ หรือไฮแฮต ก็ให้ตั้งค่าท่ีสูงกว่า -45 dB ซ่ึงมีค่าไม่เท่ากันข้ึนอยู่กับ
ความดงั ของกลองหรือเครอื่ งดนตรีชนิ้ นั้น ๆ

155

2. ปุ่มรีลีส (Release) เป็นปุ่มสาหรับหน่วงเวลา คือหลังจากท่ีเกท/เอ็กส์แพนเดอร์
เปิดให้สัญญาณเข้ามาในเคร่ืองแล้ว ถ้าไม่มีสัญญาณใด ๆ เข้ามาอีกหรือสัญญาณท่ีเข้ามามีค่าต่ากว่า
ค่าเทรชโฮลด์ท่ีต้ังไว้ เกทก็จะปิด ส่วนอื่น ๆ ของเครื่องก็ไม่ทางาน ระยะเวลาท่ีใช้ในการปิดเกทอีก
คร้ังหลังจากไม่มีสัญญาณเข้ามาแล้วนั้นเราเรียกระยะเวลานี้ว่ารีลีสไทม์ (Release Time) ปุ่มที่ทา
หน้าที่ปรับระยะเวลาน้ีคือปุ่มรีลีสค่าที่บอกไว้ที่เคร่ืองคือฟาสท์ (Fast) หมายความว่าเกทจะปิดอย่าง
รวดเรว็ หลงั จากหมดสญั ญาณ และสโลว์ (Slow) หมายความว่า เกทจะหน่วงเวลาไว้ระยะหน่ึงจึงค่อย
ปิด ระยะเวลาเร็วหรือช้าแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับเราท่ีจะปรับตั้งค่าไว้ ค่า รีลีสไทม์ ของเกทน้ีจะตั้งเป็น
เท่าไรก็ข้ึนอยู่กับเสียงที่เราใช้งาน เช่นไมโครโฟนสาหรับเสียงพูดหรือเสียงนักร้อง ให้ปรับไว้ที่
ประมาณบ่ายสองโมง (Slow) เพราะเสียงคนเราจะมีปลายหางเสียง ปลายหางเสียงเหล่านี้จะได้ไม่
ขาดหายไป สว่ นการปรับเสียงจากเคร่ืองดนตรีเช่นเสียงกลองกระเด่ือง ถ้าเราไม่ต้องการเสียงกระพือ
หลังจากท่ีเราท่ีเหยียบลงไปท่ีหน้ากลองลูกแรก ก็ให้เวลาในการปิดเกทเร็วขึ้น (Fast) หรือเสียงไฮ
แฮตถ้าเราไม่ต้องการให้มีปลายหางเสียงมากเกินไปก็ให้ปิดเกทให้เร็วข้ึนเพ่ือปลายหางเสียงที่เบา ๆ
จะไดถ้ กู ตัดออกไป

3. ปุ่มเรโช (Ratio) เป็นปุ่มทาหน้าทีป่ รบั ลดระดบั เสยี งลงเปน็ อัตราส่วนของ dB เม่ือ
เทียบค่ากับ 1 เช่น 1:1 หมายความว่าสัญญาณจะไม่ถูกลดระดับเลย 2:1 หมายความว่าสัญญาณที่
เพม่ิ สงู ขน้ึ เปน็ เท่าไหรก่ ็ตามจะถูกทาให้ลดลงสองเท่า

ภาพที่ 8.6 การทางารของเกท/เอ็กส์แพนเดอร์
ทมี่ า : (Noise gate, 2016 : 2)

156

เอฟเฟกตโ์ ปรเซสเซอร์

เอฟเฟกต์โปรเซสเซอร์หรือเรียกว่าเอฟเฟกต์น้ัน เป็นอุปกรณ์ในการสร้างมิติของเสียงให้มี
ลักษณะท่ีสลับซับซ้อนหรือมีลักษณะทางอะคูสติกท่ีเปล่ียนแปลงไป เช่น ทาให้เกิดเสียงสะท้อน
เพ่มิ ข้ึน ทาให้เสียงก้องข้ึนเป็นต้น เอฟเฟกต์ท่ีใช้ในระบบเสียง พี.เอ. หลัก ๆ นั้นได้แก่ ดีเลย์ (Delay)
หรอื แอค็ โค่ (Echo), รีเวริ บ์ (Reverb) และคอรัส (Chorus) เป็นต้น

การเชือ่ มต่อเอฟเฟกตโ์ ปรเซสเซอร์
ฮิเดกิ มอริ (2558 : 133) ได้อธิบายว่า การเชื่อมต่อเอฟเฟกต์โปรเซสเซอร์ในระบบ
พ.ี เอ. น้นั จะไม่เชื่อมต่อทางช่องอินเสิร์ทเนื่องจากการเช่ือมต่อทางช่องสัญญาณนี้จะต้องมีจานวนเอฟ
เฟกตค์ รบตามจานวนชอ่ งทต่ี อ้ งการใช้เป็นการสิน้ เปลืองทรพั ยากรโดยใช่เหตุ เราจะเช่ือมต่อเอฟเฟกต์
ทางช่องอักซ์เซนด์ โดยเลือกให้อักซ์ดังกล่าวเป็นแบบโฟสท์เฟดเดอร์คือผ่านเฟดเดอร์เพื่อให้ขนาด
ปริมาณขแงสัญญาณที่ผ่านเอฟเฟกต์ปรับขึ้นลงตามการลดเพ่ิมของเฟดเดอร์ เพื่อรักษาอัตราส่วนใน
การผสมสัญญาณระหว่างสัญญาณท่ีผ่านเอฟเฟกต์และที่ไม่ผ่านเอฟเฟกต์มารวมกันหรือรีเทิร์นกลับ
มายังมาสเตอร์เอาท์ให้คงที่ โดยปกติเอาท์พุทของเอฟเฟกต์จะรีเทิร์นกลับมายังอักซ์รีเทิร์นหรือกลับ
มายังอินพุทชานแนลใดชานแนลหนึ่งก็ได้ ดังภาพท่ี 8.7 ก็ทาให้สามารถใช้เอฟเฟกต์เพียงตัวเดียวได้
ทุกชอ่ งสัญญาณในมกิ เซอรค์ อนโซล

ภาพท่ี 8.7 การเชือ่ มตอ่ เอฟเฟกต์
ท่มี า : (Emerson Maningo, 2016 : 2)

157

เว็ท - ดราย (Wet - Dry)
เว็ท - ดราย หมายถงึ เปอรเ์ ซนตข์ องขนาดสัญญาณที่ผ่านเอฟเฟกต์ โดยหากเราปรับปุ่ม
มาทางซา้ ยมอื สดุ (ทวนเขม็ นาฬิกา) จะเปน็ ดราย คือเร่ิมจาก 0 เปอร์เซนต์ คือไม่มีสัญญาณผ่านไปยัง
เอฟเฟกต์เลย และเม่ือปรับมาทางขวา (ตามเข็มนาฬิกา) ข้ึนมาเรื่อย ๆ จนถึงตรงกึ่งกลาง ปริมาณ
ขนาดของสัญญาณที่ผ่านเอฟเฟกต์ก็จะเพิ่มขึ้นเร่ือย ๆ จนถึงตรงกลางจะอยู่ท่ี 50 เปอร์เซนต์ และ
หากปรับไปทางขวามอื หรือตามเข็มนาฬกิ าไปเรือ่ ย ๆ จะเป็นฝั่ง เว็ท คือสัญญาณที่ผ่านเอฟเฟกต์จะมี
ปริมาณมากกว่าสัญญาณที่ไม่ผ่านเอฟเฟกต์จนถึง 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นการปรับค่าระดับสัญญาณที่
ผา่ นเอฟเฟกต์เพอ่ื ไปรวมกบั สญั ญาณด้ังเดิมท่สี ง่ มาจากชอ่ งสญั ญาณตา่ ง ๆ

ภาพที่ 8.8 ป่มุ ปรบั ขนาดสญั ญาณเวท็ - ดราย
ทีม่ า : (Rich Tozzoli, 2016 : 2)

ดีเลย์-แอค็ โค่
Bill Gibson (2011 : 129) กล่าวว่า ดีเลย์-แอ็คโค่ เป็นเอฟเฟกต์ที่สร้างมิติเสียงเสียง
สะท้อน เป็นการจาลองการเกิดแอ็คโค่เอฟเฟ็คของเสียงซ่ึงมีฟังก์ช่ันในการปรับแต่งและ
คา่ พารามเิ ตอรต์ า่ ง ๆ ดงั นี้
1. ดีเลย์ไทม์ (Delay Time) เป็นการปรับค่าของเวลาท่ีเสียงสะท้อนออกมาแต่ละคร้ัง
ซ่ึงเมื่อนามาใช้ในงานทางดนตรี ค่าดีเลย์ไทม์น้ีจะข้ึนอยู่กับความเร็วของบทเพลงท่ีมีหน่วยเป็น bpm
(Beat Per Meter) ซึ่งมีสูตรในการคานวนหาค่าดังกล่าวจาก 60,000/bpm ซึ่งค่าที่ได้ออกมาจะมี
หน่วยเป็นมิลลวิ นิ าที (mSec) และเปน็ ค่าเวลาของโน้ตตวั ดา หากจะเปล่ียนเป็นค่าเวลาของโน้ตตัวดา
สามพยางค์ใหห้ ารด้วย 1.5, คา่ เวลาของโนต้ ตัวขเบด็ หน่ึงชั้นให้หารด้วย 2, ค่าเวลาของโน้ตขเบ็ดหนึ่ง

158

ชน้ั สามพยางคใ์ หห้ ารดว้ ย 3, คา่ เวลาของโนต้ ขเบด็ สองชั้นให้หารด้วย 4 และคา่ เวลาของโน้ตขบ็ดสอง
ชน้ั สามพยางค์ให้หารด้วย 6 ซึ่งค่า 60,000 มาจากในหนึ่งวนิ าทเี ท่ากบั 1,000 มิลลิวินาที และในหน่ึง
นาทีเทา่ กับ 60 วินาที ดังน้นั ในหนงึ่ นาทจี ึงมคี า่ เทา่ กับ 60,000 มิลลวิ นิ าที นั่นเอง

ในทางปฏิบัติแล้วน้ันการท่ีจะต้องมาปรับค่าดีเลย์ไทม์ในแต่ละบทเพลงที่มีความเร็วไม่
เท่ากันและไม่แน่นอนนั้นทาได้ยาก ดังน้ันบริษัทผู้ผลิตจัดจาหน่ายดีเลย์-แอ็คโค่ จึงได้ออกแบบสร้าง
แทป็ ดเี ลย์ (Tap Delay) ที่มีปุ่มแท็ปเท็มโป้(Tap) เพื่อกาหนดความเร็วของบทเพลงโดยการเคาะตาม
จังหวะ ความเร็วของบทเพลงและมีไฟกระพริบบอกความเร็วตามจังหวะของบทเพลงเพ่ือความ
สะดวก

2. ฟีดแบ็ค (Feedback) เป็นปุ่มปรับจานวนของเสียงสะท้อนว่าให้สะท้อนกลับมามาก
นอ้ ยเพยี งใด

ภาพท่ี 8.9 ตวั อยา่ ง ดีเลย์ – แอ็คโค
ทีม่ า : (Petri Suhonen, :2016 : 1)

รเี วิรบ์ (Reverb Effect)
Bill Gibson (2011 : 130) ได้อธิบายว่ารีเวิร์บเป็นเอฟเฟกต์ท่ีจาลองมิติของเสียงก้องท่ี
ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในงานระบบเสียง พี.เอ. โดยเสียงก้องนั้นเกิดจากเสียงสะท้อนท่ีมาจาก
รอบดา้ น หรือหลาย ๆ ด้าน เช่น จากผนังหอ้ งทัง้ สดี่ า้ น จากพื้นและเพดานซ่ึงแตกต่างจากดีเลย์ที่เป็น
เสียงสะท้อนที่มาจากด้านเดียวเท่าน้ัน ปกติแล้วไม่ว่าจะเป็นรีเวิร์บแบบอะนาล็อกหรือดิจิตอลก็จะมี
ฟังก์ช่ัน หรือสวติ ชเ์ ลือกชนิดของรีเวิร์บซง่ึ จาลองมาจากวัสดหุ รือสถานทีต่ ่าง ๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. รูมรีเวิร์บ (Room Reverb) คือ รีเวิร์บท่ีจาลองเสียงก้องในห้องขนาดเล็กจะมี
ลกั ษณะเสยี งสะทอ้ นของหอ้ งท่เี ป็นช่วงสนั้ ๆ

2. ฮอลรีเวิร์บ (Hall Reverb) คือ การจาลองเสียงก้องในห้องขนาดใหญ่ซึ่งจะให้
เสียงสะทอ้ นยาว ๆ

3. แชมเบอร์รีเวิร์บ (Chamber Reverb) เป็นรีเวิร์บที่จาลองลักษณะเสียงก้องท่ี
เกิดในห้องสาหรับแสดงดนตรี หรือห้องประชุมขนาดใหญ่ท่ีมีพื้นผิวของผนัง พื้นและเพดานแข็ง
ดงั นั้นเสียงสะทอ้ นจงึ มีลกั ษณยาว ๆ และมีฟีดแบ็คมากกว่าชนิดอืน่

4. เพลทรีเวิร์บ (Plate Reverb) เปน็ การจาลองเสียงสะท้อนที่ผ่านแผ่นโลหะ โดย
เสยี งทเ่ี กดิ จะมลี ักษณะแหลมใส (Bright Sound) สะอาด (Clean Sound) นยิ มใช้กับเสยี งร้อง

159

5. รีเวิร์สรีเวิร์บ (Reverse Reverb) เป็นการจาลองรีเวิร์บแบบสวนทางกลับกัน
กบั แบบปกติ

6. เกทรีเวิร์บ (Gate Reverb) เป็นรีเวิร์บท่ีมีความเข้มของเสียงก้องในเวลาหนึ่ง
แลว้ หายไปอย่างรวดเร็ว นยิ มใช้กบั กลองสแนรเ์ ป็นตน้

7. สปริงรีเวิร์บ (Spring Reverb) เป็นการจาลองเสียงก้องที่ผ่านสปริงโดยส่วน
ใหญ่มกั จะอยู่ในตู้แอมปก์ ตี าร์

ค่าตา่ ง ๆ ในการปรบั แต่งรีเวิร์บ
ในการปรบั แต่งรีเวรบ์ เอฟเฟกตน์ ัน้ มีค่าทีส่ าคัญในการปรับแต่งดงั น้ี

1. ปรดี ีเลย์ (Predelay) คอื ค่าของเวลาก่อนเกิดการรเี วริ บ์ หรอื เกิดเสยี งก้อง
2. ดิฟฟิวชั่น (Diffusion) คือการต้ังค่าขนาดและระยะของผนัง เพลทหรือขนาด
ของสปรงิ คา่ ดิฟฟวิ ชัน่ นอ้ ย ๆ ก็เสมอื นแผน่ เพลทเลก็ ๆ คา่ ดฟิ ฟวิ ชน่ั มาก ๆ แผ่นเพลทหรือผนังห้องก็
จะขนาดใหญ่
3. ดีเคย์ไทม์ (Decay Time) คือค่าของเวลาที่เสียงก้องเกิดขึ้นว่ามีความยาว
เพียงใด

ภาพที่ 8.10 ลกั ษณะการเกิดเสยี งกอ้ งหรือรเี วิร์บ
ทีม่ า : (Whole System Acoustical Treatments, 2016 : 1)

160

บทสรุป

กราฟฟิคอคี วอไลเซอร์ คอื อุปกรณ์ท่ที าหนา้ ทบ่ี สู ท์หรือคัทย่านความถ่ีเสียงในระบบเสียง พี.
เอ. โดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานเพื่อปรับแต่งหรือชดเชยความดังในแต่ละย่านความถ่ีเสียงแต่ละ
ย่านให้เทา่ ๆ กนั และเพ่ือแก้ไขการหอนหรือการฟีดแบ็คทั้งในมาสเตอร์ พี.เอ. และมอนิเตอร์บนเวที
โดยการคัท หรอื ลดความดงั ในยา่ นความถเี่ สยี งที่เกดิ การหอนลง ซิกแนลโปรเซสเซอร์ สามารถจาแนก
ออกได้ 2 ประเภท คือ ไดนามิคโปรเซสเซอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมระดับสัญญาณจากเครื่องดนตรี
หรือแหลง่ กาเนดิ เสียงตา่ ง ๆ การเชอ่ื มตอ่ ใช้การเชื่อมต่อทางช่องสัญญาณอินเสิร์ทด้วยสายวายเคเบิ้ล
และเอฟเฟกตโ์ ปรเซสเซอร์ ทาหนา้ ท่ีจาลองหรอื สร้างมติ ิของเสียงร้องหรือเสียงของเคร่ืองดนตรีต่าง ๆ
ในระบบเสยี ง พี.เอ. เช่อื มต่อสญั ญาณทางอกั ซ์เซ็นทแ์ ละอักซ์รเี ทิร์น

161

คาถามท้ายบท

จงตอบคาถามต่อไปนี้

1. ข้อใดคือหลักการทางานของกราฟฟิคอีควอไลเซอร์

ก. ควบคุมความดงั ของเสยี ง ข. สร้างมิตเิ สยี ง

ค. บูสท์ – คทั ความถ่เี สียง ง. ลดทอนสญั ญาณเสยี ง

จ. แยกสัญญาณเสียง

2. อปุ กรณ์ในขอ้ ใดสามารถแกไ้ ขปัญหาหารหอนหรือการฟดี แบค็ ได้

ก. กราฟฟคิ อคี วอไลเซอร์ ข. รีเวริ ์บ

ค. คอมเพรสเซอร์ ง. ลิมิเตอร์

จ. ดีเลย์ – แอ็คโค่

3. หากเราตอ้ งการควบคุมไดนามคิ เร้นจ์ เราควรใชอ้ ปุ กรณใ์ ด

ก. กราฟฟคิ อคี วอไลเซอร์ ข. รเี วริ ์บ

ค. คอมเพรสเซอร์ ง. ลมิ ิเตอร์

จ. ดเี ลย์ – แอ็คโค่

4. ขอ้ ใดคือหลกั การเกิดเสยี งกอ้ ง

ก. การยกระดับความถ่เี สียง ข. การกรองเสยี ง

ค. การสะทอ้ นของเสยี ง ง. การหักเหของเสียง

จ. การสะท้อนของเสยี งรอบทิศทาง

5. หากตอ้ งการควบคมุ ความดงั ของสัญญาณไมใ่ ห้เกนิ ทีก่ าหนดควรใชอ้ ุปกรณใ์ ด

ก. กราฟฟคิ อคี วอไลเซอร์ ข. รเี วริ ์บ

ค. คอมเพรสเซอร์ ง. ลิมเิ ตอร์

จ. ดีเลย์ – แอค็ โค่

6. อุปกรณ์ใดทที่ าหน้าท่ี เปิด – ปดิ สัญญาณด้วยการกาหนดความดังของเสยี ง

ก. รเี วริ ์บ ข. คอมเพรสเซอร์

ค. ลมิ ิเตอร์ ง. เกท/เอก็ แพนเดอร์

จ. ดีเลย์ – แอค็ โค่

7. หากเราต้องการกาหนดอัตราการบีบกดสญั ญาณในคอมเพรสเซอรเ์ ราตอ้ งปรับอะไร

ก. เรโช (Ratio) ข. รลี ีส (Release)

ค. เทรซโฮลด์ (Threshold) ง. ดราย – เว็ท (Dry – Wet)

จ. ฮารด์ นี – ซอฟท์นี (Hard Knee – Soft Knee)

162

8. การเชื่อมต่อไดนามิคโปรเซสเซอรค์ วรเช่อื มต่อทางใด

ก. อกั ซเ์ ซนท์ ข. อกั ซ์รีเทิรน์

ค. ไมโครโฟนอนิ พทุ ง. ไลน์อนิ พทุ

จ. อินเสริ ์ท

9. การเชอื่ มต่อเอฟเฟคต์โปรเซสเซอร์ควรเช่ือมต่อทางใด

ก. อักซเ์ ซนท์ ข. อักซ์รเี ทิรน์

ค. ไมโครโฟนอนิ พุท ง. ไลนอ์ ินพทุ

จ. ถูกทั้ง ก. และ ข.

10. เหตุใดจงึ ต้องเลอื กโพสเฟดเดอรเ์ มอ่ื มีการเชอ่ื มตอ่ เอฟเฟกต์

ก. เพื่อรกั ษาอตั ราส่วนของสัญญาณ ข. เพื่อให้เครื่องทางานเต็มท่ี

ค. เพอื่ ให้เอฟเฟกตท์ างานคงท่ี ง. เพอ่ื ให้เสยี งดี

จ. ถกู ทุกข้อ

163

เอกสารอา้ งอิง

ฮิเดกิ โมริ. (2558). ระบบเสยี งพีเอ. พมิ พ์คร้งั ท่ี 2. ปทุมธานี: สถาบนั อีเล็กทรอนกิ ส์กรุงเทพรงั สิต.
Audio Limiters. (2016). Retrieved March 15, 2016, from

http://www.mediacollege.com/audio/processing/limiter/
Compression knee. (2014). Retrieved March 15, 2016, from

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Compression_knee.svg
Gibson, B. (2011). Live Sound Operator's Handbook. 2nd Ed. United State of

America: Hal Leonard Book.
Maningo E., (2011). How to use Reverb unit with Mixing Console

using Aux Sends and Returns. Retrieved March 15, 2016, from
http://www.audiorecording.me/how-to-use-reverb-unit-with-mixing-console-
using-aux-sends-and-returns.html
Noise Gate. (2016). Retrieved March 15, 2016, from
https://en.wikipedia.org/wiki/Noise_gate
Petri Suhonen., (2011). Brief Introduction To Delay Effect. Retrieved
March 16, 2016, from http://howtomakeelectronicmusic.com/brief-
introduction-to-delay-effect
Spectrum Pad. (2015). Retrieved March 15, 2016, from
http://www.blackcatsystems.com/ipad-iphone-ipod-touch-audio-sound-app
/Audio-Spectrum-Analyzer-FFT-fourier-frequency-dB-dBm-harmonics-acoustic-
phase-total-harmonic-distortion-noise.html
Tozzoli R., (2015). Using Delay to Help Lead Guitars Cut Through
the Mix. Retrieved March 15, 2016, from https://ask.audio/articles/using-
delay-to-help-lead-guitars-cut-through-the-mix
What does this mean to my audio. (2011). Retrieved March 15, 2016, from
https://sites.google.com/site/lpgsmusictech/focus-on/equipment/
whatisacompressor
Whole System Acoustical Treatments. (2013). Retrieved March 15, 2016,
from https://continuingeducation.bnpmedia.com/course.php?L=217&C=
893&P=4

164

แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 9
มอนิเตอรแ์ ละการเช่ือมต่อระบบเสยี ง พี.เอ.
_______________________________________________________

เวลาเรียน 16 ชวั่ โมง

จดุ ประสงค์

หลงั จากศึกษาบทเรยี นน้ีแล้ว นกั เรยี นควรมีพฤติกรรมดงั นี้
1. ทราบถงึ หลักการจดั มอนเิ ตอร์
2. ทราบถงึ หลกั การเชอื่ มตอ่ ระบบเสียง พี.เอ.
3. สามารถปฏบิ ัตกิ ารจดั มอนิเตอร์และเชอื่ มตอ่ ระบบเสียง พี.เอ. ร่วมกนั ได้
4. สามารถตอบคาถามทา้ ยบทได้

เนอื้ หา

1. มอนเิ ตอร์
2. มอนิเตอรใ์ นระบบเสียง พี.เอ. ขนาดย่อม
3. มอนิเตอร์ในระบบเสยี ง พี.เอ. ขนาดกลาง – ขนาดใหญ่
4. ไซดฟ์ ลิ ลม์ อนิเตอร์
5. การเช่อื มตอ่ ระบบเสียง พี.เอ.

วิธีการสอนและกจิ กรรม

1. อธบิ ายเกริน่ นาถึงหน้าที่ หลกั การจัดมอนเิ ตอรแ์ ละการเชอื่ มตอ่ ระบบเสยี ง พี.เอ.
2. บรรยายและอธบิ ายประกอบ Power Point
3. การสาธติ และการปฏิบัติการ
4. แสดงความคิดเหน็ สรุปประเด็นเนอื้ หาสาระร่วมกนั
5. สอบถามความเขา้ ใจในเนื้อหาของบทเรยี น
6. ตอบคาถามท้ายบทเรยี น

166

สือ่ การเรียนการสอน

1. Power Point สรุปประเดน็ เน้ือหาบทท่ี 9
2. เอกสารประกอบการสอนบทท่ี 9
3. ชุดอุปกรณร์ ะบบเสียง พี.เอ.
4. ชุดอปุ กรณ์สาหรบั มอนิเตอร์
5. สายสญั ญาณ
6. ใบงานคาถามท้ายบทเรียน

การวดั ผลและประเมินผล

1. สงั เกตความสนใจและการต้งั ใจเรยี น
2. สังเกตการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน การอภิปราย การแสดงความคิดเห็น และการ
ซกั ถามของนักศกึ ษา
3. ตรวจผลการจากการตอบคาถามทา้ ยบทเรียน

บทที่ 9
มอนิเตอร์และการเชื่อมต่อระบบเสยี ง พี.เอ.

มอนิเตอร์

Bill Gibson (2011 : 245) ไดอ้ ธิบายว่า มอนิเตอร์ หมายถึง ระบบเสียงที่ส่งสัญญาณเสียง
กลับไปยังเวที หรือสถานท่ี ทีน่ กั ดนตรี พธิ กี ร นักแสดง หรอื บุคคลท่ีกาลังทาหน้าท่ีในการจัดงานให้ได้
ยินเสียงดนตรีที่ตนบรรเลง เสียงร้อง หรือเสียงประกอบต่าง ๆ สาหรับนักแสดง ซึ่งหากบุคคลเหล่านี้
ไม่ได้ยิน หรือได้ยินเสียงไม่ชัดก็จะก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา ดังนั้นมอนิเตอร์จึงมีความสาคัญไม่
นอ้ ยไปกว่าระบบเสียง พี.เอ. หลกั

มอนิเตอร์ทใี่ ชร้ ่วมกนั ในการจัดระบบเสยี ง พี.เอ. นน้ั สามารถจาแนกได้ 4 ลกั ษณะ คอื
1. แบบวางพ้ืน (Floor wedges) โดยคาว่าเวดจ์นั้นหมายถึงตู้ลาโพงที่วางแล้วแหงน

หน้าขน้ึ เพือ่ สง่ กระจายเสียงใหต้ รงกับตาแหน่งหขู องนักดนตรี นกั ร้อง และนกั แสดงต่าง ๆ
2. แบบวางข้างเวที (Side fills) เป็นมอนิเตอร์แบบรวมที่จัดวางไว้ด้านข้างเวทีเพื่อ

แก้ปัญหาของลาโพงเวดจ์ที่วางเฉพาะจุดจึงต้องเติม ซึ่งคาว่าฟิลล์ (fills) หมายถึงเติมหรือเพ่ิมเข้ามา
ไม่ให้เกิดพนื้ ทที่ เ่ี ปน็ จุดบอด

3. มอนิเตอร์ส่วนบุคคล (Small format) เป็นมอนิเตอร์ท่ีจัดให้เฉพาะงานซ่ึงมักจะมี
ขนาดเล็ก เช่น มอนิเตอร์ในห้องบันทึกเสียง เป็นต้น

4. เอียร์มอนิเตอร์ (In – ear) หรือมอนิเตอร์แบบหูฟังท่ีออกแบบสร้างขึ้นมาเพื่อ
แก้ปัญหาการหอนหรือการฟีดแบ็ค ทั้งยังให้เสียงที่ชัดเจน การรบกวนมีน้อยกว่าเหมาะสาหรับมือ
กลองและนกั รอ้ งที่ตอ้ งเคลื่อนย้ายบ่อย ๆ

ภาพที่ 9.1 เวดจ์มอนิเตอร์
ที่มา : (Happiness and Fun Toys, 2016 : 8)

168

ภาพที่ 9.2 ไซด์ฟิลล์มอนิเตอร์
ที่มา : (สมคดิ แหว้ เหมือน, 2559 : 5)

ภาพท่ี 9.3 มอนเิ ตอร์ส่วนบุคคล
ทมี่ า : (Mackie, Event And Hafler Powered Studio Monitors, 2016 : 1)

169

ภาพที่ 9.4 เอียร์มอนิเตอร์
ทีม่ า : (Baxley T., 2016 : 1)
ในการจดั มอนเิ ตอร์น้นั อย่างหน่งึ ที่จะต้องพิจารณาก็คือการเลือกใช้ไมโครโฟน เน่ืองจากบน
เวทีมีโอกาสเกิดการหอน การหวีด ของเสียงได้ง่ายเน่ืองจากตาแหน่งของไมโครโฟนอยู่ใกล้กับ
มอนิเตอร์ ดังน้ันเราจึงควรพิจารณาทิศทางในการรับสัญญาณและการจัดวางของไมโครโฟน
ประกอบดว้ ย เพอ่ื ลดหรอื หลกี เลีย่ งปญั หาการหอน การหวีด ดังกล่าว ทิศทางในการรับสัญญาณ และ
ระยะห่างของการจัดวางไมโครโฟนกับมอนิเตอร์ควรจะเหมาะสม ไมโครโฟนท่ีใช้ควรเป็นแบบคาดิ
ออดหรือไฮเปอร์คาดิออด เพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงการรับสัญญาณจากด้านหลังไมโครโฟนอันจะ
ก่อให้เกดิ การหอน หรอื การหวีด (Gibson, 2011 : 246)

ภาพท่ี 9.5 ทิศทางการรบั สญั ญาณและการจัดวางไมโครโฟนกับมอนิเตอร์
ทม่ี า : (Getting Your Studio Sound Live, 2016 : 2)

170

มอนิเตอรใ์ นระบบเสียง พี.เอ. ขนาดย่อม

ฮิเดกิ มอริ (2558 : 214 ) อธิบายถึงในการจัดระบบเสียง พี.เอ. โดยเฉพาะในคอนเสิร์ต
ใหญ่ ๆ นั้นเม่ือมีความจาเป็นต้องจัดมอนิเตอร์ มิกเซอร์คอนโซลที่ใช้งานอาจจะไม่จาเป็นต้องมีตัว
เดียว อาจจะจัดระบบให้มีมิกเซอร์คอนโซลหลัก (House P.A. หรือ FOH) กับมิกเซอร์คอนโซลของ
มอนิเตอร์ที่เรียกว่า มอนิเตอร์คอนโซล ควบคุมระบบเสียงมอนิเตอร์อยู่บนเวที ต่างจากคอนเสิร์ต
ขนาดเล็กถึงขนาดกลางท่ีอาจจะใช้มิกเซอร์คอนโซลหลักเพียงตัวเดียวควบคุมท้ังเมน พี.เอ. และ
มอนิเตอร์

การเช่ือมต่อมอนิเตอร์ในระบบเสียง พี.เอ. ขนาดย่อมน้ันเราจะส่งสัญญาณจากมิกเซอร์
คอนโซลทางช่องสัญญาณอักซ์เซ็นด์ (Aux send) โดยอักซ์ดังกล่าวจะต้องเลือกเป็นปรีเฟสเดอร์
เนื่องจากหากมีการปรับค่าเฟดเดอร์ในแต่ละช่องสัญญาณมอนิเตอร์จะได้ไม่เปลี่ยนแปลงเน่ืองจาก
สัญญาณที่ส่งทางอักซ์เซ็นด์นั้นไม่ผ่านเฟดเดอร์ และควรต่อสัญญาณผ่านกราฟฟิคอีควอไลเซอร์ก่อน
เพื่อปรับลดสัญญาณท่ีเกิดการหอนหรือการหวีด และยังสามารถใช้กราฟฟิคอีควอไลเซอร์ปรับโทน
เสียงของมอนิเตอรด์ ังกลา่ วได้อกี ดว้ ยแลว้ จงึ ส่งผ่านเพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์และลาโพงมอนิเตอร์ต่อไป
หรือหากเป็นลาโพงมอนิเตอร์แบบแอ็คทีฟก็ไม่ต้องใช้เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์เน่ืองจากมีเพาเวอร์
แอมปใ์ นตวั อยู่แล้ว

ตาแหนง่ ในการจัดวางน้ันควรให้กราฟฟิคอีควอไลเซอร์อยู่ใกล้กับมิกเซอร์คอนโซลเน่ืองจาก
สะดวกต่อการปรับแต่งและการแก้ไข ส่วนเพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์ควรจัดให้อยู่ใกล้ ๆ กับลาโพง
เพราะถา้ หากสายลาโพงยิง่ ยาวก็จะทาให้คุณภาพเสียงลดลง

ความแรงของสัญญาณจากกราฟฟิคอีควอไลเซอร์ท่ีส่งไปยังเพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์นั้นก็
ควรให้มีความแรงของสัญญาณพอสมควร โดยประมาณ +4dB และควรเป็นสัญญาณแบบบาลานซ์
เพือ่ ไมใ่ หเ้ กดิ สญั ญาณความถี่วิทยแุ ทรกเขา้ มา

มิกเซอร์คอนโซล กราฟฟคิ อคี วอไลเซอร์ เพาเวอร์
สง่ ออกทางอักซเ์ ซนด์ แอมปลิไฟเออร์

ภาพที่ 9.6 การเช่ือมต่อมอนิเตอร์ทางช่องอักซเ์ ซนด์
ที่มา : https:// www.ipswichpa.co.uk

171

มอนิเตอรใ์ นงานระบบเสยี ง พี.เอ. ขนาดกลาง – ขนาดใหญ่

ฮิเดกิ มอริ (2558 : 223) กล่าวว่าในงานระบบเสียง พี.เอ. ขนาดใหญ่ ๆ มีจานวนอินพุท
มาก ๆ นั้นเราจะแยกมกิ เซอรค์ อนโซลออกเป็นสองสว่ นคอื

สว่ นท่ี 1 มกิ เซอร์คอนโซลหลัก เรียกว่า เอฟโอเอช (FOH) หรือเฮาส์คอนโซล ทาหน้าท่ี
ควบคุมระบบเสียง พี.เอ. หลกั

ส่วนที่ 2 มิกเซอร์คอนโซลรอง เรียกว่า มอนิเตอร์มิกเซอร์ (Monitor mixer) หรือ
มอนเิ ตอร์คอนโซล ทาหน้าท่คี วบคุมระบบเสียงมอนเิ ตอรบ์ นเวที

ในการควบคุมระบบเสียง พี.เอ. ขนาดใหญ่นั้นจาเป็นต้องใช้ซาวด์เอ็นจิเนียร์สองคน คน
หนึง่ ควบคมุ ระบบเสยี งหลักและอีกคนควบคุมระบบเสียงมอนิเตอร์บนเวที ส่วนการเช่ือมต่อสัญญาณ
น้ันจะใช้สายสเนก็ หรอื สายมัลตคิ อรท์ ่ีแยกสัญญาณออกเป็นสองทาง หรือใช้คอนเนค็ เตอรบ์ ็อกซ์
สปลิตเตอร์บ็อกซ์ (Splitter Box) ที่ขนานสัญญาณและมีการควบคุมรักษาอิมพีแดนซ์ให้คงที่เป็นตัว
เชอ่ื มตอ่ สัญญาณจากเวทมี ายงั เมนมิกเซอร์คอนโซลกับมอนิเตอรม์ ิกเซอร์

ข้อดขี องการใชม้ ิกเซอร์คอนโซลสองชุดก็คือสามารถส่งอักซ์เซ็นด์ได้มากเน่ืองจากมอนิเตอร์
มิกเซอร์จะออกแบบให้มีอักเซ็นด์ตั้งแต่ 8 อักซ์ขึ้นไป และให้สัญญาณขาออกท่ีมีความแรงไม่น้อยกว่า
+4dB ในแบบบาลานซ์

สปลิตเตอรบ์ ็อก มอนิเตอร์ อักซ์1 กราฟฟิคอีควอไลเซอร์ เพาเวอรแ์ อมป์
มิกเซอร์ อักซ์2 กราฟฟิคอคี วอไลเซอร์ เพาเวอร์แอมป์
มิกเซอรค์ อนโซลหลัก อักซ์3 กราฟฟคิ อีควอไลเซอร์ เพาเวอร์แอมป์
(Main Mixer) (Monitor Mixer)

ภาพท่ี 9.7 การต่อมอนิเตอรจ์ ากมอนิเตอร์มกิ เซอร์

172

ไซด์ฟิลลม์ อนิเตอร์

ไซด์ฟลิ ลเ์ ป็นการเติมเสียงโดยรวม เพ่ือชดเชยบริเวณท่ีเป็นจุดบอดเสียงที่ได้ยินไม่ครบถ้วน
การเตมิ ไซดฟ์ ิลลส์ ามารถทาไดท้ ้ังระบบเสียง พี.เอ. ขนาดย่อมจนถึงขนาดใหญ่ โดยในกรณีท่ีจัดระบบ
เสียง พ.ี เอ. ขนาดย่อมโดยใช้มิกเซอรค์ อนโซลเพียงตัวเดียวน้ันเราสามารถส่งสัญญาณจากมอนนิเตอร์
เอาทพ์ ุท หรือกรปุ๊ เอาท์พุท จากมิกเซอร์คอนโซลหลักได้เลย และถ้าเป็นระบบเสียง พี.เอ. ขนาดใหญ่
ที่ใช้มิกเซอร์คอนโซลสองตัวน้ันเราจะส่งสัญญาณจาก มาสเตอร์เอาท์พุท หรือเสตอริโอเอาท์พุทของ
มอนเิ ตอรม์ กิ เซอร์และควรต่อกราฟฟิคอคี วอไลเซอรไ์ ว้เพ่ือปรับโทนเสียงและแก้ไขการหวีด หอน ของ
เสยี งดว้ ย (ฮิเดกิ มอริ, 2558 : 225)

อกั ซเ์ ซน็ ด์ (Aux Send)

มอนิเตอรเ์ อาท์ (Monitor ไซดฟ์ ลิ ล์มอนิเตอร์
กราฟฟคิ
อคี วอไลเซอร์

เพาเวอร์
แอมปลิไฟเออร์

ภาพที่ 9.8 การต่อไซด์ฟิลลม์ อนเิ ตอรจ์ ากมิกเซอร์

173

สปลติ เตอร์บอ็ ก มอนเิ ตอร์ อกั ซ์1 กราฟฟคิ อคี วอไลเซอร์ เพาเวอรแ์ อมป์
มิกเซอร์ อักซ์2 กราฟฟคิ อคี วอไลเซอร์ เพาเวอร์แอมป์
มกิ เซอร์คอนโซลหลกั อักซ์3 กราฟฟคิ อีควอไลเซอร์ เพาเวอรแ์ อมป์
(Main Mixer) (Monitor Mixer)

เสตอรโิ อเอาทพ์ ุท

กราฟฟคิ อคี วอไลเซอร์

เพาเวอร์แอมป์ ไซด์ฟิลล์มอนเิ ตอร์

ภาพท่ี 9.9 การต่อไซด์ฟลิ ลม์ อนเิ ตอร์จากมอนเิ ตอรม์ ิกเซอร์

ในการจดั มอนิเตอร์สาหรับระบบเสียง พี.เอ. ในแต่ละคร้ังเราควรมีการออกแบบการจัดวาง
มอนิเตอร์เพื่อความเหมาะสม โดยจะต้องพิจารณาจากสถานท่ี จานวนของอักซ์ท่ีมีสาหรับการส่ง
สญั ญาณเพ่อื ให้นักดนตรีและผู้แสดงสามารถได้ยินเสียงได้อย่างชดั เจนและทั่งถึง

คีย์บอร์ด กลองชุด เบส

อักซ์2 อักซ์3 อักซ์2

กตี าร์ รอ้ งนา

อักซ์1 อักซ์1

ภาพที่ 9.10 ตวั อย่างการออกแบบการจัดวางมอนิเตอร์

174

การเชือ่ มตอ่ ระบบเสียง พี.เอ.

Bill Gibson (2011 : 231) อธิบายการเช่ือมต่อระบบเสียง พี.เอ. หมายถึง การเช่ือมต่อ
อุปกรณ์ เครื่องมือ ท่ีใช้งานในระบบเสียง ซึ่งสามารถจาแนกตามการแยกย่านความถ่ีเสียงออกได้ 3
แบบ คอื

1. แบบฟลู เรนจ์ (Full range System)
2. แบบสองทาง (Two way System)
3. แบบสามทาง (Three way System)
การจดั ระบบเสยี ง พี.เอ. แบบฟูลเรนจ์
เป็นการจดั ระบบเสียงเพอื่ รองรบั ผชู้ มจานวนประมาณ 30 - 150 คน มีฟ้ืนที่ในการรับฟังไม่
ใหญม่ าก เชน่ ร้านอาหารขนาดย่อม งานเล้ียงท่ีจัดในสวน ในบา้ น หากมเี ครอื่ งดนตรีไฟฟ้า เช่น กีตาร์
เบส หรือคีย์บอร์ดไม่จาเป็นต้องผสมสัญญาณเสียงยังมิกเซอร์คอนโซล สามารถรับฟังจากตู้แอมป์
กตี าร์ ตู้แอมป์เบส หรือตแู้ อมป์คยี บ์ อรด์ ได้เลย การเชื่อมต่อใช้อุปกรณ์ไม่มากไม่มีการแยกความถ่ีด้วย
แอ็คทีฟครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์ค แต่ใช้เพียงการแบ่งความถ่ีจากพาสซีพครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์คภายใน
ลาโพงเท่านั้น อปุ กรณ์ทใ่ี ช้ประกอบไปดว้ ย
1. ไมโครโฟน
2. มกิ เซอรค์ อนโซล
3. เอฟเฟกต์โปรเซสเซอร์
4. กราฟฟคิ อคี วอไลเซอร์
5. เพาเวอร์แอมปลไิ ฟเออร์
6. ลาโพง

เอฟเฟกต์

ภาพท่ี 9.11 การเช่ือมต่อระบบเสียง พี.เอ. แบบฟูลเรนจ์

175

จากภาพท่ี 9.11 ไมโครโฟนทาหน้าท่ีรับสญั ญาณเสยี งจากแหล่งกาเนิดเสียง หรือจากเคร่ือง
เล่นต่าง ๆ เข้ามายังภาคส่งสัญญาณขาเข้าของมิกเซอร์คอนโซล มิกเซอร์ทาหน้าท่ีผสมสัญญาณเสียง
ปรับแต่งคุณภาพเสียงและสร้างมิติเสียงด้วยเอฟเฟกต์ผ่านทางช่องอักซ์เซ็นด์และนาสัญญาณที่ผ่าน
เอฟเฟกต์กลับมารวมกันอีกคร้ังทางช่องอักซ์รีเทิร์นในมิกเซอร์คอนโซล สัญญาณท้ังหมดถูกส่งไปยัง
กราฟฟิคอีควอไลเซอร์ทางมาสเตอร์เอาท์พุท กราฟฟิคอีควอไลเซอร์ทาหน้าที่ปรับแต่งโทนเสียง
โดยรวมของระบบเสียง พี.เอ. และแก้ไขการหวีด การหอน ก่อนที่จะส่งสัญญาณโดยรวมไปยัง
เพาเวอร์แอมปลไิ ฟเออร์เพื่อขยายกาลงั และสง่ ไปยงั ลาโพงซ่ึงภายในตู้ลาโพงจะมีพาสซีพครอสโอเวอร์
เนท็ เวริ ค์ ทาหนา้ ท่ีแยกความถ่ีเสียงเพือ่ ป้อนใหก้ บั ลาโพง เปน็ อันครบขั้นตอนของการทางาน

การจดั ระบบเสียง พี.เอ. แบบสองทาง
การจดั ระบบเสียง พี.เอ. แบบสองทางน้ีจะกาหนดการแยกย่านความถ่ีเสียงเพื่อส่งไปให้กับ
เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์และลาโพงออกเป็นสองช่วงย่านความถ่ีได้แก่ ย่านความถ่ีต่า (เสียงทุ้ม) และ
ยา่ นเสยี งกลางจนทุม้ จนถึงเสียงแหลมโดยการใชพ้ าสซีพครอสโอเวอรเ์ นท็ เวิร์คเป็นอุปกรณ์ในการแยก
สญั ญาณดังกลา่ ว ในการจัดระบบเสยี ง พี.เอ. แบบน้ีเหมาะสาหรับผู้ชมประมาณ 100 - 500 คน โดย
เสียงจากเครื่องดนตรีหรือแหล่งกาเนิดต่าง ๆ จะต้องผ่านการผสมเสียงด้วยมิกเซอร์คอนโซลทุกช้ิน
และตอ้ งมีการจัดมอนเิ ตอรบ์ นเวที

เอฟเฟกต์ เพาเวอร์แอมป์

กราฟฟิค
อคี วอไลเซอร์

กราฟฟิค
อีควอไลเซอร์
ครอสโอเวอร์
เพาเวอรแ์ อมป์
เพาเวอร์แอมป์

ภาพที่ 9.12 การเช่อื มต่อระบบเสียง พี.เอ. แบบสองทาง

176

การทางานในการจดั ระบบเสยี ง พี.เอ. แบบสองทางนส้ี ามารถอธิบายการทางานในระบบได้
สองสว่ นคือ

ส่วนที่หนึ่งระบบเสียง พี.เอ. หลัก มิกเซอร์คอนโซลทาหน้าท่ีรับสัญญาณจากเคร่ือง
ดนตรี ไมโครโฟนและแหล่งกาเนิดเสียงต่าง ๆ ปรับสมดุล คุณภาพเสียง และมิติของเสียงด้วยเอฟ
เฟกตผ์ ่านทางชอ่ งอกั ซ์เซ็นดแ์ ละอกั ซ์รเี ทริ ์น ที่เป็นแบบโพสท์เฟดเดอร์แล้วส่งสัญญาณไปยังมาสเตอร์
เอาทพ์ ุทและกราฟฟิคอีควอไลเซอร์เพ่ือปรับแต่งโทนเสียงโดยรวมและแก้การหอน การหวีดของเสียง
สญั ญาณถกู ส่งไปยงั แอคทฟี ครอสโอเวอร์เนท็ เวิรค์ ทีท่ าหน้าที่แยกความถี่เสียงออกเป็นสองช่วงความถ่ี
ได้แก่ ความถี่ต่า (เสียงทุ้ม) จนถึงเสียงกลางทุ้ม และจากเสียงกลางทุ้มไปจนถึงเสียงแหลมซึ่งจุดตัด
ระหว่างความถี่ท้ังสองย่านความถ่ีน้ันจะอยู่ระหว่างประมาณ 90 - 180Hz ทั้งนี้ควรพิจารณาจาก
ความสามารถในการตอบสนองความถขี่ องลาโพงที่ทาหน้าที่ขับเสียงทุ้มและลาโพงท่ีทาหน้าที่ขับเสียง
กลางทุ้มจนถึงเสียงแหลม การจัดระบบเสียง พี.เอ. แบบนี้ต้องใช้เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์สองชุดเพ่ือ
ขบั หรอื ขยายกาลังในสองชว่ งความถ่ี

ส่วนที่สองเป็นภาคของการจัดมอนิเตอร์บนเวที สัญญาณจะถูกส่งผ่านทางอักซ์เซ็นด์
ตามจานวนของอักซ์ท่ีมีบนมิกเซอร์คอนโซล ดังน้ันเราควรพิจารณาและวางแผนในการจัดวาง
มอนิเตอร์ว่าจะมีกี่กลุ่ม เน่ืองจากมิกเซอร์ที่ใช้เป็นมิกเซอร์หลักมักจะมีจานวนอักซ์ไมมาก ดดยปกติ
ประมาณ 3 - 4 อักซ์ โดยจะต้องเป็นแบบปรีเฟสเดอร์ คือเม่ือมีการปรับแชนแนลเฟสเดอร์บนเวทีจะ
ไม่มีการลดหรือเพิ่มขนาดของสัญญาณ ดังนั้นเมื่อจัดบาลานซ์หรือสมดุลเสียงบนเวทีแล้ว หากมีการ
ลดเพม่ิ เฟดเดอรใ์ นมกิ เซอรก์ ็จะไมม่ ีผลใด ๆ กบั มอนิเตอรบ์ นเวที สัญญาณจะถูกส่งผ่านไปยังกราฟฟิค
อคี วอไลเซอรอ์ ีกชดุ หรอื ตามจานวนจดุ ของมอนิเตอร์เพื่อปรับโทนเสียง แก้ไขการหวีด หอนของเสียง
แล้วส่งไปยงั เพาเวอร์แอมปลิไฟเออรท์ ี่ทาหน้าที่ขับ ขยายกาลังของลาโพงมอนเิ ตอรด์ งั กล่าว

การจดั ระบบเสยี ง พี.เอ. แบบสองทางเป็นระบบที่เริ่มค่อนข้าสลับซับซ้อน อุปกรณ์ การ
ทางานเริ่มมากข้ึน ดังน้ันควรจัดวางเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ต้องปรับแต่งหรือแก้ไขบ่อย ๆ เช่นกราฟฟิค
อีควอไลเซอร์ท้ังในระบบหลักและระบบของการมอนิเตอร์ไว้ใกล้ ๆ ตัว จะสามารถแก้ไขปัญหาได้
อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้แล้วควรทาเคร่ืองหมายแสดงการทางาน หน้าที่ของเครื่องมือ อุปกรณ์ไว้
เพื่อที่จะไดส้ ามารถคน้ หาได้อยา่ งคลอ่ งตวั

การจดั ระบบเสียง พี.เอ. แบบสามทาง
การจัดระบบเสียง พี.เอ. แบบสามทางน้ันคล้ายกันกับการจัดระบบเสียง พี.เอ. แบบสอง
ทางต่างกันตรงที่สามารถรองรับผู้ชมได้ตั้งแต่ 500 คน ข้ึนไปถ้าหากผู้ชมจานวนมากก็สามารถเพิ่ม
ขนาดและจานวนของ พี.เอ. เพาว์แอมปลิไฟเออร์และลาโพงได้ นอกจากนี้การจัดระบบเสียง พี.เอ.
แบบสามทางยงั แยกความถ่เี สยี งออกเป็นสามย่านความถ่ี ได้แก่ ยา่ นเสยี งทุ้ม ยา่ นเสียงกลาง และย่าน

177

เสยี งแหลม โดยใช้พาสซพี ครอสโอเวอร์เนท็ เวิรค์ เป็นตัวแบง่ ความถเ่ี สียง ใชเ้ พาเวอรแ์ อมปลิไฟเออร์ใน
การขยายกาลังหลักสามชุด ส่วนภาคของมอนิเตอร์จะใช้มอนิเตอร์มิกเซอร์ในการควบคุมระบบเสียง
มอนิเตอร์บนเวที ดังนน้ั จงึ ต้องมีซาวดเ์ อ็นจิเนียรใ์ นการควบคมุ ดแู ลระบบอย่างนอ้ ยสองคน

เอฟเฟกต์ เพาเวอร์แอมป์

กราฟฟิค
อคี วอไลเซอร์

กราฟฟคิ
อคี วอไลเซอร์
ครอสโอเวอร์

เพาเวอร์แอมป์

เพาเวอร์แอมป์

เพาเวอรแ์ อมป์

ภาพท่ี 9.13 การเชือ่ มต่อระบบเสยี ง พี.เอ. แบบสามทาง

จากภาพที่ 9.13 สญั ญาณจากแหล่งกาเนิดเสียงและเครื่องดนตรีต่างเชื่อมต่อมายังมิกเซอร์
คอนโซลหลกั ผา่ นทางสปลติ เตอร์บ็อกซ์ท่ขี นานสัญญาณออกเป็นสองส่วน ส่วนท่ีหนึ่งส่งให้ระบบเสียง
พี.เอ. หลักโดยมิกเซอร์คอนโซลหลักจะทาหน้าท่ีผสมสัญญาณเสียง ปรับแต่งคุณภาพเสียง จัดมิติ
ระบบเสียงและสร้างสมดุลเสียงก่อนส่งไปยังกราฟฟิคอีควอไลเซอร์ทางมาสเตอร์เอาท์พุท กราฟฟิค
อคี วอไลเซอร์ปรับโทนเสยี งโดยรวมและปรับแต่งแก้ไขการหวีด หอน ของเสียงจากไมโครโฟน แล้วจึง
ส่งสัญญาณไปยังแอ็คทีฟครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์คแบบสามทาง ครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์คแบบสามทางจะ
แยกสัญญาณออกเปน็ สามชว่ งความถ่เี สยี งได้แก

1. ยา่ นเสยี งทุ้ม จะกาหนดจุดตดั ความถ่อี ยู่ประมาณ 90 – 140Hz
2. ย่านเสียงกลาง จะกาหนดจุดตัดความถี่ระหว่าเสียงกลางกับเสียงแหลมท่ีประมาณ
2kHz – 7kHz

178

3. ยา่ นเสยี งแหลม ตง้ั แตค่ วามถ่ีทก่ี าหนดเปน็ ตน้ ไป
ดังน้ันจึงจาเป็นต้องใช้เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์เพื่อขับหรือขยายสัญญาณเสียงทั้งสามย่าน
ความถี่จานวนสามชุดโดยควรพิจารณาขนาดกาลังวัตถ์ของการขยายกาลังจากขนาดความสามารถ
การทนการขยายของลาโพงและวิธีการต่อลาโพง ข้อดีของการจัดระบบเสียงแบบสามทางนี้คือ
สามารถควบคุมในแตล่ ะยา่ นความถ่ไี ด้อย่าอิสระแตก่ ต็ อ้ งใช้เครอ่ื งมือ อปุ กรณ์จานวนมาก
ส่วนท่ีสองสัญญาณที่ขนานจากสปลิตเตอร์บ็อกซ์จะถูกส่งไปยัวมอนิเตอร์มิกเซอร์ ซึ่งการ
เลือกใช้มอนิเตอร์มิกเซอร์นั้นจะเลือกมิกเซอร์คอนโซลท่ีออกแบบให้มีจานวนอักซ์ต้ังแต่ 8 ช่องขึ้นไป
โดยอักซ์ต้องเป็นแบบปรเี ฟดเดอร์ สญั ญาณจากอักซเ์ ซ็นด์ตา่ ง ๆ จะถูกส่งไปยังมอนิเตอร์แต่ละจุดโดย
มีกราฟฟิคอีควอไลเซอรืไว้คอยปรับโทนเสียงและแก้การหวีด หอน ของเสียง ในระบบเสียง พี.เอ.
สาหรับคอนเสิร์ตใหญ่ ๆ นิยมใช้ไซด์ฟิลล์มอนิเตอร์ร่วมด้วยโดยจะส่งสัญญาณโดยรวมจากมอนิเตอร์
มิกเซอร์ผ่านทางมาสเตอร์เอาท์พุทไปยังกราฟฟิคอีควอไลเซอร์ เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์และลาโพง
ไซด์ฟิลล์มอนิเตอร์ซึ่งการจัดไซด์ฟิลล์มอนิเตอร์อาจจะจัดเหมือนกับระบบเสียงแบบสองทางก็ได้
ระบบเสยี งบนเวทีกจ็ ะสมบรู ณข์ นึ้ แต่จะต้องระวังการหวีด หอนของเสียงให้ดี ควรควบคุมความดังให้
พอเหมาะมิฉะน้ันกอ็ าจจะก่อใหเ้ กิดปัญหากบั การจดั ระบบเสียงโดยรวมได้

บทสรุป

มอนิเตอร์ คอื ระบบเสยี งท่จี ดั บนเวทสี าหรับนักดนตรี ในการจัดระบบเสียง พี.เอ. เราจะใช้
มอนเิ ตอร์อยู่ดว้ ยกันสามแบบคอื แบบวางพืน้ แบบวางข้างเวทีและเอียร์มอนิเตอร์ ซ่ึงสัญญาณที่ส่งไป
เพ่ือมอนิเตอร์นั้นจะส่งทางอักซ์เซ็นด์ซึ่งจะต้องเป็นแบบปรีเฟสเดอร์เพ่ือไม่ให้มอนิเตอร์ดัง – เบา ไม่
คงท่เี มือ่ มกี ารปรบั แชนแนลเฟดเดอร์ หากเปน็ การจดั ระบบเสียง พี.เอ. ขนาดย่อมสัญญาณท่ีส่งไปเพ่ือ
มอนิเตอร์จะส่งจากมิกเซอร์คอนโซลหลักเลย แต่ถ้าเป็นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่นิยมใช้มอนิเตอร์
มิกเซอร์เข้ามาร่วมโดยจะต้องขนานสัญญาณอินพุทต่าง ๆ ผ่านสปลิตเตอร์บ็อกซ์ ปกติมอนิเตอร์
มิกเซอร์จะมีจานวนอักซ์ตั้งแต่ 8 ช่องข้ึนไป นอกจากนี้แล้วเรายังสามารถจัดไซดฟิลล์มอนิเตอร์
เพิ่มเติมเข้าไปอีกได้โดยต่อสัญญาณจาดมาสเตอร์เอาท์พุทของมอนิเตอร์มิกเซอร์ ควรคานึงถึงการจัด
วางไมโครโฟนจากทิศทางการรับสัญญาณของไมโครโฟนเพ่ือลดปัญหาการหวีด หอน ของเสียงด้วย
ส่วนการเช่ือมต่อระบบเสียง พี.เอ. สามารถจาแนกตามการแยกย่านความถี่เสียงได้ 3 แบบ คือแบบ
ฟูลเรนจ์ เหมาะสาหรับงานขนาดเล็ก แบบสองทาง และแบบสามทาง โดยใช้แอ็คทีฟครอสโอเวอร์
เนท็ เวริ ค์ แยกความถี่เพอ่ื ให้เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์ขบั กาลังตอ่ ไป

179

คาถามทา้ ยบท

จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้

1. มอนเิ ตอรแ์ บบใดทไ่ี มไ่ ดใ้ ชใ้ นการจดั ระบบเสียง พี.เอ.

ก. ฟลอรเ์ วดจ์ ข. แบบวางพน้ื

ค. มอนิเตอร์สว่ นบคุ คล ง. ไซด์ฟลิ ล์

จ. แบวางขา้ งเวที

2. มอนิเตอร์ในขอ้ ใดทเี่ หมาะกับการทต่ี อ้ งเคล่อื นที่ไปมาบอ่ ย ๆ

ก. เอียร์มอนเิ ตอร์ ข. แบบวางพื้น

ค. มอนเิ ตอร์ส่วนบคุ คล ง. ไซด์ฟิลล์

จ. แบวางข้างเวที

3. ฟลอรเ์ วดจม์ อนิเตอรค์ อื ข้อใด

ก. แบบวางพนื้ ข. แหงนหน้าลาโพงขน้ึ

ค. แบบวางข้างเวที ง. มอนิเตอร์รวม

จ. ถูกทงั้ ก. และ ข.

4. หากเราใช้มกิ เซอร์คอนโซลหลกั เพยี งตวั เดยี วเราจะส่งสญั ญาณไปเพ่อื มอนเิ ตอร์จากขอ้ ใด

ก. มาสเตอร์เอาท์ ข. อกั ซเ์ ซน็ ด์

ค. กรุ๊ปเอาท์ ง. อินเสริ ท์

จ. มอนิเตอร์เอาท์

5. หากเราใชม้ กิ เซอรค์ อนโซลหลักเพียงตัวเดียวเราจะสง่ สญั ญาณสาหรบั ไซด์ฟลิ ล์มอนิเตอร์ทางใด

ก. มาสเตอรเ์ อาท์ ข. อกั ซ์เซน็ ด์

ค. กรุ๊ปเอาท์ ง. อนิ เสิร์ท

จ. มอนิเตอร์เอาท์

6. มอนเิ ตอรม์ กิ เซอร์ตา่ งจากมิกเซอรค์ อนโซลหลกั อยา่ งไร

ก. กรปุ๊ เอาท์มาก ข. มอนิเตอรเ์ อาทม์ าก

ค. มาสเตอร์เอาท์มาก ง. อกั ซ์เซน็ ด์มาก

จ. อนิ เสริ ์ทมาก

7. การจัดระบบเสยี ง พี.เอ. ขอ้ ใดใชเ้ คร่อื งมือ อุปกรณ์ น้อยที่สุด

ก. แบบฟลู เรนจ์ ข. แบบสองทาง

ค. แบบสามทาง ง. แบบส่ีทาง

จ. แบบรวม

180

8. การจัดระบบเสยี ง พ.ี เอ. ขอ้ ใดใชเ้ ครอื่ งมอื อุปกรณ์ มากทส่ี ดุ

ก. แบบฟูลเรนจ์ ข. แบบสองทาง

ค. แบบสามทาง ง. แบบส่ที าง

จ. แบบรวม

9. สญั ญาณทีเ่ ชือ่ มตอ่ ระหว่างเครือ่ งมือ อปุ กรณใ์ นการจดั ระบบเสียง พี.เอ. ควรเปน็ แบบใด

ก. แบบไฟฟ้า ข. แบบอะนาลอ็ กซ์

ค. แบบดิจติ อล ง. แบบบาลานซ์

จ. แบบอนั บาลานซ์

10. การจาแนกการเชื่อมต่อระบบเสียง พี.เอ. นนั้ จาแนกจากขอ้ ใด

ก. จากสญั ญาณ ข. จากเอาท์พทุ

ค. จากการแยกยา่ นความถ่ี ง. จากเพาเวอร์แอมป์

จ. จากอนิ พุท

181

เอกสารอา้ งองิ

สมคิด แห้วเหมือน. (2552). Sound System. สืบค้นเมอื่ 17 มีนาคม 2559, จาก
https://sksound.wordpress.com/sound-system/

ฮเิ ดกิ โมริ. (2558). ระบบเสียงพีเอ. พมิ พ์ครง้ั ที่ 2. ปทุมธานี: สถาบันอเี ล็กทรอนกิ ส์กรุงเทพรังสติ .
Baxley T., (2012). In Ear Monitor. Retrieved 17 March, 2016, from

http://www.tobybaxley.com/2012/09/in-ear-monitors.html

Getting Your Studio Sound Live. (2013). Retrieved 18 March, 2016, from

http://www.soundonsound.com/sos/oct03/articles/goinglive.htm
Gibson, B. (2011). Live Sound Operator's Handbook. 2nd Ed. United State of

America: Hal Leonard Book.

Happiness and Fun Toys. (2015). Retrieved 17 March, 2016, from

http://daverat.blogspot.com/

Mackie, Event And Hafler Powered Studio Monitors. (2008). Retrieved

March 17, 2016, from http://gear-vault.com/mackie-event-and-hafler-powered-

studio-monitors/


Click to View FlipBook Version