The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by orapun1511, 2022-03-01 09:21:15

หนังสือเรียนวิชาภาษาไทย ส่งเสริมการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน

หนังสือเรียนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

หนงั สือเรยี น รายวิชาพ้ ืนฐาน ๕ชน้ั ประถมศึกษาปี ที่

ภาษาไทย

เลม่ ๑

กลม่ ุ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน

พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
เรยี บเรียงโดย อรพรรณ ทองสอน

หนังสือเรียน รายวิชาพืน้ ฐาน ภาษาไทย

ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปี ที่ ๕ เล่ม ๑

อรพรรณ ทองสอน
พิมพค์ ร้ังท่ี ๑ พ.ศ. ๒๕๖๔
พิมพท์ ่ี : พระนครศรีอยธุ ยา
สานกั พมิ พ์ : มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา



คานา

หนังสือเรียน ภาษาไทยพ้ืนฐาน ระดับช้ันประถมศึกษาปี ท่ี ๕ เป็ นหนังสือที่
จดั ทาข้ึนสาหรับนกั เรียนเพ่ือใชศ้ ึกษาเน้ือหาภาษาไทยตามสาระที่กาหนดได้ ไดแ้ ก่ สาระ
ที่ ๑ การอ่าน สาระที่ ๒ การเขียน สาระท่ี ๓ การฟัง การดู และการพูด สาระที่ ๔ การใช้
หลกั ภาษาไทย และสาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม รวมท้ังสาหรับครูใช้ในการ
จัดการเรียนการสอนรายวิชาพ้ืนฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ ในการจดั ทาหนงั สือเรียนผเู้ รียบเรียง
ได้มีผู้ให้คาปรึกษาพร้อมท้ังช่วยเสนอแนะ คือ ท่านอาจารย์ ผศ. จันจิรา หาวิชา
อาจารย์ประจาสาขาวิชาการสอนภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
พระนครศรีอยธุ ยา

หนงั สือเรียน ภาษาไทยพ้ืนฐาน ระดบั ช้นั ประถมศึกษาป่ี ที่ ๕ มุ่งเนน้ ใหน้ กั เรียน
ไดเ้ รียนรู้ทกั ษะทางภาษาทางดา้ นการอ่าน การเขียน การฟัง การดู และการพูด นาเสนอ
เน้ือหาอย่างบูรณาการเพ่ือเรียนรู้สาระต่าง ๆ ควบคู่กนั ไป เกิดความตระหนกั รู้ในความ
งามทางภาษา พฒั นากระบวนการคดิ เพอ่ื กระตนุ้ ความสนใจนาไปสู่การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
รวมท้ังพัฒนาทักษะทางภาษาให้เหมาะสมกับวยั ของผูเ้ รียนอย่างเต็มศักยภาพ เกิด
สมรรถนะสาคัญ ได้แก่ ความสามารถในการคิด ความสามารถในการส่ือสาร
ความสามารถในการแกป้ ัญหา ความสามารถ ในการใชท้ กั ษะชีวิต และความสามารถใน
การใชเ้ ทคโนโลยี

ผูเ้ รียบเรียงหนงั สือเรียน หวงั เป็ นอย่างย่ิงว่าหนังสือเล่มน้ีจะเป็ นประโยชน์ต่อ
การจดั การเรียนรู้ อยา่ งมีประสิทธิภาพ พร้อมท้งั บรรลุวตั ถุประสงคข์ องหลกั สูตร ถา้ หาก
เกิดขอ้ ผดิ พลาดแต่ประการใด ผเู้ รียบเรียง ตอ้ งขออภยั ไว้ ณ ท่ีน้ีดว้ ย และขอขอบคุณท่าน
อาจารย์ ผศ. จนั จิรา หาวิชา ท่ีคอยใหค้ าแนะนา ในการจดั ทาหนงั สือเรียนเล่มน้ีให้สาเร็จ
ลลุ ว่ งดว้ ยดี

ผเู้ รียบเรียง



สารบญั หน้า
๑ – ๒๓
เรอ่ื ง ๒๔ – ๔๗
บทที่ ๑ ๔๘ – ๖๒
๖๓ – ๗๕
ภาษาพาสร้างสรรค์

บทที่ ๒
ภาษาไทยใช้ใหถ้ กู

บทท่ี ๓
รอ้ ยความตามภาษา

บทที่ ๔
วิลาสดีวรรณคดีไทย

บทที่ ๑

ภาษาพาสร้างสรรค์



หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ๑

ภาษาพาสร้างสรรค์

มาตรฐาน/ตัวช้ีวัดการเรียนรปู้ ระจำหน่วยท่ี ๑

มาตรฐาน ท ๑.๑ การอา่ น
ป.๕/๒ อธบิ ายความหมายของคำ ประโยคและ

ขอ้ ความที่เปน็ การบรรยายและการพรรณนา
ป.๕/๔ แยกข้อเทจ็ จริงและข้อคิดเห็นจากเร่อื ง

ทอี่ ่าน
ป.๕/๘ มีมารยาทในการอ่าน

มาตรฐาน ท ๒.๑ การเขียน
ป.๕/๑ คดั ลายมอื ตวั บรรจงเต็มบรรทัดและครงึ่

บรรทัด
ป.๕/๒ เขียนส่อื สารโดยใช้คำได้ถูกต้องชัดเจน

และเหมาะสม
ป.๕/๙ มีมารยาทในการเขียน

มาตรฐาน ท ๓.๑ การฟัง การดู และการพูด
ป.๕/๑ พดู แสดงความรู้ ความคิดเห็น และ

ความรสู้ ึกจากเรือ่ งท่ีฟงั และดู
ป.๕/๕ มมี ารยาทในการฟัง ดู และพูด

มาตรฐาน ๔.๑ หลักภาษา
ป.๕/๑ ระบุชนิดและหน้าทข่ี องคำในประโยค



บทอา่ นประจำหนว่ ย

นักเรียนใหม่

“นักเรียนนั่งที่ให้เรียบร้อย” เสียงของคุณครูดวงใจที่นักเรียนคุ้นเคยดังมาจาก
หน้าหอ้ งหอ้ งเรยี น เมอื่ ทกุ คนได้ยินดงั นน้ั แลว้ จึงรบี นงั่ ประจำท่ีอยา่ งวอ่ งไว

“นกั เรยี นทำความเคารพ”
“สวัสดีค่ะ / สวสั ดีครบั คุณครู”
เมือ่ หัวหน้าห้องเรยี นบอกทำความเคารพแล้ว หอ้ งเรียนกเ็ ขา้ สู่ความเงียบอีกคร้ัง
เด็ก ๆ เห็นครดู วงใจยิม้ น้อยยม้ิ ใหญ่คาดว่าต้องมีเรื่องดี ๆ อย่างแน่นอน
“วันนี้ครูมีเพื่อนใหม่มาแนะนำให้นักเรียนรู้จักนะ เข้ามาสิ” ครูดวงใจบอกแล้ว
หันไปกวักมือเรยี กนักเรียนใหม่ที่ยืนอยู่นอกห้องเรียน และทุก ๆ สายตาก็จับตาดูไปท่ี
บุคคลท่ีกำลังจะเดินเขา้ มา
“สวัสดี ฉันชื่อราณี บัสมา ฉันย้ายมาจากประเทศมาเลเซีย ยินดีที่ได้
รู้จักกับทุกคนนะคะ”
ทุกคนให้ความสนใจกับเด็กหญิงราณี บัสมา เพราะเธอเป็น
นักเรียนใหม่ที่เพิ่งย้ายมา เธอตัวเล็ก ตากลม และใส่ชุดนักเรียนไม่
เหมือนกับเพื่อนในห้อง ชุดของราณีเป็นกระโปรงยาว
เสื้อกแ็ ขนยาว แถมยังมีผา้ คลมุ ศรี ษะอกี ดว้ ย



“ราณี ๆ ทำไมเธอถึงใส่ผา้ คลมุ หรอ เธอไมร่ อ้ นหรอ”
“น่ันสิ บา้ นเธออยมู่ าเลเซียเลยหรอ”
“นักเรียนเงยี บก่อน เตรียมหนงั สือวชิ าแรกขนึ้ มาเรยี นไดแ้ ลว้ ไว้พักกลางวันพวก
เธอคอ่ ยคยุ กบั ราณนี ะ” ครูดวงใจยุติคำถามเจ้ือยแจว้ ของนักเรยี นในห้องแล้วเดินออก
จากห้องเรยี นไป
ทุกคนให้ความสนใจกับราณีเป็นอย่างมาก อาจเพราะเธอเพิ่งเข้ามาเป็นนักเรียน
ใหม่ ทุกคนจ้องราณีตาแป๋วคล้ายอยากจะพูดคุยด้วยเตม็ ที
ราณีนั่งเรียนข้าง ๆ ใบแก้ว หัวหน้าห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ห้อง ๑ ใบ
แกว้ นสิ ยั ดี ร่างเริงแจม่ ใส ฉลาด และกลา้ แสดงออก จงึ ไดร้ ับเลอื กให้เป็นหัวหนา้ ห้อง
“ฉนั ชอ่ื ใบแก้วนะราณี ยินดีทไ่ี ดร้ ูจ้ กั ถา้ มีอะไรสงสัยถามฉันได้เสมอเลยนะ”
ราณยี ้มิ หวานใหก้ ับใบแกว้ ทย่ี ้มิ ยิงฟนั ขาวใหเ้ ธอ กอ่ นที่จะเรม่ิ เรียนวชิ าภาษาไทย
กับครพู ล
“นักเรียนทำความเคารพ”
“สวสั ดีคะ่ / สวสั ดีครบั คุณคร”ู
“สวัสดีนักเรียน ครูได้ข่าวจากครูดวงใจมาว่า
วนั นี้ห้องของพวกเธอมนี ักเรยี นใหม่ใชห่ รอื ไม”่
“ใชค่ ่ะคร”ู ใบแกว้ ตอบ



“อย่างนั้นวันนี้เรามาพูดแนะนำตัวกันดีกว่า เราจะได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ และ
เพือ่ นใหม่จะได้รู้จกั เราดว้ ย”

ทุก ๆ คนเห็นด้วยกับครูพล แล้วเริ่มแนะนำตัวทีละคน จนมาถึงราณีที่เป็นคน
สุดทา้ ย

“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเด็กหญิงราณี บัสมา ชื่อเล่นชื่อราณี เพิ่งย้ายมาจากประเทศ
มาเลเซียค่ะ ฉันย้ายมาที่ประเทศไทยเพราะคุณพ่อและคุณแม่ของฉันต้องมาทำงานท่ี
ประเทศไทย ฉันมีพี่ชายหนึ่งคนชื่อว่า ชาลี บัสมา ฉันนับถือศาสนาอิสลามเลยต้องใช้
ผ้าคลุมผม ใสเ่ ส้ือแขนยาว และกระโปรงยาว ฉันชอบกนิ ผลไมท้ ุกชนดิ งานอดิเรกของ
ฉันคอื การอ่านหนังสอื ยินดีทไี่ ดร้ จู้ ักทุกคนนะคะ ขอบคุณค่ะ”

เมื่อราณพี ดู จบ ทกุ คนตา่ งปรบมือให้ และฟงั ครพู ลอธบิ ายต่อ
“เอาหล่ะวันนี้เราก็ได้แนะนำตัวให้เพื่อนใหม่รู้จักกันไปแล้ว ครูก็มีงานจะ
มอบหมายให้นักเรียนเป็นงานกลุ่ม ครูจะให้นักเรียนจับกลุ่ม ๔ คน และไปศึกษา
เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องอะไรก็ได้ที่นักเรียนสนใจ แต่เรื่องที่ศึกษาต้องเป็นประโยชน์ เป็น
สาระความรนู้ ะเขา้ ใจไหม”
“เขา้ ใจคะ่ / เข้าใจครับ”
เมื่อครูพลสั่งงานเสร็จ เสียงสัญญาณเปลี่ยน
คาบเรียนกด็ งั ข้นึ พอดี



งานกลุ่มคราวนี้ราณีได้อยู่กลุ่มเดยี วกบั ใบแก้ว อ้อยใจ และมาโนช ทั้งสี่คนน่งั อยู่
ใกลก้ นั และพูดคยุ ถงึ เรอ่ื งงานท่ีครูพลสงั่ กนั อยา่ งตงั้ ใจ โดยมหี ัวข้อหลากหลายทแ่ี ต่ละ
คนสนใจในการนำมาเลอื กทำงาน



คาด ศัพท์น่ารู้
จับตาดู
ยุติ นกึ ไว,้ หมายไว้
งานอดิเรก คอยเฝ้าสงั เกต, จอ้ งระวงั ระไว
มอบหมาย ตกลง, จบ, เลกิ
สาระ งานท่ีทำเพื่อความเพลิดเพลิน
กำชบั ส่งั เสีย เช่น มอบหมายงาน
สว่ นสำคัญ, ประโยชน์

จดจำแล้วนำไปใชใ้ ห้ถูกตอ้ ง
กันดว้ ยนะคะ



เพมิ่ เตมิ ความรู้จากบทอ่าน

ศาสนาอสิ ลาม

ศาสนาอิสลาม เกิดในประเทศซาอุดิอาระเบีย
เมื่อ ค.ศ. ๕๙๐ โดยคิดตามปีเกิดของท่านนบีมุฮัมมัด
ผเู้ ป็นศาสดาของศาสนานี้ คำว่า อิสลาม มาจากรากศัพทว์ ่า
อัสลมะ หมายถึง การมอบตนเอง โดยสิ้นเชิงหรือการน้อม
ถ่อมตนต่อพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า โดยการปฏิบัติ
ตามในสิ่งที่พระผูเ้ ป็นเจ้าทรงบญั ญัติและงดการกระทำในส่งิ
ทที่ รงหา้ ม ทงั้ นีเ้ พอ่ื ความสนั ตสิ ขุ ในสงั คม
คมั ภีรใ์ นศาสนาอิสลามท่ีสำคญั คอื คมั ภรี อ์ ลั กรุ อาน ถอื วา่ เปน็ คัมภีรห์ ลัก
ซึ่งสาวกของท่านเป็นผู้รวบรวมไว้ หลักคำสอนที่สำคัญ ประกอบด้วยหลักศรัทธาหรือ
ความเชือ่ ในศาสนา หลกั ปฏบิ ตั หิ รอื หน้าที่ในศาสนา และขอ้ ห้ามในศาสนาอสิ ลาม
พิธีกรรมของศาสนาอิสลาม ได้แก่ พิธีฮัจญ์ พิธีถือศีลอด พิธีมาซหรือ
ละหมาดและพธิ บี รจิ าคซะกาฮ์
ศาสนาอิสลามไม่นิยมการบูชารูปเคารพอื่น จึงไม่มีสัญลักษณ์ใด ๆ
ให้ศาสนิกเคารพบูชา ส่วนรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวและมีดาวอยู่ข้างบน นั้น ไม่ใช่
สัญลกั ษณ์ทางศาสนาแต่เปน็ เคร่อื งหมายของอาณาจกั รออตโตมานเตริ ก์ แตอ่ าจถือได้



ว่าเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลามได้โดยอนุโลมหรือถ้าจะพูดว่ารูปพระจันทร์แล ะ
ดาวนี้เป็นเครื่องหมายของศาสนาอิสลามก็น่าจะเหมาะสมกว่าปัจจุบันของศาสนา
อสิ ลาม มผี ูน้ บั ถือมากมายเปน็ อันดับ ๒ รองจากศาสนาครสิ ต์ โดยมศี าสนกิ กวา่ ๙๐๐
ล้านคน ผู้นับถือศาสนาอิสลามส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศ แถบตะวันออกกลาง และ
ในทวีปแอฟริกา ส่วนทวีปเอเชียก็มีมากในประเทศปากีสถาน บังคลาเทศ อินโดนีเซีย
และมาเลเซยี

การคลุมฮิญาบของสตรีนั้น โดยทั่วไปจะเปิดเผยแค่ใบหน้าและฝ่ามือ
ส่วนการปิดจนเหลือแต่ลูกตานั้นเป็นทัศนะที่ปฏิบัติเพื่อป้องกันตนเองจากฟิตนะห์
(ความไม่ดไี ม่งามทางสงั คม) เชน่ ปอ้ งกันการหยอกล้อเชงิ ชสู้ าว จากเพอ่ื นชาย เปน็ ตน้

(ข้อมลู จาก : หนังสอื สารนุกรมเสร)ี



หลกั ภาษาน่ารู้

อ่านจับสงั เกต

ราเชนทร์แห่งราชัน

เหนือฟา้ ยงั มฟี ้า ปวงประชาซ้องสรรเสรญิ
ขอทรงพระเจรญิ แด่ราเชนทร์แห่งราชนั
จวบถงึ กาลปจั จุบนั
ครองราชยย์ ่งิ ยนื นาน เพือ่ ราษฎรน์ ้นั ได้อยู่ดี
ทรงงานหนักทกุ วัน
ประพันธ์โดย นฤภร, รจุ เิ รข

สังเกตคำ

เหนอื แด่ แห่ง ถงึ เพอ่ื

เพิ่มเตมิ เสริมความรู้

ซอ้ ง หมายถึง รอ้ งพร้อม ๆ กัน
ราชัน หมายถึง พระราชา
ราเชนทร์ หมายถงึ พระราชาผู้เปน็ ใหญ่
สรรเสริญ หมายถึง กล่าวคำยกย่อง เชดิ ชู หรือเทดิ ทนู

๑๐

คำบพุ บท

พรชยั ผดงุ สุข (๒๕๕๕ : ๑๐๔) กล่าววา่ คำบุพบท คอื คำทอ่ี ยู่หน้าคำนามหรอื สรรพนาม
ในประโยค เพ่ือทำหน้าท่บี อกความหมายต่าง ๆ ดงั น้ี

คำบุพบท บอกเวลา

บอกตำแหนง่ ทต่ี ัง้ สถานท่ี
บอกความเปน็ เจ้าของ
บอกความเกย่ี วข้องหรอื ความประสงค์

๑. คำบพุ บทบอกเวลา เชน่ เม่ือ กระท่ัง ตงั้ แต่

อ้อยใจรดน้ำต้นไม้ เธอคอยเพือ่ นมาหา พวกเขานั่งอา่ นหนงั สือ
เม่อื สองวันที่แล้ว จนกระทัง่ เยน็ ตง้ั แต่เช้า

๑๑

๒. คำบพุ บทบอกตำแหน่ง ที่ตั้ง สถานท่ี เช่น บน ใต้ ใน นอก ใกล้ ไกล
เหนือ ข้าง

มฉี ลามอยใู่ ต้ทะเล ฉันและพ่อแม่ นกเกาะบนกง่ิ ไม้
อยใู่ นบ้าน

๓. คำบพุ บทบอกความเปน็ เจา้ ของ เช่น ของ แห่ง ใน

ข้าวเหนียวสังขยา เซน็ ทรลั เป็นหา้ งสรรพสินคา้ การไหว้เปน็ หนงึ่ ใน
วัฒนธรรมของไทย
เป็นขนมหวานของไทย แห่งแรกในประเทศไทย

๑๒

๔. คำบุพบทบอกความเกย่ี วข้องหรอื ความประสงค์ เช่น กบั แก่ แต่ ต่อ เพ่อื
สำหรับ โดย

เก้าอมี้ ไี ว้สำหรับนงั่ เขาให้ของขวัญแก่เธอ เธอทำงานหนกั เพอ่ื ครอบครวั

ทบทวนความรู้ ตวั อยา่ ง ณ ถึง แต่ ตลอด ตอน
ตัวอย่าง ตรง ริม จาก สู่ ยัง ตาม
๑. บอกเวลา
๒. บอกตำแหนง่ ที่ตั้ง สถานท่ี ตัวอยา่ ง ของ ใน แห่ง
๓. บอกความเป็นเจ้าของ ตัวอยา่ ง แด่ ดว้ ย ระหว่าง

๔. บอกความเกยี่ วขอ้ งหรือความประสงค์

กิจกรรมลบั สมอง
1. ให้นกั เรยี นหาคำบุพบทจากสำนวนคำพังเพย แลว้ บอกความหมายของสำนวนนั้น
2. ให้นักเรียนหาหาคำตรงข้ามของคำบุพบทบอกสถานที่ เช่น ใกล้ – ไกล บน – ลา่ ง
3. ใหน้ ักเรียนอา่ นข่าวท่นี ักเรียนสนใจจากหนงั สือพิมพ์หรือนิตยสาร เพอื่ หาคำบพุ บท

พร้อมทงั้ ระบุชนิดของคำบุพบททป่ี รากฏในเรอ่ื งน้ัน ๆ

๑๓

อา่ นจับสังเกต

ครอบครัวสุขสันต์
วันนเ้ี ปน็ วนั หยุดสุดสปั ดาห์ ทุกคนในครอบครวั จึงได้อยพู่ รอ้ มหน้า
พร้อมตากนั แม่มักจะทำอาหารรบั ประทานเองเพราะมฝี ีมือในการปรุง
อาหาร อาหารทแ่ี มท่ ำนอกจากจะมีรสอรอ่ ยแลว้ ยังสะอาดและเป็นการ
ประหยดั รายจา่ ยอีกดว้ ย นำ้ คา้ งกับนำ้ ฝนเป็นลกู สาว ดังน้นั เดก็ ทั้งสองจงึ
ชว่ ยงานบ้านตา่ ง ๆ สว่ นเมฆเป็นลกู ชาย เขาชอบช่วยพอ่ ปลูกผักสวนครวั
หรอื ตดั หญ้าในสนาม

สงั เกตคำ

จงึ เพราะ และ กบั ดงั นนั้ ...จึง หรอื ส่วน

เพมิ่ เติมเสริมความรู้

ครอบครวั

คอื สถาบนั พนื้ ฐานของสังคมที่ประกอบดว้ ยสามภี รรยา
และหมายความรวมถึงลูกด้วย

๑๔

คำสันธาน

พรชัย ผดุงสุข (๒๕๕๕ : ๑๐๖) กล่าวว่า คำสันธาน คือ คำที่ทำหน้าที่เชื่อคำกับคำ
ประโยคกับประโยค ข้อความกับข้อความ หรือเชื่อมความให้ต่อเนื่องกัน คำสันธาน
เชอื่ มประโยคมี ๔ ประเภทดังน้ี

คำสันธาน เช่อื มประโยคทีม่ ีใจความคลอ้ ยตามกัน

เชอื่ มประโยคที่มีใจความเปน็ เหตผุ ลกนั
เชอ่ื มประโยคท่ีมใี จความขัดแยง้ กัน
เชอ่ื มประโยคทม่ี ีใจความใหเ้ ลอื กอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ

สำหรบั ครู

1. เชื่อมใจความที่คล้อยตามกัน ได้แก่คำว่า กับ, และ, ทั้ง…และ, ทั้ง…ก็,
ครัน้ …จงึ , พอ…ก็ ฯลฯ

มาโนชและสมเกยี รติเปน็ นักกฬี าทม่ี ีความสามารถ

พอพระอาทิตย์ลบั ขอบฟา้ ฝูงนกกบ็ นิ กลับรัง

ภาพยนตรเ์ รอื่ งนี้ทั้งผูก้ ำกับและนกั แสดงได้รบั ค่าตอบแทนสงู

๑๕

2. เชื่อมใจความที่เป็นเหตุเป็นผลกัน ได้แก่คำว่า จึง, ครั้น…จึง, พอ…ก็,
เนอ่ื งจาก ฯลฯ

พอเขากล่าวปาฐกถาทุกคนกต็ ัง้ ใจฟงั
ปา่ ไมห้ มดไปโลกจึงเกดิ ความแห้งแล้ง

เขาพดู ภาษาอังกฤษไดค้ ล่อง เนอื่ งจากฝึกฝนตนเองอยเู่ สมอ

3. เชอ่ื มใจความทีข่ ดั แยง้ กัน ได้แก่คำว่า แต่, ถงึ …ก,็ กวา่ …ก็, แตท่ ว่า, แม้…ก็ ฯลฯ

สังคมมุ่งพัฒนาด้านวัตถุแต่ด้านจติ ใจขาดการสนใจ
ถึงฉนั จะลำบาก ฉนั กไ็ มย่ อมทำชวั่ เป็นอันขาด

แม้เขาจะมีร่างกายไม่แข็งแรง เขากม็ ีจติ ใจแขง็ แกรง่

4. เชอ่ื มใจความทีใ่ ห้เลอื กเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่คำวา่ หรือ, หรือไม่ก็,
ไม่เช่นนนั้ , มิฉะนนั้ ก็, ไม…่ ก็ ฯลฯ

โรงเรียนในเมอื งหรอื ในชนบทต้องการอาจารย์ผู้มีความรู้
งว่ งกน็ อนเสยี หรือไม่ก็ลกุ ขึ้นไปลา้ งหน้า

ไม่วนั เสาร์กว็ นั อาทติ ยอ์ ้อยใจจะมาบา้ นเรา

๑๖

ขอ้ สังเกต

1. คำสนั ธานบางคำใชเ้ ข้าคกู่ นั เช่น ไม…่ ก,็ กว่า…ก็, เพราะ…จงึ ,
ถึง…ก,็ แม้…ก็ เปน็ ต้น

2. คำสันธานอาจอยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ ในประโยคก็ได้ เช่น
อยรู่ ะหวา่ งคำ : ราณชี อบสีม่วงและสีขาว
อยู่หลงั คำ : คนก็ดี สัตว์กด็ ี รกั ชีวติ ด้วยกนั ท้ังนัน้
อยูค่ ร่อมคำ : ถึงเป็นเพือ่ นกอ็ ย่าวางใจ
อยู่ระหว่างประโยค : เธอจะดื่มน้ำส้มหรือดมื่ นม
อยู่หลังประโยค : จะทำบุญก็ตาม บาปก็ตามควรคิดถึงผลกรรม
อยู่ครอ่ มประโยค : แม้เต้จะกนิ มากแตเ่ ต้กไ็ ม่อว้ น

3. ประโยคที่มีคำสันธานนั้นจะแยกออกเป็นประโยคย่อยได้ตั้งแต่
2 ประโยคข้นึ ไป

4. คำบางคำเป็นได้ทั้งคำสันธานและคำบุพบท เช่น คำว่า “เมื่อ”
ให้พิจารณาว่าถ้าสามารถแยกเป็น 2 ประโยคได้ก็เป็นคำสันธาน เช่น
“เมื่อ 16 นาฬิกา หน่อยได้ออกจากโรงเรียนไปแล้ว” (เป็นคำบุพบท)
“เม่อื เราได้ยนิ เสียงระฆงั หนอ่ ยไดอ้ อกจากโรงเรยี นไปแล้ว” (เป็นคำสันธาน)

5. คำว่า “ให้” เมื่อนำมาใช้เชื่อมประโยคก็จัดเป็นคำสันธาน เช่น
“เขาทำทา่ ตลกให้เดก็ หยุดรอ้ งไห”้ เป็นตน้

๑๗

6. คำว่า “ว่า” เมื่อนำมาใชเ้ ชื่อมระหวา่ งประโยคกจ็ ัดเป็นคำสันธาน
เช่น “หนงั สือพิมพ์ลงข่าววา่ มกี ารกวาดล้างพวกมิจฉาชพี ครั้งใหญ่” เปน็ ต้น

7. คำประพันธสรรพนามหรือคำสรรพนามเชื่อมประโยค คือ คำว่า
“ผู้ ท่ี ซึง่ อัน” จดั เปน็ คำสนั ธานด้วย

๑๘

คำอทุ าน

พรชัย ผดุงสุข (๒๕๕๕ : ๑๐๖) กล่าวว่า คำอุทาน เป็นคำที่แสดงอารมณ์
ของผู้พูดในขณะที่ตกใจ ดีใจ เสียใจ ประหลาดใจ หรืออาจจะเป็นคำที่ใช้เสริมคำพูด
คำอุทานแบ่งเป็น ๒ จำพวก ดงั น้ี

๑. อุทานบอกอาการ คือ คำอุทานที่ผู้พูดเปล่งออกมาเพื่อให้รู้

อาการและความรู้สึกต่าง ๆ ของผู้พูด เวลาเขียนมักนิยมใช้เครื่องหมาย ! (อัศเจรีย์)
กำกับไว้หลงั คำนน้ั เช่น

๑. แสดงอาการร้องเรียกหรอื บอกใหร้ ู้ตัว ไดแ้ ก่ แนะ่ !, นี่แน่ะ!, เฮ!้ ,เฮอ้ !
๒. แสดงอาการโกรธเคือง ไดแ้ ก่ เหม่!, อุเหม่!, ฮ่ึม!, ชชิ ะ!, ดูด!ู๋
๓. แสดงอาการตกใจ ไดแ้ ก่ วา้ ย!, ตาย!, ชว่ ยด้วย!, คณุ พระชว่ ย!
๔. แสดงอาการประหลาดใจ ไดแ้ ก่ ฮ้า!, แหม!, โอ้โฮ!, แมเ่ จา้ โวย้ !
๕. แสดงอาการสงสารหรอื ปลอบโยน ได้แก่ โถ!, โธ่!, อนจิ จงั !, พุทโธ่!
๖. แสดงอาการเข้าใจหรอื รบั รู้ เชน่ ออื !, อ้อ!, เออ!, เออน่ะ!
๗. แสดงอาการเจ็บปวด เชน่ อยุ๊ !, โอย!, โอย๊ !
๘. แสดงอาการดใี จ เชน่ ไชโย!

๑๙

๒. คำอทุ านเสรมิ บท แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ

๑. คำที่กล่าวเสริมขึ้นเพื่อให้คล้องจอง หรือมีความหมายในการพูดดีขึ้น เช่น
หนงั สอื ,หนังหา, ส้มสุกลกู ไม้, กางกุ้งกางเกง ฯลฯ

๒.คำที่แทรกลงในระหว่างคำประพันธ์ เพื่อให้เกิดความ
สละสลวยและให้มีคำครบถ้วนตามต้องการในคำประพันธ์นั้นๆ
คำอุทานชนิดนี้ใช้ เฉพาะในคำประพันธ์ ไม่นำมาใช้ในการพูดสนทนา
เชน่ อ้า, โอ,้ โอว้ า่ , แล, นา, ฤา, แฮ, เอย, เฮย ฯลฯ

๒๐

ท่องจำอาขยาน

บทอาขยาน

วิชาเหมอื นสินคา้ อนั มคี า่ อยเู่ มอื งไกล
ตอ้ งยากลำบากไป จึงจะไดส้ นิ คา้ มา
จงต้ังเอากายเจ้า เปน็ สำเภาอนั โสภา
ความเพยี รเป็นโยธา แขนซ้ายขวาเปน็ เสาใบ
นิ้วเปน็ สายระยาง สองเทา้ ต่างสมอใหญ่
ปากเปน็ นายงานไป อชั ฌาสยั เป็นเสบยี ง
สตเิ ปน็ หางเสอื ถือท้ายเรอื ไวใ้ ห้เทย่ี ง
ถอื ไวอ้ ย่าให้เอยี ง ตดั แล่นเล่ยี งขา้ มคงคา
ปญั ญาเป็นกล้องแกว้ สอ่ งดแู ถวแนวหินผา
เจา้ จงเอาหูตา เปน็ ล้าตา้ ฟังดลู ม
ขเี้ กยี จคอื ปลารา้ ย จะทำลายเรอื ใหจ้ ม
เอาใจเปน็ ปนื คม ยิงระดมให้จมไป
จงึ จะไดส้ นิ คา้ มา คือวชิ าอนั พสิ มัย
จงหม่ันมัน่ หมายใจ อยา่ ได้ครา้ นการวชิ า

๒๑

บรรจงคดั ไทย

จงนำบทอาขยาน วชิ าเหมอื นสนิ ค้า มาคดั ลายมอื ตัวบรรจงคร่ึงบรรทดั
ใหส้ วยงามและถูกตอ้ ง

...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................

๒๒

บนั ทกึ หลงั การเรียน

.......................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................

๒๓

บทที่ ๒

ภาษาไทยใช้ใหถ้ กู

๒๔

๒หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่

ภาษาไทยใชใ้ หถ้ กู

มาตรฐาน/ตัวชีว้ ดั การเรียนร้ปู ระจำหน่วยท่ี ๒

มาตรฐาน ท ๑.๑
ป.๕/๓ อธบิ ายความหมายโดยนยั จากเรือ่ งท่อี ่าน
อย่างหลากหลาย
ป.๕/๘ มีมารยาทในการอา่ น

มาตรฐาน ท ๒.๑
ป.๕/๓ เขียนแผนภาพโครงเร่ืองและแผนภาพความคิด
ป.๕/๔ เขียนยอ่ ความจากเรื่องที่อ่าน
ป.๕/๙ มมี ารยาทในการเขยี น

มาตรฐาน ท ๓.๑
ป.๕/๑ พูดแสดงความรู้ ความคิดเห็นและความรสู้ ึก

จากเรือ่ งท่ีฟังและดู
ป.๕/๕ มมี ารยาทในการฟัง การดู และการพดู

มาตรฐาน ท ๔.๑
ป.๕/๒ จำแนกส่วนประกอบของประโยค

๒๕

บทอ่านประจำหน่วย

น้ำสมนุ ไพร

วันนี้เป็นเสาร์ มาโนช อ้อยใจ และใบแก้ว นัดกันไปทำงานที่บ้านของราณี
เพื่อไปทำรายงานการศึกษาค้นคว้าเรื่องที่ตนเองสนใจตามที่ครูพลสั่ง
พวกเขาลงมติกันว่าจะทำงานในหัวข้อเรื่องการทำน้ำสมุนไพร เพราะพวกเขาเกิด
ติดใจความสดชื่นและหอมอร่อยของน้ำสมุนไพรป้าพยอมหน้าโรงเรียน เลยคิดนำ
เรื่องดังกล่าวมาศึกษา โดยราณีเสนอว่าแม่ของเธอทำน้ำสมุนไพรเป็น ทั้งหมดจึง
ไดม้ ารวมตวั กนั ทีบ่ า้ นของราณี

“สวัสดจี ้ะ เดก็ ๆ” แม่ของราณีทักทายเดก็ ๆ ที่เพิ่งมาถงึ
“สวัสดคี รับ / สวัสดคี ะ่ คณุ แม่”
พวกเดก็ ๆ เดินเข้าในครัวเพื่อไปเตรียมทำนำ้ สมุนไพร วันนคี้ ุณแม่ของราณี
บอกว่าจะทำน้ำอัญชันมะนาวกัน โดยมีราณีเป็นผู้ช่วยเตรียมอุปกรณ์ในการทำ
น้ำสมุนไพร
วัตถุดิบในการทำอัญชันมะนาวของคุณแม่ประกอบด้วย ดอกอัญชัน
นำ้ มะนาว น้ำตาล เกลอื น้ำเปล่า นำ้ แขง็ ใบเตย
ขั้นตอนในการทำอัญชันมะนาว อันดับแรกคุณแม่ต้มน้ำสะอาดในหม้อ
ให้เดือดก่อน จากนั้นเมื่อน้ำเดือดแล้วจึงใส่น้ำตาลลงไปเพื่อให้น้ำสมุนไพรนั้นมี
รสหวาน แล้วใช้กระบวยคนไปเรื่อย ๆ จนน้ำตาลละลาย จากนั้นจึงนำใบเตย
และดอกอัญชนั สดใส่ลงไปในหมอ้ นำ้ เดอื ดนน้ั
“ดูสิเดก็ ๆ นำ้ เร่ิมเปลี่ยนสแี ล้วเหน็ ไหม” คณุ แมข่ องราณีบอก

๒๖

“จริงด้วยครับ เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มเลยครับ” มาโนชตื่นเต้นกับ
น้ำดอกอญั ชนั เปน็ อยา่ งมากจนคุณแม่ของราณีอดขำไมไ่ ด้

“แล้วรู้ไหมว่าน้ำอัญชันมีประโยชน์ ดอกอัญชันที่เอามาใช้มีคุณสมบัติ
ในการเป็นสารตา้ นอนุมูลอสิ ระ ช่วยบำรงุ สายตา และชว่ ยกระตุ้นการไหลเวียนของ
เลอื ด ทำให้เลอื ดไปเล้ียงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายได้ดีมากขึ้นดว้ ย”

หลังจากเอาดอกอัญชันกับใบเตยลงไปได้ไม่นาน เมื่อมีกลิ่นหอมของใบเตย
คุณแม่ก็ช้อนใบเตยและดอกอัญชันออกจากหม้อด้วยกระชอน และปล่อยให้เดือด
อีกสักพกั ก็เปน็ อันเสร็จเรยี บรอ้ ย

“ทิ้งไว้ให้มันเย็นลงสักพักนะเด็ก ๆ ระวังมันร้อนด้วยล่ะ” คุณแม่กำชับอีก
รอบเพอื่ ความปลอดภยั ของเดก็ ๆ

“เราไปเขียนรายกันที่ชานบ้านกันเถอะ ตรงนั้นลมพัดเย็นดี เดี๋ยวพอแม่ฉัน
ทำกับข้าวเสร็จเราไปกินข้าวดว้ ยกนั นะ” ราณีชวนเพอ่ื น ๆ

ที่ชานบ้านลมพัดเย็นอย่างที่ราณีว่า พวกเขาไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมเลย
เพราะท่ชี านบา้ นลมโกรกตลอด พวกเขาช่วยกนั เขยี นรายงานการศกึ ษาค้นคว้าตาม
หัวขอ้ ในหนงั สอื และช่วยกนั ทำแผนภาพความคดิ จนเสรจ็

“เสรจ็ เสยี ทงี านกลมุ่ ของเรา” มาโนชพูดแลว้ บิดข้ีเกียจ
“ฉันชอบทำงานกลุ่มนะ สนกุ ด”ี ราณีบอกกบั เพือ่ น ๆ
“ใช่ งานกลุ่มทำให้เรารู้จักความสามัคคี แล้วก็รู้จักแบ่งหน้าที่กันในการ
ทำงานดว้ ย” ออ้ ยใจเสริม
พวกเขายิ้มให้กันแล้วช่วยกันเก็บอุปกรณ์ทำงาน ใบแก้วอาสาเก็บงานไว้
เพราะเธอมีแฟม้ ใสง่ านปอ้ งกันงานยับยูย่ ่ี
“เด็ก ๆ มากนิ ข้าวกนั เถอะ” คุณแม่ของราณีเรยี ก

๒๗

วันนี้เด็ก ๆ ได้กินข้าวมันไก่ฝีมือคุณแม่ของราณี ที่ทั้งอร่อยและ
เตมิ ไดไ้ ม่อนั้ มาโนชดูจะมคี วามสขุ มากทส่ี ดุ เขาเอย่ ชมอาหารไมข่ าดปาก และกิน
ไปถึงสองจาน อีกทั้งคุณแม่ของราณียังใจดีเอาข้าวมันไก่ใส่กล่องให้พวก
มาโนชเอากลับไปกนิ ทบ่ี ้านด้วย

“นำอัญชนั มาแลว้ เด็ก ๆ มาลองชิมกนั ”
“คุณแม่เอานำ้ มะนาวมาทำอะไรหรอคะ” ใบแก้วสงสัย
คุณแม่ของราณียิ้ม แล้วเทน้ำอัญชันใส่แก้วที่มีน้ำแข็งอยู่ จากนั้นก็บีบน้ำ
มะนาวลงไปในแก้วของเดก็ ๆ แต่ละคน แล้วใหล้ องใช้หลอดคนนำ้ ในแกว้ ดู
“โอ้โห่ สวยจัง” เด็ก ๆ อุทานขึ้นมาพร้อม ๆ กัน เพราะน้ำอัญชันในแกว้
เปล่ยี นจากสนี ำ้ เงนิ เปน็ สมี ่วง สรา้ งความประหลาดใจใหเ้ ด็ก ๆ ไม่น้อย
“ทำไมมนั เป็นสีม่วงคะแม่” ราณถี าม
“มันเป็นสีนี้เพราะน้ำมะนาวไงจ๊ะ ทีนี้ใบแก้วหายสงสัยหรือยังว่าแม่เอา
นำ้ มะนาวมาทำอะไร”
“หายสงสยั แลว้ คะ่ ” ใบแก้วตอบ
“อยา่ งน้ีถา้ คณุ แมท่ ำนำ้ สมนุ ไพรขายบา้ ง ร้านปา้ พยอมคงเจง๊ แน่ ๆ เลย”
ทุกคนอดขำไม่ได้กับคำพูดของมาโนช แต่ก็จริงอย่างที่มาโนชบอก น้ำ
สมุนไพรของคุณแมร่ าณอี ร่อยกวา่ เป็นไหน ๆ

๒๘

เพ่มิ เติมความรูจ้ ากบทอา่ น

ดอกอญั ชัน
ดอกอัญชนั มลี ักษณะเปน็ ไมเ้ ลอ้ื ยทม่ี ใี บขนาดเลก็ ดอกอัญชันมสี นี ำ้
เงนิ เข้ม บางดอกมีสนี ำ้ เงินอมม่วง ในดอกแบ่งออกเป็น 5 กลีบ มผี ลเปน็ ฝัก
กลีบนอกจะมีสเี ขยี ว ลกั ษณะฝกั ยาวขนาด 5-10 เซนติเมตร ทางภาคเหนอื จะ
เรียกดอกอญั ชนั ว่า เออื้ งชนั
สรรพคณุ และประโยชน์ของดอกอัญชัน
รากดอกอญั ชัน ใชเ้ ปน็ ยาขบั ปสั สาวะ เปน็ ยาระบาย ทำใหฟ้ นั
แข็งแรงด้วยการใชร้ ากมาถูท่ีฟนั
ใบของดอกอัญชนั ชว่ ยบำรงุ สายตา แกอ้ าการตาแฉะ ขับปสั สาวะ
ดอกอัญชัน ทำให้ร่างกายแข็งแรง สร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงสมอง
ลดความเสยี่ งจากการเกิดโรคมะเรง็ สามารถลดระดบั น้ำตาลในเลอื ดในคนทเี่ ปน็
โรคเบาหวาน ชว่ ยขับสารพิษของเสียออกจากร่างกาย แก้อาการฟกซ้ำ
สีดอกอัญชัน สามารถนำไปผสมขนมให้มีสีสันที่สวยงาม
และสามารถนำดอกสดมารับประทานกับน้ำพริกได้ นำมาต้มเปน็ สมุนไพรดื่มกิน
เป็นยาก็ได้ สามารถใช้บำรุงเส้นผม ทำให้เส้นผมดกดำเงางามอีกด้วย
และยังแก้อาการผมรว่ งไดเ้ ป็นอยา่ งดี

ลองใชน้ ้ำอัญชนั หุงข้าวดูส!ิ
แล้วจะไดข้ ้าวสฟี ้า

๒๙

มาทำนำ้ สมนุ ไพรอัญชันกนั เถอะ

วธิ ีทาน้าอญั ชัน

การพูดแสดงความรู้ ความคดิ เห็น และความรสู้ กึ

การพูดแสดงความรู้ ความคิดเห็น และความรู้สึกจากเรื่องที่ฟังและดู
ควรพิจารณาอยา่ งรอบคอบก่อนพูดเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งกับผู้อน่ื
เพราะในเรอื่ งเดยี วกันน้ัน บคุ คลแตล่ ะคนอาจมีมมุ มองท่ีไมเ่ หมือนกัน และความ
คดิ เหน็ ที่ตา่ งกนั

ขอ้ ควรคำนงึ ในการพูด

๑. คิดให้รอบคอบก่อนพูด
๒. มคี วามรู้เกย่ี วกับเรื่องท่ีจะพดุ เป็นอย่างดี
๓. มีเหตผุ ลโดยยกตวั อยา่ งประกอบการพดู ให้เห็นได้จริง
๔. เรยี งลำดบั การพดู ใหต้ ่อเนือ่ ง ไม่พดู วกวน
๕. เนื้อหาของเรอื่ งทจ่ี ะพูดเปน็ ไปในเชิงสรา้ งสรรค์
๖. หลีกเลยี่ งเร่ืองส่วนตวั ของตนเองและผูอ้ ืน่

๓๐

ประโยคน่ารู้

อัชชา แสงอัสนีย์ (๒๕๕๔ : ๑๓๑) กล่าวว่า ประโยค คือ การนำคำชนิด

ต่าง ๆ มาเรียงกันใหไ้ ดใ้ จความทส่ี มบรู ณ์ โดยมสี ่วนประกอบสำคญั ๒ สว่ น คือ

๑. ภาคประธาน คือ ผู้ทีท่ ำกริ ยิ าอาการต่าง ๆ

๒. ภาคแสดง คือ สว่ นท่ีเป็นกิรยิ าอาการของภาคประธาน

ซ่งึ อาจจะมสี ว่ นประกอบของสว่ นกรรมด้วย

ตวั อย่าง

ประโยค ภาคประธาน ภาคแสดง
กริยา กรรม

อ้อยใจรอ้ งเพลง ออ้ ยใจ รอ้ งเพลง -

มาโนชกินไกท่ อด มาโนช กิน ไกท่ อด

ฉนั ใสเ่ สือ้ สีเหลอื ง ฉัน ใส่ เสื้อสีเหลอื ง

ส่วนประกอบของประโยค

๑. ประโยค ๒ ส่วน คือ ประโยคทป่ี ระกอบดว้ ยประธานและกรยิ า เช่น

- เต่าคลาน - ราณีวิ่ง

- จรวดบิน - อ้อยใจกระโดด

๓๑

๒. ประโยค ๓ ส่วน คอื ประโยคทีป่ ระกอบดว้ ยประธาน กริยา และ

กรรม เช่น

- มาโนชปลูกต้นไม้ - มานีทำการบา้ น

- ลุงพงษข์ ายข้าวแกง - เพ่อื นจบั ปลา

- แมน่ กคาบเหย่อื - นายพรานลา่ สัตว์

ส่วนขยายของประโยค

คือ คำหรอื กลุม่ คำท่ีทำหนา้ ทข่ี ยายประธาน กรยิ า กรรม หรอื ขยายคำที่มาขยาย
ดว้ ยกันใหใ้ จความชดั เจนยงิ่ ข้ึน
ตัวอย่าง

ขยายประธาน แมวข้างบา้ นร้องเสยี งดงั

ขยายกรยิ า พส่ี ุชาตริ บั ประทานอาหารอย่างรวดเรว็

ขยายกรรม พส่ี าวมกี ระปุกออมสนิ ใบใหญ่

ขยายบทขยาย ราณีรอ้ งเพลงไดไ้ พเราะมาก

๓๒

การจำแนกสว่ นประกอบของประโยค

การจำแนกสว่ นประกอบของประโยค ทำให้สามารถวเิ คราะหช์ นดิ
และหนา้ ท่ขี องคำในประโยค เพอื่ ใช้ประโยคส่ือสารไดช้ ดั เจนข้ึน

ภาคประธาน ภาคแสดง

ประโยค ประธาน ส่วนขยาย กรยิ า กรรม สว่ นขยาย สว่ นขยาย

ประธาน กรรม กรยิ า

แม่ถวายดอกไม้ แม่ - ถวาย ดอกไม้ - แด่
แดพ่ ระภิกษสุ งฆ์ พระภกิ ษุ

สงฆ์

พอ่ ซอ้ื ผลไมห้ ลาย พอ่ - ซอ้ื ผลไม้ หลายชนดิ มาจาก
ชนดิ มาจากตลาด ตลาด

อากงของฉนั อากง ของฉัน ด่ืม ชา ร้อน ทุกเช้า
ดมื่ ชารอ้ นทกุ เชา้

นักเรยี นทกุ คนสวม นักเรยี น ทกุ คน สวม เสือ้ สขี าว ในวนั เปิด
เสือ้ สีขาวสะอาดใน สะอาด เทอม
วันเปดิ เทอม

ข้อสังเกต

กรยิ าที่ใชใ้ นประโยคบางประโยคจะเปน็ กริยาอาศัยส่วนเตมิ เตม็ คอื เป็น
กริยาท่ีไมส่ มบูรณ์ในตนเอง จะตอ้ งมบี ทขยายจึงจะได้ความสมบรู ณ์ คำกริยา

๓๓

สรปุ ความรู้
- ประโยค คือ การนำคำชนิดตา่ ง ๆ มาเรยี งกนั ใหไ้ ด้ใจความที่

สมบรู ณ์ โดยมีสว่ นประกอบสำคญั ๒ สว่ น ได้แก่ ภาคประธานและภาค
แสดง

- ประโยค ๒ ส่วน คอื ประโยคทป่ี ระกอบดว้ ยประธานและกรยิ า
- ประโยค ๓ สว่ น ประกอบด้วย คอื ประโยคทปี่ ระกอบดว้ ยประธาน
กริยา และกรรม
- การเขา้ ใจสว่ นประกอบของประโยคทำใหส้ ามารถสรา้ งประโยคเพอื่ การ
ส่ือสารไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ

๓๔

แบบฝึกทบทวนความรู้

คำช้แี จง ใหน้ ักเรียนแยกส่วนประกอบของประโยคตอ่ ไปน้ีลงในตารางให้ถูกต้อง

ส่วนประของ ภาคประธาน ภาคแสดง

ประโยค ประธาน สว่ นขยาย กรยิ า กรรม ส่วนขยาย สว่ นขยาย

ประโยค ประกอบ กรรม กรยิ า

ตัวอยา่ ง

คุณแม่ของฉนั คุณแม่ ของฉนั สวม เสอื้ สขี าว -

สวมเสือ้ สขี าว

๑) พข่ี องฉันเลน่ ............. ................. ............. ............... .................. .................
ฟุตบอลทกุ วัน ............. ................. ............. ............... .................. .................

๒) ยายหลานซื้อปลา .............. .................. ............. ................ .................. ..................
มาจากตลาด .............. .................. ............. ................ .................. ..................

๓) เด็กอว้ นชอบกนิ .............. .................. ............. ................ .................. ..................
ขนมทอดกรอบ .............. .................. ............. ................ .................. ..................

๓๕

คำช้แี จง ใหน้ ักเรยี นแตง่ ประโยค ๒ สว่ น และประโยค ๓ ส่วน ชนดิ ละ ๒ ประโยค

ประโยค ๒ สว่ น
๑. ................................................................................................................................
๒. ................................................................................................................................

ประโยค ๓ ส่วน
๑. ................................................................................................................................
๒. ................................................................................................................................

สรุปความรู้ ตามความเข้าใจ
การเรียนรู้เรื่องประโยค ทำให้นักเรียนสามารถสรุปความรู้เรื่องประโยคตาม
ความเขา้ ใจได้ ดังน้ี
ประโยค คือ ................................................................................................................
.....................................................................................................................................
ประโยคมี ๒ ภาค คอื .................................................................................................
ประโยค ๒ ส่วน ประกอบดว้ ย ………………………………………………………………………
ประโยค ๓ สว่ น ประกอบดว้ ย ……………………………………………………………………….

๓๖

การเขียนยอ่ ความ

การเขียนย่อความ คือ การเก็บประเด็นสำคัญแต่ละตอนจากเนื้อเรื่อง
นำมาเรียบเรียงใหม่ให้ต่อเนื่องกัน โดยใช้สำนวนของผู้เขียนเอง และถูกต้อง
ตามรปู แบบของการเขียนย่อความ

รูปแบบของการเขียนย่อความ ประกอบด้วย ๒ ย่อหน้า มีลักษณะดังน้ี
ย่อหนา้ ที่ ๑ บอกประเภทและทมี่ าของเรอ่ื งทนี่ ำมาย่อ
ยอ่ หนา้ ที่ ๒ เปน็ เนอื้ ความท่ีย่อ

นทิ าน นยิ าย เรอ่ื งส้ัน สารคดี บทความ หนังสอื ทวั่ ไป
ย่อ (ชื่อประเภท) .............................. เรื่อง (ชื่อเรื่อง) ......................................

จาก (ช่อื หนังสอื ) .................................... ของ (ชอื่ ผู้แตง่ ) ..................... ความวา่

จดหมาย คำส่งั ประกาศ แจง้ ความ แถลงการณ์
ย่อ (ชื่อประเภท) .................... ของ (ชื่อผู้เขียน/ผู้ลงนาม/หน่วยงาน ..............

เรื่อง (ช่ือเรอ่ื ง) ......................... ลงวันท่ี ............. เดอื น ............. พ.ศ. ............ ความวา่

๓๗

พระบรมราโชวาท พระราชดำรสั โอวาท ปาฐกถา สนุ ทรพจน์ กลา่ วอ่ืน ๆ
ย่อ (ชื่อประเภท) ................................. ของ (ชื่อผู้กล่าว) ................ ...............

กล่าวแก่ (กลุ่มผู้ฟัง) .......................................... เรื่อง (ชื่อเรื่อง) ...............................
เนอ่ื งในงาน (ช่ืองาน) ............................. ณ (ช่อื สถานท)่ี ....................................................
เมือ่ (วัน เดือน ปี) ................................. จากหนังสอื (ช่ือหนงั สือ)....................... ความวา่

หลักการเขยี นย่อความ

๑. อ่านหรือฟังเรื่องที่จะย่อให้เข้าใจ เก็บใจความสำคัญของเรื่องว่า ใคร
ทำอะไร ทไ่ี หน เม่อื ไหร่ อยา่ งไร แลว้ บนั ทึกไว้

๒. นำใจความสำคัญของแต่ละตอนมาเรียบเรียงใหม่ด้วยสำนวนภาษา
ของตนเอง ใช้คำที่มคี วามหมายกรับ ตรงไปตรงมา

๓. หากเรื่องที่นำมาย่อเป็นบทร้อยกรอง หรือเนื้อความที่มีเนื้อหาเป็น
ขอ้ ๆ ต้องเรยี บเรยี งเปน็ ความเรียง

๔. ข้อความทอ่ี ย่ใู นเครื่องหมายอัญประกาศ ให้สรปุ เฉพาะใจความสำคัญ
และไม่เคร่อื งหมายอัญประกาศ

๕. ไม่ใช้อักษรย่อ และใช้สรรพนามบุรุษที่ ๓ แทนสรรพนามบุรุษที่ ๑
และสรรพนามบรุ ษุ ที่ ๒

๖. คำศัพท์หรือศัพท์เฉพาะทางวิชาการ ควรเปลี่ยนเป็นคำธรรมดาที่ทุก
คนเขา้ ใจความหมาย ยกเวน้ คำราชาศัพท์

๓๘

ตัวอย่าง การเขียนย่อความ

ปากรา้ ยใจดี

มีเด็กชายคนหนึ่งจะไปเทีย่ วป่า มารดาห้ามไม่ฟัง เรียกให้กลบั บ้าน ก็ไม่ยอมกลบั
มารดาโกรธหนกั เลยดา่ สง่ ไปว่า “ใหค้ วายป่าขวิดตายเสียเถอะ” เด็กชายน้ันไดย้ นิ เสียงด่า
ก็หากลัวไม่ คงเดินทางไปตามใจตน พอไปได้สักหน่อย ก็พบควายป่าขวางหน้าอยู่จริง ๆ
มันวิ่งปราดเข้าใส่เพื่อจะขวิด หมดท่าก็เลยจั้งสัตย์ว่า “แม่ของเรากล่าวคำใดด้วยปาก
คำน้ันอยา่ เป็นจรงิ เลย แม่คดิ ขอ้ ใดด้วยใจ ขอขอ้ คิดของแมน่ ้นั จงเป็นจรงิ เถิด”

ควายป่านั้นหยุดชะงัก เหมือนใครเขาผูกมัดมันไวฉ้ ะนั้น ทั้งนี้เพราะคำพดู ของแม่
นั้น มิได้กล่าวออกมาด้วยความตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น เจตนาของแม่ไม่มุ่งร้ายต่อลูกเลย

ฉะนัน้ ถ้อยคำดา่ ของบิดามารดาทา่ นไม่เป็นคำหยาบ เพราะจติ ใจอ่อน ในบางคร้งั
บิดามารดาอาจจะด่าแช่งลูกของตนอย่างรุนแรง เช่นว่า “ให้โจรจัญไรฟันหั่นเป็นท่อน ๆ
เสียเถอะ” ดังนี้ก็มี แต่ในใจจริงของแม่ท่านไม่ปรารถนาจะให้เกิดเป็นเช่นนั้นแม้สักเท่า
ใยบัวเลย นี่แหละที่เรียกว่า “อ่อน” แต่ไม่ “หวาน” ตรงกับ “ปากร้ายใจดี” ดังกล่าว
มาแลว้

(นทิ านสนกุ ปลกุ ใจ พระราชธรรมวาที (ชยั วฒั น์ ธมฺมวฑฺ ฒโน)

๓๙

แบบฝึ ก การเขยี นย่อความ

คำช้แี จง : ให้นักเรยี นอ่านเร่ืองทช่ี ่ืนชอบคนละ ๑ เร่ืองแลว้ นำมาเขยี นเปน็ ยอ่ ความ

…………………………………………………………………………………….

....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................

๔๐

การเขยี นแผนภาพโครงเร่อื งและแผนภาพความคดิ
เพอื่ ใชพ้ ัฒนางานเขยี น

แผนภาพโครงเรื่อง ใช้ในการวางโครงเรื่องที่มีตัวละคร ฉาก และการ
ดำเนินเรื่องซึ่งเป็นไปตามลำดับการณ์ การเขียนแผนภาพโครงเรื่องก่อนที่จะ
เรียบเรียงงานเขียน ทำให้ผู้เขียนเห็นโครงเรื่องทั้งหมด สามารถนำไปเรียบเรียง
ขยายความง่าย และมรี ายละเอยี ดครบถ้วน

ตวั อยา่ ง ได้การเขียนแผนภาพโครงเรอื่ ง

ตวั ละคร แผนภาพโครงเร่ือง อกี ากบั สนุ ขั จิง้ จอก ฉาก

อกี า สุนัขจงิ้ จอก

แนวคิด อกี ากบั สุนัข สถานท่ี : ตน้ ไม้ใหญ่ริมทงุ่ นา
จงิ้ จอก เวลา : เยน็
คนโงย่ อ่ มตกเป็น
เหยอื่ ของคนฉลาด เหตุการณ์ ปัญหา

๑. อีกาเกาะอยบู่ นกิ่งไม้ คาบเนื้อชนิ้ ใหญอ่ ยดู่ ้วย สุนขั จ้ิงจอกอยากกินกอ้ น
๒. สนุ ัขจิ้งจอกอยากกินเนื้อจึงออกอุบายหลอกอีกา เน้ือท่ีอีกาคาบอยู่

๓. สุนัขจ้ิงจอกแกล้งพูดเยนิ ยอให้อีการ้องเพลง

๔. อีกาหลงรอ้ งเพลงเน้ือหลดุ ออกจากปาก

๔๑

การเขยี นแผนภาพความคิดรูปแบบตา่ ง ๆ

แบบใยแมงมุม
ใชใ้ นการจัดขอ้ มลู ทมี่ ีความสัมพันธก์ ันระหว่างหวั ขอ้ ใหญ่และหวั ข้อยอ่ ย
เพอ่ื แสดงรายละเอียดตา่ ง ๆ

หวั ขอ้
ยอ่ ย

หวั ขอ้ หวั ขอ้ หวั ขอ้
ย่อย ใหญ่ ยอ่ ย

แบบเปรยี บเทียบ
ใชใ้ นการจดั ข้อมูลสว่ นทเี่ หมอื นกัน และต่างกันเพอื่ เปรียบเทียบใหเ้ ห็น
ชัดเจน

ตา่ งกนั เหมอื น ตา่ งกนั

กนั

๔๒

แบบโครงสร้าง
ใชใ้ นการจัดขอ้ มูลทม่ี สี ่วนประกอบตา่ ง ๆ จากหน่วยใหญ่ไปหาหนว่ ยย่อย
หรือตามลำดับความสำคญั

หวั ขอ้

สว่ นประกอบ สว่ นประกอบ สว่ นประกอบ
แบบขน้ั บันได

ใช้ในการจดั ข้อมูลท่ตี ้องเรียงลำดบั ขนั้ ตอน
ขนั้ ท่ี ๑

ขนั้ ท่ี ๒

ขนั้ ท่ี ๓

กิจกรรม

• ใหน้ กั เรียนเขียนเรื่องเก่ียวกบั กิจกรรมที่ชื่นชอบ เช่น เล่นกีฬา เล่นดนตรี
อา่ นหนงั สือ ฯลฯ โดยเขียนแผนภาพโครงเรื่องหรือแผนภาพความคิด
แลว้ นามาเรียบเรียงเป็นงานเขียน

๔๓

แบบฝึ ก

การเขียนแผนภาพโครงเรอื่ ง
และแผนภาพความคดิ

คำช้แี จง : ใหน้ ักเรียนเขียนแผนภาพโครงเรือ่ ง จากนทิ านท่ีชน่ื ชอบมา ๑ เร่ือง

๔๔

แบบฝึ ก

การเขยี นแผนภาพโครงเรื่อง
และแผนภาพความคิด

คำชีแ้ จง : ใหน้ กั เรยี นเลอื กรูปแบบการเขยี นแผนภาพความคิด ๑ รูปแบบ แล้วเขยี น
แผนผงั ความคดิ จากนทิ านที่ชนื่ ชอบมา ๑ เรอ่ื ง

๔๕

คาช้ีแจง : ใหน้ กั เรียนเขียนแผนผงั สรุปความรู้ท้งั หมด ที่ไดจ้ ากการเรียนรู้ในหน่วยการ
เรียนรู้ที่ ๒ (ภาษาไทยใชใ้ หถ้ ูก)

๔๖


Click to View FlipBook Version