บันทึกหลงั การเรียน
.......................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
.................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
๔๗
บทท่ี ๓
รอ้ ยความตามภาษา
๔๘
๓หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี
ร้อยความตามภาษา
มาตรฐาน/ตัวชีว้ ัดการเรยี นรปู้ ระจำหนว่ ยท่ี ๓
มาตรฐาน ท ๑.๑
ป.๕/๔ แยกขอ้ เทจ็ จรงิ และข้อคิดเห็นจากเรือ่ งทีอ่ ่าน
ป.๕/๕ วิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นเกย่ี วกับเรือ่ งที่อ่าน
ภาษาป.๕/๗ อ่านหนงั สอื ท่ีมีคณุ ค่าตามความสนใจอย่างสม่ำเสมอ
และแสดงความคิดเห็น
ป.๕/๘ มีมารยาทในการอ่าน
มาตรฐาน ท ๒.๑
ป.๕/๒ เขียนส่ือสารโดยใช้คำไดถ้ ูกต้องและเหมาะสม
ป.๕/๗ กรอกแบบรายการต่าง ๆ
ป.๕/๙ มมี ารยาทในกาเขียน
มาตรฐาน ท ๓.๑
ป.๕/๒ ตัง้ คำถามและตอบคำถามเชิงเหตผุ ลจากเรื่องที่ฟังและดู
ป.๕/๓ วิเคราะห์ความน่าเชอ่ื ถือจากเร่อื งที่ฟังและดูอยา่ งมีเหตผุ ล
ป.๕/๔ พูดรายงานเรอ่ื งหรือประเดน็ ท่ีศึกษาคน้ คว้าจากเร่ืองท่ีฟงั และดู
ป.๕/๕ มมี ารยาทในการฟงั การดู และการพูด
มาตรฐาน ท ๔.๑
ป.๕/๓ เปรยี บเทยี บภาษาไทยมาตรฐานกบั ภาษาถน่ิ
๔๙
บทอา่ นประจำหน่วย
สอื่ โฆษณา
ในคาบเรียนวิชาภาษาไทยของครูพลวันนี้ ครูพลให้นักเรียน
แต่ละกลุ่มออกมาพูดรายงานการศึกษาค้นคว้าเรื่องที่ตนเองไปทำมา
โดยครูพลแนะนำว่าตอนเพื่อน ๆ ออกไปรายงานทุก ๆ คนต้องเงียบ
และตั้งใจฟังที่เพื่อนพูด เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นมารยาทสำคัญในการฟงั
และยงั เป็นการให้เกียรตผิ ู้พดู อกี ด้วย
กลุ่มของราณีไดอ้ อกมารายงานเปน็ กลมุ่ สุดท้าย โดยแบง่ หน้าที่กนั
ใหอ้ ้อยใจพูดถึงทีม่ าวา่ ทำไมกลุม่ ของพวกเธอถงึ สนใจทำเรื่องน้ำสมุนไพร
และพูดถึงการเดินทางจากโรงเรียนไปบ้านของราณี ใบแก้วพูดอธิบาย
เกี่ยวกับดอกอัญชันว่ามีลักษณะอย่างไร แต่ละส่วนสามารถเอามาใช้
ประโยชน์อะไรได้บ้าง ส่วนมาโนชรับหน้าที่อธิบายขั้นตอนการทำ
น้ำอัญชัน และราณีรับหน้าที่พูดถึงประโยชน์ของน้ำอัญชันและสิ่งที่ได้
จากการศึกษาค้นคว้า เมื่อจบการพูดรายงาน ครูพลชื่นชมกลุ่มของราณี
และแนะนำให้นักเรียนกลุ่มอ่ืนนำวิธีการทำงาน การแบ่งหน้าที่ และการ
พูดรายงานของกลุ่มราณีไปปรับใช้ เนื่องจากกลุ่มของราณีรู้จักการ
ทำงานเป็นขัน้ ตอน วางแผนก่อนการทำงาน และแบ่งหน้าท่ีกนั เปน็ อยา่ ง
ดใี นการพดู รายงาน
๕๐
เมื่อพูดรายงานจบแล้ว ครูพลก็สอนต่อเกี่ยวกับการวิเคราะห์
โฆษณา ว่ามีความนา่ เช่ือถือมากน้อยเพียงใด
วันนี้เรียนกับครูพลสนุกมาก ครูพลมีซองขนมและคลิปโฆษณา
มากมายให้พวกราณีดู และให้ช่วยกันวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือจาก
โฆษณาที่ครูพลนำมาว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด พวกเด็ก ๆ
เล่นเกม และตอบคำถามกันอย่างสนุกสนานจนเสียงสัญญาณเตือน
เปล่ยี นคาบเรยี นดงั ข้นึ
ทุกคนไม่อยากให้คาบเรียนนี้จบลงเลย แต่ครูพลสัญญาว่าการ
เรยี นครั้งตอ่ ไปกส็ นุกไมแ่ พ้เรอื่ งนแ้ี นน่ อน
“สิ่งที่ครูอยากฝากก่อนจากกันในวันนี้ ครูอยากให้นักเรียนรู้จัก
การวิเคราะห์ความน่าเชื่อของสื่อโฆษณาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นของกินหรือ
ของใชก้ อ่ นตดั สินใจซื้อ เพ่ือความปลอดภัยของตัวเราเอง”
๕๑
การกรอกแบบรายการต่าง ๆ
การกรอกแบบรายการต่าง ๆ มีความสำคัญมากประการหน่ึง
ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากการติดต่อราชการ หรือหน่วยงานตามสถานที่ใด ๆ
มักจะพบการกรอกแบบรายการตามระเบียบ ทั้งนี้ ก็เพื่อความสะดวกในการ
ตดิ ต่อธุระและเกบ็ ไว้เปน็ หลักฐาน ซงึ่ แตล่ ะแหง่ จะมีแบบรายการต่าง ๆ แตกต่าง
กันไปตามแต่ละวัตถุประสงค์ เช่น ใบฝากธนาณัติ ใบฝากเงินและใบถอนเงิน
แบบฝากสง่ พสั ดุไปรษณียภณั ฑ์ เป็นต้น
ตวั อย่างใบฝากธนาณตั ิ
ธนาณัติ คอื การสง่ เงนิ ทางไปรษณีย์ ด้วยวิธกี ารทีผ่ ู้ส่งมอบเงินไว้ที่ทำการ
ไปรษณยี ์ จากนัน้ เจ้าหน้าที่จะออกตราสารสั่งให้ทท่ี ำการไปรษณียป์ ลายทางจ่ายเงิน
๕๒
ตวั อยา่ งใบฝากเงนิ และถอนเงนิ
๕๓
ตัวอยา่ งแบบฝากสง่ พัสดุไปรษณียภัณฑ์
พสั ดุไปรษณยี ภณั ฑ์ คือ หีบห่อบรรจุของทส่ี ่งทางไปรษณีย์ มขี นาดใหญ่
และมนี ้ำหนักมากกวา่ ไปรษณยี ภัณฑอ์ ื่น ๆ ห่อหุ้มแน่นหนาและมน่ั คง เหมาะแก่
สภาพของสิ่งของและระยะทางทีจ่ ะนำไปสง่
๕๔
การวิเคราะห์วจิ ารณ์เร่ืองทีฟ่ งั และดู
ปัจจุบันช่องทางการนำเสนอข้อมูลให้ดูและฟังมีมากมาย ดังนั้นควรรู้จัก
เลือกที่จะดูและฟัง เมื่อได้รับรู้ข้อมูลแล้ว การรู้จักวิเคราะห์ วิจารณ์ เพื่อนำไปใช้
ในทางสร้างสรรค์
๑. สื่อโฆษณา สื่อประเภทนี้ผู้ฟังต้องรู้จุดมุ่งหมาย เพราะส่วน
ใหญ่จะเป็นการส่ือใหค้ ล้อยตาม อาจไม่สมเหตุสมผล ผู้ฟังต้องพิจารณาไตร่ตรอง
กอ่ นซ้ือหรอื กอ่ นตดั สินใจ
๒. สื่อเพื่อความบันเทิง เช่น เพลง เรื่องเล่า ซึ่งอาจมีการแสดง
ประกอบด้วย เช่น นิทาน นิยาย หรือสื่อประเภทละคร ส่ือเหล่านี้ผู้รับสารต้อง
ระมัดระวัง ใช้วิจารณญาณประกอบการตัดสินใจก่อนที่จะซื้อหรือทำตาม
ปัจจุบันรายการโทรทัศน์จะมีการแนะนำว่าแต่ละรายการเหมาะ
กับกลุ่มเป้าหมายใด เพราะเชื่อกันว่าถ้าผู้ใดขาดความคิดในเชิงสร้างสรรค์แล้ว
สื่อบันเทิงอาจส่งผลร้ายต่อสังคมได้ เช่น ผู้ดูเอาตัวอย่างการจ้ี ปล้น การข่มขืน
กระทำชำเรา และแม้แตก่ ารฆา่ ตวั ตาย โดยเอาอยา่ งจากละครท่ีดูกเ็ คยมมี าแล้ว
๓. ข่าวสาร สื่อประเภทนี้ผู้รับสารต้องมีความพร้อมพอสมควร
เพราะควรต้องรู้จักแหล่งข่าว ผู้นำเสนอข่าว การจับประเด็น ความมีเหตุมีผล
รจู้ ักเปรียบเทียบเนื้อหาจากทม่ี าของข่าวหลาย ๆ แหง่ เปน็ ต้น
๔. ปาฐกถา เนื้อหาประเภทนี้ผู้รับสารต้องฟังอย่างมีสมาธิ
เพื่อจับประเด็นสำคัญให้ได้ และก่อนตัดสินใจเชื่อหรือนำข้อมูลส่วนใดไปใช้
ประโยชนต์ ้องมคี วามรูพ้ ื้นฐานในเรอ่ื งน้ัน ๆ อยบู่ ้าง
๕. สุนทรพจน์ สื่อประเภทนส้ี ่วนใหญ่จะไมย่ าว และมใี จความที่
เขา้ ใจง่าย ชดั เจน แต่ผู้ฟังจะตอ้ งรู้จักกล่นั กรองสง่ิ ทีด่ ไี ปเปน็ แนวทางในการ
ปฏบิ ัติ
๕๕
สรุปการฟงั อย่างสร้างสรรค์
๑. รูจ้ ุดม่งุ หมายของสารที่ดูและฟังนัน้
๒. รบั ฟงั และดูอย่างตั้งใจและทำความเขา้ ใจ
๓. รูจ้ ักสรุปและเลือกนำไปใช้ประโยชน์
หลักและแนวทางการฟังและดูอยา่ งสรา้ งสรรค์
๑. ต้องเข้าใจความหมาย หลักเบื้องต้นจองการจับใจความของ
สารที่ฟังและดูนั้น ต้องเข้าใจความหมายของคำ สำนวนประโยคและข้อความท่ี
บรรยายหรืออธบิ าย
๒. ต้องเข้าใจลกั ษณะของข้อความ ข้อความแต่ละข้อความต้อง
มีใจความสำคัญของเรื่องและใจความสำคัญของเรื่องจะอยู่ที่ประโยคสำคัญ
ซ่ึงเรียกว่า ประโยคใจความ
ประโยคใจความจะปรากฏอยู่ในตอนใดตอนหนึ่งของข้อความ
โดยปกติจะปรากฏอยู่ในตอนต้น ตอนกลาง และตอนท้าย หรืออยู่ตอนต้นและ
ตอนท้ายของขอ้ ความผู้รับสารตอ้ งร้จู ักสังเกต และเขา้ ใจการปรากฏของประโยค
ใจความในตอนต่าง ๆ ของข้อความ จงึ จะชว่ ยใหจ้ บั ใจความได้ดียิ่งขึ้น
๕๖
๓. ต้องเข้าใจในลักษณะประโยคใจความ ประโยคใจความ คือ
ข้อความที่เป็นความคิดหลัก ซึ่งมักจะมีเนื้อหาตรงกับหัวข้อเรื่อง เช่น
เรอื่ ง “สนุ ัข” ความคดิ หลกั คือ สุนขั เป็นสัตว์เลี้ยงทรี่ ักเจา้ ของ แตก่ ารฟังเร่ืองราว
จากการพูดบางทไี มม่ ีหัวข้อ แต่จะพดู ตามลำดบั ของเนื้อหา ดงั นน้ั การจับใจความ
สำคัญต้องฟังใหต้ ลอดเรื่องแล้วจับใจความว่า พูดถึงเรื่องอะไร คือจับประเด็นหัว
เร่อื ง และเรอื่ งเปน็ อย่างไรคือ สาระสำคญั หรือใจความสำคัญของเร่อื งน่นั เอง
๔. ตอ้ งรจู้ กั ประเภทของสาร สารที่ฟงั และดูมีหลายประเภท ต้องรู้จัก
และแยกประเภทสรุปของสารได้ว่า เป็นสารประเภทข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นหรือ
เป็นคำทักทายปราศรัย ข่าว ละคร สารคดี จะได้ประเด็นหรือใจความสำคัญ
ได้งา่ ย
๕. ต้องตีความในสารได้ตรงตามเจตนาของผู้ส่งสาร ผู้ส่งสาร
มีเจตนาที่จะส่งสารต่าง ๆ กับบางคนต้องการให้ความรู้ บางคนต้องการโน้มน้าว
ใจ และบางคนอาจจะต้องการส่งสารเพื่อสื่อความหมายอื่น ๆ ผู้ฟังและดูต้องจบั
เจตนาใหไ้ ด้ เพื่อจะได้จับสารและใจความสำคญั ได้
๖. ตั้งใจฟังและดใู ห้ตลอดเรื่อง พยายามทำความเข้าใจให้ตลอดเรื่อง
ย่ิงเรื่องยาวสลับซับซ้อนยิ่งต้องตั้งใจเป็นพิเศษและพยายามจับประเด็นหัวเรื่อง
กรยิ าอาการ ภาพและเครือ่ งหมายอ่ืน ๆ ดว้ ยความตัง้ ใจ
๗. สรุปใจความสำคัญ ขั้นสุดท้ายของการฟังและดูเพื่อจับใจความ
สำคัญก็คือสรุปให้ได้ว่า เรื่องอะไร ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไรและทำไม
หรือบางเรื่องอาจจะสรุปได้ไม่ครบทั้งหมดทั้งนี้ย่อมขึ้นกับสารที่ฟังจะมีใจความ
สำคญั ครบถว้ นมากนอ้ ยเพยี งใด
๕๗
วจิ ารณญาณในการฟงั และดู
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของ
วิจารณญาณ ไว้ว่า ปัญญาที่สามารถรู้หรือให้เหตุผลที่ถูกต้อง คำนี้มาจากคำว่า
พิจารณ์ หรือ วิจารณ์ คำหนึ่ง ซึ่งแปลว่า การคิดใคร่ครวญโดยใช้เหตุผล
และคำวา่ ญาณ คำหน่งึ ซง่ึ แปลวา่ ปัญหาหรือ ความรู้ในชนั้ สูง
วิจารณญาณในการฟังและดู คือ การรับสารให้เข้าใจเนื้อหาสาระ
ใช้ปัญญาคิดใคร่ครวญโดยอาศัยความรู้ ความคิด เหตุผล และประสบการณ์
ประกอบแล้วสามารถนำไปใช้ไดอ้ ย่างเหมาะสม
การฟังและดูให้เกิดวิจารณญาณนั้นมีขั้นตอนในการพัฒนาเป็น
ลำดับบางทีก็อาจเป็นไปอย่างรวดเร็ว บางทีก็ต้องอาศัยเวลา ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับ
พื้นฐานความรู้ ประสบการณ์ของบุคคลและความยุ่งยากซับซ้อนของเรื่องหรือ
สารท่ีฟัง
ขั้นตอนการฟังและดอู ยา่ งมวี ิจารณญาณ มีดงั นี้
๑. ฟงั และดใู ห้เขา้ ใจเรือ่ ง เมื่อฟงั เร่อื งใดก็ตามผูฟ้ ังจะตอ้ งต้ังใจฟังเร่ือง
น้ันให้เข้าใจตลอดเรื่อง ให้รู้ว่าเนื้อเรื่องเป็นอย่างไร มีสาระสำคัญอะไรบ้าง
พยายามทำความเขา้ ใจรายละเอียดทง้ั หมด
๕๘
๒. วิเคราะห์เรื่อง จะต้องพิจารณาว่าเรื่องเป็นเรื่องประเภทใดเป็นข่าว
บทความ เรอื่ งส้ัน นิทาน นยิ าย บทสนทนา สารคดี ละคร และเป็นร้อยแก้วหรือ
ร้อยกรอง เป็นเรื่องจรงิ หรือแต่งขึ้นต้องวิเคราะห์ลักษณะของตงั ละคร และกลวิธี
ในการเสนอสารของผ้สู ง่ สารใหเ้ ข้าใจ
๓. วินิจฉัยเรือ่ ง คือการพิจารณาเรื่องที่ฟังว่าเป็นขอ้ เท็จจริง ความรู้สึก
ความคิดเห็นและผู้ส่งสารหรือผู้พูดผู้แสดงมีเจตนาอย่างไรในการพูดการแสดง
อาจจะมีเจตนาทีจ่ ะโน้มน้าวในจรรโลงหรือแสดงความคิดเหน็ เป็นเรื่องที่มีเหตุมี
ผลมีหลักฐานน่าเชื่อถือหรือไมแ่ ละมคี ุณค่ามปี ระโยชนเ์ พียงใด
๕๙
แบบฝกึ ทบทวนความรู้การเขยี นกรอกแบบรายการ
คำชี้แจง : ให้นักเรียนศึกษาใบฝากธนาณัติในประเทศ จากนั้นตอบคำถามทีละข้อ
แล้วกรอกข้อมลู ลงในแบบรายการ โดยสมมุตริ ายละเอยี ดต่าง ๆ ตามความเหมาะสม
๖๐
แบบฝึกทบทวนความรกู้ ารวเิ คราะห์ความน่าเชอ่ื ถือ
คำชี้แจง : ให้นักเรียนเลือกโฆษณาที่นักเรียนสนใจ แล้วนำมาแปะลงในแบบฝึก
ทบทวนความรู้ พร้อมทั้งใช้หลักการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ วิเคราะห์โฆษณา
ดงั กล่าววา่ มคี วามนา่ เชอ่ื ถือหรือไม่ อยา่ งไร
๖๑
บนั ทึกหลงั การเรยี น
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
๖๒
บทท่ี ๔
วิลาสดวี รรณคดไี ทย
๖๓
๔หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่
วิลาสดวี รรณคดีไทย
มาตรฐาน/ตัวช้วี ัดการเรียนรู้ประจำหน่วยที่ ๔
มาตรฐาน ท ๕.๑
ป.๕/๑ สรปุ เร่อื งจากวรรณคดหี รือวรรณกรรมท่อี ่าน
ป.๕/๒ ระบุความรแู้ ละข้อคิดจากการอ่านวรรณคดี
และวรรณกรรมทีส่ ามารถนำไปใชใ้ นชีวติ จริง
ป.๕/๓ อธิบายคณุ คา่ ของวรรณคดแี ละวรรณกรรม
ป.๕/๔ ท่องจำบทอาขยานตามท่กี ำหนดและบทร้อยกรอง
ที่มีคณุ คา่ ตามความสนใจ
๖๔
บทอา่ นประจำหนว่ ย
กระเช้าสีดา
พรายไม้กับพรายน้ำเป็นภูตตัวเล็ก ๆ ซึ่งปกติคนธรรมดาจะไม่สามารถมองเห็นพวก
เขาได้ แต่ถ้าต้องการแสดงตนให้ใครเห็นก็จะใช้วิธีแปลงร่างเป็นรูปลักษณะต่าง ๆ ได้ตาม
ต้องการ
ภูตพรายทัง้ สองกลุ่มนี้มีนิสัยชอบเล่นสนุกสนาน มักมาประชุมกันเพื่อร้องรำทำเพลง
และต่างนิยมชมชอบคนดี หากเจอผู้มีจิตใจเมตตากรุณาชอบช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น พรายไม้
ซึ่งเป็นภูตเพศชายและพรายน้ำซึ่งเป็นภูตเพศหญิงก็จะแสดงตัวในลักษณะสวยงามออกมา
สนทนาปราศรัยด้วยอย่างสนิทสนม แต่สำหรับผู้ที่มีจิตใจชั่วร้าย ภูตพรายทั้งสองก็สามารถ
บันดาลให้มอี ันเป็นไปในทางไมด่ ไี ดเ้ ช่นกัน
หนูน้อยขันทองอยากจะเห็นพรายไม้และพรายน้ำจึงตั้งใจประพฤติตนเป็นเด็กดี
ตามที่แม่สอนทุกประการ อยู่มาวันหนึ่งตรงกับคืนเดือนหงาย เหล่าพรายไม้กบพรายน้ำ
ออกมาชุมนุมกนั ในถน่ิ ของพวกพรายไมซ้ งึ่ มแี สงจนั ทรส์ าดสอ่ งสวา่ งไสว บรรดาพรายน้ำมอบ
กระเชา้ เลก็ ๆ ใหแ้ ก่พวกพรายไม้คนละใบ เพอ่ื เลน่ เกมแขง่ เกบ็ ของใสก่ ระเช้า พรายไม้ผู้ชนะ
จะได้เตน้ รำกับพรายน้ำเจ้าของกระเช้าผู้น่ารัก หลังจากการเลน่ สนุกสนานผ่านไปจนไดเ้ วลา
สมควร พวกพรายไม้ก็พากันกลับไปยังที่พักของตน แต่เหล่าพรายน้ำนั้นยังคงช่วยกันเก็บ
กระเช้าท่ตี กอยูก่ ระจดั กระจายมารวมไวอ้ ยา่ งเปน็ ระเบยี บ
๖๕
หนูน้อยขันทองเดินออกมาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางแสงจันทร์คืนวันเพ็ญ ครั้นเห็น
กระเช้าใบเล็ก ๆ น่ารักลอยไปรวมกันเป็นกองใหญ่
ขันทองก็ช่วยเก็บกระเช้าที่ยังเหลืออยู่มารวมไว้จนหมด
และน่งั ดดู ้วยความสนใจอยากจะได้ไปเล่นบ้าง แตไ่ ม่กล้า
หยิบฉวยเอาตามอำเภอใจเพราะยงั ไม่ได้รบั อนญุ าตจากผู้
เปน็ เจ้าของ ทันใดนัน้ หนนู อ้ ยขนั ทองก็รูส้ กึ วา่ มีมอื เย็น ๆ
มาแตะที่เปลือกตา ทั้งนี้เพราะบรรดาพรายน้ำพึงพอใจ
ในความเอื้อเฟอ้ื และซื่อสัตยส์ ุจริตจึงบนั ดาลใหข้ นั ทองสามารถมองเหน็ พวกเธอได้
หนูน้อยขันทองรู้สึกดีใจส่งยิ้มให้กับเหล่าพรายน้ำซึ่งมีใบหน้างดงาม ตัวขนาดตุ๊กตา
คือสงู สักหา้ สิบเซนติเมตร ทัง้ สองฝา่ ยต่างพดู คยุ กนั อย่างสนทิ สนม
พวกพรายน้ำได้เล่าเรื่องราวของกระเช้าใบเล็ก ๆ ให้ฟังว่ามันคือ กระเช้าสีดา
เป็นผลของไม้เถาชนิดหนึ่ง โดยมีประวัติเกีย่ วข้องกับเรื่องรามเกียรติ์ด้วยแต่เดิมเป็นกระเชา้
ของนางสีดา ซึ่งทำตกไว้ในป่าระหว่างที่ถูกเจ้ายักษ์ทศกัณฐ์อุ้มนางเหาะหนีเพราะ
ตอ้ งการลกั พาตวั ไปจากพระราม เหล่าเทวดาเจา้ ปา่ เกรงว่ากระเช้าจะสูญหายไปจึงบันดาลให้
งอกรากออกมากลายเป็นไมเ้ ถาและมผี ลสบื มาจนถงึ ปัจจบุ ัน เพ่อื เปน็ ทรี่ ะลกึ ถงึ นางสีดา
กอ่ นจากกันพรายนำ้ ได้มอบกระเช้าสดี าให้หนูนอ้ ยขันทองไว้เป็นท่ีระลกึ โดยให้เลือก
หยิบเอาตามใจชอบ ขันทองอยากจะได้หลาย ๆ ใบเพื่อเอาไปฝากแม่และเพื่อน ๆ
แตก่ เ็ กรงใจหยิบขนึ้ มาเพยี งใบเดียวเทา่ น้ัน เหล่าพรายน้ำจงึ หยิบกระเช้าสีดาส่งให้ขันทองจน
เต็มอุ้งมือ แล้วใช้มือแตะเปลือกตาของขันทอง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งเหล่าพรายน้ำและ
กระเช้าสีดาที่กองอยู่ก็หายไปจนหมดสิ้น ขันทองจึงรีบกลับบ้านและเล่าเรื่องราวต่าง ๆ
ให้แม่ฟัง เธอรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้พบกับเหล่าพรายน้ำเพราะเชื่อฟังคำของแม่ที่อบรมสั่งสอน
ใหเ้ ป็นคนดี
๖๖
ตำนานพระแมโ่ พสพ
พระแม่โพสพเป็นนางฟ้าอยู่บนสวรรค์ เป็นสนมเอกขององค์อัมรินทร์ธิราช
วนั หนงึ่ ก็นำดอกไม้ไปถวายองค์อัมรนิ ทราธิราช พระองคก์ ม็ องเหน็ ว่า แมโ่ พสพซึ่งมี
เนื้อเหลืองดังทองนั้นผิวดูหม่นลง จึงบอกให้นางเสียสละเนื้อให้แก่ชาวโลก
นางก็เสด็จลงมาโดยเก็บดอกไม้สวรรค์มาด้วย มาหาฤาษีตาไฟ ฤาษีตนนี้ปกติจะน่ัง
หลับตาตลอดเวลา จะลืมตาเวลาที่ดอกไม้ในป่าหิมพานต์บานเพียงครั้งเดียว
โดยออกจากฌานดว้ ย ถ้าไมไ่ ด้ออกจากฌานแลว้ ลืมตาไฟกจ็ ะไหม้
เมื่อพระแม่โพสพเข้าไปหาฤาษีนั้น กลิ่นดอกไม้ก็ไปเข้าจมูกฤาษี
ฤาษีจึงลืมตา ไฟไหม้พระแม่โพสพลงเป็นเถ้า หล่นข้างหน้าฤาษี ฤาษีเห็นดังนั้นก็
แปลกใจ และสงสารจึงชุบขน้ึ มา
พระแม่โพสพจึงบอกวัตถุประสงค์ว่าตนต้องการจะสละเนื้อของตนให้เป็น
ข้าวให้ชาวโลกกิน แล้วกลายรูปเป็นเมล็ดข้าว พระฤาษีจึงใช้ไม้เท้าตีลงบนข้าวและ
อธิษฐาน ข้าวแตกกระจายเป็นแมลงเม่าบนิ ลง
มาตกทั่วภาคพ้ืนดิน มนุษย์จึงเก็บพืชพันธุ์ไป
ปลูกให้ลูกหลานกิน ในเดือน 10 - 11 ข้าวตั้ง
ท้อง ตะวันจะอ้อมข้าวเพราะเกรงใจแม่โพสพ
ทกี่ ำลังต้ังท้อง
๖๗
แบบฝึกทบทวนความรู้
คำชี้แจง จากนทิ านพืน้ บ้านเรือ่ งกระเช้าสีดาและตำนานพระแมโ่ พสพจงตอบคำถามตอ่ ไปนี้
๑.ชือ่ กระเช้าสีดา มที ีม่ าอย่างไร
ก. มาจากรปู ร่างที่เหมอื นกับกระเช้าของนางสดี าทใี่ ชใ้ สข่ องขณะเทย่ี วปา่
ข. เช่ือว่าเป็นกระเชา้ ทีน่ างสดี าทำหลน่ ขณะถูกทศกณั ฐอ์ ุ้มพาตัวไปจากพระราม
ค. เชื่อว่านางสีดาเป็นผ้สู านกระเชา้ แล้วนำไปแขวนไวท้ ี่ต้นไมช้ นิดหน่ึง ตน้ ไมช้ นิดนั้น
จึงได้ช่ือว่ากระเชา้ สีดา
ง. ไมป่ รากฏที่มาแน่ชดั
2. หากนักเรียนต้องการปฏิบัติตนเป็นเด็กดีมีวัฒนธรรมตามอย่างหนูน้อยขันทอง นพกุล
จากเรือ่ งกระเช้าสดี า ควรปฏบิ ตั ิตามขอ้ ใด
ก. เชอ่ื เรื่องภตู ิพราย
ข. แต่งตวั ให้นา่ รักอยูเ่ สมอ
ค. เช่อื ฟังผู้ใหญ่
ง. มคี วามม่ันใจในตวั เอง
3. จากเร่อื ง กระเช้าสดี า ขอ้ ใดไม่ใชล่ ักษณะนสิ ยั ของหนนู อ้ ยขันทอง นพกุล
ก. ไม่โลภมาก ข. ซ่ือสตั ย์สุจริต
ค. มีน้ำใจ ง. ข้อี าย
๖๘
4. ข้อใดคือข้อคดิ ทไ่ี ด้จากนิทานเรอื่ ง กระเช้าสีดา
ก. ถ้าเราเป็นคนดี ย่อมได้รับผลดตี อบแทน
ข. หากเราพูดจาไพเราะ ยอ่ มไดใ้ นส่ิงทต่ี อ้ งการ
ค. หากเราเช่ือในสงิ่ ใด สงิ่ น้ันย่อมเป็นจริงได้
ง. หากเราเคารพเชอ่ื ฟังผ้ใู หญ่ ย่อมได้รับความรักจากผใู้ หญ่
5. ขอ้ ใดเปน็ จุดประสงค์ของผู้แต่งนิทานเรื่องกระเช้าสีดา
ก. เพ่ืออธิบายวรรณคดีเรอ่ื ง รามเกียรต์ิ ตอน ทศกัณฐล์ กั นางสีดา
ข. เพือ่ อธบิ ายตำนานพืชท่ชี อ่ื วา่ กระเช้าสดี า
ค. มงุ่ ส่งเสริมใหผ้ อู้ า่ นเชอ่ื เรือ่ งภูตพิ ราย
ง. มุง่ สง่ เสรมิ ใหผ้ ู้อ่านเป็นคนดี
6. ความเชอื่ เร่ือง แม่โพสพ มปี ระโยชน์อยา่ งไร
ก. ทำให้ประชาชนมีขา้ วกิน
ข. ทำใหเ้ หน็ คุณค่าของข้าว
ค. ทำให้เห็นคุณคา่ ของอาชพี ชาวนา
ง. ทำใหช้ าวนาขายขา้ วไดร้ าคาดี
7. เพราะเหตุใดเราจงึ ไม่ควรกินขา้ วหกเลอะเทอะ หรือกนิ ขา้ วเหลือท้งิ
ก. เพราะจะทำใหไ้ ม่มขี า้ วกนิ อกี ตลอดไป
ข. เพราะจะทำให้ชาวนาไมพ่ อใจ
ค. เพราะจะทำให้พอ่ แม่ไมพ่ อใจ
ง. เพราะข้าวเป็นอาหารทส่ี ำคัญ
๖๙
8. ข้อใดไมใ่ ชล่ ักษณะของแม่โพสพ เทพธิดาแหง่ ขา้ ว
ก. มีมนตว์ เิ ศษสามารถเนรมิตอะไรกไ็ ด้
ข. รา่ งกายมกี ล่นิ หอม
ค. มีรปู รา่ งสวยงาม
ง. มจี ิตใจเมตตา
9. ความเช่อื ในขอ้ ใดเกีย่ วขอ้ งกบั ประเพณีการทำขวญั ขา้ วของชาวนาไทย
ก. เชื่อวา่ ทำขวญั ข้าวแลว้ เทวดานางฟา้ จะพอใจ
ข. เชอ่ื ว่าทำขวัญขา้ วแล้วฝนจะตกต้องตามฤดูกาล
ค. เชื่อว่าทำขวญั ขา้ วแล้วจะทำใหไ้ ด้ข้าวอดุ มสมบูรณ์
ง. เชอ่ื ว่าทำขวัญข้าวแลว้ จะมฐี านะร่ำรวย
10. ข้อใดไมใ่ ชข่ อ้ คิดท่ไี ด้จากเรื่อง แม่โพสพ
ก. การเชื่อและทำในสงิ่ ที่ดยี ่อมทำใหไ้ ดร้ บั ผลดี
ข. คนเราควรละกิเลสตณั หา เพ่ือจะไดส้ ขุ สบายเหมอื นในอดตี
ค. ชาวนาเปน็ ผมู้ ีพระคณุ ตอ่ เรา เพราะชาวนาปลกู ขา้ วใหเ้ รากิน
ง. ขา้ วเปน็ อาหารหลกั ทส่ี ำคญั ของคนเรา
๗๐
บทอาขยาน วิชาเหมือนสนิ ค้า
วิชาเหมอื นสินค้า อนั มีค่าอยู่เมืองไกล
ต้องยากลำบากไป จึงจะไดส้ ินค้ามา
จงตั้งเอากายเจา้ เปน็ สำเภาอนั โสภา
ความเพยี รเป็นโยธา แขนซา้ ยขวาเปน็ เสาใบ
นวิ้ เปน็ สายระยาง สองเทา้ ต่างสมอใหญ่
ปากเป็นนายงานไป อชั ฌาสยั เป็นเสบียง
สตเิ ปน็ หางเสือ ถือท้ายเรือไว้ให้เทย่ี ง
ถือไว้อย่าให้เอยี ง ตดั แล่นเลีย่ งข้ามคงคา
ปญั ญาเป็นกล้องแก้ว สอ่ งดแู ถวแนวหินผา
เจา้ จงเอาหูตา เป็นล้าตา้ ฟังดูลม
เกียจคือปลาร้าย จะทำลายใหเ้ รอื จม
เอาใจเปน็ ปนื คม ยิงระดมใหจ้ มไป
จงึ จะได้สินคา้ มา คอื วิชาอนั พิสมยั
จงหมนั่ ม่ันหมายใจ อยา่ ไดค้ รา้ นการวิชา
๗๑
อา่ นเพ่ิมเตมิ ความรู้
พระเจ้าอโศกมหาราช
พระเจ้าอโศกมหาราช เป็นโอรสของพระเจ้าพินทุสาร และพระนางสิริธรรม
ประสูติเมื่อปี พ.ศ. 184 เมื่อพระชนมายุได้ 18 พรรษา ได้รับแต่งตั้งเป็นอุปราช
เมอื งอชุ เชนี แคว้นอวนั ตี
พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมริยะ ผู้ปรีชาสามารถ
พระองค์สุดท้ายของราชวงศ์ ทรงปกครองแคว้นมคธ มีพระราชธานีชื่อว่า ปาฏลีบุตร
(ปัจจุบันเรียกว่า ปัฏนะ Patna) เป็นพระโอรสของพระเจ้าพินทุสารแห่งราชวงศ์โมริยะ
พระมารดานามว่า สิริธรรม พระเจ้าอโศกมพี ระโอรส และธิดา 11 พระองค์
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิอโศกมหาราช หรือพระเจ้าอโศกมหาราช เดิมเป็นพระ
เจ้าแผ่นดินที่โหดร้าย ชอบการทำสงครามกับแว่นแคว้นต่าง ๆ จนได้รับสมญานามว่า
จัณฑาโศกราช (พระเจ้าอโศกผู้โหดเหี้ยม) แต่หลังจากที่พระองค์หันมานับถือ
พระพทุ ธศาสนา
พระองค์ก็ทรงกลายเป็นองค์เอกอัครพุทธศาสนูปถัมภก์ ผู้อุปถัมภ์บำรุง
พระพุทธศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรืองและแผ่ขยายมากที่สุดในและจาก
พระราชกรณียกิจมากมายนานัปการที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญด้วยอย่างแท้จริง
ทำให้ภายหลังทรงได้รับการขนานพระราชสมญั ญานามว่า ธรรมาโศกราช (พระเจ้าอโศก
ผทู้ รงธรรม)
ก่อนที่จะเปลีย่ นมานับถือพุทธศาสนา มีความดุร้ายและโหดเห้ียมเป็นอย่างย่ิง ได้
สั่งฆ่าขุนนางที่กระด้างกระเดื่อง จำนวน 500 ใครไม่เชื่อฟัง หรือ ขัดคำสั่งของพระองค์
ให้ฆ่าเสีย ในคราวหนึ่ง นางสนมกำนลั ไปหักกิ่งรานกงิ่ ดอกและต้นอโศกเล่น พระองคท์ รง
กริ้วมาก จึงจับนางสนมกำนัลเหล่านั้นเผาทั้งเป็น ด้วยเหตุนี้จึงได้รับฉายาว่า จัณฑาโศก
แปลวา่ อโศกผดู้ รุ า้ ย ต่อมาเมื่อไปรบที่แคว้นกาลงิ คะ (ปัจจุบนั อยูร่ ัฐโอรสิ สา) มีผู้บาดเจ็บ
ล้มตายจำนวนมาก จึงเกิดความสลดสังเวชในบาปกรรม และตั้งใจแสวงหาสัจธรรมและ
พบนิโครธสามเณรที่มีกิริยามารยาทสงบเรียบร้อย จึงทรงนิมนต์พระนิโครธโปรดแสดง
ธรรม พระนิโครธกแ็ สดงธรรม จึงมีความเลื่อมใสในพทุ ธศาสนาอยา่ งแรงกลา้
๗๒
ตอ่ มาได้ฟังพระธรรมจากพระสมทุ รเถระ ทรงสง่ กระแสจติ ตามพระธรรมเทศนาจนเข้าถึง
พระรัตนตรัย พระองค์ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา เช่น ทรงสร้างวัด วิหาร พระสถูป พระ
เจดีย์ หลักศิลาจารึก มหาวิทยาลัยนาลันทา ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ผนวชขณะท่ี
ยังทรงครองราชย์อยู่ และเลิกการแผ่อำนาจในการปกครอง มาใช้หลักพุทธธรรม (ธรรม
ราชา) ปกครอง นอกจากนี้ พระเจ้าอโศกมหาราชยังทรงส่งสมณทูตไปเผยแพร่ศาสนา
โดยแบง่ เป็น 9 สาย สายที่ 8 มาเผยแพร่ที่ สุวรรณภูมิ โดยพระโสณะและพระอตุ ระเปน็
สมณทูต และพระองคเ์ ปน็ ผจู้ ดั การสงั คายนาพระไตรปิฎกครัง้ ท่ี 3 ณ วัดอโศการาม เมือง
ปาฏลบี ุตร
ต่อมาก็โปรดเกล้าให้สร้างบ่อน้ำ ที่พักคนเดินทาง โรงพยาบาล และปลูกต้นไม้
เพื่อจัดสาธารณูปโภคและสาธารณะตามหลักพุทธธรรม ต่อจากนั้นก็เสด็จไปพบ
สังเวชนียสถาน 4 แห่ง เป็นคนแรก และทรงสถาปนาให้เป็นเป็นสถานที่สักการบูชาของ
พุทธศาสนิกชนในเวลาต่อมา นับว่าพระองค์เป็นอัครศาสนูปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่าง
แท้จริง และต่อมาพระองค์ทรงได้สมญานามว่า ธรรมาโศก แปลว่า อโศกผู้ทรงธรรม
ทรงครองราชยไ์ ด้ 41 ปี
กล่าวว่าด้วยเหตุอันที่พระเจ้าอโศกมหาราช เป็นใหญ่ในชมพูทวีป เพราะได้เคย
ถวายน้ำผึ้งแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวว่าด้วยเหตุอันที่พระเจ้าอโศกผูกพันกับนิโครธ
สามเณรเมื่อแรกภพ เพราะเมื่ออดีตชาติที่เป็นพอ่ ค้าขายน้ำผึ้ง เป็นพี่น้องกนั รวมทั้งพระ
เจา้ เทวานมั ปิยะตสิ สะ ทลี่ ังกาทวีป
หลังจากที่พระเจ้าอโศกมหาราชสิ้นพระชนม์ พระองค์ก็ได้ไปบังเกิดเป็นงูเหลือม
เพราะก่อนพระองค์จะสวรรคต พระองค์ทรงพระดำริที่จะถวายพระราชทรัพย์ไว้ใน
พระพุทธศาสนา แต่มีขุนนางมาทัดทาน พระองค์จึงเกิดจิตโทสะ เมื่อสิ้นพระชนม์ จึงได้
ไปเกิดในทุคติภูมิ ต่อมาเมื่อได้ฟังธรรมจากพระมหินทเถระ พระราชโอรสซึ่งบรรลุ
พระอรหันต์ หลังจากงูเหลือมซึ่งก็คือพระเจ้าอโศกมหาราชได้ตายแล้ว ก็ได้ไปบังเกิดใน
สวรรค์ ดว้ ยผลบญุ ท่พี ระองคท์ รงเคยทำนบุ ำรงุ พระพทุ ธศาสนาอย่างใหญห่ ลวงนนั่ เอง
๗๓
เพ่มิ เตมิ ความรู้
กระเช้าสีดาเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปสามเหลี่ยมแคบ ดอก
ออกเป็นช่อสั้น ออกตามง่ามใบ มีกลิ่นเหม็น ช่อหนึ่งมีเพียง 2-3 ดอก กลีบดอกมีชั้นเดียว
เช่ือมตดิ กันเปน็ หลอด โคนหลอดพองออกเป็นกระเปาะกลม เหนือขึ้นไปคอดเปน็ หลอดเล็ก
ๆ ปลายกลีบผายออกเป็นรูปปากแตรเบี้ยว เกสรเพศผู้ 6 อัน ยอดเกสรเพศเมียมี 6 แฉก
ผลค่อนข้างกลมหรือรูปขอบขนานค่อนขา้ งกว้าง ผลแก่แตกเป็น 6 พู แตกเลยไปถึงกา้ นผล
และแยกออกเป็น 6 ก้าน ภายในมีเมลด็ แบน รูปไข่ มีปกี
๗๔
บนั ทึกหลงั การเรยี น
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
๗๕
บรรณานุกรม
กสุ ุมา รกั ษมณ.ี ชนิดของคำ. พิมพค์ รั้งท่ี ๓. กรุงเทพมหานคร : ภาควิชาภาษาไทย
มหาวิทยาลยั ศิลปากร, ๒๕๔๙.
เจตนา นาควชั ระ. ทฤษฎเี บอ้ื ตน้ ของวรรณคด.ี พมิ พค์ ร้ังท่ี ๒ (ปรบั ปรงุ ถอ้ ยคำ).
กรุงเทพฯ : ศยาม, ๒๕๔๒.
ชลดา เรอื งรักษล์ ิขติ . วรรณลลิต : รวมบทความวิจัยวรรณคดแี ละคำประพันธไ์ ทย.
กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์
จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , ๒๕๔๖.
ชีวิตและงานของสนุ ทรภู่ ฉบับกรมศลิ ปากรตรวจชำระใหม่. พิมพค์ ร้ังที่ ๗. กรงุ เทพฯ :
องคก์ ารค้าของคุรสุ ภา, ๒๕๓๔.
ธเนศ เวสร์ภาดา. ท่องโลกเลา่ เรอ่ื ง. พิมพค์ รงั้ ที่ ๘. กรงุ เทพฯ : ปาเจรา, ๒๕๔๙
นยิ ะดา เหล่าสนุ ทร. พินิจภาษา. กรงุ เทพมหานคร : แมค่ ำผาง, ๒๕๔๒
ปฐมพร ทองอรา่ ม. นกั เรยี นใหม.่ กรงุ เทพมหานคร : โอเดียนสโตร,์ ๒๕๔๒
บุญยงค์ เกศเทศ. ประวัตสิ าตรว์ รรณกรรม. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร,์ ๒๕๔๒
ราชบัณฑติ ยสถาน. พจนานกุ รมศัพท.์ กรุงเทพมหานคร : ราชบัณฑติ ยสถาน, ๒๕๕๐
วิทย์ ศวิ ะศริยานนท์. วรรณคดแี ละวรรณกรรมวิจารณ์. พมิ พ์ครงั้ ที่ ๖. กรุงเทพฯ :
ธรรมชาต,ิ ๒๕๔๔
บท า ยาน าเห น น า
าเห น น า นั ี า ยเ ง กล
งยากลาบาก ึง น า า
ง งั เ ากายเ า เ น าเ า นั า
า เ ียรเ น ย า น าย าเ นเ า บ
น เ น ายร ยาง งเทา าง ห
ากเ นนายงาน ั า ยั เ นเ บียง
เ นหางเ ทายเร หเทียง
ั ลนเลียง า ง า
ยา หเ ียง ง น หน า
ั าเ นกล ง ก เ นลา า ัง ล
เ า งเ าห า ทาลาย หเร
ึเกีย ลาราย ยงร ห
เา เนน
ึง น า า า นั ยั
งห นั นั ห าย ยา รานการ า