รายงานการศึกษา
เพอ่ื ขอเลื่อนเปน็ วทิ ยฐานะตาแหนง่ ผอู้ านวยการชานาญการพิเศษ
เรอ่ื ง
แนวทางการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ผสู้ ูงอายุ ศูนย์การศกึ ษานอกระบบ
และการศกึ ษาตามอัธยาศยั อาเภอบ้านไผ่ จังหวดั ขอนแก่น
โดย
อบุ ล สีหา
ผู้อานวยการศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั อาเภอบา้ นไผ่
สานักงานส่งเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยจงั หวดั ขอนแก่น
สานกั งานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย
สานกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
กติ ตกิ รรมประกาศ
รายงานผลงานวิชาการฉบบั นี้สาเรจ็ ลลุ ว่ งไปดว้ ยดี ด้วยความชว่ ยเหลือ ให้คาปรึกษา
ดา้ นการบริหารจัดการศกึ ษาตอ่ เนอื่ ง ของผูอ้ านวยการสานกั งานส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดขอนแก่น ท่ีได้ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ท่ีเกิดขึ้นระหว่างการดาเนินงานด้วย
และในการศึกษาครง้ั น้ีจะมีคณุ ภาพในเชิงวชิ าการก็ดว้ ยผูเ้ ชีย่ วชาญท้งั 3 ทา่ น ทเ่ี ปน็ ผู้เชีย่ วชาญ
ในการตรวจสอบเคร่ืองมือ และไดใ้ ห้คาแนะนาและข้อคิดเหน็ ตา่ งๆ อันเป็นประโยชนอ์ ยา่ งยิง่
ในการศึกษาครง้ั น้ี
ขอขอบคุณท่านผู้อานวยการสานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
จังหวัดขอนแกน่ ขอขอบคณุ ภาคเี ครือขา่ ย สาหรับข้อแนะนาและความชว่ ยเหลอื ทุกด้านในการศกึ ษา
และขอขอบคุณคณะกรรมการสถานศึกษาทุกท่านที่ช่วยในการให้คาชี้แนะ นอกจากน้ีขอขอบคุณคณะครู
และบุคลากร ของศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบา้ นไผ่ ทเี่ ปน็ กาลังสาคัญ
ร่วมแรงร่วมใจกันปฏบิ ตั ิงานจนเกิดผลดตี ่อหน่วยงานและชมุ ชน และขอขอบคุณทุกๆ ท่านท่ีไม่ได้กลา่ วนาม
ไว้ ณ ทีน่ ้ี
สุดท้ายนี้ ผู้ศึกษาขอขอบพระคุณผู้สูงอายุทุกท่าน รวมทั้งบิดา-มารดา และครอบครัว ซ่ึงเปิด
โอกาสให้ได้จัดทาผลงาน ตลอดจนคอยช่วยเหลอื และให้กาลงั ใจผศู้ ึกษาเสมอมาจนทาผลงานวิชาการ
สาเร็จด้วยดี หากประโยชน์ใดท่ีเกิดเป็นวิทยาทานจากผลงานน้ี ขออานวยพรให้กับทุกๆ ท่าน ทั้งที่กล่าว
นามและมไิ ด้กลา่ วนาม มา ณ โอกาสน้ี
อุบล สีหา
ก
ช่อื เรื่อง แนวทางการพฒั นาคุณภาพชวี ิตผสู้ งู อายุ ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตาม
อัธยาศยั อาเภอบ้านไผ่ จงั หวัดขอนแก่น
ชอื่ ผศู้ กึ ษา อุบล สีหา
บทคัดย่อ
การศกึ ษาครั้งนี้ มีวตั ถุประสงค์ 1) เพอื่ ศึกษาแนวทางการพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตผูส้ ูงอายุ
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น 2) เพ่ือศึกษาความ
คิดเห็นของผู้ปฏิบัติงาน/ครูและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ท่ีมีต่อแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์
การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแกน่
3) เพอื่ ศึกษาและเปรยี บเทียบระดับการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายท่ีมตี ่อแนวทางการพัฒนาคุณภาพชวี ิต
ผ้สู ูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอาเภอบ้านไผ่ จังหวดั ขอนแกน่ 4) เพื่อศึกษา
ระดับความพึงพอใจของผสู้ งู อายุตอ่ คุณภาพชีวิตหลังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตผสู้ ูงอายุ กับศูนยก์ ารศึกษานอก
ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบา้ นไผ่ จังหวัดขอนแก่น การศึกษาครั้งนี้ประชากร/กลุม่ ตัวอย่างท่ี
ใช้ในการศึกษา คือ ผู้ปฏิบัติงาน/ครแู ละผ้ทู ่ีมีส่วนเกี่ยวข้อง จานวน 50 คน ภาคีเครือข่าย จานวน 50 คน
และผู้สูงอายุท่ีร่วมโครงการ/กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ จานวน 150 คน การสุ่มกลุ่มตัวอย่าง
โดยวิธีใช้เลือกแบบเจาะจง และสุ่มเลือกอย่างง่าย เคร่ืองมือท่ีใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติท่ีใช้ในการ
วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ค่าทดสอบ t-test
Independent และค่าทดสอบ F-test ANOVA
ผลการศึกษา พบวา่
แนวทางการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ผสู้ งู อายุ ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอธั ยาศยั อาเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแกน่ ผู้ศึกษากาหนดไว้ 3 กรอบ คือ 1) ด้านการบริหารสถานศึกษา
2) ดา้ นการมสี ว่ นร่วมกับภาคเี ครอื ขา่ ย 3) ดา้ นการพัฒนาคุณภาพชีวิตผสู้ งู อายุ ในการ
มีส่วนรว่ มกบั ภาคเี ครอื ขา่ ย ผศู้ ึกษาให้ความสาคญั เพราะเปน็ กระบวนการเพ่ือการพัฒนา ประกอบ
ไปด้วยกรอบแนวคิดพ้ืนฐานในการมีส่วนรว่ ม 4 ดา้ น คือ 1) ด้านการมสี ่วนร่วมในการตัดสินใจ (Decision
making) 2) ด้านการมีส่วนร่วมในการดาเนนิ งาน (Implementation) 3) ด้านการ
มีสว่ นร่วมในการประเมินผล (Evaluation) 4) ด้านการมีสว่ นร่วมในการรับผลประโยชน์ (Benefits) ส่วน
การพฒั นาคุณภาพชีวิตผ้สู งู อายุ 4 ด้าน คอื 1) คณุ ภาพชีวิตทดี่ ีดา้ นสขุ ภาพ (Health)
2) คุณภาพชีวิตทด่ี ีดา้ นจิตใจและอารมณ์ (Recreation) 3) คุณภาพชีวติ ท่ีดีด้านสังคม (Social)
4) คุณภาพชวี ิตทีด่ ีด้านสิ่งแวดลอ้ ม
ผู้ปฏิบัติงาน/ครูและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มีความคิดเห็นต่อแนววทางการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ผ้สู งู อายุ โดยภาพรวมอยูใ่ นระดบั มากทส่ี ุด เม่ือจาแนกออกเปน็ รายดา้ น พบวา่ ผปู้ ฏิบัติงานและครู
ข
มีความคิดเห็นต่อแนวทางการบริหารและการมีส่วนรว่ มกับภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพชวี ิตผู้สูงอายุ
อยู่ในระดบั มากทสี่ ดุ ทุกด้าน เมอื่ พจิ ารณารายดา้ นท่มี ีคา่ เฉลีย่ เรียงจากมากไปหาน้อย
รายด้านที่มีค่าเฉลี่ยลาดับแรก คือ ด้านการบริหารสถานศึกษา รองลงมา ด้านการมีส่วนร่วมกับภาคี
เครอื ขา่ ย สว่ นรายด้านทีม่ ีคา่ เฉล่ียลาดับ 3 คือ ดา้ นการพัฒนาคุณภาพชีวิตผสู้ งู อายุ
ภาคีเครือข่าย กศน.อาเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น มีความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมกับภาคี
เครอื ข่ายเพื่อพฒั นาคุณภาพชีวิตผสู้ ูงอายุ โดยภาพรวมอยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ เมอ่ื พิจารณา
รายด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยเรียงจากมากไปหาน้อย พบว่า รายด้านทีม่ ีค่าเฉลยี่ ลาดับแรก คือ ด้านการมีส่วนร่วมใน
การรบั ประโยชน์ สว่ นรายด้านทมี่ คี า่ เฉลี่ยรองลงมา ด้านการมสี ่วนรว่ มในการวางแผน
และรายด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยลาดับ 3 คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการดาเนินงานตามแผน เมื่อเปรียบเทียบความ
แตกต่างความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมของภาคเี ครอื ข่าย ที่มีความแตกต่างตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา
อาชีพ และสถานะหรือบทบาททางสังคมเกยี่ วข้องกบั การพัฒนาคุณภาพชวี ติ ผู้สูงอายุ พบว่า ปจั จัยด้านเพศ
อายุ ระดบั การศึกษา อาชีพ และสถานะหรือบทบาททางสงั คมเกีย่ วขอ้ งกบั
การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตผู้สงู อายุ ไม่มผี ลต่อการมสี ว่ นรว่ มของภาคีเครอื ข่าย
ผู้สูงอายุ อาเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น มีความพึงพอใจต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
ศนู ยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั อาเภอบา้ นไผ่ จังหวัดขอนแกน่
โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงลาดับตามค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อย พบว่า
รายดา้ นท่ีมีค่าเฉล่ียอันดับแรก คือ คุณภาพชีวิตที่ดีด้านส่ิงแวดล้อม ส่วนรายด้านท่ีมีค่าเฉล่ียรองลงมา คือ
คุณภาพชีวติ ท่ีดีดา้ นสงั คม และรายดา้ นทม่ี คี ่าเฉลี่ยอันดับ 3 คือ คณุ ภาพชวี ิตทีด่ ี
ด้านสุขภาพ เปรียบเทียบความแตกต่างความพึงพอใจของผู้สูงอายุ จาแนกตามเพศ อายุ และระดับ
การศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุท่ีมีเพศ และอายุแตกต่างกันไม่มีผลต่อความพึงพอใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ผูส้ ูงอายุหลังจากการร่วมโครงการ/กิจกรรมผู้สูงอายุกับ กศน.อาเภอบ้านไผ่ ส่วนความแตกต่างของระดับ
การศกึ ษามีผลตอ่ ความพึงพอ อย่างมนี ัยสาคัญทางสถติ ิทีร่ ะดบั 0.05
ค
สารบญั
เร่อื ง หน้า
บทคดั ยอ่ ก
สารบัญ ค
สารบญั ตาราง จ
สารบญั แผนภาพ ซ
บทท่ี 1 บทนา 1
ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา..................................................... 1
วตั ถปุ ระสงค.์ .............................................................................................. 6
สมมตฐิ านการศึกษา................................................................................... 6
ขอบเขตการศกึ ษา...................................................................................... 7
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ........................................................................................ 8
ประโยชน์ทคี่ าดวา่ จะไดร้ บั ......................................................................... 10
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ ง 11
แนวคดิ เก่ยี วกับการพฒั นาคุณภาพชวี ติ ของผู้สงู อายุ.................................. 11
แนวคิดเก่ียวกับการบรหิ ารและการมสี ว่ นร่วม............................................ 24
ศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั อาเภอบ้านไผ่........... 40
งานวจิ ยั ที่เกย่ี วขอ้ ง..................................................................................... 54
กรอบแนวคดิ ในการศึกษา.......................................................................... 63
บทท่ี 3 วิธีดาเนนิ การศึกษา 65
ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง......................................................................... 65
เครื่องมอื ทใ่ี ชใ้ นการศึกษา.......................................................................... 66
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ................................................................................ 67
การจดั ทาและการวิเคราะหข์ อ้ มูล.............................................................. 67
ง
สารบญั (ต่อ)
เรอ่ื ง หน้า
บทที่ 4 ผลการดาเนนิ การวจิ ยั 68
ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล.............................................................................. 68
บทท่ี 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 108
วัตถุประสงค์การศกึ ษา.............................................................................. 108
สรปุ ผลการศกึ ษา....................................................................................... 108
อภปิ รายผลการศกึ ษา................................................................................ 113
ข้อเสนอแนะ............................................................................................. 118
บรรณานกุ รม............................................................................................................. 120
ภาคผนวก 125
ภาคผนวก ก แบบสอบถาม..................................................................... 126
ภาคผนวก ข หนังสอื ราชการ................................................................... 143
ประวัติผู้ศึกษา.......................................................................................................... 149
จ
สารบญั ตาราง
ตารางท่ี หน้า
1 แสดงจานวน และร้อยละเก่ยี วกับสถานภาพสว่ นตัวของผ้ปู ฏิบัติงานและครู................. 70
2 แสดงคา่ เฉลี่ย สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากร 71
72
ทม่ี ีตอ่ แนวทางการพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตผู้สูงอายุ โดยภาพรวมและรายด้าน............
3 แสดงค่าเฉลย่ี สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน และระดบั ความคดิ เห็นของบุคลากร 74
ทม่ี ีต่อแนวทางการพฒั นาคุณภาพชีวิตผ้สู งู อายุด้านการบริหารสถานศึกษา............ 77
4 แสดงคา่ เฉล่ีย สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคดิ เห็นของบุคลากร 80
ทม่ี ีต่อแนวทางการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ผู้สูงอายุ ด้านการมสี ว่ นร่วมกับ 81
ภาคเี ครือข่าย..........................................................................................................
5 แสดงคา่ เฉลย่ี สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน และระดบั ความคิดเห็นของบุคลากร 82
ทมี่ ีตอ่ แนวทางการพฒั นาคุณภาพชวี ิตผู้สงู อายุ ดา้ นการพฒั นาคณุ ภาพชวี ิต
ผู้สงู อายุ................................................................................................................... 84
6 แสดงจานวน และรอ้ ยละเกีย่ วกับสถานภาพส่วนตัวของภาคเี ครือข่าย..........................
7 แสดงคา่ เฉลย่ี สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคดิ เหน็ ของภาคเี ครอื ข่ายทม่ี ี 85
ตอ่ การมีส่วนร่วมกบั กศน.อาเภอบา้ นไผ่ เพอ่ื พัฒนาคุณภาพชวี ิตผู้สูงอายุ
โดยภาพรวมและรายดา้ น........................................................................................
8 แสดงค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และระดับความคดิ เห็นของภาคีเครือข่ายท่ีมี
ตอ่ การมสี ่วนรว่ มกบั กศน.อาเภอบา้ นไผ่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
โดยภาพรวมและรายขอ้ ด้านการมีสว่ นร่วมในการวางแผน....................................
9 แสดงคา่ เฉลี่ย สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคดิ เหน็ ของภาคเี ครอื ข่ายที่มี
ต่อการมสี ว่ นร่วมกบั กศน.อาเภอบ้านไผ่ เพ่ือพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ผู้สงู อายุ
โดยรวมและรายข้อ ดา้ นการมีส่วนรว่ มในการดาเนนิ งานตามแผน.........................
10 แสดงคา่ เฉลย่ี ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน และระดับความคดิ เหน็ ของภาคเี ครอื ข่ายที่มี
ต่อการมสี ่วนร่วมกบั กศน.อาเภอบา้ นไผ่ เพื่อพัฒนาคณุ ภาพชีวิตผู้สงู อายุ
โดยภาพรวมและรายขอ้ ด้านการมีส่วนรว่ มในการตดิ ตาม ประเมินผล..................
ฉ
สารบญั ตาราง (ตอ่ )
ตารางท่ี หน้า
11 แสดงค่าเฉล่ยี ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน และระดบั ความคิดเห็นของภาคีเครอื ข่ายท่ีมี 87
ตอ่ การมสี ่วนร่วมกบั กศน.อาเภอบา้ นไผ่ เพื่อพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตผู้สงู อายุ 88
โดยภาพรวมและรายขอ้ ด้านการมสี ว่ นรว่ มในการรบั ประโยชน์............................. 89
90
12 แสดงการเปรียบเทยี บคา่ เฉล่ยี และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานความคิดเหน็ ของภาคี 90
เครือขา่ ย จาแนกตามเพศ....................................................................................... 90
91
13 แสดงการทดสอบสมมติฐานความแตกต่างระหว่างเพศทมี่ ีผลตอ่ การมสี ว่ นร่วมของ 91
ภาคีเครือข่าย.......................................................................................................... 92
92
14 แสดงผลการวิเคราะหค์ วามแปรปรวนทางเดยี ว ในการมสี ่วนรว่ มของภาคเี ครือข่าย
จาแนกตามกลุ่มอายุ................................................................................................ 93
15 แสดงคา่ เฉลยี่ และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานการมีส่วนรว่ มของภาคเี ครือข่าย 94
จาแนกตามกลุ่มอาย.ุ ...............................................................................................
16 แสดงผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ในการมสี ่วนร่วมของภาคเี ครือขา่ ย
จาแนกตามกลุ่มระดบั การศึกษา..............................................................................
17 แสดงค่าเฉลยี่ และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานการมสี ่วนรว่ มของภาคเี ครือข่าย
จาแนกตามกลมุ่ ระดบั การศกึ ษา..............................................................................
18 แสดงผลการวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนทางเดยี ว ในการมสี ว่ นร่วมของภาคเี ครือขา่ ย
จาแนกตามกลมุ่ อาชพี .............................................................................................
19 แสดงคา่ เฉลี่ย และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานการมีส่วนร่วมของภาคเี ครอื ข่าย
จาแนกตามกลุ่มอาชพี .............................................................................................
20 แสดงผลการวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนทางเดียว ในการมสี ่วนรว่ มของภาคีเครือข่าย
จาแนกตามสถานะหรือบทบาททางสงั คมท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชวี ติ
ผู้สูงอายุ...................................................................................................................
21 แสดงค่าเฉล่ีย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานการมีส่วนร่วมของภาคีเครือขา่ ย
จาแนกตามสถานะหรือบทบาททางสังคมเกย่ี วขอ้ งกบั การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิต
ผสู้ ูงอายุ...................................................................................................................
22 แสดงจานวน และรอ้ ยละเก่ียวกบั สถานภาพสว่ นตัวของผสู้ ูงอายุ..................................
ช
สารบญั ตาราง (ตอ่ )
ตารางที่ หน้า
23 แสดงคา่ เฉลยี่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน และระดบั ความพึงพอใจของผสู้ งู อายุ ทม่ี ีตอ่
การรับรู้คุณภาพชีวติ หลังร่วมโครงการ/กจิ กรรมเพ่ือพฒั นาคณุ ภาพชีวติ ผู้สงู อายุ
โดยภาพรวมและรายดา้ น........................................................................................ 95
24 แสดงคา่ เฉลย่ี สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน และระดบั ความพงึ พอใจของผู้สงู อายุ ทม่ี ีต่อ
การรับรูค้ ณุ ภาพชวี ิตหลังรว่ มโครงการ/กิจกรรมเพื่อพฒั นาคุณภาพชวี ติ ผู้สูงอายุ
คณุ ภาพชีวิตทีด่ ีด้านสขุ ภาพ.................................................................................... 96
25 แสดงคา่ เฉลยี่ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน และระดบั ความพงึ พอใจของผสู้ งู อายุ ที่มีต่อ
การรับรคู้ ณุ ภาพชวี ติ หลังร่วมโครงการ/กจิ กรรมเพือ่ พัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ผสู้ ูงอายุ
คุณภาพชวี ติ ทีด่ ีด้านจติ ใจและอารมณ์..................................................................... 97
26 แสดงค่าเฉลี่ย สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน และระดับความพงึ พอใจของผสู้ งู อายุ ที่มีต่อ
การรับรู้คุณภาพชีวติ หลังรว่ มโครงการ/กิจกรรมเพื่อพฒั นาคณุ ภาพชีวติ ผ้สู งู อายุ
คณุ ภาพชีวิตที่ดีดา้ นสังคม....................................................................................... 99
27 แสดงค่าเฉลย่ี สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดบั ความพึงพอใจของผสู้ งู อายุ ทม่ี ตี อ่
การรบั รู้คุณภาพชวี ิตหลงั รว่ มโครงการ/กจิ กรรมเพื่อพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ผูส้ ูงอายุ
คุณภาพชีวิตทด่ี ีด้านสง่ิ แวดล้อม.............................................................................. 100
28 แสดงการเปรียบเทยี บคา่ เฉลี่ยและค่าเบย่ี งเบนมาตรฐานความพงึ พอใจของผสู้ งู อายุ
จาแนกตามเพศ....................................................................................................... 102
29 แสดงการทดสอบสมมติฐานความแตกต่างระหว่างเพศที่มผี ลต่อความพงึ พอใจ
ของผสู้ ูงอายุ............................................................................................................ 103
30 แสดงการเปรยี บเทยี บคา่ เฉลี่ยและค่าเบย่ี งเบนมาตรฐานความพึงพอใจของผสู้ ูงอายุ
จาแนกตามอายุ....................................................................................................... 104
31 แสดงการทดสอบสมมติฐานความแตกต่างระหวา่ งอายทุ ่ีมผี ลต่อความพึงพอใจ
ของผสู้ งู อายุ............................................................................................................ 105
32 แสดงผลการวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนทางเดียว ความพงึ พอใจของผู้สูงอายุ
จาแนกตามระดับการศกึ ษา..................................................................................... 106
33 แสดงค่าเฉล่ีย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานความพึงพอใจของผู้สูงอายุ จาแนกตาม
ระดบั การศกึ ษา....................................................................................................... 106
34 แสดงผลการเปรียบเทียบกลุม่ ระดบั การศกึ ษาเป็นรายคู่ ตามวธิ ีการของ LSD.............. 107
ซ
สารบญั แผนภาพ
แผนภาพท่ี หน้า
1 แผนท่แี สดงขอบเขตแตล่ ะตาบลในอาเภอบา้ นไผ่.......................................................... 40
2 กรอบแนวคดิ ในการศึกษา............................................................................................... 64
บทที่ 1
บทนำ
ควำมเปน็ มำและควำมสำคญั ของปญั หำ
การศึกษาขององค์การสหประชาชาติ พบว่าในปี ค.ศ.2047 ประชากรโลกจะเปล่ียนแปลงไปเป็น
สงั คมแห่งผู้สงู อายุโดยสมบรู ณ์ ทั้งนี้เน่ืองมาจากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรโลกที่คนเกดิ น้อย
ลงและอายุยืนมากขึน้ ทาให้ประชากรท่ัวโลกจะมีอายเุ ฉลี่ย เพศหญิง อยูท่ ี่ 73 ปี สว่ นเพศชายอายเุ ฉลย่ี อยู่ท่ี
69 ปี (world population data sheet, 2015) ในสัดส่วนผู้สูงอายุท่ีมากข้ึนท่ัวโลกจะมาจากประเทศ
พัฒนาและประเทศกาลังพัฒนา ส่งผลกระทบและการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงอายุท่ีมี
แนวโน้มสังคมผสู้ งู อายุท่ีเพิ่มข้นึ เร่อื ยๆ โดยองค์การสหประชาชาติ )UN) ได้นยิ ามว่าประเทศใดมีประชากร
อายุ 60 ปี ขึ้นไป เป็นสัดส่วนเกินร้อยละ 10 หรือมีอายุ 65 ปีข้ึนไปเกินร้อยละ 7 ของประชากรท้ัง
ประเทศ ถือว่าประเทศน้ันได้กา้ วเข้าสู่สังคมสูงอายุ (Aging Society) และจะเปน็ สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์
(Aged Society) เม่ือสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปี ข้ึนไป เพ่ิมเป็นร้อยละ 20 และอายุ 65 ปี ข้ึนไปเพิ่มเป็น
ร้อยละ 14 หากสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไป เพิ่มเป็นร้อยละ 28 ก็จะเข้าสู่ความเป็นสังคมสูงอายุ
สูงสุด (Super-Aged Society) ข้อมลู ขององค์การอนามยั โลก (WHO) มีการคาดการณ์ว่าจานวนประชากร
ที่มีอายุ 60 ปีข้ึนไป จะมีจานวนเพ่ิมข้ึนอย่างน้อยร้อยละ 3 ต่อปี โดยในปี พ .ศ.2573 คาดว่าจะมีจานวน
ประชากรสูงอายุมากถึงประมาณ 1.4 พันล้านคนและจะเพิ่มขึ้นถึง 2 พันล้านคนในปี พ .ศ.2593 ทวีป
เอเชียจะมีประชากรสูงวัยมากท่ีสุดในโลก โดยคาดว่าสัดส่วนผู้ท่ีมีอายุ 60 ปีขึ้นไปในทวีปเอเชียจะเพิ่มข้ึน
อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะประเทศญ่ีปุ่นซ่ึงถือเป็นประเทศท่ีมีประชากรสูงวัยมากที่สุดในโลกและถือเป็น
ประเทศแรกๆ ของโลกที่เข้าสสู่ ังคมผู้สงู อายุอย่างเตม็ ตัว (Super-aged Society) ผู้สูงอายุเป็นประชากรที่
มจี านวนเพิ่มมากขึ้นทกุ ปี อันเนอื่ งมากจากความเจรญิ ก้าวหน้าทางการแพทย์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ทาให้คน
มอี ายุยืนยาวข้ึน การเจ็บป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคติดต่อลดลง โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มข้ึนสาเหตุจากการมี
พฤติกรรมสุขภาพท่ีไม่เหมาะสม ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถป้องกันได้ ซ่ึงปัจจัยที่เป็นตัวกาหนดสุขภาพที่มี
อทิ ธพิ ลกับสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม ประกอบดว้ ยทั้งปัจจัยส่วนบคุ คล ปัจจัยส่ิงแวดล้อม และปัจจัย
ด้านสังคมและเศรษฐกิจ รวมไปถึงนโยบายของภาครัฐ การดาเนินตามนโยบายและการเข้าถึงบริการ
สุขภาพ โดยในประเด็นน้ีองค์การอนามัยโลก (World Health Organization, 2015) ได้มีประกาศ
ปฏิญญาแอสตานา (Declaration of Astana) ใน พ .ศ.2561 ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาค
ส่วน (Multisectoral policy and action) การส่งเสริมบทบาทหน้าท่ีด้านสาธารณสุข (Public health
function) และการเสริมพลังประชาชนและชุมชนในการดูแลสุขภาพตนเอง (Empowered people and
community) โดยเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง (วงจันทร์ เพชรพิเชฐเชียร, 2559) ตามสภาพการ
เปล่ียนแปลงโครงสร้างของประชากรในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็นประเด็นท่ีได้รับความสนใจกันเป็น
อย่างมากท้ังในระดับชาติและในระดับโลก จากการท่ีอตั ราการเกิดของประชากรทั่วโลกที่มีแนวโน้มลดลง
บวกกับการท่ีประชากรมีอายยุ ืนยาวขึน้ เนอ่ื งจากการรกั ษาพยาบาลมปี ระสิทธิภาพมากขนึ้
2
สาหรับสถานการณ์ประเทศไทยกาลังอยู่ในช่วงการเปล่ียนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์
(Aged Society) โดยสถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทย พบว่า จานวนผู้สูงอายุมีตัวเลขเทียบเท่ากับ
ประเทศท่ีพัฒนาแล้วหลายประเทศซ่ึงถือว่ามีอัตราการเติบโตเป็นอันดับ 3 ในทวีปเอเชีย รองมาจาก
ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศญ่ีปุ่น โดยประเทศไทยได้เข้าใกล้สังคมสูงวัยมาตั้งแต่ปี พ .ศ.2548
นอกจากน้ีมลู นธิ ิสถาบนั วิจัยและพัฒนาผสู้ ูงอายุไทย ระบวุ ่า 20 กวา่ ปี ที่ผ่านมา ประชากรไทยเพิ่มขึน้ ด้วย
อัตราทชี่ ้ามาก คอื เพ่มิ ไมถ่ ึงรอ้ ยละ 0.5 ต่อปี ตา่ งกับในอดีตเม่ือครึ่งศตวรรษก่อน ประชากรไทยเพม่ิ ขึ้นด้วย
อตั ราท่ีสูงมากคือเฉลี่ยกว่ารอ้ ยละ 3 ต่อปี (มลู นธิ ิสถาบันวิจยั ผู้สงู อายไุ ทย. 2564) ประเทศไทยมีประชากร
ครบ 60 ล้านคน เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี พ.ศ. 2539 แต่จนถึงปัจจุบันเวลานานกว่า 20 กว่าปี ประชากร
ไทยยังคงมีจานวนอยทู่ ี่หลัก 60 ล้านคน สาหรับอตั ราการเกิดในปี พ.ศ. 2562 พบว่ามีเดก็ เกดิ เพียง 6 แสน
คนเท่านน้ั ในขณะที่จานวนคนตายในประเทศเพม่ิ ขนึ้ ถงึ 5 แสนคน ซงึ่ ปี พ.ศ. 2562 ถือเป็นปีแรกที่จานวน
คนตายในประเทศไทยมีจานวนถึงหลัก 5 แสนคน จานวนเกิดที่ลดลง แต่จานวนการตายที่เพิ่มขึ้น ในปี
พ.ศ. 2562 นับเป็นปแี รกในประวัตศิ าสตร์ท่ีประเทศไทยมจี านวนผู้สูงอายทุ ี่มอี ายุ 60 ปีขึน้ ไป มากกว่าเด็ก
อายุต่ากว่า 15 ปี (มูลนิธิสถาบันวิจัยผู้สูงอายุไทย. 2564) ทาให้สานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติ คาดการณ์ว่าในปี 2571 ประชากรของไทยจะมีอัตรา “เพ่ิมติดลบ” รายงานการคาด
ประมาณประชากรของประเทศไทยปี 2553- 2583 (ฉบับปรับปรุง) คาดประมาณวา่ ในพื้นที่ภาคเหนือจะ
เป็นภาคท่ีมีอัตราผู้สูงอายุสูงสุดคือร้อยละ 22 รองลงมาเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่คาดว่ามีอัตรา
ผ้สู ูงอายุรอ้ ยละ 20 ตามด้วยภาคกลางและภาคใต้ท่ีมีอตั ราผู้สูงอายตุ ่าสดุ คือประมาณร้อยละ 15 และในปี
พ.ศ. 2566 ประเทศไทยจะเป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ คือสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปี ข้ึนไป ร้อยละ
20 กอ่ นท่ีในปี 2576 ประเทศไทยจะเป็นสังคมสูงอายุระดับสูงสุด หรือมสี ัดส่วนประชากรสูงอายุ 60 ปีข้ึน
ไป สูงข้ึนถึงร้อยละ 28 การเพ่ิมขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรสูงอายุน้ี นับเป็นบริบทของรัฐในการจัด
สวสั ดิการสงั คมให้กับผู้สงู อายุ เพื่อใหผ้ ู้สงู อายมุ ีคณุ ภาพชวี ติ ท่ดี ใี นวาระสุดทา้ ยของชวี ิตท่ีพงึ จะได้รบั จากรัฐ
สาหรับสถานการณ์ในปัจจุบันจากผลสารวจของสานักงานสถิติแห่งชาติ 7 คร้ังที่ผ่านมา พบว่า สานักงาน
สถิติแห่งชาติ ดาเนินการสารวจประชากรสูงอายุในประเทศไทยคร้ังแรกปี พ.ศ.2537 และการสารวจในปี
พ.ศ. 2564 น้ี นับเป็นการสารวจครั้งท่ี 7 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลลักษณะทางประชากร
เศรษฐกิจ สังคม ภาวะสุขภาพ การเก้ือหนุน ตลอดจนลักษณะการอยู่อาศัยของผูส้ ูงอายุ โดยเก็บรวบรวม
ขอ้ มูลจากครัวเรือนตวั อยา่ งทั่วประเทศ ระหว่างเดือนตุลาคม-ธนั วาคม พ.ศ. 2564 ซึ่งสรุปผลการสารวจท่ี
สาคัญ พบว่า ลักษณะทางประชากรของผู้สูงอายุ ปี 2564 มีผู้สูงอายุ (60 ปีข้ึนไป) จานวน 13,358,751
คน หรือรอ้ ยละ 19.6 ของประชากรทง้ั หมด โดยแบง่ เปน็ ผสู้ ูงอายุชาย 5,974,022 คน (รอ้ ยละ 44.7) และ
ผู้สูงอายุหญิง 7,384,729 คน (รอ้ ยละ 55.3) เมื่อแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุตามช่วงวัย พบว่า มีผู้สูงอายุวัยตน้ (60-
69 ปี) จานวน 7,645,141 คน (รอ้ ยละ 57.2) วัยกลาง (70-79 ปี) จานวน 3,942,668 คน (รอ้ ยละ 29.5)
วยั ปลาย (80 ปี ขน้ึ ไป) จานวน 1,770,942 คน (ร้อยละ 13.3) ซึ่งในทกุ ชว่ งวยั มีผู้สงู อายุหญิงมากกวา่ ชาย
สาหรับแนวโน้มของผู้สงู อายุ พบว่า ประเทศไทยมีจานวนและรอ้ ยละของผู้สงู อายุ เพิม่ ขึ้นอยา่ งรวดเร็วและ
3
ต่อเนื่อง โดยเพ่ิมจากร้อยละ 6.8 ในปี พ.ศ. 2537 เป็นร้อยละ 19.6 ในปี พ.ศ. 2564 (สานักงานสถิติ
แห่งชาติ. 2564)
หากพจิ ารณาสังคมสูงอายุถือเป็นปัญหาเชิงบริบทของประเทศ ทกุ เรอ่ื งที่อย่ใู นบริบทน้ีลว้ นได้รับ
ผลกระทบหมด ไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจ การจ้างงาน สถาบันครอบครัว ชุมชน แม้กระทั่งระบบการ
ปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้รับผลกระทบ เพราะโครงสร้างของประชากรเป็นส่ิงที่ห่อหุ้มระบบต่างๆ ของ
ประเทศ ฉะน้ันจะมองว่าเป็นเรื่องของผู้สูงอายุอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป ทั้งน้ีการขับเคลื่อนเรื่องเก่ียวกับ
สังคมผู้สูงอายุ ไม่ใช่เป็นเพียงเร่ืองของคนสูงวัยแต่เป็นเร่ืองของคนทุกวัย ซ่ึงจาเป็นจะต้องได้รับความ
ร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนเพ่ือร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพชีวิต ซ่ึงคุณภาพชีวิต
(quality of life) ตามแนวคิดขององค์การอนามัยโลก หมายถึง การรับรู้ในบริบทที่ดารงชีวิตภายใต้
วัฒนธรรมและระบบคุณค่า ซึ่งมีความสัมพันธ์กับเป้าหมาย ความคาดหวงั มาตรฐานและการตระหนกั ของ
แต่ละบุคคล เป็นการรับรู้ความพึงพอใจและการรับรูส้ มรรถนะดา้ นร่างกาย จติ ใจ ความสัมพันธ์ทางสังคม
และสภาพแวดล้อมของบุคคลในการดารงชีวิตในสังคม (World Health Organization. 2011) ดังน้ัน
คุณภาพชีวิตจึงมีความสาคัญอย่างมากต่อผู้สูงอายุในสังคม ผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีจึงเป็นผู้สูงอายุที่
สามารถดาเนินชีวิตอย่างผาสุกและมีสุขภาวะในบ้นั ปลายของชวี ิต (นรสิ า วงศพ์ นารักษ์ และสายสมร เฉลย
กิตติ. 2557) ซึ่งจากผลการศึกษาเก่ียวกับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ผ่านมา พบว่า คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุใน
ภูมิภาคต่างๆ ได้ผลการศึกษาสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ คือมีคุณภาพชีวิตระดับปาน
กลาง และผลการศึกษาท่ีผ่านมาพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุประกอบด้วยปัจจัยส่วน
บุคคล ปจั จยั ดา้ นเศรษฐกจิ ดา้ น สุขภาพร่างกาย ดา้ นจิตใจและด้านสิ่งแวดลอ้ ม ซึ่งมีความแตกตา่ งกนั ไปใน
บรบิ ทพื้นท่ีที่ทาการศึกษา เมื่อการเป็นสังคมสูงอายุเป็นปัญหาเชิงบริบทของประเทศ ในส่วนของรัฐบาล
ไทยไดม้ ีแผนผูส้ ูงอายุแห่งชาติฉบับท่ี 2 พ.ศ.2545-2564 และพระราชบัญญัติผู้สูงอายุแห่งชาติ พ.ศ.2546
ที่มีแนวทางวางอยู่บนการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุ โดยมุ่งหวังให้ผู้สูงอายุได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทา
กิจกรรม ซ่งึ ภาครฐั ให้ความสาคัญกับผู้สูงอายใุ นฐานะการเป็นผู้มศี ักยภาพและความสามารถมากขน้ึ ท้ังยัง
กาหนดให้สังคมสูงอายุเป็นวาระแห่งชาติ และได้สานต่อแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ .ศ.พ) 2545-2565)
เตรียมพร้อมสังคมไทยเขา้ สสู่ ังคมสูงอายุโดยสมบรู ณ์ในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งจากการประเมินผลแผนปฏบิ ัตกิ าร
พบการดาเนินงานบางด้านที่ต้องปรับปรุง เช่น การเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มี
คณุ ภาพ การส่งเสริมและพฒั นาผู้สูงอายุ และการคุ้มครองทางสังคมสาหรับผูส้ ูงอายุ ดังน้ันคณะกรรมการ
ผู้สูงอายุแห่งชาติ จงึ ปรับแผนปฏิบัติการ พ.ศ. 2563-2565 ซึ่งเป็นการทางานร่วมกนั ของหลายหนว่ ยงาน
โดยให้ความสาคัญกับประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงความจาเป็นของการ
เตรียมการเข้าสู่การเป็นผสู้ ูงอายุ คนวัยทางานมีความเข้าใจถงึ การเตรียมตัวด้านต่างๆ เชน่ รายได้ สุขภาพ
ท่ีอยู่อาศัย 2) สังคมมีทัศนะเชิงบวกต่อผู้สูงอายุ ไม่มองว่าผู้สูงอายุเป็นภาระต่อสังคม 3) การจ้างงาน
ผู้สูงอายุเพื่อให้รู้สึกว่าตนมีคุณค่า ตั้งเป้าไว้ปี 2564 ผู้สูงอายุจานวน 1.95 แสนคนมีงานทา 4) กลุ่ม
ผสู้ งู อายุทคี่ รอบครวั ยากจน จะเน้นใหล้ ูกหลานกลบั มาอยู่กบั ครอบครวั มากข้นึ 5) การปรบั เปล่ียนโรงเรยี น
ขนาดเล็กให้เป็นสถานที่พัฒนาผู้สูงอายุในชุมชน 6) การส่งเสริมการออมท้ังแรงงานในระบบและนอก
4
ระบบ เพื่อมีเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณ และ 7) การส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิตหรือฝึกอบรมบุคลากร
ด้านผู้สูงอายุในระดับวิชาชีพอย่างเพียงพอและมีมาตรฐาน นอกจากน้ี ยังมีเป้าหมายที่จะยกระดับให้
ประเทศไทยเปน็ ศูนยก์ ลางทางการแพทย์และนวตั กรรมผ้สู งู อายุของอาเซียน โดยไดร้ ิเรมิ่ ผลกั ดันให้ประเทศ
สมาชิกอาเซียนร่วมกันก่อตั้ง ASEAN Centre for Active Ageing and Innovation (ACAI) ขึ้น ซึ่งเป็น
ศนู ย์กลางการพัฒนาองคค์ วามรู้ สนับสนนุ งานวิจัย ส่งเสริมนวตั กรรม และสร้างฐานขอ้ มูลด้านการแพทย์
ของอาเซียน ทจ่ี ะนาไปสู่การกาหนดนโยบายภายในประเทศ และเป็นแนวทางทจี่ ะพัฒนาร่วมกันระหว่าง
ประเทศสมาชกิ (กรมสขุ ภาพจิต2563 .)
เม่ือการเป็นสังคมผู้สูงอายุเป็นปัญหาเชิงระบบที่ทุกภาคส่วนต้องเข้าไปมีส่วนร่วม รวมถึง
สานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยได้จัดทาจุดเน้นและนโยบายสานักงาน
กศน. ปีงบประมาณ พ2564 .ศ. ท่ีมีวิสัยทัศน์ คือ คนไทยทุกช่วงวัยได้รับโอกาสทางการศึกษาและการ
เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีทักษะที่จาเป็นและสมรรถนะท่ีสอดรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศ
สามารถดารงชวี ิตได้อย่างเหมาะสมบนรากฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีพันธกิจสาคัญ คือ 1)
จัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยทม่ี ีคณุ ภาพ สอดคล้อง กบั หลกั ปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง และความเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อยกระดับการศึกษา และพัฒนา
สมรรถนะ ทักษะการเรียนรู้ของประชาชนกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย ให้พร้อมรับการ
เปลี่ยนแปลงและการปรับตัวในการดารงชีวิตได้อย่างเหมาะสม ก้าวสู่การเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอด
ชีวิตอย่างยั่งยืน 2) พัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ส่ือและนวัตกรรมเทคโนโลยีทาง
การศกึ ษา การวัดและประเมนิ ผลในทกุ รูปแบบให้มคี ุณภาพและมาตรฐานสอดคล้องกับรูปแบบการจดั การ
เรียนรแู้ ละบรบิ ท ในปจั จุบัน 3) ส่งเสริมและพฒั นาเทคโนโลยีทางการศึกษา และนาเทคโนโลยมี าพัฒนา
เพ่มิ ช่องทางและโอกาสการเรยี นรู้ รวมถงึ การเพม่ิ ประสิทธภิ าพในการจดั และให้บริการการศกึ ษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัยให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง 4) ส่งเสริมสนับสนุน แสวงหา และ
ประสานความร่วมมือเชิงรุกกับภาคีเครือข่าย ให้เข้ามามีส่วนร่วม ในการสนับสนุนและจัดการศึกษานอก
ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิตในรูปแบบต่างๆ ให้กับประชาชน ซ่ึงมีจุดเน้น
การดาเนินงานประจาปีงบประมาณ พ2564 .ศ. ที่เป็นจดุ เนน้ ทเี่ ก่ียวข้องกับผ้สู ูงอายุ ตามข้อ 2 ข้อยอ่ ย 2.3
คอื ส่งเสรมิ การเรียนการสอนทีเ่ หมาะสมสาหรบั ผู้ท่เี ข้าสูส่ งั คมสงู วยั อาทิ ฝกึ อบรมอาชีพที่เหมาะสมรองรับ
สังคมสูงวัย หลักสูตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมสมรรถนะผู้สูงวัย และหลักสูตรการดูแลผู้สูงวัย
โดยเน้นการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัย และข้อ 3
พัฒนาหลักสูตร สื่อ เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา แหล่งเรียนรู้ และรูปแบบ การจัดการศึกษา
และการเรียนรู้ในทุกระดับ ทุกประเภท เพื่อประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาเหมาะสม กับทกุ กลุ่มเป้าหมาย
มีความทันสมัย สอดคล้องและพร้อมรองรับกับบรบิ ทสภาวะสังคมปัจจุบัน ความต้องการของผู้เรยี น และ
สภาวะการเรียนรู้ในสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดข้ึนในอนาคต มีภารกิจต่อเน่ืองด้านการจัดการศึกษาและ
การเรียนรู้ ข้อ 1.การศึกษาต่อเนื่อง 3 ข้อย่อยท่ี2 ) จัดการศึกษาเพ่ือพัฒนาทักษะชีวิตให้กับทุก
กลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกับคนพิการ ผู้สูงอายุ ทีส่ อดคล้องกับความต้องการจาเป็นของแต่ละบุคคล และ
5
มุง่ เน้นให้ทุกกลุ่มเป้าหมายมีทกั ษะการดารงชวี ิตตลอดจนสามารถประกอบอาชีพพ่ึงพาตนเองได้ มีความรู้
ความสามารถในการบริหารจัดการชีวิตของตนเองให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข สามารถเผชิญ
สถานการณ์ต่างๆ ที่เกดิ ขนึ้ ในชีวติ ประจาวันได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ และเตรยี มพร้อมสาหรบั การปรับตวั ให้
ทันต่อการเปลี่ยนแปลงข่าวสารข้อมูลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในอนาคต โดยจัดกิจกรรมที่มีเนื้อหาสาคัญ
ต่างๆ เช่น การอบรมจิตอาสา การให้ความรู้เพื่อการป้องการการแพร่ระบาด ของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
(COVID-19) การอบรมพัฒนาสุขภาพกายและสขุ ภาพจิต การอบรมคุณธรรม และจรยิ ธรรม การป้องกนั ภัย
ยาเสพติด เพศศึกษา การปลูกฝังและการสร้างค่านิยมท่ีพึงประสงค์ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ผา่ นการอบรมเรียนรูใ้ นรูปแบบต่างๆ อาทิ ค่ายพัฒนาทักษะชีวิต การจัดตั้งชมรมชมุ นุม การอบรมสง่ เสริม/
ความสามารถพิเศษต่างๆ เป็นต้น จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าสานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัย ก็ได้ให้ความสาคัญกับผู้สูงอายุเช่นกัน และขอบเขตพ้ืนที่ความรับผิดชอบของ
สานักงานส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั โดยมพี น้ื ท่ดี ูแลท้ังประเทศ
ผู้วิจัยในฐานะท่ีเป็นผู้อานวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอ
บ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ท่ีมีบทบาทและรับผิดชอบโดยตรงต่อการจัดการศึกษาตลอดชีวิตให้กับคนใน
ชมุ ชนอันรวมถึงผูส้ งู อายุด้วย ซงึ่ อาเภอบ้านไผ่เป็นอาเภอ 1 ใน 26 อาเภอของจังหวัดขอนแก่น เป็น
อาเภอท่ีมปี ระชากรมากเป็นลาดับที่ 4 ของจงั หวัดขอนแก่น คอื มีจานวนประชากร 100,443 คน เปน็ ชาย
49,489 คน เป็นหญิง 50,954 คน โดยมีประชากรที่อายุ 60 ปี ขึ้นไป จานวน 20,149 คน เป็นชาย
9,076 คน เป็นหญิง 11,073 คน ประชากรผสู้ ูงอายคุ ิดเป็นร้อยละ 20.06 แต่จากการสารวจข้อมูลความ
จาเป็นพื้นฐาน ระดับอาเภอ ปี พ.ศ. 2564 พบว่า อาเภอบ้านไผ่มีจานวนประชากรทอี่ าศัยอยู่จริง ทงั้ หมด
62,818 คน เพศชาย จานวน 30,365 คน เพศหญิงจานวน 32,453 คน โดยมีประชากรที่อายุ 60 ปี ขึ้น
ไป จานวน 15,646 คน คิดเป็นร้อยละ 24.91 เพศชายจานวน 7,166 คน คิดเป็นร้อยละ 11.41 เพศ
หญิงจานวน 8,480 คิดเป็นร้อยละ 13.50 ซึ่งนับได้ว่าอาเภอบ้านไผ่เป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged
Society) และมีแนวโน้มจะเข้าสู่ความเป็นสังคมสูงอายุสูงสุด (Super-Aged Society) เม่ือมีสัดส่วน
ประชากรอายุ 60 ปี ขน้ึ ไป เพิ่มเป็นร้อยละ 28 ซึ่งการเป็นสังคมสงู อายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) การ
เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมีผลต่อสภาพทางสังคม สภาวะเศรษฐกิจและการจ้างงาน ตลอดจนการจัดสรร
ทรัพยากรทางสุขภาพและสังคมของประเทศอย่างต่อเน่ืองท้ังในระยะส้ันและระยะยาว ดังน้ันผู้ศึกษาจึง
สนใจศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
อาเภอบา้ นไผ่ จังหวัดขอนแกน่ โดยใช้การบรหิ ารออย่างมสี ว่ นร่วม เพือ่ ใหก้ ารดแู ลผูส้ งู อายเุ ป็นภาระกิจที่มี
ส่วนรว่ มของชุมชนหรอื ภาคีเครือข่าย เป็นแนวคิดหน่ึงท่ีมีความสาคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
ในการพัฒนาซ่ึงชุมชนต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนในชุมชนเข้ามาร่วมรับรู้ ร่วมใช้สติปัญญาและ
ความสามารถในการตัดสินใจ กาหนดวิธีการ (Means) และเป้าหมาย (Ends) ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ผู้สูงอายุในเวลาเดียวกัน อันเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม การมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคี
เครอื ข่ายนับวา่ เป็นสิ่งสาคัญที่จะนาไปสู่การบรหิ ารจดั การที่ดขี องศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอธั ยาศยั อาเภอบ้านไผ่ ทงั้ ยงั นาไปสู่การบริหารจดั การที่ดีในระดับท้องถ่นิ และระดับชาติ ซึ่งระดับการมี
6
สว่ นรว่ มในการการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้านต่างๆ คอื การมีสว่ นร่วมในการวางแผน การมสี ่วนรว่ ม
ดาเนินงานตามแผน การมีส่วนร่วมในการติดตาม ประเมินผล และการมสี ่วนร่วมในการรบั ประโยชน์ โดย
ภาพรวมและในแต่ละรายด้านเป็นอย่างไรบ้าง หากภาคีเครือข่ายมีความแตกต่างกันระหว่างเพศ อายุ
ระดบั การศกึ ษา และอาชพี จะมีส่วนร่วมแตกต่างกันหรือไม่ และผลท่ีเกิดกับผ้สู ูงอายุ คือ ผู้สูงอายุมีระดับ
ความพึงพอใจต่อคณุ ภาพชีวิตท่ีดอี ยรู่ ะดับใด หลังการได้รับพฒั นาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ จากศนู ย์การศึกษา
นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบา้ นไผ่ จังหวัดขอนแกน่ เพม่ิ มากขน้ึ หรือไม่ มปี ัญหา อุปสรรค
และข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแก้ไขหรือเพิ่มประสิทธิภาพการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ในการพัฒนา
คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ อะไรบ้าง เพื่อให้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชนในเขตอาเภอบ้านไผ่
จังหวดั ขอนแกน่ อย่างยงั่ ยืนต่อไป
วัตถปุ ระสงค์กำรศึกษำ
1. เพือ่ ศึกษาแนวทางการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ผู้สูงอายุ ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษา
ตามอัธยาศัยอาเภอบา้ นไผ่ จงั หวัดขอนแก่น
2. เพ่ือศกึ ษาความคิดเหน็ ของผปู้ ฏิบตั ิงาน/ครแู ละผู้ทม่ี สี ว่ นเกย่ี วข้อง ทมี่ ตี ่อแนวทางการพัฒนา
คณุ ภาพชวี ติ ผู้สงู อายุ ศนู ยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยอาเภอบา้ นไผ่ จงั หวดั ขอนแกน่
3. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของภาคีเครอื ข่ายท่ีมีต่อแนวทางการพัฒนา
คณุ ภาพชีวติ ผ้สู งู อายุ ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอบ้านไผ่ จังหวดั ขอนแก่น
4. เพ่ือศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้สูงอายุต่อคุณภาพชีวิตหลังได้พัฒนาคุณภาพชีวิต
ผู้สงู อายุ กบั ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอบา้ นไผ่ จงั หวัดขอนแกน่
สมมตฐิ ำนกำรศกึ ษำ
1. ปัจจัยส่วนบุคคลของภาคีเครือข่าย มีผลต่อการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการพัฒนา
คุณภาพชวี ิตผู้สูงอายุ ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบ้านไผ่ จงั หวัดขอนแก่น
หรอื ไม่
2. ระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ตามการรับรู้ของผู้สูงอายุ หลังร่วมโครงการกิจกรรม/เพื่อการ
พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบ้านไผ่ จังหวัด
ขอนแก่น อยู่ในระดับมากขึน้ ไป
7
ขอบเขตกำรวิจัย
ขอบเขตด้ำนเนอ้ื หำ
การศึกษาครั้งน้ีม่งุ ศึกษาการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และเปรยี บเทียบความแตกต่าง การมี
สว่ นร่วมของภาคีเครือข่าย ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สงู อายอุ าเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น โดยผู้วิจัย
ได้ศึกษาเอกสารและทบทวนวรรณกรรมจากแนวคิดเกยี่ วกับการบริหาร แนวคิดเกี่ยวกับการมสี ่วนรว่ มของ
ประชาชน เป็นต้น ในการศึกษา เร่ือง แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ซ่ึงผู้ศึกษากาหนดขอบเขตเน้ือหาโดย
สงั เคราะหจ์ ากแนวคิด/ทฤษฎีของโคเฮน และอัพฮอฟ (Cohen and UpHhoff) แนวคิดพื้นฐานการมีส่วน
ร่วม (Cohen, and N.T., Uphoff. 1980)
ขอบเขตด้ำนตวั แปร
ตัวแปรต้น (Independent Variables) คือ ข้อมูลส่วนบุคคลผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ
อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้
ตัวแปรตาม (Dependent Variables) คือ การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการพัฒนา
คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอาเภอบ้านไผ่ โดยผู้ศึกษาสังเคราะห์จากแนวคิด/ทฤษฎี โค เฮน และอัพฮอฟ
(Cohen and UpHhoff. 1980) ซึ่งประกอบไปด้วยกรอบแนวคิดพ้ืนฐานในการมีส่วนร่วม 4 ด้าน คือ 1)
ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Decision making) 2) ด้านการมีส่วนร่วมในการดาเนินงาน
(Implementation) 3) ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล (Evaluation) 4) ด้านการมีส่วนร่วมในการ
รับผลประโยชน์ (Benefits)
ขอบเขตด้ำนประชำกร/กลุ่มเปำ้ หมำย/ผู้ใหข้ อ้ มลู สำคัญและกลุ่มตวั อยำ่ ง
ในการศกึ ษาครัง้ น้ี มจี านวน 3 กล่มุ ดังนี้
1. กลุม่ ท่ี 1 กลมุ่ เปา้ หมาย ได้แก่
กลุ่มผ้ปู ฏิบตั ิงานครู/ และผู้มีส่วนเก่ียวข้อง เช่น คณะกรรมการสถานศึกษา ขอองศูนย์
การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอาเภอบา้ นไผ่ จังหวัดขอนแก่น จานวน 50 คน
2. กลมุ่ ท่ี 2 กลุ่มผใู้ ห้ข้อมูลสาคัญ ไดแ้ ก่
กลุ่มภาคีเครือข่าย ที่มีส่วนร่วมการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สงู อายกุ ับศูนย์การศึกษานอก
ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง จานวน 50
คน
3. กล่มุ ที่ 3 ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง ได้แก่
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคร้ังนี้ ไดแ้ ก่ ผ้สู งู อายุท่ีมีอายุ 60 ปี ข้ึนไป เข้ารว่ มโครงการ/
ร่วมกิจกรรมกับศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบ้านไผ่ ตามโครงการใน
ปีงบประมาณ 2564 จานวน 1,500 คน
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ใช้เกณฑ์ในการคานวณหาขนาดของกลุ่มตัวอย่าง
โดยประมาณค่าจากประชากรหลักพัน ใชเ้ กณฑ์ รอ้ ยละ 10 ได้กล่มุ ตวั อย่าง จานวน 150 คน
8
ขอบเขตด้ำนพ้นื ท่ี
อาเภอบา้ นไผ่ จังหวัดขอนแกน่
ขอบเขตด้ำนระยะเวลำ
การวิจัยคร้งั นีใ้ ช้เวลาศึกษา ปีพ .ศ.2564
นยิ ำมศพั ท์เฉพำะ
การศึกษาคร้ังนี้ ผู้ศึกษาอธิบายคาศัพท์เฉพาะเกี่ยวกับการศึกษา เร่ือง แนวทางการพัฒนา
คุณภาพชวี ิตผสู้ ูงอายุ ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อาเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น
ไวด้ งั น้ี
1. แนวทำงกำรพัฒนำคุณภำพชวี ติ ผู้สูงอำยุ หมายถึง แนวทางทีผ่ ้บู รหิ ารสถานศกึ ษาใช้ในการ
พฒั นาคุณภาพชวี ิตผู้สูงอายุ โดยผู้ศกึ ษาสงั เคราะหจ์ ากแนวคิด/ทฤษฎี โค เฮน และอัพฮอฟ (Cohen and
UpHhoff. 1980) ซ่งึ ประกอบไปด้วยกรอบแนวคิดพน้ื ฐานการมสี ว่ นรว่ ม 4 ดา้ น ดังน้ี
1.1 ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Decision making) หมายถึง การท่ีภาคีเครอื ข่าย
ได้มีส่วนร่วมประชุมเพื่อนาเสนอเร่ืองต่างๆ ที่มีความจาเป็นในการพฒั นาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ร่วมในการ
ตัดสินใจวางแผนขั้นตอนการดาเนินงานโครงการ/กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และมีส่วนร่วม
กาหนดการใช้ทรัพยากร แหล่งของทรัพยากรที่จะใช้ในโครงการการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์
การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบา้ นไผ่
1.2 ด้านการมีส่วนร่วมในการดาเนินงาน (Implementation) หมายถึง การท่ีภาคี
เครือขา่ ยไดร้ ว่ มกันออกแรงในการกระทากจิ กรรม/โครงการ ร่วมสนบั สนุนทรัพย์สินเงนิ ทอง หรอื มีสว่ นรว่ ม
สนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ เพ่ือใช้ในการกระทาโครงการ/กิจกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์
การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอบา้ นไผ่ จังหวัดขอนแกน่
1.3 ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล (Evaluation) หมายถึง การที่ภาคีเครือข่ายได้มี
ส่วนเข้าไปสังเกตการณ์การทางานของ กศน.อาเภอบ้านไผ่ ท่ีมาทางานการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
และมีส่วนในการติดตามผลการดาเนินงานของโครงการ/กิจกรรมที่เก่ียวกับการการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ผูส้ ูงอายุ ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอบา้ นไผ่ จังหวัดขอนแกน่
1.4 ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ (Benefits) หมายถึง การที่ภาคีเครือข่ายมี
ส่วนได้รับผลประโยชน์ในด้านต่างๆ จากกิจกรรมโครงการการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เช่น โครงการ
สวนสมุนไพร โครงการฝกึ อาชีพและการมีสว่ นร่วมในการทากิจกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อาเภอบ้านไผ่ จงั หวัดขอนแก่น
9
2. คุณภำพชีวติ ผ้สู ูงอำยุ หมายถึง ผู้สูงอายุได้มีการรับรู้ด้วยความรู้สึกพึงพอใจเก่ียวกับมิตดิ ้าน
สุขภาพ จิตใจและอารมณ์ สังคม และส่ิงแวดล้อม โดยการศึกษาคร้ังน้ี ผู้ศึกษาแนวคิดด้านคุณภาพชีวติ ท่ี
สวุ ัฒน์ มหัตนิรันดร์กุล และคณะ, 2540ได้แปลและพัฒนาเครื่องชี้วัดคุณภาพชีวติ ชุดย่อฉบับภาษาไทย
(WHOQOL- BREF-THAI199 ,7)จากเครื่องช้ีวัดคุณภาพชีวิตชุดย่อขององค์การ อนามัยโลกฉบับ
ภาษาอังกฤษ (WHOQOL- BREF199 ,6) ท่ีแบ่งเป็น ด้าน 4 โดยคุณภาพชีวิตผู้ศูงอายุในแต่ละด้านมี
ความหมาย ดงั นี้
2.1 คุณภาพชีวิตที่ดีด้านสุขภาพ (Health) หมายถึง หมายถึง ผู้สูงอายุได้มีการรับรู้ด้วย
ความรสู้ ึกพึงพอใจเก่ยี วกับสภาพทางร่างกายของบุคคล ซ่ึงมผี ลต่อชีวติ ประจาวนั เชน่ การรบั รูส้ ภาพความ
สมบูรณ์แขง็ แรงของร่างกาย การรับรู้ถึงความรสู้ ึกสบาย ไม่มีความเจ็บปวด การรบั รู้ถึงความสามารถที่จะ
จดั การกับความเจบ็ ปวดของรา่ งกายได้ การรับรถู้ ึงพละกาลงั ในการดาเนนิ ชวี ิตประจาวนั การรบั รู้เรื่องการ
นอนหลับและการพักผ่อน ซึ่งการรับรเู้ หล่าน้ีมีผลต่อการดาเนินชีวิตประจาวัน การรบั รู้ที่เป็นอิสระไม่ต้อง
พาผู้อ่ืน การรับรู้ในความสามารถในการเคลื่อนไหวของตน สามารถไปไหนมาไหนด้วยตนเองโดยไม่ต้อง
พ่ึงพาผอู้ ่ืน การรับรู้ถึงความสามารถในการปฏิบัติกจิ วัตรประจาวนั การรบั ร้ถู ึงความสามารถในการทางาน
การรบั รวู้ ่าตนไม่ตอ้ งพึ่งพายาตา่ งๆ หรอื การรักษาทางการแพทยอ์ ่นื ๆ
2.2 คุณภาพชีวิตท่ีดีด้านจิตใจและอารมณ์ (Recreation) หมายถึง ผู้สูงอายุมีการรับรู้ด้วย
ความพึงพอใจเก่ียวกับความรู้สึกทางบวกที่บุคคลมีต่อตนเอง การรับรู้ภาพลักษณ์ตนเอง การรับรู้ถึง
ความรู้สกึ ภาคภูมิใจในตนเอง การรับรถู้ ึงความมั่นใจในตนเอง การรบั รู้ถงึ ความคิด ความจา สมาธิ และการ
ตัดสินใจ และความสามารถในการเรียนร้เู รื่องราวต่างๆ ของตนที่มีผลต่อการดาเนินชีวิต เช่น การรับรถู้ ึง
เร่ืองของความเชือ่ ด้านจติ วิญญาณ ศาสนา การให้ความหมายของชวี ิตและความเชอื่ อ่นื ๆ ท่มี ีผลทางท่ีดตี ่อ
การดาเนินชีวิต มีผลต่อการเอาชนะอุปสรรค รับรถู้ ึงความสามารถในการจัดการความเศร้า กังวล และส้ิน
หวัง
2.3 คุณภาพชีวิตท่ีดีด้านสังคม (Social) หมายถึง ผู้สูงอายุได้มีการรับรู้ด้วยความรู้สึกพึง
พอใจเกี่ยวกับความสมั พันธข์ องตนเองกับบคุ คลอน่ื การรับรู้ถึงการท่ีได้รับความช่วยเหลือจากบคุ คลอ่ืนใน
สังคม การรับรู้ว่าตนได้เป็นผู้ให้ความช่วยเหลอื บุคคลอ่ืนในสังคมด้วย รวมถึงรบั รู้ในอารมณ์ทางเพศ หรือ
การมีเพศสัมพันธ์
2.4 คุณภาพชีวิตท่ีดีดา้ นสงิ่ แวดลอ้ ม (Environment) หมายถึง ผู้สูงอายุมีการรับรู้ด้วยความ
พึงพอใจเกี่ยวกับส่ิงแวดล้อมท่ีมีผลต่อการดาเนินชีวิต เช่น การรับรู้ว่าตนเองมีชีวิตอยู่อย่างอิสระ ไม่ถูก
กักขัง มีความปลอดภัย มีความม่ันคงในชีวิต มีท่ีอยู่อาศัยท่ีเอ้ือต่อสุขภาพ การรับรู้ว่าได้อยู่ในสิ่งแวดล้อม
ทางกายภาพที่ดีปราศจากมลพิษตา่ งๆ การคมนาคมสะดวก มีแหล่งประโยชน์ด้านการเงนิ การบริการทาง
สขุ ภาพและสงั คมสงเคราะห์ การรบั ร้วู ่าตนเองมโี อกาสทจี่ ะได้รับข่าวสารหรือฝกึ ฝนทักษะต่างๆ การรบั รู้ว่า
ตนได้มกี จิ กรรมสนั ทนาการและมกี ิจกรรมในเวลาวา่ ง
10
3. ผู้สูงอำยุ หมายถงึ ผู้ท่ีมีอายุตั้งแต่ 60 ปีบรบิ ูรณ์ ข้ึนไป มีสญั ชาติไทยท่ีมีภูมิลาเนาอยู่ในเขต
อาเภอบ้านไผ่ จงั หวัดขอนแก่น โดยเป็นผเู้ ข้าร่วมโครงการหรอื ร่วมกจิ กรรมผู้สูงอายุกบั ศนู ย์การศกึ ษานอก
ระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอบ้านไผ่ จงั หวดั ขอนแก่น
4. ภำคเี ครือข่ำย หมายถึง บุคคล หรอื กลุม่ บุคคล ครอบครวั ชุมชน องคก์ รชมุ ชน องค์กรการ
ปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน องคก์ รเอกชน สถาบันศาสนา สถานประกอบการและองค์กรอื่นๆ รวมท้ังสถานศึกษา
อื่นที่อยู่ในพ้ืนที่จังหวัดขอนแก่น ที่มิได้สังกัดศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอ
บ้านไผ่
5. ผู้ปฏิบัติงำนครูและผู้ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้อง หมายถึง บุคลากรที่ปฏิบัติงานและได้รับเงินเดือน
หรือคา่ ตอบแทนจากหมวดเงินเดอื น และค่าจา้ งศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอาเภอ
บา้ นไผ่ ประจาปี 2564 และผทู้ มี่ สี ว่ นเก่ียวข้องทเี่ ป็นคณะกรรมการสถานศึกษา
ประโยชน์ทไ่ี ดร้ บั จำกกำรศึกษำ
1. ทาให้ทราบแนวทางการพฒั นาคุณภาพชีวติ ผ้สู งู อายุ ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัยอาเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแกน่
2. ทาให้ทราบความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงาน/ครูและผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้อง ที่มีต่อแนวทางการ
พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบ้านไผ่ จังหวัด
ขอนแกน่
3. ทาให้ทราบผลการเปรยี บเทียบระดับการมสี ่วนร่วมของภาคีเครือข่ายต่อแนวทางการพัฒนา
คณุ ภาพชวี ิตผสู้ งู อายุ ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อาเภอบา้ นไผ่ จังหวดั ขอนแกน่
4. เพื่อศึกษาระดบั ความพงึ พอใจของผ้สู ูงอายุตอ่ คณุ ภาพชีวิตหลงั ได้พฒั นาคณุ ภาพชีวติ ผู้สงู อายุ
กบั ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยอาเภอบ้านไผ่ จงั หวัดขอนแก่น
5. ผลที่ได้รับจากการศึกษาจะเป็นข้อมูลสาหรับในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์
การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั อาเภอบา้ นไผ่ จงั หวัดขอนแกน่ และจงั หวัดอ่ืนๆ
บทที่ 2
เอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ กย่ี วข้อง
ในการศึกษา เรื่อง แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบ้านไผ่ จงั หวดั ขอนแก่น ครง้ั น้ีใช้ระเบียบวิธีวจิ ัยเชิงปรมิ าณและเชิงคุณภาพ
ด้วยรูปแบบการวิจัยเชิงสารวจ (Survey Research) โดยมีรายละเอียดการศึกษา ค้นคว้าเอกสารและ
งานวจิ ัยทีเ่ กีย่ วขอ้ ง ดงั น้ี
แนวคิดเกยี่ วกบั การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผสู้ ูงอายุ
แผนผสู้ งู อายุแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545-2564) เปน็ แผนระยะยาวทม่ี ีนโยบายให้ความสาคัญ
ตอ่ “วงจรชีวติ ” และความสาคัญของทุกคนในสงั คมท่ีมคี วามเกี่ยวพันกับผู้สูงอายุและคมุ้ ครองการส่งเสริม
การสนับสนุน โดยเฉพาะการส่งเสริมด้านการศึกษาและข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิต
เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและเตรียมความพร้อมของผู้สูงอายุไทยให้เป็นผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ เพราะ
ผสู้ ูงอายุเป็นบุคคลท่มี ีประโยชนต์ ่อสังคมและควรส่งเสริมให้คงคณุ คา่ ไว้ให้นานท่ีสุด โดยยดึ หลกั ผูส้ ูงวยั เป็น
หลกั ชัยของสงั คม พรอ้ มสรา้ งกระบวนการความม่นั คงโดยการมสี ่วนรวมของทกุ ภาคส่วน ซ่ึงมวี ตั ถปุ ระสงค์
5 ประการดว้ ยกนั (กระทรวงพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนษุ ย์, 2552; มาริษา รักษากจิ และ มาริสา
จันทรฉ์ าย. 2564) คอื
1. เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการดารงชีวิตอย่างมีคุณค่า มีศักด์ิศรี
พึง่ ตนเองได้ และมหี ลักประกันทีม่ ั่นคง
2. เพื่อสร้างจิตสานึกให้สังคมไทยตระหนักถึงผู้สูงอายุในฐานะบุคคลท่ีมีประโยชน์ต่อ
ส่วนรวมและสง่ เสริมให้คงคุณค่าไวใ้ หน้ านที่สุด
3. เพอื่ ใหป้ ระชากรทุกคนตระหนักถงึ ความสาคญั ของการเตรียมการและมกี ารเตรยี มความ
พรอ้ มเพื่อเป็นผสู้ ูงอายทุ ่มี คี ณุ ภาพ
4. เพื่อให้ประชาชน ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น องค์กรภาครัฐและเอกชน ตระหนักและมี
สว่ นรว่ มในภารกจิ ด้านผ้สู งู อายุ
5. เพอื่ ใหม้ ีกรอบและแนวปฏิบัติงานเกย่ี วกับผู้สูงอายุสาหรับทกุ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อนั จะ
นาไปสกู่ ารบรู ณาการงานด้านผูส้ ูงอายุตอ่ ไป
ในการศึกษาแนวทางการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายเพ่ือการพัฒนาคณุ ภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์
การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั อาเภอบ้านไผ่ จงั หวัดขอนแก่น มแี นวคดิ ทีเ่ ปน็
ทิศทางในการศกึ ษาคร้ังน้ี ดังน้ี
12
แนวคดิ ทฤษฎีเก่ยี วกบั ผสู้ ูงอายุ
1. ความหมายและแนวคดิ เกย่ี วกับผสู้ ูงอายุ
พระราชบญั ญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ให้ความหมายของผู้สูงอายใุ นมาตรา 3 หมายถงึ บคุ คล
ท่ีมอี ายุมากกวา่ 60 ปี ข้นึ ไปปรบิ ูรณ์ และมีสญั ชาติไทย โดยใชเ้ กณฑ์อายุและสุขภาพในการกาหนดกลุ่ม
ผสู้ ูงอายใุ นสังคมไทย
องค์การอนามัยโลก (WHO, Expert Committee. 1978) ให้ความหมายของผู้สูงอายุไว้
กวา้ งๆ สรุปว่า หมายถึง ผทู้ ี่มอี ายุ 60 ปี หรือมากกว่าเม่ือนับตามวัย หรือหมายถึง ผู้ทเี่ กษียณอายุจากการ
ทางานเม่ือนับตามสภาพเศรษฐกิจ หรือหมายถึงผู้ที่สังคมยอมรับว่าสูงอายุจากการกาหนดของสังคม
วัฒนธรรม หรือวัยสูงอายุเริม่ ด้นอย่างนอ้ ยทีส่ ุดเมอื่ เขา้ สู่วยั รุน่ และเป็นขบวนการต่อเนอื่ งไปตลอดช่วงชวี ิต
เมอ่ื นบั ตามชีววทิ ยา
องค์การสหประชาชาติไดใ้ ห้นิยามว่า “ผู้สูงอายุ” คือ ประชากรทง้ั เพศชาย และเพศหญิงซ่ึง
มอี ายุมากกว่า 60 ปีข้ึนไป โดยเป็นการนิยามนับตั้งแต่อายุเกิด สว่ นองค์การอนามัยโลกยังไม่มีให้การนิยาม
ผู้สูงอายุ โดยมีเหตุผลว่าประเทศต่างๆท่ัวโลกมีการนิยามผู้สูงอายุต่างกัน ท้ังนิยามต่างอายุเกิดตามสังคม
วัฒนธรรม และสภาพร่างกาย เช่น ในประเทศทเี่ จริญแล้วมกั จัดผ้สู ูงอายนุ ับจากอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือบาง
ประเทศอาจนิยามผู้สูงอายุตามอายุกาหนดให้เกษียณงาน (อายุ 50 หรือ 60 หรือ 65 ปี) หรือนิยามตาม
สภาพร่างกาย โดยผ้หู ญิงสงู อายุอยใู่ นชว่ ง 45-55ปี สว่ นชายอายอุ ยู่ในชว่ ง 55-75 ปี
สาหรับประเทศไทย “ผู้สูงอายุ” ตามพระราชบัญญัติ ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 หมายถึง
“บุคคล” ซงึ่ มอี ายุเกนิ กวา่ 60 ปีบรบิ ูรณ์ขึ้นไป และมสี ัญชาติไทย คาวา่ “ผูส้ ูงอายุ” ถกู บัญญัติข้ึนเพอื่ ให้มี
ความสอดคล้องกับการประชุมสมัชชาโลกขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยผู้สูงอายุ (World assembly
on aging) และองค์การอนามัยโลกโดยกาหนดความหมายของผู้สูงอายุไว้ในระราชบัญญัติผู้สูงอายุปีพ.ศ.
2546 ว่าผู้สูงอายุหมายถึงบุคคลซึ่งมีอายุต้ังแต่ 60 ปีบริบูรณ์ข้ึนไปและมีสัญชาติไทย (กระทรวงพัฒนา
สงั คมและความม่ันคงของมนุษย์, 2547) นอกจากนี้ยังได้มีการแบง่ ชว่ งความสูงอายุไว้เปน็ 3 ชว่ งคอื 1) วัย
สูงอายตุ อนตน้ อายรุ ะหว่าง 60-69 ปี 2) วยั สงู อายุตอนกลางอายุระหวา่ ง 70-79 ปี และ 3) วัยสงู อายุตอน
ปลาย อายุ 80 ปหี รือมากกว่า (วิไลวรรณ ทองเจรญิ , 2554)
อยา่ งไรก็ตามผู้สูงอายุหรือวัยชรา ในแต่ละสังคม หรือแต่ละประเทศให้ความหมายแตกต่างกัน
ท้ังนี้ข้ึนอยู่กับอายุโดยเฉลี่ยของการทางานหรือสภาพทางร่างกายของผู้สูงอายุ สภาพทางสังคมและ
เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา ถืออายุ 65 ปี กลุ่มประเทศ
สแกนดิเนเวีย ถืออายุ 67 ปี เป็นต้น แต่กระนั้น อาจไม่ใช่เป็นเครื่องบ่งชี้อย่างเดียว ว่าบุคคลใดจะเป็น
คนชราภาพ หรือผสู้ งู อายุ
13
2. สังคมผู้สงู อายุ
สว่ นคาว่า “สังคมผสู้ ูงอายุ” องค์กรสหประชาชาติ แบ่งเป็น 3 ระดบั คือ ระดับการก้าวเข้า
สู่ผสู้ งู อายุ หรือระดับสังคมผู้สงู อายุโดยสมบรู ณ์ และระดับสงั คมผสู้ ูงอายุอย่างเต็มที่ โดยใหน้ ิยามของระดับ
ต่างๆ ซ่ึงทั้งประเทศไทย รวมท้ังประเทศต่างๆ ท่ัวโลกใช้ความหมายเดียวกันในนิยามของทุกระดับของ
สังคมผู้สงู อายุ ดงั น้ี
องค์การอนามัยโลกกาหนดผู้สูงอายุ หมายถึง ผู้ที่มีอายุ 60 ปี ข้ึนไป โดยแบ่งผู้สูงอายุ
ออกเป็น 3 กลุ่ม (ศุภวจี ภาษติ านนท์, 2560) ได้แก่
1) ผู้สงู อายุตอนตน้ อายุ 60-74 ปี
2) คนชรา อายุระหว่าง อายุ 75-90 ปี
3) คนชรามาก อายุ 90 ปขี นึ้ ไป
ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ได้จัดแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุออกเป็น 3 ประเภท คือ
(ช่นื ฤทัย กาญจนะจิตรา และคณะ, 2550)
1) กลุ่มผ้สู งู อายุ ระดบั ต้น (อายุ 60-69 ปี) เปน็ ช่วงทีย่ งั มพี ลงั ชว่ ยเหลือตนเอง
2) กลุ่มผู้สงู อายุ ระดับกลาง (อายุ 70-79 ป)ี เร่ิมขึ้นสู่วยั เสื่อม คือเร่ิมมอี าการเจ็บปว่ ย
รา่ งกายเรมิ่ อ่อนแอ และมีโรคประจาตวั หรอื เรอ้ื รัง
3) กลุ่มผู้สูงอายุ ระดับสูง (อายุ 80 ปี ขึ้นไป) เข้าสู่วัยเส่ือม เจ็บป่วยบ่อยข้ึน อวัยวะ
เส่อื มสภาพ และอาจมีทุพพลภาพ
กรมกิจการผู้สูงอายุ จาแนกกลุ่มผู้สูงอายุเป็น 3 ประเภท เพื่อการดูแลผู้สูงอายุในด้าน
เศรษฐกจิ สังคม สขุ ภาพ สภาพแวดล้อม และการบรกิ ารสาธารณะ (ศุภวจี ภาษติ านนท์, 2560) ดงั นี้
1) กล่มุ ติดสงั คม มีสขุ ภาพดีและสามารถอย่ไู ด้ตามลาพงั
2) กลมุ่ ติดบ้าน ต้องการผู้ชว่ ยเหลือในชีวติ ประจาวัน
3) กล่มุ ติดเตียง ต้องการดูแลระยะยาวในการรักษาพยาบาลและสวสั ดภิ าพสงั คม
ดังนั้น ความสูงอายุจึงมี 2 ลักษณะความสูงอายุแบบปฐมภูมิ (Primary aging) เป็นความ
สูงอายุที่จะต้องเกิดขึ้นกับทุกคนเป็นไปตามธรรมชาติ เป็นสิ่งท่ีหลีกเล่ียงไม่ได้ กล่าวคือ เม่ืออวัยวะ
ต่างๆ เซลล์ต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ถูกใช้งานมานานก็ย่อมเกิดความเส่ือมโทรม เส่ือมสภาพไปตาม
อายุขยั ของการทางาน ซึ่งความเสอ่ื มโทรมลงของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายนั้นจะส่งผลให้เห็นเด่นชดั ขึน้ ทีละ
น้อย เช่น ผิวหนังเร่ิมเห่ียวย่น ผมเร่ิมเปล่ียนเป็นสีขาว สายตายาวขึ้น พละกาลังเริ่มถดถอยลง เป็นต้น
ความสูงอายุแบบทุติยภูมิ (Secondary aging) เป็นความสูงอายุที่มนุษย์เราสามารถหลีกเล่ียงได้ ความ
สูงอายุลักษณะน้ีมักจะเกิดจากการปล่อยปละละเลย ไม่ห่วงกังวลหรือไม่รักษา สุขภาพร่างกาย การใช้
ร่างกายทางานหนกั เกนิ ไป การรบั ประทานอาหารมากเกินควร การท่ีร่างกายมีโรคภัยมาเบียดเบียนเหล่าน้ี
เป็นต้น สามารถสรุปได้ว่าผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลท่ีมีอายุมากกว่า 60 ปี ข้ึนไป (พรบ.ผู้สูงอายุแห่งชาติ,
2540) และสามารถแบ่งเกณฑ์ผู้สูงอายุตามสภาพของการมีอายเุ พ่ิมข้ึนในลกั ษณะของการแบง่ ช่วงอายุของ
ประเทศไทย ดังน้ี
14
ผสู้ งู อายุ (Elderly) คืออายรุ ะหวา่ ง 60-69 ปี
คนชรา (Old) คอื อายุระหวา่ ง 70-79 ปี
คนชรามาก (Very old) คอื อายตุ งั้ แต่ 80 ปขี ึ้นไป
สาหรับการวิจัยครั้งน้ีผู้ศึกษาได้กาหนดผู้สูงอายุ คือ ผู้ที่มีอายุต้ังแต่ 60 ปีบริบูรณ์ ข้ึนไป มี
สัญชาตไิ ทยท่มี ภี ูมิลาเนาอยู่ในเขตอาเภอบา้ นไผ่ จงั หวัดขอนแกน่
3. ความตอ้ งการทสี่ ่งผลต่อความสขุ ของผ้สู ูงอายุ
ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มประชากรที่มีจานวนมากข้ึน ในขณะท่ีกลุ่มประชากรในวัยหนุ่มสาวมี
สัดส่วนน้อยลง ทั้งท่ียังมีหน้าท่ีการงานอื่นๆ ที่ต้องรับผิดชอบ ทาให้ผู้สูงอายุต้องประสบปัญหาต่างๆ
มากมายท้ังทางด้านสขุ ภาพกาย สุขภาพจิต ปัญหาทางด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ปัญหาที่อยู่อาศัย เปน็ ต้น
ปัญหาดังกล่าวนอกจากจะกระทบต่อผู้สูงอายุโดยตรงแล้ว ยังส่งผลกระทบไปถึงครอบครัวของผู้สูงอายุที่
ต้องรับภาระเล้ียงดู และต้องปรับตัวเข้าหากันระหว่างผู้สูงอายุและบุตรหลานอันส่งผลกระทบถึง
สัมพันธภาพระหว่างกันได้ นอกจากน้ียังส่งผลกระทบไปถงึ ชุมชนและสังคมในภาพรวม ท่ีต้องให้การดูแล
และให้สวัสดิการผู้สูงอายใุ นด้านต่างๆ เช่น การรักษาพยาบาล การให้สวสั ดิการต่างๆ อีกมากมาย ซึง่ เป็น
ปญั หาสาคญั ระดับชาติ ความต้องการของผู้สูงอายุซึ่งมีผลต่อความสขุ โดยยึดแนวคิดของ คลาร์ค (Clark)
พบวา่ ผ้สู ูงอายุตอ้ งการในส่งิ ตอ่ ไปน้ี
1) ต้องการทาตน ใหเ้ ป็นประโยชนต์ ่อสังคม
2) ต้องการมสี ว่ นรว่ มหรอื เป็นส่วนหนึง่ ของสงั คมชมุ ชน
3) ตอ้ งการใช้เวลาว่างใหเ้ ป็นประโยชน์ หรอื ใหเ้ กิดความพงึ พอใจแกต่ นเองทุกวิถที าง
4) ตอ้ งการเข้ารว่ มสนุกกับเพ่ือนตามปกติ
5) ต้องการการยอมรบั นบั ถอื
6) ต้องการแสดงออกในผลสาเร็จของตน
ความตอ้ งการของผูส้ ูงอายแุ ต่ละคนอาจแตกต่างกันไปบ้าง ดังน้ันควรท่ีจะทาความเข้าใจพ้ืนฐาน
ชีวิตของผู้สูงอายุท่ีอยู่ในความดูแล ซ่ึงครอบครัวจะมีบทบาทสาคัญย่ิงในเร่ืองดังกล่าวนี้ โดยท่ัวไปความ
ต้องการของผู้สูงอายุ พอสรปุ ได้ดังนี้
1. ความต้องการทางด้านร่างกาย เป็นความต้องการข้ันพื้นฐาน ได้แก่ ความต้องการ
อาหาร การขับถ่าย การพักผอ่ นนอนหลบั การมีท่ีอยู่อาศัยท่ีปลอดภัย การมเี สอ้ื ผ้าเคร่ืองนุ่งหม่ ที่ เหมาะสม
ตามฤดูกาล และตอ้ งการการรกั ษาพยาบาลเม่อื เจ็บปว่ ย
2. ความต้องการทางด้านจติ ใจ ผสู้ ูงอายุต้องการความรัก การดูแลเอาใจใส่ ต้องการ ในการ
ยอมรบั นับถอื การเขา้ ใจ การเหน็ อกเหน็ ใจและการให้อภยั
3. ความต้องการทางด้านสังคม ผู้สงู อายยุ ังต้องการมีกจิ กรรมทางสังคม เชน่ การได้ พบปะ
เพ่อื น การรว่ มกิจกรรมทางศาสนา เปน็ ต้น
15
4. ความต้องการทางดา้ นเศรษฐกิจ ผู้สูงอายุจาเป็นที่จะตอ้ งใชเ้ งนิ เพือ่ เปน็ ค่าใช้จ่าย สาหรับ
ตนเอง ช่วยเหลือกจิ กรรมทางสงั คมและทาบุญ รวมทง้ั เป็นคา่ รักษาพยาบาลเมอ่ื ยามเจบ็ ปว่ ย
ในทานองเดยี วกันการตอบสนองความต้องการของผูส้ งู อายุนั้น ครอบครวั ควรให้การ ตอบสนอง
ความต้องการของผ้สู งู อายุ ดังน้ี
1. ตอบสนองความต้องการทางด้านร่างกาย โดยดูแลเอาใจใส่เร่ืองการรับประทาน อาหาร
การพักผ่อนนอนหลับ จัดท่ีอยู่อาศัยให้เหมาะสมปลอดภัย จัดหาเส้ือผ้าเคร่ืองนุ่งห่มให้ เหมาะสมตาม
ฤดูกาล แบ่งเบาภาระเร่ืองงานในบ้าน พาผู้สูงอายุไปรับการตรวจสุขภาพอย่างสม่าเสมอ จัดหาอุปกรณ์
และส่งิ อานวยความสะดวกใหผ้ สู้ ูงอายุ เชน่ แว่นตา ไมเ้ ท้า เคร่อื งชว่ ยฟงั เปน็ ต้น
2. ตอบสนองความต้องการทางด้านจติ ใจ โดยเอาใจใสพ่ ูดคุยอย่างสม่าเสมอ ให้ ความรัก
ความเคารพ ยกยอ่ ง ยอมรับนับถือ ฟังผู้สงู อายุเล่าประสบการณ์ชีวิต ให้ความสาคัญกบั ผู้สูงอายุ เช่น การ
จดั งานวนั เกดิ การพาผ้สู งอายไุ ปท่องเที่ยวตามโอกาสและสถานทที่ เี่ หมาะสม การ แสดงให้เห็นความสาคัญ
ของวนั สงกรานต์ ซึง่ เป็นวันผูส้ งู อายแุ หง่ ชาติ
3. ตอบสนองความต้องการทางด้านสังคม โดยแสดงความยินดีที่จะพาผู้สูงอายุไป ร่วม
กจิ กรรมทางสังคมท่ีเหมาะสมตามที่ผ้สู ูงอายุต้องการ และพยายามสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้สูงอายมุ ี ส่วนร่วม
ในกิจกรรมของครอบครัวและสังคมที่เหมาะสมตามกาลังความสามารถที่จะทาได้ เช่น เป็น สมาชิกชมรม
ผู้สงู อายุ
4. ตอบสนองความต้องการทางด้านเศรษฐกิจ โดยรับภาระค่าใช้จ่าย ดูแลเอาใจ ใส่
ช่วยเหลือในด้านการเงินอย่างเพียงพอและสม่าเสมอ ไม่ควรให้ผู้สูงอายุประสบปัญหาในการหาเงิน เพ่ือ
เล้ียงชีพตนเอง รวมท้ังบุตรหลานหรือครอบครัวไม่ควรเบียดเบียนด้านการเงนิ กับผู้สูงอายุ เมื่อ ผูส้ ูงอายุมี
ความจากัดด้านการเงิน
จากแนวคิดสรุปได้ว่า ความต้องการของผู้สูงอายุเป็นปัจจัยหน่ึงซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตของ
ผู้สูงอายุ การตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุจึงเป็นแนวทางท่ีสาคัญในการพัฒนาให้ผู้สูงอายุมี
ความสุขในชีวิต ซึ่งในการวิจัยครั้งน้ี สามารถสรุปความต้องการต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะมีผลต่อคุณภาพชีวิต
ของผู้สงู อายุ ดังน้ี
4. ทฤษฎที ่เี กย่ี วข้องกบั ผูส้ ูงอายุ
ทฤษฎีทีเ่ ก่ยี วข้องกบั ผู้สงู อายุ แบ่งไดเ้ ป็น 3 ทฤษฎี คือ (สทุ ธพิ งศ์ บุญผดุง, 2554)
1. ทฤษฎีทางชีววิทยา อธิบายกระบวนการทางสรีรวิทยาและการเปล่ียนแปลงของ
โครงสรา้ งของอวยั วะต่างๆ ของทั้งการสูญเสยี ความสามารถในการตา้ นทานโรค
2. ทฤษฎีทางจิตวิทยา เป็นทฤษฎีมีความเช่ือว่าการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพและ
พฤติกรรมของผู้สูงอายุ เป็นการพัฒนาและปรับตัวเก่ียวกับสติปัญญา ความนึกคิด ความจา และการ รับรู้
แรงจูงใจรวมทัง้ สงั คมทอ่ี ยู่อาศัย และประสบการณ์ในอดีต
16
3. ทฤษฎีทางสังคมวิทยา เป็นทฤษฎีท่ีพยายามอธิบายสาเหตุที่ทาให้ผู้สูงอายุมีสถานะ
ทางสังคมที่เปลี่ยนไป เพราะมนุษย์จะต้องมีการพัฒนาในแต่ละบุคคล และส่ิงแวดล้อมจะมีผลต่อการ
ปรับตวั ทฤษฎีทางสงั คมแบ่งย่อยออกเปน็
3.1 ทฤษฎีไร้ภาระผูกพัน อธบิ ายว่าการละบทบาททางสังคม ซ่ึงจะเป็นผลดีต่อท้ัง
สองฝ่าย คือ คนวัยหนุ่มสาวที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทาหน้าท่ี และสาหรับผู้สูงอายกุ ็ได้เตรียมตัวรับ
กับความเปล่ียนแปลงท่เี กิดขึ้น
3.2 ทฤษฎีกิจกรรมกล่าวถึง การมีความสัมพันธ์ทางบวกระหว่างบุคคล การมี
ปฏิสัมพันธ์ การมสี ่วนรว่ มกิจกรรมในสังคม และความพงึ พอใจในชีวิต เมื่อบุคคลมีอายุมากข้นึ สถานะทาง
สังคมจะลดลง บทบาทเก่าจะถูกถอดถอนตัวออกไป ผู้สูงอายุควรพอใจในการรว่ มกิจกรรมสนใจและร่วม
เป็นสมาชิกในกจิ กรรมตา่ งๆ
3.3 ทฤษฎีความต่อเน่ือง มาวิเคราะห์ร่วมกันเพ่ือหาข้อสรุปใหม่ที่สามารถอธบิ าย
ชีวติ ท่แี ทจ้ ริงของผู้สูงอายไุ ด้ คอื การทีผ่ สู้ ูงอายุจะมคี วามสุขในบั้นปลายชีวิตไดน้ ั้น ขึ้นอยกู่ บั บุคลิกภาพ และ
รปู แบบการดาเนินชีวติ เดมิ ของผสู้ ูงอายุ
คณุ ภาพชวี ิตของผสู้ ูงอายุ
คุณภาพชีวติ เป็นเครื่องชี้วัดความเจรญิ ก้าวหน้ามิติทางดา้ นประชากร สังคม สุขภาพจิตวิญญาณ
สง่ิ แวดล้อมและองค์ประกอบอ่ืนๆที่เกี่ยวข้องกบั ความเป็นอยูท่ ่ีดีของมนษุ ย์ (Well-being) เป็นเป้าหมายที่
สาคัญของการพัฒนาประชากรของประเทศต่างๆ ในปัจจุบันซึ่งมีการตีความหมายและการให้คุณค่า
(Value judgement) แตกต่างกันไปตามคุณค่าของแต่ละสังคม จึงมีการให้ความหมายหรือนิยามของ
คุณภาพชีวติ ท่ีแตกตา่ งกันไป
1. ความหมายคณุ ภาพชีวิตของผูส้ ูงอายุ
คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หมายถึง การรับรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล ท่ีสามารถ
อธิบายได้ดีท่ีสุดจากความพึงพอใจที่ผู้สูงอายุแต่ละบุคคลได้รับ โดยจะวัดการรับรู้เก่ียวกับคุณภาพชีวิต
ผสู้ ูงอายุในแต่ละดา้ น ดงั น้ี ด้านสภาพอารมณท์ ี่ดี ดา้ นความสมั พันธ์ระหว่างบุคคล ด้านสภาพความเป็นอยู่
ทดี่ ี ด้านสภาพรา่ งกายทด่ี ี ด้านการรวมกลมุ่ ทางสงั คม และด้านการตัดสินใจด้วยตนเอง
Schalock (2004 อ้างถึงใน สุทธิพงศ์ บุญผดุง, 2554) ได้สรุปข้อมูลการสังเคราะห์ตัวช้ีวัด
คุณภาพชีวิตจากงานวิจัยและบทความทางการศึกษา พบว่า ปัจจัยหลักของคุณภาพชีวิตพิจารณาจาก 8
ปัจจัยหลัก คือ สภาพอารมณ์ที่ดี ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สภาพความเป็นอยู่ท่ีดี การพัฒนาตนเอง
สภาพทางรา่ งกายทีด่ ี การตัดสนิ ใจดว้ ยตนเอง การรวมกลุ่มทางสงั คม และสิทธติ ามกฎหมาย
พนม ศรีพิกลุ (2554: 29-30) ให้ความหมายคุณภาพชีวิต ประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ ส่วน
แรก บุคคลได้มีสิ่งท่ีจาเป็นแก่ความต้องการของชีวิต เช่น อาหาร บ้านเรือน ท่ีอยู่อาศัย เสื้อผ้า สุขภาพ
แข็งแรงเจ็บป่วยน้อยคร้ัง และมีความมั่นคงในชีวิต มีเศรษฐกิจดี สังคมดี และสนใจการเมือง ส่วนที่สอง
บคุ คลมีค่านยิ มท่ีเหมาะสมกับสังคม วฒั นธรรม การเมือง และส่ิงแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ซ่ึงแต่ละคนใชเ้ ป็น
17
รากฐานการตัดสินใจในอันสาคัญของชีวิต มีความสมดุลระหว่างความปรารถนา และความเป็นไปได้ท่ีจะ
บรรลคุ วามปรารถนา มีจดุ มงุ่ หมายชีวิตมีความราบรนื่ ในครอบครัว
Lawton (1985 อ้างถึงใน ลลิลญา ลอยลม, 2545: 42) กล่าวว่า ผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตท่ีดี
ตอ้ งประกอบด้วย 4 ดา้ น คอื
1. ความผาสกุ ด้านจิตใจ หมายถึง การท่ีบุคคลสามารถประเมินได้ว่าประสบการณ์ในชีวิตท่ี
ผ่านมามีคุณภาพ โดยประเมินจากผลระดับความสุขท่ีได้รับและความสาเร็จที่ได้บรรลุตามความต้องการ
หรือเปา้ หมายทีต่ ัง้ ไว้
2. ความสามารถในการแสดงพฤติกรรม หมายถงึ ความสามารถในการทาหน้าท่ขี องบคุ คล
ซ่ึงรวมถึงการทาหน้าที่ของร่างกาย การมีสุขภาพท่ีดี การรับรู้ท่ีถูกต้อง และการมีพฤติกรรมทางสังคมท่ี
ถูกตอ้ ง
3. สิ่งแวดล้อมของบุคคล หมายถึง สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของ
ผสู้ ูงอายุ ประกอบไปดว้ ย 5 ส่วนสาคญั ได้แก่
3.1 สงิ่ แวดลอ้ มทางกายภาพ ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ ภูมิอากาศ และที่อยูอ่ าศัย
3.2 บุคคลทีม่ ีความสาคัญตอ่ ผสู้ งู อายุ เชน่ สมาชกิ ในครอบครวั เพ่ือน
3.3 บุคคลอนื่ ท่ัวไปท่มี ีปฏิสัมพันธ์กับผสู้ งู อายุ
3.4 สถานภาพทางสงั คม อายุ เช้อื ชาติและเศรษฐกจิ
3.5 สภาพสงั คมและวฒั นธรรมภายในชมุ ชนทม่ี ผี สู้ งู อายุอาศัยอยู่
4. การรับรู้คุณภาพชีวิต หมายถึง การมีบุคคลมีการประเมินตนเองเก่ียวกับความผาสุก
ทางด้านจิตใจ ความสามารถในการทาหนา้ ที่ ตลอดจนส่ิงแวดลอ้ มท่มี อี ิทธพิ ลตอ่ บคุ คล
2. แนวคิดการจัดสวัสดิการสังคมแกผ่ สู้ ูงอายุ
สานกั งานคณะกรรมการเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ได้ใหน้ ยิ าม องค์ประกอบของรูปแบบ
การจดั สวสั ดิการสังคมแกผ่ สู้ งู อายุ 4 ดา้ น ดงั น้ี คือ (สุดารตั น์ สุดสมบรู ณ์, 2557)
1) การบรกิ ารสังคม คอื การจดั บริการโดยภาครฐั ที่ตอบสนองความตอ้ งการขึน้ พ้นื ฐานของ
ประชาชนทค่ี รอบคลมุ 5 ด้าน คอื
1.1) ดา้ นสขุ ภาพอนามัย ประกอบดว้ ย หลักประกนั สุขภาพถ้วนหนา้ การบรกิ ารทาง
การแพทยแ์ ละสาธารณสุข โรงพยาบาลสขุ ภาพประจาตาบล การดูแลทบ่ี ้าน และโครงการอาสาสมัครดูแล
ผู้สูงอายุ
1.2) ด้านการศึกษา ศนู ย์ส่งเสรมิ การศกึ ษานอกโรงเรียนระบบ กลุ่มเปา้ หมายพิเศษได้
พัฒนาแนวทางการศึกษานอกระบบสาหรบั ผู้สงู อายตุ ามความต้องการและความสนใจชองผู้สงู อายุ เช่นการ
สง่ เสรมิ การเรยี นรตู้ ลอดชวี ติ การเสริมสร้างคุณค่าและการพฒั นาทย่ี งั่ ยืน
1.3) ดา้ นทอ่ี ยู่อาศัย เปน็ การจดั บรกิ ารในสถานสงเคราะหเ์ พื่อการดูแลและให้การ
สงเคราะหท์ ่อี ยูอ่ าศยั ให้แก่ผ้สู ูงอายุ
18
1.4) ดา้ นการมีงานทาและมีรายได้ กองทุนสวสั ดิการผู้สงู อายุ และสถาบันพัฒนา
องคก์ รชมุ ชน ได้จดั ทาโครงการและบรหิ ารจดั การสวสั ดกิ ารผู้สูงอายุโดยให้ผู้สูงอายุมีสว่ นรว่ มในการกาหนด
1.5) ดา้ นการบริการสงั คมและนันทนาการ มีการจดั ตงั้ ชมรมผู้สงู อายุที่มีความใส่ใจ
รว่ มกนั ในการพฒั นาคุณภาพชวี ติ ของผสู้ งู อายุทัง้ ดา้ นร่างกาย จิตใจ และสังคม
2) การช่วยเหลือทางสังคม เป็นการสงเคราะห์แก่ผู้ต้องการความช่วยเหลือ เนื่องจาก
ชว่ ยเหลอื ตนเองไม่ได้ ด้อยโอกาสทางสังคม และไร้ท่พี ่งึ โดยรูปแบบของสวสั ดิการประกอบดว้ ย เงินเบี้ยยัง
ชีพผู้สูงอายุ กองทุนดูแลผู้สูงอายุท่ีขาดที่พ่ึง การให้รับคาปรึกษาทางคดี การช่วยเหลือจากกทารุณกรรม
และถูกทอดท้ิง การเย่ียมเข้าชมสถานท่ีภาครัฐให้ผู้สูงอายุเข้าชมฟรี และการช่วยเหลือด้านค่าโดยสาร
สาธารณะตามความเหมาะสม
3) การประกันทางสังคม เป็นการสร้างความมั่นคงในการดารงชีวิตและคุ้มครองลูกจ้าง
เน่อื งจากผูส้ ูงอายปุ ระสบปัญหาการขาดรายไดเ้ มือ่ เกษียณอายุ ระบบประกันสังคมไทย ไดแ้ ก่ กองทนุ การ
ออมชราภาพ
4) การช่วยเหลือเกื้อกูลของภาคประชาชน เป็นการจัดสวัสดิการสังคมโดยมีกลุ่มองค์กร
ต่างๆ ชุมชน เป็นผู้ดาเนินการหลัก เช่น การจัดสวัสดิการชุมชน ที่ครอบคลุมตั้งแต่การเกิด แก่ เจ็บ ตาย
กลมุ่ ออมทรัพย์ รวมถึงภาคธรุ กิจเอกชนท่เี ข้ามาช่วยเหลือร่วมรับผิดชอบปญั หาสงั คมมากขึ้น และมีการจัด
สวสั ดกิ ารโดยปัจเจกบุคคล เชน่ ประกันชวี ิตรปู แบบต่างๆ ทเ่ี ข้ามาช่วยยกระดบั สวัสดิการแก่สงั คมมากขึน้
พนม ศรีพิกุล (2554) การจัดสวัสดิการสงั คมสาหรับผู้สูงอายุไทย มีบริการหลักสาคัญอยู่ 3
รปู แบบ คอื
1. การดูแลผู้สูงอายุในสถาบันเป็นหลักบริการสาคัญส่วนใหญ่จะเป็นภารกิจหลักของ
กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความม่นั คงของมนษุ ย์ ไดแ้ ก่
1.1 บริการสถานสงเคราะห์ เป็นบริการท่ีอยู่อาศัยท่ีประสบปัญหาความทุกข์ยาก
เดือดร้อน เช่น ถูกทอดทิ้ง ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีผู้อุปการะดูแลบริการท่ีจัดให้ ได้แก่ บริการด้านปัจจัยส่ี
บริการตรวจสุขภาพท่ัวไป การรกั ษาพยาบาล บริการด้านกายภาพบาบัด บรกิ ารใหค้ าปรึกษาแนะนา และ
การปรับตัว ฯลฯ
1.2 ศูนยบ์ รกิ ารสังคมผสู้ ูงอายุ เป็นบริการให้แกผ่ ู้สงู อายุท่ีอยู่กับครอบครวั ได้มาใช้
ปรึกษาและกิจกรรมภายในศูนย์ในลักษณะเข้าไปเย็นกลับ บริการท่ีจัดให้ภายในศูนย์ ได้แก่ บริการตรวจ
รักษาโรค บริการด้านกายภาพบาบัดและฟ้ืนฟูสมรรถภาพ บริการท่ีจัดให้ภายในศูนย์ ได้แก่ บริการตรวจ
รกั ษาโรค บรกิ ารดา้ นกายภาพบาบัดและฟ้ืนฟสู มรรถภาพ บริการให้คาปรึกษา แนะนา บริการนันทนาการ
กิจกรรมเสริมรายได้ บรกิ ารหน่วยเคล่อื นท่ี และบรกิ ารบ้านพักฉุกเฉิน
1.3 ศูนย์บริการผู้สูงอายุในวัด โดยชุมชนเป็นการสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมใน
การดแู ลผ้สู ูงอายุในชมุ ชนของตนเอง
19
2. การดูแลผู้สูงอายุโดยลดการพึ่งพาสถาบัน บริการดูแลผู้สูงอายุ โดยลดการพ่ึงพา
สถาบันท่ีสาคัญ คือ บริการการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุ โดยไม่ตอ้ งเข้า
มาอย่ใู นสถานสงเคราะห์
3. บรกิ ารประกันสงั คมสาหรบั ผู้สงู อายุ เนือ่ งจากสภาพปัญหาด้านรายได้ ถอื เปน็ ปัญหา
หลกั ของผู้สงู อายไุ ทยและบริการท่ีรัฐจดั ให้ผู้สงู อายุ มักเป็นบรกิ ารทม่ี ุ่งช่วยเหลือผู้สงู อายุที่ยากจน ขาดการ
อุปการะ และช่วยเหลอื่ ตนเองไม่ได้ในรปู ของการใหส้ ิ่งของและบริการ และในระยะหลงั เปล่ยี นมาในรปู ของ
เงนิ ในโครงการเบ้ยี ยงั ชพี มคี ิดคานวณออกมาเป็นตัวเงนิ แล้วจะมีจานวนนอ้ ยมาก และไม่สามารถกระจาย
ไปยงั ผ้สู งู อายุไดอ้ ย่างทว่ั ถงึ และเหมาะสมกับคามตอ้ งการของผู้สูงอายุ
สรุป การจัดสวัสดิการในสังคมไทยจะเป็นลักษณะผสมผสานใน 3 รูปแบบ คือ มีการช่วยเหลือ
ประชาชน บรกิ ารสังคม และประกนั สังคม
3. ตวั ชว้ี ัดความสขุ สาหรับผสู้ ูงอายุในประเทศไทย
สาหรับตัวชี้วัดความสุขผู้สูงอายุในประเทศไทยนั้น กรมสุขภาพจิต (2563) ได้มีการศึกษา
ค้นคว้าการพัฒนาความสุขเชิงจติ วิทยาในผสู้ ูงอายโุ ดยเฉพาะโดยได้ดาเนินการสรา้ งตัวช้วี ัด ความสุขสาหรับ
ผสู้ ูงอายุใน 5 มติ ิ เพือ่ ให้สามารถนามาปฏบิ ัติและสามารถวัดในเชิงสัมพันธไ์ ด้ซึ่งมรี ายละเอยี ด ดังนี้
ด้านท่ี 1 สุขสบาย (Health) หมายถึง ความสามารถของผู้สูงอายุในการดูแลสุขภาพ
ร่างกาย ให้มีสมรรถภาพร่างกายท่ีแข็งแรงคล่องแคล่ว มีกาลังสามารถตอบสนองต่อความต้องการทาง
กายภาพได้ตามสภาพที่เป็นอยู่ มีเศรษฐกิจหรือปัจจัยที่จาเป็นพอเพียง ไม่มีอุบัติภัยหรืออันตรายมี
สภาพแวดล้อมที่สง่ เสรมิ สุขภาพ ไม่ตดิ สิ่งเสพติด
ด้านท่ี 2 สุขสนุก (Recreation) หมายถึงความสามารถของผู้สูงอายุในการเลือกวิถีชีวิตที่
รื่นรมย์ สนุกสนานด้วยการทากิจกรรมท่ีก่อให้เกิดอารมณ์เป็นสุข การสร้างจิตใจสดช่ืนแจ่มใส
กระปรี้กระเปร่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีซึ่งกิจกรรมเหล่านี้สามารถลดความซึมเศร้าความเครียดและความ
วิตกกังวลได้
ด้านที่ 3 สุขสง่า (Integrity) หมายถึงความรู้สึกพึงพอใจในชีวิตความภาคภูมิใจในตนเอง
ความเชือ่ มั่นในตนเองเหน็ คุณค่าในตนเองการยอมรับนับถือตนเองให้กาลังใจตนเองได้เห็นอกเห็นใจผอู้ ื่นมี
ลกั ษณะเออื้ เฟื้อแบง่ ปนั และมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผ้อู นื่ ในสงั คม
ด้านที่ 4 สุขสว่าง (Cognition) หมายถึงความสามารถของผู้สูงอายุด้านความจาความคิด
อย่างมีเหตุมีผลการส่ือสารการวางแผนและการแก้ไขปัญหาความสามารถในการคิดแบบนามธรรมรวมทั้ง
ความสามารถในการจดั การสิ่งต่างๆไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
ด้านที่ 5 สุขสงบ (Peacefulness) หมายถึงความสามารถของบุคคลในการรับรู้-เข้าใจ
ความรู้สึกของตนเองรู้จักควบคุมอารมณ์และสามารถจัดการกับสภาวะอารมณ์ที่ เกิดข้ึนได้อย่างมี
ประสิทธิภาพสามารถผอ่ นคลายให้เกดิ ความสุขสงบกับตนเองได้รวมทั้งความสามารถในการปรับตัวยอมรับ
สภาพสิ่งท่ีเกดิ ข้ึนตามความเป็นจรงิ
20
สรุปได้ว่าการรับรู้ความสุขน้ันสามารถทาได้ในหลายองค์ประกอบ ทั้งน้ีผู้วิจัยได้เลือกใช้ตัวช้ีวัด
ในการวัดความสขุ สาหรับผู้สงู อายใุ น 5 มิตติ ามแนวคิดของกรมสุขภาพจติ เนื่องจากเป็นเคร่ืองมือสาเรจ็ รูป
ซึ่งออกแบบมาสาหรับผู้สูงอายใุ นประเทศไทย รวมถึงไดม้ ีการทดลองใชแ้ ลว้ วา่ มคี วามเหมาะสมกบั การวัด
ความสขุ ของผสู้ งู อายใุ นบรบิ ทของประเทศไทย
บังอร ธรรมศิริ (2549) กล่าวว่าความต้องการของผู้สูงอายุแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปบ้าง
ดงั น้ันควรทจี่ ะทาความเขา้ ใจพ้ืนฐานชีวิตของผสู้ ูงอายทุ ี่อยู่ในความดูแล ซงึ่ ครอบครวั จะมบี ทบาทสาคญั ย่ิง
ในเรอ่ื งดงั กลา่ วน้ี โดยทวั่ ไปความตอ้ งการของผูส้ ูงอายุ พอสรปุ ไดด้ ังนี้
1. ความตอ้ งการทางด้านร่างกาย เปน็ ความต้องการขน้ั พ้นื ฐาน ไดแ้ ก่ ความตอ้ งการ อาหาร
การขับถ่าย การพักผ่อนนอนหลับ การมีท่ีอยู่อาศัยท่ีปลอดภัย การมีเส้ือผ้าเครื่องนุ่งห่มที่ เหมาะสมตาม
ฤดกู าล และต้องการการรักษาพยาบาลเมื่อเจบ็ ป่วย
2. ความตอ้ งการทางด้านจิตใจ ผูส้ ูงอายุตอ้ งการความรัก การดูแลเอาใจใส่ ตอ้ งการ ในการ
ยอมรับนบั ถือ การเขา้ ใจ การเห็นอกเห็นใจและการใหอ้ ภยั
3. ความตอ้ งการทางด้านสังคม ผู้สงู อายยุ ังตอ้ งการมีกจิ กรรมทางสังคม เชน่ การได้ พบปะ
เพือ่ น การร่วมกิจกรรมทางศาสนา เป็นตน้
4. ความต้องการทางด้านเศรษฐกิจ ผู้สูงอายุจาเป็นที่จะต้องใช้เงินเพ่ือเป็นค่าใช้จ่าย
สาหรบั ตนเอง ช่วยเหลือกิจกรรมทางสงั คมและทาบญุ รวมทัง้ เปน็ ค่ารักษาพยาบาลเมอ่ื ยามเจ็บป่วย
ในทานองเดียวกัน การตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ ครอบครัวควรให้การ ตอบสนอง
ความตอ้ งการของผู้สงู อายุ ดังนี้
4. องคป์ ระกอบคณุ ภาพชวี ติ
การที่บุคคลจะมีคุณภาพชีวิตท่ีดีนั้นต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบมากมาย ซึ่งในแต่ละ
องค์ประกอบจะมีความสาคัญมากน้อยแตกต่างกันไป ตามแต่ละทัศนะของแต่ละบุคคลหรือสังคมได้มีผู้
กาหนดองคป์ ระกอบของคณุ ภาพชวี ิตไว้ ดังน้ี
องค์การอนามัยโลก ได้แบ่งองค์ประกอบของคุณภาพชีวิตไว้ 6 ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้าน
จติ ใจ ดา้ นระดับความเป็นอิสระของบุคคล ด้านความสมั พันธ์ทางสังคม ด้านส่งิ แวดล้อมและด้านความเชื่อ
ส่วน บุคคล ต่อมาในปี ค.ศ.1995 ทีมพัฒนาคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลก ได้จัดองค์ประกอบใหม่
โดยรวมองค์ประกอบบางด้านเข้าด้วยกัน คอื ดา้ นร่างกายกับด้านความเป็นอิสระของบุคคล และด้านจติ ใจ
กบั ดา้ นความเชอ่ื ส่วนบคุ คล จึงเหลือเพียง 4 ดา้ น ดงั นี้ (ชมุ พร ฉา่ แสง และคณะ, 2555)
1. ด้านร่างกาย (physical) คือ การรับรู้สภาพทางด้านร่างกายของบุคคลซ่ึงมีผลต่อ
ชวี ติ ประจาวัน ไดแ้ ก่
1) การรับรู้สภาพความสมบูรณ์เข็งแรงของร่างกาย ความรสู้ ึกสุขสบาย ไม่มีความ
เจ็บปวด การรับร้ถู ึง ความสามารถท่จี ะจดั การกบั ความเจบ็ ปวดทางดา้ นร่างกาย
2) การรักษาทางการแพทย์
21
3) การรับรู้พละกาลังในการดาเนินชีวิตประจาวัน การพักผ่อนนอนหลับ การ
ปฏิบัติกจิ วตั รประจาวนั และการทางาน
2. ดา้ นจิตใจ (psychological) คือ การรบั รูส้ ภาพทางจติ ใจของตนเอง ได้แก่
1) การรบั รูค้ วาม รู้สกึ ทางบวกที่บคุ คลมีต่อตนเอง การรับรู้ภาพลักษณ์ของตนเอง
ความร้สู กึ ภาคภูมใิ จในตนเอง ความมนั ใจ ในตนเอง
2) การรับรู้ความคิด ความจา สมาธิ การตัดสินใจ ความสามารถจัดการกับความ
เศร้า ความกังวล
3) การรับรู้ถึงความเชื่อด้านจิตวิญญาณ ศาสนา การให้ความหมายของชีวติ และ
ความเชือ่ ถอื อนื่ ๆ ทม่ี ผี ลตอ่ การดารงชวี ติ และการเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ทเี่ กิดข้ึน
3. ด้านความสมั พันธท์ างด้านสงั คม (social relationship) ได้แก่
1) การรับรู้ด้านความสมั พันธ์ ของตนเองกบั บุคคลอน่ื
2) การรับรู้ถึงการที่ได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นในสังคม การรับรู้ว่าตนได้
เป็นผใู้ หค้ วามชว่ ยเหลอื บคุ คลอ่นื ในสงั คมดว้ ย
3) การรับรู้เรอ่ื งอารมณท์ างเพศหรอื การมเี พศสมั พนั ธ์
4. ด้านสิ่งแวดล้อม (environment) คือ การรับรู้เกี่ยวกับส่ิงแวดล้อมท่ีมีผลต่อการ
ดาเนนิ ชวี ติ ได้แก่
1) การรับรู้ว่าตนมีชีวิตอยอู่ ย่างอิสระ ไม่ถูกกักขัง มีความปลอดภัย และม่ันคงใน
ชีวติ
2) การรับรู้ว่า ได้อยู่ในส่ิงแวดล้อมทางกายภาพที่ดี การคมนาคมสะดวก มีแหล่ง
ประโยชน์ดา้ นการเงนิ มสี ถานบริการ สขุ ภาพ มีสถานบริการสังคม
3) การรับรู้ว่าตนได้รับข่าวสาร ได้มีกิจกรรมสันทนาการ และมีกิจกรรมใน เวลา
วา่ ง
ฟลานาแกน (Flanagan, 1978) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของคุณภาพชีวิต ว่าเป็นความ
ต้องการข้ันพ้ืนฐานของมนุษย์ซึ่งจาแนกได้ 5 องค์ประกอบดังนี้
1. มีความสุขสบายทางด้านร่างกายและวัตถุ ทางด้านร่างกายได้แก่การมีสุขภาพ
สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ทางดา้ นวัตถุได้แก่ การมีอาหารดี มีบ้านท่ีน่าอยู่ มีเครอ่ื งอานวย
ความสะดวก
2. มีความสัมพันธ์กับบุคคลอ่ืน เช่น ความสัมพันธ์กับคู่สมรส บิดามารดา ญาติพี่น้อง
เพอ่ื นฝูงและบคุ คลอ่ืน นอกจากน้ีการมบี ุตรและการเลยี่ งดูบุตร ถอื เป็นความสัมพนั ธด์ ้านนี้ด้วย
3. มีกิจกรรมในสงั คมและชุมชน การไดม้ ีการสนับสนนุ และช่วยเหลือบคุ คลอ่นื
22
4. มีการพัฒนาบุคลิกภาพและมีความสาเร็จสมบูรณ์ตามพัฒนาการ เช่น ทาง
สติปัญญา การเรียนรู้ สนใจการเรียนและการเข้าใจตนเอง รู้จุดบกพร่องของตนเอง มีงานที่น่าสนใจทา
ไดร้ บั ผลตอบแทนทีด่ ี และการแสดงออกในทางสรา้ งสรรค์
5. มีสนั ทนาการ เช่น อ่านหนังสือ ฟังดนตรี ดูกีฬาและสิ่งบันเทิงอ่ืน ๆ และมีส่วนร่วม
ในสงั คม
พาดิลลา และแกร็นท์ (Padilla & Grant, 1985) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับองค์ประกอบของ
คุณภาพชีวิต ควรประกอบไปดว้ ย 1) ความสามารถในการทากิจวตั รประจาวัน 2) การรับรคู้ วามผาสุกดา้ น
ร่างกายและจิตใจ 3) ความรู้สึกเก่ียวกับภาพลักษณ์ของตนเอง 4) การตอบสนองต่อการวินิจฉัยและการ
รักษา 5) รวมทง้ั ความรสู้ ึกต่อสังคมรอบตวั ผูป้ ว่ ย
ชารม์ า (Sharma, R.C., 1988) ได้แบง่ องคป์ ระกอบคณุ ภาพชีวติ ออกเป็น 2 ดา้ นคือ
1. ดา้ นกายภาพ ได้แก่ อาหาร น้า ทอ่ี ย่อู าศยั เครอื่ งนงุ่ ห่ม ฯลฯ
2. ด้านสังคมและวัฒนธรรม ได้แก่ การศึกษา การบริการทางการแพทย์และการ
สาธารณสุข การมีงานทา สภาพแวดลอ้ มในการทางาน ฯลฯ
สตรอมเบอรก์ (Stromberg, 1984) แสดงทัศนะในการประเมินคุณภาพชีวิตผสู้ ูงอายุเอาไว้
3 ลกั ษณะ ดังนี้
1. การประเมินเชิงวัตถุวิสัย โดยวัดเชิงปริมาณ ด้วยการวัดจากรายได้ ที่อยู่อาศัย
กจิ กรรม และความบริสุทธ์ิของอากาศ ซ่ึงเป็นการประเมินผู้ปว่ ยโดยผู้อ่ืน เช่น แพทย์หรือบคุ ลากรอ่ืนๆ ใน
ทมี สุขภาพ
2. การประเมินเชิงจิตวิสัยโดยวัดเป็นเชิงปริมาณ ด้วยการสืบค้นความต้องการ ความ
หมดหวัง ทัศนคติ และการรับรู้ของแต่ละคน ขึ้นอยู่กับคานิยามของคุณภาพชีวิตของตนเองหรือ
ประสบการณ์ในชีวิตของตนเอง เช่น ความพึงพอใจท่ีตนเองได้รับ ซ่ึงเป็นการประเมินของผู้ป่วยเอง โดย
ประเมนิ ออกมาเปน็ คะแนน
3. การประเมินเชงิ จิตวสิ ัยโดยวัดเป็นคุณภาพ เป็นการประเมินโดยตัวผู้รบั บรกิ าร โดย
เปน็ การบรรยายและการบอกถงึ สภาพที่ผู้รับบรกิ ารเปน็ อยู่
ซาน (Zhan, 1992) ได้กล่าวไว้วา่ คณุ ภาพชีวิตมีองคป์ ระกอบ 4 ดา้ น คอื
1. ด้านความพึงพอใจในชีวิต เป็นการตอบสนองต่อการเปล่ียนแปลงในสภาวะ
ภายนอก ที่ไดร้ ับอิทธพิ ลจากภูมิหลงั ของคน บุคลิกลักษณะ สิง่ แวดล้อมและสถานะทางสุขภาพ สิง่ ทบี่ ุคคล
รบั รู้ถึงส่ิงท่ีตนเองครองอยู่ ซ่งึ อยู่ระหว่างความต้องการ กับความคาดหวัง ความใคร่ ความปรารถนาที่ตั้งไว้
และความสาเรจ็ ทไี่ ด้รับ
2. ด้านอัตมโนทัศน์ เป็นความเช่ือและความรู้สึกท่ีคนๆ หนึ่งมีต่อตนเอง ความเชื่อ
ความรู้สึกเหล่าน้มี าจากการรับรู้ โดยเฉพาะการรับรูป้ ฏิกิริยาของผู้อื่นทีส่ ่งผลต่อพฤติกรรมของคนๆ หนึ่ง
เกี่ยวกับตนเองในห้วงเวลาหน่ึง
23
3. ด้านสุขภาพและการทางานของร่างกาย เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับ
บุคคลกับสิ่งแวดล้อม โดยนอกจากจะประเมินอาการทางคลินิกแล้ว ยังประเมินในเร่ืองการรับรู้ภาวะ
สุขภาพของบุคคล สิ่งที่เกี่ยวของกับภาวะสขุ ภาพ และความสมั พนั ธร์ ะหว่างครอบครัวกับสังคมและยงั ต้อง
พิจารณาถงึ อิทธิพลทางสงั คม สง่ิ แวดลอ้ มและการเมอื งดว้ ย
4. ด้านสังคมและเศรษฐกิจ เป็นการประเมินการประกอบอาชีพ การศึกษาและรายได้
ซงึ่ ถกู กาหนดเป็นมาตรฐานทางสงั คม
สุวัฒน์ มหัตนิรันดร์กุล และคณะ (2540) ได้แปลและพัฒนาเครือ่ งชวี้ ัดคุณภาพชีวิตชุดยอ่ ฉบับ
ภาษาไทย (WHOQOL- BREF- THAI, 1997) จากเคร่ืองชี้วัดคุณภาพชีวิตชุดย่อขององค์การอนามัยโลก
ฉบบั ภาษาอังกฤษ (WHOQOL- BREF, 1996) แบ่งเป็น 4 ด้านคือ
1. ด้านสขุ ภาพกาย (Physical domain) คือ การรบั รู้สภาพทางร่างกายของบุคคล ซึ่งมีผล
ต่อชีวิตประจาวัน เช่น การรับรู้สภาพความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย การรับรู้ถึงความรู้สึกสบาย ไม่มี
ความเจ็บปวด การรับรู้ถึงความสามารถท่ีจะจัดการกับความเจ็บปวดของร่างกายได้ การรับรู้ถึงพละกาลัง
ในการดาเนินชีวิตประจาวัน การรับรู้เร่ืองการนอนหลับและการพักผ่อน ซ่ึงการรับรู้เหล่านี้มีผลต่อการ
ดาเนินชีวติ ประจาวัน การรบั ร้ทู ่ีเป็นอิสระไม่ตอ้ งพาผ้อู ื่น การรับรูใ้ นความสามารถในการเคลือ่ นไหวของตน
สามารถไปไหนมาไหนด้วยตนเองโดยไม่ต้องพ่ึงพาผู้อ่ืน การรับรู้ถึงความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตร
ประจาวัน การรบั รถู้ ึงความสามารถในการทางาน การรับรู้ว่าตนไม่ต้องพ่ึงพายาต่างๆ หรือการรักษาทาง
การแพทย์อื่นๆ เป็นต้น มี 7 ตัวช้ีวัดได้แก่ 1) ความเจ็บปวดและความไม่สบาย 2) กาลังวังชาและความ
เหน่ือยล้า 3) การนอนหลบั พักผ่อน 4) การเคลื่อนไหว 5) การดาเนนิ ชีวิตประจาวัน 6) การใช้ยาหรือการ
รกั ษา 7) ความสามารถในการทางาน
2. ด้านจิตใจ (Physical domain) คือ การรับรู้สภาพทางจิตใจของตนเอง เช่น การรับรู้
ความรู้สึกทางบวกที่บุคคลมีต่อตนเอง การรับรู้ภาพลักษณ์ของตนเอง การรับรู้ถึงความรู้สึกภาคภูมิใจใน
ตนเอง การรับรู้ถึงความม่ันใจในตนเอง การรับรู้ถึงความคิด ความจา สมาธิ และการตัดสินใจ และ
ความสามารถในการเรียนรู้เรือ่ งราวต่างๆ ของตนท่ีมีผลตอ่ การดาเนินชีวิต เช่น การรับรู้ถึงเร่ืองของความ
เชอ่ื ด้านจิตวิญญาณ ศาสนา การให้ความหมายของชีวิตและความเชอื่ อ่ืนๆ ท่ีมผี ลทางทดี่ ีต่อการดาเนินชีวิต
มีผลต่อการเอาชนะอุปสรรค รับรู้ถึงความสามารถในการจัดการความเศรา้ กังวล และสน้ิ หวัง เป็นต้น มี 6
ตัวชี้วัด ได้แก่ 1) ความรู้สึกในด้านดี 2) การคิดการเรียนรู้ ความจาและสมาธิ 3) การนับถือตนเอง 4)
ภาพลักษณ์และรปู ร่าง 5) ความรสู้ กึ ในทางทีไ่ ม่ดี 6) จติ วญิ ญาณ ศาสนา และความเชื่อส่วนบุคคล
3. ด้านสมั พันธภาพทางสังคม (Social relationships) คอื การรบั รู้เรอื่ งความสัมพันธ์ ของ
ตนเองกับบุคคลอื่น การรับรูถ้ ึงการท่ีได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอ่ืนในสังคม การรับรู้ว่าตนได้เป็นผู้ให้
ความช่วยเหลือบุคคลอ่ืนในสังคมด้วย รวมถึงรับรู้ในอารมณ์ทางเพศ หรือการมีเพศสัมพันธ์ มี 3 ตัวช้ีวัด
ไดแ้ ก่ 1) สัมพนั ธภาพทางสังคม 2) การช่วยเหลือสนับสนุนทางสงั คม 3) กิจกรรมทางเพศ
4. ด้านส่ิงแวดล้อม (Environment) คือ การรับรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมท่ีมีผลต่อการดาเนิน
ชวี ิต เช่น การรับรวู้ ่าตนเองมีชีวิตอยู่อย่างอิสระ ไม่ถูกกกั ขัง มีความปลอดภัย มีความม่ันคงในชีวิต มีท่ีอยู่
24
อาศัยท่ีเอ้ือต่อสุขภาพ การรับร้วู ่าได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ดีปราศจากมลพิษต่างๆ การคมนาคม
สะดวก มีแหล่งประโยชน์ด้านการเงิน การบริการทางสุขภาพและสังคมสงเคราะห์ การรับรู้ว่าตนเองมี
โอกาสท่ีจะได้รับข่าวสารหรือฝึกฝนทักษะต่างๆ การรับรู้ว่าตนได้มีกิจกรรมสันทนาการและมีกิจกรรมใน
เวลาว่าง เป็นต้นมี 8 ตัวชี้วัดได้แก่ 1) ความปลอดภัยทางด้านร่างกายและความม่ันคงในชี วิต 2)
สภาพแวดล้อมของบ้าน 3) แหล่งการเงิน 4) การดูแลสุขภาพและบริการทางสังคม 5) การรับรู้ข้อมูล
ขา่ วสารและทกั ษะใหม่ๆ 6) การมีสว่ นรว่ ม มีโอกาสพักผ่อนหย่อนใจและมีเวลาวา่ ง 7) สภาพแวดล้อม 8 )
การคมนาคม
สรุปในการศึกษาคร้ังน้ีผู้ศึกษาได้กาหนดคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุใน 4 ด้าน โดยใช้เคร่ืองช้ีวัด
คณุ ภาพชวี ิตชุดยอ่ ฉบับภาษาไทย (WHOQOL- BREF-THAI, 1997) คอื คณุ ภาพชีวติ ที่ดีดา้ นสขุ ภาพ
ด้านจิตใจและอารมณ์ (Recreation) ด้านสังคม (Social) ด้านเศรษฐกิจ (Economic) ซึ่งผู้ศึกษาได้ศึกษา
และทบทวนวรรณกรรม จึงกาหนดคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ 4 ด้าน คือ 1) คุณภาพชีวิตที่ดีด้านสุขภาพ
(Health) 2) คุณภาพชีวิตที่ดีด้านจติ ใจและอารมณ์ (Recreation) 3) คุณภาพชีวิตที่ดีด้านสงั คม (Social)
4) คณุ ภาพชีวิตท่ีดีดา้ นสิง่ แวดล้อม (Environment)
แนวคดิ เกย่ี วกับการบรหิ ารอยา่ งมีสว่ นรว่ ม
แนวคดิ เก่ยี วกบั การบรหิ าร
ปัจจุบันตามความเข้าใจโดยท่ัวไปแล้ว คาว่าการบริหาร (Administration) กล่าวว่า การ
ดาเนินงานทุกชนิดให้สาเร็จลุล่วงไป คาว่าการบริหารมีความหมายคล้ายคลึงกับคาว่า การจัดการ
(Management) การจัดการ หมายความว่า การจัดดาเนินงานทุกชนิดในหน่วยงานให้สาเร็จลุล่วงไปด้วย
เหมือนกัน บางทีมีผู้ให้ความหมายคาสอง คานี้ในความหมายของการดาเนินงานในองค์กรให้สาเร็จลุล่วง
โดยเน้นคาวา่ การบริหารใชก้ ับการบริหารงานทุกชนิด ในส่วนที่เป็นของรฐั บาล ส่วนคาวา่ การจัดการใช้กับ
การบริหารงานทีเ่ กยี่ วกบั งานธรุ กจิ เอกชน
ความหมายของการบริหาร
อุทัย หิรัญโต (Hirunto. 2000) ได้ให้ความหมายของการบริหาร คือการดาเนินงานของบุคคล
ตงั้ แตส่ องคนข้นึ ไป เพ่อื บรรลุวตั ถุประสงคท์ ่ีกาหนดไว้โดยใช้ปัจจยั ที่เป็นคน เงิน วสั ดแุ ละการจัดการ
เกษมสิน (Kasemsin. 1983) กล่าวว่า การบริหารหมายถึงการใช้ศาสตร์และศลิ ป์ในการนาเอา
ทรพั ยากรการบริหารมา ตอบสนองกระบวนการบริหาร ให้สามารถดาเนินงานหรือดาเนินการไดบ้ รรลุตาม
วตั ถุประสงค์ไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ
25
ความสาคญั ของการการบริหาร
Changlian (1989) ได้กล่าวถึงความสาคญั ของการบรหิ ารไว้ ดังนี้
1) การบริหารจะช่วยในการดาเนินกิจกรรมต่างๆ ของสังคมให้สามารถสนองตอบกับความ
ตอ้ งการของสงั คมท่ีเพ่ิมมากขน้ึ และเป็นสิ่งทจ่ี ะชว่ ยใหม้ นุษย์สามารถ อยรู่ ่วมกันไดอ้ ยา่ งสงบสขุ
2) การบรหิ ารจะเปน็ กลไกท่สี าคญั ในการนาเอาทรพั ยากรทั้ง คน และวัตถุสงิ่ ของไป
ดาเนินการใหเ้ กิดประโยชน์ตอ่ สงั คมโดยเปน็ ไปอยา่ งประหยัด มีประสทิ ธภิ าพ มีประสทิ ธิผล รวมถึงการ
จัดสรรบริการ และสนิ คา้ ให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม
3) การบริหารมคี วามสาคญั ตอ่ การอยู่รอดของสงั คมและสมาชกิ ในสงั คม ขณะเดยี วกันการ
บริหารก็เป็นกลไกที่สาคัญในการทจ่ี ะพัฒนาและสร้างความเจริญกา้ วหน้าใหก้ ับสงั คม
Namwat (2001) จากความหมายของการบริหารจะครอบคลุมสาระสาคัญซ่ึงเป็นประเด็นหลัก
ของการ บริหาร 4 ประการ คือ
1) วัตถปุ ระสงค์ (Objective) เปน็ เหตุผลเบอ้ื งต้นในการดาเนินงานขององคก์ ารทกุ องค์การ
คือ ความคงอยู่หรืออยู่รอดขององค์การ ซ่ึงองค์การต่าง ๆ ย่อมมีเป้าหมายในการดาเนินการอันหมายถึง
วตั ถุประสงคท์ ่ี ผู้บรหิ ารตอ้ งดาเนินการให้ประสบผลสาเรจ็ นัน่ เอง
2) ประสิทธิผล (Effectiveness) หมายถึง เป็นความสามารถขององค์การในการท่ีจะ
บริหารงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้เป็นอย่างดีในช่วงเวลากาหนด ประสิทธิผลเน้นการบริหารระยะ ยาว
และต่อเนือ่ ง
3) ทรัพยากร (Resource) หมายถึง ทรัพยากรที่ผู้บริหารมีความเกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่ง
ประกอบไปด้วย คน เงิน วัสดุและการจัดการ ท่ีเรียก กันว่า 4Ms (Man, Money, Material and
Management)
4) การประสมประสาน (Integration and coordination) คือ การสร้างความสมดุลและ
ความสอดคลอ้ งต่อเน่อื งกนั ระหว่างทรัพยากรตา่ งๆ เพ่ือความสาเรจ็ ขององคก์ าร
แนวคดิ เกี่ยวกับการมสี ่วนร่วมของประชาชน
ความหมายของการมีสว่ นรว่ ม
Pawuttinan (1998) ไดก้ ลา่ วถึงการมีสว่ นรว่ ม หมายถึง การท่ปี ัจเจกบคุ คลกด็ ี กลุ่มคนหรือ
องคก์ รประชาชน ไดอ้ าสาเข้ามามีส่วนรว่ มในการตดั สินใจการดาเนินโครงการ การแบง่ ปนั ผลประโยชน์และ
การประเมินผลโครงการ พัฒนาดว้ ยความสมคั รใจ โดยปราศจากข้อกาหนดที่มาจากบคุ คลภายนอกและ
เปน็ ไปเพ่อื ตอบสนองความตอ้ งการของสมาชิกในชมุ ชน รวมทั้งทอ่ี านาจในการแบ่งปนั ผลประโยชนท์ เี่ กิด
จากการพฒั นาให้กบั สมาชกิ ดว้ ยความพึงพอใจ และผู้เขา้ มามีสว่ นร่วมมีความรู้สกึ เป็นเจ้าของโครงการด้วย
Thongsri (1999) กล่าวว่าการมีส่วนร่วมหมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วน
ร่วมในการคิด ริเร่ิมการพิจารณาตัดสินใจ การร่วมปฏิบัติและการร่วมรับผิดชอบในเร่ืองต่าง ๆ อันมี
ผลกระทบมาถึงตัวประชาชนเอง และการที่จะสามารถทาให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อ
แก้ปัญหา และนามาซ่ึงสภาพปัญหาและนามาซ่ึง สภาพความเป็นอยทู่ ่ีดีแล้ว จาเป็นต้องยอมรับปรชั ญาว่า
26
มนุษย์ทุกคนต่างปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนอย่างเป็นสุข ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมท่ียอมรับของ
ผู้อื่น และพร้อมท่ีจะอุทิศตนเพ่ือกิจกรรมของกลุ่ม ขณะเดียวกันจะต้อง ยอมรับด้วยความบริสุทธ์ิใจว่า
มนษุ ย์นนั้ สามารถพัฒนาไดถ้ ้ามโี อกาสและช้แี นะท่ีถกู ตอ้ ง
ลักษณะของการมีส่วนร่วม
Hirunwong (1998) ไดก้ ลา่ วถงึ แบบของการมีสว่ นรว่ มทีส่ าคัญมี 4 รปู แบบ ดงั นี้
1) การมสี ว่ นร่วมแบบกลมุ่ งาน (Work group) กลุ่มงานประกอบดว้ ย ผูบ้ งั คับบญั ชา
ผูใ้ ต้บังคับบัญชา และบุคคลอนื่ ในโครงการท่ีกลุ่มเก่ยี วข้อง อยบู่ อ่ ยครงั้ บุคคลเหล่าน้ที างานกันและ
ประสานงานกันเพ่ือบรรลเุ ป้าหมายอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ โดยทาเปน็ แบบ ประชาธปิ ไตย
2) การมีส่วนร่วมแบบโครงการหรือแมททริก (Matrix or project management) การมี
ส่วนร่วมแบบน้ี เกี่ยวข้องกับการจัดโครงสร้างขององค์การโดยส่วนรวมใหม่ ผ้อู านวยการโครงการถูกแตง่ ตั้ง
ประสานงานกับพนักงาน จากแผนงานตามที่ต่างๆ ของบริษัท เพ่ือทางานร่วมกันเผชิญกับโครงการท่ี
เปลย่ี นแปลงอยู่ตลอดเวลา จะเห็นวา่ การ บรหิ ารสงิ่ เหลา่ นจี้ ะนาไปสกู่ ารบริหารแบบมีสว่ นร่วมมากข้ึน
3) การมีส่วนร่วมแบบมีการเจรจาต่อรอง (Collective bargaining) การร่วมเจรจาต่อรอง
เป็นการบริหารแบบมีส่วนร่วมอีกแบบหน่ึงท่ีผู้บริหารบางคนจะไม่ยอมรับการที่ พนักงานเลือกสหภาพ
แรงงานให้เปน็ ตัวแทนในการเจรจาต่อรองกบั ฝา่ ยบริหาร แสดงว่ากาลังมีส่วนร่วมอาจจะเป็น ค่าจ้าง ช่ัวโมง
ทางาน การร่วมเจรจาต่อรองเป็นตัวแทนความต้องการ เพ่ือให้มีข้อมูลบางอย่างในการตัดสนิ ใจ แทนท่ีจะ
ให้นายจ้างเปน็ ตวั กาหนดแตเ่ พยี งผู้เดียว
4) การมีส่วนร่วมแบบประชาธิปไตย ในทางอุตสาหกรรม (industrial democracy)
องค์การที่มีลักษณะเป็นแบบประชาธิปไตย จะให้ความสาคัญของพนักงานในการตัดสินใจมากกว่า หรือ
อย่างน้อยท่ีสุดเท่ากับความต้องการของเจ้าของกรรมการบริหาร คณะกรรมการวางแผนและนโยบาย
อาจจะ ประกอบข้นึ ด้วยคนงาน ที่แตง่ ต้งั โดยฝ่ายบริหาร หรือถกู เลือกโดยคนงานอ่ืน ๆ พนักงานจะมสี ่วน
เกีย่ วข้องเปน็ อย่าง มาก โดยผ่านกระบวนการทางประชาธปิ ไตยในการบริหารงานบรษิ ัท
Jamkrajang (1999) ได้สรุปลักษณะรูปแบบของการมีส่วนร่วมไว้ ดังน้ี 1) การมีส่วนร่วมต้อง
เกิดจาก เจตนารมณ์ และความตั้งใจท่ีจะเข้ารว่ ม เพราะจะก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไข
ปัญหา/ การตัดสินใจ ในเร่ืองน้ัน ๆ อันจะทาให้เกิดความสมานฉันท์และเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน 2)
กระบวนการมีสว่ นร่วมนี้จะต้องอยู่บน พน้ื ฐานของความเสมอภาคและขดี ความสามารถของแต่ละบุคคลที่
จะเข้ามามสี ่วนร่วม 3) การมีสว่ นร่วมต้องอยู่บน พ้ืนฐานของเสรีภาพในการตัดสินใจทีจ่ ะเลือกท่จี ะเข้ามามี
สว่ นร่วมหรอื ไม่ ข้อสาคญั คอื การมีส่วนร่วมนั้นจะตอ้ งไมเ่ กดิ จากการบังคับขูเ่ ขญ็ จากผทู้ ี่เหนอื กวา่
ระดบั ข้นั การมีส่วนร่วม
การแบ่งระดับขั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนอาจแบ่งได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ และ
ความละเอียดของการแบง่ เป็นสาคัญ โดยมขี อ้ พึงสังเกต คือ ถา้ ระดบั การมสี ่วนรว่ มตา่ จานวน ประชาชนท่ี
เขา้ มีส่วนร่วมจะมาก และยง่ิ ระดับการมีสว่ นร่วมสูงข้ึนเพียงใด จานวนประชาชนทเี่ ขา้ มี สว่ นรว่ มก็จะลดลง
27
ตามลาดับ ระดับการมีสว่ นร่วมของประชาชนเรียงตามลาดับจากต่าสุดไปหาสูงสุด (บวรศักด์ิ อุวรรณโณ
และถวลิ วดี บรุ กี ลุ . 2548) ไดแ้ ก่
1. ระดับการให้ข้อมูล เป็นระดับต่าสุดและเป็นวิธีการท่ีง่ายที่สุดของการติดต่อส่ือสาร
ระหว่างผูว้ างแผนโครงการกับประชาชน มวี ัตถุประสงคเ์ พื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชน โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น
การแถลงข่าว การแจกข่าวสาร และการแสดงนิทรรศการ เป็นต้น แต่ไม่เปิดโอกาสให้แสดงความ คิดเห็น
หรือเขา้ มาเก่ียวข้องใดๆ
2. ระดับการเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน เป็นระดบั ข้ันที่สูงกว่าระดับแรก กล่าวคือ
ผู้วางแผนโครงการจะเชญิ ชวนใหป้ ระชาชนแสดงความคิดเห็น เพื่อเป็นข้อมูลในการประเมนิ ขอ้ ดีกับขอ้ เสีย
ของโครงการอย่างชัดเจนมากขึ้น เช่น การจัดทาแบบสอบถามก่อนจะริเริ่มโครงการ ต่างๆ หรือการ
บรรยายและเพื่อเปิดโอกาสให้ผ้ฟู ังไดแ้ สดงความคิดเหน็ เก่ยี วกบั โครงการน้ันๆ เป็นตน้
3. ระดับการปรกึ ษาหารอื เป็นการตกลงกันอย่างเป็นทางการระหว่างผู้วางแผนโครงการ
กบั ประชาชนและผู้มสี ่วนร่วม เพอ่ื ประเมนิ ถึงผลความก้าวหนา้ หรอื ระบุปัญหาในข้อสงสยั ตา่ งๆ เช่น การจัด
ประชุมร่วมกนั การจัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ และการเปิดกว้างให้ผู้รับฟังแสดงความคิดเห็น เป็น
ตน้
4. ระดับการวางแผนร่วมกัน เป็นระดับในการมีส่วนร่วมซึ่งผู้วางแผนโครงการกับ
ประชาชนให้มีความรับผิดชอบร่วมกันในการวางแผนจัดเตรียมโครงการ และผลท่ีอาจจะเกิดข้ึนในการ
ดาเนินโครงการ เหมาะที่จะใช้สาหรับการพิจารณาถึงปัญหาท่ีมีความยุ่งยากและซับซ้อน อันมีข้อ โต้แย้ง
มาก เช่น การใช้อนุญาโตตุลาการเพื่อแก้ปัญหาข้อขัดแย้ง การเจรจาเพ่ือหาทางประนีประนอม กัน และ
การใช้กลุม่ ท่ปี รึกษาซ่ึงเป็นผู้ทรงคุณวฒุ ิในสาขาต่างๆ ทเี่ ก่ียวข้อง เป็นต้น
5. ระดับการร่วมปฏิบัติ เป็นระดับที่ผู้รับผิดชอบโครงการกับประชาชนร่วมกันดาเนิน
โครงการ เปน็ ข้ันการนาโครงการไปปฏิบตั ริ ่วมกนั เพ่อื ให้บรรลผุ ลตามวตั ถุประสงคท์ ว่ี างไว้
6. ระดับการควบคุมโดยประชาชน เป็นระดับสูงสุดของการมีส่วนรว่ มโดยประชาชน เพ่ือ
แก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เช่น การลงประชามติ แต่การลงประชามติจะสะท้อน ถึงความ
ต้องการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ดีเพียงใดข้ึนอยู่กับความชัดเจนของปัญหาที่จะลง ประชามติและการ
ประชาสัมพันธ์ข่าวสารเก่ียวกับข้อดีและข้อเสียของปัญหาท่ีเกิดข้ึนให้ประชาชน เข้าใจอย่างสมบูรณ์และ
ท่วั ถึงกันเพยี งใด โดยในประเทศที่มีการพัฒนาทางการเมอื งแลว้ ซึ่งรฐั บาลตอ้ งปฏิบัตแิ ละบงั คับตามผลของ
การลงประชามติ แต่สาหรับประเทศไทยนั้นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันบัญญัติให้ผลของการประชามติมีทั้ง
แบบท่ีมีข้อยุติโดยเสียงข้างมาก และแบบที่เป็นเพียงการให้คาปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีซึ่งไม่มีผลบังคับให้
รัฐบาลตอ้ งปฏบิ ัตติ ามแตอ่ ย่างใด
28
ประโยชนก์ ารมีสว่ นรว่ ม
Watthanasap (2001) ได้กลา่ วถึงประโยชนข์ องการมสี ว่ นรว่ มของประชาชนไว้ ดงั นี้
1) เพ่ิมคุณภาพการตัดสินใจ ช่วยให้เกิดการพิจารณาทางเลือกใหม่ทาให้การตัดสินใจ
รอบคอบขึ้น
2) การลดค่าใช้จ่ายและการสูญเสียเวลา เม่ือการตัดสินใจน้ันได้รับการยอมรับจะช่วยลด
ความขดั แยง้ ระหว่างการนาไปปฏิบัติ
3) การสร้างฉันทามติ ลดความขดั แยง้ ทางการเมืองและเกิดความชอบธรรมในการตัดสนิ ใจ
ของรฐั
4) การเพ่ิมความง่ายในการนาไปปฏิบัติ สร้างให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ
ประชาชนมคี วามกระตอื รอื ร้นในการชว่ ยให้เกดิ ผลในทางปฏิบัติ
5) การมีสว่ นร่วมตั้งแต่ต้นสามารถลดการเผชญิ หน้าและความขัดแยง้ ทีร่ ุนแรงได้
6) ช่วยทาใหเ้ จา้ หนา้ ท่ีของรัฐมีความใกล้ชิด พบปะประชาชนและไวต่อความรู้สึกห่วงกังวล
ของประชาชน และเกดิ ความตระหนกั ในการตอบสนองความกงั วลของประชาชน
7) การพัฒนาความเช่ียวชาญและความคิดสร้างสรรค์ของสาธารณชนถือว่าเป็นการให้
การศึกษาชุมชน เพ่อื เรยี นรู้กระบวนการตัดสนิ ใจและเป็นเวทฝี ึกผู้นาชุมชน
8) ช่วยทาให้ประชาชนสนใจประเด็นสาธารณะมากข้ึน เป็นการเพิ่มทุนทางสังคมและช่วย
เสริมสรา้ งให้เป็นพลเมอื งที่กระตอื รือร้น สอดคลอ้ งกับการปกครองตามหลกั ประชาธปิ ไตยแบบมีส่วนรว่ ม
จากการทบทวนวรรณกรรมสรุปไดว้ ่า การบริหาร คือการดาเนนิ งานของบุคคลตั้งแต่สองคนข้ึน
ไป เพือ่ บรรลุวัตถุประสงค์ทก่ี าหนดไว้ โดยมคี วามสาคัญของการบรหิ าร ดังนี้
1) การบริหารจะช่วยในการดาเนนิ กิจกรรมต่างๆ ของสงั คม
2) การบริหารจะเป็นกลไกท่ีสาคัญในการนาเอาทรัพยากรท้ังคนและวัตถุสิ่งของไป
ดาเนินการใหเ้ กดิ ประโยชน์
3) การบรหิ ารมคี วามสาคัญต่อการอยู่รอดของสังคมและสมาชกิ ในสังคม โดยสามารถนามา
ปรับใช้เก่ียวกับการมีส่วน ร่วมของประชาชนที่การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการคิด
รเิ ริม่ การพจิ ารณาตดั สินใจ การรว่ มปฏบิ ัตแิ ละการร่วมรับผดิ ชอบในเร่ืองตา่ งๆ
จากแนวคิดกระบวนการมสี ว่ นรว่ มทนี่ กั วชิ าการท้ังหลายให้ทรรศนะไวใ้ นเบือ้ งต้นดังทไ่ี ด้กลา่ วมา
มีความหลากหลายในประเด็นมากพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม หากนามาประมวลให้เป็นลักษณะที่เป็น
ระบบตามแนวคิดของ Cohen, J.M., & Uphoff, N.T. (1980) จะเห็นว่ามีความเป็นระบบในเรื่องของ
ประเด็นสาคัญ โดยได้มีการนาเอากระบวนการมีส่วนร่วมจากนักวิชาการทั้งหลายมาประมวลเป็นแนวคิด
หลกั และไดจ้ าแนก รูปแบบกระบวนการมสี ่วนร่วม ดงั น้ี
29
ขน้ั ท่ี 1 การมีสว่ นรว่ มในการตดั สินใจ (Decision Making) ในกระบวนการของการตัดสินใจ
นัน้ ประการแรกสุดท่ีต้องกระทา คือ การกาหนดความต้องการและการจัดลาดับความสาคัญ ตอ่ จากน้ันก็
เลอื กนโยบายและประชาชนที่เก่ียวขอ้ ง การตัดสินใจนี้เป็นกระบวนการต่อเนื่องท่ีต้องดาเนนิ การไปเรอ่ื ยๆ
ตั้งแตก่ ารตดั สนิ ใจในชว่ งเร่ิมต้น การตัดสินใจในชว่ งดาเนินการวางแผน และการตัดสินใจในช่วงการปฏิบัติ
ตามแผนท่วี างไว้
ข้ันท่ี 2 การมีส่วนร่วมในการดาเนินงาน (Implementation) ส่วนท่ีเป็นองค์ประกอบของ
การดาเนนิ งานโครงการน้นั ไดม้ าจากคาถามว่าใครจะทาประโยชน์ให้แก่โครงการได้บ้างและจะทาประโยชน์
ได้โดยวิธีใด เช่น การช่วยเหลือด้านทรัพยากร การบริหารการงานและการประสานงานและการขอความ
ช่วยเหลอื เป็นตน้
ข้ันท่ี 3 การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ (Benefits) ส่วนที่เกี่ยวกับผลประโยชน์
นอกจากความสาคัญของผลประโยชน์ในเชงิ ปรมิ าณและเชงิ คุณภาพแล้ว ยังจะต้องพจิ ารณาถึงการกระจาย
ผลประโยชน์ภายในกล่มุ ดว้ ย ผลประโยชน์ของโครงการน้ีรวมท้งั ผลทเ่ี ป็นประโยชน์ทางบวกและผลทเ่ี กดิ ขึ้น
ในทางลบท่ีเปน็ ผลเสยี ของโครงการ ซ่งึ จะเป็นประโยชนแ์ ละเปน็ โทษตอ่ บุคคลและสังคมดว้ ย
ขน้ั ท่ี 4 การมสี ่วนร่วมในการประเมินผล (Evaluation) การมสี ่วนรว่ มในการประเมิน ผลน้ัน
สิ่งสาคัญ จะต้องสังเกต คือ ความเห็น (Views) ความชอบ (Preferences) และความคาดหวัง
(Expectation) ซง่ึ มีอทิ ธิพลสามารถแปรเปลยี่ นพฤติกรรมของบคุ คลในกลุ่มต่างๆ ได้
โดยสรุป กระบวนการมีส่วนร่วมในงานวจิ ยั คร้ังนี้ ผวู้ ิจยั จะมุ่งให้ความสนใจถงึ กระบวนการมสี ว่ น
ร่วมในประเด็น การมีส่วนร่วมในการค้นหาสาเหตุ และความต้องการ การมีส่วนร่วมในการวางแผนและ
ดาเนินการ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ มีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ การมีส่วนร่วมในการประเมินผล มี
ส่วนรว่ มในการเผยแพร่ประชาสัมพนั ธ์ และการมีสว่ นร่วมในการรบั ผลประโยชน์
แนวคิดและทฤษฎีเก่ยี วกบั ภาคเี ครอื ข่าย
การสร้างภาคีเครือข่าย สามารถช่วยแก้ปัญหาการดาเนินงานภายใต้กรอบความคิดเดิม อาศัย
ข้อมูลข่าวสารท่ีไหลเวียนอยู่ภายใน ใช้ทรัพยากรหรือส่ิงอานวยความสะดวกที่พอจะหาได้ภายในองค์กร
หรอื ออกแบบใหมก่ ็ต้องใชเ้ วลานานมาก จะเป็นอปุ สรรคตอ่ การพัฒนางานอย่างยง่ิ และไมอ่ าจแกป้ ัญหาท่ี
ซับซ้อนได้ โดยการเปิดโอกาสให้บุคคลและองค์กรได้แลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งบทเรียนและ
ประสบการณ์กับบุคคลหรือองค์กรที่อยู่นอกหน่วยงานของตน ลดความซ้าซ้อนในการทางาน มีการให้
ความร่วมมือและทางานในลักษณะที่เอ้ือประโยชน์ซ่ึงกันและกัน เสมือนการเปิดประตูสู่โลกภายนอก
เพราะบางองค์กร เช่น องค์กรทางการศึกษาท่ีต้องมีเป้าหมายในการพัฒนาร่วมกัน คือ บุคลากรในท้องถิ่น
โดยใช้แนวคิด ทฤษฎีเก่ียวกบั ภาคเี ครือข่าย ดงั น้ี
30
1. ความหมาย
ภาคีเครือข่ายชุมชน เป็นกลุ่ม องค์กร หลายกลุ่มมารวมตัวกัน มีการประสานเชื่อมโยง
สร้างความสัมพนั ธ์ ถักทอ สรา้ งสรรค์กิจกรรมบนพน้ื ฐานของความเอ้ืออาทร เกิดพลงั ในการทางานใหบ้ รรลุ
เป้าหมายทุกองค์กรและให้ชุมชนเข้มแข็ง ภาคีเครือข่ายจะเป็นการร่วมผลักดันเป้าหมายร่วมกันของผู้มี
สว่ นไดส้ ่วนเสียในภาระกิจนน้ั ได้มีนักวิชาการให้ความหมายเอาไว้ ดังนี้
จีรวิทย์ ม่ันคงวัฒนะ (2561: ออนไลน์) ได้กล่าวว่า ภาคีเครือข่าย หมายถึง กลุ่มบุคคล
องค์กรทมี่ เี ป้าหมายร่วมกัน มารวมตัวกันดว้ ยความสมัครใจ เพือ่ ทากจิ กรรมองค์กรใหบ้ รรลเุ ปา้ หมาย (รว่ ม
คดิ /วางแผน ร่วมทา ร่วมประเมินผล) โดยมีความสมั พันธ์แนวราบ มีความเสมอภาค และเรียนรู้ร่วมกัน
อยา่ งต่อเนอื่ ง
Loei (2561: ออนไลน์) ได้กล่าวถึงภาคีเครือข่าย (Network) คือ การเชื่อมโยงของกลุ่ม
ของคนหรือกลุ่มองค์กรที่สมัครใจ ที่จะแลกเปล่ียนข่าวสารร่วมกัน หรือทากิจกรรมร่วมกัน โดยมีการจัด
ระเบียบโครงสร้างของคนในภาคีเครอื ขา่ ยด้วยความเป็นอิสระ เท่าเทียมกันภายใตพ้ ้ืนฐานของความเคารพ
สทิ ธิ เช่ือถือ เอ้ืออาทรกันและกัน ประเด็นสาคัญของนิยามข้างตน้ คือ 1) ความสัมพันธ์ต้องเป็นไปโดย
สมัครใจ 2) กิจกรรมท่ีทาต้องมีลักษณะเท่าเทียมหรือแลกเปล่ียนกัน 3) การเป็นสมาชิก ต้องไม่มี
ผลกระทบตอ่ ความเปน็ อสิ ระหรอื ความเปน็ ตวั ตนของคนหรอื องคก์ รนั้นๆ
การเชอื่ มโยงในลกั ษณะของภาคเี ครือข่าย จะต้องพฒั นาไปสู่ระดับของการลงมือทากิจกรรม
รว่ มกนั เพ่อื ให้บรรลเุ ป้าหมายร่วมกันด้วย ดังน้ัน ภาคีเครือข่ายต้องมีการจัดระบบให้กลมุ่ บุคคลหรือองค์กร
ท่ีเป็นสมาชิกดาเนินกจิ กรรมบางอย่างร่วมกัน เพ่ือนาไปสู่จุดหมายท่ีเห็นพ้องต้องกัน ซ่ึงอาจเป็นกิจกรรม
เฉพาะกิจตามความจาเป็น เมื่อภารกิจบรรลุเป้าหมายแล้ว ภาคีเครือข่ายก็อาจยุบสลายไป แต่ถ้ามีความ
จาเป็นหรือมีภารกิจใหม่อาจกลับมารวมตัวกันได้ใหม่ หรือจะเป็นภาคีเครือข่ายท่ีดาเนินกิจกรรมอย่าง
ต่อเนือ่ งระยะยาวก็ได้
2. ลกั ษณะของภาคเี ครอื ขา่ ย
การทางานแบบภาคีเครือข่ายเป็นปัจจัยสาคัญท่ีสุดของการส่งเสรมิ ให้เกิดการพัฒนาอย่าง
ยง่ั ยืน การเช่ือมโยงกันในลักษณะภาคีเครอื ข่ายเป็นการเช่อื มโยงเข้าหากันเป็นภาคีเครือข่ายมิใช่เพียงการ
รวมกลุ่มของสมาชิกที่มีความสนใจร่วมกันในระดับเพียงแค่การพบปะแลกเปล่ียนความ คิดเห็นหรือร่วม
สังสรรค์ด้วยกันเท่านั้น หากจะต้องพัฒนาไปสู่ระดับของการลงมือทากิจกรรมร่วมกัน ด้วยเป้าหมายท่ี
รว่ มกันดว้ ย โดยลกั ษณะของภาคเี ครอื ขา่ ย มดี งั น้ี
2.1 ภาคีเครือข่ายเทียม (Pseudo network) หมายถึง ภาคีเครือข่ายชนิดท่ีเป็นการชุมนุม
พบปะสังสรรค์ระหว่างสมาชิก โดยท่ีต่างคนต่างก็ไม่ได้มีเป้าหมายร่วมกัน และไม่ได้ต้ังใจที่จะทากิจกรรม
ร่วมกัน เป็นการรวมกลุ่มแบบวตั ถุประสงคช์ ่ัวคราว หรือรวมกันตามกระแสนิยมท่ีไม่มวี ัตถุประสงคช์ ัดเจน
ดังน้ันการทาความเข้าใจกับองค์ประกอบของภาคีเครือข่ายจึงมีความสาคัญ เพ่ือช่วยให้สมาชิกสามารถ
สรา้ งภาคีเครอื ขา่ ยแทแ้ ทนการสรา้ งภาคเี ครือขา่ ยเทยี ม (Loei. 2561: ออนไลน)์
2.2 ภาคเี ครือขา่ ยทีแ่ ท้จรงิ (Fact network) มอี งคป์ ระกอบอย่างน้อย 7 อยา่ ง คือ
31
1) มีการรับรู้มุมมองท่ีเหมือนกัน (common perception) ต้องมีความรู้สึกและการ
รับรู้เหมือนกันถึงเหตุผลในการเข้ามาร่วมกันเป็นภาคีเครือข่าย เช่น มีความเข้าใจในตัวปัญหาและมี
จิตสานึกในการแกไ้ ขปัญหาร่วมกัน ประสบกับปญั หาอยา่ งเดยี วกันหรอื ตอ้ งการความชว่ ยเหลือในลักษณะท่ี
คลา้ ยคลงึ กนั ซง่ึ จะส่งผลให้สมาชกิ ของภาคีเครือข่ายเกดิ ความรู้สกึ ผกู พันในการดาเนินกจิ กรรมร่วมกันเพื่อ
แก้ปัญหาหรือลดความเดือดร้อนท่ีเกิดข้ึน การรับรู้ร่วมกันถือเป็นหัวใจของภาคีเครือข่าย ท่ีทาให้ภาคี
เครอื ขา่ ยดาเนินไปอย่างตอ่ เน่ือง เพราะถ้าเริม่ ต้นดว้ ยการรับรทู้ ี่ต่างกัน มีมุมมองหรือแนวคดิ ทีไ่ ม่เหมือนกัน
แล้ว จะประสานงานและขอความร่วมมือยาก เพราะแต่ละคนจะติดอยู่ในกรอบความคิดของตัวเอง มอง
ปัญหาหรือความต้องการไปคนละทิศละทาง แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าสมาชิกของภาคีเครือข่ายจะมี
ความเห็นทตี่ ่างกันไมไ่ ด้ เพราะมุมมองที่แตกตา่ งช่วยให้เกดิ การสร้างสรรค์ ในการทางาน แตค่ วามแตกต่าง
นั้นต้องอยู่ในส่วนของกระบวนการ (process) ภายใต้การรับรู้ถึงปัญหาที่สมาชิกทุกคนให้การยอมรับแล้ว
มิฉะน้ันความเห็นทีต่ า่ งกนั จะนาไปส่คู วามแตกแยกและแตกหักในทส่ี ุด
2) การมีวิสัยทัศน์รว่ มกัน (common vision) วิสัยทัศน์ร่วมกัน หมายถึงการท่ีสมาชิก
มองเหน็ จุดมุ่งหมายในอนาคตท่ีเปน็ ภาพเดยี วกัน มกี ารรบั รู้และเข้าใจไปในทิศทางเดยี วกัน และมเี ป้าหมาย
ที่จะเดินทางไปด้วยกัน การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันจะทาให้กระบวนการขับเคลื่อนเกิดพลัง มีความเป็น
เอกภาพ และช่วยผอ่ นคลายความขดั แย้งอันเนอื่ งมาจากความคิดเหน็ ท่ีแตกตา่ งกัน ในทางตรงกันข้าม ถ้า
วสิ ยั ทศั น์หรอื เปา้ หมายของสมาชิกบางกลุม่ ขดั แย้งกบั วสิ ัยทัศนห์ รอื เป้าหมายของภาคีเครือขา่ ย พฤติกรรม
ของสมาชิกกลุ่มนั้นก็จะเริ่มแตกต่างจากแนวปฏิบัติที่สมาชิกภาคีเครือข่ายกระทาร่วมกัน ดังน้ัน แม้ว่า
จะตอ้ งเสียเวลามากกบั ความพยายามในการสร้างวิสัยทศั น์ร่วมกัน แตก่ ็จาเป็นจะตอ้ งทาให้เกิดขึ้น หรือถ้า
สมาชกิ มวี สิ ัยทัศน์ส่วนตวั อยแู่ ล้ว กต็ อ้ งปรบั ให้สอดคล้องกับวิสยั ทศั น์ของภาคีเครือขา่ ยใหม้ ากทส่ี ดุ แมจ้ ะไม่
ซ้อนทบั กันแนบสนทิ จนเปน็ ภาพเดียวกัน แตอ่ ยา่ งนอ้ ยก็ควรสอดรบั ไปในทศิ ทางเดยี วกนั
3) มีความสนใจหรือผลประโยชน์ร่วมกัน (mutual interests/benefits) การมี
ผลประโยชน์ในที่นี้ครอบคลมุ ท้ังผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงนิ และผลประโยชน์ไม่ใช่ตัวเงิน ถ้าการเข้าร่วมใน
ภาคีเครือข่ายสามารถตอบสนองต่อความต้องการของบุคคลหรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน ก็จะเป็นแรงจูงใจ
ใหเ้ ข้ามามีส่วนร่วมในภาคเี ครือข่ายมากข้ึน ดงั น้นั ในการทจ่ี ะจูงใจบุคคลเข้ามามสี ่วนรว่ มในการดาเนนิ งาน
ของภาคีเครือข่าย จาเป็นต้องคานึงถึงผลประโยชน์ท่ีบุคคลน้ันจะได้รับจากการเข้าร่วม ถ้าจะให้ดีต้อง
พิจารณาลว่ งหน้ากอ่ นท่ีเขาจะร้องขอ ลกั ษณะของผลประโยชน์ทีส่ มาชิกแต่ละคนจะได้รับอาจแตกต่างกัน
แต่ควรต้องใหท้ ุกคนและต้องเพียงพอท่ีจะเป็นแรงจูงใจให้เข้ามีส่วนร่วมในทางปฏบิ ัติได้จริง ไม่ใช่เป็นเข้า
มาเป็นเพียงตาแหน่งในภาคีเครือข่าย แต่ไม่ได้ร่วมปฏิบัติภาระกิจ เมื่อใดก็ตามท่ีสมาชิกเห็นว่าตนเสีย
ประโยชน์มากกว่าได้ หรือเม่ือเขาได้ในส่ิงที่ต้องการเพียงพอแล้ว สมาชิกเหล่าน้ันก็จะออกจากภาคี
เครือข่ายไปในที่สดุ
4) การมีส่วนร่วมสมาชิกทุกคนในภาคีเครือข่าย (stakeholders participation)
การมีส่วนร่วมของสมาชิกในภาคีเครือข่าย เป็นกระบวนการท่ีสาคัญมากในการพัฒนาความเข้มแข็งของ
ภาคีเครือข่าย เป็นเงื่อนไขที่ทาให้เกิดการร่วมรับรู้ ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมลงมือกระทาอย่าง
32
เข้มแข็ง ดังนั้นสถานะของสมาชิกในภาคีเครือข่ายควรมีความเท่าเทียมกันทุกคนอยู่ในฐานะ “หุ้นส่วน
(partner)” ของภาคีเครือข่าย เป็น ความสัมพั น ธ์ใน แน วราบ (horizontal relationship) คื อ
ความสัมพันธ์ฉันท์เพ่ือน มากกว่าความสัมพันธ์ในแนวด่ิง (vertical relationship) ในลักษณะเจ้านาย
ลูกน้อง ซึ่งบางคร้ังก็ทาใด้ยากในทางปฏิบัติเพราะต้องเปล่ียนกรอบความคิดของสมาชิกในภาคีเครือข่าย
โดยการสรา้ งบริบทแวดล้อมอ่ืนๆ เขา้ มาประกอบ ซ่ึงจะสร้างความเขม้ แข็งใหก้ ับภาคีเครือขา่ ยมาก
5) มกี ารเสรมิ สร้างกันและกัน (complementary relationship) องค์ประกอบทีจ่ ะทา
ใหภ้ าคีเครอื ข่ายดาเนนิ ไปอย่างตอ่ เนอ่ื ง คือ การทส่ี มาชิกของภาคีเครือข่ายต่างกส็ ร้างความเข้มแข็งให้กัน
และกัน โดยนาจุดแข็งของฝ่ายหนึ่งไปช่วยแก้ไขจุดอ่อนของอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วทาให้ได้ผลลัพธ์เพิ่มขึ้นใน
ลกั ษณะพลังทวีคูณ (1+1 > 2) มากกวา่ ผลลพั ธท์ ่ีเกิดขนึ้ เมอ่ื ตา่ งคนต่างอยู่
6) การเกอื้ หนุนพึ่งพากัน (interdependence) เปน็ องค์ประกอบที่ทาให้ภาคีเครือข่าย
ดาเนินไปได้อย่างต่อเน่ืองเช่นเดียวกัน การที่สมาชิกภาคีเครือข่ายตกอยู่ในสภาวะจากัดทั้งด้านทรัพยากร
ความรู้ เงินทุน กาลังคน ฯลฯ ไม่สามารถทางานให้บรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์ได้ด้วยตนเองโดย
ปราศจากภาคเี ครือข่าย จาเป็นต้องพ่งึ พาซ่ึงกันและกันระหว่างสมาชิกในภาคีเครอื ข่าย การทาให้หุ้นส่วน
ของภาคีเครือข่ายยึดโยงกนั อย่างเหนียวแนน่ จาเป็นต้องทาใหห้ ุ้นส่วนแตล่ ะคนรูส้ ึกว่าหากหุ้นส่วนคนใดคน
หน่งึ ออกไป จะทาให้ภาคีเครือข่ายล้มได้ การดารงอยู่ของหนุ้ ส่วนแตล่ ะคนจึงเปน็ สง่ิ จาเป็นสาหรบั การดารง
อยู่ของภาคีเครือข่าย การเกื้อหนุนพึ่งพากันในลักษณะนี้จะส่งผลให้สมาชิกมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันโดย
อัตโนมตั ิ
7) มีปฏิสัมพันธ์ในเชิงแลกเปล่ียน (interaction) สมาชิกในภาคีเครือข่ายต้องทา
กิจกรรมร่วมกัน เพื่อก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เช่น มีการติดต่อกันผ่านทางการเขียน การ
พบปะพูดคุย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซ่ึงกันและกัน หรือมีกิจกรรมประชุมสัมมนาร่วมกัน โดยท่ีผล
ของการปฏิสัมพันธ์น้ีต้องก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาคีเครือข่ายตามมาด้วย ลักษณะของปฏิสัมพันธ์
ระหว่างสมาชิก ควรมีลักษณะเป็นการแลกเปลย่ี นกัน (reciprocal exchange) มากกวา่ การท่ีจะเป็นผู้ให้
หรอื เปน็ ผู้รับฝา่ ยเดียว (unilateral exchange) ยิ่งถา้ หากสมาชิกมีปฏิสัมพันธ์กันมากเท่าใดก็จะเกิดความ
ผูกพันระหว่างกันมากขึ้นเท่านั้น ทาให้การเชื่อมโยงแน่นแฟ้นมากขึ้น มีการเรียนรู้ระหว่างกันมากขึ้น
สรา้ งความเข้มแขง็ ให้กบั ภาคเี ครอื ข่าย
องคป์ ระกอบขา้ งตน้ ไมเ่ พยี งแต่จะเปน็ ประโยชน์ในการนาไปจาแนกระหว่างภาคีเครือข่ายแทก้ ับ
ภาคีเครือข่ายเทียมเท่าน้ัน แต่ยังแสดงให้เห็นถึงปัจจัยท่ีจะส่งผลต่อการสร้างความเข้มแข็งของภาคี
เครอื ขา่ ยดว้ ย
3. สถานะส่วนบุคคลของภาคเี ครือข่าย
นอกจากองค์ประกอบท่ีเป็นการดาเนินงานระหว่างภาคีเครือข่ายแล้ว สถานะส่วน
บคุ คลของภาคีเครือข่ายยังมีความสาคัญตอ่ การดาเนินงานงานของภาคีเครอื ขา่ ยดว้ ย ดังนี้
3.1 ผ้จู ัดการภาคีเครือข่าย มีหน้าท่ีในการดแู ลรกั ษาภาคเี ครือขา่ ย ดงั ตอ่ ไปน้ี
33
1) ช่วยสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นสมาชิกรวมตัวกันทางาน โดยมีกิจกรรมเป็นสื่อ เช่น
การประชุมประจาปี การจัดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล การแก้ปัญหาร่วมกัน การวางแผนและดาเนินการจัด
กจิ กรรมใหม่
2) สมาชิกแกนนาต้องเปิดโอกาสให้มีการสื่อสารระหว่างกัน ส่งข่าวผ่านจดหมาย ข่าว
ของภาคีเครือข่าย มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เก็บรวมรวมข้อมูลและตั้งเป็นศูนย์ข้อมูลของภาคี
เครอื ข่ายเพื่อให้สมาชกิ เข้าถึง
3) สร้างความรักความผูกพันและความไว้เน้ือเชื่อใจระหว่างคนในกลุ่มสมาชิก เริ่มจัด
กิจกรรมง่ายๆ ที่มีโอกาสประสบความสาเรจ็ ร่วมกันก่อน มีกจิ กรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรใน
กลุ่มสมาชิกเป็นประจา จัดเวทีให้มีการพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเม่ือเกิดปัญหาขัดแย้งระหว่างกลุ่ม
สมาชกิ จดั กิจกรรมสง่ ต่องานที่เกี่ยวขอ้ ง
4) จัดให้มีกระบวนการตัดสินใจโดยให้สมาชิกทุกกลุ่มมีส่วนร่วม พยายามสร้าง
สภาพแวดลอ้ มใหม้ ีการเสนอความคดิ เห็นอย่างเป็นอสิ ระ ไมร่ วบอานาจ ควรแบ่งกันเป็นผูน้ าตามความถนัด
ทาการรวบรวมข้อมูลจากสมาชิกทุกกลุ่มก่อนการตัดสินใจเพ่ือทาให้เกิดการยอมรับและเต็มใจท่ีจะนาผล
การตัดสนิ ใจของภาคเี ครือข่ายไปปฏิบตั ิ
5) วางแผนในการประสานงานระหว่างสมาชิก และเช่ือมต่อกับภาคีเครือข่ายอ่ืนๆ
จดั ระบบการประสานงานให้คล่องตัวและทวั่ ถึง การประสานงานถอื เปน็ หน้าท่ีหลักของสมาชิกแกนนา เป็น
เครอ่ื งมือทใี่ ชใ้ นการสนบั สนนุ ทุกระดับให้สาเรจ็ ลุล่วงด้วยดี
3.2 กลุม่ สมาชิกแกนนา
การพัฒนาสมาชิกแกนนาที่มีประสิทธิภาพ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่กลุ่มสมาชิกภาคี
เครือข่ายอ่ืนๆ เป็นท่ยี อมรบั และเช่อื ถือจากคนภายนอก เปน็ สิง่ จูงใจท่ีทาให้คนภายนอกอยากเข้ามามีสว่ น
รว่ มในกิจกรรมของภาคีเครือขา่ ยมากข้ึน สมาชิกแกนนาจะต้องมีการพัฒนากลุ่มเพ่ือให้มีความเข้มแข็ง มี
วุฒิภาวะสูง มีความเป็นทีม ประสิทธิภาพสูง มีการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มสูง มีการสื่อสารทั่วถึงและ
โปร่งใส มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสมาชิก ใช้กระบวนการการตัดสินใจแบบให้ทุกคนมีส่วนร่วม เคารพ
ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มีการประสานงานระหว่างสมาชิกให้ครบถ้วนและเป็นเอกภาพ ประสานงาน
กับองคก์ รภายนอกภาคีเครอื ข่ายได้เปน็ อย่างดี
4. ลักษณะการกอ่ เกดิ ของภาคเี ครอื ขา่ ย
ในแตล่ ะภาคีเครือข่ายต่างมีจุดเรมิ่ ต้น หรือถูกสร้างมาด้วยวิธีการต่างๆ กัน โดยการสร้าง
ภาคีเครอื ขา่ ย หมายถึง การทาให้มีการติดตอ่ สนบั สนุนให้มีการแลกเปล่ียนขอ้ มลู ข่าวสารและร่วมมือกัน
ด้วยความสมัครใจ การสรา้ งภาคีเครือข่ายควรสนับสนุนและอานวยความสะดวกให้สมาชกิ ในภาคีเครือข่าย
มคี วามสัมพันธก์ นั ฉันทเ์ พ่ือน ท่ีตา่ งก็มีความเป็นอิสระมากกว่าสร้างการคบคา้ สมาคมแบบพ่ึงพิง นอกจากนี้
การสร้างภาคีเครือข่ายต้องไม่ใช่การสร้างระบบติดต่อด้วยการเผยแพร่ข่าวสารแบบทางเดียว เช่น การส่ง
34
จดหมายข่าวไปให้สมาชกิ ตามรายช่ือ แต่จะต้องมีการแลกเปลีย่ นข้อมูลข่าวสารระหวา่ งกันดว้ ย ดงั น้ันชนิด
ของภาคเี ครอื ขา่ ยจงึ มี 3 ลักษณะ (Loei. 2561: ออนไลน์) คอื
4.1 ภาคเี ครือขา่ ยทเ่ี กิดโดยธรรมชาติ
ภาคเี ครอื ข่ายชนิดนม้ี ักเกิดจากการทีผ่ ู้คนมีใจตรงกนั ทางานคล้ายคลึงกันหรอื ประสบ
กับสภาพปัญหาเดียวกันมาก่อน เข้ามารวมตัวกันเพื่อแลกเปล่ียนความคิดและประสบการณ์ ร่วมกัน
แสวงหาทางเลอื กใหม่ที่ดกี ว่า การดารงอยู่ของกลุ่มสมาชกิ ในภาคีเครือขา่ ยเป็นแรงกระตนุ้ ท่ีเกิดขึ้นภายใน
ตัวสมาชิกเอง (ฉันทะ) ภาคีเครือข่ายเช่นนี้มักเกิดขึ้นในพื้นท่ี อาศัยความเป็นเครือญาติ เป็นคนในชุมชน
หรือมาจากภูมิลาเนาเดียวกันที่มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่คล้ายคลึงกัน มาอยรู่ วมกันเป็นกลุ่มโดยจัดต้ังเป็น
ชมรมที่มีกิจกรรมร่วมกันก่อน เม่ือมีสมาชิกเพ่ิมข้ึนจึงขยายพื้นที่ดาเนินการออกไป หรือมีการขยาย
เป้าหมาย/วัตถุประสงค์ ของกลุ่มมากขึ้น ในท่ีสุดก็พัฒนาขึ้นเป็นภาคีเครือข่ายเพื่อให้ครอบคลุมต่อความ
ตอ้ งการของสมาชกิ ไดก้ วา้ งขวางขนึ้ ภาคีเครือข่ายประเภทน้ี มักจะใชเ้ วลากอ่ รา่ งสร้างตัวท่ยี าวนาน แต่เมื่อ
เกิดขนึ้ แล้วมักจะเข้มแขง็ ยง่ั ยนื และมแี นวโนม้ ที่จะขยายตัวเพิ่มขนึ้
4.2 ภาคีเครือขา่ ยจัดตง้ั
ภาคีเครือข่ายจัดต้ังมักจะมีความเกี่ยวพันกับนโยบายหรือการดาเนินงานของภาครัฐ
เป็นส่วนใหญ่ การจัดตั้งอยู่ในกรอบความคดิ เดมิ ที่ใช้กลไกของรัฐผลักดันให้เกิดงานท่ีเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
และส่วนมากภาคีหรือสมาชิกท่ีเข้าร่วมภาคีเครือข่ายมักจะไม่ได้มีพ้ืนฐาน ความต้องการ ความคิด ความ
เข้าใจ หรอื มุมมองในการจัดตั้งภาคีเครือข่ายที่ตรงกันมาก่อนท่ีจะเข้ามารวมตัวกัน เป็นการทางานเฉพาะ
กจิ ชั่วคราวท่ีไมม่ ีความต่อเนื่อง และมักจะจางหายไปในที่สุด เวน้ แตว่ ่าภาคเี ครือข่ายจะได้รบั การชแี้ นะที่ดี
ดาเนินงานเป็นข้ันตอนจนสามารถสร้างความเข้าใจทถี่ กู ต้อง เกิดเป็นความผูกพันระหว่างสมาชิกจนนาไปสู่
การพัฒนาเป็นภาคีเครือข่ายท่ีแท้จริง อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลุ่มสมาชิกจะยังคงรักษาสถานภาพของภาคี
เครือขา่ ยไวไ้ ด้ แตม่ แี นวโน้มที่จะลดขนาดของภาคีเครอื ขา่ ยลงเม่อื เปรยี บเทยี บระยะก่อตั้ง
4.3 ภาคเี ครือข่ายวิวัฒนาการ
เป็นการถือกาเนิดโดยไมไ่ ดเ้ ป็นไปตามธรรมชาติตงั้ แต่แรก และไมไ่ ด้เกิดจากการจัดต้ัง
โดยตรงแต่มีกระบวนการพัฒนาผสมผสานอยู่ โดยเร่ิมที่กลุ่มบุคคล/องค์กรมารวมกันด้วยวัตถุประสงค์
กว้างๆ ในการสนับสนุนกันและเรียนรู้ไปด้วยกัน โดยยังไม่ได้สร้างเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์เฉพาะที่
ชัดเจนนัก หรืออีกลักษณะหนึ่งคือถูกจดุ ประกายความคิดจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการไดร้ ับฟัง หรือการ
ไปได้เห็นการดาเนินงานของภาคีเครือข่ายอ่ืนๆมา แล้วเกิดความคิดท่ีจะรวมตัวกัน สร้างพันธะสัญญาเป็น
ภาคเี ครือขา่ ยช่วยเหลือและพัฒนาตนเอง ภาคีเครือขา่ ยท่ีวา่ น้แี ม้จะไมไ่ ด้เกดิ จากแรงกระตุ้นภายในโดยตรง
ต้ังแต่แรก แต่ถ้าสมาชิกมีความตั้งใจจริงท่ีเกิดจากจิตสานึกที่ดี เมื่อได้รับการกระตุ้นและสนับสนุน ก็จะ
สามารถพัฒนาต่อไปจนกลายเป็นภาคีเครือข่ายท่ีเข้มแข็งทานองเดียวกันกับภาคีเครือข่ายท่ีเกิดข้ึ นโดย
ธรรมชาติ ภาคีเครือข่ายในลักษณะนี้พบเหน็ อยมู่ ากมาย เชน่ ภาคเี ครอื ข่ายผู้สูงอายุ ภาคีเครอื ข่ายโรงเรยี น
สร้างเสริมสขุ ภาพ เป็นต้น
35
5. โครงสร้างภาคีเครอื ขา่ ย
ในชุมชนการจัดโครงสร้างภาคีเครือข่าย มีส่วนสาคัญต่อการจัดวางตาแหน่งหน้าท่ี ความ
รับผิดชอบงานบคุ คลและกลุ่มในแต่ละชมุ ชนเป็นอย่างมาก ซึ่งการจดั โครงสรา้ งภาคีเครือข่ายมีหลากหลาย
รูปแบบ แตผ่ ู้ศึกษาขอเสนอ 2 รปู แบบ (กองสุขศกึ ษา. 2556) ดงั น้ี
5.1 รูปแบบตามแนวดิ่ง เป็นโครงสร้างภาคีเครือข่ายตามอานาจหน้าที่มีการจัดลาดับ ขั้น
ลดหล่ันกันลงไปตามโครงสร้างบังคับบัญชาแบบลาดับช้ัน โดยมีแกนนาซ่ึงเป็นผู้นาภาคีเครือข่ายและผู้มี
อานาจในการสั่งการ หรือระดมมวลชนสมาชิกในภาคีเครือข่ายให้มาร่วมดาเนินกิจกรรมต่างๆ ของภาคี
เครอื ข่าย โดยสมาชิกมหี นา้ ท่ีรับการถา่ ยทอดคาสง่ั เท่านัน้ การสร้างภาคีเครอื ขา่ ยและการมสี ว่ นร่วม ในการ
ปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรมสขุ ภาพของชุมชน
5.2 รูปแบบตามแนวราบ เป็นโครงสร้างภาคีเครือข่ายท่ีเน้นในการประสานงาน/การ
มอบหมายงาน และความร่วมมือในแนวราบเป็นหลัก อาศยั ความสัมพันธร์ ะหว่างแกนนาที่เปน็ จุดเช่ือมต่อ
(Node) ของแต่ละภาคีเครือข่าย ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นลักษณะกลไกบริหาร ภาคีเครือข่ายของกลุ่ม/ภาคี
เครอื ข่ายประชาคม โครงสรา้ งภาคเี ครอื ข่ายข่ายแบบน้ี จงึ ใหค้ วามสาคัญกบั แกนนาหรือผนู้ าภาคเี ครือข่าย
ซึ่งภาวะผู้นาของภาคีเครอื ข่าย มีความสาคัญมากในการผลักดันไปสู่ความสาเร็จของผลงาน ทั้งนี้การใช้
ภาวะผนู้ าในการขบั เคลือ่ นเป็นการอาศัยทุนทางสังคมท่ีมีอยู่เดิม ในรูปของความสัมพันธเ์ ชิงเครือญาติและ
ความสัมพนั ธฉ์ ันทม์ ติ รในการประสานงานและขอความรว่ มมอื ในการดาเนนิ งาน
ส่วนใหญ่ภาคีเครือข่ายในชุมชน มักจะเป็นภาคีเครือข่ายตามแนวราบ ซึ่งนอกจากการให้
ความสาคญั กับภาวะผู้นาของแกนนากลุ่ม และความสัมพันธ์ระหว่างแกนนาของกลุ่มภาคีเครือข่ายต่างๆ
แลว้ ยังให้ความสาคัญกบั การมีส่วนรว่ มของชมุ ชนหรอื ประชาคมอยา่ งมาก
6. การดาเนนิ งานรว่ มภาคีเครอื ขา่ ย
การทางานร่วมกับหน่วยงานหรือองค์กรอ่ืนในลักษณะของภาคีเครือข่าย ย่อมข้ึนอยู่กับ
ระดับของความร่วมมอื โดยมกี ารดาเนินงานร่วมกนั (จีรวทิ ย์ มน่ั คงวัฒนะ. 2561: ออนไลน์) ดงั น้ี
6.1 การประสานงาน (Coordination) หมายถึง เป็นวิธีที่คนจานวนมากมาร่วมกันทางาน
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามท่ีตกลงกัน โดยกาหนดกิจกรรมต่างๆ ออกเป็นหมวดหมู่เพ่ือมอบหมายให้
ผู้รับผิดชอบปฏิบัติด้วยความสามัคคี สมานฉันท์ และมีประสิทธิภาพท่ีสุด หรืออาจกล่าวได้ว่า การ
ประสานงาน หมายถึง การจัดระเบียบวธิ ีการทางาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ร่วมมือปฏิบัติงานเป็น น้า
หนึ่งใจเดียวกัน เพ่อื ให้งานหรือกิจกรรมดาเนินไปอย่างราบรน่ื สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และนโยบายของ
องคก์ รนัน้ อยา่ งสมานฉันท์
6.2 ความร่วมมอื (Cooperatoin) หมายถงึ ความเตม็ ใจของแต่ละคนในการช่วยเหลือซง่ึ กัน
และกัน เพื่อไปสู่เป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง ตามเป้าหมายขององคก์ ารหรอื หน่วยงานความร่วมมือ จะเป็น
การท่ีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็น “เจ้าของหรือเจ้าภาพ” งานหรือกิจกรรมน้ันๆ แล้วขอให้ฝ่ายอ่ืนเข้ามาร่วม มี
ลกั ษณะเกดิ ขึ้นเป็นคร้ังๆไป ไม่มุ่งความต่อเน่อื งและการแลกเปลี่ยนเรยี นรรู้ ะหวา่ งผเู้ ข้าร่วมกิจกรรม แตม่ ุ่ง
36
จะให้กิจกรรมนั้นๆ แล้วเสร็จตามความต้องการของฝ่ายเจ้าของงาน ความร่วมมือเป็นการช่วยเหลือด้วย
ความสมัครใจ แมจ้ ะไมม่ ีหน้าท่ีโดยตรง อาจจะทาเรือ่ งเดียวกันในเวลาเดียวกันหรือต่างเวลากไ็ ด้ แม้กระทั่ง
อาจใหค้ วามรว่ มมือทาบางเร่ืองบางเวลา
6.3 การทางานร่วมกัน (Collaboration) หมายถึง การที่บุคคล ต้ังแต่ 2 คนขึ้นไป หรือ
องคก์ รตงั้ แต่ 2 องคก์ รข้ึนไป มาทางานร่วมกัน มีการช่วยเหลือซง่ึ กันและกันในกลุ่ม และรบั รู้ว่าตนเป็นส่วน
หน่ึงของกลุ่มตามโครงสรา้ งท่ีมีอยู่ในองค์กร รวมท้ังเข้าใจวัตถุประสงค์ของการทางานรว่ มกัน เพื่อให้บรรลุ
จดุ มุ่งหมายเดยี วกันอย่างมีประสิทธิภาพ และผูป้ ฏิบตั ิงาน ต่างก็เกดิ ความพอใจในการทางานน้ัน
6.4 การมีส่วนร่วม (Participation) หมายถึง การที่สมาชิกทุกคนของหน่วยงานน้ันหรือ
องค์กร ร่วมกันดาเนินการอย่างใดอย่างหน่ึง โดยมีลักษณะของกระบวนการ (Process) อันมีข้ันตอนที่มุ่ง
หมายจะให้เกิดการเรียนรู้ (Learning) อย่างต่อเน่ือง มีพลวัต (Dynamic) กล่าวคือ มีการเคล่ือนไหว
เปล่ียนแปลงอย่างต่อเน่ืองสม่าเสมอ มีการแก้ปัญหา การร่วมกันกาหนดแผนงานใหม่ๆ เพ่ือการสร้าง
ความย่งั ยนื ในความสมั พนั ธข์ องทกุ ฝ่ายทเี่ ข้ารว่ มดาเนินการ
ยง่ิ ไปกวา่ นั้นการมีส่วนรว่ มกอ่ ให้เกดิ ผลดตี ่อการขับเคลื่อนองค์กรหรือภาคีเครือขา่ ย ผ้ทู ี่เขา้ มามี
สว่ นร่วมยอ่ มเกิดความภาคภมู ิใจทไ่ี ด้เปน็ ส่วนหน่ึงของการบรหิ าร และที่สาคัญผู้ทมี่ ีสว่ นร่วมจะมคี วามรูส้ ึก
วา่ เป็นเจ้าของ ความรู้สึกเป็นเจา้ ของจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนภาคีเครือข่ายที่ดีท่ีสุด ซึง่ เมื่อมีการสร้าง
พันธสัญญาเป็นภาคีเครือข่ายช่วยเหลือและพัฒนาตนเอง ภาคีเครือข่ายท่ีว่านี้แม้จะไม่ได้เกิดจากแรง
กระตุ้นภายในโดยตรงต้งั แต่แรก แตถ่ า้ สมาชิกมีความตั้งใจจริงท่ีเกดิ จากจติ สานกึ ท่ีดี เมื่อไดร้ ับการกระตุ้น
และสนับสนุน ก็จะสามารถพัฒนาต่อไปจนกลายเป็นภาคีเครือข่ายท่ีเข้มแข็ง ดังน้ันในการดาเนินงาน
ร่วมกันเพ่อื ใหเ้ กดิ การพฒั นาภาคเี ครอื ข่ายตอ้ งดาเนนิ การ ดังน้ี
1) สมาชิกที่เข้าร่วม ต้องเข้าใจเป้าหมายในการรวมตัวกันว่าจะก่อให้เกิดความสาเร็จใน
ภาพรวม
2) สร้างการยอมรับในความแตกต่างระหว่างสมาชิก ยอมรับในรูปแบบและวัฒนธรรม
องค์กรของสมาชกิ
3) มีกิจกรรมสม่าเสมอและมากพอท่ีจะทาให้สมาชิกได้ทางานร่วมกัน เป็นกิจกรรมที่ต้อง
แน่ใจว่าทาได้ และกระจายงานได้ทั่วถึง ควรเลือกกิจกรรมที่ง่ายและมีแนวโน้มประสบผลสาเร็จ อย่าทา
กิจกรรมที่ยากโดยเฉพาะครั้งแรกๆ เพราะถ้าทาไม่สาเร็จอาจทาให้ภาคีเครือข่ายท่ีเร่ิมก่อตัวเกิดการแตก
สลายได้
4) จดั ใหม้ ีและกระตนุ้ ให้มกี ารสอ่ื สารระหวา่ งกันอย่างทว่ั ถึง และสม่าเสมอ
5) สนบั สนุนสมาชิกทุกกลุ่ม และทกุ ด้านทต่ี ้องการความช่วยเหลือ เน้นการช่วยเหลือกลุ่ม
สมาชิกที่ยงั อ่อนแอใหส้ ามารถชว่ ยตนเองได้
6) สร้างความสัมพันธข์ องบุคลากรในภาคีเครอื ขา่ ย
37
7) สนับสนุนให้สมาชิกได้พัฒนางานอย่างเต็มกาลังตามศักยภาพและความชานาญท่ีมีอยู่
โดยรว่ มกันตงั้ เป้าหมายในการพัฒนางานให้กบั สมาชิกแต่ละกล่มุ ส่งผลใหส้ มาชกิ แต่ละกลมุ่ มคี วามสามารถ
พิเศษเฉพาะดา้ น เปน็ พื้นฐานในการสร้างความหลากหลายและเขม้ แข็งให้กับภาคีเครือข่าย
8) สรา้ งความสัมพันธ์ท่ีแน่นแฟน้ ระหว่างบุคลากรทุกระดับของสมาชิกในภาคีเครือข่ายใน
ลกั ษณะความสมั พันธฉ์ นั ท์เพอ่ื น
9) จัดกจิ กรรมให้สมาชกิ ใหม่ของภาคีเครือข่าย เพื่อเชื่อมต่อคนรุ่นเกา่ กับคนรุน่ ใหม่ในการ
สบื ทอดความเปน็ ภาคเี ครอื ขา่ ยตอ่ ไป
10) จัดให้มีเวทีระหว่างคนทางานเพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาในการทางานด้านต่างๆ อย่าง
สมา่ เสมอ รวมทัง้ การใหก้ าลังใจซ่งึ กนั และกนั
11) จัดให้มีช่องทางการทางานร่วมกัน การส่ือสารที่ง่ายต่อการเข้าถึงที่ทันสมัยและเป็น
ปัจจุบัน เช่น สรา้ งระบบการสง่ ต่องาน และสรา้ งเว็บไซต์เพอ่ื เช่อื มโยงภาคีเครอื ขา่ ยเขา้ ด้วยกัน
7. การรักษาภาคเี ครือข่าย
ตราบใดท่ีภารกจิ ภาคีเครือข่ายยังไมส่ าเรจ็ ย่อมมคี วามจาเป็นท่ีจะต้องรกั ษาภาคีเครือข่าย
ไว้ ประคับประคองให้ภาคีเครือข่ายสามารถดาเนินการต่อไปได้ และบางกรณีหลังจากภาคีเครือข่ายได้
บรรลุผลสาเร็จตามเป้าหมายแล้ว ก็จาเป็นต้องรักษาความสาเร็จของภาคีเครือข่ายไว้ หลักการรักษา
ความสาเร็จของภาคีเครอื ข่าย (Loei. 2561: ออนไลน)์ มีดงั น้ี
1) การจัดกิจกรรมรว่ มทด่ี าเนินการอยา่ งตอ่ เน่อื ง
ภาคีเครือข่ายหยุดชะงักหรือถดถอยหากไมม่ ีกิจกรรมใดๆ ที่สมาชิกของภาคีเครือข่าย
สามารถกระทาร่วมกัน ท้ังนี้เน่ืองจากเมื่อไม่มีกิจกรรมก็ไม่มีกลไกท่ีจะดึงสมาชิกเข้าหากัน สมาชิกของ
ภาคีเครือข่ายก็จะไม่มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กัน เมื่อการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกลดลงก็จะส่งผลให้ภาคี
เครือข่ายเริ่มอ่อนแอ สมาชิกจะเร่ิมสงสัยในการคงอยู่ของภาคีเครือข่าย บางคนอาจพาลคิดไปว่าภาคี
เครือข่ายลม้ เลิกไปแลว้
ความยง่ั ยืนของภาคีเครือขา่ ยจะเกิดข้ึน ก็ต่อเม่ือได้มีการจัดกจิ กรรมที่ดาเนินการอย่าง
ต่อเนื่องจนกระท่ังกิจกรรมดังกล่าวกลายเป็นแบบแผน (pattern) ของการกระทาท่ีสมาชิกของภาคี
เครือข่ายยอมรับโดยท่ัวกัน ด้วยเหตุน้ี การท่ีจะรักษาภาคีเครือข่ายไว้ได้ต้องมีการกาหนดโครงสร้างและ
ตารางกิจกรรมไว้ให้ชัดเจน ทั้งในแง่ของเวลา ความถ่ี และต้องเป็นกิจกรรมท่ีน่าสนใจเพียงพอที่จะดึงดูด
สมาชิกให้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ไม่จาเป็นต้องเป็นกิจกรรมเดียวที่ใช้สาหรับสมาชิกทุกคน ในสารวจดู
ความต้องการเฉพาะของสมาชิกในระดับย่อยลงไปในแต่ละคนและแต่ละกลุ่ม กล่าวคือควรจะมีกิจกรรม
ย่อยที่หลากหลายเพียงพอท่ีจะตอบสนองความสนใจของสมาชิกกลุ่มย่อยในภาคีเครือข่ายด้วย โดยท่ี
กิจกรรมเหลา่ น้ีกย็ ังต้องอยูใ่ นทิศทางที่จะทาให้บรรลุเป้าหมายของภาคีเครือข่าย กิจกรรมเหล่าน้ีอาจจะจัด
ในรูปแบบทีเ่ ป็นทางการ เช่น การวางแผนงานร่วมกนั การพบปะเพ่อื ประเมินผลร่วมกันประจาทุกเดอื น
ฯลฯ หรือจัดในรูปแบบท่ีไม่เป็นทางการ เช่น จัดกีฬาสันทนาการระหว่างสมาชิก จัดงานประเพณีท้องถ่ิน
38
รว่ มกัน เป็นต้น หากในกรณีที่ภาคีเครือข่ายครอบคลุมพ้ืนที่ท่ีกวา้ งขวางมาก กิจกรรมไม่ควรรวมศูนย์อยู่
เฉพาะสว่ นกลาง ควรกระจายจุดพบปะสงั สรรค์หมุนเวียนกนั ไปเพ่ือให้สมาชกิ เขา้ รว่ มได้โดยสะดวก
2) การรักษาสัมพันธภาพทีด่ ีระหวา่ งสมาชกิ ภาคเี ครือขา่ ย
สัมพันธภาพที่ดีเป็นองค์ประกอบสาคัญยิ่งในการรักษาภาคีเครือข่ายให้ยั่งยืนต่อไป
ความสมั พันธ์ทีด่ ีเปน็ เสมือนน้ามนั ที่คอยหลอ่ ลืน่ การทางานร่วมกันให้ดาเนินไปอย่างราบรนื่ เมอ่ื ใดที่สมาชิก
ของภาคีเครือข่ายเกิดความรสู้ ึกบาดหมางไม่เขา้ ใจกัน หรือเกดิ ความขดั แย้งระหว่างกันโดยหาข้อตกลงไมไ่ ด้
สัมพันธภาพระหว่างสมาชิกก็จะเริ่มแตกร้าว ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขอย่างทันท่วงที ก็จะนาไปสู่ความเสื่อม
ถอยและความสิ้นสุดลงของภาคีเครือข่ายได้ ดังน้ัน ควรมีการจัดกิจกรรมท่ีมีจุดประสงค์เพ่ือกระชับ
ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกโดยเฉพาะ และควรจัดอยา่ งสมา่ เสมอไมใ่ ช่จดั ในชว่ งท่มี ีปัญหาเกิดข้ึนเทา่ น้นั
นอกจากน้ีสมาชิกของภาคีเครือข่ายต้องพึงตระหนักถึงความสาคัญของการรักษา
สัมพันธภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงความขดั แย้งหรือความไม่เข้าใจกันที่อาจเกิดขน้ึ สมาชกิ ควรแสดงความเปน็ มิตร
ตอ่ กัน เม่อื เกิดความขัดแย้งต้องรบี แกไ้ ขและดาเนินการไกลเ่ กลี่ยให้เกดิ ความเข้าใจกันใหม่ นอกจากน้คี วรมี
มาตรการป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่างกัน เช่น ในการจัดโครงสร้างองค์กรควรแบ่ง
อานาจหนา้ ท่ีใหช้ ดั เจน และไมซ่ ้าซอ้ น การกาหนดเปา้ หมายการทางานทีส่ มาชิกยอมรับร่วมกัน การจัดสรร
ทรัพยากรอย่างเพยี งพอ การกาหนดผู้นาทีเ่ หมาะสม การกาหนดกตกิ าอันเป็นทย่ี อมรับรว่ มกนั เป็นตน้
3) การกาหนดกลไกสรา้ งระบบจงู ใจ
สมาชิกจะยังเข้าร่วมกิจกรรมของภาคีเครือข่าย ตราบเท่าท่ียังมีส่ิงจูงใจเพียงพอที่จะ
ดึงดูดให้เข้าไปมีส่วนรว่ ม ดังนน้ั จึงจาเป็นต้องกาหนดกลไกบางประการทจ่ี ะชว่ ยจูงใจใหส้ มาชิกเกดิ ความ
สนใจอยากเข้ามีส่วนร่วม ซ่ึงตามทฤษฎีแรงจูงใจแล้ว ปัจเจกต่างก็มีสิ่งจูงใจที่ต่างกัน ดังนั้นควรทาการ
วิเคราะห์เพื่อบ่งชี้ถึงแรงจูงใจที่แตกต่างหลากหลายในแต่ละบุคคล แล้วทาการจัดกลุ่มของสิ่งจูงใจที่
ใกล้เคียงกนั ออกเป็นกลุ่มๆ อาทิ คา่ ตอบแทน เกียรติยศช่ือเสียง การยอมรับ ฯลฯ อันนาไปส่มู าตรการ
ในการสร้างแรงจงู ใจสาหรับบคุ คลในแต่ละกลุ่ม ไดอ้ ยา่ งเฉพาะเจาะจง
ถ้าจาเป็นจะต้องให้ค่าตอบแทนเพ่ือเป็นสิ่งจูงใจ ควรเป็นการแลกเปลี่ยนกับผลงาน
มากกว่าการใหผ้ ลตอบแทนในลกั ษณะเหมาจ่าย กลา่ วคือ ผู้ทีร่ ับค่าตอบแทนต้องสร้างผลงานเพ่อื เป็นการ
แลกเปลี่ยน โดยผลงานที่ได้ต้องสนบั สนุนและสอดคลอ้ งกับวัตถุประสงค์ของการพัฒนาภาคเี ครอื ข่าย และ
ควรมีการทาสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน เพ่ือสรา้ งทักษะผูกพันระหว่างผู้รับทุนและผใู้ ช้ทุน การ
ให้ค่าตอบแทนก็ไม่ควรให้ทั้งหมดในงวดเดียว ท้ังนี้เพ่ือให้มีการปรับลดค่าตอบแทนได้หากผู้รับทุนไม่
ดาเนินการตามสญั ญา
ในกรณีท่ตี ้องการใหเ้ กียรตยิ ศและชอ่ื เสียงเป็นสิ่งจูงใจ โดยเฉพาะในงานพัฒนาสงั คมที่
มักไม่มีค่าตอบแทนการดาเนินงาน จาเป็นต้องหาส่ิงจูงใจอ่ืนมาชดเชยส่ิงตอบแทนที่เป็นเงิน ตามทฤษฎี
ของ Maslow ความต้องการการยกย่องจากผู้อื่น (esteem needs) ท่ีอยู่ในรูปของอานาจเกียรติยศ
ชอ่ื เสียง หรอื สถานะทางสงั คม ซึ่งเป็นสิ่งทนี่ ามาใช้จงู ใจได้ อาจทาเปน็ ในรูป “สญั ลักษณ์” บางอย่างทส่ี ่ือ
ถึงการได้รับเกียรติยศ การยกย่องและมีคุณค่าทางสังคม เช่น การประกาศเกียรติยศ เข็มเชิดชูเกียรติ โล่
39
เกียรติยศ เป็นต้น โดยสัญลักษณ์เหล่าน้ีต้องมีคุณค่าเพียงพอให้บุคคลปรารถนาอยากท่ีจะได้ และควรมี
เกียรติยศหลายระดบั ท่ีจูงใจสมาชิกภาคีเครอื ข่ายให้ร่วมมือลงแรงเพอื่ ไต่เตา้ ไปสู่ระดับท่ีสูงขน้ึ ต่อไป ซ่ึงจะ
ช่วยใหเ้ กดิ ความตอ่ เนอื่ ง และควรมกี ารประชาสมั พันธเ์ ผยแพรร่ ายชื่อคนกล่มุ นอี้ ย่างกว้างขวาง
4) การจัดหาทรัพยากรสนับสนนุ อยา่ งเพยี งพอ
หลายภาคเี ครือขา่ ยต้องหยุดดาเนินการไป เนอ่ื งจากขาดแคลนทรัพยากรสนบั สนุนการ
ดาเนินงานที่เพียงพอ ทั้งด้านวัสดุอุปกรณ์ เคร่ืองมือเครื่องใช้ และบุคลากร ท่ีสาคัญคือเงินทุนในการ
ดาเนนิ งานซงึ่ เปรียบเสมือนเลอื ดท่ีไหลเวียนหลอ่ เลี้ยงภาคีเครือข่ายใหส้ ามารถดาเนนิ การต่อไปได้ เม่อื ขาด
เงนิ ทุนเพียงพอท่จี ะจุนเจอื ภาคเี ครือข่ายอาจต้องปิดตัวลงในท่ีสุด หากได้รบั การสนับสนุนจะต้องมีระบบ
ตรวจสอบการใชจ้ ่ายอย่างรัดกุม และมีการรายงานผลเป็นระยะ หากการดาเนินงานไม่คืบหนา้ อาจให้ระงับ
ทนุ ได้
5) การใหค้ วามชว่ ยเหลือและช่วยแก้ไขปัญหา
ภาคีเครือข่ายอาจเกิดปัญหาระหว่างการดาเนินงานได้ โดยเฉพาะอย่างย่ิงภาคี
เครือข่ายท่ีเพ่ิงเริ่มดาเนินการใหม่ๆ การมีท่ีปรึกษาท่ีดีคอยให้คาแนะนาและคอยช่วยเหลือจะช่วยให้ภาคี
เครือขา่ ยสามารถดาเนินการต่อไปได้ และช่วยหนนุ เสริมให้ครือข่ายเกิดความเข้มแข็งยิง่ ขึ้น ควรมที ี่ปรึกษา
เพื่อทาหน้าที่ช่วยเหลือ ให้คาแนะนา เป็นแหล่งข้อมูลให้ศึกษาค้นคว้า และช่วยอบรมภาวะการเป็นผู้นา
ใหก้ บั สมาชกิ ภาคีเครอื ข่าย
6) การสร้างผู้นารนุ่ ใหมอ่ ยา่ งต่อเนอ่ื ง
องค์กรหรือภาคีเครือข่ายที่เคยประสบความสาเร็จกลับต้องประสบกับความล้มเหลว
อย่างรุนแรงเม่ือเวลาผ่านไป เพราะไม่ได้สร้างคนให้ข้ึนมารองรับต่อจากคนรุ่นก่อน เพ่ือการสานต่อ
ภาระกิจของภาคีเครือข่าย จึงจาเปน็ ต้องสร้างผนู้ ารุ่นใหม่อย่างต่อเน่ือง ภาคีเครือขา่ ยต้องคัดเลือกคนท่ีมี
คณุ สมบตั ิเหมาะสม ท้ังด้านความรู้ความสามารถ การมีประสบการณ์ร่วมกบั ภาคเี ครือข่ายและที่สาคญั คือ
เป็นท่ียอมรับนับถือและสามารถเป็นศูนยร์ วมใจของคนในภาคีเครือข่ายได้ ดาเนินการให้คนเหลา่ น้เี ขา้ รว่ ม
กิจกรรมเพื่อเพิ่มประสบการณ์ในการทาหน้าทเ่ี ป็นสมาชิกแกนหลกั เพอื่ สบื สานหนา้ ท่ีต่อไปเม่อื สมาชกิ แกน
หลักตอ้ งหมดวาระไป
จากการศึกษาและทบทวนวรรณกรรมที่เก่ียวข้อง เพ่ือใช้เป็นข้อสนเทศในการศึกษาเร่ืองแนว
ทางการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ผู้ศึกษาได้นาแนวคิดท่ีจะพัฒนาคุณภาพชีวิต
ผู้สงู อายุอาเภอบ้านไผ่ จังหวดั ขอนแกน่ โดยต้องอาศัยความร่วมมอื ของภาคีเครือข่ายในการดาเนินกิจกรรม
หรือโครงการท่ีเกี่ยวข้องโดยใช้แนวคิด/ทฤษฎีของโคเฮน และอัพฮอฟ (Cohen and Uphoff) ที่เป็น
แนวคิดพ้ืนฐานการมีส่วนร่วม (Cohen, and N.T., Uphoff. 1980) ซึ่งประกอบไปด้วยกรอบแนวคิด
พ้นื ฐานในการมีสว่ นรว่ ม 4 ด้าน คอื
40
1) ดา้ นการมีส่วนร่วมในการตัดสนิ ใจ (Decision making)
2) ด้านการมสี ว่ นร่วมในการดาเนนิ งาน (Implementation)
3) ด้านการมสี ่วนร่วมในการประเมนิ ผล (Evaluation)
4) ดา้ นการมีสว่ นรว่ มในการรบั ผลประโยชน์ (Benefits)
ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยอาเภอบ้านไผ่
ขอ้ มลู เบอ้ื งตน้ เก่ียวกับอาเภอบ้านไผ่
บ้านไผ่ เปน็ อาเภอหนึ่งของจงั หวดั ขอนแก่น โดยถือเป็นอาเภอขนาดใหญ่ทีม่ ีถนนมิตรภาพและ
ทางรถไฟสายตะวนั ออกเฉยี งเหนอื พาดผา่ น ในอนาคตจะเป็นอาเภอชมุ ทางซงึ่ มีทางรถไฟสายใหม่ ผ่าน
ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือตอนกลาง และไปส้ินสุดจังหวัดนครพนม
แผนภาพที่ 1 แผนทแี่ สดงเขตแต่ละตาบลในอาเภอบา้ นไผ่