The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กลุ่ม 2 ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้ารับบริการในคลินิกเลิกบุหรี่ของ รพ.พระนั่งเกล้า...

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by medsiam2021, 2023-08-24 03:59:58

กลุ่ม 2 ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้ารับบริการในคลินิกเลิกบุหรี่ของ รพ.พระนั่งเกล้า...

กลุ่ม 2 ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้ารับบริการในคลินิกเลิกบุหรี่ของ รพ.พระนั่งเกล้า...

รายงานการวิจัย รายวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ชุมชน ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้ารับบริการในคลินิกเลิกบุหรี่ของโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี Factors Which Affect Entry into The Smoking Cessation Clinical of Pranangklao Hospital, Nonthaburi โดย นางสาวณัฐรดี อาจรักษา รหัสนักศึกษา 5806300044 นางสาวพิชยา เสือสกุล รหัสนักศึกษา 5806300047 นางสาวชนิสรา ศิริใจชิงกล รหัสนักศึกษา 5906300028ุ เสนอ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์เฉลิม วราวิทย์ แพทย์หญิงสิริรัตน์ ลิมกุล นายแพทย์วิทยา ศิริชีพชัยยันต์ อาจารย์ยุพา สุทธิมนัส ปี การศึกษา 2564 ศูนย์แพทยศาสตร์ชั้นคลินิก โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้ารับบริการในคลินิกเลิกบุหรี่ของโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี Factors Which Affect Entry into The Smoking Cessation Clinical of Pranangklao Hospital, Nonthaburi โดย นางสาวณัฐรดี อาจรักษา รหัสนักศึกษา 5806300044 นางสาวพิชยา เสือสกุล รหัสนักศึกษา 5806300047 นางสาวชนิสรา ศิริใจชิงกล รหัสนักศึกษา 5906300028ุ ปี การศึกษา 2564 ศูนย์แพทยศาสตร์ชั้นคลินิก โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ก หัวข้อวิจัย ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้ารับบริการในคลินิกเลิกบุหรี่ของโรงพยาบาลพระนัง่ เกล้า จังหวัดนนทบุรี ผ้ด าเนินการวิจัยู นางสาวณัฐรดี อาจรักษา รหัสนักศึกษา 5806300044 นางสาวพิชยา เสือสกุล รหัสนักศึกษา 5806300047 นางสาวชนิสรา ศิริใจชิงกุล รหัสนักศึกษา 5906300028 หน่วยงาน คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสยาม ปี พ.ศ. 2564 บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเข้ารับบริการในคลินิกเลิกบุหรี่ของ โรงพยาบาลพระนังเกล้า จังหวัดนนทบุรี ่ โดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะได้ทราบถึงปัจจัยที่มีผลต่อการเข้า รับบริการที่คลินิกเลิกบุหรี่ และน าข้อมูลที่ได้มาใช้ในการปรับปรุง ส่งเสริมและป้องกันการสูบบุหรี่ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้สูบบุหรี่ที่เข้ารับบริการ ครอบครัว และชุมชนจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น งานวิจัยนี้เป็ นการศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา โดยมีเครื่องมือในงานวิจัยคือแบบสอบถาม ที่ปรับปรุงให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการศึกษาซึ่งสร้างขึ้นจากการทบทวนเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีกลุ่มตัวอย่างเป็ นผู้ที่สูบบุหรี่และเข้ารับบริการที่คลินิกเลิกบุหรี่โรงพยาบาล พระนังเกล้าในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. ่ 2563ถึง ธันวาคม พ.ศ.2563 จ านวน 135 คน จากนั้นน า ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่เข้ารับบริการในคลินิกเลิกบุหรี่มีดังนี้ส่วนใหญ่เป็ น เพศชาย สถานภาพสมรส อยู่ในช่วงอายุ 41-50 ปี นับถือศาสนาพุทธ มีระดับการศึกษาชั้น ประถมศึกษา มีอาชีพรับจ้างทัวไป และ ่มีโรคประจ าตัว เหตุผลของการเข้ารับบริการที่คลินิกเลิก บุหรี่ในครั้งนี้ เนื่องจากกลัวการเจ็บป่ วยหรือสมรรถภาพร่างกายเสื่อมถอย ทัศนคติของการบ าบัด เลิกบุหรี่ คือมีความเต็มใจที่จะเข้ารับการบ าบัด และส่วนมากมีคะแนนความตั้งใจในการเลิกสูบ บุหรี่10 คะแนน (1-10 คะแนน) แรงจูงใจในการเลิกสูบบุหรี่เกิดจากการกลัวปัญหาสุขภาพใน อนาคต และจากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ ของกลุ่มตัวอย่าง พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลไม่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ค ำส ำคัญ : เลิกบุหรี่, คลินิกเลิกบุหรี่ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ข Research Title Factors which affect entry into the Smoking Cessation Clinic of Pranangklao Hospital, Nonthaburi Researcher 1.NATRADEE ARTRAKSA 2.PITCHAYA SEOSAKUL 3.CHANISARA SIRIJAICHINGKUL Organization Faculty of medicine, Siam University Year 2021 ABSTRACT This research is to study factors that affect entry into the Smoking Cessation Clinic of Pranangklao Hospital, Nonthaburi. This study aimed to assess the factors which affect people who are in the Smoking Cessation Clinic in order to utilize as strategic planning to support control and prevent the smoking problem for the individuals' families and communities will have better health.The research methodology is a retrospective descriptive study design using the questionnaire that had been modified and reviewed corresponding to the study's objective to gather data from 135 smokers who are into the Smoking Cessation Clinic of Pranangklao Hospital, Nonthaburi between August of 2020 and December of 2020. The collected data were analyzed for statistical data. These results suggest that personal factors for smoking cessation clinics are as follows most of them are male, being married, ages 41 to 50, primary education, a general employment job and gotunderlying diseases. The attending to smoking cessation clinic is motivated by concern for a fear of developing a disease or impaired physical performance. The attitude of attending smoking cessation therapy is having strong willpower to quit scored 10 points (1-10 points) and The motivation for smoking cessation is a fear of future illness. From a study was found that the relationship between personal factors and smoking cessation intentions isnot statistically significant at the 0.05 level. Keywords : Smoking Cessation, Smoking Cessation Clini ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ค กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยนี้ส าเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างดียิงของอาจารย์ที่ปรึก ่ ษาโครงการวิจัยและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน โดยเฉพาะหน่วยงานคลินิกเลิกบุหรี่ของโรงพยาบาลพระนังเกล้า จังหวัดนนทบุรี ่ รวมทั้งผู้ป่ วยทุกท่านที่เข้าร่วมวิจัยในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณทุกท่าน ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือเพื่อให้การวิจัยส าเร็จไปได้ด้วยดี ผู้จัดท าโครงการวิจัยรู้สึกขอบพระคุณในความกรุณาของทุกท่านเป็ นอย่างสูง จึงขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ นางสาวณัฐรดี อาจรักษา นางสาวพิชยา เสือสกุล นางสาวชนิสรา ศิริใจชิงกุล 2564 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ช สารบัญภาพ ซ บทที่ 1 บทน า 1 ความเป็ นมาและความส าคัญของปัญหา 1 ค าถามงานวิจัย 3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 สมมติฐานการวิจัย 3 ขอบเขตการวิจัย 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4 บทที่ 2 เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5 ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ 5 ทฤษฎีที่รองรับหรือเกี่ยวข้องกับการวิจัย 13 ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ 14 กรอบแนวคิดการวิจัย 18 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ฉ หน้า บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย 19 รูปแบบการวิจัย 19 ขั้นตอนการวิจัย 19 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 19 เครื่องมือในการวิจัย 20 การเก็บรวบรวมข้อมูล 21 การวิเคราะห์ข้อมูล 21 บทที่ 4 ผลการวิจัย 22 ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล 22 เหตุผลของการมาคลินิกในครั้งนี้ 25 ทัศนคติของการบ าบัดเลิกบุหรี่ 26 ความตั้งใจในการเลิกสูบบุรี่ 26 แรงจูงใจในการเลิกสูบบุหรี่ 27 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ 28 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 33 สรุปผลการวิจัย 33 อภิปรายผล 33 ข้อเสนอแนะ 34 บรรณานุกรม 36 บรรณานุกรมภาษาไทย 36 บรรณานุกรมภาษาต่างประเทศ 37 ภาคผนวก ภาคผนวก ก รายนามผู้ทรงคุณวุฒิ 40 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 43 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ฉ ประวัติผ้วิจัยู 48 ศู นย์แพทยศาสตรช์ ัน้ คลิ นิ ก โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสยาม


ช สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 4.1 4.2 จ านวน และร้อยละข้อมูลส่วนบุคคล จ านวน และร้อยละเหตุผลของการมาคลินิกในครั้งนี้ 22 25 4.3 4.4 4.5 จ านวน และร้อยละทัศนคติของการบ าบัดเลิกบุหรี่ จ านวน และร้อยละความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ จ านวน และร้อยละแรงจูงใจในการเลิกสูบบุหรี่ของกลุ่ม 26 26 27 4.6 ค่าสถิติทดสอบ Fisher’s Exact test ระหว่างเพศกับความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ 28 4.7 ค่าสถิติทดสอบ Chi square testระหว่างสถานภาพการสมรสกับความตั้งใจเลิกสูบ บุหรี่ 29 4.8 ค่าสถิติทดสอบ Fisher’s Exact test ระหว่างอายุกับความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ 29 4.9 4.10 4.11 4.12 4.13 ค่าสถิติทดสอบ Fisher’s Exact test ระหว่างศาสนากับความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ ค่าสถิติทดสอบ Fisher’s Exact test ระหว่างระดับการศึกษากับความตั้งใจเลิกสูบ บุหรี่ ค่าสถิติทดสอบ Fisher’s Exact test ระหว่างระดับอาชีพกับความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ ค่าสถิติทดสอบ Fisher’s Exact test ระหว่างรายได้กับความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ ค่าสถิติทดสอบ Fisher’s Exact test ระหว่างการมีโรคกับความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ 30 31 31 32 32 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ซ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 2.1 แนวคิดทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior : TPB) ของ Ajzen 13 2.2 กรอบแนวคิดการวิจัย 18 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


1 บทที่ 1 บทน า 1. ความเป็ นมาและความส าคัญของปัญหา บุหรี่เป็ นสาเหตุส าคัญของการเสียชีวิตและทุพพลภาพ ข้อมูลปัจจุบันพบว่าทัวโลกมีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ประมาณ 5 ล้านคน และอีกมากกว่า 6 ่ แสนคน เสียชีวิตเพราะได้รับควันบุหรี่มือสอง โดยผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง (WHO, 2014) การสูบบุหรี่เป็ นสาเหตุส าคัญที่ท าให้ระบบการท างานต่าง ๆ ภายในร่างกายเสื่อมโทรม และเกิดโรคที่คุกคามชีวิตอย่างน้อย 25 โรค ทั้งโรคระบบไหลเวียนโลหิต โรคระบบหัวใจ และหลอดเลือดในสมอง โรคระบบทางเดินหายใจที่ส าคัญ ได้แก่ การเกิดภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคถุงลมโป่ งพอง การอักเสบของเนื้อเยื่อภายในปอด และโรคระบบประสาท ซึ่งโรคเหล่านี้สามารถป้องกัน หรือลดความรุนแรงลงได้ด้วยการเลิกสูบบุหรี่ (สหดล ปุญญถาวร, 2550) นอกจากบุหรี่จะมีผลต่อสุขภาพของตัวผู้สูบบุหรี่โดยตรงแล้ว ควันบุหรี่ยังส่งผลกระทบต่อผู้ใกล้ชิดที่ต้องสูดดมควันบุหรี่ด้วย ข้อมูลการส ารวจของส านักงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ. 2557 พบว่า ประชากรไทยอายุ 15 ปี ขึ้นไปบริโภคยาสูบ 11.4 ล้านคน (ร้อยละ 20.7) โดยเป็ นผู้สูบบุหรี่เป็ นประจ า10 ล้านคน (ร้อยละ 18.2) และ เป็ นผู้สูบบุหรี่นาน ๆ ครั้ง 1.4 ล้านคน (ร้อยละ 2.5) อัตราการสูบบุหรี่ตามกลุ่มวัย พบว่า กลุ่มวัยท างาน อายุ 25-59 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่สูงสุด (ร้อยละ 23.5) รองลงมาคือกลุ่มผู้สูงอายุ อายุ 60 ปี ขึ้นไป (ร้อยละ 16.6) และ กลุ่มเยาวชน อายุ 15-24 ปี (ร้อยละ 14.7) อัตราการสูบบุหรี่ของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 18.4 เท่า (ร้อยละ 40.5 และ 2.2 ตามล าดับ) อัตราการสูบบุหรี่ของพื้นที่นอกเขตเทศบาลมีอัตราการสูบบุหรี่สูงกว่าในเขตเทศบาล 1.3 เท่า (ร้อยละ 23.0 และ 18.0 ตามล าดับ) อัตราการสูบบุหรี่ของประชากรอายุตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไป ในภาพรวมพบว่าในช่วงปี 2547–2552 อัตราการสูบบุหรี่มีแนวโน้มลดลง (ร้อยละ 23.0 และ 20.7 ตามล าดับ) ปี 2554 อัตราการสูบเพิ่มขึ้นอีกเป็ นร้อยละ 21.4 และในปี 2556 ลดลงเหลือร้อยละ 19.9 ผลส ารวจของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ครั้งล่าสุดในปี 2557 มีอัตราการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น เป็ นร้อยละ 20.7 เมื่อเปรียบเทียบอัตราการสูบบุหรี่ปี 2557 กับปี 2556 พบว่าทั้งเพศชายและหญิง มีอัตราการสูบบุหรี่เพิ่มสูงขึ้น ผู้ชายเพิ่มจากร้อยละ 39.0 เป็ น 40.5 ผู้หญิงเพิ่มเพียงเล็กน้อยจาก ร้อยละ 2.1 เป็ น 2.2 และได้ท าการส ารวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับโรคและภัยสุขภาพ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


2 เรื่องบุหรี่ในชาวไทยอายุ 15 ปี ขึ้นไป จ านวน 3,200 ราย ในพื้นที่ทุกภาคของประเทศ รวม 27 จังหวัด จากผลการส ารวจข้อมูลพบว่า 1. กลุ่มตัวอย่างเพศชายสูบบุหรี่มากกว่าเพศหญิง 2. กลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 31-45 ปี สูบบุหรี่มากกว่ากลุ่มอายุอื่น ๆ 3. สาเหตุส่วนใหญ่ที่สูบบุหรี่ คือ อยากลอง ร้อยละ 50.3 รองลงมา คือ คลายเครียด ร้อยละ 43.8 และเพื่อนชวน ร้อยละ 31.0 ตามล าดับ 4. ถ้ามีมาตรการขึ้นราคาบุหรี่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่ซื้อสูบ ร้อยละ 44.2 รองลงมา คือ จะซื้อสูบ ร้อยละ 43.3 และเลิกสูบบุหรี่ ร้อยละ 7.2 และ 5. กลุ่มตัวอย่างทราบหรือไม่ว่า การเลิกบุหรี่ต้องท าอย่างไร กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ทราบว่าการเลิกบุหรี่ต้องท าอย่างไร ร้อยละ 56.0 แต่ก็ไม่สามารถเลิกได้ เนื่องมาจากไม่มีแรงจูงใจในการเลิกบุหรี่มากพอ หรือสูบบุหรี่มานานแล้วจนไม่สามารถเลิกได้ 6. ถ้ามีการขึ้นภาษีบุหรี่ เพื่อลดนักสูบหน้าใหม่ท่านเห็นด้วยหรือไม่ กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ เห็นด้วย ร้อยละ 52.8 รองลงมาไม่เห็นด้วย ร้อยละ 30.9 และไม่แน่ใจ ร้อยละ16.3 กล่าวโดยสรุปจากสถานการณ์การสูบบุหรี่ของคนไทยยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีผู้สูบบุหรี่เพศชายมากกว่าเพศหญิง 20 เท่า มีนักสูบหน้าใหม่เกิดขึ้นราว 2-3 แสนคนต่อปี ซึ่งการสูบบุหรี่เป็ นสาเหตุส าคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าประชากรที่สูบบุหรี่อยู่ในปัจจุบัน จะเสียชีวิตประมาณ 450 ล้านคนใน 50 ปี ข้างหน้า ซึ่งการลดจ านวนผู้สูบบุหรี่ในปัจจุบันได้ 50% จะลดการเสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ลดการเสียชีวิต ก่อนวัยอันควรได้20-30 ล้านคน ใน 25 ปี ข้างหน้า ในปัจจุบันมีความพยายามด าเนินการ จากหน่วยงาน/ภาคี/เครือข่ายที่มีหน้าที่ควบคุมยาสูบทุกภาคส่วนได้ให้ความส าคัญการลดการเข้าถึง ยาสูบเน้นกลุ่มเยาวชน (นักสูบหน้าใหม่) การให้สิทธิการเข้าถึงบริการ การเลิกบุหรี่ การลดควันบุหรี่มือสอง การปฏิรูปกฎหมาย ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ในระดับภูมิภาคได้พัฒนาศักยภาพ สนับสนุนให้มีจุดจัดการในระดับจังหวัด มีทีมกระบวนการเรียนรู้ เพื่อจัดการปัญหาและรับผิดชอบงานควบคุมยาสูบในระดับพื้นที่ที่จริงจังและยังยืน ่ ซึ่งทางโรงพยาบาลพระนังเกล้า จังหวัดนนทบุรี นั ่ ้นก็ได้มีคลินิกเลิกบุหรี่ และมีแนวโน้มผู้เข้ารับบริการที่คลินิกเลิกบุหรี่ที่เพิ่มมากขึ้น โดยในปี พ.ศ. 2560 มีผู้เข้ารับบริการจ านวน 164 คน, พ.ศ. 2561 จ านวน 169 คน และพ.ศ. 2562 จ านวน 285 คน เฉลี่ย 3 ปี คิดเป็ นจ านวน 206 คน ท าให้ผู้ศึกษามีความสนใจที่จะท าการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเข้ารับบริการในคลินิกเลิกบุหรี่ของ โรงพยาบาลพระนังเกล้า จังหวัดนนทบุรี ่ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


3 ทั้งนี้เพื่อน าผลการศึกษามาใช้ประโยชน์ในการด าเนินการปรับปรุงส่งเสริม และป้องกันไม่ให้เกิดนักสูบหน้าใหม่ และใช้เป็ นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการเลิกสูบบุหรี่ที่ไม่ประสบผลส าเร็จอีกด้วย 2. ค าถามงานวิจัย ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อการเข้ารับบริการที่คลินิกเลิกบุหรี่ของโรงพยาบาลพระนังเกล้าจังหวั ่ ดนนทบุรี 3. วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเข้ารับบริการที่คลินิกเลิกบุหรี่ของโรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ จังหวัดนนทบุรี 4. สมมติฐานการวิจัย ขอบเขตการวิจัย ปัจจัยส่วนบุคคลที่คาดว่ามีผลต่อการเลิกสูบบุหรี่ ได้แก่ ระดับการศึกษา และโรคประจ าตัว เหตุผลของการมาคลินิกเลิกบุหรี่ในครั้งนี้ คาดว่ามาจากบุคคลในครอบครัวและผู้เป็ นที่รัก รองลงมาเป็ นเพื่อตนเอง และสมรรถภาพร่างกายเสื่อมถอย ทัศนคติต่อการบ าบัดเลิกบุหรี่ คาดว่ามาจากแรงจูงใจจากครอบครัวและคนใกล้ชิด ความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ คาดว่าค่าเฉลี่ยคะแนนประมาณ 6-7 คะแนน และแรงจูงใจที่ท าให้อยากเลิกสูบบุหรี่ คาดว่าเกิดจากคนในครอบครัวและคนใกล้ชิด รองลงมาเป็ นสถานะทางการเงิน 5. ขอบเขตการวิจัย 5.1 ประชากร คือ ผู้สูบบุหรี่ทุกคนที่เข้ารับบริการที่คลินิกเลิกบุหรี่โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ จังหวัดนนทบุรี ปี พ.ศ. 2560 จ านวน 164 คน, พ.ศ. 2561 จ านวน 169 คน และ พ.ศ. 2562 จ านวน 285 คน เฉลี่ย 3 ปี คิดเป็ นจ านวน 206 คน 5.2 เนื้อหาของการวิจัย เป็ นการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเข้ารับบริการในคลินิกเลิกบุหรี่ของโรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ จังหวัดนนทบุรี 5.3 ตัวแปรต้น คือ ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเข้ารับบริการในคลินิกเลิกบุหรี่ 5.4 ตัวแปรตาม คือ การเข้ารับบริการที่คลินิกเลิกบุหรี่ระยะเวลาของการวิจัย เดือนมกราคม-มีนาคม พ.ศ. 2564 6. นิยามศัพท์เฉพาะ 6.1 ปัจจัยส่วนบุคคล หมายถึง เหตุอันเป็ นทางให้เกิดผลหรือหนทางของแต่ละบุคคล 6.2 เหตุผล หมายถึง ข้ออ้างอิงประกอบการกระท า, ข้อพิสูจน์ให้เห็นจริง, เหตุ และผล ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


4 6.3 ทัศนคติ หมายถึง ความรู้สึกภายในที่พร้อมจะแสดงพฤติกรรมในลักษณะของการยอมรับว่าการสูบบุหรี่เป็ นสิ่งที่ไม่ดี 6.4 ความตั้งใจเลิกบุหรี่ หมายถึง การก าหนดจุดมุ่งหมายที่จะกระท าพฤติกรรม โดยวัดจากปัจจัย 2 ประการ คือ การวัดทัศนคติต่อพฤติกรรม (Attitude toward the Behavior) และการวัดความคิดเห็นที่เป็ นบรรทัดฐานของสังคม (Subjective Norms) ซึ่งทัศนคติต่อพฤติกรรมเป็ นความรู้สึกต่อพฤติกรรมที่จะกระท าเมื่อได้ตัดสินว่าการสูบบุหรี่เป็ นสิ่ง ที่ดีหรือไม่ดี โดยวัดจากความเชื่อเกี่ยวกับผลการกระท าที่เกิดขึ้นแล้ว (Behavior Beliefs) และ การประเมินผลจากความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ (Evaluation of Outcomes) 6.5 แรงจูงใจ หมายถึง แรงผลักดันจากภายในที่ท าให้เกิดพฤติกรรมตอบสนองและมีเป้าหมายเพื่อเลิกสูบบุหรี่ แรงจูงใจของมนุษย์จ าแนกเป็ น 2 ประเภท ได้แก่ แรงจูงใจทางกาย ที่ท าให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมสนองความต้องการ เช่น สุขภาพ ความเจ็บป่ วย ความหิว กระหาย และแรงจูงใจทางจิตซึ่งเกี่ยวข้องกับความต้องการทางสังคม เช่น ค าชม การยอมรับของสังคม การได้รับความช่วยเหลือ การสนับสนุน และการมีพวกพ้อง เป็ นต้น 6.6 ผู้เข้ารับบริการ หมายถึง ผู้สูบบุหรี่และต้องการจะเลิกบุหรี่ที่เข้ารับบริการในคลินิกเลิกบุหรี่ โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ จังหวัดนนทบุรี 6.7 บุหรี่ หมายถึง บุหรี่ก้นกรองหรือบุหรี่มวนเอง หรือยาเส้น หรือใบจาก หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดมีควันอื่น ๆ เช่น ซิการ์, ไปป์ , บารากู่ 7. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 7.1 ได้ทราบถึงปัจจัยที่มีผลต่อการเข้ารับบริการที่คลินิกเลิกบุหรี่ของโรงพยาบาลพระนังเกล้ ่า จังหวัดนนทบุรี 7.2 ผู้สูบบุหรี่ที่เข้ารับบริการ, ครอบครัว และชุมชนจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น 7.3 น าข้อมูลที่ได้มาใช้ในการปรับปรุง ส่งเสริมและป้องกันไม่ให้เกิดผู้สูบบุหรี่รายใหม่ และใช้เป็ นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการเลิกสูบบุหรี่ที่ไม่ประสบผลส าเร็จ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


5 บทที่ 2 เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการเข้ารับบริการในคลินิกเลิกบุหรี่ ของโรงพยาบาลพระนังเกล้า จังหวัดนนทบุรี ่ คณะผู้วิจัยได้ค้นคว้าเอกสารทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อใช้เป็ นแนวทางในการก าหนดกรอบ ความคิดและประเด็นในการศึกษาให้ได้ครอบคลุมเนื้อหาตามวัตถุประสงค์ โดยแบ่งออกเป็ น 4 ส่วน ดังต่อไปนี้ 1. ความร้เกี่ยวกับบู ุหรี่ 1.1 บุหรี่และสารประกอบในบุหรี่ จากข้อมูลของศูนย์อาชญากรรมและยุติธรรมศึกษาประเทศสหราชอาณาจักร ได้ประเมินและจัดอันดับสารเสพติดชนิดต่าง ๆ 20 ชนิด ในสามลักษณะ คือ อันตรายต่อร่างกาย ความรุนแรงของการเสพติด และผลกระทบของการใช้สารนั้นต่อสังคม ในภาพรวมผลการวิเคราะห์พบว่า บุหรี่จึงเป็ นสารเสพติดที่ร้ายแรงติดอันดับ 1 ใน 10 ที่ร้ายแรงที่สุด และสารนิโคตินเป็ นสารที่มีฤทธิ์ เสพติดมากกว่ายาเสพติดชนิดอื่น สารประกอบในบุหรี่ ในบุหรี่ 1 มวน เมื่อเกิดการเผาไหม้จะท าให้เกิดสารเคมีมากกว่า 4,000 ชนิด สารหลายร้อยชนิดมีผลต่อการท างานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย และมีมากกกว่า 60 ชนิด ที่เป็ นสารก่อมะเร็ง นิโคติน (Nicotine) เป็ นสารที่มีลักษณะคล้ายน ้ามัน ไม่มีสี เป็ นสารที่ท าให้เกิดการเสพติด และท าให้เกิดโรคหัวใจ นิโคตินเป็ นสารพิษที่พบตามธรรมชาติในใบยาสูบเท่านั้น สามารถออกฤทธิ์ โดยตรงที่สมอง ท าให้ผู้สูบมีความรู้สึกเป็ นสุข สบายใจ ติดบุหรี่และเลิกได้ยาก สารนี้ในระยะแรกมีฤทธิ์ กระตุ้นสมอง และระบบประสาทส่วนกลาง แต่ในระยะต่อมาจะมีฤทธิ์ กดระบบประสาท นิโคตินท าให้ความดันเลือดสูงขึ้น จากการที่ท าให้เส้นเลือดหดตัว และกระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วขึ้น โดยอาจจะเพิ่มขึ้นถึง 33 ครั้งต่อนาที ในผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ นิโคตินจะท าให้คลื่นไส้เวียนศีรษะ และแม้แต่ในผู้ที่ติดบุหรี่แล้ว หากสูบบุหรี่มากเกินไปก็จะท าให้อาการคลื่นไส้เช่นกัน ในผู้ใหญ่หากได้รับนิโคติน 60 มิลลิกรัมในครั้งเดียว จะเสียชีวิตได้ทันทีจากการที่กล้ามเนื้อหายใจเป็ นอัมพาต นิโคตินที่ผสมในยาฆ่าแมลงตายเพราะเป็ นอัมพาตและหยุดหายใจ สารพิษอื่น ๆ ที่ส าคัญในควันบุหรี่ 1.1.1 ทาร์ (Tar) มีลักษณะคล้ายน ้ามันดิน เกิดจากการเผาไหม้ของใบยาสูบ กระดาษมวนและสารประกอบอื่น ๆ ในบุหรี่ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


6 ทาร์มีสีน ้าตาลประกอบด้วยสารที่เป็ นอันตรายหลายชนิดผสมรวมกัน เช่น เบนโซพัยรีน (Benzopyrine) ซึ่งเป็ นสารก่อมะเร็ง ทาร์จะจับอยู่ที่ปอด และเมื่อทาร์รวมตัวกับฝุ่ นต่าง ๆ ที่หายใจเข้าไปก็จะขังอยู่ในถุงลมปอด ท าให้เกิดการระคายเคืองทางเดินหายใจ ไอเรื้อรังและมีเสมหะ ซึ่งจะเป็ นสาเหตุของการเกิดหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง รวมทั้งโรคมะเร็งปอด 1.1.2 คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) ซึ่งเป็ นก๊าซชนิดเดียวกับที่พ่นออกจากท่อไอเสียรถยนต์ เกิดจากการเผาไหม้อย่างไม่สมบูรณ์ของใบยาสูบ ก๊าซนี้จะขัดขวางการล าเลียงออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง โดยจะแย่งจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้ดีกว่าออกซิเจนถึง 200 เท่า ดังนั้นร่างกายของผู้สูบบุหรี่จึงได้รับออกซิเจนต ่ากว่าปกติ ท าให้หัวใจต้องท างานหนักเพิ่มขึ้น เพื่อให้เลือดน าออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เพียงพอและถ้าได้รับก๊าซนี้จ านวนมาก จะท าให้เกิดอาการมึนงง คลื่นไส้ เหนื่อยง่าย 1.1.3 ไฮโดรเจนไซยาไนด์ (Hydrogen Cyanide) เป็ นก๊าซที่ท าลายเยื่อบุหลอดลมส่วนต้น ซึ่งบริเวณนี้จะท าหน้าที่คอยดักสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ไม่ให้เข้าสู่ทางเดินหายใจ ซึ่งผลของการได้รับก๊าซชนิดนี้จะท าให้ผู้สูบบุหรี่เกิดอาการไอ มีเสมหะและหลอดลมอักเสบเรื้อรัง 1.1.4 ไนโตรเจนไดออกไซด์ (Nitrogen Dioxide) เป็ นสาเหตุของโรคถุงลมปอดโป่ งพอง เพราะไปท าลายเยื่อบุหลอดลมส่วนปลายและถุงลม ท าให้ผนังถุงลมโป่ งพอง และถุงลมลดจ านวนลง ส่งผลต่อการท างานของปอดและการแลกเปลี่ยนก๊าซ 1.1.5 แอมโมเนีย (Ammonia) มีฤทธิ์ ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ท าให้แสบตา แสบจมูก หลอดลมอักเสบ ใช้ในขบวนการผลิตเพื่อให้นิโคตินถูกดูดซึมผ่านปอดเร็วขึ้น 1.1.6 ไซยาไนด์ (Cyanide) ซึ่งปกติใช้เป็ นยาเบื่อหนู ก็พบในบุหรี่ด้วยเช่นกัน 1.1.7 ฟอร์มาล์ดีไฮด์ (Formaldehyde) เป็ นสารที่ใช้ดองศพมีการน ามาใช้ในขบวนการผลิตบุหรี่ 1.1.8 สารอนุมูลอิสระ (Free Radical) กระบวนการเผาไหม้ของใบยาสูบท าให้เกิดสารพวกอนุมูลอิสระจ านวนมาก ซึ่งสามารถเหนี่ยวน าให้เกิดกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


7 การกระตุ้นเม็ดเลือดขาวบางชนิด และการเปลี่ยนแปลงของไขมันบางชนิดไปเป็ นไขมันที่อันตรายต่อผนังหลอดเลือดแดง ท าให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว (Atherosclerosis) 1.1.9 สารปรุงแต่งกลิ่นรสจ านวนมากซึ่งยังไม่ทราบผลกระทบต่อร่างกาย 1.2 กลไกการเสพติดบุหรี่ นิโคตินออกฤทธิ์ โดยการกระตุ้น Nicotinic subtype ของ Acetylcholine receptors กลไกที่ท าให้เกิดการเสพติดเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการเสริมแรงเชิงบวก (positive reinforcing) ที่เกิดจากการกระตุ้นระบบ dopamine ท าให้เกิดอารมณ์แห่งความสุข และนิโคตินยังกระตุ้นให้มีการหลัง ่ norepinephrine และ epinephrine ซึ่งท าให้ตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า มีสมาธิมากขึ้น ลดความรู้สึกซึมเศร้า ผู้เสพยังอาจรู้สึกว่าอารมณ์ดีขึ้น และท าให้ความตึงเครียด (tension) ลดลง อย่างไรก็ตามการสูบบุหรี่สามารถท าให้เกิดอาการทางกายที่ไม่พึงประสงค์บางอย่างได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน มึนงง ปวดศีรษะ หัวใจเต้นเร็ว สั่น เหงื่อออก เป็ นต้น เมื่อหยุดสูบบุหรี่ปริมาณสารสื่อประสาทเหล่านี้จะลดลง ท าให้อารมณ์แห่งความสุขของผู้สูบหายไปและเกิดอาการถอนนิโคติน ได้แก่ กระวนกระวาย หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ หิวบ่อย เป็ นต้น ดังนั้น ผู้สูบบุหรี่จึงยังคงต้องสูบบุหรี่ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อบรรเทาอาการถอนนิโคติน 1.3 ปัจจัยการติดบุหรี่ ภาวะทางจิตใจ ได้แก่ ทัศนคติความเชื่อความรู้สึกที่มีต่อการสูบบุหรี่ผู้สูบบุหรี่คิดว่าการสูบบุหรี่ท าให้ ผ่อนคลายความเครียด ลดความกระวนกระวายใจ ท าให้มีสมาธิมีชีวิตชีวา สามารถจัดการกับความรู้สึกที่ไม่ดีต่าง ๆ ได้เช่น ซึมเศร้า เบื่อหน่าย ภาวะทางสังคม หรือนิสัยความเคยชิน เกิดจากการที่ผู้สูบบุหรี่ได้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมประจ าวันกับการสูบบุหรี่ เช่น สูบบุหรี่หลังจากรับประทานอาหาร สูบบุหรี่ในวงเหล้า วงกาแฟ 1.4 พฤติกรรมการสูบบุหรี่ 1.4.1 พฤติกรรมการสูบบุหรี่ที่เป็ นนิสัยความเคยชิน ผู้สูบบุหรี่ประเภทนี้มักจะมีบุหรี่ติดปากตลอดเวลา โดยไม่รู้ตัวเสมอ และหากสังเกตจะพบว่าการสูบบุหรี่นั้นมักจะท าร่วมกับกิจกรรมบางอย่างเช่น ดื่มกาแฟ ดื่มเหล้า ดูโทรทัศน์หรือหลังรับประทานอาหาร ซึ่งมักเป็ นช่วงเวลาที่สบาย ๆ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


8 1.4.2 พฤติกรรมการสูบบุหรี่ที่ขาดไม่ได้เนื่องจากติดสารนิโคติน ผู้สูบบุหรี่ในกลุ่มนี้ถือว่าบุหรี่เป็ น สิ่งจ าเป็ นที่ขาดไม่ได้ การสูบบุหรี่จะช่วยท าให้สบายใจขึ้น ลดความรู้สึกกดดันและจะรู้สึกกระวนกระวายมากถ้าไม่ได้ สูบบุหรี่นานเกิน 1 ชัวโมงขึ ่ ้นไป 1.4.3 พฤติกรรมการสูบบุหรี่เนื่องจากความเครียด หรือความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เช่น การได้รับการ กดดัน หรือเมื่อมีปัญหาและระงับอารมณ์ไม่อยู่ โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกตื่นเต้น หวาดกลัว โศกเศร้า สนุกสนานหรือโดดเดี่ยว 1.5 โรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ โรคหัวใจ เป็นสาเหตุการเสียชีวิต อันดับหนึ่งของคนไทย โดยส่วนใหญ่เป็ นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ซึ่งการสูบบุหรี่เป็ นสาเหตุที่ส าคัญ ผู้สูบบุหรี่ มีโอกาสหัวใจวายตายในอายุ 30-40 ปี สูงกว่าผู้ไม่สูบถึง 5 เท่า สารพิษในควันบุหรี่ท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดทัวร่างกาย โดยที่ ่ หลอดเลือดค่อย ๆ ตีบลงจากการหนาตัวของผนังหลอดเลือด จนเกิดการตีบตันของเส้นเลือดเป็ นเหตุให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้น้อยลง จึงเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบหรือโรคหัวใจขาดเลือดได้ เมื่อหลอดเลือดตีบจนมีผลให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงหัวใจได้จะเกิดอาการจุกเสียดเจ็บหน้าอกโดยเ ฉพาะเวลาออกก าลังและถึงขั้นหัวใจวายได้ในที่สุด โรคถุงลมโป่ งพอง เป็ นโรคที่เนื้อปอดค่อย ๆ เสื่อมสมรรถภาพจากการได้รับควันบุหรี่ตามปกติแล้วพื้นที่ในปอดจะมีถุงลมเล็ก ๆ กระจายอยู่เต็มทัวปอดเพื่อท าหน้าที่รับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย ่ สารไนโตรเจนไดออกไซด์ในควันบุหรี่จะท าลายเนื้อเยื่อในปอดและในถุงลมให้ฉีกขาดทีละน้อย ๆ และรวมตัวกลายเป็ นถุงลมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เกิดโรคถุงลมโป่ งพองมีผลท าให้พื้นที่ผิวเนื้อเยื่อภายในปอด ซึ่งเป็ นที่รับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายมีขนาดเล็กลง จึงต้องหายใจเร็วขึ้นเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพียงพอ โรคถุงลมโป่ งพองนี้ในระยะท้าย ๆ ของโรคจะท าให้ผู้ป่ วยทรมานมากเนื่องจากเหนื่อยจนท าอะไรไม่ได้ต้องนอนอยู่กับที่และอาจต้องไ ด้รับออกซิเจนจากเครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา มะเร็งปอด มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ร้อยละ 90 ในผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ที่เป็ นมะเร็งปอดประมาณร้อยละ 30 เป็ นผลจากการที่ได้รับควันบุหรี่ที่ผู้อื่นสูบ ปอดเป็ นอวัยวะที่รับควันบุหรี่มากที่สุด ความเสี่ยงต่อพิษภัยของควันบุหรี่ขึ้นอยู่กับปริมาณบุหรี่ที่สูบและวิธีการสูดควันบุหรี่ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


9 การเกิดโรคมะเร็งปอดระยะแรกจะไม่มีอาการ เมื่อใดที่มีอาการ แสดงว่าโรคเป็ นมากแล้ว อาการที่พบคือไอเรื้อรังเสมหะมีเลือดปน น ้าหนักลด อ่อนเพลีย มีไข้เล็กน้อย เจ็บหน้าอกซึ่งเป็ นอาการร่วมของโรคต่าง ๆ ได้หลายชนิด จึงมักท า ให้ผู้ป่ วยมาหาแพทย์ช้า และการวินิจฉัยโรคล่าช้า โรคจึงลุกลามผู้สูบบุหรี่มีโอกาส ที่จะเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ได้แก่ มะเร็งช่องปาก โพรงจมูกกล่องเสียง หลอดลม ปอด หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ตับ ไตกระเพาะปัสสาวะล าไส้ใหญ่ ทวารหนัก เต้านม ปากมดลูก รังไข่ ต่อมลูกหมาก ทั้งนี้ผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ด้วยจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหารเพิ่มขึ้นอีก โรคหลอดเลือดในสมองตีบ การเสื่อมของหลอดเลือดในสมอง มีกลไกในการเกิดเหมือนกับที่เกิดกับเส้นเลือดหัวใจ และอวัยวะอื่นของร่างกาย ผู้ป่ วยอาจเป็ นอัมพาตจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง หรือมีความจ าเสื่อมลง อาการอ่อนแรงของแขนขาครึ่งซีก มักจะเกิดทันที และใช้เวลาไม่นานจนอาการคงที่ ผู้ป่ วยบางรายที่อาการอ่อนแรงเป็ นอย่างช้า ๆ ใช้เวลาเป็ นชัวโมงถึงวัน ่ เนื่องจากลิ่มเลือดในหลอดเลือดค่อย ๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น ปวดศีรษะอย่างรุนแรง มีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นอาจจะตามองไม่เห็นข้างหนึ่ง หรือกรอกตาไปข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ หรือเห็นภาพซ้อน ชาซีกใดซีกหนึ่งมึนงง ทรงตัวไม่ได้ เดินเซ พูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้ ไม่เข้าใจค าพูด บางคนพูดไม่ได้ ซึมลง จนกระทังหมดสติ่ 1.6 โรคอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ สาเหตุที่สมรรถภาพทางเพศเสื่อมเกิดจากเส้นเลือดและเส้นประสาทที่ควบคุมการแข็งตัวของอวัยว ะเพศชายเสื่อม ซึ่งควันบุหรี่มีสารที่ท าให้หลอดเลือดตีบแคบลง การท างานจึงเสื่อมลง นอกจากนี้ยังพบตัวอสุจิในผู้สูบบุหรี่มีการเคลื่อนไหวผิดปกติมากกว่าในผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ รวมทั้งจ านวนอสุจิลดลงด้วย ในขณะเดียวกันการเจ็บป่ วยอื่น ๆ ของผู้ที่สูบบุหรี่ก็ท า ให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ เพราะโรคที่เกิดล้วนเป็ นโรคเรื้อรังท าให้เหนื่อยหอบรักษาไม่หาย เช่นโรคถุงลมโป่ งพอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งของ อวัยวะต่าง ๆ ผู้ป่ วยส่วนใหญ่จะมีความกังวลกับโรคที่เป็ นและมีผู้ป่ วยหลายรายที่เกิดอาการหอบขณะมีเพศสัมพั นธ์ท าให้เกิดความกลัวไม่กล้าที่จะมีเพศสัมพันธ์อีก คลอดก่อนก าหนด แท้งง่าย และมีบุตรยาก มารดาที่สูบบุหรี่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์จากผลของควันบุหรี่ที่มีต่อรก ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


10 รวมทั้ง ยังท าให้ทารกแรกเกิดน ้าหนักตัวน้อยอัตราตายของทารกแรกเกิดสูง และภาวะเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันของทารกเกิดได้มาก การสูบบุหรี่ยังท าให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ง่าย เนื่องจากสารเคมีในควันบุหรี่กระตุ้นกระเพาะอาหารให้มีการหลังน ่ ้าย่อยออกมามากกว่าปกติ การสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับผู้ป่ วยโรคเรื้อรัง การสูบบุหรี่ท าให้เกิดการเสื่อมของหลอดเลือดทัวร่างกาย ท าให้หลอดเลือดแข็ง แล ่ะอุดตัน โอกาสของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในคนที่สูบบุหรี่จะเพิ่มขึ้นเป็ น 2 เท่า เมื่อเปรียบกับคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่ และไม่ได้ป่ วยเป็ นโรคผู้ที่ป่ วยเป็ นโรคเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูง แล้วสูบบุหรี่โอกาสจะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเพิ่มเป็ น 4 เท่า ของคนที่ไม่สูบบุหรี่ ผู้ที่เป็ นโรคความดันโลหิตสูงแล้วสูบบุหรี่ จะมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้น 2-3 เท่า จากสารพิษในบุหรี่ ผู้ป่ วยเป็ นโรคเบาหวาน การสูบบุหรี่จะเพิ่มระดับน ้าตาลในเลือด ท าให้ควบคุมเบาหวานได้ยากขึ้น เนื่องจากสารพิษต่าง ๆ ในบุหรี่จะขัดขวางการออกฤทธิ์ ของอินซูลินในร่างกายผู้ป่ วยเบาหวานเมื่อสูบบุหรี่จะท าให้ปลายปร ะสาททัวร่างกายเสื่อมเร็วขึ ่ ้น ท าให้หลอดเลือดเกิดความเสียหายท าให้การน าสารอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงปลายประสาทได้น้อยลง เกิดการอักเสบของผนังหลอดเลือด หลอดเลือดแข็งตัว เป็ นโรคเหงือกอักเสบ และฟันหลุดร่วงเร็วขึ้น ส าหรับผู้ป่ วยเป็ นโรคหัวใจ/โรคหลอดเลือด/โรคความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ จะท าให้ความดันโลหิตสูงขึ้น 5-10 มิลลิเมตรปรอท เพราะสารนิโคตินในบุหรี่จะท าให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หัวใจ ท างานหนัก ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง เลือดมีความเข้มข้น หนืดมากขึ้น เกิดการเกาะติดกันของเม็ดเลือด ยิงมีไขมันมาเกาะหลอดเลือดร่วมด้วย จะท า ให้หลอดเลือดตีบลง อุดตันกล้ามเนื ่ ้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย หรือเป็ นอัมพาต บุหรี่มือสอง นอกจากจะเกิดผลเสียต่อตัวผู้สูบบุหรี่เองแล้ว การสูบบุหรี่ ยังได้ส่งผลกระทบต่อสภาวะสุขภาพของบุคคลอื่น เมื่อสูดดมควันบุหรี่เข้าไป (Secondhand smoke) บุหรี่มือสองน าไปสู่ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็ นโรคระบบทางเดินหายใจ เสี่ยงต่อการเป็ นโรคหัวใจ ถ้าเป็ นทารกเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ และเป็ นมะเร็งปอดประมาณร้อยละ 30 เป็ นผลมาจากการหายใจเอาควันบุหรี่ที่ผู้อื่นสูบเข้าไป เนื่องจากในควันบุหรี่ ประกอบด้วยสารพิษต่าง ๆไม่ต ่ากว่า 4,000 ชนิด และเป็ นสารก่อมะเร็งไม่ต ่ากว่า 42 ชนิด ซึ่งควันบุหรี่มี 2 ชนิด คือ ควันบุหรี่ที่เกิดจากตัวบุหรี่ (Mainstream) และควันที่เกิดจากการเผาไหม้ (Side-Stream) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


11 ควันที่เกิดจากตัวบุหรี่เป็ นควันที่ผู้สูบบุหรี่สูบจากมวนบุหรี่โดยตรง ควันเหล่านี้จะกรองด้วยยาสูบในบุหรี่ชั้นหนึ่งก่อนจะถูกสูดหายใจเข้าไปในปอด ขณะที่ควันจากการเผาไหม้ที่ปลายบุหรี่และลอยไปในอากาศโดยไม่ผ่านการกรอง จะมีสารเคมีที่เป็ นพิษที่เกิดจากการเผาไหม้มากกว่าควันที่เกิดจากตัวบุหรี่โดยเฉพาะสารก่อมะเร็ง คือ สารไนโตรซามีน พบมากกว่า ถึง 50 เท่า จากการศึกษาพบ ผู้ไม่สูบบุหรี่ที่อยู่ในห้องซึ่งมีควันบุหรี่เป็ นเวลา 1 ชัวโมง ่ จะหายใจเอาสารไนโตรซามีนเข้าสู่ร่างกายด้วยปริมาณเท่ากับการสูบบุหรี่มีก้นกรองถึง 15 มวน ดังนั้นผู้ไม่สูบบุหรี่ จึงได้รับอันตรายมากกว่าโดยเฉพาะผู้ที่ต้องสัมผัสควันบุหรี่เป็ นเวลานาน ๆ พบว่าอัตราการเกิดมะเร็งปอดพบสูงมาก ในผู้ไม่สูบบุหรี่ที่อยู่ร่วมกับผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้หญิงที่ไม่สูบบุหรี่แต่สามีสูบบุหรี่จะมีโอกาสเป็ น มะเร็งปอดมากกว่าผู้หญิงที่สามีและลูกไม่สูบบุหรี่ถึง 2 เท่า นอกจากนี้ผู้หญิงเหล่านี้ยังเสี่ยงต่อ การเป็ นโรคหัวใจมากกว่าถึง 3 เท่า และเสียชีวิตเร็วกว่า 1.7 แนวทางการเลิกบุหรี่ 1.7.1 แนวทาง 5A ในการช่วยผู้สูบบุหรี่ทางคลินิก 1) Ask A1 สอบถามประวัติการเสพผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิด 2) Advice A2 แนะน าให้ผู้เสพเลิกเสพยาสูบทุกชนิดโดยเด็ดขาด 3) Assess A3 ประเมินความรุนแรงในการเสพติดและความตั้งใจในการเลิกเสพ 4) Assist A4 บ าบัดอย่างเหมาะสมเพื่อให้เลิกเสพได้ส าเร็จ 5) Arrange A5 ติดตามผลการบ าบัดของผู้เสพทุกราย (follow up) 1.7.2 การประเมินความตั้งใจใจการเลิกเสพตาม Trantheoretical (TTM) หรือ Stage of Change model 1) ไม่สนใจ (Precontemplation) ไม่สนใจจะเลิกสูบบุหรี่/ยาสูบใน 6 เดือนข้างหน้า 2) ลังเล (Contemplation) คิดจะเลิกสูบบุหรี่/ยาสูบ แต่ยังไม่มีแผนชัดเจน 3) พร้อม (Preparation) ก าลังวางแผนจะเลิกสูบบุหรี่/ยาสูบ ภายใน 1 เดือนข้างหน้าหรือ ก าลังเริ่มเข้าสู่กระบวนการเลิกบุหรี่ 4) ลงมือ (Action) เลิกสูบบุหรี่/ยาสูบ มาได้ไม่เกิน 6 เดือน 5) คงสภาพ (Maintenance) เลิกสูบบุหรี่/ยาสูบ มาแล้วนานกว่า 6 เดือน ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


12 1.7.3 แนวทางการให้ค าแนะน าการเลิกสูบบุหรี่ 1) ก าหนดวันที่หยุดบุหรี่แน่นอน (quit date) โดยควรจะก าหนดภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือน หลังจากที่ผู้ป่ วยมีความต้องการเลิกสูบ 2) ให้ผู้ป่ วยหาการสนับสนุน จากสมาชิกครอบครัว และเพื่อน 3) ให้ผู้สูบเตรียมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น เช่น ความอยากบุหรี่ อาการหงุดหงิด โดยการเตรียมกิจกรรม หรือแนวทางการแก้ปัญหาไว้ก่อน 4) ก าจัดบุหรี่ และสิ่งที่เกี่ยวข้อง เช่น ที่เขี่ยบุหรี่ ออกจากสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะถึง quit date 1.7.4 การปฏิบัติตัวในช่วงที่เลิกบุหรี่ 1) เน้นให้ผู้สูบเข้าใจว่า การเลิกอย่างเด็ดขาด มีความส าคัญมาก การสูบบุหรี่แม้แต่เพียง 1 มวน จะเป็ นจุดเริ่มของการสูบใหม่ ดังนั้น ต้องมีความเข้มแข็งตลอดเวลาที่เริ่มเลิกบุหรี่ 2) ถ้ามีประสบการณ์จากการล้มเหลว ในการพยายามเลิกมาก่อน ให้น ามาใช้ในการเตรียมตัวในครั้งนี้ 3) หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ที่ท าให้ผู้สูบนึกถึงการสูบบุหรี่ เช่น การเข้าห้องน ้า การดื่มกาแฟ หรือความเครียด การพยายามมองหาสิ่งกระตุ้น และหาทางหลีกเลี่ยง หรือแก้ไขเสียแต่เนิ่น ๆ เช่น งดกาแฟ หาหนังสืออ่านขณะเข้าห้องน ้า จะสามารถลดโอกาสการกลับมาสูบใหม่ได้ 4) เตรียมเทคนิคที่จะสามารถลดความรู้สึกอยากบุหรี่ได้ เช่น การออกก าลังกาย การอาบน ้า หรือหากิจกรรมสันทนาการอื่น ๆ ท า อย่าให้มีเวลาว่างมาก ในช่วงที่เริ่มเลิกบุหรี่ 5) งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 6) ถ้ามีบุคคลอื่นที่สูบบุหรี่ในบ้าน ควรจะแนะน าให้เลิกพร้อมกัน เนื่องจากถ้ายังมีบุคคลอื่นที่สูบบุหรี่อยู่ จะท าให้ผู้ที่พยายามเลิก มีโอกาสประสบความส าเร็จลดลง 1.7.5 การใช้ยาเพื่อช่วยในการเลิกบุหรี่ (Tobacco cessation medications) ยาที่ได้ขึ้นทะเบียนต ารับยา ในประเทศไทย แบ่งได้เป็ น 2 กลุ่ม 1) สารนิโคตินทดแทน (nicotine replacement therapy-NRT) เป็ นยาที่มีสารนิโคตินเป็ นส่วนประกอบ หลักเพื่อทดแทนสารนิโคตินที่เคยได้รับ จากผลิตภัณฑ์ยาสูบ สารนิโคตินจากยาจะช่วยลดอาการ ถอนนิโคตินลดลง ในปัจจุบัน ประเทศไทยมี NRT 2 รูปแบบ ได้แก่ แบบแผ่นติดผิวหนัง (nicotine patch) และหมากฝรั่ง (nicotine gum) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


13 2) ยากลุ่มที่ไม่มีสวนผสมของสารนิโคติน ได้แก่ bupropionSR, varenicline และ nortriptyline 2. ทฤษฎีที่รองรับหรือเกี่ยวข้องกับการวิจัย แนวคิดทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) ของ Ajzen มีการพัฒนาตั้งแต่ ปี 1985 เป็ นทฤษฎีทางจิตวิทยาสังคม (Social psychology) ที่พัฒนามาจากทฤษฎีการกระท าด้วยเหตุผล (Theory of Reasoned Action) ของ Ajzen และ Fishbein (1975) เป็ นทฤษฎีที่สามารถน ามาใช้อธิบายความตั้งใจกระท าพฤติกรรมของบุคคลได้ โดยมีความเชื่อที่ว่า การที่บุคคลจะลงมือปฏิบัติอะไรก็ตาม จะต้องมีความตั้งใจที่จะกระท าพฤติกรรมนั้นก่อน โดยความตั้งใจขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ส าคัญ 3 ประการ คือ เจตคติต่อพฤติกรรม การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงและการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ซึ่งความตั้งใจแต่ละตัวจะส่งผลต่อตัวแปรต่าง ๆ (Ajzen, 1991) ภาพที่ 2.1แนวคิดทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) ในด้านความเชื่อเกี่ยวกับพฤติกรรม ทฤษฎีนี้พบว่าถ้าบุคคลมีความเชื่อว่าการท าพฤติกรรมใดแล้วจะได้รับผลทางบวก ก็จะมีแนวโน้มที่จะมีทัศนคติที่ดีต่อพฤติกรรมนั้น ใน ทางตรงข้าม หากมีความเชื่อว่าการท าพฤติกรรมนั้นแล้วจะได้รับ ผลในทางลบ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


14 ก็จะมีแนวโน้มที่จะมีทัศนคติไม่ดีต่อพฤติกรรมนั้น (Attitude toward the behavior) และเมื่อมีทัศนคติทางบวกก็จะเกิดเจตนาหรือตั้งใจ (Intention) ที่จะแสดงพฤติกรรมนั้น ในด้านความเชื่อเกี่ยวกับกลุ่มอ้างอิง (Subjective Norm) ถ้าบุคคลได้รับรู้ว่าคนที่มีความส าคัญต่อเขาได้ท าพฤติกรรมนั้น หรือต้องการให้เขาท าพฤติรกรมนั้นก็จะมีแนวโน้มที่จะคล้อยตามและท าตามด้วย ในด้านความเชื่อเกี่ยวกับการรับรู้การควบคุมพฤติกรรม (Control beliefs) ถ้าบุคคลเชื่อว่ามีความสามารถที่จะกระท าพฤติกรรมในสภาพการณ์นั้นได้ และสามารถควบคุมให้เกิดผลดังตั้งใจ เขาก็มีแนวโน้มที่จะท าพฤติกรรมนั้น (สุวรรณา วิริยะประยูร, 2548) 3. ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ งานวิจัยที่มีผู้ท าการศึกษา และเกี่ยวข้องกับการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยงานวิจัยดังนี้ 3.1 งานวิจัยในประเทศ จุฑารัตน์ อยู่สุขเจริญ, เกษร ส าเภาทอง และพรทิพย์ จอมพุก (2561) ศึกษาปัจจัยท านายความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ของผู้ป่ วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จากกลุ่มตัวอย่าง 153 คน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ เจตคติต่อพฤติกรรม การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมอยู่ในระดับต ่าถึงปานกลาง, ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่, การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมการเลิกสูบบุหรี่ สามารถท านายความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ในผู้ป่ วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ พันเอกหญิง ธัญญาสิริ ธันยสวัสดิ์ และชลลดา มีทอง (2560) เรื่องความรู้ ทัศนคติ และความต้องการเลิกสูบบุหรี่ของข้าราชการทหารในค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการทหารไทยในค่ายสรรพสิทธิประสงค์จ านวน 288 คน ศึกษา 2 กลุ่ม คือ กลุ่มต้องการเลิก และกลุ่มไม่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ โดยใช้แบบสอบถาม วัดความรู้ทัศนคติ และปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการสูบบุหรี่ วิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยน า คือ ด้านความรู้ ทัศนคติ ค่านิยม การรับรู้สุขภาพ สมาชิกในครอบครัว ปัจจัยเสริมและปัจจัยเอื้อ พบว่าด้านทัศนคติ การตั้งใจแน่วแน่ และ จิตใจที่เข้มแข็ง, ไม่ใช่การบังคับให้เลิกสูบบุหรี่แต่เป็ นการรณรงค์ให้เลิกบุหรี่, ก าหนดราคาบุหรี่ให้แพงขึ้น ด้านการรับรู้สุขภาพ การสูบบุหรี่มีอันตรายต่อสุขภาพ, การสูบบุหรี่ท าให้มีกลิ่นตัวและกลิ่นปากมากขึ้น, ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


15 การสูบบุหรี่ท าให้ต้องใช้เวลาในการรักษาโรคปอดและหัวใจนานกว่าปกติ ด้านปัจจัยเสริมได้รับค าแนะน าเกี่ยวกับกฎระเบียบของโรงพยาบาลในการห้ามสูบบุหรี่, ผู้บังคับบัญชามีส่วนที่จะท าให้เลิกบุหรี่ ผดุงศิษฏ์ ช านาญบริรักษ์ และคณะ (2559) เรื่อง พฤติกรรม สาเหตุ และทัศนคติของผู้มารับการบ าบัดเลิกสูบบุหรี่ จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างเป็ นผู้ที่มารับการบ าบัดเลิกสูบบุหรี่ จ านวน 248 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือเป็ นแบบสัมภาษณ์ สถิติเชิงพรรณนา ผลจากการวิจัย คือ 1. สาเหตุที่คิดจะบ าบัดเลิกบุหรี่ในครั้งนี้ ได้แก่ ควันบุหรี่ก่อความร าคาญในครอบครัว, เชื่อมันและศรัทธาในตัวผู้บ าบัดและสถานบ าบัด และสมรรถภาพร่างกายเสื่อมถอย กลัวเสียชีวิต 2. ่ ทัศนคติต่อการบ าบัดเลิกสูบบุหรี่ในครั้งนี้ ได้แก่ มีความพร้อมที่จะเข้ารับการบ าบัด, มีแรงจูงใจจากครอบครัว คนใกล้ชิด และมีความต้องการที่จะเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด ศิรภัสสร กุลศรี และนายแพทย์ มาศไม้ประเสริฐ (2557) เรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการเลิกสูบบุหรี่ของผู้ที่เข้ารับบริการในคลินิกอดบุหรี่ของโรงพยาบาลพระนาร ายณ์มหาราชจังหวัดลพบุรี เป็ นวิจัยเชิงพรรณนาโดยใช้เครื่องมือเป็ นแบบสอบถาม เก็บข้อมูลจากผู้ที่มารับบริการในคลินิกอดบุหรี่ทุกคนของโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2557 ถึง 31 มีนาคม 2557 รวมทั้งสิ้นจ านวน 91 ราย สรุปได้ว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการเลิกสูบบุหรี่ ได้แก่ ระดับการศึกษา และอาชีพ ส่วนแรงจูงใจที่ท าให้อยากเลิกสูบบุหรี่คือต้องการลดค่าใช้จ่ายและต้องการท าความดีในโอกาสส าคั ญ ส าหรับสาเหตุที่ยังสูบบุหรี่อยู่ พบว่า การอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่สูบบุหรี่ สูบบุหรี่เพื่อคลายเครียด และยังพบว่าการติดบุหรี่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกบุหรี่ การศึกษาในครั้งนี้จึงแสดงให้เห็นว่า ควรมีการส่งเสริมด้านการศึกษาให้แก่คนในชุมชน และมีการรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ทั้งในโอกาสส าคัญ และวันอื่น ๆทัวไปอย่างต่อเนื่อง ่ เพื่อช่วยลดจานวนผู้ติดบุหรี่ต่อไปในอนาคต นนทรี สัจจาธรรม (2556) เรื่อง ทัศนคติและความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ของนักศึกษาวิทยาลัยราชพฤกษ์ การวิจัยเชิงปริมาณแบบตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาชั้นปี ที่ 2 ของวิทยาลัยราชพฤกษ์ จ านวน 250 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ผลการวิจัยได้ผลว่า 1. ทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ของนักศึกษากลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ทัศนคติที่รู้สึกว่าบุหรี่เป็ นสิ่งเสพติดที่ท าลายสุขภาพ, การสูบบุหรี่เป็ นพฤติกรรมที่ไม่น่าเลียนแบบ, ทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ซึ่งท าให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคที่มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่โดยไ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


16 ม่จ าเป็ น 2. แรงจูงใจส าคัญที่จะท าให้เลิกสูบบุหรี่ ได้แก่ แรงจูงใจที่เกี่ยวข้องกับความต้องการปกป้องตนเอง และความต้องการการหลีกหนีจากความเจ็บปวด, แรงจูงใจในด้านความต้องการการยอมรับของสังคม เช่น การเป็ นผู้น านักศึกษาต้องเป็ นตัวอย่างที่ดีในการไม่สูบบุหรี่ และหากมีเพื่อนที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ก็จะเป็ นแรงจูงใจให้นักศึกษาตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่ได้ด้วย 3. ความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ ได้แก่ เพื่อสุขภาพของตัวเอง และเพื่อครอบครัว เพื่อพ่อแม่ 4. ความคิดเห็นเกี่ยวกับพิษภัยและโทษของบุหรี่มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ของนักศึกษาอย่างมีนัยส าคัญทางสถิต 3.2 งานวิจัยต่างประเทศ จียังหง, ซันยังลี และจองวาจู (2560) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการรับรู้ในการเลิกสูบบุหรี่ในประเทศเกาหลีใต้ กลุ่มตัวอย่างจ านวน 428 คน พบว่าทัศนคติ, ความรู้ที่ไม่เพียงพอ, การตระหนักถึงโทษและผลกระทบต่อสุขภาพ มีผลต่อการบ าบัดเลิกสูบบุหรี่ แชงไกเวนเดน ชีเฉี่ยน และคณะ(2558) การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเริ่มสูบบุหรี่และการเลิกสูบบุหรี่ งานวิจัยเพื่อประเมินปัจจัยที่น าไปสู่การเริ่มต้นสูบบุหรี่และการเลิกสูบบุหรี่พร้อมกับการส ารวจแรง จูงใจต่าง ๆ ที่จ าเป็ นเพื่อส่งเสริมให้เกิดการอยากเลิกสูบบุหรี่ เป็ นการศึกษาแบบระยะสั้นเชิงพรรณนาในช่วงเวลาหนึ่ง ที่แผนกผู้ป่ วยนอกของวิทยาลัยแพทย์โรงพยาบาลสวีทา เมืองเจนไน ประเทศอินเดีย ในเดือนสิงหาคม 2556 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ก าลังสูบบุหรี่ที่ให้ความสนใจและมีความสมัครใจเข้าร่วมโดยมีอายุมากกว่า 15 ปี จ านวน 100 คน โดยใช้แบบสอบถาม Alcohol, Smoking and Substance Involvement Screen Test (ASSIST) ที่ได้ดัดแปลงแล้ว ผลการศึกษาพบว่า อิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม ความเครียดและการสูบเพื่อความสนุกสนาน เป็ นสาเหตุหลักของการเริ่มต้นการสูบบุหรี่ ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่พยายามที่จะเลิกสูบบุหรี่ภายใน 6 เดือนที่ผ่านมาแต่ล้มเหลว การให้ความรู้เกี่ยวกับผลเสียของพิษภัยของบุหรี่กับสุขภาพและการให้แ รงจูงใจที่เป็ นเงิน เป็ นเหตุผลที่ส าคัญในการอยากเลิกสูบบุหรี่ ชาริเคลีย กอร์จเจียดอล และคณะ (2558) เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมโปรแกรมเลิกบุหรี่ในประเทศกรีซ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


17 วัตถุประสงค์คือเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการเลิกบุหรี่ โดยสุ่มเลือกกลุ่มตัวอย่าง 110 คน จากผู้ที่เข้าโปรแกรมเลิกบุหรี่ของโรงพยาบาลทีสโลนิกิ ประเทศกรีซ ผลการวิจัย คือ ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการเลิกบุหรี่มีดังนี้ ระดับการศึกษา, ความพึงพอใจในงาน และคู่สมรส รัจโมฮาน พันดา, ซุดเฮอ เวนแคทเทซาน, ดิฟยา เปอร์ซาย, มายัวร์ ตรีวาดี และมานู รัจ มาเทอร์ (2557) เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ โดยส ารวจจากผู้ป่ วยที่เข้ามาในสถานบริการสาธารณสุขในประเทศอินเดีย จาก 12 เขตของรัฐอานธรประเทศ และรัฐคุชราต จ านวน 1,569 คน ผลการวิจัย คือ ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น อายุ และการศึกษา เป็ นต้น รวมถึงปัจจัยส่วนบุคคล เช่นระดับการติดนิโคติน, ความพยายามในการเลิกครั้งก่อน และ ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ เป็ นต้น มีผลต่อความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ แอนเดรียนา คาร์เนยโรว์ รุซโซ่ และ เรนาตา ครูซ ซอร์ส เดอ อะเซียวีโด (2553) ศึกษาปัจจัยที่กระตุ้นให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบบุหรี่ในคลินิกผู้ป่ วยนอกของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ประเทศบราซิล เป็ นการวิจัยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะอธิบายถึงเหตุผลที่ผู้สูบบุหรี่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ โดยหาความสัมพันธ์กับเหตุผลเหล่านั้นกับ ลักษณะสถานะทางสังคมวิทยา ข้อมูลทางคลินิก ระยะของความพร้อมที่อยากจะเลิกบุหรี่ และความรุนแรงของการติดนิโคติน เป็ นการศึกษาเป็ นแบบระยะสั้นเชิงพรรณนาในช่วงเวลาหนึ่ง โดยประเมินผู้สูบบุหรี่ 53 คนที่ไม่เคยมีความคิดในการเลิกบุหรี่ ที่คลินิกรักษาผู้ป่ วยที่ติดสารเสพติดที่มีผลต่อระบบประสาท ผู้ป่ วยนอกของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในประเทศบราซิล ผลการศึกษาพบว่าจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งประกอบด้วยผู้หญิง 34 คนและผู้ชาย 19 คน อายุเฉลี่ย 48.1 ปี ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่มีการศึกษาน้อยกว่า 8 ปี มีอาการที่เข้าได้กับการสูบบุหรี่ การเริ่มสูบบุหรี่ในช่วงวัยรุ่น การสูบบุหรี่มานานกว่า 20 ปี และมีการติดนิโคตินขั้นรุนแรง ผลของการตัดสินใจอยากเลิกสูบบุหรี่ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากค าแนะน าจากสมาชิกในครอบครั วและการตัดสินใจในการหาวิธีการเลิกบุหรี่ได้รับอิทธิพลจากการแนะน าแพทย์ จากผลงานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ได้กล่าวไปในข้างต้นพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความอยากเลิกบุหรี่ส่วนใหญ่ ได้แก่ คนในครอบครัว ระดับการศึกษา และสุขภาพของตนเอง ทัศนคติต่อการเลิกบุหรี่ เนื่องจากมีความพร้อมที่จะเข้ารับการบ าบัดเลิกบุหรี่ การสนับสนุนจากครอบครัว และความต้องการที่จะเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


18 ส่วนแรงจูงใจส าคัญที่ท าให้อยากเลิกบุหรี่ เกิดจากคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด รองลงมาคือ เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จ าเป็ น เพื่อสุขภาพของตนเอง หน้าที่การงานที่ดี อยากได้รับการยอมรับจากสังคม และการได้รับความรู้เรื่องโทษของบุหรี่จากสื่อต่าง ๆ น ามาซึ่งความตั้งใจที่ต้องการจะเลิกบุหรี่ 4. กรอบแนวคิดการวิจัย ภาพที่ 2.2กรอบแนวคิดการวิจัย ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


19 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย 1. รูปแบบการวิจัย การศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา (retrospective descriptive study design) 2. ขั้นตอนการวิจัย 2.1 ศึกษาปัญหา 2.2 ก าหนดหัวข้องานวิจัย 2.3 สืบค้นวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ 2.4 จัดท าโครงร่างการวิจัย ตั้งวัตถุประสงค์ ก าหนดกลุ่มเป้าหมาย เขียนตั้งสมมุติฐาน ตั้งค านิยามศัพท์เฉพาะ เขียนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ กรอบความคิด 2.5 สร้างแบบสอบถาม หาความตรงและความเที่ยงผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 2.6 พัฒนาแบบยินยอมเข้าร่วมการวิจัย 2.7 ยื่นแบบเสนอโครงร่างการวิจัย เพื่อขออนุมัติการท าวิจัยทางคลินิกจากคณะกรรมการจริยธรรมที่โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ จังหวัดนนทบุรี 2.8 ด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้ป่ วยจากคลินิกเลิกบุหรี่ของโรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ จังหวัดนนทบุรี และบันทึกข้อมูล 2.9 ท าการรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ 2.10 สรุปผลการวิจัย 2.11 เขียนรายงานการวิจัย 2.12 เขียนบรรณานุกรม 2.13 เขียนภาคผนวก 2.14 น าเสนอผลการวิจัย 3. ประชากรและกล่มตัวอย่างุ 3.1 ประชากร คือ ทุกคนที่สูบบุหรี่และเข้ารับบริการที่คลินิกเลิกบุหรี่โรงพยาบาลพระนังเกล้า จังหวัดนนทบุรี ปี พ.ศ ่ 2560 จ านวน 164 คน, พ.ศ 2561 จ านวน 169 คน และ พ.ศ 2562 จ านวน 285 คน เฉลี่ย 3 ปี คิดเป็ น จ านวน 206 คน ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


20 3.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ทุกคนที่สูบบุหรี่และเข้ารับบริการที่คลินิกเลิกบุหรี่โรงพยาบาลพระนังเกล้าในช่วงเดือนสิงหาคม ่ พ.ศ. 2563 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2563 จ านวน 135 คน โดยใช้สูตรของ Taro yamanae (1973) n = N/1+ Ne2 n = 206/1+206x 0.05x 0.05 n = 206/1.5 n = 135 คน ก าหนดให้; n = จ านวนตัวอย่างที่ต้องการ N = จ านวนประชากรทั้งหมด e = ค่าคลาดเคลื่อนของการประมาณค่า 3.3 เกณฑ์การคัดผู้ป่ วยเข้าการวิจัย 1) ทุกคนที่สูบบุหรี่และเข้ารับบริการที่คลินิกเลิกบุหรี่โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ จังหวัดนนทบุรี 2) สามารถสื่อสารด้วยภาษาไทย และอ่านออกเขียนได้ 3) มีการรับรู้ และสติสัมปชัญญะปกติ 4) ยินยอมเข้าร่วมการวิจัย 3.4 เกณฑ์การคัดผู้ป่ วยออกจากการวิจัย ผู้ป่ วยที่มีอุปสรรคในการสื่อสารและไม่สามารถให้ข้อมูลสัมภาษณ์ได้ 4. เครื่องมือในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลเป็ นแบบสอบถามที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น โดยการปรับปรุงจากแบบสอบถามงานวิจัยของ ศิรภัสสร กุลศรี (2557) ปัจจัยที่มีผลต่อการเลิกสูบบุหรี่ของผู้ที่เข้ารับบริการในคลินิกอดบุหรี่ ของโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราชจังหวัดลพบุรี ปริญญานิพนธ์, วิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมกับแบบสัมภาษณ์ข้อมูลผู้เข้าบ าบัดบุหรี่ของคลินิกเลิกบุหรี่ โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ จังหวัดนนทบุรี และได้ถูกตรวจสอบหาความตรงและความเที่ยงผ่านผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 ท่าน คือ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 1 ท่าน, หัวหน้าคลินิกเลิกบุหรี่โรงพยาบาลพระนังเกล้า 1 ท่าน ่ และอาจารย์กลุ่มงานเวชกรรมสังคม 1 ท่าน โดยเครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลเป็ นแบบสอบถาม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


21 ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ส่วน ได้แก่ 4.1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล จ านวน 9 ข้อ 4.2 เหตุผลของการมาคลินิกเลิกสูบบุหรี่ในครั้งนี้ จ านวน 1 ข้อ 4.3 ทัศนคติต่อการบ าบัดเลิกสูบบุหรี่ จ านวน 1 ข้อ 4.4 ความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ จ านวน 1 ข้อ 4.5 แรงจูงใจที่ท าให้อยากเลิกสูบบุหรี่ จ านวน 6ข้อ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการศึกษาใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลจากตัวอย่าง โดยการใช้แบบสอบถามที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น โดยน าแบบสอบถามของผู้ที่เคยท าการศึกษาหรือวิจัยในเรื่องที่ใกล้เคียงกับผู้ศึกษาสนใจมาปรับปรุง จากนั้นเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างโดยประสานงานกับผู้รับผิดชอบงานคลินิกเลิกบุหรี่ของโรงพยาบ าลพระนังเกล้า จังหวัดนนทบุรี เพื่อขอความร่วมมือในการเข้าไปเก็บข้อมูลในคลินิกเลิกบุหรี่ ่ แล้วด าเนินการเก็บแบบสอบถามที่คลินิกเลิกบุหรี่ โรงพยาบาลพระนังเกล้า จังหวัดนนทบุรี ่ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่เข้ารับบริการตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2563 จากนั้นน าข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมส าเร็จรูป 6. การวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลที่บันทึกจะถูกวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าเร็จรูปทางสถิติ ซึ่งจะใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล, เหตุผลของการมาคลินิกเลิกสูบบุหรี่, ทัศนคติต่อการบ าบัดเลิกสูบบุหรี่, ความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ และแรงจูงใจที่ท าให้อยากเลิกสูบบุหรี่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่และร้อยละ ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบ Chi-Square testและ Fisher’s Exact test ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


22 บทที่ 4 ผลการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้เป็ นการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเข้ารับบริการในคลินิกเลิกบุหรี่ของโรงพ ยาบาลพระนังเกล้า จังหวัดนนทบุรี ่ และศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคลกับความตั้งใจเลิกบุหรี่ กลุ่มตัวอย่างที่น ามาศึกษา คือ ทุกคนที่มารับบริการในคลินิกเลิกบุหรี่ของโรงพยาบาลพระนังเกล้า จังหวัดนนทบุรี ่ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2563 จ านวนทั้งสิ้น 135 ราย โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูล มีดังนี้ 1. ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล ตารางที่ 4.1 จ านวน และร้อยละข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง (n=135) ข้อมูล จ านวน ร้อยละ เพศ ชาย หญิง 124 11 91.85 8.15 สถานภาพ โสด สมรส หม้าย หย่าร้าง 50 76 5 4 37.04 56.30 3.70 2.96 อายุ ต ่ากว่า 21 ปี 21-30 ปี 31-40 ปี 41-50 ปี 51-60 ปี มากกว่า 60 ปี 25 11 19 31 30 19 18.52 8.15 14.07 22.96 22.22 14.10 จากตารางที่ 4.1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 91.85 เป็ นเพศชาย และร้อยละ 8.15 เป็ นเพศหญิง กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรส คิดเป็ นร้อยละ 56.30 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


23 รองลงมาเป็ นสถานะโสด หม้าย และหย่าร้าง คิดเป็ นร้อยละ 37.04, 3.70 และ 2.96 ตามล าดับ ส าหรับอายุ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 22.96 อยู่ในช่วงอายุ 41-50 ปี รองลงมาร้อยละ 22.22 อยู่ในช่วงอายุ 51-60 ปี ร้อยละ 18.52 อยู่ในช่วงอายุต ่ากว่า 21 ปี ร้อยละ 14.10 มีอายุมากกว่า 60 ปี ร้อยละ 14.07 อยู่ในช่วงอายุ 31-40 ปี และร้อยละ 8.15 อยู่ในช่วงอายุ 21-30 ปี ตารางที่ 4.1 จ านวน และร้อยละข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง (n=135) (ต่อ) ข้อมูล จ านวน ร้อยละ ศาสนา พุทธ คริสต์ อิสลาม อื่น ๆ 131 1 3 0 97.04 0.74 2.22 0.00 ระดับการศึกษา ไม่ได้เรียน ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย/อาชีวศึกษา ปริญญาตรี สูงกว่าปริญญาตรี ก าลังศึกษาชั้นมัธยม 1 36 26 36 14 0 22 0.74 26.67 19.26 26.67 10.37 0.00 16.30 จากตารางที่ 4.1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 97.04 นับถือศาสนาพุทธ รองลงมาร้อยละ 2.22 นับถือศาสนาอิสลาม และมีเพียงร้อยละ 0.74 นับถือศาสนาคริสต์ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 26.67 จบการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนปลาย/อาชีวศึกษา รองลงมาร้อยละ 19.26 จบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 16.30 ก าลังศึกษาชั้นมัธยมปี ที่ 1-6 ร้อยละ 10.37 จบการศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรี และร้อยละ 0.74 ไม่ได้เรียน ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


24 ตารางที่ 4.1 จ านวน และร้อยละข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง (n=135) (ต่อ) ข้อมูล จ านวน ร้อยละ อาชีพ รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ/พนักงานราชการ รับจ้างทัวไป ่ ค้าขาย ลูกจ้างบริษัทเอกชน/โรงงาน ธุรกิจส่วนตัว แม่บ้าน/ไม่มีอาชีพ นักเรียน นักศึกษา อื่น ๆ 3 36 9 23 10 31 23 0 2.22 26.67 6.67 17.03 7.40 22.97 17.03 0.00 รายได้ < 5,000 5,001-7,500 7,501-10,000 10,001-25,000 25,001-50,000 50,001-100,000 >100,000 ไม่มีรายได้ 10 5 13 54 18 1 1 33 7.41 3.70 9.63 40.00 13.33 0.74 0.74 24.44 จากตารางที่ 4.1 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 26.67 มีอาชีพรับจ้างทัวไป ่ รองลงมาร้อยละ 22.97 มีอาชีพแม่บ้าน/ไม่มีอาชีพ ร้อยละ 17.03 มีอาชีพเป็ นลูกจ้างเอกชน/โรงงาน และนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 7.40 มีอาชีพธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 6.67 มีอาชีพค้าขาย และมีเพียงร้อยละ 2.22 มีอาชีพรับราชการ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 40.00 มีรายได้อยู่ระหว่าง 10,001-25,000 บาท รองลงมาร้อยละ 24.44 ไม่มีรายได้ และร้อยละ 13.33 มีรายได้อยู่ระหว่าง 25,001-50,000 บาท ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


25 ตารางที่ 4.1 จ านวน และร้อยละข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง (n=135) (ต่อ) ข้อมูล จ านวน ร้อยละ โรค ไม่มีโรค มีโรค 57 78 42.22 57.78 จากตารางที่ 4.1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 57.78 มีโรคประจ าตัว ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมองตีบ (CVA) ถุงลมโป่ งพอง หอบหืด ไตวายเรื้อรัง และโรคอื่น ๆ อาทิเช่น ไขมันในเลือดสูง, ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV), ภูมิแพ้, ลมชัก, ขาดเอนไซม์ G6PD, ไทรอยด์เป็ นพิษ, ข้ออักเสบรูมาตอยด์, ไวรัสตับอักเสบบี (HBV), ไวรัสตับอักเสบซี (HCV), เก๊าท์, วัณโรคนอกปอด และริดสีดวงจมูก และพบว่าร้อยละ 42.22 ไม่มีโรคประจ าตัว 2. เหตุผลของการมาคลินิกในครั้งนี้ ตารางที่ 4.2 จ านวน และร้อยละเหตุผลของการมาคลินิกในครั้งนี้ของกลุ่มตัวอย่าง (n=135) เหตุผลของการมาคลินิก จ านวน ร้อยละ กลัวเจ็บป่ วยหรือสมรรถภาพร่างกายเสื่อมถอย 56 41.48 กลัวเสียชีวิต 4 2.96 มีโรคประจ าตัว 11 8.15 สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย 5 3.70 สังคมไม่ให้การยอมรับ 7 5.19 ควันบุหรี่ก่อความร าคาญในครอบครัว 5 3.70 ควันบุหรี่ก่อความร าคาญในสถานที่ท างาน 0 0.00 เชื่อมันในตัวผู้บ าบัด และสถานบ าบัด ่ 0 0.00 เพื่อคนในครอบครัวและผู้เป็ นที่รัก 29 21.48 เพื่อตนเอง 7 5.19 อื่น ๆ 11 8.15 จากตารางที่ 4.2 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 41.48 ให้เหตุผลของการมาคลินิกในครั้งนี้เนื่องจากกลัวเจ็บป่ วยหรือสมรรถภาพร่างกายเสื่อมถอย รองลงมาร้อยละ 21.48 ให้เหตุผลเพื่อคนในครอบครัวและผู้เป็ นที่รัก ร้อยละ 8.15 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


26 เนื่องจากมีโรคประจ าตัว และจากสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ เป็ นค าสั่งของแพทย์ รู้สึกเบื่อการสูบบุหรี่ เห็นตั้งโต๊ะให้บริการเกี่ยวกับคลินิกเลิกบุหรี่ คุณครูจับได้ว่าสูบบุหรี่ และเข้าค่ายทหารจึงต้องเลิก 3. ทัศนคติของการบ าบัดเลิกบุหรี่ ตารางที่ 4.3 จ านวน และร้อยละทัศนคติของการบ าบัดเลิกบุหรี่ของกลุ่มตัวอย่าง (n=135) ทัศนคติของการบ าบัดเลิกบุหรี่ จ านวน ร้อยละ มีความพร้อมที่จะเข้ารับการบ าบัด 22 16.30 มีแรงจูงใจครอบครัว คนใกล้ชิด 31 22.96 มีความต้องการที่จะเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด 33 24.44 ตัดสินใจด้วยตัวเองที่จะเข้ารับการบ าบัด 11 8.15 มีความเต็มใจที่จะเข้ารับการบ าบัด 38 28.15 จากตารางที่ 4.3 พบว่าร้อยละ 28.15 มีความเต็มใจที่จะเข้ารับการบ าบัด รองลงมาร้อยละ 24.44 มีต้องการที่จะเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด ร้อยละ 22.96 มีแรงจูงใจจากครอบครัว คนใกล้ชิด ร้อยละ 16.30 มีความพร้อมที่จะเข้ารับการบ าบัด และมีเพียงร้อยละ 8.15 ที่ตัดสินใจด้วยตัวเองที่จะเข้ารับการบ าบัด 4. ความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ ตารางที่ 4.4 จ านวน และร้อยละความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ของกลุ่มตัวอย่าง (n=135) คะแนนความตั้งใจ จ านวน ร้อยละ 1 0 0.00 2 0 0.00 3 1 0.74 4 2 1.48 5 13 9.63 6 2 1.48 7 24 17.78 8 33 24.44 9 15 11.11 10 45 33.33 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


27 จากตาราง 4.4 พบว่า ร้อยละ 33.33 มีความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่มากที่สุดระดับ 10 , รองลงมาร้อยละ 24.44 มีความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่มากระดับ 8 ร้อยละ 17.78 มีความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่มากระดับ 7 ร้อยละ 11.11 มีความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่มากระดับ 9 ร้อยละ 9.63 มีความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ระดับ 5 ร้อยละ 1.48 มีความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ระดับ 4 และระดับ 6 และมีเพียงร้อยละ 0.74 มีความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ระดับ 3 5. แรงจูงใจในการเลิกสูบบุหรี่ ตารางที่ 4.5 จ านวน และร้อยละแรงจูงใจในการเลิกสูบบุหรี่ของกล่มตัวอย่าง ( ุ n=135) แรงจูงใจในการเลิกสูบบุหรี่ จ านวน ร้อยละ กลัวปัญหาสุขภาพในอนาคต 53 39.26 กลัวแก่ก่อนวัย 0 0.00 กลัวตายจากโรคที่เกี่ยวข้องจากบุหรี่ 20 14.81 อยากมีเพื่อนมากขึ้น 0 0.00 ครอบครัวไม่เห็นด้วย 29 21.48 ภรรยาตั้งครรภ์, เพื่อคนรัก 3 2.22 ตัวอย่างที่ดีแก่ลูก 3 2.22 คนรอบข้างแสดงท่าทีรังเกียจ 0 0.00 พื้นที่สูบบุหรี่น้อยลง 0 0.00 กฎหมายห้ามขายบุหรี่ให้เด็กต ่ากว่า 18 ปี 6 4.44 ราคาบุหรี่สูงขึ้นเรื่อย ๆ 1 0.74 สื่อสิ่งพิมพ์ กล่าวถึงโทษบุหรี่ 0 0.00 เลิกตามบุคคล เช่น ดารา ผู้น าประเทศ บุคคลต้นแบบ 0 0.00 ความรู้สุขภาพจากเว็บไซต์ นิตยสาร โซเชี่ยลต่าง ๆ 1 0.74 ต้องการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จ าเป็ น 7 5.19 อื่น ๆ 12 8.89 จากตารางที่ 4.5 พบว่าร้อยละ 39.26 กลัวปัญหาสุขภาพในอนาคต รองลงมาร้อยละ 21.48 ครอบครัวไม่เห็นด้วย ร้อยละ 14.81 กลัวเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องจากบุหรี่ ร้อยละ 8.89 อื่น ๆ ได้แก่ ค าสั่งแพทย์ เบื่อ เห็นมีการตั้งโต๊ะบริการ ครูจับได้ และค่ายทหารสั่งให้เลิก ร้อยละ 5.19 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


28 ต้องการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จ าเป็ น ร้อยละ 4.44 กฎหมายห้ามขายบุหรี่ให้เด็กต ่ากว่า 18 ปี ร้อยละ 2.22 ภรรยาตั้งครรภ์ เพื่อคนรัก และเป็ นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูก และมีเพียงร้อยละ 0.74 ที่มีแรงจูงใจจากราคาบุหรี่ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และได้รับความรู้สุขภาพจากเว็บไซต์ นิตยสาร โซเชี่ยลต่าง ๆ 6. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ จาก Stages of change model 0-2 ไม่คิดเลิก (Pre-contemplation) 3-5 ระยะไตร่ตรองลังเล (Contemplation) 6-8 คิดพร้อมที่จะเลิก (Preparation) 9-10 ลงมือเลิกทันที/ก าลังเลิกอยู่ (Action/Maintenance) ผู้วิจัยก าหนดให้มีความตั้งใจเลิก (คะแนน 1-5) และมีความตั้งใจเลิกมาก (คะแนน 6-10) ตารางที่ 4.6 ค่าสถิติทดสอบ Fisher’s Exact testระหว่างเพศกับความตั้งใจ ความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ Fisher’s Exact test เพศ ตั้งใจเลิก ตั้งใจเลิกมาก รวม P-value ชาย 15 109 124 1.000 หญิง 1 10 11 รวม 16 119 135 จากตารางที่ 4.6 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศกับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ของกลุ่มตัวอ ย่าง พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศไม่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่อย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Fisher’s Exact test p>0.05) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


29 ตารางที่ 4.7 ค่าสถิติทดสอบ Chi square test ระหว่างสถานภาพการสมรสกับความตั้งใจ ความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ Chi square test สถานภาพ ตั้งใจเลิก ตั้งใจเลิกมาก รวม X 2 , df P-value โสด 7 43 50 1.655, 2 0.437 สมรส 7 69 76 หม้าย/หย่าร้าง 2 7 9 รวม 16 119 135 จากตารางที่ 4.7 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลด้านสถานภาพกับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ของก ลุ่มตัวอย่าง พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลด้านสถานภาพไม่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่อย่างมีนัย ส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (X 2 2= 1.655, df=2, p>0.05) ตารางที่ 4.8 ค่าสถิติทดสอบ Fisher’s Exact testระหว่างอายุกับความตั้งใจ ความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ Fisher’s Exact test อายุ ตั้งใจเลิก ตั้งใจเลิกมาก รวม P-value ต ่ากว่า 31 ปี 5 31 36 0.599 31-40 ปี 3 16 19 มากกว่า 40 ปี 8 72 80 รวม 16 119 135 จากตารางที่ 4.8 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุกับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ของกลุ่มตัวอ ย่าง พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุไม่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่อย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Fisher’s Exact test p>0.05) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


30 ตารางที่ 4.9 ค่าสถิติทดสอบ Fisher’s Exact test ระหว่างศาสนากับความตั้งใจ ความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ Fisher’s Exact test ศาสนา ตั้งใจเลิก ตั้งใจเลิกมาก รวม P-value พุทธ 16 115 131 1.000 คริสต์ 0 1 1 อิสลาม 0 3 3 รวม 16 119 135 จากตารางที่ 4.9 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลด้านศาสนากับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ของกลุ่ม ตัวอย่าง พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลด้านศาสนาไม่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่อย่างมีนัยส า คัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Fisher’s Exact test p>0.05 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


31 ตารางที่ 4.10 ค่าสถิติทดสอบ Fisher’s Exact test ระหว่างระดับการศึกษากับความตั้งใจ ความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ Fisher’s Exact test ระดับการศึกษา ตั้งใจเลิก ตั้งใจเลิกมาก รวม P-value ไม่ได้เรียน/ประถม/มัธยม 16 105 121 0.374 สูงกว่ามัธยม 0 14 14 รวม 16 119 135 จากตารางที่ 4.10 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลด้านระดับการศึกษากับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ข องกลุ่มตัวอย่าง พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลด้านระดับการศึกษาไม่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่อย่าง มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Fisher’s Exact test p>0.05) ตารางที่ 4.11 ค่าสถิติทดสอบ Fisher’s Exact testระหว่างอาชีพกับความตั้งใจ ความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ Fisher’s Exact test อาชีพ ตั้งใจเลิก ตั้งใจเลิกมาก รวม P-value รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ 1 2 3 0.586 ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว 1 18 19 รับจ้าง/ลูกจ้างเอกชน 8 51 59 นักเรียน/นักศึกษา 2 21 23 ไม่มีอาชีพ 4 27 31 รวม 16 119 135 จากตารางที่ 4.11 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลด้านอาชีพกับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ของกลุ่มตั วอย่าง พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลด้านอาชีพไม่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่อย่างมีนัยส าคั ญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Fisher’s Exact test p>0.05) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


32 ตารางที่ 4.12 ค่าสถิติทดสอบ Fisher’s Exact testระหว่างรายได้กับความตั้งใจ ความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ Fisher’s Exact test รายได้ ตั้งใจเลิก ตั้งใจเลิกมาก รวม P-value ไม่เกิน 10,000 บาท 8 53 61 0.791 มากกว่า 10,000 บาท 8 66 74 รวม 16 119 135 จากตารางที่ 4.12 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลด้านรายได้กับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ของกลุ่มตั วอย่าง พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลด้านรายได้ไม่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่อย่างมีนัยส าคั ญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Fisher’s Exact test p>0.05) ตารางที่ 4.13 ค่าสถิติทดสอบ Fisher’s Exact testระหว่างการมีโรคกับความตั้งใจ ความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ Fisher’s Exact test โรค ตั้งใจเลิก ตั้งใจเลิกมาก รวม P-value ไม่มี 8 49 57 0.593 มี 8 70 78 รวม 16 119 135 จากตารางที่ 4.13 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลด้านการมีโรคกับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ของ กลุ่มตัวอย่าง พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลด้านการมีโรคไม่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่อย่างมีนัย ศ ส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Fisher’s Exact test p>0.05) ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


33 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 1. สรุปผลการวิจัย การศึกษาครั้งนี้เป็ นการศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเข้ารับบริการที่คลินิกเลิกบุหรี่ของโรงพยาบาลพระ นังเกล้า จังหวัดนนทบุรี โดยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ่ ทุกคนที่สูบบุหรี่และเข้ารับบริการที่คลินิกเลิกบุหรี่โรงพยาบาลพระนังเกล้า ในช่วงเดือนสิงหาคม ่ พ.ศ. 2563 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2563 จ านวน 135 คน เครื่องมือในงานวิจัยคือ แบบสอบถามที่ปรับปรุงให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการศึกษาซึ่งสร้างขึ้นจากการทบทวนเอก สารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 91.85 เป็ นเพศชาย และร้อยละ 8.15 เป็ นเพศหญิง ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรส คิดเป็ นร้อยละ 56.30 อยู่ในช่วงอายุ 41-50 ปี ร้อยละ 22.96 นับถือศาสนาพุทธร้อยละ 97.04 จบการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาคิดเป็ นร้อยละ 26.67 มีอาชีพรับจ้างทัวไปร้อยละ 26.67 ่ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 40.00 มีรายได้อยู่ระหว่าง 10,001- 25,000 บาท และส่วนใหญ่ร้อยละ 57.78 มีโรคประจ าตัว เหตุผลของการเข้ารับบริการที่คลินิกเลิกบุหรี่ในครั้งนี้ คิดเป็ นร้อยละ 41.48 เกิดจากกลัวการเจ็บป่ วยหรือสมรรถภาพร่างกายเสื่อมถอย ทัศนคติของการบ าบัดเลิกบุหรี่ร้อยละ 28.15 มีความเต็มใจที่จะเข้ารับการบ าบัด ความตั้งใจในการเลิกบุหรี่ร้อยละ 33.33 มีคะแนนความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่มากที่สุดระดับ 10 และแรงจูงใจในการเลิกสูบบุหรี่พบว่าร้อยละ 39.26 เกิดจากกลัวปัญหาสุขภาพในอนาคต เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ พบว่าไม่มีปัจจัยส่วนบุคคลใดที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่อย่างมีนัยส าคัญทา งสถิติที่ระดับ 0.05 2. อภิปรายผล ผลการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเข้ารับบริการที่คลินิกเลิกบุหรี่ของโรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ จังหวัดนนทบุรี ในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2563 พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ส่วนใหญ่เป็ นเพศชาย สถานสภาพสมรส นับถือศาสนาพุทธ จบการศึกษาชั้นประถมศึกษา มีอาชีพรับจ้างทัวไป มีรายได้อยู่ระหว่าง 10,001 ่-25,000 บาท และมีโรคประจ าตัวอยู่ก่อนแล้ว เมื่อทดสอบทางสถิติเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความตั้งใจในการเลิกบุหรี่ พบว่า ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


34 ไม่มีปัจจัยส่วนบุคคลใดที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 ซึ่งแตกต่างจากรายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องของ ศิรภัสสร กุลศรี, นายแพทย์มาศ ไม้ประเสริฐ (2557) ปัจจัยที่มีผลต่อการเลิกสูบบุหรี่ของผู้ที่เข้ารับบริการในคลินิกอดบุหรี่ ของโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราชจังหวัดลพบุรี ปริญญานิพนธ์, วิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้มีการรายงานว่าความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ ระดับการศึกษา รายได้ มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ อาจเนื่องมาจากความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ เป็ นการวัดความรู้สึกต่อพฤติกรรมที่จะกระท า การที่บุคคลจะตัดสินใจว่าการกระท าใดดีหรือไม่ดี ก็ขึ้นอยู่กับความรู้เป็ นองค์ประกอบ โดยความรู้ก็จะได้รับมาจากการศึกษา จึงแสดงออกมาในเชิงความสัมพันธ์ว่าการศึกษามีความสัมพันธ์กับความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ แต่ในการศึกษาครั้งนี้ เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ทางสถิติระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ด้านเหตุผลของการเข้ารับบริการที่คลินิกเลิกบุหรี่ ส่วนใหญ่เกิดจากกลัวการเจ็บป่ วยหรือสมรรถภาพร่างกายเสื่อมถอย ทัศนคติของการบ าบัดเลิกบุหรี่ส่วนใหญ่มีความเต็มใจที่จะเข้ารับการบ าบัด โดยให้คะแนนความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่มากที่สุดถึงระดับ 10 และแรงจูงใจในการเลิกสูบบุหรี่พบว่าส่วนใหญ่เกิดจากกลัวปัญหาสุขภาพในอนาคต 3. ข้อเสนอแนะ 3.1 การศึกษาครั้งเป็ นการศึกษาในระยะสั้น เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูล ควรมีการรวบรวมข้อมูลจากการสังเกตร่วมด้วย แต่เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงท าให้มีข้อจ ากัดในการศึกษา ในกรณีนี้ข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้อาจมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็ นจริงได้ 3.2 การศึกษาครั้งนี้ใช้ค่าสถิติ Chi square testและ Fisher’s exact test เพื่อบอกถึงความสัมพันธ์ของตัวแปรบางตัว ซึ่งผลการศึกษาบอกได้เพียงว่าตัวแปรมีความสัมพันธ์กันเท่านั้น ซึ่งการศึกษาต่อไป ควรใช้เครื่องมือทางสถิติที่แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรที่อธิบายได้มากขึ้น ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


35 3.3 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ พบว่าไม่มีปัจจัยส่วนบุคคลในข้อใดที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่อย่างมีนัยส า คัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งอาจเกิดจากการแบ่งช่วงคะแนนของข้อมูลที่ไม่ละเอียด ในการศึกษาครั้งต่อไปควรก าหนดช่วงคะแนนให้มีความถี่มากขึ้น อาจจะท าให้ผลของความสัมพันธ์มีความชัดเจนมากขึ้น ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


36 บรรณานุกรม บรรณานุกรมภาษาไทย 1. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. (2558). การปรับเปลี่ยน พฤติกรรม การสูบบุหรี่ ส าหรับวัยท างาน. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข. 2. ศิรภัสสร กุลศรี, นายแพทย์ มาศ ไม้ประเสริฐ. (2557) ปัจจัยที่มีผลต่อการเลิกสูบบุหรี่ของผู้ที่เข้า รับบริการในคลินิกอดบุหรี่ ของโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราชจังหวัดลพบุรี. ปริญญา นิพนธ์, วิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. 3. ผดุงศิษฏ์ช านาญบริรักษ์ และคณะ. (2559). พฤติกรรม สาเหตุ และทัศนคติของผู้มารับการ บ าบัดเลิกสูบบุหรี่ จังหวัดมหาสารคาม. วิจัยและนวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม, กลุ่ม วิทยาศาสตร์สุขภาพ. 4. นนทรี สัจจาธรรม. (2556). ทัศนคติและความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่ของนักศึกษาวิทยาลัยราช พฤกษ์. วิทยาลัยราชพฤกษ์. 5. ทรายวรรณ นวเลิศปัญญา. (2554). การสกัด ลักษณะทัวไป และสมบัติการต้านนิโคตินของ ่ สารประกอบชีวภาพออกฤทธิ์ ในหญ้าดอกขาว (Vernonia Cinerea). 28 ตุลาคม 2563. http://www.trc.or.th/trcresearch/pdffiles/ART%2014/cat14%20(2).pdf 6. ประสิทธิ์ กี่สุขพันธ์. การเลิกสูบบุหรี่ ( smoking cessation ). 28 ตุลาคม 2563. ภาควิชาเวช ศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. https://med.mahidol.ac.th/fammed/sites/default/files/public/pdf/smokingcessation.pdf 7. อารยา ทองผิว. (2561). คู่มือเวชปฏิบัติ ส าหรับการบ าบัดโรคเสพยาสูบในผู้ป่ วยโรคเรื้อรังใน ประเทศไทย ฉบับปรับปรุง ส าหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วน จ ากัด สินทวีกิจ. 8. คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2559).โครงการช่วยเลิกบุหรี่ แนวทางการ ช่วยเหลือผู้สูบบุหรี่. 28 ตุลาคม 2563. http://web1.dent.cmu.ac.th/smoking_cessation/config.php 9. พระมงคลธรรมวิธาน และคณะ. (2561). ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่และ พฤติกรรมการเลิกสูบบุหรี่ของวัยรุ่นในเขตการปกครองฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานคร. มหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย. นครปฐม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


37 10. จุฑารัตน์ อยู่สุขเจริญและคณะ. (2561).ปัจจัยท านายความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ของผู้ป่ วยโรคไม่ ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ.วารสารพยาบาลสาธารณสุข, ปี ที่ 32 ฉบับที่ 2 ,คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 138-154 บรรณำนุกรมภำษำต่ำงประเทศ 11. Cheangaivendan Chezhian, Shruti Murthy, Satish Prasad, Jyoti Bala Kasav, Surapaneni Krishna Mohan, Sangeeta Sharma, Awnish Kumar Singh, et al. Exploring Factors that Influence Smoking Initiation and Cessation among Current Smokers. J Clin Diagn Res 2015; 9(5): LC08– LC12. 12. Adriana Carneiro Russo, Renata Cruz Soares de Azevedo. Factors that motivate smokers to seek outpatient smoking cessation treatment at a university general hospital. J Bras Pneumol 2010;36(5):603-11. doi: 10.1590/s1806-37132010000500012. 13. Charikleia Georgiadou et al. (2015). Factors affecting the decision to quit smoking of participants of a hospital-based smoking cessation program in Greece. Journal of caring sciences, 2015, 4(1), 1-11. doi:10.5681/jcs.2015.001. 14. Ghee-Young Noh, Sun Young Lee & Jounghwa Choi (2016) ExploringFactors Influencing Smokers’ Information Seeking for Smoking Cessation, Journal of Health Communication, 21:8, 845-854, DOI: 10.1080/10810730.2016.1177140 15. World Health Organization. (2014). Tobacco use (Online). Available: http://www.who.int/topics/tobacco/en/ [2014 December15]. ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


38 ภาคผนวก ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


39 ภาคผนวก ก รายนามผ้ทรงคู ุณวุฒิ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


40 1. ชื่อ – สกุล (ภาษาไทย) นายเฉลิม วราวิทย์ (ภาษาอังกฤษ) Mr. CHALOEM VARAVITHYA ต าแหน่งปัจจุบัน: อาจารย์ประจ าศูนย์แพทยศาสตร์ชั้นคลินิก อายุการท างาน: นับตั้งแต่บรรจุเข้าคณะแพทยศาสตร์ / โรงพยาบาลพระนังเกล้า 6 ปี ่ หน่วยงานที่อยู่: คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม โทรศัพท์: 087-8249012 โทรสาร – E-mail address: [email protected] ประวัติการศึกษา: พบ. Dip. Sub-specialty American Board of Pediatric cardiology สาขาวิชาการที่มีความช านาญพิเศษ (แตกต่างจากวุฒิการศึกษา): Medical Education ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานวิจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ: -กรรมการวิจัย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - ประธานกรรมการการวิจัยแพทยศาสตร์ศึกษา MedResNet สภาวิจัยแห่งชาติ 2. ชื่อ – สกุล (ภาษาไทย) นางแสงเดือน แสงสระศรี (ภาษาอังกฤษ) Mrs. SAENGDUAN SANGSARSRI ต าแหน่งปัจจุบัน: แพทย์หญิงช านาญการพิเศษ อายุการท างาน: นับตั้งแต่บรรจุเข้าคณะแพทยศาสตร์ / โรงพยาบาลพระนังเกล้า 2 ปี 6 เดือน ่ หน่วยงานที่อยู่: กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ โทรศัพท์: 081-8612627 โทรสาร - E-mail address: - ประวัติการศึกษา: -แพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี2545 -วุฒิบัตรโสต ศอ นาสิก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2551 -อนุมัติบัตรเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสาธารณสุข แพทยสภา ปี 2560 -อนุมัติบัตรเวชศาสตร์ครอบครัว แพทยสภา ปี 2561 สาขาวิชาการที่มีความช านาญพิเศษ: จบหลักสูตรการเรียนการสอนชั้นคลินิกจากศูนย์แพทย์โรงพยาบาลชลบุรีแลtจุฬาลงกรณ์มหาวิทยา ลัย ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานวิจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ: งานวิจัยเรื่องการป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ ตีพิมพ์ในวารสารเขตสุขภาพที่ 4 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


Click to View FlipBook Version