The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กลุ่ม 12 ความวิตกกังวลในผู้ป่วยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องก่อนและหลังการเตรียม...

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by medsiam2021, 2023-08-24 04:26:14

กลุ่ม 12 ความวิตกกังวลในผู้ป่วยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องก่อนและหลังการเตรียม...

กลุ่ม 12 ความวิตกกังวลในผู้ป่วยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องก่อนและหลังการเตรียม...

รายงานการวิจัย รายวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ชุมชน (249-601) ความวิตกกังวลในผ้ป่ วยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องก่อนและหลังการเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัดคลอดทางู หน้าท้อง โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า Assessment of Anxiety levels before and after Preoperative evaluation and preparation of Cesarean section patients in Pranangklao hospital โดย นาย พิชญุตม์ เตือนจิตต์ รหัสนักศึกษา 5906300003 นาย ณภัทร เผ่าพันธ์ดี รหัสนักศึกษา 5906300027 นางสาวธันพิวา จิตใจฉ ่า รหัสนักศึกษา 5906300047 นางสาว ชญาณ์ณิณท์ ศิริโชควากรณ์ รหัสนักศึกษา 6006300040 น ำเสนอ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์เฉลิม วราวิทย์ แพทย์หญิงสิริรัตน์ ลิมกุล นายแพทย์วิทยา ศิริชีพชัยยันต์ อาจารย์ยุพา สุทธิมนัส ประจ ำปี กำรศึกษำ 2563 ศูนย์แพทยศำสตร์ชั้นคลินิก โรงพยำบำลพระนั่งเกล้ำ คณะแพทยศำสตร์ มหำวิทยำลัยสยำม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ก หัวข้อวิจัย : ความวิตกกังวลในผู้ป่ วยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องก่อนและหลังการเตรียมความ พร้อมก่อนผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ ผ้ด าเนินการวิจัยู : • นาย พิชญุตม์ เตือนจิตต์ รหัสนักศึกษา 5906300003 • นาย ณภัทร เผ่าพันธ์ดี รหัสนักศึกษา 5906300027 • นางสาวธันพิวา จิตใจฉ ่า รหัสนักศึกษา 5906300047 • นางสาว ชญาณ์ณิณท์ ศิริโชควากรณ์ รหัสนักศึกษา 6006300040 หน่วยงาน : ศูนย์แพทยศาสตร์ชั้นคลินิก โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ปี พ.ศ. : 2563 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้เป็ นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบไปข้างหน้าเพื่อศึกษาระดับความวิตกกังวลในผู้ป่ วย ผ่าตัด ค ลอ ดทางหน้าท้อง ในท้อ งแ รกแล ะท้อ งหลัง ก่อ นแ ล ะหลังไ ด้รั บข้อ มู ลเกี่ ย วกับกา ร ดม ยา สล บ ใน โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่จังหวัดนนทบุรีในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563ถึงเดือนกุมภาพันธ์2564 มีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม จ านวน 50 ราย ได้แก่ผู้ป่ วยที่ไม่เคยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง 25 รายและผู้ป่ วยที่เคยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง 25 ราย เครื่ องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แบบสอบถามระดับความวิตกกังวลและความเครี ยด (Hospital Anxiety and Depression Scale ฉบับภาษาไทย) ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่ วยที่เคยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องจะมีระดับความวิตกกังวลก่อนและหลังการดมยาสลบ เท่ากับ 1.02 แ ล ะ 0.65 ต า ม ล า ดั บ ซึ่ ง ต ่ า ก ว่ า ผู้ป่ ว ย ที่ ไ ม่ เ ค ย ผ่ า ตั ด ค ล อ ด ท า ง ห น้ า ท้ อ ง เ ท่ า กั บ 2.13 แ ล ะ 1.20 แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p < 0.05) จากการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องสามารถลดความวิตกกังวล ทั้งในผู้ป่ วยที่ เคยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องและไม่เคยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ดังนั้นผู้วิจัยขอเสนอแนะ ให้มีการเตรียมความพร้อมในผู้ป่ วยที่ได้รับการดมยาสลบแบบทัวร่างนี่ ้ไปประยุกต์ใช้และพัฒนาในงานวิสัญญีต่อไป ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ข Research : Title Assessment of Anxiety levels before and after Preoperative evaluation and preparation of Cesarean section patients in Pranangklao hospital Researcher : • Mr.Pitchayut Tuanchitt No.5906300003 • Mr.Napat Bhowbhandee No. 5906300027 • Miss Thunpiwa Jitjaichum No. 5906300047 • Miss Chayanin Sirichokwakorn No. 6006300040 Organization : Faculty of Medicine, Siam University, Pranangklao Hospital Year : 2020 ABSTRACT This study is a prospective descriptive study to determine the level of anxiety in pregnancy. Cesarean section in the first and second pregnancy before and after receiving information about general anesthesia in Phranangklao Hospital Nonthaburi Province between November 2020 and February 2021 two sample groups of 50 were selected 25 patients who had never had a cesarean section and 2 5 patients who had a cesarean section in the past. The tool that we use is inquiry form about anxiety and depression scale. The results showed that patients who had had a cesarean section had anxiety levels before and after general anesthesia were 1.02 and 0.65 respectively which were lower than those who had never had a cesarean section at 2.13 and 1.20. They were significantly different at the 0.05 level (p < 0.05) This research shows that preparing for a cesarean section can reduce anxiety in both those who have had a cesarean section and have not had a cesarean section. Therefore, the researcher recommends to prepare patients who received this general anesthesia for further application and development in anesthesia work. ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ค กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้ ส าเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณา ช่วยเหลือ สนับสนุน และค าแนะน าต่างๆที่เป็ น ประโยชน์จากอาจารย์ธิดารัตน์ ทดแทนคุณ อาจารย์ที่ปรึกษาหลักของงานวิจัยในเรื่องของเครื่องมือการวิจัย และแนวทางการจัดท างานวิจัยฉบับนี้ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณในความกรุณาเป็ นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอกราบขอบพระคุณศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์เฉลิม วราวิทย์และอาจารย์ยุพา สุทธิมนัส ที่ สละเวลาในการช่วยเหลือ แนะน าแนวทางการท าวิจัยตั้งแต่แรกเริ่มจนจบกระบวนการและให้ความ อนุเคราะห์ในการช่วยตรวจสอบ แก้ไขงานวิจัยฉบับนี้รวมทั้งให้ก าลังใจในการท าวิจัยจนส าเร็จลุล่วง ขอกราบขอบพระคุณแพทย์หญิงสิริรัตน์ ลิมกุลที่ให้ความอนุเคราะห์แนะน าแนวทางในการเก็บ รวบรวมข้อมูลให้ค าปรึกษาในการแก้ไขปัญหาต่างๆจนสามารถเก็บข้อมูลได้ครบถ้วน ขอขอบคุณครอบครัวเพื่อนร่วมคณะของผู้จัดท าทุกท่านที่สนับสนุนและให้ก าลังใจเสมอมา สุดท้ายนี้ผู้จัดท าหวังเป็ นอย่างยิงว่างานวิจั่ ยจะเป็ นประโยชน์ต่อผู้ศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นาย พิชญุตม์ เตือนจิตต์ นาย ณภัทร เผ่าพันธ์ดี นางสาวธันพิวา จิตใจฉ ่า นางสาว ชญาณ์ณิณท์ ศิริโชควากรณ์ ปี การศึกษา 2563 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ง สำรบัญ บทคัดย่อ........................................................................................................................................................ก ABSTRACT .................................................................................................................................................ข กิตติกรรมประกำศ .........................................................................................................................................ค สำรบัญ............................................................................................................................................................ง สำรบัญตำรำง.................................................................................................................................................ฉ สำรบัญแผนภูมิแท่ง.......................................................................................................................................ช สำรบัญรูปภำพ...............................................................................................................................................ซ บทน ำ ..............................................................................................................................................................1 1.1. ควำมเป็ นมำและควำมส ำคัญปัญหำ................................................................................................1 1.2. ค ำถำมกำรวิจัย................................................................................................................................2 1.3. วัตถุประสงค์...................................................................................................................................2 1.4. สมมติฐำน ......................................................................................................................................2 1.5. ขอบเขตของกำรวิจัย......................................................................................................................2 1.6. ค ำส ำคัญของกำรวิจัย......................................................................................................................3 1.7. ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ.............................................................................................................4 เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง.......................................................................................................................5 2.1 กำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำท้อง..............................................................................................................6 2.2 กำรดมยำสลบ.....................................................................................................................................8 2.3 ควำมวิตกกังวล.................................................................................................................................12 2.4 ควำมร้ที่แพทย์วิสัญญีให้กับผ ู้ปู่วยก่อนผ่ำตัด...................................................................................16 2.5 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง...........................................................................................................................20 2.6 กรอบแนวคิด ....................................................................................................................................23 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


จ วิธีกำรด ำเนินกำรวิจัย....................................................................................................................................24 3.1 รูปแบบกำรวิจัย............................................................................................................................24 3.2 ขั้นตอนกำรวิจัย............................................................................................................................24 3.3 ขั้นตอนและวิธีกำรในกำรวิเครำะห์ข้อมูล.....................................................................................25 3.4 ประชำกรและกล่มตัวอย่ำงุ ...........................................................................................................26 3.5 เครื่องมือกำรวิจัย: .......................................................................................................................26 3.6 กำรหำคุณภำพเครื่องมือกำรวิจัย..................................................................................................27 3.7 กำรเก็บรวบรวมข้อมูล..................................................................................................................27 3.8 กำรวิเครำะห์ข้อมูล.......................................................................................................................28 ผลกำรวิจัยและวิเครำะห์ข้อมูล......................................................................................................................29 4.1 ผลกำรวิจัย....................................................................................................................................29 4.2 ผลกำรวิเครำะห์............................................................................................................................36 สรุปผลกำรวิจัย อภิปรำยผล และข้อเสนอแนะ............................................................................................42 5.1 สรุปผลกำรวิจัย...............................................................................................................................42 5.2 อภิปรำยผล.....................................................................................................................................43 5.3 ข้อจ ำกัดงำนวิจัย.............................................................................................................................44 5.4 ข้อเสนอแนะ...................................................................................................................................44 บรรณำนุกรม ................................................................................................................................................45 ใบยินยอมด้วยควำมสมัครใจ.........................................................................................................................46 เครื่องมือ.......................................................................................................................................................48 ผลกำรตรวจสอบคุณภำพของเครื่องมือ........................................................................................................57 ประวัติผ้วิจัยู .................................................................................................................................................60 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ฉ สำรบัญตำรำง ตารางที่ 1 แผนการด าเนินงานตลอดโครงการวิจัย Gantt chart 25 ตารางที่ 2 การแจกแจงค่าเฉลี่ยคะแนนรวมก่อนและหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบในช่วงอายุต่างๆ 36 ตารางที่ 3 การแจกแจงค่าเฉลี่ยคะแนนรวมก่อนและหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบในสถานภาพต่างๆ 37 ตารางที่ 4 การแจกแจงค่าเฉลี่ยคะแนนรวมก่อนและหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบในอาชีพต่างๆ 38 ตารางที่ 5 การแจกแจงค่าเฉลี่ยคะแนนรวมก่อนและหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบในเงินเดือนต่างๆ 40 ตารางที่ 6 การแจกแจงค่าเฉลี่ยคะแนนรวมก่อนและหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบในสิทธิการรักษาต่างๆ 41 ตารางที่ 7 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 42 ตารางที่ 8 IOC 59 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ช สารบัญแผนภูมิแท่ง แผนภูมิแท่งที่ 1 การแจกแจงอายุของกลุ่มตัวอย่าง........................................................................................29 แผนภูมิแท่งที่ 2 การแจกแจงสถานภาพของกลุ่มตัวอย่าง.............................................................................30 แผนภูมิแท่งที่ 3 การแจกแจงข้อมูลการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องของกลุ่มตัวอย่าง.......................................31 แผนภูมิแท่งที่ 4การแจกแจงข้อมูลอาชีพของกลุ่มตัวอย่าง............................................................................32 แผนภูมิแท่งที่ 5การแจกแจงข้อมูลเงินเดือนของกลุ่มตัวอย่าง.......................................................................33 แผนภูมิแท่งที่ 6 การแจกแจงข้อมูลสิทธิการรักษาของกลุ่มตัวอย่าง .............................................................34 แผนภูมิแท่งที่ 7 การแจกแจงข้อมูลค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลของกลุ่มตัวอย่าง...................................35 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ซ สำรบัญรูปภำพ รูปที่ 1 Modified Mallampati classification..................................................................................................11 รูปที่ 2 NPO guideline...................................................................................................................................19 รูปที่ 3 กรอบแนวคิด .....................................................................................................................................23 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


บทที่ 1 บทน ำ 1.1. ความเป็ นมาและความส าคัญปัญหา การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง (Cesarean section) หมายถึง การผ่าตัดเอาทารกออกจากโพรงมดลูกโดย ผ่านทางรอยผ่าที่ผนังหน้าท้องและรอยผ่าที่ผนังมดลูก (Gabbe,2002:539 ; Tara et al \., 2008:483)โดยทัวไป ่ การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องมี2 ชนิด คือ การผ่าตัดเอาทารกออกทางหน้าท้องชนิดที่มีการวางแผน หรือ ก าหนดล่วงหน้า (Planned or Elective cesarean section) หมายถึง การผ่าตัดที่มีการพิจารณาไว้ตั้งแต่ในขณะ ตั้งครรภ์หรือก่อนก าหนดคลอด 1 ถึง 2 สัปดาห์ เนื่องจากไม่สามารถคลอดทางช่องคลอดได้โดยมีข้อบ่งชี้ ชัดเจน เช่น ศีรษะทารกไม่ได้สัดส่วนกับเชิงกรานมารดา เด็กท่าก้น เป็ นต้น รวมทั้งการผ่าตัดคลอดทางหน้า ท้องในรายที่ไม่ต้องการคลอดทางช่องคลอด และอีกชนิดหนึ่ง คือ การผ่าตัดแบบฉุกเฉินหรือไม่ได้วางแผน (Unplanned or emergency cesarean section) หมายถึงการผ่าตัดที่มีการพิจารณาขึ้นในระหว่างการคลอดโดย มีข้อบ่งชี้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ภาวะสายสะดือถูกกด ระยะคลอดยาวนาน ภาวะที่แสดงว่าทารกก าลังได้รับ อันตราย เป็ นต้น ปัจจุบันอัตราการผ่าตัดคลอดของหญิงตั้งครรภ์สูงขึ้นทัวโลกมีสาเหตุมาจากหลายประการ ได้แก ่่เหตุผล ทางสูติกรรม เช่น สรีระร่างกายของมารดาไม่เอื้ออ านวยต่อการคลอดธรรมชาติ, โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, ความต้องการผ่าคลอดของมารดาเพิ่มขึ้นจากความกลัวเจ็บ กลัวทารกมีปัญหา กลัวช่องคลอดฉีกขาด, ค านึงถึงความสะดวกและฤกษ์ยาม, ปัญหาการฟ้องร้องทางกฎหมายเกี่ยวกับทุรเวชปฏิบัติและการบริหาร เวลาของแพทย์ จากข้อมูลของ World Health Organization หรือ WHO พบว่า ประเทศที่มีการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง สูงที่สุด ได้แก่ ประเทศไซปรัส คือร้อยละ 56.9 ของการคลอด (ปี 2015) ประเทศไทยมีอัตราการผ่าตัดคลอด ทางหน้าท้องเท่ากับร้อยละ 32.7 ของการคลอด (ปี 2016 ) ซึ่ งองค์การอนามัยโลกได้ก าหนดตัวเลขที่ เหมาะสมว่าควรเป็ นร้อยละ 10 -15 ดังนั้นประเทศไทยมีอัตราการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องสูงกว่าความ เหมาะสม จากข้อมูลสถิติในประเทศไทยพบว่าอัตราการผ่าตัดคลอดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ14.8 ในปี 1990 เป็ นร้อยละ 39.4 ในปี 2014 (The Asian -parent Thailand, Amarin baby&kids and the nation) โรงพยาบาลพระ-นังเกล้า ่ เป็ นโรงพยาบาลประจ าจังหวัดนนทบุรี สังกัดส านักงานปลัดกระทรวสาธารณสุข ปัจจุบันถือเป็ น โรงพยาบาลหลักในการดูแลสุขภาพประชาชนจังหวัดนนทบุรี จังหวัดในเขตปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียง อื่นๆ ที่อยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบในฐานะโรงพยาบาลศูนย์ขนาด 515 เตียง จากข้อมูลผู้ป่ วยที่เข้ามารับ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


2 บริการและได้รับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องของโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าพบว่าในปี พ.ศ. 2561 มี จ านวน 1,353 ราย คิดเป็ นร้อยละ 39 (สรุปผลงานงานการพยาบาลห้องผ่าตัดสูติศาสตร์โรงพยาบาล พระนั่งเกล้า, 2561) และในปี พ.ศ. 2562 เพิ่มเป็ นจ านวน 1,457 รายคิดเป็ นร้อยละ 45.3 ( สรุปผลงานการ พยาบาลห้องผ่าตัดสูติศาสตร์โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ ,2562 ) อย่างไรก็ตามการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องใน บุคคลส่วนใหญ่ยังคงมีความวิตกกังวลอยู่มาก ซึ่งทางโรงพยาบาลพระนังเกล้าได้มีขั ่ ้นการเตรียมคนไข้ก่อน การผ่าตัดของแผนกวิสัญญีโดยวิสัญญีแพทย์ เพื่อให้คนไข้ทราบถึงการปฏิบัติตัวและคลายความกังวล รวมทั้งเป็ นการให้ข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นก่อนการผ่าตัด ดังนั้นในกลุ่มผู้วิจัยได้มีการตระหนักและเห็นความส าคัญในขั้นตอนนี้และจากการปฏิบัติงานที่ โรงพยาบาลพระนังเกล้าพบว่ายังไม่เคยมีการประเมินความวิตกกังวลและความ ่ ต้องการข้อมูลที่ ผู้รับบริการ ต้องการทราบ รวมทั้งการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องยังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนผู้วิจัยจึงสนใจ การวิจัยเรื่อง ผลการประเมินความวิตกกังวลในผู้ป่ วยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องก่อนและหลังการเตรียมความ พร้อมก่อนผ่าตัด โรงพยาบาลพระนั่งเกล้าเพื่อเปรียบเทียบระดับความวิตกกังวลก่อนและหลังการเตรียม คนไข้ของแผนกวิสัญญีว่าลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพียงใด ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการวิจัยจะน าไปพัฒนารูปแบบและ เนื้อหาของข้อมูลที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้รับบริการและลดความกังวลที่จะเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม 1.2. ค าถามการวิจัย ความวิตกกังวลของผู้ป่ วยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องในท้องแรกและท้องหลัง ก่อนและหลังได้รับข้อมูล เกี่ยวกับการดมยาสลบลดลงหรือเพิ่มขึ้นหรือไม่ 1.3. วัตถุประสงค์ ศึกษาความเปลี่ยนแปลงของระดับความวิตกกังวลของผู้ป่ วยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องในท้องแรกและ ท้องหลัง ก่อนและหลังได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการดมยาสลบ 1.4. สมมติฐาน คะแนนเฉลี่ยจากแบบสอบถามความวิตกกังวล หลังการให้ข้อมูลต ่ากว่าก่อนการให้ข้อมูล 1.5. ขอบเขตของการวิจัย การศึกษานี้เป็ นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบไปข้างหน้า (Descriptive study design) ผู้เข้าร่วมโครงการ ศึกษาทุกรายจะได้รับการชี้แจงถึงรายละเอียดของโครงการวิจัย วิธีการตอบค าถาม และลงชื่อให้ค ายินยอมที่ จะเข้าร่วมการศึกษา โดยมีเกณฑ์คัดเลือกผู้ป่ วย โดยแบ่งเป็ น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ป่ วยที่ไม่เคยผ่าตัดคลอดทาง หน้าท้อง และผู้ป่ วยที่เคยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง รวมทั้งมีคุณสมบัติในการเข้าร่วมโครงการ ดังนี้ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


3 1) เป็ นผู้ป่ วยที่มารับการผ่าคลอดแบบนัดหมาย (Elective surgery) ที่แผนกสูตินรีเวชโรงพยาบาล พระนังเกล้า ่ 2) เป็ นผู้ป่ วยที่ผ่าตัดคลอดภายใต้การระงับความรู้สึกแบบทัวร่างกายหรือ ่ General anesthesia ผู้ป่ วยที่เข้าร่วมการศึกษาทุกรายจะได้รับแบบสอบถาม 2 ครั้ง คือ ก่อนและหลังได้รับค าแนะน าจากวิสัญญี แพทย์ ซึ่งผู้ป่ วยจะเป็ นผู้ตอบแบบสอบถามเอง โดยแบบสอบถามแบ่งเป็ น 2 ส่วน ได้แก่ 1) ข้อมูลทัวไป ่ 2) การวัดระดังความวิตกกังวล ใช้แบบสอบถาม Hospital Anxiety Scale ฉบับภาษาไทย 1.6. ค าส าคัญของการวิจัย 1) ความวิตกกังวล (Anxiety) หมายถึง ความรู้สึกตึงเครียดทางอารมณ์หรือรู้สึกไม่สบาย ใจซึ่งเกิดจากความหวันกลัวต่อเหตุการณ์ที่ก าลังเผชิญอยู่หรือหวั ่ นกลัวต่อเหตุการณ์ ่ ข้างหน้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและก่อให้เกิดผลในทางที่เลวร้ายและแสดงออกเป็ น ความรู้สึก 2) ผู้ป่ วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง หมายถึง ผู้ป่ วยที่มีการคลอดโดยการ ผ่าตัดทางหน้าท้องเนื่องจากสาเหตุหลายประการ เช่น สรีระร่างกายของมารดา เช่น สรี ระร่ างกายของมารดาไม่เอื้ออ านวยต่อการคลอดธรรมชาติ,โรคติดต่อทาง เพศสัมพันธ์,ความต้องการผ่าคลอดของมารดาเพิ่มขึ้นจากความกลัวเจ็บ กลัวทารกมี ปัญหา กลัวช่องคลอดฉีกขาด,ค านึงถึงความสะดวกและฤกษ์ยาม ,ปัญหาการฟ้องร้อง ทางกฎหมายเกี่ยวกับทุรเวชปฏิบัติและการบริหารเวลาของแพทย์ ซึ่งมีได้ทั้งการผ่าตัด แบบฉุกเฉินและการผ่าตัดแบบนัดมาซึ่ งในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยมุ่งเน้นในกลุ่มของการ ผ่าตัดคลอดแบบนัดมา 3) การเตรียมความพร้อม หมายถึง การเตรียมตัวเองก่อนการกระท าหรือท างานที่จะท า หรือได้รับมอบหมาย เป็ นการท าความเข้าใจในงานที่จะท า ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับงาน และหน่วยงานที่จะเข้าร่วมปฏิบัติในทุกๆ ด้าน รวมทั้งกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ สิ่ง ต่างๆ เหล่านี้ถ้ามีการศึกษาเตรียมการรัดกุม มีความเข้าใจกับระบบและงานมากก็จะมี ความพร้อมมาก ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


4 1.7. ประโยชน์ทีคาดว่าจะได้รับ่ 1) ด้านการบริหาร ผู้บริหารทางการแพทย์และพยาบาลสามารถน าผลการวิจัยไปใช้เป็ นข้อมูลพื้นฐานในการ วิเคราะห์ วางแผนและก าหนดนโยบายในการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการพยาบาล เพื่อให้การ ดูแลเตรียมสภาพจิตใจ ลดความวิตกกังวลและตอบสนองความต้องการข้อมูลของผู้ป่ วยก่อนผ่าตัด คลอดทางหน้าท้องได้อย่างเหมาะสม 2) ด้านการปฏิบัติการ แพทย์และ พยาบาลที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่ วยก่อนผ่าตัดในเรื่องการให้ข้อมูลแก่ ผู้รับบริการก่อนการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง สามารถน าผลที่ได้เป็ นข้อมูลในการก าหนดรูปแบบ การให้ข้อมูลเพื่อสนองต่อความต้องการของผู้รับบริการพร้อมประเมินระดับความวิตกกังวลของ ผู้รับบริการ ก่อนและหลังได้รับข้อมูลดังกล่าว 3) ด้านการศึกษาทางการแพทย์และพยาบาล บุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการศึกษาทางการแพทย์และพยาบาล สามารถน าผลการวิจัยไปใช้ เป็ นข้อมูลประกอบในการเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์และนักศึกษาพยาบาล เกี่ยวกับด้านการ เตรียมผู้ป่ วยก่อนผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง 4) ด้านการวิจัย นักวิจัยสามารถน าผลการวิจัยไปใช้เป็ นข้อมูลพื้นฐานในการวิจัยและพัฒนารูปแบบการลด ความวิตกกังวลหรือพัฒนารูปแบบการให้ข้อมูลตามความต้องการของผู้ป่ วยก่อนผ่าตัดคลอดทาง หน้าท้อง ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


บทที่ 2 เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง คณะผู้วิจัยเรื่องผลการประเมินความวิตกกังวลในผู้ป่ วยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องก่อนและหลังการเตรียม ความพร้อมก่อนผ่าตัด โรงพยาบาลพระนังเกล้า ได้ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในหัวข้อ ดังต่อไปนี ่ ้ 2.1 กำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำท้อง 2.1.1 ขั้นตอนการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง 2.1.2 ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง 2.1.3 ความเสี่ยงในการผ่าคลอด 2.2 กำรดมยำสลบ 2.2.1 การเตรียมความพร้อมผู้ป่ วยก่อนการดมยาสลบ (Preanesthetic preparation) 2.2.2 การประเมินผู้ป่ วยก่อนการดมยาสลบ (Preanesthetic evaluation) 2.3 ควำมวิตกกังวล 2.3.1 ความหมายของความวิตกกังวล 2.3.2 ประเภทของความวิตกกังวล 2.3.3 สาเหตุของความวิตกกังวล 2.3.4 ระดับของความวิตกกังวล 2.3.5 ผลกระทบจากความวิตกกังวล 2.3.6 แนวคิดการให้ข้อมูลในการเตรียมความพร้อมที่ส่งผลต่อความวิตกกังวล 2.4 ควำมร้ที่แพทย์วิสัญญีให้กับผ ู้ป่ วยก่อนผ่ำตัดู 2.4.1 ความรู้ขั้นตอนการดมยา 2.4.2 ความเสี่ยงจากการดมยาสลบ 2.4.3 การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด 2.5 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.6 กรอบควำมคิดในงำนวิจัย ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


6 2.1 กำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำท้อง 2.1.1.ขั้นตอนการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง (ธีระ ทองสง , สูติศาสตร์,หน้า 632-638) 2.1.1.1.ท่าของมารดาวัดท่าให้มารดานอนเอียงไปทางด้านซ้ายหรือดันมดลูกไปทางด้านซ้าย โดยการปรับเตียงหรือใช้หมอนรองด้านขวาเพื่อป้องกันมดลูกไปกดทับหลอดเลือด Inferior vena cava และ Aorta ซึ่ งจะช่วยให้ Venous return ปกติและช่วยเพิ่มปริ มาณ ออกซิเจนไปยังทารกด้วย 2.1.1.2.การให้ยาระงับความรู้สึกได้แก่การดมยาแบบ General anesthesia โดยใส่ Endotracheal tube วิธีนี้สามารถท าได้รวดเร็ วในกรณี ฉุกเฉิ นและสามารถควบคุมผู้ป่ วยได้ดี นอกจากนี้ อาจให้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะบริ เวณ(regional anesthesia) เช่น การท า Epidural หรื อSpinal block การเลือกวิธีการให้ยาระงับความรู้สึ กขึ้นดุลยพินิจของ วิสัญญีแพทย์ 2.1.1.3.การท าความสะอาดบริเวณที่จะลงมีดควรท าความสะอาดด้วย Chlorhexidine-alcohol ดีกว่าการใช้ Povidone-iodine ในแง่ของการติดเชื้อที่ต าแหน่งผ่าตัด ส่วนการท าความ สะอาดในช่องคลอดด้วย Povidone-iodine solution ทันที ก่อนลงมี ดจะช่ ว ย ล ด Endometritis หลังผ่าตัดโดยเฉพาะในรายที่น ้า เดินมาก่อนแต่กรณีนี้การศึกษายังมีน้อย 2.1.1.4.การลงมีดผ่าตัดบริเวณผิวหนัง(skin incision) ขึ้นกับความช านาญของแพทย์ผู้ผ่าตัด ปัจจัยที่น ามาพิจารณา ได้แก่ ความยากง่ายของการผ่าตัด ความกว้างของบริเวณผ่าตัด และการเข้าหามดลูก แผลผ่าตัดครั้งก่อน ทางเลือกในการขยายแผล การติดของแผล และความสวยงาม แนวการลงมีดที่ใช้กันอยู่มี 2 แนวคือ • แนวตั้งกลางตัว (vertical midline incision) วิธีนี้จะรวดเร็ว และขยายแผลได้กว้าง • แนวขวาง (transverse incision) ที่นิยมกันคือ Pfannenstiel incision ในการผ่าตัดที่ ไม่ซับซ้อนการลงมีดแนวขวางจะมีข้อดีกว่า และแนะน ามากกว่าเนื่องจากอาการ ปวดแผลหลังผ่าตัดน้อยกว่า แผลแข็งแรงกว่า และดูสวยกว่าการผ่าตัดเปิ ดเยื่อบุ ช่องท้อง ส่วนใหญ่มักเปิ ดในแนวกลาง ( low midline ) 2.1.1.5.การใส่ผ้าซับในช่องท้อง นิยมใส่ผ้าซับไว้ในแอ่ง 2 ข้างมดลูก เพื่อซับน ้าคร ่า เลือดและขี้ เทาที่ออกมาจากโพรงมดลูกวิธีนี้จะมีประโยชน์มากโดยเฉพาะในกรณีที่ขี้เทาข้นมาก (thick meconium) หรือน ้าคร ่าติดเชื้อ 2.1.1.6.การลงมีดที่ผนังมดลูกก่อนลงมีดที่ส่วนล่างของมดลูก (low transverse) 2.1.1.7.การท าคลอดทารก และรก ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


7 2.1.1.8.การเย็บซ่อมแซมแผลมดลูกหลังจากรกคลอดแล้วอาจจะใช้มือยกมดลูกขึ้น มาบนผนัง หน้าท้อง คลุมด้วยผ้าซับน ้าอุ่น 2.1.1.9.การเย็บปิ ดผนังหน้าท้อง 2.1.2.ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง(ธีระ ทองสง , สูติศาสตร์,หน้า630 ) 2.1.2.1.ข้อบ่งชี้ชนิดสมบูรณ์ • คลอดยาก หรือการคลอดไม่ก้าวหน้าซึ่งอาจเกิดจาก CPD (cephalopelvic disproportion) หรือทารกท่าผิดปกติที่คลอดเองไม่ได้ เช่นท่าขวาง หรือท่าหน้า เป็ นต้น หรือมีเนื้องอก ขวางอยู่ • ทารกอยู่ในภาวะเครียด(fetal distress)ที่ไม่สามารถคลอดทางช่องคลอดได้โดยเร็ว • รกเกาะต ่าโดยเฉพาะอย่างยิงชนิดปิ ดมิด (่ Placenta Previa totalis ) • ภาวะสายสะดือย้อยที่ทารกยังมีชีวิตอยู่ และปากมดลูกยังเปิ ดไม่หมด • กระดูกเชิงกรานหัก หรือ มีความผิดปกติของช่องคลอดซึ่งอาจเป็ นโดยก าเนิดหรือ อุบัติเหตุ • มะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม 2.1.2.2.ข้อบ่งชี้โดยอนุโลม • มีแผลเป็ นที่ผนังมดลูกจากการผ่าท้องท าคลอดมาก่อน จากการผ่าตัด(hysterectomy) หรือการผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกมดลูกออก (myomectomy) มาก่อน • ทารกท่าก้น • ครรภ์แฝดที่ทารกไม่ได้อยู่ในท่าศีรษะทั้งคู่ • หลังการเย็บซ่อมแซมผนังช่องคลอดจาก Urinary stress incontinence , Genitourinary fistula • โรคแทรกซ้อนทางสูติกรรมบางกรณี เช่น HEELP syndrome ที่วางแผนการรักษาให้ยุติ การตั้งครรภ์ในเวลาจ ากัด และปากมดลูกยังไม่พร้อม • อื่นๆ เช่นการติดเชื้อเริม(herpes) ที่อวัยวะสืบพันธุ์ในระยะใกล้คลอด หรือการตั้งครรภ์ จากการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์เป็ นต้น ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


8 2.1.3.ความเสี่ยงในการผ่าตัดคลอด (ธีระ ทองสง , สูติศาสตร์,หน้า631) • มีความเสี่ยงต่อการเสียเลือดมากกว่า • มีความเสี่ยงจากการดมยาสลบ • นอนโรงพยาบาลนานกว่า รวมทั้งอาจมีผลให้การเริ่มต้นให้นมบุตรด้วยมารดาเองเนิ่น ช้าออกไป • เพิ่มโอกาสการเกิด Respiratory distress syndrome • เจ็บตัวมากกว่า และมีอาการปวดหลังคลอดนานกว่าการคลอดแบบธรรมดา • มีแผลเป็ นที่หน้าท้อง (ซึ่งมากกว่าแผลฝี เย็บ) • มีภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัด และหลังผ่าตัด เช่น ไข้ ติดเชื้อ ลิ่มเลือดอุดตัน เป็ นต้น • ภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เช่น ปวดท้องเรื้อรัง พังผืด ล าไส้อุดตัน เป็ นต้น • โอกาสการผ่าตัดในท้องต่อไปสูงกว่า และยากกว่า เสี่ยงต่อมดลูกแตกในครรภ์ต่อไป ยิง่ การผ่าหลายครั้งยิงเสี่ยงสูงขึ ่ ้น • เพิ่มภาวะแทรกซ้อนในครรภ์ต่อไปหลายประการ เช่น รกเกาะต ่า รกติด ตกเลือดหลัง คลอด • เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการตาย และภาวะทุพพลภาพ 2.2 กำรดมยำสลบ 2.1.4.การเตรียมความพร้อมของผู้ป่ วยก่อนการดมยาสลบ (Preanesthetic preparation) 2.1.4.1. Preanesthetic visit และ psychological preparation เพื่อให้ผู้ป่ วยลดความวิตก กังวลโดยอธิบายถึงขั้นตอนวิธีการให้ยาระงับความรู้สึกวิธีระงับปวดหลัง ผ่าตัดและตอบข้อซักถามที่ผู้ป่ วยสงสัย(Patient information ตารางที่1 ถึง4 จาก ราช วิท ย าลัยวิสัญญี แพ ทย์แห่ งประ เท ศไ ท ย Guidance of patient information about anesthesia 2554) ซึ่ งวิธีการลดความวิตกกังวลโดยวิธี psychological preparation นี้พบว่าถ้าท าได้ถูกต้องสามารถลดความวิตกกังวล ได้ดีกว่าการให้ยาลดความวิตกกังวลอย่างเดียว 2.1.4.2.Correct underlying disease เช่น แก้ไขภาวะซีด ภาวะ electrolyte imbalance ถ้าไม่สามารถท าให้พร้อมได้อาจจ าเป็ นต้องเลื่อนการผ่าตัดออกไปจนกว่า ผู้ป่ วยจะมีภาวะที่เหมาะสมก่อนได้ 2.1.4.2.1. ถ้าเป็ น Day case surgery ต้องมีญาติมากับผู้ป่ วยด้วยเพื่อพา ผู้ป่ วยกลับบ้านอย่างปลอดภัย ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


9 2.1.4.2.2. ในผู้ป่ วยที่มี gastric emptying time ที่ปกติ ให้ผู้ป่ วยงดน ้า งด อาหารทางปากตามแนวทาง ดังต่อไปนี้ 2.1.5. การประเมินผู้ป่ วยก่อนการดมยาสลบ (preanesthetic evaluation) 2.1.5.1. เป้าหมายหลักที่ส าคัญส าหรับการประเมินผู้ป่ วยก่อนเข้ารับการให้ยาระงับ ความรู้สึกและการผ่าตัด (preanesthetic medical assessment of patients) คือ เพื่อประเมินสภาพความแข็งแรงของผู้ป่ วยน าไปสู่การเตรียมพร้อมผู้ป่ วยเพื่อ ลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างผ่าตัดและหลังผ่าตัด 2.1.5.2. ความส าคัญของการประเมินผู้ป่ วยก่อนการดมยาสลบ 2.1.5.2.1. เพื่อพบผู้ป่ วยมีเวลาพูดคุยให้ข้อมูลผู้ป่ วยเกี่ยวกับวิธีการให้ยา ระงับความรู้สึก 2.1.5.2.2. เพื่อลดความวิตกกังวล เพิ่มความมันใจแก่่ผู้ป่ วยผู้และเพื่อให้ เซ็นใบยินยอมก่อนการผ่าตัด (informed consent) 2.1.5.2.3. เพื่อประเมินสภาพของผู้ป่วยทั้งทางร่ างกายและจิ ตใ จ (preanesthetic physical and psychological evaluation) ท าให้เราทราบ ถึงพยาธิสภาพของระบบต่างๆของผู้ป่ วยเพื่อ ช่วยในการประเมินความ เสี่ยงต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้น 2.1.5.2.4. เพื่อบ าบัดรักษา และแก้ไขภาวะผิดปกติที่ตรวจพบก่อนผ่าตัด 2.1.5.2.5. เพื่อช่วยในการวางแผนร่วมกันระหว่างศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ และ แพทย์สาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้องในการดูและรักษาผู้ป่ วยร่ วมกัน นอกจากนี้ยังช่วยให้วิสัญญีแพทย์เลือกแผนการเตรียมวิธีที่ปลอดภัย ที่สุดแก่ผู้ป่ วย 2.1.5.2.6. เพื่อช่วยในการวางแผนการดูแลรักษาผู้ป่ วยต่อในระยะหลัง ผ่าตัด เช่น ผู้ป่ วย บางรายอาจต้องการเครื่ องช่วยหายใจหลังผ่าตัด ต้องการการดูแลต่อเนื่องในหอผู้ป่ วย หนัก (ICU management) และ เครื่องมือในการเฝ้าระวังผู้ป่ วย(monitoring) 2.1.5.2.7. วางแผนการให้ยาก่อนการให้ยาระงับความรู้สึกและการผ่าตัด (premedication) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


10 2.1.5.3.วิธีการประเมินผู้ป่ วยก่อนการดมยาสลบ วิธีจะช่วยประเมินให้ทราบว่าผู้ป่ วยที่อยู่ในสภาพร่างกายอย่างไร จ าเป็ นต้องอาศัยการซักประวัติที่ ละเอียดและถูกต้อง การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จ าเป็ น การที่ผู้ป่ วยไม่มีอาการไม่ได้ หมายความว่าผู้ป่ วยมีสภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ทุกอย่าง เช่นผู้ป่ วยที่เป็ น mild hypertensionผู้ป่ วยไม่มี อาการใดๆ แต่ในกรณีนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่ วยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงปกติ ดังนั้นเราไม่สามารถ ละเลย ขั้นตอนใดๆในการประเมินสภาพของผู้ป่ วย เมื่อเราไปประเมินสภาพของผู้ป่ วยก่อนการให้ยาระงับ ความรู้สึก และการผ่าตัดแล้ว เราควรตอบค าถามเหล่านี้ได้ o ผู้ป่ วยรายนี้มีสุขภาพที่แข็งแรงดีหรือไม่ o มีภาวะไหนของผู้ป่ วยบ้างที่เราสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นกว่านี้ได้ o ผู้ป่ วยรายนี้มีปัญหาสุขภาพหรือปัญหาการใช้ยาอื่นที่อาจมีผลต่อการรับยาระงับ ความรู้สึกบ้าง ❖ การซักประวัติ (history taking) o อายุ (age) o อาชีพ (occupation) o ประวัติความเจ็บป่ วยทั้งในอดีต และปัจจุบัน (current and past medical history) o ประวัติการได้รับยาทั้งชนิด ขนาด และระยะเวลาที่ได้รับยานั้น ถ้าหยุดยาไปแล้ว ระยะการหยุดยานานเท่าใด (previous drug therapy) o ประวัติการแพ้(allergies) o ประวัติการได้รับยาระงับความรู้สึ ก และปัญหาที่เกิด(previous anesthetics: date,type of surgery and complications) o ประวัติการเสียชีวิตในครอบครัวที่เกิดตามหลังการให้ยาระงับความรู้สึกแบบทัว่ ร่างกาย(family history of death under anesthesia: malignant hyperthermia) o ประวัติการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และการติดยาเสพติด(habits of smoking, alcoholism and drugs addict) o อุปกรณ์เทียมที่ผู้ป่ วยใช้(hearing aid, false eyes, contact lens, dentures) ❖ การตรวจร่างกาย o Vital signs ( BP , HR , RR ,BT ) ,BW , Ht , BMI o General appearance o Airway examination ( Mouth opening , Mallampati classification ,Thyromental distance , Neck motion , Teeth ) o Cardiovascular system ( heart murmur ) o Respiratory system ( COPD , asthma , URI) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


11 o Neurological system ( weakness , CVA ) o Other eg. musculoskeletal , thyroid mass , abdomen , back (RA) o การประเมินสถานะของผู้ป่ วย (Patient status) โดยใช้ ASA class o การประเมินทางเดินหายใจ ❖ Modified Mallampati classification เป็ นการตรวจประเมินเพื่อเปรียบเทียบขนาดของลิ้นกับช่องปาก ถ้าโคนลิ้นใหญ่และบังการมองเห็น อวัยวะอื่นในช่องปาก อาจท าให้มองเห็นกล่องเสียงได้ยาก วิธีประเมินท าโดยให้ผู้ป่ วยนังและอ้าปากแลบลิ ่ ้น เต็มที่ไม่ต้องออกเสียง ผู้ประเมินมองในช่องปากของผู้ป่ วยสังเกตว่ามองเห็นอะไรบ้างจากนั้นจัดระดับความ ยากง่ายในการใส่ท่อช่วยหายใจตามอวัยวะภายในช่องปากที่มองเห็น (oropharyngeal view) โดยแบ่ง ออกเป็ น 4 ระดับเรียงล าดับจากง่ายไปหายากดังนี้ ▪ Class I คือ มองเห็นเพดานอ่อน, fauces,ลิ้นไก่,tonsillar pillars ▪ Class II คือ มองเห็นเพดานอ่อน, fauces,ลิ้นไก่ ▪ Class III คือ มองเห็นเพียงเพดานอ่อน และโคนลิ้นไก่ ▪ Class IV คือ ไม่เห็นเพดานอ่อนมองเห็นเฉพาะเพดานแข็ง รูปที่ 1 Modified Mallampati classification ทั้งนี้Class I ไม่มีปัญหาในการใส่ท่อช่วยหายใจ Class II อาจจะมีปัญหาบ้าง ส่วน Class III และ IV ต้องระวังว่าอาจจะใส่ ท่อช่วยหายใจยาก ในกรณีที่สามารถมองเห็นบางส่ วนของ epiglottis เพิ่ม นอกเหนือจากที่ มองเห็นใน Class I ก็จะจัดเป็ น Class 0 ซึ่งบ่งบอกว่าจะใส่ท่อช่วยหายใจได้ง่าย • Mouth opening หรือ Inter-incisor distance ระยะห่างระหว่างฟันหน้าบน และฟันหน้าล่างใน แนวกึ่งกลาง ถ้าผู้ป่ วยไม่มีฟันก็วัดระยะห่างระหว่างเหงือกบนและเหงือกล่างแทน ถ้าอ้าปากได้ กว้าง 4 ซม. หรือ 2 นิ้วมือ(2 finger breadths, 2 FB) ต้องระวังว่าผู้ป่ วยอาจจะใส่ท่อช่วยหายใจ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


12 ล าบาก นอกจากนี้วิธีนี้ยังช่วยประเมินข้อต่อ temporomandibular ด้วยเพราะถ้าข้อต่อนี้อักเสบ และติดผู้ป่ วยก็จะอ้าปากได้น้อย • Thyromental distance เป็ นการวัดระยะทางระหว่างกระดูกอ่อนthyroid จากส่วนบนของ thyroid notch จนถึงขอบล่างตรงกลางของคางในท่าที่ผู้ป่ วยปิ ดปาก และเงยหน้าเต็มที่ซึ่งโดยปกติ ควร จะวัดได้ประมาณ6.5 ซม. ถ้าวัดได้มากกว่า 6.5 ซม. หรือ 3 นิ้วมือ (3 finger breadths, 3 FB) ก็ น่าจะใส่ท่อหายใจได้ไม่ยาก • Hyomental distance เป็ นการวัดระยะทางจากกระดูกhyoid ถึงปลายคางถ้าวัดได้น้อยกว่า 6 ซม. ถือว่าคางสั้นอาจจะใส่ท่อช่วยหายใจได้ยาก • การก้มเงยศีรษะ เป็ นการตรวจหาความผิดปกติในการเคลื่อนไหวของกระดูกต้นคอ อีกวิธีหนึ่ง ท าได้โดยให้ผู้ป่ วย ก้มศีรษะจนคางชิดอกแล้วแหงนศีรษะเต็มที่เท่าที่ท าได้ แล้ววัดมุมการ เคลื่อนไหวระหว่างการก้มและเงยเป็ นองศา ถ้าท าได้มากกว่า90องศา น่าจะใส่ท่อช่วยหายใจได้ ไม่ยากถ้าท าได้น้อยกว่า 80 องศา อาจจะมีปัญหาในการใส่ท่อช่วยหายใจ 2.3 ควำมวิตกกังวล 2.3.1 ความหมายของความวิตกกังวล(Anxiety) ความวิตกกังวลเป็ นความผิดปกติหลายอย่างที่ก่อให้เกิดความกังวลใจ หวาดหวัน ความตึง ่ เครียดทางอารมณ์และกังวลความผิดปกติเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อวิธีการที่คนเรารู้สึกและมีผลต่อ พฤติกรรมของบุคคล ความวิตกกังวลเล็กน้อยอาจท าให้รู้สึกไม่สงบในขณะที่ความวิตกกังวลอย่าง รุนแรงอาจจะท าให้สุขภาพทรุดโทรม และมีผลต่อชีวิตประจ าวันของคนเราได้ความวิตกกังวลเป็ น อารมณ์ขั้นพื้นฐานของมนุษย์และเป็ นภาวะทางอารมณ์ที่บุคคลคุ้นเคยและเกิดขึ้นได้อยู่เสมอใน ชีวิตประจ าวัน เป็ นสภาวะทางอารมณ์ที่ไม่พึงพอใจไม่สุขสบายทั้งทางร่างกายและจิตใจรู้สึกตึง เครียดร่างกายโดยไม่สามารถระบุสาเหตุได้หรือรู้สึกว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือควบคุมได้ และไม่ อยากให้เกิดขึ้นกับตน 2.3.2 ประเภทของความวิตกกังวล สุวนีย์ เกียวกิ่งแก้ว(2554: 145) แบ่งประเภทของภาวะความ วิตกกังวลออกเป็ น 4 ประเภท ได้แก่ 4) Signal Anxiety เป็ นภาวะความวิตกกังวลที่เป็ นการสนองตอบต่อเหตุการณ์ที่คาดคะเนได้ ซึ่งเป็ น ภาวะความวิตกกังวลที่มีเหตุมีผล เช่นความวิตกกังวลของคนที่ก าลังจะเข้าสอบแข่งขัน ความวิตกกังวลของแม่ที่ทราบว่าลูกจะต้องผ่าตัด เป็ นความวิตกกังวลที่มีเหตุกระตุ้น 5) Anxiety Trait ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


13 ภาวะความวิตกกังวลที่แฝงอยู่ในบุคลิกภาพ สามารถสังเกตได้จาก การแสดงออกทาง พฤติกรรมการแสดงออกของอารมณ์และการแสดงออกทางสรีระ คือจะมีลักษณะเดินเร็ว พูดเร็วเป็ นคนตื่นเต้นเสมอ เร่าร้อน อยู่ไม่นิ่ง 6) Anxiety State เป็ นภาวะความวิตกกังวลที่บุคคลมี ในขณะการเผชิญภาวะเครียด ท าให้บุคคลสูญเสีย การควบคุมอารมณ์ของตน เช่น หญิงที่สามีเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ ได้รับแจ้งว่าสามีอาการ ไม่สู้ดีเกิดภาวะความวิตกกังวลมากว้าวุ่น ไม่ได้ยินข้อความที่พยาบาลบอก ถามซ ้าๆในเรื่อง เดิม หรือขณะไฟไหม้คนที่มีบ้านอยู่บริเวณใกล้เคียงที่คาดว่าไฟน่าจะมาถึงที่ตนอยู่ เกิด ความวิตกกังวล 7) Free-floating Anxiety เป็ นภาวะความวิตกกังวลที่บุคคลบางคนมีอยู่ตลอดเวลาท าให้เกิดความรู้สึกหวาดกลัว มากจนไม่มีความสุข มีพฤติกรรมการเลี่ยงจากที่เกิดความกลัว(Phobic behavior) เช่น กลัว ที่จะขึ้นไปในที่สูง กลัวที่จะออกจากบ้านเวลากลางคืนหรือมีพฤติกรรม ย ้าคิดย ้าท า ลักษณะ บางอย่างเช่นหญิงสาวไม่สามารถนอนหลับได้เนื่องจากวิตกกังวลว่า จะมีคนเปิ ดประตู ห้องนอนเข้ามา ต้องลุกไปตรวจดูกลอนประตูอยู่บ่อยครั้ง 2.3.3 สาเหตุของความวิตกกังวล ปัจจัยที่เป็ นสาเหตุของความวิตกกังวล เกิดขึ้นได้ใน ทุกสถานการณ์ขึ้นอยู่กับการ ตอบสนองของบุคคลนั้นต่อการถูกคุกคามถึงความปลอดภัย สาเหตุของความวิตกกังวล ดังเช่น (ชู ทิตย์ปาน ปรีชา, 2524) • สาเหตุจากสภาพแวดล้อม ได้แก่ปัญหาและความยุ่งเหยิงในครอบครัว ภาวะตกต ่าทาง เศรษฐกิจของส่วนตัวครอบครัว • สาเหตุจากความอ่อนแอของจิตใจได้แก่ ได้รับการเลี้ยงดูที่ผิด ไม่ได้รับความรักความ ใกล้ชิด ความสนใจ ความอบอุ่นทางจิตใจ • สาเหตุจากความเจ็บป่ วยทางกายมีผลต่อจิตใจ ได้แก่ โรคที่รักษาไม่หายขาดโรค ที่ ต้องการรักษาด้วยการผ่าตัด โรคที่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการรักษาจ านวนมาก • โรคทางกายที่แสดงอาการกระวนกระวายได้แก่ ภาวะหยุดยาเป็ นต้น จากประเด็น ปัญหาต่างๆที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าความวิตกกังวลเกิดขึ้นได้ในทุกๆสถานการณ์ ที่ บุคคลถูกคุกคามต่อความปลอดภัย หรือ ต่อการนับถือตนเอง ซึ่งโดยทัวไปสาเหตุของ ่ ความวิตกกังวลถ้าแบ่งตามสิ่งคุกคามต่อบุคคลสามารถแบ่งได้เป็ น 2 ชนิดคือ (ปาหนัน บุญหลง, 2528: 116) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


14 o สิ่งคุกคามด้านร่างกาย (Physical integrity) รวมถึงสิ่งที่ มารบกวนต่อความพึง พอใจในความต้องการพื้นฐานทางด้านร่างกาย ซึงเป็ นสิ่งคุกคามที่ท าให้เกิด ความไม่สมดุลในการด ารงชีวิต หรือ ท าให้ความสามารถของบุคคลลดลง ได้แก่การเจ็บป่ วย การได้รับอุบัติเหตุ o สิ่งคุกคามต่อความเป็ นตนเอง (Self system) เป็ นสิ่งที่คุกคามความรู้สึ ก สูญเสียความมีคุณค่าและศักดิศรีในตนเอง เช่นการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ สู่บทบาทใหม่เช่นเป็ นผู้ป่ วยซึ่งต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่น การที่ต้องเปิ ดเผยร่างกาย และวัฒนธรรม เป็ นต้น 2.3.4 ระดับของความวิตกกังวล สามารถแบ่งระดับความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นกับบุคคลทั้งในด้านความรู้สึกและพฤติกรรม ที่ แสดงออกได้เป็ น 4 ระดับ (Peplau,1999 อ้างอิงในสิริวรรณ ชูจตุโร,2552) 1) ความวิตกกังวลเล็กน้อย(mild anxiety) เป็ นความวิตกกังวลในระดับปกติที่เกิดขึ้นได้ใน ชีวิตประจ าวัน ความวิตกกังวลระดับนี้จะท าให้บุคคลตื่นตัวพยายามที่จะค้นหาแหล่ง ประโยชน์เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาให้ดีมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง ร่างกาย คือรู้สึกไม่ค่อยสุขสบาย กระสับกระส่าย การหายใจเร็วขึ้น ปากแห้ง เกิดความรู้สึก ปั่นป่ วนกระเพาะอาหาร และอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ 2) ความวิตกกังวลปานกลาง(moderate anxiety ) มีความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น จะท าให้การรับรู้ น้อยลงและความสามารถในการสังเกตรายละเอียด สามารถจะเห็นและเข้าใจข้อมูล ต่างๆ ได้ลดลงการเรียนรู้และการแก้ปัญหายังสามารถท าได้ แต่ไม่เต็มประสิทธิภาพสูงสุด อาการ ทางด้านร่างกายที่ ปรากฏออกมาในระดับ คือมีความตึงเครียด มีชีพจรและอัตราการหายใจ เพิ่ม เหงื่อเพิ่มขึ้น ปวดศีรษะปวดปัสสาวะ 3) ความวิตกกังวลสูง (severeง anxiety) ความวิตกกังวลระดับนี้ จะท าให้บุคคลมีการรับรู้ ต่างๆลดลงไม่สามารถที่จะจดจ ารายละเอียดได้ไม่สามารถเรียนรู้และแก้ไขปัญหาได้ มี อาการมึนงง แ ละสับสน จะมีอาการปวดศีรษะคลื่นไส้เวียนศีรษะนอนไม่หลับอย่างรุนแรง มีอาการใจสั่น ในบางคนอาจมีอาการหายใจเร็ว บุคคลจะแสดงพฤติกรรมเป็ นไปโดย อัตโนมัติเพื่อบรรเทาความวิตกกังวล 4) ความวิตกกังวลสูงมาก (panicก anxiety) บุคคลจะรับรู้ต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมต่างๆ บิดเบือนจากความเป็ นจริงไม่สามารถควบคุมตนเองได้ มีอาการสับสนเอะอะโวยวายกรีด ร้องหรือแยกตัวดังนั้นความวิตกกังวลที่ มีผลกระทบต่อผู้ป่ วยก่อนผ่าตัดมากน้อยขึ้นกับ ระดับของความวิตกกังวล หากบุคลากรหรือผู้ดูแลผู้ป่ วยสามารถช่วยหรือเสริมพลังให้กับ ผู้ป่ วยลดความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดได้ ผู้ป่ วยผ่านกระบวนการผ่าตัดได้ด้วยดี ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


15 2.3.5 ผลกระทบจากความวิตกกังวล ความวิตกกังวลมีผลต่อบุคคลทั้งทางด้านร่างกายจิตใจ และความคิดซึ่งสามารถสรุปผลของ ความวิตกกังวลได้ดังนี้ 1) ผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านชีวเคมีและ สรีระวิทยาในขณะที่ มีความวิตกกังวล ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านชีวเคมี ซึ่งผลของการเปลี่ยนแปลงนี้มีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระวิทยา ความวิตกกังวลเป็ นตัวกระตุ้นให้แคธีโคลามีน (catecholamines) ถูกขับออกมาสู่กระแสเลือดมากขึ้น แคธีโคลามีนที่ส าคัญมี 2 ชนิด คืออีฟิ เนฟริน(epinephrine) และนอร์อีฟิ เนฟริน(Norepinephrine) ▪ อีพิเนฟริน(epinephrine) ท าให้หัวใจเต้นแรงและเร็วขึ้น ใจสั่นขนลุก เหงื่อ ออกเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกายเร่งการย่อยของน ้าตาล ไกลโคเจน ในตับ(glycogenolysis) ท าให้น ้าตาลในเลือดสูงขึ้น นอกจากนี้ยังกระตุ้น ต่อระบบประสาทส่วนกลางท าให้กระวนกระวาย ม่านตาขยายและ หลอดลมขยายตัว ▪ นอร์อีพิเนฟริ น (norepinephrine)ท าให้มีการหดรัดตัวของหลอดเลือด ความดันโลหิตสูงขึ้นหัวใจเต้นช้าลงแต่ ผลที่เกี่ยวกับอัตราการเผาผลาญ ของร่างกายต่อระบบประสาทส่วนกลางและการ ขยายหลอดลมมีน้อย กว่าอีพิเนฟริน 2) ผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ความวิตกกังวลท าให้บุคคลเกิดความรู้สึก หวาดหวันความตึงเครียดและความกลัวซึ่ งบุคคลอาจแสดง ออกมาในลักษณะ ่ ต่างๆเช่นตกใจง่ายหงุดหงิดโกรธ กระสับกระส่ายโศกเศร้า เสียใจร้องไห้ง่าย เหนื่อยหน่ายเป็ นต้น 3) ผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านความความจิตใจและการรับรู้ ได้แก่ลืมง่าย ประสิทธิภาพในการจ าลดลง ระบบความคิดถูกรบกวนเช่นสับสนหมกมุ่น ย ้าคิด ย ้าท า การตัดสินใจได้ช้า ความคิดแคบ 2.3.6 แนวคิดการให้ข้อมูลในการเตรียมความพร้อมที่ส่งผลต่อความวิตกกังวล ประโยชน์ของการให้ข้อมูลสคิปเปอร์กับลีโอนาร์ด (Skipper and Leonard, 1975 อ้างถึงใน สุทธิ วัฒนีนกุล,2547: 47) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของข้อมูลไว้ว่า การให้ข้อมูลจะช่วยลดความวิตกกังวลช่วยท าให้ เกิดความเข้าใจสบายใจ สามารถสร้างความมันใจให้แก ่่ผู้ป่ วย ช่วยให้เกิดความร่วมมือในการรักษาพยาบาล และช่วยให้เกิดความสามารถในการประเมินประสิทธิภาพของตนเองได้สมบูรณ์ การให้ข้อมูลที่เหมาะสม กับสถานการณ์และตรงกับความต้องการของผู้ป่ วยโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการรักษา ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


16 วิธีการรักษาอาการข้างเคียงที่ เกิดขึ้นสามารถช่วยลดความวิตกกังวลของผู้ป่ วยได้ (Tringail, 1986: 65-69 อ้างถึงใน วราภรณ์ ประดิษฐ์, 2544) 2.4 ควำมร้ที่แพทย์วิสัญญีให้กับผ ู้ป่ วยก่อนผ่ำตัดู 2.3.7 ความรู้ขั้นตอนการดมยา 2.3.7.1 Induction (conscious to unconscious) คือช่วงเวลาที่ผู้ป่ วยยังมีความรู้สึกตัวจนกระทัง่ ไม่รู้สึกตัวซึ่งการ induction สามารถทาได้หลายวิธี ได้แก่ • Intravenous เป็ นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดในคนไข้ผู้ใหญ่ • Intramuscular ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถเปิ ดเส้นเลือดได้ • Inhalation ใช้บ่อยที่สุดในผู้ป่ วยเด็ก 2.3.7.2 Maintenance (maintain unconscious) เป็ นช่วงที่คงสภาพความไม่รู้สึกตัวของผู้ป่ วย เพื่อให้สามารถท าหัตถการได้อย่างต่อเนื่อง ยาที่ใช้ในช่วงนี้ ได้แก่ • Inhalation คือยาดมสลบ target organ ของยากลุ่มนี้อยู่ที่ CNS ที่ท าให้ผู้ป่ วย หลับไป • Intravenousในผู้ป่ วยบางรายที่ไม่ต้องการใช้inhalationagent สามารถใช้ intravenous agent บางตัวที่ไม่มีฤทธิ์ สะสมและหมดฤทธิ์ ได้เร็ วน ามา ควบคุมการสลบได้เหมือน inhalation agent โดยการ continuous infusion หรือ ที่เรียกว่า total intravenous anesthesia (TIVA) • Opioids ช่วยลดอาการเจ็บปวดของผู้ป่ วยและยังช่วยลดปริ มาณการใช้ยา inhalation หรือ intravenous agent ได้ท าให้ลดผลข้างเคียงของยาได้ • Muscle relaxant ท าให้สะดวกในการ ผ่าตัดและควบคุมการหายใจของ ผู้ป่ วยได้ง่าย 2.3.7.3 Emergence (unconscious to conscious) เป็ นช่วงที่ทาให้ผู้ป่วยตื่นจะอาศัยการท าให้ยา แต่ละตัวหมดฤทธิ์ แต่ยาในกลุ่ม muscle relaxant ไม่หมดฤทธิ์ ได้ในทันที ดังนั้นการ ให้ยาในช่วงนี้จะเป็ นการทาให้ยาในกลุ่ม muscle relaxant หมดฤทธิ์ 2.3.7.4 Postoperative care and pain management เป็ นการลดความเจ็บปวดหลังจากการผ่าตัด 2.3.8 ความเสี่ยงจากการดมยาสลบ 2.3.8.1 Hypoxemia : ภาวะพร่องออกซิเจน • Airway o ทางเดินหายใจส่วนบนอุดกั้น ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


17 o ท่อช่วยหายใจอุดกั้น หรือเลื่อนหลุด • Breathing o หายใจลดลง (Hypoventilation) o หลอดลมหดเกร็ง (Bronchospam) o ภาวะมีลมในเยื่อหุ้มปอด (Pneumothorax) o ภาวะกล่องเสียงปิ ด (Laryngospasm) o การแลกเปลี่ยนก๊าซที่ผิดปกติ (Abnormal gas exchange) • Circulation o ความดันเลือดต ่าหรือไม่คงที่ • Drugs o Anaphylaxis o Drugs overdose 2.3.8.2 Hypothermia : ภาวะอุณหภูมิกายต ่า (อุณหภูมิปกติ 36.5-37.7 องศาเซลเซียล) • Degree o Mild 35-36 C o Moderate 32-35 C o Severe 28-32 C o Deep ต ่ากว่า 28 C • Mechanism o การแผ่รังสีความร้อน o การระเหยความร้อน o การน าความร้อน o การพาความร้อน • ผลต่อร่างกาย o ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ▪ Peripheral vasoconstriction ▪ Arrythmia ▪ Shivering ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


18 o ผลต่อระบบหายใจ ▪ Abnormal breathing pattern ▪ Bronchial blood flow o ระบบประสาท ▪ Cerebral blood flow ลดลง ▪ Brain protection o ระบบปัสสาวะ ▪ Renal blood flow ลดลง o ระบบทางเดินอาหารและตับ ▪ ลดเลือดไปเลี้ยงตับและการท างานของ ตับ ▪ ระบบเลือดและการแข็งตัวของเลือด • Blood viscosity เพิ่มขึ้น • ปริ มาณและการท างานของ เกล็ดเลือดลดลง • Coagulation factor ลดลง 2.3.8.3 Hypotension (SBP ต ่ากว่า 90 mmHg หรือต ่ากว่า 20% ของค่า ปกติ) 2.3.8.4 Bradycardia สาเหตุ • Medication o Inhalation o Spinal anesthesia o Succinylcholine o Neostigmine o Propofol o Morphine • Respiratory system o Hypoxemia • Cardiovascular system o Cardiac tamponade ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


19 • Surgery o Abdominal surgery • Gynecologic surgery • Opthalmologic surgery 2.3.9 การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด Preanesthetic visit และ psychological preparation เพื่อให้ผู้ป่ วยลดความวิตกกังวลโดยอธิบาย ถึงขั้นตอนวิธีการให้ยาระงับความรู้สึกวิธีระงับปวดหลังผ่าตัดและตอบข้อซักถามที่ผู้ป่ วยสงสัย Correct underlying disease เช่น แก้ไขภาวะซีด ภาวะ electrolyte imbalance ถ้าไม่สามารถท าให้พร้อม ได้อาจจ าเป็ นต้องเลื่อนการผ่าตัดออกไปจนกว่าผู้ป่ วยจะมีภาวะที่เหมาะสมก่อนได้ในผู้ป่ วยที่มี gastric emptying time ที่ปกติ ให้ผู้ป่ วยงดน ้า งดอาหารทางปากตามแนวทาง ดังต่อไปนี้ รูปที่ 2 NPO guideline • การประเมินผู้ป่ วยก่อนการดมยาสลบ (Preanesthetic evaluation) o การซักประวัติ ▪ อายุ (age) ▪ อาชีพ (occupation) ▪ ประวัติความเจ็บป่ วยทั้งในอดีต และปั จจุบัน (current and past medical history) ▪ ประวัติการได้รับยาทั้งชนิด ขนาด และระยะเวลาที่ได้รับยานั้น ถ้าหยุดยาไป แล้วระยะการหยุดยานานเท่าใด (previous drug therapy) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


20 ▪ ประวัติการแพ้(allergies) ▪ ประวัติการได้รับยาระงับความรู้สึก และปัญหาที่เกิด(previous anesthetics: date,type of surgery and complications) ▪ ประวัติการเสียชีวิตในครอบครัวที่เกิดตามหลังการให้ยาระงับความรู้สึกแบบ ทัวร่างกาย(่ family history of death under anesthesia: malignant hyperthermia) ▪ ประวัติการสู บบุหรี่ ดื่มสุ รา และการติดยาเสพติด(habits of smoking, alcoholism and drugs addict) ▪ อุปกรณ์เทียมที่ผู้ป่ วยใช้ (hearing aid, false eyes, contact lens, dentures) • การตรวจร่างกาย o Vital signs ( BP , HR , RR ,BT ) ,BW , Ht , BMI o General appearance o Airway examination ( Mouth opening , Mallampati classification ,Thyromental distance , Neck motion , Teeth ) o Cardiovascular system ( heart murmur ) o Respiratory system ( COPD , asthma , URI) o Neurological system ( weakness , CVA ) o Other eg. musculoskeletal , thyroid mass , abdomen , back (RA) o การประเมินสถานะของผู้ป่ วย (Patient status) โดยใช้ ASA class o การประเมินทางเดินหายใจ 2.5 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง ❖ ในประเทศ • ชุลีพร วชิรธนากรและคณะ (2560) ได้ท าการศึกษาความต้องการข้อมูลและการได้รับข้อมูลของ ผู้ป่ วยก่อนการผ่าตัดทางนรีเวช โรงพยาบาลรามาธิบดี กลุ่มผู้ป่ วยที่เข้ารับการศึกษาจ านวน 98 ราย พบว่าโดยรวมอยู่ในระดับมาก ข้อมูลที่ผู้ป่ วยต้องการมากที่สุดคือด้านทักษะการปฏิบัติตัวและด้าน บทบาทของผู้ป่ วย เนื่องจากสองด้านนี้เกี่ยวข้องกับการเผชิญหน้าและจัดการกับสถานการณ์ที่จะ เกิดขึ้น ซึ่ งจะช่วยให้ผู้ป่ วยรับรู้บทบาทของตนเองและสามารถปฏิบัติตัวต่อการรักษาได้ถูกต้อง ข้อมูลที่ต้องการรองลงมาคือด้านสถานการณ์หรือขั้นตอน วิธีการ ด้านข้อมูลสนับสนุนทางด้าน จิตใจและด้านความรู้สึก • มาณิกา อยู่ส าราญและคณะ (2556) ได้ท าการศึกษาเรื่องการรับรู้ระดับความวิตกกังวลและต้นเหตุ ความวิตกกังวลของผู้ป่ วยก่อนผ่าตัดในโรงพยาบาลสารคาม ได้ศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้ป่ วยในระยะ ก่อนผ่าตัดใหญ่ระบบศัลยกรรมช่องท้องแบบนัดล่วงหน้า (elective case) คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


21 เฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่ก าหนดไว้ ทั้งเพศหญิงและชาย จ านวน 222 ราย พบว่าโดยทัวไป ่ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับการผ่าตัดแบ่งระยะของการดูแลผู้ป่ วยที่ได้รับการผ่าตัด เป็ น 3 ระยะ คือ ระยะก่อนผ่าตัด ระยะขณะผ่าตัดและระยะหลังผ่าตัด ซึ่งทุกระยะของการผ่าตัด ส่งผลกระทบต่อ ผู้ป่ วย โดยเฉพาะอย่างยิงระยะก่่อนผ่าตัด ผู้ป่ วยจะเกิดความวิตกกังวลอย่างมาก ซึ่งสาเหตุของความ วิตกกังวลคือ ความกลัว เช่นกลัวในสิ่งที่ตนไม่รู้ กลัวตาย กลัวการดมยาสลบ • ขษีร์สิริ หงษ์วิไลและคณะ (2556) ได้ท าการศึกษาเรื่องผลลัพธ์ของแบบแผนการเตรียมความพร้อม ในการดูแลผู้ป่ วยที่ได้รับยาระงับความรู้สึก จ านวน 40 ราย พบว่ากลุ่มทดลองที่ได้รับแบบแผนการ เตรียมความพร้อมในการดูแลผู้ป่ วยที่ได้รับยาระงับความรู้สึก เช่น การรับชมวีดีทัศน์และคู่มือที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง สามารถช่วยลดความวิตกกังวลและสร้างความพึงพอใจในผู้ป่ วยที่ได้รับยาระงับ ความรู้สึกได้มากกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับเพียงข้อมูลตามแบบแผนปกติ • สายสวาท ปาจินะ (2556) ได้ท าการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและความต้องการ ข้อมูลของผู้ป่ วยก่อนได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า จ านวน 100 คน พบว่ากลุ่มตัวอย่างแสดงความ คิดเห็นว่าการพูดคุยแบบตัวต่อตัวเป็ นรูปแบบการให้ข้อมูลที่ช่วยท าให้ผู้ป่ วยมีความรู้ ความเข้าใจ และปฏิบัติตนได้ถูกต้องก่อนการเข้ารับการผ่าตัดข้อเข่าเทียม ส่งผลให้ความวิตกกังวลของผู้ป่ วย ก่อนผ่าตัดอยู่ในระดับน้อย เนื่องจากได้รับการเตรียมก่อนผ่าตัดด้วยข้อมูลจากแพทย์และพยาบาล ส่วนความต้องการข้อมูลของผู้ป่ วยก่อนได้รับการผ่าตัดอยู่ในระดับมาก ซึ่งข้อมูลที่ต้องการรู้มาก ที่สุดคือ การฟื้นฟูสภาพ เพราะเป็ นข้อมูลเกี่ยวข้องกับการด าเนินชีวิตหลังผ่าตัดและลดความเสี่ยงที่ อาจเกิดขึ้นหลังผ่าตัด และความวิตกกังวลไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการข้อมูลทุกด้าน บางครั้ง ผู้ป่ วยมีจ านวนมากแต่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานไม่เพียงพอ ท าให้การสื่อสารน้อยลงส่งผลให้ผู้รับบริการ มีความต้องการที่อยากซักถามข้อมูลเพิ่มเติม • เอื้องพร พิทักษ์สังข์ และคณะ (2553) ได้ศึกษาความวิตกกังวลและความต้องการข้อมูลของผู้ป่ วย ก่อนได้รับการผ่าตัดทางตา 200 คน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความวิตกกังวลในระดับสูง เนื่องจากผู้ป่ วย ส่วนมากกลัวว่าหลังผ่าตัดจะท าให้ตาบอด ในด้านความต้องการข้อมูลของผู้ป่ วยก่อนผ่าตัด พบว่า ผู้ป่ วยต้องการข้อมูลเกี่ยวกับผลการผ่าตัด ภาวะแทรกซ้อนจาการผ่าตัดและการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกัน ภาวะแทรกซ้อนจาการผ่าตัด มากกว่าการอธิบายเกี่ยวกับเรื่องโรคเพียงอย่างเดียว และพบว่าข้อมูล ส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ เพศ ระดับการศึกษา สิทธิค่ารักษาพยาบาลและประสบการณ์ในการผ่าตัดไม่ มีความสัมพันธ์กับความต้องการข้อมูลก่อนผ่าตัด การจัดท าวีดีโอเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติตัวก่อน ผ่าตัด ขณะผ่าตัด หลังผ่าตัดเป็ นสื่อที่ผู้ป่ วยให้ความสนใจและมีผลต่อการรับรู้ข้อมูลมากที่สุด ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


22 • จากต่างประเทศ • มาริเลีย เอฟ ลีมอสและคณะ (2562) ได้ท าการศึกษาเกี่ยวกับการให้ค าแนะน าก่อนการผ่าตัด กับการ ลดความวิตกกังวลในผู้ป่ วยมะเร็ง โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเพศหญิงจ านวน72คนที่มารับการผ่าตัด Endometrial cancer และใช้การดมยาสลบแบบGeneral anesthesia พบว่าการให้ค าแนะน าก่อนการ ผ่าตัดมีผลช่วยลดความวิตกกังวลได้ตั้งแต่เล็กน้อยถึงปานกลาง รวมถึงสามารถลดความดันโลหิต และอัตราการเต้นของหัวใจได้อย่างมีนัยส าคัญ • บริจ โมฮานน์และคณะ (2560) ได้ท าการศึกษาเรื่องวิธีการลดความวิตกกังวลโดยวิสัญญีแพทย์ใน การผ่าตัดแบบนัดล่วงหน้า (elective surgery) ในกลุ่มคน 200 คน โดยแบ่งเป็ น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 100 คน ใน 100 คนแรกให้ดูวีดีโอและรูปภาพข้อมูลในการดมยาสลบและขั้นตอนการผ่าตัดทั้งหมด ก่อนการผ่าตัดจริง และใน 100 คนหลังไม่ให้ดู เพื่อท าการเปรียบเทียบโดยใช้ Hamilton Anxiety Rating Scale ผลที่ได้จากการวิจัยคือ การให้ดูวีดีโอและรูปภาพข้อมูลในการดมยาสลบและขั้นตอน การผ่าตัดทั้งหมดก่อนการผ่าตัดจริ งช่วยลดความวิตกกังวลของผู้ป่ วยก่อนการผ่าตัดได้อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติ • เรย์ลีน ไดแอสและคณะ (2555) ได้ท าการศึกษาเรื่องการใช้สื่อมัลติมีเดียก่อนการผ่าตัดในผู้ป่ วยที่ใช้ วิธีการดมยาแบบ Spinal anesthesia ในกลุ่มผู้ทดลอง 200 คน โดยแบ่งกลุ่มผู้ทดลองเป็ น 2 กลุ่ม พบว่า สื่อมัลติมีเดียสามารถช่วยลดความกังวลและช่วยลด Hemodynamic parameters ได้แก่ อัตรา การเต้นของหัวใจและความดันโลหิตก่อนได้รับการดมยาสลบแบบ Spinal anesthesia ได้อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติ • มินนาลิและคณะ (2559)ได้ท าการศึกษา เรื่องการใช้แผ่นพับในการให้ข้อมูลกับผู้ป่ วย โดยศึกษา ความวิตกกังวลและความพึงพอใจโดยใช้กลุ่มตัวอย่างจ านวน 134 คน ที่มารับการผ่าตัดไทรอยด์ และใช้วิธีระงับความปวดแบบ General anesthesia พบว่าการใช้แผ่นพับในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับดม ยาสลบสามารถเพิ่มความรู้ความเข้าใจ และเพิ่มระดับความพึงพอใจให้กับผู้ป่ วยได้อย่างมีนัยส าคัญ แต่ไม่สามารถลดระดับความวิตกกังวลเกี่ยวกับการดมยาสลบได้ • เอชเอจลาล่าร์และคณะ (2553) ได้ท าการศึกษาการใช้สื่อวีดิทัศน์ในการลดระดับความวิตกกังวลใน ผู้ป่ วยที่ระงับปวดด้วยวิธี Regional anesthesia โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างจากผู้ป่ วยที่มาผ่าตัดขาที่ใช้วิธี ระงับปวดแบบ Regional anesthesia มาจ านวน110คนแบ่งกลุ่มหนึ่งให้ดูวีดิทัศน์เกี่ยวกับ การระงับ ความรู้สึกเฉพาะส่วน (spinal block หรือ brachial plexus block ) อีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้ดูวีดิทัศน์ และ วัดความวิตกกังวลก่อนชมวีดิทัศน์ หลังชมวีดิทัศน์ 1 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด และหลังผ่าตัดภายใน8 ชัวโมง พบว่า กลุ่มที่ชมวีดิทัศน์มีระดับความวิตกกังวลก ่่อนผ่าตัดน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับชมวีดิ ทัศน์ และหลังการผ่าตัดระดับความวิตกกังวลของทั้ง2กลุ่มลดลง โดยกลุ่มที่ได้รับชมวีดิทัศน์มี ระดับความวิตกกังวลน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับชมวีดิทัศน์จากงานวิจัยที่ได้ศึกษามาพบว่า งานวิจัยของ ไทยและต่างประเทศมีการศึกษาเกี่ยวกับความต้องการข้อมูลและการได้รับข้อมูลของผู้ป่ วยก่อนการ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


23 ผ่าตัด เช่น ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ผ่าตัดใหญ่ระบบศัลยกรรมช่องท้อง ผ่าตัดไทรอยด์ เป็ นต้น พบว่าการให้ข้อมูลผู้ป่ วยเกี่ยวกับการดมยา และการผ่าตัด ด้วยรูปแบบการพูดคุยตัวต่อตัว การใช้วิดิ ทัศน์ ช่วยให้ผู้ป่ วยมีความเข้าใจเกี่ยวกับการดมยา และการผ่าตัดมากขึ้น เพิ่มความพอใจและลด ระดับความวิตกกังวลเกี่ยวการดมยาและการผ่าตัดได้อย่างมีนัยส าคัญ จากงานวิจัยที่ได้ศึกษามาพบว่า งานวิจัยของไทยและต่างประเทศมีการศึกษาเกี่ยวกับความ ต้องการข้อมูลและการได้รับข้อมูลของผู้ป่ วยก่อนการผ่าตัด เช่น ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ผ่าตัด ใหญ่ระบบศัลยกรรมช่องท้อง ผ่าตัดไทรอยด์ เป็ นต้น พบว่าการให้ข้อมูลผู้ป่ วยเกี่ยวกับการดมยา และการผ่าตัด ด้วยรูปแบบการพูดคุยตัวต่อตัว การใช้วีดีทัศน์ ช่วยให้ผู้ป่ วยมีความเข้าใจเกี่ยวกับการ ดมยา และการผ่าตัดมากขึ้น เพิ่มความพึงพอใจ และลดระดับความวิตกกังวลเกี่ยวการดมยา และการ ผ่าตัดได้อย่างมีนัยส าคัญ 2.6 กรอบแนวคิด ข้อมูลทั่วไป • เพศ • อายุ • สถานภาพ • ข้อมูลบุตร • อาชีพ • รายได้ต่อเดือน • สิทธิการรักษา ความวิตกกังวลก่อนเตรียมความ พร้อมก่อนผ่าตัด • อารมณ์ • ความคิด • พฤติกรรม การเตรียมความพร้อมโดยแพทย์วิสัญญี ในเรื่อง 1.ความรู้ขั้นตอนการดมยา 2.ความเสี่ยงจากการดมยาสลบ 3.การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ความวิตกกังวลหลังเตรียมความ พร้อมก่อนผ่าตัด • อารมณ์ • ความคิด • พฤติกรรม รูปที่ 3กรอบแนวคิด ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


บทที่ 3 วิธีกำรด ำเนินกำรวิจัย 3.1 รูปแบบกำรวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ เป็ นการวิจัยประเภทกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อ ประเมินผลของการเตรี ยมความพร้อมในการดูแลผู้ป่ วยที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบทั่วร่าง ใน โรงพยาบาลพระนังเกล้า จังหวัดนนทบุรี โดยศึกษาระดับความวิตกกังวลเปรียบเทียบในกลุ่มตัวอย่าง ่ 2 กลุ่ม ระหว่างกลุ่มผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องในท้องแรกและกลุ่มผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องในท้องหลัง ซึ่ง ได้รับการเตรียมความพร้อมในแบบแผนการดูแลให้ข้อมูลตามปกติ โดยมีแบบแผนการทดลองดังนี้ 3.2 ขั้นตอนกำรวิจัย 3.1.1 เขียนโครงร่างวิจัย 3.1.2 สืบค้นวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น จ านวนผู้ที่มารับบริการ ผ่าตัดคลอด แผนกสูติ-นรี เวช หอผู้ป่ วยใน โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี ทบทวนวรรณกรรม และศึกษาหาปัจจัยที่อาจส่งต่อความเครียดในการเตรียมตัวก่อนรับ การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง 3.1.3 ศึกษาและสืบค้นแบบประเมินแบบสอบถามวัดระดับความวิตกกังวลของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข 3.1.4 ตั้งวัตถุประสงค์ 3.1.5 ก าหนดกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย 3.1.6 ตั้งสมมติฐาน 3.1.7 เขียนนิยามศัพท์เฉพาะ 3.1.8 เขียนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 3.1.9 เขียนกรอบแนวคิด 3.1.10 พัฒนาแบบยินยอมเข้าร่วมการวิจัย 3.1.11 ยื่นแบบสอบถามเสนอโครงร่างการวิจัย เพื่อขออนุมัติการท าวิจัยจากคณะกรรมการ จริยธรรมโรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ 3.1.12 ด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้ป่ วยจากแผนกงานสูติ-นรีเวช สอบถามข้อมูลผู้ที่มา รับบริการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง แผนกสูติ-นรีเวช หอผู้ป่ วยใน โรงพยาบาลพระนังเ่ กล้า จังหวัดนนทบุรีและบันทึกข้อมูล 3.1.13 ท าการรวบรวมข้อมูลวิจัย 3.1.14 ท าการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


25 3.1.15 สรุปรายงานผลการวิจัย 3.1.16 เขียนรายงานการวิจัย 3.1.17 เขียนข้อเสนอแนะ 3.1.18 เขียนบรรณานุกรม ภาคผนวก 3.1.19 น าเสนอผลการวิจัย 3.3 ขั้นตอนและวิธีกำรในกำรวิเครำะห์ข้อมูล 3.1.20 คัดเลือกผู้ป่ วยเข้าร่วมโครงการ 3.1.21 ผู้ป่ วยลงนามในเอกสารยินยอมเข้าร่วมโครงการวิจัย 3.1.22 เก็บข้อมูลทัวไปจากการท าแบบสอบถามของผู้ที่มาใช้บริการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ่ แผนกสูติ-นรีเวช หอผู้ป่ วยใน โรงพยาบาลพระนังเกล้า จังหวัดนนทบุรี ่ 3.1.23 รวบรวมข้อมูลและบันทึกในโปรแกรมคอมพิวเตอร์สถิติส าเร็จรูป 3.1.24 วิเคราะห์และแปลผลข้อมูล 3.1.25 สรุปผล ตารางที่ 1แผนการด าเนินงานตลอดโครงการวิจัย Gantt chart กิจกรรม ผู้รับผิดชอบ งบประมาณ ระยะเวลาด าเนินการ 2562 2563 2564 พ.ย. ธ.ค. ต.ค. พ.ย. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. ศึกษาเอกสารและ ทบทวนวรรณกรรม คณะผู้วิจัย 0 บาท จัดท าโครงร่างวิจัย คณะผู้วิจัย 0 บาท จัดท าแบบสอบถาม คณะผู้วิจัย 1,000 บาท เก็บข้อมูล คณะผู้วิจัย 500 บาท วิเคราะห์ข้อมูล คณะผู้วิจัย 0 บาท สรุปผลการวิจัย คณะผู้วิจัย 0 บาท เขียนรายงานการวิจัย คณะผู้วิจัย 0 บาท ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


26 ส่งรายงานผลการศึกษา ฉบับสมบูรณ์ คณะผู้วิจัย 0 บาท 3.4 ประชำกรและกล่มตัวอย่ำงุ ประชากรของการวิจัย: หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องในจังหวัดนนทบุรี กลุ่มตัวอย่าง: เป็ นการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจ านวน 50 คน แบ่งเป็ น : • ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องในท้องแรก 25 คน • ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องในท้องหลัง 25 คน เกณฑ์การคัดเลือกผู้ป่ วย แบ่งเป็ น 2 กลุ่ม ได้แก่ผู้ป่ วยที่ไม่เคยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง และผู้ป่ วยที่เคยผ่าตัด คลอดทางหน้าท้อง รวมทั้งมีคุณสมบัติในการเข้าร่วมโครงการ ดังนี้ 1) เป็ นผู้ป่ วยที่มารับการผ่าคลอดแบบนัดหมาย (elective surgery) ที่แผนกสูตินรีเวช โรงพยาบาลพระ นังเกล้า จังหวัดนนทบุรี ่ 2) เป็ นผู้ป่ วยที่ผ่าตัดคลอดภายใต้การระงับความรู้สึกแบบทัวร่างกายหรือ ่ general anesthesia 3.5 เครื่องมือกำรวิจัย: 3.1.26 ใช้แบบสอบถาม แบบสอบถามระดับความวิตกกังวลและความเครียด (Hospital Anxiety and Depression Scale ฉบับภาษาไทย) ทั้งหมด 14 ข้อ แบ่งเป็ นแบบสอบถามความวิตก กังวล 7 ข้อ ความซึมเศร้า 7 ข้อ โดยจะคิดคะแนนจากความวิตกกังวลเท่านั้น 3.1.27 ที่มาของแบบสอบถาม : มาโนช หล่อตระกูล,เครื่องมือประเมินปัญหำสุขภำพจิตและจิต เวช,กรุงเทพมหานคร : กรมสุขภาพจิต, 2544. 3.1.28 ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (content validity) หมายถึง การที่ผู้ศึกษาออกแบบสัมภาษณ์ได้ ตรงตามเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยในการทดสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหา สามารถด าเนินการได้โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญในด้านเนื้อหาพิจารณาถึงความสอดคล้องระหว่าง วัตถุประสงค์กับแบบทดสอบโดยพิจารณาเป็ นรายข้อ วิธีการพิจารณาแบบนี้จะเรียกว่า การ หาค่าสัมประสิทธิ์ ความสอดคล้อง (Index of Item – Objective Congruence : IOC) โดยมี สูตรการค านวณดังนี้(Rovinelli,R. J., & Hambleton, R. K., 1977) 3.1.29 จากแบบสอบถามงานวิจัยได้ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านในการตรวจสอบ ได้ค่า IOC ทุกข้อ ของแบบสอบถาม มีค่าคสามเที่ยงตรงที่ใช้ได้ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


27 3.6 กำรหำคุณภำพเครื่องมือกำรวิจัย การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาของการเครื่องมือ (Content validity) พิจารณาความถูกต้องความ ครอบคลุมเนื้อหา ความเหมาะสมของภาษาและความชัดเจนของแบบสอบถาม โดยได้ผ่านการ ตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ประกอบด้วย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญี 1 ท่าน,แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านสูตินรีเวช 1 ท่าน และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช 1 ท่าน 3.7 กำรเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งเป็ น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 : การเตรียมความพร้อมในการเก็บรวบรวมข้อมูลของคณะผู้วิจัย o คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติที่ก าหนด โดยมีการชี้แจงวัตถุประสงค์ในการ ท าวิจัย ชี้แจงการพิทักษ์สิทธิ์ ให้กลุ่มตัวอย่างทราบเพื่อขออนุญาตและขอความ ร่วมมือในการปฏิบัติตามขั้นตอนการวิจัย เมื่อกลุ่มตัวอย่างตกลง ยินยอมให้ความ ร่วมมือในการท าการศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง แล้วจึงให้กลุ่มตัวอย่างลงนามการ ยินยอมเข้าร่วมการวิจัยในแบบฟอร์มพิทักษ์สิทธิ์ o ประชุม จัดท า และท าความเข้าใจเกี่ยวกับแบบสอบถามที่ใช้รวบรวมข้อมูลให้ ตรงกัน o ผู้วิจัยสัมภาษณ์ และบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่ วยด้วยตนเอง เกี่ยวกับข้อมูล ส่วนตัว และระดับความวิตกกังวลก่อนที่จะได้รับการให้ข้อมูล และประเมินโดย วิสัญญีแพทย์ o กลุ่มตัวอย่างจะได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนได้รับการระงับความรู้สึกแบบทัว่ ร่าง มีการตรวจเยี่ยม ประเมินผู้ป่ วยและให้ข้อมูลการเตรียมพร้อมโดยวิสัญญี แพทย์ ก่อนได้รับยาระงับความรู้สึกแบบทัวร่าง่ ระยะที่ 2 :เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างในแผนกสูตินรีเวช และ วิสัญญี โรงพยาบาลพระนัง่ เกล้า จังหวัดนนทบุรี o การรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม แบ่งออกเป็ น 2 ส่วน คือ 1. แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล อายุ เพศ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษาอาชีพ รายได้ วิธีการจ่ายค่ารักษาพยาบาล 2. แบ บ ส อบ ถ าม ป ระ เมิ น ระ ดับ ค วาม วิตก กังวล โดย ใ ช้ แบบสอบถามระดับความวิตกกังวลและความเครียด (Hospital Anxiety and Depression Scale) ฉบับภาษาไทย ระยะที่ 3 : ประเมินระดับความวิตกกังวลของผู้ป่ วยอีกครั้ง หลังได้รับการเตรียมความพร้อมและ ประเมินก่อนได้รับการดมยาสลบจากวิสัญญีแพทย์ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


28 3.8 กำรวิเครำะห์ข้อมูล ใช้โปรแกรมส าเร็จรูป แจกแจงความถี่ ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระบุนัยส าคัญของการ ทดสอบสมมติฐาน วิเคราะห์ระดับความวิตกกังวลเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการท า Preoperative evaluation and preparation โดยใช้การเปรียบเทียบเป็ นร้อยละ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


บทที่ 4 ผลกำรวิจัยและวิเครำะห์ข้อมูล 4.1 ผลกำรวิจัย การศึกษานี้เป็ นการศึกษาเชิงพรรณนา เพื่อประเมินผลการเตรียมความพร้อมในการดูแลผู้ป่ วยที่ได้รับยา ระงับความรู้สึกแบบทัวร่าง ในโรงพยาบาลพระนั่ ่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี โดยศึกษาระดับความวิตกกังวล เปรียบเทียบในกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ระหว่างกลุ่มผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องในท้องแรกและกลุ่มผ่าตัดคลอด ทางหน้าท้องในท้องหลัง ซึ่งได้รับการเตรียมความพร้อมในแบบแผนการดูแลให้ข้อมูลตามปกติ โดยใช้ แบบสอบถาม Hospital anxiety scale ฉบับภาษาไทย ในการประเมินระดับความวิตกกังวล 4.1.1 ข้อมูลส่วนบุคคล 4.1.1.1 การแจกแจงอายุของกลุ่มตัวอย่าง จากข้อมูลและกราฟจะสามารถสรุปได้ว่าช่วงอายุส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบสอบถามคือช่วง อายุ 26 -30 ปี ซึงคิดเป็ น 36% ของจ านวนผู้ตอบแบบสอบถาม รองลงมาคือช่วงอายุ 21 – 25 ปี และ 31 – 35 ปี ซึ่งคิดเป็ น 24% และ 22% ตามล าดับ จะเห็นได้ว่า ช่วงอายุ 16 – 20 ปี มีจ านวนน้อยที่สุด คิดเป็ น 6% ในขณะที่ช่วงอายุ36 – 40 ปีมีจ านวนน้อยรองลงมาคิดเป็ น 12% ของจ านวนผู้ตอบ แบบสอบถาม แผนภูมิแท่งที่ 1การแจกแจงอายุของกลุ่มตัวอย่าง 16-20 21-25 26-30 31-35 36-40 ช่วงอายุ 3 12 18 11 6 0 5 10 15 20 จ านวน (คน) ช่วงอายุ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


30 4.1.1.2 การแจกแจงสถานภาพของกลุ่มตัวอย่าง จากข้อมูลและกราฟจะสามารถสรุปได้ว่าสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มี สถานภาพโสด ซึ่งคิดเป็ น 72 % และสถานภาพสมรสเป็ นส่วนน้อยคิดเป็ น 28% โสด สมรส สถานภาพ 36 14 0 5 10 15 20 25 30 35 40 จ านวน (คน) สถานภาพ แผนภูมิแท่งที่ 2การแจกแจงสถานภาพของกลุ่มตัวอย่าง ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


31 4.1.1.3การแจกแจงข้อมูลการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องของกลุ่มตัวอย่าง แผนภูมิแท่งที่ 3การแจกแจงข้อมูลการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องของกลุ่มตัวอย่าง จากข้อมูลและกราฟจะสามารถสรุปได้ว่า มีผู้ตอบแบบสอบถาม ที่เคยผ่าตัดคลอดทางหน้า ท้องมาก่อน 25 คน คิดเป็ น 50 % ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด ซึ่งมีจ านวนเท่ากันกับ ผู้ที่ไม่เคย ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องมาก่อน เคยผาตัดคลอด ่ ไม่เคยผาตัดคลอด ่ ข้อมูลผาตัดคลอดทางหน้าท้ ่อง 25 25 0 5 10 15 20 25 30 จ านวน (คน) ข้อมูลผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


32 4.1.1.4การแจกแจงข้อมูลอาชีพของกลุ่มตัวอย่าง จากข้อมูลและกราฟจะสามารถสรุปได้ว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีอาชีพเป็ น พนักงานบริ ษัทเอกชนหรื อพนักงานโรงงาน คิดเป็ น 26% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด รองลงมาคืออาชีพรับจ้างทัวไป คิดเป็ น 22 ่ % โดยอาชีพที่น้อยที่สุดของผู้ตอบแบบสอบถาม คือ ธุรกิจส่วนตัว และ กลุ่มนักเรียนหรือนักศึกษา ซึ่งคิดเป็ นกลุ่มละ 6% แผนภูมิแท่งที่ 4การแจกแจงข้อมูลอาชีพของกลุ่มตัวอย่าง 4 11 9 13 3 7 3 0 2 4 6 8 10 12 14 รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ/พนักงานราชการ รับจ้างทัวไป ่ ค้าขาย ลูกจ้างบริษัทเอกชน/โรงงาน ธุรกิจส่วนตัว แม่บ้าน/ไม่มีอาชีพ นักเรียน/นักศึกษา จ านวน (คน) รับราชการ/ รัฐวิสาหกิจ/ พนักงานราชการ รับจ้างทัวไป ่ ค้าขาย ลูกจ้าง บริษัทเอกชน/ โรงงาน ธุรกิจส่วนตัว แม่บ้าน/ไม่มี อาชีพ นักเรียน/ นักศึกษา อาชีพ 4 11 9 13 3 7 3 อาชีพ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


33 4.1.1.5การแจกแจงข้อมูลเงินเดือนของกลุ่มตัวอย่าง จากข้อมูลและกราฟจะสามารถสรุปได้ว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีเงินเดือนอยู่ ระหว่าง 7,501 – 10,000 บาท ซึ่ งคิดเป็ น 52% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด รองลงมาคือมี เงินเดือนอยู่ระหว่าง 10,001 –25,000 บาท คิดเป็ น 38% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด โดยผู้ที่มี เงินเดือนอยู่ระหว่าง 25,001 – 50,000 บาท มีจ านวนน้อยที่สุดคือ 2% 2 2 26 19 1 0 5 10 15 20 25 30 น้อยกวา ่ 5000 5001-7500 7501-10000 10001-25000 25001-50000 จ านวน (คน) น้อยกวา ่ 5000 5001-7500 7501-10000 10001-25000 25001-50000 เงินเดือน 2 2 26 19 1 เงินเดือน แผนภูมิแท่งที่ 5การแจกแจงข้อมูลเงินเดือนของกลุ่มตัวอย่าง ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


34 4.1.1.6การแจกแจงข้อมูลสิทธิการรักษาของกลุ่มตัวอย่าง จากข้อมูลและกราฟจะสามารถสรุปได้ว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีสิทธิการ รักษาพยาบาลเป็ น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คิดเป็ น 50% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด รองลงมาคือสิทธิประกันสังคม คิดเป็ น 30% 7 3 15 25 0 5 10 15 20 25 30 ช าระเงินเอง สวัสดิการข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ ประกนสังคม ั หลักประกนสุขภาพถ้วนหน้า ั จ านวน (คน) ช าระเงินเอง สวัสดิการข้าราชการ/ รัฐวิสาหกิจ ประกนสังคม ั หลักประกนสุขภาพถ้ว ัน หน้า สิทธิการรักษา 7 3 15 25 สิทธิการรักษา แผนภูมิแท่งที่ 6 การแจกแจงข้อมูลสิทธิการรักษาของกลุ่มตัวอย่าง ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


35 4.1.1.7การแจกแจงข้อมูลค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลของกลุ่มตัวอย่าง จากข้อมูลและกราฟจะสามารถสรุปได้ว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มีค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวล ลดลงก่อนและหลังการได้รับข้อมูล จาก 1.58 คะแนนเป็ น 0.93 คะแนน ตามล าดับ ซึ่งคิดเป็ น 41.13 % ก่อนการได้รับข้อมูล หลังการได้รับข้อมูล ค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกงวลั 1.58 0.93 0 0.2 0.4 0.6 0.8 1 1.2 1.4 1.6 1.8 ค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวล แผนภูมิแท่งที่ 7การแจกแจงข้อมูลค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลของกลุ่มตัวอย่าง ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


36 4.2 ผลกำรวิเครำะห์ 4.2.1 การแจกแจงค่าเฉลี่ยคะแนนรวมก่อนและหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบในช่วงอายุต่างๆ ช่วงอายุ จ านวน (คน) ค่าเฉลี่ยคะแนนรวม ก่อน ค่าเฉลี่ยคะแนนรวม หลัง 16-20 3 1.381 0.8095 21-25 12 1.5595 1.0595 26-30 18 1.6111 0.8651 31-35 11 1.6494 0.961 36-40 6 1.5 0.881 รวม 50 ตารางที่ 2การแจกแจงค่าเฉลี่ยคะแนนรวมก่อนและหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบในช่วงอายุต่างๆ จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 50 คน แบ่งตามกลุ่มอายุได้เป็ น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มอายุ 16-20 ปี , กลุ่มอายุ 21-25 ปี , กลุ่มอายุ 26-30 ปี , กลุ่มอายุ 31-35 ปี , กลุ่มอายุ 36-40 ปี โดยกลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ 26-30 ปี มี จ านวน 18 คน รองลงมาเป็ นกลุ่มอายุ 21-25 ปี , 31-35 ปี , 36-40 ปี และ 16-20 ปี มีจ านวน 12 , 11 , 6 และ 3 คน ตามล าดับ โดยในกลุ่มอายุ16-20 ปี จ านวน 3 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวลก่อนได้รับข้อมูลการ ดมยาสลบคิดเป็ น 1.381 และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 0.8095 กลุ่มอายุ 21-25 ปี จ านวน 12 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวลก่อนได้รับข้อมูลการดม ยาสลบคิดเป็ น 1.5595 และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 1.0595 กลุ่มอายุ 26-30 ปี จ านวน 18 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวลก่อนได้รับข้อมูลการดม ยาสลบคิดเป็ น 1.6111 และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 0.8651 กลุ่มอายุ 31-35 ปี จ านวน 11 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวลก่อนได้รับข้อมูลการดม ยาสลบคิดเป็ น 1.6494 และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 0.961 กลุ่มอายุ 36-40 ปี จ านวน 6 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวลก่อนได้รับข้อมูลการดม ยาสลบคิดเป็ น 1.5 และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 0.881 หมายเหตุ ค่าเฉลี่ยคะแนน คิดจากคะแนน ระดับความวิตกกังวลโดยใช้แบบสอบถาม Hospital anxiety scale ฉบับภาษาไทย มีทั้งหมด 7 ข้อ คะแนนเต็มข้อละ 3 คะแนน ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


37 4.2.2 การแจกแจงค่าเฉลี่ยคะแนนรวมก่อนและหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบในสถานภาพต่างๆ สถานภาพ จ านวน (คน) ค่าเฉลี่ยคะแนนรวม ก่อน ค่าเฉลี่ยคะแนนรวม หลัง โสด 36 1.6508 0.8889 สมรส 14 1.398 1.0408 รวม 50 ตารางที่ 3การแจกแจงค่าเฉลี่ยคะแนนรวมก่อนและหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบในสถานภาพต่างๆ จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 50 คน แบ่งตามกลุ่มสถานภาพสมรสได้เป็ น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มโสด จ านวน 36 คน และกลุ่มสมรส จ านวน 14 คน ในกลุ่มโสด จ านวน 36 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวลก่อนได้รับข้อมูลการดมยาสลบ คิดเป็ น 1.6508 และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 0.8889 ในกล่มสมรส จ านวน 14 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวลก่อนได้รับข้อมูลการดมยาสลบ คิดเป็ น 1.398 และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 1.0408 หมายเหตุ ค่าเฉลี่ยคะแนน คิดจากคะแนน ระดับความวิตกกังวลโดยใช้แบบสอบถาม Hospital anxiety scale ฉบับภาษาไทย มีทั้งหมด 7 ข้อ คะแนนเต็มข้อละ 3 คะแนน ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


38 4.2.3 การแจกแจงค่าเฉลี่ยคะแนนรวมก่อนและหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบในอาชีพต่างๆ อาชีพ จ านวน (คน) ค่าเฉลี่ยคะแนนรวม ก่อน ค่าเฉลี่ยคะแนนรวม หลัง รับราชการ/ รัฐวิสาหกิจ/พนักงาน ราชการ 4 1.8314 1.1071 รับจ้างทัวไป ่ 11 1.7013 1.1948 ค้าขาย 9 1.4286 0.7619 ลูกจ้างบริษัทเอกชน/ โรงงาน 13 1.5275 0.8242 ธุรกิจส่วนตัว 3 1.3333 0.7619 แม่บ้าน/ไม่มีอาชีพ 7 1.6327 0.9796 นักเรียน/นักศึกษา 3 1.619 0.7619 รวม 50 ตารางที่ 4การแจกแจงค่าเฉลี่ยคะแนนรวมก่อนและหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบในอาชีพต่างๆ จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 50 คน แบ่งตามกลุ่มอาชีพได้เป็ น 7 กลุ่ม คือรับราชการ/รัฐวิสาหกิจ/พนักงาน ราชการ , รับจ้างทัวไป ่ , ค้าขาย , ลูกจ้างบริษัทเอกชน/โรงงาน , ธุรกิจส่วนตัว , แม่บ้าน/ไม่มีอาชีพ และ นักเรียน/นักศึกษา โดยกลุ่มที่มีจ านวนมากที่สุด คือ ลูกจ้างบริษัทเอกชน/โรงงาน มีจ านวน 13 คน รองลงมา เป็ น รับจ้างทัวไป ่ , ค้าขาย , แม่บ้าน/ไม่มีอาชีพ , รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ/พนักงานราชการ , ธุรกิจส่วนตัว และนักเรียน/นักศึกษา คิดเป็ นจ านวน 11 , 9 , 7 , 4 และ 3 คนตามล าดับ โดยในกลุ่มรับราชการ/รัฐวิสาหกิจ/พนักงานราชการ จ านวน 4 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความ วิตกกังวลก่อนได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 1.8314และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดม ยาสลบคิดเป็ น 1.1071 ในกลุ่มรับจ้างทัวไป ่จ านวน 11คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวลก่อนได้รับข้อมูลการดม ยาสลบคิดเป็ น 1.7013และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 1.1948 ในกลุ่มค้าขายจ านวน 9คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวลก่อนได้รับข้อมูลการดมยาสลบ คิดเป็ น 1.4286และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 0.7619 ในกลุ่มลูกจ้างบริษัทเอกชน/โรงงาน จ านวน 13 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวลก่อน ได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 1.5275และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 0.8242 หมายเหตุ ค่าเฉลี่ยคะแนน คิดจาก คะแนนระดับความวิตกกังวลโดยใช้ แบบสอบถาม Hospital anxiety scale ฉบับภาษาไทย มีทั้งหมด 7 ข้อ คะแนนเต็มข้อละ 3 คะแนน ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


39 ในกลุ่มธุรกิจส่วนตัวจ านวน 3คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวลก่อนได้รับข้อมูลการดม ยาสลบคิดเป็ น 1.3333และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 0.7619 ในกลุ่มแม่บ้าน/ไม่มีอาชีพ จ านวน 7คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวลก่อนได้รับข้อมูล การดมยาสลบคิดเป็ น 1.6327และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 0.9796 ในกลุ่มนักเรียน/นักศึกษาจ านวน 3คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวลก่อนได้รับข้อมูลการ ดมยาสลบคิดเป็ น 1.619และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 0.7619 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


40 4.2.4 การแจกแจงค่าเฉลี่ยคะแนนรวมก่อนและหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบในเงินเดือนต่างๆ ตารางที่ 5การแจกแจงค่าเฉลี่ยคะแนนรวมก่อนและหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบในเงินเดือนต่างๆ จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 50 คน แบ่งตามกลุ่มอาชีพได้เป็ น 5 กลุ่ม คือเงินเดือนน้อยกว่า 5,000 บาท , 5,001-7,500 บาท , 7,501-10,000 บาท , 10,001-25,000 และ 25,001-50,000 บาท โดยกลุ่มที่มีจ านวนมาก ที่สุด คือ 7,501-10,000 บาท มีจ านวน 26 คน รองลงมา คือ 10,001-25,000 , 5,001-7,500 / น้อยกว่า 5,000 บาท และ 25,001-50,000 บาท ตามล าดับ โดยในกลุ่มเงินเดือนน้อยกว่า 5,000 บาท มีจ านวน 2 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวล ก่อนได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 1.5714และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิด เป็ น 0.7857 โดยในกลุ่มเงินเดือน 5,001-7,500 บาท บาท มีจ านวน 2 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวล ก่อนได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็น 1.7143และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิด เป็ น 0.7857 โดยในกลุ่มเงินเดือน 7,501-10,000 บาท บาท มีจ านวน 26 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตก กังวลก่อนได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็น 1.6703และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบ คิดเป็ น 0.9066 โดยในกลุ่มเงินเดือน 10,001-25,000 บาท บาท มีจ านวน 19 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตก กังวลก่อนได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็น 1.4586และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบ คิดเป็ น 0.9925 โดยในกลุ่มเงินเดือน 25,000-50,000 บาท บาท มีจ านวน 1 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตก กังวลก่อนได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็น 1.2857และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบ คิดเป็ น 1 เงินเดือน จ านวน (คน) ค่าเฉลี่ยคะแนนรวม ก่อน ค่าเฉลี่ยคะแนนรวม หลัง น้อยกว่า 5000 2 1.5714 0.7857 5001-7500 2 1.7143 0.7857 7501-10000 26 1.6703 0.9066 10001-25000 19 1.4586 0.9925 25001-50000 1 1.2857 1 รวม 50 หมายเหตุ ค่าเฉลี่ยคะแนน คิดจาก คะแนนระดับความวิตกกังวลโดยใช้ แบบสอบถาม Hospital anxiety scale ฉบับภาษาไทย มีทั้งหมด 7 ข้อ คะแนนเต็มข้อละ 3 คะแนน ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


41 4.2.5 การแจกแจงค่าเฉลี่ยคะแนนรวมก่อนและหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบในสิทธิการรักษาต่างๆ สิทธิการรักษา จ านวน (คน) ค่าเฉลี่ยคะแนนรวม ก่อน ค่าเฉลี่ยคะแนนรวม หลัง ช าระเงินเอง 7 1.7959 1.1224 สวัสดิการ ข้าราชการ/ รัฐวิสาหกิจ 3 2.1905 1.2857 ประกันสังคม 15 1.2952 0.7714 หลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้า 25 1.6171 0.9314 รวม 50 ตารางที่ 6การแจกแจงค่าเฉลี่ยคะแนนรวมก่อนและหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบในสิทธิการรักษาต่างๆ จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 50 คน แบ่งตามกลุ่มสถานภาพสมรสได้เป็ น 4กลุ่ม คือ หลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้า 25จ านวน , ประกันสังคม 15 คน , ช าระเงินเอง 7 คน และ สวัสดิการข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ 3คน โดยในกลุ่มช าระเงินเอง จ านวน 7 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวลก่อนได้รับข้อมูลการ ดมยาสลบคิดเป็น 1.7959และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 1.1224 ในกลุ่มสวัสดิการข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจจ านวน 3 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวลก่อน ได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็น 2.1905และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 1.2857 ในกลุ่มประกันสังคม จ านวน 15 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวลก่อนได้รับข้อมูลการ ดมยาสลบคิดเป็น 1.2952และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 0.7714 ในกลุ่มหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จ านวน 25 คน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมระดับความวิตกกังวลก่อน ได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็น 1.6171และค่าเฉลี่ยคะแนนรวมหลังได้รับข้อมูลการดมยาสลบคิดเป็ น 0 หมายเหตุ ค่าเฉลี่ยคะแนน คิดจาก คะแนนระดับความวิตกกังวลโดยใช้ แบบสอบถาม Hospital anxiety scale ฉบับภาษาไทย มีทั้งหมด 7 ข้อ คะแนนเต็มข้อละ 3 คะแนน ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


Click to View FlipBook Version