รายงานการวิจัย รายวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ชุมชน การศึกษาความร้ ทักษะ และเจตคติเกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองของู ญาติผ้ป่ วยมะเร็งเต้านมที่มารับบริการในโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ู KNOWLEDGE SKILLS AND ATTITUDE ABOUT BREAST-SELF EXAMINATION AMONG PATIENTS RELATIVES IN PRANANGKLAO HOSPITAL โดย นายปริญ นรวรชินกิจ 5706300017 นางสาวอรชิสา อิทธิชูโชติ 5906300018 นายวีระเทพ งามนุสนธิ์กิจ 5906300025 นางสาวศุภาพิชญ์ เดชกุล 5906300040 เสนอ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์เฉลิม วราวิทย์ แพทย์หญิงสิริรัตน์ ลิมกุล นายแพทย์วิทยา ศิริชีพชัยยันต์ อาจารย์ยุพา สุทธิมนัส ปี การศึกษา 2564 ศูนย์แพทยศาสตร์ชั้นคลินิก โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
การศึกษาความร้ ทักษะ ูและเจตคติเกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองของ ญาติผ้ป่ วยมะเร็งเต้านมที่มารับบริการในโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าู KNOWLEDGE SKILLS AND ATTITUDE ABOUT BREAST-SELF EXAMINATION AMONG PATIENTS RELATIVES IN PRANANGKLAO HOSPITAL โดย นายปริญ นรวรชินกิจ 5706300017 นางสาวอรชิสา อิทธิชูโชติ 5906300018 นายวีระเทพ งามนุสนธิ์กิจ 5906300025 นางสาวศุภาพิชญ์ เดชกุล 5906300040 ปี การศึกษา 2564 ศูนย์แพทยศาสตร์ชั้นคลินิก โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
ก หัวข้อวิจัยการให้ความรู้ทักษะและเจตคติเกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองแก่ญาติของผู้มาใช้ บริการในโรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ ผู้ด าเนินการวิจัย นายปริญ นรวรชินกิจ รหัสนักศึกษา 5706300017 นางสาวอรชิสา อิทธิชูโชติ รหัสนักศึกษา 5906300018 นายวีระเทพ งามนุสนธิ์ กิจ รหัสนักศึกษา 5906300025 นางสาวศุภาพิชญ์ เดชกุล รหัสนักศึกษา 5906300040 หน่วยงาน คณะแพทยศาสตร์ ศูนย์แพทยศาสตร์ชั้นคลินิกโรงพยาบาลพระนังเกล้า ่มหาวิทยาลัยสยาม ปี พ.ศ.2564 บทคัดย่อ ในปัจจุบันแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในการคัดกรองและวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมที่ หลากหลาย เช่น เอกซเรย์ อัลตราซาวด์ และแมมโมแกรม แต่วิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดในการตรวจ คัดกรองโรคมะเร็งเต้านม คือวิธีการตรวจเต้านมด้วยตนเอง เป็ นวิธีที่สามารถท าได้ด้วยตนเองที่บ้าน และสามารถคัดกรองมะเร็งเต้านมในระยะแรกเริ่มได้อย่างดี แต่กลับถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย ท าให้ผู้ป่ วยโรคมะเร็งเต้านมไม่ได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที การวิจัยกึ่ งทดลองนี้จึงมุ่งเน้น วัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทักษะและเจตคติเกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองแก่ญาติของผู้มา ใช้บริ การในโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โดยมุ่งเน้นไปที่ประชากรกลุ่มเสี่ ยง คือ มีญาติเป็ นโรค มะเร็งเต้านม ซึ่ งสามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้ ในงานวิจัยนี้ ใช้ประชากรจ านวน 50 คน กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่ ญาติของผู้ป่ วยโรคมะเร็งเต้านมที่มารับบริ การใน โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า แผนกผู้ป่ วยนอก(OPD) อายุ 30-70 ปี และมีคุณสมบัติได้แก่ เพศหญิง สัญชาติ/เชื้อชาติไทย มีประวัติคนในครอบครัวอย่างน้อย 1 คน ที่เป็ นมะเร็งเต้านม และกลุ่มตัวอย่างต้อง ยินดีเข้าร่วมการอบรมให้ความรู้และฝึ กทักษะการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเบื้องต้น และยินดีให้ ติดตามผลในอีก 1 เดือนหลังเข้าร่วมวิจัย เครื่ องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความรู้ แผ่นพับแสดงความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมและวิธีการตรวจเต้านมเบื้องต้น โมเดลเต้านม พร้อมสื่อวิดิทัศน์ โดยเริ่มจากให้ผู้เข้าร่วมวิจัยท าแบบประเมินก่อนให้ความรู้ จากนั้นให้ความรู้ผ่าน สื่อวิดิทัศน์และแจกแผ่นพับความรู้ ต่อด้วยท าแบบประเมินหลังให้ความรู้ พร้อมแสดงวิธีการตรวจ เต้านมจากโมเดลเต้านมที่เตรี ยมไว้ให้ สถิติที่ใช้ในงานวิจัย คือ สถิติแพร์ทีเทส ผลวิจัยพบว่า ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
ข ระดับความรู้ ทักษะ และเจตคติ ได้แก่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของมะเร็งเต้านม การรับรู้ประโยชน์ของ การตรวจเต้านมด้วยตนเอง และการรับรู้ความสามารถตนเองในการตรวจเต้านมด้วยตนเอง หลังให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ของญาติผู้ป่ วยมะเร็งเต้านมที่มารับบริการ ในโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เพิ่มขึ้นทั้ง 3 ด้าน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงสรุปได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมไม่เพียงพอ แต่เมื่อได้รับความรู้ เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมและวิธีการตรวจเต้านมด้วยตนเองเบื้องต้น ท าให้มีความรู้ความเข้าใจ และเกิด ความตระหนักถึงการป้องกันการเกิดโรคตั้งแต่แรกเริ่มได้ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
ค Research title KNOWLEDGE SKILLS AND ATTITUDE ABOUT BREAST- SELF EXAMINATION AMONG PATIENTS RELATIVES IN PRANANGKLAO HOSPITAL Researcher Prince Nolvonchinakit No. 5706300017 Onshisa Itichuchote No. 5906300018 Veeratape Ngamnusonkit No. 5906300025 Supapich Dechkul No. 5906300040 Organization Faculty of Medicine , Pranangklao Hospital , Siam University Year 2021 ABSTRACT Nowadays however many technologies have been developed to screen and diagnose breast cancer for example x-ray, ultrasound and mammogram but the easiest and fastest way to screen breast cancer is breast self examination which can be done easily by oneself at home and can routinely screen early stage breast cancer. Unfortunately this said examination has been overlooked, causing a delay in breast cancer diagnosis. Therefore this Quasi-Experimental research will be focusing on improving knowledge, skills and attitude about breast self examination among patients relatives in a Pranangklao hospital especially in the risk population who have a risk factor of having a breast cancer relative due to its genetic pattern of inheritance. The researchers specifically picked 50 breast cancer relatives, age range from 30 to 70 years old and had other qualifications being female sex, Thai nationality, having at least one breast cancer relatives, and the most important is the selected group have to be willing to participate in the breast self examination and a one-month follow up at Out patient department in Pranangklao hospital. Research tools are Quiz, catalogue, breast model and breast self examination video. First the participants have to watch the Video-Based learning activity on how to do a breast self examination. After that we demonstrate how to do a breast self examination on a breast model then collecting data before and after the activity and studying them through a quiz. Then compare it in a paired T-test ,Resulting in a significant improvement at level of 0.05 in all three categories, knowledge, skills and attitude(breast cancer risk perception, breast self examination benefit perception and their own breast self examination skills)in breast cancer patients relatives at Pranangklao hospital. In conclusion most people don’t have adequate knowledge on breast cancer but after giving them information about breast cancer and how to do a breast self examination, most people have knowledge which then finally ศ leads to awareness and early breast cancer prevention. ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
ง กิตติกรรมประกาศ โครงการวิจัยฉบับนี้ส าเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาและความอนุเคราะห์จากบุคคลหลายท่าน ซึ่งผู้วิจัยขอกล่าวนามเพื่อแสดงความขอบคุณทุกท่านเป็ นอย่างสูง ณ ที่นี้ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณ อาจารย์นายแพทย์พงศกร สุขเกษม อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ศ.กิตติคุณ นายแพทย์เฉลิม วราวิทย์ และอาจารย์ยุพา สุทธิมนัส อาจารย์ที่ปรึกษาร่วมงานวิจัย ที่ได้สละ เวลาให้ค าปรึกษาค าแนะน าเรื่องแบบประเมินความรู้ การเก็บข้อมูล การเขียนความรู้ในแผ่นพับ แนะน า แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ตลอดจนได้ตรวจสอบและแก้ไขโครงการวิจัยนี้จนเสร็จสมบูรณ์ ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ พ.ต.อ.นพ.ฉัตรชัย อังสุโรจน์ อาจารย์ประจ าคณะแพทยศาสตร์ ที่ได้ริเริ่มท างานวิจัยที่มีประโยชน์ ท าให้กลุ่มผู้ท าการวิจัยได้มีความรู้ ทักษะ ตลอดจนประสบการณ์ใน การเก็บข้อมูล มีทักษะในการให้ความรู้ต่างๆแก่ผู้อื่น ท าให้กระบวนการท าวิจัยในครั้งนี้ออกมาอย่าง ราบรื่น และส าเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และขอกราบขอบพระคุณ เจ้าหน้าที่พยาบาล และผู้ช่วยพยาบาล ห้องตรวจศัลยกรรม แผนกผู้ป่ วยนอก โรงพยาบาลพระนังเกล้า ส าหรับ ่ การให้ความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ การอ านวยความ สะดวก และยังเอื้อเฟื้อสถานที่ให้ผู้ท าวิจัยได้ด าเนินงานอย่างสะดวกสบายและราบรื่น นายปริญ นรวรชินกิจ นางสาวอรชิสา อิทธิชูโชติ นายวีระเทพ งามนุสนธิ์ กิจ นางสาวศุภาพิชญ์ เดชกุล ศ 2564 ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
จ สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ค กิตติกรรมประกาศ ง สารบัญ จ สารบัญตาราง ซ บทที่ 1 บทน า ความส าคัญและที่มาของปัญหาวิจัย 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2 ขอบเขตการวิจัย 2 สมมติฐานการวิจัย 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 3 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โรคมะเร็งเต้านม 4 ค าจ ากัดความของมะเร็งเต้านม 4 ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม 5 พันธุกรรมกับโรคมะเร็งเต้านม 6 พยาธิก าเนิดของการเกิดมะเร็งเต้านม 7 ลักษณะและอาการแสดง 8 การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม 8 การตรวจเต้านมเบื้องต้นด้วยตนเอง 11 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
ฉ หน้า การป้องกันโรคมะเร็งเต้านม 15 ค านิยามศัพท์เฉพาะ 16 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 17 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากต่างประเทศ 17 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย 19 กรอบแนวความคิด 22 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 23 เครื่องมือในการวิจัย 23 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือการวิจัย 24 ขั้นตอนการวิจัย 24 การเก็บรวบรวมข้อมูล 27 การวิเคราะห์ข้อมูล 27 บทที่ 4 ผลการวิจัย ลักษณะกลุ่มตัวอย่าง 28 เปรียบเทียบคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติก่อนให้ความรู้เกี่ยวกับ 29 การตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง กับ ช่วงอายุ ระดับการศึกษา และจ านวนบุตร ของผู้เข้าร่วมงานวิจัย เปรียบเทียบคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ก่อนและหลังให้ความรู้ 34 เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง เปรียบเทียบทักษะการคล าเต้านมด้วยตนเองอย่างถูกวิธี 37 ก่อนและหลังให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
ช หน้า พฤติกรรมการกลับไปตรวจเต้านมด้วยตนเองในช่วงระยะเวลา 1 เดือนแรก 37 หลังได้รับความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง เปรียบเทียบปัจจัย (อายุ ระดับการศึกษา และจ านวนบุตร) กับพฤติกรรม 38 การตรวจเต้านมด้วยตนเองหลังได้รับความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย 41 อภิปรายผล 42 ข้อจ ากัดในการวิจัย 44 ข้อเสนอแนะ 44 บรรณานุกรม บรรณานุกรมภาษาไทย 46 บรรณานุกรมภาษาอังกฤษ 47 ภาคผนวก ภาคผนวก ก เอกสารรับรองโครงการวิจัยหรือสารนิพนธ์ 50 ภาคผนวก ข เอกสารค าชี้แจงงานวิจัย เอกสารค ายินยอมเข้าร่วมวิจัย 52 และแบบสอบถามงานวิจัย ภาคผนวก ค ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ 58 ภาคผนวก ง แผ่นพับความรู้ 61 ประวัติผู้วิจัย 63 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
ซ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 4.1 ลักษณะกลุ่มตัวอย่าง 28 4.2 เปรียบเทียบคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติก่อนให้ความรู้เกี่ยวกับ 29 การตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง กับ ช่วงอายุของผู้เข้าร่วมงานวิจัยด้วย สถิติวันเวย์ อะโนวา 4.3 เปรียบเทียบคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติก่อนให้ความรู้เกี่ยวกับ 31 การตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง กับ ระดับการศึกษาของผู้เข้าร่วมงานวิจัยด้วย สถิติวันเวย์ อะโนวา 4.4 เปรียบเทียบคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติก่อนให้ความรู้เกี่ยวกับ 32 การตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง กับ จ านวนบุตรของผู้เข้าร่วมงานวิจัยด้วย สถิติวันเวย์ อะโนวา 4.5 เปรียบเทียบคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ก่อนและหลังให้ความรู้เกี่ยวกับ 34 การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ของผู้เข้าร่วมงานวิจัยด้วย สถิติแพร์ทีเทส (Paired T-Test) 4.6 เปรียบเทียบผลต่างของคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เพิ่มขึ้น 35 หลังให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง กับ ช่วงอายุ ของผู้เข้าร่วมงานวิจัยด้วย สถิติวันเวย์ อะโนวา 4.7 เปรียบเทียบผลต่างของคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เพิ่มขึ้น 36 หลังให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง กับ ระดับการศึกษา ของผู้เข้าร่วมงานวิจัยด้วย สถิติวันเวย์ อะโนวา 4.8 เปรียบเทียบผลต่างของคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เพิ่มขึ้น 36 หลังให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง กับ จ านวนบุตร ของผู้เข้าร่วมงานวิจัยด้วย สถิติวันเวย์ อะโนวา ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
ฌ ตารางที่ หน้า 4.9 เปรียบเทียบทักษะการคล าเต้านมด้วยตนเองอย่างถูกวิธี ก่อนและหลัง 37 ให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ของผู้เข้าร่วมงานวิจัยด้วย สถิติแพร์ทีเทส (Paired T-Test) 4.10 พฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองหลังได้รับความรู้เกี่ยวกับการตรวจ 38 มะเร็งเต้านมด้วยตนเอง 4.11 เปรียบเทียบปัจจัย (อายุ ระดับการศึกษา และจ านวนบุตร) กับพฤติกรรม 38 การตรวจเต้านมด้วยตนเองหลังได้รับความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง ด้วยสถิติไคสแควร์เทส (Chi-square test) 4.12 ตารางแจกแจงความถี่และร้อยละของช่วงอายุ กับพฤติกรรมการตรวจเต้านม 39 ด้วยตนเองหลังได้รับความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง 4.13 ตารางแจกแจงความถี่และร้อยละของระดับการศึกษากับพฤติกรรมการตรวจ 40 เต้านมด้วยตนเองหลังได้รับความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ค-14 Index of item objective congruence (IOC) 60 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
1 บทที่ 1 บทน า 1.1 ความส าคัญและที่มาของปัญหาวิจัย มะเร็งเต้านมเป็ นมะเร็งที่พบอุบัติการณ์มากเป็ นอันดับแรกในหญิงไทยและหญิงทั่วโลก สามารถพบโรคนี้ได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย จากข้อมูลระบาดวิทยาในประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2557 พบว่ามีผู้ป่ วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ ประมาณ 232,670 ราย แต่มีผู้ที่เสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม แค่ประมาณ 40,000 ราย เมื่อเปรียบเทียบมะเร็งเต้านมในประเทศตะวันตกและประเทศตะวันออก พบว่า ในประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป มีอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งเต้านมมากกว่า ประเทศตะวันออก เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่ น และอินเดีย และยังพบอีกว่า อายุที่เริ่มวินิจฉัยมะเร็งเต้านมใน ประเทศตะวันตก คือ 60 ปี ซึ่งสูงมากกว่าประเทศตะวันออก คือ 45 - 50 ปี นอกจากนี้ประเทศตะวันตก พบมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 มากถึงร้อยละ 60 - 70 ในขณะที่ประเทศตะวันออกพบ โรคมะเร็งเต้านม ระยะที่ 2 มากกว่า ในส่วนของข้อมูลในประเทศไทย จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติในปี พ.ศ. 2554 และพ.ศ. 2556 พบว่า มะเร็งเต้านมมีอุบัติการณ์มากที่สุด รองลงมาคือ มะเร็งปากมดลูก และ มะเร็งล าไส้ใหญ่ ตามล าดับ ผู้ป่ วยส่วนมากมักพบโรคในช่วงอายุ 50 - 60 ปี โดยแตกต่างกันตามเชื้อชาติ ส าหรับข้อมูลในประเทศไทยพบมากในช่วงอายุ 45 - 50 ปี เมื่อเริ่มวินิจฉัยพบว่าร้อยละ 80 เป็ นมะเร็ง ในระยะแรก (ระยะที่ 1 -3)ร้อยละ 10 เป็ นมะเร็งในระยะกระจาย (ระยะที่ 4) และจากการตรวจคัดกรอง ที่มากขึ้นในปัจจุบันในประเทศไทยท าให้พบมะเร็งเต้านมระยะแรกมากขึ้นเช่นกัน จากข้อมูลปี พ.ศ. 2554 พบมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 - 2 ร้อยละ 63.8 มะเร็งเต้านมระยะที่ 3 ร้อยละ 23.9 และมะเร็ง เต้านม ระยะที่4 ร้อยละ 8.8 มากกว่านั้นในประเทศไทย สถิติกระทรวงสาธารณสุข ระบุผู้หญิงไทยป่ วย เป็ นมะเร็งเต้านม จ านวนมากขึ้นเรื่อยๆและเพิ่มสูงเป็ นอันดับแรก น ามะเร็งปากมดลูกในปี พ.ศ.2550 สถิติผู้ป่ วยจาก สถานบริการสาธารณสุขไทยทัวประเทศ มีจ านวนผู้ป่ วย ่มะเร็งเต้านมสูงถึง 21,708 ราย หรื อ 38 คน ต่อประชากร หนึ่งแสนคน (WHO 2552) ซึ่ ง สอดคล้องกับสถิติของโรงพยาบาล พระนั่งเกล้า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548-2552 ผู้ป่ วยมะเร็งเต้านม พบมากเป็ นอันดับ 3 ของมะเร็งทั้งหมด (สถิติ โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ , 2552) ในรอบ 5 ปี พบผู้ป่ วยมะเร็งเต้านมจ านวน 250 ราย ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
2 จากข้อมูลต่าง ๆ พบว่าอุบัติการณ์มะเร็งเต้านม พบมากในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งในทวีป อเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย โดยพบมากกว่าประเทศที่พัฒนาน้อยกว่าและญี่ปุ่ นถึง 5 เท่า แต่ปัจจุบัน แนวโน้มอุบัติการณ์ มะเร็งเต้านมโดยเฉพาะในประเทศก าลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทยเพิ่มขึ้น อย่างมาก ส่ วนหนึ่ งน่ าจะมาจากสภาพความเป็ นอยู่ที่ดีขึ้น ประชากรมีอายุยืนยาวมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการรับประทานอาหาร การด าเนินชีวิตประจ าวัน และสภาพแวดล้อมที่เป็ น การเพิ่มปัจจัยเสี่ยงส าคัญของการเกิดโรคมะเร็งเต้านม นอกจากนี้การพัฒนาในเรื่องของทะเบียนข้อมูล ผู้ป่ วยมะเร็งและ ความก้าวหน้าเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม ท าให้อุบัติการณ์มะเร็งเต้านม เพิ่มมากขึ้นอีกด้วยจากการรณรงค์การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการ ถ่ายภาพรังสีเต้านม (mammogram) ท าให้ในปัจจุบันแพทย์ สามารถวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ใน ระยะแรก นอกจากนี้พบว่า จากความก้าวหน้าในการรักษาทั้งวิธีการผ่าตัด การให้ยาเคมีบ าบัด ยาต้านฮอร์โมน การให้ยารักษาแบบมุ่งเป้า (targeted therapy) และการฉายรังสีรักษา จึงท าให้อัตราการ เสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมลดลงอย่างมาก ดังนั้นผู้ป่ วยที่มาพบแพทย์ในระยะแรกของโรค และได้รับการ รักษาตามมาตรฐาน เมื่อติดตามอาการอย่างต่อเนื่องจะพบว่ามีโอกาสหายขาดจากโรคมะเร็งเต้านม โดยการดูแลรักษาสุขภาพในผู้ป่ วยกลุ่มนี้จึงมีบทบาทที่ส าคัญในการลดการกลับเป็ นซ ้าของโรคได้ ส าหรับผู้ป่ วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม ถึงแม้ว่าการรักษาให้หายขาดจะเป็ นไปได้ยาก แต่ด้วยความรู้ และวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันก็สามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้มากขึ้นกว่าในอดีต ดังนั้น จึงได้เล็งเห็นความส าคัญของการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเบื้องต้น ด้วยตนเองได้ 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาระดับความรู้ ทักษะ และเจตคติ ก่อนและหลังการให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจ มะเร็งเต้านมด้วยตนเองของญาติผู้ป่ วยมะเร็งเต้านมที่มาใช้บริการในโรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ 1.3 ขอบเขตการวิจัย การศึกษาความรู้ ทักษะ และเจตคติเกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองของญาติผู้ป่ วย มะเร็งเต้านมที่ มารับบริการในโรงพยาบาลพระนังเกล้า ก ่่อนและหลังให้ความรู้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
3 1.4 สมมุติฐานการวิจัย การศึกษาความรู้ ทักษะ และเจตคติเกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองของญาติผู้ป่ วย มะเร็งเต้านมที่มารับบริการในโรงพยาบาลพระนังเกล้า ก ่่อนและหลังให้ความรู้เพิ่มขึ้น 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.5.1 ความรู้(Knowledge) หมายถึง ผลที่ได้จากการเรียนรู้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเกิดความเข้าใจ ในสิ่งนั้นและสามารถระลึกได้เมื่อต้องการใช้ความรู้นั้น 1.5.2 ทักษะ(Skill) หมายถึง ความสามารถในการปฏิบัติได้ในระดับที่ท าได้อย่างคล่องแคล่ว หรือช านาญ อันเกิดจากการท าหรือปฏิบัติเป็ นประจ า โดย ทักษะจะต้องมาจากพื้นฐาน ส าคัญคือ ความเข้าใจ 1.5.3 เจตคติ(Attitude) หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดๆ ซึ่งแสดงออกมาเป็ น พฤติกรรมในลักษณะชอบ ไม่ชอบ อาจเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย พอใจ ไม่พอใจ ต่อสิ่งใดๆ ในลักษณะเฉพาะตัวตามทิศทางของทัศนคติที่มีอยู่ และท าให้จะเป็ นตัวก าหนดแนวทาง ของบุคคลในการที่จะมีปฏิกิริยาตอบสนอง 1.5.4 มะเร็งเต้านม(Breast cancer) หมายถึง โรคมะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อที่มีความผิดปกติ ส่วนใดส่วนหนึ่งภายในเต้านมเปลี่ยนแปลงไปเป็ นเซลล์มะเร็งและขยายใหญ่ขึ้นจน กลายเป็ นก้อนเนื้อร้าย ก่อนจะลุกลามไปสู่เนื้อเยื่อข้างเคียงและแพร่กระจายไปยังเซลล์ อื่นของร่างกาย 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.6.1 ผู้ที่เข้าร่วมวิจัยได้รับความรู้เบื้องต้นและมีทักษะในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านม ด้วยตนเองหลังจากเข้าร่วมวิจัยเพิ่มขึ้น 1.6.2 ผู้เข้าร่วมวิจัยสามารถตรวจพบความผิดปกติของเต้านมได้เร็ว และเข้ารับการรักษาตั้งแต่ ระยะแรกเริ่ม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง คณะผู้วิจัยเรื่องการให้ความรู้ ทักษะ และเจตคติเกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองแก่ ญาติของผู้ที่มาใช้บริการในโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ได้ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในหัวข้อ ดังต่อไปนี้ 2.1 โรคมะเร็งเต้านม 2.1.1 ค าจ ากัดความของมะเร็งเต้านม 2.1.2 ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม 2.1.3 พันธุกรรมกับโรคมะเร็งเต้านม 2.1.4 พยาธิก าเนิดของการเกิดมะเร็งเต้านม 2.1.5 ลักษณะและอาการแสดง 2.1.6 การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม 2.1.7 การตรวจเต้านมเบื้องต้นด้วยตนเอง 2.1.8 การป้องกันโรคมะเร็งเต้านม 2.2 ค านิยามศัพท์เฉพาะ 2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.3.1 งานวิจัยต่างประเทศ 2.3.2 งานวิจัยในประเทศ 2.4 กรอบแนวคิดงานวิจัย 2.1 โรคมะเร็งเต้านม 2.1.1 ค าจ ากัดความของมะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านม คือ เซลล์ของเนื้อเยื่อเต้านมเกิดการเปลี่ยนแปลง ท าให้มีการเจริญเติบโต ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นจนร่างกายไม่สามารถควบคุมได้และสามารถแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อ ใกล้เคียง ตลอดจนเนื้อเยื่อทัวร่างก่าย และแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดย ทางเดินน ้าเหลือง และทางกระแสเลือด รวมถึงการแพร่กระจายลุกลามเฉพาะที่ด้วย เช่น การแพร่กระจายสู่กระดูก ตับ ปอด และสมอง เป็ นต้น ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
5 2.1.2 ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดแต่จากข้อมูลที่ผ่านมา พบว่าปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด โรคมะเร็งเต้านมมีความสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนเพศหญิงที่เพิ่มขึ้น พันธุกรรมและ สภาวะแวดล้อม ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ได้แก่ 1. ผู้หญิงมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ชาย 100 เท่า 2. ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปี 3. ผู้หญิงที่เริ่มมีประจ าเดือนตอนอายุน้อยกว่า 12 ปี หรื อ ผู้หญิงที่หมด ประจ าเดือน ตอนอายุมากกว่า 55 ปี 4. ผู้หญิงที่มีบุตรคนแรกตอนอายุมากกว่า 35 ปี หรือผู้หญิงที่ไม่มีบุตร 5. ผู้หญิงที่มีประวัติใช้ยาฮอร์โมนทดแทนในวัยที่หมดประจ าเดือนหรือใช้ ยาคุมก าเนิดเป็ นระยะเวลานาน 6. ผู้หญิงที่มีประวัติเคยได้รับการฉายรังสีรักษาบริเวณหน้าอกในปริมาณมาก ช่วงวัยเด็ก โดยเฉพาะเมื่อมีอายุขณะได้รับรังสีน้อยกว่า 30 ปี 7. ผู้หญิงที่มีประวัติก้อนเต้านมทั้งชนิด atypical ductal/ lobular hyperplasia หรือ ก้อนเนื้องอกธรรมดามีโอกาสที่ก้อนจะเปลี่ยนแปลงเป็ นมะเร็งเต้านมใน อนาคต 8. ผู้หญิงที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมในครอบครัว เช่น hereditary breast and ovarian syndrome, Li-Fraumeni syndrome, Cowden syndrome ในครอบครัว หรือถึงแม้ตรวจไม่พบการกลายพันธุ์ ของยีนก่อโรคทางพันธุกรรมดังกล่าว ข้างต้น หากมีญาติพี่น้องสายตรง (first degree relatives) เป็ นมะเร็งเต้านม โอกาสที่ผู้หญิงกลุ่มนี้จะเป็ นโรคมะเร็งเต้านมก็สูงมากขึ้นกว่าคนทัวไป ่ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
6 นอกจากนี้ผู้หญิงที่อ้วนหรือมีภาวะน ้าหนักเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะในผู้หญิง วัยหลังหมดประจ าเดือนแล้ว ผู้ที่ไม่ค่อยออกก าลังกาย ผู้ที่รับประทานอาหารที่มี แคลอรี่หรือไขมันสูงเป็ นประจ า การสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก็เพิ่ม รายงานความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเต้านม และยังพบว่าในผู้ป่ วยมะเร็งเต้านม ระยะแรก หลังจากรับการรักษาแล้ว และยังอยู่ในภาวะอ้วน หรือออกก าลังกายน้อย ยังเพิ่มโอกาสที่โรคมะเร็งเต้านมจะกลับเป็ นซ ้าเมื่อติดตามอย่างต่อเนื่องอีกด้วย 2.1.3 พันธุกรรมกับโรคมะเร็งเต้านม ในปัจจุบันพบว่าพันธุกรรมมะเร็งเต้านมที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่ ยีนที่ส าคัญและ พบได้บ่อยที่สุดคือ พันธุกรรมมะเร็งเต้านมที่เกิดจากยีน 2 ชนิดคือ ยีน BRCA1 (Breast Cancer 1) และ ยีน BRCA2 (Breast Cancer2) ความผิดปกติของยีน BRCA1 และ ยีน BRCA2 นั้นเกิดขึ้นได้มากมายหลายต าแหน่งบนยีนทั้งสองนี้ ซึ่งเป็ นยีนที่มีขนาด ใหญ่มาก โดยที่ความผิดปกติของยีน BRCA นั้นอาจเป็ นได้ทั้งแบบที่เกิดขึ้นเองเฉพาะ บุคคลนั้น หรือได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมมาจากบิดาหรือมารดา บุคคลที่มี ความผิดปกติของยีน BRCA นั้นมีความเสี่ยงมากต่อมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ และ เสี่ยงที่จะเป็ นมะเร็งทั้งสองชนิดนี้ตั้งแต่ในอายุเฉลี่ยที่น้อยกว่าอายุเฉลี่ยของผู้ป่ วย มะเร็งสองชนิดนี้โดยทัวไปด้วย ่ในประชากรทัวไปนั ่ ้นโอกาสการเกิดมะเร็งเต้านมที่ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ งในชีวิตนั้นมีอุบัติการณ์ประมาณ 12% แต่ในกลุ่มผู้ที่มี ความผิดปกติของยีน BRCA แบบที่ได้รับถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์นั้นจะมีโอกาสเกิด มะเร็งเต้านมถึงประมาณ 70% ในช่วงช่วงหนึ่งของชีวิต และเมื่อเกิดขึ้นที่ข้างหนึ่งแล้ว ก็ยังคงเสี่ยงมากถึง 26-40% ที่จะเกิดมะเร็งเต้านมที่อีกข้างหนึ่งภายใน 20 ปี หลังเกิด มะเร็งเต้านมครั้งแรก ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
7 กลุ่มบุคคลมีความเสี่ยงมากที่จะตรวจพบความผิดปกติแบบถ่ายทอดทาง กรรมพันธุ์ของยีนทั้งสองชนิดนี้ ได้แก่ - มีญาติหรือตนเอง ป่ วยเป็ นโรคมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 50 ปี - มีญาติหรือตนเองป่ วยเป็ นโรคมะเร็งทั้งเต้านมและรังไข่ในบุคคลเดียวกัน - มีญาติหรือตนเองป่ วยเป็ นโรคมะเร็งทั้งสองชนิดในสายเลือดเดียวกัน - มีญาติหรือตนเอง ป่ วยเป็ นมะเร็งเต้านมมากกว่า 1 คน (คือตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป) ในสายเลือดเดียวกัน - มีญาติหรือตนเองซึ่งเป็ นเพศชายแต่ป่ วยเป็ นมะเร็งเต้านม - มีญาติหรือตนเองซึ่งป่ วยเป็ นโรคมะเร็ง ที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของ ยีน BRCA1 และ BRCA2 มากกว่า 2 คน ได้แก่ โรคมะเร็งที่ท่อน าไข่ มะเร็งที่เยื่อบุช่องท้องมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับอ่อน และรวมถึงโรค โลหิตจางแบบ Fanconi 2.1.4 พยาธิก าเนิดของการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านมเริ่มเกิดขึ้นที่ส่วนของ terminal duct lobular unit ในเต้านมที่มี ก า ร เจ ริ ญ เติ บ โ ต ม า ก ผิ ด ป ก ติ โ ด ยเริ่ม แ ร ก มัก จ ะ มี ก า ร เป ลี่ ยน แ ป ล ง เ ป็ น ductal hyperplasia หรือ lobular hyperplasiaแล้วจึงเปลี่ยนเป็ นก้อนเนื้องอก dysplasia จากนั้นก็เปลี่ยนเป็ นก้อนมะเร็งระยะที่ยังไม่ลุกลาม ductal/ lobular carcinoma in situ และ ท้ายสุดจึงเปลี่ยนแปลงเป็ น invasive ductal/lobular carcinoma ในที่สุดซึ่ งการ เปลี่ยนแปลงดังกล่าวสามารถ วินิจฉัยโดยใช้การถ่ายภาพรังสีเต้านม (mammogram) และ/หรือการตรวจเต้านมด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound) นอกจากนี้การรักษา ด้วยการผ่าตัดตั้งแต่ ระยะเริ่มต้นสามารถท าให้ไม่เป็ นมะเร็งเต้านมชนิดที่ลุกลาม และ ท าให้หายขาดจากโรคได้ ดังนั้นจึงแนะน าให้ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยวิธีการ ถ่ายภาพรังสีเต้านม ในผู้หญิงทัวไปที่อายุมากกว่า 50 ปี ส่วนผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงของการ ่ เกิดโรคมะเร็งเต้านม เช่น ประวัติมะเร็งเต้านมมะเร็งรังไข่ในครอบครัว อาจท า การตรวจที่อายุน้อยกว่า ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
8 2.1.5 ลักษณะและอาการแสดง ผู้ป่ วยโดยทั่วไปมักไม่มีอาการในระยะแรก ๆ แต่จะมีอาการเฉพาะที่ เช่น คล าพบก้อนที่เต้านม อาจมีอาการปวด บวม กดเจ็บ บริเวณก้อนผิวหนังและบริ เวณ เต้านม หรือ ลักษณะเต้านม หรือหัวนมบุ๋มและผิดรูป เมื่อก้อนมีขนาดโตขึ้น ถ้าโรค กระจายไปที่บริเวณใกล้เคียงก็จะพบก้อนที่ บริเวณรักแร้ ที่คอ นอกจากนี้อาจพบ อาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น เบื่ออาหาร น ้าหนักลดลง และอาการของระบบที่ ก้อนมะเร็งกระจายไป เช่น ตับ ปอด กระดูก สมอง ถ้าเป็ นมะเร็งระยะลุกลาม ดังนั้น การวินิจฉัยในระยะก่อนลุกลามหรือระยะแรก มักท าได้จากการตรวจภาพรังสีเต้านม และ/หรือการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง เมื่อพบความผิดปกติแล้วจึงท าการตรวจ ชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาเพิ่มเติม 2.1.6 การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านม คือการตรวจค้นหามะเร็งเต้านมระยะ เริ่มแรกในผู้ที่ยังไม่มีอาการของโรคหรือ precancerous lesion เพื่อวินิจฉัยและรักษา ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโรค ท าให้ลดอัตราการตายจากโรคมะเร็งได้ จากข้อมูล ต่างประเทศ แนะน าการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในผู้หญิงทัวไปที่อายุมากกว่า 50 ปี ่ อย่างไรก็ดีเนื่องจากอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็งเต้านมในประชากรไทย พบมากที่ ช่วงอายุประมาณ 40 - 45 ปี ซึ่ งอายุน้อยกว่าผู้หญิงทางประเทศตะวันตก ส าหรับ ผู้หญิงไทยจึงแนะน าให้ตรวจคัดกรองในผู้หญิงไทยที่อายุน้อยกว่า คือ ประมาณ 40 ปี วิธีการตรวจคัดกรองเต้านม มีดังนี้ 1. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง (Breast-Self Examination: BSE) วิธีนี้ไม่ลดอัตราตายจากมะเร็งเต้านม แต่เพิ่มการตรวจชิ้นเนื้อเพื่อ วินิ จฉัย และพบเนื้องอกเต้านมที่ไม่ใช่มะเร็ ง ถึงแม้ว่าไม่มีหลักฐาน ที่สนับสนุนการตรวจคัดกรองด้วยวิธีนี้ แต่พบว่าวิธีนี้กระตุ้นให้ผู้หญิง ตระหนัก ใส่ใจเฝ้าระวังความผิดปกติที่อาจพบจากเต้านมมากขึ้น ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
9 2. การตรวจเต้านมโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญ (Clinical Breast Examination: CBE) การศึกษาส่วนมากมักใช้วิธีนี้ร่วมกับการถ่ายภาพรังสีเต้านมในการ ตรวจคัดกรอง ท าให้มีข้อจ ากัดในการบอกประโยชน์ของวิธีการตรวจเต้านม โดยแพทย์ หลายการศึกษาพบว่าวิธีนี้ช่วยเพิ่มความไวในการตรวจพบมะเร็ง เต้านมร่วมกับการถ่ายภาพรังสีเต้านม แต่ผลต่อการลดอัตราตายจากมะเร็ง เต้านม ยังไม่ชัดเจน การศึกษาที่เปรียบเทียบโดยตรงระหว่างการตรวจเต้านม โดยแพทย์กับไม่มีการตรวจคัดกรอง ซึ่ งท าในประเทศที่ยังไม่มีการตรวจ คัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการถ่ายภาพรังสีเต้านม เช่น การศึกษาจากประเทศ ฟิ ลิปปิ นส์ พบว่า ยังไม่สามารถสรุปผลได้ ส่วนการศึกษาอีกสองอย่างก าลังอยู่ ในระหว่างการศึกษา ดังนั้นจึงสรุปว่ายังไม่มีการศึกษาที่ดีพอที่จะสรุ ป ประโยชน์ที่ชัดเจนของการตรวจเต้านมโดยแพทย์ในการคัดกรองมะเร็ง เต้านม 3. การตรวจเต้านมด้วยการถ่ายภาพรังสีเต้านม (Mammography) ส าหรับการตรวจวิธี นี้ จากข้อมูลการศึกษา meta- analysis ปี พ .ศ. 2552 พบว่าสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิง อายุ 39 - 49 ปี ได้ร้อยละ 15, อายุ 50 - 59 ปี ได้ร้อยละ 14 และอายุ 60 - 69 ปี ได้ร้อยละ 32 กล่าวโดยสรุป คือสามารถลดอัตราตายจากมะเร็งเต้านมใน ผู้หญิงอายุ 50 - 69 ปี ได้ แต่ในผู้หญิงที่มี อายุ 40 - 49 ปี ถึงแม้ว่าสามารถลด อัตราตายจากมะเร็ง เต้านมได้แต่ไม่มีนัยส าคัญทางสถิติ ส่วนผู้หญิงที่อายุ ตั้งแต่ 70 ปี ขึ้นไป ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอน 4. การตรวจเต้านมด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (ultra- sonography) สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 โดยเฉพาะในผู้ที่ มีอายุน้อย หรือมีdense breast แต่พบผลบวกลวงสูงถึงร้อยละ 2.4-12.9 และ วิธีนี้ยัง ไม่แนะน าในการตรวจคัดกรอง ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
10 5. การตรวจด้วยรังสีคลื่นแม่เหล็กเต้านม (Magnetic resonance imaging breast, MRI breast) ยังไม่แนะน าให้ตรวจคัดกรองในประชากรทั่วไป เนื่องจากพบ ผลบวกลวงสูง นอกจากนี้เครื่ องมือ MRI ยังไม่แพร่หลาย และมีราคาสูง รวมทั้งยังไม่มีการศึกษาที่ดีที่ยืนยันว่าวิธีนี้สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจาก โรค ม ะ เร็ ง เต้า น ม ไ ด้ แ ต่แ น ะ น า ให้ ต ร ว จคัด ก รอ ง ด้ว ย MRI แ ล ะ mammography ในรายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมสูงกว่าร้อยละ 20 - 25 เท่านั้น ได้แก่ ผู้ป่ วยที่มีญาติพี่น้องเป็ นมะเร็งที่มีการกลายพันธุ์ของ ยีน BRCA1 และ BRCA2 ผู้ป่ วยที่มีประวัติมะเร็ ง เต้านม และ/หรื อ มะเร็งรังไข่ในครอบครัว และผู้ป่ วยที่เคยได้รับการฉายรังสีรักษาบริ เวณ หน้าอก ส าหรับค าแนะน าการตรวจคัดกรองมะเร็ งเต้านมที่เหมาะสมส าหรับ ประเทศไทยนั้น คณะท างานประเมินเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านม ระยะแรกของกรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2546 ซึ่งได้มีการประชุม ระดมความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญรวมทั้งผู้ที่ เกี่ยวข้องทางด้านนี้ สรุปวิธีการตรวจคัดกรอง เพื่อค้นหามะเร็งเต้านม 3 วิธี ได้แก่ การตรวจเต้านมด้วยตนเอง, การตรวจเต้านมโดย แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ ได้รับการฝึ กอบรม และการตรวจด้วยการถ่ายภาพ รังสี ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
11 การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่เป็ นแบบการตรวจคัดกรองในประชากร จ านวนมาก (mass screening) แบ่งตามอายุสรุป ได้ดังนี้ 1. ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไป ควรเริ่มตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้งและควรจะต้องได้รับการ บอกถึงประโยชน์และข้อจ ากัดของการตรวจเต้านมด้วยตนเอง รวมทั้งได้รับ การสอนการตรวจ เต้านมด้วยตนเองที่ถูกวิธี และหากมีอาการที่สงสัยควรมี การตรวจโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการฝึ กอบรม 2. ผู้หญิงที่มีอายุ 40 - 69 ปี และไม่มีอาการ นอกจากการตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็ นประจ า แล้วควรได้รับการ ตรวจโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการฝึ กอบรม ทุก 1 ปี 3. ผู้หญิงที่มีอายุ 70 ปี ขึ้นไป การตรวจคัดกรองในผู้หญิงกลุ่มนี้ให้พิจารณาเป็ นรายบุคคลโดย พิจารณาถึงความเป็ นไปได้ของประโยชน์ และอัตราการเสี่ยงของการการ ตรวจด้วยการเอกซเรย์เต้านม ในเรื่องของสภาวะสุขภาพในขณะนั้นและการ มีชีวิตอยู่ต่อไป (life expectancy) 2.1.7 การตรวจเต้านมเบื้องต้นด้วยตนเอง วิธีการการตรวจเต้านมสตรีเพื่อตรวจหาความผิดปกติที่ง่าย และสามารถ ปฏิบัติได้ด้วยตนเอง คือ การตรวจเต้านมด้วยตนเอง เดือนละ 1ครั้ง ส าหรับสตรีอายุ ตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไป โดยอาการที่เกิดจากมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะพบว่ามีก้อนที่เต้านม มีการดึงรั้งของผิวหนังหรือมีลักษณะผิดปกติที่ผิวหนัง เช่น มีเส้นเลือดเพิ่มขึ้น หรือมี ผิวหนังบวม นอกจากนี้ยังพบมะเร็งที่ส่วนของท่อน ้านม ซึ่ งอาจจะพบว่ามีอาการ หัวนมบุ๋มหรือยุบลง หรือมีน ้าหรือเลือดออกจากหัวนม แต่อย่างไรก็ตามอาการที่พบ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
12 ดังกล่าวอาจจะเป็ นอาการจากโรคอื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งควรจะมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ต่อไป การตรวจเต้านมด้วยตนเอง ควรท าอย่างสม ่าเสมอโดยท าการตรวจเดือนละ 1ครั้ง ในช่วงตั้งแต่มีประจ าเดือนประมาณ 7-10วัน โดยเริ่มนับตั้งแต่วันแรกของการมี ประจ าเดือน หรือตรวจในช่วงที่รู้สึกว่าเต้านมนิ่มลง เนื่องจากในช่วงระยะเวลานั้น เต้านมจะไม่ตึงตัวมากจึงสามารถคล าก้อนได้ชัดเจน หรือคล าก้อนที่มีขนาดที่ยังเล็กได้ โดยง่าย ส่วนผู้ที่เข้าสู่วัยทองซึ่งประจ าเดือนหมดไปแล้ว หรือได้รับการผ่าตัดมดลูกไป แล้ว ให้ก าหนดวันที่แน่นอนส าหรับการตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็ นประจ าทุกเดือน เพื่อการจดจ าง่าย และให้ตรวจวันเดียวกันของทุกเดือน เช่น วันที่ 1ของเดือน หรือวัน สุดท้ายของเดือน เป็ นต้น 1. ขั้นตอนแรกของการตรวจเต้านมด้วยตนเอง คือ การสังเกตความผิดปกติด้วย การดูลักษณะภายนอกของเต้านม a. โดยให้ยืนตรงมือแนบล าตัว สังเกตลักษณะของเต้านมว่ามีการ เปลี่ยนแปลงของหัวนมหรือไม่ ลักษณะของผิวหนังมีรอยบุ๋ม มีก้อนนูน ผิวหนังบวม มีแผลหรือมีเส้นเลือดสีด าใต้ผิวหนังมาก เพิ่มขึ้นที่ผิดปกติหรือไม่ การดูให้สังเกตเปรียบเทียบเต้านมทั้ง สองข้างว่าแตกต่างผิดไปจากเดิมหรื อไม่ด้วย ท าการหันตัว เล็กน้อยเพื่อสามารถมองเห็นด้านข้างของเต้านมทั้งสองข้างได้ อย่างชัดเจน สังเกตการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและรอยบุ๋ม เช่นเดียวกัน b. จากนั้นให้ยกมือขึ้นทั้ง 2 ข้าง เพื่อสังเกตความผิดปกติของ รอยบุ๋มของผิวหนังบริเวณเต้านมที่เกิดจากการดึงรั้ง เนื่องจากใน รายที่เป็ นมะเร็งอาจจะมีการดึงรั้งของเนื้อเยื่อให้เกิดรอยบุ๋มได้ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
13 c. เอามือท้าวสะเอวเพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าอกตึงตัว แล้วโน้มตัวไป ข้างหน้าเพื่อให้สังเกตรอยดึงรั้งของผิวหนังได้ง่ายขึ้น เมื่อไม่พบ ความผิดปกติจากการสังเกตดูที่เต้านมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การคล าที่เต้านม 2. การคล าเต้านมด้วยตนเอง การตรวจเต้านมควรท าทั้งในท่านั่งและท่านอน สิ่งที่ส าคัญของ การตรวจ คือ การตรวจให้ทั่วพื้นที่ของบริเวณเต้านม โดยใช้ด้านฝ่ ามือ ของนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง บริเวณค่อนไปทางปลายนิ้ว เนื่องจากเป็ น ต าแหน่งที่ไวต่อการสัมผัส การคล าเต้านมจะต้องคล าให้ทัวทั่ ้งพื้นที่ของ เต้านม ในลักษณะคลึงวนเป็ นก้นหอยเล็ก ๆ ไปตามเต้านม เนื่องจาก ต าแหน่งของเต้านมที่อยู่บนผนังทรวงอกเป็ นต าแหน่งที่สามารถตรวจพบ มะเร็งเต้านมได้ สังเกตความผิดปกติว่ามีของเหลว หรื อเลือดออกจากหัวนม ขณะที่กดบริ เวณปานนมหรื อไม่ การบีบบริ เวณหัวนมควรท าด้วย ความนิ่มนวล ไม่ควรบีบเค้นอย่างรุนแรง เพราะหากมีความผิดปกติจะ พบว่ามีน ้าหรือเลือดออกจากหัวนมเมื่อมีการกดโดยไม่ต้องบีบเค้น ในท่านั่ง ใช้นิ้วมือคล าบริเวณเต้านม ส่วนที่อยู่ใต้รักแร้ว่ามีก้อน หรือต่อมน ้าเหลืองที่โตผิดปกติหรือไม่ โดยการห้อยแขนลงมาเพื่อให้ กล้ามเนื้อหน้าอกหย่อนลง เนื่องจากหากกล้ามเนื้อตึงเกินไปจะไม่ สามารถคล ารักแร้ได้อย่างชัดเจน จากนั้นท าการตรวจโดยการนอนบนที่นอนยกแขนหนุนศีรษะ ในท่านี้อาจจะใช้ผ้าขนหนูม้วน หรือใช้หมอนขนาดเล็กสอดรองที่บริเวณ หลังและไหล่ข้างที่ต้องการตรวจเพื่อท าให้บริ เวณทรวงอกด้านนั้น แอ่นขึ้นมาเล็กน้อย จะสามารถคล าได้ชัดเจนดียิ่งขึ้น ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
14 การคล าเต้านม จะใช้นิ้วมือ 3 นิ้ว คล าในลักษณะคลึงวนเป็ นก้น หอยเล็ก ๆ บริเวณเต้านมให้ทัวทั่ ้งเต้านม ในระดับความแรง 3 ระดับ คือ ระดับตื้นลงไปจากผิวหนังเล็กน้อย ระดับที่ลึกลงไป และระดับที่ลึกถึง ผนังหน้าอก โดยทิศทางในการคล าสามารถท าได้หลายวิธี ซึ่ งสามารถ เลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งก็ได้ • คล าในแนวก้นหอย : โดยสามารถคล าได้ในทิศทางทั้ง ทวนเข็มนาฬิกา หรือตามเข็มนาฬิกาก็ได้ • การคล าในแนวดิ่ง : จากใต้เต้านมจนถึงกระดูก ไหปลาร้า คล าจากบนลงล่าง หรือจากล่างขึ้นบนก็ได้ • คล าในแนวรูปลิ่ม : ทิศทางเป็ นเส้นตรงรัศมีในออกนอก หรือ นอกเข้าในก็ได้เช่นเดียวกัน ส าหรับผู้ที่มีเต้านมใหญ่หรื อเนื้อเต้านมมาก แนะน าให้นอน ตะแคงโดยเอาด้านข้างของล าตัวด้านนั้นให้สูงขึ้น เพื่อที่จะคล าด้านข้างได้ ชัดเจน เนื่องจากเนื้อเต้านมจะไปกองอยู่ที่บริเวณด้านข้างท าให้คล าได้ยาก ใช้วิธี คล าให้คล าลงล่างและขึ้นบนไปมาจนทั่วบริ เวณ จากนั้นให้ นอนหงายเพื่อคล าด้านในให้ทัวเช่นเดียวกัน่ การตรวจเต้านมด้วยตนเอง เป็ นการตรวจที่จะเกิดประโยชน์ อย่างมาก หากได้ท าการฝึ กฝนเป็ นประจ าและสม ่าเสมอจนช านาญ เพื่อให้ ทราบสภาพของเต้านมตนเอง และเมื่อพบ สิ่งผิดปกติที่เปลี่ยนแปลงไปจะ สามารถสังเกตได้โดยง่าย สิ่งที่ส าคัญของการตรวจเต้านมด้วยตนเอง คือ ท าการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างถูกวิธี เดือนละ 1ครั้ง และคล าไปให้ ทัวบริเวณ่ เต้านมและรักแร้ในกรณีที่ตรวจพบความผิดปกติ หรือสงสัย ในสิ่งที่ตรวจพบว่าอาจจะมีความผิดปกติเกิดขึ้น ท่านควรจะไปพบแพทย์ เพื่อท าการตรวจซ ้าหรือตรวจเพิ่มเติม เพื่อให้การวินิจฉัยและให้ค าแนะน า ที่ถูกต้องต่อไป ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
15 2.1.8 การป้องกันโรคมะเร็งเต้านม 1. หมันตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ่ เพื่อให้พบโรคได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ซึ่งการ ตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ในระยะแรกเริ่มจะมีโอกาสรักษาโรคนี้ให้ หายขาดได้ ดังนั้นผู้หญิงทุกคนควรหมันตรวจเต้านมด้วยตัวเอง ไปพบแพทย์ ่ เพื่อตรวจเต้านมหรือถ่ายภาพรังสีเต้านม 2. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ เช่น การหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การดื่ม แอลกอฮอล์จัดและการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็ นเวลานาน 3. ควบคุมน ้าหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ 4. ลดการบริโภคเนื้อแดง อาหารที่มีไขมันสูง 5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะผักและผลไม้ ควรรับประทานให้มาก ๆ 6. หมันออกก าลังกายเป็ นประจ า ่ 7. ควรเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง เพราะจากการศึกษาพบว่ามารดาที่ให้ลูกดื่มนม ตัวเองนานเกิน 2 ปี จะมีผลช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็ นมะเร็งเต้านมลงได้ 8. ผู้ที่มีความเสี่ ยงสูง เช่น คนในครอบครัวมีประวัติป่ วยเป็ นโรคนี้ ฯลฯ ควรปรึ กษาแพทย์เพื่อพิจารณาให้กินยาป้องกันเอาไว้ เช่น แอสไพริ น (สัปดาห์ละครั้ง) หรือยาต้านเอสโตรเจน เช่น ทาม็อกซิเฟน (Tamoxifen), ราโลซิเฟน (Raloxifene) เป็ นต้น 9. ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ถ้าคล าพบก้อนในเต้านมหรือพบความผิดปกติของ เต้านม ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจภายใน 1-2 สัปดาห์ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
16 2.2 ค านิยามศัพท์เฉพาะ • BRCA gene เป็ นยีนต้านมะเร็ง ซึ่งปกติจะมีหน้าที่สร้างโปรตีนที่ช่วยในการซ่อมแซมความผิดปกติ ของสารพันธุกรรมในเซลล์ที่อาจเกิดขึ้นได้เป็ นธรรมชาติเมื่อมีการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทน เซลล์เก่าที่เสียหายไป • มะเร็งเต้านม โรคมะเร็ งที่เกิดจากเนื้อเยื่อที่มีความผิดปกติส่วนใดส่ วนหนึ่ งภายในเต้านม เปลี่ยนแปลงไปเป็ นเซลล์มะเร็งและขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็ นก้อนเนื้อร้าย ก่อนจะลุกลามไปสู่ เนื้อเยื่อข้างเคียงและแพร่กระจายไปยังเซลล์อื่นของร่างกาย • Hereditary breast and ovarian cancer syndrome คือ โรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ชนิดที่สามารถสืบทอดทางพันธุกรรมได้ • Li Fraumeni Syndrome โรคทางพันธุกรรมเกิดจากการกลาย พันธุ์ของโครโมโซมคู่ที่ 17 ตรงตาแหน่งยีน p53 ส่งผลให้เกิดเป็ นมะเร็งในเวลาต่อมาโดยเป็ นการถ่ายทอดยีน ผิดปกติมาจากพ่อแม่แบบยีนเด่น • Cowden Syndrome เป็ นภาวะการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบยีนเด่นจากการกลายพันธุ์ของ PTEN gene บนแขน 10q • First degree relative คือ ญาติสายตรง เช่น บิดา มารดา พี่ น้อง ลูก ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
17 2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการศึกษาการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยวิธีต่างๆ และ ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปดังต่อไปนี้ 2.3.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากต่างประเทศ • Ziuo FM, และคณะ (2561) ได้ท าวิจัยเรื่ องการตระหนักรู้ถึงการตรวจ มะเร็งเต้านมด้วยตนเองเป็ นการศึกษาแบบ community-based survey ใน กลุ่มประชากรตัวอย่างจ านวน 2601 ราย ซึ่ งจะถูกเข้ารับการสัมภาษณ์ ส าหรับอายุประชากรเฉลี่ยในการศึกษาคือ 36.4 ± 10.9 ปีจากการศึกษา พบว่าความรู้ของประชากรเกี่ยวกับเทคนิค Breast Self Examination (BSE) ค่อนข้างจะน้อยและยังมีจ านวนประชากรที่น้อยกว่าครึ่ งหนึ่ งทราบ เกี่ยวกับการตรวจโดยใช้เทคนิค BSE นอกจากนี้พบว่ามีจ านวนประชากร น้อยกว่า 1 ใน 5 รู้จักเกี่ยวกับ BSE แต่อย่างไรก็ตามพบว่าประชากร3 ใน 4 ของประชากรผู้หญิงคิดว่าเทคนิค BSE มีความส าคัญอย่างมาก ดังนั้นจึง สรุปได้ว่า ความรู้ของประชากรเกี่ยวกับเทคนิค BSE ค่อนข้างจะน้อย จึงที่ มีความส าคัญที่เราควรส่งเสริมให้บุคคลทัวไปได้รับความรู้เกี่ยวกับ ่ BSE มากยิ่งขึ้น • Azru Ozsoy, และคณะ (2560) ได้ท าการวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างมะเร็ง เต้านมกับปัจจัยความเสี่ยงต่างๆในคนที่มาท า mammogram เพื่อตรวจคัด กรองหรื อ ultrasound เพื่อตรวจคัดกรองและ/หรื อวินิจฉัย ท าวิจัยเป็ น แบบสอบถาม 17 ข้อโดยใช้ Chi-square และ Kruskal-Wallis tests เป็ น วิธีการทางสถิติภายหลัง โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็ นผู้ป่ วยเพศหญิง จ านวน 2862 คน ผลการวิจัยพบว่าอายุเฉลี่ยคือ 51.05 อายุที่เริ่มมีประจ าเดือนคือ 13 อายุที่หมดประจ าเดือนคือ 47 อายุที่ตั้งครรภ์ครั้งแรกคือ 20 ใน 2862 ราย ได้รับการวินิจฉัยเป็ นมะเร็งเต้านม 242 ราย เพิ่งได้รับการวินิจฉัยครั้ง แรก 32 ราย ไม่มีความสัมพันธ์กันระหว่างอายุที่เริ่มมีประจ าเดือน อายุที่ หมดประจ าเดือน หรืออายุที่ตั้งครรภ์ครั้งแรกกับการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ไม่มีความสัมพันธ์กันระหว่างความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมและการ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
18 ให้ฮอร์โมนเสริมรักษาหรือการกินยาคุมก าเนิดชนิดเม็ด ในผู้ป่ วยที่เป็ น มะเร็งเต้านม 242 ราย 61 รายมีประวัติคนในครอบครัวเป็ นโรคมะเร็งเต้า นม จึงมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยส าคัญ สรุปว่าการมีประวัติคนใน ครอบครัวเป็ นมะเร็งเต้านมมีความสัมพันธ์มากที่สุดในปัจจัยความเสี่ยงที่ น ามาคิดทั้งหมดและการนัดผู้ป่ วยมาติดตามอาการและเพิ่มความตระหนัก นั้นส าคัญเช่นกัน • Andrea B Cruz-Castillo, และคณะ(2559) ท างานวิจัยเกี่ยวกับความรู้ และ การใช้การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในผู้หญิงในประเทศเม็กซิโก โดยใช้ การศึกษาแบบcase controlในผู้หญิงอายุตั้งแต่ 21 ปี ขึ้นไป 200 คน โดย 100 คนได้รับการวินิจฉัยไปแล้วว่าเป็ นมะเร็งเต้านม อีก100คน ได้รับการ ตรวจมะเร็งเต้านมแล้วพบว่าไม่เป็ นมะเร็งเต้านม พบว่าปัจจัยที่ส าคัญที่สุด ในการมารับการตรวจมะเร็งเต้านม คือการมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัว โรคที่ได้รับจากผู้บริการด้านสุขภาพท้องถิ่น มีอุปกรณ์การตรวจคัด กรองที่มีประสิทธิภาพ และระยะเวลาในการรอตรวจและการรอผล สรุปว่าปัจจัยเหล่านี้จะท าให้เราสามารถปรับการบริการทางด้านสุขภาพ เพื่อเพิ่มอัตราการวินิจฉัยตั้งแต่แรกเริ่ม ลดอัตราการตายจากมะเร็งเต้านม และลดค่าใช้จ่ายในการรักษา • Danielle H Bodicoat, และคณะ(2557)ได้ท าการวิจัยเพื่อหาความสัมพันธ์ ระหว่างมะเร็งเต้านมกับอายุของวัยรุ่น ในกลุ่มวัยรุ่นเพศหญิง 104,931คน พบว่าการเจริญของท่อน ้านมเพิ่มอุบัติการณ์การเป็ นมะเร็งเต้านมและควร ได้รับการตระหนักถึงความสัมพันธ์ของอายุและความเสี่ยงในการเป็ น มะเร็งเต้านม สรุปว่าอายุเป็ นปัจจัยส าคัญในการเพิ่มอุบัติการณ์การเป็ น มะเร็งเต้านมและควรได้รับการตระหนักถึง • Suwanna, และคณะ(2557) ได้ท าการวิจัยตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมของ เพศหญิงในประเทศไทย โดยเป็ นการศึกษารูปแบบ survey study ศึกษาใน กลุ่มประชากรที่มีสุขภาพดี จ านวน 18,474 ราย ซึ่งประกอบด้วยประชากร ที่เพศหญิงที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 20 ปี และคิดเป็ นกลุ่มประชากร จ านวน 26,951 ราย และประชากรเพศหญิงที่มี อายุ 30 - 59 ปี พบว่าปัจจัย ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
19 ที่มีอิทธิพลต่อการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม คือ ประชากรส่วนใหญ่ขาด ความรู้และความตะหนักในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ดังนั้นจึงสรุป ได้ว่าประชากรเพศหญิงสุขภาพดี ส่วนใหญ่ใช้วิธีการตรวจเต้านม ด้วยตนเองมากกว่าวิธีอื่นๆ แต่พบว่าประชากรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และ ความตระหนักในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม 2.3.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย • น ้าอ้อย ภักดีวงศ์และนวรัตน์ โกมลวิภาต (2561) ท าการวิจัยเรื่องความรู้ ความเชื่อด้านสุขภาพ การรับรู้ความสามารถตนเองและพฤติกรรมการ ตรวจเต้านมด้วยตนเองของนักศึกษาหญิงที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการ ตรวจเต้านมด้วยตนเองเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการ ตรวจเต้า นมด้วยตนเอง โดยการเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมและการ ตรวจเต้านมด้วยตนเอง ความเชื่อด้านสุขภาพ การรับรู้ความสามารถ ตนเอง และพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของนักศึกษาก่อนและ หลังได้รับโปรแกรม 1 ปี โดยท าการวิจัยเป็ นการทดลองแบบกลุ่มเดียววัด ก่อนและหลังการทดลอง (One-Group Pre-Posttest Design) ในกลุ่ม ตัวอย่างเป็ นนักศึกษาหญิงระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่ง หนึ่ง จ านวน 278 คน พบว่าผลคะแนนการรับรู้หลังเข้าร่วมโปรแกรม 1 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะส าคัญทางสถิติ ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับมะเร็ง เต้านมและการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ความเชื่อด้านสุขภาพ การรับรู้ ความสามารถในการตรวจเต้านมด้วยตนเอง และความถูกต้องในการ ตรวจเต้านมด้วยตนเอง สรุปว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรมผู้เข้าร่วมมีความรู้ ด้านมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น จึงสรุปได้ว่าการให้ความรู้ท าให้ผู้เข้าร่วมมี ความรู้ด้านมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น • คนึงนิจ ปันทะ และคณะ(2560)ได้ท าการวิจัยพฤติกรรมการป้องกันมะเร็ง เต้านมในกลุ่มสตรีแม่บ้าน ประมวลผลโดยใช้สถิติแจกแจงความถี่เป็ น จ านวนและร้อยละ โดยมุ่งหมายส ารวจพฤติกรรมป้องกันมะเร็งเต้านมใน หมู่บ้านหนึ่ง ทั้งสามพฤติกรรมป้องกัน ประกอบด้วย การตรวจเต้านมด้วย ตนเอง การตรวจเต้านมทางคลินิก และการตรวจด้วยการถ่ายภาพรังสีโดย ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
20 ส ารวจพฤติกรรมป้องกันมะเร็งเต้านมในกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ผู้ มีสุขภาพดีจ านวน 240 คน ผู้อาศัยหมู่บ้านจ าค่า ต าบลบ้านเสด็จ อ าเภอ เมือง จังหวัด ล าปาง ผลการวิจัยพบว่าส่วนใหญ่อายุระหว่าง 30 ถึง 49 ปี (ร้อยละ 56.3) สมรสแล้ว (ร้อยละ 64.2) การศึกษาระดับ ประถมศึกษา (ร้อยละ 43.2) อาชีพเกษตรกรรม (ร้อยละ 40.8) ประวัติสมาชิกใน ครอบครัวสายตรงเป็ นมะเร็งเต้านม 54 ใน 240 คน (ร้อยละ 22.5) ในรอบ ปี ที่ผ่านมาตรวจเต้านมด้วยตนเองเท่ากับ 133 ใน 166 ราย (ร้อยละ 80.1) ในจ านวนนี้ส่วนใหญ่ร้อยละ 91.8 ตรวจทุกเดือนจนถึงปี ละ 2 ครั้ง ขณะที่ ในรอบสองปี ที่ผ่านมาได้รับการตรวจเต้านมทางคลินิกโดยแพทย์หรื อ บุคลากรสาธารณสุขเท่ากับ 132ใน164ราย(ร้อยละ 80.5) และการตรวจด้วย การถ่ายภาพรังสีเท่ากับ 24 ใน 164 ราย (ร้อยละ 14.6) สรุปว่าพฤติกรรม ป้องกันมะเร็งเต้านมไม่เป็ นที่น่าพอใจจ าเป็ นต้องมุ่ง การให้ความรู้เกี่ยวกับ มะเร็งอย่างชัดแจ้งและจัดให้มีการเข้าถึงการบริการอย่างถ้วนหน้า • ภรณี เหล่าอิทธิ และนภา ปริญญา นิติกูล (2559) ได้ท างานวิจัยระบาด วิทยาการป้องกันและแนวทางการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในประเทศ ไทย โดยเป็ นการศึกษาแบบ meta analysis โดยจากงานวิจัยพบว่าการ ส่งเสริ มสุขภาพและการลดปัจจัยเสี่ ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม เช่น การออกก าลังกาย งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ในประชากรเพศหญิงเป็ น แนวทางส าคัญในการลดอุบัติการณ์มะเร็งเต้านม รวมถึงลดโอกาสที่ โรคมะเร็งเต้านมจะกลับมาเป็ นซ ้า สรุปว่าการส่งเสริมสุขภาพ การรณรงค์ ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม เป็ นแนวทางที่ส าคัญในการป้องกันและรักษา โรคมะเร็งเต้านมอย่างมาก • ณัฐณิชา แหวนวงศ์และคณะ (2558) ได้ท าการวิจัยผลของโปรแกรม ส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมป้องกันมะเร็งเต้านม เป็ นวิจัยกึ่ง ทดลอง(Quasi-Experimental Reseasrch) กลุ่มตัวอย่างคือสตรีกลุ่มแม่บ้าน ท าความสะอาดแบ่งเป็ นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 25 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนเพื่อป้องกันมะเร็ง เต้านม ซึ่งได้พัฒนาจากแนวคิดการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการส่งเสริม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
21 สุขภาพของเพนเดอร์ และการใช้โทรศัพท์ติดตาม ขณะที่กลุ่มควบคุม ได้รับคู่มือพฤติกรรมป้องกันมะเร็งเต้านม ระยะเวลาการด าเนินกิจกรรม 8 สัปดาห์ พบว่าพฤติกรรมป้องกันมะเร็งเต้านมในกลุ่มทดลองภายหลัง ได้รับโปรแกรมฯ สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ และสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยยะส าคัญทางสถิติสรุปได้ว่าการให้ความรู้เพื่อเพิ่มความตระหนัก ให้ผู้ป่ วยเห็นความส าคัญเพื่อเพิ่มอัตราการวินิจฉัยตั้งแต่แรกเริ่มและลด อัตราการตายจากมะเร็งเต้านม • วรรณี ศักดิ์ ศิริ(2557) ได้ท าการวิจัยเรื่องความรู้ เจตคติเกี่ยวกับการตรวจ เต้านมด้วยตนเองในสตรีอายุ 30ปี ขึ้นไปในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านดอนคา ปี 2557 กลุ่มตัวอย่างคือสตรีอายุ30 ปี ขึ้นไปในเขตรับผิดชอบโดยการสุ่มอย่างง่ายจ านวน 132 คน ผลการวิจัยมี ดังต่อไปนี้กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เรื่องโรคมะเร็งส่วนมากอยู่ในระดับต ่า มี เจตคติเกี่ยวกับการตรวจเต้านมตนเองอยู่ในระดับปานกลาง และส าหรับ พฤติกรรมการตรวจเต้านมตนเองพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เคยตรวจเต้า นมด้วยตนเองแต่มีพฤติกรรมการตรวจไม่สม ่าเสมอทุกเดือน สรุปว่า ความรู้ เจตคติ และการตรวจเต้านมด้วยตนเองควรได้รับการสนใจให้มาก ขึ้นเพื่อให้ผู้ป่ วยเห็นความส าคัญ ซึ่ งจะน าไปสู่การเพิ่มอัตราการวินิจฉัย ตั้งแต่แรกเริ่มและลดอัตราการตายจากมะเร็งเต้านม จากงานวิจัยทั้งหมด สรุปได้ว่า การเกิดโรคมะเร็งเต้านมนั้นมีปัจจัยที่ส าคัญ คือ การได้รับ ฮอร์โมนเพศหญิงและการเจริ ญของท่อน ้านม ซึ่ งสัมพันธ์กับตัวแปรอายุ ความเกี่ยวข้องทาง สายเลือดกับผู้เป็ นโรคมะเร็งเต้านมซึ่งสัมพันธ์กับตัวแปรพันธุกรรม และสุดท้ายคือความรู้ เจตคติ เกี่ยวกับการตรวจโรคมะเร็งเต้านม โดยเราสามารถไปยับยั้งไม่ให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมได้โดยการ ให้ความรู้ ความเชื่อด้านสุขภาพ การรับรู้ความสามารถตนเองและพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วย ตนเองเพื่อมุ่งหมายให้ผู้ป่ วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดปัจจัยเสี่ยง ซึ่งจะน าไปสู่การลดความรุนแรง ของโรคได้โดยการให้ผู้ป่ วยมาโรงพยาบาลได้เร็วขึ้น และเข้ารักษาเร็วขึ้น ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
22 2.4กรอบแนวคิดการวิจัย การให้ความรู้ ทักษะ เจตคติเกี่ยวกับการตรวจ เต้านมด้วยตนเอง • ข้อมูลทั่วไป o เบอร์โทรศัพท์ o เพศ o อายุ o จ านวนบุตร o การศึกษา o ประวัติความสัมพันธ์กับคนใน ครอบครัว • ความรู้ ทักษะ เจตคติเกี่ยวกับการตรวจ เต้านมด้วยตนเอง o ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม o เจตคติด้านสุขภาพ o มีทักษะในการตรวจพบก้อนที่ เต้านมได้ในระยะแรกๆได้ด้วย ตัวเองในเบื้องต้น ก่อนให้ความรู้ ความรู้ ทักษะ เจตคติเกี่ยวกับการตรวจ เต้านมด้วยตนเอง • ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม • เจตคติด้านสุขภาพ • มีทักษะในการตรวจพบก้อนที่เต้า นมได้ในระยะแรกๆได้ด้วยตัวเองใน เบื้องต้น หลังให้ความรู้ ให้ความรู้ ทักษะ เจตคติเกี่ยวกับการ ตรวจเต้านมด้วยตนเอง ด้านความรู้ - ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม ด้านทักษะ - การตรวจโรคมะเร็งเต้านมเบื้องต้น ด้วยตนเอง ด้านเจตคติ - ความส าคัญและความรุนแรงของ โรคมะเร็งเต้านม เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ✓ โมเดลเต้านม ✓ แจกแผ่นพับ ✓ สื่อวิดีทัศน์ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
23 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย รูปแบบการวิจัย เป็ นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental research) โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็ น ญาติผู้ป่ วยโรคมะเร็งเต้านมในโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า อายุระหว่าง 30-70 ปี จ านวน 50 คน มาท าการ ทดลอง โดยให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม ใช้สื่อดังต่อไปนี้ คือ แผ่นพับ โมเดลเต้านม และสื่อวิดิ ทัศน์ เพื่อศึกษาระดับความรู้ ทักษะและเจตคติของผู้เข้าร่วมวิจัย ก่อนและหลังได้รับความรู้ของกลุ่ม ตัวอย่าง 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรวิจัย คือ ญาติของผู้มารับบริการของโรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ 2. กลุ่มตัวอย่าง คือ ญาติของผู้ป่ วยโรคมะเร็งเต้านม ที่มารับบริการในโรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ แผนกผู้ป่ วยนอก(OPD)อายุ 30-70 ปี เป็ นการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) และมีคุณสมบัติที่ก าหนดในการคัดเข้า (inclusion criteria) ได้แก่ 2.1. มีประวัติคนในครอบครัวอย่างน้อย 1 คน ที่เป็ นมะเร็งเต้านม 2.2. สัญชาติ/เชื้อชาติ ไทย 2.3. เพศหญิง 2.4. กลุ่มตัวอย่างยินดีเข้าร่วมการอบรมให้ความรู้และฝึ กทักษะการตรวจคัดกรอง มะเร็งเต้านมเบื้องต้น และยินดีให้ติดตามผลในอีก 1 เดือนหลังเข้าร่วมวิจัย จ านวน 50คน 3.2 เครื่องมือในการวิจัย เครื่องมือในการเก็บข้อมูลก่อนและหลังการให้ความรู้ โดยผู้วิจัยพัฒนา มาจากการทบทวน วรรณกรรม มี 2 ชุด ได้แก่ (1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบด้วย เบอร์ติดต่อ อายุ เพศ จ านวนบุตร ระดับการศึกษา และญาติเพศหญิง สายตรงที่เป็ นมะเร็งเต้านม (2) แบบวัดความรู้ เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม วิธีการตรวจเต้านมด้วยตนเอง และเจตคติเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม ประกอบด้วยข้อค าถาม 12 ข้อ แบ่งเป็ น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ 4ข้อ ด้านทักษะ 4ข้อ และด้าน เจตคติ 4 ข้อ ลักษณะการตอบเป็ น ใช่ ไม่ใช่ และไม่แน่ใจ ตอบถูกให้ 1 คะแนน ตอบผิดหรื อ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
24 ไม่แน่ใจให้ 0 คะแนน คะแนนรวมมีค่า 0-12คะแนน ช่วง 0-6 คะแนน หมายถึง ยังมีความรู้เกี่ยวกับ มะเร็งเต้านมไม่เพียงพอ ช่วง 6-12 คะแนน หมายถึง มีความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมเพียงพอ โดย แบบวัดความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมและการตรวจเต้านมด้วยตนเองนี้ ผู้วิจัยได้ตรวจสอบความตรง เชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จ านวน 3 ท่านประกอบด้วย อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านศัลยศาสตร์ 3 ท่าน ได้ค่า IOC เท่ากับ 10 (รายละเอียดใส่ในตารางด้านหลัง) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่ ความรู้ทัวไปในเรื่องมะเร็งเต้านม ปัจจัยเสี่ยงในการเกิด ่ มะเร็ งเต้านม อาการและสิ่งผิดปกติที่ตรวจพบในผู้ป่ วย เครื่ องมือการตรวจเต้านมชนิด mammogram และวิธีการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ผ่านทางแผ่นพับแสดงความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ มะเร็งเต้านม วิธีการตรวจเต้านมเบื้องต้น โมเดลเต้านมประกอบ พร้อมสื่อวิดิทัศน์ 3.3 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือการวิจัย แบบวัดความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมและการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ผู้วิจัยได้ตรวจสอบ ความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จ านวน 3 ท่าน ได้แก่อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านศัลยศาสตร์ ได้ค่า IOC เท่ากับ 10 (รายละเอียดใส่ในตารางด้านหลัง) ส่วนแผ่นพับความรู้และ สื่อวิดิทัศน์ที่ใช้ให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมวิจัย จัดท าโดยนักศึกษาแพทย์ จ านวน 4 คน ที่ผ่านการเรียน การสอนเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม เป็ นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ทดสอบความสามารถในด้านการ เรียนรู้จนนักศึกษาทุกคนสามารถด าเนินการได้ถูกต้องตรงกัน โดยผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ จ านวน 3 ท่าน ประกอบด้วย อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัวและ อาจารย์พยาบาล 3.4 ขั้นตอนการวิจัย 1. เขียนโครงร่างวิจัย 2. สืบค้นวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ค าจ ากัดความของ มะเร็งเต้านม, ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม, พันธุกรรมกับโรคมะเร็ง เต้านม, พยาธิก าเนิดของการเกิดมะเร็งเต้านม, ลักษณะและอาการแสดง, การตรวจ คัดกรองมะเร็งเต้านม, การตรวจเต้านมเบื้องต้นด้วยตนเอง, การป้องกันโรคมะเร็งเต้านม และสืบค้นแบบประเมินความรู้ ทักษะ และเจตคติ ส าหรับผู้เข้าร่วมวิจัยให้ความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
25 3. ตั้งวัตถุประสงค์ 4. ตั้งสมมติฐาน 5. ก าหนดกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย 6. เขียนนิยามศัพท์เฉพาะ 7. เขียนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 8. เขียนกรอบแนวคิด 9. พัฒนาแบบยินยอมเข้าร่วมการวิจัย 10. ยื่นแบบสอบถามเสนอโครงร่างการวิจัย เพื่อขออนุมัติการท าวิจัยจากคณะกรรมการ จริยธรรมและการบ าบัดที่โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ 11. รวบรวมข้อมูลของผู้ป่ วยจากแผนกศัลยกรรม หอผู้ป่ วยนอก ในโรงพยาบาลพระนัง่ เกล้า จังหวัดนนทบุรีและบันทึกข้อมูล 12. ท าการรวบรวมข้อมูลวิจัย 13. ท าการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ 14. สรุปรายงานผลการวิจัย 15. เขียนรายงานการวิจัย 16. เขียนข้อเสนอแนะ 17. เขียนบรรณานุกรม ภาคผนวก 18. น าเสนอผลการวิจัย ขั้นตอนและวิธีการในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. คัดเลือกผู้ป่ วยเข้าร่วมโครงการ 2. ผู้ป่ วยลงนามในเอกสารยินยอมเข้าร่วมโครงการวิจัย และลงทะเบียนเข้าร่วมวิจัย โดยเลือกผู้เข้าร่วมงานวิจัยจากการสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) 3. ให้ผู้เข้าร่วมท าแบบประเมินความรู้ก่อนให้ความรู้ 4. การให้ความรู้ทางทฤษฎี ทักษะและเจตคติแก่กลุ่มทดลอง จ านวน50คน โดยท าเป็ น รายบุคคล ในช่วงเวลา 10.00-16.00 น. ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
26 4.1 แจกแผ่นพับให้ความรู้ 4.2 ให้ความรู้ทางทฤษฎี และทักษะการตรวจเต้านมเบื้องต้น ด้วยตนเอง ผ่าน ทางสื่อวีดีทัศน์ 4.3 ให้ผู้เข้าร่วมวิจัยลองคล าโมเดลเต้านมที่มีความผิดปกติจริง 4.4 เปิ ดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สอบถามข้อสงสัย 4.5 ให้ผู้วิจัยท าแบบประเมินความรู้ ทักษะ และเจตคติหลังได้รับความรู้ และ ฝึ กปฏิบัติ 4.6 ให้ผู้เข้าร่วมวิจัยบอกวิธีการสังเกตความผิดปกติของเต้านมและลองคล า โมเดลเต้านมหลังจากได้รับความรู้ 5. การติดตามผล 5.1 ติดต่อผู้เข้าร่วมวิจัยทางโทรศัพท์(หลังเข้าร่วมวิจัย 1เดือน) 5.2 สอบถามผู้เข้าร่วมวิจัยเกี่ยวกับ การคล าเต้านมด้วยตนเอง คล าเจอสิ่งปกติ และเข้ารับการ 5.3 ตรวจเต้านมที่รพ. หลังจากเข้าร่วมวิจัย (ตามแบบประเมินความรู้เดิม) เพื่อติดตามผล 6. รวบรวมข้อมูลและบันทึกในโปรแกรมคอมพิวเตอร์สถิติส าเร็จรูป 7. วิเคราะห์และแปลผลข้อมูล 8. สรุปผล ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
27 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ก่อนการให้ความรู้ ให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับ โรค มะเร็งเต้านมและการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ความเชื่อด้านสุขภาพ การรับรู้ ความสามารถตนเองในการตรวจเต้านมด้วยตนเอง และพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วย ตนเอง ใช้เวลาประมาณ 5 นาที 2. ให้ความรู้ ทักษะ และเจตคติเกี่ยวกับการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ประกอบ ด้วยการแจกแผ่นพับและบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม โอกาสเสี่ยงและ ความรุนแรงของโรค การตรวจเต้านมด้วยตนเอง สาธิตการตรวจเต้านม ด้วยโมเดลเต้านมโดยชมผ่านทางวิดิทัศน์และให้กลุ่มตัวอย่างฝึ กการตรวจโมเดลเต้านม และสาธิตกลับจนสามารถกระท าได้อย่างถูกต้อง 3. หลังการให้ความรู้ ให้กลุ่มตัวอย่างท าแบบประเมินความรู้ และแสดงการตรวจโมเดล เต้านมด้วยตนเอง ใช้เวลาประมาณ 10 นาที 4. ติดตามเก็บข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมและการตรวจเต้านมด้วยตนเอง รวมถึงเจตคติในการตรวจเต้านมด้วยตนเอง เมื่อครบ 1 เดือนหลังเข้าร่วมวิจัย 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล • ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง : แจกแจงความถี่ ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน • การวิเคราะห์ข้อมูล: ใช้โปรแกรมส าเร็จรูป ใช้สถิติ paired T-Test , One Way ANOVA และ chi-square test ส าหรับการวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนแบบสอบถามก่อนและ หลังให้ความรู้ รวมถึงการแสดงวิธีการตรวจเต้านมที่ถูกต้องด้วยตนเองและการกลับไป ตรวจเองที่บ้านหลังเข้าร่วมวิจัย 1 เดือน โดยก าหนดนัยส าคัญทางสถิติที่ p value = 0.05 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
28 บทที่ 4 ผลการวิจัย จากผลการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้จากการท าแบบประเมินความรู้ก่อนและ หลังให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ของผู้เข้าร่วมวิจัยจ านวน 50 คน สามารถสรุป ข้อมูลได้ดังนี้ 4.1 ลักษณะกลุ่มตัวอย่าง จ าแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างจ านวน 50คน อายุระหว่าง 30-70 ปี ผู้เข้าร่วม ส่วนใหญ่ (ค่าฐานนิยม) อยู่ในช่วงอายุ 40-49 ปี (ร้อยละ 42) ระดับการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับ ปริญญาตรีขึ้นไป (ร้อยละ 50) จ านวนบุตรของผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ ไม่มีบุตร (ร้อยละ 34) และ ผู้เข้าร่วมทั้งหมดเป็ นเพศหญิง (ร้อยละ 100) ร่วมกับมีประวัติคนในครอบครัวอย่างน้อย 1 คน ที่ เป็ นมะเร็งเต้านม รายละเอียดดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ลักษณะกลุ่มตัวอย่าง ข้อมูลทัวไป ่จ านวน (N=50) ร้อยละ อายุ 30-39 ปี 10 20 40-49 ปี 21 42 50-59 ปี 10 20 60 ปี ขึ้นไป 9 18 ระดับการศึกษา ต ่ากว่า ป.6 12 24 ต ่ากว่า ม.3 7 14 ต ่ากว่า ม.6 3 6 ปวช. 3 6 ปริญญาตรีขึ้นไป 25 50 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
29 ตารางที่ 1 ลักษณะกลุ่มตัวอย่าง (ต่อ) 4.2 เปรียบเทียบคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติก่อนให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง กับ ช่วงอายุระดับการศึกษา และจ านวนบุตรของผู้เข้าร่วมงานวิจัย ระดับความรู้ ทักษะ และเจตคติก่อนให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ในช่วงอายุระหว่าง 30-70 ปี ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) รายละเอียด ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติก่อนให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจ มะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง กับ ช่วงอายุของผู้เข้าร่วมงานวิจัยด้วย สถิติวันเวย์ อะโนวา ข้อมูลทัวไป ่จ านวน (N=50) ร้อยละ จ านวนบุตร 0 คน 17 34 1 คน 13 26 2 คน 11 22 3 คน 5 10 4 คน 1 2 5 คน 1 2 6 คน 2 4 คะแนน pretest อายุ Mean Std. Deviation Statistics F p-value ด้านความรู้ 30-39 ปี 1.70 1.252 0.695 0.560 40-49 ปี 1.95 1.071 50-59 ปี 2.10 1.101 60 ปี ขึ้นไป 1.44 1.014 Total 1.84 1.095 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
30 ตารางที่ 2 (ต่อ) เปรียบเทียบคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติก่อนให้ความรู้เกี่ยวกับการ ตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง กับ ช่วงอายุของผู้เข้าร่วมงานวิจัยด้วย สถิติวันเวย์ อะโนวา ระดับความรู้ ทักษะ และเจตคติก่อนให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ในแต่ละระดับการศึกษา ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) รายละเอียด ดังตารางที่ 3 คะแนน pretest อายุ Mean Std. Deviation Statistics F p-value ด้านทักษะ 30-39 ปี 1.10 .876 1.071 0.370 40-49 ปี 1.67 .913 50-59 ปี 1.60 .966 60 ปี ขึ้นไป 1.33 .707 Total 1.48 .886 ด้านเจตคติ 30-39 ปี 1.80 1.229 0.624 0.603 40-49 ปี 2.24 1.136 50-59 ปี 2.30 .949 60 ปี ขึ้นไป 2.44 1.014 Total 2.20 1.088 รวม 3 ด้าน 30-39 ปี 4.60 2.459 0.909 0.444 40-49 ปี 5.86 2.081 50-59 ปี 6.00 2.261 60 ปี ขึ้นไป 5.33 2.236 Total 5.54 2.215 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
31 ตารางที่ 3 เปรียบเทียบคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติก่อนให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจ มะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง กับ ระดับการศึกษาของผู้เข้าร่วมงานวิจัยด้วย สถิติวันเวย์ อะโนวา คะแนน pretest ระดับการศึกษา Mean Std. Deviation Statistics F P-value ด้านความรู้ ต ่ากว่า ป.6 1.42 1.084 0.936 0.437 ต ่ากว่า ม.3 2.00 1.414 ต ่ากว่า ม.6 1.67 1.155 ปวช. 1.33 1.528 ปริญญาตรีขึ้นไป 2.08 .954 Total 1.84 1.095 ด้านทักษะ ต ่ากว่า ป.6 1.50 1.000 0.774 0.548 ต ่ากว่า ม.3 1.71 .756 ต ่ากว่า ม.6 .67 .577 ปวช. 1.33 .577 ปริญญาตรีขึ้นไป 1.52 .918 Total 1.48 .886 ด้านเจตคติ ต ่ากว่า ป.6 2.00 1.044 1.472 0.226 ต ่ากว่า ม.3 1.57 1.272 ต ่ากว่า ม.6 2.33 .577 ปวช. 1.67 1.155 ปริญญาตรีขึ้นไป 2.52 1.046 Total 2.20 1.088 รวม 3 ด้าน ต ่ากว่า ป.6 4.92 2.109 1.011 0.412 ต ่ากว่า ม.3 5.43 2.699 ต ่ากว่า ม.6 4.67 1.528 ปวช. 4.33 3.215 ปริญญาตรีขึ้นไป 6.12 2.068 Total 5.54 2.215 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
32 ระดับความรู้ ทักษะ เจตคติก่อนให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง และ จ านวนบุตรของผู้เข้าร่วม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p-value < 0.05)รายละเอียด ดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 เปรียบเทียบคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติก่อนให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจ มะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง กับ จ านวนบุตรของผู้เข้าร่วมงานวิจัยด้วย สถิติวันเวย์ อะโนวา คะแนน pretest จ านวนบุตร Mean Std. Deviation statistics F P-value ด้านความรู้ 0คน 2.24 0.970 0.807 0.570 1คน 1.85 1.214 2คน 1.45 1.128 3คน 1.80 1.304 4คน 1.00 . 5คน 1.00 . 6คน 1.50 0.707 Total 1.84 1.095 ด้านทักษะ 0คน 1.29 0.772 1.985 0.089 1คน 1.62 0.961 2คน 1.55 0.820 3คน 1.20 0.447 4คน .00 . 5คน 2.00 . 6คน 3.00 1.414 ศ Total 1.48 0.886 ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
33 ตารางที่ 4(ต่อ) เปรียบเทียบคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติก่อนให้ความรู้เกี่ยวกับการ ตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง กับ จ านวนบุตรของผู้เข้าร่วมงานวิจัยด้วย สถิติวันเวย์ อะโนวา คะแนน pretest จ านวนบุตร Mean Std. Deviation statistics F P-value ด้านเจตคติ 0คน 2.47 1.007 0.517 0.792 1คน 2.08 1.188 2คน 1.82 1.168 3คน 2.20 1.304 4คน 2.00 . 5คน 3.00 . 6คน 2.50 0.707 Total 2.20 1.088 รวม 3 ด้าน 0คน 6.00 2.062 0.804 0.572 1คน 5.54 2.436 2คน 4.82 2.483 3คน 5.20 1.924 4คน 3.00 . 5คน 6.00 . 6คน 7.50 0.707 Total 5.54 2.215 ดังนั้น ลักษณะของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด มีระดับความรู้ ทักษะ และเจตคติก่อนให้ความรู้ เกี่ ยวกับการตรวจมะเร็ งเต้านมด้วยตนเอง ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) จึงสามารถใช้กลุ่มตัวอย่างนี้ในการวัดระดับความรู้ก่อนและหลังเข้าร่วมงานวิจัย ได้อย่างเหมาะสม และ แม่นย า ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
34 4.3 เปรียบเทียบคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ก่อนและหลังให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็ง เต้านมด้วยตนเอง ผลวิจัยพบว่า ระดับความรู้ ทักษะ และเจตคติ ได้แก่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของมะเร็งเต้า นม การรับรู้ประโยชน์ของการตรวจเต้านมด้วยตนเอง และการรับรู้ความสามารถตนเองในการ ตรวจเต้านมด้วยตนเอง หลังให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ของญาติผู้ป่ วย มะเร็งเต้านมที่มารับบริการในโรงพยาบาลพระนังเกล้า เพิ ่ ่มขึ้นทั้ง 3 ด้าน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) รายละเอียดดัง ตารางที่ 5 ตารางที่ 5 เปรียบเทียบคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ก่อนและหลังให้ความรู้เกี่ยวกับการ ตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ของผู้เข้าร่วมงานวิจัยด้วย สถิติแพร์ทีเทส (Paired T-Test) ตัวแปร Pretest Posttest Mean difference t p-value Mean (S.D.) Mean (S.D.) Mean (S.D.) ด้านความรู้ 1.84 (1.095) 3.28 (0.671) 1.440 (1.264) 8.045 < 0.001 ด้านทักษะ 1.48 (0.886) 2.78 (0.996) 1.300 (1.233) 7.455 < 0.001 ด้านเจตคติ 2.20 (1.088) 3.18 (0.629) 0.980 (1.097) 6.316 < 0.001 รวม 3 ด้าน 5.54 (2.215) 9.22 (1.694) 3.680 (2.436) 10.680 < 0.001 ผลต่างของคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เพิ่มขึ้นหลังให้ความรู้เกี่ยวกับการ ตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง กับ ช่วงอายุของผู้เข้าร่วมงานวิจัย ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติ (p-value < 0.05) ซึ่งแสดงถึงว่า การให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง ในงานวิจัยนี้ ซึ่ งประกอบไปด้วย แผ่นพับความรู้ วีดีทัศน์สอนคล าเต้านม มีมาตรฐานที่ดี และ เหมาะสม สามารถใช้ได้กับทุกช่วงอายุ โดยให้ผลที่ไม่แตกต่างกัน รายละเอียดดัง ตารางที่ 6 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
35 ตารางที่ 6 เปรี ยบเทียบผลต่างของคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เพิ่มขึ้นหลังให้ ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง กับ ช่วงอายุของผู้เข้าร่ วมงานวิจัยด้วย สถิติวันเวย์ อะโนวา ผลต่างของคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เพิ่มขึ้นหลังให้ความรู้เกี่ยวกับการ ตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง กับ ระดับการศึกษาของผู้เข้าร่วมงานวิจัย ไม่แตกต่างกันอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) ซึ่งแสดงถึงว่า การให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง ในงานวิจัยนี้ ซึ่ งประกอบไปด้วย แผ่นพับความรู้ วีดีทัศน์สอนคล าเต้านม มีมาตรฐานที่ดี และเหมาะสม สามารถใช้ได้กับทุกช่วง ระดับความรู้ โดยให้ผลที่ ไม่แตกต่างกัน รายละเอียดดัง ตารางที่ 7 อายุ ผลต่างของคะแนนก่อนและหลังให้ความรู้ Statistics Mean Std. Deviation F P-value 30-39 ปี 3.6000 3.09839 0.768 0.518 40-49 ปี 3.9524 1.43095 50-59 ปี 2.7000 3.02030 60 ปี ขึ้นไป 4.2222 2.90593 Total 3.6800 2.43646 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
36 ตารางที่ 7 เปรียบเทียบผลต่างของคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เพิ่มขึ้นหลังให้ ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง กับ ระดับการศึกษาของผู้เข้าร่วมงานวิจัยด้วย สถิติวันเวย์ อะโนวา ผลต่างของคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เพิ่มขึ้นหลังให้ความรู้เกี่ยวกับ การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง กับ จ านวนบุตรของผู้เข้าร่วมงานวิจัย ไม่แตกต่างกันอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) ซึ่งแสดงถึงว่า จ านวนบุตร ไม่ได้มีความส าคัญในแง่ของ ด้านความรู้ ทักษะการตรวจเต้านม และ เจตคติ ที่แตกต่างกัน รายละเอียดดัง ตารางที่ 8 ตารางที่ 8 เปรียบเทียบผลต่างของคะแนนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เพิ่มขึ้นหลังให้ ความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง กับ จ านวนบุตรของผู้เข้าร่วมงานวิจัยด้วย สถิติวันเวย์ อะโนวา จ านวนบุตร ผลต่างของคะแนนก่อนและหลังให้ความรู้ Statistics Mean Std. Deviation F P-value 0คน 3.0588 2.35772 0.642 0.696 1คน 3.6154 2.50128 2คน 4.1818 2.99393 3คน 4.8000 1.78885 4คน 6.0000 . 5คน 4.0000 . 6คน 2.5000 .70711 Total 3.6800 2.43646 ระดับการศึกษา ผลต่างของคะแนนก่อนและหลังให้ความรู้ Statistics Mean Std. Deviation F P-value ต ่ากว่า ป.6 3.9167 2.87492 0.291 0.882 ต ่ากว่า ม.3 3.5714 2.57275 ต ่ากว่า ม.6 5.0000 1.73205 ปวช. 3.3333 4.16333 ปริญญาตรีขึ้นไป 3.4800 2.16256 Total 3.6800 2.43646 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
37 4.4 เปรียบเทียบทักษะการคล าเต้านมด้วยตนเองอย่างถูกวิธี ก่อนและหลังให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจ มะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ผลวิจัยพบว่า ทักษะการคล าเต้านมด้วยตนเองอย่างถูกวิธี หลังให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจ มะเร็งเต้านมด้วยตนเองของญาติผู้ป่ วยมะเร็งเต้านมที่มารับบริการในโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) รายละเอียดดัง ตารางที่ 9 ตารางที่ 9 เปรียบเทียบทักษะการคล าเต้านมด้วยตนเองอย่างถูกวิธี ก่อนและหลังให้ความรู้ เกี่ยวกับการตรวจมะเร็ งเต้านมด้วยตนเอง ของผู้เข้าร่ วมงานวิจัยด้วย สถิติแพร์ ทีเทส (Paired T-Test) 4.5 พฤติกรรมการกลับไปตรวจเต้านมด้วยตนเองในช่วงระยะเวลา 1 เดือนแรก หลังได้รับความรู้ เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง พฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง หลังได้รับความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเองในช่วงระยะเวลา 1 เดือนแรกหลังเข้าร่วมงานวิจัย มีผู้เข้าร่วมวิจัยกลับไปตรวจเต้านม ด้วยตนเอง 36 คน (ร้อยละ 72) และผลการตรวจเต้านมด้วยตนเองไม่พบความผิดปกติทั้ง 36 คน (ร้อยละ 100) รายละเอียดดังตารางที่ 10 ตัวแปร Pretest Posttest Mean difference t p-value Mean (S.D.) Mean (S.D.) Mean (S.D.) คล าเต้านมด้วยตนเอง 0.12 (0.328) N=6 1.00 (0.000) N=50 0.880 (0.328) 18.956 < 0.001 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
38 ตารางที่ 10 พฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองหลังได้รับความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านม ด้วยตนเอง 4.6 เปรียบเทียบปัจจัย (อายุ ระดับการศึกษา และจ านวนบุตร) กับพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วย ตนเองหลังได้รับความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองหลังได้รับความรู้เกี่ยวกับการตรวจ มะเร็งเต้านมด้วยตนเอง อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ(p-value < 0.05) ได้แก่ อายุ และ การศึกษา รายละเอียด ดังตารางที่ 11 ตารางที่ 11 เปรียบเทียบปัจจัย (อายุ ระดับการศึกษา และจ านวนบุตร) กับพฤติกรรมการตรวจเต้า นมด้วยตนเองหลังได้รับความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ด้วยสถิติไคสแควร์เทส (Chi-square test) Chi-square test of independence ปัจจัย Value p-value อายุกับความตระหนักในการกลับไปตรวจเต้านมด้วยตนเอง -0.051 0.035 ระดับการศึกษากับความตระหนักในการกลับไปตรวจเต้านมด้วยตนเอง -0.015 0.034 จ านวนบุตรกับความตระหนักในการกลับไปตรวจเต้านมด้วยตนเอง 0.108 0.068 โทรติดตามผลหลังให้ความรู้ จ านวน ร้อยละ ไม่ได้กลับไปตรวจเอง 14 28.0 กลับไปตรวจเอง/ปกติ 36 72.0 Total 50 100.0 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
39 อายุเป็ นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองหลังได้รับความรู้เกี่ยวกับ การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง โดย กลุ่มอายุที่กลับไปตรวจเต้านมด้วยตนเองหลังได้รับความรู้ มากที่สุดคือ ช่วงอายุ 40-49 ปี และกลุ่มอายุที่กลับไปตรวจเต้านมด้วยตนเองหลังได้รับความรู้ น้อยที่สุด คือ ช่วงอายุ 60 ปี ขึ้นไป รายละเอียดดังตารางที่ 12 ตารางที่ 12 ตารางแจกแจงความถี่และร้อยละของช่วงอายุ กับพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองหลัง ได้รับความรู้เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง การศึกษา เป็ นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองหลังได้รับความรู้ เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง โดย ระดับการศึกษาที่กลับไปตรวจเต้านมด้วยตนเองหลัง ได้รับความรู้ มากที่สุดคือ ระดับปริญญาตรี และระดับการศึกษาที่กลับไปตรวจเต้านมด้วยตนเองหลัง ได้รับความรู้น้อยที่สุดคือระดับต ่ากว่า ป.6รายละเอียดดังตารางที่ 13 ปัจจัย โทรติดตามผลหลังให้ความรู้ ไม่ได้ตรวจ ตรวจเอง/ปกติ Total อายุ 30-39 ปี 5 5 10 40-49 ปี 3 18 21 50-59 ปี 4 6 10 60 ปี ขึ้นไป 2 7 9 Total 14 36 50 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม