แนวปฏิบัติการพยาบาลในการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับ ปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (Clinical nursing practice guideline for discharge planning of dependent patients with moderate to severe traumatic brain injury) วิไลลักษณ์ เที่ยงคำ พย.บ บุษกร วัฒนากังชัย พย.บ ภาวนา พูลเพิ่ม พย.บ นพวรรณ บุญโต พย.บ สุนันทา บุญเทศ พย.บ ความเป็นมาและความสำคัญของการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก ปัญหาการบาดเจ็บที่ศีรษะเป็นปัญหาสำคัญของโลก เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่สัมพันธ์กับ การบาดเจ็บจากการจราจร (road traffic injury) ข้อมูลการบาดเจ็บจากการจราจรในปีพ.ศ. 2563- 2564 พบว่า มียอดผู้เสียชีวิต 15,748 ราย และ13,624 ราย และมียอดผู้บาดเจ็บ 1,014,509 ราย และ 883,196 ราย ตามลำดับ (ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุThaiRSC, วันที่ 1 มีนาคม 2565) จากข้อมูลของ Worldatlas.com ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราตายจากอุบัติเหตุการ จราจรสูงเป็นอันดับ 2 ของ โลก มีอัตราการเสียชีวิต 36.2 ต่อประชากร 100,000 คน (worldatlas, 2018) สำหรับค่าใช้จ่ายใน การดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะและใบหน้า (craniofacial injury) และบาดเจ็บในกะโหลกศีรษะ (intracranial injury) โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาล มีค่าใช้จ่ายถึง 2,770 ล้านบาท และ 2,460 ล้าน บาท ตามลำดับ (นครชัย เผื่อนปฐม และธีรเดช ศรีกิจวิไลกุล, 2562) แม้ว่าปัจจุบันความเจริญก้าวหน้า ด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และการสาธารณสุข จะส่งผลให้ผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองมีโอกาสรอดชีวิต สูงขึ้น แต่ความรุนแรงของการบาดเจ็บที่มีผลกระทบกระเทือนต่อสมอง ทำให้มีความบกพร่องของการ ทำหน้าที่ต่างๆ ของร่างกาย ส่งผลกระทบโดยตรงทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และพฤติกรรม ผู้ป่วยจำนวนมากหลังจากได้รับการบาดเจ็บทางสมองแล้วเกิดความพิการ มีความสามารถในการดูแล ตนเอง หรือความสามารถในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้น้อยลง หรืออาจไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง ซึ่ง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องเพื่อการฟื้นฟูสภาพ ตลอดจนการปฏิบัติกิจวัตร ประจำวันจากผู้ดูแล (ศิรดา วิพัทนะพร, 2563) นอกจากนี้การบาดเจ็บที่สมองยังส่งผลกระทบต่อสังคม และประเทศ ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาการเข้าสังคม และประเทศต้องสูญเสียงบประมาณในการรักษาผู้ป่วย
2 สำหรับสถานการณ์ผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ที่มารับบริการในโรงพยาบาล สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ในปีพ.ศ.2562 – 2564 มีจำนวน 310, 284, และ125 ราย ตามลำดับ (ระบบ HIS โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา วันที่ 3 มีนาคม 2565) ซึ่งจาก สภาวะปัจจุบันที่มีประชากรเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ มากขึ้น โรงพยาบาลจึงมีนโยบายเพิ่มอัตราการ หมุนเวียนเตียงให้เพียงพอต่อการให้บริการผู้ป่วย และลดระยะเวลาการครองเตียงของผู้ป่วยใน โรงพยาบาลให้สั้นลง ดังนั้นผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง จึงมักได้รับการรักษา เฉพาะในช่วงวิกฤตเท่านั้น เมื่ออาการผ่านพ้นเข้าสู่ระยะฟื้นฟูสภาพ ผู้ป่วยจะได้รับการจําหน่ายให้ดูแล ต่อเนื่องที่บ้าน ซึ่งผู้ดูแลเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลผู้ป่วย จึงต้องมีการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลเพื่อ เตรียมความพร้อมให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้ต้องมีการวางแผนการจําหน่ายตั้งแต่ผู้ป่วยบาดเจ็บทาง สมองเข้ารับการรักษาในโรงพยาบา จนกระทั่งจําหน่ายกลับบ้าน โดยการให้ผู้ดูแลเข้ามามีส่วนร่วมใน การดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองร่วมกับทีมสุขภาพ ตั้งแต่แรกรับเข้าไว้ในโรงพยาบาลจนจําหน่ายกลับ บ้าน จากการปฏิบัติงานที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย ตึกบรมราชเทวีชั้น 2 ซึ่งต้องดูแลรักษา พยาบาล ผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองของโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวีณ ศรีราชา พบว่าการจําหน่ายผู้ป่วย บาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรงในผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงจะดำเนินการเมื่อแพทย์มีแผนการ รักษาให้ผู้ป่วยกลับบ้าน พยาบาลจะเป็นผู้ให้คำแนะนำและสอนวิธีการดูแลผู้ป่วยแก่ญาติ แต่ยังไม่มี แนวทางการวางแผนการจำหน่ายที่ชัดเจนและยังขาดการประเมินความพร้อมของผู้ดูแล ทำให้ญาติ อาจไม่พร้อมรับผู้ป่วย ไม่มีความรู้ ขาดทักษะในการดูแลผู้ป่วย ไม่ได้เตรียมสภาพแวดล้อมในบ้าน ซึ่ง อาจเป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยกลับมารักษาซํ้าเนื่องจากเกิดภาวะแทรกซ้อนเมื่อกลับบ้าน เช่น การสำลัก การเกิดอุบัติเหตุพลัดตกหกล้ม การเกิดแผลกดทับ รวมทั้งการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น ดังนั้นคณะผู้จัดทำจึงได้สร้างแนวปฏิบัติการพยาบาลในการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมอง ระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ต่อไป วัตถุประสงค์ของการพัฒนา CNPG 1. เพื่อจัดทำแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกสำหรับวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทาง สมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ที่มารับการรักษาในหอผู้ป่วย โรงพยาบาลสมเด็จ พระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา 2. เพื่อศึกษาผลของการนำแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกสำหรับผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมอง ระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง มาใช้ในโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา
3 ผู้ที่ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก กลุ่มผู้ป่วยหรือผู้รับบริการ ผู้ป่วยอายุ 15 ปี ขึ้นไป ที่ได้รับการบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรงและมีภาวะ พึ่งพิง ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา กลุ่มผู้ใช้แนวปฏิบัติทางคลินิก พยาบาลวิชาชีพที่ให้การดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ป่วยที่มี ภาวะพึ่งพิง โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา นิยามศัพท์ การบาดเจ็บทางสมอง (Traumatic Brain Injury: TBI) หมายถึง การบาดเจ็บของสมอง ซึ่งเกิดจากมีแรงภายนอกมากระทำที่กะโหลกศีรษะและสมอง ทำให้เกิดความผิดปกติในหน้าที่การ ทำงานของสมอง ส่งผลทำให้เกิดความพิการทางกาย มีผลกระทบต่อสติสัมปชัญญะ ความรู้สึกนึกคิด จิตใจ อารมณ์และพฤติกรรมของผู้ป่วย การบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลาง หมายถึง ผู้ป่วยที่มีระดับความรู้สึกตัว Glasgow Coma Scale (GCS) 9-12 คะแนน การบาดเจ็บทางสมองระดับรุนแรง หมายถึง ผู้ป่วยที่มีระดับความรู้สึกตัว Glasgow Coma Scale (GCS) ≤ 8 คะแนน ผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง หมายถึง ผู้ป่วยที่มีความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ได้น้อย ถึงปานกลาง โดยมีคะแนนความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (ADL Barthel Index) ≤ 11 คะแนน โดย ADL Barthel Index แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 หมายถึง ผู้ที่พึ่งตนเองได้ช่วยเหลือผู้อื่น ชุมชน และสังคมได้(กลุ่มติด สังคม) มีผลรวมคะแนน ADL ตั้งแต่ 12 คะแนนขึ้นไป กลุ่มที่ 2 หมายถึง ผู้ที่ดูแลตนเองได้บ้าง ช่วยเหลือตนเองได้บ้าง (กลุ่มติดบ้าน) มี ผลรวมคะแนน ADL ตั้งแต่ 5-11 คะแนน กลุ่มที่ 3 หมายถึง ผู้ที่พึ่งตนเองไม่ได้ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้พิการ หรือทุพพลภาพ (กลุ่มติดเตียง) มีผลรวมคะแนน ADL อยู่ในช่วง 0-4 คะแนน การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วย หมายถึง กระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดย การมีส่วนร่วมของบุคลากรของทีมสุขภาพ ผู้ป่วย ผู้ดูแล และครอบครัว ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการให้การสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้ป่วย ผู้ดูแล และครอบครัวมีความพร้อม ในเรื่องการทำความสะอาดร่างกาย การให้อาหารทางสายยาง การป้อนอาหาร การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การจัดท่า การช่วยในการขับถ่าย การดูดเสมหะ การดูแลท่อเจาะคอ สายยางให้อาหาร สายสวน
4 ปัสสาวะ การล้างมืออย่างถูกวิธี ฯลฯ ตลอดจนการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะนำกลับไปใช้ที่ บ้านอย่างเต็มที่ก่อนจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล กระบวนการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก กำหนดกรอบของการสืบค้นตามแนวคิด PICO framework P: ผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง/ Patients with moderate to severe traumatic brain injury/ Traumatic brain injury I: การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง/ Discharge planning for patients with moderate to severe traumatic brain injury/ Discharge planning/ Management of traumatic brain injury C: none O: ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่แรกรับจนกระทั่งจำหน่าย/ No complications (CAUTI, pneumonia, pressure sore) / No readmission within 28 days of discharge/ Reducing readmission rates กำหนดแหล่งสืบค้นและผลการสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ เลือกหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีฉบับเต็มและตีพิมพ์ในฐานข้อมูลที่มีคุณภาพและได้รับการ ยอมรับระหว่างปี ค.ศ. 2018-2022 ได้แก่ PubMed, Science Direct, ThaiJo, Google scholar เป็นต้น ระดับความน่าเชื่อถือของหลักฐานเชิงประจักษ์ (strength of evidence) เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วย ประเมินความน่าเชื่อถือของหลักฐาน โดยใช้ตามเกณฑ์ของ Melnyk & Fineout-Overholt, (2011) แบ่งเป็น 7 ระดับ ดังนี้ 1. ระดับ 1 หลักฐานจากการทบทวนงานวิจัยย่างเป็นระบบ (systematic review) การ วิเคราะห์เมต้า (meta-analysis) จากงานวิจัยเชิงทดลองที่มีการสุ่มและมีกลุ่มควบคุมทั้งหมด (Randomized controlled trial; RCT) 2. ระดับ 2 หลักฐานจากงานวิจัยเชิงทดลองที่มีการสุ่มและมีกลุ่มควบคุมที่มีการออกแบบวิจัย อย่างดี อย่างน้อย 1 เรื่อง (Randomized controlled trial; RCT) 3. ระดับ 3 หลักฐานที่ได้จากงานวิจัยเชิงทดลองที่มีกลุ่มควบคุม มีการออกแบบวิจัยอย่างดี แต่ ไม่มีการสุ่ม (controlled trial, without randomized) 4. ระดับ 4 หลักฐานที่ได้จากงานวิจัยที่เป็นการศึกษาย้อนหลัง หรือการติดตามไปข้างหน้า ที่มี การออกแบบวิจัยอย่างดี (case controlled and cohort studies)
5 5. ระดับ 5 หลักฐานที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบของงานวิจัยเชิงบรรยาย หรืองานวิจัยเชิงคุณภาพ (descriptive and qualitative study) 6. ระดับ 6 หลักฐานที่ได้จากงานวิจัยเดี่ยวที่เป็นงานวิจัยเชิงบรรยายหรืองานวิจัยเชิงคุณภาพ 7. ระดับ 7 หลักฐานที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มวิชาชีพเฉพาะ และ/หรือรายงานจาก คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะเรื่อง ซึ่งจัดเป็นลำดับสุดท้าย ในกรณีที่ไม่มีงานวิจัยทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพในหัวข้อนั้นๆ
6 แผนผังการสืบค้นงานวิจัยด้วย PICO Population - ผู้ป่ วยบาดเจ็บทางสมอง ระดับปานกลางถึงรุนแรง -Patients with Moderate to Severe traumatic brain injury Intervention - การวางแผนจ าหน่าย ผู้ป่ วยบาดเจ็บทางสมอง ระดับปานกลางถึงรุนแรง -Discharge Planning for Patients with Moderate to Severe traumatic brain injury Comparison –none Outcome - No Readmit - No Complications of traumatic brain injury - Complications of traumatic brain injury post discharge 1 Science direct ThaiJo Google scholar PubMed 2 427 ค ำศัพย์ที่ส ำคัญ (Keyword) 1390 56 9 1 710 ฐำนข้อมูล/ แหล่งสืบค้น จ ำนวนเรื่องที่ค้น ได้ จ ำนวนเรื่องที่ น ำมำใช้ รวม 2585 13 ช่วงเวลาการสืบค้นข้อมูล พ.ศ. 2554-2565
7 ตารางสรุปการประเมินและสังเคราะห์คุณภาพของหลักฐานเชิงประจักษ์ ลำดับที่ ชื่อฐานข้อมูล/ แหล่งสืบค้น ชื่อเรื่อง ระดับงานวิจัย 1 ThaiJo พัชรริดา เคณาภูมิ. (2563). การพัฒนารูปแบบการวางแผน จำหน่าย ผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะที่ได้รับการผ่าตัดสมอง โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ หอผู้ป่วยหนักศัลยกรรมประสาท โรงพยาบาลหนองคาย. วารสารวิชาการสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดมหาสารคาม, 4(8), 35-47. การวิจัยและ พัฒนา ระดับ 3 2 ThaiJo หนูแดง จันทอุปฬีและวาสนา นาชัยเริ่ม. (2563). การพัฒนา รูปแบบการดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลกมลาไสย. วารสารสุขภาพและสื่งแวดล้อมศึกษา, 5(4), 55-64. การวิจัยและ พัฒนา ระดับ 3 3 ThaiJo ศิรดา วิพัทนะพร. (2563). การพัฒนารูปแบบการวางแผน จำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง. วารสารสำนักงาน สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น, 2(1), 59-75. การวิจัยและ พัฒนา ระดับ 3 4 ThaiJo วันดี โกยกิจเจริญ, วิไลลักษณ์ วงศ์จุลชาติ และสุพรพรรณ์ กิจ บรรยงเลิศ. (2562). การพัฒนารูปแบบการดูแลแบบบูรณาการ แก่ผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะโดยการนำของพยาบาล. วารสารการ ปฏิบัติการพยาบาลและการผดุงครรภ์ไทย, 6(2), 48-69. การวิจัยและ พัฒนา ระดับ 3 5 เอกสารวิชาการ นครชัย เผื่อนปฐม และธีรเดช ศรีกิจวิไลกุล. (2562). แนวทาง เวชปฏิบัติกรณีสมองบาดเจ็บ (Clinical practice guidelines for traumatic brain injury). กรุงเทพฯ: พรอสเพอรัสพลัส. เอกสารวิชาการ ระดับ 7 6 ThaiJo วัลลภา สุวรรณพิทักษ์, สุชาตา วิภวกานต์ และบุญญารัศม์ ประ คีตวาทิน. (2560). การพัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาล ผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง โรงพยาบาลกระบี่. วารสาร เครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 4(2), 140-156. การวิจัยและ พัฒนา ระดับ 3
8 ตารางสรุปการประเมินและสังเคราะห์คุณภาพของหลักฐานเชิงประจักษ์ (ต่อ) ลำดับที่ ชื่อ ฐานข้อมูล/ แหล่งสืบค้น ชื่อเรื่อง ระดับงานวิจัย 7 ThaiJo อัญชลี โสภณ, ผดุงศิษฏ์ ชำนาญบริรักษ์, ไพรวัลย์พรมที, สุรกรานต์ ยุทธเกษมสันต์ และอรไท โพธิ์ไชยแสน. (2560). การ พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บสมองระดับรุนแรง โดยใช้ การจัดการรายกรณี. วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 29(3), 126-138. การวิจัยและ พัฒนา ระดับ 3 8 ThaiJo รุ่งนภา เขียวชอ่ำ และชดช้อย วัฒนะ. (2560). การพยาบาล ผู้ป่วยบาดเจ็บที่สมองแบบองค์รวม. วารสารวิทยาลัยพยาบาล พระปกเกล้า จันทบุรี, 28(1), 129-139. บทความวิชาการ ระดับ 7 9 ThaiJo อุบลรัตน์ วิสุทธินันท์ และกฤตพัทธ์ ฝึกฝน. (2559). ผลการใช้ แนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะระดับปานกลางและ รุนแรงต่อการเกิดแผลกดทับและภาวะปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับ การใช้เครื่องช่วยหายใจ. วารสารการพยาบาล การสาธารณสุข และการศึกษา, 17(3), 33-41. การวิจัยกึ่งทดลอง ระดับ 3 10 ThaiJo รุ่งนภา เขียวชะอ่ำ, อรพรรณ โตสิงห์, ปรางทิพย์ ฉายพุทธ และ เกศรินทร์ อุทริยะประสิทธิ. (2554). การพัฒนาแนวปฏิบัติการ เตรียมความพร้อมสำหรับญาติผู้ดูแลผู้ป่วย บาดเจ็บที่ศีรษะ. Journal of Nursing Science, 29(1), 18-25. บทความวิชาการ ระดับ 5 11 Science Direct Kreitzer, N., Kurowski, B. G., & Bakas, T. (2018). Systematic review of caregiver and dyad interventions after adult traumatic brain injury. Archives of physical medicine and rehabilitation, 99(11), 2342-2354. งานวิจัยย่างเป็น ระบบ ระดับ 1
9 ตารางสรุปการประเมินและสังเคราะห์คุณภาพของหลักฐานเชิงประจักษ์ (ต่อ) ขั้นตอนการปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก การปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกเรื่อง การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับ ปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง ประกอบด้วย 2 ระยะ (รุ่งนภา เขียวชะอ่ำ, อรพรรณ โต สิงห์, ปรางทิพย์ ฉายพุทธ และเกศรินทร์ อุทริยะประสิทธิ์, 2554: level 5) โดยมีเกณฑ์ในการคัดเลือก ผู้ป่วย (ศิรดา วิพัทนะพร, 2563: level 3) ดังนี้ 1. มีอายุตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไป 2. ได้รับการวินิจฉัยโรคเมื่อเข้ารับการรักษาว่าบาดเจ็บศีรษะระดับปานกลางถึงรุนแรง (Glasgow coma score = 3-12 คะแนน) 3. มีคะแนนความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน โดยมีค่าคะแนนดัชนีบาร์เธล เอ ดี แอล (Barthel ADL index) อยู่ระหว่าง 0-11 คะแนน ระยะที่ 1 เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยโดยมีขั้นตอนดังนี้ ครั้งที่ 1 (ใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง/วัน) 1. สร้างสัมพันธภาพกับญาติผู้ดูแล พร้อมกับพูดคุยและให้กำลังใจแก่ญาติผู้ดูแล รวมทั้ง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการวางแผนร่วมกันในการดูแลผู้ป่วย (ศิรดา วิพัทนะพร, 2563: level 3, รุ่งนภา เขียวชะอ่ำ, อรพรรณ โตสิงห์, ปรางทิพย์ ฉายพุทธ และเกศรินทร์ อุทริยะประสิทธิ์, 2554: level 5) ลำดับที่ ชื่อฐานข้อมูล/ แหล่งสืบค้น ชื่อเรื่อง ระดับงานวิจัย 12 PubMed Becker, C. (2012). Nursing care of the brain injury patient on a locked neurobehavioral unit. Rehabilitation Nursing, 37(4), 171-175. งานวิจัยเชิง บรรยาย ระดับ 6 13 PubMed McNett, M. M., & Gianakis, A. (2010). Nursing interventions for critically ill traumatic brain injury patients. Journal of Neuroscience Nursing, 42(2), 71- 77. งานวิจัยเชิง บรรยาย ระดับ 5
10 2. ประเมินความพร้อมและความต้องการของญาติผู้ดูแลในการรับทราบข้อมูล 3. เตรียมญาติผู้ป่วยก่อนการเข้าเยี่ยม โดยให้ข้อมูลแก่ญาติผู้ดูแล ได้แก่ ลักษณะของห้อง ผู้ป่วยหนัก รวมทั้งกฎระเบียบของหอผู้ป่วย และข้อปฏิบัติในการเข้าเยี่ยม เป็นต้น และเปิดโอกาสให้ ญาติได้ซักถามข้อสงสัย และตอบคำถาม (รุ่งนภา เขียวชะอ่ำ, อรพรรณ โตสิงห์, ปรางทิพย์ ฉายพุทธ และเกศรินทร์ อุทริยะประสิทธิ์, 2554: level 5) 4. อธิบายเกี่ยวกับผู้ป่วยและอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้กับผู้ป่วย ได้แก่ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องควบคุมการไหลของสารละลาย สายให้อาหารทางจมูก ท่อระบายที่ต่อออกจากผู้ป่วย แนะนำวิธี ปฏิบัติต่อผู้ป่วยที่ข้างเตียง อธิบายกิจกรรมการพยาบาลที่ผู้ป่วยได้รับ ได้แก่ การทำความสะอาด ร่างกาย การให้อาหารทางสายยาง การดูดเสมหะ การประเมินทางระบบประสาท และการประเมิน สัญญาณชีพ การให้ยา การพลิกตะแคงตัว การป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บในกรณีผู้ป่วยต้อง ผูกมัด อธิบายถึงความจำเป็นของการผูกมัด รวมทั้งการตอบข้อซักถามขณะเข้าเยี่ยม ครั้งที่2 (ใช้เวลา 15-30 นาที/วัน) 1. อธิบายอาการและการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยให้ญาติผู้ดูแลได้ทราบ 2. สอบถามความพร้อมของญาติในการดูแลผู้ป่วย พูดคุยรับฟังปัญหา ตอบข้อซักถามและให้ กำลังใจแก่ญาติผู้ดูแล 3. ประเมินความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วย (ศิรดา วิพัทนะพร, 2563: level 3พัชรริดา เคณา ภูมิ, 2563: levevl 3) และสอบถามความต้องการของญาติผู้ดูแลเกี่ยวกับข้อมูลในการดูแลผู้ป่วย บาดเจ็บที่ศีรษะ โดยเลือกหัวข้อที่ต้องการทราบมากที่สุดก่อน โดยมีหัวข้อดังนี้ อาการและอาการแสดง ของผู้ป่วย การดูแลและการรักษา ปัญหาของผู้ป่วยภายหลังได้รับการบาดเจ็บ กิจกรรมการพยาบาลที่ ผู้ป่วยได้รับ และการมีส่วนร่วมของญาติในการดูแลเพื่อส่งเสริมการฟื้นหายของผู้ป่วย และตอบข้อ ซักถามหรือข้อสงสัย 4. บันทึกหัวข้อในการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะโดยเรียงตามลำดับหัวข้อที่ญาติผู้ดูแล ต้องการทราบมากที่สุดก่อนเพื่อตอบสนองความต้องการของญาติที่ต้องการมากที่สุด ระยะที่ 2 เมื่อแพทย์วางแผนให้ผู้ป่วยกลับบ้าน ครั้งที่3 (ใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง/วัน แต่ละหัวข้อใช้เวลา 10-15 นาที) 1. กำหนดวันในการฝึกทักษะ ซึ่งหัวข้อการฝึกทักษะให้แก่ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ 2. ทำการฝึกทักษะในการดูแลผู้ป่วยตามหัวข้อที่ญาติผู้ดูแลต้องการรู้ โดยให้ญาติฝึกทักษะ ต่างๆเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยจริงกับผู้ป่วย เช่น การทำความสะอาดร่างกาย การให้อาหารทางสายยาง การป้อนอาหาร การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การจัดท่า การช่วยในการขับถ่าย การดูดเสมหะ การดูแลท่อ เจาะคอ สายยางให้อาหาร สายสวนปัสสาวะการป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น การพลิกตะแคงตัวเพื่อ ป้องกันแผลกดทับ (อุบลรัตน์ วิสุทธินันท์ และกฤตพัทธ์ ฝึกฝน, 2559: level 3) การบริหารแขนและ
11 ขาเพื่อป้องกันข้อติดแข็ง การป้องกันปลายเท้าตก การล้างมืออย่างถูกวิธี ฯลฯ ตลอดจนการใช้ เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะนำกลับไปใช้ที่บ้าน (ศิรดา วิพัทนะพร, 2563: level 3) 3. ทบทวนการฝึกทักษะในการดูแลผู้ป่วยทุกวัน จนกระทั่งจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล (รุ่ง นภา เขียวชะอ่ำ, อรพรรณ โตสิงห์, ปรางทิพย์ ฉายพุทธ และเกศรินทร์ อุทริยะประสิทธิ์, 2554: level 5)
12 แผนผังประกอบขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Algorithms) Flow discharge Planning กลับบ้าน ประเมินความพร้อม ก่อนจ าหน่าย ผู้ป่ วยรับใหม่ TBI Trauma Brain Injury GCS 13-15 Mild TBI GCS 9-12 Moderate TBI GCS 3-8 Severe TBI TBI แนวทางการดูแลกรณีสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง ประเมินความพร้อมของผู้ป่วยและญาติ/ผู้ดูแล TBI ADL 12-20 TBI กลับบ้าน ADL 5-11 TBI ADL 0-4 TBI ฝึกทักษะการดูแล พร้อม TBI ไม่พร้อม TBI
เครื่องมือดำเนินการ 1.1 แนวปฏิบัติการพยาบาลในการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลาง ถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง โดยคณะผู้จัดทำได้สร้างขึ้น ซึ่งผ่านความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ3 ท่าน 1.2 แบบประเมินความรู้สึกตัวของกลาสโกว 1.3 แบบประเมินกิจวัตรประจําวัน ดัชนีบาร์เธลเอดีแอล (Barthel Activities of Daily Living: ADL) 1.4 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลผู้ป่วยผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งคณะผู้จัดทำได้สร้างขึ้น ได้แก่ อายุ เพศ Hospital Number (HN) ระดับการศึกษา อาชีพ สถานภาพ สถานภาพในครอบครัว โรคประจำตัว สาเหตุการบาดเจ็บ ดัชนีบาร์เธลเอดีแอล (Barthel Activities of Daily Living : ADL) 1.5 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลผู้ดูแลผู้ป่วย ซึ่งคณะผู้จัดทำได้สร้างขึ้น ได้แก่ อายุ เพศ สถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพ สถานภาพในครอบครัว ปัญหาค่าใช้จ่าย ความสัมพันธ์ของท่านกับ ผู้ป่วยโรคประจําตัวของผู้ดูแล ประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย มีความรู้เรื่องโรค อาการและอาการ แสดงของโรค อาการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น ขั้นตอนการดูแลรักษา การฟื้นฟูและแนะนำการ จัดเตรียมที่อยู่อาศัย และเตรียมผู้ดูแลเมื่อจำหน่ายกลับบ้าน การดูแลทำความสะอาดร่างกาย (Bed bath) การดูแลทำความสะอาดช่องปาก (Mouth care) การจัดประเภทของอาหารและปริมาณที่ เหมาะสมกับโรคประจำตัวผู้ป่วยการดูแลการให้อาหารทางสาย (Feeding) การดูแลการดูดเสมหะใน ลำคอหรือในช่องปาก (Suction) การดูแลช่วยเหลือในการขับถ่ายการทำความสะอาดหลังการขับถ่าย การทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์/การดูแลสายสวนปัสสาวะ การป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น การ พลิกตะแคงตัวเพื่อป้องกันแผลกดทับ การบริหารแขนและขาเพื่อป้องกันข้อติดแข็ง การป้องกันปลาย เท้าตกการฟื้นฟูสมรรถภาพ เช่น การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การฝึกให้นั่ง ยืน การรับประทานอาหารด้วย ตนเองและความต้องการการติดตามผล และประสานงานกับหน่วยงานปฐมภูมิ/หน่วยงานการ พยาบาลต่อเนื่อง การตรวจเยี่ยมหลังจำหน่าย 1.6 แผนการสอนเกี่ยวกับ การเช็ดตัวบนเตียง การดูแลการรับประทานอาหาร การดูแลดูด เสมหะในปากที่บ้าน (Oral Suction) การดูแลการขับถ่ายปัสสาวะ / อุจจาระ และการป้องกัน ภาวะแทรกซ้อน 1.7 แบบสอบถามความพึงพอใจของญาติต่อการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลาง ถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง 1.8 แบบสอบถามความพึงพอใจของบุคลากรต่อแนวปฏิบัติการพยาบาลในการวางแผน จำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง
14 ผลการทดลองนำแนวปฏิบัติทางการพยาบาลไปใช้ การนำแนวปฏิบัติการพยาบาลในการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปาน กลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กเพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บทางสมองในโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา การเก็บรวบรวมข้อมูล โดย วางแผน-ปฏิบัติ-ตรวจสอบ-ปรับปรุง ในช่วงเดือน สิงหาคม - ตุลาคม พ.ศ. 2565 ทำการทดลองนำไปใช้ แก้ไข ปรับปรุง ปรึกษากับทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนร่วมใน การดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง จนกระทั่งแนว ปฏิบัติการพยาบาลไม่มีการปรับแก้ไข จึงนำมาทดลองใช้อีกครั้งในการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บ ทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงจำนวน 5 รายและ พยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติ จำนวน 5 ราย สามารถสรุปผลการศึกษาได้ดังนี้ ผลลัพธ์ด้านผู้ป่วย ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะ พึ่งพิง ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อยู่ในวัยทำงาน มีระดับการศึกษามัธยมขึ้นไป อาชีพรับจ้าง สถานภาพสมรส ส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าครอบครัว มีโรคประจำตัว สาเหตุการบาดเจ็บส่วนใหญ่มาจาก อุบัติเหตุจราจร และผลการประเมินADL เท่ากับ 0 ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 จำนวน ร้อยละ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ใน ผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (n = 5) ข้อมูลส่วนบุคคล จำนวน ร้อยละ เพศ ชาย 5 100 หญิง 0 0 อายุ 20-59 4 80 >60 1 20 การศึกษา ประถมศึกษา 2 40 มัธยมศึกษา 1 20 สูงกว่ามัธยม 2 40
15 ตารางที่ 1 จำนวน ร้อยละ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ใน ผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (n = 5) (ต่อ) ข้อมูลส่วนบุคคล จำนวน ร้อยละ อาชีพ รับจ้าง 3 60 ธุรกิจส่วนตัว 1 20 ว่างงาน 1 20 สถานภาพ โสด 1 20 คู่ 2 40 หม้าย/หย่าร้าง 2 40 สถานภาพในครอบครัว หัวหน้าครอบครัว 4 80 สมาชิก 1 20 โรคประจำตัว มี 4 80 ไม่มี 1 20 สาเหตุการบาดเจ็บ อุบัติเหตุ 5 100 โรคประจำตัว 0 0 ADL 0-4 5 100 5-11 0 0 ผลลัพธ์ด้านผู้ดูแล ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มี ภาวะพึ่งพิง ผู้ดูแลส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อยู่ในวัยทำงาน สถานภาพโสด ระดับการศึกษาตั้งแต่มัธยม มี ธุรกิจส่วนตัว และเป็นสมาชิกของครอบครัว ไม่มีปัญหาค่าใช้จ่าย และเป็นสมาชิกในครอบครัวของ ผู้ป่วย ไม่มีโรคประจำตัว และไม่มีประสบการณ์การดูแลผู้ป่วย แต่ส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องโรคของ ผู้ป่วยตั้งแต่ปานกลางถึงมาก การดูแลทำความสะอาดร่างกาย การทำความสะอาดช่องปาก และการ
16 จัดประเภทของอาหารได้ในระดับปานกลาง การดูแลการให้อาหารทางสายในระดับมาก ส่วนการดูแล การดูดเสมหะ การช่วยเหลือในการขับถ่าย การดูแลสายสวนปัสสาวะ การป้องกันภาวะแทรกซ้อน และการฟื้นฟูสมรรถภาพในระดับปานกลาง และทุกรายต้องการการติดตามผล ดังแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 จำนวน ร้อยละ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึง รุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (n = 5) ข้อมูลส่วนบุคคล จำนวน ร้อยละ เพศ ชาย 2 40 หญิง 3 60 อายุ 20-59 5 100 >60 0 0 สถานภาพ โสด 3 60 คู่ 2 40 การศึกษา ประถมศึกษา 1 20 มัธยมศึกษา 2 40 สูงกว่ามัธยม 2 40 อาชีพ รับจ้าง 1 20 ธุรกิจส่วนตัว 2 40 ว่างงาน 2 40 สถานภาพในครอบครัว หัวหน้าครอบครัว 0 0 สมาชิก 5 100 ปัญหาค่าใช้จ่าย มี 3 60 ไม่มี 2 40
17 ตารางที่ 2 จำนวน ร้อยละ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึง รุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (n = 5) (ต่อ) ข้อมูลส่วนบุคคล จำนวน ร้อยละ ความสัมพันธ์กับผู้ป่วย คู่สมรส 2 40 บุตร 2 40 ญาติ 1 20 โรคประจำตัว มี 1 20 ไม่มี 4 80 ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วย มี 0 0 ไม่มี 5 100 ความรู้เรื่องโรคของผู้ป่วย มาก 2 40 ปานกลาง 2 40 น้อย 1 20 การดูแลทำความสะอาดร่างกาย มาก 1 20 ปานกลาง 4 80 น้อย 0 0 การดูแลทำความสะอาดช่องปาก มาก 0 0 ปานกลาง 5 100 น้อย 0 0 การจัดประเภทของอาหาร มาก 0 0 ปานกลาง 5 100 น้อย 0 0
18 ตารางที่ 2 จำนวน ร้อยละ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึง รุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (n = 5) (ต่อ) ข้อมูลส่วนบุคคล จำนวน ร้อยละ การดูแลการให้อาหารทางสาย มาก 3 60 ปานกลาง 2 40 น้อย 0 0 การดูแลการดูดเสมหะ มาก 1 20 ปานกลาง 4 80 น้อย 0 0 การดูแลช่วยเหลือในการขับถ่าย มาก 0 0 ปานกลาง 4 80 น้อย 1 20 การดูแลสายสวนปัสสาวะ มาก 0 0 ปานกลาง 5 100 น้อย 0 0 การป้องกันภาวะแทรกซ้อน มาก 1 20 ปานกลาง 4 80 น้อย 0 0 การฟื้นฟูสมรรถภาพ มาก 0 0 ปานกลาง 4 80 น้อย 1 20 ความต้องการการติดตามผล ติดตาม 5 100 ไม่ติดตาม 0 0
19 ผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลาง ถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ผลของการนำแนวปฏิบัติการพยาบาลในการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมอง ระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนประเมินความพร้อม ของผู้ป่วยและญาติ/ผู้ดูแล ขั้นตอนการประเมิน ADL ขั้นตอนการฝึกทักษะการดูแล ได้แก่ การทำ ความสะอาดร่างกาย การทำความสะอาดช่องปาก การจัดประเภทอาหาร การให้อาหารทางสายยาง การดูดเสมหะ การช่วยเหลือในการขับถ่าย การดูแลสายสวนปัสสาวะ การป้องกันภาวะแทรกซ้อน และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ขั้นตอนการประเมินความพร้อมก่อนกลับบ้าน และขั้นตอนการจำหน่าย กลับบ้าน พบว่า พยาบาลปฏิบัติตามแนวปฏิบัติการพยาบาลในการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บ ทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ในภาพรวมคิดเป็น คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 100 โดยมีรายละเอียดดังนี้1. การประเมินความพร้อมของผู้ป่วยและญาติ/ผู้ดูแล คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 100 2. การประเมิน ADL ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 100 3. การฝึกทักษะการดูแล ได้แก่ การทำความ สะอาดร่างกาย การทำความสะอาดช่องปาก การจัดประเภทอาหาร การให้อาหารทางสายยาง การ ดูดเสมหะ การช่วยเหลือในการขับถ่าย การดูแลสายสวนปัสสาวะ การป้องกันภาวะแทรกซ้อน และ การฟื้นฟูสมรรถภาพ คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 100 4. การประเมินความพร้อมก่อนกลับบ้าน คะแนน เฉลี่ยร้อยละ 100 และ5. การจำหน่ายกลับบ้าน คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 100 รายละเอียดดังแสดงใน ตารางที่ 3 ตารางที่ 3 จำนวน ร้อยละ ของพยาบาลที่ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติการพยาบาลในการวางแผนจำหน่าย ผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (n = 5) แนวปฏิบัติการพยาบาลในการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทาง สมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน ร้อยละ 1. ประเมินความพร้อมของผู้ป่วยและญาติ/ผู้ดูแล 5 100 2. ประเมิน ADL 5 100 3. ฝึกทักษะการดูแล 3.1 การทำความสะอาดร่างกาย 3.2 การทำความสะอาดช่องปาก 3.3 การจัดประเภทอาหาร 3.4 การให้อาหารทางสายยาง 3.5 การดูดเสมหะ 5 5 5 5 5 100 100 100 100 100
20 แนวปฏิบัติการพยาบาลในการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทาง สมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน ร้อยละ 3.6 การช่วยเหลือในการขับถ่าย 3.7 การดูแลสายสวนปัสสาวะ 3.8 การป้องกันภาวะแทรกซ้อน 3.9 การฟื้นฟูสมรรถภาพ 5 5 5 5 100 100 100 100 4. ประเมินความพร้อมก่อนกลับบ้าน 5 100 5. หน่วยงานสนับสนุนใกล้บ้าน หรือการขอความช่วยเหลือ 5 100 6. Discharge 5 100 ความพึงพอใจของญาติต่อการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มี ภาวะพึ่งพิง ของเจ้าหน้าที่ ความพึงพอใจของญาติต่อการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ ที่มีภาวะพึ่งพิง ของเจ้าหน้าที่ พบว่า ญาติมีความพึงพอใจต่อการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับ ปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ของเจ้าหน้าที่ระดับมาก ร้อยละ 100 เกี่ยวกับ 1. เจ้าหน้าที่ ให้บริการด้วยความเต็มใจ ยินดี กระตือรือร้น 2. เจ้าหน้าที่แจ้งขั้นตอนและเงื่อนไขการให้บริการ ชัดเจน 3. สามารถสอบถามหรือขอคำแนะนำต่อบริการต่างๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว 4. ความสะดวก ในการประสานงาน-การส่งต่อรักษา 5. การดูแลเอาใจใส่และการมีจิตสำนึกในการให้บริการ 6. แพทย์ และพยาบาลให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคและแผนการรักษา 7. พยาบาลมีความสนใจในการดูแลผู้ป่วย และติดตามผลการรักษาเป็นอย่างดีและ8. ความพึงพอใจโดยรวม ดังแสดงในตารางที่ 4
21 ตารางที่ 4 จำนวน ร้อยละ ความพึงพอใจของญาติต่อการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปาน กลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ของเจ้าหน้าที่ (n = 5) ความพึงพอใจของพยาบาลต่อแนวปฏิบัติการพยาบาลในการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทาง สมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ความพึงพอใจของพยาบาลต่อแนวปฏิบัติการพยาบาลในการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วย บาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง พบว่า พยาบาลส่วนใหญ่ร้อยละ 80 แสดงความคิดเห็นว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลในการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับ ปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ช่วยวางแผนและกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการ ทำงาน มีการทำงานร่วมกัน สามารถติดต่อสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ ประเด็นข้อคำถามความพึงพอใจ ระดับความพึงพอใจ มาก ปานกลาง น้อย จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ 1. เจ้าหน้าที่ให้บริการด้วยความเต็ม ใจ ยินดี กระตือรือร้น 5 100 2. เจ้าหน้าที่แจ้งขั้นตอนและเงื่อนไข การให้บริการชัดเจน 5 100 3. สามารถสอบถามหรือขอ คำแนะนำต่อบริการต่างๆ ได้อย่าง สะดวก รวดเร็ว 5 100 4. ความสะดวกในการประสานงานการส่งต่อรักษา 5 100 5. การดูแลเอาใจใส่และการมี จิตสำนึกในการให้บริการ 5 100 6. แพทย์และพยาบาลให้คำแนะนำ เกี่ยวกับโรคและแผนการรักษา 5 100 7. พยาบาลมีความสนใจในการดูแล ผู้ป่วยและติดตามผลการรักษาเป็น อย่างดี 5 100 8. ความพึงพอใจโดยรวม 5 100
22 การรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น เพิ่มการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้และ พัฒนาการทำงานร่วมกัน ดังแสดงในตารางที่ 5 ตารางที่ 5 จำนวน ร้อยละ ความพึงพอใจของพยาบาลต่อแนวปฏิบัติการพยาบาลในการวางแผน จำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (n = 5) ประเด็นข้อคำถามความพึงพอใจ ระดับความพึงพอใจ มาก ปานกลาง น้อย จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ 1. วางแผนและกำหนดเป้าหมายและ วัตถุประสงค์ของการทำงาน 4 80 1 20 2. ทำงานร่วมกัน 4 80 1 20 3. สามารถติดต่อสื่อสารอย่างมี ประสิทธิภาพ 4 80 1 20 4. ความคล่องตัวในการทำงาน 3 60 2 40 5. ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการ รักษาพยาบาล 4 80 1 20 6. การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง 5 100 7. โอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้และ พัฒนาการทำงานร่วมกัน 4 80 1 20 8. ประเมินผลและร่วมกันทบทวนการ ทำงานเมื่อเสร็จสิ้นทุกครั้ง 3 60 2 40 9. พึงพอใจในการให้บริการตามแนว ปฏิบัติการพยาบาลในการวางแผน จำหน่าย 3 60 2 40 คะแนนเฉลี่ย 75.56 24.44
23 ปัญหาที่พบ 1. เนื่องจากการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง มีหลายเรื่องที่ญาติ/ผู้ดูแลต้องฝึกปฏิบัติจริง แต่ช่วงเวลาการฝึกของญาติ/ผู้ดูแลและเจ้าหน้าที่ไม่ ตรงกัน จึงอาจทำให้เกิดความไม่พึงพอใจหรือญาติ/ผู้ดูแลต้องสละเวลาใหม่และผู้ป่วยต้องพักรักษาตัว ในโรงพยาบาลนานมากขึ้น 2. ในส่วนของการป้องกันภาวะแทรกซ้อนเพื่อป้องกันแผลกดทับ ป้องกันข้อติด กล้ามเนื้อ และเอ็นหดตัว การป้องกันการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อที่เกิดเกร็งมากกว่าปกติและการกระตุ้นให้ กล้ามเนื้อมีการฟื้นตัวได้เร็วต้องใช้ระยะเวลาในการสอนและการฝึก เจ้าหน้าที่อาจฝึกได้ไม่ครบทุก ขั้นตอน แนวทางการแก้ปัญหาและการพัฒนา 1. ควรเตรียมญาติ/ผู้ดูแลตั้งแต่รับผู้ป่วยเข้าในหน่วยงาน และประสานงานให้เจ้าหน้าที่ทุก ระดับฝึกปฏิบัติแก่ญาติ/ผู้ดูแลเมื่อมีเวลาและโอกาส และหาผู้ดูแลหลักเพื่อสามารถสอนผู้ดูแลร่วมได้ 2. การป้องกันภาวะแทรกซ้อนเพื่อป้องกันแผลกดทับ ป้องกันข้อติด กล้ามเนื้อและเอ็นหด ตัว การป้องกันการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อที่เกิดเกร็งมากกว่าปกติ และการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมีการ ฟื้นตัวได้เร็วควรมีการประสานงานและขอความร่วมมือให้ฝ่ายกายภาพร่วมกันฝึกญาติ/ผู้ดูแล สรุปและข้อเสนอแนะ ด้านการพยาบาล 1. ทีมผู้ให้การดูแลผู้ป่วยสามารถนำรูปแบบการการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับ ปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงไปใช้หรือปรับปรุง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของหน่วยงาน 2. เป็นการเพิ่มคุณภาพของการพยาบาล ทำให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน ประสบการณ์ ด้านการบริหาร ควรมีการกำหนดนโยบายเพื่อสนับสนุนการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการวางแผน จำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง อย่างต่อเนื่อง และ ครอบคลุมทุกหอผู้ป่วย เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการดูแลผู้ป่วยโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์
24 ข้อมูลผู้พัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก ทีมคณะทำงาน CNPG รายนามผู้ทรงคุณวุฒิ นพ. อลงกรณ์ ชุตินันท์ แพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมประสาท พญ. วรภัทร ไชยวุฒิภัทร แพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมประสาท พว.ทวีทรัพย์ เอื้อใจ พยาบาลประจำการแผนกศัลยกรรมสามัญชาย ฝ่ายการพยาบาล รายนามที่ปรึกษา 1. ผศ.ดร.วงจันทร์ เพชรพิเชฐเชียร ผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงกิตติมศักดิ์ สาขาการพยาบาล อายุรศาสตร์และศัลยศาสตร์ (การพยาบาลมะเร็ง) นักวิชาการอิสระ อดีตอาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2. พว. รัตนาภรณ์ จีระวัฒนะ พยาบาลชำนาญการพิเศษ (ผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง: โรคเบาหวาน) ฝ่ายการพยาบาลอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 3. ดร. นฎา งามเหมาะ ผู้ชำนาญการพิเศษ พยาบาล 7 งานพัฒนาทรัพยากรบุคคล ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรี ราชา 1. พว. วิไลลักษณ์ เที่ยงคำ พยาบาล 6 หอผู้ป่วยศัลยกรรมพิเศษ อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ ๑๕๐ ปี ชั้น 25B 2. พว. บุษกร วัฒนากังชัย พยาบาล 6 หน่วยแผลไหม้-น้ำร้อนลวก อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ ๑๕๐ ปี ชั้น 14 3. พว. ภาวนา พูลเพิ่ม หัวหน้าหอผู้ป่วย หอผู้ป่วยศัลยกรรมสามัญชาย อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ ๑๕๐ ปี ชั้น 19B 4. พว. นพวรรณ บุญโต พยาบาล 6 หอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ ๑๕๐ ปี ชั้น 19D 5. พว. สุนันทา บุญเทศ พยาบาล 6 หอผู้ป่วยศัลยกรรมสามัญชาย อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ ๑๕๐ ปี ชั้น 19B
25 เอกสารอ้างอิง นครชัย เผื่อนปฐม และธีรเดช ศรีกิจวิไลกุล. (2562). แนวทางเวชปฏิบัติกรณีสมองบาดเจ็บ. กรุงเทพฯ: บริษัท พรอสเพอรัสพลัส จำกัด. รุ่งนภา เขียวชะอ่ำ, อรพรรณ โตสิงห์, ปรางทิพย์ ฉายพุทธ และเกศรินทร์ อุทริยะประสิทธิ์. (2554). การพัฒนาแนวปฏิบัติการเตรียมความพร้อมสำหรับญาติผู้ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ. Journal of Nursing Science, 29(1), 18-25. วันดี โกยกิจเจริญ, วิไลลักษณ์ วงศ์จุลชาติ และสุพรพรรณ์ กิจบรรยงเลิศ. (2562). การพัฒนารูปแบบ การดูแลแบบบูรณาการแก่ผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะโดยการนำของพยาบาล. วารสารการปฏิบัติการ พยาบาลและการผดุงครรภ์ไทย, 6(2), 48-69. วัลลภา สุวรรณพิทักษ์, สุชาตา วิภวกานต์ และบุญญารัศม์ ประคีตวาทิน. (2560). การพัฒนา แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง โรงพยาบาลกระบี่. วารสารเครือข่าย วิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 4(2), 140-156. หนูแดง จันทอุปฬี และวาสนา นาชัยเริ่มพร. (2563). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยหลอดเลือด สมอง โรงพยาบาลกมลาไสย. วารสารสุขภาพและสิ่งแวดล้อมศึกษา, 5(4), 55-64. ศิรดา วิพัทนะพร. (2563). การพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง. วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น, 2(1), 59-75. สุรีย์ ธรรมิกบวร. 2554. การพยาบาลองค์รวม: กรณีศึกษา. กรุงเทพ: บริษัท ธนาเพรส จำกัด. อุบลรัตน์วิสุทธินันท์, กฤตพัทธ์ฝึกฝน. (2559). ผลการใช แนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บ ที่ศีรษะระดับปานกลางและรุนแรงต่อการเกิดแผลกดทับและภาวะปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการ ใช้เครื่องช่วยหายใจ. วารสารการพยาบาล การสาธารณสุขและการศึกษา, 17(3), 33-41. อัญชลีโสภณ, ผดุงศิษฏ์ ชำนาญบริรักษ์, ไพรวัลย์พรมที, สุรกรานต์ ยุทธเกษมสันต์ และอรไท โพธิ์ ไชยแสน.(2560). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บสมองระดับรุนแรง โดยใช้การ จัดการรายกรณี. วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 29(3), 126-138. Christine Becker. (2012). Nursing care of the brain injury patient on a locked neurobehavioral unit. Rehabilitation Nursing, 37(4), 171-175. McNett, M. M., & Gianakis, A. (2010). Nursing interventions for critically ill traumatic brain injury patients. Journal of Neuroscience Nursing, 42(2), 71-77. Natalie Kreitzer, Brad G. Kurowski & Tamilyn Bakas. (2018). Systematic Review of Caregiver and Dyad Interventions After Adult Traumatic Brain Injury, Archives of Physical Medicine and Rehabilitation, 99(11), 2342-2354.
26 ตารางสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ หัวข้อ รายละเอียด ชื่อผู้แต่ง/ปีที่พิมพ์ พัชรริดา เคณาภูมิ, (2563) เรื่อง/แหล่งที่พิมพ์ การพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะที่ได้รับการผ่าตัดสมอง โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ/วารสารวิชาการสำานักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม วัตถุประสงค์/ รูปแบบ 1.เพื่อพัฒนารูปแบบการวางแผน จำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะที่ได้รับการผ่าตัด สมอง 2 เพื่อศึกษาผลการพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะต่อความรู้ ความสามารถและความพึงพอใจของผู้ดูแล กลุ่มตัวอย่าง ผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะที่ได้รับการผ่าตัดสมองและผู้ดูแล 2 ครั้ง จำนวน 15 ราย และ 15 ราย ตามลำดับ ตัวแปร การศึกษานี้เป็นการพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่ายในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะที่ ได้รับ การผ่าตัดสมองและมีระดับความพิการปานกลาง หรือดัชนีบาร์เธลเอดีแอล (Barthel ADL Index) มีค่าคะแนน 50-70 โดยทีมสหสาขาวิชาชีพในหอ ผู้ป่วยหนัก ศัลยกรรมประสาทโรงพยาบาลหนองคายใช้ระยะเวลาในการศึกษาตั้งแต่เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2559 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2562 สถานที่เก็บข้อมูล โรงพยาบาลหนองคาย ระเบียบวิธีการ วิจัย/ระดับของ หลักฐาน การพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะที่ได้รับการผ่าตัดสมอง โดยทีมสหสาขาวิชาชีพในหอผู้ป่วยหนัก ศัลยกรรมประสาท โรงพยาบาลหนองคาย ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์สภาพเดิมเพื่อค้นหาปัญหา การพัฒนา รูปแบบ การวางแผนจำหน่ายการทดลองปฏิบัติตามรูปแบบการวางแผนจำหน่ายที่ พัฒนาขึ้น การประเมินผลลัพธ์และปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น เครื่องมือที่ใช้ใน การศึกษา 1. แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ 2. แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ดูแล 3. แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการบาดเจ็บที่ศีรษะ 4. แบบประเมินความสามารถของผู้ดูแลในการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ 5. แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยและผู้ดูแลต่อการบริการตามรูปแบบการ วาง แผนจeหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ วิธีดำเนินการ การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development; R&D) ใน ลักษณะการทำงานประจำให้เป็นงานวิจัย (Routine to Research ; R2R) ด้วยการ พัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะที่ได้รับการผ่าตัดสมองโดย
27 หัวข้อ รายละเอียด ทีมสหสาขาวิชาชีพ และศึกษาผลการพัฒนาต่อความรู้ความสามารถ และความพึง พอใจของผู้ดูแล ผลการศึกษา การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะที่ได้รับการผ่าตัดสมองในหอผู้ป่วยหนัก ศัลยกรรมประสาท โรงพยาบาลหนองคาย ก่อนการพัฒนาเป็นการวางแผนจำหน่าย ผู้ป่วยที่ขาดความต่อเนื่องไม่ครอบคลุมการตอบสนองปัญหาและความต้องการของ ผู้ป่วยขาดการมีส่วนร่วมของทีมสหสาขาวิชาชีพและที่สำคัญไม่ได้นำครอบครัวและ ผู้ดูแลเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่แรกรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาลจึงทำให้การวางแผน จำหน่ายที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงได้พัฒนารูปแบบการวางแผน จำหน่ายผู้ป่วย ผลการประเมิน หลักฐานเชิง ประจักษ์ 1. ผลการศึกษามีความตรงหรือไม่ 1.1 ควรใช้แผนการจำหน่ายผู้ป่วยตามหลักของความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับสภาพ ของผู้ป่วย 1.2 ควรใช้แผนการจำหน่ายผู้ป่วยรูปแบบนี้ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับ การ ผ่าตัดสมอง 2. ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป 2.1 หลังจากใช้รูปแบบนี้ควรศึกษาภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะที่ ได้รับการผ่าตัดสมองทั้งก่อนและหลังการจำหน่าย และการกลับมารักษาซ้ำใน โรงพยาบาล 2.2 ควรทำการศึกษาในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะที่ได้รับการผ่าตัดสมองที่มีความ พิการ มาก หรือมีค่าคะแนน Barthel ADL Intex 25-45 คะแนน
28 หัวข้อ รายละเอียด ชื่อผู้แต่ง/ปีที่พิมพ์ หนูแดง จันทอุปฬี, วาสนา นาชัยเริ่ม, (2563). เรื่อง/แหล่งที่พิมพ์ การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลกมลาไสย Development of stroke patient care model Kamalasai Hospital. วัตถุประสงค์/ รูปแบบ 1. เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลกมลาไสย 2. เพื่อศึกษาผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลกมลาไสย กลุ่มตัวอย่าง ประชากรได้แก่ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักโภชนากร นักกายภาพบำบัด นักการ แพทย์แผนไทย และแพทย์แผนจีนกลุ่มละ 8-10 คน อปท. เจ้าหน้าที่รพ.สต. อ.ส.ม. และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ตัวแปร สถานที่เก็บข้อมูล ดำเนินการในพื้นที่อำเภอกมลาไสยจำนวน 8 ตำบล ได้แก่ ต.กมลาไสย ต.หลักเมือง ต.โคกสมบูรณ์ ต.โพนงาม ต.ธัญญา ต.เจ้าท่า ต.สีถาน ต.หนองแปน ทั้งหมด 111 หมู่บ้าน ระเบียบวิธีการ วิจัย/ระดับของ หลักฐาน ข้อมูลเชิงปริมาณทำาการวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) โดยประมวล คำสำคัญและเชื่อมโยงความเป็นเหตุเป็นผลของข้อมูล แล้วนำข้อมูลมาจัดหมวดหมู่ มี การตรวจสอบข้อมูลที่ได้จนมีความมั่นใจในความถูกต้องโดยตรวจสอบสามเส้า (Triangulation) โดยใช้หลายวิธีการในการเก็บข้อมูลและเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมศึกษา ตรวจสอบความถูกต้องของการวิเคราะห์ข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ใน การศึกษา ใช้เครื่องมือการวิจัยที่สร้างขึ้นเองจากกการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและ งานวิจัยที่ผ่านมาได้ผ่านการตรวจสอบความตรงของ เนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน 1. แบบบันทึกการทบทวนเวชระเบียนของผู้ป่วย 2. แบบสอบถามความพึงพอใจของบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ 3. แบบสอบถามความพึงพอใจของญาติ 4. การสนทนากลุ่ม 5. แบบสังเกตการปฏิบัติของสหวิชาชีพแบบมีส่วนร่วมเป็นการสังเกตการณ์ 6. แบบประเมินคุณภาพของแนวปฏิบัติทางคลินิก (AGREE) ของ คณะกรรมการประเมินคุณภาพแนวปฏิบัติของโรงพยาบาล วิธีดำเนินการ ข้อมูลเชิงปริมาณทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) โดยประมวล
29 หัวข้อ รายละเอียด คำสำคัญและเชื่อมโยงความเป็นเหตุเป็นผลของข้อมูล แล้วนำข้อมูลมาจัดหมวดหมู่ มี การตรวจสอบข้อมูลที่ได้จนมีความมั่นใจในความถูกต้องโดยตรวจสอบสามเส้า (Triangulation) โดยใช้หลายวิธีการในการเก็บข้อมูล และเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมศึกษา ตรวจสอบความถูกต้องของการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษา พยาบาลผู้ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยสามารถใช้แนวปฏิบัติฯที่สร้างขึ้นโดยระบุว่ามีความ เป็นไปได้และไม่ยากในการนำไปใช้ อธิบายได้ว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคุ้นเคยกับการ ดูแลผู้ป่วย ทำให้เข้าใจเกี่ยวกับการใช้แนวปฏิบัติฯ นี้ได้ไม่ยากลำบาก ส่งผลให้ความ พึงพอใจในการใช้แนวปฏิบัติฯ อยู่ในระดับสูง ทำให้การพยาบาลมีความครอบคลุม ปัญหาผู้ป่วยโดยประเมินได้จากทั้ง 9 หมวดมีการพยาบาลที่ครอบคลุมและถูกต้องตรง กับปัญหาผู้ป่วย ซึ่งเป็นประเด็นที่มีประโยชน์มาก ผลการประเมิน หลักฐานเชิง ประจักษ์ 1. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองเป็นการใช้กระบวนการวิจัยเชิง ปฏิบัติการเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาล ซึ่งเป็นระเบียบวิธีวิจัยที่ มีความเหมาะสม เนื่องจากมีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหา มีการพัฒนากิจกรรมโดยการ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและสอดคล้องกับบริบทของหน่วยงาน จึงทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติงานได้อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจนขึ้น 2. ก่อนนำรูปแบบการดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองไปใช้ ควรมีการอบรมบุคลากรให้มี ความรู้เฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการประเมินและการดูแลให้การพยาบาลผู้ป่วย เพื่อเป็นการ เพิ่มความรู้ ความเข้าใจ เพื่อให้สามารถใช้แนวปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. รูปแบบการดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองที่พัฒนาขึ้นควรได้รับปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ให้สอดคล้องกับบริบทในการให้บริการ และพัฒนาให้สอดคล้องกับความรู้และ วิทยาการที่เกิดขึ้นใหม่
30 หัวข้อ รายละเอียด ชื่อผู้แต่ง/ปีที่พิมพ์ ศิรดา วิพัทนะพร. (2563). เรื่อง/แหล่งที่พิมพ์ การพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง. วารสารสำนักงาน สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น, 2(1), 59-75. วัตถุประสงค์/ รูปแบบ 1. เพื่อพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง 2. เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการใช้รูปแบบการการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ รุนแรง การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มตัวอย่าง 1. ผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง ที่เข้ารับการรักษาที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย โรงพยาบาลนครพนม ระหว่างเดือนมีนาคม 2560 ถึงเดือนกันยายน 2561 จำนวน 198 คน 2. ผู้ดูแล จำนวน 198 คน 3. บุคลากรทีมสหสาขาวิชาชีพจำนวน 8 คน ตัวแปร สถานที่เก็บข้อมูล หอผู้ป่วย ศัลยกรรมชายโรงพยาบาลนครพนม ระเบียบวิธีการ วิจัย/ระดับของ หลักฐาน การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์โดย สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอ้างอิง ได้แก่ Paired t-test และ วิเคราะห์ เชิงเนื้อหา (Content analysis)/ การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ระดับ 3 เครื่องมือที่ใช้ใน การศึกษา 1. แบบสัมภาษณ์และแบบตรวจสอบเวชระเบียนผู้ป่วยใน 2. แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการบาดเจ็บศีรษะของผู้ดูแล ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการศึกษา พัฒนามาจากแบบสอบความรู้เรื่อง การบาดเจ็บศีรษะสำหรับญาติผู้ป่วยของ ประภัสศรี ชาวงษ์ 3. แบบประเมินความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง 4. แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยและผู้ดูแลต่อบริการที่ได้รับ 5. แบบประเมินความพึงพอใจของทีมสหสาขาวิชาชีพ วิธีดำเนินการ ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์สถานการณ์ผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่าย ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้ รูปแบบวางแผนจำหน่ายผู้ป่วย ขั้นตอนที่ 4 ขั้นตอนการประเมินผล
31 หัวข้อ รายละเอียด ผลการศึกษา 1.ไม่พบผู้ป่วยกลับมารักษาซ้ำ ภายใน 28 วัน 2. ด้านผู้ดูแล พบว่าหลังการสอนผู้ดูแล มีค่าคะแนนความรู้ เกี่ยวกับการบาดเจ็บศีรษะ สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) 3. ในด้านความสามารถในการดูแลผู้ป่วยหลังจำหน่าย 30 วัน พบว่ามีค่าคะแนน ความสามารถอยู่ในระดับสูง ( = 1.75, SD = 0.30) 4. ผู้ป่วยและผู้ดูแลมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ( = 4.88, SD = 0.24) ทีมสห สาขาวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด ( = 4.77, SD = 0.49) ผลการประเมิน หลักฐานเชิง ประจักษ์ 1.ผลการศึกษามีความตรงหรือไม่ : ผลการศึกษามีความสอดคล้อง 2.ผลการศึกษาเป็นอย่างไร 1. วัตถุประสงค์และกลุ่มตัวอย่างใกล้เคียงกัน 2. ขั้นตอนการดำเนินการวิจัยมีความครอบคลุมเนื่องจากผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล มีการ สัมภาษณ์ทีมสหสาขาวิชาชีพในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติเกี่ยวกับการวางแผนจำหน่าย ผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง การดูแลต่อเนื่อง ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ การ สัมภาษณ์ผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรงในประเด็นที่เกี่ยวกับลักษณะบริการที่ ได้รับ ความต้องการของผู้ป่วยและผู้ดูแล มีการทบทวนตัวชี้วัดผลการดำเนินงานที่เกี่ยวกับ การดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ และรวบรวมปัญหาาสถานการณ์ การดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง นำไปสู่ขั้นตอนการพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่าย ผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง โดยการประชุมทีมสหสาขาวิชาชีพร เพื่อกำหนดโครงสร้างทีม และบทบาทหน้าที่ของแต่ละวิชาชีพในการวางแผนการจำหน่าย กำหนดรูปแบบและ ขั้นตอนในการวางแผนจำหน่าย การนำบุคคลในครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผน จำหน่าย รูปแบบวิธีการให้ความรู้และการฝึกทักษะในการเตรียมความพร้อมของผู้ดูแล การ สนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้เมื่ออยู่ที่บ้าน และการส่งต่อข้อมูลเพื่อการ ต่อเนื่อง จากนั้นจึงสร้างคู่มือและแนวทางต่างๆที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบการวางแผน จำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง นำไปสู่ขั้นตอนการทดลองใช้ รูปแบบวางแผนจำหน่าย ผู้ป่วยผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง ก่อนนำไปใช้และติดตาม ประเมินผล 3. สามารถนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้ได้หรือไม่ อย่างไร สามารถนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้ได้ 1. ขั้นตอนการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ที่มี ภาวะพึ่งพิง ควรมีทีมสหสาขาวิชาชีพเข้ามามีส่วนร่วม การนำบุคคลในครอบครัวเข้ามามี
32 หัวข้อ รายละเอียด ส่วนร่วมในการวางแผนจำหน่าย การสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้เมื่อ อยู่ที่บ้าน และการส่งต่อข้อมูลเพื่อการต่อเนื่อง หัวข้อ รายละเอียด ชื่อผู้แต่ง/ปีที่พิมพ์ วันดี โกยกิจเจริญ ,วิไลลักษณ์ วงศ์จุลชาติ และสุพรพรรณ์ กิจบรรยงเลิศ, (2562) เรื่อง/แหล่งที่พิมพ์ การพัฒนารูปแบบการดูแลแบบบูรณาการแก่ผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะโดยการนำของพยาบาล, วารสารการปฏิบัติการพยาบาลและการผดุงครรภ์ไทย, 6(2), 2562 วัตถุประสงค์/ รูปแบบ 1.เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแบบบูรณาการแก่ผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะโดยการนำของพยาบาล 2.ประเมินผลการทดลองใช้รูปแบบการดูแลแบบบูรณาการแก่ผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะโดยการ นำของพยาบาลในด้านผลลัพธ์ทางคลินิก ได้แก่ จำนวนวันนอนโรงพยาบาล อัตราการตาย ผลของการจัดการและการป้องกันภาวะแทรกซ้อน CAUTI และ VAP ผลของการจัดการ ด้านโภชนาการ และความพึงพอใจของญาติ 3.ประเมินผลการทดลองใช้รูปแบบการดูแลแบบบูรณาการแก่ผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะโดยการ นำของพยาบาล ในด้านกระบวนการและความพึงพอใจของพยาบาลที่ให้การดูแลผู้ป่วย บาดเจ็บศีรษะ -การวิจัยและพัฒนา (Research and development ) กลุ่มตัวอย่าง 1.ประสาทศัลยแพทย์ 1 คน 2.หัวหน้าหอผู้ป่วยศัลยกรรมประสาท และตัวแทนพยาบาลประจำการที่มีประสบการณ์ จำนวนปีการทำงานแตกต่างกัน จำนวน 13 คน ตัวแปร - สถานที่เก็บข้อมูล หอผู้ป่วยศัลยกรรมประสาท โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ระเบียบวิธีการ วิจัย/ระดับของ หลักฐาน การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติบรรยาย ตามลักษณะและระดับการวัดของตัวแปรที่ศึกษา และใช้สถิติอ้างอิงในการทดสอบเปรียบเทียบความแตกต่างของชุดข้อมูลด้วยสถิติ Independent t-test หรือ Wilcoxon Mann-Whitney U test, Chi-square และ Paired t test -การวิจัยและพัฒนา (Research and development ) ระดับ 3 เครื่องมือที่ใช้ใน การศึกษา 1.แบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและนิยามเชิง ทฤษฎีของหลักการบริหาร และจากการวิเคราะห์การนำใช้งานวิจัย 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1.1 แนวคำถามการสัมภาษณ์เจาะลึก เป็นแบบคำถามปลายเปิด 5 ข้อ 1.2 แบบบันทึกข้อมูลผลการทดลองใช้รูปแบบ NL-ICM
33 หัวข้อ รายละเอียด 1.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของญาติ 1.4 แบบประเมินการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลที่กำหนดไว้ในรูปแบบ NL-ICM 1.5 แบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาลต่อรูปแบบการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ ชื่อผู้แต่ง/ปีที่พิมพ์ นครชัย เผื่อนปฐม และธีรเดช ศรีกิจวิไลกุล. (2562) เรื่อง/แหล่งที่พิมพ์ แนวทางเวชปฏิบัติกรณีสมองบาดเจ็บ (Clinical Practice Guidelines for Traumatic Brain Injury),ราชวิทยาลัยประสาทศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย,กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข วัตถุประสงค์/ รูปแบบ เพื่อส่งเสริมคุณภาพการบริการด้านสุขภาพที่เหมาะสมกับทรัพยากรและเงื่อนไขสังคมไทย โดยหวังผลในการสร้างเสริมและแก้ไขปัญหาสุขภาพของคนไทยอย่างมีประสิทธิภาพและ คุ้มค่า กลุ่มตัวอย่าง ไม่มีกลุ่มตัวอย่าง ตัวแปร - สถานที่เก็บข้อมูล สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ระเบียบวิธีการ วิจัย/ระดับของ หลักฐาน เอกสารวิชาการระดับ 7 เครื่องมือที่ใช้ใน การศึกษา แนวทางเวชปฏิบัติกรณีบาดเจ็บที่สมอง แบ่งเป็น 6 แนวทาง ดังนี้ 1.แนวทางเวชปฏิบัติกรณีผู้ป่วยได้รับอุบัติเหตุ (แผนภูมิที่ 1) 2.แนวทางเวชปฏิบัติกรณีบาดเจ็บที่สมอง (แผนภูมิที่ 2) 3.แนวทางเวชปฏิบัติกรณีบาดเจ็บที่สมองไม่รุนแรง (แผนภูมิที่ 3) 4.แนวทางเวชปฏิบัติกรณีบาดเจ็บที่สมองไม่รุนแรงระดับความเสี่ยงปานกลาง (แผนภูมิที่ 4) 5.แนวทางเวชปฏิบัติกรณีบาดเจ็บที่สมองไม่รุนแรงระดับความเสี่ยงสูง (แผนภูมิที่ 5) 6.แนวทางเวชปฏิบัติการส่ง CT scan กรณีสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงในผู้ป่วยเด็ก (อายุ < 15 ปี) (แผนภูมิที่ 6) วิธีดำเนินการ -จัดทำแนวทางเวชปฏิบัติกรณีสมองบาดเจ็บ โดยรวบรวมแนวทางการประเมิน และการ ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บที่สมอง ซึ่งรวบรวมองค์ความรู้จากทีมแพทย์ศัลยกรรมประสาท พยาบาล และและบุคลากรทางสาธารณสุขทั่วประเทศ ผลการศึกษา ไม่มีผลการศึกษา
34 หัวข้อ รายละเอียด ผลการประเมิน หลักฐานเชิง ประจักษ์ -แนวทางเวชปฏิบัติกรณีสมองบาดเจ็บ เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ ซึ่งนำมาใช้เป็น แนวทางในการดูแลผู้ป่วยและพัฒนาคุณภาพการบริการด้านสุขภาพ ซึ่งจะช่วยส่งเสริม และแก้ไขปัญหาสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ชื่อผู้แต่ง/ปีที่พิมพ์ วัลลภา สุวรรณพิทักษ์, สุชาตา วิภวกานต์, และบุญญารัศม์ ประคีตวาทิน. (2560) เรื่อง/แหล่งที่พิมพ์ การพัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง โรงพยาบาลกระบี่. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ วัตถุประสงค์/ รูปแบบ 1. เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง โรงพยาบาลกระบี่ 2. เพื่อศึกษาผลลัพธ์การปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่ รุนแรง โรงพยาบาลกระบี่ กลุ่มตัวอย่าง 1. กลุ่มผู้ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง โรงพยาบาลกระบี่ คัดเลือกจากพยาบาลวิชาชีพ ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน หอผู้ป่วย ศัลยกรรมหญิงศัลยกรรมชาย และหอผู้ป่วยพิเศษสงฆ์ มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน ตั้งแต่ 3 ปีขึ้น จำนวนทั้งสิ้น 44 คน 2. กลุ่มผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงทุกราย ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกระบี่ ระหว่างวันที่1 ตุลาคมพ.ศ.2555 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2558 ตัวแปร - สถานที่เก็บข้อมูล โรงพยาบาลกระบี่ ระเบียบวิธีการ วิจัย/ระดับของ หลักฐาน การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ระดับ 5 เครื่องมือที่ใช้ใน การศึกษา 1. เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย 1.1 แบบบันทึกการทบทวนเวชระเบียน ผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง ตามแบบฟอร์ม TriggerTool ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล 1.2 แบบบันทึกข้อมูลการให้บริการ ปัญหา อุปสรรคจากการดูแลรักษาผู้ป่วยสมอง บาดเจ็บไม่รุนแรง 1.3 แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง ตั้งแต่แรกรับจนกระทั่ง จำหน่าย 1.4 เอกสารแผ่นพับ และคู่มือสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง ในการเฝ้าระวัง ภาวะเลือดออกในสมองขณะอยู่ที่บ้าน
35 หัวข้อ รายละเอียด 1.5 นวัตกรรมองศาวัดเตียง ใช้ในการจัดท่าศีรษะสูง 30 องศา ช่วยลดความดันใน กะโหลกศีรษะซึ่งพัฒนามาจากนวัตกรรม อุปกรณ์วัดองศาเตียงของศิริลักษณ์ สุทธิชู ไพบูลย์ (2550) 1.6 นวัตกรรมเจลประคบเย็น 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อประเมินผลลัพธ์ของการปฏิบัติตามแนวทาง ปฏิบัติฯ ประกอบด้วย 2.1 แบบบันทึกตัวชี้วัดคุณภาพ การดูแลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง โดยใช้เกณฑ์ชี้วัด คุณภาพมาตรฐานการพยาบาล ของสำนักการพยาบาล กรมการแพทย์กระทรวง สาธารณสุข 2.2 แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติ เกี่ยวกับการใช้แนวปฏิบัติฯจากพยาบาล วิชาชีพ ที่ใช้แนวปฏิบัติฯ ถึงความเป็นไปได้และความยากง่าย ในการนำไปใช้ ผู้วิจัยสร้าง ขึ้นจากแนวทางปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะตั้งแต่แรกรับ จนกระทั่งจำหน่าย การวางแผนจำหน่าย และการติดตามดูแลต่อเนื่อง 2.3 ข้อสอบสำหรับประเมินสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ ที่ดูแลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่ รุนแรงโรงพยาบาลกระบี่ ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากเอกสารวิชาการการดูแลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บ สำหรับประเมินความรู้ ด้านการดูแลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง ของพยาบาลวิชาชีพ ในหอผู้ป่วยที่รับผู้ป่วยสมองบาดเจ็บ ไว้ดูแลตั้งแต่แรกรับจนกระทั่งจำหน่าย 2.4 แบบประเมินการปฏิบัติ ตามแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย MTBI ผู้วิจัยสร้างขึ้นจาก แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง แต่ละขั้นตอนมากำหนดเป็น หัวข้อสำหรับใช้ประเมิน 2.5 แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ให้บริการ ต่อการใช้แนวทางปฏิบัติฯ 2.6 แบบประเมินความพึงพอใจ ของผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงต่อบริการพยาบาล ที่ ได้รับทั้งในระยะทดลอง และระยะประเมินผลผู้วิจัย วิธีดำเนินการ 1. ให้พยาบาลวิชาชีพ ผู้ปฏิบัติที่ให้การดูแลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง ทำข้อสอบ ประเมินสมรรถนะก่อนและหลังใช้ แนวปฏิบัติเพื่อประเมินความรู้ด้านการดูแลผู้ป่วย สมองบาดเจ็บไม่รุนแรง 2. หัวหน้าเวรในแต่ละเวร ประเมินการปฏิบัติการพยาบาล ตามแนวทางปฏิบัติฯ ที่ พัฒนาขึ้นของพยาบาลวิชาชีพผู้ปฏิบัติ 3. นำแบบสอบถามความคิดเห็น ไปให้พยาบาลวิชาชีพผู้ใช้แนวปฏิบัติ ตอบแบบสอบถาม เกี่ยวกับความยากง่าย และความเป็นไปได้ในการนำแนวปฏิบัติไปใช้
36 หัวข้อ รายละเอียด 4. ให้พยาบาลวิชาชีพผู้ปฏิบัติ ตอบแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติฯ 5. ให้ผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง ทำแบบสอบถามความพึงพอใจต่อบริการพยาบาลที่ ได้รับ 6. เก็บรวบรวมข้อมูล ตามตัวชี้วัดคุณภาพ การดูแลที่กำหนดจากผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่ รุนแรงทุกราย นำข้อมูลผลลัพธ์ที่ได้มาสนทนากลุ่ม เพื่อค้นหาปัญหา อุปสรรคและหาแนว ทางแก้ไข ผลการศึกษา 1. แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง ประกอบด้วยการดูแล 3 ระยะ คือ Pre-HospitalPhase, In-Hospital Phase และการดูแลต่อเนื่องหลังจำหน่าย 2. ผลลัพธ์การปฏิบัติตามแนวปฏิบัติการพยาบาล ผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง พบว่า ผู้ป่วย MTBI ไม่เสียชีวิต ไม่กลับมารักษาซ้ำภายใน 14 วัน ผู้ป่วย MTBI Turn to Moderate TBI เกิด Hypoxia ลดลงจาก ร้อยละ 13.04 ในปี 2556 เป็น 1.89 ในปี 2558 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการดูแลรักษาแต่ละครั้ง ลดลงจาก 16,802 บาท ในปี 2553 เป็น 9,210 บาท ในปี 2558 ผู้ป่วยมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 87.59 ในปี 2556 เป็น ร้อยละ 93.20 ในปี 2558 พยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 86.05 ในปี 2556 เป็นร้อยละ 93.33 ในปี2556 สามารถปฏิบัติตามแนวทาง ปฏิบัติได้ถูกต้องเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 87.22 ในปี 2556 เป็นร้อยละ 98.22 ในปี 2558 ผลการประเมิน หลักฐานเชิง ประจักษ์ -การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง เป็นแนวทางสำหรับ พยาบาล ใช้ในการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง ให้เกิดความปลอดภัย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
37 หัวข้อ รายละเอียด ชื่อผู้แต่ง/ปีที่พิมพ์ อัญชลี โสภณ, ผดุงศิษฏ์ ชำนาญบริรักษ์, ไพรวัลย์พรมที, สุรกรานต์ ยุทธเกษมสันต์ และอรไท โพธิ์ไชยแสน. (2560). เรื่อง/แหล่งที่พิมพ์ การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บสมองระดับรุนแรง โดยใช้การจัดการราย กรณี. วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 29(3), 126-138. วัตถุประสงค์/รูปแบบ 1. เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บสมองระดับรุนแรง โดยใช้การจัดการ รายกรณี 2. เพื่อศึกษาผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บสมองระดับรุนแรง ภายหลังการใช้การ จัดการรายกรณี/ การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มตัวอย่าง บุคลากรสหสาขาวิชาชีพผู้ป่วยบาดเจ็บสมองระดับรุนแรงและญาติผู้ป่วย จำนวน 60คน ตัวแปร สถานที่เก็บข้อมูล หอผู้ป่วย ศัลยกรรมชายโรงพยาบาลนครพนม ระเบียบวิธีการวิจัย/ ระดับของหลักฐาน การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์โดย สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อย ละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอ้างอิง ได้แก่ Paired t-test และ วิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis)/ การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ระดับ 3 เครื่องมือที่ใช้ใน การศึกษา 1. แบบสัมภาษณ์และแบบตรวจสอบเวชระเบียนผู้ป่วยใน 2. แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการบาดเจ็บศีรษะของผู้ดูแล ผู้วิจัยสร้างขึ้นจาก การศึกษาพัฒนามาจากแบบสอบความรู้เรื่อง การบาดเจ็บศีรษะสำหรับญาติผู้ป่วย ของ ประภัสศรี ชาวงษ์ 3. แบบประเมินความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง 4. แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยและผู้ดูแลต่อบริการที่ได้รับ 5. แบบประเมินความพึงพอใจของทีมสหสาขาวิชาชีพ วิธีดำเนินการ ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์สถานการณ์ผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่าย ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้ รูปแบบวางแผนจำหน่ายผู้ป่วย ขั้นตอนที่ 4 ขั้นตอนการประเมินผล
38 หัวข้อ รายละเอียด ผลการศึกษา 1.ไม่พบผู้ป่วยกลับมารักษาซ้ำ ภายใน 28 วัน 2. ด้านผู้ดูแล พบว่าหลังการสอนผู้ดูแล มีค่าคะแนนความรู้ เกี่ยวกับการบาดเจ็บ ศีรษะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) 3. ในด้านความสามารถในการดูแลผู้ป่วยหลังจำหน่าย 30 วัน พบว่ามีค่าคะแนน ความสามารถอยู่ในระดับสูง ( = 1.75, SD = 0.30) 4. ผู้ป่วยและผู้ดูแลมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ( = 4.88, SD = 0.24) ทีมสหสาขาวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด ( = 4.77, SD = 0.49) ผลการประเมิน หลักฐานเชิงประจักษ์ 1.ผลการศึกษามีความตรงหรือไม่ : ผลการศึกษามีความสอดคล้อง 2.ผลการศึกษาเป็นอย่างไร 1. วัตถุประสงค์และกลุ่มตัวอย่างใกล้เคียงกัน 2. ขั้นตอนการดำเนินการวิจัยมีความครอบคลุมเนื่องจากผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล มี การสัมภาษณ์ทีมสหสาขาวิชาชีพในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติเกี่ยวกับการวางแผน จำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง การดูแลต่อเนื่อง ปัญหาอุปสรรคและ ข้อเสนอแนะ การสัมภาษณ์ผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรงในประเด็นที่ เกี่ยวกับลักษณะบริการที่ได้รับ ความต้องการของผู้ป่วยและผู้ดูแล มีการทบทวน ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานที่เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ และรวบรวม ปัญหาาสถานการณ์ การดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง นำไปสู่ขั้นตอนการพัฒนารูปแบบการวางแผน จำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง โดยการประชุมทีมสหสาขาวิชาชีพร เพื่อ กำหนดโครงสร้างทีมและบทบาทหน้าที่ของแต่ละวิชาชีพในการวางแผนการจำหน่าย กำหนดรูปแบบและขั้นตอนในการวางแผนจำหน่าย การนำบุคคลในครอบครัวเข้ามา มีส่วนร่วมในการวางแผนจำหน่าย รูปแบบวิธีการให้ความรู้และการฝึกทักษะในการ เตรียมความพร้อมของผู้ดูแล การสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ เมื่ออยู่ที่บ้าน และการส่งต่อข้อมูลเพื่อการต่อเนื่อง จากนั้นจึงสร้างคู่มือและแนวทาง ต่างๆที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง นำไปสู่ขั้นตอนการทดลองใช้ รูปแบบวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ รุนแรง ก่อนนำไปใช้และติดตาม ประเมินผล 3. สามารถนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้ได้หรือไม่ อย่างไร
39 หัวข้อ รายละเอียด สามารถนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้ได้ 1. ขั้นตอนการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองระดับปานกลางถึงรุนแรง ใน ผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ควรมีทีมสหสาขาวิชาชีพเข้ามามีส่วนร่วม การนำบุคคลใน ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนจำหน่าย การสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือที่ ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้เมื่ออยู่ที่บ้าน และการส่งต่อข้อมูลเพื่อการต่อเนื่อง หัวข้อ รายละเอียด ชื่อผู้แต่ง/ปีที่พิมพ์ รุ่งนภา เขียวชะอ่ำ, อรพรรณ โตสิงห์, ปรางทิพย์ ฉายพุทธ และเกศรินทร์ อุทริยะ ประสิทธิ์. (2554). เรื่อง/แหล่งที่พิมพ์ การพัฒนาแนวปฏิบัติการเตรียมความพร้อมสำหรับญาติผู้ดูแลผู้ป่วย บาดเจ็บที่ ศีรษะ/Journal of Nursing Science วัตถุประสงค์/รูปแบบ 1. เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อการเตรียม ความพร้อมสำหรับญาติผู้ดูแล ผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ ตั้งแต่ ระยะวิกฤตจนถึงพ้นระยะวิกฤต 2. ตามกรอบ แนวคิดกระบวนการใช้ผลงานวิจัยของไอโอวาขั้นตอนการพัฒนา ประกอบ ด้วยการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาจากประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน จาก องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง และการสังเกตผู้ป่วยในสถานการณ์จริง กลุ่มตัวอย่าง ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ จำนวน 2 ระยะและนำแนวปฏิบัติไปใช้ในการ พยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะจำนวน 5 ราย ในห้องผู้ป่วยหนักรวมและหอผู้ป่วย สามัญของโรงพยาบาลระยอง ตัวแปร สถานที่เก็บข้อมูล ห้องผู้ป่วยหนักรวมและหอผู้ป่วยสามัญของโรงพยาบาลระยอง ระเบียบวิธีการวิจัย/ ระดับของหลักฐาน วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาจากประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน จาก องค์ความรู้ที่ เกี่ยวข้อง และการสังเกตผู้ป่วยในสถานการณ์จริง การกำหนด คำสำคัญเพื่อสืบค้น หลักฐานเชิงประจักษ์จากฐานข้อมูล OVID, CINAHL, MEDLINE, SCIENCEDIRECT, PUBMED, BLACKWELL ได้งานวิจัย จานวน 29 เรื่อง นำมา วิเคราะห์และสังเคราะห์ได้ข้อเสนอสำหรับการปฏิบัติในการเตรียมความพร้อม สำหรับญาติผู้ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ เครื่องมือที่ใช้ใน การศึกษา ประยุกต์กระบวนการใช้ผลงานวิจัยของ ไอโอวา (IOWA) อ้างจาก Titler et a วิธีดำเนินการ ขั้นตอนการพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเตรียมความพร้อมสาหรับญาติผู้ดูแล ผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ ได้ดาเนินการโดยประยุกต์กระบวนการใช้ผลงานวิจัยของ
40 หัวข้อ รายละเอียด ไอโอวา (IOWA) อ้างจาก Titler et al 12 การพัฒนาแนวปฏิบัติประกอบด้วย ขั้นตอนดังนี้ 1. เลือกประเด็นปัญหาและวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา 2. สืบค้นงานวิจัยและหลักฐานเชิงประจักษ์ 3. วิเคราะห์ ประเมินคุณภาพ สกัดเนื้อหา สังเคราะห์งานวิจัยและหลักฐานเชิงประ จักษ 4. เขียนแนวปฏิบัติการพยาบาล 5. หาความตรงเชิงเนื้อหา 6. ผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการดูแล ผู้ป่วยรายกรณี 7. สร้างคู่มือ (nursing manual) และขั้นตอนการ พยาบาล (nursing procedure) เพื่อการเตรียมความพร้อม สาหรับญาติผู้ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ ผลการศึกษา ผลการประเมิน หลักฐานเชิงประจักษ์ 1.ผลการศึกษามีความตรงหรือไม่ ผลการสืบค้นได้งานวิจัย Full text จำนวน 90 เรื่อง แต่เป็นเรื่องที่ซ้ากันถึง 14 เรื่อง เมื่อตัดออกแล้วจึงเหลืองาน วิจัย Full text 76 เรื่อง คัดงานวิจัยที่เกี่ยวกับการให้ ข้อมูลและ การฝึกทักษะในการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะสาหรับญาติผู้ดูแล ใน ที่สุดเหลืองานวิจัยที่นำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์จำนวน 29 เรื่อง แบ่งเป็น งานวิจัยเชิงทดลองจานวน 9 เรื่อง และเชิงบรรยายจำนวน 20 เรื่อง 2.ผลการศึกษาเป็นอย่างไร มีความเป็นไปได้ในการนำแนวปฏิบัติการ พยาบาลไปใช้ในสถานการณ์จริง เพราะวิธี ปฏิบัติไม่ซับซ้อน มากนัก และเป็นทางเลือกในการเตรียมความพร้อมสำหรับ ญาติ ผู้ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ การนำแนวปฏิบัติการพยาบาลไปใช้ เป็นแค่ ส่วนหนึ่ง ของการปฏิบัติทางการพยาบาลในการเตรียมความ พร้อมสาหรับญาติผู้ดูแลบาดเจ็บ ที่ศีรษะเท่านั้น ไม่สามารถ ประกันได้ว่าญาติผู้ดูแลจะสามารถให้การดูแลผู้ป่วย บาดเจ็บที่ศีรษะได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.สามารถนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้ได้หรือไม่ อย่างไร ควรมีการทดสอบประสิทธิผล ของแนวปฏิบัติด้วยการทำวิจัยทางคลินิก และเพื่อให้ แนวปฏิบัติการพยาบาล เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน ควรมีการเผยแพร่แนว ปฏิบัติการพยาบาล สู่หน่วยงาน และเครือข่ายพยาบาลผู้ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ
41 ภาคผนวก
42 แบบประเมินความรู้สึกตัวของกลาสโกว
43 แบบประเมินกิจวัตรประจําวัน ดัชนีบาร เธลเอดีแอล (Barthel Activities of Daily Living : ADL)
44 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลผู้ป่วย 1. อายุ...........ปี 2. เพศ ( ) ชาย ( ) หญิง HN…………………… 3. ระดับการศึกษา ( ) 1. ไม่ได้เรียนหนังสือ ( ) 2. ประถมศึกษา (ป.1 – ป.6) ( ) 3. มัธยมศึกษา (ม.1 – ม.6) ( ) 4. สูงกว่าระดับมัธยมศึกษา 4. อาชีพ ( ) 1. นักเรียน/นักศึกษา ( ) 2. ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ( ) 3. รับจ้าง ( ) 4. พนักงานบริษัท ( ) 5. พนักงานรัฐวิสาหกิจ ( ) 6. ข้าราชการ ( ) 7.ว่างงาน/พ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ ( ) 8. อื่นๆ..................... 5. สถานภาพ ( ) โสด ( ) สมรส ( ) หย่าร้าง/แยกกันอยู่ 6. สถานภาพในครอบครัว ( ) หัวหน้าครอบครัว ( ) หัวหน้าครอบครัว ( ) ผู้อาศัย 7. โรคประจำตัว ........................................................................................................................... 8. สาเหตุการบาดเจ็บ ............................................................................................................ ...... 9. ดัชนีบาร เธลเอดีแอล (Barthel Activities of Daily Living : ADL) .......................................
45 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลผู้ดูแลผู้ป่วย 1. อายุ .........ปี 2. เพศ ( ) ชาย ( ) หญิง 3. สถานภาพ ( ) โสด ( ) สมรส ( ) หย่าร้าง/แยกกันอยู่ 4. ระดับการศึกษา ( ) 1. ไม่ได้เรียนหนังสือ ( ) 2. ประถมศึกษา (ป.1 – ป.6) ( ) 3. มัธยมศึกษา (ม.1 – ม.6) ( ) 4. สูงกว่าระดับมัธยมศึกษา1 5. อาชีพ ( ) 1. นักเรียน/นักศึกษา ( ) 2. ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ( ) 3. รับจ้าง ( ) 4. พนักงานบริษัท ( ) 5. พนักงานรัฐวิสาหกิจ ( ) 6. ข้าราชการ ( ) 7.ว่างงาน/พ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ ( ) 8. อื่นๆ..................... 6. สถานภาพในครอบครัว ( ) หัวหน้าครอบครัว ( ) หัวหน้าครอบครัว ( ) ผู้อาศัย 7. ปัญหาค่าใช้จ่าย ( ) มี ( ) ไม่มี 8. ความสัมพันธ์ของท่านกับผู้ป่วย ( ) บุตร ( ) คู่สมรส ( ) บิดา/มารดา ( ) พี่/น้อง ( ) หลาน ( ) เขย/สะใภ้ 9. โรคประจําตัวของผู้ดูแล ( ) มี ( ) ไม่มี 10. ประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย ( ) มีประสบการณ์การดูแลผู้ป่วย .......... ปี ( ) ไม่มีประสบการณ์การดูแลผู้ป่วย 11. มีความรู้เรื่องโรค อาการและอาการแสดงของโรค อาการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น ขั้นตอน การดูแลรักษา การฟื้นฟูและแนะนำการจัดเตรียมที่อยู่อาศัย และเตรียมผู้ดูแลเมื่อจำหน่าย กลับบ้าน ( ) มาก ( ) ปานกลาง ( ) น้อย 12. การดูแลทำความสะอาดร่างกาย (Bed bath) ( ) ดูแลได้ดีมาก ( ) ดูแลได้ปานกลาง ( ) ดูแลได้น้อย 13. การดูแลทำความสะอาดช่องปาก (Mouth care)
46 ( ) ดูแลได้ดีมาก ( ) ดูแลได้ปานกลาง ( ) ดูแลได้น้อย 14. การจัดประเภทของอาหารและปริมาณที่เหมาะสมกับโรคประจำตัวผู้ป่วย ( ) ดูแลได้ดีมาก ( ) ดูแลได้ปานกลาง ( ) ดูแลได้น้อย 15. การดูแลการให้อาหารทางสาย (Feeding) ( ) ดูแลได้ดีมาก ( ) ดูแลได้ปานกลาง ( ) ดูแลได้น้อย 16. การดูแลการดูดเสมหะในลำคอหรือในช่องปาก (Suction) ( ) ดูแลได้ดีมาก ( ) ดูแลได้ปานกลาง ( ) ดูแลได้น้อย 17. การดูแลช่วยเหลือในการขับถ่ายการทำความสะอาดหลังการขับถ่าย ( ) ดูแลได้ดีมาก ( ) ดูแลได้ปานกลาง ( ) ดูแลได้น้อย 18. การทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์/การดูแลสายสวนปัสสาวะ ( ) ดูแลได้ดีมาก ( ) ดูแลได้ปานกลาง ( ) ดูแลได้น้อย 19. การป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น การพลิกตะแคงตัวเพื่อป้องกันแผลกดทับ การบริหารแขน และขาเพื่อป้องกันข้อติดแข็ง การป้องกันปลายเท้าตก. ( ) ดูแลได้ดีมาก ( ) ดูแลได้ปานกลาง ( ) ดูแลได้น้อย 20. การฟื้นฟูสมรรถภาพ เช่น การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การฝึกให้นั่ง ยืน การรับประทานอาหารด้วย ตนเอง ( ) ดูแลได้ดีมาก ( ) ดูแลได้ปานกลาง ( ) ดูแลได้น้อย 21. ความต้องการการติดตามผล และประสานงานกับหน่วยงานปฐมภูมิ/หน่วยงานการพยาบาล ต่อเนื่อง การตรวจเยี่ยมหลังจำหน่าย ( ) โทรศัพท์ ( ) ไลน์ ( ) เยี่ยมบ้าน ( ) อื่นๆ
47 แผนการสอน การเช็ดตัวบนเตียง ผู้ป่วยที่ต้องเช็ดตัวบนเตียงมักมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว ไม่สามารถอาบน้ำเองได้ การเช็ดตัวบนเตียง 1. เตรียมของใช้ให้พร้อม ได้แก่ ชุดทำความสะอาดปากและฟัน สบู่กาละมังเช็ดตัว 2 ใบ ผ้า ถูตัว 2 ผืน ผ้าเช็ดตัว 2 ผืน และเสื้อผ้า 1 ชุด 2. ปิดพัดลม ปิดแอร์ 3. เคลื่อนผู้ป่วยมาริมเตียง หนุนหมอนให้ศีรษะสูงกว่าพื้นเตียงประมาณ 1 ฟุต คลุมผ้าเช็ดตัว ที่หน้าอก ทําความสะอาดปากและฟัน 4. ถอดเสื้อผ้าออกใช้ ผ้าเช็ดตัวปิดแทน เปิดเฉพาะส่วนที่จะเช็ดเท่านั้น 5. ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดใบหน้า หู จมูก คอ และใช้ผ้าอีกผืนชุบน้ำพอหมาด ฟอกสบู่ เช็ดให้ทั่ว แล้ว ตามด้วยผ้าชุบน้ำเช็ดจนสะอาด 6. เช็ดช่วงอก และหน้าท้องด้วยวิธีเดียวกันจนสะอาด ซับให้แห้ง 7. เปลี่ยนน้ำ รองผ้าเช็ดใต้แขนด้านไกลตัวผู้ดูแล เช็ดแขนด้วยสบู่และน้ำจนสะอาดซับให้แห้ง แล้วจึงเช็ดแขนด้านใกล้ผู้ดูแลด้วยวิธีเดียวกัน 8. เปลี่ยนน้ำ รองผ้าเช็ดตัวใต้ขาข้างไกลตัวผู้ดูแล แล้วเช็ดด้วยสบู่และน้ำจากปลายขาถึงขา หนีบจนสะอาดซับให้แห้ง แล้วจึงเช็ดขาด้านใกล้ตัวผู้ดูแล 9. ทําความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ ด้วยน้ำและสบู่ ซับให้แห้ง 10. ตะแคงตัวผู้ป่วย รองผ้าเช็ดตัว เช็ดหลังด้วยน้ำและสบู่จนสะอาด ซับให้แห้งทาโลชั่น/ แป้ง 11. พลิกตัวผู้ป่วยนอนหงาย ทาโลชั่น / แป้ง สวมเสื้อผ้า หวีผม 12. จัดให้ผู้ป่วยนอนในท่าสบาย 13. ทําความสะอาดของใช้และเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย
48 การดูแลการรับประทานอาหาร การดูแลการรับประทานอาหารทางปาก การให้อาหารทางปากจะเริ่มให้อาหารทางปากเมื่อผู้ป่วยมีอาการคงที่โดยใช้อาหารที่มี ลักษณะอ่อนนุ่ม เช่น โจ๊กเนื่องจากอาหารเหลว (นํ้า ) ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะสําลักได้ง่าย ข้อแนะนําการให้อาหารทางปาก 1. ให้เวลาผู้ป่วยพักผ่อนก่อนรับประทานอาหาร 2. เลือกอาหารที่มีประโยชน์ กลืนง่าย อุ่นพอดี เหมาะสมกับโรค 3. วางอาหารไว้ตรงหน้าผู้ป่วย เพื่อให้มองเห็นและเป็นการกระตุ้นความอยากอาหาร 4. ควรเป็นอาหารอ่อนนุ่มและไม่มีนํ้ามาก 5. จัดให้ผู้ป่วยนั่ง หรือศีรษะสูงขณะรับประทานอาหาร และหลังรับประทานอาหารอย่าง น้อย 30 นาที 6. หากมีอัมพาตที่หน้า ควรใส่อาหารเข้าไปในปากทางด้านดีทีละน้อย ปล่อยให้ผู้ป่วยได้มี เวลาเคี้ยวและกลืน 7. ไม่ควรเร่งผู้ป่วย โดยแนะนำให้ผู้ป่วยเคี้ยวและกลืนให้เป็นจังหวะ 8. หลังรับประทานอาหาร ให้นํ้าดื่มตามทุกครั้งอาจใช้หลอดดูดหรือใช้ช้อนป้อน และให้ดื่ม ครั้งละน้อยๆแต่บ่อยครั้ง 9. ทําความสะอาดปากและฟัน ก่อนและหลังการรับประทานอาหารทุกครั้ง 10. ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวต้องจัดอาหารที่เหมาะสมตามข้อจำกัดของแต่ละโรค การดูแลการให้อาหารทางสายยาง เมื่อผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล บางรายมีความจำเป็นต้องให้อาหารทางสายยางโดยญาติหรือ ผู้ดูแลจะเป็นผู้จัดเตรียมและทำให้ในขณะที่อยู่ที่บ้าน การให้อาหารทางสายยาง จะให้เมื่อผู้ป่วยไม่ สามารถรับประทานอาหารได้เองทางปากได้ แต่ระบบย่อยอาหารและการดูดซึมอาหารยังสามารถ ทำงานได้ โดยอาจจากหลายสาเหตุ เช่น ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ผู้ป่วยอ่อนเพลีย ผ่าตัดระบบทางเดินอาหาร ผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องการกลืน โดยผู้ดูแลหรือญาติ จะต้องเรียนรู้วิธีการจัดเตรียมและให้อาหารทางสาย ยางเพื่อการได้รับอาหารที่ถูกต้องและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะให้อาหารด้วย อุปกรณ์ที่ใช้ในการให้อาหารทางสายยาง คือ 1. อาหารเหลว หรือ อาหารสำเร็จรูป (ตามคำสั่งของแพทย์) 2. กระบอกให้อาหารทางสายยาง 3. สำลีแอลกอฮอล์ 4. สบู่ล้างมือหรือแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือ
49 การให้อาหารทางสายยาง จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามตำแหน่งที่เข้าสู่ร่างกาย คือ 1. ใส่สายยางทางจมูก 2. ใส่สายยางทางหน้าท้อง วิธีการให้อาหารทางสายยาง 1. เตรียมของเครื่องใช้ในการให้อาหารทางสายยาง อาหารเหลวและยาที่เตรียมให้ผู้ป่วย (ตามวิธีการเตรียมของเครื่องใช้ผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายยาง) 2. ท่านอนให้ผู้ป่วยศีรษะอยู่สูงอย่างน้อย 45 องศา ในรายที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวควรให้หนุนหมอน ตั้งแต่หลัง จนถึงศีรษะโดยใช้หมอน 2 ใบใหญ่หรือจัดให้ผู้ป่วยนั่งพิงพนักเตียงหรือให้นั่งเก้าอี้ 3. จัดสิ่งแวดล้อมรอบๆผู้ป่วยให้สะอาดและผู้ที่จะให้อาหารต้องล้างมือให้สะอาดตามวิธีการ ล้างมือที่ถูกวิธี 4 . ในผู้ป่วยที่เจาะคอมีท่อช่วยหายใจ ให้ดูดน้ำลายในปากก่อนแล้วจึงใช้สายดูดเสมหะเส้นใหม่ดูดเสมหะ ในท่อช่วยหายใจเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ปอดอักเสบจากการสำลักอาหารและล้างมืออย่างถูกวิธี ภายหลังดูดเสมหะให้ผู้ป่วย 5. ดึงจุกที่ปิดหัวต่อปลายสายให้อาหารออก ขณะเดียวกันใช้นิ้ว พับสายคีบเอาไว้ เพื่อป้องกัน ลมเข้ากระเพาะอาหารผู้ป่วย เพราะจะทำให้ผู้ป่วยท้องอืดได้ 6 . ใช้สำลีชุบน้ำต้มสุก เช็ดบริเวณจุกให้อาหารทางสายยาง เอากระบอกให้อาหาร พร้อมลูกสูบต่อกับ หัวต่อและปล่อยนิ้วที่คีบสายออก ทำการทดสอบดูว่า ปลายสายยางให้อาหาร ยังอยู่ในกระเพาะ อาหารหรือไม่ โดย - ใช้กระบอกให้อาหารดูดอาหารหรือน้ำออกจากกระเพาะ ถ้ามีมากเกิน 50 ซีซี ให้ดันอาหาร หรือน้ำกลับคืนไปอย่างช้าๆ และเลื่อนเวลาออกไปครั้งละ 1 ชั่วโมง แล้วมาทดสอบดูใหม่ ถ้ามีไม่เกิน 50 ซีซี ให้ดันอาหารน้ำกลับคืนไปอย่างช้าๆ และให้อาหารได้ - ถ้าดูดออก มาแล้ว ไม่มีอาหารตามขึ้นมาเลย ให้ดูดลมเข้ามาในกระบอกอาหาร ประมาณ 20 ซีซีแล้วต่อเข้ากับ สายให้อาหาร พร้อมกับเอาฝ่ามืออีกด้านหนึ่งแนบเข้ากับใต้ชายโครงด้านซ้าย ดันลมในกระบอกให้เข้า ไปในกระเพาะอาหารอย่างช้า ถ้าสายอยู่ในกระเพาะอาหารจะรู้สึกว่ามีลมเข้าไปในกระเพาะอาหาร จากนั้นให้ดูดลมออก - ถ้าดูดออกมาแล้วได้ของเหลวสีน้ำตาลเข้ม ๆ ควรปรึกษาพยาบาลเยี่ยมบ้าน เพราะผู้ป่วย อาจมีปัญหาแผลในกระเพาะอาหารได้ ควรติดต่อโรงพยาบาลเพื่อรับคำปรึกษาเนวทางการดูแลต่อ 7. พับสายยางปลดกระบอกให้อาหารออกเอาลูกสูบออกจากกระบอกแล้วต่อกระบอกเข้ากับ สายให้อาหารใหม่ 8. เทอาหารใส่กระบอกครั้งละประมาณ 50 ซีซี ยกกระบอกให้สูงกว่าผู้ป่วยประมาณ 1 ฟุต
50 ปล่อยให้อาหารไหลตามสายช้าๆ อย่าให้อาหารไหลเร็ว ถ้าเร็วมากต้องลดกระบอกให้ต่ำลง เพราะการ ให้อาหารเร็วมากเกินไป จะทำให้ผู้ป่วยคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเดิน 9. เติมอาหารใส่กระบอกเพิ่มอย่าให้อาหารในกระบอกลดระดับลงจนมีอากาศในสาย เพราะ อากาศจะทำให้ผู้ป่วยท้องอืดได้ 10. เมื่ออาหารกระบอกสุดท้ายเกือบหมดให้เติมน้ำและยาหลังอาหารที่เตรียมไว้ เติมน้ำตาม อีกครั้ง จนยาไม่ติดอยู่ในสายยาง และไม่ควรมีน้ำเหลือค้างอยู่ในสาย 11. พับสาย ปลดกระบอกให้อาหารออก เช็ดหัวต่อด้วยสำลีชุบน้ำต้มสุกปิดจุกหัวต่อให้ เรียบร้อย 12. ให้ผู้ป่วยนอนในท่าศีรษะสูงหรือนั่งพักหลังให้อาหารต่อไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง การดูแลดูดเสมหะในปากที่บ้าน (Oral suction) การดูดเสมหะมีความจำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่มีเสมหะเหนียว ไม่สามารถขับเสมหะออกมาได้ ทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ จนเกิดภาวะการหายใจล้มเหลว หรือเกิดภาวะปอดอักเสบติดเชื้อ ดังนั้นการดูดเสมหะที่ถูกวิธี สามารถช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นได้ การดูดเสมหะในปาก คือ การใช้สายดูดเสมหะที่สะอาดปราศจากเชื้อผ่านเข้าทางปาก เพื่อ นำเสมหะออกจากทางเดินหายใจ ป้องกันการอุดกั้นทางเดินหายใจและภาวะปอดอักเสบติดเชื้อ พิจารณาดูดเสมหะเมื่อมีอาการดังนี้ - ไอมีเสมหะ - หายใจได้ยินเสียงครืดคราดของเสมหะในปอด - หายใจเร็ว มีอาการหายใจลำบาก อุปกรณ์ดูดเสมหะ 1. เครื่องดูดเสมหะ 2. สายดูดเสมหะเบอร์ 12,14 3. ขวดใส่น้ำสะอาด 4. ถุงมือสะอาด วิธีการดูดเสมหะในปาก 1. ประเมินความจำเป็นในการดูดเสมหะ 2. ควรดูดเสมหะก่อนอาหารหรือหลังอาหารอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการอาเจียน ถ้าจำเป็นต้องดูดเสมหะหลังการให้อาหารใหม่ๆ ให้ดูดตื้นๆ และไม่ควรดูดนาน 3. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมและล้างมือก่อนดูดเสมหะทุกครั้ง 4. จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงายศีรษะสูง ใช้หมอนรองใต้ไหล่