เอกสารคําสอน รายวิชา 01161271 วาทวิทยาเพื่อวิชาชีพครู Speech Communication for the Teaching Profession โดย ผูชวยศาสตราจารยสุวิกรม มาประณีต อาจารยศุทธินี หางแกว รายวิชานี้เปนสวนหนึ่งของหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาการสอนภาษาไทย ภาควิชาการศึกษาคณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร 2566
ประมวลการสอน (Course Syllabus) 01161271 วาทวิทยาเพื่อวิชาชีพครู (Speech Communication for Teaching Profession) 1. คณะศึกษาศาสตร์ ภาควิชา การศึกษา 2. รหัสวิชา 01161271 ชื่อวิชา วาทวิทยาเพื่อวิชาชีพครู จำนวน 3 (3-0-6) หน่วยกิต Speech Communication for Teaching Profession 3. คำอธิบายรายวิชา (Course Description) หลักและกลวิธีการนำเสนอสำหรับครูภาษาไทย การพัฒนาบุคลิกภาพในการพูดสำหรับครู การฝึกฝนการ ใช้น้ำเสียง พลังเสียง และสรีระสัทศาสตร์กับการออกเสียง บทบาทของงานพิธีกรในโรงเรียน การใช้เสียงเพื่อพูด บรรยายประกอบสื่อ เทคนิคการเล่าเรื่องและการใช้วาทศิลป์เพื่อเร้าความสนใจของผู้เรียน Principles and strategies of presentation for the Thai language teacher. Development personality as a speaker for teachers. Practicing tone of voice, voice power and articulatory phonetics with pronunciation. Roles of masters of ceremonies in school. Using voice for presenting with media. Techniques for narrating and using rhetoric to captivate learners. 4. ผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร 4.1 ผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต (ศึกษาศาสตร์) ประกอบด้วย PLO1: อธิบายแนวคิด ทฤษฎีทางการศึกษา องค์ความรู้ในงานครู องค์ความรู้ในเนื้อหาวิชา เฉพาะ และความเป็นครูมืออาชีพ PLO2: ประยุกต์ความรู้ในการออกแบบหลักสูตรระดับสถานศึกษา รายวิชา และหน่วยการเรียนรู้ ได้อย่างสร้างสรรค์โดยผ่านการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อผู้ใช้หลักสูตร และบูรณาการความรู้เกี่ยวกับชุมชน PLO3: ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์และรู้เท่าทันเพื่อสร้างหรือร่วมสร้างนวัตกรรมการ เรียนรู้สำหรับการแก้ปัญหาหรือพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ตามสาขาวิชา PLO4: สร้างความร่วมมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานร่วมกับผู้ปกครองและชุมชนในการ พัฒนาคุณภาพการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนบนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
PLO5: บริหารจัดการชั้นเรียนที่ผู้เรียนมีความหลากหลายและผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็น พิเศษ โดยใช้แนวคิด ทฤษฎีการเรียนรู้ และหลักจิตวิทยาการศึกษาอย่างมีวิจารณญาณ PLO6: แก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียนโดยใช้กระบวนการวิจัยบนฐานของการสะท้อนคิดและ หลักฐานเชิงประจักษ์ PLO7: แสดงออกถึงภาวะผู้นำ ผู้มีจิตอาสา มีความรับผิดชอบ มีมารยาทงาม มีความประพฤติดี มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของวิชาชีพครู PLO8: ใฝ่รู้ใฝ่เรียน เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อพัฒนาตนเองด้วยความขยันหมั่นเพียร และพร้อม ตั้งรับและปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง PLO9: ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ 4.2 ผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับรายวิชา PLO1: อธิบายแนวคิด ทฤษฎีทางการศึกษา องค์ความรู้ในงานครู และความเป็นครูมืออาชีพ PLO7: แสดงออกถึงภาวะผู้นำ ผู้มีจิตอาสา มีความรับผิดชอบ มีมารยาทงาม มีความประพฤติดี มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของวิชาชีพครู PLO8: ใฝ่รู้ใฝ่เรียน เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อพัฒนาตนเองด้วยความขยันหมั่นเพียร และพร้อม ตั้งรับและปรับตัวเท่าทันสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลง PLO9: ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ 4.3 ผลลัพธ์การเรียนรู้ตามแขนงวิชา (PLO-TH) ที่เชื่อมโยงกับรายวิชา PLO-TH: 1 ออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่เน้นการส่งเสริมสื่อสารด้วยวิธีการที่หลากหลาย บนฐานคิดพหุปัญญา 4.4 ผลลัพธ์การเรียนรู้ของรายวิชา CLOs ด้านความรู้ (K) 1) เพื่อให้นิสิตอธิบายหลักและกลวิธีการนำเสนอสำหรับครูภาษาไทย 2) เพื่อให้นิสิตออกเสียงได้ถูกวิธีตามหลักสรีระสัทศาสตร์ ด้านทักษะ (S) 1) เพื่อให้นิสิตพูดบรรยายและเล่าเรื่องประกอบสื่อต่อที่ประชุมชน 2) เพื่อให้นิสิตใช้วาทศิลป์ในการจัดการเรียนรู้ ด้านเจตคติ (A) 1) เพื่อให้นิสิตมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้นับมอบหมาย โดยส่งงานตรงต่อเวลา และสะท้อน ให้เห็นถึงความตั้งใจในการทำงาน
4.5 การวิเคราะห์ผลลัพธ์การเรียนรู้ ผลลัพธ์การเรียนรู้ของรายวิชา CLOs ผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร (PLOs) CLO: 1. เพื่อให้นิสิตอธิบายหลักและกลวิธีการ นำเสนอสำหรับครูภาษาไทย PLO1: อธิบายแนวคิด ทฤษฎีทางการศึกษา องค์ ความรู้ในงานครู และความเป็นครูมืออาชีพ PLO9: ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารอย่าง สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ CLO: 2. เพื่อให้นิสิตออกเสียงได้ถูกวิธีตามหลักสรีระ สัทศาสตร์ PLO9: ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารอย่าง สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ CLO: 3. เพื่อให้นิสิตพูดบรรยายและเล่าเรื่องประกอบ สื่อต่อที่ประชุมชน PLO9: ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารอย่าง สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ CLO: 4. เพื่อให้นิสิตใช้วาทศิลป์ในการจัดการเรียนรู้ PLO9: ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารอย่าง สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ CLO: 5. เพื่อให้นิสิตมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้นับ มอบมาย โดยส่งงานตรงต่อเวลา และสะท้อนให้เห็น ถึงความตั้งใจในการทำงาน PLO7: แสดงออกถึงภาวะผู้นำ ผู้มีจิตอาสา มีความ รับผิดชอบ มีมารยาทงาม มีความประพฤติดี มี คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของวิชาชีพครู PLO8: ใฝ่รู้ใฝ่เรียน เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อพัฒนา ตนเองด้วยความขยันหมั่นเพียร และพร้อมตั้งรับและ ปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง 5. หัวข้อวิชา (Course Outline) 1) ความสำคัญของวาทวิทยาเพื่อวิชาชีพครู 2) การพัฒนาบุคลิกภาพการพูดสำหรับครู 3) การฝึกทักษะพื้นฐานการพูดสำหรับครู 4) ประเภทของการพูดสำหรับครู 5) การพูดเพื่อจัดการเรียนรู้ภาษาไทย 6) การใช้โสตทัศนูปกรณ์ประกอบการพูดสำหรับครู 7) การพูดในโอกาสต่าง ๆ สำหรับครู
6. วิธีการสอน การใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดจิตปัญญาศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และกรณีศึกษา การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง การนำเสนอหน้าชั้น บทบาทสมมุติ การอภิปราย วิเคราะห์ เป็นต้น เพื่อนำไปสู่การ สร้างองค์ความรู้ด้านวาทวิทยาเพื่อวิชาชีพครู 7. สื่อประกอบการสอน 1) เอกสารประกอบการบรรยาย หนังสือ ตำรา 2) สื่ออิเล็กทรอนิกส์ 3) ใบงาน กรณีศึกษา 4) ความรู้จากเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้แก่ ภาณุ หาญจริง. 2554. ทักษะภาษาไทย บทที่ 6 การพูด. แหล่งที่มา: http://elearning.mfu.ac.th/mflu/1001103/chapter6/chapter6_1.htm 5) White board 6) กระดานดำ 8. การวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน 1) ความรับผิดชอบ กระบวนการวางแผน 10 คะแนน 2) คุณภาพผลงานการศึกษาค้นคว้า 20 คะแนน 3) การฝึกฝนทักษะและการทดลองปฏิบัติ 30 คะแนน 4) การสอบกลางภาค 20 คะแนน 5) การสอบปลายภาค 20 คะแนน รวม 100 คะแนน 9. การประเมินผลการเรียน ใช้วิธีการตัดเกรดแบบอิงเกณฑ์ โดยพิจารณาจากคะแนนในข้อ 8 เกณฑ์การตัดเกรดมีดังนี้ ผลการเรียนอยู่ในระดับเกรด A หมายถึง มีคะแนนตั้งแต่ 80 คะแนนขึ้นไป ผลการเรียนอยู่ในระดับเกรด B + หมายถึง มีคะแนน 75 – 79 คะแนน ผลการเรียนอยู่ในระดับเกรด B หมายถึง มีคะแนน 70 – 74 คะแนน ผลการเรียนอยู่ในระดับเกรด C + หมายถึง มีคะแนน 65 – 69 คะแนน ผลการเรียนอยู่ในระดับเกรด C หมายถึง มีคะแนน 60 – 64 คะแนน
ผลการเรียนอยู่ในระดับเกรด D + หมายถึง มีคะแนน 55 – 59 คะแนน ผลการเรียนอยู่ในระดับเกรด D หมายถึง มีคะแนน 50 – 54 คะแนน ผลการเรียนอยู่ในระดับเกรด F หมายถึง มีคะแนนน้อยกว่า 50 คะแนน 10. การให้โอกาสนอกเวลาเรียนแก่นิสิตเข้าพบและให้คำแนะนำในด้านการเรียน ทุกวันในเวลาราชการ หมายเลขโทรศัพท์ 02 9428800-9 ต่อ 108 11. เอกสารอ่านประกอบ ฉัตรวรุณ ตันนะรัตน์. 2523. หลักวาทการ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ทวีป อภิสิทธิ์. 2551. เทคนิคการเป็นวิทยากรและนักฝึกอบรม(พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บุญเลิศ วิวรรณ์. 2560. ศิลปะวาทการ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ปทิตตา วิเศษบุปผากุล. 2561. เปิดหน้าชีวิตใหม่ ปาฏิหาริย์พลังคำพูด. นครราชสีมา: สมบูรณ์การพิมพ์. พชร บัวเพียร. 2541. วาทะวิทยา (พิมพ์ครั้งที่ 5). ปทุมธานี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรังสิต. พิมพาภรณ์ บุญประเสริฐ. 2558. วาทการ:ศาสตร์และศิลป์แห่งการพูดเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสาร. กรุงเทพฯ: ไอยรา12. ยอดมนู เบ้าสุวรรณ. 2553. 60 วลีที่เปลี่ยนโลก. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มิตรสัมพันธ์กราฟฟิค. ยุดา รักไทย, และปานจิตต์ โกญจนาวรรณ. 2551. พูดอย่างฉลาด (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์บิสคิต. ลักษณา สตะเวทิน. 2540. หลักการพูด (พิมพ์ครั้งที่ 4). ม.ป.ท. : เฟื่องฟ้า พริ้นติ้ง. ลัดดา แพรภัทรพิศุทธิ์. 2552. การพูด. กรุงเทพฯ: โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮาส์. วจิกานต์. 2556. “จิตวิทยาการพูด” ครองใจคน ครองโลกได้. กรุงเทพฯ:เอส.เค.เอส อินเตอร์พริ้นท์. วราลี ศรัทธา. 2552. การพูดเพื่อประสิทธิผล. กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้งเฮ้าส์. วีระเกียรติ รุจิรกุล. 2552. ศิลปะการพูด. ปทุมธานี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ. ศักดา ปั้นเหน่งเพ็ชร์. 2552. พิมพ์ครั้งที่ 2. เรื่องวาทศิลป์ของพระมหากษัตริย์และบุคคลสำคัญในยุคสุโขทัย และอยุธยา(รายงานการวิจัย). กรุงเทพฯ: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชิ่ง จำกัด (มหาชน). สมจิต ชิวปรีชา. 2531. เอกสารคำสอนเรื่องวาทวิทยาสำหรับครู. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สมจิต ชิวปรีชา. 2535. วาทวิทยา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สมชาติ กิจยรรยง. 2542. ศิลปะในการถ่ายทอด. กรุงเทพฯ: มาสเตอร์ พรินติ้ง. สมบูรณ์ นิยมศิลป์. 2554. พูดอย่างไรให้สะกดใจคน. กรุงเทพฯ: อักษรเงินดี. สุทธิชัย ปัญญโรจน์. 2559. พูดขั้นเทพ. กรุงเทพฯ: เพื่อนอักษร.
หลิว หย่ง เซิง. 2562. การฝึกพูดแบบเดลคาร์เนกี้. (วันวิสา ศักดิ์สัมพันธ์กุล,แปล). กรุงเทพฯ: บริษัท วารา พับลิชชิ่ง จำกัด. Chris Anderson. 2560. TED Talks : The Official TED Guide to Public Speaking. (ทิพย์นภา หวนสุริยา, แปล). กรุงเทพฯ: โอเพ่นเวิลด์ส พับลิชชิ่งเฮ้าส์. 12. กำหนดการสอน สัปดาห์ที่ วัน / เดือน / ปี เนื้อหา กิจกรรม 1 พ.ย. 66 ปฐมนิเทศ -แนะนำการศึกษารายวิชา -วางแผนการดำเนินงาน -การประเมินผล -บรรยาย -ถาม ตอบ 2 ธ.ค. 66 การพัฒนาบุคลิกภาพในการพูดสำหรับครู (เอกสารประกอบการสอน บทที่ 1) -สืบค้น/ศึกษาข้อมูล -นำเสนอผลงานการสืบค้น -บรรยาย -อภิปราย -กิจกรรมกลุ่ม 3 ธ.ค. 66 การพัฒนาบุคลิกภาพในการพูดสำหรับครู (เอกสารประกอบการสอน บทที่ 1) -ฟังสื่อประเภทต่าง ๆ -อภิปราย -สรุปประเด็นสำคัญ -วิเคราะห์/วิจารณ์ 4 ธ.ค. 66 การฝึกทักษะพื้นฐานการพูด (เอกสารประกอบการสอน บทที่ 2) -สืบค้น/ศึกษาข้อมูล -นำเสนอผลงาน -การสืบค้น -บรรยาย -อภิปราย
สัปดาห์ที่ วัน / เดือน / ปี เนื้อหา กิจกรรม 5 ธ.ค. 66 การฝึกทักษะพื้นฐานการพูด (เอกสารประกอบการสอน บทที่ 2) -บรรยาย -อ่านประเภทต่าง ๆ -อภิปราย -กิจกรรมกลุ่ม -วิเคราะห์/วิจารณ์ 6 ม.ค. 67 ประเภทการพูด (เอกสารประกอบการสอน บทที่ 3) -ดูสื่อต่าง ๆ -อภิปราย -แสดงความคิดเห็น 7 ม.ค.67 ประเภทการพูด (เอกสารประกอบการสอน บทที่ 3) -อภิปรายกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยน ทัศนะ -เขียนบันทึกเพื่อนำเสนอ หน้าชั้น 8 ม.ค. 67 สอบกลางภาค สอบข้อเขียน 9 ก.พ. 67 การพูดเพื่อจัดการเรียนรู้ภาษาไทย (เอกสารประกอบการสอน บทที่ 4) -สืบค้น/ศึกษาข้อมูล -นำเสนอผลงานการสืบค้น -บรรยาย -อภิปราย 10 ก.พ. 67 การพูดเพื่อจัดการเรียนรู้ภาษาไทย (เอกสารประกอบการสอน บทที่ 4) -ศึกษาการพูดจากนักพูด (เชิญวิทยากร/เทป) -อภิปราย -วิเคราะห์ วิจารณ์
สัปดาห์ที่ วัน / เดือน / ปี เนื้อหา กิจกรรม 11 ก.พ. 67 การใช้โสตทัศนูปกรณ์ประกอบการพูด (เอกสารประกอบการสอน บทที่ 5) - ศึกษาเอกสารประกอบ การเรียน (บทความ) -วิเคราะห์และอภิปราย -เขียนสรุปข้อคิดจาก บทความ 12 ก.พ. 67 การใช้โสตทัศนูปกรณ์ประกอบการพูด (เอกสารประกอบการสอน บทที่ 5) -สืบค้น/ศึกษาข้อมูล -นำเสนอผลงานการสืบค้น -บรรยาย -อภิปราย 13 มี.ค. 67 การใช้การพูดในโอกาสต่าง ๆ (เอกสารประกอบการสอน บทที่ 6) -วิเคราะห์/สังเคราะห์ -สืบค้น/ศึกษาข้อมูล -นำเสนอผลงานการสืบค้น -บรรยาย -อภิปราย 14 มี.ค. 67 การใช้การพูดในโอกาสต่าง ๆ (เอกสารประกอบการสอน บทที่ 6) -กิจกรรมกลุ่ม -นำเสนอผลงาน 15 มี.ค. 67 สอบปลายภาค สอบข้อเขียน 13. ผู้สอน ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุวิกรม มาประณีต
สารบัญ เรื่อง หนา บทนํา วาทวิทยาเพื่อวิชาชีพครู 1 1 การพัฒนาบุคลิกภาพการพูดสําหรับครู 4 2 ประเภทของการพูดสําหรับครู 18 3 การฝกทักษะพื้นฐานการพูดสําหรับครู 20 4 การพูดเพื่อจัดการเรียนรูภาษาไทย 26 5 การพูดในโอกาสตาง ๆ สําหรับครู 28 6 การใชโสตทัศนูปกรณประกอบการพูดสําหรับครู 35 บรรณานุกรม 44
1 บทนํา วาทวิทยาเพื่อวิชาชีพครู วาทวิทยาเพื่อวิชาชีพครูเปนศาสตรที่สําคัญในการจัดการเรียนรู ครูตองมีทักษะที่สามารถสงสารไปยัง ผูเรียนใหมีความเขาใจ และสามารถสรางองคความรูได การเรียนจึงจะสัมฤทธิผล ทักษะการสงสารที่สําคัญสําหรับ ครูคือ “การพูด” การพูดของครูทําใหผูเรียนเกิดความสนใจ มีความกระตือรือรนที่จะเขารวมกิจกรรมการเรียน หากครูพูดไมเปน ไมสามารถจูงใจนักเรียนใหสนใจการเรียน ทําใหนักเรียนเบื่อหนายไมอยากเรียน ครูจึงตองรูจัก วิธีการพูดแลวจะทําใหการจัดการเรียนรูราบรื่น และประสบความสําเร็จบทพระราชนิพนธเรื่อง วิวาหพระสมุทร ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ที่วา “ถึงเปนครูรูวิชา ปญญามาก ไมรูจักใชปาก ใหจัดจาน เหมือนเตาฝงนั่งซื่อ ฮื้อลําคาญ วิชาชาญมากเปลา ไมเขาที” วิชาวาทวิทยา (Speech) มีคําเรียกอื่นอีกวา วาทศิลป วาทการ วาทวิทยา วาทนิเทศ วาทศาสตร หรือ แมแตใชวา หลักการพูด การพูดในที่ชุมนุมชน การสื่อความ หรือสุนทรพจนวิทยา สวนคําภาษาตางประเทศก็มีที่ นํามาอางอิงหลายคํา เชน Speech, Speech Education, Speech Communication, Speech Science, Public Speaking Oratory ขัณธชัย อธิเกียรติ (2562) กลาววา วิชาวาทการนั้น เปนชื่อที่เกี่ยวกับการศึกษาเรื่องการพูด ซึ่งถอดมา จากคําวา “Speech” มีความหมายเชิงวิชาการเชนเดียวกับคําวา Rhetoric, Speech Communication, Public Speaking,Conversation, Utterance, Address, Dialectเปนตน และตรงกับคําภาษาไทยวา วาทศิลป วาทวิทยา วาทนิเทศ วาทศาสตร เปนตน ซึ่งในปจจุบันคําที่เปนหลักสูตรทางการศึกษามักใชคําวา “วาทวิทยา” ความหมายของวาทวิทยาสําหรับครู วาท, วาทะ น. คําพูด, ถอยคํา; ลัทธิ, ความเห็น. (ป.,ส.). (ราชบัณฑิตยสถาน, 2554) ศิวาพร วัฒนรัตน (2552) ใหความหมายของการพูดไววา การพูด (Speech) หมายถึง พฤติกรรม การสื่อสารเพื่อสื่อความหมายแบบหนึ่งที่เรียกวา Oral Communication หมายถึงการสื่อความหมายโดยใชปาก เปนการสื่อความคิดจากคนหนึ่งซึ่งเรียกวา ผูพูด ไปยังอีกคนหนึ่งหรือกลุมหนึ่งซึ่งเรียกวา ผูฟง ทั้งนี้จะตองมี จุดมุงหมาย เชน เพื่อถายทอดความรู ความเขาใจ ความคิดเห็น ความรูสึกหรือความตองการใหแกผูฟง โดยมีเสียง ภาษา สัญลักษณ รวมทั้งอากัปกิริยาเปนสื่อประกอบความเขาใจ
2 พชร บัวเพียร(2541) กลาววา การพูด คือพฤติกรรมในการสื่อความหมายของมนุษยดวยการพูดโดย การใชสัญลักษณตาง ๆ เชน เสียง ภาษา อากัปกิริยา ทาทางเพื่อถายทอดความรู ความคิดเห็นและความรูสึกจาก ผูพูดไปสูผูฟง ลักษณา สตะเวทิน (2540) กลาววา การพูดเปนทั้งศาสตรและศิลป ที่เปนศิลป เพราะเปนวิชาที่ตองมี การศึกษา หมั่นฝกฝนจนเกิดความชํานาญจนเปนศิลปะเฉพาะตัว สวนที่เปนศาสตร เพราะผูพูดตองยึดหลักเกณฑ เปนแนวทางปฏิบัติ สมจิต ชิวปรีชา (2531) กลาววา การพูด หมายถึงการติดตอสื่อสารระหวางมนุษย โดยใชเสียง ภาษา แววตา สีหนา ทาทางตาง ๆ เพื่อถายทอดความรูสึกนึกคิดจากผูพูดไปยังผูฟง ใหเปนที่เขาใจกัน คําพูด (speech) คือ วิธีการออกเสียงและคําซึ่งประกอบดวย - ความชัดเจนของคําพูด (Articulation) คือ การออกเสียงโดยใชริมฝปากและลิ้นเชน เราออกเสียง คําวา รัก เราจะออกเสียง"ร" ไมออกเสียง "ล" - เสียง (Voice) คือ การใชเสนเสียงและการหายใจเพื่อเปลงเสียงเพื่อทําใหเสียงดัง เบา หรือเสียงสูง ต่ํา - ความคลองแคลว (Fluency) คือ จังหวะของการพูดที่ไมตะกุกตะกัก หรือหยุดชะงักในระหวางที่พูด วิทยา น. ความรู (ส.). (ราชบัณฑิตยสถาน, 2554) ครู น. ผูสั่งสอนศิษย, ผูถายทอดความรูใหแกศิษย. (ป. ครุ, คุรุ; ส. คุรุ). (ราชบัณฑิตยสถาน, 2554) สรุปไดวา วิชาวาทวิทยาเปนวิชาที่ครูตองมีการศึกษา ฝกฝนจนเกิดความชํานาญจนเปนศิลปะเฉพาะตัว โดยผูพูดตองยึดหลักเกณฑเปนแนวทางปฏิบัติ จนเกิดความสามารถในการแสดงความคิดโดยการใชเสียง เปนวิชา ที่ศึกษาถึงการสื่อสารความคิดและความรูสึก โดยใชสัญลักษณตาง ๆ ใชถอยคํา น้ําเสียง และอากัปกิริยา จนเปนที่ เขาใจกันไดซึ่งครูใชถายทอดความรู ความคิดเห็นและความรูสึกเพื่อถายทอดความรูใหแกศิษย ความสําคัญของการพูด “พลังของคําพูดสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได” คําพูดที่สรางแรงบันดาลใจสามารถเปลี่ยนความคิดคนแลวลงมือทําใหไปสูจุดหมาย และประสบ ความสําเร็จมาแลว พลังจากคําพูดของ “พี่ตูน บอดี้สแลม”. จากคําพูดสั้นๆของ “พี่ตูน บอดี้สแลม” กลายเปน จุดเริ่มตนแหงแรงบันดาลใจที่ทําใหผูชายคนหนึ่งที่เคยฝงตัวอยูในมุมมืด และติดคุกนาน 12 ป เกิดความเชื่อมั่น และกลาที่จะลุกขึ้นสูเขาประกวดในรายการ The Voice คําพูดที่เขาไดยินลึก ๆ อยูในใจวา “ไอขี้คุก” ทําใหเขา ตัดสินใจขายและเสพยาเสพติดจนติดคุกครั้งแลวครั้งเลา กระทั่งพี่ตูน บอดี้สแลม มาที่คุกและไดเห็นเขารองเพลง พี่ตูนพูดวา “แตกรองเพลงเพราะมาก หวังวาเราคงมีโอกาสรองเพลงดวยกันบนเวทีอีก”คําพูดของพี่ตูนทําใหเขา
3 คิดอยากจะเปนนักดนตรี เขาจึงตัดสินใจเลิกบุหรี่ทันทีและเขาประกวดรองเพลงในรายการ The Voice หลังจาก พนโทษ ปจจุบันเขาคือ แตก อานนทThe Voice5 คําพูดที่เรานึกถึงเสมอสงผลตอการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ครูคือผูสรางคน จึงตองใชคําพูดเพื่อสราง แรงบันดาลใจแกนักเรียน คําพูดสามารถเปลี่ยนคน และเปลี่ยนโลกได ขอจงเชื่อในพลังแหงคําพูด นักเรียนจะเปน คนดีถาเราใชคําพูดที่ดี ตรงกันขามหากครูใชคําพูดที่ไมดีนักเรียนจะยึดคําพูดไปสูการกระทําที่ไมดีดังนั้นครูจึงตอง ศึกษาวิธีการพูดอยางไรเพื่อเปดทางสูชีวิตที่ดีของนักเรียน
4 บทที่ 1 การพัฒนาบุคลิกภาพการพูดสําหรับครู การพูดเพียงอยางเดียวโดยขาดบุคลิกภาพ อาจทําใหการพูดไมสัมฤทธิ์ผล ทําไมการพูดตองมีบุคลิกภาพ เขามาเกี่ยวของดวย บุคลิกภาพ คือ น. สภาพนิสัยจําเพาะคน (ราชบัณฑิตยสถาน, 2556) จุไรรัตน ลักษณะศิริ และบาหยัน อิ่มสําราญ(2550) กลาวถึง บุคลิกภาพวา เปนภาพรวมของบุคคลที่ ปรากฏใหเห็น ซึ่งไดแก หนาตา ทวงที กิริยาวาจา การแตงกาย การวางตัว และมารยาทในการพูด สมจิต ชิวปรีชา (2531)กลาววา บุคลิกภาพเปนสิ่งสําคัญที่สุดในการพูดตอหนาคนจํานวนมาก ๆ ซึ่งจะ เปนสวนหนึ่งที่จะนําความสําเร็จมาสูผูพูด เพราะเปนสิ่งที่ปรากฏแกสายตาผูอื่น ซึ่งไดแก การแตงกาย กิริยาทาทาง การใชเสียง การวางตัว และมารยาทในการพูด กาญจนา นาคสกุลพรอมคณะ 2524 กลาววาบุคลิกภาพของผูพูดแสดงออกทั้งในดานกิริยาทาทาง และน้ําเสียงการพูดไมชัดเจน ออกเสียงผิด ๆ ถูก ๆ หรือแสดงกิริยาไมนาดู เชน ชี้หนาผูฟง โบกมือวุนวาย ตลอดเวลาพูด ประหมาจนไมกลามองหนาผูฟง ฯลฯ เหลานี้ทําใหบุคลิกที่ปรากฏแกผูฟงเสื่อมเสียไปอยางมาก และอาจทําใหเรื่องราวที่เตรียมมาอยางดีประกอบดวยความคิดและโวหารอันเฉียบแหลม ตองไรคาไปอยางสิ้นเชิง ผูพูดจึงควรฝกฝนตนเองในดานนี้ใหมาก ผูพูดที่มีบุคลิกภาพดีจะสามารถดึงดูดความสนใจของผูฟงใหแนวแนได และเทากับวาการพูดของเขาประสบความสําเร็จไปครึ่งหนึ่งแลว สรุปไดวา บุคลิกภาพ คือ สิ่งที่เปนลักษณะเฉพาะของบุคคลที่ปรากฏใหเห็น ไดแก การแตงกาย กิริยา ทาทาง การใชเสียง การวางตัว และมารยาทในการพูด การพัฒนาบุคลิกภาพการพูดสําหรับครู ครูเปนผูถายทอดความรูใหแกผูเรียน การพูดคือเครื่องมือสําคัญในการสื่อสาร และการพูดของครูจะ ประสบความสําเร็จได ตองประกอบดวยบุคลิกภาพที่ดีดวย การมีบุคลิกภาพที่ดีสามารถฝกฝนและพัฒนาได บุคลิกภาพของผูพูดแสดงออกทั้งในดานกิริยาทาทางและน้ําเสียงการพูดไมชัดเจน ออกเสียงผิด ๆ ถูก ๆ หรือแสดงกิริยาไมนาดู เชน ชี้หนาผูฟง โบกมือวุนวายตลอดเวลาพูด ประหมาจนไมกลามองหนาผูฟง ฯลฯ เหลานี้ ทําใหบุคลิกที่ปรากฏแกผูฟงเสื่อมเสียไปอยางมาก และอาจทําใหเรื่องราวที่เตรียมมาอยางดีประกอบดวยความคิด และโวหารอันเฉียบแหลม ตองไรคาไปอยางสิ้นเชิง ผูพูดจึงควรฝกฝนตนเองในดานนี้ใหมาก ผูพูดที่มีบุคลิกภาพดี จะสามารถดึงดูดความสนใจของผูฟงใหแนวแนได และเทากับวาการพูดของเขาประสบความสําเร็จไปครึ่งหนึ่งแลว (กาญจนา นาคสกุล และคณะ, 2524)
5 สมจิต ชีวปรีชา (2531)กลาววาบุคลิกภาพที่ดีจะสามารถสรางความประทับใจแกผูฟงได บุคลิกภาพเปน สิ่งที่สามารถฝกฝนและพัฒนาได ผูพูดจึงควรรูจักสํารวจบุคลิกภาพของตนเองและพัฒนาใหดีขึ้นโดยเสนอ กระบวนการพัฒนาบุคลิกภาพ ดังนี้ 1. วิเคราะหตนเอง 2. ปรับปรุงแกไข 3. แสดงออก 4. ประเมินผล บุคลิกภาพเปนเรื่องที่ฝกฝนและพัฒนาได ครูตองหมั่นสํารวจบุคลิกภาพของตนเองโดยการวิเคราะห ตนเองกอนวายังมีบุคลิกภาพใดที่ยังตองปรับปรุง จากนั้นใหปรับปรุงแกไข แลวแสดงออกมาใหม จากนั้นจึง ประเมินตนเอง หากยังพบขอจํากัด หรืออุปสรรค ก็ตองกลับไปวิเคราะหตนเองซ้ําตามรอบใหม เพื่อพัฒนา บุคลิกภาพตอไป บุคลิกภาพการพูดสําหรับครูที่จะกลาวถึงมีดังนี้ 1. การแตงกาย 2. กิริยาทาทาง 3. การใชเสียง 4. การวางตัว 5. คุณธรรมและมารยาทในการพูด 1. การแตงกาย ความประทับใจแรกที่คนเห็นแมจะไมเคยรูจักกันมากอนคือการแตงกาย ซึ่งเปนการแสดงตัวตนใหเห็นวา ผูพูดมีความเขาใจในสถานการณที่จะมาพูดอยางไร ใหเกียรติตอผูฟงหรือไม สามารถสรางศรัทธาใหผูฟงไดหรือไม โดยเฉพาะครูควรปฏิบัติในการแตงกายเพื่อสรางบุคลิกภาพที่ดีดังนี้ 1) แตงกายสุภาพ สะอาด เหมาะสมกับโอกาสและสถานที่ 2) ชุดที่สวมใสเปนสีสุภาพ สีพื้น หลีกเลี่ยงลวดลายที่มองแลวทําใหรูสึกเวียนศีรษะไมสวมเสื้อยืด กางเกงยีนส กระโปรงยีนสสุภาพบุรุษสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาว (ไมพับแขน) หรือแขนสั้นผูกเนคไท กางเกงทรงสแล็ค สุภาพสตรีสวมเสื้อไมรัดรูป หรือเผยใหเห็นเนื้อหนังจนไมสุภาพ กระโปรงยาวคลุมเขา 3) สวมรองเทาสุภาพ สุภาพบุรุษสวมรองเทาหนังหุมสน สุภาพสตรีสวมรองเทาคัตชูมีสนเพื่อเสริม บุคลิกภาพใหสงางาม ความสูงของสนไมควรสูงเกินไปจนทําใหเดินลําบาก ไมสวมรองเทาผาใบ (ยกเวนตองสอน วิชาพลศึกษา) หรือรองเทาแตะ 4) ทรงผมสุภาพเหมาะกับความเปนครู สําหรับผูที่มีความจําเปนตองทําสีผมควรเปนสีผมโทนธรรมชาติ นิภาภรณ เกงนําชัยตระกูล(2554) กลาวถึงเทคนิคการแตงกายไวดังนี้
6 เทคนิคการแตงกายดีนิภาภรณ เกงนําชัยตระกูลแผนกวิชาผาและเครื่องแตงกาย http://www.rtc.ac.th/www_km/02/0212/016_2-2554.pdf รูปรางสูงผอม ควรเลือกแบบเสื้อผาลักษณะของเสนสวนบนและสวนลางแคบตรงกลางกวางหรือ เสนลักษณะตามขวาง ปกเสื้อควรเปนปกเชิ้ต ปกบัวตั้ง ปกตลบ ปกผูกโบ แขนเสื้อควรเปนแขนพอง สวนบน กระโปรงหรือกางเกงควรเปนทรงปลายบาน กระโปรงจีบรูดรอบเอว หรือยวยวงกลม ไมสวม กระโปรงสั้นทําใหมองดูเตี้ยและอวนกวาความเปนจริง รูปรางอวนเตี้ย ไมสอดชายเสื้อไวในกระโปรงหรือกางเกง ควรสวมเสื้อทับกระโปรงหรือกางเกง และความยาวเสื้อใหต่ํากวาเองเล็กนอยทําใหดูสูงกวาความเปนจริง ควรสวมเสื้อผาที่มีสีเดียวตลอดทั้งตัว เสื้อผามีลักษณะของเสนตามยาวกับลําตัวสวนบนและสวนลาง ตรงกลางแคบ ลักษณะคอเสื้อเปนคอวี คอ รูปหัวใจ คอกลมกวาง หรือคอตัวยู ลักษณะแขนเสื้อเปนแบบเรียบแขนยาว กระโปรงหรือกางเกงเปนทรง ตรงยาวทําใหมองดูโปรงมากขึ้น รูปรางบกพรองเปนบางสวน - คอสั้น ควรสวมเสื้อคอวี คอกลมกวาง คอตัวยู หรือเสื้อมีปกในตัวแบบแบนราบ - คอยาว ควรสวมเสื้อปกตั้ง ปกเชิ้ต ปกตลบ ปกผูกโบชิดคอ หรือเสื้อคอปบ คอกลมชิดคอ - ไหลกวาง ควรสวมเสื้อคอวี คอกลม แขนเสื้อแบบเรียบ ๆ แขนปกคางคาว ไมตองเสริมไหล - ไหลแคบ ควรสวมเสื้อคอปาด ปกกะลาสี แขนมีจีบรูดหัวแขน เสริมไหลใหหนา - อกใหญ ควรสวมเสื้อแบบเรียบ สีเขม คอวี คอกลม คอยูแขนเสื้อแบบเรียบ - อกเล็ก ควรสวมเสื้อคอถวง คอกลมกวาง มีระบายรอบคอเสื้อ ปกผูกโบ แขนเสื้อควรยาวเสมอ แนวอกมีจีบระบายปลายแขน - เอวใหญ ควรสวมเสื้อผาตัวหลวม เขารูปเล็กนอย กระโปรง หรือกางเกงทรงตรง ควรสวมเสื้อ นอกคลุมทับ หรือสูท ชายเสื้อเวาต่ําจากแนวเอว - หนาทองใหญ ควรสวมเสื้อตัวนอกคลุมทับตัวยาว เพื่อปดหนาทอง หรือสวมสูทสีเขม กระโปรง ทรงปลายบาน - ตนขาใหญ ควรสวมกระโปรงหรือกางเกงทรงตรงสีเขม หรือกระโปรงทรงปลายบาน กระโปรง แยกชิ้น จีบรอบตัว ความยาวคลุมเขา - ขาสั้น ควรสวมกระโปรงคลุมเขาเปนกระโปรงหรือกางเกงเอวสูงทรงสอบ กางเกงทรงเดฟ ลักษณะการแตงกายของครูที่เหมาะสม 1) เสื้อผาสุภาพเรียบรอยตามสมัยนิยม 2) เสื้อผาสะอาด ไมยับยูยี่ 3) เสื้อผาไมรัดรูป ไมคับ กระโปรงไมสั้น 4) ไมสวมเครื่องประดับแวววาวมากเกินไป 5) แตงหนาและผม แตพอสมควร ฯลฯ
7 ลักษณะการแตงกายของครูที่ไมเหมาะสม 1) สวมเสื้อผาที่สกปรก มีกลิ่นเหม็น 2) สวมเสื้อผาที่ไมรีด หรือรีดไมเรียบ 3) ปลอยชายเสื้อใหหลุดลุยจากกระโปรงหรือกางเกง 4) สวมเสื้อผาคอกวางมากเกินไป 5) สวมเสื้อที่คับหรือหลวมมากเกินไป 6) สวมเสื้อผาไมเหมาะสมกับวัย 7) ใสเครื่องประดับแวววาวมากเกินไป 8) สวมรองเทาไมสุภาพเขาสอน เชน รองเทาแตะ รองเทาสีฉูดฉาด รองเทาที่สกปรก ฯลฯ 9) กระเปาถือมีลวดลายและสีฉูดฉาด ไมสุภาพ ฯลฯ 10) ใชเครื่องสําอางมากเกินไป หนวยศึกษานิเทศก กรมการฝกหัดครู, 2520 ) 2. กิริยาทาทาง กิริยาทาทางในการพูด มีผลตอความสําเร็จหรือความลมเหลวในการพูด โดยเฉพาะการพูดถายทอดความรู ใหแกผูเรียน หากครูมีความกระตือรือรนในการพูด มีชีวิตชีวา มีความกระฉับกระเฉง ก็จะทําใหผูเรียนเกิด ความกระตือรือรนตามไปดวย ในทางกลับกัน หากครูพูดดวยความเฉยชา ไมมีชีวิตชีวา ก็จะทําใหผูเรียนรูสึก เบื่อหนาย ไมอยากเรียน การใชวาจากิริยาทาทาง เปนพฤติกรรมการแสดงออกที่สําคัญอยางยิ่งสําหรับผูมีอาชีพครู ครูคือผูอบรม สั่งและสอนผูเรียน ซึ่งจําเปนตองใชการพูด การอธิบาย การแสดงทางสีหนาทาทางประกอบการพูด ดังนั้น ครูที่มี ทักษะในการใชวาจากิริยาทาทาง ก็จะมีความสามารถในวิธีการพูด การใชน้ําเสียง ใชจังหวะ ประกอบกับการใช กิริยาทาทาง ชวนใหสนใจ สื่อความเขาใจไดกระจางชัดเจน เหมาะสม ไมเคอะเขิน และเหมาะกับบุคลิกภาพของ ผูเปนครู ถาครูมีทักษะการใชกิริยาวาจาทาทาง จะกอใหเกิดประโยชนตอการเรียนการสอนไดดี ประโยชนของการใชวาจากิริยาทาทางเสริมบุคลิกภาพและสื่อความหมาย 1. ชวยใหผูเรียนเกิดความเคารพศรัทธา และเกิดเจตคติที่ดีตอผูสอน เกิดความกระตือรือรนที่จะรวม กิจกรรม ทําใหปญหาความไมสนใจเรียนหมดไป 2. ชวยใหผูเรียนเกิดความเขาใจในบทเรียนอยางกระจางแจง เพราะผูสอนมีความสามารถในการอธิบาย บทเรียน หรือมอบหมายงานตาง ๆ ใหผูเรียนเขาใจไดดี อันเปนผลใหผูเรียนสนใจและพอใจในการเรียนวิชานั้น 3. ชวยใหการควบคุมชั้นมีประสิทธิภาพ เพราะผูเรียนยอมรับผูสอน เมื่อผูสอนอบรมอยางไร ยอมเชื่อฟง และปฏิบัติตามพฤติกรรมของทักษะการใชวาจากิริยาทาทาง
8 สมจิต ชีวปรีชา (2531) กลาวถึงกิริยาทาทางของการพูด ดังนี้ 1) ทวงทีการเดิน ควรเดินใหเปนธรรมชาติ เดินดวยฝเทาพอเหมาะ กาวไมชาไมเร็วเกินไป ทรงตัวใหสงางาม แกวงแขนตาม สบายพอสมควร หลัง และศีรษะตั้งตรง วางสีหนาปกติ ไมควรจด ๆ จอง ๆ หรือลุกลี้ลุกลน เดินไปยังเวที และหยุด ยืน มองดูผูฟงใหทั่วกอนแลวจึงเริ่มพูด ผูพูดอาจเดินบาง แตอยาเดินโดยไมจําเปนอาจทําใหผูฟงรําคาญ เมื่อพูด จบใหหยุดเล็กนอย แลวเดินลงจากเวทีไปยังที่นั่ง 2) การยืน ยืนดวยทาทางที่สบาย สงางาม ปลอยน้ําหนักตัวอยูบนเทาทั้งสองขาง ไมโยกตัวไปมา ไมเกาะโตะ ไมเทาเอว ไมลวงกระเปา หรือลวงแคะ แกะเกา 3) การทรงตัว ควรตั้งอยูในอาการสมดุล ไมทิ้งน้ําหนักตัวไปใหเอียงขางใดขางหนึ่ง ทั้งยืน และ นั่ง วิธีที่ทรงตัวที่ดีที่สุดใน ทายืนคือปลอยน้ําหนักลงบนขาทั้งสองขางเทากัน และใหกดลงที่กลางเทาวางปลายเทาใหเหลื่อมกันเล็กนอย ปลอยแขนลงตามสบาย มือทั้งสองขางประสานกันอยูดานหนา การทรงตัวทานี้จะทําใหดูสงางาม สํารวม และพรอมที่จะเคลื่อนไหว สวนการทรงตัวขณะนั่ง ไมนั่งเอนหลังพิงพนักเกาอี้ เพราะน้ําหนักตัวจะตกลงกลางหลัง ทําใหทรวงอกขยายตัง ไมสะดวกที่จะเปลงเสียงพูด 4) การใชศีรษะ ขณะพูดควรเคลื่อนไหวศีรษะใหถูกจังหวะการพูด เชน หันไปหาผูฟง โครงศีรษะ หรือสั่นศีรษะ เพื่อแสดง การปฏิเสธ หรือผงกศีรษะ เมื่อตองการแสดงการยอมรับ ลักษณะกิริยาที่แสดงออกบอกถึงความหมายแทนคําพูด ทําใหมีชีวิตชีวา แตไมสายศีรษะตลอดเวลาจนทําใหผูฟงเกิดความรําคาญ 5) การใชมือและแขน - การผายมือ เปนการบอกทิศทาง เชื้อเชิญ - การใชนิ้ว ใชชี้ทิศทาง ใหเหมาะสมกับวัตถุประสงคการใช ควรระวังไมชี้หนาผูฟง ถาจําเปนตองระบุผูใด ผูหนึ่ง ควรเปลี่ยนเปนวิธีผายมือ - การตั้งมือ ใชประกอบเมื่อพูดถึงขนาด รูปราง เชน ใหญเทามือ เล็กเทาปลายนิ้วกอย - การคว่ํามือ ใชประกอบการพูดเมื่อกลาวถึงความสูง ต่ํา เชน สูงชะลูด สั้นมอตอ การสั่นมือ ใชประกอบการพูดเมื่อกลาวถึงเรื่องการปฏิเสธ หรือการหาม เชน ไม อยาเขามาใกล 6) การแสดงสีหนา การแสดงสีหนาจะชวยใหผูฟงรูสึกตาม หรือคลอยตามผูพูด เชน พูดที่เปนเรื่องมงคลตองพูดดวยใบหนาที่ ยิ้มแยม ถาพูดถึงเรื่องเศรา สีหนาก็ตองเศราสลด การแสดงสีหนาตองออกมาจากความจริงใจ ไมเสแสรง จะทําให ผูฟงเชื่อมั่นผูพูด 7) การใชสายตา การพูดโดยใชสายตาสามารถดึงดูดความสนใจเพราะชวยถายทอดความรูสึกไปยังผูฟง การใชสายตาที่ดี ตองประสานสายตากับผูฟง โดยพยายามกวาดสายตามองผูฟงใหทั่วถึง สบสายตาผูฟงเปนระยะ ๆ เพื่อใหผูฟงรูสึก
9 วาผูพูดสนใจ เปนการสรางความสัมพันธที่ดีระหวางผูพูดกับผูฟง ขอควรระวัง ในขณะพูด ไมมองดูเพดาน ดูพื้นเวที มองนอกหนาตาง หรือมองที่ใดที่หนึ่งอยางไรจุดหมาย ถาผูพูดรูสึกประหมา เริ่มแรกใหพยายามเงยหนามองผูฟงไป รอบ ๆ มองไปที่จุดกึ่งกลางแถวหลังสุด ตอไปจึงเปลี่ยนจุดมองไปทั่ว ๆ ในขณะเดียวกันอาจใชสายตาจับ ความสนใจของผูฟงเพื่อสังเกตวาแสดงอาการเบื่อหนายหรือไม เชน แสดงอาการงวงนอน พูดคุยกับเพื่อน ฯลฯ ผูพูดจะไดปรับปรุงการพูดเสียใหม สุทธิชัย ปญญโรจน(2550) กลาวถึงกิริยาทาทางในการพูด ประกอบดวย การใชสีหนา สายตา การใชมือ การเคลื่อนไหวรางกาย การทรงตัว 1) การใชสีหนา สายตา ระหวางพูด จะตองแสดงสีหนาใหเขากับเนื้อหาของเรื่อง เชน พูดเรื่องสนุกก็ควร ยิ้มแยมแจมใส หากพูดเรื่องเศราก็ควรใชสีหนาที่เรียบ ไมควรหัวเราะในระหวางพูด สวนการใชสายตา ควรมองไป ยังกลุมผูฟงใหทั่วถึง 2) การใชมือ ควรนํามาใชประกอบการพูด แตไมควรมีมากจนเกินไป 3) การเคลื่อนไหวรางกาย ตองมีความสัมพันธกับ เนื้อเรื่อง เชน พูดเรื่องสนุก ก็ควรเคลื่อนไหวรางกาย ใหบอยขึ้น เคลื่อนไหวรางกายแบบกระตือรือรนแตหากพูดเรื่องเศรา ก็ควรเคลื่อนไหวรางกายใหนอยลง 4) การทรงตัวในระหวางการยืนพูด ควรยืนใหมั่นคง เทาหางกันพอประมาณ 1 คืบ ไมควรยืนชิดจนเกินไป หรือเทาหางกันมากจนเกินไปในระหวางการยืนพูด พฤติกรรมที่ดีในการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนอิริยาบถระหวางสอน มีดังนี้ 1) เดินดูใหทั่วขณะคุมชั้นเรียน หรือใหงานนักเรียนทํา 2) เดินเขาใกลนักเรียน เมื่อเห็นนักเรียนไมสนใจบทเรียน 3) เดินอยางสงา ไมชา หรือเร็วเกินไปจนลุกลนระหวางการสอน 4) เปลี่ยนที่ยืนขณะอธิบาย พฤติกรรมที่ไมดีของการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนอิริยาบถ มีดังนี้ 1) เดินวนเวียนหนาชั้นจนนักเรียนเวียนศีรษะ 2) เดินชา ออยอิ่ง 3) เดินเอามือลวงกระเปาแบบนักเลงโต 4) เดินกระแอม กระไอ ตลอดเวลา 5) ยืนเกาะอยูกับที่ตลอดเวลา 6) ยืนเขยาขาไปมาอยูตลอดเวลา 7) ยืน – เดิน แคะขี้ตาขณะสอน 8) ชอบสะบัดผม เสยผม ปดผม เกาผม 9) จับจมูก ไชจมูก แคะน้ํามูก
10 10) ปดมือไปมาตลอดเวลาขณะยืนสอน 11) เคาะหรือหักชอลกเลน หรือโยนชอลกไปที่กระดานเมื่อเขียนเสร็จ 12) ใชชอลกเขียนบนโตะครู หรือโตะนักเรียนขณะสอน 13) บี้นิ้วมือไปมาตลอดเวลา 14) เลนหรือบิดของตาง ๆ ขณะสอน เชน กระดาษ สมุด ฯลฯ 15) ขยับกางเกง หรือเสื้อผาขณะสอน 16) ทาทางไมสุภาพ เชน หยิบของสูงหรือกมเก็บของโดยไมระมัดระวังถึงการแตงกาย 17) ทาทางเอียงอาย เชน ไมสบตาผูเรียน ฯลฯ 18) มีกิริยาทาทางรีบเรงลุกลนในขณะสอน พฤติกรรมที่ดีของการใชมือและแขนประกอบการสอน มีดังนี้ 1) ใชมือสงสัญญาณ เชน กวักมือเรียก โบกใหถอย ปรบมือ แสดงความยินดี ชมเชย 2) ครูใชนิ้วชี้แตะริมฝปาก เพื่อใหนักเรียนเงียบ 3) เคาะโตะเบา ๆ เมื่อนักเรียนใจลอย 4) ใชนิ้วแตะที่ขมับ ในเชิงใชความคิด 5) แตะไหลนักเรียนเบา ๆ เมื่อนักเรียนเหมอลอย 6) เคาะโตะเบา ๆ เพื่อเรียกความสนใจในบางโอกาส 7) กอดอกขณะรอใหนักเรียนคิดหาคําตอบ 8) ใชมือประกอบทาทางตามเนื้อเรื่อง ตามระดับเสียง ตามจังหวะ ฯลฯ พฤติกรรมที่ไมดีของการใชมือ และแขนประกอบการสอน มีดังนี้ 1) ใชนิ้ว หรือมือลบกระดาน 2) ตบ หรือใชไมฟาดโตะแรง ๆ 3) ผลักนักเรียนใหถอยหาง 4) ใชศอกกระทุงนักเรียน 5) ตบศีรษะนักเรียนแรง ๆ 6) เขยาชอลกตลอดเวลา 7) หักชอลกตลอดเวลา 8) โยนสิ่งของใหนักเรียนรับ
11 9) ขยับเกาอี้ไปมาอยูเสมอ 10) เทาเอวเมื่อไมพอใจ 11) แกะ เกา สวนตาง ๆ ขณะกําลังสอน 12) ดึงกระโปรง หรือกางเกง เวลาสอน 13) ทุบศีรษะตนเองเมื่อไมถูกใจ หรือคิดไมออก 14) หักนิ้วมือเลนใหเกิดเสียงดัง 15) ชอบถูมือไปมาขณะอธิบาย 16) เอาหัวแมมือใสที่ขอบกางเกง พฤติกรรมที่ดีของการแสดงออกทางสีหนา สายตา มีดังนี้ 1) ยิ้มพรอมพยักหนารับ เมื่อนักเรียนทําความเคารพหรือขอโทษ หรือขอบคุณ 2) เมื่อนักเรียนตอบคําถามหรือขอคิดเห็นที่ขบขัน ครูควรมีอารมณรวมดวย 3) เมื่อนักเรียนตอบนอกลูนอกทาง ควรแสดงสีหนาเฉย หรือนิ่ง 4) เมื่อนักเรียนตอบถูกตองหรือแสดงความคิดเห็นที่ดี ครูควรพยักหนาพรอมกับยิ้ม 5) เมื่อนักเรียนตอบผิด ครูควรสายหนาพรอม ๆ กับยิ้มนอย ๆ เพื่อมิใหนักเรียนเสียกําลังใจ 6) ขณะสอนควรมีสีหนา ยิ้มแยมแจมใส 7) แสดงสีหนาตั้งใจฟงขณะนักเรียนถาม ตอบ หรือแสดงความคิดเห็น 8) แสดงสีหนาประกอบใหเหมาะสมกับบทเรียนนั้น 9) ใชสายตากวาดไปใหทั่วหอง และประสานสายตากับผูเรียน พฤติกรรมที่ไมดีของการแสดงออกทางสีหนา ใบหนา สายตา มีดังนี้ 1) สีหนาบึ้งตึง เครงเครียด เย็นชา เมื่อเดินเขาหองสอน 2) เมื่อนักเรียนตอบผิด ครูแสดงสีหนาไมพอใจ หรือยิ้มเยาะหยันหรือทําทาลอเลียน 3) มองนักเรียนดวยหางตา มองตั้งแตศีรษะจรดเทา 4) แสดงสีหนารําคาญเมื่อนักเรียนถาม 5) ไมเก็บความรูสึก เชน หนางอ เมมริมฝปาก หนาบึ้ง เมื่อโกรธนักเรียน หรือแสดงความรูสึกเหน็ดเหนื่อย 6) แสดงสีหนาเฉยเมยเมื่อนักเรียนมีไมตรีจิตดวย เชน ทักทายหรือทําความเคารพ 7) ทําตาหวานกรุมกริ่มกับนักเรียน 8) หาวอยางเปดเผย 9) แลบลิ้นออกเลียริมฝปากเสมอ 10) พูดไปหัวเราะไปอยางไมมีเหตุผล หรืออยางไมสมควร
12 11) ชอบระบายความรูสึกเหน็ดเหนื่อยทางสีหนาเปนประจํา ฯลฯ 12) ดูนาฬิกาบอย ๆ จนเปนที่สังเกตได หนวยศึกษานิเทศก กรมการฝกหัดครู, 2520 ) 3. การใชเสียง การใชน้ําเสียง จะตองมีความหลากหลาย เชน มีเสียงดัง เสียงเบา มีการหยุด มีการเนน อีกทั้งควรใช น้ําเสียงใหมีความสอดคลองและสัมพันธกับเนื้อเรื่อง สมจิต ชีวปรีชา (2531) กลาวถึงการใชเสียง ดังนี้ 1) พูดใหเสียงดังฟงชัดใหไดยินทั่วกันทุกคน 2) พูดใหเปนจังหวะไมชาหรือเร็วเกินไป 3) พูดใหมีน้ําเสียงนาฟงไมแหลมหรือใหญ ทั้งนี้สามารถฝกฝนไดถาเสียงแหลมเล็กใหอาปากกวาง แลวพูดใหดังขึ้น สวนเสียงใหญ ใหใชลมหายใจเบา ๆ เพื่อไมใหกลามเนื้อที่ลําคอตึง 4) พูดใหมีทวงทํานองมีการเนนหนักเบา ทอดจังหวะ รัว หรือหยุดอานอยางเหมาะสม 5) พูดใหชัดเจนและถูกตองโดยเฉพาะการออกเสียงควบกล้ํา 6) พูดออกเสียงใหเต็มคําไมออกเสียงรวบคํา เร็ว รัว จนฟงไมรูเรื่อง 7) หลีกเลี่ยงคําพูดที่ไมมีความหมาย เชน เออ อา พฤติกรรมที่ดีของน้ําเสียง มีดังนี้ 1) เสียงดังฟงชัดเจน 2) ออกเสียง /ร/ล/ และควบกล้ําไดถูกตอง 3) น้ําเสียงมีเสียงสูง ต่ํา ตามเนื้อหาที่สอน 4) เนนเสียงพอสมควร 5) มีหางเสียงพอสมควร 6) ใชคําสุภาพนุมนวลไพเราะ 7) ใชภาษาพูดกับนักเรียนไดเหมาะสม 8) ใชน้ําเสียงแสดงอารมณไดดี 9) ใชถอยคําถูกตองตามความนิยม 10) น้ําเสียงแจมใส นุมนวลชวนฟง 11) เสียงที่พูดนั้นเขากับกาลเทศะ พฤติกรรมที่ไมดีของน้ําเสียง มีดังนี้ 1) เสียงคอยเกินไปจนเด็กนักเรียนไมไดยินทั่วหอง ขาดความหนักแนน 2) สําเนียงไมชัดเจน เสียงเหนอ 3) พูดเสียงกระแทกดุดัน กระโชกโฮกฮาก เสียงแข็งกระดาง หรือตวาดนักเรียน 4) พูดเสียงระดับเดียวกันตลอด ไมมีการเปลี่ยนระดับเสียง
13 5) พูดเร็วมากเกินไป จนนักเรียนฟงไมทัน 6) พูดจาหยาบคายไมสุภาพ พูดเสียดสีประชดประชัน สบถใหนักเรียนฟงเมื่อไมสบอารมณ 7) ออกเสียงควบกล้ําตัว /ร/ล/ ไมชัด 8) เสียงดังจนเกินไปจนเกือบจะเปนตะโกน 9) พูดติด ๆ ขัด ๆ เหมือนคนติดอาง เสียงสั่นเครือ เพราะประหมา ไมมั่นใจตนเอง 10) ใชภาษาเขียนมาพูดกับนักเรียนเหมือนทองมาสอน 11) พูดไมมีจังหวะหยุด หรือบางทีหยุดนานเกินไป 12) พูดเสียงสูงเกินไป และต่ําจนเกินไป หนวยศึกษานิเทศก กรมการฝกหัดครู, 2520 ) 4. การวางตัว การวางตัวที่ดีเหมาะแกกาลเทศะจะทําใหผูพูดมีบุคลิกภาพที่ดี เปนที่เลื่อมใสศรัทธา โดยจะกลาวถึงลําดับ การวางตัวในการพูดดังนี้ 1) กอนพูด เตรียมความพรอมโดยเดินขึ้นไปยังเวที นั่งหรือยืนในบริเวณที่กําหนดใหเรียบรอย 2) เริ่มพูด เมื่อไดรับการเชิญใหพูดใหลุกขึ้น กาวไปยังที่พูดดวยอาการสํารวม เมื่อถึงที่พูดใหหยุดเล็กนอย แลวจึง กลาวคําทักทาย เมื่อไดรับการปรบมือใหไหว หรือโคง 3) ระหวางพูด ไมแสดงกิริยาที่เปนการรบกวนสายตาผูฟง เชน เสยผม ใชมือขยับเสื้อ ฯลฯ 4) หลังจากพูด ควรหยุดนิ่ง กมศีรษะเล็กนอย แลวกลาวคําที่แสดงวาเสร็จสิ้นการพูดแลว เมื่อไดรับการปรบมือ ใหไหว หรือโคง ไมปรบมือใหตนเอง พฤติกรรมที่ดีของการวางทาทางและการทรงตัวขณะสอน มีดังนี้ 1) ไมวางเทาตามสบายเกินไป หรือตึงเครียดมากเกินไป 2) เทาทั้งสองขางอยูหางกันพอสมควร 3) มีความเปนตัวของตัวเอง พฤติกรรมที่ไมดีของการวางทาทางและการทรงตัว มีดังนี้ 1) ตัวงอ หลังโกง ทองปอง 2) ยืนเกร็ง ยืนไหลเอียงไปขางหนึ่ง หรือไหลหอ 3) ยืนพิงกระดานดํา และกระดิกเทา 4) ยืนมองเพดาน หรือมองไปนอกหองตลอดเวลา
14 5) ยืนที่โตะครูถอดรองเทาเขา – ออกตลอดเวลา 6) ยืนชิดโตะนักเรียนมากเกินไปขณะอธิบาย 7) นั่งหลับเวลานักเรียนทําแบบฝกหัด 8) นั่งบนโตะนักเรียนหรือโตะครู 9) นั่งเขยาเทา 10) จับเนคไทเลนไปมาขณะกําลังอธิบาย 11) ทําทาทางเหมือนไมมีชีวิต จิตใจ ออนเพลีย 12) ทําทาทางแสดงตนเหมือนนักเรียน เชน เทาสะเอว เอามือชี้กราด ฯลฯ หนวยศึกษานิเทศก กรมการฝกหัดครู, 2520 5. คุณธรรมและมารยาทในการพูด โสเครติส กลาววา “If what you tell me is neither true, nor good, nor even useful, why tell it to me at all ?“จากตนฉบับ Socrates The Triple-Filter Test (Author Unknown)โ ดยมีผูแตงเ ป น บทประพันธไวดังนี้ ที่มา http://buabangbai.blogspot.com/2016/07/3.html มารยาทในการพูดมีความเกี่ยวของกับคุณธรรมของผูพูด จากคํากลาวของโสเครติสที่ถายทอดเปน บทสักวา เห็นไดวากอนที่จะพูด ผูพูดควรมีการกรองกอนวาเรื่องที่จะพูดเปนเรื่องจริง เรื่องดี เรื่องมีประโยชน หรือไม เพราะเมื่อพูดออกไปแลวเราไมสามารถลบคําพูดที่พูดไปแลว และคําพูดนั้นอาจสงตอกันไปอยางรวดเร็ว โดยเฉพาะยุคแหงการใชโซเชียลมีเดีย ขัณธชัย อธิเกียรติ (2562)กลาววาคุณธรรมในการสื่อสารนั้นใกลชิดกับพฤติกรรมภายใน เพราะไมอาจ เห็นไดโดยตรง สวนมารยาทในการสื่อสารเปนสิ่งที่พอจะสังเกตหรือเห็นได คุณธรรมและมารยาทยอมเปนสิ่งที่ จําเปนที่ผูพูดควรตระหนักตลอดเวลาที่จะสื่อสาร
15 การแสดงออกของคนโดยผานคําพูด กิริยาทาทาง เปนพฤติกรรมภายนอกเรียกวา “มารยาท” สะทอนมา จากพฤติกรรมภายใน เรียกวา “คุณธรรรม” ดังบทประพันธตอไปนี้ กานบัวบอกลึกตื้น ชลธาร มารยาทสอสันดาน ชาติเชื้อ โฉดฉลาดเพราะคําขาน ควรทราบ หยอมหญาเหี่ยวแหงเรื้อ บอกรายแสลงดิน คุณธรรมและมารยาทในการพูดยังปรากฏอยูในสํานวนไทย ดังตัวอยางตอไปนี้ ขวานผาซาก – การพูดจาตรงเกินไป โผงผาง ไมเกรงใจใคร พูดไมดูกาลเทศะ ไมใสใจวาคนฟงจะรูสึกอยางไร ฆองปากแตก – เก็บความลับไมอยูชอบนําความลับของผูอื่นไปโพนทะนา ชักแมน้ําทั้งหา – พูดจาหวานลอมเพื่อใหไดสิ่งที่ตองการ น้ําทวมทุงผักบุงโหรงเหรง – พูดมาก แตมีเนื้อหาสาระนอย น้ําทวมปาก – พูดไมออกเพราะเกรงจะมีภัยแกตนหรือผูอื่น ปลาหมอตายเพราะปาก – คนที่พูดพลอยจนไดรับอันตราย ปนน้ําเปนตัว – แตงเรื่อง พูดเรื่องไมจริงจนคนเขาใจผิดวาเปนเรื่องจริง ปากคนยาวกวาปากกา – คนสามารถแพรขาวไดเร็วกวากา ปากฉีกถึงใบหู– พูดเยอะมาก พูดจนเบื่อ พูดซ้ําแลวซ้ําอีก ปากตําแย – ปากอยูไมสุข ชอบพูด ชอบฟอง ปากปราศรัยน้ําใจเชือดคอ – พูดดีแตใจคิดราย ปากเปนเอกเลขเปนโท – การพูดจาสําคัญกวาวิชาหนังสือ ปากเปยกปากแฉะ – วากลาวตักเตือนซ้ําแลวซ้ําเลาก็ยังไมไดผลตามที่มุงหมาย ปากโปง – พูดเปดเผยสิ่งที่ไมสมควรออกมาโดยไมคํานึงถึงความผิดพลาดเสียหาย ปากปลารา – ชอบพูดหรือดาดวยคําหยาบคาย ปากมาก – พูดมาก พูดซ้ํา ๆ ซาก ๆ ปากวาตาขยิบ – พูดอยางหนึ่งแตทําอีกอยางหนึ่งปากกับใจไมตรงกัน ปากวามือถึง – พอพูดก็ทําเลย ปากสวาง – ชอบพูดเปดเผยเรื่องของผูอื่น ปากหนัก – ไมใครพูดขอรองตอใคร ๆ ไมใครทักทายใคร
16 ปากหวานกนเปรี้ยว – พูดจาออนหวานแตไมจริงใจ ปากหอยปากปู– ชอบนินทา เเมจะเปนเรื่องเล็กนอย ไปไหนมาสามวาสองศอก – ถามอยางหนึ่ง ตอบไปอีกอยางหนึ่งเพราะสื่อสารไมตรงกัน ผูรายปากแข็ง – ดึงดัน ดื้อ ไมยอมรับความจริง พูดไปสองไพเบี้ยนิ่งเสียตําลึงทอง – ถาพูดไปแลวไมเปนประโยชนก็นิ่งเสียดีกวา มือถือสาก ปากถือศีล – แสดงตัววาเปนคนมีศีลธรรม แตกลับประพฤติชั่ว ยกตนขมทาน – พูดทับถมผูอื่นแสดงใหเห็นวาตัวเหนือกวา ละเลงขนมเบื้องดวยปาก – ดีแตพูด แตทําไมได สําเนียงสอภาษา กิริยาสอสกุล – การแสดงออกทางการพูดหรือกิริยามารยาท ที่จะชี้ใหเห็นถึงพื้นฐานในการเลี้ยงดู สํานวนที่ยกมาสะทอนใหเห็นคุณธรรมและมารยาทการพูดในปริบทสังคมไทยโดยจะแบงเปนคุณธรรมกับ มารยาทดังนี้ คุณธรรมในการพูด 1. มีความรับผิดชอบในการพูด 2. มีความจริงใจ 3. มีความเมตตา 4. มีสัจจะ 5. ไมละเมิดสิทธิ์ 6. มีความรักและปรารถนาดีตอกัน 7. ใหความเคารพ มารยาทในการพูด 1. ใชคําพูดเหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล การพูดที่มีมารยาท ผูพูดตองใหเกียรติสถานที่ และผูฟง โดยการพูดที่เกิดขึ้นในบริบทตาง ๆ เชน - การพูดในครอบครัวแมวาคนในครอบครัวจะมีความใกลชิด แตมารยาทก็เปนสิ่งสําคัญ เพราะคนใน ครอบครัวประกอบดวยสมาชิกที่ตางเพศ ตางวัย - การพูดในโรงเรียนประกอบดวยบุคคลที่มีทั้งผูอาวุโส ตางเพศ ตางวัย จึงตองคํานึงถึงมารยาทใน การพูดกับแตละบุคคล ไมใชเหมือนกันหมด - การพูดในวงสังคมผูพูดตองมีมารยาทในการพูดโดยไมยึดตัวผูพูดเปนสําคัญ เพราะในสังคมมีคน ที่มาจากที่ที่ตางกัน ทั้งระดับฐานะ การศึกษา ฯลฯ - การพูดในที่สาธารณะผูพูดตองคํานึงถึงมารยาทตามวัฒนธรรมของสังคม 2. ไมพูดใหผูอื่นไดรับความอับอาย ไมพูด เยาะเยย ถากถาง ดูหมิ่น หรือพูดปมดอยของผูอื่น 3. ใหโอกาสผูอื่นพูดไมผูกขาดการพูดอยูคนเดียว 4. รักษาบรรยากาศในการพูดมีการสรางบรรยากาศในการพูดใหเกิดอารมณขัน
17 5. ไมพูดคําหยาบ 6. ไมพูดเรื่องลักษณะสองแงสองงาม 7. ไมพูดติเตียนกลาวหาผูอื่น โดยเฉพาะผูที่ถูกพูดถึงไมไดอยูดวย 8. ไมวางอํานาจเหนือผูฟง 9. ควรพูดดวยความสุภาพ โดยใชน้ําเสียงนุมนวลมีคําลงทายคะ ครับ จะ 10. ควบคุมอารมณในการพูด แมวากอนหนาที่จะพูด อาจพบเหตุการณที่กระทบตออารมณ และความรูสึกผูพูด จะไมนํามาปะปนกับเรื่องที่จะพูด บุคลิกภาพที่ดีเปนสิ่งสําคัญอยางยิ่งสําหรับครูการปรากฏกายใหผูเรียนเห็นแตละครั้งเปนการสื่อสารให เห็นวาเปนผูที่จะมาถายทอดความรูไดอยางมีประสิทธิภาพหรือไม บุคลิกภาพเปนสิ่งที่พัฒนาไดโดยฝกฝนใน ดานการแตงกาย กิริยาทาทาง การใชเสียง การวางตัว คุณธรรมและมารยาทในการพูด
18 บทที่ 2 ประเภทของการพูด การพูดแตละประเภทมีลักษณะการพูดที่แตกตางกันขึ้นอยูกับ โอกาส สถานการณและความมุงหมาย ดังนี้ แบงตามวิธีนําเสนอได 4 ประเภท คือ 1. การพูดโดยฉับพลัน เปนการพูดโดยฉับพลันทันทีไมรูตัวลวงหนามากอน เชน การพูดอวยพรใน งานมงคลสมรส 2. การพูดโดยอาศัยตนราง เปนการพูดโดยเตรียมตนรางมาเปนอยางดี โดยผูพูดจะวางเคาโครงเรื่อง อยางระมัดระวัง เวลาที่พูดอาจดัดแปลงเนื้อหา ถอยคําที่เหมาะสม อีกดวยผูพูดรูตัวลวงหนา ทําใหเกิด ความมั่นใจในการพูดเปนอยางมาก 3. การพูดโดยวิธีการทองจํามา ผูพูดตองเตรียมเขียนตนฉบับแลวทองจําเนื้อหาทั้งหมดจนขึ้นใจ เปนการ พูดที่ผูพูดเขียนตนฉบับที่จะพูดไวอยางละเอียดทุกคํา แลวทองจํามาพูด วิธีนี้ไมคอยดีนักเพราะเวลาพูดจะ ไมเปนธรรมชาติ 4. การพูดโดยวิธีอานจากราง เปนการพูดคลายกับวิธีทองจํามา คือเขียนตนฉบับไวเกือบละเอียดทุกคํา แตแทนที่จะทองจํากลับใชวิธีอาน โดยพยายามใชน้ําเสียง การทอดจังหวะ การเนน และอวัจนภาษาแบบที่ เปนธรรมชาติ เชน การกลาวเปดประชุม การกลาวปราศรัย การอานตนฉบับที่เตรียมไวเปนอยางดีสวนมาก จะใชในโอกาสสําคัญ เชน การกลาวเปดประชุม ฯลฯ แบงตามความมุงหมายได 4 ประเภท คือ 1. การพูดเพื่อใหความรูหรือขอเท็จจริง ผูพูดมีจุดมุงหมายใหผูฟงเขาใจเรื่องราวตาง ๆ ที่เปนประโยชน สําคัญ อาจใชวิธีบรรยาย พรรณนา เลาเรื่อง เลาเหตุการณ อธิบาย ชี้แจง เสนอรายงาน เปนตน 2. การพูดเพื่อโนมนาวใจ เปนการพูดเพื่อชักจูงใจใหผูฟงเกิดความศรัทธา เชื่อถือ มีความคิดเห็น คลอยตาม เชน การโฆษณาสินคา การชักชวนใหบริจาคโลหิต 3. การพูดเพื่อจรรโลงใจ ผูพูดมีจุดมุงหมายใหเกิดความคิดที่ละเอียด ประณีต หรือยกระดับจิตใหสูงขึ้น การพูดประเภทนี้รวมถึงการพูดเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินดวย เชน การกลาวคําสดุดี 4. การพูดเพื่อคนหาคําตอบ ผูพูดมีจุดมุงหมายใหผูฟงชวยขบคิดหาทางแกปญหาตามที่ผูพูดชี้ใหเห็น เชน การตั้งกระทูถามเพื่อใหผูมีหนาที่รับผิดชอบตอบคําถาม ถือเปนการพูดที่คนหาคําตอบ แบงตามเนื้อหาที่พูดได 3 ประเภท คือ 1. การพูดเกี่ยวกับนโยบาย เปนเรื่องเกี่ยวกับหลักการหรือวิธีการที่จะทําตอไปในอนาคต เพื่อประโยชน ของสวนรวมเปนสําคัญ เชน การนําเสนอโครงการคายวิทยาศาสตรระหวางปดภาคเรียน 2. การพูดเกี่ยวกับขอเท็จจริง เปนเรื่องที่ไดพิสูจนใหเห็นแลววาขอเท็จจริงเปนอยางไร เชน สภาพอัน นารื่นรมยของสองฝงคลองในอดีต 3. การพูดเกี่ยวกับคุณคาและคุณงามความดี เปนเรื่องของวัตถุ บุคคล หรือการกระทําตาง ๆ ที่ยังมี คุณคาและคุณความดีอยูในชวงเวลานั้น เชน วีรกรรมของบุคคลสําคัญ โบราณวัตถุและโบราณสถาน
19 แบงตามโอกาสได 3 ประเภท คือ 1. การพูดอยางเปนทางการ เปนการพูดในพิธีตาง ๆ ซึ่งมีการวางแผนหรือแนวปฏิบัติไวแนนอน เชน การกลาวเปดประชุมทางวิชาการ 2. การพูดกึ่งทางการ เปนการพูดที่ลดความเปนแบบแผนลง เชน การพูดอบรมนักเรียนประจําสัปดาห 3. การพูดอยางไมเปนทางการ เปนการพูดในบรรยากาศที่เปนกันเอง เชน การเลาเรื่องตลกขบขันให ที่ประชุมฟง การพูดสังสรรควันคืนสูเหยาของนักเรียนเกา ฯลฯ แบงตามรูปแบบที่พูดได 5 ประเภท คือ 1. การสนทนาหนาที่ประชุม เปนรูปแบบการพูดที่สนทนา ซักถาม แลกเปลี่ยนขอคิดเห็นกันตอหนา ที่ประชุม 2. การบรรยาย เปนการพูดเกี่ยวกับขอเท็จจริงและขอคิดเห็น จะเปนการบรรยายเดี่ยวหรือหมูก็ได 3. การอภิปรายเปนคณะ เปนการพูดของบุคคล 3 – 5 คน โดยพูดแสดงความรู และแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นตอหนาผูฟงจํานวนมาก 4. การซักถามหนาที่ประชุม เปนการพูดตอหนาประชุมชน โดยแบงผูพูดเปน 2 กลุม กลุมหนึ่งเปน ตัวแทนของผูฟง 2 – 4 คน มีหนาที่ซักถาม อีกกลุมเปนวิทยากร ทําหนาที่ตอบปญหาตาง ๆ 5. การโตวาที เปนการพูดโตแยงระหวางบุคคล 2 ฝาย โดยฝายหนึ่งเปนฝายเสนอ อีกฝายหนึ่งเปน ฝายคาน โดยมีผูตัดสินชี้ขาด
20 บทที่ 3 การฝกทักษะพื้นฐานการพูดสําหรับครู ใครที่มีปากและไมเปนใบ สามารถเปลงวาจาออกมาเปนภาษามนุษย เราก็ถือวา “พูดได” แตการพูดให ผูฟงชื่นชอบ พูดใหคนเชื่อถือคลอยตาม พูดเรื่องยากใหเปนเรื่องงาย จะถือวา “พูดเปน” ซึ่งนับวาเปน เรื่องไมงายและอาจจะทําไดไมทุกคน การพูด คือ การแสดงออกถึงอารมณและความรูสึก โดยใชภาษาและเสียงในการสื่อความหมาย เปนการสื่อสารรูปแบบหนึ่งที่มีความสําคัญในชีวิตประจําวัน ทําใหเกิดความเขาใจไดงาย มีผูใหความหมายของ การพูดไว เชน ภานุวัฒน เชน (2557 : 28) กลาววา การพูด เปนการใชถอยคํา น้ําเสียง และกิริยาอาการ เพื่อถายทอดอารมณความรูสึกนึกคิด ความรู ประสบการณ ตลอดจนความตองการของผูพูดใหผูฟงไดรับรู และเกิดการตอบสนอง วีระเกียรติ รุจิรกุล (2556 : 2) กลาววา การพูด เปนกระบวนการถายทอดความรู ความคิด ความรูสึก ตลอดจนความตองการของผูพูดออกมา โดยใชถอยคํา น้ําเสียง และกิริยาอาการประกอบกันเปนสื่อ เพื่อใหผูฟง รับรูและเขาใจไดตรงตามวัตถุประสงคของผูพูด จุไรรัตน ลักษณะศิริ และวีรวัฒน อินทรพร (2556) กลาววา การพูด เปนการถายทอดความรู ความคิด ความรูสึก หรือความตองการของผูพูด เพื่อสื่อความหมายไปยังผูฟง โดยใชถอยคํา น้ําเสียง และอากัปกิริยาทาทางจนเปนที่เขาใจกันได ธนรัชฎ ศิริสวัสดิ์ (2554 : 6-7) กลาววา การพูด เปนการสื่อความหมายระหวางมนุษย โดยใชเสียง ภาษา ทาทาง สีหนา แววตา และสัญลักษณอื่น ๆ เพื่อถายทอดความรู ความคิด ความรูสึก และความตองการของ ผูพูดใหผูฟงทราบ เพื่อใหเกิดความเขาใจที่ตรงกัน และเกิดการตอบสนองตามจุดประสงคของผูพูด อาจสรุปไดวา การพูด คือ การสื่อความหมาย ถายทอดความรู ความคิด ความรูสึกจากผูพูดไปสูผูฟง เพื่อใหรับรูและเขาใจกันได วัตถุประสงคของวิชาวาทวิทยา 1. เพื่อฝกใหเปนผูมีวิจารณญาณที่ดี รูจักคิดและโตแยงอยางมีเหตุผล รูจักใชขออางอิงที่มีหลักฐาน ในการพูด 2. เพื่อฝกและสงเสริมบุคลิกภาพและวิธีพูดที่ดี รูจักการสื่อสารดวยคําพูดที่ถูกตอง
21 3. เพื่อฝกใหรูจักการพูดที่ดีในโอกาสและสถานที่ตาง ๆ กัน การพูดมีอิทธิพล และมีความสําคัญในชีวิตประจําวัน การพูดจะประกอบดวยน้ําเสียง กิริยาทาทาง ตลอดจนสีหนาของผูพูด การพูดเปนสิ่งที่ศึกษาและฝกฝนกันได เพราะการพูดเปนพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู การพูดที่ดีและมีประสิทธิภาพ จะตองพิจารณาถึงสิ่งตาง ๆ ดังนี้ 1. การใชภาษา ภาษาถือไดวาเปนหัวใจของการสื่อสาร เพราะผูพูดสามารถสงเนื้อหาสาระหรือความคิดของผูพูดผาน ภาษาไปยังผูฟง เพื่อใหเกิดความเขาใจซึ่งกันและกันได ผูพูดควรรูจักการใชวัจนภาษา ใชภาษาใหเหมาะแก บุคคล สถานที่ และโอกาส โดยคํานึงถึงพื้นฐานของผูฟง ภาษาที่ใชควรเปนภาษาที่สุภาพ ใชถอยคําใหตรงกับ ความหมาย ในภาษาไทยมีคําจํานวนมากที่ออกเสียงใกลเคียงกัน หรือคํา ๆ เดียวแตมีความหมายไดหลาย ความหมาย ผูพูดจึงควรรูจักเลือกใชถอยคําใหถูกตอง หลีกเลี่ยงถอยคําฟุมเฟอยและไมมีความหมาย ไมจําเปนตองใชคําศัพทแปลก ๆ หรือประโยคสลับซับซอน แตควรใชถอยคําที่มีความหมาย เขาใจงาย 2. น้ําเสียง น้ําเสียงในการพูดมีสวนสําคัญในการสงความหมายจากผูพูดไปยังผูฟง น้ําเสียงจะแสดงใหเห็นถึง ความสุภาพ หรือความไมสุภาพในตัวผูพูด น้ําเสียงสามารถบอกถึงอารมณและความรูสึกของผูพูดได ใชน้ําเสียง ใหเหมาะกับเรื่องที่พูด มีเสียงสูงต่ํา หนักเบา ไมควรพูดตัดคําหรือขอความใหสั้นจนความหมายเปลี่ยนไป พูดให เสียงดังฟงชัด ออกเสียงใหเต็มคํา พูดเปนจังหวะพอเหมาะ ไมเร็วหรือชาเกินไป มีทวงทํานองนาสนใจ ไมลาก หางเสียงใหยาวหรือหวนจนเกินไป ออกเสียงถอยคําใหถูกตองชัดเจน โดยเฉพาะการพูดขอความหรือคําที่มี อักษรควบกล้ํา 3. การใชสายตา สายตาเปนสวนหนึ่งของบุคลิกภาพของผูพูด เพราะสายตาสามารถสรางความสัมพันธ และถายทอด ความรูสึกของผูพูดไปสูผูฟงได คอย ๆ กวาดสายตาไปยังผูฟง พยายามมองผูฟงใหทั่วถึง ถาผูพูดตองการใหผูฟง เขาใจในเรื่องที่ตนพูดอยางลึกซึ้ง ผูพูดตองใสความรูสึกลงบนใบหนา ไมใชสายตามองพื้นหรือเพดาน 4. การเดินหรือยืนการทรงตัว การแสดงทาทาง การเดินหรือยืนเปนสวนสําคัญสวนหนึ่งของบุคลิกภาพ ควรกาวเดินดวยฝเทาพอเหมาะ ไมเร็วหรือชา เกินไป ในขณะเดียวกันก็ตองทรงตัวใหสงางาม ไมหลังโกงหรือยืดแอน จะตองระมัดระวังไมใหยืนตามสบาย จนเกินไป ควรยืนในทาที่สงา การแสดงทาทางประกอบการพูด เปนสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของผูฟง และทํา ใหการพูดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยปกติแลวคนเราชอบดูภาพเคลื่อนไหวมากกวาภาพนิ่ง ผูพูดควรแสดงทาทาง ประกอบการพูดตอเมื่อตองการอธิบาย หรือเนนขอความที่พูด การแสดงทาทางจะตองเหมาะกับโอกาส และเรื่องที่พูด
22 5. การแตงกาย การแตงกายเปนสวนหนึ่งของบุคลิกภาพที่จะดึงดูดความสนใจของผูฟง การแตงกายที่ดีคือแตงกายให เรียบรอยตามสมัยนิยม โดยคํานึงถึงวัย รูปราง และควรแตงใหเหมาะกับโอกาสและสถานที่ สําหรับสตรีนั้น ไมควรแตงกายสั้นและเปดเผยจนเกินไป สําหรับบุรุษไมควรใสเสื้อยืด กางเกงไมควรรัดรูปหรือสั้นเตอ ควรหลีกเลี่ยงผาที่ออกแสงแวววาว หรือมีลวดลายมากเกินควร หากผูพูดแตงกายเดนเกินไป จะทําใหผูฟงให ความสนใจเครื่องแตงกายของผูพูด และไมสนใจในเนื้อหาของเรื่องที่พูด 6. การใชไมโครโฟน ไมโครโฟนเปนเครื่องมือที่ชวยในการพูดที่เปนประโยชนมาก ชวยใหผูฟงไดยินทั่วถึงกัน ควรปรับ ไมโครโฟนใหเหมาะกับความสูงของผูพูด ในขณะที่พูดอยามองไมโครโฟน และไมควรจับไมโครโฟนหรือฐาน ไมโครโฟน เมื่อพรอมที่จะพูดแลว ก็ควรจะพูดไปทันทีโดยไมตองเคาะไมโครโฟน 7. ความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นในตนเองเปนสิ่งสําคัญมากในการพูด หากผูพูดมีความเชื่อมั่นในตนเองแลว การพูดจะ ดําเนินไปไดดวยดี การสรางความเชื่อมั่นใหกับตนเองนั้นทําไดโดยการเตรียมเรื่องที่จะพูดใหพรอม มีการฝก ซอมพูด มีความอดทน และพยายามแกไขขอบกพรองของตนเอง รูจักควบคุมอารมณวิตกกังวลของตนเอง การพูดเปนกระบวนการสื่อสารที่สําคัญ เพราะทําใหผูพูดและผูฟงเกิดความเขาใจตรงกัน มีองคประกอบ สําคัญ ดังนี้ 1. ผูพูดหรือผูสงสาร ผูพูดเปนผูสงสารที่สําคัญที่สุด ผูพูดจึงตองรูจักการใชภาษา น้ําเสียง ทาทาง การแสดงสีหนา ตลอดจน การแตงกายใหถูกตองเหมาะสม มีความรูความคิดอยางกวางขวางทั้งในหัวขอเรื่องที่จะพูด และความรูรอบตัว คิดหาวิธีพูดที่จะทําใหเกิดผลแกผูฟง 2. ผูฟงหรือผูรับสาร ผูฟงมีอิทธิพลตอผูพูดเปนอยางยิ่ง การพูดจะสื่อสารไดตรงเปาประสงคก็ตอเมื่อผูพูดรูจักวิเคราะหผูฟงวา ผูฟงคือใคร มีความสนใจเรื่องใด การศึกษาระดับใด เพื่อจะไดเตรียมเนื้อหา ตัวอยาง ตลอดจนการใชถอยคํา สํานวนภาษาใหเหมาะสมกับผูฟง
23 3. เนื้อหาสาระหรือเรื่องที่จะพูด เนื้อหาสาระหรือเรื่องที่จะพูด ควรมีจุดมุงหมายที่ชัดเจน ไมเปนเรื่องกวางมากจนจับประเด็นสําคัญ ไดยาก หากผูพูดสามารถเลือกเรื่องได ควรเลือกเรื่องที่ตนถนัด เขาใจแจมแจงหรือมีประสบการณ จะทําใหผูพูด สามารถพูดไดดี 4. เครื่องสื่อสารหรือการใชถอยคําภาษา การที่ผูพูดตองการใหผูฟงรับทราบและเขาใจตามความมุงหมาย ผูพูดจะตองรูจักใชภาษาที่เขาใจไดงาย ชัดเจนตรงกับความหมาย หากใชภาษายาก หรือใชคําพูดที่วกวน สับสน ยากตอการเขาใจ อาจจะทําใหสารที่ สงไปไมบรรลุวัตถุประสงค และไมเกิดประโยชนทั้งแกผูพูดและผูฟง 5. จุดมุงหมายหรือผลที่เกิดจากการพูด การพูดทุกชนิดจะตองมีจุดมุงหมาย จุดมุงหมายนั้นจะตรงตามความมุงหมายของผูพูดหรือไมนั้น ดูได จากการแสดงออกของผูฟง นักจิตวิทยาไดทําการศึกษาและสรุปผลไดวา การที่บุคคลจะแสดงออกก็ตอเมื่อมี การเรา ดังนั้น ผูพูดจึงเปนผูเราใหผูฟงตอบสนองดวยการแสดงออก เพื่อนําไปสูจุดมุงหมายที่ผูพูดตองการ การเตรียมตัวในการพูด เปนเรื่องสําคัญที่สุดในการพูด ผูพูดควรมีการวางแผนเตรียมลวงหนา และฝกฝนไปตามแผนที่เตรียมไว การเตรียมตัวในการพูดมีหลักสําคัญ ดังนี้ 1. การตั้งวัตถุประสงค การพูดที่ดีควรรูวัตถุประสงคของเรื่องที่จะพูดวา พูดเพื่ออะไร เพื่อจะไดเตรียมการพูด รวบรวมเนื้อหา และวิธีพูดใหสอดคลองกับวัตถุประสงคที่ตั้งไว ซึ่งวัตถุประสงคของการพูดมี 3 ประการ คือ การพูดเพื่อใหความรู เปนการตั้งวัตถุประสงคเพื่อเพิ่มความรูและความเขาใจใหแกผูฟง เชน การบรรยาย การปาฐกถา การรายงานเรื่องราวตาง ๆ ผูพูดจึงควรเตรียมเนื้อหาและขอมูลตาง ๆ ใหถูกตองชัดเจน มีตัวอยางประกอบ ใชคําพูดที่เขาใจงาย หากมีคําศัพททางเทคนิคหรือวิชาการ ควรอธิบายใหชัดเจน การพูดเพื่อจูงใจหรือโนมนาวใจ เปนการตั้งวัตถุประสงคเพื่อใหผูฟงมีความคิดเห็นคลอยตาม การพูดลักษณะนี้มักมีในโอกาสตาง ๆ เชน การพูดเชิญชวนใหรวมแรงรวมใจกันทําสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การพูดโฆษณาขายสินคา การพูดหาเสียงเลือกตั้ง ผูพูดตอง ใชคําพูดที่ดึงดูด เราใจผูฟง เชน คําถามที่ทาทาย ประโยคที่มีความขัดแยงกันในตัว พยายามปลุกใหผูฟง ตื่นตระหนัก เห็นความสําคัญและเกิดความกระตือรือรน โดยใชหลักจิตวิทยา ใหผูฟงรูสึกวาไดตัดสินใจเอง ผูพูด ไมไดบังคับ เพียงแตชี้แนะเทานั้น
24 การพูดเพื่อความบันเทิง เปนการตั้งวัตถุประสงคเพื่อใหผูฟงมีความสนุกสนานเพลิดเพลิน เกิดความรูสึกผอนคลาย การพูด ลักษณะนี้มักจะใชในงานรื่นเริงตาง ๆ เชน งานเลี้ยงสังสรรค การกลาวอวยพรในงานวันเกิด งานสมรส การพูด ลักษณะนี้จะพูดไมนานเกินไป พูดสั้น ๆ ๆใหขอคิด มีเนื้อหาสาระที่เปนประโยชน 2. การกําหนดขอบเขตของเรื่อง การกําหนดขอบเขตของเรื่องที่พูด ตองคํานึงถึงพื้นฐานความรูของผูฟง และระยะเวลาที่พูดวานานเทาใด เพราะชวยใหผูพูดกําหนดขอบเขตของเรื่องไดเหมาะสม และยังเปนแนวทางใหผูพูดพูดไดอยางมีระเบียบแบบแผน ไมออกนอกกรอบจนจับใจความไมได 3. การรวบรวมเนื้อหา เนื้อหาในการพูดเปนสิ่งสําคัญ ผูพูดควรหาขอมูลโดยอาจศึกษาคนควาเพิ่มเติมจากแหลงความรูตาง ๆ แลวรวบรวมไว การศึกษาคนควาเพิ่มเติมนี้จะชวยใหมีหลักฐานสนับสนุนความคิดใหนาเชื่อถือยิ่งขึ้น เชน สถิติ แหลงที่มาของตํารา หรือความคิดเห็นของผูทรงคุณวุฒิ 4. การวางโครงเรื่อง เมื่อรวบรวมขอมูลไดแลว ก็นํามาลําดับโครงเรื่อง โดยจัดเนื้อหาสาระสําคัญทั้งหมดใหเปนระเบียบ และมีความตอเนื่องกัน ทําใหสามารถเขาใจสาระสําคัญทั้งหมดไดดีขึ้น โดยไมเกิดความสับสน กางวางโครงเรื่อง ในการพูดมีหลักเกณฑ ดังนี้ การเริ่มเรื่องหรือคํานํา การเริ่มเรื่องหรือคํานํา เปนการเสนอหรือบอกถึงภูมิหลังและความเปนมาของเรื่องที่จะพูด เพื่อกระตุน ใหผูฟงมีความอยากรู การเริ่มตนที่ดีจะทําใหผูฟงเกิดความสนใจ การเริ่มเรื่องอาจทําไดโดยใชวิธีการทักทาย ที่ประชุม ถือวาเปนการแนะนําตนเองใหผูฟงรูจัก และยังเปนการแสดงความเคารพและใหเกียรติผูฟง ชวยสราง บรรยากาศความเปนมิตร เมื่อทักทายที่ประชุมเสร็จแลว ควรนําเขาสูเรื่องที่จะพูดโดยการสรางประโยคเปด ที่นาสนใจ อาจขึ้นตนดวยคําถามที่เราใจ ขอความที่นาฉงนหรือแปลกประหลาด ยกสํานวนสุภาษิต คําคม บทกวี นิทาน หรือขอความสะเทือนใจสั้น ๆ จากหนังสือ การดําเนินเรื่องหรือเนื้อเรื่อง ผูพูดควรเตรียมเนื้อหาสาระของการพูดใหพรอม สามารถยืดหยุนไดตามเวลาหรือเหตุการณเฉพาะหนา ที่จะเกิดขึ้นได การดําเนินเรื่องควรเปนไปตามลําดับเหตุการณ เพื่อไมใหพูดวกวนกลับไปกลับมา เรียบเรียง แตละหัวขอใหสัมพันธกัน เนื้อเรื่องที่นํามาพูดควรมีสาระดี มีหลักฐานอางอิง เพื่อใหเนื้อเรื่องมีน้ําหนัก สมเหตุสมผล การยกหลักฐานอางอิง เชน การยกคําพูดของบุคคลสําคัญตาง ๆ หรือนักวิชาการ ตํารา ประวัติศาสตร วรรณคดี สํานวนสุภาษิต ฯลฯ ซึ่งเปนสิ่งที่หาไดงาย มีผลในการจูงใจ และทําใหการพูด
25 มีน้ําหนัก ขอสําคัญคือ ควรอางใหตรงเนื้อเรื่อง และเหมาะแกกาลสมัยดวย การดําเนินเรื่องควรใหสอดคลองกับ เวลาที่มีอยู ผูพูดตองพรอมที่จะตัดเนื้อเรื่องบางตอนออก หรือเพิ่มเนื้อเรื่องขยายความไดในกรณีจําเปน การสรุป การสรุปเปนการสรางความประทับใจใหกับผูฟง จึงตองประมวลความคิดที่เปนสาระสําคัญและเดน โดยทั่วไปการสรุปจะใชเวลาไมมาก การสรุปมีหลากหลายรูปแบบ เชน สรุปดวยการรวบรัดขอความ อาจเปน การย้ําจุดสําคัญของเรื่องที่พูด สรุปดวยการใหขอคิด ในบางเรื่อง ผูพูดไมควรตัดสินดวยความคิดตนเอง แตอาจ พูดทิ้งทายไวเปนคําถาม เพื่อใหผูฟงนําไปคิดตอ สรุปดวยการเชิญชวนหรือเรียกรอง โดยอาจกลาวปดดวย ประโยคที่ตรึงใจผูฟง เพื่อใหผูฟงเกิดความประทับใจ และมีความเชื่อถือคลอยตาม 5. การใชถอยคําภาษา การใชถอยคําและภาษาในการพูดใหถูกตอง เปนเครื่องสะทอนใหเห็นถึงภูมิความรู ความสามารถ สติปญญา และความรูสึกนึกคิดตาง ๆ หากผูพูดรูจักเลือกใชภาษาใหดี สรางความประทับใจใหกับผูฟง ยอมจะ ทําใหประสบความสําเร็จในการพูด การพูดที่ลมเหลวบางครั้งเกิดจากการใชภาษาไมเปน ผูพูดจึงตองศึกษาหา ความรูทางภาษาศาสตรใหดี ใชถอยคําใหถูกตองตามหลักภาษา ตรงกับความหมาย เขาใจงาย ถูกตองเหมาะสม ตามระดับของบุคคล หลีกเลี่ยงการพูดภาษาไทยปนภาษาตางประเทศ ใชคําพูดใหกระชับรัดกุม ออกเสียง ถอยคําใหถูกตองชัดเจน โดยเฉพาะการออกเสียงคําควบกล้ํา เนื่องจากจะทําใหความหมายคลาดเคลื่อนแลว ยังทําใหความไพเราะของภาษาหมดไป ดังนั้น ผูพูดจึงควรใชถอยคําและภาษาในการพูดใหถูกตอง เปนไปตาม วัตถุประสงคที่ตั้งไว 6. การฝกพูด ผูพูดควรเตรียมฝกซอม เพื่อสรางความมั่นใจใหตนเอง โดยอาจเขียนเรียบเรียงเรื่องที่จะพูดลงใน กระดาษ แลวฝกอานหลาย ๆ ครั้ง เพื่อใหจําเนื้อความได จากนั้นฝกพูดใหคลองจนมั่นใจ การฝกพูดอาจทํา ที่หนากระจก เพราะจะไดดูทาทางของตนเองขณะพูด เพื่อใหเกิดความชํานาญทั้งดานเนื้อหา น้ําเสียง ทาทาง หรืออาจลองฝกพูดกับคนในบานหรือเพื่อนสนิท เพื่อดูวาเขาเขาใจสิ่งที่เราพูด หรือยังมีขอตองแกไขปรับปรุง หรือไม นอกจากนี้ ควรจับเวลาในการพูดใหเหมาะสมกับเวลาที่กําหนด เมื่อถึงเวลาพูดจริง ก็จะชวยใหเกิด ความมั่นใจในการพูด การพูดใหประสบผลสําเร็จนั้น ขึ้นอยูกับการพัฒนาดานความคิดและการใชภาษาควบคูกันไป การพัฒนา ทางดานความคิดของผูพูดเปนความสามารถที่เกิดจากการอาน การฟง การสังเกต การเรียนรูจากสิ่งตาง ๆ รอบตัว ซึ่งพื้นฐานความคิดของมนุษยก็คือ ความรู ความจํา และความเขาใจ สวนการพัฒนาความสามารถ ทางภาษา เพื่อเปนเครื่องมือสื่อสารในการพูดนั้นก็เกิดจากการอาน การฟง และการสังเกตเชนเดียวกัน ถาผูพูด หมั่นศึกษาและฝกฝนอยางสม่ําเสมอ ก็จะทําใหเปนผูที่มีความสามารถในการสื่อสารโดยการพูดได
26 บทที่ 4 การพูดเพื่อจัดการเรียนรูภาษาไทย ภาษาไทยมีความจําเปนและสําคัญอยางยิ่งในการดํารงชีวิตประจําวัน ชวยถายทอดความรู ความคิด เสริมสรางความเขาใจอันดีของคนในสังคม ภาษาไทยจึงเปนวิชาที่สําคัญยิ่งตอการพัฒนาคนในชาติ การเรียน ภาษาไทยนั้นเปนพื้นฐานของการเรียนรูวิชาอื่นๆ ผูที่ใชภาษาไทยไดดียอมสงผลในการเรียนรูวิชาอื่นดีไปดวย เพราะภาษาไทยคือหัวใจของทุกวิชาซึ่งมีผูอธิบายการเรียนการสอนภาษาไทยไว ดังนี้ สนิท สัตโยภาส (2526 : 58-60) กลาววา ภาษาไทยเปนวิชาทักษะ เพราะฉะนั้นควรฝกบอย ๆ สอนภาษาไทยใหสอดคลองกับธรรมชาติ เปนรูปธรรมและเกี่ยวโยงกับชีวิตประจําวัน ใชสื่อการสอน เพื่อใหเกิด ความสนใจและความเขาใจบทเรียนยิ่งขึ้น ใชกิจกรรมการสอน ฝกใหผูเรียนรูจักใชความคิด ใหคิดเปน มีเหตุผล และมีวิจารณญาณ มีการเสริมแรงและการจูงใจอยูเสมอ สุปรียา มาลากาญจน (2527 : 87-90) กลาววา ครูจะตองรูวาหลักสูตรไดกําหนดจุดประสงคทั่วไปใน การเรียนการสอนภาษาไทยไวอยางมีขอบขายเนื้อหาวิชาในระดับนั้นอยางไร เพื่อเปนแนวทางในการจัดการเรียน การสอน แบบฝกหัดวิชาภาษาไทย เปนเอกสารเพื่อใหผูเรียนไดฝกฝนการใชภาษาใหถูกตอง คลองแคลว และชํานาญขึ้น หนังสือสงเสริมการอานและหนังสือเพิ่มเติม เปนสิ่งจําเปนที่จะตองใหนักเรียนอานดวย สุจริต เพียรชอบ (2531 : 164-185) กลาววา การสอนภาษาไทยมีหลายวิธี แตละวิธีก็จะเหมาะกับเนื้อหา ที่แตกตางกัน เชน เนื้อหาที่เปนความรู ก็ควรใชการสอนแบบบรรยาย แบบอภิปราย แตถาเปนเนื้อหาที่ตองการ ใหนักเรียนไดฝกการคิดหรือเนนการทํางานเปนกลุม ก็ควรใชวิธีสอนแบบแกปญหา การแบงกลุมระดมความคิด สวนการสอนเนื้อหาที่เปนวรรณคดีอาจใชการสอนดวยวิธีการตอบสนอง และการสอนภาษาไทยแบบหนวย จึงเปนหนาที่ของครูสอนภาษาไทยที่จะตองศึกษาและทําความเขาใจเกี่ยวกับวิธีสอนหลายๆรูปแบบ และคัดเลือก มาใชใหเหมาะสมกับเนื้อหาและนักเรียน การพูดเปนทั้งศาสตรและศิลป ศาสตรในการพูด เปนการเรียนรูหลักในการพูด ซึ่งหลักในการพูดนั้น มีวิธีการมากมายที่ตองเรียนรู เชน การใชภาษา การออกเสียง เปนศาสตรที่ตองเรียนรูกันคอนขางละเอียด เพราะเปนเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎี การวางแผน ความรู และวิทยาการหลายรูปแบบ ที่นํามาใชประกอบเปนศาสตร ในการพูด สวนศิลปในการพูด เปนการฝกฝนภายใตศาสตรที่กลาวมาแลว ศิลปะเปนความสามารถสวนบุคคล ความมีไหวพริบปฏิภาณ ตลอดจนศักยภาพของแตละคน หากมีศิลปะในการพูดช่ําชอง แตไมมีศาสตรก็อาจ ทําไดไมดี ดังนั้น การพูดตองเรียนรูทั้งศาสตรและศิลปไปพรอม ๆ กัน ในการจัดการเรียนการสอน ครูผูสอนตองใชทักษะการสื่อสารหลายทักษะรวมกัน โดยเฉพาะทักษะ การพูด เปนสิ่งที่ครูอาจตองใชมากที่สุด ครูจึงควรเลือกใชคําพูดเพื่อการจัดการเรียนรูที่เหมาะสม โดยอาจมี หลักการพิจารณาการพูด ดังนี้ 1. คําพูดนั้นเปนการสั่งหรือการสอน การสั่งคือการบังคับใหทํา สวนการสอนคือการบอกและสงเสริม ใหนักเรียนไดทําดวยตนเอง ซึ่งการสอนจะสงผลดีตอสภาพจิตใจของนักเรียนมากกวาการสั่ง
27 2. คําพูดนั้นมีความยากตอการเขาใจของนักเรียนหรือไม นักเรียนแตละวัย มีระดับความเขาใจใน การสื่อสารแตกตางกันครูจึงตองรูจักเลือกใชคําพูดและวิธีการพูดใหเหมาะสมและสอดคลองกับวัยของนักเรียน 3. พูดออกเสียงคําใหถูกตองชัดเจนตามอักขรวิธี โดยเฉพาะการพูดขอความหรือคําที่มีอักษรควบกล้ํา 4. พูดเสียงดังฟงชัด ออกเสียงเต็มคํา พูดเปนจังหวะพอดี ไมเร็วหรือชาเกินไป 5. พูดชมเชย ใหขอเสนอแนะ หรือใหกําลังใจแกนักเรียนตามโอกาส 6. ใชคําพูดที่สุภาพเหมาะสมในการจัดการเรียนรูไมควรใชอารมณในการพูดหรือพูดคําหยาบ 7. ในการพูดยกตัวอยาง ควรพูดอยูในขอบเขตที่เหมาะสม สามารถนึกภาพตามได ไมพูดออกนอกเรื่อง จากเนื้อหาที่สอนจนเกินไป การสอนภาษาไทยนั้น เปนสิ่งที่ผูสอนจะตองศึกษาใหเขาใจอยางถองแทกอนที่จะทําการสอนภาษาไทย เพื่อใหเกิดประโยชนอยางแทจริง และหากผูสอนมีวิธีการพูดที่นาสนใจ ความสนใจของนักเรียนก็จะเพิ่มขึ้น อันจะนําไปสูการเรียนรูที่แทจริง สุดทายนักเรียนก็จะสามารถนําความรูไปใชไดอยางมีประสิทธิภาพ
28 บทที่ 5 การพูดในโอกาสตาง ๆ สําหรับครู ในชวงเวลาหนึ่งของชีวิต เรายอมจะมีโอกาสเปนผูมีเกียรติพูดในงานตาง ๆ ในสังคม จึงจําเปนที่จะตอง ศึกษาวิธีพูดในโอกาสตาง ๆ โดยเฉพาะผูที่จะประกอบอาชีพครู ยิ่งจําเปนจะตองรูมากขึ้น เพราะอาชีพครู เปนอาชีพที่ตองพบปะกับคนในสังคมเปนจํานวนมาก และเปนอาชีพที่สังคมยกยองวามีความรูการไดเรียนรูถึง หลักและวิธีการพูดในโอกาสตาง ๆ จะทําใหสามารถพูดไดดี ความพรอมจะชวยสงเสริมใหโอกาสที่จะมาถึงนั้น ประสบความสําเร็จไดงายขึ้น ทินวัฒน (2525 : 114-115) กลาววา การพูดในโอกาสตาง ๆ โดยทั่วไปมักจะเปนการพูดแบบกะทันหัน ผูพูดจึงควรรูหลักในการพูด ดังนี้ 1. หาลักษณะเฉพาะของโอกาสที่พูด 2. พูดเริ่มตนใหนาสนใจ และสรุปใหประทับใจ 3. พูดใหรวบรัด และใชเวลาไมมาก 4. แทรกอารมณขันบางตามความเหมาะสม การพูดในโอกาสตาง ๆ มีมากมาย เชน การปฏิบัติหนาที่โฆษก การกลาวใหโอวาท ดังนั้น ควรศึกษา แนวปฏิบัติสําหรับการพูดในโอกาสตาง ๆ เพื่อนําไปเปนแนวทางในการพูด 1. การปฏิบัติหนาที่พิธีกร หนาที่พิธีกรนั้นคลายกับหนาที่โฆษก ตางกันที่หนาที่พิธีกรนั้น ใชในงานที่เปนพิธีการ มีผูรับเชิญใหพูด มากกวาหนึ่งคนขึ้นไป พิธีกรมีหนาที่รวบรวมขอมูลวามีจํานวนผูพูดเทาไร และตองกลาวแนะนําผูพูดเกี่ยวกับ หนาที่การงาน ความสามารถและเรื่องที่จะพูด พิธีกรตองพิจารณาการแนะนําผูพูดตามลําดับกอนหลัง วัยวุฒิ หรือคุณวุฒิ หรือตามลําดับหัวขอเรื่องที่จะพูดใหเหมาะสม ผูที่จะปฏิบัติหนาที่เปนพิธีกรควรใชคําพูดสั้น ๆ และมี ชีวิตชีวา ตองประสานงานกับผูพูด หรือฝายกํากับเวทีเกี่ยวกับเรื่องเวลา ตัวอยางการปฏิบัติหนาที่พิธีกร สวัสดีคะ ขอตอนรับทุกทานเขาสูการประชุมวิชาการ คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ครั้งที่ 29 โดยหัวขอแรกในวันนี้ เปนการบรรยายในหัวขอเรื่อง เรียนออนไลนอยางไรใหโดนใจในยุคนี้ ซึ่งทานวิทยากรที่ใหเกียรติมาบรรยายในเรื่องนี้ ทานสําเร็จการศึกษาดานหลักสูตรและการสอน จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ปจจุบันทานปฏิบัติงานที่ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ขอเรียนเชิญ ผูชวยศาสตราจารยมาลี มะลิลา คะ (วิทยากรบรรยาย)
29 ทานใดมีขอคําถาม ขอเชิญไดเลยคะ……สุดทายนี้ ขอขอบพระคุณ ผูชวยศาสตราจารยมาลี มะลิลา ที่ไดใหเกียรติมาเปนวิทยากรในครั้งนี้ ขอบคุณคะ 2. การกลาวขอบคุณผูพูดหรือวิทยากร เมื่อผูพูดพูดเสร็จสิ้นแลว ผูกลาวขอบคุณควรกลาวถึงความสําคัญของเรื่องที่พูดเพียงสั้น ๆ เนนใหเห็นถึง ประโยชนที่ไดรับจากการฟง แลวจึงกลาวขอบคุณผูพูด ตัวอยางการกลาวขอบคุณผูพูดหรือวิทยากร ดิฉันในนามผูเขารับการฝกอบรมหลักสูตรการใช Google Classroom เบื้องตน ขอขอบพระคุณทาน วิทยากรเปนอยางสูง ที่ทานไดใหเกียรติมาบรรยายความรู ทําใหพวกเราไดเพิ่มพูนความรูความเขาใจเกี่ยวกับ วิธีการใชสื่อและโปรแกรมในการจัดการเรียนการสอนรูปแบบออนไลนยิ่งขึ้น ดิฉันและผูเขารับการฝกอบรมทุกคน จะขอนําความรู และประสบการณที่ไดรับในวันนี้ไปปรับใชในการปฏิบัติงานใหมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขอบพระคุณคะ 3. การกลาวตอนรับ การกลาวตอนรับ เปนการแสดงออกถึงการใหเกียรติผูที่มาเยี่ยม มักใชในโอกาสที่มีผูมาเยือน เพื่อแสดง ความปรารถนาดีและสรางความอบอุนใจแกผูมาเยือน กลาวสั้น ๆ ไมควรเกิน 15 นาที ใชภาษาสุภาพ กลาวถึง ความสัมพันธของผูมาเยือนกับเจาของสถานที่ และกลาวใหผูมาเยือนกลับมาเยี่ยมอีก ตัวอยางคํากลาวตอนรับผูมาเยือน เรียน ทานคณบดีคณะศึกษาศาสตร ทานรองคณบดีฝายวิชาการ และนิสิตทุกทาน ผมในนามของคณะครูโรงเรียนทานตะวัน ขอตอนรับการมาศึกษาดูงานของทุกทานดวยความยินดี เปนอยางยิ่งกอนอื่นตองขอขอบคุณทางคณะศึกษาศาสตรที่ไดกรุณาใหความไววางใจเลือกโรงเรียนทานตะวัน เปนที่ศึกษาดูงาน หวังวาการศึกษาดูงานในครั้งนี้ ผมและคณะครูโรงเรียนทานตะวัน คงจะไดมีสวนสนับสนุน และสงเสริมใหทานปฏิบัติงานสําเร็จลุลวงไปดวยดี สมดังเปาหมายที่คณะศึกษาศาสตรไดกําหนดนโยบายไว เพื่อสรางความเจริญและประโยชนสุขใหแกประเทศชาติตอไปครับ 4. การกลาวคําอําลา การกลาวคําอําลา เปนการพูดที่สอดแทรกอารมณดวย การพูดที่ดีจะตองไมมีอารมณใดอารมณหนึ่งมาก เกินไป ควรพูดอยางจริงใจ ในกรณีที่ผูฟงยังไมทราบถึงสาเหตุการจากไป ใหพูดบอกถึงสาเหตุ แตหากผูฟงทราบ อยูกอนแลว ใหเริ่มดวยการกลาวถึงความอาลัยที่ตองจากไป กลาวถึงความสัมพันธอันดีระหวางกัน เนนความสัมพันธที่จะยังมีตอกัน ตัวอยางการกลาวอําลา
30 ทานผูมีเกียรติที่เคารพทุกทาน วันนี้ดิฉันเชื่อวาทุกทานคงจะมีความรูสึกเชนเดียวกัน มีทั้งเสียใจและดีใจ ในขณะเดียวกัน ที่เสียใจก็คือ การที่คุณปติ ณ กรุงเกา อาจารยประจําภาควิชาภาษาไทยของเรา ไดรับคําสั่งให ยายไปปฏิบัติหนาที่ ณ จังหวัดอยุธยา ทําใหองคกรของเราตองขาดบุคลากรที่มีความรูความสามารถไปหนึ่งทาน อยางไรก็ตาม ในความเสียใจนั้นก็มีความดีใจเพราะคุณปติไดยายไปเพื่อที่จะเติบโตกาวหนาในตําแหนงหนาที่ การงาน ตลอดระยะเวลาที่ไดปฏิบัติงานรวมกับคุณปติมานั้น คุณปติเปนผูที่มีความวิริยะอุตสาหะตลอดจน มีมนุษยสัมพันธดีเยี่ยม ทําใหงานตาง ๆ บังเกิดผลสําเร็จเปนประโยชนอยางยิ่งตอองคกร ดิฉันจึงเชื่อมั่นวา เมื่อคุณปติไดไปปฏิบัติหนาที่ ณ จังหวัดอยุธยา คุณปติจะเปนกลไกที่สําคัญในการผลักดันงานตาง ๆ ขององคกร ใหบังเกิดประสิทธิผลตอไป ดังคํากลาวที่วา เพชรเมื่อไปอยูที่ใดก็ยังเปนเพชร และในโอกาสนี้ ดิฉันใครขอ อํานาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงดลบันดาลใหคุณปติ ณ กรุงเกา ประสบแต ความสุขความเจริญ ทั้งในชีวิตสวนตัวและชีวิตการทํางานสืบไป 5. การกลาวอวยพร การไปในงานมงคล เราอาจไดรับการเชิญใหเปนผูกลาวคําอวยพรในงาน จึงควรมีการเตรียมตัวใหพรอม ตามแตประเภทของงาน เชน งานมงคลสมรส งานวันเกิด การพูดอวยพรกระทําเพื่อใหเปนสิริมงคลแกผูรับ ใหผูรับเกิดความสุข มีความหวัง และเพื่อเปนขอคิดหรือแนวทางในการปฏิบัติ ตัวอยางการกลาวอวยพรในงานวันเกิด ทานผูมีเกียรติที่เคารพทุกทานครับ ผมรูสึกเปนเกียรติอยางยิ่งที่ไดรับเชิญมากลาวอวยพรในงานวันเกิดของคุณมานีในวันนี้ วันนี้เปนวันสําคัญ วันหนึ่งของคุณมานี เพราะเปนวันครบรอบวันเกิด ในโอกาสอันเปนมงคลนี้ ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ไดดลบันดาลใหคุณมานีและครอบครัวมีความสุข ความเจริญ ประสบผลสําเร็จตามสิ่งที่ ปรารถนาทุกประการ มีอายุยืนนาน เปนที่พึ่งแกครอบครัว ญาติพี่นองสืบไป 6. การกลาวคําไวอาลัย โอกาสที่จะกลาวคําไวอาลัยก็คือ งานศพ ซึ่งถือวาเปนการใหเกียรติแกผูเสียชีวิต การกลาวคําไวอาลัย เปนการพูดถึงคุณงามความดีของผูเสียชีวิต โดยอยูในขอบเขตแหงความจริง กลาวถึงชีวประวัติ ผลงานของ ผูเสียชีวิต สาเหตุที่ทําใหเสียชีวิต ความอาลัยของผูที่อยูเบื้องหลัง แสดงความหวังวาผูเสียชีวิตจะจากไปอยูใน สถานที่ดีและมีสุข ตัวอยางการกลาวคําไวอาลัย ขาพเจารูสึกเสียใจที่ทานตองมาจากพวกเราไป ทานเปนบุคคลที่มีประวัติผลงานดีเดน มีความซื่อสัตย สุจริต ขยันขันแข็งตอการทํางานตลอดชีวิตของทาน เปนที่รักใครของผูบังคับบัญชาและเพื่อนรวมงาน
31 การจากไปของทานในครั้งนี้ นําความเสียใจและอาลัยมาสูครอบครัวญาติมิตรของทานเปนอยางยิ่ง ขอให ดวงวิญญาณของทานจงไปสูสุคติเถิด 7. การกลาวใหโอวาท โอวาท คือ คําแนะนํา สั่งสอน การกลาวใหโอวาท เปนการพูดใหคําแนะนํา ตักเตือนหรือสั่งสอน เรื่องที่พูดมักเกี่ยวกับการศึกษา ความประพฤติและการปฏิบัติตนใหอยูในศีลธรรม ผูที่จะใหโอวาทตองเปนผูที่มี วัยวุฒิและคุณวุฒิสูงกวาผูฟง โดยปกติแลวโอกาสที่กลาวใหโอวาทคือ โอกาสที่มีผูสําเร็จการศึกษา หรือการมอบ วุฒิบัตร เริ่มตนโดยการกลาวถึงโอกาสที่ใหโอวาท เนนถึงหนาที่และความรับผิดชอบของผูรับโอวาท แนะนํา ตักเตือนใหประพฤติตนในทางที่ถูกตองเหมาะสม และจบการกลาวใหโอวาทดวยการอวยพร ตัวอยางโอวาท ของ ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท นายกรัฐมนตรี แกเยาวชนสัมพันธ เนื่องในวันเด็กแหงชาติ ณ สนามฮอกกี้ สนามกีฬาแหงชาติ วันเสารที่ 14 มกราคม 2527 เวลา 09.30 น. เยาวชนที่รักทั้งหลาย ผมมีความยินดีเปนอยางยิ่ง ที่ไดมาพบกับเยาวชนทั้งหลายในโอกาสพิเศษ คือวันเด็กแหงชาติ ประจําปพุทธศักราช 2527 ในวันนี้ ตามที่กองบัญชาการตํารวจนครบาล ไดตระหนักถึงความสําคัญของเยาวชน ในฐานะที่เปนทรัพยากรอันสําคัญยิ่งของชาติในอนาคต โดยไดรวมกับประชาชนและสถาบันตาง ๆ ทั้งใน ภาคเอกชนและรัฐบาล ดําเนินการตามโครงการอบรมเยาวชนสัมพันธตลอดมา จนบัดนี้เปนจํานวนถึง 50 รุน แลวนั้น นับไดวาทานทั้งหลายไดมีสวนในอันที่จะสรางสรรคความเจริญกาวหนาใหแกสังคมสวนรวมอยางแทจริง ทั้งยังเปนการเสริมสรางความมั่นคงของชาติอีกทางหนึ่งดวย ในวาระอันเปนวันเด็กแหงชาติ ผมขอสงความปรารถนาดีมายังเยาวชนที่รักทุกคน และอยากที่ จะเห็นเยาวชนหมั่นศึกษา ประพฤติความดี พากเพียรประกอบการงานตาง ๆ รูจักคิดพิจารณาในสิ่งควรปฏิบัติ อันจะกอใหเกิดความสุขความเจริญแกตนเองและสังคมสวนรวม และขอใหเยาวชนทั้งหลายจงมีความรักสามัคคี ผนึกกําลังใหเขมแข็งเปนน้ําหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อเตรียมพรอมในการที่จะปกปองประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริยอันเปนที่เคารพรักของเราทุกคนตลอดไป โอกาสนี้ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงคุมครองใหเยาวชนที่รัก ทุกคน ประสบแตความสุขสวัสดี ประสบความสําเร็จในการศึกษา มีพลานามัยอันสมบูรณ เพื่อเปนกําลังอัน สําคัญของประเทศชาติในอนาคตสืบไป
32 8. การกลาวสุนทรพจน สุนทรพจน คือ การพูดที่ใชในโอกาสสําคัญ ผูพูดจะตองเรียบเรียงถอยคําและขอความที่จะพูด เปนอยางดี ใชถอยคําและภาษาที่สละสลวย รูจักเลือกใชถอยคําใหถูกตองและเหมาะสมกับโอกาส เนื้อหาใน สุนทรพจนมักเปนการใหความรูที่นาสนใจ และทัศนคติของผูพูด ตัวอยางสุนทรพจน ของ ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท นายกรัฐมนตรี ในพิธีเปดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยและเสริมสรางเอกลักษณไทย ณ เวทีใหมสวนอัมพร วันที่ 10 ธันวาคม 2527 เวลา 16.00 น. ทานประธานคณะกรรมการจัดงาน ทานเอกอัครราชทูต และทานผูมีเกียรติ ผมมีความยินดีเปนอยางยิ่งที่ไดมีโอกาสมาเปนประธานในพิธีเปดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย และเสริมสรางเอกลักษณไทยในวันนี้ นับเปนนิมิตหมายอันดีที่หนวยงานทั้งสามหนวยคือ สํานักงานเสริมสรางเอกลักษณของชาติ สมาคมนิยมไทย และการทองเที่ยวแหงประเทศไทยไดรวมกันจัดงานนี้ ซึ่งนับเปนงานใหญ ตองใชความพยายาม และทุมเททั้งกําลังกาย กําลังใจ กําลังความคิด รวมทั้งการรวมมือประสานงานกันเปนอยางดียิ่งระหวางหนวยงาน ตาง ๆ ทั้งในสวนกลางและสวนภูมิภาค จึงสามารถจะนําศิลปวัฒนธรรมที่เปนเอกลักษณของแตละภาค ผลิตภัณฑที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย ซึ่งบางอยางคนไทยเองก็ยังไมทราบวา ประเทศไทยสามารถผลิตขึ้นไดมา แสดงและจําหนายในงานนี้ รัฐบาลไดตระหนักดีถึงความจําเปนในการเสริมสรางเอกลักษณของชาติ การสรางความนิยมใน ความเปนไทยใหแกชนในชาติ ชาติไทยเรามีลักษณะเดนเฉพาะและรวมกันของชาติ ซึ่งประกอบขึ้นดวยประชากร ดินแดน ความเปนเอกราช และอธิปไตย รัฐบาลและการปกครอง ศาสนา พระมหากษัตริย วัฒนธรรม และเกียรติภูมิ จึงไดมีนโยบายเรงดวนใหคณะกรรมการเอกลักษณของชาติ รับผิดชอบในการรวมมือกับ ภาคเอกชน โดยเฉพาะสมาคมนิยมไทย จัดใหมีสัปดาหเอกลักษณไทยขึ้น สวนการสงเสริมการทองเที่ยวในประเทศไทยนั้น ก็มีความสําคัญเชนเดียวกัน เพราะมีผลทั้ง ในทางเศรษฐกิจและสังคม เปนการสรางงาน สรางอาชีพ การกระจายรายได การพัฒนาสังคม ชวยกระตุนให ประชาชนเกิดความรักความหวงแหนในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เกิดความรวมแรงรวมใจในอันที่จะอนุรักษ มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งหากไมธํารงรักษาไวก็ยอมจะสูญหายไป จึงอาจกลาวไดวาการสงเสริม การทองเที่ยว เปนกลยุทธอยางหนึ่งที่จะโนมนําใหประชาชนรวมมือรวมใจกันเสริมสรางเอกลักษณของชาติ และเกิดความนิยมไทยหรืออีกนัยหนึ่ง ในทางกลับกัน เพื่อคนไทยภูมิใจในเอกลักษณไทยก็จะเกิดความนิยมไทย เดินทางทองเที่ยวในประเทศไทย ตลอดจนชักจูงใหชาวตางประเทศเดินทางมาทองเที่ยวในประเทศไทย ก็ยอมจะ มีผลสมดังเจตนารมณที่หนวยงานทั้งสามตั้งเปาหมายไว ผมจึงสนับสนุนที่ทั้งสามหนวยงานรวมกันจัดงานนี้ขึ้น
33 เพราะชวยใหงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยที่การทองเที่ยวแหงประเทศไทยจัดมาแตเดิมขยายขอบขายงานให กวางขวางยิ่งขึ้นและบังเกิดประโยชนยิ่งขึ้น สําหรับทานที่ไดรับการคัดเลือกเปนบุคคลดีเดนผูบําเพ็ญคุณประโยชนในดานการเสริมสราง เอกลักษณของชาติ การสนับสนุนโครงการนิยมไทย และอุตสาหกรรมการทองเที่ยว และผูที่ชนะการประกวด คําขวัญสงเสริมการทองเที่ยวในประเทศ ซึ่งไดรับเกียรติบัตรและรางวัลในปนี้ ผมก็ขอแสดงความยินดี และขอขอบคุณที่ทานไดบําเพ็ญประโยชนแกประเทศชาติ ผมหวังวาทานคงจะไดบําเพ็ญประโยชนนี้สืบไป และจะเปนตัวอยางแกคนอื่น ๆ อีกตอไปดวย บัดนี้ ไดเวลาอันเปนมงคลแลว ผมขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ไดโปรดอภิบาลใหทุกทานที่มีสวนรวมในการจัดงานครั้งนี้ ตลอดจนผูมีเกียรติที่มาชุมนุม ณ ที่นี้ ใหมีความสุข ความเจริญ ประสบผลในสิ่งปรารถนา ขออวยพรใหการจัดงานนี้จงสําเร็จสมความมุงหมาย และขอถือโอกาส เปดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยและเสริมสรางเอกลักษณไทย ณ บัดนี้ 9. การกลาวคําปราศรัย คําปราศรัยมีลักษณะคลายคลึงกับสุนทรพจนในดานภาษา เนื้อหา และทัศนคติของผูกลาว คําปราศรัย เปนการพูดที่เปนพิธีการ พูดเฉพาะเรื่อง เฉพาะโอกาส ลักษณะของคําปราศรัยสามารถถายทอดความรูสึกนึกคิด ขอสังเกต หรือคําแนะนําของผูพูดที่สามารถนําไปใชเปนแนวทางในการปฏิบัติได ตัวอยางคําปราศรัย ของ ฯพณฯ อานันท ปนยารชุน นายกรัฐมนตรี ในโอกาสการปลูกตนไมเฉลิมพระเกียรติ โครงการ “ปลูกตนไมกับบีโอไอ รวมใจพิทักษสิ่งแวดลอม” อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี วันศุกรที่ 7 สิงหาคม 2535 ทานเลขาธิการคณะกรรมการสงเสริมการลงทุน ผูแทนกลุมโรงงานนิคมอุตสาหกรรมนวนคร และผูมีเกียรติทุกทาน ผมมีความยินดีอยางยิ่งที่ไดมีโอกาสมารวมในการปลูกตนไมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจา สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งสํานักงานคณะกรรมการสงเสริมการลงทุนไดจัดขึ้นรวมกับบริษัทที่ไดรับการสงเสริม การลงทุนในวันนี้ โครงการปลูกตนไมเพื่อรักษาสภาพแวดลอมนั้น นับเปนกิจกรรมที่มีประโยชนอยางมาก ในหลาย ๆ ดาน ทั้งดานสุขภาพรางกายและจิตใจ เพราะตนไมจะชวยใหสภาพพื้นที่ที่เคยแหงแลงและรอน อบอาว กลายเปนสถานที่รมรื่นนาอยูอาศัย ทําใหอากาศมีความชุมชื้นขึ้น สงผลตอสภาพจิตใจของผูอยูอาศัย ทําใหมีสุขภาพจิตที่ดี มีอารมณแจมใส จึงนับเปนที่นายินดีอยางยิ่ง ที่สํานักงานคณะกรรมการสงเสริมการลงทุน
34 ไดริเริ่มโครงการปลูกตนไม โดยมุงเนนในบริเวณพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากจะชวยทําให สภาพพื้นที่เหลานี้มีความนาอยูอาศัยเพิ่มขึ้น และสามารถลดมลภาวะในพื้นที่ไดสวนหนึ่งแลว ยังนับเปน จุดเริ่มตนที่ดีที่จะกระตุนใหผูประกอบการอุตสาหกรรมไดเล็งเห็นถึงความสําคัญ และใหความสนใจในการชวยกัน ฟนฟูธรรมชาติและสิ่งแวดลอมเพิ่มขึ้นดวย เปนที่ทราบกันดีแลววา การประกอบกิจการอุตสาหกรรมนั้น นับเปนสาเหตุสําคัญประการหนึ่ง ที่มีสวนทําใหเกิดมลภาวะในดานตาง ๆ ดังนั้น จึงจําเปนที่โรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลายจะตองพยายามดําเนิน กิจการดวยความระมัดระวัง และรับผิดชอบตอสวนรวมใหเกิดความเสียหายแกธรรมชาติและสิ่งแวดลอมใหนอย ที่สุด ในขณะเดียวกันก็ตองรวมมือชวยกันแกไข และรักษาธรรมชาติสิ่งแวดลอมที่ดีใหคงอยูนานที่สุด ทั้งนี้ รวมถึงประชาชนทั้งหลายและพวกเราทุกคนดวย ที่จะตองถือเปนหนาที่ที่จะตองชวยกัน เพราะผลกระทบ ที่เกิดขึ้นตอธรรมชาตินั้นจะตองเกี่ยวพันกับชีวิตทุกชีวิตบนโลก ขอใหชวยกันรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดลอมไว เพื่อเปนมรดกแกลูกหลานของเราสืบตอไป ในโอกาสนี้ ในนามของรัฐบาล ผมขอขอบคุณคณะผูดําเนินงาน กลุมโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ตลอดจนผูมีเกียรติทั้งหลาย ที่ไดใหความรวมมือชวยกันรักษาสภาพแวดลอม ใหแกบานเมืองของเรา โดยการชวยกันปลูกตนไม เพื่อถวายเปนพระราชกุศลแดสมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ ในวันนี้ และขออํานวยพรใหทุกทานประสบ ความสุขความเจริญ กาวหนาโดยทั่วกัน
35 บทที่ 6 การใชโสตทัศนูปกรณประกอบการพูดสําหรับครู โสตทัศนูปกรณเปนเครื่องมือใชประกอบการพูดสําหรับครูเพื่อชวยใหการจัดการเรียนรูบรรลุ วัตถุประสงค การที่ครูใชโสตทัศนูปกรณที่หลากหลายจะทําใหการพูดของครูมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณปจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว โสตทัศนูปกรณจึงเขามามีบทบาทใน การจัดการเรียนรู สมจิตร ชิวปรีชา (2535) กลาววา โสตทัศนูปกรณ เปนวัสดุและ เครื่องมือ อุปกรณตาง ที่ผูพูดนํามาใชประกอบ การพูด เพื่อใหผูฟงเกิดความเขาใจแจมแจงยิ่งขึ้น ถาผูฟงรูจักเลือกใชโสตทัศนูปกรณประกอบการพูดไดเหมาะสมและถูกวิธี ยอมจะทําใหการพูดนั้นมี ชีวิตชีวา เปนที่นาสนใจและเขาใจไดดียิ่งขึ้น ดังนั้นผูพูดจึงตองใชโสตทัศนูปกรณใหถูกตอง เพื่อใหการพูด สัมฤทธิผล โดยเฉพาะการพูดถายทอดความรูใหแกผูเรียน ความหมายโสตทัศนูปกรณ โสตทัศนูปกรณ (Audio-Visual Materials or Solf ware) หมายถึง วัสดุ เครื่องมือ รวมทั้งวิธีการที่ ครูผูสอนนํามาใชเปนสื่อกลางถายทอดความรูไปยังผูเรียน เพื่อใหกระบวนการเรียนการสอนเปนไปอยาง มีประสิทธิภาพ และไดผลดีตามจุดประสงคของการเรียนการสอน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2525) กิดานันท มลิทอง(2548) กลาววาโสตทัศนูปกรณ เปนสื่อที่ถายทอดขอมูลที่ใหไดยินเสียงและเห็น ภาพ เชน ตํารา ภาพ ของจริง ของจําลอง ตอมามีการใชเทคโนโลยีในการประดิษฐอุปกรณอิเล็กทรอนิกส เพื่อเปนสื่อในการถายทอดเนื้อหา (กิดานันท มลิทอง, 2548) สมจิต ชิวปรีชา(2535) กลาววา โสตทัศนูปกรณ คือ วัสดุทั้งหลายที่นํามาใชในหองเรียนหรือนํามา ประกอบการสอนใด ๆ ก็ตาม เพื่อชวยใหการเขียน การพูดการอภิปรายนั้นเขาใจแจมแจงยิ่งขึ้น สื่อที่เปนตัวกลางหรือทางผานของขาวสาร ความรู สื่อประเภทนี้จําเปนตองอาศัยสื่อประเภทวัสดุ (Software) บางชนิดความรูที่สงผานมีการเคลื่อนไหวไปสูผูชม เชน เครื่องฉายภาพขามศีรษะ เครื่องฉาย ส ไ ล ด เ ค รื่ อ ง รั บ โ ท ร ทั ศ น เ ป น ต น อุ ป ก ร ณ ที่ มี ลั ก ษ ณ ะ ใ ห ญ ป ร ะ ก อ บ ด ว ย เครื่องยนต กลไก ไฟฟา อีเล็กทรอนิกส ทําหนาที่เปนตัวผานขยายเนื้อหาสาระจากแหลงกําเนิดให ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถกระตุนการรับรูของผูเรียนไดเปนอยางดี คําวา โสตทัศนูปกรณ ตรงกับคํา ภาษาอังกฤษวา Audio-Visual Equipments และมาจากคําประสมดังนี้ โสตะ (การไดยิน) + ทัศนะ (การ มองเห็น) + อุปกรณการสอน (Teaching Aids) สิ่งที่นํามาใชในกระบวนการเรียนการสอน โดยเนนการ รับรูประสาทตาและหู
36 ที่มา https://sites.google.com/site/akravitunit1/leuxk-chi-nwatkrrm-sux-kar-sxn/sotthasnupkrn-thangkar-suksa#:~:text=http%3A//webhost.cpd.go.th/css3/sot.html สรุปความหมายโสตทัศนูปกรณ คือ อุปกรณโสตทัศนเกี่ยวของกับระบบการนําเสนอขอมูลทั้งภาพ และเสียงนํามาใชในกระบวนการเรียนการสอน โสตทัศนูปกรณที่ใชในการพูดสําหรับครู ครูจําเปนตองรูระบบของโสตทัศนูปกรณที่ใชประกอบการพูด เพื่อใหเกิดผลสัมฤทธิ์ในการพูด ดังนี้ สื่อโสตทัศน โรเบิรต อี. เดอ คีฟเฟอร (Robert E.de Kieffer, 1965: 9-64 แบงสื่อโสตทัศน (audiovisual materials) เปน 3 ประเภท ดังนี้ 1. สื่อไมไดใชเครื่องฉาย (nonproject materials) เปนการสื่อสารทางทัศนะโดยไมตองใชเครื่องฉาย ไดแก - สื่อภาพ เชน ภาพกราฟก แผนภาพ แผนที่ ของจริง ของจําลอง ฯลฯ - กระดานสาธิต เชน กระดานชอลก กระดานแมเหล็ก กระดานนิเทศ ฯลฯ - กิจกรรม เชน การจัดนิทรรศการ การศึกษานอกสถานที่ ฯลฯ 2. สื่อใชเครื่องฉาย (projected materials and equipment) เปนวัสดุและอุปกรณอิเล็กทรอนิกส เพื่อการสื่อสารดวยภาพ หรือทั้งภาพและเสียง เชน เครื่องฉายสไลด เครื่องฉายภาพยนตร เครื่องถายทอดสัญญาณ ฯลฯ 3. สื่อเสียง (audio materials and equipment) เปนวัสดุและอุปกรณอิเล็กทรอนิกสเพื่อการสื่อสาร ดวยเสียง เชน อุปกรณในการถายทอดสัญญาณเสียง วิทยุที่รับสัญญาณเสียงจากแหลงที่สง ในการเสนอเสียง ฯลฯ ปจจุบันสื่อโสตทัศนเพิ่มขึ้นหลายประเภท โดยเฉพาะสื่อที่ใชเครื่องฉายและสื่อเสียง แบงเปนระบบ ภาพ และระบบเสียง ดังนี้
37 ระบบภาพ 1. Projector/LED Display TV จอที่ใชนําเสนอสื่อสารในการจัดการเรียนรู 2. Interactive Whiteboard กระดานอัจฉริยะ มีการทํางานรวมกับระบบคอมพิวเตอรในการสงตอขอมูลมายังกระดานอัจฉริยะ 3. Flat-Panel Display จอระบบสัมผัส คลาย Projector/LED Display TV Interactive Whiteboard แตสามารถบันทึกภาพบนหนาจอได พรอมกับการใชงานรวมกับโปรแกรมในคอมพิวเตอร 4. Auto Tracking Camera กลองที่มีระบบ AI สามารถติดตามถายภาพ อาจารย ผูบรรยาย ผูเรียน หรือผูเขารวมประชุมได อัตโนมัติ ใชในหองเรียนและหองประชุม ใชในหองเรียน มีคุณสมบัติที่สําคัญ เชน Movement + Face Tracking คือสามารถติดตามถายภาพไดตอเนื่อง โดยผสมผสานขอมูลทั้งของการเคลื่อนไหวและ ใบหนา 5. Application หรือ App (แอพ) โปรแกรมที่อํานวยความสะดวกในดานตาง ๆ ที่ออกแบบมาสําหรับ Mobile (โมบาย) Teblet (แท็บ เล็ต) หรืออุปกรณเคลื่อนที่ ที่เรารูจักกัน ซึ่งในแตละระบบปฏิบัติการจะมีผูพัฒนาแอพพลิเคชั่นขึ้นมา มากมาย เพื่อใหตรงกับความตองการของผูใชงาน ซึ่งจะมีใหดาวนโหลด ชวยจัดเก็บขอมูล และการทํา กิจกรรม ภายในหอง เปนเหมือนผูชวยสอน 6. Augmented Reality (AR) เทคโนโลยีการนําเสนอขอมูลผสมผสานระหวางวัตถุกับโลกเสมือนจริงผานซอฟตแวร ถายทอด ขอมูลภาพ ออกมาในรูปแบบ 3 มิติ ผูเรียนสามารถปฏิสัมพันธกับ AR ไดผานอุปกรณ Application
38 ระบบเสียง 1. ไมโครโฟน (Microphone) อุปกรณที่เปลี่ยนเสียงเปนสัญญาณไฟฟา การออกแบบไมโครโฟนที่ดี จะตองสามารถเปลี่ยน พลังเสียงไดดี ตลอดยานความถี่เสียง ซึ่งมีความจํากัดมาก จึงมีเทคโนโลยีหลายอยางเกิดขึ้น เพื่อใหไดสัญญาณเสียงที่ดีเหมือนตนกําเนิดเสียง 2. เครื่องขยายเสียง (Amplifier) ทําหนาที่ขยายสัญญาณดานเอาตพุตใหมีขนาดที่ใหญกวาสัญญาณที่อินพุทเขามา กอนตอ ออกไปหา ลําโพง อุปกรณประเภทนี้ ทําหนาที่กําเนิดเสียง เปลี่ยนพลังงานไฟฟา เปนพลังงาน กลที่สามารถถายทอดคุณภาพของเสียงใหเราไดยิน 3. ลําโพงสําหรับการกระจายเสียง (Speaker) เปนอุปกรณไฟฟาเชิงกลอยางหนึ่ง ทําหนาที่แปลงสัญญาณไฟฟาใหเปนเสียง มีดวยกันหลาย แบบ หลักการใชโสตทัศนูปกรณประกอบการพูด โสตทัศนูปกรณมีหลายประเภท มีทั้งที่ใชเทคนิค เชน เครื่องฉาย วีดิทัศน เครื่องขยายเสียง ฯลฯ และไมใชเทคนิค เชน กระดานดํา แผนภาพ หุนจําลอง ฯลฯ การใชโสตทัศนูปกรณใหมีประสิทธิภาพควร คํานึงถึงหลักการดังนี้ 1. ขนาดของโสตทัศนูปกรณ โสตทัศนูปกรณที่ใชประกอบการพูดตองมีขนาดเหมาะสมกับจํานวนผูฟงใหมีขนาดใหญใหผูฟง เห็นอยางทั่วถึง และเครื่องเสียงควรมีขนาดพอเหมาะใหผูฟงไดยินอยางทั่วถึง 2. การเลือกใชโสตทัศนูปกรณ ผูพูดเลือกโสตทัศนูปกรณใหสอดคลองกับการพูดเพื่อเสริมความเขาใจใหผูฟงในการพูดโดยใช โสตทัศนูปกรณ ผูพูดควรหันหนาใหผูฟงแมบางครั้งตองใชอุปกรณ อาจหันขางใหผูฟง ไมควร หันหลังให ทําใหมีปฏิสัมพันธกับผูฟงอยางตอเนื่อง หากตองเขียนบนอุปกรณ เชน กระดาน ควรเขียนใหมีขนาดใหญใหผูฟงมองเห็นชัดเจน และทั่วถึง และพูดประกอบอยางตอเนื่องใน ขณะที่เขียน การเลือกโสตทัศนูปกรณตองทันสมัย นาสนใจ เหมาะกับวัยของผูฟง ผูพูดตอง เขาใจลักษณะเฉพาะของโสตทัศนูปกรณแตละชนิดที่จะนํามาประกอบการพูด เชน ของจริง
39 และของจําลองเพื่อใหผูฟงเห็นเปนรูปธรรม แผนภูมิ แผนภาพ กราฟ ใชเพื่อใหขอมูล และผูพูด ตองมีความรูในการใชโสตทัศนูปกรณชนิดตาง ๆ 3. ความนาสนใจของโสตทัศนูปกรณ โสตทัศนูปกรณที่นํามาใชควรสอดคลองกับเรื่องที่พูดและนาสนใจ เชน มีความสวยงาม ทันสมัย สรางแรงจูงใจใหผูฟง 4. การเตรียมโสตทัศนูปกรณ ผูพูดตองจัดเตรียมโสตทัศนูปกรณไวเปนลําดับ และพรอมใชงาน 5. การทดลองใชโสตทัศนูปกรณ การเตรียมตัวพูดมีความจําเปนในการพูดทุกครั้ง โดยเฉพาะที่มีโสตทัศนูปกรณ ตองมีการ ทดลองใชใหคลองแคลว ใหเกิดความคุนเคยในการใชเครื่องมือ ตองคิดแผนรองรับปญหาที่ อาจเกิดขึ้น หากเครื่องมือไมสามารถใชไดในสถานการณจริง เชน ไฟดับ การเชื่อมตอ อินเทอรเน็ตไมเสถียร