The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แบบฝึกหัดภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓

แบบฝึกหัดภาษาไทย

Keywords: แบบฝึกหัด,ภาษาไทยม,.3

ห น้ า | ๕๑

ตอนท่ี ๒ จงเลอื กคาตอบท่ถี ูกตอ้ งทสี่ ดุ เพียงคาตอบเดยี ว (ท ๔.๑ ม.๓/๓)

๑. ขอ้ ความตอ่ ไปนใี้ ช้ภาษาระดับใด

“ภาพสลกั ที่ถ้ากาใหญ่ เขาชา้ งล้วง จังหวัดพษิ ณุโลก คลา้ ยกบั ภาพสลักท่ีพบในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ

เป็นร่องรอยท่ียนื ยนั ว่ามีผคู้ นจากภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื เข้ามาอยูบ่ ริเวณลุ่มแมน่ ้าน่าน”

ก. ทางการ ข. ก่งึ ทางการ ค. ไม่เป็นทางการ ง. กันเอง

๒. ขอ้ ความต่อไปน้ใี ชภ้ าษาระดับใด

“เมื่อจบปริญญาตรี เขาสอบไดเ้ กรดเฉล่ีย ๓.๗๕ เขาจงึ ตดั สินใจท่จี ะศึกษาต่อสาขาเดมิ ”

ก. ทางการ ข. กง่ึ ทางการ ค. ไม่เป็นทางการ ง. กนั เอง

๓. ข้อใดใชค้ าถกู ต้องกับระดับภาษาทางการ

ก. ตารวจสอบสวนทวนพยานผูต้ ้องหาอย่างละเอียด

ข. คนปกตอิ ดตาหลบั ขับตานอนได้เพยี ง ๓ คืนเท่านน้ั

ค. รฐั บาลมีนโยบายผลติ หมอให้พอกับความต้องการ

ง. นิตยสารแม่และเดก็ จัดงาน“นกั เขียนมาตามนัด”ขนึ้

๔. ขอ้ ใดใช้ภาษาเหมาะแก่กาลเทศะ และสมั พนั ธภาพระหวา่ งบคุ คล

ก. เมือ่ คืนอากาศดนี ะครบั ผมหลับอตุ ุเลย (พนักงานพดู กับผ้บู รหิ าร)

ข. ลกู ตอ้ งรบั ประทานขา้ วใหห้ มดนะคะ ไม่เชน่ นัน้ แม่จะไมอ่ นญุ าตใหไ้ ปดูภาพยนตร์ (แม่พูดกบั ลูก)

ค. กินขา้ วขาหมทู ุกวันอย่างน้อี ีกหนอ่ ยกอ็ ้วนตหุ๊ รอก (เพอ่ื นสนทิ พดู ระหวา่ งรบั ประทานอาหาร)

ง. ขอ้ ท่หี น้าหนกั ใจคอื มนี กั เรียนสอบตกตงั้ ครงึ่ หอ้ งแลว้ ฉนั จะทายงั ไงดคี ะ (ครพู ดู ในทปี่ ระชุมคร)ู

๕. จงเรยี งลาดับข้อความตอ่ ไปนตี้ ามระดับภาษา

โดยเร่มิ จากระดับทางการ กึ่งทางการ ไมเ่ ป็นทางการ และกันเอง

๑) ทาไมผหู้ ญงิ ท่มี ีลูกแลว้ ถงึ อ้วน สาเหตุท่ีคนมกั นึกไม่ถงึ คอื แมเ่ สยี ดายของทีล่ กู กินเหลือ

๒) ผหู้ ญงิ ทปี่ ล่อยให้พงุ พลุ้ยเปน็ พะโลอ้ ย่างนี้ นอกจากจะดูไมไ่ ด้แลว้ ยงั จะตายไวเสยี ด้วย

๓) โรคอ้วนเปน็ ปญั หาทางสุขภาพท่ที กุ ประเทศทว่ั โลกกาลังประสบอยู่

๔) การลดน้าหนกั ด้วยวธิ ีง่ายๆ นน้ั เราจะตอ้ งควบคมุ อาหารและหลกี เลยี่ งอาหารทม่ี ีไขมนั สูง

ก. ๔ ๑ ๓ ๒ ข. ๓ ๑ ๒ ๔ ค. ๓ ๔ ๑ ๒ ง. ๔ ๑ ๒ ๓

๖. ขอ้ ใดใชภ้ าษาต่างระดับ

ก. แท็กซ่ีใจเด็ดชว่ ยหญงิ ทอ้ งแกค่ ลอดลกู ในรถยนต์ ข. นายกตดั สินใจประกาศลอยตัวราคาน้ามันทุกชนดิ

ค. พอ่ แมห่ ลายคนยังวติ กกับการสอบเขา้ ของบตุ รธิดา ง. การท่องบทอาขยานเป็นเรอื่ งทน่ี ักเรยี นสมัยนไ้ี ม่ชอบ

๗. ขอ้ ใดใชภ้ าษาระดบั เดียวกนั ทั้งหมด

ก. มารดาของข้าพเจ้าเสียชีวิตตงั้ แตข่ ้าพเจา้ ยังเล็กๆ คณุ พ่อจึงมีภรรยาใหม่

ข. ในวาระวันคล้ายวันเกดิ คณุ ย่า ตม๋ิ ขอกราบอวยพรให้ คณุ ย่ามีสขุ ภาพดี อายุยืนนาน ไมเ่ จบ็ ไม่ไข้นะคะ

ค. ประธานาธบิ ดแี ละภรรยามาเยอื นไทยเพ่ือกระชับไมตรี

ง. ฉนั มีงานอดเิ รกหลายอย่าง เช่น เล้ยี งปลา สะสมแสตมป์

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาภาษาไทย ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี ๓

ห น้ า | ๕๒

๘. ข้อใดใช้ภาษาต่างระดับจากขอ้ อื่น
ก. ใครๆ ก็อยากไดร้ ับคาชม ถา้ ชมว่าเป็นผู้ดมี มี ารยาทเรียบร้อยกจ็ ะพอใจ
ข. พอ่ แมส่ ่วนใหญ่พยายามส่ังสอนลกู ให้เป็นคนดี แต่มักกระทาตัวอย่างไมด่ ใี หล้ ูกทาตามโดยไมต่ ้งั ใจ
ค. บา้ นเมืองไหนกต็ ามทค่ี นขฉี้ ้อข้ีโกงข้นึ มาเป็นใหญ่ บ้านเมืองนนั้ กเ็ ทา่ กับตกอยใู่ นกลียคุ
ง. ในอนาคตรัฐบาลไทยมีโครงการเพิม่ วงเงนิ กู้ยืม เพอ่ื การศกึ ษาให้แกน่ กั ศึกษาทว่ั ประเทศ

๙. ขอ้ ใดเปน็ ภาษาระดบั สนทนา ข. ยนิ ดดี ว้ ยนะทไ่ี ดเ้ ล่ือนข้ัน
ก. กินแล้วชักดาบเลยนะวันนี้ ง. ไปกนิ ไอติมท่รี ้านดีมั้ย
ค. แซ่บอหี ลเี ลยอาหารจานน้ี

๑๐. สารในขอ้ ใดใชภ้ าษาผดิ ระดับ
ก. หนงั สอื พมิ พ์พาดหัวขา่ ว “สวดแบงคพ์ าณชิ ยโ์ หด คาดกลียคุ หลงั ตรษุ จีน”
ข. ผสู้ มัคร ส.ส. กล่าวกับชาวไร่ชาวนา “ปนี โ้ี หวตผมสกั คนนะครับ เช่อื เครดิตผมได้ ผมบริการถงึ ที่”
ค. พสี่ าวพูดกบั น้องชาย “จนป่านน้ียังไม่เสร็จอีกหรอื สายตะวนั โด่งแล้ว เดี๋ยวเขา้ หอ้ งสอบไมท่ ันหรอก”
ง. นกั เรยี นทุกคนพดู กนั “เทีย่ งนี้ทเ่ี ก่าเวลาเดิม”

**************************************************************************************

โคลงสสี่ ุภาพ

ตอนท่ี ๑ โคลงสี่สุภาพ ยืนยง
๑. ให้นกั เรียนโยงสมั ผสั นอกใหถ้ ูกต้อง ชพี ด้วย
ไทยอยู่ ไดฤ้ ๅ
หากสยามยังอยูย่ ัง้ หมดสิ้นสกุลไทย
เรากเ็ หมอื นอยคู่ ง
หากสยามพนิ าศลง
เราก็เหมือนมอดม้วย

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ าภาษาไทย ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓

ห น้ า | ๕๓

๒ . ให้นกั เรยี นใส่เครอ่ื งหมายวรรณยุกตเ์ อก - โทใหค้ รบ

OOOOO O O (O O)

OOOOO OO

OOOOO O O (O O)

OOOOO O OO O

คาช้ีแจง ให้นักเรยี นเลอื กกล่มุ คา ที่กาหนดใหม้ าเติมลงในช่องว่างใหค้ ลอ้ งจอง มีความหมายและมใี จความ

สมบูรณ์

ชาตกิ กั ขฬะดรุ ้าย เกลอื กเขา้ รา้ ยดล เชาวนช์ าญ เชย่ี วแฮ

ทรุ พล โทษให้ ดั่งเตา่ กระตา่ ยทา้

1. ................................ สนั ดาน

คงจะหาสง่ิ พาล ............................

ถงึ จะกลา่ วคาหวานคาชอบ กด็ ี

หาญหกั เอาจนได้ดั่ง ข้อเขาประสงค์

2. เชอ่ื เร็วแรงเร่ียวทัง้ .............................

แมน้ ประมาณมละการ ก็กล้า

โฉดช้าอตุ สา่ ห์หาญ หอ่ นหยดุ ย้งั เฮย

.................................... แขง่ ชา้ ชนะเรว็

3. อยา่ ควรประมาทผู้ ..............................

สบเคราะหค์ ราวขัดสน สุดรู้

................................... ใดเหตุ มแี ฮ

มากพวกคงมผี ู้ ระลึกเคา้ คณุ สนอง

**************************************************************

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ าภาษาไทย ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี ๓

ห น้ า | ๕๔

ตอนท่ี ๒
๑. จงเลือกคาท่ีนาไปใส่ในชอ่ งวา่ ง แลว้ ทาใหโ้ คลงสสี่ ภุ าพตอ่ ไปนี้ถกู ตอ้ งตามฉันทลักษณ์ (O-NET ๕๘)

สอบโอเน็ตยาก…(ก)… ทรมาน

ต้อง…(ข)…สอบนานนาน เหนือ่ ยแลว้

เตรยี มตัวพากเพยี รปาน นักปราชญ์

หวังพิศผลเพรศิ …(ค)… ผา่ นไดค้ ะแนนดี

1. (ก) มาก, (ข) อึด , (ค) แกว้ 2. (ก) แท้ , (ข) นง่ั , (ค) แพรว้

3. (ก) ท้อ , (ข) คิด , (ค) พรอ้ ม 4. (ก) รู้ , (ข) อ่าน , (ค) เพีย้ ง

๒. ข้อใดไม่มีการเสนอแนวคิด

1. กา้ นบวั บอกลกึ ต้นื ชลธาร 2. ถงึ จนทนสกู้ ัด กินเกลอื

มรรยาทสอ่ สันดาน ชาตเิ ชอ้ื อยา่ เทย่ี วแลเ่ นื้อเถือ พวกพอ้ ง

3. ออ่ นหวานมานมติ รลน้ เหลือหลาย 4. ผลเดื่อเมอื่ สุกไซร้ มพี รรณ

หยาบบ่มเี กลอกลาย เกล่อื นใกล้ ภายนอกแดงดฉู นั ชาติบ้าย

๓. คาประพันธต์ อ่ ไปนี้มีจดุ ประสงค์ตามข้อใด

ถงึ จนทนสกู้ ัด เกลอื กิน

อย่าเทยี่ วแลเ่ ถือเนอื้ พวกพ้อง

อดอยากเยีย่ งอย่างเสอื สงวนศักดิ์

โซกเ็ สาะใส่ท้อง จับเนือ้ กินเอง

1. ใหร้ ูจ้ ักอดทน 2. ใหร้ ู้จักประมาณตน

3. ให้รูจ้ ักรกั ศักด์ิศรี 4. ใหร้ ูจ้ ักชว่ ยเหลอื ตนเอง

๔. คาประพนั ธ์ต่อไปนีใ้ ช้ภาพพจน์กีแ่ ห่ง

ผลเดอ่ื เมื่อสุกไซร้ มีพรรณ

ภายนอกแดงดฉู นั ชาดบา้ ย

ภายในย่อมแมลงวัน หนอนบอ่ น

ดุจดงั่ คนใจร้าย นอกนนั้ ดงู าม

1. 1 แห่ง 2. 2 แหง่ 3. 3 แห่ง 4. 4 แห่ง

๕. ขอ้ ใดใช้เติมลงในช่องวา่ ง (ก) และ (ข) ได้ใจความสมบูรณ์ และถูกตอ้ งตามฉนั ทลักษณ์ (O-NET ๕๙)

ชมหม่ปู ลาแปบแปน้ เรยี งราย

แมลงภูบ่ .ู่ .......(ก)......... เกล่ือนใกล้

ชะแวงชะวาดสวาย สลิดชอ่ น แขยงนา

กระด่ดี ุกดาดงิ่ ได้ .....(ข)....ชลาสินธ์ุ

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาภาษาไทย ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓

ห น้ า | ๕๕

๑. หลดไหล ๒. กดกราย ๓. วา่ ยแหวก

๔.ในห้วง ๕. ลอดเลยี้ ว

๖. ข้อความ ๒ ขอ้ ใดกล่าวถกู ต้องเกย่ี วกบั คาประพนั ธต์ อ่ ไปนี้ (O-NET ๖๐)

จากมามาลวิ่ ล้า ลาบาง

บางยเ่ี รือราพลาง พี่พรอ้ ง

เรอื แผงช่วยพานาง เมยี งมา่ น มานา

บาง บ่ รับคาคลอ้ ง คลา่ วนา้ ตาคลอ

๑. ใชค้ าเอกโทษและคาโทโทษ

๒. ใชค้ าสร้อย เพ่อื ให้มีเน้อื ความสมบูรณ์

๓. ใชค้ าครแุ ละคาลหุเพอ่ื ใหเ้ กดิ เสียงหนกั เบา

๔. ใช้คาตายแทนคาเอกเพ่อื ใหถ้ ูกต้องตามฉนั ทลกั ษณ์

๕. ใช้คาเอกและคาโทถกู ต้องตามฉนั ทลักษณข์ องคาประพันธ์ข้างต้น

๗. จากคาประพันธต์ อ่ นี้ คา ๒ ข้อใดเป็นคาโทโทษ (O-NET ๖๐)

เชญิ ดตู คู า่ เหล้น โคลงโลด โผนเฮย

ยกค่อยอประโยชน์ เค่าเหยย้ี ง

เอกโททอ่ ยเป็นโทษ เทยี บไฮ่ เห็นนา

แปรแซร่งแปลงถูกเถ้ียง ทว่ นถที้ แี สดง

๑. ค่า ๒. ท่อย ๓. เหล้น ๔. แซรง่ ๕. เหยี้ยง

๘. คาใน ๒ ขอ้ ใด ใชเ้ ตมิ ตาแหนง่ (ก) และ (ข) ในคาประพันธ์ต่อไปนีไ้ ด้ถูกต้องตามฉนั ทลักษณ์ (O-NET ๖๑)

ดอกไมง้ าม ___(ก)___ ตาตรู

ส้มแสดแดงชมพู มากหยงิ้

หอมรืน่ ช่ืนชมดู งามเดน่

สวยสดพาเพรศิ พร้งิ ___(ข)___เพลิดเพลนิ

๑. (ก) แต่งแตม้ (ข) โลกลว้ น ๒. (ก) เลอเลศิ (ข) คือหอม

๓. (ก) นานา (ข) เย่ยี มหยิง้ ๔. (ก) เลศิ ล้วน (ข) แช่มฉ้ืน

๕. (ก) แตม้ แต่ง (ข) ดแู ลว้

๙. ข้อความ ๒ ขอ้ ใดไม่สามารถเติมในบาทที่ ๓ ของโคลงสสี่ ภุ าพต่อไปนีไ้ ด้ถูกตอ้ งฉันทลักษณ์ (O-NET ๖๑)

เดอื นช่วงดวงเดน่ ฟ้า ดาดาว

จรญู จรสั รศั มพี ราว พร่างพรอ้ ย

………………………………………… …………………………………

เยน็ ฉา่ น้าคา้ งย้อย เยือกฟ้าพาหนาวฯ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ าภาษาไทย ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๓

ห น้ า | ๕๖

๑. ยามดกึ นึกหนาวหนาว เขนยแนบ แอบเอย

๒. ยามคา่ เจ็บเหนบ็ หนาว เขนยห่อน อนุ่ เอย

๓. ยามดึกดาวพราวพริบ ระยิบฟา้ งามเอย

๔. ยามคา่ ฟ้าสกาว งามเดน่ ย่งิ เอย

๕. ยามดกึ เยียบเยน็ หนาว หาอ่นุ ใจเอย

**************************************************************************************************

ชน้ิ งาน คายมื ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย
คาสง่ั นักเรียนค้นคว้าคายืมภาษาต่างประเทศจากหนังสอื อา่ นนอกเวลา เร่ือง ขวัญสงฆ์ โดยนักเรยี นหาคา
ยมื ภาษาตา่ งประเทศ อยา่ งน้อย ๓ ภาษา
เชน่

เพียงไมก่ ่ีนาทกี ม็ ีข่าว ลมเด็กนอ้ ยพดั ฉาวจนช่นื ฉ่า พระขวญั สงฆค์ ืนกลบั มาประจา
เปน็ เจา้ อาวาสงามลา้ ท่ีวดั เรา ชาวบา้ นตน่ื พระต่นื ตน้ ไมต้ ืน่ ทกุ ชีวิตแชม่ ชื่นเหมือนเต้นเรา่
ที่ซบซมโศกศัลย์มานานเนา ก็กลับฟื้นคนื เข้ามายนิ ดี” “พระ-เดก็ นอ้ ยคนนน้ั ยังไงเลา่ ...”
คนแกเ่ ก่าตา่ งบอกกันอึงม่ี “ชอ่ื ขวัญสงฆ์กาพร้าหลวงตาตี...” เล่าสกู่ ันครั้งน้ีนา้ ตาคลอ

(ชมยั ภร แสงกระจา่ ง. ๒๕๕๑ : ๑๕๘)

คายืมภาษาบาลี คายมื ภาษาสันสกฤต คายืมภาษาเขมร
พระ – ผ้ปู ระเสริฐ อาวาส – วดั เช่น เจา้ อาวาส เนา – อยู่
สงฆ์ – พระ, ภกิ ษุ โศกศลั ย์ – เป็นทกุ ข์เดอื ดร้อน กาพรา้ – ไรบ้ ิดาหรือมารดา
เหมอื นถูกศรแทง
อาวาส – วัด เช่น เจ้าอาวาส เล้ียงดแู ต่เด็ก

เกณฑก์ ารให้คะแนน
๑. ส่งงานตรงเวลาทก่ี าหนด จาแนกคายมื ภาษาตา่ งประเทศได้ถกู ต้อง ๑๐ คา
๒. สง่ งานตรงเวลาที่กาหนด จาแนกคายมื ภาษาต่างประเทศได้ถกู ตอ้ ง ๘ – ๙ คา
๓. ส่งงานตรงเวลาทก่ี าหนด จาแนกคายืมภาษาตา่ งประเทศได้ถูกตอ้ ง ๖ – ๗ คา

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาภาษาไทย ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ ๓

ห น้ า | ๕๗

ใบงาน เรื่องประโยค

ประโยค หมายถึง การนาคาหรือวลีมาประกอบกนั เพ่อื ส่ือความหมายวา่ ใคร ทาอะไร ทไี่ หน เมื่อใด
โดยประโยคมีสว่ นประกอบ ดังต่อไปน้ี

ประโยค

ภาคประธาน ภาคแสดง

บทประธาน บทกริยา บทกรรม

บทขยายประธาน บทขยายกริยา บทขยายกรรม

จากแผนผงั จะเหน็ ไดว้ า่ ประโยคมสี ่วนประกอบ ดังนี้
๑. ภาคประธาน เป็นผกู้ ระทากริยาอาการ ซึง่ ภาคประธานจะมสี ่วนขยายหรือไมก่ ไ็ ด้
๒. ภาคแสดง เปน็ สว่ นทีแ่ สดงอาการของภาคประธาน วา่ ประธานไดท้ ากริยาอะไร ซึง่ ภาคแสดงนี้ จะช่วย

ใหป้ ระโยคมีใจความสมบูรณ์ยงิ่ ขนึ้ ซงึ่ ภาคแสดงจะมสี ่วนขยายหรือไม่กไ็ ด้ โดยทัว่ ไปภาคแสดงมีส่วนประกอบ
ขน้ึ อยูก่ ับชนิดของกรยิ าของประโยค กล่าวคือ

๑) ประโยคใชส้ กรรมกริยา ภาคแสดงจะประกอบดว้ ย บทกริยา + บทกรรม ส่วนบทขยาย
ของกรยิ า/กรรม จะมีหรอื ไม่กไ็ ด้ เช่น ฉันทานขา้ ว แม่ขายของ

๒) ประโยคใชอ้ กรรมกริยาหรือคาวิเศษณ์ ภาคแสดงจะประกอบดว้ ย บทกริยา เทา่ น้นั สว่ นบท
ขยายกริยาจะมีหรือไมก่ ไ็ ด้ เช่น คุณแม่ใจดี ฉนั วงิ่ แขง่ ในสนาม (บพุ บท + นาม ไม่ใช่กรรมแต่เป็นบทขยายกริยา)

๓) ประโยคใช้วกิ ตรรถกริยา ไดแ้ ก่ คาว่า เปน็ อยู่ คอื เหมอื น คลา้ ย เทา่ ปรากฏ เกดิ มี ภาค
แสดงจะประกอบดว้ ย บทกรยิ า + ส่วนเตมิ เตม็ ซึ่งสว่ นเตมิ เตม็ นี้ถือวา่ เป็นบทขยายกรยิ า
ส่วนบทขยายกริยานอกเหนอื จากสว่ นเตมิ เตม็ จะมหี รือไมก่ ไ็ ด้ เชน่ ฉนั เปน็ นักเรยี น หนา้ เธอคลา้ ยแมม่ าก

แบบฝึกหัดที่ ๑ จงแยกคา/วลี ตามสว่ นประกอบของประโยค

ประโยค ภาคประธาน ภาคแสดง

บทประธาน ขยายประธานบทกริยา ขยายกริยา บทกรรม ขยายกรรม

ฉันมพี น่ี ้องสามคน

ครหู ยิบหนังสอื มา ๒ เล่ม

เอกสารประกอบการเรียน รายวชิ าภาษาไทย ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี ๓

ห น้ า | ๕๘

แม่ค้าขายกับข้าวกาลงั เดนิ
มา
ฉันเป็นครูภาษาไทย
แมวดากดั หนตู วั เล็ก
บ้านสีฟ้าตงั้ อย่รู ิมทะเล
สนุ ขั ตวั เล็กเห่าเสียงดังมาก

รปู ประโยค รูปประโยคชนดิ ต่างๆชว่ ยให้เราส่ือสารได้อย่างหลากหลาย
รปู ประโยคในภาษาไทยมี ๔ ประเภท ดงั น้ี จึงต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมนะครับ

๑. ประโยคประธาน คอื ประโยคท่ีขึน้ ตน้ ดว้ ยประธาน คือ ผู้กระทา หรือ ผ้แู สดงกริยา เชน่

ครู ชมเชย นักเรียน ที่ทาความดี เขา สร้าง บ้าน เม่ือปที ี่แล้ว

ประธาน กริยา กรรม ขยายกรรม ประธาน กริยา กรรม ขยายกรยิ า

ในหลวง พระราชทาน ปริญญาบัตร แก่บัณฑติ ตารวจ จบั ผ้รู า้ ย
ประธาน กริยา กรรมตรง กรรมรอง ประธาน กรยิ า กรรม

๒. ประโยคกรรม คอื ประโยคท่ขี ึน้ ต้นดว้ ย บทกรรม หรอื ผู้ถกู กระทา เชน่

บา้ น ของเขา สร้าง เมือ่ ปีทแี่ ล้ว ผู้ร้าย ถกู ตารวจ จบั

กรรม ขยายกรรม กรยิ า ขยายกรยิ า กรรม ขยายกริยา ประธาน กรยิ า

บัณฑิต ได้รับ พระราชทาน ปริญญา จาก ในหลวง

กรรมรอง ขยายกรยิ า กรยิ า กรรมตรง ขยายกริยา ประธาน

ขอ้ สงั เกต ประโยคกรรมสังเกตได้จากการใชก้ ริยานุเคราะห์ “ถูก” หรอื “ไดร้ บั ”

หรอื ประธานเป็นส่ิงของซ่ึงไมส่ ามารถแสดงกริยาน้ันๆ ได้

๓. ประโยคกริยา คือ ประโยคทข่ี ้ึนตน้ ด้วยคากริยาต่อไปนี้ เกดิ มี และ ปรากฏ เช่น

มี บา้ นใหเ้ ช่า เกิด อทุ กภยั ขนึ้ ในภาคใต้ บอ่ ยคร้งั

กริยา ขยายกริยา กรยิ า ประธาน กรยิ า ขยายกรยิ า ขยายกรยิ า

ปรากฏ หมอกควนั จานวนมาก ในภาคเหนอื

กริยา ประธาน ขยายประธาน ขยายกรยิ า

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาภาษาไทย ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓

ห น้ า | ๕๙

๔. ประโยคการิต คอื ประโยคประธานหรือประโยคกรรมท่ีมผี ูร้ บั ใชแ้ ทรกเขา้ มา
เธอ ให้ ฉนั กนิ ข้าวแฉะๆ น่ี ขา้ วแฉะๆ น่ี เธอ ให้ ฉัน กนิ

ประธาน กริยา กรรม ขยายกรรม ขยายกรรม ประธาน กรยิ า กรรม ขยายกรรม

แม่ ใช้ นอ้ ง ไปซอ้ื ยา พอ่ ถูก สั่ง ให้ ไปทางานแตเ่ ช้า
ประธาน กรยิ า กรรม ขยายกรรม กรรม ขยายกรยิ า กริยา ขยายกริยา ขยายกรรม

ข้อสังเกต รปู แบบนจ้ี ะปรากฏคาว่า ให้ / ใช้ / วาน ในบทกริยาหรอื ขยายกรยิ าแล้วแต่กรณี

แบบฝึกหดั ท่ี ๒ จงระบุรปู ประโยคในแตล่ ะประโยค และวเิ คราะห์ตามโครงสร้างประโยคลงในตารางให้ถูกต้อง

________________ ๑. ประชาชนจานวนมากเล่นน้าสงกรานตอ์ ยา่ งสนกุ สนาน
________________ ๒. คนกรุงเทพฯ ใช้ชวี ิตอย่างเรง่ รีบ
________________ ๓. ปากกาหมึกซมึ แทง่ นด้ี ีมาก
________________ ๔. เพอ่ื นวานให้ฉนั ไปหยอ่ นจดหมายทตี่ ูไ้ ปรษณยี ์
________________ ๕. พอ่ ฉันเป็นวศิ วกรโรงงานอาหารกระปอ๋ ง
________________ ๖. ปรากฏเหตุการณไ์ ม่คาดฝันขน้ึ ในครัว
________________ ๗. ครมู อบหมายให้นักเรียนทาโครงงานบูรณาการ
________________ ๘. ภาษาองั กฤษถูกใช้เป็นภาษากลางของอาเซียน
________________ ๙. นักวิทยาศาสตร์ได้รบั รางวลั ผลงานวจิ ัยดีเด่น
________________ ๑๐. พระปรางค์องคน์ ้สี ร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓

ข้อ ภาคประธาน ภาคแสดง บทขยายกริยา บทกรรม บทขยายกรรม
บทประธาน บทขยายประธาน บทกรยิ า

๐. เกษตรกรนนทบรุ ี ผลิต โดย สนิ คา้ โอทอ็ ป ชน้ิ น้ี

๑.

๒.

๓.

๔.

๕.

๖.

๗.

เอกสารประกอบการเรียน รายวชิ าภาษาไทย ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ ๓

ห น้ า | ๖๐

๘.
๙.
๑๐.

ชนิดของประโยคตามโครงสร้าง

การแบ่งชนิดของประโยคตามโครงสรา้ ง (พจิ ารณาจากคากริยาและคาเชื่อม) แบ่งเปน็ ๓ ชนิด คือ

๑. ประโยคความเดียว คือ ประโยคทมี่ ีใจความสาคัญเพียงใจความเดียว ประกอบไปด้วย ภาคประธานและภาค

แสดงอย่างละ ๑ ซึง่ มีโครงสร้างของประโยคดังนี้

๑) เมื่อกรยิ าเปน็ อกรรมกรยิ า

ประธาน + กรยิ า เช่น

นกรอ้ ง รถติด เดก็ ยม้ิ มา้ วง่ิ

ประธาน + ขยายประธาน + กรยิ า เช่น

นกตัวโตรอ้ ง รถในกรุงเทพฯติด เด็กน้อยยิม้ มา้ ขาววงิ่

ประธาน + ขยายประธาน + กรยิ า + ขยายกรยิ า เช่น

นกในปา่ ร้องดังลน่ั รถในกรุงเทพฯตดิ ทุกวนั เดก็ ชาวเขายม้ิ สวย ม้าขาววิ่งเรว็

ประธาน + กริยา + ขยายกรยิ า

นกร้องเพราะ เขากินมูมมาม

๒) เมื่อกรยิ าเป็นสกรรมกริยา

ประธาน + กริยา + กรรม เชน่

นกกินแมลง ครสู อนนกั เรยี น ฉันเหน็ เตา่ เดก็ เตะฟตุ บอล

ประธาน + ขยายประธาน + กริยา + กรรม

น้องของฉนั เตะฟุตบอล งสู เี ขยี วในสระกนิ กบ

ประธาน + ขยายประธาน + กรยิ า + กรรม + ขยายกริยา

นักว่ิงเอธิโอเปียว่งิ เรว็ มาก

ประธาน + กรยิ า + กรรม + ขยายกรรม

เขาเลีย้ งสนุ ัขหลายตัว

ประธาน + กริยา + กรรม + ขยายกรยิ า

ตารวจจับคนรา้ ยไดโ้ ดยละม่อม

๓) เมอื่ กรยิ าเปน็ วิกตรรถกริยา

ประธาน + กริยา + สว่ นเตมิ เตม็

การเลี้ยงดูพ่อแม่เปน็ มงคลอย่างยิง่

เขาคือคล่นื ลกู ใหม่

สรปุ โครงสรา้ งประโยคความเดียว

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาภาษาไทย ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๓

ห น้ า | ๖๑

๒. ประโยความรวม คือ ประโยคที่รวมเอาประโยคความเดียวตง้ั แต่ ๒ ประโยคข้ึนไป โดยมคี าสันธานเป็น
ตวั เชือ่ ม เชน่ และ แต่ หรือ ก็ เป็นตน้

ประโยคความรวมมีอยู่ ๔ ชนดิ คอื

๑) ความรวมแบบคลอ้ ยตาม จะมเี น้ือความที่คลอ้ ยตามกัน เชน่

ฉันอ่านหนงั สือเสรจ็ แลว้ จึงเข้านอน พอ เขามา ฉันก็ไป

หากเธอไม่เต็มใจกไ็ ม่ตอ้ งทา ถา้ เรารว่ มมือกันงานกจ็ ะสาเรจ็

ฉนั เดินชมนกในสวน ( เป็นความรวมท่ไี ม่มคี าเช่ือม )

นอ้ งนอนดูโทรทัศน์ ( เป็นความรวมทไ่ี ม่มีคาเชือ่ ม )

๒) ความรวมแบบขัดแย้ง จะมีเนือ้ ความขดั แย้งกนั เชน่

กวา่ เขาจะตน่ื พระกไ็ ปหมดแล้ว เขาเปน็ คนจนแต่มนี สิ ัยซ่อื สัตย์

ถงึ เธอจะสวย ฉันกไ็ ม่สนใจ แม้ว่าสามจี ะงอนงอ้ ภรรยากไ็ มย่ อมคืนดี

๓) ความรวมแบบเหตผุ ล จะมเี นอื้ ความที่เปน็ เหตุเปน็ ผลกัน โดยมปี ระโยคเหตุอยู่หน้า ประโยคผลอยู่
หลงั เชน่

เขามกั ชว่ ยเหลือคนอ่นื ดงั นนั้ เพื่อนๆจงึ รักเขา
เพราะว่าพ่อแมต่ ามใจลกู เกินไปจึงทาใหล้ กู เสียคน

๔) ความรวมแบบเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง จะมเี นื้อความใหเ้ ลือกเอาอยา่ งใดอยา่ งหนึง่ เชน่
ลกู ต้องอา่ นหนงั สอื ทกุ วนั ไม่เชน่ นน้ั พอ่ จะไม่ใหค้ ่าขนม
คุณจะเลี้ยงหมาหรอื แมว

สรุป โครงสร้างประโยคความรวม
๓. ประโยคความซอ้ น คือ ประโยคที่มใี จความหลกั ประโยคหน่ึง แลว้ มีประโยคย่อยอีกประโยคหนงึ่ ซอ้ นอยู่
ซ่งึ ประโยคยอ่ ยนน้ั อาจทาหนา้ ที่เป็นนาม ขยายนามหรือสรรพนาม และขยายกรยิ าหรือวิเศษณ์ก็ได้ ประโยค
ความซ้อนมอี ยู่ ๓ ชนดิ คอื

๑) นามานปุ ระโยค คือประโยคยอ่ ยทท่ี าหน้าทแี่ ทนนาม ซึ่งนามนัน้ อาจทาหน้าท่เี ป็นประธาน กรรมหรือ

ส่วนเตมิ เตม็ ในประโยคก็ได้ เชน่

ผมสะสมแสตมป์เปน็ งานอดเิ รก ( ประโยคย่อยทาหนา้ ท่ีประธาน )

เขาวง่ิ ออกกาลงั เป็นกิจวัตรประจาวนั ( ประโยคย่อยทาหน้าท่ปี ระธาน )

ผมชอบดูผเี ส้ือบินไปมา ( ประโยคย่อยทาหนา้ ท่ีกรรม )

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ าภาษาไทย ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี ๓

ห น้ า | ๖๒

กรรมหนกั ข้อหนง่ึ คือทาให้สงฆ์แตกกัน ( ประโยคยอ่ ยทาหนา้ ทส่ี ว่ นเตมิ เตม็ )

แม่สง่ั ใหฉ้ ันลา้ งจาน ( ประโยคย่อยทาหน้าท่ีเปน็ กรรม )

พ่อสอนวา่ น้าเหงื่อคือน้ามนต์ ( ประโยคย่อยทาหนา้ ทีก่ รรม )

๒) คณุ านปุ ระโยค คือ ประโยคย่อยทีท่ าหน้าที่ขยายนามหรือสรรพนาม โดยมีประพนั ธสรรพนาม

“ท่ี ซ่ึง อนั ผู้” เป็นตวั เชอ่ื ม เช่น

เจา้ นายเพิ่มโบนัสใหพ้ นกั งานท่ีทายอดขายสงู

ท่านพงึ ขจดั นวิ รณอ์ นั เป็นเคร่อื งกีดกั้นเสยี ก่อน

พระพุทธรปู ซึ่งมคี า่ ต่อจติ ใจของชาวบ้านถกู ขโมยไป

บคุ คลผู้รักษาสตั ย์ยอ่ มได้รับความนับถือ

๓) วิเศษณานุประโยค คือ ประโยคยอ่ ยท่ที าหนา้ ท่ีขยายกรยิ าหรือวเิ ศษณ์ โดยมีประพันธวิเศษณ์ เช่น ท่ี
ซ่ึง อัน เมื่อ เพอื่ เพราะ ตาม จน ตง้ั แต่ เปน็ ตวั เชอ่ื ม เช่น

เขากักขฬะอย่างท่ีฉันไมเ่ คยเห็นมากอ่ น
เขาขาหกั เพราะตกตน้ มะม่วง (ประโยคผลอย่หู นา้ ประโยคเหตุอยู่หลงั เปน็ ประโยคความซอ้ น)
รฐั บาลรบั บรจิ าคเงนิ และสิง่ ของเพอื่ ชว่ ยเหลอื ผูส้ บประสบอุทกภัยทภ่ี าคเหนือ
****************************************************************************************************

แบบฝกึ หัดท่ี ๓ จงเลือกคาตอบทถ่ี กู ต้องทส่ี ดุ เพียงคาตอบเดียว

๑. ขอ้ ใดไม่ใชป่ ระโยคความเดยี ว

๑. ผลไมเ้ มืองหนาวหลายชนิดจะมนี า้ ตาลฟรักโทสมากกว่าผลไม้เมืองร้อน

๒. ภาวะไขมันไตรกลเี ซอไรด์ในเลือดสูงเกิดจากการรบั ประทานนา้ ตาลฟรักโทสมากเกนิ ไป

๓. การควบคุมอาหารมคี วามสาคัญมากเพราะทาให้น้าหนกั ตวั ลดลงได้อย่างรวดเร็ว

๔. การลดไขมนั ไตรกลีเซอไรด์ในข้นั แรกควรจะควบคุมอาหารโดยเฉพาะอาหารกลุ่มแปง้

๒.ขอ้ ใดไม่ใช่ประโยคความเดยี ว

๑. การละเล่นพื้นเมืองของไทยเปน็ เอกลกั ษณโ์ ดดเด่นอย่างหน่ึงของวัฒนธรรมไทย

๒. ในทุกภาคของประเทศมกี ารละเล่นพืน้ เมืองประจาท้องถ่ินของตนเอง

๓. การละเล่นพน้ื เมืองมีประโยชน์ในการเผยแพรว่ ัฒนธรรมไทยสโู่ ลกสากล

๔. คนไทยสร้างสรรค์การละเล่นพนื้ เมืองแล้วสบื ทอดต่อกันมาจนปัจจบุ ัน

๓. ข้อใดไมใ่ ชป่ ระโยคเดี่ยว

๑. ขบั รถไมเ่ กนิ ๙๐กโิ ลเมตรต่อชัว่ โมง ๒. ไม่ควรเร่งเครอ่ื งก่อนออกรถ

๓. ใชเ้ กียรใ์ หส้ มั พนั ธ์กับรอบความเร็ว ๔. ตรวจเช็คเครอ่ื งยนต์ปีละ๒คร้งั

เอกสารประกอบการเรียน รายวชิ าภาษาไทย ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี ๓

ห น้ า | ๖๓

๔. ขอ้ ใดเป็นประโยคความเดยี ว

๑. เคร่อื งปน้ั ดนิ เผาก่อนประวัตศิ าสตร์ทีม่ ชี ่ือเสยี งไปทัว่ โลกคอื เครือ่ งปนั้ ดินเผาที่บ้านเชยี ง

๒. เครอื่ งปั้นดินเผาท่บี า้ นเชียงส่วนใหญ่เป็นหมอ้ ลายเขยี นสรี ปู วงกลมม้วนคล้ายลายกน้ หอย

๓. หลักฐานทางโบราณคดีแสดงว่าบา้ นเชยี งเป็นแหล่งอารยธรรมสาคัญในภูมภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้

๔. คณะกรรมการมรดกโลกประกาศใหแ้ หลง่ โบราณคดีบ้านเชียงเปน็ มรดกโลกเมื่อพ.ศ. ๒๕๓๕

๕. ข้อใดไม่ใชป่ ระโยครวม

๑. พอฝนจะตกเรากร็ บี กลบั บ้านทนั ที ๒. คนไทยรักสงบแต่ยามรบกไ็ มข่ ลาด

๓. ใครๆกร็ วู้ ่าแถวสลี มอากาศเป็นพษิ ๔. ประชาชนไม่ใชส้ ะพานลอยตารวจถึงต้องตกั เตอื น

๖. ข้อใดเปน็ ประโยคความเดยี ว

๑. กระแสนา้ ไหลแรงจนเซาะตลิ่งพังไปแถบหน่ึง

๒. มีหลักฐานว่ามนษุ ย์ยุคหนิ ใช้ขวานทองแดงในการล่าสตั ว์

๓. ฟา้ ทะลายโจรเปน็ พชื สมนุ ไพรท่นี ิยมใชร้ กั ษาอาการเจบ็ คอ

๔. การสง่ เสริมการอ่านเปน็ การพฒั นาทรพั ยากรบคุ คลอยา่ งหนึ่ง

๗. ข้อใดเป็นประโยคความรวม

๑. ฉนั กอ็ ยากทาอะไรตามใจตวั เองบ้าง ๒. อะไรที่ดีๆก็นา่ จะทาเสยี กอ่ น

๓. ร้านนีอ้ าหารอะไรก็อร่อยทัง้ นน้ั ๔. อะไรมากอ่ นเรากก็ ินไปพลางๆ

๘. ลักษณะความสมั พันธข์ องเนอื้ ความในประโยคใดต่างจากข้ออืน่

๑. มาโนชไปว่ายนา้ ทกุ เชา้ สขุ ภาพของเขาจงึ ดีกว่าทกุ คนในครอบครวั

๒. พอเสร็จจากกลา่ วเปิดงานเล้ยี งวันนีท้ ่านกข็ ับรถออกไปทนั ที

๓. บ้านของวไิ ลดไู มเ่ ก่าเลยกเ็ ธอเพิง่ ใหช้ า่ งทาสใี หมเ่ มื่อเดือนทแ่ี ล้ว

๔. สมบตั ติ ้องทางานหารายไดพ้ ิเศษเลยสอบไดค้ ะแนนนอ้ ยกวา่ คราวท่ีแลว้

๙. ขอ้ ใดเป็นประโยคความซอ้ น

๑. ปจั จบุ นั ระบบอนิ เทอร์เน็ตมบี ทบาทอย่างมากทงั้ ในหมวู่ ยั รนุ่ และวัยผู้ใหญ่

๒. โลกของอินเทอรเ์ น็ตมสี ารประโยชน์ความบนั เทงิ ความรแู้ ละการส่ือสารมากมาย

๓. ทกุ วันนี้เราจะสงั เกตเห็นว่ามอี นิ เทอร์เน็ตคาเฟแ่ ฝงอย่ใู นธรุ กจิ หลายประเภท

๔. ในร้านอาหารโรงแรมสปาหา้ งสรรพสนิ ค้าและโรงพยาบาลบางแหง่ มีมมุ ของอนิ เทอร์เน็ตคาเฟ่ท้ังน้ัน

๑๐.ขอ้ ใดเป็นประโยคความซ้อน

๑. ประเทศไทยมแี หล่งท่องเทีย่ วทางธรรมชาตหิ ลากหลายประเภท

๒. แหลง่ ทอ่ งเท่ียวประเภทถ้ามกั อยใู่ นบริเวณภเู ขาในภาคตา่ งๆ ของประเทศ

๓. น้าใต้ดินท่ไี หลซึมผ่านชนั้ ของหนิ ปูนก่อให้เกดิ ถา้ ขนาดต่างๆ ข้นึ

๔. นกั ทอ่ งเท่ยี วสามารถเดนิ เข้าไปชมสิง่ สวยงามตา่ งๆ ภายในถ้าได้

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาภาษาไทย ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ ๓

ห น้ า | ๖๔

๑๑. ข้อใดไม่ใช่ประโยคความซอ้ น

๑. คนไทยนยิ มทาอาหารตามฤดกู าลซึ่งสอดคล้องกบั ธรรมชาติ

๒. ปลายฤดฝู นตน้ ฤดูหนาวอากาศท่ีเปลี่ยนแปลงทาให้คนเป็นไข้หวัด

๓. เย็นน้แี ม่บา้ นจะทาแกงส้มดอกแคและผดั ผกั รวม

๔. เช่อื กันวา่ การรบั ประทานแกงรอ้ นๆจะชว่ ยแก้ไข้หวัดในระยะเปล่ยี นฤดูได้

๑๒. ข้อใดเปน็ ประโยคต่างชนิดกับขอ้ อนื่

๑. ทุกวันนีส้ ง่ิ ที่สาคัญทสี่ ุดในการดารงชวี ติ คือสติ

๒. การแก้ปญั หาที่เกดิ ข้นึ ในสังคมจะต้องทาด้วยสติ

๓. การถอื ศีลเปน็ เรื่องไมย่ ากแตค่ นส่วนใหญ่ปฏบิ ตั ิไมไ่ ด้

๔. ระบบการศึกษาในปจั จุบันไมส่ อนให้มคี ณุ ธรรมจรยิ ธรรมซ่งึ จาเปน็ มาก

๑๓. ขอ้ ใดเปน็ ประโยคตา่ งชนดิ กบั ขอ้ อ่นื

๑. ลูกท่ดี ีเป็นทีพ่ ึง่ ของพอ่ แมใ่ นวยั ชรา

๒. ไม่วา่ ลูกจะเปน็ อย่างไรพ่อแม่กย็ ังคงรกั ลูกเสมอ

๓. หากลกู ทกุ คนเอาใจใส่ดูแลพอ่ แมท่ า่ นก็จะมีความสุข

๔. การดแู ลเอาใจใส่พอ่ แมเ่ ปน็ หน้าทีแ่ ละความรบั ผิดชอบของลกู

๑๔. ข้อความตอ่ ไปนส้ี ่วนใดเปน็ ประโยคต่างชนิดกับข้ออนื่

(๑) การบริโภคอาหารทะเลมปี ระโยชน์อยา่ งยิ่งต่อรา่ งกายคนเรา (๒) ในเนอ้ื ปลามกี รดไขมนั ไมอ่ ่มิ ตัวซึง่ มี

ส่วนชว่ ยลดคอเลสเตอรอลในเลือด (๓) คนทช่ี อบรับประทานกุ้งสว่ นมากไมร่ ับประทานหางและเปลอื ก

(๔) ทง้ั หางและเปลอื กกงุ้ เป็นอาหารทอ่ี ุดมไปด้วยแคลเซยี มและไคโตซาน

๑. สว่ นท่ี ๑ ๒. สว่ นที่ ๒ ๓. สว่ นท่ี ๓ ๔. ส่วนท่ี ๔

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓

ห น้ า | ๖๕

ประโยคซับซอ้ น

๑.ประโยคความเดยี วท่ซี ับซอ้ น คือ ประโยคความเดียวทม่ี สี ่วนขยายทง้ั ภาคประธานหรอื ภาคแสดง ทัง้ นเ้ี พ่อื ใช้
ขอ้ ความมีความชัดเจนมากย่ิงข้ึนการซับซอ้ นประโยคความเดียวซับซ้อนได้ ๒ วิธี คือ

ซับซอ้ นในภาคประธาน ไดแ้ ก่
๑. ประธานมีส่วนขยายเป็นกลมุ่ คาท่ีขน้ึ ต้นด้วยคาบพุ บท เช่น
- โคมไฟ บนโตะ๊ เขยี นหนงั สอื ของฉัน สวา่ งมาก
- สมาชิกวุฒสิ ภา จากการเลอื กต้ังตามรฐั ธรรมนูญฉบบั ใหมม่ ีจานวน ๒๕๐ คน
- เจ้าหนา้ ที่ ในสานักงานคณะกรรมการส่งิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติจัดงานวนั เด็ก
- ผกั ของเกษตรกรในแปลงสาธติ งามมาก
- สถานีวทิ ยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทยประกาศขา่ วแลว้
- คุณพ่อของเดก็ ชายณวรี ไ์ ปเป็นทูตที่เกาหลี

** ข้อสงั เกต คาที่พมิ พต์ วั หนา คือ กลมุ่ คาทีข่ ึน้ ต้นด้วยบุพบท ถา้ นากลุ่มคาเหลา่ นีอ้ อกไป ประโยคกย็ งั มี
ความบรบิ ูรณ์
๒. ประธานเป็นกลุม่ คาทีข่ ึ้นต้นดว้ ย การ และ ความ เชน่

- การสอนภาษาองั กฤษในชัน้ ประถมศกึ ษามคี วามจาเปน็ แล้วในขณะน้ี
- ความร่วมมือระหวา่ งบ้านกบั โรงเรยี นเป็นส่งิ สาคัญ
- ความเป็นอยู่ของคนไทยในยุคน้ตี ้องดนิ้ รนมาก
- การเชื่อฟงั คนแปลกหน้าเป็นอนั ตรายตอ่ ตนเองอย่างย่งิ
- ความนา่ รักน่าเอ็นดขู องทารกเปน็ ไปตามธรรมชาติ
- การพิจารณาตัดสนิ คดนี ้ีเป็นอานาจของผพู้ ิพากษา
** ขอ้ สงั เกต คาท่พี ิมพ์ตัวหนาเป็นกลุม่ คา การ หรอื ความ นาหนา้ ทาหน้าทเี่ ป็นประธานของประโยค
ทาให้ประโยคซับซ้อน
๓. ประธานมสี ว่ นขยายเป็นคา และกลมุ่ คาปนกันไป เช่น
- นวนิยายเรื่องอมตะของวมิ ล ไทรนิม่ นวลได้รับรางวลั ซีไรต์
- เกา้ อี้โยกตัวเกา่ ในห้องสมุดแหง่ นมี้ อี ายกุ วา่ ๑๐๐ ปี
- อากาศยามเชา้ ที่อทุ ยานแห่งชาตเิ ขาใหญน่ ี้สดชน่ื มาก
- รปู ปัน้ ชา้ งงาเดียวขาวยาวสงู ตัวใหญ่สีดามรี ายละเอียดมาก
- สนิ ค้านานาชนดิ หลากหลายรูปแบบจากรา้ นค้าชมุ ชน แสดงถึงภูมิปญั ญาของชาวบ้านเป็นอย่างดี

** ขอ้ สงั เกต คาท่พี ิมพ์ตวั หนา มที ้งั ท่เี ปน็ คา และกลมุ่ คาที่มบี ุพบทนาหนา้ หากนาสว่ นขยายเหลา่ นอี้ อกไปก็ยงั
เปน็ ประโยคความเดยี วอยู่

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาภาษาไทย ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓

ห น้ า | ๖๖

ซบั ซ้อนในภาคแสดง ไดแ้ ก่

๑ .ตวั แสดงเป็นกลุม่ คากริยา เชน่

- เด็ก ๆ กระโดดโลดเต้นลงไปว่ายนา้ ในทะเล

- นกั ขา่ วกาลังเบียดเสยี ดเข้าไปสัมภาษณน์ ายกรัฐมนตรี

- เคร่อื งบินบินฉวดั เฉวียนไปมาอยบู่ นทอ้ งฟา้

- นกั กฬี าวิ่งกระโดดกระโจนข้ามรวั้ ดว้ ยความดใี จ

- ชาวบ้านพยายามจอ้ งมองดตู น้ ไมป้ ระหลาดดว้ ยความสนใจ

- นกั เรยี นรวมพลังเดนิ ขบวนต่อต้านการใชส้ ารเสพตดิ

๒. ภาคแสดงมีส่วนขยายอย่หู ลายแห่ง คอื มสี ว่ นขยายทง้ั กริยา และกรรม เชน่

- ธนาคารให้ดอกเบยี้ เงินฝากลดลงจากปที ่แี ล้ว

“เงินฝาก” ขยายกรรม “ดอกเบ้ีย”

“ลดลงจากปที ่ีแล้ว” ขยายกรยิ า “ให้”

- เมอื่ วานนฉี้ ันเหน็ รุ้งกนิ นา้ ตวั ใหญอ่ ยา่ งถนดั ชัดเจนจาก แสงอาทติ ยย์ ามบ่าย

“ตวั ใหญ่” ขยายกรรม “รุง้ กินน้า”

“อย่างถนดั ชดั เจนจากแสงอาทติ ย์ยามบ่าย” และ “เมื่อวานน้ี” ขยายกริยา “เห็น”

๓. ตวั แสดงมีส่วนขยายตอ่ เนื่องกนั หลายทอด เชน่

- ฉนั รบี ๆ เก็บเอกสารบนโตะ๊ ทางานอยา่ งรวดเรว็

“รบี ๆ” ขยายกรยิ า “เก็บ” “อยา่ งรวดเรว็ ” ขยายกรยิ า “เก็บ”

- เขาหยิบลกู กญุ แจออกจากท่ีแขวนขา้ งประตหู อ้ งน้า

“ออกจากที่แขวน” ขยายกริยา “หยิบ” “ขา้ งประตหู อ้ งนา้ ” ขยาย “ท่ีแขวน”

- ลงุ แช่มคอ่ ย ๆ พรวนดินในแปลงผกั อยา่ งระมดั ระวงั

คอ่ ย ๆ” ขยายกริยา “พรวนดนิ ”

“ในแปลงผกั ” ขยายกรยิ า “พรวนดิน”

“อย่างระมดั ระวงั ” ขยายกริยา “พรวนดิน”

๒. ประโยคความรวมทีซ่ ับซอ้ น ได้แก่ ประโยคความรวมซงึ่ ประกอบด้วยประโยคความเดียวมากกวา่ สองประโยค
โดยมีสนั ธาน เปน็ ตัวเชอื่ มเน้อื ความของประโยคความเดยี วท้งั ๒ ประโยค และ เน้อื ความหรือใจความอยา่ งเดยี วหรือ
ต่างกนั กไ็ ด้
๑. ประโยคความรวมซงึ่ มสี ่วนประกอบเป็นประโยคความเดียวทซี่ ับซ้อน
การเต้นแอโรบกิ เป็นการออกกาลงั กายท่ีดแี ต่ไมส่ ามารถทาใหน้ า้ หนักตวั ลดลงได้ทนั ทที ันใด

ประโยคท่ี ๑ : การเตน้ แอโรบิกเปน็ การออกกาลังกายท่ีดี
ประโยคที่ ๒ : (การเต้นแอโรบิก) ไม่สามารถทาให้น้าหนักตวั ลดลงไดท้ นั ทีทนั ใด
พชื สมนุ ไพรมิไดม้ ปี ระโยชน์เฉพาะการปรุงอาหารเท่าน้นั แตย่ งั นามาทายาสมุนไพรรกั ษาโรคอกี ด้วย

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาภาษาไทย ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี ๓

ห น้ า | ๖๗

ประโยคท่ี ๑ : พชื สมนุ ไพรมไิ ดม้ ปี ระโยชนเ์ ฉพาะการปรงุ อาหารเทา่ น้ัน
ประโยคที่ ๒ : (พชื สมุนไพร) ยังนามาทายาสมนุ ไพรรักษาโรคอีกด้วย
สุนขั ปา่ ออกว่งิ ไล่ติดตามเหยือ่ แตฝ่ ูงสงิ โตเข้ามาแย่งชิงเหยื่อเอาไปได้
ประโยคท่ี ๑ : สนุ ขั ปา่ ออกว่ิงไล่ติดตามเหยื่อ
ประโยคท่ี ๒ : ฝูงสิงโตเขา้ มาแย่งชงิ เหยือ่ เอาไปได้

๒. ประโยคความรวมซง่ึ มีสว่ นประกอบเป็นประโยคความรวม ๒ ประโยคขนึ้ ไป เชน่
 คุณตาของฉนั ดวงตาฝา้ ฟางจึงมองเหน็ ไม่ชัดเจนแต่คณุ ยายไม่เขา้ ใจจงึ หาว่า
คณุ ตาแกลง้ ทาเปน็ มองไม่เหน็
 เขารับประทานอาหารรสจัด แตฉ่ นั รบั ประทานผลไมร้ สเปร้ยี ว ดังนน้ั เขาจงึ ปวดท้อง แต่ ฉนั ทอ้ งเสีย
 เขาพดู เก่งแต่ทางานไม่เกง่ เขาจึงถูกเพ่ือน ๆ ตาหนิและไมเ่ ช่ือถือ

๓. ประโยคความรวมซึ่งมีส่วนประกอบเป็นประโยคความซอ้ น ๒ ประโยค ขน้ึ ไป เชน่
 เพ่อื นของฉนั ได้รับอบุ ัติเหตุจนกลายเปน็ คนพกิ าร
แตท่ วา่ เธอก็ไม่เคยนามาเปน็ อปุ สรรคจนเกดิ ผลเสยี ตอ่ การเรียน
 เขาตั้งใจจะไปนมัสการพระธาตทุ ่ีประดษิ ฐานบนเจดยี ภ์ เู ขาทอง แตต่ อ้ งประสบปัญหาเพราะฝนตกหนกั
 ฉันไมช่ อบอยู่ในเมอื งท่ีมรี ถตดิ แต่ฉันก็ไมม่ ีทางเลือกทพี่ อใจกว่าน้ี

๓.ประโยคความซ้อนท่ีซับซ้อน คือ ประโยคความซอ้ นซงึ่ ประกอบดว้ ยประโยคย่อยหรืออนุประโยคมากกว่าหน่งึ
ประโยคประโยคยอ่ ยท่ีเพม่ิ ขน้ึ นอี้ าจเป็นนามานุประโยค คุณานุประโยค หรือวเิ ศษณานปุ ระโยคก็ได้ ประโยค
ความซ้อนท่ี ซับซ้อน อาจเปน็ ความซับซอ้ นในกรณีตอ่ ไปน้ี
๑.ประโยคหลักหรือประโยคยอ่ ยมีความซบั ซ้อนเพราะมคี าหรอื กลุ่มคามาขยาย

 ฉนั มคี วามใฝฝ่ ันด้วยอดุ มการณ์อนั แน่วแนท่ ี่จะเป็นนักตอ่ สู้เพอื่ สิทธิอันชอบธรรมของมวลมนุษย์
 นกั กีฬากาลงั ฝกึ ซอ้ มอยู่กลางสนาม ซง่ึ เพ่งิ สร้างเสรจ็ เรียบร้อยเมื่อสัปดาห์ท่ีแล้ว
 ฉันอ่านหนงั สือเรื่องการผจญภยั อย่างน่าต่ืนเตน้ ของลูกหมสู ามตัวจากนิทานที่มีอย่ใู นห้องสมุดของโรงเรยี น

๒. ประโยคความซอ้ นทมี่ ีสว่ นประกอบเปน็ ประโยคความรวม
 เกดิ ปรากฏการณค์ ลืน่ ความร้อนแผก่ ระจายอยา่ งรนุ แรงซึ่งเป็นอนั ตรายต่อชวี ิตมนุษยม์ ากมาย
และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจอยา่ งยิง่
 ละครพูดเร่ืองหวั ใจนกั รบท่คี รูและนกั เรียนแสดงไดร้ ับความสนใจเปน็ อยา่ งมาก
 ข่าวทเี่ ธอสอบชงิ ทนุ ไปต่างประเทศและเพื่อนๆ รว่ มรุน่ เล้ยี งฉลองให้อยา่ งหรูหราท่ีโรงแรมดสุ ติ ธานี
ปรากฏในหน้าหนงั สือพมิ พ์หลายฉบับ

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาภาษาไทย ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี ๓

ห น้ า | ๖๘

๓. ประโยคความซ้อนที่มสี ว่ นประกอบเป็นประโยคความซอ้ น ซอ้ นอยู่อกี ชัน้ หน่งึ
 นกั มวยกนิ ยาทม่ี สี ารกระตนุ้ กรรมการจงึ ปรับให้เขาเป็นฝา่ ยแพ้ ทง้ั ๆ ทตี่ ดั สินใหเ้ ขาชนะไปแล้ว
 นกั โทษท่คี ้ายาเสพตดิ หนตี ารวจเข้ามาในโรงเรยี นของเราไดเ้ พราะยามที่เฝ้าประตนู อนหลับ
 ครูบอกแกล่ ูกศิษย์ท้ังหลายว่า เราควรมจี ิตใจเข้มแข็งอดทนจงึ จะต่อสกู้ ับอุปสรรคนานัปการ
ทีเ่ ข้ามารมุ ล้อมรอบตัวเราได้

*****************************************************************************************************
ตอนท่ี ๑ จงบอกชนิดของประโยคต่อไปน้ี ตามโครงสร้างของประโยค

๑. สมุดวาดเขียนเลม่ ใหญใ่ นกระเป๋าสดี าใบนน้ั เป็นของลูกชายฉัน…………………………………………………………………..
๒. ฉันเรียนหนงั สือและทางานหลงั เลกิ เรยี น ดังนนั้ ฉนั จงึ ต้องประหยัดและไมม่ เี วลาเทย่ี วเตร่ ................................
๓. ความพยายามของแพทย์ไทยในการผลิตยารกั ษาโรคเอดส์เปน็ ผลสาเรจ็ ............................................................
๔. แม่คอ่ ยๆ เอื้อมมอื หยบิ ขวดนมออกมาจากตะกร้าไมส้ ีนา้ ตาล............................................................................
๕. แป้งแตง่ โคลงไดเ้ พราะจนครูต้องมาเรียกถาม เพราะไม่แน่ใจว่าแตง่ เองหรือเปลา่ ............................................
๖. นา้ ท่วมเนื่องจากฝนตกหนักและเกิดมรสมุ แถบทะเลจีนใต้……………………………………………………………………..
๗. ครบู อกแลว้ ว่านกั เรยี นตอ้ งไมข่ าดเรยี นเกนิ ๘ ครงั้ มฉิ ะนน้ั จะไมม่ สี ทิ ธิส์ อบ....................................................
๘. การสง่ เสริมให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทนุ ในประเทศไทยเป็นนโยบายสาคัญของรฐั บาล ในขณะเดยี วกนั รฐั บาล

ตอ้ งพยายามผลักดันแรงงานต่างชาติกลบั ไป เพอ่ื ใหอ้ ตั ราว่างงานของคนไทยลดน้อยลง.................................
๙. ซาลาเปา สนุ ขั พันธุ์ปักก่งิ ทบ่ี า้ นคณุ ย่านา่ รักมาก............................................................................................
๑๐. งานนิทรรศการอยอู่ ย่างไทยประสบความสาเร็จอยา่ งงดงามจงึ ขยายระยะเวลาการจดั งานออกไปอกี ๒
สปั ดาห์..................................................................................................................................................................
๑๑. คนพดู จาปลิน้ ปล้อนและไมต่ รงต่อเวลาเป็นคนไมน่ า่ คบ..............................................................................

๑๒. ลกู ๆ ของเรากาลังวง่ิ เลน่ ไปมาอยูก่ ลางสนาม..............................................................................................

๑๓. เธอจะเป็นหมอซงึ่ ครา่ เครง่ กับการรักษาคนเจบ็ ปว่ ยหรอื จะเปน็ มัคคเุ ทศก์ท่ีเธอจะมีโอกาสท่องเที่ยวไปรอบ
โลก.......................................................................................................................................................................

๑๔. แม่ส่งั ใหฉ้ นั กวาดแลว้ กถ็ บู า้ นให้เสร็จตอนเชา้ ...............................................................................................

๑๕. ฉนั เห็นทหารยงิ ปืนกระสุนยางแลว้ ก็ขว้างกระป๋องแก๊สนา้ ตาใส่ผ้ชู มุ นุม.......................................................
******************************************************************************************************

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาภาษาไทย ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๓

ห น้ า | ๖๙

ตอนท่ี ๒ จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ี

๑. ขอ้ ใดเปน็ ประโยคซ้อนท่แี ตกต่างกับข้ออืน่ (O-NET๕๙)

๑. ฉันหัวเราท่ีเขาทาตลก ๒. มาลีดพู ระอาทติ ยต์ กดนิ

๓. ดาราคนนน้ั ไม่ชอบคนพดู โวยวาย ๔. เจ้าหน้าที่ตอ้ งแจ้งผเู้ ขา้ สอนวา่ พวกเขาจะตอ้ งใช้ดนิ สอ ๒B

๒. ข้อใดเป็นประโยคซ้อน (O-NET ๖๐)
๑. แพนด้าทีศ่ นู ยเ์ ฉงิ ตูถูกถอนขนทอ่ นลา่ งกอ่ นการผ่าตดั
๒. โลกกาลังเข้าสยู่ คุ สูญพันธ์คร้งั ใหญ่โดยเฉพาะทเ่ี อเชียใต้
๓. สัตวท์ ่ีหายไปจากโลกคอื สตั ว์มกี ระดกู สนั หลังกวา่ ๒๐๐ ชนดิ
๔. ผลเสยี ของการสูญเสยี ความหลากหลายทางชีวภาพจะอยทู่ ี่ระบบนิเวศ

๓. ประโยค ๒ ข้อใดเปน็ ประโยคชนิดเดยี วกับประโยคตอ่ ไปนี้ ตอบสองคาตอบ (O-NET ๖๐)

“โลกดิจทิ ลั ในยปุ ัจจบุ ันมีความก้าวหนา้ มาก”

๑. วนั มาฆบูชาเป็นวันสาคญั ทางพระพุทธศาสนา

๒. วนั มาฆบชู ามเี หตุการณ์สาคญั ท่ีเกดิ ข้ึนพรอ้ มกนั ๔ ประการ

๓. พระพทุ ธองคท์ รงแสดงโอวาทปาตโิ มกข์ทา่ มกลางที่ประชุมสงฆ์

๔. มาฆบชู าหมายถงึ การบชู าในวนั เพ็ญเดือนมาฆะ ซง่ึ กค็ ือวนั เพ็ญเดอื น ๓

๕. วนั จาตุรงคสันนบิ าตเปน็ วนสาคัญทางศาสนาทมี่ ีการประชุมพรอ้ มดว้ ยองค์ ๔

๔. ขอ้ ความ ๒ ขอ้ ใดเป็นประโยคสามญั (O-NET ๖๑)

๑. แม่ทาไขพ่ ะโล้ท่ีลกู ชอบกินไว้แล้ว ๒. ขา้ วเหนียวมะม่วงร้านนอ้ี ร่อยมาก

๓. คณุ แม่และคุณป้าทาอาหารอยู่ในครัว ๔. ไม่น่าเชื่อวา่ พระรามลงสรงเปน็ อาหารจีน

๕. แมค่ รวั ซอยตะไคร้ละเอยี ดยบิ ด้วยความชานาญ

๕. ขอ้ ความ ๒ ข้อใดอธิบายประโยคตอ่ ไปน้ีได้ถกู ตอ้ ง (O-NET ๖๑)

“ยโุ รปตะวันออกมเี ส้นทางท่องเท่ียวที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ”

๑. เปน็ ประโยครวม เพราะมีคาเช่ือมประโยค

๒. เปน็ ประโยคซ้อนท่มี อี นุประโยกทาหนา้ ทบ่ี ทขยายกรยิ า

๓. เป็นประโยกซอ้ นท่ีมอี นปุ ระโยคทาหนา้ ท่ีบทขยายกรรม

๔. เป็นประโยครวมทปี่ ระกอบดว้ ยประโยคสามัญ ๒ ประโยค

๕. เปน็ ประโยคซ้อนที่มีคาว่า “ท”ี่ เป็นคาเชือ่ มอนปุ ระโยค

**************************************************************************************************

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ าภาษาไทย ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี ๓

ห น้ า | ๗๐

ตอนที่ ๓ ใหน้ กั เรียนบอกชนิดของประโยคต่อไปน้ี

ประโยค ชนดิ ของประโยค

๑. ฝนตกก่อนฟ้ารอ้ ง

๒. นกบินอยบู่ นท้องฟ้า

๓. ฉนั ชอบนกั เรยี นทต่ี งั้ ใจเรยี น

๔. พอฝนซาฟ้ากส็ ดใส

ช่วงนี้เปน็ ฤดนู า้ หลากประชาชนจึงตอ้ งระมัดระวงั เรื่องน้าทว่ ม

เขาอย่ทู ่ีบ้านเม่ือฉนั ออกมา

เวลาและวารีไม่ยนิ ดีจะคอยใคร

ความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ เปน็ ปัจจยั แหง่ ความสงบสุขของ

ประเทศชาติ

ชาวบ้านพยายามจอ้ งมองดตู ้นไมป้ ระหลาดดว้ ยความสนใจ

พ่เี ก่งด้านวชิ าการแต่นอ้ งเกง่ ด้านกีฬา

น้องดรมี ตง้ั ใจจะไปนมสั การพระแก้วมรกตท่วี ัดพระแก้ว แตต่ ้องประสบ

ปญั หาเพราะฝนตกหนัก

พีข่ า้ วปั้นรบั ประทานอาหารรสจัดแตส่ งกรานตข์ อชรับประทานผลไมร้ ส

เปร้ียวดังนั้นพีข่ ้าวปน้ั จงึ ปวดท้องแต่สงกรานตท์ ้องเสยี

กมลชัยทาการบ้านเมื่อวนั อาทิตย์

ความรบั ผิดชอบไมไ่ ด้เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ

บุคคลซึง่ มคี วามรบั ผิดชอบยอ่ มประสบความสาเรจ็

ตอนท่ี ๔ คาช้แี จง ให้นักเรยี นทบทวนเร่อื งโครงสร้างประโยคซ้อน จากนัน้ ทาแบบฝกึ หัดเร่อื งประโยคซ้อน

ต่อไปน้ี

ประโยค คาเชอ่ื ม ประโยคหลัก ประโยคย่อย
๑. นกั วิจยั คน้ พบเซลลท์ ี่กาลงั กลายพันธ์
๒. โจทกฟ์ อ้ งร้องต่อศาลว่าเขาถกู ทาร้ายรา่ งกาย
๓. คอมพวิ เตอร์ซึ่งพ่อซื้อมามีไวรสั
๔. พบไมง้ ามเมอ่ื ยามขวานบ่นิ
๕. เขาป่วยจนไมส่ ามารถเดนิ ได้
๖. นกั เรียนประดิษฐจ์ รวดท่ีทาจากขวดพลาสติก
๗. ไทยเสยี เขาพระวิหารเพราะประมาทกมั พูชา

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาภาษาไทย ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓

ห น้ า | ๗๑

๘. แพทยม์ องภาพถา่ ยทมี่ าจากภายในกระเพาะ
๙. นกั วิทยาศาสตร์เห็นฝูงนกย้ายถนิ่ ฐาน
๑๐. โปรแกรมทผ่ี ลติ ขนึ้ ใหมช่ ว่ ยลดพลังงาน

ตอนที่ ๕ : ใหน้ กั เรียนบอกประเภทของประโยคยอ่ ยในประโยคซอ้ นตอ่ ไปน้ี โดยใชส้ ญั ลักษณ์ท่ีกาหนด
สัญลักษณ์ ปน คอื ประโยคย่อยเปน็ นาม (ทาหนา้ ทเี่ ปน็ ประธาน, กรรม)
ขน คอื ประโยคย่อยขยายนาม (ทาหนา้ ท่ีขยายประธาน, กรรม)
ขก คอื ประโยคยอ่ ยขยายกรยิ า

………………….๑. โรงเรยี นสาธติ จฬุ าฯ ซงึ่ กอ่ ตงั้ มานานเปน็ สถานทีฝ่ ึกปฏบิ ตั ิวิชาชีพครู
………………….๒. เด็กๆ มกั ชอบฟังนิทานอสี ปที่ผปู้ กครองเลา่ ให้ฟัง
......................๓. ผู้อานวยการกล่าววา่ นักกีฬาฮอกก้ีไดร้ บั รางวลั ชนะเลศิ อีกคร้ัง
.....................๔. พนั ทา้ ยนรสิงหถ์ ือในกฎเกณฑจ์ นทา่ นต้องยอมรบั โทษตาย
………………….๕. พระเจา้ เสือประหารพนั ท้ายนรสงิ ห์เปน็ ส่งิ ถกู ตอ้ ง
………………….๖. นกั เรียนแปลโคลงสุภาษติ อสิ ปปกรณัมท่ีมีเนอ้ื หาสอนใจ
………………….๗. เดก็ วยั ร่นุ มกั จะตามแฟช่นั เพราะกลวั ไมท่ นั สมัย
………………….๘. เรือไททานกิ เกดิ อบุ ตั เิ หตุตอนเรือกระแทกกับภเู ขานา้ แข็ง
………………….๙. เขาคอ่ ยๆ ยิม้ อยา่ งผไู้ ดร้ บั ชัยชนะ
………………….๑๐. พระพยอมผมู้ วี าทศลิ ปก์ าลังเทศนาแก่ประชาชนทวั่ ไป

*******************************************

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี ๓

ห น้ า | ๗๒

รายงานการศกึ ษาค้นควา้

สว่ นประกอบรายงานมสี ว่ นประกอบดังต่อไปน้ี

ส่วนที่ 1 : สว่ นประกอบตอนต้น
๑. หนา้ ปก
ใบรองปก
หน้าปกใน
คานา
สารบัญ

สว่ นท่ี 2 : ส่วนเนอ้ื หา
๑. บทนา
หลกั การและเหตผุ ล
วัตถปุ ระสงค์
สมมตฐิ าน
ขอบเขตของการดาเนนิ งาน
ประโยชนท์ คี่ าดวา่ จะได้รับ
นิยามศพั ท์เฉพาะ
2. แนวคดิ ทฤษฎี และเอกสารที่เก่ยี วข้อง
3. วธิ ีการดาเนินการ
4. การนาเสนอผลของข้อมลู และการวิเคราะห์ขอ้ มลู
5. สรปุ อภิปราย และข้อเสนอแนะ

ส่วนท่ี 3 : ส่วนประกอบตอนทา้ ย
๑. บรรณานกุ รม
๒. ภาคผนวก
๓. ประวตั ผิ ู้คน้ คว้า
๔. ใบรองปกหลัง
๕. ปกหลัง

เอกสารประกอบการเรียน รายวชิ าภาษาไทย ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี ๓

ห น้ า | ๗๓

หลักการทารายงานการศึกษาค้นคว้าและสรา้ งองค์ความรู้

ส่วนประกอบของรายงาน
1. สว่ นนาเรอ่ื ง (Front matter) ประกอบดว้ ย

1.1 ปกนอก (Cover) มีวิธกี ารเขยี นดงั น้ี
1.1.1 สว่ นบน เขยี นช่ือรายงานไวด้ ้านกลางหนา้
1.1.2 สว่ นกลาง เขียนชอื่ นามสกุล โดยไมต่ ้องเขยี นคานาหน้าชอ่ื

(เดก็ หญงิ เด็กชาย นาย หรอื นางสาว) อาจเขยี นช้นั ท่ศี กึ ษาและเลขท่ขี องผู้ทารายงานไวบ้ รรทดั ถัดไป
กรณีรายงานทมี่ ผี ้จู ัดทา 3 คนข้ึนไป ให้เขียนชื่อคนท่มี ตี วั อกั ษรนาหน้าเปน็ ลาดบั แรกของชอ่ื ผ้จู ัดทาทัง้ หมด
ตามด้วยคาว่าคณะ แล้วใหเ้ ขยี นชื่อผจู้ ัดทาท้งั หมดในหน้าปกใน

1.1.3 สว่ นล่าง แบ่งเป็น 3 บรรทัด
– บรรทดั แรก เขยี นชือ่ รายวชิ า ตามด้วยในวงเลบ็ รหัสวิชา โดยใช้คาวา่ “รายงานฉบับนี้เป็น
ส่วนหนง่ึ ของวชิ า………….. (รหสั วิชา)”
– บรรทัดที่ 2 เขยี นชอื่ โรงเรียน “โรงเรียนพิมานพิทยาสรรค์”
– บรรทดั ท่ี 3 เขียนภาคเรยี นที่ และปีการศกึ ษา ท่ีเขยี นรายงาน
การเขียนหน้าปก ควรกะระยะตัวอักษรท่เี ขยี นใหอ้ ยูก่ ่งึ กลางหน้ากระดาษ โดยเวน้ ท่วี า่ งทางด้านซา้ ยและขวา
ใหเ้ ท่ากัน และเวน้ ชอ่ งวา่ งสว่ นบนและล่างใหเ้ ทา่ ๆกัน
1.2 ใบรองปก เปน็ กระดาษเปล่าหนงึ่ แผน่ ตอ่ จากปกนอก
1.3 ปกใน (Title page) เขยี นข้อความเดียวกบั ปกนอก กรณรี ายงานท่มี ีผู้จดั ทา 3 คนขึน้
ไป ใหเ้ ขยี นชอื่ ผู้จัดทาทุกคน เรยี งตามลาดบั ตวั อกั ษรของชอ่ื หรือตามลาดบั ช้ัน และเลขท่ี
1.4 คานา (Preface) ควรแบง่ เป็น 3 ย่อหน้า และควรกลา่ วรายละเอยี ดดังน้ี
ย่อหน้าที่ 1 กล่าวถึงจุดมงุ่ หมายของการเขียนรายงาน เปน็ การเกร่ินนาถึงสาเหตหุ รอื แรง
บนั ดาลใจทศี่ กึ ษาคน้ คว้าในการทารายงานเร่ืองน้ี
ย่อหนา้ ท่ี 2 กล่าวถงึ ขอบเขตของเน้ือหาในรายงานอย่างยอ่ ๆ วา่ กลา่ วถงึ อะไรบ้าง
ยอ่ หน้าท่ี 3 กลา่ วขอบคณุ ผู้ทใ่ี หค้ วามร่วมมอื ให้ความชว่ ยเหลอื หรอื ให้ความสนับสนนุ อันมี
ส่วนทาให้รายงานฉบับนีส้ มบูรณ์ (คาวา่ “คานา” ให้เขยี นไวก้ ลางหน้ากระดาษ ไมต่ อ้ งขีดเสน้ ใต้ ใชร้ ปู แบบ
อกั ษร TH Sarabunขนาด 18 พมิ พ์หนา เวน้ 1 บรรทดั แล้วจงึ ข้นึ ย่อหนา้ ท่ี 1” หรอื ห่างจากขอบบน 2 นิ้ว )
1.5 สารบญั (Table of Contents) หมายถึง บญั ชหี วั ขอ้ สาคญั และหัวข้อย่อยในรา ยงาน
ท้ังหมด โดยเขียนเรยี งลาดบั ทปี่ รากฏในรายงานตง้ั แตห่ นา้ แรกจนถงึ หนา้ สุดทา้ ยพร้อมทัง้ บอกเลขหน้าด้วยว่า
หัวขอ้ นั้น ๆ อยู่หนา้ ใด เพ่ือสะดวกในการคน้ คว้า กรณีทมี่ ีภาพหรือตารางภายในรายงาน ให้มีสารบัญภาพ
(List of Figures) และสารบญั ตาราง (List of Tables) ดว้ ย โดยการกากับลาดบั ภาพหรอื ตารางให้นับตามบท
เชน่ ถา้ เป็นภาพท่ี 1 ของบทท่ี 1 ให้กากบั วา่ “ภาพที่ 1.1” หรอื “Figure 1.1” ถ้าเปน็ ภาพท่ี 4 ในบทท่ี 2 ให้

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาภาษาไทย ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ ๓

ห น้ า | ๗๔

กากับวา่ “ภาพท่ี 2.4”หรอื “Figure 2.4” (คาว่า “สารบญั ” ให้เขยี นไว้กลางหน้ากระดาษ ไมต่ อ้ งขีดเส้นใต้
ใช้รูปแบบอกั ษร TH Sarabun ขนาด 18 พิมพ์หนา เวน้ 1 บรรทดั แล้วจงึ ขน้ึ ยอ่ หนา้ ที่ 1” )

2. สว่ นเนื้อเรื่อง (Text) ประกอบด้วย

2.1 บทนา (Introduction) เปน็ สว่ นท่บี อกเหตผุ ลและวัตถุประสงค์ในการทารายงานเรื่องนั้น
ช้แี จงขอบเขตของเร่ือง บอกให้ทราบว่าการทารายงานนน้ั มีความมงุ่ หมายอยา่ งไร งานคน้ คว้ากวา้ งหรือแคบ
เพียงใด ใชว้ ิธีดาเนินการศกึ ษาคน้ คว้าอย่างไร มกี ารจดั ระเบียบข้อมูลอยา่ งไรมีสมมติฐานของการศึก ษา
คน้ คว้าอยา่ งไร บทนาเป็นส่ิงแรกทจี่ ะทาให้ผอู้ ่านได้สัมผสั กบั ความคิดและกลวิธีการเขียนของผู้เขยี น มี
สว่ นสาคัญในการจุดประกายความสนใจของผู้อ่านใหอ้ ยากตดิ ตามอา่ นต่อไป ถ้าบทนาไม่น่าสนใจ สับสน หรอื
คลุมเครือ ผูอ้ า่ นจะไมส่ นใจอยากอ่าน ดังนัน้ บทนาจงึ ตอ้ งชัดแจง้ น่าอ่าน และกระตุน้ ความสนใจของผูอ้ า่ น

2.2 เน้ือหา (Body of Paper) คือข้อมูลท้ังหมดที่ได้จากการเลือกสรร จากการศึกษาค้นคว้า
ทัง้ หมดและได้จัดระเบียบข้อมูลนั้นอย่างดี ถ้ามเี นือ้ เรื่องมาก ควรแบ่งเปน็ บท ถา้ เป็นเรอ่ื งเล็กๆ กแ็ บง่ เป็น
หัวข้อเรื่อง ตวั เร่ืองจะประกอบดว้ ยหวั ข้อใหญ่ หวั ข้อรอง หวั ขอ้ ยอ่ ย แต่ละหวั ข้อจะมีสารัตถะขยายควา ม
ไดแ้ ก่ เรอ่ื งราว ขอ้ เท็จจริง ขอ้ มลู ภาพ แผนภมู ิ ฯลฯ ในการเขียนเนอื้ หา ถา้ ผเู้ ขียนเรยี บเรยี งจากการค้นคว้า
จากแหล่งอ่นื เชน่ หนังสือ วารสารสัมภาษณ์ ฯลฯ ผู้เขียนควรระบุด้วยว่าขอ้ ความตอนใด ได้มาจากแหล่งใด
ตามหลักการเขียนอ้างอิงแบบนาม-ปี เพอ่ื เป็นแนวทางสาหรบั ผูอ้ ่านท่ีต้องการศึกษาเพ่ิมเติมและเพอ่ื แสดง
มารยาทในการเขียนรายงานวิชาการของผูเ้ ขียน

2.3 บทสรุป (Conclusion) มิใชก่ ารยอ่ ความโดยนาเน้ือหาสาระมากล่าวซา้ แตเ่ ปน็ การวิเคราะห์
ขอ้ มูลและสาระสาคญั เพื่อประมวลแง่มุมต่างๆ ทน่ี ่าสนใจ แล้วนาเรียบเรียงเป็นบทสรปุ ภาษาท่ีใช้ในการ
นาเสนอเรอ่ื งมักเปน็ ภาษาทางการ ใช้วิธีเขยี นด้วยการลาดบั ความใช้ คางา่ ย มกี ารใช้เหตผุ ลนาเสนอ นยิ มใช้
ถอ้ ยคาสานวนของผเู้ ขียนเอง เปน็ การเขยี นย้าหรอื เน้นประเดน็ สาคัญของเนื้อหาหรอื สรุปผลของการศึกษา
ค้นคว้าในแต่ละบท ให้ระบเุ ลขท่บี ทและหวั ข้อใหญ่ของแตล่ ะบท โดยคาวา่ “บทท่ี…” และหวั ข้อใหญข่ องแต่ละ
บท ใหเ้ ขียนไวก้ ลางหน้ากระดาษ ไมต่ ้องขดี เส้นใต้ใชร้ ปู แบบอักษร TH Sarabun ขนาด 18 พิมพห์ นา โดย
เขยี น “บทที่…” ไว้บรรทัดแรก และบรรทัดถัดมาเปน็ หวั ข้อของบทนน้ั แล้วเวน้ 1 บรรทัด แลว้ จงึ ขนึ้ ในส่วน
ของเนือ้ หา

3. สว่ นท้าย (Back matter) ประกอบด้วยเรือ่ งราวต่างๆ ดังน้ี
3.1 เอกสารอ้างองิ หรือบรรณานุกรม (References หรอื Bibliography) เป็นบญั ชปี ระมวล

รายชือ่ หนงั สอื วารสารและเอกสารต่างๆท่ใี ชใ้ นการศึกษาคน้ ควา้ ถา้ เป็นบัญชที ่ีแสดงเฉพาะเอกสารท่ีใช้ใน
รายงานหรอื ทีป่ รากฏในอา้ งอิงแบบนาม-ปี ให้ใช้คาว่า “เอกสารอา้ งอิง” แตถ่ ้ามีเอกสารอืน่ ๆ ท่ใี ช้ในการศกึ ษา
ค้นคว้าที่นอกเหนอื จากที่ปรากฏในอา้ งองิ แบบนาม-ปใี นรายงาน ให้ใชค้ าว่า “บรรณานุกรม”

เอกสารประกอบการเรียน รายวชิ าภาษาไทย ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓

ห น้ า | ๗๕

(คาวา่ “เอกสารอ้างองิ ” หรือ “บรรณานุกรม” ให้เขียนไวก้ ลางหนา้ กระดาษ ไม่ตอ้ งขดี เส้นใต้ ใชร้ ปู แบบอักษร
TH Sarabun ขนาด 18 พิมพ์หนา เวน้ 1 บรรทดั แลว้ จงึ เขยี นบรรทดั แรกตามรูปแบบการเขียนที่กาหน ดใน
บทท่ี 2”

3.2 ภาคผนวก (Appendix) เปน็ เรอ่ื งท่นี ามาเพิ่มเติมรายงานให้สมบรู ณ์ แต่มิใชเ่ น้อื หาโดยตรง
ของเรอื่ ง จดั แยกไวท้ า้ ยเลม่ ถ้ามีหลายเร่ืองกจ็ ัดเป็นภาคผนวก ก ภาคผนวก ข ตามลาดับ
ในการเขียนภาคผนวก ใหเ้ ขยี นไว้ส่วนท้ายสุดของเล่ม โดยใหเ้ ขียนคาว่า “ภาคผนวก” ไวต้ รงส่วนกลางของ
หน้ากระดาษ ไมต่ อ้ งขดี เส้นใต้ ใชร้ ปู แบบอักษร TH Sarabun ขนาด 18 พิมพ์หนา แลว้ หนา้ ถัดไปบรรทดั แรก
ใหเ้ ขยี นคาวา่ “ภาคผนวก” ไวต้ รงส่วนกลางของหน้ากระดาษ ไม่ต้องขีดเสน้ ใต้ ใช้รปู แบบอกั ษร TH Sarabun
18 พมิ พห์ นา แลว้ เว้น 1 บรรทัด จงึ เริม่ เขียนรายละเอยี ดของภาคผนวก
รูปแบบการเขียนรายงาน

๑.กาหนดใหใ้ ชก้ ระดาษสีขาว ชนิดไม่ต่ากวา่ 70 – 80 แกรม ขนาด A4 ไมม่ ีเส้นและใชเ้ พยี ง
หนา้ เดียว (หรอื ตามความเหมาะสม)

๒. กระดาษทาปกใหใ้ ช้กระดาษสขี าว หรือสีพืน้ หรอื แบบที่มลี วดลายในตวั หรอื มีรปู ภาพ
ประกอบทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั เนือ้ หาในรายงาน

๓. รปู แบบตวั อักษร ใหใ้ ชเ้ ป็นสดี า คาว่า “คานา” “สารบัญ” “บทที่” และหัวขอ้ ใหญ่ ให้ใช้
รปู แบบอักษรเป็น TH Sarabun ขนาด 18 พมิ พห์ นา และในสว่ นของเน้อื หากาหนดใหใ้ ชร้ ปู แบบตัวอักษร TH
Sarabun ขนาด 16 พิมพธ์ รรมดา แต่ในส่วนของหวั ขอ้ ยอ่ ยให้ใชพ้ ิมพ์หนา

๔. การต้ังค่าหนา้ กระดาษ กาหนดดังน้ี
– ก้ันหน้าหรือด้านซ้าย (ส่วนทเี่ ย็บเล่ม) และขอบบน ตง้ั คา่ 1.5 นิว้ หรอื 3.81 เซนตเิ มตร
– กนั้ หลงั หรอื ด้านขวา และขอบลา่ งตั้งค่า 1.0 นว้ิ หรือ 2.54 เซนติเมตร
๕. การยอ่ หน้า ยอ่ หน้าแรกให้เวน้ จากกรอบซา้ ย 7 ช่วงตัวอักษร แลว้ พมิ พ์ตรงตัวท่ี 8 ย่อ
หนา้ ที่ สอง หรือย่อหนา้ ต่อๆ ไปให้เวน้ เข้าไปอกี คร้ังละ 3 ชว่ งตัวอกั ษร หรอื ใช้วธิ ีการตง้ั แท็บเพอื่ ให้ตัวอักษร
ตรงกนั โดยย่อหน้าแรกตัง้ เป็น 0.6 นวิ้ และย่อหนา้ ต่อๆ ไปให้เว้นเข้าไปอกี ครั้งละ 3 ช่วงตัวอกั ษร เลขกากับ
หน้า ให้พิมพไ์ ว้มุมบนขวา หา่ งจากขอบบน 1 นิว้ โดยแบง่ เป็น 2 ส่วน ดังนี้
– เลขกากบั หน้าของส่วนนาเรือ่ ง ซงึ่ ในการเขยี นรายงานภาษาไทยนิยมใช้ ก ข และ ค
ตามลาดบั ส่วนในรายงานภาษาองั กฤษ อาจใช้เป็น a, b และ c หรอื ใช้เป็นตัวเลขโรมันI, II และ III
– เลขกากบั หน้าของส่วนเนื้อเรือ่ งใหล้ าดับตวั เลข 1, 2, …
การจาแนกหวั ขอ้ ควรให้หวั ข้อกบั รายละเอยี ดอยูใ่ นหน้าเดยี วกนั และมี 3 รปู แบบ ดงั น้ี
– แบบที่ 1 ถา้ ลาดบั หวั ข้อใหญแ่ ล้วตามด้วยหัวขอ้ รองโดยไม่มีขอ้ ความคน่ั ให้เขียนหวั ขอ้
ยอ่ ยลงไปไดแ้ ค่ x.x.x เท่านัน้ แลว้ ใหเ้ ปลีย่ นรูปแบบ อาจใชเ้ ป็น ก ข ค หรือ 1) 2) 3) ก็ได้ เชน่

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาภาษาไทย ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓

ห น้ า | ๗๖

1.//หวั ขอ้ ใหญ่
1.1//หวั ข้อรอง
1.1.1//หัวข้อย่อย

1)//ข้อความ……………………………………………………………………………………………….
2)//ขอ้ ความ……………………………………………………………………………………………….
3)//ข้อความ……………………………………………………………………………………………….

1.1.2//หัวข้อยอ่ ย
1)//ขอ้ ความ……………………………………………………………………………………………….

2)//ข้อความ……………………………………………………………………………………………….
3)//ขอ้ ความ……………………………………………………………………………………………….

1.2//หัวขอ้ รอง
ข้อความ…………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………
– แบบที่ 2 ถ้ามีข้อความคน่ั ระหว่างหัวขอ้ ใหญ่และหวั ข้อรอง ใหต้ ัวเลขของหวั ขอ้ รองตรงกบั ย่อหนา้ แรกของ
ข้อความ (แท็บ 0.6 นวิ้ ) และข้อความของหวั ข้อรองใหย้ ่อหน้าตรงกับตัวอักษรตัวแรกของหัวข้อรอง

1. หวั ข้อใหญ่
ขอ้ ความ……………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………….

1.1//หวั ข้อรอง
ขอ้ ความ…………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………….
1.2//หัวขอ้ รอง
ขอ้ ความ…………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………….
1.2.1//หวั ขอ้ ย่อย
ข้อความ……………………………………………………………………………………………….

………………………………………………………………………………………………………………………………………….
1.2.2//หวั ข้อยอ่ ย
ข้อความ……………………………………………………………………………………………….

………………………………………………………………………………………………………………………………………….
– แบบท่ี 3 ถา้ ไมก่ ากบั เลขของหวั ข้อใหญ่ ก็ให้นับลาดบั ของหวั ข้อรองเปน็ 1, 2,…

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาภาษาไทย ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ ๓

ห น้ า | ๗๗
หวั ข้อใหญ่
ข้อความ……………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………….
1.//หัวขอ้ รอง

ข้อความ…………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………….

2.//หวั ข้อรอง
ข้อความ…………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………….
หมายเหตุ / หมายถงึ จานวนครง้ั การเคาะ space bar

การอ่านจับใจความ

ใจความ คอื ขอ้ ความสาคัญในบทพูดและบทเขยี น
พลความ ทาหน้าทขี่ ยายใจความใหช้ ัดเจนยงิ่ ขึ้น ถ้าตดั ข้อความออกผู้อา่ นก็ยงั เข้าใจเร่อื งน้ัน
เช่น การยกตวั อยา่ ง การเปรยี บเทียบใหเ้ หน็ ภาพ การให้เหตุผลประกอบ เปน็ ตน้

ตอนท่ี ๑ ให้นกั เรียนขดี เสน้ ใต้ใจความสาคญั ของตัวอย่าง (ท ๑.๑ ม.๓/๓)
หลกั การอ่านนั้น สิ่งสาคัญประการแรกคือเราจะตอ้ งจบั สาระสาคญั ใหไ้ ด้ หากเนอ้ื ความนั้น

เป็นร้อยแก้วก็ควรสังเกตจาก ประโยคใจความสาคัญ ของย่อหนา้ ซ่งึ ปรากฏได้ ๔ ตาแหนง่ คือ
๑. ....................................................................................... ........................................................................
ลักษณะเน้อื ความ : ประโยคใจความสาคญั + ข้อความขยาย
หลกั สงั เกต ขอ้ ความขยายท่ีตามมามเี น้อื ความขยายใจความสาคัญก่อนหน้า

และมคี าเชอื่ มหนา้ ขอ้ ความขยาย - เพราะ เชน่ ไดแ้ ก่ ประการท่ีหน่ึง

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ าภาษาไทย ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๓

ห น้ า | ๗๘

ตัวอยา่ ง

ทะเลสาบแถบชอ่ งแสมสารมสี ัตวท์ ะเลหลากหลายให้ชนื่ ชมมากกว่าท่ีอืน่ อาจเปน็ เพราะสภาพ
ทีเ่ ปน็ ช่องแคบ กระแสนา้ ไหลแรง เช่ยี วกราก จึงพัดพาเอาออกซิเจนจากผวิ น้าถ่ายเทไปไดล้ กึ อกี ท้งั มอี าหาร
จาพวก แพลงก์ตอน พืช และสัตว์อุดมสมบูรณ์ จึงมีปลาเลก็ ปลาน้อย รวมทั้งปลาใหญ่ เช่น ฉลามหูดา
มาชุมนุมกนั อย่ใู นทะเลแถบนี้ วันดีคืนดีแม้แตป่ ลาโลมาสตั วเ์ ลยี้ งลูกดว้ ยนมก็เคยมีผู้พบเห็นมาแล้ว

ลองวิเคราะห์ ใจความสาคญั มีคาสาคัญ คอื …………………………………………………………………………

ขอ้ ความขยาย ขยายโดย ………………………………………………………………………………..

ตัวอย่าง

อ้อยเป็นพืชท่ีปลูกง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อม เม่ือ ปลูกแล้วสา มาร ถเก่ียว เ กี่ยว
ไดห้ ลายคร้ัง ทีส่ าคัญทีส่ ุดคือออ้ ยมตี ลาดรับซอ้ื ท่ีแนน่ อน หากเป็นอ้อยท่ปี ลูกเพื่อส่งขายใหแ้ กโ่ รงงานน้า ตาล
ออ้ ยจึงเป็นพชื ให้ความหวานที่เกษตรกรนยิ มปลกู กันมาก

ลองวิเคราะห์ ใจความสาคัญ มคี าสาคัญ คือ …………………………………………………………………………

ข้อความขยาย ขยายโดย ………………………………………………………………………………..

ตัวอยา่ ง

ลกั ษณะอาหารเจมีความเครง่ ครัดในการปรุงมากกว่าอาหารมังสวริ ัติ เครอ่ื งเทศเคร่ืองปรุง
หลายชนิดถูกห้ามนามาใช้ในการทาอาหารเจ เพราะมีความเช่ือวา่ จะไปกระตุ้นอารมณ์ ในขณะที่อาหาร
มังสวิรัตินั้น เพียงห้า มรับป ร ะทา น จ า พวกเน้ือสัตว์เท่า น้ัน อา หา ร มังสวิรัติจึงมีควา มเข้มงวด
นอ้ ยกวา่ อาหารเจ

ลองวเิ คราะห์ ใจความสาคญั มคี าสาคัญ คอื …………………………………………………………………………

ข้อความขยาย ขยายโดย ………………………………………………………………………………..

ตวั อย่าง

ครูบางคนเข้าใจว่า วรรณคดีเป็นเรอ่ื งท่ีชว่ ยสอน ศีลธรรมให้แก่ผ้อู ่าน ทั้งน้ีอาจเปน็ เพราะ
วรรณคดีส่วนใหญ่ที่เรียนกัน อยู่ในปัจจุบันนับเป็น เรื่องท่ีเน้น ให้เห็นถึงคุณธรรมใน การดา เนิน ชี วิต
ซึ่งคุณธรรมท่ีปรา กฏนั้น เป็น เพียงแง่หน่ึงของวรร ณคดี การท่ีจะนาประโยชน์หรือแน วทา ง เพี ยง
แนวเดยี วมาเปน็ หวั ใจของเร่อื งท้ังเรื่องจงึ ไม่ถกู ตอ้ ง การเรยี นวรรณคดโี ดยม่งุ ให้เปน็ สง่ิ สอนใจจงึ ไมใ่ ช่การเรียน
วรรณคดีตามความหมายท่ีแท้จริง เช่นเดียวกับการเรียนวรรณคดีในแง่ของประวัติศาสตร์ โบราณคดี

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ าภาษาไทย ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ ๓

ห น้ า | ๗๙

การศึกษาภาษา สิ่งเหล่าน้ีลว้ นเป็นเพียงส่วนประกอบของวรรณคดีท้งั สิ้น ไม่ใช่ตัววรรณคดี การท่ีเด็กจะ
มองเหน็ คณุ คา่ ของวรรณคดที ีแ่ ทจ้ ริงไดน้ ้ันครตู ้องมองเห็นกอ่ น
ลองวิเคราะห์ ข้อความเกร่นิ นา ความว่า ………………………………………………………………………………

ใจความสาคัญ มคี าสาคัญ คอื …………………………………………………………………………
ข้อความขยาย ขยายโดย …………………………………………………………………………….

ขอ้ สงั เกต

๑. การจับใจความสาคัญน้นั สามารถสงั เกตไดจ้ ากคานามหรือคากรยิ าสาคัญ

ในประโยคใจความสาคัญหรอื คาที่ปรากฏหลายครั้งในย่อหน้าน้นั

๒. ประโยคคาถามเชิงวาทศลิ ป์ คือ ประโยคคาถามทไี่ มอ้ งการคาตอบ มจี ดุ ประสงคเ์ พอ่ื กระตุ้นให้คิด
และโนม้ น้าวใจด้วยเหตผุ ล จึงไมใ่ ช่ประโยคใจความสาคญั แน่นอน

๓. หากเป็นการอ่านจบั ใจความสาคัญในแบบทดสอบ พยายามโยงคาสาคัญของตัวบทในโจทย์
กบั ตัวเลอื กให้ตรงกนั หากตรงมากที่สดุ ตัวเลือกนนั้ จะเปน็ คาตอบทถ่ี ูกตอ้ ง

ตอนที่ ๑ จงเลอื กคาตอบทถี่ กู ตอ้ งทสี่ ุดเพยี งคาตอบเดียว (ท ๑.๑ ม.๓/๓)

๑. ข้อใดเป็นประโยคใจความสาคญั ของข้อความต่อไปน้ี

(๑) ภาวะโภชนาการเปน็ เร่ืองจาเปน็ อยา่ งมากในวยั ๕๐ ปี/ (๒) เพราะการไดร้ ับสารอาหาร

ท่ีเป็นประโยชน์ต่าง ๆ อย่างครบถ้วนสมดุล / (๓) โดยเฉพาะวิตามินและเกลือแรจ่ ะมีสว่ นชว่ ยให้รา่ งกาย

แขง็ แรง มีภมู ิต้านทาน ไม่ติดเช้ือและเจ็บปว่ ยได้ง่าย / (๔) รา่ งกายจะสามารถต้านโรครา้ ย ตา่ ง ๆ รวมถึง

ปอ้ งกันและชะลอความเสื่อมของรา่ งกายและจิตใจได้

๑. ข้อ (๑) ๒. ขอ้ (๒) ๓. ขอ้ (๓) ๔. ข้อ (๔)

๒.ขอ้ ความต่อไปนสี้ ่วนใดเปน็ ใจความสาคญั

๑) เม่ือเกิดบาดแผลข้ึน การลา้ งทาความสะอาดแผลจะทาใหแ้ ผลหายเร็วและลดการอักเสบ

จากการติดเช้ือได/้ ๒) กรณบี าดแผลเล็กแต่ลึก การทาความสะอาดสาคัญมาก/ ๓) แผลเลก็ ลึกเชน่ ตะปตู าตอ้

งาความสะอาดลกึ ลงไป/ ๔) บางครั้งปากแผลปิดแตข่ า้ งยังไมห่ ายอาจจะอักเสบหรือเป็นบาดทะยักได้

๑. สว่ นที่ ๑ ๒. ส่วนท่ี ๒ ๓. สว่ นท่ี ๓ ๔. สว่ นท่ี ๔

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาภาษาไทย ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๓

ห น้ า | ๘๐

๓.ใจความสาคัญของข้อความต่อไปนอี้ ยู่ทส่ี ่วนใด

๑) พลาสติกเป็นวัสดุทีจ่ าเป็นตอ้ งใช้ในชีวติ ประจาวัน / ๒) ภาชนะพลาสติกนิยมใช้บรรจุ

ส่ิงของต่างๆ ไมว่ า่ ร้อนหรือเย็น / ๓) ข้อเสยี ของพลาสติกคือยอ่ ยสลายชา้ และยงั มผี ลทาใหโ้ ลกรอ้ นย่งิ ขนึ้ / ๔)

ขยะพลาสติกที่ลอยในมหาสมุทรมจี านวนถงึ ๔๖,๐๐๐ ชิ้น

ต่อ ๒.๖ ตารางกิโลเมตร

๑. สว่ นท่ี ๑ และ ๒ ๒. ส่วนที่ ๑ และ ๓

๓. ส่วนที่ ๒ และ ๔ ๔. สว่ นท่ี ๓ และ ๔

๔. ขอ้ ใดเป็นใจความสาคญั ของขอ้ ความตอ่ ไปนี้

ความตายเปน็ เพียงการเดนิ ทางไปสบู่ ้านหลังใหม่ ไมม่ ใี ครเลย “ตาย” ไปจากหวั ใจของคนท่รี ัก

ตราบใดทเ่ี รายงั ระลกึ ถงึ คนท่เี รารักก็ยงั คง “มีชวี ิต” อย่ตู ราบนั้น ไม่มวี ันแตกดับไปตามกาลเวลา

๑. ความตายเป็นส่งิ ที่ทุกคนตอ้ งพบ ๒. การตายเป็นการเปล่ยี นทอ่ี ย่ใู หม่

๓. ผตู้ ายยงั คงอยู่ ในใจของผู้ที่รักเขา ๔. ผู้ทต่ี ายแลว้ ยังมผี ู้ระลกึ ถงึ อยูเ่ สมอ

๕. ข้อความตอ่ ไปนมี้ สี าระสาคัญเกี่ยวกับเรอ่ื งใด

ขา้ พเจ้าใครจ่ ะกลา่ วแก่ทกุ ทา่ นว่า การทานบุ ารงุ ประเทศชาตินั้นมิใชเ่ ป็นหน้าทข่ี องผู้หนง่ึ ผใู้ ด

โดยเฉพาะ หากเปน็ ภาระความรับผดิ ชอบของคนไทยทุกคนท่จี ะต้องขวนขวายกระทาหนา้ ทขี่ องตน ให้ดที ่ีสดุ

เพื่อธารงรกั ษาชาติบ้านเมอื งใหเ้ จริญมัน่ คงและผาสกุ ร่มเยน็

๑. ความรบั ผดิ ชอบของผู้นา ๒. ความสามคั คขี องคนในสงั คม

๓. ความเจรญิ มั่นคงของประเทศ ๔. ความสานกึ ร้หู นา้ ทข่ี องคนไทย

๖. ข้อใดเปน็ ใจความสาคญั ของข้อความต่อไปนี้

อาหารญี่ปุ่นท่ีเด่น ๆ คือ ปลาซ่ึงมีโปรตีนที่ดีกว่าเน้ือสัตว์ชนิดอื่นเพรา ะมีโอเ มก้า 3
ซ่ึงชว่ ยลดอัตราเสีย่ งต่อโรคหวั ใจและโรคหลอดเลือด และยงั มวี ติ ามนิ เกลอื แร่มาก อีกท้ังอาหารญี่ป่นุ มักใช้
สาหรา่ ยเป็นสว่ นประกอบหลกั ซ่งึ มที งั้ โปรตนี ไอโอดีน และใยอาหารสงู จึงชว่ ยเรอื่ งการยอ่ ย และระบบขับถ่าย

๑. อาหารญป่ี ุ่นมคี ณุ ค่าทางโภชนาการสงู ๒. อาหารญปี่ ่นุ ใหโ้ ปรตีนสงู กวา่ อาหารชาตอิ น่ื
๓. อาหารญป่ี ุน่ ช่วยรักษาโรคตา่ ง ๆ ได้ ๔. อาหารญปี่ ุน่ ชว่ ยควบคุมนา้ หนกั ได้
๗. ข้อใดเป็นใจความสาคัญของขอ้ ความตอ่ ไปนี้

“วจิ ารณญาณ” พจนานุกรมใหค้ วามหมายวา่ ปญั ญาทส่ี ามารถรู้หรือให้เหตผุ ลท่ถี กู ตอ้ ง แต่
ไม่ใชท่ ุกคนมีวิจารณญาณ และในคนทีม่ ีวิจารณญาณก็อาจมไิ ดม้ ีในทกุ เร่อื งชีวิตคนเราผิดบา้ งไม่เปน็ ไร แต่อย่า
ผิดเรอ่ื งสาคัญ กอ่ นตัดสนิ ใจเรอ่ื งอะไรจงึ ตอ้ งใชว้ ิจารณญาณให้ดี เราจะไดท้ ันคน ทันเกม และทันชวี ิต

เอกสารประกอบการเรียน รายวชิ าภาษาไทย ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๓

ห น้ า | ๘๑

๑. เร่ืองสาคญั ของชวี ติ ตอ้ งใชว้ ิจารณญาณ
๒. วิจารณญาณมคี วามสาคญั ตอ่ การดาเนนิ ชีวติ
๓. การใช้วิจารณญาณเป็นธรรมชาตขิ องมนษุ ย์
๔. วิจารณญาณหมายถึงปญั ญาที่สามารถรู้และให้เหตุผลได้
๘. ขอ้ ใดเปน็ สาระสาคญั ของข้อความตอ่ ไปนี้

คนส่วนใหญ่ไม่คอ่ ยรตู้ ัว ยงั คงอยากได้อะไรท่ีมากข้ึนๆ ไมว่ า่ จะเปน็ เงนิ ทอง เกียรตยิ ศช่อื เสียง
หรือความรัก และก็มักจะไม่ได้ดงั ใจนกึ ความทุกข์ก็ยงิ่ มีมากขน้ึ ตามวัยที่มากขน้ึ ดว้ ย

๑. คนเราเม่อื อายุมากขน้ึ ก็ย่อมมีความอยากได้มากข้ึนตามวัย
๒. ถา้ คนเรามคี วามอยากได้ไม่มที ส่ี ิ้นสดุ ก็จะยิ่งมีความทุกข์
๓. คนสว่ นใหญ่อยากไดข้ องบางอย่างแล้วไมไ่ ด้ จึงเกิดความทกุ ข์ใจ
๔. สว่ นใหญ่ความทกุ ข์ของคนเกดิ จากความอยากไดเ้ งินทองเกยี รติยศ
๙. ข้อความตอ่ ไปนี้สรุปความไดต้ ามขอ้ ใด

ทกุ วนั น้อี ารยธรรมต่างประเทศหลง่ั ไหลเข้าประเทศมากทัง้ วัตถุนยิ ม คตินยิ มความเชอ่ื ถ้าคน
ไทยอ่อนไหวรบั วัฒนธรรมตา่ งประเทศ ความเป็นชาตไิ ทยกจ็ ะหมดไปเรอ่ื ยๆ คนรนุ่ หลงั จะไมม่ โี อกาสไดเ้ หน็
ศลิ ปวฒั นธรรมไทย คนรนุ่ เราจะต้องตระหนกั สบื ทอดสานตอ่ งานท่บี รรพบุรุษได้สร้างไว้อย่างมหาศาลอยา่ ง
ต่อเนื่องเพ่อื เปน็ มรดกทางวัฒนธรรม

๑. คนรุ่นหลงั จะไม่ไดเ้ หน็ ศลิ ปวฒั นธรรมไทย ถ้าคนรนุ่ ปัจจุบนั ยงั ลุม่ หลง วัฒนธรรม
ตา่ งประเทศ

๒. อายธรรมต่างประเทศหลง่ั ไหลเข้ามามากเพราะคนไทยอ่อนไหวและเชอ่ื งา่ ย
๓. การรับวัฒนธรรมต่างประเทศทาลายความเป็นชาตไิ ทย
๔. คนไทยควรเห็นคุณคา่ และช่วยกนั สบื สานศิลปวฒั นธรรมไทย
๑๐. ขอ้ ใดไมไ่ ดก้ ลา่ วถงึ ในขอ้ ความต่อไปนี้

แพทย์ไทยเหน็ ว่าเดก็ ไทยกาลังถูกโรคอ้วนรมุ เร้าอนั เปน็ ผลจากการกนิ อาหารฟาสตฟ์ ู้ด จงึ
ร่วมกันจัดการประกวดการลดน้าหนกั เพือ่ ขจัดความเสยี่ ง เปน็ การจูงใจคนทุกวัยให้เห็นความสาคัญของการลด
นา้ หนักมากกว่าทจ่ี ะปล่อยให้ตัวเองอ้วนตอ่ ไป

๑. ผลเสียของโรคอว้ น ๒. การแข่งขันลดความอ้วน
๓. ภัยของการบริโภคอาหารจานด่วน ๔. วธิ กี ารปอ้ งกันและรกั ษาโรคอ้วน

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาภาษาไทย ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ ๓

ห น้ า | ๘๒

๑๑. ตามรายงานต่อไปนี้ ข้อใดไมใ่ ชส่ าเหตุโดยตรงของโรคอ้วน

ผลสารวจลา่ สุดในจนี พบวา่ หนง่ึ ในสี่ของเด็กวัยรุ่นชายในเมอื งใหญไ่ ดก้ ลายสภาพเป็นเด็กอว้ น
ไปแล้ว อนั เป็นผลมาจากความนยิ มตะวันตกและการเติบโตทางเศรษฐกจิ ทาใหป้ ระชาชนอยู่ดกี ินดีขึ้น เดก็
ตอ้ งคร่าเครง่ กับการเรยี นจนไม่มีเวลาได้ออกกาลังกาย นโยบายจากัดใหแ้ ต่ละครอบครัวมีบุตรไดเ้ พยี งคนเดียว
ของทางการจนี ก็เป็นอีกปัจจยั สาคญั ท่สี ง่ ผลต่อโรคอว้ นในเดก็ ชาย เพราะลูกชายโทนจะไดร้ ับการปรนเปรอ
เยยี่ ง “จักรพรรดนิ ้อย”

๑. เดก็ คร่าเคร่งเรียนหนงั สือมากเกนิ ไป ๒. เด็กไม่ไดอ้ อกกาลงั เพียงพอ
๓. เด็กอยู่ดกี นิ ดมี ากเกนิ ไป ๔. เด็กนยิ มกินอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์
๑๒.ตามสาระของข้อความต่อไปนี้ ข้อใดกล่าวผดิ

การเรยี บเรยี งลาดับขอ้ ความผดิ ท่ใี นประโยคเป็นอีกเรื่องหนง่ึ ท่ีทาให้อ่านยากและกากวม จะ
เห็นกนั อยเู่ สมอถ้าผเู้ ขียนหรอื ผู้พิสจู นอ์ กั ษรอ่านทบทวนและจัดลาดบั เสยี ใหมก่ ่อนปล่อยผ่านออกไปก็จะชว่ ย
ใหก้ ารอา่ นราบร่ืนไมส่ ะดุด

๑. ความกากวมของขอ้ ความเกิดจากการเรยี งลาดบั ความผิดตาแหน่ง
๒. ผู้เขยี นสามารถขจดั ความกากวมของขอ้ เขยี นได้ดว้ ยตนเอง
๓. การตรวจทานเป็นวิธีหนง่ึ ทชี่ ว่ ยใหม้ ีการเรยี งลาดบั ความได้
๔. ความบกพร่องดา้ นการเรียงลาดบั ข้อความเกดิ ขน้ึ เปน็ ประจาจนแก้ไขไม่ได้
๑๓. ข้อใดไม่ได้กล่าวถึงในขอ้ ความต่อไปน้ี

ความสามคั คนี ัน้ อาจหมายความถึงเหน็ ชอบเหน็ พอ้ งกนั โดยไมแ่ ย้งกันความจริงงานทุกอย่าง
หรอื การอยู่เป็นสงั คมย่อมต้องมคี วามแยง้ กัน ความคดิ ต่างกันไมเ่ สยี หาย แต่อยูท่ ีจ่ ิตใจของเรา ถ้าเราใช้หลัก
วชิ าและความปรองดองด้วยการใช้ปญั ญา การแย้งตา่ งๆ ยอ่ มเป็นประโยชน์

๑. การไมข่ ัดแย้งกันก่อใหเ้ กดิ ความสามคั คี
๒. ตามปกตทิ ุกสงั คมยอ่ มมคี วามขดั แย้งกนั
๓. ความขัดแยง้ อาจเปน็ ประโยชน์หากเรารจู้ กั แกไ้ ขด้วยปญั ญา
๔. หลักวชิ าและความปรองดองสามารถแก้ไขความขัดแย้งไดท้ ุกอย่าง

**************************************************************************************************

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ าภาษาไทย ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ ๓

ห น้ า | ๘๓

การเขยี นย่อความ

หลักการยอ่ ความ
๑. เขียนส่วนนาย่อความตามประเภทของเรื่อง
๒. อา่ นเร่ืองทงั้ หมด เพอ่ื ให้เขา้ ใจเรอ่ื งราวโดยตลอด รวมถงึ การทาความเขา้ ใจศัพท์

สานวนโวหารท่ีปรากฏในเรอ่ื ง หากเรอ่ื งทยี่ ่อเป็นรอ้ ยกรอง ควรถอดความเปน็ ร้อยแกว้ กอ่ น
๓. สังเกตใจความสาคญั เป็นตอนๆ (จบั ใจความสาคัญในแต่ละย่อหน้า)
๔. การปรบั เปลย่ี นความ : สรรพนามบุรษุ ที่ ๑ หรือ ๒ ต้องเปล่ยี นเป็นบรุ ษุ ที่ ๓ หรอื เอย่ ช่อื

ถ้าคาเดมิ เปน็ คาราชาศัพทใ์ ห้คงไว้ ข้อความทเ่ี ป็นคาพูดตอ้ งปรบั ใหป้ ระโยคบอกเลา่ ภาษาเขยี น
๕. เรียบเรียงใจความสาคญั ในแต่ละตอนให้เชือ่ มเปน็ เนื้อความเดียวกันโดยใช้คาเชอ่ื ม

ตอนที่ ๑ ใหน้ กั เรยี นขีดเสน้ ใต้แล้ว เขียนใจความสาคัญ / ความคดิ หลกั ของเนอื้ ความแต่ละตอน
ลงในกรอบท่ีกาหนด (ท ๑.๑ ม.๓/๓)

การรกั ษาหนังสอื
ส.พลายน้อย

ผมเคยพบนักเรียนและผใู้ หญ่หลายคนทอ่ี ่านหนงั สอื ได้แตไ่ ม่รู้จกั การรักษาหนังสอื ถูกแล้วการ
อ่านหนงั สือได้ ไมจ่ าเปน็ ทีจ่ ะต้องรกั ษาหนังสือเหมอื นกันไปหมดทกุ คน บางคนชอบอา่ นหนงั สือแต่ไมค่ านึงถึง
การรักษาหนงั สือให้คงทนถาวร หนงั สือจะยบั จะขาดอยา่ งไรไมอ่ ินังขงั ขอบ ปลอ่ ยไปตามเรื่อง ซ่ึงเปน็ เรื่องที่น่า
เสียดายอยา่ งย่งิ

ผมคิดว่าการเป็นนกั อ่านท่ีดีนน้ั นา่ จะต้องเป็นนักรกั ษาท่ีดีด้วย จึงได้ช่ือว่าเป็นคน “รกั ”
หนังสืออย่างแท้จริง พวก “นักเลงหนังสือ” เขามีวิธีดูคนอ่านหนังสือว่าจ ะรักษาหนังสือจริง หรือ
ไมจ่ ริงอยู่อย่างหน่ึงคอื ดูวิธจี ับหนังสือ ถา้ จับหนงั สอื อย่างทะนุถนอม ไมก่ างแบะออกไปเต็มที่หรือพับกลับทา

เอกสารประกอบการเรียน รายวชิ าภาษาไทย ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๓

ห น้ า | ๘๔
มุม ๓๐๐ องศาเลยทเี่ ดียว กน็ ับวา่ เป็นนกั อ่านท่ดี มี คี วามรกั ทะนุถนอมหนงั สือ แต่ถา้ จบั หนังสือกางแบะออกไป
เตม็ ที่ เขากม็ กั ปฏเิ สธไมย่ อมให้ยืมหนังสือเลยทีเดียว

ผมเคยสะสมหนงั สือเก่าๆ ไว้เปน็ จานวนมาก บางเล่มมีอายตุ ้ัง ๑๐๐ ปี หนังสือเหลา่ นเี้ หมือน
คนแกท่ ไ่ี มม่ ีกาลงั วังชาทจ่ี ะต้านทานงานหนักได้ ถา้ เราจับอยา่ งไมท่ ะนถุ นอมก็ยอ่ มจะฉกี ขาดหรอื หักได้เพราะ
กระดาษกรอบมาก เม่ือชารดุ ลงกย็ ากทจ่ี ะซอ่ มคืนไดด้ ังเดิม หนังสอื อย่างนี้ผมไม่ยอมให้ใครจบั ต้องเลยเป็นอัน
ขาด เพราะผมสงสารหนังสอื ท่ถี กู คนจบั อย่างไรป้ ราณีของนักอา่ นประเภทหน่ึงท่ีไม่คานึงถึงการรักษา

ในบรรดาหนงั สอื เก่าๆ ท่ีผมไดซ้ อ้ื รวบรวมไวน้ นั้ บางเล่มมีเชือกเส้นเล็กๆ ผูกตดิ อยมู่ ุมปาก
หนังสือทั้งสองข้าง เมื่อกางหนังสือออก ปกจะกางออกเป็น ๙๐ องศาเท่าน้ันไม่ถึงกับกางรายลงไป
วิธีน้ีเป็นวิธีรักษาหนังสือไม่ให้ขาดได้วิธีหน่ึง แต่เป็นที่น่าเสียใจ ว่า มีบา งคนขอยืมไปแล้วตัด เชื อก
ออกเสยี เพราะเหน็ ว่าเกะกะ อ่านไม่สะดวก หารไู้ มว่ า่ นั่นเป็นการตัดนา้ ใจกันด้วย

นานมาแล้วผมเคยเปน็ ครูสอนหนงั สือนักเรียนมุสลิม สงั เกตเห็นวา่ เวลาเขาอา่ นคัมภรี ์ เขาจะ
วางหนงั สือไว้บนท่รี องซึ่งทาด้วยไมก้ ระดานเรยี กว่า “ลาฮา” ไมน้ ้เี ม่อื กางออกจะทามุมประมาณ ๑๒๐ –
๑๓๐ องศา เม่อื วางหนงั สอื ลงบนลาฮาแลว้ เปิดกางออก หนงั สอื จะกางเทา่ กบั มมุ ของลาฮา ผมไม่ทราบวา่ ผทู้ า
จะมีความประสงคอ์ ยา่ งไร แตเ่ มื่อเหน็ แล้วก็ชอบใจ เหน็ ประโยชน์วา่ ป้องกันไม่ใหห้ นังสือชารุดได้ดที ่ีสุด และ
ผมเองก็ทาไวใ้ ช้อันหน่ึง เวลาอ่านหนังสอื เล่มโตๆ ก็วางหนงั สอื บนลาฮาทีว่ ่านี้

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาภาษาไทย ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓

ห น้ า | ๘๕
การทาลายหนังสือโดยไม่ต้ังใจนี้มีอยู่เสมอและมักจะเกิดกับนักอ่านหนังสือที่มักง่าย เช่น
หนังสือถงึ หนา้ ไหนก็มักจะพับมุมหนังสือไว้ท่ีหน้าน้ัน การพับมุมหนงั สือทาให้หนงั สือยบั โดยไม่จาเป็น และถา้
เป็นหนังสอื เก่าก็จะหกั หรอื ขาดไปเลย ความจรงิ หนังสือสว่ นมากเขากม็ ีริบบ้ินไว้สาหรบั ค่ันให้แล้วดูช่างไม่นึก
เฉลียวใจเสยี บา้ งเลยวา่ เขามีริบบนิ้ ไว้เพือ่ อะไร ไม่รู้จกั ใช้ใหเ้ ปน็ ประโยชน์ นอกจากจะมกั ง่ายพับมุมหนังสือ
แล้วยงั มีการมักง่ายอีกหลายอยา่ ง เช่น นอนอ่านหนงั สอื พอง่วงเขาก็เอาหนงั สือวางไว้บนอก เม่ือหลับพลิกตัวก็
เลยทับหนังสอื แบนไป ทาให้หนังสอื หกั พับเสียหาย บางคนเวลาพลิกหนงั สอื ชอบเอามอื แตะน้าลายเสยี กอ่ น วิธี
นไ้ี ม่ดหี ลายประการ เพราะทาให้กระดาษเปียกชื้น ทาใหห้ นังสอื สกปรกเปน็ ท่รี ังเกยี จของคนอ่นื และอาจติด
เช้ือโรคได้ง่าย
เร่อื งการเอามือแตะนา้ ลายเวลาพลิกหนังสือน้ี ความจรงิ มนี ิทานอยู่หลายเรื่อง เชน่ เรือ่ งเอายา
พษิ ทาหนังสือไปใหศ้ ัตรอู ่าน ศตั รไู มร่ กู้ ลนสิ ัยมักงา่ ยอยู่แลว้ และชอบเอานิว้ แตะน้าลายพลิกหนงั สือ พอพลกิ จบ
เลม่ ยาพิษก็แลน่ ไปทั่วตวั ตายทันที บางคนเวลาใช้ดินสอดาชอบจุม่ น้าลายเขยี นเพื่อให้ตัวดา เร่ืองนี้กน็ า่ รงั เกยี จ
ศรีธนญชัยเคยเอาข้ีแร้งทาดินสอถวายพระเจา้ แผน่ ดนิ เม่ือเขยี นไม่ติดกจ็ ุ่มนา้ ลายเป็นการเสวยขแ้ี ร้งไปใน ตัว
เรอ่ื งนีจ้ งึ เป็นข้อเตือนสติได้เปน็ อยา่ งดี ไมค่ วรเอาอย่าง ครคู วรสอนนักเรยี นในขอ้ นใี้ ห้มากๆ เพราะเห็นทุก
โรงเรยี นครูบางคนก็เคยพบ

การฝึกให้รู้จักการจับหนังสือและคั่นหนังสือนี้ ควรฝกึ ตั้งแตเ่ ด็กๆ ครูการฝีมือก็อาจรว่ มด้วยได้
ผมเคยเหน็ เด็กนกั เรียนช้นั ประถมแคว้นซาราวัคหดั สานกระดาษสองสีทาเป็นแผ่นคลา้ ยเข็มขัดกว้างปร ะมาณ
หน่ึงนว้ิ ครึง่ ถามเขาวา่ ทาอะไร เขาบอกว่าบคุ มารก์ คือทีค่ ่ันหนงั สือ อยา่ งนเ้ี ขาสอนการฝมี อื ไปดว้ ย หดั ใหร้ จู้ ัก
ใชท้ ค่ี ัน่ หนังสือท่ถี ูกต้องไปด้วย ผมเห็นว่าการสอนการฝมี ือของเราควรมุ่งประโยชน์หลายอยา่ งจะดีกว่า เชน่
การสอนวาดเขียนก็อาจจะใหเ้ ด็กเขยี นรูปบนกระดาษที่ค่อนข้างแข็งระบายสีเปน็ รปู นก รูปตน้ ไม้อะไร ก็ได้
เสรจ็ แลว้ กใ็ ช้เปน็ ทีค่ น่ั หนงั สือ หรอื งานชา่ งไม้ก็จะลองให้เดก็ ทาลาฮาก็ได้ นอกจากจะวางหนังสอื ใช้เองแล้วก็
อาจขายได้อกี ดว้ ย

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาภาษาไทย ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ ๓

ห น้ า | ๘๖
เรอื่ งการรักษาหนังสือน้คี วามจริงคนโบราณทา่ นเอาใจใส่มาก และคงจะไดพ้ บเห็นคนมกั ง่ายมากเชน่ กัน ฉะน้นั
จงึ เหน็ คากลอนสอนคนทไ่ี ม่รู้จกั รกั ษาหนงั สือไว้ข้างทา้ ยเรอ่ื งบอ่ ยๆ เชน่ ในหนงั สอื เรือ่ งพระสุธนก็มีกล่าวไว้
เจบ็ ๆ ว่า

“หนงั สอื น้ีไซร้ ถา้ ใครยมื ไป สวดใหจ้ งดี
ยุงจบั หนงั สือ อย่าเอามอื ตี ตวั อกั ษรนี้ จะเลือนรางไป
มใิ ช่ของเอง ไม่มเี กรงใจ ทาเอาแตไ่ ด้
บา้ งถกู น้าหมาก นา้ มนั ขไ้ี ต้ เขาจะวา่ ให้ พวกไอ้เดรัจฉาน”
ใครไม่ตอ้ งการใหข้ า้ วของหนงั สือเขาว่าเอาอยา่ งนนั้ หรอื ต้องการรักษาหนังสือใหท้ นทาน
ก็ตอ้ งหัดเปน็ คนรักษาหนงั สอื รู้จกั วิธจี ับวธิ ีรกั ษาให้ดี อยา่ ประมาทเลนิ เล่อดงั เช่นท่กี ลา่ วมา

*************************************************************************************************

การเขียนชีวประวัติ /
อตั ชีวะประวตั ิ

ตอนที่ ๑ ให้นกั เรยี นเติมคาลงในช่องว่างใหถ้ ูกตอ้ งและได้ใจความ
๑. วธิ เี ขียนชีวประวตั แิ บบจาลองลักษณ์ คอื ..........................................................................................

..........................................................................................................................................................
๒. วธิ เี ขยี นชวี ประวัตแิ บบสดุดี คอื ........................................................................................................

................................................................................................................................................ ..........
๓. วิธเี ขยี นชีวประวัติแบบรอบวง คือ ...................................................................................................

..........................................................................................................................................................
๔. วิธเี ขยี นชวี ประวัติแบบประเมนิ คา่ คือ .............................................................................................

..........................................................................................................................................................

เอกสารประกอบการเรียน รายวชิ าภาษาไทย ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๓

ห น้ า | ๘๗
๕. วธิ เี ขยี นอัตชวี ประวตั ิ คอื ..................................................................................................................

..........................................................................................................................................................
๖. นกั เรยี นมแี นวทางการเลือกเขียนชีวประวตั ิของบุคคลอยา่ งไร .........................................................

..........................................................................................................................................................
๗. การนาเสนอชวี ประวัติควรนาเสนออย่างไร ......................................................................................

..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................

…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………

ตอนท่ี ๒ ให้นกั เรียนเขยี นอตั ชวี ประวตั ิหรือชีวประวตั ิบุคคลที่ตนสนใจ โดยดาเนนิ การตามขัน้ ตอนท่กี าหนด
(ท ๒.๑ ม.๓/๓)
๑. แนวคดิ หลกั ทต่ี ้องการนาเสนอ คอื .............................................................................................................
๒. แตกประเด็นความคิดจากแนวคิดหลกั ให้มากที่สุด (มีเหตกุ ารณห์ รอื เรอื่ งราวอะไรในชวี ติ ทสี่ นบั สนนุ
แนวคดิ หลัก)

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ าภาษาไทย ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี ๓

ห น้ า | ๘๘

๓. คดั ประเดน็ มาเขยี นโครงเรือ่ งอตั ชีวประวัตหิ รอื ชีวประวตั บิ ุคคลที่ตนสนใจ
ชอ่ื เรอื่ ง ..........................................................................................................................
ความนา ...................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
เน้อื เรื่อง ....................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
สรุป .................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๔. ลงมือเขียนอตั ชีวประวัต/ิ ชีวประวัติของบคุ คลทส่ี นใจ ความยาวไมเ่ กนิ ๒ หน้ากระดาษ

**************************************************************************************************

โวหารการเขยี น

เสริมความรู้ : กลวธิ ีในการสง่ สาร

โดยหลักแล้วในการสง่ สารไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียนนั้น จะมีโครงสรา้ งหลกั คือ
(๑) นาเรอ่ื ง (๒) เน้ือเรือ่ ง และ (๓) บทสรุป ซึ่งในการสง่ สารเพื่อใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพน้นั ผสู้ ง่ สาร
จาเปน็ จาตอ้ งเลือกใชก้ ลวิธใี นการส่งสารให้เหมาะสมกบั เนอ้ื หาและจดุ มุ่งหมายทต่ี ้องการจะสอื่ โดยมกี ลวิธีที่
น่าสนใจในแต่ละสว่ น ดงั นี้
๑. กลวธิ ใี นการนาเรือ่ ง
- นาด้วยคาถาม หรือข้อความท่นี ่าประหลาดใจ
- นาโดยการเลา่ เรือ่ งตรงกบั เรอ่ื งที่จะเขียน

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาภาษาไทย ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓

ห น้ า | ๘๙

- นาโดยการยกคากล่าว ขอ้ ความ สุภาษิต คาพังเพย

- นาโดยใช้บทรอ้ ยกรอง บทกวี วาทกรรมของบคุ คลสาคญั

- นาโดยการยกปญั หา หวั ข้อ ประเด็น หรือข่าวทกี่ าลงั อย่ใู นกระแสสงั คม

- นาด้วยการอธิบายความเป็นมาของเรอื่ ง - นาโดยการใหค้ าจากดั ความ

- นาด้วยการเปรียบเทียบ - นาโดยการสรา้ งความขดั แยง้ ของประเด็น

- นาด้วยตัวอย่าง ความดงี าม/ความลม้ เหลว - นาดว้ ยคาขวัญ, คาคม, โฆษณา, บทเพลง

- นาด้วยการสร้างความขบขัน - นาด้วยบทสรปุ ตวั เลข หรอื สถติ ิทีน่ ่าสนใจ

๒. กลวธิ ีในเนื้อเรอื่ ง

๒.๑ การเลอื กใชโ้ วหารการเขียน

- บรรยายโวหาร เปน็ โวหารใช้สาหรับเลา่ เรอื่ ง ตามลาดับเหตุการณ์ โดยเขียนตรงไปตรงมา
ไ ม่ อ้ อ ม ค้ อ ม ไ ม่ เ น้ น ร า ย ล ะ เ อี ย ด ก ล่ า ว ถึ ง ส า ร ะ ส า คั ญ แ ล ะ อ า จ มี ตั ว อ ย่ า ง ป ร ะ ก อ บ
ตามความจาเปน็ เพื่อใหเ้ ข้าใจ

- อธบิ ายโวหาร เปน็ โวหารใช้สาหรับแจกแจงให้เห็นความสัมพันธข์ องเน้ือหา หรือหลักวิชา
อยา่ งเปน็ เหตเุ ปน็ ผล โดยอาจใชค้ าจากดั ความประกอบ

- พรรณนาโวหาร เป็นโวหารมุ่งให้รายละเอียดจนผู้อ่านเกิดอารมณ์ เกิดจินตภา พ
ดว้ ยถอ้ ยคาที่สละสลวย

- สาธกโวหาร เป็นโวหารทย่ี กตวั อย่าง หรอื เรื่องราวขน้ึ มาประกอบ เพ่อื ให้เข้าใจชดั เจน แจ่ม
แจง้ มากขึ้น

- อุปมาโวหาร เป็นโวหารท่ยี กส่ิง หรือลกั ษณะอาการท่ีคล้ายคลึงกันมาเปรียบเทยี บเพื่อให้
เกิดความชดั เจน ทง้ั ดา้ นความหมาย เห็นภาพ หรอื สมั ผสั ทางอารมณ์หรือจติ ใจได้

- เทศนาโวหาร เป็นโวหารท่ีมุ่งสั่งสอนใหป้ ระพฤติดี หรอื ละเว้น เพื่อใหผ้ ู้อ่านเห็นแนวทาง
สามารถไตร่ตรอง สานึก คดิ ได้

๒.๒ การเลือกใช้คา/ระดับภาษา ใช้คางา่ ย/ศพั ทย์ าก ใชค้ าท่มี ีความหมายตรง/ตอ้ ง
ตีความหมาย ใชค้ าขยายมาก/น้อย ใช้ภาษาระดบั ทางการ/กึ่งทางการ/สนทนา

๒.๓ กลวธิ กี ารนาเสนอเรอ่ื ง
- เล่าเรอื่ งแบบตรงไปตรงมา
- เลา่ เร่ืองโดยใชล้ ลี าเร่ืองส้นั (ใชต้ วั ละคร จบแบบหักมมุ )
- เล่าเรื่องในรปู แบบของจดหมาย

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาภาษาไทย ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี ๓

ห น้ า | ๙๐

๒.๔ กลวธิ ใี นการดาเนินเร่อื ง

- ใชผ้ ู้เขียนเองเป็นตวั เดินเรื่อง (ใชส้ รรพนามแทนตนเองในการเล่าเร่อื ง)

- ใชบ้ ุคคลสมมติเป็นตวั เดินเร่ือง (ใหต้ ัวละครเล่าเร่ือง/เล่าเรือ่ งแบบนทิ าน)

๒.๕ กลวธิ กี ารลาดบั ความ

- ลาดบั ความตามวันเวลา - ลาดบั ความตามมติ สิ ถานท่ี

- ลาดับความแบบแยกแยะเป็นหมวดหม่/ู องคป์ ระกอบ

- ลาดบั ความแบบเหตผุ ล (เหตุ -> ผล, ผล -> เหตุ, ผล -> ผล)

- ลาดับความตามประเดน็ สาคัญ

๒.๖ กลวธิ ีการขยายความ

- ขยายโดยการอธิบาย ให้ละเอยี ด หรือให้คาจากดั ความเกีย่ วกับใจความสาคญั

- ขยายโดยการยกตัวอย่าง ที่สนบั สนุนข้อความนน้ั และเข้าใจงา่ ย

- ขยายโดยการเปรียบเทยี บ กบั สิ่งที่เหมอื นกันหรือต่างกนั เพือ่ ให้เห็นภาพ

- ขยายโดยการกลา่ วถงึ เหตแุ ละผล ซึง่ เปน็ ไปไดแ้ ละเป็นทีย่ อมรับ

- ขยายโดยการอา้ งอิงหลกั ฐาน โดยอ้างเอกสาร บุคคล สถานที่ เหตกุ ารณท์ เี่ กดิ จรงิ

- ขยายโดยการต้งั คาถามให้ผู้อ่านฉุกคิดแลว้ ให้คาตอบ

๒.๗ การแทรกคาพูดหรือเสริมเกรด็ ท่ีน่าสนใจ

๓. กลวธิ ใี นการสรุปเรื่อง

- ใช้ประโยคทปี่ ระทับใจ ให้เหน็ จุดท่ผี ู้เขยี นต้องการสื่อ
- จบดว้ ยการเรยี กร้องขอความร่วมมอื รว่ มใจ
- จบด้วยคาพูดของคนสาคญั สุภาษติ คากลอน หรือ คาคม
- จบโดยการตอบคาถาม (ใชค้ ู่กับการนาเร่ืองดว้ ยคาถาม)
- จบแบบทงิ้ ทา้ ยใหค้ ิด
- จบดว้ ยวธิ ีสรปุ ใจความสาคัญของเรอื ง
- จบโดยแสดงความคิดเหน็ ของผูเ้ ขียนอย่างเด่นชัด
ตอนที่ ๑ จงเลอื กคาตอบทีถ่ ูกต้องที่สุดเพยี งคาตอบเดยี ว

๑. ข้อใดไมใ่ ช่การเขยี นแบบบรรยาย
ก. ปลาหนกั สามสบิ กโิ ลกระแทกผวิ นา้ เสียงดงั มนั หงายทอ้ งขึ้นมาอยู่ครหู่ นงึ่ ก่อนพลิกกลับ

แล้วผลบุ หายลงสู่ใต้นา้
ข. พ่อครัวรบี ปืนขึน้ หลังคา อมุ้ ไอ้โต้งลงมาล่ามไว้ หยิบผ้าขนหนอู อกมาเชด็ ขนให้มัน
ค. รถยนต์คนั หนึ่งเล้ยี วจากถนนใหญเ่ ขา้ มาในซอยและจอดอยใู่ กลป้ ากทางหลายนาที
ง. เขายังจาใบหน้าท่าทางของเธอไดอ้ ย่างตดิ ตา เธอเป็นคนอ้วน หนา้ อ่มิ แกม้ แดงเรื่อ

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ ๓

ห น้ า | ๙๑

๒. ขอ้ ใดเปน็ การบรรยาย
ก. จังหวดั กาญจนบรุ ีเชญิ ชวนให้ไปชมงาน “เมอื งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติอศั จรรย์ สวรรคน์ กั ผจญภัย”
ข. พลพายต่างโลต้ ัวอย่างสะพรบึ พรอ้ ม เรา้ เร่งให้เรอื พงุ่ โลดไปในสายนา้ อันเชีย่ วกราก
ค. ประชาชนปล่อยใจให้ไหลเลอ่ื นไปกบั กระแสน้า ความปราดเปรยี วของเรือระดับพระกาฬ

และเสียงพากยอ์ นั เร้าระทึก
ง. สายฝนกระหน่าหนาวจนเจบ็ หน้า แต่ไมส่ ามารถสยบเสียงเฮทเ่ี ปน็ จังหวะของคนดผู สานกับ

เสียงฮยุ เสยี งจว้ งของพลพาย
๓. ขอ้ ใดใช้บรรยายโวหาร

ก. นักรอ้ งประสานเสียงเปลง่ เสียงพร้อมเพรียงกนั เป็นสามระดบั ตามทานองทฝ่ี ึกฝนมาอยา่ งดี
ข. เพลงเอกของรายการดังกระหมึ่ ก้องหอประชุม สะกดคนฟังใหเ้ คลบิ เคล้ิม
ค. เสยี งเปียโนไล่เรยี งขึน้ ลงอย่างแจม่ ใสชวนให้นกึ ถงึ ละอองนา้ ท่ีโปรยปรายลงมา
ง. ทานองเพลงตอนทา้ ยเบาหวิววบู หายจนคนฟังต้องกล้นั หายใจตามไปด้วย
๔. ขอ้ ใดใชก้ ารเขียนแบบอธบิ าย
ก. เตา้ หมู้ กี าเนดิ มากว่า ๒,๐๐๐ ปีในจีนแผ่นดินใหญ่ คนจีนถอื วา่ เตา้ หูเ้ ปน็ อาหารทมี่ ีคุณค่าสงู
ข. ตวงถัว่ เหลอื ง นามาแช่น้าลา้ งให้สะอาด แล้วนาไปบด เสร็จแล้วกรองกากออกจะไดน้ ้าเตา้ หดู้ ิบ
ค. เตา้ หูร้ าคาถกู แต่มคี ุณค่าสงู คุณคา่ ทางโภชนาการทีโ่ ดดเดน่ ทส่ี ุดของเตา้ หคู้ ือโปรตนี
ง. เต้าห้หู ลอดเป็นเตา้ ห้เู น้ือน่มิ นยิ มนามาปรุงเปน็ แกงจืด
๕. ข้อความต่อไปนี้ใชว้ ิธอี ธบิ ายแบบใด

การทาห่อหมกนั้นต้องใช้เวลานาน เตรียมใบตอง เจียนใบตองสาหรบั ห่อเลือกใบยอทไ่ี ม่ออ่ น
เกินไปมาฉกี เป็นชิน้ ๆ ปลาช่อนหรอื ปลาสวายแมน่ า้ ทจี่ ะนามาทาห่อหมกต้องแลเ่ อาแต่ เนื้อหัวกบั พุงแยกไว้
ต่างหาก นา้ พรกิ แกงทใี่ ชค้ อื นา้ พริกแกงเผด็ แตไ่ ม่ใส่เคร่อื งเทศ กะทิคน้ั เอาแต่หวั รวมเครอื่ งปรุงใสล่ งในอ่าง
คนจน “ขนึ้ ” ตักใส่ใบตองหอ่ แลว้ นาไปนึ่งจนสกุ

ก. ให้นยิ าม ข. ใช้ตวั อยา่ ง
ค. ชแ้ี จงตามลาดับขน้ั ง. เปรียบเทยี บความเหมือนและความแตกตา่ ง
๖. ข้อความตอ่ ไปนเ้ี ป็นการอธบิ ายแบบใด

การเดินทางในสมัยกอ่ นใช้เกวยี นหรือชา้ งหรือม้าถา้ ไปทางบก ถา้ เดินทางเรือก็ใชเ้ รือพายหรือ

เรอื แจว การเดินทางกินเวลานาน ผทู้ มี่ นี สิ ยั ทางกวจี งึ แต่งคาประพนั ธ์พรรณาหนทางทีผ่ า่ นไป

ก. ใชต้ วั อย่าง ข. กล่าวตามลาดับ

ค. ชี้สาเหตุและผลลัพธ์ที่สมั พันธ์กนั ง. เปรยี บเทยี บความเหมือนและความแตกต่าง

๗. ข้อความตอ้ ไปนใี้ ชว้ ธิ อี ธิบายตามข้อใด

เอกสารประกอบการเรียน รายวชิ าภาษาไทย ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี ๓

ห น้ า | ๙๒

โอกาดะเป็นวธิ กี ารรักษาสขุ ภาพด้วยการใช้พลงั ธรรมชาติชาระลา้ งทั้งรา่ งกายและจิตใจ มี

วธิ กี ารหลากหลาย เชน่ ใชศ้ ิลปะบาบัด บรโิ ภคอาหารที่ปรุงจากผลิตภัณฑ์เกษตรธรรมชาติ ออกกาลังกายตาม

วิธีที่กาหนด ฯลฯ

ก. นยิ ามและใหต้ ัวอยา่ ง ข. นยิ ามและแนะแนวทางปฏบิ ัติ

ค. ช้ีแจงตามลาดบั ขนั้ ตอนปฏิบัติ ง. ช้แี จงสาเหตแุ ละผลลพั ธ์ทีส่ ัมพันธก์ นั

๘. ขอ้ ความตอ่ ไปนใี้ ช้วธิ ีเขียนตามข้อใด

ถา้ เรารูจ้ ักใชเ้ ทคโนโลยคี ้นหาความรู้ จดั การข้อมูลได้ทกุ เวลา ก็สรา้ งมลู ค่าเพิ่มให้ตัวเองได้

ก. เปรียบเทยี บขอ้ ดีข้อเสยี ข. ใชภ้ าษาเร้าใจ ค. ใช้เหตุผล ง. อ้างองิ หลกั ฐาน

๙. ข้อความตอ่ ไปนี้ใชก้ ลวิธใี นการอธบิ ายตามข้อใด

บุคคลที่รู้จักแก้ปัญหาหรอื รู้จักป้องกันมิให้ปัญหาลุกลามรุนแรงต่อไปได้น้ัน ย่อมเป็นผทู้ ่ี

สามารถทาประโยชนใ์ หแ้ กต่ นเองและสังคมได้ ท่านคงเคยไดย้ ินคากล่าวอยู่เนอื ง ๆ วา่ ประเทศชาตติ ้องการให้

พลเมืองเป็นคนคิดเปน็ ทาเป็น และแกป้ ัญหาเป็น การเรียนรู้ใหเ้ ขา้ ใจหลกั การและวธิ ีการแก้ปญั หาจึงมีความ

จาเป็นอยา่ งยิง่ สาหรบั บุคคลทุกคน

ก. ใชต้ ัวอย่าง ข. ชี้แจงตามลาดับข้นั

ค. ชี้สาเหตแุ ละผลลพั ธ์ท่สี ัมพันธก์ ัน ง. เปรียบเทียบความเหมอื นกนั และความต่างกนั

๑๐. ขอ้ ใดเปน็ พรรณนาโวหาร

ก. วดั โบราณแลตะคุ่มๆ อย่ใู นบรรยากาศทขี่ มุกขมวั พระวหิ ารหลวงดูสงา่ สงบทมึ ทบึ ด้วยม่าน

ฝนอย่เู นิน่ นาน

ข. หม่บู ้านอนั ไกลโพน้ มีวดั โบราณอยู่ในใจกลาง ถึงงานบญุ ใหญ่ ชาวบ้านต่างพากนั เดิน ทาง

จากบา้ นใกล้เคยี งเพ่อื มาร่วมบญุ

ค. เมอื งสามทา้ วปรากฏเร่ืองราวในตานานเกา่ ทจ่ี ารไว้ในคมั ภรี ์ใบลาน วา่ อยไู่ กลไป ในหบุ เขา

หา่ งไกล อนั ชนตา่ งเผา่ ไมเ่ คยเข้าไปถงึ

ง. เมอื งอันใหญ่กว้างเป็นท่ีตั้งของอารามในพระพุทธศาสนาฝ่ายอรัญวาสี เปน็ แหลง่ ศึกษา

พระไตรปิฎกสาหรับภกิ ษจุ ากเมืองใกล้เคียง

๑๑. ขอ้ ใดใช้พรรณนาโวหาร

ก. ฝนตกกระหน่าจนลมื หูลืมตาไม่ขน้ึ เส้อื ผ้าเปียกปอนลบี เข้าแนบลาตวั

ข. ไฟฟา้ ดับมดื ตลอดแนวถนนเนอื่ งจากเสาไฟฟา้ ล้มเอียงลงมาตามๆ กันร่วม ๑๐ ตน้

ค. กง่ิ ไม้หกั เกล่ือนถนนหลายสายหลงั จากพายฝุ นสงบลง

ง. รถยนต์จอดน่งิ อยู่หลายคัน แล่นต่อไปไม่ได้ต้องรอใหพ้ ายุสงบก่อน

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาภาษาไทย ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ ๓

ห น้ า | ๙๓

๑๒. ขอ้ ใดใช้พรรณนาโวหาร
ก. คนหาปลาออกจากกระท่อมแตเ่ ชา้ ตรู่ คล้องแหไวก้ ับท่อนแขน สะพายขอ้ งตรงไปยงั ชายน้า
ข. คนหาปลาเดนิ เท้าเปล่าไปพรอ้ มแหในมอื ตาจอ้ งตรงไปยังผิวน้าเบ้อื งหน้าอยา่ งสงบ
ค. ในม่านแสงสดุ ทา้ ยของดวงตะวัน คนทอดแหยืนเป็นเงาดาทะมนึ อยู่ริมชายน้า
ง. นักทอ่ งเท่ียวเฝา้ สังเกตการณ์ทอดแหอยา่ งต้ังใจ ก่อนจะเขา้ ไปขอดูว่าปลาในแหมกี ต่ี ัว

๑๓. ข้อใดใชโ้ วหารต่างจากขอ้ อืน่
ก. เวลาเพียงสามชว่ั โมงท่ีออกเดินทางฟันฝ่าความสูงชนั ของภูเขาสบิ หา้ ช้นั ขึน้ มาเหมือนกับ

นานเสยี หนกั หนา
ข. ยอดเขาสิบหา้ ชนั้ เป็นพ้ืนทล่ี าดเอียง แทนทีจ่ ะมีต้นไมห้ นาแน่นเหมือนทร่ี าบขา้ งล่าง
ค. บริเวณน้นั มีตน้ ไม้สูงยนื เรียงรายอยหู่ ่าง ๆ กันอย่างเงียบเหงาบนพ้นื ดินค่อนขา้ งโลง่ เตยี น
ง. หมอกและสายลมเยน็ เฉียบพดั แรงอยู่ตลอดเวลา พาให้เมฆหมอกขาวโพลนเคลอ่ื นตัวผ่าน

มาเป็นระยะ
๑๔. ขอ้ ใดใช้โวหารการเขยี นตา่ งกับข้ออื่น

ก. เสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น พร้อมกับเสียงทีท่ ุกคนเปล่งออกมาว่า “ทรงพระ
เจรญิ ” กด็ ังก้องไปทวั่ บริเวณ

ข. มองไปทางไหนเหน็ แตส่ ีเหลืองอร่ามสะพร่ังไปท่ัวบริเวณ อาจมสี อี ่ืนบ้างจากร่มกั้นกา งกัน
แดดเปน็ สีกระดากระด่างแซมปนอยู่

ค. เสียงผูค้ นตะโกนก้องไปทัว่ วา่ “ทรงพระเจริญ” แสงแดดทแี่ ผดกลา้ กลับรสู้ กึ อบอุ่น มสี าย
ลมเย็น ๆ แผว่ ผ่านมา

ง. เสยี งเหเ่ รือกอ้ งกงั วานตามผืนนา้ ทา่ มกลางแสงอาทิตยย์ ามเยน็ ท่ีสาดแสงสีเหลืองทองจับ
เป็นประกายบรเิ วณหมูย่ อดเจดีย์
๑๕. ข้อความตอ่ ไปนใ้ี ช้โวหารตามข้อใด

ไอ้เหลาผอมแห้งแกรง่ กรัง เนือ้ หนงั เหี่ยวย่นยงั กะผิวลูกมะระแหง้ ตวั เลก็ ขนาดเด็กประถม

ปลาย ตดั ผมส้ันเกรียนทรงนักเรยี นมีหงอกแซมประปราย เคา้ หนา้ เหมอื นตวั ปอ๊ ปอายหนงั การต์ นู ตาตเี่ ล็กเท่า

เมด็ แตงโม เวลาย้มิ หรือหัวเราะ หนังตาแทบจะปิดหากันจนสนทิ ปากกว้าง ดั้งแฟบ และฟันหน้าตอนบน

หายไปหมด

ก. พรรณนา และ อปุ มา ข. พรรณนา และ สาธก

ค. บรรยาย และ อุปมา ง. บรรยาย และ สาธก

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาภาษาไทย ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓

ห น้ า | ๙๔

๑๖. ข้อความต่อไปน้ใี ช้โวหารชนิดใด
ดอกสีแดงของต้นหางนกยูงสองขา้ งทางผ่านตาไปอยา่ งรวดเรว็ รถเคลื่อนที่ไปขา้ งหนา้ เหมอื น

ลอยไปในอากาศ ในตัวของกะทเิ บาโหวงเหมอื นกลอ่ งเปล่า ยงั ไงยังงัน้

ก. บรรยาย และ อุปมา ข. พรรณนา และ อปุ มา

ค. บรรยาย และ สาธก ง. พรรณนา และ สาธก

**********************************************************************************

การสังเกตคาไทยแท้
และคาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย

คาไทยแท้

ลกั ษณะของคาไทยแท้ คาไทยแท้ เปน็ คาที่มใี ช้ดงั้ เดิมอยใู่ นภาษาไทย คาไทยแทม้ ลี ักษณะสาคัญ ทีเ่ ป็น
เอกลกั ษณ์ของตัวเองทีไ่ ม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร และมหี ลักในการสังเกต
ท่ตี ายตัวทาใหเ้ ราสามารถแยกแยะวิเคราะหไ์ ดว้ ่าคาไทยแทน้ น้ั มีลักษณะอยา่ งไร มีหลักการสงั เกตดงั น้ี

๑. คาไทยแท้มกั เปน็ คาพยางคเ์ ดียวและมคี วามหมายสมบูรณ์ในตัวเอง เมื่อฟงั แล้ว
สามารถเข้าใจได้ทนั ที เช่น

คาใชเ้ รยี กเครือญาติ พอ่ แม่ พ่ี นอ้ ง ป้า อา ลุง ฯลฯ
คาใช้เรียกชือ่ สัตว์ ช้าง ม้า วัว ควาย หมู กา ไก่ นก ฯลฯ

คาใชเ้ รยี กธรรมชาติ ดิน น้า ลม ไฟ อุ่น เย็น ร้อน ฯลฯ
คาใช้เรียกเคร่ืองใช้ มีด เขียง เตียง ตู้ ครก ไห ชอ้ น ฯลฯ

ทง้ั น้ี มคี าไทยแท้บางคาที่มหี ลายพยางค์ มีสาเหตุ ดังน้ี

๑) การกร่อนเสยี ง คือ การท่คี าเดิมเป็นคาประสม ๒ พยางค์เรยี งกนั เมื่อพดู เรว็ ๆ ทาให้

พยางค์แรก มีการกร่อนเสยี งลงไป เช่น หมาก เป็น มะ ตวั เป็นตะ เปน็ ตน้ ทาให้กลายเป็นคา ๒

พยางค์ เชน่ หมากขาม = มะขาม ตวั ขาบ = ตะขาบ ตาวนั = ตะวัน

สาวใภ้ = สะใภ้ อนั ไร = อะไร ฉันนนั้ = ฉะน้ัน

๒) การแทรกเสยี ง คอื การเติมพยางค์ลงไประหวา่ งคา ๒ พยางค์ ทาให้เกิดเป็นคา

หลายพยางค์ เชน่ ลกู ตา = ลกู กะตา ลูกทอ้ น = ลกู กระทอ้ น นกจอก = นกกระจอก

นกจิบ=นกกระจบิ ผักถิน=ผกั กระถิน ผักเฉด=ผักกระเฉด

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาภาษาไทย ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ ๓

ห น้ า | ๙๕

๓) การเติมเสียง(การเติมพยางค์หนา้ ) คือ การเตมิ พยางคล์ งไปหน้าคาพยางค์เดียว หรือสองพยางค์ แล้วทา

ให้เกดิ เปน็ คาหลายพยางค์ เชน่

โจน = กระโจน ทา = กระทา ท้งุ = กระทงุ้ ดกุ ดิก = กระดกุ กระดกิ

เดี๋ยว = ประเด๋ยี ว หนึ่ง = ประหน่งึ ทว้ ง = ประท้วง จุ๋มจ๋มิ = กระจุ๋มกระจิม๋

๒. คาไทยแทม้ กั มตี ัวสะกดตรงตามมาตรา คือ อักษรท่ีนามาเขยี นเปน็ ตวั สะกดจะตรงตาม
กบั มาตราตวั สะกด เชน่ แม่กด ใช้ ด สะกด เปน็ ตน้
๑) แม่กก มาตราแม่กก ใช้ ก เปน็ ตัวสะกด เชน่ รกั ฉาก จิก ปีก จกุ ลูก โบก ฯลฯ
๒) แมก่ ด มาตราแม่กด ใช้ ด เปน็ ตัวสะกด เช่น คด จุด เชด็ แปด อวด เบยี ด ปดู ฯลฯ
๓) แมก่ บ มาตราแม่กบ ใช้ บ เปน็ ตวั สะกด เช่น จับ ชอบ ซบู ดาบ เล็บ โอบ เสยี บ ฯลฯ
๔) แมก่ ง มาตราแมก่ ง ใช้ ง เป็นตวั สะกด เช่น ขัง วาง ป้ิง ซ่งึ งง โยง เล็ง กรง ฯลฯ
๕) แม่กน มาตราแมก่ น ใช้ น เปน็ ตัวสะกด เชน่ คนั ขึ้น ฉุน แบน ลว้ น จาน เส้น กิน ฯลฯ
๖) แม่กม มาตราแม่กม ใช้ ม เปน็ ตัวสะกด เชน่ จาม อ่มิ เต็ม ท้วม เสยี ม แก้ม สาม ล้ม ฯลฯ
๗) แม่เกย มาตราแมเ่ กย ใช้ ย เปน็ ตวั สะกด เช่น ขาย เคย โกย ค้ยุ คอย เย้ย เมือ่ ย สาย ฯลฯ ๘) แม่
เกอว มาตราแม่เกอว ใช้ ว เป็นตวั สะกด เช่น ขา้ ว ค้วิ เหว แกว้ เรว็ หนาว น้ิว ฯลฯ

๓. คาไทยแทไ้ มม่ ีการเปลี่ยนรูปคาเพื่อแสดงลักษณะทางไวยากรณ์ คาในภาษาอ่นื ๆ อาจมี

การเปลยี่ นแปลงรปู คาเพื่อลักษณะทางไวยากรณ์ เพือ่ บอกเพศ พจน์ กาล ขณะทใ่ี นภาษาไทยไมม่ ีการ

เปลย่ี นแปลงรูปคา แตจ่ ะอาศยั การใชค้ าขยาย มาประกอบ เช่น

นก นกตัวผู้ (แสดงเพศชาย) สนุ ขั สนุ ขั ตวั เมยี (แสดงเพศหญงิ )

คน คนเดยี ว (แสดงเอกพจน)์ พวกเรา หลายคน (แสดงพหูพจน์)

๔. คาไทยแทม้ ักมรี ูปวรรณยุกต์กากับ เพื่อให้เกดิ เสยี งต่างช้นั ทาใหค้ ามีความหมายมากขนึ้

ซึ่งทาให้มคี าใชม้ ากขน้ึ เช่น

ปา > ขว้าง ปา้ > ขวา้ ง

ขาว > ชือ่ สชี นดิ หนงึ่ ข้าว > อาหารประเภทหน่งึ ฝาย > สง่ิ กอ่ สร้าง

คลา้ ย -เข่อื น ฝ้าย > ผ้าฝา่ ย

เสือ > สตั ว์ชนดิ หนง่ึ เส้ือ > ของใชส้ าหรบั สวมใส่

ขา > อวยั วะ ขา้ > สรรพนาม

คา > หญา้ คา ค้า > การคา้

๕. คาไทยแท้มลี ักษณนามใช้ ลักษณะนามเป็นนามท่ีบอกลกั ษณะของนามที่อยู่ขา้ งหนา้

ซึง่ ในภาษาไทยจะใชค้ าเหล่านแี้ ตกต่างจากภาษาอื่นชดั เจน เชน่

ลกั ษณะนามบอกชนดิ เชน่ หนังสอื ๒ เล่ม พระภกิ ษุ ๕ รปู

ลกั ษณะนามบอกอาการ เช่น พลู ๓ จบี ดอกไม้ ๓ ดอก

เอกสารประกอบการเรียน รายวชิ าภาษาไทย ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ ๓

ห น้ า | ๙๖

ลกั ษณะนามบอกรปู ร่าง เช่น แหวน ๑ วง ดินสอ ๒ แท่ง ฟตุ บอล ๓ ลูก เสา ๔ ตน้
ลักษณะนามบอกปรมิ าณ เช่น บหุ รี่ ๑ มวน ขนมจบี ๕ จับ ใบลาน ๑ ผกู ทองหยบิ ๒ หยิบ
ลกั ษณะนามบอกความจาแนก เช่น ลูกเสือ ๒ กอง ทหาร ๖ เหล่า

๖. คาไทยแท้ไม่นิยมใช้ตวั การนั ต์ ลกั ษณะของตวั การันต์ มักเป็นคาทีย่ มื มาจาก
ภาษาตา่ งประเทศ เพราะในภาษาไทยจะไมน่ ยิ มใช้ตัวการนั ต์ เชน่ โล่ เสา อิน จัน วัน เท่ กา ขาด ปา จกั
รนั เงา เฝา้ โบ

๗. คาไทยแทไ้ มน่ ิยมใช้พยญั ชนะบางตวั ที่เขยี นยาก คาไทยแท้ไม่นิยมใชพ้ ยัญชนะบางตวั
เช่น ฆ ณ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ฌ ธ ภ ศ ษ ฬ และ สระ ฤ ยกเว้นคาไทยแท้บางคา ดังนี้
เฆ่ยี น ฆา่ ฆ้อง ระฆัง หญงิ ศึก ใหญ่ ณ ธ เธอ ศอก อาเภอ

๘. การใช้ ใอ และ ไอ ในภาษาไทย คาทอี่ อกเสียง /อัย/ ใช้รปู ไม้มว้ น (ใ ) มีใช้ใน
คาไทยเพียง ๒๐ คาเทา่ น้นั ไดแ้ ก่ ใหญ่ ใหม่ (สะ)ใภ้ ใช้ ใฝ่ ใจ ใส่ (หลง) ใหล ใคร ใคร่
ใบ ใส ใด ใน ใช่ ใต้ ใบ้ ใย ใกล้ ให้ นอกนัน้ ใชไ้ ม้มลาย เช่น ไจ ไกล ไส้ ไป ไข ไอ ฯลฯ
แตค่ าท่ีใช้ไมม้ ลายประกอบ ย (ไ-ย ) และไมห้ นั อากาศ ประกอบ ย (อัย) มกั เปน็ คาไทยทีม่ าจากภาษาอื่น
เช่น ไวยากรณ์ มาลัย ไตร อสงไขย เปน็ ตน้

คาภาษาบาลีสันสกฤต

คาภาษาบาลสี นั สกฤต ภาษาไทยมคี าศพั ทท์ ีม่ ีการปรุงแต่งมาจากภาษาตา่ งประเทศ เชน่ ภาษาบาลี และ
ภาษาสันสกฤตอยมู่ าก ส่วนใหญจ่ ะใช้เกย่ี วกบั เร่ืองศาสนา วรรณคดีวฒั นธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี
รวมท้ังใชใ้ นคาสุภาพและคาศัพทท์ ่ัวไปมีหลกั การสังเกต ดังนี้

การสังเกตคาไทยทม่ี าจากภาษาบาลี มลี กั ษณะดังนี้

๑. ภาษาบาลมี สี ระ ๘ ตวั คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ

๒. ภาษาบาลมี ีพยัญชนะ ๓๓ ตัว แบง่ ตามฐานที่เกดิ ได้ดังน้ี

พยญั ชนะวรรคมี ๒๕ ตวั ไดแ้ ก่

พยัญชนะวรรค/ฐาน ตวั ที่ ๑ ตัวท่ี ๒ ตวั ท่ี ๓ ตวั ท่ี ๔ ตวั ที่ ๕

วรรคที่ ๑ ฐานคอ กขคฆง

วรรคท่ี ๒ ฐานเพดาน จ ฉ ช ฌ ญ

วรรคท่ี ๓ ฐานปุ่มเหงอื ก ฎ ฐ ฑ ฒ ณ

วรรคท่ี ๔ ฐานฟัน ตถทธ น

วรรคที่ ๕ ฐานริมฝปี าก ป ผ พ ภ ม

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ าภาษาไทย ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ ๓

ห น้ า | ๙๗

ข. เศษวรรคมี ๘ ตวั ได้แก่ ย ร ล ว ส ห ฬ °
๓. ภาษาบาลไี มม่ ี ศ ษ
๔. คาทกุ คาในภาษาบาลีจะต้องมตี วั สะกดและตัวตาม เช่น วฑั ฒนา ฑ เปน็ ตัวสะกด ฒ เปน็ ตวั ตาม
ตวั สะกดและตวั ตามในภาษาบาลีจะเปน็ ไปตามกฎดังนี้
ก. พยัญชนะวรรคทีเ่ ป็นตวั สะกดได้ คือ ตวั ท่ี ๑ ๓ ๕
ข. ในวรรคเดยี วกันถา้ พยญั ชนะตัวที่ ๑ สะกด ตวั ที่ ๑ ๒ ตามได้
ค. ในวรรคเดยี วกันถ้าพยัญชนะตวั ที่ ๓ สะกด ตวั ที่ ๓ ๔ ตามได้
ง. ในวรรคเดยี วกนั ถา้ พยญั ชนะตวั ที่ ๕ สะกด พยญั ชนะทกุ ตวั ในวรรคเดียวกันตามได้

ตวั อยา่ ง ตวั ท่ี ๑ สะกด ตัวท่ี ๑ ตาม เชน่ สักกะ สัจจะ
ตวั ที่ ๑ สะกด ตัวท่ี ๒ ตาม เช่น ทุกข์ บปุ ผา
ตวั ที่ ๓ สะกด ตวั ท่ี ๓ ตาม เชน่ อคั คี รัชช
ตวั ท่ี ๓ สะกด ตวั ที่ ๔ ตาม เชน่ พยัคฆ์ อัชฌาสยั
ตัวที่ ๕ สะกด ตามไดท้ ุกตัว เชน่ องก์ สงั ข์ สงฆ์ สัญญา องค์

ข้อสังเกต คาบาลบี างคามตี ัวสะกดไม่มตี วั ตาม เพราะเดิมมตี ัวสะกด เมื่อนามาใชใ้ นภาษาไทย
เราตัดตัวสะกดออก เชน่

จิต มาจาก จติ ต กจิ มาจาก กจิ จ เขต มาจาก เขตต
รัฐ มาจาก รัฏฐ วัฒน มาจาก วฑั ฒน วฒุ ิ มาจาก วฑุ ฒิ
๕. คาภาษาบาลีไม่นยิ มคาควบกลา้ เชน่ ปฐม (สนั สกฤตใช้ ประถม), อนิ ท์ (สนั สกฤตใช้ อินทร์)

๖. คาบางคาทภ่ี าษาบาลีใช้ ฬ ภาษาสนั สกฤตใช้ ฑ เชน่
บาลี สันสกฤต
ครุฬ ครุฑ
กีฬา กรีฑา
จุฬา จฑุ า

การสังเกตคาไทยท่มี าจากภาษาสันสกฤต มีลักษณะดังน้ี
๑. ภาษาสนั สกฤตมสี ระ ๑๔ ตวั คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ไอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦา
๒. ภาษาสันสกฤตมพี ยัญชนะ ๓๕ ตัว (เพิม่ ศ ษ จากภาษาบาล)ี
๓. ภาษาสันสกฤตมีตัวสะกดตัวตาม แตไ่ ม่มีกฎเหมอื นภาษาบาลี เช่น

บาลี ใช้ สจั จ (ตวั ที่ ๑ สะกด ตวั ท่ี ๑ ตาม)
สนั สกฤต ใช้ สตั ย (พยัญชนะวรรคสะกด เศษวรรคตาม)

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ าภาษาไทย ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓

ห น้ า | ๙๘

๔. คาในภาษาสันสกฤตนิยมคาควบกล้า เชน่ พกั ตร์ จนั ทร์
๕. คาบางคาในภาษาบาลใี ช้ ฬ ภาษาสันสกฤตใช้ ฑ
๖. คาว่า "เคราะห์" มใี นภาษาสนั สกฤตเทา่ น้นั
๗. ภาษาสนั สกฤตมีตัว รฺ (ร เรผะ) ซึง่ ไทยนามาใช้เป็น รร

ฉะนน้ั คาทม่ี ี รร สว่ นหนงึ่ ในภาษาไทย จึงมาจากภาษาสนั สกฤต

ตารางเปรยี บเทยี บภาษาสนั สกฤตและภาษาบาลี

ภาษาบาลี ภาษาสนั สกฤต

๑. มีสระ ๘ ตวั ๑. มีสระ ๑๔ ตัว (เพิม่ ไอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦา)

๒. มพี ยญั ชนะ ๓๓ ตัว ๒. มพี ยญั ชนะ ๓๕ ตัว (เพม่ิ ศ ษ)

๓. มีตัวสะกดตัวตามตามกฎ ๓. มีตัวสะกดตัวตามไม่ตามกฎ

๔. ไมน่ ิยมตัวควบกล้า ๔. นิยมตัวควบกล้า

๕. ใช้ ฬ ๕. ใช้ ฑ

๖. มคี าว่า "เคราะห"์

๗. มี รฺ (ร เรผะ) ซ่ึงเปลีย่ นเป็น รร ในภาษาไทย

ข้อสังเกต คาบางคาใช้ ศ ษ แตเ่ ปน็ คาไทยแท้ เชน่ ศอ ศอก ศึก เศิก ดาษ ดาษดา ฯลฯ

ตัวอย่างคาภาษาบาลี
กิจ ทัณฑ์ ยาน มัชฌิม พมิ พ์ ขัณฑ์ ขนั ธ์ ขตั ติยา บญุ นิพพาน วชิ า วุฒิ สามัญ อคั คี สญั ญาณมจั ฉา มเหสี อตุ ุ
อกั ขร อัชฌาศัย ขณะ ปัจจบุ ัน อติ ถี อตั ถุ อัจฉรา ภรยิ า อทิ ธิ ปกติ วิตถารปญั ญา กญั ญา กัป

ตัวอย่างภาษาสันสกฤต
กษตั ริย์ อศั วะ ขรรค์ คฤหสั ถ์ บรบิ ูรณ์ อธิษฐาน สวรรค์ ศกึ ษา วิทยุ นิตย์ ทฤษฎี ปราโมทย์ ไอศวรรย์ จกั ร
อาศัย ปราศรยั วเิ ศษ มรรค มธั ยม สถาปนา ปรัชญา อมฤต สถาน จกั ษุ รศั มี ภรรยา บษุ บา กัลป์ ราษฎร
บุญย ศรี

คาภาษาเขมร

คาภาษาเขมร ภาษาเขมรเข้ามาสู่ประทศไทยโดยทางการค้า การสงครามการเมอื งและวฒั นธรรม คาที่มา
จากภาษาเขมรสว่ นใหญท่ ่พี บมักใช้ในวรรณกรรม วรรณคดี คาราชาศพั ท์ และใชใ้ นชวี ิตประจาวนั
การสงั เกตคาไทยทมี่ าจากภาษาเขมร มลี ักษณะดังน้ี

เอกสารประกอบการเรียน รายวชิ าภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๓

ห น้ า | ๙๙

๑. เปน็ คา ๒ พยางค์ พยางค์ต้นจะเปน็ บงั บัณ บญั บนั บา บรร เชน่ บรรทดั บรรจบ บาเพ็ญ
บารุง บันทกึ บันเทิง เปน็ ต้น

๒. คาที่มีเสียงควบกล้าและอักษรนา เช่น โตนด จมู ก ไถง (ดวงอาทิตย์) เขนย ขนาด
ไพร (ป่า) ฉนา (ป)ี เขลา ตลบ ขจี ไผท กระบอื

๓. คาภาษาเขมรมักใช้ตัว จ ร ล ญ เปน็ ตัวสะกด เชน่ เผด็จ เสดจ็ อาจ อานาจ สารวจ ขจร
เดิร จร ถวลิ ตาบล เมิล(ดู) เจริญ เชญิ ชาญ

๔. คา ๒ พยางคท์ ี่ขน้ึ ต้นดว้ ยคาว่า บรร บงั บนั กา คา ชา ดา ตา ทา สา มกั เป็นภาษาเขมร
เชน่ กาเนดิ คานบั ชารดุ บรรทม บรรจุ บงั เอญิ บงั คม บงั อาจ ดาริ ตารวจ ทาเนยี บ บนั ทึก กาจัด ทานลู
(บอก) สาเร็จ สาราญ สาคญั

๕. คาเขมรทใี่ ชเ้ ปน็ ราชาศพั ทใ์ นภาษาไทยมมี าก เชน่ สรง เสวย โปรด บรรทม เสด็จ
๖. คาเขมรทีเ่ ป็นคาโดด มใี ช้ในภาษาไทยจนคดิ วา่ เป็นคาไทย เช่น แข(ดวงจันทร์) มาน(มี)
อวย(ให)้ บาย(ข้าว) เลิก(ยก)
๗. คาเขมรมกั ไม่ใช้รปู วรรณยกุ ตย์ กเวน้ บางคา เช่น เสนง่ (เขาสตั ว)์ เขมา่
๘. คาท่มี ี ข และ ผ นาไม่ประวสิ รรชนีย์ มักมาจากภาษาเขมร เช่น ขจี ขจดั เผอญิ ผสมผสาน
๙. คาเขมรสว่ นมาก เรานามาใช้โดยเปลี่ยนรูปและเสียงใหมต่ ามความถนัด ซง่ึ เป็นเหตุให้รูป
ผดิ ไปจากคาเดมิ และทาใหเ้ กิดการแผลงอักษรขน้ึ เชน่

คาเขมร อ่านว่า ไทยใช้ แปลว่า
กรบุ ี กรอ – เบย กระบอื ควาย
เกลีร เกลอ เกลอ เพอ่ื น
เฌอ เฌอ เฌอ ต้นไม้
ตรกง ตรอ – กอง ตระกอง กอด
เขมาจ ขมอ้ จ โขมด ผี
ผดาจ ผดจั้ เผดจ็ ตดั , ขจดั

วธิ ีทไ่ี ทยนาคาเขมรมาใช้
๑. ใชต้ ามรูปเดมิ เชน่ คาวา่ กงั วล(หว่ งใย) แข(ดวงเดอื น) ถกล(กอ่ สร้าง) ขจร(ฟุ้งไป) ฉนา(ป)ี

ขจาย (ฟุ้งไป) ฉงาย(ไกล, ห่าง)
๒. เปลี่ยนตวั สะกดใหผ้ ดิ ไปจากเดิม เช่น คาวา่ กราล กราน (ปู, ลาด) เผอลิ เผอิญ

(จาเพาะเปน็ , หากเป็น) สาราล สาราญ (สบายใจ, เบาใจ, เยน็ ใจ) ขนล ขนน (หมอนอิง)
ลงาจ ละงาด (เยน็ , เวลาเยน็ )

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาภาษาไทย ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๓

ห น้ า | ๑๐๐
๓. เปล่ียนรปู และเสยี งไปจากเดิม เช่น คาวา่ กรสวง กระทรวง (ราชการแผนกสว่ นใหญ่)
กญั ฌูส กระฉดู (พุง่ ออก) ครัวส กรวด (กอ้ นหนิ เลก็ ๆ) กรุ กรม (ระทม, กลัด, ลาบาก)
ตวั อย่างคาภาษาเขมรทใ่ี ชใ้ นภาษาไทย
กลด กระบอื ขจาย เขลา แข ควาญ จรวด จาเรียง เจมิ จานรรจา ฉงาย ฉนา เฉนียน เฉพาะ ฉลอง บังคม
เชลง เชวง เฌอ แด โดย ประจาน ปรัก โปรด ผกา ผจง เผดจ็ เผอญิ พนม พเนยี เพลงิ สไบ ทรวง บังคัล
ตระกอง เถลงิ แถง ไถง

คาภาษาจนี
ภาษาจนี ภาษาจนี เข้าสปู่ ระเทศไทยโดยการตดิ ต่อคา้ ขาย ลักษณะภาษาจีนและภาษาไทยมคี วามคล้ายคลงึ
กนั เพราะเปน็ ภาษาคาโดดและมเี สียงวรรณยกุ ต์ในภาษาไทย โดยมากเปน็ คานามท่ีเปน็ เร่อื งของอาหารและ
เครือ่ งใช้ ความสาคญั ของภาษาจีนท่ีเข้ามาในประเทศไทยทาใหภ้ าษาไทยมคี าใช้มากขึ้น
ตัวอย่างคาภาษาจนี ทใี่ ช้ในภาษาไทย
เกาเหลา แปะ๊ ซะ กว๋ ยเต๋ยี ว เก๊ยี ว กว๋ ยจ๊บั เตา้ หู้ เตา้ ส่วน เต้าทงึ เฉากว๊ ย ตั้งฉา่ ย พะโล้ แฮ่กึน้
บะฉ่อ คะน้า อัง้ โล่ ลังถึง ปุ้งกี๋ ตะหลวิ เอย้ี มจุ๊น ตะเกียบ เซียน แปะ๊ เจีย๊ ะ ห้าง โสหุย้ เสีย่ อั้งย่ี
ฮ่องเต้ เอ๊ียม เหลา

บนั ทกึ ความรู้

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาภาษาไทย ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี ๓


Click to View FlipBook Version