คมู่ ือการอา่ นตัวอกั ษรธรรมในฮปู แตม้
โดย
นายณรงคศ์ กั ด์ิ ราวะรนิ ทร์
นักวจิ ยั ประจาสถาบันวิจัยศิลปะและวฒั นธรรมอีสาน
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
สารบญั หน้าท่ี
บทท่ี ๑ พยญั ชนะอกั ษรธรรมอสี าน ๘
บทท่ี ๒ สระ ๑๐
บทท่ี ๓ พยญั ชนะประสม ๑๔
บทท่ี ๔ การประสมคา ๑๖
บทท่ี ๕ การอา่ นอกั ษรธรรมในฮปู แตม้ ๓๔
บทท่ี ๖ เรอ่ื งยอ่ และฮปู แตม้ นิทานพระลกั พระลาม ๔๐
๑
บทท่ี ๑
พยญั ชนะอกั ษรธรรมอีสาน
พยญั ชนะอกั ษรธรรมอีสานแบง่ ออกเป็ น ๒ ประเภท
๑. พยญั ชนะตวั เตม็ คอื พยญั ชนะทเ่ี ขยี นเตม็ รปู แบบปกติ มี ๓๗ รปู
ทาหน้าทเ่ี ป็นพยญั ชนะตน้ เขยี นไวบ้ นบรรทดั
๒. พยญั ชนะตวั เฟื้ อง หรอื ตวั ห้อย คอื พยญั ชนะทเ่ี ขยี นครง่ึ รปู หรอื ครง่ึ ตวั
โดยเขยี นไวใ้ ตบ้ รรทดั ทาหน้าทเ่ี ป็นพยญั ชนะตวั สะกดและพยญั ชนะควบกลา้
รปู พยญั ชนะอกั ษรธรรมอีสาน
ก Dตวั เฟื้ อง วรรค ก 3ตวั เฟื้ อง
1ตวั เฟื้ อง ข ¦ตวั เฟื้ อง
ตวั เตม็
ตวั เตม็
d
-
ค
ฆ
ตวั เตม็
ตวั เตม็
8
S
ง
& "ตวั เฟื้อง
ตวั เตม็
'
๒
จ ¨ Rตวั เฟื้อง วรรค จ ©ตวั เฟื้ อง
ª Rตวั เฟื้อง ฉ ฌตวั เฟื้ อง
ตวั เตม็
ตวั เฟื้ อง ตวั เตม็ ตวั เฟื้ อง
0
- c {
ช/ซ
ฏตวั เฟื้ อง ฌ ตวั เฟื้ อง
ตวั เตม็ ´ตวั เฟื้ อง
ณตวั เฟื้ อง !ตวั เตม็ ²
= ฌ
ญ วรรค ฏ
ฐ
ตวั เตม็
ตวั เตม็
\
[
ฎ
ฒ
ตวั เตม็
ตวั เตม็
Z
.
ฑ/ด ฌ
ตวั เตม็
f
ณ
ตวั เตม็
I
๓
ต 2ตวั เฟื้ อง วรรค ต ตวั เฟื้ อง
Mตวั เฟื้ อง ถ
ตวั เตม็ {
ตวั เตม็
9 ตวั เฟื้ อง
5
ท R
ธ
ตวั เตม็
ตวั เตม็
m
T
น
Oตวั เฟื้ อง
ตวั เตม็
o
บ/ป ตวั เฟื้ อง วรรค ป ตวั เฟื้ อง
ผ
ตวั เตม็ บ ผ
ตวั เตม็
บ ตวั เฟื้ อง {ตวั เฟื้ อง
z
ฝ - Àตวั เฟื้ อง
พ
ตวั เตม็ ตวั เฟื้ อง
ตวั เตม็
/ -
r
ฟ
ภ
ตวั เตม็
ตวั เตม็
a
4
๔
ม <ตวั เฟื้ อง
ตวั เตม็
,
ย ตวั เฟื้ อง อวรรค ตวั เฟื้ อง
ร
ตวั เตม็ P E
ตวั เตม็
p q Åตวั เฟื้อง Çตวั เฟื้ อง
ร
ล Lตวั เฟื้ อง Ëตวั เฟื้ อง
ว
ตวั เตม็ ตวั เฟื้ อง ตวั เฟื้ อง
ตวั เตม็
+ ฬ V
;
ส ตวั เฟื้ อง ตวั เฟื้ อง
ห
ตวั เตม็ - N
ตวั เตม็
l
s
ฬ
อ
ตวั เตม็
ตวั เตม็
>
v
ฮ
อย
ตวั เตม็
ตวั เตม็
i
?
๕
แบบฝึ กเขียนพยญั ชนะตวั เตม็
๖
๗
๘
๙
บทท่ี ๒
สระ
สระอกั ษรธรรมอสี าน แบง่ ออกเป็น ๒ ประเภท คอื สระลอยและสระจม
๑. สระลอย คอื สระทส่ี ามารถเขยี นไดเ้ ลย โดยไมต่ อ้ งอาศยั พยญั ชนะ
อน่ื มาประกอบซง่ึ ทาหน้าทแ่ี ทน อ และสระนนั้ ๆ ดว้ ย การเขยี นสระลอยจะเขยี นอยใู่ น
ระดบั เดยี วกนั กบั พยญั ชนะตวั เตม็ และอยตู่ น้ คาหรอื ตน้ พยางค์
สระลอยมี ๘ รปู ดงั น้ี
v vk d} U j J G jkH
อะ อา อิ อี อุ อู เอ เอา
ตวั อย่างการใช้สระลอย
รปู สระลอย คาอกั ษรธรรมอีสาน คาอกั ษรไทย
อนิจจา
v vo0b kR อาศยั
อนิ ตา
vk vkwl อสี าน
อทุ าน
B Bhµ อู่
เอกา
U UlkO เอาไป
j jmkO
JJ
G Gdk
jHk jHkw-
๑๐
แบบฝึ กเขียนสระลอย
๑๑
๒. สระจม คอื สระทต่ี อ้ งอาศยั พยญั ชนะมาประกอบเทา่ นนั้ จงึ จะใชไ้ ด้ โดย
เขยี นไวร้ อบพยญั ชนะตวั เตม็ คอื ดา้ นหน้า เรยี กวา่ สระหน้า ดา้ นหลงั เรยี กวา่ สระ
หลงั ดา้ นบน เรยี กวา่ สระบน ดา้ นลา่ ง เรยี กวา่ สระลา่ ง
สระจม มี ๒๗ รปู ดงั น้ี
-t -k -b -u
อะ อา อิ อี
-7 -n -6 -^
อึ อื อุ อู
เ-t เ- á-t á-
เอะ เอ แอะ แอ
e-t e- เ-kt - Y, -V
โอะ โอ เอาะ ออ
-Ht: -:H g-yPt g-Py
อวั ะ อวั เอยี ะ เอยี
เ-V×Ð เ-×V เ-tb เ-b
เออื ะ เออื เออะ เออ
-Ó w- เ-Hk
อา ไอ เอา
๑๒
ขอ้ ควรจา
˚๑) การใช้ สระออ ถา้ ไมม่ พี ยญั ชนะสะกดใหใ้ ช้ “ ” (นิคหติ )
dYคาที่ไม่มีตวั สะกด เช่น ก,็ กอ (ก + อ)
ถา้ มพี ยญั ชนะสะกดใหใ้ ช้ “ V ” “ Í “ ( เฟ้ือง อ)
คาที่มีตวั สะกด เช่น กอด (ก + อ + ด) dVf
๒) สระทม่ี ตี วั เฟ้ือง ว และ อ อยใู่ ตบ้ รรทดั เม่อื ประกอบกบั พยญั ชนะควบกลา้
จะเปลย่ี นรปู ไปโดยเขยี นเป็นรปู พยญั ชนะตวั เตม็ ในบรรทดั เดยี วกนั กบั พยญั ชนะตน้
-H: เปลย่ี นเป็น -H ; เชน่ s;}H (หลวั )
เ-nV เปลย่ี นเป็น เ-vn เชน่ เs}nv (เหลอื )
๓) สระพเิ ศษ ๕ ตวั มวี ธิ กี ารใชด้ งั น้ี
๑) - K สระ อา สงู เพอ่ื ใหม้ คี วามแตกต่างจากตวั ต (9 )
เชน่ ;K (วา หรอื วา่ )
๒) -P ตวั ย เฟ้ือง ใหเ้ ขยี นแทน สระเอยี เมอ่ื มตี วั สะกด
เชน่ dP; (เกย่ี ว) lP' เสยี ง
๓) - N ตวั ย หยาดน้า ใชเ้ ทา่ กบั เสยี ง สระออ สะกดดว้ ย ย (ออย)
เชน่ 8N (คอย) oN (น้อย)
๔) A ฤ/ ฤๅ ใชเ้ ขยี นเหมอื น ฤ/ฤๅ ในภาษาไทย เชน่ Ak=k (ฤๅชา)
๕) g-k โอ ใชส้ าหรบั การเขยี นภาษาบาลี เชน่ rgØ mkR (พุทฺโธ)
๑๓
บทที่ ๓
พยญั ชนะประสม
พยญั ชนะประสม ในท่นี ้ีหมายถงึ พยญั ชนะท่ซี ้อนกนั ๒ ตวั โดยพยญั ชนะตวั
แรกเป็นตัวเต็ม และพยญั ชนะท่ีตามเป็นตวั เฟ้ืองซ้อนอยู่ ซ่ึงในอกั ษรธรรมอีสาน
พยญั ชนะประสมมี ๒ ลกั ษณะคอื พยญั ชนะทม่ี ี ห นาและพยญั ชนะควบกล้า
พยญั ชนะท่มี ี ห นา
พยญั ชนะทม่ี ี ห นา ในอกั ษรธรรมอสี านนนั้ มี ๖ ตวั คอื ง, น, ม, ย, ล, ว เมอ่ื
ตามหลงั ห จะเปลย่ี นรปู เป็นตวั เฟ้ือง อยใู่ ต้ ห ดงั น้ี
s '(ห) นา (ง) มรี ปู เป็น s“ เชน่ sา“ P (หงาย)
s o(ห) นา (น) มรี ปู เป็น sO เชน่ sOk (หน้า)
s ,(ห) นา (ม) มรี ปู เป็น s< เชน่ sY< (หมอ)
s p(ห) นา (ย) มรี ปู เป็น sP เชน่ sPkF (หยาด)
s ](ห) นา (ล) มรี ปู เป็น s} เชน่ โs} (โหล)
s ;(ห) นา (ว) มรี ปู เป็น s: เชน่ ws: (ไหว)
๑๔
พยญั ชนะควบกลา้
พยญั ชนะควบกลา้ หมายถึง พยญั ชนะสองตวั เขยี นเรยี งกนั อยตู่ น้ พยางค์
และใชส้ ระเดยี วกนั เวลาอา่ นออกเสยี งกลา้ เป็นพยางคเ์ ดยี วกนั เสยี งวรรณยกุ ตข์ อง
พยางคน์ นั้ จะผนั เป็นไปตามเสยี งพยญั ชนะตวั หน้า ในอกั ษรธรรมอสี านมพี ยญั ชนะควบ
กลา้ ทพ่ี บมากทส่ี ุดคอื คาทค่ี วบกลา้ ดว้ ย ร ล ว
การเขยี นคาควบกล้าพยญั ชนะตน้ จะเป็นตวั เตม็ สว่ นตวั ควบจะเขยี นดว้ ยตวั
เฟ้ือง เชน่
Eพยญั ชนะต้นควบกบั ร ( ) ไดแ้ ก่
EdÒX (กราบ)
Er (พระ)
E-gmyL (ประเทศ)
พยญั ชนะต้นควบกบั ล ไดแ้ ก่ (กลา่ ว)
d}k:
dH}; (กลวั )
ry}ร (พลนั )
พยญั ชนะต้นควบกบั ว ไดแ้ ก่
d:k” (กวาง)
-ร:y (ขวญั )
8:k− (ควาย)
๑๕
บทท่ี ๔
การประสมคา
อกั ขรวธิ หี รอื หลกั การประสมคาของอกั ษรธรรมอสี านแตกต่างจากอกั ขรวิธขี อง
ภาษาไทยปัจจุบนั ทงั้ น้ีเพราะอกั ขรวธิ ขี องอกั ษรธรรมอสี านนัน้ พยญั ชนะตน้ ซ่งึ เป็น
พยญั ชนะตวั เต็มจะอยู่บนบรรทดั ส่วนพยญั ชนะตวั ตามคอื พยญั ชนะควบกล้า และ
พยญั ชนะตวั สะกดใช้รูปของพยญั ชนะตวั เฟ้ือง วางไว้ข้างล่างของพยญั ชนะตวั เต็ม
Eยกเวน้ เฟ้ือง ร - (ร ระวง หรอื โอพระ) วางไวข้ า้ งหน้า สาหรบั สระสามารถวางไวร้ อบ
พยญั ชนะต้น คือ วางไว้บน ล่าง หน้า หลัง ของพยญั ชนะต้น ส่วนอักขรวิธีของ
ภาษาไทยนัน้ กาหนดให้วางพยญั ชนะไว้บนบรรทดั เดียวกันหมดทงั้ พยญั ชนะต้น
พยญั ชนะควบกลา้ และพยญั ชนะตวั สะกด สว่ นสระนนั้ ใชเ้ หมอื นกนั
๑. การประสมคาที่ไมม่ ีตวั สะกด
รปู สระ สระ การประสมคา คาอ่าน
กะ
-t * อะ dt กา
dk กิ
-k ** อา db กี
du กึ
-b อิ d7 กอื
dn กุ
-u อี d6
กู
-7 อึ d^
-n อื
-6 อุ
-^ อู
๑๖
รปู สระ สระ การประสมคา คาอ่าน
เอะ เกะ
เ-t เอ gdt เก
เ- แอะ เd แกะ
á-t แอ แdt แก
á- โอะ แd โกะ
e -t โอ โdt โก
e- เอาะ โd เกาะ
เ-kt ** ออ เdkt
- Y, -V *** อวั ะ d,Y dV’ กอ,กอง
-:Ht อวั dHะว กวั ะ
-:H dHว กวั
g-Py t เอยี ะ เdPy t เกยี ะ
g-Py เdyP เกยี
เ-×ÐV เอยี เdtVn เกอื ะ
เ-V× เออื ะ เdnV เกอื
เ-bt เออื เdtb เกอะ
เ-b เออะ เdb เกอ
-Ó ** เออ dำ กา
อา
๑๗
รปู สระ สระ การประสมคา คาอ่าน
ไก
ไ - ไอ ไd เกา
เdHk
เ-าH ** เอา
ความรเู้ พมิ่ เตมิ
t๑. * รูปสระ - (วสิ รรชนีย)์ ไมน่ ิยมประกอบกบั พยญั ชนะ เพราะพยญั ชนะทุก
9 tตวั ออกเสยี ง อะ เช่น อ่านวา่ ตะ แต่จะใชร้ ปู - สาหรบั ประกอบกบั สระผสม
ทม่ี เี สยี งสนั้ เชน่ เ9t (เตะ) á9t (แตะ) e9t (โต๊ะ) เป็นตน้
k๒.**สาหรบั สระทม่ี รี ปู สระอา - , -Ó, เ-kt และ เ-Hา เมอ่ื ประสมกบั o จะ
เปลย่ี นรปู ดงั ตอ่ ไปน้ี เปลย่ี นรปู เป็น h (นา)
o + -k
o + -Ó เปลย่ี นรปู เป็น hY, (นา)
o + เ-kt เปลย่ี นรปู เป็น ght (เนาะ)
o + เ-Hา เปลย่ี นรปู เป็น ghH (เนา)
Y๓.*** - ใชป้ ระกอบกบั คาทป่ี ระกอบดว้ ยสระออซง่ึ ไมม่ ตี วั สะกด
เชน่ s + -V = sY (หอ)
V- ใชป้ ระกอบกบั คาทป่ี ระกอบดว้ ยสระออซง่ึ มตี วั สะกด
เชน่ s + -V + , = sV, (หอม)
หมายเหตุ สระ เ-b ในเอกสารโบราณใชแ้ ทนสระเออื ได้ เชน่ เr b (เพอ่ื )
เ’bD (เงอื ก) เfbO (เดอื น) เ]Fb (เลอื ด) เป็นตน้
๑๘
๒. การประสมคาท่ีมีตวั สะกด
การประสมคาทม่ี ตี วั สะกดในอกั ขรวธิ อี กั ษรธรรมอสี านเหมอื นกนั กบั การผสมคา
ทม่ี ตี วั สะกดในภาษาไทยปัจจุบนั คอื มแี มส่ ะกด ๘ แม่ เหมอื นกนั ไดแ้ ก่ แม่กก แมก่ ด
แมก่ บ แมก่ ง แมก่ น แมก่ ม แมเ่ กย แมเ่ กอว แต่มหี ลกั การวางรปู พยญั ชนะในการเขยี น
ทแ่ี ตกต่างจากภาษาไทย โดยพยญั ชนะทเ่ี ป็นตวั สะกดของอกั ษรธรรมอสี านมกั จะเขยี น
ในรูปของพยญั ชนะตวั เฟ้ือง แต่ถ้ามพี ยญั ชนะควบกล้าหรอื มสี ระล่างจงึ จะเขยี นเป็น
พยญั ชนะตวั เตม็ ดงั ตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ี
ตวั สะกด แม่ กก ( -D )
รปู สระ สระ รปู คา คาอ่าน
อะ กกั
-t dyD กาก
dkD กกิ
-k อา dbD กกี
duD กกึ
-b อิ dD7 กกื
dDn กุก
-u อี d6d
d^d กกู
-7 อึ
gdDy เกก็
-n อื gdyD เกก
ggdD แกก
-6 อุ
-^ อู
เ-t เอะ
เ- เอ
á- แอ
๑๙
รปู สระ สระ รปู คา คาอ่าน
กก
e-t โอะ dDH โกก
e- โอ edD กอก
-V ออ dVd กวก
-H: อวั dd: เกยี ก
g-Py เอยี dPd เกอื ก
เ-×V เออื เกกิ
เ-b เออ gddVn
gdbD
ความรเู้ พม่ิ เตมิ
๑. คาทม่ี พี ยญั ชนะประสม หรอื พยญั ชนะควบกลา้ การเขยี นพยญั ชนะตวั สะกดจะ
เปลย่ี นจากพยญั ชนะตวั เฟ้ือง ( -D ) เป็นพยญั ชนะตวั เตม็ (-d)
เชน่ sOdy (หนกั ) 8:yd (ควกั )
๒. การเขยี นรปู พยญั ชนะตวั สะกดในคาทป่ี ระกอบดว้ ยสระลา่ งและสระผสม จะ
เปลย่ี นจากพยญั ชนะตวั เฟ้ือง ( -D ) เป็นพยญั ชนะตวั เตม็ (-d)
เชน่ ]d^ (ลกู ) -dV (บอก)
-Pd (เปียก) เ=Vdn (เชอื ก)
๓. เคร่อื งหมายทส่ี ามารถใชเ้ ป็นตวั สะกดในแม่ กก ไดแ้ ก่
y๑) - (ไมซ้ ดั ) ใชส้ ะกดในคาทป่ี ระกอบดว้ ยสระหน้า สระหลงั
และสระลา่ ง ยกเวน้ สระบน
เชน่ แ-y (แบก) -ky (ปาก) sy^ (หกู )
๒๐
W๒) - (สองจุด) ใชส้ ะกดในคาทป่ี ระกอบดว้ ยสระหน้า สระหลงั และ
สระบน ยกเวน้ สระลา่ ง
เชน่ แ-W (แบก) -kW (ปาก) 0bW (จกิ )
๔. ใช้ -D , -d, -y และ -W แทนคาทส่ี ะกดดว้ ยแม่ กก ทน่ี อกเหนือจาก ก ไดท้ กุ
คา เชน่ m6y (ทกุ ข)์ l6d (สขุ )
โรD (โรค) เ,yW (เมฆ)
ตวั สะกด แม่ กด ( -ด )
รปู สระ สระ รปู คา คาอ่าน
อะ กดั
-t dyด
-k อา dkด กาด
-b อิ dbด กดิ
-u อี duด กดี
-7 อึ d7ด กดึ
-n อื dnด กดื
-6 อุ d6f กุด
-^ อู df^ กดู
เ-t เอะ gdดy เกด็
เ- เอ gdดy เกด
๒๑
รปู สระ สระ รปู คา คาอ่าน
แกด
á- แอ ggdด กด
e-t โอะ dHด โกด
e- โอ edด กอด
-V ออ dVf กวด
-H: อวั df: เกยี ด
g-Py เอยี dPf* เกอื ด
เ-V× เออื gdnVf เกดิ
เ-b เออ gdดb
ความรเู้ พม่ิ เตมิ
๑. คาทม่ี พี ยญั ชนะประสม หรอื พยญั ชนะควบกล้า การเขยี นพยญั ชนะตวั สะกดจะ
เปลย่ี นจากพยญั ชนะตวั เฟ้ือง ( -ด ) เป็นพยญั ชนะตวั เตม็ (-f)
เชน่ sfy< (หมดั ) 8y:f (ควดั )
๒. การเขยี นรปู พยญั ชนะตวั สะกดในคาทป่ี ระกอบดว้ ยสระลา่ งและสระผสม จะ
เปลย่ี นจากพยญั ชนะตวั เฟ้ือง ( -ด ) เป็นพยญั ชนะตวั เตม็ (-f)
เชน่ -f6 (ขดุ ) dVf (กอด)
-Pf (เบยี ด) เ]nfV (เลอื ด)
๓. ใชพ้ ยญั ชนะเฟ้ือง ส ( -L ) สะกดในแม่ กด แทนเฟ้ือง ด ( -ด ) กไ็ ด้
เชน่ E-gmดy (ประเทศ) หรอื E-gmLy (ประเทศ)
๒๒
ด f L๔. ใช้ - , - และ - แทนคาทส่ี ะกดดว้ ยแม่ กด ทน่ี อกเหนือจาก ด ไดท้ ุกคา
เชน่ -kdHF (ปรากฏ) เdyL (เกษ)
รHF (รถ/รส) 86f (ครุฑ)
หมายเหตุ * การเขยี นพยญั ชนะตวั สะกดแม่ กด สาหรบั ประสมคาใน สระเอยี
สามารถเขยี นรปู ตวั เฟ้ืองกไ็ ด้ เชน่ dPf (เกยี ด) หรอื dPด (เกยี ด)
ตวั สะกด แม่ กบ ( -- )
รปู สระ สระ รปู คา คาอ่าน
อะ กบั
-t dyX
-k อา dkX กาบ
-b อิ dbX กบิ
-u อี duX กบี
-7 อึ d7X กบึ
-n อื dnX กบื
-6 อุ d6x กบุ
-^ อู d^x กบู
เ-t เอะ gdXy เกบ็
เ- เอ gdXy เกบ
á- แอ ggdX แกบ
๒๓
รปู สระ สระ รปู คา คาอ่าน
กบ
e-t โอะ dHX โกบ
e- โอ edX กอบ
-V ออ dVx กวบ
-H: อวั d:X เกยี บ
g-yP เอยี dPx เกอื บ
เ-V× เออื gdxVn เกบิ
เ-b เออ gdXb
ความรเู้ พมิ่ เตมิ
๑. คาทม่ี พี ยญั ชนะประสม หรอื พยญั ชนะควบกล้า การเขยี นพยญั ชนะตวั สะกดจะ
เปลย่ี นจากพยญั ชนะตวั เฟ้ือง ( -X ) เป็นพยญั ชนะตวั เตม็ (-x)
เชน่ s}xy (หลบั ) dx}y (กลบั )
๒. การเขยี นรปู พยญั ชนะตวั สะกดในคาทป่ี ระกอบดว้ ยสระลา่ งและสระผสม จะ
เปลย่ี นจากพยญั ชนะตวั เฟ้ือง ( -X ) เป็นพยญั ชนะตวั เตม็ (-x)
เชน่ l^x (สบู ) =Vx (ชอบ)
]Px (เลยี บ) เdxVn (เกอื บ)
x X๓. ใช้ - และ - แทนคาทส่ี ะกดดว้ ยแม่ กบ ทน่ี อกเหนือจาก บ ไดท้ ุกคา
เชน่ เ8kH รHX (เคารพ) โ]X (โลภ)
ร^x (รปู ) เmyX (เทพ)
๒๔
ตวั สะกด แม่ กง ( -” )
รปู สระ สระ รปู คา คาอ่าน
อะ กงั
-t dy” กาง
dk” กงิ
-k อา d”b กงี
du” กงึ
-b อิ d7” กงื
d”n กงุ
-u อี d6’
d’^ กงู
-7 อึ
gdy” เกง็
-n อื gdy” เกง
ggd” แกง
-6 อุ dH” กง
ed” โกง
-^ อู dV’ กอง
d’: กวง
เ-t เอะ
๒๕
เ- เอ
á- แอ
e-t โอะ
e- โอ
-V ออ
-H: อวั
รปู สระ สระ รปู คา คาอ่าน
เกยี ง
g-yP เอยี dP’* เกอื ง
เ-×V เออื gd’อn เกงิ
เ-b เออ gd”b
ความรเู้ พมิ่ เตมิ
๑. คาทม่ี พี ยญั ชนะประสม หรอื พยญั ชนะควบกลา้ การเขยี นพยญั ชนะตวั สะกดจะ
เปลย่ี นจากพยญั ชนะตวั เฟ้ือง ( -” ) เป็นพยญั ชนะตวั เตม็ (-’)
เชน่ s’}y (หลงั ) 8}7’ (คลงึ )
๒. การเขยี นรปู พยญั ชนะตวั สะกดในคาทป่ี ระกอบดว้ ยสระลา่ งและสระผสม จะ
เปลย่ี นจากพยญั ชนะตวั เฟ้ือง ( -” ) เป็นพยญั ชนะตวั เตม็ (-’)
เชน่ l^’ (สงู ) ,V’ (มอง)
]P’ (เลย้ี ง) เ,’Vn (เมอื ง)
&๓. - (องั แลน่ ) ใชส้ ะกดแม่ กง ในคาทป่ี ระกอบดว้ ยสระหลงั และสระลา่ ง
กไ็ ด้
เชน่ fk” (ดา่ ง) หรอื fk& (ดา่ ง)
l’^ (สงู ) หรอื l&^ (สงู )
หมายเหตุ * การเขยี นพยญั ชนะตวั สะกดแม่ กง สาหรบั ประสมคาใน สระเอยี สามารถ
เขยี นรปู ตวั เฟ้ืองหรอื ใชไ้ มอ้ งั แลน่ กไ็ ด้
เชน่ lP’ (เสยี ง) lP” (เสยี ง) หรอื lP& (เสยี ง)
๒๖
ตวั สะกด แม่ กน ( -O )
รปู สระ สระ รปู คา คาอ่าน
อะ กนั
-t dOy กาน
dkO กนิ
-k อา dOb กนี
duO กนึ
-b อิ dO7 กนื
dOn กุน
-u อี d6ร
d^ร กนู
-7 อึ
gdOy เกน็
-n อื gdyO เกน
ggdO แกน
-6 อุ dOH กน
edO โกน
-^ อู dVร กอน
d:ร กวน
เ-t เอะ dPร* เกยี น
เ- เอ ๒๗
á- แอ
e-t โอะ
e- โอ
-V ออ
-:H อวั
g-Py เอยี
รปู สระ สระ รปู คา คาอ่าน
เกอื น
เ-V× เออื gdรVn เกนิ
เ-b เออ gdbO
ความรเู้ พมิ่ เตมิ
๑. คาทม่ี พี ยญั ชนะประสม หรอื พยญั ชนะควบกล้า การเขยี นพยญั ชนะตวั สะกดจะ
เปลย่ี นจากพยญั ชนะตวั เฟ้ือง ( -O ) เป็นพยญั ชนะตวั ร (-ร)
เชน่ sy<ร (หมนั่ ) r}yร (พลนั )
๒. การเขยี นรปู พยญั ชนะตวั สะกดในคาทป่ี ระกอบดว้ ยสระลา่ งและสระผสม จะ
เปลย่ี นจากพยญั ชนะตวั เฟ้ือง ( -O ) เป็นพยญั ชนะตวั ร (-ร)
เชน่ ]6ร (ลุน) ,รV (มอญ)
รPร (เรยี น) เinVร (เฮอื น)
O ร๓. ใช้ - และ - แทนคาทส่ี ะกดดว้ ยแม่ กน ทน่ี อกเหนือจาก น ไดท้ ุกคา
เชน่ dOH (กล) โsO (โหร)
-6ร (บุญ) 86ร (คุณ)
หมายเหตุ * การเขยี นพยญั ชนะตวั สะกดแม่ กน สาหรบั ประสมคาใน สระเอยี สามารถ
เขยี นรปู ตวั เฟ้ืองกไ็ ด้
เชน่ lPร (เสย้ี น) หรอื lPO (เสย้ี น)
๒๘
ตวั สะกด แม่ กม ( -< )
รปู สระ สระ รปู คา คาอ่าน
อะ กมั
-t dy< * กาม
dk< กมิ
-k อา d<b กมี
d<u กมึ
-b อิ d7< กมื
d<n กมุ
-u อี d6,
d^, กมู
-7 อึ
gdy< เกม็
-n อื gd<y เกม
ggd< แกม
-6 อุ d<H กม
ed< โกม
-^ อู dV, กอม
d:, กวม
เ-t เอะ dP, ** เกยี ม
เ- เอ
á- แอ
e-t โอะ
e- โอ
-V ออ
-H: อวั
g-Py เอยี
๒๙
รปู สระ สระ รปู คา คาอ่าน
เกอื ม
เ-V× เออื gd,Vn เกมิ
เ-b เออ gd<b
ความรเู้ พมิ่ เตมิ
๑. คาทม่ี พี ยญั ชนะประสม หรอื พยญั ชนะควบกลา้ การเขยี นพยญั ชนะตวั สะกดจะ
เปลย่ี นจากพยญั ชนะตวั เฟ้ือง ( -< ) เป็นพยญั ชนะตวั เตม็ (-,)
เชน่ s6,O (หนุ่ม) 8},6 (คลมุ )
๒. การเขยี นรปู พยญั ชนะตวั สะกดในคาทป่ี ระกอบดว้ ยสระลา่ งและสระผสม จะ
เปลย่ี นจากพยญั ชนะตวั เฟ้ือง ( -< ) เป็นพยญั ชนะตวั เตม็ (-,)
เชน่ v,6 (อมุ้ ) 0V, (จอม)
lP, (เสยี ม)
หมายเหตุ * d<y (กมั ) นิยมเขยี นเป็น dำ (กา) แทน
** การเขยี นพยญั ชนะตวั สะกดแม่ กม สาหรบั ประสมคาใน สระเอยี
สามารถเขยี นรปู ตวั เฟ้ืองกไ็ ด้
เชน่ 0P, (เจยี ม) หรอื 0P< (เจยี ม)
ตวั สะกด แม่ เกย ( -P )
รปู สระ สระ รปู คา คาอ่าน
อะ กยั
-t dPy * กาย
กยื
-k อา dkP
-n อื dnP
๓๐
รปู สระ สระ รปู คา คาอ่าน
อุ กยุ
-6 d6p ***
dp^ *** กยู
-^ อู
edP โกย
e- โอ dN ** กอย
dp: *** กวย
-V ออ gdVpn *** เกอื ย
gdPb เกย
-:H อวั
เ-×V เออื
เ-b เออ
ความรเู้ พม่ิ เตมิ
๑. คาทม่ี พี ยญั ชนะประสม หรอื พยญั ชนะควบกล้า การเขยี นพยญั ชนะตวั สะกดจะ
เปลย่ี นจากพยญั ชนะตวั เฟ้ือง ( -P ) เป็นพยญั ชนะตวั เตม็ (-p)
เชน่ sPp6 (หยยุ ) -}pØ (ขลยุ่ )
๒. การเขยี นรปู พยญั ชนะตวั สะกดในคาทป่ี ระกอบดว้ ยสระลา่ งและสระผสม จะ
เปลย่ี นจากพยญั ชนะตวั เฟ้ือง ( -P ) เป็นพยญั ชนะตวั เตม็ (-p)
เชน่ ]p6 (ลยุ ) l:p (สวย) g-Vpn (เป่ือย)
หมายเหตุ * dyP (กยั ) นิยมเขยี นเป็น ไd (ไก) แทน
**สระ -V สะกดดว้ ย p จะใช้ - N แทน
เชน่ ] + -V + p เขยี นเป็น ]N จะไม่เขยี น ]Vp
๓๑
*** การเขยี นพยญั ชนะตวั สะกดแม่ เกย สาหรบั ประสมคาทม่ี ี สระลา่ ง
และสระผสมทม่ี สี ระลา่ ง สามารถเขยี นรปู ตวั เฟ้ืองกไ็ ด้
เชน่ dp6 (กุย) เป็น d6P (กุย)
dp^ (กูย) เป็น dP^ (กูย)
dp: (กวย) เป็น dP: (กวย)
gdpVn (เกอื ย) เป็น เdVPn (เกอื ย)
ตวั สะกด แม่ เกอว ( -: )
รปู สระ สระ รปู คา คาอ่าน
กาว
-k อา dk: กวิ
กวี
-b อิ d:b เกว็
เกว
-u อี d:u แกว
เกยี ว
เ-t เอะ gd:y
เ- เอ gd:y
á- แอ ggd:
g-yP เอยี dP;*
๓๒
ความรเู้ พม่ิ เตมิ
๑. คาทม่ี พี ยญั ชนะประสม หรอื พยญั ชนะควบกล้า การเขยี นพยญั ชนะตวั สะกดจะ
เปลย่ี นจากพยญั ชนะตวั เฟ้ือง ( -: ) เป็นพยญั ชนะตวั เตม็ (-;) เชน่
s;bO (หนิ่ว) gg8}; (แคลว้ )
๒. การเขยี นรปู พยญั ชนะตวั สะกด แม่ เกอว ใน สระเอยี สามารถเขยี นไดท้ งั้ ตวั
เตม็ และตวั เฟ้ือง
เชน่ -P; (เขยี ว) หรอื -Pว (เขยี ว)
๓๓
บทท่ี ๕
การอ่านอกั ษรธรรมในฮปู แต้ม
ตวั อยา่ งอกั ษรธรรมในฮปู แตม้ วดั เลไลย์ บา้ นหนองพอก ตาบลดงบงั อาเภอนา
ดนู จงั หวดั มหาสารคาม มกี ารแตม้ รปู เร่อื งราวดงั น้ี
ภายใน เป็นเน้ือหาหลกั ประกอบดว้ ย พทุ ธประวตั ิ และ พระมาไลย
ภายนอกด้านทิศตะวนั ออก เน้ือหาหลกั เป็นนิทานเร่อื ง พระลกั พระลาม ตอน
กาเนิดหลุ ะมาน
ภายนอกด้านทิศเหนือ เน้ือหาหลกั เป็นนิทานเรอ่ื ง พระลกั พระลาม
ภายนอกด้านทิศตะวนั ตก และทิศใต้ เน้ือหาหลกั เร่อื ง มหาเวสสนั ดรชาดก
จงหดั อา่ นตวั อกั ษรธรรมในฮปู แตม้ ดงั ตวั อยา่ ง
๓๔
ภายใน เปน็ เน้อื หาหลัก ประกอบดว้ ย พุทธประวัติ และ พระมาไลย ดังตัวอยา่ ง
=kPErtidu k
# rob V&jkH g-Hk,tm^
ErtpkL5:kP
Ertg0kH ]H
ถอดคำ- ชายพระริกา ๒ พ่ีนอ้ ง เอาเขา้ มะทูพระยาส ถวายพระเจา้ แล
อ่ำนคำ- ชายปริพาชก ๒ พ่ีนอ้ ง เอาขา้ วมธุปายาส ถวายพระพุทธเจา้ แล
Er,w]ezlF yFhiDH
gg]g0kH giPb
ถอดคำ- พร ม ไล โผดสดั นารก แลเจาเฮิย
อ่ำนคำ- พระมาไลยโปรดสตั วน์ รก แลเจา้ เอย
๓๕
Ert,g-kH g,”b
hi]HD H
ถอดคำ- พระ ม ไล เขาเมิง นารกแล
อ่ำนคำ- พระมาไลยเขา้ เมืองนรกแล
ภายนอกด้านทิศตะวนั ออก เน้ือหาหลกั เป็นนิทานเรอ่ื ง พระลกั พระลาม ตอน
กาเนิดหลุ ะมาน
ภายนอกด้านทิศเหนือ เน้ือหาหลกั เป็นนิทานเรอ่ื ง พระลกั พระลาม ดัง
ตวั อย่าง
ly-" bX E rib
0Oy gsy} : 8k: P]H
ถอดคำ- สงั ขิบ พร ริ จนั เหลว ควาย แล
อ่ำนคำ- สงั คีพ (สุครีพ) พระริจนั (พาลี) เล็ว (รบ) ควาย (ทรพี) แล
๓๖
ถอดคำ- เทาะละภิ ชน พํ แล gmkt]t4b
อ่ำนคำ- ทรพี ชนพอ่ (ทรพา) แล =HO rY gg]
ถอดคำ- พรยาลาม กบั พระลกั ไปแล ErPk]k<
อ่ำนคำ- พระยาลาม กบั พระลกั ไปแล dyX Ert]yD
wx]H
-6i=bs: kgg]XfgOb xOy-8:H 9OH hHD Y
s]6 t,kOgjHk,en 9”jkH ]H
ถอดคำ- ขุรชิวหาแลบด้ินเป็นขวั คนตกนํา หุละมานเอามือโตงเอาแล
อ่ำนคำ- ขุนชิวหา แลบล้ิน เป็นขวั (สะพาน) หุละมาน เอามือโตง่ (รับ) เอาแล
๓๗
ErPk]k<,t
ikL]HXdyO
mbob]H
ถอดคำ- พรยาลามมะ ราส ลบกนั ทินิแล
อ่ำนคำ- พระยารามราชรบกนั ท่ีน่ีแล
ภายนอกด้านทิศตะวนั ตก และทิศใต้ เน้ือหาหลกั เร่อื ง มหาเวสสนั ดรชาดก
ดังตวั อยา่ ง
xEOy rt]nluxVmy kE” rk<
]H
ถอดคำ- บนั พระลืสีบอกทางพรามแล
อ่ำนคำ- บนั้ พระฤาษีบอกทางพราหมณแ์ ล
๓๘
xEOy rk<,g5bh” P
rkxO k]H
ถอดคำ- บนั พรามมเถิงนาย พานปาแล
อ่ำนคำ- บนั้ พราหมณม์ าเถิงนายพรานป่าแล
๓๙
บทท่ี ๖
เร่อื งและฮปู แต้มนิทานพระลกั พระลาม
กาเนดิ ท้าวลนุ ลู่/ท้าวราพพะนาสวน
มหาพรหมตนหน่ึงหมดอายุขัยลงไปตามชั้นฟูาเพื่อลงไปเกิดในมนุษย์โลก พอมาถึงเมืองแถน
ชาวผีแถนหาเบา้ แลรางมาเพื่อจะหล่อขวัญหล่อร่างใหม่ให้สวยงามมีอวัยวะครบบริบูรณ์ตามธรรมเนียม
ของพรหมและเทวดาผูจ้ ะไปเกิดใหม่ แตม่ หาพรหมผนู้ น้ั ทะนงตนว่าเป็นผู้มีบุญสมภารแก่กล้าไม่ยอมให้
ชาวผีแถนหล่อใหม่ จึงลงไปเกิดในท้องของภรรยากวานนาหลวง เมืองอินทปัตถะนคร พอครบ ๑๐
เดอื นคลอดออกมามีตัวกลมมนเหมือนหินลับมีด มีแขนขาส้ันโผล่ออกมาเหมือนเห็ดขาวผุดออกจากตอ
ไม้ จงึ ไดช้ อ่ื ว่า ทา้ วลนุ ลู่
ต่อมาพระอินทร์สงสารจึงอยากจะช่วยเหลือโดยจะไปถามปัญหาถ้าตอบได้ก็จะนามาหล่อร่าง
ใหม่แล้วให้ไปเกิดใหม่ ซ่ึงท้าวลุนลู่ก็สามารถตอบได้ พระอินทร์จึงนามาให้พระยาแถนทั้ง ๗ หล่อใหม่
แต่หล่อไม่สาเร็จจงึ ตอ้ งไปนาเอาเบ้าของพระอินทร์มาหล่อจึงสาเร็จแล้วส่งลงไปเกิดในท้องของนางมะลิ
การาชเทวีของพระยาวิรุฬหก เมืองอินทปัตถะนครเช่นเดิมและพระอินทร์ได้มอบธนูศิลป์และดาบ
กายสทิ ธใิ์ หถ้ ือออกมาดว้ ย และตั้งชอื่ วา่ ท้าวราพพะนาสวน
๔๐
กาเนิดท้าวพิกพิและทา้ วอินทะชี
ต่อมาพระอินทร์ส่งเทพบุตรผู้มีความรู้ความสามารถด้านโหราศาสตร์มาเกิดเป็นน้องชายของ
ท้าว ราพพะนาสวนชื่อว่า ท้าวพิกพิ ๓ ปีต่อมาพระอินทร์ส่งเทพบุตรผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมาเกิด
เปน็ นอ้ งชายของท้าวราพพะนาสวนและท้าวพิกพี ชอ่ื ว่า ท้าวอนิ ทะชี
กาเนิดพระลกั พระลาม
หลังจากท่ีท้าวราพพะนาสวนมาข่มขู่เอานางจันทาไปพระยาทัตตะรัตถะและนางวิสุทธิโสดาก็
ร้องไห้คร่าครวญกินไม่ได้นอนไม่หลับจนซูบผอม น้อยเนื้อต่าใจที่ตัวเองไม่มีศาสตร์ศิลป์จึงอธิษฐานขอ
เทวบุตรเทวดาท่ีมีอิทธิฤทธิ์สามารถชนะข้าศึกท่ัวชมพูทวีปมาเกิดเป็นลูกตนเพ่ือจะได้มาปราบท้าวรา
พพะนาสวนและนาเอานางจันทากลับคืนมา พระอินทร์จึงส่งเทวบุตรท่ีเป็นหน่อพุทธังกูรโพธิสัตว์และ
อัครสาวกที่มีบุญสมภารมากสองตนซึ่งกาลังหมดอายุขัยลงมาเกิดพร้อมท้ังมอบธนูศิลป์และดาบ
กายสิทธ์ิให้ถือลงมาเกิดด้วย ต่อมานางวิสุทธิโสดาประสูติโอรสสององค์ในขณะที่เสด็จประพาสอุทยาน
กลางดอนแห่งหน่ึง องค์พ่ีให้ช่ือว่า ท้าวพระลาม องค์น้องช่ือ ท้าวพระลัก และดอนแห่งน้ันจึงเรียกว่า
ดอนเกดิ และเมอื่ พระลักพระลามเกิดมาน้ันได้บังเกดิ บ่อเงินบ่อคามากมาย ผุดออกมาจากแผ่นดินริมฝ่ัง
น้าทะนะนทั ทีด้านทิศตะวันตกทแ่ี ห่งน้นั จึงเรียกวา่ ท่าบ่อเงินบอ่ คา
๔๑
พระลามได้มา้ มนีกาบ
เม่ือพระลามเจริญวัย พระยาทัตตะรัตถะได้เล่าเรื่องท่ีท้าวราพพะนาสวนมาข่มขู่จับตัวนางจัน
ทาผู้เป็นพี่สาวไป จึงบอกให้พระลักพระลามออกตามนางจันทากลับมา แต่พระลักพระลามไม่สามารถ
ไปไดเ้ พราะเหาะเหิรเดินอากาศไม่ได้ พระอินทร์จึงให้วิสุกรมเทพบุตรนาม้ามนีกาบตัวมีฤทธ์ิเดชมากมา
ปล่อยไว้ที่หน้าปราสาทของพระยาทัตตะรัตถะและไม่มีใครสามารถจับได้ พระลามจึงออกไปจับและ
สามารถได้แล้วม้ามนีกาบจึงได้พาพระลามเหาะไปเท่ียวทั่วชมพูทวีปและทั่วขอบจักรวาล และพระ
อินทร์จึงข่ีม้าลงมาหาท้าวพระลามและชวนตีคลีบนอากาศแล้วเหาะลงไปตีคลีท่ีเกาะดอนกลางน้าแ ห่ง
หนึ่งด้านทิศใต้ของแม่น้าทะนะนัททีใกล้เมืองจันทบุรีศรีสัตตนาค และที่แห่งนั้นจึงเรียกว่า ดอนบ่อคลี
หลังจากเล่นกันเหนื่อยแลว้ ตา่ งคนตา่ งแยกย้ายกนั กลับทีอ่ ยู่ของตน
๔๒
กาเนิดนางสดี า
วันต่อมาเมื่อพระยาราพพะนาสวนกลับเมืองแลว้ พระอนิ ทรไ์ ด้เข้าหานางสชุ าดา และนาง
สชุ าดากป็ ระหลาดใจทพี่ ระอินทร์มาตดิ ต่อกันจงึ ถามพระอินทร์ พระอนิ ทร์และนางสชุ าดาจึงรู้ความจรงิ
นางสุชาดาโกรธพระยาราพพะนาสวนมากจงึ ขอพรพระอนิ ทรล์ งไปเกิดเป็นธิดาของพระยาราพพะนา
สวนเพอื่ แก้แคน้ และขอให้พระอนิ ทรค์ อยดูแลตนขณะที่เกิดในโลกมนษุ ยด์ ว้ ย นางสุชาดาจงึ ลงมา
ปฏิสนธใิ นครรภน์ างจนั ทามเหสพี ระยาราพพะนาสวน คนื นนั้ นางจนั ทาฝันร้าย อุปราชพิกพีจงึ มา
ทานายว่านางจะตั้งครรภเ์ ป็นธดิ าและธดิ าองค์นีก้ ็จะทาใหพ้ ระยาราพพะนาสวนส้ินชวี ิต ควรท่ีจะเอาไป
ลอยแพนางเสีย เมอ่ื นางจันทาตั้งครรภ์ได้ ๑๐ เดอื นแล้วจึงประสตู ิธิดาและเล้ยี งดูมาจนมีอายุได้ ๑ ขวบ
เป็นทร่ี ักใครข่ องพระยาราพพะนาสวนมากและไมเ่ ชอื่ คาทานาย วันหน่ึงพระยาราพพะนาสวนอุม้
พระธิดา นางได้คว้ามีดในพานหมากมาแทงพระยาราพพะนาสวนๆ จงึ เชอื่ คาทานายและสงั่ ให้เอาธดิ า
ไปลอยแพเสยี
นางสดี าถกู ลอยแพ
พระอินทรเ์ หน็ เหตุการณ์แล้วจึงลงมาเนรมิตเรือสาเภาท่ีมีปราสาทบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร
ของทิพย์ท้ังมวลและสามารถลอยไปตามที่ใจปรารถนา ให้นางระลึกชาติได้และตั้งชื่อให้ว่า นางสีดา
พร้อมทงั้ ใหน้ างกินนา้ ทพิ ย์แล้วรู้แจ้งภาษาและตัวหนังสือได้ถึงร้อยเอ็ดภาษา และสอนคาถาเมตตามหา
๔๓
นยิ มให้ เมื่อไปบ้านใดเมืองใดแล้วสามารถดลใจคนท่ัวไปมีความรักความเมตตาต่อนางเหมือนลูกพ่อแม่
เดยี วกัน นางสดี าสง่ั ใหส้ าเภาพาไปยงั ท่สี ขุ สาราญในมหาสมุทร แวะพักตามเกาะต่างๆ มีคนเมตตาเอ็นดู
นางและมาอยูเ่ ปน็ เพื่อนตลอดทาง วนั หนึ่งพญานาคชือ่ ว่าโอตถาลิกาเล่นน้าอยู่แลเห็นนางสีดาจึงไต่ถาม
แลว้ เกิดความเอ็นดูจึงพาไปเล้ียงดูอยู่ในเมืองบาดาลกับนางบัพพาวรรณธิดาพญานาค นางสีดาอยู่เมือง
นาคได้ ๑๕ ปจี ึงลาพญานาคกลับมาเรือสาเภาของตนซง่ึ รออยูบ่ นโลกมนุษยแ์ ล้วเดนิ ทางต่อไป
นางสดี าอยกู่ ับพระฤๅษี
นางสีดาเดินทางต่อไปหลายเดือนตามเกาะต่างๆ และมีผู้เมตตาคอยช่วยเหลือเสมอ แล้วจึง
เดินทางไปถึงเกาะแห่งหนึ่งซ่ึงมีฤๅษีตนหน่ึงอาศัยอยู่ ฤๅษีตนนี้มีฌานตบะแก่กล้าและเคยเรียนวิชากับพระ
อินทร์ และพระอินทรไ์ ดม้ อบธนศู ิลป์ช่ือมะชิมะสปิ ปา(มัชฌิมสิปปา) และดาบกายสิทธ์ิให้ วันหน่ึงฤๅษีลงมา
ท่ีท่าน้าเห็นนาง สีดาและไต่ถามความจริงแล้วจึงรับนางมาอยู่ด้วย โดยเนรมิตเรือสาเภาเป็นปราสาทให้
นางอยู่อาศัยและเนรมิตหญิงสาวมีรูปร่างหน้าตาเหมือนนางสีดา ๑๐ คนไว้เป็นเพ่ือนพร้อมเนรมิตหญิง
คอ่ ม ๒ คนไว้คอยรบั ใช้
๔๔
พระยาราพพะนาสวนลักพาตัวนางสีดา
พระยาราพพะนาสวนกลับไปเมืองแล้วก็ยังคงคิดถึงนางสีดาอยู่แล้วจึงเพ่งจักษุญาณดูจึงได้รู้ว่า
พระลามได้นางสีดาไป ก็มีใจโกรธและริษยาพระลามมาก คิดจะไปแย่งชิงนางสีดามาจากพระลาม จึง
บอกนางจันทาและนาง สทุ โทว่าจะไปนานางสีดามาให้ได้ จึงเหาะไปยังที่ม้ามนีกาบพาท้ังสามพระองค์
ผ่านและได้เนรมิตหมัดเต็มปุาดงไปหมดกระโดดเข้ากัดม้ามนีกาบเต็มตัว ม้ามนีกาบจึงยกขาดีดหมัด
กระเด็นไปจนหมดสิ้น แล้วพระยาราพพะนาสวนจึงเนรมิตเห็บ เหา ทาก ปลิง แมลงหวี่ แมลงวัน ผ้ึง
ต่อ แตนตามลาดับมากมายแต่ก็ถูกม้ามนีกาบและพระลักพระลามฆ่าตายหมด ม้ามนีกาบจึงกราบทูล
พระลักพระลามว่า สัตว์เหล่านี้ชะรอยจะเป็นการกระทาของพระยาราพพะนาสวนแน่เพื่อจะแย่งนางสีดา
ตอ่ จากนน้ั พระยาราพพะนาสวนจึงเนรมติ เป็นนกกระจิบ นกกระจาบ นกจีจู้ และนกแจนแวนมาสับตอด
รบกวนซ่ึงก็ถูกลมจากดาบกายสิทธิ์พัดปลิวไปจนหมด แล้วจึงเนรมิตเป็นบ้านเมืองเพื่อหลอกให้พระลัก
พระลามเข้าไปแล้วจะทาให้คาถาอาคม เส่ือมลง แต่พระลามรู้ทันจึงยิงธนูศิลป์ใส่เมืองน้ันๆ จึง
อันตรธานหายไป เมื่อเห็นว่าเอาชนะผู้ชายไม่ได้ จึงเนรมิตส่ิงต่างๆ ล่อนางสีดาหลายอย่าง จนในที่สุด
พระยาราพพะนาสวนจงึ ได้เนรมิตกวางทองเดินผ่านหน้าพระลักพระลามและนางสีดาไป นางสีดาอยาก
ไดม้ ากแม้พระลามจะบอกวา่ เป็นกวางทพ่ี ระยาราพพะนาสวนเนรมิตมาหลอกแต่นางไม่ฟังเหตุผลร่าร้อง
อยากจะได้กวางทองจนสลบไป
๔๕
พระลามตามกวางทอง
เมื่อนางสีดาฟื้นข้ึนมาก็ยังร้องไห้อยากได้กวางทองเช่นเดิม พระลามจาเป็นต้องตามกวางทอง
ไปและฝากนางสดี าไว้กบั พระลกั แลว้ พระลามกข็ ม่ี ้ามนกี าบตามกวางทองไปจนพบ กวางทองว่ิงคดเคี้ยว
เล้ียวไปมาเม่ือห่างกันก็ว่ิงช้าลง เมื่อพระลามเข้ามาใกล้เหมือนจะทันก็ว่ิงเร็วข้ึน พระลามคิดว่าถึง
อย่างไรก็คงไล่ไม่ทันจึงยิงธนูศิลป์ใส่ถูกกวางทองได้รับบาดเจ็บส่งเสียงร้อง นางสีดาได้ยินเป็นเสียงร้อง
ของพระลามตะโกนเรยี กให้พระลักไปช่วย พระลักบอกนางสีดาว่าไม่ใช่เสียงพระลาม นางสีดาจึงตัดพ้อ
ต่อว่าพระลกั ต่างๆ นานาจนพระลักขัดขืนไม่ได้จาต้องออกไปและฝากนางสีดาไว้กับนางธรณี พระยารา
พพะนาสวนได้โอกาสจึงเข้าไปหานางสีดาแสดงความรักใคร่ชวนนางไปด้วยกัน นางสีดาไม่ยอมจึง
พยายามอมุ้ นางแตก่ อ็ มุ้ ไมข่ น้ึ เพราะนางธรณยี ดึ นางไว้ และเม่อื ถูกต้องกายนางสีดาก็ร้อนราวกับไฟ พระ
ยาราพพะนาสวนจงึ เนรมติ โง่นหินเป็นรูปคนเข้าไปอุ้มนางแต่ก็ไม่สาเร็จ ส่วนพระลักเดินทางไปหาพระ
ลามจนพบและเล่าเรื่องราวท้ังหมดให้ฟัง พระลามต่อว่าพระลักที่ฝากนางสีดาไว้กับนางธรณีหาว่านาง
ธรณจี ะช่วยอะไรได้ ฝุายนางธรณีได้ยินดังน้ันก็โกรธจึงปล่อยนางสีดา โง่นหินน้ันจึงสามารถอุ้มนางสีดา
๔๖
ข้ึนได้ พระยาราพพะนาสวนดีใจจงึ ส่งั ใหร้ บี อุม้ นางสดี าเหาะไปเมอื งลงั กาโดยเรว็ และเหาะตามไป ส่วน
พระลักพระลามกลับมาไม่เห็นนางสีดา พระลามโกรธมากจนขาดสติเง้ือดาบจะฟันพระลักที่ไม่ทาตาม
คาส่งั พระลกั จึงขอชวี ิตและมา้ มนีกาบก็ช่วยห้าม พระลามได้สตจิ งึ มคี วามรกั เมตตาพระลักเหมือนเดมิ
พระลามตามนางสีดา
พระยาราพพะนาสวนให้โง่นหินรูปคนอุ้มนางสีดาไปจนถึงเมืองลังกา คร้ันจะให้อยู่ในปราสาท
ในเมืองก็กลวั ไฟจะไหม้ จึงใหข้ ุนชวิ หาสร้างปราสาทไว้นอกเมืองให้นางสีดาไปอยู่กับสาวใช้สองคน ส่วน
พระลักพระลามขี่ม้ามนีกาบออกตามหานางสีดาไปพักอยู่ท่ีแห่งหน่ึงแล้วจึงให้ม้ามนีกาบทาพิธีสูบหัวใจ
ทาให้พระยาราพพะนาสวนร้อนรนอยากพานางสีดาออกมาเที่ยวเล่น พระยาราพพะนาสวนจึงเนรมิต
โง่นหนิ อุ้มนางออกมาเหมือนเดมิ เหาะไปเทีย่ วเลน่ ยังเกาะทพ่ี ระลกั พระลามพักอยู่
พระลามกลายเป็นลงิ
พระลามคิดถึงนางสีดาโศกเศร้าโศกาอย่างมากในระหว่างทางท่ีพักแรมมักมีเทพธิดานางไม้
แปลงเปน็ นางสดี ามาหลอกลอ่ เสมอ ครัน้ เดินทางถึงตน้ นิโครธตน้ หนึง่ ซง่ึ เป็นตน้ ไม้กายสิทธ์ิ มีผลดกมาก
ผู้ใดกินผลจากกิ่งที่ช้ีไปทิศตะวันออกจะกลายเป็นลิง กิ่งทิศใต้จะกลายเป็นนกเจ่า(นกกระยาง) ก่ิงทิศ
เหนือจะกลายเปน็ นกกก กิง่ ทช่ี ขี้ ึน้ อากาศจะกลับกลายเป็นคน ส่วนม้ามนีกาบได้เนรมิตปราสาทให้พระ
ลักพระลามพักอาศัยใต้ต้นนิโครธนี้ รุ่งเช้าพระลามได้เดินไปเก็บลูกนิโครธกิ่งด้านทิศตะวันออกกินจึง
กลายเป็นลิง ม้ามนีกาบจึงบอกพระลักว่าที่พระลามต้องกลายเป็นลิงเพราะเทวดาดลใจให้เก็บผล
นโิ ครธดา้ นทศิ ตะวนั ออกกนิ เพราะเมอ่ื พระลามกลายเป็นลิงแล้วจึงจะลืมคิดถึงนางสีดาได้ จะได้ไม่ทุกข์
ทรมานหนัก ถ้าขืนยังเป็นคนอยู่อาจจะอกแตกตาย และพระลามจะต้องเป็นลิงอยู่ ๓ ปีจึงจะส้ินกรรม
๔๗
และกลบั เป็นคนตามเดิม และพระลักกับม้ามนีกาบก็อยู่รอพระลามที่ปราสาทใต้ต้นนิโครธนี้จนกว่าพระ
ลามจะกลบั เป็นคน
กาเนดิ นางแพงสี ทา้ วสงั คบี และพะลีจนั
ฤๅษตี นหนง่ึ อาศยั อยู่ในถ้าใกล้ต้นนิโครธต้นนั้นบาเพ็ญตบะมาจนมีอายุได้สองกัป คิดอยากจะมี
คู่ครอง คิดว่าเราถือศีล ๕ และศีลข้อหน่ึงใน ๕ ข้อ พระพุทธเจ้าต้ังไว้ว่า ห้ามเล่นชู้สู่เมียท่าน
พระพุทธเจ้าไมไ่ ดห้ า้ มการมเี มีย เพราะฉะน้นั เรามเี มียจึงไม่เป็นการละเมิดศีลเลย จึงขูดเอาเหงื่อไคลตน
ชบุ เสกเปน็ หญงิ สาวสวยงามใหช้ ่อื วา่ นางไค ฤๅษีสมสอู่ ย่กู ินกับนางไคจนได้ธิดาช่อื วา่ นางแพงสี ฤๅษีให้
นางไคและนางแพงสอี ยใู่ นถา้ เวลาจะไปหาผลไม้ก็เอาหินมาเสกปิดปากถ้าไว้ไม่ให้ใครยกได้ เวลาผ่านไป
๓ ปี ในวันหนึ่งพระอาทิตย์เดินส่องทวีปทั้งสี่รอบเขาพระสุเมรุมาเห็นฤๅษีออกจากถ้าตอนเช้า เข้ามา
ตอนเย็นทุกวัน เม่ือฤๅษีออกไปแล้วจึงลงมาจากเขาพระสุเมรุจะเปิดประตูถ้าดูแต่ไม่สามารถเปิดได้
เพราะหินหนักมาก จึงแอบรออยูจ่ นฤๅษีมาถงึ แลว้ เสกคาถาดว้ ยเสยี งอนั ดงั เพราะคิดว่าไม่มีใครได้ยิน วัน
ต่อมาเมือ่ ฤๅษีออกไป พระอาทติ ย์จงึ ร่ายคาถาและแอบเขา้ ไปสมสู่กับนางไคทุกวันจนนางไคให้กาเนิดลูก
ชายฝาแฝด ฤๅษีนึกว่าเป็นลูกของตนตั้งชื่อคนพ่ีว่า สังคีบ คนน้องว่า พะลีจัน เมื่อโตข้ึนอายุได้ ๑๒ ปี
ฤๅษีได้สอนศิลปศาสตร์แก่พี่น้องทั้งสองนั้น และขณะที่สอนนั้นควายปุาฝูงหน่ึงหากินผ่านมา ควายตัว
เป็นเจ้าฝูงเข้าไปหากินใกล้กับฤๅษีสอนคาถาจาได้คาถาบทหน่ึงเรียกว่าคาถาสรรพหลีก เป็นคาถาอยู่ยง
คงกระพนั หลบหลกี พ้นอันตรายท้งั ปวงควายตวั นนั้ ไดช้ ่อื วา่ ทรพี
๔๘
ส่วนท้าวสังคีบและท้าวพะลีจันเรียนจบศาสตร์ศิลป์แล้วมีความเก่งเกินกว่าฤๅษีเสียอีก ฤๅษีจึง
สงสัยว่าอาจไมใ่ ช่ลกู ตนจึงอยากจะทดลอง วันหน่ึงจึงพาลูกท้ังสามคนไปริมทะเล อธิษฐานว่าจะโยนลูก
ท้ังสามลงในทะเล คนใดเปน็ ลูกของตนจงวา่ ยน้ากลับมาหา ถา้ คนใดไม่ใช่ลูกตนให้ว่ายน้าเลยไป ปรากฏ
วา่ นางแพงสีว่ายกลับมาคนเดียว ส่วนท้าวสังคีบและท้าวพะลีจันว่ายไปไกลร้อยโยชน์ถึงเกาะกว้างใหญ่
แห่งหน่ึงจึงช่วยกันเนรมิตเป็นบ้านเมืองและผู้คนมากมายตั้งชื่อว่าเมืองกาสี โดยท้าวสังคีบเป็นกษัตริย์
ท้าวพะลจี ันเป็นอปุ ราช
กาเนดิ หนุ ละมาน
เมื่อนางแพงสีว่ายน้ากลับมาหาฤๅษีจึงซักถามความจริงจากนางแพงสี เมื่อรู้ความจริงจึงโกรธ
นางไคมากเพราะเปน็ เหง่อื ไคของตนแท้ๆ ยงั นอกใจได้จึงไม่ยอมกลับไปหานางไคอีก นางแพงสีขอไปอยู่
กบั ฤๅษแี ตข่ อกลับไปลาแม่ก่อน นางไคเห็นนางแพงสีกลับมาคนเดียวจึงซักถามนางแพงสีแล้วรู้เรื่องราว
ท้ังหมดและโกรธนางแพงสีมากที่เล่าความลับให้ฤๅษีฟังแม้จะห้ามไว้แล้วจึงจับนางแพงสีขว้างไปตกที่
ยอดไม้ นางแพงสีไต่ลงจากยอดไม้ไปน่ังร้องไห้อยู่ที่ปากถ้า นางไคสานึกได้ว่าตนเองทาผิดแล้วยังมาทา
ร้ายลูกอกี แลว้ จึงเดนิ เขา้ ไปปลอบลูก นางแพงสีเห็นแม่เดินมาคิดว่าแม่จะมาจบั แขนเหว่ยี งไปอีกจึงวิ่งหนี
พลางรอ้ งไห้พลางรอ้ งว่ากลัวแล้วๆ นางไคว่ิงตามไปทนั และขอให้นางแพงสีช่วยขอร้องให้ฤๅษียกโทษให้
และขอให้เล้ียงเป็นเพียงบ่าวรับใช้ก็พอเพราะไม่มีใครหาเลี้ยงดู ฤๅษีถามซักไซ้และนางไคก็แก้ตัวได้ทุก
อย่าง ในทส่ี ดุ ฤๅษีกใ็ จอ่อนจงึ ชบุ เสกไคลตัวเองเป็นชายหนุ่มให้อยกู่ ินเลี้ยงดูนางไค ส่วนฤๅษีพานางแพงสี
ไปอยทู่ ่อี ื่นและไดช้ บุ เสกหญิงจากเหงื่อไคลตัวเองอีกคนหนงึ่ ให้ช่ือว่า นางใยบวั อยกู่ ินกบั ฤๅษี
๔๙