The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทที่ 4.3ทฤษฎีเรียนรู้เด็กปรับ 1-65 ผศ1 ปรับสอน.ppt

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chaem58, 2022-11-14 00:49:10

บทที่ 4.3ทฤษฎีเรียนรู้เด็กปรับ 1-65 ผศ1 ปรับสอน.ppt

บทที่ 4.3ทฤษฎีเรียนรู้เด็กปรับ 1-65 ผศ1 ปรับสอน.ppt

บทที่ 4

จิตวทิ ยาการเรยี นรู้
Psychology of Learning

อาจารย์ผู้สอน

อ.ดร.แจม่ จนั ทร์ ณ กาฬสินธ์ุ
มหาวิทยาลัยกาฬสินธ์ุ

สัปดาหท์ ่ี 5

ทฤษฎกี ารเรียนรู้และการประยกุ ต์ใช้
กลุ่มพฤติกรรมนยิ ม

1. ทฤษฎพี าฟลอฟ(Pavlov)

2. ทฤษฎีวัตสนั (Watson)
3. ทฤษฎีธอร์นดด์์(Thorndike)
4. ทฤษฎสี กนิ เนอร์(Skinner)

กลมุ่ ปญั ญานยิ ม

1. ทฤษฎีกลมุ่ จติ วทิ ยาเกสตัลท์ (Gestalt)
2. ทฤษฎีบรเู นอร์ (Bruner)

กลมุ่ ปัญญาสัง์ม
1. อัลเบริ ต์ แบนดูร่า(Albert Bandura)
กลุ่มมนษุ ยนิยม
1. ทฤษฏขี องมาสโลว์
2. ทฤษฏีของโรเจอร์

ทฤษฎกี ารเรียนรู้

จาแนกได้ 3 กลมุ่ ใหญ่

1. กล่มุ พฤตกิ รรมนยิ ม (Behaviorism)
2. กลุ่มปัญญานยิ ม(Cognitive)
3. กลมุ่ มนุษยนยิ ม (Humanism)

1. กลุ่มพฤติกรรมนิยม

เรยี ก ทฤษฏกี ารวางเงื่อนดขแบบ์ลาสสิ์ (Classical Conditioning)

◦ ทฤษฎีของพาฟลอฟ (Ivan Petrovich Pavlov)

◦ ทฤษฎขี องวตั สัน (John B. Watson)

◦ ทฤษฎีของธอรน์ ดด์์ (Thorndike, Edward L.)

◦ ททฤฤษษฎฎขีีขอองงฮสัลกลิน์เ(นHอuรl์ l(,SSki)nner, Burrhus Frederic)


1. กลุ่มพฤตกิ รรมนยิ ม

2. กลุ่มปญั ญานยิ ม(Cognitive Theory)

2. กลมุ่ ปญั ญาสงั คม

2. กลุ่มปญั ญานิยม

2.1 ทฤษฎีกลมุ่ จติ วทิ ยาเกสตัลท์ (Gestalt)

เวอร์ดธเมอร์(Max Wertheimer), ์อฟฟ์กา(Kurt Koffka),
โ์ห์เลอร(์ Wolfgang klohler)

2.2 ทฤษฎขี องบรูเนอร์ (Bruner)
2.3 ทฤษฎขี องอัสซุเบล (Ausubel)
2.4 ทฤษฎีเ์รอ่ื งหมายของเอด็ เวริ ด์ ซีทอลแมน (เอ็ดเวิรด์ ซี
ทอลแมน (Edward C. Tolman)
2.5 ทฤษฎปี ัญญาสัง์มของแบนดรู า (Albert Bandura)
แนว์ิด : พฤตกิ รรมข้ึนอยู่กบั การรบั รู้ การ์ิด หรอื กระบวนการ
ทางปญั ญาของบุ์์ล

2. กลมุ่ ปัญญาสังคม

3. 3. กลุ่มปัญญาสงั คม

แนว์ิด : พฤติกรรมข้นึ อยู่กบั การรบั รู้ แนว์ิดและทฤษฎี
การ์ดิ หรอื กระบวนการทางปญั ญาของ บนั ดรู ามีความเช่ือวา่ การ
บ์ุ ์ล เรยี นรขู้ องมนุษยส์ ่วนมาก
เป็นการเรียนรู้โดยการสงั เกต
หรอื การเลยี นแบบ เน่ืองจาก
มนุษยม์ ีปฏสิ ัมพนั ธก์ บั
ส่งิ แวดลอ้ มท่อี ยู่รอบ ๆ ตัว
อยู่เสมอ

1. กลุ่มพฤติกรรมนิยม: 1.1 Ivan Petrovich Pavlov

กล่าวดวว้ า่ ปฏกิ ิริยาตอบสนอง

อย่างใดอยา่ งหนงึ่ ของรา่ งกายของ์น
ดม่ดดม้ าจาก สิ่งเรา้ อย่างใดอยา่ งหนง่ึ แต่
เพียงอยา่ งเดยี ว ส่ิงเรา้ นัน้ อาจจะทาให้
เกดิ การตอบสนองเช่นนนั้ ดด้
ถา้ หากมกี ารวางเงอื่ นดขท่ีถกู ต้อง
เหมาะสม

กอ่ นการวางเงือ่ นดข

ก่อน ส่ิงเร้าที่เป็นกลาง (Neutral

ระหวา่ งการวางเงื่อนดข Stimulus) = ผลน้าลายดหล

หลังการวางเงือ่ นดข

เสียงกระดงิ่ การตอบสนองที่วางเง่อื นดข
(Conditioned Stimulus(CS)) (Conditioned Response(CR))

ผงเนื้อ (กระตนุ้ ปฏกิ ิรยิ า) การตอบสนองท่ดี ม่วางเงื่อนดข
(Unconditioned Stimulus(UCS) (Unconditioned Response(UCR))

การลบพฤติกรรมทีถ่ กู วางเงอ่ื นดข กระบวนการฟืน้ สภาพการตอบสนองที่วางเง่ือนดข
Extinction Spontaneous Recovery

1. การวางเงื่อนดขแบบ์ลาส์ิ (พา
พลอฟ)

ฟสิ ิกส์ ดม่ชอบ

์รูใจดี นา่ รกั ชอบ

ฟิสิกส์ ์รใู จดี นา่ รกั ชอบ

นาน ๆ ์รัง้ เข้า

ฟสิ ิกส์ ชอบ

1. กลุ่มพฤตกิ รรมนิยม: 1.2 John B. Watson

โร์กลวั Phobias

ทฤษฎีของวตั สนั

แนว์ดิ พืน้ ฐาน เกยี่ วกบั อิทธิพลของ
สิ่งแวดล้อม เนน้ ศกึ ษาเฉพาะพฤตกิ รรม
ภายนอกเทา่ น้นั เชือ่ วา่ พฤตกิ รรมต่างๆ ของ
มนุษย์เกิดข้นึ ภายใต้อทิ ธิพลของสิ่งแวดล้อม

ทฤษฎีการวางเง่อื นดขของวัตสัน
์ากล่าวทม่ี ชี อื่ เสยี ง

“จงนาเด็กทีม่ สี ุขภาพดี และมรี ูปกาย์รบ
สมบรู ณม์ าให้ขา้ พเจา้ สัก 1 โหล แล้วใหข้ ้าพเจ้าดด้
สรา้ งโลกสาหรบั เด็กแตล่ ะ์นเพอื่ ให้เขาเจรญิ เตบิ โต
ขึ้นในสภาพแวดลอ้ มนั้นๆ ขา้ พเจา้ ขอรบั ประกนั ว่า
จะสมุ่ เดก็ ์นใดกด็ ด้ในจานวนนัน้ มาฝึกอบรมให้
กลายเปน็ ผู้มี์วามสามารถเฉพาะตามท่ขี ้าพเจ้าเลอื ก
ใหเ้ ปน็ แพทย์ นกั กฎหมาย ศลิ ปิน นักธรุ กิจ หรือแมแ้ ต่
เปน็ ขอทานหรอื เปน็ โจรก็ทาดดด้ ม่วา่ เด็กผ้นู นั้ จะมีพล
สวรร์์ มีใจชอบอะดรเปน็ พเิ ศษ มีแนวโนม้ เอียง มี
์วามสามารถ มีพืน้ ฐานอาชพี หรอื มีเชอื้ ชาติใดๆ ก็
ตาม”

1. กลุ่มพฤตกิ รรมนยิ ม: 1.2 John B. Watson

วางเง่อื นดขใหอ้ ลั เบอร์ตเกิด์วามกลวั หนขู าวด้วยการตีเหลก็
ให้มเี สียงดัง ์าถาม อะดร์อื CS, UCS, CR

1. หนูขาว อยากจับหนูขาว
2. ตเี หล็กเสียงดัง กลวั ตัวส่ัน ร้องให้
3. หนขู าว และตีเหลก็ เสยี งดัง กลวั ตัวสน่ั ร้องให้
4. หนูขาว กลัว ตัวสั่น ร้องให้

1. กลุ่มพฤตกิ รรมนิยม: 1.2 John B. Watson

การขยาย์วามกลวั (Generalization)

การวางเงอ่ื นดขกลบั EX
(Counter Conditioning)

การประยกุ ตใ์ ชท้ ฤษฎีการวางเง่ือนดขแบบ์ลา์ส์ิ

์รูสามารถใช้หลักการวางเงื่อนดขแบบ์ลาสสิ์ทาให้
เด็กชอบหรอื ดม่ชอบวชิ าทเ่ี รียน ์ร์ู วรพจิ ารณา

1. ์วามร้สู ึกของเดก็ ต่อวชิ าท์ี่ รสู อนเปน็ อยา่ งดร
2. วเิ ์ราะห์ดวู ่าเกดิ จากอะดร

อะดร์อื สง่ิ เร้า
3. การจัดส่งิ เรา้ ใหม่

1. กลุ่มพฤติกรรมนยิ ม: 1.3 Thorndike, Edward L.

ท ฤ ษ ฎี ์ ว า ม สั ม พั น ธ์ ต่ อ เ นื่ อ ง
(Connectionism Theory) ซ่ึงกล่าวดว้
ว่า สิ่งเร้าหน่ึงๆ ย่อมทาให้เกิดการ
ตอบสนองหลายๆ อย่าง จนพบส่ิงที่
ตอบสนองที่ดีท่ีสุด เขาดด้์้นพบกฎการ
เรยี นรู้ทส่ี า์ญั ์ือ
1. กฎแหง่ การผล(Low of Effect)
2. กฎแห่งการฝกึ หัด

(Lowe of Exercise)
3. กฎแหง่ ์วามพร้อม

(Low of Readiness)

1. กลุ่มพฤตกิ รรมนิยม: 1. Thorndike, Edward L.

กฎ 3 ข้อทฤษฎี พร้อม….ดด้ทา….พอใจ
เช่อื มโยง พรอ้ ม…ดม่ดด้ทา…ดมพ่ อใจ
ดมพ่ รอ้ ม….บัง์บั ใหท้ า…์ับข้องใจ
์วามสมั พันธ์
(กฎแหง่ ์วามพรอ้ ม)

ทาแลว้ พอใจอยากทาอกี
(กฎแห่งผล)

ทาบ่อย ๆ จะเกดิ ทกั ษะ
(กฎแหง่ การฝึกหัด)

การประยุกต์ใช้ทฤษฎขี องธอร์นดด์์

แนว์ดิ เก่ียวกับ Transfer of Learning
= Positive Transfer

สถานการณ์หนง่ึ สง่ ผลตอ่ การเรียนรู้

= Negative Transfer

การขัดขวางการเรียนรู้
…………………………………………..

เปน็ พื้นฐานที่สา์ัญการเรยี นการสอน

การประยกุ ตใ์ ช้ทฤษฎขี องธอร์นดด์์

การสอนในช้ันเรียน์รูต้องกาหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจน
์ือสงั เกตการตอบสนองดด้

- ต้องจัดแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยๆ ใหเ้ ขาเรียนทีละ
หน่วย

- การสอนจะต้องเริ่มจากส่ิงทงี่ า่ ยดปหาสิ่งทีย่ าก เสมอ
- การสรา้ งแรงจูงใจภายนอกให้กับผู้เรียน
- ต้องใหผ้ ้เู รียนร้ผู ลการกระทาหรอื ผลการเรียน
- ์รูตอ้ งสอนเมือ่ เขาพรอ้ ม
- ์รตู อ้ งจดั ประสบการณ์หรอื เนือ้ หาใหเ้ หมาะสมกบั

ผเู้ รียน

1. กลุ่มพฤตกิ รรมนยิ ม: 1.4 Skinner, Burrhus Frederic

ทฤษฎกี ารวางเงอื่ นดข/
ทฤษฎีการเสริมแรง (S-R
Theoryหรือ Operant

Conditioning) สกนิ เนอร์
(Skinner) กลา่ วว่า ปฎิกรยิ า
ตอบสนองหนงึ่ อาจดม่ใช่
เนื่องมาจากสิ่งเร้าสง่ิ เดยี ว ส่ิง
เรา้ น้นั ๆ ก์็ งจะทาใหเ้ กดิ การ
ตอบสนองเชน่ เดยี วกนั ดด้ ถา้ ดด้
มกี ารวางเงอื่ นดขทถ่ี กู ต้อง

1. กลุ่มพฤติกรรมนิยม: 1.4 Skinner, Burrhus Frederic

1. กลุ่มพฤตกิ รรมนิยม: 1.4 Skinner, Burrhus Frederic

"เด็ก ๆ ดมด่ ด้เกิดการเรยี นรู้งา่ ย ๆ ดว้ ยการท่ี์รูเป็นผู้บอก
หรอื ์รูให้เด็กเหน็ ในส่ิงที่จะใหเ้ ขาเรียนรู้ แตก่ ารเรยี นร้จู ะเกิดข้นึ ก็
ต่อเม่อื เด็กม์ี วามอยากรู้ และต้องรวู้ า่ ผลกรรมหรอื ์ุณ์่าทจี่ ะ
เกิดขน้ึ จากการเรยี นนัน้ ์อื อะดร

เมื่อเขาฟงั ์รหู รอื ดูในสงิ่ ท่์ี รตู ระเตรียมดว้ใหแ้ ล้วเขาจะดดร้ ับ
ผลอะดรจากการกระทานัน้ ๆ ถ้าเขาทาแลว้ ดด้ตัวเสริมแรง เขาก็จะ
ทาเชน่ นน้ั ซา้ ๆ เพม่ิ ขน้ึ การกระทาท์่ี รพู งึ ประสง์์จะดมเ่ กิดข้ึน
ถา้ ์รูเพียงแต่บอกหรือให้เขาดูโดยดมม่ ีอะดรเป็นตวั เสริมแรงบวก
สาหรบั เขา" (Skinner, 1965)

1. กลุ่มพฤติกรรมนยิ ม: 1.4 Skinner, Burrhus Frederic

แสดงพฤติกรรม
ทพี่ ึงประสง์์

ดด้รบั ผลการกระทา
ที่พึงพอใจ (การเสรมิ แรง)

พฤติกรรมทีพ่ งึ ประสง์จ์ ะยงั ์งอยู่
และกระทาตอ่ ดป

1. กลมุ่ พฤตกิ รรมนยิ ม: 1.1 Ivan Petrovich Pavlov
การเสริมแรง

การเสริมแรงทางบวก การเสริมแรงทางลบ

ให้ส่งิ ทีพ่ อใจ เอาสิ่งที่
ดม่พอใจออก

การประยุกตใ์ ชใ้ นการสอน

1. การตั้งจุดประสง์์เชิงพฤติกรรม
2. การใช้ตวั เสริมแรง ดด้แก่ ยมิ้ แยม้
การชมเชยจาก์รูการให้์ะแนน
3. การใชบ้ ทเรียนสาเร็จรูป

การนาทฤษฎีการเรยี นรู้ของกลมุ่ พฤตกิ รรมมาใชก้ บั
นวตั กรรมจะใช้ในการออกแบบการเรยี นการสอนใหเ้ ข้า
กับลักษณะดังตอ่ ไปนคี้ ือ

1. การเรียนรูเ้ ปน็ ข้ันเป็นตอน (Step by Step)
2. การมสี ว่ นรว่ มในการเรียนร้ขู องผเู้ รียน

(Interaction)
3. การดด้ทราบผลในการเรยี นรทู้ นั ที

(Feedback)

4. การดด้รับการเสรมิ แรง(Reinforcement)

1. กลุ่มพฤตกิ รรมนยิ ม: 1.5 Hull,S

https://www.slideshare.net/DeeArna/3-41290439?from_action=save

ฮัลล์มีความเชอื่ วา่

*ถา้ รา่ งกายเมือ่ ยหล้า การเรียนรู้จะลดลง
*การตอบสนองต่อการเรยี นรู้จะเกดิ ข้ึนได้ดีท่สี ุด

เมือ่ ไดร้ บั แรงเสริม
*การจัดการเรยี นรู้ตามทฤษฏีนจี้ งึ มกั คานึงถึงความพรอ้ ม
ความสามารถ และเวลาทผี่ เู้ รยี นเรยี นไดด้ ีท่สี ุด









การทดลองเพื่อสนบั สนนุ





กฎการเรยี นรู้

กฎการเรียนรู้
(ต่อ)

การเรียนร้ใู นทศั นะของ Hull's









การนาทฤษฏไี ปใช้
ประโยชน์

การนาทฤษฏไี ปใช้
ประโยชน์

การนาทฤษฏไี ปใช้
ประโยชน์





2. กลุ่มปญั ญานยิ ม(Cognitive Theory)

2. กลมุ่ ปญั ญาสงั คม


Click to View FlipBook Version