2. กลุ่มปญั ญานิยม
2.1 ทฤษฎีกลมุ่ จติ วทิ ยาเกสตัลท์ (Gestalt)
เวอร์ดธเมอร์(Max Wertheimer), ์อฟฟ์กา(Kurt Koffka),
โ์ห์เลอร(์ Wolfgang klohler)
2.2 ทฤษฎขี องบรูเนอร์ (Bruner)
2.3 ทฤษฎขี องอัสซุเบล (Ausubel)
2.4 ทฤษฎีเ์รอ่ื งหมายของเอด็ เวริ ด์ ซีทอลแมน (เอ็ดเวิรด์ ซี
ทอลแมน (Edward C. Tolman)
2.5 ทฤษฎปี ัญญาสัง์มของแบนดรู า (Albert Bandura)
แนว์ิด : พฤตกิ รรมข้ึนอยู่กบั การรบั รู้ การ์ิด หรอื กระบวนการ
ทางปญั ญาของบุ์์ล
2. กลมุ่ ปัญญาสังคม
1. ทฤษฎกี ารเรียนรู้กลุม่ เกสตัลท์
(Gestalt theory)
กลุ่มปญั ญานิยม (Cognitive Learning Theories)
1. ทฤษฎกี ลุ่มจิตวทิ ยาเกสตัลท์ (Gestalt)
หรือเรียกว่า การจัดระเบียบอง์์ประกอบ
ต่างๆ หรือส่วนย่อย เข้าด้วยกันให้เป็นโ์รงสร้าง
ส่วนรวมที่มี์วามหมาย หลักการเรียนรู้มี 2
ลักษณะ ์อื
1. หลกั การรบั รู้ (Perception)
2. หลกั การหยงั่ เหน็ (Insight)
ทฤษฎีการเรียนรูก้ ลุ่มเกสตัลท์ (Gestalt theory)
ทฤษฎกี ารเรยี นรกู้ ล่มุ เกสตัลท์ (Gestalt theory)
การรบั รู้
(Perception)
ความรสู้ ึกและการรบั รู้ (Sensation and Perception
กระบวนการประมวลและตี์วามสิง่ ต่างๆอยู่รอบตวั เรา
ทด่ี ดจ้ ากการร้สู ึก ใช้ประสาทสมั ผสั หรือ อวัยวะรับ
์วามรูส้ ึก 5 ชนิด ์อื ตา หู จมูก ลน้ิ
และ ผวิ หนังทีอ่ ยรู่ อบตัวเราที่ดดจ้ ากการรู้สกึ
สง่ิ ท่มี องเห็น เสยี งทด่ี ดย้ นิ ์อื
อะดร และกล่นิ ทด่ี ด์้ ือกลิ่นอะดร
สิ่งเร้า (รปู เสยี ง กลนิ่ รส สัมผัส)
ความรูส้ ึกและการรบั รู้ ปจั จยั ทางจิตวทิ ยา ดด้แก่
(Sensation and Perception) การเรยี นรู้ ประสบการณ์
สงิ่ เรา้ (รปู เสียง กล่ิน รส สัมผสั ) แรงจูงใจ อารมณ์ฯลฯ
พลงั งาน
อวยั วะรับสมั ผสั (ตา หู จมกู ลิ้น ผวิ หนัง)
กระแสประสาท
สมอง ความร้สู ึก (Sensation)
การตีความสิง่ เรา้ Sexy
การรับรู้ (Perception)
อวยั วะรับความรู้สกึ
(Sensory Organs)
• 1. อวยั วะรับ์วามร้สู กึ • 2. อวยั วะรับ
ภายนอก ดดแ้ ก่ ์วามรู้สึกภายใน
ดดแ้ ก่
1.1ตา รับรู้75 %
1.2หู รับรู้14 % 2.1 กล้ามเนอ้ื
1.3จมูก รับรู้ 3 %
1.4ลิน้ รับรู้ 3 % 2.2 หดู ้านใน
1.5ผิวหนัง รับรู้ 5 %
2.3 อวัยวะภายใน
อวัยวะรบั ความร้สู กึ ภายนอก
1. ตา และการมองเหน็
อวยั วะรบั ความรสู้ กึ ภายนอก
1. ตา และการมองเหน็ (ตอ่ )
อวยั วะรบั ความรสู้ กึ ภายนอก
1. ตา และการมองเหน็ (ตอ่ )
อวัยวะรบั ความร้สู กึ ภายนอก
2. หู และการได้ยิน
อวยั วะรบั ความร้สู กึ ภายนอก
3. ล้นิ และการรบั รส
อวัยวะรบั ความรสู้ กึ ภายนอก
4. จมูก และการรบั กลิน่
อวยั วะรบั ความร้สู ึกภายนอก
5. ผิวหนัง และการรับสมั ผัส
ธรรมชาตขิ องการรับรู้
1. การเลือกสิ่งท่ีรบั รู้ (Selectivity)
1.1 เดน่
1.2 แปลก
1.3 ใหม่
1.4 ตรงกับ์วามสนใจ
1.5 ตอ้ งการของผ้เู ลือก
2. การจดั หมวดหมู่การรับรู้ (Organization)
การรับรู้ (Perception) กลมุ่ เกสตัลท์ดด้สรุปกฎแห่งการเรียน
รขู้ องผเู้ รียนเปน็ 5 กฎ เรียกว่า กฎการจดั ระเรียบเขา้ ดว้ ยกนั
(The Laws of Organization)
2.1 กฎแห่ง์วามชดั เจน Clearness)
2.2 กฎแหง่ ์วาม์ล้าย์ลึง (Law of Similarity)
2.3 กฎแหง่ ์วามใกลช้ ิด (Law of Proximity)
2.4 กฎแห่ง์วามตอ่ เน่ือง (Law of Continuity)
2.5 กฎแห่ง์วามสมบรู ณ์ (Law of Closer)
2. การจัดหมวดหมกู่ ารรบั รู้ (Organization)
การรับรู้ (Perception) กลุ่มเกสตลั ท์
2. การจดั หมวดหมกู่ ารรับรู้ (Organization)
2.1 กฎแหง่ ์วามแน่นอนและ์วามชัดเจน (Clearness)
การเรยี นร้ทู ี่ดีตอ้ งมคี วามชัดเจนและแนน่ อน เพราะผู้เรียนมี
ประสบการณเ์ ดิมแตกต่างกัน
เรอื่ งของภาพและพ้นื (Figure and Ground)
เหน็ ดดส้ องนัย
2.2 กฎแห่ง์วาม์ล้าย์ลงึ (Low of Similarity)
หลกั การรับรใู้ นส่งิ ท่ีคลา้ ยคลึงกัน
สามารถจัดเขา้ กล่มุ เดียวกันได้
2.3 กฎแหง่ ์วามใกล้ชดิ (Low of Proximity)
สิ่งใดหรอื สถานการณ์ใดที่มีความใกลช้ ดิ กนั ผเู้ รียนมี
แนวโน้มที่จะรับรสู้ ง่ิ น้นั ไว้แบบเดยี วกัน
2.4 กฎแห่ง์วามต่อเนอื่ ง (Law of Continuity)
สิง่ เรา้ ทม่ี ที ศิ ทางในแนวเดยี วกนั ผเู้ รยี นจะรับรู้วา่
เปน็ พวกเดียวกัน
2.4 กฎแห่ง์วามตอ่ เนอื่ ง (Law of Continuity)
ส่งิ เรา้ ที่มที ศิ ทางในแนวเดยี วกนั ซึ่งผเู้ รียนจะรับร้วู า่
เปน็ พวกเดียวกัน
2.5 กฎแหง่ การสน้ิ สดุ / กฎแหง่ ์วามสมบูรณ์
(Low of Closure) สงิ่ เรา้ ทข่ี าดหายดปผู้เรยี น
สามารถรับรูใ้ ห้เป็นภาพสมบูรณ์ดดโ้ ดยอาศัย
ประสบการณเ์ ดิม
3. ์วาม์งท่ีของการรับรู้
3.1 ขนาด์งที่ : ดมว่ า่ วัตถจุ ะอยู่ใกลห้ รือดกล เรามี
แนวโนม้ ท่ีจะรับร้์ู วาม์งท่ขี องขนาดวัตถุ
3.2 รปู รา่ ง์งที่ : เช่น เม่ือพูดถึงจานเราจะรบั รู้ว่ามนั
กลม แมว้ า่ ภาพท่ปี รากฎบนเรตินาจะเป็นวงรี
3.3 สแี ละ์วามจ้า์งท่ี : เช่น เสื้อสขี าว แมว้ า่ จะอยู่ใน
ทีแ่ สงนอ้ ย สที ีป่ รากฎบนเรตินาจะดมใ่ ช่สีขาว แตผ่ ูร้ บั
รสู้ ึกว่าเป็นสขี าวเหมอื นเดิม
4. การเกิดภาพลวงตา (Illusion)
การรบั รู้ทผ่ี ิดพลาดจาก์วามเป็นจรงิ หรอื เรียกวา่
“ภาพทเ่ี ป็นดปดมด่ ด้”
4.1 ภาพลวงตาเดลโบล (Delboeuf illusion)
4.2 ภาพลวงตาเอบบิงฮอส (Ebbinghaus illusion)
4.3 ภาพลวงตาเฮรงิ (Hering illusion)
4.4 ภาพลวงตาแนวระดับและแนวด่งิ
(Horizontal-vertical illusion)
4.5 ภาพลวงตาปองส์ (Impossible Prongs)
4.6 ภาพลวงตาจาสโทร (Jastrow illusion)
4.7 ภาพของมา์ซ์ (Mach’s figure)
4.8 ภาพลวงตามูลเลอร์-ดลเออร์ (Muller-Lyer
illusion)
4.9 ภาพลวงตาพอนโซ (Ponzo illusion)
4.10 ภาพหญิงสาวในฝัน
(Boring Mother-in-law)
สาเหตขุ องการเกดิ ภาพลวงตา
1. ์วามเ์ยชนิ
2. สภาพแวดลอ้ ม
3. ์วามประทับใจ
4. การรบั รู้เบีย่ งเบน
อง์ป์ ระกอบทม่ี ีอิทธิพลตอ่ การรับรู้
1. ์วามสมบูรณข์ องอวยั วะรบั สมั ผัส
2. การแปล์วามหมาย
3. การใช้ประสบการณ์เดิม
4. ์วามต้งั ใจที่จะรับรู้
◦ 4.1 สิง่ เร้าภายนอก เชน่ ์วามเด่น ์วามแปลก ฯลฯ
◦ 4.2 ส่งิ เรา้ ภายใน เช่น สนใจ ตอ้ งการ ฯลฯ
5. วัยของผ้รู ับรู้
การประยุกตใ์ ช้ในการสอน
1. ใชส้ ือ่ การสอนประกอบ์วามสมบรู ณข์ องอวัยวะ
รับสัมผสั พรอ้ มสงั เกตผ้เู รียน ด้าน์วามบกพรอ่ ง
2. สอ่ื เป็นภาพ รูปทรงตา่ งๆ สีเดน่ ชดั
3. เรียงลาดับบทเรียน/สือ่ ์วร์ลา้ ยกัน
ทาใหร้ ้งู า่ ย เรว็ การใช้ประสบการณ์เดมิ
ทฤษฎีการเรียนร้กู ล่มุ เกสตลั ท์ (Gestalt theory)
ทฤษฎีการเรียนร้กู ล่มุ เกสตลั ท์ (Gestalt theory)
หลกั การจดั การศกึ ษา / การสอน ตามแนว์ดิ จากกลมุ่ เกสตัลท์
1. กระบวนการ์ิดเป็นกระบวนการสา์ญั ในการเรยี นรู้
2. การสอนโดยการเสนอภาพรวมให้ผู้เรยี นเหน็ และเข้าใจกอ่ น
การเสนอสว่ นยอ่ ย
3. การส่งเสริมใหผ้ เู้ รยี นมปี ระสบการณ์มาก จะชว่ ยใหผ้ ู้เรียน
สามารถ์ดิ แกป้ ญั หาและ์ิดรเิ ริม่ ดด้มากข้นึ
4. การจดั ประสบการณ์ใหม่ ให้มี์วามสมั พนั ธ์กับ
ประสบการณเ์ ดมิ
2. ทฤษฎกี ารเรียนรู้ดว้ ยวธิ ีการ์้นหา
ของบรูเนอร์ (Brunner)
เจอโรม บรเู นอร์ เชอ่ื วา่ ์นทุก์นจะมีพฒั นาการทาง
(Jerome S. Bruner)
์วามรู้์วามเข้าใจ โดยผา่ นกระบวนการ
https://wareusmah.blogspot.com ที่เรียกว่า Acting , Imaging และ
Symbolizing เปน็ กระบวนการท่ีต่อเนอ่ื ง
ดปตลอดชีวติ มิใชว่ ่าเกดิ ขึ้นเพยี งชว่ งใด
ช่วงหนึ่งในระยะแรก ๆ ของชีวติ เท่านั้น
2. ทฤษฎกี ารเรียนรู้ดว้ ยวิธีการ์้นหา
ของบรูเนอร์ (Brunner)
การเรยี นรู้ด้านการ์ิด แบง่ เปน็ 3 ขน้ั ์ือ
1. การเรยี นรูด้ ว้ ยการกระทา (Enactive
Representation) ขั้นทีก่ ารเรยี นร้ทู ่ีเกดิ จากประสาทสมั ผสั
ดตู วั อย่างและทาตาม ช่วงต้ังแต่เกดิ จนถึง 2 ขวบ
2. การเรียนรดู้ ้วยการลองดู และจนิ ตนาการ (Iconic
Representation) ขน้ั ท่ีเดก็ เรียนรใู้ นการมองเห็นและการใช้
ประสาทสัมผสั ตา่ ง
3. การเรียนรู้โดยการใชส้ ัญลกั ษณ์ (Symbolic
Representation) ข้นั ที่เด็กสามารถจะเขา้ ใจการเรยี นรสู้ ิง่ ทเ่ี ปน็
นามธรรมต่าง ๆ ดด้
2. ทฤษฎกี ารเรียนรู้ดว้ ยวธิ กี าร์น้ หา
ของบรูเนอร์ (Brunner)
การเรียนรูด้ ้านการ์ิด แบ่งเป็น 3 ขน้ั
์ือ
1. การเรยี นรู้ด้วยการกระทา
(Enactive Representation)
ชว่ งตงั้ แตเ่ กดิ จนถงึ 2 ขวบ
ขนั้ ทีก่ ารเรียนร้ทู ี่เกดิ จากประสาทสมั ผสั
ดตู วั อยา่ งและทาตาม
2. ทฤษฎกี ารเรียนรดู้ ว้ ยวิธีการ์้นหา
ของบรูเนอร์ (Brunner)
2. การเรยี นรู้ด้วยการลองดู และ
จินตนาการ (Iconic Representation)
ขนั้ ทเี่ ด็กเรียนรใู้ นการมองเหน็ และ
การใช้ประสาทสมั ผัสต่าง นกึ มโนภาพ
การสร้างจินตนาการ เรยี กวา่ Iconic
mode ใช้ภาพแทนการสัมผัสของจริง
บรเู นอรด์ ด้เสนอแนะ ใหน้ าโสตทศั นวัสดุ
มาใช้ในการสอน เช่น บตั ร์า ภาพนิ่ง
เพอ่ื ทีจ่ ะช่วยเสริมสรา้ งจินตนาการให้กบั
เดก็
2. ทฤษฎกี ารเรียนรดู้ ว้ ยวิธีการ์้นหา
ของบรูเนอร์ (Brunner)
3. การเรียนรโู้ ดยการใชส้ ัญลกั ษณ์
(Symbolic Representation)
พัฒนาการขั้นสูงสุด ม์ี วามรู้
์วามเขา้ ใจ เชน่ การ์ิดเชงิ เหตผุ ล
หรอื การแก้ปญั หา วธิ ีการเรยี นรขู้ ั้นน้ี
เรยี กว่า Symbolic mode เข้าใจการ
เรยี นรู้ส่งิ ทีเ่ ป็นนามธรรมต่าง ๆ ดด้
ขอ้ แตกตา่ งระหว่างทฤษฎีของเพียเจตแ์ ละบรเู นอร์
เพยี เจต์ บรูเนอร์
- มองเหน็ วา่ พัฒนาการทางสมองของ - ดมด่ ด์้ านงึ ถงึ อายุเห็นว่ากิจกรรมตา่ งๆ
เด็กมีขน้ั ตอน ซ่งึ ขน้ึ อยู่กบั อายุ กาหนด ที่เดก็ ทาอนั เนอ่ื งมาจากพัฒนาทางสมอง
ลงดปเลยว่าเด็กในวัยใดจะมีพัฒนาการ ท่เี กิดในชว่ งแรกเกิดของชวี ิต ์น
ทางสมองในเร่ืองใด สามารถนาดปใช้แกป้ ญั หาในชว่ งหลังๆ
ของชีวติ ดด้
- ์านงึ ถึงพฒั นาการทางสมองในแงข่ อง - ์านึงในแง่ของการกระบวนการที่
์วามสามารถในการกระทาสิง่ ตา่ งๆ ตอ่ เนอ่ื งดปตลอดชีวติ
ในแตล่ ะวยั
- เน้น์วามสา์ญั ของสง่ิ แวดลอ้ มว่า
สง่ิ แวดลอ้ มบางอยา่ งจะทาใหพ้ ัฒนาการ
ทางสมองชา้ ลงหรอื ชะงักลงและ
สงิ่ แวดล้อมบางอย่างจะชว่ ยให้
พัฒนาการเป็นดปอย่างรวดเร็ว
การประยกุ ต์ใช้ในการจัดการเรยี นการ
สอน ดงั น้ี ของบรนู เนอร์ (Brunner)
การจัดลาดบั ขั้นของการเรียนรู้และการนาเสนอให้
สอด์ล้องกบั ระดบั ของการรบั รู้เขา้ ใจ
การเรยี นการสอนนนั้ ท้ังผเู้ รียนและผู้สอนตอ้ งม์ี วาม
พร้อม แรงจงู ใจ และ์วามสนใจ
ลักษณะและชนดิ ของกิจกรรมการเรียนการสอนท่ี
เหมาะสม กับ์วามสามารถของผเู้ รียน
โสตทศั นวสั ดมุ าใช้ในการสอน เชน่ บัตร์า ภาพน่ิง
เพอื่ ทีจ่ ะช่วยเสริมสรา้ งจนิ ตนาการให้กบั เด็ก
วธิ ีการสอนการประยกุ ตใ์ ช้ โดยยดึ หลักการสอนดงั นี้
ผู้เรยี นต้องมแี รงจูงใจภายใน (Self - motivation)
และมคี วามอยากรู้ อยากเหน็ อยากค้นพบสงิ่ ทอ่ี ยู่รอบตนเอง
โ์รงสร้างของบทเรียน (Structure) ต้องจดั บทเรยี นให้
เหมาะสมกับวยั ผเู้ รียน
การจดั ลาดับ์วามยากงา่ ย (Sequence) โดยใหค้ านึงถงึ
พัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรยี น
แรงเสรมิ ด้วยตนเอง (Self-Reinforcement) ครูควร
ให้ผลยอ้ นกลบั แก่ผู้เรยี น เพ่อื ใหท้ ราบว่าทาผดิ หรือทาถูกตอ้ ง เปน็ การ
สรา้ งแรงเสรมิ ด้วยตนเอง
3. 3. กลมุ่ ปญั ญาสงั คม
แนว์ดิ และทฤษฎี
บนั ดูรามคี วามเชือ่ ว่าการ
เรยี นรขู้ องมนษุ ย์ส่วนมาก
เปน็ การเรยี นรูโ้ ดยการสงั เกต
หรือการเลยี นแบบ เนื่องจาก
มนษุ ยม์ ปี ฏิสมั พันธ์กบั
สิ่งแวดลอ้ มทอ่ี ยู่รอบ ๆ ตัว
อยเู่ สมอ
การทดลอง
แบ่งเดก็ ออกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มหน่ึง : ใหเ้ หน็ ตวั อย่างจากตวั แบบทม่ี ชี วี ติ
แสดงพฤติกรรมกา้ วรา้ ว
กลมุ่ ทสี่ อง : มตี ัวแบบทีไ่ ม่แสดง
พฤตกิ รรมก้าวรา้ ว
กลมุ่ ทีส่ าม : ไม่มีตัวแบบแสดง
พฤติกรรมให้ดเู ปน็ ตัวอยา่ ง
ผลการทดลองพบวา่ เด็กทอ่ี ยใู่ นกลมุ่
ท่ีมีตวั แบบแสดงพฤติกรรมกา้ วรา้ ว
จะแสดงพฤตกิ รรมก้าวรา้ ว เหมอื นกับ
ทสี่ ังเกตจากตวั แบบการทดลอง