คูมอื การฝก อบรม หลกั สตู รพระสงฆผ ูนําขับเคลอ่ื นหมบู านรักษาศีล ๕
พระมหาบุญเลศิ อินทฺ ปโฺ , รศ.ดร. และคณะ
ISBN : 978-616-300-618-9
สนบั สนนุ การดําเนนิ งานโดย :
คณะกรรมการขับเคล่ือนโครงการสรา งความปรองดองสมานฉันท โดยใชห ลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา
“หมูบา นรักษาศีล ๕”
วทิ ยาลยั สงฆพ ทุ ธปญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
กองทุนพัฒนาสือ่ ปลอดภัยและสรา งสรรค
จดั พมิ พโดย :
โครงการพัฒนาหลักสูตรพระสงฆผูนาํ ขบั เคลื่อนหมบู า นรักษาศลี ๕
วิทยาลยั สงฆพุทธปญ ญาศรีทวารวดี วดั ไรขิง พระอารามหลวง จงั หวัดนครปฐม
ทป่ี รกึ ษา :
พระพรหมเสนาบดี กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานคณะกรรมการขับเคลือ่ นโครงการสรา ง
ความปรองดองสมานฉนั ทโ ดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมบู า น
รกั ษาศีล ๕” สวนกลาง
พระเทพศาสนาภิบาล รองประธานคณะกรรมการขับเคลอ่ื นโครงการสรางความปรองดองสมานฉนั ท
โดยใชห ลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมบู านรักษาศลี ๕” สวนกลาง
พระเทพปวรเมธ,ี รศ.ดร. ประธานคณะกรรมการประสานงานแผนยุทธศาสตรการปฏริ ปู กจิ การ
พระพุทธศาสนา (คปพ.)
พระราชปรยิ ัติกวี, ศ.ดร. อธกิ ารบดมี หาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
นายกฤษศญพงษ ศริ ิ ปลดั กระทรวงวฒั นธรรม
นายวสนั ต ภยั หลีกลี้ ผกู้จอดังทกนุารพกัฒอนงทาสนุ ื่อพปัฒลนอาดสภอื่ ยั ปแลลอะดสภรัยางแสลระรสคร ้างสรรค์
คณะผจู ัดทาํ :
คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร “พระสงฆผูนาํ ขบั เคลื่อนหมบู านรักษาศีล ๕”
วิทยาลัยสงฆพุทธปญ ญาศรที วารวดี วัดไรขงิ พระอารามหลวง จงั หวดั นครปฐม
ปท่ีพิมพ : พ.ศ. ๒๕๖๒
จาํ นวนพิมพ : พมิ พค ร้ังที่ ๑ จาํ นวน ๕๐๐ เลม
พพิมมิ พพทท์ ่ี ี่ : …สไ…ม…ล์…พ…ร…น้ิ ต…ิง้ …&……กร…า…ฟ…ิกดไี ซน์ Smile Printing & Graphic Design
25/4 ม.1 ถ.มาลยั แมน ต.วงั ตะกู อ.เมือง จ.นครปฐม 73000
โทร : 089-8263563 , 098-265-5218
คํานาํ
โครงการสรา งความปรองดองสมานฉันท โดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมูบานรักษา
ศีล ๕" โดยดําริของเจาพระคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย ไดดําเนินการมาตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๕๗
นับเปนภาระกิจที่สําคัญประการหน่ึงของคณะสงฆไทย โดยมหาเถรสมาคมไดกําหนดเปนระเบียบ
มหาเถรสมาคมวาดวยการดําเนินงานโครงการหมูบานศีล ๕ พ.ศ.๒๕๕๗ และแผนยุทธศาสตรการ
ขับเคลื่อนโครงการสรางความปรองดองสมานฉันท โดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมูบาน
รักษาศีล ๕” (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๖๔) ตามยุทธศาสตรชาติ ๒๐ ป (๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) เพ่ือสรางความ
ปรองดองและสมานฉันทของคนในชาติใหเกิดความสงบ สันติสุข มีความสามัคคีกลมเกลียวลดปญหา
ความขัดแยง และสรางความมั่นคงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินของประชาชน โดยให
พุทธศาสนิกชนไดนอมนําหลักศีล ๕ มาประพฤติปฏิบัติในการดําเนินชีวิตประจําวัน อีกท้ังสนับสนุนให
องคกรทางศาสนามีบทบาทสําคัญในการปลูกฝงคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิต สราง
สนั ติสขุ และความปรองดองสมานฉันทในสงั คมไทยอยางย่ังยนื
ทงั้ นี้ ในการดําเนินงานขับเคล่ือนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ ท่ีผานมา ไดเห็นความเอาใจใส
สมานสมามัคคี ต่ืนตัว เสียสละรวมมือกันของภาคสวนตาง ๆ ทั้งภาคคณะสงฆ ภาคบานเมือง และภาค
ประชาชน ที่รวมเปนกําลังในการขับเคลื่อนหมูบานรักษาศีล ๕ ในลักษณะการทํางานที่เรียกวา “บวร”
อยางเข็มแข็ง เปนรูปธรรม นํามาซึ่งความปรองดอง สมานฉันท สันติสุขทั้งระดับบุคคล องคกร ชุมชน
และสังคมบังเกิดผลอยางเปนรูปธรรม
ในการน้ี เพื่อเปนการขยายผลการทํางานใหเกิดความเข็มแข็งมากยิ่งข้ึน คณะกรรมการ
ขบั เคลือ่ นโครงการหมูบานรกั ษาศลี ๕ สว นกลาง จึงเห็นสมควรใหมีการพัฒนาเพ่ิมพูนความรูและพัฒนา
ทักษะพระสงฆซ่ึงเปนบุคลากรท่ีสําคัญในดานการเผยแผพระพุทธศาสนา ดําเนินพันธกิจสนองนโยบาย
โครงการสรางความปรองดองสมานฉันท โดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมูบานรักษาศีล ๕" ให
เกิดความย่ังยืน จึงมอบใหมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆพุทธปญญา
ศรีทวารวดี วัดไรขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม รับผิดชอบดําเนินการจัดทําหลักสูตร “พระสงฆ
ผูนําขับเคล่ือนหมูบานรักษาศึล ๕” เพื่อการพัฒนาศักยภาพพระสงฆในดานการเปนผูนําสื่อสารสราง
เสริมสนั ตสิ ุข นําศีล ๕ สูภาคประชาชน การฝกทักษะการทํางานในชุมชน การใชเทคโลโลยีสารสนเทศที่
ทันสมัย ขับเคล่ือน ตอยอด สรางสรรคสังคมปลอดภัย ปรองดอง สมานฉันท มีสันติสุขท่ีเข็มแข็งและ
ยงั่ ยนื เพอ่ื การดาํ เนินชวี ติ แบบสัมมาชีพมีสนั ติสุขอยางยั่งยื่นโดยทวั่ กนั สบื ไป
(พระเทพศาสนาภบิ าล)
รองเจาคณะจงั หวัดนครปฐม เจา อาวาสวัดไรขงิ
รองประธานคณะกรรมการขับเคลือ่ นโครงการฯ
“หมบู านรักษาศีล ๕” สวนกลาง
ผูอํานวยการวทิ ยาลยั สงฆพุทธปญ ญาศรีทวารวดี
สารบญั
คํานาํ หนา
สารบัญ
สว นท่ี ๑ โครงสรางหลักสตู ร ๒
๑. ช่ือหลกั สูตร ๒
๒. หลักการและเหตผุ ล ๔
๓. วตั ถปุ ระสงคของหลักสูตร ๔
๔. องคป ระกอบการเรยี นรูในหลกั สูตร ๕
๕. ตารางการฝก อบรม ๕
๖. กําหนดการฝกอบรม ๗
๗. คณุ สมบัตผิ ูเขา ฝก อบรม ๗
๘. จํานวนทีร่ บั เขา ฝก อบรม ๗
๙. มาตรฐานการผานฝกการอบรม ๗
๑๐. ระยะเวลาในการฝกอบรม ๗
๑๑. ตัวชว้ี ดั ของหลกั สูตร ๗
๑๒. ประโยชนท ี่คาดวาจะไดรบั
สวนที่ ๒ เน้อื หาการฝกอบรมและกิจกรรมการฝกอบรม ๑๐
๑. Module ที่ ๑ ถอดบทเรียนตน แบบการขับเคล่อื นโครงการหมูบ า นรกั ษาศีล ๕ ๒๔
๒. Module ที่ ๒ เทคนิคและเคร่ืองมอื การทํางานพฒั นาเพื่อขับเคลื่อนหมูบา น ๕๑
รักษาศลี ๕ ในชุมชน ๖๐
๓. Module ท่ี ๓ การสรางเครอื ขายพระสงฆเ ฝา ระวงั สือ่ ชวนเชื่อทางศาสนา ๗๔
๔. Module ท่ี ๔ ทักษะการแปรเปลี่ยนปญ หาสสู ัมมาชีพ
๕. Module ที่ ๕ กลยุทธการขบั เคลอื่ นหมบู า นรักษาศีล ๕ สูการปฏิบตั ิ
ภาคผนวก
คําสั่งแตงต้งั คณะกรรมการพฒั นาหลักสตู ร “พระสงฆผูน ําขับเคลื่อนหมูบา นรกั ษาศีล ๕”
สวนท่ี ๑
โครงสรา งหลกั สูตร
พระสงฆผูนําขับเคลือ่ นหมบู า นรักษาศลี ๕
๒
๑. ชือ่ หลกั สูตร “พระสงฆผนู าํ ขบั เคลอื่ นหมูบ า นรักษาศีล ๕”
๒. หลักการและเหตุผล
ตามท่ีคณะสงฆโดยเจาประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย ผูปฏิบัติหนาที่สมเด็จ
พระสังฆราช มีดําริท่ีจะสรางความปรองดองและสมานฉันทของคนในชาติใหเกิดความสงบ สันติสุข
มีความสามัคคีกลมเกลียวลดปญหาความขัดแยงสรางความม่ันคงและความปลอดภัยในชีวิตและ
ทรัพยสินของประชาชน โดยใหพุทธศาสนิกชนไดนอมนําหลักศีล ๕ มาประพฤติปฏิบัติในการดําเนิน
ชวี ิตประจําวนั จงึ มอบใหสํานกั งานพระพุทธศาสนาแหงชาติ ดําเนินโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ โดย
ใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสรางความปรองดองสมานฉันทโดยรวมกับคณะสงฆหนวยงาน
ราชการ สถานศึกษา องคกรปกครองสวนทองถ่ิน องคกรภาคเอกชน กํานัน ผูใหญบาน และองคกร
เครือขายชาวพุทธ โดยกําหนดเปาหมายทุกตําบล ทุกหมูบานท่ัวประเทศ พรอมตั้งเปาตัวช้ีวัดให
เกิดผลสัมฤทธิ์ท่ีเปนรูปธรรมภายใน ๔ ป นับตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๕๗-๒๕๖๐ ซึ่งปรากฏในระเบียบมหา
เถรสมาคมวาดวยการดําเนินงานโครงการหมูบานศีล ๕ พ.ศ.๒๕๕๗ (กองพุทธศาสนศึกษา สํานักงาน
พระพุทธศาสนาแหงชาติ, ๒๕๕๗) และแผนยุทธศาสตรการขับเคลื่อนโครงการสรางความปรองดอง
สมานฉนั ท โดยใชห ลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา “หมูบานรักษาศีล ๕” (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๖๔) ตาม
มติมหาเถรสมาคมท่ี ๒๐๖/๒๕๖๑ ในการประชุมมหาเถรสมาคม คร้ังท่ี ๑๓/๒๕๖๑ เมื่อวันที่ ๑๐
พฤษภาคม ๒๕๖๑ เชอื่ มโยงใหเห็นถงึ การบูรณาการสูการพฒั นาที่ยั่งยนื ตามแผนยุทธศาตรชาติ แผน
แมบทคุณธรรมแหงชาติและแผนยุทธศาสตรการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา (พ.ศ. ๒๕๖๐ -
๒๕๖๔) เพื่อปลูกฝงคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิต สรางสันติสุขและความ
ปรองดองสมานฉันทในสังคมไทยอยางย่ังยืน และมีสวนรวมในการพัฒนาสังคมตามความพรอม ท่ีได
ใหแนวทางใหทุกภาคสวนของประเทศ รวมกันดําเนินการเพื่อเสริมสรางความปรองดอง ความ
สมานฉันท ลดปญหาความขัดแยง สรางความม่ันคงและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินของ
ประชาชน และทําใหประชาชนมีความรัก ความสามัคคีกันโดยเริ่มจากครอบครัว หมูบาน ตําบล
อําเภอ จังหวัด ซึ่งจะทําใหสังคมเกิดความสงบสุขและนําพาประเทศกาวไปขางหนาดวยความมั่นคง
เพ่ิมพูนความรูและพัฒนาทักษะบุคลากรดานการเผยแผพระพุทธศาสนา ในการปฏิบัติศาสนกิจ ดาน
การสนับสนุนการสรางความปรองดองสมานฉันทของคนในชาติ สามารถนําความรูความสามารถที่
ไดร ับการอบรมไปขยายผลในจังหวัดของตนเอง จากการขับเคล่ือนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ ท่ีผาน
มาประกอบดวย ๒ กลไก คือ ๑) กลไกตามระเบียบมหาเถรสมาคม และ ๒) กลไกเชิงสถาบัน
ประกอบดว ย วัด กลมุ พลงั ชุมชน องคกรภาครัฐ และองคกรชุมชนหรือคนในชุมชน รวมกันทํางานใน
ลักษณะที่เรียกวา “บวร” ทําใหเกิดการปฏิบัติตามหลักศีล ๕ สามารถนํามาซึ่งความปรองดอง
สมานฉันท สันติสุขของชุมชนตน แบบทไ่ี ดน ําหลกั ศีล ๕ ไปบูรณาการในการดําเนินชีวิตทั้งระดับบุคคล
และสังคมบงั เกิดผลอยางเปนรูปธรรม (พระครูวินัยธรเอนก เตชวโร (ใยอนิ ทร) , ๒๕๕๙) เชน
ศีลขอท่ี ๑ มีการลดปญหาการทํารายรางกายกัน/มีจิตอาสาสามัคคีรวมกันทํา
กิจกรรมในวนั สําคัญทางพระพทุ ธศาสนาและวันสาํ คญั ของชาติ
ศีลขอท่ี ๒ มีการออมทรพั ย/ดําเนินชีวิตอยา งพอเพยี งและเปนสัมมาชีพท่ยี ัง่ ยืน
๓
ศลี ขอ ที่ ๓ มคี วามกลมเกลียวกันในครอบครัว/ลดปญ หาการหยารางและอตั ราการ
ต้ังครรภใ นวยั อันมิควร
ศีลขอท่ี ๔ มีความซ่อื สัตยจ ริงใจ ไมโ กหกหลอกลวงและไมใชว าจาประทษุ รา ยกัน
ศีลขอที่ ๕ มีการลดละเลิกบุหร่ีสุรายาเสพติดทุกชนิต/มีการรวมกันสรางสังคม
ปลอดภยั หา งไกลจากอบายมขุ อยา งตอเน่ือง
ท้ังนี้ พระสงฆซ่ึงเปนผูมีบทบาทสําคัญในฐานะผูนําดานจิตวิญญาณและจริยธรรมของ
สังคม มีบทบาทเปนผูสื่อสารสรางสรรคสังคมแหงสันติสุขนับต้ังแตพุทธกาลมา ทามกลางพลวัตทาง
สังคมและวัฒนธรรมท่ีเปล่ียนแปลงไปผูคนตางพ่ึงพาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจหรือตัดสิน
ความถูกผิดมากยิ่งขึ้น ทําใหบางคร้ังการส่ือสารที่ขาดวิจารณญาณอยางเหมาะสมก็กอใหเกิดปญหา
ความขัดแยงข้ึนในครอบครัว องคกร ชุมชนและสังคม ทั้งที่พระสงฆยังคงดําเนินกิจกรรมสงเสริม
จริยธรรมทางสังคมอยเู นือง ๆ เชน การสง เสรมิ จริยธรรมแกเดก็ และเยาวชนในสถานศึกษา การมีหนวย
อบรมประชาชนประจําตําบล (อปต) แตจากสภาพสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ทําให
เยาวชนและประชาชนบางกลุมท่ีมีพฤติกรรมการดําเนินชีวิตท่ีเบี่ยงเบนไปจากครรลองคลองธรรมตาม
หลักศาสนา สาเหตุสําคญั ประการหน่ึงคอื เกดิ จากการบรโิ ภคความรูขอมูลขาวสารที่ขาดโยนิโสมนสิการ
การรูเทาทันผาน Social Network เชน ปญหาดานสุขภาพจิต ปญหาความเครียดและปรับตัวไมไดใน
สังคม ปญหาลวงละเมิดสิทธิ การกลั่นแกลงรังแกกันโดยสื่อ Social Network เปนตน และประกอบ
กับการทพี่ ระสงฆย งั ขาดประสบการณค วามรทู ้ังดา นหลกั การ วิธกี าร รวมถึงการส่ือสารท่ีเขากับยุคสมัย
ขากทกั ษะการประยกุ ตใชสอื่ เทคโนโลยีสารสนเทศท่ีทันสมัยเพ่ือเปนสื่อในการถายทอดหลักการดําเนิน
ชีวิตท่ีถูกตองตามหลักศษสนาสูกลุมเปาหมาย สอดคลองกับงานวิจัยเร่ือง “แนวทางการพัฒนา
สมรรถนะของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนจังหวัดราชบุรี” ในดานการใชสื่อ/อุปกรณในการสอนพบวา
พระสอนศีลธรรมไดเปนผูมีความรูความสามารถที่นําเอาเทคนิคตาง ๆ ในโลกแหงเทคโนโลยีที่ทันสมัย
มาประยุกตใชใหเกิดประโยชนคุณคาและมีประสิทธิภาพอยางมหาศาล ทําใหเด็กนักเรียนเกิดอยากรู
อยากเห็นในส่ิงใหม ๆ ที่นอกเหนือจากการเรียนการสอนของครูประจําวิชา อีกท้ังยังทําใหเด็กมีความ
กระตอื รือรน ในวชิ าพระพุทธศาสนาอีกดวย (สุทธริ ักษ หนฉู ง , ๒๕๕๙)
ดังนั้น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆพุทธปญญาศรีทวารวดี
วัดไรขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม โดยพระเดชพระคุณพระเทพศาสนาภิบาล รองประธาน
คณะกรรมการขับเคลอื่ นโครงการหมูบา นรกั ษาศีล ๕ สวนกลาง และในฐานะผูอํานวยการวิทยาลัยสงฆ
พุทธปญญาศรีทวารวดี ไดมีเจตนารมณในการสนับสนุนงานภาควิชาการในโครงการสรางความ
ปรองดองสมานฉันท โดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมูบานรักษาศีล ๕" ตามมติมหาเถร
สมาคมและยุทธศาสตรชาติ ๒๐ ป ในการเสริมสรางความปรองดองและสมานฉันทของคนในชาติ ให
เกิดความสงบ มีสันติสุข มีความสามัคคีปรองดองกัน สรางภูมิคุมกันทางสังคมท่ีเข็มแข็ง จึงไดดําริให
พัฒนาหลักสูตร “พระสงฆผูนําขับเคล่ือนหมูบานรักษาศีล ๕” โดยมุงเนนการพัฒนาทรัพยากรบุคคล
ทางระพุทธศาสนาคือพระสงฆใหมีศักยภาพเปนแกนนําและเปนสื่อมีชีวิตตนแบบขับเคล่ือนศีล ๕ สู
สังคมอยางสรางสรรค เพื่อการพัฒนาศักยภาพพระสงฆในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย
สื่อสารสรางสรรคนําศีล ๕ สูประชาชน การฝกทักษะการทํางานในชุมชน ขับเคล่ือน ตอยอด
สรางสรรคสังคมปลอดภัย ปรองดอง สมานฉันท มีสันติสุขท่ียั่งยืนและเข็มแข็งดวยหลักศีล ๕
๔
ประกอบดวยกิจกรรมการฝกอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพพระสงฆในดานการใชเทคโนโลยี
สารสนเทศท่ีทันสมัยผลิตสื่อสรางสรรคศีล ๕ การฝกทักษะการทํางานในชุมชน การพัฒนาทักษะ การ
เรยี นรู การพัฒนา การประยุกตใช และการตอยอดสื่อกิจกรรมตนแบบ รวมถึงมีการสรางความรวมมือ
ในการขับเคล่ือนกิจกรรมทั้งจากองคกรชุมชน วัด โรงเรียน สถานศึกษา องคกรเอกชน องคกร
สาธารณประโยชน หรือหนวยงานอ่ืนของรัฐ ในการดําเนินการและสงเสริมใหมีสื่อปลอดภัยและ
สรางสรรคท่ีทุกคนสามารถเขาถึงและใชประโยชนไดอยางทั่วถึงและเหมาะสม เพ่ือรวมกันสรางสรรค
สังคมปลอดภัย ปรองดอง สมานฉันท มีสันติสุขท่ีย่ังยืนดวยหลักศีล ๕ สรางภูมิคุมกันท่ีเข็มแข็งดวย
บูรณาการกบั หลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียงเปนสัมมาชีพอยางยั่งยืน
๓. วัตถุประสงคของหลกั สูตร
๑) เพ่ือสนองนโยบายการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาในดานการพัฒนาศักยภาพของ
ทรัพยากรบุคคลของพระพุทธศาสนาใหเปนพระสงฆนักเผยแผสรางเสริมสันติสุขแกสังคม ในโครงการ
สรา งความปรองดองสมานฉนั ท โดยใชห ลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมูบา นรักษาศีล ๕”
๒) เพ่ือใหผูเขารับการอบรมไดมีความรู ความเขาใจ เกี่ยวกับหลักการสําคัญของศีล ๕
และทักษะเชิงปฏิบัติการในการถายทอดความรูเกี่ยวกับหลักการรูปแบบการขับเคล่ือนศีล ๕
แกประชาชนท่ัวไป
๓) เพ่ือใหผูเขารับการอบรมไดเปนเครือขายการทํางานที่เปนรูปธรรมขับเคล่ือนโครงการ
สรางความปรองดองสมานฉนั ทโ ดยใชหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมบู านรกั ษาศีล ๕”
๔) เพ่ือใหผูเขารับการอบรมเปนวิทยากรตนแบบ (แมขาย/แมไก) ในการจัดฝกอบรม
วิทยากรรุนใหม หรือ กลุมอ่ืน ๆ (ลูกขาย/ลูกไก) รวมขยายผลขับเคลื่อนโครงการสรางความปรองดอง
สมานฉันทโดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมูบานรักษาศีล ๕” ในการสรางสันติสุขแกองคกร
ชุมชน สังคม และประเทศชาตติ อไป
๔. องคป ระกอบการเรียนรูของหลักสตู ร
Content : การเรียนรูด านเนอ้ื หา
๑) การถอดบทเรียนการทํางานจากบุคคลตนแบบและ
องคกรตน แบบในการบูรณาการขับเคลื่อนศลี ๕ (M๑)
๒) การออกแบบกิจกรรมและพัฒนาส่ือติจิตอลเชิง
สรา งสรรค ท่ีช้ีนําใหเห็นความสําคัญ และจูงใจในการนําหลักศีล ๕
ไปปฏิบัติในระดับตาง ๆ และการฝกทักษะดานการจัดทําส่ือดวย
เ ท ค โ น โ ล ยี ส า ร ส น เ ท ศ ที่ ทั น ส มั ย เ พ่ื อ ส่ื อ ส า ร เ ห ม า ะ ส ม ต า ม
กลมุ เปาหมายและยคุ สมัย (M๒)
๓) การฝกทักษะเคร่ืองมือและเทคนิคการทํางานในชุมชน การถายทอดแบบกัลยาณมิตร
การพูดสรางแรงบันดาลใจ การใหคําแนะนําดวยเทคนิคการแปรเปล่ียนปญหาสูการพัฒนาอยาง
สรา งสรรค เทคนคิ การสรา งแรงจงู ใจในการนาํ หลักศีล ๕ ไปบรู ณาการใชในการดําเนนิ ชวี ติ (M๓), (M๔)
๕
๔) การฝกทักษะการถายทอดหลักศีล ๕ สูการนําไปปฏิบัติทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว
องคกร ชุมชน โดยนาํ หลกั ศลี ๕ ไปบูรณาการกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง เปนรูปแบบการพัฒนาสัมมาชีพ
ระดบั บคุ คล องคก ร และชุมชน (M๕)
Pedagogy : การเรยี นรูดานวิธีการ/เทคนคิ การทาํ งาน
๑) การเรียนรูวิธีการถอดบทเรียนจากบุคคลตนแบบ องคกรตนแบบ เพื่อสรางความ
เชอื่ มัน่ สรา งแรงจูงใจใฝส ัมฤทธิ์แกผ เู รียน
๒) การฝกทกั ษะการใชเทคนคิ การทํางาน
๓) การฝกทักษะการใชเทคโนโลยีหรือกระบวนการสนับสนุนการทํางาน ๗ เครื่องมือ
ทาํ งานในชุมชน
๔) กระบวนการเรียนรู การถายทอดความรูโดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาแบบ
สนุ ทรียสนทนา
Technology : การเรยี นรูดานเทคโนโลยี
๑) การมีเคร่ืองมอื สารสนเทศหรอื การใชเ ทคโนโลยีเพ่ือถายทอดไปสูผูเรียนในยุคดิจิทัล
เชน สื่อออนไลน ทวิตเตอร ยูทูบ เฟซบุก ไลน รวมถึงการเลือกใชส่ือหรือสารสนเทศสงเสริมการปฏิบัติ
ศลี ๕ ท่ีเหมาะสมกบั กลมุ เปาหมาย
๒) การมีแหลงขอ มูลหรือแหลงสารสนเทศเพื่อการเรียนรู รวมถึงระบบติดตาม รายงาน
ผล ที่สามารถเขาถึงไดโดยสะดวก เชน หองเรียนสารสนเทศออนไลนเพื่อติดตามผล Google
Classroom
๕. ตารางการฝกอบรม สาระสาํ คัญ จาํ นวนชั่วโมง
กิจกรรม
Module ท่ี ๑ ถอดบทเรียนตน แบบการขับเคล่อื นโครงการหมบู า นรกั ษาศีล ๕ ๓ ช่ัวโมง
Module ที่ ๒ เทคนิคและเคร่ืองมือการทํางานพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนหมูบาน ๓ ชว่ั โมง
รกั ษาศีล ๕ ในชุมชน
Module ที่ ๓ การสรา งเครอื ขา ยพระสงฆเฝา ระวังสอ่ื ชวนเชอื่ ทางศาสนา ๓ ชัว่ โมง
Module ที่ ๔ ทักษะการแปรเปล่ียนปญ หาสูสัมมาชีพ ๓ ชว่ั โมง
Module ท่ี ๕ กลยทุ ธก ารขบั เคล่อื นหมูบา นรักษาศลี ๕ สูการปฏิบตั ิ ๓ ชั่วโมง
๖. กาํ หนดการฝก อบรมหลกั สตู ร “พระสงฆผูน าํ ขับเคล่อื นหมูบา นรักษาศลี ๕”
กจิ กรรมวนั แรก
เวลา กจิ กรรม
๐๘.๐๐ น. ผเู ขา รวมอบรมลงทะเบยี น
๐๘.๓๐ น. พิธเี ปดโครงการเปด อบรมหลกั สูตร
๐๙.๐๐ - ๐๙.๓๐ น. บรรยายพิเศษ เรื่อง “แนวคิด อุดมการณ เปาหมาย การขับเคลื่อนโครงการ
หมบู านรักษาศลี ๕”
๖
๐๙.๓๐ - ๑๐.๓๐ น. ชี้แจงรายละเอียดของหลักสูตร และภารกิจของพระสงฆผูนําขับเคล่ือนหมูบาน
๑๐.๓๐ - ๑๑.๓๐ น. รักษาศลี ๕ โดยคณะวิทยากรทาํ งานหลกั สูตร
๑๑.๓๐ น. กจิ กรรมฝกอบรม “Module ๑ : ถอดบทเรยี นตน แบบการขับเคลื่อนโครงการ
๑๒.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. หมบู านรักษาศลี ๕” โดยทีมวิทยากร
๑๘.๓๐ - ๒๐.๐๐ น. พัก/ฉันภตั ตาหารเพล
๒๐.๐๐ น. กิจกรรมฝกอบรม “Module ๒ : เทคนคิ และเครื่องมือการทํางานพฒั นาเพ่ือ
ขับเคลือ่ นหมบู านรกั ษาศลี ๕ ในชุมชน” โดยทมี วิทยากร
เวทแี ลกเปล่ยี นเรียนรู “ภารกิจของพระสงฆผูน าํ ขับเคลื่อนหมูบ านรักษาศีล
๕” โดยทีมวิทยากร
เขา ทีพ่ ักตามอัธยาศัย
กจิ กรรมวันท่สี อง
เวลา กิจกรรม
๐๘.๔๐ น. Home room : พบคณะกรรมการขับเคล่ือนโครงการหมบู านรกั ษาศลี ๕
๐๙.๐๐ - ๑๑.๐๐ น. บรรยายพิเศษ เรื่อง Fake News : การเฝา ระวงั สื่อชวนเช่ือทางศาสนา โดย
คณะวิทยากรจากกองทุนพัฒนาสอ่ื ปลอดภัยและสรา งสรรค
๑๑.๐๐ น. พกั /ฉันภตั ตาหารเพล
๑๒.๓๐-๑๔.๐๐ น. กิจกรรมฝก อบรม “การตน่ื รูขาวปลอมทางศาสนา” โดยทีมวิทยากรจากภาคี
เครือขายการเฝาระวงั ส่ือ
๑๔.๑๐ - ๑๗.๐๐ น. กจิ กรรมฝกอบรม “Module ๓ : การสรางเครือขายพระสงฆเฝาระวังส่ือชวน
เชื่อทางศาสนา” โดยทีมวทิ ยากรจากหลักสูตรและภาคีเครือขายเฝาระวังสื่อ
๑๘.๓๐ - ๒๐.๐๐ น. เวทีแลกเปล่ยี นเรยี นรู “การใชสือ่ ยุคดิจติ อลของพระสงฆผ ูนาํ ขับเคลื่อนหมูบ าน
รกั ษาศีล ๕” โดยทมี วิทยากร
๒๐.๐๐ น. เขาทพี่ ักตามอัธยาศัย
กิจกรรมวันท่ีสาม
เวลา กจิ กรรม
๐๘.๔๐ น. Home room : พบคณะกรรมการขับเคล่อื นโครงการหมบู านรักษาศลี ๕
๐๙.๐๐ - ๑๑.๐๐ น. กจิ กรรมฝก อบรม “Module ๔ : ทกั ษะการแปรเปลีย่ นปญหาสสู มั มาชพี ”
โดยทมี วทิ ยากร
๑๑.๐๐ น. พัก/ฉันภัตตาหารเพล
๑๒.๓๐ - ๑๕.๐๐ น. กิจกรรมฝก อบรม “Module ๕ : กลยทุ ธก ารขับเคลอ่ื นหมูบา นรกั ษาศีล ๕
สูการปฏบิ ัติ” โดยทมี วิทยากร
๑๕.๓๐ น. พธิ ปี ด มอบวฒุ ิบัตร และบตั รประจาํ ตวั “พระสงฆผ นู ําขบั เคล่อื นหมบู า น
รักษาศลี ๕”
๗
๗. คณุ สมบตั ิผเู ขา อบรม
เปนพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน หรือครูสอนปริยัติธรรม ในสังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งผานการคัดเลือกจากคณะสงฆแตละ
จงั หวัด
๘. จํานวนทร่ี ับเขาฝกอบรม
รบั จาํ นวนไมน อยกวา ๑๐๐ รูปตอรนุ (มีเปาหมายจํานวน ๗๐๘ รปู ภายในป ๒๕๖๓)
๙. มาตรฐานการผานการอบรม
๑) ผเู ขา รับการอบรมจะตองอยูรวมการอบรมไมนอยกวารอยละ ๘๐ ของระยะเวลาการ
อบรม (ท้งั ในรายกิจกรรมและภาพรวม)
๒) ผูผานการอบรมจะไดรับวุฒิบัตร “พระสงฆผูนําขับเคล่ือนหมูบานรักษาศีล ๕” เพ่ือ
แสดงตนในฐานะผูปฏิบัติงาน ตามมติมหาเถรสมาคมในโครงการสรางความปรองดองสมานฉันท โดย
ใชหลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา “หมูบ านรักษาศลี ๕”
๑๐. ระยะเวลาในการอบรม
อบรมตลอดหลกั สูตรรวมระยะเวลา ๓ วัน รวม ๑๘ ชว่ั โมง
๑๑. ตวั ชีว้ ัดความสําเร็จของหลักสตู ร (KPI)
๑) ผเู ขารับการอบรมตอ งมเี วลาเขารวมกิจกรรมอบรมไมนอ ยกวารอยละ ๘๐ ของตาราง
กิจกรรมอบรมในแตละหลักสูตร (Module)
๒) ผผู านการอบรมจะไดร ับวุฒิบตั รพรอมทงั้ บัตรประจําตัว “พระธรรมวิทยากรศีล ๕ สราง
เสริมสันติสุข (พศส)” ในฐานะผูปฏิบัติงานในโครงการสรางความปรองดองสมานฉันท โดยใชหลักธรรม
ทางพระพทุ ธศาสนาหมูบา นรักษาศีล ๕ ของมหาเถรสมาคม
๓) ผูเขารับการอบรมตองผานการประเมินผลสัมฤทธิ์จากทีมวิทยากรเปนรายบุคคล
โดยมผี ลสัมฤทธ์ิดา นการเรียนรูรวมไมน อยกวา รอ ยละ ๗๐
๑๒. ประโยชนท ค่ี าดวาจะไดรับ
๑) ไดหลักสูตรคูมือสําหรับพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรบุคคลของพระพุทธศาสนาให
เปน พระสงฆน กั เผยแผสรางเสริมสันติสุขแกสังคม ในโครงการสรางความปรองดองสมานฉันท โดยใช
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมูบ า นรกั ษาศลี ๕”
๒) รูปแบบกิจกรรม สื่อตนแบบ และกลไกการเสริมสรางสันติสุขแกสังคมท่ีย่ังยืนโดยใช
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมูบานรักษาศีล ๕” โดยมีการบูรณาการศาสตรพระราชา หลัก
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อขยายผลพัฒนาการดําเนินชีวิตเปนสัมมาชีพอยางยั่งยืน เสริมสราง
ความปรองดองสมานฉันทสันตสิ ขุ แกชมุ ชน สังคม และประเทศชาติ
๘
๓) ไดฐานขอมูลผูปฏิบัติงานขับเคลื่อนโครงการสรางความปรองดองสมานฉันทโดยใช
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมูบานรักษาศีล ๕” ท่ีเปนพระสงฆแกนนํา (แมขาย) และเครือขาย
ขยายผลในเชงิ ลึกอยางมีคณุ ภาพและเปน รปู ธรรม
๔) ไดภาคีรวมขับเคล่ือนการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ในดานการพัฒนาศักยภาพ
ของทรัพยากรบคุ คลของพระพุทธศาสนาใหเ ปน พระสงฆและพุทธศาสนิกชนนักเผยแผสรางเสริมสันติ
สุขแกสังคม และรูปแบบ
๕) ไดเครือขายการทํางานสนองการขับเคล่ือนโครงการสรางความปรองดองสมานฉันท
โดยใชห ลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาหมูบ านรกั ษาศีล ๕ ของมหาเถรสมาคม ที่สามารถขับเคล่ือนการ
ทํางานเชงิ พ้ืนท่ีไดเ ปนรปู ธรรม
๙
สว นที่ ๒
เนื้อหาการฝกอบรมและกิจกรรมการฝกอบรม
หลกั สตู รพระสงฆผนู าํ ขับเคล่ือนหมูบานรักษาศลี ๕
๑๐
Module ๑ : ถอดบทเรียนการขบั เคล่ือนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕
สาระสําคัญ
ปรับกระบวนทศั นข องผูเขาอบรมใหเขา ใจและเปนไปทิศทางเดียวกัน ตามวัตถุประสงคของ
โครงการขับเคล่ือนหมูบานรักษาศีล ๕ และตามวัตถุประสงคของหลักสูตร ผูเขารับการอบรมมีทักษะใน
การวิเคราะหการถอดบทเรียน ระดับบุคคล ระดับชุมชน และระดับหนวยงาน/องคกรตนแบบ และ
สามารถส่ือสาร แลกเปล่ยี นขอ มูลพื้นที่ของตนอยางเปนระบบ
จุดมงุ หมาย
เพ่ือใหผูเขารับการอบรมสามารถวิเคราะหปจจัยความสําเร็จของโครงการ และมีความรู
ความเขาใจในโครงการขับเคลื่อนหมูบา นรักษาศลี ๕ และหลักสูตรอยา งถกู ตอง
วตั ถปุ ระสงค
ชมุ ชนได เมื่อจบบทเรียนนี้แลว ผูเขา รับการอบรมสามารถ
ระบบ ๑) มีทักษะในการวเิ คราะห ปจจัยความสําเร็จของโครงการเพ่ือนาํ ไปพัฒนาตอยอดใน
๒) มีความรูความเขา ใจในโครงการขับเคล่ือนหมูบานรักษาศีล ๕ และหลักสูตร
๓) บอกเลาเร่ืองราวชุมชนของตนเองแกเพื่อนในกลมุ เพื่อเกิดการแลกเปล่ียนอยางเปน
กิจกรรมทใี่ ชใ นกระบวนการอบรม
๑) บรรยาย
๒) กระบวนกลุม โดยการระดมสมอง ถอดบทเรยี น การขับเคลื่อนโครงการฯ
๓) ปรับเปลีย่ นกระบวนทัศน
สอ่ื และอปุ กรณท ่ีใชในการอบรม
๑) คลิป VDO พระสงฆ/ บุคคล/องคกรตนแบบ
๒) กระดาษฟลิปชารต + บอรด
๓) ปากกาเมจิก หรือ ปากกาสี
๔) กระดาษสี A ๔
๕) กระดาษกาวยน (หนังไก)
ระยะเวลา
จํานวน ๖ ชว่ั โมง
วทิ ยากร
พระสงฆ, บุคคลตน แบบ, องคกรตน แบบ และทมี วิทยากร
๑๑
เนอื้ หาบทเรียน : การถอดบทเรียนการขบั เคลื่อนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕
ใน Module ๑ ผูเขารับการอบรมไดปรับเปลี่ยนกระบวนทัศนใหเขาใจและเปนไป
ทิศทางเดียวกัน ตามวัตถุประสงคของโครงการขับเคลื่อนหมูบานรักษาศีล ๕ และตามวัตถุประสงค
ของหลักสตู ร ตลอดจนเกดิ ทักษะการวิเคราะห การถอดบทเรยี น ระดบั บุคคล ระดับชุมชน และระดับ
หนว ยงาน/องคก รตน แบบ ทงั้ สามารถสือ่ สาร แลกเปล่ียนขอ มลู พ้ืนท่ีของตนอยา งเปน ระบบ
ขอบเขตการจัดกิจกรรมการฝกอบรมจะเนนการพัฒนาทักษะของผูเขารับการอบรมให
สามารถวิเคราะหปจจัยความสําเร็จ จากการฟง ระดับบุคคล ระดับชุมชน และระดับหนวยงาน/
องคกรตนแบบ เพ่ือใหผูเขารับการอบรมสามารถส่ือสารอยางเปนระบบ โดยมีเทคนิคและเคร่ืองมือที่
ใชในกิจกรรมดงั รายละเอยี ดตอไปน้ี
ในปจจบุ นั หนวยงานตาง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนไดใหความสําคัญกับการเรียนรูมากข้ึน
โดยเหน็ วาองคก รท่จี ะพฒั นาไปสูสงั คมแหง การเรียนรูไดต องนาํ กระบวนการจดั การความรูไปใชพัฒนา
การทํางานในองคก ร และวิธีการจัดการความรทู ีไ่ ดรับความนยิ มอยา งกวางขวาง คือ การถอดบทเรียน
(Lesson distilled) แนวทางการถอดบทเรียนในเอกสารชุดน้ีไดแนวคิดจากคูมือการถอดบทเรียน
โครงการพัฒนาชมุ ชน และเอกสารอ่นื ๆ ซ่ึงมปี ระเด็นทน่ี า สนใจพอสรปุ ไดดังนี้
ความหมายของการถอดบทเรียน
การถอดบทเรียน คือ การทบทวนหรือสรุปประสบการณการทํางานที่ผานมาในแงมุม
ตางๆ เพ่ือใหเห็นถึงรายละเอียดของเหตุปจจัยทั้งภายในและภายนอก ซึ่งทําใหเกิดผลอยางท่ีเปนอยู
ในปจจบุ นั ท้ังทีส่ าํ เร็จหรอื ลม เหลว หรอื อาจกลาวไดวา การถอดบทเรยี นเปนการสืบคนความรูจากการ
ปฏิบัติงานโดยใชวิธีการสกัดความรูและประสบการณที่ฝงลึกจากกลุมเปาหมายท่ีไดรวมการ
ปฏบิ ัติงาน พรอ มทัง้ บนั ทึกรายละเอยี ดขนั้ ตอนการปฏิบัติงาน ผลการปฏิบัติงาน และความรูใหม ๆ ท่ี
เกิดข้นึ ระหวางการปฏบิ ตั งิ านท้งั ท่สี าํ เร็จหรือลมเหลว เพ่ือเปนแนวทางในการปรับปรุงการปฏิบัติงาน
ใหบรรลเุ ปา หมาย และสามารถเผยแพรศ กึ ษาเรียนรูได
รูปแบบการถอดบทเรยี น
การถอดบทเรยี นโดยทัว่ ไปมี ๒ รปู แบบ คือ
๑) การถอดบทเรียนเฉพาะประเด็น เปนการถอดบทเรียนท่ีเนนเฉพาะกิจกรรม
สําคัญของโครงการ และสามารถนําผลการถอดบทเรียนจากกิจกรรมน้ัน ๆ ไปใชประโยชนในพัฒนา
โครงการใหป ระสบความสาํ เรจ็ ในอนาคต (Best Practice)
๒) การถอดบทเรยี นทั้งโครงการ เปน การถอดบทเรยี นทงั้ ระบบ โดยเรม่ิ ตงั้ แตความ
เปน มาของโครงการ กระบวนการดําเนนิ งาน และผลลัพธเ มอ่ื สิน้ สุดโครงการ
การถอดบทเรียนท้ัง ๒ ลักษณะ ตองใชการวิเคราะหเชิงลึก เชน วิเคราะหดวย
SWOT เพ่ือศึกษาปจ จัยและเงอ่ื นไขทน่ี าํ ไปสูผลของการดาํ เนินโครงการ
๑๒
ข้ันตอนการถอดบทเรยี น ข้ันตอนการถอดบทเรียนมี ๔ ข้ันตอนหลัก ดงั น้ี
๑. ขน้ั เตรียมการถอดบทเรียน
๑.๑. สรางทีมงานถอดบทเรียนที่มีความรูความสามารถในการปฏิบัติงานไดจริง
ประมาณ ๓-๖ คน พรอมท้ังทําคําสั่งแตงต้ังเปนลายลักษณอักษรและประชาสัมพันธใหผูที่เกี่ยวของ
ทราบ
๑.๒. เรียนรูทีมงานถอดบทเรียนโดยสรางความสัมพันธท่ีดีใหเกิดขึ้นภายในทีมงาน
เนน การเคารพซ่ึงกันและกนั ไวว างใจซง่ึ กันและกัน และความเทาเทียมกนั
๑.๓. วิเคราะหโครงการ เพ่ือใหทีมงานมีความเขาใจตรงกันในแตละหัวขอในโครงการ
ไดแก หลกั การและเหตผุ ลของโครงการ วตั ถปุ ระสงคข องโครงการ กลุมเปาหมาย ขั้นตอนการดําเนินงาน
และกจิ กรรมในโครงการ ระยะเวลาในการดําเนินงาน และงบประมาณ
๑.๔. กําหนดบทบาทหนาท่ีของทมี งานถอดบทเรยี น ซ่งึ ประกอบดวยดงั น้ี
- หัวหนาทีมหรือผูเอื้อ เปนผูท่ีทําใหการถอดบทเรียนดําเนินงานไดอยางราบรื่น
และบรรลุเปา หมายที่กําหนด
- ผูอํานวยกระบวนการ เปนผูที่กระตุนใหผูรวมถอดบทเรียนไดแลกเปลี่ยน
ประสบการณและความคดิ เหน็ จากกิจกรรมที่ไดปฏิบัติ ดังนั้น จึงตองมีทักษะในการต้ังคําถามท่ี กระตุน
ใหผ ูรวมถอดบทเรยี นไดว เิ คราะหส าเหตุของความสําเร็จและอปุ สรรคท่ีเกิดข้นึ ในการปฏบิ ัติงาน
- ผูจดบันทึก เปนผูจดบันทึกการแลกเปล่ียนเรียนรู ประสบการณ การอภิปราย
ของผรู ว มถอดบทเรียน พรอ มทง้ั เขยี นเรยี บเรยี งเปนเร่ืองราวใหนาสนใจตั้งแตเ ริ่มตน จนสิน้ สดุ โครงการ
- ผูประสานงาน เปนผูชวยเหลือใหทีมงานถอดบทเรียนมีความสะดวกในการ
ติดตอระหวางสมาชิกทีมงานถอดบทเรียนเพ่ือใหสามารถทํางานรวมกันไดอยางดี รวมทั้งประสานความ
รวมมอื จากบคุ คลภายนอกท่ีเกย่ี วของกบั การถอดบทเรียน
๑.๕. จัดทําแผนภูมิกระบวนการถอดบทเรียนซึ่งประกอบดว ยประเดน็ ตา ง ๆ ดังนี้
- หวั ขอ กจิ กรรมท่ตี องการถอดบทเรียน
- กําหนดกลุมเปาหมายที่เขารวมการถอดบทเรยี น
- เลอื กวิธกี ารถอดบทเรียนทใี่ หเ หมาะสมกับกลุมเปาหมาย
- กําหนดข้นั ตอนในการถอดบทเรยี นตามลําดบั กอนหลงั
- กําหนดประเด็นคําถามทีม่ ีความชดั เจน โดยเรยี งลําดับตั้งแตเรม่ิ ตน จนกระท่ังสน้ิ สุด
- กําหนดผลลัพธท่เี กดิ ขึ้นหลงั จากการถอดบทเรยี น พรอ มจัดทํารายงานสรุป
๑.๖. เลือกเทคนิคการถอดบทเรยี น ควรเปนเทคนิคท่ีชวยใหทีมงานถอดบทเรียนและผู
รวมถอดบทเรียนเกิดการเรียนรูในระหวางการทํางานและไดบทเรียนพัฒนาวิธีการทํางานใหดีขึ้น เชน
เทคนิคการวเิ คราะหห ลงั การปฏิบัติ (After Action Review, AAR)
๑.๗ จดั ทาํ ปฏิทนิ การถอดบทเรียน เพ่ือวางแผนการดําเนินการถอดบทเรียนของแตละ
กิจกรรมตั้งแตเร่ิมตนจนส้ินสุดการดําเนินงาน โดยหัวขอท่ีควรปรากฏในปฏิทินการถอดบทเรียนไดแก
ลําดับที่ของกิจกรรม ประเด็นกิจกรรม ระยะเวลาในการดําเนินงานแตละกิจกรรม ผูรับผิดชอบกิจกรรม
และวสั ดุอปุ กรณท ่ีตองใชในกจิ กรรม
๑๓
๒. ขัน้ ดําเนินการถอดบทเรียน
ทีมงานควรแจงกําหนดการ ระยะเวลาและสถานที่ที่จะดําเนินการถอดบทเรียนให
กลุมเปาหมายที่รวมถอดบทเรียนทราบลวงหนา ในข้ันน้ีประกอบดวย ๒ ขั้นตอนยอย คือ การถอด
บทเรียน และการบันทึกบทเรียน
๒.๑. การถอดบทเรยี นมขี ัน้ ตอนที่สําคัญ ๔ ข้นั ตอน คือ
๑) การสรางบรรยากาศ เพื่อใหผูเขารวมการถอดบทเรียนมีความผอนคลายเปน
กันเอง ซ่ึงอาจใชเพลงหรือเกมในการละลายพฤติกรรม รวมท้ังกระบวนการควรช้ีแจงถึงความเสมอภาค
และสิทธิในการรวมแสดงความคิดเห็นของผูร ว มการถอดบทเรียน
๒) การกําหนดกติกาในการถอดบทเรียนอยางมีสวนรวม โดยกติกาควรครอบคลุม
ประเดน็ ท่สี าํ คญั ดังน้ี
- เปา หมายการถอดบทเรียนคืออะไร มีวตั ถุประสงคเ พื่ออะไร
- วิธีการถอดบทเรียนใชวิธีอะไร เชน ใชการระดมความคิดเห็น เนนการ
แลกเปลีย่ นความคิดเห็น และไมโ ตเ ถยี งหรือทะเลาะววิ าท
- หนาที่ของผูรวมถอดบทเรียนเปนอยางไร เชน ทุกคนใหขอเสนอแนะ
ยอมรับความจริง และเสนอแนะแนวทางการปรบั ปรงุ งานใหดีข้ึน
- ขอพึงระวังในการถอดบทเรียนควรเปนอยางไร เชน ไมตําหนิ และไม
ประเมนิ ผลการปฏิบตั ิงานของผรู ว มถอดบทเรียน
๓) การจัดกิจกรรมอุนเคร่ือง ผูอํานวยกระบวนการชี้แจงใหผูรวมถอดบทเรียน
เขาใจวัตถุประสงคและวิธีดําเนินกิจกรรมเพื่อใหสามารถทบทวนความทรงจําจากการเขารวมกิจกรรมท่ี
ผานมา
๔) การเขาสูประเด็นสําคัญของการถอดบทเรียนเปนข้ันตอนสําคัญในการสกัด
ความรจู ากผรู ว มถอดบทเรียนโดยมีขั้นตอนดังน้ี
- การเลา ประสบการณจากวธิ ีการปฏบิ ัติงานของผรู วมถอดบทเรยี น
- การเปรียบเทียบความแตกตางระหวางวิธีการปฏิบัติงานที่กําหนดใน
แผนปฏบิ ัติงานกบั วิธีการปฏบิ ัติงานจริง
- การวิเคราะหผลการปฏบิ ัติงานทที่ ําไดเปนอยางดี
- การใหข อ เสนอแนะวิธีการปฏบิ ตั งิ านตอไปใหด ขี ้ึน
- การวเิ คราะหอ ปุ สรรคท่ีเกดิ ขึ้นระหวางการปฏบิ ตั ิงาน
- การใหขอ เสนอแนะวธิ ีการปองกันไมใหเกิดอุปสรรคในการปฏบิ ตั งิ าน
- ขอเสนอแนะในส่ิงท่ีควรทําเพมิ่ เติมในการปฏิบตั ิงานทผ่ี านมา
- การประเมนิ ความพึงพอใจผลการปฏิบตั ิงานทผี่ า นมา
ท้ังน้ีผูจดบันทึกตองจดรายละเอียดของขอมูลทุกขั้นตอน บันทึกเสียง พรอมทั้งสังเกต
บรรยากาศในระหวา งการถอดบทเรยี นและจดบนั ทึกไวประกอบการจัดทาํ รายงานการถอดบทเรียน
๑๔
๒.๒ การบนั ทึกบทเรยี น ประกอบดวย ๓ ข้ันตอน คือ
๑) การเตรียมตัวกอนบันทึกบทเรยี น เปนขั้นตอนที่ที่ผจู ดบันทกึ ควรเตรียม ความ
พรอมกอนบันทึกบทเรียนใน ๔ ประเด็นคือ
- ศึกษารายละเอียดของโครงการ/กจิ กรรมทีจ่ ะถอดบทเรยี น
- ศกึ ษารายละเอียดการถอดบทเรยี นเก่ียวกับกรอบแนวคดิ ขน้ั ตอนการถอด
บทเรียน และประเดน็ คําถามท่ีใชใ นการถอดบทเรียน
- จดั เตรียมอุปกรณในการบนั ทกึ การถอดบทเรียน และ
- เตรียมความพรอมดา นทางดานรางกายจิตใจฃ
๒) การบันทึกขอมลู การถอดบทเรยี น ขอมูลท่ีตองจดบันทึกระหวางการถอด
บทเรียน คือ
- ขอ มูลขนั้ ตอนและวิธกี ารจัดกิจกรรมถอดบทเรยี น
- ขอ มลู การเลาเรื่อง การวิเคราะหแ ละการอภปิ รายของผรู ว มถอดบทเรยี น
- ขอมลู บรรยากาศระหวา งการถอดบทเรยี น
๓) การสรุปและรายงานการถอดบทเรียน ผูจดบันทึกตองอานรายงานการถอด
บทเรียนใหท่ีประชุมของผูรวมถอดบทเรียนและทีมงานการถอดบทเรียนไดรับทราบขอมูลที่จดบันทึกไว
เพ่ือใหมีการปรับแกและเพ่ิมเติมใหขอมูลมีความสมบูรณย่ิงข้ึน โดยบทเรียนที่ถอดไดตองไดรับการสรุป
ใหเ ห็นอยางนอ ย ๒ ประเด็นคอื
- อะไรคือส่ิงที่ดีอยูแลวและควรทําตอไปเพื่อกลับไปวางแผนพัฒนา ลงมือทํา
ตามดว ยการวิจยั ใหกา วหนาตอเนื่องเปน D&R (Development and Research)
- อะไรคือสิ่งที่ยังบกพรองเปนจุดออน และควรจะปรับปรุงอยางไร มีความรู
พอที่จะปรับปรุงหรือไม ถาไม ควรทําวิจัยเพ่ือหาแนวทางปรับปรุงเปนการวิจัยแลวพัฒนา แบบ R&D
(Research & Development) ทั้งน้ี D&R และ R&D ควรเปนการวิจัยแบบ PAR (Participatory Action
Research) ท่เี นนกระบวนการเรยี นรูข องคนทั้งหมด
๓. ขัน้ เขยี นรายงานการถอดบทเรียน
ในขัน้ ตอนน้ีควรแบงเปน ๓ หัวขอ หลกั ดังน้ี
๓.๑ ความเปนมาของโครงการ/กิจกรรมที่จะถอดบทเรียน วัตถุประสงคของการถอด
บทเรียน
๓.๒ การเตรียมการถอดบทเรียน เปนการเลารายละเอียดของขั้นตอนตาง ๆ ในขอ
๑.๑-๑.๗ ซึ่งไดแก วิธีการ ทีมงาน บทบาทหนาที่ กรอบแนวคิด เทคนิคการถอดบทเรียน กลุมเปาหมาย
ท่รี ว มถอดบทเรียน และปฏิทินการการถอดบทเรียน
๓.๓ เน้ือเร่ืองการดําเนินการถอดบทเรียน เปนการเลาสรุปรายละเอียดการดําเนินการ
ถอดบทเรียน ในขน้ั ตอนท่ี ๒ ซง่ึ ครอบคลมุ
- ประสบการณจ ากวิธีการปฏิบัติงานจรงิ ของผูรวมถอดบทเรียน
- วิธีการปฏิบัติงานที่กาํ หนดในแผนปฏิบตั ิงาน
- เปรียบเทียบความแตกตาง
๑๕
- สิง่ ทีท่ ําไดเปนอยางดจี ากการปฏิบตั ิ
- ขอเสนอแนะวิธกี ารปฏบิ ตั ิงานตอไปใหด ีขนึ้
- ปญหาอปุ สรรคท่เี กิดข้นึ ระหวา งการปฏิบัติงาน
- ขอเสนอแนะวิธีการปองกันไมใหเกิดอุปสรรคในการปฏบิ ัตงิ าน
- ขอเสนอแนะในสิ่งที่ควรทําเพ่ิมเติมในการปฏิบัติงานท่ีผานมา
- ประเมินความพึงพอใจผลการปฏบิ ัตงิ านท่ีผานมา
๔. ข้ันตดิ ตามการนําบทเรียนไปใชประโยชน
ในขั้นตอนนี้ใหความสําคัญกับการนําบทเรียนที่เรียนรูจากการปฏิบัติงานไปใชเพ่ือใหการ
ปฏิบัติงานตอไปมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลมากย่ิงขึ้น ดังนั้นหัวหนาทีมหรือผูเอื้อควรไดมีการ
นิเทศกํากับติดตามการดําเนินงานอยางตอเน่ืองเปนระยะ ๆ เพ่ือตรวจสอบวาไดมีการนําบทเรียนไปใช
ประโยชนหรอื ไมเพียงไร เพราะอะไร (ที่มา : ดร.รัตนา ดวงแกว ศึกษานิเทศก สพท.กทม.๑ แหลงขอมูล
คูมือการถอดบทเรียนโครงการพัฒนาชุมชน (Online). Retrieved September 1st, 2008, from
ภาคปฏบิ ัติการ กระบวนการถอดบทเรยี น)
ภาคปฏบิ ตั ิ
ตรวจสอบความเขาใจพ้ืนฐานเกี่ยวกับโครงการหมบู านรักษาศลี ๕
๑) ทานคดิ วาอะไรเปน ปจจัยของความสําเรจ็ ?
- ระดับชมุ ชน
- ระดับหนวยงาน/องคกร
๒) ผเู ขา รวมอบรม จะแบงเปน กลุมหรือไมก ็ได
- ใชเทคนิค “บตั รคํา” เพ่ือเขียนคําตอบ ๑ คําตอบตอ ๑ บัตรคํา
- แจกบัตรคํา ๒ บัตรคํา สแี ตกตา ง เพื่องายตอการแยกตามหัวขอ ระดบั ชุมชน
และระดับหนวยงาน
- ปากกาเคมี หรือ ปากกาลูกลืน่
- กระดาษกาวยน สาํ หรับติดบอรด
- บอรด สาํ หรับติด
๔.๑ “Mindset” ทด่ี ีนน้ั จะสามารถชว ยสง เสรมิ ใหเ ราประสบความสาํ เร็จในชวี ติ
ได โดยเขาไดแบง ประเภทของคนออกตาม Mindset เปน ๒ ประเภทใหญๆ คือ “Fixed Mindset”
กับ “Growth Mindset”
คนประเภท “Fixed Mindset” นัน้ ก็คือคนทมี่ คี วามคดิ ที่วา ความเกง ความฉลาดน้ันมี
ติดตัวมาแตกําเนิด เปลี่ยนแปลงไมได คนประเภทน้ีจะชอบทํางานงาย ๆ ที่ไมตองใชความพยายาม
มาก และหลีกหนีอุปสรรคเสมอ เปนคนทําอะไรก็ชอบที่จะลมเลิกงาย ๆ ชอบโทษคนอ่ืน และมี
ความคิดวาจะตองเลือกทําแตงานท่ีตัวเองถนัดเทานั้น แตก็จะชอบแสดงออกวาตัวเองเปนคนฉลาด
อีกทั้งยังมีการปองกันตนเองสูง ถาถูกวิจารณตรง ๆ ก็จะมองวาเปนการโจมตีทันที และมองวา
๑๖
ความสําเร็จของคนอนื่ เปนสิง่ คกุ คามตวั เอง ก็จะพยายามสรา งเรือ่ งราวใหค นนนั้ ดไู มดี เพื่อตัวเองจะได
สบายใจขน้ึ ซงึ่ ดๆู ไปก็เหมอื นคําทใ่ี ชอธิบายคนมองโลกในแงล บนะ
คนอีกประเภทก็คือ “Growth Mindset” ก็จะตรงกันขาม คือเช่ือวาคนเราสามารถ
เรียนรูอะไรใหม ๆ ไดเสมอ ถึงแมวาจะเปนเรื่องท่ียากมาก ๆ และเปนคนท่ียอมรับไดวาตัวเองไมรู
หรือวาโงนั่นเอง เวลาทํางานก็จะทุมเทสุดความสามารถ แตขอเสียก็คือมักจะเล่ียงงานท่ีงายไปหรือ
งานที่เคยทาํ มาแลว มองอปุ สรรคตา ง ๆ วาเปน โอกาสในการเรียนรู ชอบทจี่ ะทําอะไรใหม ๆ ท่ีทาทาย
ตัวเอง และเขาใจวาทุกอยางตองใชความพยายามและเวลาในการทํา ชอบฟงคําวิจารณเพ่ือนําไป
ปรับปรุง มองความสําเร็จของคนอื่นดวยความชื่นชมและใชเปนแรงบันดาลใจ ซึ่งก็เหมือนกับ
คําอธิบายของคนที่มองโลกในแงบวก
สําหรับสมองเราน้ันเหมือนกลามเน้ือ ถาเราฝกฝนอยูเปนประจํา ก็จะทําใหมันแข็งแรง
และทํางานไดดีข้ึนไมตางจากออกกําลังกาย โดยไดมีการพิสูจนกับคนที่ทํางานเดิม ๆ อยูเปนประจํา
เชน คนขับรถแท็กซี่ พบวาจะมีสมองบางสวนที่ใชสําหรับการรับรูดานการมองใหญกวาคนปกติทั่วไป
เปน ตน
การพัฒนาของสมองจะเกิดข้ึนโดยการสรางเสนประสาทเชื่อมโยงความรูตาง ๆ เขาไว
ดวยกนั ยง่ิ สมองสามารถเชอื่ มตอ กันไดม ากแคไหนก็จะทําใหเรายิ่งฉลาดมากขึ้นเทานั้น เราจะมีความ
เขาใจเรื่องตาง ๆ มากขึ้น เมื่อเห็นทุกอยางสัมพันธกันไปหมด ฉะนั้น ถาเราเปนคนที่มี Mindset ท่ีดี
สมองก็จะเชื่อมโยงประสบการณตาง ๆ ในทางที่เปนบวก ก็จะทําใหการพัฒนาทั้งดานความคิด
ปญ ญา การตอบสนองตอ ปญ หาไปในแนวบวกเชน เดยี วกัน จึงทาํ ใหเรามีประสิทธิภาพในทางบวกมาก
ข้ึน (สามารถพัฒนาไปทางลบไดเ ชนเดยี วกนั ถาเราคอยแตจ ะคดิ หรอื ฝกฝนสมองไปในทางลบ)
ตัวอยางขางตนมีการศึกษาวา คนที่ทําอะไรไมสําเร็จบอย ๆ นั้น จะกลายเปนคนที่ทํา
อะไรก็ไมสําเร็จไปตลอดชีวิต ตรงกันขามกับคนท่ีทําอะไรสําเร็จ เขาก็จะทําสําเร็จอยูอยางนั้นเสมอ
คนที่ไมส าํ เร็จนั้น จะเร่ิมทํางานดวยความเชื่อท่ีวา ทํามันไมไดตั้งแตตนอยูแลว และพอเชื่อวาทําไมได
แลว ก็จะไมไดลงแรงกับมันอยางเต็มท่ี แลวก็ลมเลิกงายๆ สุดทายก็จะบอกวา “น่ีไง วาแลว วามัน
ตองไมสําเร็จ” ซึ่งจะยิง่ พอใจจนคิดวาตวั เองคิดถูก แลวพอไมสําเร็จแบบนี้ เรื่องใหมมาก็จะมีแนวโนม
ท่ีจะไมสําเร็จเหมือนกัน เพราะจะคิดลึกๆ วาเขาทําไมไดหรอก สุดทายก็จะอยูในวังวนแหงความไม
สาํ เรจ็ ตอ ไปเรื่อย ๆ
ตรงขามกับคนที่ประสบความสําเร็จ จะมีความเช่ือวายังไง ๆ ก็ตองทํามันไดแนนอน ไม
วาจะยากแคไหน ขอใหไดทุมเทและพยายามกับมันรับรองวาสําเร็จแนนอน คิดแบบนี้ก็จะไมทอแท
หรือลมเลกิ งา ย ๆ เม่อื เจออปุ สรรคกแ็ กไขไป จะไมม จี ดุ ทีว่ า มันทําตอไปไมไดแลวเกิดข้ึน สุดทายก็ตอง
ทําสําเร็จแนน อน แลว พวกนี้พอสาํ เร็จไปเร่ืองหน่ึงก็จะม่ันใจมากข้ึน เม่ือทําเรื่องใหม ๆ ก็จะสําเร็จอีก
เหมอื นกนั สดุ ทายก็จะอยูใ นวงั วนของความสาํ เร็จไปเรือ่ ย ๆ แบบน้ี
๑๗
ภาคปฏิบัตกิ ารปรบั เปลี่ยนกระบวนทัศน
การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศนกอนเขาสูบทเรียนในโมดูล (Module) ถัดไป โดยเริ่มจาก
ถาม “ความคาดหวัง” ของผูเขารวมอบรมที่มีตอหลักสูตร โดยผูเขารวมอบรมจะแบงเปนกลุมหรือไม
ก็ได และใชเทคนิคบัตรคําเพ่ือเขียนสิ่งที่คาดหวัง ๑ อยาง แลวสงคือวิทยากรกลุม หรือ นําไปติด
บอรด จากน้ัน วิทยากรกลุมนําบัตรคําจัดหมวดหมูตามประเด็นที่คลายกัน และใหวิทยากรหลักอาน
ความคาดหวังทุกประเด็น เพ่ือทีมวิทยากรนําความคาดหวังมาสรุปงานของวันแรก และวางแผนปรับ
กิจกรรม ปรบั เนอื้ หาใหส อดคลอ งกบั ความตอ งการและความคาดหวงั ของผูเขารว มอบรม
คน หาความหวงั ของผูเขา อบรม
แบงกลมุ หรอื ไมแ บงกไ็ ด ใชเทคนิคบตั รคําบอกความคาดหวัง
วิเคราะห ถอดประเดน็ ความคาดหวงั
ทีมวิทยากรรวบรวมบตั รคํา จดั หมวดหมูต ามประเดน็ ความคาดหวงั
สรปุ วางแผน ปรบั ปรงุ
ทีมวิทยากรประเมนิ ผอู บรม สรปุ กจิ กรรม วางแผนการดําเนินงานในกิจกรรมตอ ไป
และสรุปประเดน็ ความคาดหวงั
ตารางที่ ๑ ตัวอยางถอดบทเรียนพระสงฆตน แบบนักพัฒนา กระบวนการ ๑๘
ลําดบั คณะทาํ งาน/ ปรากฏการณป ญหา /
ผลทไี่ ดร ับ
พนื้ ที่ กิจกรรม ชุมชนพึ่งตนเอง และมี
๑ พระครูสุจิณนันท เนื่องจากการที่ไดพบ ก า ร พั ฒ น า อ ย า ง ยั่ ง ยื น
เขากับบริบทของปรัชญา
กิจ (พระอาจารย ป ญ ห า ที่ เ กิ ด ขึ้ น ใ น เศรษฐกิจพอเพยี ง
สมคิด จารณธัม ชุมชนมาโดยตลอด ทั้ง
โม) เจา อาวาสวัด ป ญ ห า ท า ง ด า น
โปงคํา จังหวัด เศรษฐกิจ ดานสังคม
นาน แ ล ะ ป ญ ห า ด า น
ท รั พ ย า ก ร ธ ร ร ม ช า ติ
ส่ิ ง แ ว ด ล อ ม ค ว า ม
ยากจนของชาวบาน
๒ คณะสงฆจังหวัด ปญหาเศรษฐกิจใน ๑. สรางกระบวนการทํางานระหวา งพระสงฆ กับ ประชาชนในชมุ ชน ชุมชนเกิดกิจกรรมออม
นา น ระดับครัวเรือน ปญหา ๒. วิเคราะหกระบวนการบริหารจัดการชุมชนในเวทีเสาวนาสังฆประชารวม เงินในรูปเงินสัจจะและมี
การขาดแคลนเงินทุน พัฒนาสัมมาชีพเพื่อความเขมแข็งของชมุ ชน ทั ก ษ ะ ค ว า ม รู ก า ร
ในการประกอบอาชีพ ๓. การสงเสริมชุมชนเปาหมาย การพัฒนาดานสัมมนาชีพในชุมชน ใหมีความ บ ริ ห า ร เ งิ น ทุ น เ พื่ อ
และปญหาหนส้ี นิ สามคั คี การทํางานรว มกัน และการชวยเหลือซ่ึงกันและกัน ระหวางพระสงฆกับ ส า ม า ร ถ พิ จ า ร ณ า
ชมุ ชนในจงั หวดั นาน สนับสนุนการชวยเหลือ
ในการประกอบสัมมาชีพ
๑๘
๑๙
ลาํ ดบั คณะทาํ งาน/ ปรากฏการณป ญหา / กระบวนการ ผลท่ไี ดรับ
พน้ื ที่ กิจกรรม
และสวัสดกิ ารของสมาชิก
๓ คณะสงฆจังหวัด ปญหาสุขภาพของคน ๑. ประชมุ คณะทํางานเพ่ือสรางความเขาใจใหไปในทิศทางเดยี วกนั ตนแบบการสรางภาคี
พะเยา ในชมุ ชน เนื่องจาก ติด ๒. วางแผนปฏบิ ัติการ ดงั นี้ เครอื ขาย
เ ห ล า แ ล ะ ก า ร ใ ช ระยะที่ ๑ เตรียมการ
สารเคมีภาคเกษตร ขั้นที่ ๑ การแสวงหาจุดรวม: ชุมชนคนหาความตองการของชุมชน
ค น ห า
อัตลกั ษณ ทนุ ทางวัฒนธรรมของชุมชน
ข้ันท่ี ๒ การรวมคิด รวมทํา “แกนนําชุมชน” ชาวบานในชุมชน
รวมกับคณะทํางานจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ/เวทีประชาคมเพื่อระดม
ความคิด รวมกันวางแผนงาน กําหนดข้ันตอน และวิธีการขับเคล่ือนโครงการ
ศาสตรพระราชาสรางชุมชนแหงความสุขดวยพลังบวร โดยจัดทําแผนงาน /
โครงการ กําหนดกิจกรรม เวลา สถานที่ และวิธีการดําเนินงาน กําหนดปจจัย
แหงความสําเร็จ การส่ือสาร /ประชาสัมพันธ และกําหนดวิธีการตรวจสอบ
ตดิ ตามผลการดําเนนิ งานใหบรรลวุ ัตถปุ ระสงค ตามแผนงาน/โครงการ
ขั้นที่ ๓ การแสวงหาเครือขาย ประสานความรวมมือภาคีเครือขาย
หนวยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งใน และนอกพื้นท่ีรวม
สนับสนุนการดําเนินงานทั้งดานความรูทางวิชาการ บุคลากร สถานท่ี วัสดุ/
อปุ กรณ และงบประมาณ
ข้ันที่ ๔ แตงต้ังคณะทํางาน กําหนดบทบาทหนาที่ และภารกิจ เพื่อ
ขับเคลอื่ นโครงการใหเ ปนไปอยางมีประสิทธิภาพ
๑๙
ลาํ ดับ คณะทาํ งาน/ ปรากฏการณป ญหา / กระบวนการ ๒๐
พื้นท่ี กจิ กรรม ผลทไ่ี ดร ับ
ระยะที่ ๒ การปฏบิ ัติการในพน้ื ที่
ขั้นที่ ๕ การดําเนินงาน ดําเนินงานขับเคล่ือนโครงการฯ เปนไปอยางมี
ประสิทธภิ าพและบรรลุตามวัตถุประสงค
ข้ันที่ ๖ การตรวจสอบ-ประเมินผล การกํากับติดตามการดําเนินการ
โครงการ/กิจกรรม โดยคณะทํางาน/อาสาสมัคร กํากับติดตามผล การดําเนินงาน
ประเมินผลการดําเนินงานตามตัวชี้วัดของโครงการฯ ตามพ้ืนที่/คุมบานท่ีไดรับ
มอบหมายและรายงานความกาวหนา ผลการดําเนินงานในการประชุม
คณะทํางานฯ
ข้ันที่ ๗ การปรับปรุงและพัฒนา คณะทํางานฯ มีการประชุม ติดตาม
ผลการดําเนินงานโครงการ/กิจกรรมอยางตอเน่ือง เพ่ือรับทราบผล การ
ดําเนินงาน รับทราบปญหา/อุปสรรคและรวมแกไขปญหา / ในกรณี การ
ดําเนินงานจัดกิจกรรมประสบผลสําเร็จ มีการเผยแพร ประชาสัมพันธและ ให
ขวัญกําลงั ใจแกผูปฏิบตั ิงานอยา งสมํ่าเสมอ
ระยะท่ี ๓ การสรปุ ผลและขยายผล
ข้ันที่ ๘ การสรุปผล เมื่อเสร็จส้ินกิจกรรมภายใตโครงการคณะทํางาน
ทาํ รายงานและสรปุ ผลการดําเนินการโครงการฯ เพอื่ รวบรวมนําเสนอผูเ ก่ียวของ
ข้ันที่ ๙ การขยายผล คณะทํางานสรุปและประเมินผล การดําเนินงาน
โครงการศาสตรพระราชาสรางชุมชนแหงความสุขดวยพลังบวรเสนอผูมีสวน
เกี่ยวของ รวมทั้งพิจารณาวางแผนขยายผลการดําเนินงานและบูรณาการความ
รวมมือ
๒๐
๒๑
ลําดับ คณะทาํ งาน/ ปรากฏการณป ญหา / กระบวนการ ผลทไี่ ดร ับ
พนื้ ที่ กจิ กรรม
๔ จังหวัดลาํ พนู กิจกรรม :- ขับเคล่ือนภายใตชุดกิจกรรมเดียวกันกลาว คือ กิจกรรมคายแกนนําดีศรีลําพูน งานดานศาสนสงเคราะห
- ชมรมกลาดีศรีลําพูน กิจกรรมอาสาทาํ ความดี กิจกรรมรวมพลคนกลาดีศรีลําพูน รวมกลุมผูใหญใจดี
กลุมเปาหมาย คือ จากภาคราชการ ภาคประชาชนมีจิตอาสาดวงเดียวกันท่ีมีตอผูปวยติดเตียงดวย
เ ค รื อ ข า ย เ ด็ ก การต้ังกองทุน “เอสราเพื่อผูปวยติดเตียงอําเภอเมือง จังหวัดลําพูน” ดูแล ให
เ ย า ว ช น ใ น ความรูแกผูดูแลผูปวย และผูปวยติดเตียงเปนวิทยาทาน มีการระดมทุนจาก
ส ถ า น ศึ ก ษ า ๑ ๗ สาธารณชนผูใจบุญทั่วไปเพ่ือจัดหาและทําการมอบที่นอนลม ทําการมอบเคร่ือง
แหงท่ัวจงั หวดั ลําพูน ผลิตออกซิเจนใหแกผูสูงอายุท่ีมีรายไดนอยทั่วพื้นท่ีอําเภอเมือง จังหวัดลําพูน
- กองทุนเอสราเพ่ือ และมองเหน็ ปญ หาการเขาถงึ แหลงทุนเพื่อการพัฒนา คุณภาพชีวิตในทุกมิติ ท้ัง
ผู ป ว ย ติ ด เ ตี ย ง ดานการศกึ ษา การประกอบสัมมาชีพ การลดภาระหนสี้ ินในครัวเรือน
อาํ เภอเมือง
๕ พ ร ะ ม ห า ‘จีวรรีไซเคิล’ หน่ึงเดียว พระมหาประนอมปรึกษาหาวิธีการกับผูหลักผูใหญในชุมชน มีโครงการ ผลที่ชัดเจนคือ คนใน
ป ร ะ น อ ม ธ มฺ ในเมอื งไทย ‘OUR Khung BangKachao’ ซ่ึงเกิดขึ้นภายใตความรวมมือ ๓๔ หนวยงาน ชุมชนมีงานทํา โดยวัดได
มาลงกฺ าโร รวมถึงมูลนิธิชัยพัฒนา และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จํากัด หรือ GC ที่ พยายามสงเคราะหคน
รองเจาอาวาสวัด ตองการพัฒนาคุงบางกะเจาใหเปนตนแบบสีเขียวและแกปญหาขยะในชุมชน พิการ คนตกงานใหมีงาน
จากแดง อําเภอ รวมถึงพฒั นาวิถชี ีวิตความเปนอยูและการเติบโตทางเศรษฐกิจของคนในทองถิ่น ทํา หรือ ฝกอาชีพให
พระประแดง ใหดีย่ิงขึ้น หลังจากนั้นทางวัดและทาง GC จึงแบงหนาที่กันผานโมเดลตนน้ํา หรือ ใหฝกทํากิจกรรมท่ี
จั ง ห วั ด กลางนํ้า ปลายน้ํา เปน ประโยชนตอสวนรวม
สมทุ รปราการ กลาวคือ ทางวัดทําหนาท่ีเปนตนน้ํา เก็บรวบรวมขยะ นํามาทําความ เชน การมาชวยคัดแยก
สะอาด และอัดเปนกอ น ขยะ ดัดแปลงเปนของใช
เพ่ือสงตอให กลางนํ้า คือ GC ท่ีจะนํากอนพลาสติกเขาโรงงานผลิตผา ตาง ๆ วัดจายคาแรง
๒๑
๒๒
ลาํ ดับ คณะทํางาน/ ปรากฏการณปญหา / กระบวนการ ผลทีไ่ ดรับ
พื้นท่ี กจิ กรรม
มวน ผานกระบวนการ Upcycling หรือ การชะลอการเกิดขยะ ดวยการนํา ชุมชนไดรวมกําจัดขยะ
นวัตกรรมและไอเดียเขามาแปรรูปเพิ่มมูลคาใหของเหลือใช เพ่ือใหกลับมาใช พลาสติกไปดวยกัน และ
ประโยชนไดใหม สรางประโยชนจากขยะ
โดยนําขยะขวดนํ้าพลาสติกมาแปรรูปเปนเม็ดพลาสติก ผสานกับเสนใย
โพลีเอสเตอร เรยอน (Polyester Rayon) เสนใยฝาย และเสนใยโพลีเอสเตอร
ซิงค แอนตี้แบคทีเรีย (Polyester Zinc Antibacterial) ท่ีสามารถปองกัน
แบคทีเรีย ลดกล่ินอับ มีความนุม โปรงสบาย กอนจะนําไปยอมสีราชนิยมตาม
พระวนิ ยั
แลวสงมวนผามาให ปลายน้ํา คือทางวัดตัดเย็บจีวรตามพระวินัย และ
จดั จําหนา ยจีวรในรานสังฆทานและสงใหต วั แทนจาํ หนายตาง ๆ
จากขยะพลาสติก
ท่ี เ ค ย ล อ ย ม า
เกลื่อนเต็มตลิ่ง ใน
ท่ี สุ ด ข ว ด เ ห ล า น้ี
๑ ๕ ข ว ด ก็
สามารถผลิตจีวรรี
ไซเคิลที่ใชงานได
จริง ๑ ผืน
๖ พระครูบาศุภณัฐ ชุมชนบานหลายงาว เปนที่ตั้งของศูนยพืชสมุนไพรทางเลือก ศูนยเรียนรูเชิงนิเวศและศูนย ชุมชนไดทํากิจกรรม
นาคเสโน หรือ เ ป น ชุ ม ช น เ ข ม แ ข็ ง วัฒนธรรม ๑๐ ชนเผา ซึ่งชาวชนเผาชาติพันธุใชเปนสถานท่ีรวมกิจกรรมทาง รวมกัน และมีรายได ใน
๒๒
๒๓
ลาํ ดับ คณะทํางาน/ ปรากฏการณป ญหา / กระบวนการ ผลที่ไดร ับ
พ้นื ที่ กจิ กรรม
“ครบู าหนุม” เจา ไดรับคัดสรร รับรางวัล ศาสนา วัฒนธรรมของแตละชนชาติพันธุเปนวิทยากรใหขอมูลและแสดงธรรมกับ พน้ื ท่ีสว นรวม
สํ า นั ก ป ฏิ บั ติ ช น ะ เ ลิ ศ ห มู บ า น ผไู ปเยอื น ลดความเหล่ือมล้ําของ
ธรรมดอยสันกู เ ศ ร ษ ฐ กิ จ พ อ เ พี ย ง นอกจากนี้ ชุมชนไดใช “เฮือนฮอมฮัก” (บานรวมรัก) สํานักปฏิบัติธรรมดอย คนในชุมชน รวมกันสราง
พระธาตุ ๑๒ ราศี ตนแบบ “อยูเย็น เปน สันกู พระธาตุ ๑๒ ราศี ซ่ึงตั้งอยูที่วัดแหงน้ีเปนสถานที่เรียนรูตนแบบ เชน ปลูก กิจกรรมสานสัมพันธ
อ นุ ญ า ต ใ ห ใ ช สุข”ประจําป ๒๕๖๒ พืชผักสมุนไพรปลอดสารพิษแบบชีวภาพ เพ่ือใหชุมชนนําวิธีไปใชในการ และเลกเปล่ียนความรู
สถานที่ของสํานัก ของจังหวัดเชียงราย รับประทานในครอบครัว เหลือก็สงขาย สวนพืชสมุนไพรใชในการบําบัดและ และวิถีการดําเนินชีวิต
ปฏิบัติธรรมเปน รักษา จะมีผูเช่ียวชาญเปนผูดูแลและฝกสอนวิธีให นําเอาเอกลักษณในการทอผา ทําใหเกิดเปนตนแบบ
ศู นย กล างการ แบบโบราณกวา ๑๐๐ ป มาฝกสอนคนรุนใหมใหสืบตอ เพื่อสรางรายไดและ สั ม ม า ชี พ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
เรียนรู ใชรูปแบบ อนุรักษใหคงอยูตอไป ขณะเดียวกันเยาวชน ประชาชนในชุมชน หรือ พอเพียง
“บวร” (บาน วัด นักทองเที่ยว ก็ไดเรียนรูรวมจัดกิจกรรมทางศาสนา เรียนรูวัฒนธรรมของชนเผา
โรงเรียน) ชาติพันธุทุก ๆ เดือน รวมทั้งกิจกรรมประเพณีทางพุทธศาสนา เพื่อใหเด็กยึด
หลักศีลธรรมใน
การดํ ารงชี วิ ต
ร ว ม อ นุ รั ก ษ
ส่ิ ง แ ว ด ล อ ม
ส า ม า ร ถ นํ า
ความรูไปตอยอด
กิจกรรมอ่ืนตอไป
๒๓
๒๔
Module ๒ : เทคนิคและเครือ่ งมือการทํางานพฒั นาเพ่ือขบั เคลอื่ นหมบู านรักษาศีล ๕
ในชุมชน
สาระสําคญั
การฝกทักษะผูเขาอบรมใหสามารถวิเคราะหชุมชนของตนเองได เห็นวิถีชุมชน
ความสัมพันธของชุมชน ทั้งดานการจัดการพ้ืนที่ปลอดภัยและพ้ืนท่ีสุมเสี่ยงตอการละเมิดศีล ๕
ความสัมพันธของแหลงอบายมุข ความสัมพันธดานครอบครัวและเครือญาติ โครงสรางองคกรที่เปน
ทางการและองคกรธรรมชาติ ปญหาสุขภาพในชุมชนที่สัมพันธกับศีล ๕ ปฏิทินกิจกรรมในชุมชนท่ี
เกยี่ วของกบั ศลี ๕
จุดมงุ หมายของกจิ กรรม
ผูเขาอบรมมีความรูความเขาใจเก่ียวกับ“เทคนิคและเคร่ืองมือการทํางานพัฒนาเพ่ือ
ขับเคล่ือนหมูบานรักษาศีล ๕ ในชุมชน” ในการทํางานกับชุมชนโดยใชเครื่องมือ ๙ ชิ้น เพื่อการ
ขบั เคลือ่ นหมบู า นรักษาศีล ๕
วัตถปุ ระสงค
๑) ดานความรู : ผูเขาอบรมไดทราบหลักการสําคัญจากการใชเคร่ืองมือ ๙ ช้ินและ
เทคนคิ การทาํ งานรวมกับชุมชน
๒) ดา นความเขาใจ : ผเู ขา อบรมไดเกิดความเขาใจในทักษะเก่ียวกับการใช“เครื่องมือ ๙
ชิ้น กบั วิถีทอ งถิน่ ศลี ๕” และเทคนิคการทาํ งานรวมกับชมุ ชน
๓) ดานทักษะ : ผูเขาอบรมสามารถประยุกตใช “เครื่องมือ ๙ ชิ้น กับ วิถีทองถิ่นศีล
๕” กับกลุมเปา หมายไดอยา งมีประสิทธิภาพ
๔) ดานการนําไปใช : ผูเขาอบรมเกิดแรงบันดาลใจและรวมเปนสวนหน่ึงในการ
ขับเคลื่อนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ เสริมสรางสันติสุขท้ังแกตนเองและชุมชนดวยการใช
“เครือ่ งมือ ๙ ชิน้ กบั วิถที องถนิ่ ศีล ๕”
สอื่ การอบรม/อุปกรณท ต่ี องใช
๑) กระดาษฟลปิ ชารต + บอรด
๒) ปากกาเมจิก หรือ ปากกาสี
๓) สชี อลค
๔) กระดาษสี A ๔
๕) ใบงานความรู
แนวทางการจดั กิจกรรม
๑. Workshop การบรรยายใหความรูการทํางานรวมกับชุมชนดวย “เคร่ืองมือ ๙ ช้ิน
กับ วิถีทองถ่ินศีล ๕” รวมกับการเรียนรูเทคนิคการทํางานรวมกับชุมชน โดยทีมวิทยากร
ประกอบดวย พระมหาประกาศติ สริ ิเมโธ,ดร. ดร.โกศล จึงเสถียรทรัพย ดร.พทุ ธชาติ แผนสมบุญ
๒๕
๒. Workshop การฝกปฏิบัติการ ลงพ้ืนที่ฝกปฏิบัติใช “เครื่องมือ ๙ ช้ิน กับ วิถี
ทองถิ่นศีล ๕” คือ ๑) แผนท่ีเดินดิน ๒) ผังเครือญาติ ๓) โครงสรางองคกรชุมชน ๔) ระบบสุขภาพ
ชุมชน ๕) ปฎิทินชุมชน ๖) ประวัติศาสตรชุมชน ๗) ระบบส่ือสารชุมชน ๘) ตารางทุนชุมชน และ
๙) เร่ืองเลาศีล ๕
๓. การฝก ปฏิบตั กิ าร การลงพ้นื ท่ดี ว ยเทคนิคการทาํ งานรวมกบั ชมุ ชน โดยแบงกลุมยอย
ออกเปน ๙ กลมุ กลมุ ละ ๑๕-๒๐ รปู /คน โดยใหโจทยใ นการเขา ไปเรยี นรชู ุมชน
๔. Workshop การจัดเวทีสานเสวนาแลกเปล่ียนประสบการณเรียนรูภาคสนาม จาก
การใช “เครอ่ื งมอื ๙ ช้ิน กบั วิถที องถ่นิ ศลี ๕” เทคนคิ การทํางานรว มกับชมุ ชน
เครือ่ งมือ ๙ ช้นิ กับ วถิ ีทอ งถ่นิ ศลี ๕
การขับเคล่อื นโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ จําเปนตองบูรณาการหลักการในศีล ๕ เขาสู
ชุมชนในแตละพื้นที่ซึ่งมีปจจัยแวดลอมท่ีแตกตางกันตามบริบทของชุมชนในพื้นท่ีนั้น ๆ เคร่ืองมือ ๙
ช้ิน กับ วิถีทองถิ่นศีล ๕ จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพ่ือความสะดวกในการเรียนรูและทําความเขาใจชุมชน
อันจะเปนพื้นฐานไปสูการสรางความเขมแข็งและดึงศักยภาพของชุมชนออกมาเพ่ือสงเสริมการ
ขับเคลือ่ นโครงการหมบู า นรกั ษาศีล ๕ โดยประกอบดวยเคร่อื งมอื ๙ ชิน้ ดงั น้ี
เครื่องมอื ชิน้ ที่ ๑ แผนท่ีเดินดนิ
เครือ่ งมอื ชนิ้ ที่ ๒ ผงั เครอื ญาติ
เคร่ืองมอื ช้ินที่ ๓ โครงสรางองคก รชมุ ชน
เครอ่ื งมอื ชน้ิ ที่ ๔ ระบบสุขภาพชุมชน
เครื่องมือชน้ิ ท่ี ๕ ปฎทิ ินชมุ ชน
เคร่ืองมือชน้ิ ท่ี ๖ ประวตั ิศาสตรช ุมชน
เคร่ืองมือช้ินท่ี ๗ ระบบสื่อสารชุมชน
เครือ่ งมอื ชน้ิ ที่ ๘ ตารางทุนชุมชน
เครอ่ื งมอื ชิ้นที่ ๙ เรอื่ งเลาศลี ๕
การนําเครื่องมอื ไปลงปฏบิ ัติการในชมุ ชน นอกจากการทําความเขาใจหลักการสําคัญของ
เครื่องมือแลว ยังตองสังเกตองคประกอบแวดลอมและปรากฏการณปลีกยอย ที่อาจนําไปสูขอมูลท่ี
สําคัญ ดังนน้ั การนําเครื่องมอื ไปใชง านจงึ นบั เปน ศิลปะที่ไมมคี าํ ตอบตายตวั
๑) เคร่อื งมือช้นิ ที่ ๑ : แผนทเ่ี ดนิ ดนิ
การจะเขาใจวถิ ีชีวติ และความหมาย ความเปนอยูของสมาชิกในชุมชนนั้นส่ิงท่ีสําคัญท่ีสุด
คือ การพาตัวเองเขาไปในโลกของชุมชน การรูจักโลกทางกายภาพดวยการทําแผนที่ จึงเปนการทํา
ความเขาใจส่ิงแวดลอมพื้นฐานของการมีชีวิตอยูรวมกันของชุมชน แตพื้นที่ทางกายภาพของชุมชน
ก็ไมไดแยกขาดจากพื้นที่ทางสังคมการเขาใจพื้นที่ทางกายภาพ จึงจําเปนตองเขาใจพ้ืนที่ทางสังคมที่
ทับซอนกันอยูดวย แผนที่เดินดินจึงแตกตางจากการทําแผนท่ีท่ัวไป ตรงที่เปนแผนท่ีภูมิศาสตรสังคม
๒๖
คือทาํ ทั้งแผนท่ีทางภูมศิ าสตร และแผนทท่ี างสังคมไปดว ยพรอม ๆ กัน ซ่ึงทําใหแกปญหาท่ีพบบอยใน
การทํางานเก่ียวกับพน้ื ท่ไี ด
ปญหาทพี่ บในการทาํ งาน
๑. แมจะทํางานชุมชนมานาน แตคนทํางานชุมชนจํานวนไมนอย ท่ีรูจักชุมชนดีเฉพาะ
บานท่ีตองไปติดตอบอย ๆ เทานั้น เชนบานผูใหญบาน บานอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบาน
บานผูน ํา หรือกลมุ เปาหมายท่ไี ปพบปะเยี่ยมเยยี นอยเู ปน ประจาํ
๒. คนทํางานชุมชน แทบไมเคยเดินดูใหทั่วท้ังชุมชนทําใหไมเคยรูวาในชุมชนท่ีทํางาน
อยูน้ัน มีคนจน คนทุกขยาก หรือคนชายขอบ ท่ีไมมีใครอยากพูดถึงอาศัยอยู ดังนั้น การทํางานกับ
ชุมชนงาย ๆ อาจเริม่ จากการทาํ แผนทเี่ ดนิ ดิน ซ่งึ เปน เสมอื นบันไดขน้ั แรกทีส่ ําคัญท่สี ุด ท่ีจะนําสูความ
เขา ใจชมุ ชน ดวยวิธีการงา ย ๆ และใชเ วลาไมน านนัก
ประโยชนของเครอื่ งมอื ชุมชน
๑. ทําใหเห็นภาพรวมของชุมชนไดอยา งครบถวนท่สี ดุ
๒. ไดขอ มูลเกย่ี วกบั สภาพความเปนอยูจํานวนมากในระยะเวลาส้ันที่สดุ
๓. ไดขอ มลู ทีน่ าเช่ือถือมากท่ีสุดเพราะไดมาจากการสังเกตดวยตวั เอง
๔. ทําใหเหน็ กลมุ เปาหมายที่จะทํางานตอไดอยางครอบคลุมท่วั ถึง
๕. ชวยในการเร่มิ ตนความสัมพนั ธ และสรา งความคนุ เคยกับคนในชุมชนไดเปน อยา งดี
หลักการสาํ คญั ของแผนทเ่ี ดินดนิ
พื้นทที่ างกายภาพกับพื้นท่ีทางสังคม ความสําคัญของการทําแผนที่เดินดินไมไดอยูท่ีการ
เขียนแผนท่ีทางกายภาพใหสมบูรณครบถวนลงบนแผนกระดาษแตสําคัญที่การไดเห็นและเขาใจถึง
พน้ื ท่ีทางสงั คมที่ทับซอ นอยูก ับพนื้ ทท่ี างกายภาพ พ้ืนท่ที างกายภาพท่ีเรามองเห็นไดไมวาจะเปนตลาด
ถนนบรเิ วณสแ่ี ยก บอโยก น้ําบาดาลออกกําลังกาย วัดหรือศาลาเอนกประสงค ลวนแตเปนพื้นท่ีทาง
สงั คมมคี วามหมายและหนา ท่ีทางสงั คมซอนอยดู วยเสมอ
พน้ื ทีท่ างกายภาพกับพืน้ ท่ที างสงั คม
พื้นท่ีทางกายภาพ มีความหมายทางสังคมแฝงอยูดวยเสมอ ทําใหพ้ืนท่ีตาง ๆ ทําหนาที่
ทางสังคมตาง ๆ กัน และในแตละพ้ืนที่จะมีอัตลักษณ และความสัมพันธเชิงอํานาจที่แตกตางกันดวย
บางพ้ืนท่ีอาจเปนพื้นท่ีของผูหญิง เชน ลานซักผา บอน้ํา ตลาดสด หรือครัวท่ีวัด บางพื้นที่อาจเปน
พ้ืนท่ีศักดิ์สิทธ์ิ เชน ดอนปูตา ศาลปูเจาในชุมชน ปาชา วัด ตนไมใหญ ที่มีส่ิงศักดิ์สิทธิ์อาศัยอยู หรือ
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมตาง ๆ ซึ่งมักมีอํานาจของสิ่งศักดิ์สิทธ์ิ หรือมีแบบแผน หรือกฎระเบียบกําชับ
อยู บางพื้นที่อาจเปนพื้นที่ของวัยรุน เชน รานเกม รานอินเทอรเน็ต ถนนที่วัยรุนนิยมไปซ่ิงมอเตอร
ไซค บริเวณท่ีชนไก รา นซอ มมอเตอรไซคทว่ี ัยรุนในชุมชนมักนํารถจักรยานไปตกแตง พ้ืนท่ีในชุมชนยัง
อาจแบง ออก ตามกจิ กรรมทางเศรษฐกิจ เชน สังคมการเมืองศาสนา และวัฒนธรรม บางพ้ืนท่ีอาจมี
เครือญาติอยูรวมกันเปนละแวกบาน คุมโดยคนยากจนอาจอยูบริเวณชายขอบอยูในตรอกซอก
ลักษณะการตั้งบา นเรอื น และการปลูกสรางก็อาจบง บอกถึงฐานะความเปนอยขู องผูอาศยั ได
การท่ีจะเขาใจความหมาย และหนาท่ีทางสังคมของพื้นท่ีทางกายภาพนี้ จําเปนที่เรา
จะตอ งเขาไปคลุกคลสี มั ผัส สงั เกต และสอบถาม พูดคุยกับผูคน หากไมเชนนั้นเราก็จะไมสามารถเห็น
๒๗
พื้นที่ทางสังคมท่ีทับซอนอยูได เชน บอน้ําในหมูบาน หากดูจากแผนท่ีต้ังโตะ ก็จะทราบเพียงแตวา
เปนชุมชนน้ี มีบอน้ําอยู ๖ แหงแตไมรูเลยวาบอนํ้าไหนบาง ท่ีมีนํ้า บอนํ้าไหนบางท่ีแหงไปแลว หรือ
บอ นาํ้ ไหนบา งทีแ่ มบานมาซกั ผาเปน ประจํา หรือนอยเพียงไร การไดเห็นกลุมแมบานมาซักผาท่ีบอน้ํา
ทําใหเขาใจหนาท่ีทางสังคมของบอน้ํา ซึ่งเปนจุดที่แมบานมาซักผาหรือไดมาพบพูดคุยกัน เปนพ้ืนที่
ของผูหญิงท่ีมีการแลกเปล่ียนขอมูลขาวสาร ปรับทุกขหรือปรึกษาหารือกันในเรื่องตาง ๆ ย่ิงเรา
สามารถเขาไปพูดคุยกับแมบานเหลานี้ ก็จะไดขอมูลอื่น ๆ มากข้ึน เชน ทําใหรูวามาจากระแวกบาน
ไหน เก่ียวขอ งสัมพันธก นั อยา งไร มีปญหาหรือความวติ กกังวลอะไรอยบู า ง
การเดินดูใหเห็นกับตา และไดพบปะพูดคุยจะชวยใหเห็นพ้ืนที่ทางสังคม และเขาใจ
ความหมายและหนาที่ในทางสังคมของพ้ืนที่ทางกายภาพ ซึ่งจะทําใหเราเขาใจปรากฏการณตาง ๆ ที่
เกดิ ข้ึนในชมุ ชนไดดขี ้นึ
ไมใ ชแคแผนที่ แตเ ปนการจดั ระบบขอมูลพื้นที่ แผนที่โดยทั่วไปเปนเครื่องมือสําหรับการ
ระบุตําแหนงหรือคนหาสถานท่ี และแผนท่ีเดินดินน้ันไมไดใชสําหรับหาตําแหนง หรือสถานที่ใหพบ
เทาน้ัน การนําขอมูลทางสังคมอื่น ๆ มาเชื่อมโยงกับพ้ืนที่ทางกายภาพ ทําใหแผนท่ีเดินดินกลายเปน
เครื่องมือในการจัดการขอมูลตาง ๆ โดยการนํามาบันทึกซอนลงไปในแผนที่ทางกายภาพ แผนที่เดิน
ดิน จึงไมไดมีไวเพ่ือหาบานคนในชุมชนใหเจอเทาน้ัน แตเรายังสามารถรูไดจากแผนที่เดินดินวา บาน
ไหนเปน เครือญาตกิ ับหลังไหนบาง คมุ หรือบลอ็ กไหนบางท่ีมีคนยากจนอยูมาก บานหลังไหนบางท่ีติด
หนี้กับนายทนุ เงินกคู นนี้ บอโยกน้ํากลางหมบู า นมีแมบานจากครัวเรือนไหนบางที่มาเปนสมาชิกซักผา
ดวยกันเปนประจํา วัยรุนที่รวมตัวกันเปนประจําท่ีศาลาเอนกประสงค และมักจะไปซ่ิงมอเตอรไซคที่
ถนนตัดใหมนอกหมูบานน้ัน มาจากครอบครัวไหนบาง หรือพื้นที่ตรงไหนท่ีวัยรุนชายหญิงมักจะมา
เท่ยี วเลน กนั ในยามเย็น ขอ มลู ท่หี ลากหลายเร่อื งราวจงึ อาจสามารถอานไดจ ากแผนที่เดินดิน
วธิ ีการทาํ แผนทีเ่ ดนิ ดิน
แผนท่เี ดนิ ดินมีวธิ กี ารทํางาย ๆ อาศัยเพยี งแคก ารสาํ รวจไปท่ัวพื้นท่ี ใชการสังเกต พูดคุย
และการจดบนั ทึกทางลกั ษณะทางกายภาพและกิจกรรมทางสังคมที่พบเห็น เขียนเปนแผนท่ีที่มีทั้งสิ่ง
ปรากฏทางกายภาพ ขอมูลเก่ียวกับผูคน กิจกรรมทางสังคม การใชประโยชนของพ้ืนที่ รวมท้ัง
ความสมั พันธท เี่ ช่ือมโยงของบคุ คล และครอบครัวลงไปในแผนที่ดว ย ขน้ั ตอนงา ย ๆ ดงั นี้
๑. อาจจะเริ่มจากการนําแผนท่ีชุมชนถามี มาเปนจุดต้ังตนสําหรับการ ทําแผนที่เดินดิน
พรอ มแผนท่ีตั้งโตะมีรายละเอียด มีการบอกท่ีต้ังบานเรือนสถานท่ีสําคัญของชุมชน แตตองไมลืมท่ีจะ
ตรวจสอบวา มอี ะไรเปลีย่ นแปลงในขอ มูลเดิมบางก็ตองเพ่ิมเติมขอ มลู ใหมล งไป
๒. ลงขอมูลพื้นฐานในแผนท่ี เชน เลขบาน ช่ือนามสกุลเจาบาน สถานที่ที่สําคัญ เชน
โรงเรยี น ท่ีทาํ การผใู หญบา น อบต ศาลเจา ศาลหลักเมือง เปน ตน
๓. ลงพื้นที่สํารวจพูดคุย สัมภาษณ และสังเกตส่ิงแวดลอมหรือเหตุการณในชุมชน ควร
หลีกเลี่ยงการสังเกตดวยการขับรถยนต เพราะจะไดขอมูลที่ฉาบฉวย หากจําเปนเนื่องจากระยะ
ทางไกลก็อาจใชร ถจกั รยานหรอื รถมอเตอรไ ซคท่ีสามารถหยุดเพ่ือพูดคุยสอบถามหรือสังเกตไดทันทีที่
ตองการ
๒๘
๔. เขียนอธิบายเพิ่มเติมรายละเอียดทางกายภาพของบานเรือนสถานที่หรือ
สาธารณูปโภคใหชัดเจนมากขึ้น ดูโยงเขากับตําแหนงในแผนท่ี เชน บานหลังใหญ หรือเล็ก เกาดู
ทรุดโทรมหรือทนั สมัย บา นน้ีมีรวั้ บา นสูงมิดชิด เปนตน
๕. สังเกตกิจกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตาง ๆ นํามาบันทึกลงในแผนท่ีเชน ตลาด
เชา มผี ูคนมาจับจาย รานกาแฟมีตูมวย บริเวณส่ีแยกที่มีวัยรุนชอบจับกลุมน่ังคุยกันตอนกลางวันหรือ
บา นหลังนี้เลี้ยงไกชนมกั จะมกี ลุม ผชู ายในหมูบ า นมาชมุ นุมกนั ทกุ วนั พธุ เปน ตน
๖. โยงความสัมพันธทางสังคมในชุมชน ใชลูกศรพรอมคําอธิบาย โยงเช่ือมระหวาง
ครอบครัว หรือพ้ืนท่ีท่ีมีความสัมพันธกัน เชน บานท่ีเปน เครือญาติกัน สมาชิกกลุมอาชีพ เครือขาย
ผนู าํ ชุมชน เครือชาววัด กลุมไกชน เลนแชร หรอื นายทนุ เงินกูกบั ลูกหน้ี เปนตน
๗. ทําสัญลักษณ พรอมคําอธิบายเชนใชสีธงกากบาทหรือติดดาวกลุมเปาหมายสําคัญ
ที่ตองสนใจเปนพิเศษไมวาจะเปนบานผูนํา สมาชิกกลุมพัฒนาตาง ๆ หรือบานกลุมชนไก บานกลุม
เงนิ กู แหลง ขายสุรา เปน ตน การทําแผนทเี่ ดินดิน จึงเปนข้ันแรกที่ชวยใหเจาหนาท่ีคุนเคยกับโลกทาง
กายภาพและส่ิงแวดลอมทางสังคมของชุมชนไดอยางรวดเร็ว ในการทําแผนที่เดินดินนั้นควรให
ความสําคัญกับการสรางความคุนเคยกับชุมชนควบคูไปกับการเขียนแผนท่ี จึงควรแวะเขามาทักทาย
ชาวบานใหมากทส่ี ุด พดู คุย ทักทาย ใหร ูจกั เจาของบาน หรือผอู ยูอาศยั พรอม ๆ กับซักเรื่องราวตาง ๆ
ทน่ี า สนใจเก่ียวกับชมุ ชนไปดวย
แผนที่เดินดิน เปนเคร่ืองมือในการจัดการขอมูลพ้ืนท่ี โดยมีการนําเอาขอมูลทางสังคม
มาเชื่อมโยงกับพ้ืนที่ทางกายภาพ โดยการบันทึกซอนลงในแผนท่ีทางกายภาพ ทําใหเรารูวาบานหลัง
เปนเครือญาติกัน บานหลังไหนยากจน บานหลังไหนมีปญหาการละเมิดศีล ๕ และมีเครือขาย
เช่ือมโยงกับบานหลังไหนในชุมชน ทําใหทราบวาพื้นท่ีใดในชุมชน ที่มีอัตลักษณ และมีความสัมพันธ
เชงิ อํานาจในดานการละเมิดศลี ๕ เชน พื้นทีโ่ ตะสนุก รานเหลา รานเกมส รานอินเทอรเน็ต รานซอม
รถมอเตอรไซด เปนตน นอกจากน้ียังทําใหทราบวา วัยรุนที่รวมตัวกันท่ีบานไกชนเปนประจํา มักจะ
ไปซ่ิงมอเตอรไซดที่ถนนหลังหมูบานมาจากครอบครัวไหนบาง ขอมูลพื้นท่ีหลากหลายเร่ืองจึงอาจ
สามารถอานไดจ ากแผนทเี่ ดนิ ดินเพยี งแผน เดยี ว
ขอแนะนํา : การทําแผนที่เดนิ ดิน
๑) เดนิ ดใู หท ่ัวชุมชน สงั เกตสิง่ ตา ง ๆ ขณะเดิน บันทึกเปน ภาพวาดของชุมชน
๒) ถา ยรปู สถานท่ีตา ง ๆ รวมทั้งปา ยตาง ๆ
๔) หาบา นท่เี ปน บา นของผูดอยโอกาส
๕) ในขณะทท่ี ําแผนท่ีพยายามสงั เกตการณ รวมตัวของกลมุ ตาง ๆ วามีการรวมกลุม
ของกลุม ใด รวมกลมุ เวลาไหน และทไ่ี หนบา ง
๖) ในขณะที่ทาํ แผนท่ี ไปหาปจจยั เส่ยี ง และปจ จยั เส่ียง และปจจยั คุม ครอง
๗) เทคนิคการเขาไปซอ้ื ของ เลอื กของในรา นดวยการเดนิ รอบ ๆ
๘) การเขาไปรับประทานอาหาร แลวสอบถามวาที่น่ีมีอะไรอรอย ท่ีคนสวนใหญ
ชอบทาน เทคนิคการสอบถาม
๒๙
ตวั อยางแผนท่ีเดนิ ดนิ
ภาพ : แผนทีเ่ ดนิ ดิน (ทมี่ า : หนงั สอื วถิ ีชมุ ชน เคร่อื งมือ ๗ ช้นิ )
แบบฝกหัดแผนทเ่ี ดินดินถน่ิ บานเรา
แบบฝกหัดที่ ๑ เปนการฝกสังเกตความสัมพันธทางสังคมที่ทับซอน อยูกับพ้ืนที่ทาง
กายภาพเหมาะสําหรับการทดลองทํากอนลงพื้นท่ีจริงแบบฝกหัดนี้เปนกิจกรรมท่ีฝกทําเฉพาะบุคคล
อุปกรณที่ใชม ีเพียงกระดาษและดินสอกจิ กรรมนม้ี ี ๒ ขนั้ ตอนคือ
๑. ใหทุกคนวาดแผนท่ีวัดของตนเอง ลงในแผนกระดาษโดยใหแผนที่น้ันมีความชัดเจน
สามารถใชนาํ ทางไปวัดของตนไดจริง คือ มีท้ังเสนทางและจุดสังเกตตาง ๆ ใหเวลาวาดประมาณ ๑๐
นาที แผนท่ีที่วาดไดจ ะเปน แผนทที่ วั่ ไป ทีบ่ อกลกั ษณะทางกายภาพซึ่งเปนลักษณะที่พบไดในพนื้ ท่ี
๒. คราวน้ีใหเอาแผนที่ท่ีวาดไดจากข้ันตอนที่ ๑ มาเติมเสนท่ีขีดเชื่อมโยงบานคนรูจัก
บา นญาตริ านคา ทเ่ี ราเดินผา น โยมบา นทช่ี อบตักบาตรทกุ เชา โรงเรยี นในชมุ ชน บา นมัคนายก และจิต
อาสาท่ีชอบมาทําบุญที่วัด บานญาติโยมท่ีชอบมาปฏิบัติธรรม รานคาชุมชน รานตัดผม ปมน้ํามัน
อบต. บริเวณทางแยกหรือถนนท่ีมักจะมีรถติด ศาลากลางหมูบาน บานปราชญชาวบาน
บานผูใหญบาน เปนตน เขียนอธิบายความสําคัญของสถานท่ีตาง ๆ ในชีวิตเราโดยใชปากกาหลายสี
ชว ยแยกแยะขอ มูล แผนที่ท่ไี ดใหมน ี้จะมีรูปแบบใกลเคียงกบั แผนทีเ่ ดินดนิ แมวาเราจะไมไดไปเดินดิน
จริง ๆ ก็ตาม แตก็เปนการฝกทดลองทํา เพ่ือเขาใจวาแผนที่เดินดิน ใชสําหรับการบันทึก และ
จดั ขอ มลู ทางสงั คมตาง ๆ โดยเขยี นลงในแผนทีท่ างกายภาพ
๓๐
๒) เครอ่ื งมือช้นิ ท่ี ๒ : ผงั เครือญาติ
ผงั เครอื ญาติ ความสมั พันธแ บบเครือญาติ ถือไดวาเปนพื้นฐานที่สุดของชีวิตในชุมชน ผัง
เครอื ญาตสิ ามารถบอกเราไดวาใครเปนญาตใิ ครในชมุ ชน และมคี วามสัมพันธกันอยางไร โดยการท่ีเรา
สามารถรู และจดจําไดวาใครเปนญาติใครในชุมชน จะทําใหเราสามารถทํานาย หรือปองกันการเกิด
การละเมิดศีล ๕ ในชุมชนได ผังเครือญาติ เปนการใชสัญลักษณแสดงตัวบุคคล และความสัมพันธ
ระหวางบุคคลในระบบเครือญาติหน่ึง ๆ มีประโยชนสําคัญหลายประการคือ (๑) เขาใจโครงสราง
ความสัมพันธเชิงเครอื ญาติ (๒) ใหความรูและขอมูลเก่ียวกับความสัมพันธเครือญาติสามารถถายทอด
และเรยี นรกู นั ไดผานรูปแบบสัญลักษณงาย ๆ (๓) ผังเครือญาติสามารถใชเพ่ือวิเคราะหความสัมพันธ
ตาง ๆ (๔) ชวยสรางความสัมพันธอันดี และความสนิทคุนเคยระหวางพระภิกษุกับชาวบานไดอยาง
รวดเร็ว และ (๕) เพ่อื เขาใจบทบาทของสังคมในชมุ ชน
ผังเครือญาติ คือ แผนผังท่ีเขียนขึ้นเพ่ือแสดงระบบความสัมพันธเชิงเครือญาติ โดยใช
สัญลักษณแทนตัวบุคคล และเสนแสดงความสัมพันธท้ังทางสายเลือด และความสัมพันธจากการ
แตงงาน ผังเครือญาติจึงบอกความสัมพันธที่เปนรากฐานท่ีสุดของชีวิตครอบครัว การทําผังเครือญาติ
จึงชว ยในการทาํ ความเขาใจระบบความสมั พนั ธท ่ีสาํ คัญในครอบครวั และชุมชน
หลักการสาํ คญั
ความสัมพันธแบบเครือญาติ มีท้ังความสัมพันธโดยสายเลือด และโดยการแตงงาน หรือ
การดองกนั การทําผงั เครอื ญาติ ตองครอบคลมุ ความสมั พนั ธท ้ังสองแบบ นอกจากนี้ความสัมพันธโดย
การอยูก นิ ดว ยกัน ทม่ี ีทงั้ เปน ทางการ และไมเปนทางการ
วิธีการทําผังเครือญาติ
วิธีการทําผังเครือญาติ เปนการนําเอาขอมูลบุคคล และความสัมพันธในระบบเครือญาติ
มาทําเปน แผนภาพ ซง่ึ ทําใหงายตอการเขาใจ
๑) ส่ิงท่ีตองเรียนรูคือสัญลักษณมาตรฐาน ซึ่งทําใหทุกคนในระบบงานเขียนอาน
สัญลักษณเหลานี้ไดเหมือนกัน เขาใจตรงกัน และสามารถเพ่ิมเติมขอมูลโดยใชสัญลักษณมาตรฐาน
เหลาน้ีได เราจงึ จําเปน ตองรวู า สัญลกั ษณทีใ่ ชนัน้ มีอะไรบาง
๒) การเก็บขอมูลเก่ียวกับผังเครือญาติ ไมตางไปจากการเก็บขอมูลงานวิจัย คือ การจะ
เก็บขอมูลไดดีจะตองหา และสอบถามจากผูใหขอมูลหลัก (Key Informant) ที่รูเรื่องนั้นดี ๆ ผูที่รู
เร่อื งราวเก่ียวกบั เครือญาติในชมุ ชนไดแ ก คนเฒา คนแก ในหมูบานน่นั เอง
๓) ความสัมพันธในผังเครือญาติ มีท้ังความสัมพันธแบบสายเลือดและความสัมพันธแบบ
ดองกนั จงึ ตองสอบถามใหช ดั เจน เพื่อทราบความสมั พนั ธท ีแ่ ทจรงิ
๔) ธรรมชาติของผังเครือญาติ ก็คือความเช่ือมโยงกัน การสอบถามผังเครือญาติจาก
ครอบครัวหน่ึง จึงอาจไดขอมูลผังเครือญาติของครอบครัวอ่ืน ๆ พวงมาดวย หากพบผูท่ีรูเรื่องเครือ
ญาตจิ งึ ควรสอบถามเชื่อมโยงออกไปใหมากทส่ี ดุ
๕) การอยูรวมกันเปนครอบครัว ของคนรักรวมเพศเปนสิ่งที่พบเห็นไดมากขึ้น ในครอบครัว
จึงอาจมีผูหญิงหรือผูชายสองคนอยูดวยกัน และอาจมีลูกท่ีรับมาเปนบุตรบุญธรรม มีการแบงบทบาท
หนา ทขี่ องพอ แม การทําผงั เครือญาติ อาจตอ งใชการเขยี นอธบิ ายเพ่ิมเติม ในแผนผงั เพือ่ ใหเขา ใจงายข้ึน
๓๑
ขอแนะนํา
การทําผังเครือญาติของครอบครัวชนบท มีความแตกตางจากครอบครัวเมือง ดังน้ันการ
ทําผังเครือญาติ ครอบครัวในชนบทจึงตองสนใจกับความสัมพันธที่เช่ืองโยงกัน คนท่ีมีเครือขายทาง
สังคมสนับสนุนจะมีโอกาสเส่ียงนอยกวา กลุมคนที่ไมมีเครือขายทางสังคมสนับสนุน จึงนับไดวา
เครอื ขายทางสังคมเปนทุนทางสังคมอยางหนึ่ง และมีผลตอการปองกันภาวะเสี่ยงในการละเมิดศีล ๕
ของคนในชุมชนดวย การทําผังเครือญาติ ทําใหเราเห็นกลุมเสี่ยง ซึ่งจะชวยใหเห็นแนวทางในการ
ปอ งกนั และแกปญหาการละเมดิ ศีล ๕ ในชุมชนได
สญั ญลักษณท ก่ี าํ หนดในการทาํ ผงั เครอื ญาติ
ภาพ : สญั ลกั ษณที่ใชใ นผงั เครอื ญาติ (ที่มา : หนงั สอื วถิ ีชมุ ชน เครื่องมือ ๗ ช้นิ )
แบบฝกหดั ที่ ๑ : สมั ภาษณและเขียน
แบบฝกหัดเปนกิจกรรมท่ีฝกทําเปนคู โดยการจับคูกัน ๒ คน เปนการฝกอานและเขียน
ผังเครือญาติ โดยมขี นั้ ตอนดังน้ี ใหผ ูเขารวมกิจกรรมจับคูกัน จากน้ันสมมติ คนหนึ่งเปนนางศรีนวล ผู
ถูกสัมภาษณ ซ่ึงจะตองอานสัญลักษณผังเครือญาตินางศีลนวลจากใบงานขางลางน้ี และอีกคนหนึ่ง
เปนผูสัมภาษณ ผูสัมภาษณจะตองถอด (เขียน) ผังเครือญาติ โดยการสัมภาษณหรือสอบถามประวัติ
รายละเอียดของนางศรีนวลใหไดมากท่ีสุดเทาท่ีจะมากได และเขียนสัญลักษณผังเครือญาติลงใน
แผน กระดาษ (ขณะสมั ภาษณ หา มผสู มั ภาษณดูผงั เครอื ญาตนิ างศรีนวล)
๓๒
แบบฝก หดั ท่ี ๒ : เขียนผังเครือญาติของตนเอง
แบบการเขยี นผงั เครอื ญาติ
ตัวอยางผังเครือญาติ
ภาพ : ผงั เครอื ญาติ (ทีม่ า : หนงั สือ วถิ ชี ุมชน เคร่อื งมือ ๗ ช้นิ )
๓๓
๓) เครอื่ งมอื ชนิ้ ท่ี ๓ : โครงสรางองคก รชมุ ชน
ชุมชน ประกอบไปดวยความสัมพันธหลายแบบ นอกจากความสัมพันธแบบเครือญาติแลว
พบวา ในชุมชนยังมีความสัมพันธแบบอื่นดวย เชน ความสัมพันธทางเศรษฐกิจ เชน นายจางกับลูกจาง
เจา หนี้กบั ลกู หนี้ รา นคา กับผูซ ือ้ ความสมั พนั ธท างสงั คม เชน กลุมผูส งู อายุ กลุมแมบาน กลุมวัยรุน กลุม
ทางศาสนา ความสัมพันธทางการเมือง เชน กลุมหัวคะแนนกับนักการเมืองทองถ่ิน ความสัมพันธในกลุม
เส่ียง เชน ผูขายสุรา กับผูซ้ือ พบวามีความสัมพันธท่ีหลากหลายเหลาน้ีซอนทับชุมชนอยู ระบบ
ความสัมพันธที่วาน้ี อาจจะเรียกวา “โครงสรางองคกรชุมชน” ซึ่งประกอบไปดวยความสัมพันธท่ีเปน
ทางการ และความสัมพันธแบบไมเปนทางการ
การทําแผนผังโครงสรางองคกรชุมชน ทั้งที่เปนทางการ และไมเปนทางการ จะทําใหเห็น
ความสัมพันธความเชื่อมโยง และความทับซอนของเครือขายความสัมพันธ นอกจากนี้ยังจะเห็น
ความสัมพันธเชิงอํานาจ โดยจะปรากฏในการทําแผนผังโครงสรางองคกรชุมชน โดยแผนผังโครงสราง
องคกรชุมชน ทําใหเราเห็นศักยภาพของชุมชนผานเครือขายความสัมพันธที่มีอยู และยังสามารถเห็น
ผูนําธรรมชาติ ที่มีความสัมพันธอยางไมเปนทางการ แตมีความแนนแฟน ที่สามารถขับเคล่ือนประเด็น
ตาง ๆ ในชุมชนได การศึกษาโครงสรางองคกรชุมชน ตองเร่ิมจากการมองใหเห็นระบบความสัมพันธที่
หลากหลายในชุมชน ท้ังที่เปนระบบความสัมพันธแบบเปนทางการ และระบบความสัมพันธแบบไมเปน
ทางการ โดยท่คี วามสัมพันธแ บบไมเปนทางการ อาจมีความสําคญั มากกวา ที่เปนทางการ
ในการศึกษาองคกรเหลานี้ นอกจากจะตองทําความเขาใจวา ใครเปนใครในองคกรเหลาน้ี
แลว เรายงั จะตองศึกษาถงึ ความเปนมา เปาหมาย วตั ถุประสงคของการจัดตั้งองคกร ตองหาใหไดวา ใคร
มีบทบาทท่ีแทจริง ใครเปนผูนําท่ีคนในชุมชนใหการยอมรับ เพราะอะไร อาจจะตองฟงเรื่องราวตาง ๆ
และสังเกตกิจกรรมสวนรวมท่ีบุคคลหรือผูนําเหลาน้ันไดแสดงบทบาททางสังคมจริง ๆ ดวย ความสําคัญ
ของการเขา ใจโครงสรา งองคกรชุมชน อยูทกี่ ารเขาใจบทบาทและความสัมพันธข องคนในชุมชน
วธิ ีการทําโครงสรางองคก รชมุ ชน
การถอดโครงสรางองคกรชุมชน เปนการนําเอาขอมูลบุคคล กลุมและเครือขาย
ความสัมพนั ธในชมุ ชนมาเชอื่ มโยงเปน แผนผังเครือขายทางสงั คม มวี ธิ ีการดังนี้
๑) เริ่มจากขอมูล ซึ่งสามารถรวบรวมมาไดท้ังจากการสอบถาม สัมภาษณ หรือสังเกต
ปฏิสัมพันธในกิจกรรมทางสังคมตางๆ ที่เกิดข้ึนในชุมชน โดยอาจใชประเด็นเหลานี้ เปนแนวทางใน
การรวบรวมขอมลู
๑.๑) ความสมั พันธทางเศรษฐกจิ เชน
- ดูวาอาชีพในชุมชนมีอะไรบาง ใครทําอาชีพอะไรบาง มีกลุมอาชีพตางๆ
อะไรบา ง แตละอาชพี สมั พนั ธก ันอยา งไร
- กลุมหรือกิจกรรม เชน กลุมเลนแชร กลุมเด็กแวนท กลุมตีไก กลุมสุรา กลุม
นายทนุ เงินกู ใครมีบทบาทสาํ คญั ในกลมุ น้ี และกลมุ ตา งๆ เหลา น้สี ัมพนั ธกนั อยา งไร
๑.๒) ความสมั พนั ธทางสงั คม
- กลุมที่มีลักษณะรวมหรืออัตลักษณทางวัย (กลุมวัยรุน กลุมวัยแรงงาน กลุม
หนุมสาว กลมุ คนเฒา คนแก)
๓๔
- ลกั ษณะรวมหรืออัตลักษณทางเพศ (กลุมพอ บาน กลุมแมบาน กลุมเพศที่สาม)
- กลุมตาง ๆ เหลาน้ีมีความสัมพันธกันอยางไร มีวัตถุประสงคหรือเปาหมายอะไร
รวมกันบาง ใครเปนผูนําหรือผูมีบทบาทสําคัญ บุคคลในกลุมมีความสัมพันธกันหรือไมอยางไร และมี
ความสมั พันธน อกกลุมหรือไมอยา งไรบาง
๑.๓) ความสัมพันธทางการเมือง เชน กลุมทางการเมือง กลุมผลประโยชน กลุมความ
ขัดแยง เวทีสาธารณะในชมุ ชน วงกาแฟ รา นทําผม เปนตน ใครมีบทบาทสําคัญ
๒) เม่ือไดความรูความเขาใจเกี่ยวกับโครงสรางความสัมพันธตาง ๆ ในชุมชนก็นําขอมูลสวน
บุคคล กลมุ และเครอื ขายท่ีไดม าทาํ เปนแผนผงั โครงสรางองคก รชุมชน โดยใชสัญลักษณตาง ๆ คลายกับ
ทใ่ี ชใ นผงั เครอื ญาติ
๓) การทําผังโครงสรางองคก รชุมชน เร่มิ จากผูนําท่ีมีบทบาทสําคัญในชุมชน ซึ่งอาจเปนผูนํา
ท่ีเปนทางการหรือไมเปนทางการก็ได เขียนสัญลักษณตัวบุคคลแทนผูนํา จากนั้นระบุตัวบุคคลท่ีมี
ความสมั พันธกบั ผนู าํ จากนัน้ โยงเสนเชอื่ มระหวางบุคคลแสดงถึงความสัมพันธท ่มี ีอยู
๔) การเปน สมาชกิ กลุม หากบุคคลนั้นเปน สมาชิกกลมุ ใหเขียนสัญลักษณแทนสมาชิกกลุมท่ี
สําคัญ และเขียนเชื่อมโยงแสดงความสัมพันธระหวางสมาชิก และขีดเสนประลอมสมาชิกในกลุมใหเห็น
วา เปนกลุมเดียวกนั
๕) การมีความสัมพันธขามกลุม หากบุคคลมีความสัมพันธขามกลุม ใหเขียนเสนประ
เชื่อมโยงกลุมตาง ๆ ซง่ึ ทาํ ใหเ ราไดเ ครือขายทางสังคมของแตล ะคน
เม่ือโยงความสัมพันธทั้งหลายเขาดวยกัน ผังโครงสรางองคกรชุมชนนี้จะกลายเปน
“เครือขายทางสังคม” ของชมุ ชน ซึ่งรวมทั้งบทบาทความสัมพันธ ท้ังท่ีเปนทางการและไมเปนทางการไว
การศึกษาโครงสรางชุมชนน้ัน เราจะไมสามารถศึกษาแยกแตละดานขาดจากกันได เนื่องจากโครงสราง
ดานตาง ๆ มีความสัมพันธกันอยางสลับซับซอน และแยกจากกันไมออก เชน คนท่ีเปนกํานันมักจะมี
ฐานะทางเศรษฐกิจและมีบารมีทางสังคมควบคูไปดวย เพราะมีเครือญาติขนาดใหญทําใหฐานอํานาจทาง
การเมืองในชุมชนมีมากข้ึนตามไปดวย เปนตน เพราะฉะน้ันการศึกษาโครงสรางองคกรชุมชนท่ีเก่ียวโยง
กันท้ังทางดานเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จึงจําเปนตองทําเปนภาพรวมท่ีแสดงความสัมพันธที่เช่ือง
โยงกัน และมีความรอบดานใหมากท่ีสุด
ดังนั้น เครื่องมือชิ้นนี้ จึงเปนเครื่องมือสําคัญ ที่ชวยใหเรามองความหลากหลายของระบบ
ความสัมพันธในชุมชน และชวยใหการทํางานชุมชนมีความละเอียดออน และมีประสิทธิผลมากย่ิงขึ้น
เครือขายทางสังคมนนั้ นอกเหนือจากความสัมพันธท่ีมีตอกันแลว ยังมีอิทธิพลตอความนึกคิดระหวางกัน
อีกดวย เพราะเปนชองทางการสื่อสารที่มีการสงตอขอมูลขาวสาร และทัศนคติ การละเมิดศีล ๕ ท่ี
อาจจะไดร ับอทิ ธิพลจากเครือขายทางสงั คมทีใ่ กลช ิด
ท้ังนี้ การศึกษาโครงสรางองคกรชุมชนจึงชวยใหเราเขาใจอิทธิพลของกลุมที่มีตอผูคนใน
ชุมชนไดเปนอยางดี การวิเคราะหเครือขายทางสังคม นอกจากจะทําใหเห็นความสัมพันธระหวางบุคคล
ปจจัยเชิงโครงสรางและพฤติกรรมเส่ียงของบุคคลแลว ยังทําใหเห็นชองทาง และโอกาสใหม ๆ ในดาน
การสงเสริมและปองกันการละเมิดศีล ๕ อีกดวย การถอดผังโครงสรางองคกรชุมชน นอกจากจะทําให
เราเห็นความสัมพันธในมิติตาง ๆ ของชุมชนที่เช่ือมโยงกันแลว เครือขายทางสังคมและโครงสรางองคกร
ชมุ ชน ยังเปน ศักยภาพสําคัญท่ชี วยใหเราเขาใจ และทํางานชมุ ชนไดง ายขึ้น
๓๕
ตัวอยางผังโครงสรา งองคกรชมุ ชน
ภาพ : แผนผังองคกรชมุ ชน (ทีม่ า: หนงั สอื วถิ ชี มุ ชน เครือ่ งมือ ๗ ช้นิ )
แบบฝก หดั ท่ี ๑ : การเขียนแผนผังโครงสรา งองคกรชุมชน
ใหผเู ขา อบรมแบง กลุม สมมตเิ ปนองคกรชมุ ชน รวมกันวางโครงสรางองคกรชุมชนที่สมมติ
ข้ึน แบงบทบาทของสมาชิกในกลุมองคชุมชนและทําแผนผังโครงสรางองคกรชุมชนรวมกันเพ่ือ
นําเสนอ
แบบฝกหัดที่ ๒ : ศกึ ษาและเขียนแผนผงั โครงสรางองคกรชมุ ชน
ใหผูเขาอบรมแบงกลุมลงพื้นท่ีศึกษาองคกรชุมชน รวมกันทําแผนผังโครงสรางองคกร
ชมุ ชนท่ศี กึ ษาเพอื่ นําเสนอ
๓๖
๔) เครอ่ื งมอื ชิ้นที่ ๔ : ระบบสุขภาพชมุ ชน
หากพิจารณาสุขภาพในความหมายท่ีกวาง เช่ือมโยงทั้งสุขภาวะกาย ใจ สังคม และ
สง่ิ แวดลอมแลวสุขภาพไมเพียงแตเปนผลจากระบบสังคมที่ใหญกวา แตสุขภาพยังสงผลกระทบไปถึง
ดา นความเปน อยดู า นอืน่ ๆ ไดอ กี ดวย การศกึ ษาระบบสขุ ภาพชุมชน สามารถที่จะสะทอนถึงมิติอื่น ๆ
ของชมุ ชนใหเ ราเขา ใจดว ย
นอกจากนี้ การเรียนรูร ะบบสขุ ภาพของชุมชน ยงั ทําใหเ ขาใจถึงระบบวิธีคิดโลกทัศน หรือ
จักรวาลวิทยาของทองถ่ิน เพราะการเผชิญกับวิกฤตสุขภาพ มักทําใหมนุษยตองอาศัยคําตอบจาก
คาํ อธบิ ายที่มรี ากฐานจากวธิ ีคดิ และโลกทศั นในวัฒนธรรมทองถิน่ ปญหาสุขภาพของสมาชิกในชุมชน
จึงเปนมูลเหตุสําคัญที่กระทบตอระบบตาง ๆ มากมาย เชน ความเช่ือ ความศรัทธา เศรษฐกิจ ความ
มั่นคงในการงาน ขวัญและกําลังใจของสมาชิกในชุมชน การบูรณาการโครงการหมูบานรักษาศีล ๕
กับระบบสุขภาพใหเห็นภาพรวมของปญหา การแกปญหา โอกาส และการตอยอดเสริมพลัง นับวา
เปนแนวทางท่ีทาํ ใหชุมชนเขม แขง็ ทั้งทางกายและทางใจ
ปญหาที่พบในการทาํ งาน
๑) ที่ผานมาการมองชุมชน แบบแยกสวนทําใหเรื่องสุขภาพกลายเปนเรื่องของบุคลากร
ทางการแพทย เปนเรื่องทางเทคนิคที่ไมเกี่ยวของเชื่อมโยง กับมิติทางสังคมวัฒนธรรม ทําใหเรื่อง
สุขภาพขาดการมีสวนรวมของภาคสวน และมิติอ่ืน ๆ
๒) การขาดความเขาใจในความหลากหลายของวัฒนธรรมสุขภาพในทองถิ่น ทําใหไม
เห็นถึงสุขภาพของชุมชน และทําใหมองชุมชนเปนภาชนะวาง ที่ไมมีความสามารถ หรือทุนทาง
สังคมอะไรอยูเลย ลักษณะเชนนี้ทําใหเรื่องสุขภาพผูกขาด โดยระบบการแพทยสมัยใหมแตเพียง
อยางเดียว
ปญหาสุขภาพ นอกจากจะสงผลกระทบตอความเปนอยูดีของผูคนแลว สุขภาพยังเปน
พ้ืนท่ีทางสังคมสําหรับใหชุมชนไดรวมกันปฏิบัติ ซึ่งทาํ ใหศักยภาพของชุมชนไดแสดงออกอยางเต็มท่ี
การทาํ งานสุขภาพชุมชนจึงตองเชื่อมโยงวิธีอ่ืน ๆ ทางสังคม
ประโยชนของเครื่องมือระบบสุขภาพชุมชน
๑) ทําใหเห็นภาพรวมของระบบสุขภาพชุมชนเชื่อมโยงกับศีล ๕ ผานมิติตาง ๆ ของ
ชุมชน
๒) ทําใหเห็นความหลากหลายของวัฒนธรรมสุขภาพที่ดํารงอยูในชุมชน
๓) ทาํ ใหเขาใจถึงวัฒนธรรมความเช่ือ วิธีปฏิบัติและพฤติกรรมท่ีเกี่ยวของกับสุขภาพของ
ทองถ่ินท่ีมีอิทธิพลตอการรักษาหรือละเมิดศีล ๕
๔) ทําใหเห็นทั้งปญหา ศักยภาพและทุนทางสังคมดานสุขภาพของชุมชน ซึ่งเปนปจจัย
สาํ คัญในการสรางเสริมความตระหนักในการรักษาศีล ๕
การบูรณาการระบบสุขภาพชุมชน ในการขับเคลื่อนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ จึงเปน
การศึกษาตนเหตุของปญหาสุขภาพในชุมชน โดยเฉพาะโรคภัยไขเจ็บที่มีความสัมพันธกับการละเมิด
ศีล ๕ และคนหาวิธีการแกปญหาที่ตนเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงตอการเกิดโรคภัยไขเจ็บ และลดความ
สูญเสียจากการจากไปของสมาชิกในชุมชนในชวงวัยท่ีไมสมควร
๓๗
หลักการสาํ คัญของระบบสุขภาพชุมชน
การดูแลสุขภาพชุมชนมีความสลับซับซอน มีเหตุปจจัยที่เกี่ยวของหลากหลาย เราอาจ
ลองศึกษาจากประสบการณการละเมิดศีล ๕ จากขอมูลที่เก็บบันทึกที่เรียกวาบันทึกเหตุการณการ
ละเมิดศีล ๕ ซึ่งเปนการติดตามส่ิงที่เกิดข้ึนตลอดกระบวนการ ซ่ึงบันทึกการละเมิดศีล ๕ ในลักษณะ
นี้เปนวิธีการหนึ่งท่ีทาํ ใหเราเห็นภาพความหลากหลายของการละเมิดศีล ๕ ในชุมชน
วิธีทาํ ผังสุขภาพชุมชน
๑. ศึกษาแผนที่เดินดินในชุดเครื่องมือชิ้นที่ ๑ เพื่อคนหาพื้นที่ที่มีความสุมเสี่ยงตอการ
เกิดโรคภัยไขเจ็บ เชน รานจําหนายสุรา แหลงอบายมุข รานจําหนายอุปการณแตงรถ จุดที่เสี่ยงตอ
การเกิดอุบัติเหตุบนถนน จุดอับที่อาจเปนแหลงของมิจฉาชีพ
๒. พูดคุยสัมภาษณ และสังเกตผูมีประสบการณเกี่ยวกับสุขภาพและความเจ็บปวยใน
ชุมชนหลายรายโดยเฉพาะหมอพื้นบานญาติผูปวย อาสาสมัครสาธารณสุข พระ และคนเฒาคนแก
โดยเฉพาะโรคทองถิ่น วัฒนธรรมสุขภาพ พฤติกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพ ตลอดจนแหลง
และการแสวงหาบริการสุขภาพของคนในชุมชน
๓. ใชเทคนิคการจัดทําผังความคิดหรือ Mind Mapping เพื่อประเมินเนื้อหาที่ได โดย
เร่ิมจากแกนกลางของเร่ือง คือ ระบบสุขภาพชุมชนจากน้ันแตกก่ิงออกเปนความคิด หรือปจจัยหลัก
ๆ ของระบบสุขภาพ เชน จุดเสี่ยงที่เอื้อตอการละเมิดศีลขอ ๑-๕ สถานที่ที่เอื้อตอการรักษาศีล ๕
การเขาถึงระบบสาธารณสุข เปนตน
๔. การทําผังความคิดระบบสุขภาพชุมชน มีเปาหมายเพื่อการทํางานชุมชน จึงควรลง
รายละเอียดที่ทําใหการทํางานเปนไปไดโดยสาวใหไปถึง คน ของ เวลา สถานที่ โอกาส ปจจัยและ
เหตุการณ
๕. เมื่อเก็บขอมูลระบบสุขภาพชุมชนไดระดับหนึ่ง ควรนําขอมูลที่ไดมาทําการวิเคราะห
วิธีการงาย ๆ ในการวิเคราะห ก็คือการจําแนกองคประกอบและปจจัยตาง ๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ
ชุมชนออกเปนปจจัยเชิงบวก หมายถึงปจจัยที่เอื้อตอการรักษาศีล ๕, ปจจัยเชิงลบ คือ ปจจัยที่สุม
เสี่ยงตอการละเมิดศีล ๕ ที่เปนตนเหตุของปญหาสุขภาพในชุมชน และปจจัยอื่น ๆ ที่เปน
องคประกอบของความสาํ เร็จหรือความลมเหลวในการรักษาศีล ๕ โดยการวิเคราะหนี้อาจทาํ รวมกับ
ชุมชน เพื่อที่ชุมชนจะไดทบทวนสิ่งที่มีอยู ซึ่งอาจทําใหเห็นทั้งปญหา ศักยภาพและทุนทางสังคม ที่
สามารถระดมมาใชในการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนได
๖. ขอมูลที่ไดจากการศึกษาระบบสุขภาพชุมชน มักมีเกี่ยวโยงกับขอมูลที่ไดมาจาก
เครื่องมืออื่น ๆ ดวย จึงควรนําขอมูลที่ไดไปลงเพิ่มเติมในผังของขอมูลอื่น ๆ เพื่อใหขอมูลเชื่อมโยง
กัน เชน ปาสมุนไพร แหลงอาหารธรรมชาติ หรือบานหมอพื้นบาน ก็ควรนําไปเพิ่มเติมในแผนที่เดิน
ดิน หรือขอมูลผูมีบทบาทในระบบสุขภาพ ไมวาจะเปนหมอพื้นบาน คนเก็บหนอไมหรือคนอื่น ๆ ก็
อาจจะนําไปเพิ่มเติมในผังเครือญาติ สวนขอมูลที่เกี่ยวกับกลุมหรือองคกรชุมชน เชน กลุมคนเก็บ
หนอไม กลุมสมุนไพร กลุมเด็กแวน หรือระบบความสัมพันธของคนทรงกับเครือขายลูกศิษยลูกหา ก็
สามารถนําไปเพิ่มเติมในผังโครงสรางองคกรชุมชนได
๓๘
ภาพ : ตัวอยางผงั สขุ ภาพชุมชน (ทีม่ า : หนงั สอื วถิ ีชมุ ชน เครอ่ื งมือ ๗ ชิ้น)
แบบฝก หัด
ใหผเู ขาอบรมฝกปฏิบัติการระดมสมองระบบสุขภาพชุมชนในความคิดของเรา กิจกรรมนี้
อาจทําคนเดียวหรือเปน กลุม โดยระดมองคประกอบและปจจัยท่ีคิดวาเกี่ยวของกับสุขภาพชุมชนของ
พื้นที่ท่ีสัมพันธกับการรักษาหรือการละเมิดศีล ๕ โดยเขียนเปน Mind Map ที่ครอบคลุมประเด็น
สาํ คญั มากทีส่ ดุ
๓๙
๕) เครือ่ งมือช้นิ ที่ ๕ : ปฏิทนิ ชมุ ชน
ปฏิทินชุมชน ปฏิทินชุมชนเปนเคร่ืองมือสําคัญการเรียนรูเรื่องเวลาในวิถีชุมชน การเรียนรู
วิถีชีวิตชุมชนเปนสิ่งท่ีคนทํางานชุมชนทุกคนตองเรียนรู เพ่ือใหเขาใจวิถีชุมชน แตเมื่อไปศึกษาเรียนรู
ชุมชนจริง ๆ สิ่งท่ีรวบรวมมามักไดแคกิจกรรม เมื่อสอบถามวาวิถีชีวิตของชุมชนที่ไปศึกษาเปนอยางไร
ก็มักตอบไดวา ชาวบานทํานา ปลูกขาว ขายขาวใหเถาแกโรงสี บางคนทําไรมัน บางคนเขาเมืองไป
ทํางานกอสรา ง ขอ มลู เหลา นี้แมจ ะไมผดิ แตก ็เปน แคกิจกรรมไมส ามารถสะทอนภาพวิถีชวี ติ ของชมุ ชนได
การทํางานชุมชน ตองมีการวางแผนกิจกรรมตาง ๆ ที่กําหนดขึ้นจําเปนตองใหสอดคลอง
กับจังหวะเวลาของผูคนในชุมชน หนวยงานโดยเฉพาะราชการ มักนิยมกําหนดกิจกรรมจากเวลาราชการ
ซง่ึ อาจไมเหมาะสมหรืออาจขัดแยงกบั วิธีปฏบิ ตั ิ ในชวงนั้นของคนในชุมชน ดังนั้นการรูวาในแตละวัน แต
ละเดือน แตละฤดูกาลหรือในรอบปหน่ึง ๆ ชุมชนมีกิจกรรมอะไรเกิดขึ้นเปนปกติบาง จะชวยให
คนทํางานชมุ ชน สามารถกําหนดปฏทิ ินการทํางาน ใหเ หมาะสมกับจังหวะชวี ติ ของชมุ ชน
ปฏิทนิ ชมุ ชน คอื อะไร
ปฏิทินชุมชน คือตารางกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชุมชน ในแตละชวงเวลา ซ่ึงรวบรวมเหตุการณ
และปรากฏการณในชีวิตประจําวันของชุมชนในรอบป รอบเดือน หรือชวงระยะเวลาหนึ่ง เชน ส่ิงท่ีผูคน
ในแตละอาชีพทําในแตละชวงของการผลิต ตลอดทั้งป หรือกิจกรรมทางวัฒนธรรม เปนตน โดยใหเนน
จุดสนใจไปที่กิจกรรมท่ีสงผลตอการรักษาหรือละเมิดศีล ๕ ของชุมชน ในชุมชนเกษตรกร ปฏิทินชุมชน
อาจรวมเอากิจกรรมดานการเกษตรท่ีเกิดขึ้น ต้ังแตตนจนส้ินสุดฤดูกาลผลิต อาจรวมทั้งการเดินทาง
อพยพเขาเมืองไปหางานทําในฤดูแลง การเปดเทอมปดเทอมของเด็กๆ การกลับมาเย่ียมบานของ
ลูกหลานที่ไปทํางานตางถ่ิน ชวงเวลาที่ชาวบาน บวชลูกหลานหรือเทศกาลงานบุญตางๆรวมท้ัง
ปรากฏการณธ รรมชาติ เชน นา้ํ ทวม ฝนแลง เปนตน
หลกั สาํ คัญของปฏิทินชุมชน
ปฏิทินชุมชน เปนการนํากิจกรรมเหตุการณ และปรากฏการณเหลาน้ี มารวบรวมใหเห็น
เปน ลําดับเวลาการทาํ ปฏิทินชุมชนมีหลักการงาย ๆ ดงั นี้
๑. ใหจําแนกปฏิทินชุมชนเพ่ือทําเปนปฏิทินชุมชน ๒ ลักษณะ คือปฏิทินดานเศรษฐกิจ
และปฏทิ ินดา นวฒั นธรรม
๑.๑ ปฏทิ ินดานเศรษฐกิจ รวบรวมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือกิจกรรมที่เก่ียวกับอาชีพ
ตาง ๆ ที่มีอยูใ นชุมชน
๑.๒ ปฏิทนิ วัฒนธรรม รวบรวมกจิ กรรมดานสงั คม และประเพณีวัฒนธรรมในชมุ ชน
๒. การรวบรวมขอมูลกิจกรรมเก่ียวกับอาชีพ เพื่อทําปฏิทินเศรษฐกิจนั้น จะตองให
ครอบคลมุ อาชีพท้งั ๓ แบบไดแ ก
๒.๑ อาชพี ของคนในชมุ ชนนั้น ทาํ อยูในชุมชนเอง เชน ชุมชนชาวนา มีชาวนาทํานาอยู
ในหมูบา นของตนเอง
๒.๒ อาชีพของคนอ่ืนที่มาทํามาหากินในชุมชน เชน มีแรงงานอพยพจากท่ีอ่ืนมา
รับจางในชุมชน หรือมีคนขับรถสิบลอข้ึนลองกรุงเทพฯ มาแวะที่จุดพักรานอาหารคาราโอเกะริมทาง
หลวงใกลหมูบา น หรอื มีตลาดนัดววั ควาย ท่จี ะมีทงั้ ผูซือ้ และผูขายมาทําการคาอยใู นชุมชน
๔๐
๒.๓ อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทํามาหากินท่ีอื่น เชน หนุมสาวอพยพเขาเมืองมา
ทํางานโรงงาน แรงงานอีสานไปทํางานรับจางลงเรือประมงที่ภาคใต คนในชุมชนมีอาชีพเล้ียงเปด
ไลท ุงออกเดินทางไปกับฝงู เปดเปนเวลานาน ๆ หรอื คนไทยไปทํางานตางประเทศ อาชีพตาง ๆ เหลาน้ีมัก
มีวงจรกิจกรรมในรอบป ท่ีแตกตางกันซ่ึงสัมพันธกับการใชแรงงาน การเดินทาง การมีรายได การเปน
หนี้สิน การพักผอน หรือความเครียด แตกตางหมุนเวียนไปในรอบป เราจึงตองศึกษารายละเอียด
กิจกรรมยอ ย สาํ หรับแตละอาชีพเพื่อนํามาแจกแจงใสไวในปฏิทินชุมชนดานเศรษฐกิจ ปฏิทินวัฒนธรรม
รวบรวมกิจกรรมดานสังคม วัฒนธรรมศาสนา และขนบธรรมเนียมประเพณีไว บางกิจกรรมเหลานี้มี
กําหนดเวลาทแ่ี นนอนเชน วันเทศกาลศาสนาที่อีสานเรียกวา “ฮิต ๑๒” หรือจารีต ๑๒ เดือน ใน
บางชุมชนท่ีมีกลุมทางวัฒนธรรม หรือชาติพันธุท่ีหลากหลาย จําเปนตองรวบรวมขอมูลใหครอบคลุม
กลมุ ตา ง ๆ ซ่งึ มักมีปฏทิ ินวัฒนธรรมท่ีแตกตา งกัน
ประโยชนข องเคร่ืองมือ “ปฏทิ ินชมุ ชน”
๑. ทําใหเขาใจวิถีชุมชน ซึ่งหมายถึงแบบแผน กิจกรรม เหตุการณรวมทั้งประเพณีปฏิบัติ
ของชุมชนที่เกิดข้ึนในรอบวัน รอบเดือน รอบป หรือแตละฤดูกาล การทําปฏิทินชุมชน ทําใหคนทํางาน
ชุมชนไดเ รียนรวู าชวงเวลาหนึ่งมีอะไรเกิดขนึ้ บางในชมุ ชน
๒. ทําใหเขาใจความสัมพันธระหวางกิจกรรม หรือเหตุการณตาง ๆ ท่ีเกิดข้ึนในชุมชน
เหตุการณหรือปรากฏการณบางอยางท่ีเราคิดวาเกิดข้ึนโดยบังเอิญนั้น เมื่อศึกษาลําดับเวลาใหชัดเจน ก็
อาจเห็นไดวาปรากฏการณน้ัน เปนผลเก่ียวโยงมาจากเหตุการณอื่น เชนการกูหน้ีนอกระบบอาจสัมพันธ
กับฤดกู ารผลิต หรอื การดมื่ สุราอาจสัมพันธก ับฤดูการผลิต เปน ตน
๓. ทําใหสามารถวางแผนการทํางานกับชุมชนไดดี เพราะจะทําใหเราสามารถจัดการตาราง
ทํางานที่สอดคลองกับวิถีชุมชนได สามารถปฏิบัติงานไดอยางเหมาะสม และถูกจังหวะเวลา
ทําใหการทํางานมีประสทิ ธภิ าพและเขาถงึ ชุมชนไดด ีขน้ึ
การทาํ ปฏิทนิ ชุมชน
๑. รวบรวมขอมูลอาชีพในชุมชน คัดเลือกอาชีพท่ีสําคัญ เชน เปนอาชีพของคนสวนใหญ
เปนอาชีพท่ีมีความเส่ียง หรือเปนอาชีพในกลุมเปาหมายของการสงเสริมการรักษาศีล ๕ จากน้ัน
สอบถาม หรือสัมภาษณผูทําอาชีพนั้นมานานใหไดลําดับของกิจกรรม หรือภารกิจในอาชีพนั้น ๆ โดย
ละเอียด แลว นําขอ มลู มาเรียบเรียง หรอื ลงในชองตาราง
๒. ขอ มูลปฏิทินวัฒนธรรม ครอบคลมุ มากกวา เรอื่ งเทศกาลงานบุญตามประเพณี แตรวมถึง
กิจกรรมทางสังคมของกลุมตาง ๆ ที่เกิดขึ้นเปนประจําอีกดวย เชนโรงเรียนเปดเทอมลูกเสือเขาคาย
ในทางปฏิบัติอาจเริ่มจากงานเทศกาลทางศาสนาในทองถ่ิน ซ่ึงมักมีกําหนดเวลาเปนที่รูกันในชุมชนเปน
จุดเริ่มตน จากน้ันใชกิจกรรมทางศาสนาในปฏิทินเปนตัวอยาง เพื่อสอบถามกิจกรรมดานอื่น ๆ ตอไป
โดยสอบถามจากหลาย ๆ กลุม เพอ่ื ใหไดก ิจกรรมสาํ คญั สําคัญของแตละกลุมอยางครบถว น
๓. ปฏิทินชมุ ชนทีร่ วบรวมขึ้นไมไดมีไวเพ่ือเก็บเปนขอมูลเฉย ๆ แตเพื่อนํามาเปนประโยชน
ในการทาํ งานซึ่งอาจทําไดโ ดยการตั้งคําถามดังนี้
- ปฏทิ ินงานพฒั นาของเราสอดคลองกับปฏิทินชุมชนหรือไมอยางไร
- กจิ กรรมในปฏิทินชุมชนมีประโยชนตองานที่เราทาํ หรือไมอ ยางไร
๔๑
- กิจกรรมในปฏิทินชุมชนสงผลตอชุมชนอยางไร และเราจะตองทําอะไรหรือไมเชน
งานบุญมีเด็กวัยรุนตีกัน มีการกินเหลาในงานบวช งานแตง งานศพควรทําอยางไร บางชวงของการทํา
การเกษตรมกี ารใชย าฆาแมลงมากจะทําอยางไร
๔. นอกจากจะทําปฏิทินของชุมชนแลว เรายังสามารถทําปฏิทินรายครัวเรือน หรือ
ครอบครัวดวย โดยใชหลักการเดียวกัน ซึ่งจะทําใหเราเขาใจชีวิตของคนในครอบครัว พรอมทั้งกิจกรรม
ตา งๆ จดุ เสีย่ งทางเศรษฐกจิ สังคม และสขุ ภาพของครอบครวั นน้ั ไดเ ปนอยา งดี
จากปฏิทินน้ี ทําใหเ ราเห็นไดไมยากวา ชวงใดในชุมชนมีกิจกรรมอะไรเกิดข้ึนบาง ชวงเวลา
ไหนวางเวนจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสังคม พอที่จะดําเนินกิจกรรมการพัฒนาไดบาง การทํางาน
ชุมชนโดยรู และเขาใจปฏิทินชุมชน ทําใหการทํางานเปนไปอยางมีศิลปะ หรือจังหวะท่ีเหมาะสมไมเพียง
ทําใหกิจกรรมตาง ๆ สอดคลองลงตัวกับบริบทของทองถ่ิน แตยังสามารถอาศัยกิจกรรมในโอกาสตาง ๆ
ที่มอี ยูข องชมุ ชนในการทํางานใหไดผลตอการรักษาศลี ๕ อีกดวย
ภาพ : ตวั อยา งปฏทิ ินชุมชน (ทมี่ า : หนงั สอื วิถชี ุมชน เครอื่ งมือ ๗ ช้ิน)
แบบฝกหัดที่ ๑ ใหผูเขาอบรมเขียนปฏิทินชุมชนของชุมชนท่ีคุณเคย เริ่มดวยการประมวล
วาในชุมชนมีอาชีพ หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมอะไรบาง พรอมแจกแจง
รายละเอียดดงั ตาราง
แบบฝกหัดที่ ๒ ใหผูเขาอบรมจับคูกิจกรรมการดําเนินชีวิตที่เกิดขึ้นในรอบปที่สัมพันธ
กบั การรักษาหรือละเมิดศลี ๕
๔๒
๖) เครอื่ งมอื ชิ้นท่ี ๖ : ประวตั ศิ าสตรช ุมชน
ประวัติศาสตรชุมชน ชุมชนยอมมีความเปนมามีประวัติศาสตรความทรงจํา ทางสังคม
เหตุการณตาง ๆ ไมวาจะเปนการกําเนิดชุมชนความเปนมาในอดีต พัฒนาการทางเศรษฐกิจสังคม
การเมอื งวฒั นธรรมอุบตั ิภัย หรือแมแตเรื่องของอุบัติการณดานความเส่ียงตาง ๆ ท่ีเกิดขึ้นในชุมชน ลวน
เปนสวนหน่ึงในการสรางอัตลักษณของชุมชน สรางความรูสึกนึกคิด ทัศนะ และมีบทบาทสําคัญ ในการ
กาํ หนดความสัมพนั ธทางสงั คมของสิง่ ที่เปนอยู ท้ังในปจ จบุ นั และอนาคต
ประวัติศาสตรชุมชน ชุมชนยอมมีความเปนมา มีประวัติศาสตรความทรงจําทางสังคม
เหตุการณตาง ๆ ไมวาจะเปนการกําเนิด ชุมชนความเปนมาในอดีต พัฒนาการทางเศรษฐกิจ สังคม
การเมอื ง วัฒนธรรม อุบตั ิภัยหรอื แมแตเ รอื่ งของอบุ ัติการณด านความเส่ียงตาง ๆ ที่เกิดข้ึนในชุมชน ลวน
เปนสวนหน่ึงในการสรางอัตลักษณของชุมชน สรางความรูสึกนึกคิดทัศนะและมีบทบาทสําคัญในการ
กําหนดความสัมพนั ธทางสังคม ของสิง่ ทเี่ ปน อยทู ้ังในปจ จบุ ัน และอนาคต
การศึกษาประวัติศาสตรชุมชนในชุดเครื่องมือ ๙ ช้ินน้ี เนนถึงเรื่องราวประวัติศาสตรของ
เหตุการณสําคัญท่ีสัมพันธกับการรักษาหรือละเมิดศีล ๕ การระบุชวงเวลาของเหตุการณเหลาน้ัน จะ
สัมพันธกับเครื่องมือช้ินอื่น ๆ เชน ปฏิทินชุมชน ผังองคกรชุมชน เปนตน เพ่ือใชเปนบทเรียนและการ
ออกแบบปอ งกนั ตอไป
ปญ หาท่ีพบในการทํางานชุมชน
ชุมชนสวนใหญมีรากฐานมาจากความเปนมาจากประวัติศาสตร การขาดความรูทาง
ประวตั ศิ าสตร จงึ อาจทาํ ใหคนทํางานชุมชน ไมเ ขา ใจส่ิงทพี่ บ เกดิ ความสบั สนได คอื
๑. การขาดความใสใจตอประวัติศาสตรชุมชน เปนสาเหตุสําคัญประการหน่ึงท่ี ทําใหมอง
ชุมชนเหมือนกันทุกชุมชน มีประวัติศาสตรความสัมพันธระหวางชุมชนกับรัฐ ก็มีความแตกตางกัน
ประสบการณในอดีตทาํ ใหแตละทองถ่นิ
๒. ประวัติศาสตรท ี่เก่ียวกับการทํางานชุมชน คือประสบการณเกี่ยวกับการพัฒนาที่ผานมา
ของชุมชน หากชุมชนมีเหตุการณ หรือประสบการณที่เลวราย เชน ความขัดแยงความไมเปนธรรม หรือ
เรอ่ื งราวของการละเมดิ ศลี ๕ กจ็ ะทําใหเขาใจประสบการณเดิมของชุมชน ดังนั้นประวัติศาสตรชุมชน จึง
มคี วามสําคัญในการประเมินชุมชนดวย
ประโยชนข องเคร่ืองมือประวตั ศิ าสตรชุมชน
๑. ชุมชนมีสวนคลายกับบุคคล ตรงท่ีมีความคิดเห็นและมีความรูสึก การศึกษา
ประวัติศาสตรชุมชนเหมือนกับเราไดเขาใจคนคนหนึ่งวา เขามีความเปนมาอยางไร เติบโตมาใน
ครอบครัวอยางไร เคยมีหรือเคยประสบกับอะไรมาบางในชีวิต ทําใหเราเขาใจคนคนน้ันไดดี
ประวัติศาสตรชมุ ชนก็เชนเดียวกัน
๒. ชวยลดอคติหรอื ภาพลักษณแ บบเหมารวม ที่เราอาจมีกับชุมชน เชน เห็นวาชุมชนแหงนี้
ไมใ หค วามรวมมือในการดูแลเยาวชนในการละเมิดศีล ๕ เม่ือไปศึกษาประวัติศาสตรความเปนมา อาจจะ
พบวา มีสาเหตุท่ีทําใหเขา ใจได
๓. การเขาใจเร่ืองราวความเปนมาเปนไปของสิ่งตาง ๆ ในชุมชนทําใหเราสามารถเลือกวิธี
ทํางานกบั ชุมชน ใหสอดคลอ ง กับประสบการณความคาดหวัง และศกั ยภาพของชุมชนไดดีขึน้
๔๓
หลักการสาํ คญั ของประวัตศิ าสตรชมุ ชน
ประวัติศาสตรชุมชนมักจะไมมีการจดบันทึกเปนเอกสารหรือหาหลักฐานไดโดยตรง
คอนขางยาก สวนมากมักจะเปนความทรงจําเรื่องเลา หรืออาจเปนส่ิงที่บันทึกไวในชื่อเรียก เชน ช่ือ
สถานที่ ชอื่ ขา วของ หรอื บุคคล ประวัติศาสตรชุมชน เปนเร่ืองของจินตนาการ และการตีความพอ ๆ กับ
เรือ่ งของขอเทจ็ จริงหลกั ฐานและเหตผุ ลประวัติศาสตรชุมชน จึงแตกตาง หรือขัดแยงกับประวัติศาสตรท่ี
เปนทางการ หรือแมแตในชุมชนเดียวกัน ก็อาจจะมีเร่ืองราวประวัติศาสตรท่ีแตกตางกันเปนไปตามผู
บอกเลา การทบทวนประวัติศาสตรรวมกับชุมชน เปนการเรียนรูที่สําคัญที่สุดอยางหน่ึง เพราะการได
ทบทวนใหเห็นถึงปจจัย หรือเหตุปจจัยที่ทําใหคนในชุมชนเปนอยางที่เห็นในปจจุบัน มักกระตุนใหเกิด
สาํ นกึ ทางประวัติศาสตร และสํานึกทางการเมอื ง ทําใหชุมชนรูสึกตัว และลุกข้ึนมากําหนดชะตาชีวิตของ
ชุมชนเอง ทุกชุมชนไมวาจะเปนชุมชน หรือในเมืองลวนมีประวัติศาสตร การศึกษาประวัติศาสตรชุมชน
จึงไมใชจะทําไดแตเฉพาะชุมชนดั้งเดิมที่มีประวัติการตั้งถ่ินฐานมายาวนาน หรือเปนชุมชนในชนบท
ประวัติศาสตรของชุมชนเมือง แมจะมีความเปนมาในชวงเวลาสั้นๆก็ชวยใหเขาใจลักษณะความเปนอยู
หรือปญ หาของชมุ ชนไดดขี ึน้ เชนกนั
วิธีการทําประวัติศาสตรชุมชน
๑. ประวัติศาสตรชุมชน อาจจะมองอาจจะมีมุมมองตอเหตุการณบางอยางท่ีแตกตางไป
จากประวัติศาสตรชาติ แตการเขาใจประวัติศาสตรชาติ หรือการรูวาเหตุการณสําคัญอะไรเกิดขึ้น ใน
ภาคใดของประเทศ ก็ชวยใหเราเขาใจประวัติศาสตรทองถ่ินไดดีขึ้น เชน มีการขนถายลําเลียงยาบายา
ไอซทเ่ี กดิ ขน้ึ เปนเหตุการณในประวตั ิศาสตร ก็อาจจะถกู เชื่อมโยงไดเ ชน กัน
๒. การศึกษาประวัติศาสตรชุมชน ตองอาศัยการสอบถามหรือสัมภาษณจากผูรูในทองถ่ิน
การไดผูใหขอมูลหลักท่ีดี เปนจุดเร่ิมตนที่สําคัญเราอาจเริ่มจากการถามผูอาวุโส คนเฒา คนแก พระ
หรือนกั บวช ผูนําชุมชนดานตาง ๆ เพ่อื ตามไปสอบถามหรือสัมภาษณ
๓. การสอบถาม หรอื สมั ภาษณเ รื่องราวประวัติศาสตรชุมชนอาจทําไดงายขึ้น โดยการแบง
เรื่องราวคําถามออกเปนหมวดหมูเชนประวัติศาสตรสังคมวัฒนธรรม ประวัติศาสตรเศรษฐกิจ
ประวัติศาสตรสุขภาพประวัติศาสตรความเสี่ยงเปนตน โดยการสัมภาษณ หรือสอบถามเนนไปที่คําถาม
หลกั ของการศึกษาเรื่องราวประวตั ิศาสตร ไดแก ใคร ทําอะไร ท่ไี หน เม่อื ไหร อยางไร กบั ใคร
ขอมูลท่ีไดจากการสัมภาษณ และสอบถามนี้ สามารถนํามาเรียบเรียง เปนบทความ
พรรณนาเรื่องราวประวัตศิ าสตรเหมือนในตําราเรียนได แตในท่ีน้ีจะขอวิธีนําเสนอเปนแผนผัง แสดงภาพ
ทงั้ หมดของเรื่องราวประวัตศิ าสตร ใหเ ขาใจดวยสญั ลักษณตอ ไปน้ี
การนําเหตุการณทางประวัติศาสตร มาเขียนเปนแผนภาพเชนนี้ ทําใหเราสามารถ
เทียบเคียงในเหตุการณในแตละชวงเวลาได และทําใหเห็นความสัมพันธระหวางเหตุการณตาง ๆ ดีขึ้น
การใชแผนภาพยังทําใหสามารถนําเหตุการณใหม ๆ ท่ีเราคนควาสอบถามมาไดมาใสแทรกเพ่ิมเติมลงไป
ได ตางจากการเขียนเปนความเรียงไมเห็นภาพรวม และตองเรียบเรียง หรือคัดลอกใหม เมื่อตองการ
เพิ่มเติมเหตุการณ หรือขอ มูลใหม ๆ ลงไป
แบบฝก หัด
ตัง้ วงสนทนาลําดบั ถงึ เหตุการณที่มีผลตอโครงการหมูบานรักษาศีล ๕
๔๔
๗) เคร่อื งมือชนิ้ ท่ี ๗ : ระบบสือ่ สารชุมชน
หลักการและแนวคิดการสื่อสาร เปนกุญแจสําคัญในการรับมือกับการละเมิดศีล ๕
ชองทางในการส่ือสารในชุมชนในปจจุบัน มีความหลากหลายมากขึ้น การรวบรวมชองทางตาง ๆ
เพื่อการสื่อสารในสถานการณที่มีการละเมิดศีล ๕ จะชวยใหการสื่อสารมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
ชองทางการสื่อสารในสถานการณท่ีสาํ คัญในการละเมิดศีล ๕ ไดแก
๑. ระบบการแจงภัยเตือนภัยเชนระบบวิทยุสื่อสารตาง ๆ
๒. ระบบการสื่อสารแบบบุคคลกับบุคคล เชน โทรศัพท เพื่อนบาน
๓. ระบบการสื่อสารแบบบุคคล กับเครือขายสังคม เชน ส่ือสังคม
๔. ระบบการส่ือสารแบบกลุมคน เชน หอกระจายขาว จดหมายขาว ระบบส่ือมวลชน
เชน โทรทัศนหนังสือพิมพ การศึกษาระบบสื่อสารชุมชน เปนตน มีวัตถุประสงค เพื่อระดม และ
จัดระบบขอมูลเกี่ยวกับการสื่อสารที่อาจจําเปนตองใชในการเตรียมความพรอมรับมือกับการ
ละเมิดศีล
๕. การนําขอมูลที่เกี่ยวของกับบุคคลผูสงสาร ชองทางการสื่อสาร และกลุมผูรับสาร
มาทาํ เปนตารางเพื่อใหงายตอการใชงาน
วิธีการการรวบรวมขอมูล
วิธีการการรวบรวมขอมูล เก่ียวกับระบบสื่อสารชุมชนนั้น จําเปนตองอาศัยการระดม
จากสมาชิกชุมชนที่หลากหลาย การดําเนินการจึงอาจเริ่มจากการเชิญชวนสมาชิกในชุมชน
โดยเฉพาะผูนําแกนนําชุมชนดานตาง ๆ ตัวแทนกลุมอาชีพตาง ๆ และตัวแทนกลุมอายุตาง ๆ ซึ่ง
มักใชชองทางการสื่อสาร และบริโภคสื่อจากแหลงที่แตกตางกัน มารวมประชุมกัน โดยอาจ
แบงเปนกลุมยอย เพื่อระดมทุน แตละประเภทแลวมานําเสนอในที่ประชุมใหญ เพื่อใหสมาชิกอื่น
ไดชวยเพิ่มเติมใหสมบูรณยิ่งขึ้น
การรวบรวมขอมูล โดยทําเปนกิจกรรมรวมกัน นอกจากจะชวยใหไดขอมูลที่สมบูรณ
ครบถวนย่ิงข้ึนแลว ยังจะชวยใหสมาชิกมีขอมูล มีความเขาใจ และตระหนักถึงความแตกตางของ
การเขาถึงขอมูลขาวสารของสมาชิกในชุมชนอีกดวย
ประโยชนท่ีจะไดรับจากระบบส่ือสารชุมชน
ประโยชนท่ีไดรับจากเครื่องมือระบบส่ือสารชุมชน การจัดระบบขอมูลการสื่อสารเพื่อ
รองรับสถานการณการละเมิดศีล ๕ ทําใหชุมชนสามารถจัดการรูปแบบ และชองทางการสื่อสาร
ใหเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได ทั้งในการใหขอมูลขาวสารการเตือนภัย การเตรียมความพรอม
รวมถึงการฟนฟูกลุมเสี่ยง หลังเกิดการละเมิดศีล ๕ ขอมูลจากงานวิจัยแสดงใหเห็นวาการสื่อสาร
หรือระบบการสื่อสารที่ลมเหลวมีสวนสําคัญในการสรางความสับสน และไรประสิทธิภาพในการ
จัดการปญหา
แบบฝกหัด
ใหผูเขาอบรมเขียนแสดงระบบการส่ือสารที่มีจริงในชุมชนของทาน แลววิเคราะห
ดังตอไปน้ี ระบบส่ือสารชุมชน ชองทางในการส่ือสาร บุคคลที่ดูแล ผูสงสาร กลุมเปาหมาย หรือผูรับ
สาร และจุดเดน หรือประโยชน
๔๕
ระบบสื่อสารชุมชน ชองทาง บคุ ลลที่ ผสู ง สาร กลมุ ประโยชน
ระบบส่ือแบบบุคคลตอ ส่ือสาร ดแู ล เปาหมาย
บุคคล
ระบบสอ่ื แบบบคุ คลกับ
เครอื ขาย
ระบบส่ือสารแบบกลุมคน
ระบบส่อื มวลชน
ระบบแจงเตือนภยั