The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มืออบรมพระสงฆ์ผู้นำขับเคลื่อนหมู่บ้านรักษาศีล ๕

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by PM. Prakasit Thitipasitthikorn, 2021-07-05 09:23:41

คู่มืออบรมพระสงฆ์ผู้นำขับเคลื่อนหมู่บ้านรักษาศีล ๕

คู่มืออบรมพระสงฆ์ผู้นำขับเคลื่อนหมู่บ้านรักษาศีล ๕

คูมอื การฝก อบรม หลกั สตู รพระสงฆผ ูนําขับเคลอ่ื นหมบู านรักษาศีล ๕

พระมหาบุญเลศิ อินทฺ ปโฺ , รศ.ดร. และคณะ

ISBN : 978-616-300-618-9

สนบั สนนุ การดําเนนิ งานโดย :
คณะกรรมการขับเคล่ือนโครงการสรา งความปรองดองสมานฉันท โดยใชห ลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา

“หมูบา นรักษาศีล ๕”
วทิ ยาลยั สงฆพ ทุ ธปญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
กองทุนพัฒนาสือ่ ปลอดภัยและสรา งสรรค

จดั พมิ พโดย :
โครงการพัฒนาหลักสูตรพระสงฆผูนาํ ขบั เคลื่อนหมบู า นรักษาศลี ๕
วิทยาลยั สงฆพุทธปญ ญาศรีทวารวดี วดั ไรขิง พระอารามหลวง จงั หวัดนครปฐม

ทป่ี รกึ ษา :
พระพรหมเสนาบดี กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานคณะกรรมการขับเคลือ่ นโครงการสรา ง
ความปรองดองสมานฉนั ทโ ดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมบู า น
รกั ษาศีล ๕” สวนกลาง
พระเทพศาสนาภิบาล รองประธานคณะกรรมการขับเคลอ่ื นโครงการสรางความปรองดองสมานฉนั ท
โดยใชห ลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมบู านรักษาศลี ๕” สวนกลาง
พระเทพปวรเมธ,ี รศ.ดร. ประธานคณะกรรมการประสานงานแผนยุทธศาสตรการปฏริ ปู กจิ การ
พระพุทธศาสนา (คปพ.)
พระราชปรยิ ัติกวี, ศ.ดร. อธกิ ารบดมี หาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
นายกฤษศญพงษ ศริ ิ ปลดั กระทรวงวฒั นธรรม
นายวสนั ต ภยั หลีกลี้ ผกู้จอดังทกนุารพกัฒอนงทาสนุ ื่อพปัฒลนอาดสภอื่ ยั ปแลลอะดสภรัยางแสลระรสคร ้างสรรค์

คณะผจู ัดทาํ :
คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร “พระสงฆผูนาํ ขบั เคลื่อนหมบู านรักษาศีล ๕”
วิทยาลัยสงฆพุทธปญ ญาศรที วารวดี วัดไรขงิ พระอารามหลวง จงั หวดั นครปฐม

ปท่ีพิมพ : พ.ศ. ๒๕๖๒

จาํ นวนพิมพ : พมิ พค ร้ังที่ ๑ จาํ นวน ๕๐๐ เลม

พพิมมิ พพทท์ ่ี ี่ : …สไ…ม…ล์…พ…ร…น้ิ ต…ิง้ …&……กร…า…ฟ…ิกดไี ซน์ Smile Printing & Graphic Design
25/4 ม.1 ถ.มาลยั แมน ต.วงั ตะกู อ.เมือง จ.นครปฐม 73000
โทร : 089-8263563 , 098-265-5218



คํานาํ

โครงการสรา งความปรองดองสมานฉันท โดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมูบานรักษา
ศีล ๕" โดยดําริของเจาพระคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย ไดดําเนินการมาตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๕๗
นับเปนภาระกิจที่สําคัญประการหน่ึงของคณะสงฆไทย โดยมหาเถรสมาคมไดกําหนดเปนระเบียบ
มหาเถรสมาคมวาดวยการดําเนินงานโครงการหมูบานศีล ๕ พ.ศ.๒๕๕๗ และแผนยุทธศาสตรการ
ขับเคลื่อนโครงการสรางความปรองดองสมานฉันท โดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมูบาน
รักษาศีล ๕” (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๖๔) ตามยุทธศาสตรชาติ ๒๐ ป (๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) เพ่ือสรางความ
ปรองดองและสมานฉันทของคนในชาติใหเกิดความสงบ สันติสุข มีความสามัคคีกลมเกลียวลดปญหา
ความขัดแยง และสรางความมั่นคงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินของประชาชน โดยให
พุทธศาสนิกชนไดนอมนําหลักศีล ๕ มาประพฤติปฏิบัติในการดําเนินชีวิตประจําวัน อีกท้ังสนับสนุนให
องคกรทางศาสนามีบทบาทสําคัญในการปลูกฝงคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิต สราง
สนั ติสขุ และความปรองดองสมานฉันทในสงั คมไทยอยางย่ังยนื

ทงั้ นี้ ในการดําเนินงานขับเคล่ือนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ ท่ีผานมา ไดเห็นความเอาใจใส
สมานสมามัคคี ต่ืนตัว เสียสละรวมมือกันของภาคสวนตาง ๆ ทั้งภาคคณะสงฆ ภาคบานเมือง และภาค
ประชาชน ที่รวมเปนกําลังในการขับเคลื่อนหมูบานรักษาศีล ๕ ในลักษณะการทํางานที่เรียกวา “บวร”
อยางเข็มแข็ง เปนรูปธรรม นํามาซึ่งความปรองดอง สมานฉันท สันติสุขทั้งระดับบุคคล องคกร ชุมชน
และสังคมบังเกิดผลอยางเปนรูปธรรม

ในการน้ี เพื่อเปนการขยายผลการทํางานใหเกิดความเข็มแข็งมากยิ่งข้ึน คณะกรรมการ
ขบั เคลือ่ นโครงการหมูบานรกั ษาศลี ๕ สว นกลาง จึงเห็นสมควรใหมีการพัฒนาเพ่ิมพูนความรูและพัฒนา
ทักษะพระสงฆซ่ึงเปนบุคลากรท่ีสําคัญในดานการเผยแผพระพุทธศาสนา ดําเนินพันธกิจสนองนโยบาย
โครงการสรางความปรองดองสมานฉันท โดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมูบานรักษาศีล ๕" ให
เกิดความย่ังยืน จึงมอบใหมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆพุทธปญญา
ศรีทวารวดี วัดไรขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม รับผิดชอบดําเนินการจัดทําหลักสูตร “พระสงฆ
ผูนําขับเคล่ือนหมูบานรักษาศึล ๕” เพื่อการพัฒนาศักยภาพพระสงฆในดานการเปนผูนําสื่อสารสราง
เสริมสนั ตสิ ุข นําศีล ๕ สูภาคประชาชน การฝกทักษะการทํางานในชุมชน การใชเทคโลโลยีสารสนเทศที่
ทันสมัย ขับเคล่ือน ตอยอด สรางสรรคสังคมปลอดภัย ปรองดอง สมานฉันท มีสันติสุขท่ีเข็มแข็งและ
ยงั่ ยนื เพอ่ื การดาํ เนินชวี ติ แบบสัมมาชีพมีสนั ติสุขอยางยั่งยื่นโดยทวั่ กนั สบื ไป

(พระเทพศาสนาภบิ าล)
รองเจาคณะจงั หวัดนครปฐม เจา อาวาสวัดไรขงิ
รองประธานคณะกรรมการขับเคลือ่ นโครงการฯ

“หมบู านรักษาศีล ๕” สวนกลาง
ผูอํานวยการวทิ ยาลยั สงฆพุทธปญ ญาศรีทวารวดี

สารบญั

คํานาํ หนา
สารบัญ

สว นท่ี ๑ โครงสรางหลักสตู ร ๒
๑. ช่ือหลกั สูตร ๒
๒. หลักการและเหตผุ ล ๔
๓. วตั ถปุ ระสงคของหลักสูตร ๔
๔. องคป ระกอบการเรยี นรูในหลกั สูตร ๕
๕. ตารางการฝก อบรม ๕
๖. กําหนดการฝกอบรม ๗
๗. คณุ สมบัตผิ ูเขา ฝก อบรม ๗
๘. จํานวนทีร่ บั เขา ฝก อบรม ๗
๙. มาตรฐานการผานฝกการอบรม ๗
๑๐. ระยะเวลาในการฝกอบรม ๗
๑๑. ตัวชว้ี ดั ของหลกั สูตร ๗
๑๒. ประโยชนท ี่คาดวาจะไดรบั

สวนที่ ๒ เน้อื หาการฝกอบรมและกิจกรรมการฝกอบรม ๑๐
๑. Module ที่ ๑ ถอดบทเรียนตน แบบการขับเคล่อื นโครงการหมูบ า นรกั ษาศีล ๕ ๒๔
๒. Module ที่ ๒ เทคนิคและเคร่ืองมอื การทํางานพฒั นาเพื่อขับเคลื่อนหมูบา น ๕๑
รักษาศลี ๕ ในชุมชน ๖๐
๓. Module ท่ี ๓ การสรางเครอื ขายพระสงฆเ ฝา ระวงั สือ่ ชวนเชื่อทางศาสนา ๗๔
๔. Module ท่ี ๔ ทักษะการแปรเปลี่ยนปญ หาสสู ัมมาชีพ
๕. Module ที่ ๕ กลยุทธการขบั เคลอื่ นหมบู า นรักษาศีล ๕ สูการปฏิบตั ิ

ภาคผนวก
คําสั่งแตงต้งั คณะกรรมการพฒั นาหลักสตู ร “พระสงฆผูน ําขับเคลื่อนหมูบา นรกั ษาศีล ๕”

สวนท่ี ๑

โครงสรา งหลกั สูตร
พระสงฆผูนําขับเคลือ่ นหมบู า นรักษาศลี ๕



๑. ชือ่ หลกั สูตร “พระสงฆผนู าํ ขบั เคลอื่ นหมูบ า นรักษาศีล ๕”

๒. หลักการและเหตุผล
ตามท่ีคณะสงฆโดยเจาประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย ผูปฏิบัติหนาที่สมเด็จ

พระสังฆราช มีดําริท่ีจะสรางความปรองดองและสมานฉันทของคนในชาติใหเกิดความสงบ สันติสุข
มีความสามัคคีกลมเกลียวลดปญหาความขัดแยงสรางความม่ันคงและความปลอดภัยในชีวิตและ
ทรัพยสินของประชาชน โดยใหพุทธศาสนิกชนไดนอมนําหลักศีล ๕ มาประพฤติปฏิบัติในการดําเนิน
ชวี ิตประจําวนั จงึ มอบใหสํานกั งานพระพุทธศาสนาแหงชาติ ดําเนินโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ โดย
ใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสรางความปรองดองสมานฉันทโดยรวมกับคณะสงฆหนวยงาน
ราชการ สถานศึกษา องคกรปกครองสวนทองถ่ิน องคกรภาคเอกชน กํานัน ผูใหญบาน และองคกร
เครือขายชาวพุทธ โดยกําหนดเปาหมายทุกตําบล ทุกหมูบานท่ัวประเทศ พรอมตั้งเปาตัวช้ีวัดให
เกิดผลสัมฤทธิ์ท่ีเปนรูปธรรมภายใน ๔ ป นับตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๕๗-๒๕๖๐ ซึ่งปรากฏในระเบียบมหา
เถรสมาคมวาดวยการดําเนินงานโครงการหมูบานศีล ๕ พ.ศ.๒๕๕๗ (กองพุทธศาสนศึกษา สํานักงาน
พระพุทธศาสนาแหงชาติ, ๒๕๕๗) และแผนยุทธศาสตรการขับเคลื่อนโครงการสรางความปรองดอง
สมานฉนั ท โดยใชห ลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา “หมูบานรักษาศีล ๕” (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๖๔) ตาม
มติมหาเถรสมาคมท่ี ๒๐๖/๒๕๖๑ ในการประชุมมหาเถรสมาคม คร้ังท่ี ๑๓/๒๕๖๑ เมื่อวันที่ ๑๐
พฤษภาคม ๒๕๖๑ เชอื่ มโยงใหเห็นถงึ การบูรณาการสูการพฒั นาที่ยั่งยนื ตามแผนยุทธศาตรชาติ แผน
แมบทคุณธรรมแหงชาติและแผนยุทธศาสตรการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา (พ.ศ. ๒๕๖๐ -
๒๕๖๔) เพื่อปลูกฝงคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิต สรางสันติสุขและความ
ปรองดองสมานฉันทในสังคมไทยอยางย่ังยืน และมีสวนรวมในการพัฒนาสังคมตามความพรอม ท่ีได
ใหแนวทางใหทุกภาคสวนของประเทศ รวมกันดําเนินการเพื่อเสริมสรางความปรองดอง ความ
สมานฉันท ลดปญหาความขัดแยง สรางความม่ันคงและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินของ
ประชาชน และทําใหประชาชนมีความรัก ความสามัคคีกันโดยเริ่มจากครอบครัว หมูบาน ตําบล
อําเภอ จังหวัด ซึ่งจะทําใหสังคมเกิดความสงบสุขและนําพาประเทศกาวไปขางหนาดวยความมั่นคง
เพ่ิมพูนความรูและพัฒนาทักษะบุคลากรดานการเผยแผพระพุทธศาสนา ในการปฏิบัติศาสนกิจ ดาน
การสนับสนุนการสรางความปรองดองสมานฉันทของคนในชาติ สามารถนําความรูความสามารถที่
ไดร ับการอบรมไปขยายผลในจังหวัดของตนเอง จากการขับเคล่ือนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ ท่ีผาน
มาประกอบดวย ๒ กลไก คือ ๑) กลไกตามระเบียบมหาเถรสมาคม และ ๒) กลไกเชิงสถาบัน
ประกอบดว ย วัด กลมุ พลงั ชุมชน องคกรภาครัฐ และองคกรชุมชนหรือคนในชุมชน รวมกันทํางานใน
ลักษณะที่เรียกวา “บวร” ทําใหเกิดการปฏิบัติตามหลักศีล ๕ สามารถนํามาซึ่งความปรองดอง
สมานฉันท สันติสุขของชุมชนตน แบบทไ่ี ดน ําหลกั ศีล ๕ ไปบูรณาการในการดําเนินชีวิตทั้งระดับบุคคล
และสังคมบงั เกิดผลอยางเปนรูปธรรม (พระครูวินัยธรเอนก เตชวโร (ใยอนิ ทร) , ๒๕๕๙) เชน

ศีลขอท่ี ๑ มีการลดปญหาการทํารายรางกายกัน/มีจิตอาสาสามัคคีรวมกันทํา
กิจกรรมในวนั สําคัญทางพระพทุ ธศาสนาและวันสาํ คญั ของชาติ

ศีลขอท่ี ๒ มีการออมทรพั ย/ดําเนินชีวิตอยา งพอเพยี งและเปนสัมมาชีพท่ยี ัง่ ยืน


ศลี ขอ ที่ ๓ มคี วามกลมเกลียวกันในครอบครัว/ลดปญ หาการหยารางและอตั ราการ
ต้ังครรภใ นวยั อันมิควร
ศีลขอท่ี ๔ มีความซ่อื สัตยจ ริงใจ ไมโ กหกหลอกลวงและไมใชว าจาประทษุ รา ยกัน
ศีลขอที่ ๕ มีการลดละเลิกบุหร่ีสุรายาเสพติดทุกชนิต/มีการรวมกันสรางสังคม
ปลอดภยั หา งไกลจากอบายมขุ อยา งตอเน่ือง
ท้ังนี้ พระสงฆซ่ึงเปนผูมีบทบาทสําคัญในฐานะผูนําดานจิตวิญญาณและจริยธรรมของ
สังคม มีบทบาทเปนผูสื่อสารสรางสรรคสังคมแหงสันติสุขนับต้ังแตพุทธกาลมา ทามกลางพลวัตทาง
สังคมและวัฒนธรรมท่ีเปล่ียนแปลงไปผูคนตางพ่ึงพาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจหรือตัดสิน
ความถูกผิดมากยิ่งขึ้น ทําใหบางคร้ังการส่ือสารที่ขาดวิจารณญาณอยางเหมาะสมก็กอใหเกิดปญหา
ความขัดแยงข้ึนในครอบครัว องคกร ชุมชนและสังคม ทั้งที่พระสงฆยังคงดําเนินกิจกรรมสงเสริม
จริยธรรมทางสังคมอยเู นือง ๆ เชน การสง เสรมิ จริยธรรมแกเดก็ และเยาวชนในสถานศึกษา การมีหนวย
อบรมประชาชนประจําตําบล (อปต) แตจากสภาพสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ทําให
เยาวชนและประชาชนบางกลุมท่ีมีพฤติกรรมการดําเนินชีวิตท่ีเบี่ยงเบนไปจากครรลองคลองธรรมตาม
หลักศาสนา สาเหตุสําคญั ประการหน่ึงคอื เกดิ จากการบรโิ ภคความรูขอมูลขาวสารที่ขาดโยนิโสมนสิการ
การรูเทาทันผาน Social Network เชน ปญหาดานสุขภาพจิต ปญหาความเครียดและปรับตัวไมไดใน
สังคม ปญหาลวงละเมิดสิทธิ การกลั่นแกลงรังแกกันโดยสื่อ Social Network เปนตน และประกอบ
กับการทพี่ ระสงฆย งั ขาดประสบการณค วามรทู ้ังดา นหลกั การ วิธกี าร รวมถึงการส่ือสารท่ีเขากับยุคสมัย
ขากทกั ษะการประยกุ ตใชสอื่ เทคโนโลยีสารสนเทศท่ีทันสมัยเพ่ือเปนสื่อในการถายทอดหลักการดําเนิน
ชีวิตท่ีถูกตองตามหลักศษสนาสูกลุมเปาหมาย สอดคลองกับงานวิจัยเร่ือง “แนวทางการพัฒนา
สมรรถนะของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนจังหวัดราชบุรี” ในดานการใชสื่อ/อุปกรณในการสอนพบวา
พระสอนศีลธรรมไดเปนผูมีความรูความสามารถที่นําเอาเทคนิคตาง ๆ ในโลกแหงเทคโนโลยีที่ทันสมัย
มาประยุกตใชใหเกิดประโยชนคุณคาและมีประสิทธิภาพอยางมหาศาล ทําใหเด็กนักเรียนเกิดอยากรู
อยากเห็นในส่ิงใหม ๆ ที่นอกเหนือจากการเรียนการสอนของครูประจําวิชา อีกท้ังยังทําใหเด็กมีความ
กระตอื รือรน ในวชิ าพระพุทธศาสนาอีกดวย (สุทธริ ักษ หนฉู ง , ๒๕๕๙)
ดังนั้น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆพุทธปญญาศรีทวารวดี
วัดไรขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม โดยพระเดชพระคุณพระเทพศาสนาภิบาล รองประธาน
คณะกรรมการขับเคลอื่ นโครงการหมูบา นรกั ษาศีล ๕ สวนกลาง และในฐานะผูอํานวยการวิทยาลัยสงฆ
พุทธปญญาศรีทวารวดี ไดมีเจตนารมณในการสนับสนุนงานภาควิชาการในโครงการสรางความ
ปรองดองสมานฉันท โดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมูบานรักษาศีล ๕" ตามมติมหาเถร
สมาคมและยุทธศาสตรชาติ ๒๐ ป ในการเสริมสรางความปรองดองและสมานฉันทของคนในชาติ ให
เกิดความสงบ มีสันติสุข มีความสามัคคีปรองดองกัน สรางภูมิคุมกันทางสังคมท่ีเข็มแข็ง จึงไดดําริให
พัฒนาหลักสูตร “พระสงฆผูนําขับเคล่ือนหมูบานรักษาศีล ๕” โดยมุงเนนการพัฒนาทรัพยากรบุคคล
ทางระพุทธศาสนาคือพระสงฆใหมีศักยภาพเปนแกนนําและเปนสื่อมีชีวิตตนแบบขับเคล่ือนศีล ๕ สู
สังคมอยางสรางสรรค เพื่อการพัฒนาศักยภาพพระสงฆในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย
สื่อสารสรางสรรคนําศีล ๕ สูประชาชน การฝกทักษะการทํางานในชุมชน ขับเคล่ือน ตอยอด
สรางสรรคสังคมปลอดภัย ปรองดอง สมานฉันท มีสันติสุขท่ียั่งยืนและเข็มแข็งดวยหลักศีล ๕



ประกอบดวยกิจกรรมการฝกอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพพระสงฆในดานการใชเทคโนโลยี
สารสนเทศท่ีทันสมัยผลิตสื่อสรางสรรคศีล ๕ การฝกทักษะการทํางานในชุมชน การพัฒนาทักษะ การ
เรยี นรู การพัฒนา การประยุกตใช และการตอยอดสื่อกิจกรรมตนแบบ รวมถึงมีการสรางความรวมมือ
ในการขับเคล่ือนกิจกรรมทั้งจากองคกรชุมชน วัด โรงเรียน สถานศึกษา องคกรเอกชน องคกร
สาธารณประโยชน หรือหนวยงานอ่ืนของรัฐ ในการดําเนินการและสงเสริมใหมีสื่อปลอดภัยและ
สรางสรรคท่ีทุกคนสามารถเขาถึงและใชประโยชนไดอยางทั่วถึงและเหมาะสม เพ่ือรวมกันสรางสรรค
สังคมปลอดภัย ปรองดอง สมานฉันท มีสันติสุขท่ีย่ังยืนดวยหลักศีล ๕ สรางภูมิคุมกันท่ีเข็มแข็งดวย
บูรณาการกบั หลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียงเปนสัมมาชีพอยางยั่งยืน
๓. วัตถุประสงคของหลกั สูตร

๑) เพ่ือสนองนโยบายการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาในดานการพัฒนาศักยภาพของ
ทรัพยากรบุคคลของพระพุทธศาสนาใหเปนพระสงฆนักเผยแผสรางเสริมสันติสุขแกสังคม ในโครงการ
สรา งความปรองดองสมานฉนั ท โดยใชห ลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมูบา นรักษาศีล ๕”

๒) เพ่ือใหผูเขารับการอบรมไดมีความรู ความเขาใจ เกี่ยวกับหลักการสําคัญของศีล ๕
และทักษะเชิงปฏิบัติการในการถายทอดความรูเกี่ยวกับหลักการรูปแบบการขับเคล่ือนศีล ๕
แกประชาชนท่ัวไป

๓) เพ่ือใหผูเขารับการอบรมไดเปนเครือขายการทํางานที่เปนรูปธรรมขับเคล่ือนโครงการ
สรางความปรองดองสมานฉนั ทโ ดยใชหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมบู านรกั ษาศีล ๕”

๔) เพ่ือใหผูเขารับการอบรมเปนวิทยากรตนแบบ (แมขาย/แมไก) ในการจัดฝกอบรม
วิทยากรรุนใหม หรือ กลุมอ่ืน ๆ (ลูกขาย/ลูกไก) รวมขยายผลขับเคลื่อนโครงการสรางความปรองดอง
สมานฉันทโดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมูบานรักษาศีล ๕” ในการสรางสันติสุขแกองคกร
ชุมชน สังคม และประเทศชาตติ อไป
๔. องคป ระกอบการเรียนรูของหลักสตู ร

Content : การเรียนรูด านเนอ้ื หา
๑) การถอดบทเรียนการทํางานจากบุคคลตนแบบและ

องคกรตน แบบในการบูรณาการขับเคลื่อนศลี ๕ (M๑)
๒) การออกแบบกิจกรรมและพัฒนาส่ือติจิตอลเชิง

สรา งสรรค ท่ีช้ีนําใหเห็นความสําคัญ และจูงใจในการนําหลักศีล ๕
ไปปฏิบัติในระดับตาง ๆ และการฝกทักษะดานการจัดทําส่ือดวย
เ ท ค โ น โ ล ยี ส า ร ส น เ ท ศ ที่ ทั น ส มั ย เ พ่ื อ ส่ื อ ส า ร เ ห ม า ะ ส ม ต า ม
กลมุ เปาหมายและยคุ สมัย (M๒)
๓) การฝกทักษะเคร่ืองมือและเทคนิคการทํางานในชุมชน การถายทอดแบบกัลยาณมิตร
การพูดสรางแรงบันดาลใจ การใหคําแนะนําดวยเทคนิคการแปรเปล่ียนปญหาสูการพัฒนาอยาง
สรา งสรรค เทคนคิ การสรา งแรงจงู ใจในการนาํ หลักศีล ๕ ไปบรู ณาการใชในการดําเนนิ ชวี ติ (M๓), (M๔)



๔) การฝกทักษะการถายทอดหลักศีล ๕ สูการนําไปปฏิบัติทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว
องคกร ชุมชน โดยนาํ หลกั ศลี ๕ ไปบูรณาการกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง เปนรูปแบบการพัฒนาสัมมาชีพ
ระดบั บคุ คล องคก ร และชุมชน (M๕)

Pedagogy : การเรยี นรูดานวิธีการ/เทคนคิ การทาํ งาน
๑) การเรียนรูวิธีการถอดบทเรียนจากบุคคลตนแบบ องคกรตนแบบ เพื่อสรางความ

เชอื่ มัน่ สรา งแรงจูงใจใฝส ัมฤทธิ์แกผ เู รียน
๒) การฝกทกั ษะการใชเทคนคิ การทํางาน
๓) การฝกทักษะการใชเทคโนโลยีหรือกระบวนการสนับสนุนการทํางาน ๗ เครื่องมือ

ทาํ งานในชุมชน
๔) กระบวนการเรียนรู การถายทอดความรูโดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาแบบ

สนุ ทรียสนทนา
Technology : การเรยี นรูดานเทคโนโลยี
๑) การมีเคร่ืองมอื สารสนเทศหรอื การใชเ ทคโนโลยีเพ่ือถายทอดไปสูผูเรียนในยุคดิจิทัล

เชน สื่อออนไลน ทวิตเตอร ยูทูบ เฟซบุก ไลน รวมถึงการเลือกใชส่ือหรือสารสนเทศสงเสริมการปฏิบัติ
ศลี ๕ ท่ีเหมาะสมกบั กลมุ เปาหมาย

๒) การมีแหลงขอ มูลหรือแหลงสารสนเทศเพื่อการเรียนรู รวมถึงระบบติดตาม รายงาน
ผล ที่สามารถเขาถึงไดโดยสะดวก เชน หองเรียนสารสนเทศออนไลนเพื่อติดตามผล Google
Classroom

๕. ตารางการฝกอบรม สาระสาํ คัญ จาํ นวนชั่วโมง
กิจกรรม
Module ท่ี ๑ ถอดบทเรียนตน แบบการขับเคล่อื นโครงการหมบู า นรกั ษาศีล ๕ ๓ ช่ัวโมง
Module ที่ ๒ เทคนิคและเคร่ืองมือการทํางานพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนหมูบาน ๓ ชว่ั โมง
รกั ษาศีล ๕ ในชุมชน
Module ที่ ๓ การสรา งเครอื ขา ยพระสงฆเฝา ระวังสอ่ื ชวนเชอื่ ทางศาสนา ๓ ชัว่ โมง
Module ที่ ๔ ทักษะการแปรเปล่ียนปญ หาสูสัมมาชีพ ๓ ชว่ั โมง
Module ท่ี ๕ กลยทุ ธก ารขบั เคล่อื นหมูบา นรักษาศลี ๕ สูการปฏิบตั ิ ๓ ชั่วโมง

๖. กาํ หนดการฝก อบรมหลกั สตู ร “พระสงฆผูน าํ ขับเคล่อื นหมูบา นรักษาศลี ๕”

กจิ กรรมวนั แรก

เวลา กจิ กรรม
๐๘.๐๐ น. ผเู ขา รวมอบรมลงทะเบยี น
๐๘.๓๐ น. พิธเี ปดโครงการเปด อบรมหลกั สูตร
๐๙.๐๐ - ๐๙.๓๐ น. บรรยายพิเศษ เรื่อง “แนวคิด อุดมการณ เปาหมาย การขับเคลื่อนโครงการ
หมบู านรักษาศลี ๕”



๐๙.๓๐ - ๑๐.๓๐ น. ชี้แจงรายละเอียดของหลักสูตร และภารกิจของพระสงฆผูนําขับเคล่ือนหมูบาน
๑๐.๓๐ - ๑๑.๓๐ น. รักษาศลี ๕ โดยคณะวิทยากรทาํ งานหลกั สูตร
๑๑.๓๐ น. กจิ กรรมฝกอบรม “Module ๑ : ถอดบทเรยี นตน แบบการขับเคลื่อนโครงการ
๑๒.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. หมบู านรักษาศลี ๕” โดยทีมวิทยากร
๑๘.๓๐ - ๒๐.๐๐ น. พัก/ฉันภตั ตาหารเพล
๒๐.๐๐ น. กิจกรรมฝกอบรม “Module ๒ : เทคนคิ และเครื่องมือการทํางานพฒั นาเพ่ือ
ขับเคลือ่ นหมบู านรกั ษาศลี ๕ ในชุมชน” โดยทมี วิทยากร
เวทแี ลกเปล่ยี นเรียนรู “ภารกิจของพระสงฆผูน าํ ขับเคลื่อนหมูบ านรักษาศีล
๕” โดยทีมวิทยากร
เขา ทีพ่ ักตามอัธยาศัย

กจิ กรรมวันท่สี อง
เวลา กิจกรรม

๐๘.๔๐ น. Home room : พบคณะกรรมการขับเคล่ือนโครงการหมบู านรกั ษาศลี ๕
๐๙.๐๐ - ๑๑.๐๐ น. บรรยายพิเศษ เรื่อง Fake News : การเฝา ระวงั สื่อชวนเช่ือทางศาสนา โดย

คณะวิทยากรจากกองทุนพัฒนาสอ่ื ปลอดภัยและสรา งสรรค
๑๑.๐๐ น. พกั /ฉันภตั ตาหารเพล
๑๒.๓๐-๑๔.๐๐ น. กิจกรรมฝก อบรม “การตน่ื รูขาวปลอมทางศาสนา” โดยทีมวิทยากรจากภาคี

เครือขายการเฝาระวงั ส่ือ
๑๔.๑๐ - ๑๗.๐๐ น. กจิ กรรมฝกอบรม “Module ๓ : การสรางเครือขายพระสงฆเฝาระวังส่ือชวน

เชื่อทางศาสนา” โดยทีมวทิ ยากรจากหลักสูตรและภาคีเครือขายเฝาระวังสื่อ
๑๘.๓๐ - ๒๐.๐๐ น. เวทีแลกเปล่ยี นเรยี นรู “การใชสือ่ ยุคดิจติ อลของพระสงฆผ ูนาํ ขับเคลื่อนหมูบ าน

รกั ษาศีล ๕” โดยทมี วิทยากร
๒๐.๐๐ น. เขาทพี่ ักตามอัธยาศัย

กิจกรรมวันท่ีสาม

เวลา กจิ กรรม
๐๘.๔๐ น. Home room : พบคณะกรรมการขับเคล่อื นโครงการหมบู านรักษาศลี ๕
๐๙.๐๐ - ๑๑.๐๐ น. กจิ กรรมฝก อบรม “Module ๔ : ทกั ษะการแปรเปลีย่ นปญหาสสู มั มาชพี ”

โดยทมี วทิ ยากร
๑๑.๐๐ น. พัก/ฉันภัตตาหารเพล
๑๒.๓๐ - ๑๕.๐๐ น. กิจกรรมฝก อบรม “Module ๕ : กลยทุ ธก ารขับเคลอ่ื นหมูบา นรกั ษาศีล ๕

สูการปฏบิ ัติ” โดยทมี วิทยากร

๑๕.๓๐ น. พธิ ปี ด มอบวฒุ ิบัตร และบตั รประจาํ ตวั “พระสงฆผ นู ําขบั เคล่อื นหมบู า น
รักษาศลี ๕”



๗. คณุ สมบตั ิผเู ขา อบรม
เปนพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน หรือครูสอนปริยัติธรรม ในสังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุฬา

ลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งผานการคัดเลือกจากคณะสงฆแตละ
จงั หวัด
๘. จํานวนทร่ี ับเขาฝกอบรม

รบั จาํ นวนไมน อยกวา ๑๐๐ รูปตอรนุ (มีเปาหมายจํานวน ๗๐๘ รปู ภายในป ๒๕๖๓)
๙. มาตรฐานการผานการอบรม

๑) ผเู ขา รับการอบรมจะตองอยูรวมการอบรมไมนอยกวารอยละ ๘๐ ของระยะเวลาการ
อบรม (ท้งั ในรายกิจกรรมและภาพรวม)

๒) ผูผานการอบรมจะไดรับวุฒิบัตร “พระสงฆผูนําขับเคล่ือนหมูบานรักษาศีล ๕” เพ่ือ
แสดงตนในฐานะผูปฏิบัติงาน ตามมติมหาเถรสมาคมในโครงการสรางความปรองดองสมานฉันท โดย
ใชหลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา “หมูบ านรักษาศลี ๕”
๑๐. ระยะเวลาในการอบรม

อบรมตลอดหลกั สูตรรวมระยะเวลา ๓ วัน รวม ๑๘ ชว่ั โมง
๑๑. ตวั ชีว้ ัดความสําเร็จของหลักสตู ร (KPI)

๑) ผเู ขารับการอบรมตอ งมเี วลาเขารวมกิจกรรมอบรมไมนอ ยกวารอยละ ๘๐ ของตาราง
กิจกรรมอบรมในแตละหลักสูตร (Module)

๒) ผผู านการอบรมจะไดร ับวุฒิบตั รพรอมทงั้ บัตรประจําตัว “พระธรรมวิทยากรศีล ๕ สราง
เสริมสันติสุข (พศส)” ในฐานะผูปฏิบัติงานในโครงการสรางความปรองดองสมานฉันท โดยใชหลักธรรม
ทางพระพทุ ธศาสนาหมูบา นรักษาศีล ๕ ของมหาเถรสมาคม

๓) ผูเขารับการอบรมตองผานการประเมินผลสัมฤทธิ์จากทีมวิทยากรเปนรายบุคคล
โดยมผี ลสัมฤทธ์ิดา นการเรียนรูรวมไมน อยกวา รอ ยละ ๗๐
๑๒. ประโยชนท ค่ี าดวาจะไดรับ

๑) ไดหลักสูตรคูมือสําหรับพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรบุคคลของพระพุทธศาสนาให
เปน พระสงฆน กั เผยแผสรางเสริมสันติสุขแกสังคม ในโครงการสรางความปรองดองสมานฉันท โดยใช
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมูบ า นรกั ษาศลี ๕”

๒) รูปแบบกิจกรรม สื่อตนแบบ และกลไกการเสริมสรางสันติสุขแกสังคมท่ีย่ังยืนโดยใช
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมูบานรักษาศีล ๕” โดยมีการบูรณาการศาสตรพระราชา หลัก
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อขยายผลพัฒนาการดําเนินชีวิตเปนสัมมาชีพอยางยั่งยืน เสริมสราง
ความปรองดองสมานฉันทสันตสิ ขุ แกชมุ ชน สังคม และประเทศชาติ


๓) ไดฐานขอมูลผูปฏิบัติงานขับเคลื่อนโครงการสรางความปรองดองสมานฉันทโดยใช
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมูบานรักษาศีล ๕” ท่ีเปนพระสงฆแกนนํา (แมขาย) และเครือขาย
ขยายผลในเชงิ ลึกอยางมีคณุ ภาพและเปน รปู ธรรม
๔) ไดภาคีรวมขับเคล่ือนการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ในดานการพัฒนาศักยภาพ
ของทรัพยากรบคุ คลของพระพุทธศาสนาใหเ ปน พระสงฆและพุทธศาสนิกชนนักเผยแผสรางเสริมสันติ
สุขแกสังคม และรูปแบบ
๕) ไดเครือขายการทํางานสนองการขับเคล่ือนโครงการสรางความปรองดองสมานฉันท
โดยใชห ลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาหมูบ านรกั ษาศีล ๕ ของมหาเถรสมาคม ที่สามารถขับเคล่ือนการ
ทํางานเชงิ พ้ืนท่ีไดเ ปนรปู ธรรม



สว นที่ ๒
เนื้อหาการฝกอบรมและกิจกรรมการฝกอบรม
หลกั สตู รพระสงฆผนู าํ ขับเคล่ือนหมูบานรักษาศลี ๕

๑๐

Module ๑ : ถอดบทเรียนการขบั เคล่ือนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕

สาระสําคัญ
ปรับกระบวนทศั นข องผูเขาอบรมใหเขา ใจและเปนไปทิศทางเดียวกัน ตามวัตถุประสงคของ

โครงการขับเคล่ือนหมูบานรักษาศีล ๕ และตามวัตถุประสงคของหลักสูตร ผูเขารับการอบรมมีทักษะใน
การวิเคราะหการถอดบทเรียน ระดับบุคคล ระดับชุมชน และระดับหนวยงาน/องคกรตนแบบ และ
สามารถส่ือสาร แลกเปล่ยี นขอ มูลพื้นที่ของตนอยางเปนระบบ

จุดมงุ หมาย
เพ่ือใหผูเขารับการอบรมสามารถวิเคราะหปจจัยความสําเร็จของโครงการ และมีความรู

ความเขาใจในโครงการขับเคลื่อนหมูบา นรักษาศลี ๕ และหลักสูตรอยา งถกู ตอง

วตั ถปุ ระสงค

ชมุ ชนได เมื่อจบบทเรียนนี้แลว ผูเขา รับการอบรมสามารถ
ระบบ ๑) มีทักษะในการวเิ คราะห ปจจัยความสําเร็จของโครงการเพ่ือนาํ ไปพัฒนาตอยอดใน
๒) มีความรูความเขา ใจในโครงการขับเคล่ือนหมูบานรักษาศีล ๕ และหลักสูตร
๓) บอกเลาเร่ืองราวชุมชนของตนเองแกเพื่อนในกลมุ เพื่อเกิดการแลกเปล่ียนอยางเปน

กิจกรรมทใี่ ชใ นกระบวนการอบรม
๑) บรรยาย
๒) กระบวนกลุม โดยการระดมสมอง ถอดบทเรยี น การขับเคลื่อนโครงการฯ
๓) ปรับเปลีย่ นกระบวนทัศน

สอ่ื และอปุ กรณท ่ีใชในการอบรม
๑) คลิป VDO พระสงฆ/ บุคคล/องคกรตนแบบ
๒) กระดาษฟลิปชารต + บอรด
๓) ปากกาเมจิก หรือ ปากกาสี
๔) กระดาษสี A ๔
๕) กระดาษกาวยน (หนังไก)

ระยะเวลา
จํานวน ๖ ชว่ั โมง

วทิ ยากร
พระสงฆ, บุคคลตน แบบ, องคกรตน แบบ และทมี วิทยากร

๑๑

เนอื้ หาบทเรียน : การถอดบทเรียนการขบั เคลื่อนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕
ใน Module ๑ ผูเขารับการอบรมไดปรับเปลี่ยนกระบวนทัศนใหเขาใจและเปนไป

ทิศทางเดียวกัน ตามวัตถุประสงคของโครงการขับเคลื่อนหมูบานรักษาศีล ๕ และตามวัตถุประสงค
ของหลักสตู ร ตลอดจนเกดิ ทักษะการวิเคราะห การถอดบทเรยี น ระดบั บุคคล ระดับชุมชน และระดับ
หนว ยงาน/องคก รตน แบบ ทงั้ สามารถสือ่ สาร แลกเปล่ียนขอ มลู พ้ืนท่ีของตนอยา งเปน ระบบ

ขอบเขตการจัดกิจกรรมการฝกอบรมจะเนนการพัฒนาทักษะของผูเขารับการอบรมให
สามารถวิเคราะหปจจัยความสําเร็จ จากการฟง ระดับบุคคล ระดับชุมชน และระดับหนวยงาน/
องคกรตนแบบ เพ่ือใหผูเขารับการอบรมสามารถส่ือสารอยางเปนระบบ โดยมีเทคนิคและเคร่ืองมือที่
ใชในกิจกรรมดงั รายละเอยี ดตอไปน้ี

ในปจจบุ นั หนวยงานตาง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนไดใหความสําคัญกับการเรียนรูมากข้ึน
โดยเหน็ วาองคก รท่จี ะพฒั นาไปสูสงั คมแหง การเรียนรูไดต องนาํ กระบวนการจดั การความรูไปใชพัฒนา
การทํางานในองคก ร และวิธีการจัดการความรทู ีไ่ ดรับความนยิ มอยา งกวางขวาง คือ การถอดบทเรียน
(Lesson distilled) แนวทางการถอดบทเรียนในเอกสารชุดน้ีไดแนวคิดจากคูมือการถอดบทเรียน
โครงการพัฒนาชมุ ชน และเอกสารอ่นื ๆ ซ่ึงมปี ระเด็นทน่ี า สนใจพอสรปุ ไดดังนี้
ความหมายของการถอดบทเรียน

การถอดบทเรียน คือ การทบทวนหรือสรุปประสบการณการทํางานที่ผานมาในแงมุม
ตางๆ เพ่ือใหเห็นถึงรายละเอียดของเหตุปจจัยทั้งภายในและภายนอก ซึ่งทําใหเกิดผลอยางท่ีเปนอยู
ในปจจบุ นั ท้ังทีส่ าํ เร็จหรอื ลม เหลว หรอื อาจกลาวไดวา การถอดบทเรยี นเปนการสืบคนความรูจากการ
ปฏิบัติงานโดยใชวิธีการสกัดความรูและประสบการณที่ฝงลึกจากกลุมเปาหมายท่ีไดรวมการ
ปฏบิ ัติงาน พรอ มทัง้ บนั ทึกรายละเอยี ดขนั้ ตอนการปฏิบัติงาน ผลการปฏิบัติงาน และความรูใหม ๆ ท่ี
เกิดข้นึ ระหวางการปฏบิ ตั งิ านท้งั ท่สี าํ เร็จหรือลมเหลว เพ่ือเปนแนวทางในการปรับปรุงการปฏิบัติงาน
ใหบรรลเุ ปา หมาย และสามารถเผยแพรศ กึ ษาเรียนรูได
รูปแบบการถอดบทเรยี น

การถอดบทเรยี นโดยทัว่ ไปมี ๒ รปู แบบ คือ
๑) การถอดบทเรียนเฉพาะประเด็น เปนการถอดบทเรียนท่ีเนนเฉพาะกิจกรรม

สําคัญของโครงการ และสามารถนําผลการถอดบทเรียนจากกิจกรรมน้ัน ๆ ไปใชประโยชนในพัฒนา
โครงการใหป ระสบความสาํ เรจ็ ในอนาคต (Best Practice)

๒) การถอดบทเรยี นทั้งโครงการ เปน การถอดบทเรยี นทงั้ ระบบ โดยเรม่ิ ตงั้ แตความ
เปน มาของโครงการ กระบวนการดําเนนิ งาน และผลลัพธเ มอ่ื สิน้ สุดโครงการ

การถอดบทเรียนท้ัง ๒ ลักษณะ ตองใชการวิเคราะหเชิงลึก เชน วิเคราะหดวย
SWOT เพ่ือศึกษาปจ จัยและเงอ่ื นไขทน่ี าํ ไปสูผลของการดาํ เนินโครงการ

๑๒

ข้ันตอนการถอดบทเรยี น ข้ันตอนการถอดบทเรียนมี ๔ ข้ันตอนหลัก ดงั น้ี
๑. ขน้ั เตรียมการถอดบทเรียน
๑.๑. สรางทีมงานถอดบทเรียนที่มีความรูความสามารถในการปฏิบัติงานไดจริง

ประมาณ ๓-๖ คน พรอมท้ังทําคําสั่งแตงต้ังเปนลายลักษณอักษรและประชาสัมพันธใหผูที่เกี่ยวของ
ทราบ

๑.๒. เรียนรูทีมงานถอดบทเรียนโดยสรางความสัมพันธท่ีดีใหเกิดขึ้นภายในทีมงาน
เนน การเคารพซ่ึงกันและกนั ไวว างใจซง่ึ กันและกัน และความเทาเทียมกนั

๑.๓. วิเคราะหโครงการ เพ่ือใหทีมงานมีความเขาใจตรงกันในแตละหัวขอในโครงการ
ไดแก หลกั การและเหตผุ ลของโครงการ วตั ถปุ ระสงคข องโครงการ กลุมเปาหมาย ขั้นตอนการดําเนินงาน
และกจิ กรรมในโครงการ ระยะเวลาในการดําเนินงาน และงบประมาณ

๑.๔. กําหนดบทบาทหนาท่ีของทมี งานถอดบทเรยี น ซ่งึ ประกอบดวยดงั น้ี
- หัวหนาทีมหรือผูเอื้อ เปนผูท่ีทําใหการถอดบทเรียนดําเนินงานไดอยางราบรื่น

และบรรลุเปา หมายที่กําหนด
- ผูอํานวยกระบวนการ เปนผูที่กระตุนใหผูรวมถอดบทเรียนไดแลกเปลี่ยน

ประสบการณและความคดิ เหน็ จากกิจกรรมที่ไดปฏิบัติ ดังนั้น จึงตองมีทักษะในการต้ังคําถามท่ี กระตุน
ใหผ ูรวมถอดบทเรยี นไดว เิ คราะหส าเหตุของความสําเร็จและอปุ สรรคท่ีเกิดข้นึ ในการปฏบิ ัติงาน

- ผูจดบันทึก เปนผูจดบันทึกการแลกเปล่ียนเรียนรู ประสบการณ การอภิปราย
ของผรู ว มถอดบทเรียน พรอ มทง้ั เขยี นเรยี บเรยี งเปนเร่ืองราวใหนาสนใจตั้งแตเ ริ่มตน จนสิน้ สดุ โครงการ

- ผูประสานงาน เปนผูชวยเหลือใหทีมงานถอดบทเรียนมีความสะดวกในการ
ติดตอระหวางสมาชิกทีมงานถอดบทเรียนเพ่ือใหสามารถทํางานรวมกันไดอยางดี รวมทั้งประสานความ
รวมมอื จากบคุ คลภายนอกท่ีเกย่ี วของกบั การถอดบทเรียน

๑.๕. จัดทําแผนภูมิกระบวนการถอดบทเรียนซึ่งประกอบดว ยประเดน็ ตา ง ๆ ดังนี้
- หวั ขอ กจิ กรรมท่ตี องการถอดบทเรียน
- กําหนดกลุมเปาหมายที่เขารวมการถอดบทเรยี น
- เลอื กวิธกี ารถอดบทเรียนทใี่ หเ หมาะสมกับกลุมเปาหมาย
- กําหนดข้นั ตอนในการถอดบทเรยี นตามลําดบั กอนหลงั
- กําหนดประเด็นคําถามทีม่ ีความชดั เจน โดยเรยี งลําดับตั้งแตเรม่ิ ตน จนกระท่ังสน้ิ สุด
- กําหนดผลลัพธท่เี กดิ ขึ้นหลงั จากการถอดบทเรยี น พรอ มจัดทํารายงานสรุป
๑.๖. เลือกเทคนิคการถอดบทเรยี น ควรเปนเทคนิคท่ีชวยใหทีมงานถอดบทเรียนและผู
รวมถอดบทเรียนเกิดการเรียนรูในระหวางการทํางานและไดบทเรียนพัฒนาวิธีการทํางานใหดีขึ้น เชน
เทคนิคการวเิ คราะหห ลงั การปฏิบัติ (After Action Review, AAR)
๑.๗ จดั ทาํ ปฏิทนิ การถอดบทเรียน เพ่ือวางแผนการดําเนินการถอดบทเรียนของแตละ
กิจกรรมตั้งแตเร่ิมตนจนส้ินสุดการดําเนินงาน โดยหัวขอท่ีควรปรากฏในปฏิทินการถอดบทเรียนไดแก
ลําดับที่ของกิจกรรม ประเด็นกิจกรรม ระยะเวลาในการดําเนินงานแตละกิจกรรม ผูรับผิดชอบกิจกรรม
และวสั ดุอปุ กรณท ่ีตองใชในกจิ กรรม

๑๓
๒. ขัน้ ดําเนินการถอดบทเรียน
ทีมงานควรแจงกําหนดการ ระยะเวลาและสถานที่ที่จะดําเนินการถอดบทเรียนให
กลุมเปาหมายที่รวมถอดบทเรียนทราบลวงหนา ในข้ันน้ีประกอบดวย ๒ ขั้นตอนยอย คือ การถอด
บทเรียน และการบันทึกบทเรียน

๒.๑. การถอดบทเรยี นมขี ัน้ ตอนที่สําคัญ ๔ ข้นั ตอน คือ
๑) การสรางบรรยากาศ เพื่อใหผูเขารวมการถอดบทเรียนมีความผอนคลายเปน

กันเอง ซ่ึงอาจใชเพลงหรือเกมในการละลายพฤติกรรม รวมท้ังกระบวนการควรช้ีแจงถึงความเสมอภาค
และสิทธิในการรวมแสดงความคิดเห็นของผูร ว มการถอดบทเรียน

๒) การกําหนดกติกาในการถอดบทเรียนอยางมีสวนรวม โดยกติกาควรครอบคลุม
ประเดน็ ท่สี าํ คญั ดังน้ี

- เปา หมายการถอดบทเรียนคืออะไร มีวตั ถุประสงคเ พื่ออะไร
- วิธีการถอดบทเรียนใชวิธีอะไร เชน ใชการระดมความคิดเห็น เนนการ
แลกเปลีย่ นความคิดเห็น และไมโ ตเ ถยี งหรือทะเลาะววิ าท
- หนาที่ของผูรวมถอดบทเรียนเปนอยางไร เชน ทุกคนใหขอเสนอแนะ
ยอมรับความจริง และเสนอแนะแนวทางการปรบั ปรงุ งานใหดีข้ึน
- ขอพึงระวังในการถอดบทเรียนควรเปนอยางไร เชน ไมตําหนิ และไม
ประเมนิ ผลการปฏิบตั ิงานของผรู ว มถอดบทเรียน
๓) การจัดกิจกรรมอุนเคร่ือง ผูอํานวยกระบวนการชี้แจงใหผูรวมถอดบทเรียน
เขาใจวัตถุประสงคและวิธีดําเนินกิจกรรมเพื่อใหสามารถทบทวนความทรงจําจากการเขารวมกิจกรรมท่ี
ผานมา
๔) การเขาสูประเด็นสําคัญของการถอดบทเรียนเปนข้ันตอนสําคัญในการสกัด
ความรจู ากผรู ว มถอดบทเรียนโดยมีขั้นตอนดังน้ี
- การเลา ประสบการณจากวธิ ีการปฏบิ ัติงานของผรู วมถอดบทเรยี น
- การเปรียบเทียบความแตกตางระหวางวิธีการปฏิบัติงานที่กําหนดใน
แผนปฏบิ ัติงานกบั วิธีการปฏบิ ัติงานจริง
- การวิเคราะหผลการปฏบิ ัติงานทที่ ําไดเปนอยางดี
- การใหข อ เสนอแนะวิธีการปฏบิ ตั งิ านตอไปใหด ขี ้ึน
- การวเิ คราะหอ ปุ สรรคท่ีเกดิ ขึ้นระหวางการปฏบิ ตั ิงาน
- การใหขอ เสนอแนะวธิ ีการปองกันไมใหเกิดอุปสรรคในการปฏบิ ตั งิ าน
- ขอเสนอแนะในส่ิงท่ีควรทําเพมิ่ เติมในการปฏิบตั ิงานทผ่ี านมา
- การประเมนิ ความพึงพอใจผลการปฏิบตั ิงานทผี่ า นมา
ท้ังน้ีผูจดบันทึกตองจดรายละเอียดของขอมูลทุกขั้นตอน บันทึกเสียง พรอมทั้งสังเกต
บรรยากาศในระหวา งการถอดบทเรยี นและจดบนั ทึกไวประกอบการจัดทาํ รายงานการถอดบทเรียน

๑๔

๒.๒ การบนั ทึกบทเรยี น ประกอบดวย ๓ ข้ันตอน คือ
๑) การเตรียมตัวกอนบันทึกบทเรยี น เปนขั้นตอนที่ที่ผจู ดบันทกึ ควรเตรียม ความ

พรอมกอนบันทึกบทเรียนใน ๔ ประเด็นคือ
- ศึกษารายละเอียดของโครงการ/กจิ กรรมทีจ่ ะถอดบทเรยี น
- ศกึ ษารายละเอียดการถอดบทเรยี นเก่ียวกับกรอบแนวคดิ ขน้ั ตอนการถอด

บทเรียน และประเดน็ คําถามท่ีใชใ นการถอดบทเรียน
- จดั เตรียมอุปกรณในการบนั ทกึ การถอดบทเรียน และ
- เตรียมความพรอมดา นทางดานรางกายจิตใจฃ

๒) การบันทึกขอมลู การถอดบทเรยี น ขอมูลท่ีตองจดบันทึกระหวางการถอด
บทเรียน คือ

- ขอ มูลขนั้ ตอนและวิธกี ารจัดกิจกรรมถอดบทเรยี น
- ขอ มลู การเลาเรื่อง การวิเคราะหแ ละการอภปิ รายของผรู ว มถอดบทเรยี น
- ขอมลู บรรยากาศระหวา งการถอดบทเรยี น
๓) การสรุปและรายงานการถอดบทเรียน ผูจดบันทึกตองอานรายงานการถอด
บทเรียนใหท่ีประชุมของผูรวมถอดบทเรียนและทีมงานการถอดบทเรียนไดรับทราบขอมูลที่จดบันทึกไว
เพ่ือใหมีการปรับแกและเพ่ิมเติมใหขอมูลมีความสมบูรณย่ิงข้ึน โดยบทเรียนที่ถอดไดตองไดรับการสรุป
ใหเ ห็นอยางนอ ย ๒ ประเด็นคอื
- อะไรคือส่ิงที่ดีอยูแลวและควรทําตอไปเพื่อกลับไปวางแผนพัฒนา ลงมือทํา
ตามดว ยการวิจยั ใหกา วหนาตอเนื่องเปน D&R (Development and Research)
- อะไรคือสิ่งที่ยังบกพรองเปนจุดออน และควรจะปรับปรุงอยางไร มีความรู
พอที่จะปรับปรุงหรือไม ถาไม ควรทําวิจัยเพ่ือหาแนวทางปรับปรุงเปนการวิจัยแลวพัฒนา แบบ R&D
(Research & Development) ทั้งน้ี D&R และ R&D ควรเปนการวิจัยแบบ PAR (Participatory Action
Research) ท่เี นนกระบวนการเรยี นรูข องคนทั้งหมด
๓. ขัน้ เขยี นรายงานการถอดบทเรียน
ในขัน้ ตอนน้ีควรแบงเปน ๓ หัวขอ หลกั ดังน้ี
๓.๑ ความเปนมาของโครงการ/กิจกรรมที่จะถอดบทเรียน วัตถุประสงคของการถอด
บทเรียน
๓.๒ การเตรียมการถอดบทเรียน เปนการเลารายละเอียดของขั้นตอนตาง ๆ ในขอ
๑.๑-๑.๗ ซึ่งไดแก วิธีการ ทีมงาน บทบาทหนาที่ กรอบแนวคิด เทคนิคการถอดบทเรียน กลุมเปาหมาย
ท่รี ว มถอดบทเรียน และปฏิทินการการถอดบทเรียน
๓.๓ เน้ือเร่ืองการดําเนินการถอดบทเรียน เปนการเลาสรุปรายละเอียดการดําเนินการ
ถอดบทเรียน ในขน้ั ตอนท่ี ๒ ซง่ึ ครอบคลมุ
- ประสบการณจ ากวิธีการปฏิบัติงานจรงิ ของผูรวมถอดบทเรียน
- วิธีการปฏิบัติงานที่กาํ หนดในแผนปฏิบตั ิงาน
- เปรียบเทียบความแตกตาง

๑๕

- สิง่ ทีท่ ําไดเปนอยางดจี ากการปฏิบตั ิ
- ขอเสนอแนะวิธกี ารปฏบิ ตั ิงานตอไปใหด ีขนึ้
- ปญหาอปุ สรรคท่เี กิดข้นึ ระหวา งการปฏิบัติงาน
- ขอเสนอแนะวิธีการปองกันไมใหเกิดอุปสรรคในการปฏบิ ัตงิ าน
- ขอเสนอแนะในสิ่งที่ควรทําเพ่ิมเติมในการปฏิบัติงานท่ีผานมา
- ประเมินความพึงพอใจผลการปฏบิ ัตงิ านท่ีผานมา
๔. ข้ันตดิ ตามการนําบทเรียนไปใชประโยชน
ในขั้นตอนนี้ใหความสําคัญกับการนําบทเรียนที่เรียนรูจากการปฏิบัติงานไปใชเพ่ือใหการ
ปฏิบัติงานตอไปมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลมากย่ิงขึ้น ดังนั้นหัวหนาทีมหรือผูเอื้อควรไดมีการ
นิเทศกํากับติดตามการดําเนินงานอยางตอเน่ืองเปนระยะ ๆ เพ่ือตรวจสอบวาไดมีการนําบทเรียนไปใช
ประโยชนหรอื ไมเพียงไร เพราะอะไร (ที่มา : ดร.รัตนา ดวงแกว ศึกษานิเทศก สพท.กทม.๑ แหลงขอมูล
คูมือการถอดบทเรียนโครงการพัฒนาชุมชน (Online). Retrieved September 1st, 2008, from
ภาคปฏบิ ัติการ กระบวนการถอดบทเรยี น)
ภาคปฏบิ ตั ิ
ตรวจสอบความเขาใจพ้ืนฐานเกี่ยวกับโครงการหมบู านรักษาศลี ๕
๑) ทานคดิ วาอะไรเปน ปจจัยของความสําเรจ็ ?
- ระดับชมุ ชน
- ระดับหนวยงาน/องคกร
๒) ผเู ขา รวมอบรม จะแบงเปน กลุมหรือไมก ็ได
- ใชเทคนิค “บตั รคํา” เพ่ือเขียนคําตอบ ๑ คําตอบตอ ๑ บัตรคํา
- แจกบัตรคํา ๒ บัตรคํา สแี ตกตา ง เพื่องายตอการแยกตามหัวขอ ระดบั ชุมชน
และระดับหนวยงาน
- ปากกาเคมี หรือ ปากกาลูกลืน่
- กระดาษกาวยน สาํ หรับติดบอรด
- บอรด สาํ หรับติด

๔.๑ “Mindset” ทด่ี ีนน้ั จะสามารถชว ยสง เสรมิ ใหเ ราประสบความสาํ เร็จในชวี ติ
ได โดยเขาไดแบง ประเภทของคนออกตาม Mindset เปน ๒ ประเภทใหญๆ คือ “Fixed Mindset”
กับ “Growth Mindset”

คนประเภท “Fixed Mindset” นัน้ ก็คือคนทมี่ คี วามคดิ ที่วา ความเกง ความฉลาดน้ันมี
ติดตัวมาแตกําเนิด เปลี่ยนแปลงไมได คนประเภทน้ีจะชอบทํางานงาย ๆ ที่ไมตองใชความพยายาม
มาก และหลีกหนีอุปสรรคเสมอ เปนคนทําอะไรก็ชอบที่จะลมเลิกงาย ๆ ชอบโทษคนอ่ืน และมี
ความคิดวาจะตองเลือกทําแตงานท่ีตัวเองถนัดเทานั้น แตก็จะชอบแสดงออกวาตัวเองเปนคนฉลาด
อีกทั้งยังมีการปองกันตนเองสูง ถาถูกวิจารณตรง ๆ ก็จะมองวาเปนการโจมตีทันที และมองวา

๑๖
ความสําเร็จของคนอนื่ เปนสิง่ คกุ คามตวั เอง ก็จะพยายามสรา งเรือ่ งราวใหค นนนั้ ดไู มดี เพื่อตัวเองจะได
สบายใจขน้ึ ซงึ่ ดๆู ไปก็เหมอื นคําทใ่ี ชอธิบายคนมองโลกในแงล บนะ

คนอีกประเภทก็คือ “Growth Mindset” ก็จะตรงกันขาม คือเช่ือวาคนเราสามารถ
เรียนรูอะไรใหม ๆ ไดเสมอ ถึงแมวาจะเปนเรื่องท่ียากมาก ๆ และเปนคนท่ียอมรับไดวาตัวเองไมรู
หรือวาโงนั่นเอง เวลาทํางานก็จะทุมเทสุดความสามารถ แตขอเสียก็คือมักจะเล่ียงงานท่ีงายไปหรือ
งานที่เคยทาํ มาแลว มองอปุ สรรคตา ง ๆ วาเปน โอกาสในการเรียนรู ชอบทจี่ ะทําอะไรใหม ๆ ท่ีทาทาย
ตัวเอง และเขาใจวาทุกอยางตองใชความพยายามและเวลาในการทํา ชอบฟงคําวิจารณเพ่ือนําไป
ปรับปรุง มองความสําเร็จของคนอื่นดวยความชื่นชมและใชเปนแรงบันดาลใจ ซึ่งก็เหมือนกับ
คําอธิบายของคนที่มองโลกในแงบวก

สําหรับสมองเราน้ันเหมือนกลามเน้ือ ถาเราฝกฝนอยูเปนประจํา ก็จะทําใหมันแข็งแรง
และทํางานไดดีข้ึนไมตางจากออกกําลังกาย โดยไดมีการพิสูจนกับคนที่ทํางานเดิม ๆ อยูเปนประจํา
เชน คนขับรถแท็กซี่ พบวาจะมีสมองบางสวนที่ใชสําหรับการรับรูดานการมองใหญกวาคนปกติทั่วไป
เปน ตน

การพัฒนาของสมองจะเกิดข้ึนโดยการสรางเสนประสาทเชื่อมโยงความรูตาง ๆ เขาไว
ดวยกนั ยง่ิ สมองสามารถเชอื่ มตอ กันไดม ากแคไหนก็จะทําใหเรายิ่งฉลาดมากขึ้นเทานั้น เราจะมีความ
เขาใจเรื่องตาง ๆ มากขึ้น เมื่อเห็นทุกอยางสัมพันธกันไปหมด ฉะนั้น ถาเราเปนคนที่มี Mindset ท่ีดี
สมองก็จะเชื่อมโยงประสบการณตาง ๆ ในทางที่เปนบวก ก็จะทําใหการพัฒนาทั้งดานความคิด
ปญ ญา การตอบสนองตอ ปญ หาไปในแนวบวกเชน เดยี วกัน จึงทาํ ใหเรามีประสิทธิภาพในทางบวกมาก
ข้ึน (สามารถพัฒนาไปทางลบไดเ ชนเดยี วกนั ถาเราคอยแตจ ะคดิ หรอื ฝกฝนสมองไปในทางลบ)

ตัวอยางขางตนมีการศึกษาวา คนที่ทําอะไรไมสําเร็จบอย ๆ นั้น จะกลายเปนคนที่ทํา
อะไรก็ไมสําเร็จไปตลอดชีวิต ตรงกันขามกับคนท่ีทําอะไรสําเร็จ เขาก็จะทําสําเร็จอยูอยางนั้นเสมอ
คนที่ไมส าํ เร็จนั้น จะเร่ิมทํางานดวยความเชื่อท่ีวา ทํามันไมไดตั้งแตตนอยูแลว และพอเชื่อวาทําไมได
แลว ก็จะไมไดลงแรงกับมันอยางเต็มท่ี แลวก็ลมเลิกงายๆ สุดทายก็จะบอกวา “น่ีไง วาแลว วามัน
ตองไมสําเร็จ” ซึ่งจะยิง่ พอใจจนคิดวาตวั เองคิดถูก แลวพอไมสําเร็จแบบนี้ เรื่องใหมมาก็จะมีแนวโนม
ท่ีจะไมสําเร็จเหมือนกัน เพราะจะคิดลึกๆ วาเขาทําไมไดหรอก สุดทายก็จะอยูในวังวนแหงความไม
สาํ เรจ็ ตอ ไปเรื่อย ๆ

ตรงขามกับคนที่ประสบความสําเร็จ จะมีความเช่ือวายังไง ๆ ก็ตองทํามันไดแนนอน ไม
วาจะยากแคไหน ขอใหไดทุมเทและพยายามกับมันรับรองวาสําเร็จแนนอน คิดแบบนี้ก็จะไมทอแท
หรือลมเลกิ งา ย ๆ เม่อื เจออปุ สรรคกแ็ กไขไป จะไมม จี ดุ ทีว่ า มันทําตอไปไมไดแลวเกิดข้ึน สุดทายก็ตอง
ทําสําเร็จแนน อน แลว พวกนี้พอสาํ เร็จไปเร่ืองหน่ึงก็จะม่ันใจมากข้ึน เม่ือทําเรื่องใหม ๆ ก็จะสําเร็จอีก
เหมอื นกนั สดุ ทายก็จะอยูใ นวงั วนของความสาํ เร็จไปเรือ่ ย ๆ แบบน้ี

๑๗

ภาคปฏิบัตกิ ารปรบั เปลี่ยนกระบวนทัศน
การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศนกอนเขาสูบทเรียนในโมดูล (Module) ถัดไป โดยเริ่มจาก
ถาม “ความคาดหวัง” ของผูเขารวมอบรมที่มีตอหลักสูตร โดยผูเขารวมอบรมจะแบงเปนกลุมหรือไม
ก็ได และใชเทคนิคบัตรคําเพ่ือเขียนสิ่งที่คาดหวัง ๑ อยาง แลวสงคือวิทยากรกลุม หรือ นําไปติด
บอรด จากน้ัน วิทยากรกลุมนําบัตรคําจัดหมวดหมูตามประเด็นที่คลายกัน และใหวิทยากรหลักอาน
ความคาดหวังทุกประเด็น เพ่ือทีมวิทยากรนําความคาดหวังมาสรุปงานของวันแรก และวางแผนปรับ
กิจกรรม ปรบั เนอื้ หาใหส อดคลอ งกบั ความตอ งการและความคาดหวงั ของผูเขารว มอบรม

คน หาความหวงั ของผูเขา อบรม

แบงกลมุ หรอื ไมแ บงกไ็ ด ใชเทคนิคบตั รคําบอกความคาดหวัง

วิเคราะห ถอดประเดน็ ความคาดหวงั

ทีมวิทยากรรวบรวมบตั รคํา จดั หมวดหมูต ามประเดน็ ความคาดหวงั

สรปุ วางแผน ปรบั ปรงุ

ทีมวิทยากรประเมนิ ผอู บรม สรปุ กจิ กรรม วางแผนการดําเนินงานในกิจกรรมตอ ไป
และสรุปประเดน็ ความคาดหวงั

ตารางที่ ๑ ตัวอยางถอดบทเรียนพระสงฆตน แบบนักพัฒนา กระบวนการ ๑๘
ลําดบั คณะทาํ งาน/ ปรากฏการณป ญหา /
ผลทไี่ ดร ับ
พนื้ ที่ กิจกรรม ชุมชนพึ่งตนเอง และมี
๑ พระครูสุจิณนันท เนื่องจากการที่ไดพบ ก า ร พั ฒ น า อ ย า ง ยั่ ง ยื น
เขากับบริบทของปรัชญา
กิจ (พระอาจารย ป ญ ห า ที่ เ กิ ด ขึ้ น ใ น เศรษฐกิจพอเพยี ง
สมคิด จารณธัม ชุมชนมาโดยตลอด ทั้ง
โม) เจา อาวาสวัด ป ญ ห า ท า ง ด า น
โปงคํา จังหวัด เศรษฐกิจ ดานสังคม
นาน แ ล ะ ป ญ ห า ด า น

ท รั พ ย า ก ร ธ ร ร ม ช า ติ
ส่ิ ง แ ว ด ล อ ม ค ว า ม
ยากจนของชาวบาน

๒ คณะสงฆจังหวัด ปญหาเศรษฐกิจใน ๑. สรางกระบวนการทํางานระหวา งพระสงฆ กับ ประชาชนในชมุ ชน ชุมชนเกิดกิจกรรมออม
นา น ระดับครัวเรือน ปญหา ๒. วิเคราะหกระบวนการบริหารจัดการชุมชนในเวทีเสาวนาสังฆประชารวม เงินในรูปเงินสัจจะและมี
การขาดแคลนเงินทุน พัฒนาสัมมาชีพเพื่อความเขมแข็งของชมุ ชน ทั ก ษ ะ ค ว า ม รู ก า ร
ในการประกอบอาชีพ ๓. การสงเสริมชุมชนเปาหมาย การพัฒนาดานสัมมนาชีพในชุมชน ใหมีความ บ ริ ห า ร เ งิ น ทุ น เ พื่ อ
และปญหาหนส้ี นิ สามคั คี การทํางานรว มกัน และการชวยเหลือซ่ึงกันและกัน ระหวางพระสงฆกับ ส า ม า ร ถ พิ จ า ร ณ า
ชมุ ชนในจงั หวดั นาน สนับสนุนการชวยเหลือ
ในการประกอบสัมมาชีพ

๑๘

๑๙

ลาํ ดบั คณะทาํ งาน/ ปรากฏการณป ญหา / กระบวนการ ผลท่ไี ดรับ
พน้ื ที่ กิจกรรม
และสวัสดกิ ารของสมาชิก
๓ คณะสงฆจังหวัด ปญหาสุขภาพของคน ๑. ประชมุ คณะทํางานเพ่ือสรางความเขาใจใหไปในทิศทางเดยี วกนั ตนแบบการสรางภาคี
พะเยา ในชมุ ชน เนื่องจาก ติด ๒. วางแผนปฏบิ ัติการ ดงั นี้ เครอื ขาย
เ ห ล า แ ล ะ ก า ร ใ ช ระยะที่ ๑ เตรียมการ
สารเคมีภาคเกษตร ขั้นที่ ๑ การแสวงหาจุดรวม: ชุมชนคนหาความตองการของชุมชน
ค น ห า
อัตลกั ษณ ทนุ ทางวัฒนธรรมของชุมชน
ข้ันท่ี ๒ การรวมคิด รวมทํา “แกนนําชุมชน” ชาวบานในชุมชน
รวมกับคณะทํางานจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ/เวทีประชาคมเพื่อระดม
ความคิด รวมกันวางแผนงาน กําหนดข้ันตอน และวิธีการขับเคล่ือนโครงการ
ศาสตรพระราชาสรางชุมชนแหงความสุขดวยพลังบวร โดยจัดทําแผนงาน /
โครงการ กําหนดกิจกรรม เวลา สถานที่ และวิธีการดําเนินงาน กําหนดปจจัย
แหงความสําเร็จ การส่ือสาร /ประชาสัมพันธ และกําหนดวิธีการตรวจสอบ
ตดิ ตามผลการดําเนนิ งานใหบรรลวุ ัตถปุ ระสงค ตามแผนงาน/โครงการ
ขั้นที่ ๓ การแสวงหาเครือขาย ประสานความรวมมือภาคีเครือขาย
หนวยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งใน และนอกพื้นท่ีรวม
สนับสนุนการดําเนินงานทั้งดานความรูทางวิชาการ บุคลากร สถานท่ี วัสดุ/
อปุ กรณ และงบประมาณ
ข้ันที่ ๔ แตงต้ังคณะทํางาน กําหนดบทบาทหนาที่ และภารกิจ เพื่อ
ขับเคลอื่ นโครงการใหเ ปนไปอยางมีประสิทธิภาพ

๑๙

ลาํ ดับ คณะทาํ งาน/ ปรากฏการณป ญหา / กระบวนการ ๒๐
พื้นท่ี กจิ กรรม ผลทไ่ี ดร ับ

ระยะที่ ๒ การปฏบิ ัติการในพน้ื ที่
ขั้นที่ ๕ การดําเนินงาน ดําเนินงานขับเคล่ือนโครงการฯ เปนไปอยางมี
ประสิทธภิ าพและบรรลุตามวัตถุประสงค
ข้ันที่ ๖ การตรวจสอบ-ประเมินผล การกํากับติดตามการดําเนินการ
โครงการ/กิจกรรม โดยคณะทํางาน/อาสาสมัคร กํากับติดตามผล การดําเนินงาน
ประเมินผลการดําเนินงานตามตัวชี้วัดของโครงการฯ ตามพ้ืนที่/คุมบานท่ีไดรับ
มอบหมายและรายงานความกาวหนา ผลการดําเนินงานในการประชุม
คณะทํางานฯ
ข้ันที่ ๗ การปรับปรุงและพัฒนา คณะทํางานฯ มีการประชุม ติดตาม
ผลการดําเนินงานโครงการ/กิจกรรมอยางตอเน่ือง เพ่ือรับทราบผล การ
ดําเนินงาน รับทราบปญหา/อุปสรรคและรวมแกไขปญหา / ในกรณี การ
ดําเนินงานจัดกิจกรรมประสบผลสําเร็จ มีการเผยแพร ประชาสัมพันธและ ให
ขวัญกําลงั ใจแกผูปฏิบตั ิงานอยา งสมํ่าเสมอ
ระยะท่ี ๓ การสรปุ ผลและขยายผล
ข้ันที่ ๘ การสรุปผล เมื่อเสร็จส้ินกิจกรรมภายใตโครงการคณะทํางาน
ทาํ รายงานและสรปุ ผลการดําเนินการโครงการฯ เพอื่ รวบรวมนําเสนอผูเ ก่ียวของ
ข้ันที่ ๙ การขยายผล คณะทํางานสรุปและประเมินผล การดําเนินงาน
โครงการศาสตรพระราชาสรางชุมชนแหงความสุขดวยพลังบวรเสนอผูมีสวน
เกี่ยวของ รวมทั้งพิจารณาวางแผนขยายผลการดําเนินงานและบูรณาการความ
รวมมือ

๒๐

๒๑

ลําดับ คณะทาํ งาน/ ปรากฏการณป ญหา / กระบวนการ ผลทไี่ ดร ับ
พนื้ ที่ กจิ กรรม
๔ จังหวัดลาํ พนู กิจกรรม :- ขับเคล่ือนภายใตชุดกิจกรรมเดียวกันกลาว คือ กิจกรรมคายแกนนําดีศรีลําพูน งานดานศาสนสงเคราะห
- ชมรมกลาดีศรีลําพูน กิจกรรมอาสาทาํ ความดี กิจกรรมรวมพลคนกลาดีศรีลําพูน รวมกลุมผูใหญใจดี
กลุมเปาหมาย คือ จากภาคราชการ ภาคประชาชนมีจิตอาสาดวงเดียวกันท่ีมีตอผูปวยติดเตียงดวย
เ ค รื อ ข า ย เ ด็ ก การต้ังกองทุน “เอสราเพื่อผูปวยติดเตียงอําเภอเมือง จังหวัดลําพูน” ดูแล ให
เ ย า ว ช น ใ น ความรูแกผูดูแลผูปวย และผูปวยติดเตียงเปนวิทยาทาน มีการระดมทุนจาก
ส ถ า น ศึ ก ษ า ๑ ๗ สาธารณชนผูใจบุญทั่วไปเพ่ือจัดหาและทําการมอบที่นอนลม ทําการมอบเคร่ือง
แหงท่ัวจงั หวดั ลําพูน ผลิตออกซิเจนใหแกผูสูงอายุท่ีมีรายไดนอยทั่วพื้นท่ีอําเภอเมือง จังหวัดลําพูน
- กองทุนเอสราเพ่ือ และมองเหน็ ปญ หาการเขาถงึ แหลงทุนเพื่อการพัฒนา คุณภาพชีวิตในทุกมิติ ท้ัง
ผู ป ว ย ติ ด เ ตี ย ง ดานการศกึ ษา การประกอบสัมมาชีพ การลดภาระหนสี้ ินในครัวเรือน
อาํ เภอเมือง
๕ พ ร ะ ม ห า ‘จีวรรีไซเคิล’ หน่ึงเดียว พระมหาประนอมปรึกษาหาวิธีการกับผูหลักผูใหญในชุมชน มีโครงการ ผลที่ชัดเจนคือ คนใน
ป ร ะ น อ ม ธ มฺ ในเมอื งไทย ‘OUR Khung BangKachao’ ซ่ึงเกิดขึ้นภายใตความรวมมือ ๓๔ หนวยงาน ชุมชนมีงานทํา โดยวัดได
มาลงกฺ าโร รวมถึงมูลนิธิชัยพัฒนา และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จํากัด หรือ GC ที่ พยายามสงเคราะหคน
รองเจาอาวาสวัด ตองการพัฒนาคุงบางกะเจาใหเปนตนแบบสีเขียวและแกปญหาขยะในชุมชน พิการ คนตกงานใหมีงาน
จากแดง อําเภอ รวมถึงพฒั นาวิถชี ีวิตความเปนอยูและการเติบโตทางเศรษฐกิจของคนในทองถิ่น ทํา หรือ ฝกอาชีพให
พระประแดง ใหดีย่ิงขึ้น หลังจากนั้นทางวัดและทาง GC จึงแบงหนาที่กันผานโมเดลตนน้ํา หรือ ใหฝกทํากิจกรรมท่ี
จั ง ห วั ด กลางนํ้า ปลายน้ํา เปน ประโยชนตอสวนรวม
สมทุ รปราการ กลาวคือ ทางวัดทําหนาท่ีเปนตนน้ํา เก็บรวบรวมขยะ นํามาทําความ เชน การมาชวยคัดแยก
สะอาด และอัดเปนกอ น ขยะ ดัดแปลงเปนของใช
เพ่ือสงตอให กลางนํ้า คือ GC ท่ีจะนํากอนพลาสติกเขาโรงงานผลิตผา ตาง ๆ วัดจายคาแรง

๒๑

๒๒

ลาํ ดับ คณะทํางาน/ ปรากฏการณปญหา / กระบวนการ ผลทีไ่ ดรับ
พื้นท่ี กจิ กรรม
มวน ผานกระบวนการ Upcycling หรือ การชะลอการเกิดขยะ ดวยการนํา ชุมชนไดรวมกําจัดขยะ
นวัตกรรมและไอเดียเขามาแปรรูปเพิ่มมูลคาใหของเหลือใช เพ่ือใหกลับมาใช พลาสติกไปดวยกัน และ
ประโยชนไดใหม สรางประโยชนจากขยะ
โดยนําขยะขวดนํ้าพลาสติกมาแปรรูปเปนเม็ดพลาสติก ผสานกับเสนใย
โพลีเอสเตอร เรยอน (Polyester Rayon) เสนใยฝาย และเสนใยโพลีเอสเตอร
ซิงค แอนตี้แบคทีเรีย (Polyester Zinc Antibacterial) ท่ีสามารถปองกัน
แบคทีเรีย ลดกล่ินอับ มีความนุม โปรงสบาย กอนจะนําไปยอมสีราชนิยมตาม
พระวนิ ยั
แลวสงมวนผามาให ปลายน้ํา คือทางวัดตัดเย็บจีวรตามพระวินัย และ
จดั จําหนา ยจีวรในรานสังฆทานและสงใหต วั แทนจาํ หนายตาง ๆ
จากขยะพลาสติก
ท่ี เ ค ย ล อ ย ม า
เกลื่อนเต็มตลิ่ง ใน
ท่ี สุ ด ข ว ด เ ห ล า น้ี
๑ ๕ ข ว ด ก็
สามารถผลิตจีวรรี
ไซเคิลที่ใชงานได
จริง ๑ ผืน
๖ พระครูบาศุภณัฐ ชุมชนบานหลายงาว เปนที่ตั้งของศูนยพืชสมุนไพรทางเลือก ศูนยเรียนรูเชิงนิเวศและศูนย ชุมชนไดทํากิจกรรม
นาคเสโน หรือ เ ป น ชุ ม ช น เ ข ม แ ข็ ง วัฒนธรรม ๑๐ ชนเผา ซึ่งชาวชนเผาชาติพันธุใชเปนสถานท่ีรวมกิจกรรมทาง รวมกัน และมีรายได ใน

๒๒

๒๓

ลาํ ดับ คณะทํางาน/ ปรากฏการณป ญหา / กระบวนการ ผลที่ไดร ับ
พ้นื ที่ กจิ กรรม
“ครบู าหนุม” เจา ไดรับคัดสรร รับรางวัล ศาสนา วัฒนธรรมของแตละชนชาติพันธุเปนวิทยากรใหขอมูลและแสดงธรรมกับ พน้ื ท่ีสว นรวม
สํ า นั ก ป ฏิ บั ติ ช น ะ เ ลิ ศ ห มู บ า น ผไู ปเยอื น ลดความเหล่ือมล้ําของ
ธรรมดอยสันกู เ ศ ร ษ ฐ กิ จ พ อ เ พี ย ง นอกจากนี้ ชุมชนไดใช “เฮือนฮอมฮัก” (บานรวมรัก) สํานักปฏิบัติธรรมดอย คนในชุมชน รวมกันสราง
พระธาตุ ๑๒ ราศี ตนแบบ “อยูเย็น เปน สันกู พระธาตุ ๑๒ ราศี ซ่ึงตั้งอยูที่วัดแหงน้ีเปนสถานที่เรียนรูตนแบบ เชน ปลูก กิจกรรมสานสัมพันธ
อ นุ ญ า ต ใ ห ใ ช สุข”ประจําป ๒๕๖๒ พืชผักสมุนไพรปลอดสารพิษแบบชีวภาพ เพ่ือใหชุมชนนําวิธีไปใชในการ และเลกเปล่ียนความรู
สถานที่ของสํานัก ของจังหวัดเชียงราย รับประทานในครอบครัว เหลือก็สงขาย สวนพืชสมุนไพรใชในการบําบัดและ และวิถีการดําเนินชีวิต
ปฏิบัติธรรมเปน รักษา จะมีผูเช่ียวชาญเปนผูดูแลและฝกสอนวิธีให นําเอาเอกลักษณในการทอผา ทําใหเกิดเปนตนแบบ
ศู นย กล างการ แบบโบราณกวา ๑๐๐ ป มาฝกสอนคนรุนใหมใหสืบตอ เพื่อสรางรายไดและ สั ม ม า ชี พ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
เรียนรู ใชรูปแบบ อนุรักษใหคงอยูตอไป ขณะเดียวกันเยาวชน ประชาชนในชุมชน หรือ พอเพียง
“บวร” (บาน วัด นักทองเที่ยว ก็ไดเรียนรูรวมจัดกิจกรรมทางศาสนา เรียนรูวัฒนธรรมของชนเผา
โรงเรียน) ชาติพันธุทุก ๆ เดือน รวมทั้งกิจกรรมประเพณีทางพุทธศาสนา เพื่อใหเด็กยึด
หลักศีลธรรมใน
การดํ ารงชี วิ ต
ร ว ม อ นุ รั ก ษ
ส่ิ ง แ ว ด ล อ ม
ส า ม า ร ถ นํ า
ความรูไปตอยอด
กิจกรรมอ่ืนตอไป

๒๓

๒๔

Module ๒ : เทคนิคและเครือ่ งมือการทํางานพฒั นาเพ่ือขบั เคลอื่ นหมบู านรักษาศีล ๕
ในชุมชน

สาระสําคญั
การฝกทักษะผูเขาอบรมใหสามารถวิเคราะหชุมชนของตนเองได เห็นวิถีชุมชน

ความสัมพันธของชุมชน ทั้งดานการจัดการพ้ืนที่ปลอดภัยและพ้ืนท่ีสุมเสี่ยงตอการละเมิดศีล ๕
ความสัมพันธของแหลงอบายมุข ความสัมพันธดานครอบครัวและเครือญาติ โครงสรางองคกรที่เปน
ทางการและองคกรธรรมชาติ ปญหาสุขภาพในชุมชนที่สัมพันธกับศีล ๕ ปฏิทินกิจกรรมในชุมชนท่ี
เกยี่ วของกบั ศลี ๕
จุดมงุ หมายของกจิ กรรม

ผูเขาอบรมมีความรูความเขาใจเก่ียวกับ“เทคนิคและเคร่ืองมือการทํางานพัฒนาเพ่ือ
ขับเคล่ือนหมูบานรักษาศีล ๕ ในชุมชน” ในการทํางานกับชุมชนโดยใชเครื่องมือ ๙ ชิ้น เพื่อการ
ขบั เคลือ่ นหมบู า นรักษาศีล ๕
วัตถปุ ระสงค

๑) ดานความรู : ผูเขาอบรมไดทราบหลักการสําคัญจากการใชเคร่ืองมือ ๙ ช้ินและ
เทคนคิ การทาํ งานรวมกับชุมชน

๒) ดา นความเขาใจ : ผเู ขา อบรมไดเกิดความเขาใจในทักษะเก่ียวกับการใช“เครื่องมือ ๙
ชิ้น กบั วิถีทอ งถิน่ ศลี ๕” และเทคนิคการทาํ งานรวมกับชมุ ชน

๓) ดานทักษะ : ผูเขาอบรมสามารถประยุกตใช “เครื่องมือ ๙ ชิ้น กับ วิถีทองถิ่นศีล
๕” กับกลุมเปา หมายไดอยา งมีประสิทธิภาพ

๔) ดานการนําไปใช : ผูเขาอบรมเกิดแรงบันดาลใจและรวมเปนสวนหน่ึงในการ
ขับเคลื่อนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ เสริมสรางสันติสุขท้ังแกตนเองและชุมชนดวยการใช
“เครือ่ งมือ ๙ ชิน้ กบั วิถที องถนิ่ ศีล ๕”
สอื่ การอบรม/อุปกรณท ต่ี องใช

๑) กระดาษฟลปิ ชารต + บอรด
๒) ปากกาเมจิก หรือ ปากกาสี
๓) สชี อลค
๔) กระดาษสี A ๔
๕) ใบงานความรู
แนวทางการจดั กิจกรรม
๑. Workshop การบรรยายใหความรูการทํางานรวมกับชุมชนดวย “เคร่ืองมือ ๙ ช้ิน
กับ วิถีทองถ่ินศีล ๕” รวมกับการเรียนรูเทคนิคการทํางานรวมกับชุมชน โดยทีมวิทยากร
ประกอบดวย พระมหาประกาศติ สริ ิเมโธ,ดร. ดร.โกศล จึงเสถียรทรัพย ดร.พทุ ธชาติ แผนสมบุญ

๒๕

๒. Workshop การฝกปฏิบัติการ ลงพ้ืนที่ฝกปฏิบัติใช “เครื่องมือ ๙ ช้ิน กับ วิถี
ทองถิ่นศีล ๕” คือ ๑) แผนท่ีเดินดิน ๒) ผังเครือญาติ ๓) โครงสรางองคกรชุมชน ๔) ระบบสุขภาพ
ชุมชน ๕) ปฎิทินชุมชน ๖) ประวัติศาสตรชุมชน ๗) ระบบส่ือสารชุมชน ๘) ตารางทุนชุมชน และ
๙) เร่ืองเลาศีล ๕

๓. การฝก ปฏิบตั กิ าร การลงพ้นื ท่ดี ว ยเทคนิคการทาํ งานรวมกบั ชมุ ชน โดยแบงกลุมยอย
ออกเปน ๙ กลมุ กลมุ ละ ๑๕-๒๐ รปู /คน โดยใหโจทยใ นการเขา ไปเรยี นรชู ุมชน

๔. Workshop การจัดเวทีสานเสวนาแลกเปล่ียนประสบการณเรียนรูภาคสนาม จาก
การใช “เครอ่ื งมอื ๙ ช้ิน กบั วิถที องถ่นิ ศลี ๕” เทคนคิ การทํางานรว มกับชมุ ชน
เครือ่ งมือ ๙ ช้นิ กับ วถิ ีทอ งถ่นิ ศลี ๕

การขับเคล่อื นโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ จําเปนตองบูรณาการหลักการในศีล ๕ เขาสู
ชุมชนในแตละพื้นที่ซึ่งมีปจจัยแวดลอมท่ีแตกตางกันตามบริบทของชุมชนในพื้นท่ีนั้น ๆ เคร่ืองมือ ๙
ช้ิน กับ วิถีทองถิ่นศีล ๕ จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพ่ือความสะดวกในการเรียนรูและทําความเขาใจชุมชน
อันจะเปนพื้นฐานไปสูการสรางความเขมแข็งและดึงศักยภาพของชุมชนออกมาเพ่ือสงเสริมการ
ขับเคลือ่ นโครงการหมบู า นรกั ษาศีล ๕ โดยประกอบดวยเคร่อื งมอื ๙ ชิน้ ดงั น้ี

เครื่องมอื ชิน้ ที่ ๑ แผนท่ีเดินดนิ
เครือ่ งมอื ชนิ้ ที่ ๒ ผงั เครอื ญาติ
เคร่ืองมอื ช้ินที่ ๓ โครงสรางองคก รชมุ ชน
เครอ่ื งมอื ชน้ิ ที่ ๔ ระบบสุขภาพชุมชน
เครื่องมือชน้ิ ท่ี ๕ ปฎทิ ินชมุ ชน
เคร่ืองมือชน้ิ ท่ี ๖ ประวตั ิศาสตรช ุมชน
เคร่ืองมือช้ินท่ี ๗ ระบบสื่อสารชุมชน
เครือ่ งมอื ชน้ิ ที่ ๘ ตารางทุนชุมชน
เครอ่ื งมอื ชิ้นที่ ๙ เรอื่ งเลาศลี ๕
การนําเครื่องมอื ไปลงปฏบิ ัติการในชมุ ชน นอกจากการทําความเขาใจหลักการสําคัญของ
เครื่องมือแลว ยังตองสังเกตองคประกอบแวดลอมและปรากฏการณปลีกยอย ที่อาจนําไปสูขอมูลท่ี
สําคัญ ดังนน้ั การนําเครื่องมอื ไปใชง านจงึ นบั เปน ศิลปะที่ไมมคี าํ ตอบตายตวั

๑) เคร่อื งมือช้นิ ที่ ๑ : แผนทเ่ี ดนิ ดนิ
การจะเขาใจวถิ ีชีวติ และความหมาย ความเปนอยูของสมาชิกในชุมชนนั้นส่ิงท่ีสําคัญท่ีสุด

คือ การพาตัวเองเขาไปในโลกของชุมชน การรูจักโลกทางกายภาพดวยการทําแผนที่ จึงเปนการทํา
ความเขาใจส่ิงแวดลอมพื้นฐานของการมีชีวิตอยูรวมกันของชุมชน แตพื้นที่ทางกายภาพของชุมชน
ก็ไมไดแยกขาดจากพื้นที่ทางสังคมการเขาใจพื้นที่ทางกายภาพ จึงจําเปนตองเขาใจพ้ืนที่ทางสังคมที่
ทับซอนกันอยูดวย แผนที่เดินดินจึงแตกตางจากการทําแผนท่ีท่ัวไป ตรงที่เปนแผนท่ีภูมิศาสตรสังคม

๒๖

คือทาํ ทั้งแผนท่ีทางภูมศิ าสตร และแผนทท่ี างสังคมไปดว ยพรอม ๆ กัน ซ่ึงทําใหแกปญหาท่ีพบบอยใน
การทํางานเก่ียวกับพน้ื ท่ไี ด

ปญหาทพี่ บในการทาํ งาน
๑. แมจะทํางานชุมชนมานาน แตคนทํางานชุมชนจํานวนไมนอย ท่ีรูจักชุมชนดีเฉพาะ
บานท่ีตองไปติดตอบอย ๆ เทานั้น เชนบานผูใหญบาน บานอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบาน
บานผูน ํา หรือกลมุ เปาหมายท่ไี ปพบปะเยี่ยมเยยี นอยเู ปน ประจาํ
๒. คนทํางานชุมชน แทบไมเคยเดินดูใหทั่วท้ังชุมชนทําใหไมเคยรูวาในชุมชนท่ีทํางาน
อยูน้ัน มีคนจน คนทุกขยาก หรือคนชายขอบ ท่ีไมมีใครอยากพูดถึงอาศัยอยู ดังนั้น การทํางานกับ
ชุมชนงาย ๆ อาจเริม่ จากการทาํ แผนทเี่ ดนิ ดิน ซ่งึ เปน เสมอื นบันไดขน้ั แรกทีส่ ําคัญท่สี ุด ท่ีจะนําสูความ
เขา ใจชมุ ชน ดวยวิธีการงา ย ๆ และใชเ วลาไมน านนัก
ประโยชนของเครอื่ งมอื ชุมชน
๑. ทําใหเห็นภาพรวมของชุมชนไดอยา งครบถวนท่สี ดุ
๒. ไดขอ มูลเกย่ี วกบั สภาพความเปนอยูจํานวนมากในระยะเวลาส้ันที่สดุ
๓. ไดขอ มลู ทีน่ าเช่ือถือมากท่ีสุดเพราะไดมาจากการสังเกตดวยตวั เอง
๔. ทําใหเหน็ กลมุ เปาหมายที่จะทํางานตอไดอยางครอบคลุมท่วั ถึง
๕. ชวยในการเร่มิ ตนความสัมพนั ธ และสรา งความคนุ เคยกับคนในชุมชนไดเปน อยา งดี
หลักการสาํ คญั ของแผนทเ่ี ดินดนิ
พื้นทที่ างกายภาพกับพื้นท่ีทางสังคม ความสําคัญของการทําแผนที่เดินดินไมไดอยูท่ีการ
เขียนแผนท่ีทางกายภาพใหสมบูรณครบถวนลงบนแผนกระดาษแตสําคัญที่การไดเห็นและเขาใจถึง
พน้ื ท่ีทางสงั คมที่ทับซอ นอยูก ับพนื้ ทท่ี างกายภาพ พ้ืนท่ที างกายภาพท่ีเรามองเห็นไดไมวาจะเปนตลาด
ถนนบรเิ วณสแ่ี ยก บอโยก น้ําบาดาลออกกําลังกาย วัดหรือศาลาเอนกประสงค ลวนแตเปนพื้นท่ีทาง
สงั คมมคี วามหมายและหนา ท่ีทางสงั คมซอนอยดู วยเสมอ
พน้ื ทีท่ างกายภาพกับพืน้ ท่ที างสงั คม
พื้นท่ีทางกายภาพ มีความหมายทางสังคมแฝงอยูดวยเสมอ ทําใหพ้ืนท่ีตาง ๆ ทําหนาที่
ทางสังคมตาง ๆ กัน และในแตละพ้ืนที่จะมีอัตลักษณ และความสัมพันธเชิงอํานาจที่แตกตางกันดวย
บางพ้ืนท่ีอาจเปนพื้นท่ีของผูหญิง เชน ลานซักผา บอน้ํา ตลาดสด หรือครัวท่ีวัด บางพื้นที่อาจเปน
พ้ืนท่ีศักดิ์สิทธ์ิ เชน ดอนปูตา ศาลปูเจาในชุมชน ปาชา วัด ตนไมใหญ ที่มีส่ิงศักดิ์สิทธิ์อาศัยอยู หรือ
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมตาง ๆ ซึ่งมักมีอํานาจของสิ่งศักดิ์สิทธ์ิ หรือมีแบบแผน หรือกฎระเบียบกําชับ
อยู บางพื้นที่อาจเปนพื้นที่ของวัยรุน เชน รานเกม รานอินเทอรเน็ต ถนนที่วัยรุนนิยมไปซ่ิงมอเตอร
ไซค บริเวณท่ีชนไก รา นซอ มมอเตอรไซคทว่ี ัยรุนในชุมชนมักนํารถจักรยานไปตกแตง พ้ืนท่ีในชุมชนยัง
อาจแบง ออก ตามกจิ กรรมทางเศรษฐกิจ เชน สังคมการเมืองศาสนา และวัฒนธรรม บางพ้ืนท่ีอาจมี
เครือญาติอยูรวมกันเปนละแวกบาน คุมโดยคนยากจนอาจอยูบริเวณชายขอบอยูในตรอกซอก
ลักษณะการตั้งบา นเรอื น และการปลูกสรางก็อาจบง บอกถึงฐานะความเปนอยขู องผูอาศยั ได
การท่ีจะเขาใจความหมาย และหนาท่ีทางสังคมของพื้นท่ีทางกายภาพนี้ จําเปนที่เรา
จะตอ งเขาไปคลุกคลสี มั ผัส สงั เกต และสอบถาม พูดคุยกับผูคน หากไมเชนนั้นเราก็จะไมสามารถเห็น

๒๗

พื้นที่ทางสังคมท่ีทับซอนอยูได เชน บอน้ําในหมูบาน หากดูจากแผนท่ีต้ังโตะ ก็จะทราบเพียงแตวา
เปนชุมชนน้ี มีบอน้ําอยู ๖ แหงแตไมรูเลยวาบอนํ้าไหนบาง ท่ีมีนํ้า บอนํ้าไหนบางท่ีแหงไปแลว หรือ
บอ นาํ้ ไหนบา งทีแ่ มบานมาซกั ผาเปน ประจํา หรือนอยเพียงไร การไดเห็นกลุมแมบานมาซักผาท่ีบอน้ํา
ทําใหเขาใจหนาท่ีทางสังคมของบอน้ํา ซึ่งเปนจุดที่แมบานมาซักผาหรือไดมาพบพูดคุยกัน เปนพ้ืนที่
ของผูหญิงท่ีมีการแลกเปล่ียนขอมูลขาวสาร ปรับทุกขหรือปรึกษาหารือกันในเรื่องตาง ๆ ย่ิงเรา
สามารถเขาไปพูดคุยกับแมบานเหลานี้ ก็จะไดขอมูลอื่น ๆ มากข้ึน เชน ทําใหรูวามาจากระแวกบาน
ไหน เก่ียวขอ งสัมพันธก นั อยา งไร มีปญหาหรือความวติ กกังวลอะไรอยบู า ง

การเดินดูใหเห็นกับตา และไดพบปะพูดคุยจะชวยใหเห็นพ้ืนที่ทางสังคม และเขาใจ
ความหมายและหนาที่ในทางสังคมของพ้ืนที่ทางกายภาพ ซึ่งจะทําใหเราเขาใจปรากฏการณตาง ๆ ที่
เกดิ ข้ึนในชมุ ชนไดดขี ้นึ

ไมใ ชแคแผนที่ แตเ ปนการจดั ระบบขอมูลพื้นที่ แผนที่โดยทั่วไปเปนเครื่องมือสําหรับการ
ระบุตําแหนงหรือคนหาสถานท่ี และแผนท่ีเดินดินน้ันไมไดใชสําหรับหาตําแหนง หรือสถานที่ใหพบ
เทาน้ัน การนําขอมูลทางสังคมอื่น ๆ มาเชื่อมโยงกับพ้ืนที่ทางกายภาพ ทําใหแผนท่ีเดินดินกลายเปน
เครื่องมือในการจัดการขอมูลตาง ๆ โดยการนํามาบันทึกซอนลงไปในแผนที่ทางกายภาพ แผนที่เดิน
ดิน จึงไมไดมีไวเพ่ือหาบานคนในชุมชนใหเจอเทาน้ัน แตเรายังสามารถรูไดจากแผนที่เดินดินวา บาน
ไหนเปน เครือญาตกิ ับหลังไหนบาง คมุ หรือบลอ็ กไหนบางท่ีมีคนยากจนอยูมาก บานหลังไหนบางท่ีติด
หนี้กับนายทนุ เงินกคู นนี้ บอโยกน้ํากลางหมบู า นมีแมบานจากครัวเรือนไหนบางที่มาเปนสมาชิกซักผา
ดวยกันเปนประจํา วัยรุนที่รวมตัวกันเปนประจําท่ีศาลาเอนกประสงค และมักจะไปซ่ิงมอเตอรไซคที่
ถนนตัดใหมนอกหมูบานน้ัน มาจากครอบครัวไหนบาง หรือพื้นที่ตรงไหนท่ีวัยรุนชายหญิงมักจะมา
เท่ยี วเลน กนั ในยามเย็น ขอ มลู ท่หี ลากหลายเร่อื งราวจงึ อาจสามารถอานไดจ ากแผนที่เดินดิน

วธิ ีการทาํ แผนทีเ่ ดนิ ดิน
แผนท่เี ดนิ ดินมีวธิ กี ารทํางาย ๆ อาศัยเพยี งแคก ารสาํ รวจไปท่ัวพื้นท่ี ใชการสังเกต พูดคุย
และการจดบนั ทึกทางลกั ษณะทางกายภาพและกิจกรรมทางสังคมที่พบเห็น เขียนเปนแผนท่ีที่มีทั้งสิ่ง
ปรากฏทางกายภาพ ขอมูลเก่ียวกับผูคน กิจกรรมทางสังคม การใชประโยชนของพ้ืนที่ รวมท้ัง
ความสมั พันธท เี่ ช่ือมโยงของบคุ คล และครอบครัวลงไปในแผนที่ดว ย ขน้ั ตอนงา ย ๆ ดงั นี้
๑. อาจจะเริ่มจากการนําแผนท่ีชุมชนถามี มาเปนจุดต้ังตนสําหรับการ ทําแผนที่เดินดิน
พรอ มแผนท่ีตั้งโตะมีรายละเอียด มีการบอกท่ีต้ังบานเรือนสถานท่ีสําคัญของชุมชน แตตองไมลืมท่ีจะ
ตรวจสอบวา มอี ะไรเปลีย่ นแปลงในขอ มูลเดิมบางก็ตองเพ่ิมเติมขอ มลู ใหมล งไป
๒. ลงขอมูลพื้นฐานในแผนท่ี เชน เลขบาน ช่ือนามสกุลเจาบาน สถานที่ที่สําคัญ เชน
โรงเรยี น ท่ีทาํ การผใู หญบา น อบต ศาลเจา ศาลหลักเมือง เปน ตน
๓. ลงพื้นที่สํารวจพูดคุย สัมภาษณ และสังเกตส่ิงแวดลอมหรือเหตุการณในชุมชน ควร
หลีกเลี่ยงการสังเกตดวยการขับรถยนต เพราะจะไดขอมูลที่ฉาบฉวย หากจําเปนเนื่องจากระยะ
ทางไกลก็อาจใชร ถจกั รยานหรอื รถมอเตอรไ ซคท่ีสามารถหยุดเพ่ือพูดคุยสอบถามหรือสังเกตไดทันทีที่
ตองการ

๒๘

๔. เขียนอธิบายเพิ่มเติมรายละเอียดทางกายภาพของบานเรือนสถานที่หรือ
สาธารณูปโภคใหชัดเจนมากขึ้น ดูโยงเขากับตําแหนงในแผนท่ี เชน บานหลังใหญ หรือเล็ก เกาดู
ทรุดโทรมหรือทนั สมัย บา นน้ีมีรวั้ บา นสูงมิดชิด เปนตน

๕. สังเกตกิจกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตาง ๆ นํามาบันทึกลงในแผนท่ีเชน ตลาด
เชา มผี ูคนมาจับจาย รานกาแฟมีตูมวย บริเวณส่ีแยกที่มีวัยรุนชอบจับกลุมน่ังคุยกันตอนกลางวันหรือ
บา นหลังนี้เลี้ยงไกชนมกั จะมกี ลุม ผชู ายในหมูบ า นมาชมุ นุมกนั ทกุ วนั พธุ เปน ตน

๖. โยงความสัมพันธทางสังคมในชุมชน ใชลูกศรพรอมคําอธิบาย โยงเช่ือมระหวาง
ครอบครัว หรือพ้ืนท่ีท่ีมีความสัมพันธกัน เชน บานท่ีเปน เครือญาติกัน สมาชิกกลุมอาชีพ เครือขาย
ผนู าํ ชุมชน เครือชาววัด กลุมไกชน เลนแชร หรอื นายทนุ เงินกูกบั ลูกหน้ี เปนตน

๗. ทําสัญลักษณ พรอมคําอธิบายเชนใชสีธงกากบาทหรือติดดาวกลุมเปาหมายสําคัญ
ที่ตองสนใจเปนพิเศษไมวาจะเปนบานผูนํา สมาชิกกลุมพัฒนาตาง ๆ หรือบานกลุมชนไก บานกลุม
เงนิ กู แหลง ขายสุรา เปน ตน การทําแผนทเี่ ดินดิน จึงเปนข้ันแรกที่ชวยใหเจาหนาท่ีคุนเคยกับโลกทาง
กายภาพและส่ิงแวดลอมทางสังคมของชุมชนไดอยางรวดเร็ว ในการทําแผนที่เดินดินนั้นควรให
ความสําคัญกับการสรางความคุนเคยกับชุมชนควบคูไปกับการเขียนแผนท่ี จึงควรแวะเขามาทักทาย
ชาวบานใหมากทส่ี ุด พดู คุย ทักทาย ใหร ูจกั เจาของบาน หรือผอู ยูอาศยั พรอม ๆ กับซักเรื่องราวตาง ๆ
ทน่ี า สนใจเก่ียวกับชมุ ชนไปดวย

แผนที่เดินดิน เปนเคร่ืองมือในการจัดการขอมูลพ้ืนท่ี โดยมีการนําเอาขอมูลทางสังคม
มาเชื่อมโยงกับพ้ืนที่ทางกายภาพ โดยการบันทึกซอนลงในแผนท่ีทางกายภาพ ทําใหเรารูวาบานหลัง
เปนเครือญาติกัน บานหลังไหนยากจน บานหลังไหนมีปญหาการละเมิดศีล ๕ และมีเครือขาย
เช่ือมโยงกับบานหลังไหนในชุมชน ทําใหทราบวาพื้นท่ีใดในชุมชน ที่มีอัตลักษณ และมีความสัมพันธ
เชงิ อํานาจในดานการละเมิดศลี ๕ เชน พื้นทีโ่ ตะสนุก รานเหลา รานเกมส รานอินเทอรเน็ต รานซอม
รถมอเตอรไซด เปนตน นอกจากน้ียังทําใหทราบวา วัยรุนที่รวมตัวกันท่ีบานไกชนเปนประจํา มักจะ
ไปซ่ิงมอเตอรไซดที่ถนนหลังหมูบานมาจากครอบครัวไหนบาง ขอมูลพื้นท่ีหลากหลายเร่ืองจึงอาจ
สามารถอานไดจ ากแผนทเี่ ดนิ ดินเพยี งแผน เดยี ว

ขอแนะนํา : การทําแผนที่เดนิ ดิน
๑) เดนิ ดใู หท ่ัวชุมชน สงั เกตสิง่ ตา ง ๆ ขณะเดิน บันทึกเปน ภาพวาดของชุมชน
๒) ถา ยรปู สถานท่ีตา ง ๆ รวมทั้งปา ยตาง ๆ
๔) หาบา นท่เี ปน บา นของผูดอยโอกาส
๕) ในขณะทท่ี ําแผนท่ีพยายามสงั เกตการณ รวมตัวของกลมุ ตาง ๆ วามีการรวมกลุม

ของกลุม ใด รวมกลมุ เวลาไหน และทไ่ี หนบา ง
๖) ในขณะที่ทาํ แผนท่ี ไปหาปจจยั เส่ยี ง และปจ จยั เส่ียง และปจจยั คุม ครอง
๗) เทคนิคการเขาไปซอ้ื ของ เลอื กของในรา นดวยการเดนิ รอบ ๆ
๘) การเขาไปรับประทานอาหาร แลวสอบถามวาที่น่ีมีอะไรอรอย ท่ีคนสวนใหญ

ชอบทาน เทคนิคการสอบถาม

๒๙

ตวั อยางแผนท่ีเดนิ ดนิ

ภาพ : แผนทีเ่ ดนิ ดิน (ทมี่ า : หนงั สอื วถิ ีชมุ ชน เคร่อื งมือ ๗ ช้นิ )
แบบฝกหัดแผนทเ่ี ดินดินถน่ิ บานเรา

แบบฝกหัดที่ ๑ เปนการฝกสังเกตความสัมพันธทางสังคมที่ทับซอน อยูกับพ้ืนที่ทาง
กายภาพเหมาะสําหรับการทดลองทํากอนลงพื้นท่ีจริงแบบฝกหัดนี้เปนกิจกรรมท่ีฝกทําเฉพาะบุคคล
อุปกรณที่ใชม ีเพียงกระดาษและดินสอกจิ กรรมนม้ี ี ๒ ขนั้ ตอนคือ

๑. ใหทุกคนวาดแผนท่ีวัดของตนเอง ลงในแผนกระดาษโดยใหแผนที่น้ันมีความชัดเจน
สามารถใชนาํ ทางไปวัดของตนไดจริง คือ มีท้ังเสนทางและจุดสังเกตตาง ๆ ใหเวลาวาดประมาณ ๑๐
นาที แผนท่ีที่วาดไดจ ะเปน แผนทที่ วั่ ไป ทีบ่ อกลกั ษณะทางกายภาพซึ่งเปนลักษณะที่พบไดในพนื้ ท่ี

๒. คราวน้ีใหเอาแผนที่ท่ีวาดไดจากข้ันตอนที่ ๑ มาเติมเสนท่ีขีดเชื่อมโยงบานคนรูจัก
บา นญาตริ านคา ทเ่ี ราเดินผา น โยมบา นทช่ี อบตักบาตรทกุ เชา โรงเรยี นในชมุ ชน บา นมัคนายก และจิต
อาสาท่ีชอบมาทําบุญที่วัด บานญาติโยมท่ีชอบมาปฏิบัติธรรม รานคาชุมชน รานตัดผม ปมน้ํามัน
อบต. บริเวณทางแยกหรือถนนท่ีมักจะมีรถติด ศาลากลางหมูบาน บานปราชญชาวบาน
บานผูใหญบาน เปนตน เขียนอธิบายความสําคัญของสถานท่ีตาง ๆ ในชีวิตเราโดยใชปากกาหลายสี
ชว ยแยกแยะขอ มูล แผนที่ท่ไี ดใหมน ี้จะมีรูปแบบใกลเคียงกบั แผนทีเ่ ดินดนิ แมวาเราจะไมไดไปเดินดิน
จริง ๆ ก็ตาม แตก็เปนการฝกทดลองทํา เพ่ือเขาใจวาแผนที่เดินดิน ใชสําหรับการบันทึก และ
จดั ขอ มลู ทางสงั คมตาง ๆ โดยเขยี นลงในแผนทีท่ างกายภาพ

๓๐

๒) เครอ่ื งมือช้นิ ท่ี ๒ : ผงั เครือญาติ
ผงั เครอื ญาติ ความสมั พันธแ บบเครือญาติ ถือไดวาเปนพื้นฐานที่สุดของชีวิตในชุมชน ผัง

เครอื ญาตสิ ามารถบอกเราไดวาใครเปนญาตใิ ครในชมุ ชน และมคี วามสัมพันธกันอยางไร โดยการท่ีเรา
สามารถรู และจดจําไดวาใครเปนญาติใครในชุมชน จะทําใหเราสามารถทํานาย หรือปองกันการเกิด
การละเมิดศีล ๕ ในชุมชนได ผังเครือญาติ เปนการใชสัญลักษณแสดงตัวบุคคล และความสัมพันธ
ระหวางบุคคลในระบบเครือญาติหน่ึง ๆ มีประโยชนสําคัญหลายประการคือ (๑) เขาใจโครงสราง
ความสัมพันธเชิงเครอื ญาติ (๒) ใหความรูและขอมูลเก่ียวกับความสัมพันธเครือญาติสามารถถายทอด
และเรยี นรกู นั ไดผานรูปแบบสัญลักษณงาย ๆ (๓) ผังเครือญาติสามารถใชเพ่ือวิเคราะหความสัมพันธ
ตาง ๆ (๔) ชวยสรางความสัมพันธอันดี และความสนิทคุนเคยระหวางพระภิกษุกับชาวบานไดอยาง
รวดเร็ว และ (๕) เพ่อื เขาใจบทบาทของสังคมในชมุ ชน

ผังเครือญาติ คือ แผนผังท่ีเขียนขึ้นเพ่ือแสดงระบบความสัมพันธเชิงเครือญาติ โดยใช
สัญลักษณแทนตัวบุคคล และเสนแสดงความสัมพันธท้ังทางสายเลือด และความสัมพันธจากการ
แตงงาน ผังเครือญาติจึงบอกความสัมพันธที่เปนรากฐานท่ีสุดของชีวิตครอบครัว การทําผังเครือญาติ
จึงชว ยในการทาํ ความเขาใจระบบความสมั พนั ธท ่ีสาํ คัญในครอบครวั และชุมชน

หลักการสาํ คญั
ความสัมพันธแบบเครือญาติ มีท้ังความสัมพันธโดยสายเลือด และโดยการแตงงาน หรือ
การดองกนั การทําผงั เครอื ญาติ ตองครอบคลมุ ความสมั พนั ธท ้ังสองแบบ นอกจากนี้ความสัมพันธโดย
การอยูก นิ ดว ยกัน ทม่ี ีทงั้ เปน ทางการ และไมเปนทางการ
วิธีการทําผังเครือญาติ
วิธีการทําผังเครือญาติ เปนการนําเอาขอมูลบุคคล และความสัมพันธในระบบเครือญาติ
มาทําเปน แผนภาพ ซง่ึ ทําใหงายตอการเขาใจ
๑) ส่ิงท่ีตองเรียนรูคือสัญลักษณมาตรฐาน ซึ่งทําใหทุกคนในระบบงานเขียนอาน
สัญลักษณเหลานี้ไดเหมือนกัน เขาใจตรงกัน และสามารถเพ่ิมเติมขอมูลโดยใชสัญลักษณมาตรฐาน
เหลาน้ีได เราจงึ จําเปน ตองรวู า สัญลกั ษณทีใ่ ชนัน้ มีอะไรบาง
๒) การเก็บขอมูลเก่ียวกับผังเครือญาติ ไมตางไปจากการเก็บขอมูลงานวิจัย คือ การจะ
เก็บขอมูลไดดีจะตองหา และสอบถามจากผูใหขอมูลหลัก (Key Informant) ที่รูเรื่องนั้นดี ๆ ผูที่รู
เร่อื งราวเก่ียวกบั เครือญาติในชมุ ชนไดแ ก คนเฒา คนแก ในหมูบานน่นั เอง
๓) ความสัมพันธในผังเครือญาติ มีท้ังความสัมพันธแบบสายเลือดและความสัมพันธแบบ
ดองกนั จงึ ตองสอบถามใหช ดั เจน เพื่อทราบความสมั พนั ธท ีแ่ ทจรงิ
๔) ธรรมชาติของผังเครือญาติ ก็คือความเช่ือมโยงกัน การสอบถามผังเครือญาติจาก
ครอบครัวหน่ึง จึงอาจไดขอมูลผังเครือญาติของครอบครัวอ่ืน ๆ พวงมาดวย หากพบผูท่ีรูเรื่องเครือ
ญาตจิ งึ ควรสอบถามเชื่อมโยงออกไปใหมากทส่ี ดุ
๕) การอยูรวมกันเปนครอบครัว ของคนรักรวมเพศเปนสิ่งที่พบเห็นไดมากขึ้น ในครอบครัว
จึงอาจมีผูหญิงหรือผูชายสองคนอยูดวยกัน และอาจมีลูกท่ีรับมาเปนบุตรบุญธรรม มีการแบงบทบาท
หนา ทขี่ องพอ แม การทําผงั เครือญาติ อาจตอ งใชการเขยี นอธบิ ายเพ่ิมเติม ในแผนผงั เพือ่ ใหเขา ใจงายข้ึน

๓๑
ขอแนะนํา
การทําผังเครือญาติของครอบครัวชนบท มีความแตกตางจากครอบครัวเมือง ดังน้ันการ
ทําผังเครือญาติ ครอบครัวในชนบทจึงตองสนใจกับความสัมพันธที่เช่ืองโยงกัน คนท่ีมีเครือขายทาง
สังคมสนับสนุนจะมีโอกาสเส่ียงนอยกวา กลุมคนที่ไมมีเครือขายทางสังคมสนับสนุน จึงนับไดวา
เครอื ขายทางสังคมเปนทุนทางสังคมอยางหนึ่ง และมีผลตอการปองกันภาวะเสี่ยงในการละเมิดศีล ๕
ของคนในชุมชนดวย การทําผังเครือญาติ ทําใหเราเห็นกลุมเสี่ยง ซึ่งจะชวยใหเห็นแนวทางในการ
ปอ งกนั และแกปญหาการละเมดิ ศีล ๕ ในชุมชนได
สญั ญลักษณท ก่ี าํ หนดในการทาํ ผงั เครอื ญาติ

ภาพ : สญั ลกั ษณที่ใชใ นผงั เครอื ญาติ (ที่มา : หนงั สอื วถิ ีชมุ ชน เครื่องมือ ๗ ช้นิ )
แบบฝกหดั ที่ ๑ : สมั ภาษณและเขียน
แบบฝกหัดเปนกิจกรรมท่ีฝกทําเปนคู โดยการจับคูกัน ๒ คน เปนการฝกอานและเขียน

ผังเครือญาติ โดยมขี นั้ ตอนดังน้ี ใหผ ูเขารวมกิจกรรมจับคูกัน จากน้ันสมมติ คนหนึ่งเปนนางศรีนวล ผู
ถูกสัมภาษณ ซ่ึงจะตองอานสัญลักษณผังเครือญาตินางศีลนวลจากใบงานขางลางน้ี และอีกคนหนึ่ง
เปนผูสัมภาษณ ผูสัมภาษณจะตองถอด (เขียน) ผังเครือญาติ โดยการสัมภาษณหรือสอบถามประวัติ
รายละเอียดของนางศรีนวลใหไดมากท่ีสุดเทาท่ีจะมากได และเขียนสัญลักษณผังเครือญาติลงใน
แผน กระดาษ (ขณะสมั ภาษณ หา มผสู มั ภาษณดูผงั เครอื ญาตนิ างศรีนวล)

๓๒

แบบฝก หดั ท่ี ๒ : เขียนผังเครือญาติของตนเอง

แบบการเขยี นผงั เครอื ญาติ
ตัวอยางผังเครือญาติ

ภาพ : ผงั เครอื ญาติ (ทีม่ า : หนงั สือ วถิ ชี ุมชน เคร่อื งมือ ๗ ช้นิ )

๓๓

๓) เครอื่ งมอื ชนิ้ ท่ี ๓ : โครงสรางองคก รชมุ ชน
ชุมชน ประกอบไปดวยความสัมพันธหลายแบบ นอกจากความสัมพันธแบบเครือญาติแลว

พบวา ในชุมชนยังมีความสัมพันธแบบอื่นดวย เชน ความสัมพันธทางเศรษฐกิจ เชน นายจางกับลูกจาง
เจา หนี้กบั ลกู หนี้ รา นคา กับผูซ ือ้ ความสมั พนั ธท างสงั คม เชน กลุมผูส งู อายุ กลุมแมบาน กลุมวัยรุน กลุม
ทางศาสนา ความสัมพันธทางการเมือง เชน กลุมหัวคะแนนกับนักการเมืองทองถ่ิน ความสัมพันธในกลุม
เส่ียง เชน ผูขายสุรา กับผูซ้ือ พบวามีความสัมพันธท่ีหลากหลายเหลาน้ีซอนทับชุมชนอยู ระบบ
ความสัมพันธที่วาน้ี อาจจะเรียกวา “โครงสรางองคกรชุมชน” ซึ่งประกอบไปดวยความสัมพันธท่ีเปน
ทางการ และความสัมพันธแบบไมเปนทางการ

การทําแผนผังโครงสรางองคกรชุมชน ทั้งที่เปนทางการ และไมเปนทางการ จะทําใหเห็น
ความสัมพันธความเชื่อมโยง และความทับซอนของเครือขายความสัมพันธ นอกจากนี้ยังจะเห็น
ความสัมพันธเชิงอํานาจ โดยจะปรากฏในการทําแผนผังโครงสรางองคกรชุมชน โดยแผนผังโครงสราง
องคกรชุมชน ทําใหเราเห็นศักยภาพของชุมชนผานเครือขายความสัมพันธที่มีอยู และยังสามารถเห็น
ผูนําธรรมชาติ ที่มีความสัมพันธอยางไมเปนทางการ แตมีความแนนแฟน ที่สามารถขับเคล่ือนประเด็น
ตาง ๆ ในชุมชนได การศึกษาโครงสรางองคกรชุมชน ตองเร่ิมจากการมองใหเห็นระบบความสัมพันธที่
หลากหลายในชุมชน ท้ังที่เปนระบบความสัมพันธแบบเปนทางการ และระบบความสัมพันธแบบไมเปน
ทางการ โดยท่คี วามสัมพันธแ บบไมเปนทางการ อาจมีความสําคญั มากกวา ที่เปนทางการ

ในการศึกษาองคกรเหลานี้ นอกจากจะตองทําความเขาใจวา ใครเปนใครในองคกรเหลาน้ี
แลว เรายงั จะตองศึกษาถงึ ความเปนมา เปาหมาย วตั ถุประสงคของการจัดตั้งองคกร ตองหาใหไดวา ใคร
มีบทบาทท่ีแทจริง ใครเปนผูนําท่ีคนในชุมชนใหการยอมรับ เพราะอะไร อาจจะตองฟงเรื่องราวตาง ๆ
และสังเกตกิจกรรมสวนรวมท่ีบุคคลหรือผูนําเหลาน้ันไดแสดงบทบาททางสังคมจริง ๆ ดวย ความสําคัญ
ของการเขา ใจโครงสรา งองคกรชุมชน อยูทกี่ ารเขาใจบทบาทและความสัมพันธข องคนในชุมชน

วธิ ีการทําโครงสรางองคก รชมุ ชน
การถอดโครงสรางองคกรชุมชน เปนการนําเอาขอมูลบุคคล กลุมและเครือขาย
ความสัมพนั ธในชมุ ชนมาเชอื่ มโยงเปน แผนผังเครือขายทางสงั คม มวี ธิ ีการดังนี้
๑) เริ่มจากขอมูล ซึ่งสามารถรวบรวมมาไดท้ังจากการสอบถาม สัมภาษณ หรือสังเกต
ปฏิสัมพันธในกิจกรรมทางสังคมตางๆ ที่เกิดข้ึนในชุมชน โดยอาจใชประเด็นเหลานี้ เปนแนวทางใน
การรวบรวมขอมลู

๑.๑) ความสมั พันธทางเศรษฐกจิ เชน
- ดูวาอาชีพในชุมชนมีอะไรบาง ใครทําอาชีพอะไรบาง มีกลุมอาชีพตางๆ

อะไรบา ง แตละอาชพี สมั พนั ธก ันอยา งไร
- กลุมหรือกิจกรรม เชน กลุมเลนแชร กลุมเด็กแวนท กลุมตีไก กลุมสุรา กลุม

นายทนุ เงินกู ใครมีบทบาทสาํ คญั ในกลมุ น้ี และกลมุ ตา งๆ เหลา น้สี ัมพนั ธกนั อยา งไร
๑.๒) ความสมั พนั ธทางสงั คม
- กลุมที่มีลักษณะรวมหรืออัตลักษณทางวัย (กลุมวัยรุน กลุมวัยแรงงาน กลุม

หนุมสาว กลมุ คนเฒา คนแก)

๓๔
- ลกั ษณะรวมหรืออัตลักษณทางเพศ (กลุมพอ บาน กลุมแมบาน กลุมเพศที่สาม)
- กลุมตาง ๆ เหลาน้ีมีความสัมพันธกันอยางไร มีวัตถุประสงคหรือเปาหมายอะไร
รวมกันบาง ใครเปนผูนําหรือผูมีบทบาทสําคัญ บุคคลในกลุมมีความสัมพันธกันหรือไมอยางไร และมี
ความสมั พันธน อกกลุมหรือไมอยา งไรบาง
๑.๓) ความสัมพันธทางการเมือง เชน กลุมทางการเมือง กลุมผลประโยชน กลุมความ
ขัดแยง เวทีสาธารณะในชมุ ชน วงกาแฟ รา นทําผม เปนตน ใครมีบทบาทสําคัญ
๒) เม่ือไดความรูความเขาใจเกี่ยวกับโครงสรางความสัมพันธตาง ๆ ในชุมชนก็นําขอมูลสวน
บุคคล กลมุ และเครอื ขายท่ีไดม าทาํ เปนแผนผงั โครงสรางองคก รชุมชน โดยใชสัญลักษณตาง ๆ คลายกับ
ทใ่ี ชใ นผงั เครอื ญาติ
๓) การทําผังโครงสรางองคก รชุมชน เร่มิ จากผูนําท่ีมีบทบาทสําคัญในชุมชน ซึ่งอาจเปนผูนํา
ท่ีเปนทางการหรือไมเปนทางการก็ได เขียนสัญลักษณตัวบุคคลแทนผูนํา จากนั้นระบุตัวบุคคลท่ีมี
ความสมั พันธกบั ผนู าํ จากนัน้ โยงเสนเชอื่ มระหวางบุคคลแสดงถึงความสัมพันธท ่มี ีอยู
๔) การเปน สมาชกิ กลุม หากบุคคลนั้นเปน สมาชิกกลมุ ใหเขียนสัญลักษณแทนสมาชิกกลุมท่ี
สําคัญ และเขียนเชื่อมโยงแสดงความสัมพันธระหวางสมาชิก และขีดเสนประลอมสมาชิกในกลุมใหเห็น
วา เปนกลุมเดียวกนั
๕) การมีความสัมพันธขามกลุม หากบุคคลมีความสัมพันธขามกลุม ใหเขียนเสนประ
เชื่อมโยงกลุมตาง ๆ ซง่ึ ทาํ ใหเ ราไดเ ครือขายทางสังคมของแตล ะคน
เม่ือโยงความสัมพันธทั้งหลายเขาดวยกัน ผังโครงสรางองคกรชุมชนนี้จะกลายเปน
“เครือขายทางสังคม” ของชมุ ชน ซึ่งรวมทั้งบทบาทความสัมพันธ ท้ังท่ีเปนทางการและไมเปนทางการไว
การศึกษาโครงสรางชุมชนน้ัน เราจะไมสามารถศึกษาแยกแตละดานขาดจากกันได เนื่องจากโครงสราง
ดานตาง ๆ มีความสัมพันธกันอยางสลับซับซอน และแยกจากกันไมออก เชน คนท่ีเปนกํานันมักจะมี
ฐานะทางเศรษฐกิจและมีบารมีทางสังคมควบคูไปดวย เพราะมีเครือญาติขนาดใหญทําใหฐานอํานาจทาง
การเมืองในชุมชนมีมากข้ึนตามไปดวย เปนตน เพราะฉะน้ันการศึกษาโครงสรางองคกรชุมชนท่ีเก่ียวโยง
กันท้ังทางดานเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จึงจําเปนตองทําเปนภาพรวมท่ีแสดงความสัมพันธที่เช่ือง
โยงกัน และมีความรอบดานใหมากท่ีสุด
ดังนั้น เครื่องมือชิ้นนี้ จึงเปนเครื่องมือสําคัญ ที่ชวยใหเรามองความหลากหลายของระบบ
ความสัมพันธในชุมชน และชวยใหการทํางานชุมชนมีความละเอียดออน และมีประสิทธิผลมากย่ิงขึ้น
เครือขายทางสังคมนนั้ นอกเหนือจากความสัมพันธท่ีมีตอกันแลว ยังมีอิทธิพลตอความนึกคิดระหวางกัน
อีกดวย เพราะเปนชองทางการสื่อสารที่มีการสงตอขอมูลขาวสาร และทัศนคติ การละเมิดศีล ๕ ท่ี
อาจจะไดร ับอทิ ธิพลจากเครือขายทางสงั คมทีใ่ กลช ิด
ท้ังนี้ การศึกษาโครงสรางองคกรชุมชนจึงชวยใหเราเขาใจอิทธิพลของกลุมที่มีตอผูคนใน
ชุมชนไดเปนอยางดี การวิเคราะหเครือขายทางสังคม นอกจากจะทําใหเห็นความสัมพันธระหวางบุคคล
ปจจัยเชิงโครงสรางและพฤติกรรมเส่ียงของบุคคลแลว ยังทําใหเห็นชองทาง และโอกาสใหม ๆ ในดาน
การสงเสริมและปองกันการละเมิดศีล ๕ อีกดวย การถอดผังโครงสรางองคกรชุมชน นอกจากจะทําให
เราเห็นความสัมพันธในมิติตาง ๆ ของชุมชนที่เช่ือมโยงกันแลว เครือขายทางสังคมและโครงสรางองคกร
ชมุ ชน ยังเปน ศักยภาพสําคัญท่ชี วยใหเราเขาใจ และทํางานชมุ ชนไดง ายขึ้น

๓๕

ตัวอยางผังโครงสรา งองคกรชมุ ชน

ภาพ : แผนผังองคกรชมุ ชน (ทีม่ า: หนงั สอื วถิ ชี มุ ชน เครือ่ งมือ ๗ ช้นิ )

แบบฝก หดั ท่ี ๑ : การเขียนแผนผังโครงสรา งองคกรชุมชน
ใหผเู ขา อบรมแบง กลุม สมมตเิ ปนองคกรชมุ ชน รวมกันวางโครงสรางองคกรชุมชนที่สมมติ
ข้ึน แบงบทบาทของสมาชิกในกลุมองคชุมชนและทําแผนผังโครงสรางองคกรชุมชนรวมกันเพ่ือ
นําเสนอ
แบบฝกหัดที่ ๒ : ศกึ ษาและเขียนแผนผงั โครงสรางองคกรชมุ ชน
ใหผูเขาอบรมแบงกลุมลงพื้นท่ีศึกษาองคกรชุมชน รวมกันทําแผนผังโครงสรางองคกร
ชมุ ชนท่ศี กึ ษาเพอื่ นําเสนอ

๓๖

๔) เครอ่ื งมอื ชิ้นที่ ๔ : ระบบสุขภาพชมุ ชน
หากพิจารณาสุขภาพในความหมายท่ีกวาง เช่ือมโยงทั้งสุขภาวะกาย ใจ สังคม และ

สง่ิ แวดลอมแลวสุขภาพไมเพียงแตเปนผลจากระบบสังคมที่ใหญกวา แตสุขภาพยังสงผลกระทบไปถึง
ดา นความเปน อยดู า นอืน่ ๆ ไดอ กี ดวย การศกึ ษาระบบสขุ ภาพชุมชน สามารถที่จะสะทอนถึงมิติอื่น ๆ
ของชมุ ชนใหเ ราเขา ใจดว ย

นอกจากนี้ การเรียนรูร ะบบสขุ ภาพของชุมชน ยงั ทําใหเ ขาใจถึงระบบวิธีคิดโลกทัศน หรือ
จักรวาลวิทยาของทองถ่ิน เพราะการเผชิญกับวิกฤตสุขภาพ มักทําใหมนุษยตองอาศัยคําตอบจาก
คาํ อธบิ ายที่มรี ากฐานจากวธิ ีคดิ และโลกทศั นในวัฒนธรรมทองถิน่ ปญหาสุขภาพของสมาชิกในชุมชน
จึงเปนมูลเหตุสําคัญที่กระทบตอระบบตาง ๆ มากมาย เชน ความเช่ือ ความศรัทธา เศรษฐกิจ ความ
มั่นคงในการงาน ขวัญและกําลังใจของสมาชิกในชุมชน การบูรณาการโครงการหมูบานรักษาศีล ๕
กับระบบสุขภาพใหเห็นภาพรวมของปญหา การแกปญหา โอกาส และการตอยอดเสริมพลัง นับวา
เปนแนวทางท่ีทาํ ใหชุมชนเขม แขง็ ทั้งทางกายและทางใจ

ปญหาที่พบในการทาํ งาน
๑) ที่ผานมาการมองชุมชน แบบแยกสวนทําใหเรื่องสุขภาพกลายเปนเรื่องของบุคลากร
ทางการแพทย เปนเรื่องทางเทคนิคที่ไมเกี่ยวของเชื่อมโยง กับมิติทางสังคมวัฒนธรรม ทําใหเรื่อง
สุขภาพขาดการมีสวนรวมของภาคสวน และมิติอ่ืน ๆ
๒) การขาดความเขาใจในความหลากหลายของวัฒนธรรมสุขภาพในทองถิ่น ทําใหไม
เห็นถึงสุขภาพของชุมชน และทําใหมองชุมชนเปนภาชนะวาง ที่ไมมีความสามารถ หรือทุนทาง
สังคมอะไรอยูเลย ลักษณะเชนนี้ทําใหเรื่องสุขภาพผูกขาด โดยระบบการแพทยสมัยใหมแตเพียง
อยางเดียว
ปญหาสุขภาพ นอกจากจะสงผลกระทบตอความเปนอยูดีของผูคนแลว สุขภาพยังเปน
พ้ืนท่ีทางสังคมสําหรับใหชุมชนไดรวมกันปฏิบัติ ซึ่งทาํ ใหศักยภาพของชุมชนไดแสดงออกอยางเต็มท่ี
การทาํ งานสุขภาพชุมชนจึงตองเชื่อมโยงวิธีอ่ืน ๆ ทางสังคม
ประโยชนของเครื่องมือระบบสุขภาพชุมชน
๑) ทําใหเห็นภาพรวมของระบบสุขภาพชุมชนเชื่อมโยงกับศีล ๕ ผานมิติตาง ๆ ของ
ชุมชน
๒) ทําใหเห็นความหลากหลายของวัฒนธรรมสุขภาพที่ดํารงอยูในชุมชน
๓) ทาํ ใหเขาใจถึงวัฒนธรรมความเช่ือ วิธีปฏิบัติและพฤติกรรมท่ีเกี่ยวของกับสุขภาพของ
ทองถ่ินท่ีมีอิทธิพลตอการรักษาหรือละเมิดศีล ๕
๔) ทําใหเห็นทั้งปญหา ศักยภาพและทุนทางสังคมดานสุขภาพของชุมชน ซึ่งเปนปจจัย
สาํ คัญในการสรางเสริมความตระหนักในการรักษาศีล ๕
การบูรณาการระบบสุขภาพชุมชน ในการขับเคลื่อนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ จึงเปน
การศึกษาตนเหตุของปญหาสุขภาพในชุมชน โดยเฉพาะโรคภัยไขเจ็บที่มีความสัมพันธกับการละเมิด
ศีล ๕ และคนหาวิธีการแกปญหาที่ตนเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงตอการเกิดโรคภัยไขเจ็บ และลดความ
สูญเสียจากการจากไปของสมาชิกในชุมชนในชวงวัยท่ีไมสมควร

๓๗

หลักการสาํ คัญของระบบสุขภาพชุมชน
การดูแลสุขภาพชุมชนมีความสลับซับซอน มีเหตุปจจัยที่เกี่ยวของหลากหลาย เราอาจ
ลองศึกษาจากประสบการณการละเมิดศีล ๕ จากขอมูลที่เก็บบันทึกที่เรียกวาบันทึกเหตุการณการ
ละเมิดศีล ๕ ซึ่งเปนการติดตามส่ิงที่เกิดข้ึนตลอดกระบวนการ ซ่ึงบันทึกการละเมิดศีล ๕ ในลักษณะ
นี้เปนวิธีการหนึ่งท่ีทาํ ใหเราเห็นภาพความหลากหลายของการละเมิดศีล ๕ ในชุมชน
วิธีทาํ ผังสุขภาพชุมชน
๑. ศึกษาแผนที่เดินดินในชุดเครื่องมือชิ้นที่ ๑ เพื่อคนหาพื้นที่ที่มีความสุมเสี่ยงตอการ
เกิดโรคภัยไขเจ็บ เชน รานจําหนายสุรา แหลงอบายมุข รานจําหนายอุปการณแตงรถ จุดที่เสี่ยงตอ
การเกิดอุบัติเหตุบนถนน จุดอับที่อาจเปนแหลงของมิจฉาชีพ
๒. พูดคุยสัมภาษณ และสังเกตผูมีประสบการณเกี่ยวกับสุขภาพและความเจ็บปวยใน
ชุมชนหลายรายโดยเฉพาะหมอพื้นบานญาติผูปวย อาสาสมัครสาธารณสุข พระ และคนเฒาคนแก
โดยเฉพาะโรคทองถิ่น วัฒนธรรมสุขภาพ พฤติกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพ ตลอดจนแหลง
และการแสวงหาบริการสุขภาพของคนในชุมชน
๓. ใชเทคนิคการจัดทําผังความคิดหรือ Mind Mapping เพื่อประเมินเนื้อหาที่ได โดย
เร่ิมจากแกนกลางของเร่ือง คือ ระบบสุขภาพชุมชนจากน้ันแตกก่ิงออกเปนความคิด หรือปจจัยหลัก
ๆ ของระบบสุขภาพ เชน จุดเสี่ยงที่เอื้อตอการละเมิดศีลขอ ๑-๕ สถานที่ที่เอื้อตอการรักษาศีล ๕
การเขาถึงระบบสาธารณสุข เปนตน
๔. การทําผังความคิดระบบสุขภาพชุมชน มีเปาหมายเพื่อการทํางานชุมชน จึงควรลง
รายละเอียดที่ทําใหการทํางานเปนไปไดโดยสาวใหไปถึง คน ของ เวลา สถานที่ โอกาส ปจจัยและ
เหตุการณ
๕. เมื่อเก็บขอมูลระบบสุขภาพชุมชนไดระดับหนึ่ง ควรนําขอมูลที่ไดมาทําการวิเคราะห
วิธีการงาย ๆ ในการวิเคราะห ก็คือการจําแนกองคประกอบและปจจัยตาง ๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ
ชุมชนออกเปนปจจัยเชิงบวก หมายถึงปจจัยที่เอื้อตอการรักษาศีล ๕, ปจจัยเชิงลบ คือ ปจจัยที่สุม
เสี่ยงตอการละเมิดศีล ๕ ที่เปนตนเหตุของปญหาสุขภาพในชุมชน และปจจัยอื่น ๆ ที่เปน
องคประกอบของความสาํ เร็จหรือความลมเหลวในการรักษาศีล ๕ โดยการวิเคราะหนี้อาจทาํ รวมกับ
ชุมชน เพื่อที่ชุมชนจะไดทบทวนสิ่งที่มีอยู ซึ่งอาจทําใหเห็นทั้งปญหา ศักยภาพและทุนทางสังคม ที่
สามารถระดมมาใชในการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนได
๖. ขอมูลที่ไดจากการศึกษาระบบสุขภาพชุมชน มักมีเกี่ยวโยงกับขอมูลที่ไดมาจาก
เครื่องมืออื่น ๆ ดวย จึงควรนําขอมูลที่ไดไปลงเพิ่มเติมในผังของขอมูลอื่น ๆ เพื่อใหขอมูลเชื่อมโยง
กัน เชน ปาสมุนไพร แหลงอาหารธรรมชาติ หรือบานหมอพื้นบาน ก็ควรนําไปเพิ่มเติมในแผนที่เดิน
ดิน หรือขอมูลผูมีบทบาทในระบบสุขภาพ ไมวาจะเปนหมอพื้นบาน คนเก็บหนอไมหรือคนอื่น ๆ ก็
อาจจะนําไปเพิ่มเติมในผังเครือญาติ สวนขอมูลที่เกี่ยวกับกลุมหรือองคกรชุมชน เชน กลุมคนเก็บ
หนอไม กลุมสมุนไพร กลุมเด็กแวน หรือระบบความสัมพันธของคนทรงกับเครือขายลูกศิษยลูกหา ก็
สามารถนําไปเพิ่มเติมในผังโครงสรางองคกรชุมชนได

๓๘

ภาพ : ตัวอยางผงั สขุ ภาพชุมชน (ทีม่ า : หนงั สอื วถิ ีชมุ ชน เครอ่ื งมือ ๗ ชิ้น)
แบบฝก หัด
ใหผเู ขาอบรมฝกปฏิบัติการระดมสมองระบบสุขภาพชุมชนในความคิดของเรา กิจกรรมนี้
อาจทําคนเดียวหรือเปน กลุม โดยระดมองคประกอบและปจจัยท่ีคิดวาเกี่ยวของกับสุขภาพชุมชนของ
พื้นที่ท่ีสัมพันธกับการรักษาหรือการละเมิดศีล ๕ โดยเขียนเปน Mind Map ที่ครอบคลุมประเด็น
สาํ คญั มากทีส่ ดุ

๓๙

๕) เครือ่ งมือช้นิ ที่ ๕ : ปฏิทนิ ชมุ ชน
ปฏิทินชุมชน ปฏิทินชุมชนเปนเคร่ืองมือสําคัญการเรียนรูเรื่องเวลาในวิถีชุมชน การเรียนรู

วิถีชีวิตชุมชนเปนสิ่งท่ีคนทํางานชุมชนทุกคนตองเรียนรู เพ่ือใหเขาใจวิถีชุมชน แตเมื่อไปศึกษาเรียนรู
ชุมชนจริง ๆ สิ่งท่ีรวบรวมมามักไดแคกิจกรรม เมื่อสอบถามวาวิถีชีวิตของชุมชนที่ไปศึกษาเปนอยางไร
ก็มักตอบไดวา ชาวบานทํานา ปลูกขาว ขายขาวใหเถาแกโรงสี บางคนทําไรมัน บางคนเขาเมืองไป
ทํางานกอสรา ง ขอ มลู เหลา นี้แมจ ะไมผดิ แตก ็เปน แคกิจกรรมไมส ามารถสะทอนภาพวิถีชวี ติ ของชมุ ชนได

การทํางานชุมชน ตองมีการวางแผนกิจกรรมตาง ๆ ที่กําหนดขึ้นจําเปนตองใหสอดคลอง
กับจังหวะเวลาของผูคนในชุมชน หนวยงานโดยเฉพาะราชการ มักนิยมกําหนดกิจกรรมจากเวลาราชการ
ซง่ึ อาจไมเหมาะสมหรืออาจขัดแยงกบั วิธีปฏบิ ตั ิ ในชวงนั้นของคนในชุมชน ดังนั้นการรูวาในแตละวัน แต
ละเดือน แตละฤดูกาลหรือในรอบปหน่ึง ๆ ชุมชนมีกิจกรรมอะไรเกิดขึ้นเปนปกติบาง จะชวยให
คนทํางานชมุ ชน สามารถกําหนดปฏทิ ินการทํางาน ใหเ หมาะสมกับจังหวะชวี ติ ของชมุ ชน

ปฏิทนิ ชมุ ชน คอื อะไร
ปฏิทินชุมชน คือตารางกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชุมชน ในแตละชวงเวลา ซ่ึงรวบรวมเหตุการณ
และปรากฏการณในชีวิตประจําวันของชุมชนในรอบป รอบเดือน หรือชวงระยะเวลาหนึ่ง เชน ส่ิงท่ีผูคน
ในแตละอาชีพทําในแตละชวงของการผลิต ตลอดทั้งป หรือกิจกรรมทางวัฒนธรรม เปนตน โดยใหเนน
จุดสนใจไปที่กิจกรรมท่ีสงผลตอการรักษาหรือละเมิดศีล ๕ ของชุมชน ในชุมชนเกษตรกร ปฏิทินชุมชน
อาจรวมเอากิจกรรมดานการเกษตรท่ีเกิดขึ้น ต้ังแตตนจนส้ินสุดฤดูกาลผลิต อาจรวมทั้งการเดินทาง
อพยพเขาเมืองไปหางานทําในฤดูแลง การเปดเทอมปดเทอมของเด็กๆ การกลับมาเย่ียมบานของ
ลูกหลานที่ไปทํางานตางถ่ิน ชวงเวลาที่ชาวบาน บวชลูกหลานหรือเทศกาลงานบุญตางๆรวมท้ัง
ปรากฏการณธ รรมชาติ เชน นา้ํ ทวม ฝนแลง เปนตน
หลกั สาํ คัญของปฏิทินชุมชน
ปฏิทินชุมชน เปนการนํากิจกรรมเหตุการณ และปรากฏการณเหลาน้ี มารวบรวมใหเห็น
เปน ลําดับเวลาการทาํ ปฏิทินชุมชนมีหลักการงาย ๆ ดงั นี้
๑. ใหจําแนกปฏิทินชุมชนเพ่ือทําเปนปฏิทินชุมชน ๒ ลักษณะ คือปฏิทินดานเศรษฐกิจ
และปฏทิ ินดา นวฒั นธรรม

๑.๑ ปฏทิ ินดานเศรษฐกิจ รวบรวมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือกิจกรรมที่เก่ียวกับอาชีพ
ตาง ๆ ที่มีอยูใ นชุมชน

๑.๒ ปฏิทนิ วัฒนธรรม รวบรวมกจิ กรรมดานสงั คม และประเพณีวัฒนธรรมในชมุ ชน
๒. การรวบรวมขอมูลกิจกรรมเก่ียวกับอาชีพ เพื่อทําปฏิทินเศรษฐกิจนั้น จะตองให
ครอบคลมุ อาชีพท้งั ๓ แบบไดแ ก

๒.๑ อาชพี ของคนในชมุ ชนนั้น ทาํ อยูในชุมชนเอง เชน ชุมชนชาวนา มีชาวนาทํานาอยู
ในหมูบา นของตนเอง

๒.๒ อาชีพของคนอ่ืนที่มาทํามาหากินในชุมชน เชน มีแรงงานอพยพจากท่ีอ่ืนมา
รับจางในชุมชน หรือมีคนขับรถสิบลอข้ึนลองกรุงเทพฯ มาแวะที่จุดพักรานอาหารคาราโอเกะริมทาง
หลวงใกลหมูบา น หรอื มีตลาดนัดววั ควาย ท่จี ะมีทงั้ ผูซือ้ และผูขายมาทําการคาอยใู นชุมชน

๔๐

๒.๓ อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทํามาหากินท่ีอื่น เชน หนุมสาวอพยพเขาเมืองมา
ทํางานโรงงาน แรงงานอีสานไปทํางานรับจางลงเรือประมงที่ภาคใต คนในชุมชนมีอาชีพเล้ียงเปด
ไลท ุงออกเดินทางไปกับฝงู เปดเปนเวลานาน ๆ หรอื คนไทยไปทํางานตางประเทศ อาชีพตาง ๆ เหลาน้ีมัก
มีวงจรกิจกรรมในรอบป ท่ีแตกตางกันซ่ึงสัมพันธกับการใชแรงงาน การเดินทาง การมีรายได การเปน
หนี้สิน การพักผอน หรือความเครียด แตกตางหมุนเวียนไปในรอบป เราจึงตองศึกษารายละเอียด
กิจกรรมยอ ย สาํ หรับแตละอาชีพเพื่อนํามาแจกแจงใสไวในปฏิทินชุมชนดานเศรษฐกิจ ปฏิทินวัฒนธรรม
รวบรวมกิจกรรมดานสังคม วัฒนธรรมศาสนา และขนบธรรมเนียมประเพณีไว บางกิจกรรมเหลานี้มี
กําหนดเวลาทแ่ี นนอนเชน วันเทศกาลศาสนาที่อีสานเรียกวา “ฮิต ๑๒” หรือจารีต ๑๒ เดือน ใน
บางชุมชนท่ีมีกลุมทางวัฒนธรรม หรือชาติพันธุท่ีหลากหลาย จําเปนตองรวบรวมขอมูลใหครอบคลุม
กลมุ ตา ง ๆ ซ่งึ มักมีปฏทิ ินวัฒนธรรมท่ีแตกตา งกัน

ประโยชนข องเคร่ืองมือ “ปฏทิ ินชมุ ชน”
๑. ทําใหเขาใจวิถีชุมชน ซึ่งหมายถึงแบบแผน กิจกรรม เหตุการณรวมทั้งประเพณีปฏิบัติ
ของชุมชนที่เกิดข้ึนในรอบวัน รอบเดือน รอบป หรือแตละฤดูกาล การทําปฏิทินชุมชน ทําใหคนทํางาน
ชุมชนไดเ รียนรวู าชวงเวลาหนึ่งมีอะไรเกิดขนึ้ บางในชมุ ชน
๒. ทําใหเขาใจความสัมพันธระหวางกิจกรรม หรือเหตุการณตาง ๆ ท่ีเกิดข้ึนในชุมชน
เหตุการณหรือปรากฏการณบางอยางท่ีเราคิดวาเกิดข้ึนโดยบังเอิญนั้น เมื่อศึกษาลําดับเวลาใหชัดเจน ก็
อาจเห็นไดวาปรากฏการณน้ัน เปนผลเก่ียวโยงมาจากเหตุการณอื่น เชนการกูหน้ีนอกระบบอาจสัมพันธ
กับฤดกู ารผลิต หรอื การดมื่ สุราอาจสัมพันธก ับฤดูการผลิต เปน ตน
๓. ทําใหสามารถวางแผนการทํางานกับชุมชนไดดี เพราะจะทําใหเราสามารถจัดการตาราง
ทํางานที่สอดคลองกับวิถีชุมชนได สามารถปฏิบัติงานไดอยางเหมาะสม และถูกจังหวะเวลา
ทําใหการทํางานมีประสทิ ธภิ าพและเขาถงึ ชุมชนไดด ีขน้ึ
การทาํ ปฏิทนิ ชุมชน
๑. รวบรวมขอมูลอาชีพในชุมชน คัดเลือกอาชีพท่ีสําคัญ เชน เปนอาชีพของคนสวนใหญ
เปนอาชีพท่ีมีความเส่ียง หรือเปนอาชีพในกลุมเปาหมายของการสงเสริมการรักษาศีล ๕ จากน้ัน
สอบถาม หรือสัมภาษณผูทําอาชีพนั้นมานานใหไดลําดับของกิจกรรม หรือภารกิจในอาชีพนั้น ๆ โดย
ละเอียด แลว นําขอ มลู มาเรียบเรียง หรอื ลงในชองตาราง
๒. ขอ มูลปฏิทินวัฒนธรรม ครอบคลมุ มากกวา เรอื่ งเทศกาลงานบุญตามประเพณี แตรวมถึง
กิจกรรมทางสังคมของกลุมตาง ๆ ที่เกิดขึ้นเปนประจําอีกดวย เชนโรงเรียนเปดเทอมลูกเสือเขาคาย
ในทางปฏิบัติอาจเริ่มจากงานเทศกาลทางศาสนาในทองถ่ิน ซ่ึงมักมีกําหนดเวลาเปนที่รูกันในชุมชนเปน
จุดเริ่มตน จากน้ันใชกิจกรรมทางศาสนาในปฏิทินเปนตัวอยาง เพื่อสอบถามกิจกรรมดานอื่น ๆ ตอไป
โดยสอบถามจากหลาย ๆ กลุม เพอ่ื ใหไดก ิจกรรมสาํ คญั สําคัญของแตละกลุมอยางครบถว น
๓. ปฏิทินชมุ ชนทีร่ วบรวมขึ้นไมไดมีไวเพ่ือเก็บเปนขอมูลเฉย ๆ แตเพื่อนํามาเปนประโยชน
ในการทาํ งานซึ่งอาจทําไดโ ดยการตั้งคําถามดังนี้

- ปฏทิ ินงานพฒั นาของเราสอดคลองกับปฏิทินชุมชนหรือไมอยางไร
- กจิ กรรมในปฏิทินชุมชนมีประโยชนตองานที่เราทาํ หรือไมอ ยางไร

๔๑
- กิจกรรมในปฏิทินชุมชนสงผลตอชุมชนอยางไร และเราจะตองทําอะไรหรือไมเชน
งานบุญมีเด็กวัยรุนตีกัน มีการกินเหลาในงานบวช งานแตง งานศพควรทําอยางไร บางชวงของการทํา
การเกษตรมกี ารใชย าฆาแมลงมากจะทําอยางไร
๔. นอกจากจะทําปฏิทินของชุมชนแลว เรายังสามารถทําปฏิทินรายครัวเรือน หรือ
ครอบครัวดวย โดยใชหลักการเดียวกัน ซึ่งจะทําใหเราเขาใจชีวิตของคนในครอบครัว พรอมทั้งกิจกรรม
ตา งๆ จดุ เสีย่ งทางเศรษฐกจิ สังคม และสขุ ภาพของครอบครวั นน้ั ไดเ ปนอยา งดี
จากปฏิทินน้ี ทําใหเ ราเห็นไดไมยากวา ชวงใดในชุมชนมีกิจกรรมอะไรเกิดข้ึนบาง ชวงเวลา
ไหนวางเวนจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสังคม พอที่จะดําเนินกิจกรรมการพัฒนาไดบาง การทํางาน
ชุมชนโดยรู และเขาใจปฏิทินชุมชน ทําใหการทํางานเปนไปอยางมีศิลปะ หรือจังหวะท่ีเหมาะสมไมเพียง
ทําใหกิจกรรมตาง ๆ สอดคลองลงตัวกับบริบทของทองถ่ิน แตยังสามารถอาศัยกิจกรรมในโอกาสตาง ๆ
ที่มอี ยูข องชมุ ชนในการทํางานใหไดผลตอการรักษาศลี ๕ อีกดวย

ภาพ : ตวั อยา งปฏทิ ินชุมชน (ทมี่ า : หนงั สอื วิถชี ุมชน เครอื่ งมือ ๗ ช้ิน)
แบบฝกหัดที่ ๑ ใหผูเขาอบรมเขียนปฏิทินชุมชนของชุมชนท่ีคุณเคย เริ่มดวยการประมวล
วาในชุมชนมีอาชีพ หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมอะไรบาง พรอมแจกแจง
รายละเอียดดงั ตาราง
แบบฝกหัดที่ ๒ ใหผูเขาอบรมจับคูกิจกรรมการดําเนินชีวิตที่เกิดขึ้นในรอบปที่สัมพันธ
กบั การรักษาหรือละเมิดศลี ๕

๔๒

๖) เครอื่ งมอื ชิ้นท่ี ๖ : ประวตั ศิ าสตรช ุมชน
ประวัติศาสตรชุมชน ชุมชนยอมมีความเปนมามีประวัติศาสตรความทรงจํา ทางสังคม

เหตุการณตาง ๆ ไมวาจะเปนการกําเนิดชุมชนความเปนมาในอดีต พัฒนาการทางเศรษฐกิจสังคม
การเมอื งวฒั นธรรมอุบตั ิภัย หรือแมแตเรื่องของอุบัติการณดานความเส่ียงตาง ๆ ท่ีเกิดขึ้นในชุมชน ลวน
เปนสวนหน่ึงในการสรางอัตลักษณของชุมชน สรางความรูสึกนึกคิด ทัศนะ และมีบทบาทสําคัญ ในการ
กาํ หนดความสัมพนั ธทางสงั คมของสิง่ ที่เปนอยู ท้ังในปจ จบุ นั และอนาคต

ประวัติศาสตรชุมชน ชุมชนยอมมีความเปนมา มีประวัติศาสตรความทรงจําทางสังคม
เหตุการณตาง ๆ ไมวาจะเปนการกําเนิด ชุมชนความเปนมาในอดีต พัฒนาการทางเศรษฐกิจ สังคม
การเมอื ง วัฒนธรรม อุบตั ิภัยหรอื แมแตเ รอื่ งของอบุ ัติการณด านความเส่ียงตาง ๆ ที่เกิดข้ึนในชุมชน ลวน
เปนสวนหน่ึงในการสรางอัตลักษณของชุมชน สรางความรูสึกนึกคิดทัศนะและมีบทบาทสําคัญในการ
กําหนดความสัมพนั ธทางสังคม ของสิง่ ทเี่ ปน อยทู ้ังในปจ จบุ ัน และอนาคต

การศึกษาประวัติศาสตรชุมชนในชุดเครื่องมือ ๙ ช้ินน้ี เนนถึงเรื่องราวประวัติศาสตรของ
เหตุการณสําคัญท่ีสัมพันธกับการรักษาหรือละเมิดศีล ๕ การระบุชวงเวลาของเหตุการณเหลาน้ัน จะ
สัมพันธกับเครื่องมือช้ินอื่น ๆ เชน ปฏิทินชุมชน ผังองคกรชุมชน เปนตน เพ่ือใชเปนบทเรียนและการ
ออกแบบปอ งกนั ตอไป

ปญ หาท่ีพบในการทํางานชุมชน
ชุมชนสวนใหญมีรากฐานมาจากความเปนมาจากประวัติศาสตร การขาดความรูทาง
ประวตั ศิ าสตร จงึ อาจทาํ ใหคนทํางานชุมชน ไมเ ขา ใจส่ิงทพี่ บ เกดิ ความสบั สนได คอื
๑. การขาดความใสใจตอประวัติศาสตรชุมชน เปนสาเหตุสําคัญประการหน่ึงท่ี ทําใหมอง
ชุมชนเหมือนกันทุกชุมชน มีประวัติศาสตรความสัมพันธระหวางชุมชนกับรัฐ ก็มีความแตกตางกัน
ประสบการณในอดีตทาํ ใหแตละทองถ่นิ
๒. ประวัติศาสตรท ี่เก่ียวกับการทํางานชุมชน คือประสบการณเกี่ยวกับการพัฒนาที่ผานมา
ของชุมชน หากชุมชนมีเหตุการณ หรือประสบการณที่เลวราย เชน ความขัดแยงความไมเปนธรรม หรือ
เรอ่ื งราวของการละเมดิ ศลี ๕ กจ็ ะทําใหเขาใจประสบการณเดิมของชุมชน ดังนั้นประวัติศาสตรชุมชน จึง
มคี วามสําคัญในการประเมินชุมชนดวย
ประโยชนข องเคร่ืองมือประวตั ศิ าสตรชุมชน
๑. ชุมชนมีสวนคลายกับบุคคล ตรงท่ีมีความคิดเห็นและมีความรูสึก การศึกษา
ประวัติศาสตรชุมชนเหมือนกับเราไดเขาใจคนคนหนึ่งวา เขามีความเปนมาอยางไร เติบโตมาใน
ครอบครัวอยางไร เคยมีหรือเคยประสบกับอะไรมาบางในชีวิต ทําใหเราเขาใจคนคนน้ันไดดี
ประวัติศาสตรชมุ ชนก็เชนเดียวกัน
๒. ชวยลดอคติหรอื ภาพลักษณแ บบเหมารวม ที่เราอาจมีกับชุมชน เชน เห็นวาชุมชนแหงนี้
ไมใ หค วามรวมมือในการดูแลเยาวชนในการละเมิดศีล ๕ เม่ือไปศึกษาประวัติศาสตรความเปนมา อาจจะ
พบวา มีสาเหตุท่ีทําใหเขา ใจได
๓. การเขาใจเร่ืองราวความเปนมาเปนไปของสิ่งตาง ๆ ในชุมชนทําใหเราสามารถเลือกวิธี
ทํางานกบั ชุมชน ใหสอดคลอ ง กับประสบการณความคาดหวัง และศกั ยภาพของชุมชนไดดีขึน้

๔๓

หลักการสาํ คญั ของประวัตศิ าสตรชมุ ชน
ประวัติศาสตรชุมชนมักจะไมมีการจดบันทึกเปนเอกสารหรือหาหลักฐานไดโดยตรง
คอนขางยาก สวนมากมักจะเปนความทรงจําเรื่องเลา หรืออาจเปนส่ิงที่บันทึกไวในชื่อเรียก เชน ช่ือ
สถานที่ ชอื่ ขา วของ หรอื บุคคล ประวัติศาสตรชุมชน เปนเร่ืองของจินตนาการ และการตีความพอ ๆ กับ
เรือ่ งของขอเทจ็ จริงหลกั ฐานและเหตผุ ลประวัติศาสตรชุมชน จึงแตกตาง หรือขัดแยงกับประวัติศาสตรท่ี
เปนทางการ หรือแมแตในชุมชนเดียวกัน ก็อาจจะมีเร่ืองราวประวัติศาสตรท่ีแตกตางกันเปนไปตามผู
บอกเลา การทบทวนประวัติศาสตรรวมกับชุมชน เปนการเรียนรูที่สําคัญที่สุดอยางหน่ึง เพราะการได
ทบทวนใหเห็นถึงปจจัย หรือเหตุปจจัยที่ทําใหคนในชุมชนเปนอยางที่เห็นในปจจุบัน มักกระตุนใหเกิด
สาํ นกึ ทางประวัติศาสตร และสํานึกทางการเมอื ง ทําใหชุมชนรูสึกตัว และลุกข้ึนมากําหนดชะตาชีวิตของ
ชุมชนเอง ทุกชุมชนไมวาจะเปนชุมชน หรือในเมืองลวนมีประวัติศาสตร การศึกษาประวัติศาสตรชุมชน
จึงไมใชจะทําไดแตเฉพาะชุมชนดั้งเดิมที่มีประวัติการตั้งถ่ินฐานมายาวนาน หรือเปนชุมชนในชนบท
ประวัติศาสตรของชุมชนเมือง แมจะมีความเปนมาในชวงเวลาสั้นๆก็ชวยใหเขาใจลักษณะความเปนอยู
หรือปญ หาของชมุ ชนไดดขี ึน้ เชนกนั
วิธีการทําประวัติศาสตรชุมชน
๑. ประวัติศาสตรชุมชน อาจจะมองอาจจะมีมุมมองตอเหตุการณบางอยางท่ีแตกตางไป
จากประวัติศาสตรชาติ แตการเขาใจประวัติศาสตรชาติ หรือการรูวาเหตุการณสําคัญอะไรเกิดขึ้น ใน
ภาคใดของประเทศ ก็ชวยใหเราเขาใจประวัติศาสตรทองถ่ินไดดีขึ้น เชน มีการขนถายลําเลียงยาบายา
ไอซทเ่ี กดิ ขน้ึ เปนเหตุการณในประวตั ิศาสตร ก็อาจจะถกู เชื่อมโยงไดเ ชน กัน
๒. การศึกษาประวัติศาสตรชุมชน ตองอาศัยการสอบถามหรือสัมภาษณจากผูรูในทองถ่ิน
การไดผูใหขอมูลหลักท่ีดี เปนจุดเร่ิมตนที่สําคัญเราอาจเริ่มจากการถามผูอาวุโส คนเฒา คนแก พระ
หรือนกั บวช ผูนําชุมชนดานตาง ๆ เพ่อื ตามไปสอบถามหรือสัมภาษณ
๓. การสอบถาม หรอื สมั ภาษณเ รื่องราวประวัติศาสตรชุมชนอาจทําไดงายขึ้น โดยการแบง
เรื่องราวคําถามออกเปนหมวดหมูเชนประวัติศาสตรสังคมวัฒนธรรม ประวัติศาสตรเศรษฐกิจ
ประวัติศาสตรสุขภาพประวัติศาสตรความเสี่ยงเปนตน โดยการสัมภาษณ หรือสอบถามเนนไปที่คําถาม
หลกั ของการศึกษาเรื่องราวประวตั ิศาสตร ไดแก ใคร ทําอะไร ท่ไี หน เม่อื ไหร อยางไร กบั ใคร
ขอมูลท่ีไดจากการสัมภาษณ และสอบถามนี้ สามารถนํามาเรียบเรียง เปนบทความ
พรรณนาเรื่องราวประวัตศิ าสตรเหมือนในตําราเรียนได แตในท่ีน้ีจะขอวิธีนําเสนอเปนแผนผัง แสดงภาพ
ทงั้ หมดของเรื่องราวประวัตศิ าสตร ใหเ ขาใจดวยสญั ลักษณตอ ไปน้ี
การนําเหตุการณทางประวัติศาสตร มาเขียนเปนแผนภาพเชนนี้ ทําใหเราสามารถ
เทียบเคียงในเหตุการณในแตละชวงเวลาได และทําใหเห็นความสัมพันธระหวางเหตุการณตาง ๆ ดีขึ้น
การใชแผนภาพยังทําใหสามารถนําเหตุการณใหม ๆ ท่ีเราคนควาสอบถามมาไดมาใสแทรกเพ่ิมเติมลงไป
ได ตางจากการเขียนเปนความเรียงไมเห็นภาพรวม และตองเรียบเรียง หรือคัดลอกใหม เมื่อตองการ
เพิ่มเติมเหตุการณ หรือขอ มูลใหม ๆ ลงไป
แบบฝก หัด
ตัง้ วงสนทนาลําดบั ถงึ เหตุการณที่มีผลตอโครงการหมูบานรักษาศีล ๕

๔๔

๗) เคร่อื งมือชนิ้ ท่ี ๗ : ระบบสือ่ สารชุมชน
หลักการและแนวคิดการสื่อสาร เปนกุญแจสําคัญในการรับมือกับการละเมิดศีล ๕

ชองทางในการส่ือสารในชุมชนในปจจุบัน มีความหลากหลายมากขึ้น การรวบรวมชองทางตาง ๆ
เพื่อการสื่อสารในสถานการณที่มีการละเมิดศีล ๕ จะชวยใหการสื่อสารมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
ชองทางการสื่อสารในสถานการณท่ีสาํ คัญในการละเมิดศีล ๕ ไดแก

๑. ระบบการแจงภัยเตือนภัยเชนระบบวิทยุสื่อสารตาง ๆ
๒. ระบบการสื่อสารแบบบุคคลกับบุคคล เชน โทรศัพท เพื่อนบาน
๓. ระบบการสื่อสารแบบบุคคล กับเครือขายสังคม เชน ส่ือสังคม
๔. ระบบการส่ือสารแบบกลุมคน เชน หอกระจายขาว จดหมายขาว ระบบส่ือมวลชน
เชน โทรทัศนหนังสือพิมพ การศึกษาระบบสื่อสารชุมชน เปนตน มีวัตถุประสงค เพื่อระดม และ
จัดระบบขอมูลเกี่ยวกับการสื่อสารที่อาจจําเปนตองใชในการเตรียมความพรอมรับมือกับการ
ละเมิดศีล
๕. การนําขอมูลที่เกี่ยวของกับบุคคลผูสงสาร ชองทางการสื่อสาร และกลุมผูรับสาร
มาทาํ เปนตารางเพื่อใหงายตอการใชงาน
วิธีการการรวบรวมขอมูล
วิธีการการรวบรวมขอมูล เก่ียวกับระบบสื่อสารชุมชนนั้น จําเปนตองอาศัยการระดม
จากสมาชิกชุมชนที่หลากหลาย การดําเนินการจึงอาจเริ่มจากการเชิญชวนสมาชิกในชุมชน
โดยเฉพาะผูนําแกนนําชุมชนดานตาง ๆ ตัวแทนกลุมอาชีพตาง ๆ และตัวแทนกลุมอายุตาง ๆ ซึ่ง
มักใชชองทางการสื่อสาร และบริโภคสื่อจากแหลงที่แตกตางกัน มารวมประชุมกัน โดยอาจ
แบงเปนกลุมยอย เพื่อระดมทุน แตละประเภทแลวมานําเสนอในที่ประชุมใหญ เพื่อใหสมาชิกอื่น
ไดชวยเพิ่มเติมใหสมบูรณยิ่งขึ้น
การรวบรวมขอมูล โดยทําเปนกิจกรรมรวมกัน นอกจากจะชวยใหไดขอมูลที่สมบูรณ
ครบถวนย่ิงข้ึนแลว ยังจะชวยใหสมาชิกมีขอมูล มีความเขาใจ และตระหนักถึงความแตกตางของ
การเขาถึงขอมูลขาวสารของสมาชิกในชุมชนอีกดวย
ประโยชนท่ีจะไดรับจากระบบส่ือสารชุมชน
ประโยชนท่ีไดรับจากเครื่องมือระบบส่ือสารชุมชน การจัดระบบขอมูลการสื่อสารเพื่อ
รองรับสถานการณการละเมิดศีล ๕ ทําใหชุมชนสามารถจัดการรูปแบบ และชองทางการสื่อสาร
ใหเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได ทั้งในการใหขอมูลขาวสารการเตือนภัย การเตรียมความพรอม
รวมถึงการฟนฟูกลุมเสี่ยง หลังเกิดการละเมิดศีล ๕ ขอมูลจากงานวิจัยแสดงใหเห็นวาการสื่อสาร
หรือระบบการสื่อสารที่ลมเหลวมีสวนสําคัญในการสรางความสับสน และไรประสิทธิภาพในการ
จัดการปญหา
แบบฝกหัด
ใหผูเขาอบรมเขียนแสดงระบบการส่ือสารที่มีจริงในชุมชนของทาน แลววิเคราะห
ดังตอไปน้ี ระบบส่ือสารชุมชน ชองทางในการส่ือสาร บุคคลที่ดูแล ผูสงสาร กลุมเปาหมาย หรือผูรับ
สาร และจุดเดน หรือประโยชน

๔๕

ระบบสื่อสารชุมชน ชองทาง บคุ ลลที่ ผสู ง สาร กลมุ ประโยชน
ระบบส่ือแบบบุคคลตอ ส่ือสาร ดแู ล เปาหมาย
บุคคล

ระบบสอ่ื แบบบคุ คลกับ
เครอื ขาย

ระบบส่ือสารแบบกลุมคน

ระบบส่อื มวลชน

ระบบแจงเตือนภยั


Click to View FlipBook Version