๔๖
๘) เครือ่ งมือชิ้นท่ี ๘ : ตารางทนุ ชุมชน
หลักการแนวคิดและความชวยเหลือจากภายนอกชุมชน จะมีความสําคัญในสถานการณ
การละเมิดศีล ๕ และการจัดการการละเมิดศีล ๕ ของชุมชน โดยอาศัยทุนชุมชนที่มีอยูภายในชุมชน
น้ัน ไมเพียงทําใหชุมชนจัดการปญหาของตัวเองไดดีขึ้น แตยังทําใหชุมชนเปล่ียนแปลงจากเหย่ือของ
การละเมดิ ศลี ๕ ท่ีชว ยตนเองไมไ ด มาเปนผูปฏิบัตกิ าร หรือเปนฝายกระทําตอปญหาท่ีเกิดข้ึน เปนส่ิง
ทสี่ าํ คัญสําหรบั การสรา งพลังการฟน ตวั ของชุมชน เพ่ือใหการจําแนกทุนชุมชนมีความครอบคลุม และ
งายตอการทําความเขาใจ และเปนประโยชนในการจัดการการละเมิดศีล ๕ ขอในชุมชนเราอาจแบง
ทุนชมุ ชนออกเปน ๘ ดา นดงั น้ี
๑. ทุนทางกายภาพ ไดแก สิ่งแวดลอมทางกายภาพของชุมชน ท่ีสามารถนํามาเปน
ประโยชนในการแกปญหาทุนทางกายภาพ มีความครอบคลุมท้ังลักษณะทางภูมิศาสตร ส่ิงปลูกสราง
และทรัพยากรตา ง ๆ
๒. ทนุ เครอื ญาติ หมายถึง ระบบความสัมพันธในครอบครัวและเครือญาติทางสายเลือด
ทางการแตง งานการรับอุปการะเปนบตุ รบญุ ธรรม พอเลย้ี ง แมเ ลยี้ ง รวมทั้งการนับญาติในลักษณะอ่ืน
ความสัมพันธของเครือญาติเปนพ้ืนฐานของการดูแลชวยเหลือและเกื้อกูลกัน ในเวลาปกติและ
ยามยาก
๓. ทุนความรู หมายถึง ขอมูลขาวสารความรูความเขาใจทักษะ และภูมิปญญาตาง ๆ
ทงั้ ในเชิงเทคนิคที่ใชใ นการแกปญ หา
๔. ทนุ เศรษฐกจิ หมายถงึ ศักยภาพในทางเศรษฐกิจ และการจัดการทรัพยากรของชุมชน
ซึ่งมีอยูในระบบการผลิต และการถือครองสินทรัพย การกระจาย การซ้ือขายแลกเปลี่ยน ตลอดจน
การบริโภคสินคา และการบริการท่ีมีอยูในชุมชน ทุนเศรษฐกิจชุมชน จึงหมายถึงอาชีพของผูคน
ผลผลิตตางๆ ของชุมชน และตลอดจนความสัมพันธของการซ้ือขายแลกเปลี่ยนกันระบบเศรษฐกิจ
ชุมชนทําใหมีการสะสมทุนทางเศรษฐกิจในรูปแบบตาง ๆ ไมวาจะเปนทุนทางกายภาพ หรือ
ความสัมพนั ธท างเศรษฐกิจสง่ิ เหลา นี้ ลว นแตเปนทุนชมุ ชนท่สี ามารถระดมมาชวยเหลือ ในการจัดการ
การละเมดิ ศลี ๕ ไดท้ังส้ิน
๕. ทุนทางการเมือง หมายถึง อํานาจความสัมพันธ และกลไกทางการเมือง หรือการ
ปกครองที่มีอยูในชุมชนชุมนมุ ทางการเมือง มีความหมายครอบคลุมถึง บุคคล กลไก องคกรระเบียบ
กฎเกณฑ และอํานาจความชอบธรรมในการจดั การกิจการสาธารณสุขในชมุ ชน เชน ผูนําทางการเมือง
กรรมการหมบู านองคกรบริหารสวนทองถิ่นตาง ๆ เปนตน ทุนทางการเมือง มีความสําคัญเพราะเปน
สวนหนงึ่ ของโครงสรา งอํานาจ ทีส่ ามารถใชในการจัดการปญหาในหลายลักษณะ หรือทางการจัดสรร
ทรัพยากรการบังคับใชกฎหมาย การจัดการความขัดแยง การผดุงไวซ่ึงความเปนธรรม ตลอดจนทํา
หนาที่ประสานงานจัดทาํ แผน และจดั ใหม ีซึง่ บรกิ ารและสวัสดิการตาง ๆ
๖. ทุนศาสนา หรือ วัฒนธรรมจารีตประเพณี หมายความรวมต้ังแตคําสอนกฎเกณฑ
ทางศีลธรรม แบบแผนการปฏิบัติบุคลากรและทรัพยากร ท่ีมีในอาณัติขององคกรศาสนาตาง ๆ
คําสอนของศาสนามีบทบาทในการเยียวยา ผลกระทบดานจิตใจ ในขณะท่ีองคกรศาสนาตาง ๆ หรือ
กลุมศรัทธาตาง ๆ ก็เปนศูนยรวมนํ้าใจรวมศรัทธาและสามารถมีบทบาทสําคัญในทางมนุษยธรรม
เชน การจดั ตั้งกลุมอาสาสมคั รตาง ๆ การจดั ใหมขี า วของเครอื่ งมอื อุปกรณทีใ่ ชใ นการเยียวยา
๔๗
๗. ทุนองคกรชุมชน หมายถึงกลุมบุคคลท่ีเกิดจากสมาชิกในชุมชนรวมตัวกัน ดวย
วัตถุประสงครวมกัน มีสมาชิกท่ีแนนอน มีการจัดการ และมีระยะเวลาในการรวมตัวกันยาวนานระดับ
หน่ึง โดยวัตถุประสงคอาจมีความสนใจรวมกัน ผลประโยชนรวมกัน หรือเปนความจําเปนอ่ืนๆ รูปแบบ
การจัดตั้ง และการจัดการก็มีความเปนทางการมากหรือนอย เชน กลุมอาสาสมัครสาธารณสุขประจํา
หมูบา น กลุม อาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย กลุม แมบาน กลมุ ศรัทธาวัด เปนตน
๘. ทุนภาคีเครือขาย หมายถึง กลุมบุคคลองคกรหรือหนวยงานตาง ๆ ที่ไมไดอยูใน
ชุมชน แตมีบทบาทใหความชวยเหลือหรือสนับสนุนการทํางานของชุมชนได การมีสัมพันธที่ดีกับกลุม
บุคคล องคกรหรือหนวยงานเหลาน้ี จะชวยใหชุมชนสามารถเขาถึงทรัพยากร หรือมีชองทางที่จะ
จัดการกับปญหาของชุมชนไดมากกวาที่ชุมชนจะจัดการเพียงลําพัง ภาคีเครือขายของชุมชนมีต้ังแต
หนวยราชการ เชน โรงพยาบาลสถานีตํารวจ บรรเทาสาธารณภัย องคกรเอกชนตาง ๆ เชนองคกร
พฒั นาเอกชน หา งรา นมูลนิธิและสื่อมวลชนเปน ตน
แมค วามชว ยเหลอื จากภายนอก จะมีความสําคัญในสถานการณวิกฤติ เชน ในชวงท่ี
เกิดวิกฤตการละเมิดศีล ๕ และการเตรียมความพรอมกอนท่ีจะเกิดวิกฤตการณละเมิดศีล ๕ ขอมี
ความจําเปนโดยเฉพาะการรูจักการเขาถึง และการสามารถจัดการทุนชุมชนตางๆ เหลาน้ี ใหมี
ประสทิ ธิภาพที่จะชว ยยกระดับศักยภาพในการจดั การการละเมิดสิทธิ์ ๕ ของชุมชนในสถานการณ
ที่คบั ขันได
ข้ันตอนในการทาํ ตารางทนุ ชมุ ชน
การรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับทุนชุมชนนั้น จําเปนตองอาศัยการระดมจากสมาชิกชุมชนที่
หลากหลายการดําเนนิ การ จึงอาจเริ่มจากการเชิญชวนสมาชิกในชุมชนโดยเฉพาะผูนํา ผูอาวุโส แกน
นําชมุ ชนดา นตา ง ๆ ตวั แทนกลุมอาชีพตาง ๆ มาประชุมรวมกัน โดยอาจแบงเปนกลุมยอย เพื่อระดม
ทุนแตละประเภทและนํามาเสนอในที่ประชุมใหญ เพ่ือใหสมาชิกอ่ืนไดชวยเพ่ิมเติมใหสมบูรณย่ิงขึ้น
การรวบรวมขอมูล โดยทําเปนกิจกรรมรวมกันเชนนี้ นอกจากจะชวยใหไดขอมูลสมบูรณย่ิงขึ้นแลว
ยังจะชว ยใหส มาชกิ มขี อมลู มคี วามเขาใจ และตระหนักในคุณคา ของทนุ ชมุ ชน และตระหนักในคุณคา
ของทุนทางสงั คมท่ชี ุมชนมีอยูรวมกนั อกี ดว ย
ประโยชนข องการทําตารางทุนชุมชน
๑. ชุมชนตระหนักถึงศักยภาพท่ีตนมีทําใหเกิดความภาคภูมิใจเชื่อม่ัน และเห็นแนว
ทางการใชป ระโยชนจ ากส่ิงดี ๆ ทีม่ อี ยูในชมุ ชน
๒. การจัดระบบขอมลู เก่ียวกบั ชุมชน ทําใหสะดวกในการนํามาพิจารณาระดมทรัพยากร
ตาง ๆ ที่มีอยูในชมุ ชนมาใชไดในสถานการณท จี่ าํ เปน
๔๘
แบบฝก หดั
แบบฝกหัดที่ ๑ : จากการศึกษาเคร่ืองมือชุมขนในหลาย ๆ ชิ้นที่ผานมา ทําใหเห็นถึงทุน
ของชุมชนวามอี ะไรบา ง และในแบบฝก หดั น้ใี หเขยี นทุนชนท่ีคนพบในพน้ื ท่ี ลงในตารางดงั ตอไปน้ี
ประเภทของทนุ รูปธรรม คณุ คา หรอื ผมู บี ทบาท การติดตามและ
ชุมชน ประโยชนใ นการ เก่ยี วของ ชอ งทางการ
รับมือการละเมิดศลี
๑ ) ทุ น ท า ง สอ่ื สาร
กายภาพ ๕
๒)ทนุ เครอื ญาติ
๓)ทนุ ความรู
๔)ทนุ เศรษฐกิจ
๕ ) ทุ น ท า ง
การเมือง
๖ ) ทุ น ศ า ส น า
หรือ วัฒนธรรม
จารีตประเพณี
๗ ) ทุ น อ ง ค ก ร
ชมุ ชน
๘ ) ทุ น ภ า คี
เครือขาย
๔๙
๙) เครือ่ งมอื ชน้ิ ท่ี ๙ : เรื่องเลา ศีล ๕
หลักการและแนวคิด เรื่องเลา ถือเปนเคร่ืองมือจัดการความรูสําคัญอยางหน่ึงการเรียนรู
จากเร่ืองเลาและการเลาเรื่องทําใหเกิดการทบทวนเรื่องราว และใหความหมายกับประสบการณ
ท่ีเกิดข้ึน เร่ืองเลานอกจากจะส่ือสารขอมูลผานเรื่องราวที่เกิดข้ึนแลว ยังสามารถส่ือสารอารมณ
ความรูสึกไดอีกดวย ยิ่งเร่ืองราวเกี่ยวกับการละเมิดศีล ๕ แลวมิติทางอารมณและความรูสึกเปนสิ่ง
สาํ คญั เรื่องเลา จึงถกู ใชใ นกระบวนการเยียวยาสาํ หรบั ผูท่ีประสบกบั การละเมิดศลี ๕
ข้ันตอนและวธิ ีการ
การเรยี นรผู า นเร่อื งเลา ละเมิดศลี ๕ อาจทาํ ไดในหลายลักษณะดวยกันคือ
๑) การจับกลุมเลาเรื่องโดยการแบงกลุมสมาชิกที่เขากิจกรรม เลาเร่ืองออกเปนกลุมยอย
ตามประสบการณช วี ติ ทเ่ี กิดขนึ้ จริง
๒) จับคเู ลา เร่ืองโดยการจับคูคนท่ีมาจากพ้ืนฐานตางกันผลัดกันเลาเร่ืองประสบการณ ให
เพ่ือนฟง
๓) เลาเปนกลุมใหญ การเลาเร่ืองในเวทีใหญจําเปนตองใชทักษะในการเลาเรื่องมากกวา
เวทีเล็ก ๆ แตก็เปนวิธีท่ีสงผลกระทบสูงการเลา จําเปนตองเตรียมคนฟง ควรมีการเกร่ินนําใหคนฟง
เขาใจวากาํ ลังทาํ อะไร
๔) ประเด็นท่ีจะมานาํ มาเลาแลกเปลยี่ นนน้ั มีความยืดหยุนไดมาก แตหากสามารถเลาเรื่อง
จากประสบการณตรงไดก็จะดีที่สุด เรื่องที่เลาอาจเปนเร่ืองที่ประทับใจ ซ่ึงไมจําเปนตองเปนบทเรียนที่
ชดั เจนตั้งแตตนเพื่อน ๆ ชวยกันหาความหมาย หรือบทเรียนที่มีคุณคารวมกันหลังจากฟงเร่ืองเลาแลว
๕) เรอ่ื งเลา เปน ผลผลิตของคนเลาและคนฟง คนฟงมีสวนสําคัญท่ีจะทําใหเร่ืองเลาน้ันล่ืน
ไหล และคนเลามีความมั่นใจท่ีจะเลา การรูจักฟงอยางใจจดจอจึงมีความสําคัญ หากมีการเตรียม
บรรยากาศใหสงบพรอมรับฟงเร่ืองราว ไมเรงรีบ มีการตกลงเร่ืองเวลา และจัดใหมีเวลาพอสมควร
สาํ หรับการเลา เรอ่ื งกจ็ ะชวยใหก ารเลาเร่ืองเปนไปอยางนาสนใจ
๖) เมื่อเลาเรื่องเสร็จ ควรมีการตรึกตรองและสะทอนคิดรวมกันวาเรื่องเลาน้ัน ๆ บอก
อะไรกับเราบาง มีความหมายอยางไร และเปนประโยชนกับการรบั มอื กับการละเมิดศีล ๕ ของชุมชนใน
แงใดบาง อยา งไรก็ตาม เรอื่ งเลา ไมจําเปนตองเปนประโยชนเสมอไป การเปดโอกาสใหเกิดการเลาเร่ือง
และแบงปนประสบการณผานเรื่องเลานั้น โดยกระบวนการของมันแลว มีประโยชนในแงการสราง
ความรูสึกรว มและความเปนอนั หน่ึงอันเดียวกัน
ประโยชนท ไี่ ดจ ากเคร่อื งมอื เรอ่ื งเลา
๑) เปนการทบทวนประสบการณ ในดานศีล ๕ ทําใหเห็นถึงความพรอม จุดออน จุดแข็ง
และส่ิงทค่ี วรพงึ ระวัง
๒) เปนการสรางความเขาใจรวม ความรูสึกรวมชะตากรรมรวมกันของชุมชน ทําใหเกิด
ความรวมแรงรวมใจ ของชุมชนความสมั พนั ธเหนียวแนนขึ้นในชุมชน
๕๐
๓) การเลาเรื่องราวการเผชิญ การละเมิดศีล ๕ ชวยใหเห็นถึงศักยภาพทุนชุมชน และ
ความสามารถโดยเฉพาะคุณภาพของคนที่ตอสูอดทนและใชไหวพริบ ความพยายามจนฟนฝาอุปสรรค
ตา ง ๆ มาไดท ําใหเ กดิ ความภาคภูมิใจม่ันใจที่จะเผชญิ อบุ ัติภัยได
๔) การเรือ่ งเลา ท่ีถูกบันทึกเรียบเรยี งไว จะกลายเปน สวนหนงึ่ ของประวัติศาสตรช ุมชน
แลกเปลย่ี น แนะนําตัว เลา เรอื่ ง
(รูบรู ณาการ) (รตู วั ) (รูเร่ือง)
แบง กลมุ
(เปดการเรยี นรู)
จับประเดน็ รบั ฟง
(รูสต)ิ (รูใ จ)
แบบฝกหัด
ใหผูเขาอบรม แบงกลุมแลกเปล่ียนเรื่องเลาในชุมชนท่ีตนอาศัย หรือ พื้นท่ีปฏิบัติงาน
โดยใหส รุปถึงความสมั พนั ธก ับโครงการหมบู า นรักษาศีล ๕ ทั้งในแงข องการปองกันการละเมิด และใน
แงข องการยกยอ งเชิดชูผูที่สามารถรักษาศีล ๕ จากนั้นนําประเด็นสําคัญที่ไดรับฟงมาแลกเปล่ียนกัน
หรอื นําเสนอกจิ กรรมทสี่ ามารถเปนตนแบบได
๕๑
Module ๓ : การสรางเครือขายพระสงฆเฝาระวังส่ือชวนเชื่อทางศาสนา
สาระสาํ คญั
การสรางเครือขายพระสงฆเฝาระวังส่ือชวนเชื่อทางศาสนา ฝกทักษะผูเขาอบรมในการ
รูเทาทันขาว fake news และมีทักษาะในการใชงานเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย เชน การตัดตอ
คลิปวีดีโอและสรางส่ือปลอดภัยและสรางสรรคโดยใชโปรแกรม kine master รวมถึงการเปนนัก
สอ่ื สารเพอื่ ปอ งกนั ความขัดแยงท่ีเกิดจากขาวลวงทางศาสนา และมีภาคีเครือขายรวมกันทํางานอยาง
เปนรปู ธรรมเขม็ แขง็
จดุ มุงหมาย
เพอ่ื ใหผ เู ขา รับการอบรมสามารถใชเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิตส่ือสรางสรรคขับเคลื่อน
ศีล ๕ พรอมทั้งสามารถใชงานส่ือสารสนเทศเพื่อขับเคล่ือนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕
สูกลมุ เปาหมาย
วตั ถปุ ระสงค
๑. เพื่อใหผูเขาอบรมไดเรียนรูสื่อสารสนเทศ และสรางเครือขายการทํางานในการ
ขับเคล่ือนหมบู านรกั ษาศีล ๕ สภู าคประชาชนในลักษณะภาคเี ครือขา ย
๒. เพื่อฝกทักษะผูเขาอบรมในการใชเทคนิคและเครื่องมือการทํางานรวมกับชุมชนในการ
ขบั เคลอื่ นหมูบา นรักษาศีล ๕ ดว ยเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย
๓. เพื่อพัฒนาส่ือสรางสรรคทางพระพุทธศาสนาสงเสริมเสริมการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕
ดว ยเทคโนโลยสี ารสนเทศทที่ ันสมัย
กิจกรรมท่ใี ชใ นกระบวนการอบรม
๑. บรรยายพิเศษจากทมี วิทยากรเฝา ระวังสอ่ื
๒. Workshop การใชเทคนคิ และโปรแกรม kind master บนมือถือ
- การฝกทักษะการตดั ตอวีดโี อ และ นาํ เสนอผลงานผลิตสอื่
ส่ือการอบรม
๑) ไฟลว ดี โี อ
๒) โปรแกรม kindmaster
๓) ปากกาเมจิก หรอื ปากกาสี
๔) กระดาษสี A ๔
๕) ใบงานความรู
๖) โทรศัพทสมารทโฟน หรือ แทปเลต
ระยะเวลา
กจิ กรรมน้ีใชเวลา ๖ ชวั่ โมง
วิทยากร
ทมี วทิ ยากรจากกองทุนพัฒนาส่ือปลอดภัยและสรางสรรค และเครอื ขา ย
๕๒
เน้ือหาบทเรยี น : รเู ทาทันสอื่ (FAKE NEWS)
พฤติกรรมการบริโภคขาวสารมีความ
เปลี่ยนแปลงเปนอยางมาก ดวยสื่อและเทคโนโลยีที่มี
การพัฒนาอยางรวดเร็ว ทําใหการบริโภคขาวสาร
ผานทางส่ือสังคมออนไลน เชน เฟซบุค ทวิตเตอร
หรือไลน มีความนิยมมากข้ึน และในส่ือโซเชียลตาง
ๆ ทําใหมีผูใชงานอินเทอรเน็ตสามารถแสดงบทบาท
เปนผูนําเสนอขาวไดดวยตนเองอยางงายดาย โดยมี
ผูอานจํานวนไมนอยใหท่ีความสนใจและคอยติดตาม เน่ืองจากการนําเสนอขาวท่ีมีความรวดเร็วแปลก
ใหม หวือหวา เราอารมณ และทันทวงที จึงกอปญหาที่เกิดข้ึน คือ ขาวออนไลนบางสวนไมไดรับการ
กลั่นกรองคุณภาพและความถูกตอง เนื่องจากเปนสื่อท่ีเปดกวางและสามารถถูกสงตอ (แชร) หรือ
แบง ปนใหผ อู นื่ อานตอ ไดในวงกวา ง ทําใหเ กิดการแพรกระจายของขาวสารอยางรวดเร็วและสรางอิทธิพล
ตอความคิดของคนในสังคมเปนอยางมาก และประเด็นทางศาสนาเปนหน่ึงในปญหาที่เกิดจากการ
เผยแพรขาวสารที่ไมไดถูกกล่ันกรองและการตรวจสอบกอนแชร เชน ขาวปลอมท่ีเก่ียวของกับ
นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ จันโอชา และครอบครัวในประเด็นการนับถือศาสนา ถูกสงตอทั้งภาพ
และขอความท่ีหวังผลทางการเมือง ยอดไลค ยอดแชร สงผลกระทบทางการเมืองที่ใชศาสนาเปน
เคร่ืองมือ
๕๓
ขาวปลอมกรณีกระทรวงศึกษาธิการท่ีกลาวถึงคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีชวยวา
การกระทรวงศึกษาธิการ สรางความแตกแยกใหศาสนาพุทธ โจมตีศาสนาอิสลาม โดยเนื้อความสงตอ
เกี่ยวกับการจะบรรจุศาสนาอิสลามไปในหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน โดยบังคับใหเด็กไทยทุกคนเรียน
ศาสนาอิสลาม ซึ่งเปนขอมูลบิดเบือน โดยใชหนังสือของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
(สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ที่ตองการสํารวจจํานวนโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ที่สอนศาสนาอิสลาม ใน ๓
จังหวดั ชายแดนภาคใต เพ่ือประกอบการทําแผนงบประมาณป ๒๕๖๓ ซ่ึงมีเงื่อนไขวาถามีเด็กมุสลิมเกิน
๕๐% ขึ้นไป ใหเปดหองเรียนสอนศาสนาอิสลามโดยเฉพาะ ไมเก่ียวกับเด็กนักเรียนไทยพุทธ แตขาวที่
ออกไปบอกวา คุณหญิงกัลยา บังคับใหเรียน และมีการยุยงปลุกปนใหชาวพุทธโจมตีศาสนาอิสลาม และ
เชิญชวนลงช่ือคัดคานคุณหญิงกัลยา เพราะต้ังใจเขามาเปล่ียนแปลงระบบการศึกษาไทย ทั้งที่ไมเปน
ความจริง เขา ขา ยกระทาํ ความผดิ พ.ร.บ.วา ดวยการกระทําผิดเกย่ี วกับคอมพวิ เตอร ป ๒๕๖๐
การรูเทาทันสอ่ื คอื การยับยั้งความเช่ือ เพื่อ
คิดวิเคราะหขาวสารในการตรวจสอบและประเมิน
ความนาเชื่อถือของขอมูลขาวสารวานาเช่ือถือหรือไม
และประเมินจุดประสงคของผูเขียน โดยสามารถแยกแยะขอเท็จจริงออกจากความคิดเห็นและการชี้นํา
ของผูสรางและเขียนขา ว โดยไมใชอคติในการรบั ขา วสาร โดยเฉพาะอยางย่ิงรูจักการตรวจสอบขาวปลอม
ท่ีมักเผยแพรทางสื่ออินเทอรเน็ต โดยไมตกเปนเหย่ือของผูไมหวังดี ซึ่งการใชสื่อสังคมออนไลนในการ
๕๔
รับรูและเชื่อขาวสารโดยขาดทักษะการรูเทาทันขาวน้ันเปนเรื่องสําคัญอยางย่ิงท่ีไมควรมองขาม เพราะ
สื่อขอมูลท่ีขาวลวง(Fake news) เผยแพรทางสื่อสังคมออนไลนน้ัน สงกระทบตอสังคมโดยรวมได
เนือ่ งจากขา วปลอมมีการบิดเบือน ใสร า ย ชี้นาํ ทําใหเ กดิ ความแตกแยกและสับสนได
ขาวปลอมคืออะไร
ปจจุบันแมยังไมมี
คําจํากัดความท่ีแนนอน
ข อ ง ข า ว ป ล อ ม ( Fake
news) แตก็นิยามกวาง ๆ
ของขาวปลอมแตกตางกัน
ออกไป หมายถึง ขาวลวง
ขาวปลอม ท่ีมีลักษณะไม
เปนความจริง และสงผล
ตอความเชื่อ ความเขาใจ
ผดิ ของตอสาธารณชนในวง
กวา ง เพ่อื ผลประโยชนของ
กลุมหรือบุคคลใดบุคคล
หน่ึงโดยเจตนา ปญหาใน
สั ง ค ม ท่ี เ กิ ด ขึ้ น จ า ก ก า ร
พึ่งพาส่ือสังคมออนไลนใน
การบริโภคขอมูลขาวสาร
มากจนเกินไปก็คือ การที่
คนปกใจเชื่อขาวสารท่ัวไป รวมถึงขาวลือขาวปลอมตาง ๆ บนเฟซบุกถูกนํามาเผยแพรโดยไมคํานึงวา
ขอ มลู นนั้ มคี วามถูกตอ งมากนอ ยเพียงใด เพราะขาวสารบน เฟซบุกนอกจากถูกเผยแพรโดยส่ือมวลชน
กระแสหลัก ที่หันมาทําเพจเฟซบุกเพ่ือเพ่ิมชองทางส่ือสารขาวใหมากขึ้น ยังมีการเผยแพรขาวสารได
โดยผูใชงานเฟซบุกท่ัวไปไดเชนกัน (ศศิธร ยุวโกศล และดวงกมล ชาติประเสริฐ, ๒๕๕๓) โดย
ความหมายกวา ง ๆ ของขาวปลอมคือ “ขาวท่ีไมจริง” ขาวปลอมจึงเปนปรากฏการณที่ไดยินมากในยุค
การส่ือสารผา นอินเทอรเน็ต เดิมทีเน้ือหาจําพวกที่แสดงความคิดเห็นชวนใหเช่ือจนเกินขอเท็จจริง เกิด
ข้ึนมากอ นยคุ อนิ เทอรเ นต็ เฟอ งฟู มีคําเรยี กสือ่ ประเภทน้ีวา ส่อื เหลือง (เพราะแตกอน หนังสือพิมพแนว
ใสสีตีไข จะนิยมใชสีเหลืองสีพิมพ) เมื่อขาวปลอมกลายเปนปญหาใหญในยุคที่ส่ือสารผานเทคโนโลยี
ดจิ ิทัลทงั้ ในและตางประเทศ ดว ยการแพรกระจายเน้ือหาในลักษณะไวรัล ซ่ึงอินเทอรเน็ตและเครือขาย
สังคมออนไลนทําใหขอมูลสงตอถึงกันไดอยางงายดายและรวดเร็วเพียงแคปลายน้ิว สามารถเช่ือมโยง
ไปยงั การรับรูของคนอื่น ๆ เมื่อมีการสงตอ(แชร) ส่ิงท่ีเรารับรูออกไป เพื่อนเราก็จะรับรูไปดวย ซ่ึงการ
แชรเน้ือหาของขาวปลอมอาจมีขอเท็จจริงเพียงเล็กนอยหรือเพียงบางสวน แตขาดบริบทของ
รายละเอียดหรืออาจเปนขาวท่ีไมมีมูลความจริงเลย ซ่ึงเนื้อหาของขาวเปนเรื่องที่กุขึ้นมาหรือไมมี
ขอเท็จจริง ไมมีแหลงขาวหรือถอยคําท่ีสามารถตรวจสอบได ขาวปลอมบางประเภทก็อาจมีเน้ือขาวที่
ตรวจสอบไดจริง แตมีการเขียนดวยอคติตีไขใสความ จงใจใหราย หรือไมใสรายละเอียดที่สําคัญตอ
๕๕
เหตุการณล งในเนอื้ ขา วหรือนาํ เสนอจากมุมมองดานเดียว บางคร้ังขาวปลอมก็เปนโฆษณาชวนเชื่อที่จง
ใจเขียนขึ้นมาเพ่ือช้ีนําคนอาน โดยมีแรงจูงใจทางการเมือง ศาสนา หรืออาจเปนเพียงแค “พาดหัว ยั่ว
ใหค ลิก” (Click bait) ท่เี ขียนลอ ใหคนเขา มาอา นเพือ่ เพิ่มยอดวิวโดยมีแรงจูงใจทางการเงินอยูเบ้ืองหลัง
อยางไรก็ตามขาวปลอมมีลักษณะกวาง ๆ ๓ ขอ คือ Mis-information การแชรขาวปลอมโดยไมได
ต้ังใจ ผูสงสารไมมีเจตนาปนปวนหรือทํารายใคร แตแชรเพราะความไมรู Dis-information เปนขาว
ปลอมท่ีต้ังใจปนปวน ใหราย โจมตีผูอื่นมีเจตนาท่ีจะชักนําความคิดของสังคม และปดบังความจริง
Mal-information ขาวปลอมท่ีสรางความเกลียดชัง เปนขาวที่มีขอเท็จจริงอยูบางแตเจตนาสรางข้ึน
เพอ่ื ดถู กู เหยยี ดหยาม สรางความเกลียดชงั ใหผ ูต กเปนขา ว
ข า ว ป ล อ ม อ ยู
ภายในระบบนิเวศขนาด
ใหญของขอมูลที่ผิดพลาด
และบิดเบือน การทําให
ผูอ า นเขาใจผิด อาจเกิดโดย
ตั้งใจหรือไมไดตั้งใจก็ได แต
ก า ร บิ ด เ บื อ น ข อ มู ล เ ป น
ข อ มู ล เ ท็ จ ที่ ส ร า ง ข้ึ น โ ด ย
เจตนาและ แพรกระจาย
เพื่อสรางอิทธิพลตอความ
คิดเห็นของสาธารณชนหรือ
ปดบังความจริง ในการ
จํ า แ น ก ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง ข า ว
ปลอม The European
Association for Viewers
Interests (EAVI) ซึ่งเปน
องคกรท่ีไมแสวงหาผลกําไร
ที่สนบั สนุนการรูเ ทาทันสอ่ื ไดแบง ประเภท ขา วปลอมและขาวท่สี รางความเขา ใจท่ีผดิ ดังน้ี
๑. ขา วพาดหัว ยวั่ ใหค ลิก หรือ คลิกเบท(Clickbait) ขาวที่ใชคําหรือรูปภาพพาดหัวท่ีทําใหดู
ชวนสงสัยใครรู หรือดึงดูดใจใหผูใชงานอินเทอรเน็ตทั่วไปคลิกเขาไปอานผูสรางขาวอาศัยประโยชน
จากความสงสยั โดยใหขอมูลเล็ก ๆ นอย ๆ พอชวนใหผูอานสงสัย แตไมพอจะขจัดความสงสัยน้ัน จน
ตองคลิกเขา ไปดเู นอื้ หานน้ั ๆ ทัง้ ทเี่ นื้อขาวอาจไมคํานึงถึงคุณภาพหรือความถูกตองของขอมูล แตการ
พาดหวั ทาํ ใหค นหลงกลคลิกเขาไปเพือ่ เรียกยอดววิ ในเว็บไซตน ่ันเอง
๒. โฆษณาชวนเช่ือ (Propaganda) เปนการนําเสนอขอมูลขาวสารท่ีมุงชักจูงทัศนคติ
ของผูรับสารตออุดมการณหรือมุมมองบางอยางโดยการนําเสนอการใหเหตุผลเพียงขางเดียว การ
โฆษณาชวนเช่ือมักทําซ้ําและกระจายในส่ือหลายชนิดเพื่อหวังผลใหผูรับสารเช่ือและคลอยผูสงสารที่
ตองการสื่อ
๕๖
๓. ขาวแฝงการโฆษณา (Sponsored content,Native Advertising) รูปแบบโฆษณาที่
ใชรูปแบบเน้ือหาแนบเนียนกับเน้ือหาปกติในเว็บไซตน้ัน ๆ หรือแนบเนียนไปกับสิ่งแวดลอมของ
แพลตฟอรมของส่ือนั้น ๆ ที่เปนอยู พรอมทําหนาท่ีใหเนื้อหาที่คนตองการรับรู หรือรับชม โดยไม
ทราบวาเปน โฆษณาจนกวา จะไดอ า น/ดูจบ ขา วแฝงการโฆษณาน้ีจะทําการแฝง (Tie-in) เร่ืองราวของ
แบรนดและสินคาไมมากเกินไป ทําใหคนอานหรือคนเสพส่ือนั้นรูสึกวาไมไดอานโฆษณาอยู เน้ือหา
คอนเทนตนั้นอาจจะเปนทั้งการผลิตโดยผูลงโฆษณา หรือเปนการรวมกันผลิตระหวางผูโฆษณาและ
เจา ของชอ งทาง
๔. ขาวลอเลียนและเสียดสี (Satire and Hoax) ขาวท่ีดัดแปลงขอมูลเพ่ือมุงสราง
อารมณข นั ใหกับผูอา น ใชเนอื้ หาทตี่ ลกขบขันเพ่อื แสดงความคิดเห็นเก่ียวกับเหตุการณขาวในโลกแหง
ความเปนจรงิ ผา นการลอเลียนหรือเสียดสี
๕. ขาวที่ผิดพลาด (Error) บางครั้งแมแตขาวที่เผยแพรจากสํานักขาวออนไลนท่ีเช่ือถือ
ได กอ็ าจมคี วามผิดพลาดไดเ ชน กนั เชน การเขียนขอความที่ผิด ชื่อบุคคลหรือรูปภาพผิดจากเน้ือขาว
จริง ๆ ซง่ึ ทาํ ใหผ ูร บั สารเขา ใจไปในทศิ ทางอน่ื หรอื ไมเขา ใจในขา วนน้ั
๖. ขาวเอนเอียงเลือกขาง (Partisan) เปนขาวบิดเบือนขาวสาร มักจะเลือกขางโดย
นําเสนอขา ววพิ ากษว จิ ารณใ นทางลบตอ ฝายที่ตนเองไมชอบ ในขณะที่ฝายท่ีตนเองสนับสนุน จะเสนอ
ขา วช่นื ชมเกินจรงิ โดยเฉพาะดานการเมือง
๗. ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy theory) เปนเร่ืองเลาหรือบทความที่สรางขึ้นมาจาก
ความคิดของคน หรือกลุมคนท่ีนาํ เหตุการณต าง ๆ ทเ่ี กดิ ขึน้ มาปะติดปะตอเขาดวยกันทฤษฎีสมคบคิด
อธิบายเหตุการณทเ่ี กิดขึน้ โดยอาศัยขอมลู ทไ่ี มมีความเชือ่ มโยงกัน เชน เครื่องบินพาณิชยท่ีหายไปจาก
จอเรดารอ ยางไรร อ งรอยเกิดจากมนษุ ย ตา งดาวลกั พาตัวไปทฤษฎีสมคบคิดยังอาจมีวัตถุประสงคซอน
เรนอื่น ๆ เพื่อใหประโยชน ใหโทษตอบุคคลหรือกลุมบุคคลหน่ึงใด เชน เครื่องบินท่ีหายไปน้ันโดน
CIA ยดึ ไวเพราะตองการของสําคัญท่ีอยูในเคร่ืองบนิ
๘. วิทยาศาสตรลวงโลก (Pseudoscience) คือ ขอเขียนท่ีอางวาเปนท้ังวิทยาศาสตร
และขอเท็จจริง แตจริง ๆ แลวขัดแยงหรือเขากันไมไดกับกระบวนการทางวิทยาศาสตรหรือไมมี
หลักฐานหรือความเปนไปไดใด ๆ มาสนับสนุน ไมสามารถทําการตรวจสอบหรือขาดฐานความเปน
วิทยาศาสตร ในแวดวงขาว วิทยาศาสตรลวงโลกจะมาในรูปแบบของบทความทางการแพทยหรือ
บทความสุขภาพท่ีแฝงโฆษณายารักษาหรืออุปกรณเพ่ือสุขภาพ โดยแอบอางวาไดผานการวิจัยทาง
วทิ ยาศาสตรแ ลว มกี ารสรางภาพผูเช่ยี วชาญขนึ้ มา เพอ่ื ใหดูนา เชอื่ ถือ
๙. ขาวท่ีใหขอมูลผิด ๆ (Misinformation) คือ ขาวท่ีไมไดตรวจสอบใหแนชัดเสียกอน
ขอ มูลอาจมที ัง้ จริงและเทจ็ ผสมกัน ผสู ง สารตัง้ ใจจะสง ขาวออกไป แตอ าจจะไมไดตระหนักวาขาวน้ันมี
ขอมูลท่ผี ิดพลาดอยู เชน ขาวลือ
๑๐. ขาวหลอกลวง (Bogus) คือ ขาวปลอมที่เจตนาในการสรางข้ึนมาและจงใจให
แพรกระจาย มีวัตถุประสงคเพื่อหลอกลวงอาจมีเน้ือเร่ือง ภาพ หรือขอมูลตาง ๆ ท่ีเปนเท็จมา
ประกอบกันอาจรวมถึงการแอบอางเปนแหลงขาวหรือบุคคลท่ีอยูในเหตุการณทุกวิธีการที่จะทําให
ขาวน้ันดูเปนขาวปลอมท่ีสมบูรณมากขึ้นอยางไรก็ตาม ประเภทของขาวปลอมอาจไมไดแบงแยกกัน
เปน อสิ ระทช่ี ัดเจน แตค าบเกีย่ วกนั ได เชน ขาวเอนเอียงเลือกขางอาจจดั เปน โฆษณาชวนเชื่อก็ได หรือ
๕๗
โฆษณาชวนเช่ืออาจอยูในกลุมของขาวแฝงโฆษณาก็ได ขาวหลอกลวงอาจจะใชคลิกเบทเพ่ือดึงดูด
ความสนใจคนอานไดเชน กนั
วิธกี ารรับมือและเฝาระวังขาวปลอม
แมวาปญหาขาวปลอมจะไดรับการดูแลและจัดการจากภาคสวนตาง ๆ เชน การออก
กฎหมายลงโทษของภาครัฐ การกํากับดูแลกันเองของภาคอุตสาหกรรม การใหความรูและขอเท็จจริง
ของภาคประชาสังคมและส่ือมวลชนที่เปนมืออาชีพ และการวางนโยบายการใชงานของผูเผยแพร
เนื้อหาในส่ือสังคมออนไลน แตส่ิงท่ีนากังวลคือความไมรูเทาทันขาวสารของตัวผูใชงานเองท่ีตก
หลุมพรางของผูสรางขาวปลอม ดังน้ันผูรับขาวสารเองควรมีทักษะในการรูเทาทันสื่อ สามารถ
วเิ คราะห ใชว ิจารณญาณในการรบั ขาวสาร เปดรับแหลง ขา วท่ี นา เช่อื ถือ สามารถแยกแยะขอเท็จจริง
กบั ความคิดเหน็ ออกจากกนั ได รูถงึ เจตนาท่ีตองการส่ือในขาวเม่ือผูรับขาวสารรูเทาทันขาว ก็จะทําให
๕๘
ลดจํานวนการแชรและแพรก ระจายของขา วปลอมได เฟซบุก ประเทศไทย รวมกับ คณะนิเทศศาสตร
จุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั , สํานกั งานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.),กระทรวงดิจิทัลเพ่ือเศรษฐกิจ
และสงั คม (ดีอี) และศูนยชัวรกอนแชร สํานักขาวไทย อสมท. ไดใหคําแนะนําผูใชงานอินเทอรเน็ตใน
การเรียนรวู ิธสี งั เกตขา วปลอม ดงั ตอไปน้ี
๑. ตรวจสอบวันที่ ขาวปลอมอาจมีลําดับเหตุการณที่ไมสมเหตุสมผลหรือมีการ
เปล่ยี นแปลงวนั ท่ีของเหตุการณ ใหตรวจสอบวนั ทเ่ี พ่อื ตรวจสอบวา เปน ขาวเกาหรอื ไม
๒. ตรวจสอบแหลงขอมูลของผูเขียนเพื่อยืนยันวาแหลงขอมูลน้ันถูกตอง ขาวที่ไมมี
หลกั ฐาน หรืออา งองิ จากผเู ชย่ี วชาญ อาจถอื วาเปนขา วปลอมได
๓. สังเกตสิ่งท่ีผิดปกติ เว็บไซตขาวปลอมหลายแหงมักสะกดคําผิดหรือมีการจัดวาง
รปู แบบทีด่ ไู มเ ปน มืออาชพี หากเหน็ ลกั ษณะเหลา นคี้ วรอา นขา วอยางระมดั ระวงั
๔. อยาหลงเช่ือหัวขอขาวขาวลวงมักมีขอความท่ีสะดุดตา ตัวหนาและมีเครื่องหมาย
อัศเจรีย (!) หากหวั ขอขาวดหู วอื หวาไมน าเปนไปได ขา วน้ันอาจจะเปน ขาวปลอมเพื่อรวบรวมยอดคลิก
๕) พจิ ารณารปู ภาพ ขาวปลอมมักมีรูปภาพหรือวีดีโอท่ีถูกบิดเบือน บางครั้งรูปภาพอาจ
เปนรูปจริง แตไมเกี่ยวของกับบริบทของเรื่องราว เราสามารถคนหารูปภาพเพื่อตรวจสอบการยืนยัน
แหลง ท่ีมาได
๖) ขาวน้ันเปนเปนมุกตลกหรือไม บางคร้ังไมสามารถแยกออกไดวาขาวน้ันเปนมุกตลก
หรอื ไม ดว ยการนาํ เสนอเลา เร่ืองทม่ี ีการแสดงอาการหลอกลอ หรอื เพือ่ การสนกุ สนาน
๗) ตรวจสอบขอมูลสนับสนุนตรวจสอบเสมอวา ขอมูลประกอบในบทความสนับสนุน
เน้ือหาหลักของเร่ืองราวอยางสมเหตุสมผลหรือไม ทั้งน้ีตองระวังขอมูลที่ไมสมบูรณหรือขอมูลท่ีถูก
หยิบมาเพียงแคบางสวน หรือออกนอกบริบทสามารถนํามาเปนเครื่องมือ เพื่อบิดเบือนขอเท็จจริงได
เนื้อหาของขาวปลอมมาประกอบดวย ภาษาที่กระตุนอารมณและภาษาที่รุนแรงมีวิธีการเขียนท่ีผิด
หลกั ภาษาและสะกดคาํ ผดิ
๘) ตรวจสอบขอมูลเก่ียวกับผูเขียนศึกษาขอมูลเบ้ืองตน เก่ียวกับผูเขียนวาเปนบุคคลที่
นาเช่ือถือหรือมีตัวตนอยูจริงหรือไม เปนบุคลากรท่ีอยูในวงการรายงานขาวเปนระยะเวลามากนอย
อยา งไร ลองอานเร่ืองราวอ่ืน ๆ ทเี่ ขยี นโดยผเู ขียนเดยี วกนั
๙) ตรวจสอบแหลงขาวตรวจสอบใหแนใจวา เรื่องราวน้ันเขียนข้ึนโดยแหลงขาวที่
นาเชื่อถือและมีช่ือเสียงดานการใหขอมูลที่ถูกตอง หากมาจากแหลงขาวท่ีเราไมรูจะใหตรวจสอบใน
สวนทเี่ กยี่ วกบั Pages ของแหลงขาวน้นั ตรวจสอบเนอ้ื หาอื่น ๆ ท่ีอยบู นเวบ็ ไซต แงมุมในการนําเสนอ
ขา วและรายละเอียดทตี่ ิดตออน่ื ๆ ที่ปรากฏบนเว็บไซต
๑๐) เปรียบเทียบขาวจากแหลงอื่น หากไมมีแหลงขาวอื่นท่ีรายงานในเรื่องเดียวกัน ก็
เปน สญั ญาณบงชี้วาอาจเปนขาวปลอม ถาขาวนั้นมีการรายงานจากแหลงขาวที่นาเชื่อถือเปนไปไดวา
ขา วนั้นจะเปนขา วจริง
๕๙
๖๐
Module ๔ : ทักษะการแปรเปลย่ี นปญ หาสูส ัมมาชพี
สาระสาํ คัญ
การฝกทักษะผูเขา อบรมใหสามารถเปนผแู นะนาํ แกป ญ หาการละเมดิ ศีล ๕ แกประชาชน
เชน ปญหาอบายมุข ปญ หาครอบครัว ปญ หาอาชญากรรม เปน ตน นําผูประสบปญหาใหเกิดความคิด
ใหมใ นการเขาสกู ารประกอบสัมมาชีพ และหลดุ พน จากปญหาท่ตี นประสบได
จุดมุงหมาย
เพือ่ ใหผเู ขารบั การอบรมไดเ กดิ ความเขา ใจในทักษะเกี่ยวกับการแปรเปลี่ยนปญหาชุมชน
สูสัมมาอาชีวะ การขับเคล่ือนหมูบานรักษาศีล ๕ ในพ้ืนท่ีจริง อันเกิดจากการทํางานของพระสงฆ
ตนแบบ และรูปแบบการสรา งกระบวนการแบบมีสวนรวมจากประชาสังคมทุกภาคสว น
วัตถปุ ระสงค
เม่อื จบบทเรยี นนีแ้ ลว ผเู ขารับการอบรมสามารถ
๑. มีความรูความเขาใจในการใชเทคนิคและเคร่ืองมือในการจัดการกับปญหาที่เกิดขึ้น
ภายในชุมชน อันมตี น เหตุมาจากการละเมดิ ศลี ๕
๒. มีทักษะสามารถประยุกตใชเทคนิคและเคร่ืองมือในการจัดการกับปญหาที่เกิดข้ึน
ภายในชุมชน อนั มตี น เหตมุ าจากการละเมิดศีล ๕
๓. สามารถออกแบบกิจกรรมท่ีสงเสริมการแกปญหาและนําผูประสบปญหาใหเกิด
ความคิดใหมใ นการเขาสูการประกอบสมั มาชีพ
กจิ กรรมที่ใชใ นกระบวนการอบรม
Workshop การใชเทคนิคและเคร่ืองมือในการคนหาปญหาท่ีเกิดจากการละเมิดศีล ๕
และการออกแบบกระบวนการในการแกป ญหา โดยการฝกปฏิบตั กิ ารประกอบดวย
๑) เทคนิคการแกปญหาโดยใชกระบวนการ Community Problem Baes (CPB) ๖
ข้นั ตอน
๒) วิเคราะหส าเหตขุ องปญหาแบบ Problem Tree
๓) เทคนิคการวเิ คราะหผ ูมสี ว นไดส ว นเสีย
สอ่ื การอบรม
๑. คลปิ VDO ตน แบบพระสงฆ/ บคุ คล/องคกร
๒. กระดาษฟลิปชารต + บอรด
๓. ปากกาเมจกิ หรอื ปากกาสี
๔. กระดาษสี A ๔
๕. ใบงานความรู
ระยะเวลา
กจิ กรรมน้ีใชเ วลา ๖ ชั่วโมง
วิทยากร
ทีมวทิ ยากร
๖๑
เนอ้ื หาบทเรยี น : ทักษะการแปรเปลี่ยนปญหาสูสัมมาชีพ
ขอบเขตการจัดกิจกรรมการฝกอบรมจะเนนไปท่ีการพัฒนาทักษะผูเขาอบรมใหสามารถ
สรางกระบวนการมสี ว นรวมจากภาคสวนตาง ๆ มารวมกันระบุปญหาท่ีเกิดข้ึนและดํารงอยูภายในชุมชน
โดยคํานึงถงึ ปญ หาดังกลาวน้นั เกดิ จากการละเมิดศีล ๕ นําปญหาปญหามาเปนตัวตั้งแลวรวมกันหาทาง
ออกพรอม ๆ กับแกป ญหารวมกนั โดยผูเขา รับการอบรมจะไดฝกทักษะการแปรเปล่ียนปญหาสูสัมมาชีพ
โดยมีวตั ถปุ ระสงคใ หสามารถเปนผูแนะนําแกปญหาการละเมิดศีล ๕ แกประชาชน เชน ปญหาอบายมุข
ปญหาครอบครัว ปญหาอาชญากรรม เปนตน นําผูประสบปญหาใหเกิดความคิดใหมในการเขาสูการ
ประกอบสัมมาชีพ และหลุดพนจากปญหาท่ีตนประสบได โดยมีเทคนิคและเคร่ืองมือที่ใชในกิจกรรมดัง
รายละเอยี ดตอไปนี้
๑. เทคนคิ การแกปญหาโดยใชกระบวนการ Community Problem Baes (CPB)
สําหรบั ตนแบบการใชเทคนิคการแกปญหาโดยใชกระบวนการ Community Problem
Baes (CPB) ขอนําเสนอการรวมกันแกปญหาการตั้งครรภกอนวัยอันควรของเยาวชนในบานทุงทาชาง
อําเภอสระโบสถ จังหวัดลพบุรี (งานวิจัยเรื่อง “การขับเคล่ือนหมูบานรักษาศีล ๕ เพ่ือการเสริมสราง
วัฒนธรรมการอยูร วมกนั อยางสนั ตใิ นสังคมไทย”, ของพระมหาบุญเลศิ ชว ยธานี,รศ.ดร., ๒๕๕๙)
ข้ันตอนที่ ๑ ระบุปญหา โดย อ.บ.ต.
“ปญหาการต้งั ครรภกอนวัยอันควรของเยาวชน”
ขน้ั ตอนท่ี ๒ ผูมีสว นไดส ว นเสยี (Stockholder)
“อบต.+วดั +รร.+รพสต.”
ขั้นตอนที่ ๓ สรา งเครอื ขายแกป ญหา
“MOU ระหวา ง อบต.+วัด+รร.+รพสต.”
ขั้นตอนท่ี ๔ รวมกนั คิดกจิ กรรม
“โครงการอบรมวธิ กี ารปองกันการทอง และโรคเอดส
โดย อบต.+วดั +รร.+รพสต.”
ขัน้ ตอนท่ี ๕ รว มกนั ปฏิบตั กิ าร
“อบรมวิธีการปอ งกนั การทอ ง และโรคเอดสทโ่ี รงเรยี น
บานทงุ ทา ชา ง” โดย อบต.+วัด+รร.+รพสต.
ข้นั ตอนท่ี ๖ ประเมนิ ผลโครงการ
รพสต.พบวา “ต้ังแต ๑ ต.ค.๕๖-๓๐ ก.ย.๕๘ บา นทงุ ทา
ชาง ไมพ บ เยาวชนต้งั ครรภกอนวัยอันควร จากสถติ เิ ดมิ
ที่พบเฉลีย่ ปล ะ ๘ คน”
แผนภาพท่ี ๔.๑ ขนั้ ตอนการวเิ คราะหป ญ หาเพือ่ กาํ หนดกิจกรรมใหส อดคลองกบั ศีล ๕
๖๒
กิจกรรมตัวอยางที่ปรากฏในแผนภาพเนนการแกปญหา คือเอาปญหาเปนตัวต้ัง
แลวรวมกันแกปญหา เปนการขับเคลื่อนอยางมีระเบียบแบบแผน มีการแสวงหาผูมีสวนไดสวนเสีย
(Steakholder) กับปญหาท่ีเกิดขึ้นภายในชุมชน จากนั้นรวมกันวิเคราะหปญหา แลวหาทางออกโดย
การจัดกิจกรรมรวมกัน กลาวคือ เปนการแสดงใหเห็นอยางชัดเจนถึงกระบวนการทํางานอยางเปน
ระบบของคณะทํางานในบานทุงทาชาง เร่ิมต้ังแตการระบุปญหา ซึ่งดําเนินการโดยองคการบริหาร
สวนตาํ บลซ่ึงกําหนดแผนวาจะตองแกปญหาอะไรอยางเรงดวน จากน้ันจึงหาเครือขายทํางานรวมกัน
ออกแบบโครงการโดยการสนับสนุนงบประมาณจากองคการบริหารสวนตําบล รวมกันจัดกิจกรรม
เม่ือดําเนินแลวผลท่ีออกมาก็สะทอนถึงความสําเร็จของชัดเจน จากการรับรองผลของโรงพยาบาล
สง เสรมิ สขุ ภาพตําบลทงุ ทาชา ง
โดยสรุป คือ เทคนิคการแกปญหาโดยใชกระบวนการ Community Problem Baes
(CPB) คือ การใชปญหาเปนตัวต้ัง และจัดกระบวนการในการแกปญหาผานกระบวนการมีสวนรวม
ของผมู ีสวนไดส วนเสยี ทีเ่ กี่ยวของกบั ปญหานนั้ โดยใช Step ๖ ประกอบดวย
Step ๑ การรว มกันระบุปญหา
Step ๒ การวิเคราะหผมู สี วนไดส วนเสีย (Stockholder)
Step ๓ การสรางพนั ธสญั ญากบั ภาคีเครือขายแกปญหา
Step ๔ การวางแผนรว มกนั ขับเคลือ่ นกระบวนการแกป ญ หา
Step ๕ การปฏิบัติการรว มกันขับเคล่อื นกระบวนการแกปญ หา
Step ๖ การรวมกันประเมินผลเพ่อื การพฒั นาในการขับเคล่อื น
๒. เทคนคิ การวิเคราะหส าเหตุของปญหาแบบ Problem Tree
เครื่องมอื ความคิดอยางหน่ึงท่ีไดผลดีในการนําใหประชาชนสามารถรวมคิดวิเคราะหปญหา
คอื "ตนไมเจา ปญหา" (Problem Tree) ประกอบดวย
๑. ลาํ ตน คอื ปญ หาหลกั
๒. รากแกว หรอื รากใหญๆ คือ สาเหตหุ ลัก
๓. รากแขนง คอื ปญหารองหรือสาเหตุรองท่ีเกย่ี วของกับปญหาหลังหรือสาเหตุหลกั
๔. รากฝอย คือ สาเหตุรองลําดับถัดลงไปเรื่อย ๆ เปนสาเหตุท่ีแทจริงที่ทําใหเกิด
ปญหา
๕. กง่ิ ใหญ ใหเ ปน ผลกระทบหลัก ดนั เกดิ จากปญหานนั้
๖. กิ่งยอย ใหเปน ผลกระทบรอง ๆ ของปญหานั้น
แผนผังตนไมปญหา (Problem Tree) เปนเคร่ืองมือในการวิเคราะปญหาสําหรับในแต
ละระดับแสดงใหเปนถึงความสัมพันธระหวางปญหากับสาเหตุของปญหาและผลกระทบที่เกิดจาก
ปญหาเพื่อใหเห็นวาปญหาดังกลาวเกิดขึ้นมาจากสาเหตุอะไรบาง และสาเหตุเหลานั้นเกิดจากสาเหตุ
ยอ ยอะไรบาง โดยอาจทําเปนแผนผังแสดงความสัมพันธของปญหาและสาเหตุในลักษณะเหตุและผล
(cause - effect relationship)
๖๓
วิธีการสรางแผนผังตน ไม
ภาพที่ ๔.๒ แผนผังตน ไมปญหา (Problem Tree)
สวนวิธีการสรา งแผนผังตนไม มแี นวคดิ ดงั น้นั
๑. กําหนดปญหาและเปา หมาย แผนผงั ตนไมจะเริ่มจากปญหา แลวคอยๆจําแนกอยางเปน
ระบบไปสูวิธีการ
๒. กําหนดทมี ผรู บั ผดิ ชอบ ในท่นี กี้ ค็ ือภาคีเครือขายทีจ่ ะทํางานรว มกนั
๓. กําหนดชุดมาตรการท่ีนําไปสูการแกไขปญหา โดยคิดถึงงานหรือกิจกรรมท่ีตองทํา โดย
การนาํ เทคนิค “บัตร”หรือ “การด”(Card) มาใชใ นการระดมความคิดเห็น
๔. เขยี นแผนภูมิสรางแขนงยอย ๆ โดยการนํา “บัตร” หรือ “การด” ที่เขียนไวมาวางเรียง
ตามแขนงหลัก แขนงยอย และแขนงยอย ๆ ไปเร่ือย ๆ ท้ังน้ีตองตรวจสอบทบทวนวามีอะไรตกหลน
หรือไม หรือมคี วามขดั แยงไดเกดิ ข้ึนหรือไม
๕. กําหนดแผนปฏิบัติการ เม่ือไดแผนผังตนไมแลวตองกําหนดเปนแผนปฏิบัติการ
โดยกําหนดตามหลัก “5W2H” (What–Why–Who–When–Where–How–How much) โดยลง
รายละเอียดวา แตล ะแขนงนั้น จะทาํ อะไรกับมนั จึงจะสาํ เร็จ และแกป ญหาได
๖๔
ภาคปฏิบัติการ
Step ที่ ๑ การะบปุ ญหา
ใหผูเขารวมอบรม รวมกันระบุปญหาภายในชุมชนที่เกิดจากการละเมิดศีล ๕ และสงผล
กระทบตอคุณภาพชีวติ ของประชาชนอยางชดั เจน โดยใชบัตรคําทแ่ี จกให
ภาพที่ ๔.๓ การระบุ “ปญหาที่สําคัญ”
กฎการระดมสมอง
๑) เปดโอกาสใหท กุ คนไดแสดงความคดิ เหน็ อยางอิสระ
๒) ฟง ความคดิ เหน็ ของผูอ่ืน
๓) ปรมิ าณยิง่ มากยง่ิ ดี ยงั ไมจําเปนตองดขู อเทจ็ จรงิ และเหตุผล (Free Thinking)
๔) อนุญาตใหออกนอกลนู อกทางได
๕) หามวิจารณใ นระหวางทีม่ ีการแสดงความคิดเห็น
๖) หลีกเลีย่ งการปะทะคารม
๗) เมื่อไดผ ลแลว ควรทาํ การรวบรวมแลวนาํ ไปปรบั ปรุง
ตวั อยาง
๖๕
Step ที่ ๒ การะบุสาเหตุของปญ หา
ใหผูเขารวมอบรม รวมกันระบุสาเหตุของปญหาภายในชุมชนท่ีเกิดจากการละเมิดศีล ๕
และสง ผลกระทบตอ คุณภาพชีวติ ของประชาชนอยางชัดเจน โดยใชบตั รคําทแ่ี จกให
ภาพที่ ๔.๔ การระบุ “สาเหตุของปญหา”
ในการระบุสาเหตุของปญ หา สิ่งที่ตองคํานึงถึง คือความซับซอน (Complexity) ปญหาของ
ทองถ่ิน สภาพของปญหาในทองถ่ินมีความซับซอน แตกตาง หลากหลาย เลื่อนไหล (อิทัปปจจยตา)
เพราะไมเห็นความซับซอน การพัฒนาจึงลมเหลว เสร็จแตไมสําเร็จ จบปญหาเกาแตสรางปญหาใหม
ไมรูจบ จากแนวคิดของพระมหาบุญเลิศ อินฺทปฺโ, รศ.ดร. มองวา สถานการณปญหาในทองถิ่น
ปจจุบัน ปญหา คือ อาการท่ีแสดงออกมาใหเห็นการวิกฤติมาก ยาก ลึก และกวางข้ึนเกาไมหาย ใหม
เกดิ เพิ่ม มาทุกทิศ ทุกที่ ทุกระดับ คาดการณยาก ผลกระทบสูง ความรู หรือเครื่องมือท่ีมีอยูผิด หรือถูก
เพียงบางสวน ถึงขีดจํากัด ประสิทธิภาพต่ํา ตนทุนสูง ไมย่ังยืน การวิเคราะหปญหาท่ีเนนความคิดแบบ
เสนตรงท่ีคิดวาปญหาเดียวเกิดจากสาเหตุเดียว โดยไมคํานึงถึงความซับซอนของปญหาถือวา ผิดพลาด
รายแรงในการวินิจฉัยปญหาชุมชน เพราะแทที่จริงปญหาเดียวอาจจะมาจากหลากหลายสาเหตุ และแต
ละสาเหตลุ วนมคี วามสําคัญแตกตางกันไป จงึ ตอ งมกี ารวิเคราะห “ความซบั ซอน (Complexity)”
ภาพท่ี ๔.๕ ความซับซอน (Complexity)
๖๖
Step ที่ ๓ การะบุผลกระทบของปญหา
ใหผเู ขารวมอบรม รว มกนั ระบผุ ลกระทบของปญ หาภายในชุมชนที่เกิดจากการละเมิดศีล ๕
และสงผลกระทบตอ คุณภาพชีวติ ของประชาชนอยางชดั เจน โดยใชบัตรคําท่แี จกให
ภาพท่ี ๔.๖ การระบุ “ผลกระทบ”
การวเิ คราะหผลกระทบ จะเก่ียวของกับการประเมินผลกระทบของปญหาที่เกิดจากการ
ละเมิดศลี ๕ กลาวคอื ปญ หาอบายมขุ ปญหาครอบครวั ปญ หาอาชญากรรม เปนตน สงผลกระทบตอ
ประชาชนทั้งตอตนเอง ครอบครัว และชุมชนอยางไร โดยสามารถวิเคราะหผลกระทบแบบคูตรงขาม
ไดด งั นี้ ๑) ผลกระทบเปนวงกวา ง – เปน วงจาํ กดั , ๒) ผลกระทบเขมขนรนุ แรง – เบาบาง, ๓ )
ผลกระทบตอเนื่อง – เปนระยะ ๆ, ๔) ผลกระทบถาวร – ชั่วคราว, ๕) ผลกระทบท่ีมีโอกาสเกิดสูง –
มีโอกาสเกดิ ต่ํา , ๖) ผลกระทบสะสม - ไมส ะสม
วงกวา ง-จํากัด
ตนเอง รนุ แรง - เบาบาง
ปญ หาท่ี ผลกระทบ ชมุ ชน/พน้ื ท่ีในการ ตอ เนือ่ ง – เปนระยะๆ
เกิดจาก ขบั เคลือ่ นหมบู าน ถาวร – ช่ัวคราว
การละเมดิ สะสม - ไมสะสม
ศลี ๕ รกั ษาศลี ๕
ครอบครวั
แผนภาพที่ ๔.๗ แนวคิดในการวิเคราะหผ ลกระทบ
ที่มา : พระมหาบุญเลิศ อนิ ฺทปโฺ , รศ.ดร.
๖๗
๓. เทคนิคการวิเคราะหผมู สี ว นไดส วนเสีย (Stakeholders)
ทําไมตองวิเคราะหผูมสี วนไดส วนเสีย (Stakeholders)
เพ่ือใหเกิดความม่ันใจวาคนที่เปนกุญแจสําคัญไมถูกลืม เพ่ือวางโครงการมีสวนรวมของ
ประชาชนใหครอบคลุมกลุมผูมีความสนใจตอการตัดสินใจน้ัน และเพื่อประเมินระดับความรุนแรงของ
ความขัดแยง ทอี่ าจจะเกดิ ขึน้ ได
การวเิ คราะหผ มู สี ว นไดเ สีย (Stakeholders Analysis) คืออะไร
ผูท่ีจะตองเกี่ยวของกับโครงการ หรือจะถูกกระทบจากการดําเนินการของโครงการ ทั้ง
ทางบวกและทางลบ เราสามารถแบงผูมีสวนไดสวนเสีย (พระมหาประกาศิต สิริเมโธ (ฐิติปสิทธิกร),
ปราชญปา : กระบวนการสรางจิตสํานึกรวมในการจัดการปาชุมชนตนแบบเขตลุมแมนํ้ามูลตอนบน,
๒๕๖๐ : ๙-๑๐) แบง เปน ๓ กลุม ไดด ังน้ี คอื
๑. ผูมีสวนไดสวนเสียโดยตรง (Primary stakeholders) คือ บุคคล หรือ กลุมผูไดรับ
ผลกระทบจาก โครงการโดยตรง ตามที่กําหนดไวในวัตถุประสงคของโครงการ ไมวาจะเปนผลกระทบ
ทางบวกหรือลบ เชน ประชาชนในพ้ืนที่ ท่ีไดรับผลกระทบโดยตรงจากโครงการ มักมีการแบงกลุมผูมี
สวนไดสวนเสยี โดยตรง ตามเพศ ช้นั ทางสงั คม รายได อาชีพ หรอื กลมุ ผูใชบ รกิ าร
๒. ผูมีสวนไดสวนเสียรอง (Secondary stakeholders) คือ บุคคล กลุม องคกร สถาบัน
หนวยงาน ที่ เกี่ยวของในโครงการ ซึ่งอาจแบงเปนเกี่ยวของโดยเงินทุน (เปนผูออกทุน เชน บริษัท
คูสัญญาที่ไดรับ สัมปทาน) หรือเกี่ยวของโดยเปนหนวยงานผูดําเนินโครงการ (เชน กระทรวง/ ทบวง/
กรม ผูมีอาํ นาจ หนาที)่ หรอื เก่ยี วของโดยเปนหนวยงานอื่น ๆ ที่มิใชเจาของโครงการโดยตรงแตมีอํานาจ
หนาที่เกี่ยวของ รวมตลอดถึงรัฐบาลระดับทองถิ่น ท่ีเปนที่ตั้งของโครงการ หรือเกี่ยวของโดยเปน
ผูติดตามเร่ืองน้ันมา โดยตลอด เชน บุคคล หรือ NGOs หรือสถาบันการศึกษาที่ติดตามทําวิจัยเรื่องน้ัน
มาโดยเฉพาะ หรอื อาจเปนกลุมที่ไมเปน ทางการ เชน นักการเมืองในทองที่ ผูนําชาวบาน ผูอาวุโส ผูนํา
ทางศาสนา ฯลฯ อนั เปน บคุ คลทอี่ าจมบี ทบาทอํานาจในการเปนผนู าํ ทางความคิด
๓. ผมู สี วนไดส ว นเสยี หลกั (Key Stakeholders) ไดแก ผูมีสวนไดสวนเสียที่มีความสําคัญ
(Importance) หรือ มบี ทบาทอาํ นาจ (Influence) ที่สง ผลกระทบตอความสําเร็จของโครงการ
แนวทางการวเิ คราะหผูมสี วนไดสวนเสียทาํ อยา งไร
พิจารณาจากผทู ม่ี ีคุณสมบตั ิดังตอไปนี้
๑) ใครจะไดรบั ผลกระทบ
๒) ใครคือผูแทนกลุมทจ่ี ะไดรบั ผลกระทบ
๓) ใครที่เปน กลุม นอยท่ีไมม ีโอกาสแสดงความเห็น
๔) ใครรบั ผดิ ชอบตอเรื่องทา จะทาํ
๕) ใครจะคัดคานอยา งแข็งขัน
๖) ใครสามารถชวยแบงปน ทรัพยากรมาใหได
๗) ใครท่มี โี อกาสท่ีพฤติกรรม จะเปลี่ยนเพราะมีการตัดสินใจนีเ้ กดิ ข้ึน
๖๘
ภาคปฏิบัติการ
ใหผูเขารวมอบรม รวมกันวิเคราะหผูมีสวนไดสวนเสีย (Stakeholders) ท่ีเก่ียวของกับ
ปญหาภายในชุมชนที่เกิดจากการละเมิดศีล ๕ และสงผลกระทบตอคุณภาพชีวิตของประชาชนอยาง
ชดั เจน โดยใชบตั รคําทแ่ี จกให
๑) เขียนรายชื่อ กลุมคนหรือองคกร ท่ีคิดวานาจะเก่ียวของกับโครงการ ลงบนกระดาษ
post-it ชอ่ื ละ ๑ แผน แลวตดิ บน flipchart
แผนภาพที่ ๔.๘ Stakeholder’s Influence and Interest
๒) ตอทายแตละช่ือ ระบุระดับความสําคัญของโครงการ โดยใช scale H-M-L “ความสําคัญ”
หมายถงึ อิทธิพลท่ีเขามตี อความสําเร็จของโครงการ
ชอื่ องคกรหรอื ความสนใจตอกจิ กรรม อทิ ธพิ ลหรือความสาํ คัญ ประเด็นหรือแงมุมที่ ประโยชนทีจ่ ะไดรบั จาก
กลุม การแกป ญหา ตอ กิจกรรม คาดวาจะสนใจใน เขา
H/M/L H/M/L กิจกรรม
๖๙
๓) ตอดวย ระบุระดับความสนใจของเขาตอโครงการ โดยใช scale H-M-L
แผนภาพท่ี ๔.๙ ตัวอยางการวเิ คราะหผูมสี วนไดเ สีย
๔) จากนั้นทําใหเ ปน Matrix
แผนภาพที่ ๔.๑๐ Matrix Board
๗๐
โดยสรุป Stakeholders คือผูที่จะตองเก่ียวของกับโครงการ หรือจะถูกกระทบจากการ
ดําเนินการของโครงการ ทั้งทางบวกและทางลบ จะตองใชเครื่องมือเพื่อสรางกระบวนการมีสวนรวมใน
การขบั เคลื่อนหมูบานรักษาศีล ๕ ดว ยวิธกี าร
๑) ระบคุ วามสาํ คัญ (H-M-L) และความสนใจ (H-M-L)
๒) ระบวุ าแตล ะ stakeholder นา จะสนใจแงม ุมใดของโครงการ
๓) ระบเุ ขาจะทาํ อะไรชวยโครงการใหประสบความสําเรจ็ ไดบ าง
๔) คิดวิธีการท่ีจะชักชวนใหเขาเขามารวมในโครงการ โดยเฉพาะกลุม low interest –
high influence
๔. ตัวอยางกรณีศึกษาการขบั เคล่ือนการแกป ญหาชุมชนจากการละเมดิ ศีล ๕
๔.๑ ปญ หาการละเมดิ ศีลขอท่ี ๑ (การไมเ บยี ดเบยี นผูอนื่ ดวยกาย วาจา ใจ)
สภาพปญหาท่ี ๑ ปญหาประชาชนขาดความสามคั คี เปนปญหาท่ีเกิดขึ้นจากการท่ีมียึดม่ัน
ในกลมุ การเมืองท่ีแตกตางกัน เปน กลุมเสื้อเหลือ เสอ้ื แดง จึงไมย อมเปดใจรบั ฟงเหตุผลของกันและกนั
กระบวนการและวิธีการแกปญหา เม่ือมีโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ เขามาทุกภาคสวน
เขามามีสวนรวมกอเกิดเปนกิจกรรมที่สงเสริมใหคนในชุมชุนเกิดความสามัคคี เชน กิจกรรม บําเพ็ญ
สาธารณประโยชน กิจกรรมสวดมนต เจรญิ จิตภาวนา
ผลลัพธท่ีได ทุกกิจกรรม ลวนเปนกุศโลบายใหคนในชุมชนไดสลายกําแพงอคติ กอใหเกิด
ความเปน อันหนึ่งอันเดียวกนั
สภาพปญหาท่ี ๒ ปญหาการทะเลาะวิวาททํารายรางกาย โดยกลุมที่มักจะกอเหตุการ
ทะเลาะวิวาทก็เปนกลุมเยาวชน โดยสว นใหญก็เกดิ ขึน้ จากการมีงานเทศกาล ยังไมถ งึ ขัน้ หมายเอาชีวิต
กระบวนการและวิธีการแกปญหา เม่ือมีโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ ในปจจุบันปญหา
การทะเลาะววิ าทก็ลดลง เปนไปในทางท่ีดีข้ึน
ผลลัพธท่ีได ประชาชนในชุมชนมีความสามัคคีกันมากขึ้นดังจะเห็นไดจาก เม่ือมีกิจกรรม
ชุมชนเชิญชวนใหคนในชุมชนรวมกันบําเพ็ญสาธารณประโยชนจะมีคนเขามารวมกิจกรรม รวมถึง
กิจกรรมจติ อาสา ทาํ ใหช มุ ชนเกิดสนั ตสิ ุขมีความรกั ใคร สามัคคีปรองดองมากขึน้ ตามลาํ ดับ
๔.๒ ปญหาการละเมิดศลี ขอ ที่ ๒ (การไมเ บยี ดเบียนผูอ่ืน ดว ยกาย วาจา ใจ)
สภาพปญหาที่ ๑ ปญหาการลักขโมย ในอดีตปญหาเหลานี้เปนเรื่องใหญและเช่ือมโยงกับ
การละเมดิ ศีลขอที่ ๕ ภายในชมุ ชนมีผเู สพยาเสพติด การลักขโมยจึงมีใหเหน็ บาง
กระบวนการและวิธีการแกปญหา การแกปญหาการลักขโมยของชุมชนทุงทาชาง ก็ตอง
แกปญหาสาเหตุไปพรอมกันคือเร่ืองยาเสพติด จากน้ันสรางอาชีพซ่ึงไดดําเนินการมาโดยตลอด มีการ
สง เสรมิ ใหป ลูกพชื รว้ั กินไดในทุกบาน สงเสรมิ ใหชาวบา นรวมกลุมทําอาชีพ สรางรายไดเ สรมิ
ผลลัพธที่ได การสรางอาชีพ การยกระดับ ความเปนอยูของคนในชุมชน โดยการสงเสริม
การทําอาชีพเสริม และสงเสริมการดําเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเปนการสราง
ทางออกทีดีในการแกปญหา เปล่ียนจาการปราบปรามเปนการปรับปรุง และเปล่ียนจากการจับกุมเปน
การแจกแจงใหความรู ใหแ นวทาง และชว ยเหลือใหคนในชมุ ชน มคี วามเปน อยูแบบพออยูพอกิน
๗๑
สภาพปญหาที่ ๒ ปญหาหนี้สิน ชุมชนทุงทาชางเปนอีกชุมชนหน่ึง ท่ีเคยประสบปญหา
เกี่ยวกับหน้ีสินท้ังในระบบและนอกระบบ ทั้งนี้สวนใหญ มักนําเงินมาลงทุน ในการทําเกษตรกรรมบาง
เพราะบางคร้ังผลผลติ ทางการเกษตรมีคุณภาพตกต่ําไมไดราคา
กระบวนการและวธิ ีการแกปญ หา การแกปญหาของชุมชนทุงทาชาง สามารถแกปญหาได
โดยการประกอบอาชีพท่ีหลากหลาย เพ่ือเพ่ิมรายได ในหลายๆ ทาง นอกจากน้ี ชุมชนทุงทาชางยังมีการ
สง เสริมการประกอบอาชพี เสรมิ โดยการตั้งกลุมอาชีพ เชน กลุมทําไมกวาดทางมะพราว กลุมทําไมกวาด
ดอกหญา กลมุ จกั สาน กลมุ ทําดอกไมจนั ทน กลมุ ทําขนมนางเล็ด นางวา ว นางแตน เปน ตน
ผลลัพธได การตั้งกลุมอาชีพน้ี สามารถทําใหครอบครัว มีรายไดเสริมและมีเงินหมุนเวียน
ภายในหมูบาน และอีกประการหนึ่งที่สามารถสรางงานสรางอาชีพ ใหกับคนในทองถิ่นได คือ การทํา
เกษตรผสมผสาน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว การทําเศรษฐกิจ
พอเพียงในชมุ ชนเมือ่ พสิ จู นไ ดวาสามารถเล้ียงครอบครัวได และมีความมั่นคง ก็เกิดกลุมชาวบานท่ีคลอย
ตามมีการขยายผลเกิดข้ึนในชุมชนนําไปสูการแกปญหาหนี้สินที่พอกพูนทั้งที่เปนหนี้สินในระบบและ
หนี้สินนอกระบบได การแกปญหาเกี่ยวกับเรื่องของการลักขโมย ปญหาหนี้สิน และปญหาตาง ๆ
ท่ีสอดคลองกับการละเมิดศีลขอท่ี ๒ ของหมูบานทุงทาชาง ไดมุงแกปญหาโดยใหความสําคัญไปที่ เร่ือง
ของการสรางอาชีพ การยกระดับ ความเปนอยูของคนในชุมชน โดยการสงเสริมการทําอาชีพเสริม และ
สงเสริมการดําเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซ่ึงเปนการสรางทางออกทีดี ในการแกปญหา
เปลี่ยนจาการปราบปรามเปนการปรับปรุง และเปลี่ยนจากการจับกุม เปนการแจกแจงใหความรู
ใหแนวทาง และชว ยเหลือใหคนในชมุ ชน มีความเปน อยูแ บบพออยูพอกินไมเดือดรอ น
๔.๓ ปญหาการละเมดิ ศีลขอที่ ๓ (เวนจากการประพฤติผดิ ในกาม)
สภาพปญหาท่ี ๑ ปญหาเกี่ยวการประพฤตินอกใจสามีหรือภรรยา หรือการใชความรุนแรง
กนั ในครอบครัว
สภาพปญหาที่ ๒ ปญหาการตั้งครรภกอนวัยอันควร แตก็ไมใชเปนปญหาท่ีกวางขวาง
กระทบตอ การดําเนนิ ชวี ติ ของผูคนภายในชมุ ชน เพียงแตเ ปนปญหาท่ีเกิดขน้ึ และมีอยูจรงิ อยางประปราย
กระบวนการและวิธีการแกปญหา ปญหาการประพฤตินอกใจระหวางสามีภรรยาหรือ
ปญ หาความรุนแรงทางเพศ อาศัยหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาในการขัดเกลา
ผลลัพธที่ได ปญหาท่ีเคยมีอยูบางไมปรากฏใหเห็นในปจจุบัน ในสวนของการตั้งครรภ
กอนวัยอันควรก็พบวาสถิติเปนศูนย ไมมีเยาวชนท่ีมีการต้ังครรภกอนวัยอันควร กิจกรรมตามกรอบ
ของการปลูกฝงใหตระหนักในคุณคาของศีลขอที่ ๓ ตามโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ ในชุมชนทุงทา
ชา งซงึ่ มีอยูห ลายกจิ กรรม ไดก อ ใหเ กิดการเปลีย่ นแปลงภายในชมุ ชนที่เปนรูปธรรมอยางชัดเจน สงผล
ใหครอบครัวมีความอบอุน มีความกลมเกลียวเหนียวแนน และมีความเขมแข็ง ซ่ึงสงผลใหชุมชน
เขมแข็งตามไปดวย ภายใตกลไกการขับเคล่ือนหลักประกอบดวย บาน อันไดแกองคกรชุมชน กลุม
ทางสังคม กระบวนการประชาชนภายในชุมชนรวมท้ังการมีสวนรวมของชาวบานในชุมชนท้ังมวล
พรอ มทง้ั วัด อนั มพี ระครคู ุณสมั บัน เปนเจาอาวาสและราชการ ประกอบดวยองคกรหลักภายในชุมชน
คือ องคการบริหารสวนตําบล โรงเรียน โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพชุมชน และองคกรราชการอื่นๆ
ไดรวมกันผลักดันขับเคลื่อนบนฐานของกิจกรรมของศีล ขอท่ี ๓ คือการเวนจากการประพฤติผิดใน
กามสง ผลใหเกดิ การเปลย่ี นแปลงภายในชมุ ชน
๗๒
๔.๔ ปญหาการละเมดิ ศีลขอที่ ๔ (การไมหลอกลวงและกลา วเท็จ)
สภาพปญหาที่ ๑ การกูยืมแลวไมคืน หรือเปนหน้ีสูญ ทําใหกองทุนสูญเสียเงินซ่ึงมาจาก
การฝากของชาวบานในชุมชน การกยู มื แลวไมคืนเปนปญหาการละเมดิ ศีลขอท่ี ๔
สภาพปญ หาท่ี ๒ การผดิ สัจจะ ไมซ อ่ื สัตย สง ผลเสยี ตอ ตนเองและผูอนื่
กระบวนการและวิธีการแกปญหา โดยไดรับความรวมมือจากสวนราชการระดับทองถิ่น
ทุกระดับ รวมกันจัดกิจกรรมที่สงเสริมใหคนในชุมชนไดเรียนรูและเขาใจและนําไปปฏิบัติไดอยาง
เหมาะสม เชน การจัดกิจกรรมการสงเสริมตอตนเองและผูอ่ืน กิจกรรมสงเสริมการตรงตอเวลา เพ่ือให
เห็นถึงความสําคัญของการมีสัจจะ และเปนการสรางความนาเช่ือถือใหเกิดขึ้นตอตนเองและสรางความ
ไววางใจ ใหเกดิ ขึ้นตอ คนในสังคม
ผลลัพธได หลังจากที่มีการขับเคล่ือนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ แลว พบวา ชาวบานมี
ความซ่ือสัตยตอการทําธุรกรรมของตนกับทางกองทุนทุกประเภท ไมมีผูที่ทําใหเกิดหน้ีสูญ และมีความ
ซอ่ื สตั ยในการฝาก เมอ่ื ถึงวันเวลาทก่ี าํ หนดไมว า จะเปน การฝากหรือการกูยืม ชาวบานก็มารวมตัวกันตาม
วันเวลาทีน่ ดั หมาย
๔.๕ ปญหาการละเมิดศีลขอที่ ๕ (การไมดื่มสุราเมรัย ส่ิงเสพติดใหโทษ การไมเลนการ
พนนั หรอื อบายมขุ ทกุ ชนิด)
สภาพปญหาท่ี ๑ ปญหายาเสพติดของชุมชนทุงทาชา ง
กระบวนการและวิธีการแกปญหา ปญหายาเสพติดเปนปญหาที่สําคัญท่ีสวนราชการใน
ทองถิ่นไดใหความสําคัญและรวมกันแกไขปญหาเริ่มตั้งแต การรณรงคตอตานปญหายาเสพติด เร่ิมตน
จากการติดปา ยประชาสมั พนั ธการปองกัน ปญ หายาเสพติด โดยเฉพาะยาบา
ผลลัพธที่ได เม่ือมีโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ เปนการขับเคล่ือนแบบบูรณาการเพ่ือ
แกปญหา รวมคน รวมงาน ทํางานแกปญหาเปนไปในทิศทางเดียวกัน จึงทําใหปญหายาเสพติดลดลง
ปจ จุบนั ไมม ีผูขายจงึ ทําใหผูเสพกห็ มดลงไปเรื่อย ๆ
สภาพปญหาที่ ๒ ปญหาการผลิตสุราเถ่ือน เกิดขึ้นมานานท้ังในชุมชนทุงทาชาง และใน
ละแวกบา นใกลเ คียง
กระบวนการและวิธีการแกปญ หา ฝายผนู ําชมุ ชน พรอมสว นราชการ จึงไดใหการผลิตสุรา
ทาํ ใหถกู ตอ งตามถูกกฎหมาย ภายใตการกํากบั ดแู ลของสวนราชการ
ผลลัพธท่ีได สมัยกอนการผลิตและการขายสุราทํากันอยางสมํ่าเสมอ เม่ือมีโครงการ
หมูบานรักษาศีล ๕ การผลิตตองเวนวันโกนวันพระ ในขณะท่ีการดื่มสุรา ชาวบานจะงดขายและงดดื่ม
ในชวงเขาพรรษาอยางจริง ปญหาดานสุขภาพของชาวบานท่ีเกิดจากการด่ืมสุราก็ลดลงตามไปดวย
ปญหาการเลนการพนันในสมัยกอนมีโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ ก็มีอยูบางในเวลามีงานเชน งาน
ประจําป งานวัด และเทศกาลตาง ๆ หลังจากท่ีขับเคล่ือนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ พรอม ๆ กับการ
พฒั นาเปน หมูบานสขี าว ปญหาก็ลดลงตามลาํ ดับโดยอาศยั ความรวมมือ จากผูนําชุมชนและประชาชนใน
พ้นื ท่ี รวมทัง้ มีการกวดขันสอดสองดูแลแหลงม่ัวสุม
๗๓
๕. ตัวอยา งใบงานเวทแี ลกเปล่ียนเรยี นรูใ น Module ๔ : ทกั ษะการแปรเปลี่ยนปญ หาสูสมั มาชพี
เพ่ือใหเกิดแนวทางในการพัฒนาเครือขายการทํางานรวมกันของพระสงฆผูนําการขับเคลื่อน
หมบู า นรักษาศลี ๕ จึงมปี ระเด็นทผี่ รู วมพฒั นาโครงการจะตองรว มคดิ ดงั ตอไปน้ี
๑. สถานการณป ญหาในคณะสงฆ/หมูบ าน/ชุมชนมีอะไรบาง
๑……………………………………….. ๒……………….……..……………………….
๓……………………………………….. ๔……………….……..……………………….
๕……………………………………….. ๖……………….……..……………………….
๒. จากสถานการณป ญหา สงผลตอชุมชนอยา งไร
๑……………………………………….. ๒……………….……..……………………….
๓……………………………………….. ๔……………….……..……………………….
๕……………………………………….. ๖……………….……..……………………….
๓. ส่ิงท่ีอยากเห็น
๑……………………………………..… ๒……………….……..……………………….
๓……………………………………..… ๔……………….……..……………………….
๕……………………………………….. ๖……………….……..……………………….
๔. ส่ิงที่อยากทํารว มกนั มีอะไรบา ง ทําอยางไร
๑……………………………………..… ๒……………….……..……………………….
๓……………………………………..… ๔……………….……..……………………….
๕……………………………………….. ๖……………….……..……………………….
๕. ถาเกิดผลแลวจะรไู ดจากอะไร
๑……………………………………..… ๒……………….……..……………………….
๓……………………………………..… ๔……………….……..……………………….
๕……………………………………….. ๖……………….……..……………………….
๖. ทาํ อยา งไร จงึ จะย่ังยนื
๑……………………………………..… ๒……………….……..……………………….
๓……………………………………..… ๔……………….……..……………………….
๕……………………………………….. ๖……………….……..……………………….
*************************
๗๔
Module ๕ : กลยุทธก ารขบั เคล่ือนหมบู า นรกั ษาศีล ๕ สูการปฏบิ ตั ิ
สาระสําคญั
โครงการสรางความปรองดองสมานฉันทโดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมูบาน
รักษาศีล ๕" หรือท่ีเรียกกันท่ัวไปวา โครงการหมูบานรักษาศีล ๕ เกิดขึ้นจากสถานการณบานเมืองใน
หวงเวลาท่ีผานมา ประเทศไทยประสบปญหามากมาย ประกอบดวยการกระทําผิดกฏหมาย ปญหา
อาชญากรรม การทําลายทรัพยากรธรรมชาติ ส่ิงแวดลอม การระบาดของสิ่งเสพติด และอบายมุข
การแตกแยกทางความคิด การเห็นประโยชนตนมากกวาประโยชนสวนรวม และการจาบจวงตูหมิ่น
สถาบนั หลักของชาติ ซ่งึ ปญ หาเหลานี้ ลวนเกิดจากการขาดสติ จิตสํานึก ศีลธรรมและคุณธรรมจริยธรรม
อันจะสงผลใหสังคมเกิดความขัดแยง คณะสงฆ โดยเจาประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย (ชวง
ชวนปญญมหาเถระ) มีดําริท่ีจะเสริมสรางความปรองดองและสมานฉันทของคนในชาติ ใหเกิดความสงบ
สันติสุข มีความสามัคคีกลมเกลียวกัน โดยใหพุทธศาสนิกชนไดนอมนําหลักศีล ๕ มาประพฤติปฏิบัติใน
การดําเนินชวี ิตประจาํ วัน กอปรกับคณะรกั ษาความสงบแหงชาติ (คสช) ไดใหแนวทางในการแกไขปญหา
ดังกลาว ดวยการใหทุกภาคสวนในประเทศรวมมือกันดําเนินการสรางความปรองดองสมานฉันทและทํา
ใหประชาชนมคี วามรกั ความสามคั คีกันข้ึนในทุกสวนของประเทศ ตามดําริท่ีเจาประคุณสมเด็จฯ ไดใหไว
ความวา "อันวาศีล ๕ เปนการสําคัญของมนุษย เม่ือทุกคนมีศีล ๕ ดวยกัน สังคมน้ัน ๆ คือ ประชาชน
ยอมจะอยเู ย็นเปน สุข เมื่อเปน ไปได ขอใหช่อื หมบู านน้ันวา “หมบู า นรกั ษาศีล ๕”
โครงการดังกลาวเปนนโยบายเรงดวนใหสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติทั้งในสวนกลาง
และสวนภูมิภาค ไดรวมกับคณะสงฆ และภาคสวนตาง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ขยายผลการดําเนินลง
ไปสรู ะดบั ครอบครวั ชมุ ชน หมบู าน ตําบล อําเภอ และจังหวัด เพ่ือมุงหวังใหประชาชนในชาติ มีความรัก
และเทดิ ทูนในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย และเสริมสรางความสามัคคีปรองดองของประชาชน
ในชาติ โดยใชกลไกทางพระพุทธศาสนา โดยฉพาะหลักศีล ๕ นั้นถือวามีความสําคัญอยางยิ่งในการ
สงเสริมใหมนุษยอยูรวมกันอยางมีความสุข ไมเบียดเบียนท้ังกาย ทางวาจาหรือจิตใจ ทําใหสังคมมี
ความสุข ประกอบกิจกรรมการงานไดอยางเสรี ไมตองมีความกังวลใจใด ๆ เพราะมีกฎเกณฑกติกาท่ี
กําหนดใหทุกคนน้ัน เคารพในสิทธิความเปนมนุษยดวยกัน ในงานเขียนของทานพุทธทาสภิกขุ เรื่อง
หนาท่ีของมนุษย กลาวไววา มนุษยท่ีจะเต็มไปดวยความเปนมนุษยอยางสมบูรณน้ัน ก็มาจากการรักษา
ศี ล ๕ นั่ นเอง คื อไม มี ป ญหา มี ความยื อกเย็ น ทั้ งในแง ของวั ตถุ ร างกายหรื อจิ ตใจ
มีการสงเคราะหเพื่อนมนุษยดวยกัน หากวาเห็นแกประโยชนของตน ไมคํานึงถึงประโยชนของเพ่ือน
มนุษยด วยกันแลว ไมอาจเรยี กวาเปนมนุษยไดอยา งเต็มท่ี
การรักษาศีล ๕ จึงเปนส่ิงจําเปนของมนุษยในการดํารงอยูในสังคมรวมกับผูอ่ืน หาก
พิจารณาถึงโดยธรรมชาติของมนุษยมนุษยน้ันถือวาเปนสัตวสังคม การท่ีตองมาอยูรวมกันเปนสังคมทํา
ใหโครงสรางความสัมพันธมีความซับซอนมากขึ้น และนํามาสูปญหาสังคมตามมา เมื่อเกิดปญหาข้ึน
บอยครั้ง จึงจําเปนที่จะตองมีบทบัญญัติหรือขอตกลงในการอยูรวมกันข้ึนมา เพื่อใหทุกคนยึดถือปฏิบัติ
ตามรวมกัน หากทุกคนปฏิบัติตาม สังคมก็จะมีความเปนระเบียบ อยูรวมกันอยางมีความสุข ซ่ึงหลักศีล
๕ เปนเสมอื นขอตกลงหรอื บทบญั ญตั ิขนั้ พ้ืนฐานของมนุษยท ี่จําเปนในการอยูรวมกันโดยปกติสุขในสังคม
หากมกี ารละเมิดศีล ๕ น้นั อาจจะนาํ ไปสูการเกิดเปนอาชญากรรมได ฉะนั้นการประพฤติตนไมใหละเมิด
๗๕
ศีล ๕ จะทําใหเกิดความสงบสุขเรียบรอยในตัวบุคคล ซ่ึงเม่ือทุกคนมีศีล ๕ ที่เสมอกัน คือ มีความเสมอ
ภาคในเรอื่ งศีล ก็จะเปนการปรบั สถานะใหบ คุ คลในสงั คมอยรู ว มกนั อยา งปกติสุข
โครงการหมูบานรักษาศีล ๕ จึงเปนโครงการท่ีจะชวยสงเสริมใหเกิดความปรองดอง
สมานฉันทขึน้ ในสงั คมไทยดว ยการอาศัยหลักธรรมศีล ๕ ขอ ซ่ึงปนธรรมะพ้ืนฐานของการดํารงชีวิต เนน
ขอปฏิบัติในการอยูรวมกันอยางสันติสุข มีความสามัคคีเกิดขึ้นในชุมชน การสงสริมใหผูคนรักษาศีล ๕
ขอ นอกจากจะเปนประโยชนตอการสริมสรางความสมานฉันทแลว ยังจะชวยแกไขปญหาท่ีส่ังสมมา
ยาวนานท่ีเกิดจากความขัดแยงของคนในชาติ อันเปนอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาประเทศไทยใหเจริญ
กาวไปขางหนา และยังชวยสรางบรรยากาศความสงบสุขเรียบรอยเพ่ือนําพาประเทศชาติกลับคืนสู
สภาวะปกติสุขอยางยั่งยนื
จากการดําเนินการโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ ในรอบ ๔ ปที่ผานมา (๒๕๕๗-๒๕๖๐)
พบวา มีประชาชนสมัครเขารวมโครงการ จํานวน ๔๑,๔๓๕,๐๒๔ คน คิดเปน รอยละ ๖๓.๐๔ ของ
ประชากรในสังคมไทย ซ่ึงเปนการดําเนินการในระยะที่ ๑ ใหผูท่ีสนใจเขามารวมกิจกรรม สวนกิจกรรม
ในเชิงคุณภาพน้ันไดดําเนินการในลักษณะตาง ๆ เชน การคิดดี ทําดี พูดดี โดยมีกิจกรรมสําคัญ ๗
ประการ คือ
๑) กจิ กรรมรกั ษาศีล ๕
๒) กิจกรรมสวดมนตนัง่ สมาธิ
๓) กิจกรรมการรักษาความสะอาดบาน สภาพแวดลอมใหน าอยู
๔) กิจกรรมคบคนดรี อบขาง ชวนกันทาํ ความดี
๕) กิจกรรมพูดไพเราะ สื่อสารเพ่ือประโยชนและความสุข
๖) กิจกรรมบําเพ็ญตนใหเปนประโยชน
๗) กจิ กรรมชว่ั โมงสุขจริงหนอ เพ่ือสรางครอบครัวใหอบอุน เปน ตน
ตอมาคณะสงฆโดย มหาเถรสมาคม ไดมีการดําเนินการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาและ
ไดก ําหนดจัดทําแผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาตามมิติมหาเถรสมาคมในการประชุมครั้งท่ี ๕/๒๕๕๙
(มติท่ี ๑๐๖/๒๕๕๙) และในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๖๐ เม่ือวันท่ี ๓๐ มกราคม ๒๕๖๐ ที่มีมติเห็นชอบ
แผนแมบทการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ท้ังน้ีเพื่อใหเปนไปตามแผนดังกลาว จึงไดดําเนินการตาม
แนวทางการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ๖ (+๑) ดาน ไดแก การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาดาน
การปกครอง ศาสนศึกษา การเผยแผ การสาธารณูปการ การศึกษาสงเคราะห การสาธารณสงเคราะห
และการพัฒนาพุทธมณฑลใหเปนศูนยกลางพระพุทธศาสนาโลก และแผนยุทธศาสตรการขับเคลื่อน
โครงการสรางความปรองดองสมานฉันท โดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมูบานรักษาศีล ๕”
(พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๖๔) ตามมติมหาเถรสมาคมที่ ๒๐๖/๒๕๖๑ ในการประชุมมหาเถรสมาคม คร้ังที่
๑๓/๒๕๖๑ เม่ือวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑ เชื่อมโยงใหเห็นถึงการบูรณาการสูการพัฒนาที่ย่ังยืน
ตามแผนยุทธศาตรชาติ แผนแมบทคุณธรรมแหงชาติและแผนยุทธศาสตรการปฏิรูปกิจการ
พระพุทธศาสนา (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) โดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมูบานศีล ๕”
รณรงคใหป ระชาชนในตาํ บลมาปฏิบัติตามหลักพุทธศาสนา ถือศีล ๕ เปนแนวทางในการดําเนินชีวิต ยึด
หลัก “บวร” คือ บาน วัด และสวนราชการ รวมแรงรวมใจนําพาสังคมใหเกิดความสงบสุข รมเย็น
ประชาชนมีคุณภาพท่ีดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน โดยความรวมมือทุกภาคสวนจัดกิจกรรม
๗๖
บูรณการโครงการ โดยเนนศีล ๕ และหลักธรรมการขับเคล่ือนโครงการ ๘ หัวขอ ตามแนวทางการ
ดําเนนิ งานของหนวยอบรมประชาชนประจาํ ตําบล คอื ศีลและวัฒนธรรม สุขภาพอนามัย สัมมาชีพ สันติ
สุข ศึกษาสงเคราะห สาธารณสงเคราะห กตัญูกตเวทิตาธรรม สามัคคีธรรม สงเสริมสนับสนุนและ
พฒั นาบคุ ลากรผูขบั เคลือ่ นโครงการหมูบา นรกั ษาศีล ๕ ใหมีความรู เพิ่มพูนทักษะ มีขวัญ กําลังใจในการ
ปฏิบัติงานอยางมีประสิทธิภาพ สงเสริมการจัดสภาพแวดลอมในทองถิ่นใหเอื้อตอการดําเนินโครงการฯ
และใชศลี ๕ เปนเคร่อื งมือในการประพฤติทางกาย วาจาใจ เพ่ือการพัฒนาตน พัฒนาคน พัฒนางาน คือ
พัฒนาตนเปนไปเพื่อความเรียบงายในการครองตน พัฒนาคนเปนการฝกฝนการอยูรวมกันในสังคมเพื่อ
การสรางมิตรภาพใหย่ังยืน และพัฒนางานใหมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรลุเปาหมายของตําบล คือ การใช
หลกั แนวคิดการมสี ว นรวมโดย นาํ บาน วัด โรงเรียนและราชการ ขับเคลื่อนโครงการหมูบานศีล ๕ เพื่อ
ประโยชนสุข สันติสุข ของสังคมและประเทศชาติ
จุดมงุ หมาย
เพื่อใหผูเขารับการอบรมนําความรูท่ีไดจากการอบรมไปใชเสริมสรางความปรองดอง
สมานฉันท สอดคลอ งกับการปฏิรูปกิจการคณะสงฆแ ละการพัฒนาโครงการเพื่อตอยอด โดยใชหลักธรรม
ทางพระพทุ ธศาสนา “หมูบ านรกั ษาศลี ๕” ในสงั คมไทย
วัตถุประสงค
๑) เพือ่ ปลกู ฝง จติ สาํ นกึ และสรางความตระหนักในบทบาทหนาท่ีของตนเอง
๒) เพือ่ สง สริมใหป ระชาชนไดนาํ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกตใชในการดําเนิน
ชวี ิตอยางมีความสขุ และมคี ุณภาพชีวิตทดี่ ี
๓) เพื่อสนับสนุนการดําเนินการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ ภาครัฐ และ
ภาคประชาคมที่เกีย่ วของ
๔) เพือ่ เสริมสรา งความปรองดองสมานฉนั ท ลดปญ หาความขัดแยง สรางความมั่นคง ความ
ปลอดภัย ในชวี ิตและทรัพยสนิ ใหกับประชาชนในประเทศ
พันธกิจของโครงการหมูบานรกั ษาศีล ๕
๑) การเสริมสรางความปรองดองสมานฉันทโ ดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
๒) การสง เสรมิ การรกั ษาศลี ๕ และการดาํ เนินชีวิตตามแนวพระพุทธศาสนา
๓) การสนบั สนนุ การดาํ เนินการของหนว ยอบรมประชาชนประจาํ ตําบล (อ.ป.ต.)
ยุทธศาสตรของโครงการหมบู านรกั ษาศีล ๕
ยทุ ธศาสตรที่ ๑ สง เสริม สนับสนนุ ใหมกี ลไกในการขับเคลื่อนโครงการในทุกระดับ
ยุทธศาสตรที่ ๒ พัฒนาบุคลากรและชุมชนในการสนับสนุนการเผยแผหลักศีล ๕ อยาง
เพยี งพอ
ยุทธศาสตรที่ ๓ สงเสริม สนับสนุน การจัดกิจกรมการผยแผหลักศีล ๕ ดวยรูปแบบและ
วิธีการทีห่ ลากหลายในการพฒั นาคุณภาพชวี ติ
๗๗
ยุทธศาสตรท่ี ๔ สงเสริม สนับสนุน และสรางเครือขายการมีสวนรวมในการขับเคล่ือนการ
รกั ษาศีล ๕ และวถิ วี ัฒนธรรมเชิงพุทธ
โครงสรางการบริหารโครงการหมบู านรักษาศีล ๕
การบริหารโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ นั้น มีมหาเถรสมาคมเปนองคกรหลักในการ
อํานวยการใหคณะสงฆไดขับเคล่ือนงานพรอมกันทั่วประเทศ โดยมีสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ
(พศ) และสํานักงานโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ (สวนกลาง) เปนผูสนับสนุนการดําเนินการ ๖ รูปแบบ
และกระบวนการขับเคลื่อนโครงการหมบู า นรักษาศีล ๕
๑) การเสริมสรางองคความรูและแนวปฏิบัติเพ่ือการรักษาศีล ๕ ใหกับประชาชนเปนท่ี
แพรห ลายในพ้ืนที่ของวดั และหมูบานทวั่ ประเทศ
๒) สงเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนววิถีวัฒนธรรมเชิงพุทธ โดยใช
กระบวนการความรวมมือของคณะสงฆ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในพ้นื ที่ (บวร)
๓) การสงเสริมใหหนวยอบรมประชาชนประจําตําบลของคณะสงฆทั่วประเทศได
ดําเนินการพัฒนาสังคมตามหลักศีล ๕ ผานกระบวนการพัฒนาวิถีวัฒนธรรมเชิงพุทธใน ๘ ดานไดแก
ดานศีลธรรม และวัฒนธรรม สุขภาพอนามัย สัมมาชีพ สันติสุข ศึกษาสงเคราะห สาธารณสงเคราะห
กตญั ูกตเวทิตาธรรม และสามัคคีธรรม
๔) สงเสริมและพัฒนาบุคลากร เชน พระสงฆ เยาวชน และประชาชนในการสนับสนุนการ
เผยแผห ลักศีล ๕ อยางเพยี งพอ
๕) เสริมสรางความปรองดองสมานฉันทของประชาชนในประเทศ สงเสริมใหประชาชนได
นําหลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนามาประยุกตใชในการดําเนินชีวิตอยางมีเหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
รวมทัง้ ปลูกฝง จติ สํานึกในการเชิดชูสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริยใหเปนสถาบันหลักของประเทศ
อยา งมนั่ คง
๖) การสงเสริมใหป ระชาชนในสังคมไทยเขารวมโครงการไมนอยกวารอยละ ๕๐ ของพ้ืนท่ี/
ชุมชน โดยมีผลสําเร็จท้ังในเชิงปริมาณเพ่ือการเรียนรูตามหลักศีล ๕ และเชิงคุณภาพ คือ การสมาทาน
และรักษาศีล ๕ ในชีวติ ประจาํ วนั
๗) การเสริมสรางเครือขายการสงเสริมหมูบานรักษาศีล ๕ โดยมอบหมายใหสํานักงาน
พระพุทธศาสนาแหงชาติรวมกับคณะสงฆ หนวยงานราชการ สถานศึกษา องคกรปกครองสวนทองถ่ิน
องคก รภาคเอกชน กํานัน ผูใหญบ า น องคกรเครือขายชาวพุทธ ไดขับเคล่ือนโครงการในพื้นท่ีทั่วประเทศ
จาํ นวน ๗๗ จังหวดั
ประโยชนท่ีไดรับจากการดําเนนิ การ
๑) คณะสงฆ ประชาชน และ หนวยงานท่ีเกี่ยวของ ไดมีการเสริมสรางองคความรูและแนว
ปฏิบัติเพื่อการรกั ษาศลี ๕ ใหกับประชาชนในพน้ื ทีข่ องวัด และหมบู า นทวั่ ประเทศ
๒) ไดมกี ารพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ของประชาชนตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ไดสืบสาน
และถายทอดภูมิปญญา และวิวัฒนธรรมเชิงพุทธ โดยผานกระบวนการความรวมมือของคณะสงฆ ภาคฐ
เอกชน และภาคประชาชน ในพ้นื ที่ (บวร)
๗๘
๓) หนวยอบรมประชาชนประจําตําบลของคณะสงฆทั่วประเทศ ไดมีแนวทางดําเนินการ
พฒั นาสงั คมตามหลกั พุทธธรรม โดยผา นกระบวนการดําเนนิ ใน ๘ ดาน ไดแก ดานศีลธรมและวัฒนธรรม
สุขภาพอนามัย สัมมาชีพสันติสุข ศึกษาสงเคราะห สาธารณสงเคราะห กตัญญกตเวทิตาธรรม และ
สามัคคธี รรม
๔) ประชาชนมีจิตสํานึกและไดแสดงออกถึงความรับผิดชอบและมีสวนรวมในการพัฒนา
สังคม มกี จิ กรรมการเสริมสรางความรัก ความสามัคคี และมีความเขาใจในการอยูรวมกันในสังคมอยางมี
ความสุข เพ่ือถวายเปนพระราชกุศลแดพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว และสมเด็จพระนางเจาฯ
พระบรมราชนิ นี าถ และมีความตระหนักในการปกปอง เชิดชูสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย ซึ่งจะ
สง ผลให ประเทศชาตมิ ีความมั่นคงยั่งยนื
๕) ประชาชนเห็นคุณคาและประโยชนในการนําหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใชในการ
ดาํ เนนิ ชวี ติ มีความรัก ความเขาใจ เคารพในความคิดเห็นของกันและกัน มีความเอ้ือเฟอ เปนสังคมเครือ
ญาติ และมคี วามปลอดภัยในชวี ิต และทรัพยสิน
กรอบการทํางานจากแผนไปสกู ารปฏิบตั ิ
๑) การเสริมสรางและพัฒนาความเขาใจเก่ียวกับตนแบบท่ีขับเคลื่อนหมูบานศีล ๕ เปน
แนวทางในการดําเนินชวี ติ ยึดหลัก "บวร” คือ บาน วัด โรงเรียนและราชการ กับบริบทของพ้ืนท่ี พัฒนา
สังคมใหเกิดความสงบสุข รมเย็น ประชาชนมีคุณภาพดี ปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน โดยจัดกิจกรรม
เนนศีล ๕ ตามแนวทางของหนวยอบรมประจําตําบล ๘ ดาน คือ ดานศีลธรรมและวัฒนธรรม สุขภาพ
อนามัย สัมมาชีพ สันติสุข ศึกษาสงเคราะห สาธารณสงเคราะห กตัญูกตเวทิตาธรรมและสามัคคีธรรม
รวมถึงการมีสวนรวมของทุกภาคสวนในการขับเคลื่อนแผนสูการปฏิบัติ เชน การจัดประชุมสรางความ
เขา ใจ การประชาสัมพันธผา นส่อื ตาง ๆ เปน ตน
๒) การบูรณาการประสานการปฏิบัติกับภาคีเครือขาย โดยจัดใหมีการฝกอบรม โครงการ
ขับเคล่ือนหมบู านรกั ษาศลี ๕
๓) กาํ หนดบทบาทกบั ภาคเี ครือขายทกุ ระดับในการขับเคลื่อนแผนสูการปฏิบัติตามบทบาท
หนาที่ตามรบั ผดิ ชอบ ไดแก สว นงานภาครฐั ภาคเอกชน สถานศกึ ษา และสอ่ื ตา งๆ
๔) ติดตามประเมินผลโดยการมีสวนรวมของหนวยงานตางๆ ทั้งสวนกลางและระดับพ้ืนที่
การกําหนดใหจัดทํารายงานผลการดําเนินการ รวมท้ังการติดตามและประเมินผลในการนําแผนไปสูการ
ปฏบิ ัติ เพอ่ื เปนขอมลู ประกอบการพิจารณาแนวทางในการปรับปรุงหรือทบทวนการดําเนินการตอไป
๕) การวิจยั และพฒั นาความเสย่ี ง เพอื่ ใหเกิดการดําเนินการไดอยางมีประสทิ ธภิ าพ
๗๙
กรอบการทาํ งานจากแผนไปสกู ารปฏิบตั ิลงในยุทธศาสตรการขับเคล่ือนศลี ๕
ยุทธศาสตรที่ ๑ สงเสริม สนับสนุน กลยุทธ การเสริมสรางและพัฒนา
ใหมีกลไกในการขับเคลื่อนโครงการ ความเขาใจเก่ี ยวกั บต นแบบที่
ในทุกระดบั ขับเคล่ือนหมูบานศีล ๕ กับบริบท
ของพื้นท่ี รวมถึงการมีสวนรวมของ
ทุกภาคสวนในการขับเคล่ือนแผนสู
การปฏิบัติ เชน การจัดประชุมสราง
ความเขาใจ การประชาสัมพันธผาน
สื่อตางๆ เปน ตน
ยุทธศาสตรที่ ๒ พัฒนาบุคลากรและ กลยุทธ การบูรณาการประสานการ
ชุมชนในการสนับสนุนการเผยแผ ปฏิบัติกับภาคีเครือขาย โดยจัดใหมี
หลกั ศีล ๕ อยา งเพียงพอ การฝกอบรม โครงการขับเคลื่อน
หมูบ า นรักษาศีล ๕
ยุทธศาสตรที่ ๓ สงเสริม สนับสนุน กลยุทธ ติดตามประเมินผลโดยการมี
การจัดกิจกรรมการผยแผหลักศีล ๕ สวนรวมของหนวยงานตางๆ ท้ัง
ดวยรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย สวนกลางและระดับพ้ืนที่ การ
ในการพฒั นาคณุ ภาพชวี ิต กํ า ห น ด ใ ห จั ด ทํ า ร า ย ง า น ผ ล ก า ร
ดําเนินการ รวมท้ังการติดตามและ
ประเมินผลในการนําแผนไปสูการ
ปฏิบัติ เพ่ือเปนขอมูลประกอบการ
พิจารณาแนวทางในการปรับปรุงหรือ
ทบทวนการดําเนนิ การตอไป
ยุทธศาสตรท่ี ๔ สงเสริม สนับสนุน กลยุทธ ๔.๑ กําหนดบทบาทกับ
และสรางเครือขายการมีสวนรวมใน ภาคี เครื อข ายทุกระดั บในการ
การขับเคล่ือนการรักษาศีล ๕ และ ขั บ เ ค ล่ื อ น แ ผ น สู ก า ร ป ฏิ บั ติ ต า ม
วิถีวฒั นธรรมเชงิ พทุ ธ บทบาทหนาท่ีตามรับผิดชอบ ไดแก
ส ว น ง า น ภ า ค รั ฐ ภ า ค เ อ ก ช น
สถานศึกษา และสือ่ ตา งๆ
กลยุทธ ๔.๒ การวิจัยและพัฒนา
ความเสี่ยง เพื่อใหเกิดการดําเนินการ
ไดอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ
๘๐
กิจกรรมที่ ๑
กจิ กรรมฉนั คือใคร ฉันจะทําอะไรเพื่อใครไดบา ง
แนวคดิ ในการทาํ กจิ กรรม
กจิ กรรมนใ้ี ชวธิ ีการทบทวนชมุ ชนของตนเอง หมายถงึ การทบทวนบริบท ประวัติ เครือขาย
ที่มใี นชมุ ชนของตนเอง ใหเ หน็ ถึงการเช่ือมโยงความสัมพันธใ นทุกมิติ
กิจกรรมนี้จะใชวิธีการต้ังคําถามเพ่ือใหผูเขารวมกิจกรรม ไดกลับมาวิเคราะหชุมชนของ
ตนเอง ในดานบริบท ประวัติ เครือขาย พรอมท้ังบทบาทและหนาท่ีของตนเองในชุมชน จากน้ันมา
ทบทวนวาในฐานะท่ีเราเปนสวนหนึ่งของชุมชน เราจะทําอะไรเพ่ือใครไดบาง “การทําอะไร” ในที่น้ีคือ
การทํากิจกรรมในการปฏิบัติการพระสงฆผูนําการขับเคลื่อนหมูบานรักษาศีล ๕ “เพื่อใครไดบาง” ให
พระสงฆจติ อาสาในชุมชนไดล องคิดวาในบทบาทของตนเองในขณะนี้ จะมีวิธีการในการเขามาดูแลชุมชน
อยา งไร
วตั ถุประสงค
๑) เพื่อวิเคราะหบทบาทและหนาท่ีของตนเองตามความเปนจริงในการปฏิบัติการ
“พระสงฆผูนําการขับเคล่อื นหมบู านรักษาศีล ๕”
๒) เพื่อรูจักชุมชนตนเอง และเช่ือมโยงความสัมพันธของตนเองกับชุมชน เครือขาย และ
กลยุทธในการขบั เคลื่อนแผนสูการปฏบิ ัติ
ส่ือ/อปุ กรณใ นการสอน
- กระดาษ A ๔ หรือกระดาษฟลปิ ชารต (flipchart)
- สีเทยี น
วิธกี ารดาํ เนนิ กจิ กรรม
๑) ข้ันนาํ
วิทยากรนําเขาสูกิจกรรม “ฉันคือใคร ฉันจะทําอะไรเพื่อใครไดบาง” โดยทีมงานจะแจก
กระดาษ A4 หรือกระดาษฟลิปชารต แลวใหผูเขารวมกิจกรรมสํารวจชุมชนของตนเอง ในดานบริบท
ประวัติ เครอื ขาย พรอมทง้ั บทบาทและหนาท่ีของตนเองในชุมชน จากน้ันมาทบทวนวาในฐานะท่ีเราเปน
สวนหน่ึงของชุมชน เราจะทําอะไรเพ่ือใครไดบาง “การทําอะไร” ในที่นี้คือการทํากิจกรรมในการ
ปฏิบัติการ “พระสงฆผูนําการขับเคล่ือนหมูบานรักษาศีล ๕” “เพื่อใครไดบาง” ใหพระสงฆจิตอาสาใน
ชุมชนไดล องคิดวา ในบทบาทของตนเองในขณะนี้ ในการดูแลชมุ ชน ใชเวลาประมาณ ๑๐-๑๕ นาที
๒) ข้นั กิจกรรม
วิทยากรใหค วามรเู กี่ยวกับการทบทวนตนเอง โดยการตั้งคําถามการฝกคิดวเิ คราะห
๓) ข้นั วิเคราะหและอภปิ ราย
วิทยากรรวมสรุปการรูจักตนเอง และเชื่อมโยงความสัมพันธของตนเองกับชุมชน เครือขาย
และกลยทุ ธในการขับเคล่อื นแผนสูการปฏิบตั ิ
รวมวิเคราะหและสรุปบทบาทและหนาที่ของตนเองตามความเปนจริงในการขับเคล่ือน
หมบู านรักษาศีล ๕
๘๑
การวัดและประเมนิ ผล
๑) การสังเกตการมสี ว นรว มในกิจกรรม
๒) บนั ทึกวา ผเู ขารวมกิจกรรม มสี ถานะเปนอะไรบาง
๓) ใบสรุปขอคดิ จากกิจกรรม
กิจกรรมการเรยี นรู กิจกรรมการเรียนการสอน
องคประกอบการเรยี นรู
ขัน้ ที่ ๑ รับรูปญหา ใหสมาชิกเขียนวิเคราะห “ฉันคือใคร” ในฐานะที่เปนคนๆ หนึ่งในชุมชน ลงใน
กระดาษท่ีแจก วิทยากรเปดเพลงบรรเลงเบาๆ เพ่ือสรางบรรยากาศท่ีผอนคลาย
เปน มิตรและอบอุน ใชเวลา ๑๐ นาที วิทยากรสังเกตวาสมาชิกแตละคนทําเสร็จ
แลว ก็โยนประเด็นท่ีสองลงไปวา เม่ือเห็นความสัมพันธของตนเองใน ๒ ระดับ
แลว ทีนี้ หากมาพิจารณาวา ในฐานะท่ีเราอยูในชุมชนเราจะทําอะไรเพ่ือใครได
บา งในดา นการขับเคลื่อนศลี ๕ โดยมุงเนนท่ีในชุมชนของตนเอง ใชเวลาประมาณ
๑๐ นาที
ขัน้ ท่ี ๒ สะทอ นความคิด ใหพระสงฆผูนําจิตอาสาแตละคนไดนําแลกเปลี่ยนในกลุมใหญวา ทานไดเห็น
ความสัมพันธของตนเองกับชุมชน และเครือขายอยางไร จากนั้นใหสะทอนเร่ือง
ในฐานะที่เปนคนในชุมชน วาทานจะทําอะไรเพ่ือใครไดบาง ใชเวลา ๒๐ นาที
เพอื่ และเปลีย่ นใน ๒ ประเด็น
ขัน้ ที่ ๓ สรางความรูใหม วิทยากรตั้งคําถามกลับไปยังสมาชิกวา “แลวเราจะทําอยางไรท่ีจะชวยจัดการ
ปองกัน และขับเคล่ือนหมูบานศีล ๕ ในชุมชน” โดยใหสมาชิกรวมกันระดม
ความคิด ในแนวทางการแกไข ปญหานั้นๆ จากน้ันทําการเขียนหรือวาดภาพลง
ในกระดาษฟริปชารท
ข้ันที่ ๔ การลงมือปฏิบัติและ วิทยากรใหสมาชิกบอกวิธีการปฏิบัติตนเองทีละคนตามที่ตนเองไดสรุปไวในใบ
การประยุกตใช งานหรือกระดาษฟรปิ ชารท
วิทยากรสรุปเขาสูบทเรียนเร่ืองการตระหนักถึงบทบาทของตนเองในการ
ขับเคล่ือนหมูบานรักษาศีล ๕ สรุปขอคิดเห็น ใหสมาชิกไดสะทอนวาไดเรียนรู
เก่ียวกับเรื่องอะไร แตละคนไดเรียนรูอะไรเก่ียวกับการรูจักตนเองบาง วิทยากร
เพิม่ เตมิ ในรายละเอยี ดใหส มบูรณยิง่ ข้นึ
แหลงความรแู ละสื่อการเรยี นการสอน
๑) กระดาษ A ๔
๒) กระดาษฟรปิ ชารท สาํ หรบั การระดมสมอง
๓) ปากกา สีเมจิ สีชอลค
๔) เพลงบรรเลง
**************************
๘๒
แผนการเรียนรูที่ ๒
กิจกรรมสืบคนปญหาในชุมชน/ธรรมะกับการแกปญหา
วตั ถปุ ระสงค
๑) เพ่ือใหพระสงฆจ ติ อาสาตระหนักถึงความสาํ คัญของปญหาท่ีเกิดขึ้นในชมุ ชนในดานตางๆ
๒) เพ่อื ใหพระสงฆจ ติ อาสารจู ักวิธีการสบื คนหา และวิเคราะหปญหา
๓) เพื่อใหพระสงฆจติ อาสาทราบหลักธรรมท่ีใชใ นการแกปญหา และสามารถนาํ ไปปฏิบัติได
เน้ือหาสาระ
ปจจุบันชุมชนมีปญหาเกิดขึ้นมากมาย ปญหาดานเศรษฐกิจ สังคม และครอบครัว โดย
ปญหาดังกลาวสงผลตอความประพฤติของคนในชุมชน ทําใหอาจเกิดการละเมิดศีล ๕ ได หากบุคคลไม
สามารถจัดการกับปญหาท่ีเกิดข้ึน ไดอยางเหมาะสมจะเกิดความเครียดและจะเขาสูภาวะวิกฤติของชีวิต
ไดง าย แตถ า บุคคลสามารถจัดการกับปญหาได อยางเหมาะสมเขาก็จะสามารถผานพนวิกฤติไปได การมี
พฤติกรรมการเผชิญปญหาอยางเหมาะสมนั้น จัดไดวาเปนองคประกอบของการรักษาสุขภาพจิตที่ดี
ประการหนึง่ พึงระลึกวา “ทุกปญหามีทางแก” โดยการจะแกปญหาน้ัน ๆ ไดอยางย่ังยืน ปญหานั้นตอง
ถกู มองวา เปน ปญหาของชุมชนรวมกัน
กิจกรรมการเรยี นรู
องคประกอบการเรียนรู กจิ กรรมการเรียนการสอน
ขั้นท่ี ๑ รบั รูป ญหา วิทยากรกลาวนําเขาสูวิธีการสืบคนหาสิ่งหรือประเด็นที่พระสงฆจิต
ขัน้ ที่ ๒ สะทอ นความคดิ อาสาคิดวาชุมชนกําลังเชิญปญหาอยู โดยใหพระสงฆจิตอาสารวม
แสดงความคิดเห็นวา อะไรคือปญหาบาง จากน้ันใหเขียนลงใน
ขัน้ ที่ ๓ สรางความรูใหม กระดาษฟลิปชารท ใหชวยกันระดมความคิดเห็นใหมากท่ีสุดเทาท่ีจะ
ทาํ ได ใชเวลาประมาณ ๑๐ นาที
วิทยากรเปดโอกาสใหพระสงฆจิตอาสาชวยกัน จับประเด็นวาส่ิงที่
พระสงฆจิตอาสานําเสนอมานั้นสามารถจัดหมวดหมูเปนเรื่องอะไรได
บาง และใหพระสงฆจิตอาสาลองจัดลําดับความสําคัญในการจะ
แกปญหานั้นๆ โดยเฉพาะปญหาที่เปนปญหาดานการละเมิดศีล ๕ ใน
ชุมชน
โดยใหทดลองนําเสนอเหตุการณ และปญหาที่สามารถแกไขได โดยจะ
มีการโยนประเด็นวา
“หากทานเปนบุคคลท่ีสามารถแกปญหาเหลาน้ีไดทานจะคิดอยางไร
ทา นมีวิธีการอยา งไรในการจดั การปญ หาดังกลา ว
วิทยากรกระตุนใหสมาชิกเช่ือมโยงความรูของตนรวมกับกลุมตอ
เหตุการณท ี่นําเสนอ
๘๓
องคป ระกอบการเรยี นรู กจิ กรรมการเรียนการสอน
ข้ันที่ ๔ การลงมือปฏิบัติและ วิทยากรสุมถามพระสงฆจิตอาสาใหสรุปวา เม่ือเจอเหตุการณที่เปน
การประยุกตใ ช ปญหาในชุมชนของทานจะใชวิธีการน้ีอยางไร ยกตัวอยาง วิทยากร
แนะนาํ ขอ มูลเพ่ิมเติม
แหลงความรแู ละส่ือการเรยี นการสอน
๑) กระดาษฟริปชารท สําหรบั การระดมสมอง
๒) ปากกา สีเมจิ สชี อลค
๓) เพลงบรรเลง
สว นท่ี ๓
เอกสารภาคผนวก
คําสั่งแตง ตง้ั คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร
“พระสงฆผนู ําขับเคลอื่ นหมบู านรกั ษาศีล ๕”
(รา ง)
คาํ สั่งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
วิทยาลัยสงฆพ ุทธปญ ญาศรีทวารวดี
ท่ี ๗๙ / ๒๕๖๒
เรอ่ื ง แตง ต้งั คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร “พระสงฆผนู ําขับเคลื่อนหมูบานรกั ษาศลี ๕”
วิทยาลัยสงฆพุทธปญญาศรีทวารวดี วดั ไรข งิ พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม
------------------------------------------
ดวยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆพุทธปญญาศรีทวารวดี วัดไรขิง
พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม ไดมีเจตนารมณในการสนับสนุนงานภาควิชาการของคณะกรรมการ
ขับเคลื่อนโครงการสรางความปรองดองสมานฉันท โดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมูบานรักษาศีล ๕”
จึงไดริเร่ิมพัฒนาหลักสูตร “พระสงฆผูนําขับเคลื่อนหมูบานรักษาศีล ๕” เพื่อพัฒนาศักยภาพพระสงฆใน
ทักษะการทํางานขับเคล่ือน ตอยอด สรางสรรคสังคมปลอดภัย ปรองดอง สมานฉันท มีสันติสุขท่ียั่งยืนและ
เขม็ แขง็ ดวยหลกั ศีล ๕ เพ่อื การดาํ เนนิ ชีวติ แบบสัมมาชีพอยางยั่งยนื่ น้นั
ดังน้ัน เพื่อใหการดําเนินงานเปนไปดวยความเรียบรอย มีประสิทธิภาพ อาศัยอํานาจตามความใน
มาตรา ๓๘ แหงพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ.๒๕๔๐ จึงมีคําส่ังแตงตั้ง
คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร “พระสงฆผูนําขับเคลื่อนหมูบานรักษาศีล ๕” วิทยาลัยสงฆพุทธปญญา
ศรที วารวดี วัดไรข ิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม ประกอบดวย:-
๑. พระพรหมเสนาบดี ทปี่ รึกษา
๒. พระเทพศาสนาภบิ าล ที่ปรกึ ษา
๓. พระเทพปวรเมธ,ี รศ.ดร. ทีป่ รึกษา
๔. พระประสิทธิโสภณ ทีป่ รึกษา
๕. พระโสภณพัฒนบณั ฑิต, รศ.ดร ที่ปรึกษา
๖. พระสุธรี ตั นบณั ฑิต, รศ.ดร. ทป่ี รกึ ษา
๗. พระชยานันทมุน,ี ผศ.ดร. ท่ีปรึกษา
๘. พระศรีธรรมภาณ,ี ดร. ท่ีปรึกษา
๙. พระครูสิรสิ ุตานยุ ตุ , ผศ.ดร. ทปี่ รึกษา
๑๐. พระมหาบุญเลิศ อินทฺ ปฺโญ, รศ.ดร. ประธานกรรมการ
๑๑. พระมหาสุเทพ สปุ ณฺฑิโต, ผศ.ดร. รองประธานกรรมการ
๑๒. พระครูสิริสารบัณฑติ รองประธานกรรมการ
๑๓. พระมหาวรี ธิษณ วรินโฺ ท, ดร. กรรมการ
๑๔. พระมหาสาทร ธมมฺ าทโร, ดร. กรรมการ
๑๕. พระมหาอกนษิ ฐ สิรปิ โฺ ญ, ดร. กรรมการ
๑๖. พระครใู บฎีกาอภิชาติ ธมฺมสุทโฺ ธ, ดร. กรรมการ
๑๗. พระปลัดประพจน สปุ ภาโต, ดร. กรรมการ
-๒-
๑๘. พระปลดั สมชาย ปโยโค, ดร. กรรมการ
๑๙. พระมหาอานนท อานนโฺ ท กรรมการ
๒๐. พระมหาศภุ วฒั น ฐานวุฑโฺ ฒ กรรมการ
๒๑. รศ.ดร.โกนฏิ ฐ ศรีทอง กรรมการ
๒๒. ผศ.ประสทิ ธ์ิ ทองอุน กรรมการ
๒๓. ผศ.ดร.กมลาศ ภวู ชนาธพิ งศ กรรมการ
๒๔. ดร.แมชกี ุลภรณ แกววลิ ัย กรรมการ
๒๕. ดร.พุทธชาติ แผนสมบุญ กรรมการ
๒๖. ดร.อาภากร ปญ โญ กรรมการ
๒๗. ดร.วนั ไชย ก่งิ แกว กรรมการ
๒๘. ดร.โยตะ ชัยวรมนั กลุ กรรมการ
๒๙. ดร.กฤตยิ า ถํ้าทอง กรรมการ
๓๐. พระมหาประกาศติ สิรเิ มโธ, ดร. กรรมการและเลขานุการ
ท้งั นี้ ตั้งแตบัดนเ้ี ปนตน ไป
ส่งั ณ วนั ที่ ๒๕ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๖๒
(พระเทพศาสนาภบิ าล)
ผอู ํานวยการวิทยาลยั สงฆพทุ ธปญ ญาศรที วารวดี
บนั ทกึ ชว่ ยจำ
บนั ทกึ ชว่ ยจำ
บนั ทกึ ชว่ ยจำ
บนั ทกึ ชว่ ยจำ
บนั ทกึ ชว่ ยจำ
บนั ทกึ ชว่ ยจำ