กิตติกรรมประกาศ การบริหารจัดการหลักสูตรท้องถิ่น ประกอบด้วย 1) รายวิชาเพชรบูรณ์ถิ่นเกิดเมืองนอนกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 และ 2) รายวิชามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของเพชรบูรณ์ กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ครั้งนี้ สำ เร็จอย่างสมบูรณ์ได้ด้วยความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 1)สำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์ 2)คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนหนองไผ ่ 3)สภาวัฒนธรรม จังหวัดเพชรบูรณ์ 4)สำ นักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ 5)หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย และ 6)อุทยานวิทยาศาสตร์หนองนารีที่ส่งเสริมสนับสนุนการดำ เนินการ สนับสนุนข้อมูลสารสนเทศการให้คำแนะนำการดำ เนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ขอขอบพระคุณ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของจังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบด้วย 1)ดร.วิศัลย์ โฆษิตตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ 2)นางเยาวภา โตสงวน วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์และ 3)ผศ.จันทร์พิมพ์ มีเปี่ยม ผู้อำ นวยการสำ นักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัย ราชภัฏเพชรบูรณ์ และผู้เชี่ยวชาญในด้านหลักสูตรท้องถิ่น ประกอบด้วย 1) ดร.ประยูร ลิ้มสุข 2) นายวาทกานต์ ศรีธรราษฎร์ รองผู้อำ นวยการสำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์ ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้คำแนะนำ และข้อเสนอแนะในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 พร้อมทั้งให้ความกรุณาตรวจสอบคุณภาพ ของเครื่องมือสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ ขอขอบคุณคณะทำ งานที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งในการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งทดลองใช้ และประเมินผลหลักสูตรท้องถิ่น รายวิชามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของเพชบูรณ์ “เพชรบูรณ์ถิ่นเกิดเมืองนอน” กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ประกอบด้วย 1)กลุ่มบริหารงานวิชาการ 2)กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม 3)กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 4)งานพัฒนาหลักสูตร และ 5)งานวัดและประเมินผลที่ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ ร่วมรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นร่วมกัน ทางโรงเรียนหนองไผ่ขอนำ คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากผลงานทางวิชาการหลักสูตรท้องถิ่น รายวิชา “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของเพชรบูรณ์” ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ครั้งนี้ ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนในกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ ่มเวลารู้ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างจิตสำ นึกรักชาติศาสน์กษัตริย์ รักความเป็นไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างจิตสำ นึกรักบ้านเกิดเมืองนอนท้องถิ่นของตนเองพร้อมทั้งสถานศึกษาในจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่สนใจสามารถนำ หลักสูตรดังกล่าวฯ ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนร่วมกันทั้งระบบ นางสาวอารีรัตน์ ชูรวง ผู้อำ นวยการโรงเรียนหนองไผ่
4 3ที่ และจักรวาล ธรรมชาติ เกี่ยวกับ การปฏิบัติ ความรู้และ เทศกาล ประเพณีและ พิธีกรรม ทางสังคม แนวปฏิบัติ สาระการ เรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะสาระที่ 3นาฏศิลป์มาตรฐาน ศ3.2เข้าใจความสัมพันธ์ ระหว่างนาฏศิลป์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเห็น คุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญา ท้องถิ่นภูมิปัญญาไทยและสากล กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ สาระที่ 2การงานอาชีพมาตรฐานง2.1เข้าใจมีทักษะ ที่จำเป็นมีประสบการณ์เห็นแนวทางในงานอาชีพใช้ เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาอาชีพมีคุณธรรมและมีเจตคติที่ดี ต่ออาชีพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมสาระที่ 2หน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตใน สังคมมาตรฐาน ส2.1เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของ การเป็นพลเมืองดีมีค่านิยมที่ดีงามและธำรงรักษาประเพณี และวัฒนธรรมไทยดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและ สาระที่ สังคมโลกอย่างสันติสุข 4ประวัติศาสตร์มาตรฐาน ส4.3เข้าใจความเป็น มาของชาติไทยวัฒนธรรมภูมิปัญญาไทยมีความรักความ ภูมิใจและธำรงความเป็นไทย สาระการเรียนรู้/มาตรฐาน ธรรมชาติ เรียนรู้ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับ และจักรวาลดังนี้ 5.แกงเอาะข้าวเบือ 4.บ้านเสายองหิน 3.นวดแผนไทย 2.บุญแขวนทุงหลวง 1.บุญบั้งไฟ6.เมี่ยงโค้น 7.ออดอ้อ8.ต้มซั้ว9.หลาม 10.มะขามกวน11.หมอเป่าปี้ 12.กวัยข้าวต้อนแต้นเสี่ยงทาง 14.หมอรักษากระดูก 13.เป่าหัวซ่อนตาเวน 1.อุ้มพระสรงน้ำ ดังนี้ พิธีกรรมประเพณีและเทศกาล เรียนรู้แนวปฏิบัติทางสังคม 2.อุ้มพระดำน้ำ 3.ประเพณีหามพระดำน้ำ 5.รับขวัญข้าว 4.ก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุ ก่อเจดีย์ข้าวเปลือก6.บุญบั้งไฟหนองแจง 7.แห่ปราสาทผึ้ง8.บุญบั้งไฟ สาระสำคัญ รู้เข้าใจ ชาติ ธรรม เกี่ยวกับและ จักรวาล รู้เข้าใจ และเทศกาล ประเพณี พิธีกรรม ความรู้ (K)วิเคราะห์ กระบวนการสืบค้น สังเคราะห์ กับธรรมชาติ และอภิปรายเกี่ยว และจักรวาล วิเคราะห์ กระบวนการสืบค้น สังเคราะห์ และเทศกาล พิธีกรรมประเพณี และอภิปราย กระบวนการเรียนรู้ ของนักเรียน (P) -ใฝ่เรียนรู้ -รักความเป็นไทย -ใฝ่เรียนรู้ -รักความเป็นไทย กษัตริย์ -รักชาติศาสน์ คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ (A) รู้เข้าใจ จักรวาล และ ธรรมชาติ เกี่ยวกับ อธิบาย และ รู้เข้าใจ เทศกาล และ ประเพณี พิธีกรรม อธิบาย และเรียนรู้ ผลการ
การวิเคราะห์หลักสูตรท้องถิ่นจังหวัดเพชรบูรณ์ “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของเพชรบูรณ์” ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ปีการศึกษา 2565) 21ที่ การแสดง ศิลปะ พื้นบ้าน วรรณกรรม สาระการ เรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะสาระที่1ทัศนศิลป์มาตรฐานศ1.2เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง ทัศนศิลป์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ที่ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นภูมิปัญญาไทยและสากล สาระที่2ดนตรีมาตรฐานศ2.2เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเห็นคุณค่าของดนตรีที่เป็นมรดกทาง วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นภูมิปัญญาไทยและสากล สาระที่3นาฏศิลป์มาตรฐานศ3.2เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง นาฏศิลป์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นภูมิปัญญาไทยและสากล กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่3การฟังการดูและการพูด มาตรฐานท3.1สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณและ พูดแสดงความรู้ความคิดและความรู้สึกในโอกาสต่างๆอย่างมี กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิจารณญาณและสร้างสรรค์ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่2หน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐานส2.1เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมือง ดีมีค่านิยมที่ดีงามและธำรงรักษาประเพณีและ วัฒนธรรมไทยดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลกอย่าง สันติสุข สาระการเรียนรู้/มาตรฐาน เรียนรู้ศิลปะการแสดงดังนี้ 3.รำ 2.การละเล่นแมงตับเต่า 1.ฟ้อนแขบลาน โจ๋ง 4.ตุ๊บเก่ง 2.ตำ 1.ภาษาไทหล่ม ดังนี้ เรียนรู้วรรณกรรมพื้นบ้าน นานขอนมาด3.ตำนานเณรมั่นเณรคง4.ตำนานปู่สังกะสาย่า5.ตำ สังกะสี นานเจ้าพ่อผาแดง6.ตำนานบ้านหมูบูด7.ตำนานแม่นางผมหอม สาระสำคัญรู้เข้าใจ ศิลปะการแสดง รู้เข้าใจ บ้าน กรรมพื้น วรรณ ความรู้ (K)สืบค้น กระบวนการ วิเคราะห์ สังเคราะห์และอภิปรายศิลปะการแสดง สืบค้น กระบวนการ วิเคราะห์บ้าน วรรณกรรมพื้น และอภิปราย สังเคราะห์ กระบวนการ เรียนรู้-ใฝ่เรียนรู้-รักความเป็น ไทย -ใฝ่เรียนรู้-รักความเป็น ไทยคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ รู้เข้าใจ ศิลปะ และอธิบาย การแสดง รู้เข้าใจ บ้าน กรรมพื้น วรรณ และอธิบาย เรียนรู้ ผลการ
7ที่ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาทาง สะท้อนมรดก สร้างสรรค์ นาฏศิลป์ สาระการ เรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะสาระที่ 3นาฏศิลป์ มาตรฐาน ศ3.2เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง นาฏศิลป์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเห็นคุณค่า ของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญา ท้องถิ่นภูมิปัญญาไทย และสากล สาระการเรียนรู้/มาตรฐาน วัฒนธรรม สะท้อนมรดกภูมิปัญญาทาง เรียนรู้นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ดังนี้ 1.เส็งกลองล่องโคมสมมา 2. พ่อขุนผาเมือง นาฏยะแห่งศรัทธา ประเพณีเปลี่ยนผ้าพระธาตุ 3. โพธิ์เจดีย์ลอย กำปัดทวารวดีอารยมณี 4. ศรีเทพนคร พิมพิราชกษัตตรีย์สิงขร 5. เทวศรีราชนค ฟ้อนต้นกระธูป สาระสำคัญรู้เข้าใจ วัฒนธรรม ทาง ภูมิปัญญา มรดก สะท้อน สร้างสรรค์ นาฏศิลป์ ความรู้ (K) -กระบวนการ สืบค้นวิเคราะห์ สังเคราะห์และ อภิปรายนาฏศิลป์ -วัฒนธรรม มรดกภูมิปัญญาทาง สร้างสรรค์สะท้อน แสดงนาฏศิลป์ วัฒนธรรม มรดกภูมิปัญญาทาง สร้างสรรค์สะท้อน กระบวนการเรียนรู้ ของนักเรียน (P)ทำ -มุ่งมั่นในการ -ใฝ่เรียนรู้ งาน -รักความเป็น ไทยคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ รู้เข้าใจและอธิบายแสดง วัฒนธรรม ภูมิปัญญาทาง สะท้อนมรดก รม์สร้างสรรค์ ทางวัฒนธร ภูมิปัญญา สะท้อนมรดก สร้างสรรค์ นาฏศิลป์ ผลการเรียนรู้
6 5ที่ พื้นบ้าน การละเล่นกีฬา พื้นบ้านและ ตัวต่อสู้ป้องกัน ศิลปะการ ดั้งเดิม งานชั่งฝีมือ สาระการ เรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะสาระที่ 2ดนตรีมาตรฐาน ศ2.2เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง ดนตรีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเห็นคุณค่าของดนตรีที่เป็น มรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นภูมิปัญญาไทยและสากล สาระที่3นาฏศิลป์มาตรฐาน ศ3.2เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง นาฏศิลป์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นภูมิปัญญาไทยและ สากล กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมสาระที่ 2หน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส2.1เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็น พลเมืองดีมีค่านิยมที่ดีงามและธำรงรักษาประเพณีและวัฒนธรรม ไทยดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลกอย่างสันติสุข สาระที่ 4ประวัติศาสตร์มาตรฐาน ส4.3เข้าใจความเป็นมาของ ชาติไทยวัฒนธรรมภูมิปัญญาไทยมีความรักความภูมิใจและธำรง ความเป็นไทย สาระการเรียนรู้/มาตรฐาน กีฬาพื้นบ้าน เรียนรู้การละเล่นพื้นบ้าน และศิลปะ การต่อสู้ป้องกันตัวดังนี้ 1.แม่นางด้งแม่นางกวัก 3.รำ 2.ผีตาโม่ กลองบั้ง 4.ดนตรีพื้นบ้าน(ตุ๊บเก่ง) 7.แข่งเรือทวนน้ำ 6.การเส็งกลอง 5.แข่งเรือลาพรรษาหน้าวัด ไตรภูมิ 1.มัดหมี่ลายน้ำ ดังนี้ เรียนรู้งานชั่งฝีมือดั้งเดิม หยด 5.ผ้าลายผักแว่น 4.ผ้าราชวัตร 3.ผ้ามุก 2.ซิ่นหมี่คั่นน้อย สาระสำคัญรู้เข้าใจการบ้าน ละเล่นพื้น กีฬา ป้องกันตัว การต่อสู้ และศิลปะ พื้นบ้าน รู้เข้าใจ ดั้งเดิม งานชั่งฝีมือ ความรู้ (K)วิเคราะห์ กระบวนการสืบค้น สังเคราะห์ และอภิปรายการ ละเล่นพื้นบ้านกีฬาพื้นบ้านและศิลปะ การต่อสู้ป้องกันตัว วิเคราะห์ กระบวนการสืบค้น สังเคราะห์ และอภิปรายงานชั่งฝีมือดั้งเดิม กระบวนการเรียนรู้ ของนักเรียน (P) -ใฝ่เรียนรู้ -รักความเป็นไทย -ใฝ่เรียนรู้ -รักความเป็นไทย -อยู่อย่างพอเพียง คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ (A) รู้เข้าใจ บ้าน กีฬาพื้น บ้าน เล่นพื้น การละ อธิบาย และและ ตัวป้องกัน การต่อสู้ ศิลปะ รู้เข้าใจ ดั้งเดิม ฝีมือ งานชั่ง อธิบาย และเรียนรู้ ผลการ
คำอธิบายรายวิชา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของเพชรบูรณ์ 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ศึกษาประวัติความเป็นมาของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดเพชรบูรณ์ได้แก่ วรรณกรรมพื้น บ้าน ศิลปะการแสดง แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมประเพณีและเทศกาล ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติ และจักรวาล งานชั่งฝีมือดั้งเดิม การละเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว และนาฏศิลป์สร้างสรรค์สะท้อนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยมุ ่งหวังให้ผู้เรียนใช้กระบวนการสืบค้น วิเคราะห์สังเคราะห์อภิปราย และใช้กระบวนการทาง ภูมิศาสตร์เกี่ยวกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติอุทยานธรณีเพชรบูรณ์ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรักชาติศาสน์ กษัตริย์ รักความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู็อยู่อย่างพอเพียง สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มีจิตสำ นึกรักบ้านเกิดเมืองนอน ท้องถิ่นของตนเองสร้างวิถีชีวิต ของความเป็นพลเมืองที่เข็มแข็งของชาวเพชรบูรณ์ ผลการเรียนรู้ 1) รู้เข้าใจ และอธิบายวรรณกรรมพื้นบ้าน 2) รู้เข้าใจ และอธิบายศิลปะ การแสดง 3) รู้เข้าใจ และอธิบายพิธีกรรมประเพณีและเทศกาล 4) รู้เข้าใจ และอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล 5) รู้เข้าใจ และอธิบายงานชั่งฝีมือดั้งเดิม 6) รู้เข้าใจ และอธิบายการละเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว 7) รู้เข้าใจ และแสดงนาฏศิลป์สร้างสรรค์สะท้อนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม รวม 7 ผลการเรียนรู้
โครงสร้างรายวิชา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของเพชรบูรณ์ 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- หน่วย ที่ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ สาระสำ คัญ/ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำ หนัก คะแนน 1 วรรณกรรม พื้นบ้าน รู้เข้าใจ และอธิบาย วรรณกรรมพื้นบ้าน เรียนรู้วรรณกรรมพื้นบ้าน ดังนี้ 1.ภาษาไทหล่ม 2.ตำ นานขอนมาด 3.ตำ นานเณรมั่น เณรคง 4.ตำ นานปู่สังกะสา ย่าสังกะสี 5.ตำ นานเจ้าพ่อผาแดง 6.ตำ นานบ้านหมูบูด 7.ตำ นานแม่นางผมหอม 8.ภาษาสะเดียง 9.นิทานเขาตั้งบาตร 10.หมอขวัญ 7 20 2 ศิลปะการแสดง รู้เข้าใจ และอธิบาย ศิลปะ การแสดง เรียนรู้ศิลปะการแสดง ดังนี้ 1.ฟ้อนแขบลาน 2.การละเล่นแมงตับเต่า 3.รำ โจ๋ง 4.ตุ๊บเก่ง 4 10 3 แนวปฏิบัติทาง สังคม พิธีกรรม ประเพณีและ เทศกาล รู้เข้าใจ และอธิบาย พิธีกรรมประเพณีและ เทศกาล เรียนรู้แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมประเพณี และเทศกาล ดังนี้ 1.อุ้มพระสรงน้ำ 2.อุ้มพระดำ น้ำ 3.ประเพณีหามพระดำ น้ำ 4.ก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุ 5.รับขวัญข้าว ก่อเจดีย์ข้าวเปลือก 6.บุญบั้งไฟหนองแจง 7.แห่ปราสาทผึ้ง 8.บุญบั้งไฟ 9.บุญแขวนทุงหลวง 10.เลี้ยงปีเจ้าพ่อแสนเมือง 11.บุญต้นทาน 7 20
หน่วย ที่ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ สาระสำ คัญ/ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำ หนัก คะแนน 4 ความรู้และ การปฏิบัติ เกี่ยวกับ ธรรมชาติ และจักรวาล รู้เข้าใจ และ อธิบายเกี่ยวกับ ธรรมชาติและ จักรวาล เรียนรู้ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติ และจักรวาล ดังนี้ 1. บุญบั้งไฟ 2. บุญแขวนทุงหลวง 3. หมอเป่าปี้ 4. กวัยข้าวต้อนแต้น เสี่ยงทาง 5. เป่าหัวซ่อนตาเวน 6. หมอรักษากระดูก 7.นวดแผนไทย 8.บ้านเสายองหิน 9.แกงเอาะข้าวเบือ 10.เมี่ยงโค้น 11.ออดอ้อ 12.ต้มซั้ว 13. หลาม 14. มะขามกวน 8 20 5 งานชั่งฝีมือ ดั้งเดิม รู้เข้าใจ และ อธิบายงานชั่ง ฝีมือดั้งเดิม เรียนรู้งานชั่งฝีมือดั้งเดิม ดังนี้ 1. มัดหมี่ลายน้ำ หยด 2. ซิ่นหมี่คั่นน้อย 3. ผ้ามุก 4. ผ้าราชวัตร 5. ผ้าลายผักแว่น 4 10 6 การละเล่น พื้นบ้าน กีฬา พื้นบ้าน และ ศิลปะการ ต่อสู้ป้องกัน ตัว รู้เข้าใจ และ อธิบายการเล่น พื้นบ้าน กีฬา พื้นบ้าน และ ศิลปะการต่อสู้ ป้องกันตัว เรียนรู้การละเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะ การต่อสู้ป้องกันตัว ดังนี้ 1. แม่นางด้ง แม่นางกวัก 2.ผีตาโม่ 3.รำกลองบั้ง 4.ดนตรีพื้นบ้าน 5.แข่งเรือลาพรรษา 6.การเส็งกลอง 7. แข่งเรือทวนน้ำ หน้าวัดไตรภูมิ 5 12 7 นาฏศิลป์ สร้างสรรค์ สะท้อน มรดก ภูมิปัญญา ทาง วัฒนธรรม รู้เข้าใจ และ อธิบาย แสดง นาฏศิลป์ สร้างสรรค์ สะท้อนมรดก ภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรม เรียนรู้นาฏศิลป์สร้างสรรค์สะท้อนมรดกภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรม ดังนี้ 1. เส็งกลอง ล่องโคม สมมาพ่อขุนผาเมือง 2. นาฏยะแห่งศรัทธา ประเพณีเปลี่ยนผ้า พระธาตุ โพธิ์เจดีย์ลอย 3. กำ ปัดทวารวดีอารยมณีศรีเทพนคร 4. พิมพิราช กษัตตรีย์สิงขรเทวศรีราชนค 5. ฟ้อนต้นกระธูป 3 8 รวมระหว่างภาค 38 0 สอบปลายภาค 2 0 รวม 40 100
โครงการสอน รายวิชามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของเพชรบูรณ์ หลักสูตรท้องถิ่น กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ จำนวน มก.(ไม่นับหน่วยกิต) หน่วยกิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 การวัดและประเมินผล -แบบทดสอบ -แบบการประเมินใบงาน ชิ้นงานและภาระงาน -แบบทดสอบ -แบบประเมินการคิด -แบบทดสอบ -แบบการประเมินชิ้นงาน และภาระงาน -แบบการประเมินผลงาน น้ำหนัก คะแนน 58755587ภาระงาน-ทดสอบหลังเรียน-หนึ่งหน้าพาคิด-ผังความคิด-ทดสอบหลังเรียน-วิเคราะห์องค์ประกอบการ แสดงผังความคิด-ทดสอบหลังเรียน-แบบบันทึกพิธีกรรมประเพณี และเทศกาลบ้านเรา(รูปภาพพร้อมที่มาและคำบรรยาย1หน้ากระดาษ) -นำเสนอพิธีกรรมประเพณี และเทศกาลบ้านเรา(เลือก วิธีการนำเสนอเช่นนำเสนอ หน้าชั้นเรียนนำเสนอเป็นคลิป วีดีโอ) สาระการเรียนรู้ (สาระสำคัญ) เรียนรู้วรรณกรรมพื้นบ้านดังนี้ 1.ภาษาไทหล่ม2.ภาษาสะเดียง 3.นิทานเขาตั้งบาตร4.หมอขวัญ 5.ตำนานขอนมาด6.ตำนานเณรมั่นเณรคง 7.ตำนานปู่สังกะสาย่าสังกะสี8.ตำนานเจ้าพ่อผาแดง 9.ตำนานบ้านหมูบูด10.ตำนานแม่นางผมหอม เรียนรู้ศิลปะการแสดงดังนี้ 1.ฟ้อนแขบลาน2.การละเล่นแมงตับเต่า 3.รำโจ๋ง4.ตุ๊บเก่ง เรียนรู้แนวปฏิบัติทางสังคมพิธีกรรมประเพณีและเทศกาลดังนี้1.อุ้มพระดำน้ำ 2.อุ้มพระสรงน้ำ 3.ประเพณีหามพระดำน้ำ 4.ก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุ5.รับขวัญข้าวก่อเจดีย์ข้าวเปลือก6.บุญบั้งไฟหนองแจง 7.แห่ปราสาทผึ้ง8.บุญบั้งไฟ 9.บุญแขวนทุงหลวง10.เลี้ยงปีเจ้าพ่อแสนเมือง11.บุญต้นทาน ผลการเรียนรู้ รู้ เข้าใจ และอธิบาย วรรณกรรมพื้นบ้าน รู้เข้าใจและอธิบายศิลปะ การแสดง รู้เข้าใจและอธิบายพิธีกรรม ประเพณีและเทศกาลหน่วยที่/ชื่อหน่วย หน่วยที่ 1 วรรณกรรมพื้น บ้าน หน่วยที่ 2 ศิลปะการแสดง หน่วยที่ 3 แนวปฏิบัติทาง สังคมพิธีกรรม ประเพณีและ เทศกาล
การวัดและประเมินผล -แบบทดสอบ -แบบการประเมินชิ้นงานและ ภาระงาน -แบบทดสอบ -แบบการประเมินภาระงาน -แบบทดสอบ -แบบประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน -แบบประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน -แบบประเมินผลงาน น้ำหนัก คะแนน 5 8 7 5 5 5 7 8 ภาระงาน -ทดสอบหลังเรียน -แบบบันทึกธรรมชาติ และจักรวาลในท้องถิ่น (รูปภาพพร้อมที่มาและคำ บรรยาย1หน้ากระดาษ) -นำเสนอหน้าชั้นเรียน หรือนำเสนอเป็นคลิปวีดีโอ -ทดสอบหลังเรียน -หนึ่งหน้าพาคิด(รูป พร้อมคำบรรยาย) -ทดสอบหลังเรียน -อภิปรายกลุ่มการละเล่นพื้น บ้านกีฬาพื้นบ้านและ ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวใน ท้องถิ่น Mind mapวิเคราะห์การแส ดงนาฎศิลป์สร้างสรรค์และ การแสดงเบื้องต้น สาระการเรียนรู้ (สาระสำคัญ) เรียนรู้ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล ดังนี้ 1.บุญบั้งไฟ2.บุญแขวนทุงหลวง3.หมอ เป่าปี้ 4.กวัยข้าวต้อนแต้นเสี่ยงทาง5.เป่าหัวซ่อนตาเวน 6.หมอรักษากระดูก7.นวดแผนไทย เรียนรู้งานชั่งฝีมือดั้งเดิมดังนี้ 1.มัดหมี่ลายน้ำหยด2.ซิ่นหมี่คั่นน้อย 3.ผ้ามุก4.ผ้าราชวัตร5.ผ้าลายผักแว่น เรียนรู้การละเล่นพื้นบ้านกีฬาพื้นบ้านและศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวดังนี้ 1.แม่นางด้งแม่นางกวัก2.ผีตาโม่3.รำกลองบั้ง 4.ดนตรีพื้นบ้าน5.แข่งเรือลาพรรษา 6.การเส็งกลอง7.แข่งเรือทวนน้ำหน้าวัด เรียนรู้นาฏศิลป์สร้างสรรค์สะท้อนมรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมดังนี้ 1.เส็งกลองล่องโคมสมมาพ่อขุนผาเมือง 2.นาฏยะแห่งศรัทธาประเพณีเปลี่ยนผ้าพระธาตุโพธิ์เจดีย์ ลอย 3.กำปัดทวารวดีอารยมณีศรีเทพนคร 4.พิมพิราชกษัตตรีย์สิงขรเทวศรีราชนค ผลการเรียนรู้ รู้ เข้าใจ และอธิบาย เกี่ยวกับธรรมชาติ และจักรวาล รู้เข้าใจและอธิบาย งานชั่งฝีมือดั้งเดิม รู้เข้าใจและอธิบาย การละเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้านและ ศิลปะการต่อสู้ป้องกัน รู้เข้าใจและ อธิบายนาฏศิลป์ สร้างสรรค์สะท้อน มรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมหน่วยที่/ชื่อหน่วย หน่วยที่ 4 ความรู้และการ ปฏิบัติเกี่ยวกับ ธรรมชาติและจักรวาล หน่วยที่ 5 งานชั่งฝีมือดั้งเดิม หน่วยที่ 6 การละเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้านและ ศิลปะการต่อสู้ หน่วยที่ 7 นาฏศิลป์ สร้างสรรค์สะท้อน มรดกภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรม
สารบัญ เรื่อง หน้า มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของเพชรบูรณ์ หน่วยที่ 1 วรรณกรรมพื้นบ้าน...............................................................................................................................1 1. ภาษาไทหล่ม..........................................................................................................................................2 2. ตำ นานขอนมาดและตอมาด..................................................................................................................4 3. ตำ นานวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ปกป้องเมืองเพชรบูรณ์หรือตำ นาน “เณรมั่น เณรคง”.................................8 4. ตำ นานปู่สังกะสา ย่าสังกะสี...............................................................................................................10 5. ตำ นานเจ้าพ่อผาแดง...........................................................................................................................11 6. ตำ นานบ้านหมูบูด...............................................................................................................................12 7. ตำ นานแม่นางผมหอม.........................................................................................................................13 หน่วยที่ 2 ศิลปะการแสดงการแสดง...................................................................................................................15 1. ฟ้อนแขบลาน.......................................................................................................................................15 2. การละเล่นแมงตับเต่า..........................................................................................................................17 3. รำ โจ๋ง...................................................................................................................................................21 4. ตุ๊บเก่ง..................................................................................................................................................24 หน่วยที่ 3 แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมประเพณีและเทศกาล....................................................................26 1. ประเพณีอุ้มพระดำ น้ำ ประเพณีหนึ่งเดียวในหล้า สู่ศรัทธามหาชน.....................................................26 2. อุ้มพระสรงน้ำ ......................................................................................................................................30 3. ประเพณีหามพระดำ น้ำ .......................................................................................................................31 4. ประเพณีก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุ...........................................................................................................34 5. ประเพณีรับขวัญข้าว ก่อเจดีย์ข้าวเปลือก............................................................................................35 6. บุญบั้งไฟหนองแจง..............................................................................................................................38 7. ประเพณีแห่ต้นผึ้งหรือปราสาทผึ้งบ้านท่ากกแก..................................................................................39 8. งานประเพณีบุญบั้งไฟพุเตย................................................................................................................40 9. บุญแขวนทุงหลวง................................................................................................................................41 10. งานประเพณีแห่ต้นกระธูป................................................................................................................42 หน่วยที่ 4 ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติ และจักรวาล.....................................................................43 1. บุญบั้งไฟ..............................................................................................................................................43 2. บุญแขวนทุง (ธง) หลวง.......................................................................................................................46 3. นวดแผนไทย........................................................................................................................................50 4. บ้านเสายองหิน....................................................................................................................................51 5. แกงเอาะข้าวเบือ.................................................................................................................................54 6. เมี่ยงโค้น..............................................................................................................................................56 7. ออดอ้อ................................................................................................................................................58 8. ต้มซั้ว...................................................................................................................................................60 9. หลาม...................................................................................................................................................62 10. มะขามกวน........................................................................................................................................64
สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า หน่วยที่ 5 งานชั่งฝีมือดั้งเดิม.................................................................................................................................66 1. ผ้ามัดหมี่ เพชรบูรณ์.............................................................................................................................66 2. ซิ่นหมี่คั่นน้อยไทหล่ม..........................................................................................................................69 3. ผ้าซิ่นมุก..............................................................................................................................................71 4. ผ้าราชวัตร...........................................................................................................................................72 หน่วยที่ 6 การละเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว.......................................................73 1. แม่นางด้ง แม่นางกวัก..........................................................................................................................73 2. การแสดง ผีตาโม่.................................................................................................................................74 3 รำกลองบั้ง............................................................................................................................................76 4. ดนตรีพื้นบ้าน (ตุ๊บเก่ง) .......................................................................................................................78 5. แข่งเรือลาพรรษา.................................................................................................................................80 6. การเส็งกลอง........................................................................................................................................82 7.แข่งเรือทวนน้ำ หน้าวัดไตรภูมิ...............................................................................................................83 หน่วยที่ 7 นาฏศิลป์สร้างสรรค์สะท้อนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม..........................................................86 1. เส็งกลอง ล่องโคม สมมาพ่อขุนผาเมือง...............................................................................................86 2. นาฏยะแห่งศรัทธา ประเพณีเปลี่ยนผ้า พระธาตุโพธิ์เจดีย์ลอย............................................................89 3. กำ ปัดทวารวดีอารยมณีศรีเทพนคร................................................................................................92 ภาคผนวก............................................................................................................................................................96 บรรณานุกรม.......................................................................................................................................................97
หน่วยที่ 1 วรรณกรรมพื้นบ้าน วรรณกรรมพื้นบ้าน หมายถึง ผลงานที่เกิดขึ้นจากการใช้ภาษาโดยการพูดและการเขียนของกลุ่มชนใน แต่ละท้องถิ่น เช่น วรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือ วรรณกรรมพื้นบ้านภาคอีสาน วรรณกรรมพื้นบ้านภาคใต้ เป็นต้น ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นก็จะใช้ภาษาพื้นบ้านในการถ่ายทอดเป็นเอกลักษณ์ วรรณกรรมที่สื่อเรื่องราวด้านต่างๆ ของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น จารีตประเพณี ชีวิตความเป็นอยู่ สภาพเศรษฐกิจและสังคม ทัศนคติ ค่านิยม ตลอดจนความเชื่อต่างๆ ของบรรพบุรุษอันเป็นพื้นฐาน ของความคิดและพฤติกรรมของคนในปัจจุบัน (วิกิพีเดีย,อ้างอิงที่ https://th.wikipedia.org/wiki/วรรณกรรมพื้นบ้าน สืบค้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2565) ประเภทของวรรณกรรมพื้นบ้าน 1. จำแนกโดยอาศัยเขตท้องถิ่นได้ 4 ประเภท คือ 1.1 วรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือ (วรรณกรรมล้านนา) 1.2 วรรณกรรมพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1.3 วรรณกรรมพื้นบ้านภาคใต้ 1.4 วรรณกรรมพื้นบ้านภาคกลาง 2. จำแนกตามวิธีการบันทึก ได้ 2 ประเภท คือ 2.1 วรรณกรรมมุขปาฐะ หมายถึง วรรณกรรมที่ใช้วิธีเล่าจาก ปากต่อปาก ไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร 2.2 วรรณกรรมลายลักษณ์อักษร หมายถึง วรรณกรรมที่ บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ลักษณะของวรรณกรรมพื้นบ้าน 1.เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาจากมุขปาฐะ คือเป็นการเล่าสืบต่อกันมาจากปากต่อปากและแพร่หลายกัน อยู่ในกลุ่มชนท้องถิ่น 2.เป็นแหล่งข้อมูลที่บันทึกข้อมูลด้านขนบธรรมเนียม ประเพณีของกลุ่มชนท้องถิ่นเป็นแบบฉบับให้คนยุคต่อมา เชื่อถือและปฏิบัติตาม 3.มักไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง เพราะเป็นเรื่องที่บอกเล่าสืบต่อ กันมาจากปากต่อปาก 4.ใช้ภาษาท้องถิ่นลักษณะถ้อยคำ เป็นคำง่ายๆ สื่อความหมาย ตรงไปตรงมา 5.สนองความต้องการของกลุ่มชนในท้องถิ่น เช่น เพื่อความ บันเทิงเพื่ออธิบายสิ่งที่คนในสมัยนั้นยังไม่เข้าใจและเพื่อสอน จริยธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีและพฤติกรรมด้านต่างๆ ภาพที่ 1 คัมภีร์ใบลาน เพชรบูรณ์ ที่มา :จดหมายข่าวสำ นักศิลปะและวัฒนธรรม. (2561, ตุลาคม 29) ภาพที่ 2 ภาพวาด ที่มา :กระจกหกด้าน ตอนวิถีไทหล่ม.(2561, ตุลาคม 29) 1
วรรณกรรมพื้นบ้านจังหวัดเพชรบูรณ์ 1.ภาษาไทหล่ม กลุ่มภาษาหล่ม (ลาวหลวงพระบาง) เป็นภาษาถิ่นที่ใช้กันในเขตอำ เภอตอนบน ได้แก่ อำ เภอหล่มเก่า อำ เภอหล่มสัก อำ เภอน้ำ หนาว ประชากรในเขตพื้นที่นี้ส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่นเดิม ภาษาพูดเป็นภาษาถิ่นดั้งเดิม ครั้งอพยพมาจากเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว ภาษาหล่มมีการใช้ศัพท์คล้ายกับภาษาไทยอีสาน แต่แตกต่างกัน ที่สำ เนียง ภาษาหล่มจะมีสำ เนียงคล้ายกับภาษาลาวที่ใช้พูดในเมืองหลวงพระบาง ในตำ บลต่าง ๆ ในแต่ละอำ เภอ สำ เนียงพูดจะแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ภาษาสื่อสารกันได้เพราะใช้ศัพท์ใกล้เคียงกัน ปัจจุบันความสะดวกทางการคมนาคม และการใช้ภาษาไทยถิ่นกลาง จึงทำ ให้ภาษาไทยถิ่นกลางปะปนกับภาษาหล่ม เช่น พูดสำ เนียงภาษาหล่มโดยใช้ศัพท์ภาษา ไทยถิ่นภาคกลาง (วิกิพีเดีย, อ้างอิงที่ https://th.wikipedia.org/wiki/จังหวัดเพชรบูรณ์. สืบค้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2565) ภาพที่ 3 การแต่งกายไทหล่ม จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มา : ชีวิต “ไทหล่ม”จากการสั่งสมและส่งต่อ. (2561, ตุลาคม 29) ตัวอย่างคำ ศัพท์ภาษาถิ่นในอำ เภอหล่มสัก ภาษาหล่ม ความหมาย ภาษาหล่ม ความหมาย กก แรกเริ่ม ตระกูล กะ วัดระยะ ก่น ขุด กะด้อกะเดี้ย อะไรกันนักกันหนา กวน ทะเลาะ เช่น อย่ากวนกัน อย่าทะเลาะกัน กะตาด ตะแกรงสานด้วยไม่ไผ่ ก้อม สั้น เช่น นิทานก้อม = เรื่องสั้น กะตืก พยาธิตัวตืด ก่อม, ก้อย คนหลังค่อม แอบหลบหนี เดี๋ย กับแก้ ตุ๊กแก ก่อย โยน กลิ้ง ก่าน ลายเป็นปล้องๆ หมาลายจุด ก้อย อาหารประเภทเนื้อสุกๆ ดิบๆ ก่าย ไขว้กัน พิงกัน พาด ทับ กี่ เผา เช่น กี่ปลา เครื่องทอผ้า แก มุม กึ้ง ลืมตากว้างๆ เพ่งดู เกียน ตัดทำ ให้เรียบ กืก เป็นใบ้ พูดไม่ได้ ข่วย ทั่วถึง ดูให้ทั่ว กุก ขาด ด้วน ข้อง ติด ที่ใส่ปลา 2
ภาษาหล่ม ความหมาย ภาษาหล่ม ความหมาย กุบ งอบ ขอด พก ห่อด้วยผ้า กุม จับไว้ ช่อยหล่อย หลุดออกมาง่ายๆ กุ้ม สั้น เช่น ไก่กุ้ม = ไก่หางสั้น ขิด กระดก งัด กูด หยิก งอ ขี้กะปอม กิ้งก่า เก่เด่ โดดเดี่ยว เดียวดายหรือใช้เป็น ขี้คันคาก คางคก วิเศษณ์ว่า แข็งแกเด่ หมายถึง ขี้โย้ย แพ้ ขี้แพ้ แข็งเพราะตกใจ เกิน บันไดขึ้นต้นไม้ เข่ง ตึง บึ้งตึง เกิบ รองเท้า เขิบ แตกระแหง เกี่ย ขี่คอ ขี่หลัง โขะ ลอก หลุด (ส่วนมากใช้กับสี) เกียก ลงไปคลุก กลิ้งนอนในที่แฉะ ไข่ บวม เช่น ขาไข่ = ขาบวม เกี้ยง หัวไหล่ แข้ว ฟัน จากประวัติความเป็นมาและตัวอย่างคำ ศัพท์ในภาษาถิ่นอำ เภอหล่มสักที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่า ทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์กันเพราะคนหล่มสัก คือ กลุ่มคนที่อพยพมาจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย-ประชาชน ลาวนั่นเองและแม้ว่าจะมีคำ บางคำ ที่ผู้ใช้ภาษากลางจะทำความเข้าใจได้บ้างแต่จะเห็นว่ามีคำ หลายต่อหลายคำ ที่ผู้ ใช้ภาษากลางไม่สามารถทำความเข้าใจได้เลยซึ่งการไม่เข้าใจภาษาอันเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารกันนี่เอง อาจเป็นต้นเหตุของความไม่เข้าใจกันในหลายเรื่องตามมาได้อีกมาก ตัวอย่างคำ ศัพท์ภาษาถิ่นอำ เภอหล่มสัก ที่ยกมาเพียงส่วนหนึ่งนี้ มีส่วนช่วยให้คนไทยถิ่นอื่นเข้าใจและยอมรับความแตกต่างของประวัติความเป็นมาของ บรรพบุรุษ รวมทั้งภาษาที่ใช้ไม่เหมือนกันของพี่น้องร่วมชาติได้เพราะในประเทศไทยนี้มิใช่มีเพียงภาษากลาง หรือ ภาษามาตรฐานเพียงภาษาเดียวแต่เรายังมีพี่น้องร่วมชาติอีกหลายๆ ถิ่น ที่มีภาษามีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ของตนเองอีกมาก และเป็นวัฒนธรรมที่เราคนไทยทุกคนควรจะยอมรับ และร่วมกันภาคภูมิในความหลาก หลายของความเป็นคนไทยอย่างเต็มใจ (อ้างอิง : สำ นักศิลปะและวัฒนธรรม, มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์. (2553). ภาษาไทหล่ม.ใน วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ 6 เดือน, (ปีที่ 1). (ตุลาคม 2553 - มีนาคม 2554 ) : 84-94.) วีดีทัศน์ : ลำกลอนสอนธรรมมะบุญข้าวสากไทหล่ม ที่มา : https://www.facebook.com/wisonk 3
2.ตำ นาน “ขอนมาดและตอมาด” บ้านวังบาล เมืองหล่มเก่า ตำ นานคือเรื่องที่เล่าสืบทอดกันมาผ่านระยะเวลาอันยาวนานจากรุ่นต่อรุ่นโดยมิได้มีหลักฐานพิสูจน์ได้ ทางประวัติศาสตร์หรือไม่สามารถนำ ไปอ้างอิงทางวิชาการได้แต่ตำ นานก็ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมที่บอกเล่าเรื่องราว ความเชื่อของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งอาจเชื่อโยงไปถึงประเพณี สถานที่ หรือแม้แต่พฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้คนในพื้นที่นั้นๆ ได้ บ้านวังบาล อำ เภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิมซึ่งมีอัตลักษณ์ทาง วัฒนธรรมไทหล่มสูง มีตำ นานที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งเล่าเรื่องเชื่อมไปถึงสถานที่ต่างๆ ในเมืองหล่ม อย่างมากมาย นั่นคือ “ตำ นานขอนมาดและตอมาด” ตำ นานเล่าว่าสมัยก่อนบ้างก็ว่าเป็นสมัยกรุงศรีอยุธยาพระมหากษัตริย์ได้ประกาศให้หัวเมืองต่างๆ หาขอนไม้ขนาดใหญ่อย่างดีเพื่อนำ มาเป็นเรือพระที่นั่งบ้างก็ว่านำ ไปทำ เสาเอกของพระราชวังเจ้าพ่ออู่คำ เจ้าเมือง ขอนเดิด(นครเดิด)บ้างก็ว่าเป็นเจ้าเมืองหล่มจึงต้องทำการหาขอนไม้ขนาดใหญ่เพื่อส่งไปเมืองหลวงดังกล่าวเมื่อเวลา ผ่านไปจนเกือบจะครบกำ หนดเจ้าพ่ออู่คำก็ยังหาขอนไม้ที่ดีไม่ได้จึงเกิดความวิตกร้อนใจคิดกังวลตลอดเวลาจนอยู่มา เช้าวันหนึ่งเจ้าพ่ออู่คำออกมาล้างหน้าเมื่อชะโงกหน้า เพื่อเข้าไปตักน้ำ ในโอ่งก็มองไปที่ผิวน้ำ ในโอ่งก็เห็นเงาของ นกโตโวคำ (นกกาเหว่า)คู่หนึ่งจับที่ยอดไม้มาด (ไม้ตะเคียน) สูงใหญ่ เงยหน้าขึ้นมากลับไม่พบ นกและต้นไม้นั้นเลยกลับได้ยินเสียงนกโตโว คำ ร้องอยู่ทิศเหนือของเมืองขอนเดิดสั่งทหาร ไปสืบหาขอนไม้ตามทิศทางนั้นก็ได้พบไม้มาด 2 ต้น สูงใหญ่ ใบดกเขียวชอุ่มทั้ง ๆ ที่เป็นหน้า แล้ง ยืนต้นตรงงดงามอยู่ที่เชิงเขาที่บ้านวังบาล จึงกลับไปรายงานเจ้าพ่ออู่คำ เจ้าพ่ออู่คำ จึงให้ เสนาฝ่ายขวาคือเจ้าพ่อเหล็กซีและเสนาฝ่ายซ้าย คือเจ้าพ่อขุนจบพร้อมด้วยเหล่าทหารซึ่งนำ โดย ขุนส่วง ขุนไกรแต่งทัพนำกองกำลังไป3,000คน ล่วงหน้าไปตัดขอนไม้มาดและเจ้าพ่ออู่คำก็ได้ ตามไปในภายหลังเมื่อไปถึงขอนมาด ภาพที่ 5 ศาลเจ้าพ่อตอมาตย์ ที่มา : วิศัลย์ โฆษิตานนท์. (2561, เมษายน 20) จาก : https://wisonk.wordpress.com/2018/04/20/บันทึก-9- ตำ นานเพชรบูรณ์ เจ้าพ่อเหล็กซีได้ให้ทหารทำการตัดขอนมาด แต่ทำอย่างไรไม่สามารถตัดได้เพราะเจ้าที่เจ้าป่าแรง เจ้าพ่ออู่คำ จึงประกาศว่าใครสามารถตัดขอนมาดได้ จะยกบุตรสาวคือเจ้าแม่แพงศรีให้แต่งงานด้วย เจ้าพ่อเหล็กซีอาสาตัดไม้ด้วย ตนเอง โดยการใช้เหล็กซีแทงไม้มาดจนทะลุแต่ไม้ไม่ขาดไม่ล้ม พยามยามแทงอยู่หลายวัน ขอนไม้ก็ไม่ขาด จนในที่สุด เหล็กซีแตกออกเป็น 3 ส่วนคือ ดวง ด้าม และ แข่ว (ดวงคือเหล็กแหลม ด้ามคือที่จับ แข่วคือห่วงเหล็กที่ใช้รัดเหล็กซี หรือตัวดาบ ให้แนบสนิทติดกับด้าม) 4
เมื่อเจ้าพ่อเหล็กซี ไม่สามารถตัดไม้มาดให้ล้มลง ได้ เจ้าพ่อขุนจบจึงอาสาตัดแทน เจ้าพ่อขุนจบเป็นผู้มีความ สามารถด้านวาทศิลป์ จึงได้ทำ การพูดเกลี้ยกล่อมเจ้าป่า เจ้าเขา จนสามารถตัดไม้มาดทั้ง 2 ต้นล้มลงได้ กล่าวว่าเวลา ที่ไม้มาดล้มลงนั้นเสียงดังเหมือนฟ้าร้อง กิ่งของไม้มาดที่ล้ม ลงนั้นทิ่มลงไปในดิน ทำ ให้เกิดเป็นน้ำสร้าง (บ่อน้ำ ) มีน้ำผุด ขึ้นมาเลยทันที (บ่อน้ำ ที่เกิดจากกิ่งไม้มาดทิ่มลงไปในดินนั้น เล่ากันว่าอยู่ในวัดศรีฐานปิยารามและข้างหอเจ้าพ่อตอมาด บ้านวังบาล) ภาพที่ 4 ภาพศาลเจ้าพ่อตอมาตย์ ที่มา : วิศัลย์ โฆษิตานนท์. (2561, เมษายน 20) จาก : https://wisonk.wordpress.com/2018/04/20/ บันทึก-9-ตำ นานเพชรบูรณ์ เมื่อตัดเสร็จเจ้าพ่ออู่คำก็ได้ทำการบวงสรวงแม่ย่านางวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตอยู่ในขอนมาดและนิมนต์พระ มาฉันจังหันรอบตอไม้มาดที่ถูกตัดลง ซึ่งตอไม้มาดมีความใหญ่มากขนาดสามารถวาง “พาข้าว” (สำรับข้าว) ได้ถึง 9 พา (บ้างก็ว่า100พา) จากนั้นก็ได้ทำการขุดโกลนขอนมาดทั้ง 2 ให้เป็นรูปเรือ (บ้างก็ว่าเป็นเรือ 1 ต้นเป็นเสา 1 ต้น) โดย มีสะเก็ดไม้ที่ถากนั้นปลิวไปกองรวมกันจนสูงเป็นภูเขาขนาดย่อม (อยู่บริเวณวัดจอมศรี ดอยสะเก็ด ในปัจจุบัน) เมื่อโกลนขอนมาดทั้ง 2 เสร็จแล้วก็ให้เจ้าพ่อเหล็กซีใช้เหล็กแทงขอนมาดให้เป็นรูเพื่อ ใช้เชือกร้อยและจะใช้กำ ลังพลชักลากขอนมาดไปทางทิศใต้เพื่อไปยังแม่น้ำ เพื่อทำ การขนส่งล่องน้ำ ต่อไป (บ้างว่า ตอนตัดไม้มาดนั้นสามารถตัดได้ไม่มีปัญหา แต่ตอนแรกใช้ช้างชักลาก กลับชักลากออกไปไม่ได้ต้องให้ เจ้าพ่อขุนจบผู้มีวาทะดีพูดเกลี้ย กล่อมเจ้าป่าเจ้าเขาถึงความสำ คัญในการที่จะต้องชักลากขอนมาดออกไป จนสามารถชักลากขอนมาดออกไปได้)จะเห็นได้ว่าเจ้าพ่อขุนจบเป็นผู้มีบทบาทสำ คัญ เป็นผู้มีวาทะดี และสามารถใช้คำ พูดกับเจ้าป่าเจ้าเขาจนทำ ให้งานสำ เร็จ และได้เจ้าแม่แพงศรีลูกสาวเจ้าพ่ออู่คำ มาเป็นภรรยา การชักลากขอนมาดทั้ง 2 ออกไปทำ ให้เกิดเป็นรอยครูดของขอนกับพื้นดินเป็นร่อง โดยร่องใหญ่ได้เกิด เป็นเหมืองกลางและร่องเล็กเกิดเป็นเหมืองแกลบเพราะเอาแกลบมารองตอนชักลากขอนไม้จนมาถึงหนองน้ำ แห่งหนึ่งจึงได้พักกำลังพลเพื่อหุงหาอาหาร โดยทำการหม่าข้าว (แช่ข้าวเหนียวเพื่อให้เมล็ดข้าวขยายตัวก่อนนำ ไปนึ่ง) ในหนองน้ำ นั้นจึงจะพอให้กำ ลังพลทั้งหมดได้กินข้าวกัน (ปัจจุบันเรียกว่า หนองขาม) ในการหุงหาอาหารนั้น กำ ลังพลได้เก็บผักหวานมากินกัน แต่ผักหวานกลับเป็นพิษทำ ให้เกิดการเบื่อผักหวาน (บ้างก็ว่า ไปจับจระเข้มา กินเพราะคิดว่าเป็นตะกวด แล้วเกิดเป็นพิษ) กำ ลังพลได้ล้มตายไปจำ นวนมากทำ ให้การชักลากจึงล่าช้าลงไปอีก 5
เมื่อชักลากไปถึงแม่น้ำ ป่าสัก แต่เนื่องจากเป็นหน้าแล้งจึงน้ำ ในแม่น้ำ ป่าสักลดระดับลงไปมาก ยังไม่ สามารถนำขอนมาดทั้งสอง ลงไปล่องน้ำ ไปได้ในทันที ต้องนำขอนมาดทั้ง 2 พาดค้างรออยู่ที่ขอบตลิ่งริมแม่น้ำก่อน ซึ่งต่อมาบริเวณนั้นก็ถูกเรียกว่า“สักงอย”(สัก คือทิ่มหรือปัก งอย คือพาดค้างขอบไว้) จนเมื่อสามารถนำขอนมาด ทั้งสอง ลงน้ำ ได้แล้วจึงนำ มาผูกติดกันเป็นแพเพื่อทำการล่องน้ำ ไปพร้อมกันได้สะดวก แต่แล้วขอนมาดก็เกิดขาด หลุดออกจากกันอีก ในบริเวณที่ปัจจุบันนี้ถูกเรียกว่าสักหลง จึงต้องเสียเวลาจัดการผูกติดกันใหม่จนสามารถ ล่องน้ำลงใต้ไปเมืองหลวงต่อไปได้ แต่เนื่องจากเกิดอุปสรรคในการตัดและชักลากขอนมาดดังกล่าว ประกอบกับการขนส่งทางแม่น้ำ ป่าสัก ซึ่งมีความคดเคี้ยว ทำ ให้การเดินทางใช้เวลานานมากจนกระทั่งล่วงเลยเวลาคัดเลือกขอนไม้ของทางเมืองหลวงไป แล้ว เมื่อขอนมาดทั้งสอง ได้ล่องไปไม่ถึงเมืองหลวง ระหว่างทางก็ทราบข่าวว่า พระมหากษัตริย์ได้ทรงเลือกขอนไม้ ที่มาจากลำ น้ำ น่านไปแล้ว ขอนมาดพี่น้องทั้ง 2 ก็ถูกละทิ้งไว้ จึงเกิดความผิดหวังเสียใจ พากันร้องไห้และชวนกันลอยทวนน้ำ แม่น้ำ ป่าสัก เพื่อที่จะกลับไปยังบ้านวังบาลถิ่นกำ เนิด ขอนมาด ผู้น้องร้องไห้ลอยมาถึงแถวสระบุรีจึงหมดแรงก่อน จึงได้จมลงอยู่ในแม่น้ำ ป่าสัก ซึ่งก็คือบริเวณที่เรียก ว่า บ้านเสาไห้ (เสาร้องไห้) ในปัจจุบัน ส่วนขอน มาดผู้พี่ก็ยังคงร้องไห้ลอยทวนน้ำแม่น้ำ ป่าสักกลับ วังบาลต่อไป จนกระทั่งมาถึงบริเวณหน้าวัดท่าน้ำ เมืองท่าโรง (วัดวิเชียรบำ รุง อำ เภอวิเชียรบุรี ในปัจจุบัน) ก็หมดแรงและจมลงสู่ ก้นแม่น้ำ ป่าสัก อีกเช่นกัน ภาพที่ 6 ศาลเจ้าพ่อตอมาตย์ ที่มา : วิศัลย์ โฆษิตานนท์. (2561, เมษายน 20) จาก : https://wisonk.wordpress.com/2018/04/20/ บันทึก-9-ตำ นานเพชรบูรณ์ ตำ นานเล่าต่อไปอีกว่า เมื่อกาลเวลาผ่านไปนับร้อยปีแม่ย่านางทั้งสอง ก็คลายความโศกเศร้าลงจึงได้ไปสร้าง นิมิตให้กับผู้คนทั้งที่สระบุรี และวิเชียรบุรี เพื่อให้นำขอนไม้ทั้งสองขึ้นมาจากน้ำ และชาวบ้านทั้งสองแห่ง ต่างก็ได้มี การดำ เนินการเชิญขอนมาดทั้งสอง ขึ้นมาจากแม่น้ำ ป่าสัก โดยที่สระบุรี อยู่ที่วัดสูง อำ เภอเสาไห้ และที่วิเชียรบุรี อยู่ที่วัดวิเชียรบำ รุงมาจนทุกวันนี้(บ้างก็เล่าถึงขอนมาดจากวังบาลมาจมแม่น้ำ ป่าสักอยู่ที่วิเชียรบุรีเพียงต้นเดียว มิได้กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับขอนมาดต้นที่ 2 ที่อยู่เสาไห้แต่ประการใด) กลับไปที่หล่มเก่า ก็ยังคงเหลือร่องรอยตามตำ นานคือ ได้มีการสร้างหอเจ้าพ่อตอมาดไว้ที่บ้านวังบาล (ปัจจุบันเขียนว่า ตอมาตย์) คร่อมตอของขอนมาดไว้ (บ้างก็ว่า อีกตอหนึ่ง ได้สร้างพระธาตุคร่อมไว้) และมีหอเจ้า พ่อเหล็กซีและเจ้าพ่อขุนส่วงอยู่บ้านวัดทุ่งธงไชย หอเจ้าพ่อขุนจบอยู่บ้านวังเวิน หอเจ้าพ่ออู่คำ อยู่บ้านนาทราย และหอหลวงอยู่ที่หนองขาม ส่วนบริเวณที่นำ ขอนมาดไปโกลนเป็นรูปเรือนั้น ก็คือวัดจอมศรี ซึ่งสะเก็ดไม้ที่ถูก ถากออกไปกองรวมกันอยู่ ได้มีการสร้างพระธาตุครอบไว้ เรียกว่าพระธาตุดอยสะเก็ด และที่หล่มสัก ก็ยังคงมีบ้านสักงอย สักหลงอยู่ริมแม่น้ำ ป่าสัก 6
หลังจากนั้นมีเรื่องเล่าว่า แม่ย่านางตอมาด มาเข้าฝันผู้คนบอกว่า ร้อน อยากอยู่ในน้ำ ชาวบ้านจึงได้พากัน ขุดตอไม้มาดออก แล้วนำ ไปแช่ไว้ในสระน้ำ ภายในวัดศรีฐานปิยาราม บ้านวังบาล และต่อมาเมื่อไม่นานมานี้เอง มีการอัญเชิญตอไม้มาดกลับขึ้นมาไว้บนศาลใหม่อีกครั้งเพื่อให้ผู้คนกราบไหว้ขอพร แต่แล้วก็อีกเช่นเดิม มีย่านางตอมาด มาเข้าฝันผู้คนอีกว่าอยากกลับลงไปอยู่ในน้ำ เหมือนเดิมชาวบ้านจึงพากันนำ ตอมาดลงไปแช่น้ำ ไว้ในสระเช่นเดิม แต่คงขอนำกิ่งหนึ่งของรากตอมาดดังกล่าว คงไว้บูชาในศาล ซึ่งปรากฏอยู่ที่หอเจ้าพ่อตอมาดมาจนทุกวันนี้ ภาพที่ 7 ศาลเจ้าพ่อตอมาตย์ ที่มา : วิศัลย์ โฆษิตานนท์. (2561, เมษายน 20) จาก : https://wisonk.wordpress.com/ 2018/ ตำ นานเรื่อง ขอนมาดและตอมาด ได้ถูกเล่าสืบต่อกันมาแล้วเป็นเวลายาวนานมากจากรุ่นสู่รุ่น จึงอาจมี ความคลาดเคลื่อนไม่เหมือนกันในแต่ละเรื่องราวตามแต่ละคนที่ได้เล่าได้ยินกันมาแต่ก็คงเป็นความแตกต่างกัน เฉพาะในรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้นส่วนเนื้อหาที่เป็นแก่นของเนื้อเรื่องของตำ นานก็ยังคงมีเค้าโครงที่ใกล้เคียง กันอยู่ ตำ นานเรื่องขอนมาดและตอมาดนี้ นอกจากจะได้เล่าเรื่องเชื่อมโยงไปกับสถานที่ต่างๆ ที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน และเชื่อมโยงไปถึงเรื่องความเชื่อเรื่องเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่อยู่ตามศาลในหมู่บ้านชุมชนต่าง ๆ ของคนไทหล่มแล้วยังสามารถ บ่งบอกได้ถึงความเก่าแก่ของชุมชนไทหล่มที่ได้ลงหลักปักฐานเป็นชุมชนที่มั่นคงในพื้นที่มาช้านานแล้วนอกจากนั้น ยังแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติของพื้นที่ในสมัยก่อนอีกด้วย จึงนับว่าเป็นตำ นานที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ สืบทอดไว้ ไม่ให้หายไปตามกาลเวลา อ้างอิง : วิศัลย์ โฆษิตานนท์. (2561, เมษายน 20). ตำ นาน “ขอนมาดและตอมาด” แห่งบ้านวังบาล เมืองหล่มเก่า. ใน บันทึกตำ นานเพชรบูรณ์ 16 เรื่อง. ค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 12, 2565. จากแหล่งที่มา https://wisonk.wordpress.com/2018/04/20/บันทึก-9-ตำ นานเพชรบูรณ์ 7
3. ตำ นานวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ปกป้องเมืองเพชรบูรณ์ หรือตำ นาน “เณรมั่น เณรคง” ภาพที่ 8 ภาพกำแพงเมืองเพชรบูรณ์ ที่มา : ตำ นาน “เณรมั่น เณรคง” วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ปกป้องเมืองเพชรบูรณ. (2563,มกราคม 16) จาก https://phetchabun.org/history/13738 การสร้างกำ แพงเมืองที่มั่นคงถาวรก่ออิฐถือปูนเริ่มมีขึ้นมาตั้งแต่สมัยกลางกรุงศรีอยุธยา กำ แพงเมืองจะ ประกอบด้วยแนวกำ แพง ป้อมปราการและประตูเมืองในแต่ละด้านทั้ง 4 ด้าน โดยประตูเมืองของแต่ละเมืองนั้น จะมีประตูที่มีความสำ คัญประการหนึ่งตามการใช้สอย เรียกว่า”ประตูผี” เพราะเป็นประตูที่ใช้ขนศพคนตายออก ไปนอกเมือง และเป็นประตูที่กองทัพทหารจะเดินทัพออกจากเมืองไปสู้รบในศึกสงคราม ทั้งนี้ เพื่อเป็นเคล็ดว่า ทหารทุกคนได้ตายไปหมดแล้ว จึงสู้รบได้อย่างไม่ต้องกลัวตายอีก ตรงกับประตูผีนั้น จะต้องเป็นที่ตั้งของสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของเมือง เพื่อเป็นการป้องกันยันไว้ไม่ให้สิ่งชั่วร้ายหรืออัปมงคลเข้ามาในเมืองได้ กำแพงโบราณของเมืองเพชรบูรณ์ได้ถูกสร้างมาตั้งแต่สมัยกลางกรุงศรีอยุธยาเช่นกันประมาณ 400 - 500 ปีที่แล้ว ประกอบด้วยแนวกำ แพงเมืองทั้ง 4 ด้าน มีป้อมปราการทั้ง 4 มุม คือ ป้อมศาลเจ้าพ่อ ป้อมถนนหลักเมือง ป้อมสนามชัย ป้อมศาลเจ้าแม่ และมีประตูเมืองอยู่กึ่งกลางกำแพงแต่ละด้านทั้ง 4 ทิศ คือ ประตู โพธิ์เย็น ประตูดาว ประตูประชาสรรค์ และประตูชุมพล เมืองเพชรบูรณ์สมัยโบราณมีประตูผีอยู่ด้านทิศตะวันออกคือ ประตูดาว ซึ่งมีพระประธานในโบสถ์วัดไตรภูมิหัน หน้าไปตรงค้ำยันกับประตูดาวดังกล่าว ส่วนประตูเมืองหลักที่ถือเป็นด้านหน้าของเมืองคือ ประตูชุมพล เป็นป้อมประตู ที่ทางทิศตะวันตกของเมือง ซึ่งเป็นการหันหน้าไปยังบริเวณเมืองเพชรบูรณ์เก่าดั้งเดิมตั้งแต่สมัยสุโขทัย ที่ป้อมประตู ชุมพลแห่งนี้ เป็นที่เชื่อตามตำ นานที่คนเพชรบูรณ์เล่าขานสืบทอดกันมาว่า เป็นที่ฝั่งทั้งเป็นเณรมั่น เณรคง มีตำ นาน และเป็นเรื่องเล่าที่ตรงกันในสถานที่หลายๆ แห่ง นั่นคือ สมัยก่อนเมื่อมีการสร้างเมือง ซึ่งจะต้องสร้างประตูเมือง และกำแพงเมืองพร้อมกันด้วยนั้น ได้มีคติความเชื่อในสมัยนั้นว่า ต้องนำคนมาฝั่งทั้งเป็นไว้ที่ประตูเมืองเพื่อเป็นวิญญาณ ศักดิ์สิทธิ์เฝ้าปกปักรักษาเมือง โดยจะใช้คนที่มีชื่อว่า อินทร์ จันทร์ มั่น คง อยู่ ดี 8
การสร้างเมืองเพชรบูรณ์ก็เช่นเดียวกัน เจ้าเมืองได้ประกาศให้หาคนมาฝั่งทั้งเป็นที่ประตู ด้านทิศตะวันตกแห่งนี้ แต่เนื่องจากเพชรบูรณ์เป็นเมืองเล็ก จึงทำ ให้หาคนที่มีชื่อตามต้องการ ได้ลำ บาก จึงให้ประกาศให้หาเฉพาะชื่อมั่น และชื่อคง แม้กระนั้นก็ดีการหาคนชื่อมั่นชื่อคงก็ยังหา ยากมากเหล่าทหารได้ออกค้นหามาหลายวันก็ยังไม่พบ จนถึงวันกำ หนดพิธีซึ่งจะต้องจัดตอนเที่ยง เวลาใกล้เพล เหล่าทหารก็ประกาศหา คนชื่อมั่น ชื่อคง มาจนถึงวัดไตรภูมิ ตะโกนว่า “กระจองงอง กระจองงอง เจ้าข้าเอ๊ย ใครชื่อมั่นชื่อคง ให้ออกมาหน่อย” ก็มีเณร 2 รูปที่กวาดลานวัดอยู่ใน วัดไตรภูมิตะโกนขานรับออกมา “โว้ย…” เหล่าทหารจึงรีบเขาไปคุมตัวจะนำ มาเข้าพิธี เจ้าอาวาสเห็นเช่นนั้น ก็ได้ออกมาห้ามปราม แต่เหล่าทหารได้อธิบายความจำ เป็นที่จะต้องนำ ตัวไปร่วมพิธีเพื่อบ้านเพื่อเมืองดัง กล่าว เจ้าอาวาสเห็นเป็นเช่นนั้น ก็ยอม แต่ขอให้เณรทั้ง 2 ได้ฉันเพลก่อนแล้วค่อยนำตัวไป แต่เหล่าทหาร เห็นว่าเวลาใกล้จะเริ่มพิธีแล้ว จึงได้นำ ตัวไปทันทีโดยไม่ยอมให้ฉันเพล ทำ ให้เจ้าอาวาสโกรธ และสาปแช่ง เจ้าเมืองเพชรบูรณ์ทุกคนไว้ว่าเจ้าเมืองเพชรบูรณ์คนใดครองเมืองเพชรบูรณ์เกินกว่า 3 ปี ขอให้มีอันเป็นไป จากนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีเจ้าเมืองเพชรบูรณ์คนใดครองเมืองเกินกว่า 3 ปีแม้แต่คนเดียว จนกระทั่งทุกวันนี้ ส่วนดวงวิญญาณเณรมั่น เณรคง ก็ได้สิงสถิตอยู่ที่ประตูเมือง เป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ให้การปกปักรักษาและให้พรแก่คนเพชรบูรณ์มาช้านาน โดยคนเพชรบูรณ์ได้สร้างศาลไว้ที่บนป้อม ประตูเมืองด้วย และคนรุ่นเก่าๆ ที่อาศัยอยู่ในเมืองจะรู้ดีถึงเรื่องนี้ มีการไปขอพร บนบานศาลกล่าวต่าง ๆ และเมื่อผ่านไปมาก็จะยกมือไหว้กันทุกคนจนทุกวันนี้ ป้อมประตูชุมพลที่อยู่ทิศตะวันตกของเมือง นี้ปัจจุบันจะเห็นเป็นซากโบราณสถานที่ก่อด้วยอิฐประกอบด้วยหินทราย ตั้งอยู่ที่บริเวณใกล้สี่แยกถนนเพชรรัตน์ ทางไปวัดไตรภูมิ ซึ่งยังคงมองเห็นได้จนปัจจุบันนี้ อนึ่งการฝังคนทั้งเป็นเพื่อให้เป็นวิญญาณเฝ้าเมืองนั้น เป็นคติความเชื่อในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีอิทธิพลความเชื่อมาจากศาสนาพราหมณ์ ซึ่งก็ตรงกับหลักฐานทางประวิติศาสตร์ของช่วงเวลาในการ ก่อสร้างกำ แพงเมืองเพชรบูรณ์ ส่วนที่ศาลหลักเมืองปัจจุบันนี้ ก็ตั้งอยู่บนป้อมปราการเช่นเดียวกันแต่ เป็นมุมกำ แพง ไม่ใช่ประตูเมืองซึ่งเสาหลักเมืองเพชรบูรณ์นี้ ตามหลักฐานของกรมศิลปากรพึ่งมีการปัก เมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว คือ พ.ศ. 2443 นี่เองซึ่งตอนนั้น บ้านเมืองเรานับถือศาสนาพุทธแล้ว จึงคงจะไม่มี การฝังคนทั้งเป็นอย่างเด็ดขาดเณรมั่นเณรคง จึงไม่ได้ถูกฝังอยู่ที่ศาลหลักเมืองในปัจจุบันนี้แต่อย่างใด หากแต่เมื่อ มีการตั้งเสาหลักเมืองขึ้นมาก็อาจจะมีการอัญเชิญดวงวิญญาณเณรมั่นเณรคงไปสถิตอยู่ที่ศาลหลักเมืองดังกล่าวใน ภายหลังก็อาจเป็นได้ อ้างอิง : ตำ นาน “เณรมั่น เณรคง” วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ปกป้องเมืองเพชรบูรณ์. (2563,มกราคม 16). ตำ นานวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ปกป้องเมืองเพชรบูรณ์ หรือตำ นาน “เณรมั่น เณรคง” ค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 1, 2565. จากแหล่งที่มา https://phetchabun.org/history/13738 9
4. ตำ นานปู่สังกะสา ย่าสังกะสี ภาพที่ 9 ภาพปู่สังกะสา ย่าสังกะสี ที่มา : วิศัลย์ โฆษิตานนท์. (2561, เมษายน 20) จาก : https://wisonk.wordpress.com/2018/04/20/ บันทึก-9-ตำ นานเพชรบูรณ์ “ปู่สากับย่าสี” เป็นบรรพบุรุษแรกเริ่มของมวลมนุษยชาติ จึงมีอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชเป็นอย่างมาก เวลาจะทำอะไรก็จะ เกิดผลอันยิ่งใหญ่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ บนพื้นดิน ปู่กับย่าได้ตั้งบ้านเรือนกันอยู่ที่บ้านหลักวัวทอง (บ้านนางั่วในปัจจุบัน) และเลี้ยงวัวไว้ตัวหนึ่งชื่อ จำ ปาทองคำ ต่อมาปู่ได้ไปหลงเสน่ห์สาวชาวบน ซึ่งคนชนเผ่าโบราอาศัย อยู่บนเขา พูดภาษามอญโบราณ มีความสามารถทางไสยศาสตร์ ทำ เสน่ห์ สามารถเป่าปลายไม้ธรรมดา แหย่เข้าไปในรูแย้ แย้ก็จะออกมาจากรูให้จับได้อย่างง่ายดาย ปู่หลงเสน่ห์เป็นอย่างมาก จนทะเลาะกับย่า ย่าจับก้อนหินขนาดเท่าโอ่งใหญ่ขว้าง ไปยังปู่และเลยไปติดค้างอยู่สามง่ามต้นเต็งรัง(ในอดีตเคยมีต้นเต็งรังที่มีก้อนหินก้อนใหญ่ขึ้นไปติดค้างอยู่จริงแต่ปัจจุบัน ต้นไม้ดังกล่าวได้หายไปแล้ว) ย่าด่าปู่จนเยี่ยวราดไหลออกมาเป็นคลองย่าเยี่ยว ซึ่งยังมีอยู่จนทุกวันนี้ ปู่เองก็ยังหลงเสน่ห์ สาวชาวบนมากจนไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องไม่กลับมาหาย่า มีอยู่ครั้งหนึ่งบรรดาลูกหลานได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้กลับ มาหาย่า ซึ่งในครั้งนั้นปู่ก็รับปากว่าจะกลับไป ย่าและบรรดาลูกหลานต่างดีใจจึงได้ตระเตรียมอาหารที่ปู่ชอบไว้คอยต้อนรับ นั่นคือแกงหอยขมและปลาปิ้ง การเตรียมทำอาหารก็ได้ลงมือตัดตูดหอยออกแล้วเพื่อเตรียมแกง และได้นำ ปลาไปใส่ไม้ หนีบไว้แล้วเพื่อเตรียมปิ้ง แต่ก็มีคนมาบอกว่า ปู่เปลี่ยนใจ ไม่มาแล้ว ย่าจึงโกรธ จึงสาดหอยและปลาทิ้งกระเด็นไปตกที่ลำ น้ำ เข็กบริเวณหนองแม่นา หอยและปลาก็กลับมีชีวิตคืนมา ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีหอยตูดตัดและปลาขาวติดปิ้งที่มีรอยไม้หนีบ ติดอยู่ข้างลำตัวอยู่ ส่วนย่าเองก็ไม่ยอมต้องการจะใช้ไสยศาสตร์สู้ เพื่อเอาปู่กลับมาให้ได้ จึงได้ขึ้นเขาไปทำยาเสน่ห์ปลุกเสก อยู่หลายวัน จนได ้ขี้ผึ้งเสน่ห์มา 3 อ่าง ระหว่างขนใส่เกวียนลงมาจากเขา เกวียนเกิดหัก ขี้ผึ้งทั้งสามอ่างหกลงพื้นหมดจน เกิดเป็นหนองสามอ่างและนาสามอ่างทางเหนือหมู่บ้าน มีน้ำ ไหลออกมาจากหนอง ผ่านมาทางหมู่บ้านชื่อว่าห้วยขรัว ซึ่งมีผัก บุ้งขึ้นอุดมสมบูรณ์จำ นวนมาก ฉะนั้น ด้วยมนต์ขลังแห่งยาเสน่ห์ที่ย่าได้ทำ ไว้ จึงทำ ให้มีผลถึงผักบุ้งในห้วยดังกล่าวด้วย จน มีคำกล่าวของคนนางั่วว่า “กินผักบุ้งห้วยขรัว หนีนางั่วไม่พ้น” หมายความว่า ใครได้กินผักบุ้งที่เก็บจากห้วยขรัวแล้ว จะ ต้องได้กลับมามีครอบครัว และปักหลักตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นางั่วทุกรายไปสุดท้าย ย่าได้กลับขึ้นไปอยู่บนเขาและไม่ลงมาอีก เลย จึงยังมีคำกล่าวของชาวนางั่วว่า ถ้าใครขึ้นไปทำ มาหากินบนเขา(นั่นก็คือเขาค้อ) ห้ามพูดเรื่องปู่โดยเด็ดขาด เดี๋ยวย่าจะ โกรธและทำ ให้เกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้นนิทานปู่สังกะสา ย่าสังกะสี ยังเชื่อมโยงไปถึงเขาปู่ เขาย่า ที่ยังคงมีอยู่จริงที่อำ เภอเขาค้อ และถ้ำ ปู่ย่าที่เคยอยู่ด้วยกันที่เขาถ้ำ พระอีกด้วย อ้างอิง : วิศัลย์ โฆษิตานนท์. (2561, เมษายน 20). ตำ นาน “ปู่สังกะสา ย่าสังกะสี”. ใน บันทึกตำ นานเพชรบูรณ์ 16 เรื่อง. ค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 1, 2565. จากแหล่งที่มา https://wisonk.wordpress.com/ 2018/04/20/บันทึก-9-ตำ นานเพชรบูรณ์ 10
5. ตำ นานเจ้าพ่อผาแดง ตำ บลปากช่อง อำ เภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ภาพที่ 10 ศาลเจ้าพ่อผาแดง ตำ บลปากช่อง ที่มา : วิศัลย์ โฆษิตานนท์. (2561, เมษายน 20) จาก : https://wisonk.wordpress.com/2018/04/20/บันทึก-9-ตำ นานเพชรบูรณ์ “ศาลเจ้าพ่อผาแดง” เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวหล่มสัก ที่สถิตอยู่ที่ผาแดง ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก ริมถนน ทางไปน้ำ หนาว เจ้าพ่อจะเป็นผู้ดลบันดาลให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล โดยชาวบ้านจะทำ พิธีกรรมขอฝนด้วยการ จุดบั้งไฟในช่วงเดือนห้า หรือเดือนหกของทุกๆ ปี โดยจะมีการฟ้อนแขบลานเพื่อประกอบบุญบั้งไฟ เพื่อขอให้ฝนตก ต้องตามฤดูกาลด้วยเมื่อจะเข้าสู่ฤดูกาลทำ ไร่ ทำ นา ชาวบ้านหล่มสักจะทำ พิธีบวงสรวงเจ้าพ่อผาแดง ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “การเลี้ยงปี” การเลี้ยงปีนี้จะทำ พิธีที่ศาลเจ้าพ่อผาแดง ซึ่งมีอยู่ประจำ หมู่บ้าน และแต่ละหมู่บ้านมีชื่อเรียกศาลแตกต่าง กันออกไป เช่น บ้านติ้วเรียกศาลเจ้าพ่อมเหศักดิ์ (เจ้าพ่อตาไฟ) บ้านหวายเรียกศาลเจ้าพ่อผาหล้า บ้านโสก เรียกศาล เจ้าพ่อสีชมพู บ้านน้ำดุกเรียกศาลเจ้าพ่อขุนด่าน บ้านปากช่องเรียกศาลเจ้าพ่อหมื่นด่าน ศาลแต่ละหมู่บ้านเป็นศาล ที่ชาวบ้านเชื่อว่ามีดวงวิญญาณเจ้าพ่อผาแดงสถิตอยู่ และชื่อที่ใช้เรียกศาลนั้นเป็นชื่อขององครักษ์ที่คอยปกป้องรักษา เจ้าพ่อผาแดงนั่นเอง การเลี้ยงปีผู้นำการทำ พิธีคือ “นางเทียม” คือบุคคลที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ เพราะเชื่อว่า สามารถติดต่อวิญญาณของเจ้าพ่อผาแดงได้ นางเทียมจะเชิญเจ้าพ่อมาเพื่อให้เจ้าพ่อรับเครื่องสังเวย ถ้าเครื่องสังเวยจัด ได้ดีเป็นที่พอใจของเจ้าพ่อผาแดงและองครักษ์หรือไม่นั้น บรรดาเจ้าพ่อจะแสดงปฏิกิริยาในทางตรงกันข้ามกับมนุษย์ นั่นคือถ้าพอใจ ดีใจ จะร้องไห้ตีโพยตีพาย แต่ถ้าไม่พอใจในเครื่องสังเวย จะหัวเราะทำ เป็นเรื่องตลกขบขัน นอกจาก นั้น การพูดจาของบรรดาเจ้าพ่อก็จะเป็นทางตรงกันข้ามกับความหมายที่แท้จริง เช่น เจ้าพ่อผาแดงพูดว่าปีนี้น้ำจะอุดม สมบูรณ์ ความจริงก็คือ ปีนี้จะแห้งแล้งไม่มีน้ำ ทำ นา เมื่อเจ้าพ่อรับเครื่องสังเวยแล้ว ก็จะทำ การเสี่ยงเรือที่สระน้ำ ในป่าช้า เพื่อทำ นายดินฟ้าอากาศเรือที่ใช้ เสี่ยงทายจะใช้กาบกล้วยตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมยาวประมาณ 1 ศอก ตรงกลางจะปักธูป เทียน ดอกไม้ ถ้าเรือเสี่ยงจมน้ำ แสดงว่าจะแห้งแล้ง เจ้าพ่อผาแดงจะสั่งให้มีการแห่บั้งไฟจุด และฟ้อนแขบลานถวาย เพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล แต่ถ้าเรือที่เสี่ยงทายลอยตามน้ำ หมายความว่า พืชพันธุ์ธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์ ก็จะเว้นไม่มีการแห่บั้งไฟเมื่อทำ นาย ทายทักเสร็จ อ้างอิง : วิศัลย์ โฆษิตานนท์. (2561, เมษายน 20). ตำ นาน “ตำ นานเจ้าพ่อผาแดง” ตำ บลปากช่อง อำ เภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์. ใน บันทึกตำ นานเพชรบูรณ์ 16 เรื่อง. ค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 1, 2565. จากแหล่งที่มา https://wisonk.wordpress.com/2018/04/20/ บันทึก-9-ตำ นานเพชรบูรณ์ 11
6. ตำ นานบ้านหมูบูด ตำ บลบุ่งน้ำ เต้า อำ เภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ น้ำ ตกหมูบูด ตั้งชื่อตามหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ ๆ คือบ้านหมูบูด มีเรื่องเล่าในพื้นที่ว่า มีสาวในหมู่บ้าน แห่งนี้ ได้มีคนรักคนหนึ่ง ซึ่งได้ตกลงกันที่จะมาสู่ขอ และแต่งงานกัน ฝ่ายหญิงสาวก็ได้ตระเตรียมงานเพื่อ รอรับขบวนขันหมากของเจ้าบ่าว โดยเตรียมอาหาร หวานคาว หมูเห็ดเป็ดไก่ไว้คอย ได้มีการล้มหมูตัว เขื่องไว้รอทำ กับข้าวด้วย แต่แล้ว รอเท่าไหร่ขบวน ขันหมากเจ้าหนุ่มก็ไม่มาสักที รอแล้วรอเล่าจนเนื้อหมู ที่เตรียมไว้ทำกับข้าวก็บูดเน่าเสีย ภาพที่ 11 บ้านหมูบูด ที่มา: วิศัลย์ (2565, มีนาคม 25) จาก: https://www.facebook.com/wisonk/ photos_albums) จึงมีการเรียกขานหมู่บ้านของหญิงสาวนั้นว่า บ้านหมูบูด น้ำตกที่เกิดขึ้นใกล้ ๆ หมู่บ้านก็มีชื่อว่า น้ำตกหมูบูด ต่อมา ทางราชการได้เปลี่ยนชื่อน้ำตก ให้เป็นที่น่าชื่นชม และเป็นมงคลขึ้นว่า น้ำตกธารทิพย์ และบ้านหมูบูด ก็เปลี่ยนชื่อ ตามน้ำตก ว่า บ้านธารทิพย์ไปด้วยหลายคนสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับฝ่ายชายหนุ่มในเรื่อง และต่อมาได้กลับมาสู่ขอ ฝ่ายหญิงสาวอีกไหม ไม่มีคำตอบครับ ไม่มีการเล่าเรื่องต่อมาเลย ภาพที่ 12 น้ำ ตกธารทิพย์ ที่มา: วิศัลย์ โฆษิตานนท์. (2561, เมษายน 20) จาก https://wisonk.wordpress.com/2018/04/20/บันทึก-9-ตำ นานเพชรบูรณ์) อ้างอิง วิศัลย์ โฆษิตานนท์. (2561, เมษายน 20). ตำ นานบ้านหมูบูด ตำ บลบุ่งน้ำ เต้า อำ เภอหล่มสัก จังหวัดเพชบูรณ์. ใน บันทึกตำ นานเพชรบูรณ์ 16 เรื่อง. (สื่อมัลติมีเดียhttps://www.youtube.com/watch?v=UzE17aW_ebQ) ค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 1, 2565. จากแหล่งที่มา https://wisonk.wordpress.com/2018/04/20/บันทึก-9-ตำ นานเพชรบูรณ์ 12
7. ตำ นานแม่นางผมหอม ภาพที่ 13 ภาพศาลนางผมหอม ที่มา: วิศัลย์ โฆษิตานนท์. (2561, เมษายน 20) จาก https://wisonk.wordpress.com/2018/04/20/บันทึก-9-ตำ นานเพชรบูรณ์) ตำ นาน คือ เรื่องที่เล่าสืบทอดต่อ ๆ กันมาโดยมิได้มีหลักฐานชัดเจนที่จะใช้อ้างอิงทางวิชาการหรือทาง ประวัติศาสตร์ได้ แต่ ตำ นาน ก็ได้มีปรากฏให้ได้ยิน ให้เล่าสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และมีเกิดขึ้นในหลาก หลายพื้นที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเรื่องในบรรดาตำ นานเหล่านั้น ก็ล้วนแต่เชื่อมโยงไปถึงเรื่องราวในท้องถิ่นนั้นทั้ง สิ้น ตำ นาน จึงเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่จะใช้เรียนรู้เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแต่ละแห่งได้พอสมควร เมืองเพชรบูรณ์เอง ก็มีตำ นานพื้นบ้านที่เล่าสืบทอดต่อ ๆ กันมาอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นตำ นานเศร้าแต่ได้ เชื่อมโยงไปยังสถานที่ต่าง ๆ ของเมืองเพชรบูรณ์อย่างมากมายอย่างน่าสนใจ นั่นคือ ตำ นานแม่นางผมหอมเริ่มต้น ที่เมืองนครเดิด ซึ่งเป็นเมืองอยู่ริมแม่น้ำ ป่าสัก ซึ่งปัจจุบันก็คือบริเวณบ้านดงเมือง ตำ บลลานบ่า อำ เภอหล่มสัก เจ้าเมืองนครเดิด มีพระธิดานามว่า แม่นางผมหอม ด้วยเหตุว่า พระนางเป็นผู้ที่มีเส้นผมมีกลิ่นหอม และมีโฉมงามยิ่ง นัก และเมื่อถึงเวลาที่พระธิดาเติบโตเป็นสาวและจะต้องมีคู่ครอง เจ้าเมืองนครเดิดมีความประสงค์ ที่จะหาผู้มีบุญ บารมีมาเป็นคู่ครองของพระธิดาตนเอง จึงได้ประกาศคัดเลือกผู้ที่มีบุญบารมีให้มาเป็นบุตรเขยตนและได้กำ หนด วิธีการทดสอบความเป็นผู้มีบุญบารมี โดยทำการขุดหลุมขวาก นั่นคือหลุมดินลึกและปักไม้ไผ่ ที่เหลาให้แหลมคม ไว้เต็มไปหมด และประกาศว่า หากผู้ใดโดดลงไปในหลุมขวากแล้วไม่ตายก็จะถือว่าเป็นผู้มีบุญบารมีที่จะมาเป็นคู่ ครองกับแม่นางผมหอมและครองบ้านครองเมืองสืบทอดจากตนเองต่อไป เมื่อประกาศไปเช่นนี้ ก็ไม่มีใครกล้าที่จะ โดดลงไปในหลุมขวากเพราะกลัวตาย จนกระทั้งมีผู้ชายคนหนึ่งที่เป็น “ชาวบน” ซึ่งก็คือ คนป่าคนดง อาศัยอยู่บน เขาทางทิศตะวันตกของเพชรบูรณ์ พูดภาษามอญโบราณ มาก้ม ๆ เงย ๆ ดูและเกิดพลัดตกลงไปในหลุมขวาก แล้วปรากฏว่า ไม่ตาย เจ้าเมืองนครเดิดจึงจำต้องทำตามคำ ที่ประกาศไว้ คือ ยกแม่นางผมหอมให้เป็นภรรยาแก่ชาย ชาวบนคนนั้น 13
แม่นางผมหอม เกิดเสียอกเสียใจ น้อยเนื้อต่ำ ใจ ที่จะต้องตกเป็นภรรยาแก่ชายชาวบนซึ่งเป็น ชาวป่าชาวเขา สกปรก อัปลักษณ์ จึงตัดสินใจกระโดดแม่น้ำ ป่าสักฆ่าตัวตาย ร่างแม่นางผมหอมก็จมหายไป ไหลไปตามกระแสน้ำ ของแม่น้ำ ป่าสักอันเชี่ยวกรากเจ้าเมืองนครเดิดพร้อมด้วยภรรยา ได้เกณฑ์ไพร่พลติดตามหาร่างของแม่นางผมหอมใน แม่น้ำ ป่าสัก โดยยกขบวนไพร่พลพร้อมด้วยขบวนช้างม้าและช้างเผือกคู่ใจ มาพักดักรอตามหาศพของลูกสาว โดยทำการตั้งค่ายพักแรมอยู่ลำ น้ำ ที่บริเวณที่ต่อมาเรียกกันว่า “พระยาพักช้าง” นั่นคือ สถานีตำ รวจภูธรเพชรบูรณ์ ในปัจจุบัน และหลังจากได้ตามหาศพไปตามลำ น้ำ ก็ได้พบศพแม่นางผมหอมที่ลอยมาตามแม่น้ำ ป่าสัก มาติดหลักลี่ คือหลักที่ใช้ปักกลางลำ น้ำ เพื่อวางเครื่องมือดักปลาอยู่จึงได้นำศพขึ้นมา ซึ่งบริเวณที่พบศพนั้น ภายหลังได้สร้างเป็น วัดขึ้นมา เรียกว่า “วัดศพ” ซึ่งต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนเป็น “วัดโพธิ์เย็น” และเป็นสถานที่ ที่มีศาลแม่นางผมหอมตั้ง อยู่ในปัจจุบันด้วย เจ้าเมืองนครเดิดและภรรยาได้นำ ร่างไร้วิญญาณของแม่นางผมหอมลงเรือเพื่อนำ กลับค่ายที่พัก ไพร่พล โดยทั้งสองได้ร้องไห้โศกเศร้าเสียใจมาตามคลองที่ภายหลังตั้งชื่อว่า “คลองแสนพญาโศก” ซึ่งก็คือ คลอง ที่อยู่หลัง โรงพยาบาลเมืองเพชรและทะลุออกไปยังหน้าสถานีตำ รวจภูธรเพชรบูรณ์และศาลากลางเก่า พอมาถึง ค่ายที่พักไพร่พล ก็พบว่าช้างเผือกคู่ใจที่ได้นำ มาด้วยนั้น เกิดตายลงไปอีก จึงโศกเศร้าเสียใจเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จากนั้นเจ้าเมืองก็ได้นำศพของแม่นางผมหอมและซากของช้างเผือกไปฝังและได้ทำ เจดีย์ไว้ให้ทั้งแม่นางผม หอม 1 องค์และช้างเผือกอีก 1 องค์ และได้สร้างเป็นวัดขึ้นมาในบริเวณนั้นโดยตั้งชื่อว่า “วัดช้างเผือก” ซึ่งเจดีย์ทั้ง 2 องค์ยังคงตั้งอยู่คู่กันหน้าโบสถ์วัดช้างเผือกในปัจจุบันตำ นานเล่าต่อมาว่าเจดีย์ทั้ง 2 องค์นั้นที่ความ ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในทางที่แตกต่างกัน กล่าวคือ แม่นางผมหอมนั้นเสียชีวิตด้วยความคับ ข้องหมองใจ วิญญาณจึงดุ เจดีย์จึงชอบลงโทษคน ใครทำ ไม่ดีไม่ถูกใจ ก็จะลงโทษให้มีอันเป็นไปต่าง ๆ นานา จึงเรียกกันว่า “เจดีย์ใจร้าย” ส่วนช้างเผือกนั้น เนื่องจากเป็นสัตว์มงคล เจดีย์จึงใจดี ชอบให้รางวัลคน ใครมา บนบานศาลกล่าวอะไรหรือขอพรอะไร ก็จะได้ตามความต้องการ จึงเรียกกันว่า “เจดีย์ใจดี” มาจนทุกวันนี้ อ้างอิง วิศัลย์ โฆษิตานนท์. (2561, เมษายน 20). ตำ นานแม่นางผมหอม . ในบันทึกตำ นานเพชรบูรณ์ 16 เรื่อง. ค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 1, 2565. จากแหล่งที่มาhttps://wisonk.wordpress.com/2014/06/11/ วีดีทัศน์ ตำ นานลึกลับเมืองเพชรบูรณ์ ตอนนางผมหอม ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=u0ZLGC0DmkY 14
หน่วยที่ 2 ศิลปะการแสดงการแสดง 1. ฟ้อนแขบลาน ประวัติความเป็นมารำ เสื้อแขบลาน มีมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2369 มาแล้วเริ่มตั้งแต่ครูบาเง้าดำ รงตำ แหน่งเป็น เจ้าคณะจังหวัดหล่มสัก และท่านได้เดินทางไปเวียงจันทน์เมืองหลวงของประเทศลาว ท่านนำ เอาประเพณี รำ เสื้อแขบลานมาให้ชาวตำ บลบ้านติ้ว อำ เภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ก่อตั้งขึ้นมาก่อนจะมีบุญบั้งไฟเกิดขึ้น ชาวบ้านติ้วหรือตำ บลใกล้เคียง ในวันเพ็ญเดือนแปดของทุกปีชาวบ้านติ้ว บ้านโสก บ้านตาลเดี่ยว และบ้านสักหลง ที่อาศัยลำ น้ำ ห้วยขอนแก่นทำ มาหากินพอถึงเดือนแปดหลวงพ่อเหง้าจะสั่งกำ นันผู้ใหญ่ทุกหมู่ของตำ บลชาวบ้านติ้ว ให้เตรียมขึ้นตัดเอายอดใบลานมาตากแดดให้แห้งแล้วเตรียมไม้สองอันมาประกบกันเข้าหยักเป็นเขี้ยวหมาตาย ปะใส่ใบลานยัดเป็นรูปออกมาแล้วใช้หัวขมิ้นมาฝน หรือมาตำ ให้ละเอียดแล้วทำ เป็นสีเหลืองย้อมใบลานหยักเป็น เขี้ยวหมาตายให้ดูสวยงาม เตรียมตัดเสื้อแขนยาวย้อมหม้อฮ่อม ทำ เป็นสีดำ เตรียมเย็บติดกับใบลานที่หยักเป็น เขี้ยวหมาตาย เตรียมเอาไม้ไผ่มาสานเป็นนิ้วมือยาว ประดับสีให้สวยงามเหมือนกัน เตรียมเอาไว้ไป รำต้อนรับบุญบั้งไฟ ต้อนรับเจ้าพ่อที่เล่นบุญบั้งไฟ และต้อนรับนางเทียมร่างทรงเจ้าพ่อมเหศักดิ์ ที่เป็นเจ้าฟ้าตาไฟที่มาดูแลปกปักษ์รักษาชาว บ้านติ้วหรือตำ บลใกล้เคียง ที่อาศัยทำกินที่ลำ น้ำ ห้วยขอนแก่นนี้ เพื่อให้ฝนฟ้าตกตามฤดูกาล ภาพที่ 1 ฟ้อนแถบลาน อำ เภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มา: มหาวิทยาลัยรามคำแหง (2561, มกราคม 12) จาก https://www.youtube.com/watch?v= CNqJENuq-E4 รำ เสื้อแขบลาน นี้เปรียบเสมือนองครักษ์ของเจ้าพ่อมเหศักดิ์ และเจ้าพ่อผาแดงก่อนท่านจะลง มาช่วยชาวบ้านต้องได้นำ รำ เสื้อแขบลานไปรำ อัญเชิญ มีกลอง ฆ้อง ฉาบ ใส่ผ้าถุงลายมุก 1 ชั้น 2 ชั้น แต่ในสมัยก่อนใส่ผ้าถุงลายงูดิน ใส่เสื้อแขนยาวสีดำ มีผ้าสีแดงโพกหัว เสื้อแขนยาวสีดำ เปรียบเสมือน นางสนม ผ้าโพกหัวสีแดงเปรียบเสมือนคนรับใช้ของเจ้าพ่อมเหศักดิ์ เจ้าพ่อผาแดง ใส่แว่นตาดำ เปรียบเสมือน ปิดบังความมืด เจ้าพ่อมเหศักดิ์เวลาท่านมาทรงร่างนางเทียมท่านจะหลับตาตลอด จะไม่ลืมตา ถ้าลืมตา ไฟจะไหม้โลกท่านว่าอย่างนั้น กระดิ่งแขวนเอวเปรียบเสมือนเสียงกระดิ่งม้าของท่าน จะขี่ลงมาโลกมนุษย์ 15
ก่อนจะเอาเจ้าพ่อลงมาทรงร่างของ นางเทียมนั้น ชาวบ้านติ้วหรือตำ บลใกล้เคียงต้องเตรี ยมหามบั้งไฟ รำ เสื้อแขบลาน กลอง ฆ้องฉาบ หัวโขน มีชาวบ้านมากมายหลายตำ บลพากันแห่ไปตำ หนัก หรือหอเจ้าพ่อ พากันไปรำอยู่บริเวณรอบ ๆ หอ ภาพที่ 2 วงกลองปั้ง (กลองตุ้ม) ประกอบการฟ้อนแถบลาน ที่มา : สมัทชัย อินทะสา (2561, พฤษภาคม 22) จาก https://www.youtube.com/watch?v= 8tL1zsULIk4 ภาพที่ 3 ฟ้อนแถบลาน ตามความเชื่อของชาวบ้านติ้ว อำ เภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มา : สมัทชัย อินทะสา (2561, พฤษภาคม 22) จาก : https://www.youtube.com/watch?v= 8tL1zsULIk4 ท่านจะลงมาทรงร่างของนางเทียมถ้าท่านเข้า ร่างนางเทียมแล้วชาวบ้านทุกๆ หมู่บ้านก็เตรียม หามบั้งไฟออกเดินทางจากตำ หนักเจ้าพ่อเดินออก หน้ามีสมุนเดินเคียงข้างสามคน จากนั้นก็มีเสื้อแข บลานรำ ตามหลังมีหัวโขนและชาวบ้านติ้วบ้านอื่น ๆ รำ ตามเพลงมาตลอดทางสมัยก่อนถ้าชาวบ้าน ทุกบ้าน ทำ ไม่ถูกใจพ่อท่านหรือไม่ทำ การ เลี้ยงปี ท่านว่าจะให้แห้งแล้ง เพราะฉะนั้น ชาวบ้านในทุก ๆ ตำ บล ทุกหมู่บ้านจึงกลัว ความแห้งแล้งฟ้าฝนไม่ตกต้องต ามฤดูก าล จึงทำ ให้ ช า วบ้ านนับ ถื อ กันม า จนทุ ก วันนี้ อ้างอิง : มหาวิทยาลัยรามคำแหง. (2561, มกราคม 12). รำแถบลาน. [สื่อมัลติมีเดียชนิดออนไลน์]. ค้นเมื่อ กุมภาพันธ์11, 2565. จากแหล่งที่มา https://www.youtube.com/watch?v= CNqJENuq-E4 สมัทชัย อินทะสา. (2561, พฤษภาคม 22). รำ เสื้อแขบลานนักเรียนโรงเรียนสร้างสุข (ผู้สูงวัย) บ้านติ้ว. [สื่อมัลติมีเดียชนิด ออนไลน์]. ค้นเมื่อ กุมภาพันธ์11, 2565. จากแหล่งที่มา https://www.youtube.com/watch?v=8tL1zsULIk4.) วีดีทัศน์การแสดงรำแขบลาน ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=5u6iErgkHoQ 16
2. การละเล่นแมงตับเต่า ดนตรีเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านอารมณ์จิตใจ และความรู้สึกของมนุษย์ ทั้งยังสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองทางด้านวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตของแต่ละท้องถิ่นได้อีกด้วย นอกจากนี้ดนตรียังช่วยให้เกิดความรักความสามัคคีในหมู่คณะทั้งสามารถนาไปประกอบการละเล่น ํ หรือการแสดงต่างๆ เพื่อสร้างความบันเทิงได้ 2.1 ลักษณะของการละเล่นแมงตับเต่า การแสดงแมงตับเต่าเป็นการแสดงที่ใช้ดนตรีบรรเลงประกอบการแสดงเพื่อเพิ่มความบันเทิงใจเป็นศิลปะการ แสดงพื้นบ้านที่เก่าแก่ มีลักษณะเฉพาะนับว่าเป็นเอกลักษณ์สาคัญของชาวต ํ าบลบ้านโสก ํอาเภอหล่มส ํ ักจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งในอดีตเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายการแสดงแมงตับเต่านี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมความเชื่อและค่านิยมของ คนในสังคม (สุดารัตน์บุญเกียน,2560:135 - 144) การแสดงแมงตับเต่า ดําเนินเรื่องโดยการเจรจา สลับลํา (ร้อง) มีลักษณะการขับร้องคลายคลึงกับหมอลํา คือมีการขับร้องโดยใช้ภาษาพื้นเมือง ทํานองการขับร้อง คล้ายกับทํานองหมอลํา รูปแบบการแสดงที่คล้ายคลึง กับลิเก หรือหมอลําหมู่คือตัวพระนุ่งโจงกระเบน ตัวนางนุ่งซิ่น แต่งกายด้วยเครื่องประดับระยิบระยับ ส่วนตัวละครอื่น ๆ แต่งกายให้เหมาะสมกับบทบาท และเนื้อเรื่องของแต่ละตัวละคร ภาพที่ 4 ลำ เรื่องตับเต่า คณะ ส.ส. พัฒนาศิลป์ ตําบลบ้านโสก อําเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มา : คมสันต์สุทนต์(2553, พฤษภาคม 9) จาก http://thaishowtv.blogspot.com/2010/05/ 16-2553.html เรื่องที่ใช้ทำการแสดงนั้น เป็นวรรณกรรมที่แต่งโดยกวีพื้นบ้าน สืบทอดแบบมุขปาฐะ มีเนื้อหาสองแง่สองง่าม สอดแทรกอยู่ในเนื้อเรื่อง ทำ ให้เกิดความสนุกสนาน เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม เรื่องราวที่แสดงแฝงด้วย ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และประเพณีต่าง ๆ เป็นการสะท้อนวิถีชีวิตและสังคมได้เป็นอย่างดีการแสดงแมงตับ เต่าในอดีตใช้ผู้แสดงเป็นชายล้วน แสดงตามบทบาทที่ตนเองได้รับต่อมา การละเล่นแมงตับเต่าได้พัฒนาการแสดง โดยใช้ชายจริงหญิงแท้แสดงในการแสดง และใช้วงดนตรีที่มีลักษณะเฉพาะ คือ ใช้เครื่องดนตรีไทยผสมกับ เครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสาน บรรเลงประกอบการแสดง เช่น ระนาดเอก ซอ พิณ แคน เป็นต้น ในปัจจุบันอิทธิพลวัฒนธรรมดนตรีและการแสดงต่าง ๆ ได้เข้ามามีบทบาทในพื้นที่อําเภอหล่มสักทําให้ การแสดงแมงตับเต่าเริ่มถูกลดความนิยมลง ทําให้ในอําเภอหล่มสักเหลือคณะแมงตับเต่า ที่มีความสมบูรณ์พร้อมทั้ง ด้านดนตรีและการแสดงเพียงคณะเดียวคือ “คณะบ้านโสกศิลป์” โดยมีนางเตือนใจ สิงห์นนท์เป็นหัวหน้าคณะ และมีผู้แสดงและนักดนตรีเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และที่สําคัญไม่มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ ที่จะร่วมสืบทอดและสืบสานการแสดงด้านนี้เนื่องจากวัฒนธรรมยุคใหม่มีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของ ผู้คนเป็นอย่างมาก (สุริยา บรรพลา, 2544 และศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเลย, 2547) 17
2.2 องค์ประกอบของการแสดง 2.2.1 เรื่องที่นิยมนำ มาแสดง การละเล่นแมงตับเต่า มักแสดงในงานสมโภชต่าง ๆ ในสมัยก่อนผู้แสดงเป็นชายล้วน ปัจจุบันใช้ ชายจริงหญิงแท้เป็นผู้แสดง เรื่องที่จะเล่นได้แก่ เรื่องจำ ปาสี่ต้น ท้าวก่ำกาดำ ท้าวสุริวงศ์พระเวสสันดร ขูลูกับนางอั้ว นางผมหอม (เสือโคคำฉันท์) เงาะป่า (สังข์ทอง) ไกรทอง นางแตงอ่อน การะเกด พระสุธนนางมโนราห์เกสรอุบล สังข์ศิลป์ชัย รามเกียรติ์ขุนแผน เต่าทอง นางอรพิน ทานตะวันจันทรา และประกายแก้วประกายแสง เป็นต้น (สำ นักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติกระทรวงศึกษาธิการ, 2542 : 307) การดําเนินเรื่องคล้ายกับลิเกหรือการแสดงหมอลํา ภาษาพูดและการขับร้อง ออกสําเนียง ภาษาไทเลยที่ไพเราะเสนาะหู บทร้องแมงตับเต่าไทเลย มีวิวัฒนาการมาจากการเทศน์ บทสูดขวัญพื้นบ้าน และนิทานชาดกซึ่งผู้ประพันธ์ได้ผ่านการบวชเป็นภิกษุและศึกษาพระธรรมวินัยมาแล้ว เมื่อเป็นฆราวาสก็นํานิทาน ชาติภพของพระพุทธเจ้า มาเล่าประกอบทํานองและแสดงท่าทางหรือสมมุติเป็นตัวละครประกอบการเล่า มักแสดง ในงานวัด หรือโอกาสที่มีผู้ชุมนุมในบุญประเพณี ภาพที่ 5 การบันทึกเนื้อเรื่องการละเล่นแมงตับเต่าจากการบันทึกในใบลาน ที่มา : คมสันต์สุทนต์(2553, พฤษภาคม 9) จาก http://thaishowtv.blogspot.com/2010/05/ 16-2553.html 2.2.2 ลักษณะผู้แสดงและเครื่องแต่งกาย การแต่งกายของนักแสดงมีตัวพระ ตัวนาง ตัวพระนุ่งโจงกระเบนใส่เสื้อ และมีเครื่องประดับ ตัวนางใส่ชุดไทย มีมงกุฎ หรือชฎาสวมหัว ส่วนตัวประกอบ อื่น ๆ แต่งตัวตามบทบาทที่แสดง การแต่งกายมีลักษณะคล้ายลิเกของภาคกลาง จำ นวนผู้เล่น สมัยโบรานใช้ผู้ชายเล่นล้วน ไม่จำกัดจำ นวน ประมาณ 5 - 10 คน แต่ปัจจุบันมีผู้หญิงเข้ามาร่วมแสดงด้วย เพราะเนื่องจากหาผู้ชายเล่นยาก การแต่งกาย ผู้แสดงแต่งกายเลียนแบบเครื่องแต่งกายของลิเก ตัวพระ – นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อ มีสายสังวาล ทับทรวง ตัวนาง – นุ่งซิ่นพื้น เมือง หรือนุ่งผ้าจีบหน้านางสวมเสื้อสีสไบเฉียง มีเครื่องประดับร่างกายให้สวยงาม สำ หรับผู้เล่นที่เป็นกษัตริย์รวมทั้งพระญาติวงศ์จะนิยมสวมเทริดโดยนำ ไม้ไผ่มาสาน และตกแต่งด้วยกระดาษตะกั่วสีต่าง ๆ ให้ดูงาม ภาพที่ 6 ลักษณะการแต่งกาย ที่มา : คมสันต์สุทนต์(2553, พฤษภาคม 9) จาก http://thaishowtv.blogspot.com/2010/05/ 16-2553. 18
2.2.3 เพลงและดนตรีประกอบการแสดง บทพูดหรือบทพากย์ เป็นภาษาหล่มทั้งหมด บทร้องเป็นเอกลักษณ์ขึ้นต้นด้วย บัดนั้น หรือ แต่นั้น แล้ว ก็กล่าวเรื่องราวต่อไปตามบทของเรื่องที่แสดง เครื่องดนตรีใช้ประกอบการเล่น ได้แก่ ระนาด 1 ราง กลอง 1 ลูก แคน 1 - 2 เต้า ฉิ่ง 1 คู่ พิณ 1 ตัว ฉาบ 1 คู่ ซอปิ๊ป 1 คัน (คล้ายกีบซออู้แต ่ใช้ปิ้ปขนาดเล็กแทนกะลามะพร้าว ที ่ใช้เป็นกะโหลกซอ) ก่อนการแสดงจะมีการยกครูหรือที ่เรียกว ่า คายอ้อ (สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บูชาทำ ให้การแสดงเป็นไปด้วยดี นักแสดงคิดบทได้ดีโดยไม่ติดขัด) เครื่องยกครูมีดังนี้ผ้าขาวใหม่1 ผืน ไข่ต้ม 1 ฟอง ฝ้าย 1 ไจ แป้งผัดหน้า น้ำ หอม หวี กระจก ขันห้า (ดอกไม้5 คู่ เทียน 5 คู่) สุราขาว เงิน 12 บาท สิ่งของเหล่านี้เจ้าภาพเป็นผู้จัดหาให้การแสดงในปัจจุบัน ที่มีการอนุรักษ์ได้ให้มีผู้หญิงแสดงได้ ภาพที่ 7 การยกครูก่อนการแสดง หรือที่เรียกว่า คายอ้อ ที่มา : คมสันต์สุทนต์(2553, พฤษภาคม 9) จาก http://thaishowtv.blogspot.com/2010/05/ 16-2553.html) การละเล่นแมงตับเต่าเป็นการละเล่นพื้นเมืองชนิดหนึ่ง (คณะกรรมการฝ ่ายประมวลเอกสารและ จดหมายเหตุ,2542: 177 – 180) ซึ่งเล่นกันอยู่ในแถบพื้นที่ตอนเหนือของจังหวัดเพชรบูรณ์คือ อำ เภอหล่มสัก และอำ เภอหล่มเก่า การละเล่นชนิดนี้เคยเป็นที่นิยมกันมากเมื่อสมัย 50 – 60 ปีมาแล้ว คล้ายการแสดงลิเก ละครนอก และหมอลำ ฯ บทร้องเป็นบทร้อยกรองพื้นถิ่นอีสานลักษณะหนึ่ง หมอลำ ชนิดนี้มีทำ นองขับลำอยู่ 2 ทำ นอง คือ ก. ทำ นองเร็ว หรือเรียกว่า ทำ นองแมงตับเต่า ใช้สำ หรับลำแทรกให้ตลก สนุกสนาน ทำ นองแมงตับเต่านี้มี ส่วนละม้ายคล้ายทำ นองกลอน ข. ทำ นองช้า หรือทำ นองโอ่หนังสือ มักใช้ดำ เนินเรื่องตอนสำคัญ ๆ ท่วงทำ นองมีลักษณะบ่งบอกถึงความ โศกเศร้าและวิงวอน การเล่านิทานคนเดียวดังกล่าว อาจไม่ได้ความสนุกสนาน เพลิดเพลินมากนักซึ่งต่อมานักปราชญ์ท้องถิ่น จึงได้คิดวิธีการแสดงดําเนินนิทาน โดยตัวละครหลายตัว เกิดเป็นคณะหมอลําเรื่อง ทุกคณะนิยมแสดงให้มี ความตลก ขบขัน มีจุดเด่นคือ บทร้องมักขึ้นต้นว่า “แมงตับเต่าออกลูกทางก้น แมงตับเต่าออกลูกทางหัว” เมื่อร้องจบแต่ละท่อนจะร้องแทรกว่า “เต้าเล่าเต้า เล่าเต้า ๆ หรือ เอ้าเฮาเอา เฮาเอ้า ๆ”แล้วร้องตามว่า แมงตับเต่า...ด้วยบทร้องและท่าทางให้สัมพันธ์กับคําในบทกลอนด้วยจุดเด่นการร้องและท่าทางที่ตลกขบขันทําให้ คนในท้องถิ่นเรียกการแสดงนี้ว่าแมงตับเต่าไทเลย 19
ซึ่งรับรู้กันอย่างแพร่หลายในอดีต เดิมแมงตับเต่าไทเลยใช้เครื่องดนตรีประกอบการแสดงคือ ระนาดพื้นเมือง ซอ กระบั้ง ขลุ่ย พิณ ตะโพนอีสาน ฉิ่ง และฉาบเป็นหลักและในปัจจุบันนิยมใช้แคนเป็นเครื่องดนตรีสําคัญเลิกใช้ขลุ่ย และระนาดพื้นเมือง ผู้แสดงเดิมเป็นชายล้วนก็พัฒนาผู้แสดงมีทั้งชายหญิงโดยสมบูรณ์ บทกลอนที่นํามาร้อง มีความ ไพเราะโวหารคมคาย ดังตัวอย่างบทเกี้ยวพาราสี ชาย : “แต่นี้...อันว่าวังเวินนี้มีขอนหรือว่าบ่คันบ่มีขอนขวาง แหจอมทอง อ้ายสิหว่าน คันบ่มีไม้ค้าง พะอวนอ้าย สิอ่อนลง” หญิง : “แต่นี้...วังเวินนี้มีขอนขวางเป็นแม่น้ำ ทั่ง ไม้บ่มีอยู่คาปลายบ่มีอยู่ค้าง ซิวกุ้ง กะบ่มีมันบ่มีดอกอ้าย กะยังว่าเปล่าแปลน ส่วนแขนขากะยังว่าง ทางกลางไว้ถ้าพี่ของดีๆ น้องเอาซิ่นห่อไว้แพงให้ผู้เดียว” จากข้อมูลข้างต้นสรุปได้ว่า แมงตับเต่า เป็นการแสดงพื้นบ้านของชาวไทยเชื้อสายลาวที่ยังนิยมจัดแสดง กันอยู่ในแถบอำ เภอหล่มสัก แมงตับเต่าเป็นศิลปะการแสดงดำ เนินเนื้อหาเป็นเรื่องราว นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย ประมาณ 100 ปีมาแล้ว ลักษณะการแสดงคล้ายลิเก คือมีการแต่งกายด้วยสีสันฉูดฉาด มีบทร้องประกอบดนตรี แมงตับเต่าสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากการเรียกการเต้นเลียนแบบท่าทางของแมลงปีกแข็งสีดำ มันวาวชนิดหนึ่งที่ พบ ได้ทั่วไปในทุ่งนาชาวบ้านเรียกว่าแมงตับเต่า หรือแมงขี้เต่า การละเล่นแมงตับเต่านี้นอกจากจะเป็นสิ่งบันเทิง อันช่วยให้ประเทืองอารมณ์และเป็นการพักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้านแล้วในฐานะที่เป็นคติชนแขนงหนึ่งศิลปะการแสดง ชนิดนี้ย่อมเป็นแหล่งสะสมคติความเชื่อ วัฒนธรรมและประเพณีของชาวบ้าน ดังคำ อธิบายของกิ่งแก้ว อัตถากร ว่าคติชนวิทยาเป็นวิชาที่ว่าด้วย วิถีชีวิตตามประเพณีของกลุ่มชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละเล่นแมงตับเต่านี้เป็น การแสดงที่มีวรรณกรรมเป็นบทเพลง หรือบทร้องประกอบการละเล่น วรรณกรรมที่แต่งขึ้นโดยกวีพื้นบ้านเหล่านี้ ย่อมจะสะท้อนหรือสะสมสภาพของชีวิตและสังคมได้เป็นอย่างดี อ้างอิง : คมสันต์สุทนต์. (2553, พฤษภาคม 9). อัศจรรย์แต่แมงตับเต่า. ใน ไทยโชว์. ค้นเมื่อ กุมภาพันธ์15, 2565. จากแหล่ง ที่มา http://thaishowtv.blogspot.com/2010/05/16-2553.html วรางคณา ทวีวรรณ และปัจจรีศรีโชค. (2561). รายงานการวิจัย เรื่อง การสังเคราะห์วรรณกรรมและสื่อพื้นบ้าน จังหวัดเลย. เลย: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัย ราชภัฏเลย. ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเลย. (2547). ศิลปะการแสดงและดนตรีพื้นบ้านจังหวัดเลย. เลย : ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเลย. สุดารัตน์บุญเกียน. (2560). ดนตรีประกอบการแสดงแมงตับเต่า. ใน สักทอง : วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (สทมส.), ปี23. (ฉบับที่ 1). (1 มกราคม - เมษายน 2560) : 135 - 144. สุริยา บรรพลา. (2544). แมงตับเต่าไทเลย. เลย : โปรแกรมวิชานาฏศิลป์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏเลย. 20
3. รำ โจ๋ง การรำ โจ๋ง เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่ถือกำ เนิดมากกว่า 300 ปี ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาไม่ปรากฏหลัก ฐานว่าผู้ใดเป็นผู้ที่คิดค้นขึ้น แต่พอมีเค้าว่า ในสมัยก่อนนั้น ชาวเมืองวิเชียรบุรีมักติดต่อค้าขายกับเมืองต่าง ๆ จึงนำ เอาเครื่องดนตรีประเภทกลองโทน ฆ้อง รวมทั้งท่วงท่ารำจากการละเล่นรำ วง แล้วคิดดัดแปลงท่วงท่ารำ ตามภูมิปัญญา ประยุกต์เข้ากับการดำ เนินชีวิตประจำ วัน การรำ โจ๋งเป็นการร่ายรำ ที่อ้อนช้อยประกอบ กับความไพเราะของเสียงโทนและฆ้องจึงทำ ให้เกิดความ กลมกลืนทั้งท่วงท่ารำและเสียงดนตรีสภาวัฒนธรรมจังหวัด เพชรบูรณ์ พิจารณาเห็นว่าการ “รำ โจ๋ง” มีความสำ คัญ ต่อความเป็นเอกลักษณ์ของอำ เภอวิเชียรบุรีและของ จังหวัดเพชรบูรณ์จึงเห็นสมควรที่จะรวบรวมข้อมูลเพื่อเป็น การเผยแพร่ให้คนรุ่นหลังได้ทราและเห็นความสำ คัญใน ลำดับต่อไป ภาพที่ 8 รูปแบบการแสดงรำ โจ๋ง ที่มา : สำ นักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์(2559, มิถุนายน 17) จาก https://www.m-culture.go.th/lopburi/ewt_news .php?nid=436) 3.1ประวัติการรำ โจ๋ง การละเล่นรำ โทน หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า “รำ โจ๋ง” เป็นการเล่นที่ถือกำ เนิดมาตั้งแต่สมัย กรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นผู้ที่คิดค้นขึ้น แต่พอมีเค้าว่า ในสมัยก่อนนั้น ชาวเมืองวิเชียรบุรี มักคิดติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาหรือเมืองต่าง ๆ แถบลุ่มแม่น้ำ เจ้าพระยาโดยอาศัยเส้นทางคมนาคม ทางลำ น้ำ ป่าสักอยู่เนืองๆจึงนำ เอาเครื่องดนตรีประเภทกลองโทน ฆ้อง รวมทั้งท่วงท่ารำจากการละเล่นรำวง การแสดงกลองยาวหรือลิเกของพื้นภาคกลาง แล้วคิดดัดแปลงท่วงท่ารำ ใหม่ตามภูมิปัญญาประยุกต์เข้ากับ การดำ เนินชีวิตประจำ วันของตนที่เมื่อยามหน้าแล้ง ยามว่างเว้นจากการทำ ไร่ทำ นา เด็ก ๆ หนุ่มและสาว ๆ ในช่วงยามเช้าหรือบ่าย มักต้อนวัวและควายจากคอกปล่อยออกไปและเล็มกินหญ้ากินน้ำ ตามทุ่งไร่ทุ่งนา ส่วนคนเลี้ยงบ้างก็พากันไปคุยกันเล่นกันอยู่ตามร่มไม้ใหญ่ บ้างก็ลงลำ ห้วยบึงแม่น้ำ หรือเข้าไปในชายป่า ที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อหาเก็บผักหักฟืนพอวัวควายอิ่มพลีแล้วจึงแยกย้ายกันต้อนกลับคืนบ้านของตนทำ ให้เกิด ท่าร่ายรำ เยื้องย่างช้า ๆ มีกลองโทนและฆ้องคอยตีเพื่อกำกับจังหวะ “โจ๋ง” เป็นชื่อของเครื่องหนัง ที่ขึงหนังหน้าเดียว มีสายโยงเร่งเสียงจากขอบหนังถึงคอมีหางยื่น ออกไป และบานปลายมีชื่อเรียกคู่กันว่า “โทน ทับ” โดยลักษณะรูปร่างนั้น โทนมีชื่อเรียกกันได้ตามรูปร่าง ที่ปรากฏ 2 ชนิด คือ โทนชาตรีและโทนมโหรีตีด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกมือหนึ่งคอยปิดเปิดปลายหางที่เป็น ปากลำ โพงช่วยให้เกิดเสียงต่าง ๆ ใช้สำ หรับบรรเลงประกอบการแสดงละครชาตรีและหนังตะลุง 21
ตี ป ร ะ ก อ บ จัง ห ว ะ ใ น วง ปี่ พ า ท ย์ ห รื อ วง เ ค รื่ อง ส า ย ห รื อ วง มโ ห รี ที่ เ ล่ น เพ ลง ภ า ษ า เขมรหรือตะลุ ส่วนโทนมโหรีนั้น ตัวโทนทำ ตัว ด้วยดินเผาด้านที่ขึงหนังโตกว่าโทนชาตรีขนาด ก ว้ างป ระม าณ 22 เซนติเมต ร ย า วป ระม าณ 38 เซนติเมตร สายโยงเร่งเสียงใช้หวายผ่าเหลา เ ป็ น เ ส้ น เ ล็ ก ห รื อ ใ ช้ ไ ห ม ค วั่ น เ ป็ น เ ก ลี ย ว ขึ้นหนังด้วยหนังสัต ว์ เช ่น หนัง วั ว หนังแพ ะ หนังงูเหลือม หนังงูงวงช้าง เป็นต้น (นุชนาฏ ดีเจริญ, 2553 : 116 – 128)ใช้สำ หรับบรรเลงคู่กับรำ มะนาโดย ตีขัดสอดสลับกันตามจังหวะหน้าทับ ภาพที่ 9 “โจ๋ง” (โทนดินเผา) ที่มา : ภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอล, จิรวัฒน์รัตนเทพบัญชากุล, 2565, มกราคม 10 3.2 ลักษณะการรำ โจ๋ง การเล่นรำ วง นอกจากจะเป็นที่นิยมของ ชาวไทย แล้วชาวต่างชาติก็ยังนิยมเล่นรำ วงด้วยเพลงรำ วงที่ต่างชาติ รู้จักและมักจะร้องกันได้คือ เพลงลอยกระทง การเล่นรำ วง จะเล่นได้ทุกโอกาสที่มีงานรื่นเริงหรือมีการแสดงนาฏศิลป์ไทย ในการนำ นาฏศิลป์ไทยไปแสดงที่ต่างประเทศในบางครั้ง เมื่อจบการแสดงแล้วจะมีการเชิญชวนแขกผู้มีเกียรติขึ้นมาร่วม รำวงกับผู้แสดงชายและหญิงของคณะนาฏศิลป์ไทยนับเป็นการ เชื่อมสัมพันธ์ไมตรีระหว่างคณะนาฏศิลป์ไทยและชาวต่างชาติ ที่เข้ามาชมการแสดงอีกทั้งยังเป็นการเผยแพร่ศิลปะการเล่น รำวงให้แพร่หลายไปในนานาประเทศอีกด้วย ภาพที่ 10 รำ โจ๋ง อำ เภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มา : สำ นักงานวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี(2559, มิถุนายน 17) จาก https://www.m-culture.go.th/lopburi/ewt_news. php?nid=436) โดยมีจินตนาการในลักษณะการต้อนวัว ต้อนควาย ซึ่งแบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายหญิง กับฝ่ายชาย สมมุติให้ฝ่ายชายเป็นวัว ส่วนฝ่ายหญิงเป็นคนต้อนและไล่จับวัว โดยฝ่ายหญิงจะไปต้อนฝ่ายชายออกมาทีละคนใน ขณะที่ไล่ต้อนจับกันอยู่นั้นจะมีสัญญาณโทนตีจังหวะเสียงดัง “ครึ่ม ครึ่ม ครึ่ม” เมื่อจับได้แล้ว ฝ่ายหญิงจะควบคุมไว้ แล้วไล่ต้อนจับฝ่ายชายคนต่อไปจนหมด แล้วจึงชวนกันออกมารำฝ่ายหญิงจะรำ เป็นวงกลมอยู่รอบนอก ฝ่ายชาย จะรำ อยู่วงใน ทำ ทีเหมือนถูกล้อมคอก ท่ารำ ท่อนนี้จะเปลี่ยนไปตามจังหวะการตีของกลองโทน เสียงดัง “โจง จ๊ะ โจง ครึ่ม” จำ นวน 7 เที่ยว แล้วเปลี่ยนเป็น “ครึ่ม” 1 เที่ยว ในช่วงนี้ฝ่ายชายจะเปลี่ยนคู่รำ อาจจะไป ข้างหน้าหรือถอยมารำกับคนข้างหลังก็ได้ พอร่ายรำกันจนเหนื่อยแล้วจึงพักพูดคุยกันหรือแยกย้ายกันกลับบ้านเรือน ของตน ครั้นเมื่อภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ได้มีผู้นำ เอาการเล่นรำ โจ๋งไปประยุกต์เป็นการละเล ่นต ่าง ๆ เช่น รำ เทิ่งบ่อง รำวงประยุกต์เป็นต้น (นวลรวีจันทร์ลุน, 2548 : 1 - 2) 22
รำ โทนได้มีการพัฒนามาเป็น “รำวง” ซึ่งมีลักษณะการแสดงที่สำคัญ คือ มีโต๊ะตั้งอยู่ตรงกลาง ผู้แสดงเป็น หญิง-ชายรำกันเป็นคู่ๆจะเดินตามกันเป็นวงกลม นิยมเล่นในทุกเทศกาลหรือบางครั้งจะเล่นกันเองด้วยความสนุกสนาน ก็ได้เนื้อหาของบทเพลงรำ วงนอกจากจะให้ความบันเทิงแล้วยังสอดแทรก อารมณ์ความรู้ขนบธรรมเนียม ประเพณี ของแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย โดยสืบทอดต่อกันมาด้วยความจำ เพราะมีการร้อง รำ เล่นกันอยู่อย่างสม่ำ เสมอมาเพียงแต่ไม่ ได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานว ่าใครเป็นผู้แต ่ง บทร้องรำ โทนมักเป็นบทเชิญชวน บทชมโฉม บทร้องรำ พันรักระหว่าง ชาย-หญิง เช่น เพลงช่อมาลีเพลงเธอรำช่างน่าดู เพลงยวนยาเหล่ เพลงตามองตา เป็นต้น (กมล บุญเขต, 2557 : 10) รำ วงได้รับความนิยมแพร่หลายในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีได้เล็งเห็น ค ว า ม สำ คั ญ ข อง ก า ร รำ วง จึง ส่ง เ ส ริ ม รำ วง เพื่ อใ ห้ เ ป็ น ศิ ล ป ะ ป ร ะ จำ ช า ติ ซึ่ง รำ โ ท น บ้ า น ท่าพล อำ เภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ก็นิยมเล่นกันในสมัยนั้น มีรูปแบบการรำ โทนของชาวบ้านท่าพลที่มีลักษณะ เด่นที่ใช้ผู้แสดงรำ กันเป็นคู่ ๆ ระหว่างชาย-หญิง ประกอบกับเครื่องดนตรีที่มีอยู่ในท้องถิ่นของตนเอง ได้แก่ “ โทนดินเผา” ที่ผลิตขึ้นเองในชุมชนโทนดินเผา ใช้ตีประกอบกับบทร้อง เพลงที่แต่งขึ้นมีเนื้อหาและเหตุการณ์ ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านท่าพล ท ่า รำ เป็นไปตามบทร้องหรือที่เรียกว่า “การรำ ใช้บท” หมายถึง การแสดงท่าทางไปตามความหมายของบทร้อง ภาษาท่าที่ใช้เรียบง่ายทำ ให้ผู้รำ สามารถเข้าใจความหมาย นั้นง่ายขึ้น รำ โทนบ้านท่าพลจะรำ กันช่วงเทศกาลงาน ดอกลำดวนบานตรงกับวันที่9เมษายน ของทุกปีและในงาน เทศกาลต่างๆของหมู่บ้าน (ปาริชาติลาจันนนท์, 2555 : 1 - 2) ภาพที่ 11 ลักษณะการบรรเลง “โจ๋ง”(โทนดินเผา) ประกอบการแสดง ที่มา : สำ นักงานวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี(2559, มิถุนายน 17) จาก https://www.m-culture.go.th/ อ้างอิง กมล บุญเขต. (2557). ประวัตินาฏศิลป์ไทย. ใน เอกสารประกอบการสอน รายวิชา ทฤษฏีและหลักการแสดงทาง นาฏศิลป์ไทย (HSMP503). เพชรบูรณ์ : คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์. ปาริชาติลาจันนนท์. (2555). รำ โทน: กรณีศึกษาบ้านท่าพล อำ เภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์. การศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเองปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการดนตรีและนาฏศิลป์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร. นุชนาฏ ดีเจริญ. (2553). รําวงในเขตภาคเหนือตอนลาง :กรณีศึกษาจังหวัดกําแพงเพชร นครสวรรค และพิจิตร. ในวารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, ปีที่ 7 ฉบับที่ 3, (กันยายน-ธันวาคม 2553) : 116-128. นวลรวีจันทร์ลุน. (2548). พัฒนาการและนาฏยลักษณ์ของรำ โทนจังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลป ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานาฏยศิลป์ไทย ภาควิชานาฏยศิลป์คณะศิลปกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สำ นักงานวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี. (2559, มิถุนายน 17). รำ โทน. ค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 15, 2565. จ ากแหล่งที่ม า https://www.m-culture.go.th/lopburi/ewt_news.php? nid=436. วีดีทัศน์ การแสดงรำ โจ๋ง ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=nQ9B2mdIljk 23
4. ตุ๊บเก่ง กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทย – สะเดียง มีแหล่งอาศัยอยู่บริเวณ “บ้านสะเดียง” หรือที่รู้จักอย่างเป็นทางการว่า “ตำ บลสะเดียง” เป็นตำ บลหนึ่งของอำ เภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์คำว่า “สะเดียง” น่าจะมาจากคำว่า “สะเตียง” ในภาษาเขมรซึ่งแปลว่า “คนป่า” ทั้งนี้อาจเพราะบริเวณบ้านสะเดียงนั้น อยู่ติดกับพื้นที่ป่าทางทิศตะวันตกของ เพชรบูรณ์และอาจเป็นหมู่บ้านของชาวข่าหรือชาวละว้า (ลัวะ) ซึ่งเป็นกลุ่มชนดั้งเดิมหรืออาจถูกกวาดต้อนมา จากบ้านเมืองทาง ฝั่งซ้ายแม่น้ำ โขง ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี (ธีรวัฒน์ แสนคำ , 2556: 90) ชาวไทย – สะเดียงนับถือ พระพุทธศาสนาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยมีวัดทุ่งสะเดียง เป็นศูนย์รวมประกอบกิจกรรมทั้งทางด้านศาสนาและด้านสังคม มีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา งานบุญและงานประเพณี ต่าง ๆ ของหมู่บ้าน เป็นต้น ชาวไทย – สะเดียง มีระบบ ความเชื่อเกี่ยวกับการนับถือผีซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือ ธ ร รมช าติเป็นความเชื่อดั้งเดิมที่ยังคงถือปฏิบัติกันมา อย่างยาวนาน ภาพที่ 12 เครื่องกำ นล สำ หรับพิธีไหว้ครูดนตรีตุ๊บเก่ง ที่มา: ภาพถ่ายของจริงด้วยกล้องดิจิตอล, (ปาริชาติ ลาจันนนท์, 2558, มกราคม 12) ภาพที่ 13 สาธิตวง “ตุ๊บเก่ง” ศิลปะการแสดงดนตรีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทย – สะเดียง ที่มา: โคธาวารี, ค้นเมื่อ มกราคม 30, 2558, จาก https://www.youtube. com/watch?v=k7CkbOtRFUE) วัฒนธรรมหนึ่งที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์มีความเฉพาะทางภูมิปัญญาท้องถิ่นในการแสดงดนตรีพื้นเมือง ของชาวไทย - สะเดียง โดยทั่วรูปแบบทางดนตรีในลักษณะนี้จะไม ่ค ่อยปรากฏให้เห็นตามบริเวณอื ่นของไทย ซึ่งจะพบได้เฉพาะในสังคมท้องถิ่นของชาวไทย-สะเดียงจังหวัดเพชรบูรณ์เท่านั้น รูปแบบของวัฒนธรรมทางดนตรีนี้ เรียกว ่า “ดนตรีตุ๊บเก่ง” โดยการเรียกชื ่อรูปแบบดนตรีนี้ได้ให้ความสำ คัญไปที ่เครื ่องดนตรีที ่ใช้บรรเลงในการ ประสมเป็นวงดนตรีเสียงที่มีความโดดเด่นเกิดจากการตีกลองและฆ้องที่เพราะไม่คุ้นหูต่างจากเสียงดนตรีทั่วไปกล่าวคือ 24
ข ณ ะ บ ร ร เ ลง เ ค รื่ อง ด น ต รี จ ะ เ กิ ด เ สี ยง “ตุ๊บ” หรือ “ตุ๊บ” ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดจากการตีกลอง ส่วนเสียง “เก่ง” หรือ “เหม่ง” นั้นเป็นเสียงที่เกิดจาก การตีฆ้องกระแต จากภูมิปัญญาท้องถิ่นนักดนตรีจึง นำ ลักษณะของเสียงที่เกิดขึ้นจากเครื่องดนตรีนี้มาเป็น ชื่อของรูปแบบดนตรีพื้นเมือง เรียกว่า “ตุ๊มเหม่ง” จ ากก ระบ วนก า รกล ายเสียง (Assimilation) จึงทำ ให้เพี้ยนเสียงจาก “ตุ๊มเหม่ง” เป็น “ตุ๊บเก่ง” ในที่สุดดนต รีตุ๊บเก่งนี้เป็นวัฒธ ร รมท างดนต รีพื้น เมืองที่ได้รับความนิยมนำ มาแสดงกันอย่างแพร่หลาย ในสมัยอดีต (จงรักษ์ โฆษิตานนท์, 2549, มีนาคม 15) ภาพที่ 14 ลักษณะของผู้แสดง ระบำ ตุ๊บเก่ง ที่มา : ภาพถ่ายของจริงด้วยกล้องดิจิตอล, ปาริชาติ ลาจันนนท์, 2558, มกราคม 12 ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการความรู้สมัยใหม่ประกอบกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่มี ความเจริญรุดหน้ามากยิ่ง ส่งผลกระทบทำ ให้เกิดความเสื่อมถอยของวัฒนธรรมในท้องถิ่นทุกภูมิภาค ทั่วประเทศไทยด้วยสาเหตุเดียวกันนี้ส่งให้วัฒนธรรมการแสดงดนตรีตุ๊บเก่งได้ค่อย ๆ เลือนหายจากสังคม ของชาวเพชรบูรณ์ จึงทำ ให้ไม่ค่อยพบเห็นวัฒนธรรมการแสดงดนตรีตุ๊บเก่งในท้องถิ่นอื่น ๆ ของไทยซึ่งจะพบเห็น ได้เฉพาะในบริบททางสังคมของชาวไทย – สะเดียง และชาวเมืองเพชรบูรณ์เท่านั้นดนตรีตุ๊บเก่งจะเป็นส่วนหนึ่งของ กิจกรรมที่จัดขึ้นทางศาสนาทั้งงานมงคล และอวมงคล นอกจากนี้ยังพบเห็นวงดนตรีตุ๊บเก่งร่วมแสดงเป็นส่วนหนึ่งใน ขบวนแห่ทางบกและทางน้ำ ในงานประเพณีอุ้มพระดำ น้ำ ซึ่งชาวเพชรบูรณ์ร่วมใจกันจัดกิจกรรมนี้ขึ้นปีละ 1 ครั้ง ดนตรีตุ๊บเก่งจึงถือว่าเป็นดนตรีประจำ ท้องถิ่นที่พบได้เฉพาะในพื้นที่ของเขตอำ เภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้แก่ บ้านสะเดียง บ้านป่าเลา บ้านพลำ และบ้านป่าแดง (คมสันต์ สุทนต์, 2553) โดยเฉพาะที่บ้านป่าแดงมีการ สืบสานวงตุ๊บเก ่งจากรุ่นครูผู้ใหญ่นักดนตรีชาวบ้าน ถ่ายทอดให้เด็ก – เยาวชนคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านป่าแดงให้คงอยู่ ในยุคปัจจุบันนี้สืบไป อ้างอิง คมสันต์ สุทนต์. (2553, พฤษภาคม 3). สวรรค์บนดินถิ่นเมืองเพชรบูรณ์: ตุ๊บเก่งเพลงสวรรค์ป่าแดง. ค้นเมื่อ มกราคม25,2558.จาก http://3.bp.blogspot.com/khomsunwannawat.blogspot.com/2010/05/9.html?q=ตุ๊บเก่ง โคธาวารี, (นามปากกา) (เผยแพร่), ละพิชชาณัฐตู้จินดา, (ผู้บันทึก). (2558, มกราคม 25).สาธิตวงตุ๊บเก่ง. [สื่อมัลติมีเดียชนิด ออนไลน์].ค้นเมื่อ มกราคม 30, 2558. จาก https://www.youtube.com/watch?v=k7CkbOtRFUE จงรักษ์ โฆษิตานนท์. (2559, มีนาคม 15). ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัดเพชรบูรณ์. สำ นักศิลปะและ วัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์. สัมภาษณ์. ช่วงวิทย์ เทียนศรี. (2558, มีนาคม 27). อาจารย์ประจำสาขาดนตรีและการแสดง. มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์. สัมภาษณ์. วีดีทัศน์การแสดงตุ๊บเก่ง ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=66_PRGfgjSY 25
หน่วยที่ 3 แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมประเพณีและเทศกาล 1. ประเพณีอุ้มพระดำ น้ำ ประเพณีหนึ่งเดียวในหล้า สู่ศรัทธามหาชน ประเพณีอุ้มพระดำ�น้ำ�ของชาวเพชรบูรณ์นั้นแต่เดิม เป็นประเพณีท้องถิ่นของคนเพชรบูรณ์ที่อยู่ริมแม่น้ำ�ป่าสัก และมีชื่อเรียกกันหลายอย ่างว่างานสารทไทยวัดไตรภูมิ บ้างงานอาบน้ำ�พระวัดไตรภูมิบ้าง และงานแข่งเรือวัดไตรภูมิบ้าง โดยจะเป็นงานที่จัดขึ้นที่วัดไตรภูมิในวันสารทไทย แรม 15 ค่ำ� เดือน 10 ของทุก ๆ ปีซึ่งในการจัดงานทำ�บุญวันสารทไทยนี้ จะมีการจัดกิจกรรมหนึ่งที่พิเศษขึ้นมา นั่นคือ ผู้ว่าราชการ จังหวัดเพชรบูรณ์ในฐานะเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ จะต้องอัญเชิญ พระพุทธมหาธรรมราชา อันเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้าน คู่เมือง จาก วัดไตรภูมิลงเรือไปประกอบพิธีดำ�น้ำ�ที่ กลางลำ�น้ำ�ป่าสัก ซึ่งชาวเพชรบูรณ์ก็ได้ยึดถือปฏิบัติเช่นนี้กันมา ยาวนาน ภาพที่ 1 อุ้มพระดำ น้ำ พ.ศ. 2526 ที่มา: วิศัลย์ โฆษิตานนท์. ที่มา https://www.facebook. com/wisonk สืบค้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2565 ภาพที่ 2 อุ้มพระดำ น้ำ หน้าวัดโบสถ์ชนะมาร สมัยก่อนเป็นประเพณีท้องถิ่น ที่มา : วิศัลย์ โฆษิตานนท์. ที่มาhttps://www.facebook.com/wisonk สืบค้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2565 26
จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2528 รัฐบาลในสมัยนั้น มีนโยบายให้ทุกจังหวัดคัดเลือกประเพณีที่โดดเด่นและยกให้ เป็นประเพณีประจำ�ของแต่ละจังหวัด เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์จึงได้เสนอให้นำ�ประเพณีนี้ยกขึ้นให้เป็นประเพณีประจำ� จังหวัดเพชรบูรณ์ เพราะเป็นประเพณีที่แปลก มีอัตลักษณ์และมีคุณค่า คณะกรรมการจึงได้พิจารณาและคัดเลือก ประเพณีนี้ยกให้เป็นประเพณีประจำ�จังหวัดเพชรบูรณ์และได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ประเพณีอุ้มพระดำ น้ำ” ประเพณีอุ้มพระดำ น้ำ ก่อกำ�เนิดจากความเชื่อที่เป็นตำ�นานที่คนเพชรบูรณ์เล่ากันมาปากต่อปาก รุ่นต่อรุ่นมา ดังนี้ตำ�นานเล่าว ่า เมื่อประมาณ 400 กว่าปีล่วงมาแล้ว ในสมัยกลางกรุงศรีอยุธยา คนหาปลาชาวเพชรบูรณ์ ที่หาปลาในแม่น้ำ�ป่าสัก ได้พบเหตุอัศจรรย์กล่าวคือ ตามปกติทุกวัน จะตกเบ็ด ทอดแห จับปลากันได้มากมาย แต่ในวันนั้น ไม่มีใครจับปลาได้แม้แต่ตัวเดียว จึงมานั่งปรับทุกข์กันอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำ�ป่าสัก บริเวณที ่เรียกว ่า “วังมะขามแฟบ” พลันอากาศที่สงบเงียบอยู่ดีๆ กลับแปรปรวน มีลมฟ้าลมฝน ฟ้าร้องฟ้าผ่า แล้วเกิดมีวังน้ำ�วน ขึ้นในลำ�น้ำ�หมุนวนเอาพระพุทธรูปสีทองอร่ามขึ้นมา แล้วดำ�ผุดดำ�ว่ายอยู่กลางลำ�น้ำ� คนหาปลากลุ่มนั้นจึงได้โดดน้ำ�ไป อัญเชิญพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวมามอบให้กับเจ้าเมืองเพชรบูรณ์และได้ร่วมกันอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่วัดสำ�คัญ กลางเมืองในสมัยนั้นก็คือวัดไตรภูมิ ครั้นในปีถัดมา เมื่อวันแรม 15 ค่ำ�เดือน 10 ซึ่งตรงกับวันสารทไทย องค์พระได้หายไปจากวัด ชาวเมือง ต ่างพากันช่วยหาไปทั่วทั้งเมือง แต่ก็ไม่มีผู้ใดพบเลย จึงพากันไปยังวังมะขามแฟบ จุดที ่พบองค์พระครั้งแรก ก็ได้พบองค์พระดำ�ผุดดำ�ว่ายอยู่กลางลำ�น้ำ� อีกเช ่นเดิม ครั้งนี้ชาวเมืองจึงได้อัญเชิญองค์พระกลับมาวัดไตรภูมิ อีกครั้ง แล้วร่วมตกลงกันว่า ทุกวันแรม 15 ค่ำ�เดือน 10 ของทุกปี เจ้าเมืองเพชรบูรณ์จะได้อัญเชิญองค์ พระไปดำ�น้ำ� ที่วังมะขามแฟบแห่งเดิม เพื่อองค์พระจะไม่หนีไปเล่นน้ำ�อีก พร้อมทั้งร่วมกันขนานนามองค์ พระศักดิ์สิทธิ์ว่า “พระพุทธมหาธรรมราชา” เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองเพชรบูรณ์นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ชาวเพชรบูรณ์ได้ยึดถือปฏิบัติสืบทอดพิธีนี้มาตลอดทุก ๆ ปีจนกลายเป็นประเพณีซึ่งไม่ว่าจะมีปัญหา อุปสรรคใด ๆ ไม่ว่าปีไหนน้ำ�จะน้อย หรือปีไหนน้ำ�จะมาก เราก็ได้จัดพิธีตามประเพณีมาไม่เคยขาดแม้แต่ปีเดียว นอกจากนั้น คนเพชรบูรณ์ยังมีความเชื่อว่า เมื่อประกอบพิธีอุ้มพระดำ�น้ำ�แล้ว ฟ้าฝนจะตกต้องตามฤดูกาล เกิดความอุดมสมบูรณ์การทำ�มาหากินจะได้ผลดีและลำ�น้ำ�ป่าสักจะกลายเป็นลำ�น้ำ�ศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนจะต้องใช้น้ำ� ด้วยความยำ�เกรงและต้องช่วยกันรักษาธรรมชาติไม่ให้แม่น้ำ�สกปรกเน่าเหม็นเป็นอันขาด สำ หรับพิธีกรรมการดำ น้ำ นั้น เจ้าเมืองเพชรบูรณ์จะอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาลงเรือจากทา่น้ำ�วัดไตรภูมิ ทวนน้ำ�ขึ้นไปประกอบพิธีอุ้มพระดำ�น้ำ�ที่ท่าน้ำ�วัดโบสถ์ชนะมาร โดยจะดำ�น้ำ�เพียง 2 ทิศและทิศละ 3 ครั้งเท่านั้น คือ ทิศเหนือหรือทิศทวนน้ำ� และทิศใต้หรือทิศตามน้ำ� ซึ่งก็เป็นความเชื่ออีกประการหนึ่งของคนเพชรบูรณ์ ที่ต้องการ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ�เมืองได้มาดลบันดาลให้แม่น้ำ�ป่าสักมีระดับน้ำ�และปริมาณน้ำ�ที่พอดีนั่นคือ ถ้าปีใดน้ำ�แล้ง และต้องการให้ปีต่อไปมีน้ำ�เพิ่มขึ้น การดำ�น้ำ�ก็จะหันหน้าขึ้นทิศเหนือก่อน แต่ถ้าปีใดน้ำ�มากเกิดน้ำ�ท่วม การดำ�น้ำ� ก็จะหันหน้าทิศใต้ก่อน เพื่อให้ปีต่อไปน้ำ�ลดลงอยู่ในระดับพอดีจึงถือว่า ประเพณีนี้เป็นภูมิปัญญาที่เป็นการสร้างขวัญ กำ�ลังใจในการทำ�มาหากินของคนเพชรบูรณ์ และแสดงถึงวิถีชีวิตของคนเพชรบูรณ์ที่ผูกพันอยู่กับแม่น้ำ�ป่าสัก เป็นอย่างมาก 27
“พระพุทธมหาธรรมราชา” เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิศิลปะสมัยลพบุรี(ขอมแบบบายน) หล่อด้วย เนื้อทองสัมฤทธิ์หน้าตักกว้าง13 นิ้วสูง18 นิ้วไม่มีฐาน มีพระพักตร์กว้าง พระโอษฐ์แบะ พระกรรณยาวจรดพระอังสา พระเศียรทรงชฎาเทริดหรือมีกระบังหน้า ทรงสร้อยพระศอ พาหุรัด และประคต ลวดลายงดงาม อีกทั้งแลดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง ส่วนประวัติการสร้างนั้นไม่ปรากฏชัดเจน แต่ชาวเพชรบูรณ์มีความเชื ่อตามตำ�นานว่า พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด (อ.หล่มสัก) ได้รับพระราชทานจาก พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์แห่งนครธม ให้นำ�ไปประดิษฐานเป็น พระคู่บ้านคู่เมือง พร้อมทั้งให้ทรงอภิเษกสมรสกับพระธิดาคือพระนางสิงขรมหาเทวีแต่หลังจากพ่อขุนผาเมืองร่วมกับ พ่อขุนบางกลางหาวเจา้เมืองบางยาง (อำ�เภอนครไทย) พระสหายได้ร่วมกันตีเมืองสุโขทัยคืนจากขอม กอบกู้อิสรภาพ ให้กับคนไทยและตั้งอาณาจักรสุโขทัยขึ้น ทำ�ให้พระนางสิงขรมหาเทวีแค้นเคืองถึงกับเผาเมืองราดจนย่อยยับ จากนั้นพระนางจึงตัดสินใจโดดแม่น้ำ�ป่าสักฆ่าตัวตาย ทำ�ให้ไพร่พลต้องพากันอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชา ลงแพล่องไปตามแม่น้ำ�ป่าสัก เพื่อหลบหนีภัยความวุ่นวายไปแต่ปรากฏว่าแม่น้ำ�ป่าสักมีความคดเคี้ยวและกระแส น้ำ�ไหลเชี่ยวกรากทำ�ให้แพที่อัญเชิญองค์พระมานั้นแตกจนองค์พระจมดิ่งลงสู้ก้นแม่น้ำ�หายไป กระทั่งต่อมาคนหาปลา ได้ไปพบจนก่อให้เกิดตำ�นานมหัศจรรย์“ประเพณีอุ้มพระดำ น้ำ” ขึ้นมา การจัดงานประเพณีอุ้มพระดำ�น้ำ�นั้น มีพัฒนาการเรื่อย ๆ มา ดังนี้แต่ดั้งเดิมนั้น จะจัดงานกัน 3 วัน และจัดงานอย่างเรียบง่าย ไม่มีพิธีอะไรมากมาย เมื่อถึงวันสารทไทย ก็จะอัญเชิญองค์พระฯไปแห่รอบเมืองเพชรบูรณ์ จากนั้นก็อัญเชิญไปประกอบพิธีดำ�น้ำ� ณ วังมะขามแฟบ พิธีดำ�น้ำ�ก็ไม ่มีอะไรมาก พอไปถึงจุดกำ�หนด เจ้าเมือง และผู้ที่ต้องการจะร่วมดำ�น้ำ�ก็กระโดดลงไปดำ�น้ำ�ร่วมกันเลยเสร็จพิธีก็แห่กลับวัดให้ผู้คนได้กราบไหว้ปิดทองกัน นอกจากนั้นก็จะมีการพายเรือแข่งกันที่ท่าน้ำ�หน้าวัดไตรภูมิแต่ที่พิเศษคือเป็นการแข่งพายเรือทวนน้ำ�ที่ไม่มีการแข่งเรือ ที่ไหนเหมือน ต่อมาเมื่อทางการได้ให้ความสำ�คัญประเพณีนี้จึงได้มีการกำ�หนดรูปแบบพิธีกรรมต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเพื่อให้มี ความศักดิ์สิทธิ์ เข้มขลังขึ้น เช่น มีการเพิ่มการจัดงานเป็น 5 วัน มีการจัดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการมีพิธีบวงสรวง เทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาคุ้มครองเมืองเพชรบูรณ์และคนเพชรบูรณ์พร้อมทั้งทำ�การเสี่ยงทายทิศ และคำ�อธิษฐานสำ�หรับการดำ�น้ำ�แต่ละครั้ง มีการประกวดโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธมหาธรรมราชา การแห่องค์พระ รอบเมืองก็เปลี่ยนมาเป็นช่วงเวลาเย็น ทำ�ให้สามารถตกแต่งขบวนประกอบแสงสีให้ดูสวยงามอลังการได้การจัดให้ มีการแสดงแสงสีเสียงตำ�นานพิธีอุ้มพระดำ�น้ำ�สำ�หรับนักท่องเที่ยวเพื่อจะได้ชมและเข้าใจประเพณีอุ้มพระดำ�น้ำ�ได้ ทั้งหมด จัดให้มีเทศกาลอาหารอร่อยของจังหวัดเพชรบูรณ์ ขบวนเรืออัญเชิญพระก็มีการตกแต่งและจัดทำ�โขนเรือ ส่วนพิธีกรรมในการดำ�น้ำ�นั้น ก็มีเพิ่มเติมให้มีขั้นมีตอนอันศักดิ์สิทธิ์ มีการนั่งสมาธิก่อนทำ�พิธีมีการกำ�หนดตัวบุคคล ผู้ที่จะร่วมทำ�พิธีดำ�น้ำ� มีการอ่านคำ�อธิษฐานก่อนดำ�น้ำ�แต่ละครั้ง 28
และมีการโยนแจกจ ่ายข้าวของเครื่องมงคล ข้าวต้มมัด กล้วยไข ่ กระยาสารทให้กับผู้มาร่วมพิธีกันด้วย จะเห็นได้ว่า ประเพณีอุ้มพระดำ�น้ำ� ได้มีพัฒนาการเรื่อยมาตั้งแต่เริ่มต้นเป็นประเพณีท้องถิ่นธรรมดา พัฒนาขึ้นเป็น ประเพณีของเมือง เป็นประเพณีประจำ�จังหวัด และปัจจุบันนี้ได้พัฒนาเป็นประเพณีระดับประเทศแล้ว และนับเป็น พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวเพชรบูรณ์เป็นล้นพ้น ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำ�เนินมาทอดพระเนตรพิธีอุ้มพระดำ�น้ำ� เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554 ท่ามกลางการแซ่ซ้อง สรรเสริญของคนเพชรบูรณ์ที่ขอพระองค์ท่าน ทรงพระเจริญ ประเพณีอุ้มพระดำ น้ำ เป็นประเพณีที่ทรงคุณค่า มีเนื้อหาที่จะสามารถบอกเล่าเรื่องราวสิ่งต่าง ๆได้ใน ทุกขั้นตอนการอุ้มพระดำ�น้ำ� ก็มิใช่เป็นเพียงแค่พิธีกรรมหากแต่เป็นการแสดงถึงวิถีชีวิตของคนเพชรบูรณ์ที่ผูกพัน อยู่กับลำ�น้ำ�สัก และยังเป็นภูมิปัญญาอันชาญฉลาดและทรงคุณค่าของบรรพบุรุษเพชรบูรณ์ ที่ต้องการจะสอนสั่ง ลูกหลานเพชรบูรณ์ ด้วยวิธีการที่จะไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา นั่นคือ การแฝงคำ�สอนไว้ในประเพณี เพื ่อให้สืบทอดกันต่อมาและต่อไป – ภูมิปัญญา ในการรักษาคุณภาพลำ�น้ำ�สักและสิ่งแวดล้อม – ภูมิปัญญาในการสร้างขวัญกำ�ลังใจในการทำ�มาหากิน – ภูมิปัญญา ที่ทำ�ให้ผู้คนมีจุดรวมใจและเป็นน้ำ�หนึ่งใจเดียวกัน – ภูมิปัญญา ที่ทำ�ให้ผู้คนใกล้ชิดพระธรรม คำ�สอนตามพระพุทธศาสนา พิธีกรรมมีความศักดิ์สิทธิ์ มีความสวยงาม สง่างาม อีกทั้งยังเป็นประเพณีที่คนเพชรบูรณ์มีส่วนร่วม และเป็นคนจัดกิจกรรมทั้งหมดโดยคนเพชรบูรณ์เอง ซึ่งในอนาคต ชาวเพชรบูรณ์ยังมีจุดมุ่งหวังที่จะแบ่งปันประเพณี เป็นที่รับรู้และศรัทธาไปสู่ผู้คนในระดับสากล ทั้งระดับอาเซียน และระดับโลกต่อไป อ้างอิง ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์. (2564, พฤศจิกายน 15). ประเพณีอุ้มพระดำ�น้ำ� ประเพณีหนึ่งเดียวในหล้า สู่ศรัทธามหาชน.ค้น เมื่อกุมภาพันธ์14,2565.จากแหล่งที่มาhttps://wisonk.wordpress.com/2019/02/09/พระพุทธมหาธรรมราชา/ วีดีทัศน์ ประเพณีอุ้มพระดำ น้ำ ที่มา : วิศัลย์ โฆษิตานนท์. https://www.facebook.com/wisonk สืบค้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2565 29
2. อุ้มพระสรงน้ำ อำ เภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ในวันแรม 15 ค่ำ� เดือน 10 ของทุกปีซึ่งเป็น “วันสารทไทย” ประชาชนอำ�เภอวิเชียรบุรีสมัยก่อนนิยมเข้า วัดทำ�บุญตักบาตรที่วัดในตอนเช้า หลังจากทำ�บุญตักบาตรแล้วก็จะมารวมตัวกันที่ท่าน้ำ�ใกล้สะพานแม่น้ำ�ป่าสัก เพื่อนำ�องค์พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง (พระพุทธมิ่งมงคลศรีวิเชียรบุรี) ไปประกอบพิธีอุ้มพระสรงน้ำ�ที่วังกระโห้ บ้านห้วยชัน ตำ�บลสระประดู่ อำ�เภอวิเชียรบุรีซึ่งประเพณีนี้เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมที่ทุกคนอยากมาร่วมงาน โดยผู้ที่ร่วมงานนี้ต่างมาด้วยใจเพราะเชื่อว่า หลังจากมีส่วนร่วมในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้จะเกิดความเป็นสิริมงคล ขึ้นในชีวิต และหน้าที่การงานอีกทั้งการกำ�หนดให้มีกรมการเมืองฝ่ายต่าง ๆ ทั้งเวียง วัง คลัง นา ร่วมสรงน้ำ�กับ เจ้าเมืองโดยให้ทางเวียง วัง เป็นฝ่ายข้าราชการส่วน คลัง นา นั้นเป็นฝ่ายประชาชน ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงให้ เห็นว่าการทำ�นุบำ�รุงพัฒนาบ้านเมืองเจ้าเมืองจะต้องอาศัยความร่วมมือจากฝ่ายต่าง ๆ ทั้งราชการและประชาชน ด้วยความร่วมแรงร่วมใจกัน สร้างความศรัทธา สืบทอด ทำ�นุบำ�รุงในพระศาสนาทุกคนต่างเชื่อว่า หลังจากประกอบ พิธีแล้วน้ำ�ในแม่น้ำ�ป่าสักจะกลายเป็นน้ำ�พระพุทธมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ และจะพากันตักใส่ภาชนะที่จัดเตรียมมา นำ�กลับบ้านไปไว้เพื่อเป็นสิริมงคลในขณะที่ข้าวของเครื่องบูชา และเครื่องเซ่นสังเวยในพิธีกรรมจะถูกประชาชน ที่มาร่วมพิธีกรรมนำ�กลับไปจนหมดสิ้น ภาพที่ 3 พิธีอุ้มพระสรงน้ำ ที่มา : วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์https://www.m-culture.go.th/phetchabun/ewt_news. php?nid= 1071&filename=index ประเพณีวันสารทไทย (อุ้มพระสรงน้ำ ) ถือว่าเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นการเสี่ยงทายเกี่ยวกับความเป็นอยู่ ของประชาชนและเป็นสิริมงคลนับว่าเป็นประเพณีที่มีความเชื่อ ความศรัทธาของชาวอำ�เภอวิเชียรบุรีให้ลูกหลาน ชาวอำ�เภอวิเชียรบุรี มีความศรัทธาที่เปี่ยมล้น ต่อพิธีกรรมและองค์พระพุทธมิ่งมงคลศรีวิเชียรบุรีและได้มี การสั่งสอนสืบทอดความเชื่อ ความศรัทธาไปยังลูกหลานรุ่นต่อรุ่นกันต่อไปไม่ให้สูญหายไปจากแผ่นดินวิเชียรบุรี อ้างอิง วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ https://www.m-culture.go.th/phetchabun/ewt_news.php?nid= 1071&filename=index สืบค้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2565 30
3. ประเพณีหามพระดำ น้ำ บ้านป่าแดง ตำ บลป่าเลา อำ เภอเมืองเพชรบูรณ์ ประวัติความเป็นมา ชาวบ้านป่าแดง ได้จัดงานเพื่อสืบสานพิธีหามพระดำ�น้ำ� โดยแห่หลวงพ่อห้ามญาติ สรงน้ำ�รอบหมู่บ้านที่บ้านป่าแดง ตำ�บลป่าเลา อำ�เภอเมืองเพชรบูรณ์ชาวบ้านจำ�นวนหลายร้อยคน ได้ร่วมกันอัญเชิญ “หลวงพ่อพระทอง” หรือ “หลวงพ่อห้ามญาติ” ซึ่งเป็นพระพุทธ รูปปางห้ามญาติปูนปั้นขนาดสูงประมาณ 3 ฟุต จากวัดโพธิ์กลาง เพื่อออกแห่ไปตาม ถนนรอบหมู่บ้าน เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้าน กราบไหว้จากนั้นร่วมกันสรงน้ำ�ขอพร เพื่อควา ม เป็น สิ ริมงคลต่อตนเองและ ครอบครัว จากนั้นจึงอัญเชิญไปประกอบพิธีดำ น้ำ ภายใน บริเวณอ่างเก็บน้ำ�ป่าแดงตามความเชื่อที่จะทำ�ให้ฝนตก ต้องตามฤดูกาล และชาวบ้านป่าแดงอยู่เย็นเป็นสุขอย่างไร ก็ตามหลังจากอัญเชิญหลวงพ ่อห้ามญาติมาประดิษฐานที่ ป ระ รำ �พิธีบน ริมตลิ่งแล้วก็จะมีผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน ทำ�พิธีร้องเพลงท่วงทำ�นองพื้นบ้าน เพื่อเป็นการขอพรจาก หลวงพ่อพระทอง โดยขอให้ปกปักรักษาคุ้มครองให้ชาว บ้านอยู่เย็นเป็นสุข หลังเสร็จพิธีก็จะร่วมกันร้องรำ�ทำ�เพลง โดยวนรอบองค์หลวงพ่อห้ามญาติ3รอบ จากนั้นจึงหามหลวง พ่อห้ามญาติกลับไปประดิษฐานที่วัดโพธิ์กลางตามเดิม ในขณะที่ภายในวัดก็จัดให้มีงานมหรสพ งานรื ่นเริงต ่าง ๆ อีกด้วย สำ�หรับประเพณีหามพระดำ�น้ำ� ชาวบ้านป่าแดงได้ ภาพที่ 4 ประเพณีหามพระดำ น้ำ บ้านป่าแดง ที่มา : https://www.m-culture.go.th/phetchabun/ewt_news.php?nid=1076&filename=index อ้างอิง สำ�นักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์. (2564, มกราคม 21). ประเพณีหามพระดำ�น้ำ� บ้านป่าแดง ตำ�บล ป่าเลา อำ�เภอเมืองเพชรบูรณ์. ค้นเมื่อ กุมภาพันธ์12, 2565. จากแหล่งที่มาhttps://www.m-culture.go.th/ phetchabun/ewt_news.php?nid=1076&filename=index 31
4. ประเพณีก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุ เมืองเพชรบูรณ์ เมืองเพชรบูรณ์หรือ นคร “เพชบุระ” เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมของตนเองที่บ่งบอกถึง ความเจริญติดต่อกันมาช้านาน ซึ่งประเพณีที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ทำ�ให้คนเพชรบูรณ์อยู่ร่วมกันอย่างมี ความสุขสงบร่มเย็นได้ล้วนแต่ผูกพันด้วยวิถีแห่งพระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ประเพณีก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุ เป็นอีกหนึ่งประเพณี ที่ชาวเพชรบูรณ์ ยังร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานไว้จวบจนปัจจุบัน ประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายกลบธาตุเป็นงานประเพณีของ ชาวตำ�บลในเมือง ตำ�บลสะเดียง และตำ�บลต่าง ๆ ในเขต อำ�เภอเมืองเพชรบูรณ์ จัดขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษไทย ตรงกับวันแรม 14 ค่ำ� เดือน 4 ของทุกปีเป็นประเพณีเก่าแก่ ที่เกือบจะสูญหายไปกับกาลเวลาแล้วต่อมาวิศัลย์โฆษิตานนท์ นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ ได้เห็นความสำ�คัญของของ ประเพณีดังกล่าว จึงได้สนับสนุนและฟื้นฟูให้ประเพณีอันทรง คุณค่านี้ให้คงอยู่คู่กับจังหวัดเพชรบูรณ์ตลอดไป ในปัจจุบัน มีการฟื้นฟูการจัดประเพณีนี้ที่วัดทุ่งสะเดียงและวัดช้างเผือก ในเมืองเพชรบูรณ์นั่นเอง ภาพที่ 5 ก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุ เมืองเพชรบูรณ์ ที่มา : ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์. (2552,สิงหาคม 11) จาก https://wisonk.wordpress.com/ 2009/08/11/ประเพณีก่อเจดีย์ ทรายกล/ การประกอบพิธีก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุของเมืองเพชรบูรณ์นั้น จะแตกต่างไปจากการก่อพระเจดีย์ทราย ธรรมดาของที่อื่น ๆ ทั่วไปที่มีรากฐานความเป็นมาจากการเป็นพิธีเพียงแค่ขนทรายเข้าวัดเพื่อชดเชยดินทรายในวัด ที่ผู้คนได้นำ�ติดเท้าออกมาจากวัด แต่ประเพณีก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุนั้นเป็นพิธีกรรมที่เพิ่มเติมการผูกโยงกับญาติพี่น้อง บรรพบุรุษที่ได้ล่วงลับไปด้วย พิธีจะเริ่มต้นโดยก่อนถึงวันงาน 1 วัน จะมีการตีฆ้องร้องป่าวไปตามบ้านเรือนเพื่อประกาศให้ชาวบ้านเข้ามาร่วม งานประเพณีก่อเจดีย์กลบธาตุครั้นเมื่อถึงกำ�หนดงาน ชาวบ้านจะนำ�ธาตุหรืออัฐิของญาติพี่น้อง บรรพบุรุษที่เสียชีวิต มาทำ�พิธีกลบธาตุเป็นระยะเวลา 3 ปีติดต่อกัน โดยบรรดาญาติพี่น้องจะนำ�ธาตุหรืออัฐิดังกล่าวไปล้างทำ�ความสะอาด และใช้น้ำ�อบ น้ำ�หอม มาประพรมให้สะอาดก่อน จากนั้นวันรุ่งขึ้น จะนำ�ธาตุพร้อมกับทรายไปก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุ โดยแต่เดิมนั้น อัฐิจะถูกนำ�ไปใส่ในหม้อใบเล็ก แล้วนำ�ทรายมาก่อกลบหม้ออัฐิจนมิดหมดแล้วตกแต่งเป็นรูปเจดีย์ แต ่ในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนเป็นนำ�อัฐิเก็บใส่โกศและวางไว้ข้างเจดีย์ทรายแทน หลังจากถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ แล้วในช่วงบ่าย ชาวบ้านจะนำ�โกศบรรจุธาตุวางไว้ข้างเจดีย์ เปิดฝาพร้อมจุดธูปหนึ่งดอก ปักลงไปในโกศบรรจุธาตุ เพื่อให้ดวงวิญญาณได้รับทราบและอนุโมทนาบุญกุศลที่บรรดาญาติได้ทำ�บุญอุทิศส่วนบุญกุศลให้ไว้ในช่วงเทศกาล วันตรุษหลังจากที่ได้ก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุเสร็จสิ้น พระภิกษุสงฆ์ทำ�พิธีสวดบังสุกุลและเจริญพระพุทธมนต์เย็น เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านจะมาร่วมทำ�บุญตักบาตรที่วัด ซึ่งในอดีต งานประเพณีดังกล่าว ถือเป็นช่วงหยุดการทำ�งาน ของชาวบ้าน เนื่องจากเป็นช่วงเสร็จสิ้นการทำ�นา ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ชาวบ้านจะอยู่กรรม 3 วัน คือ ทุกคนจะหยุดทำ�งาน ทุกอย่างทั้งนอกบ้านและในบ้าน พร้อมกับรวมตัวเล่นการละเล่นต่างๆในวัดเช่น การร้องเพลงฉ่อยพื้นบ้าน การเล่นดึงหนัง การเล่นนางด้ง การฟ้อนแม่ศรีการเล่นลิงลม เป็นต้น ธาตุหรืออัฐิที่เก็บไว้เกิน 3 ปีแล้ว จะไม่นำ�มาก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุอีก แต่ญาติจะนำ�ไปลอยอังคารหรือนำ�ไปบูชาที่บ้านหรือบรรจุไว้ที่เจดีย์ในวัดต่อไปประเพณีก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุ เป็นประเพณีที่ทรงคุณค่าทั้งทางด้านคติความเชื่อ 32
และภูมิปัญญาของคนเพชรบูรณ์ โดยชาวบ้านมีความเชื ่อว ่า มนุษย์ดำ�รงชีวิตอยู่ด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ� ลม ไฟ เมื่อมนุษย์หมดลมแล้ว ร ่างกายจะถูกนำ�ไปเผาด้วยไฟ คงเหลือแต่อัฐิเท่านั้น ฉะนั้น ในช่วงแรกของการเสียชีวิตไป จึงต้องสร้างสมดุลโดยการนำ�อัฐิมาสัมผัสกับธาตุทั้ง 4 เป็นระยะเวลา 3 ปีติดต่อกันเสียก่อน กล่าวคือ ธาตุลมคือการเปิด ให้สัมผัสกับอากาศ ธาตุน้ำ�คือ การประพรมน้ำ�อบ น้ำ�หอม ธาตุไฟคือ ธูปเทียนที่นำ�มากราบไหว้และธาตุดินคือ กองทราย ที่นำ�มากลบนั่นเอง ประเพณีก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการรำ�ลึกถึงคุณงามความดีความผูกพัน ต่อบรรพบุรุษและความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการีผู้ล่วงลับไปแล้ว นอกจากนั้น การที่แต่ละคนได้มาสัมผัสกับกระดูก หรือธาตุของญาติพี่น้องที่เคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาก่อน ยังเป็นการสื่อคติสอนใจถึงความไม่เที่ยงของสังขารเพื่อให้ผู้มีชีวิตอยู่ ได้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงของชีวิต และควรดำ�รงตนอยู่ด้วยการมีสติและไม่ประมาทอีกด้วย ภูมิปัญญาที่สำ คัญอีกประการหนึ่งที่แฝงอยู่ในประเพณีนี้คือ การรวมตัวกันของญาติพี่น้องของผู้ตายไม่ว่าจะ อยู่แห่งหนตำ�บลใดก็จะต้องกลับมารวมตัวกันทั้งหมดเพื่อประกอบพิธีกลบธาตุร่วมกันอย่างอบอุ่น อีกทั้งยังมีการแบ่งงานกัน ทำ�ในครอบครัวตามความถนัดของแต่ละคน เช่น ผู้ชายจะไปขุดหา และขนทรายเพื่อนำ�มาไว้ก่อเจดีย์ส่วนผู้หญิงก็จะทำ� หน้าที่ตระเตรียมดอกไม้ธงทิวและเครื่องตกแต่งต่างๆในระหว่างการก่อกองทรายก็จะได้มีการปรึกษาหารือในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำ�หนดรูปแบบจนถึงการประดับประดาให้สวยงาม แล้วก็ได้ทำ�บุญร่วมกัน อันเป็นประเพณีที่สร้างปฏิสัมพันธ์ ในครอบครัวก่อให้เกิดความร่วมมือ ความรักความสามัคคีเป็นน้ำ�หนึ่งใจเดียวกันในครอบครัว ทรายแต่ละเม็ดที่ก่อรวมกัน เป็นเจดีย์ในประเพณีก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุ จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความกตัญญูกตเวทีและผูกพันโยงใยในครอบครัว และเครือญาติอันเป็นอัตลักษณ์ประการหนึ่งของคนเพชรบูรณ์โดยปรากฏออกมาเป็นรูปธรรม คือ เจดีย์ทราย นั่นเอง ช่วงก่อนถึงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ตรงกับวันตรุษไทย คือ วันแรม 14 ค่ำ� เดือน 4 วัดทุ่งสะเดียง และวัดช้างเผือก ในเขตเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ อำ�เภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ จะจัดประเพณีก่อพระเจดีย์ ทรายกลบธาตุนับว่ามีความสำ�คัญ และทรงคุณค่าสำ�หรับชุมชนทั้ง 2 แห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากประเพณีดังกล่าว ไม่ใช่แค่การแสดงออกถึงการน้อมนำ�เป็นพุทธบูชาพระพุทธรัตนตรัยเท่านั้น แต่ตามพุทธประวัติบอกไว้ว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ได้โปรดประทานพระธรรมเทศนาต่อพระเจ้าปัสเสนทิโกศล เมื่อครั้งเกิดกุศลจิตเลื่อมใส ศรัทธาอันแรงกล้าต่อพุทธศาสนาโดยทรงก่อเจดีย์ทรายถวายถึง 84,000 องค์ ให้ถือว่าเป็น “บุญใหญ่” ทำ�ให้ชาวพุทธ ทั้งหลายต่างถือปฏิบัติกระทำ�เป็นประเพณีสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ประเพณีการก่อพระเจดีย์ทรายของชาวบ้าน 2ชุมชน นี้ไม่ใช่แค่มีศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังแฝงถึงความเชื่อด้วยว่าการก่อพระเจดีย์ทรายยัง เป็นการแสดงความกตัญญูต่อบุพการีรวมทั้งญาติพี่น้องที่ล่วงลับขณะเดียวกันยังสานสัมพันธไมตรีในหมู่เครือญาติ และครอบครัว รวมทั้งทำ�ให้ความรักสามัคคีขึ้นในชุมชนอีกด้วย รูปแบบของการก่อพระเจดีย์ทรายของชาวบ้านวัด ทุ่งสะเดียงและวัดช้างเผือก อาจจะแตกต่างไปจากที่อื่นบ้าง เนื่องจากจะมีการนำ�“ธาตุ” หรือ “อัฐิ” หรือ“เถ้ากระดูก” ของญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว มาทำ�พิธีกลบทรายฝังธาตุ เพื่อให้อัฐิหรือเถ้ากระดูกได้สัมผัสกับธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ� ลม ไฟ แฝงด้วยความเชื่อที่ว่าเป็นการอุทิศบุญกุศล ให้แก่ผู้เสียชีวิตหรือผู้ล่วงลับไปแล้วเพื่อให้ดวงวิญญาณสู่ สัมปรายภพอย่างสุคติ ภาพที่ 6 ก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุ เมืองเพชรบูรณ์ ที่มา วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11333 มติชนรายวัน“ก่อพระเจดีย์ ทรายกลบธาตุ” ภูมิปัญญาท้องถิ่น”สานสัมพันธ์ครอบครัว”คอลัมน์ฅนของแผ่นดิน โดย สุนทร คงวราคม 33
ทองสุข ขุนแก้ว ผู้อาวุโสวัย 77 ปีแห่งชุมชนวัดทุ่งสะเดียง เคยอิ่มเอิบและร่วมรับรู้กับประเพณีเก่านี้ ย้อนความทรงจำ�ให้ฟังว่า แต่เดิมนั้นก่อนถึงวันประกอบประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายกลบธาตุชาวสะเดียงจะช่วยกันตีฆ้อง ร้องป่าวประกาศให้ชาวบ้านได้รับรู้ และเตรียมตัวไปร่วมงานก่อน 3 วัน ช่วงนี้เองที่บรรดาญาติพี่น้องที่อยู่ต่างจังหวัด จะเดินทางกลับมาร่วมทำ�บุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบุพการีและญาติที่เสียชีวิต “เมื่อถึงวันก่อพระเจดีย์ทราย ชาวสะเดียงก็จะนำ อัฐิหรือเถ้ากระดูกติดมาที่วัด ซึ่งระหว่างการก่อ พระเจดีย์ทราย จะนำ โกฏิหรือภาชนะที่บรรจุเถ้ากระดูกฝังไว้ จากนั้นนำ ดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาองค์พระสัมมา สัมพุทธเจ้า โดยมีพระภิกษุนำสวดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต หากปฏิบัติติดต่อกัน 3 ปี ถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์ ตามประเพณีจากนั้นจะนำ ไปบรรจุไว้ตามสถานที่ต่างๆ หรือนำ ขึ้นหิ้งเพื่อบูชา” ลุงทองสุขเล่าอีกว่า หลังเสร็จสิ้นพิธีแล้วจะมีการอยู่กรรม หมายถึงการที่พี่น้องอยู่ร่วมกันและถือศีลโดยไม่ออก ไปประกอบธุรกิจนอกบ้านเป็นเวลา 5 วัน ขณะเดียวกัน ชาวบ้านจะจัดการละเล่นพื้นบ้าน อาทิการฉุดหนัง (ชักเย่อ) โยนลูกช่วง ตีไม้หึ่ง รำ�โทน ตี่จับ ก้อยล้อ การเข้าทรงแม่ศรีเล่นผีนางด้ง เล่นลิงลม การร้องเพลงฉ่อย ฯลฯ ขณะเดียวกัน ต้องช่วยกันบำ�เพ็ญประโยชน์ภายในวัดด้วยการปัดกวาดทำ�ความสะอาด แต่ปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายที่การละเล่น พื้นบ้านเหล่านี้บางอย่างเลือนหายไป ไม่มีใครอนุรักษ์ไว้ “ช่วงสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จำ ได้ว่าประเพณีนี้เฟื่องฟูมาก ผู้นำ ในหมู่บ้านเป็นแกนนำ ชักชวน ลูกบ้านช่วยกันจัดพิธีขึ้น ขณะที่ภายในวัดเองก็คึกคัก ชาวบ้านจะพาลูกหลานไปทำ บุญและอยู่ชมดูการละเล่นพื้นบ้าน ด้วยความสนุกสนานกันตลอดทั้งวัน แต่นานวันเข้าสังคมและวัฒนธรรมเริ่มแปรเปลี่ยนไป ประเพณีนี้ก็เสื่อมถอยจน ขาดหายไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง” “เพิ่งมาในช่วงไม่ถึง 10 ปีที่มีการฟื้นฟูประเพณีนี้ขึ้นมาใหม่ โดยนางตะเลี่ยม ภาชนะทอง ซึ่งเป็นน้องสาว ที่เสียชีวิตไปแล้วเป็นหัวเรือใหญ่ ทำ ให้นายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ สมัยเป็นนายกเทศมนตรี เมืองเพชรบูรณ์ ได้ยื่นมือฟื้นฟูสนับสนุน จนปัจจุบันมีการจัดประเพณีนี้ต่อเนื่องกันทุกปี แม้ไม่สมบูรณ์และคึกคักเหมือนในอดีต แต่ก็ถือว่าชุมชนของเรายังสืบสานอนุรักษ์ประเพณีนี้ไว้ได้” ลุงทองสุขยังเล่าถึงบรรยากาศการก่อพระเจดีย์ทรายกลบธาตุด้วยว่า ภายในลานวัดจะคราคร่ำ�ไปด้วยผู้คนล้วน เป็นญาติพี่น้องในครอบครัว ทั้งเด็กๆผู้หญิงและคนชรา ทุกคนต่างใช้สองมือช่วยกันตบแต่งกองทรายกองเล็กๆจนกลาย เป็นเจดีย์ทรายเล็ก ๆ มีการตบแต่งประดาด้วยดอกไม้อย่างสวยงาม และนำ�โกฏิบรรจุอัฐิมากลบฝังหรือตั้งไว้ข้าง พระเจดีย์ทราย เพื่อรอให้ผู้สูงอายุที่ทรงศีลมาสวดบังสุกุลให้ถือเป็นการจบพิธี ภาพที่ 7 ก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุ ณ วัดช้างเผือกและวัดทุ่งสะเดียง เมืองเพชรบูรณ์ ที่มา สำ�นักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์https://www.m-culture.go.th/phetchabun/ewt_news.php?nid=1071&filename=index) “ประเพณีนี้ยังแฝงไปด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทรงคุณค่ายิ่ง โดยแต่ละปีญาติพี่น้องจะมีโอกาสมาพบปะ และทำ�กิจกรรมร่วมกัน ทำ�ให้เกิดความอบอุ่นขึ้นในครอบครัว นอกจากนี้การที่ชาวบ้านนำ�ทรายเข้าไปก่อพระเจดีย์ทราย ในวัดก็จะถูกมาใช้ประโยชน์ต่าง ๆ อาทินำ�ไปใช้ก่อสร้างหรือซ่อมแซมศาสนสถานต่างๆ ได้อีกด้วย” ลุงทองสุขกล่าว อ้างอิง ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์. (2552,สิงหาคม 11). ประเพณีก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุ เมืองเพชรบูรณ์. ค้นเมื่อ กุมภาพันธ์14, 2565. จากแหล่ง ที่มา https://wisonk.wordpress.com/2009/08/11/ประเพณีก่อเจดีย์ทรายกล/ 34
5. ประเพณีรับขวัญข้าว ก่อเจดีย์ข้าวเปลือก อำ เภอวังโป่ง จากคำ�บอกเล่าสืบต่อ ๆ กันมาว่าเมื่อปีพ.ศ.2310 ไทยต้องเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ราษฎรแตกตื่นเกรงกลัวภัย สงครามกันมากด้วยกลัวจะถูกเกณฑ์ไปรบจึงพากันอพยพหนีภัยที่เกิดจากสงครามมากมาย ครั้งนั้นราษฎรหัวเมืองเพชรบูรณ์ แถบบ้านนายม บ้านยางหัวลม ส่วนหนึ่งได้จัดเตรียมเสบียงอาหาร สัตว์พาหนะ อพยพหาที่อยู่แห่งใหม่ เพื่อหลบภัยจาก สงคราม รวมได้ราว ๆ 50 ครัวเรือน เดินทางกันมาเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน เมื่อถึงจุดหมายก็ได้ทำ�การหักร้างถางพง ตั้งบ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัยจับจองที่ทำ�มาหากินเป็นพื้นที่นาพื้นที่ไร่ตั้งชื่อบ้านว่า “วังดินโป่ง” หลวงโยธานิเทศเห็นพื้นที่แถบ นี้อุดมสมบูรณ์ที่ทำ�เลกว้างขวางเหมาะแก่การตั้งบ้านเรือนและที่ทำ�กิน เมื่อทราบข่าวเจ้าเมืองเพชรบูรณ์จึงได้ป่าวประกาศ แก่นายบ้าน นายตำ�บลภายในหัวเมืองเพชรบูรณ์ให้ทราบ เดินทางเที่ยวรอนแรมอยู่ 15 วัน 15 คืนจึงได้ทราบว่าบริเวณ บ้านวังดินโปร่งเหมาะสมที่จะตั้งขึ้นเป็นถิ่นฐานบ้านเรือน ทำ�มาหากินได้หลายตำ�บลเมื่อกลับไปแล้วจึงได้แจ้งให้ ราษฎรที่สมัครใจจะอพยพมาอยู่ก็ให้นายพรานประดิษฐ์เป็นผู้นำ�ทางมา มีการอพยพเข้ามาหลายสิบครอบครัว ต่อมาชื่อบ้านเดิมตัด คำว่า “ดิน” ออก คงเหลือชื่อหมู่บ้านว่า “วังโป่ง” ปัจจุบันเรียกชื่อว่าบ้านวังโป่งมีพื้นที่การเกษตร (พื้นที่นา พื้นที่ไร่) ประกอบอาชีพทำ�นาปลูกข้าวและทำ�ไรสวนผสม จึงนำ�ผลผลิตการทำ�นาปลูกข้าวมาทำ�พิธีเรียกขวัญข้าว เป็นประเพณีเจดีย์ข้าวเปลือกตามความเชื่อเดิมของชุมชนบ้านวังโป่ง ด้านศาสนา นายพรานประดิษฐ์ได้จัดสรรบริเวณกลางหมู่บ้าน ด้านตะวันตกของลำ�คลองไว้ประมาณเนื้อที่ได้20 ไร่ ให้เป็น ที่ตั้งวัดของหมู่บ้าน ได้มาร่วมทำ�บุญทานการกุศลตามประเพณีดั้งเดิมของชาวไทย ตั้งชื่อวัดว่า"วัดป่าดงตะเคียน" ซึ่งกล่าว กันว่าคงตั้งเมื่อประมาณปีพ.ศ. 2310 – 2320 ต่อมาเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดอรัญญาวาส” การก่อเจดีย์ข้าวเปลือกชุมชนบ้านวังโป่ง เป็นการทำ�บุญทางพระพุทธศาสนาโดยตรงของชาว บ้านด้วยการนำ�ผลิตผลการเกษตร(ข้าวเปลือก) มาร่วมบริจาคเพื่อให้ทางวัดได้นำ�ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ด้านการพัฒนา อีกทั้งสร้างนิสัยด้านการบริจาค ความสามัคคีแก่ผู้คนในชุมชนด้านความเชื่อชาวชุมชน บ้านวังโป่งมีความเชื่อเรื่องพระแม่โพสพมีพระคุณ ต่อชีวิตของชาวนา สืบจากปู่ย่าตายายอันยาวนาน ชาวนาชุมชนบ้านวังโป่งจึงมีพิธีกรรมสืบสานมรดก ประเพณีต่อ ๆ กันมาเป็นการเชิญมิ่งขวัญมาสู่ข้าว เพื่อบูชาพระคุณแม่โพสพที่มอบผลผลิตอันงอกงามแก่ ผืนแผ่นดิน ภาพที่ 8 หลวงพ่อเพชร วัดอรัญญาวาส ที่มา: สำ�นักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์. (2559,สิงหาคม 3) จาก https://www.m-culture.go.th/phetchabun/ewt_news. php?nid =354&filename=index 35
ประเพณีก่อเจดีย์ข้าวเปลือก บุญข้าวเปลือกของ ชุมชนชาวบ้านวังโป่ง เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน มีความเชื่อว่าการเก็บเกี่ยวข้าวขึ้นสู่ยุ้งฉาง มีความผูกพัน กันแบบวิถีชุมชนเริ่มจากการลงแขกดำ�นาลงแขกเกี่ยวข้าว แสดงถึงความรักความสามัคคีจึงได้จัดงานบูชาแม่โพสพ หรือพระแม่โพสพ (ก่อเจดีย์ข้าวเปลือก) โดยถือคติความเชื่อ ที่ว่าเมื่อนำ�ข้าวในนาขึ้นสู่ยุ้งฉาง ควรจะมีการสรรเสริญบูชา และบวงสรวง คุณข้าว คุณน้ำ� ภาพที่ 9 ก่อเจดีย์ข้าวเปลือก ที่มา : สำ�นักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์. (2559, สิงหาคม 3) จาก https://www.m-culture.go.th/ phetchabun/ewt_news. php?nid=354&filename=index อันเป็นความเชื ่อเกี ่ยวกับเทพเจ้าหรือเทพาอารักษ์ เพราะข้าวมีคุณค่าอเนกอนันต์ต่อมวลมนุษย์จนถือเป็น เทพเจ้าองค์หนึ่งโดยเรียกเทพเจ้าองค์นี้ว่า"แม่โพสพเป็น "เทวีแห่งข้าว" ชาวบ้านวังโป่งจะบูชาพระแม่โพสพก่อน การลงมือทำ�นาหรือระหว่างการตกกล้า และตลอดจนถึง การเก็บเกี่ยวเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จก็จะทำ�พิธีบายศรีข้าว ที่เรียกว่า "พิธีรับขวัญข้าว" ชาวบ้านวังโป่งได้จัด งานประเพณีก่อเจดีย์ข้าวเปลือกติดต่อกันมาจากปี พ.ศ.2500 ถึงปัจจุบัน ภาพที่ 10 พิธีรำวงอ้อมเจดีย์ข้าวเพื่อเฉลิมฉลอง ที่มา : สำ�นักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์. (2559,สิงหาคม 3) จาก https://www.m-culture.go.th/phetchabun/ ewt_news. php?nid =354&filename=index ด้านวิถีชีวิต สมัยต่อมานิยมทำ�กันเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ แล้วนำ�ข้าวมากองไว้กลางลานนวดแล้ว ทำ�พิธีบายศรีข้าวหรือเมื่อนวดข้าวเสร็จจะได้ข้าวเปลือกกองใหญ่กลางลานนวด และจะทำ�พิธีทางพราหมณ์ตามประเพณี ปฏิบัติของบรรพชนเรียกว่า "พิธีรับขวัญข้าว" เพราะถือคติความเชื่อว่าขณะที่เราทำ�นาเกี่ยวข้าว และนวดข้าว เราใช้เท้าเหยียบย่ำ�ข้าวจึงมีความจำ�เป็นที่จะต้องร่วมทำ�พิธีบูชาแม่พระโพสพ เพื่อขอขมาจะได้เป็นสิริมงคลต่อตนเอง และครอบครัวให้มีแต่ความผาสุก ทั้งนี้งาน ด้านวัฒนธรรมและประเพณีเป็นเรื่องของจิตใจที่มีความละเอียดอ่อนมาก ดังจะเห็นเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับ การทำ�บุญด้วยข้าวจะได้บุญมหากุศลมากช่วงเวลา กลางเดือน 10 ประมาณ เดือนตุลาคม - พฤศจิกายน ชาวชุมชนบ้านวังโป่งจะเก็บเกี่ยวผลผลิตจากการปลูกข้าว เพื่อนำ�ผลผลิตที่ได้จาก การทำ�นามาร่วมบริจาคให้กับทางวัด เพื่อจัดกิจกรรมเรียกขวัญพระแม่โพสพ (ร่วมก่อเจดีย์ข้าวเปลือก) ของทุกปี ด้านการทำ มาหากิน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร ได้แก่ การทำ นา การทำ ไร่ ปลูกพืช ผักสวนครัว การรับจ้าง และรับราชการซึ่งมีเป็นส่วนน้อย พืชเศรษฐกิจที่สำ คัญ ได้แก่ ปลูกข้าว ปลูกถั่วเขียว ปลูกพืชผักสวนครัว รายได้ส่วนใหญ่มาจากเกษตรกรรม ซึ่งมีผลผลิตไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ ดังนั้นเศรษฐกิจส่วนรวมจึงไม่ดีเท่าที่ควร แหล่งน้ำ�ที่สำ�คัญคือคลองวังโป่ง ฤดูกาลทำ�นาของชุมชนบ้านวังโป่งจะเริ่ม ทำ�ตั้งแต่เดือน 6-7 ของทุกปีเหตุที่เลือกทำ�ช่วงนี้เพราะเป็นช่วงฤดูฝนจะมีฝนตกชุกทำ�ให้มีน้ำ�ในนาเหมาะแก่ การทำ�นา (ปลูกข้าว) ทำ�ให้สภาพนาเหมาะแก่การเพาะกล้า 36
อัตลักษณ์ที่โดดเด่นประเพณีบุญข้าวเปลือกของชาวชุมชนบ้านวังโป่ง เป็นประเพณีที่สืบทอด กันมายาวนาน มีความเชื ่อว ่า การเก็บเกี่ยวข้าวขึ้นสู่ยุ้งฉาง มีความผูกพันกันแบบวิถีชุมชน เริ่มจากการลงแขกดำ�นา ลงแขกเกี ่ยวข้าวแสดงถึงความรักความสามัคคีจึงได้จัดงานบูชาแม่โพสพหรือพระแม่โพสพ โดยถือคติความเชื่อที่ว่า เมื่อนำ�ข้าวในนาขึ้นสู่ยุ้งฉาง ควรจะมีการสรรเสริญบูชา และบวงสรวงคุณข้าว คุณน้ำ� อันเป็นความเชื่อเกี่ยวกับ เทพเจ้าหรือเทพาอารักษ์รูปแบบ และวิธีการรูปภาพประกอบกิจกรรมประเพณีเจดีย์ข้าวเปลือกการจัดสถานที่ การเตรียมงานพิธีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ชาวบ้านร่วมฟังพระเจริญพระพุทธมนต์ พระสงฆ์เทศน์เรื่อง พระแม่โพสพ ชาวบ้านรับฟังเทศน์เรื่องพระแม่โพสพ บายศรี แม่โพสพ เจดีย์ข้าวเปลือก วัดอรัญญาวาส บรรยากาศ ณ วัดอรัญญาวาส บรรยากาศ ปะพรมน้ำ�พระพุทธมนต์ ภาพที่ 11 พิธีบวงสรวง ที่มา: สำ�นักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์. (2559,สิงหาคม 3) จาก https://www.m-culture.go.th/phetchabun/ewt_news.php?nid =354&filename=index อ้างอิง สำ�นักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์.(2559,สิงหาคม 3). ประเพณีรับขวัญข้าว ก่อเจดีย์ข้าวเปลือก อ.วังโป่ง. ค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 14, 2565. จากแหล่งที่มา https://www.m-culture. go.th/phetchabun/ewt_news.php?nid=354&filename=index 37