รายงานวิจัยการศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (DIGITAL TESTING) ในภาคตะวันออกกลุ่มวิจัยและพัฒนาสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคตะวันออกกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ
กบทสรุปผู้บริหารรายงานวิจัยการศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ด้านปัจจัยป้อน (Input) ด้านกระบวนการ (Process)และด้านผลผลิต (Output)2) ศึกษาปัญหา อุปสรรคการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก และ 3) เสนอแนวทางการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก โดยกลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา ประกอบด้วย คณะกรรมการศูนย์สอบและคณะกรรมการสนามสอบ จ านวน 60 คน และผู้เข้าสอบ จ านวน 89 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แบบสอบถามการสอบเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ส าหรับคณะกรรมการศูนย์สอบ และคณะกรรมการสนาม 2) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการสอบเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital) ส าหรับผู้เข้าสอบ และ 3) แบบรายงานข้อมูลพื้นฐานการสอบเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ผลการศึกษาสรุปได้ ดังนี้1. ผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) 1.1 ด้านปัจจัยป้อน (Input) คณะกรรมการศูนย์สอบและคณะกรรมการสนามสอบ มีความคิดเห็นในภาพรวม ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.67) เมื่อแยกเป็นรายด้านพบว่า มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นระดับมากที่สุด 3 ด้าน ได้แก่ ด้านวัสดุอุปกรณ์ ( =4.88) รองลงมา ด้านสถานที่จัดสอบ ( =4.80) และด้านบุคลากร ( =4.50) ตามล าดับ ส่วนด้านคู่มือที ่เกี่ยวข้องกับการด าเนินงานการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานมีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นระดับมาก ( =4.43) ในส่วนของผู้เข้าสอบมีความคิดเห็นด้านปัจจัยป้อนในภาพรวม ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( =4.39) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่ามีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด จ านวน 2 ข้อ คือ การให้ค าแนะน า ช่วยเหลือของบุคลากร และความพร้อมของระบบห้องสอบ ( =4.56) ข้อที่เหลืออยู่ในระดับมาก โดยค่าเฉลี่ยความคิดเห็นที่น้อยที่สุด คือ ความครอบคลุมเนื้อหาในคู่มือการด าเนินงานฯ ( =4.22)1.2 ด้านกระบวนการ (Process) คณะกรรมการศูนย์สอบและคณะกรรมการสนามสอบได้ระบุว่า มีการด าเนินการตามแนวปฏิบัติตามคู่มือบริหารการจัดสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing)ทุกด้าน และเกือบทุกข้อในการปฏิบัติของแต่ละด้าน มีค่าเฉลี่ยร้อยละของการปฏิบัติระหว่าง 90 - 100 โดยด้าน การประชุมชี้แจงการด าเนินงาน ด้านแนะแนว ด้านการตรวจความพร้อมของระบบ (Digital Testing) ด้านการรายงาน
ขผลการสอบและการประกาศผลสอบ มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 100 รองลงมา ได้แก่ ด้านการรับสมัคร มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 99.00 ด้านการด าเนินการจัดสอบ มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 99.16 ด้านการประชาสัมพันธ์มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 98.30 ด้านการปฐมนิเทศ มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 90 ตามล าดับในส่วนของผู้เข้าสอบมีความคิดเห็นด้านกระบวนการในภาพรวม ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก( =4.15) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มีความคิดเห็นในระดับมากทุกข้อ เรียงล าดับจากมากไปน้อย คือ การให้ค าแนะน าช่วยเหลือของกรรมการก ากับห้องสอบ ( =4.35) การชี้แจงขั้นตอน รายละเอียด ขอบข่าย เนื้อหาและคุณสมบัติผู้สมัครสอบ และการเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบสถานะการสมัคร ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการสอบและผลสอบ ( =4.22) การปฐมนิเทศ ( =4.11) การประชาสัมพันธ์รับสมัครและความเหมาะสมของเวลาท าแบบทดสอบ ( =4.09) การรับสมัครด้วยระบบออนไลน์และความยากของแบบทดสอบ ( =4.03)1.3 ด้านผลผลิต (Output)1.3.1 จ านวนผู้ลงทะเบียนสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing)ผู้ลงทะเบียนสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก จ านวน 3 ครั้ง รวมทั้งสิ้น จ านวน 505 คน จ าแนกเป็น ครั้งที่ 1 จ านวน 213 คน ครั้งที่ 2 จ านวน 161 คน และครั้งที่ 3 จ านวน 131 คน โดยมีผู้ลงทะเบียนสอบระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมากที่สุด รองลงมาเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับประถมศึกษา ตามล าดับ จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด คือ ระยอง และสระแก้ว จ านวน 90 คน รองลงมา คือ ชลบุรี จ านวน 86 คน และตราดจ านวน 69 คน และจังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนน้อยที่สุด คือ นครนายก จ านวน 30 คน 1.3.2 จ านวนผู้เข้าสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing)จ านวนผู้เข้าสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในการสอบทั้ง 3 ครั้ง พบว่า มีจ านวนผู้เข้าสอบรายวิชาต่าง ๆ มีจ านวนน้อยกว่าจ านวนผู้ลงทะเบียนสอบ จ าแนกตามระดับการศึกษา ได้ดังนี้ - ระดับประถมศึกษา จากจ านวนผู้ลงทะเบียนสอบรวมทุกรายวิชาของการสอบทั้ง 3 ครั้ง มีจ านวนรวม 204 คน มีผู้เข้าสอบรวมจ านวน 130 คน คิดเป็นร้อยละ 63.73- ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากจ านวนผู้ลงทะเบียนสอบรวมทุกรายวิชาของการสอบทั้ง 3 ครั้ง มีจ านวนรวม 1,235 คน มีผู้เข้าสอบรวมจ านวน 853 คน คิดเป็นร้อยละ 69.07- ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จากจ านวนผู้ลงทะเบียนสอบรวมทุกรายวิชาของการสอบทั้ง 3 ครั้ง มีจ านวนรวม 2,237 คน มีผู้เข้าสอบรวมจ านวน 1,541 คน คิดเป็นร้อยละ 68.871.3.3 จ านวนผู้สอบผ ่านรายวิชาการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing)
คจ านวนผู้สอบผ ่านรายวิชาต ่าง ๆ ของการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) เฉพาะครั้งที่ 1 - 2 มีจ านวนผู้สอบผ่านน้อย จ าแนกตามระดับการศึกษา ได้ดังนี้ - ระดับประถมศึกษาจากจ านวนผู้เข้าสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ระดับประถมศึกษา รวมจ านวน 104 คน มีผู้ผ่านการสอบรายวิชาต่าง ๆ จ านวนรวม 30 คน คิดเป็นร้อยละ 28.85- ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากจ านวนผู้เข้าสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รวมจ านวน 707 คน มีผู้ผ่านการสอบรายวิชาต่าง ๆ จ านวนรวม 237 คน คิดเป็นร้อยละ 33.52 - ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จากจ านวนผู้เข้าสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมจ านวน 1,179 คน มีผู้ผ่านการสอบรายวิชาต่าง ๆ จ านวนรวม 268 คน คิดเป็นร้อยละ 22.73 2. ปัญหา อุปสรรคการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออกปัญหาและอุปสรรคการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing)ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการศูนย์สอบและคณะกรรมการสนามสอบมี2 ลักษณะคือ 1) ด้านการบริหารจัดการสอบ ได้แก่ งบประมาณไม่เพียงพอต่อการด าเนินการจัดสอบ การประชาสัมพันธ์ยังไม่ครอบคลุมถึงกลุ่มเป้าหมาย แนวทางการสัมมนาวิชาการยังไม่มีความชัดเจน เงื่อนไขในการจบไม่ชัดเจนโปรแกรมที่ใช้มีหลายขั้นตอนท าให้ยุ่งยากต่อการสมัครสอบ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการสอบมีสมรรถนะต ่า2) ด้านผู้สมัครสอบและผู้เข้าสอบ ได้แก่ ผู้สมัครสอบมีพื้นฐานในการใช้เทคโนโลยีน้อย ท าให้ไม่ถนัดในการใช้ระบบออนไลน์ ผู้เข้าสอบน้อยกว่าจ านวนผู้ลงทะเบียน และกลุ่มผู้ลงทะเบียนสอบที่เป็นทหาร ติดภารกิจเร่งด่วนเกี่ยวกับกรณีพิพาทชายแดน ไม่สามารถเข้าสอบได้ปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ตามความคิดเห็นของผู้เข้าสอบ ได้แก่ เวลาในการจัดการสอบนานเกินไปและพักนานเกินไป ความล าบากในการเดินทางมาสอบ ตัวชี้วัดการออกข้อสอบไม่มีความชัดเจน ข้อสอบมีความยากในระดับมาก และคอมพิวเตอร์ค่อนข้างช้า 3. แนวทางการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก1. การประชาสัมพันธ์1.1 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ควรด าเนินการประชาสัมพันธ์หลากหลายช่องทาง และต่อเนื่อง1.2 ประชุมชี้แจงทุกหน่วยงานในพื้นที่ของกระทรวงศึกษาธิการ1.3 ข้อมูลการประชาสัมพันธ์ต้องชัดเจน ครบถ้วน เพื่อให้ผู้สมัครเห็นกระบวนการทั้งหมด
ง2. ความไม่ชัดเจนของข้อมูลและแนวทางการด าเนินงานกรมส่งเสริมการเรียนรู้ควรก าหนดขั้นตอนการด าเนินงานให้ครบวงจรก่อนสั่งการให้ระดับพื้นที่ด าเนินงาน3. การใช้ประโยชน์จากผลการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานกรมส่งเสริมการเรียนรู้ควรน าผลการสอบผ่านในแต ่ละรายวิชาน ามาเก็บสะสมหน่วยกิต เป็นการสะสมหน่วยกิตของธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank)4. ระบบการรับสมัครออนไลน์4.1 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ควรให้สิทธิเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด แก้ไขข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นได้4.2 ปรับระบบการยืนยันตัวตน ณ สถานที่รับสมัคร และการออกบัตรของผู้เข้าสอบให้เป็นระบบออนไลน์ทั้งหมด 4.3 กรณีที่มีการจ่ายเงินลงทะเบียนสอบแต่ละรายวิชา ควรจะต้องมีการท าระบบรองรับการยื่นเอกสารการช าระเงินผ่านระบบออนไลน์5. ศูนย์สอบ5.1 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ควรจัดหาครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์เพื่อจัดเป็นศูนย์สอบเอง5.2 ควรสร้างแรงจูงใจให้กับศูนย์สอบ โดยให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม5.3 ควรสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสถานที่สอบ6. การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้เข้าสอบ6.1 ควรมีสนามสอบทุกสถานศึกษา หรือเพิ่มสนามสอบให้มากขึ้น6.2 ควรยกเลิกการเดินทางในการยืนยันตัวตนในการลงทะเบียน เป็นการยืนยันตัวตนด้วยระบบออนไลน์7. ระยะเวลาด าเนินการแต่ละขั้นตอน7.1 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ควรจัดท าปฏิทินการจัดสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) เป็นรายปีงบประมาณ ไตรมาสละ 1 ครั้ง (4 ครั้งต่อปี) 7.2 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ควรก าหนดห้วงระยะเวลา (Time line) ของแต่ละขั้นตอน ได้แก่การประกาศรับสมัคร การรับสมัคร การประกาศรายชื ่อผู้มีสิทธิ์สอบ การสอบ และการประกาศผลสอบ ให้ชัดเจนและเหมาะสม 8. ตารางสอบกรมส ่งเสริมการเรียนรู้ควรปรับตารางสอบ เช ่น เริ ่มสอบรายวิชาเร็วเกินไปและสอบรายวิชาสุดท้ายช้าเกินไป ปรับลดระยะเวลาในการพักระหว่างวิชาเป็น 30 - 45 นาที 9. งบประมาณของศูนย์สอบกรมส่งเสริมการเรียนรู้ควรจัดสรรงบประมาณเป็นการเฉพาะให้กับศูนย์สอบ ไม่ควรให้ส านักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจ าจังหวัดใช้งบประมาณของหน่วยงาน เพราะมีงบจ ากัดและมีแผนการใช้จ่ายอื่น ๆ อยู่แล้ว
จค าน ารายงานการศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออกเล่มนี้ จัดท าขึ้นเพื่อประเมินผลการด าเนินงานโครงการวิจัยการด าเนินงานขับเคลื่อนการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ของสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคตะวันออก ร่วมกับส านักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจ าจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอ าเภอเมือง รวม 8 จังหวัดในภาคตะวันออก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ด้านปัจจัยป้อน (Input) ด้านกระบวนการ (Process) และด้านผลผลิต (Output) 2) ศึกษาปัญหา อุปสรรคการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก และ 3) เสนอแนวทางการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออกสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคตะวันออก ใคร่ขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดท ารายงานเล่มนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานวิจัยการศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออกเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน และสถานศึกษา ในการน าไปพัฒนา ปรับปรุง คุณภาพการด าเนินงานการจัดสอบให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น (ดร.กัญจน์โชติ สหพัฒนสมบัติ)ผู้อ านวยการส านักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจ าจังหวัดระยองปฏิบัติหน้าที่ผู้อ านวยการสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคตะวันออก
ฉสารบัญ หน้าบทสรุปผู้บริหาร...................................................................................................................................กค าน า....................................................................................................................................................จสารบัญ................................................................................................................................................ฉสารบัญตาราง ......................................................................................................................................ซสารบัญภาพ........................................................................................................................................ฌบทที่ 1 บทน า....................................................................................................................................1ความเป็นมาและความส าคัญ...........................................................................................................1วัตถุประสงค์....................................................................................................................................3ขอบเขตของการศึกษา.....................................................................................................................3ข้อตกลงเบื้องต้น..............................................................................................................................3นิยามศัพท์เฉพาะ.............................................................................................................................4ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ...............................................................................................................4บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง ................................................................................................................5การเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรูการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing)..................................................................................................5แนวคิดเชิงระบบ (System Approach).......................................................................................20งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง........................................................................................................................25บทที่ 3 วิธีด าเนินการ......................................................................................................................30กลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา...................................................................................................................30เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา.............................................................................................................30การเก็บรวมรวมข้อมูล...................................................................................................................31การวิเคราะห์และการน าเสนอข้อมูล.............................................................................................32บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.........................................................................................................33ผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก ด้านปัจจัยป้อน (Input) ด้านกระบวนการ (Process) และด้านผลผลิต (Output) ...........................................................................................................34ผลการศึกษาปัญหา อุปสรรคการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก..................................................................54ผลการศึกษาแนวทางการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก..................................................................56
ชสารบัญ (ต่อ) หน้าบทที่ 5 สรุปผลการศึกษา อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ..................................................................58สรุปผลการศึกษา..........................................................................................................................58อภิปรายผล...................................................................................................................................62ข้อเสนอแนะ.................................................................................................................................64บรรณานุกรม......................................................................................................................................65ภาคผนวก..........................................................................................................................................67คณะผู้จัดท า.....................................................................................................................................105
ซสารบัญตารางตารางที่ หน้าตารางที่ 1 แสดงจ านวนกลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา จ าแนกรายจังหวัด ครั้งที่ 3.............................................30ตารางที่ 2 แสดงจ านวนและร้อยละ ต าแหน่ง เพศ อายุ และระดับการศึกษา ของคณะกรรมการ ศูนย์สอบ และคณะกรรมการสนามสอบ ................................................................................34ตารางที่ 3 แสดงจ านวนและร้อยละ ระดับการศึกษา เพศ อายุและอาชีพปัจจุบันของผู้เข้าสอบ ............36ตารางที่ 4 แสดงค่าคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความคิดเห็นของคณะกรรมการ ศูนย์สอบ คณะกรรมการสนามสอบ ด้านปัจจัยป้อน (N = 60) ...............................................37ตารางที่ 5 แสดงค่าคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความคิดเห็นของผู้เข้าสอบด้านปัจจัยป้อน (N = 89) ........................................................................................................40ตารางที่ 6 แสดงจ านวน และร้อยละ การด าเนินงานตามแนวปฏิบัติตามคู่มือบริหารการจัดสอบเทียบ ระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ด้านกระบวนการ(N = 60)..................................................................................................................................41ตารางที่ 7 แสดงค่าคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความคิดเห็นของผู้เข้าสอบด้านกระบวนการ (N = 89) .....................................................................................................45ตารางที่ 8 แสดงจ านวนผู้ลงทะเบียนสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน แยกรายจังหวัด...46ตารางที่ 9 แสดงจ านวนผู้ลงทะเบียนเข้าสอบ แยกเป็นรายวิชา..............................................................47ตารางที่ 10 แสดงจ านวนผู้เข้าสอบ แยกเป็นรายวิชา.................................................................................48ตารางที่ 11 แสดงจ านวนผู้ผ่านการทดสอบ แยกเป็นรายวิชา....................................................................49ตารางที่ 12 ร้อยละผู้สอบผ่านระดับประถมศึกษา แยกเป็นรายวิชา.........................................................50ตารางที่ 13 ร้อยละผู้สอบผ่านระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แยกเป็นรายวิชา...............................................51ตารางที่ 14 ร้อยละผู้สอบผ่านระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แยกเป็นรายวิชา ..........................................52ตารางที่ 15 แสดงค่าคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความคิดเห็นของผู้เข้าสอบ ด้านผลผลิต (N = 89) ............................................................................................................53ตารางที่ 16 แสดงปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมการศูนย์สอบ คณะกรรมการสนามสอบ .........................................................................................................54ตารางที่ 17 แสดงปัญหา อุปสรรคของผู้เข้าสอบ .......................................................................................55ตารางที่ 18 แสดงข้อเสนอแนะของผู้เข้าสอบ.............................................................................................55
ฌสารบัญภาพ หน้าภาพที่ 1 ขั้นตอนการด าเนินงานการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้ การศึกษาขั้นพื้นฐาน .....................................................................................................................8ภาพที่ 2 การบริหารตามทฤษฎีเชิงระบบ..................................................................................................21ภาพที่ 3 รูปแบบระบบตามแนวคิดระบบเปิด...........................................................................................22ภาพที่ 4 องค์ประกอบของวิธีระบบ..........................................................................................................24ภาพที่ 5 กรอบแนวคิดในการศึกษา..........................................................................................................29
บทที่ 1บทน าความเป็นมาและความส าคัญการศึกษาเป็นรากฐานส าคัญในการสร้างความเจริญก้าวหน้า เนื่องจากการศึกษาเป็นกระบวนการที่ช่วยให้บุคคลได้รับการพัฒนาตนเองในด้านต่าง ๆ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพ และขีดความสามารถในด้านต่าง ๆ เพื่อน าไปใช้ในการประกอบอาชีพและด ารงชีวิตอยู่ในสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีความสุข การศึกษาจึงเป็นเครื่องมือส าคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศ รัฐจึงมีหน้าที่ส าคัญประการหนึ่งที่ต้องจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ และมีความเหมาะสมกับประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางสังคม ประเทศและโลก (กรมส่งเสริมการเรียนรู้: 2568)พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ได้ให้ความส าคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก ่ประชาชน โดยการก าหนดให้มีระบบเทียบระดับการศึกษาเทียบเคียงหรือเทียบโอนผลการเรียนเพื่อประโยชน์ในการรับรองวุฒิทางการศึกษาหรือเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพของบุคคล ด้วยเหตุดังกล่าวกระทรวงศึกษาธิการในฐานะ หน่วยงานต้นสังกัดที่จัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีหน้าที่หลักในการพัฒนาการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพมุ่งสร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต และลดความเหลื ่อมล ้าทางการศึกษา รวมถึงการผลิต พัฒนา และสร้างเสริมศักยภาพก าลังคนให้มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและความต้องการของประเทศเป็นหลักนั้น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้รับมอบหมายให้เร่งด าเนินการเกี่ยวกับการจัดให้มีระบบวัดผลเทียบระดับการศึกษาและประเมินผลการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีความเป็นเลิศทางปัญญาให้ได้รับวุฒิทางการศึกษา โดยไม่ต้องเสียเวลาเรียน ประหยัดเวลา และค่าใช้จ ่าย กรมส ่งเสริมการเรียนรู้จึงก าหนดให้มีการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน และให้การด าเนินงานสอดคล้องกับอ านาจตามความในมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 โดยจัดให้มีการจัดท าประกาศกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เรื่อง การเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งประกาศไว้ ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2567 (กรมส่งเสริมการเรียนรู้: 2568) และในประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้ก าหนดจุดเน้นที ่เกี ่ยวข้องกับการสอบเทียบวัดระดับการศึกษาความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ 1.2 จัดระบบวัดผลเทียบระดับการศึกษาและประเมินผลการศึกษา เพื่อส่งเสริมผู้ที่มีความสามารถเป็นเลิศให้ได้รับคุณวุฒิการศึกษา เพื่อใช้ประโยชน์ในการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นหรือการพัฒนาตนเองในด้านอื่น ๆ ต่อไป การด าเนินงานการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานมีหลักการ ดังนี้ 1) เปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รวมถึงบุคคลที่มีความเป็นเลิศทางปัญญาให้สามารถเข้ารับการทดสอบและประเมิน เพื่อให้ได้รับวุฒิการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) มีการทดสอบความรู้ ทักษะ เจตคติ ประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน
2และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้ขอสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามตัวชี้วัดของมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 3) เปิดโอกาสให้ผู้ขอสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถเข้าสอบเทียบซ ้า เพื่อปรับค่าระดับผลการทดสอบเฉลี่ยสะสมให้สูงขึ้นได้ 4) ให้ผู้ส าเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ผ่านการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน มีศักดิ์และสิทธิ์เช่นเดียวกับผู้ส าเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่กระทรวงศึกษาธิการมีค าสั่งหรือประกาศให้ใช้หลักสูตรหรือรับรองหลักสูตร 5) สามารถน าผลการทดสอบในกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ผ่านไปสะสมเพื่อประโยชน์ในการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษา หรือเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพ หรือน าไปเทียบโอนผลการเรียนในระดับเดียวกันได้(กรมส่งเสริมการเรียนรู้: 2568)การขับเคลื ่อนนโยบายดังกล ่าวสู ่การปฏิบัติ กรมส ่งเสริมการเรียนรู้ร ่วมกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) จัดท าผังข้อสอบและเครื่องมือการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื ่อให้ได้เครื่องมือที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานเดียวกัน และเป็นที ่ยอมรับต ่อสังคม ตลอดจนการก าหนดกรอบการด าเนินงานและการจัดท าคู่มือการด าเนินงานส าหรับผู้เกี่ยวข้อง ก าหนดบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน ศูนย์สอบ สนามสอบ และผู้เกี่ยวข้องกับการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน การด าเนินงานการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานกรมส่งเสริมการเรียนรู้ก าหนดให้สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคมีบทบาทหน้าที่ ดังนี้1) ส่งเสริม สนับสนุนงานด้านวิชาการ การประชาสัมพันธ์ ประสานความร ่วมมือกับหน่วยงาน ระดับจังหวัด ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องให้แก่สถานศึกษา เพื่อให้การด าเนินการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับพื้นที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 2) นิเทศ ติดตาม และประเมินผลการด าเนินการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบ วัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาในพื้นที่รับผิดชอบ 3) รวบรวม วิเคราะห์ และสรุปผลการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการด าเนินการ เทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาในพื้นที่รับผิดชอบเสนอต่อกรมส่งเสริมการเรียนรู้4) ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและพัฒนาการด าเนินการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่และอ านาจของสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาค ตามประกาศกรมส่งเสริมการเรียนรู้เรื่อง ก าหนดหน้าที่และอ านาจของสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาค ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้กลุ่มเป้าหมายพิเศษ และสถาบันการศึกษาและพัฒนาต่อเนื่องสิรินธร ประกาศ ณ วันที่ 8 เมษายน 2568 ข้อที่ 2 วิจัยและพัฒนานวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และการบริการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ วัฒนธรรม ความจ าเป็น และความสนใจของประชาชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ทุกรูปแบบจากเหตุผลและความส าคัญดังกล่าว สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคตะวันออก ได้มีความตระหนักและมองเห็นความส าคัญของการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงได้จัด โครงการวิจัยการด าเนินงานขับเคลื่อนการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาในเขตภาคตะวันออก
3วัตถุประสงค์1. เพื่อศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ด้านปัจจัยป้อน (Input) ด้านกระบวนการ (Process) และด้านผลผลิต (Output)2. เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรคการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก3. เพื่อเสนอแนวทางการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออกขอบเขตของการศึกษาด าเนินการศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาในเขตภาคตะวันออก1. ขอบเขตด้านกลุ่มเป้าหมายที่ศึกษากลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา ประกอบด้วย1.1 คณะกรรมการศูนย์สอบ และคณะกรรมการสนามสอบ จ านวน 60 คน1.2 ผู้เข้าสอบ จ านวน 89 คน2. ขอบเขตด้านเนื้อหาการศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาในเขตภาคตะวันออก ใช้รูปแบบการติดตามเชิงระบบ (I-P-O) ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่2.1 ด้านปัจจัยป้อน (Inputs)2.2 ด้านกระบวนการ (Process)2.3 ด้านผลผลิต (Output)3. ขอบเขตด้านพื้นที่การศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานของส านักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจ าจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอ าเภอเมือง ในเขตภาคตะวันออก จ านวน 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดตราด จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดสระแก้ว4. ขอบเขตด้านระยะเวลาระยะเวลาในการด าเนินการศึกษา ระหว่าง 1 ตุลาคม 2567 – 30 กันยายน 2568ข้อตกลงเบื้องต้นการศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก ด้านผลผลิต (Output) ในประเด็นจ านวนผู้สอบผ่าน จะเป็นผลจ านวนผู้สอบผ่านเฉพาะการสอบครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เท่านั้น ไม่รวมถึงจ านวนผู้สอบผ่านการสอบครั้งที่ 3 เนื่องจากระบบยังไม่ประกาศผล
4นิยามศัพท์เฉพาะ1. หลักสูตร หมายถึง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 25512. การสอบเทียบวัดระดับความรูการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) หมายถึง การทดสอบของบุคคลที่ประสงค์ขอสอบเทียบวัดระดับความรูการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามตัวชี้วัดที่ก าหนดตามมาตรฐานการเรียนรูตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ของกรมส่งเสริมการเรียนรู3. ศูนย์สอบ หมายถึง ส านักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจ าจังหวัด 8 จังหวัดในภาคตะวันออก4. สนามสอบ หมายถึง ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรูระดับอ าเภอเมือง ในสังกัดส านักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจ าจังหวัด 8 จังหวัดในภาคตะวันออก ที่ด าเนินการจัดสอบเทียบวัดระดับความรูการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ตามประกาศของกรมส่งเสริมการเรียนรู5. ผู้เข้าสอบ หมายถึง ผู้เข้ารับการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรูการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก6. ผู้ส าเร็จการศึกษา หมายถึง ผู้ขอเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานที่ผ่านเกณฑ์การทดสอบครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และผ่านการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามประกาศ หลักเกณฑ์ หรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานที่ก าหนด ผ่านการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน และผ่านการเข้าร่วมสัมมนาวิชาการ7. คณะกรรมการศูนย์สอบ หมายถึง บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากส านักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจ าจังหวัดท าหน้าที่ในการประสานงานระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้กับสนามสอบ8. คณะกรรมการสนามสอบ หมายถึง บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอ าเภอเมือง มีหน้าที่ด าเนินการบริหารการสอบเทียบระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามนโยบายและแนวปฏิบัติที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ก าหนดประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับข้อมูลการศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรูการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing)จะเป็นประโยชน์ต่อศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอ าเภอเมืองส านักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจ าจังหวัด และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในการพัฒนาแนวทางการด าเนินงานในระยะต่อไป
5บทที่ 2เอกสารที่เกี่ยวข้องการศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก มีการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและน าเสนอดังหัวข้อต่อไปนี้1. การเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรูการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing)2. แนวคิดเชิงระบบ (System Approach)3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีรายละเอียด ดังนี้การเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรูการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing)1. หลักการด าเนินงานการด าเนินงานการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการ ดังนี้1.1 เปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รวมถึงบุคคลที่มีความเป็นเลิศทางปัญญาให้สามารถเข้ารับการทดสอบและประเมิน เพื่อให้ได้รับวุฒิการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน1.2 มีการทดสอบความรู้ ทักษะ เจตคติ ประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ เขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของผู้ขอสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามตัวชี้วัดของมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 25511.3 เปิดโอกาสให้ผู้ขอสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถเข้าสอบเทียบซ ้าเพื่อปรับค่าระดับผลการทดสอบเฉลี่ยสะสมให้สูงขึ้นได้1.4 ให้ผู้ส าเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ผ่านการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานมีศักดิ์และสิทธิ์เช ่นเดียวกับผู้ส าเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่กระทรวงศึกษาธิการมีค าสั่งหรือประกาศให้ใช้หลักสูตรหรือรับรองหลักสูตร1.5 สามารถน าผลการทดสอบในกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ผ่าน ไปสะสมเพื่อประโยชน์ในการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษา หรือเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพ หรือน าไปเทียบโอนผลการเรียนในระดับเดียวกันได้2. วัตถุประสงค์ของการด าเนินงานเพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รวมถึงบุคคลที่มีความเป็นเลิศทางปัญญาให้สามารถเข้ารับการทดสอบและประเมิน ให้ได้รับวุฒิการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
63. กลุ่มเป้าหมายประชาชนทั่วไป ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่พ้นเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับแต่ยังอยู่ในวัยเรียนหรือผู้ซึ่งพ้นวัยที่จะศึกษาในสถานศึกษาในกรณีเด็กตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับและรวมถึงผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะเข้ารับการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองตามกฎหมายและให้ถือว่าผู้ปกครองดังกล่าวได้ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับแล้ว4. ขอบข่ายเนื้อหาการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานส าหรับการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน มีการก าหนดขอบข่ายเนื้อหาการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ 3 ส่วน ได้แก่ส่วนที่ 1 การประเมินความรู้ ทักษะ และเจตคติ ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จ านวน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้1. ภาษาไทย2. คณิตศาสตร์3. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม5. สุขศึกษาและพลศึกษา6. ศิลปะ7. การงานอาชีพ8. ภาษาต่างประเทศส่วนที่ 2 การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551ระดับประถมศึกษา ผู้เข้ารับการประเมินจะต้องเขียนสรุปกิจกรรมตามที่ได้รับมอบหมายในการสัมมนาให้ครอบคลุมประเด็น ดังนี้1. อ่านเพื่อศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากสื่อประเภทต่าง ๆ และอ้างถึงแหล่งที่มาของข้อมูล2. เขียนเชื่อมโยงประเด็นส าคัญ และเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน3. แสดงความคิดเห็นพร้อมให้เหตุผลสนับสนุน4. บอกคุณค่าที่ได้จากการอ่าน5. สรุปข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ผู้เข้ารับการประเมินจะต้องเขียนสรุปกิจกรรมตามที่ได้รับมอบหมาย ในการสัมมนาให้ครอบคลุมประเด็น ดังนี้1. อ่านเพื่อศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากสื่อที่หลากหลาย และอ้างถึงแหล่งที่มาของข้อมูล2. เขียนเชื่อมโยงประเด็นส าคัญ และเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน3. แสดงความคิดเห็น แนวคิด แง่คิด พร้อมให้เหตุผลสนับสนุน
74. บอกคุณค่าที่ได้จากการอ่าน5. สรุปข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้เข้ารับการประเมินจะต้องเขียนสรุปกิจกรรมตามที่ได้รับมอบหมายในการสัมมนาให้ครอบคลุมประเด็น ดังนี้1. อ่านเพื่อศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากสื่อที่หลากหลาย และอ้างถึงแหล่งที่มาของข้อมูล2. เขียนเชื่อมโยงประเด็นส าคัญ และเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน3. แสดงความคิดเห็น วิพากษ์ และให้ข้อเสนอแนะพร้อมให้เหตุผลสนับสนุน4. บอกคุณค่าที่ได้จากการอ่าน และประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล5. สรุปข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าส่วนที่ 3 การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ดังนี้1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์2. ซื่อสัตย์สุจริต3. มีวินัย4. ใฝ่เรียนรู้5. อยู่อย่างพอเพียง6. มุ่งมั่นในการท างาน7. รักความเป็นไทย8. มีจิตสาธารณะ5. ระดับการศึกษาที่มีการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดให้มีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551โดยแบ่งเป็น 3 ระดับการศึกษา ดังนี้1. ประถมศึกษา2. มัธยมศึกษาตอนต้น3. มัธยมศึกษาตอนปลาย
86. ขั้นตอนการด าเนินงานการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานภาพที่ 1 ขั้นตอนการด าเนินงานการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานคู่มือการด าเนินงานการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน(กรมส่งเสริมการเรียนรู้, 2568, หน้า 7)
9หลักสูตรที่ใช้ในการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานหลักสูตรที่น ามาใช้ในการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ที่ใช้ในการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน มาตรฐานการเรียนรู้ที ่ใช้ในการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ก าหนดจากมาตรฐานการเรียนรู้ที่ก าหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 จ านวน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ จ านวน 54 มาตรฐาน ดังนี้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสาระที่ 1 การอ่านมาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อน าไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการด าเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่านสาระที่ 2 การเขียนมาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพสาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูดมาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ความคิดความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทยมาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรมมาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและน ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์สาระที่ 1 จ านวนและพีชคณิตมาตรฐาน ค 1.1 เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจ านวน ระบบจ านวน การด าเนินการของจ านวนผลที ่เกิดขึ้นจากการด าเนินการ สมบัติของการด าเนินการ และน าไปใช้มาตรฐาน ค 1.2 เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน ล าดับและอนุกรม และน าไปใช้
10มาตรฐาน ค 1.3 ใช้นิพจน์ สมการ และอสมการอธิบายความสัมพันธ์หรือช ่วยแก้ปัญหาที่ก าหนดให้สาระที่ 2 การวัดและเรขาคณิตมาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ต้องการวัดและน าไปใช้มาตรฐาน ค 2.2 เข้าใจและวิเคราะห์รูปเรขาคณิต สมบัติของรูปเรขาคณิต ความสัมพันธ์ระหว่างรูปเรขาคณิตและทฤษฎีบททางเรขาคณิต และน าไปใช้สาระที่ 3 สถิติและความน่าจะเป็นมาตรฐาน ค 3.1 เข้าใจกระบวนการทางสถิติ และใช้ความรู้ทางสถิติในการแก้ปัญหามาตรฐาน ค 3.2 เข้าใจหลักการนับเบื้องต้น ความน่าจะเป็น และน าไปใช้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพมาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศการถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมรวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การล าเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ท างานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ท างานสัมพันธ์กัน รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความส าคัญของการถ ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมสารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพมาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี ่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมีมาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจ าวัน ผลของแรงที ่กระท าต ่อวัตถุลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์
11มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจ าวัน ธรรมชาติของคลื ่น ปรากฏการณ์ที ่เกี ่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื ่นแม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศมาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพกาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศมาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัยกระบวนการเปลี ่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมสาระที่ 4 เทคโนโลยีมาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการด ารงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยค านึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมมาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงค านวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การท างานและการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมสาระที่ 1.1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรมมาตรฐาน ส 1.1 รู้และเข้าใจประวัติ ความส าคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ และศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตามหลักธรรม เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขมาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดีและธ ารงรักษาพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือสาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการด าเนินชีวิตในสังคมมาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที ่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมที ่ดีงาม และธ ารงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ด ารงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลกอย่างสันติสุข
12มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธา และธ ารงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการบริโภคการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจ ากัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ารวมทั้งเข้าใจหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการด ารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพมาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความจ าเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลกสาระที่ 4 ประวัติศาสตร์มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความส าคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบมาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้านความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่องตระหนักถึงความส าคัญและสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นมาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรักความภูมิใจและด ารงความเป็นไทยสาระที่ 5 ภูมิศาสตร์มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลักษณะทางกายภาพของโลกและความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง ซึ่งมีผลต่อกันใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ในการค้นหา วิเคราะห์ และสรุปข้อมูลตามกระบวนการทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนใช้ภูมิสารสนเทศอย ่างมีประสิทธิภาพมาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วิถีการด าเนินชีวิต มีจิตส านึกและมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาสาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์มาตรฐาน พ 1.1 เข้าใจธรรมชาติของการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัวมาตรฐาน พ 2.1 เข้าใจและเห็นคุณค่าตนเอง ครอบครัว เพศศึกษา และมีทักษะในการด าเนินชีวิต
13สาระที่ 3 การเคลื่อนไหว การออกก าลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทย และกีฬาสากลมาตรฐาน พ 3.1 เข้าใจ มีทักษะในการเคลื่อนไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกม และกีฬามาตรฐาน พ 3.2 รักการออกก าลังกาย การเล่นเกม และการเล่นกีฬา ปฏิบัติเป็นประจ าอย่างสม ่าเสมอ มีวินัย เคารพสิทธิ กฎ กติกา มีน ้าใจนักกีฬามีจิตวิญญาณในการแข่งขัน และชื่นชมในสุนทรียภาพของการกีฬาสาระที่ 4 การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรคมาตรฐาน พ 4.1 เห็นคุณค่าและมีทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ การด ารงสุขภาพ การป้องกันโรคและการสร้างเสริมสมรรถภาพเพื่อสุขภาพสาระที่ 5 ความปลอดภัยในชีวิตมาตรฐาน พ 5.1 ป้องกันและหลีกเลี ่ยงปัจจัยเสี ่ยง พฤติกรรมเสี ่ยงต ่อสุขภาพ อุบัติเหตุ การใช้ยาสารเสพติด และความรุนแรงกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะสาระที่ 1 ทัศนศิลป์มาตรฐาน ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึกความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันมาตรฐาน ศ 1.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากลสาระที่ 2 ดนตรีมาตรฐาน ศ 2.1 เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่าดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึกความคิดต ่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันมาตรฐาน ศ 2.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเห็นคุณค่าของดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากลสาระที่ 3 นาฏศิลป์มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจและแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึกความคิดอย่างอิสระ ชื่นชมและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันมาตรฐาน ศ 3.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว ่างนาฏศิลป์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นภูมิปัญญาไทยและสากล
14กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพสาระที่ 1 การด ารงชีวิตและครอบครัวมาตรฐาน ง 1.1 เข้าใจการท างาน มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะกระบวนการท างาน ทักษะการจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา ทักษะการท างานร่วมกัน และทักษะการแสวงหาความรู้ มีคุณธรรม และลักษณะนิสัยในการท างานมีจิตส านึกในการใช้พลังงาน ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมเพื่อการด ารงชีวิตและครอบครัวสาระที่ 2 การอาชีพมาตรฐาน ง 2.1 เข้าใจ มีทักษะที่จ าเป็น มีประสบการณ์ เห็นแนวทางในงานอาชีพใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาอาชีพ มีคุณธรรม และมีเจตคติที่ดีต่ออาชีพกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศสาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสารมาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลมาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารแสดงความรู้สึกและความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพมาตรฐาน ต 1.3 น าเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆโดยการพูด และการเขียนสาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรมมาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาและน าไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะมาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และน ามาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสมสาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นมาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นและเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตนสาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลกมาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต ่างประเทศในสถานการณ์ต ่าง ๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชนและสังคมมาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก
15ขอบเขตการประเมินและตัวชี้วัดความสมารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551ระดับชั้น ขอบเขตการประเมิน ตัวชี้วัดประถมศึกษา การอ ่านจากสื ่อสิ ่งพิมพ์และหรือสื ่อประเภทต ่าง ๆ ที ่ให้ข้อมูลสารสนเทศความรู้ ประสบการณ์ที ่เอื้อให้ผู้อ่านน าไปคิดวิเคราะห์แสดงความคิดเห็น ตัดสินใจ แก้ปัญหาและถ่ายทอด โดยการเขียนเป็นความเรียงเชิงสร้างสรรค์ด้วยถ้อยค าภาษาที่ถูกต้องชัดเจน เช่น อ่านหนังสือพิมพ์ วารสาร หนังสือเรียน บทความ สุนทรพจน์ค าแนะน าค าเตือน1. สามารถอ่านเพื่อหาข้อมูลสารสนเทศเสริมประสบการณ์จากสื่อประเภท ต่าง ๆ2. สามารถจับประเด็นส าคัญ เปรียบเทียบเชื่อมโยงความเป็นเหตุเป็นผลจากเรื่องที่อ่าน3. สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเรื่องราวเหตุการณ์ของเรื่องที่อ่าน4. สามารถแสดงความคิดเห็นต่อเรื่อง ที่อ่านโดยมีเหตุผลสนับสนุน5. สามารถถ่ายทอดความเข้าใจความคิดเห็น คุณค่าจากเรื่องที่อ่านโดยการเขียนมัธยมศึกษาตอนต้น การอ ่านจากสื ่อสิ ่งพิมพ์และสื ่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ให้ข้อมูลสารสนเทศ ข้อคิดความรู้เกี่ยวกับสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้อ่านน าไปคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ สรุปแนวคิด คุณค่า ที่ได้น าไปประยุกต์ใช้ด้วยวิจารณญาณและถ่ายทอดเป็นข้อเขียนเชิงสร้างสรรค์หรือรายงานด้วยภาษาที่ถูกต้องเหมาะสม เช่น อ่านหนังสือพิมพ์ วารสาร บทความ หนังสือเรียน แผนภูมิสุนทรพจน์ค าแนะน า ค าเตือน ตาราง แผนที่1. สามารถคัดสรรสื่อที่ต้องการอ่านเพื่อหาข้อมูลสารสนเทศได้ตามวัตถุประสงค์ สามารถสร้างความเข้าใจและประยุกต์ใช้ความรู้จากการอ่าน2. สามารถจับประเด็นส าคัญและประเด็นสนับสนุนโต้แย้ง3. สามารถวิเคราะห์ วิจารณ์ความสมเหตุสมผล ความน่าเชื่อถือ ล าดับความและความเป็นไปได้ของเรื่องที่อ่าน4. สามารถสรุปคุณค่า แนวคิด แง่คิดที่ได้จากการอ่าน5. สามารถสรุป อภิปราย ขยายความแสดงความคิดเห็น โต้แย้ง สนับสนุนโน้มน้าว โดยการเขียนสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ผังความคิด เป็นต้น
16ระดับชั้น ขอบเขตการประเมิน ตัวชี้วัดมัธยมศึกษาตอนปลาย การอ ่านจากสื ่อสิ ่งพิมพ์และสื ่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ให้ข้อมูลสารสนเทศความรู้ประสบการณ์แนวคิด ทฤษฎีรวมทั้งความงดงามทางภาษาที ่เอื้อให้ผู้อ่านวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์แสดงความคิดเห็นโต้แย้ง หรือสนับสนุน ท านาย คาดการณ์ตลอดจนประยุกต์ใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหา และถ ่ายทอดเป็นข้อเขียนเชิงสร้างสรรค์ รายงานบทความทางวิชาการอย่างถูกต้องตามหลักวิชา เช่น อ่านบทความวิชาการวรรณกรรมประเภทต่าง ๆ1. สามารถอ่านเพื่อการศึกษาค้นคว้าเพิ่มพูนความรู้ประสบการณ์ และ การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน2. สามารถจับประเด็นส าคัญล าดับเหตุการณ์จากการอ่านสื่อที่มีความซับซ้อน3. สามารถวิเคราะห์สิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารกับผู้อ่านและสามารถวิพากษ์ให้ข้อเสนอแนะในแง่มุมต่าง ๆ4. สามารถประเมินความน่าเชื่อถือ คุณค่าแนวคิดที่ได้จากสิ่งที่อ่าน อย่างหลากหลาย5. สามารถเขียนแสดงความคิดเห็น โต้แย้ง สรุปโดยมีข้อมูลอธิบายสนับสนุนอย่างเพียงพอและสมเหตุสมผลคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ใช้ในการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ใช้ในการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ดังนี้ข้อที่ 1 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงการเป็นพลเมืองดีของชาติธ ารงไว้ซึ่งความเป็นชาติไทย ศรัทธา ยึดมั่นในศาสนา และเคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ผู้ที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ คือ ผู้ที่มีลักษณะซึ่งแสดงออกถึงการเป็นพลเมืองดีของชาติ มีความสามัคคี ปรองดอง ภูมิใจ เชิดชูความเป็นชาติไทย ปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ และแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ข้อที่ 2 ซื่อสัตย์สุจริตซื่อสัตย์สุจริต หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงการยึดมั่นในความถูกต้อง ประพฤติตนตามความเป็นจริงต่อตนเองและผู้อื่น ทั้งทางกาย วาจา ใจผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต คือ ผู้ที่ประพฤติตนตามความเป็นจริงทั้งทางกาย วาจา ใจ และยึดหลักความจริง ความถูกต้องในการด าเนินชีวิต มีความละอายและเกรงกลัวต่อการกระท าผิด
17ข้อที่ 3 มีวินัยมีวินัย หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงการยึดมั่นในข้อตกลง กฎเกณฑ์ และระเบียบข้อบังคับของครอบครัว โรงเรียน และสังคมผู้ที ่มีวินัย คือ ผู้ที่ปฏิบัติตนตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครัวโรงเรียน และสังคมเป็นปกติวิสัย ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นข้อที่ 4 ใฝ่เรียนรู้ใฝ่เรียนรู้ หมายถึง คุณลักษณะที ่แสดงออกถึงความตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียนแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนผู้ที่ใฝ่เรียนรู้ คือ ผู้ที่มีลักษณะซึ่งแสดงออกถึงความตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียนและเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ แสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนอย่างสม ่าเสมอด้วยการเลือกใช้สื่ออย่างเหมาะสม บันทึกความรู้ วิเคราะห์ สรุปเป็นองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดเผยแพร่ และน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ข้อที่ 5 อยู่อย่างพอเพียงอยู่อย่างพอเพียง หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงการด าเนินชีวิตอย่างพอประมาณมีเหตุผล รอบคอบ มีคุณธรรม มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และปรับตัวเพื่ออยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขผู้ที่อยู่อย่างพอเพียง คือ ผู้ที่ด าเนินชีวิตอย่างประมาณตน มีเหตุผล รอบคอบ ระมัดระวังอยู่ร ่วมกับผู้อื ่นด้วยความรับผิดชอบ ไม่เบียดเบียนผู้อื ่น เห็นคุณค่าของทรัพยากรต ่าง ๆ มีการวางแผนป้องกันความเสี่ยงและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงข้อที่ 6 มุ่งมั่นในการท างานมุ่งมั่นในการท างาน หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงความตั้งใจและรับผิดชอบในการท าหน้าที่การงานด้วยความเพียรพยายาม อดทน เพื่อให้งานส าเร็จตามเป้าหมายผู้ที่มุ่งมั่นในการท างาน คือ ผู้ที่มีลักษณะซึ่งแสดงออกถึงความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความเพียรพยายาม ทุ่มเทก าลังกาย ก าลังใจ ในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ให้ส าเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่ก าหนดด้วยความรับผิดชอบ และมีความภาคภูมิใจในผลงานข้อที่ 7 รักความเป็นไทยรักความเป็นไทย หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงความภาคภูมิใจ เห็นคุณค่าร่วมอนุรักษ์สืบทอดภูมิปัญญาไทย ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะและวัฒนธรรม ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมผู้ที่รักความเป็นไทย คือ ผู้ที่มีความภาคภูมิใจ เห็นคุณค่า ชื่นชม มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สืบทอดเผยแพร่ภูมิปัญญาไทย ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะและวัฒนธรรมไทย มีความกตัญญูกตเวทีใช้ภาษาไทยในการสื่อสารอย่างถูกต้องเหมาะสม
18ข้อที่8 มีจิตสาธารณะมีจิตสาธารณะ หมายถึง คุณลักษณะที ่แสดงออกถึงการมีส ่วนร ่วมในกิจกรรมหรือสถานการณ์ที ่ก ่อให้เกิดประโยชน์แก ่ผู้อื ่น ชุมชน และสังคม ด้วยความเต็มใจ กระตือรือร้น โดยไม ่หวังผลตอบแทนผู้ที่มีจิตสาธารณะ คือ ผู้ที่มีลักษณะเป็นผู้ให้และช่วยเหลือผู้อื่น แบ่งปันความสุขส่วนตนเพื่อท าประโยชน์แก่ส่วนรวม เข้าใจ เห็นใจผู้ที่มีความเดือดร้อน อาสาช่วยเหลือสังคม อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยแรงกาย สติปัญญา ลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา หรือร่วมสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้เกิดในชุมชน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนโครงสร้างหลักสูตรที่ใช้ในการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษา ขั้นพื้นฐานการด าเนินการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานมีการก าหนดโครงสร้างหลักสูตรเพื่อการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ ดังนี้ ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย (ประเภทพื้นฐาน)ที่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ระดับการศึกษา และจ านวนหน่วยกิตประถมศึกษามัธยมศึกษาตอนต้นมัธยมศึกษาตอนปลาย1 ภาษาไทย 12 14 112 คณิตศาสตร์พื้นฐาน 12 9 123 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพื้นฐาน 6 9 124 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 9 12 135 สุขศึกษาและพลศึกษา 6 11 86 ศิลปะ 6 6 87 การงานอาชีพ 12 11 88 ภาษาต่างประเทศ 6 9 12รวมหน่วยกิต 69 81 84การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการเข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาวิชาการ และได้รับการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
19 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ประเภทพื้นฐาน และเพิ่มเติม)ที่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ จ านวนหน่วยกิต1 ภาษาไทย 112 คณิตศาสตร์พื้นฐานและเพิ่มเติม 183 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพื้นฐาน และเพิ่มเติม 224 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 135 สุขศึกษาและพลศึกษา 86 ศิลปะ 87 การงานอาชีพ 88 ภาษาต่างประเทศ 12รวมหน่วยกิต 100การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการเข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาวิชาการและได้รับการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์หมายเหตุ 1. กลุ่มสาระการเรียนรู้ ที ่มีค าว่า “พื้นฐานและเพิ่มเติม” เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที ่มีเนื้อหาเพิ ่มเติมมากกว ่ากลุ่มสาระการเรียนรู้พื้นฐาน จึงเหมาะส าหรับผู้ขอสอบเทียบที ่มีความประสงค์จะน าผลการทดสอบไปศึกษาต่อในสาขาที่เกี่ยวข้องหรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่น2. ผู้ขอสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน จะต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และผ่านการเข้าร่วมสัมมนาวิชาการ โดยมีผลการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็น “ผ่าน” ที่ครบถ้วนตามโครงสร้างหลักสูตรในแต่ละระดับการศึกษาที่ก าหนด จึงจะถือว่าส าเร็จการศึกษาในระดับที่เข้าสอบเทียบการลงทะเบียนเข้ารับการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษา ขั้นพื้นฐานการลงทะเบียนเข้ารับการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ขอสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องลงทะเบียนเพื่อเข้าสอบตามโครงสร้างหลักสูตรที่ใช้ในการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้1. ระดับประถมศึกษา ทดสอบทั้งหมด ไม่น้อยกว่า 69 หน่วยกิต2. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ทดสอบทั้งหมด ไม่น้อยกว่า 81 หน่วยกิต3. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้3.1 ประเภทพื้นฐาน ทดสอบทั้งหมด ไม่น้อยกว่า 84 หน่วยกิต3.2 ประเภทพื้นฐานและเพิ่มเติม ทดสอบทั้งหมด ไม่น้อยกว่า 100 หน่วยกิตทั้งนี้ ให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ขอเข้าเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน
20แนวคิดเชิงระบบ (System Approach)แนวคิดทฤษฎีระบบเป็นแนวคิดดั้งเดิมที่มองความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและมีอิทธิพลต่อการท างานเป็นขั้นตอน ผู้ที่คิดทฤษฎีระบบ คือ ลูดวิก วอน เบอร์ทาแลฟฟี (Ludwig Von Bertalaffy)ซึ่งเป็นนักชีววิทยา และเป็นคนแรกที่เขียนหนังสือชื่อ “General system theory” โดยน าเอาแนวความคิดมาจากระบบชีววิทยา ซึ่งเป็นระบบเปิดที่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมว่า ระบบชีววิทยาที่สมบูรณ์จะช่วยให้ทั้งคน สัตว์ และพืช สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ทั้งในด้านการเรียนรู้ ปฏิกิริยาตอบสนอง และการแก้ปัญหา เขามีความเชื่อว่าในเมื่อองค์การเป็นระบบเปิด จึงย่อมมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นระบบ มีความเกี่ยวพันต่อกันหลายด้าน หลายระดับ และส่วนต่าง ๆ ขององค์การก็เป็นส่วนส าคัญเท่า ๆ กับตัวขององค์การเอง ดังนั้น ทฤษฎีระบบจะรวมเอาระบบย่อยทุกชนิดทั้งทางด้านชีวภาพกายภาพ พฤติกรรม ความคิดเกี่ยวกับการควบคุม โครงสร้างเป้าหมาย และกระบวนการปฏิบัติงานไว้ด้วยกัน (จันทรานีสงวนนาม, 2553, หน้า 92) ได้มีนักวิชาการได้ให้ความเห็นและแสดงทรรศนะความหมายของค าว่าระบบ ดังนี้ความหมายของระบบKeiser, Frederick, and Grimes (2000, p. 71) กล่าวว่า ระบบ (Systems) เป็นการจัดกลุ่มขององค์ประกอบที่แบ่งแยกไว้ ซึ่งมีการท างานร่วมกัน เพื ่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ในทางการบริหารจัดการ ระบบที่สมบูรณ์จะต้องบรรลุถึงหลักเกณฑ์ทางธุรกิจ ซึ่งก็คือ เป้าหมาย (Goals) และวัตถุประสงค์ (Objectives) ของธุรกิจ ทรัพยากร ความสัมพันธ์ระหว่างกันและกระบวนการDunham and Pierce (1989, p. 151) กล่าวว่า ระบบเป็นส่วนประกอบที่สัมพันธ์ (A set of interrelated elements) ที่ท าหน้าที่ในฐานะหน่วยหนึ่งหน่วยเดียว เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่างBarnard (1938, p. 77) กล่าวว่า ระบบ คือ สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะต้องมองในภาพรวมซึ่งมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะทุก ๆ ส่วนภายในระบบมีความสัมพันธ์กับส่วนอื่น ๆ อย่างเด่นชัดจันทรานี สงวนนาม (2553, หน้า 93) กล่าวว่า ระบบเป็นกลุ่มขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ระหว ่างกัน และมีความเกี ่ยวข้องกันในลักษณะที ่ท าให้เกิดความเป็นอันหนึ ่งอันเดียวกัน เพื่อกระท ากิจกรรมให้ได้ผลส าเร็จตามความต้องการขององค์การศิริวรรณ เสรีรัตน์ (2545, หน้า 30-33) กล่าวว่า ระบบ (Systems) เป็นส่วนต่าง ๆ จ านวนหนึ่งซึ่งสัมพันธ์และขึ้นต่อกันเป็นหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อกระท าบางสิ่งบางอย่างให้บรรลุส าเร็จผลตามที่ต้องการ หรือเป็นกลุ่มของส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งต้องการบรรลุจุดมุ่งหมายร่วมกันทุกระบบ หรือเป็นกลุ่มของปัจจัยที่มีปฏิกิริยาระหว่างกัน ซึ่งต้องใช้ปัจจัยน าเข้า (Input) จากสภาพแวดล้อม กระบวนการแปรสภาพปัจจัยน าเข้า และการขนย้ายผลผลิต (Output) ออกสู่สภาพแวดล้อมภายนอกกล่าวได้ว ่า ระบบ หมายถึง องค์ประกอบที่ท างานร่วมกันมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อวัตถุประสงค์และเป้าหมายเดียวกัน
21แนวคิดการบริหารตามทฤษฎีระบบ การบริหารองค์การได้น าเอาทฤษฎีระบบมาใช้และมองภาพรวมขององค์กรเป็นด้าน ๆ ที่ประกอบกันเป็นระบบ ส่งผลให้สามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ในกระบวนการท างาน ทรัพยากรที่ใช้บุคลากร เทคโนโลยี กระบวนการท างาน และผลผลิตที่เกิด ส่งผลให้การท างานสัมพันธ์กัน ท าให้นักบริหารมองภาพรวมการท างานอย่างเป็นขั้นตอน ได้มีนักวิชาการได้ให้ทรรศนะความหมายการบริหารตามทฤษฎีเชิงระบบ ดังนี้วิโรจน์ สารรัตนะ(2545, หน้า 24 - 25) กล่าวว่า การบริหารตามทฤษฎีเชิงระบบ (System theory)ตั้งอยู่บนฐานความคิดที่ว่าองค์การหนึ่ง ๆ สามารถมองเป็นระบบหนึ่ง ๆ ได้ โดยระบบหนึ่ง ๆ นั้น หมายถึง ชุดขององค์ประกอบที่สัมพันธ์กันอย่างเป็นเอกภาพเพื่อมุ่งสู่จุดหมายองค์การร่วมกัน ดังนี้1. ปัจจัยป้อนเข้า (Input) คือ ทรัพยากรต่าง ๆ เช่น คน วัสดุอุปกรณ์ เงิน ข้อมูลสารสนเทศที่จ าเป็นต่อการผลิตสินค้าหรือการให้บริการ2. กระบวนการเปลี ่ยนแปลง (Transformation processes) จากการใช้ศักยภาพทางการบริหาร และเทคโนโลยีขององค์การ เพื่อเปลี่ยนปัจจัยป้อนเข้าให้เป็นปัจจัยป้อนออก3. ปัจจัยป้อนออก (Outputs) ประกอบด้วย ผลผลิต การให้บริการ หรือผลลัพธ์อื่น ๆ 4. ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) เกี่ยวกับผลลัพธ์และสถานะขององค์การที่เกี่ยวพันกับสภาพแวดล้อม ภาพที่ 2 การบริหารตามทฤษฎีเชิงระบบ (วิโรจน์ สารรัตนะ, 2545, หน้า 25)
22สนานจิตร สุคนธทรัพย์ (2547, หน้า 18-20) ให้ทัศนะว่า การบริหารมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลารูปแบบระบบที่น าเสนอในที่นี้อาจเรียกว่า รูปแบบจ าลองเชิงแนวคิด (Conceptual Model) ที่มีจุดมุ่งหมายจะแสดงแนวคิดที ่สมบูรณ์ของระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะของระบบเปิด ซึ่งจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับบริบท รายละเอียดของรูปแบบปรากฏ ภาพที่ 3 รูปแบบระบบตามแนวคิดระบบเปิด (สนานจิตร สุคนธทรัพย์, 2547, หน้า 18)จากภาพจะเห็นว่า รูปแบบระบบที่น าเสนอมีองค์ประกอบ 5 ส่วน ได้แก่ ปัจจัยน าเข้า กระบวนการผลผลิต ข้อมูลย้อนกลับ และสภาพแวดล้อม กรอบของระบบที่เป็นเส้นประ แสดงแนวคิดที่ว่า อาณาบริเวณของระบบ (Boundary) ไม่แน่ชัดตายตัว และจะมีการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างระบบกับสภาพแวดล้อม อันเป็นคุณสมบัติของระบบเปิดอยู่เสมอ รายละเอียดของแต่ละองค์ประกอบดังนี้
231. ปัจจัยน าเข้า ปัจจัยน าเข้าในรูปแบบนี้จะครอบคลุมถึงทรัพยากรทั้งหมดที่ใช้ในการด าเนินงาน เพื่อให้เกิดผลผลิตตามที่คาดหวังทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ปัจจัยน าเข้าที่เป็นรูปธรรม เช่น คน เงิน วัสดุเทคโนโลยี ในรูปแบบของอุปกรณ์ อาคารสถานที่ สิ่งอ านวยความสะดวกต่าง ๆ เป็นต้น ส่วนปัจจัยน าเข้าที่เป็นนามธรรม เช่น สารสนเทศอาจเป็นในรูปของปรัชญา ความคาดหวัง นโยบายเทคโนโลยีในรูปแบบของวิธีการ กลยุทธ์ในการบริหารและข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ซึ่งปัจจัยน าเข้าเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นหรือมีอยู่ในองค์กรเองและอีกส่วนหนึ่งอาจเกิดจากภายนอกและส่งเข้าไปภายในระบบ โดยผ่านทรัพยากรที่น าเข้า เช่น เจตคติ ค่านิยมซึ่งติดตัวบุคลากร เข้าไปในองค์การ2. กระบวนการ หมายถึง ชุดของการกระท าที่สัมพันธ์กัน ร่วมกันด าเนินกิจกรรม เพื่อให้เกิดผลที่มุ่งหวังโดยใช้ทรัพยากรที่ป้อนเข้าสู่ระบบ ซึ่งกระบวนกรให้เป็นผลผลิต (Transformation) ส าหรับระบบเปิดจะต้องพร้อมที่จะมีการปรับตัว ในกรณีที่มีความจ าเป็น เช่น เกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านทรัพยากรหรือสภาพแวดล้อม ส าหรับระบบบริหารการศึกษา กระบวนการหลักก็คือ กระบวนการเรียนการสอนและกระบวนการบริหาร3. ผลผลิต เป็นผลรวมที่เกิดขึ้นจากการด าเนินกิจกรรม จะเห็นได้ว่า ผลผลิตตามค าจ ากัดความนี้ หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นจริง (Actual Outputs) ซึ่งอาจจะเป็นรูปของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่จะส่งผลไปสู่สภาพแวดล้อมภายนอก ผลที่เกิดขึ้นสามารถพิจารณาได้ทั้งผลที่เกิดขึ้นทันที (Immediate Outputs) ผลที่เกิดตามมา(Outcomes) หรือผลกระทบ (Impact) ผลผลิตที่ได้ก็เช่นเดียวกับปัจจัยน าเข้า คือ มีทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม สิ ่งที่เป็นรูปธรรม เช ่น สินค้า สิ ่งประดิษฐ์ บริการสาธารณูปโภค ฯลฯ สิ่งที ่เป็นนามธรรม เช่น ความพึงพอใจของผู้รับบริการ เจตคติลูกค้าต่อสินค้า เป็นต้น ผลผลิตที่เป็นจริงจึงต้องพิจารณาทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพการน าความคิดเชิงระบบมาใช้ในการบริหาร จะต้องใช้กระบวนการคิดในทางกลับกัน กล่าวคือจะเริ่มจากการก าหนดผลที่คาดหวัง (Expected Outputs) ก่อน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจก าหนดสารสนเทศที่เป็นปัจจัยน าเข้า เช่น นโยบาย จากนั้นจึงก าหนดกระบวนการหรือทางเลือกที่จะน าไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์หลาย ๆ ทาง วิเคราะห์และเลือกทางเลือกที ่ดีที่สุด โดยต้องพิจารณาด้วยว่าทางเลือกแต่ละทางจะต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง มีสภาพทั้งภายในและภายนอกที่เกื้อหนุนหรือเป็นอุปสรรคอย่างไร และในการเลือก ก็จะต้องพิจารณาควบคู่กันไป ทั้งในแง่ที่ว่า วิธีการใดจะบรรลุผลสูงสุด และมีความเป็นไปได้มากที่สุด และหลังจากที่ได้ด าเนินการตามวิธีการที่ได้เลือกไว้แล้ว ก็จะน าผลที่ได้จริงมาเปรียบเทียบกับผลที่คาดหวัง เพื่อให้ทราบว่าสามารถบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่เพียงไร4. ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) เป็นกลไกในการควบคุมให้ผลผลิตเป็นไปตามความคาดหวังของระบบ กลไกควบคุมนี้อาจอยู่ในรูปของการก ากับ (Monitoring) การติดตาม (Follow-ups) หรือการประเมิน (Evaluation) ซึ่งระบบสามารถสร้างกลไกให้ได้รับข้อมูลย้อนกลับทั้งจากภายในระบบเองและจากบริบทภายนอก5. บริบทหรือสภาพแวดล้อมภายนอก (Context/Environment) ซึ่งประกอบด้วย บริบทภายนอกและบริบทภายใน รูปแบบนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างบริบทหรือสภาพแวดล้อมภายนอกกับระบบ
24ใน 2 ลักษณะ ลักษณะแรก บริบท ในฐานะผู้รับผลผลิตจากระบบสามารถท าหน้าที่ให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ระบบ หรือสะท้อนภาพเกี ่ยวกับผลผลิตของระบบว ่ามีความเหมาะสมหรือสนองความจ าเป็นของสภาพแวดล้อมภายนอกระบบได้หรือไม่ เพียงใด ส่วนลักษณะที่ 2 บริบทภายนอก มีความสัมพันธ์ในแง่ของการมีอิทธิพลทั้งในเชิงเกื้อหนุนหรืออุปสรรคต่อการด ารงต่อ และการเจริญเติบโตของระบบจันทรานี สงวนนาม (2553, น. 94-95) กล่าวว่า หลักการและแนวคิดของทฤษฎีระบบ ประกอบด้วยส่วนประกอบที่ส าคัญ ดังต่อไปนี้1. ปัจจัยน าเข้า หมายถึง ทรัพยากรทางการบริหารทุก ๆ ด้าน ได้แก่ บุคลากร (Man) งบประมาณ(Money) วัสดุอุปกรณ์ (Materials) การบริหารจัดการ (Management) และแรงจูงใจ (Motivations) ที่เป็นส่วนเริ่มต้น และเป็นตัวจักรส าคัญในการปฏิบัติงานขององค์การ2. กระบวนการ คือ การน าเอาปัจจัย หรือทรัพยากรทางการบริหารทุกประเภทมาใช้ในการด าเนินงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เนื่องจากในกระบวนการจะมีระบบย่อย รวมกันอยู่หลายระบบครบวงจร ตั้งแต่การบริหาร การจัดการ การนิเทศ การวัดและการประเมินผล การติดตามตรวจสอบ เป็นต้น เพื่อให้ปัจจัยทั้งหลายเข้าไปสู่กระบวนการทุกกระบวนการเอย่างมีประสิทธิภาพ3. ผลผลิต หรือผลลัพธ์ เป็นผลที่เกิดจากกระบวนการของการน าเอาปัจจัยมาปฏิบัติเพื่อให้เกิดประสิทธิผลตามเป้าหมายที่ก าหนดไว้4. ผลกระทบ เป็นผลที่เกิดขึ้นภายหลังจากผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่คาดไว้หรือไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นก็ได้ภาพที่ 4 องค์ประกอบของวิธีระบบ (จันทรานี สงวนนาม, 2553, หน้า 94-95)ประภาพรรณ รักเลี้ยง (2556, หน้า 13) กล่าวว่า ระบบการบริหาร ประกอบด้วย ส่วนที่ส าคัญ 3 ส่วน คือ ปัจจัยน าเข้า (Input) กระบวนการ (Process) และผลผลิต (Output)1. ปัจจัยน าเข้า (Input) หรือทรัพยากรการบริหาร เป็นทรัพยากรที่จัดเตรียมไว้ส าหรับการด าเนินงาน ได้แก่ คนหรือทรัพยากรมนุษย์ เงิน/งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ เทคนิควิธีการบริหารและเวลา กระบวนการหรือกระบวนการบริหาร (Process of management) เป็นการบริหารจัดการให้งานด าเนินไปได้จนบรรลุวัตถุประสงค์2. กระบวนการบริหาร (Process of management) ประกอบด้วย การวางแผน (Planning)การจัดองค์การ (Organizing) การน า (Leading) และการควบคุม (Controlling) การใช้ทรัพยากรเพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุเป้าหมายปัจจัย(Input)กระบวนการ(Process)ผลลัพธ์(Output)ผลกระทบ(Outcome)
253. ผลผลิต (Output) เป็นผลผลิตหรือบริการที่ให้แก่ประชาชน ซึ่งสามารถน ามาเป็นข้อมูลในการประเมินผลการด าเนินงานได้ โดยเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ก าหนดไว้กล่าวโดยสรุปการบริหารเชิงระบบ หมายถึง การบริหารที่น ากระบวนการทฤษฎีระบบมาเป็นกระบวนการในการบริหาร ซึ่งประกอบด้วย ปัจจัยป้อนเข้า (Input) คือ ทรัพยากรต่าง ๆ เช่น คน วัสดุอุปกรณ์เงิน ข้อมูลสารสนเทศ ที่จ าเป็นต่อการผลิตสินค้าหรือการให้บริการ กระบวนการ (Processes) การด าเนินการ ที่เกิดในองค์กรการบริหาร ผลผลิต (Outputs) ประกอบด้วย ผลผลิต การให้บริการ ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback)เกี่ยวกับผลลัพธ์และสภาพแวดล้อมที่อยู่ภายในและภายนอกองค์กร (Environment)งานวิจัยที่เกี่ยวข้องสมจิตร พึ ่งหรรษพร (2552) ท าการศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยเชิงระบบในการบริหารที ่ส่งผลต ่อประสิทธิผลของสถานศึกษาเครือข่ายคาทอลิกสังกัดสังฆมณฑลจันทบุรี ผลการศึกษา พบว่า 1) สภาพการบริหารของสถานศึกษาเครือข่ายคาทอลิกทุกระบบ อยู่ในระดับมาก ได้แก่ ระบบวัฒนธรรม สภาพแวดล้อม ระบบโครงสร้าง ระบบการเมือง และระบบปัจเจกบุคคล 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษาทุกด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงตามล าดับ คือ ด้านกระบวนการภายใน ด้านผู้รับบริการ ด้านการเรียนรู้และพัฒนาและด้านการเงิน 3) ปัจจัยเชิงระบบในการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลต่อสถานศึกษา มีนัยส าคัญทางสถิติที่ .01 และ 4) ปัจจัยเชิงระบบในการบริหารที่สถานศึกษาเครือข่ายคาทอลิก สังกัดสังฆมณฑลจันทบุรี ควรให้ความส าคัญมากที่สุดคือ ปัจจัยสภาพแวดล้อมและปัจจัยระบบการเมืองทักษิณ สิทธิศักดิ์(2555) ท าการศึกษาเรื่อง ปัจจัยเชิงระบบและแนวทางการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิผลของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับประสิทธิผลการจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อยู่ในระดับมาก เรียงล าดับ ได้แก่ ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครู การรับรู้ประสิทธิผลโดยรวม และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน 2) ปัจจัยเชิงระบบที่สัมพันธ์กับประสิทธิผลการจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก ได้แก่ ปัจจัยสภาพแวดล้อม ปัจจัยน าเข้า และปัจจัยกระบวนการ 3) แนวทางในการจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กจากการสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม คือ จัดปัจจัยสนับสนุนทั้งด้านสภาพแวดล้อมปัจจัยน าเข้าและกระบวนการ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการส่งเสริมการใช้สื่อวัสดุ อุปกรณ์ เทคโนโลยี ส่งเสริมครูให้พัฒนาตนเอง และมีนโยบายโรงเรียนขนาดเล็กที่เอื้อต่อการบริหารจัดการ เหมาะกับบริบทของโรงเรียนเพื่อพัฒนาประสิทธิผลของโรงเรียนขนาดเล็กอมรศักดิ์ กองสิงห์ (2560) ท าการศึกษาการพัฒนาตัวบ่งชี้การบริหารความเสี่ยงเชิงระบบส าหรับโรงเรียนสังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผลการศึกษา พบว่า 1) ตัวบ่งชี้การบริหารความเสี่ยงเชิงระบบส าหรับโรงเรียนสังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ16 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ องค์ประกอบด้านปัจจัยน าเข้า 5 ตัวบ่งชี้ ด้านกระบวนการ 5 ตัวบ่งชี้ ด้านผลผลิต 2 ตัวบ่งชี้ด้านผลกระทบ 2 ตัวบ่งชี้ และด้านสิ่งแวดล้อม 2 ตัวบ่งชี้ 2) โมเดลในการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน
26อันดับสอง มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์โดยมีค่า Chi-Square = 126.05, df = 37, Chi-Square/df = 3.406, p < .05,GFI = 0.96, AGFI = 0.86, RMSEA = 0.078, SRMR = 0.031, CFI = 1.00 3) สภาพและแนวทางการบริหารความเสี่ยงเชิงระบบส าหรับโรงเรียนสังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีสภาพการบริหารความเสี่ยงเชิงระบบในภาพรวมอยู่ในระดับสูง แนวทางการบริหารใช้กลยุทธ์ ได้แก่ การยอมรับความเสี่ยง (Take) การลด/ควบคุมความเสี่ยง (Treat) การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Terminate) และการกระจาย/โอนความเสี่ยง (Transfer)บุญช่วย กิตติวิชญกุล (2563) ท าการศึกษารูปแบบเชิงระบบที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานพิทักษ์ป่า ส านักบริหารพื้นที ่อนุรักษ์ที ่ 7 ผลการศึกษา พบว ่า 1) ระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานพิทักษ์ป่า ส านักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 ที่เป็นผลมาจากรูปแบบเชิงระบบ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื ่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว ่า คุณภาพชีวิตด้านร ่างกายและสติปัญญามีค่าเฉลี ่ยมากที ่สุด รองลงมา คือ คุณภาพชีวิตด้านจิตใจและอารมณ์ คุณภาพชีวิตด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ คุณภาพชีวิตด้านปัจจัยในการด าเนินชีวิต ตามล าดับ 2) ปัจจัยเชิงระบบที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานพิทักษ์ป่า ส านักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การพึ่งตนเองในการพัฒนาคุณภาพชีวิต มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา คือ ความสนใจและความคิดเห็นในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การก าหนดนโยบายในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมจากภาคประชาสังคมในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การตรวจสอบประเมินผลในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมจากภาคราชการในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การน านโยบายการพัฒนาคุณภาพชีวิตไปปฏิบัติการวางแผนในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ การน าผลการประเมินไปพัฒนาคุณภาพชีวิตตามล าดับ 3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของพนักงานพิทักษ์ป่า ส านักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 พบว่า โดยรวม (p ≤ 0.000) ได้แก่ (1) การก าหนดนโยบายในการพัฒนาคุณภาพชีวิต (2) การพึ่งตนเองในการพัฒนาคุณภาพชีวิต (3) การวางแผนในการพัฒนาคุณภาพชีวิต (4) การน านโยบายการพัฒนาคุณภาพชีวิตไปปฏิบัติ (5) การตรวจสอบประเมินผลในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และ (6) การน าผลการประเมินไปปรับปรุงการพัฒนาคุณภาพชีวิต มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเป็น 0.733 สามารถร่วมกันพยากรณ์คุณภาพชีวิตของพนักงานพิทักษ์ป่า ส านักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 ได้ร้อยละ 52.6อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการพยากรณ์เท่ากับ± 0.268867 สมการพยากรณ์คุณภาพชีวิตของพนักงานพิทักษ์ป่าส านักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7ในรูปคะแนนดิบเป็นดังนี้ Y = 1.322 +.211 +.076+.194+.026-.047+.117 +.127-.261+.236สมการพยากรณ์คุณภาพชีวิตของพนักงานพิทักษ์ป่า ส านักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 ในรูปคะแนนมาตรฐาน เป็นดังนี้ Z =.234+.094+.196+.037-.051+.145+.173+-.332+-.324 (4) รูปแบบเชิงระบบที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานพิทักษ์ป่า ส านักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 ได้น าปัจจัยน าเข้า (Inputs) และปัจจัยกระบวนการ (Process) ที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของส านักงานพิทักษ์ป่า ส านักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 มาสร้างรูปแบบเชิงระบบ เพื่อพัฒนาความรู้ สร้างเจตคติและพัฒนาภาวะผู้น า โดยการประยุกต์ใช้วงจรคุณภาพ (PDCA) มาขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิต
27กนกณัฐ สีหานาม (2564) ท าการศึกษาการพัฒนาระบบการสอบออนไลน์ด้านคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการศึกษา พบว่า 1) ผลการรับรู้ของแบบวัดเชิงสถานการณ์ด้านคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ค่าความเที ่ยงโดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนบาค ทั้ง 2 ฉบับ แบบวัดเชิงสถานการณ์ด้านคุณธรรมและจริยธรรมแบบแอนิเมชัน มีค่าความเที่ยงของแบบวัดอยู่ในระดับสูงกว่าแบบวัดเชิงสถานการณ์ด้านคุณธรรมจริยธรรม คือ .962 และ .945 ตามล าดับ จากการสัมภาษณ์นักเรียน จ านวน 120 คน ที่ตอบแบบวัดเชิงสถานการณ์ทั้ง 2 ฉบับ พบว่า นักเรียนมีการรับรู้ต ่อแบบวัดเชิงสถานการณ์ด้านคุณธรรมจริยธรรมแบบข้อความ แบบวัดเชิงสถานการณ์ด้านคุณธรรมและจริยธรรมแบบแอนิเมชัน ท าให้เห็นภาพชัดเจน เพราะมีภาพประกอบท าให้เกิดภาพและจินตนาการได้ง่าย 2) ผลการพัฒนาระบบการสอบออนไลน์ด้านคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประกอบด้วย 2 ระบบ ได้แก่ ระบบด าเนินการของนักเรียน และระบบด าเนินการของครู/อาจารย์ 3) ผลการทดลองใช้และตรวจสอบคุณภาพของระบบการสอบออนไลน์ด้านคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า การประเมินคุณภาพของระบบโดยผู้เชี ่ยวชาญทั้ง 5 ท่าน ประกอบด้วย ด้านความสามารถในการท างาน ความถูกต้องในการท างาน ความสะดวกในการใช้งาน ความรวดเร็วในการท างาน และการรักษาความปลอดภัยคุณภาพการท างานของระบบอยู ่ในระดับดีมาก ด้วยค ่าเฉลี ่ยเท ่ากับ 4.57 (S.D.=0.17) นอกจากนี้ความพึงพอใจต่อระบบของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับดี ด้วยค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.97 (S.D.=0.80)พลอยกานต์ ล าดวล (2565) ท าการศึกษาการพัฒนาระบบการสอบออนไลน์เพื่อวัดทักษะการรู้ดิจิทัลส าหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กรณีศึกษา โรงเรียนสายธรรมจันทร์ ผลการศึกษา พบว่า1) องค์ประกอบและตัวชี้วัดการรู้ดิจิทัลส าหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมี 4 องค์ประกอบ โดยน ามาสร้างแบบวัดการรู้ดิจิทัลรูปแบบออนไลน์ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2 ชุด ได้แก่ แบบวัดมาตรประมาณค่า 5 ระดับ 20 ข้อ และแบบวัดแบบปรนัย 20 ข้อ รวมทั้งสิ้น 40 ข้อ เพื่อใช้ในระบบการสอบออนไลน์เพื ่อวัดทักษะการรู้ดิจิทัลส าหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที ่พัฒนาจากโปรแกรม TAO Community Edition 3.3 (2) ความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบการสอบออนไลน์เพื่อวัดทักษะการรู้ดิจิทัลส าหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายพบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยรวม 4.54, S.D. = 0.41) และ (3) ผลการวิเคราะห์การประเมินตนเองต่อการรับรู้พฤติกรรมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยแบบวัดมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.44)โดยองค์ประกอบที่ 4 ความปลอดภัยและจริยธรรม (Safety and Ethic) มีระดับมากที่สุดและมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.56) สอดคล้องกับผลการวัดระดับการรู้ดิจิทัลด้วยแบบวัดปรนัยพบว่าภาพรวมมีระดับการรู้ดิจิทัลในระดับดี (ค่าเฉลี่ย = 3.79) และองค์ประกอบที่ 4 มีระดับการรู้ดิจิทัลมากที่สุดและมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.63)ปภาอร เขียวสีมา (2562) ท าการศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบการสอบก่อนการเรียนภาคปฏิบัติการของรายวิชาสรีรวิทยา มหาวิทยาลัยพะเยา ผลการศึกษา พบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการสอบก่อนการเรียนภาคปฏิบัติการ ด้านความน่าเชื่อถือของระบบ ซึ่งประกอบด้วย สามารถสร้างชุดข้อสอบส าหรับแต่ละวิชาได้อย่างถูกต้อง พบว่า ระบบ Online Test จะมีค่าเฉลี่ยที่มากกว่าระบบอื่น สามารถบันทึกผล
28และรายงานผลการสอบได้อย่างถูกต้อง และสามารถด าเนินการวิเคราะห์ข้อสอบและรายงานผลการวิเคราะห์ ได้อย่างถูกต้อง พบว่า ทุกระบบมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ด้านความถูกต้องและครบถ้วนตรงตามความต้องการของผู้ใช้ระบบ ซึ่งประกอบด้วย ความรวดเร็วในการท าข้อสอบ พบว่า ระบบ Online test จะมีค่าเฉลี่ยที่มากกว่าระบบอื่น ส่วนในเรื่องใช้งานง่าย มีการอธิบายการใช้งานอย่างชัดเจน พบว่า ทุกระบบมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ด้านความปลอดภัยของระบบ ซึ่งประกอบด้วย ป้องกันการลอกข้อสอบกันได้ และสามารถก าหนดสิทธิ์การเข้าใช้งานได้ พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way Anova) แล้วพบว่าระบบการสอบก่อนการเรียนภาคปฏิบัติการทั้งสามระบบมีค่าเฉลี่ยที่ไม่แตกต่างกันจากผลการศึกษาเอกสารและงานศึกษาค้นคว้าที่เกี่ยวข้องดังกล่าว ท าให้ผู้ศึกษาเห็นว่า รายงานการศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing)ในภาคตะวันออกเป็นการด าเนินงานของหน่วยงาน สถานศึกษาที่เป็นองค์กรหนึ่งในระบบราชการ ประกอบด้วยหน่วยย่อยหลาย ๆ ระบบย่อย ซึ่งท างานสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง จนเป็นระบบใหญ่ขึ้นมา ระบบการท างานด าเนินการภายใต้เป้าหมายและพันธกิจของสถานศึกษา ซึ ่งในการด าเนินการสอบเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital) จึงมีฐานะเป็นระบบหนึ่งที่มีองค์ประกอบส าคัญ 3 ส่วน ได้แก่ 1) ปัจจัยน าเข้า (Input) หรือตัวป้อนในระบบการศึกษา ได้แก่ ทรัพยากรต่าง ๆ ที่จะน าเข้าสู่การด าเนินงานสอบเทียบวัดระดับความรู้ฯ ประกอบด้วย คู่มือที่เกี่ยวข้องกับการด าเนินงานการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน บุคลากร สถานที่จัดสอบ วัสดุอุปกรณ์ 2) กระบวนการ (Process) ได้แก่ การประชุมชี้แจงการด าเนินงาน การประชาสัมพันธ์ การแนะแนวการรับสมัคร การปฐมนิเทศ การตรวจความพร้อมของระบบดิจิทัล การด าเนินการจัดสอบ การรายงานผลการสอบและการประกาศผลสอบ และ 3) ผลผลิต (Output) ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากปัจจัย และกระบวนการ เมื่อทรัพยากรต่าง ๆ เข้าสู่ระบบการด าเนินงานแล้วจะก่อให้เกิดพฤติกรรมการบริหาร พฤติกรรมการด าเนินงานการดูแลและพัฒนาบุคลากร จนได้ผลผลิตของการด าเนินงานสอบ คือ ผลการด าเนินงานสอบที่มีต่อผู้เข้าสอบและประโยชน์ของการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital) ที่มีต่อผู้เข้าสอบ
29ภาพที่ 5 กรอบแนวคิดในการศึกษาInput1. แนวคิด หลักการและหลักสูตรการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการ สอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษา ขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing)2. แนวคิดเชิงระบบ (System Approach)3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสอนและการศึกษาผลการด าเนินงาน เชิงระบบศึกษาผลการด าเนินงาน โดยใช้แนวคิดการประเมินเชิงระบบ (System Approach) 3 ด้าน- ด้านปัจจัยป้อน (Input)- ด้านกระบวนการ (Process)- ด้านผลผลิต (Output)Process1. ผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก2. ปัญหา อุปสรรค การด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก3. แนวทางการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออกOutput
30บทที่ 3วิธีด าเนินการรายงานการศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก มีวิธีการด าเนินงาน ดังนี้กลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา กลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา ประกอบด้วยคณะกรรมการศูนย์สอบ คณะกรรมการสนามสอบ และผู้เข้าสอบดังตารางต่อไปนี้ตารางที่ 1 แสดงจ านวนกลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา จ าแนกรายจังหวัด ของการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ครั้งที่ 3ที่ จังหวัดคณะกรรมการศูนย์สอบคณะกรรมการสนามสอบผู้เข้าสอบ รวม1 จันทบุรี 3 5 5 132 ฉะเชิงเทรา 3 5 9 173 ชลบุรี 1 5 15 214 ตราด 3 5 4 125 นครนายก 5 5 7 176 ปราจีนบุรี 3 7 16 267 ระยอง 3 5 8 168 สระแก้ว 3 5 17 25รวมทั้งสิ้น 24 42 81 147เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา1. ชนิดและลักษณะของเครื่องมือการศึกษาครั้งนี้มีเครื่องมือ จ านวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย1.1 แบบสอบถามการสอบเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ส าหรับคณะกรรมการศูนย์สอบ และคณะกรรมการสนามสอบแบบสอบถาม แบ่งเป็น 3 ตอน ดังนี้
31 ตอนที่ 1 สอบถามข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม ข้อค าถามเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check List)ตอนที่ 2 สอบถามความคิดเห็นที ่มีต ่อด้านปัจจัยป้อน ข้อค าถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับตอนที่ 3 สอบถามการด าเนินงานตามแนวปฏิบัติคู่มือบริหารการจัดสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ข้อค าถามเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check List)1.2 แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการสอบเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ส าหรับผู้เข้าสอบ1.3 แบบรายงานข้อมูลพื้นฐาน การสอบเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน2. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 2.1 ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเครื่องมือ และคู่มือการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน2.2 จัดท าร ่างเครื ่องมือการศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก2.3 จัดประชุมปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพเครื ่องมือการศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 19 – 20 มิถุนายน 2568 ณ ห้องมรกต สถาบันส ่งเสริมการเรียนรู้ภาคตะวันออก ผู้เข้าร ่วมประชุมประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ของศูนย์ส่งเสริมการศึกษาระดับอ าเภอเมือง และส านักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจ าจังหวัด 8 จังหวัด จ านวน 22 คนการเก็บรวมรวมข้อมูล1. สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคตะวันออก ขอความร่วมมือและจัดส่งเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลให้ส านักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจ าจังหวัด เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างการด าเนินการจัดสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 2 – 3สิงหาคม 25682. จัดการสนทนากลุ่ม (Focus Group) เพื่อจัดท าแนวทางการพัฒนาการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing)
32การวิเคราะห์และการน าเสนอข้อมูล1. การวิเคราะห์ผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก ด้านปัจจัยป้อน (Input) ด้านกระบวนการ (Process) และด้านผลผลิต (Output) วิเคราะห์ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน น าเสนอข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ในรูปของตารางและความเรียง2. การวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรคการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก วิเคราะห์เนื้อหา จัดหมวดหมู่ แจกแจงความถี่ และน าเสนอในรูปของตาราง3. การจัดท าแนวทางการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก วิเคราะห์เนื้อหา จัดหมวดหมู่ และน าเสนอในรูปของความเรียง
33บทที่ 4ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ด้านปัจจัยป้อน (Input) ด้านกระบวนการ (Process) และด้านผลผลิต (Output) 2) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรคการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) 3) เพื่อเสนอแนวทางการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) โดยน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3 หัวข้อ ดังนี้1. ผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก ด้านปัจจัยป้อน (Input) ด้านกระบวนการ (Process) และด้านผลผลิต (Output)2. ผลการศึกษาปัญหา อุปสรรคการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก3. ผลการศึกษาแนวทางการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออกการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลความหมายของข้อมูลในรายงานวิจัยการศึกษาผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก เพื่อท าให้เกิดความเข้าใจตรงกันและสะดวกในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล จึงได้ก าหนดสัญลักษณ์ อักษรย่อ และความหมายที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้N แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่าง แทน คะแนนเฉลี่ยS.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก าหนดเกณฑ์ความหมายค่าเฉลี่ยระดับความคิดเห็น ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.49 หมายถึง เห็นด้วยน้อยที่สุด1.50 – 2.49 หมายถึง เห็นด้วยน้อย2.50 – 3.49 หมายถึง เห็นด้วยปานกลาง3.50 – 4.49 หมายถึง เห็นด้วยมาก4.50 – 5.00 หมายถึง เห็นด้วยมากที่สุด
34ผลการด าเนินงานการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล(Digital Testing) ในภาคตะวันออก ด้านปัจจัยป้อน (Input) ด้านกระบวนการ (Process) และด้านผลผลิต (Output)ผู้ศึกษาได้ด าเนินการศึกษาข้อมูลพื้นฐานของคณะกรรมการศูนย์สอบ และคณะกรรมการสนามสอบประกอบด้วย ต าแหน่ง เพศ อายุ และระดับการศึกษา ส่วนผู้เข้าสอบได้ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ประกอบด้วย ระดับการศึกษา เพศ อายุและอาชีพปัจจุบัน ดังนี้ตารางที่ 2 แสดงจ านวนและร้อยละ ต าแหน่ง เพศ อายุ และระดับการศึกษา ของคณะกรรมการศูนย์สอบและคณะกรรมการสนามสอบ ที่ รายการ จ านวน (N) ร้อยละ1 ต าแหน่ง1. ผู้บริหาร 14 23.332. ข้าราชการครู 13 21.713. เจ้าหน้าที่ส านักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจ าจังหวัด 11 18.304. ครูศูนย์การเรียนรู้ 14 23.335. อื่น ๆ 8 13.30รวมด้านต าแหน่ง 60 1002 เพศ1. ชาย 24 402. หญิง 36 60รวมด้านเพศ 60 1003 อายุ1. 22 – 30 ปี 3 5.002. 31 – 40 ปี 18 30.003. 41 – 50 ปี 23 38.334. 51 – 60 ปี 16 26.67รวมด้านอายุ 60 100
35ที่ รายการ จ านวน (N) ร้อยละ4 ระดับการศึกษา1. ปริญญาตรี 40 66.662. ปริญญาโท 19 31.673. ปริญญาเอก 1 1.67รวมด้านระดับการศึกษา 60 100จากตารางที่ 2 พบว่า คณะกรรมการศูนย์สอบและคณะกรรมการสนามสอบส่วนใหญ่อยู่ในต าแหน่งผู้บริหาร และครูศูนย์การเรียนรู้มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 23.33 รองลงมาอยู่ในต าแหน่งข้าราชการครู คิดเป็นร้อยละ 21.71 เจ้าหน้าที่ส านักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจ าจังหวัด คิดเป็นร้อยละ 18.30 และอื่น ๆ คิดเป็นร้อยละ 13.30 คณะกรรมการศูนย์สอบและคณะกรรมการสนามสอบส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 60 เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 40 คณะกรรมการศูนย์สอบและคณะกรรมการสนามสอบส่วนใหญ่มีอายุ 41-50 ปี คิดเป็นร้อยละ 38.33 อายุ 31- 40 ปี คิดเป็นร้อยละ 30 อายุ 51- 60 ปี คิดเป็นร้อยละ 26.67 อายุ 22-30 ปี คิดเป็นร้อยละ 5.00 คณะกรรมการศูนย์สอบและคณะกรรมการสนามสอบส่วนใหญ่มีการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 66.66 ปริญญาโท คิดเป็นร้อยละ 31.67 ปริญญาเอก คิดเป็นร้อยละ 1.67
36ตารางที่3 แสดงจ านวน ร้อยละ ระดับการศึกษา เพศ อายุ และอาชีพปัจจุบันของผู้เข้าสอบที่ รายการ จ านวนผู้เข้าสอบ (N) ร้อยละ1 ระดับการศึกษา1. ระดับประถมศึกษา 6 6.742. ระดับ ม.ต้น 30 33.713. ระดับ ม.ปลาย 53 59.55รวมด้านระดับการศึกษา 89 1002 เพศ1. ชาย 49 55.062. หญิง 40 44.94รวมด้านเพศ 89 1003 อายุไม่เกิน 20 ปี 62 69.6621 - 40 ปี 24 26.9741 – 60 ปี 3 3.3761 ปีขึ้นไป 0 0.00รวมด้านอายุ 89 1004 อาชีพปัจจุบัน ยังไม่ได้ประกอบอาชีพ 48 53.93เกษตรกรรม 6 6.74ธุรกิจส่วนตัว 7 7.86ลูกจ้างภาคเอกชน 10 11.24ลูกจ้างหน่วยงานราชการ 10 11.24อื่น ๆ ระบุ 8 8.99รวมด้านอาชีพปัจจุบัน 89 100จากตารางที่ 3 พบว่า ผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ลงทะเบียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 59.55 รองลงมา เป็นระดับมัธยมศึกษาตอนต้น คิดเป็นร้อยละ 33.71 และระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 6.74 ตามล าดับ โดยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 55.06 และเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 44.94 มีอายุไม่เกิน 20 ปี คิดเป็นร้อยละ 69.66 รองลงมา อายุ 21-40 ปี คิดเป็นร้อยละ 26.97 และส่วนใหญ่ยังไม่ได้ประกอบอาชีพ คิดเป็นร้อยละ 53.93 รองลงมาเป็นลูกจ้างภาคเอกชน และลูกจ้างหน่วยงานราชการ คิดเป็นร้อยละ 11.24
371.1 ด้านปัจจัยป้อน ผู้ศึกษาได้ด าเนินการศึกษาระดับความคิดเห็นของคณะกรรมการศูนย์สอบ คณะกรรมการสนามสอบ และผู้เข้าสอบ ที่มีต่อการด าเนินการสอบเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในภาคตะวันออก ด้านปัจจัยป้อน ดังนี้ตารางที่4 แสดงค่าคะแนนเฉลี ่ย และส่วนเบี ่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความคิดเห็นของคณะกรรมการ ศูนย์สอบ คณะกรรมการสนามสอบ ด้านปัจจัยป้อน (N = 60)ที่ รายการคะแนนเฉลี่ย( )ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)แปลความ1.1.1 คู่มือที่เกี่ยวข้องกับการด าเนินงานการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบ เทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน4.43 0.63 มาก1) ความชัดเจนของคู่มือการด าเนินงานฯ 4.40 0.74 มาก2) ความครอบคลุมของเนื้อหาในคู่มือการด าเนินงานฯ 4.38 0.80 มาก3) ความถูกต้องของเนื้อหาในคู่มือการด าเนินงานฯ 4.42 0.72 มาก4) คู่มือการด าเนินงานฯ สามารถน าไปปฏิบัติได้จริง 4.52 0.57 มากที่สุด1.1.2 บุคลากร 4.57 0.47 มากที่สุด1) บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการด าเนินการสอบเทียบระดับความรู้4.53 0.54 มากที่สุด2) บุคลากรสามารถน าแนวทางไปปฏิบัติได้ถูกต้อง 4.58 0.50 มากที่สุด3) บุคลากรสามารถน าความรู้ไปถ่ายทอดให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องได้4.60 0.49 มากที่สุด4) บุคลากรสามารถตอบค าถามชี้แจงข้อสงสัยและให้ค าแนะน าได้4.57 0.50 มากที่สุด1.1.3 สถานที่จัดสอบ 4.80 0.30 มากที่สุด1) สถานที่ตั้งอยู่ในชุมชน/ความสะดวกในการเดินทาง 4.85 0.36 มากที่สุด2) ความพร้อมของสิ่งอ านวยความสะดวก เช่น สถานที่จอดรถ อาหาร สุขา4.73 0.45 มากที่สุด3) ลักษณะของโต๊ะคอมพิวเตอร์เก้าอี้มีขนาดเหมาะสมกับผู้เข้าสอบ4.80 0.40 มากที่สุด4) ห้องสอบมีความสะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก มีแสงสว่างเพียงพอ4.83 0.38 มากที่สุด
38ที่ รายการคะแนนเฉลี่ย( )ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)แปลความ5) ความชัดเจนของป้ายประชาสัมพันธ์ แสดงการเป็นสนามสอบ แผนผังห้องสอบ ตารางสอบ และรายชื่อผู้เข้าสอบ4.77 0.43 มากที่สุด1.1.4 วัสดุอุปกรณ์ 4.88 0.29 มากที่สุด1) จ านวนคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ส ารอง และอุปกรณ์เพียงพอต่อจ านวนผู้มีสิทธิ์สอบ4.90 0.30 มากที่สุด2) สภาพพร้อมใช้งานของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งระบบเครือข่าย4.87 0.34 มากที่สุด3) คอมพิวเตอร์มีคุณสมบัติตามที่ก าหนดในคู่มือ 4.88 0.32 มากที่สุดรวมทุกด้าน 4.67 0.33 มากที่สุดจากตารางที ่ 4 พบว ่า คณะกรรมการศูนย์สอบและคณะกรรมการสนามสอบมีความคิดเห็น ในภาพรวม ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.67, S.D.=0.33) เมื่อแยกเป็นรายด้านพบว่า มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นระดับมากที่สุด 3 ด้าน ได้แก่ ด้านวัสดุ ( =4.88, S.D.=0.29) รองลงมา ด้านสถานที่ ( =4.80, S.D.= 0.30) และด้านบุคลากร ( =4.50, S.D.=0.47) ตามล าดับ ส ่วนด้านคู ่มือที ่เกี ่ยวข้องกับการด าเนินงาน การเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานมีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นระดับมาก ( =4.43, S.D.=0.63) เมื่อพิจารณาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) พบว่า ความคิดเห็นของคณะกรรมการศูนย์สอบและคณะกรรมการสนามสอบที่มีต่อปัจจัยป้อน มีความแตกต่างกันน้อย โดยมีการกระจายความคิดเห็นเท่ากับ 0.33เมื่อแยกเป็นรายด้านพบว่า ด้านคู่มือที่เกี่ยวข้องกับการด าเนินงานการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการศูนย์สอบและคณะกรรมการสนามสอบ มีความคิดเห็นด้านคู่มือ ที่เกี่ยวข้องกับการด าเนินงานการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานในภาพรวม ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( =4.43, S.D.=0.63) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 1 ข้อ ได้แก่ คู่มือการด าเนินงานฯ สามารถน าไปใช้ได้จริง ( =4.52, S.D.=0.57) ข้อที่เหลือมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากได้แก่ ความถูกต้องของเนื้อหาในการด าเนินงานฯ ( =4.42, S.D.=0.72) ความชัดเจนของคู่มือด าเนินงานฯ ( =4.40, S.D.=0.74)และความครอบคลุมของเนื้อหาในคู่มือการด าเนินงานฯ( =4.38, S.D.=0.80)
39ด้านบุคลากร คณะกรรมการศูนย์สอบและคณะกรรมการสนามสอบ มีความคิดเห็นด้านบุคลากร ในภาพรวม ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.57, S.D.=0.47) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที ่สุดทุกข้อ ได้แก ่ มีบุคลากรสามารถน าความรู้ไปถ ่ายทอดให้กับผู้ที ่เกี ่ยวข้องได้ ( =4.60,S.D.=0.49) บุคลากรสามารถน าแนวทางไปปฏิบัติได้ถูกต้อง ( =4.58, S.D.=0.50) บุคลากรสามารถตอบค าถามชี้แจงข้อสงสัยและให้ค าแนะน าได้ ( =4.57, S.D.=0.52) ด้านวัสดุอุปกรณ์คณะกรรมการศูนย์สอบและคณะกรรมการสนามสอบ มีความคิดเห็นด้านวัสดุในภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.88, S.D.=0.29) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ ได้แก่ มีจ านวนคอมพิวเตอร์ส ารองและอุปกรณ์เพียงพอต่อจ านวนผู้มีสิทธิ์สอบ ( =4.90, S.D.=0.30) คอมพิวเตอร์มีคุณสมบัติตามที่ก าหนดในคู่มือ ( =4.88, S.D.=0.32) และสภาพความพร้อมใช้งานของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งระบบเครือข่าย ( =4.87, S.D.=0.34) ด้านสถานที่จัดสอบ คณะกรรมการศูนย์สอบและคณะกรรมการสนามสอบ มีความคิดเห็นด้านสถานที่จัดสอบในภาพรวม ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.80, S.D.=0.30) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าค่าเฉลี ่ยอยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ ได้แก่ มีสถานที่ตั้งอยู่ในชุมชน/ความสะดวกในการเดินทาง ( =4.85,S.D.=0.36) ห้องสอบมีความสะอาด อากาศถ ่ายเทสะดวก มีแสงสว ่างเพียงพอ ( =4.83, S.D.=0.38) ลักษณะของโต๊ะคอมพิวเตอร์ เก้าอี้ มีขนาดเหมาะสมกับผู้เข้าสอบ ( =4.80, S.D.=0.40)