The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความคิดรวบยอด หลักการ แนวคิดเกี่ยวกับการบูรณาการหลักสูตร การประเมินภาคปฏิบัติการวางแผนและการออกแบบหลักสูตรในบริบทการผสานข้อมูลสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและนอกสถานศึกษา กระบวนการจัดทำหลักสูตรที่มีคุณภาพ การดำเนินการวิเคราะห์เพื่อนำหลักสูตรไปใช้ให้เหมาะกับผู้เรียนรอบด้าน การเตรียมความพร้อมของครู การตรวจสอบและการประเมินคุณภาพหลักสูตรและการใช้หลักสูตรในสถานศึกษาหลักการแนวคิดการประเมินผลการเรียนภาคปฏิบัติ การนำไปใช้ในบริบทของการบริหารจัดการหลักสูตรในสถานการณ์จริง การประเมินกรอบผลการเรียนรู้ด้านการปฏิบัติที่ปรากฏ รวมทั้งการนำหลักสูตรบูรณาการและการประเมิน ภาคปฏิบัติไปประยุกต์ใช้ให้มีความเที่ยงตรงและน่าเชื่อถือ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Preeyawan Paripurana, 2022-05-13 05:11:29

การออกแบบหลักสูตรบูรณาการและการประเมินตามสภาพจริง

ความคิดรวบยอด หลักการ แนวคิดเกี่ยวกับการบูรณาการหลักสูตร การประเมินภาคปฏิบัติการวางแผนและการออกแบบหลักสูตรในบริบทการผสานข้อมูลสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและนอกสถานศึกษา กระบวนการจัดทำหลักสูตรที่มีคุณภาพ การดำเนินการวิเคราะห์เพื่อนำหลักสูตรไปใช้ให้เหมาะกับผู้เรียนรอบด้าน การเตรียมความพร้อมของครู การตรวจสอบและการประเมินคุณภาพหลักสูตรและการใช้หลักสูตรในสถานศึกษาหลักการแนวคิดการประเมินผลการเรียนภาคปฏิบัติ การนำไปใช้ในบริบทของการบริหารจัดการหลักสูตรในสถานการณ์จริง การประเมินกรอบผลการเรียนรู้ด้านการปฏิบัติที่ปรากฏ รวมทั้งการนำหลักสูตรบูรณาการและการประเมิน ภาคปฏิบัติไปประยุกต์ใช้ให้มีความเที่ยงตรงและน่าเชื่อถือ

บทที่ 6

การเตรียมความพร้อมของครู



นางสาวปรียาวรรณ ปริปุรณะ 47
นางสาววราภรณ์ โพธารินทร์
นางสาวปักษา อุปถัมภ์

การเตรียมความพร้อมของครู



การเตรียมความพร้อมของครู

การพัฒนาหลักสูตรบูรณาการให้มีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิด
คุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากครูผู้สอนทุกคนในการ
ดำเนินการ จึงควรพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจในสาระสำคัญของ
กระบวนการพัฒนาหลักสูตรบูรณาการ การวางแผนเรื่องระยะเวลาในการพัฒนา
หลักสูตร การตั้งหัวข้อเรื่อง การเลือกเนื้อหาสาระของกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ มา
บูรณาการ การวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด การเขียนคำอธิบายรายวิชา
การจัดทำหน่วยการเรียนรู้ การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ การนำหลักสูตรไปจัดการ
เรียนรู้การนิเทศกำกับการจัดการเรียนรู้ การประเมินผลและการปรับปรุงแก้ไขการ
จัดการเรียนรู้เป็ นต้น
เตรียมความพร้อมของครูในการนำหลักสูตรบูรณาการไปใช้ ประกอบด้วย คณะทำงาน
ในจัดการเรียนรู้ การจัดชั้นเรียน และวัสดุอุปกรณ์ประกอบในการจัดการเรียนรู้ ผู้เรียน
ควรได้รับแจ้งตารางเรียน สื่อการเรียนรู้ต้องส่งให้ผู้เรียนได้ศึกษามาก่อนเข้าชั้นเรียน
คณะทำงานอาจจะได้รับการฝึกอบรมก่อนปฏิบัติงาน (train-the-trainer) หรืออย่างน้ อย
ควรได้รับประชุมชี้แจงก่อนการดำเนินงานในทุกขั้นตอน เพื่อให้เข้าใจบทบาทของคณะ
ทำงานแต่ละคนในโปรแกรมการเรียนการสอน คณะทำงานต้องมีเวลาเตรียมและฝึก
ซ้อมการจัดการเรียนรู้ด้วย

วิชัย วงษ์ใหญ่ (2521 : 140-141) ได้ให้ความเห็นว่า ผู้มีบทบาทในการนำ
หลักสูตรไปใช้ให้บรรลุจุดหมายมี 3 กลุ่ม คือ ครูใหญ่ ครูประจำชั้น และชุมชน ใน
จำนวนนี้ครูใหญ่เป็ นผู้ที่มีบทบาทมากที่สุดที่จะต้องศึกษาและวางแผนเกี่ยวกับการใช้
หลักสูตรโดยมีขั้นตอนสรุปสั้น ๆ ได้ดังนี้
​1. เตรียมวางแผนงาน
2​ . เตรียมจัดอบรม
3​ . การจัดครูเข้าสอน
4​ . การจัดตารางสอน
5​ . การจัดวัสดุประกอบหลักสูตร
​6. การประชาสัมพันธ์
​7. การจัดสภาพแวดล้อมและการเลือกกิจกรรมเสริมหลักสูตร
8​ . การจัดโครงการประเมินผล

48

การเตรียมความพร้อมของครู




การเตรียมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

การอบรมผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้หลักสูตรต้องคำนึงและต้องกระทำ
อย่างรอบคอบ นับแต่ขั้นเตรียมการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นที่นำมาใช้ในการวางแผน และ
วิธีการฝึกบุคลากร เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันการใช้หลักสูตรซึ่งจะมีความแตกต่าง
ของความพร้อมของใช้หลักโรงเรียนในตัวเมืองขนาดใหญ่ย่อมมีความพร้อมหลายๆ
ด้านมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็กในชนบท และบุคลากรฝ่ายต่างๆ

สาระสำคัญที่เกี่ยวข้องในการเตรียมครู

การเตรียมครูมีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่การทบทวนตนเองหลังการสอน
การพัฒนาวิชาชีพ การนิเทศ และการประเมินผล การเชื่อมโยงมาตรฐานการเรียนรู้กับ
หลักสูตร มาตรฐานสู่ความสำเร็จ: หลักสูตร การประเมินผล และแผนปฏิบัติการ ราย
ละเอียดมีดังต่อไปนี้

การทบทวนตนเองหลังการสอน

Ghaye, Anthony (1998) กล่าวสรุปไว้ว่า การเรียนการสอนนั้นสามารถ
ปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ด้วยการทบทวนตนเอง กระบวนการทบทวนตนเองทำให้ครูเข้าใจ
การสอนของตัวเอง เข้าใจว่าอะไรสามารถทำได้และอะไรได้น้ อย ช่วยให้ตัดสินใจอย่าง
ฉลาด และเข้าใจความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียนและในโรงเรียนได้
กระบวนการในการทบทวนตนเองจะก้าวหน้ าไปได้ต้องอาศัยกรอบโครงสร้างที่ดี ความ
ท้าทาย

Schon,D(1983) อธิบายว่า การใช้ความคิดพิจารณาระหว่างการเรียนการ
สอนเรียกว่า “การทบทวนตนเองระหว่างการสอน” (reflection-in-action) ส่วนการคิด
ไตร่ตรองหลังการเรียนการสอน เรียกว่า “การทบทวนตนเองหลังการสอน”
(reflection – on- practice) ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ได้จบลงแล้ว เมื่อครูได้
มองย้อนหลังไปคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

49

การพัฒนาวิชาชีพ การนิเทศ และการประเมินผล

Carr, Judy F and Harris, Douglas E. (2001: 153) กล่าวสรุปไว้ว่า การพัฒนาวิชาชีพ การนิเทศ
และการประเมินผล มีจุดหมายเพื่อให้ผู้เรียนมีพัฒนาการเรียนรู้ตามมาตรฐาน และได้นำเสนอหลักการดำเนิน
การพัฒนาด้านวิชาชีพที่อิงมาตรฐาน 7 ประการ ดังนี้

หลักการที่ 1 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพเกิดจากภาพลักษณ์ที่ดีด้านการเรียนการ
สอน การพัฒนาวิชาชีพตามระบบที่เชื่อมโยงด้วยมาตรฐาน มีคำถามที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะบรรลุมาตรฐาน
ดังต่อไปนี้

ใครจะรับผิดชอบมาตรฐานใด
แนวทางการเรียนการสอนจะเป็นอย่างไร ในชั้นเรียนผู้สอนและผู้เรียนจะมีบทบาทอย่างไร
ระดับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังควรตั้งไว้เท่าใด ใช้เกณฑ์ใดในการกำหนดผลสัมฤทธิ์ของมาตรฐาน
และจะประเมินมาตรฐานอย่างไร
ใช้ข้อมูลใดบ่งบอกว่าบรรลุมาตรฐาน และอะไรบ้างที่นำไปใช้ในการเรียนการสอน
หลักการที่ 2 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพให้โอกาสผู้สอนได้สร้างองค์ความรู้และ
ทักษะของตนเอง เป้ าหมายของการวางแผนการสอน มีขอบข่ายเนื้อหาที่จะปรับปรุงผลการเรียนรู้ของผู้
เรียนอย่างชัดเจน โดยเชื่อมโยงลำดับความสำคัญของการพัฒนาวิชาชีพกับแผนการสอน กรณีตัวอย่าง
สถานศึกษากำหนดแผนการพัฒนาประกอบด้วยประเด็นหลัก 3 ประเด็น คือ การวิเคราะห์ผลงานของผู้
เรียน การจัดทำแฟ้ มสะสมงาน และการพัฒนาวิธีการวัดผลหลังจบหลักสูตร ในแต่ละประเด็นเน้ นการ
พัฒนาความสามารถของผู้สอนในด้านการสอนและประเมินการแก้ปัญหา โดยเปิดโอกาสให้จัดทำแผน
พัฒนาวิชาชีพระยะยาว
หลักการที่ 3 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพใช้หรือเป็นตัวแบบกลยุทธ์การสอนที่ผู้สอน
จะใช้กับผู้เรียน การสร้างตัวแบบเริ่มโดยเน้ นที่มาตรฐาน โดยคาดหวังว่าผู้สอนจะต้องสอนให้เป็นไปตาม
มาตรฐาน การกำหนดโครงการพัฒนาวิชาชีพจึงต้องยึดมาตรฐาน ตัวอย่างเช่น การใช้ผลการเรียนรู้ของผู้
เรียนเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาครู ครูต้องร่วมกันวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ของนักเรียน ทบทวนสิ่งที่
นำไปปฏิบัติที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคน รวมทั้งศึกษาวิจัยเนื้อหาสาระและวิธีการสอน
ตามความต้องการของนักเรียน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นการปฏิบัติการสอนที่ดีที่สุดในชั้นเรียนที่
ยึดมาตรฐานเป็ นเกณฑ์
หลักการที่ 4 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ หลักการสำคัญ
ของระบบที่เชื่อมโยงด้วยมาตรฐานสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ได้ดังนี้
มาตรฐานเน้ นการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนทุกคนและทุกวัย
ผู้เรียนทุกคนสรรค์สร้างการเรียนรู้ใหม่ๆ ได้
ผู้เรียนเรียนรู้จากผู้อื่ นและเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่ นได้โดยการค้นคว้าและการฝึ กคิดทบทวน
การประเมินผล ก่อให้เกิดการตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการเรียนรู้
หลักการที่ 5 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพส่งเสริมครูให้มีบทบาทเป็นผู้นำ กล่าวคือ
ครูต้องมีภาวะความเป็นผู้นำในระบบที่เชื่อมโยงด้วยมาตรฐาน บทบาทผู้นำอย่างเป็นทางการของครูคือ
บทบาทเป็นผู้ให้คำปรึกษา ครูควรเป็นผู้ตัดสินใจในการคัดเลือกทีมงานวางแผนการสอน คัดเลือกเนื้อหา
โดยเน้ นผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ครูควรเป็นผู้นำในการกำหนดมาตรฐาน กำหนดกลยุทธ์การสอนและ
การประเมินผลและวิเคราะห์ผลงานของนักเรียน
หลักการที่ 6 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพสร้างความเชื่อมโยงกับหน่วยการศึกษาอื่น
การเชื่อมโยงด้วยมาตรฐาน คือ วิธีการดำเนินงานที่เป็นระบบ ฉะนั้นองค์ประกอบและการตัดสินใจล้วน
ส่งผลต่อส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน
หลักการที่ 7 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพต้องประเมินและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ใน
ระบบที่เชื่อมโยงด้วยมาตรฐาน ความมีประสิทธิผลวัดได้จากพัฒนาการของนักเรียน ความมีประสิทธิผล
รวมถึงความเป็นเลิศทางวิชาการของนักเรียนทุกคน และความเสมอภาค(ลดช่องว่างผลสัมฤทธิ์ที่แตก
ต่างกันระหว่างผู้เรียน) หรือทั้งสองอย่าง กระบวนการวางแผนการสอนจะต้องพิจารณาความก้าวหน้ า
ของนักเรียนอย่างต่อเนื่ องและปรับปรุงโดยใช้ผลการเรียนรู้ของนักเรียน

50

การเชื่ อมโยงมาตรฐานการเรียนรู้กับหลักสูตร
การเชื่อมโยงมาตรฐานการเรียนรู้กับหลักสูตรเป็นสิ่งสำคัญ การเชื่อมโยงมาตรฐานการเรียน

รู้ระดับชาติ มาตรฐานการเรียนรู้และท้องถิ่น ไปสู่เป้ าหมายการเรียนการสอนของผู้เรียนและครู
Harris, Douglas E and Carr, Judy F (1996 : 18) ได้นำเสนอแผนภูมิแสดงความสอดคล้อง
เชื่อมโยงของหลักสูตร การเรียนการสอน และการประเมินแบบอิงมาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐานสู่ความสำเร็จ: หลักสูตร การประเมินผล และแผนปฏิบัติการ
เมื่อโรงเรียนหรือสถานศึกษาได้ใช้มาตรฐานใดแล้ว ทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเข้าใจว่า

มาตรฐานของโรงเรียนคืออะไร และจะนำไปใช้อย่างไร คณะกรรมการสถานศึกษาจะต้องใช้
แผนการประเมินที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนสำคัญ

กระบวนการพัฒนาหลักสูตรและแผนการประเมิน Carr, Judy F and Harris, Douglas E
(2001 : 45 – 49) เสนอคำถามที่เกี่ยวข้องคือ จะสร้างการประเมินระดับชั้นเรียนที่สอดคล้องกับ
มาตรฐานอย่างไร ซึ่งการประเมินชั้นเรียนไม่ได้เป็นเพียงการทดสอบ การวัด หรือการให้คะแนน
แต่การประเมินเป็นบูรณาการของการสอน เป็นกระบวนการของการวัดปริมาณ การอธิบาย การ
รวบรวมข้อมูลหรือการให้ผลป้ อนกับเกี่ยวกับการเรียนรู้

เครื่ องมือที่ใช้ในการนำหลักสูตรบูรณาการไปใช้ในชั้นเรียน
เครื่องมือที่ใช้ในการนำหลักสูตรบูรณาการไปใช้ในชั้นเรียนจำนวน 2 ฉบับ ได้แก่

1) คู่มือการใช้หลักสูตรบูรณาการ
2) เครื่องมือที่ใช้ประเมินครู จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่

1) แบบทดสอบวัดความรู้ของครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
2) แบบประเมินทักษะการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
3) แบบสอบถามความคิดเห็นของครูที่มีต่อหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
คู่มือการใช้หลักสูตรบูรณาการ มีองค์ประกอบ ดังนี้
หลักการ และแนวคิดเกี่ยวกับหลักสูตรบูรณาการ(The Integrated Curriculum)
การเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง Constructivist Theory
การประเมินการปฏิบัติ (performance assessment)
การสังเกตผลการเรียนรู้ตามSOLO Taxonomy

51

ก​ ารสร้างและพัฒนาคู่มือการใช้หลักสูตรบูรณาการ
ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาคู่มือการใช้หลักสูตรบูรณาการ มีดังนี้

1.ศ​ึกษาและวิเคราะห์ แนวคิด หลักการ ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคู่มือ
การใช้หลักสูตรบูรณาการ

2.ก​ ำหนดองค์ประกอบของคู่มือการใช้หลักสูตรบูรณาการ โดยแบ่งเป็น 2ตอน ดังนี้
​ตอนที่ 1หลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรบูรณาการ ประกอบด้วย หลัก
การ แนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกับหลักสูตรบูรณาการและการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง การประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ การประเมินการ
ปฏิบัติ(performance assessment) และการสังเกตผลการเรียนรู้ตามSOLO Taxonomy
ต​ อนที่ 2การนำหลักสูตรบูรณาการไปใช้ โดยดำเนินการเป็นขั้นตอน ได้แก่ ขั้นการ
วางแผน (Planning) ขั้นการดำเนินการ (Implementation) และขั้นการประเมินผล
(Evaluation)

3.น​ ำคู่มือการใช้หลักสูตรบูรณาการให้ผู้เชี่ยวชาญ 3คน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการ
พัฒนาหลักสูตร ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ และผู้เชี่ยวชาญด้าน
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้

4.ป​ รับปรุงคู่มือการใช้หลักสูตรบูรณาการให้ ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ และจัดพิมพ์
คู่มือเพื่อนำไปใช้จริง

52

เครื่ องมือที่ใช้ในการประเมินครู

เครื่องมือที่ใช้ประเมินครู จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่
1) แบบทดสอบวัดความรู้ของครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
2) แบบประเมินทักษะการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
3) แบบสอบถามความคิดเห็นของครูที่มีต่อหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ

มีขั้นตอนการสร้างและพัฒนาดังนี้
แบบทดสอบวัดความรู้ของครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ เพื่อตรวจสอบความรู้ของครู
เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ เป็นแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก มีขั้นตอนการสร้างดังนี้
​1. ศึกษาเอกสารการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ และการประเมินการเรียนรู้ เพื่อกำหนดประเด็นและ
พฤติกรรมที่มุ่งวัด
​2. จัดทำแผนผังข้อสอบ (Test Blueprint) ตามแนวคิดBloom’s Revised Taxonomy
3. เขียนข้อคำถามตามแผนผังข้อสอบ (Test Blueprint)
4. นำแบบทดสอบวัดความรู้ของครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ และตารางแผนผังข้อสอบ
ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ

แบบประเมินทักษะการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ

เป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ เพื่อตรวจสอบทักษะการจัดการเรียนรู้
แบบบูรณาการ มีขั้นตอนการสร้างดังนี้

1. ศ​ึกษาเอกสารเกี่ยวกับการพัฒนาแบบประเมินและทักษะจำเป็ นของครูในการจัดการเรียนรู้แบบ
บูรณาการ และการพัฒนาเครื่องมือวัดและประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้

2.ก​ ำหนดขอบเขตเนื้อหา ออกแบบหน่วยการเรียนรู้ (Module) การดำเนินการจัดการเรียนรู้แบบ
บูรณาการ การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง และการประเมินการปฏิบัติ(performance
assessment)

3.น​ ำแบบทดสอบวัดความรู้ของครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ และตารางแผนผังข้อสอบ
ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหลักสูตร ผู้เชี่ยวชาญ
ด้านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและประเมินผล ตรวจสอบความ
เที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ภาษาที่ใช้และการวัดผลในแต่ละประเด็น นำผลการ
พิจารณาไปคำนวณดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (Index of Item
Objective Congruence : IOC) ใช้เกณฑ์การตัดสินความสอดคล้องของกับวัตถุประสงค์ (Index
of Item Objective Congruence : IOC) ใช้เกณฑ์การตัดสินความสอดคล้องของความคิดเห็น
ของผู้เชี่ยวชาญ ระหว่าง 0.80 – 1.00 และปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ

53

​แบบสอบถามความคิดเห็นของครูที่มีต่อ หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ

แบบสอบถามความคิดเห็นของครูที่มีต่อหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ เป็น
แบบคำถามปลายเปิด มีจุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบความคิดเห็นของครู มีขั้นตอนการสร้างและ
พัฒนา ดังนี้
1. ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับหลักการสร้างแบบสอบถาม และกำหนดประเด็นคำถามที่เกี่ยวข้อง
​2. เขียนข้อคำถามความคิดเห็นต่อหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
​3. นำแบบสอบถามไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา
หลักสูตร ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและประเมิน
ผล ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ภาษาที่ใช้และการวัดผลในแต่ละ
ประเด็น นำผลการพิจารณาไปคำนวณดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์
(Index of Item Objective Congruence : IOC) ใช้เกณฑ์การตัดสินความสอดคล้องของกับ
วัตถุประสงค์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) ใช้เกณฑ์การตัดสินความสอดคล้อง
ของความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ระหว่าง 0.80 – 1.00 และปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้
เชี่ยวชาญ

สรุป
การนำหลักสูตรบูรณาการไปใช้ จะต้องมีการเตรียมความพร้อมของครูประกอบด้วย คณะทำงาน
ในจัดการเรียนรู้ การจัดชั้นเรียน และวัสดุอุปกรณ์ประกอบในการจัดการเรียนรู้
สาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมครู ได้แก่การทบทวนตนเองหลังการสอนการทบทวนตนเอง
หลังการสอนเป็ นกระบวนการที่เหมาะกับการปฏิบัติงานในอาชีพ
การพัฒนาวิชาชีพ การนิเทศ และการประเมินผลมีจุดหมายเพื่อให้ผู้เรียนมีพัฒนาการเรียนรู้ตาม
มาตรฐานการเชื่อมโยงมาตรฐานการเรียนรู้กับหลักสูตรการเชื่อมโยงมาตรฐานการเรียนรู้กับ
หลักสูตรเป็นสิ่งสำคัญ การเชื่อมโยงมาตรฐานการเรียนรู้ระดับชาติ มาตรฐานการเรียนรู้และท้องถิ่น
ไปสู่เป้ าหมายการเรียนการสอนของผู้เรียนและครูมาตรฐานสู่ความสำเร็จ: หลักสูตร การประเมิน
ผล และแผนปฏิบัติการ การประเมินชั้นเรียนไม่ได้เป็นเพียงการทดสอบ การวัด หรือการให้คะแนน
แต่การประเมินเป็นบูรณาการของการสอน เป็นกระบวนการของการวัดปริมาณ การอธิบาย การ
รวบรวมข้อมูลหรือการให้ผลป้ อนกับเกี่ยวกับการเรียนรู้ เพื่อให้รู้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน
เครื่องมือที่ใช้ในการนำหลักสูตรบูรณาการไปใช้ในชั้นเรียนจำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ 1) คู่มือการใช้
หลักสูตรบูรณาการ 2) เครื่องมือที่ใช้ประเมินครู จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดความรู้
ของครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 2) แบบประเมินทักษะการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
3) แบบสอบถามความคิดเห็นของครูที่มีต่อหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ

54

บทที่ 7 การประเมินสภาพจริง

นางสาวอชิ รญา ภู จอมจิ ต
นางสาวรั ชนก นาคพงษ์ 55

การประเมินสภาพจริง

การประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) หมายถึง กระบวนการ
สังเกต บันทึก และการรวบรวมข้อมูลจากผลงาน วิธีการ หรือสิ่งที่ผู้เรียนปฏิบัติ เพื่อเป็นพื้น
ฐานของการตัดสินใจต่อตัวผู้เรียน การประเมินผลตามสภาพจริง จะไม่เน้ นการประเมินเฉพาะ
ทักษะพื้นฐาน แต่จะเน้ นประเมินทักษะการคิดที่ซับซ้อนในการทำงาน ความสามารถในการแก้
ปัญหาและการแสดงออกที่เกิดจาการปฏิบัติในสภาพจริง ในการเรียนการสอนที่เน้ นผู้เรียน
เป็ นสำคัญด้วย

การวัดและประเมินตามสภาพจริง มีกระบวนการวัดผลการเรียนรู้ตาม
แนวทาง 3 ประการ คือ

1.วัดครบถ้วนตามจุดประสงค์การเรียนรู้ได้จริง วัดความสามารถทางความรู้ ความคิดได้จริง
(Cognitive Ability) วัดความสามารถในการปฏิบัติได้จริง (Performance/Practice
Ability) และวัดคุณลักษณะทางจิตใจได้จริง (Affective Characteristics)

2.วัดได้ตรงความเป็นจริง คือ สิ่งที่วัดได้นั้นเป็นข้อมูล เป็นการแสดงพฤติกรรมที่สะท้อน
ความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน ทั้งความสามารถทางความรู้ ความคิด ความสามารถ
ในการปฏิบัติและคุณลักษณะทางจิตใจ มีความคลาดเคลื่อนผิดพลาดน้ อยที่สุด ไม่เปิด
โอกาสให้ผู้ด้อยความสามารถได้คะแนนสูง ตัดความผิดพลาดที่ผู้มีความสามารถสูงกลับ
ได้คะแนนน้ อย

3.เลือกสรร คิดค้นเครื่องมือและเทคนิคการวัดผลที่เป็นการวัดพฤติกรรมที่แท้จริงที่
แสดงออกซึ่ง ความสามารถของผู้เรียน (Ability to do) ซึ่งอาจได้จากการสังเกตุ
พฤติกรรมผู้เรียน สังเกตจากการปฏิบัติภาระงาน (Tasks) ที่จัดให้ปฏิบัติในสถานการณ์ที่
ผู้สอนจะกำหนด สังเกตจากร่องรอยหลักฐานผลการปฏิบัติภาระงานของผู้เรียน เป็นต้น

เทคนิควิธีการประเมินตามสภาพจริงที่น่าสนใจ 7 วิธี ซึ่งจะช่วยให้การวัดและ
การประเมินผลตามสภาพจริงมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้แก่

การสังเกต เป็นการเก็บข้อมูลพฤติกรรมด้านการใช้ความคิด การปฏิบัติงาน อารมณ์
ความรู้สึก และลักษณะนิสัย โดยสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ทั้งในห้องเรียน นอก
ห้องเรียน หรือในสถานการณ์อื่นนอกโรงเรียน ซึ่งมีวิธีดำเนินการอยู่ 2 ลักษณะคือ
1. การสังเกตทำได้โดยตั้งใจ
2. การสังเกตที่ทำโดยไม่ตั้งใจ
การสังเกตโดยตั้งใจหรือมีโครงการสร้างหมายถึงการที่ครูกำหนดพฤติกรรมที่ต้องสังเกต
รวมถึงช่วงเวลาและวิธีการสังเกต ส่วนการสังเกตแบบไม่ตั้งใจ หรือไม่มีโครงสร้างนั้น
หมายถึงไม่มีกำหนดรายการสังเกตไว้ล่วงหน้ า ครูอาจมีกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ติดตัวไว้
ตลอดเวลาเพื่อบันทึกเมื่อพบพฤติกรรมการแสดงออกที่มีความหมาย

56

การประเมินสภาพจริง

การสัมภาษณ์ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้เก็บข้อมูลพฤติกรรมของนักเรียนในด้าน ความคิดสติ
ปัญญา ความรู้สึก กระบวนการขั้นตอนในการทำงาน และวิธีแก้ปัญหาต่างๆได้ดี ซึ่งเป็นวิธีที่
อาจใช้ประกอบการสังเกตเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มั่นใจมากยิ่งขึ้น โดยก่อนที่ครูจะสัมภาษณ์นั้น
ควรหาข้อมูลเกี่ยวกับภูมิหลังของนักเรียนและเตรียมชุดคำถามล่วงหน้ าเสียก่อน เพื่อทำให้
การสัมภาษณ์เจาะตรงประเด็นและได้ข้อมูลเพิ่มมากขึ้น และขณะสัมภาษณ์ครูควรใช้วาจา
ท่าทาง น้ำเสียงที่อบอุ่นเป็นกันเอง เพื่อนักเรียนรู้สึกปลอดภัย และมีแนวโน้ มจะให้ข้อมูล
ต่างๆ ควรสัมภาษณ์นักเรียนด้วยคำถามที่เข้าใจง่าย และอาจใช้การสัมภาษณ์กัลบุคคลใกล้ชิด
นักเรียนร่วมด้วยเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนเพิ่มเติม

การตรวจงาน เป็นการวัดและประเมินผลที่เน้ นการนำผลการประเมินไปใช้ทันทีใน 2
ลักษณะ คือ เพื่อการช่วยเหลือนักเรียนและเพื่อช่วยปรับปรุงการสอนของครู จึงเป็นการ
ประเมินที่ควรดำเนินการตลอดเวลา และควรมีลักษณะที่ครูสามารถประเมินพฤติกรรมระดับ
สูงของนักเรียนได้ เช่น การตรวจแบบฝึกหัด ผลงานภาคปฏิบัติ โครงการ/โครงงานต่างๆ
เป็ นต้น

การรายงานตนเอง เป็นการให้นักเรียนเขียนบรรยายหรือตอบคำถามสั้น ๆ หรือ ตอบ
แบบสอบถามที่ครูสร้างขึ้น เพื่อสะท้อนถึงการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งความรู้ ความเข้าใจ วิธี
คิด วิธีทำงานความพอใจในผลงาน ความต้องการพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น

การใช้บันทึกจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เป็นการรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับตัว
นักเรียนผลงานนักเรียน โดยเฉพาะความก้าวหน้ าในการเรียนรู้ของนักเรียนจากแหล่งต่าง ๆ
เช่น จากเพื่อนครูหรือผู้ปกครอง เป็นต้น

การใช้ข้อสอบแบบเน้นการปฏิบัติจริง คือ การใช้แบบทดสอบเพื่อวัดสิ่งที่นักเรียนได้
ปฏิบัติจริง ซึ่งข้อสอบนั้นจะต้องมีความหมายต่อผู้เรียน เลียนแบบสภาพความเป็นจริง
ครอบคลุมความสามารถของผู้เรียนและเนื้อหาตามหลักสูตร เน้ นให้มีหลายคำตอบและหลาย
วิธีหาคำตอบ และมีเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน

การประเมินโดยใช้แฟ้ มสะสมงาน แฟ้ มสะสมงาน หมายถึง สิ่งที่ใช้สะสมงานของ
นักเรียนอย่างมีจุดประสงค์ อาจเป็นแฟ้ ม กล่อง แผ่นดิสก์ หรืออัลบั้ม ก็ได้ แฟ้ มสะสมผลงาน
นี้ จะเป็นหลักฐานสะท้อนให้เห็นถึงความพยายาม ความก้าวหน้ า และผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน

57

การประเมินสภาพจริง

สรุป วิธีการประเมินตามสภาพจริงที่ได้กล่าวแล้วนั้น ถ้าจะให้ได้มาซึ่งผลการเรียน
รู้ที่แท้จริงของนักเรียนนั้น ครูควรจะใช้วิธีการเก็บข้อมูลหลายๆ วิธีรวมกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่
หลากหลาย และครอบคลุมพฤติกรรมทุกด้าน รวมถึงมีเกณฑ์การประเมินชัดเจน และมี
จำนวนมากเพียงพอที่จะประเมินผลที่เกิดขึ้นในตัวนักเรียนอย่างมั่นใจจึงจะถือว่าเป็ นการวัด
และประเมินผลตามสภาพจริงอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถนำไปอ้างอิงได้นั้นเอง

เอกสารอ้างอิง 58
https://www.moe.go.th/main2/article/article-sagob/assess.htm
https://www.ipecp.ac.th/ipecp/cgi-binn/dacha50/unit7/content5.htm
https://www.gotoknow.org/posts/551020

บทที่ 8
การประเมินภาคปฏิบัติ

นางสาวอชิ รญา ภู จอมจิ ต
นางสาวรั ชนก นาคพงษ์



59

การประเมินภาคปฏิบัติ

การประเมินที่สะท้อนข้อมูลย้อนกลับให้สามารถปรับปรุงการเรียนรู้ของผู้เรียน และการ
จัดการเรียนรู้ของผู้สอนก็คือ การประเมินตามสภาพจริง(authentic assessment) โดยที่การ
ประเมินนี้จะเรียกว่า การประเมินทางเลือก(alternative assessment) ในบางกรณีเรียกว่า
การประเมินผลปฏิบัติงานหรือการประเมินภาคปฏิบัติ(performance assessment) การ
ประเมินดังกล่าวนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับข้อมูลย้อนกลับที่เป็ นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง
เกิดบูรณาการการเรียนรู้ และการประเมินการเรียนรู้ โดยที่การประเมินจะมีการรวบรวมหลัก
ฐานการประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะ ที่แสดงถึงการเรียนรู้และพัฒนาการในการเรียนรู้ของผู้
เรียน ในโลกแห่งความเป็นจริงของบริบท ชุมชน และสังคม ใช้วิธีการที่หลากหลาย เน้ นการ
ประเมินทักษะการคิดขั้นสูง ความสามารถในการแก้ปัญหาและการแสดงออกจากการปฏิบัติใน
สถานการณ์ที่เป็ นเหตุการณ์ในชีวิตจริง

การประเมินภาคปฏิบัติ (Performance Assessment) เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยม
มากขึ้น เนื่องจากเป็นรูปแบบที่เหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการประเมินความคิดระดับสูง และใช้
ในการตรวจสอบความรู้ ความคิด รวบยอด และทักษะจำเป็นของผู้เรียนที่จะใช้ทำงานให้
ประสบความสำเร็จในศตวรรษที่ 21 ได้เป็นอย่างดีหากการค้นคว้าย้อนหลังไปจะพบว่า มีผู้ให้
ความหมายของการประเมินภาคปฏิบัติไว้ดังนี้

มัชเชล (Marshall, 1971) ให้ความหมายของการวัดภาคปฏิบัติหมายถึง การวัดที่
เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว หรือการตอบสนองที่เป็นการกระทำของผู้ถูกสอบ โดยปกติแล้ว การ
ทดสอบจะเกิดขึ้นได้ต้องจัดการให้ผู้ถูกสอบอยู่ในสถานการณ์ที่เป็ นจริงหรือคล้ายของจริงให้
มากที่สุด แต่ไม่ใช่การทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์

แบบเขียนตอบ (paper and pencil)
ไพศาล หวังพานิช (2526) ให้ความหมายไว้ว่า การวัดผลภาคปฏิบัติคือ ความ

สามารถ ในการปฏิบัติเป็นการวัดที่ให้ผู้เรียนได้แสดงพฤติกรรมด้วยการกระทำโดยถือว่าการ
ปฏิบัติเป็นความสามารถในการผสมผสานหลักการ วิธีการต่าง ๆ ที่ได้รับการฝึกฝนมาให้
ปรากฏออกมาเป็ นทักษะของผู้เรียน

สุวิมล ว่องวานิช (2546) ให้ความหมายของการประเมินภาคปฏิบัติว่า เป็นการ
ประเมินที่ใช้สถานการณ์ เพื่อทดสอบภาคปฏิบัติงานของบุคคล ซึ่งเป็นการวัดพฤติกรรมการ
ปฏิบัติงานทีละคน หรือการทำงานกลุ่ม มีกระบวนการทำงานตามขั้นตอน โดยมีจุดมุ่งหมาย
สุดท้าย คือ ผลงาน โดยทำการประเมิน 2ประการ คือ กระบวนการปฏิบัติงาน (Process) และ
การวัดคุณภาพของงานที่ได้จากการปฏิบัติ (Product)​จากความหมายของการประเมินภาค
ปฏิบัติที่กล่าวมาข้างต้น

สรุปได้ว่า การประเมินภาคปฏิบัติ (Performance Assessment) หมายถึง การวัด
คุณภาพของผู้เรียนผ่านการประเมินคุณภาพของผลงานที่ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ และการ
ประเมินกระบวนการปฏิบัติงานของผู้เรียน รวมทั้งการประเมินลักษณะนิสัยของผู้เรียน ทั้งใน
สภาพตามธรรมชาติ หรือสภาพที่กำหนดขึ้น (สถานการณ์จำลอง)

60

ความสำคัญของการ
ประเมินภาคปฏิบัติ

ความสำคัญของการประเมินภาคปฏิบัติ
1.​การประเมินภาคปฏิบัติเป็นกระบวนการที่ให้ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรม ทำให้มองเห็นทักษะ

และความสามารถของผู้เรียน เนื่องจากมีร่องรอยหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ของ
ผู้เรียน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียน
2.ก​ ารประเมินภาคปฏิบัติสามารถใช้ได้กับกิจกรรมต่าง ๆ ในระดับห้องเรียน
3.​การประเมินภาคปฏิบัติเน้ นทักษะและการคิดระดับสูง
4.​การประเมินภาคปฏิบัติมีการกระตุ้น จูงใจให้ผู้เรียนได้แสดงความรู้ความสามารถตาม
สภาพความเป็ นจริง

การประเมินการปฏิบัติ (Performance Assessment) มีจุดเด่นที่ดีกว่าการวัดและ
ประเมินผลแบบเดิมคือ

1.ส​ ามารถวัดความรู้ความสามารถของผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้ได้โดยตรงในขณะที่
การวัดแบบที่ใช้แบบทดสอบมาตรฐานมักจะให้ข้อมูลในลักษณะที่เป็ นการอ้างอิง
(Inference)ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาด้านความสมเหตุสมผล (Validity) และความสอดคล้อง
(Relevancy) กับสภาพจริงของผลการประเมิน

2.ก​ ารประเมินการปฏิบัติสามารถวัดกระบวนการทำงานหรือการปฏิบัติได้อย่างครบวงจรจน
ได้ผลผลิตหรือข้อมูลบ่งชี้สมรรถภาพอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนการวัดและประเมินผลแบบ
เดิมมักจะสุ่มวัดเพียงบางพฤติกรรมหรือบางขั้นตอนของกระบวนการทำงานเท่านั้น

3. ​การประเมินการปฏิบัติสามารถวัดได้ทั้งความรู้การปฏิบัติและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ได้
อย่างน่าเชื่อถือ ส่วนแบบทดสอบมาตรฐานเหมาะสำหรับวัดความรู้ความสามารถในระดับ
เบื้องต้นเท่านั้น

4. ​ภาระงานหรือปั ญหาที่ใช้ในการประเมินการประเมินการปฏิบัติสามารถใช้เป็ นส่วนหนึ่ งของ
กิจกรรมการเรียนการสอนทำให้การวัดและประเมินผลกลายเป็ นเนื้ อเดียวกันกับ
กระบวนการเรียนการสอนตามหลักสูตร (ชอบลีชอ, 2545)

61

รูปแบบของการป
ระเมินภาคปฏิบัติ




1.ป​ ระเมินจากผลงาน คือการประเมินผลงานนักเรียนที่ปรากฏ ไม่เน้ นความสำคัญของ
กระบวนการหรือขั้นตอนการปฏิบัติ

2.​ประเมินจากกระบวนการ โดยการสังเกตกระบวนการและผลงานไปพร้อมๆกันตั้งแต่เริ่ม
ต้นจนกระทั่งสิ้นสุด

3.​ประเมินจากกระบวนการและผลงาน สังเกตขณะกำลังปฏิบัติงานและพิจารณาคุณภาพของ
ชิ้นงานที่ทำสำเร็จแล้ว




องค์ประกอบของกา
รประเมินภาคปฏิบัติ






องค์ประกอบสำคัญของการประเมินภาคปฏิบัติแบ่งออกเป็น 2ส่วน คือ
1.ต​ัวงาน/กิจกรรม เป็นส่วนที่กำหนดให้ผู้เรียนได้ทำหรือปฏิบัติแสดงตามคำสั่งตามรายการ

หรือความต้องการให้ทำตลอดจนเหตุการณ์ สถานการณ์ในชั้นเรียนปกติที่กระตุ้นให้ผู้เรียน
แสดงออกตามปกติ
2.​เกณฑ์การให้คะแนน เป็นส่วนที่ครูผู้สอนต้องนำมาใช้ประกอบการพิจารณาผลงานการ
ปฏิบัติ หรือการแสดงออกของผู้เรียน แล้วประเมินค่าออกมาเป็นคะแนนตามกฎเกณฑ์การ
ให้คะแนนที่สร้างขึ้น

62

การประยุกต์การประเมินภา
คปฏิบัติไปใช้ในห้องเรียน



กระบวนการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบัน เรามุ่งให้ผู้เรียนได้มีพัฒนาการเรียนรู้ในด้าน
ความรู้ตามเนื้อหา ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตลอดจนสามารถนำ
ผลการเรียนรู้ทั้งสามด้านไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดังนั้น การประเมินภาคปฏิบัติ จึงเป็น
กลไกสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนสู่จุดมุ่งหมายดังกล่าวได้อย่างแท้จริง เมื่อพิจารณาสภาพ
เกี่ยวกับการวัดและประเมินผลระดับชั้นเรียนในปัจจุบัน พบว่า ส่วนใหญ่จะให้น้ำหนักไปที่
การใช้แบบทดสอบในการวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นการวัดผลแบบวิธีการ
ดั้งเดิม(Traditional Testing) ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวอาจจะไม่เพียงพอที่จะสรุปผลการ
เรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างครอบคลุม แต่การประเมินภาคปฏิบัติ (Performance
Assessment) จะช่วยตอบคำถามที่ทำให้เรารู้ว่า“ผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ได้ดี
เพียงใด”

ดังนั้น เพื่อให้การประเมินภาคปฏิบัติในระดับชั้นเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพผู้
สอนต้องทำความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นต่อไปนี้​

1.ส​ิ่งที่เราต้องการจะวัด (พิจารณาจากมาตรฐาน/ตัวชี้วัด หรือผลลัพธ์ที่เราต้องการ)
2. ​การจัดการเรียนรู้ที่เอื้ อต่อการประเมินภาคปฏิบัติ
3. ร​ูปแบบหรือวิธีการประเมินภาคปฏิบัติ
4.ก​ ารสร้างเครื่องมือประเมินภาคปฏิบัติ
5.ก​ ารกำหนดเกณฑ์ในการประเมิน (Rubrics)

เมื่อครูมีความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว ครูต้องทำการวิเคราะห์
มาตรฐานและตัวชี้วัดในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ว่า มีลักษณะพฤติกรรมเป็นความรู้
(Knowledge) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attribute) หรือทักษะกระบวนการ (Process &
skill) เพื่อนำไปสู่การออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับมาตรฐานและตัวชี้วัด หลังจากนั้น
ครูผู้สอนต้องทำการออกแบบและสร้างเครื่องมือในการประเมินคุณภาพผู้เรียนในแต่ละ
หน่วยให้สอดคล้องกับมาตรฐานและตัวชี้วัด รวมทั้งสอดคล้องรูปแบบวิธีการจัดการเรียนรู้
ของตนเอง ซึ่งถ้าการประเมินมาตรฐานและตัวชี้วัดที่เป็นความรู้ นิยมใช้การทดสอบในการ
ประเมินคุณภาพผู้เรียนส่วนมาตรฐานและตัวชี้วัดที่เป็ นคุณลักษณะอันพึงประสงค์นิยมใช้
การประเมินตนเอง หรือการสังเกตพฤติกรรมในการประเมินคุณภาพผู้เรียน ส่วนมาตรฐาน
ตัวชี้วัดที่เป็นทักษะกระบวนการ นิยมใช้การประเมินภาคปฏิบัติในการประเมินคุณภาพผู้
เรียน

63

ข้อควรคำนึงในการ
ประเมินภาคปฏิบัติ



ข้อควรคำนึงในการประเมินภาคปฏิบัติ
1.​การประเมินภาคปฏิบัติจะเป็นการประเมินที่กระทำไปพร้อม ๆ กับการจัดกิจกรรมการ

เรียนการสอนและการเรียนรู้
2.ก​ ารประเมินภาคปฏิบัติต้องมีการกำหนดจุดประสงค์ของการวัดให้ชัดเจนว่า จะ

ประเมินที่ผลงานหรือประเมินกระบวนการ หรือประเมินทั้งสองอย่าง
3.เ​นื้อหาสาระของงานที่ให้นักเรียนปฏิบัติต้องสอดคล้องกับสภาพจริง (Authentic)
4.ก​ ารประเมินภาคปฏิบัติต้องมีการกำหนดเงื่อนไขหรือองค์ประกอบในการวัดที่ชัดเจน

เช่น วิธีการทำงาน เกณฑ์การให้คะแนน ความสำเร็จของงาน

การประเมินภาคปฏิบัติได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องมองเห็นจุดอ่อนข
องการประเมินแบบดั้งเดิม (การทดสอบด้วยแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ) ที่นำไปสู่การสอน
เพื่อสอบมากกว่าขณะที่การประเมินภาคปฏิบัติ มีความสอดคล้องกับการสอนมากกว่า

สรุปการประเมินการปฏิบัติ(Performance Assessment) เป็นประเมินผ่านการทำ
กิจกรรมหรือปฏิบัติงานในสถานการณ์จริงหรือสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงกับสภาพจริง
กิจกรรมหรืองานที่ใช้ในการประเมินการปฏิบัติสามารถประเมินผลการเรียนรู้ได้หลากหลาย
ทั้งความสามารถและทักษะ ในการทำงานต่างๆ การประเมินการปฏิบัติเป็นการวัดและ
ประเมินผลที่พัฒนาขึ้นมาเพื่ อเป็ นทางเลือกที่แก้ไขข้อบกพร่องการวัดและประเมินผลแบบ
เดิม ที่เหมาะสำหรับการวัดความรู้ความเข้าใจในระดับเบื้องต้นแต่ไม่เหมาะใช้วัดโครงสร้าง
ความรู้ที่ลึกซึ้งกระบวนการคิดระดับสูงทักษะการปฏิบัติแบบครบวงจรและคุณลักษณะทาง
อารมณ์และสังคมการประเมินชิ้นงานหรือการตรวจงาน เป็นการประเมินผลที่เน้ นการนำผล
การประเมินไปใช้ทันทีใน 2 ลักษณะ คือ เพื่อช่วยเหลือนักเรียนและเพื่อปรับปรุงการสอน
ของครู จึงควรดําเนินการตลอดเวลา เช่น การตรวจแบบฝึกหัด ผลงานภาคปฏิบัติโครงงาน/
โครงการตำเนินงานต่าง ฯลฯซึ่งการประเมินดังกล่าวนี้ครูสามารถประเมินการคิดขั้นสูงของ
นักเรียนได้ และควรประเมินควบคู่ไปด้วยคือ ลักษณะนิสัยและคุณลักษณะที่ดีในการทํางาน
การประเมินจากการปฏิบัติ (Performance assessment) เป็นวิธีการประเมินงานหรือ
กิจกรรมที่มอบหมายให้ผู้เรียนปฏิบัติ เพื่อให้ได้ข้อมูลสารสนเทศว่าผู้เรียนเกิดการเรียน
รู้มากน้ อยเพียงใดการประเมินการปฏิบัติผู้สอนต้องเตรียมการในสิ่งสำคัญ 2 ประการ คือ
1) ภาระงานหรือกิจกรรมที่จะให้ผู้เรียนปฏิบัติ (Tasks)
2) เกณฑ์การให้คะแนน (Rubrics)

เอกสารอ้างอิง

ไ​ พศาล หวังพานิช.(2546). การวัดและประเมินผลการเรียน เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ เรื่องหลักการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง. กรุงเทพฯ.

​สุวิมล ว่องวาณิช. (2546). การประเมินผลการเรียนรู้แนวใหม่. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 64
https://phichituta.files.wordpress.com/2017/12/performance-2560.pdf

บทที่ 9 ประยุกต์ใช้
หลักสูตรบูรณาการ

นางสาวอชิ รญา ภู จอมจิ ต

65 นางสาวรัชนก นาคพงษ์

ประยุกต์ใช้หลักสูตรบูรณาการ

ปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตร
การพัฒนาหลักสูตรจำเป็นต้องศึกษา วิเคราะห์ สำรวจ วิจัย สภาพพื้นฐานด้านต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูล
อย่างเพียงพอที่จะใช้สนับสนุน อ้างอิงในการตัดสินใจดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้ได้หลักสูตรที่ดี สามารถ
พัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ และทัศนคติที่นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมได้
ประเภทของการสอนแบบบูรณาการ มี 2 แบบ คือ
1. การบูรณาการภายในกลุ่มวิชาหรือสาขาวิชาเดียวกัน โดยกำหนดหัวเรื่อง (Theme) ขึ้น แล้ว
บูรณาการขอบข่ายวิชาต่างๆ ในการสอนตามหัวเรื่องนั้น
2. การบูรณาการระหว่างวิชา เป็นการเชื่อมโยงหรือรวมศาสตร์ต่างๆ ตั้งแต่ 2 สาขาวิชา
ขึ้นไป ภายใต้หัวเรื่อง (Theme) เดียวกัน เป็นการเรียนรู้โดยใช้ความรู้เข้าใจและทักษะในศาสตร์
หรือความรู้ในวิชาต่าง ๆ มากกว่า 1 วิชาขึ้นไป เพื่อการแก้ปัญหา หรือ แสวงหาความรู้ความเข้าใจ
ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การเชื่อมโยงความรู้และทักษะระหว่างวิชาต่าง ๆ จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่
ลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียง ผิวเผิน และมีลักษณะใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากขึ้น
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบูรณาการระหว่างวิชา จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับความรู้ความเข้าใจ
ในลักษณะองค์รวม ไม่ว่าวิชาใดก็จะสามารถจะใช้วิธีบูรณาการได้ทั้งสิ้น ข้อสำคัญอยู่ที่ความสามารถใน
การบูรณาการที่ดี การเรียนการสอนแบบบูรณาการระหว่างวิชาจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้
ความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวได้
การสอนแบบบูรณาการทั้งสองแบบมีหลักการเช่นเดียวกัน กล่าวคือมีการกำหนดหัวเรื่องที่เชื่อมโยง
ความคิดรวบยอดต่าง ๆ มีการวางแผนการจัดกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ที่ผู้เรียนจะต้องศึกษาและ
ลงมือปฏิบัติ

66

รูปแบบของการบูรณาการ
(Models of Integration)

รูปแบบของการบูรณาการ (Models of Integration)
รูปแบบของการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการมี 4 รูปแบบ คือ
1. การสอนบูรณาการแบบสอดแทรก (Infusion Instruction)
การสอนรูปแบบนี้ครูผู้สอนในวิชาหนึ่งสอดแทรกเนื้อหาของวิชาอื่น ๆ เข้าไปในการสอนของตน
เป็ นการวางแผนการสอนและสอนโดยครูเพียงคนเดียว
2. การสอนบูรณาการแบบขนาน (Parallel Instruction)
การสอนตามรูปแบบนี้ ครูตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปสอนต่างวิชากัน ต่างคนต่างสอนแต่ต้องวางแผนการ
สอนร่วมกันโดยมุ่งสอนหัวเรื่อง/ความคิดรวบยอด/ปัญหาเดียวกัน (Theme/concept/problem) ระบุสิ่ง
ที่ร่วมกันและตัดสินในร่วมกันว่าจะสอนหัวเรื่อง/ความคิดรวบยอด/ปัญหานั้นๆ อย่างไรในวิชาของแต่ละ
คน งานหรือการบ้านที่มอบหมายให้นักเรียนทำจะแตกต่างกันไปในแต่ละวิชา แต่ทั้งหมดจะต้องมีหัว
เรื่ อง/ความคิดรวบยอด/ปั ญหาร่วมกัน

3. การสอนบูรณาการแบบสหวิทยาการ (Multidisciplinary Instruction)
ขนาน (Parallel Instruction) กล่าวคือครูตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปสอนต่างวิชากัน มุ่งสอนหัวเรื่อง ความ
คิดรวบยอด/ปัญหาเดียวกันต่างคนต่างแยกกันสอนเป็นส่วนใหญ่ แต่มีการมอบหมายงาน หรือ
โครงการ (Project) ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงสาขาวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ครูทุกคนจะต้อง
วางแผนร่วมกันเพื่อที่จะระบุว่าจะสอนหัวเรื่อง/ความคิดรวบยอด/ปัญหานั้น ๆ ในแต่ละวิชาอย่างไร
และวางแผนสร้างโครงการร่วมกัน(หรือกำหนดงานจะมอบหมายให้นักเรียนทำร่วมกัน) และกำหนดว่า
จะแบ่งโครงการนั้นออกเป็นโครงการย่อย ๆ ให้นักเรียนปฏิบัติแต่ละรายวิชาอย่างไร
อนึ่ง พึงเข้าใจว่าคำว่า “โครงการ” นี้มีความหมายเดียวกันกับคำว่า “โครงงาน” มาจากภาษา
อังกฤษคำเดียวกันคือ “Project” หลายท่านอาจคุ้นกับคำว่า โครงงาน มากกว่า เช่น “โครงงาน
วิทยาศาสตร์” ซึ่งก็อาจเรียกว่า “โครงการวิทยาศาสตร์” ได้เช่นเดียวกัน
4. การสอนบูรณาการแบบข้ามวิชาหรือเป็นคณะ (Transdisciplinary Instrction)
การสอนตามรูปแบบนี้ครูที่สอนวิชาต่าง ๆ จะร่วมกันสอนเป็นคณะหรือเป็นทีม ร่วมกันวางแผน
ปรึกษาหารือ และกำหนดหัวเรื่อง/ความคิดรวบยอด/ปัญหาร่วมกัน แล้วร่วมกันดำเนินการสอน
นักเรียนกลุ่มเดียวกัน

67

รูปแบบของการบูรณาการ
(Models of Integration)

สรุป
การนำหลักสูตรบูรณาการไปสู่การปฏิบัติ สถานศึกษาหลายแห่งนำมาจัดสภาวะแวดล้อมการเรียนรู้

และระบบการจัดการการเรียนรู้ การเรียนรู้แบบบูรณาการแท้จริงแล้วเป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นผู้เรียน
รู้โดยตรงด้วยตนเอง ด้วยการเรียนการสอนและเทคโนโลยีการศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบ
หลักสูตรบูรณาการ และการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการแสดงถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการ
เรียนรู้ การเรียนรู้แบบบูรณาการไม่สนใจว่าจะบูรณาการอะไร (สาระ หรือสิ่งที่จะบูรณาการ) แต่สนใจว่า
จะบูรณาการการเรียนรู้อย่างไร และอะไรเป็นการบูรณาการที่ถูกต้อง
การเรียนรู้แบบบูรณาการ ครูผู้สอนจะพิจารณาว่าผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานที่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและน่าจะรู้
อะไรบ้างแล้ว จากนั้นกำหนดขอบข่ายให้แคบลงว่าผู้เรียนควรมีสิ่งที่จำเป็นต้องรู้และจำเป็นต้องทำอะไร
ผู้เรียนควรทำความเข้าใจในเรื่องใด และควรทำอะไรได้บ้างควรมีความเข้าใจที่ลุ่มลึกและยั่งยืนอะไรบ้าง
ครูจะต้องพิจารณาวิธีการประเมิน ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรมการเรียนรู้จะต้องลุ่มลึกกว่าที่ผ่านมา
เป็นอย่างมาก (ระบุหลักฐานและเกณฑ์ในการประเมินผลให้ชัดเจน) จึงจะสามารถพัฒนาให้เกิดความ
เข้าใจในระดับที่ลึกซึ้ง
การวัดและประเมินผลกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการจะมีการวัดผลการเรียนรู้ตามแนวทางการ
วัดผลของสาขาวิชาที่นำมาบูรณาการร่วมกันแล้ว ยังต้องมีการวัดสมรรถนะในการนำความรู้และทักษะที่
ได้เรียนรู้มาประยุกต์ใช้การออกแบบและพัฒนาชิ้นงานครูผู้สอนต้องเน้ นการวัดผลควบคู่ไปกับการเรียน
การสอน เพราะเมื่อไรเห็นผู้เรียนอ่อนในเนื้อหาใด หรือประสบการณใด เป็นหน้ าที่ของครูจะต้องช่วย
พัฒนาและซ่อมเสริมได้ตรงจุดและต้องทําอยู่ตลอดเวลาแนวทางในการวัดเน้ นการวัดที่ควบคู่ไปกับการ
เรียนการสอนหรือการวัดมุ่งจะปรับปรุงพัฒนาผู้เรียน (Formative Evaluation) ส่วนการวัดภาพรวมหรือ
สรุป (Summative Evaluation) จะทําในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ


68

เอกสารอ้างอิง https://transliteration496556707.wordpress.com/
http://www.kroobannok.com/33356

รายชื่อสมาชิก

1.นางสาวสุดารัตน์ เจนเชี่ยวชาญ รหัสนักศึกษา 646150710028
2.นางสาววราภรณ์ โพธารินทร์ รหัสนักศึกษา 64615070044
3.นางสาวรัชนก นาคพงษ์ รหัสนักศึกษา 646150710051
4.นางสาวกรรณิการ์ เสนานิคม รหัสนักศึกษา 646150710077
5.นางสาวปรียาวรรณ ปริปุรณะ รหัสนักศึกษา 646150710101
6.นางสาวปักษา อุปถัมภ์ รหัสนักศึกษา 64615070143
7.นางสาวอชิรญา ภูจอมจิต รหัสนักศึกษา 64615070150

69


Click to View FlipBook Version