The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิวในตำบลนาบอน (3)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ขมิ้น, 2024-06-18 04:34:30

วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิวในตำบลนาบอน (3)

วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิวในตำบลนาบอน (3)

วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว ในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ศุกร์หนึ่ง ปานรอด ภูธเรศ ชูแก้ว ชลธิชา ชูทอง ศรอนงค์ บุญเต็ม งานวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาสัมมนาสังคมศึกษา หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ปีการศึกษา 2564


วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว ในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ศุกร์หนึ่ง ปานรอด ภูธเรศ ชูแก้ว ชลธิชา ชูทอง ศรอนงค์ บุญเต็ม งานวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาสัมมนาสังคมศึกษา หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ปีการศึกษา 2564


หัวข้อวิจัย วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว ในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้วิจัย นางสาวศุกร์หนึ่ง ปานรอด นายภูธเรศ ชูแก้ว นางสาวชลธิชา ชูทอง นางสาวศรอนงค์บุญเต็ม สาขาวิชา สังคมศึกษา ปีการศึกษา 2564 คณะกรรมการพิจารณางานวิจัยฉบับนี้ เห็นสมควรรับเป็นส่วนหนึ่งของ การศึกษาตามหลักสูตรปริญญาครุศาสตรบัญฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ……………………………………… (อาจารย์ปุรเชษฐ บุญยัง) อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ……………………………………… (อาจารย์ปุรเชษฐ บุญยัง) ประธานหลักสูตรสังคมศึกษา


ก บทคัดย่อ หัวข้อวิจัย วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว ในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้วิจัย นางสาวศุกร์หนึ่ง ปานรอด นางสาวชลธิชา ชูทอง นางสาวศรอนงค์ บุญเต็ม นายภูธเรศ ชูแก้ว สาขาวิชา สังคมศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ปุรเชษฐ บุญยัง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) บริบทชุมชนของชาวจีนฮกจิวในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) วัฒนธรรมอาหารในชีวิตประจำวันและอาหารในการ ประกอบพิธีกรรมของชาวจีนฮกจิวในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการ วิจัยเชิงคุณภาพในพื้นที่ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช เก็บรวบรวมข้อมูลโดย การสัมภาษณ์ จากผู้ให้ข้อมูลซึ่งเป็นชาวจีนฮกจิวในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัด นครศรีธรรมราช จำนวน 14 คน ผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ทั้งหมด 4 กลุ่ม ดังนี้ เจ้าหน้าที่รัฐและผู้นำชุมชนจำนวน 3 คน พ่อค้า แม่ค้าร้านอาหารของชาวจีนฮก จิว จำนวน 3 คน ครอบครัวของชาวจีนฮกจิวจำนวน 3 ครัวเรือน ชาวจีนฮกจิวผู้ดูแลสถานที่และ ผู้ประกอบพิธีกรรมจำนวน 5 คน ผลการวิจัยพบว่า ชาวจีนฮกจิวในชุมชนนาบอน เป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่เดินทางมายัง ประเทศมาเลเซีย และอพยพเข้าสู่ประเทศไทยประมาณปี พ.ศ. 2473 เนื่องจากขาดแคลนที่ดินในการ ทำมาหากิน จึงได้อพยพเข้ามาในพื้นที่ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้ เส้นทางรถไฟ ชาวจีนฮกจิวได้นำความรู้การทำสวนยางจากมาเลเซียมาเป็นอาชีพหลักในการดำรงชีวิต ซึ่งการเข้ามาของชาวจีนฮกจิวก็ได้นำพาวัฒนธรรม วิถีชีวิตแบบชาวจีนเข้ามาในสังคมไทยด้วย โดยเฉพาะวัฒนธรรมอาหารที่ยึดถือสืบทอดกันมา ชาวจีนฮกจิวได้รับการสืบทอดวัฒนธรรมอาหาร มาจากเมืองหลวงของมณฑลฝูโจว ซึ่งเป็นอาหารที่มีรสชาติดี เน้นความพิถีพิถันในการประกอบอาหาร ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับรสชาติของภาคใต้ซึ่งมีรสจัด เผ็ดร้อน อาหารบางชนิดถูก เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากมีขั้นตอนการทำที่ซับซ้อนและวัตถุดิบบางอย่างหาได้ยาก


ข อาหารที่ชาวจีนฮกจิว ในเขตตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช รับประทานในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันยังมีอยู่หลายชนิด ได้แก่ หมี่เหลืองผัด แปดเซียน ขาหมูตุ๋น หมี่ซั่ว ไก่บ้านต้มเหล้าแดง ข้าวหมูอบ ราดหน้าไข่ ขนมกงเปียง แฮกึ๋น เป็นต้น ส่วนอาหารที่ใช้ในการ ประกอบพิธีกรรม ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ หมูย่างทั้งตัว ขนมไหว้พระจันทร์ ขนมจ่าง ปัจจุบันนิยมใช้ หมูต้ม ไก่ต้ม ไข่เป็ดต้ม หมี่เหลืองผัด รวมถึงผลไม้และเครื่องดื่มชนิดต่างๆ มักจะถูก นำใช้เพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และยังมีความเชื่อ ว่าจะทำให้ลูกหลานอยู่ดีกินดีตลอดทั้งปี คำสำคัญ : วัฒนธรรมอาหาร,ชาวจีนฮกจิว,พิธีกรรม


ค กิตติกรรมประกาศ การศึกษาวิจัยหัวข้อ วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว ในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความกรุณา และอนุเคราะห์ช่วยเหลือเป็นอย่างดีจาก อาจารย์ปุรเชษฐ บุญยัง อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย ที่ให้คำแนะนำและแนวทางในการทำวิจัย จึงทำให้ งานวิจัยชิ้นนี้เสร็จสมบูรณ์ไปได้ด้วยดี ผู้วิจัยจึงขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณอย่างยิ่งในความกรุณาของนายสว่าง ตันติพิสิทธิ์ และผู้ให้ข้อมูลทุกคน ที่คอยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาวิจัยให้ความช่วยเหลือที่ดีตลอดเวลาที่ผู้วิจัยได้ ทำการศึกษาวิจัย สุดท้ายนี้ขอกราบขอบพระคุณทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำและเป็นกำลังใจ เสมอมาจนการศึกษาวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี หากมีสิ่งที่ขาดตกบกพร่องหรือผิดพลาด ประการใด ผู้วิจัยต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย คณะผู้วิจัย


ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญภาพ ฉ สารบัญตาราง ซ บทที่ 1 บทนำ……………………………………………………………………………………. 1 ความเป็นมาและความสำคัญ………………………………………………. 1 วัตถุประสงค์การวิจัย…………………………………………………………. 2 กรอบแนวคิดในการวิจัย…………………………………………………….. 2 ขอบเขตการศึกษา…………………………………………………………….. 4 นิยามศัพท์เฉพาะ………………………………………………………………. 4 ประโยชน์ของการวิจัย……………………………………………………….. 5 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง………………………………………………… 6 แนวคิดพิธีกรรมและอาหาร………………………………………………… 6 ทฤษฎีวัฒนธรรมอาหาร……………………………………………………… 7 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนฮกจิว ในตำบลนาบอน……………… 9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………. 10 3 วิธีการดำเนินวิจัย…………………………………………………………………… 14 ประชากร…………………………………………………………………………. 14 กลุ่มตัวอย่าง…………………………………………………………………….. 14 เครื่องมือรวบรวมข้อมูล……………………………………………………… 15 วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล…………………………………………………………. 15 การวิเคราะห์……………………………………………………………………. 15 4 ผลการศึกษา…………………………………………………………………………. 16 บริบทชุมชนที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมอาหารชาวจีนฮกจิว……….. 16


จ บทที่ หน้า วัฒนธรรมอาหารชาวจีนฮกจิว…………………………………………… 30 การผลิตและแปรรูปอาหาร……………………………………………….. 70 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 72 สรุปผลการวิจัย………………………………………………………………… 72 อภิปรายผล……………………………………………………………………… 74 ข้อเสนอแนะ……………………………………………………………………. 75 บรรณานุกรม 76 บุคลานุกรม 78 ภาคผนวก 80 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 81 ภาคผนวก ข ภาพประกอบอื่นๆ 84 ภาคผนวก ค ประวัติผู้วิจัย 93


ฉ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 น้ำจิ้มสูตรฮกจิว………………………………………………………………………………. 31 2 หมี่ซั่วไก่บ้านต้มเหล้าแดง………………………………………………………………… 32 3 ข้าวหมูอบ……………………………………………………………………………………… 32 4 ราดหน้าไข่ฮกจิว…………………………………………………………………………….. 33 5 ปลา………………………………………………………………………………………………. 35 6 เกี๊ยว……………………………………………………………………………………………… 35 7 ก๋วยเตี๋ยว………………………………………………………………………………………… 36 8 ปอเปี๊ยะ…………………………………………………………………………………………. 36 9 บัวลอย………………………………………………………………………………………….. 37 10 หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน…………………………………………………………… 37 11 ไก่ผัดถั่วลิสง…………………………………………………………………….................. 38 12 เต้าหู้ทรงเครื่องสไตล์เสฉวน……………………………………………………………… 38 13 เป็ดปักกิ่ง……………………………………………………………………………………….. 39 14 หมูหัน…………………………………………………………………………………………… 39 15 ไก่สับ………………………………………………………………..………………………….. 40 16 เกี๊ยวน้ำ…………………………………………………………………………………………. 40 17 ติ่มซำ……………………………………………………………………………………………. 41 18 เสี่ยวหลงเปา…………………………………………………………………………………… 41 19 ผัดหมี่…………………………………………………………………………………………… 42 20 อาหารชาวจีนฮกจิวในงานแต่งงาน…………………………………………………… 44 21 ขนมแหล่เปี้ยง……………………………………………………………………………….. 45 22 การทําพิธีศพของชาวจีนฮกจิว………………………………………………………… 48 23 หมูย่างในงานศพ……………………………………………………………………………. 49 24 คำอวยพร ที่ใช้ในช่วงเทศการตรุษจีน………………………………………………. 50 25 สถานที่วันเชงเม้ง…………………………………………………………………………… 51 26 สถานที่วันเชงเม้ง…………………………………………………………………………… 58


ช 27 ขาหมูตุ๋น………………………………………………………………………………………… 59 28 หูฉลาม………………………………………………………………………………………….. 60 29 ซี่โครงหมูตุ้นราดถั่วลันเตา……………………………………………………………….. 61 30 หมี่เหลืองผัด…………………………………………………………………….................. 62 31 อูลีงู้………………………………………………………………………..….…………………. 63 32 ขนมอิวลี………………………………………………………………………………………… 63


ซ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย……………………………………………………………………


บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การอพยพมายังประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของชาวจีน ทำให้เห็นว่าชาวจีนเป็น กลุ่มเชื้อชาติที่มีความสัมพันธ์กับสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งถ้ามองในแง่ของประวัติศาสตร์ การค้าขาย ก็จะเห็นว่าประเทศไทยและประเทศจีนมีการติดต่อค้าขายกัน 700 ปีมาแล้ว ทำให้ วัฒนธรรมของชาวจีนผสมกับของไทยจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของคนไทย ชาวจีนฮกจิว เป็นกลุ่มชาติพันธุ์จีนที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองฝูโจว (Fuzhou) มณฑลฝูเจี้ยน (Fujian) ประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ชุมชนนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัด นครศรีธรรมราช โดยออกเดินทางจากประเทศจีนมารับจ้างในเมืองซิเทียนวัน รัฐเประ ประเทศ มาเลเซีย ประมาณปีพ.ศ. 2444 และได้เดินทางมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ประมาณปี พ.ศ 2473 เนื่องจากขณะนั้นรัฐบาลอาณานิคมของอังกฤษ ได้มีนโยบายการถือครองที่ดินสำหรับชาวมลายูซึ่งเป็น ชาวพื้นเมืองเท่านั้น ส่งผลให้ชาวจีนฮกจิวขาดแคลนพื้นที่ทำกิน ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่ ประกาศให้ชาวจีนสามารถจับจองที่ดินทำกินได้คนละประมาณ 50 ไร่ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อ ประเทศไทย และเมื่อข่าวกระจายออกไปทำให้ชาวจีนฮกจิวอพยพเข้ามาทางรถไฟ และได้เดินสำรวจ พื้นที่และตั้งถิ่นฐานในชุมชนนาบอน ซึ่งปัจจุบันคือชุมชนนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัด นครศรีธรรมราช ด้วยสภาพภูมิประเทศของชุมชนนาบอน เหมาะแก่การทำสวนยางพารา ชาวจีน ฮกจิว ซึ่งมีความรู้และเชี่ยวชาญในการทำสวนยางพาราจากมาเลเซียอยู่แล้ว ก็ได้ตั้งถิ่นฐานและ จับจองพื้นที่ในการทำสวนยางพาราในชุมชนนาบอน มีวิถีชุมชนที่ผูกพันอยู่กับการทำสวนยางพารา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีการสานสัมพันธ์กับชาวจีนกลุ่มอื่นผ่านการแต่งงาน และมีการตั้งสมาคม จุงซันเพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดต่อสื่อสารภายในชุมชน แม้ว่าชาวจีนฮกจิวกลุ่มนี้ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ดังกล่าวเป็นระยะเวลากว่า 90 ปี มาแล้ว แต่ชาวจีนฮกจิวก็ยังคงรักษาวัฒนธรรมแบบคนจีนไว้ ซึ่งมีวัฒนธรรมอาหารที่มีเอกลักษณ์ แตกต่างจากชาวจีนกลุ่มอื่นๆ เนื่องจากถิ่นที่อยู่อาศัยเดิมของชาวจีนฮกจิวอยู่ที่เมืองฝูโจว มณฑล ฝูเจี้ยน ซึ่งจัดว่ามีวัฒนธรรมอาหารแบบครัวฝูเจี้ยน มีลักษณะเด่นคือ เน้นการใช้วัตถุดิบหลักในการ ประกอบอาหารที่สดใหม่จากทะเล การเคี่ยวน้ำซุปให้มีรสชาติกลมกล่อม มีกรรมวิธีที่พิถีพิถันและ มีความละเอียดทุกขั้นตอน ใช้วิธีการเร่งไฟ เพื่อให้อาหารมีรสชาติอร่อยและกลมกล่อมตามสูตรฉบับ ของชาวฮกจิวโบราณ วัฒนธรรมอาหารเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดมาจากชาวจีนฮกจิวโบราณจากรุ่น สู่รุ่น และยังมีการถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอาหารเหล่านี้(ปิยชาติ สึงตี. 2550)1 1 ปิยชาติ สึงตี. (2550). การศึกษาเปรียบเทียบบทบาทของเมืองท่าปัตตานีนครศรีธรรมราช สงขลา ระหว่าง พ.ศ.2133 – 2231. หน้า 25.


2 ปัจจุบันชาวจีนฮกจิวยังคงมีการทำอาหารสูตรฮกจิวบริโภคกันในชีวิตประจำวันและในช่วง เทศกาล ประเพณีสำคัญต่างๆ ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน เช่น ประเพณีตรุษจีน ประเพณีเซ็งเม้ง ประเพณีสารทจีน ประเพณีไหวพระจันทร์ ประเพณีงานแต่งงาน ประเพณีงานศพ ชาวจีนฮกจิวมี วัฒนธรรมอาหารที่เมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ อย่างขนมก่งเปียง/จิ่วตุ่งเปียง เพราะชาวเมืองฝูโจว ทำขนมชนิดนี้ขึ้น เพื่อรำลึกถึงแม่ทัพชีจี้กวง ในตอนที่ท่านเป็นนายพลปราบโจรสลัดญี่ปุ่นในมณฑล ฝูเจี้ยน ได้ใช้ขนมชนิดนี้เป็นเสบียงในการสู้รบแต่ในปัจจุบันมีร้านอาหารจำนวนน้อย ที่ทำขนมเหล่านี้ ขาย เนื่องจากต้องใช้ความพิถีพิถันและมีขั้นตอนการทำที่ค่อนข้างซับซ้อน รวมถึงการศึกษาเมื่อมี ลูกหลาน ชาวจีนฮกจิวก็ส่งลูกหลานไปเรียนยังโรงเรียนของรัฐบาลไทย ทำให้คนรุ่นใหม่ซึมซับ วัฒนธรรมความเป็นไทย และวัฒนธรรมต่างชาติเพิ่มมากขึ้น เพราะในปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ทุกคนบนโลกสามารถติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันง่ายขึ้น วัฒนธรรมการรับประทาน อาหารแบบฉบับชาวจีนฮกจิวจึงค่อยๆลดน้อยลงไปตามกาลเวลา (สิรีธร ถาวรองศา. 2561) 2 จากเหตุที่กล่าวมาผู้วิจัยจึงเห็นควรศึกษาเกี่ยวกับบริบทชุมชน วิถีชีวิต และวัฒนธรรม อาหารของชาวจีนฮกจิว ในภาคใต้ของประเทศไทย โดยผู้วิจัยเลือกศึกษาในตำบลนาบอน อำเภอ นาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเราจะได้รู้จักกลุ่มชาวจีนฮกจิว เรียนรู้วัฒนธรรมอาหารทั้ง ในชีวิตประจำวัน อาหารในการประกอบพิธีกรรม ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างจากชาวจีนกลุ่มอื่น ๆ ในประเทศไทย วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาบริบทชุมชนของชาวจีนฮกจิวในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัด นครศรีธรรมราช 2. เพื่อศึกษาวัฒนธรรมอาหารในชีวิตประจำวัน และอาหารในการประกอบพิธีกรรมของ ชาวจีนฮกจิว ในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช กรอบแนวคิดในการวิจัย งานวิจัยนี้มองว่าชุมชนนาบอน เป็นชุมชนที่มีชาวจีนฮกจิวอาศัยกันอยู่อย่างหนาแน่น เนื่องจากตำบลนาบอนเป็นชุมชนเริ่มแรกที่ชาวจีนฮกจิวได้เดินทาง เข้ามาตั้งถิ่นฐานและอาศัยอยู่เป็น ระยะเวลายาวนานกว่า 90 ปี ซึ่งยังคงรักษาวัฒนธรรมแบบชาวจีนฮกจิวเอาไว้และมีวัฒนธรรมอาหาร ที่โดดเด่นแตกต่างจากชาวจีนกลุ่มอื่นๆ ในประเทศไทย จึงนำไปสู่การศึกษาวัฒนธรรมอาหารของ ชาวจีนฮกจิว ในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช 2 สิรีธร ถาวรองศา (2561). ชุมชนชาวจีนฮกจิว อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช. กรุงเทพฯ : กรมส่งเสริม วัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม


3 ประวัติการอพยพและการตั้งถิ่นฐานของ ชาวจีนฮกจิว ในเขตตำบลนาบอน • การอพยพและการตั้งถิ่นฐาน • สภาพพื้นที่ที่ใช้ในการตั้งถิ่นฐาน • วิถีชีวิตและการประกอบอาชีพ ภูมิปัญญาด้านอาหารของชาวจีนฮกจิว • ภูมิปัญญาอาหารที่ยึดถือสืบต่อกันมา วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว • อาหารในชีวิตประจำวัน • อาหารในการประกอบพิธีกรรม ตารางที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย (ที่มา: คณะผู้วิจัย, 2564)


4 ขอบเขตการศึกษา การวิจัยเรื่อง “วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัด นครศรีธรรมราช” ได้กำหนดขอบเขตการศึกษาไว้ดังนี้ 1. ขอบเขตด้านเนื้อหา 1.1 ศึกษาบริบทชุมชนที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมอาหารจีนฮกจิวในตำบลนาบอน อำเภอ นาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช 1.2 ศึกษาวัฒนธรรมอาหารในชีวิตประจำวัน และอาหารในการประกอบพิธีกรรมของ ชาวจีนฮกจิว ในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช 2. ขอบเขตด้านพื้นที่ มีขอบเขตการวิจัยด้านพื้นที่ในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากเป็นชุมชนที่ชาวจีนฮกจิวรุ่นแรก ๆได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและยังคงรักษาวัฒนธรรมของความ เป็นคนจีนไว้จนถึงปัจจุบัน 3. ขอบเขตด้านประชากร ประชากรในการศึกษาวิจัย เรื่อง วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว ในอําเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช คือ 3.1 เจ้าหน้าที่รัฐ ได้แก่ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน สมาคมฟูโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน จำนวน 3 คน 3.2 พ่อค้า แม่ค้า และร้านอาหารของชาวจีนฮกจิว เช่น ร้านเฉิงซังท์ ร้านกาแฟ โกฉิ้ง จำนวน 3 คน 3.3 ครอบครัวของชาวจีนฮกจิว ในตำบลนาบอน อําเภอนาบอน จังหวัด นครศรีธรรมราช จำนวน 3 ครัวเรือน 3.4 ชาวจีนฮกจิวผู้ดูแลสถานที่ ผู้ประกอบพิธีกรรม และกลุ่มชาวจีนฮกจิว ผู้ประกอบอาหารในพิธีกรรมต่าง ๆ จำนวน 5 คน 4. ขอบเขตด้านเวลา ระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินวิจัยระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564 - 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 นิยามศัพท์เฉพาะ การวิจัยครั้งนี้มีศัพท์ใช้เฉพาะซึ่งจำเป็นต้องให้ความหมายเพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่าง ผู้วิจัยกับผู้อ่านดังนี้ 1. วัฒนธรรมอาหาร หมายถึง ธรรมเนียมและวิธีการต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาหาร ที่ชาวจีนฮกจิวในเขตตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ยึดถือและสืบต่อกันมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


5 2. ชาวจีนฮกจิว หมายถึง ชาวจีนโพ้นทะเลกลุ่มหนึ่งในเขตตำบลนาบอน ที่อพยพ มาจากเมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน 3. อาหารในชีวิตประจำวัน หมายถึง อาหารคาวและอาหารหวาน ที่ชาวจีนฮกจิวในเขต ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช รับประทานกันในชีวิตประจำวัน ซึ่งได้รับการ ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ 4. อาหารในพิธีกรรม หมายถึง อาหารคาวและอาหารหวาน ที่ชาวจีนฮกจิวในเขตตำบล นาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำขึ้นในงานสำคัญ หรือประเพณีต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานศพ ประเพณีตรุษจีน ประเพณีเซ็งเม้ง ประเพณีไหว้ขนมจ่าง ประเพณีสารทจีน ประเพณีไหว้พระจันทร์ เป็นต้น ประโยชน์ของการวิจัย 1. ช่วยให้ทราบประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาของอาหารสูตรชาวจนฮกจิว 2. มีความรู้ความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมอาหาร ทั้งอาหารที่รับประทานในชีวิตประจำวัน และอาหารที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม เทศกาลสำคัญต่างๆของชาวจีนฮกจิว 3. เป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาเรื่องราวของชาวจีนโพ้นทะเลได้ในอนาคต


บทที่2 แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัยเรื่อง “วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิวในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช” ผู้วิจัยศึกษาเอกสารและงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. แนวคิดพิธีกรรมอาหาร 2. ทฤษฎีภูมิปัญญาอาหาร 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมชาวจีนฮกจิวนาบอนในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. แนวคิดพิธีกรรม และอาหาร ประชิต สกุลณะพัฒน์ (2546 : 60) พิธีกรรม คือ รูปแบบของพฤติกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อแสดง ความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นพิธีการสำหรับกลุ่มชนทั่วไปที่กระทำเพื่อให้ได้สิ่งที่ ต้องการ พิธีกรรมจึงมีคล้ายกับคำว่าประเพณีดังที่ แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย (2548 : 87) กล่าวคำว่า ประเพณีกับคำว่า พิธีกรรม มีความหมายใกล้เคียงกันมากบางครั้งก็ใช้ในความหมายเดียวกันแต่เท่าที่ ผ่านมาทำได้น่าจะมีความหมายว่าความรักคือความไปถึงวิถีชีวิตในขณะที่คำว่าพิธีกรรมมีความหมาย ไปในเชิงพฤติกรรมหรือกิจกรรมเฉพาะกิจมากกว่า พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 (2530 อ้างถึงธัญลักษณ์ บริรักษ์,2547 : 8) ได้ให้ความหมายของอาหารไว้ว่า อาหาร หมายถึง ของกิน เครื่องค้ำจุนชีวติ เครื่องหล่อเลี้ยงชีวติ เสาวนีย์ จักรพิทักษ์ (2541 : 1) กล่าวว่า อาหาร หมายถึง สิ่งใดๆก็ตามที่รับเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการดื่ม การกิน หรือการฉีดก็ตาม แล้วเกิดประโยชน์แก่ร่างกายโดยให้สารอาหาร อย่างใด อย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง สุคนธ์ ชูแก้ว (2545 : 8) ได้สรุปความหมายของอาหารไว้ว่า สิ่งที่เรากินหรือดื่มเข้าไปแล้ว เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตและสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ จากความหมายดังกล่าว สรุปได้ว่า อาหาร หมายถึง สิ่งต่างๆที่เรารับเข้าสู่ร่างกายโดยการกิน หรือดื่ม แล้วก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายไม่ทำให้เกิดโทษต่อร่างกาย โดยมีสารอาหารชนิดเดียวหรือหลาย ชนิดก็ได้และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ คณะผู้วิจัยจึงสรุปได้ว่าพิธีกรรมอาหาร คือ ประเพณีวัฒนธรรมที่จัดทำขึ้นเพื่อบูชา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคยบนบานให้ความช่วยเหลือ และเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจจากการทำพิธีกรรม ซึ่งพิธีกรรมจะมีความเกี่ยวข้องกับอาหาร เนื่องจากอาหารแต่ละชนิดจะนำมาบูชาในพิธีกรรมที่ต่างกัน และสืบทอดกันมาจนกลายเป็นวัฒนธรรมและประเพณี


7 2. ทฤษฎีวัฒนธรรมอาหาร พัฒนะ วิศวะ (2549) กล่าวว่า วัฒนธรรมอาหาร หมายถึง ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่มี ความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง มีการแลก และรับเอาจากวัฒนธรรมอื่น กล่าวว่าเป็นวัฒนธรรมหนึ่งที่ มีการเรียนรู้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันของคนต่างวัฒนธรรม ทำให้เกิดความเข้าใจเรื่องราวของ วัฒนธรรมต่าง ๆ ช่วยให้มนุษยชาติเข้าใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ง่าย นอกจากนี้วัฒนธรรมอาหาร ยังเป็นภาพสะท้อนที่เป็นรูปธรรมของอุปนิสัย ภูมิปัญญา วิถีชีวิต ความเชื่อเฉพาะตัวของแต่ละชนชาติ ทำให้มนุษย์ไม่มองหรือเข้าใจโดยใช้พื้นฐานของตนเป็นเกณฑ์ในการตัดสินคนต่างวัฒนธรรม นอกจากนี้วิธีการกิน การปรุง ฤดูกาล หรือเวลาที่เหมาะสมหรือความเชื่อของการกินอาหารแต่ละชนิด แต่ละอย่าง ล้วนเกิดจากประสบการณ์ของบรรพบุรุษทั้งสิ้น ซึ่งอาหารแต่ละชนิด เหมาะสมกับ ภูมิอากาศและสุขภาพของคนที่อาศัยอยู่ในแต่ละเขต วัฒนธรรมอาหารมีความสัมพันธ์ระหว่างอาหาร กับความเชื่อ (สุกัญญา ไหมเครือแก้ว และคณะ, 2559) ดังนั้นคำว่า วัฒนธรรมอาหาร จึงเป็น แบบอย่างของการดำเนินชีวิตทางอาหาร ซึ่งประกอบด้วยความรู้ความเชื่อ ค่านิยมเกี่ยวกับอาหาร ตลอดจนวิธีการต่างๆ ที่เกิดจากการประดิษฐ์คิดค้นทำขึ้น ซึ่งบุคคลได้มีการเรียนรู้ถ่ายทอดจากรุ่น หนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งในประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่หลากหลาย แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ต่างกัน ดังนั้นจึงมีการถ่ายเทวัฒนธรรมทั้งทางด้านภาษา ธรรมเนียม ประเพณีการแต่งกาย อาหาร เป็นต้น วัฒนธรรมอาหารมีวิธีการเรียนรู้จากการประกอบอาหาร และการบริโภคอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่างกัน อาหารจึงนับเป็นสื่อกลางที่ทำให้คนต่างวัฒนธรรม เรียนรู้และเข้าใจพฤติกรรมในสังคมที่มีคนต่างวัฒนธรรมอาศัยอยู่รวมกันและบางครั้งมีการผสม กลมกลืนระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์โดยมีอาหารเป็นสื่อ (กมลวรรณ วังมณี, 2551) วัฒนธรรมอาหารจึงทำ ให้เกิดการสืบทอดภูมิปัญญาของคนแต่ละรุ่น ทำให้เกิดอาหารพื้นบ้าน ซึ่งเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ อาหารพื้นบ้านเป็น อาหารที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีภูมิปัญญาที่สั่งสมในการผสมผสานคุณค่าทาง อาหารและสรรพคุณทางยา เพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพในแง่การป้องกัน การบำรุงรักษาโรคภัยต่างๆ อาหารพื้นบ้านจึงอุดมไปด้วยพืช ผักพื้นบ้าน ผลไม้นานาชนิดตามแต่ละฤดูกาล (ศรุดา นิติวรการ, 2558) ซึ่งจุฑารัตน์ สุภาษี (2544) ได้กล่าวว่า วัฒนธรรมอาหารมีองค์ประกอบ คือ การรู้ว่าสิ่งใดใน ธรรมชาติเป็นอาหารได้และวัสดุอาหารแต่ละชนิดมีคุณประโยชน์อย่างไรการมีวิธีการที่เก็บหาวัสดุนั้น มาแปรรูปให้บริโภคได้ การมีกฎเกณฑ์ของสังคมกำหนดเงื่อนไขของการบริโภคตามสถานภาพของ บุคคล และการมีข้อบัญญัติกำหนดประเภทของอาหารสำหรับเทศกาล หรือ โอกาสพิเศษต่าง ๆ เอกวิทย์ ณ ถลาง (2540) ให้ความหมายของภูมิปัญญา หมายถึง ความรู้ความคิด ความเชื่อ ความสามารถ ความจัดเจน ที่กลุ่มชนได้จากประสบการณ์ที่สั่งสมไว้ในการปรับตัวดำรงชีพในระบบ นิเวศ หรือสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรมที่ได้มีการพัฒนาสืบสาน กันมา กรมศิลปากร (2542) เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับภูมิปัญญาว่า ภูมิปัญญาเป็นความรู้ที่ได้สั่งสม สืบทอด และปฏิบัติต่อๆกันมา เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ซึ่งเกิดจาก การเรียนรู้จากรุ่นหนึ่งสืบทอดไปยังอีกรุ่นหนึ่ง


8 ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐานภาคเหนือ (2544) อธิบายว่า อาหารพื้นบ้าน เป็นอาหารที่ประชาชนบริโภคในชีวิตประจำวัน โดยอาศัยเครื่องปรุงจากแหล่งธรรมชาติใกล้บ้าน และ ตลาดในชุมชน และปรุงเป็นอาหารตามกรรมวิธีที่สืบทอดภายในวัฒนธรรมเดียวกัน อบเชย วงศ์ทอง และขนิษฐา พูนผลสกุล (2547) ได้กล่าวว่า อาหารพื้นบ้าน หมายถึง ของกิน ที่มีในท้องถิ่นหรือในท้องที่นั้น ๆ ซึ่งคนในท้องถิ่นนิยมรับประทานกันเป็นประจำ เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ (2540) กล่าวว่า อาหารพื้นเมืองหรืออาหารพื้นบ้านไม่เพียงแต่มีรสชาติ ที่อร่อยกลมกล่อมแต่ยังเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของคนในแต่ละท้องถิ่นที่ ได้ ปรุงแต่งให้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นอาหารที่มีความสมดุลทางโภชนาการที่ผสมผสานกันได้ อย่างลงตัว ซึ่งสอดคล้องกับอำไพ พฤติวรพงศ์กุล (2551) กล่าวถึง อาหารพื้นบ้านไทย เป็นอาหารที่ ประชาชนคนไทยบริโภคอยู่ในชีวิตประจำวัน และบริโภคในโอกาสต่างๆ โดยอาศัยเครื่องปรุง วัสดุที่ นำมาประกอบอาหารจากแหล่งต่างๆ ทั้งจากธรรมชาติท่ามกลางนิเวศที่แวดล้อมอยู่ และจากการผลิต ขึ้นมาเอง เช่น การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์หรือจากการซื้อขายแลกเปลี่ยน โดยมีกรรมวิธีในการทำ เป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งรสชาติที่เฉพาะถิ่นแตกต่างกันออกไป ซึ่งอาหารพื้นบ้านไทยมีคุณลักษณะ โดยรวมที่ สามารถจำแนกได้ดังนี้ (พจนีย์ บุญนา และคณะ, 2559 อ้างอิงจาก อำไพ พฤติวรพงศ์กุล, 2551) 1) อาหารพื้นบ้านไทย เป็นอาหารที่บริโภคในชีวิต ประจำวันและโอกาสพิเศษ 2) อาหารพื้นบ้านไทย เป็นอาหารที่มีการประกอบด้วยวัตถุดิบ และเครื่องปรุงรสชาติที่มี ภายในท้องถิ่น 3) อาหารพื้นบ้านไทย เป็นอาหารที่มีกรรมวิธีการปรุงแบบเรียบง่ายไปจนถึงความซับซ้อน และวิธีการปรุงจะคงไว้ซึ่งรสชาติแบบธรรมชาติ 4) อาหารพื้นบ้านไทย มีกระบวนการและเทคนิคในการทำให้อาหารสุกหลายรูปแบบ 5) อาหารพื้นบ้านไทย มีกระบวนการและกรรมวิธีในการที่จะถนอมอาหารหลายรูปแบบ 6) อาหารพื้นบ้านไทย มีวิธีการประกอบอาหารที่สอดคล้องกับฤดูกาลและระบบนิเวศ ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงสรุปความหมายดังนี้ อาหารพื้นบ้านของแต่ละท้องถิ่นเป็นอาหารที่ปรุงขึ้น รับประทานกันในชีวิตประจำวัน ในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งโดยเฉพาะและมีการถ่ายทอดสืบสานกันมา เป็นเวลานานจนเป็นที่ยอมรับว่าเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้น ๆ


9 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนฮกจิว ในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ผลจากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนฮกจิว ชุมชนชาวจีนฮกจิวนาบอนอาศัยกัน อยู่ในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ชุมชนแห่งนี้มีลักษณะเป็นห้องแถวเก่าแก่ ที่เรียงรายเป็นแนวยาว มีลักษณะเป็นทั้งอาคารไม้ห้องแถวแบบดั้งเดิมและอาคารปูน 2 ชั้น ตลอดทั้ง ชุมชนห้องแถวนี้แบ่งเป็นทั้งที่อยู่อาศัย ร้านขายอาหารจีนฮกจิว ร้านทำขนมจีนฮกจิว ร้านน้ำชา ร้านค้าทั่วไป ร้านขายของชำ ตลาด ศาลเจ้า สมาคมจีน และสำนักงานของบริษัทยางพารา ทั้งหมด ล้อมรอบไปด้วยสวนยางพาราที่เป็นอาชีพสำคัญของคนในชุมชนแห่งนี้มาอย่างยาวนาน หลายปีที่ผ่าน มาชุมชนชาวจีนฮกจิว ในตำบลนาบอนได้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและปรับตัวให้เข้ากับสังคมไทย ในหลายรูปแบบ รวมถึงมิติวัฒนธรรมด้านอาหารที่เป็นจุดเด่นของชาวจีนฮกจิวด้วย เช่นกัน โครงการ วัฒนธรรมด้านอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์จีนฮกจิว (Hockchiu) เป็นการจัดการข้อมูลชุมชนโดยมุ่งเน้น ในมิติด้านอาหารเป็นสำคัญ โดยมุ่งหวังว่าการดำเนินงานครั้งนี้จะมีส่วนส่งเสริมให้ชาวจีนฮกจิว ในชุมชนนาบอนเกิดความรักและหวงแหนในอัตลักษณ์และวัฒนธรรมด้านอาหารของตนเอง และนำ ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมด้านอาหารของคนจีนฮกจิวเผยแพร่ออกสู่วงกว้างมากขึ้นต่อไป กลุ่มคนจีนที่นาบอนก็เป็นคนจีนอพยพอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทย แต่พวกเขาแตกต่างจากกลุ่มอื่นตรงที่ไม่ได้เดินทางเข้าสยามโดยเรือสำเภาโดยตรง เพราะเดิมทีชาวจีน กลุ่มนี้มีบ้านเกิดอยู่ที่เมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ต่อมาได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานในเมือง ซีเทียวัน รัฐเประ ประเทศมาเลเซียเป็นที่แรก โดยพวกเขาได้ยึดอาชีพทำสวนยางพาราตามนโยบาย ของประเทศเจ้าอาณานิคมในยุคที่ประเทศมาเลเซียยังตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ ต่อมา รัฐสยามเปิดโอกาสให้ชาวจีนโพ้นทะเลจับจองที่รกร้างว่างเปล่าได้คนละ 50 ไร่ ราวปี พ.ศ. 2468 นายลิ่งจือล้อ นายฮวาลิง นายพ้างมิงอู้ และนายก่งกว่างจั๊ว ชาวจีนฮกจิวจากเมืองซีเทีย วันกลุ่มแรกจึงเดินทางเข้ามาสำรวจและจับจองพื้นที่ในชุมชนนาบอน และขยายเป็นเครือข่ายชาวจีน ฮกจิวในพื้นที่นาบอนมาถึงปัจจุบัน เมื่อชาวจีนจากเมืองซีเทียวันทยอยเดินทางตามเข้ามาตั้งรกราก ในพื้นที่นาบอนจำนวนมากขึ้น ๆ ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายชาวจีนที่เข้ามาพัฒนาสวนยางพารา ทำ ให้ชุมชนนาบอนเป็นเมืองที่มั่งคั่งขึ้น จนกระทั่งราวปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมามีการสร้างถนนเชื่อม ระหว่างทุ่งสงกับนครศรีธรรมราช ฐานเศรษฐกิจจึงได้เริ่มย้ายจากนาบอนไปยังทุ่งสงและจังหวัดตรัง ซึ่งถึงแม้ว่านาบอนกับทุ่งสงจะอยู่ห่างกันไม่มากนักแต่ก็ส่งผลให้ชุมชนนาบอนค่อย ๆ เงียบเหงาลงจน กลายเป็นเมืองปิด หากแต่ชาวจีนในท้องถิ่นก็ยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยางพาราอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ ขาดหายไป ชาวจีนฮกจิวในตำบล นาบอนมีการปรับตัวเข้ากับสังคมวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง มีการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมในงานเทศกาลและ ประเพณีท้องถิ่นใต้ อาทิ งานทำบุญขึ้นปีใหม่ งานทำบุญวันสงกรานต์ งานทำบุญเดือนสิบ และงาน ประเพณีสำคัญทางพุทธศาสนา โดยส่วนใหญ่จัดขึ้นที่วัดพิศิษฐ์อรรถาราม ซึ่งเป็นวัดที่ชาวจีนฮกจิว


10 ร่วมกันก่อตั้งขึ้นเพื่อใช้เป็นพื้นที่ทางสังคมวัฒนธรรมในการจัดกิจกรรมทางพุทธศาสนาประจำชุมชน นาบอน นอกจากนี้ชาวจีนฮกจิวที่มีอาชีพหลักเป็นเกษตรกรสวนยางพารา ซึ่งต้องมีการติดต่อ ค้าขายกับคนไทยท้องถิ่นใต้ทั้งในชุมชนและต่างชุมชน จึงมีการใช้ภาษาไทยสำเนียงท้องถิ่นใต้และ ภาษาไทยกลางในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามการดำรงอัตลักษณ์ความเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนยัง ปรากฏให้เห็นจากภาษาพูด ชาวจีนฮกจิวมีการสื่อสารภาษาจีนสำเนียงฮกจิวภ ายในครอบครัว เครือญาติ และกลุ่มชาวจีนฮกจิวด้วยกัน อาหารของคนจีนนาบอนในยุคก่อร่างสร้างตัวเมื่อครั้งที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในตำบล นาบอนใหม่ๆ มีการกินอยู่อย่างประหยัด อาหารการกินส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ผลิตเองทั้งสิ้น มีการปลูก ผักหมักซีอิ๊ว แปรรูปผลผลิตไว้กินในครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่มักปลูกพืชผักในสวนยาง ส่วนเนื้อสัตว์จะ ได้บริโภคเมื่อมีงานเทศกาลหรืองานมงคลเท่านั้น ต่อมาเมื่อมีฐานะดีขึ้น คนจีนนาบอนจึงเริ่มรื้อฟื้น อาหารตามวัฒนธรรมของตนเองขึ้นมา เกิดร้านอาหารในตลาดที่มีเมนูอาหารจีนขาย มีร้านขายขนม ขายเส้นหมี่ ร้านน้ำชา และข้าวของเครื่องใช้เมนูหลักของชาวจีนฮกจิวนาบอน คืออาหารประเภทเส้น โดยเฉพาะเส้นหมี่เหลืองซึ่งผลิตมาจากแป้งสาลีตามกระบวนการของชาวจีนฮกจิว ได้เส้นหมี่เหลือง มีขนาดใหญ่ กลม อวบนุ่ม นิยมนำมาผัดเป็นหลัก ปัจจุบันในชุมชนยังมีผู้ผลิตเส้นหมี่เหลืองอยู่ นอกจากเส้นหมี่เหลืองแล้วชาวจีนฮกจิว ยังผลิตเครื่องปรุงสำหรับการประกอบอาหารใน ชีวิตประจำวัน เช่น น้ำส้มสายชูหมักที่ทำมาจากข้าวเหนียวหมักกับยีสต์ เหล้าจีน กากเหล้าจีน และยัง มีขนมกินเล่นต่างๆ เช่น ขนมก่งเปียวหรือจิ่วตุงเปียง ขนมอูลี้งู ขนมแหล่เปี้ยง ขนมเหล่านี้แต่ละบ้าน มีสูตรและเทคนิควิธีที่แตกต่างกันไปเล็กน้อย สำหรับประเพณีสำคัญที่ลูกหลานชาวจีนฮกจิวแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ คือ ประเพณีเช็งเม้ง (ชิงหมิง) หรือการไหว้หลุมฝังศพบรรพบุรุษ ตรงกับวันที่ 5 เดือน 3 ของจีน หรือ ประมาณวันที่ 5 เมษายนของทุกปี เป็นประเพณีที่มีหลักฐานปรากฏว่าถือปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ ฮั่น โดยได้รับอิทธิพลความเชื่อตามคำสอนของลัทธิขงจื๊อที่ให้ลูกหลานได้ระลึกถึงบรรพบุรุษ เพื่อเป็น การแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ถือเป็นประเพณีสำคัญตามคำสอนของ ลัทธิขงจื๊อที่ชาวจีนทุกคนยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน ก่อนเริ่มทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ในเทศกาลเช็งเม้ง ลูกหลานชาวจีนฮกจิวต้องเตรียมพื้นที่ในการไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ โดยการ ร่วมกันทำความสะอาดสุสานหรือฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ และตกแต่งด้วยกระดาษสีหรือธงสีให้ มีความสวยงาม หลังจากนั้นจึงนำของเซ่นไหว้ต่างๆไหว้ทั้งเจ้าที่และบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ประกอบด้วย อาหารคาว ได้แก่ หมูต้ม ไก่ต้ม ไข่ไก่ต้ม ไข่เป็ดต้ม หมี่เหลืองผัด และอื่นๆขึ้นอยู่กับลูกหลานนำมา ไหว้ รวมถึงผลไม้ต่างๆ และเครื่องดื่ม อนึ่ง การไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับของชาวจีนฮกจิวในอดีตไม่นิยม ใช้หมูย่างในการไหว้ แต่ต่อมาเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปบางครอบครัวก็มีการนำหมูย่างมาไหว้บรรพบุรุษ ผู้ล่วงลับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความต้องการของแต่ละครอบครัว นอกจากนี้ยังมีการเผา กระดาษเงิน กระดาษทอง รวมถึงเครื่องกระดาษที่เป็นสิ่งของต่างๆ เช่น เสื้อผ้า บ้าน รถยนต์ ฯลฯ


11 ซึ่งมีความเชื่อว่าบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วสามารถนำไปใช้ในปรโลกได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละครอบครัว จะจัดหามาไหว้ ในเทศกาลเช็งเม้งนี้บรรดาลูกหลานของชาวจีนฮกจิวจะรวมตัวและพากันไปเซ่นไหว้ที่ สุสานหรือฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษในอำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยบางครอบครัวเริ่มไหว้ บรรพบุรุษตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมจนถึงต้นเดือนเมษายน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวกของ ลูกหลานชาวจีนฮกจิวที่จะเดินทางมาไหว้บรรพบุรุษของตน ในเทศกาลเช็งเม้งเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ ลูกหลานของชาวจีนฮกจิวกลับมาพบหน้าญาติพี่น้องรวมถึงมิตรสหายที่ไม่ได้พบเจอเป็นระยะ เวลานาน ลูกหลานชาวจีนฮกจิวบางคนไปทำงานอยู่ต่างที่ต่างถิ่นก็ได้มีโอกาสพบเจอกันในขณะทำพิธี ไหว้บรรพบุรุษที่สุสานหรือฮวงซุ้ย บางคนไม่เคยรู้จักก็ได้รู้จักกันจากการสนทนาและสืบสาวราวเรื่อง ว่าบรรพบุรุษของตนเป็นญาติพี่น้องหรือมิตรสหายกัน ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกสำนึกในความเป็นชาวจีน ฮกจิวร่วมกัน 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วัฒนธรรมอาหารชาวจีนฮกจิวในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งผู้วิจัยได้รวบรวมเอกสารงานวิจัยที่มีความเกี่ยวข้องกัน และพบว่างานวิจัยในหลายๆเล่มยังมี การศึกษาข้อมูลจำนวนที่น้อย และงานวิจัยที่ผ่านมายังไม่เจาะลึกในประเด็นใดประเด็นหนึ่งของ วัฒนธรรมชาวจีนฮกจิวได้อย่างชัดเจน งานการศึกษาที่ผ่านมามีประเด็นการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนฮกจิว ของ ปิยชาติ สึงตี และสิรีธร ถาวรองศา 3 เรื่อง “ฮกจิวนาบอน” มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาประวัติศาสตร์การ อพยพและการตั้งถิ่นฐาน วิถีชุมชน ประเพณีและวัฒนธรรม ชาวจีนฮกจิวในอำเภอนาบอน จังหวัด นครศรีธรรมราช ผลการศึกษาวิจัยพบว่าการเกิดและเติบโตของชุมชนชาวจีนฮกจิวนาบอน ทำให้เห็น ถึงความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ภาคใต้ในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ชุมชนชาวจีนฮกจิว อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช มีบรรพบุรุษอพยพมาจาก ตำบลกู่เถียน เมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศ จีน ตั้งแต่ทศวรรษ 2440 เพื่อมาเป็นแรงงานในเกษตรแบบอุตสาหกรรมของอังกฤษ เมืองซิเทียวัน รัฐเประ สหพันธรัฐมลายา ก่อนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพื่อจับจองที่ดินริมทางรถไฟทำสวนยางพารา บนพื้นที่อำเภอนาบอนปัจจุบัน ในทศวรรษ 2460 วิถีของชุมชนแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกเป็น การถางป่าทำสวนยางพาราและตั้งชุมชน มีวิถีชุมชนดำเนินไปแบบจัดการตัวเอง ช่วงสองตั้งแต่ เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ชุมชนชาวจีนฮกจิว กลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย ผ่านนโยบาย ของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และสถานการณ์สงครามมหาเอเชียบูรพาทางวัฒนธรรมประเพณี ชาวจีนฮกจิว นาบอน มีวัฒนธรรมประเพณีโดยรวมส่วนใหญ่คล้ายกับชาวจีนกลุ่มสำเนียงอื่นๆ ในสังคมไทยมีความแตกต่างในเรื่องของอาหารการกิน 3 ปิยชาติ สึงตี. (2550). การศึกษาเปรียบเทียบบทบาทของเมืองท่าปัตตานีนครศรีธรรมราช สงขลา ระหว่าง พ.ศ.2133 – 2231. หน้า 25.


12 งานวิจัยเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิถีชีวิตชุมชนอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นส่วนเนื้อหากล่าวถึง ความเป็นมาของชาวจีนฮกจิว การตั้งถิ่นฐาน การบุกเบิกพื้นที่ในการทำการเกษตรเพื่อดำรงชีวิต ตลอดจนมีการพัฒนาวิถีชีวิตการดำเนินชีวิต เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส่วนที่ 2 เป็นการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ. 2475 ชุมชนชาวจีน กลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย ผ่านนโยบายของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามมหาเอเชียบูรพา ทางวัฒนธรรมประเพณีชาวจีนฮกจิวนาบอน มีวัฒนธรรมประเพณีโดยรวมส่วนใหญ่คล้ายกับชาวจีน กลุ่มสำเนียงอื่นๆในสังคมไทย แต่มีความแตกต่างในเรื่องของอาหารการกิน นอกจากนี้ประวัติศาสตร์การอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวจีนฮกจิว ไม่ได้เห็นเฉพาะการ เปลี่ยนแปลงของชาวจีนฮกจิวเท่านั้น แต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่หลังเขาจากเดิมเป็นที่รกร้าง จนมีทางรถไฟสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ทางภาคใต้ การเข้ามาและเกิดขึ้นของ ชุมชนใหม่ชาวจีนฮกจิว มีผลของการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยชิ้นนี้นับว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมากสำหรับการศึกษาวิจัยเรื่องวัฒนธรรมอาหาร ของชาวจีนฮกจิว ในอำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากได้มีการรวบรวมเรื่องราวของ การศึกษาประวัติศาสตร์ของชาวจีน การเกิดขึ้นของชุมชนใหม่และวัฒนธรรมประเพณีของชาวจีน โดยเฉพาะเรื่องราวของ สว่าง ตันติพิสุทธิ์อยู่ในเนื้อหาส่วนที่2 หัวข้อวัฒนธรรมประเพณี ทำให้เห็น ภาพวัฒนธรรมของชาวจีนฮกจิวในระดับหนึ่ง นับได้ว่าเป็นงานการศึกษาที่สำคัญชิ้นหนึ่ง ในการสร้าง ฐานประวัติศาสตร์การศึกษาชาวจีนฮกจิวทางภาคใต้ให้กับงานการศึกษาชิ้นต่อไป การศึกษาประเด็นเรื่องสถานภาพองค์ความรู้งานวิจัยด้านจีนศึกษา ในประวัติศาสตร์ นิพนธ์ภาคใต้ ของ สิรีธร ถาวรวงศา นับเป็นนักวิชาการด้านจีนศึกษาที่มีความสำคัญ ซึ่งมีงาน การศึกษากลุ่มคนท้องถิ่นภาคใต้และบริบทประวัติศาสตร์ภาคใต้ ของงานวิจัยจีนศึกษาใน ประวัติศาสตร์ นิพนธ์ภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง แม้งานวิจัยของ สิรีธร ถาวรวงศา 4 เกี่ยวข้องกับชุมชนชาวจีนฮกจิว อำเภอนาบอน จังหวัด นครศรีธรรมราช ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เป็นเวลา 83 ปี โดยมีเส้นทางอพยพสู่ประเทศไทย เริ่มต้น เดินทางออกจากประเทศจีนมารับจ้างทำเกษตรกรรมในเมืองซิเทียวัน (Sitiawan) รัฐรเประ (Perak) ประเทศมาเลเซียในประมาณพ.ศ.2444 ก่อนเดินทางตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยในประมาณ พ.ศ.2473 เพื่อจับจองพื้นที่ทำสวนยางพาราในอำเภอนาบอน โดยมีวิถีชุมชนผูกพันอยู่กับการทำสวนยางพารา มีการสานสัมพันธ์กับชาวจีนชุมชนใกล้เคียงผ่านการแต่งงาน มีการตั้งสมาคมจุงซันเพื่อกันเองภายใน ชุมชน มีการตั้งโรงเรียนเพื่อจัดการศึกษาในชุมชน และต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย ของรัฐไทยที่มีต่อชาวจีนในประเทศภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 โดยเฉพาะการ ใช้นโยบายชาตินิยมในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนทาง วัฒนธรรมประเพณีชาวจีนฮกจิวในอำเภอนาบอน มีวัฒนธรรมประเพณีส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับชาวจีน 4 สิรีธร ถาวรองศา (2561). ชุมชนชาวจีนฮกจิว อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช. กรุงเทพฯ : กรมส่งเสริม วัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม


13 กลุ่มสำเนียงอื่นๆในสังคมไทย แต่ก็มีวัฒนธรรมประเพณีความเชื่อแตกต่าง คือ การเคารพศพด้วย หมูย่างทั้งตัว งานเทศกาลประจำท้องถิ่น วัฒนธรรมอาหารมีความโดดเด่นโดยมีอาหารหลายอย่างที่ แตกต่างจากชาวจีนกลุ่มอื่นๆ เช่น ขนมก่งเปียน ซึ่งเน้นขยายความและบทบาทของจีนในภาคใต้เรื่อง การศึกษาประวัติศาสตร์ภาคใต้มิติจีนศึกษาของวิจัยด้านจีนศึกษา ในประวัติศาสตร์นิพนธ์ภาคใต้ เช่น ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ วัฒนธรรมของชุมชนชาวจีนเมืองหาดใหญ่จากอดีตถึงปัจจุบัน ศุภการ สิริไพศาล (2550)5 ได้ศึกษาที่ภูมิหลังของชาวจีนฮกจิว ที่อาศัยอยู่ในตำบล นาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่าเป็นชุมชนชาวจีนฮกจิวขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของ ภาคใต้ จึงได้รับการเผยแพร่ มีการนำเสนอภาพให้เห็นมากกว่าในชิ้นงานอื่นในบางส่วนเท่านั้น เนื่องด้วยการศึกษาเน้นไปในการวิจัยจีนศึกษาในประวัติศาสตร์ นิพนธ์ภาคใต้ แต่นับได้มีกรนำเสนอ ภาพประวัติศาสตร์ชาวจีนในภาคใต้ได้มีความน่าสนใจในการศึกษาเรียนรู้วิจัยชิ้นนี้เป็นอย่างมาก นับได้ว่าเป็นงานการศึกษาที่สำคัญชิ้นหนึ่ง ในการสร้างฐานประวัติศาสตร์การศึกษาชาวจีนฮกจิวทาง ภาคใต้ให้กับงานการศึกษาชิ้นต่อไป ดังนั้นคณะผู้วิจัยสรุปได้ว่า วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิวในตำบลนาบอน อำเภอ นาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สืบทอดกันมาเป็นเวลานาน และมีการประยุกต์นำเอาวัตถุดิบใน ท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่มีความสำคัญกับกลุ่มชาวจีนฮกจิวในนาบอน และคงเอกลักษณ์ไว้เป็นประศาสตร์ที่ควรค่าแก่การอนุรักษณ์ไว้ 5 ศุภการ สิริไพศาล. (2550). จีนศึกษาในประวัติศาสตร์ นิพนธ์ภาคใต้ : ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสังคม


บทที่ 3 วิธีการดำเนินวิจัย การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว ในตำบลนาบอน อําเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดขั้นตอนวิธีการที่จะใช้ใน การดำเนินการศึกษาวิจัยไว้ดังนี้ ประชากร ประชากรในการศึกษาวิจัย เรื่อง วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว ในอําเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช คือ 1. เจ้าหน้าที่รัฐ ได้แก่ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน สมาคมฟูโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน จำนวน 3 คน 2. พ่อค้า แม่ค้า และร้านอาหารของชาวจีนฮกจิว เช่น ร้านเฉิงซังท์ ร้านกาแฟโกฉิ้ง จำนวน 3 คน 3. ครอบครัวของชาวจีนฮกจิว ในตำบลนาบอน อําเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 3 ครัวเรือน 4. ชาวจีนฮกจิวผู้ดูแลสถานที่ประกอบพิธีกรรม และกลุ่มชาวจีนฮกจิวผู้ประกอบอาหารใน พิธีกรรมต่าง ๆ จำนวน 5 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงในการศึกษาวิจัยเรื่อง วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว ในตำบลนาบอน อําเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช คือ กลุ่มชาวจีนฮกจิว ในอําเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ 1. กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้อาวุโส และสมาคมฟูโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน คือ กลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญต่อข้อมูลในเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชาวจีนฮกจิว 2. กลุ่มพ่อค้า แม่ค้า และร้านอาหารของชาวจีนฮกจิว คือ กลุ่มเป้าหมายที่จะให้ข้อมูล เกี่ยวกับความสำคัญและภูมิปัญญาด้านอาหารของชาวจีนฮกจิว 3. กลุ่มครอบครัวของชาวจีนฮกจิว ในอําเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช คือ กลุ่มเป้าหมายที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ของชาวจีนฮกจิว 4. กลุ่มชาวจีนฮกจิวผู้ดูแลสถานที่ประกอบพิธีกรรม และกลุ่มชาวจีนฮกจิวผู้ประกอบ อาหารในพิธีกรรมต่าง ๆ คือ กลุ่มเป้าหมายที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับพิธีกรรม และความเชื่อของชาวจีน ฮกจิว รวมไปถึงอาหารหลักที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมของชาวจีนฮกจิว


15 เครื่องมือรวบรวมข้อมูล เครื่องมือรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ - แบบสัมภาษณ์(ออนไลน์) โดยผู้วิจัยกำหนดประเด็นคำถามการสัมภาษณ์ดังนี้ 1. ข้อมูลผู้ให้สัมภาษณ์ 2. ชาวจีนฮกจิวเดินทางอพยพเข้าสู่ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยปัจจัยใดบ้าง 3. อาหารที่ชาวจีนฮกจิวนิยมบริโภคในชีวิตประจำวันเป็นอาหารที่มีลักษณะอย่างไร 4. อาหารหลักในการประกอบพิธีกรรมมีอะไรบ้าง 5. อาหารที่ชาวจีนฮกจิวได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษมีอะไรบ้าง และมีขั้นตอน อย่างไร วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยมีขั้นตอนในการ ดำเนินการดังนี้ 1. ศึกษาและทำความเข้าใจเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว ในตำบลนาบอน อําเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช 2. ออกแบบสัมภาษณ์โดยยึดตามวัตถุประสงค์ของวิจัยเป็นแนวทางในการออกแบบ สัมภาษณ์ 3. นำแบบสัมภาษณ์ให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย ตรวจสอบความถูกต้อง 4. ลงพื้นภาคสนามเก็บข้อมูล โดยการดำเนินการสัมภาษณ์ ซึ่งจะใช้คำถามประกอบการ สัมภาษณ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลตามที่ต้องการ 5. นำข้อมูลทั้งหมดมาศึกษาเรียบเรียงตามระเบียบวิธีวิจัย เพื่อให้ได้ร่างงานวิจัยใน เบื้องต้น 6. เก็บข้อมูลซ่อมเสริมในส่วนที่ไม่สมบูรณ์ทั้งข้อมูลเอกสารและข้อมูลจากภาคสนาม การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์ในการเก็บ รวบรวมข้อมูลและนำข้อมูลมาวิเคราะห์ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของงานวิจัย จากนั้นนำข้อมูลมาเขียน ในรูปแบบพรรณโวหาร


บทที่ 4 ผลการศึกษา การศึกษาวิจัยเรื่อง “วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิวในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช” ผู้วิจัยจะได้เรียบเรียงผลการศึกษา ดังนี้ 1. บริบทชุมชนที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมอาหารจีนฮกจิว 1.1 ประวัติศาสตร์ของชุมชนจีนฮกจิวนาบอน6 ชาวจีนฮกจิว เป็นกลุ่มชาติพันธุ์จีนที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองฝูโจว (Fuzhou) มณฑล ฝูเจี้ยน (Fujian) ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เป็นเทือกเขาสูงและ ยากลำบากในการสร้างพื้นที่ทำกิน ทำให้เกิดการบุกปล้นเรือของกลุ่มโจรสลัดและในขณะนั้นมีปัญหา ทางการเมืองในประเทศ ทำให้ชาวจีนกลุ่มนี้อพยพมาทางทะเลจีนใต้เพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ ซึ่งมี จุดหมายคือเมืองซิเทียนวัน รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซียโดยในช่วงแรกได้เข้ามารับจ้างทำไร่พริกไทย สีเสียดอยู่ในประเทศมาเลเซีย ต่อมาอังกฤษได้นำต้นยางพาราซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่เข้ามาปลูกเพื่อแสวงหา ประโยชน์ในประเทศมาเลเซีย จนเมื่อ พ.ศ. 2456 ชาวจีนฮกจิวต้องประสบปัญหาขาดแคลนที่ดิน ทำกิน และได้เดินทางมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ประมาณปี พ.ศ 2473 เนื่องจากขณะนั้นรัฐบาล อาณานิคมของอังกฤษ ได้มีนโยบายการถือครองที่ดินสำหรับชาวมลายู ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองเท่านั้น เพราะถือว่าเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ในประเทศ ส่งผลให้ชาวจีนฮกจิวขาดแคลนพื้นที่ทำกิน ประกอบกับ นโยบายของรัฐบาลไทยที่ประกาศให้ชาวจีนสามารถจับจองที่ดินทำกินได้คนละประมาณ 50 ไร่ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทย และเมื่อข่าวกระจายออกไปทำให้ชาวจีนฮกจิวอพยพเข้ามา รวมถึงนโยบายการสร้างทางรถไฟสายใต้ของประเทศไทยเชื่อมต่อกับทางรถไฟสายเหนือของมาเลเซีย ทำให้ชาวจีนฮกจิวอพยพเข้ามาทางรถไฟจากมลายู โดยมาลงที่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ จังหวัด สงขลา เพื่อที่จะต่อขบวนรถไฟไปยังสถานีรถไฟชุมทางทุ่งสง (อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช) และสถานีรถไฟชุมทางคลองจัน (อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช) ได้ใช้วิธีการเดินเท้า เดิน สำรวจพื้นที่และตั้งถิ่นฐานในชุมชนนาบอน ซึ่งปัจจุบันคือชุมชนนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัด นครศรีธรรมราช ด้วยสภาพภูมิประเทศของชุมชนนาบอน เหมาะแก่การทำสวนยางพารา ชาวจีน ฮกจิวซึ่งมีความรู้และเชี่ยวชาญในการทำสวนยางพาราจากมาเลเซียอยู่แล้ว ก็ได้ตั้งถิ่นฐานและจับจอง พื้นที่ในการทำสวนยางพาราในชุมชนนาบอน ในช่วงแรกๆพื้นที่บริเวณนั้นยังเป็นป่า การบุกเบิกพื้นที่ เป็นไปด้วยความยากลำบาก ชาวจีนฮกจิวรุ่นแรกๆ ที่เข้ามามีเพียงสองมือที่ใช้จับจอบและพร้า และมี วิถีชีวิตแบบพอยังชีพ ซึ่งกว่าต้นยางพาราที่ปลูกไว้จะเจริญเติบโตให้กรีดได้ ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 6 – 7 ปี ในระหว่างนั้นชาวจีนฮกจิวได้มีการปลูกพืชไว้รับประทาน เช่น การทำข้าวไร่ ปลูกพืชผล 6 บาร์บารา วัตสัน อันตายา; ลิโอนาร์ด วาย. อันตายา (2549). มาเลเซีย. หน้า 367.


17 เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ไว้รับประทานกันในครอบครัว พักอาศัยอยู่ในขนำเล็ก ๆ ในพื้นที่สวนยางพารา และเมื่อระยะเวลาผ่านไป ชาวจีนฮกจิวได้พัฒนาความรู้ความสามารถ ในการทำสวนยางพาราและ ด้านตลาดยางพารา7 จนกลายเป็นผู้ประกอบการค้ายางพารา เศรษฐกิจในชุมชนค่อยๆพัฒนาขึ้นจนกลายเป็น ชุมชนชาวจีนฮกจิวโพ้นทะเลในอำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อพื้นที่บริเวณนั้นเกิดเป็น ชุมชนชาวจีนฮกจิวและมีประชากรในชุมชนเพิ่มมากขึ้น แต่พื้นที่ก็มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ลูกหลานของ ชาวจีนฮกจิวได้ขยายตัวไปยังพื้นที่อื่นๆ เช่น อำเภอหลังสวน อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร จังหวัด สุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต จังหวัดตรัง กรุงเทพฯรวมถึงพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคเหนือ ของประเทศไทย ชาวจีนฮกจิวเหล่านี้ได้สร้างชุมชนแห่งใหม่ขึ้นในพื้นที่นั้นๆ โดยนำความรู้การทำสวน ยางพาราที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ มาเป็นอาชีพหลักในการดำรงชีวิต ชาวจีนฮกจิวมีวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรมทางศาสนาที่คล้ายคลึงกับชาวจีนกลุ่มอื่นๆ เช่น ประเพณีตรุษจีน ประเพณีเช็งเม้ง งานแต่งงาน และงานศพ วัฒนธรรมที่แตกต่างจากชาวจีนกลุ่ม อื่นคือวัฒนธรรมอาหาร ที่มีความโดดเด่นเนื่องจากถิ่นที่อยู่อาศัยเดิมของชาวจีนฮกจิวอยู่ที่เมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งจัดว่ามีวัฒนธรรมอาหารแบบครัวฝูเจี้ยน มีลักษณะเด่นคือ เน้นการใช้วัตถุดิบหลักใน การประกอบอาหารที่สดใหม่จากทะเล การเคี่ยวน้ำซุปให้มีรสชาติกลมกล่อม มีกรรมวิธีที่พิถีพิถันและ มีความละเอียดทุกขั้นตอน และยังใช้วิธีการเร่งไฟ เพื่อให้อาหารมีรสชาติอร่อยตามสูตรฉบับของชาว ฮกจิวโบราณ เน้นรสชาติที่มีความเค็ม และเปรี้ยว อาหารคาวที่มีชื่อเสียงของชาวฮกจิว ได้แก่ หูฉลาม ขาหมูตุ๋น หมี่ซั่วไก่เหล้าจีน หล้งเหงี่ยง และหมี่เหลืองผัด ส่วนอาหารหวาน ได้แก่ ขนมก่งเปียง/ จิ่วตุ่งเปียง ขนมอูลีงู ขนมแหล่เปี้ยง ข้าวเหนียวหน้าผลไม้ ขนมเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดมาจากชาว จีนฮกจิวโบราณ เป็นขนมที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และเป็นขนมที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ อย่างขนมก่งเปียง/จิ่วตุ่งเปียง เพราะชาวเมืองฝูโจวทำขนมชนิดนี้ขึ้น เพื่อรำลึกถึงแม่ทัพชีจี้กวง ในตอนที่ท่านเป็นนายพลปราบโจรสลัดญี่ปุ่นในมณฑลฝูเจี้ยน ได้ใช้ขนมชนิดนี้เป็นเสบียงในการสู้รบ เพราะเป็นขนมที่ทำจากแป้งหมี่ ที่ทำให้ทหารอิ่มท้องและสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าอาหารสด อีกทั้ง ในสมัยนั้นต้องก่อเพลิงไฟเพื่อประกอบอาหาร แต่ไม่สามารถทำได้เพราะควันไฟที่ลอยขึ้นไปบนอากาศ เพราะจะทำให้โจรสลัดญี่ปุ่นทราบได้ว่า กองกำลังทหารของจีนตั้งค่ายอยู่ที่ใด ในอดีตเมื่อชาวจีนฮกจิว ต้องไปกรีดยางในตอนกลางคืน ก็จะพกขนมก่งเปียง/จิ่วตุ่งเปียง ไปด้วยเพราะการกรีดยางต้องใช้ระยะเวลานานประมาณ 1 ชั่วโมงต่อสวนยาง 1 ไร่จึงพกขนมไปเพื่อ ความอิ่มท้อง และเมื่อรับประทานไม่หมดก็จะนำกลับมาแช่น้ำให้พองแล้วนำไปอุ่นในกระทะ เพื่อไว้ รับประทานได้อีกในมื้อต่อไป แต่ในปัจจุบันชาวจีนฮกจิวนิยมรับประทานขนมชนิดนี้คู่กับน้ำชาหรือ กาแฟในชีวิตประจำวัน และมีการจัดเลี้ยงเป็นอาหารหวานในโต๊ะจีนเวลามีเทศกาลสำคัญต่างๆใช้ใน การประกอบพิธีกรรมต่างๆ แต่ในปัจจุบันมีร้านอาหารจำนวนน้อย ที่ทำขนมเหล่านี้ขาย เนื่องจากต้อง ใช้ความพิถีพิถันและมีขั้นตอนการทำที่ค่อนข้างซับซ้อน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เติบโต 7 สุทิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์; ติลก วุฒิพาณิชย์; ชิณการณ์. (2544). จีนทักษิณ วิถีและพลัง หน้า 75.


18 มากกว่าในอดีต รวมถึงการศึกษาเมื่อมีลูกหลาน ชาวจีนฮกจิวก็ส่งลูกหลานไปเรียนยังโรงเรียนของ รัฐบาลไทย ทำให้คนรุ่นใหม่ซึมซับวัฒนธรรมความเป็นไทย และวัฒนธรรมต่างชาติเพิ่มมากขึ้น เพราะ ในปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์ทุกคนบนโลกสามารถติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันง่ายขึ้น วัฒนธรรมการรับประทานอาหารแบบฉบับชาวจีนฮกจิวจึงค่อยๆลดน้อยลงไปตามกาลเวลา 1.2 การอพยพและการตั้งถิ่นฐานของชาวจีนฮกจิว เมื่อย้อนเส้นทางการอพยพของชาวจีนฮกจิวออกจากเมืองฝูโจว นครหลวงหรือเมือง เอกของมณฑล ฝูเจี้ยน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเกิดจากปัญหาความแห้งแล้งจากภัย ธรรมชาติ ภัยทางการเมืองภายในประเทศ รวมถึงการคุกคามจากโจรผู้ร้าย ทำให้กลุ่มคนจีนบางส่วน ต้องอพยพหลบหนีขึ้นไปสร้างบ้านบนภูเขา เนื่องจากกลัวอันตรายจากปัญหาโจรผู้ร้ายที่เพิ่มมากขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวจีนฮกจิวต้องเดินทางออกทางอพยพเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ในประเทศต่างๆ เสริมศักดิ์ ถาวรวงศา (2564) การอพยพของชาวจีนฮกจิวนั้นเกิดขึ้นหลังจากการทำ สงครามฝิ่นพ่ายแพ้ นำไปสู่สนธิสัญญานานกิง ทำให้จีนต้องเสียเปรียบอังกฤษในหลายด้าน มี ข้อกำหนดในสนธิสัญญานากิง คือ ข้อกำหนดภายในสนธิสัญญาที่บังคับให้จีนต้องเปิดเมืองท่าแห่ง ได้แก่ เมืองกวางโจว ฝูโจว เซียเหมิน หนิงโป ซ่างไฮ่ ในช่วงเวลานั้นอังกฤษได้เข้าทำการบุกเบิกพื้นที่ เพื่อหาประโยชน์ในส่วนต่าง ๆ ของโลกที่ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ส่งผลให้มีความต้องการใน ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น และแรงงานชาวจีนก็ถือเป็นแรงงานที่อังกฤษเห็นว่ามีคุณภาพในการทำงานสูง นำไปสู่การที่แรงงานจีนออกสู่โลกภายนอกที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้ชาว จีนได้อพยพไปอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของโลก การที่ชาวจีนเป็นแรงงานที่มีคุณภาพในสายตาของชาว อังกฤษ ก็อาจมีเหตุผลจากการที่พวกเขาหลุดพ้นจากชีวิตที่ยากลำบากต้องเผชิญความอันตรายอยู่ใน บ้านเกิดเมืองนอน เมื่อสามารถออกมาแสวงหาชีวิตใหม่ได้แล้ว ก็ต้องทำงานให้ดีที่สุดเพื่อให้ได้รับ ค่าตอบแทนที่มากที่สุด รวมถึงค่านิยมของชาวจีนถือว่าคนที่เดินทางออกนอกแผ่นดินใหญ่แล้วเป็นผู้ที่ ขาดความกตัญญูเมื่อเดินทางออกมาแล้วก็ต้องผลักให้ตนเองนั้นถึงจุดที่ประสบความสำเร็จ เมื่อได้ กลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้งก็กลับไปในฐานะเป็นที่พึ่งพิงให้กับครอบครัวได้ อาณานิคมของอังกฤษที่มีความต้องการในตลาดแรงงานชาวจีนสูงมากนำไปสู่การบุกเบิก พื้นที่เพาะปลูกในประเทศมาเลเซียอังกฤษได้นำพืชเศรษฐกิจสำคัญหลายอย่างเข้าไปทดลองปลูกเพื่อ หาผลประโยชน์จากพื้นที่และสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นคล้ายคลึงกับถิ่นฐานเดิมของพืชเหล่านี้ ในทวีปอเมริกาใต้ เช่น กาแฟ ยางพารา ซึ่งพืชที่มีความสำคัญที่สุดในขณะนั้นก็คือยางพารา ได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมยางพาราเข้าไปมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรม ยานยนต์ อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์กีฬา เมื่อยางพารากลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญตัวใหม่ของโลก อังกฤษก็ได้นำพันธุ์ยางพาราเข้ามาปลูกในมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นการทดลองที่ประสบความสำเร็จ สามารถให้ผลผลิตหรือกรีดน้ำยางได้ อังกฤษจึงเริ่มลงทุนทำการเพาะปลูกยางพาราอย่างเป็นตัวทาง การค้าเพื่อการส่งออกยุโรป ในขณะนั้นคนมาเลเซียมีค่านิยมต่ออาชีพแรงงานรับจ้างชาวจีนว่าเป็น แรงงานที่น่ารังเกียจ


19 ชาวมาเลเซียจึงมักประกอบอาชีพรับราชการและการทำเกษตรแบบพอยังชีพ โดยการทำไร่ทำนา เฉพาะในที่ดินของตนเองเท่านั้น จึงเป็นการเปิดโอกาสให้แรงงานชาวจีนอพยพเข้ามายังมาเลเซีย จนกระทั่ง พ.ศ. 2458 ยางพาราสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตและทำรายได้ให้เป็นอย่างมาก ทำให้ชุมชนชาวจีนฮกจิวในบริเวณนั้นเริ่มมีความอยู่ดีกินดีและมีการชักชวนให้ชาวจีนฮกจิวอพยพ เข้ามาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเพิ่มจำนวนขึ้นของชาวจีนในเมืองซิเทียวัน ต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลน ที่ดินทำกิน เนื่องจากรัฐบาลมาเลเซียสงวนที่ดินให้สำหรับชาวมลายูซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองเท่านั้นเพราะ เห็นว่าเป็นประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ และการเปิดโครงการพัฒนาที่ดินเมืองซิเทียวัน ทำให้การถือ ครองที่ดินสำหรับชาวฮกจิวถูกจำกัดไป ชาวฮกจิวจึงแสวงหาโอกาสให้กับชีวิตโดยเดินทางมายัง ดินแดนประเทศไทย การอพยพเข้าสู่ภาคใต้ของประเทศไทยของชาวจีนฮกจิวกลุ่มแรกเริ่มต้นขึ้นพ.ศ. 2473 ภายหลังการสร้างทางรถไฟสายใต้เสร็จสิ้นลงแล้ว การอพยพโยกย้ายเข้าสู่ประเทศไทยของชาวจีน ฮกจิวจากรัฐเประของมาเลเซีย ในครั้งนั้นคงเกิดขึ้นจากปัจจัยสําคัญ 2 ประการ คือ 1.นโยบายจํากัดการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ หมายรวมถึงชาวจีนไม่ให้ ครอบครอง ที่ดินเกินกว่า 7 ไร่ 2. การสร้างทางรถไฟสายใต้ของประเทศไทยเชื่อมต่อกับทางรถไฟสายเหนือของ มาเลเซีย ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จากปัจจัย 2 ประการดังกล่าวข้างต้นประกอบเข้ากับนโยบายการพัฒนาของรัฐไทย ขณะนั้น ที่เกิดขึ้นร่วมกับการการพัฒนาและทางรถไฟ อันต้องการให้มีการบุกเบิกที่ดินรกร้างว่างเปล่า ให้เป็น พื้นที่ทําการเพาะปลูก ด้วยการให้ชาวต่างชาติ สามารถเข้ามาถือครองถือดินได้คนละประมาณ 50 ไร่ หากต้องการมากกว่านั้นสามารถหาซื้อเพิ่มเองได้ เมื่อข่าวเรื่องการรัฐไทยให้ชาวต่างชาติถือครองที่ดินได้คนละ 50 ไร่ แพร่สะพัดไป จนถึงดินแดนใกล้เคียง สิ่งนี้ได้กลายเป็นแรงผลักดันจูงใจให้ชาวจีนฮกจิวอพยพเดินทางจากมาเลเซีย เข้ามา ในประเทศไทย จากงานการศึกษาของศาสตราจารย์สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ และคณะ พบว่า ชาวจีนฮกจิวกลุ่มแรกเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยนั้นมีประมาณ 10 คน ได้แก่ 1. นายยุ่งจึง แซ่ผาง 2. นายหว่าเจง แช่เล่า 3. นายจุงเกือ แซ่อึ่ง 4. นายเค้งฮุย แซ่อึ่ง 5. นายเจี้ยปุย แซ่ตั่ง 6. นายเจี้ยะเชียว แซ่ตั่ง 7. นายอีกุ้ง แซ่ตั่ง


20 8. นายแป๊ะชื่อ แซ่ยู่ 9. นายกุงไท้ แซ่… 10. นายเรืองลึก แซ่… ประพันธ์ พรหมเมือง (2564) การเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยของชาวฮกจิวกลุ่มแรกๆ นั้น กระทำโดยทางรถไฟจากมาเลเซีย เข้ามาลงสถานีรถไฟหาดใหญ่ ขึ้นรถไฟอีกขบวนมายังสถานีชุมทาง ทุ่งสง (จังหวัดนครศรีธรรมราช) และนั่งรถไฟต่อไปยังสถานีคลองจัง (ตําบลคลองจัง อําเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช) และเดินเท้าต่อจากสถานีคลองจังเข้าไปสํารวจพื้นที่และเริ่มตั้งถิ่นฐาน ในอําเภอนาบอน ในการเดินทางที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายนั้น ตามรอยทางของการเดินทางจากคําบอกเล่าของ คุณเมธา เอื้อนนทัศน์ ผู้อาวุโสของชุมชนนาบอน ที่มีบิดาเป็นชาวฮกจิวรุ่นแรกๆ เดินทางเข้ามา บุกเบิกพื้นที่อําเภอนาบอน (ขณะนั้นเป็นตําบลนาบอน อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช) ที่อําเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีชาวจีนฮกจิวคนหนึ่ง แซ่เล่า ได้เข้ามาทํากิจการโรงแรมอยู่ก่อนแล้วที่อําเภอ ทุ่งสง ชาวฮกจิวที่เข้ามาก็จะมาพักที่นี่ก่อนจึงได้รับการบอกเล่าช่องทางให้ไปหาที่ทางทํากินที่ใดด้วย เป็นคนที่พูดภาษาไทยได้จึงเป็นธุระติดต่อกับทางราชการขอสิทธิในการจับจองที่ดิน เนื่องจากไม่ใช่ว่า รัฐบาลไทยจะให้ครอบครองพื้นที่ใดก็ได้ พื้นที่เข้าไปขอจับจองได้นั้นต้องเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ฉะนั้นพวกเขาจึงต้องมีจุดศูนย์รวมหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข่าวสารสําหรับ ชาว ฮกจิวที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย เมื่อทราบข่าวเช่นนั้นแล้ววันรุ่งขึ้นจึงได้โดยสารรถไฟ จากสถานีชุมทางทุ่งสงไปลงที่สถานี คลองจัง แล้วจึงค่อยเดินย้อนกลับประมาณ 6 กิโลเมตร เพื่อเข้า ไปหาที่ทํากินที่นาบอน ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องด้วยในขณะนั้นบริเวณอําเภอนาบอนยังไม่มีการตั้งสถานี รถไฟ ประกอบกับบริเวณสถานีคลองจัง พื้นที่ก็ได้ถูกชาวจีนกลุ่มอื่นๆ (ตามคําบอกเล่าคือ ชาวจีน ไหหลํา) เข้าไปจับจองพื้นที่ไว้หมดแล้ว ต่อจากนั้นเมื่อเดินเท้าเข้าไปถึงบริเวณอําเภอ นาบอน จึงเริ่ม จับจองพื้นที่ด้วยการถางป่าและปลูก ยางพารา จากคําบอกเล่าคุณเมธา เอื้อนนทัศน์ บอกว่าที่ดินใน บริเวณอําเภอนาบอนเมื่อแรกเริ่มขาว จีนเดินทางเข้ามานั้นแถบไม่มีคนไทยอาศัยอยู่เลยที่เป็นเช่นนี้ ก็อาจเป็นเพราะว่าคนไทยมีลักษณะวิถีชีวิตอยู่กับการทํานาปลูกข้าว จึงอาศัยอยู่ในบริเวณที่ลุ่ม เพราะ มีความเหมาะสมกับการทํานามากกว่า เมื่อเริ่มมีกลุ่มแรกเข้ามาและพบว่าประเทศไทยมีนโยบายเอื้ออํานวย ให้จับจองที่ดินเพื่อ ทําการเพาะปลูกสวนยางพารา จึงเริ่มมีชาวฮกจิวจากมาเลเซียเดินทางตามเข้ามาอีกระลอกใหญ่การ เดินทางจากมาเลเซียของคนฮกจิวช่วงหลังนี้ไม่ได้จํากัดอยู่เพียงเส้นทางรถไฟเท่านั้น อีกหนึ่งเส้นทาง สําคัญคนฮกจิวใช้ในการเดินทางเข้ามา คือ เส้นทางเรือโดยสารระหว่างท่าเรือเกาะปีนัง (ประเทศ มาเลเซีย) - อําเภอกันตัง จังหวัดตรัง กระทําโดยสารเรือจากปีนังมาขึ้นฝั่ง อําเภอกันตัง พิจารณาพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของอําเภอนาบอน ก็พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของนาบอนเป็น ลักษณะของที่ราบเชิงเขา ซอง “เขาหลวง” หรือที่คนพื้นถิ่นเรียกว่า “เขาเหมน ยอดเขาสูงสุดบน เทือกเขานครศรีธรรมราช ซึ่งในอีกฝั่งของเขา หลวงก็จะเป็นอําเภอลานสกา ที่มีคนไทยอาศัยอยู่และ ประกอบกิจการทําสวนผลไม้ การที่พื้นที่ฝั่งนาบอนบริเวณ หลังเขาหลวงมีคนเข้ามาอาศัยน้อย ก็อาจ เป็นไปตามข้อสังเกตของคุณเมธาที่ว่าคนไทยนั้นนิยมทํานาจึงต้องอาศัยอยู่ ในที่ลุ่ม ซึ่งก็น่าสังเกตว่า ในอีกฝั่งหนึ่งของภูเขากลับมีคนไทยอาศัยอยู่ ข้อชวนพิจารณาเบื้องต้นนี้ ผู้วิจัยมีความ คิดเห็นว่าด้วย


21 พื้นที่เขาหลวงฝั่งอําเภอลานสกานั้น ตั้งหันหน้าออกไปสู่อ่าวไทยประกอบกับมีลําน้ำที่ใช้อาศัยเดินทาง ลงไปบ้านเมืองชุมชนในพื้นที่ราบได้สะดวกกว่าจึงมีคนเข้าไปอาศัย ผู้วิจัยเคยได้รับการบอกเล่าจาก บิดาของเพื่อนที่มี ภูมิลำเนาอาศัยอยู่ในอําเภอลานสกาว่า ในสมัยก่อนเคยล่องเรือไปพ่อเพื่อนําเอา ผลไม้จากสวนบนเขาไปแลกเปลี่ยนของทะเล พวกกะปิ เกลือ ปลาเค็ม กับคนปากพนัง วิถีเช่นนี้ของ คนนครศรีธรรมราชมีคํากล่าวเรียกว่าเป็น “เกลอ เขาเกลอเล” ในทางกลับกันเชิงเขาหลวงทางฝั่งของ อําเภอนาบอนขาตเส้นทางคมนาคมเช่นนี้ แม้มีคลองจังไหลไปสุราษฎร์ธานีได้ ก็ยังนับว่าเป็นระยะ ทางไกล จึงอาจมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจของผู้คนเข้าไปอาศัยอยู่ภายในพื้นที่ อําเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช อีกทั้งความเปลี่ยนแปลงของการตัดเส้นทางการเดินทางใหม่อย่างรถไฟได้ทํา ให้การเดินทางทางน้ำลดความสําคัญลง จึงนับเป็นความเปลี่ยนแปลงสําคัญที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐาน ของผู้คนในคนละช่วง จากนั้นก็ต่อรถไฟโดยสารจากสถานีกันตัง มาที่สถานีชุมทางทุ่งสงและจึงต่อรถไฟไปยัง สถานีคลองจัง จังหวัดนครศรีธรรมราช นอกเหนือไปจากการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยตามเส้นทาง หลัก 2 เส้นทางดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็มีอีกเส้นทางหนึ่งที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ เดินทางออกจาก มาเลเซียในลักษณะของการแสวง โชคและก็เดินทางอพยพต่อไปเรื่อยๆ จนได้ข่าวว่ามีชุมชนของ ชาวฮกจิวเกิดขึ้นที่ อําเภอนาบอน จึงได้ เดินทางเข้ามาสมทบด้วยในภายหลัง ความตื่นตัวในสิทธิ ครอบครองที่ดินในประเทศไทยของชาวฮกจิว ได้กลายเป็นพลังขับเคลื่อน สําคัญนําพาเอาชาว ฮกจิวจากมาเลเซียจํานวนมากเดินทางอพยพเข้ามาสู่ประเทศไทย จนเกิดการขยายตัวของชุมชน ต่อเนื่องออกไปในพื้นที่ใกล้เคียง ในพื้นที่ของตําบลจันดี และในบริเวณพื้นที่อําเภอฉวาง จังหวัด นครศรีธรรมราช ในปัจจุบัน กระนั้นไม่ว่าชาวฮกจิวเหล่านั้น เดินทางเข้าสู่ชุมชนในพื้นอำเภอนาบอน ด้วยทางใดแต่พวกเขาได้เดินทางเข้ามาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการก่อตั้งและเริ่มต้นชุมชนชาวฮกจิว ขึ้นในภาคใต้ ของประเทศไทย 1.3 การประกอบอาชีพของชาวฮกจิว การทําสวนยางของชาวฮกจิ๋ว กลุ่มแรกๆ ที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่ เริ่มจากมีผู้นําใน ครอบครัว (พ่อหรือพี่ชายคนโต) เดินทางจากมาเลเซีย เข้ามาหาที่ทางแล้วขอจับจองพื้นที่สร้างที่อยู่ อาศัย (ซาวจีนฮกจิวเรียกว่า “กงสี”) ต่อจากนั้นก็กลับไปมาเลเซียรับคนในครอบครัวมาอยู่ด้วยกัน จากนั้นเริ่มทําสวนยางพาราโดยใช้สองมือถางป่าลงให้เป็นที่ราบเพื่อใช้ในการทํามาหากิน ซึ่งกิจกรรม แผ้วถางป่าเพื่อทําสวนยางพารานับเป็นงานที่ต้องใช้กําลังแรงกายสูงมากในการทํางาน ด้วยพื้นที่ป่ารก และแถบไม่มีคนอาศัยอยู่ประกอบกับขาดเครื่องมือ เครื่องไม้ที่มีความทันสมัยอย่างในปัจจุบันเข้ามา ช่วยทุนแรง งานทั้งหมดต้องเริ่มทําขึ้นมาจากแรงกายและสองมือ พรสวัสดิ์ รัตนพันธ์ (2560) การเตรียมพื้นที่การทําสวนยางที่มีความเหน็ดเหนื่อยและ ยากลําบากเช่นนี้ทําให้ในช่วงแรก ของการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย จึงมีเพียงผู้ชายที่โตพอมีแรง ทํางานได้แล้วเท่านั้นเข้ามาบุกเบิกกัน ไปก่อน ต่อจากนั้นเมื่อเตรียมพื้นที่เสร็จแล้วจึงกลับไปมาเลเซีย เพื่อไปรับครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกัน อีกรอบหนึ่งนอกจากความเหนื่อยยากกับการบุกเบิกแผ้วถาง ป่าแล้ว ด้วยสภาพพื้นที่เป็นป่าเขาทําให้มีใช้ มาลาเลียชุกชุม ทําให้ชาวฮกจิ๋วจํานวนไม่น้อยต้อง


22 เสียชีวิตเพราะความห่างไกลจากสถานพยาบาล หรือไม่เช่นนั้นก็ด้วยความยากจนในช่วงแรกจึงไม่มี เงินไปรับการรักษา หลายคนจึงเริ่มอพยพกลับ มาเลเซียไปเมื่อต้องสูญเสียคนในครอบครัว ความ ยากลําบากมากล้นที่ต้องเผชิญในชีวิตครั้งนั้นทําให้ ถึงกับมีคํากล่าวว่า “คนที่เหลืออยู่นี้เรียกว่าเหลือ จากตายแล้ว” ความยากลําบากของชีวิตในช่วงบุกเบิกพื้นที่ยังไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น ด้วยว่ายางพารา เป็นพืชสวนที่ต้องใช้เวลาในการปลูกประมาณ 5- 6 ปี กว่าเริ่มกรีดน้ำยางพาราได้เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิต ได้การหาอยู่หากินดํารงชีพในระหว่างนั้น นับว่าเป็นความหนักหน่วงอีกประการตามมา ชาวจีนฮกจิวต้องอาศัยพื้นที่ดินร่องสวนระหว่างแนวต้นยางปลูกข้าวไร่ (ข้าวไร่ - พันธุ์ข้าว ชนิดหนึ่งเหมาะสมต่อการเพาะปลูกในบริเวณที่ดอน เมล็ดข้าวจะแข็งไม่นิ่มเหมือนกับข้าวปลูกในที่ ลุ่ม) ปลูกผัก เลี้ยงหมู การกินข้าวไร่ในความทรงจําของคนจีนฮกจิวอาวุโสเสมือนกับเครื่องบ่งชี้ ถึงความยากลําบากต้องเผชิญในห้วงเวลาของการบุกเบิกชีวิตใหม่ในดินแดนประเทศไทย ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนและเหลือนําไปขาย ช่วงเวลาแห่งความยากลําบากนี้ได้ถูกจดตรึงอยู่กับ ชาวฮกจิวด้วยสํานวนเฉพาะถิ่นที่ว่า “ปลูกผัก เลี้ยงหมู กินข้าวไร่” ที่สะท้อนถึงช่วงเวลาของความ ยากลําบากครั้งหนึ่งของชีวิต อาหารในปริมาณมากในแต่ละวันทําให้การหาอาหารให้หมูกินจึงเป็นงาน หนักมากที่ต้องทํา นอกเหนือไปจากการทํางานบ้าน ส่วนเครื่องอุปโภคบริโภคอย่างอื่นๆ ที่ต้องใช้ใน ระหว่างนั้น ซึ่งยังไม่มีรายได้เข้ามาก็ต้องอาศัย การพึ่งตนเองสูงมาก เช่นการหมักซีอิ้ว ดองผัก รองเท้า ก็สานใส่กันเอง ส่วนที่เหลือจากนั้นบางส่วนจึง ซื้อหาเอาบ้างจากรายได้ที่น้อยนิด ทุกวันนี้ในอําเภอ นาบอนบ้านที่มีชาวฮกจิวสูงอายุอาศัยอยู่ยังพบ เห็นขวดโหลแก้วใส่มะนาวดอง หรือไหดองผัก วางไว้ ในบริเวณบ้านได้ การทําสวนยางพาราของชาวจีนฮกจิวในระยะแรกนิยมใช้เมล็ดพันธุ์ยางพาราพื้นเมือง ต่อมา นายยศ พันธุ์พิพัฒน์ เป็นคนแรกที่นําเมล็ดพันธุ์ยางพาราจากมาเลเซียมาทดลองปลูกบนพื้นที่ สวน ยางพาราของตนจํานวน 15 ไร่ และแนะนําให้ชาวจีนฮกจิวคนอื่นๆปลูกแทนยางพันธุ์พื้นเมือง เมล็ด พันธุ์ยางพาราดังกล่าวมีคุณภาพและสายพันธุ์ดีกว่าเมล็ดพันธุ์ยางพาราพื้นเมือง จึงทําให้ เกษตรกรชาว จีนฮกจิวมีผลผลิตที่ดีกว่าเดิม สําหรับชาวจีนฮกจิวนาบอนแล้วคําว่า “กรีดยาง” ในสมัยหนึ่งจึงมีความสําคัญมากกว่า เพียงการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ แต่การเริ่มกรีดยางได้ สะท้อนถึงความหวังของชีวิตเริ่มทอแสงประกาย มากขึ้นท่ามกลางวันคืนที่เหนื่อยยากกับการถางป่าเพื่อสร้างสวนยางพาราการเริ่มกรีดยางพาราเพื่อ เก็บผลผลิตจากต้นยางพาราผ่านการปลูกมาเป็นระยะเวลา ยาวนานไม่ต่ำกว่า 6 ปีนั้น ย่อมเปรียบได้ กับแสงประกายแสดของดวงสุริยันส่องสว่างให้กับการรอคอย ในวันเวลาที่มืดมิด น้ำยางพารากรีดได้แล้วก็ถูกนําไปแปรรูปเป็นยางก้อนก่อนเก็บรวบรวมและส่งทางรถไฟไป ลงเรือที่กันตั้งก่อนส่งไปขายต่อตลาดกลางยางพาราในขณะนั้นที่เกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย นํา รายได้กลับคืนมาสู่ชาวฮกจิวเข้ามาบุกเบิกทําสวนยางพารา รายได้ที่เริ่มมั่นคงขึ้นประกอบกับสิทธิใน การถือครองที่ดินเหล่านี้ ได้ก่อให้เกิดกระแสข่าวบอกเล่าจากปากต่อปากในหมู่ชาวฮกจิวในมาเลเซีย ให้มีความสนใจพากันเดินทางเข้ามาสู่ชุมชนฮกจิวแห่งนี้เพิ่มมากขึ้น จนชุมชนขยายตัวออกไปจนเริ่ม เข้าสู่อาณาเขตของพื้นที่ใกล้เคียงกันในอําเภอฉวาง


23 1.4 ภูมิศาสตร์ ทรัพยากรชุมชนจีนฮกจิวนาบอน ตำบลนาบอน ตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอนาบอน ประมาณ 2 กิโลเมตร ห่างจาก ตัวเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช ประมาณ 54 กิโลเมตร มีเนื้อที่โดยประมาณ 85 ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ 53,125 ไร่ แบ่งการปกครองออกเป็น 14 หมู่บ้าน โดยมีอำณำเขตติดต่อพื้นที่ข้างเคียง ดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อ ตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมรำช ทิศใต้ ติดต่อ ตำบล หนองหงส์ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ทิศตะวันออก ติดต่อ ตำบลหนองหงส์ และตำบล นาหลวงเสน อำเภอทุ่งสง ทิศตะวันตก ติดต่อ ตำบลแก้วแสน อำเภอนาบอน ตำบลนาโพธิ์ อำเภอ ทุ่งสง 1.5 การใช้ประโยชน์ที่ดิน ไชยยงค์ศานติตานนท์(2558) การใช้ประโยชน์ที่ดินแบ่งเป็นพื้นที่ประเภทต่างๆ ดังนี้พื้นที่ในชุมชนหมู่บ้านต่างๆ เช่น ที่ตั้งบ้านเรือน สถานที่ราชการ ศาสนสถาน และสถานศึกษา เป็นต้น โดยพื้นที่ร้อยละ 20 เป็นพื้นที่ป่าไม้ บริเวณเขาเหมน ทางด้านทิศตะวันออกของพื้นที่ สำหรับ พื้นที่ชุมชนส่วนใหญ่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออก ตอนกลาง และทางตอนใต้ของพื้นที่ ซึ่งเป็นบริเวณที่ ราบ และที่ราบเชิงเขาแบบลูกคลื่นประชากรมีอาชีพหลัก คือ ทำสวนยางพารา และสวนผลไม้ มีทาง น้ำ สำคัญที่ไหลผ่าน คือ คลองจัง คลองลำประ คลองลำร่อน คลองมิน คลองโอ๊ะ คลองลำหรด คลอง หนองเพรา และห้วยเรียน มีน้ำตกสองแห่ง คือ น้ำตกคลองจัง และน้ำตกหนานเตย และยอดเขาเหมน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่ตำบลนาบอน 1.6 ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะทางน้ำ ลักษณะภูมิประเทศของตำบลนาบอน ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ ราบ ที่ลาดชันที่ราบลุ่ม และที่ดอน โดยทางด้านตะวันออกมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาและเป็น พื้นที่ป่าและเป็นที่ลาด เชิงเขา สายหลักในพื้นที่ ประกอบด้วย คลองจัง คลองลำประ คลองลำร่อน คลองมิน คลองโอ๊ะ คลองลำหรด คลองหนองเพรา และห้วยเรียน 1.7 บุคคลสำคัญของชุมชน 1. นายลิ่งจื๊อป้อ 2. นายลาวฮวาลิ่ง 3. นายพ้างมิงอู้ 4. นายกงกว่างจั๊ว


24 1.7 สถานที่สำคัญของชุมชนจีนฮกจิว ศาลเจ้าฮกฮั้วเก็ง หรือ ศาลแปะกง บ้านนาบอน เจริญ ศิริคำ (2564) ศาลเจ้าฮกฮั้วเก็ง หรือ ศาลแปะกง เป็นศาลเจ้า ประเภทศาล เจ้าเอกชน โดยอยู่ในการควบคุมดูแลของรัฐ ปัจจุบันตั้งอยู่หมู่ที่ ๑๑ ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนายวสันต์ ลีลารัศมีวงศ์ เป็นผู้ปกครองศาลเจ้า จากคำบอกเล่าของ ลูกหลานฮกจิว ในนาบอน (ทายาทรุ่นที่ ๒, ๓) เล่าว่าบรรพบุรุษซึ่งเป็นชาวจีนฮกจิวได้ย้ายมาจาก อำเภอกู่เถียน และอำเภอ หมิงฉิง จังหวัดฟุโจว ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของมลฑลฮกเกี้ยน ชาวจีน ฮกจิวต่างจากชาวจีนกลุ่มอื่น ๆ คือเด่นชัดตรงภาษาพูด ได้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศมาเลเซียก่อน และในช่วงต่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้เดินทางผ่านปินะ (ปิระ) หรือรัฐเปรัค โดยมาทางรถไฟและมาลง ที่สถานีรถไฟคลองจัง ได้จับจองที่ดินและได้นำพันธุ์ยางพารามาปลูก ต่อมาได้ขยายเข้าเขตนาบอน และบางส่วนเลยไปถึงคลองกุยซึ่งในสมัยก่อนจะมีสถานีรถไฟ ทุ่งสง คลองจัง และคลองกุย ในสมัยแรกที่ชาวจีนฮกจิวซึ่งเป็นบรรพบุรุษ รุ่นที่ ๑ ได้เข้ามาจับจองที่ดินทำกินนั้น นาบอนจะมีเสือดุร้ายมาก ได้ออกมาทำร้ายสัตว์เลี้ยงและผู้คน ชาวบ้านอยู่ไม่ค่อยจะมีความสุขและมี คนล้มป่วยบ่อย ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีโรงพยาบาล คนกลุ่มดังกล่าวได้ คิดร่วมกันว่าจะอัญเชิญ เทพเจ้า “ตั่วแปะกง”มาปกป้องคุ้มครองรักษา โดยมีคนแก่ท่านหนึ่งชื่อ “นายหวาลิ่ง แซ่เล่า” ได้ไปอัญเชิญ เทพเจ้า “ตั่วแปะกง” อีกภาคหนึ่งมาจากประเทศมาเลเซีย รูปเคารพที่อัญเชิญมาเป็นแผ่นไม้ที่เขียน ตัวอักษรจีน บอกความหมายว่า เป็นสถานที่สถิตของเทพแปะกง และได้สร้างศาลเป็นเรือนไม้เล็ก ๆ กว้างยาวประมาณ ๓ คูณ ๔ เมตร เพื่อเป็นที่ประดิษฐาน โดยตั้งชื่อว่า ”ศาลเจ้าฮกฮั้วเก็ง” ตั้งอยู่ใน สวนยางของนายอิ่วซิ่ว แซ่ฉั่ว (อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับที่ตั้งศาลเจ้าในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นศาลเจ้าแห่งแรก ของลูกหลานฮกจิวในนาบอน และหลังจากได้อัญเชิญเทพแปะกงมาคุ้มครองรักษาแล้ว เสือก็หายไป คนก็หายเจ็บป่วย ผู้คนอยู่กันอย่างมีความสุข และการทำมาหากินและการค้าขายก็เจริญรุ่งเรืองขึ้น เพื่อให้ลูกหลานได้ไปเคราพกราบไหว้เทพแปะกงให้สะดวกขึ้น ลูกหลานชาวไทยเชื้อ สายชาวจีนฮกจิว จึงได้รวมตัวกันสร้างศาลหลังใหม่ขึ้นเป็นอาคารไม้หลังใหญ่กว่าเดิม ซึ่งตั้งอยู่ ณ สถานที่ปัจจุบันนี้ โดยนายจู่กี้ แซ่ตั้ง เป็นผู้อุทิศที่ดิน และได้อัญเชิญเทพแปะกง ย้ายมาประดิษฐาน ณ ศาลหลังใหม่ และต่อมาได้ต่อเติมและสร้างอาคารหลังใหม่เป็นอาคารคอนกรีตถาวร โดยมีเทพ แปะกง เป็นเทพประธานประจำศาล มีลักษณะรูปที่เคารพเป็นปูนปั้น การแต่งกายเป็นแบบขุนนาง มือขวาถือหยูอี้ มือซ้ายถือก้อนเงิน นอกจากเทพแปะกงแล้ว ลูกหลานชาวฮกจิว ได้อัญเชิญเทพองค์ อื่น ๆ มาประดิษฐานเพื่อคุ้มครองรักษาให้ลูกหลานได้อยู่เย็นเป็นสุข และเจริญรุ่งเรือง เช่น ขุนพล เจ้าแม่กวนอิม ไซกง พระถังซัมจั่ง เป็นต้น


25 1.8 สมาคมจุงซัน รุจี ศานติตานนท์(2564) เริ่มต้นขึ้นพื้นสาธารณะกลางของชุมชน สำหรับอ่าน หนังสือพิมพ์ และพัฒนาจนก่อตั้งเป็นสมาคมจุงซัน ที่มีสมาชิก และระเบียบการบริหารจัดการ หน้าที่ หลักๆ ของสมาคมฯ เป็นการติดต่อกับหน่วยงานราชการ การแจ้งเกิด แจ้งตาย ย้ายทะเบียนบ้าน การเสียภาษี การต่ออายุ ใบต่างด้าว กิจกรรมเรื่องเกณฑ์ทหาร ตลอดจนการเป็นศูนย์กลางในการ ไกล่เกลี่ยปัญหาข้อพิพาทเล็กๆน้อยๆ ในชุมชน จากคำบอกเล่าของ อุดม วัชรวิจิตร อดีตประธาน สมาคมจุงซัน ที่ว่าสมาคมจุงซันช่วยเหลือชาวฮกจิวนาบอนได้มาก อย่างเช่นเรื่องการทำใบต่างด้าวซึ่ง เป็นธุระสำคัญประจำของคนจีนเลยก็ว่าได้เพราะ 2-3 ปี ก็ต้องไปทำเรื่องต่อกันที่อำเภอทุ่งสง จากนี่ ไปทุ่งสงต้องใช้เวลาตั้งเท่าไหร่ หมดเวลาไปเป็นวันๆ คนก็ต้องทำมาหากินสมาคมเข้ามาช่วยโดยไม่มี เรียกเก็บค่าใช้จ่าย แม้แต่เรื่องพิพาทภายในชุมชนสมาคมจุงซัน มีบทบาทในการเข้าไปช่วยจัดการ ดังที่อุดม วัชรวิจิตรให้สัมภาษณ์ว่าสมัยก่อนเนี่ย ผัวเมียรบกันข้างบ้านรบกันข้างสวนรบกันต้องมาไกล่ เกลี่ย เราก็มีพี่เลี้ยงมีผู้ใหญ่หลายคนมาไกล่เกลี่ยกัน สมัยก่อนใครผิดใครถูกก็ยอมรับกัน ฝ่ายไหนผิดก็ รับไปฝ่ายไหนถูกก็รับไป ตกลงกันได้เองไม่ต้องไปโรงพักสมาคมจุงซัน มีบทบาทในการจัดการศึกษา ภายในชุมชนโดยการเปิดโรงเรียน ด้วยการไปติดต่อกับคณะมิชชั่นนารี จัดการศึกษาที่จังหวัดตรังได้มี การส่งคนเข้ามาช่วยก่อตั้ง “โรงเรียนจงฮั้ว” ขึ้นในชุมชน (พ.ศ.2479) จัดการเรียนการสอนเป็น ภาษาจีน (ถูกปิดไปในช่วงรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งดำเนินนโยบายชาตินิยมและความ ระแวงคอมมิวนิสต์ จึงไม่ยอมให้มีการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนตามโรงเรียน ต่อมาเมื่อ สถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไปได้มีการเปิดโรงเรียนขึ้นใหม่โดยใช้ชื่อว่า “โรงเรียนสหมิตรบำรุง” ที่ บริหารงานในรูปแบบของมูลนิธิสหมิตรบำรุง จัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน 1.9 สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย นาบอน จ.นครศรีธรรมราช บุษบา อมรคุ้มตระกูล (2563) ชาวฟุโจวได้เข้ามาตั้งรกรากแห่งแรกที่จังหวัดภูเก็ต ก่อนปี พ.ศ. 2396 หรือ ค.ศ. 1853 หรืออย่างน้อย 147 ปีมาแล้ว ในสมัยเสียนฟงฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ เช็ง หรือใน รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนำโดยนายหลิมบุ่นซ่วน และไม่ปรากฎ หลักฐานอื่นใดว่า " ชาวฟุโจว " ที่ภูเก็ตได้ขยายจากภูเก็ตไปอยู่ที่อื่น ต่อจากนั้นชาวฟุโจวอีกกลุ่มหนึ่ง ได้เดินทางมาจากประเทศมาเลเซีย เข้าสู่ประเทศไทยเข้าไปตั้งรกรากอยู่ที่นาบอนจันดี จังหวัด นครศรีธรรมราช ทุ่งต่อ ห้วยยอด จังหวัดตรัง บ้านนาสีทอง ควนเนียง จังหวัดพัทลุงแล้วค่อยๆขยาย ไป สู่ท้องถิ่นอื่น ๆ ของประเทศไทย


26 ในเวลาต่อมาชาวฟุโจวในประเทศไทยคาดว่ามีมากกว่าสามหมื่นคนได้กระจัดกระจายกัน อยู่ตามจังหวัดต่างๆ ของประเทศ เพื่อสร้างความสามัคคีและความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวฟุโจว จึงมี การรวมกลุ่มชาวฟุโจวขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2532 เพื่อก่อตั้งสมาคมฟุโจวและเกิดเป็นสมาคมฟุโจวแห่ง ประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2534 โดยมีคุณศักดาวิกรัยศักดา เป็นนายกสมาคมคนแรกมี คณะกรรมการสมาคมมาแล้วถึง 10 สมัย โดยปัจจุบันมีดร.หลักชัย กิตติพล เป็นนายกสมาคมคน ปัจจุบัน และได้มีการขยายสาขาของสมาคมออกไปครอบคลุมทุกพื้นที่ที่มีชาวฟุโจวอาศัยอยู่ ชาวจีนฮกจิวมีการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายทางสังคมโดยใช้ชื่อว่า สมาคมฟุโจวแห่งประเทศ ไทย (Fuzhou Association of Thailand) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ.2534 ส่วนสมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ.2535 โดยนายอุดม วัชรวิจิตร เป็นคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน โดยดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่พ.ศ. 2535-2560 และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการริเริ่มก่อตั้งสาขานาบอน สมาคมฟุโจวแห่ง ประเทศไทย สาขานาบอน ได้ปฏิบัติภารกิจหลักภายใต้การดำเนินการตามนโยบายและสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์การจัดตั้งสมาคม โดยเป็นองค์กรสาธารณกุศลจัดกิจกรรมต่าง ๆ ด้านสังคมวัฒนธรรม ทั้งการมอบทุนการศึกษาให้เด็กด้อยโอกาสและมอบอั่งเปาให้ผู้สูงอายุในวาระโอกาสสำคัญต่างๆ และร่วมจัดกิจกรรมประจำปีกับหน่วยงานรัฐทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่น 1.10 สุสานจีนฮวงซุ้ยชุมชนชาวจีนฮกจิวนาบอน ประเพณีการไหว้บรรพชนของชาวจีนในช่วงเทศกาลเช็งเม้ง (chengming) ในทุกๆ ปีมีการกำหนดในเดือน 5 ของจีน ซึ่งก็จะอยู่ช่วงสัปดาห์แรกๆ ของต้นเดือนเมษายนของทุกปี ถือเป็นประเพณีที่เหล่าลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลที่ อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช จะใช้เทศกาล ดังกล่าวร่วมกันไหว้บรรพชน เพื่อรำลึกถึงคุณความดีของบรรพชนผู้วายชนม์ เพื่อโน้มจิตใจให้แสดง ความกตัญญุตาหรือความกตัญญูของเหล่าลูกหลานที่มีต่อบรรพชนผู้ที่ล่วงลับที่ฝังกายลงในแผ่นดิน ณ เบื้องหน้าที่กราบไหว้ลูกหลานพี่น้องสายสาแหรกที่มีปู่ย่าตาทวดพ่อแม่ร่วมกัน พวกเขาก็จะได้แนะนำ ญาติสายสาแหรกให้แก่เหล่าลูกหลานรุ่นใหม่ๆ ที่มาร่วมเทศกาลเช็งเม้งได้รับรู้ว่า คนไหนเป็นลูกของปู่ ทวดย่าทวดบ้าง คนไหนคือปู่ย่าตายายบ้าง หรือคนไหนเป็นลำดับชั้นในรุ่นของลุง ป้า น้า อาบ้าง แน่นอนว่าลูกหลานรุ่นใหม่ที่ใฝ่รู้ก็จะมีคำถามให้ได้สืบสาแหรกกันเพื่อ “รับรู้” และ “จดจำ” แล้ว “ส่งทอด” ความเข้าใจสู่รุ่นต่อๆ ไปไม่ให้สิ้นสุด ตราบใดที่ประวัติของครอบครัว ยังมีชีวิตที่เคลื่อนไหว คำถามจากคนรุ่นใหม่ๆ เพื่อสืบสายสาแหรกยังคงมีการค้นคว้ากันต่อไป ไม่หยุด นิ่ง ประเพณีการไหว้บรรพชนช่วงเทศกาลเช็งเม้งจึงยังคงคุณค่าการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ของชุมชน ฮกจิวที่นาบอนเมื่อถึงเทศกาลเช็งเม้ง วันไหว้บรรพชนของลูกหลานชาวจีนฮกจิวในประเทศไทยที่ อ.นาบอน แม้จะเป็นชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ถนนจากย่านตลาดทอดยาวไปถึง สุสานของผู้วายชนม์จะหนาแน่นเป็นพิเศษไปด้วยรถราสารพัดชนิด เพราะเหล่าลูกหลานของชาวจีน ฮกจิวจากถิ่นนี้ที่ได้ไปอาศัยอยู่ต่างถิ่นหรือตามจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะที่สวนยางพาราด้วยแล้วแทบ


27 จะไม่มีเว้น เช่น ระยอง พิษณุโลก สงขลา ฉะเชิงเทรา ชุมพร สุราษฎร์ธานี หรือกระทั่ง กรุงเทพมหานคร พวกเขาจะเดินทางกลับมายังบ้านเกิดกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนเมษายนของทุกๆ ปี พวกเขาจะเดินทางไปไหว้บรรพชนกันที่ สุสานหรือฮวงซุ้ยที่บรรพชนฝังร่าง ซึ่งนักบุกเบิกชาวจีนฮกจิวในประเทศไทยรุ่นแรกๆ พวกเขาฝังร่าง กันอยู่ตามเนินป่าสวนยางริมทางรถไฟสายใต้ โดยมากทำเลที่ถูกเลือกไว้เป็นที่ฝังกายเบื้องหน้า คือ ภูเขาสูงใหญ่ จึงดูเหมือนสุสานของชุมชนฮกจิวนาบอกดูจะสวยงามเป็นพิเศษ 1.11 โรงรมยางพารา โรงรมยางพาราขนาดเล็ก สิ่งก่อสร้างแฝงไว้ซึ่งความทรงจําในความผูกพันธ์ ระหว่างชาวจีนฮกจิวกับกิจกรรมเกี่ยวเนื่องกับกับสวนยางพาราของพวกเขา เห็นได้ถึงลักษณะการ ก่อสร้างโรงรมยางพาราที่ยกพื้นให้มีใต้ถุนเตยใช้เป็นเตาไว้รมควันยางพาราแผ่น โรงเรียนสหมิตรบํารุง 41 ฮกจิวนาบอนประสงค์เริ่มลงมือก่อร่างให้เกิดขึ้นชุมชนภายหลังความมั่นคง จากการเก็บ “กรีด” คือ การสร้างโรงเรียน แรกเริ่มเมื่อมีความคิดตั้งโรงเรียนในชุมชนแล้ว ชาวจีน ฮกจิวนาบอนได้เริ่มต้นไปติดต่อกับ ทางคณะมิชชั่นนารีเปิดโรงเรียนอยู่ที่จังหวัดตรัง และซึ่งทางคณะ มิชชั้นนารีที่ตรังได้ส่ง “ชาวจีน” (เข้าใจว่านับถือคริสต์) ให้เดินทางเข้ามาช่วยตั้งโรงเรียนในชุมชน นาบอนขึ้น ซึ่งในคราวนั้นก็ได้มีชาวบ้านที่ทราบข่าวมาร่วมลงแรงกันถางป่าถางหญ้าจัดเตรียมพื้นที่ให้ มีการสร้างโรงเรียนขึ้น โรงเรียนตั้งขึ้นนั้น ในเริ่มแรกมีชื่อว่า “โรงเรียนจงฮั้ว” จัดการเรียนการสอน เป็นภาษาจีน ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นโรงเรียนนาบอนวิทยา และได้ถูกปิดไปในช่วงรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งดําเนินนโยบายชาตินิยม จึงไม่ยอมให้มีการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนตาม โรงเรียน ต่อมาเมื่อ สถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไปได้มีการเปิดโรงเรียนขึ้นใหม่โดยใช้ชื่อว่า “โรงเรียนสหมิตรบํารุง” ที่บริหารงานในรูปแบบของมูลนิธิสหมิตรบํารุง จัดการเรียนการสอนมาจน ปัจจุบัน การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนจงฮั้วหรือโรงเรียนสหมิตรบํารุงนั้นก็มีการดําเนินการ สอดคล้องกับสภาพการณ์ของผู้เรียนในท้องถิ่น เป็นกรณีศึกษามีความน่าสนใจสําหรับการจัด การศึกษาของโรงเรียนในปัจจุบัน ดังเห็นได้ว่าผู้เรียนเป็นเยาวชนในท้องถิ่นที่่ประกอบอาชีพการทํา สวนยางพารา มีภารกิจในการดําเนินชีวิตแตกต่างจากคนทําการเกษตรประเภทอื่น ๆ กล่าวคือต้อง ตื่นตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นมากรีดยางพารา ด้วยอากาศเย็นทําให้น้ำายางพารากรีดออกได้จํานวน มาก หลังจากนั้นเมื่อพระอาทิตย์เริ่มขึ้นจึงเริ่มทําการเก็บน้ำยางแล้ว นําไปแปรรูปเป็นยางแผ่น ซึ่ง กระบวนการทั้งหมด นั้นต้องใช้เวลาเกือบครึ่งวันเช้า


28 4.1.5 ผู้คนและอาชีพของชุมชนจีนฮกจิว ชาวจีนฮกจิวมีวิถีการผลิตและการค้ายางพารา ในช่วงระยะเวลาเริ่มต้นของ การตั้งถิ่นฐาน ซึ่งสัมพันธ์กับการหักร้างถางพงป่ารกด้วยสองมือ เพื่อบุกเบิกทำสวนยางพารา การบุกเบิกพื้นที่ทำสวนยางพาราด้วยความยากลำบากนั้น เป็นหน้าที่ของผู้นำครอบครัว ซึ่งอาจเป็น พ่อหรือพี่ชายคนโตและดูแลจัดการในครัวเรือนภายใต้ระบบกงสี โดยมีแม่ทำหน้าที่สำคัญภายในบ้าน วิถีชีวิตของชาวจีนฮกจิว ในช่วงเริ่มต้นตั้งถิ่นฐานจึงมีการพึ่งพิงกันเองผ่านระบบความสัมพันธ์เครือ ญาติและเครือญาติเสมือน ชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคมแฝงฝังอย่างแนบแน่นภายใต้วิถีเศรษฐกิจแบบ พอยังชีพ ในช่วงระยะเวลาเริ่มต้นของการบุกเบิกพื้นที่ทำสวนยางพารานั้น ระหว่างรอ ต้นยางพาราเจริญเติบโตเต็มที่เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ซึ่งใช้ระยะเวลานานถึง 6-7 ปี ชาวจีนฮกจิวจึง นิยมปลูกพืชชนิดอื่นๆในพื้นที่สวนยางพาราเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตสำหรับยังชีพระหว่างรอต้นยางพารา เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ อาทิ การปลูกข้าวไร่ และพืชผักต่าง ๆ นอกจากนี้บ้านเรือนของชาวจีนฮกจิว เมื่อครั้งตั้งถิ่นฐานเริ่มแรกมักอยู่เป็นขนาดเล็ก ๆ ในสวนยางพารา ชาวจีนฮกจิวจึงนิยมปลูกพืชผักริม รั้วต่าง ๆ และเลี้ยงสัตว์สำหรับเป็นอาหารในการยังชีพขั้นพื้นฐาน ความยากลำบากของชาวจีนฮกจิว ในช่วงเวลาบุกเบิกชีวิตในดินแดนโพ้นทะเลนี้ ถูกจดจำด้วยวลีที่สะท้อนวิถีชีวิตที่ต้องตรากตรำ และอัตขัตยังดินแดนต่างถิ่นต่างแดนว่า ปลูกผัก เลี้ยงหมู กินข้าวไร่ จากคำบอกเล่าของนายสว่าง ตันติพิสิทธิ์ สะท้อนให้เห็นถึงวิถีการบริโภคในวัยเยาว์ความว่า กินข้าวเป็นหลัก เพื่อจะได้มีแรงทำงาน เก็บพืชผักริวรั้วข้างสวน มีอะไรก็กินอย่างนั้น แทรกเจ้าของวลีข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงวิถีการ บริโภคของชาวจีนฮกจิว ในช่วงตั้งถิ่นฐานที่เป็นไปในลักษณะแบบพอยังชีพ บริโภคเพื่อมีแรงกายใน การทำสวนยางพารา ชาวจีนฮกจิวสามารถผันตนเองเป็นผู้ประกอบการค้ายางพาราที่หลากหลาย ทั้งการเป็นผู้ประกอบการร้านค้ารับซื้อยางพารา ผู้ประกอบการร้านค้าวัสดุการเกษตรเคมีภัณฑ์ และผู้ประกอบการโรงงานยางพาราแปรรูป เป็นต้น กระทั่งปัจจุบันพื้นที่อำเภอนาบอนได้พัฒนาเป็น เขตพื้นที่อุตสาหกรรมยางพาราที่สำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช การที่ชาวจีนฮกจิวอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานและบุกเบิกพื้นที่ทำสวนยางพารา จำนวนมากนั้น ทำให้ชุมชนนาบอนขยายตัวกลายเป็นย่านตลาดร้านค้า ซึ่งมีศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ของชุมชนอยู่บริเวณใกล้สถานีรถไฟนาบอน การเกิดศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของชุมชนเป็นย่านตลาด ร้านค้า ทำให้ชาวจีนฮกจิวได้เข้ามาตั้งบ้านเรือน อาศัยและทำการค้าในย่านตลาด โดยบ้านเรือนมี ลักษณะเป็นตึกแถวยาวตลอดแนว ทำให้วิถีชีวิตของชาวจีนฮกจิว สัมพันธ์กับตลาดมากขึ้น ตลาดจึง เป็นศูนย์กลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้ชาวจีนฮกจิว เข้าถึงการบริโภค อาหารที่หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ อาทิ หมู เป็ด ไก่ด้วยลักษณะบ้านเรือนของชาวจีนฮกจิว ในตลาดนาบอนที่เป็นห้องแถวยาวติดกันตลอดแนว ทำให้พื้นที่ใช้สอยรอบบ้านมีจำกัด การปลูกพืชผัก ริวรั้วหรือละแวกบ้านเรือน และการเลี้ยงสัตว์สำหรับการบริโภคในชีวิตประจำวันดังเช่นอดีต จึงแปร เปลี่ยนไปตามลักษณะพื้นที่ใช้สอย


29 ขณะเดียวกันเศรษฐกิจในชุมชนนาบอน ขยายตัวมากขึ้นเกิดกิจการร้านค้า และร้านอาหาร เพื่อรองรับวิถีการบริโภคแบบใหม่ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม คนฮกจิวเป็นคนเก่ง คนขยัน คนทำมาหากิน สร้างสวนยางพารา สร้างสวน ปาล์ม เป็นคนสู้กับปัญหาอุปสรรคได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญพวกเขาไปที่ไหนตั้งรกรากที่ไหน จะปรับตัว เข้ากับคนพื้นเมืองได้เป็นอย่างดี ในแหลมมลายูพวกเขาตั้งรกรากที่ไหน ไม่ค่อยมีความขัดแย้งกับคน พื้นเมือง คนฮกจิวจึงมีลักษณะพิเศษอยู่ที่ไหนปรับตัวสอดคล้องเข้ากับคนพื้นเมืองเป็นอย่างดี อาชีพรับจ้างกรีดยางพารา ชาวจีนนาบอน สวนยางกว้างขวางสุดลูกตา ทอดยาวเป็นเนินลูกระนาด ริมเทือกเขาเหมน พวกเขาต้องรีบนอนแต่หัวค่ำ ตื่นแต่ดึกดื่นเที่ยงคืนเพื่อลงกรีดยางให้เสร็จในตอน เช้าและเก็บน้ำยางต่อในช่วงเช้า สำหรับนำมาทำยางแผ่นต่อให้เสร็จในช่วงบ่าย หลังจากนั้นจึงได้เวลา พักผ่อน เพื่อทำงานในวันถัดไป “ลูกจ้างสวนยาง” เหล่านั้น ต่างสะท้อนถึงความแตกต่างของนายจ้าง แต่ละราย บางคนก็ใจดี ให้ข้าวสารมากินในแต่ละเดือน ช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ก็นำอาหารการกินมาให้ลูกจ้าง 4.1.6 ภูมิปัญญาด้านอาหาร ภูมิปัญญาที่ยึดถือสืบทอดกันมา ชาวจีนฮกจิวมีภูมิปัญญาแบบครัวฝูเจี้ยน มีภูมิปัญญาด้านอาหารมาจากเมืองหลวงของมณฑลคือ ฝูโจว อาหารฝูเจี้ยนเป็นที่รู้จักกันอย่างดีว่า เป็นอาหารเบาแต่มีรสชาติดี นุ่มนวล และละมุน โดยเน้นเฉพาะด้วยรสชาติอูมามิ อีกทั้งยังคงรสชาติ ดั้งเดิมเอาไว้ของส่วนผสมหลักแทนการถูกปกปิด มีการใช้อาหารทะเลและอาหารป่าที่มีความ หลากหลาย รวมทั้งปลา หอย และเต่ามากมายในท้องถิ่น หรือเห็ดที่กินได้และหน่อไม้ ซึ่งหาได้โดย บริเวณชายฝั่งและภูเขาของฝูเจี้ยน เทคนิคการปรุงอาหารที่ใช้กันมากที่สุดในภูมิภาคนี้ ได้แก่ การตุ๋น การเคี่ยว การนึ่ง และการต้ม การเอาใจใส่เป็นพิเศษจะต้องจ่ายด้วยทักษะพลิกแพลงของการใช้มีดและ เทคนิคการทำอาหารของเชฟ ซึ่งใช้เพื่อเพิ่มเติมรสชาติ กลิ่นหอม และเนื้อสัมผัสของอาหารทะเล และอาหารอื่นๆเน้นหนักในการทำและการนำน้ำซุปและน้ำแกงไปใช้ มีคำกล่าวในอาหารของภูมิภาค นี้ว่า หนึ่งน้ำซุปสามารถเปลี่ยนเป็นหลายรูปแบบ อาหารฝูเจี้ยนนั้นมีผลกระทบอย่างมากต่ออาหาร ไต้หวันและอาหารจีนโพ้นทะเลที่พบได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากชาวจีนไต้หวันและ ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ มีรากฐานมาจากบรรพบุรุษในมณฑลฝูเจี้ยน


30 2. วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว 2.1 อาหารในชีวิตประจำวัน สว่าง ตันติพิสิทธิ์ (2564) การบริโภคอาหารในชีวิตประจำวันของชาวจีนฮกจิวใน ปัจจุบันยังคงมีการทำอาหารสูตรจีนฮกจิวทั้งอาหารคาวและหวาน สำหรับอาหารคาวที่ชาวจีนฮกจิว นิยมบริโภคในชีวิตประจำวันนั้นส่วนใหญ่เป็นอาหารประเภทเส้น อาทิ เส้นหมี่และเส้นก๋วยเตี๋ยว ซึ่ง อาหารประเภทดังกล่าวปรากฏให้เห็นในวิถีวัฒนธรรมการบริโภคของชาวจีนฮกจิวแทบทุกครัวเรือน อาหารคาวที่ชาวจีนฮกจิวยังคงบริโภคในวิถีชีวิตประจำวัน มีดังนี้ หมี่เหลืองผัด หมี่เหลืองผัดจัดเป็นอาหารที่แสดงถึงอัตลักษณ์ความเป็นชาวจีนฮกจิวที่อยู่ ควบคู่กับชุมชนนาบอน เนื่องจากเป็นเมนูอาหารที่ชาวจีนฮกจิวนิยมบริโภคในชีวิตประจำวัน และยัง เป็นอาหารสำคัญที่ใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้บูชาในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น การบูชาเทพเจ้าตาม ความเชื่อ และการบูชาบรรพบุรุษผู้ล่วงลับตามธรรมเนียมประเพณีของชาวจีนฮกจิว หล้งเหงี่ยง (ก๋วยเตี๋ยวไข่) หล้งเหงี่ยงเป็นอาหารประเภทเส้นที่ชาวจีนฮกจิวบริโภคในชีวิตประจำวัน หล้งเหงี่ยงมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากเส้นก๋วยเตี๋ยวทั่วไป โดยมีลักษณะเป็นเส้นริ้วสีเหลือง มีส่วนผสมสำคัญ คือ แป้งหมี่ แป้งมัน สำปะหลัง และไข่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำไปทอดในกระทะ เรฟลอนด้วยไฟอ่อน หลังจากนั้นจะได้แป้งเป็นแผ่นใหญ่จึงนำมาพับแล้วหั่นเป็นเส้น การกินก็จะคล้าย กับก๋วยเตี๋ยว คือ มีน้ำซุปและถั่วงอกเป็นส่วนผสมในหล้งเหงี่ยง ส่วนผสมหลักในหล้งเหงี่ยงมีไข่เป็น ส่วนประกอบสำคัญ ทำให้หล้งเหงี่ยงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ก๋วยเตี๋ยวไข่ แปดเซียน (ต้มจืดรวมมิตร) ส่วนผสม คือ ซี่โครงหมูไก่ วุ้นเส้น ฟองเต้าหู้เห็ดหูหนูกะหล่ำปลีหอมใหญ่ วิธีการทํา นําส่วนผสมทั้งหมดใส่ในหม้อที่ต้มน้ำจนเดือด แล้วปรุงรสด้วยซอสปรุงรส ก็จะได้ต้มจืดรวม มิตรที่มีรสชาติกลมกล่อมหวาน ซี่โครงหมูและไก่


31 ขาหมูตุ๋น ส่วนผสม คือ ขาหมูปลาหมึกกรอบ เห็ดหอม วิธีการทํา ตุ๋นขาหมูเป็นระยะ เวลานานกว่า 10 ชั่วโมง โดยใช้ไฟแรงและต้องเร่งไฟให้สุด ด้านล่างขาหมูจะรองด้วยปลาหมึกกรอบ และเห็ดหอม ความเค็มของปลาหมึกกรอบจะช่วยชูรสชาติให้ขาหมูตุ๋นมีความเข้มข้นและอร่อยกลม กล่อม เมื่อตุ๋นขาหมูได้ที่เนื้อขาหมูจะยุ่ยรับประทานง่าย น้ำซุปที่ปรุงไว้จะแทรกซึมเข้าไปในเนื้อขาหมู เมนูขาหมูตุ๋นเป็นอาหารจีนสูตรฮกจิวที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากชาวจีนฮกจิวด้วยกันและชาวจีน กลุ่มอื่น ๆ ซึ่งเป็นสูตรพิเศษที่ไม่เหมือนขาหมูของชาวจีนกลุ่มอื่น เพราะส่วนใหญ่จะเป็นแบบพะโล้ น้ำจิ้มสูตรฮกจิว ส่วนผสม คือ กระเทียม หัวหอมแดง พริกสดสีแดง น้ำมะขามเปียก ซอสพริก วิธีการทำ นำส่วนผสมทั้งหมดบดรวมกับน้ำมะขามเปียก แล้วละลายเอาแต่น้ำ หลังจากนั้นใส่ซอสพริก แล้วนำทั้งหมดใส่เครื่องปั่น ปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาล หลังจากนั้นนำไป เคี่ยวไฟในหม้อจากเต็มหม้อให้เหลือค่อนหม้อจนเหนียว ต้องเคี่ยวให้นานเพราะถ้าเคี่ยวไม่นานเวลา จิ้มของจะไม่ติด หลังจากเคี่ยวเสร็จก็ใส่ซอสพริก เกลือ และน้ำตาล เพื่อให้รสชาติกลมกล่อม ภาพที่ 4.1 น้ำจิ้มสูตรฮกจิว ที่มา: : “น้ำจิ้มสูตรฮกจิว.”(2564) หมี่ซั่วไก่บ้านต้มเหล้าแดง แบบฉบับของดีอำเภอนาบอน ด้วยภูมิปัญญาการหมักข้าวเหนียวกับลูกแป้งที่ เราใช้หมักแป้งข้าวหมาก หมักจนเป็นสาเหล้า นับเป็นโปรไบโอติก อย่างหนึ่งของคนจีนฮกจิว ช่วยปรับสมดุลระบบขับถ่าย เป็นเครื่องปรุงติดบ้านมีทุกครัวเรือนเหมือนกะปิในครัวไทย นิยมนำมา ปรุงอาหารได้หลายอย่าง ทั้งผัดต้ม ตุ๋น อร่อยและมีประโยชน์มาก หมี่ซั่วไก่ต้มบ้านต้มเหล้าแดงถือเป็นอีกหนึ่งเมนูที่นำไก่บ้าน เนื้อแน่น ไขมันน้อย ผัดกับกากเหล้าจีน และขิงแก่ ทุบพอแหลกแล้วนำมาต้มจนเปื่อยเสิร์ฟพร้อมเส้นเส้นหมีซั่ว ลวกร้อน ซึ่งไม่เหมือนกับเส้นหมี่ซั่วที่ใช้ผัดทั่วไป ในอดีตนิยมใช้บำรุงกำลังหญิงหลังคลอดบุตร


32 เพราะ อุดมไปด้วยโปรตีน และแก้ปวดอักเสบ หลังหากได้ทานรับประกันความหอมอร่อย และเหนียว นุ่มของ เส้นหมี่ อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ ภาพที่ 4.2 หมี่ซั่วไก่บ้านต้มเหล้าแดง ที่มา: : “หมี่ซั่วไก่บ้านต้มเหล้าแดง.”(2564) ข้าวหมูอบ ข้าวหมูอบ ที่ทำจากกระดูกซี่โครงหมูอ่อน อบจนนุ่มเคี้ยวได้ยันกระดูก ภาพที่ 4.3 ข้าวหมูอบ ที่มา: : “ข้าวหมูอบ.”(2564)


33 ราดหน้าไข่ ส่วนผสม คือ ไข่ไก่ต้ม หมูกะหลำปลี เห็ดหูหนู วิธีการทํา นําหมูกะหลำปลีและเห็ดหูหนูผัดในกระทะและปรุงรสให้เข้ากัน หลังจากนั้นจึง นํามาราดใส่ในภาชนะที่มีไข่ไก่ต้มสุกแล้ว ก็จะได้อาหารจานดังกล่าวที่เรียกว่า ราดหน้าไข่ ภาพที่ 4.4 ราดหน้าไข่ฮกจิว ที่มา: : “”(2564) อาหารหวานที่ชาวจีนฮกจิวยังคงบริโภคในวิถีชีวิตประจำวัน มีดังนี้ ขนมก่งเปียง/จิ่วตุ่งเปียง ขนมก่งเปียง/จิ่วตุ่งเปียง มีชื่อเรียกต่างกันตามรสชาติ โดยขนมก่งเปียงมี รสชาติเค็ม ส่วนขนม จิ่วตุ่งเปียงมีรสชาติหวาน แต่กรรมวิธีการทำเหมือนกัน ขนมชนิดนี้เรียกอีกอย่าง หนึ่งว่า ขนมโอ่งหรือขนมแปะโอ่ง ในอดีตชาวจีนฮกจิวที่เป็นเกษตรกรสวนยางพาราจะนิยมซื้อขนมก่ง เปียง/ จิ่วตุ่งเปียง ไปกินในสวนยางพาราเพื่อความอิ่มท้องเวลาทำสวน หากกินไม่หมดก็จะนำมาแช่น้ำ ให้พองแล้วนำไปอุ่นในกระทะเพื่อกินในมื้อต่อไป สำหรับปัจจุบันขนมก่งเปียง/จิ่วตุ่งเปียง เป็นขนมกิน เล่นที่ชาวจีนฮกจิวนิยมกินคู่กับน้ำชาและกาแฟในชีวิตประจำวัน และเป็นขนมที่มีการจัดเลี้ยงเป็น อาหารหวานบนโต๊ะจีนในเทศกาลสำคัญต่าง ๆ ของชาวจีนฮกจิว อูลีงู้ ขนมอูลีงู้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ข้าวซอยตัดเนื่องจากมีลักษณะเหมือนข้าวซอย วิธีการทำ คือนำแป้งหมี่ที่นวดเข้ากันแล้วมารีดเป็นแผ่น หลังจากนั้นใช้มีดหั่นเป็นเส้น จึงนำไปทอด เมื่อทอดเสร็จนำแป้งที่ทอดใส่ในกระทะที่เคี่ยวน้ำตาลเดือด และคลุกเคล้าให้เข้ากัน ก็จะได้ขนมอูลีงู้ ที่มีลักษณะเป็นก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายข้าวซอย รสชาติขนมชนิดนี้จะมีความหวานของน้ำตาลผสม อยู่ขนมอูลีงู้เป็นขนมที่ชาวจีนฮกจิวยังคงซื้อหาบริโภคในชีวิตประจำวัน


34 อาหารในชีวิตประจำวันนั้นไม่ได้เป็นเพียงแหล่งพลังงานที่สำคัญสำหรับมนุษย์ เท่านั้น อาหารยังมีหน้าที่ทางสังคมในชีวิตประจำวัน ความเชื่อและสังคมเศรษฐกิจอีกด้วยใน วัฒนธรรมจีนที่เห็นชัด คือ การรับประทานเพื่อแสดงถึง “สถานะ” สถานะ หรือบทบาททางสังคมเหล่านี้ มักแสดงออกให้เห็นจนชินตา โดยเฉพาะการปรากฏอยู่ในอุตสาหกรรมบันเทิงอย่างภาพยนตร์ หรือ ซีรีส์จีนย้อนยุคต่างๆ จะเห็นว่า อาหารมีมากมายและหลายหลาก ที่สำคัญยังใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ในปัจจุบันผู้คนก็ยังใช้อาหาร เพื่อแสดงสถานะทางสังคมของตนเองอยู่เช่นกัน อาหารที่หายากและมีราคาแพงมักถูกใช้เพื่อแสดงถึง ความมั่งคั่งและสถานะทางเศรษฐกิจสังคมที่สูง ไม่ต่างกับสมัยก่อน ดังนั้น เมนูรังนก ครีบฉลาม ตีนหมี และกุ้งมังกร ถึงยังมีการความต้องการอยู่จนถึงปัจจุบัน ในวัฒนธรรมจีนนั้น มีการใช้อาหารเป็นสัญลักษณ์ของความหมายในหลาย ๆ เรื่องทั้งการใช้สี รูปร่าง รูปทรง การออกเสียง ในความเชื่อตามวัฒนธรรม อย่างอาหารที่ใช้ไหว้ใน วันตรุษจีน ที่มีทั้ง ไก่ ซึ่งแฝงความหมายมงคลแสดงถึงความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หมู หมายถึง ความมั่งคั่งด้วยความอ้วนของหมู สะท้อนถึงความกินดี อยู่ดี สับปะรด คนจีนฮกจิวเรียกว่า อั้งไล้ หมายถึง เรียกสีแดงมา ซึ่งสีแดงนั้นคนจีนถือว่าเป็นสีของโชค ความเป็นมงคล ประมาณว่าให้เรียกโชค ลาภเข้ามา คนจีนทางใต้นิยมไหว้สับปะรดมาก ดังนั้นในอาหารหนึ่งจาน วัตถุดิบในการประกอบ อาหาร จึงเต็มไปด้วยสัญลักษณ์แห่งความเชื่อ ยิ่งกินจะยิ่งแข็งแรง ยิ่งกินชีวิตจะยิ่งยืนยาว ยิ่งกินยิ่งทำ ให้มีโชคลาภ วัฒนธรรมอาหารจีน และการกินเช่นนี้ไม่ใช่ว่าจะมีแค่จีนเพียงประเทศเดียวเท่านั้น เพราะวัฒนธรรมการกินของคนไทยเราเองก็มีเช่นกัน และยังมีในหลายๆ วัฒนธรรมนี้ไม่ใช่แค่การ คำนึงในเรื่องการแสดงถึงสถานะหรือเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ยังมีเรื่องความปลอดภัย และเรื่อง สิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเรื่องอาหารเป็นเรื่องของเราทุกคน


35 อาหารในชีวิตประจำวัน ภาพที่ 4.5 ปลา ที่มา: : “ปลา.”(2564) การรับประทานปลา สื่อความนัยได้ว่ามีกินมีใช้เหลือเฟือ ร่ำรวยเงินทอง นั่นเอง อีกทั้งปลายังสามารถนำมาทำเมนูได้หลายอย่าง ทั้งต้ม นึ่ง และเคี่ยว ซึ่งเมนูยอดนิยมของคน จีนที่นิยมรับประทานคือ ปลานึ่งซีอิ๊ว และปลาต้มกับน้ำซุปรสเผ็ด สำหรับวิธีการรับประทานปลามีความเชื่อในการกินด้วยว่า เมนูปลาควรจะ เป็นจานสุดท้ายที่เหลือส่วนหัวและส่วนหางไว้จนเวลาเริ่มต้น ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความหวังว่าจะ เริ่มต้นและจบลงด้วย “ความเหลือเฟือ” นอกจากนี้หัวปลาควรหันไปทางแขกผู้มีเกียรติหรือผู้สูงอายุ ที่เป็นตัวแทนของความเคารพ ภาพที่ 4.6 เกี๊ยว ที่มา: : “เกี๊ยว.”(2565) เกี๊ยว เป็นที่นิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะทางภาคเหนือของ ประเทศ ซึ่งรูปลักษณ์ของเกี๊ยวนั้นมีลักษณะคล้ายกับเงินของจีนในสมัยโบราณค่ะ ดังนั้นจึงนิยมทำ เกี๊ยวให้เหลือเยอะกว่าที่จะรับประทาน เป็นการถือเคล็ดว่าช่วยให้มีเงินเหลือใช้มากมาย เกี๊ยวทั่วไป ประกอบด้วยเนื้อสัตว์และผัก ห่อในแป้งผิวบางและยืดหยุ่น นิยมทำไส้หมูสับ กุ้ง ปลา ไก่สับ เนื้อวัว


36 และผักต่าง ๆ เมื่อทำเกี๊ยวควรจะมีจำนวนของจีบเป็นเลขมงคล ต้องทำให้เกี๊ยวมีลักษณะป่องกำลังดี เพราะถ้าทำแบนเกินไปก็จะหมายถึงความยากจน ภาพที่ 4.7 ก๋วยเตี๋ยว ที่มา: : “ก๋วยเตี๋ยว.”(2565) การรับประทานก๋วยเตี๋ยวจะมีความพิเศษตรงเส้น โดยมักเลือกเป็นก๋วยเตี๋ยว เส้นยาว เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของ “การมีอายุยืนยาว” ซึ่งก๋วยเตี๋ยวเส้นยาวนี้จะยาวกว่าเส้นก๋วยเตี๋ยว ปกติ เนื่องจากจะไม่โดนตัดเลย นอกจากการนำมาลวกเพื่อทำก๋วยเตี๋ยวแล้ว ก็ยังนิยมนำไปผัดกับ น้ำมันใส่ต้นหอม หรือที่เรียกว่า หมี่ซั่ว ภาพที่ 4.8 ปอเปี๊ยะ ที่มา: : “ปอเปี๊ยะ.”(2565) ปอเปี๊ยะ เป็นอาหารมงคลจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกของจีน ได้แก่ มณฑลเจียงซู, เซี่ยงไฮ้, ฝูเจี้ยน, กวางโจว, เซินเจิ้น, ฮ่องกง ฯลฯ อีกทั้งปัจจุบันยังนิยม แพร่หลายไปทั่วโลก ปอเปี๊ยะจัดเป็นหนึ่งในเมนูติ่มซำ ที่จะใช้แป้งบาง ๆ ม้วนเป็นทรงกระบอกข้างใน มีไส้ต่างๆ นำไปทอดให้มีสีเหลืองทอง ทำให้มีลักษณะคล้ายทองคำแท่ง สื่อถึงการร่ำรวยเงินทอง


37 ภาพที่ 4.9 บัวลอย ที่มา: : “บัวลอย.”(2565) บัวลอย เป็นอาหารทางภาคใต้ของจีน ผู้คนจะนิยมรับประทานบัวลอยไป ตลอดเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ การออกเสียงและรูปทรงกลมของบัวลอยนั้น หมายถึง “การชุมนุมและการ อยู่ด้วยกัน” จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้บัวลอยเป็นอาหารมงคลในช่วงการเฉลิมฉลองปีใหม่ ภาพที่ 4.10 หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน ที่มา: : “หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน.”(2565) หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน เป็นเมนูหน้าตาจะออกสีส้มแดง พร้อมด้วยเนื้อ หมูที่กรอบนอกนุ่มใน รสชาติจะหวานอมเปรี้ยวนิดๆ กลมกล่อมกำลังดี นอกจากนี้ยังมีการดัดแปลง เมนูโดยการใส่เนื้อสัตว์อื่นๆ ลงไปอย่างเช่น ไก่ เนื้อ ซี่โครงหมู แต่รสชาติก็ยังคงเป็นต้นตำรับเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง


38 ภาพที่ 4.11 ไก่ผัดถั่วลิสง ที่มา: : “ไก่ผัดถั่วลิสง.”(2565) ไก่ผัดถั่วลิสง เป็นอาหารจีนสไตล์เสฉวนที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของทั้งคน จีนและชาวต่างชาติ โดยเมนูนี้จะมีส่วนผสมที่สำคัญก็คือ เนื้อไก่ ที่หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า พริกแห้ง และถั่วลิสงทอด สำหรับรสชาติของอาหารจานนี้ เริ่มจากเนื้อไก่จะมีความหอมและนุ่มมากๆ ส่วนถั่ว ลิสงทอดก็จะกรอบๆ มันๆ และเมื่อทั้งสองอย่างนี้รวมกับน้ำซอสรสเผ็ดก็ยิ่งเข้ากันได้เป็นอย่างดี ภาพที่ 4.12 เต้าหู้ทรงเครื่องสไตล์เสฉวน ที่มา: : “เต้าหู้ทรงเครื่องสไตล์เสฉวน.”(2565) เป็นเมนูที่มีวัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ก็คือ พริกเสฉวน ส่วนรสชาติของอาหาร จานนี้ แม้หน้าตาและสีสันจะดุเดือดเลือดพล่าน แต่รสชาติกลับอร่อยเด็ดจนวางช้อนไม่ลงเลยทีเดียว ด้วยความเผ็ดร้อนเข้มข้นสะใจที่ถูกเบรกรสชาติเอาไว้ด้วยเต้าหู้นุ่มๆ และหมูสับรสหวานๆ เค็มๆ กำลังดี


39 ภาพที่ 4.13 เป็ดปักกิ่ง ที่มา: : “เป็ดปักกิ่ง”(2565) เป็ดปักกิ่ง เป็นหนึ่งในอาหารประจำชาติของจีนมีที่ชื่อเสียงไปทั่วโลก ซึ่งเวลา รับประทาน จะต้องนำแผ่นแป้งบางๆ มาห่อหนังเป็ดย่างบางกรอบ พร้อมด้วยเครื่องเคียง ได้แก่ ต้นหอม (เฉพาะส่วนหัวที่เป็นสีขาวซอยเป็นเส้น) และแตงกวาปอกเปลือกหั่นแท่ง รับประทานกับซอส หวาน เป็นเมนูที่อร่อย เป็นเมนูที่มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องของรสชาติ และการตกแต่งจานอย่าง สวยงาม ภาพที่ 4.14 หมูหัน ที่มา: : “หมูหัน.”(2565) เป็นเมนูที่มีวิธีการทำที่จะใช้ลูกหมูเพิ่งหย่านมทั้งตัว มาผ่าท้องแล้วย่างให้ ค่อยๆ สุกด้วยไฟพอประมาณ จนได้หนังด้านนอกที่เหลืองกรอบ เนื้อหมูด้านในก็จะนุ่ม มีกลิ่นหอม ส่วนรสชาติก็หวานอร่อย เมนูนี้ยังถูกจัดให้เป็นอาหารที่ดีที่สุดในบรรดาอาหารจีน


Click to View FlipBook Version