40 ภาพที่ 4.15 ไก่สับ ที่มา: : “ไก่สับ.”(2565) ไก่สับ เป็นเมนูที่มีวิธีการทำ คือ จะนำไก่ไปนึ่งให้สุกจนได้เนื้อไก่ที่นิ่ม แล้วก็มา สับเป็นชิ้น จะทานเปล่าๆ ก็ได้ จากนั้นราดซีอิ๊วมาด้วย เพื่อเพิ่มรสชาติให้เข้มข้นขึ้น ภาพที่ 4.16 เกี๊ยวน้ำ ที่มา: : “เกี๊ยวน้ำ.”(2565) เกี๊ยวน้ำ เป็นอาหารที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) ซึ่งเป็นเมนูที่ คนจีนในสมัยนั้นจะนิยมทานกันในช่วงฤดูหนาว เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ลักษณะของเกี๊ยวจะมี หลากหลาย แต่ส่วนใหญ่นิยมเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายๆ กับเมนูทอร์เทลลินีของอิตาลี โดยข้างในก็จะ มีใส่ที่แตกต่างกันไป แต่ที่นิยมทำกินกันมากที่สุดก็คือ เกี๊ยวหมู และเกี๊ยวกุ้ง โดยจะนำเกี๊ยวที่ห่อ เรียบร้อยไปต้มในน้ำซุปที่รสชาติกลมกล่อม
41 ภาพที่ 4.17 ติ่มซำ ที่มา: : “ติ่มซำ.”(2565) ติ่มซำ ซึ่งหมายถึงอาหารประเภทนึ่งเมนูต่างๆ ที่มาในเข่งเรียงชั้นสูงๆ เมนู ยอดนิยมของติ่มซำก็มีทั้ง ขนมจีบ ฮะเก๋า เกี๊ยว ก๋วยเตี๋ยวหลอด ขาเป็ดนึ่ง รวมถึงซาลาเปาไส้ต่างๆ ภาพที่ 4.18 เสี่ยวหลงเปา ที่มา: : “เสี่ยวหลงเปา.”(2565) เสี่ยวหลงเปา ซึ่งเป็นอาหารประเภทติ่มซำอย่างหนึ่ง เป็นอาหารเซี่ยงไฮ้ ที่ได้รับความนิยมมาก ลักษณะจะเป็นแป้งห่อไส้ต่างๆ เช่น หมู หรือกุ้ง และมีน้ำซุปอยู่ข้างในไส้ด้วย เวลาทานก็จะได้รสน้ำซุปที่กลมกล่อมไปพร้อมๆ กับไส้ที่ปรุงรสมาอย่างดี
42 ภาพที่ 4.19 ผัดหมี่ ที่มา: : “ผัดหมี่.”(2565) ผัดหมี่ เป็นการนำเส้นหมี่ของจีนมาลวก และนำไปผัดกับซอส ใส่เนื้อสัตว์ ลงไป อย่างเช่น ไก่ เนื้อ กุ้ง หรือหมู พร้อมด้วยผักต่างๆ เมนูนี้จะได้รสชาติทั้งเส้นหมี่แบบจีน ที่ เหนียวนุ่ม และรสเข้มข้นของซอสที่ใช้ผัด 4.2.2 อาหารในเทศกาล/ประเพณี สำหรับอาหารที่ชาวจีนฮกจิวใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมในประเพณี เทศกาล ต่างๆ ปรากฏให้เห็นในพิธีกรรมสำคัญในชุมชน ได้แก่ งานแต่งงาน งานศพ และประเพณีการเซ่นไหว้ บรรพบุรุษผู้ล่วงลับในเทศกาล ต่างๆ การประกอบพิธีกรรมต่างๆจะนิยมใช้ไก่ และหมูทั้งตัวในการทำ พิธี ซึ่งในอดีตชาวจีนฮกจิว ต้องเช่าหมูทั้งตัวจากพ่อค้าเขียงหมูเพื่อนำมาประกอบพิธีกรรม เนื่องจาก ไม่สามารถหาหมูทั้งตัวได้ แต่ปัจจุบันได้มีการนำชิ้นเนื้อหมูส่วนหนึ่งใช้ในพิธีกรรมแทนหมูทั้งตัว ไก่ ยังคงนิยมใช้ไก่ทั้งตัวในพิธีกรรม ประเพณีที่สำคัญของชาวจีนฮกจิว สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต และประเพณีเกี่ยวกับเทศกาล ดังนี้ 4.2.2.1 ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต หมายถึง ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่เกิดถึง ตาย ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตที่ชาวจีนฮกจิวยึดถือปฏิบัติในปัจจุบัน มีดังนี้ ประเพณีการแต่งงาน การแต่งงานของชาวจีนฮกจิว ฝ่ายชายต้องนำขนมแหล่เปี้ยงหรือขนมสินสอด (ขนมของชาวจีนฮกจิว ลักษณะ สี่เหลี่ยม มีไส้หมู ห่อด้วยแป้ง) ใส่ในภาชนะขนาดใหญ่หาบไปให้ญาติ พี่น้องฝ่ายหญิง ตามแต่ฝ่ายหญิงจะเรียกร้อง เพื่อเป็นการสู่ขอและเป็นการเชิญญาติผู้ใหญ่ของฝ่าย หญิงให้ไปร่วมงานแต่งงานของคู่บ่าวสาว ขนมแหล่เปี้ยงหรือ ขนมสินสอดนี้เปรียบเหมือนบัตรเชิญที่ ใช้ในการเชิญให้แขกไปร่วมงานแต่งงาน ซึ่งธรรมเนียมดังกล่าวนี้นายไชยยงค์ ศานติตานนท์ ผู้สืบทอด
43 การทำขนมชนิดนี้มาแต่บรรพบุรุษกล่าวว่า ในสมัยที่ตนแต่งงานก็มีการนำขนมดังกล่าวไปแจกญาติพี่ น้องฝ่ายหญิงเพื่อเป็นการเทียบเชิญในพิธีมงคลของตน ในปัจจุบันธรรมเนียมในการนำขนมแหล่เปี้ยงหรือขนมสินสอดไปแจกจ่าย ให้กับฝ่ายหญิงไม่มีแล้วแต่มีการใช้ขนมชนิดอื่นแทน เช่น ขนมเปี๊ยะแปะกระดาษสีแดง หรือขนมคุ๊กกี้ ใส่กล่องสีแดงยี่ห้อนิชชินหรือ อิมพีเรียล โดยฝ่ายชายต้องนำขนมดังกล่าวไปให้ญาติผู้ใหญ่ของฝ่าย หญิงบ้านละ 1 กล่อง โดยจะแจกก่อนมีงาน แต่งงานประมาณ 10-20 วัน ซึ่งเป็นธรรมเนียมรับรู้กันว่า ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงที่ได้รับขนมดังกล่าวจะต้องให้เงิน ขวัญถุงหรือของขวัญแก่คู่บ่าวสาวในพิธีการ ของงานแต่งงานด้วย สำหรับอาหารที่ใช้ในการจัดเลี้ยงแขกที่มาร่วมงานมงคลจะเป็นการจัดเลี้ยง แบบโต๊ะจีน ซึ่งจะมีการจัดงานพิธีในสมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน จุดเด่นสำคัญในพิธี การจัดเลี้ยงแขกผู้มีเกียรติของชาว จีนฮกจิว คือ อาหารโต๊ะจีนสูตรฮกจิวขนานแท้ ซึ่งจะมีการจัด อาหารสูตรฮกจิวให้บริการแก่แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน โดยโต๊ะจีน 1 โต๊ะ จะมีการจัดอาหารทั้งหมด 7-9 อย่าง ประกอบด้วยอาหารคาว ซึ่งออเดิร์ฟ แฮกึ๊น หูฉลาม ขาหมูตุ๋น กระเพาะปลา ไก่ทอดสามรส ปลาทอดสามรส ปลานึ่งซีอิ๊ว ปลานึ่งราดพริกมะนาว ปลานึ่งราด บ๊วย ผัดหอยเส้น (หน่อไม้จีน) ซี่โครงหมูตุ๋นราดถั่วลันเตา ปลาหมึกผัดเปรี้ยวหวาน ลูกชิ้นหมูสับทอด ปลิงทะเลสี่ รส และอาหาร หวาน ได้แก่ ข้าวเหนียวนึ่งหน้าผลไม้ ผลไม้กระป๋อง อาหารดังกล่าวเจ้าภาพจะเป็นผู้เลือกตามแต่ ความเหมาะสม รายการอาหารที่ถือเป็นหัวใจหลักในการจัดเลี้ยงแขกผู้มีเกียรติของชาวจีนฮกจิว แฮกึ๊น หูฉลามหรือกระเพาะปลา และขาหมูตุ๋น ซึ่งโดยปกติอาหารดังกล่าว จะต้องมีขึ้นโต๊ะจีนเสมอทุกงาน ส่วนผัด หอยเส้น (หน่อไม้จีน) ซี่โครงหมูตุ๋นราดถั่วลันเตา ปลาหมึก ผัดเปรี้ยวหวาน ลูกชิ้นหมูสับทอดและปลิงทะเลสี่รส ปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมเนื่องจากมี กรรมวิธีการทำที่ยุ่งยากและวัตถุดิบบางอย่างมีราคาแพง โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งปลิงทะเล อนึ่ง การจัด เลี้ยงโต๊ะจีนในงานแต่งงานของชาวจีนฮกจิวไม่นิยมนำหมี่เหลืองผัดเป็นอาหารบนโต๊ะจีน เนื่องจากหมี่ เหลืองผัดเป็นเมนูอาหารในชีวิตประจำวันทั่วไปของชาวจีนฮกจิว สามารถหาซื้อได้ทั่วไปในตลาดและ มีราคาถูก อาหารที่เจ้าภาพจัดเลี้ยงบนโต๊ะจีนส่วนใหญ่จะเป็นเมนูอาหารที่แสดงให้เห็นฐานะทาง เศรษฐกิจและหน้าตาทางสังคมของเจ้าภาพ ยกตัวอย่างเช่น หากเจ้าภาพเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจ และหน้าตาทางสังคมมากจะใช้เมนูอาหารที่ทำจากวัตถุดิบราคาสูง เช่น ปลิงทะเล และหูฉลาม เป็นต้น แต่หากเจ้าภาพเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและหน้าตาทางสังคมน้อยอาจใช้เมนูอาหารที่ทำ จากวัตถุดิบราคาไม่สูงมากนัก เช่น ใช้เมนูกระเพาะปลาแทนเมนูหูฉลาม เป็นต้น
44 ภาพที่ 4.20 อาหารชาวจีนฮกจิวในงานแต่งงาน ที่มา: : “อาหารชาวจีนฮกจิวในงานแต่งงาน.”(2560) ขนมแหล่เปี้ยง หรือขนมสินสอด เมื่อชายฝ่ายหญิงตกลงปลงใจใช้ชีวิต อยู่ ร่วมกัน ฝ่ายชายต้องนำขนมแหล่เปี้ยงหรือขนมสินสอด (ขนมของชาวจีน ฮกจิว ลักษณะสี่เหลี่ยม มีไส้ หมู ห่อด้วยแป้ง) ใส่ในภาชนะขนาดใหญ่หาบไปให้ญาติพี่น้องฝ่ายหญิง ตามแต่ฝ่ายหญิงจะเรียกร้อง เพื่อเป็นการสู่ขอและเป็นการเชิญญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงให้ไปร่วมงานแต่งงานของคู่บ่าวสาว ขนม แหล่เปี้ยงหรือขนมสินสอดนี้เปรียบเหมือนบัตรเชิญที่ใช้ในการเชิญให้แขกไปร่วมงานแต่งงาน ภาพที่ 4.21 ขนมแหล่เปี้ยง ที่มา: : “ขนมแหล่เปี้ยง.”(2564) ประเพณีงานศพ ประเพณีงานศพ เป็นงานที่จัดขึ้นเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวถึงแก่กรรม บรรดา ญาติพี่น้องก็จะประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อให้ผู้ถึงแก่กรมได้รับความสุขในประกอบภาพและ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ล่วงลับ หลังจากญาติพี่น้องของชาวจีนฮกจิวถึงแก่กรรม จะมีการเช่าแพะ และหมูที่เพิ่งถูกฆ่าจากเขียงหมูหรือโรงฆ่าสัตว์มาทำพิธีหลังทำพิธีเสร็จก็จะนำแพะ และหมูไปคืนเขียงหมูหรือโรงฆ่าสัตว์นั้น ต่อมามีเรื่องเล่าว่าชาวจีนฮกจิวคนหนึ่งในชุมชนนาบอนได้บอกลูกหลานไว้ ก่อนตาย ว่าห้ามเอาแพะและหมูสดมาเซ่นไหว้ตน เพราะเมื่อตายแล้วไม่อยากกินเนื้อสัตว์สด ต่อมา
45 เมื่อชายผู้นี้เสียชีวิตลงลูกหลานก็ไม่ได้นำแพะและหมูสดมาเช่นไหว้บรรพบุรุษตน หลังจากนั้นจึง กลายเป็นธรรมเนียมว่าจะไม่มีการนำแพะและหมูสดมาเซ่นไหว้ศพอีกต่อไป การตั้งศพสำหรับบำเพ็ญ กุศลส่วนใหญ่กินระยะเวลาประมาณ 3-10 วันโดยมีการเชิญชินแสมาและเลือกวันว่าควรตั้งศพเป็น ระยะเวลาเท่าใดอาจ 3 วัน 5 วัน 7 วันหรือ 10 วัน แล้วแต่ความเหมาะสมและเจ้าภาพสะดวก ในชุมชนนาบอนจะมีการตั้งศพที่ศาลาบำเพ็ญกุศลกิจ มูลนิธิบุญประทีปและ สมาคมคลองจัง ส่วนการตั้งของเซ่นไหว้ศพในแต่ละวันจะใช้อาหารชนิดใดก็ได้แล้วแต่ลูกหลานผู้ตาย เป็นผู้จัด บางงานลูกหลานผู้ตายอาจตั้งอาหารเซ่นไหว้ที่ผู้ตายชอบรับประทานอาหารเซ่นไหว้ศพโดย ส่วนมากมีประมาณ 3-4 อย่างประกอบด้วยข้าวแกงเผ็ดผัดผัก ฯลฯ ในการตั้งอาหารเซ่นไหว้ศพนี้จะ ตั้งเฉพาะช่วงเช้าและช่วงเย็นส่วนมื้อเที่ยงจะไม่มีการตั้งอาหารเช่นไหว้ศพโดยมีความเชื่อว่าถ้า ลูกหลานผู้ตายนำอาหารเช่นไหว้ศพทุกวัน ทุกเวลาก็จะไม่เหลืออาหารให้ลูกหลานผู้ตายกิน ดังนั้นจึง ต้องเว้นช่วงให้ลูกหลานผู้ตายได้รับประทานอาหารและพักผ่อน สำหรับถ้วยชามอาหารที่ใช้ในการเซ่นไหว้ศพจะใช้ชุดเดียวตลอดงานไม่มีการ เปลี่ยนใหม่จนกว่าจะมีการออกศพ เมื่อออกศพแล้วก็จะไม่มีการนำถ้วยชามอาหารชุดนั้นออกมาใช้ ระหว่างพิธีการบำเพ็ญกุศลศพลูกหลานผู้ตายต้องติดผ้าไว้ทุกข์ที่แขนเสื้อ โดยลูกชายลูกสะใภ้ต้องติด ผ้ากระสอบป่านหลานใน (หลานที่เกิดจากลูกชาย) ติดผ้าสีเหลืองหลานนอก (หลานที่เกิดจากลูกสาว) ติดผ้าสีฟ้าหรือน้ำเงินส่วนลูกสาวและลูกเขยติดปลอกแขนสีดำ การติดผ้าไว้ทุกข์ที่แขนเสื้อนี้ผู้ชายต้องติดที่แขนข้างซ้ายส่วนผู้หญิงต้องติดที่ แขนข้างขวาเนื่องจากชาวจีนฮกจิวเชื่อว่าด้านซ้ายมือจะใหญ่กว่าขวามือส่วนการไว้ทุกข์ของชาวจีน ฮกจิวในอดีตกินระยะเวลานานกว่า 1-3 ปีโดยมีความเชื่อว่ายิ่งไว้ทุกข์นานเท่าไรก็จะดีต่อลูกหลาน ผู้ตาย ต่อมาความเชื่อดังกล่าวได้เปลี่ยนไปเนื่องจากเห็นว่าถ้าลูกหลานผู้ตายไว้ทุกข์นานเกินไปผู้ตาย จะลำบากและไปผุดไปเกิดยังภพภูมิอื่นได้ยาก จึงนิยมไว้ทุกข์เพียง 21 วัน 28 วันหรือ 49 วันตาม แต่ความเหมาะสมโดยเริ่มนับวันแรกตั้งแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่กรรม นอกจากนี้ธรรมเนียมในอดีตยังห้าม ลูกหลานผู้ตายตัดเล็บและผมรวมทั้งไม่สามารถเช็ดน้ำตาและน้ำมูกได้ แต่ต่อมาธรรมเนียมดังกล่าวก็ เริ่มคลี่คลายลงไม่เคร่งครัดดังเดิมอีกทั้งในอดีตลูกหลานผู้ตายไม่สามารถออกไปต้อนรับแขกเรื่อที่มา ร่วมงานศพได้ต้องนั่งเฝ้าหน้าศพเพียงอย่างเดียวต่อมามีการปรับเปลี่ยนให้ลูกหลานผู้ตายสามารถ ออกไปต้อนรับแขกเรื่อได้ พิธีกรรมในงานศพของชาวจีนฮกจิวในอดีตจะมีการทำพิธีฮวงฮัว (หรือพิธี กงเต๊กในภาษาจีนแต้จิ๋ว) พิธีฮวงฮัว เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพิธีวางดอกไม้หรือโปรยดอกไม้หมายถึงการ ปลดปล่อยความทุกข์และอัปมงคลทั้งหมดออกไปเป็นกิจกรรมทางศาสนาของลัทธิจินคง (ผสมผสาน ความเชื่อของเต๋ขงจื้อและพุทธศาสนามหายาน) ลักษณะพิธีกรรมในภาพรวมจะคล้ายกับพิธีกงเต๊ก ของชาวจีนกลุ่มอื่น ๆ เช่นมีครูเป็นผู้สวดประกอบดนตรีครูผู้สวดล้วนเป็นฆราวาสชายจำนวน 16 คน หัวหน้าพิธีเรียกว่าไซฮูหรืออาจารย์เจ้าพิธีลูกหลานต้องแต่งชุดกระสอบมีการฆ่าหมูและไก่สังเวยใน บริเวณมณฑลพิธีขณะสวดมนต์บทแรกเพื่อบูชาเจ้าลัทธิและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆบทสวดต่อไปกล่าวถึง
46 ความดีของผู้ตายและการไถ่บาปให้ตายบทสี่ห้าหกและเจ็ดว่าด้วยหลักธรรมของลัทธิเต๋ขงจื้อและพุทธ ศาสนาบทที่แปดเป็นการให้ศีลให้พรญาติผู้ตายบทที่เก้าเป็นการสวดส่งวิญญาณให้ผู้ตายขึ้นสู่สรวง สวรรค์ (เทียบกับพิธีกงเด็กทั่วไปคือการนำวิญญาณข้ามสะพาน แต่พิธีฮวงฮัวไม่มีการข้ามสะพาน) เป็นอันเสร็จพิธีรวมใช้ระยะเวลาในการประกอบพิธีกรรมทั้งสิ้นประมาณ 6 ชั่วโมงสิ่งที่ควรสังเกตของ พิธีฮวงฮัวคือการฆ่าหมูและไก่แล้วนำมาวางเซ่นสังเวยหน้าแท่นบูชาในมณฑลพิธีและการโปรยหรือ วางดอกไม้ซึ่งไม่พบความหมายดังกล่าวในพิธีกงเด็กของชาวจีนกลุ่มภาษาอื่น ๆ ในปัจจุบันพิธีกรรม ของชาวจีนฮกจิว อาจด้วยเพราะมีขั้นตอนในการประกอบพิธีกรรมที่ยุ่งยากซับซ้อนรวมถึงไม่มีผู้สืบ ทอดในการประกอบพิธีกรรมดังกล่าวสำหรับวันสุดท้ายก่อนที่จะมีการออกศพหรือนำศพไปฝังหรือเผา บรรดาญาติพี่น้องของผู้ตายจะเคารพศพเป็นครั้งสุดท้ายในอดีตวันออกศพลูกชายและลูกสะใภ้ของ ผู้ตายต้องสวมใส่ชุดกระสอบป่าน แต่ปัจจุบันธรรมเนียมดังกล่าวไม่ค่อยได้รับความนิยมจึงมีเพียงการ ติดผ้ากระสอบป่านไว้ที่แขนเสื้อส่วนการเคารพศพจะเรียงตามลำดับดังนี้ผู้เคารพศพชุดแรก ได้แก่ ลูกชาย ลูกสะใภ้ลูกสาวที่ยังไม่แต่งงานและหลานในผู้เคารพศพชุดที่สอง ได้แก่ ลูกสาวที่แต่งงานแล้ว ลูกเขยและหลานนอกผู้เคารพศพชุดที่สาม ได้แก่ น้องชายและน้องสะใภ้ส่วนญาติพี่น้องผู้ตายคนอื่นก็ จะเคารพศพหลังจากผู้เคารพศพสามชุดแรกเรียงตามลำดับความใกล้ชิดลดหลั่นกันไประหว่างการ ประกอบพิธีกรรมดังกล่าวจะมีพิธีกรหรือผู้ทำหน้าที่พูดให้จังหวะในการเคารพศพซึ่งจะมีบทพูดทั้ง ภาษาจีนฮกจิวและภาษาไทย เป็นการสื่อให้เห็นว่าลูกหลานผู้ตายได้นำของเซ่นไหว้มาเคารพศพเป็น ครั้งสุดท้ายก่อนการออกศพโดยผู้ที่เคารพศพต้องถือธูปและผลัดกันยกอาหารที่จัดเตรียมไว้สำหรับ เช่นไหว้ผู้ตายระหว่างการโค้งคำนับศพเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพชนผู้ล่วงลับ หมูย่างในงานศพ พิธีไหว้ หมูย่างใช้ในการประกอบพิธีเป็นหมูย่างทั้งตัวแบบหมูย่างเมืองตรัง ซึ่งจุดนี้อาจเป็นร่องรอย ของความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาวจีนฮกจิวนาบอน อาหารสำหรับจัดเลี้ยง ในวันดังกล่าวเป็นอาหารโต๊ะจีน มีรายการอาหาร 5-6 อย่าง แล้วแต่เจ้าภาพเป็นผู้จัด อาทิ หมี่เหลือง ผัด/หมี่ผัด แปดเซียน (ต้มจืดรวมมิตร) ราดหน้าไข่ กระเพาะปลา ลูกชิ้นหมูทอดสามรส และหมูย่างที่ ได้จากผู้นำมาเคารพศพ ส่วนของหวานจะเป็นข้าว เหนียวนึ่งหน้าผลไม้ ระหว่างพิธีการบําเพ็ญกุศล ศพ ลูกหลานผู้ตายต้องติดผ้าไว้ทุกข์ที่แขนเสื้อ โดยลูกชายลูกสะใภ้ต้องติดผ้ากระสอบป่าน หลานใน (หลานที่เกิดจากลูกชาย) ติดผ้าสีเหลือง หลานนอก (หลานที่เกิดจากลูกสาว) ติดผ้าสีฟ้าหรือน้ำเงิน ส่วนลูกสาวและลูกเขยติดปลอกแขนสีดํา การติดผ้าไว้ทุกข์ที่แขนเสื้อผ้าผู้ชาย ต้องติดที่แขนข้างซ้าย ส่วนผู้หญิงต้องติดที่แขนข้างขวา เนื่องจากชาวจีนฮกจิวเชื่อว่าด้านซ้ายมือจะใหญ่ กว่าขวามือ ส่วน การไว้ทุกข์ของชาวจีนฮกจิวในอดีตกินระยะเวลานานกว่า 1-3 ปีโดยมีความเชื่อว่ายิ่งไว้ทุกข์นาน เท่าไรก็จะดีต่อลูกหลานผู้ตาย ต่อมาความเชื่อดังกล่าวได้เปลี่ยนไป เนื่องจากเห็นว่าถ้าลูกหลาน ผู้ตาย ไว้ทุกข์นานเกินไป ผู้ตายจะลําบากและไปผุดไปเกิดยังภพภูมิอื่นได้ยาก จึงนิยมไว้ทุกข์เพียง 21 วัน 28 วัน หรือ 49 วัน ตามแต่ความเหมาะสม โดยเริ่มนับวันแรกตั้งแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่กรรม นอกจากนี้
47 ธรรมเนียมในอดีตยังห้ามลูกหลานผู้ตายตัดเล็บและผม รวมทั้งไม่สามารถเช็ดน้ำตาและน้ำมูกได้แต่ ต่อมา ธรรมเนียมดังกล่าวก็เริ่มคลี่คลายลงไม่เคร่งครัดดังเดิม อีกทั้งในอดีตลูกหลานผู้ตายไม่สามารถ ออกไป ต้อนรับแขกเรื่อที่มาร่วมงานศพได้ต้องนั่งเฝ้าหน้าศพเพียงอย่างเดียว ต่อมามีการปรับเปลี่ยน ให้ลูกหลาน ผู้ตายสามารถออกไปต้อนรับแขกได้พิธีกรรมในงานศพของชาวจีนฮกจิวในอดีตจะมีการ ทําพิธีฮวงฮัว พิธีฮวงฮัวเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพิธีวางดอกไม้หรือโปรยดอกไม้หมายถึงการปลดปล่อย ความทุกข์และอัปมงคลทั้งหมดออกไป เป็นกิจกรรมทางศาสนาของลัทธิจินคง ลักษณะพิธีกรรมใน ภาพรวมจะคล้ายกับพิธีกงเต๊กของชาวจีนกลุ่มอื่นๆ เช่น มีครูเป็นผู้สวดประกอบดนตรีครูผู้สวดล้วน เป็นฆราวาสชายจํานวน 16 คน หัวหน้าพิธีเรียกว่า ไซฮูหรืออาจารย์เจ้าพิธีลูกหลานต้องแต่งชุด กระสอบ มีการฆ่าหมูและไก่สังเวยในบริเวณมณฑลพิธีขณะสวดมนต์ บทแรกเพื่อบูชาเจ้าลัทธิและสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ บทสวดต่อไปกล่าวถึงความดีของผู้ตายและการไถ่บาปให้ผู้ตายบทสี่ห้า หก และเจ็ด ว่าด้วยหลักธรรมของลัทธิเต๋า ขงจื๊อ และพุทธศาสนา บทที่แปดเป็นการให้ศีลให้พรญาติผู้ตาย บทที่ เก้าเป็นการสวดส่งวิญญาณให้ผู้ตายขึ้นสู่สรวงสวรรค์ (เทียบกับพิธีกงเต๊กทั่วไป คือการนําวิญญาณ ขามสะพานแต่พิธีฮวงฮัวไม่มีการข้ามสะพาน) เป็นอันเสร็จพิธีรวมใช้ระยะเวลาในการประกอบ พิธีกรรมทั้งสิ้นประมาณ 6 ชั่วโมง สิ่งที่ควรสังเกตของพิธีฮวงฮัว คือ การฆ่าหมูและไก่แล้วนํามาวาง เซ่นสังเวยหน้าแท่นบูชาในมณฑลพิธีและการโปรยหรือวางดอกไม้ซึ่งไม่พบความหมายดังกล่าวในพิธี กงเต๊กของชาวจีนกลุ่มภาษาอื่นๆ ในปัจจุบันพิธีกรรมของชาวจีนฮกจิว ขั้นตอนในการประกอบ พิธีกรรมที่ยุ่งยากซับซ้อน รวมถึงไม่มีผู้สืบทอดในการประกอบพิธีกรรม สําหรับวันสุดท้ายก่อนที่จะมี การออกศพหรือนําศพไปฝังหรือเผา บรรดาญาติพี่น้องของผู้ตายจะเคารพศพเป็นครั้งสุดท้าย ในอดีต วันออกศพลูกชายและลูกสะใภ้ของผู้ตายต้องสวมใส่ชุดกระสอบป่าน แต่ปัจจุบันธรรมเนียมดังกล่าว ไม่ค่อยได้รับความนิยม จึงมีเพียงการติดผ้ากระสอบป่านไว้ที่แขนเสื้อ ส่วนการ เคารพศพจะเรียง ตามลำดับ คือ ผู้เคารพศพชุดแรกได้แก่ ลูกชาย ลูกสะใภ้ลูกสาวที่ยังไม่แต่งงาน และ หลานใน ผู้ เคารพศพชุดที่สอง ได้แก่ ลูกสาวที่แต่งงานแล้ว ลูกเขย และหลานนอก ผู้เคารพศพชุดที่สาม ได้แก่ น้องชายและน้องสะใภ้ส่วนญาติพี่น้องผู้ตายคนอื่นก็จะเคารพศพหลังจากผู้เคารพศพสามชุดแรก เรียง ตามลําดับความใกล้ชิดไป ในระหว่างการประกอบพิธีกรรมจะมีพิธีกรหรือผู้ทําหน้าที่พูดให้จังหวะใน การเคารพศพ ซึ่งจะมีบทพูดทั้งภาษาจีนฮกจิวและภาษาไทย เป็นการสื่อให้เห็นว่า ลูกหลานผู้ตายได้ นําของเซ่นไหว้มาเคารพศพเป็นครั้งสุดท้ายก่อนการออกศพ โดยผู้ที่เคารพศพต้องถือธูปและผลัดกัน ยกอาหารที่จัดเตรียมไว้สําหรับเซ่นไหว้ผู้ตายระหว่างการโค้งคํานับศพ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที ต่อบรรพชนผู้ล่วงลับ เมื่อแขกที่มาร่วมงานในวันส่งศพรับประทานอาหารเป็นที่เรียบร้อย และได้เวลา สําหรับการออกศพจะมีการจุดประทัดและนําศพขึ้นบนรถที่ได้จัดเตรียมไว้เพื่อนําศพไปยังสุสาน (ฮวงซุ้ย) หรือวัด (ในกรณีชาวจีนฮกจิวบางคนประสงค์ให้ลูกหลานนําร่างของตนไปเผาและเก็บเป็น อัฐิ) หลังจากนั้นลูกหลาน ญาติพี่น้อง และแขกที่มาร่วมงานก็จะส่งศพโดยร่วมเดินทางไปกับขบวนรถ ส่งศพเพื่อนําศพไปยังสุสานหรือวัด กระทั่งรอจนมีการประกอบพิธีกรรมเสร็จและเป็นธรรมเนียมที่ รับรู้กันว่าเจ้าภาพจะแจกผ้าขาวม้าให้กับแขกที่ร่วมเดินทางไปกับขบวนรถส่งศพด้วย
48 สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงแขกที่มาร่วมงานศพในแต่ละคือจะมีการจัดเตรียม อาหารที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละวันซึ่งอาหารส่วนใหญ่ก็จะมีอาหารสูตรครบจริงทั้งหมดแล้วก็มีทำอาหาร แบบไทยจัดเลี้ยงผสมอยู่ด้วย เช่น แกงเผ็ดแล้วก็ผัดผัก เป็นต้น ซึ่งชาวจีนนิยมล้มวัวหรือฆ่าวัวให้กับ แขกที่มาร่วมงานเพราะจะไม่มีการฆ่าวัว เพื่อนำมาทำอาหารประเภทต่าง ๆ ในงานศพซึ่งจะต่างจาก ชาวไทยในส่วนใหญ่หากมีงานศพก็จะนิยมฆ่าวัวเพื่อนำมาเลี้ยงแขกที่มาร่วมงานแต่ในระหว่างพิธีการ บำเพ็ญกุศลศพนั้นจะมีการทำอาหารจัดเตรียมแขกที่มาร่วมงานเฉพาะมื้อเย็น แต่บางงานนั้นอาจมี การทำเลี้ยงมื้อกลางวันด้วยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเจ้าภาพ ภาพที่ 4.22 การทําพิธีศพของชาวจีนฮกจิว ที่มา: : “การทําพิธีศพของชาวจีนฮกจิว.”(2553) วัฒนธรรมการใช้หมูย่างสำหรับเซ่นไหว้ศพและเคารพศพประกอบพิธีกรรม งานศพปรากฏให้เห็นอย่างแพร่หลายและเป็น เอกลักษณ์เฉพาะของกลุ่มชาวจีนในเมืองตรัง ซึ่งเป็น ถิ่นเลื่องชื่อเกี่ยวกับการทำหมูย่างบริโภคในชีวิตประจำวันและใช้ประกอบพิธีกรรมสำคัญต่างๆ กลุ่มชาวจีนฮกจิวในชุมชนนาบอนมีการรับวัฒนธรรมดังกล่าวมาจากกลุ่มชาวจีนในเมืองตรัง อันเกิด จากการปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างชาวจีนฮกจิวในชุมชนนาบอนที่มีการแต่งงานข้ามวัฒนธรรม กับกลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยนในเมืองตรัง ซึ่งเป็นกลุ่มชาวจีนที่มีทักษะการทำสวนยางพาราแบบเดียวกัน นำพาให้เกิดการบูรณาการทางวัฒนธรรมระหว่างชุมชนชาวจีนทั้งสองพื้นที่ ภาพที่ 4.23 หมูย่างในงานศพ ที่มา: : “หมูย่างในงานศพ.”(2562)
49 4.2.2.2 ประเพณีเกี่ยวกับเทศกาล หมายถึง ประเพณีประจำปีต่าง ๆ ซึ่งประเพณีการ เซ่นไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับในเทศกาลต่างๆ ที่ชาวจีนฮกจิวยึดถือปฏิบัติในปัจจุบันมีดังนี้ ประเพณีตรุษจีน การจัดเตรียมอาหารและเครื่องเซ่นไหว้ที่ใช้ในการประกอบพิธี สำหรับของ เซ่นไหว้ที่ลูกหลานชาวจีนฮกจิวเตรียมไหว้ในวันตรุษจีน คือ อาหารคาว ได้แก่ หมูต้ม ไก่ต้ม ไข่ต้ม และหมี่เหลือง และอาหารหวาน ได้แก่ ขนมอี๊ ขนมจันอับ ขนมเข่ง ขนมเทียน และผลไม้มงคล เช่น ส้ม แอปเปิ้ล สาลี่ องุ่น และสับปะรด ซึ่งจัดเตรียมไว้สำหรับไหว้ทั้งเจ้าที่และบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ตรุษจีนเป็นประเพณีเฉลิมฉลองการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสำคัญที่สุดของชาวจีน ตรงกับวันที่ 1 เดือน 1 (ตามปฏิทินทางจันทรคติของจีน) หรือ กำหนดเอาวันสิ้นเดือน 12 คือ วันที่ 1 , 2 , 3 ค่ำเดือนอ้าย ของจีน ซึ่งจะตรงกับประมาณปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ทางปฏิทินสุริยคติ โดย ประเพณีตรุษจีนจะมีช่วง ระยะเวลาของการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตั้งแต่ช่วงสิ้นปีไปจนถึงไม่เกิน วันที่ 15 เดือน 1 ของจีน27 ในช่วงวันตรุษจีนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ญาติพี่น้องของชาวจีนฮกจิวมา รวมตัวกันทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันทั้งการทำความสะอาดบ้าน การตกแต่งประดับประดาบ้านเรือนให้ มีความสวยงาม การจัดเตรียมอาหารและเครื่องเซ่นไหว้ที่ใช้ในการประกอบพิธี ในวันตรุษจีนนี้ชาวจีนฮกจิวจะหยุดงาน 1 วัน เพื่อพักผ่อนหรือไปท่องเที่ยว สถานที่ต่างๆ บางครอบครัวก็ไปไหว้พระที่ศาลเจ้าต่างๆเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนและจะนิยมสวม ใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ นอกจากนี้ผู้อาวุโสกว่าต้องเป็นผู้ให้อั่งเปา (ซองแดง) กับลูกหลานส่วนลูกหลานคนใด ที่มีหน้าที่การงานมั่นคงแล้วก็ต้องให้อั่งเปาแก่บุพการี เพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณและแสดงความ กตัญญูกตเวที ตัวอย่างคำอวยพร ที่ใช้ในช่วงเทศการตรุษจีน ภาพที่ 4.24 คำอวยพร ที่ใช้ในช่วงเทศการตรุษจีน ที่มา: : “คำอวยพร ที่ใช้ในช่วงเทศการตรุษจีน.”(2564)
50 ประเพณีเช็งเม้ง พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษในเทศกาลเช็งเม้ง ลูกหลานชาวจีนฮกจิวต้องเตรียม พื้นที่ในการไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ โดยการร่วมกันทำความสะอาดสุสานหรือฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษผู้ ล่วงลับ และตกแต่งด้วย กระดาษสีหรือธงสีให้มีความสวยงาม หลังจากนั้นจึงนำของเซ่นไหว้ต่างๆไหว้ ทั้งเจ้าที่และบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ประกอบด้วย อาหารคาว ได้แก่ หมูต้ม ไก่ต้ม ไข่ไก่ต้ม ไข่เป็ดต้ม หมี่ เหลืองผัด และอื่นๆขึ้นอยู่กับลูกหลานนำมา ไหว้ รวมถึงผลไม้ต่างๆ และเครื่องดื่ม อนึ่ง การไหว้บรรพ บุรุษผู้ล่วงลับของชาวจีนฮกจิวในอดีตไม่นิยมใช้หมูย่างใน การไหว้ แต่ต่อมาเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปบาง ครอบครัวก็มีการนำหมูย่างมาไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความต้องการ ของแต่ละครอบครัว นอกจากนี้ยังมีการเผากระดาษเงิน กระดาษทอง รวมถึง เครื่องกระดาษที่เป็น สิ่งของต่างๆ เช่น เสื้อผ้า บ้าน รถยนต์ ฯลฯ ซึ่งมีความเชื่อว่าบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว สามารถ นำไปใช้ในปรโลกได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละครอบครัวจะจัดหามาไหว้ ในเทศกาลเช็งเม้งนี้บรรดาลูกหลานของชาวจีนฮกจิวจะรวมตัวและพากันไป เซ่นไหว้ที่สุสานหรือ ฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษในอำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยบาง ครอบครัวเริ่มไหว้บรรพบุรุษตั้งแต่ช่วง ปลายเดือนมีนาคมจนถึงต้นเดือนเมษายน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความ สะดวกของลูกหลานชาวจีนฮกจิวที่จะเดินทางมาไหว้บรรพบุรุษของตนในเทศกาลเช็งเม้งเป็นช่วงเวลา ที่ทำให้ลูกหลานของชาวจีนฮกจิวกลับมาพบหน้าญาติพี่น้อง รวมถึงมิตรสหายที่ไม่ได้พบเจอเป็นระยะ เวลานาน ลูกหลานชาวจีนฮกจิวบางคนไปทำงานอยู่ต่างที่ต่างถิ่นก็ได้มีโอกาสพบเจอกันในขณะทำพิธี ไหว้บรรพบุรุษที่สุสานหรือฮวงซุ้ย บางคนไม่เคยรู้จักก็ได้รู้จักกันจากการสนทนาและสืบสาวราวเรื่อง ว่าบรรพบุรุษของตนเป็นญาติพี่น้องหรือมิตรสหายกัน ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกสำนึกในความเป็นชาวจีน ฮกจิวร่วมกัน ภาพที่ 4.25 สุสานหรือฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษ ที่มา: : “สุสานหรือฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษ.”(2565)
51 ภาพที่ 4.26 สุสานหรือฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษ ที่มา: : “สุสานหรือฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษ.”(2565) ความเชื่อของชาวจีนฮกจิว การประกอบพิธีกรรมต่างๆ เพื่อบูชาบวงสรวงเทพเจ้าตามธรรมชาติต่างๆ เพื่อขอพรและให้เทพเจ้าต่าง ๆ อํานวยผลสวัสดีบังเกิดแก่ชุมชนมนุษย์ความคิดความเชื่อดังกล่าวนี้ ได้รับการสืบทอดอย่างแพร่หลาย และมีการยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนการบูชาบวงสรวงเทพเจ้าตามธรรมชาติต่างๆมาเป็นเทพเจ้าที่มี ลักษณะเฉพาะไป เช่น เทพเจ้าตี่จู้เอี้ย เทพเจ้าแปะกง เทพเจ้ากวนอูเจ้าแม่กวนอิม เจ้าพ่อเสือ ฯลฯ การบูชาบวงสรวงเทพเจ้าต่างๆนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อและความศรัทธาในเทพเจ้าองค์นั้น ๆ ของเจ้าของ บ้าน เทพเจ้า การบูชาบวงสรวงเทพเจ้าต่างๆนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อและความศรัทธาในเทพเจ้าองค์นั้น ๆ ของเจ้าของบ้าน เทพเจ้าตี่ จู้เอี้ย ตี่จู้เอียะ มีหลายชื่อเรียก เช่น ตี่จู๋เอี้ย, ตี่จู๋เอี่ยกง, โท่วตี่เอี้ย, โท่วตี่กง, ฮกเต็ก ซื้อ, โฮ่วโทว, ฮกเต็กเจี้ยซิ้ง เป็นต้น ประวัติของ ตี่จู้เอียะ ถูกเล่าขานกันมาว่า โท่วตี่กง ผู้มีความเป็นมา จากมนุษย์ในสมัยราชวงศ์จิว (ก่อน พ.ศ. 578 –พ.ศ.288) ชายคนหนึ่งนามเตียเม่งเต็ก เป็นเพียงคนรับ ใช้ในเรือนคหบดีผู้หนึ่งในสมัยราชวงศ์จิวนั้น วันหนึ่ง ท่านคหบดีได้เดินทางไปทำธุระแดนไกล ได้สั่งการให้นายเตียเม่งเต็กช่วยนำลูกที่ยังเล็กของท่านไปพบท่าน ในขณะที่กำลังเดินทางนั้นระหว่าง ทางกลับเกิดพายุหิมะตกหนัก เตียเม่งเต็กเห็นบุตรสาวของคหบดีที่ยังเด็ก ร่างกายคงทนทานต่อความ หนาวเย็นยะเยือกไม่ไหว จึงถอดเสื้อผ้าของตนมาคลุมให้กับบุตรสาวคหบดีนั้นเสีย ส่วนตัวเตียเม่งเต็ก เองไม่สามารถทนความหนาวนั้นได้จึงหนาวตายในที่สุด แต่ปาฏิหารย์ได้เกิดขึ้นในขณะที่เตียเม่งเต็ก กำลังจะสิ้นใจ ปรากฏว่าบนท้องฟ้าปรากฏตัวอักษรขึ้นมา 8 ตัวอ่านได้ว่า “น่ำเทียงมึ้งไต่เซียงฮกเต็ก ซิ้ง” แปลได้ความหมายว่า “ฮกเต็กซิ้งเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งประตูสวรรค์ด้านทิศใต้” สร้างความประหลาด
52 ใจให้กับคหบดีทั้งในความซื่อสัตย์และเสียสละของเตียเม่งเต็กเป็นอย่างยิ่ง จึงทำการสร้างศาลเจ้าเตีย เม่งเต็กเป็นการตอบแทนพระคุณ ซึ่งในสมัยต่อมาก็มีชื่อเรียกขานหลายนามเช่น โท่วตี่กง ตี่จู้เอียะ การบูชาตี่จู้เอียะ ของชนชาวจีนและลูกหลานชาวจีนเชื่อกันว่าตี่จู้เอียะ เป็นเทพประจำบ้านช่วยปกปักอารักษ์คนในบ้าน ตี่จู้เอียะช่วยคุ้มครองเสริมความสุขสมบูรณ์ของผู้อยู่ อาศัย หากวางตี่จู้เอียะ ให้ถูกตำแหน่งจะช่วยเสริมดวงชะตาของบ้าน เสริมเรื่องโชคลาภ เงินทอง อำนาจบารมี สุขภาพร่างกายให้กับผู้อยู่อาศัยในบ้านได้อีกด้วย เทพเจ้าแปะกง ศาลเจ้าฮกฮั้วเก็ง หรือศาลแปะกง เป็นศาลเจ้าประเภทศาลเจ้าเอกชน โดยอยู่ ในการควบคุมดูแลของรัฐ ปัจจุบันตั้งอยู่หมู่ที่ 11 ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัด นครศรีธรรมราช โดยมีนายวสันต์ ลีลารัศมีวงศ์เป็นผู้ปกครองศาลเจ้า จากคำบอกเล่าของลูกหลานฮกจิว ในนาบอน (ทายาทรุ่นที่ 2,3) เล่าว่าบรรพ บุรุษซึ่งเป็นชาวจีนฮกจิวได้ย้ายมาจากอำเภอกู่เถียน และอำเภอหมิงฉิง จังหวัดฟุโจว ซึ่งอยู่ทางตอน เหนือของมลฑลฮกเกี้ยน ชาวจีนฮกจิวต่างจากชาวจีนกลุ่มอื่น ๆ คือเด่นชัดตรงภาษาพูด ได้อพยพเข้า มาอยู่ในประเทศมาเลเซียก่อน และในช่วงต่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้เดินทางผ่านปินะ (ปิระ) หรือ รัฐเปรัค โดยมาทางรถไฟและมาลงที่สถานีรถไฟคลองจัง ได้จับจองที่ดินและได้นำพันธุ์ยางพารา มาปลูก ต่อมาได้ขยายเข้าเขตนาบอน และบางส่วนเลยไปถึงคลองกุยซึ่งในสมัยก่อนจะมีสถานีรถไฟ ทุ่งสง คลองจัง และคลองกุย ในสมัยแรกที่ชาวจีนฮกจิวซึ่งเป็นบรรพบุรุษ รุ่นที่ 1 ได้เข้ามาจับจองที่ดินทำ กินนั้น นาบอนจะมีเสือดุร้ายมาก ได้ออกมาทำร้ายสัตว์เลี้ยงและผู้คน ชาวบ้านอยู่ไม่ค่อยจะมีความสุข และมีคนล้มป่วยบ่อย ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีโรงพยาบาล คนกลุ่มดังกล่าวได้ คิดร่วมกันว่าจะอัญเชิญเทพ เจ้า “ตั่วแปะกง”มาปกป้องคุ้มครองรักษา โดยมีคนแก่ท่านหนึ่งชื่อ “นายหวาลิ่ง แซ่เล่า” ได้ไป อัญเชิญเทพเจ้า “ตั่วแปะกง” อีกภาคหนึ่งมาจากประเทศมาเลเซีย รูปเคารพที่อัญเชิญมาเป็นแผ่นไม้ ที่เขียนตัวอักษรจีน บอกความหมายว่า เป็นสถานที่สถิตของเทพแปะกง และได้สร้างศาลเป็นเรือนไม้ เล็ก ๆ กว้างยาวประมาณ 3 คูณ 4 เมตร เพื่อเป็นที่ประดิษฐาน โดยตั้งชื่อว่า ”ศาลเจ้าฮกฮั้วเก็ง” ตั้งอยู่ในสวนยางของนายอิ่วซิ่ว แซ่ฉั่ว (อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับที่ตั้งศาลเจ้าในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นศาลเจ้า แห่งแรกของลูกหลานฮกจิวในนาบอน และหลังจากได้อัญเชิญเทพแปะกงมาคุ้มครองรักษาแล้ว เสือก็ หายไป คนก็หายเจ็บป่วย ผู้คนอยู่กันอย่างมีความสุข และการทำมาหากินและการค้าขายก็ เจริญรุ่งเรืองขึ้น เพื่อให้ลูกหลานได้ไปเคราพกราบไหว้เทพแปะกงให้สะดวกขึ้น ลูกหลานชาวไทยเชื้อสาย ชาวจีนฮกจิว จึงได้รวมตัวกันสร้างศาลหลังใหม่ขึ้นเป็นอาคารไม้หลังใหญ่กว่าเดิม ซึ่งตั้งอยู่ ณ สถานที่ ปัจจุบันนี้ โดยนายจู่กี้ แซ่ตั้ง เป็นผู้อุทิศที่ดิน และได้อัญเชิญเทพแปะกง ย้ายมาประดิษฐาน ณ ศาล
53 หลังใหม่ และต่อมาได้ต่อเติมและสร้างอาคารหลังใหม่เป็นอาคารคอนกรีตถาวร โดยมีเทพแปะกง เป็นเทพประธานประจำศาล มีลักษณะรูปที่เคารพเป็นปูนปั้น การแต่งกายเป็นแบบขุนนาง มือขวา ถือหยูอี้ มือซ้ายถือก้อนเงิน นอกจากเทพแปะกงแล้ว ลูกหลานชาวฮกจิว ได้อัญเชิญเทพองค์อื่น ๆ มา ประดิษฐานเพื่อคุ้มครองรักษาให้ลูกหลานได้อยู่เย็นเป็นสุข และเจริญรุ่งเรือง เช่น ขุนพล เจ้าแม่ กวนอิม ไซกง พระถังซัมจั่ง เป็นต้น การจัดงานเทศกาลประจำปี ศาลเจ้าฮกฮั้วเก็ง จะจัดงานเทศกาลประจำปี ๆ ละ 1 ครั้ง เป็นการจัดงาน ฉลองคล้ายวันเกิดของเทพแปะกง ตรงกับเดือน 8 ของจีน ขึ้น 15 ค่ำ (ตรงกับวันไหว้พระจันทร์) ใน สมัยก่อนจะจัดกัน 10 วัน 10 คืน ต่อมาลดเหลือ 7 วัน 7 คืน และ 5 วัน 5 คืน และในปัจจุบันจัดกัน 10 วัน 10 คืน กิจกรรมที่จัดในงานเทศกาลประจำปี มีดังนี้ – วันขึ้น 15 ค่ำ ตอนกลางวัน ลูกหลาน ฮกจิวจะนำสิ่งของมาไหว้พระ(เทพ) ส่วนใหญ่ไหว้แล้วจะไม่นำ กลับบ้าน ตอนกลางคืนจะมีการประมูล สิ่งของเหล่านั้นในคืน 15 ค่ำ และคืน 1 ค่ำ เพื่อนำไปรับประทานหรือเก็บไว้เพื่อความเป็นสิริมงคล เงินที่ได้จากการประมูลก็ได้นำไปใช้ประโยชน์ในศาลเจ้า และลูกหลานชาวฮกจิวยังเชื่อว่า หากได้ยืม เงินของศาลแปะกงเก็บเป็นขวัญถุง การทำมาหากินและการค้าขายจะเจริญรุ่งเรือง สมัยก่อนจะให้ยืม คนละ 10 บาท โดยคนยืมจะโยนโปยเซียมเพื่อเสี่ยงดวง หากโยนโปยเซียมหงายขึ้นและคว่ำทั้งสองอัน จะเชื่อว่าโชคดี และร่างทรงจะเป็นผู้กำหนดว่าในปีถัดไปจะต้องคืนเป็นจำนวนเงินเท่าไร สำหรับ มรหสพในภาคกลางคืนจะมีงิ้วมาแสดงเป็นประจำทุกปี วิธีการเคารพบูชา มีลำดับขั้นตอนดังนี้ – เข้าไปจุดเทียนแดง ปักด้านซ้ายมือของเทพก่อน 1 เล่ม ด้านขวามือเทพ 1 เล่ม แล้วจุดธูป 28 ดอก ถือธูปดังกล่าวไปนั่งอธิษฐานจิตและขอในสิ่งที่ต้องการ แล้วนำธูปไปไหว้ เคารพเทพต่าง ๆ ดังนี้ 1. ไหว้เทวดา (ด้านหน้าศาล) 3 ดอก 2. ไหว้เทพรักษาประตู ปักทางซ้าย ก่อน ข้างละ 1 ดอก 3. ไหว้เทพแปะกง ปักในกระถางธูป ตรงกลาง 3 ดอก, ปักในกระถางธูปทางซ้าย 3 ดอก, ปักในกระถางธูป ทางขวา 3 ดอก แล้วกลับมาปักในกระถางธูปตรงกลางอีก 3 ดอก 4. ไหว้เทพเจ้าแม่กวนอิม 3 ดอก 5. ไหว้เทพพระถังซัมจั่ง 3 ดอก 6. ไหว้เจ้าที่ 5 ดอก แล้วออกมาเผากระดาษเงินกระดาษทองที่เจดีย์(เตาเผา) เสร็จสิ้นพิธี
54 อภินิหารเทพแปะกง เมื่อมีคนเจ็บป่วย จะอัญเชิญเทพแปะกงมาประทับทรง ร่างทรงจะเขียนใบสั่ง ยา แล้วนำไปจัดยาเพื่อต้มให้คนป่วยรับประทาน อาการไข้ก็หายไป ใครอยากได้อะไรก็จะมาบนบาน ศาลกล่าว ก็ได้สมดังใจปรารถนา เทพเจ้ากวนอู ศาลเจ้ากวนอู บ้านนาบอนตั้งมากว่าร้อยปีแล้วประมาณพ.ศ. 2428 เริ่มจาก คนจีนเข้ามาอาศัยในเมืองภูเก็ตด้วยการทำงานเป็นกรรมกรเหมืองดีบุก บ้านนาบอนจึงเป็นแหล่งหนึ่ง ที่มีชาวจีนอาศัยพักพิงจนบางคนเปลี่ยนอาชีพ เป็นทำสวนผักสวนมะพร้าวเป็นพื้น ชาวจีนกลุ่มนี้ได้ เคารพนับถือเทพเจ้ากวนอูมาแต่เดิมจากเมืองจีน จึงก่อสร้างศาลเจ้ามุงหลังคาจากกั้นจากหลังเล็กๆ ขึ้นก่อน เช่นเดียวกับที่อื่นๆ เพราะวัสดุเหล่านี้หาง่าย ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นหลังคาสังกะสีแล้วได้ บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ประมาณ พ.ศ. 2495 แล้วเปลี่ยนเป็นหลังคากระเบื้องลูกฟูก ถึง พ.ศ. 2549 ได้ ขยายพัฒนาอีกดังที่ได้ปรากฏใน พ.ศ. 2550 คณะกรรมการศาลเจ้าซึ่งมีนายทนง องค์สันติภาพ ผู้เป็นประธานกรรมการศาลเจ้ากำลังวางแผนที่จะก่อสร้างศาลเจ้า ขึ้นใหม่ให้สวยงาม เพื่อเป็นเครื่อง ยึดเหนี่ยวกราบไหว้บูชาของชาวนาบอน ตำบลฉลอง และของภูเก็ตต่อไป ดังนั้น ในช่วงเทศกาลกินผัก ระหว่างวันที่ 18-26 ตุลาคม 2552 คณะกรรมการศาลเจ้าจึงได้ถามพระที่เข้าทรงว่า ทางศาลเจ้าขออนุญาตสร้างศาลเจ้าขึ้นใหม่ได้หรือไม่ เทพที่เข้าทรงอนุญาตให้สร้างอาคารหลังใหม่แทนหลังเก่า ดังนั้นจึงได้ฤกษ์ยกเสาเอกอาคารศาลเจ้า หลังใหม่เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2553 ใช้งบประมาณ 30 ล้านบาท นอกจากนี้ทางคณะกรรมการได้ ร่วมมือกับผู้มีจิตศรัทธาทำรูปแกะสลักไม้หอมท่อนเดียวขององค์เทพกวนอู ขนาดสูง 2.37 เมตร พร้อมกับองครักษ์ทั้งสองคือ เทพจูฉ้องและเทพกวนเป๋ง ด้วยงบประมาณ 3 ล้านบาท โดยให้ช่างจีนที่ มณฑลฮกเกี้ยนเป็นผู้แกะสลัก ศาลเจ้าใช้เวลาก่อสร้างสามปีจึงเสร็จสมบูรณ์ และประกอบพิธีเปิดศาลเจ้า กวนอูนาบอน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556 เป็นปีมะเส็ง ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ข้างไทย และตรงกับวันที่ 15 ค่ำ เดือน 8 จีน ปีหมิ่นก๊กที่ 102 โดยมีนายชวลิต ลีฬหาวงศ์ รอง ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นประธานในพิธี เปิดศาลเจ้ากวนอู บ้านนาบอน อย่างเป็นทางการ และมี พล.ต.ต.โชติ ชวาลวิวัฒน์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต นายสำราญ จินดาพล นายกเทศมนตรีตำบลฉลอง นายอรุณ โสฬส นายกเทศมนตรีตำบลราไวย์ ผู้นำชุมชนคณะกรรมการศาลเจ้ากวนอู และประชาชนผู้ มีจิตศรัทธาเข้าร่วมในพิธีเปิดศาลเจ้าเป็นจำนวนมาก
55 รูปทรงอาคารได้รับการออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนภาคใต้ คือมีการ ประดับตกแต่งแบบประติมากรรมปูนปั้นลอยนูนบนหลังคา เสาและภายในอาคารรวมทั้งจิตรกรรม ฝาผนังแบบจีนทั้งหมด โดยยึดถือคติความเชื่อตามขนบธรรมเนียมประเพณีจีนมาแต่โบราณ ตัวอาคาร ถมดินยกระดับ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาหล่อปูนมุงด้วยกระเบื้องกาบ ภายในโปร่งมีแสง สว่างลอดเข้าไปได้ตามลูกกรง เป็นอาคารสามคูหามีบันไดขึ้นทั้งสามคูหาหรือเรียกว่า สามตำหนัก หน้าอาคารใหญ่มีอาคารมุขสำหรับวางโต๊ะบูชาทีกงและกระถางธูปขนาดใหญ่ ข้างหน้าอาคารมีฐาน เสาโกเต้ง ที่เผากระดาษทอง ด้านข้างมีศาลเล่าฉ่ายอิ้ว อาคารไม่มีประตูหลัง ห้องน้ำห้องเก็บของอยู่ ด้านหลังห่างออกไปเป็นเอกเทศ และอาคารโรงเจ อาคารต่างๆจึงแยกเป็นสัดส่วนลงตัว ถึงแม้หน้า ศาลเจ้าจะใกล้ถนนก็ตาม ภายในอาคารแบ่งเป็นสามตำหนัก คือ ตำหนักกลางเป็นตำหนักของกิวอ๋องไต่ เต่ หรือจิ่วหวงต้าตี้ ตำหนักด้านซ้ายมือเมื่อหันหน้าเข้าหาศาลเจ้าเป็นตำหนักของเทพกวนอู ส่วนตำหนักด้านขวามือเป็นตำหนักของพระกวนอิมโพธิสัตว์ การประดับตกแต่งด้วยประติมากรรมปูนปั้นแบบลอยนูน จิตรกรรมตั้งแต่ หลังคา รอบอาคาร การให้สีที่ตัดกันลงตัวกลมกลืนไม่ฉูดฉาด ดูแล้วเย็นตาเพลิดเพลิน มองไปด้านไหน พบแต่สิ่งที่ดีงามทั้งสิ้น นั่นก็คือ คำให้พร ตั้งแต่หลังคาลงมารอบอาคารรวมถึงภายในอาคาร ศาลเจ้าเทพกวนอูนาบอน จึงเหมาะที่คู่บ่าวสาวไปขอพร หรือชนทั่วไป ต้องการมีโชคมีลาภก็น่าจะไปสักการะขอในสิ่งที่พึงประสงค์ ขอกล่าวเพียงสังเขปเรื่องคำอวยพร เริ่มแต่หลังคา มังกรคู่กำลังเล่นกับไข่มุก เปลวเพลิง หน้าจั่วทั้งสองด้านมีรูปฮกลกซิ่ว หมายถึง ให้มียศฐาบรรดาศักดิ์ ร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงิน ทองและให้อายุยืน รูปเหรียญคู๋รอบอาคารหมายถึง ให้ประสบผลสำเร็จ หน้าจั่วอาคารหน้ามีรูปพระปู้ ไต้หลัวหันหรือพระสังกัจจายน์ เสาอาคารใหญ่ด้านหน้ามีแปดเสามีบัวหัวเสาพร้อมมังกรพันเสา น่าจะหมายถึง มหาสมบัติแปดประการ ตรงช่องลมด้านหน้ามีเหรียญคู่มีตัวอักษรสี่ตัวบนเหรียญเป็น คำให้พร ด้านในเหนือประตูกลางมีรูปหงส์คู่มังกร รูปอักษรฟุล้อมด้วยค้างคาวสี่ตัว ฟุหมายถึงความมั่ง คั่งร่ำรวย ค้างคาวหมายถึงมีโชคลาภมีความสุข ค้างคาวสี่ตัวหมายถึง พรสี่ประการ ค้างคาวคาบผล ท้อวิเศษคือให้มีอายุยืน กวางคู่หมายถึง ให้ทั้งคู่มีอายุยืน ร่ำรวย นกกระเรียนคู่ หมายถึงให้ทั้งคู๋มีอายุ ยืน นกกระเรียนหลายตัวหมายถึงพาหนะพาวิญญาณไปสู่สวรรค์และเป็นพาหนะของเซียน เหรียญคู่ ด้านในแต่ละเหรียญมีอักษรสี่ตัวเป็นคำพรเช่น ให้พรห้าประการ ช่องหน้าต่างด้านข้างๆละสี่ช่องเป็น รูปวงกลมมีอักษรคำพรทำเป็นซี่กรง หน้าต่างวงกลมด้านหน้ามีสี่ช่องเช่นกัน ด้านซ้ายสุดเป็นรูปเสือ ขาวหมายถึงตะวันตก ขวาสุดรูปมังกรเขียวหมายถึงตะวันออก ส่วนสองช่องกลางซี่กรงเป็นรูปปั้นไม้ ไผ่หกท่อนหมายถึงไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปจากโลกคือวงกลม รูปปลาคาร์ปและรูปปลา หมายถึง มี พละกำลังแข็งแรง เด็กจับปลาหมายถึงมีอายุเพิ่มขึ้น ปลาคาร์ปห้าตัวในสระหมายถึงให้ได้พรห้า ประการ เหล่านี้คือรูปภาพที่มีความหมายซ่อนอยู่ ตามความเชื่อของชาวจีน
56 ในส่วนจิตรกรรม ตำหนักเทพกวนอู มีภาพเรื่องราวของท่านกวนอู ตามขื่อมี ภาพจิตรกรรมรูปเรือสำเภา รูปปลาเป็นฝูง เหนือเทพซุนอู้กง มีภาพท่านประกอบ ภาพจิตรกรรม เกี่ยวกับภูเขาและต้นสนสองใบไซเปรส หมายถึงความมีอายุยืน ภาพจิตรกรรมหลายเถาเครือ ลายจีน ประกอบเป็นช่วงๆ ตำหนักกลาง เป็นตำหนักของกิวอ๋องไต่เต่ หรือ จิ่วหวงต้าตี้เป็นห้องเพื่อ เทิดพระเกียรติบรรพชนชาวจีนในอดีตกาลที่เรียกขานกันว่า ซานหวงอู่ตี้หรือ สามพระมหากษัตริย์ห้า พระมหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นต้นแซ่ต่างๆของชาวจีน ผู้คิดค้นเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆเป็นต้น ที่บรรพชนได้สั่งสอนสืบเนื่องมาเป็นพันๆปี ทางศาลเจ้าได้ประดิษฐานเทพเจ้าทั้งเก้าพระองค์ไว้ที่แท่น บูชา เพื่อให้คนไทยเชื้อสายจีน ได้ระลึกถึงบรรพชนผู้ยิ่งใหญ่ของพวกตน ด้านหลังเป็นรูปปั้นลอยนูน รูปพญามังกรถือพู่กันกรงเล็บขวา ส่วนกรงเล็บซ้ายถือกล่องสัญลักษณ์อักษรอ๋อง มีมังกรองครักษ์ ตำหนักเทพกวนอู ประกอบด้วยเทพกวนอูและองครักษ์ทั้งสอง ที่แกะสลัก ด้วยไม้หอมสูงสองเมตรเศษ องค์เทพถือหนังสืออีกมือถือหนวกเครา ส่วนง้าวก่าโตวางไว้ด้านซ้ายมือ ขององค์ประธาน ด้านหน้ามีเทวรูปอื่นๆอีกหลายองค์ เหนือเพดานตามขื่อมีภาพเรื่องราวเกี่ยวกับเทพ กวนอูเป็นภาพเล้กๆ ส่วนภาพใหญ่ถือง้าวขี่ม้าออกศึก ด้านหลัง มีเก๋งแกะสลักสวยงามประดิษฐาน องค์เทพขนาดเล็ก ด้านข้างของตำหนักเทพกวนอู มีโต๊ะรูปฮ้อเอี๋ยเจียงกุนและโต๊ะรูปเตียว เทียนซื่อ ด้านถัดเข้าไปข้างใน ก่อบัวรอบจอมปลวกที่มีอยู่แต่เดิม ตำหนักด้านขวามือ มีพระกวนอิมโพธิสัตว์พันกรเป็นองค์ประธาน มีพระส่าม ปอฮุดโจ้วทั้งสามองค์ มีเทพมาจอโป๋ มีองครักษ์ เทพเต่จงอ๋อง พระเฉ่งจุ้ยโจวซือ ซอยออกเป็นห้อง ขวาสุดเป็นตำหนักขององค์เทพเจ้าซุนอู้กงหรือไต่เส่งปุดจ้อหรือเฮ่งเจีย เหนือเพดานมีจิตรกรรม เกี่ยวกับท่าน สรุปแล้ว ศาลเจ้ากวนอูบ้านนาบอน เป็นศาลเจ้าที่เหมาะที่จะไปสักการะเซ่น ไหว้ขอพรในสิ่งที่ตนต้องประสงค์ เหมาะที่คู่บ่าวสาวไปขอพรให้ชีวิตคู่ยืนยาวร่ำรวยมั่งคั่ง ขอพรให้ ประสบความสำเร็จในการสอบเรียน สอบเข้าทำงาน ให้มีหน้าที่ตำแหน่งการงานสูงขึ้น ธุรกิจการค้า เจริญรุ่งเรือง เป็นต้น
57 4.2.3 อาหารอื่นๆ อาหารคาว ปัจจุบันอาหารคาวสูตรจีนฮกจิวยังมีชาวจีนฮกจิวนิยมปรุงบริโภคทั้งใน ชีวิตประจําวันและในงาน พิธีกรรมสําคัญต่างๆปรากฏมากมายหลายชนิด เช่น ขาหมูตุ๋น ส่วนผสม คือ ขาหมูปลาหมึกกรอบ เห็ดหอม วิธีการทํา ตุ๋นขาหมูเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ชั่วโมง โดยใช้ไฟแรงและต้อง เร่งไฟให้สุด ด้านล่างขาหมูจะรองด้วยปลาหมึกกรอบและเห็ดหอม ความเค็มของปลาหมึกกรอบจะ ช่วยชูรสชาติให้ขา หมูตุ๋นมีความเข้มข้นและอร่อยกลมกล่อม เมี่อตุ๋นขาหมูได้ที่เนี้อขาหมูจะยุ่ย รับประทานง่าย น้ำซุปที่ปรุงไว้จะแทรกซึมเข้าไปในเนื้อขาหมูเมนูขาหมูตุ๋นนี้ เป็นอาหารจีนสูตรฮกจิว ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจาก ชาวจีนฮกจิวด้วยกันและชาวจีนกลุ่มอี่นๆ ซึ่งเป็นสูตรพิเศษที่ไม่ เหมือนขาหมูของชาวจีนกลุ่มอี่นเพราะส่วนใหญ่จะเป็นแบบพะโล้ ภาพที่ 4.27 ขาหมูตุ๋น ที่มา: : “ขาหมูตุ๋น.”(2558) หูฉลาม ส่วนผสม คือ หูฉลาม เนี้อปูแกะ แป้งข้าวโพด วิธีการทํา นําครีบหูฉลามมาทอดแล้วแช่น้ำค้างคืน หลังจากนั้นนําไปต้มและ นําไปคลุกเคล้ากับเนื้อปูแกะและใส่ลงในน้ำซุปที่เตรียมไว้หลังจากนั้นนําแป้งข้าวโพดผสมน้ำให้ได้ สัดส่วนแล้วนําไปใส่ในหม้อที่มีหูฉลามและเนื้อปูแกะ เมื่อส่วนผสมได้ที่ก็นําใส่ถ้วยพร้อมทั้งใส่เหล้าจีน หรือเจ๊า เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม
58 ภาพที่ 4.28 หูฉลาม ที่มา: : “หูฉลาม.”(2553) ปลิงทะเลสี่รส ส่วนผสม คือ ปลิงทะเล หมูสับ เห็ดหูหนูหอมใหญ่ พริกขี้หนูซอย แป้งข้าวโพด วิธีการทํา นําส่วนผสมทั้งหมดผัดคลุกเคล้าเข้ากัน เมื่อใกล้ได้ที่นําแป้งข้าวโพด ผสมน้ำใส่ใน กระทะคลุกเคล้าเข้ากันใส่น้ำซุปค่อนข้างเยอะ หลังจากนั้นจึงตักใส่จานรับประทานได้ ปลิงทะเลสี่รสมีลักษณะเด่นคือรสชาติจัด ซี่โครงหมูตุ้นราดถั่วลันเตา ส่วนผสม คือ ซี่โครงหมูถั่วลันเตาเห็ดหอมหัวหอมใหญ่มะเขือเทศ วิธีการ ทำนำซี่โครงหมูหมักเครื่องให้เข้ากันด้วยกระเทียมน้ำปลาผงชูรสและ พริกไทยแล้วไปทอดจนสุกหลังจากนั้นนำไปตุ้นในรังถึงเมื่อได้ที่ก็เอามาใส่จานส่วนวิธีการทำน้ำราดนำ ถั่วลันเตาเห็ดหอมหัวหอมใหญ่และมะเขือเทศมาผัดคลุกเคล้าให้เข้ากันและผสมซอสมะเขือเทศเพื่อให้ ได้รสชาติมะเขือเทศจนได้น้ำซุปสำหรับราดซี่โครงหมู
59 ภาพที่ 4.29 ซี่โครงหมูตุ้นราดถั่วลันเตา ที่มา: : “ซี่โครงหมูตุ้นราดถั่วลันเตา.”(2553) แปดเซียน ส่วนผสม คือ ซี่โครงหมูไก่วุ้นเส้นฟองเต้าหูเห็ดหูหนูกะหล่ำปลีหอมใหญ่ วิธีการทำ นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ในหม้อที่ต้มน้ำจนเดือดแล้วปรุงรสด้วยซอส ปรุงรสก็จะได้จุดรวมมิตรที่มีรสชาติกลมกล่อมหวานน้ำต้มซี่โครงหมูและไก่ ลูกชิ้นหมูสับทอด ส่วนผสม คือหมูแดงสับปนมันไข่แป้งตราว่าว วิธีการทำหมักหมูโดยใช้น้ำปลาหลังจากนั้นผสมไข่และแป้งตราว่าวและ ปั้นเป็นลูกกลม ๆแล้วไปทอดหลังจากนั้นทำน้ำสามรสราดบนลูกชิ้นหมูสับที่ทอดเสร็จแล้ว หมี่เหลืองผัด ส่วนผสม คือ เส้นหมี่เหลือง/เส้นหมีหมูผักกวางตุ้ง วิธีการทำ นำหมูและผักกวางตุ้งผัดในกระทะและปรุงรสให้เข้ากันหลังจากนั้น จึงนำเส้นหมีเหลือง/เส้นหมี่ลงผัดคลุกเคล้าให้เข้ากันอาหารจานนี้เครื่องเคียงอาจมีการปรับเปลี่ยนใส่ อะไรแทนเนื้อหมูก็ได้
60 ภาพที่ 4.30 หมี่เหลืองผัด ที่มา: “หมี่เหลืองผัด.”(2553) อาหารหวาน ปัจจุบันอาหารหวานหรือขนมสูตรจีนฮกจิวต่างๆมีชาวจีนฮกจิวเพียงไม่กี่คน เท่านั้นที่สามารถทำได้ชาวจีนฮกจิวคนสำคัญที่ยังคงสืบทอดกิจการทำขนมสูตรจีนฮกจิวมาจากรุ่นปู่ คือนายไชยยงค์ศานติตานนท์ปัจจุบันนายไชยยงค์เปิดร้านทำขนมสูตรจีนฮกจิวเพียงร้านเดียวในตำบล นาบอน อำเภอนาบอนชื่อร้านเฉินซังให้ตั้งอยู่ติดกับศาลาประชาคม อำเภอนาบอนอุปกรณ์ในการทำ ขนมเริ่มแรกนำมาจากประเทศจีนต่อมาอุปกรณ์บางอย่างเริ่มเสียหายตามกาลเวลาจึงต้องมีการสั่งทำ ขึ้นมาใหม่เช่นที่นวดแป้งที่ตักขนมที่คีบขนม เป็นต้น ส่วนเตาสำหรับทำขนมในปัจจุบันก็นำมาจาก ประเทศจีน แต่สภาพก็เริ่มเก่าตามกาลเวลาทว่ายังคงสามารถใช้งานได้ปัจจุบันร้านเฉินซังไห้ทำขนม สูตรจีนฮกจิวจำหน่ายหลายชนิด ได้แก่ ขนมก่งเปียน กวงปิงจึงตุ้งเปียน เจิงตงปิงอูลีและแหล่เบี้ยง นอกจากขนมสูตรจีนฮกจิว ดังกล่าวแล้วยังมีขนมอีก 3 ชนิดที่ยังมีชาวจีนฮกจิวทำอยู่ในปัจจุบันคือ ขนมฉ่าก๊อ ขนมกวนข้าวเหนียวนึ่งหน้าผลไม้และขนมอิวลี ขนมหวักโดยขนมน่าก๊อ ขนมกวนและข้าว เหนียวนึ่งหน้าผลไม้ไม่ได้มีการทำขายทั่วไป แต่จะทำในงานพิธีกรรมสำคัญเท่านั้นเช่นขนมฉ่าก้อ ขนม กวนทำในงานประจำปีของศาลเจ้าเช่นศาลเจ้าไซกงส่วนข้าวเหนียวนึ่งหน้าผลไม้ทำในงานแต่งงาน หรืองานศพซึ่งผู้ที่สามารถทำขนมทั้งสองชนิดได้คือนายสว่างตันติพิสิทธิ์มีเพียงขนมอิวลี ขนมหวัก เท่านั้นที่มีผู้ทำจำหน่ายทั่วไปในชุมชนนาบอนโดยนิยมทำขายในช่วงเช้าอาหารหวานหรือขนมสูตรจีน ฮกจิวต่างๆมีรายละเอียดขั้นตอนการทำโดยสังเขปดังนี้
61 อูลีงู้ ขนมอูลีงู้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าข้าวซอยตัด เนื่องจากมีลักษณะเหมือนข้าวซอย ส่วนผสมที่ใช้ในการทํา คือ แป้งหมี่ วิธีการทำ นำแป้งหมีที่นวดเข้ากันแล้วมารีดเป็นแผ่นหลังจากนั้นใช้มีดนั่นเป็น เส้นจึงนำไปทอดเมื่อทอดเสร็จนำแป้งที่ทอดใส่ในกระทะที่เคี่ยวน้ำตาลเดือดและคลุกเคล้าให้เข้ากันก็ จะได้ขนมอูฐที่มีลักษณะเป็นก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายข้าวซอยรสชาติขนมชนิดนี้จะมีความหวานของ น้ำตาลผสมอยู่ ภาพที่ 4.31 อูลีงู้ ที่มา: “อูลีงู้.”(2553) ขนมอิวลีหรือขนมหวัก ขนมอิวลีเป็นขนมสูตรฮกจิวชนิดเดียวที่มีผู้ทําขายทั่วไปในตลาดนาบอนช่วง เช้า ขนมชนิดนี้ เรียกอีกย่างหนึ่งว่าขนมหวัก มาจากกระบวย หมายถึง อุปกรณ์ในการตักอาหาร คํา ว่า หวัก เป็นคําเรียก กระบวยของคนใต้ส่วนผสมที่ใช้ในการทําขนมอิวลีหรือขนมหวัก คือ แป้งถั่ว เหลือง หมูสับ หัวไชโป้ว ถั่วงอก ทั้งหมดปรุงรสให้เข้ากันแล้วสอดไส้ในแป้งถั่วเหลืองซึ่งบดจากถั่ว เหลืองหลังจากนั้นนำไปทอดและใช้กระบวยหรือหวักในการตักขนมขึ้นจากกระทะ ถึงแม้ว่าปัจจุบัน วัฒนธรรมและประเพณีของชาวจีนฮกจิวในประเทศไทยที่สะท้อนผ่านภาษาประเพณีพิธีกรรมความ เชื่อและอาหารอันแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของชาวจีนฮกจิวยังคงมีการสืบทอดจากรุ่นบรรพบุรุษสู่รุ่น ลูกหลานปัจจุบัน บางสิ่งก็ค่อยๆเลือนหายไปจากสังคมไทยอาทิเยาวชนชาวจีนฮกจิวรุ่นใหม่พูด ภาษาจีนฮกจิ๋วได้น้อยลงประเพณีพิธีกรรมและความเชื่อต่างๆที่เคยยึดถือปฏิบัติมาอย่างยาวนานก็เริ่ม ลดน้อยลงแปรเปลี่ยนไปตามสภาพการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้นส่วนอาหารสูตรฮกจิวก็มีผู้จดจำสูตรได้ น้อยลงวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของชาวจีนฮกจิวก็อาจสูญหายไปกับบรรพบุรุษรุ่นก่อนหน้าที่ ค่อยๆพากันล้มหายตายจากดังนั้นชาวจีนฮกจิวรุ่นใหม่จึงควรใส่ใจและให้ความสำคัญกับการธำรง รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและความคิดความเชื่อต่างๆรวมถึงตระหนักและสำนึกในความเป็น ลูกหลานของชาวจีนฮกจิ๋วโพ้นทะเลกลุ่มหนึ่งที่ตั้งชุมชนอาศัยในสังคมไทยได้ยาวนานถึงปัจจุบัน
62 ภาพที่ 4.32 ขนมอิวลี ที่มา: “ขนมอิวลี.”(2553) 4.2.4 การสืบทอดภูมิปัญญา การผลิต และการแปรรูปอาหาร ชาวจีนฮกจิวในชุมชนนาบอนมีการสืบทอดภูมิปัญญาการผลิตและการแปรรูป อาหารจีนฮกจิวที่ ได้รับมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งยังคงเป็นอาหารที่อยู่ในวิถีการบริโภคของชาวจีนฮกจิว ในปัจจุบัน ได้แก่ หมี่เหลืองและ กากเหล้าจีน กากเหล้าจีน (สำเนียงจีนท้องถิ่นฮกจิวออกเสียงว่า เจ๊า) เป็นภูมิปัญญาการ ผลิตและการแปรรูปอาหารของ ชาวจีนฮกจิวชนิดหนึ่งที่ยังมีการสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน โดยกากเหล้า จีนทำมาจากเหล้าข้าวเหนียวที่ผ่านการหมัก ประมาณ 40 วัน จนได้กาก และสามารถเก็บรักษาไว้ สำหรับบริโภคได้นานปี ชาวจีนฮกจิวนิยมนำกากเหล้าจีนเป็น ส่วนผสมในอาหารหลากหลายชนิดเพื่อ ชูรสชาติให้กลมกล่อม ทั้งอาหารประเภทต้มและผัด อาทิ หมี่ซั่วไก่ ผัดหมูสามชั้นผักกาดดองเค็ม (ม่วยใฉ่) หอยจุ๊บผัด ฯลฯ ปัจจุบันชาวจีนฮกจิวที่สืบทอดการทำกากเหล้าจีนมีจำนวนลดน้อยลง และ ยังคงสืบทอดภูมิปัญญาการผลิตและการแปรรูปอาหารชนิดนี้เพียงไม่กี่รายอย่างไรก็ตามในปัจจุบัน กากเหล้าจีนยังคงหาซื้อสำหรับบริโภคได้ใน ตลาดชุมชนนาบอนโดยร้านค้าที่ยังคงสืบทอดและ จำหน่ายให้กับชาวจีนฮกจิวที่ยังไม่ลืมรสชาติความหอมอร่อยของกากเหล้าจีนสำหรับเป็น ส่วนประกอบในการทำอาหารจีนฮกจิว ได้แก่ ร้านน้ำชาโกฉิ้งและร้านลิ้มกี่ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ตลาดบน ในตลาดชุมชนนาบอน
63 หมี่เหลือง เป็นภูมิปัญญาการทำอาหารของชาวจีนฮกจิวที่ยังคงแพร่หลาย และสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันโดยหมี่เหลืองเป็นอาหารที่ชาวจีนฮกจิวนิยมบริโภคในชีวิตประจำวันโดย การนำมาผัดกับเนื้อหมูและผักกวางตุ้งและเส้นมีความชุ่มจากน้ำซุปที่เป็นส่วนผสมสำคัญในการผัด เอกลักษณ์สำคัญของหมี่เหลืองผัดของชาวจีนฮกจิวคือเส้นหมีจะมีลักษณะเส้นอวบใหญ่เหนียวนุ่มมีสี ขาวนวลเหมือนเปลือกไข่ไก่สีไม่เหลืองจัดเหมือนเส้นหมี่เหลืองทั่วไปเน้นสีสันที่คงเป็นธรรมชาติของ เส้นหมีและหมี่เหลืองผัดต้องมีความชุ่มน้ำของเส้นหมี่ที่ได้จากการคลุกเคล้าด้วยน้ำซุปและไม่ผัดแบบ แห้งเหมือนเส้นหมีทั่วไป หมี่เหลืองผัดนับ เป็นอาหารที่ทำกินได้ง่ายในวิถีชีวิตและวิถีการบริโภคอาหาร ของชาวจีนฮกจิว เนื่องจากวัตถุดิบหลักคือเส้นหมี่สามารถหาซื้อได้ง่ายในชุมชนนาบอน ในอดีตชาว จีนฮกจิวหลายครัวเรือนมีการทำเส้นหมี่เหลืองกินเอง โดยทุกบ้านจะใช้จักรรีดยางสำหรับรีดยางพารา มาใช้ในการรีดเส้นหมี่สำหรับบริโภคในวิถีชีวิตแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตและวิถีการบริโภคของชาวจีน ฮกจิวที่สัมพันธ์กับการทำสวนยางพาราการแปรรูปยางพาราเป็นยางแผ่นและการทำเส้นหมีไว้กินเอง ในชีวิตประจำวัน ในปัจจุบันชุมชนนาบอนยังคงมีชาวจีนฮกจิวสืบทอดการทำหมี่เหลืองสำหรับ ขายเพื่อไปสู่ผู้บริโภคในชุมชนหลายร้านหนึ่งในนั้น คือ ร้านเฉินซังไท้ของนายไชยยงค์ศานติตานนท์ซึ่ง เป็นร้านที่ยังคงสืบทอดการทำเส้นหมีและขนมสูตรจีนฮกจิวหลายชนิดในอดีตการทำเส้นหมีจะใช้น้ำ ขี้เถ้าเป็นส่วนผสมในการทำโดยต้องแช่ให้ตกตะกอนและกรองเอาเฉพาะน้ำใส แต่ปัจจุบันกรรมวิธีการ ทำสะดวกและมีขั้นตอนง่ายขึ้นโดยมีการใช้โซดาไบค์คาโบเนตเป็นส่วนผสมหลักในการทำเส้นหมีที่ทำ จากแป้งหมี (แป้งสาลี) เส้นหมีสูตรจีนฮกจิวนี้จะไม่ใส่ไข่น้ำด่างและสีผสมอาหารเพื่อให้เป็นสีเหลือง อ่อยเหมือนเส้นหมี่เหลืองทั่วไป 30 ดังนั้นจึงทำให้เส้นหมี่เหลืองของท้องถิ่นแห่งนี้มีสีขาวนวลเหมือน เปลือกไข่ไก่สีไม่เหลืองจัดและเส้นอวบใหญ่เหนียวนุ่มสำหรับร้านของนายไชยยงค์ศานติตานนท์จะทำ หมีในช่วงเวลาตี 4 ของทุก ๆ วันเพื่อส่งขายไปยังร้านอาหารต่างๆในชุมชนนาบอนและมีวางจำหน่าย ในร้านของตนด้วยการสืบทอดภูมิปัญญาการการทำหมี่เหลืองดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าวิถีชีวิตและวิถี การบริโภคของชาวจีนฮกจิวมีความผูกพันกับการบริโภคอาหารประเภทเส้นและยังคงเป็นอาหารหรือ วัตถุดิบหลักสำคัญที่ชาวจีนฮกจิวยังคงนิยมบริโภคในชีวิตประจำวันทั้งการทำกินเองภายในครัวเรือน การบริโภคในร้านอาหารและเป็นอาหารที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับการใช้ในพิธีเซ่นไหว้ บรรพบุรุษผู้ล่วงลับในเทศกาลและประเพณีต่าง ๆ แม้ว่าหมี่เหลืองผัดจะเป็นเมนูอาหารที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตและวิถีการบริโภคของ ชาวจีนฮกจิว แต่เมื่อมีการจัดเลี้ยงในงานพิธีต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดเลี้ยงแบบโต๊ะจีนในงาน แต่งงานของชาวจีนฮกจิวจะไม่นิยมจัดเลี้ยงแขกเหรือผู้มาร่วมงานด้วยหมี่เหลืองผัด เนื่องจากเป็น อาหารเมนูธรรมดาที่มีราคาถูกสามารถหากินได้ง่ายในท้องถิ่น ดังนั้นเจ้าภาพจึงนิยมจัดเลี้ยงแขกเหรื่อ ด้วยอาหารที่เน้นประเภทเนื้อสัตว์ต่างๆและหากินได้ยากในวิถีชีวิตประจำวันอาทิขาหมูตุ้นปลิงทะเล สามรสหูฉลาม เป็นต้น
64 อาหารจีนฮกจิวมีกรรมวิธีการผลิตและการแปรรูปหลายขั้นตอน ผู้ทำอาหารจึงต้องใช้ความใส่ใจ ความพิถีพิถัน และความละเอียด เพื่อจะได้อาหารที่มีรสชาติอร่อยกลมกล่อมตามสูตรจีนฮกจิว การทำอาหารจีนฮกจิวใช้หลักการสำคัญ คือเน้นความร้อนจากไฟ เพื่อกระตุ้นให้อาหารออกรสชาติได้ มากที่สุด ในอดีตชาวจีนฮกจิวจะใช้เตา ถ่านสำหรับทำอาหาร ทำให้อาหารมีความกลมกล่อม แต่ปัจจุบันนิยมใช้เตาแก๊สเพื่อความสะดวกมากขึ้น สำหรับอาหารที่จำเป็นต้องใช้ความร้อนจากไฟ อย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษคืออาหารประเภทต้มและตุ๋น ซึ่ง ต้องใช้ไฟในการต้มและตุ๋นเป็นระยะ เวลานานค่อนวัน อาทิ ขาหมูตุ๋น เป็นอาหารคาวที่ต้องใช้ความร้อนจากไฟใน การตุ๋นโดยการใช้ไฟแรง และเร่งให้สุดเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ชั่วโมง จึงจะได้ขาหมูตุ๋นที่เปื่อยและน้ำซุปซึม เข้าถึงเนื้อขา หมู ส่วนอาหารหวานที่ใช้ความร้อนจากไฟเป็นกรรมวิธีหลัก ได้แก่ ขนมกำแพงเมืองจีน (ขนมครอบ ทวีป) ออกเสียงเป็นสำเนียงจีนท้องถิ่นฮกจิวว่า ม่อนจิ๊วกอ เป็นขนมที่มีส่วนผสมของมันหมูแข็งหั่น เป็นลูกเต๋าเล็ก หมักด้วยน้ำตาล ใส่แป้งหมี่ แล้วน้ำไปใส่เบ้านึ่ง ในขั้นตอนการนึ่งใช้ระยะเวลานานกว่า 5-8 ชั่วโมง ผู้ทำจะต้องคอย ดูไฟและคอยเติมน้ำไม่ให้ขาด เมื่อผ่านกรรมวิธีการทำจะมีการจัดเรียงใส่ จานซ้อนเป็นชั้นคล้ายการก่ออิฐเป็นฐาน ค่อยๆสูงขึ้นไป จึงเรียกขนมชนิดนี้ว่า กำแพงเมืองจีน ซึ่ง ขนมชนิดนี้ในอดีตเมื่อชาวจีนฮกจิวมีการจัดเลี้ยงในพิธีแต่งงานจะต้องนำขนมชนิดนี้สำหรับจัดเลี้ยง แขกเหรื่อ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการทำค่อนข้างนาน การสืบทอดภูมิปัญญาต่างๆในมิติวัฒนธรรมของความเป็นจีนฮกจิวลดน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัฒนธรรมด้านอาหารที่เป็นอัตลักษณ์โดดเด่นของความเป็นจีนฮกจิวได้รับการสืบต่อภายใต้วิถี ชีวิตประจำวันหรือวิถีการบริโภคลดน้อยลง เนื่องจากชาวจีนฮกจิวรุ่นใหม่ได้ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรม อาหารแบบไทยและวัฒนธรรมอาหารที่ได้รับอิทธิพลจากต่างชาติต่างวัฒนธรรม วัฒนธรรมอาหารจีน ฮกจิวในท้องถิ่นก็ยังคงมีอยู่บ้าง ผ่านการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ การสืบทอดหรือรูปแบบในการสืบทอดประเพณีหรือพิธีกรรมต่าง ๆ นั้นมีผล เกี่ยวเนื่อง กับการถ่ายทอดเป็นสำคัญ การสืบทอดจะประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่การถ่ายทอด รายละเอียดของความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและค่านิยมในเรื่องสำคัญ ต่าง ๆ ที่บรรพบุรุษ ต้องการให้ลูกหลานปฏิบัติตาม โดยมีวิธีการที่แตกต่างกันไป ดังจะอธิบายดังต่อไปนี้ ลักษณะของการ ถ่ายทอดทางวัฒนธรรม การถ่ายทอดทางวัฒนธรรม หมายถึง การสอนให้คนรุ่นหลังรับรู้ถึงระบบ สัญลักษณ์ ทางวัฒนธรรมที่คนในสังคมนั้นๆ ได้เคยมีการตกลงกันว่ามีความหมายอย่างไร ต้องการ สื่อสาร ถึงอะไร ด้วยวิธีการใด การถ่ายทอดวัฒนธรรมอาจเป็นการถ่ายทอดความคิด ความเชื่อ รูปแบบ การดำเนินชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี เทศกาล พิธีกรรมที่แสดงให้เห็นถึง อัตลักษณ์ของ กลุ่มคน ในสังคมและวัฒนธรรมหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัว และแตกต่างจากสังคมอื่น จากการศึกษา พบว่า การถ่ายทอดทางวัฒนธรรมเพื่อก่อให้เกิดการสืบทอดวัฒนธรรมของชาวจีนสู่ลูกหลานในที่นี้ มี2 รูปแบบคือ
65 1. ทางตรง (Direct socialization) เป็นกระบวนการทางสังคมที่เกิดขึ้นภายใต้ระยะเวลา ที่ยาวนาน ตั้งแต่เด็กเล็กถึงวัยรุ่นในปัจจุบัน การถ่ายทอดจะอยู่ในรูปการพดูคุย บอกเล่าอบรม สั่งสอน การให้เป็นผู้ ปฏิบัติโดยตรง โดยพ่อ แม่ ปู่ย่า ตายายสู่ลูกหลานโดยตรง ซึ่งรูปแบบนี้ จะเห็น ได้ชัดในครอบครัวเป็นสำคัญ 2. ทางอ้อม (Indirect socialization) เป็นการถ่ายทอดที่มิได้มีเจตนาจะก่อให้เกิด พฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งแก่บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งโดยตรง เช่น การแสดงความคิดเห็น ทัศนคติ การพดู คุยที่ไม่เป็นทางการหรือการปฏิบัติเป็นตัวอย่างแต่ความคิด ความเชื่อค่านิยม อุดมการณ์ ตลอดจน พฤติกรรมบางอย่างเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่ได้จงใจอาจเป็นผลจากการสังเกต การเลียนแบบพฤติกรรม หรือเกิดจากการที่บุคคลค่อย ๆ ซึมซับความคิด ความเชื่อลักษณะนิสัย บางอย่างโดยที่ตนเองไม่รู้ตัว จนเกิดเป็นสำ นึกหรือจิตสำนึกความรับผิดชอบที่มีต่อบางอย่าง ชาวจีนฮกจิวที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยล้วนแล้วแต่มีวิถีชีวิตและการ ดํารงอยู่ในสังคมไทย ภายใต้วัฒนธรรมและความเชื่อแบบจีน กล่าวคือ มีการรับเอาแนวความคิดความ เชื่อและถ่ายทอด แนวความคิดความเชื่อต่างๆให้แก่ลูกหลาน เพื่อสืบทอดจารีตประเพณีวัฒนธรรม และความเชื่อต่างๆที่ได้รับการปลูกฝังเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ในประเทศจีน เมื่อชาวจีนฮกจิว อพยพเข้ามา ตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยก็ ยังคงดําเนินรอยตามอย่างที่เคยยึดถือปฏิบัติกันมาเมื่อครั้งอยู่อาศัยบน แผ่นดินเกิดตน กระทั้งเข้าตั้งรกราก อย่างถาวรในประเทศไทยก็ยังมีสํานึกของความเป็นจีนผ่านการ แสดงออกในลักษณะต่างๆ เช่น มีการใช้ ภาษาจีน มีการยึดถือปฏิบัติในประเพณีพิธีกรรม และความ เชื่อต่างๆร่วมกัน ตลอดจนถึงมีการถ่ายทอด กรรมวิธีในการทําอาหารที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษสู่ ลูกหลาน เป็นต้น คนจีนนาบอนในยุคก่อร่างสร้างตัวเมื่อครั้งที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในตำบลนา บอนใหม่ ๆ มีการกินอยู่อย่างประหยัด อาหารการกินส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ผลิตเองทั้งสิ้น มีการปลูก ผักหมักซีอิ๊ว แปรรูปผลผลิตไว้กินในครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่มักปลูกพืชผักในสวนยาง ส่วนเนื้อสัตว์จะ ได้บริโภคเมื่อมีงานเทศกาลหรืองานมงคลเท่านั้น ต่อมาเมื่อมีฐานะดีขึ้น คนจีนนาบอนจึงเริ่มรื้อฟื้น อาหารตามวัฒนธรรมของตนเองขึ้นมา เกิดร้านอาหารในตลาดที่มีเมนูอาหารจีนขาย มีร้านขายขนม ขายเส้นหมี่ ร้านน้ำชา และข้าวของเครื่องใช้ตามวัฒนธรรมอื่น ๆ ตามมา เมนูหลักของชาวจีนฮกจิวนาบอน คือ อาหารประเภทเส้น โดยเฉพาะเส้นหมี่ เหลืองซึ่งผลิตมาจากแป้งสาลีตามกระบวนการของชาวจีนฮกจิว ได้เส้นหมี่เหลืองมีขนาดใหญ่ กลม อวบนุ่ม นิยมนำมาผัดเป็นหลัก ปัจจุบันในชุมชนยังมีผู้ผลิตเส้นหมี่เหลืองอยู่ นอกจากเส้นหมี่เหลือง แล้วชาวจีนฮกจิวยังผลิตเครื่องปรุงสำหรับการประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน เช่น น้ำส้มสายชูหมัก ที่ทำมาจากข้าวเหนียวหมักกับยีสต์ เหล้าจีน กากเหล้าจีน และยังมีขนมกินเล่นต่าง ๆ เช่น ขนมก่ง เปียว/จิ่วตุงเปียง ขนมอูลี้งู ขนมแหล่เปี้ยง ขนมเหล่านี้แต่ละบ้านมีสูตรและเทคนิควิธีที่แตกต่างกันไป เล็กน้อย
66 ภูมิปัญญาที่ยึดถือสืบทอดกันมา ชาวจีนฮกจิวมีภูมิปัญญาแบบครัวฝูเจี้ยน มีภูมิปัญญาด้านอาหาร มาจากเมืองหลวงของมณฑลคือ ฝูโจว อาหารฝูเจี้ยนเป็นที่รู้จักกันอย่างดีว่าเป็นอาหารเบาแต่มีรสชาติ ดี นุ่มนวล และละมุน โดยเน้นเฉพาะด้วยรสชาติอูมามิ อีกทั้งยังคงรสชาติดั้งเดิมเอาไว้ของส่วนผสม หลักแทนการถูกปกปิด มีการใช้อาหารทะเลและอาหารป่าที่มีความหลากหลาย รวมทั้งปลา หอย และเต่ามากมายในท้องถิ่น หรือเห็ดที่กินได้และหน่อไม้ ซึ่งหาได้โดยบริเวณชายฝั่งและภูเขาของฝู เจี้ยน เทคนิคการปรุงอาหารที่ใช้กันมากที่สุดในภูมิภาคนี้ ได้แก่ การตุ๋น การเคี่ยว การนึ่ง และการต้ม การเอาใจใส่เป็นพิเศษจะต้องจ่ายด้วยทักษะพลิกแพลงของการใช้มีดและ เทคนิคการทำอาหารของเชฟ ซึ่งใช้เพื่อเพิ่มเติมรสชาติ กลิ่นหอม และเนื้อสัมผัสของอาหารทะเลและ อาหารอื่นๆเน้นหนักในการทำและการนำน้ำซุปและน้ำแกงไปใช้ มีคำกล่าวในอาหารของภูมิภาคนี้ว่า หนึ่งน้ำซุปสามารถเปลี่ยนเป็นหลายรูปแบบ อาหารฝูเจี้ยนนั้นมีผลกระทบอย่างมากต่ออาหารไต้หวัน และอาหารจีนโพ้นทะเลที่พบได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากชาวจีนไต้หวันและชาวเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่มีรากฐานมาจากบรรพบุรุษในมณฑลฝูเจี้ยน ดังนั้นภูมิปัญญาที่พบจากอาหารจีนฮกจิว ท้องถิ่นได้แก่ ภูมิปัญญาด้าน อุปกรณ์ประกอบอาหาร มีการคิดค้นอุปกรณ์โดย บางอย่างได้ดัดแปลงจากบรรพบุรุษ เช่น ตาข่าย ข้าวตาก ความรู้ที่มีอยู่ของ ท้องถิ่นที่เกิดจากการเรียนรู้สั่งสมจากบรรพบุรุษเกิดเป็นภูมิปัญญาในด้าน ต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำรงวิถีชีวิตและเป็นเอกลักษณ์ทาง วัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้น ๆ ภูมิปัญญาด้าน กระบวนการประกอบอาหาร มีเทคนิคต่าง ๆ ในกระบวนการทำ ซึ่งวัตถุดิบบางชนิดมี เฉพาะใน ท้องถิ่นนั้น ๆ อาทิกำเจือง ที่ใช้ทำเกาหยุก และหมูย่าง ถือเป็น อัตลักษณ์ของท้องถิ่น นอกจากนี้มีการ ใช้สมุนไพรจีน ผสมในอาหาร เช่น ผงหอมซึ่งมีส่วนผสมของโป๊ยกั๊ก และไม้หอม แฝงถึงการรักษา สุขภาพด้วยการรับประทานอาหาร ชาวจีนฮกจิวเน้น กินอาหารเป็นยา เนื่องจากการให้ความสำคัญ กับการดูแลสุขภาพ ดังนั้นการประกอบอาหารของชาวจีนฮกจิวจึงมีความละเอียดอ่อน ประณีต มีความเกี่ยวข้องในเรื่องธาตุร่างกายที่ต้องรับประทานอาหาร อาทิ การรับประทานขนมทือหยีของ สตรีหลังคลอด นอกจากนี้ยังปรากฏการเลือกวัตถุดิบมาประกอบอาหารให้สอดคล้องกัน ซึ่งสอดคล้อง กับ (กนกวรรณ สาโรจน์วงศ์, 2560 ) ที่ได้ กล่าวว่า ชาวใต้มีการจัดการอาหารและทรัพยากรอาหาร โดยใช้ความรู้ปัญญาและทักษะในการจัดการทรัพยากรอาหารมาใช้ ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน โดยใช้ เป็นแหล่งวัตถุดิบในการนำมาเป็นอาหารและยา นอกจากนี้ อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความสำคัญ ต่อมนุษย์ ซึ่ง นอกเหนือมีความสำคัญต่อร่างกายในการดำรงชีวิตของมนุษย์แล้ว อาหารบางอย่างยังมี สรรพคุณเป็นยาช่วยในการป้องกัน บำบัด รักษาโรคโดยสามารถสะท้อนถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของ คนในสังคมนั้น อาหารชาวจีนฮกจิว นอกจากเป็นอาหารที่บริโภคในครัวเรือนแล้ว ยังเป็น อาหารที่ใช้ในเทศกาล ประเพณีและ พิธีกรรมต่าง ๆ ในชีวิต อาทิ ประเพณีแต่งงาน ประเพณีงานศพ เทศกาลเช้งเม้ง เทศกาลตรุษจีน เทศกาลถือศีลกินเจ วันเกิดของ เทพเจ้าในศาลเจ้า และวันแซยิด เป็นต้น โดยอาหารแต่ละประเภทที่ใช้ในเทศกาลต่าง ๆ ปรากฏภูมิปัญญาแฝงด้านความเชื่อที่
67 เกี่ยวข้องกับลักษณะพิเศษของอาหาร กระบวนการประกอบอาหารหรือวัตถุดิบส่วนผสมที่ใช้ประกอบ อาหาร เช่น ความเชื่อเรื่อง การใช้บะหมี่เป็นอาหารที่รับประทานในประเพณีแต่งงาน ประเพณีงาน ศพ งานแซยิด เทศกาลถือศีลกินเจ และงานวันเกิดของ เทพเจ้าในศาลเจ้า เนื่องจากเส้นบะหมี่มี ลักษณะยาว บ่งบอกถึงการมีอายุยืนยาว ซึ่งภูมิหลังทางชาติพันธุ์ของผู้ปรุงอาหาร แสดงให้เห็นถึง การ คงอยู่ของประเพณีวัฒนธรรมผ่านอาหารจีน โดยสะท้อนวิถีชีวิต ด้วยเหตุนี้การประกอบอาหาร การ เลือกใช้วัตถุดิบ นัย ความหมายของส่วนผสมมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิต ความเชื่อ และสภาพความ เป็นอยู่ของคนในสังคม ภูมิปัญญาอาหารจีนจึง เกี่ยวข้องกับประเพณีวัฒนธรรมชุมชน โดยใช้เป็น อาหารไหว้ และอาหารประกอบประเพณีพิธีกรรม อาทิ พิธีแต่งงาน พิธีงานศพ พิธีไหว้เทพเจ้า พิธีเช้ง เม้ง และพิธีตรุษจีน ด้วยเหตุนี้อาหารจึงกลายเป็นเครื่องมือที่สามารถสะท้อนวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ของ ชาวจีนฮกจิว อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น นั้นเอง ขนมฮวดโก้ย ขนมฮวดโก้ยมีความหมายในภาษาจีน ฮวด แปลว่าเจริญงอกงาม โก้ยแปลว่า ฟูหรือขนม ดังนั้นขนมฮวดโก้ยจึงตรงกับความหมายในภาษาไทยว่าขนมแห่งความเจริญเฟื่องฟู ความหมายมงคล ชาวจีนหรือคนไทยนิยมนำฮวดโก้ยไปไว้ไหว้หรือกระทำพิธีที่เป็นมงคลต่างๆเพราะ ขนมชนิดนี้ตรงความหมายทางมงคลว่าชีวิตเฟื่องฟูเจริญรุ่งเรืองจึงขาดไม่ได้ในการไหว้พิธีต่างๆของ ชาวจีนฮกจิว มีประเพณีว่าถ้าเด็กเกิดออกมาครบ 1 เดือนจะจัดพิธีมั๋วโง่ยคือการให้เด็กทารกไป แนะนำตัวให้กับญาติผู้ใหญ่โดยพ่อแม่เด็กจะจัดไข่ต้มย้อมสีแดงฮวดโก้ยและอิ่วปึ่งไปให้ญาติผู้ใหญ่ เพื่อนเป็นการแนะนำตัวจากนั้นจะนำเอาขนมฮวดโก้ยไปไหว้ศาลเจ้าเพื่อเป็นการขอพรให้เด็ก เจริญรุ่งเรือง
68 ขนมอังกู้ หรือขนมเต่า เป็นขนมของคุณเชื้อสายจีน มีไส้ประกอบด้วยถั่วเหลืองน้ำตาล นิยมนำมา เป็นเครื่องบวงสรวงในพิธีต่างๆหรือในงานรับขวัญเด็กเกิดใหม่ บางคนเชื่อว่าควรทำพิธีกรรมนี้ก่อน เด็กอายุครบเดือน เพื่อให้เด็กว่านอนสอนง่ายไม่ดื้อโดยจะนำขนมที่ถือว่าเป็นศิริมงคลไปไหว้พระด้วย คือขนมเต่ามีความหมายว่าให้มีอายุมั่นขวัญยืนนั่นเองสียืนพื้นของขนมอังกู้มีแค่ 2 สีคือสีแดงใช้ใน งานมงคล และขาวใช้ในงานอวมงคล นอกจากนี้ก็ยังมีสีน้ำนํ้าตาล สีเหลือง และสีส้ม การทำขนมอังกู้ นำแป้งข้าวเหนียวนวดกับน้ำน้ำมันพืช น้ำตาล สีผสมอาหารโดยเฉพาะสีแดงนวดให้เข้ากันและนิ่ม ส่วนผสมไส้นำถั่วทองที่หุงสุกแล้วไปกวนกับน้ำตาลจนแห้ง แล้วจึงนำมาห่อกับแป้งข้าวเหนียว นำไป กดลงในพิมพ์แล้วนำไปนึ่ง นอกจากสีแดงและสามารถทำได้อีกหลายสีตามความต้องการของผู้ทำ แต่ถ้าเป็นการทำในการมงคลไม่ต้องใส่สีให้เป็นสีขาว ซาลาเปา ซาลาเปาเป็นอาหารจีนชนิดหนึ่งทำมาจากแป้งสาลีและยีสต์และนำมาผ่าน กระบวนการนึ่งซาลาเปาจะมีไส้อยู่ภายใน โดยอาจจะเป็นเนื้อหรือผักซาลาเปาที่นิยมนำมา รับประทาน ได้แก่ซาลาเปาไส้หมูและซาลาเปาไส้ครีม สำหรับอาหารที่มีลักษณะคล้ายซาลาเปาที่ไม่มี ไส้จะเรียกว่าหมั่นโถว นอกจากนี้ซาลาเปายังคงเป็นส่วนหนึ่งในชุดอาหารติ่มซำในวัฒนธรรมอาหาร จีนซาลาเปาสามารถนำมารับประทานได้ทุกมื้ออาหารซึ่งนิยมมากในเมื่ออาหารเช้า ซาลาเปาได้ชื่อว่าได้รับการคิดค้นขึ้นจากจูกัดเหลียงหรือขงเบ้งใน คริสต์ศตวรรษที่ 2 เมื่อจูกัดเหลียงกลับมาจากการต่อสู้กับเบ่งเฮ็กแล้วก็เดินทางมาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่งที่ คนแถวนั้น เชื่อว่ามีวิญญาณสิงอยู่ใต้น้ำ ทหารบอกจูกัดเหลียงว่าถ้าจะข้ามฟากต้องตัดหัวทหาร ทั้งหมดเพื่อบูชาดวงวิญญาณแต่จูกัดเหลียงไม่อยากให้ทหารต้องตายจึงคิดการทำหมั่นโถวขึ้นมาแล้ว ปล่อยให้ลอยตามน้ำเพื่อบูชาดวงวิญญาณเมื่อบูชาแล้วจูกัดเหลียงก็พาทหารข้ามสะพานไปยังนคร เซงโต๋ ในภาษาอังกฤษเรียกซาลาเปาว่า Chinese bun
69 การผลิตและการแปรรูปอาหาร ไข่เยี่ยวม้า ใบใสสีเข้ม เต็มรสอร่อย ไข่เยี่ยวม้าเป็นผลิตภัณฑ์ไข่ชนิดหนึ่ง ที่มีรูปร่าง หน้าตาแสนจะแตกต่างไปจากไข่ในรูปแบบทั่วไปที่คุ้นเคยกัน เริ่มจากส่วนของไข่ขาวที่เป็นสีเขียวเข้ม จนคล้ำแต่กลับใส ดูคล้ายวุ้นสีเข้ม ต่างจากไข่ชนิดอื่นๆ ที่มีผิวไข่ขาวสีขาวสมชื่อส่วนด้านในตรงที่เป็น ไข่แดง ก็เป็นสีเทาสลับชั้นอ่อนแก่แทนสีแดงหรือสีส้มสดสำหรับชาวไทยเรานั้น เรียกได้ว่า คุ้นหน้าคุ้น ตากับไข่เยี่ยวม้ากันพอสมควร เพราะมีให้เห็นได้ตั้งแต่ตามตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านข้าวต้ม ไปจนถึง ร้านอาหารจีนหรูหราราคาแพงเช่นเดียวกันกับในอีกหลายประเทศ ที่มีชาวจีนโพ้นทะเลอพยพย้ายไป ตั้งรกรากจนมีชุมชนจีนขนาดใหญ่ ก็คุ้นเคยกับไข่เยี่ยวม้าเช่นกันไข่เยี่ยวม้านี้ แท้จริงแล้วไม่ได้ เกี่ยวข้องกับม้าแต่อย่างใด ในทางกลับกัน ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่ ไข่เป็ด หรือไข่ชนิดอื่น เช่นว่าไข่นก กระทา ก็สามารถนำมาทำให้เป็นไข่เยี่ยวม้าได้ทั้งนั้น เพราะเป็นวิธีการถนอมอาหารของชาวจีน โบราณ ที่นำไข่สดไปผ่านกระบวนการทางเคมีด้วยการหมักให้เป็นด่าง เพื่อให้เก็บรักษาได้นานการ หมักที่ว่านี้ จะใช้น้ำผสมกับส่วนประกอบต่างๆ อาทิ ปูนขาว เกลือ โซเดียม ขี้เถ้า ใบชา หมักด้วย แกลบหรือดิน ต่างร้านก็มีสูตรต่างกันไปในบางกระบวนการ ตรงส่วนที่เป็นไข่ขาวยังอาจจะแตกลายงา ได้เป็นลวดลายคล้ายใบสนที่แผ่ออกมา บางคนจึงเรียกไข่เยี่ยวม้าที่มีลายตรงไข่ขาวว่า ไข่ใบสนส่วน ตรงที่เป็นไข่แดงนั้น ก็จะกลายเป็นสีเขียวอมฟ้า ไล่เฉดเข้มไปเรื่อย ๆ จนถึงกับเป็นสีเทาเข้มและเกาะ ตัวกันดูชุ่มฉ่ำ ทำให้ไข่เยี่ยวม้าที่หมักบ่มจนได้ที่ จะดูเหมือนเป็นไข่ที่ผ่านกระบวนการทำให้สุกมาแล้ว ซึ่งการหมักนี้ ก็มีได้ตั้งแต่สิบวันจนถึงนานกว่านั้นเป็นหลายเดือน ตามแต่ตำราที่นำมาใช้ ซึ่งระยะเวลาที่นานถึงเพียงนี้ แทนที่ไข่สดจะเสีย กลับได้รับการถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูจากสารพัด ส่วนประกอบที่นำมาหมัก ทำให้ไม่เพียงแต่จะสามารถยืดอายุได้เท่านั้น แต่ยังช่วยขจัดเชื้อโรคภายใน ได้อีกต่างหาก ส่วนเปลือกภายนอกนั้น ตามสูตรดั้งเดิม จะมีผิวออกสีฟ้าหม่น ดูละม้ายคล้าย ไข่ฟอสซิลโบราณ ไข่เยี่ยวม้าจึงได้ชื่อในภาษาอังกฤษว่า ไข่ศตวรรษ ไข่ร้อยปี หรือแม้กระทั่งไข่พันปี เนื่องมาจากดูเป็นของเก่าแก่ แต่บางคนก็ว่า เนื่องจากต้องรอนานหลายวันหรือเป็นเดือนกว่าจะได้ ทาน เลยได้ชื่อมาเช่นนี้แต่บางสูตรโดยเฉพาะที่เห็นกันในบ้านเรา เมื่อหมักจนได้ที่แล้ว เปลือกไข่จะ แปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้ม แทนสีฟ้าหม่น ก็มีให้เห็นได้อีกเช่นกัน สำหรับอายุอานามการเก็บรักษา ก็แน่นอนว่าจะต้องยาวนานกว่าไข่สด หลายเท่าตัว เพราะเก็บได้อย่างน้อยๆ ถึงหกเดือนในอุณหภูมิที่เหมาะสมที่จีนเรียกไข่แปรรูปประเภท นี้ว่า ชงฮวาตั้น หรือบางก็เรียกว่า ผีตั้น ซึ่งทั้งชื่อจีนและขื่ออังกฤษ ก็ไม่ได้มีคำใดที่เกี่ยวข้องกับม้าอีก เช่นกัน แต่ก็ยังมีคนพยายามเล่าว่า เหตุที่เรียกชื่อว่าไข่เยี่ยวม้านั้น เป็นเพราะผู้ที่ค้นพบวิธีการทำ ไป พบเจอไข่ที่ซุกไว้ในกองแกลบริมคอกม้าเป็นเวลานาน แต่ก็ยังไม่เน่าเสีย มิหนำซ้ำยังมีรสอร่อย จึงเป็น ที่มาของไข่ประเภทนี้แต่ว่าเรื่องเล่านี้ ก็ไม่ได้มีหลักฐานยืนยันแต่อย่างใดในขณะที่ที่มาที่ไปที่ดูจะ ชัดเจนกว่าเรื่องราวในคอกม้าแต่หนหลัง กลับเล่าไว้ว่า ไข่เยี่ยวม้าเป็นผลิตภัณฑ์จากมณฑลทาง
70 ตอนกลางค่อนมาทางใต้ในสมัยราชวงศ์หมิง เมื่อราวห้าถึงหกร้อยปีก่อน เมื่อชาวบ้านคนหนึ่งได้เจอไข่ เป็ดอยู่ในบ่อปูนขาว ซึ่งเดาเอาว่า แม่เป็ดที่เลี้ยงอยู่มาไข่ทิ้งไว้ คำนวณระยะเวลาไปมา น่าจะได้ราว สองเดือน พอนำมาชิม ก็พบว่ามีรสชาติที่อร่อยแตกต่างและยังเก็บไว้ได้นาน จึงลองนำเอาไข่สดมา กลบฝัง นับวันจนได้ที่ ก่อนจะเริ่มการค้าขายไข่ชนิดนี้ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วทั้งประเทศ ในร้านอาหารตามสั่งทั่วไปที่จีนนั้น เมนูต้อนรับหรือเมนูของว่าที่อ่านเจอได้เป็นประจำ จึงมักจะมีเมนู ไข่เยี่ยวม้าแสดงตัวอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นไข่เยี่ยวม้าที่ฉายเดี่ยวหรือวางเรียงกันมา หรือเพิ่มพริกสด พริก น้ำมันไว้ตรงกลางเพื่อช่วยตัดรส จะทานเล่นๆ เลยก็ได้ หรือทานกับข้าวต้มร้อนๆ ก็เข้าทีไข่เยี่ยวม้าที่ เสิร์ฟมากับเต้าหู้แบบเย็น เป็นของทานเล่นแบบง่ายๆ ก็เรียกน้ำย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง บางครั้งก็มีเพียงสองครองคู่กันมาในจาน แต่บางคราวก็มีตัวประกอบอื่นมาช่วยเพิ่มรสชาติ เช่น ขิงซอย พริก แตงกวา หรือถั่วส่วนที่นำมาประกอบอาหารแบบปรุงสุกนั้น ที่มีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะ ทางตอนใต้และแถบฮ่องกง มาเก๊า ก็คือโจ๊กสีขาวข้นแสนหอมที่ชูรสด้วยหมูเส้นเรียวกับไข่เยี่ยวม้าที่ หั่นเป็นซีกหรือแบบลูกเต๋า นอกจากนี้ ก็ยังมีซุปบางประเภท เช่น ซุปปลาใส่ไข่เยี่ยวม้า หรือที่จะแหวก แนวกว่านั้น ก็เช่น ไข่เยี่ยวม้าผ่าซีกที่นำไปชุบแป้งทอดจนผิวกรอบ ก่อนจะนำมาผัดกับผักประเภท ต่างๆ ก็อร่อยล้ำไปอีกแบบว่ากันว่า ไข่เยี่ยวม้า แม้จะเป็นของหมักดอง แต่ก็มีสรรพคุณอันเป็น ประโยชน์ เช่นว่า บำรุงร่างกาย บำรุงโลหิต และช่วยให้ผู้ที่ชื่นชอบเจริญอาหารแต่ก็แน่นอนว่า ด้วยกลิ่นและรสที่เฉพาะตัวของไข่เยี่ยวม้านี้ ใช่ว่าทุกคนทุกชาติจะนิยมชมชื่นเสมอไป เพราะไข่เยี่ยว ม้านี้ เคยติดอันดับการรายงานข่าวของสื่อระดับโลกอย่าง CNN มาแล้วเหมือนกันเมื่อสี่ปีก่อนว่า เป็นหนึ่งในอาหารที่ไม่น่าพิสมัย ซึ่งก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ชาวจีนอย่างครึกโครมว่า รายงานดังกล่าวพาดพิงวัฒนธรรมจีน จน CNN ต้องออกมาให้ข่าวใหม่ว่า มิได้มีเจตนาเช่นนั้น รวมถึง ไม่ได้ต้องการโจมตีผู้ที่ชื่นชอบรับประทานหรือผู้ผลิตไข่เยี่ยวม้าแต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม รายงานข่าว ดังกล่าวก็ไม่ได้สั่นคลอนความรักปักใจของชาวจีนที่มีต่อไข่เยี่ยวม้าแม้แต่น้อยอย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้ไข่ เยี่ยวม้าจัดอยู่ในข่ายอาหารที่พึงระวัง กลับมาจากกระบวนการหมัก ที่อาจมีสารตะกั่วปนเปื้อนจาก กรรมวิธีที่ผู้ผลิตนำมาใช้ ดังนั้น จึงมีคำเตือนกันปากต่อปากว่า ไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป และที่ สำคัญ คือควรหลีกเลี่ยงไข่เยี่ยวม้าที่สีมีส่วนของไข่ขาวสีขุ่น เพราะแสดงว่าน่าจะมีสารตะกั่วแฝงตัวอยู่ ไข่เยี่ยวม้าจึงเป็นไข่ใบใสสีเข้ม ที่แม้จะมีภาพลักษณ์ที่ต่างไปจากครอบครัวชาวไข่ใบอื่นๆ แต่ก็เป็น ผลผลิตของวัฒนธรรมอาหารจีนที่มีมาหลายร้อยปี อีกประการครองใจแฟนคลับทั่วโลกจำนวนไม่น้อย และยังได้รับการนำมาพลิกแพลงแปลงแต่งให้เข้ากับความชอบของคนในอีกหลายพื้นที่ เช่น ยำไข่ เยี่ยวม้า หรือแม้กระทั่งส้มตำไข่เยี่ยวม้า เมนูโปรดของใครหลายคนในไทยแสดงให้เห็นถึงความชื่นชม ที่มีต่อไข่ใบเล็กๆ ใบนี้ที่แพร่ไปในวงกว้างได้อย่างดี
71 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ จากการศึกษาวิจัยเรื่องวัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบริบทชุมชนของชาวจีนฮกจิวในตำบลนาบอน อำเภอนาบอนจังหวัด นครศรีธรรมราช 2) เพื่อศึกษาวัฒนธรรมอาหารในชีวิตประจำวันและอาหารในการประกอบพิธีกรรมของ ชาวจีนฮกจิวในตำบลนาบอนอำเภอนาบอนจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการศึกษาในครั้งนี้เป็นการศึกษาข้อมูลในพื้นที่ตำบลนาบอน อำเภอนาบอนจังหวัดนครศรีธรรมราชเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ จากผู้ให้ข้อมูลซึ่งเป็นชาว จีนฮกจิวในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบเจาะจง เป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยพิจารณาจากการตัดสินใจของผู้วิจัยเอง โดยมีกลุ่มผู้ให้ ข้อมูลทั้งหมด 4 กลุ่ม ดังนี้ เจ้าหน้าที่รัฐและผู้นำชุมชนจำนวน 3 คน พ่อค้า แม่ค้าร้านอาหารของชาว จีนฮกจิว จำนวน 3 คน ครอบครัวของชาวจีนฮกจิวจำนวน 3 ครัวเรือน ชาวจีนฮกจิวผู้ดูแลสถานที่ ประกอบพิธีกรรมจำนวน 5 คน สรุปผลการวิจัย การนำเสนอผลการศึกษาจะแบ่งประเด็นที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์มีทั้งหมด 2 ประเด็น โดยประเด็นแรกจะกล่าวถึงบริบทชุมชนของชาวจีนฮกจิว ซึ่งมีประวัติศาสตร์การอพยพและการเข้ามา บุกเบิกพื้นที่ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช และประเด็นที่สองวัฒนธรรม อาหารในชีวิตประจำวันและอาหารในการประกอบพิธีกรรมของชาวจีนฮกจิวที่ได้รับการสืบทอดมา จากบรรพบุรุษ 1. ประวัติศาสตร์การอพยพของชาวจีนฮกจิว ชาวจีนฮกจิวมีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน เป็นชาวจีนโพ้นทะเล ที่อพยพเข้าสู่ประเทศไทยโดยมีชุมชนเริ่มแรกและชุมชนใหญ่ที่อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช การอพยพของชาวจีนสู่ประเทศไทยเกิดขึ้นเนื่องจาก ต้องการแสวงหาโอกาสในชีวิตใหม่ โดยในช่วง แรกชาวจีนฮกจิวเข้าไปรับจ้างทำการเกษตรในเมืองซิเทียวัน รัฐเประ ทางเหนือของมาเลเซีย ทำให้ ชาวจีนฮกจิวได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำสวนยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่อังกฤษนำเข้ามา ปลูกในมาเลเซียในตอนนั้น และเมื่อประมาณ พ.ศ.2473 ชาวจีนฮกจิวเริ่มตั้งหลักด้วยการทำสวน ยางพารา พวกเขาต้องเผชิญกับนโยบายการห้ามถือครองที่ดินของชาวจีนในมาเลเซีย ประกอบกับ
72 ชาวจีนฮกจิวในมาเลเซียได้ทราบข่าวว่าเมืองไทยมีนโยบายให้ชาวต่างชาติเข้าไปบุกเบิกพื้นที่ในการทำ เกษตรได้โดยให้ถือครองที่ดินจำนวน 50 ไร่ ชาวจีนฮกจิวจึ่งเริ่มอพยพเข้ามาในประเทศไทยโดยใช้เส้นทางรถไฟ คือ ทาง รถไฟจากมาเลเซียเข้าไทยทางสถานีชุมทางรถไฟหาดใหญ่ ต่อรถไฟมาสถานีชุมทางรถไฟทุ่งสงและ สถานีรถไฟชุมทางคลองจัน จากนั้นได้เดินเท้าเข้ามาสำรวจและจับจองพื้นที่ในชุมชนนาบอนซึ่ง ปัจจุบัน คือ ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช นำความรู้ความเชี่ยวชาญในการ ทำสวนยางพารามาประกอบอาชีพ ซึ่งกว่าต้นยางพาราจะเจริญเติบโตให้กรีดได้ ต้องใช้ระยะเวลา ประมาณ 7 ปีในระหว่างนั้นชาวจีนฮกจิวใช้วิธีการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และพักอาศัยอยู่ในหนำเล็ก ๆ ในพื้นที่สวนยางพารา เมื่อระยะเวลาผ่านไปทำให้ชาวจีนฮกจิวพัฒนาความรู้ความสามารถในการทำ สวนยางพาราและด้านตลาดยางพารา จนกลายเป็นผู้ประกอบการค้ายางพาราจนเศรษฐกิจในชุมชน ค่อยๆ พัฒนาขึ้นจนกลายเป็นชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัด นครศรีธรรมราช 2. วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว การเข้ามาของชาวจีนฮกจิวได้นำพาวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ ที่ได้รับการสืบ ทอดมาจากบรรพบุรุษ โดยมีวัฒนธรรมประเพณีที่มีความคล้ายคลึงกับชาวจีนกลุ่มอื่น ๆ ในสังคมไทย แต่มีวัฒนธรรมอาหารที่มีความโดดเด่นแตกต่างจากชาวจีนกลุ่มอื่นๆ ชาวจีนฮกจิวได้รังสรรค์ วัฒนธรรมผ่านการปรุงอาหารที่มีความหลากหลายทั้งอาหารที่ชาวจีนฮกจิวนิยมรับประทานกันใน ชีวิตประจำวัน และอาหารที่ชาวจีนฮกจิวใช้ในการประกอบพิธีการสำคัญต่าง ๆ อาหารใน ชีวิตประจำวัน ปัจจุบันยังคงมีการทำอาหารสูตรฮกจิว ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน โดยอาหารที่ นิยมบริโภคกันในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่เป็นอาหารประเภทเส้น เส้นหมี่และเส้นก๋วยเตี๋ยว ซึ่งอาหาร ประเภทดังกล่าวปรากฏให้เห็นในวิถีชีวิตประจำวันของชาวจีนฮกจิวแทบทุกครัวเรือน หมี่ผัดนาบอน เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของชุมชนนาบอน เนื่องจากเส้นหมี่เหลือง มีลักษณะเส้นที่ใหญ่กว่าหมี่ทั่วไป ให้รสสัมผัสเด้ง เหนียวนุ่ม ทำสดใหม่วันต่อวันและไม่ใส่สารกันบูด มีกรรมวิธีการทำแบบดั้งเดิมโดยจะผัดหมี่ให้มีน้ำฉ่ำๆ มีความหอม มักผัดกับหมู ตับหมู หมึก และกุ้ง ตามฉบับดั้งเดิมของเมืองฝูโจว (เมืองติดชายทะเล) โดยอาหารชนิดนี้มีความเชื่อว่า หากแขกผู้มาเยือน ได้รับประทานหมี่เหลืองอายุจะยืนยาวและเจริญก้าวหน้า ขาหมูตุ๋นนาบอน เป็นขาหมูตุ๋นที่ไม่ปรุงโดยใช้เครื่องพะโล้ในการชูรสแต่ใช้ วัตถุดิบสำคัญ 2 อย่างคือ ปลาหมึกแห้งและเห็ดหอม ปลาหมึกแห้งต้องนำไปแช่ในน้ำ เพื่อให้ปลาหมึก แห้งพองตัว หลังจากนั้นนำไปวางในก้นถ้วยพร้อมกับเห็ดหอมจากนั้นใส่ขาหมูลงไป จนน้ำซุปซึม เข้าเนื้อและขาหมูเปลือยพอดี ใช้ระยะเวลาในการตุ๋นกว่า 10 ชั่วโมง กรรมวิธีในการทำที่มีความ พิถีพิถัน ทำให้ขาหมูตุ๋นสูตรฮกจิวมีความโดดเด่น
73 กากเหล้าจีนหรือซอสน้ำแดงฮกจิว เป็นซอสที่มีต้นตำรับมาจากเมืองฝูโจวนับ ได้ว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่ครัวของชาวจีนฮกจิว เนื่องจากสามารถนำมาทำเมนูได้หลากหลายทั้งเมนูผัดและ ต้ม เช่น หมี่ซั่วไก่ต้มกากเหล้าจีน หมูสามชั้นผัดผักกาดดอง ซึ่งซอสน้ำแดงผลิตมาจากข้าวยีสต์แดงที่ ผ่านกรรมวิธีโดยการหมัก รับประทานได้ทุกวัย โดยเฉพาะผู้หญิงหลังคลอดจะนิยมรับประทานหมี่น้ำ แดง ซึ่งมีส่วนประกอบของหมี่ซั่ว ไก่บ้านที่หมักด้วยซอสน้ำแดง เมนูนี้จะทำให้ร่างกายผู้หญิงที่ผ่าน การคลอดบุตรมีความอบอุ่น มีโปรตีนสูงและช่วยในระบบไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น ขนมก่งเปียนหรือขนมแปะโอ่ง เป็นขนมที่ได้รับการขนานนามว่าของดีนาบอน ปัจจุบันมีเพียงผู้สืบทอดเจ้าเดียวในนาบอน ที่ยังทำขายให้คนในพื้นที่และคนที่มาเยือนได้รับประทาน ทำจากแป้งสาลีผสมน้ำและปั้นให้เป็นก้อนกลม ขนาดประมาณฝ่ามือ ก่อนคลึงให้แบนเจาะรูตรงกลาง และนำไปอบในเตาที่มีลักษณะคล้ายกับโอ่ง โดยตั้งไฟไว้ตรงกลางฐานของเตาโอ่งและนำขนมก่งเปียน ไปแปะไว้ข้างฝาเตาโอ่ง ต่อจากนั้นเมื่อขนมสุกจึงใช้ตะขอเกี่ยวขนมขึ้นมา ขนมกงเตียงทุกวันนี้ในเมือง ฝูโจวก็ยังมีการทำกันอยู่และได้รับการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองฝูโจว อาหารที่ชาวจีนฮกจิวใช้ในการประกอบพิธีกรรม วันสำคัญต่างๆ ได้แก่ หมูย่างทั้งตัว ที่ใช้ในการทำกงเต๊กหรือไหว้ศพก่อนจะนำศพไปฝัง จะมีลูกหลานนำหมูย่างทั้งตัวมา เคารพศพในงานศพวันสุดท้าย เพื่อแสดงความเคารพและความกตัญญู เมื่อครบศพเสร็จก็จะนำหมู ย่างส่วนกลางลำตัวมาเลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน ส่วนหัวหมูและก้นหมูก็จะคืนให้กับเจ้าของหมูย่างนำ กลับไปหลังเสร็จพิธีกรรมเคารพศพ ขนมแหล่เปี้ยง เรียกอีกอย่างว่าขนมสินสอดเนื่องจากเป็นขนมที่ใช้ในพิธีกรรมสำคัญของ การแต่งงาน โดยฝ่ายชายจะต้องนำขนมชนิดนี้ไปให้ญาติพี่น้องของฝ่ายหญิง เพื่อเป็นการสู่ขอและ เชิญญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงมาร่วมงาน ลักษณะเหมือนการแจกการ์ดแต่งงาน ขนมแหล่เปี้ยงทำมา จากแป้งหมี่และมันหมู เมื่อเคี่ยวน้ำมันหมูได้ที่หลังจากนั้นห่อด้วยแป้งหมี่ให้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม จัตุรัสแล้วนำไปอบในเตา ขนมชนิดนี้มีรสชาติค่อนข้างหวานและมัน อภิปรายผล ผลจากการศึกษาวิจัยเรื่อง วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว ตำบลนาบอน อำเภอ นาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช มีประเด็นอภิปรายดังนี้ 1. ชาวจีนฮกจิวในชุมชนนาบอน เป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่เดินทางมายังประเทศมาเลเซีย และอพยพเข้าสู่ประเทศไทยประมาณปี พ.ศ. 2473 เนื่องจากขาดแผนที่ดินในการทำกิน จึงอพยพเข้า มาในพื้นที่ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งในขณะนั้นพื้นที่บริเวณนั้นเป็นป่า รก มีการสำรวจและบุกเบิกพื้นที่ ชาวจีนฮกจิวนำความรู้การทำสวนยางจากมาเลเซียมาเป็นอาชีพ หลักในการดำรงชีวิต ซึ่งการเข้ามาของชาวจีนฮกจิวก็ได้นำพาวัฒนธรรม วิถีชีวิตแบบชาวจีนเข้ามาใน สังคมไทยด้วย
74 2. วัฒนธรรมอาหารที่ยึดถือสืบทอดกันมา ชาวจีนฮกจิวได้รับการสืบทอดวัฒนธรรม อาหารมาจากเมืองหลวงของมณฑลคือ ฝูโจว ซึ่งเป็นอาหารเบาแต่มีรสชาติดี นุ่มนวล และละมุน มี รสชาติค่อนข้างเค็มและเปรี้ยว ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับรสชาติของภาคใต้ซึ่งนิยม รับประทานอาหารที่มีรสจัด เผ็ดร้อน อาหารบางถูกเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก และมีความพิถีพิถัน อาหารที่รับประในชีวิตประจำวันที่ปัจจุบันยังมีอยู่ ได้แก่ หมี่เหลืองผัด แปดเซียน ขาหมูตุ๋น หมี่ซั่วไก่บ้านต้มเหล้าแดง ข้าวหมูอบ ราดหน้าไข่ ขนมกงเปียง แฮกึ๋น เป็นต้น อาหารที่ใช้ใน การประกอบพิธีกรรมที่ปัจจุบันยังมีอยู่ ได้แก่ หมูย่างทั้งตัว ขนมไหว้พระจันทร์ ขนมจ่าง ปัจจุบันนิยม ใช้ หมูต้ม ไก่ต้ม ไข่เป็ดต้ม หมี่เหลืองผัด รวมถึงผลไม้และเครื่องดื่มต่างๆ ที่ใช้เส้นไหว้บรรพบุรุษ แสดงถึงความกตัญญูต่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้วและยังมีความเชื่อว่าจะทำให้ลูกหลานอยู่ดีกินดีตลอดทั้งปี ข้อเสนอแนะ 1. การศึกษาวิจัยเรื่องวัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเนื้อหาค่อนข้างกว้างเกี่ยวกับอาหารที่ชาวจีนฮกจิวใช้ในการประกอบ พิธีกรรมหรืองานสำคัญต่างๆ จึงขอเสนอแนะให้ผู้ที่สนใจ ควรศึกษาวิจัยพิธีกรรมหรืองานสำคัญต่างๆ ของชาวจีนฮกจิว 2. การศึกษาวิจัยเรื่องวัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ข้อมูลนั้นจำกัดอยู่แค่เพียงในพื้นที่ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัด นครศรีธรรมราช จึงขอเสนอแนะสำหรับผู้ที่สนใจที่จะทำการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมของชาวจีนฮกจิว ควรศึกษาวิจัยชุมชนชาวจีนฮกจิวในพื้นที่อื่นๆ เช่น ชุมชนชาวจีนฮกจิวในตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ชุมชนชาวจีนฮกจิวในจังหวัดระยอง ชุมชนชาวจีนฮกจิวในจังหวัดสุราษฎร์ ธานี ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมธงชาติจีนฮกจิวเพิ่มมากยิ่งขึ้น
75 บรรณานุกรม กองทุนสนับสนุนการวิจัย,สำนักงาน (2555). การกินสำคัญเท่าฟ้า'ทฤษฏีธาตุห้า:สัญศาสตร์ใน วัฒนธรรมอาหารจีน : สืบค้น 2564, กรกฎาคม 23, จาก https://www.komchadluek.net คณะกรรมการบริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ (กบอ.) (2560). แผนยุทธศาสตร์พัฒนาอำเภอ ๔ ปีอำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช. สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2564 จาก: http://www.oic.go.th/FILEWEB โครงการวัฒนธรรมด้านอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์จีนฮกจิว. (ม.ป.ป). สืบค้น 2564, กรกฎาคม 25, จาก https://www.sac.or.th/โครงการวัฒนธรรมด้านอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์จีนฮกจิว งานวิจัยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (2563). สืบค้น 2564, กรกฎาคม 20, จาก http://research.culture.go.th/งานวิจัยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ชุมชนชาติพันธ์จีนฮกจิว อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช. (2553). สืบค้น 2564, กรกฎาคม 23, จาก https://www.sac.or.th/ชุมชนชาติพันธ์จีนฮกจิว อำเภอนาบอน จังหวัด นิทรรศการคลังข้อมูลชุมชน. (2563). โครงการวัฒนธรรมด้านอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์จีนฮกจิว. สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2564 จาก:https://www.sac.or.th ปิยชาติ สึงตี และสิรีธร ถาวรวงศา. (2553). ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของกลุ่มชาวจีนฮกจิวใน ภาคใต้ของประเทศไทย : กรณีศึกษาชุมชน ชาวจีนฮกจิว อำเภอนาบอน จังหวัด นครศรีธรรมราช. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการรับวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวง วัฒนธรรม. พิธีกรรมอาหาร. (ม.ป.ป). สืบค้น 2564, กรกฎาคม 25, จาก https://kb.psu.ac.th/พิธีกรรมอาหาร ภูวดล ทรงประเสริฐ. (2535). ทุนสิงคโปร์: การผูกขาดตลาดยางพาราและดีบุกไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ศูนย์มานุษยาวิทยาสิรินธร. (2564). วิถีชีวิตของชุมชนชาติพันธุ์จีนฮกจิว (อ.นาบอน จ. นครศรีธรรมราช). สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2564 จาก:https://www.sac.or.th สุรชาติ ชื่นโชคสันต์. (2544). อนุสรณ์ฉลองครบรอบ 10 ปี สมาคมฟุโจวประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย. ส่งเสริม smes ไทย. (2561). สภากาแฟร้านกาแฟโกฉิ้งนาบอน. สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2564 จาก: https://mgronline.com อาหารกว้างตุ้ง. (2562). สืบค้น 2564, สิงหาคม 25, จาก https://mgronline.com/อาหารกว้างตุ้ง อาหารซันตง. (2558). สืบค้น 2564, สิงหาคม 25, จาก https://clek111.wordpress.com/ อาหารซันตง อาหารจีน. (2558). สืบค้น 2564, กรกฎาคม 25, จาก https://archive.lib.cmu.ac.th/อาหารจีน
76 อาหารเจียงซู. (2562). สืบค้น 2564, สิงหาคม 25, จาก https://mgronline.com/อาหารเจียงซู อาหารเสฉวน. (2562). สืบค้น 2564, สิงหาคม 25, จาก https://mgronline.com/อาหารเสฉวน เอกสารความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนชาวจีนเมืองหาดใหญ่จากอดีตถึง ปัจจุบัน. (2550). สืบค้น 2564, กรกฎาคม 22, จาก http://human.skru.ac.th/ความ เปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนชาวจีนเมืองหาดใหญ่จากอดีตถึงปัจจุบัน เอกสารฮกจิวนาบอน. (2563). สืบค้น 2564, กรกฎาคม 22, จาก file:///C:/Users/ACER/Downloads/ฮกจิวนาบอน
77 บุคลานุกรม วันเพ็ญ เติมศักดิ์มิตรชัย อายุ38 ปี ที่อยู่ 126 ม.11 ต.นาบอน อ.นาบอน จ. นครศรีธรรมราช. สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564. เสริมศักดิ์ ถาวรวงศา. อายุ50 ปี. บ้านเลขที่ 184 ม.4 ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช. สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564. ไอ่หม่วย แซ่ผ้าง. อายุ 45 ปี. ที่บ้านเลขที่ 29/1 ม.4 ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช. สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564. สว่าง ตันติพิสิทธิ์. อายุ 83 ปี. บ้านเลขที่ 178 ม.3 ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช. สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ประพันธ์ พรหมเมือง. อายุ 51 ปี. องค์การบริหารส่วนตำบลนาบอน เลขที่ 200 หมู่ 3 ถนนนาบอน- อัมพวัน ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช. สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2564 นายพรสวัสดิ์ รัตนพันธ์. อายุ 48 ปี. ที่องค์การบริหารส่วนตำบลนาบอน เลขที่ 200 หมู่ 3 ถนนนาบอน-อัมพวัน ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช. สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2564 เจริญ ศิริคำ นายกอบต.นาบอน นครศรีธรรมราช. อายุ 55 ปี. ที่องค์การบริหารส่วนตำบลนาบอน เลขที่ 200 หมู่ 3 ถนนนาบอน-อัมพวัน ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช. สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ไชยยงค์ ศานติตานนท์. อายุ 57 ปี. บ้านเลขที่ 396 ม.11 ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช. สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564 รุจี ศานติตานนท์. อายุ 38 ปี. บ้านเลขที่ 396 ม.11 ถ.เทศบาล 5 ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช. สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564 อรชร แซ่ฮู่. อายุ 40 ปี. ที่บ้านเลขที่ 237 ม.2 ต.นาบอน อ. นาบอน จ.นครศรีธรรมราช. สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564. สุชาติ เที่ยงตรงจิตต์. อายุ 58 ปี. บ้านเลขที่ 29/1 ม.4 ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช. สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564.
78 นางบุษบา อมรคุ้มตระกูล. อายุ 50 ปี. สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทยสาขานาบอน ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช. สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564. นางกนกวรรณ์ ตั้งรุ่งเจริญ. อายุ 56 ปี. สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทยสาขานาบอน ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช. สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ศิริเพ็ญ เบ็ญจมาภรณ์. อายุ 52 ปี. สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทยสาขานาบอน ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช. สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564.
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
แบบสัมภาษณ์ ชื่อโครงการวิจัยเรื่อง “วัฒนธรรมอาหารของชาวจีนฮกจิว ในตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช” ……………………………………………………………………………………………………………………….. ตอนที่ 1 ข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ คำชี้แจง โปรดทำเครื่องหมาย ลงใน หรือเติมข้อความตามความเป็นจริง ชื่อ -สกุล ........................................................ วัน/เดือน/ปี ที่สัมภาษณ์ ............................... เวลา ................................................................. ประกอบอาชีพ.............................................. 1. เพศ ชาย หญิง อายุ ................................ ปี 2.สถานภาพ โสด สมรส หม้าย อื่น ๆ ……………………… 3.ระดับการศึกษา ต่ำกว่าปริญญาตรี ปริญญาตรี สูงกว่าปริญญาตรี อื่น ๆ.......................... ตอนที่ 2 คำถามในการสัมภาษณ์ 1. ชาวจีนฮกจิวเดินทางอพยพเข้าสู่ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราชด้วย ปัจจัยใดบ้าง
2. บริบทพื้นที่ตำบลนาบอน มีลักษณะอย่างไร อาหารที่ชาวจีนฮกจิวนิยมบริโภคในชีวิตประจำวัน เป็นอาหารที่มีลักษณะอย่างไร 3. อาชีพของคนนาบอนในอดีตและปัจจุบัน 4. อาหารที่ชาวจีนฮกจิวได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษมีอะไรบ้าง และมีขั้นตอนอย่างไร
ภาคผนวก ข. ภาพประกอบการวิจัย
ภาพที่ 1 ขนมฮวดโก๊ย (ขนมถ้วยฟู) ที่มา : ถ่ายภาพโดย นางสาวศุกร์หนึ่ง ปานรอด เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2564 ภาพที่ 2 อั๊งกู๊ ขนมเต่าแดง ที่มา : ถ่ายภาพโดย นางสาวศุกร์หนึ่ง ปานรอด เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2564
ภาพที่ 3 วันไหว้ในช่วงเทศกาลหยวนเซียว เป็นวันที่ 15 ในช่วงของวันขึ้นปีใหม่จีน (ตรุษจีน) ที่มา : ถ่ายภาพโดย นางสาวชลธิชา ชูทอง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2564 ภาพที่ 4 เทพเจ้าแป๊ะกง 1 ในเทพเจ้าที่ยอดฮิตในชุมชนฮกจิว ที่มา : ถ่ายภาพโดย นางสาวชลธิชา ชูทอง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2564
ภาพที่ 5 โต๊ะของไหว้ ด้วยของคาว 5 สัตว์ 5 ชนิด เรียกว่า การไป่หง่อเส้ง ซึ่งเป็นตัวแทนของ สัตว์ปีก สัตว์เท้ากีบ(สัตว์บก) และสัตว์น้ำ ที่มา : ถ่ายภาพโดย นางสาวศรอนงค์ บุญเต็ม เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2564 ภาพที่ 6 เทพเจ้าซำเตี่ยนต้อหง่วนโส่ย หรือในฮกจิวเรียกว่า ฮกจิวหง่วนโส่ย ที่มา : ถ่ายภาพโดย นางสาวศรอนงค์ บุญเต็ม เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2564
ภาพที่ 7 การไหว้ในสารทจีน ภาพไหว้บรรพชน ที่มา : ถ่ายภาพโดย นางสาวศรอนงค์ บุญเต็ม เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2564 ภาพที่ 8 การไหว้ผู้ที่ผ่านไปมาในช่วงเดือน 7 ที่มีความเชื่อว่า ประตูนรกจะเปิดให้กับเหล่าดวง วิญญาณ ที่ขึ้นมาท่องเที่ยวบนโลกมนุษย์ ที่มา : ถ่ายภาพโดย นางสาวศรอนงค์ บุญเต็ม เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2564
ภาพที่ 9 อาหารที่ใช้ในการไหว้บรรพชน ที่มา : ถ่ายภาพโดย นางสาวศรอนงค์ บุญเต็ม เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2564 ภาพที่ 10 การไหว้ขอบคุณทหารเทพเจ้า ที่มา : ถ่ายภาพโดย นางสาวชลธิชา ชูทอง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2564
ภาพที่ 11 รูปพระหลิ่มจุ้ยฮูหยิน ที่มีได้รับการนับถือในหมู่ชาวจีนฮกจิว ที่มา : ถ่ายภาพโดย นางสาวชลธิชา ชูทอง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2564 ภาพที่ 12 ขนมบัวลอย หรือ ขนมอี๋ ที่มา : ถ่ายภาพโดย นางสาวศุกร์หนึ่ง ปานรอด เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2564