วกิ ฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐
กับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ดร. ปรยี านชุ ธรรมปยิ า
วกิ ฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐
กับปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
ดร. ปรียานุช ธรรมปยิ า
“เศรษฐกิจพอเพยี ง”
เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มีพระราชดำ�รัสช้ีแนะแนวทางการดำ�เนินชีวิต
แกพ่ สกนกิ รชาวไทยมาโดยตลอดนานกวา่ ๓๐ ปี
ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ
และเม่ือภายหลังได้ทรงเน้นย้ำ�แนวทางการ
แก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำ�รงอยู่ได้
อยา่ งมนั่ คงและยง่ั ยนื ภายใตก้ ระแสโลกาภวิ ตั น์
และความเปลย่ี นแปลงต่างๆ
คำ�นิยม
ประเทศไทยได้รับรู้ถึงความปรวนแปรท่ีทำ�ให้เกิดเปลี่ยนแปลง
ทางดา้ นเศรษฐกจิ อยา่ งสงู นบั ตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๕๔๐ เปน็ ตน้ มา ซงึ่ หากบคุ คลใด
ก็ตามไม่มีหลักและไม่มั่นคงที่ดีก็จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเล่ียงไม่พ้น
หลายภาคส่วน หลายองค์กรทงั้ ภาครัฐ ภาคเอกชนต่างมองหาที่พง่ึ พงิ และ
ทำ�ความเขา้ ใจในปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง เพ่อื น�ำ ไปเป็นวธิ คี ิดในการ
ด�ำ รงชวี ติ ให้ข้ามพ้นวกิ ฤตดงั กลา่ ว เป็นที่ประจกั ษ์ชัดว่าผู้ทน่ี ้อมนำ�ไปส่กู าร
ปฏิบัติสามารถดำ�รงชีวิตของตนอยู่ในภาวะเช่นนั้นได้บรรเทาผลกระทบ
ความเสียหายรุนแรงท่ีเกิดข้ึนสามารถพลิกฟื้นกลับคืนสู่สถานะเดิมโดยไม่
ยากนกั
การสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศชาติ สามารถทำ�ได้หลายวิธี
และการพฒั นาใหเ้ ดก็ และเยาวชนในสถานศกึ ษาใหร้ แู้ ละเขา้ ใจตนเอง เขา้ ใจ
ปัจจัยต่างๆ ท่ีอยู่รอบข้าง สามารถใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท รู้เท่าทันการ
เปลี่ยนแปลงท่ีอาจเกิดขึ้นก็เป็นวิธีการหน่ึงท่ีสำ�คัญและจำ�เป็นอย่างยิ่ง
เป็นรากฐานสำ�คัญในการพัฒนาประเทศอย่างย่ังยืน เป็นส่ิงท้าทายให้
สถานศกึ ษาตา่ งๆ สนใจทีจ่ ะจดั การเรยี นรู้ให้ผเู้ รียนเกิดอุปนสิ ัย “อยู่อยา่ ง
พอเพียง” สาระในหนังสือ “วิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กับปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง” ทำ�ให้ทราบและเข้าใจถึงสถานการณ์โดยรวมของ
วิกฤตเศรษฐกจิ ทเ่ี กดิ ขนึ้ มองเหน็ ภาพรวมของสาเหตุ แนวทางแก้ไข การ
เตรยี มตวั เองใหพ้ รอ้ มโดยไมป่ ระมาท ซง่ึ จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ ครแู ละบคุ ลากร
ทางการศึกษาและผทู้ ี่สนใจโดยทวั่ ไป
ง คำ�นยิ ม
สำ�นักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานเห็นว่าหนังสือ
“วิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เล่มนี้ มี
เนื้อหาและสาระที่เป็นประโยชน์ใชเ้ ป็นหนงั สือเสรมิ การเรียนรู้หลักปรชั ญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม สำ�หรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาได้อย่างดี และขอขอบคุณ
นางสาวปรียานุช พิบูลสราวุธ ท่ีมีเจตนาท่ีดีทุ่มเทความรู้ ความสามารถ
ให้การส่งเสริมสนับสนุนการศึกษา เห็นประโยชน์ที่จะเกิดกับผู้เรียนเป็น
สำ�คญั ไว้ ณ โอกาสน้ี
(นายชินภัทร ภมู ิรัตน)
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน
คำ�นยิ ม จ
ค�ำ นำ�
ท่ามกลางวิกฤตและความส้ินหวังในช่วงท่ีประเทศไทยประสบกับปัญหา
วิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้น พสกนิกรชาวไทยได้รับ
พระมหากรุณาธิคุณอย่างหาท่ีสุดมิได้ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่ีได้มี
พระราชดำ�รัสชี้แนะให้ต้ังสติและร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาจากฐานรากของสาเหตุ
รวมถึงพระราชทานหลักคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อใช้เป็นแนวทางในการ
ประพฤติตนและดำ�รงชีวิตอย่างสมดุลกับอัตภาพ และต้ังอยู่บนเหตุผลตามความ
เป็นจรงิ ด้วยความไมป่ ระมาท จะได้อยรู่ ่วมกันอยา่ งผาสุกและเจริญก้าวหนา้ ไป
หนงั สอื “วกิ ฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กบั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง” เลม่ นี้
เกิดจากการศึกษาของผู้เขียน เพื่อทำ�ความเข้าใจเกี่ยวกับความเช่ือมโยง ระหว่าง
เหตุปัจจัยทน่ี ำ�ไปส่กู ารเกดิ วิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กับปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ปวงชนชาวไทยน้อมนำ�มาใช้แก้ไข
ปัญหาและดำ�รงตนเพ่ือป้องกันการเกิดวิกฤตเช่นนี้อีกในอนาคต รวมถึงการสืบค้น
ความเป็นมาและความหมายของ “เศรษฐกจิ พอเพียง” จากพระบรมราโชวาทและ
พระราชดำ�รัสที่เก่ียวข้อง ซ่ึงสาระส่วนใหญ่ที่ปรากฏในหนังสือเล่มน้ีได้ปรับปรุงจาก
บทความทตี่ พี มิ พค์ รงั้ แรกในหนงั สอื “ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งกบั สงั คมไทย”
จัดทำ�และเผยแพร่โดยศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร
ศาสตร์ และผู้เขียนหวังเป็นอย่างย่ิงว่าเนื้อหาต่างๆ จะเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้
แนวพระราชดำ�รเิ กยี่ วกบั การพัฒนาตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
ภ า ค ผ น ว ก เ กี่ ย ว กั บ ก า ร ขั บ เ ค ลื่ อ น ป รั ช ญ า ข อ ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ พ อ เ พี ย ง
ด้านการศึกษา ได้คัดมาจากหนังสือ “จากปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การ
ปฏบิ ัติ...กว่า ๑ ทศวรรษ” เพ่อื เป็นขอ้ มูลเบ้ืองตน้ สำ�หรบั ผทู้ สี่ นใจเกยี่ วกบั ตัวอย่าง
การน้อมนำ�ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้จริงในสังคม ทั้งนี้ การขับเคลื่อน
ฉ คำ�นำ�
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้ดำ�เนินการมาจนเห็นผลในภาคส่วนต่างๆ
ดังปรากฏเช่นในปัจจุบัน ก็ด้วยการสนับสนุนอย่างจริงจังและจริงใจของ ดร. จิรายุ
อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง
(๒๕๔๖-๒๕๕๐) ผู้เป็นกำ�ลังสำ�คัญหลักผู้หน่ึงที่ทำ�ให้เกิดการขับเคล่ือนปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการ
เผยแพร่ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาฯ และสนับสนุนให้มีการน้อมนำ�มาใช้เป็น
หลักคิดและหลักปฏิบัติ ทั้งในระดับบุคคล ระดับองค์กรและสังคมในวงกว้าง และ
พระคุณของท่านท่ีทำ�ให้ผู้เขียนได้รับโอกาสเรียนรู้ในคุณค่าปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งและไดม้ โี อกาสเปน็ สว่ นหนงึ่ ของการขบั เคลอื่ นปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
สสู่ ถานศึกษา
สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอระลึกถึงกัลยาณมิตรทุกท่านท่ีมีความปรารถนาดีต่อ
ชาติบ้านเมืองและได้ร่วมแรงร่วมใจกันขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
จนเป็นพลังที่เข้มแข็งในการสร้างรากฐานที่มั่นคงต่อการรักษาชาติไทยและ
สถาบันพระมหากษัตริย์ให้ธำ�รงอยู่คู่กันสืบไป และขอขอบพระคุณ ดร.ชินภัทร
ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ที่ได้กรุณามอบคำ�นิยมท่ีมี
คุณค่าใหก้ ับหนงั สอื เล่มน้ี หากมีข้อผดิ พลาดใดๆ อันเกดิ จากเนื้อหาสาระในหนงั สือ
เล่มนี้ ผูเ้ ขียนขอน้อมรบั ไว้แต่เพยี งผูเ้ ดียว และหากทา่ นผอู้ ่านจะไดช้ ่วยกรณุ าช้ีแนะ
เพ่ือการนำ�ไปปรับปรุงให้ถูกต้องและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก็จะเป็นความกรุณาต่อผู้เขียน
อยา่ งมาก และขอขอบคณุ ลว่ งหน้าไว้ ณ โอกาสน้ี
ดร.ปรียานชุ ธรรมปยิ า
กรกฎาคม ๒๕๕๕
ค�ำ นำ� ช
“ ...คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มคี วามโลภน้อย
เมือ่ มคี วามโลภน้อย ก็เบียดเบยี นคนอืน่ น้อย.
ถา้ ทกุ ประเทศมีความคิด - อันน้ี ไม่ใชเ่ ศรษฐกิจ
มคี วามคดิ ว่าทำ�อะไรตอ้ งพอเพยี ง หมายความว่า พอประมาณ
ไมส่ ดุ โตง่ ไมโ่ ลภอย่างมาก คนเรากอ็ ยู่เป็นสขุ .
พอเพียงนี้ อาจจะมมี าก อาจจะมขี องหรูหรากไ็ ด้
แต่วา่ ตอ้ งไมไ่ ปเบยี ดเบียนคนอื่น.
ต้องใหพ้ อประมาณตามอัตภาพ พดู จากพ็ อเพยี ง
ท�ำ อะไรก็พอเพยี ง ปฏบิ ตั ิตนกพ็ อเพียง ...
”ฉะนน้ั ความพอเพยี งน้ี ก็แปลว่า ความพอประมาณ
และความมเี หตุผล...
(ธนั วาคม ๒๕๔๑)
ส า ร บั ญ
ค�ำ นยิ ม ง
ค�ำ นำ� ฉ
วิกฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ ๑
สถานการณโ์ ดยรวม
พระราชด�ำ รสั “เศรษฐกจิ พอเพียง” กับวิกฤตเศรษฐกจิ ๑๑
เข้าใจสาเหตุ หาแนวทางแก้ไข และเตรยี มป้องกัน
ความเป็นมาและความหมายของ “ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง” ๓๗
“ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง” กับการพัฒนาท่ีย่ังยืน ๕๙
บรรณานุกรม ๗๘
ภาคผนวก ๘๐
การขบั เคล่ือนปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ดา้ นการศกึ ษา
ประวตั ผิ ้เู ขยี น ๙๐
๑
วกิ ฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐
จจ สถานการณ์โดยรวม
ากการวเิ คราะหส์ ถานการณว์ กิ ฤตเศรษฐกจิ การเงนิ ของประเทศไทยทปี่ ะทุ
ขน้ึ เมอ่ื ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ พบวา่ มหี ลายเหตปุ จั จยั ทเี่ ชอ่ื มโยงกนั จนน�ำ มาสกู่ าร
เกิดวกิ ฤตในครั้งนั้น เริ่มจากการพัฒนาอยา่ งรวดเร็ว “แบบกา้ วกระโดด”
ในขณะทพ่ี นื้ ฐานทางเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศยงั ไมเ่ ขม้ แขง็ เพยี งพอ
และไมม่ กี ารวางแผนเพอ่ื เตรยี มความพรอ้ มรองรบั การเปลยี่ นแปลงทค่ี าดวา่
จะเกิดขึ้น การตัดสินใจเชิงนโยบายและในระดับบุคคลเก่ียวกับการบริโภค
และการลงทุนท่ีไม่ต้ังอยู่บนการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเป็นเหตุเป็นผล
อีกท้ังไมส่ อดคล้องกบั พน้ื ฐานความเปน็ จริงของปัจจยั ตา่ งๆ ทง้ั ภายในและ
ตา่ งประเทศ การบรหิ ารจดั การทางการเงนิ และการลงทุนท่มี คี วามเสยี่ งสงู
ขาดความระมดั ระวงั ในการรกั ษาความสมดลุ ระหวา่ งปจั จยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง เพอ่ื
รักษาเสถยี รภาพทางเศรษฐกิจและความมัน่ คงของการพฒั นา
วิกฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ สถานการณโ์ ดยรวม 1
จดุ ตงั้ ตน้ ของวกิ ฤตในครงั้ นน้ั อาจจะกลา่ วไดว้ า่ เรม่ิ ตงั้ แตช่ ว่ งปี พ.ศ.
๒๕๓๓ เม่ือประเทศไทยได้ตัดสินใจที่จะพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลาง
การเงนิ ในภมู ิภาค และมีความชัดเจนข้นึ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ทีม่ กี ารเปิดเสรี
ทางการเงนิ และอนญุ าตให้กู้เงินต่างประเทศผ่านวเิ ทศธนกจิ หรือที่เรยี กวา่
BIBF (Bangkok International Banking Facility) ซ่งึ หมายถึงกจิ การ
การกู้ยืมเงินโดยมีแหล่งเงนิ จากต่างประเทศ แตเ่ มือ่ ไดเ้ รมิ่ ดำ�เนินนโยบาย
เปดิ เสรที างการเงนิ เชน่ นนั้ แลว้ กย็ งั คงรกั ษาชว่ งอตั ราการแลกเปลยี่ นท่ี
แคบมากไวอ้ ยู่ โดยผกู คา่ เงนิ บาทกบั ตะกรา้ เงนิ ทคี่ งสดั สว่ นของเงนิ ดอลลาร์
สหรัฐฯ เปน็ หลกั (ประมาณ ๒๕ บาท เทา่ กับ ๑ เหรยี ญสหรัฐฯ) แทนท่ี
จะเลอื กใชร้ ะบบอตั ราแลกเปลยี่ นทีย่ ดื หยนุ่ มากกว่าน้ี เพอื่ สะท้อนถงึ ความ
ต้องการของเงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศในตลาดตามความเป็นจริง
อันจะทำ�ให้กลไกของตลาดเงินสามารถทำ�งานปรับความสมดุลได้เอง
ซึ่งจะเป็นระบบภูมคิ มุ้ กนั ในตัวทด่ี ี โดยไม่ต้องมกี ารแทรกแซงจากภาครฐั
ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ใช้ระบบอัตราแลกเปล่ียน
ท่ียืดหยุ่น สอดคล้องตามจังหวะ และสมดุลกับปริมาณการไหลเข้าออก
ของเงินตราต่างประเทศและเงินบาทในแต่ละช่วงเวลา แต่กลับเป็นผู้รับ
ความเสี่ยงจากการค�้ำ ประกนั คา่ เงนิ บาท ทง้ั ทมี่ กี ารเปดิ เสรที างการเงนิ กับ
ตา่ งประเทศ เปน็ การเปิดชอ่ งให้มกี ารค้าเกง็ กำ�ไรเงนิ ตรา และนำ�ไปสู่การ
โจมตคี า่ เงนิ บาทในทสี่ ดุ ซงึ่ หลายฝา่ ยวเิ คราะหว์ า่ เปน็ ความผดิ พลาดในการ
ดำ�เนนิ นโยบายทางการเงนิ ครง้ั ส�ำ คญั จนกลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำ�ใหเ้ กดิ
วกิ ฤตการเงนิ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ และท�ำ ใหป้ ระเทศไทยตอ้ งสญู เสยี ทนุ ส�ำ รอง
จำ�นวนมหาศาล จนไม่สามารถรักษาระบบอัตราแลกเปลยี่ นแบบคงที่ไดอ้ กี
ตอ่ ไป ๑
๑ ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจได้จากเอกสาร “รายงานผลการ
วเิ คราะหแ์ ละวนิ จิ ฉยั ขอ้ เทจ็ จรงิ เกยี่ วกบั สถานการณว์ กิ ฤตทางเศรษฐกจิ ” (๒๕๔๑) ซงึ่ เปน็
ผลสอบธนาคารแหง่ ประเทศไทย จดั ท�ำ โดย คณะกรรมการศกึ ษาและเสนอแนะมาตรการ
เพิ่มประสทิ ธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงนิ ของประเทศ (ศปร.)
2 วกิ ฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กบั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
แผนผงั ที่ ๑
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราเงนิ เฟ้อ และอตั ราดอกเบยี้
และสถานการณ์ทีส่ ำ�คญั ทัง้ ในและต่างประเทศ ชว่ งก่อนเกิดวกิ ฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐
ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย
อย่างไรก็ดี ความผิดพลาดในการดำ�เนินนโยบายการเงินในช่วงปี
พ.ศ. ๒๕๓๕ จนถึงวันท่ี ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ อนั น�ำ ไปสู่วิกฤตค่าเงินนั้น
มีความเกี่ยวข้องกับหลายเหตุปัจจัย ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ทเ่ี ช่ือมโยงไปสกู่ ารเกิดวกิ ฤตเศรษฐกิจโดยรวมในท่ีสุด
ปัจจัยภายนอกท่ีสำ�คัญและส่งผลกระทบโดยตรงต่อการนำ�ไปสู่
เหตกุ ารณ์วกิ ฤตในคร้งั นั้น คือ คา่ เงนิ เหรียญสหรัฐฯ มที ิศทางขาขึ้น และ
ความเสย่ี งในตลาดทนุ โลก เน่อื งจากธนาคารเมก็ ซิโกล้มละลายในปี พ.ศ.
๒๕๓๘ ทำ�ให้ทุนจากต่างประเทศไหลทะลักมายังประเทศไทย ซึ่งดำ�เนิน
นโยบายเปิดเสรีทางการเงินและมีรัฐบาลค้ำ�ประกันความเสี่ยงของอัตรา
แลกเปล่ียนอย่างตอ่ เนือ่ ง
วกิ ฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ สถานการณ์โดยรวม 3
แผนผงั ท่ี ๒
อตั ราดอกเบ้ียและดัชนตี ลาดหลักทรพั ยใ์ นประเทศไทย ทแี่ สดงถงึ สภาพเศรษฐกจิ ฟองสบู่ในประเทศไทย
ชว่ งก่อนปี ๒๕๔๐
ทีม่ า: ธนาคารแหง่ ประเทศไทย และตลาดหลกั ทรัพย์แหง่ ประเทศไทย
แต่ปัจจัยที่สำ�คัญย่ิงกว่า ท่ีมีผลท�ำ ให้เศรษฐกจิ โดยรวมของประเทศ
หดตัวอย่างรุนแรง และทำ�ให้ภาคเอกชนล้มละลายจากหน้ีสินที่กู้เป็นเงิน
เหรียญสหรัฐฯ และสง่ ผลเสยี หายตอ่ กองทุนเพือ่ การฟ้นื ฟแู ละพัฒนาระบบ
สถาบนั การเงิน ๑.๔ ล้านลา้ นบาท คอื ปจั จัยภายในประเทศ ที่เร่ิมจาก
การดำ�เนินนโยบายการเงินของรัฐที่ไม่สมดุลดังกล่าวข้างต้น ประกอบ
กบั การด�ำ เนนิ นโยบายดอกเบยี้ ในประเทศทสี่ งู มาก พรอ้ มกบั การใชน้ โยบาย
การคลังที่ผ่อนปรน ซ่ึงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การพัฒนาและกลไก
ตลาดเงนิ ของประเทศในช่วงน้ัน และการไม่ด�ำ เนนิ การตรวจสอบควบคมุ
ระบบสถาบันการเงินอย่างเข้มงวดตามกฎระเบียบ ซึ่งทั้งหมดนำ�ไปสู่
การเปิดโอกาสให้มีการก่อหน้ีของภาคเอกชนท่ีเกินตัว โดยเฉพาะหนี้สิน
ต่างประเทศ โดยมีการขยายการลงทุนท่ีเกินความต้องการของตลาด
มคี วามเสย่ี ง และไมต่ ง้ั อยบู่ นการตดั สนิ ใจอยา่ งเปน็ เหตเุ ปน็ ผล มงุ่ เกง็ ก�ำ ไร
4 วิกฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กบั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ระยะสนั้ มากกว่าทีจ่ ะกอ่ ให้เกิดผลผลติ จรงิ นำ�ไปสู่การบรโิ ภคท่เี กนิ ตวั ของ
ภาคครัวเรอื น ท่เี รยี กกนั ว่า “สภาพเศรษฐกิจฟองสบู่” และสง่ ผลให้ไทย
สูญเสียความสามารถในการแขง่ ขันกบั ตา่ งประเทศ จนกระท่งั ขาดดลุ บญั ชี
เดนิ สะพัดอย่างต่อเน่อื ง
ในขณะเดียวกนั เมือ่ มีข่าวลอื เก่ียวกับความไมน่ า่ เชอื่ ถือของสถาบนั
การเงนิ บางแหง่ เนอื่ งจากความไมโ่ ปรง่ ใสในการบรหิ าร ประชาชนทม่ี เี งนิ ฝาก
เร่ิมเกิดความไม่มั่นใจในคุณภาพของสินทรัพย์และความมั่นคงของระบบ
สถาบันการเงินและธนาคารพาณชิ ย์ จงึ พากันระดมถอนเงินทีฝ่ ากไว้ ทำ�ให้
ธนาคารแหง่ ประเทศไทยตอ้ งใหก้ ารสนบั สนนุ สภาพคลอ่ งแกส่ ถาบนั การเงนิ
หรอื ธนาคารพาณชิ ยท์ ข่ี าดสภาพคลอ่ งในการไถถ่ อนเงนิ ฝากของประชาชน
โดยมอบให้กองทุนเพ่ือการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ให้กู้ยืม
ตามความต้องการทุกกรณี แต่กำ�หนดให้ผู้กู้ยืม คือสถาบันการเงินและ
ธนาคารพาณิชย์ นำ�เอาสนิ ทรพั ย์ ๒ เทา่ มาเป็นหลักประกัน แต่เนื่องจาก
มีการวิเคราะหแ์ ละมขี า่ วลือตา่ งๆ ออกมามากมาย จึงกลายเป็นการเร่งให้
ประชาชนเกิดความไม่เช่ือม่ันและพากันระดมถอนเงินฝากมากข้ึน ทำ�ให้
ภาระของกองทนุ ฟน้ื ฟฯู เพมิ่ มากยงิ่ ๆ ขนึ้ จนท�ำ ใหร้ ฐั บาลตอ้ งสงั่ ปดิ กจิ การ
สถาบันการเงินรวม ๕๘ แห่ง ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม
๒๕๔๐ และประกาศนโยบายค้ำ�ประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหน้ีของสถาบัน
การเงินในท่ีสุด
อยา่ งไรก็ตาม เนื่องจากสถาบันการเงินทั้ง ๕๘ แห่งไม่สามารถให้
บรกิ ารดา้ นธรุ กรรมทางการเงนิ อน่ื ๆ นอกจากการเปดิ รบั การช�ำ ระหนค้ี นื ได้
จงึ ท�ำ ใหฐ้ านะและการด�ำ เนนิ งานของลกู คา้ ดา้ นสนิ เชอ่ื ไดร้ บั ผลกระทบอยา่ ง
รุนแรงทันที คุณภาพของสินทรัพย์ของสถาบนั การเงินเหล่าน้ี จึงเสือ่ มลง
อย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบเชื่อมโยงไปถึงการเส่ือมคุณภาพสินทรัพย์ของ
ระบบการเงินของประเทศท่ีเหลือ ซึ่งเท่ากับเป็นการซำ้�เติมการถดถอย
ของระบบเศรษฐกิจไทยในช่วงภาวะวิกฤต และเนื่องจากกองทุนฟ้ืนฟูฯ
เป็นนิติบุคคลในธนาคารแห่งประเทศไทย ความเสียหายท่ีเกิดข้ึนท้ังหมด
จึงกลายเป็น “หนสี้ าธารณะ” และเป็นภาระของชาตใิ นทสี่ ุด
วิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ สถานการณโ์ ดยรวม 5
สถานการณ์ของประเทศไทยที่ประกอบด้วยปัจจัยภายนอกและ
ปัจจัยภายในดังกล่าวข้างต้น เป็นเหตุจูงใจให้กองทุนเพื่อการลงทุน
ขนาดใหญ่ หรือกองทุนเก็งกำ�ไรที่เรียกว่า เฮจฟันด์ (Hedge Fund)
เห็นโอกาสเข้าโจมตคี ่าเงินบาท ต้งั แตป่ ลายปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เปน็ ระยะๆ
อย่างต่อเน่ือง ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเร่ิมสูญเสียทุนสำ�รอง
ระหวา่ งประเทศมากขน้ึ เรื่อยๆ จนกระท่งั เขา้ สู่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ธนาคาร
แห่งประเทศไทยต้องแทรกแซงค่าเงินบาท และสูญเสียทุนสำ�รอง
ระหว่างประเทศอย่างรวดเร็วและต่อเน่ือง รวมเป็นมูลค่ามหาศาล ใน
การพยุงหรือปกป้องค่าเงินบาทอย่างขาดความรอบคอบ (เดิมท่ีเคยมี
ถึงประมาณ ๓๙,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงส้ินปี พ.ศ. ๒๕๓๙
เหลือเพียง ๑๕๘ ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.
๒๕๔๐) ทำ�ให้ประเทศไทยต้องประสบกับภาวะล้มละลายทางการเงิน
จนต้องยอม “ประกาศลอยตัวคา่ เงินบาท” อย่างหลกี เลย่ี งไมไ่ ด้ เม่ือ
วนั ที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐
จากการทค่ี า่ เงนิ บาทลดลง จากเดมิ ทเ่ี คยอยใู่ นระดบั ๒๕-๒๖ บาท
ตอ่ ๑ เหรยี ญสหรฐั ฯ มาอยใู่ นระดบั ๔๐ กวา่ บาทตอ่ ๑ เหรยี ญสหรฐั ฯ ได้
กอ่ ใหเ้ กดิ ปญั หาตอ่ ภาคการลงทนุ ทไ่ี ดม้ ีการกยู้ มื เป็นเงนิ ตราตา่ งประเทศ
เพราะมภี าระหนสี้ นิ เปน็ เงนิ บาทมากขน้ึ สว่ นในดา้ นภาคการสง่ ออก กไ็ ด้
รับผลกระทบจากราคาต้นทุนในดา้ นวตั ถุดิบและการบรกิ าร รวมทง้ั การ
ตอ่ รองของผซู้ อ้ื ในตา่ งประเทศทมี่ คี วามเขม้ ขน้ มากขนึ้ ในดา้ นราคาสง่ ออก
มีเพียงภาคธุรกิจการท่องเที่ยวขาเข้าท่ีได้รับประโยชน์มากข้ึนกว่าเดิม
ในสว่ นของภาคประชาชนนน้ั ภาวะการครองชพี ของประชาชนโดยทวั่ ไป
กถ็ กู กระทบจากการทสี่ นิ คา้ ทมี่ สี ว่ นประกอบจากตา่ งประเทศมรี าคาสงู ขนึ้
ราคาน�้ำ มนั ราคาเวชภัณฑ์สงู ขึ้น แมก้ ระทัง่ ภาคเกษตรเองก็จะมปี ญั หา
ในดา้ นตน้ ทนุ สูงขึ้น เพราะราคาปยุ๋ และยาปราบศัตรูพชื สูงข้นึ เชน่ กนั
ในดา้ นประชาชนทอ่ี ยใู่ นตลาดแรงงาน ทงั้ ระดบั บรหิ ารและลกู จา้ ง
ทงั้ ในภาคเอกชนและลกู จ้างราชการ ก็มีความพะวงต่อสถานภาพในการ
6 วิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กับปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
แผนผังที่ ๓
อัตราการเปลี่ยนแปลงของผู้มสี ว่ นรว่ มในระบบเศรษฐกจิ (๒๕๒๔-๒๕๔๕)
ท่มี า: ธนาคารแหง่ ประเทศไทย
จ้างงาน และประชาชนสว่ นใหญข่ องประเทศ ซง่ึ มีฐานะที่ยากจนและเปน็
ลูกจ้างรายวนั กม็ ปี ญั หากังวลในดา้ นการถูกใหอ้ อกจากงาน และการลดลง
ของรายได้ นำ�ไปสู่การจับจ่ายใช้สอยที่ลดลง รวมถึงประชาชนผู้ออม
ซ่ึงไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศมากนัก ก็มี
พฤตกิ รรมในการจบั จา่ ยใชส้ อยลดลงเชน่ กนั ท�ำ ใหก้ ารอปุ โภคบรโิ ภคในระบบ
เศรษฐกจิ มหภาคลดลงไปดว้ ยอย่างมาก เหลอื เพยี งภาคการเกษตรทีไ่ ดร้ ับ
ประโยชน์จากการขายผลิตผลทางการเกษตรท่ีมีมูลค่าเป็นเงินบาทมากขึ้น
จึงทำ�ให้ภาคเกษตรสามารถรองรับสภาพการณ์พ้นจากงานโดยท่ัวไปได้
ในระดบั หน่งึ
วิกฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ สถานการณ์โดยรวม 7
จากสภาพปัญหาความไม่เพียงพอของทุนสำ�รองระหว่างประเทศ
ปัญหาความไม่มั่นใจของประชาชนผู้ออมในระบบการเงินไทย ซ่ึงต่อมาได้
ขยายตวั เปน็ ภาวะวกิ ฤตเศรษฐกจิ เปน็ การทวั่ ไป และมผี ลกระทบอยา่ งรนุ แรง
ต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจมหภาค ความมั่นคงของระบบการเงิน
สภาพการประกอบการของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง การว่างงาน การ
ขาดรายไดข้ องประชาชนทกุ ระดบั โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในสว่ นของประชาชน
ทม่ี รี ายไดน้ อ้ ย จนสง่ ผลกระทบทางดา้ นเศรษฐกจิ สงั คมไทย จนนำ�ไปสสู่ ภาพ
ผลติ ภัณฑ์มวลรวมในประเทศตดิ ลบอยา่ งรนุ แรงเปน็ ครั้งแรกในรอบ ๔๐ ปี
วกิ ฤตเศรษฐกจิ ครงั้ น้ี มไิ ดเ้ ปน็ ปรากฏการณแ์ ตเ่ ฉพาะในประเทศไทย
เทา่ นน้ั แตไ่ ดล้ กุ ลามไปอกี หลายประเทศในทวปี แถบเอเชยี และสง่ ผลกระทบ
ต่อเศรษฐกจิ ทั่วโลก จนนำ�ไปสกู่ ารลม้ ละลายของภาคการเงนิ และตลาดทุน
ของประเทศกำ�ลังพัฒนาทัง้ หลาย ไมว่ ่าจะเป็นในเอเชยี อเมริกาใต้ ยุโรป
ตะวันออก รวมทั้งประเทศมหาอำ�นาจทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ญ่ีปุ่น จีน
สหรฐั อเมรกิ า และยโุ รป ตา่ งกม็ ภี าวะเศรษฐกจิ ถดถอย ซง่ึ สง่ ผลตอ่ กำ�ลงั ซอ้ื
และความมน่ั ใจของผู้ประกอบการ ท้งั จากภายในและภายนอกประเทศเป็น
อยา่ งมาก และจนในทส่ี ดุ ประเทศตา่ งๆ ทม่ี ปี ญั หาทางเศรษฐกจิ ทรี่ นุ แรงมาก
เช่น อินโดนีเซีย ฟลิ ปิ ปินส์ รวมถงึ ประเทศไทย ต้องขอรับความช่วยเหลือ
ทางการเงนิ จากกองทนุ การเงนิ ระหวา่ งประเทศ (International Monetary
Fund) หรอื ทีเ่ รียกกนั วา่ IMF ๒
๒ หลงั จากท่ปี ระเทศไทยไดเ้ ข้ารับความช่วยเหลอื จาก IMF ไปไดร้ ะยะหน่งึ กไ็ ด้ถกู วิจารณ์
อยา่ งแพรห่ ลายวา่ ประเทศไทยประสบกบั ความตกตา่ํ อยา่ งรนุ แรงเกนิ ความจำ�เปน็ เพราะ
นโยบายดังกล่าว นอกจากจะไมส่ ามารถแกป้ ญั หาเศรษฐกจิ ท่ีเกิดข้นึ ได้ แตก่ ลบั เป็นการ
ซํ้าเติมปญั หาให้หนกั ขนึ้ และเกิดความเสียหายแกร่ ะบบเศรษฐกิจอยา่ งมาก
8 วิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กับปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ตารางท่ี ๑-๑ การมงี านทำ�และการวา่ งงาน ปี ๒๕๓๙-๒๕๔๒
หนว่ ย : พนั คน
๒๕๓๙ ๒๕๔๐ ๒๕๔๑ ๒๕๔๒
ก�ำ ลังแรงงาน ๓๒,๓๒๔ ๓๒,๗๘๐ ๓๒,๕๙๖ ๓๒,๙๑๑
การมีงานทำ� ๓๑,๑๖๖ ๓๑,๗๑๔ ๓๐,๒๗๐ ๓๐,๘๓๕
ภาคเกษตร ๑๔,๑๓๗ ๑๔,๓๑๕ ๑๓,๕๗๑ ๑๓,๙๙๗
นอกภาคเกษตร ๑๗,๐๒๙ ๑๗,๔๐๐ ๑๖,๖๙๙ ๑๖,๘๓๘
หตั ถกรรม ๔,๖๕๑ ๔,๖๔๔ ๔,๕๗๗ ๔,๖๑๑
กอ่ สร้าง ๒,๖๔๙ ๒,๕๐๒ ๑,๖๓๓ ๑,๔๐๒
การค้าและการธนาคาร ๔,๓๙๗ ๔,๖๐๒ ๔,๖๓๓ ๔,๗๐๒
บริการและอืน่ ๆ ๔,๑๓๒ ๔,๓๘๓ ๕,๘๕๖ ๖,๐๔๑
การวา่ งงาน ๔๙๘ ๔๙๕ ๑,๔๒๓ ๑,๓๘๓
อัตราการว่างงานรวม (%) ๑.๕๔ ๑.๕๑ ๔.๓๗ ๔.๒๐
ท่มี า: รายงานการส�ำ รวจแรงงาน ส�ำ นกั งานสถิตแิ หง่ ชาติ
หมายเหตุ : ปี ๒๕๓๙-๒๕๔๐ เปน็ คา่ เฉลยี่ ของการส�ำ รวจรอบ ๑ (ก.พ.) และรอบ ๓ (ส.ค.)
ปี ๒๕๔๑-๒๕๔๒ เป็นคา่ เฉลีย่ ของการสำ�รวจรอบ ๑ (ก.พ.) รอบ ๓ (ส.ค.) และรอบ ๔ (พ.ย.)
โดยสรุปแล้ว วิกฤตเศรษฐกิจ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้ถูกบ่มเพาะมา
กอ่ นหนา้ นั้นเปน็ เวลาหลายปี แม้จะมปี ัจจัยภายนอกสนับสนนุ แตก่ ็ไม่อาจ
ปฏิเสธได้ว่าสาเหตุและปัจจัยหลักที่ทำ�ให้เกิดวิกฤตในครั้งน้ันมาจาก
ภายในประเทศไทยเอง ท้ังการดำ�เนินนโยบายมหภาคท่ีไม่รอบคอบและ
มีความเสี่ยง การจัดการท่ีไม่คำ�นึงถึงความสมดุลของปัจจัยต่างๆ ท่ี
เกี่ยวข้อง ท้ังในระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง พฤติกรรมการลงทุนและการบริโภคของคนในประเทศ ที่ไม่
คำ�นึงถึงสถานการณ์ความเป็นจริง ไม่ประมาณตน ไม่ใช้วิจารณญาณ
ในการตัดสินใจอยา่ งเป็นเหตุผลด้วยความรอบคอบ
วิกฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ สถานการณ์โดยรวม 9
10 วกิ ฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กบั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
๒
พระราชด�ำ รัส “เศรษฐกจิ พอเพียง”
กบั วิกฤตเศรษฐกิจ
หหเข้าใจสาเหตุ หาแนวทางแก้ไข และเตรยี มปอ้ งกัน
นงั สือรายงานการพฒั นาคน ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ หรอื Thailand Human
Development Report 2007 (NHDR 2007) ที่จัดทำ�โดยโครงการ
พัฒนาสหประชาชาติ หรือ United Nations Development Program
(UNDP) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า “เป็นที่ทราบกันโดยท่ัวไปว่าพระมหากษัตริย์
ในประเทศตา่ งๆ ทว่ั โลกในปจั จบุ นั มกั จะไมค่ อ่ ยทรงแสดงความเหน็ เกยี่ วกบั
ทิศทางเศรษฐกิจในประเทศของแต่ละพระองค์ แต่สำ�หรับประเทศไทย
พระมหากษัตริย์กลับทรงเสนอให้ปรับเปล่ียนยุทธศาสตร์ในการพัฒนา
ประเทศทีไ่ ดร้ ับการยกยอ่ งโดยทัว่ ไปว่าประสบความสำ�เรจ็ อยา่ งสูง นน่ั คือ
เป็นเวลากว่า ๔๐ ปีมาแล้วที่เศรษฐกิจของประเทศไทยมีการขยายตัวใน
อัตราเฉล่ียรอ้ ยละ ๗.๖ ต่อปี โดยท่อี ัตราดงั กลา่ วถือไดว้ ่าเปน็ อัตราท่ีท�ำ ให้
ประเทศไทยมกี ารขยายตวั เร็วที่สดุ ประเทศหนึง่ ในโลก”
พระราชด�ำ รสั “เศรษฐกิจพอเพยี ง” กบั วิกฤตเศรษฐกจิ 11
“ ...การจะเปน็ เสือนั้นไม่ส�ำ คัญ
สำ�คัญอย่ทู ี่เรามีเศรษฐกจิ แบบพอมพี อกนิ
แบบพอมีพอกนิ นนั้ หมายความว่า อุม้ ชตู ัวเองได้
ใหม้ ีพอเพยี งกบั ตัวเอง...
”(ธนั วาคม ๒๕๔๐)
12 วกิ ฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กบั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ในขณะท่ีธนาคารโลกได้กล่าวถึงประเทศไทยในฐานะประเทศท่ีมี
บทบาทสำ�คัญในฐานะเปน็ คลืน่ ลูกท่ีสองของ “ความมหัศจรรย์ในเอเชยี ”
ในปี ๒๕๓๖ และ โรเบิร์ต มัสแคต (Robert Muscat) ซึ่งเป็นนัก
เศรษฐศาสตร์พัฒนาผู้ที่เคยมีประสบการณ์ทำ�งานในประเทศไทยเป็นระยะ
เวลายาวนาน ไดข้ นานนามใหป้ ระเทศไทยเปน็ “เสอื ตวั ทหี่ า้ ” นนั้ พระบาท
สมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัว กลบั ทรงเห็นว่าเป็นเรอ่ื งทีไ่ มน่ า่ ยินดีกบั ค�ำ สรรเสรญิ
เหล่าน้ี และมีกระแสพระราชด�ำ รสั เม่ือเดือนธนั วาคม ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ว่า
“...ความจรงิ เคยพดู เสมอในทป่ี ระชมุ อยา่ งนวี้ า่ การจะเปน็ เสอื นนั้
ไมส่ �ำ คญั ส�ำ คญั อยทู่ เ่ี รามเี ศรษฐกจิ แบบพอมพี อกนิ แบบพอมพี อกนิ นน้ั
หมายความว่า อมุ้ ชูตัวเองได้ ให้มพี อเพียงกบั ตัวเอง อันน้กี ็เคยบอกวา่
ความพอเพยี งไมไ่ ดห้ มายความวา่ ทกุ ครอบครวั จะตอ้ งผลติ อาหารของตวั
จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างน้ันมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรืออำ�เภอ
จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางส่ิงบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่า
ความต้องการ กข็ ายได้ แต่ขายในทไี่ ม่ห่างไกลเท่าไหร่ ไม่ตอ้ งเสยี ค่า
ขนสง่ มากนัก อยา่ งนที้ า่ นนกั เศรษฐกจิ ต่างๆ กม็ าบอกว่าลา้ สมัย จริง
อาจจะล้าสมัยคนอ่ืนเขาต้องมีการเศรษฐกิจ ที่ต้องมีการแลกเปล่ียน
เรยี กวา่ เปน็ เศรษฐกิจการค้า ไม่ใช่เศรษฐกจิ แบบพอเพยี ง เลยรสู้ กึ วา่
ไม่หรหู รา แตเ่ มอื งไทยเป็นประเทศท่มี บี ุญอยู่ว่า ผลติ ให้พอเพียงได.้ ..”
พระราชดำ�รัสขา้ งตน้ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ผา่ นค�ำ วา่ “ใหม้ ีพอเพยี ง
กบั ตวั เอง” “เศรษฐกจิ แบบพอมพี อกนิ ” “เศรษฐกจิ แบบพอเพยี ง” อาจ
จะถอื วา่ เปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ของการจดุ ประกายทท่ี �ำ ใหค้ นไทยและรวมถงึ ชาวโลก
ได้ตั้งสติคิดถึงความเหมาะสมในการพัฒนาการเศรษฐกิจเช่นท่ีผ่านมา
และหนั มาใหค้ วามสนใจอยา่ งจรงิ จงั กบั แนวพระราชด�ำ รเิ กย่ี วกบั การพฒั นา
ภายใตช้ อ่ื “เศรษฐกจิ พอเพียง” ซึ่งตอ่ มากไ็ ดม้ ีผู้สนับสนุนความคดิ น้ีเปน็
จ�ำ นวนมาก จนกระทงั่ กลายเปน็ กรอบและทศิ ทางในการพฒั นาประเทศไทย
ตง้ั แตแ่ ผนพฒั นาฯ ฉบบั ท่ี ๙ กล่าวคอื ตง้ั แตป่ ี ๒๕๔๕ จนถึงปัจจบุ ัน และ
ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในเวทีโลก ในฐานะท่ีเป็นทางเลือกในการ
พฒั นาทมี่ ่งุ ให้เกิดผลทย่ี ่งั ยืน
พระราชด�ำ รัส “เศรษฐกจิ พอเพยี ง” กับวกิ ฤตเศรษฐกจิ 13
๒.๑ วเิ คราะห์สาเหตุของวกิ ฤตเศรษฐกจิ
เรียนรู้จากพระราชด�ำ รสั
การทจี่ ะท�ำ ความเขา้ ใจเกยี่ วกบั พระราชด�ำ ริ “เศรษฐกจิ พอเพยี ง” นน้ั
เราควรศึกษาอย่างลึกซง้ึ จากพระราชด�ำ รสั ทีเ่ กย่ี วข้อง โดยเฉพาะอย่างย่งิ
เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ ที่ได้ทรงช้ีให้เห็นสาเหตุของการเกิดวิกฤต
เศรษฐกจิ ซ่ึงทำ�ให้เหน็ ถึงแนวทางในการแก้ไขปญั หา และป้องกันการ
เกิดวกิ ฤตในอนาคต ทง้ั น้ี อาจจะสรปุ สาเหตใุ นเบอ้ื งตน้ ได้ ๓ ประการ คือ
พฤติกรรมการใช้จา่ ยเกินตวั การลงทุนที่ไมส่ อดคล้องกบั ความเป็นจริงและ
มคี วามเสย่ี ง และแนวทางการพฒั นาทไี่ มใ่ หค้ วามส�ำ คญั กบั การใชท้ รพั ยากร
ท่มี อี ยูใ่ นประเทศให้เกดิ ประโยชน์อยา่ งเหมาะสม แต่กลับใหค้ วามส�ำ คัญกับ
การพ่ึงพิงภายนอกมากจนเกิดความเส่ียงและกลายเป็นปัญหาวิกฤตต่อมา
ทงั้ นี้ เราสามารถศึกษาได้จากพระราชดำ�รสั ทีเ่ กีย่ วข้อง ดงั น้ี
(๑) การใช้จา่ ยเกนิ ตัวโดยไม่ประมาณตน หรือบรโิ ภคเกนิ อัตภาพ
กลา่ วคอื ใชจ้ า่ ยเกนิ ความสามารถของตนในการหารายได้ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ
การกเู้ งนิ มาเพอื่ ใชจ้ า่ ยในการบรโิ ภค ซงึ่ เกดิ ขน้ึ ตอ่ เนอื่ งมาเปน็ ระยะยาวนาน
ก่อนเกิดวิกฤต
“...ความจรงิ วกิ ฤตการณน์ ้ี เหน็ ไดม้ านานแลว้ สส่ี บิ กวา่ ปมี าแลว้
แต่ไม่รูต้ วั . ... ขา้ ราชการช้นั ผู้น้อยมาขอยมื เงนิ ขอกู้เงนิ เมอ่ื เขาขอกู้
เงนิ กบ็ อกว่า เอา้ ...ให้ แต่ขอให้เขาท�ำ บัญชี บัญชีรายรบั บญั ชรี ายจา่ ย
....มีรายการหน่งึ บอกวา่ ค่าแชร์ .... ไดบ้ อกใหเ้ ขาเลิกแชร์ เลิก แล้วให้
ทำ�บัญชตี อ่ ไป. ทหี ลงั เขาท�ำ บญั ชมี า เขาไม่ขาดทนุ แลว้ . เขาสามารถท่ี
จะมีเงินพอใช้ เพราะบอกใหเ้ ขาทราบวา่ มเี งนิ เดอื นเทา่ ไหร่ จะตอ้ งใช้
ภายในเงินเดือนของเขา. การท�ำ แชรน์ ้ีเทา่ กบั เป็นการกเู้ งิน. การกู้เงนิ
ท่ีนำ�มาใช้ในส่ิงท่ีไม่ทำ�รายได้นั้นไม่ดี. อันน้ีเป็นข้อสำ�คัญ เพราะว่า
ถา้ กเู้ งนิ และท�ำ ใหม้ รี ายได้ ก็เท่ากบั จะใช้หน้ไี ด้ ไม่ต้องติดหนี้ ไมต่ ้อง
เดอื ดรอ้ น ไมต่ อ้ งเสยี เกียรต.ิ ..” (ธนั วาคม ๒๕๔๐)
14 วกิ ฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กบั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
“ ” ...การทีเ่ ราจะทำ�โครงการอะไร จะตอ้ งทำ�ดว้ ยความรอบคอบ
และอยา่ ตาโตเกนิ ไป ... ถา้ เราท�ำ โครงการทเ่ี หมาะสม
ขนาดที่เหมาะสม อาจจะไมด่ หู รหู รา แตจ่ ะไมล่ ม้
หรือถ้ามีอนั เป็นไป กไ็ ม่เสยี มาก... (ธันวาคม ๒๕๔๐)
และยงั มตี วั อยา่ งอน่ื ๆ ในท�ำ นองเดยี วกนั ทท่ี รงแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ปญั หา
การบรโิ ภคเกินตัว การใช้จา่ ยเกนิ ฐานะหรอื เกินความจำ�เปน็ ทไ่ี มส่ มดลุ กบั
ความสามารถในการหารายได้ของตนเองและครอบครัว
(๒) การลงทนุ ทเี่ กนิ ตัว มีความเสยี่ ง ไม่รอบคอบ ไม่มภี มู ิคมุ้ กนั
โดยไมค่ ำ�นงึ ถงึ ความเหมาะสมกบั ปัจจยั ตา่ งๆ หรือประมาท ไมเ่ ตรยี มความ
พร้อมในกรณีทอ่ี าจจะไม่ประสบผลสำ�เร็จตามที่คาดการณไ์ ว้
“...เขาลงทุนเปน็ ล้าน จำ�ไม่ไดแ้ ล้วกีล่ ้าน เพอื่ สรา้ งโรงงาน การ
ลงทุนมากอยา่ งนัน้ บอกให้เขาทราบวา่ ไม่ค่อยเหน็ ดว้ ย. ... บอกว่าท่ี
เขาลงทนุ เป็นล้าน รู้สึกวา่ เส่ียง. ทำ�โครงการอะไร ก็ต้องนึกถึงขนาด
ทเี่ หมาะสมกบั ทเี่ รยี กวา่ อตั ภาพ หรอื กบั สง่ิ แวดลอ้ ม … ฉะนน้ั การทเี่ รา
จะท�ำ โครงการอะไร จะตอ้ งท�ำ ดว้ ยความรอบคอบ และอยา่ ตาโตเกนิ ไป.
คือบางคนเห็นว่ามีโอกาสท่ีจะทำ�โครงการอย่างโน้นอย่างน้ี และไม่ได้
นกึ ถงึ ว่าปัจจัยตา่ งๆ ไม่ครบ. ปัจจัยหนง่ึ คือ ขนาดของโรงงาน หรอื
เครอ่ื งจกั รทส่ี ามารถจะปฏบิ ัติได้. แตข่ อ้ ส�ำ คัญท่ีสดุ คือวตั ถดุ บิ ... ถา้ เรา
ท�ำ โครงการทเี่ หมาะสม ขนาดทเ่ี หมาะสม อาจจะไมด่ หู รหู รา แตจ่ ะไมล่ ม้
หรือถ้ามีอันเปน็ ไป ก็ไม่เสียมาก...” (ธันวาคม ๒๕๔๐)
(๓) กระบวนการผลติ ทไ่ี มค่ �ำ นงึ ถงึ การใชป้ ระโยชนจ์ ากทรพั ยากร
ที่มีอยู่ในท้องถิ่น หรือในประเทศอย่างเต็มศักยภาพ แต่กลับส่งเสริม
กระบวนการผลติ ทต่ี อ้ งพง่ึ พงิ วตั ถดุ บิ ในการผลติ ทต่ี อ้ งขนสง่ มาจากทไ่ี กลโดย
ไมจ่ ำ�เปน็ ซงึ่ ท�ำ ให้ตอ้ งเสยี ค่าใช้จ่ายสงู ขน้ึ ทัง้ ในการขนสง่ และการจัดการ
พระราชดำ�รัส “เศรษฐกิจพอเพยี ง” กบั วกิ ฤตเศรษฐกิจ 15
ทัง้ ที่วัตถุดิบ หรอื สินคา้ ต่างๆ สามารถผลติ ไดเ้ อง หรือหาซื้อได้ในท้องถิ่น
หรอื ผลิตในประเทศได้
“...Made in Thailand น่จี ะเปน็ ประโยชน์ ถ้าเรามาใชข้ องไทย
ซ้อื ของไทย เท่ยี วเมืองไทย กินขา้ วไทย อนั นีจ้ ะไดป้ ระโยชน์. แตว่ า่
กย็ งั ไมแ่ ก้ปญั หา ... ฉะนัน้ สามารถท่ีจะทำ�ให้มกี ารสง่ ออกสิง่ ของทท่ี ำ�
ด้วยวัตถุดิบในเมืองไทย และทำ�ด้วยแรงงานของคนไทย. อันนี้เป็น
การแก้ไขสถานการณ์วกิ ฤตอย่างดี … ในเมอื งไทยนมี้ ที ดี่ ินกว้างขวาง
พอสมควร แมจ้ ะมพี ลเมอื งเพมิ่ ขน้ึ มามาก กย็ งั มที ่ีดนิ แตท่ ดี่ นิ สว่ นมาก
เป็นทีด่ ินแร้นแคน้ ทีไ่ ม่ดี ... ในการนี้ จะตอ้ งมีการลงทนุ สำ�หรบั วิจัย
ต้องมีการลงทุนสำ�หรับช่วยเกษตรกร ...ก็จะได้ผลดี จะเป็นผลช่วย
ให้ประเทศไทยรอดพ้นวิกฤตการณ์. ซึ่งเชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถ
พ้นวิกฤตการณ์ได้ดีกว่าหลายประเทศ เพราะแผ่นดินยังเหมาะสมกับ
ความเป็นอยไู่ ด้ อย่างที่เคยพูดมาหลายปแี ล้ววา่ ภมู ปิ ระเทศยงั “ให”้
คือเหมาะสม. แต่ความเป็นอยู่ต้องไม่ฟุ้งเฟ้อ ต้องอยู่อย่างประหยัด
และต้องเป็นไปในทางที่ถูกต้อง … เราต้องพยายามอุ้มชูประชาชน
ให้ไดม้ ีงานทำ� มีรายได้ ก็จะสามารถผา่ นวกิ ฤตการณ์. แต่ถ้าท�ำ แบบ
ที่เคยมีนโยบายมา คือผลิตสิ่งของทางอุตสาหกรรมมากเกินไป ก็จะ
ไม่ส�ำ เร็จ โดยที่ในเมืองไทยตลาดมีนอ้ ยลง เพราะคนมเี งนิ นอ้ ยลง. ...
ที่เกิดมีวิกฤตการณ์ขึ้นมา ก็เพราะว่าขยายการผลิตมากเกินไป และ
ไมม่ ีใครซอื้ เพราะไม่มีใครมเี งินพอจะซอื้ ...” (ธนั วาคม ๒๕๔๐)
แนวทางการพัฒนาประเทศในช่วงก่อนวิกฤต ที่เน้นการผลิตที่
พ่ึงพิงตลาดภายนอกประเทศ และการผลิตภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก
น้ัน ไม่ได้คำ�นึงถึงการใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรท่ีประเทศไทยมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ อาทิ
ที่ดนิ ภูมิประเทศ ภูมอิ ากาศ ความหลากหลายทางชวี ภาพ ศกั ยภาพ และ
ภมู ิปัญญาดงั้ เดิมของเกษตรกร และไมไ่ ด้ค�ำ นงึ ถงึ การใชท้ รพั ยากรที่มอี ยู่
ใหเ้ กิดประโยชน์แกค่ นสว่ นใหญ่ กลา่ วคือ แทนทีจ่ ะมงุ่ ท�ำ ให้คนสว่ นใหญ่
พออย่พู อกินได้ และสามารถอย่รู ่วมกันได้อย่างสงบสุข โดยไมเ่ บียดเบยี น
16 วกิ ฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กบั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
หรอื ทำ�ลายธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ ม และชว่ ยกนั รักษาขนบธรรมเนยี มท่ี
ดีงามของชาติไทยในด้านวัฒนธรรม ประเพณี แต่กลับเน้นการผลิตภาค
อุตสาหกรรมที่ตอ้ งพึง่ พิงการนำ�เข้าวัตถดุ บิ มาผลิตเพือ่ สง่ ออก ซ่ึงเปน็ การ
ต้องพ่ึงพิงตลาดภายนอกประเทศ ท้ังตลาดวัตถุดิบและตลาดผลิตภัณฑ์
สว่ นภาคการเกษตร กเ็ นน้ การผลติ พชื เชงิ เดยี่ วเพอื่ สง่ ออกเปน็ หลกั ท�ำ ใหม้ ี
ความเส่ียง เน่ืองจากไม่สามารถควบคมุ ราคาได้ ทำ�ให้ความสามารถในการ
พง่ึ พงิ ตนเองของคนไทยและประเทศไทยลดนอ้ ยลง และในขณะเดยี วกนั กย็ งั
ทำ�ลายความสมดุลทางธรรมชาติท่ีต้องอาศัยความหลากหลายทางชีวภาพ
เพ่อื ให้ระบบนิเวศน์สามารถปรบั สมดลุ ไดเ้ อง
กอ่ นเกิดวกิ ฤตเศรษฐกจิ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ นัน้ เป็นที่น่าสังเกตวา่
ได้พระราชทานตวั อยา่ งโครงการและพระราชดำ�รสั เกี่ยวกบั “ทฤษฎีใหม”่
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ (ขัน้ ท่ี ๑) และ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ (ขน้ั ท่ี ๒ และข้นั ที่ ๓)
ซ่ึงทฤษฎีใหม่นี้ เป็นตัวอย่างท่ีชัดเจนและเป็นรูปธรรม ในการพัฒนา
พระราชด�ำ รสั “เศรษฐกจิ พอเพยี ง” กับวกิ ฤตเศรษฐกิจ 17
แผนผังท่ี ๒-๑
รอ้ ยละการน�ำ เข้าและรอ้ ยละการส่งออก ต่อ GDP (ระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๘๐-๒๐๐๐)
ทมี่ า: สำ�นกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ
ตามหลักการของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ซง่ึ ไดม้ ีพระราชด�ำ รสั “เศรษฐกจิ
แบบพอเพียง” ในอีก ๒ ปีถัดมา โดยทฤษฎีใหม่นี้เป็นการพัฒนาที่
เน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับ
ภมู สิ ังคมตามความเปน็ จรงิ เพื่อใหเ้ กษตรกรสามารถพง่ึ ตนเองได้ และ
มภี ูมคิ ุม้ กันในตวั ทด่ี ใี นการด�ำ เนินชวี ิต เปน็ อนั ดบั แรก คอื ทำ�ให้คนใน
ครอบครัวสามารถพออยู่พอกินได้ตลอดปี โดยใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่ ได้แก่
ทดี่ นิ แหลง่ น�ำ้ (ทง้ั จากฟา้ บนดนิ และใตด้ นิ ) แรงงาน พนั ธพุ์ ชื และพนั ธสุ์ ตั ว์
ท่ีมีอยู่หลากหลายในพ้ืนท่ี รวมถึงสติปัญญา ความรอบรู้ทางวิชาการ
เกี่ยวกับการท�ำ เกษตรผสมผสาน ทัง้ การเพาะปลกู เล้ียงสตั ว์ หลากหลาย
ชนิดอย่างเก้ือกูลกัน บนพื้นฐานของความเพียรและความอดทน และใน
ส่วนของ ทฤษฎใี หม่ ขัน้ ที่ ๒ และขั้นที่ ๓ นน้ั เปน็ การที่ทรงแสดงให้
เหน็ ตัวอย่างของแนวทางการพฒั นาท่ีเป็นข้ันตอน ว่าควรทำ�อะไรกอ่ นหลัง
กลา่ วคือ เมือ่ ปจั จยั พ้ืนฐานในการดำ�รงชีพทีจ่ ำ�เป็นระดับครอบครวั เกิดข้ึน
แลว้ ก็ควรมกี ารรวมตัวกันของคนในชุมชนตามความเหมาะสม เพือ่ ด�ำ เนนิ
18 วิกฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กับปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
กิจกรรมอ่นื ๆ ท่จี ำ�เปน็ ในการประกอบอาชพี และการพฒั นาในด้านต่างๆ ท่ี
ไมส่ ามารถด�ำ เนินการไดใ้ นระดบั ครอบครวั เดี่ยว หรือหากรวมกล่มุ กนั แล้ว
จะท�ำ ให้เกิดผลดที ่ยี ่ิงกวา่ เชน่ การจัดซ้อื จัดหาวัตถดุ บิ กระบวนการผลิต
การจัดการผลผลติ กิจกรรมสวสั ดิการ เปน็ ตน้ เพ่ือเป็นการสรา้ งฐานราก
ของการพัฒนาในระดับครอบครัวและชุมชนให้มั่นคง ตลอดจนแนวทาง
การชว่ ยเหลอื เกอ้ื กูลกันของภาคสว่ นตา่ งๆ ในประเทศ เพอ่ื ชว่ ยท�ำ ใหก้ าร
พัฒนาในพื้นท่ีมีความเจริญก้าวหน้าไปได้ และทำ�ให้คนส่วนใหญ่สามารถ
พออยพู่ อกนิ ได้ในท่ีสดุ
อยา่ งไรกด็ ี พระราชด�ำ รสั เกย่ี วกบั “เศรษฐกจิ พอเพยี ง” ทพี่ ระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานในปี ๒๕๔๐ และหลายๆ ปีต่อมา
ภายหลงั วกิ ฤตเศรษฐกจิ ครอบคลมุ กวา้ งไกลไปมากกวา่ เกษตรทฤษฎใี หม่
เน่ืองจากเป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติที่ช้ีแนะแนวทางการใช้ชีวิต และ
การด�ำ เนนิ ภารกิจท่แี ตล่ ะคนรับผดิ ชอบ เพ่อื น�ำ ไปสกู่ ารพฒั นาทเ่ี จรญิ
ก้าวหน้าไปได้ด้วยความม่ันคง สามารถพร้อมรับต่อการเปล่ียนแปลง
ต่างๆ ทม่ี ากบั กระแสโลกาภวิ ัตนไ์ ด้เป็นอยา่ งดี
เราอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน
ช่วงท่ีผ่านมา เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงผลท่ีเกิดขึ้นจากการลงทุน การผลิต
การบริโภค ที่ไม่อยู่บนพ้ืนฐานหลักการแห่งความพอเพียง ไม่ว่าจะเป็น
วกิ ฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ ทที่ ำ�ให้การพฒั นาประเทศไทยต้องหยุดชะงกั หรือ
แมแ้ ตว่ ิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ของสหรฐั อเมรกิ าก็เชน่ เดยี วกนั ที่มสี าเหตหุ ลัก
มาจากการบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ท่ีไม่เป็นไปอย่างพอประมาณ
พอเหมาะ พอดี การตัดสินใจบริโภคและลงทุนที่ไม่ต้ังอยู่บนเหตุผล
แตก่ ลับตั้งอยบู่ นความประมาท มคี วามเส่ียง เน่อื งจากคนขาดความรอบรู้
รอบคอบ ระมัดระวังในการใช้หลักวิชาการ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์
ความเป็นจริงในแต่ละขณะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดคุณธรรม
ความซ่ือสัตย์สุจริตในการทำ�หน้าที่และดำ�เนินธุรกิจ รวมถึงการคำ�นึง
ถึงประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ซ่ึงเป็นสาเหตุสำ�คัญของ
การสง่ั สมปัญหาจนน�ำ ไปส่วู กิ ฤตเศรษฐกจิ และสงั คมในที่สดุ
พระราชด�ำ รสั “เศรษฐกจิ พอเพยี ง” กบั วิกฤตเศรษฐกจิ 19
๒.๒ แกน่ ของเศรษฐกิจพอเพียง คอื
“คิดวา่ ทำ�อะไรต้องพอเพียง”
กอ่ นทจี่ ะนอ้ มน�ำ แนวพระราชด�ำ รทิ เี่ รยี กวา่ “เศรษฐกจิ พอเพยี ง” ไป
ใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนน์ นั้ เราควรศกึ ษาใหเ้ ขา้ ใจอยา่ งชดั เจนและถกู ตอ้ งกอ่ นวา่
“เศรษฐกจิ พอเพยี ง” ไมใ่ ชเ่ รื่อง “เศรษฐกจิ ” แต่เปน็ เรื่อง “มคี วาม
คิดว่าทำ�อะไรต้องพอเพียง” กล่าวคือ เป็นเร่ืองที่เก่ียวกับหลักคิดและ
หลักปฏิบตั ิ “พอเพยี ง” ทีจ่ ะนำ�ไปใชใ้ นการด�ำ เนินชีวติ การปฏิบตั ภิ ารกจิ
หนา้ ท่ี และการพฒั นาในระดับตา่ งๆ ซงึ่ ไดม้ พี ระราชด�ำ รสั เกยี่ วกบั เร่อื งน้ี
อย่างชดั เจน ในเดอื นธนั วาคม ๒๕๔๑ ดงั นี้
“...คนเราถา้ พอในความตอ้ งการ กม็ คี วามโลภนอ้ ย เมอื่ มคี วามโลภนอ้ ย
กเ็ บียดเบียนคนอนื่ น้อย. ถา้ ทุกประเทศมีความคิด - อันน้ีไม่ใช่เศรษฐกจิ -
มีความคดิ ว่าท�ำ อะไรตอ้ งพอเพยี ง หมายความวา่ พอประมาณ ไมส่ ุดโต่ง
ไมโ่ ลภอยา่ งมาก คนเรากอ็ ยเู่ ป็นสขุ . พอเพียงน้ี อาจจะมีมาก อาจจะมี
ของหรหู รากไ็ ด้ แตว่ ่าตอ้ งไมไ่ ปเบยี ดเบียนคนอนื่ . ต้องให้พอประมาณตาม
อัตภาพ พูดจากพ็ อเพียง ทำ�อะไรกพ็ อเพยี ง ปฏบิ ตั ติ นกพ็ อเพยี ง ... ฉะน้นั
ความพอเพยี งนก้ี แ็ ปลว่า ความพอประมาณและความมเี หตุผล...”
นอกจากนี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้พระราชทาน
คำ�แปลภาษาอังกฤษของ “เศรษฐกิจพอเพียง” เมื่อเดือนธันวาคม
๒๕๔๒ ไว้วา่ “...เศรษฐกจิ พอเพียง แปลว่า Sufficiency Economy
…Sufficiency Economy นั้น ไม่มีในตำ�รา เพราะหมายความว่าเรามี
ความคดิ ใหม่ ... จะถกู จะผดิ กช็ า่ ง ถา้ เขาสนใจ เขากส็ ามารถทจ่ี ะไปปรบั ปรงุ
หรือไปใช้หลักการ เพ่ือท่ีจะให้เศรษฐกิจของประเทศ และของโลกพัฒนา
ดีขึ้น...”
เรามักจะพบว่า มีความสับสนระหว่างคำ�ว่า “Sufficiency
Economy” กับคำ�วา่ “Self-Sufficiency” ซึง่ ค�ำ หลงั หมายถงึ การพง่ึ
ตวั เองทง้ั หมดโดยไมพ่ ง่ึ พาใคร แมแ้ ตต่ ลาด เกยี่ วกบั เรอื่ งนี้ พระบาทสมเดจ็
พระเจ้าอยหู่ วั ได้ทรงอธบิ ายเมอ่ื เดอื นธันวาคม ๒๕๔๑ วา่
20 วกิ ฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กับปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
...คำ�ว่าพอเพียง ไม่ได้หมายถึงการมีพอส�ำ หรับใช้เองเท่านัน้
แตม่ ีความหมายว่าพอมพี อกนิ . เราควรจะปฏิบตั ใิ หพ้ อมีพอกนิ
พอมพี อกินนกี้ แ็ ปลวา่ เศรษฐกจิ พอเพียงนัน่ เอง.
“ถา้ แต่ละคนพอมพี อกนิ ก็ใช้ได.้ ..ยิ่งถ้าทัง้ ประเทศพอมพี อกินก็ยงิ่ ด.ี ..
”(ธนั วาคม ๒๕๔๑)
“…แต่ความจริงเศรษฐกิจพอเพียงนี้ กว้างขวางกว่า Self-
sufficiency. คอื Self-sufficiency นั้นหมายความว่า ผลติ อะไรมพี อ
ที่จะใช้ ไมต่ ้องไปขอซือ้ คนอนื่ อยไู่ ดด้ ว้ ยตนเอง (พ่ึงตนเอง) บางคน
แปลจากภาษาฝรง่ั วา่ ใหย้ นื บนขาตวั เอง ค�ำ วา่ ยนื บนขาตวั เองนี่ มบี างคน
พูดว่าชอบกล ใครจะมายืนบนเรา คนอ่ืนมายืนบนขาเรา เราก็โกรธ
แต่ตัวเองยืนบนขาตัวเองก็ต้องเสียหลักหกล้มหรือล้มลง อันนี้ก็เป็น
ความคิดท่ีอาจเฟื่องไปหน่อย แต่ว่า เป็นตามท่ีเขาเรียกว่ายืนบนขา
ตวั เอง (ซง่ึ แปลวา่ พง่ึ ตนเอง) หมายความวา่ สองขาของเรานี่ ยนื บนพน้ื
ใหอ้ ยไู่ ดไ้ มห่ กลม้ ไมต่ อ้ งไปยมื ขาของคนอน่ื มาใชส้ �ำ หรบั ยนื แตพ่ อเพยี งนี้
มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือ คำ�ว่าพอก็เพียงพอ เพียงน้ี
ก็พอดังน้นั เอง...”
“...ใหพ้ อเพยี งนี้ กห็ มายความวา่ มกี นิ มอี ยู่ ไมฟ่ มุ่ เฟอื ย ไมห่ รหู รา
กไ็ ด้ แต่ว่าพอ แมบ้ างอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถา้ ท�ำ ให้มคี วามสขุ
ถา้ ทำ�ไดก้ ส็ มควรที่จะทำ� สมควรท่ีจะปฏิบัติ...”
และทรงอธิบายเพิ่มเติมอกี ในเดอื นธนั วาคม ๒๕๔๒ ดังนี้
“...แตว่ า่ พอมพี อกนิ นเ้ี ปน็ เพยี งเรมิ่ ตน้ ของเศรษฐกจิ . พอมพี อกนิ
ของตัวเองนน้ั ไม่ใชเ่ ศรษฐกิจพอเพียง เปน็ เศรษฐกจิ สมยั หิน สมยั หิน
นั้นเปน็ เศรษฐกจิ พอเพียงเหมือนกนั แตว่ ่าค่อยๆ พัฒนาขนึ้ มา ตอ้ งมี
การแลกเปล่ยี นกัน มกี ารช่วยระหว่างหมู่บ้าน หรอื ระหวา่ ง จะเรียกว่า
อำ�เภอ จงั หวดั ประเทศ จะต้องมกี ารแลกเปล่ียน...”
พระราชด�ำ รสั “เศรษฐกิจพอเพยี ง” กับวกิ ฤตเศรษฐกจิ 21
ขณะเดยี วกนั การพฒั นาตามหลกั การดงั กลา่ วกอ็ าจจะถกู ตคี วามไดว้ า่
เป็นการปฏิเสธโลกาภิวัตน์โดยส้ินเชิง แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
กท็ รงแกค้ วามเขา้ ใจผดิ ดงั กลา่ ว โดยมพี ระราชด�ำ รสั เมอ่ื เดอื นธนั วาคม ๒๕๔๐
ใหเ้ หน็ ถงึ ความเชอ่ื มโยงระหว่างผลกระทบท่เี กิดขึ้นในประเทศตา่ งๆ ว่า
“...สมัยน้ีเป็นสมัยท่ีพูดกันได้ว่า โลกาภิวัตน์ ก็จะต้องทำ�ตาม
ประเทศอ่ืนด้วย เพราะวา่ ถา้ ไม่ทำ�ตามประเทศอน่ื ตามคำ�สัญญาทมี่ ไี ว้
เขาอาจจะไมพ่ อใจ… ถา้ ไมแ่ กไ้ ขวกิ ฤตการณใ์ นมมุ ไหนของโลก สว่ นอนื่
ของโลกก็จะต้องเดือดรอ้ นเหมือนกัน...”
กลา่ วโดยสรปุ คอื แนวพระราชด�ำ รเิ ศรษฐกจิ พอเพยี ง เปน็ หลกั คดิ
หลักในการปฏิบัติตนอย่างพอประมาณ มีเหตุผล มีความรอบคอบ
ไม่ประมาท เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข
ทา่ มกลางความเปล่ียนแปลงภายใต้โลกาภวิ ัตน์
22 วิกฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กับปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
๒.๓ พระราชดำ�ริเก่ียวกับการพัฒนา
ตามหลัก “เศรษฐกจิ พอเพียง”
เพือ่ เป็นการท�ำ ความเขา้ ใจแนวพระราชด�ำ ริเศรษฐกจิ พอเพยี งอย่าง
ถูกต้องและชัดเจน เราจำ�เป็นต้องย้อนกลับไปศึกษาว่า การที่พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอย่หู วั มีพระราชด�ำ รัสในเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ ว่า “เคยพูด
อยเู่ สมอ” ... “อนั นกี้ เ็ คยบอก” นน้ั แสดงวา่ แนวพระราชด�ำ รเิ กยี่ วกบั การ
พฒั นาทท่ี รงอธบิ ายภายใตค้ �ำ วา่ “เศรษฐกจิ พอเพยี ง” นนั้ ไดม้ พี ระราชด�ำ รสั
ทีเ่ กย่ี วข้องมานานแลว้
พระราชดำ�รัสในเดือนธนั วาคม ๒๕๔๑ ได้ระบุเก่ยี วกบั เรือ่ งน้อี ย่าง
ชดั เจนวา่
“...ค�ำ วา่ พอเพยี ง มคี วามหมายอกี อยา่ งหนง่ึ มคี วามหมายกวา้ งออก
ไปอกี ไม่ไดห้ มายถงึ การมีพอสำ�หรบั ใช้เองเท่าน้ัน แตม่ ีความหมายว่าพอมี
พอกิน. พอมีพอกินน้ี ถ้าใครได้มาอยทู่ ่ีน่ี ในศาลานี้ เมอ่ื เทา่ ไหร่ ๒๐ ๒๔ ปี
เมือ่ ปี ๒๕๑๗. ๒๕๑๗ ถงึ ๒๕๔๑ นี้ ก็ ๒๔ ปี ใชไ่ หม. วนั น้นั ไดพ้ ูดว่า
เราควรจะปฏบิ ตั ใิ หพ้ อมพี อกนิ พอมพี อกนิ นกี้ แ็ ปลวา่ เศรษฐกจิ พอเพยี ง
นนั่ เอง. ถ้าแตล่ ะคนพอมพี อกิน ก็ใชไ้ ด้. ยงิ่ ถ้าทง้ั ประเทศพอมพี อกนิ กย็ ่ิงดี
และประเทศไทยเวลานัน้ กเ็ รมิ่ จะไม่พอมีพอกนิ . บางคนกม็ ีมาก บางคนก็
ไมม่ เี ลย. สมยั ก่อนนีก้ ็พอมพี อกนิ มาสมยั นช้ี ักจะไมพ่ อมพี อกิน. จงึ ต้องมี
นโยบายท่จี ะทำ�เศรษฐกจิ พอเพยี ง เพือ่ ท่จี ะให้ทุกคนมีพอเพียงได.้ ..”
หากสืบค้นพระราชดำ�รัสที่เก่ียวกับ “พอมีพอกิน” ก็จะพบว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เริ่มถ่ายทอดพระราชดำ�ริของพระองค์
ท่เี กยี่ วกับการพฒั นาในโอกาสตา่ งๆ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ แกบ่ ณั ฑิตท่ีส�ำ เรจ็
การศึกษาในพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร เพื่อกระตุ้นให้บัณฑิตเกิด
ความสนใจและอาจจะใช้เป็นแนวทางในการท่ีจะออกมามีส่วนร่วมพัฒนา
ประเทศชาติ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำ�ลังอยู่ในยุคท่ี
เรยี กวา่ “ประชาธปิ ไตยเบง่ บาน” นสิ ติ นกั ศกึ ษามคี วามสนใจและอดุ มการณ์
อย่างแรงกล้าท่ีจะมสี ่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ
พระราชด�ำ รสั “เศรษฐกิจพอเพยี ง” กบั วกิ ฤตเศรษฐกจิ 23
...ให้พอเพยี งนี้ ก็หมายความว่า มกี ินมีอยู่ ไมฟ่ มุ่ เฟอื ย
ไม่หรูหรากไ็ ด้ แต่วา่ พอ แมบ้ างอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย
แต่ถ้าทำ�ใหม้ คี วามสขุ ถ้าท�ำ ไดก้ ็สมควรทีจ่ ะท�ำ สมควรทจ่ี ะปฏบิ ัติ...
“ ”(ธนั วาคม ๒๕๔๑)
ในส่วนนี้ ขอยกตัวอย่างพระราชดำ�รัสและพระบรมราโชวาทที่น่า
จะเป็นประโยชน์ในการทำ�ความเข้าใจแนวพระราชดำ�ริเก่ียวกับการพัฒนา
ประเทศในดา้ นตา่ งๆ อนั เปน็ พน้ื ฐานของแนวพระราชด�ำ ริ “เศรษฐกจิ พอเพยี ง”
เริ่มจากช่วงท่ีประเทศไทยเริ่มมีการพัฒนาประเทศอย่างมีแบบแผน ใน
ขณะท่ีคนส่วนใหญ่ในประเทศยังอยู่ในสังคมเกษตร โดยท่ีพระองค์ได้ทรง
พยายามชี้ให้เหน็ ถึงความส�ำ คัญของการเกษตร และการพฒั นาภาคเกษตร
ซึง่ สง่ ผลตอ่ การพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ เชน่
“...เศรษฐกจิ ของประเทศไทยเราขน้ึ อยกู่ บั การเกษตรเปน็ สว่ นใหญ่
ฉะน้ันท่านต้องระลึกถึงภาระอันสำ�คัญยิ่งนี้อยู่เสมอ และช่วยกันฟ้ืนฟู
เกษตรกรรมของประเทศให้เจริญก้าวหน้าไปโดยรวดเร็ว...” (เมษายน
๒๕๐๓)
“...การสง่ เสรมิ ทส่ี �ำ คญั อยา่ งหนง่ึ ทก่ี �ำ ลงั เรง่ กระท�ำ อยขู่ ณะนี้ คอื
การเพิ่มผลผลิต โดยท่ีถือว่าผลผลิตเป็นท่ีมาของรายได้ การผลิตน้ัน
ทุกคนคงเห็นได้ไม่ยากว่า มคี วามเก่ยี วพันถึงความตอ้ งการ ตลาดการ
จำ�หน่าย วิธีจัดกิจการ ตลอดจนถึงการนำ�รายได้ หรือผลประโยชน์
จากการผลิตมาใช้สอยบริโภคด้วย ดังนั้น การเพิ่มผลผลิตท่ีถูกต้อง
จึงมิใช่การใช้วิชาการทางการเกษตรเพ่ือเพ่ิมปริมาณผลผลิตแต่เพียง
อยา่ งเดยี ว แตห่ ากตอ้ งเปน็ การใชว้ ิชาการทางการเกษตร ประกอบกบั
วิชาการด้านอ่ืนๆ ช่วยให้ผู้ผลิตได้รับประโยชน์ตอบแทนแรงงาน
ความคิด และทุนของเขาที่ใช้ไปในการผลิต อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ทั้งให้สามารถน�ำ ผลตอบแทนน้นั มาใชส้ อยปรบั ปรุงฐานะความเปน็ อยู่
ใหม้ ั่นคงข้ึนไดด้ ้วย...” (กรกฎาคม ๒๕๑๑)
พระราชด�ำ รสั “เศรษฐกิจพอเพียง” กับวิกฤตเศรษฐกจิ 25
พระองค์ได้ทรงช้ีแนะให้เห็นถึงความเช่ือมโยงระหว่างความม่ันคง
ของชาติกับการพัฒนาว่า
“...จดุ หมายส�ำ คญั ของการรักษาความม่นั คงของบ้านเมอื งน้ัน อยทู่ ่ี
การทำ�ให้ประชาชนสามารถปกครองรักษาถิ่นฐานของตนเองได้ โดยมี
สวสั ดภิ าพและอสิ รภาพเต็มที่ ในการน้ี ทางราชการมีหน้าทอี่ ันจ�ำ เปน็ ทส่ี ุด
ท่ีจะต้องพิทักษ์คุ้มครองให้มีความสงบและปลอดภัย ทั้งจะต้องช่วยเหลือ
สนับสนนุ โดยทางวชิ าการ ทั้งดา้ นเทคนิค และด้านเศรษฐกจิ สงั คม เพือ่
ให้เขาชว่ ยตนเองและพัฒนาตวั เองได้ ในการอาชพี การครองชีพ และ
การอยู่ร่วมกันโดยสามัคคีธรรม...เมื่อประชาชนสามารถพัฒนาตนเอง
พฒั นาทอ้ งถ่ินท่อี ยใู่ หเ้ จรญิ ได้แลว้ บา้ นเมืองของเรากจ็ ะมคี วามมน่ั คงและ
ปลอดภยั อย่างแทจ้ รงิ ...” (มีนาคม ๒๕๑๕)
บ่อยคร้ังที่พระองค์ทรงเสนอให้มีการพัฒนาตามลำ�ดับข้ัน ให้
สอดคล้องสมดุลกับพืน้ ฐานความเป็นจริงของประเทศและประชาชนใน
แตล่ ะชว่ งเวลา เพ่อื ปอ้ งกันความผดิ พลาดและปอ้ งกันความเสย่ี ง
“...การพัฒนาประเทศจำ�เป็นต้องทำ�ตามลำ�ดับข้ัน ต้องสร้าง
พน้ื ฐาน คอื ความพอมี พอกนิ พอใชข้ องประชาชนสว่ นใหญเ่ ปน็ เบอ้ื งตน้
กอ่ น โดยใชว้ ธิ กี ารและใชอ้ ปุ กรณท์ ป่ี ระหยดั แตถ่ กู ตอ้ งตามหลกั วชิ า เมอื่
ไดพ้ นื้ ฐานมนั่ คงพรอ้ มพอควรและปฏบิ ตั ไิ ดแ้ ลว้ จงึ คอ่ ยสรา้ งคอ่ ยเสรมิ
ความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นท่ีสูงข้ึนโดยลำ�ดับต่อไป หากแต่มุ่ง
จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว
โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและประชาชน
โดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเร่ืองต่างๆ ข้ึน ซ่ึงอาจ
กลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในท่สี ดุ ...” (กรกฎาคม ๒๕๑๗)
ซึ่งพระราชดำ�รัสข้างต้นน้ี อาจจะนับได้ว่าเป็นจุดเร่ิมต้นของแนว
พระราชด�ำ ริ “เศรษฐกจิ พอเพยี ง” โดยไดม้ พี ระบรมราโชวาททค่ี ลา้ ยคลงึ กนั
อีกหลายองค์ ในชว่ งระยะเวลาใกล้ๆ กัน อาทิ
26 วิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กับปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
“...ในการพฒั นาประเทศนนั้ จ�ำ เปน็ ตอ้ งท�ำ ตามล�ำ ดบั ขนั้ เรมิ่ ดว้ ย
การสร้างพ้ืนฐาน คือความมีกินมีใช้ของประชาชนก่อน ด้วยวิธีการท่ี
ประหยัด ระมดั ระวัง แตถ่ กู ตอ้ งตามหลกั วิชา เมือ่ พนื้ ฐานเกิดขึ้นม่นั คง
พอควรแล้ว จึงค่อยสร้างเสริมความเจริญขั้นที่สูงข้ึนตามลำ�ดับต่อไป
...การชว่ ยเหลอื สนบั สนนุ ประชาชนในการประกอบอาชพี และตง้ั ตวั ใหม้ ี
ความพอมพี อกนิ พอใชก้ อ่ นอนื่ เปน็ พนื้ ฐานนนั้ เปน็ สง่ิ ส�ำ คญั อยา่ งยง่ิ ยวด
เพราะผู้ท่ีมีอาชีพและฐานะเพียงพอท่ีจะพึ่งตนเอง ย่อมสามารถสร้าง
ความเจรญิ กา้ วหนา้ ระดบั ทสี่ งู ขนึ้ ตอ่ ไปไดโ้ ดยแนน่ อน สว่ นการถอื หลกั
ท่จี ะส่งเสริมความเจรญิ ให้คอ่ ยเปน็ ไปตามล�ำ ดบั ... ก็เพื่อป้องกันความ
ผดิ พลาดลม้ เหลว...” (กรกฎาคม ๒๕๑๗)
พระราชดำ�รสั “เศรษฐกิจพอเพยี ง” กับวกิ ฤตเศรษฐกิจ 27
“...การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพและ
ตงั้ ตัว ใหม้ คี วามพอกนิ พอใช้กอ่ นอืน่ เป็นพน้ื ฐานนนั้ เปน็ สงิ่ ส�ำ คัญอย่าง
ยง่ิ ยวด เพราะผทู้ ม่ี อี าชพี และฐานะเพยี งพอทจ่ี ะพงึ่ ตนเอง ยอ่ มสามารถ
สร้างความเจริญกา้ วหน้าระดบั ท่สี งู ขึน้ ตอ่ ไปได้โดยแนน่ อน ส่วนการ
ถือหลักท่ีจะส่งเสริมความเจริญ ให้ค่อยเป็นไปตามลำ�ดับ ด้วยความ
รอบคอบระมัดระวังและประหยัดน้ัน ก็เพ่ือป้องกันความผิดพลาด
ล้มเหลว และเพื่อให้บรรลุผลสำ�เร็จได้แน่นอนบริบูรณ์ เพราะหาก
ไม่กระทำ�ด้วยความระมัดระวัง ย่อมจะหวังผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้
โดยยาก…การพัฒนาอยา่ งถกู ตอ้ ง ซ่งึ หวังผลอันยั่งยนื ไพศาล จงึ ตอ้ ง
วางแผนงานเปน็ ล�ำ ดบั ขน้ั อยา่ งถถี่ ว้ นทวั่ ถงึ ใหอ้ งคป์ ระกอบของแผนงาน
ทุกสว่ นสมั พนั ธ์และสมดุลกนั โดยสอดคล้อง...” (กรกฎาคม ๒๕๑๗)
“...ทั้งน้ี คนอ่ืนจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย
วา่ เมอื งไทยเชย วา่ เมอื งไทยไมม่ สี ง่ิ ทส่ี มยั ใหม่ แตเ่ ราอยพู่ อมพี อกนิ และ
ขอใหท้ ุกคนมีความปรารถนาที่จะใหเ้ มืองไทยพออยพู่ อกิน มคี วามสงบ
และท�ำ งานต้ังจติ อธิษฐานปณธิ าน ...ในทางนี้ ทจี่ ะให้เมืองไทยอยแู่ บบ
พออยพู่ อกนิ ไมใ่ ชร่ งุ่ เรอื งอยา่ งยอด แตว่ า่ การพออยพู่ อกนิ มคี วามสงบ
นน้ั ถา้ จะเปรยี บเทยี บกบั ประเทศอนื่ ๆ ถา้ รกั ษาความพออยพู่ อกนิ นนั้ ได้
เรากจ็ ะยอดย่ิงยวด ...... ฉะนน้ั ถา้ ทุกท่านซ่ึงถือว่าเป็นผูท้ ่ีมีความคดิ ...
มีอิทธิพล มีพลังที่จะทำ�ให้ผู้อื่นซ่ึงมีความคิดเหมือนกัน ช่วยกันรักษา
สว่ นรวมใหอ้ ยดู่ กี นิ ดพี อสมควร ขอย�ำ้ พอควร พออยู่ พอกนิ มคี วามสงบ
ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัติน้ีจากเราไปได้ ก็จะเป็นของขวัญวันเกิด
ทถี่ าวรท่ีจะมีคณุ ค่าอยตู่ ลอดกาล...” (ธันวาคม ๒๕๑๗)
พระองค์ทรงได้แสดงความเป็นห่วงพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการให้
ความสำ�คัญแก่ภาคอุตสาหกรรมท่ีเกิดข้ึนท่ัวโลกในช่วงเวลาน้ัน ว่าจะเป็น
สง่ิ ทเ่ี หมาะสมหรือไม่ โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ กับสังคมไทย
“...ขณะนเี้ หน็ ไดช้ ดั วา่ ภาวะทางเศรษฐกจิ และสงั คมในหลายประเทศ
เปล่ียนแปลงไป กล่าวคือ การทุ่มเทสร้างเคร่ืองจักรกลอันก้าวหน้าและ
28 วกิ ฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กับปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
มีประสิทธิภาพสูงข้ึนใช้ในการผลิต ทำ�ให้ผลผลิตทางอุตสาหกรรมเพิ่มข้ึน
รวดเรว็ และมากมาย จนอาจถงึ ขน้ั ฟมุ่ เฟอื ย พรอ้ มกนั นน้ั กท็ �ำ ใหค้ นวา่ งงานลง
เพราะถูกเครื่องจักรกลแย่งไปทำ� เป็นเหตุให้เกิดความยุ่งยากตกต่ำ�ทาง
เศรษฐกจิ ขน้ึ เพราะคนทว่ี า่ งงานยากจนลง และผผู้ ลติ กข็ าดทนุ เพราะสนิ คา้
ขายไม่ออก จึงน่าจะต้องดัดแปลงแนวคิดแนวปฏิบัติในการส่งเสริมความ
เจริญดา้ นอุตสาหกรรมไปบา้ งใหส้ มดุลกบั ด้านอ่นื ๆ เพื่อความอย่รู อด...”
(ตลุ าคม ๒๕๑๘)
ตอ่ มา กไ็ ดท้ รงเนน้ การใหค้ วามส�ำ คญั กบั การพฒั นาทสี่ อดคลอ้ งกบั
ภมู ิสังคม
“...ในด้านการพฒั นาน้นั ทีไ่ หนทีแ่ บนเรากใ็ ชเ้ ปน็ ท่ีแบน ที่ไหนทเ่ี ขา
เราก็ใช้เป็นที่เขา และการแบ่งสรรภูมิประเทศน้ี เราก็ไปตามภูมิประเทศ
เพราะภมู ิประเทศน้มี นั ใหญ่กว่าเรา ไม่ใช่ว่าเราใหญ่กวา่ ภมู ิประเทศ เราไป
ย้ายภูมิประเทศมันยากกว่าย้ายตัวเรา ตัวเราก็หมายความว่าร่างกายเรา
สมองของเรา และความคิดของเรา เราต้องไปตามภูมปิ ระเทศ อนั น้ีกเ็ ปน็
หลกั ของการพฒั นาอยา่ งหนงึ่ นอกจากน้ี มาพดู ถงึ ภมู ปิ ระเทศคอื ทด่ี นิ หรอื
ภมู ปิ ระเทศตามภมู ศิ าสตร์ แตว่ า่ ภมู ปิ ระเทศตามสงั คมวทิ ยากม็ เี หมอื นกนั
ภมู ปิ ระเทศตามสงั คมวทิ ยาก็คอื นิสยั ใจคอของคนเรา จะไปบังคับคนให้คดิ
อยา่ งอนื่ ไม่ได้ เราต้องแนะนำ� และก็ถา้ ไปตามอัธยาศยั ของคน เมอื่ ได้รับ
การแนะนำ�แลว้ คนก็ไม่ดือ้ โดยมากดือ้ เพราะวา่ ผูท้ ีไ่ ปจดั รปู ของภูมปิ ระเทศ
หรอื จดั รปู ของสงั คม เปน็ คนทเี่ อาหวั ชนฝา เอาหวั ชนฝาแลว้ เรากเ็ จบ็ แลว้
คนทเ่ี ราคดิ อยากจะช่วย เขากไ็ มร่ ้สู ึกอะไร เพราะเขาอยูข่ ้างหลงั ฝา ก็ไมม่ ี
ประโยชนอ์ ะไรเลย แลว้ เรากจ็ ะยง่ิ โกรธว่า พวกนี้ไม่เขา้ ใจเสียที ท่จี รงิ เขา
เข้าใจไมไ่ ด้ เพราะเขาก็มเี หตผุ ลของเขา ฉะนั้น การพัฒนาจะตอ้ งเปน็
ไปตามภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์ และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ใน
สงั คมวิทยา เพ่อื ท่ีจะใหเ้ หมาะสมทกุ ประการ...” (มถิ ุนายน ๒๕๒๐)
ในส่วนของการใช้เทคโนโลยีนั้น ทรงชี้แนะว่า ควรค้นคิดอย่าง
สร้างสรรค์ และเลือกใช้ให้เหมาะสม โดยคำ�นึงถึงการใช้ได้อย่างคุ้มค่า
สะดวก และได้ผล
พระราชด�ำ รัส “เศรษฐกจิ พอเพียง” กบั วกิ ฤตเศรษฐกจิ 29
“...เทคโนโลยีนั้น โดยหลักการ คือการทำ�ให้ส่ิงที่มีอยู่ให้เกิดเป็น
ส่ิงทน่ี ำ�มาใชป้ ระโยชนไ์ ด้ ดังนน้ั เทคโนโลยีท่ดี ี ที่สมบรู ณแ์ บบ จงึ ควร
จะสร้างสิ่งที่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า และมีความสูญเปล่าหรือ
ความเสียหายเกิดขน้ึ นอ้ ยทสี่ ุด แมแ้ ต่สงิ่ ที่เปน็ ของเสยี เปน็ ของเหลอื ทง้ิ
แล้ว ก็ควรจะได้ใช้เทคโนโลยีแปรสภาพให้เป็นของใช้ได้ เช่น ใช้ทำ�ขยะ
และมูลสัตว์ให้เป็นแก๊สและปุ๋ย เป็นต้น โดยทางตรงข้ามเทคโนโลยีใด
ที่ใช้การได้ไม่คุ้มค่า ก่อให้เกิดความสูญเปล่าและความเสียหายได้มาก
จัดว่าเป็นเทคโนโลยีท่ีบกพร่อง ไม่สมควรจะนำ�มาใช้ไม่ว่าในกรณีใด
ท่านท้ังหลายจะเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีในการสร้างสรรค์ต่างๆ เพื่อพัฒนา
สภาพบ้านเมืองและฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนต่อไป ควรหัดเป็น
คนชา่ งคิด ชา่ งสงั เกต ในการปฏบิ ตั ิงานของตนเอง นอกจากเทคโนโลยีท่ี
ใหญโ่ ตระดับสูง ส�ำ หรับใชใ้ นงานใหญๆ่ ที่ตอ้ งการผลมากๆ แล้ว แตล่ ะคน
ควรจะคำ�นึงถึงและค้นคิดเทคโนโลยีอย่างง่ายๆ ควบคู่กันไป เพื่อช่วยให้
กิจการท่ีใช้ทุนรอนน้อยมีโอกาสนำ�มาใช้ได้โดยสะดวก และได้ผลด้วย...”
(ตลุ าคม ๒๕๒๒)
พระองคท์ รงใหค้ วามส�ำ คญั กบั การพฒั นาทมี่ นั่ คง โดยพฒั นาตอ่ ยอด
จากพื้นฐานทม่ี อี ยเู่ ดมิ ให้ดยี ่งิ ขน้ึ ตามล�ำ ดับข้ันตอน
“...การจะพฒั นาทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งใหเ้ จรญิ ขน้ึ นน้ั จะตอ้ งสรา้ งและเสรมิ
ข้ึนจากพ้ืนฐานเดิมท่ีมีอยู่ก่อนทั้งส้ิน ถ้าพ้ืนฐานไม่ดี หรือคลอนแคลน
บกพร่องแล้ว ท่ีจะเพ่ิมเติมเสริมต่อให้เจริญดีข้ึนไปอีกนั้นยากนักท่ีจะทำ�ได้
จงึ ควรจะเขา้ ใจใหแ้ จง้ ชดั วา่ นอกจากจะมงุ่ สรา้ งความเจรญิ แลว้ ยงั จะตอ้ ง
พยายามรักษาพน้ื ฐานให้มน่ั คง ไมบ่ กพรอ่ งพร้อมๆ กนั ไปดว้ ย การรกั ษา
พน้ื ฐาน กค็ อื การปฏบิ ตั บิ รหิ ารงานทที่ �ำ อยเู่ ปน็ ประจ�ำ นน้ั ไมใ่ หบ้ กพรอ่ ง...”
(กรกฎาคม ๒๕๒๓)
“...เม่ือท่านพยายามทำ�งานประจำ�ของท่านให้ถูกต้องสมบูรณ์อยู่
เสมอได้แลว้ กจ็ ะเปน็ พืน้ ฐานท่มี ั่นคงส�ำ หรบั เสริมสรา้ งความเจริญกา้ วหน้า
ต่อไป ในการสร้างความเจริญก้าวหน้าน้ี ควรอย่างยิ่งท่ีจะต้องค่อยสร้าง
ค่อยเสริมทีละเล็กละน้อยตามลำ�ดับ ให้เป็นการทำ�ไปพิจารณาไปและ
30 วกิ ฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ปรับปรุงไป ไม่ทำ�ด้วยอาการเร่งรีบตามความกระหายที่จะสร้างของใหม่
เพอ่ื ความแปลกความใหม่ เพราะความจรงิ ส่งิ ทใี่ หม่แท้ๆ น้นั ไมม่ ี สิ่งใหม่
ทง้ั ปวงย่อมสบื เนือ่ งมาจากสง่ิ เกา่ ...” (กรกฎาคม ๒๕๒๓)
พระองค์ได้ทรงเน้นวา่ การท่จี ะพัฒนาใหเ้ จริญก้าวหน้าย่งิ ๆ ขน้ึ อยา่ ง
ตอ่ เนอื่ ง หรอื ทปี่ จั จบุ นั เรยี กวา่ การพฒั นาทยี่ ง่ั ยนื นน้ั ควรพฒั นาบนความ
เขา้ ใจพน้ื ฐานเดมิ ทมี่ อี ยู่ และการปรบั ปรงุ ใหด้ ขี นึ้ อยา่ งเปน็ เหตเุ ปน็ ผล
ดว้ ยความสุจรติ ใจ ตามกำ�ลัง และเต็มความสามารถ
“...การสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าทุกอย่างน้ัน ต้องเริ่มต้นที่
การศึกษาพื้นฐานเดิมก่อน เมื่อได้ศึกษาทราบชัดถึงส่วนดีส่วนเสียแล้ว
จึงรักษาส่วนที่ดีท่ีมีอยู่แล้วให้คงไว้ แล้วพยายามปรับปรุงสร้างเสริมด้วย
หลักวิชา ด้วยความคิดพิจารณา อันประกอบด้วยเหตุผลและความสุจริต
จริงใจ ให้ค่อยเจรญิ งอกงาม มั่นคงบรบิ ูรณย์ ่งิ ๆ ขึ้นไป ตามความเหมาะสม
ตามกำ�ลังความสามารถ และตามกำ�ลังเศรษฐกิจที่มีอยู่ การงานทุกสิ่ง
ทกุ อยา่ งในบ้านเมอื งจงึ จะเจริญก้าวหน้ายิง่ ๆ ข้นึ ได้อย่างตอ่ เนอื่ ง ไม่หยุด
ชะงกั หาไม่ ความขดั ขอ้ งลา่ ชา้ ตา่ งๆ ทเี่ กดิ ขนึ้ จะท�ำ ใหต้ อ้ งสนิ้ เปลอื งก�ำ ลงั
งาน ก�ำ ลังสมอง ก�ำ ลงั เงนิ ทองไปอย่างนา่ เสยี ดาย โดยไม่มโี อกาสจะกู้กลับ
คืนมาได้...” (พฤศจกิ ายน ๒๕๒๘)
พระราชด�ำ รัส “เศรษฐกจิ พอเพียง” กับวิกฤตเศรษฐกจิ 31
นอกจากนแ้ี ลว้ ยงั ทรงมขี อ้ สงั เกตเกยี่ วกบั คณุ สมบตั ขิ องนกั พฒั นา
และวธิ กี ารท�ำ งานของนกั พฒั นา โดยเนน้ การมคี ุณธรรมเป็นพืน้ ฐาน และ
การท�ำ งานดว้ ยความบริสทุ ธิใ์ จ เหน็ แก่ประโยชนส์ ่วนรวม
“...การพฒั นาชนบทเปน็ งานทส่ี �ำ คญั เปน็ งานทยี่ าก เปน็ งานทจ่ี ะตอ้ ง
ทำ�ให้ไดด้ ว้ ยความสามารถ ดว้ ยความเฉลยี วฉลาด คอื ท้งั เฉลียวท้งั ฉลาด
ตอ้ งท�ำ ดว้ ยความบรสิ ทุ ธใ์ิ จ มใิ ชม่ งุ่ ทจ่ี ะหากนิ ดว้ ยวธิ กี ารใดๆ ใครอยากหากนิ
ขอใหล้ าออกจากต�ำ แหน่ง ไปทำ�การคา้ ดกี วา่ ...” (มิถุนายน ๒๕๑๒)
“...เพราะวา่ การท่ีนำ�ความเจรญิ การพฒั นาไปสู่ชนบท หมายถึงไปสู่
ประชาชนในชนบทนน้ั มเี หตผุ ลหลายประการ เหตผุ ลใหญท่ ส่ี ดุ ขอ้ แรกกค็ อื
มนุษยธรรม ความเมตตาต่อเพ่ือนมนุษย์ท่ีอยู่ร่วมประเทศกับเรา ซ่ึง
ถ้าพูดถึงทางหนึ่งก็เป็นเพื่อนร่วมชาติ ถ้าพูดอีกทางหนึ่งก็เป็นผู้ที่เรารู้ว่า
อยใู่ นความแรน้ แคน้ กถ็ า้ เรามเี มตตาแลว้ จ�ำ เปน็ ทท่ี างราชการซงึ่ เปน็ ผทู้ ม่ี ี
ความร้มู ากกวา่ เปน็ ผู้ทม่ี ฐี านะดีกว่า ควรจะไปชว่ ย...” (มิถนุ ายน ๒๕๑๒)
“...ข้อสำ�คัญอีกอย่างหนึ่งนั้นคือจะต้องทำ�ด้วยความบริสุทธ์ิใจ
เพราะว่าเร่งรัดพัฒนาน้ีอย่างว่าไว้มีกฎเกณฑ์ที่แหวกแนว บางทีก็ต้องทำ�
ผิดหลักของระเบียบของทางราชการบางอย่าง เพ่ือความเร็วและเร่งรัด
บางทกี ผ็ ดิ แผน แตแ่ มจ้ ะผดิ แผนกต็ อ้ งท�ำ บางเวลากต็ อ้ งใชห้ ลกั มนษุ ยธรรม
ใช้หลักเมตตากับใช้หลักความบริสุทธิ์ใจแท้ๆ ถึงจะทำ�งานได้ดี การทำ�
ผิดพลาด ถ้าทำ�ความผิดพลาดดว้ ยความบรสิ ุทธ์ิใจก็ดี ถา้ ไมท่ ำ�ดว้ ยความ
บริสุทธิใ์ จก็เป็นผูท้ รยศต่อชาติ...” (มิถุนายน ๒๕๑๒)
“...การพัฒนาประเทศ เพื่อให้เกิดความเจริญความม่ันคงแก่คน
ส่วนรวมทั้งชาติได้แท้จริงนั้น จะต้องอาศัยหลักวิชาอันถูกต้อง และต้อง
กระทำ�พร้อมกนั ไปทกุ ๆ ด้านด้วย เพราะความเป็นไปทุกอย่างในบ้านเมอื ง
มีความสัมพันธ์เก่ียวโยงถึงกันหมด เพียงแต่จะทำ�งานด้านการเกษตร
ซงึ่ โดยหลักใหญ่ ไดแ้ ก่ การกสิกรรมและสตั วบาล อย่างน้อยทสี่ ดุ ก็ยังต้อง
อาศัยวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์
สหกรณ์เข้าช่วยดว้ ย ทกุ คนซง่ึ เป็นผ้ทู ่จี ะใช้วชิ าการในการพัฒนาบา้ นเมือง
32 วกิ ฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กบั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
แนวพระราชดำ�ริของพระองค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เป็นข้อชี้แนะต่อ
ปญั หาท่เี กิดข้นึ จากการพัฒนาทางเศรษฐกจิ หรือในบางคร้ังเปน็ ขอ้ สงั เกต
ส่วนพระองค์ที่ทรงมีต่อการพัฒนาสมัยใหม่ที่รวดเร็วของประเทศไทย
ทั้งน้ี เราจะพบว่าแนวพระราชดำ�ริต่างๆ ที่พระราชทานมาน้ัน ได้ผ่าน
การกล่ันกรองมาจากพระราชประสบการณ์จริงในการพัฒนาส่วนพระองค์
ที่เสด็จพระราชดำ�เนินไปท่ัวทุกพื้นที่ในประเทศไทย และได้พระราชทาน
แนวพระราชดำ�ริผ่านโครงการต่างๆ เพ่ือช่วยแก้ปัญหาในพ้ืนที่อย่าง
สอดคล้องกับความเป็นจริงของภูมิสังคม และมาจากความสนพระราช
หฤทัยในงานพัฒนาชนบท ซ่ึงเป็นแหล่งท่ีอยู่อาศัยของคนส่วนใหญ่
ในประเทศ รวมถึงความเข้าพระราชหฤทัยอย่างย่ิงของพระองค์เกี่ยวกับ
คนไทย สังคมไทย วฒั นธรรมการเป็นอยู่ ความคิดและความเชื่อ สภาพ
แวดลอ้ มทางภูมิประเทศ และสถานการณ์ทเ่ี ป็นไปในโลก ท้ังน้ี ก็เพ่อื ทีจ่ ะ
สรา้ งประโยชนส์ ขุ ใหเ้ กดิ กบั คนไทยทงั้ ประเทศน่นั เอง
รายงานการพัฒนาคน ๒๕๕๐ (UNDP) ยังได้กล่าวถึงพระราช
กรณียกิจเก่ียวกบั การพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ไว้ว่า
“เริม่ จากต้นรัชกาลของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว
ทรงเร่ิมโครงการที่หลากหลาย ต้ังแต่ โครงการบรรเทาทุกข์จากภัย
พบิ ตั ิ การศกึ ษาและสขุ ภาพ โดยพระองค์ไดท้ รงเริ่มโครงการเพื่อตอ่ สู้
กบั วณั โรค โปลโิ อ และโรคเรอื้ น รวมทงั้ ไดท้ รงใหก้ ารสนบั สนนุ โครงการ
ท่ีเกยี่ วกับการศกึ ษา ทงั้ ในระบบและนอกระบบ เปน็ จ�ำ นวนมาก เมอ่ื
เวลาผ่านไป ความสนพระราชหฤทัยของพระองค์ได้เปลี่ยนไปเน้นที่
การเกษตร และการพฒั นาชนบท ตง้ั แตป่ ระเทศไทยเรม่ิ เขา้ สยู่ คุ พฒั นา
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ไดท้ รงมคี วามหว่ งใยวา่ เกษตรกรรายยอ่ ย
ซงึ่ เปน็ คนสว่ นใหญข่ องประเทศ จะถกู ละเลยจากยทุ ธศาสตรก์ ารพฒั นา
ประเทศ และอาจจะกลายเปน็ เหยือ่ ของการพฒั นาไปในที่สดุ ” ๓
๓ รายงานการพัฒนาคนของประเทศไทย (UNDP, 2550)
24 วิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กับปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ต่อไป ควรทราบให้ถ่องแท้ว่า ในการน้ันจำ�เป็นที่สุดที่จะต้องใช้วิชาการ
ท�ำ งานรว่ มมือกนั ให้ประสานสอดคลอ้ งทุกฝ่าย...” (กรกฎาคม ๒๕๑๕)
“ความกตัญญูกตเวที คือ สภาพจิตที่รับรู้ความดี และยินดีท่ีจะ
กระทำ�ความดีโดยศรัทธาม่ันใจ คนมีกตัญญู จึงไม่ลบล้างทำ�ลายความดี
และไมล่ บหลผู่ ทู้ ไ่ี ดท้ �ำ ความดมี ากอ่ น หากเพยี รพยายามรกั ษาความดที ง้ั ปวง
ไว้ให้เป็นพ้ืนฐาน ในความประพฤติปฏิบัติทุกอย่างของตนเอง เมื่อเต็มใจ
และจงใจกระทำ�ทุกส่ิงทุกอย่างด้วยความดีดังน้ี ก็ย่อมมีแต่ความเจริญ
มั่นคงและร่งุ เรอื งก้าวหนา้ ย่งิ ๆ ข้นึ จึงอาจกลา่ วได้ว่าความกตญั ญกู ตเวที
เป็นคณุ สมบตั อิ นั สำ�คัญยง่ิ สำ�หรับนกั พัฒนา และผปู้ รารถนาความเจรญิ
ก้าวหน้าทุกคน” (เมษายน ๒๕๒๖)
พระราชด�ำ รสั “เศรษฐกิจพอเพยี ง” กบั วิกฤตเศรษฐกิจ 33
จะเหน็ ไดว้ ่า หลกั การท่พี ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ไดพ้ ระราชทาน
ไวต้ ามทย่ี กตวั อยา่ งขา้ งตน้ น้ี ๔ แมว้ า่ จะเปน็ หลกั การทชี่ แี้ นะในเรอ่ื งของการ
พฒั นาชนบทโดยสว่ นมาก แตก่ ส็ ามารถน�ำ มาปรบั ใชก้ บั ระบบเศรษฐกจิ ของ
ประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาท่จี ะต้องด�ำ เนนิ ไปอยา่ งเป็นขั้นเปน็ ตอน
เนน้ ความคมุ้ คา่ ไมป่ ระมาท ใชห้ ลกั วชิ าการอยา่ งถกู ตอ้ ง เปน็ เหตเุ ปน็ ผล ตอ้ ง
ให้สอดคลอ้ งกบั ศกั ยภาพ และสถานการณ์ความเป็นจริงในพ้ืนที่ นักพัฒนา
ต้องมีความเข้าใจพ้ืนฐานเดิมของพื้นที่และสังคม มีความบริสุทธิ์ใจในการ
ทำ�งาน มีความกตัญญูกตเวที และทำ�งานประสานกันอย่างสามัคคี เพ่ือ
จะทำ�ให้การพัฒนาดำ�เนินไปตามทิศทางท่ีเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม และ
คำ�สำ�คัญที่สรุปรวบยอดแนวทางการพัฒนาแบบน้ี คือ “พอเพียง” ซึ่ง
เป็นววิ ัฒนาการของพระราชด�ำ รขิ องพระองค์ เกยี่ วกับการพัฒนาประเทศ
ตลอดระยะเวลากวา่ ๕๐ ปี กอ่ นเกดิ วกิ ฤตเศรษฐกจิ ทที่ รงไดท้ ดลองปฏบิ ตั ิ
อยา่ งจรงิ จงั และเหน็ ผลแลว้ วา่ เปน็ แนวทางทเ่ี หมาะสมอยา่ งยง่ิ กบั คนไทย
ประเทศไทย เพราะสอดคลอ้ ง สมดลุ กบั พน้ื ฐานความเปน็ จรงิ ของประเทศ
และสถานการณโ์ ลก และจะน�ำ ไปสกู่ ารพฒั นาทม่ี น่ั คง ความเปน็ ปกึ แผน่
ของประเทศชาตใิ นระยะยาว ซง่ึ กค็ อื การพฒั นาทย่ี ง่ั ยนื นน่ั เอง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิเพียงแต่จะพระราชทานปรัชญา
หลกั คดิ และหลกั ปฏบิ ตั ิ ในการพฒั นาของพระองคท์ า่ น ผา่ นพระราชด�ำ รสั
พระบรมราโชวาท และพระราชกระแสรบั สั่ง ในโอกาสต่างๆ เทา่ นนั้ แต่
พระองค์ท่านยังได้พระราชทานโครงการพระราชดำ�ริ เพ่ือเป็นตัวอย่างใน
ทางปฏบิ ัติ ทีม่ คี วามหลากหลายเป็นอย่างย่งิ อีกกวา่ ๔,๐๐๐ โครงการ/
กิจกรรม ท่ัวประเทศ ซ่ึงมีการอ้างถึงและวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดข้ึนใน
บทความอ่ืนๆ มากแล้ว จึงจะไมน่ �ำ เสนอในที่น้ี
๔ ศกึ ษาหลกั ในการพฒั นาตามแนวพระราชด�ำ รอิ น่ื ๆ เพม่ิ เตมิ ไดจ้ ากหนงั สอื “หลกั การทรงงาน
ในพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั ” (๒๕๕๓) จดั พิมพ์เผยแพร่โดย ส�ำ นักงาน กปร.
พระราชดำ�รสั “เศรษฐกจิ พอเพยี ง” กบั วิกฤตเศรษฐกิจ 35
36 วกิ ฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กบั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง