๓
แแม้ ความเป็นมาและความหมายของ
“ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง”
ว่าพระราชด�ำ รัสเก่ียวกับ “เศรษฐกจิ พอเพียง” ไดร้ บั การสนองรับ
ในสงั คมไทยเป็นอยา่ งดี แต่ปรากฏว่ามบี ุคคลและหน่วยงานตา่ งๆ ที่ได้
นำ�พระราชดำ�รัส เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” มาแปลความหมายกัน
อย่างกว้างขวาง จนเกดิ ความคดิ เหน็ ทห่ี ลากหลายและแตกต่างกันเปน็
อันมาก และเกิดความสับสนในทางความคิดและความเข้าใจในสังคม
ในชว่ งแรก โดยเฉพาะอย่างย่ิง ความเข้าใจทไี่ ม่ถกู ต้อง ไมช่ ัดเจน เช่น
บ้างก็เข้าใจว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นเรื่องของ
เฉพาะเกษตรกร บ้างก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องการพอใจกับปัจจุบัน ให้หยุด
อยู่กับท่ี ไม่ต้องขวนขวายทำ�อะไรมากเกินไป บ้างก็เข้าใจว่าเป็นเรื่อง
ของคนจนเท่านั้น ท่ีไม่ควรใช้ชีวิตเกินตัว และอีกหลากหลายนัย ท่ี
แสดงถึงความเข้าใจที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับ “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่ง
ความเปน็ มาและความหมายของ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” 37
พระราชดำ�รัส เม่ือวันศุกร์ที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ ก็มีความตอนหน่ึงว่า
“... เช่นเร่อื งท่ไี ดก้ ลา่ วเมอื่ ปีทีแ่ ล้ว เรอื่ งเศรษฐกจิ พอเพียง ... ในคราวน้นั
เม่ือปีท่ีแล้วนึกว่าเข้าใจกัน ... ต้องพูดเข้าเรื่องเลย เพราะหนักใจว่า
ไม่เข้าใจ...”
ด้วยเหตุน้ี สำ�นักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แหง่ ชาติ (สศช.) ในฐานะหนว่ ยงานหลกั ในการวางแผนของประเทศ ภายใต้
การนำ�ของประธานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ในขณะน้ัน (พ.ศ. ๒๕๔๒) คือ ดร. สิปปนนท์ เกตุทัต ได้ตระหนักถึง
ความสำ�คัญของแนวพระราชด�ำ รเิ ศรษฐกิจพอเพียง ในการทจ่ี ะน้อมน�ำ มา
เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ จึงได้ริเร่ิมเชิญชวนผู้ทรงคุณวุฒิด้าน
เศรษฐศาสตร์ และจากสาขาตา่ งๆ มารว่ มกนั พิจารณากลั่นกรองพระราช
ดำ�รัสและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาส
ต่างๆ ท่ีเก่ียวข้องกับเศรษฐกิจพอเพียง และแนวพระราชดำ�ริที่เกี่ยวกับ
การพัฒนาประเทศโดยรวม เพื่อสร้างความเข้าใจในแนวทางการพัฒนา
ในพระราชดำ�ริทีถ่ ูกต้อง
“ ...การพัฒนาชนบทเปน็ งานที่สำ�คญั เปน็ งานท่ยี าก
เปน็ งานทจ่ี ะต้องท�ำ ให้ไดด้ ว้ ยความสามารถ ด้วยความเฉลยี วฉลาด
คอื ทั้งเฉลียวท้ังฉลาด ต้องทำ�ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
มใิ ชม่ งุ่ ท่ีจะหากนิ ด้วยวธิ ีการใดๆ ใครอยากหากนิ
”ขอใหล้ าออกจากตำ�แหนง่ ไปท�ำ การค้าดีกวา่ ...
(มถิ ุนายน ๒๕๑๒)
38 วกิ ฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กับปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
๓.๑ การพัฒนาคำ�นยิ ามของ “เศรษฐกจิ พอเพยี ง”
การดำ�เนินงานพัฒนาคำ�นิยามของ “เศรษฐกิจพอเพียง” ใช้เวลา
ประมาณ ๖ เดอื น ในชว่ งปี พ.ศ. ๒๕๔๒ จงึ ไดส้ รุปออกมาเปน็ บทความ
โดยใช้ช่อื วา่ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เพือ่ สะทอ้ นพระราชดำ�รสั
ทวี่ า่ “อนั นไี้ มใ่ ชเ่ ศรษฐกจิ -- แตเ่ ปน็ ความคดิ วา่ ท�ำ อะไรตอ้ งพอเพยี ง” และ
เปน็ บทความทีเ่ ก่ยี วกบั ปรัชญา ซึง่ แปลว่า หลกั แหง่ ความรู้ และหลกั แห่ง
ความจรงิ ของพระราชด�ำ ริ เศรษฐกจิ พอเพยี ง กลา่ วคอื บทความปรชั ญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นบทความท่ีกล่าวถึงหลักคิดและหลักปฏิบัติ
ในการพัฒนาทุกระดับ ท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน
ผ่านพระราชดำ�รัสในโอกาสต่างๆ มาอย่างต่อเน่ือง และได้ทรงใช้คำ�ว่า
“เศรษฐกจิ พอเพยี ง” ครง้ั แรกในปี ๒๕๔๐ ซง่ึ ไดท้ รงตอกย�้ำ ในปี ๒๕๔๑ วา่
มพี ระราชด�ำ รสั เรอื่ งนม้ี าแลว้ ตง้ั แตป่ ี ๒๕๑๗ “เมอื่ ปี ๒๕๑๗ ... วนั นนั้ ไดพ้ ดู
วา่ ... เราควรจะปฏบิ ตั ใิ หพ้ อมพี อกนิ ...” ดงั ไดอ้ ธบิ ายแลว้ ในสว่ นท่ี ๒ ขา้ งตน้
ความเปน็ มาและความหมายของ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง” 39
จึงกลา่ วได้ว่า ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เปน็ หลกั แหง่ ความรู้
ของ ค�ำ วา่ เศรษฐกจิ พอเพยี ง ซงึ่ เปน็ ค�ำ ทปี่ รากฏในพระราชด�ำ รสั ครงั้ แรก
เม่ือปี ๒๕๔๐ และอาจจะกล่าวได้ว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็น
การสรปุ รวบยอดแนวพระราชด�ำ ริท่ีเกีย่ วกบั การพัฒนา ทร่ี วมถงึ เปา้ หมาย
แนวทาง และวธิ กี าร ในการพฒั นาประเทศของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั
หลังจากที่คณะผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวข้างต้น ได้กล่ันกรองบทความ
“ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง” ออกมาแล้ว สศช. ก็ได้ท�ำ หนังสอื ถึง
ราชเลขาธกิ าร (ในขณะนน้ั คอื หมอ่ มหลวงพรี ะพงศ์ เกษมศร)ี เมอื่ วนั ที่ ๒๒
ตุลาคม ๒๕๔๒ เพอื่ ขอให้น�ำ ความกราบบงั คมทลู ขอพระราชทานพระบรม
ราชวนิ ิจฉัยและพระบรมราชานญุ าต เพ่อื จะได้อัญเชิญไปใช้เปน็ แนวปฏิบัติ
ซ่งึ ตอ่ มาก็ไดท้ รงพระกรณุ าปรบั ปรงุ แก้ไขพระราชทาน และทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามท่ีขอพระมหากรุณา
เมอื่ วนั ท่ี ๒๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๒ ปรากฏตามส�ำ เนาหนงั สือข้างลา่ ง
40 วกิ ฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กบั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ความเป็นมาและความหมายของ “ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง” 41
เศรษฐกจิ พอเพยี ง
“เศรษฐกิจพอเพยี ง”
เป็นปรชั ญาทพี่ ระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว
มพี ระราชด�ำ รัสชี้แนะแนวทางการดำ�เนินชวี ติ
แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๓๐ ปี
ตง้ั แตก่ อ่ นเกดิ วิกฤตการณท์ างเศรษฐกิจ
และเมอ่ื ภายหลังไดท้ รงเนน้ ยำ้�แนวทางการแก้ไข
เพื่อใหร้ อดพน้ และสามารถดำ�รงอยไู่ ดอ้ ยา่ งม่นั คงและย่งั ยนื
ภายใตก้ ระแสโลกาภิวัตนแ์ ละความเปลีย่ นแปลงต่างๆ
42 วิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กับปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
“เศรษฐกจิ พอเพยี ง” เปน็ ปรชั ญาชถ้ี งึ แนวการด�ำ รงอยแู่ ละ
ปฏบิ ตั ติ นของประชาชนในทกุ ระดบั ตง้ั แตร่ ะดบั ครอบครวั ระดบั
ชุมชน จนถึงระดับรัฐ ท้งั ในการพัฒนาและบริหารประเทศ
ใหด้ �ำ เนนิ ไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพฒั นาเศรษฐกจิ
เพ่อื ให้ก้าวทันต่อยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง
ความพอประมาณ ความมเี หตผุ ล รวมถงึ ความจ�ำ เปน็ ทจ่ี ะตอ้ ง
มีระบบภูมิค้มุ กันในตัวท่ดี ีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใดๆ
อนั เกดิ จากการเปลย่ี นแปลงทง้ั ภายนอกและภายใน ทง้ั นจ้ี ะตอ้ ง
อาศยั ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมดั ระวงั อยา่ งยง่ิ
ในการน�ำ วชิ าการตา่ งๆ มาใชใ้ นการวางแผนและการด�ำ เนนิ การ
ทกุ ขน้ั ตอน และขณะเดยี วกนั จะตอ้ งเสรมิ สรา้ งพน้ื ฐานจติ ใจของ
คนในชาติ โดยเฉพาะเจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั นกั ทฤษฎแี ละนกั ธรุ กจิ
ในทกุ ระดบั ใหม้ สี �ำ นกึ ในคณุ ธรรม ความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ และใหม้ ี
ความรอบรทู้ เ่ี หมาะสม ด�ำ เนนิ ชวี ติ ดว้ ยความอดทน ความเพยี ร
มสี ติ ปญั ญา และความรอบคอบ เพอ่ื ใหส้ มดลุ และพรอ้ มตอ่ การ
รองรับการเปล่ยี นแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางท้งั ด้าน
วตั ถุ สงั คม สง่ิ แวดลอ้ ม และวฒั นธรรมจากโลกภายนอกได้
เปน็ อยา่ งดี
ประมวลและกลนั่ กรองจากพระราชด�ำ รสั ของ
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัว เรอื่ งเศรษฐกิจพอเพียง
ซึง่ พระราชทานในวโรกาสตา่ งๆ รวมท้งั พระราชด�ำ รัสอื่นๆ
ท่เี กยี่ วขอ้ ง โดยไดร้ ับพระราชทานพระบรมราชานญุ าต
ใหน้ ำ�ไปเผยแพร่ เมอื่ วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๒
เพอ่ื เปน็ แนวทางปฏิบัติของทกุ ฝา่ ยและประชาชนโดยท่วั ไป
ความเป็นมาและความหมายของ “ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง” 43
“ ...การพฒั นาชนบทเปน็ งานทสี่ ำ�คัญ เป็นงานทีย่ าก
เป็นงานท่ีจะตอ้ งทำ�ใหไ้ ด้ดว้ ยความสามารถ ด้วยความเฉลียวฉลาด
คือ ทงั้ เฉลียว ทัง้ ฉลาด ตอ้ งทำ�ดว้ ยความบรสิ ุทธ์ิใจ
มิใชม่ งุ่ ท่จี ะหากินด้วยวิธีการใดๆ ใครอยากหากนิ
ขอใหล้ าออกจากตำ�แหน่ง ไปทำ�การค้าดกี วา่ ...
”(มถิ นุ ายน ๒๕๑๒)
หลงั จากทท่ี รงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานพระบรมราชานญุ าต
ให้ สศช. อัญเชิญปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการ
ก�ำ หนดนโยบาย วางแผน และทำ�แผนปฏิบตั ิการในทกุ ระดับ เมื่อปี ๒๕๔๒
แลว้ หนว่ ยงานต่างๆ ก็ไดม้ กี จิ กรรมเพ่อื สร้างความเข้าใจ และนำ�ปรชั ญา
ของเศรษฐกจิ พอเพยี งมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นดา้ นตา่ งๆ อยา่ งกวา้ งขวาง เรมิ่ จาก
สถาบันวิจัยเพ่ือการพัฒนาประเทศไทย หรือรู้จักกันดีในนามของ TDRI
ได้ร่วมกับมลู นธิ ิชัยพฒั นา ส�ำ นักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สถาบนั
บณั ฑิตพฒั นบรหิ ารศาสตร์ และ สศช. ไดอ้ ัญเชญิ พระราชด�ำ ริ เศรษฐกจิ
พอเพยี ง มาเปน็ หวั ขอ้ ในการจดั ประชมุ สมั มนาทางวชิ าการประจำ�ปี ๒๕๔๒
ของสถาบนั โดยผเู้ ขา้ รว่ มสมั มนาไดม้ คี วามเขา้ ใจตรงกนั วา่ แนวคดิ ปรชั ญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงไมข่ ดั แย้งกับแนวคดิ เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก และ
สามารถใช้ได้กับทุกภาคการพัฒนา ตลอดจนสอดคล้องกับเอกลักษณ์ของ
สงั คมไทย อย่างไรกต็ าม ยงั คงตอ้ งมีการปรบั ปรงุ เพ่ิมเติมขยายความ โดย
ค�ำ นงึ ถึงองค์ประกอบทสี่ ำ�คญั ได้แก่ ความสมดลุ ความพอประมาณ ความ
มเี หตุผล และภูมคิ มุ้ กนั ความซือ่ สัตยส์ ุจริต เพือ่ ใหส้ ามารถน�ำ ไปประยกุ ต์
ใชใ้ ห้เกดิ ผล
ในปตี อ่ มา (๒๕๔๓) ไดเ้ รม่ิ มกี ารเผยแพรป่ รชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
จนเป็นท่ยี อมรบั และรบั รใู้ นเวทรี ะหวา่ งประเทศ ได้แก่ การประชุมองั ค์ถัด
(UNCTAD) ครงั้ ท่ี ๑๐ ณ ประเทศไทย ในเดอื นกุมภาพนั ธ์ ๒๕๔๓ ซึ่ง
44 วิกฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กับปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
อังค์ถัดได้กล่าวแถลงการณ์ แสดงความสำ�นึกในพระมหากรุณาธิคุณของ
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั วา่ ดว้ ยพระมหากรณุ าธคิ ณุ ของพระองคท์ า่ น
ทไี่ ดพ้ ระราชทานแนวพระราชด�ำ รใิ นเรอ่ื งปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ให้
เปน็ พน้ื ฐานของแนวคดิ ดา้ นการพฒั นาในยคุ โลกาภวิ ตั น์ โดยเนน้ ความพอดี
และการพง่ึ ตนเองเปน็ หลกั และมงุ่ แสวงหาความสมดลุ และความเทย่ี งธรรม
ไดส้ ะทอ้ นใหเ้ หน็ ความเขม้ แขง็ ภายในของชาตไิ ทย นอกจากนแี้ ลว้ ยงั สามารถ
น�ำ แนวคิดนมี้ าใช้เป็นหลักในการพฒั นาความสัมพันธ์ ความร่วมมือระหวา่ ง
ประเทศซ่ึงตอ้ งพง่ึ พาอาศยั และชว่ ยเหลอื ซ่งึ กนั และกนั ได้ดว้ ย
นอกจากน้ีแล้ว ในการประชุมรัฐสภาอาเซียน ครั้งท่ี ๒๒ ณ
ประเทศไทย ในเดอื นกนั ยายน ๒๕๔๔ ประเทศสมาชกิ รฐั สภาอาเซยี นจดั การ
ประชุมประจ�ำ ปี ๒๕๔๔ ซึ่งท่ปี ระชมุ ลงมตริ ่วมกนั ยอมรับหลักปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี งเปน็ แนวทางเลอื กหนง่ึ ในการพฒั นาของประเทศสมาชกิ ใน
ภมู ภิ าค ทา่ มกลางภาวะวกิ ฤตทป่ี ระเทศตา่ งๆ เผชญิ อยใู่ นขณะนี้ และเสนอ
ใหใ้ ช้ประโยชนจ์ ากการแลกเปล่ียนประสบการณ์ เปน็ ทางเลอื กใหมส่ ำ�หรับ
การพัฒนาของประเทศสมาชกิ ในภมู ภิ าค
ตอ่ มา สศช. ไดอ้ ญั เชญิ ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง มาเปน็ ปรชั ญา
นำ�ทางในการจัดทำ�แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี ๙
(๒๕๔๕ - ๒๕๔๙) ฉบบั ท่ี ๑๐ (๒๕๕๐ - ๒๕๕๔) และ ฉบับท่ี ๑๑ (๒๕๕๕
- ๒๕๕๙) อยา่ งตอ่ เนือ่ ง เพอ่ื ส่งเสริมให้ประชาชนทกุ ระดับ มคี วามเขา้ ใจ
ในหลักปรัชญาฯ และนำ�ไปเปน็ พน้ื ฐานและแนวทางในการดำ�เนนิ ชีวิต และ
เพือ่ ให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมน่ั คง สมดุล และยัง่ ยนื
ในระหวา่ งปี ๒๕๔๖ - ๒๕๕๐ คณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และ
สังคมแห่งชาติ ไดแ้ ต่งตงั้ คณะอนกุ รรมการขบั เคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง
โดยมี ดร. จิรายุ อิศรางกรู ณ อยุธยา เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ
โดยยึดคำ�นิยามตามบทความท่ีพระราชทานดังกล่าวข้างต้น มาเป็นหลัก
ในการขับเคลื่อน เพ่ือสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับปรัชญาฯ และ
สนบั สนนุ ให้บุคคลและหน่วยงานต่างๆ น้อมน�ำ หลกั ปรัชญาฯ ไปใช้ในการ
ดำ�เนนิ ภารกิจอยา่ งเหมาะสมกับบทบาทและหน้าที่ของตนและองคก์ ร
ความเป็นมาและความหมายของ “ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง” 45
๓.๒ ความเปน็ มาของ “๓ หว่ ง ๒ เงื่อนไข สมดุล ๔ มติ ิ”
หลังจากท่ีหน่วยงานต่างๆ ได้มีกิจกรรมเพ่ือพยายามสร้างความ
เข้าใจและนำ�ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งมาประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ นน้ั
ก็ได้พบว่าเป็นการยากท่ีจะทำ�ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาฯ และยาก
ยิง่ ข้ึนในการน�ำ ไปปรบั ใช้ ดังน้ัน ในระหว่างปี ๒๕๔๔ - ๒๕๔๖ กไ็ ดม้ ีคณะ
ทำ�งานที่ประกอบด้วยนักเศรษฐศาสตรร์ ุ่นใหม่ (รวมถึงผู้เขียน) พยายามที่
จะพัฒนากรอบแนวคิดทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง โดยเรม่ิ จากการศกึ ษา คำ�นยิ าม “ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง”
และใชว้ ธิ กี ารจ�ำ แนกวเิ คราะหค์ �ำ (Parsing) ซงึ่ เปน็ หลกั วธิ ที างตรรกศาสตร์
โดยท�ำ ความเขา้ ใจความเชอ่ื มโยงของแตล่ ะขอ้ ความ และประโยคที่อธิบาย
“ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง”
จากการวเิ คราะห์ดังกล่าว ท�ำ ใหไ้ ดข้ อ้ สรุปว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง มีองค์ประกอบด้านต่างๆ อย่างสมบูรณ์ ที่จะสามารถใช้เป็น
พ้ืนฐานในการพัฒนากรอบทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ได้ (Foundation for
economic theory framework) โดยจ�ำ แนกออกไดเ้ ปน็ ๔ สว่ น ประกอบดว้ ย
(๑) แนวคดิ หลกั ซงึ่ แบง่ เปน็ กรอบแนวคิด และคุณลักษณะ (๒) หลักการ
หรอื คำ�นยิ าม (๓) เง่ือนไขพื้นฐาน และ (๔) เป้าหมาย ซ่ึงสามารถสรุป
เปน็ แผนภาพ เพ่อื ใหส้ ามารถเข้าใจได้อย่างงา่ ยๆ
แนวคิดหลกั
กรอบแนวคดิ
• เปน็ ปรชั ญาทช่ี แ้ี นะแนวทางการด�ำ รงอยแู่ ละปฏบิ ตั ติ น (Economic
life guiding principles) ในทางทีค่ วรจะเปน็ (Secularized normative
prescription) โดยมีพืน้ ฐานมาจากวิถชี ีวติ ดั้งเดิมของสงั คมไทย (Positive
aspect) และตลอดระยะเวลากวา่ ๓๐ ปที ผ่ี ่านมา ไดม้ ีการทดลองดำ�เนนิ
โครงการพัฒนาท่ีหลากหลาย ตามแนวพระราชด�ำ ริ เพือ่ หาแนวทางและ
รูปแบบการพัฒนาท่ีสอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีการเปล่ียนแปลงไปอย่าง
รวดเร็ว ทัง้ ภายในและภายนอกประเทศ
46 วิกฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ทางสายกลาง
พอประมาณ
มีเหตผุ ล มีภูมิค้มุ กนั
ในตัวท่ีดี
ความรู้ คุณธรรม
รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง ซ่ือสตั ย์สุจริต ขยันอดทน สติปญั ญา แบ่งปัน
òน�ำ ไปสู่
สมดลุ และพรอ้ มรับต่อการเปลีย่ นแปลง
วตั ถ/ุ สงั คม/ส่ิงแวดล้อม/วฒั นธรรม
• เป็นปรัชญาที่สามารถนำ�มาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา ท้ังอดีต
ปัจจุบัน และอนาคต (Timely/timeless) กล่าวคือ ได้มีพระราชดำ�รัส
มาต้ังแตก่ อ่ นเกิดวกิ ฤตเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ และสามารถใช้เปน็ แนวทาง
การพฒั นาเพอ่ื กา้ วออกจากวกิ ฤต และพฒั นาในอนาคตทม่ี กี ารเปลยี่ นแปลง
อยา่ งรวดเร็วภายใต้กระแสโลกาภวิ ตั น์
• เป็นปรัชญาที่มองโลกเชิงระบบท่ีมีลักษณะพลวัต (Dynamic)
กลา่ วคอื มองวา่ สถานการณใ์ นโลกนน้ั มคี วามเปลย่ี นแปลงเกดิ ขนึ้ ตลอดเวลา
(Uncertainties) เนอ่ื งจากความเชอ่ื มโยง (Connectivity) ของปจั จยั ตา่ งๆ
ภายใตก้ ระแสโลกาภิวัตน์
ความเปน็ มาและความหมายของ “ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง” 47
“ ...การช่วยเหลอื สนับสนุนประชาชน ในการประกอบอาชพี
และต้ังตวั ใหม้ ีความพอกินพอใช้กอ่ นอ่นื เป็นพ้นื ฐานน้นั
เปน็ ส่ิงส�ำ คญั อยา่ งยง่ิ ยวด เพราะผทู้ ีม่ อี าชีพฐานะเพยี งพอ
ทจี่ ะพงึ่ ตนเอง ย่อมสามารถสร้างความเจรญิ ก้าวหนา้
”ระดบั ท่ีสงู ขนึ้ ต่อไปไดโ้ ดยแนน่ อน...
(กรกฎาคม ๒๕๑๗)
• ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เปน็ การปรับเปล่ียนกระบวนทัศน์
(Paradigm Shift) ลกั ษณะหนง่ึ โดยมองว่าชุมชนและประเทศต่างๆ มี
ความเช่ือมโยงกันมากขึ้น ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และการเปล่ียนแปลง
อยา่ งรวดเร็วของเทคโนโลยี วฒั นธรรม และคา่ นยิ มทางสงั คม
คณุ ลักษณะ
• เป็นปรัชญาที่สามารถนำ�มาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนของ
ประชาชนในทุกระดบั (Scalable) ทั้งระดับครอบครวั ระดบั ชมุ ชน และ
ระดับรฐั นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ไดก้ ับคนทุกระดับ ท้งั เจ้าหนา้ ที่ของรฐั
นกั ทฤษฎี และนกั ธรุ กิจ
• แนวคิด ทางสายกลาง (Middle Path) เป็นหัวใจสำ�คัญ
(Keyword) ของปรชั ญาที่น�ำ มาใชใ้ นการบริหารและพฒั นาเศรษฐกิจ เพื่อ
ให้ก้าวทนั ต่อโลกแหง่ ความเปลยี่ นแปลงในยคุ โลกาภิวัตน์ กล่าวคือ
- ไม่ใช่การปดิ ประเทศอย่างสนิ้ เชิงหรือเปิดเสรีอย่างเต็มที่ โดย
ไมม่ ีการเตรียมความพร้อมของคนและสงั คม ในการเข้าสูก่ ลไกตลาด
- ไม่ใช่การอยู่อย่างโดดเดี่ยว (Independence) หรือพึ่งพิง
ภายนอกหรอื คนอนื่ ทง้ั หมด (Dependence) แตเ่ นน้ ความคดิ และการกระท�ำ
ท่จี ะพง่ึ ตัวเองเป็นหลัก (Self-reliance) กอ่ นท่ีจะไปพงึ่ คนอื่น
48 วกิ ฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
หลกั การ
หลกั การ หรือ คำ�นิยาม ๓ ขอ้ ของความพอเพยี ง สำ�หรับใชใ้ น
การบรหิ ารจัดการ
ความพอเพียง (Sufficiency) หรอื การจดั การอยา่ งพอเพยี ง จะ
ตอ้ งประกอบด้วย ๓ หลกั การ พร้อมๆ กนั อยา่ งเปน็ องค์รวม กล่าวคือ
กิจกรรมใดๆ ท่ีขาดคณุ ลกั ษณะใดคณุ ลกั ษณะหนงึ่ ไป ไมส่ ามารถเรยี กไดว้ ่า
มคี วามพอเพยี ง หรอื มีการจัดการอย่างพอเพียง หลักการ ๓ ข้อ ประกอบ
ด้วย (๑) ความพอประมาณกับศักยภาพของตนเอง และสภาวะแวดลอ้ ม
ตามความเปน็ จริง (๒) ความมเี หตมุ ผี ลบนพืน้ ฐานความถูกต้อง และ (๓)
การมภี มู ิคมุ้ กนั ในตัวทด่ี ี คอื ไมป่ ระมาทในการด�ำ เนินชวี ติ ท่ีตอ้ งประสบ
กบั ความเปล่ยี นแปลงต่างๆ ตลอดเวลา
เราสามารถน�ำ หลักการ ๓ ขอ้ นี้ ใชเ้ ป็นแนวทางในการตัดสินใจและ
การกระท�ำ ดงั นี้
ความพอประมาณ หมายถึง การใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่เป็นทุนเดิม
ของตนเองหรือภายในท้องถ่ินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก่อนที่จะแสวงหา
ทรัพยากร แหล่งทุน วัตถุดิบ หรือสิ่งของ บริการต่างๆ จากภายนอก
จงึ จะเปน็ การใช้ทรพั ยากรอย่างพอเหมาะ พอควร กับสภาวะทางเศรษฐกจิ
สงั คม สง่ิ แวดลอ้ ม รวมทง้ั วฒั นธรรมในแตล่ ะทอ้ งถนิ่ - ภมู สิ งั คม-- เปน็ การ
ส่งเสริมใหเ้ กดิ การพฒั นาจากภายใน โดยสรา้ งความเข้มแขง็ ใหก้ ับท้องถนิ่
ชุมชนก่อน แล้วจึงค่อยขยาย เชื่อมโยงกับภายนอกอย่างเป็นขั้นตอน
ตามความจ�ำ เป็น
ท้ังนี้ การใช้ทรัพยากรน้ัน ต้องคำ�นึงถึงความจำ�เป็น สถานะของ
ตนเอง สถานการณ์แวดล้อมต่างๆ ว่าเหมาะสมหรือไม่ โดยรักษาระดับ
ของความพอประมาณ ไม่มากเกินศักยภาพ และก็ต้องไม่น้อยเกินไปจน
ขาดแคลน หรือไม่เพียงพอที่จะดำ�เนินการให้เกิดประโยชน์ได้ โดยการใช้
อย่างมัธยัสถ์ รคู้ ุณค่า ดแู ลรักษา พฒั นาต่อยอด ให้เพมิ่ พนู และดียิ่งๆ ข้นึ
ซึ่งการจะตดั สินว่าอย่ใู นระดบั พอประมาณนี้ จำ�เป็นตอ้ งค�ำ นงึ ถงึ ทรพั ยากร
ความเปน็ มาและความหมายของ “ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง” 49
ทม่ี ีอยู่ และจ�ำ เปน็ ตอ้ งใช้ทั้ง ๔ ด้านตามท่ีกล่าวขา้ งต้น โดยอาศยั ความ
รอบรู้ ความรอบคอบ ในการวางแผน และตดั สินใจ และตอ้ งอยบู่ นพื้นฐาน
ของคุณธรรมด้วย เช่น ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ไม่ทำ�ให้สังคม
เดอื ดรอ้ น และไม่ทำ�ลายธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อม ตั้งม่นั อยูบ่ นพืน้ ฐานความ
ซ่ือสัตย์สุจริต เปน็ ตน้
ความมเี หตผุ ล หมายถงึ การตดั สนิ ใจด�ำ เนนิ การเรอื่ งตา่ งๆ อยา่ งมี
เหตุผล บนพนื้ ฐานของความถกู ตอ้ ง ความเป็นจริง ตามหลักวิชาการ หลัก
กฎหมาย หลกั ศลี ธรรม จรยิ ธรรม และวัฒนธรรม ค่านยิ ม ที่ดีงาม โดย
พิจารณาจากเหตปุ ัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำ�นึงถึงผลท่คี าดว่าจะเกดิ ขน้ึ
จากการกระท�ำ นน้ั ๆ ทั้งในระยะสน้ั ระยะยาว ทั้งตอ่ ตนเอง ต่อผอู้ น่ื และ
ส่วนรวม อยา่ งรอบคอบ การคดิ พจิ ารณาแยกแยะใหเ้ ห็นถงึ ความเชอ่ื มโยง
ของเหตปุ จั จยั ตา่ งๆ อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง อยา่ งเปน็ ระบบ จะชว่ ยใหบ้ รรลเุ ปา้ หมาย
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีข้อผิดพลาดน้อย และเช่นเดียวกัน การท่ีจะ
วางแผน ดำ�เนนิ การ หรือจะทำ�อะไรอยา่ งสมเหตสุ มผลไดน้ น้ั ตอ้ งอาศัย
ความรอบรู้ มีความขยันหม่ันเพียร ความอดทน ที่จะจัดเก็บข้อมูลอย่าง
เป็นระบบ และแสวงหาความรู้ท่ีถูกต้องอย่างสมำ่�เสมอ มีความรอบคอบ
ในการคิด พิจารณา ตัดสนิ ใจ โดยใชส้ ติ ปญั ญา ดว้ ยความตง้ั ม่นั ของจติ
ที่มีคณุ ภาพในทางทถ่ี กู ทค่ี วร
การสรา้ งภมู คิ มุ้ กนั ในตวั ทดี่ ี หมายถงึ การเตรยี มตวั ใหพ้ รอ้ มรบั ตอ่
ผลกระทบและการเปลย่ี นแปลงในด้านตา่ งๆ ไมว่ า่ จะเป็นด้านวตั ถุ สงั คม
สิ่งแวดล้อม และวฒั นธรรม เพือ่ ให้สามารถปรบั ตวั และรับมอื ได้อย่างทนั
ทว่ งที กลา่ วโดยยอ่ คือ การทเ่ี หน็ ว่าทกุ อย่างไมแ่ น่นอน มีความเปน็ ไปได้ท่ี
จะแปรปรวน ผนั ผวน เปลย่ี นแปลงตลอดเวลา ฉะนน้ั การทจ่ี ะท�ำ อะไรกต็ าม
ตอ้ งไมเ่ สยี่ ง ไมป่ ระมาท คดิ ถงึ ความเปน็ ไปไดข้ องสถานการณต์ า่ งๆ ทอ่ี าจจะ
เกิดข้ึน แล้วเตรียมตนเองและผู้ที่เก่ียวข้องให้มีภูมิต้านทานที่จะคุ้มกัน
ตัวเองได้ เตรยี มวธิ ีการท�ำ งานในรูปแบบตา่ งๆ ใหพ้ รอ้ มทจ่ี ะรบั มือกับการ
เปลยี่ นแปลงตา่ งๆ จะไดส้ ามารถด�ำ เนนิ ภารกจิ ตอ่ ไปไดโ้ ดยไมข่ ลกุ ขลกั ตอ้ ง
หยดุ ชะงกั กลางคนั และนำ�มาซึง่ ความตอ่ เนือ่ งของการพัฒนาในระยะยาว
50 วกิ ฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กบั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ทัง้ สามองคป์ ระกอบดังกล่าว คือ ความพอประมาณ ความมเี หตุผล
และการมีภูมิคุ้มกันในตัวท่ีดีน้ัน มีความเป็นองค์รวมท่ีเก่ียวเน่ืองกัน
ไมส่ ามารถแยกจากกนั ได้ เชน่ การตดั สนิ ใจในระดบั ของความพอประมาณนน้ั
ต้องตั้งอยู่บนเหตุผลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง และการต้องเผื่อเหลือ
เผ่ือขาดเพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ด้วยในขณะเดียวกัน จึงจะ
เป็นความพอประมาณท่พี อเพียง เป็นต้น
เงือ่ นไขพืน้ ฐาน
เงื่อนไขสำ�คัญท่ีเป็นพ้ืนฐานในการจัดการอย่างพอเพียง คือ
การมคี ณุ ธรรมกำ�กบั ความรู้
คำ�นิยาม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ท่ีพระราชทานมาเม่ือ
ปี ๒๕๔๒ นนั้ ไดใ้ หข้ อ้ คดิ ทสี่ �ำ คญั ถงึ เงอื่ นไขหลกั ทจ่ี ะชว่ ยท�ำ ใหก้ ารตดั สนิ ใจ
และการกระทำ�เปน็ ไปอยา่ งพอเพยี ง นนั่ คอื จะต้องอาศยั ทั้งคุณธรรมและ
ความรู้ของคน เป็นพ้ืนฐานท่ีสำ�คัญในการที่จะทำ�ให้สามารถวางแผนหรือ
ปฏบิ ตั กิ ารอย่างพอเพียงได้ กล่าวคือ หากขาดเสียซ่ึงคณุ ธรรมเป็นพ้นื ฐาน
ของจิตใจและขาดการใชค้ วามรดู้ ว้ ยความรอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวังแล้ว
การตัดสนิ ใจและการกระทำ�ต่างๆ กจ็ ะไมส่ ามารถเปน็ ไปอยา่ งพอเพียงได้
เง่ือนไขความรู้ ประกอบด้วยการฝึกตนให้มีความรอบรู้เกี่ยวกับ
วิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน มีความรอบคอบและความ
ระมัดระวังท่ีจะนำ�ความรู้ต่างๆ เหล่าน้ันมาพิจารณาให้เช่ือมโยงกัน เพื่อ
ประกอบการวางแผนและในขั้นปฏิบัติ ความรู้ เป็นองค์ประกอบสำ�คัญ
ในการตัดสินใจอย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ จึงต้องมีการแสวงหา
ความรู้ เพมิ่ พนู ความรู้ จัดการความรู้ ตอ่ ยอดความรู้ อยูต่ ลอดเวลา ให้
เทา่ ทนั การเปลย่ี นแปลงในโลก
- ความรอบรู้ คือ มีความรู้ (Stock of all relevant knowledge)
เกยี่ วกับวิชาการตา่ งๆ อยา่ งรอบดา้ น โดยครอบคลุมเนอื้ หาของเรื่องต่างๆ
ที่เก่ียวข้อง เพอื่ ใช้เป็นพื้นฐานสำ�หรับการนำ�ไปใชใ้ นโอกาสและเวลาตา่ งๆ
ความเป็นมาและความหมายของ “ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง” 51
- ความรอบคอบ คอื ความสามารถทจี่ ะน�ำ ความรแู้ ละหลกั วชิ าตา่ งๆ
เหลา่ นน้ั มาพจิ ารณาใหเ้ ชอื่ มโยงสมั พนั ธก์ นั (Connectivity of all acquired
knowledge) ประกอบการวางแผน กอ่ นทจ่ี ะน�ำ ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการปฏบิ ตั ิ
ทกุ ข้นั ตอน
- ความระมัดระวงั คอื ความมีสติ ในการนำ�แผนปฏบิ ตั ทิ ่ตี งั้ อยบู่ น
หลักวชิ าตา่ งๆ เหลา่ นัน้ ไปใช้ในทางปฏบิ ัติ (Utilization of knowledge at
any point of time with carefulness and attentiveness) เพราะใน
ความเปน็ จรงิ แลว้ สถานการณเ์ ปลยี่ นแปลงตลอดเวลา ดงั นน้ั การน�ำ ความรู้
และความรอบคอบมาใช้ จงึ ตอ้ งอาศยั ความระมดั ระวงั ใหร้ เู้ ทา่ ทนั เหตกุ ารณ์
ทเี่ ปลยี่ นแปลงไปดว้ ย
เงอ่ื นไขคณุ ธรรมทจี่ ะตอ้ งเสรมิ สรา้ งใหเ้ ปน็ พนื้ ฐานจติ ใจของคนใน
ชาติ ประกอบดว้ ย ดา้ นจิตใจ คอื การตระหนกั ในคุณธรรม รู้ผดิ ชอบช่ัวดี
ซื่อสัตย์สุจริต ใช้สติปัญญาอย่างถูกต้องและเหมาะสมในการดำ�เนินชีวิต
และดา้ นการกระท�ำ หรอื แนวทางการด�ำ เนนิ ชวี ติ คอื มคี วามขยนั หมน่ั เพยี ร
อดทน ไม่โลภ ไม่ตระหน่ี รู้จักแบ่งปัน และรับผิดชอบในการอยู่ร่วมกับ
ผู้อื่นในสังคม ท้ังนี้ มีกลุ่มเป้าหมายที่เน้นเป็นพิเศษในการเสริมสร้าง
เงอื่ นไข ๒ ดา้ นข้างต้น คอื เจ้าหนา้ ทีข่ องรัฐ นกั ทฤษฎี และนกั ธรุ กจิ
ในทุกระดับ เนื่องจากการกระทำ�ใดๆ ของคนกลุ่มน้ีสามารถก่อให้เกิด
ผลกระทบในสงั คมวงกวา้ งได้
เปา้ หมาย
เปา้ หมายและผลทีค่ าดว่าจะเกดิ ขนึ้
แนวทางปฏิบัติในการนำ�ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการ
ด�ำ เนนิ ชวี ติ คอื การทำ�ใหเ้ กิดทง้ั แนวทางพัฒนา (Development path)
และผลของการพัฒนา (Development goal) ที่สมดลุ (Balance) และ
พร้อมรับตอ่ การเปล่ยี นแปลง (Internal consistency between means
and ends) กลา่ วคือ การพฒั นาท่สี มดุล (Balance) และการพรอ้ มรบั
52 วกิ ฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กบั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ต่อการเปลีย่ นแปลง (Resilence) ในทกุ ดา้ น ทง้ั ด้านวตั ถหุ รือเศรษฐกิจ
สังคม ส่งิ แวดลอ้ ม และวฒั นธรรม โดยมงุ่ ผลทง้ั ในระยะสั้นและระยะยาว
ให้รอดพ้นจากภยั และวกิ ฤตในแตล่ ะช่วงเวลา เพอื่ ความม่นั คง (Security)
และความยัง่ ยืนของการพฒั นา (Sustainability)
ความพอเพียงจึงเป็นท้ังวิธีการ (Means) ในการบริหารจัดการ
กระบวนการ (Process management) ท่คี �ำ นึงถงึ ความพอประมาณอย่าง
เปน็ เหตุเปน็ ผล เพ่ือให้เกดิ ความสมดลุ ท้งั ในระหวา่ งกระบวนการและผล
ทเ่ี กดิ ขน้ึ (Ends) และเปน็ การบรหิ ารจัดการทคี่ ำ�นึงถงึ การสร้างภูมคิ ้มุ กัน
ในตวั ทด่ี ี (Means) เพอื่ สามารถพรอ้ มรบั การเปลยี่ นแปลง (Ends) ไดอ้ ยา่ ง
เหมาะสมกับสถานการณท์ เ่ี ปล่ียนแปลงตลอดเวลา
ส่ิงที่สำ�คัญอย่างมากเก่ียวกับเป้าหมายของความสมดุลและพร้อม
รับการเปล่ยี นแปลง ตามคำ�นิยาม ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง คือการ
พฒั นาในแตล่ ะขนั้ ตอนนนั้ จำ�เปน็ ตอ้ งคำ�นงึ ถงึ องคป์ ระกอบของการพฒั นา
ใน ๔ ดา้ น ไดแ้ ก่ วตั ถุ สงั คม สงิ่ แวดลอ้ ม และวฒั นธรรม อยา่ งเปน็ องคร์ วม
คอื ไม่แยกส่วน แตเ่ ชอ่ื มโยงสัมพันธ์กนั อย่างเป็นเหตุเป็นผลท้งั ๔ มิติ ซึง่
เป็นทั้งปัจจัยท่ีใช้ในการดำ�เนินชีวิต กระบวนการผลิตและบริการ และใน
ขณะเดยี วกนั กเ็ ป็นปัจจัยทไี่ ด้รบั ผลกระทบจากการพัฒนา ในคราวเดียวกนั
จากมุมมองของการพฒั นาในภาพรวม เราสามารถจ�ำ แนกรายละเอยี ดของ
แต่ละมิติไดด้ ังน้ี
วตั ถุ หมายถงึ วตั ถตุ า่ งๆ เชงิ กายภาพ ทมี่ นษุ ยส์ รา้ ง หรอื ประดษิ ฐข์ นึ้
เช่น วัตถุดิบ สิ่งของ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องใช้ไม้สอย เส้ือผ้าอาภรณ์
ทอ่ี ยอู่ าศยั ตา่ งๆ เปน็ ตน้ ซงึ่ นอกจากจะผลติ ไวใ้ ชเ้ องได้ หรอื ใชว้ ธิ แี ลกเปลยี่ น
กันดังเช่นในอดตี ในยุคปจั จบุ ันก็สามารถซือ้ หามาเพ่อื บริโภคไดโ้ ดยเงนิ ทนุ
องคป์ ระกอบน้ี จึงเปน็ ปจั จยั ท่ีเก่ยี วข้องกบั ดา้ นเศรษฐกจิ (ในความหมาย
แคบ) หรือเงินทุนเป็นหลัก แต่ในกระบวนการผลิตวัตถุต่างๆ เหล่าน้ี
กจ็ �ำ เปน็ ตอ้ งอาศยั ทรพั ยากรดา้ นอน่ื ๆ ทมี่ อี ยอู่ ยา่ งจ�ำ กดั เปน็ ปจั จยั ประกอบ
ร่วมดว้ ย
ความเปน็ มาและความหมายของ “ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง” 53
สังคม หมายถึง สภาพการอยู่รว่ มกันของคนในสงั คม ความสัมพนั ธ์
ของคนในสังคม เชน่ การไว้เนือ้ เชื่อใจกนั การชว่ ยเหลอื แบ่งปัน เอือ้ เฟ้ือ
เผื่อแผ่ การมีวินยั เคารพกฎเกณฑ์ ระเบยี บ กตกิ าการอยรู่ ว่ มกันในสงั คม
อย่างเคร่งครัด การมีกฎหมายและระบบยุติธรรมท่ีเช่ือถือได้ว่าเป็นธรรม
และมีประสทิ ธภิ าพ การมคี วามผกู พนั รักใคร่ สามัคคี ปรองดอง ของ
หมู่คณะและในสังคม การมีสถาบันทางสังคมที่เข้มแข็ง เช่น ครอบครัว
อบอนุ่ เครอื ญาติสามคั คี การจดั ระบบสวัสดิการทางสงั คมในรูปแบบต่างๆ
ท้ังเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี
ในยามวกิ ฤตใหก้ ับสมาชกิ ในสังคม เปน็ ต้น ซง่ึ ท้งั หมดน้ี เป็นองค์ประกอบ
ท่ีสำ�คัญยิ่งในการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะมีตัวอย่างให้เห็นอยู่มากมายใน
หลายๆ ประเทศ ท้ังในอดีตและปัจจุบันว่า ปัจจัยทางด้านสังคม เป็น
พ้ืนฐานที่สำ�คัญยิ่งในการพัฒนา เพราะการพัฒนาไม่ว่าจะด้านใดๆ จะไม่
สามารถด�ำ เนนิ ไปไดด้ ว้ ยดหี รอื ราบรนื่ หรอื ไมส่ ามารถน�ำ มาซงึ่ ประโยชน์ และ
ความสขุ อยา่ งตอ่ เน่ืองได้ หากสังคมออ่ นแอ พื้นฐานจติ ใจของคนในสงั คม
ไมต่ ั้งอยู่บนหลกั ศีลธรรม กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ คนไมส่ ามัคคกี นั เป็นตน้
ส่ิงแวดล้อม รวมถึง ทรัพยากรธรรมชาติ และสง่ิ แวดล้อม ของ
ชมุ ชน สงั คม ประเทศชาติ และโลกโดยรวม ไดแ้ ก่ ความอดุ มสมบูรณ์
ของทรพั ยากรดิน น้�ำ ป่า แร่ธาตุ ความหลากหลายทางชีวภาพ ความเป็น
ปกติของภมู อิ ากาศ กระแส/ทิศทางลม คลื่น พลังงานแสงอาทติ ย์ เป็นตน้
ซ่ึงสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติน้ี นอกจากจะเป็นปัจจัยการผลิตและบริการ
แล้ว ยังเป็นสภาพแวดล้อมท่ีสำ�คัญและจำ�เป็นในการดำ�รงชีวิต และการ
ดำ�เนินชวี ิตของมนษุ ย์ และสิง่ มชี ีวติ ทงั้ หลายบนโลก การใช้ประโยชนจ์ าก
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงควรเป็นไปด้วยความเคารพและ
ระมดั ระวงั ดว้ ยความรบั ผดิ ชอบตอ่ คนรนุ่ หลงั ทจี่ �ำ เปน็ ตอ้ งพง่ึ พงิ ทรพั ยากร
ต่างๆ เหลา่ นใี้ นการด�ำ รงชีวติ เช่นกัน
วัฒนธรรม หมายถึง วิถีการดำ�เนินชีวิต และการดำ�รงชีวิต ซึ่ง
รวมถงึ ความเชือ่ ศาสนา ระบบคณุ คา่ ภูมิปญั ญา การประกอบอาชพี
วัฒนธรรมการกิน อาหารพ้ืนเมือง การอยู่ของผู้คน การรักษาสุขภาพ
54 วิกฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กบั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
การแต่งตัว ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี ศลิ ปะ การแสดง โบราณสถาน
ตา่ งๆ เปน็ ตน้ วฒั นธรรมมคี วามส�ำ คญั อยา่ งมากในการบง่ บอกถงึ เอกลกั ษณ์
ความเป็นตัวตน การดำ�รงอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลายอย่างมีศักดิ์ศรี
นอกจากวัฒนธรรมจะเปน็ ต้นทุนสำ�คัญ ท่ีเป็นเอกลักษณข์ องแต่ละท้องถนิ่
ทง้ั ในการผลติ การใหบ้ รกิ าร เพอ่ื ใหผ้ ลติ ภณั ฑม์ คี ณุ ลกั ษณะเฉพาะ (Product
identity/differentiation) ในระยะยาว การพัฒนาท่ีสมดุลน้ัน ก็ควร
สอดคล้องกบั วถิ ีความเปน็ อยู่ คา่ นยิ ม ความเชอื่ ของคนในทอ้ งถิ่น แล้ว
จึงค่อยๆ ต่อยอดพัฒนา ปรับปรุงให้เหมาะสมกับการเปล่ียนแปลงต่างๆ
อย่างเหมาะสม เพ่ือไม่ให้วิถีการพัฒนา สร้างความแตกแยก หรือความ
แปลกแยกข้นึ ในสังคม และในขณะเดยี วกัน ก็มคี วามจ�ำ เป็นอย่างย่งิ ท่ีตอ้ ง
มกี ารพฒั นาทดี่ �ำ รงไวซ้ ง่ึ วฒั นธรรม เพอ่ื คงความเปน็ เอกลกั ษณข์ องทอ้ งถนิ่ /
ชมุ ชน/ชนชาติ ไม่ให้ถูกกลืนหายไป
กลา่ วโดยสรปุ คอื เศรษฐกจิ พอเพยี งเปน็ ปรชั ญาทเี่ ปน็ ทงั้ แนวคดิ
หลกั การ และแนวทางปฏิบัติตนของแตล่ ะบคุ คลและองค์กร โดยคำ�นงึ
ถึงความพอประมาณกับศักยภาพของตนเองและสภาวะแวดล้อม ความมี
เหตุมีผลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง คือ
ไมป่ ระมาท ในการดำ�เนนิ ชวี ติ โดยใชค้ วามรูต้ า่ งๆ อยา่ งถูกหลกั วิชาการ
ด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม คือ รู้จัก
แยกแยะผดิ ชอบชว่ั ดี ละอายทจ่ี ะท�ำ ความชว่ั เกรงกลวั ตอ่ ผลจากการกระท�ำ
ที่ไม่ถูกต้องตามทำ�นองคลองธรรม ไม่เบียดเบียนผู้อ่ืนหรือสังคม มีการ
แบ่งปนั ช่วยเหลอื เอ้ือเฟอื้ เผ่อื แผแ่ กผ่ ู้อนื่ และชวี ติ อื่นๆ เหน็ ความส�ำ คญั
ของการร่วมมือปรองดองกันในสงั คม ซึ่งจะช่วยเสริมสรา้ งสายใยเช่ือมโยง
คนในภาคสว่ นตา่ งๆ ของสังคมเขา้ ด้วยกนั ร่วมสรา้ งสรรค์พลงั ในทางบวก
อย่างรู้รัก สามัคคี นำ�ไปสู่การพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าที่สมดุล
และย่ังยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์
ไมว่ ่าจะเปน็ การเปล่ยี นแปลงทางดา้ นวัตถุ เศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และ
ทรัพยากรธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อม วัฒนธรรม ความเช่ือ และค่านิยม
ต่างๆ
ความเปน็ มาและความหมายของ “ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง” 55
“...จดุ หมายสำ�คญั ของการรักษาความมนั่ คงของบ้านเมอื งน้นั
อยู่ทีก่ ารทำ�ให้ประชาชนสามารถปกครองรักษาถนิ่ ฐานของตนเองได้
โดยมสี วัสดิภาพและอิสรภาพเตม็ ที่
ในการนี้ ทางราชการมีหนา้ ท่ีอันจ�ำ เปน็ ทส่ี ุด
ที่จะต้องพทิ ักษ์คุม้ ครองใหม้ คี วามสงบและปลอดภัย
ท้งั จะตอ้ งช่วยเหลอื สนบั สนนุ โดยทางวชิ าการ
ท้งั ด้านเทคนคิ และด้านเศรษฐกิจสังคม
เพือ่ ใหเ้ ขาช่วยตนเองและพัฒนาตวั เองได้
ในการอาชพี การครองชีพ และการอยู่รว่ มกนั โดยสามคั คธี รรม...
เมอ่ื ประชาชนสามารถพัฒนาตนเอง
พฒั นาท้องถิ่น ทอ่ี ยู่ใหเ้ จรญิ ได้แลว้
บ้านเมอื งของเรากจ็ ะมีความมนั่ คงและปลอดภัยอยา่ งแท้จริง...
”
(มนี าคม ๒๕๑๕)
56 วิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กบั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ความเป็นมาและความหมายของ “ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง” 57
58 วกิ ฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กบั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
๔
ห “ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง”
กบั การพัฒนาที่ยงั่ ยืน
หลงั จากทไ่ี ด้พระราชทาน “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ในปี ๒๕๔๒
แล้ว ในปีต่อๆ มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้พระราชทานแง่คิด
ทีห่ ลากหลาย เพือ่ เป็นแนวทางในการนำ�หลักพอเพียงไปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์
ในด้านต่างๆ จนในปัจจุบัน หลักคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ได้
พระราชทานไวน้ ั้น กไ็ ดถ้ กู บรรจุเปน็ แนวทางในการบรหิ ารราชการแผ่นดิน
และแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๕๐ ดงั นี้
มาตรา ๗๘ วรรค ๑ ไดก้ �ำ หนดให้ “รฐั ตอ้ งบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ
ให้เป็นไปเพอื่ การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความม่ันคงของประเทศ
อย่างยั่งยืน โดยต้องสง่ เสรมิ การด�ำ เนนิ การตามปรชั ญาของเศรษฐกจิ
พอเพียง และคำ�นึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็น
ส�ำ คัญ”
“ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง” กบั การพฒั นาท่ียงั่ ยืน 59
ในหมวดแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ มาตรา ๘๓ ได้กำ�หนดไวว้ ่า
“รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำ�เนินการตามแนวปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง”
ในปจั จบุ นั หนว่ ยงานราชการ องคก์ รภาคเอกชน ชมุ ชน สถานศกึ ษา
ประชาชนทั่วไป ฯลฯ ได้เริ่มน้อมนำ�หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ไปใช้ในการปฏิบัติภารกิจ ดำ�เนินธุรกิจ พัฒนาอาชีพ และดำ�เนินชีวิต
กันอยา่ งกว้างขวาง ๕
๔.๑ หลักเศรษฐกจิ พอเพยี งจะน�ำ ไปสกู่ ารพัฒนาทยี่ ่ังยืน
ไดอ้ ยา่ งไร
นับเป็นเวลากว่าสามทศวรรษแล้วที่คำ�ว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน
(Sustainable Development)” ได้ถกู น�ำ มาใช้อย่างกว้างขวางเพือ่ อธิบาย
ความหมายเกยี่ วกบั อนาคตของสงั คมมนษุ ย์ และโลกทม่ี นษุ ยอ์ าศยั อยรู่ ว่ มกนั
แต่แม้ในปัจจุบันก็ยังคงมีความพยายามอย่างต่อเนื่องท่ีจะหาแนวทางและ
กลไก วิธีการดำ�เนินการ เพ่ือให้เกิดการขับเคล่ือนการพัฒนาไปสู่ความ
๕ หนงั สอื “จากปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งสกู่ ารปฏบิ ตั .ิ ..กวา่ ๑ ทศวรรษ” (สศธ., ๒๕๕๕)
ประมวลความกา้ วหนา้ ของการขบั เคลอ่ื นเศรษฐกจิ พอเพยี งในดา้ นตา่ งๆ ชว่ ง ๑๒ ปที ผ่ี า่ นมา
60 วิกฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กบั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ย่ังยืน และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สาเหตุสำ�คัญประการหนึ่งอาจเป็น
เพราะสังคมโดยรวมยังไม่สามารถมองทะลุให้เห็นถึงเหตุและปัจจัยสำ�คัญ
ทจี่ ะท�ำ ใหท้ กุ ภาคสว่ นรว่ มมอื กนั ในการปรบั เปลยี่ นแนวทางการพฒั นาทจี่ ะ
นำ�ไปสูค่ วามยงั่ ยืนไดอ้ ยา่ งจริงจัง ทำ�ให้เรอ่ื งนเ้ี ป็นประเดน็ เชงิ ยทุ ธศาสตร์
ทน่ี กั วชิ าการและนกั พฒั นาทว่ั โลกยงั ขบคดิ หารอื เสวนากนั วา่ จะท�ำ ใหก้ าร
พัฒนาที่ยัง่ ยนื เกิดข้นึ จริงๆ ไดอ้ ยา่ งไร
แนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนได้แปรเปล่ียนมาจากคำ�นิยามของ
World Commission on Environment and Development (๑๙๘๓) ซงึ่
ไดเ้ สนอแนะวา่ “การพฒั นาทยี่ ง่ั ยนื คอื รปู แบบของการพฒั นาทต่ี อบสนอง
ต่อความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ทำ�ให้คนรุ่นต่อไปในอนาคต
ต้องประนีประนอม ยอมลดทอนความสามารถในการทจี่ ะตอบสนองความ
ต้องการของตนเอง”
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้เกิดข้ึนในช่วงเวลาที่ชาวโลก ทั้ง
นักวิชาการและนักพัฒนากำ�ลังปรึกษาหารือ ถกเถียงกันเกี่ยวกับการ
ปรับเปล่ียนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่จะนำ�ไปสู่ความยั่งยืน ประเทศไทยจึง
ได้น�ำ เสนอค�ำ นยิ ามของการพัฒนาทีย่ ง่ั ยืนจากมมุ มองของประเทศไทย ใน
การประชมุ สดุ ยอดของโลกวา่ ดว้ ยการพฒั นาทย่ี งั่ ยนื ณ นครโจฮนั เนสเบริ ก์
ประเทศแอฟรกิ าใต้ เมื่อเดอื นกนั ยายน ๒๕๔๕ ว่า “การพฒั นาทยี่ ่งั ยนื ใน
บรบิ ทไทย เปน็ การพฒั นาทต่ี อ้ งค�ำ นงึ ถงึ ความเปน็ องคร์ วมของทกุ ๆ ดา้ นอยา่ ง
สมดลุ บนพน้ื ฐานของทรพั ยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทย
ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม ด้วยความเอื้ออาทร เคารพ
ซงึ่ กนั และกนั เพอื่ ความสามารถในการพง่ึ ตนเอง และคณุ ภาพชวี ติ ทดี่ อี ยา่ ง
เทา่ เทยี ม” ซงึ่ เปน็ ขอ้ เสนอทม่ี พี นื้ ฐานมาจาก “ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง”
ตามพระราชดำ�รัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่ีรัฐบาลได้อัญเชิญ
มาเป็นกรอบทศิ ทางการพัฒนาและบรหิ ารประเทศ ต้งั แต่ปี ๒๕๔๕ จนถึง
ปัจจุบัน โดยให้ความสำ�คัญกับการพัฒนาที่สมดุล ทั้งด้านวัตถุ สังคม
สงิ่ แวดลอ้ ม และวฒั นธรรม เพอ่ื ใหป้ ระเทศรอดพน้ จากวกิ ฤต สามารถด�ำ รง
อย่ไู ดอ้ ยา่ งมนั่ คง และนำ�ไปสู่การพฒั นาที่มีคุณภาพและย่งั ยืน
“ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” กบั การพฒั นาท่ยี งั่ ยนื 61
จุดเด่นของปรัชญาฯ ท่เี พิ่มวสิ ยั ทัศน์ มมุ มองใหม่ และปัจจัยส�ำ คัญ
ในการท�ำ ใหเ้ กดิ วถิ กี ารพฒั นามงุ่ สคู่ วามยง่ั ยนื มี ๔ ประการ คอื (๑) การพฒั นา
ทเี่ นน้ ความสมดลุ (๒) การก�ำ หนดเปา้ หมายเพอ่ื ประโยชนส์ ว่ นรวม (๓) การ
ให้ความส�ำ คัญกับความเจรญิ กา้ วหนา้ ทีม่ ีความม่ันคง โดยเร่ิมจากฐานราก
อยา่ งเป็นข้นั เปน็ ตอน และ (๔) การพฒั นาคณุ ภาพคนใหม้ คี ุณธรรมก�ำ กบั
ความรู้ในการดำ�เนินชีวิต เพ่ือให้สามารถอุ้มชูตัวเองได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ฉะน้ัน เม่ือนำ� “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาประยุกต์ใช้ในการ
ดำ�เนินชีวิต และประกอบภารกิจ เพ่ือพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม
ประเทศชาติ สุดท้ายก็จะทำ�ให้เกิดผลของการพัฒนาที่ย่ังยืน เจริญ
ก้าวหน้าโดยไม่ล้มลุกคลุกคลาน ไม่สร้างปัญหาหรือสร้างปัญหาให้น้อย
ท่สี ดุ ในระหว่างการพฒั นา
(๑) การให้ความสำ�คัญกับการพัฒนาที่สมดุล โดยเสนอแนวทางใน
การตัดสินใจเกีย่ วกับการใช้ทรพั ยากรเพือ่ การพัฒนา ทส่ี ามารถน�ำ มาใชไ้ ด้
ทงั้ ในระดบั บคุ คล องคก์ ร หนว่ ยงาน ตลอดไปจนถงึ รฐั บาล ต้ังแต่การใช้
ทรัพยากรต่างๆ ท่ีมีอยู่อย่างสมดุล ท้ังทรัพยากรทางกายภาพที่เป็นวัตถุ
เงินทนุ ระบบนเิ วศวิทยาตา่ งๆ ไปจนถงึ ทรัพยากรทางสงั คม วัฒนธรรม
ขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเป็นอยู่ ค่านิยม และการกำ�หนดเป้าหมาย
การพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าไปพร้อมกับความสมดุล ภายใต้สภาวะการ
เปลยี่ นแปลง (Dynamic balance) มากกว่า การที่จะมุ่งขยายการเจริญ
เตบิ โตให้มากขึ้นเพียงมิตเิ ดยี วดังท่ีเคยดำ�เนนิ มาในอดีต
(๒) การให้ความสำ�คัญกับเป้าหมายของกิจกรรมพัฒนาท่ีมุ่งเน้น
ประโยชน์ส่วนรวม เนื่องจากลักษณะการมองโลกอย่างเป็นองค์รวมของ
ปรชั ญาฯ จงึ ใหค้ วามส�ำ คญั กบั ความเชอื่ มโยงสมั พนั ธข์ องมนษุ ยก์ บั สรรพสงิ่
(คนกับวัตถุ / คนกบั คน / คนกับธรรมชาติ / และคนรนุ่ ต่างๆ ท่สี บื ทอด
ชนชาตติ อ่ ๆ กันมา) จากมุมมององค์รวมดังกลา่ วทำ�ใหป้ รชั ญาฯ นี้ มองว่า
การกระทำ�ของแต่ละบุคคล ในที่สุดแล้วย่อมส่งผลกระทบต่อผู้อื่นและ
สงั คมสว่ นรวม ไมช่ า้ กเ็ รว็ และไมม่ ากกน็ อ้ ย ฉะนนั้ แตล่ ะคนจงึ ควรใสใ่ จทจ่ี ะ
กำ�หนดเป้าหมายย่อยส่วนบุคคลในทิศทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายท่ีเป็น
62 วิกฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กบั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ประโยชน์ตอ่ ส่วนรวม และในขนั้ ปฏบิ ตั ิ แตล่ ะบุคคลควรดำ�เนนิ ภารกจิ ตน
ใหด้ ที ี่สุด เพือ่ บรรลเุ ปา้ หมายนั้นๆ ภายใต้บรบิ ทและข้อจ�ำ กดั ของแต่ละคน
กลา่ วคอื แกป้ ัญหาจากจดุ เลก็ (Think global, act local.) เพอื่ ให้เกิดท้ัง
ประโยชนต์ นและประโยชนส์ ่วนรวมไปพร้อมๆ กนั
(๓) การให้ความสำ�คัญกับการพัฒนาท่ีก้าวหน้าไปอย่างม่ันคง โดย
เริ่มจากการพฒั นาฐานรากของสังคม (Foundation) คือ การสร้างความ
ม่นั คงทางเศรษฐกจิ ในระดับครอบครัวให้เข้มแขง็ พออยพู่ อกนิ สามารถพึง่
ตนเองได้ระดับหนงึ่ ก่อน แลว้ จงึ เพ่ิมระดับการพัฒนาอยา่ งเป็นขัน้ เป็นตอน
(Step-by-step development) เชน่ การพัฒนากลุ่มอาชพี การจัดการ
ระบบการออม และสวัสดิการชุมชนต่างๆ ไปจนถึงการพัฒนาในระดับ
เครือข่าย ที่ขยายสู่สังคมและประเทศชาติในท่ีสุด ซง่ึ การพัฒนาอยา่ งเปน็
ข้ันตอนโดยเร่ิมจากฐานรากนี้ จะทำ�ให้ผลพวงท่ีเกิดจากการพัฒนาตกถึง
แกป่ ระชาชนสว่ นใหญโ่ ดยตรง และเปน็ แนวทางการพฒั นาทไี่ มเ่ สย่ี งตอ่ การ
เกิดวกิ ฤต ล้มละลายทั้งระบบอยา่ งทเี่ คยเกิดข้ึนในหลายๆ ประเทศ
“ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง” กับการพัฒนาทย่ี ่งั ยืน 63
(๔) การให้ความสำ�คัญกับการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ (Quality of
people) โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้มีคุณธรรมกำ�กับความรู้ในการดำ�เนินชีวิต
เป็นปจั จยั ทส่ี ำ�คัญที่จะทำ�ให้เกดิ วิถกี ารพฒั นาสู่ความยั่งยืนได้ เพราะคนทมี่ ี
คุณภาพ จะสามารถใชส้ ตปิ ญั ญาในทางท่ถี กู ต้อง เป็นเหตเุ ป็นผล และใส่ใจ
เรยี นรู้ คิดคน้ ปรับปรุง วธิ ีการ แนวทาง ในการจัดการทรัพยากรต่างๆ
ให้เหมาะสม สมดุล และป้องกนั แก้ไขข้อบกพร่องเพื่อใหเ้ กดิ ผลดีขนึ้ เรอื่ ยๆ
ทั้งต่อตนเองและสังคมโดยรวมในขณะเดียวกัน ซ่ึงในท่ีสุดก็จะนำ�ไปสู่การ
พัฒนาทย่ี ัง่ ยนื นัน่ เอง
การพัฒนาคนที่เน้นคุณภาพคนด้านคุณธรรมคือ ทำ�สิ่งที่ถูกต้อง
อยา่ งเปน็ เหตเุ ปน็ ผล เพ่ือการอยรู่ ่วมกนั อยา่ งสันตสิ ุข ควบคู่ไปกับการใช้
สติปญั ญาให้เกดิ ความรอบรูร้ อบคอบนี้ เปน็ ประเด็นใหมข่ องการพฒั นาคน
ทยี่ งั ไมม่ แี นวคดิ หรอื ทฤษฎกี ารพฒั นา ไดก้ ลา่ วถงึ หรอื ใหค้ วามส�ำ คญั ดงั เชน่
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รายงานการพัฒนาคนของประเทศไทยปี
๒๕๕๐ (UNDP, 2007) ไดร้ ะบไุ วอ้ ย่างชดั เจนวา่ “...เศรษฐกิจพอเพยี งให้
ความสำ�คัญต่อการพัฒนาพื้นฐานจิตใจและจิตวิญญาณมากกว่าการพัฒนา
วตั ถุ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ เศรษฐกิจพอเพียงถือว่าการพฒั นาจติ นั้นตอ้ งเป็น
สว่ นหนงึ่ ของการพฒั นาทุกชนดิ โดยไม่อาจแยกออกจากกนั ได”้
ในทางปฏบิ ตั นิ น้ั การด�ำ เนนิ ชวี ติ ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ทเี่ นน้ ใหใ้ ชห้ ลกั การ ๓ ขอ้ นนั้ จ�ำ เปน็ ตอ้ งเรมิ่ จากการพฒั นาคนใหม้ คี ณุ ภาพ
คือ ต้องมีคุณธรรมกำ�กับความรู้ในการดำ�เนินชีวิต (๒ เง่ือนไข สู่ความ
พอเพียง) โดยต้องมีความรู้อย่างถูกต้องและเพียงพอในเรื่องใดๆ ก็ตาม
ที่จะทำ�การ มีกรอบหรือหลักในการปฏิบัติท่ีจะไม่ทำ�ให้เกิดโทษ แต่นำ�มา
ซึ่งประโยชน์ฝ่ายเดียว นั่นก็คือการต้องยึดหลักคุณธรรม ความถูกต้อง
เป็นเหตุเปน็ ผล ตามความเปน็ จริง ไม่กอ่ ใหเ้ กดิ ความเดือดร้อนตอ่ ตนเอง
หรือผู้อ่ืน โดยยึดถือประโยชน์ส่วนรวมก่อนประโยชน์ส่วนตัว และก็ต้อง
ประกอบไปด้วยความเพียรอย่างสม่ำ�เสมอ เพื่อป้องกันข้อบกพร่องไม่ให้
เกดิ ข้ึน และพัฒนาปรบั ปรุงใหเ้ กิดผลทดี่ ียงิ่ ๆ ข้ึนไป เพอ่ื ให้สามารถใชช้ ีวิต
ได้อย่างประมาณตน เป็นเหตุเป็นผล และมีการเตรียมความพร้อมท่ีดี
64 วิกฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
เพอ่ื รองรับการเปลย่ี นแปลงตา่ งๆ โดยไมป่ ระมาท ซ่ึงก็คอื การด�ำ เนนิ ชวี ิต
อยา่ งพอเพยี งนนั่ เอง
อย่างไรก็ดี แม้ว่าคุณธรรมจะเป็นพื้นฐานสำ�คัญในการดำ�รงชีวิต
และด�ำ เนนิ งานทุกขัน้ ตอน แตเ่ นอ่ื งจากมาตรฐานคณุ ธรรมของคนในสังคม
มีความแตกต่างกันหรือมีระดับการปฏิบัติท่ีแตกต่างกัน แต่ละสังคมจึง
ต้องกำ�หนดกฎเกณฑ์กติกาของการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม และต้องมี
ระบบบังคับใช้กฎหมาย กฎระเบียบที่มีประสิทธิภาพ และทำ�ให้สังคมเกิด
ความสงบเป็นระเบียบเรียบร้อย ในขณะเดียวกันก็จำ�เป็นต้องมีการสร้าง
สภาพแวดล้อมท่เี อือ้ ต่อการพฒั นาตวั เองให้มีคุณธรรมด้วย
“ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง” กบั การพฒั นาที่ยงั่ ยนื 65
๔.๓ ตัวอย่างการใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ในด้านตา่ งๆ
ตัวอย่างภาคปฏิบัติท่ีรู้จักกันแพร่หลายของหลักเศรษฐกิจพอเพียง
ไดแ้ ก่ การประยกุ ตใ์ ชภ้ าคเกษตร ตามหลกั เกษตรทฤษฎใี หม่ ดงั ทไ่ี ดอ้ ธบิ าย
ขา้ งตน้ แลว้ ซงึ่ กลา่ วโดยสรปุ กค็ อื การพฒั นาอยา่ งเปน็ ขน้ั ตอน โดยเรม่ิ ตน้
จากการสร้างความมั่นคงพื้นฐานในระดับครัวเรือนให้สามารถพ่ึงพาตนเอง
ไดใ้ นระดับหนง่ึ ก่อน (ทฤษฎีใหมข่ ้ันท่ี ๑) โดยบริหารจัดการทรพั ยากร ดิน
น�ำ้ ตา่ งๆ อย่างคมุ้ ค่า โดยอาศยั หลกั การรักษาสมดุลทางธรรมชาติ เพื่อให้
ครอบครวั เกษตรกร พออยู่ พอกนิ ไปได้อยา่ งมั่นคง ซ่งึ หลงั จากน้ันแล้วก็
สามารถกา้ วเข้าสูก่ ารรวมตวั กนั ทำ�กิจกรรมตา่ งๆ ในรปู กลุม่ องคก์ ร หรือ
ชมุ ชน ที่ครอบครวั เดียวอาจจะท�ำ ไมไ่ ด้ หรือทำ�ได้ไมด่ ีเท่ากับการรวมกลมุ่
กนั เชน่ การตง้ั กองทุนออมทรพั ย์ กองทนุ สวัสดกิ าร ธนาคารโคกระบอื
กลุ่มแม่บา้ นประกอบอาชพี เสรมิ สหกรณ์รา้ นคา้ ตา่ งๆ เป็นต้น เพ่อื ใหก้ าร
ด�ำ เนินชวี ิตมีความสมดุลมากขนึ้ และสามารถพรอ้ มรับผลกระทบทางบวก
และปอ้ งกนั แรงกระแทกทางลบจากภายนอกได้ (ทฤษฎใี หมข่ ัน้ ท่ี ๒) และ
ท้ายสุดเป็นการเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่ ภาครัฐ หรือองค์กรต่างๆ
นอกกลมุ่ เพอื่ ขยายขอบเขตความรว่ มมอื ในรปู แบบตา่ งๆ ไปสรู่ ะดบั ประเทศ
ในทสี่ ุด (ทฤษฎใี หมข่ น้ั ท่ี ๓)
แต่ยังมีคนจำ�นวนหน่ึงท่ีเข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเร่ืองปลูก
พชื ผัก หรอื การท�ำ เกษตรผสมผสาน ซง่ึ เป็นความเขา้ ใจทไ่ี ม่ถูกต้องนัก แต่
จากการท�ำ การสำ�รวจความรู้ ความเขา้ ใจของสวนดสุ ิตโพลล์ ในปี ๒๕๔๘
พบวา่ มคี นเขา้ ใจผดิ ในลกั ษณะนนี้ อ้ ยลง โดยคนไทยประมาณ ๗๐ เปอรเ์ ซน็ ต์
รู้จักเศรษฐกิจพอเพียง และส่วนมากเริ่มเข้าใจแล้วว่าไม่ใช่เร่ืองการแบ่ง
พน้ื ดิน ๓๐ : ๓๐ : ๓๐ : ๑๐ ไม่ใชเ่ รื่องการปลูกพืชผกั สวนครัว และไมใ่ ช่
เรื่องท่ีใช้ได้เฉพาะภาคเกษตรหรือเป็นเรื่องที่เก่ียวกับเศรษฐกิจรากหญ้า
เท่าน้ัน แต่เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเร่ืองการดำ�เนินชีวิตของคนท่ัวไป ส่วน
การตคี วามและน�ำ ไปประยกุ ตใ์ ชน้ นั้ ผลส�ำ รวจพบวา่ มแี นวคดิ ทห่ี ลากหลาย
66 วกิ ฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กบั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
(๑) การใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหาร
เศรษฐกจิ
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางเลือกของการพัฒนาที่เป็น
ทางรอดของประเทศไทยให้ก้าวทันโลกยุคโลกาภิวัตน์ โดยสามารถนำ�ไป
บริหารเศรษฐกิจ ตั้งแต่นโยบายเศรษฐกิจประเทศ ลงมาถึงภาคธุรกิจ
ท้ังขนาดใหญ่ กลาง เล็ก และลงสูร่ ะดบั รากหญา้ ดังนี้
- สร้างพ้ืนฐานเศรษฐกจิ ภายในประเทศใหเ้ ข้มแขง็ อย่างย่ังยืน โดย
เน้นการพัฒนาให้คนส่วนใหญ่ในประเทศสามารถอยู่ได้อย่างพอมีพอกิน
และมีศกั ยภาพ (มีความรู้ ความสามารถ ทกั ษะ และคณุ ธรรม) เพียงพอ
ที่จะพัฒนาตนเองและพัฒนาสังคม ต่อยอดไปสู่ความเจริญในขั้นต่อๆ
ไปได้ รวมถึงการมคี วามมัน่ คงในชีวิตระดบั หนงึ่ ไม่เปราะบางหรือเสีย่ งต่อ
ผลกระทบใดๆ โดยงา่ ย
“ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง” กบั การพัฒนาท่ยี ง่ั ยนื 67
- ดำ�เนินนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น การเปิดเสรี
ทางการค้าและการลงทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ให้สมดุลกับลำ�ดับขั้นของ
การพฒั นา โดยคำ�นงึ ถงึ ความพรอ้ มของประเทศ/ศกั ยภาพของคนสว่ นใหญ่
ในประเทศเป็นสำ�คญั
- เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ โดยเฉพาะป้องกันผลทางลบ
ที่คาดว่าจะเกิดข้ึนในมิติต่างๆ จากการพัฒนา เช่น การจะสร้างเข่ือน
ขนาดใหญ่ หรือการสร้างถนนทางหลวง ก็ต้องมีการคำ�นึงถึงผลกระทบ
ท่ีจะเกิดข้ึนต่อคนและชุมชนในพ้ืนท่ีที่เก่ียวข้อง ปัญหาทางสังคมและ
สิ่งแวดล้อมที่จะตามมา เพ่ือวางแผนในการป้องกันและหาทางช่วยเหลือ
บรรเทากลมุ่ คนทีจ่ ะไดร้ ับผลกระทบทางลบจากการกอ่ สร้าง เป็นต้น
68 วกิ ฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กบั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
(๒) ตัวอย่างการกำ�หนดนโยบายเศรษฐกิจมหภาคบนพ้ืนฐาน
เศรษฐกจิ พอเพียง
- กำ�หนดเป้าหมายเศรษฐกิจ : เน้นการเจริญเติบโตอย่างสมดุล
มคี ณุ ภาพและยง่ั ยนื โดยรกั ษาเสถยี รภาพทางเศรษฐกจิ กระจายความเจรญิ
ให้เกิดความสมดุลของการพัฒนา ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม และรกั ษาวฒั นธรรมประเพณอี นั ดงี าม
- กรอบการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค : ดูแลการใช้จ่าย
ภายในประเทศให้มีความสมดุลกับผลผลิตในประเทศ โดยใช้จ่าย/บริโภค/
ลงทุนอย่างพอประมาณตามศักยภาพและข้ันตอนของการพัฒนา รักษา
สดั ส่วนการออมกบั การลงทนุ ใหส้ มดุลกัน เน้นการสร้างความเขม้ แข็งของ
ภาคเศรษฐกจิ ภายในประเทศ ให้สามารถพ่งึ ตนเองได้อย่างมภี มู ิคุ้มกันทดี่ ี
- หลกั ในการบรหิ ารนโยบายการเงนิ การคลงั : เชน่ การดแู ลอตั รา
เงนิ เฟอ้ หรอื อตั ราดอกเบย้ี รวมถงึ การลงทนุ ของภาครฐั นน้ั ตอ้ งไมเ่ ขม้ งวด
เกินไปและไม่ผ่อนคลายเกินไป แต่ต้องยืดหยุ่นและมีระบบภูมิคุ้มกันในตัว
ที่ดีในการดำ�เนินนโยบาย โดยต้ังอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงของ
สถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ มีการบริหารความเส่ียงและ
คำ�นึงถึงความเป็นไปได้ในการเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และที่สำ�คัญ
ผู้ดำ�เนินนโยบายต้องมีความซื่อตรงต่อหน้าที่และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
เป็นที่ตั้ง
(๓) ตวั อยา่ งการใช้เศรษฐกจิ พอเพียงในการบริหารตลาดทนุ
ประเทศไทยเปน็ เศรษฐกจิ ระบบเปดิ และใชร้ ะบบตลาดเปน็ กลไกหลกั
ของระบบเศรษฐกจิ ดงั นน้ั เราจงึ ไมส่ ามารถหลกี เลย่ี งการเคลอื่ นยา้ ยเงนิ ทนุ
ระหว่างประเทศได้ แต่เราสามารถน้อมนำ�ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มาใช้เป็นพื้นฐานในการรองรับการเคล่ือนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศได้
โดยเปน็ เครอื่ งมอื ในการก�ำ กบั ใหก้ ารเคลอ่ื นยา้ ยเงนิ ทนุ มรี ะดบั ทพ่ี อประมาณ
กับศักยภาพของประเทศ ออกระเบียบกฎเกณฑ์ให้มีการบริหารจัดการ
ต่อความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ทั้งในระดับบุคคลและในระดับประเทศ
“ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” กับการพัฒนาท่ยี ั่งยืน 69
รวมทั้งพัฒนาบุคลากรให้รู้เท่าทันต่อการเปล่ียนแปลง และสามารถรอบรู้
ตอ่ ผลกระทบท่เี กิดข้ึนจากการเคลอื่ นย้ายเงนิ ทนุ อย่างรวดเร็วได้
ในยุคปัจจุบัน โลกาภิวัตน์ของตลาดทุนน้ีมีลักษณะท่ีสำ�คัญ ๒
ประการ คือ (๑) เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากประเทศยังต้องพึ่งการ
ลงทนุ จากต่างประเทศ (๒) การเคล่อื นย้ายทรัพย์สนิ ขา้ มประเทศสามารถ
ท�ำ ไดอ้ ยา่ งงา่ ยดายเทยี บกบั ในอดตี เนอื่ งจากหลกั เศรษฐกจิ พอเพยี งเนน้ การ
ทำ�อะไรที่ประมาณตน ไม่เส่ียงเกินกว่าความสามารถท่ีจะรับผลกระทบได้
การขยายการลงทุนหรือการแสวงหาแหล่งทุนต่างๆ จึงต้องอยู่บนหลัก
เหตผุ ลตามความเปน็ จรงิ รอบคอบ ไมป่ ระมาท และตอ้ งไมม่ คี วามโลภมาก
เกินไปจนขาดความรอบคอบในการลงทุน ทสี่ �ำ คัญทีส่ ุดคือ การมีคุณธรรม
ในการด�ำ เนินธรุ กจิ เพื่อความมัน่ คงและย่งั ยนื ไมเ่ อารดั เอาเปรยี บผู้อืน่ หรอื
สังคมสิ่งแวดลอ้ ม จึงจ�ำ เปน็ อย่างยง่ิ ทแ่ี ตล่ ะองค์กรตอ้ งเริ่มจากการคดั สรร
และพฒั นาบคุ ลากรทมี่ คี ณุ ธรรม เพอ่ื ใหค้ ณุ ธรรมเปน็ คา่ นยิ มและหลกั ปฏบิ ตั ิ
ในการดำ�เนนิ ธุรกจิ และเป็นพืน้ ฐานของการอยรู่ ว่ มกนั ของคนในองค์กร
(๔) ตวั อยา่ งการจดั การชวี ติ ดา้ นเศรษฐกจิ โดยยดึ หลกั ปรชั ญาของ
เศรษฐกจิ พอเพียง
การหาเล้ียงชีพผ่านการผลิตและการให้บริการที่สอดคล้องกับหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงน้ัน จำ�เป็นต้องคำ�นึงถึงทรัพยากรในด้าน
ตา่ งๆ ทมี่ อี ย่ใู นพน้ื ที่ รวมถงึ ความสามารถในการบรหิ ารจดั การ ทง้ั ความรู้
เทคโนโลยี ประสบการณ์ และศกั ยภาพของคนและชุมชน แลว้ เลือกผลติ
สนิ คา้ ทใี่ ช้ทรพั ยากร/ปัจจยั การผลิต สอดคล้องกับสภาพความเปน็ จริงของ
คนและภูมิสังคม โดยคำ�นึงถึงกรรมวิธีการผลิตท่ีไม่ก่อให้เกิดโทษต่อคน/
สังคม/สิ่งแวดล้อม หรือใช้วิธีการที่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น โดยการทุจริต
ผดิ กฎหมาย ไมม่ จี รรยาบรรณ เพยี งเพอื่ แสวงหาผลประโยชนส์ ว่ นตวั อยา่ ง
ไมเ่ ปน็ ธรรม รวมถงึ การวางแผนทงั้ ปรมิ าณและคณุ ภาพการผลติ ทเ่ี หมาะสม
กบั ความตอ้ งการของผบู้ รโิ ภค และค�ำ นงึ ถงึ ความคมุ้ คา่ ของการลงทนุ และ
การจัดการความเส่ียง ด้วยความซ่ือสัตย์สุจริต ขยันหมั่นเพียร อดทน
70 วิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กับปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
และใช้ความรูท้ างวิชาการ ด้วยความรอบคอบ และระมดั ระวงั อย่างมสี ติ
อกี ทงั้ เสาะแสวงหาความรอู้ ยา่ งตอ่ เนอื่ ง เพอื่ ใหเ้ กดิ ความรอบรแู้ ละเพมิ่ พนู
ปัญญา เพอื่ ให้ก้าวหนา้ ไปอยา่ งเปน็ ขน้ั ตอนพรอ้ มกับความสมดลุ ในชวี ติ
การรกั ษาทรพั ย์อย่างพอเพยี ง เมือ่ แตล่ ะคนประกอบอาชีพ ท�ำ มา
หากนิ ท�ำ ใหไ้ ดท้ รพั ยม์ าครอบครอง และใชเ้ ปน็ ปจั จยั ในการบรโิ ภคและยงั ชพี
แลว้ กจ็ �ำ เปน็ ตอ้ งรจู้ กั รกั ษาทรพั ยต์ า่ งๆ ใหม้ ใี ชน้ านๆ เชน่ ทรพั ยส์ ว่ นบคุ คล
ต้องมีการใช้อย่างประหยัด ไม่ใช้อย่างส้ินเปลือง ทะนุบำ�รุงรักษาสิ่งของ
เครอ่ื งใชไ้ ม้สอยตา่ งๆ ให้คงสภาพอยูค่ งทน เพอ่ื ใหใ้ ชป้ ระโยชนไ์ ด้ยาวนาน
และคุ้มค่า หรือการมีส่วนร่วม ใส่ใจ ในการดูแลรักษาสาธารณสมบัติ
กิจกรรมต่างๆ ของสังคม การรักษาสมดุลของธรรมชาติ การรักษา
ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม เอกลักษณ์ของชาติ เป็นต้น
การบริโภคอย่างพอเพียง คือการใช้ทรัพยากร รวมถึงการใช้จ่าย
ทรัพย์อย่างมัธยัสถ์ ซ่ึงความมัธยัสถ์น้ี ต่างจากความตระหนี่ที่เป็นโทษ
กับสังคมและตนเอง เพราะคนตระหนี่เป็นคนที่เห็นแก่ตัว แต่คนมัธยัสถ์
เปน็ คนทรี่ จู้ กั กาลเทศะในการจบั จา่ ยใชส้ อย มคี วามพอประมาณในการใชจ้ า่ ย
อย่างสมเหตุสมผล สมดุลกับรายรับและอัตภาพของตน และคำ�นึงถึง
ความประหยัด ความจำ�เป็น ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ถ้าไม่มีเหตุจำ�เป็นหรือ
ไมเ่ หมาะสมกไ็ ม่ต้องใช้ ไมต่ ้องซื้อ โดยค�ำ นึงถึงผลกระทบทจ่ี ะเกิดข้ึนจาก
การใช้ทรัพยากรต่างๆ อย่างรอบคอบ ทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่น ต่อสังคม
และตอ่ ส่วนรวม โดยใช้สติ ปญั ญา พิจารณา ตามเหตุผลความเป็นจริง
อย่างไมเ่ ข้าข้างตนเอง
การใช้ทรัพย์อย่างพอเพียง ควรมีการแบ่งสัดส่วนของทรพั ยใ์ นการ
ใชจ้ า่ ยอยา่ งเหมาะสม ทง้ั เพอ่ื การด�ำ เนนิ ชวี ติ ภายในครอบครวั การแบง่ ปนั
เผ่ือแผ่แก่ญาติพ่ีน้อง เพ่ือนฝูง การทำ�บุญตามความเชื่อและศรัทธาเพื่อ
ประโยชนใ์ นภายภาคหนา้ การสงเคราะหผ์ ้ยู ากไร้ขดั สนในสงั คม ตลอดจน
การออมและลงทนุ การท�ำ ประกนั ในรปู แบบตา่ งๆ เพอื่ เตรยี มพรอ้ มรบั การ
เปลย่ี นแปลง เป็นต้น
“ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง” กับการพฒั นาท่ียงั่ ยนื 71
“...Made in Thailand นจ่ี ะเป็นประโยชน์
ถ้าเรามาใชข้ องไทย ซ้อื ของไทย เทีย่ วเมืองไทย กินข้าวไทย
อันนีจ้ ะได้ประโยชน.์ แตว่ า่ ก็ยงั ไม่แกป้ ญั หา ...
ฉะนน้ั สามารถที่จะทำ�ใหม้ ีการส่งออกสิง่ ของ
ทีท่ �ำ ดว้ ยวตั ถดุ ิบในเมืองไทย และทำ�ด้วยแรงงานของคนไทย.
อันนีเ้ ปน็ การแก้ไขสถานการณว์ ิกฤตอยา่ งดี …
… เราต้องพยายามอมุ้ ชปู ระชาชน
ให้ได้มงี านท�ำ มีรายได้ กจ็ ะสามารถผ่านวกิ ฤตการณ์.
แต่ถา้ ท�ำ แบบที่เคยมนี โยบายมา
คอื ผลติ สิ่งของทางอุตสาหกรรมมากเกินไป กจ็ ะไมส่ �ำ เรจ็
โดยท่ีในเมอื งไทยตลาดมีนอ้ ยลง เพราะคนมีเงนิ นอ้ ยลง.
... ท่ีเกิดมีวิกฤตการณ์ข้นึ มา
กเ็ พราะว่าขยายการผลิตมากเกินไป
และไม่มีใครซอ้ื เพราะไม่มีใครมเี งินพอจะซอื้ ...
”
(ธนั วาคม ๒๕๔๐)
72 วกิ ฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กบั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
“ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง” กบั การพฒั นาท่ยี ั่งยนื 73
๔.๔ ส่งทา้ ย
หลังจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ ประเทศไทยได้บทเรียนท่ีมี
ผลมาจากการพัฒนาที่ไม่สมดุลและขาดเสถียรภาพ ขาดความใส่ใจในการ
พัฒนาคุณภาพคนในทุกระดับอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนสภาวะวิกฤต
สง่ ผลกระทบตอ่ ความเปน็ อยขู่ องประชาชนในวงกวา้ ง จากบทเรยี นในครง้ั นนั้
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงได้กำ�หนดให้
รฐั บาลตอ้ งบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ ใหเ้ ปน็ ไปเพอ่ื การพฒั นาสงั คม เศรษฐกจิ
และความม่ันคงของประเทศอย่างย่ังยืน โดยต้องส่งเสริมการดำ�เนินการ
ตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง และคำ�นงึ ถึงผลประโยชนข์ องประเทศ
ชาตใิ นภาพรวมเปน็ ส�ำ คญั (มาตรา ๗๘ วรรค ๑) รวมถึงรฐั ต้องส่งเสริม
และสนับสนุนให้มีการดำ�เนินการตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
(มาตรา ๘๓) ในปจั จบุ นั หนว่ ยงานราชการ องคก์ รภาคเอกชน ชุมชน
สถานศึกษา ประชาชนทว่ั ไป ฯลฯ ได้เริม่ น้อมน�ำ หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งไปใชใ้ นการปฏิบัตภิ ารกิจ ดำ�เนนิ ธรุ กจิ พฒั นาอาชพี และดำ�เนิน
ชีวิตกนั อยา่ งกวา้ งขวาง
และไมใ่ ชแ่ ตเ่ ฉพาะชาวไทยเทา่ นนั้ ทค่ี วรยดึ หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ
พอเพยี งในการด�ำ เนนิ ชวี ติ หรอื ในการพฒั นาชมุ ชน สงั คม และประเทศชาติ
ชาวโลกทุกคนก็สามารถใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพ่ือทำ�ให้
เกิดประโยชน์และความสุขในการดำ�เนินชีวิตได้เช่นเดียวกัน ดังคำ�กล่าว
ประกาศราชสดุดีของนายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ
ในครั้งท่ีทูลเกล้าฯ ถวายรางวลั “ความส�ำ เรจ็ สูงสุดด้านการพัฒนามนษุ ย”์
แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เม่ือวันท่ี ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๙
ณ วังไกลกังวล อ�ำ เภอหวั หิน จงั หวัดประจวบครี ขี ันธ์ ความตอนหนึ่งวา่
“...ด้วยพระปรีชาสามารถในการเป็นนักคิดของใต้ฝ่าละออง
ธุลีพระบาท ทำ�ให้นานาประเทศตื่นตัวในการปรับรูปแบบการพัฒนา
อย่างยัง่ ยนื ตามแนวทางพระราชปรัชญา “เศรษฐกจิ พอเพียง” ท่ีชถี้ ึง
แนวทางการพัฒนา ที่เน้นความพอประมาณ การบริโภคด้วยสำ�นึก
74 วิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ในคณุ ธรรม ความรบั ผดิ ชอบอยา่ งเป็นเหตเุ ปน็ ผล และการมีภมู ิคุ้มกนั
ในตวั ทด่ี ี พอทจ่ี ะตา้ นทาน และลดผลกระทบจากการเปลย่ี นแปลงตา่ งๆ
ซ่ึงพระราชปรัชญาน้ี เป็นคุณูปการย่ิงต่อการพัฒนาในยุคปัจจุบัน ที่
ประสบกบั การเปลยี่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็ จากกระแสโลกาภวิ ตั นแ์ ละดว้ ย
พระราชปรชั ญาดงั กลา่ วน้ี สหประชาชาตจิ งึ มงุ่ เนน้ เพยี รพยายาม ทจ่ี ะ
ส่งเสรมิ แนวทางการพฒั นาทใ่ี หค้ วามส�ำ คญั ต่อคน และความอย่ดู ีมสี ขุ
ของประชาชนอยา่ งยงั่ ยนื เปน็ ศนู ยก์ ลางของการพฒั นา … รางวลั ความ
ส�ำ เร็จสูงสดุ ดา้ นการพัฒนามนษุ ยน์ ี้ ขา้ พระพุทธเจา้ ท้งั หลายมปี ณิธาน
ท่ีจะส่งเสริมประสบการณ์และแนวทางปฏิบัติ ในการนำ�ปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพยี งอันทรงคุณค่าอย่างหาท่สี ดุ มไิ ด้ของพระองค์ทา่ น มา
“ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง” กับการพฒั นาที่ยัง่ ยืน 75
76 วกิ ฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กบั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ชว่ ยจดุ ประกายแนวความคดิ สนู่ านาประเทศ ในโอกาสนี้ ขา้ พระพทุ ธเจา้
มคี วามปลม้ื ปตี แิ ละภาคภมู ใิ จ ทลู เกลา้ ฯ ถวายรางวลั ความส�ำ เรจ็ สงู สดุ
ดา้ นการพฒั นามนุษย์แด่ใตฝ้ า่ ละอองธุลพี ระบาท”
ถึงแม้โดยปกติ พระราชดำ�ริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จะไดร้ บั การน�ำ ไปไตร่ตรองอย่างรอบคอบ แตส่ �ำ หรับ “เศรษฐกจิ พอเพยี ง”
ไดม้ ปี ฏิกิริยาที่กวา้ งขวางมากกว่าที่เคยเปน็ มา เหตผุ ลที่สำ�คัญนั้นคอ่ นข้าง
จะชัดเจน นั่นคอื วิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกดิ ขึ้นในประเทศในเดือนกรกฎาคม
๒๕๔๐ ท�ำ ใหเ้ ศรษฐกจิ ในปตี อ่ มาหดตวั ลงอยา่ งรวดเรว็ ในอตั ราทปี่ ระเทศไทย
ไม่เคยประสบมาก่อน ธุรกิจเป็นจำ�นวนมหาศาลตกอยู่ในภาวะล้มละลาย
การบรโิ ภคได้ลดลงเศษหนงึ่ สว่ นหา้ คนไทยกว่าสองลา้ นคนตกงาน มผี ลให้
กระแสพระราชดำ�รัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่งผลกระทบใจ
ผู้คนทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะอย่างย่ิงผู้ที่ด้อยโอกาส ผู้ท่ีประสบความ
ผดิ หวงั รวมทัง้ ผทู้ ่ไี ม่รูว้ ่าจะจดั การอย่างไรกบั ชวี ติ ของตนเอง อันเกดิ จาก
ผลกระทบของวกิ ฤตเศรษฐกิจทเี่ กดิ ขน้ึ อย่างรวดเร็วแบบท่คี าดไม่ถงึ
แม้กระนั้นก็ตาม วิกฤตดังกล่าวคงจะไม่ใช่ปัจจัยสำ�คัญเพียงปัจจัย
เดียวท่ที ำ�ให้ “เศรษฐกิจพอเพยี ง” ไดร้ บั การกล่าวถึง ศกึ ษาคน้ ควา้ และ
นำ�ไปปฏิบัติในวงกว้าง ทั้งนี้ เน่ืองจากภายหลังที่เศรษฐกิจเร่ิมฟ้ืนตัว
ในสามปตี อ่ มา โดยมอี ตั ราการขยายตวั เพม่ิ ขน้ึ แตค่ วามสนใจทม่ี ตี อ่ กระแส
พระราชดำ�รัสดังกล่าวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังคงขยายตัว
เพิ่มข้ึนต่อเน่ือง หน่วยงานของรัฐ องค์กรชุมชน สถาบันการศึกษา
เครือข่ายองค์กรพัฒนาภาคเอกชนในชนบทและภาคธุรกิจเอกชนเป็น
จำ�นวนมาก ต่างได้รับแรงบันดาลใจ และนำ�พระราชดำ�รัสไปใช้เพ่ือการ
ปฏบิ ัติใหเ้ กดิ ผลจรงิ จงั และขยายผลอย่างกว้างขวาง เราจึงควรที่จะใสใ่ จ
เรียนรู้แนวพระราชดำ�ริเกี่ยวกับการพัฒนาตามหลัก “เศรษฐกิจพอเพียง”
ว่ามีความหมายท่ีถูกต้องอย่างไร และศึกษาแนวพระราชดำ�ริเก่ียวกับ
การพัฒนาประเทศโดยรวม เพ่ือทำ�ความเข้าใจพื้นฐานแนวพระราชดำ�ริ
และปรัชญาในการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้คำ�ว่า
“เศรษฐกจิ พอเพียง”
“ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง” กับการพฒั นาท่ยี ง่ั ยนื 77
บรรณานกุ รม
กองทนุ บำ�เหนจ็ บ�ำ นาญขา้ ราชการ. ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดำ�รสั ของ
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั พทุ ธศกั ราช ๒๔๙๓ - ๒๕๔๘. กรงุ เทพมหานคร
: บรษิ ัท เกรย์แมทเทอร์ จ�ำ กดั , ๒๕๕๐.
โครงการสารานุกรมไทยสำ�หรบั เยาวชนฯ สารานกุ รมไทย ฉบบั เฉลิมพระเกียรติ ใน
โอกาสฉลองสิรริ าชสมบัติครบ ๖๐ ป.ี กรุงเทพมหานคร : บริษทั อมรนิ ทร์
พริน้ ต้งิ แอนดพ์ ับลิชช่ิง จำ�กดั (มหาชน), ๒๕๕๐.
จริ ายุ อิศรางกรู ณ อยธุ ยา และ ปรียานุช พบิ ูลสราวธุ . ตามรอยพ่อ ชีวติ พอเพยี ง...
สู่การพฒั นาทีย่ ง่ั ยนื . พมิ พ์ครั้งที่ ๖. กรุงเทพมหานคร : บรษิ ทั ศนู ยก์ าร
พิมพเ์ พชรร่งุ จ�ำ กดั , ๒๕๕๔.
ประเวศ วะส.ี เศรษฐกจิ พอเพยี งและประชาสงั คม : แนวทางพลิกฟ้นื เศรษฐกจิ สังคม.
กรงุ เทพมหานคร : ส�ำ นกั พิมพ์หมอชาวบ้าน, ๒๕๔๒.
ปรยี านชุ พบิ ูลสราวุธ. “เพ่ิมผลผลติ อย่างพอเพยี งในสถานศกึ ษา” ใน โรงเรียนสร้าง
คนต้นแบบคุณภาพ เล่ม ๒. สถาบันเพ่มิ ผลผลิตแห่งประเทศไทย, ๒๕๕๑.
พระสุธรี ์ ชาคโร. ศลี สมาธิ ปัญญา กับเศรษฐกิจพอเพยี ง. ถอดจากบทสมั ภาษณ์ ณ
วัดป่าบา้ นเหล่ากกหงุ่ อ.มญั จาคิรี จ.ขอนแก่น, ๒๕๕๑.
“รายงานผลการวิเคราะห์และวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตทาง
เศรษฐกจิ ” (๒๕๔๑) ซงึ่ เปน็ ผลสอบธนาคารแหง่ ประเทศไทย จดั ท�ำ โดย คณะ
กรรมการศกึ ษาและเสนอแนะมาตรการเพม่ิ ประสทิ ธิ การบรหิ ารจดั การระบบ
การเงนิ ของประเทศ (ศปร.)
สภานติ บิ ญั ญตั แิ หง่ ชาต.ิ “รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย สมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหา
ภมู ิพลอดลุ ยเดช สยามมนิ ทราธิราช บรมนาถบพติ ร” เล่มที่ ๑๒๔ ตอนท่ี
๔๗ ก ราชกจิ จานเุ บกษา ตราไว้ ณ วนั ท่ี ๒๔ สงิ หาคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐.
สำ�นักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. กรอบแนวคิดทาง
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง. กรุงเทพมหานคร :
บริษัท ศูนย์การพิมพ์เพชรร่งุ จำ�กัด, ๒๕๔๖.
78 วกิ ฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กบั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
สำ�นักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. จากปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี งสกู่ ารปฏบิ ตั .ิ ..กวา่ ๑ ทศวรรษ. กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั
ดาวฤกษ์ คอมมนู ิเคชัน่ ส์ จ�ำ กดั , ๒๕๕๕.
ส�ำ นกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาต.ิ นานาค�ำ ถามเกยี่ วกบั
ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง. พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๔. กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัท
รุ่งศิลปก์ ารพมิ พ์ (๑๙๗๗ จ�ำ กัด), ๒๕๔๙.
สำ�นักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเน่ืองมาจากพระ
ราชด�ำ ร.ิ หลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั . พิมพ์ครงั้ ท่ี ๕.
กรุงเทพมหานคร : หา้ งหนุ้ ส่วนจำ�กัด อรณุ การพิมพ์, ๒๕๕๓.
ส�ำ นกั งานคณะกรรมการวจิ ยั แหง่ ชาต.ิ เศรษฐกจิ พอเพยี งของในหลวงกบั การวเิ คราะห์
ความหมายของนักเศรษฐศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : เกษตรบูลพร้ินท์,
๒๕๔๖.
สำ�นักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) รายงานการพัฒนาคน
ของประเทศไทย ปี ๒๕๕๐ : เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาคน.
กรุงเทพมหานคร : ๒๕๕๐.
Priyanut Piboolsravut, co-authored with Chaiyawat Wibulswasdi and Kobsak
Pootrakool, “Sufficiency Economy Philosophy and Development,”
Presented at International Conference on Alternative Development,
Bangkok, Thailand, July 2007.
Robert D. Putnam, “Bowling Alone: America’s Declining Social Capital,”
Journal of Democracy. Washington DC, 1995
United Nations, United Nations Millennium Declaration. General Assembly
Resolution 2 session 55, September 2000
World Commission on Environment and Development. Process of preparation
of the Environmental Perspective to the Year 2000 and Beyond.
December 1983.
บรรณนกุ รรม 79
ภาคผนวก
การขับเคล่ือน
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ด้านการศกึ ษา
กการขับเคลือ่ นปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศกึ ษา เน้นท่ี
การปลูกฝงั ใหเ้ ดก็ และเยาวชนในทุกระดบั นอ้ มนำ�หลักปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นหลักใจหรือหลักคิด หลักการทำ�งาน
และหลักปฏิบัติในชีวิตประจำ�วัน จนกระทั่งมีอุปนิสัย “อยู่อย่าง
พอเพยี ง” เพอื่ ใหส้ ามารถรกั ษาสมดลุ ในการด�ำ เนนิ ชวี ติ และพรอ้ ม
รับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลาได้อย่างมีสติ ตลอดจน
ใชป้ ญั ญาความรใู้ นทางทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ ตนเองและสว่ นรวม
ท้ังในปัจจบุ ันและอนาคต
จากหนงั สอื “จากปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสกู่ ารปฏบิ ตั ิ...กว่า ๑ ทศวรรษ”
ของสำ�นกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ
80 วกิ ฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กบั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ภาดผนวก 81
“...Sufficiency Economy นนั้ ไม่มีในต�ำ รา
เพราะหมายความวา่
เรามคี วามคิดใหม่ และโดยทีท่ า่ นผ้เู ชยี่ วชาญสนใจ
ก็หมายความวา่
เรากส็ ามารถท่จี ะไปปรับปรงุ
หรือไปใชห้ ลักการเพือ่ ทจ่ี ะให้เศรษฐกจิ ของประเทศ
และของโลกพฒั นาดีข้นึ ...
”
พระราชด�ำ รสั เน่อื งในโอกาสวนั เฉลิมพระชนมพรรษา
๒๒ ธนั วาคม ๒๕๔๒
82 วกิ ฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กบั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ภาดผนวก 83
สถานศกึ ษาพอเพยี งแหลง่ บม่ เพาะเยาวชนคุณภาพใหม้ ีอปุ นิสยั อยู่อย่างพอเพยี ง
ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ถูก
บรรจอุ ยใู่ นหลกั สูตรการศกึ ษาขนั้ พื้นฐานของชาติ ตัง้ แต่ พ.ศ. ๒๕๔๔ แต่
การขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้าสู่สถานศึกษาได้เร่ิม ใน
พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยมกี ารน�ำ ร่องจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนและการบริหาร
จัดการโรงเรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในโรงเรียนท่ี
สมัครใจ ๙ แห่ง เพ่ือเรียนรู้แนวทางการขับเคล่ือนและปูพื้นฐานการนำ�
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้าสู่สถานศึกษาอย่างเป็นระบบ และ
มีการฝึกอบรมครูผู้สอน ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรด้านการศึกษา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งศึกษานิเทศก์ ให้มีความรู้ความเข้าใจท่ีถูกต้องและ
ชัดเจนในการนำ�หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นแนวทาง
ในการจัดการศึกษาทุกระดับ จนกระทั่งมีสถานศึกษาที่จัดการศึกษาโดย
ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งจนเห็นผลกับผ้เู รียน และผ่านเกณฑ์
การประเมนิ เปน็ “สถานศกึ ษาพอเพยี งแบบอยา่ ง” ๑๓๕ แหง่ ใน พ.ศ. ๒๕๕๐
และเพ่มิ เปน็ ๑,๒๖๑ แหง่ ใน พ.ศ. ๒๕๕๒ ทง้ั น้ี กระทรวงศึกษาธิการ
มเี ปา้ หมายทีจ่ ะขยายเป็น ๙,๙๙๙ แหง่ ภายใน พ.ศ. ๒๕๕๖
84 วิกฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ในปี ๒๕๕๒ กระทรวงศึกษาธิการ สำ�นักงานทรัพย์สิน
ส่วนพระมหากษัตริย์ และมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์
จ�ำ กดั (มหาชน) ไดส้ นับสนนุ ให้ “สถานศึกษาพอเพียงแบบอย่าง” ทส่ี มคั ร
เข้าร่วมโครงการจำ�นวน ๑๓๕ แห่ง พัฒนาตนเองสู่การเป็น “ศูนย์การ
เรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา” ด้วยการ
เสริมสร้างการเรียนรู้ให้บุคลากรของโรงเรียนมีความเข้าใจหลักปรัชญาฯ
อย่างถูกต้อง และสามารถนำ�ไปใช้ลงมือปฏิบัติ โดยผู้บริหารเป็นผู้นำ�
ในการสร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันในโรงเรียนให้เอื้อต่อ
การเรยี นรทู้ จี่ ะอยอู่ ยา่ งพอเพยี ง และเสรมิ พลงั ครใู หด้ �ำ รงตนเปน็ แบบอยา่ ง
และสามารถออกแบบการเรียนรู้โดยเน้นให้ผู้เรียนนำ�หลักปรัชญาฯ ไปใช้
ในการท�ำ งานและกจิ กรรมต่างๆ ให้ส�ำ เร็จ ซึ่งจะท�ำ ใหน้ ักเรียนตระหนกั ถงึ
คุณประโยชน์ของการนำ�หลักปรัชญาฯ ไปใชใ้ นวิถีชีวิต ศนู ย์การเรียนรฯู้
ที่มีความเข้มแข็งท่ัวประเทศ จะเป็นแกนนำ�ในการขับเคล่ือนหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาอ่ืนๆ ร่วมกับมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น
และเครอื ข่ายโรงเรยี นในพืน้ ที่
พัฒนาการส�ำ คัญอีกประการหน่งึ คือ หลกั สตู รแกนกลางการศึกษา
ขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้กำ�หนดให้คุณลักษณะ “อยู่อย่างพอเพียง”
เป็นจุดเน้นคุณภาพผู้เรียน ทำ�ให้เยาวชนในโรงเรียนระดับข้ันพื้นฐานกว่า
๓๔,๐๐๐ แห่งท่ัวประเทศ ตั้งแต่ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๑ ถึงมัธยมศึกษา
ปที ี่ ๖ ได้เรียนร้ดู ว้ ยการคิดพิจารณาและการปฏิบตั จิ ริง จนกระทั่งสามารถ
เข้าใจและเห็นคุณค่าของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านกิจกรรม
การเรยี นรู้ที่หลากหลาย เหมาะสมกับสภาพวยั ภมู สิ ังคม และบรบิ ทของ
โรงเรียน รวมทั้งมีการประเมินคุณภาพการจัดการเรียนรู้โดยสำ�นักงาน
รบั รองมาตรฐานและประเมนิ คณุ ภาพการศกึ ษา (องคก์ ารมหาชน) หรอื สมศ.
ซึ่งจะตรวจสอบคุณภาพผู้เรียนตามหลักสูตรอย่างเคร่งครัด เพ่ือประกัน
คุณภาพการจัดการศึกษาของชาติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ในระยะยาว
ภาดผนวก 85
ตัวอยา่ งของศนู ย์การเรยี นรู้
ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงดา้ นการศกึ ษา
โรงเรยี นจฬุ าภรณราชวทิ ยาลัย เพชรบรุ ี จังหวดั เพชรบรุ ี
เปน็ โรงเรยี นประจ�ำ ท่ีผูบ้ รหิ ารมีศรทั ธาในหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
ขับเคลอ่ื นผา่ นครใู ห้ออกแบบการเรียนรู้บรู ณาการเศรษฐกจิ พอเพียง
ในหอ้ งเรยี น การจดั กิจกรรม ตลอดจนวถิ ีการดำ�เนนิ ชีวิตในหอพกั
ทง้ั เพอ่ื ผลด้านการศกึ ษาและการสร้างวัฒนธรรมองคก์ ร
โรงเรียนปรนิ สร์ อยแยลส์วิทยาลัย จังหวดั เชยี งใหม่
เป็นโรงเรียนครสิ ตท์ ่เี น้นการปลกู ฝงั ดา้ นคณุ ธรรมเปน็ พน้ื ฐาน
และมกี ารเรยี นการสอนโดยใช้กระบวนการคิดวเิ คราะหแ์ ละกจิ กรรม
พัฒนาทกั ษะชีวติ ตามบริบทคนเมือง เพ่อื ใหน้ ักเรียนมคี วามเข้มแขง็
พร้อมรับการเปลย่ี นแปลง
โรงเรยี นโพนทองวทิ ยายน จังหวดั ร้อยเอ็ด
สร้างการเรยี นรโู้ ดยนำ�ปราชญ์ชาวบา้ นและชุมชนมารว่ มกบั ครู
ฝกึ ใหน้ ักเรียนลงมือปฏิบตั โิ ดยจ�ำ ลองจากวิถชี ีวติ ของคนในพ้นื ที่
แลว้ ถอดบทเรยี นจากความส�ำ เร็จหรอื ความผิดพลาดท่ีเกดิ ข้นึ บนพ้ืนฐาน
ของหลักปรชั ญาฯ เพื่อใช้เปน็ แนวทางในการพฒั นาให้ดยี ่งิ ข้นึ
โรงเรียนห้วยยอด จงั หวดั ตรัง
เนน้ การจัดกิจกรรมจติ อาสาและการสมั ผสั เรียนร้วู ฒั นธรรมท้องถิ่น
เพื่อเป็นส่วนหนงึ่ ของวิถีชวี ติ ซึง่ นกั เรียนแกนนำ�ทีจ่ บจากโรงเรยี น
ในปัจจบุ ันได้เป็นผู้จดั การศนู ย์ประสานงานเพื่อพัฒนาเดก็ และเยาวชนของจงั หวดั
และมีบทบาทส�ำ คญั ในการขบั เคลอื่ นปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งในพน้ื ที่
86 วิกฤตเศรษฐกจิ ๒๕๔๐ กับปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง