The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยเสร็จสมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 62100106117, 2024-02-11 20:31:44

วิจัยในชั้นเรียน

วิจัยเสร็จสมบูรณ์

การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร(พินอิน) โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา นัฐวัลย์ วรรณประเสริฐ รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาจีน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) โดยใช้รูปแบบการ เรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ผู้วิจัย นัฐวัลย์ วรรณประเสริฐ อาจารย์ที่ปรึกษา อ. ปาริฉัตร พรมสอน อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม อ. นรากร จันลาวงศ์ ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาจีน ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) กับ เกณฑ์ร้อยละ 75 และเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยที่กลุ่มเป้าหมาย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 30 คนโรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยาที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระ งาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) จำนวน 10 แผน แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ จำนวน 20 ข้อ รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระ งาน (Task Based Learning) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที แบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) ผลการวิจัยพบว่าการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนของนักเรียน ที่เรียนโดยรูปแบบ การเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กับเกณฑ์ร้อยละ 75 มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 16 คิดเป็นร้อยละ 80.00 มี คะแนนสอบเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 32.83 ซี่งมีค่ามากกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 แสดงว่าทักษะการอ่านออกเสียงสัท อักษร (พินอิน) หลังเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 75 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน มีคะแนน เฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.43 คิดเป็นร้อยละ 47.17 มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 16 คิดเป็นร้อยละ 80.00 เมื่อเปรียบเทียบกันด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ย หลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ข กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ด้วยความช่วยเหลือของอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย อาจารย์ปาริฉัตร พรม สอน อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยร่วม อาจารย์นรากร จันลาวงศ์และครูพี่เลี้ยง นางสาวนันทยา ลุนชัยภาที่ให้คำปรึกษา แนะนำ และแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ตลอดจน ให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยความเอาใจใส่อย่างดีเสมอมาผู้วิจัยรู้สึก ซาบซึ้งในความกรุณาและขอกราบ ขอบคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอบพระคุณ อาจารย์นรากร จันลาวงศ์ อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยร่วม นางสาวณัชชา อนันต์เตชะกุล และ นางสาวเสาวลักษณ์ หลอมพลทัน ครูโรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมิงอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี ซึ่งท่านได้ กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญ และให้คำแนะนำ ข้อคิดเห็นต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำวิจัย อีกทั้งยังช่วย แก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงานอีกด้วย ขอบพระคุณผู้อำนวยการและครูโรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ที่ได้ให้ความช่วยเหลือ แนะนำ ให้ข้อคิด และแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ในการสร้างเครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ นอกจากนี้ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่เป็นกำลังใจ และให้ความช่วยเหลือในการทำ รายงานวิจัยครั้งนี้ สุดท้ายนี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณบิดามารดา และครอบครัว ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้รับการศึกษา เล่าเรียน ตลอดจนคอย ช่วยเหลือและให้กำลังใจผู้วิจัยเสมอมา นัฐวัลย์ วรรณประเสริฐ


1 บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญ ปัจจุบันสังคมโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ด้วยอิทธิพลของความเจริญก้าวหน้าจึงท าให้เป็น สังคมแห ่งการเรียนรู้ ท าให้ข้อมูลข ่าวสารและเทคโนโลยีมีความสลับซับซ้อนเชื ่อมโยงเกิดการ เปลี ่ยนแปลงอย ่างรวดเร็ว ส ่งผลให้คนในสังคมจ าเป็นต้องเรียนรู้ตลอดเวลา สิ ่งที ่จ าเป็นอย ่างยิ่ง ส าหรับสังคมแห ่งการเรียนรู้คือ ภาษา (ทิพาชา นวลหลง, 2558) ด้วยเรื่องของเศรษฐกิจ การค้า สังคมและวัฒนธรรมในปัจจุบัน ภาษาจีนจึงได้เข้ามามีบทบาทส าคัญต่อการด าเนินชีวิตประจ าวันของ ผู้คนเป็นอย่างมาก การเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยในปัจจุบันแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ได้ถูกจัด ให้อยู่ในหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน 2551 เพราะการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความส าคัญและ จ าเป็นอย่างยิ่งในชีวิตประจ าวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหา ความรู้ การประกอบอาชีพ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชนโลก และ ตระหนักถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมุมมอง ของสังคมโลก น ามาซึ่งมิตรไมตรีและความ ร ่วมมือกับประเทศต ่างๆ ช ่วยพัฒนาผู้เรียน ให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื ่นดีขึ้น เรียนรู้และเข้า ใจความแตกต ่างของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี การคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีเจตคติที่ดี ต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ และใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการ สื ่อสารได้ รวมทั้งเข้าถึง องค์ความรู้ต ่างๆ ได้ง ่ายและกว้างขึ้น และมีวิสัยทัศน์ในการด าเนินชีวิต (กระทรวงศึกษาธิการ,2565) การออกเสียงคือส่วนประกอบที่ส าคัญของการเรียนรู้ภาษา การออกเสียงกับความสามารถ ทางภาษามีความสัมพันธ์กันอย ่างยิ ่ง การออกเสียงเป็นพื้นฐานที ่ส าคัญของการเรียนการสอน ภาษาต่างประเทศ นักเรียนจะต้องรู้และท าความเข้าใจความรู้พื้นฐาน ด้านการออกเสียงให้ดี การ เรียนภาษาแต่ละภาษาต่างเริ่มต้นจากการออกเสียง การออกเสียง เปรียบเสมือนเปลือกที่ห่อหุ้มภาษา เมื่อเราสามารถเข้าใจถึงการออกเสียงอย่างแท้จริงแล้ว เราถึง จะสามารถเข้าใจได้ว่าผู้อื่นพูดอะไร การ ออกเสียงที่ถูกต้องชัดเจน จะสามารถแสดงถึงความหมาย ที่ต้องการจะสื่อให้ผู้ฟังเข้าใจในสิ่งที่ต้องการ จะสื่อออกมา หากไม่สามารถออกเสียงได้อย่างชัดเจน ผลกระทบอย่างน้อยจะท าให้ผู้ฟังไม่เข้าใจกับ สิ่งที่ต้องการจะสื่อออกมา (หวัง เทียนซง, 2561) จากที่ผู้วิจัยได้จัดท าการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาจีนเป็นเวลา 1 ภาคเรียน ในระดับชั้น มัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา พบว่านักเรียนมีปัญหาการอ่านออกเสียงสัทอักษร


2 พินอินคือ อ่านออกเสียงไม่ถูกต้อง เนื่องจากนักเรียนขาดความรู้พื้นฐานในการประสมค าพินอิน จาก พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ทั้งยังขาดการฝึกฝนทักษะในการอ่านออกเสียง ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจ ที่จะพัฒนาความสามารถทางการอ่านออกเสียงภาษาจีนของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดย ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาการ เรียนรู้และเข้าใจเนื้อหาวิชาได้เร็วขึ้นและดีขึ้น วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ก าหยดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) กับเกณฑ์ร้อยละ 75 2. เพื ่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที ่ 1 ที ่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ขอบเขตกำรวิจัย ขอบเขตด้ำนกลุ่มเป้ำหมำย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/7 ประจ าปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา จ านวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการคัดเลือก ขอบเขตด้ำนเนื้อหำ การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง การอ่านออกเสียงสัทษร (พินอิน) เนื้อหาที่ใช้ประกอบการสร้างครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้เนื้อหาในกลุ่มสาระ การเรียนรู้ต่างประเทศ เรื่องสัทอักษร (พินอิน) ได้แก่ 1. พยัญชนะ 2. สระและวรรณยุกต์ 3. การผสมพยัญชนะ สระและวรรณยุกต์ 4. ค าศัพท์ภาษาจีน


3 ขอบเขตด้ำนตัวแปร ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) ตัวแปรตาม คือ ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ขอบเขตด้ำนระยะเวลำ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2566 ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 สมมติฐำนกำรวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) มีการพัฒนาทักษะการอ่านออก เสียงสัทอักษร (พินอิน) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) มีผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาจีน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ประโยชน์ที่ได้รับจำกกำรวิจัย 1. ผลวิจัยสามารถน ามาเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พิน อิน ) ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาจีน ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา 2. ผลการวิจัยสามารถน ามาเป็นแนวทางแก่ครูและผู้เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนไปใช้ปรับปรุงเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชา ภาษาจีน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นิยำศัพท์เฉพำะ 1. การอ่านออกเสียง หมายถึงวิธีการหรือรูปแบบของค าหรือวลีในภาษาที่ถูกพูด หรือเปล่ง เสียงออกมา 2. สัทอักษรภาษาจีนกลาง หมายถึง ระบบการถ่ายถอดเสียงภาษาจีนมาตรฐานด้วยตัวอักษร โรมันเพื่ออ านวยความสะดวกในการเรียนตัวอักษรจีน 3. รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) หมายถึง กิจกรรมหรือ ชิ้นงานที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติด้วยความเข้าใจ มีการเชื่อมโยงข้อมูลหรือมีปฏิสัมพันธ์ในการใช้ภาษา เป็น กิจกรรมที่มีเป้าหมาย ขั้นตอนชัดเจนและต่อเนื่อง


4 4. นักเรียน หมายถึง ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/7 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอุดร พิชัยรักษ์พิทยา


5 บทที่ 2 เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยเรื ่องการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) โดยใช้การจัดการ เรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ผู้วิจัยได้ท าการศึกษาค้นคว้าเอกสารต ารา งานวิจัยและทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยดังนี้ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ภาษาต ่างประเทศเป็นภาษาที ่มีความส าคัญและจ าเป็นมากในยุกต์ปัจจุบัน ภาษาเป็น เครื่องมือในการสื่อสารที่ส าคัญเพื่อแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ การศึกษา และการเรียนรู้ถึง วัฒนธรรมของผู้คนทั่วทุกมุมโลกรวมถึงการสร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างตนเองและผู้อื่นศึกษา และเรียนรู้ความต่างของภาษา วัฒนธรรม ขนมธรรมเนียมประเพณี สังคม การคิด เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง และมีเจตคติที่ดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ ภาษาต่างประเทศจึงเป็นสาระการเรียนรู้ พื้นฐานที่ถูกก าหนดในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน และภาษาต่างประเทศที่ถูกก าหนดให้ เรียนตลอดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ ภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศอื่น เช่น ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอาหรับ ภาษาบาลี และภาษากลุ่มประเทศ เพื่อนบ้าน และภาษาอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของสถานศึกษา กล ุ ่มสาระการเรียน รู้ภาษาต ่างประเทศมีความมุ ่งหวังให้ผู้เรียนมีเจตคติที ่ดีต่อ ภาษาต่างประเทศและสามารถใช้ภาษาต่างประเทศในการสื่อสารได้ในสถานการณ์ต่าง ๆ สามารถ แสวงหาและน าไปประกอบอาชีพได้ และสามารถน าไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ รวมทั้งมีความรู้ ความเข้าใจถึงเรื่องราวและวัฒนธรรมของประชาคมโลกและสามารถถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรม ไทยได้อย่างสร้างสรรค์ ประกอบด้วยสาระส าคัญดังนี้ ภำษำเพื่อกำรสื่อสำร คือการใช้ภาษาต่างประเทศในการฟัง พูด อ่าน และเขียน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นในเรื ่องต ่าง ๆ และสร้างความสัมพันธ์ระหว ่างบุคคลได้อย ่าง เหมาะสม ภำษำและวัฒนธรรม คือการใช้ภาษาต่างประเทศตามวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา ความสัมพันธ์ ความเหมือนและ ความต่างของวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาและวัฒนธรรมไทยและสามารถท าไปใช้ได้อย่างเหมาะสม


6 ภำษำกับควำมสัมพันธ์กับกลุ่มสำระกำรเรียนรู้อื่น คือการใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นเป็นพื้นฐานใน การต่อยอดและพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน ภำษำกับควำมสัมพันธ์กับชุมชนโลก คือการใช้ภาษาต่างประเทศในสถนการณ์ตาง ๆ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ชุมชน และสังคมโลกเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ ประกอบอาชีพ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้สังคมโลก ในรายวิชาภาษาจีนจุดมุ่งหมายของการเรียนภาษาจีนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐานพุทธศักราช 2551 คือ การมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะและสามารถสื่อสารภาษาจีนขั้น พื้นฐานได้ตามสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน และแสดงออก สามารถใช้ ภาษาจีนในการแสวงหาความรู้ ศึกษาต่อ ประกอบอาชีพ มีความรู้ความเข้าใจเรื่องราวและวัฒนธรรม จีน มีความรู้เกี ่ยวกับปรัชญา วิธีคิด และวิถีชีวิตของชาวจีน สามารถเปรียบเทียบและถ ่ายทอด ความคิดวัฒนธรรมไทย-จีนด้วยภาษาจีนอย่างสร้างสรรค์ และมีเจตคติที่ดีต่อภาษาจีน ทั้งนี้เป้าหมาย การเรียนรู้ก าหนดขึ้นตามมาตรฐานการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ดังนี้ มาตรฐาน 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที ่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความ คิดเห็นอย่างมีเหตุผล มาตรฐาน 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึก และความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน 1.3 น าเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆโดย การพูดและการเขียน มาตรฐาน 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว ่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และน าไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ มาตรฐาน 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของ ภาษา กับภาษาและวัฒนธรรมไทย และน าไปใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม มาตรฐาน 3.1 ใช้ภาษาต ่างประเทศในการเชื ่อมโยงความรู้กับกลุ ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน มาตรฐาน 4.1 ใช้ภาษาจีนในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และสังคม มาตรฐาน 4.2 ใช้ภาษาจีนเป็นเครื ่องมือพื้นฐานในการศึกษาต ่อ การประกอบอาชีพ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก


7 ลักษณะกำรจัดกำรเรียนกำรสอนของรำยวิชำภำษำจีน การเรียนรู้ภาษาจีน ครูต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้นักเรียนได้ฝึกฝนทักษะอย ่าง ต่อเนื่องจึงจะเกิดการพัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะในการใช้ภาษา รูปแบบการเรียนการสอน มีความหลากหลายและดึงดูดความสนใจของผู้เรียน การก าหนดและสอนในหัวข้อสถานการณ์ต่าง ๆ ต้องสอนให้สอดคล้องกับเรื่องหรือสถานการณ์ ในแต่ละเรื่องแต่ละสถานการณ์ครูสามารถน าค าศัพท์ โครงสร้างหรือไวยากรณ์ที่เกี่ยวข้อง และวัฒนธรรมจีนมาผสมผสานได้พร้อมทั้งฝึกทักษะการฟัง การ พูด การอ่าน และการเขียน ให้เหมาะสมกับบทเรียน ครูควรเลือกหรือก าหนดวิธีสอนให้เหมาะสมกับ ผู้เรียนเช่น การอธิบาย แสดงหรือสาธิต จ าลองเหตุการณ์ ยกตัวอย่าง เชื่อมโยงเปรียบเทียบ ถามตอบ สืบค้นแหล่งเรียนรู้ ใช้เกมหรือเพลง ให้อ่านออกเสียง การฝึกซ ้า ๆ หรือการอภิปราย เป็นต้น การเตรียมบทอ่านหรือเรื ่องให้นักเรียนฟังและอ่านครูควรเตรียมค าถามและค าตอบและ อธิบายค าศัพท์ยาก ๆ เพื่อขยายความรู้ความเข้าใจ และให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น ในส่วนของ การสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมให้มีความเร้าใจ มีกิจกรรมเคลื่อนไหว รวมถึงการใช้สื่อประกอบที่ เป็นภาพและของจริง ตลอดจนจัดการเรียนรู้นอกชั้นเรียน และการใช้สื่อ ICT สามารถน าสถานการณ์ เสมือนจริงเข้ามาประกอบในบทเรียนได้ และออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างหลากหลาย ให้นักเรียนสามารถแสดงออกทางความรู้และทักษะภาษาจีน รวมทั้งการส ่งเสริมกิจกรรมนอก สถานศึกษาช่วยเพิ่มโอกาสให้เด็กได้พัฒนาสมรรถนะและเห็นศักยภาพของตนเองได้ชัดขึ้น เช่น การ ประกวดแข่งขันพูด อ่าน เขียน กล่าวสุนทรพจน์ขับร้องเพลงจีน ตัดกระดาษ เขียนพู่กันจีนและการ แสดงทางวัฒนธรรม เป็นต้น กล ่าวโดยสรุปคือ ลักษณะการจัดการเรียนการสอนของรายวิชาภาษาจีนครูสามารถน า โครงสร้างหรือไวยากรณ์ที่เกี่ยวข้อง และวัฒนธรรมจีนมาผสมผสานได้พร้อมทั้งฝึกทักษะการฟัง การ พูด การอ่าน และการเขียน ให้เหมาะสมกับบทเรียน ครูควรเลือกหรือก าหนดวิธีสอนให้เหมาะสมกับ ผู้เรียน ความเป็นมาของระบบสัทอักษรภาษาจีน เนื ่องจากระบบการออกเสียงในภาษาจีนกลางเป็นระบบที ่ต้องอาศัยการจดจ า เพราะ ตัวอักษรจีนแต่ละตัวที่เขียนออกมาไม่ได้แสดงออกถึงเสียงของอักษรตัวนั้นๆ เช่น 爸 แปลว่า พ่อ จะ ไม่ทราบว่าตัวอักษรจีนตัวนี้อ่านว่าอย่างไรยกเว้นแต่มีตัวก ากับเสียงอ่านอักษรจีนควบคู่กัน bà อ่าน ว่า ป้า แปลว่า พ่อ ด้วยเหตุนี้การเรียนรู้วิธีการออกเสียงในภาษาจีนกลางต้องอาศัยเครื่องหมายก ากับ การออกเสียงเข้ามาช่วย เหยิน จิ่งเหวิน (2544 ) กล่าวว่า ช่วงประมาณ 2,000 ปีที่ผ่านมา ระบบ การ


8 ออกเสียงภาษาจีนกลางได้เคยใช้เครื่องหมายก ากับการออกเสียงแบบเก่าสองระบบ แต่เพื่อท าให้การ เรียนการสอนภาษาจีนมีประสิทธิภาพและสะดวกมากยิ่งขึ้นประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนจึง ได้ พัฒนาและประกาศใช้ระบบอักษรก ากับเสียงใหม่ส าหรับภาษาจีนกลางขึ้นมาอีกระบบหนึ่งในปี ค.ศ. 1958 โดยดัดแปลงจาก International Phonetic Alphabets ภาษาจีนกลางเรียกว่า 汉语拼 音 ( Hanyu Pinyin) ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือที่ต้องใช้ในการเรียนภาษาจีนกลาง นุกูล ธรรมจง (2547) อธิบายว่า ระบบสัทอักษรจีน 汉语拼音 เป็นระบบที่รัฐบาลจีน ปัจจุบันใช้ในการฝึกอ่านฝึกพูดและเขียนเสียงค าศัพท์เหมาะกับการน าไปใช้จัดการเรียนการสอน ภาษาจีนกลางส าหรับผู้เริ่มต้นเรียน นุกูล ธรรมจง (2553) ระบบสัทอักษรจีน 汉语拼音( Hanyu Pinyin) เป็นระบบ มาตรฐานสากลในการน ามาใช้จัดการเรียนการสอนภาษาจีนกลางเพราะสะดวกและง ่ายส าหรับผู้ ศึกษาที่ไม่มีพื้นฐานความรู้ภาษาจีนกลางมาก่อน ซึ่งจะท าให้การเริ่มต้นเรียนภาษาจีนด้านการออก เสียงภาษาจีนกลางถูกต้องชัดเจนและแม่นย าใกล้เคียงส าเนียงเจ้าของภาษามากที่สุด ระบบสัทอักษร จีนเป็นระบบที่เหมาะกับการใช้ถอดเสียงภาษาจีนกลางเพราะว่าตัวอักษรที่ใช้เทียบเสียงภาษาจีน กลางอยู่ในรูปของตัวอักษรภาษาอังกฤษโรมันแล้วน ามาผสมเสียงกันออกมาในรูปเสียงเฉพาะของ ภาษาจีนกลางที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายจากนานาประเทศ ควำมส ำคัญของภำษำจีน ในสังคมโลกร ่วมสมัยที ่ด ารงอยู ่ในขณะนี้(ศตวรรษที่ 21) จีนเป็นมหาอ านาจขั้วหนึ ่งใน ประชาคมระหว่างประเทศมีบทบาทส าคัญในการเมืองโลก เศรษฐกิจเติบโตขยายตัวรวดเร็ว รวมทั้งมี ทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าทางเศรษฐกิจจ านวนมากหลายประเภทภาษาจีนกลางจึงมีความส าคัญดังนี้ 1. เป็นภาษาที่มีคนใช้พูดสื่อสารกันมากที่สุดในโลก นอกจากใช้กันในประเทศจีนแล้วยังใช้กัน ในประเทศไต้หวันและชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลหลายประเทศทั่วโลก 2. เป็นหนึ่งในหกภาษาราชการที่ใช้ในสหประชาชาติได้แก่ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย สเปน อาหรับ และภาษาจีน 3.เป็นภาษาที่พาเราไปสู่โลกกว้างแห่งสรรพวิทยาการในอารยธรรมจีน กล่าวโดยสรุปคือ ความเป็นมาและความส าคัญของสัทอักษรจีนเนื่องจากระบบการออกเสียง ในภาษาจีนกลางเป็นระบบที่ต้องอาศัยการจดจ า เพราะ ตัวอักษรจีนแต่ละตัวที่เขียนออกมาไม ่ได้ แสดงออกถึงเสียงของอักษรตัวนั้นๆ และในสังคมศตวรรษที่ 21นี้ จีนเป็นมหาอ านาจขั้วหนึ่งใน ประชาคมระหว่างประเทศมีบทบาทส าคัญในการเมืองโลก เศรษฐกิจเติบโตขยายตัวรวดเร็ว รวมทั้งมี


9 ทรัพยากรธรรมชาติที ่มีค ่าทางเศรษฐกิจจ านวนมากหลายประเภทภาษาจีนกลางจึงมีความส าคัญ ควำมรู้เกี่ยวกับระบบสัทอักษรภำษำจีน (Pinyin) สัทอักษรภาษาจีน หมายถึง สัทอักษรระบบ Hanyu Pinyin (หรือที่เรียกว่า พินอิน) เป็น ระบบสัทอักษรที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนจัดท าขึ้นเพื่อถ่ายทอดระบบเสียงในภาษาจีนกลาง โดยใช้ตัวอักษรโรมันเป็นหลัก บางตัวมีค่าแทนเสียงตรงกับตัวสัทอักษรในสัทอักษรสากล บางตัวก็ไม่ ตรง หรือเป็นตัวที่ไม่มีในระบบสัทอักษรสากล ระบบสัทอักษรที่จัดท าขึ้นนี้ก่อให้เกิดความสะดวกต่อ การเรียนภาษาจีนโดยชาวต่างชาติและการทับศัพท์ค าเฉพาะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการรายงานข่าวหรือ สาระข้อมูลต่างๆที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นตัวกลาง สุกัญญา วศินานนท์(2549) ได้กล่าวถึงระบบสัทอักษรจีนว่า เป็นระบบถ่ายทอดเสียงอ่าน ภาษาจีนกลาง ที่ใช้กันอย่างเป็นทางการในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนประกอบด้วยอักษรแทน เสียงพยัญชนะ เสียงสระและเครื่องหมายแทนเสียงวรรณยุกต์ นุกูล ธรรมจง (2553) ระบบสัทอักษรจีน 汉语拼音( Hanyu Pinyin) เป็นระบบ มาตรฐานสากลในการน ามาใช้จัดการเรียนการสอนภาษาจีนกลางเพราะสะดวกและง ่ายส าหรับผู้ ศึกษาที่ไม่มีพื้นฐานความรู้ภาษาจีนกลางมาก่อน ซึ่งจะท าให้การเริ่มต้นเรียนภาษาจีนด้านการออก เสียงภาษาจีนกลางถูกต้องชัดเจนและแม่นย าใกล้เคียงส าเนียงเจ้าของภาษามากที่สุด ระบบสัทอักษร จีนเป็นระบบที่เหมาะกับการใช้ถอดเสียงภาษาจีนกลางเพราะว่าตัวอักษรที่ใช้เทียบเสียงภาษาจีนกลาง อยู่ในรูปของตัวอักษรภาษาอังกฤษโรมันแล้วน ามาผสมเสียงกันออกมาในรูปเสียงเฉพาะของภาษาจีน กลางที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายจากนานาประเทศ โครงสร้ำงกำรออกเสียงในภำษำจีน โครงสร้างการออกเสียงในภาษาจีนกลางจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1. พยัญชนะ (声母) 2. สระ (韵母) 3. วรรณยุกต์(声调) เสียงสัทอักษรของภาษาจีนกลางเกิดจากระบบอวัยวะการออกเสียงทั้งภายนอกและภายใน ประพิณ มโนมัยวิบูลย์ (2541) อธิบายว่า เสียงที่เกิดจากลมที่ปอดเดินทางผ่านหลอดลม ขึ้นมา ไปยังช่องปากหรือโพรงจมูกจึงกลายมาเป็นเสียงให้เราได้ยิน แต่ในระหว่างที่เสียงก าลังเดิน ทางผ่าน ช่องปากจะถูกกระบวนการกลั่นกรองจึงกลายเป็นเสียงในภาษานั้น ๆ ซึ่งเสียงในภาษาจีน กลางจะผ่าน 3 กระบวนการคือ 1. ต าแหน่งของลิ้น 2. ความสูง-ต ่าของการวางลิ้น 3. ริมฝีปาก ที่


10 ส าคัญจ าเป็นต้องรู้ลักษณะของเสียงในภาษาจีนกลางว่าเสียงนั้นใช้ต าแหน่งใดของลิ้น หรือริมฝีปากอยู่ ในรูปลักษณะใดจึงจะสามารถออกเสียงนั้นๆได้ถูกต้อ หรือริมฝีปากอยู่ในรูปลักษณะใดจึงชัดเจน ทั้งนี้ สัญลักษณ์ที ่ใช้แทนเสียงสัทอักษรภาษาจีนกลางได้แบ ่งออกเป็น 2 ส ่วน ได้แก่ 1.เสียงพยัญชนะ ภาษาจีนกลาง 2. เสียงสระเดี่ยวภาษาจีนกลาง 1. เสียงพยัญชนะภำษำจีน (21 เสียง ) 1.1 เสียงริมฝีปาก b [p] ริมฝีปากประกบติดกัน กักลมไว้ภายใน เปิดริมฝีปากทั้งบนและ ล่างอย่างรวดเร็วออก เสียงว่า “โป” น่าส่วนต้นเสียง และตามด้วยเสียง “ออ” ลงท้าย p [p] ริมฝีปากประกบติดกัน กักลมไว้ภายใน เปิดริมฝีปากทั้งบนและล ่างอย ่าง รวดเร็วออกเสียง “โพ” น่าส่วนต้นเสียง และตามด้วยเสียง “ออ” ลงท้าย m [m] ริมฝีปากประกบติดกัน กักลมไว้ภายใน ลิ้นแบนราบต ่า ปล่อยลมออกทาง จมูกปากไม่ เปิดอ้า แต่ออกเสียงโดยอาศัยเส้นเสียงสั่นไหวออกเสียง “โม” น าส่วนต้นเสียง และตาม ด้วยเสียง “ออ” ลงท้าย f [f] ฟันบนแตะที ่ริมฝีปากล่าง ยกเพดานอ่อนสูงขึ้น ปล ่อยลมสอดแทรกออกมา ระหว่างริมฝีปากล่างและฟันบนโดยเส้นเสียงไม่สั่นไหวออกเสียง “โฟ” น าส่วนต้นเสียงและตามด้วย เสียง “ออ ลงท้าย 1.2 เสียงปุ่มเหงือก d [t] ยกปลายลิ้นกักลมแตะกับโคนฟันด้านบน ลิ้นไก ่ถูกยกระดับกระดกขึ้น ลด ชิ้นส่วนปลาย ลงให้ลมออกมาโดยเส้นเสียงไม่สั่นไหวออกเสียง “เตอะ” t [t] ยกปลายลิ้นกักลมแตะกับโคนฟันด้านบน ลิ้นไก่ถูกยกกระกดขึ้น ลดชิ้นส่วน ปลายลงให้ลมออกมาเร็วและแรงโดยเส้นเสียงไม่สั่นไหวออกเสียง “เทอะ” l [l] ยกปลายลิ้นกักลมแตะกับโคนฟันด้านบน ลิ้นไก่ถูกยกสูงกระดกขึ้น ลดลิ้นส่วน ปลายลง ให้ลมออกด้านข้างทั้งสองของลิ้น เส้นเสียงสั่นไหวออกเสียง “เลอะ” 1.3 เสียงโคนลิ้น - เพดานอ่อน g [k] ยกโคนลิ้นสูงขึ้นติดเพดานอ่อนกักลม ลดโคนลิ้นลงปล่อยลมออกมาโดยเส้น เสียงไม่สั่น ไหวออกเสียง "เกอะ" k [k] ยกโคนลิ้นสูงขึ้นติดเพดานอ่อนกักลม ลดโคนลิ้นลงปล่อยลมออกมาเร็วและแรง โดยเส้นเสียงไม่สั่นไหวออกเสียง “เคอะ”


11 h [x] ยกโคนลิ้นสูงขึ้นติดเพดานอ่อนกักลม ปล่อยลมสอดแทรกออกมาจากช่องคอ โดยเส้น เสียงไม่สั่นไหวออกเสียง “เฮอะ” 1.4 เสียงลิ้นส่วนกลาง-เพดานแข็ง j ยกลิ้นส่วนกลางขึ้นแนบเพดานแข็ง ลิ้นไก่ถูกยกขึ้นกักลมไว้ปลายลิ้นดันส่วนหน้า อีกด้าน หนึ่งค่อยๆปล่อยลมสอดแทรกมาในลักษณะดันส่วนที่กักลมไว้ให้เปิดออก โดยเส้นเสียงไม่สั่น ไหวออกเสียง “จี” q ยกชิ้นส่วนกลางขึ้นแนบเพดานแข็ง ลิ้นไก่ถูกยกขึ้นกักลมไว้ปลายลิ้นดันส่วนหน้า อีกด้าน หนึ่งค่อยๆปล่อยลมสอดแทรกมาในลักษณะดันส่วนที่กักลมไว้ให้เปิดออก โดยเส้นเสียงไม่สั่น ไหวออกเสียง “ชี” X ยกลิ้นส่วนกลางขึ้นแนบเพดานแข็ง ลิ้นไก่ถูกยกขึ้นกักลมไว้ปลายลิ้นดันส่วนหน้า อีกด้าน หนึ่งค่อยๆปล่อยลมออกมาตรงกลางระหว่างลิ้นส่วนหน้ากับเพดานแข็ง โดยเส้นเสียงไม ่สั่น ไหวออก เสียง " ซี" 1.5 เสียงปลายลิ้น-หลังฟันล่าง z [ts] ฟันบน-ล่างประกบกัน ปลายลิ้นแตะหลังฟันล่าง ปล่อยลมออกมาบางส่วน สอดแทรก ผ่านร่องฟัน ยกปลายลิ้นออกเสียง “จือ” C [ts] ฟันบน-ล่างประกบกัน ปลายลิ้นแตะหลังฟันล่าง ปล่อยลมแรงออกมาบางส่วน สอดแทรกผ่านร่องฟัน ไม่ยกปลายลิ้นออกเสียง “ซือ” s [s] ฟันบน-ล ่างประกบกัน ปลายลิ้นแตะหลังฟันล ่าง ปล ่อยลมแรงออกมา บางส่วนน สอดแทรกผ่านร่องตรงกลางระหว่างลิ้นติดกับร่องฟันบนฟัน ออกเสียง “ซือ” 1.6 เสียงปลายลิ้น-เพดานแข็ง zh [ts] ห่อลิ้นส่วนหน้าม้วนขึ้นเล็กน้อยแตะเพดานแข็งกักลม ปล่อยลมเสียดแทรก ออกมา ผ่านปลายลิ้นโดยเส้นเสียงไม่สั่นไหวออกเสียง “จรือ” ch [ts] ห่อลิ้นส่วนหน้าม้วนขึ้นเล็กน้อยแตะเพดานแข็งกักลม ปล่อยลมเสียดแทรก ออกมา ผ่านปลายลิ้นโดยเส้นเสียงไม่สั่นไหวออกเสียง “ชรือ” sh [z] ห่อลิ้นส่วนหน้าม้วนขึ้นเล็กน้อยแตะเพดานแข็งกักลม ปล่อยลมเสียดแทรก ออกมา ผ่าน ตรงกลางระหว่างปลายลิ้นกับเพดานแข็งโดยเส้นเสียงไม่สั่นไหวออกเสียง “ซรือ”


12 r [z] ห่อลิ้นส่วนหน้าม้วนขึ้นเล็กน้อยแตะเพดานแข็งกักลม ปล่อยลมเสียดแทรก ออกมาผ่านตรงกลางระหว่างปลายลิ้นกับเพดานแข็งโดยเส้นเสียงสั่นไหวออกเสียง “ยรือ” 1.7 เสียงลิ้นส่วนหน้า Y [y] ปลายลิ้นแตะหลัง-โคนฟันล่าง มุมปากฉีกออก ริมฝีปากอยู่ในลักษณะแบนราบ ออกเสียง “อี” W [w] ลิ้นส่วนหลังยกสูงขึ้นกว่าลิ้นส่วนหน้า ปลายลิ้นหดถอยหลังพอประมาณห่อ ริมฝีปากออกเสียง “อู” 2. เสียงสระภำษำจีน (สระเดี่ยว) มีดังนี้ a [A] อ้าปากกว้าง กดลิ้นลงต ่า เส้นเสียงสั่นสะเทือน ปล่อยให้เสียงออกมา เทียบเสียงใน ภาษาไทย "อา" 0 [0] ปากอ้ากว้างพอประมาณ ระดับลิ้นอยู่ระดับสูงกลาง ค่อนไปทางด้านหลัง ริม ฝีปากกลม เทียบเสียงในภาษาไทย “โอ” e [e] อ้าปากกว้างพอประมาณ หดลิ้นเข้าข้างในและยกสูงขึ้น ริมฝีปากอยู่ในลักษณะ กึ่งติดกันเปล่งเสียงออกมาจากลิ้นส่วนหลัง เทียบเสียงในภาษาไทย “เออ” i [i] ปากอ้ากว้างน้อยที่สุด ริมฝีปากฉีกออก ระดับตื้นสูง ค่อนไปทางด้านหน้าเทียบเสียง ในภาษาไทย “อี” u [u] ปากอ้ากว้างน้อยที่สุด ริมฝีปากกลุ่มที่สุด ระดับลิ้นสูง ค่อนไปทางด้านหลังเทียบ เสียงในภาษาไทย “อู” ü [y] รูปปากในการออกเสียง เอมกับการออกเสียง ๆ แต่ริม ใกล้เคียงกับ [i] เทียบกับ เสียงในภาษาไทย “ยวี” er [er] เวลาออกเสียงริมฝีปากไม่กลม ให้กดลิ้นส่วนกลางแบนราบ ลิ้นส่วนท้ายยกห่อ ม้วนขึ้น แล้วพ่นออกมาอย่างอิสระ เทียบเสียงในภาษาไทย “เออ-ร” 3. เสียงสระนำสิกภำษำจีน เสียงนาสิกภาษาจีนกลาง เป็นการออกเสียงสระภาษาจีนกลางที่ ต้องอาศัยการปล ่อยลมออกทางจมูกขณะออกเสียง โดยเสียงนาสิกพื้นฐานของภาษาจีนกลาง ประกอบด้วยเสียง 5 เสียง ดังนี้ an [an] อ้าปากกว้าง กดลิ้นราบลง จากนั้นหุบปากลงเล็กน้อย แล้วยกปลายลิ้นแตะหลัง โคนฟันบน ปล่อยลมออกมาทางช่องปากก่อนแล้วจึงให้ลมบางส่วนผ่านออกมาทางจมูกเทียบเสียง ในภาษาไทย “อาน”


13 ang อ้าปากกว้าง ลดลิ้นส่วนหน้าต ่าลงแล้วหดเข้าข้างใน ลิ้นส่วนหลังแตะแนบกับเพดาน อ่อนด้านบน จากนั้นปล่อยลมออกมาทางช่องปากก่อนแล้วจึงให้สมบางส่วนผ่านออกมาทางช่องจมูก เทียบเสียง ภาษาไทย “อาง” en อ้าปากกว้าง หดลิ้นเข้าข้างในและยกสูงขึ้น จากนั้นดันลิ้นออกไปด้านหน้ายกปลายลิ้น แตะหลังโดนฟันบน ริมฝีปากอยู่ในลักษณะกึ่งติดกัน เปล่งเสียงออกมาก่อนทางช่องปากแล้วจึงปล่อย ลมบางส่วนผ่านออกมาทางช่องจมูก เทียบเสียงในภาษาไทย “เอิน” eng อ้าปากกว้างพอประมาณ ลดชิ้นส่วนหลังยกสูงแนบติดกับเพดานอ่อน จากนั้นปล่อย ลม ให้ออกมาทางช่องปากก่อน แล้วก็กลมปล่อยลมออกมาทางช่องจมูก ริมฝีปากอยู่ในลักษณะเปิด กว้างเล็กน้อย เทียบเสียงในภาษาไทย “เอิง ong ปากอ้ากว้างพอประมาณ หดลิ้นเข้าข้างในและยกสูงขึ้นค่อนไปทางด้านหลังริมฝีปาก ลม จากนั้นปล่อยลมออกมาทางช่องปากก่อนแล้วจึงให้ลมบางส่วนผ่านออกมาทางช่องจมูกเทียบเสียง ใน ภาษาไทย “โอง หลักกำรประสมเสียงสระสัทอักษรภำษำจีน 1. กำรประสมเสียงสระสัทอักษรจีน เสียงสระเดียวพื้นฐำนประสม ai เสียงนี้เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว่าง เสียงสระ a +i เทียบเสียงภาษาไทย คือ อา+อี”= "ไอ” หรือ “อาย” “ ei เสียงนี้เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว ่างเสียง สระ e + I เทียบเสียง ภาษาไทยเสียง "เออ+อี" = "เอย" ao เสียงนี้เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว่างเสียง สระ a + 0 เทียบเสียงภาษาไทย เสียง “อา+โอ" = "เอย " ou เสียงนี้เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว ่างเสียง สระ 0 + น เทียบเสียง ภาษาไทยเสียง “โอ+อู” = “โอว ” ie เสียงนี้เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว่างเสียง สระ + e เทียบเสียงภาษาไทย คือเสียง " เย "


14 ue เวลาออกเสียงตัวนี้ให้ย่นริมฝีปากเข้าหาพร้อมทั้งเปล่งเสียง “ยวีเย” เพราะเสียงนี้ เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว่างเสียงสระ “ ü + e" iu เสียงนี้เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว่างเสียง สระ i + ou = iu แต่เขียนย่อลง เหลือ iu เทียบเสียงภาษาไทย เสียง “ อิว ” ui เสียงนี้เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว่างเสียง สระ u + ei = uei แต่เขียนย่อ ลง เหลือ ui เทียบเสียงภาษาไทย เสียง “อุย” เสียงสระเดี่ยวประสมเสียงนำสิก เสียงสระเดี่ยวประสมเสียงนาสิก มีทั้งหมด 10 เสียง ดังนี้ in เสียงนี้เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว่างเสียงสระ i + en = in เขียนเป็น ค าอ่าน yin เทียบเสียงภาษาไทยคือเสียง “ยิน” ing เสียงนี้เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว่างเสียงสระ i + eng = ing เขียน เป็นค าอ่านว่า ying เทียบเสียงภาษาไทยคือเสียง “ยิง” ian เสียงนี้เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว่างเสียงสระ i + an = ian เขียน เป็นค าอ่านว่า yan เทียบเสียงภาษาไทยคือเสียง “เยียน” iang เสียงนี้เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว ่างเสียงสระ i + ang = iang เขียนเป็นค าอ่านว่า yang เทียบเสียงภาษาไทยคือเสียง “เยียง” uan เสียงนี้เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว่างเสียงสระ u+an = uan เขียน เป็นค่าอ่านว่า wan เทียบเสียงภาษาไทยคือเสียง “วาน” uang เสียงนี้เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว่างเสียง, u+ ang = uang เขียน เป็นค าอ่านว่า wang เทียบเสียงภาษาไทยคือเสียง “วาง” uen เสียงนี้เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว่างเสียงสระ u + en = uen(un) เขียนเป็นค า อ่านว่า wen เทียบเสียงภาษาไทยคือเสียง “เวิน” ueng เสียงนี้เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว่างเสียงสระ i + en = in เขียน เป็นค าอ่านว่า yin เทียบเสียงภาษาไทยคือเสียง “ยิน”


15 üan เสียงนี้เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว่างเสียงสระ ü + an = uan เขียน เป็นค าอ่านว่า yüan เทียบเสียงภาษาไทยคือเสียง “เยวียน” ü เสียงนี้เกิดจากการสะกดหรือประสมกันระหว่างเสียงสระ ü + en = ün เขียนเป็น ค าอ่าน ว่า yun เทียบเสียงภาษาไทยคือเสียง “ยวิน” กล ่าวโดยสรุปคือ ระบบสัทอักษรภาษาจีนกลางหรือเรียกว ่า hanyu pinyin เป็นระบบ มาตรฐานสากล ที่น ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนกลางในสมัยใหม่ ซึ่งโครงสร้างการออก เสียงของ ภาษาจีนกลางนั้นมีลักษณะคล้ายกับภาษาไทย ดังนั้นเพื่อความถูกต้องตามหลักการออก เสียง โดย เริ่มต้นจากการศึกษาอวัยวะที่ส่งผลให้เกิดการออกเสียงต่างๆ เพื่อให้เข้าใจพื้นฐานเสียงตรง ตามหลัก วิธีการออกเสียง ทักษะการอ่านออกเสียง นิยำมและควำมหมำย การออกเสียง (pronunciation) สามารถเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เสียงอ่าน การอ่าน หรือแม้ ค าอ่านหมายถึงวิธีการหรือรูปแบบของค า หรือวลีในภาษาที่ถูกพูดหรือเปล่งเสียงออกมา ถ้ากล่าวถึง "การออกเสียงที ่ถูกต้อง" จะหมายถึงการออกเสียงโดยอิงส าเนียงที ่เฉพาะเจาะจงอย ่างหนึ ่ง เช่น ส าเนียงกลางมาตรฐาน (สารานุกรมเสรี, 2560) Wodecki (2014) ได้ให้ค านิยามของการออกเสียงว่าการออกเสียงเป็นคุณลักษณะที่ช่วย ท าให้การพูดคล่องและลื่นไหลได้อย่างง่าย ซึ่งประกอบด้วยการเปล่งเสียงพูด จังหวะ ท านองเสียงสูงต ่า และการเน้นเสียง รวมทั้งท่วงท่าลีลา และการสื่อด้วยสายตาและอารมณ์อาจกล่าวได้ว่าการออก เสียงนั้นเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญอย่างยิ่งในการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เช ่นไวยากรณ์การเลือกใช้ค าศัพท์ และการพิจารณาทางวัฒนธรรม (การออกเสียงทาง ภาษาอังกฤษ, 2014) ควำมส ำคัญของกำรออกเสียงภำษำต่ำงประเทศให้ถูกต้อง เจษฎา วารี (2557) ได้กล ่าวถึงความส าคัญของการออกเสียงว ่าการออกเสียงนั้น เป็นการสื่อความหมายที่มีความส าคัญอย่างยิ่งในบทสนทนาในชีวิตประจ าวันไม่ว่าจะเป็นการประชุม การอภิปราย การแสดงความคิดเห็น ล้วนแต่มีการออกเสียงเป็นปัจจัยส าคัญทั้งสิ้น การออกเสียงเป็นปัจจัยที่ส าคัญและค่อนข้างยากส าหรับผู้เรียนภาษาต่างประเทศเป็น ภาษาที่สองของตนเอง การออกเสียงที่ผิดวิธีและหลักการอาจน าไปสู่ปัญหาการสร้างความประทับใจ ในเบื้องต้นความเข้าใจผิด และการสื ่อสารที ่ไร้ซึ ่งประสิทธิผล (วารสาร Hope Speak, 2557)


16 นอกจากนี้ผลการรายงานจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ยังพบว่าการกล่าวค า พูดใด ๆ ที่มีความชัดเจนนั้นล้วนแต่ส าคัญอย่างยิ่งในระดับการศึกษาต่างๆ ซึ่งจะท าให้ประสบผลส าเร็จใน ด้านการอภิปรายและการจัดการเรียนการสอน การน าเสนอต่างๆ และการขอความร่วมมือระหว่าง ผู้สอนและผู้เรียนอันจะท าให้บรรลุผลส าเร็จตามเป้าหมายทางด้านวิชาการ นอกจากนี้การออกเสียงที่ ถูกต้องและชัดเจนจะช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพของผู้พูดให้ดูดีขึ้นและมีความมั่นใจมากขึ้นรวมถึงส่งผล ให้การติดต ่อสื ่อสารนั้นลื ่นไหลไม ่สะดุด ดังนั้น การออกเสียงที ่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งที ่ส าคัญยิ ่ง ใน หลากหลายสาขาวิชาและอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการพูดเพื่อการสื่อสารขั้นพื้นฐานหรือ แม้แต ่การแสดงออกทางความคิดเห็นในที ่สาธารณะ (วารสารSpeaking clearly, 2559)หากจะ กล่าวถึงการจัดการเรียนการสอนด้านการออกเสียงที่จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลส าเร็จในการออก เสียงที่ถูกวิธีนั้น การเปล่งเสียงถ้อยค า หรือวลีการเน้น เสียง จังหวะ และระดับ เสียงสูง-ต ่านั้นจะต้อง เริ่มจากรูปแบบที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามความถูกต้องนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของหลักการออกเสียง ที ่ดีเพียงเท ่านั้น ความชัดเจนและความคล ่องแคล ่วในการเปล ่งเสียงนั้นก็มีความส าคัญไม ่น้อย เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ผู้เรียนหลาย ๆ คนเรียนรู้ถึงวิธีการออกเสียงที่ถูกต้องเมื่อพวกเขาพยายาม ออกเสียงค า ที่มีพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์แต่เมื่อพวกเขาต้องการที่จะออกเสียงเช่นเดิมก็อาจ กลายเป็นเรื่องที่ยากในเวลาเดียวกัน พวกเขามีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถออกเสียงได้เช่นเดิมอาจกล่าว ได้ว ่าการออกเสียงภาษาต ่างประเทศนั้นเป็นสิ ่งที ่ผู้เรียนไม ่ควรมองข้ามเป็นอย ่างยิ่ง นอกจากนี้ยังพพบว่าค าศัพท์ไวยากรณ์และความคิดต่าง ๆ ที่ผู้พูดต้องการที่จะน าเสนอและความ สุภาพนอบน้อมก็เป็นสิ ่งที ่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้เป็นอย ่ามาก (Introduction to pronunciation, 2016) ในขณะเดียวกันศาสตราจารย์ Anne Burns (2017) ได้ให้นิยามของความส าคัญของการ ออกเสียงในกรณีของการเรียนรู้ทางภาษาศาสตร์นั้นกลายเป็นหลักการทางภาษาที่ใช้กันโดยทั่วไปใน ระบบการสื ่อสารระหว ่างประเทศหรือนานาชาติเนื ่องจากเป็นสิ ่งเดียวที ่จะท าให้ผู้พูด ภาษาต ่างประเทศที ่เป็นทั้งเจ้าของภาษาและไม ่ใช ่เจ้าของภาษาสามารถติดต ่อสื ่อสารตลอดจน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกันในผล การศึกษาในเชิงนามธรรมในปัจจุบันนั้น พบว่า มีการแนะน าให้ผู้เรียนภาษาต่างประเทศให้พยายาม สื่อสารให้ได้ในระดับใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาให้มากที่สุด (ศูนย์การวิจัยทางภาษาศาสตร์ AMEP, 2017 )


17 หลักกำรสอนกำรอ่ำนออกเสียง การสอนทักษะการออกเสียง มักจะเป็นปัญหาใหญ่สา หรับครูผู้สอน ซึ่งเป็นส่วนส าคัญ ในการใช้ภาษาสื่อสาร Jennifer (2017) ได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการสอนออกเสียง (Pronunciation) ไว้ว่าการสอนออกเสียง ควรบูรณาการกับการสอนภาษาในทุกทักษะ เพราะการ ออกเสียงเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของผู้เรียน ในขณะเดียวกันนั้นผู้สอนที่เชี่ยวชาญในการออกเสียงควรจะ สามารถท าให้ชั้นเรียนมีชีวิตชีวาได้ ด้วยการใช้เสียงแสดงอารมณ์ความรู้สึกและปฏิกิริยาโต้ตอบใน สภาพการณ์ต่าง ๆ ท าให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การเรียนรู้และการฝึกฝนการอ่าน ออกเสียง สามารถช่วยทั้งในด้านทักษะการฟังและการพูดควบคู่กันไป และยังช่วยเสริมกับทักษะการ อ่านและการเขียนด้วย (Teaching Pronunciation in the EFL Classroom, 2017) David Sconda (2016) ได้กล ่าวไว้ว ่า การสอนทักษะการออกเสียงเป็นการสอนที่ ครูผู้สอนจะต้องให้ความส าคัญเป็นอันดับแรกและต้องสอนอย่างละเอียด เนื่องจากการสอนออกเสียง นั้นเป็นทักษะที่ยากพอสมควร จากการรายงานในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงในปัจจุบัน พบว่าผู้เรียนชาวไทยส่วนใหญ่จะออกเสียงไม่ค่อยถูกต้องตามหลักการออกเสียง ดังนั้นครูผู้สอนควร สอนค าศัพท์ให้ผู้เรียนได้ฝึกออกเสียงเป็นรายบุคคลเพื่อให้สามารถสังเกตเสียงที่ผู้เรียนออกเสียงผิด เพื่อน าไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงก ้าต่อไป ซึ่งส าหรับการสอนการออกเสียงนั้น ครูจะต้องออกเสียง ให้ถูกต้องและชัดเจนให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ผู้เรียนไม่เกิดความสับสนและออกเสียงแบบผิด ๆ และใน การสอนการออกเสียงนั้น ครูอาจจะสอนในห้องเรียนให้เรียนในรูปแบบการสอนบทบาทสมมติโดยให้ นักเรียนเป็นผู้ปฏิบัติเองวิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการออกเสียงและ ยังเป็นการสร้างทักษะความกล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าท าอีกด้วย (Teaching Pronunciation, ภาควิชามนุษยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช, 2016) Nureela Mudor (2012) ได้สรุปแนวความคิดเกี่ยวกับหลักการสอน Pronunciation หรือการออกเสียงเป็นส ่วนส าคัญในการใช้ภาษาสื ่อสาร (Pronunciation is the soul of conversation) ผู้เรียนมีความจ าเป็นที่จะต้องท าความเข้าใจการท างานของอวัยวะต่างๆที่ใช้ในการ ผลิตเสียง เข้าใจลักษณะเฉพาะ และกฏเกณฑ์ของภาษา รวมทั้งวิธีการปรับเปลี่ยน พลิกแพลง การ ออกเสียงตามวัตถ ุประสงค์และสถานการณ์ ดังนั้น การสอนเสียงและการออกเสียงทาง ภาษาต่างประเทศที่ผู้เรียนไม่ได้ใช้เป็นประจ าจึงเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องง่าย การสอนให้กระจ่างชัดจึงเป็น สิ่งที่จ าเป็น และควรใช้สื่อหลายประเภท เช่นรูปภาพ แผนภาพ แผนภูมิสัญลักษณ์เครื่องหมายต่างๆ เทป วิดิโอ มัลติมิเดีย โปรแกรมคอมพิวเตอร์ กิจกรรมการเรียนการสอนก็ควรใช้หลายรูปแบบ เช่น


18 การสาธิต การใช้แบบฝึก การเล่นเกมส์ การร้องเพลง การท่องโคลง Jazz chant , Tongue Twister การจัดการแสดง การจัดการแข่งขันต่างๆ และการให้โอกาสพดูคุยกับชาวต่างชาติเจ้าของภาษา เป็น ต้น (การสอนการออกเสียง, 2012) กำรสอนกำรอ่ำนออกเสียงและแนวทำงกำรปฏิบัติ กัลยา ไขแก้ว ได้ให้ค านิยามของการอ ่านออกเสียงไว้ว ่าาการอ ่านออกเสียง (Reading aloud) เป็นการอ่านเพื่อฝึกความถูกต้อง (Accuracy) และความคล่องแคล่ว (Fluency) ในการออกเสียง ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนให้เกิดความช านาญและมีความสามารถเพิ่มพูนขึ้นได้ ด้วยเทคนิควิธีการ โดยเฉพาะ ครูผู้สอนจึงควรมีความรู้และเทคนิคที่ดีในการสอนทักษะการอ่านออกเสียงให้แก่ผู้เรียน (“เทคนิคการสอนการอ่านภาษาอังกฤษ”, 2012) เทคนิควิธีปฏิบัติ การอ ่านออกเสียง การฝึกให้ผู้เรียนอ ่านออกเสียงได้อย ่างถูกต้อง และคล ่องแคล ่ว ควรฝึกฝน ไปตามล าดับโดยใช้เทคนิควิธีการ ดังนี้ 1. Basic Steps of Teaching (BST) มีเทคนิคขั้นตอนการฝึกต่อเนื่องกันไป ดังนี้ - ครูอ่านข้อความทั้งหมด 1 ครั้ง / นักเรียนฟัง - ครูอ่านทีละประโยค/ นักเรียนทั้งหมดอ่านตาม - ครูอ่านทีละประโยค / นักเรียนอ่านตามทีละคน ( อาจข้ามขั้นตอนนี้ได้ถ้านักเรียนส่วนใหญ่อ่านได้ดี แล้ว ) - นักเรียนอ่านคนละประโยคให้ต่อเนื่องกันไปจนจบข้อความทั้งหมด - นักเรียนฝึกอ่านเอง - สุ่มนักเรียนอ่าน 2. Reading for Fluency ( Chain Reading) คือ เทคนิคการฝึกให้นักเรียนอ่านประโยคคน ละประโยคอย่างต่อเนื่องกันไป เสมือนคนอ่านคนเดียวกันโดยครูสุ่มเรียกผู้เรียนจากหมายเลขลูกโซ่ เช่น ครูเรียก Chain-number One นักเรียนที่มีหมายเลขลงท้ายด้วย 1,11,21,31,41, 51 จะเป็น ผู้อ่านข้อความคนละประโยคต่อเนื่องกันไป หากสะดุดหรือติดขัดที่ผู้รียนคนใด ถือว่าโซ่ขาด ต้อง เริ่มต้นที่คนแรกใหม่หรือเปลี่ยน Chain-number ใหม่ 3. Reading and Look up คือเทคนิคการฝึกให้นักเรียนแต่ละคน อ่านข้อความโดยใช้วิธี อ่านแล้วจำประโยคแล้วเงยหน้าขึ้นพูด ประโยคนั้น ๆ อย่างงรวดเร็วคล้ายวิธีอ่าน แบบนักข่าว


19 4. Speed Reading คือเทคนิคการฝึกให้นักเรียนแต่ละคน อ่านข้อความโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะ เร็วได้การอ่านแบบนี้อาจไม่คำนึงถึงความถูกต้องทุกตัวอักษร แต่ต้องอ่านโดยไม่ข้ามคำเป็นการฝึก ธรรมชาติในการอ่านเพื่อความคล่องแคล่ว (Fluency) และเป็นการหลีกเลี่ยงการอ่านแบบสะกดทีละ คำ 5. Reading for Accuracy คือการฝึกอ่านที่มุ่งเน้นความถูกต้องชัดเจนในการออกเสียง ทั้ง stress / intonation / cluster / final sounds ให้ตรงตามหลักเกณฑ์ของการออกเสียง (Pronunciation) โดยอาจนำเทคนิค Speed Reading มาใช้ในการฝึก และเพิ่มความถูกต้องชัดเจน ในการออกเสียงสิ่งที่ต้องการ จะเป็นผลให้ผู้เรียนมีความสามารถในการอ่านได้อย่างถูกต้อง (Accuracy) และคล่องแคล่ว (Fluency) ควบคู่กันไป กล่าวโดยสรุป การออกเสียงเป็นคุณลักษณะที่ช่วยทำให้การพูดคล่องและลื่นไหลได้อย่างง่าย ซึ่งประกอบด้วยการเปล่งเสียงพูด จังหวะ ทำนองเสียงสูง-ต่ำ และการเน้นเสียง รวมทั้งท่วงท่าลีลา และการสื่อด้วยสายตาและอารมณ์อาจกล่าวได้ว่าการออกเสียงนั้นเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน รูปแบบกำรเรียนรู้แบบเน้นภำระงำน (Task Based Learning) 1. ค ำจ ำกัดควำมของภำระงำน Richards & Rodgers (1986) ได้ให้ความหมายของ "ภาระงาน" ว่า กิจกรรมหรือการกระท า ที่ถูกด าเนินการโดยกระบวนการทางภาษา หรือความเข้าใจทางภาษา เช่น การวาดแผนที่จากการฟัง เทป หรือการฟังค าสอนและปฏิบัติตามค าสั่ง โดย "ภาระงาน" อาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวข้องกับผลผลิต ทางภาษา ดังนั้นผู้สอนต้องระบุให้ชัดเจนว่า "ภาระงาน" นั้นควรค านึงถึงสิ่งใด เพื่อให้บรรลุผลหรือ ส าเร็จสมบูรณ์ โดยเชื่อว่าการใช้กิจกรรมที่หลากหลายในการเรียนการสอนจะช่วยให้มีการใช้ภาษาใน การสื่อสารมากขึ้น Prabhu (1987) ได้ให้ค านิยาม "ภาระงาน " ว่า กิจกรรมที่ต้องการให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมาย หรือประสบผลส าเร็จ โดยใช้ข้อมูลที ่ได้มาและผ ่านกระบวนการ ทางความคิด และผู้สอนสามารถ ควบคุมและก าหนดข้อบังคับได้ Lee (2000) ได้นิยาม "ภาระงาน" ว ่า กิจกรรมในห้องเรียนหรือแบบฝึกหัดที ่มุ ่งให้เกิด ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและมีกลไกส าหรับการวางโครงสร้างการสื ่อสาร และล าดับการสื ่อสาร นอกจากนี้ "ภาระงาน" นั้นหมายถึงความพยายามในการเรียนรู้ภาษาที ่ผู้เรียนต้องเข้าใจ ภาษาเป้าหมาย จัดการภาษาเข้าหมาย และสร้างผลงานจากภาษาเป้าหมาย


20 Elis (2003) ได้ให้ความหมายของ "ภาระงาน" ว่า แผนงานที่ต้องการให้ผู้เรียนปฏิบัติเพื่อ บรรลุเป้าหมายและสามารถประเมินผลได้ทั้งในด้านความถูกต้องและความเหมาะสมของเนื้อหา และ เน้นให้ผู้เรียนสนใจความหมาย และใช้แหล่งทรัพยากรทางภาษาของตนเองแม้ว่ารูปแบบของภาระงาน จะชักน าให้เลือกใช้รูปแบบที่เฉพาะเจาะจงก็ตาม นอกจากนี้ "ภาระงาน"ยังหมายถึงผลลัพธ์ทางการใช้ ภาษาที่มีความคล้ายคลึงกับโลกแห่งความจริง เช่น ทักษะการพูดการเขียน และกระบวนการเรียนรู้ ต่าง ๆ Nunan (2004) ได้ให้ค านิยาม "ภาระงาน" ว่า ชิ้นงานที่ถูกท าในห้องเรียน และเกี่ยวข้องกับ ความรู้ความเข้าใจในภาษาเป้าหมาย การจัดการภาษาเป้าหมาย การสร้างผลผลิตทางภาษาเป้าหมาย หรือการสื่อสารในภาษาเป้าหมาย โดยเน้นการใช้ความรู้หลักไวยากรณ์ของผู้เรียนให้เกิดประโยชน์ เพื่อน้นการสื่อความหมายมากกว่าการเข้าใจหลักไวยากรณ์ และ "ภาระงาน"ควรมีความครบถ้วน สมบูรณ์ และมีรายละเอียดครบถ้วนในแต ่ละขั้นตอนของกิจกรรม เช ่น ตอนเริ ่มตอนกลาง และ ตอนท้ายกิจกรรม J. Willis, (1996)ได้นิยาม "ภาระงาน " ว ่า กิจกรรมมีความเกี่ยวข้องกับความสนใจ ของ ผู้เรียน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เน้นการสื่อความหมายเป็นหลักและให้ความส าคัญกับการบรรลุกิจกรรม และ กิจกรรมมีความเกี่ยวข้องกับโลกความจริง รวมทั้งมีผลผลิตทางภาษาและการประเมินผลผลิตทาง ภาษา 2. องค์ประกอบของกำรจัดกำรเรียนรู้แบบเน้นภำระงำน การจัดการเรียนการสอนแต่ละรูปแบบประกอบไปด้วยองค์ประกอบทางการสอนที่แตกต่าง กันโดยผู้สอนจ าเป็นต้องมีความเข้าใจองค์ประกอบทั้งหมดของรูปแบบการสอนนั้น ๆเพื่อจัดการเรียน การสอนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ Ellis (2003) กล่าวว่า องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานควรประกอบไป ด้วย 5 ปัจจัยดังนี้ 1. จุดมุ่งหมาย (Goals) คือ วัตถุประสงค์ทั่วไปของภาระงาน เช่น ด้านความสามารถการ ติดต่อสื่อสาร ด้านทักษะทางภาษา หรือเชิงวาทกรรม 2. ตัวป้อน (Input) คือ ข้อมูลที่ใช้ส าหรับท ากิจกรรมเน้นภาระงาน อาจอยู่ในรูปแบบค าพูด หรือไม่เป็นค าพูดก็ได้ เช่น รูปภาพ แผนที่ หรืองานเขียน 3. เงื่อนไข (Conditions) คือ วิธีการน าเสนอข้อมูล หรือวิธีที่น าข้อมูลไปใช้ท ากิจกรรม เช่น ผู้เรียนสองคนเห็นข้อมูลในเวลาที่จ ากัด (กิจกรรมฝึกความจ า) หรือผู้เรียนสองคนได้รับ


21 ข้อมูลที่ต่างกัน (กิจกรรมการเปรียบเทียบ หรือกิจกรรมเดี่ยว (การเล่าเรื่องหน้าชั้นเรียน และผู้ฟังมีหน้าที่วาดภาพตาม) 4. การด าเนินงาน (Procedure) คือ ขั้นตอนหรือวิธีการด าเนินกิจกรรม เช่นก าหนดประเภท ของงานว่าเป็นงานเดี่ยว งานคู่ หรืองานกลุ่ม หรือก าหนดเวลาท างาน 5. ผลลัพธ์ (Outcomes) มี 2 รูปแบบประกอบไปด้วย 5.1) ผลงานที่ได้หลังการท ากิจกรรม 5.2) กระบวนการเรียนรู้ และกระบวนการทางภาษาที่เกิดขึ้นในขั้นท ากิจกรรมเช่นการ ล าดับข้อมูล การจับคู่ การเปรียบเทียบ การให้เหตุผล การประเมิน การตัดสิน การตั้ง สมมุติฐาน Nunan (2004) ได้สังเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับองค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้แบบเน้น ภาระงานจาก Shavelson (1981) Candlin (1987) Wright (1987) ไว้6 ประเด็น ดังนี้ 1. จุดมุ่งหมาย (Goals) คือ เป้าหมายโดยทั่วไปของกิจกรรมเน้นภาระงานหรือผลลัพธ์ที่ได้ จากการทำกิจกรรมเน้นภาระงาน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับความสนใจและสมรรถภาพของ ผู้เรียนโดยผู้สอนสามารถบอกจุดมุ่งหมายของกิจกรรมให้แก่ผู้เรียนโดยตรงหรือตั้งคำถามถึง ความสำคัญของหัวเรื่องที่เรียน หรือบอกโดยนัย เพราะผู้เรียนสามารถรับรู้ได้จากกิจกรรม โดยทั่วไป กิจกรรมน้นภาระงานอาจมีจุดมุ่งหมายมากกว่าหนึ่งอย่างเพราะกิจกรรมเน้นภาระงานอาจมีความชับ ซ้อน หรือมีกิจกรรมย่อย ๆ แทรกอยู่ 2. ตัวป้อนทางภาษา (Input) คือ ข้อมูลที่ผู้สอนจัดเตรียมให้ผู้เรียนใช้เพื่อบรรลุภาระงาน และควรเป็นข้อมูลที่เหมาะสมกับความต้องการ ความสนใจ สมรรถภาพของผู้เรียนสอดคล้องกับโลก แห่งความจริง และมีลักษณะ "แท้จริง (Authenticity)" ซึ่งหมายถึงข้อมูลภาษาพูด(Authentic spoken text) หรือข้อมูลภาษาเขียน (Authentic written text) ที่เน้นการสื่อสารมากกว่าการสอน ภาษา และผู้สอนควรใช้ตัวป้อนทางภาษาจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย เพราะเป็นการส่งเสริมให้ กิจกรรมสอดคล้องกับผู้เรียน และเพิ่มความรู้เรื่องโครงสร้างทางภาษาในบริบทที่หลากหลาย เช่น ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์ 3. การดำเนินงาน (Procedures) คือ การระบุสิ่งที่ผู้เรียนต้องทำกับตัวป้อนทางภาษา (Input) 4. บทบาทผู้สอน (Teacher role) คือ การระบว่าผู้สอนมีหน้าที่อะไรในขณะที่ดำเนิน กิจกรรม


22 5. บทบาทผู้เรียน (Learner role) คือ การระบุว่าผู้เรียนมีบทบาทอะไรในขณะที่ดำเนิน กิจกรรม 6. สถานที่ (Settings) คือ การจัดสภาพห้องเรียนให้สอดคล้องกับงาน และควรคำนึงถึง จำนวนผู้เรียนหรือขนาดห้องเรียน กล่าวโดยสรุป องค์ประกอบหลักของการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานประกอบไปด้วย จุดมุ่งหมาย ตัวป้อน การด าเนินกิจกรรม บทบาทผู้สอน บทบาทผู้เรียน สถานที่ และผลลัพธ์ 3. ประเภทของกิจกรรมเน้นภำระงำน กิจกรรมเน้นภาระงาน คือ กิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนที ่โยงผู้เรียนเข้ากับ จุดประสงค์การสอนโดยกิจกรรมเน้นภาระงานมีลักษณะมุ่งพัฒนาทักษะการสื่อความหมายมากกว่า พัฒนาความรู้ด้านไวยากรณ์ Elis (2003) ประเภทของกิจกรรมเน้นภาระงานแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ 1. รูปแบบวิธีการสอน (Pedagogic classification) ประกอบด้วยกิจกรรมเน้นภาระงาน 6 ประเภท ดังนี้ 1.1) การเขียนรายการ (Listing) คือ งานที่ผู้เรียนต้องเขียนรายการสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ ก าหนดเพื่อบรรลุกิจกรรม 1.2) การเรียงล าดับและจัดประเภท (Ordering and Sorting) คือ งานที่เกี่ยวข้องกับการ ล าดับเหตุการณ์หรือความส าคัญ การจัดอันดับ การจัดกลุ่ม หรือการจ าแนกประเภท 1.3) การเปรียบเทียบ (Comparing) คือ งานที่เกี่ยวข้องกับการหาความแตกต่างหรือความ คล้ายคลึงกันของข้อมูล 1.4) การแก้ปัญหา (Problem-solving) คือ งานที่ผู้เรียนต้องใช้สติปัญญาและเหตุผลเพื่อ แก้ปัญหาในสถานการณ์ที่ก าหนด 1.5) การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ส่วนบุคคล (Sharing personal experience) คือ งานที่ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พูดคุยเกี่ยวกับตนเอง แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตนอย่างเป็นอิสระ 1.6) งานสร้างสรรค์ (Creative tasks) คือ งานที่ผู้เรียนท าเป็นคู่หรือเป็นกลุ่มเช่น โครงงาน แผ่นพับโฆษณา แฟ้มสะสมงาน หนังสือพิมพ์ห้อง หรือวารสาร 2. รูปแบบทางวาทศาสตร์ (Rhetorical classification) คือ กิจกรรมที ่จัดท าขึ้นอย ่าง สอดคล้องกับทฤษฎีทางวาทศาสตร์ซึ ่งจ าแนกค าพูดตามโครงสร้างประโยคและคุณลักษณะทาง


23 ภาษาศาสตร์ เช่น การให้ผู้เรียนใช้ภาษาตามโครงเรื่อง (Genre) ที่ก าหนด เช่น ให้ผู้เรียนเขียนจดหมาย ลาป่วยถึงครูประจ าชั้น หรือเขียนจดหมายถึงเพื่อนร่วมชั้น 3. รูปแบบกระบวนการคิด (Cognitive classification) ประกอบด้วยกิจกรรมเน้นภาระงาน 3 ประเภท คือ 3.1) กิจกรรมหาข้อมูลที ่หายไป (Information gap activity) คือ งานที ่ผู้เรียนต้อง แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน หรือการใช้ข้อมูลที่ได้รับเพื่อเติมค าลงในตารางให้สมบูรณ์ 3.2) กิจกรรมหาสาเหตุที่หายไป (Reasoning gap activity) คือ งานที่ผู้เรียนต้องใช้การสื่อ ความหมายการคาดการณ์ และการให้เหตุผล เพื่อบรรลุกิจกรรม เช่น การให้ผู้เรียนหาตารางการ ท างานของผู้สอนจากตารางเรียนของผู้เรียนที่เรียนกับผู้สอนคนนั้น 3.3) กิจกรรมหาความคิดที่หายไป (Opinion-gap activity) คือ งานที่ผู้เรียนสามารถแสดง ความคิดเห็น ความชอบ ความรู้สึก หรือทัศนคติส่วนบุคคลได้อย่างอิสระ เช่น การเติมค าเพื่อให้เรื่อง สมบูรณ์ Nunan (2004) ประเภทของกิจกรรมเน้นภาระงานแบ่งออกเป็น 5 รูปแบบ ดังนี้ 1. รูปแบบกระบวนการคิด (Cognitive) ประกอบไปด้วยภาระงาน 8 ประเภท ดังนี้ 1.1) การจัดประเภทของข้อมูล (Classifying) คือ กิจกรรมที่ผู้เรียนต้องจัดข้อมูลที่คล้ายคลึง กันเข้าไว้ด้วยกัน เช่น การจัดประเภทของข้อมูล โดยพิจารณาจากความหมาย 1.2) การท านายอนาคต (Predicting) คือ กิจกรรมที่ให้โอกาสผู้เรียนได้คาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในกระบวนการเรียนรู้ เช่น การคาดเดาเรื่องที่จะเรียนจากหัวข้อ 1.3) การโน้มน้าว (Inducing) คือ กิจกรรมที่สอดแทรกความรู้ทางภาษาที่ผู้สอนจัดสรรไว้ เช่น การสังเกตหลักไวยากรณ์ Past simple tense จากกิจกรรมที่ได้ท า 1.4) การจดบันทึก (Taking notes) คือ กิจกรรมที่ผู้ต้องจดบันทึกใจความส าคัญของเรื่องนั้น ๆ เป็นภาษาของผู้เรียน 1.5) แผนผังความคิดรวบยอด (Concept mapping) คือ กิจกรรมที ่ผู้เรียนต้องเสนอ ใจความส าคัญของข้อมูลในรูปแบบแผนผัง 1.6) การโยงสิ่งที่เรียน (Inferencing) คือ กิจกรรมที่ให้โอกาสผู้เรียนได้ใช้ความรู้ที่ได้เรียนใน สถานการณ์ใหม่ ๆ 1.7) การแยกแยะ (Disciminating) เช ่น กิจกรรมที ่ผู้เรียนต้องแยกแยะข้อมูลเช ่น การ แยกแยะระหว่างข้อมูลหลักและข้อมูลสนับสนุน


24 1.8) การท าแผนภาพ (Diagraming) คือ กิจกรรมที่ผู้เรียนต้องเปลี่ยนข้อมูลที่ได้รับหรือข้อมูล ส าคัญเป็นแผนภาพ 2. รูปแบบการติดต่อสื่อสาร (Interpersonal) ประกอบไปด้วยภาระงาน 2 ประเภท 2.1) การท างานร่วมกัน (Co-operating) คือ กิจกรรมที่เน้นให้ผู้เรียนท างานร่วมกัน เช่น การ ท างานกลุ่มขนาดเล็ก โดยสมาชิกบางคนเป็นผู้อ่านและสมาชิกที่เหลือช่วยกันเติมข้อมูลลงใน ตาราง 2.2) บทบาทสมมุติ (Role playing) คือ กิจกรรมที่ผู้เรียนได้รับบทบาทต่าง ๆเพื่อใช้ความรู้ทาง ภาษาในสถานการณ์ที่ก าหนดขึ้นมา เช่น การให้ผู้เรียนรับบทบาทเป็นผู้รายงานข่าว 3. รูปแบบทางภาษาศาสตร์ (Linguistic) ประกอบไปด้วยภาระงาน 6 ประเภท ดังนี้ 3.1) รูปแบบบทสนทนา (Conversational patterns) คือ กิจกรรมที่ผู้เรียนใช้ความรู้เรื่องรูปแบบ บทสนทนาในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การจับคู่บทสนทนากับสถานการณ์ให้เหมาะสม 3.2) การฝึกฝน (Practising) คือ กิจกรรมที่ผู้เรียนได้รับค าสั่งให้ท าเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะ ทางภาษาเช่น การฝึกฟังบทสนทนา หรือการฝึกสนทนากับเพื่อน 3.3) การใช้บริบท (Using context) คือ กิจกรรมที่ผู้เรียนฝึกเดาความหมายของค าศัพท์ วลี หรือ กรอบความคิดจากบริบท 3.4) การสรุปความ (Summarizing) คือ กิจกรรมที่ผู้เรียนน าเสนอข้อมูลที่ส าคัญในรูปแบบการ เขียนสรุปความ 3.5) การฟังจับใจความ (Selective listening) คือ กิจกรรมที่ผู้เรียนต้องพยายามฟังเพื ่อจับ ใจความส าคัญ โดยไม่ค านึงถึงความหมายของทุกค าที่ได้ฟัง 3.6) การอ่านคร่าว ๆ (Skinming) คือ กิจกรรมที่ผู้เรียนฝึกอ่านโดยคร่าว ๆว่าเรื่องนั้นโดยทั่วไป แล้วพูดถึงอะไร เช ่น การอ่านเนื้อเรื ่องแล้วให้ตัดสินใจว ่าเรื ่องนั้นคือข ่าวในหนังสือพิมพ์ ใน บทความในจดหมาย หรือในโฆษณา 4. รูปแบบทางจิตใจ (Affective) ประกอบไปด้วยภาระงาน 3 ประเภท ดังนี้ 4.1) การแสดงความรู้สึก (Personalizing) คือ กิจกรรมที่ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น ความรู้สึก และประเด็นเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้รับ เช่น การเขียนจดหมายคุยกับเพื่อน 4.2) การประเมินตนเอง (Self-evaluating) คือ กิจกรรมที่ผู้เรียนค านึงถึงงานที่ได้ท าไปแล้วให้ คะแนนแก่ตนเอง


25 4.3) การสะท้อนกลับ (Reflecting) คือ กิจกรรมที่ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นถึงเรื่องที่ผู้เรียน เรียนรู้ได้ดี ยาลยศด 5. รูปแบบความสร้างสรรค์ (Creative) ประกอบไปด้วย 1 ประเภท ดังนี้ การระดมความคิด (Brainstorming) คือ กิจกรรมที่ผู้เรียนช่วยกันคิดเพื่อบรรลุเป้าหมายของ กิจกรรม เช่น เกมแข่งนึกค าศัพท์เกี่ยวกับสีให้มากที่สุด D. Willis & Willis (2007) แบ ่งกิจกรรมเน้นภาระงานตามรูปแบบกระบวนการคิด ออกเป็น 7 ประเภท ดังนี้ 5.1) การเขียนรายการ (Listing) คือ ภาระงานที่ให้ความส าคัญต่อการระดมความคิดซึ่ง เป็นการดึงผู้เรียนเข้ามีส่วนร่วมกับกิจกรรม และเป็นภาระงานที่ให้ความส าคัญต่อการค้นหาขอเท็จ จริง ซึ่งภาระงานนี้ควรใช้ในช่วงเริ่มของงานเพราะเป็นงานที่ช่วยเกริ่นหรือน าเรื่องให้แก่ผู้เรียนและ ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ 5.2) การเรียงล าดับและจัดประเภท (Ordering and Sorting) คือ ภาระงานที่ผู้เรียนต้อง ใช้ความรู้ความเข้าใจมากกว่ากิจกรรม "การเขียนรายการ" ซึ่งภาระงานประเภทนี้ประกอบไปด้วย 3 กระบวนการ 5.2.1) การจัดล าดับเรื่อง เหตุการณ์ การกระท า (Sequencing) 5.2.2) การจัดอันดับข้อมูล (Ranking) 5.2.3) การจัดประเภทของข้อมูล (Classify) 5.3) การจับคู่ (Matching) คือ ภาระงานที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการเรียนการสอนแบบ Total Physical Response (TPR) โดยผู้เรียนเป็นผู้รับข้อมูลโดยการฟังหรือการอ่านและปฏิบัติตาม ค าสั่งของงาน ซึ่งเป็นภาระงานที่สามารถใช้ได้กับผู้เรียนทุกระดับ เช่น การจับคู่สิ่งของจากสิ่งที่ได้ฟัง (ผู้เรียนระดับพื้นฐาน) หรือการระบุชื่อบุคคลจากข้อมูลที่ได้ฟัง (ผู้เรียนที่มีทักษะทางภาษาสูง) 5.4) การเปรียบเทียบ (Comparing) คือ ภาระงานที่เปรียบเทียบข้อมูลที่คล้ายคลึงกันหรือ ข้อมูลเรื่องเดียวกันแต่หลากหลายแหล่งที่มา โดยผู้เยนมีหน้าที่ค้นหาความเหมือนหรือความต่างของ ข้อมูลนั้น 5.5) การแก้ปัญหา (Problem solving) คือ ภาระงานที่เน้นการแก้ปัญหา โดยผู้เรียนต้องใช้ ความสามารถด้านเหตุผลและสติปัญญา ผู้เรียนจะมีความพึงพอใจ โดยกระบวนการและเวลาที่ใช้จะ แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับชนิดและความซับซ้อนของปัญหา เช่น ปัญหาในชีวิตประจ าวันการตั้ง สมมุติฐาน หรือการเปรียบเทียบทางเลือก


26 5.6) การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ส่วนบุคคล (Sharing personal experience) คือภาระ งานที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พูดคุยเกี่ยวกับตนเอง แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตนหรือเรื่องในอดีตอย่าง เป็นอิสระและมีลักษณะใกล้เคียงกับการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการในสังคม 5.7) โครงงานและงานสร้างสรรค์ (Projects and creative tasks) คือ ภาระงานที่ผู้เรียนท า เป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม เช่น แผ่นพับโฆษณา แฟ้มสะสมงาน หนังสือพิมพ์ห้อง หรือวารสาร กล่าวโดยสรุป กิจกรรมเน้นภาระงานมีหลากหลายประเภท ซึ่งล้วนแต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ ทางปัญญาของผู้เรียนในหลาย ๆ รูปแบบ เช ่น รูปแบบทางวาทศาสตร์รูปแบบกระบวนการคิด รูปแบบการติดต่อสื่อสาร รูปแบบทางภาษาศาสตร์ รูปแบบทางจิตใจรูปแบบความสร้างสรรค์ รวมทั้ง เกี่ยวข้องกับรูปแบบวิธีการสอน ในงานวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยเน้นกิจกรรมหรือภาระงานที ่เกี ่ยวข้องกับ กระบวนการทางปัญญาในรูปแบบการติดต่อสื่อสาร รูปแบบทางวาทศาสตร์ และรูปแบบกระบวนการ คิด เนื่องจากผู้วิจัยต้องการพัฒนาความสามารถการพูดน าเสนอภาษาอังกฤษ 4. กำรล ำดับควำมยำกง่ำยของภำระงำน การล าดับความยากง่ายของภาระงานมีความส าคัญต่อการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน เนื่องจากการล าดับความยากง่ายของภาระงานส่งผลต่อการรับรู้และความเข้าใจของผู้เรียนโดยตรง โดยการเรียนการสอนรูปแบบนี้จะเกิดประสิทธิภาพหากผู้สอนจัดล าดับความยากง่ายของภาระได้ อย่างสอดคล้องและสมเหตุสมผลกับความสามารถของผู้เรียน Ellis (2003) ได้สังเคราะห์แนวคิดเกี ่ยวกับการจัดล าดับภาระงานของ Bindley, 1989;Candlin, 1987; Prabhu, 1987; Nunan, 1989; Skehan, 1998; Robinson, 2001 โดย พิจารณาจากความซับซ้อนของภาระงานเพื่อจัดล าดับความยากง่ายของภาระงานซึ่งก าหนดเกณฑ์ หลัก ๆ 4 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านปัจจัยหรือตัวป้อนทางภาษาของภาระงาน (Input) ประกอบไปด้วยเงื ่อนไข 5 ประการ ดังนี้ 1.1) สื่อการสอน (Input medium) คือ รูปแบบของสื่อการสอน เช่น รูปภาพ แผนผัง สื่อ การสอนทางภาษาพูดหรือภาษาพูด และพบว่าผู้เรียนเข้าใจสื่อที่เป็นรูปธรรม เช่น รูปภาพและแผนผัง ได้ดีกว่าตัวป้อนทางภาษาพูดและภาษาเขียน 1.2) ความซับซ้อนของภาษา (Code complexity) คือ ค าศัพท์หรือประโยคที่มีผลต่อความ เข้าใจของผู้เรียน โดยตัวป้อนที่เป็นค าศัพท์ที่ผู้เรียนคุ้นเคยหรือประโยคสั้น ๆไม่ชับซ้อนจะช่วยให้ ผู้เรียนเข้าใจได้ดีกว่าค าศัพท์ที่ไม่พบเห็นบ่อยหรือประโยคที่ซับซ้อน


27 1.3) ความซับซ้อนของกระบวนการคิด (Cognitive complexity) คือ ขอบเขตความคิดที่ จ าเป็นต้องใช้ในการบรรลุภาระงานประกอบไปด้วย 3 ประเภท ดังนี้ 1.3.1) ชนิดของข้อมูล (Information type) หากข้อมูลคงที่ (Static) หรือข้อมูลที่มี ลักษณะไม ่เปลี ่ยนแปลงตลอดการด าเนินงาน คือ ข้อมูลที ่ผู้เรียนเข้าใจได้ดีกว ่ามากกว ่าข้อมูลที่ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (Dynamic) เช่น ภาพยนตร์ และข้อมูลที่เป็นความคิดเชิงนามธรรม 1.3.2) จ านวนของข้อมูล (Amount of information) หากภาระงานประกอบด้วย ข้อมูลจ านวนน้อย ผู้เรียนสามารถท ากิจกรรมได้ง่ายกว่า เช่น การบรรยายแผนผังที่มีข้อมูลกระชับ หรือการเล่าเรื่องราวที่มีตัวละครจ านวนไม่มาก 1.3.3) ระดับโครงสร้าง (Degree of structure) หากตัวป้อนทางภาษาในภาระงาน นั้น ๆ มีความชัดเจนทางโครงสร้างทางภาษา จะท าให้ผู้เรียนเข้าใจได้ดีกว่าตัวป้อนที่มีความไม่ชัดเจน 1.4) บริบทสนับสนุน (Context dependency) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวป้อนทางภาษา ที่ใช้ปฏิบัติงานกับสื่อที่ใช้ โดยพบว่าผู้เรียนเข้าใจตัวป้อนทางภาษาที่มีสื่อประกอบได้ดีกว่าตัวป้อนทาง ภาษาที่ไม่มีสื่อสนับสนุน 1.5) ความคุ้นเคยกับข้อมูล (Familiarity of information) คือ ปัจจัยส าคัญในการบรรลุ ภาระงานโดยพบว่าผู้เรียนเข้าใจเรื่องที่คุ้นเคยได้ดีกว่าเรื่องที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน 2. ด้านเงื่อนไขภาระงานประกอบไปด้วยเงื่อนไข 3 ประการ ดังนี้ 2.1) การเจรจาเพื่อสื่อความหมาย (Negotiation of meaning) คือ การสื่อสารระหว่างคน 2 คนขึ้นไป โดยพบว่ากิจกรรมสองทาง (Two-way tasks) หรืองานที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สื่อสารกัน ระหว่างด าเนินกิจกรรม มีความง่ายกว่ากิจกรรมทางเดียว (One-way tasks)หรืองานที่ไม่เปิดโอกาส ให้สื่อสารระหว่างผู้เรียน 2.2) ความต้องการของงาน (Task demands) คือ กิจกรรมที่ระดับความยากง่ายขึ้นอยู ่กับ จ านวนภาระงานที่ผู้สอนก าหนดไว้ โดยพบว่า ภาระงานเดี่ยว (Single task)หรืองานที่มีจุดมุ่งหมาย เดียวนั้นง่ายกว่าภาระงานซับซ้อน (Dual task) หรืองานที่มีหลายจุดมุ่งหลาย 2.3) แบบวิธีสัมพันธศาสตร์ (Discourse mode) คือ รูปแบบในการสนทนาในการปฏิบัติ ภาระงานหากผู้เรียนต้องสนทนาเพียงคนเดียว (Monologic task) จะปฏิบัติได้ยากกว่าภาระงานที่ ปฏิบัติร่วมกับเพื่อน (Dialogic task) 3. ด้านกระบวนการปฏิบัติงาน (Process of a performing task) คือกระบวนการสร้าง ความรู้ความเข้าใจเช่น กิจกรรมการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้เรียนนั้นง่ายกว่าการแลกเปลี่ยนความ


28 คิดเห็น หรือกิจกรรมที่ผู้เรียนต้องใช้กระบวนการให้เหตุผลเพื ่อบรรลุเป้าหมายหรือแก้ปัญหาที ่ไม่ ซับซ้อน นั้นง่ายกว่าเป้าหมายหรือปัญหาที่ซับซ้อน 4. ด้านผลลัพธ์ของภาระงาน (Task outcome) พิจารณาจากปัจจัย 3 ด้านที่เกี่ยวข้องกับ ผลลัพธ์ของภาระงาน ดังนี้ 4.1) ผลผลิตจากภาระงาน (Medium) ที่ผู้เรียนผลิตออกมาในรูปแบบรูปภาพมีความง่ายกว่า ผลผลิตจากภาระงานรูปแบบการเขียนหรือการพูดน าเสนอ 4.2) ขอบข ่ายของผลผลิตจากภาระงาน (Scope) มี 2 ประเภท คือ ขอบข ่ายแบบเปิด (open) คือภาระงานที่ไม่มีค าตอบก าหนดไว้ตายตัว และขอบข่ายแบบปิด (Closed) คือภาระงานที่มี ค าตอบก าหนดไว้แล้วโดยพบว่าขอบเขตภาระงานแบบปิดมีความง่ายกว่าภาระงานแบบเปิด 4.3) รูปแบบภาษาพูดหรือเขียนที่ใช้บรรลุผลผลิตของภาระงาน (Discoursedomain of outcome) เช่น กิจกรรมที่ก าหนดให้ผู้เรียนใช้รูปแบบทางภาษาที่ไม่ซับซ้อนในการบรรลุผลผลิตของ ภาระงาน นั้นง่ายกว่ากิจกรรมที่ก าหนดให้ผู้เรียนใช้รูปแบบทางภาษาที่ชับซ้อน 5. ขั้นตอนกำรจัดกำรเรียนรู้แบบเน้นภำระงำน การจัดการเรียนการรู้แบบเน้นภาระงานมีความโดดเด่นเรื่องการส่งเสริมให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ กิจกรรมด้วยตนเอง ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจในการลองใช้ภาษาและมีประสบการณ์ในการ ปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นธรรมชาติ J. Wilis (1996) กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานไว้ 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นก่อนปฏิบัติงาน (Pre-task) คือ ขั้นที่ผู้สอนเสนอหัวข้อที่จะสอนโดยบอกค าศัพท์หรือวลี เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับภาระงานหลัก หรือเป็นขั้นน าเข้าเรื่องของภาระงาน โดยผู้สอน อาจให้ผู้เรียนฟังหรือดูตัวอย่างที่ใกล้เคียงกับภาระงานหลัก หรือให้ผู้เรียนอ่านส่วนใดส่วนหนึ่งของ ข้อมูลในภาระงาน 2. ขั้นปฏิบัติงาน (Task cycle) แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนย่อย ดังนี้ 2.1) ขั้นท างาน (Task) คือ ขั้นตอนที่ผู้เรียนร่วมกันปฏิบัติงานเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม โดยผู้สอนมี บทบาทในการเฝ้าดูผู้เรียนว่าท างานตรงตามค าสั่งหรือไม่ และคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาเพื่อการ สื่อสารมากกว่าแก้ไขสิ่งที่ผู้เรียนพูดผิด หลังขั้นท างานผู้สอนสามารถสรุปแนวคิดที่เกิดขึ้นในระหว่าง ชั้นท างานให้ผู้เรียนได้ทราบและไม่ควรให้ผู้เรียนทราบถึงเป้าหมายปลายทาง


29 2.2) ขั้นวางแผน (Planning) คือ ขั้นตอนที่ผู้เรียนเตรียมน าเสนอหน้าชั้นเรียนในรูปแบบการ พูดหรือการเขียน โดยรายง่ายเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติงานหรือสิ่งที่ค้นพบ ส่วนผู้สอนเป็นผู้ช่วยชี้แนะ การใช้ภาษาที่ถูกต้อง หรือการสอบถามข้อมูลจากเพื่อน หรือการใช้พจนานุกรม 2.3) ขั้นรายงาน (Reporting) คือ ขั้นตอนที่ผู้เรียนน าเสนองานหน้าชั้นเรียนหรือแลกเปลี่ยน ข้อมูลระหว่างผู้เรียนเพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ โดยผู้สอนท าหน้าที่เป็นประธานการน าเสนองาน และมี หน้าที่ให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียน 3. ขั้นมุ่งเน้นภาษา (Language focus) คือ ขั้นตอนที่ผู้เรียนได้รับการพัฒนาในด้านความ คล่องแคล่วในการใช้ภาษาและความถูกต้องตามโครงสร้างทางไวยากรณ์ โดยแบ่งเป็น 2 ขั้น ดังนี้ 3.1) ชั้นวิเคราะห์ภาษา (Analysis) คือ ขั้นตอนที่ผู้เรียนตรวจสอบและอภิปรายรูปแบบทาง ภาษา (Language features) ที่ใช้ในขั้นปฏิบัติงาน โดยผู้สอนช่วยทบทวนรูปแบบทางภาษา ค าศัพท์ วลีที่จ าเป็นอื่น ๆ เพิ่มเติม 3.2) ขั้นฝึกฝน (Practice) หลังจากที่ผู้เรียนได้เรียนรู้รูปแบบทางภาษาที่ถูกต้องแล้ว ผู้เรียน ได้ฝึกใช้ภาษาที่ถูกต้องให้เกิดความคล่องแคล่วมากขึ้น โดยอาจมีสถานการณ์หรือเงื่อนไขแตกต่างจาก ภาระงานหลัก Elis (2003) ได้สังเคราะห์ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน และกระบวนการที่ สามารถใช้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานของ Prabhu, 1987; Estairesand Zanon, 1994; Skehan, 1996; Willis, 1996; Lee, 2000 โดยทั่วไปพบว่าขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบเน้น ภาระงานประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ขั้นเตรียมปฏิบัติภาระงาน (Pre-task) คือ วิธีที่ผู้สอนเสนอโครงสร้างของภาระงานที่ผู้เรียน ต้องปฏิบัติหรือผลผลิตทางภาษาที่ผู้เรียนต้องท า โดยการกระตุ้นให้ผู้เรียนเห็นความส าคัญของงาน หรืออธิบายประโยชน์ของภาระงานที่ผู้เรียนจะได้รับเพื่อให้ผู้เรียนต้องการปฏิบัติภาระงาน โดยพบว่า วิธีเสนอหัวข้อที่ผู้เรียนรู้สึกผ่อนคลาย หรือไม่ต้องใช้กระบวนการคิดมากนักช่วยให้ผู้เรียนสนใจหัวข้อที่ จะเรียนมากขึ้น เช ่น กิจกรรมที ่ผู้เรียนต้องเขียนรายการ (Listing)หรือการระดมความคิด (Brainstorming) หรือการเขียนแผนผังความคิด (Mind mapping) เกี่ยวกับประโยชน์ของการพูด เพื่อน าเข้าสู่การเรียนเรื่องรูปแบบและประโยชน์ของการพูด 2. ขั้นปฏิบัติภาระงาน (During task) ประกอบไปด้วยตัวเลือกทางการสอน (Methodological options) 2 อย่าง ดังนี้


30 2.1) ตัวเลือกด้านการปฏิบัติงาน (Task performance options) ผู้สอนสามารถก าหนดเวลา ในการปฏิบัติงาน หรือการก าหนดให้ผู้เรียนสามารถใช้แหล่งข้อมูลในห้องหรือนอกห้อง 2.2) ตัวเลือกด้านกระบวนการด าเนินงาน (Process) คือ กระบวนการที่เน้นการใช้ภาษาเป็น เครื่องมือการสื่อสาร และกระตุ้นให้เกิดความท้าทายให้กับผู้เรียน ซึ่งกระบวนการนี้ผู้สอนสามารถเน้น ไปที่หลักไวยากรณ์เรื่องนั้น ๆ โดยนัยหรือสอนหลักไวยากรณ์โดยตรง 3. ขั้นหลังปฏิบัติงาน (Post-task) คือ วิธีที่ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทบทวนการใช้ภาษา ที่ได้เรียนและหลักไวยากรณ์ที่ผู้เรียนส่วนใหญ่ใช้ผิดในระหว่างด าเนินงาน เพื่อความคล่องและความ ถูกต้องทางภาษาโดยอาจใช้เงื่อนไขเดียวกับภาระงานหลักหรือต ่างเงื ่อนไขก็ได้หรือการให้ผู้เรียน ประเมินผลงานและหาข้อบกพร่องของตนหรือกลุ่มตนเพื่อเป็นประโยชน์ในการท างานครั้งต่อไป กล่าวโดยสรุป ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนคือ 1) ขั้น ก ่อนปฏิบัติงาน เป็นขั้นน าเข้าสู่บทเรียนโดยให้ผู้เรียนปฏิบัติภาระงานที ่กระตุ้นความรู้เดิมและมี รูปแบบคล้ายคลึงกับภาระงานหลักในขั้นต่อไป เพื่อเตรียมความพร้อมของผู้เรียน 2) ขั้นปฏิบัติงาน เป็นขั้นที่ผู้สอนมอบหมายภาระงานหลักที่สอดคล้องกับชีวิตประจ าวันหรือชีวิตจริงโดยผู้เรียนท างาน ร่วมกัน ฝึกใช้ภาษาอย่างอิสระ เตรียมน าเสนอ และน าเสนอผลงาน และ 3) ขั้นหลังปฏิบัติงาน เป็น ขั้นที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกความคล่องแคล่วทางภาษาและความถูกต้องทางหลักไวยากรณ์ 6. กำรประเมินผลกำรจัดกำรเรียนรู้แบบเน้นภำระงำน Elis (2003) การประเมินศักยภาพของผู้เรียนสามารถท าได้ 3 วิธีดังนี้ 1. การประเมินตามผลลัพธ์ (Direct assessment of outcomes) คือ การประเมินศักยภาพ โดยเน้นที่ผลลัพธ์ของภาระงาน 2. การประเมินเชิงวิเคราะห์ภาษา (Discourse analytic measure) คือการประเมิน ศักยภาพโดยเน้นการวิเคราะห์ภาษาของผู้เรียน เช่น ความคล่อง ความถูกต้องและความหลากหลาย ของภาษา 3. การประเมินโดยใช้แบบประเมิน (External rating) คือ การประเมินตามเกณฑ์ที่ผู้ประเมิน ก าหนด เช่น Skehan (1998) ได้ก าหนดเกณฑ์การประเมินศักยภาพทางภาษาในงานวิจัยของเขาไว้ 3 ด้านคือ ความถูกต้อง ความหลากหลาย และความคล่องแคล่วทางภาษา นอกจากนี้ Elis (2003) กล่าวว่า การประเมินผลเชิงประจักษ์ประกอบไปด้วย 2 ประเภท ดังนี้


31 1. การประเมินผลแบบจุลภาค (Micro-evaluation of tasks) คือ การประเมินภาระงาน หลังที่ผู้เรียนด าเนินภาระงานเสร็จในแต่ละครั้ง เพื่อระบุจุดแข็งและจุดบกพร่อง และน าจุดบกพร่องไป ใช้ปรับปรุงกิจกรรมภาระงานครั้งต่อไป ซึ่งการประเมินผลรูปแบบนี้ประกอบไปด้วย 3 รูปแบบย่อย ดังนี้ 1.1) การประเมินผลโดยผู้เรียน (Student-based evaluation) คือการสอบถามทัศคติหรือ ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อกิจกรรมภาระงาน 1.2) การประเมินผลตามหัวข้อการสอน (Response-based evaluation) คือการประเมิน ผู้เรียนในขณะท าภาระงาน และการประเมินผลงานของผู้เรียน โดยเน้นความตรงประเด็นและความ ถูกต้องตามหัวข้อที่สอน 1.3) การประเมินผลตามผลการเรียนรู้ (Learning-based evaluation) คือ การวัด ประเมินผลตามผลการเรียนรู้ เช่น คะแนนสอบก่อน-หลังเรียน 2. การประเมินผลแบบมหภาค (Macro-evaluation of tasks) คือการวัดประเมินการ จัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานว่าประสบผลส าเร็จหรือไม่ เพื่อน าผลที่ได้ไปพัฒนาการจัดการเรียนรู้ รูปแบบนี้ในครั้งต่อไป กล่าวโดยสรุป ภาระงาน คือ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้เรียนลงมือปฏิบัติได้เสร็จสมบูรณ์ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีการระบุขั้นตอนการด าเนินกิจกรรมเหล่านั้นอย่างชัดเจนและกิจกรรมมีการ ส ่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว ่างผู้เรียน มีความสอดคล้องกับชีวิตประจ าวันหรือชีวิตจริงและมีการ ประเมินผล โดยใช้การเน้นความหมายของภาษาเป้าหมายมากกว่าหลักไวยากรณ์หรือรูปแบบของ ภาษา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กชนันท์ เข็มสกุลทอง,ศาวพา บัวศรีและนุจรีย์ สีแก้ว (2562) ได้ศึกษาการวิจัยการพัฒนา ทักษะการอ ่านออกเสียง โดยใช้ชุดฝึกการอ ่านออกเสียง ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี1/2 โรงเรียนปางศิลาทองศึกษาจากการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี1/2 มีการอ่านออกเสียงสัท อักษรพินอินสูงขึ้น มีผลสัมฤทธิ์ทางด้านการอ่านออกเสียงสัทอักษรพินอินสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดคือ 97.50/80 และมีความพึงพอใจต่อชุดฝึกการอ่านออกเสียงสัทอักษรพินอินในระดับมากที่สุด กฤตพงศ์ มูลมี,นารีนารถ กลิ ่นหอมการและวริยา อินทร์ประสิทธิ์ (2559) วิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการพูดภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task-Based Learning) กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี


32 ที่ 5 ห้อง 5/6 โรงเรียนนครขอนแก่น รูปแบบของการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi - Experimental Design โดยศึกษากลุ่มทดลองกลุ่มเดียวและวัดผลก่อนและหลังเรียน (One Group Pretest - Posttest Design) ผลการวิจัยพบว่ามีคะแนนความสามารถทางการพูดสูงขึ้นจากการวัด ก่อนเรียน โดยการวัดหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย15.22 และการวัดก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 8.37 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน โดยนักเรียนกลุ่มเป้าหมายทั้ง 43 คนมีผลคะแนนเฉลี่ยที่สูงขึ้นมากกว่าการทดสอบก่อน เรียน Liang Fa (2556) ได้ศึกษาผลการใช้สัทอักษรภาษาไทยช ่วยอ่านออกเสียงภาษาจีนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เปรียบเทียบผลการทดสอบระหว่างนักเรียนที่ไม่ใช้สัทอักษรภาษาไทย ช่วยอ่านกับนักเรียนที่ใช้สัทอักษรภาษาไทยช่วยอ่าน การวิเคราะห์ข้อมูลคะแนนเฉลี่ยการอ่านเรื ่อง เทศกาลตรุษจีนของนักเรียนที่อ่านตามระบบพินอินเท่ากับ 4.26 คะแนนเฉลี่ยการอ่านเรื่องเทศกาล ตรุษจีนของนักเรียนที่ใช้สัทอักษรภาษาไทยช่วยก ากับเสียงการอ่านเท่ากับ 3.42 โดยคะแนนเฉลี่ยการ อ่านเรื่องเทศกาลตรุษจีนของนักเรียนที่อ่านตามระบบพินอินสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยการอ่านเรื่องเทศกาล ตรุษจีนของนักเรียนที ่ใช้สัทอักษรภาษาไทยช ่วยก ากับเสียงการอ ่าน .84 คะแนนเฉลี ่ยการท า แบบทดสอบของนักเรียนที่อ่านตามระบบพินอินเท่ากับ 7.89 คะแนนเฉลี่ยการท าแบบทดสอบของ นักเรียนที ่ใช้สัทอักษรภาษาไทยช ่วยก ากับเสียงการอ่าน เท ่ากับ 7.54 โดยคะแนนเฉลี ่ยการท า แบบทดสอบของนักเรียนที่อ่านตามระบบพินอินสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยการท าแบบทดสอบของนักเรียนที่ ใช้สัทอักษรภาษาไทยช่วยก ากับเสียงการอ่าน .45 ชนากานต์ ข าด ารงเกียรติ, ชมพูนุท เมฆเมืองทอง, สุรกานต์ จังหาร, (2564) การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านตัวพินอินภาษาจีน โดยใช้รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของฮันเตอร์ประกอบ แบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการ อ่านตัวพินอินภาษาจีน โดยใช้รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของฮันเตอร์ประกอบแบบฝึกทักษะ ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จึงมีประสิทธิภาพ 85.11/84.72 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มี คะแนนทักษะการอ่านตัวพินอินภาษาจีนหลังเรียนด้วยรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของฮันเตอร์ประ กอบแบบฝึกทักษะ คิดเป็นร้อยละ 84.72 สูงกว ่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย ่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อต่อกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านตัวพิน อินภาษาจีน โดยใช้รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของฮันเตอร์ ประกอบแบบฝึกทักษะ โดยรวมอยู่ใน ระดับมาก


33 ชัชว์ เถาว์ชาลี ,ศศิณัฏฐ์ สรรคบุรานุรักษ์ (2559) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้าง และหาประสิทธิภาพรูปแบบการสอนที่เน้นภาระงานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาจีน เพื่อความเข้าใจให้ได้ตามเกณฑ์ 80/80 2) ประเมินประสิทธิผลของการพัฒนารูปแบบการสอนที่เน้น ภาระงานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาจีนเพื่อความเข้าใจ และ 3) ขยายผลรูปแบบการ สอนที ่พัฒนาขึ้น ผลการวิจัยพบว ่า รูปแบบการสอนอ ่านภาษาจีนที ่เน้นภาระงานเพื ่อส ่งเสริม ความสามารถในการอ่านส าหรับนักศึกษาปริญญาตรีมีชื่อว่า "4A Model" (รูปแบบโฟร์เอ) รูปแบบมี ประสิทธิภาพเท่ากับ 86.76/98.00 ประสิทธิผลของรูปแบบพบว่า 1) หลังเรียนตามรูปแบบนักศึกษา มีความสามารถในการอ่านภาษาจีนเพื ่อความเข้าใจสูงกว ่าก ่อนเรียนอย ่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 2) นักศึกษามีพัฒนาการด้านความเข้าใจในบทอ่านจากชิ้นงานสูงขึ้นในช่วงระหว่างเรียน จากระดับมากเป็นระดับมากที่สุด โดยที่ระยะที่ 1 ระยะที่ 2และระยะที่ 3 อยู่ในระดับมาก ระยะที่ 4 อยู่ในระดับมากที่สุด มีพฤติกรรมการในการใช้กลวิธีการอ่านภาษาจีนสูงขึ้นและ 1 มีความคิดเห็นต่อ กิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ซาร่าห์ หะยีแวฮามะ,เสกสรรค์ แย้มพินิจ, โสพล มีเจริญ (2561) ได้ศึกษาการพัฒนาและหา คุณภาพสื่อมัลติมีเดียโดยใช้เทคนิคการสอนแบบโฟนิกส์ ผลการประเมินคุณภาพของผู้เชี่ยวชาญ ด้าน เนื้อหา พบว่า ค่าเฉลี่ย คือ 4.74 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ 0.18 ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก และ ด้าน สื่อ พบว่า ค่าเฉลี่ย คือ 4.03 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ 0.17 ซึ่งอยู่ในระดับดีผลการประเมิน ความสามารถในการอ่านของนักเรียน มีค่าเฉลี่ย คือ 2.24 ส่วนค่าเบนเบี่ยงมาตรฐาน คือ 0.04 อยู่ใน ระดับที่ดี ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนที่เรียน นักเรียนมีคะแนนทดสอบหลังเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ทัศนีวัลย์ศรีมันตะ (2558) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงและการ เขียนสัทอักษรภาษาจีนกลาง ส าหรับนักศึกษาสาขาภาษาจีนและนักศึกษาที่เลือกเรียนวิชาเลือกเสรี ภาษาจีนเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ผลการวิจัยพบว่า ผลการพัฒนาแบบฝึก ทักษะการอ่านออกเสียงและการเขียนสัทอักษรภาษาจีนส าหรับ นักศึกษาสาขาภาษาจีนและนักศึกษา ที ่เลือกเรียนวิชาเลือกเสรีภาษาจีนเพื ่อการสื ่อสาร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ พบว ่าใน ภาพรวมนั้นแบบฝึก ทักษะมีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงและการเขียนสัท อักษรภาษาจีนซึ่ง เป็นไปตามเกณฑ์ที่ได้ก าหนดไว้ (Ē /É) เท่ากับ 78.82/83.87


34 ธัญจิรา สุวรรณสอาด (2562) เปรียบเทียบผลการเรียนรู้เรื่องสัทอักษรภาษาจีนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก ่อนและหลังด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับเทคนิค TGT ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน ร่วมกับเทคนิค TGT มีค่าเฉลี่ยผลการเรียนหลังจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ 01พฤติกรรมการท างานกลุ่มโดยภาพรวม นักเรียนมีพฤติกรรมการท างานกลุ่มอยู่ในระดับ มาก ความคิดเห็นของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับเทคนิค TGT ใน ภาพรวมนักเรียนเห็นด้วยในระดับมาก โดยเห็นด้วยมากทั้ง 3 ด้าน ตามล าดับดังนี้ด้านประโยชน์ที่ ได้รับ รองลงมา คือ ด้านเนื้อหาและการจัดการเรียนรู้และด้านบรรยากาศการเรียนรู้ เบญจอาภา พิเศษสกุลวงศ์ (2558) ได้ศึกษาปัญหาการออกเสียงสัทอักษรจีนของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎกาญจนบุรี ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีปัญหาในการออกเสียงสัทอักษรจีนทั้ง พยัญชนะ สระ และ วรรณยุกต์ปัญหาการออกเสียงพยัญชนะ นักศึกษาไม่สามารถออกเสียง สระ a, e, i, u, en, un, eng ได้และนักศึกษาไม่สามารถอ่านออกเสียงสระประสม ia และ ie ได้ใน การอ่าน ค าพยางค์เดียว สองพยางค์และประโยค นักศึกษาออกเสียงค าว่า Xióng เป็นสองพยางค์นักศึกษาไม่ สามารถออกเสียงค าว่า jú, jué, cānjiā, cāntīng ได้เป็นต้น ส่วนวรรณยุกต์นักศึกษา ไม่สามารถอ่าน ค าที่มีวรรณยุกต์เสียงเบาได้นักศึกษาไม่สามารถอ่านเปลี่ยนเสียงวรรณยุกต์เสียง 3 ที่อยู่ ติดกันได้ รวมถึงมีปัญหาในการออกเสียงวรรณยุกต์เสียง 2 และ 3 เป็นต้น โดยสาเหตุของปัญหามี6 ประการ ได้แก่ 1. ความสับสนระหว่างการอ่านออกเสียงสัทอักษรจีนกับเสียงภาษาอังกฤษ 2. นักศึกษาไม่เคย ชินกับเสียงและวิธีการออกเสียงที่ไม่มีในภาษาไทย 3. ความยากและความซับซ้อนของสัทอักษรจีน 4. ผลกระทบจากภาษาจีนท้องถิ่นที่ใช้สื่อสารในครอบครัวของนักศึกษาเชื้อสายจีน 5.ขาดสภาพแวดล้อม ของการเรียนการออกเสียงสัทอักษรจีนที ่เหมาะสม 6. นักศึกษาไม ่มีความชอบและขาดความ กระตือรือร้น พิชิต พิมโคตร (2560) ได้พัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษรภาษาจีนกลางของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ผลการวิจัยพบว ่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ชุด “Happy Chinese Pinyin ( 快乐学拼音 ) ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 83.30/82.27 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ชุด “Happy Chinese Pinyin (快乐学拼音) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ร้อยละ 25.67 ทักษะการอ่านออกเสียงเสียงสัทอักษรภาษาจีนกลาง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนด้วย หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ชุด “Happy Chinese Pinyin


35 (快乐学拼音) มีคะแนนเฉลี ่ยเท ่ากับ 28.16 อยู ่ใน เกณฑ์ระดับดี4) ผลการวิเคราะห์ แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ชุด “Happy Chinese Pinyin” (快乐 学拼音) เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษรภาษาจีนกลาง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 อยู่ในระดับมากที่สุด (m = 4.53, s = 0.44) พิณพร คงแท่น ,อัญชนา ทองกระจาย, Huanhuan Ma (2561)การพัฒนาการอ่านออกเสียง ภาษาจีนกลาง ส าหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีนชั้นปีที่ 1 ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาการอ่าน ภาษาจีน 1 โดยใช้กิจกรรมเสริมบทเรียนแบบก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ผลการ พัฒนาอ่านออกเสียงภาษาจีนกลาง ส าหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีนชั้นปีที่ 1 มีประสิทธิภาพคิด เป็นร้อยละ 54.89/89.78 ซึ่งประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ผลการทดสอบผลความสามารถใน การอ่านออกเสียงภาษาจีนกลางของนักเรียนก่อนเรียนและหลัง เรียนจากแบบทดสอบการอ่านออก เสียงภาษาจีนกลาง จากการทดสอบพบว่านักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีนชั้นปีที่ 1 มีทักษะการอ่านออก เสียงภาษาจีนกลางที่สูงขึ้นผลการประเมินความพึงพอใจต่อการพัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาจีน กลางโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มัณฑนา ชินนาพันธ์ (2562) เปรียบเทียบทักษะเรื่องการอ่านออกเสียงสัทอักษรพินอินหลัง เรียนโดยใช้สื่อมัลติมีเดียกับเกณฑ์ร้อยละ 80 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้หลังเรียนโดยใช้สื่อมัลติมีเดีย นักเรียนมีคะแนนเฉลี ่ยรวมสูงกว ่าเกณฑ์ร้อยละ 80 เมื ่อ พิจารณาคะแนนเป็นรายบุคคลพบว่า นักเรียนมีคะแนนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 จ านวน 5 คน ก่อนเรียนโดยใช้สื่อมัลติมีเดีย นักเรียนท า คะแนนสูงสุดได้14 คะแนน คะแนนต ่าสุด 12 คะแนน คะแนนเฉลี่ย (̅) 12.80 คะแนน และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) 1.10 และหลังเรียนโดย ใช้สื่อมัลติมีเดีย นักเรียนท าคะแนนสูงสุดได้17 คะแนน คะแนนต ่าสุด 16 คะแนน คะแนนเฉลี่ย (̅) 16.60 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) 0.55 แสดงให้เห็นว่า หลังเรียนโดยใช้สื่อมัลติมีเดีย นักเรียนมีทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร พินอิน) สูงกว่าก่อนเรียน ศิริรัตน์วุฒิเทิดสกุล (2555) ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบนิรนัยเพื่อพัฒนา ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร วิชาภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นิรนัยเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร ภาษาจีนกลางส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 4 ที ่ตรวจสอบโดยผู้เชี ่ยวชาญพบว ่า ภาพรวม คุณภาพ เหมาะสมอยู่ในระดับดีมากที่สุดการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสัทอักษร ภาษาจีน กลางโดย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบนิรนัยและการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบปกติพบว่า


36 นักเรียนที่ เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบนิรนัยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สูงกว่านักเรียนที่ เรียนโดยการ จัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบปกติ การเปรียบเทียนทักษะการอ่านออกเสียงสัท อักษรภาษาจีน กลางพบว่านักเรียนที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบนิรนัยมีทักษะ การออกเสียง ภาษาจีนกลางสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบปกติและ ด้านความพึง พอใจพบว่า ภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ศติณัฏฐ์ สรรคบุรานุรักษ์ (2559) ได้พัฒนารูปแบบการสอนที ่เน้นภาระงานเพื ่อส ่งเสริม ความสามารถในการอ่าภาษาจีนเพื่อความเข้าใจ ผลการวิจัยพบว่าประสิทธิผลของรูปแบบพบว่า หลัง เรียนตามรูปแบบนักศึกษามีความสามารถในการอ่านภาษาจีนเพื่อความเข้าใจสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที ่ระดับ .05 นักศึกษามีพัฒนาการค้านความเข้าใจในบทอ่านจากชิ้นงานสูงขึ้น ในช่วงระหว่างเรียนจากระดับมากเป็นระดับมากที่สุด โดยที่ระยะที่ 1 ระยะที่ 2 และระยะที่ 3 อยู่ใน ระคับมาก ระยะที่ 4 อยู่ในระดับมากที่สุด กรอบแนวคิดกำรวิจัย ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตำม รูปแบบการเรียนรู้ แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) ทักษะการอ่านออก เสียงสัทอักษร (พินอิน)


37 บทที่ 3 วิธีกำรด ำเนินกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออก เสียงสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ระหว่างก่อน เรียนกับหลังเรียน โดยผู้วิจัยได้ด าเนินการวิจัยดังรายละเอียดต่อไปนี้คือ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง แบบแผนที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ กลุ่มเป้ำหมำย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/7 ประจ าปีการศึกษา 2566โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จ านวน 30 คน ที่ได้มาจากการวิธีการ คัดเลือก แบบแผนกำรทดลอง ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้รูปแบบในการทดลองแบบกลุ่มเดียว (One Group Pretest – Posttest Design) โดยมีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ดังนี้ (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 60) T1 X T2 T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest)


38 เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย 1. เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาจีน) เรื่องสัทอักษร (พินอิน) ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 จ านวน 10 แผน แผนละ 1 ชั่วโมงรวม 10 ชั่วโมง 1.1 เรื่องพยัญชนะ 1.2 เรื่องสระและวรรณยุกต์ 1.3 เรื่องการผสมพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ 1.4 การอ่านค าศัพท์ 2. แบบวัดทักษะการอ่านเรื่องสัทอักษร (พินอิน) เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเรื่องสัทอักษร (พินอิน) ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งใช้ส าหรับทดสอบนักเรียนก่อน และหลังเรียนเป็นแบบทดสอบการอ่าน จ านวน 20 ข้อ จ านวน 1 ฉบับ 3. รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เป็นกิจกรรมหรือชิ้นงาน ที ่ผู้เรียนต้องปฏิบัติด้วยความเข้าใจ มีการเชื ่อมโยงข้อมูลหรือมีปฏิสัมพันธ์ในการใช้ภาษา เป็น กิจกรรมที่มีเป้าหมาย ขั้นตอนชัดเจนและต่อเนื่อง 2. กำรสร้ำงและพัฒนำเครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย ผู้วิจัยก าหนดรายละเอียดของการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้ 2.1 การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ เรื่องสัทอักษร (พินอิน) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้ด าเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบ การเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) 2.1.2 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 กลุ ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ(ภาษาจีน) เรื่องสัทอักษร (พินอิน) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2.1.3 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ ช่วงชั้นที่ 3 วิชาภาษาจีน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2.1.4 สร้างตารางวิเคราะห์จ ุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาสาระวิชา ภาษาต่างประเทศ (ภาษาจีน)หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน)


39 2.1.5 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่าน ออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) 2 ชั ่วโมงต ่อสัปดาห์ จ านวน 10 แผน ใช้เวลา 10 ชั ่วโมง ดังแสดง รายละเอียดในตารางที่ 2 ตำรำงที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา แผน ที่ เรื่อง จ ำนวนชั่วโมง 11 การทดสอบก่อนเรียน 1 12 ค าศัพท์ 1 13 ค าศัพท์ 1 14 ค าศัพท์ 1 15 รูปประโยคและบทสนทนา 1 16 รูปประโยคและบทสนทนา 1 17 รูปประโยคและบทสนทนา 1 18 ฟังและพูดรูปประโยค 1 19 อ่านเรื่องสั้น 1 20 การทดสอบหลังเรียน 1 รวม 10 ซึ่งแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย สาระส าคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ (รายชั่วโมง) สาระ การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล 2.1.6 น าแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีนที่สร้างขึ้นเสนอต่อหัวหน้ากลุ่มสาระที่ปรึกษา แล้วน าเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาภาษาจีน เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างผลการ เรียนรู้ที่คาดหวัง สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญ แต่ละท่านพิจารณาลงความคิดเห็นแล้วให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 หมายถึง แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล


40 ให้คะแนน 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล ให้คะแนน -1 หมายถึง แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล แล้วน าคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ (Index of Item-objective Congruence : IOC) โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป 2.1.7 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีนตามข้อเสนอแนะ 2.1.8 น าแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีนที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการ เรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) ไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย 2.2 แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านสัทอักษร (พินอิน) แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก มีขั้นตอนในการสร้างและหา ประสิทธิภาพดังนี้ 2.2.1 ศึกษาทฤษฎีวิธีสร้างเทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาจีน) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง การอ่านสัทอักษร (พิน อิน) 2.2.2 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาสาระวิชาภาษาต่างประเทศ (ภาษาจีน) 2.2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาต่างประเทศ (ภาษาจีน)แบบ ปรนัยชนิดเลือกตอบมี4 ตัวเลือก จ านวน 30 ข้อ ให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระและผลการเรียนรู้ที่ คาดหวัง 2.2.4 น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาต่างประเทศ (ภาษาจีน) ที่สร้าง ขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอน การวิจัย และด้านการวัดผล และประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยให้ ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ - ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้ สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ ที่คาดหวัง - ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้ สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง - ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดไม่ได้ ไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 2.2.5 น าผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) ระหว่างข้อค าถามของแบบทดสอบกับผลสัมฤทธิ์ ทางการ เรียน ซึ่งได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.67 และ 1.00


41 2.2.6 น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาต่างประเทศ (ภาษาจีน) ที่สร้าง ขึ้นจ านวน 30 ข้อ ไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ก าลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/11 โรงเรียนอุดรพิชัย รักษ์พิทยา ปีการศึกษา 2566 ที่เรียนวิชาภาษาจีน เรื่อง การอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ผ่าน มาแล้ว จ านวน 40 คนแล้วน าคะแนนที ่ได้มาวิเคราะห์หาค ่าความยากง ่าย (p) และค ่าอ านาจ จ าแนก (r) โดยค่า ความยากง่าย (p) มีค่าอยู่ระหว่าง 0.69 – 0.77 และค่าอ านาจจ าแนก (r) มีค่าอยู่ ระหว ่าง 0.25 – 0.63 และค ่าความเชื ่อมั ่น (rtt) โดยใช้สูตรคูเดอร์ – ริชาร์ดสัน 20 (Kuder – Richardson 20 : KR – 20) เท่ากับ 0.78 2.2.7 น าแบบทดสอบที่ได้ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาต่างประเทศ (ภาษาจีน) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ในการทดลองภาคสนามต่อไป 2.3 รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง การอ่านสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จ านวน 1 ชุด มีขั้นตอนในการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดังนี้ 2.3.1 ศึกษาหลักสูตร จุดมุ ่งหมายของหลักสูตร มาตรฐานการเรียนรู้ช ่วงชั้น ขอบข ่าย ของสาระการเรียนรู้โครงสร้างของหลักสูตรและเวลาเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาจีน)ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรุง พ.ศ. 2560) 2.3.2 ศึกษาเอกสารการจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาต ่างประเทศ ระดับชั้นที่ 3 (ม.1 – ม.3) เกี่ยวกับมาตรฐานตัวชี้วัด ค าอธิบายรายวิชา การจัดสาระการเรียนรู้ 2.3.3 ศึกษาขั้นตอนรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) ให้ สอดคล้องสาระการเรียนรู้ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.3.4 ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ 2.3.5 ศึกษาวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้จากหนังสือการวัดผล ประเมินผลการศึกษา 2.3.6 ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning)เรื่อง การอ่านสัทอักษร (พินอิน) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ที่ตั้งไว้ 2.3.7 น ากิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning)ที่ออกแบบขึ้นเสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอค าแนะน าและตรวจสอบข้อบกพร่อง จ านวน 3 ท่าน


42 2.3.8 น ากิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) มาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน และน ากิจกรรมการเรียนรู้ใน รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เสนอผู้เชี่ยวชาญ ตามข้อ 2.3.7 อีก ครั้ง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของสาระการเรียนรู้และประเมินความเหมาะสมตามแบบประเมินที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ซึ่งมี 5 ระดับ คือ เหมาะสมมากที่สุด เหมาะสมมาก เหมาะสมปานกลาง เหมาะสมน้อย และเหมาะสมน้อยที่สุด 2.3.9 น ากิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) ที่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ มาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยและน าไปเทียบกับเกณฑ์การ ประเมิน (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 162) ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย แปลความหมาย 4.51 – 5.00 เหมาะสมมากที่สุด 3.51 – 4.50 เหมาะสมมาก 2.51 – 3.50 เหมาะสมปานกลาง 1.51 – 2.50 เหมาะสมน้อย 1.00 – 1.50 เหมาะสมน้อยที่สุด จากผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.00 – 4.23 มีความเหมาะสมในระดับมาก 2.3.10 น ากิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื ่อง การอ่านสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 ที ่ผ ่านการแก้ไข ปรับปรุงข้อบกพร่องเรียบร้อยแล้วไปทดลองใช้จริงกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการทดลองภาคสนามต่อไป กำรเก็บรวบรวมข้อมูล การด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ซึ่งด าเนินการทดลองกับกลุ่มเป้าหมายตามล าดับ ดังนี้ 1. ท าการทดสอบก่อนเรียน (Pre - test) โดยใช้แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านสัทอักษร (พิน อิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2. ผู้วิจัยด าเนินการสอนกลุ่มเป้าหมายด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นจ านวน 10 แผน โดยให้นักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามขั้นตอนในแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้ในรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง เรื่อง ทักษะการ อ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1


43 3. เมื ่อสิ้นสุดการทดลองแล้ว ให้นักเรียนท าการทดสอบหลังเรียน (Post - test) โดยใช้ แบบทดสอบการอ่านสัทอักษร (พินอิน) ชุดเดิมกับการท าการทดสอบก่อนเรียนไปทดสอบนักเรียนอีก ครั้งจากนั้นน าผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป กำรวิเครำะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ 1. กำรวิเครำะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบการ เรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยด าเนินการโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติส าหรับข้อมูล ทางสังคมศาสตร์ ตามขั้นตอนดังนี้ 1) วิเคราะห์การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนของนักเรียน ที่เรียน โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยน าข้อมูลจากคะแนน สอบวัดผลฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนมาเปรียบเทียบ ค านวณหาค่าความแตกต่างของ คะแนน วิเคราะห์โดยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample) 2. สถิติที่ใช้ในกำรวิจัย ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ 1.1 ค่าความยากง่าย (p) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1.2 ค่าอ านาจจ าแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1.3 ค ่าความเชื ่อมั ่น (rtt) ของคูเดอร์ – ริชาร์ดสัน ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนค านวณได้จากสูตร KR - 20 = 2 1 1 i i t k p q k S − − เมื่อ KR-20 แทน สัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของคูเดอร์- ริชาร์ดสัน 20 i p แทน สัดส่วนของผู้ตอบถูกในข้อ i i q แทน สัดส่วนของผู้ตอบผิดในข้อ i p = −1 2 t S แทน เป็นความแปรปรวนของคะแนนรวม k แทน จ านวนข้อสอบ 1.4 การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (สมนึก ภัททิยธนี, 2546) ค านวณได้จากสูตร


44 IOC = R N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จ านวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 1.5 การหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบวัดผลสัมฤทิ์(เผชิญ กิจระการและ สมนึก ภัททิยธนี. 2545 : 30 - 36) ค านวณได้จากสูตร ดัชนีประสิทธิผล = ผลรวมของคะแนนทดสอบหลังเรียน − ผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียน (จ านวนนักเรียน × คะแนนเต็ม) − ผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียน หรือ 2 1 1 . . P P E I Total P − = − เมื่อ P1 แทน ผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียนทุกคน P2 แทน ผลรวมของคะแนนทดสอบหลังเรียนทุกคน Total แทน ผลคูณของจ านวนนักเรียนกับคะแนนเต็ม 2. สถิติพื้นฐาน ที่ใช้อธิบายลักษณะของข้อมูลพื้นฐานเป็นกลุ่ม/รายบุคคล 2.1 ค่าเฉลี่ย ( X ) (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) ค านวณได้จากสูตร X X N = เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ผลรวมของคะแนนในกลุ่มตัวอย่าง N แทน จ านวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง 2.2 ค่าร้อยละ (Percentage) (บุญชม ศรีสะอาด, 2545 : 101) ค านวณได้จากสูตร 100 f p N = เมื่อ p แทน ค่าร้อยละ


45 f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จ านวนความถี่ทั้งหมด 2.3 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) ค านวณได้จากสูตร 2 2 ( ) . . ( 1) N X X S D N N − = − เมื่อ SD. . แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนแต่ละคน 2 X แทน ผลรวมคะแนนแต่ละคนยกก าลังสอง 2 ( ) X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกก าลังสอง N แทน จ านวนข้อมูลทั้งหมด ซึ่งในการค านวณหาค่าเฉลี่ย (x̅), ร้อยละ (Percentage) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค านวณผลโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติส าหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (SPSS for Windows) 3. สถิติที ่ใช้ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติส าหรับข้อมูล ทาง สังคมศาสตร์ (SPSS for Windows) 3.1 สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียน คือ การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample) 1. การหาค่าความเที ่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแบบทดสอบวัด ความสามารถด้านการอ ่านภาษาอังกฤษเพื ่อความเข้าใจ และแบบวัดเจตคติต ่อการสอนอ ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้กลวิธีสตาร์ท โดยดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามแต่ละข้อ กับจุดประสงค์ (IOC) โดยใช้สูตร สุวิมล ติรกานันท์(2548 : 148) สูตร IOC = เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว ่างข้อค าถามกับ จุดประสงค์ แทน ผลรวมของคะแนนจากการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ


46 N แทน จ านวนของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 2. ร้อยละ (Percentage) เป็นค่าสถิติที่นิยมใช้กันมากโดยเป็นการเปรียบเทียบ ความถี่หรือ จ านวนที่ต้องการกับความถี่หรือจ านวนทั้งหมดที่เทียบเป็น 100 จะหาค่าร้อยละจากสูตร ต่อไปนี้ P = x 100 เมื่อ P แทน ค่าร้อยละ แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ n แทน จ านวนความถี่ทั้งหมด 3 . การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง (Measure of Central Tendency) เป็นสถิติที่ ใช้เป็นตัวแทนของข้อมูลโดยผู้วิจัยได้ใช้สูตรทั้ง 2 ประเภท คือค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 1.) ค่าเฉลี่ย (Mean) หรือเรียกว่า ค่ากลางเลขคณิต ค่าเฉลี่ยค่ามัชฌิมเลขา คณิต ̅= ΣX เมื่อ ̅ แทน ค่าเฉลี่ยเลขคณิต แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด n แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่าง 2.) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D) ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานเป็นค่าวัดการกระจายที่ส าคัญทางสถิติเพราะเป็นค่าที่ใช้บอกถึงการ กระจายของข้อมูลได้ดีกว่าค่าพิสัยและค่าส่วนเบี่ยงเบนเฉลี่ย S.D. = √ ∑ 2−(∑ ) 2 (−1) เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ∑ 2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกก าลังสอง (∑ 2 ) แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด


Click to View FlipBook Version