47 n แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่าง 5. การใช้การทดสอบค่าที (t-test for Dependent Group) วิเคราะห์ข้อมูลได้ ตามความหมาย = ∑ √ ∑ 2 − (∑ ) 2 − 1 เมื่อ D แทน ค่าความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่ ΣD แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนนความแตกต่าง N แทน จ านวนคู่ของคะแนน 6. การใช้การทดสอบค่าที (t-test One Group) วิเคราะห์ข้อมูลได้ตาม ความหมาย = ̅− . √ เมื่อ ̅ แทน คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มประชากร หรือเกณฑ์ที่ ตั้งขึ้น S.D. แทน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน N แทน ขนาดกลุ่มตัวอย่าง
48 บทที4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื ่อศึกษาและเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื ่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนซึ่งผู้วิจัยขอนำเสนอผลการวิเคราะห์ตาม วัตถุประสงค์ของการวิจัย และผลการศึกษาดังรายละเอียดต่อไปนี้ ตอนที่1 เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) กับ เกณฑ์ร้อยละ 75 ตอนที่ 2 ผลการศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนที่เรียนด้วย รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัท อักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ระหว่างก่อนเรียนกับ หลังเรียน เพื่อความสะดวกและให้เกิดความเข้าใจตรงกันในการแปลความหมายของผลการวิเคราะห์ ข้อมูลจึงกำหนดให้สัญลักษณ์ต่าง ๆ แทนความหมาย ดังนี้ x̅แทน ค่าเฉลี่ย S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน N แทน จำนวนสมาชิกของกลุ่มตัวอย่าง t แทน ค่าทดสอบที ** แทน มีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ตอนที่1 ศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) กับ เกณฑ์ร้อยละ 75 ตารางที่3 คะแนนที่ได้ร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนก่อนเรียนและ หลังเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน)
49 คนที่ คะแนนสอบก่อนเรียน คะแนนสอบหลังเรียน คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนที่ได้ ร้อยละ 1 11 55 18 90 2 11 55 16 80 3 11 55 19 95 4 11 55 14 70 5 12 60 15 75 6 7 35 15 75 7 13 65 17 85 8 11 55 18 90 9 11 55 16 80 10 8 40 20 100 11 11 55 14 70 12 13 65 14 70 13 9 45 16 80 14 11 55 17 85 15 6 30 17 85 16 8 40 15 75 17 7 35 16 80 18 12 60 15 75 19 9 45 14 70 20 9 45 16 80 21 10 50 17 85 22 11 55 20 100 23 10 50 15 75 24 6 30 15 75 25 8 40 14 70 26 8 40 16 80 27 13 65 17 85 28 10 50 16 80 29 7 35 15 75
50 จากตารางที่ 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลผลการเปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) หลังเรียนโดยใช้โดยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 16 คิดเป็นร้อยละ 80 ซี่งมีค่ามากกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 75 แสดงว่าทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) หลังเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นไปตามเกณฑ์ ร้อยละ 75 ตอนที่ 2 ผลการศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนที่เรียนด้วย รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัท อักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ระหว่างก่อนเรียนกับ หลังเรียน ตารางที่4 คะแนนที่ได้ร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนก่อนเรียนและ หลังเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) คนที่ คะแนนสอบก่อนเรียน คะแนนสอบหลังเรียน คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนที่ได้ ร้อยละ 1 11 55 18 90 2 11 55 16 80 3 11 55 19 95 4 11 55 14 70 5 12 60 15 75 6 7 35 15 75 7 13 65 17 85 คนที่ คะแนนสอบก่อนเรียน คะแนนสอบหลังเรียน คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนที่ได้ ร้อยละ 30 4 20 15 75 รวม 283 47.17 480 80.00 ค่าเฉลี่ย 9.43 47.17 16 80.00 s.d. 1.9 1.2
51 คนที่ คะแนนสอบก่อนเรียน คะแนนสอบหลังเรียน คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนที่ได้ ร้อยละ 8 11 55 18 90 9 11 55 16 80 10 8 40 20 100 11 11 55 14 70 12 13 65 14 70 13 9 45 16 80 14 11 55 17 85 15 6 30 17 85 16 8 40 15 75 17 7 35 16 80 18 12 60 15 75 19 9 45 14 70 20 9 45 16 80 21 10 50 17 85 22 11 55 20 100 23 10 50 15 75 24 6 30 15 75 25 8 40 14 70 26 8 40 16 80 27 13 65 17 85 28 10 50 16 80 29 7 35 15 75 30 4 20 15 75 รวม 283 47.17 480 80.00 ค่าเฉลี่ย 9.43 47.17 16 80.00 s.d. 1.9 1.2
52 จากตารางที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ที่เรียนโดยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.43 คิด เป็นร้อยละ 47.17 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 16 คิดเป็นร้อยละ 80.00 จากการเปรียบเทียบ พบว่าผู้เรียนมีคะแนนสอบเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 32.83 เมื่อเปรียบเทียบกันด้วยการทดสอบทีแบบไม่ อิสระ (t-test for Dependent Sample) ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ย ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตารางที่5 ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนของนักเรียน ที่เรียน โดยใช้เกม Flippity เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน คะแนน ผลสัมฤทธิ์ ทางการ เรียน n ̅ s df t pvalue -ก่อน เรียน 30 9.43 1.90 29 *13.65 .000 -หลังเรียน 30 16 1.20 * มีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางพบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.43 และคะแนนเฉลี่ย หลังเรียนเท่ากับ 16 คะแนน เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 75 เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดย ใช้สถิติทีพบว่า ค่าสถิติที(t) เท่ากับ *13.65 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทักษะการอ่านออก เสียงสัทอักษร (พินอิน) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไป ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
53 บทที่5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการรายงานผลเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยาผู้วิจัยนำเสนอการสรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ดังนี้ วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ก าหยดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1.เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) 2.เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน สมมติฐำนกำรวิจัย 1.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) มีการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสัท อักษร (พินอิน) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 2.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) มีผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาจีน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน วิธีดำเนินการวิจัย 1. กลุ่มเป้าหมาย ขอบเขตด้านกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/7 ประจ าปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา จ านวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการคัดเลือก
54 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาจีน) เรื่องสัทอักษร (พินอิน) ที่ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) สำหรับของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 แผน แผนละ 1 ชั่วโมงรวม 10 ชั่วโมง ตำรำงที ่ 6 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื ่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา แผน ที่ เรื่อง จ ำนวนชั่วโมง 11 การทดสอบก่อนเรียน 1 12 ค าศัพท์ 1 13 ค าศัพท์ 1 14 ค าศัพท์ 1 15 รูปประโยคและบทสนทนา 1 16 รูปประโยคและบทสนทนา 1 17 รูปประโยคและบทสนทนา 1 18 ฟังและพูดรูปประโยค 1 19 อ่านเรื่องสั้น 1 20 การทดสอบหลังเรียน 1 รวม 10 2. แบบวัดทักษะการอ่านเรื่องสัทอักษร (พินอิน) เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเรื่องสัทอักษร (พินอิน) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งใช้สำหรับทดสอบนักเรียนก่อน และหลังเรียนเป็นแบบทดสอบปรนัย จำนวน 30 ข้อ จำนวน 1 ฉบับ 3. รูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) หมายถึง กิจกรรมหรือ ชิ้นงานที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติด้วยความเข้าใจ มีการเชื่อมโยงข้อมูลหรือมีปฏิสัมพันธ์ในการใช้ภาษา เป็น กิจกรรมที่มีเป้าหมาย ขั้นตอนชัดเจนและต่อเนื่อง 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ซึ่งดำเนินการทดลองกับกลุ่มเป้าหมายตามลำดับ ดังนี้ 1. ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pre - test) โดยใช้แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านสัทอักษร
55 (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2. ผู้วิจัยดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นจำนวน 10 แผน โดยให้นักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามขั้นตอนในแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ เรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง การอ่านสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้ว ให้นักเรียนทำการทดสอบหลังเรียน (Post - test) โดยใช้ แบบทดสอบการอ่านสัทอักษร (พินอิน) ชุดเดิมกับการทำการทดสอบก่อนเรียนไปทดสอบนักเรียนอีก ครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป 4. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน โดยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระ งาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ตามขั้นตอนดังนี้ 1. วิเคราะห์ผลการเปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ก่อนและหลัง โดย โดยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยคำนวณหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ 2. วิเคราะห์การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้ โดยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัท อักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยนำข้อมูลจากคะแนนสอบวัดผลฤทธิ์ทางการ เรียนก่อนเรียนและหลังเรียนมาเปรียบเทียบ คำนวณหาค่าความแตกต่างของคะแนน วิเคราะห์โดย การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample) สรุปผลการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้สามารถสรุปผลได้ดังนี้ การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนของนักเรียน ที่เรียนโดยรูปแบบการ เรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 9.43 คิดเป็นร้อยละ 47.17 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 16 คิดเป็นร้อยละ 80.00 ซึ่ง มากกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 เมื่อเปรียบเทียบกันด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
56 อภิปรายผลการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร(พินอิน) โดยวิธีการจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการ เรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนอุดร พิชัยรักษ์พิทยาสามารถอภิปรายผลได้ดังนี้ การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนของนักเรียน ที่เรียนโดยรูปแบบ การเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พิน อิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.43 คิดเป็นร้อยละ 47.17 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 16 คิดเป็นร้อยละ 80.00 เมื่อ เปรียบเทียบกันด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ย เรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้อง กับแนวคิดของ ศิริรัตน์วุฒิเทิดสกุล (2555) ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบนิรนัยเพื่อ พัฒนา ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร วิชาภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการศึกษา พบว่า ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นิรนัยเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสัท อักษร ภาษาจีนกลางสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า ภาพรวม คุณภาพ เหมาะสมอยู่ในระดับดีมากที่สุด การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสัทอักษร ภาษาจีน กลางโดย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบนิรนัยและการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบปกติพบว่า นักเรียนที่ เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบนิรนัยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สูงกว่านักเรียนที่ เรียนโดยการ จัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบปกติ การเปรียบเทียนทักษะการอ่านออกเสียงสัท อักษรภาษาจีน กลางพบว่านักเรียนที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบนิรนัยมีทักษะ การออกเสียง ภาษาจีนกลางสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบปกติและ ด้านความพึง พอใจพบว่า ภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด และแนวคิดของ ศติณัฏฐ์ สรรคบุรานุรักษ์(2559) ได้พัฒนารูปแบบการสอนที่เน้นภาระงานเพื่อส่งเสริมความสามารถ ในการอ่าภาษาจีนเพื ่อความเข้าใจ ผลการวิจัยพบว่าประสิทธิผลของรูปแบบพบว ่า หลังเรียนตาม รูปแบบนักศึกษามีความสามารถในการอ่านภาษาจีนเพื่อความเข้าใจสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 นักศึกษามีพัฒนาการค้านความเข้าใจในบทอ่านจากชิ้นงานสูงขึ้นในช่วงระหว่าง เรียนจากระดับมากเป็นระดับมากที ่สุด โดยที่ระยะที่ 1 ระยะที่ 2 และระยะที่ 3 อยู่ในระคับมาก ระยะที่ 4 อยู่ในระดับมากที่สุด
57 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะสำหรับการนำผลการวิจัยไปใช้ จากการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะสำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยรูปแบบการ เรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) ซึ่งผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ดังนี้ 1.1 ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครูต้องพยายามให้นักเรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเองทุกคน เพื่อให้นักเรียนได้เกิดความรู้ความเข้าใจในบทเรียน มีความมั่นใจในตนเอง รักความก้าวหน้า รู้จักค้นคว้า แก้ไขปรับปรุงงานของตนอยู่เสมอ ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนมีทักษะการ เรียนรู้ที่ดียิ่งขึ้น 1.2 ในการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) ควรกำชับ ติดตามผู้เรียนแต่ละคนให้มีส่วนร่วมในกลุ่มให้มากที่สุด 1.3 ครูควรเตรียมแผนการจัดการเรียนรู้และคำถามนำหลาย ๆ รูปแบบที่กระตุ้นให้ นักเรียนได้เกิดความสนใจในการเรียนรู้ และอยากรู้อยากเห็น และปฏิบัติกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง 2. ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ในการวิจัยครั้งต่อไป ผู้วิจัยขอเสนอแนะประเด็นที่ควรนำมาศึกษาดังนี้ 2.1 ควรเปรียบเทียบวิธีการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนกับวิธีการสอนแบบอื่น ๆเพื่อ เปรียบเทียบความแตกต่าง 2.2 ควรเปรียบเทียบวิธีการสอนโดยการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning) ในรายวิชาอื่น ๆ เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง
58 เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2556). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ภาษาจีน. กรุงเทพฯ : สำนักคณะกรรมการ ส่งเสริมสวัสดิการและสวัดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา. กชนันท์ เข็มสกุลทอง, ศาวพา บัวศรี, นุจรีย์ สีแก้ว.(2561). การพัฒนาทักษะการออกเสียง โดยใช้ ชุดฝึกการอ่านออกเสียงสัทอักษรพินอิน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1/2 โรงเรียนปาง ศิลาทองศึกษา จังหวัดกำแพงเพชร : โรงเรียนปางศิลาทองศึกษา อำเภอปางศิลาทอง จังหวัด กำแพงเพชร. กฤตพงศ์ มูลมี ,นารีนารถ กลิ่นหอมการ,วริยา อินทร์ประสิทธิ์.(2559). การพัฒนาความสามารถด้าน การพูดภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task-Based Learning): โรงเรียนนครขอนแก ่น ต าบลบ้านทุ ่ม อ าเภอเมือง จังหวัด ขอนแก่น ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่นเขต 25 ชนากานต์ ข าด ารงเกียรติ, ชมพูนุท เมฆเมืองทอง, สุรกานต์ จังหาร.(2564). การพัฒนาทักษะการ อ่านตัวพินอินภาษาจีนโดยใช้รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของฮันเตอร์ ประกอบแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 :โรงเรียนอนุบาลกิติยา อ าเภอเมืองฯ จังหวัดมหาสารคาม จากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ชัชว์ เถาว์ชาลี ,ศศิณัฏฐ์ สรรคบุรานุรักษ์ .(2559). การพัฒนารูปแบบการสอนที่เน้นภาระงานเพื่อ ส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาจีนเพื่อความเข้าใจ ส าหรับนักศึกษาปริญญาตรี: คณะ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซาร่าห์ หะยีแวฮามะ,เสกสรรค์ แย้มพินิจ, โสพล มีเจริญ. (2561). การพัฒนาและหาคุณภาพสื่อ มัลติมีเดียโดยใช้เทคนิคการสอนแบบโฟนิกส์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-6 :โรงเรียน เตรียมศึกษาวิทยา ทัศนีวัลย์ศรีมันตะ.(2558). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงและการเขียนสัทอักษร ภาษาจีนกลาง ส าหรับนักศึกษาสาขาภาษาจีนและนักศึกษาที ่เลือกเรียนวิชาเลือกเสรี ภาษาจีนเพื่อการสื่อสาร : มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ธัญจิรา สุวรรณสอาด. (2562). ผลการเรียนรู้เรื่องสัทอักษรภาษาจีนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่องสัทอักษรภาษาจีน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับเทคนิค TGT : โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พัฒนาการปราณบุรีอ าเภอปราณบุรีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
59 เบญจอาภา พิเศษสกุลวงศ์ .(2558).การศึกษาปัญหาการออกเสียงสัทอักษรจีนของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี: มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี พิชิต พิมโคตร .(2560). การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษรภาษาจีนกลางของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ :โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย อ าเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มัณฑนา ชินนาพันธ์ .(2562). เปรียบเทียบทักษะเรื่องการอ่านออกเสียงสัทอักษรพินอินหลังเรียนโดย ใช้สื่อมัลติมีเดีย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 :โรงเรียนบ้านคลองนามิตรภาพที่ 201 อ าเภอกาญจนดิษฐ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศิริรัตน์วุฒิเทิดสกุล. (2555). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบนิรนัยเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออก เสียงสัทอักษร วิชาภาษาจีนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ ค.ม. เชียงราย: มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย. สายสุนีย์ สิงห์เวียง .(2559).การพัฒนากิจกรรมการเรียนแบบเน้นงานปฏิบัติร่วมกับการใช้เทคนิคการ จำอักษรแบบเชื่อมโยงเพื่อสงเสริมความสามารถในการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 : โรงเรียนตะพานหิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 41 Wodecki, R. (2014). Using pop songs to improve pronunciation in the EFL Classroom. Diploma Thesis. Faculty of Education. Department of English Language and Literature. Brno:Masaryk University. Khammani, T. (2016). Pedagogy: knowledge for effective learning processes (20th ed.). Bangkok: Chulalongkorn University. [in Thai]
60 ภาคผนวก
61 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย
รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอนภาษาจีน ที่ประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน มีรายนามดังต่อไปนี้ 1. นายนรากร จันลาวงศ์ อาจารย์สาขาวิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2. นางสาวณัชชา อนันต์เตชะกุล ครู สาขาวิชาภาษาจีน โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อ.เมือง จ.อุดรธานี 3. นางสาวเสาวลักษณ์ หลอมพลทัน ครู สาขาวิชาภาษาจีน โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อ.เมือง จ.อุดรธานี
ภาคผนวก ข แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาจีน (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยการเรียนรู้แบบ เน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน)
ภาคผนวก ค ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนี ความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยการเรียนรู้แบบ เน้นภาระงาน (Task Based Learning) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน)
ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ข้อที่ ผลการประเมินผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC แปลผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1 +1 -1 0 0 0.00 ตัดทิ้ง/ปรับปรุง 2 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 3 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 4 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 5 +1 -1 0 0 0.00 ตัดทิ้ง/ปรับปรุง 6 +1 -1 0 0 0.00 ตัดทิ้ง/ปรับปรุง 7 +1 -1 0 0 0.00 ตัดทิ้ง/ปรับปรุง 8 0 0 +1 1 0.33 ตัดทิ้ง/ปรับปรุง 9 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ 10 +1 -1 0 0 0.00 ตัดทิ้ง/ปรับปรุง 11 +1 -1 +1 1 0.33 ตัดทิ้ง/ปรับปรุง 12 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 13 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ 14 +1 0 +1 2 0.67 ใช้ได้ 15 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 16 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 17 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 18 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 19 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 20 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 21 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 22 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 23 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน)(ต่อ) ข้อที่ ผลการประเมินผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC แปลผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 24 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 25 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 26 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 27 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 28 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 29 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 30 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ หมายเหตุการแปลผลค่า IOC ใช้เกณฑ์ ดังนี้ IOC < 0.5 หมายถึง ข้อสอบไม่สอดคล้องกับเนื้อหา ควรตัดข้อสอบข้อนั้นทิ้งไป IOC > 0.5 หมายถึง ข้อสอบข้อนั้นสอดคล้องกับเนื้อหา สามารถใช้ข้อสอบข้อนั้นได้
ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน (Index of Item Objective Congruence: IOC) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องคำศัพท์ ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วนและสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ + 1 + 1 + 1 1.00 นำไปใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ + 1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายเหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ จุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจนครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้
ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน (Index of Item Objective Congruence: IOC) แผนการจัดการเรียนรู้ที่3 เรื่อง คำศัพท์ ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วนและสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ + 1 + 1 + 1 1.00 นำไปใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ + 1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายเหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ จุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจนครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้
ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน (Index of Item Objective Congruence: IOC) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง คำศัพท์ ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วนและสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ + 1 + 1 + 1 1.00 นำไปใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ + 1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายเหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ จุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจนครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้
ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน (Index of Item Objective Congruence: IOC) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง รูปประโยคและบทสนทนา ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วนและสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ + 1 + 1 + 1 1.00 นำไปใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ + 1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายเหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ จุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจนครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้
ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน (Index of Item Objective Congruence: IOC) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง รูปประโยคและบทสนทนา ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วนและสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ + 1 + 1 + 1 1.00 นำไปใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ + 1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายเหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ จุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจนครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้
ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน (Index of Item Objective Congruence: IOC) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง รูปประโยคและบทสนทนา ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วนและสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ + 1 + 1 + 1 1.00 นำไปใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ + 1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายเหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ จุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจนครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้
ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน (Index of Item Objective Congruence: IOC) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง ฟังและพูดรูปประโยค ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วนและสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ + 1 + 1 + 1 1.00 นำไปใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ + 1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายเหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ จุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจนครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้
ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน (Index of Item Objective Congruence: IOC) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 เรื่อง อ่านเรื่องสั้น ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วนและสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ + 1 + 1 + 1 1.00 นำไปใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ + 1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายเหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ จุดประสงค์ +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจนครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 1.00 นำไปใช้ได้
ภาคผนวก ง ค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่น (rtt) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ผลการทดสอบค่าเฉลี่ยของสมมติฐานทางสถิติ (t – test for One Sample and t-test for DependentSample)
ผลการหาค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่น (rtt) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร (พินอิน) ข้อที่ ประสิทธิภาพของแบบทดสอบ ผลการวิเคราะห์ ค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) 1 0.73 0.41 ใช้ได้ 2 0.73 0.25 ใช้ได้ 3 0.69 0.44 ใช้ได้ 4 0.73 0.41 ใช้ได้ 5 0.77 0.50 ใช้ได้ 6 0.73 0.53 ใช้ได้ 7 0.69 0.32 ใช้ได้ 8 0.73 0.63 ใช้ได้ 9 0.69 0.41 ใช้ได้ 10 0.77 0.38 ใช้ได้ 11 0.69 0.44 ใช้ได้ 12 0.73 0.53 ใช้ได้ 13 0.77 0.50 ใช้ได้ 14 0.77 0.41 ใช้ได้ 15 0.77 0.28 ใช้ได้ 16 0.77 0.50 ใช้ได้ 17 0.77 0.28 ใช้ได้ 18 0.69 0.41 ใช้ได้ 19 0.77 0.28 ใช้ได้ 20 0.77 0.63 ใช้ได้
ข้อที่ ประสิทธิภาพของแบบทดสอบ ผลการวิเคราะห์ ค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) 21 0.73 0.41 ใช้ได้ 22 0.73 0.25 ใช้ได้ 23 0.73 0.41 ใช้ได้ ค่าความเชื่อมั่น (rtt) 0.78 หมายเหตุ การพิจารณาค่าความยาก (p) ที่พอเหมาะ ควรมีค่าตั้งแต่ 0.20 – 0.80 การพิจารณาค่าอำนาจจำแนก (r) ที่พอเหมาะ ควรมีค่าตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป การพิจารณาค่าความเชื่อมั่น (rtt) ที่พอเหมาะ ควรมีค่าตั้งแต่ 0.70 ขึ้นไป
ผลการทดสอบค่าเฉลี่ยของสมมติฐานทางสถิติ(t-test for Dependent Sample) ระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับคะแนนหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS
ภาคผนวก จ ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร(พินอิน) โดย วิธีการจัดการเรียนรู้โดยโดยรูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (Task Based Learning แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน เรื่อง ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร(พินอิน)