วจิ ัยในช้ันเรียน
การพฒั นาทักษะการปฏบิ ัติทา่ รำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทรว์ ันเพ็ญ โดยการ
ใชส้ อ่ื วีดิทศั น์ฝึกปฏบิ ัตทิ ่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทรว์ ันเพ็ญ สำหรับ
นักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรียนไทยรฐั วิทยา 61 (บา้ นหว้ ยยะอุ)
อำเภอแมส่ อด จังหวดั ตาก
ขวญั ใจ สอนผล
ตำแหน่ง ครู คศ. 1
รายงานการวิจยั ฉบับน้ีเปน็ สว่ นหนง่ึ การปฏบิ ตั งิ าน
โรงเรยี นไทยรฐั วิทยา 61 (บ้านห้วยยะอุ)
สังกัดสำนักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2
ภาคเรยี นที 1 ปีการศกึ ษา 2565
วจิ ัยในช้ันเรียน
การพฒั นาทักษะการปฏบิ ัติทา่ รำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทรว์ ันเพ็ญ โดยการ
ใชส้ อ่ื วีดิทศั น์ฝึกปฏบิ ัตทิ ่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทรว์ ันเพ็ญ สำหรับ
นักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรียนไทยรฐั วิทยา 61 (บา้ นหว้ ยยะอุ)
อำเภอแมส่ อด จังหวดั ตาก
ขวญั ใจ สอนผล
ตำแหน่ง ครู คศ. 1
รายงานการวิจยั ฉบับน้ีเปน็ สว่ นหนง่ึ การปฏบิ ตั งิ าน
โรงเรยี นไทยรฐั วิทยา 61 (บ้านห้วยยะอุ)
สังกัดสำนักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2
ภาคเรยี นที 1 ปีการศกึ ษา 2565
ช่ือเรอ่ื ง การพัฒนาทักษะการปฏบิ ตั ิท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทรว์ ันเพญ็ โดยการใช้ส่ือ
วีดิทัศน์ฝึกปฏบิ ตั ิท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจนั ทร์วนั เพ็ญ สำหรบั นกั เรยี นชั้น
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรยี นไทยรฐั วทิ ยา 61 (บา้ นหว้ ยยะอุ) อำเภอแมส่ อด
จงั หวัดตาก
ผู้วจิ ัย ขวัญใจ สอนผล
ปกี ารศึกษา 2565
บทคดั ยอ่
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่ารําวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์
วันเพ็ญ ของนักเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 61 (บ้านห้วยยะอุ) 2. เพ่ือ
เปรียบเทียบและวิเคราะห์ผลสัมฤทธิก์ ารปฏบิ ัติทา่ รำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ ก่อนใช้และหลงั
ใช้สอ่ื วดี ิทศั น์ฝึกปฏิบัติท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจนั ทรว์ ันเพ็ญ สำหรับนกั เรยี นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี
ที่ 3 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 61 (บ้านห้วยยะอุ) 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการใช้สื่อวีดิทัศน์ฝึกปฏิบัติ
ท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ สำหรับนักเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไทยรัฐ
วิทยา 61 (บ้านห้วยยะอุ) กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนในภาค
เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนไทยรฐั วทิ ยา 61 (บา้ นหว้ ยยะอ)ุ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จำนวน
18 คน เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการวิจัยประกอบด้วย 1) สอื่ วดี ิทัศน์ฝกึ ปฏบิ ตั ิท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วัน
เพ็ญ 2) แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏบิ ัติท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทรว์ ันเพ็ญ 3) แบบสอบถามความ
พึงพอใจในการใช้สื่อวีดิทัศน์ฝึกปฏิบัติท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ สำหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 61 (บ้านห้วยยะอุ) สถิติที่ใช้ในการวิจัย ค่าความถี่ ร้อยละ
คา่ เฉลย่ี ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน และ การทดสอบคา่ ที (t – test dependent)
ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) การพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่ารําวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ
สำหรับนักเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 61 (บ้านห้วยยะอุ) นักเรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 มผี ลการพฒั นาทักษะการปฏบิ ตั ทิ ่ารําวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วนั เพ็ญทด่ี ีขึน้ ทกุ คน
2) การเปรยี บเทียบและวเิ คราะห์ผลสัมฤทธิ์การปฏิบัตทิ ่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจนั ทร์วันเพ็ญ ก่อนใช้
และหลังใช้สื่อวีดิทัศน์ฝึกปฏิบัติท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ สำหรับนักเรียนนักเรียนชั้น
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรยี นไทยรัฐวทิ ยา 61 (บา้ นหว้ ยยะอุ) มผี ลสัมฤทธิท์ างการปฏิบตั ทิ ่ารำวงมาตรฐาน
หลังใช้ส่ือวดี ิทัศน์ฝึกปฏิบัตทิ ่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจนั ทรว์ ันเพ็ญ สูงกวา่ ก่อนใช้ส่ือวีดิทัศน์ฝึกปฏิบัติ
ท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) การศึกษาความพึง
พอใจในการใชส้ ่ือวดี ิทัศน์ฝกึ ปฏบิ ตั ทิ ่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทรว์ นั เพญ็ สำหรบั นักเรยี นนกั เรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 61 (บ้านห้วยยะอุ) โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
( μ =4.50, σ =0.08)
กติ ติกรรมประกาศ
วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยความกรุณาจาก นางสาวสุนีย์ ประจันทร์จำนง ครูโรงเรียน
ไทยรัฐวิทยา 61 (บา้ นหว้ ยยะอุ) ท่ีปรึกษาวิจยั ท่กี รณุ าใหค้ ำปรึกษา แนะนำ อ่าน ตรวจแก้ไขขอ้ บกพร่อง
ต่างๆ ตลอดจนให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ ดูแลให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยความเอาใจใส่อย่างดีเสมอมา
ผู้วจิ ัยร้สู กึ ซาบซ้ึงในความกรณุ า และขอกราบขอบพระคณุ เปน็ อยา่ งสูงมา ณ โอกาสนี้
ผู้วิจัยขอขอบคุณนางกฤษณา เชียงแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 61
(บ้านหว้ ยยะอ)ุ นางสาวกัลยกร หทยั ผ่องเพญ็ หัวหนา้ ฝา่ ยวิชาการ และนายสมพล รอดเกตุ ทกี่ รุณาเป็น
ผู้เชี่ยวชาญในด้านการตรวจสอบคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ตลอดจนให้คำแนะนำอันเปน็ ประโยชนย์ ิ่งตอ่ การปรบั ปรุงเคร่ืองมือวจิ ัยใหม้ คี วามสมบรู ณ์มากย่งิ ขนึ้
ขอขอบพระคุณคุณครูกลุ่มสาระศลิ ปะ ที่ให้ความชว่ ยเหลือและให้ คำแนะนำ ในการทำวิจัยใน
ชนั้ เรยี นแกผ่ วู้ จิ ัยในคร้งั นี้
ขอขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนภูโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 61 (บ้านห้วยยะอุ)
ปีการศกึ ษา 2565 ทกุ คน ทใ่ี ห้ความร่วมมือในการทดลองเพ่อื เกบ็ รวบรวมข้อมูลในการวจิ ัยครง้ั น้ี
ขวัญใจ สอนผล
บทที่ 1
บทนำ
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
นาฏศิลป์ เป็นศิลปะที่มนุษย์แสดงออกเมื่อเกิดอารมณ์ขึ้น มีวิวัฒนาการมาพร้อมความเจริญ
ของมนุษย์ มีการจัดระเบียบแบบแผนให้เกิดความงดงาม ประกอบไปด้วย การร้อง การรำ และการ
บรรเลงดนตรี การแสดงนาฏศิลป์ของไทยปรากฏในรูปแบบของการละคร ฟ้อน รำ ระบำ เต้น
การแสดงพื้นเมืองภาคต่างๆ ซึ่งมีการขับร้องและการบรรเลงดนตรีรวมอยู่ด้วย ถือกำเนิดขึ้นมาจาก
ธรรมชาติ ความเชื่อ ศาสนา ความเป็นอยู่ วิถีชีวิต ผนวกกับได้รับอารยธรรมจากประเทศอินเดียที่มี
ความเจริญก้าวหน้าทางศิลปวิทยาการทางด้านต่างๆ ต่อมาได้มีการพัฒนา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง
จนกลายมาเป็นนาฏศิลป์ไทยที่มีแบบแผนอย่างเช่นในปัจจุบัน นาฏศิลป์ไทยในอดีตมีบทบาทสำคัญ
เพราะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทยตั้งแต่เกิดจนตาย บทบาทในงานสำคัญของหลวงพิธีกรรมต่างๆ
ของชาวบ้าน รวมถึงการสร้างความบันเทิงให้กับผู้คนในสังคม เช่น การแสดงลิเก ละคร โขน
เพลงพื้นเมืองต่างๆ เมื่อสังคมยุคปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นาฏศิลป์ไทยจำเป็นต้อง
ปรับเปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์อย่างในอดีตมาเป็นบทบาท
ทางด้านต่างๆที่สามารถจำแนกบทบาทใหเ้ หน็ ได้ ดังนี้ 1. บทบาททางการศึกษาการแสดงออกทางด้าน
ศลิ ปะนั้นถือเป็นศาสตร์และศิลป์ ในอดีตการเรียนของศาสตร์แขนงนี้มักอยู่ในแวดวงท่ีจำกัดเฉพาะกลุ่ม
เทา่ น้ัน แต่ปจั จบุ นั มีการเปิดกว้างมากข้ึน มีการจดั ต้งั สถานศึกษาสำหรับการสอนนาฏศิลป์ข้ึนหลายแห่ง
ทั้งของรัฐที่สอนทางด้านนาฏศิลป์ มีหน้าที่ทำนุบำรุงรักษาศิลปะโดยตรง สถานศึกษาของเอกชนที่สอน
นาฏศิลป์ให้แก่กุลบุตรกุลธิดา เพื่อส่งเสริมความสามารถและบุคลิกภาพรวมถึงส่งเสริมลักษณะนิสัย
2. บทบาททางธุรกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งบทบาทนี้เห็นได้อย่างชัดเจน ในการแสดงตาม
งานเทศกาลท่องเที่ยวต่างๆ ที่ภาครัฐหรอื เอกชนจดั ขึ้น จะต้องมีนาฏศิลป์ไทยเข้าไปเกี่ยว ข้องอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบมหรสพสมโภชหรือ การแสดงแสง เสียงสื่อและผสม โดยศิลปะการแสดงเหล่านี้ถอื
เป็นจุดขายที่สำคัญ นอกเหนือจากนี่ยังมีโรงละครของเอกชนเปิดทำการแสดงเพื่อให้ชาวต่างชาติหรือ
ผูท้ ่สี นใจเข้าชมดำเนนิ การในรูปแบบธรุ กิจอย่างชดั เจน 3. บทบาทในการอนรุ กั ษแ์ ละเผยแพรเ่ อกลักษณ์
ของชาติ ปัจจุบันวัฒนธรรมต่างชาติมีบทบาทอย่างมากในสังคมไทย และเป็นไปได้ว่าอนาคตประเทศ
ไทยอาจถูกกลืนทางวัฒนธรรมได้ เพื่อใหค้ วามเป็นไทยคงอยู่สิ่งทจ่ี ะชว่ ยได้นน่ั คือ เอกลักษณ์ของชาติใน
ด้านต่างๆ โดยใช้วิธีการเผยแพร่ อนุรักษ์ และสร้างสรรค์ศิลปะการแสดง นอกจากนี้ยังเป็นการ
ประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจอันดีกับประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย จะเห็นได้ว่านาฏศิลปไ์ ทยได้
ปรับตัวให้ดำรงอยู่ได้ในสังคมไทย ช่วยสร้างอาชีพให้กับผู้คน สร้างเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างสังคม
หนง่ึ กบั อีกสงั คมหนง่ึ ส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติให้ชัดเจน สง่ เสริมอุตสาหกรรมการท่องเท่ียวนำรายได้
เขา้ ประเทศ และอนื่ ๆอกี มากมายท่สี อดแทรกอยู่ในวิถีชีวติ ของผูค้ นในสังคม (kroolakorn,2551)
ในการจัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้เร่งเห็นความสำคัญของ
นาฏศิลป์ จึงได้บรรจุรายวิชานาฏศิลป์ให้อยู่ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ศิลปะ โดยมุ่งพัฒนาให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ แสดงออกทาง
นาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ ใช้ศัพท์เบื้องต้นทางนาฏศิลป์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์
ถ่ายทอดความร้สู ึก ความคดิ อยา่ งอิสระสร้างสรรค์ การเคล่อื นไหวในรปู แบบตา่ งๆ ประยุกต์ใช้นาฏศิลป์
ในชีวิตประจำวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์กับประวัติศาสตร์วัฒนธรรม เห็นคุณค่าของ
นาฏศลิ ป์ ท่เี ป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภมู ิปญั ญาทอ้ งถ่ิน ภมู ิปัญญาไทยและสากล เพ่ือมุงพัฒนานักเรียน
ทกุ คนซงึ่ เปนกาํ ลังของชาตใิ หเปนมนุษยใหม้ ีความสมดุลทั้งดานรางกาย ความรู คณุ ธรรม มีจิตสํานึกใน
ความเปนพลเมืองไทยและเป นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีความรูและทักษะพื้นฐาน รวมท้งั เจตคติทจี่ ําเปนตอการศกึ ษา ตอการ
ประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุงเนนนักเรียนเปนสําคัญบนพื้นฐานความเชื่อวาทุกคน
สามารถเรยี นรูและพัฒนาตนเองไดเต็มตามศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2551)
โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 61 (บ้านห้วยยะอุ) ได้จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 โดยจัดให้มีการสอนในรายวิชานาฏศิลป์ กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ศิลปะ โดยมีการสอน 1 คาบ ต่อสัปดาห์ ซึ่งจุดมุ่งหมายหลักของการจัดการเรียนรู้โดยคํานึงถึง
ความแตกต่างระหว่างบุคคล นักเรียนทุกคนมีความสามารถที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตาม
ศักยภาพ และถือว่านักเรียนมีความสําคัญที่สุด มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดาผู้ปกครอง
บุคคลในชุมชน รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นเพ่ือให้มีการเรียนรู้ในรายวิชานาฏศิลป์ให้มีส่วนร่วมในการจัด
กระบวนการการเรยี นรเู้ พื่อเป็นการสง่ เสรมิ อนุรักษแ์ ละเผยแพร่ศิลปวฒั นธรรมและภูมิปัญญาท้องถ่ินให้
คงสบื ไป ซง่ึ ปัจจบุ ันการเรียนนาฏศลิ ป์และปฏิบัติท่าทางนาฏศิลปไ์ ม่ได้รับการสนใจจากนักเรยี นมากนัก
โดยเฉพาะความเข้าใจในทา่ รําของรายวิชานาฏศิลป์ ซง่ึ ส่งผลต่อการนําไปสู่การปฏบิ ัติท่ารําอย่างถูกต้อง
และสวยงาม จึงทําให้นักเรียนปฏิบัติท่ารําไม่ได้และอิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติที่เข้ามาทันสมัยและ
อย่างรวดเร็วจึงทําให้นักเรียนได้รับวัฒนธรรมที่มีความสนุกสนานมีรูปแบบที่หลากหลาย ทําให้การ
เรียนรทู้ างนาฏศลิ ป์มีเกณฑต์ ่ำกวา่ เปา้ หมายที่ทางโรงเรียนได้กําหนดไว้คือไม่น้อยกวา่ ร้อยละ 80 อีกท้ัง
ในการเรยี นเร่อื งรำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทรว์ นั เพ็ญ ซึง่ เปน็ ทกั ษะในการฝกึ หัดนาฏศลิ ป์ไทย นักเรียน
ไม่สามารถปฏิบัติท่ารำได้ เนื่องจากนักเรียนขาดการฝึกปฏิบัติท่ารำหลังจากครูผู้สอนได้ทำการสอนไป
แล้วโดยนักเรียนให้เหตุผลว่าจำท่ารำไม่ได้ นักเรียนบางคนก็ไม่สามารถปฏิบัติท่ารำได้เนือ่ งจากมือและ
เท้าไม่สัมพันธ์กัน เมื่อถึงเวลาสอบปฏิบตั ิจึงทำให้นักเรยี นไม่สามารถปฏิบัติท่ารำได้ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์
การปฏิบตั ิทา่ รำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพญ็ ตำ่ กวา่ เกณฑท์ ่กี ำหนด
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงผลิตนวัตกรรมสื่อวีดิทัศน์ฝึกปฏิบัติท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ
สำหรับนักเรียนชัน้ มมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ขึ้น และได้ทำการศึกษาวิจัยการพัฒนาทักษะการปฏิบัติทา่ รำวง
มาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ โดยการใช้สื่อวีดิทัศน์ฝึกปฏิบัติท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วัน
เพ็ญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 61 (บ้านห้วยยะอุ) อำเภอแม่สอด
จังหวัดตาก เพื่อนำผลการวิจัยครั้งน้ี ไปปรับปรุงและพัฒนา เพื่อให้นักเรียนปฏิบัติท่ารำวงมาตรฐาน
เพลงดวงจันทร์วนั เพญ็ ได้ สง่ ผลให้ผลสัมฤทธิ์สำหรบั นักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ในการเรียนปฏิบัติท่า
รำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทรว์ ันเพญ็ ให้สงู ข้นึ เปน็ ไปตามเกณฑ์ท่ีกำหนด
1.2 วตั ถปุ ระสงคข์ องการศึกษา
1. เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่ารําวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ สำหรับนักเรียน
นักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรยี นไทยรฐั วิทยา 61 (บา้ นห้วยยะอุ)
2. เพื่อเปรียบเทียบและวิเคราะหผ์ ลสัมฤทธิ์การปฏบิ ัติทา่ รำวงมาตรฐานเพลงดวงจนั ทร์วันเพ็ญ
กอ่ นใชแ้ ละหลงั ใช้ส่อื วดี ิทศั น์ฝกึ ปฏบิ ตั ทิ า่ รำวงมาตรฐานเพลงดวงจนั ทรว์ นั เพ็ญ สำหรบั นกั เรยี นนักเรยี น
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 61 (บา้ นห้วยยะอุ)
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการใช้สื่อวีดิทัศน์ฝึกปฏิบัติท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วัน
เพ็ญ สำหรบั นักเรียนนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรยี นไทยรฐั วทิ ยา 61 (บ้านห้วยยะอุ)
1.3 สมมตฐิ านการวิจัย
นกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นไทยรฐั วทิ ยา 61 (บา้ นห้วยยะอุ) มผี ลสมั ฤทธิ์การปฏิบัติ
ท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ หลังใช้สื่อวีดิทัศน์ฝึกปฏิบัติท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์
วนั เพญ็ สูงกว่าก่อนใช้ส่ือวดี ทิ ศั น์ฝกึ ปฏบิ ัติทา่ รำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทรว์ นั เพญ็
1.4 ขอบเขตของการศกึ ษา
ในการศึกษา เรื่อง การพฒั นาทกั ษะการปฏิบัติท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทรว์ ันเพญ็ โดย
การใช้สือ่ วดี ทิ ัศน์ฝึกปฏบิ ตั ทิ ่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วนั เพ็ญ สำหรับนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี
3 โรงเรียนไทยรฐั วิทยา 61 (บา้ นหว้ ยยะอุ) อำเภอแมส่ อด จังหวัดตาก ผู้วิจยั ได้กําหนดขอบเขตของ
การวจิ ัย ดงั น้ี
1.4.1 ขอบเขตดา้ นประชากรกลมุ่ เปา้ หมาย
ประชากรกลมุ่ เป้าหมาย ไดแ้ ก่ นักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นไทยรัฐวิทยา 61
(บา้ นหว้ ยยะอุ) อำเภอแม่สอด จงั หวดั ตาก ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565 จํานวนนกั เรียน 18 คน
1.4.2 ขอบเขตด้านตวั แปร
1.4.2.1 ตัวแปรตน้ ไดแ้ ก่ การใช้สอ่ื วีดทิ ัศน์ฝกึ ปฏิบตั ิท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจนั ทร์
วนั เพญ็ สำหรบั นักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 3
1.4.2.2 ตัวแปรตาม 1) ทกั ษะปฏบิ ัติรําวงมาตรฐานเพลงดวงจนั ทรว์ นั เพ็ญ 2) ผลสมั ฤทธิ์
การปฏบิ ัตทิ ่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจนั ทรว์ นั เพญ็ 3) ความพงึ พอใจต่อการใช้สื่อวีดทิ ัศน์ฝึกปฏิบัติทา่
รำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วนั เพ็ญ
1.4.3 ขอบเขตด้านเน้ือหา
การวิจัยครั้งน้ีเป็นการศึกษาการพัฒนาทักษะการปฏบิ ตั ิท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์
วันเพญ็ โดยการใชส้ อ่ื วดี ทิ ัศน์ฝกึ ปฏิบตั ทิ า่ รำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ สำหรับนกั เรยี นชนั้
มัธยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรยี นไทยรฐั วทิ ยา 61 (บา้ นห้วยยะอุ) อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ผวู้ จิ ัยไดก้ ําหนด
เนื้อหาตามหลักสตู รแกนกลาง พ.ศ. 2551 สาระที่ 3 นาฏศลิ ปเ์ กย่ี วกบั กับการรําวงมาตรฐานในเพลง
ดวงจนั ทรว์ ันเพญ็ ตามเนื้อหาในมาตรฐาน ดงั นี้มาตรฐาน ศ 3.1 เขา้ ใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์
อย่างสรา้ งสรรคว์ ิเคราะห์ วพิ ากษ์วิจารณค์ ุณค่านาฏศิลปถ์ ่ายทอดความรู้สกึ ความคิดอย่างอสิ ระ ช่นื ชม
และ ประยุกตใ์ ชใ้ น ชวี ติ ประจําวนั มาตรฐาน ศ 3.2 เข้าใจความสมั พันธ์ระหว่างนาฏศลิ ป์ประวัติศาสตร์
และวัฒนธรรม เห็นคุณคา่ ของนาฏศลิ ปท์ ่เี ปน็ มรดกทางวัฒนธรรม ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถ่ิน ภูมิปญั ญาไทย
และสากล
1.4.4 ขอบเขตดา้ นระยะเวลา
ผู้วจิ ยั ทาํ วิจยั ในภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565
1.4.5 ขอบเขตด้านสถานท่ี
สถานท่ีวจิ ยั ได้แก่ โรงเรียนไทยรฐั วทิ ยา 61 (บา้ นห้วยยะอุ) อำเภอแม่สอด จังหวดั ตาก
1.5 นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
สื่อวีดิทัศน์ฝึกปฏิบัติท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ หมายถึง สื่อมัลติมีเดียท่ี
สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงบรรยายได้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ผลิตขึ้นสำหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อใช้แก้ปัญหานักเรียนปฏิบัติท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญไม่ได้
ส่งผลใหผ้ ลสมั ฤทธก์ิ ารปฏิบตั ทิ ่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทรว์ นั เพ็ญตำ่ กวา่ เกณฑ์ท่ีกำหนด
ทกั ษะปฏบิ ตั ิทา่ ราํ วงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพญ็ หมายถึง ความสามารถในการปฏิบัติ
รําวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ โดยนําความรู้พื้นฐานทางนาฏยศัพท์สำหรับนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 3 มาใช้ปฏิบัติท่ารําประกอบเพลงได้ อย่างถูกต้อง สวยงาม คล่องแคล่ว มีความม่ันใจ
และความมั่นใจในการแสดงออก โดยใช้แบบประเมินทักษะปฏิบัติ 5 ด้าน คือ ความถูกต้องของท่ารํา
ความสวยงาม ความคลอ่ งแคลว่ ความมัน่ ใจในการแสดงออก และความตั้งใจในการปฏบิ ตั ิ
ผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติท่ารำ หมายถึง ผลที่เกิดจากการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติท่ารำวง
มาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 61
(บา้ นห้วยยะอุ)
ความพงึ พอใจ หมายถงึ ความรู้สึกทดี่ ีสำหรับนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีมตี ่อการใช้ส่ือวีดิ
ทศั น์ฝึกปฏบิ ตั ทิ า่ รำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ ทงั้ ในชว่ั โมงเรียน และนอกเวลาเรยี น
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หมายถึง กลุ่มประชากรหรือกลุ่มผู้ที่ใช้ในการศึกษาวิจัย การ
พัฒนาทกั ษะการปฏิบตั ิทา่ รำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ โดยการใช้สือ่ วดี ิทัศน์ฝึกปฏบิ ัติท่ารำวง
มาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 61
(บา้ นห้วยยะอุ) อำเภอแมส่ อด จงั หวัดตาก
โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 61 (บ้านห้วยยะอุ) หมายถึง สถานที่ท่ีใช้ในการศึกษาวิจัยการพัฒนา
ทักษะการปฏิบัติท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ โดยการใช้สื่อวีดิทัศน์ฝึกปฏิบัติท่ารำวง
มาตรฐานเพลงดวงจันทร์วนั เพ็ญ สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 61 (บ้าน
ห้วยยะอุ) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 อำเภอแม่สอด จงั หวัดตาก
1.6 ประโยชน์ท่คี าดว่าจะได้รับ
1.6.1 นกั เรียนมีทักษะการปฏิบตั ิทา่ รําวงมาตรฐานเพลงดวงจนั ทรว์ ันเพ็ญท่ีดีข้ึน
1.6.2 นักเรียนมีผลสมั ฤทธิ์การปฏบิ ตั ิท่าราํ วงมาตรฐานเพลงดวงจันทรว์ ันเพ็ญสงู ขน้ึ
เป็นไปตามเกณฑท์ ่ีกำหนด
1.6.3 นักเรียนชน่ื ชอบการใช้สือ่ วีดิทศั น์ฝกึ ปฏบิ ตั ิท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจนั ทร์
วันเพญ็ เกิดทัศคติท่ีดีต่อการปฏบิ ตั ิท่ารำ
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยทีเ่ กีย่ วข้อง
ในการศึกษาวิจัยครง้ั น้ี ผศู้ ึกษาม่งุ ศึกษาการพัฒนาทักษะการปฏบิ ตั ิท่ารำวงมาตรฐานเพลง
ดวงจนั ทรว์ ันเพ็ญ โดยการใช้สอื่ วดี ิทศั น์ฝึกปฏบิ ตั ิท่ารำวงมาตรฐานเพลงดวงจันทรว์ นั เพ็ญ สำหรบั
นักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรยี นไทยรฐั วทิ ยา 61 (บา้ นห้วยยะอุ) อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
เพือ่ ให้การศึกษาดำเนนิ ไปตามความมุง่ หมาย ผูศ้ ึกษาไดศ้ กึ ษาเอกสาร และงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้อง ดงั นี้
1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 กลมุ่ สาระการเรยี นรศู้ ิลปะ
สาระนาฏศลิ ป์ ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3
2. ตวั ชี้วัดและแนวคดิ ของการจัดการเรยี นรสู้ าระนาฏศลิ ป์ เร่ือง ราํ วงมาตรฐานเพลงดวงจนั ทร์
วนั เพ็ญ
3. แนวคดิ เกยี่ วกบั การวดั ทักษะปฏิบตั ิ
4. ทฤษฎเี กย่ี วกบั การการจดั การเรยี นรู้
5. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
6. ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
7. ความหมายของวิดีทศั น์
8. ความพงึ พอใจในการเรียนรู้
9. งานวิจัยท่ีเกย่ี วข้อง
10. กรอบแนวคิดการวิจัย
2.1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ศิลปะ
สาระนาฏศิลปช์ ัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3
2.1.1 วิสัยทัศน์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 มุง่ พัฒนาผู้เรียนทุกคนซึ่ง
เป็นกําลงั ของชาติให้เป็นมนุษย์ท่มี ีความสมดุลทั้งด้านรา่ งกาย ความรคู้ ณุ ธรรมมีจิตสํานึกใน ความเปน็
พลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยดึ มั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ์ ทรง
เป็นประมขุ มคี วามรูแ้ ละทักษะพ้ืนฐาน รวมท้ังเจตคติท่ีจําเปน็ ตอ่ การศึกษา ตอ่ การประกอบอาชีพและ
การศกึ ษาตลอดชวี ิต โดยมุ่งเนน้ ผ้เู รียนเปน็ สำคัญบนพนื้ ฐานความเชื่อวา่ ทุกคนสามารถเรียนรู้และ
พัฒนาตนเองได้เตม็ ตามศักยภาพ
2.1.2 หลกั การ
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 มหี ลกั การท่สี ำคญั ดงั น้ี
2.1.2.1 เปน็ หลกั สตู รการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาตมิ ีจุดหมายและให้มี
มาตรฐานการเรยี นรเู้ ป็นเปา้ หมายสำหรบั พัฒนาเด็กและเยาวชนใหม้ คี วามรู้
2.1.2.2 เป็นหลักสูตรการศกึ ษาเพื่อปวงชน ทป่ี ระชาชนทุกคนมีโอกาสไดร้ ับ
การศกึ ษาอย่างเสมอภาค และมคี ุณภาพ
2.1.2.3 เป็นหลักสูตรการศกึ ษาท่ีสนองการกระจายอำนาจ ใหส้ ังคมมีส่วนร่วม ใน
การจัดการศกึ ษา ให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของทอ้ งถ่ิน
2.1.2.4 เป็นหลักสูตรการศึกษาทมี่ โี ครงสร้างยืดหยนุ่ ท้ังด้านสาระการเรียนร้เู วลา
และการจดั การเรยี นรู้
2.1.2.5 เป็นหลกั สูตรการศึกษาท ่ี เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั
2.1.2.6 เปน็ หลกั สูตรการศกึ ษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบและตาม
อัธยาศยั ครอบคลมุ ทุกกลุ่มเปา้ หมายสามารถเทยี บโอนผลการเรียนร้แู ละประสบการณ์
2.1.3 จุดหมาย
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน มุ่งพัฒนาผูเ้ รียนใหเ้ ปน็ คนดมี ีปญั ญา มี
ความสขุ มศี ักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเปน็ จุดหมายเพ่ือให้เกิดกับ ผ้เู รียน
เมอื่ จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดงั นี้
2.1.3.1 มคี ุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมทพี่ ึงประสงคเ์ ห็นคณุ คา่ ของตนเอง มีวินยั
และปฏิบตั ิตนตามหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาท่ีตนนับถือ ยึดหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง
2.1.3.2 มคี วามร้คู วามสามารถในการส่ือสาร การคิด การแกป้ ญั หาการใชเ้ ทคโนโลยี
และมที ักษะชีวติ
2.1.3.3 มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตท่ดี ีมสี ุขนิสัย และรักการออกกําลังกาย
2.1.3.4 มคี วามรกั ชาติมีจติ สาํ นกึ ในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมนั่ ในวถิ ี
ชีวติ และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมุข
2.1.3.5 มจี ติ สํานกึ ในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภมู ปิ ญั ญาไทยการอนรุ ักษ์และ พฒั นา
สิ่งแวดลอ้ ม มจี ิตสาธารณะที่มงุ่ ทำประโยชน์และสร้างส่ิงท่ีดงี ามในสงั คม และอยรู่ ่วมกนั ใน สงั คมอย่าง
มคี วามสขุ จากจุดหมายของหลักสูตรดังกลา่ วข้างตน้ วา่ หลักสูตรให้ความสำคัญในการจดั การเรียนรู้ ให้
มีความยืดหยนุ่ และเนน้ ผ้เู รยี นเป็นหลกั และสำคัญ อีกท้ังโอกาสให้กับผู้สอนสามารถปรับการจัดการ
เรียนรูไ้ ด้อย่างเหมาะสมกับสภาพบรบิ ทของชมุ ชนและผเู้ รียน (กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2551, น. 4-5)
2.1.4 เป้าหมายสำคญั ของการจัดการเรยี นรู้
สืบเน่ืองจากหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 เป็น หลกั สูตร
อิงมาตรฐาน (Standard-base Curriculum) เป้าหมายสำคัญของการจัดการเรียนรู้ตาม หลักสูตร จึง
เนน้ ไปทมี่ าตรฐานการเรยี นรู้ตัวชว้ี ดั และการพฒั นาผเู้ รียนใหบ้ รรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชีว้ ัดและ
นําพาใหผ้ ้เู รียนเกดิ สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคด์ งั น ้ี
2.1.4.1 มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชว้ี ัด การพัฒนาผูเ้ รียนใหเ้ กดิ ความสมดลุ ตอ้ งคํานงึ ถึง
หลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงได้ กําหนดให้
ผู้เรยี นเรียนร้คู รบท้ัง 8 กลมุ่ สาระการเรียนรู้โดยมีกลุ่มสาระการเรยี นรู้ศิลปะอยูใ่ น 8 กลุ่ม นั้น ในแต่ละ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กําหนดมาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้มีคุณธรรม
จริยธรรม และค่านิยม ที่พึงประสงค์ท่ีต้องการให้เกดิ แก่ผู้เรียนเม่ือจบการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน นอกจากน้ัน
มาตรฐานการเรยี นรู้ยังเป็นกลไกสาํ คัญในการขบั เคลื่อนพัฒนาการศึกษา ทั้งระบบเพราะมาตรฐานการ
เรยี นร้จู ะสะท้อนใหท้ ราบว่า ต้องการอะไร ตอ้ งสอนอะไร จะสอน อยา่ งไรและ ประเมนิ อย่างไร รวมท้ัง
เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา ตัวชี้วัดเป็นการระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้
และปฏิบัติได้รวมท้ังคุณลกั ษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรูม้ ีความ
เฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรปู ธรรมนําไปใชใ้ นการกาํ หนดเนื้อหา จัดทําหน่วยการเรยี นรู้จัดการเรียน
การสอน และเป็นเกณฑ์สําคัญ สําหรับการวัดประเมินผลเพ่ือตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน ซึ่งหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษา ข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 ไดก้ าํ หนดตัวช้วี ดั เป็น 2 ประเภท ดงั นี้
1) ตัวชี้วัดช้ันปีเป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละช้ันปีในระดับ การศึกษา
ภาคบงั คับ (ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่-มัธยมศึกษาปีท่ี 3)
2) ตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษา ตอน
ปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 4-6) มาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด มีคําสําคัญท่ีระบุความรู้ทักษะ กระบวนการ
เจตคตแิ ละ ค่านิยม การพิจารณาและวิเคราะห์ตวั ชวี้ ดั ท ี่ ระบคุ ณุ ภาพของผู้เรยี น ผเู้ รียนรอู้ ะไร และทํา
อะไรไดจ้ ะ ทาํ ใหม้ ีความเขา้ ใจและมีความชดั เจนกอ่ นออกแบบการเรยี นรู้
2.1.4.2 สมรรถนะที่สําคัญของผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศกั ราช 2551 ดังน้ี
1) ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มี
วัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจความรู้สึก และทัศนคติของตนเอง เพื่อ
แลกเปลี่ยนขอ้ มลู ขา่ วสาร และประสบการณอ์ นั จะเปน็ ประโยชน์ตอ่ การพัฒนาตนเอง และสงั คม
รวมท้ังการเจรจาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความ
ถกู ต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วธิ กี ารส่ือสารที่มปี ระสทิ ธภิ าพ
2) ความสามารถในการคดิ เปน็ ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์การคิด สังเคราะห์
การคิดอยา่ งสร้างสรรค์การคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ และการคดิ เปน็ ระบบเพ่ือนาํ ไปสกู่ ารสร้างองค์ความรู้
หรอื สารสนเทศในการตดั สินใจเกยี่ วกบั ตนเองและสงั คมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
3) ความสามารถในการแก้ปัญหาเป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและ อุปสรรค
ต่างๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูล สารสนเทศ
เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตกุ ารณ์ต่างๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้
มาใช้ในการป้องกนั และแก้ไขปัญหา และมกี ารตัดสนิ ใจท่ีมีประสิทธภิ าพโดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบท่ีเกิดข้ึน
ตอ่ ตนเอง สงั คมและสงิ่ แวดล้อม
4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิตเป็นความสามารถในการนํากระบวนการ
ตา่ งๆ ไปใชใ้ นการดําเนนิ ชีวติ ประจําวัน การเรยี นรูด้ ้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง หรือการทํางาน
การอย่รู ่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อนั ดรี ะหว่างบคุ คล การจดั การปัญหา และความ
ขัดแย้งต่างๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกบั การเปลี่ยนแปลงของสังคม และสภาพแวดล้อม และ
การรูจ้ ักหลกี เล่ียงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ท่ีส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อ่นื
5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นความสามารถในการเลือกและ ใช้
เทคโนโลยีด้านต่างๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้าน
การเรียนร้กู ารส่ือสารการทาํ งาน การแก้ปญั หาอยา่ งสร้างสรรค์ถูกตอ้ งเหมาะสม และมคี ณุ ธรรม
2.1.5 คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ เพอื่ ให้สามารถอยู่รว่ มกับผู้อ่นื ในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก
ดังน้ี (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553 น. 3-5)
2.1.5.1 รักชาติศาสนก์ ษัตรยิ ์
2.1.5.2 ซ่ือสัตยส์ ุจรติ
2.1.5.3 มีวนิ ัย
2.1.5.4 ใฝ่เรยี นรู้
2.1.5.5 อยู่อยา่ งพอเพยี ง
2.1.5.6 มุง่ ม่ันในการทํางาน
2.1.5.7 รักความเป็นไทย
2.1.5.8 มีจติ สาธารณะ
2.1.6 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ 3 นาฏศลิ ป์
มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศลิ ปอ์ ย่างสร้างสรรค์วเิ คราะห์
วิพากษว์ ิจารณ์คุณค่านาฏศลิ ป์ถ่ายทอดความรู้สกึ ความคิดอยา่ งอิสระ ช่ืนชม และ ประยุกตใ์ ชใ้ น
ชวี ติ ประจําวัน
ตวั ชีว้ ัด
1. อธิบายอทิ ธพิ ลของนักแสดงชื่อดัง ทีม่ ีผลต่อการโนม้ น้าวอารมณห์ รือความคิด
ของผชู้ ม
2. ใชน้ าฏยศพั ทห์ รือศพั ทท์ างการละครในการแสดง
3. แสดงนาฏศิลปแ์ ละละครในรปู แบบงา่ ย ๆ
4. ใชท้ กั ษะการทาํ งานเปน็ กลุ่มในกระบวนการผลติ การแสดงใชเ้ กณฑง์ า่ ยๆ ท่ี
กาํ หนดให้ในการพจิ ารณาคุณภาพการแสดงที่ชม โดยเน้นเร่ืองการใชเ้ สียงการแสดงทา่ และการ
เคลื่อนไหว
มาตรฐาน ศ 3.2 เขา้ ใจความสัมพนั ธ์ระหว่างนาฏศลิ ป์ประวัติศาสตร์และ วัฒนธรรม
เหน็ คุณค่าของนาฏศิลป์ท่เี ปน็ มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปญั ญาท้องถิ่น ภมู ิปัญญาไทย และสากล
ตวั ชว้ี ดั
1. ระบปุ ัจจยั ที่มผี ลตอ่ การเปลี่ยนแปลงของนาฏศลิ ป์นาฏศิลปพ์ น้ื บ้าน ละครไทย
และละครพนื้ บา้ น
2. บรรยายประเภทของละครไทยในแต่ละยุคสมยั
2.1.7 คุณภาพผเู้ รยี น
2.1.7.1 รู้และเข้าใจเกี่ยวกับรูปร่าง รูปทรง และจําแนกทัศนธาตุของสิ่งต่างๆใน
ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและงานทัศนศิลป์มีทักษะพื้นฐานการใช้วัสดุอุปกรณ์ในการสร้างงานวาดภาพ
ระบายสีโดยใช้เส้น รูปร่าง รูปทรง สีและพ้ืนผิว ภาพปะติด และงานปั้น งานโครงสร้าง เคลื่อนไหว
อย่างง่ายๆ ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกจากเรื่องราว เหตุการณ์ชีวิตจริง สร้างงาทัศนศิลป์ตามที่ตน
ชื่นชอบ สามารถแสดงเหตผุ ลและวิธีการในการปรบั ปรงุ งานของตนเอง
2.1.7.2 รู้และเข้าใจความสําคัญของงานทัศนศิลป์ในชีวิตประจําวัน ที่มาของงาน
ทัศนศลิ ปใ์ นท้องถิน่ ตลอดจนการใช้วัสดุอปุ กรณ์และวิธกี ารสรา้ งงานทัศนศิลป์ในทอ้ งถิ่น
2.1.7.3 รู้และเข้าใจแหล่งกําเนิดเสียง คุณสมบัติของเสียง บทบาทหน้าที่ความหมาย
ความสําคัญของบทเพลงใกล้ตัวท ่ีได้ยิน สามารถท่องบทกลอน ร้องเพลง เคาะจังหวะ เคลื่อนไหว
ร่างกายให้สอดคล้องกับบทเพลง อ่าน เขียน และใช้สัญลักษณ์แทนเสียงและเคาะ จังหวะ แสดงความ
คิดเหน็ เกย่ี วกบั ดนตรีเสยี งขบั รอ้ งของตนเอง มสี ว่ นร่วมกบั กิจกรรมดนตรใี นชวี ติ ประจาํ วัน
2.1.7.4 รู้และเข้าใจเอกลักษณ์ของดนตรีในท้องถิ่น มีความชื่นชอบ เห็นความสําคัญ
และประโยชนข์ องดนตรตี ่อการดําเนินชวี ติ ของคนในท้องถิ่น
2.1.7.5 สร้างสรรค์การเคล่ือนไหวในรูปแบบต่างๆ สามารถแสดงท่าทางประกอบ
จังหวะเพลงตามรูปแบบนาฏศิลป์มีมารยาทในการชมการแสดง รู้หน้าท่ี ของผู้แสดงและผู้ชม
รปู้ ระโยชนข์ องการแสดงนาฏศิลป์ในชวี ิตประจาํ วัน เขา้ ร่วมกิจกรรมการแสดงทเี่ หมาะสมกับวยั
2.1.7.6 รู้และเข้าใจการละเล่นของเด็กไทยและนาฏศิลป์ท้องถิ่น ชื่นชอบและ
ภาคภูมิใจในการละเล่นพ ้ื นบ้าน สามารถเช ่ือมโยงสิ่งที่พบเห็นในการละเล่นพื้นบ้านกับการดํารงชีวติ
ของคนไทย บอกลักษณะเด่นและเอกลักษณ์ของนาฏศิลป์ไทยตลอดจนความสําคัญของการแสดง
นาฏศลิ ปไ์ ทยได้ (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2551 น. 1-3)
2.1.8 การจัดการเรยี นรนาฏศิลป์
2.1.8.1 ความหมายของนาฏศิลปไ์ ทย
สุมนมาลย์ นิ่มเนติพันธ์ (2555, น. 111) กล่าวว่า นาฏศิลป์เปน็ ศิลปะท่ีว่าด้วยการ
ฟ้ อนรําและการละครเน้นการเคลื่อนไหวของร่างกาย การใช้ภาษาท่ารํา การตีบท โดยใช้สรีระต่าง ๆ
ของร่างกายเคลื่อนไหวสื่อความหมายแทนคําพูดในรูปแบบของการแสดงเป็นชุดระบํา รํา ฟ้อน หรือ
การแสดงละคร โขน อรวรรณ
ขม วัฒนา (2557, น. 94) กล่าวว่า นาฏศิลป์เป็นศิลปะการแสดงท่ี สร้างความ
เพลิดเพลนิ สนกุ สนาน เกิดขึ้นจากการเลียนแบบกริ ิยาท่าทางของคนและสตั วป์ ระกอบด้วยการ ฟ้อนรํา
ดนตรีและการขบั รอ้ ง นาํ มาผสมผสานจนเกดิ เป็นการแสดงนาฏศิลป์ทสี่ วยงาม
สุปราณี จําลองราษฎร์ (2558, น. 9) ได้สรุปความหมายของนาฏศิลป์วา่ นาฏศิลป์
หมายถึง ศลิ ปะแห่งการฟอ้ นรํา อนั ประกอบดว้ ย ลลี า ท่าทาง การเคล่ือนไหวสว่ นตา่ งๆ ของ ร่างกายให้
เขา้ กับดนตรีและเสียงเพลงเพื่อแสดงออกถึงอารมณค์ วามรสู้ กึ ความคิด ความชอบและความงาม
จากความหมายของนาฏศิลป์ดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่านาฏศิลป์หมายถึง ศิลปะแห่ง
การฟ้อนรํา การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายให้เข้ากับดนตรีและเสียงเพลง สื่อความหมายแทน
คําพูด เพื่อแสดงออกถึง ความรู้สึก การใช้ภาษาท่ารํา การตีบท โดยใช้สรีระต่าง ๆ ของร่างกาย
เคลื่อนไหวในรปู แบบของการแสดง นํามาผสมผสานจนเกิดเป็นการแสดงท่ีสวยงาม
2.1.8.2 จุดมุ่งหมายของการเรียนร้นู าฏศิลป์
กระทรวงศึกษาธิการ (2552, น. 5) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้นาฏศิลป์
สามารถสรปุ ไดว้ ่า การเรียนรูน้ าฏศิลปม์ ีจุดมุง่ หมายเพ่ือใหผ้ ู้เรยี นมีความรูค้ วามเข้าใจการใช้นาฏยศัพท์
สามารถพัฒนารูปแบบการแสดงสามารถใช้เกณฑ์ง่ายๆ ในการพิจารณาคุณภาพของงานนาฏศิลป์ร่วม
จัดการแสดง นําแนวคิดของการแสดงไปปรับใช้ในชีวิตประจําวัน รู้และเข้าใจประเภท 14 ละครไทย
ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของนาฏศิลป์เปรียบเทียบลักษณะเฉพาะของการแสดง นาฏศิลป์จาก
วัฒนธรรมต่างๆ รวมทั้งสามารถออกแบบและสร้างสรรคอ์ ุปกรณ์เคร่ืองแต่งกายในการแสดงนาฏศิลป์มี
ความเข้าใจ ความสาํ คญั บทบาทของนาฏศลิ ปแ์ ละละครในชวี ิตประจําวนั
เพียงเพ็ชร์ คมขํา (2552, น. 24) ได้สรุปจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้นาฏศิลป์ว่า
การเรียนรู้นาฏศิลป์มีจุดมุ่งหมาย เพื่ออนุรักษ์ส่งเสริมสืบทอด รักษาสมบัติของชาติและรู้จักกล้า
แสดงออกในการช่วยสร้างบุคลิกการเคล่ือนไหวร่างกายให้สง่างาม ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความคิด เกิด
สติปญั ญาทง้ั ยังช่วยเสริมสรา้ งประกอบอาชพี และฝึกใหร้ ูจ้ กั การทาํ งานร่วมกับผ้อู ่นื ไดเ้ ป็นอยา่ งดี
สุปราณี จําลองราษฎร์ (2558, น. 12) ได้สรุปจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้นาฏศิลป์
ว่า การเรียนรู้นาฏศิลป์มีจุดมุง่ หมาย เพื่อส่งเสริมอนุรักษศ์ ิลปะด้านนาฏศิลป์ของไทยให้เป็นสมบัติอนั มี
ค่าประจําชาติและฝึกทักษะปฏิบัติวิชานาฏศิลป์ที่ถูกต้องและสวยงามให้แก่ผู้เรียน อี กทั้งยังเป็น
ประโยชนท์ างด้านการศกึ ษาและสามารถประยุกต์ใช้ในการดาํ รงชวี ิตอย่างมีคุณภาพในสงั คม
จากจุดมุ่งหมายของการเรียนรูน้ าฏศิลป์ดังกล่าวข้างตน้ สรุปได้ว่า การเรียนรู้ นาฏศิลป์มี
จุดมงุ่ หมาย เพอ่ื อนุรักษ์นาฏศลิ ปข์ องชาติและฝึกทักษะปฏบิ ัติวิชานาฏศลิ ป์ที่ถกู ต้องและ สวยงามให้แก่
ผู้เรียน ทําให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะด้านนาฏศิลป์อาทินาฏยศัพท์งาน นาฏศิลป์การ
ออกแบบและสร้างสรรค์อุปกรณ์เครื่องแต่งกายในการแสดง เสริมสร้างบุคลิกภาพและ สามารถ
ประยกุ ต์ใช้ในการดาํ รงชีวิตได้
2.1.8.3 แนวทางการจัดการเรยี นรนู้ าฏศลิ ป์
สาํ นกั งานเลขาธิการสภาการศกึ ษา (2550, น. 23) ได้นําเสนอแนวทางการจัดการ
เรียนรู้นาฏศิลป์ ดงั นี้
1. สาํ รวจความตอ้ งการของผู้เรียน
2. วางจดุ ประสงค์ของการสอนใหช้ ัดเจน
3. กาํ หนดบทบาท และหน้าท่ีของแตล่ ะคนใหช้ ัดเจน
4. บอกแหล่งเรียนรู้วิธกี ารหาความรู้ให้แกผ่ ู้เรยี นไดท้ ราบก่อน ระหว่าง และ
หลงั การเรียนรู้
5. ฝึกปฏิบัติจริง
6. วดั ผลประเมนิ ผลตามสภาพจริง เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
7. นาํ ผลการประเมินมาปรับปรุง และแก้ไขทกุ ครั้งทจี่ ัดกิจกรรมการเรยี นรู้
กระทรวงศึกษาธกิ าร (2557, น. 30) ได้นําเสนอแนวทางการจดั การเรยี นรู้
นาฏศิลปด์ ังนี้
1. สอนใหน้ กั เรยี นกลา้ แสดงออกตามความเขา้ ใจ โดยมคี รเู ป็นผ้ชู แ้ี นะให้
คําปรกึ ษาฝึกใหผ้ เู้ รยี นมีความคิดสร้างสรรค์
2. การสอนครผู ้สู อนต้องมีอารมณ์ร่าเริง แจม่ ใส หน้าตายิ้มแย้มและมีอารมณ์
ร่วมกบั เด็กตลอดเวลา ไมแ่ สดงอารมณ์เบื่อหนา่ ยวชิ านาฏศิลปจ์ ะทาํ ใหผ้ เู้ รียนไม่ชอบเรียนวชิ า นาฏศิลป์
ไปด้วย เพราะฉะน้ันครูเป็นบคุ คลสําคัญทจี่ ะทําให้ผู้เรียนเหน็ คุณคา่ และประโยชน์ของนาฏศิลป์
3. การสอนนาฏศิลป์นั้น ครูต้องคอยระมัดระวังอย่าให้มีช่องว่างระหว่างครู
กับ ผู้เรียนโดยส่งเสริมให้ผู้เรียนกล้าแสดงออกควรมีรางวัลชมเชยสนับสนุนให้ทําบ่อยๆ หลอกล่อไม่ให้
อาย
4. ครูต้องไม่ยึดรูปแบบการสอนแบบเก่าโดยครูเป็นผู้คิดฝ่ายเดียว แต่การ
สอน แบบใหม่ครูเป็นเพียงท ่ีปรึกษาและเสนอแนะบางโอกาส เพ่ือฝึกให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่ม
สรา้ งสรรค์ และกลา้ แสดงความคิดเหน็ เพ ือ่ ประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม
5. บูรณาการวิชานาฏศิลป์กับสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น ภาษาไทย สังคม รวมทั้ง
ชวี ิตประจําวัน คือ การนําไปใชใ้ นโอกาสตา่ งๆ ได้
6. ชี้แนะให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้และข้อมูลที่เก่ียวข้องกับศิลปะ
จากแหล่งต่างๆ ท่ีพบเห็นในชีวิตประจําวัน เช่น วิทยุ โทรทัศน์การชมการแสดง โดยครูต้องมี
ประสบการณด์ ้านนาฏศลิ ป์มากอ่ น เพ่ือกระตนุ้ ใหผ้ ู้เรยี นปรับปรุงการเรียนของตนเอง
7. ปลูกฝังชี้แนะให้ผู้เรียนคํานึงถึงความดีความงาม ความไพเราะ ความมี
คณุ คา่ จนผ้เู รียนคอ่ ยๆ ซึมซับและเกดิ ความซาบซึ่งดว้ ยตนเองโดยไมต่ ้องบังคับ
เรณูโกสนิ านนท์ (2558, น. 15) ได้เสนอหลักการและเทคนิคการสอน ไว้ดังน้ี
1. สอนจากส่ิงทีง่ า่ ยไปหาส่งิ ทยี่ าก
2. สอนตามความสามารถของแต่ละบคุ คล
3. การสอนโดยวิธีสบั เปลี่ยนทา่ ที่ยากใหง้ า่ ยขึ้น แต่พยายามรกั ษาแบบแผนเดมิ ไว้
4. การสอนแต่ละท่าต้องอธิบายให้ละเอียด ถือหลักทีละน้อยแต่ให้แม่นยําแล้ว จึงต่อ
ท่าใหม่
5. ระหว่างรําครูต้องคอยสังเกตและเตือนอยู่เสมอให้ผู้เรียนรักษาลีลาท่าทางให้อยู่ใน
แบบแผน
6. ครูต้องจดั ผู้เรียนอยูเ่ สมอไม่ใชร่ ํานําหนา้ อยา่ งเดยี ว
7. การใช้ศัพท์ทางนาฏศิลป์ บางโอกาสอาจเปลี่ยนใช้คําที่ง่ายหรือใช้ศัพท์ ธรรมชาติ
แทนกไ็ ด้เพอ่ื สะดวกในการจดจํา และบอกควบคู่ไปกับคาํ ศพั ท์ทีถ่ ูกต้องไปด้วย
8. ในขณะที่แสดงท่ารํา ครูควรฝึกให้ร้องเพลงไปด้วย เพื่อเป็นการผ่อนแรงครู เพราะ
ครูต้องอธบิ ายขณะผู้เรียนร้องเพลงดว้ ย
9. เปรียบเทยี บท่ารําท่ีคล้ายคลึงกันเพ่ือไม่ใหเ้ กดิ การสับสน
10. วิธีรํานําหน้าผู้เรียน คือ รํานําหน้า กระทําเม่ือแรกต่อท่ารําและรําต่อหน้า หรือรํา
ประจันหน้า ครูต้องมีความสามารถความชํานาญในการรํากลับข้าง จะได้ดูแลผู้เรียนและแก้ไข
ข้อบกพรอ่ งไปด้วย
11. เขม้ งวดเรื่องแถวและระวงั ท่วงทีของผู้เรียน
12. สอนโดยแยกทา่ รําทีละทำแล้วค่อยทําพร้อมกัน
13. การใช้เพลงจะกระทาํ ได้เมอ่ื ตอ่ ทา่ รําเป็นชนั้ ๆ แล้วรําตามเสยี งเพลง
14. บอกท่าล่วงหน้าขณะรําบอกท่าที่จะถึงเพ่ือให้ผ้เู รียนได้ฝกึ ทบทวน
15. การให้สัญญาณเปลี่ยนท่า มีความจําเป็นอย่างยิ่ง ในการรําเป็นหมู่ เพ่ือความ
พรอ้ มเพรยี ง เช่น การจบี มือ การกรีดนิว้ การก้าวเท้า การตั้งวง การทรงตัว เปน็ ตน้
จากแนวการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ดังกล่าว สรุปได้ว่า ครูผู้สอนจะต้องมีความรู้
ความสามารถ ทางนาฏศิลป์เพื่อเป็นตน้ แบบให้กบั ผูเ้ รียนได้สงั เกต เลียนแบบท่าทางตา่ ง ๆ และจะต้อง
สอนจากท่าทง่ี า่ ยไปหาทา่ ที่ยาก และท่าที่ยากทาํ ให้ง่ายขึน้ เหมาะสมกบั วัยของผเู้ รยี น แต่คงรูปแบบเดิม
ไว้ส่วนใหญ่ จะใช้วิธีสอนแบบสาธิตให้ผู้เรียนได้สังเกตและปฏิบัติตาม ซึ่งเป็นการนําเข้าสู่บทเรียนที่มี
แบบแผน กระบวนการให้อิสระแก่ผู้เรียน ครูเป็นผู้ชี้แนะให้กําลังใจ เพ่ือทําให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นใน
ตนเอง กลา้ แสดงออก กล้าคดิ กล้าทาํ และกลา้ แกป้ ัญหา
2.2 ตวั ชว้ี ัดและแนวคดิ ของการจดั การเรียนรสู้ าระนาฎศิลป์ เรอื่ ง รำวงมาตรฐาน
รำวงมาตรฐาน ประกอบด้วยเพลงทั้งหมด 10 เพลง กรมศิลปากรแต่งเนื้อร้องจำนวน
4 เพลง คือ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลงรำชิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย ท่านผู้หญิงละเอียด
พิบูลสงคราม แต่งเนื้อร้องเพิ่มอีก 6 เพลง คือ เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงดวง
จันทร์ขวัญฟ้า เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงบูชานักรบ เพลงยอดชายใจหาญ ส่วนทำนองเพลงทั้ง 10
เพลงกรมศลิ ปากร และกรมประชาสมั พนั ธเ์ ป็นผแู้ ต่งจากการสมั ภาษณ์นางสวุ รรณี ชลานุเคราะห์ ศลิ ปนิ
แห่งชาติ สาชาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ไทย) ปีพุทธศักราช 2533 อธิบายว่า "ท่ารำเพลงรำวง
มาตรฐานประดิษฐ์ท่ารำโดย นางลมุล ยมะคุปต์ นางมัลลี คงประภัศร์ และนางศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก
ซงึ่ เปน็ ผู้เช่ยี วชาญการสอนนาฏศลิ ป์ไทย วทิ ยาลยั นาฏศิลป สว่ นผคู้ ิดประดิษฐ์จังหวะเท้าของเพลงดวง
จันทร์วันเพ็ญ คือ นางจิตรา ทองแถม ณ อยุธยา อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสังคีตศิลป ปัจจุบันคือ วิทยาลัย
นาฏศิลป์ ปีพ.ศ. 2485 - 2486 เมื่อปรับปรุงแบบแผนการเล่นรำโทนให้มีมาตรฐาน และมีความ
เหมาะสม จึงมีการเปล่ียนแปลงช่ือจากรำโทนเป็น "รำวงมาตรฐาน" อันมีลกั ษณะการแสดงที่เป็นการรำ
ร่วมกันระหว่างชาย - หญิง เป็นคู่ ๆ เคลื่อนย้ายเวียนไปเป็นวงกลม มีเพลงร้องที่แต่งทำนองขึ้นใหม่ มี
การใชท้ ้งั วงพาทย์บรรเลงเพลงประกอบ และบางเพลงก็ใช้วงดนตรีสากลบรรเลงเพลงประกอบ ซ่ึงเพลง
ร้องท่แี ตง่ ขึน้ ใหมท่ ้ัง 10 เพลง มที า่ รำท่กี ำหนดไวเ้ ป็นแบบแผน คือ
1. เพลงงามแสงเดือน ท่าสอดสร้อยมาลา
2. เพลงชาวไทย ท่าชักแป้งผัดหนา้
3. เพลงรำมาซิมารำ ท่ารำสา่ ย
4. เพลงคนื เดือนหงาย ทา่ สอดสรอ้ ยมาลาแปลง
6. เพลงดวงจันทร์วนั เพญ็ ท่าแขกเตา้ เข้ารงั และทา่ ผาลาเพียงไหล่
7. เพลงดอกไม้ของชาติ ท่ารำยัว่
8. เพลงหญิงไทยใจงาม ท่าพรหมสห่ี น้า และทา่ ยูงฟอ้ นหาง
9. เพลงดวงจนั ทร์ขวัญฟ้า ท่าช้างประสานงา และท่าจนั ทร์ทรงกลดแปลง
10. เพลงยอดชายใจหาญ หญงิ ท่าชะนรี า่ ยไม้ ชายท่าจ่อเพลิงกัลป์
11. เพลงบูชานกั รบ หญิงทา่ ขัดจางนาง และท่าล่อแกว้ ชายท่าจันทรท์ รงกลดต่ำและท่าขอแกว้
รำวงมาตรฐานนิยมเล่นในงานร่นื เรงิ บันเทงิ ต่างๆ และยังนยิ มนำมาใช้เล่นแทนการเตน้ รำ
สำหรบั เคร่อื งแต่งกายกม็ กี ารกำหนดการแตง่ กายของผู้แสดงให้มีระเบียบด้วยการใช้ชุดไทย และชดุ
สากลนยิ ม โดยแตง่ เปน็ คู่ รับกันทง้ั ชายและหญิง อาทิ ผชู้ ายนงุ่ โจงกระเบน สวมเสือ้ คอกลม มผี ้าคาด
เอว ผ้หู ญงิ นุ่งโจงกระเบน หม่ สไบอดั จบี ผู้ชายนงุ่ โจงกระเบน สวมเสื้อราชประแตน ผูห้ ญงิ แต่งชุดไทย
แบบรัชกาลที่ 5 ผชู้ ายแต่งสูท ผู้หญิงแตง่ ชุดไทยเรือนต้น หรอื ไทยจกั รี
2.2.1 รูปแบบและลักษณะการแสดง
รำวงมาตรฐาน เป็นการรำหมู่ประกอบด้วยผู้แสดง 8 คน ท่ารำประดิษฐ์ขึ้นจากท่ารำ
มาตรฐานในเพลงแม่บท ความสวยงามของการรำอยู่ที่กระบวนท่ารำที่มีลักษณะเฉพาะในแต่ละเพลง
และเครื่องแต่งกายไทยสมัยต่าง ๆ รวมทั้งรูปแบบการแสดงในลักษณะการแปรแถวเป็นวงกลมการรำ
แบง่ เป็นข้ันตอนตา่ ง ๆ ได้ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ผู้แสดงชาย และหญิงเดินออกมาเป็นแถวตรงสองแถวหันหน้าเข้าหากัน
ต่างฝา่ ยทำความเคารพดว้ ยการไหว้
ขัน้ ตอนที่ 2 รำแปรแถวเป็นวงกลมตามทำนองเพลง และรำตามบทร้องรวม 10 เพลง
โดยเปลี่ยนท่ารำไปตามเพลงต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลงรำซิมารำ
เพลงคืนเดือนหงาย เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์
ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานกั รบ
ขั้นตอนที่ 3 เมื่อรำจบบทร้องในเพลงท่ี 10 ผู้แสดงรำเข้าเวที ทีละคู่ตามทำนองเพลง
จนจบดนตรี และเพลงทใี่ ชป้ ระกอบการแสดงใชว้ งปี่พาทย์ไมน้ วม เพลงทใ่ี ช้ประกอบการแสดง ได้แก่
เพลงงามแสงเดอื น เพลงชาวไทย เพลงรำซมิ ารำ เพลงคนื เดือนหงาย เพลงดวงจันทร์วันเพญ็
เพลงดอกไมข้ องชาติ เพลงหญงิ ไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวญั ฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลง
บชู านกั รบ เครอ่ื งแตง่ กายเครอื่ งแต่งกายของรำวงมาตรฐาน ประกอบด้วย 4 แบบดงั น้ี
แบบท่ี 1 แบบชาวบ้าน
ชาย นงุ่ ผา้ โจงกระเบน สวมเส้อื คอพวงมาลัย เอวคาดผ้าห้อยชายดา้ นหนา้
หญิง นุ่งโจงกระเบน หม่ ผา้ สไบอัดจบี ปลอ่ ยผม ประดบั ดอกไม้ทผี่ มดา้ นซ้าย คาด
เขม็ ขดั ใสเ่ คร่ืองประดับ
แบบท่ี 2 แบบรัชกาลท่ี 5
ชาย นุ่งโจงกระเบน สวมเส้ือราชประแตน ใส่ถงุ เท้า รอ้ งเทา้
หญิง นุง่ โจงกระเบนสวมเสื้อลกู ไม้ สไบพาดบ่า ผูกเป็นโบว์ ท้ิงชายไว้ขา้ งลำตัว
ด้านซ้าย ใส่เครอ่ื งประดับมุก
แบบที่ 3 แบบสากลนิยม
ชาย นุ่งกางเกง สวมสทู ผกู ไท้
หญิง นงุ่ กระโปรงปา้ ยขา้ ง ยาวกรอมเท้า ใส่เส้ือคอกลม แขนกระบอก
แบบที่ 4 แบบราตรีสโมสร
ชาย นุ่งกางเกง สวมเสอ้ื พระราชทาน ผ้าคาดเอวห้อยชายด้านหนา้
หญงิ นุ่งกระโปรงยาวจบี หน้านาง ใสเ่ สื้อจับเดรป ชายผา้ หอ้ ยจากบ่าลงไปทางด้าน
หลังเปิดไหลข่ วา ศีรษะทำผมเกลา้ เป็นมวยสูง ใส่เก้ยี วและเครื่องประดบั
2.2.2 เคร่ืองดนตรีทีใ่ ช้ประกอบการแสดง
เครอ่ื งดนตรีทไี่ ดร้ ับการปรบั ปรงุ ใหใ้ ช้ในการเลน่ รำวงมาตรฐานมี 2 ประเภท คือ
วงดนตรไี ทยและวงดนตรีสากล
2.2.2.1 วงดนตรีไทย ประกอบดว้ ย ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก
ขลยุ่ ซออูโ้ ทน (ชาตรี) ฉง่ิ กรับพวง โหม่ง
2.2.2.2 วงดนตรีสากล ประกอบดว้ ย คาริเนต ทรอมโบน ทรมั เปต ไวโอลีน วโิ อลา
เซลโล เบส โทน(ชาตรี) ฉ่งิ กรบั พวง โหมง่
2.3 แนวคดิ เก่ียวกบั การวดั ทกั ษะปฏบิ ัติ
2.3.1 ความหมายของทกั ษะปฏบิ ตั ิ
อภิชาติ อนกุ ลู เวช (2551, น. 64) ได้ใหค้ วามหมายของทักษะปฏบิ ัติ หมายถึง
ความสามารถความชำนาญของกล้ามเนอื้ ที่กระทำออกมาอย่างถูกต้อง คล่องแคล้ว และรวดเร็วท่ีต้อง
อาศัยการฝึกหดั อย่างเหมาะสม จงึ จะทำใหเ้ กดิ ความชำนาญในการปฏบิ ตั ิงาน
นวลจิตต์ เชาวกรี ติพงศ์ (2552, น. 12) ไดใ้ หค้ วามหมายของทักษะปฏิบตั ิ หมายถึง
ความชำนาญหรือเชย่ี วชาญในเรอ่ื งใดเรื่องหนึ่ง และทกั ษะปฏิบัติ (Motor Skills) เปน็ ความชำนาญ
หรอื เชีย่ วชาญในการเคล่ือนไหวร่างกายและควบคมุ การทำงานของกลา้ มเน้ือ
สมคิด สรอ้ ยนำ้ (2552, น. 96) ไดใ้ ห้ความหมายของทักษะปฏบิ ตั ิ หมายถงึ ความ
คลอ่ งแคล่ว ความชำนาญ และความสามารถในการเคลือ่ นไหวกลา้ มเน้ือ หรือการใชอ้ วยั วะสว่ นต่างๆ
ของรา่ งกายในการทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนง่ึ ได้อย่างคล่องแคลว่ ถกู ตอ้ ง รวดเรว็ และมีประสิทธิภาพ
คนที่มีความสามารถในการทำงานอย่างใดอยา่ งหน่ึงได้รวดเรว็ คล่องแคล่ว ชำนิชำนาญและถูกต้อง เรา
เรยี กคน ๆ นนั้ ว่า เป็นคนท่ีมีทกั ษะในการทำงานนนั้ ๆ และในการเรยี นการสอนครูมีความจำเป็นในการ
ฝักทกั ษะบางอย่างใหน้ ักเรยี นเพื่อนำไปใชป้ ฏิบตั ิงานในชีวติ ประจำวนั ได้ เช่น ฝกึ ทกั ษะในการอ่าน และ
เขียนหนังสือ การคิดคำนวณ การเล่นกีฬา การเล่นดนตรี เป็นต้น วิชาหรือกลุ่มวิชาที่จัดสอนในระดับ
ประถมศึกษา จะมีวิชา กลุ่มทักษะที่เป็นเครื่องมือแหง่ การเรียนรู้ กลุ่มการงานพื้นฐานอาชีพ กลุ่มสร้าง
เสรมิ ลกั ษณะนิสัย ในระดบั มธั ยมศกึ ษาจะมีรายวชิ า การงานอาชพี ดนตรี นาฏศลิ ป์ พลศึกษา เป็นต้น
กัญจนา ลินทรัตนศิริกุล (2554, น. 320) ได้ให้ความหมายของทักษะปฏิบัติ
หมายถงึ การทำงานตามกระบวนการต่างๆ ใหเ้ สร็จสิ้น
นวลจิตต์ เชาว์กีรตพิ งฎ์ (2555, น. 50) ได้ให้ความหมายของทกั ษะปฏิบัติ หมายถึง
การเรยี นรู้ทเี่ ก่ยี วกับการทำงานของกล้ามเนอ้ื โดยที่งานดังกลา่ วตอ้ งมีความซบั ซ้อนจะตอ้ งอาศัย
ความสามารถในการบรหิ ารเบื้องตน้ ของกล้ามเน้ือหลายๆ สว่ นการทำงานดังกลา่ วจะเกิดขึน้ ได้จาก
การสัง่ งานของสมองจะต้องมีการปฏิบัตสิ มั พนั ธ์ของการตอบสนองกบั ความร้สู กึ ทีป่ ้อน
จากความหมายของทักษะปฏิบัติทนี่ ักการศึกษาหลายทา่ นได้นิยามเอาไวพ้ อสรุปไดว้ ่า
ทักษะปฏิบัติเป็นพฤติกรรมการใช้อวัยวะของร่างกายเคลื่อนไหวในการปฏิบัติกิจกรรมหรืองานทั้งปวง
ซ่ึงทักษะปฏิบัติเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างพุทธิพิสัยกับสิ่งเร้าภายนอกหลังจากนั้นฝึกปฏิบัติงาน
แบบชา้ หลาย ๆ ครงั้ ต้งั แตข่ ้ันความร้คู วามเขา้ ใจ การฝกึ ปฏิบัตติ ามแบบฝึกจนผ้เู รยี นสามารถปฏิบตั งิ าน
ได้เอง
2.3.2 การฝกึ ทักษะปฏบิ ตั ิ
สุปรยี า ศิรพิ ฒั นกลุ ขจร (2550, น. 51) ไดก้ ลา่ ววา่ การฝกึ ทักษะปฏบิ ตั ิ หมายถงึ งาน
กิจกรรมหรอื ประสบการณท์ ี่ครจู ัดใหน้ ักเรียนได้ฝึกหดั กระทำ เพ่อื ทบทวน ฝกึ ฝนเน้อื หาความรู้ต่าง ๆ ท่ี
ไดเ้ รยี นไปแลว้ ให้เกิดเปน็ ความจำ จนสามารถปฏบิ ตั ิได้ด้วยความชำนาญและใหผ้ ูเ้ รียนสามารถนำไปใช้
ในชีวติ ประจำวันได้
อัจฉรา ชีวพันธ์ และคณะ (2556, น. 102) ได้กล่าวว่า การฝึกทักษะปฏิบัติ หมายถึง
ส่ิงท่สี รา้ งข้นึ เพือ่ เสริมความเข้าใจ และเสริมเพิม่ เตมิ เน้อื หาบางส่วนที่ชว่ ยใหน้ กั เรยี นได้ปฏบิ ตั ิและนำเอา
ความร้ไู ปใชไ้ ด้อย่างแม่นยำ ถูกตอ้ ง คลอ่ งแคลว่
จากนิยามของนักการศึกษาหลาย ๆ ท่านที่ได้กล่าวมาพอสรุปได้ว่า การฝึกทักษะ
ปฏิบัติ หมายถึง ภาระงานหรือกิจกรรม หรือประสบการณ์ ที่ผู้สอนจัดไว้ให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติหลายครั้ง
จนผูเ้ รียนเกดิ ความชำนาญคลอ่ งแคล่ว และแม่นยำ
2.3.3 ทฤษฎีการเรยี นร้ทู ักษะปฏิบตั ิ
ทฤษฎีการเรียนรดู้ ้านทักษะปฏิบัตมิ เี น้ือหาสอดคลอ้ งกับการเรียนร้กู ารทำงานของ
กลา้ มเน้ือและการเคล่ือนไหวส่วนตา่ งๆ ของร่างกาย ซง่ึ ธนรชั ฏ์ ศิริสวัสด์ิ (2560, น. 7-11) ได้ให้
รายละเอยี ด และนำเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ทกั ษะปฏิบัติของนกั จิตวทิ ยากลุ่มพฤติกรรมนิยมทีน่ ่าสนใจ
4 ทฤษฎี ไดแ้ ก่ ทฤษฎกี ารวางเง่ือนไขแบบคลาสสกิ ของพาฟลอฟ ทฤษฎีการเชอ่ื มโยงของธอรน์ ไดค์
และทฤษฎีการวางเง่ือนไขการกระทำของสกนิ เนอร์ ซง่ึ มีเนื้อหาทีส่ ำคัญดังนี้
2.3.4 รูปแบบการเรยี นการสอนเพื่อพัฒนาทกั ษะปฏิบัติ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน (2551, น. 3-5) ไดอ้ ธิบายว่า
รูปแบบการเรยี นการสอนเพอ่ื พัฒนาทกั ษะปฏิบตั ิ เป็นรูปแบบการเรยี นการสอนที่มผี ู้พัฒนาขน้ึ เพ่ือ
นำมาใช้ในการจัดการเรยี นการสอนวชิ าทเ่ี นน้ การปฏิบตั ิ ดังตัวอย่างสาระที่มงุ่ เนน้ ทักษะการปฏบิ ตั ิจาก
หลกั สูตร ไดแ้ ก่ ทักษะกระบวนการทำงาน ทักษะการสร้างของเล่นของใช้ การสรา้ งช้ินงานหรอื โครงงาน
ทักษะการสืบคน้ ข้อมูล และทักษะกระบวนการแก้ปญั หา
ทศิ นา แขมมณี (2559, น. 247) ได้อธบิ ายรปู แบบการเรียนการสอนทีเ่ น้นการพัฒนา
ทักษะปฏบิ ตั หิ รือด้านทกั ษะพิสัย (Psycho-Motor Domain) ไวว้ ่า เปน็ รูปแบบทม่ี ่งุ ช่วยพฒั นา
ความสามารถของผูเ้ รียนในด้านการปฏบิ ัติ การกระทำ หรือการแสดงออกต่าง ๆ ซงึ่ จำเป็นต้องใช้
หลักการ วิธีการทแี่ ตกตา่ งไปจากการพัฒนารูปแบบด้านอื่นๆ รปู แบบที่สามารถช่วยให้ผ้เู รียนเกดิ การ
พัฒนาทางด้านนี้ทีส่ ำคัญที่จะนำเสนอมี 3 รูปแบบดังน้ี
1. รปู แบบการเรยี นการสอนตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบตั ิของซิมพซ์ ัน
(Instructional Model Based on Simpson’s Processes for psycho-Motor Skill
Development) รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคดิ การพัฒนาทกั ษะปฏิบัตขิ องซิมพซ์ ัน (Simpson,
1972) เปน็ รูปแบบการเรียนการสอน ทชี่ ่วยใหผ้ ู้เรยี นสามารถปฏิบตั หิ รือทำงานทตี่ ้องข้นั ตอน คอื ข้นั ที่
1 ขั้นการรับรู้ เปน็ ข้นั การใหผ้ ู้เรียน รบั รใู้ นสิง่ ทีจ่ ะทำโดยการให้ผ้เู รียนสังเกต การทำงานนั้นอย่างตั้งใจ
ขั้นที่ 2 ขน้ั การเตรยี มความ พรอ้ ม เปน็ ข้นั การปรับตัว ใหพ้ ร้อมเพอื่ การทำ งานหรือแสดงพฤติกรรม
นนั้ ทั้งทางด้านร่างกาย จติ ใจ อารมณ์ ขัน้ ท่ี 3 ขนั้ การสนองตอบภายใต้การควบคุม เปน็ ขน้ั ท่ใี ห้
โอกาสแกผ่ ้เู รียนในการ ตอบสนองต่อสง่ิ ท่ีรบั รู้ ซึ่งอาจใช้วธิ กี ารใหผ้ เู้ รยี นเลยี นแบบการกระทำหรือ
อาจใช้วธิ ีการใหผ้ ู้เรยี น ลองผิดลองถูกจนกระทงั่ สามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้อง ขน้ั ท่ี 4 ขนั้ การ
ใหล้ งมอื กระทำจนกลายเปน็ กลไกทีส่ ามารถกระทำ ได้เองเป็นขั้นทช่ี ่วยใหผ้ ู้เรียนประสบผลสำเรจ็ ใน
การปฏิบตั ิและ เกิดความเชื่อมนั่ ในการทำสง่ิ นนั้ ๆ ข้นั ท่ี 5 ขนั้ การกระทำอยา่ งชำนาญ เป็นขน้ั ท่ี
ชว่ ยให้ผเู้ รยี นได้ ฝึกฝนการกระทำนั้นๆ จนผูเ้ รียนสามารถทำไดอ้ ย่างคล่องแคลว่ ชำนาญเปน็ ไป
โดยอัตโนมตั ิ ขน้ั ที่ 6 ขน้ั การปรับปรงุ และประยุกต์ใช้ เป็นข้ันท่ีช่วยให้ผเู้ รียนปรบั ปรงุ ทักษะให้ดีย่ิงขึน้
และ ประยุกต์ใชท้ กั ษะทีต่ นไดร้ ับการพัฒนาในสถานการณ์ตา่ งๆ และขนั้ ที่ 7 ขั้นการคดิ ริเริ่ม เม่ือ
ผ้เู รยี นสามารถปฏบิ ัตสิ ิ่งใดส่งิ หนึ่งอยา่ งชำนาญ และสามารถประยุกตใ์ ชใ้ นสถานการณท์ หี่ ลากหลาย
แลว้ ผปู้ ฏบิ ตั จิ ะเร่ิมเกิดความคิดใหมๆ่ ในการกระทำ หรือปรบั การกระทำนั้นให้เป็นไปตามทีต่ น
ต้องการ อาศัยการเคลื่อนไหวหรอื การประสานงานของกล้ามเนอ้ื ทง้ั หลายได้อยา่ งดีมีความถกู ต้อง
และมีความชำนาญมีกระบวนการเรียนการสอน 7 ข้นั ตอนคอื ขั้นที่ 1 ขัน้ การรบั ร้เู ป็นขน้ั การใหผ้ ู้เรียน
รบั รู้ในส่งิ ทีจ่ ะทำโดยการใหผ้ ้เู รียนสังเกตการทำงานนน้ั อย่างตั้งใจ ข้นั ที่ 2 ข้ันการเตรียมความพร้อม
เปน็ ขัน้ การปรับตวั ให้พรอ้ มเพอ่ื การทำงานหรือแสดงพฤติกรรมนน้ั ท้งั ทางด้านรา่ งกายจิตใจ อารมณ์
ขน้ั ที่ 3 ขนั้ การสนองตอบภายใต้การควบคุมเปน็ ขั้นทใ่ี ห้โอกาสแกผ่ ู้เรยี นในการตอบสนองต่อสิง่ ทรี่ ับรู้
ซงึ่ อาจใชว้ ิธกี ารใหผ้ ู้เรียนเลยี นแบบการกระทำหรืออาจใชว้ ิธีการใหผ้ ู้เรยี นลองผิดลองถูกจนกระทงั่
สามารถตอบสนองได้อยา่ งถูกต้อง ข้นั ที่ 4 ข้ันการใหล้ งมือกระทำจนกลายเป็นกลไกทสี่ ามารถกระทำ
ได้เองเป็นขน้ั ที่ช่วยให้ผเู้ รยี นประสบผลสำเรจ็ ในการปฏิบัติและเกดิ ความเชอื่ ม่ันในการทำสง่ิ น้ัน ๆ
ขัน้ ที่ 5 ขน้ั การกระทำอย่างชำนาญ เป็นขั้นท่ีชว่ ยให้ผู้เรยี นไดฝ้ กึ ฝนการกระทำนั้นๆจนผเู้ รยี นสามารถ
ทำได้อย่างคลอ่ งแคล่วชำนาญเปน็ ไปโดยอัตโนมตั ิ ข้ันท่ี 6 ขัน้ การปรับปรุงและประยุกต์ใช้เป็นข้นั ท่ี
ช่วยใหผ้ เู้ รียนปรบั ปรงุ ทักษะให้ดยี ่งิ ขึน้ และประยุกตใ์ ชท้ ักษะทต่ี นไดร้ ับการพัฒนาในสถานการณต์ ่างๆ
และขน้ั ที่ 7 ขนั้ การคดิ รเิ รม่ิ เมอื่ ผู้เรียนสามารถปฏิบัตสิ งิ่ ใดสงิ่ หน่ึงอยา่ งชำนาญและสามารถ
ประยุกต์ใช้ในสถานการณท์ ี่หลากหลายแล้วผู้ปฏบิ ัตจิ ะเร่มิ เกดิ ความคดิ ใหมๆ่ ในการกระทำ หรือปรบั
การกระทำน้ันให้เปน็ ไปตามทีต่ นต้องการ
2. รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ (Harrow’s Instructional
Model for psychomotor Domain) รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ (Harrow,
1972, pp. 50-56) เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนเกิดความสามารถทางด้านทักษะปฏิบัติ
ต่างๆ กล่าวคือผู้เรียนสามารถปฏิบัติหรือกระทำอย่างถูกต้องสมบูรณ์และชำนาญมีกระบวนการเรียน
การสอน5ขัน้ ตอน คือ ขน้ั ที่ 1 ขน้ั การเลยี นแบบเป็นข้นั ที่ให้ผเู้ รยี นสังเกตการกระทำท่ตี ้องการให้ผู้เรียน
ทำไดอ้ ย่างน้อยผู้เรียนจะสามารถบอกได้วา่ ข้ันตอนหลักของการกระทำนั้นๆมีอะไรบ้างข้ันที่ 2ขั้นการลง
มือกระทำตามคำสั่ง เมื่อผู้เรียนได้เห็นและสามารถบอกขั้นตอนของการกระทำที่ต้องการเรียนรู้แล้วให้
ผู้เรียนลงมือทำโดยไม่มีแบบอย่างให้เห็นผู้เรียนอาจลงมือทำตามคำสั่งของผู้สอนหรือทำตามคำสั่งที่
ผูส้ อนเขียนไว้ในคู่มือกไ็ ด้ซ่ึงชว่ ยให้ผู้เรยี นเกดิ การเรยี นร้แู ละปรับการกระทำให้ถูกต้องสมบรู ณ์ข้นึ ขัน้ ที่ 3
ขั้นการกระทำอย่างถูกต้องสมบูรณ์ ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะต้องฝึกฝนจนสามารถทำสิ่งนั้นๆ ได้อย่าง
ถูกต้องสมบูรณ์โดยไม่จำเป็นต้องมีแบบอย่างหรือมีคำส่ังนำทางการกระทำขั้นท่ี 4 ขั้นการแสดงออกขน้ั
นี้เปน็ ข้ันทผี่ เู้ รียนมีโอกาสได้ฝึกฝนมากขึ้น จนกระทงั่ สามารถกระทำสง่ิ น้ันได้ถูกตอ้ งสมบรู ณ์แบบอย่าง
คล่องแคลว่ รวดเร็วราบรื่นและดว้ ยความม่นั ใจและขัน้ ท่ี 5 ข้นั การกระทำอยา่ งเป็นธรรมชาติ ขน้ั นี้เปน็
ข้นั ทีผ่ ู้เรียนสามารถกระทำสง่ิ นนั้ ๆ อยา่ งสบายๆ เปน็ ไปอย่างอัตโนมตั ิโดยไมร่ ูส้ กึ ว่าตอ้ งใชค้ วาม
พยายามเป็นพเิ ศษ ซงึ่ ตอ้ งอาศัยการปฏบิ ัตบิ อ่ ยๆ ในสถานการณต์ ่างๆ ทหี่ ลากหลาย
3. รปู แบบการเรยี นการสอนทักษะปฏิบัติของเดวสี ์ (Davie’s Instructional
Model for Psychomotor Domain) รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัตขิ องเดวีส์ (Davie, 1971,
pp. 50-56) เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่ช่วยพัฒนาความสามารถด้านทักษะปฏิบัติของผู้เรียน
โดยเฉพาะอยา่ งยิง่
ทกั ษะทีป่ ระกอบดว้ ยทักษะย่อยจำนวนมาก มีกระบวนการเรียนการสอน 5 ข้ันตอน คอื
ขั้นที่ 1 ขน้ั สาธิตทักษะหรือการกระทำข้ันนเ้ี ปน็ ขั้นทใ่ี ห้ผเู้ รียนได้เหน็ ทักษะหรือการ
กระทำที่ต้องการให้ผู้เรียนทำได้ในภาพรวม โดยการสาธิตให้ผู้เรียนดูทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบไม่ช้าหรือ
เร็วเกินปกติ กอ่ นการสาธิต ครูควรใหค้ ำแนะนำแก่ผ้เู รียนในการสงั เกต
ขนั้ ที่ 2 ข้ันสาธติ และให้ผเู้ รียนปฏิบัติทักษะย่อย เม่อื ผ้เู รียนไดเ้ ห็นภาพรวมของการ
กระทำหรือทักษะทั้งหมดแล้ว ผู้สอนควรแตกทักษะทั้งหมดให้เป็นทักษะย่อยๆ และสาธิตส่วนย่อยแต่
ละส่วนใหผ้ เู้ รียนสงั เกตและทำตามไปทลี ะส่วนอยา่ งช้าๆ
ขั้นที่ 3 ขั้นให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย ผู้เรียนลงมือปฏิบัติทักษะย่อยโดยไม่มีการ
สาธิตหรือกรแสดงแบบอย่างให้ดู เมื่อได้แล้วผู้สอนจึงเริ่มสาธิตทักษะย่อยส่วนต่อไปจนกระทั่งครบทุก
สว่ น
ขั้นที่ 4 ข้นั ให้เทคนคิ วิธกี าร เมื่อผู้เรียนปฏิบัติได้แลว้ ผู้สอนอาจจะแนะนำ
เทคนิควธิ ีการท่จี ะชว่ ยให้ผู้เรยี นน้นั ทำงานได้ดีข้นึ
ขน้ั ที่ 5 ขนั้ ใหผ้ ูเ้ รยี นเช่อื มโยงทักษะย่อยๆ เป็นทักษะที่สมบรู ณ์ เม่อื ผู้เรยี น
สามารถปฏิบตั แิ ตล่ ะสว่ นไดแ้ ลว้ จงึ ใหผ้ ู้เรียนปฏบิ ตั ทิ ักษะย่อยๆ ตอ่ เน่อื งกันตั้งแตต่ ้นจนจบ และฝึก
ปฏิบัติหลายๆ ครง้ั จนสามารถปฏิบตั ิทักษะทสี่ มบูรณไ์ ดอ้ ยา่ งชำนาญ
รูปแบบการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติ แต่ละรูปแบบที่กล่าวมามี
วัตถุประสงค์ไปในทิศทางเดียวกัน คือ ช่วยพัฒนาทักษะปฏิบัติต่างๆของผู้เรยี นให้ถูกต้อง สมบูรณ์และ
ชำนาญยิ่งขึ้น การเลือกใช้รูปแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับวิชาที่สอนเป็นสิ่งสำคัญผู้สอนควร
ศึกษาทฤษฎี หลักการ แนวคิดของรูปแบบการเรียนการสอนที่สนใจ รวมทั้งทำความเข้าใจลักษณะ
ธรรมชาตขิ องวิชาท่ีสอน จึงจะสามารถนำรปู แบบการเรียนการสอนมาใช้พฒั นาทกั ษะปฏบิ ัติ
ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในการวิจัยนี้ผู้วิจัยเลือกใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของ
เดวีส์ เน่อื งจากเป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นพฒั นาทักษะย่อยๆ ก่อนแล้วจึงนำทักษะยอ่ ยท่ไี ด้
นำมาเชอ่ื มโยงเปน็ ทกั ษะท่สี มบูรณ์
จากการศึกษาพอสรุปได้ว่า รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์เป็นการ
เรียนการสอนท่มี ่งุ ให้ผ้เู รยี นไดล้ งมือทำงานด้วยตนเอง โดยมงุ่ เน้นการฝกึ วธิ ีการทำงานอยา่ งสมำ่ เสมอ
มขี ้ันตอนการปฏิบตั งิ านอยา่ งต่อเนอ่ื ง เป็นลำดับขัน้ ตอนที่ถูกตอ้ งท้ังการทำงานเปน็ รายบุคคล
การทำงานเปน็ รายกลุม่ ซ่งึ จะทำให้สามารถทำงานให้บรรลุตามเป้าหมาย เพ่ือให้ผู้เรยี นมีคณุ ลักษณะ
ทดี่ ีในการทำงาน คือ ให้ผเู้ รยี นปฏบิ ตั ทิ ักษะยอ่ ยๆ ตอ่ เน่ืองกนั ตงั้ แตต่ น้ จนจบและฝกึ ปฏิบตั หิ ลายๆ
ครงั้ จนกระทัง่ สามารถปฏิบตั ิทักษะทีส่ มบูรณ์ได้อยา่ งชำนาญ มีการปรับปรุงและพฒั นา การทำงานอยู่
เสมอ มนี ิสยั ท่ดี ีในการทำงานและสามารถทำงานร่วมกับผอู้ ่ืนได้อยา่ งมีความสขุ
2.3.5 การฝึกซอ้ มทักษะประจำวนั
ไดม้ ีนกั วิชาการกล่าวถึงการฝึกซ้อมทกั ษะประจำวัน ไว้ดังนี้
ชชู าติ พิทกั ษาการ (2555, น. 141 - 143) กลา่ ววา่ การฝกึ ซอ้ มประจำวันเป็นสิง่ ท่ี
จำเปน็ ท่สี ุดในการฝึกทกั ษะการปฏบิ ตั ิเคร่อื งดนตรีผูฝ้ ึกตอ้ งวางแผนใหร้ อบคอบ และเหมาะสมกบั
เวลาท่ตี นเองมีอยู่ การฝึกซอ้ มควรแบง่ ออกเป็น 3 ช่วง ดงั นี้
1. การฝกึ ซอ้ มเทคนิค แบ่งเป็น 2 ตอน คือ
1.1 การแก้ไขข้อบกพร่องทางเทคนิคของแตล่ ะบุคคล ผู้ฝกึ จะตอ้ งสำรวจ
ตัวอยา่ งละเอยี ดวา่ มีจดุ ทจ่ี ะต้องแกไ้ ขที่ไหนบา้ งจะต้องแก้ไขอยา่ งไร จะต้องใชแ้ บบฝึกหัดบทไหนการ
แก้ไขข้อบกพร่องควรเป็นสงิ่ แรกท่ีพึงกระทำในการฝึกซ้อมประจำวนั หากไม่รบี แก้ไขจะเป็นอปุ สรรค
ทส่ี ำคญั อย่างยง่ิ ในการพฒั นากา้ วหน้า
1.2 การพัฒนาเทคนคิ พจิ ารณาหาความเรง่ ดว่ นของเทคนิคท่จี ะพฒั นาดำเนนิ
ฝึกใหถ้ กู วธิ ี วเิ คราะห์อวัยวะท่ีตอ้ งใชส้ ำหรบั เทคนคิ แตล่ ะอย่าง แลว้ ฝึกชา้ ๆ มสี ติทกุ คร้งั ที่ฝกึ และควร
ฝึกให้ถูกต้องเสมอ การพฒั นาเทคนคิ แบ่งออกเปน็ 3 อยา่ ง คือ
1.2.1 Scales and Arpeggios
1.2.2 Pure Exercises
1.2.3 Applied Exercises
2. การฝกึ ซอ้ มบทเพลง ควรวิเคราะหเ์ พลงในแงข่ องดนตรแี ละในแง่ของเทคนิค
พยายามตีความหมายของบทเพลงให้เขา้ ใจก่อนท่ีจะลงมือฝกึ ซ้อมจะเปน็ การดีเยี่ยมถา้ ผู้ฝกึ จะ
พยายามได้ยนิ เพลงน้ันในใจก่อนที่จะเร่มิ ทำการฝึกซ้อม พยายามหาวธิ ีการท่จี ะทำใหเ้ พลงนั้นถูกต้อง
ตามความประสงค์ของผูป้ ระพันธใ์ หม้ ากทส่ี ดุ และฝึกซ้อมจนม่ันใจวา่ สามารถจะเลน่ ได้อย่างถูกต้อง
ทุกครงั้
3. ฝึกการแสดงจรงิ การฝึกแสดงจริงควรเลน่ ไปตามโปรแกรมท่ีไดจ้ ัดไว้ หากมี
การผดิ พลาดเกดิ ขึน้ อยา่ หยุดเล่นเพราะในการแสดงจรงิ ๆ จะหยุดเล่นไม่ได้ ควรบนั ทึกเสยี งไว้เพือ่
นำมาแก้ไขขอ้ บกพร่องต่าง ๆ หลงั จากที่เลน่ เพลงตามโปรแกรมนน้ั จบลงการฝึกซ้อมข้ันสุดทา้ ย
คือการฝกึ แสดงจรงิ เช่นการเล่นคูก่ ับเปยี โนหรือแผ่นเสยี งประเภท Music Minus One การฝกึ แสดง
จริงควรจะเลน่ ไปตามโปรแกรมที่ไดจ้ ดั ไวห้ ากมีการผิดพลาดเกดิ ขึ้นอยา่ หยดุ เลน่ เพราะในการแสดง
จรงิ ๆ จะหยดุ เลน่ ไม่ได้ ควรใช้เคร่อื งบันทึกเสยี งอัดไวเ้ พ่ือนำมาแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ หลังจากท่ี
เล่นเพลงตามโปรแกรมนน้ั จบลงโปรดจำ ไวว้ า่ เพียงแต่ฝกึ ซ้อมเพอ่ื ให้เล่นไดถ้ ูกต้องเทา่ นั้นยังไม่พอ
แตจ่ ะต้องซ้อมจนเล่นไมผ่ ิดจงึ จะใช้ได้ (เรียกได้วา่ “ผดิ ไม่เป็น”)
2.3.6 การวดั ทกั ษะปฏิบตั ิ
การวัดทักษะปฏิบัตินั้นต้องมีการให้ผู้เรียนมีการปฏิบัติงาน หากประมวลแนวคิด
ของนักวัดผลทั้งหลายจะพบว่าทักษะการปฏิบัติงานเป็นความสามารถซึ่งอาจจะเป็นด้านสมอง
(Cognitive Skills) หรือไม่ใช่ทางสมอง (Non-cognitive Skills หรือ Manual Skills) ก็ได้ทั้งนี้ทักษะ
ดังกล่าวสามารถทดสอบได้โดยให้ผู้ถูกทดสอบ “แสดง” (Perform) ให้ดูเพื่อจะได้มีข้อมูลในการตัดสิน
ระดบั ความสามารถในการปฏิบตั ิงานทั้งความถูกต้องในกระบวนการปฏิบตั ิงานหรือคุณภาพของผลงาน
ทเี่ ป็นผลมาจากกระบวนการปฏิบัตนิ นั้ หรือทง้ั กระบวนการและผลงานการวัดทกั ษะปฏิบัตจิ งึ เป็น
กระบวนการทว่ี ดั ทักษะการปฏิบตั ิโดยส่งิ ท่วี ดั หรือทกั ษะทว่ี ัด (Object of Measurement) เป็น
ความสามารถด้านใดกไ็ ด้ จุดสำคญั อยู่ที่ว่าพฤติกรรมทีแ่ สดงออกให้เหน็ นน้ั เปน็ การตอบสนองตอ่ สง่ิ
เรา้ ในรูปของการปฏบิ ัติการวดั ทักษะปฏิบตั ิเปน็ การวัดทีใ่ ช้สถานการณ์เพอื่ ทดสอบการปฏบิ ัติงานของ
บุคคลซง่ึ ส่วนใหญ่เปน็ การวดั พฤติกรรมการปฏบิ ตั ิงานทลี ะคน ทงั้ นี้ผู้ถูกวดั จะได้รบั มอบหมายให้
ทำงานชิ้นใดช้ินหนึ่ง มีกระบวนการทำงานตามขน้ั ตอน ท่ีควรจะเป็นจุดมงุ่ หมายสุดทา้ ยได้เปน็ ผลงาน
ออกมาการวัดทักษะปฏบิ ตั จิ งึ เป็นการวดั กระบวนการปฏิบัติงาน (Process) และการวดั คณุ ภาพของ
งานที่ได้จากการปฏิบัติ (Product) (สุวิมล ว่องวาณิช, 2557, น. 2-3)
2.3.6.1 การประเมินผลการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติ การประเมินการปฏิบัติช่วยให้
ผู้สอนได้ทราบถึงความสามารถ นิสัย วิธีการทำงานของผู้เรียน และพฤติกรรมต่างๆ ของผู้เรียนใน
ลักษณะทเี่ ป็นความจรงิ เช่น ความสามารถในการใชภ้ าษาต่างประเทศ ความสามารถในการทดลองทาง
วทิ ยาศาสตร์ การสาธิตผลงาน การทำงานกบั กลมุ่ เพือ่ น การใช้อุปกรณ์ในการปฏบิ ตั ิงาน ผู้สอน
สามารถสังเกตและประเมินความสามารถของผเู้ รยี นได้ในกจิ กรรมต่างๆ ท่ตี ้องอาศยั ความสามารถ
ของผู้เรยี นอย่างหลากหลาย เช่น วิธกี ารวัดและประเมินผลการปฏิบัติงานนอกจากจะใชว้ ธิ กี ารสงั เกต
การสัมภาษณ์ผเู้ รียน ท้งั กระบวนการและผลการทำงานแลว้ ผูส้ อนอาจใช้วิธกี ารสอบทีเ่ รยี กว่า
Performance Test เชน่ การสอบภาคปฏิบัตใิ นวิชาวทิ ยาศาสตรก์ ารสอบภาคปฏบิ ัติในวชิ าดนตรี
นาฏศลิ ป์ การสอบภาคปฏบิ ัตใิ นวิชาพลศึกษาเป็นตน้ (สุวิมล วอ่ งวาณิช, 2557, น. 3)
การประเมนิ ผลการเรียนรทู้ กั ษะ ปฏิบตั ิสามารถทำได้โดยการทดสอบความสามารถ
ทางกล้ามเน้อื ของผู้เรียนทแ่ี สดงออกมาในเร่ืองของความเร็ว ความถูกตอ้ งความแขง็ แรงความคงทนและ
การประสานสัมพันธ์กัน ในการทดสอบดังกล่าวครูจะต้องทำการทดสอบความสามารถในด้านต่างๆ
ดังกลา่ วนีอ้ ยา่ งน้อยหนงึ่ อย่างหรอื มากกวา่ นั้น ตามรายละเอยี ดต่อไปนี้ความเร็ว (Speed)
สามารถวัดไดใ้ นรปู ของปรมิ าณงานท่ผี เู้ รยี นสามารถทำได้ภายในระยะเวลาทก่ี ำหนด เชน่ จำนวนคำ
ต่อนาทที ี่พิมพ์ได้ หรือในรูปของเวลาทตี่ อ้ งใช้ในการทำงานทีก่ ำหนดได้ให้แลว้ เสร็จความถูกต้อง
(Accuracy) สามารถวัดได้จากการนบั จำนวนที่ผดิ หรือระยะทางทห่ี า่ งออกไปจากเปา้ หมายความ
แขง็ แรง (Strength) สามารถวัดได้จากสิ่งท่ีมีนำ้ หนักขนาดต่างๆ หรือแรงกลทป่ี รากฏในมาตรวัดมกั ใช้
ในการตรวจสอบคุณภาพของชิ้นงาน (Singer, 1982, pp. 125; อ้างถงึ ใน นวลจติ ต์ เชาวกีรติพงศ์,
2555, น. 51-53)
2.3.6.2 เครื่องมือวัดทักษะปฏิบตั ิ
ในการประเมินทักษะปฏิบัติ โดยสว่ นมากผตู้ รวจตอ้ งให้คะแนนกระบวนการ
หรือผลงานของผูเ้ รียน หากไมม่ ีเคร่ืองมือและเกณฑ์ในการตดั สินใจก็ยากท่ีจะหาความเท่ียงตรงได้ดังน้นั
จึงมกี ารสรา้ งเคร่ืองมือเพื่อช่วยให้ผู้ตรวจให้คะแนนได้สะดวกและเทยี่ งตรงมากขนึ้ เคร่ืองมือในการวัด
ทักษะปฏบิ ัติ มหี ลายแบบ ดงั น้ี
1) แบบสำรวจรายการ (Check List) แบบสำรวจรายการจะเปน็ รายการท่ี
กำหนดไว้เกย่ี วกบั พฤติกรรมทตี่ ้องการให้กระทำหรอื วธิ ีการทมี่ ีจุดประสงค์จะให้ทำตามน้ัน ผู้สังเกตจะ
ตรวจสอบว่าผถู้ ูกประเมนิ ได้ทำตามรายการนน้ั หรือไม่ การใชแ้ บบสำรวจรายการเป็นการกำหนด
น้ำหนกั คะแนนวา่ ไดห้ รือไม่ ถ้าผา่ นหรอื ไดแ้ สดงวา่ ผู้ปฏบิ ตั ิได้ทำตามรายการนัน้ ถูกต้อง ถ้าไม่ได้แสดง
วา่ ทำไม่ถกู ต้อง (สุนนั ท์ ศลโกสุม, 2559, น. 70-71) ในการสงั เกตการปฏบิ ัตบิ างครั้งอาจให้ผูส้ งั เกต
บันทกึ ลำดับที่ของการปฏิบตั ิหรือพฤติกรรมตามลำดับตง้ั แต่ 1 เป็นตน้ ไปก็ไดซ้ งึ่ ในลกั ษณะนจ้ี ะทำให้
มองเหน็ ภาพรวมของการปฏิบตั ิงานอีกด้วย (ส.วาสนา ประวาลพฤกษ์, 2554, น. 1-11) ในบางคร้งั
อาจมีการระบุความถ่ีของพฤติกรรมที่ทำด้วย เชน่ ยิม้ 3 ครงั้ ยกมือ 5 ครงั้ ซงึ่ จะบอกถงึ ความเข้มขน้
ของการปฏิบัติเช่นกัน (Mehrens and Lehman, 1984, p. 351)
2) แบบมาตราประมาณค่า (Rating Scale) มาตราส่วนประมาณค่าไม่ได้มี
ความแตกต่างจากแบบสำรวจรายการมากนัก เพยี งแตม่ ีการขยายลำดับคะแนนที่ให้เพ่ิมข้ึน แตเ่ ป็นท่ี
นิยมในการใชว้ ดั การปฏิบัตมิ ากกว่าเพราะมีคุณลักษณะท่ีต่อเนื่อง อาจทำเป็น 2 ระดบั จนถึง 10
ระดับ แตน่ ิยมทำเปน็ เลขที่มากกว่า เช่น 3, 5, 7 ระดบั
3) แบบจดั อนั ดับ (Ranking) การจัดอนั ดบั เป็นวธิ ที จ่ี ะเรียงลำดบั ผ้เู รยี นใน
คุณสมบตั หิ น่งึ ๆ ตามท่ีกำหนดให้ ซ่ึงสามารถใช้ในการวดั วิธีหรือผลงานได้ แต่ส่วนใหญใ่ ช้ในการวัดผล
งานมากกวา่ การจัดอันดับมีความเชอ่ื มนั่ สูงขนึ้ ถา้ จัดอันดบั ด้วยคณุ สมบตั ใิ ดคณุ สมบัติหน่ึงโดยเฉพาะ
และมีนิยามของคุณสมบตั ิน้นั ชดั เจน ในการจัดอันดับคณุ ภาพผลงาน ซึง่ มักใชใ้ นการสอบดา้ น
การปฏบิ ัติน้นั ครอู าจจะแบง่ คุณภาพผลงานออกเป็นหลายประการแลว้ จัดอนั ดับทลี ะคุณภาพ การจัด
อนั ดบั ท่ีง่ายและสะดวก โดยมากนยิ มใช้หลักการแบง่ ทลี ะ 3 ดงั นี้ (ส.วาสนา ประวาลพฤกษ์, 2554, น.
1-11)
3.1) นำผลงานทงั้ หมดมาแบง่ เปน็ 3 กล่มุ คอื สงู ปานกลาง และต่ำ
3.2) นำกลุ่มปานกลางมาพิจารณาแบ่งเป็น 3 อีกครง้ั หลังจากนนั้ ทำ
เช่นเดียวกนั ในกลุม่ สูง และกลุ่มตำ่
3.3) กำหนดให้กลุ่มสงู เปน็ 9, 8, 7 ซง่ึ 9 คอื กลุ่มที่มีผลงานดีท่ีสุดในกล่มุ
สูงและ 7 คือ กลุ่มท่ีมผี ลงานต่ำท่ีสดุ ในกล่มุ สูง และให้กลมุ่ กลางเปน็ 6, 5, 4 และกลมุ่ ต่ำเป็น 3, 2, 1
ทั้งนต้ี วั เลขทมี่ ีค่าสูงแทนคณุ ภาพงานท่สี งู
3.4) นำกลุ่มท่ีอยรู่ ะหว่างกลุม่ สงู และกลุ่มต่ำ คอื 7 และ 6 มาพจิ ารณาเพื่อ
โยกย้ายให้มีความเหมาะสมย่ิงข้นึ และทำเช่นเดยี วกันในกลุม่ 4 และ 3
4) แบบบันทึก (Record) การบนั ทึกมักเปน็ วธิ กี ารท่ีไมไ่ ด้กำหนดรปู แบบไว้
อยา่ งชดั เจนเหมือนวธิ ีอ่นื ๆ ผู้บันทึกค่อนขา้ งมีอสิ ระในการบนั ทกึ ลงไปมากกว่าเคร่ืองมือชนดิ อนื่ การ
บนั ทึกเพยี งครงั้ เดียวไมส่ ามารถใหข้ ้อมลู ที่มีความหมายนัก แตก่ ารบันทึกต่อเน่ืองหลายๆ ครัง้ จะทำให้
ได้ข้อมูลทีช่ ดั เจนขึ้นการบนั ทึกไม่ควรลงความเหน็ ของผบู้ ันทกึ ลงไป ยกเวน้ ให้เขียนแยกให้ชดั เจน
2.3.6.3 การสร้างเครอื่ งมือวัดทกั ษะปฏบิ ตั ิ
มผี เู้ สนอหลักและข้นั ตอนในการสร้างเครือ่ งมอื วัดทักษะปฏิบัติไว้หลายทา่ น
ดงั น้ี
Tucker (1986, pp. 6-10) ไดเ้ สนอข้ันตอนในการสร้างแบบทดสอบดา้ นการ
ปฏบิ ตั โิ ดยทวั่ ไปไว้ 4 ขน้ั ตอน ดงั นี้
1. กำหนดวตั ถุประสงคข์ องการปฏิบตั ิงานท่ชี ัดเจน คำบง่ ชี้การกระทำ
(Action Word) ที่ใช้ประจำ คือ แสดงหรือสาธิต (Demonstrate) และสร้าง (Construct) ตวั อยา่ งของ
การกำหนดจุดประสงค์ของการปฏบิ ัติ เช่น
1.1 เพือ่ แสดงวธิ กี ารแบง่ มุมออกเปน็ 2 ส่วนเทา่ ๆ กัน
1.2 เพ่อื แสดงวิธีการวดั ความตา้ นทานไฟฟา้
2. กำหนดสถานการณ์ของการทดสอบทีช่ ดั เจน ซ่งึ สถานการณด์ ังกล่าวนจ้ี ะ
เป็นสงิ่ ทอี่ ำนวยความสะดวกในการทจี่ ะทำให้บรรลวุ ตั ถปุ ระสงคท์ ตี่ ้องการ ได้แก่ การกำหนดวัสดุ
อุปกรณ์ในการปฏบิ ตั งิ าน การกำหนดคำส่ังในการปฏบิ ัติงาน
3. กำหนดเกณฑ์ในการประเมินผลกระบวนการ (Process) และผลงาน
(Product)อยา่ งชัดเจนทจ่ี ะทำใหเ้ ป็นการตดั สินใจท่มี ีความเปน็ ปรนยั มากขึ้น
4. สร้างแบบประเมนิ ในการใหค้ ะแนนการปฏิบตั ิงานซ่ึงเป็นการนำเกณฑใ์ น
การประเมินงานท่ีปฏิบัติทไี่ ด้จัดทำขึน้ ในขอ้ 3 นำมาเรยี งลำดับกอ่ นหลังตามข้อคำถามและกำหนดให้
นำ้ หนกั คะแนนเกณฑ์แลว้ แตค่ วามสำคญั ในวธิ กี ารปฏบิ ัตงิ าน ผปู้ ระเมินจะพิจารณาก่อนการปฏบิ ตั ิของ
ผเู้ ข้าสอบว่าตรงตามเกณฑท์ ่รี ะบไุ ว้หรือไม่แลว้ ให้คะแนนตามเกณฑ์
โดยสรุป การศกึ ษาเอกสารที่เกีย่ วข้องกับการฝึกทักษะปฏบิ ัติ จำเปน็ อย่างย่ิงท่ี
ผ้เู รียนจะต้องทราบถึงหลักการต่างๆ ของเครื่องมือท่นี ำมาใช้ในการฝึกทักษะปฏบิ ตั ิ การที่ผู้เรียนจะเกดิ
ทักษะปฏิบัติไดน้ ัน้ จำเปน็ ต้องได้ลงมือปฏบิ ตั ิ กบั เคร่ืองมือหรอื อุปกรณ์และมีการฝกึ ปฏิบัติซ้ำหลายๆ
ครง้ั ในการฝึกนอกจากจะมีการฝึกทกั ษะปฏบิ ตั ทิ ่ีดแี ลว้ ครูยงั จำเปน็ ทจ่ี ะต้องศึกษาเทคนิควิธีการและ
ขั้นตอนในการฝึกเพื่อให้การใชก้ ารฝึกทกั ษะปฏิบัตติ ่างๆ มีประสทิ ธภิ าพมากท่สี ดุ อนั จะส่งผลใหผ้ ้เู รยี น
ได้มีการพัฒนาทักษะต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นในการวจิ ยั คร้ังนี้ จงึ มุง่ พัฒนารูปแบบการเรียนรู้พล
ศกึ ษาด้านทักษะปฏิบตั ิ
2.4 ทฤษฎีเก่ยี วกบั การการจัดการเรยี นรู้
สกนิ เนอรม์ ีแนวคดิ ว่า การเรียนรู้เกดิ ข้นึ ภายใต้เงือ่ นไขและสภาวะแวดลอ้ ม ท่ี
เหมาะสม เพราะทฤษฎีนต้ี อ้ งการเนน้ เรือ่ งสง่ิ แวดลอ้ ม ส่งิ สนับสนนุ และการลงโทษ สกินเนอร์มองว่า
พฤติกรรมของมนุษยเ์ ปน็ พฤติกรรมทก่ี ระทำต่อสง่ิ แวดลอ้ มของตนเอง พฤติกรรมของมนุษยจ์ ะคงอยู่
ตลอดไป จำเปน็ ต้องมกี ารเสริมแรง ซ่ึงการเสริมแรงนม้ี ีทัง้ การเสริมแรงทางบวก (Positive
Reinforcement) และการเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement)
การเสริมแรง หมายถงึ ผลของพฤติกรรมใดๆ ทีท่ ำใหพ้ ฤติกรรมน้ันเขม้ แขง็ ขน้ึ การ
เสริมแรงทางบวก หมายถึง สภาพการณ์ทชี่ ่วยใหพ้ ฤติกรรมโอเปอแรนท์เกดิ ขึน้ ในด้านความที่นา่ จะ
เปน็ ไปได้ ส่วนการเสริมแรงทางลบเป็นการเปลยี่ นแปลงสภาพการณ์อาจจะทำให้พฤติกรรมโอเปอแรนท์
เกิดข้นึ ได้ในการด้านการเสริมแรงนน้ั
สกินเนอรใ์ หค้ วามสำคัญเปน็ อย่างย่งิ โดยได้แยกวธิ ีการเสริมแรงออกเปน็ 2 วธิ ี คือ
1. การใหก้ ารเสริมแรงทกุ คร้ัง (Continuous Reinforcement) เปน็ การให้การ
เสริมแรงทุกครัง้ ทผ่ี เู้ รยี นแสดงพฤติกรรมท่ีพงึ ประสงคต์ ามทกี่ ำหนดไว้
2. การให้การเสรมิ แรงเปน็ คร้ังคราว (Partial Reinforcement) เปน็ การใหก้ าร
เสรมิ แรงเปน็ ครง้ั คราวโดยไมใ่ หท้ ุกคร้งั ท่ผี เู้ รียนแสดงพฤตกิ รรมที่พงึ ประสงค์ โดยแยกการเสรมิ แรงเป็น
คร้งั คราว ได้ดังน้ี
2.1 เสรมิ แรงตามอตั ราส่วนที่แน่นอน
2.2 เสริมแรงตามอัตราสว่ นท่ีไม่แน่นอน
2.3 เสรมิ แรงตามช่วงเวลาท่ีแนน่ อน
2.4 เสริมแรงตามช่วงเวลาท่ไี มแ่ นน่ อน
การเสรมิ แรงแต่ละวธิ ีให้ผลตอ่ การแสดงพฤตกิ รรมท่ีต่างกัน และพบว่าการเสริมแรงตาม
อตั ราสว่ นทไ่ี ม่แน่นอนจะใหผ้ ลดีในดา้ นท่ีพฤติกรรมที่พึงประสงคจ์ ะเกิดขึ้นในอัตราสูงมาก และเกิดขน้ึ
ต่อไปอีกเปน็ เวลานานหลังจากท่ไี ม่ได้รบั การเสริมแรง
จากการศึกษาและทดลองของสกินเนอร์น้ัน สามารถสรุปเป็นลักษณะ และทฤษฎีการเรียนรู้
ของทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบโอเปอแรนท์หรือทฤษฎีการวางเง่อื นไขแบบการกระทำได้ดงั น้ี
1. การกระทำใดๆ ถ้าได้รับการเสรมิ แรง จะมีแนวโน้มทีจ่ ะเกิดข้ึนอีก ส่วนการกระทำที่ไม่
มกี ารเสรมิ แรง แนวโน้มทคี่ วามถขี่ องการกระทำนนั้ จะลดลงและหายไปในที่สดุ
2. การเสรมิ แรงท่แี ปรเปลยี่ นทำให้การตอบสนองคงทนกว่าการเสริมแรงที่ตายตัว
3. การลงโทษทำใหเ้ รยี นรู้ได้เรว็ และลมื เร็ว
4. การให้แรงเสริมหรือให้รางวลั เมือ่ ผ้เู รยี นกระทำพฤตกิ รรมทีต่ ้องการ สามารถชว่ ยปรบั
หรอื ปลูกฝังนิสยั ท่ีต้องการได้
2.4.1 ทฤษฎกี ารเรียนรู้ของธอร์นไดค์
ธอร์นไดค์ (Thorndike) ซึง่ ได้กลา่ วว่าการเรยี นรู้คอื การทผี่ ู้เรียนสามารถสร้าง
ความสัมพันธ์เชอื่ มโยง (Bond) ระหวา่ งสงิ่ เรา้ และการตอบสนอง ละไดร้ ับความพงึ พอใจจะทำใหเ้ กดิ
การเรยี นรูข้ น้ึ ธอรน์ ไดค์ได้ ทำการทดลองพบวา่ การเรยี นรู้ของอินทรยี ์ ทดี่ ้อยความสามารถเกิดจากการ
ลองผดิ ลองถกู ( Trial and Error ) ซึ่งต่อมาเขานยิ มเรียกว่า การเรียนรู้แบบเชื่อมโยงการทดลอง
ของธอร์นไดค์ที่ร้จู ักกันดที ี่สดุ คือ การเอาแมวหวิ ใสใ่ นกรง ขา้ งนอกกรงมอี าหารทงิ้ ไว้ให้ แมวเห็นในกรง
มีเชอื กซึ่งปลายข้างหน่งึ ผูกกับบานประตไู ว้ ส่วนปลายอีกขา้ งหนง่ึ เมื่อถูกดงึ จะทำให้ประตเู ปิดธอร์นไดค์
ได้สงั เกตเห็นวา่ ในระยะแรก ๆ แมวจะวิ่งไปว่ิงมา ข่วนโน่นกัดน่ี เผอิญไปถูกเชือกทำให้ประตเู ปดิ
แมวออกไปกนิ อาหารได้ เม่อื จบั แมวใสก่ รงครั้งตอ่ ไปแมวจะดงึ เชอื กได้เรว็ ขึน้ จนกระทัง่ ในท่สี ดุ แมว
สามารถดงึ เชอื กได้ในทันที
ธอรน์ ไดค์ได้สรปุ วา่ การลองผดิ ลองถูกจะนำไปสกู่ ารเช่ือมโยงระหวา่ งสง่ิ เรา้ และการตอบสนอง
และการเรียนรู้ ก็คอื การที่มีการเชื่อมโยง (Connection) ระหวา่ งสิ่งเรา้ (Stimuli) และการตอบสนอง
(Responses) การเรียนรู้แบบลองผิดลองถูก มใี จความที่สำคญั วา่ เมอ่ื อนิ ทรยี ์กระทบสิง่ เรา้ อนิ ทรียจ์ ะ
ลองใชว้ ิธีตอบสนองต่อสง่ิ เร้าหลาย ๆ วิธจี นพบกับวธิ ที ี่เหมาะสมและถกู ต้องกับเหตุการณแ์ ละ
สถานการณ์ เม่ือได้รับการตอบสนองทีถ่ ูกต้องก็จะนำไปตอ่ เน่อื งเขา้ กับสงิ่ เรา้ นน้ั ๆ มผี ลให้เกดิ การเรยี นรู้
ข้ึน โดยมหี ลักเกณฑ์ และลำดับขั้นท่จี ะนำไปสู่การเรียนรแู้ บบน้ี คอื
1. มสี ถานการณ์ทเ่ี ป็นปญั หาเปน็ สิ่งเรา้ ใหอ้ ินทรีย์แสดงการตอบสนองหรือแสดง
พฤติกรรมออกมา
2. อนิ ทรยี ์จะแสดงอาการตอบสนองหลาย ๆ อยา่ ง เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึน้
3. ปฏิกิรยิ าตอบสนองทไี่ ม่ทำใหเ้ กดิ ความพอใจจะถูกตัดทิ้งไป
4. เมอ่ื ปฏิกิรยิ าตอบสนองทีไ่ ม่ทำใหเ้ กิดความพอใจถูกตัดท้ิงไป จนเหลือปฏกิ ิรยิ าทท่ี ำ
ใหเ้ กดิ ความพอใจ อนิ ทรยี ์จะถือเอา กิรยิ าตอบสนอง ที่ถูกต้องและจะแสดงตอบสนองต่อสง่ิ เรา้
(Interaction) นน้ั มากระทบอีกนอกจากน้ี ธอร์นไดค์ ไดต้ ั้งกฎแห่งการเรยี นร้ขู ึ้นอีก 3 กฎ คือ
1. กฎแห่งผล (Law of Effect) กลา่ ววา่ เม่อื การเช่ือมโยงระหวา่ งส่งิ เร้ากบั อาการ
ตอบสนองนำความพอใจมาใหก้ ารเช่อื มโยงระหว่างสง่ิ เรา้ กับอาการตอบสนองกจ็ ะแน่นแฟน้ ขน้ึ ถ้า
ความสมั พันธ์นี้นำความรำคาญใจมาให้ความสมั พันธ์นี้ กจ็ ะคลายความแนน่ แฟ้นลง หรอื อาจจะกล่าว
ไดว้ า่ ถา้ จะให้ผ้เู รยี นร้อู ะไรจะต้องมรี างวลั ให้ (รางวัลมิได้หมายถงึ ส่ิงของแต่อยา่ งเดียว แต่รวมเอาทุก
สิ่งทกุ อย่างที่ทำให้ผู้เรยี นรู้สึกพอใจ เชน่ การใหค้ ำชมเชย เป็นตน้ ) เม่ือผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่
ตอ้ งการออกมา ถา้ จะใหพ้ ฤติกรรมบางอยา่ งหายไปเม่ือผูเ้ รียนแสดงพฤตกิ รรมน้ันออกมาจะต้องมีการ
ทำโทษ เม่ือธอร์นไดคป์ ระกาศกฎแห่งผลออกมาเชน่ น้ีมผี พู้ ยายามทดลองเพิ่มเติมและมีผู้ไดแ้ ยง้ กนั
เป็นอนั มาก ต่อมาธอรน์ ไดค์พบวา่ การทำโทษ มิได้ทำใหก้ ารเชื่อมโยงคลายลง
ในทส่ี ดุ กส็ รุปว่า ถา้ การทำโทษมีผลอยู่บ้างก็ไม่ได้ทำให้การเช่อื มโยงอนั เก่าคลายลง แตจ่ ะเป็น
การบังคับให้ผเู้ รยี นพยายามลองแสดงอาการตอบสนองอย่างอื่นในทสี่ ุด ธอร์นไดคจ์ ึงลม้ เลกิ กฎแห่งผลท่ี
เก่ยี วกับการลงโทษ แต่ยังคงเหลือกฎแห่งผลในดา้ นการใหร้ างวลั ไวว้ ่ารางวัลเทา่ นน้ั ทีท่ ำให้เกดิ การ
เรียนรูข้ ึ้น
2. กฎแห่งการฝกึ ( Law of Exercise ) จากการสังเกตเมื่อเอาแมวใส่กรงครง้ั หลังแมวจะ
หาทางออกจากกรงไดเ้ ร็วขึ้น เมื่อทดลองนาน ๆ เข้า แมวก็สามารถออกจากกรงได้ทนั ทตี ามลักษณะ
นี้ธอรน์ ไดค์อธบิ ายว่า ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งส่ิงเร้ากบั การ ตอบสนองไดส้ ัมพนั ธแ์ น่นแฟ้นข้นึ และ
ความสมั พันธ์นจ้ี ะแนน่ แฟน้ ย่ิงข้ึนเม่ือมกี ารฝึกหัดหรือซำ้ บ่อย ๆ และความสมั พนั ธน์ จี้ ะคลายอ่อน
ลงเมื่อไมไ่ ดใ้ ช้ และธอร์นไดค์เชือ่ ว่าการกระทไ่ี ม่มรี างวลั เป็นผลตอบแทนหลงั การตอบสนองนน้ั ๆ
สน้ิ สุดลงจะต้องลงเอยดว้ ยความสำเรจ็ มฉิ ะนนั้ การกระทำนัน้ ก็ไม่มีความหมาย แต่หลงั จากปี
ค.ศ.1930 ธอร์นไดค์ได้แกก้ ฎแห่งการฝึกนีใ้ หม่ เพราะในบางกรณี กฎแห่งการฝกึ และกฎแห่งผลไม่
สามารถใชใ้ นสถานการณ์เดียวกันได้ เชน่ เมอ่ื ปดิ ตาแลว้ ทดลองหดั ลากเส้นใหย้ าว 3 นวิ้ แม้ให้ฝกึ หัด
ลากเส้นเท่าไรกต็ าม ก็ไมส่ ามารถลากเส้นให้ยาว 3 น้ิวได้ ดังนน้ั การฝึกหัดทำจะมีผลดตี ่อการเรยี นรู้
ด้วยตัวของมนั เองไม่ไดจ้ ะต้องมีเหตุผลอ่ืนเขา้ มาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นธอรน์ ไดค์จงึ ประกาศยกเลกิ กฎแห่ง
การฝกึ น้ี แต่ยงั เชื่อว่าการฝึกฝนทีม่ ีการควบคุมที่ดีก็ยงั มผี ลดีตอ่ การเรยี นรู้อยู่น่นั เอง กล่าวคอื ถ้าเปิด
โอกาสใหผ้ ู้เรียนทราบผลของการเรียนแตล่ ะครง้ั ว่ายาวหรอื สั้นไปเท่าใดการฝกึ หัดก็สามารถทำให้ผู้
ฝึกหดั มโี อกาสลากเสน้ ให้ยาว 3 นว้ิ ได้
3. กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) ธอรน์ ไดค์ต้ังกฎแห่งความพร้อมนเ้ี พ่ือเสริมกฎ
แห่งผล และได้อธิบายไวใ้ นรูปของการเตรียมตัว และการเตรยี มพรอ้ ม ในการทจี่ ะตอบสนองกจิ กรรมท่ี
ตามมาหลังจากการที่มกี ารเตรียมตัวพร้อมแลว้ เชน่ ในสถานการณข์ องแมวในกรง แมวจะทำอะไร
ออกมานนั้ แมวจะต้องหวิ แมวสามารถเอาเทา้ ตะปบเชือกทหี่ ้อยแขวนอยนู่ ัน้ ได้และมปี ระสาทสัมผสั ท่ี
จะรับร้วู ่าไดร้ ับผลพอใจหรือไมพ่ ฤติกรรมท่ีแสดงออกไปแล้ว เป็นต้น หรือถ้ามนษุ ย์พรอ้ มทจ่ี ะเรยี นรู้
อะไรบางอย่างได้พร้อมทจ่ี ะแสดงพฤติกรรมบางอยา่ งทจี่ ำเปน็ สำหรับขบวนการการเรยี นรู้นัน้ เชน่
จะตอ้ งมีร่างกายที่สงู พอ แขง็ แรงและอยู่ในสภาวะจงู ใจที่เหมาะสมผเู้ รียนจะแสดงหรอื ไม่แสดง
พฤติกรรมอะไรออกมานนั้ ธอร์นไดค์ใหห้ ลกั ไว้ 3 ข้อ คือ
1. เมอื่ หนว่ ยของการกระทำพรอ้ มทจ่ี ะแสดงออกมา ถ้าผู้กระทำทำด้วยความสบายหรอื พอใจ
ไมม่ ีอะไรจะเปลย่ี นแปลงการกระทำ น้ีได้
2. ถา้ หน่วยของการกระทำพร้อมทจี่ ะแสดงออกแต่ไม่ไดแ้ สดง จะทำใหเ้ กิดความไม่สบายใจ
3. ถา้ หน่วยของการกระทำยังไม่พร้อมที่จะแสดงออกแตจ่ ำเป็นตอ้ งแสดงออก การ
แสดงออกนนั้ ๆ กระทำไปดว้ ยความไม่สบายใจ ไม่พอใจเชน่ กนั ถงึ แมว้ ่าธอร์นไดค์ไดป้ รับปรุงแก้ไข
และขยายแนวความคิดของเขาอยตู่ ลอดเวลา ทำให้กฎแห่งความพร้อมและกฎแหง่ การฝึกหัดหยอ่ น
ความสำคัญไป ยงั คงเหลือเพียงกฎแหง่ ผลทเ่ี ป็นท่ยี อมรบั กันอยู่ แต่ในกฎนี้ก็เหลือเพียงด้านของรางวัล
ท่มี ผี ลตอ่ การเรยี นรู้ ส่วนด้านการลงโทษกับการเรียนร้นู นั้ ถูกตัดทง้ิ ไป
2.4.2 การประยกุ ต์ใชใ้ นด้านการเรียนการสอน
2.4.2.1 ในการเรยี นการสอนครตู ้องใหค้ วามสำคัญ และความเข้าใจในความแตกตา่ ง
ของผู้เรียน ท้งั แตกต่างทางดา้ นอารมณ์ ด้านความชอบ ความสนใจ การตอบสนองได้ไมเ่ ท่ากัน ตอ้ ง
สรา้ งทัศนคติทีด่ เี กีย่ วกับเนอื้ หาวชิ าทเี่ รยี นให้กับผู้เรียน เชน่ ชใ้ี ห้เห็นประโยชน์ หาบคุ คลตัวอยา่ งท่ี
ประสบความสำเรจ็ เปน็ ตน้
2.4.2.2 การวางเง่อื นไข ครูควรมีการวางเงอื่ นไขในการเรียน เช่น หากผเู้ รยี นสอบ
หรอื ทำผลงานไดส้ ำเรจ็ จะให้ทำกจิ กรรมนันทนาการเพื่อคลายความเครียด เป็นต้น และควรใช้การวาง
เง่ือนไขทแี่ ตกตา่ งกนั ไมใ่ ชใ่ ชเ้ พยี งเงื่อนไขเดยี ว อาจจะเปน็ การใหผ้ ู้เรียนทำกิจกรรมสนกุ ๆ การเลน่ เกม
การพาไปทัศนศกึ ษา การให้ดูวดิ ีโอ
2.4.2.3 ในการสอน ควรมีการใชก้ ารเสรมิ แรงทางบวกแกผ่ เู้ รยี น เช่น การให้คะแนน
การให้ของรางวลั การกลา่ วคำชมเชย เปน็ การกระต้นุ ให้ผ้เู รียนเกดิ พฤติกรรมทพี่ ึงประสงค์ และควร
สังเกตวา่ การเสริมแรง แบบใดที่ผูเ้ รียนชอบส่งผลตอ่ การตอบสนองพฤติกรรมที่ดี ควรมีการใชก้ าร
เสรมิ แรงทหี่ ลากหลาย
2.4.2.4 ครูผูส้ อนไม่ควรใช้การลงโทษที่รุนแรงเกนิ ไป เพราะนอกจากจะไมเ่ กดิ การ
เรียนรแู้ ล้วยงั ทำใหผ้ ้เู รยี นผเู้ รยี นเกิดความอคติอีกดว้ ย ควรใช้วธิ กี ารงดการเสริมแรงเมื่อผเู้ รยี นมี
พฤติกรรมไมพ่ งึ ประสงค์
2.4.2.5 ก่อนดำเนินการสอนครตู ้องคำนงึ ถึงความพร้อมของผู้เรียนทัง้ ดา้ นรา่ งกาย
ด้านอารมณ์ ดา้ นอุปกรณ์การเรียน และครผู ู้สอนต้องสร้างความพร้อมทางความร้ใู ห้กับผู้เรียนดว้ ย คือ
การอธิบายของความรเู้ ดมิ เพ่ือให้ผู้เรียนเกดิ การจำไดถ้ งึ เน้ือหาก่อนหนา้ ที่เคยศึกษาให้สามารถ
เชอ่ื มโยงความรู้ได้
2.4.2.6 ครผู สู้ อนควรมกี ารกระตนุ้ ใหผ้ ู้เรียนเกิดการฝึกหัด คอื การใหก้ ารบา้ น การให้
ทำแบบฝึกหดั บ่อยๆ แต่ควรแบบฝกึ หดั ท่เี ปน็ เร่ืองเดยี วกันแตม่ ีรูปแบบทีห่ ลากหลาย เพ่ือไมใ่ ห้ผูเ้ รียน
เกิดความเบื่อหน่าย
2.5 แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สาระศิลปะที่ผ่านมายังไม่ประสบ
ผลสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมุ่งเน้นที่เนื้อหาและความจำมากกว่า
กระบวนการจึงทำให้นักเรียนส่วนใหญ่มีความรู้และทักษะไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ต่ำ แนวทางในการแก้ปัญหาอีกวิธีหนึ่งคือ ครูต้องพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ดว้ ยทักษะปฏบิ ตั ิของเดวีส์ ซงึ่ เปน็ กจิ กรรมการเรยี นการสอนท่ีเน้นผ้เู รยี นเปน็ สำคัญทค่ี ำนงึ ถึง
ความสามารถท่แี ตกต่างกันของผูเ้ รยี น แตล่ ะบุคคล สง่ เสรมิ ให้ผู้เรยี นมสี ว่ นร่วมในการเรยี นร้ทู ั้งด้าน
รา่ งกาย อารมณ์ สังคม และสตปิ ญั ญา สง่ ผลให้ผ้เู รียนเกิดการเรียนร้อู ยา่ งมีประสิทธภิ าพและ
ประสทิ ธิผล
2.5.1 ความหมายของแผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
นักการศกึ ษาหลายทา่ นได้ใหค้ วามหมายของแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ไว้ ดงั น้ี
สวุ ิทย์ มลู คำ และคณะ (2551, น. 58) กลา่ วว่า แผนการจัดการเรียนรู้ คอื แผนการ
เตรยี ม การสอนหรือการกำหนดกจิ กรรมการเรียนรไู้ ว้ลว่ งหน้า อยา่ งเป็นระบบ และจดั ทำไวเ้ ป็นลาย
ลักษณ์อกั ษร โดยมีการรวบรวมขอ้ มลู ต่างๆ มากำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน เพ่อื ให้ผู้เรียนบรรลุ
จดุ มงุ่ หมายทกี่ ำหนดไว้ โดยเร่ิมจากวตั ถปุ ระสงค์วา่ จะให้ผเู้ รยี นเกดิ การเปลีย่ นแปลงดา้ นใด
(สตปิ ญั ญา/เจตคติ/ทกั ษะ) จะจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนวธิ ีใด ใชส้ ่ือการสอนหรือแหลง่ เรียนร้ใู ด
และจะประเมินผลอย่างไร
สิรวิ รรณ ศรพี หล (2552, น. 3-17) ได้ใหค้ วามหมายไวว้ ่า แผนการจดั การเรียนรู้
หรือแผนการสอนเป็นแผนซ่ึงกำหนดขนั้ ตอนการสอนทีผ่ สู้ อนมุ่งหวงั จะให้ผเู้ รยี นไดเ้ กดิ พฤติกรรม
การเรยี นรใู้ นเน้อื หา และประสบการณห์ นว่ ยใดหน่วยหนงึ่ ณฐั วุฒิ กิจรุ่งเรอื ง และคณะ (2555, น. 53)
ได้ให้ความหมายไว้วา่ แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ หมายถงึ การเตรยี มการจดั การเรยี นร้ไู วล้ ่วงหน้า
อย่างเป็นระบบ และเป็นลายลักษณ์อักษร เพ่ือใชเ้ ปน็ แนวทางในการดำเนนิ การจัดการเรียนรใู้ นรายวิชา
ใดวิชาหนงึ่ ให้บรรลผุ ลตามจดุ ม่งุ หมายที่หลักสูตรกำหนด แผนจัดการเรียนรมู้ ี 2 ระดบั ได้แก่ ระดบั
หนว่ ยการเรยี น และระดับบทเรยี น
กระทรวงศึกษาธกิ าร (2555, น. 1-2) ไดใ้ ห้ความหมายไวว้ ่า แผนการจดั กจิ กรรมการ
เรียนรู้ไว้ว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง แผนซึ่งครูเตรยี มการจดั การเรียนรู้ให้แก่นกั เรียน
โดยวางแผนการจดั กจกรรมการเรียนรู้ แผนการใช้สอื่ การเรียนรหู้ รือแหล่งเรยี นรู้ แผนการวัดผล
ประเมินผลโดยการวิเคราะห์จากคำอธิบายรายวิชา หรอื หนว่ ยการเรยี นรู้ ซึง่ ยดึ ผลการเรียน รู้ท่ี
คาดหวงั และสาระการเรียนรู้ท่ีกำหนดอนั สอดคล้องกบั มาตรฐานการเรยี นรู้ช่วงชนั้
สรุปไดว้ ่า แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ หมายถึง การวางแผน จดั เตรียมรายละเอยี ด
ของการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนอย่างมีระบบเปน็ ลายลักษณ์อกั ษรไวล้ ่วงหน้า เพื่อใชเ้ ป็นแนวทาง
ในการจดั กิจกรรมการเรียนรใู้ หก้ ับผเู้ รยี นในแต่ละคร้งั และเป็นเครื่องมือในกาพฒั นาการเรยี นการสอน
ไปสจู่ ุดมุ่งหมายของการเรียนร้แู ละเป้าหมายของหลักสตู รอยา่ งมีประสิทธิภาพย่ิงขึน้
2.5.2 ความสำคัญของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
มนี กั การศึกษาได้กล่าวถงึ ความสำคญั ของแผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ไว้ ดงั นี้
สนุ นั ทา สนุ ทรประเสรฐิ (2554, น. 3–4) ได้ใหเ้ หตผุ ลและความสำคญั ในการจัดทำ
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูต้ ่อครผู ู้สอน ดังน้ี
1. ครมู ีโอกาสศึกษาหลักสูตร แนวการสอน การวัดผลประเมนิ ผลรวมทัง้ เอกสาร
อน่ื ๆ ได้อยา่ งละเอียดทุกแงท่ ุกมมุ
2. ครสู ามารถเตรยี มกระบวนการเรียนการสอน ไดส้ อดคล้องกบั สภาพความเป็น
จริงได้มากกวา่ เชน่ ปจั จัยเคร่ืองอำนวยความสะดวก ของโรงเรียน ทรพั ยากร คา่ นยิ ม และความ
เชอื่ ม่ันของท้องถน่ิ
3. แผนการจดั กจิ กรรมการเรียนร้ขู องครูจะเป็นคู่มือของตนเองที่มคี ุณภาพ
สอดคล้องกับผ้เู รียนระยะเวลา จำนวนชั่วโมง ทีใ่ ชจ้ ริงในแต่ละภาคเรียน สามารถสอนได้ครบถว้ นและ
ทนั เวลา
4. ครูผสู้ อนสามารถใชข้ ้อมลู ทถ่ี ูกต้อง เทย่ี งตรงแกห่ น่วยงานทเ่ี กีย่ วข้องกบั
การกำหนดหลักสูตร เพือ่ ให้ผเู้ รยี นเกิดการเรียนรู้
นริ าศ จนั ทรจติ ร (2559, น. 34–35) ไดใ้ หค้ วามสำคัญของแผนการจดั กิจกรรม
การเรยี นรู้ไว้ ดงั น้ี
1. ชว่ ยใหค้ รไู ดม้ โี อกาสศกึ ษาความรู้ในเรอ่ื ง หลกั สตู รแนวการสอน การจดั ทำส่ือ
ประกอบการสอน ตลอดจนวิธีการวัดผลอยา่ งละเอียดทุกแง่มุม
2. ช่วยใหเ้ กิดการวางแผนวธิ ีสอน วธิ ีเรยี นทมี่ คี วามหมายย่ิงขึน้ เพราะการจดั ทำ
แผนการสอนเปน็ การผสมผสานเนอ้ื หาสาระ และจดุ ประสงคก์ ารเรียนจากหลกั สูตรกับหลกั จติ วิทยา
การศึกษา หรือนวัตกรรมการเรยี นใหม่ ๆ ตลอดจนปัจจยั อำนวยความสะดวกของโรงเรียน และสภาพ
ปญั หา ความสนใจ ความต้องการของนกั เรยี น ผปู้ กครองและทรพั ยากร ในท้องถ่ิน โดยใชว้ ิธกี ารเชิง
ระบบเพ่ือให้การเรียนการสอนเปน็ ไปอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
3. ชว่ ยให้ครูมคี ู่มอื ทีท่ ำไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เกดิ ความสะดวกในการจัดกิจกรรม
การเรยี นการสอนได้อย่างมีประสทิ ธิภาพตามเจตนารมณ์ของหลกั สตู ร ส่งเสริมใหผ้ เู้ รียนเกิด
การเรยี นรู้ครบถ้วน สอดคล้องกับระยะเวลาและจำนวนคาบทม่ี ีอยจู่ รงิ ในแตล่ ะภาคเรยี น นั้นคือ
สอนได้ครบถว้ นและทันเวลา ช่วยให้ครูมคี วามมน่ั ใจในการสอนมากขน้ึ
4. ช่วยให้การประเมินผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนเป็นไปตาม จุดประสงคท์ ่ีกำหนดไว้
ช่วยใหค้ รูสามารถวนิ ิจฉัยจุดอ่อนของนักเรยี นทจ่ี ะไดร้ ับการแกไ้ ข และทราบจดุ เด่นที่ควรไดร้ ับ
การเสริมสรา้ งต่อไป นอกจากน้ยี ังช่วยใหค้ รูเหน็ ภาพการทำงานของตนเองได้เดน่ ชัดขนึ้
5. ช่วยให้ครผู ้สู อนสามารถใช้เป็นขอ้ มลู ทีถ่ กู ต้อง เทยี่ งตรง เพื่อเสนอแนะ
แก่บุคลากรและหนว่ ยงานท่เี กยี่ วขอ้ ง ได้แก่ กรมวชิ าการ ศกึ ษานิเทศก์ ผ้บู ริหาร เพ่ือปรับปรงุ
หลักสูตรใหเ้ หมาะสมย่ิงขึ้น
6. ชว่ ยให้ผบู้ รหิ ารหรือผ้ทู เ่ี ก่ียวข้องสามารถทราบขน้ั ตอน กระบวนการตา่ งๆ
ในการสอนของครูเพ่ือการนเิ ทศตดิ ตาม และประเมนิ ผลการสอนได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
7. ถา้ ผู้สอนติดธรุ ะจำเป็นไม่สามารถสอนด้วยตนเองได้ แผนการสอนจะใช้เป็น
คมู่ อื ครแู ก่ผู้มาสอนแทนไดเ้ ป็นอยา่ งดี
8. เปน็ การพฒั นาวิชาชีพ ท่แี สดงวา่ งานสอนต้องได้รับการฝึกฝนท่ีมคี วามชำนาญ
โดยเฉพาะมเี คร่ืองมือและเอกสารท่จี ำเป็นสำหรบั การประกอบอาชีพ
9. เป็นผลงานทางวชิ าการอย่างหนึ่ง ที่แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความชำนาญการพิเศษหรือ
ความเชย่ี วชาญของผจู้ ดั ทำแผนการสอน ซง่ึ สามารถนำไปพัฒนางานในหน้าท่ี และเสนอเลือ่ นระดับ
ใหส้ ูงข้ึนได้
สรปุ ไดว้ ่า การวางแผนการสอน เป็นงานสำคัญของครผู ูส้ อน การสอนจะประสบ
ผลสำเรจ็ ด้วยดหี รือไม่มากน้อยเพยี งใด ข้ึนอยู่กับการวางแผนการสอนเปน็ สำคัญประการหน่งึ ถ้าผู้สอนมี
การวางแผนการสอนทีด่ ีกเ็ ท่ากับบรรลุจุดหมายปลายทางไปแล้วครงึ่ หน่ึง การวางแผนการสอนจึงมี
ความสำคัญหลายประการ ได้แก่ 1) ทำใหผ้ สู้ อนสอนดว้ ยความมัน่ ใจในการสอนย่อมจะสอนดว้ ยความ
แคล่วคล่อง เปน็ ไปตามลำดบั ขั้นตอนอยา่ งราบรื่น ดำเนินไปส่จู ุดมุง่ หมายปลายทางอยา่ งสมบรู ณ์ 2)
เป็นการสอนท่ีมคี ุณค่าคุ้มกับเวลาทีผ่ า่ นไป 3) ทำใหเ้ ปน็ การสอนทตี่ รงตามหลกั สตู รยอ่ มทำให้เป็นการ
สอนทีต่ รงตามจดุ หมายและทิศทางของหลกั สตู ร 4) ทำให้การสอนบรรลผุ ลอยา่ งมีประสิทธภิ าพดกี ว่า
การสอนท่ีไมม่ ีการวางแผน 5) ทำให้ผูส้ อนมเี อกสารเตือนความจำ สามารถนำมาใชเ้ ป็นแนวทางในการ
สอนและเปน็ แนวทางแก่ผู้ท่ีเขา้ สอนแทนในกรณจี ำเปน็ เมื่อผ้สู อนไมส่ ามารถเข้าสอนเองได้ ผ้เู รยี นจะ
ไดร้ ับความรูแ้ ละประสบการณท์ ี่ตอ่ เนื่องกนั 6) ทำให้ผูเ้ รียนเกิดเจตคติทีด่ ตี ่อผสู้ อนและตอ่ วชิ าทีเ่ รยี น
2.5.3 ลักษณะของแผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรูท้ ่ีดี
มนี ักการศกึ ษาได้กลา่ วถงึ ลักษณะของแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนร้ไู วห้ ลายท่าน
ดงั น้ี
รจุ ริ ์ ภสู่ าระ (2555, น. 159) ไดเ้ สนอว่าแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรทู้ ีด่ ี จะตอ้ ง
ตอบคำถามได้ว่า
1. จะให้นกั เรยี นมีคณุ สมบัติท่ีพงึ ประสงคอ์ ะไรบ้าง
2. จะเสรมิ สรา้ งกจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี นอะไรบ้าง จงึ จะทำให้ผู้เรยี นบรรลตุ าม
จดุ ประสงค์
3. ครจู ะต้องมีบทบาทอย่างไรในการจดั กจิ กรรมตงั้ แตค่ รเู ป็นศนู ย์กลางจนถึง
นักเรยี นเปน็ ผู้จดั ทำเอง
4. จะใช้สือ่ อุปกรณอ์ ะไรจงึ จะชว่ ยให้นักเรียนบรรลุจดุ ประสงค์
5. จะร้ไู ดอ้ ยา่ งไรว่านักเรียนเกดิ คณุ ลักษณะตามที่คาดหวงั ไว้
วิมลรตั น์ สุนทรโรจน์ (2555, น. 321) ได้กลา่ ววา่ แผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ที่
ดคี วรเปน็ แผนการสอนท่ใี ห้แนวทางการสอนแกผ่ ู้สอนอย่างชดั เจน ทงั้ ด้านจดุ ประสงคก์ ารสอนเนอื้ หา
การจดั กิจกรรมการเรียนการสอน การใชส้ อื่ การสอน และการวดั ผล ประเมินผล โดยเฉพาะแนวทาง
การจัดกิจกรรม ควรเป็นกจิ กรรมที่เนน้ ให้ผ้เู รียนได้ปฏิบัติ ไดค้ ิด ได้ทำ ไดแ้ ก้ปญั หา และไดเ้ กดิ ทักษะ
กระบวนการสามารถนำไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั ได้แผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรทู้ ่ดี จี ะต้องช่วยให้การ
เรียนการสอนประสบผลสำเรจ็ ไดด้ ี ดังนน้ั ผู้สอนจึงควรทราบถงึ ลกั ษณะของแผนการสอนทีด่ ีซงึ่ มี
ดังนี้
1. สอดคล้องกบั หลกั สตู ร และแนวการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ
2. นำไปใช้ได้จริงและมปี ระสิทธิภาพ
3. เขียนอย่างถูกต้องตามหลักวิชา เหมาะสมกับผู้เรียนและเวลาท่กี ำหนด
4. มีความกระจา่ งชัดเจน ทำให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายและเขา้ ใจไดต้ รงกนั
5. มีรายละเอียดมากพอท่ีทำใหผ้ อู้ า่ นสามารถนำไปใชส้ อนได้
มนสิช สิทธิสมบูรณ์ (2558, น. 36) ได้กลา่ วไวว้ ่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนร้ทู ด่ี ี
จะตอ้ งมรี ายละเอียดชัดเจนถึงกิจกรรมผู้เรยี น บทบาทของครู การใชส้ ือ่ การวัดผลจนผอู้ ่ืนมองเห็น
พฤติกรรมจริงๆ ในห้องเรยี นได้อย่างสมบรู ณจ์ ึงถึงวา่ เปน็ แผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ที่ดีและ
ไมจ่ ำเปน็ ต้องบนั ทึกการสอนอีกกไ็ ด้ เพราะแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนร้ทู ี่ชดั เจนใชแ้ ทนบนั ทึก
การสอนไดล้ ักษณะของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทดี่ ี ทีจ่ ะชว่ ยใหก้ ารเรยี นการสอนประสบ
ผลสำเรจ็ ได้ดี ดังนั้น ผ้สู อนจงึ ควรทราบถงึ ลักษณะของแผน การจดั การเรียนรู้ท่ดี ีซ่งึ มี ดังนี้
1. สอดคลอ้ งกบั หลักสตู รและแนวการสอนกระทรวงศึกษาธิการ
2. นำไปใชส้ อนไดจ้ ริงและมปี ระสิทธิภาพ
3. เขียนอยา่ งถูกต้องตามหลกั วิชา เหมาะสมกบั ผู้เรยี นและเวลาทีก่ ำหนด
4. มคี วามกระจา่ งชดั เจน ทำให้ผู้อา่ นเขา้ ใจง่ายและเขา้ ใจไดต้ รงกนั
5. มรี ายละเอียดมากพอทจ่ี ะทำใหผ้ ู้อา่ นสามารถนำไปใชส้ อนได้
6. ทกุ หัวข้อในแผนการจัดกจิ กรรมการเรียนร้มู ีความสอดคลอ้ งสมั พันธก์ ัน
นอกจากน้ี ได้กลา่ ววา่ ควรมีกิจกรรมการเรียนรทู้ ่ีมีลกั ษณะ 3 ประการ ต่อไปนี้
1. เปน็ แผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรทู้ ่ีมกี ิจกรรมท่ีเนน้ ให้ผู้เรยี นเป็นผู้ไดล้ งมือ
ปฏบิ ัตใิ ห้มากที่สุด โดยครเู ป็นเพียงผู้คอยช้นี ำ ส่งเสรมิ หรอื กระตุ้น ให้กจิ กรรมทผี่ ู้เรยี นดำเนินการ
ตามความมุ่งหมาย
2. เป็นแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ เี่ ปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี นเปน็ ผคู้ น้ พบคำตอบ
หรอื ทำสำเรจ็ ด้วยตนเอง โดยครูพยายามลดบทบาทจากผบู้ อกคำตอบมาเป็นผู้คอยกระตุ้นด้วยคำถาม
หรอื ปญั หาให้ผเู้ รยี นคิดแกห้ รือหาแนวทางไปส่คู วามสำเร็จในการทำกิจกรรมเอง
3. เปน็ แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรเู้ น้นทักษะกระบวนการใช้วดั สอุ ุปกรณท์ ี่
สามารถจดั หาไดใ้ นท้องถ่ินหลีกเลี่ยงการใช้วัดสอุ ุปกรณส์ ำเร็จรูปราคาสงู
สรุปไดว้ า่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนร้ทู ี่ดเี ปน็ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีให้
แนวทางการสอนแกผ่ ู้สอนอย่างชัดเจนทง้ั ด้านจดุ ประสงค์การสอนเน้อื หา การจัดกิจกรรมการเรียน
การสอน การใชส้ ่อื การสอนและการวดั ผลประเมินผล โดยเฉพาะแนวทางการจัดกจิ กรรม ควรเปน็
กจิ กรรมทเ่ี น้นใหผ้ ูเ้ รียนไดป้ ฏิบัติ ได้คดิ ได้ทำ ได้แก้ปัญหาและไดเ้ กดิ ทักษะกระบวนการนำไปใช้ใน
ชวี ิตได้
2.5.4 องคป์ ระกอบของแผนการสอนหรือแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
มนี กั วชิ าการดา้ นการศึกษาได้กล่าวถึงแนวคดิ เกยี่ วกับองคป์ ระกอบของแผนการจดั
กิจกรรมการเรยี นรูค้ ล้ายกนั ในองค์ประกอบหลัก แต่แตกต่างกนั ออกไปในบางประเดน็ ซ่ึงข้ึนอยู่กบั
วตั ถปุ ระสงค์ของการนำไปใช้ อยา่ งไรกด็ ี เม่ือนำมาวิเคราะห์แลว้ พบวา่ แผนการจดั กจิ กรรม
การเรียนรู้ ควรมีองคป์ ระกอบสำคญั ดังนี้
1. หัวเรื่อง (Heading)
2. สาระสำคญั (Concept)
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ (Objective)
4. เนื้อหาสาระ (Content)
5. กจิ กรรมการเรยี นรู้ (Activities)
6. สอื่ การเรยี นรู้ (Material and Media)
7. การวดั และประเมินผลการเรียนรู้ (Assessment)
มีนกั วชิ าการดา้ นการศึกษาได้กล่าวถึง องคป์ ระกอบของแผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ ไว้
หลายทา่ นดงั น้ี
วิมลรตั น์ สุนทรโรจน์ (2555, น. 298) กล่าววา่ องคป์ ระกอบของแผนการจัดกิจกรรม
การเรยี นรู้ เกดิ ขน้ึ จากความพยายามตอบคำถามดังต่อไปน้ี
1. สอนอะไร (หน่วย หวั เร่อื ง ความคิดรวบยอด หรอื สาระสำคัญ)
2. เพอ่ื จดุ ประสงค์อะไร (จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม)
3. ตวั สาระอะไร (โครงร่างเน้ือหา)
4. ใชว้ ธิ ีการใด (กิจกรรมการเรยี นการสอน)
5. ใชเ้ ครอ่ื งมืออะไร (สื่อการเรยี นการสอน)
6. ทราบได้อย่างไรว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ (วัดผลประเมนิ ผล) เพ่ือหาคำตอบ
ดงั กล่าว จึงกำหนดให้แผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ มอี งค์ประกอบดงั นี้
6.1 วิชา หนว่ ยทส่ี อนและสาระสำคัญ (ความคิดรอบยอด) ของเร่ือง
6.2 จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
6.3 เนอ้ื หา
6.4 กจิ กรรมการเรยี นการสอน
6.5 สื่อการเรยี นการสอน
6.6 วัดผลประเมินผล
สรุปไดว้ า่ ในการเขยี นแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ จงึ ตอ้ งเขียนใหค้ รบทกุ หัวข้อ ดงั นี้
1) วิชา หนว่ ยทีส่ อนและสาระสำคญั (ความคิดรอบยอด) ของเรือ่ ง 2) จดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรม
3) เนอ้ื หา 4) กิจกรรมการเรยี นการสอน 5) สื่อการเรยี นการสอน 6) วัดผลประเมินผล 7) ความคดิ เห็น
ของผูบ้ ังคบั บัญชา และ 8) บันทึกหลังการสอน
2.5.6 ผลดขี องการจดั ทำแผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
แผนการจดั การกิจกรรมการเรยี นรทู้ ่ดี ี จะทำให้ครชู ว่ ยสนับสนุนให้ผู้เรียนเกดิ
ศกั ยภาพ และประสบการณใ์ นกระบวนการต่างๆ และทักษะกระบวนการ อนั จะมีผลตอ่ การปลูกฝังให้
ผ้เู รียนเกดิ คณุ ลักษณะที่พงึ ประสงค์ 6 ประการ
1. เปน็ ผทู้ ท่ี ำงานโดยนกึ ถึงความจำเป็น ประโยชน์ และคุณคา่ ของงานที่มีต่อสว่ นรวม
กอ่ นลงมือกระทำ
2. เปน็ ผมู้ จี ติ ใจกว้าง ยอมรับฟงั ความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่ยดึ ติดความคิดเดียว
3. เป็นผ้ทู ่ตี ดั สินใจเลือกแนวทางการปฏบิ ตั ิอยา่ งใช้เหตุผล ไมม่ ีความลำเอยี ง
4. เปน็ ผทู้ ค่ี ิดวางแผนล่วงหน้ากอ่ นลงมือทำงานทุกครัง้
5. เปน็ ผู้ทคี่ อ่ ยตดิ ตามตรวจสอบผลงานและปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่เู สมอ
6. เปน็ ผทู้ มี่ คี วามพอใจในการทำงานและปฏิบัติงานทุกครงั้ ด้วยความเอาใจใสอ่ ย่าง
สม่ำเสมอ
2.5.7 ขอ้ ควรคำนงึ ในการทำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
วมิ ลรตั น์ สุนทรโรจน์ (2555, น. 320) ได้กล่าวว่า การเขยี นแผนการจดั กจิ กรรม
การเรียนรคู้ วรคำนึงถงึ ข้อต่อไปน้ี
1. เขียนใหช้ ดั เจนแจ่มแจง้ ในทกุ ข้อเพ่ือให้ความกระจ่างแก่ผู้อา่ นมรี ายละเอยี ด
พอสมควร ไม่ยน่ ย่อและไม่ละเอียดมากเกนิ ไป
2. ใชภ้ าษาเขียนทสี่ ือ่ ความหมายไดเ้ ข้าใจตรงกนั เป็นประโยคท่ีได้ใจความไม่ใช่
ความคา้ ง ไมย่ ดื ยาวเยิ่นเย่อ และไม่เป็นภาษาพูด
3. เขยี นทกุ หัวข้อหรือทุกช่องให้สอดคลอ้ งกนั เชน่
3.1 สาระสำคัญจะตอ้ งสอดคล้องกบั เนื้อหา
3.2 จุดประสงค์จะต้องสอดคลอ้ งกับเน้ือหา กิจกรรม และการวดั ผล
3.3 ส่อื การเรยี นจะต้องสอดคลอ้ งกบั กิจกรรมและการวัดผล
3.4 เขยี นใหเ้ ป็นลำดับขัน้ ตอนการสอนก่อน–หลงั ในทกุ หัวขอ้
3.5 เขียนทุกหัวข้อให้ถกู ต้อง เชน่ จุดประสงคต์ ้องเขียนใหเ้ ป็นจดุ ประสงค์เชงิ
พฤติกรรม
3.6 จัดเนื้อหา กจิ กรรม ใหเ้ หมาะสมกับเวลาท่กี ำหนดไว้
3.7 คิดจดั กจิ กรรมให้น่าสนใจอยูเ่ สมอไม่ควรใชว้ ธิ ีเดียวกันทกุ ครง้ั ท่ีสอน
3.8 เขียนใหเ้ ปน็ ระเบียบง่ายแก่การอา่ น และสะอาดชวนอ่าน
3.9 เขียนในสิง่ ที่สามารถปฏิบตั ิไดจ้ ริงและสอนตามทไี่ ดว้ างแผนไว้
สรุป แผนการจัดการเรยี นรู้ เปน็ แผนการหรือโครงการท่ีเตรยี มไว้อย่างมรี ะบบ เพ่ือใช้เป็น
แนวทางในการจัดประสบการณก์ ารเรียนรใู้ ห้กบั ผูเ้ รียน และเปน็ เคร่ืองมือทช่ี ว่ ยให้ครูจดั การเรียนการ
สอนได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
2.6 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
2.6.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
สนุ ีย์ ลิ้มรสสุคนธ์ (2554, น. 42) ได้ไดใ้ ห้ความหมายของผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนว่า
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน หมายถงึ ความสำเรจ็ ในดา้ นความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านต่างๆ ของ
สมองหรอื ประสบการณ์ท่ีได้จากการเรียนรู้ อันเป็นผลมาจากการเรยี นการสอน การฝึกฝนหรอื
ประสบการณ์ตา่ งๆ ของแต่ละบุคคลสามารถวัดไดโ้ ดยวธิ กี ารทดสอบหรือวิธีการต่าง ๆ
บุญชม ศรีสะอาด (2556, น. 46) ได้ใหค้ วามหมายของผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวา่
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน หมายถงึ ผลที่เกิดข้นึ จากการเรียนการสอน การฝึกฝนหรอื ประสบการณ์
ตา่ งๆ ทัง้ ทีโ่ รงเรียน ทบ่ี า้ น และสิง่ แวดล้อมอนื่ ๆ ซ่งึ ประกอบด้วยความสามารถทางสมอง ความรู้สกึ
ค่านิยม จริยธรรมต่าง ๆ
สมนึก ภัททยิ ธนี (2556, น. 13) ไดใ้ ห้ความหมายของผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวา่
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น หมายถึง ความสำเร็จหรอื ความสามารถในการกระทำใด ๆ ทีต่ ้องอาศยั
ทกั ษะ หรือมิฉะนัน้ ก็ต้องอาศัยความรูใ้ นวิชาหนง่ึ วิชาใดโดยเฉพาะ
จากแนวคดิ ของนักการศกึ ษาทก่ี ล่าวมาขา้ งตน้ สรุปไดว้ ่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
หมายถงึ ความรู้ความสามารถทเี่ กดิ จาการเรยี นการสอน การฝกึ ฝนหรือประสบการตา่ ง ๆ ของตัว
บคุ คล และสามารถวัดได้โดยแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
2.7 ความหมายของวดิ ที ศั น์
2.7.1 ความหมายของวีดทิ ัศน์
คาํ วา่ “วีดิทัศน์” มคี วามหมายตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Video Tape” ซง่ึ มี
ความหมายว่าแถบบนั ทึกวีดิทัศน์ แถบบนั ทึกภาพ เทปบนั ทึกภาพ เทปวีดิทัศน์ ซง่ึ แตเ่ ดมิ คำว่า Video
เป็นภาษาลาตนิ แปลว่า “I see = ฉนั เหน็ ” เมอ่ื มาเปน็ ภาษาไทยกใ็ ช้คำวา่ “ภาพ” ต่อมาปี พ.ศ.2525
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แนะนำใหใ้ ช้ คำว่า “ภาพทศั น์” โดยอาศยั บญั ญัติคำใกล้เคียงกับ
ภาพยนตร์ คำนปี้ รากฏในเอกสารมหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช จนกระทงั่ พ.ศ.2530
ราชบัณฑิตยสถานไดบ้ ญั ญตั ิคำวา่ “วีดทิ ัศน์” แทนคำว่า Video คําว่า วดี ิ มาจากคำวา่ วติ ิ ซง่ึ แปลว่า
รนื่ รมย์หรอื ชวนใหร้ นื่ รมย์จงึ ทำให้ใช้ คำว่า วดี ทิ ศั น์ตงั้ แต่บัดนัน้ เป็นตน้ มา (ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2540)
วดี ิทัศน์ (Video) คือ มลั ติมเี ดียทสี่ ามารถแสดงภาพเคล่ือนไหวพรอ้ มเสียงบรรยายได้
การนำเสนอวดิ โี อมีหลายรูปแบบ เช่น วิดโี อเพ่อื การศึกษา วดิ โี อเพ่อื ความบันเทิง ประโยชนข์ องวดิ โี อมี
มากมาย นอกจากให้ความรู้ ให้ความบนั เทงิ ยังสามารถสรา้ งรายไดใ้ ห้กบั ผู้ใช้งาน เช่น วิดีโอนำเสนอ
สนิ ค้า ผลติ ภัณฑ์ต่างๆ เปน็ ต้น
วีดทิ ัศน์เปน็ การเลา่ เรื่องดว้ ยภาพ ทำหนา้ ที่หลกั ในการนำเสนอ เสียงจะเขา้ มาช่วย
เสรมิ ในส่วนของภาพเพ่ือใหเ้ ข้าใจเนื้อเรื่องมากย่ิงขน้ึ วดี ทิ ัศนเ์ ปน็ ส่ือในลกั ษณะท่นี ำเสนอเปน็ ภาพ
เคลอื่ นไหและสรา้ งความตอ่ เน่ืองของการกระทำของวตั ถุจากเรอื่ งราวตา่ งๆ สร้างความรู้สึกใกลช้ ดิ กบั
ผู้ชม เปน็ สอื่ ทีเ่ ข้าถงึ ง่าย มีความรวดเร็ว
การผลติ วีดิทศั นใ์ นการศึกษาน้นั เปน็ เรอื่ งของการสือ่ สาร การถ่ายทอดความรผู้ ่านสื่อ
วีดทิ ศั น์ไปยังกล่มุ เปา้ หมาย คือ นักเรยี นและครูเป็นจดุ มุ่งหมายหลัก ขน้ั ตอนการผลิตน้นั เหมือนกับการ
ผลิตรายการวดี ทิ ศั น์ทวั่ ไป แต่จะแตกตา่ งกันทร่ี ายละเอียดความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และการส่ือ
ความหมายเพอื่ การเรียนรู้ การสอนรายการวีดิทัศน์ ทีม่ คี ุณภาพนั้นต้องสื่อความหมายหรือถ่ายทอด
ความรู้ตา่ งๆ ไดต้ ามวัตถุประสงค์หลกั ทต่ี ้ังเอาไว้
2.7.2 ลักษณะเฉพาะของวีดิทัศน์
1. เป็นสือ่ ที่สามารถเหน็ ได้ท้ังภาพ และฟังเสียง
2. มีความคงท่ีของเนื้อหา
3. เสนอเปน็ ภาพเคลื่อนไหวที่แสดงความต่อเนอื่ งของการกระทำ
4. ใชไ้ ดท้ ้งั ผู้ชมท้งั ท่เี ป็นกลมุ่ เล็กและกลุ่มใหญ่
5. เสนอได้ท้ังภาพจรงิ และกราฟกิ ตา่ งๆ
6. สามารถเก็บเปน็ ขอ้ มลู และนำมาเผยแพร่ได้หลายครงั้
2.7.3 จุดเดน่ ของวดี ทิ ศั น์ทีไ่ ด้เปรยี บสอื่ ชนิดอื่นๆ
1. สามารถนำเสนอภาพเหตุการณ์ต่างๆ ไดร้ วดเร็ว
2. สามารถนำเสนอภาพทใ่ี หญม่ ากมาให้ดไู ด้ เช่น ภาพโลก
3. สามารถนำเสนอภาพทเ่ี ล็กมาใหด้ ูได้ เช่น สัตว์ขนาดเล็กพวกไฮดรา
4. สามารถนำเสนอภาพจากท่ีห่างไกล/ภาพเหตุการณใ์ นอดีต
5. สามารถนำเสนอภาพทีห่ ายาก เช่น ภเู ขาไฟระเบิด
6. สามารถทำภาพทเ่ี กดิ ขนึ้ อยา่ งรวดเร็วให้ชา้ ลง
7. สามารถทำภาพทีเ่ กิดขน้ึ ชา้ กินเวลานานให้รวดเร็ว เช่น การบานของดอกไม้
8. สามารถนำเสนอแทนภาพจรงิ ทเี่ ป็นอนั ตราย เชน่ การทดลองทางเคมี
2.7.4 ประโยชน์ของวีดิทศั น์
วดี ทิ ัศน์ (Video) เป็นสื่อที่เหมาะสมสำหรับใชเ้ พอ่ื การเรียนการสอน เพราะวดี ทิ ัศน์
เปน็ ส่ือท่ีสามารถทำให้ผเู้ รยี นได้เห็นภาพ ซ่ึงอาจเป็นภาพนิ่ง หรอื ภาพเคลื่อนไหว และทำให้ผ้เู รยี นได้ยนิ
เสียงท่สี อดคล้องกับภาพน้นั ๆ ด้วยวีดิทศั น์สามารถใชใ้ นการสาธิตอยา่ งได้ผล เป็นสงิ ท่ีสามารถช่วยให้
ผู้เรยี นเหน็ สง่ิ ท่คี วรเห็น และยังจดั ความผิดพลาดในการสาธิตกระบวนการทดลองตา่ ง ๆ ได้ เพราะผู้
สาธิตสามารถจดั เตรียม และจดั ทำวดี ทิ ัศน์อย่างถูกต้องก่อนทจี่ ะนำไปใช้จรงิ นอกจากนั้นการใช้วดี ิทัศน์
สามารถเลอื กดูภาพช้า หรือหยดุ ดเู ฉพาะภาพได้ การบนั ทึกภาพวดี ทิ ศั นส์ ามารถกระทำไดท้ ง้ั ในหอ้ ง
ถา่ ยภาพ (Studio) และห้องปฏบิ ัติการ ซ่ึงเราสามารถตัดต่อสว่ นท่ีไม่ต้องการ หรือเพิ่มเติมสว่ นใหมล่ ง
ไปได้
วีดทิ ศั น์เปน็ ส่อื ทส่ี ามารถตรวจเช็คภาพได้ทนั ที และในขณะท่ีถ่ายภาพถ้าไม่พอใจก็
สามารถลบท้งิ และบันทึกใหม่ไดส้ ำหรับเสยี งก็สามารถบันทึกลงในแหลง่ บนั ทกึ ไปพร้อม ๆ กบั การ
บนั ทกึ ภาพได้ทนั ที ในขนั้ ตอนของการตัดต่อทำได้โดยง่ายและไมจ่ ำเป็นต้องแยกการบันทึกเสียงต่างหาก
เหมือนกบภาพยนตร์
2.7.5 สรุปคุณค่าและประโยชนข์ องวีดิทศั น์
1. ผูช้ มได้เหน็ ภาพ และได้ยินเสยี งไปพร้อม ๆ กนั ซ่ึงเปน็ การรับรู้โดยประสาทสมั ผสั
ทง้ั 2 ทาง ซง่ึ ยอมดีกวา่ การรับรโู้ ดยผา่ นประสาทสัมผัสอย่างใดอยา่ งหนึง่ เพียงอยา่ งเดยี ว
2. ผชู้ มสามารถเขา้ ในกระบวนการทซี่ ับซ้อนได้โดยอาศยั ศักยภาพของเคร่อื งมอื
3. การผลิตวีดิทศั นท์ ีส่ ามารถย่อ ขยายภาพ ทำให้ภาพเคล่ือนทช่ี า้ เร็ว หรือหยุดนิง่ ได้
แสดงกระบวนการท่มี ีความต่อเนือ่ ง มีลำดบั ขน้ั ตอนไดใ้ นเวลาที่ต้องการ โดยอาศัยเทคนิคการถ่ายทำ
และเทคนิคการตดั ตอ่
4. บันทึกเหตุการณใ์ นอดีต และหรือ เหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นตา่ งสถานท่ตี ่างเวลา แล้ว
นำมาเปิดชมไดท้ นั ที
5. เปน็ ส่ือทใ่ี ชไ้ ด้ทัง้ เปน็ รายบุคคล กลมุ่ ย่อย กลมุ่ ใหญ่ และใช้กบั มวลชนทกุ เพศ ทุก
วยั และทุกระดับชัน้
6. วดี ิทศั น์ท่ีไดร้ บั การวางแผนการผลติ ทด่ี ี และผลติ อยา่ งมีคุณภาพ สามารถใช้แทนครู
ได้ ซ่งึ จะเป็นการลดปญั หาการขาดแคลนครูไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
7. ใช้ไดก้ ับทุกขน้ั ตอนของการสอน ไมวา่ จะเป็นการนำเข้าสบู่ ทเรียน ข้ันระหว่างการ
สอนหรอื ข้นั สรุป
8. ใช้เพ่อื การสอนซ่อมเสรมิ ได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
9. ใช้เพื่อบันทึกภาพที่เกิดจากอุปกรณก์ ารฉายได้หลายชนิด เช่น ภาพสไลด์
ภาพยนตร์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครือ่ งฉายหลายประเภทในห้องเรยี น
10. ใช้เป็นแหล่งสำหรบั ให้ผูเ้ รียนไดศ้ กึ ษาคน้ คว้าด้วยตนเองโดยการทำห้องสมุดวีดิ
ทศั น์ ใช้ในการฝึกอบรมผสู้ อนด้วยการบนั ทกึ การสาธติ วธิ กี ารสอน การบันทึกรายการ หรือการจัด
การศึกษาใหม่ ๆ
11. ช่วยปรบั ปรงุ เทคนิควิธกี ารสอนของครู โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบจลุ ภาค
(Micro
teaching) การเรียนรแู้ บบเปิด (Open Learning) และการศึกษาทางไกล (Distance Education)
2.7.6 รูปแบบของรายการวีดทิ ศั น์
รปู แบบรายการวีดิทัศน์ หมายถึง เทคนิค วิธกี าร และลักษณะในการนำเสนอเน้ือหา
สาระข้อมูลขา่ วสารจากผผู้ ลติ (ผู้ส่งสาร) ไปยงั ผูร้ บั สาร (ผู้ชม) ทเี่ หมาะกับกล่มุ เปา้ หมายท่ีกำหนด
เพื่อใหผ้ ชู้ มเกิดความเข้าใจและสอื่ ความหมายได้อยา่ งอยตู่ ้อง
1. รปู แบบพูดคนเดยี ว (Monologue Program Format) เป็นรายการที่ผ้ปู รากฏตวั
พูดคุยกบั ผู้ชมเพียงหน่ึงคน ส่วนมากจะมีภาพประกอบเพื่อมิให้เห็นหน้าผู้พูดอยู่ตลอดเวลา ผู้ทมี่ า
บรรยายควรเป็นผทู้ ีม่ ีความสามารถและเชี่ยวชาญในเนอื้ หาทจี่ ะพูดเพ่ือใหผ้ ู้ชมสนใจ
2. รปู แบบสนทนา (Dialogue Program format) เป็นรายการท่ีผ้ดู ำเนินการอภปิ ราย
1 คน และมีผรู้ ว่ มอภปิ รายตง้ั แต่ 2 คนข้นึ ไปมาสนทนาพูดคยุ กนั ถงึ เรอ่ื งราวตา่ งๆ มีการถามคำถาม
สนทนากนั แสดงความคดิ เห็นและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซ่ึงกนั และกัน โดยไม่จำเป็นต้องมผี ูด้ ำเนิน
รายการ ใครจะพูดกอ่ นพดู หลัง หรอื จะพดู เสริมกนั ไดต้ ามแต่ผ้อู อกรายการจะเหน็ สมควร
3. รูปแบบอภปิ ราย (Discussion Program format) เปน็ รายการทีผ่ ู้ดำเนินรายการ
อภิปรายหน่งึ คนปปู ระเดน็ คำถามให้ผูร้ ่วมอภิปรายต้ังแต่ 2 คนขนึ้ ไป แต่ไม่ควรเกนิ 4 คน ผอู้ ภิปรายแต่
ละคนจะแสดงความคิดเห็นของตนเองต่อประเดน็ ตา่ ง ๆ
4. รปู แบบสัมภาษณ์ (Interview Program format) เปน็ รายการท่มี ีผู้สัมภาษณแ์ ละผู้
ถกู สัมภาษณ์ คือ วทิ ยากรและพธิ ีกรมาสนทนากัน
5. รปู แบบเกมหรือตอบปัญหา (Quiz Program format) มกั เปน็ รายการบนั เทิงเปน็
ส่วนใหญ่ โดยใหผ้ ชู้ มทางบ้านเลน่ เกมแข่งขันกนตามทผี่ ูจ้ ัดกำหนดให้ หรอื ตอบปัญหาต่าง ๆ รายการ
ประเภทน้ี นอกจากจะได้รบั ความสนกุ สนานแล้วยงั ได้รับความรไู้ ปด้วย
6. รูปแบบสารคดี(Documentary Program format) เป็นรายการท่ีเสนอเน้อื หาด้วย
ภาพและเสียงบรรยายตลอดรายการโดยไม่มีพิธกี าร ซ่งึ เปน็ รปู แบบรายการท่ีใหท้ ัง้ ความรู้ ความ
เพลิดเพลิน เรา้ อารมณ์ และโน้มนา้ วจิตใจซึ่งแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท
6.1 สารคดีเต็มรูป เปน็ การดำเนนิ เรือ่ งด้วยภาพและเน้ือหาตลอดรายการ
6.2 กง่ึ สารคดกี ึ่งพูดคนเดียว (Semi Documentary) เปน็ รายการท่ีมีผดู้ ำเนิน
รายการทำหน้าท่เี ดนิ เรื่องพดู คยุ กบั ผูช้ มและให้เสียงบรรยายตลอดรายการ นอกนน้ั เปน็ ภาพแสดง
เรื่องราวตา่ ง ๆ
7. รปู แบบละคร (Dramatically style) เปน็ การจัดรายการโดยใช้การแสดงเป็นหลกั
ในการเดนิ เร่ืองให้เหมือนจริงมากท่ีสดุ อาจจดั ฉากขึน้ ในสตูดิโอ หรือออกไปถ่ายทำในสถานท่จี รงิ ๆ ก็ได้
ในทางการศกึ ษาใชล้ ะครเพื่อจำลองสถานการณช์ วี ิตคนในสงั คม โดยสอดแทรกเนื้อหาไว้ในบทสนทนา
และภาพที่ปรากฏโดยผู้ชมไม่รู้ตวั
8. รปู แบบสารละคร (Docu – Drama Program format) เป็นรายการทผี่ สมผสาน
รปู แบบสารคดีเข้ากับรูปแบบละครหรือการนำละครมาประกอบรายการทเ่ี สนอเนือ้ หาบางส่วน มิใช่
เสนอเป็นละครท้ังรายการ เพื่อให้การศึกษาความรู้และแนวคดิ
9. รปู แบบสาธติ (Demonstration Program format) เป็นรายการทีเ่ สนอข้ันตอนใน
การทำสิง่ ตา่ ง ๆ ให้ผูช้ มนำไปปฏบิ ตั ิหรอื ทดลองทำด้วยตนเอง เปน็ งานฝมี ือตา่ ง ๆ
10. รูปแบบเพลงและดนตรี(Song and Music Program Format) เปน็ รายการเพ่ือ
ความบันเทงิ โดยนำเสนอการบรรเลงดนตรี และการใชเ้ พลง มี 4 ลกั ษณะ คือ
10.1 แบบมีวงดนตรี และนกั รอ้ งมาแสดงสดในสตูดิโอ
10.2 ให้นักร้องมาร้องควบคู่ไปกับเสยี งดนตรีท่บี ันทึกมาแล้ว
10.3 ให้นกั รอ้ งและนักดนตรีมาแสดง แต่ใช้เสียงที่บันทกึ มาแลว้
10.4 แบบมีภาพประกอบ หรือ Music VDO ยกเวน้ การแสดงเพอ่ื สงเสริมศลิ ปะ
และวฒั นธรรมของไทย ท่องไปกบั ดนตรีไทย ซงึ่ ถือว่าเป็นรายการศึกษาไดป้ ระเภทหน่ึง
11. รปู แบบการถา่ ยทอดสด (Live Program format) เป็นรายการที่ถ่ายทอด
เหตุการณ์ที่เกดิ ข้ึนจริงในขณะน้ัน
12. รูปแบบนติ ยสาร (Magazine Program format) หรอื รายการแมกกาซีน เป็น
รายการที่นำเสนอแบบเดียวกับนติ ยสารส่ือสิง่ พิมพ์
13. รูปแบบข่าว (New Program format) เปน็ รายการที่นำเสนอรายงานเหตุการณ์ที่
สำคญั เปน็ ที่สนใจของประชาชน ลักษณะรายการมีผบู้ รรยาย 2-3 คน และจัดฉากหลงั ใหส้ วยงาม
เพอ่ื ใหไ้ มน่ า่ เบอ่ื พรอ้ มกบั เหตุการณท์ ่ีกำลังรายงาน
14. รปู แบบสถานการณ์จำลอง (Contrived Program format) ส่วนใหญใ่ ชใ้ น
การศกึ ษาเฉพาะกรณี มี ลักษณะสรา้ งสถานการณ์ข้ึนมา เพื่อใช้เปน็ กรณี ตวั อย่างในการศึกษา เชน่
สถานการณ์จำลองการแนะแนว สถานการณ์จำลองการสอน
15. รูปแบบการสอนโดยตรง (Direct Teaching Program format) เป็นการนำเสนอ
การสอนของครูแต่ละวิชา โดยมผี ู้เรยี นเป็นกลมุ่ เป้าหมาย มีวิธีการอยู่ 3 รปู แบบ
15.1 ถา่ ยทอดรายการสดดว้ ยกลอ้ งวงจรปดิ อาจใช้ห้องเรียนขนาดใหญห่ รือ
ถา่ ยทอดไปยังห้องตา่ ง ๆ ในบริเวณใกล้เคียง ผูเ้ รียนสามารถเห็นเหตกุ ารณ์ในห้องเรียนปกติ
15.2 ถ่ายทอดออกอากาศไปทางโรงเรียน หรอื สถาบันการศึกษาต่าง ๆ
15.3 บนั ทึกเทปโทรทัศน์ เป็นการลดข้อบกพร่องในการนำเสนอ
16. รปู แบบโตว้ าที (Debate Program format) เปน็ วิธีการพดู แบบโต้วาทมี า
นำเสนอโดยผ้ดู ำเนินรายการจะตอ้ งต้งั ญตั ตหิ รือหวั ขอ้ ที่เป็นประโยชน์และนา่ สนใจ มีความสามารถใน
ศิลปะการพูดเพือ่ สรา้ งบรรยากาศ และประสานฝา่ ยเสนอ และฝ่ายค้านให้กลมกลนื ไปในทิศทาง
เดยี วกนั
17. รายการปกิณกะบันเทงิ หรอื วาไรต้ี (Variety Program format) รายการที่
รวบรวมความบันเทงิ หลากหลายรปู แบบ เพอ่ื ตอบสนองกลมุ่ ผูช้ อบที่หลากหลาย ซง่ึ มีความสนใจในการ
ชมตา่ งกันรูปแบบรายการมีทั้งการแสดงดนตรรี ้องเพลง ละคร สั้น เกม สาธิต สนทนาและสัมภาษณผ์ ู้
ร่วมรายการหรือการแสดงอื่น ๆ ในรายการ มพี ิธีกรเป็นผู้ดำเนินรายการและสรา้ งสีสันให้กบั รายการ
2.7.7 องคป์ ระกอบงานวีดีทัศน์
ตวั อักษร (Text) ตัวอักษรถือวา่ เปน็ องคป์ ระกอบพน้ื ฐานทีส่ ำคัญในการเขียน
โปรแกรมมัลติมเี ดีย โปรแกรมประยกุ ต์โดยมากมตี ัวอกั ษรให้ผเู้ ขยี นเลือกได้หลายๆ แบบและสามารถท่ี
จะเลอื กสีของตวั อักษรได้ตามต้องการ นอกจากนน้ั ยังสามารถกำหนดขนาดของตัวอักษรไดต้ ามต้องการ
การโตต้ อบกับผู้ใชก้ ย็ ังนิยมใชต้ ัวอักษรรวมถงึ การใช้ตัวอักษรในการเชอ่ื มโยงแบบปฏิสัมพันธ์ได้ เชน่
การคลกิ ไปทตี่ ัวอักษรเพ่ือเชือ่ มโยงไปนำเสนอ เสยี ง ภาพกราฟิก หรือเลน่ วีดทิ ัศน์ เปน็ ต้น นอกจากน้ี
ตวั อักษรยังสามารถนำมาจดั เปน็ ลกั ษณะของเมนู (Menus) เพอื่ ใหผ้ ้ใู ชเ้ ลอื กข้อมลู ทจี่ ะศึกษาได้ โดย
คลกิ ไปทีบ่ ริเวณกรอบสเ่ี หลย่ี มของมลั ติมเี ดยี ปฏสิ มั พนั ธ์
ภาพนิง่ (Still Images) ภาพนงิ่ เปน็ ภาพกราฟกิ ที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เชน่ ภาพถา่ ย
หรอื ภาพวาด เปน็ ตน้ ภาพนิ่งมีบทบาทสำคญั ต่อมลั ติ-มเี ดยี มาก ท้ังน้ีเนื่องจากจะใหผ้ ลในเชงิ ของการ
เรียนรดู้ ว้ ยการมองเห็นไมว่ า่ จะดูโทรทศั น์ หนงั สือพิมพ์ วารสาร ฯลฯ จะมีภาพเป็นองค์ประกอบเสมอ
ดังคำกลา่ วทวี่ า่ “ภาพหนึ่งภาพมีคุณคา่ เทา่ กบั คำถึงพันคำ” ดงั น้ันภาพนิ่งจงึ มีบทบาทมากในการ
ออกแบบมัลติมเี ดยี ที่มตี ัวอกั ษรและภาพนิ่งเป็น GUI (Graphical User Interface) ภาพนงิ่ สามารถ
ผลติ ได้หลายวิธี อย่างเช่น การวาด (Drawing) การสแกนภาพ (Scanning) เปน็ ตน้
ภาพเคล่ือนไหว (Animation) ภาพเคล่อื นไหวจะหมายถึง การเคลื่อนไหวของลกู สปู
และวาล์วในระบบการทำงานของเครอ่ื งยนต์ 4 จังหวะ เป็นต้น ซึ่งจะทำใหส้ ามารถเขา้ ใจระบบการ
ทำงานของเครื่องยนต์ได้เปน็ อย่างดดี งั นัน้ ภาพเคลื่อนไหวจึงขอบขา่ ยตงั้ แต่การสร้างภาพดว้ ยกราฟิก
อยา่ งงา่ ยพร้อมท้ังการเคลื่อนไหวกราฟิกนั้น จนถึงกราฟิกท่ีมีรายละเอยี ดแสดงการเคลอ่ื นไหวในวงการ
ธุรกจิ ก็มี Autodesk Animator ซงึ่ มีคุณสมบัติดีทั้งในดา้ นของการออกแบบกราฟิกละเอียดสำหรับใช้
ในมัลติมีเดียตามต้องการ
การเชอื่ มโยงแบบปฏสิ ัมพนั ธ์ (Interactive Links) การเชอื่ มโยงแบบปฏสิ มั พนั ธ์จะ
หมายถึงการทผ่ี ใู้ ช้มลั ตมิ เี ดียสามารถเลอื กข้อมลู ได้ตามต้องการ โดยใชต้ วั อกั ษรหรือป่มุ สำหรบั
ตวั อักษรท่ีจะสามารถเชือ่ มโยงไดจ้ ะเป็นตัวอักษรทม่ี สี ีแตกต่างจากอักษรตัวอ่ืน ๆ สว่ นปมุ่ กจ็ ะมี
ลักษณะคลา้ ยกับปุ่มเพ่ือชมภาพยนตร์ หรอื คลิกลงบนปุม่ เพอ่ื เขา้ หาข้อมูลท่ีตอ้ งการ หรือเปลีย่ น
หนา้ ต่างของข้อมูลต่อไป
2.7.8 กระบวนการผลิตวีดทิ ัศน์
การผลติ รายการวีดทิ ศั น์ เปน็ การทำงานรว่ มกนั เปน็ ทีมซ่งึ ต้องมผี ู้นำท่ีมหี นา้ ที่
รับผิดชอบ มคี วามสามารถในการวางแผนดำเนินการและตัดสินใจได้ดี ในฐานะผู้กำกับรายการ เพราะผู้
กำกบั รายการจะทำหน้าท่ีในการพฒั นาแนวทางดำเนนิ รายการดา้ นเทคนิคการผลติ และด้านความคิด
สรา้ งสรรค์การผลติ ตลอดจนถึงการลงมือการผลติ โดยใหค้ ำปรกึ ษาหารือ แนะนำตลอดรายการ
ตง้ั แตข่ ้นั ประชุมก่อนการวางแผนไปถงึ ขนั้ ตอนสดุ ทา้ ยของการลำดบั ภาพ และการถ่ายทอดออกอากาศ
การผลติ วดี ิทัศนจ์ ะประสบความสำเรจ็ หรอื ไมข่ นึ้ อย่กู ับการวางแผนการผลติ และการทำงาน
ของฝา่ ยสร้างสรรค์ท่ดี ี โดยอาศัยจนิ ตนาการ ความอดทนและความรู้ รวมทัง้ ศิลปะหลักเกณฑต์ ่าง ๆ
ดังนัน้ การผลติ รายการวีดิทัศน์ผู้ผลิตต้องคำนงึ ถึงปจั จยั ต่าง ๆ ดงั ต่อไปนี้
1. ผู้ผลิตตอ้ งศกึ ษาและเขา้ ใจขอบเขตเนื้อหาเรื่องราวทจ่ี ะผลิตเปน็ อย่างดี
2. ผผู้ ลติ ตอ้ งเขา้ ใจพนื้ ฐานของกลมุ่ เป้าหมาย หรือผู้ชมให้มากทีส่ ดุ เช่น พื้นฐาน
ประสบการณ์ เพศ วัย และความสนใจ เป็นตน้
3. ต้องมกี ารวางแผนในการผลิตใหค้ รอบคลุมในสงิ่ ที่ต้องการมากท่สี ดุ และผู้ชมเข้าใจ
ได้ง่ายหลักการพนื้ ฐานในการวางแผนผลติ รายการวดี ทิ ัศน์ไว้ 4 ประการ คอื
3.1 Why : (ผลิตรายการทำไม) ในการผลิตรายการก่อนอื่นใดทง้ั หมด ผู้ผลติ
จะต้องเข้าใจตนเองอย่างชดั เจนกอ่ นวา่ มวี ัตถุประสงค์อะไร หรือมคี วามจำเป็นอะไรทจ่ี ะตอ้ งทำการผลิต
เชน่
- เพอื่ การสอน (รายการเพ่ือการศกึ ษา)
- เพอื่ แจง้ ข่าวสาร (รายการข่าว)
- เพื่อบนั ทึกเหตกุ ารณ์ (รายการสารคดี)
- เพอ่ื ให้ความเพลิดเพลิน (รายการบันเทงิ )
3.2 Who : (เพอ่ื ใคร) ข้อสำคัญตอ่ มากค็ ือ ผชู้ มทเี่ ปน็ เป้าหมายคอื ใคร เชน่
- เดก็ นักเรียน นกั ศึกษา
- ครู ปัญญาชน
- ผใู้ หญ่
- ผชู้ มทัว่ ไป
3.3 What : (ผลติ เรือ่ งอะไร) เมอ่ื กำหนดเป้าหมายขอกลุ่มผ้ชู มได้แลว้ จะตอ้ ง
กำหนดเนอื้ หาสาระ ซ่ึงต้องสอดคล้องกบั วัตถุประสงค์ดว้ ย เชน่
- จะสอนเร่ืองอะไร
- จะแจง้ ข่าวอะไร
- จะบนั ทกึ เหตุการณ์อะไร
- จะใหค้ วามบันเทิงอะไร
3.4 How : (รูปแบบอยา่ งไร) ในการผลติ รายการวีดิทัศน์ผผู้ ลิตจะต้องพจิ ารณา
อยา่ งรอบคอบว่าจะผลติ รายการในรูปแบบใด จึงจะสอดคลอ้ งกบั เน้ือหาให้มากที่สดุ เช่น
- รปู แบบการอ่านรายงาน (Announcing)
- รูปแบบการสนทนา (Dialogue)
- รปู แบบสารคดี (Documentary)
- รูปแบบละคร (Drama)
4. มีความเขา้ ใจในการใช้เครื่องมือ เทคนิควิธีการในการผลิตโดยทว่ั ไป เช่น เขา้ ใจการ
ถา่ ยภาพ มมุ มองภาพในระยะต่าง ๆ การเขยี นบท ตลอดจนเจา้ หนา้ ที่ท่ีเกี่ยวกับกบั การผลติ
5. ต้องตระหนักว่าทุกภาพ ทุกเสียงทแ่ี พรไ่ ปถึงผชู้ มต้องมคี วามหมายกระจ่างชัดในตวั
ของมนั เอง ทั้งน้สี ่อื วดี ทิ ัศน์เป็นการส่ือสารทางเดยี ว ไมส่ ามารถซกั ถาม และตอบโต้ตอบได้
6. ผู้ผลติ จะต้องเตรยี มการให้ครอบคลุมข้ันตอนตา่ ง ๆ ดงั นี้
6.1 เนื้อหาของรายการ (Program Content) เนอ้ื หาของรายการจะต้องนา่ สนใจ
และดึงดูดผชู้ ม
6.2 ค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการ (Budget) ผู้ผลติ รายการต้องคำนึงถึงงบประมาณ
ในการผลติ แตล่ ะครั้ง
6.3 บทวดี ิทัศน์ ผ้ผู ลติ รายการตอ้ งเขียนบทหรือจ้างเขียนบท และต้องนำบทวดี ิ
ทศั น์ทีเ่ รียบร้อยใหแ้ กผ่ ู้เกีย่ วข้องในการผลิต
6.4 ผรู้ ับผิดชอบในการผลติ (Teams) ประกอบด้วย ผูอ้ ำนวยการผลิต ผู้ผลติ
ผ้เู ขยี นบท ผู้กำกบั รายการ ผู้จัดการกองถ่าย และฝา่ ยทำหน้าทีห่ ลังกองถ่าย
6.5 ตัวแสดง (Talent) ควรเลือกผู้แสดงใหส้ อดคล้องกบั บทวดี ทิ ศั น์
6.6 อปุ กรณ์ทางเทคนคิ (Technical Facilities) ได้แก่ ฉากและวสั ดุ โดยผผู้ ลติ
ตอ้ งคยุ เกยี่ วกับแนวคิดของรายการกับผ้อู อกแบบฉาก เพ่ือใหอ้ อกแบบได้ถูกต้อง และเหมาะสมกับ
วัตถุประสงค์ของรายการวดี ีทัศนดังน้ันก่อนการผลิตรายการวดี ทิ ัศน์ ผู้ผลิตจำเปน็ ตอ้ งคำนงึ ถึงส่งิ ตา่ ง ๆ
ไมว่ ่าจะเป็นด้านการวางแผนการผลิต การเตรยี มการผลิต การใช้อุปกรณ์ในการผลติ และการ
ประเมนิ ผลการผลติ
2.7.9 ขนั้ ตอนการผลิตสื่อวดี ิทศั น์
กอ่ นการผลติ รายการวดี ิทัศน์ ผูผ้ ลิตจำเปน็ จะต้องคำนึงถึงส่ิงตา่ ง ๆ ไม่วา่ จะเปน็ ด้าน
การวางแผนการผลิต การเตรียมการผลิต การใช้วัสดุอปุ กรณใ์ นการผลติ และการประเมินผลการผลติ
รายการอยา่ งไรก็ตามสามารถสรปุ เป็นขน้ั ตอนของการผลิตรายการวีดิทัศน์ได้ 3 ขน้ั ตอน (3P) ดงั นี้
2.7.9.1 ข้ันเตรียมการผลติ วีดทิ ศั น์ (Pre-Production)
นบั เปน็ ข้นั ตอนทม่ี คี วามสำคัญเป็นอย่างยง่ิ ก่อนเริม่ ทำการผลิตรายการ ไดแ้ ก่
การเตรียมข้อมูล การกำหนดหรือวางเค้าโครงเร่ือง การประสานงาน กองถ่ายกบั สถานที่ถา่ ยทำ ประชมุ
วางแผนการผลิต การเขยี นสคริปต์ การจัดเตรียมวสั ดุ อุปกรณก์ ารถา่ ยทำ อุปกรณก์ ารบันทกึ เสยี ง
ห้องบนั ทึกเสียง ห้องตัดต่อ กลอ้ งวดี ีโอถ่ายทำอปุ กรณป์ ระกอบฉาก อุปกรณ์แสง การเตรียมตัวผู้
ดำเนินรายการ ผ้รู ว่ มรายการ ทีมงาน ทุกฝา่ ย การเดินทาง อาหาร ที่พัก ฯลฯ หากจดั เตรียม
รายละเอียดในขัน้ ตอนน้ไี ด้ดี ก็จะสง่ ผลใหข้ ้ันตอนการผลิตงานทำได้งา่ ยและรวดเร็วยง่ิ ข้ึน
1. การแสวงหาแนวคดิ เปน็ การหาแนวทาง เรื่องราวทจ่ี ะนำมาผลติ เป็น
รายการวดี ทิ ศั น์ ซ่ึงถือว่าเปน็ ภารกจิ แรกของผผู้ ลิตรายการท่จี ะต้องตัง้ คำถามให้กบั ตัวเองว่า แนวคดิ คิด
ทไี่ ดน้ น้ั ดีอยา่ งไร และจะใหป้ ระโยชนอ์ ะไรตอ่ ผูช้ ม การหาแนวคดิ หรอื เรื่องราว จงึ เป็นงานทีจ่ ะต้องใช้
ความคิดสร้างสรรค์และจนิ ตนาการคอนข้างสูง
2. การกำหนดวัตถุประสงค์ (Objective) เม่อื ไดเ้ รื่องทีจ่ ะทำการผลิตา
รายการแลว้ เป็นการคาดหวงั ถงึ ผลทจ่ี ะเกิดกบั ผชู้ มเมอื่ ได้รับชมรายการไปแล้ว ทุกเรื่องทน่ี ำมา
จัดและผลติ รายการโทรทัศน์ ผผู้ ลติ จะตอ้ งกำหนดวตั ถปุ ระสงค์วามุ่งจะใหผ้ รู้ บั ได้รับหรอื เกิดการ
เปลยี่ นแปลงทศั นคติ หรอื พฤติกรรมในด้านใดบา้ ง การกำหนดวตั ถุประสงค์อาจต้งั หลายวัตถุประสงค์ก็
ได้
3. การวเิ คราะหก์ ลุ่มเป้าหมาย (Target audience) เม่ือได้กำหนด
วัตถปุ ระสงค์แล้ว ขน้ั ต่อไปวิเคราะหก์ ลุ่มเปา้ หมายหรือผชู้ มวา่ มีลักษณะอยา่ งไร เป็นการทำความรูผ้ ชู้ ม
ในแง่มมุ ต่าง เก่ยี วกับเพศ อายุ การศกึ ษา อาชีพ ความสนใจ ความต้องการ และจำนวนผู้ชม เพ่ือให้
สามารถผลิตรายการได้ตรงความต้องการมากที่สดุ
4. การวิเคราะหเ์ นอ้ื หา (Content analysis) เป็นกระบวนการศึกษาเน้ือหา
และข้อมลู ที่เกยี่ วกบั เรื่องที่จะทำการผลติ แล้วนำมาวเิ คราะห์ เพ่อื ให้ได้เน้ือหาสาระ และขอ้ มูลที่ถกู ต้อง
ทนั สมัย นา่ สนใจ และเพมิ่ ความนา่ เชอ่ื ถือ การวิเคราะห์เน้ือหาเปน็ หนา้ ท่ีของผู้ผลิตที่จะตอ้ ง
ทำการศึกษาจาก ตำรา เอกสาร ผู้เช่ยี วชาญด้านเน้อื หา และข้อมลู และข้อมลู จากแหล่งต่าง ๆ อย่าง
ครบถว้ น ทำการลำดบั เนอ้ื หาจากง่ายไปยาก เพอื่ การนำเสนอที่เหมาะสม และสร้างความรู้ ความ
เขา้ ใจใหก้ ับกลมุ่ เปา้ หมายเป็นอยา่ งดี
5. การเขียนบทวีดิทัศน์(Script Writing) เปน็ กระบวนการที่ต่อเนือ่ งจากการ
กำหนดแนวคดิ จนถงึ การวเิ คราะห์เนอ้ื หา จนไดป้ ระเด็นหลักและประเด็นย่อยของรายการ แล้วนำมา
เขยี นเปน็ บท ซ่งึ เปน็ การกำหนดลำดบั กอ่ นหลงั ของการนำเสนอภาพและเสียง เพื่อให้ผชู้ มไดร้ บั
เนอื้ หาสาระตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยระบลุ ักษณะภาพและเสยี งไวช้ ัดเจน นอกจากนน้ั บท
รายการวีดิทัศนย์ ัง ถ่าย ทอดกระบวนการในการจดั รายการออกมาเป็นตัวอักษรและเคร่ืองหมายต่าง ๆ
เพอ่ื ส่ือความหมายใหผ้ รู้ ว่ มการผลติ รายกาไดท้ ราบ และดำเนนิ การผลิตตามหน้าที่ของแต่ละคน
6. การกำหนดวัสดุและอปุ กรณ์ในการผลิตรายการ โดยทีผ่ ู้ผลติ รายการ
จะต้องทราบว่าต้องใชว้ สั ดุอปุ กรณ์ใดบา้ ง ซ่งึ ต้องกำหนดรายละเอยี ดต่าง ๆ เกี่ยวกบั วสั ดุอุปกรณ์
ดังกลา่ วเพื่อเปน็ ข้อมลู พนื้ ฐานในการจัดหา และเตรียมการต่อไป
7. การกำหนดผ้แู สดง หรอื ผู้ดำเนินรายการ ตอ้ งเป็นไปตามความเหมาะสม
ของเนื้อหาและรูปแบบของรายการทจี่ ะนำเสนอ
8. การจดั ทำงบประมาณ โดยทัว่ ไปจะมีการตง้ั งบประมาณไวก้ ่อนแลว้ แต่ใน
ข้นั น้ีจะเปน็ การกำหนดการใช้งบประมาณโดยละเอยี ด ซ่ึงจะเปน็ คา่ ใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินการ
ผลิต เชน่ คา่ ตอบแทนผูร้ วมดำเนนิ การผลิตรายการ ค่าผลิตงานกราฟิก ค่าวสั ดุรายการ ค่าเบ้ียเลี้ยง
เดนิ ทางคา่ ทพ่ี ัก และคา่ พาหนะ เปน็ ต้น
2.7.9.2 ข้ันการผลิตวีดีทัศน์ (Production)
เป็นข้ันตอนการดำเนนิ การถ่ายทำตามเสน้ เร่ืองหรือบทตามสคริปต์ทมี งานผผู้ ลติ
ไดแ้ ก่ ผู้กำกบั ชา่ งภาพ ชา่ งไฟ ชา่ งเทคนิคเสยี ง ชา่ งศิลป์ และทีมงานจะทำการบันทึกเทปโทรทศั น์
รวมท้ังการบันทึกเสียง ตามท่ีกำหนดไว้ในสครปิ ต์ อาจมีการเดนิ ทางไปถ่ายทำยังสถานท่ีต่างๆ ทง้ั ในร่ม
และกลางแจง้ มกี ารสัมภาษณ์ จัดฉากจัดสถานที่ภายนอกหรือในสตูดิโอ ขนั้ ตอนน้ีอาจมีการถา่ ยทำ
แกไ้ ขหลายครงั้ จนเปน็ ท่พี อใจ (take) นอกจากน้ีอาจจะเป็นต้องเก็บภาพ/เสียงบรรยากาศทัว่ ไป ภาพ
เฉพาะมุมเพม่ิ เตมิ เพ่ือใช้ในการขยายความ(insert) เพ่ือใหผ้ ู้ชมไดเ้ ห็นและเข้าใจรายละเอียดมากยงิ่ ข้นึ
โดยทวั่ ไปจะมีการประชมุ เตรียมงาน และมอบหมายงานให้กบั ผู้เช่ียวชาญในแต่ละด้านและนั้นคือการ
ทำงานของทีม
2.7.9.3 ข้นั การหลังการผลติ (Post-Production)
การตัดต่อลำดับภาพ หรือเป็นขั้นตอนการตัดต่อเรียบเรียงภาพและเสียงเข้าไว้
ด้วยกันตามสคริปต์หรือเนื้อหาของเรื่อง ขั้นตอนนี้จะมีการใส่กราฟิกทำเทคนิคพิเศษภาพ การแต่งภาพ
การย้อมสี การเช่อื มตอ่ ภาพ/ฉาก อาจมีการบนั ทึกเสียงในห้องบันทกึ เสยี งใส่เสยี งพูดซาวน์บรรยากาศ
ต่างๆ เพ่มิ เตมิ อืน่ ๆ อาจมกี ารนำดนตรีมาประกอบเรื่องราวเพ่ือเพ่ิมอรรธรสในการรบั ชมย่ิงขึ้น ขั้นตอน
นี้ส่วนใหญ่จะดำเนินการอยู่ในห้องตัดต่อแต่มีข้อจำกัดหลายอย่างเช่น การเพิ่มเทคนิคพิเศษต่างๆ ซ่ึง
ต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัยและซับซ้อนมากยิ่งขึ้นมีเฉพาะช่างเทคนิคที่เกี่ยวข้องและ ผู้กำกับ
เท่านั้น (ในบางครั้งลูกค้าสามารถเข้ารับชมหรอื มีส่วนร่วมในการผลิต) ระยะเวลาในขั้นตอนนี้ขึน้ อยู่กับ
ระยะเวลาของบทและการบันทึกภาพ รวมถึงความยากง่ายและการใส่รายละเอยี ดต่างๆเพิ่มเติมของงาน
ในแต่ละ THEME เช่น 3 วัน 7 วนั หรือมากกวา่ 15 วนั ข้ึนไป
องค์ประกอบของขัน้ การหลังการผลติ (Post-Production) มีดงั น้ี
1. การลำดบั ภาพ หรอื การตัดต่อ (Editing) เป็นการนำภาพมาตดั ต่อให้เป็น
เรอ่ื งราวตามบทวดี ทิ ัศน์ โดยใช้เคร่อื งตัดตอ่ หรอื เครือ่ งคอมพวิ เตอร์ โดยการตดั ตอ่ น้มี ี 2 ลกั ษณะ คือ
1) Linear Editing เป็นการตดั ตอ่ ระหวา่ งเคร่ืองเล่น/บันทึกวดี ิทศั น์ 2 เครอื่ ง
โดยใหเ้ คร่ืองหนง่ึ เปน็ เครอื่ งต้นฉบบั (Master) และอกี เคร่ืองหนึ่งเป็นเครอ่ื งบนั ทกึ (Record) ใน
ปัจจบุ นั ไมนิยมใช้แล้ว เนื่องจากการตัดตอ่ ลกั ษณะนตี้ อ้ งใชผ้ ทู้ ี่มคี วามชำนาญเฉพาะด้าน และใช้
เวลานานมาก
2) Non-Linear Editing เป็นการติดต่อโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉพาะ
ซ่งึ เป็นการตัดต่อที่รวดเรว็ และมีข้อผดิ พลาดน้อยทส่ี ุด
2. การบันทกึ เสียง (Sound Recording) จะกระทำหลังจากได้ดำเนนิ การตัดต่อ
ภาพตามบทวีดทิ ัศนเ์ ปน็ ทีเ่ รยี บร้อยแลว้ จึงทำการบันทึกเสียงดนตรี เสยี งบรรยาย และเสยี งประกอบ
ลงไป
3. การฉายเพือ่ ตรวจสอบ (Preview) หลังจากตัดต่อภาพ และบนั ทึกเสยี งเรียบร้อย
แล้วจะต้องนำมาฉายเพ่ือตรวจสอบกอ่ นวา่ มีอะไรท่จี ะต้องปรบั ปรุงแก้ไขหรือไม่
4. ประเมนิ ผล (Evaluation) เป็นการประเมนิ รายการหลงั การผลติ ซ่ึงมี 2
ลกั ษณะ คือ
1) ประเมินผลกระบวนการผลิต โดยจะเปน็ การประเมนิ ด้านความถูกต้องของ
เน้อื หาคุณภาพของเทคนิคการนำเสนอ ความสมบูรณข์ องเทคนิคการผลติ โดยผูเ้ ชี่ยวชาญดา้ นเนื้อหา
ผ้เู ขียนบท ผกู้ ำกบั รายการ ทมี งานการผลติ
2) การประเมินผลผลิต ซง่ึ จะเป็นการประเมนิ โดยกลุม่ เป้าหมายเป็นหลัก โดย
จะประเมนิ ในดา้ นของความนา่ สนใจ ความเข้าใจในเนอื้ หา และสาระทน่ี ำเสนอ
3) การเผยแพร่ ควรมีรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้เข้าถึงเป้าหมายให้ได้มาก
ท่ีสดุ เท่าทีจ่ ะทำได้ และควรเกบ็ ข้อมลู ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ของผใู้ ช้ เพือ่ นำมาแก้ไขเร่อื งอ่ืน ๆ
ต่อไป
ดังนั้นก่อนการผลิตวีดิทัศน์ ผู้ผลิตจำเป็นต้องคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการวางแผน
การเตรียมการผลติ การใช้วัสดุอุปกรณใ์ นการผลิต และการประเมินผลการผลิตรายการ
2.8 ความพงึ พอใจในการเรียนรู้
2.8.1 ความหมายความพึงพอใจ
นกั การศึกษาไดใ้ ห้ความหมายของคำวา่ “ความพงึ พอใจ” ไว้ดงั น้ี
ล้วน สายยศ และองั คณา สายยศ (2553, น. 15) ไดก้ ล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง
เป็นความร้สู ึกพอใจในการร่วมกิจกรรม แบบเตม็ ใจ และพึงพอใจจนเกดิ ความสนกุ สนานเพลดิ เพลนิ
เช่น รอ้ งรำทำเพลง ร่วมกบั คนอ่ืนดว้ ยความสนุกสนานเพลิดเพลนิ สนุกกบั การเล่นเกมตวั เลข เปน็ ต้น
สาโรช ไชยสมบตั ิ (2555, น. 15) ได้กล่าวว่า ความพงึ พอใจ หมายถงึ ปจั จยั สำคญั ประการหน่งึ ทช่ี ว่ ย
ให้ประสบผลสำเรจ็ โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งถ้าเปน็ งานเก่ียวกับการให้บริการ ดงั น้ันผูใ้ หบ้ ริการจงึ ต้องจดั
ใหบ้ รกิ าร และปฏิบตั งิ านดำเนนิ การ ใหผ้ ู้ใช้บริการเกิดความพงึ พอใจดว้ ยความพึงพอใจ
อรุณ รกั ธรรม (2557, น. 232) ได้กล่าววา่ ความพึงพอใจ หมายถงึ การสรา้ งภาวะ
ทางใจในลกั ษณะของการกระทำส่ิงใดให้สำเร็จดว้ ยความเต็มใจ ซึง่ เปน็ เรอ่ื งที่เก่ียวข้องกับพฤติกรรม
อันเปน็ ผลมาจากแรงจงู ใจ
กิติมา ปรีดีดลิ ก (2559, น. 322) ได้กล่าววา่ ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สกึ ชอบ
หรอื พอใจท่ีมตี อ่ องค์ประกอบและสงิ่ จูงใจในด้านต่างๆ และได้รบั การตอบสนองความต้องการนนั้
Good (1973, p. 320) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง สภาพคณุ ภาพ หรือระดับ
ความพอใจท่ีมีผลมาจากความสนใจตา่ งๆ และทัศนคตทิ ่บี ุคคลมีต่อสง่ิ น้นั ๆ
สรุปไดว้ ่า ความพึงพอใจเป็นการสนองตอบในลักษณะท่ชี ่ืนชอบ ช่นื ชม พอใจในการ
ไดร้ ับจากสิ่งเรา้ ที่กระต้นุ ใหเ้ กิดการเรยี นรู้ ทำใหผ้ ูเ้ รียนเกิดประสบการณ์พัฒนาการในทุกดา้ นในระดับ
ต่างๆ กันตามศกั ยภาพของผเู้ รียนเป็นผลทำใหเ้ หน็ ระดับความสำเร็จบรรลเุ ป็นเปา้ หมายของครูผจู้ ดั
กิจกรรมการเรียนการสอน