รายงานวิจยั ฉบับสมบูรณ์
ปัจจยั ท่ีสง่ ผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสย่ี งมาใช้
ของกล่มุ สาขาวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
Factors affecting the success of risk management used of groups of
science and Technology Khon Kaen University
รศ.ดร.สพุ รรณี อ้ึงปญั สัตวงศ์ คณะวิทยาศาสตร์
อาจารย์ทีป่ รึกษาโครงการ
โดย
นางสุคนธ์ บุญจนั ทร์
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแกน่
ไดร้ ับการสนบั สนุนทุนโครงการวิจยั สถาบัน มหาวิทยาลัยขอนแกน่
ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. 2557
เดอื นธนั วาคม พ.ศ. 2558
คำนำ
การบริหารความเส่ียงเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นนามาใช้
ในการวิเคราะห์ความเส่ียงที่อาจจะมีผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ในการดาเนินงาน ต้ังแต่
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งจากการดาเนินงานท่ีผ่านมา พบว่า นโยบายการบริหาร
ความเส่ียงได้มีการถ่ายทอดการปฏิบัติลงสู่ระดับคณะวิชาอย่างชัดเจน แต่การปฏิบัติจริงยังไม่เป็น
รูปธรรมเท่าที่ควร เนื่องจากมหาวิทยาลัยยังไม่มีเกณฑ์การประเมินความเส่ียงท่ีลงระดับคณะวิชา
ท่ีชัดเจน ทาให้คณะวิชาเกิดอุปสรรคในการถ่ายทอดสื่อสารให้คนในองค์กรได้เข้าใจอย่างถ่องแท้
ทาให้ยากต่อการสะท้อนผลลัพธ์ที่เด่นชัดว่าผลลัพธ์ท่ีเกิดขึ้นได้จากการนาการบริหารความเส่ยี งมาใช้
ในการควบคุมการดาเนินงานจริง ผู้วิจัยจึงได้ศึกษา “ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการนา
การบริหารความเสี่ยงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น”
ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสารวจ (Survey Research) โดยศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data)
มีวัตถุประสงค์ 1) เพ่ือทราบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารความเส่ียงของบุคลากรกลุ่ม
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2) ศึกษาปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จ
ในการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการนาผลการวิจัย ไปใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาด้าน
การนาการบริหารความเสย่ี งมาใช้ควบคมุ การดาเนินงาน
ผู้วิจัยขอบคุณผู้สนับสนุนทุน คือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอบคุณหน่วยงานที่สังกัด
คือ คณะวิทยาศาสตร์ ขอบคุณคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์
ขอบคุณอาจารย์ท่ีปรึกษาโครงการ รองศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณี อ้ึงปัญญสัตวงศ์ ขอบคุณหัวหน้า
งานนโยบายและแผน คณะวิทยาศาสตร์ และบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน จนการวิจัยครั้งนี้
แลว้ เสรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงค์
สคุ นธ์ บุญจันทร์
ธนั วาคม 2558
ก หนา้
ก
สารบัญ ค
จ
สารบัญ ฉ
สารบัญตาราง ซ
สารบัญภาพ
บทคัดยอ่ 1
Abstract 2
บทที่ 1 บทนา 2
3
ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา 5
วตั ถปุ ระสงค์ของโครงการวิจัย 5
ขอบเขตของการวจิ ัย 6
นยิ ามศัพท์ 6
ประโยชนท์ ีค่ าดว่าจะได้รับ 7
สมมตฐิ านในการวจิ ัย 11
บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ัยที่เกยี่ วข้อง 15
ท่มี าและพัฒนาการแผนบรหิ ารความเส่ยี งมหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ 38
แนวคดิ ดา้ นทัศนคติ 42
แนวคิดเกย่ี วกับความรู้ 44
แนวคดิ การบรหิ ารความเสีย่ ง 44
งานวิจยั ท่ีเกยี่ วขอ้ ง 44
กรอบแนวคิดในการวจิ ัย 44
บทท่ี 3 วิธดี าเนินการวจิ ัย 45
หน่วยท่ใี ช่ในการวเิ คราะห์ 46
ประชากร (Population) 47
กลมุ่ ตัวอยา่ ง 48
พน้ื ท่ีท่ใี ช้ในการวิจัย
เครอื่ งมือท่ีใช้ในการวิจัย
การสร้าง และตรวจสอบคณุ ภาพเคร่ืองมอื
การวัดคา่ ตวั แปร
ข หน้า
51
สารบญั (ตอ่ ) 51
51
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล 52
การประมวลผลและวเิ คราะหข์ อ้ มูล 53
สถติ ิท่ีใชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มูล 54
วิธกี ารนาเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู 59
บทที่ 4 วธิ กี ารนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
ผลการวเิ คราะห์ปจั จยั ดา้ นคุณลกั ษณะส่วนบุคคล 69
ผลการวิเคราะหป์ ัจจัยทส่ี ่งผลตอ่ ความสาเร็จในการนาการบริหาร
ความเสี่ยงมาใชข้ องบุคลากรสาขาวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนลี 70
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่
การวเิ คราะห์ความสัมพนั ธร์ ะหว่างคณุ ลักษณะส่วนบุคคล และปัจจยั 71
ดา้ นความรู้ความเขา้ ใจการบริหารความเส่ยี งกับปัจจัยทส่ี ง่ ผลตอ่ 76
ความสาเร็จในการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้ของบุคลากรสาขาวชิ า 76
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนลี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น 78
การวเิ คราะห์ปจั จยั ท่ีมีอิทธพิ ลต่อความสาเรจ็ ในการนาการบรหิ าร 79
ความเสี่ยงมาใชข้ องกลุ่มสาขาวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ 81
อภปิ รายผลการวจิ ัย 83
บทที่ 5 บทสรปุ และขอ้ เสนอแนะ 92
บทสรุป 100
ข้อเสนอแนะ
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก รายช่อื ผู้เช่ยี วชาญตรวจสอบเครอ่ื งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัย
ภาคผนวก ข การพัฒนาเครือ่ งมือ
ภาคผนวก ค แบบประเมินดชั นีความสอดคล้องแบบสมั ภาษณ์
ภาคผนวก ง แบบสอบถาม
ค
สารบัญตาราง
ตารางที่ 3.1 ผลการคานวณขนาดตัวอยา่ งและกลมุ่ ตวั อย่าง หนา้
ตารางท่ี 4.1 จานวนและรอ้ ยละของกลมุ่ ตวั อย่างจาแนกตามเพศ 45
ตารางท่ี 4.2 จานวนและรอ้ ยละของกลุ่มตัวอย่างจาแนกตามอายุ 54
ตารางท่ี 4.3 จานวนและรอ้ ยละของกลุ่มตวั อยา่ งจาแนกตามระดบั การศึกษา 54
ตารางที่ 4.4 จานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจาแนกตามตาแหน่งงาน 55
ตารางท่ี 4.5 จานวนและรอ้ ยละของกลมุ่ ตวั อยา่ งจาแนกตามอายุงาน 55
ตารางท่ี 4.6 จานวนและร้อยละของกลุม่ ตวั อย่างจาแนกตามคณะวิชา 56
ตารางที่ 4.7 แสดงร้อยละของความร้เู ก่ียวกบั การบรหิ ารความเสย่ี งของบุคลากร 57
สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น 57
ตารางท่ี 4.8 แสดงคา่ เฉล่ีย (X̅) และคา่ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปล
ผลระดบั ความคิดเห็นตอ่ ปจั จัยทีส่ ่งผลตอ่ ความสาเร็จในการนาการ 60
ตารางที่ 4.9 บริหารความเสีย่ งมาใชข้ องของบุคลากรสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ 61
ตารางท่ี 4.10 แสดงค่าเฉลี่ย (X̅) และค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปล
ผลระดับการได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดบั สูง 62
ตารางที่ 4.11 แสดงค่าเฉล่ีย (X̅) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปล
ผลระดับการใช้คาเกี่ยวกับการบริหารความเสยี่ งที่ทาให้เข้าใจแบบ 63
ตารางท่ี 4.12 เดียวกัน
แสดงค่าเฉล่ีย (X̅) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปล 64
ตารางท่ี 4.13 ผลระดับการปฏิบัติตามกระบวนการบริหารความเส่ียงที่ต่อเน่ือง
สมา่ เสมอ 65
แสดงค่าเฉล่ีย (X̅) และค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปล
ผลระดบั การมีกระบวนการในการบรหิ ารการเปลีย่ นแปลง
แสดงค่าเฉลี่ย (X̅) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปล
ผลระดบั การสื่อสารทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ
ง
สารบัญตาราง (ต่อ)
ตารางที่ 4.14 แสดงค่าเฉลี่ย (X̅) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปล หนา้
ตารางที่ 4.15 ผ ล ร ะ ดั บ ก า ร วั ด ผ ล ก า ร บ ริ ห า ร ค ว า ม เ ส่ี ย ง ซ่ึ ง ร ว ม ท้ั ง ก า ร วั ด 66
ตารางท่ี 4.16 ความเส่ียง 67
ตารางท่ี 4.17 แสดงค่าเฉล่ีย (X̅) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปล
ผลระดับการฝึกอบรมและกลไกด้านทรัพยากรบุคคลเพื่อให้ 68
ตารางที่ 4.18 บุคลากรทุกระดับเข้าใจในกรอบและความรับผิดชอบของการ 69
บรหิ ารความเสยี่ ง
แสดงค่าเฉล่ีย (X̅) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปล 71
ผลระดบั การติดตามกระบวนการบรหิ ารความเสี่ยงด้วยการกาหนด
วธิ ที เ่ี หมาะสม
แสดงคา่ สมั ประสทิ ธ์สิ หพนั ธ์ระหวา่ งคุณลักษณะสว่ นบคุ คลและ
ปัจจัยด้านความร้คู วามเขา้ ใจการบรหิ ารความเสย่ี งกบั ปัจจัยที่
ส่งผลตอ่ ความสาเร็จในการนาการบรหิ ารความเส่ยี งมาใช้ของของ
บุคลากรสาขาวิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่
ค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยของตัวแปร ความรู้เกี่ยวกับการบริหาร
ความเส่ียงที่มีต่อปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหาร
ความเสี่ยงมาใช้ของของบุคลากรสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
จ
สารบัญภาพ
ภาพที่ 1 กรอบรายงานการควบคมุ ภายในและกรอบงานการบรหิ าร หนา้
ความเส่ียงแนว COSO 24
ภาพที่ 2 การบริหารความเสยี่ งตามแนวทางของ COSO
ภาพท่ี 3 ข้ันตอนการบรหิ ารความเส่ยี งองค์กร 25
ภาพที่ 4 กรอบแนวคิดในการวิจยั 27
43
ฉ
บทคดั ย่อ
การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาระดับความรู้เกี่ยวกับการบริหารความเส่ียงของบุคลากรกลุ่ม
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และศึกษาระดับความคิดเห็นของบุคลากรกลุ่ม
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยขอนแก่นต่อการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ ผู้วิจัย
รวบรวมขอ้ มูลโดยใชส้ อบถามจากกลุ่มตัวอยา่ ง 308 คน ได้แก่ บคุ ลากรท่ีปฏิบัติงานเก่ียวข้องกับการบริหาร
ความเสี่ยง กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีผู้ตอบแบบสอบถาม จานวน
240 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 77.9 จากกลุ่มตัวอย่างทงั้ หมด
ผลการวิจัย พบว่า บุคลากรสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความรู้
เกี่ยวกับการบริหารความเส่ียง เฉลี่ยร้อยละ 84.5 โดยตอบข้อที่ 1 ได้ถูกต้องมากท่ีสุด คือ การบริหารความ
เสี่ยงเป็นกระบวนการที่ฝ่ายบริหารกาหนดข้ึนเพื่อใช้ในการจัดทาแผนกลยุทธ์ขององค์กร ผลการวิเคราะห์
ระดับความคิดเห็นของบุคลากรกลุ่มสาขาวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ ตอ่ การนา
การบริหารความเสี่ยงมาใช้ พบว่า ระดับความคิดเห็นของบุคลากรสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยขอนแก่นต่อการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง เม่ือพิจารณาราย
ด้าน พบวา่ มกี ารใชค้ าศัพท์ที่ทาใหเ้ ข้าใจแบบเดียวกนั และการส่อื สารทมี่ ีประสทิ ธภิ าพมากท่ีสุด
คำสำคญั : ความเสีย่ ง คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่
ช
Abstract
The objectives of the research were to study the level of knowledge about risk
management of personnel in the Science and Technology field, Khon Kaen University and
to study the level of opinions of personnel in the Science and Technology field, Khon
Kaen University towards applying risk management. The data were collected using
questionnaire from 308 personnel working in relation to risk management Department of
Science and Technology, Khon Kaen University. There were 240 respondents, representing
77.9 percent of all samples.
The results of the research revealed that personnel in Department of Science and
Technology, Khon Kaen University had knowledge on risk management accounting 84.5%.
Here, respondents answered question no. 1 most correctly i. e. risk management was a
process set by the management to use in the preparation of the organization’ s strategic
plan. Analyzing the level of opinion of personnel in Science and Technology field, Khon
Kaen University towards applying risk management found that the level of opinions of
personnel in Science and Technology field, Khon Kaen University towards applying risk
management as a whole was in moderate level. While considering each aspect, it was
found that the vocabulary used in creating mutual understanding and effective
communication was at the highest level.
Keywords: Risk, Faculty of Science, Khon Kaen University
บทที่ 1
บทนำ
1.1 ควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปัญหำ
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้นากระบวนการบริหารความเส่ียงมาใช้เป็นแนวทางในการ
วางระบบการควบคุมภายในของมหาวทิ ยาลยั เพ่ือวิเคราะหค์ วามเส่ียงท่อี าจมผี ลกระทบตอ่ การบรรลุ
วัตถุประสงค์ในการดาเนินงานในทุกระดับ และบริหารจัดการความเส่ียงเหล่าน้ันเพื่อไม่ให้เป็น
อุปสรรคต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของการดาเนินภารกิจของมหาวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 3/1 พระราชกฤษฎีกาว่าด้วย
หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารจัดการบ้านเมืองท่ีดี พ.ศ. 2546 และการพัฒนาคุณภาพการบริหาร
จัดการภาครัฐ (PMQA) โดยมีเป้าหมายที่สาคัญ คือ เพ่ือประโยชน์สุขของประชาชน เพื่อลดข้ันตอน
การปฏิบัติงานท่ีเกินความจาเป็น เพื่อให้มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่าเสมอ ต้ังแต่
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา
มหาวิทยาลัยคาดหวังว่า การบริหารความเส่ียงจะเป็นเครื่องมือท่ีสาคัญสาหรับการบริหาร
จัดการองค์กร ที่ใช้ในการวิเคราะห์องค์กรใน 4 ประเภท คือ 1) ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ 2) ความเส่ียง
ด้านธรรมาภิบาล 3) ความเส่ียงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 4) ความเส่ียงด้านกระบวนการ
โดยประยุกต์ใช้กระบวนการบริหารความเสี่ยง เพื่อช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพกระบวนการตัดสินใจ มีการ
วางแผนและการจัดการให้มีประสิทธิภาพย่ิงขึ้น มีการพัฒนาฐานข้อมูลที่จาเป็นสาหรับองค์กร มีการ
พัฒนาระบบการบริหารจัดการตัวชี้วัด อันจะส่งผลให้การปฏิบัติงานขององค์กรเกิดผลลัพธ์ท่ีดีขึ้น
แต่จากผลการดาเนนิ งานท่ีผา่ นมา พบว่า คณะหน่วยงานยงั ขาดความรูค้ วามเขา้ ใจอย่างชดั เจนเก่ยี วกับ
เกณฑ์ท่ีใช้ในการบริหารความเส่ียง จึงทาให้การนาเคร่ืองมือดังกล่าวมาใช้ยังไม่เกิดประสิทธิผล
เท่าที่ควร รวมท้ังยังขาดการผนวกการบริหารความเส่ียงเข้ากับงานประจาทาให้ยังมีโอกาสในการ
พัฒนาในดา้ นการนาการบรหิ ารความเสี่ยงมาใช้
กองแผนงานได้มีปรับปรงุ แก้ไขโดยการจัดประชุมเพ่ือแลกเปล่ียนรู้ การจัดทารายงานบริหาร
ความเส่ียงระหว่างคณะ/หน่วยงาน แต่วิธีการดังกล่าวมีข้อจากัดด้านเวลา อีกทั้งตัวอย่างการระบุ
เหตุการณ์ความเส่ียง และความรุนแรงความเส่ียงยังไม่ครอบคลุมทุกประเด็น ทาให้คณะ/หน่วยงาน
ไม่มีแนวปฏิบัติท่ีดีเพื่อเป็นแนวทางได้ ซ่ึงทาให้คณะ/หน่วยงาน เกิดปัญหาอุปสรรคในการถ่ายทอด
ลงสู่การปฏิบัติ คณะกรรมการบริหารสูงสุดไม่มีหลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณาการประเมินผล
กระทบและโอกาส
2
คณะวิทยาศาสตร์ได้ตระหนักและให้ความสาคัญในการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้ในการ
บริหารจัดการ ที่มีความสอดคล้องกับนโยบายของรัฐและมหาวิทยาลัยขอนแก่น ต้ังแต่งบประมาณ
พ.ศ. 2552 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งจากการดาเนินงานที่ผ่านมา พบว่า นโยบายการบริหารความเส่ียงได้มี
การถ่ายทอดการปฏิบัติลงสู่ระดับคณะอย่างชัดเจน แต่การนาไปปฏิบัติจริงในระดับคณะ พบว่ายัง
ไม่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร เนื่องจากมหาวิทยาลัยยังไม่มีเกณฑ์การประเมินผลกระทบและโอกาส
การบริหารความเสี่ยงท่ีชัดเจนมาก ทาให้คณะฯ พบอุปสรรคในการถ่ายทอดและส่ือสารให้คนใน
องค์กรได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ทาให้ยากต่อการสะท้อนผลลัพธ์ที่เด่นชัดว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จากการ
นาการบริหารความเส่ียงมาใช้ในการควบคุมการดาเนินงานจริง จากสภาพปัญหาดังกล่าวและ
จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องผู้ศึกษาจึงมีความสนใจที่จะศึกษา “ปัจจัยท่ีส่งผล
ต่อความสาเร็จในการนาการบริหารผู้บริหารระดับคณะ และผู้บริหารระดับมหาวิทยาลัยว่ามีปัจจัย
ใดบ้างท่ีจะส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้ในการควบคุมการดาเนินงาน
อันจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์ให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีคุณภาพ โดยจะศึกษา
การบริหารความเสี่ยงด้านกระบวนการใน 4 ด้าน คือ 1) ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ 2) ความเส่ียงดา้ นธรรมาภิบาล
3) ความเส่ยี งด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศ 4) ความเสยี่ งดา้ นกระบวนการ
1.2 วตั ถปุ ระสงค์ของกำรวิจยั
1.2.1 เพื่อทราบความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับการบรหิ ารความเสย่ี งของบุคลากรกลุ่มสาขาวิชา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น
1.2.2 เพื่อศึกษาปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ของกลุ่ม
สาขาวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่
1.3 ขอบเขตของกำรวจิ ัย
1.3.1 ขอบเขตด้ำนเนือ้ หำ
ในการวิจัยครั้งนี้ มีขอบเขตเนื้อหาในการวิจัยเก่ียวกับปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการนา
การบริหารความเสี่ยงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ได้แก่ ปัจจัยด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล อันประกอบด้วย เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตาแหน่ง อายุ
การทางาน ความรู้ ความเข้าใจการบริหารความเส่ียงใน 4 ด้าน 1) ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ 2) ความ
เสี่ยงด้านธรรมาภิบาล 3) ความเส่ียงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 4) ความเส่ียงด้านกระบวนการ และ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น ประกอบด้วย 8 ปจั จัย คือ 1) การได้รับการสนับสนุนจากผู้บรหิ าร
3
ระดับสูง 2) การใช้คาที่ทาให้เข้าใจแบบเดียวกัน 3) การปฏิบัติตามกระบวนการบริหารความเส่ียง
ท่ีต่อเน่ืองสม่าเสมอ 4) การมีกระบวนการในการบริหารการเปล่ียนแปลงการ 5) การสื่อสารท่ีมี
ประสิทธิภาพ 6) การวัดผลการบริหารความเสี่ยงซึ่งรวมทั้งการวัดความเสี่ยง 7) การฝึกอบรมและกลไก
ด้านทรัพยากรบุคคลเพ่ือให้พนักงานทุกคนเข้าใจในกรอบและความรับผิดชอบของการบริหาร
ความเส่ยี ง 8) การติดตามกระบวนการบริหารความเสี่ยงดว้ ยการกาหนดวิธีทเ่ี หมาะสม
1.3.2 ขอบเขตด้ำนประชำกร
ขอบเขตด้านประชากร ได้แก่ ผู้บริหารและบุคลากรท่ีปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการบริหาร
ความเสี่ยง กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น คือ บุคลากร
คณะวิทยาศาสตร์ คณะเทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
1.4 นยิ ำมศพั ท์
ควำมรู้ควำมเข้ำใจเก่ียวกับกำรบริหำรควำมเส่ียง หมายถึง ความรู้เฉพาะบุคคลเกี่ยวกับ
การบริหารความเสี่ยงใน 4 ด้าน คือ 1) ความเส่ียงด้านกลยุทธ์ 2) ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล
3) ความเสี่ยงดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 4) ความเสย่ี งด้านกระบวนการ
กำรบริหำรควำมเส่ียง หมายถึง กระบวนการที่ฝ่ายบริหารกาหนดข้ึนเพื่อใช้ในการจัดทา
แผนกลยุทธ์ขององค์กร โดยออกแบบมาระบุเหตุการณ์หรือโอกาสที่อาจเกิดข้ึนในอนาคตที่อาจส่งผล
ต่อองค์กร ในด้านลบที่ไม่ต้องการ และระบุการจัดการกับความเสี่ยงให้อยู่ในระดับท่ียอมรบั ได้เพื่อให้
ความม่นั ว่าใจผบู้ ริหารจะกากับดูแลองคก์ รได้บรรลวุ ัตถปุ ระสงคท์ ก่ี าหนดไว้
ควำมเส่ียงเชิงยุทธศำสตร์ คือ ความเสี่ยงท่ีเกิดจากการกาหนดแผนกลยุทธ์ แผนการ
ดาเนินงาน และนาไปปฏิบัติไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับปัจจัยภายในและสภาพแวดล้อม
ภายนอกอันส่งผลกระทบต่อการบรรลุวิสัยทัศน์ พันธกิจขององค์กร และดาเนินการวางมาตรการ
บรหิ ารความเสี่ยง
ควำมเสี่ยงด้ำนธรรมำภิบำล คือ การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลที่จะเกิดข้ึนใน
กระบวนงานหลักขององค์กร โดยวิเคราะห์หาปัจจัยเส่ียงด้านการประพฤติผิดหลักธรรมาภิบาล
10 หลัก ได้แก่ หลักประสิทธิภาพ หลักประสิทธิผล หลักการตอบสนอง หลักภาระรับผิดชอบ/
สามารถตรวจสอบได้ หลักเปิดเผยโปร่งใส หลักนิติธรรม หลักเสมอภาค หลักการมีส่วนร่วม/
การพยายามแสวงหาฉนั ทามติ หลกั กระจายอานาจ และหลักคุณธรรม/จริยธรรม
ควำมเส่ียงด้ำนเทคโนโลยีสำรสนเทศ คือ การวิเคราะห์ความเสี่ยงเพ่ือให้สามารถบริหาร
จัดการในเรื่องของระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศ ให้มีความถูกต้อง ปลอดภัย การป้องกัน หรือลด
การเกิดความเสียหายในรูปแบบต่าง ๆ การสารอง การกู้คืนข้อมูลจากความเสียหาย โดยมี
การจดั ทาแผนแก้ไขปญั หาสถานการณค์ วามแนน่ อนและภยั พิบตั ทิ ี่อาจจะเกิดขึน้ กบั ระบบสารสนเทศ
4
ควำมเสีย่ งด้ำนกระบวนกำร คือ การบริหารความเสยี่ งของกระบวนการที่สร้างคณุ ค่าเพื่อให้
เป็นไปตามมาตรฐานการปฏบิ ตั ิงาน รวมถงึ การออกแบบและนาระบบควบคุมมาใช้
กำรได้รับกำรสนับสนุนจำกผู้บริหำรระดับสูง หมายถึง การได้รับการสนับสนุนใน
การดาเนนิ งานตามนโยบายการบริหารความเส่ียงจากคณบดี หัวหนา้ ภาควิชา และหัวหน้าสานกั งาน
กำรใช้คำท่ีทำให้เข้ำใจแบบเดียวกัน หมายถึง คาที่ใช้เกี่ยวกับบริหารความเส่ียงที่ได้จาก
คู่มือการจัดทาแผนบริหารความเสี่ยงมหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่ีเก่ียวกับข้ันตอนของการบริหาร
ความเส่ยี ง ดังน้ี
1. การกาหนดวตั ถุประสงค์องคก์ ร
2. การระบคุ วามเสย่ี ง
3. การประเมินความเสีย่ ง
4. การตอบสนองความเสยี่ ง
5. การส่อื สาร และให้คาปรกึ ษาเก่ยี วกบั บริหารความเสย่ี ง
6. การติดตามผลการจดั การความเสย่ี ง
กำรปฏิบัติตำมกระบวนกำรบริหำรควำมเส่ียงที่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ หมายถึง หน่วยงาน
มีการจัดทาแผนการบริหารความเสี่ยง การปฏิบัติตามแผนบริหารความเสี่ยง การการรายงานผลการ
บริหารความเสี่ยงต่อที่ประชุมคณะกรรมการประจาคณะอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และการติดตาม
ตามกระบวนการบรหิ ารความเสีย่ งอยา่ งตอ่ เน่ืองสมา่ เสมอจนกลายเป็นงานประจา
กำรมีกระบวนกำรในกำรบริหำรกำรเปลี่ยนแปลง หมายถึง กระบวนการบริหาร
การเปลี่ยนแปลง (Robert Osterhoff อ้างถึงใน สานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการและ
สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ (2547) ประกอบด้วย การเรียนรู้ (Learning) กระบวนการและเคร่ืองมือ
(Process & Tools) การวัดผล (Measurement) การสอื่ สาร (Communication) การยกย่องชมเชย
และการให้รางวัล (Recognition and Reward) การเตรียมการและการปรับเปล่ียนพฤติกรรม
(Transition and Behavior Management) เป้าหมาย (Desired State)
กำรส่ือสำรท่ีมีประสิทธิภำพ หมายถึง การสื่อสารข้อมูลข่าวสารทางด้านบริหารความเสี่ยง
ผา่ นช่องทางตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ การประชุม เอกสาร และเว็บไซต์
กำรวัดผลกำรบริหำรควำมเสี่ยง หมายถึง การประเมินความเสี่ยงที่ประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอน
คือ
ขั้นตอนท่ี 1 ระบุความเสียหายท่เี กิดจากความเส่ียงน้ันๆ
ขั้นตอนท่ี 2 ระบุกลุ่มบุคคล/องค์กรที่จะได้รับผลกระทบและลักษณะของผลกระทบท่ีจะ
เกิดขนึ้
ข้ันตอนที่ 3 กาหนดวิธีการป้องกันระมัดระวงั
ข้ันตอนท่ี 4 บนั ทกึ รายละเอยี ดทั้งหมดต้งั แต่ขอ้ 1-3 และดาเนินการตามวิธี
5
ขัน้ ตอนท่ี 5 ทบทวนการประเมินความเสี่ยง วิธีการท่ีป้องกันและปรบั ให้ทันต่อเหตุการณ์
(ถ้าจาเป็น)
กำรฝึกอบรมและกลไกด้ำนทรัพยำกรบุคคลเพ่ือให้บุคลำกรทุกระดับเข้ำใจในกรอบและ
ควำมรับผิดชอบของกำรบริหำรควำมเส่ียง หมายถึง การกาหนดหลักสูตรฝึกอบรมด้านการบริหาร
ความเส่ยี งใหบ้ ุคลากรทกุ ระดบั ได้เข้าใจในกรอบและความรบั ผดิ ชอบของการบรหิ ารความเสย่ี ง
กำรตดิ ตำมกระบวนกำรบริหำรควำมเส่ยี งด้วยกำรกำหนดวธิ ที ่ีเหมำะสม หมายถึง องค์กร
มีระบบกลไกในการติดตามกระบวนการบรหิ ารความเสีย่ งอย่างชดั เจน และมีการติดตามอยา่ งต่อเน่อื ง
สม่าเสมอ หรอื จะตดิ ตามเปน็ รายคร้งั หลงั จากเกิดเหตุการณ์ กรณเี กดิ ความเสี่ยงเร่งด่วนและสาคญั
1.5 ประโยชน์ทีไ่ ด้รับจำกกำรวจิ ัย
1.5.1 ได้ทราบความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับการบรหิ ารความของบุคลากรกลุ่มสาขาวชิ า
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่
1.5.2 ไดท้ ราบปัจจยั ท่สี ง่ ผลต่อความสาเร็จในการนาการบรหิ ารความเสี่ยงมาใชข้ องกลุม่
สาขาวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
1.6 สมมติฐำนในกำรวจิ ัย
1.6.1 เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตาแหน่งงาน อายุการทางาน มีความสัมพันธ์ต่อปัจจัย
ที่ส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ของ กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
1.6.2 ความรู้ความเข้าใจการบริหารความเสี่ยงใน 4 ด้าน คือ 1) ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์
2) ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล 3) ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 4) ความเสี่ยง
ด้านกระบวนการ มีความสัมพันธ์ต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสี่ยงมา
ใช้ของกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
1.6.3 เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตาแหน่งงาน และอายุการทางาน และความรู้เกี่ยวกับ
การบริหารความเสี่ยง มีอิทธิพลต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสี่ยง
มาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
บทที่ 2
แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจยั ท่เี กี่ยวขอ้ ง
ผู้วจิ ัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องปัจจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็จในการนา
การบริหารความเส่ียงมาใช้ เพอื่ เป็นแนวทางในการกาหนดกรอบแนวคิด โดยแบ่งสาระสาคัญออกเป็น
หัวข้อต่าง ๆ ได้แก่ 1) ท่ีมาและพัฒนาการแผนบริหารความเส่ียงมหาวิทยาลัยขอนแก่น
2) แนวความคิดด้านทัศนคติ 3) แนวคิดเก่ียวกับความรู้ 4) แนวคิดการบริหารความเสี่ยง 5) งานวิจัย
ท่เี ก่ยี วขอ้ ง 6) กรอบแนวคิดในการวจิ ยั
2.1 ที่มาและพัฒนาการแผนบรหิ ารความเสี่ยงมหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
2.1.1 พระราชบัญญัติระเบียบบรหิ ารราชการแผน่ ดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545
มาตรา 3/1 บัญญตั ิว่า “การบริหารราชการตอ้ งเป็นไปตามเพื่อโยชน์สุขของประชาชน
เกดิ ผลสมั ฤทธต์ิ ่อภารกจิ ของรฐั ความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดข้ันตอน
การปฏิบัติงาน การลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานท่ีไม่จาเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากร
ให้แก่ท้องถ่ิน การกระจายอานาจตัดสินใจ การอานวยความสะดวกและการตอบสนอง ความต้องการ
ของประชาชน
ดังน้ัน มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงดาเนินการตามระเบียบควบคุมภายใน โดยรายงาน
ความคืบหน้าในการจัดวางระบบการควบคุมภายในตามระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่า
ด้วยการควบคุมภายใน พ.ศ. 2544 ข้อ 5 (ครั้งแรก) ต้ังแต่เดือนตุลาคม 2545 ถึง กันยายน 2547
และรายงานการควบคุมภายในตามระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยมาตรฐานการ
ควบคุมภายใน พ.ศ. 2544 ข้อ 6 ต้ังแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 จนถึงปัจจุบัน สาหรับการจัดทา
แผนการบริหารความเสี่ยง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ดาเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552
เพ่ือให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการ
บ้านเมืองท่ีดี พ.ศ. 2546 และการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) ให้การบริหาร
ราชการเป็นไปเพ่ือประโยชน์สุขของประชาชน (คู่มือแผนบริหารความเสี่ยง มหาวิทยาลัยขอนแก่น,
2557: 2)
7
2.2 แนวความคิดด้านทัศนคติ
2.1.1 ความหมายของทศั นคติ
ทศั นคติ (Attitude) เป็นตัวแปรเชิงสมมุติ (Hypothetical variable) เพราะทัศนคติวัดไม่ได้
จากการกระทา หรือพฤติกรรมอันใดอันหนึ่งของบุคคล แต่ทัศนคติเป็นนามธรรมที่ใช้เรียกกลุ่มของ
การกระทาหรือพฤติกรรมหลายอย่าง ทัศนคติมาจากศัพท์ภาษาลาตินว่าแอปตุส (Aptus) ซ่ึงตรงกับ
คาว่า “เหมาะเจาะ” (Fitness) นักจิตวิทยาและนักการศึกษา ให้ความหมายไว้หลายความหมาย
ดงั ตอ่ ไปน้ี
ทัศนคติ น. แนวความคิด คือ คาว่า ทัศนคติ เป็นคาสมาสระหว่างคาว่า ทัศนะ ซ่ึงแปลว่า
ความเห็นกับคาว่า คติ ซ่ึงแปลว่าแบบอย่างหรือลักษณะ เม่ือรวมกันเข้าจึงแปลว่า ลักษณะของ
ความเห็น หรือแนวความคิด ซึ่งหมายถึง ความรู้สึกส่วนตัวท่ีเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยต่อเรื่องใด
เรอ่ื งหนง่ึ หรอื บุคคลใดบคุ คลหนึ่ง (พจนานกุ รม ฉบบั ราชบัณฑติ สถาน 2525)
ทัศนคติ เป็นสภาพทางจิตและประสาท ทาให้บุคคลพร้อมท่ีจะตอบสนองหรือแสดงออกใน
ลักษณะท่สี นับสนุนหรือต่อต้านวตั ถุ หรือสถานการณ์ (Allport, 1935: 810)
ทัศนคติ เป็นความรู้สึกเอนเอียงของจิตใจที่มีต่อประสบการณ์ท่ีมนุษย์เราได้รับ อาจจะมาก
หรือน้อยก็ได้ และทัศนคติน้ีจะแสดงออกได้ทางด้านพฤติกรรมสองลักษณะ คือ การแสดงออกใน
ลักษณะความพึงพอใจ เห็นด้วยหรือชอบทัศคติเช่นนี้ทาให้คนอยากปฏิบัติ อยากได้ อยากเข้าใกล้
สิ่งน้ัน ลักษณะเช่นนี้เราเรียกว่า ทัศนคติทางบวก (Positive Attitude) คนจะแสดงออกทานองไม่พึง
พอใจ ไม่ชอบหรือไม่เห็นด้วย ทาให้เกิดความเบื่อหน่าย ชิงชัง อยากหนี อยากอยู่ให้ห่างจากสิ่งน้ัน
ส่วนทัศนคติอีกแบบหน่ึง คือความรู้สึกเฉย ๆ ไม่ชอบ ไม่เกลียด เป็นทัศนคติแบบกลาง ๆ
(Newcomb, 1954: 128, อา้ งในอทุ มุ พร ไพลิน, 2540: 17)
ทัศนคติ หมายถึง ความรู้สึก ความเชื่อ ความเห็น ของบุคคลที่มีต่อส่ิงต่าง ๆ เช่น บุคคล
(ประภาเพ็ญ สุวรรณ, 2520: 73)
ทศั นคติ เป็นความรู้และความรสู้ ึกต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดในดา้ นดีและไมด่ ี อาจเปน็ ลักษณะบวกหรือ
ลบ พึงพอใจหรือไมพ่ งึ พอใจ (ฉัตร ปนั ชาต,ิ 2545: 7)
ทัศนคติ เป็นความโน้มเอียงของความคิดเห็น ความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหน่ึง หรือเร่ือง
ใดเร่ืองหนึ่งในทางชอบ ไม่ชอบ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เฉยๆ ขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจและ
ประสบการณ์ที่ส่ังสมมา ทัศนคติมิทธิพลต่อการคิดตลอดจนถึงการกระทาทัศนคติสามารถ
เปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเหตุการณ์เปลยี่ นแปลงไป (เกรียงศกั ดิ์ เล้ียงวณั พร, 2546: 10)
8
ทัศนคติ คือ การประเมินหรือการตัดสินใจเก่ียวกับความชอบหรือไม่ชอบในวัตถุ คน หรือ
เหตุการณ์ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของบุคคลเกยี่ วกับบางส่ิงบางอย่าง หรือเป็นแนวโน้มของ
บุคคลที่แสดงต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาจเป็นบุคคล กลุ่มคน ความคิด หรือส่ิงของก็ได้โดยมีความรู้สึกหรือความ
เชื่อเป็นพื้นฐาน ทัศนคติไม่ใช่สิ่งเดียวกับค่านิยม แต่มีความสัมพันธ์เก่ียวข้องกัน โดยค่านิยมเป็นส่ิงที่
บุคคลเห็นคุณค่า แต่ทัศนคติเป็นความรู้สึกด้านอารมณ์ (พอใจหรือไม่พอใจ) ซึ่งความรู้สึกนี้จะส่งผล
กระทบต่อการแสดงพฤตกิ รรมของบุคคล (ธนวรรธ ตง้ั สินทรัพยศ์ ริ ,ิ 2550: 62)
2.2.2 โครงสรา้ งของทศั นคติ
โดยปกติแล้วทัศนคติจะมีตาแหน่งที่ไม่คงท่ี ท้ังน้ีจะข้ึนอยู่กับส่ิงต่าง ๆ ท่ีเข้ามากระทบ
ตัวอย่าง เช่น การท่ีเราชอบหรือไม่ชอบการบริการของร้านอาหารหรือภัตตาคารที่เราไปรับประทาน
หรือแม้แต่แนวนโยบายทางการบริหารท่ีเราชอบหรือไม่ชอบ ซ่ึงอาจเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์
สง่ิ แวดลอ้ มในขณะนัน้ ๆ ในมุมมองของทศั นคติมีโครงสรา้ งท่ีสาคัญอยู่ 3 ประการ คอื
1) ความพอใจของบุคคล (Person’ Affect) เกิดจากความรู้สึกท่ีมีต่อส่ิงต่าง ๆ ท่ีได้พบเห็น
หรือได้รับโดยตรง ความพอใจมีความคล้ายคลึงกับอารมณ์ เช่นคนส่วนใหญ่จะมีปฏิกิริยาต่อคาว่า
“รัก” “เกลียด” หรือ “สงคราม” เช่นเดียวกับการท่ีนักศึกษาไม่ชอบวิชาบางวิชา ซึ่งถ้าวิชานั้นเป็น
วิชาเลือกเขาอาจจะไม่เลือกเรียนในรายวิชาน้ัน แต่ถ้าเป็นวิชาเอกหรือวิชาบังคับอาจจะทาให้เขามี
ความว้าวุ่นใจ
2) ความตระหนัก (Cognition) คือ ความรสู้ ึกที่บุคคลยอมรับเก่ียวกับสง่ิ ต่าง ๆ เชน่ คุณอาจ
เชื่อว่าคุณจะชอบวิชาท่ีเรียน ท้ังนี้เพราะเป็นวิชาที่มีตาราเรียนดีมาก และเวลาเรียนเป็นเวลา
ทเี่ หมาะสม ผู้สอนเก่ง การรบั รู้ในสง่ิ ดังกล่าวอาจจะถกู ทั้งหมดหรือบางส่วนหรืออาจจะผิดทั้งหมดก็ได้
ความตระหนักจะอยบู่ นพนื้ ฐานของการรบั รู้ (perception) ในสงิ่ ท่ีถูกตอ้ งและเป็นจริง
3) ความตั้งใจ (Intention) คอื องคป์ ระกอบของทัศนคติท่นี าไปสู่พฤตกิ รรม เช่น ถา้ คุณชอบ
อาจารย์ผู้สอน คุณอาจจะตั้งใจเรียนในวิชาท่ีเขาสอน ความตั้งใจไม่สามารถจะแปลงออกมาเป็น
พฤติกรรม ปกติคุณอาจจะตัง้ ใจทาในส่งิ ใดสงิ่ หน่ึง แต่ในเวลาต่อมาความตงั้ ใจนนั้ อาจเปลีย่ นไปได้
ทัศนคติมีแหล่งท่ีมาหลายทาง เป็นต้นว่า ครอบครัว กลุ่มท่ีเท่าเทียมกัน ประสบการณ์ของ
งาน วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และภาษามีอิทธิพลต่อทัศนคติ ประสบการณ์เร่ิมต้นจากครอบครัว
ด้วยการส่งเสริมการสร้างทัศนคติของแต่ละบุคคล ทัศนคติของเด็กปกติจะมีลักษณะเช่นเดียวกับของ
พ่อแม่ แต่เมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่นจะเริ่มถูกอิทธิพลของกลุ่มครอบงามากข้ึน กลุ่มท่ีเท่าเทียมกันจะมี
อิทธิพลต่อทัศนคติ เพราะแต่ละบุคคลต้องการถูกยอมรับโดยบุคคลอ่ืน วัยรุ่นจึงต้องการการยอมรับ
โดยการเข้ามามีส่วนร่วมกับทัศนคติท่ีคล้ายคลึงกัน หรือโดยการปรับปรุงทัศนคติเพื่อเข้ากันกับกลุ่ม
ใหไ้ ด้
9
2.2.3 องคป์ ระกอบของทศั นคติ
องค์ประกอบสาคัญ 3 ประการ ของทัศนคติ มีองค์ประกอบ (Shermerhorn, Hunt and
Osborn, อา้ งใน เสรมิ ศกั ดิ์ วศิ าลาภรณ์ และคณะ, 2537: 13) ดงั นี้
1) องค์ประกอบท่ีเก่ียวกับปัญญา (Cognitive or Belief Component) คือ ความเชื่อ
และค่านิยมของบุคคลที่มีต่อส่ิงใดสิงหน่ึง ความเชื่อและค่านิยมดังกล่าวนี้จะมีขึ้นก่อนการเกิด
ทัศนคติต่อสิ่งใดส่ิงหนึ่ง
2) องค์ประกอบเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก (Affective or Emotional component)
เป็นความรู้สึกเฉพาะบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากความเช่ือและค่านิยมท่ีบุคคล
มีต่อส่ิงน้ัน ๆ ความรู้สึกท่ีเกิดข้ึนดังกล่าวน้ีคือทัศนคติที่แท้จริงของบคุ คล
3) องค์ประกอบเกี่ยวกับพฤตกิ รรม (Behavioral Component) คอื เจตนารมณ์ของบุคคลที่
จะแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหน่ึงออกมาตามความรู้สึกของเขา เจตนารมณ์ที่เกิดขึ้นน้ีเป็นผล
เนือ่ งมาจากทศั นคติของบุคคลต่อส่งิ ดังกลา่ ว
2.2.4 คณุ ลักษณะของทศั นคติ
คณุ ลกั ษณะของทัศนคติ (Allport 1953: 271-272) มดี งั นี้
1) เป็นภาวะจิตใจและประสาทซ่ึงแสดงออกให้เห็นทางพฤติกรรม เช่น โกรธ เกลียด รัก
เป็นตน้
2) เป็นความพร้อมท่ีจะตอบสนองเม่ือมีทัศนคติท่ีดีหรือไม่ดีต่อส่ิงใด ก็พร้อมท่ีจะตอบสนอง
ต่อสิง่ น้ันตามลักษณะของทัศนคติทีเ่ กดิ ข้ึน
3) เกิดข้ึนเปน็ ระบบโดยจัดระบบไวใ้ นตนเอง เมื่อเกดิ ทัศนคตติ ่อส่ิงใดแล้วจะเกดิ ต่อเน่ืองและ
ตดิ ตามมาดว้ ยพฤติกรรมท่ีมคี วามสมั พนั ธก์ ัน เช่น พอใจก็ยิ้ม โกระก็หน้าบ้ึง เป็นต้น
4) เกดิ จากประสบการณ์ ประสบการณข์ องแต่ละบุคคลมสี ่วนในการสร้างทัศนคติ
5) เป็นพลังสาคัญท่ีอทิ ธพิ ลต่อพฤติกรรมทแ่ี สดงออกหมายถงึ การแสดงออกของพฤติกรรม
ต่อสิ่งใดสิ่งหน่งึ ข้นึ อยู่กับทัศนคติเปน็ สาคญั
ลกั ษณะของทัศนคติทีส่ าคญั (อธภิ ัทร สายนาค, 2543: 26, อา้ งอิงจาก กมลรตั น์ หล้าสุวงษ,์
2526: 231) มดี งั น้ี
1) ทัศนคติ เปน็ สงิ่ ท่ีเกิดขนึ้ จากการเรียนรู้หรอื การไดร้ ับประสบการณ์ ไม่ใชส่ งิ่ ที่ติดตวั มาแต่
กาเนดิ
2) ทศั นคติ เป็นดัชนีทช่ี ้แี นวทางการแสดงพฤติกรรม กล่าวคอื ถา้ มีทัศนคติทด่ี ีก็มีแนวโนม้
ทีจ่ ะเข้าหา หรอื แสดงพฤติกรรมนนั้ ๆ ในทางตรงกนั ข้ามถ้ามีทศั นคติที่ไม่ดีก็มีแนวโนม้ ท่ีจะไมเ่ ขา้ หา
โดยการถอยหนีหรือต่อตา้ นการแสดงพฤติกรรมนน้ั
10
3) ทศั นคติ สามารถถา่ ยทอดจากบคุ คลหนงึ่ ไปสูบ่ คุ คลอ่นื ๆ ได้ เช่น บิดา มารดา ไม่ชอบ
บคุ คลหนงึ่ ย่อมมแี นวโนม้ ทาใหเ้ ด็กไมช่ อบบุคลน้ันด้วย
4) ทัศนคติ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เน่ืองจากทัศนคติเป็นสิ่งท่ีได้มาจากการเรียนรู้หรือ
ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ถ้าการเรียนรู้หรือประสบการณ์นั้นเปล่ียนแปลงไป ทัศนคติย่อม
เปลี่ยนแปลงไปด้วยจากแนวคิดเก่ียวกับลักษณะของทัศนคติ พอจะสรุปได้ว่า ทัศนคติเกิดจากการ
เรียนรู้หรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคล สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะแวดล้อม ถ้าเกิดขึ้นแล้ว
จะมีลักษณะม่ันคงและเปลี่ยนแปลงได้ยาก ทัศนคติจะมีบทบาทช่วยให้บุคคลได้ปรับปรุงและพัฒนา
ตนเอง
จากการทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับทัศนคติ ผู้วจิ ัยสรุปได้ว่า ทัศนคติ หมายถงึ ความรู้สกึ สว่ นตัว
ของบุคคลท่ีเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยต่อเรื่องใดเร่ืองหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหน่ึง (พจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตสถาน 2525) สภาพทางจิตและประสาทท่ีบุคคลแสดงออกในลักษณะที่สนับสนุนหรือ
ต่อต้านวัตถุ หรือสถานการณ์ (Allport, 1935) ความรู้สึกเอนเอียงของจิตใจของมนุษย์ท่ีมี
ต่อประสบการณ์ที่ได้รับ ซ่ึงแสดงออกได้ 2 ลักษณะคือ การแสดงออกของบุคคลในลักษณะพึงพอใจ
ชอบ รัก อยากได้ อยากเข้าใกล้ เรียกวา่ “ทัศนคติทางบวก” และการแสดงออกของบุคคลในลักษณะ
ไม่พึงพอใจ ไม่ชอบ ไม่อยากได้ ชิงชัง เกลียด ไม่อยากเข้าใกล้ เรียกว่า “ทัศนคติทางลบ”
(Newcomb, 1954) ความร้สู ึก ความเช่ือ ความเห็น ของบุคคลที่มตี ่อสิง่ ต่าง ๆ (ประภาเพญ็ สุวรรณ,
2520) เป็นความรู้และความรู้สึกต่อส่ิงหนึ่งส่ิงใดในด้านดีและไม่ดี อาจเป็นลักษณะบวกหรือลบ
พึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ (ฉัตร ปันชาติ, 2545) ความโนม้ เอียงของความคิดเห็น ความรู้สึกของบุคคล
ตอ่ ส่ิงใดส่ิงหน่ึง หรอื เร่อื งใดเรอื่ งหนง่ึ ในทางชอบ ไมช่ อบ เหน็ ด้วย ไมเ่ ห็นด้วย เฉย ๆ ขึ้นอยกู่ บั ความรู้
ความเข้าใจและประสบการณ์ท่ีส่งั สมมา (เกรียงศกั ด์ิ เล้ียงวณั พร, 2546) ความรสู้ ึกด้านอารมณ์ของ
บุคคลในลักษณะพอใจไม่พอใจในวัตถุ คน หรือเหตุการณ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของบุคคล
(ธนวรรธ ตั้งสนิ ทรัพย์ศิริ, 2550) ดังน้ัน ผู้วจิ ัยจึงนาแนวคิดเก่ียวกับทัศนคติมาประยุกตก์ ับงานวจิ ัยน้ี
ในการสร้างแบบสอบถาม ด้านความรู้สึกของบุคลากรของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยขอนแก่น คือ บุคลากรคณะวิทยาศาสตร์ คณะเทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ
บุคลากรคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ในการแสดงออกถึงความคาดหวังต่อการนาเคร่ืองมือการบริหาร
ความเส่ียงมาใช้ใน 4 ด้าน คือ 1) ความเสี่ยงด้านกลยทุ ธ์ 2) ความเสีย่ งด้านธรรมาภิบาล 3) ความเสยี่ งด้าน
เทคโนโลยีสารสนเทศ และ 4) ความเสี่ยงด้านกระบวนการ ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของบุคคล
ซึง่ ผวู้ ิจยั ได้นามาประยุกต์ใชใ้ นงานวิจยั น้คี อื ทศั นคติ
11
2.3 แนวคดิ เกยี่ วกับความรู้
2.3.1 ความหมายของความรู้
ความรู้เป็นพฤติกรรมเบื้องต้นที่ผู้เรียนสามารถจาได้ หรือระลึกได้โดยการมองเห็น ได้ยิน
ความรขู้ ้นั นี้ คือ ข้อเทจ็ จริง กฎเกณฑ์ คาจากัดความเปน็ ต้น (วิชยั วงษใ์ หญ่, 2530: 130)
พจนานุกรมราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ใหค้ วามหมาย คาว่า ความรู้ หมายถงึ ส่ิงท่ีส่ังสม
มาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้า หรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติ ทักษะ
ความเขา้ ใจหรอื สารสนเทศทีไ่ ด้รับมาจากประสบการณ์ สิ่งท่ไี ด้รับมาจากการไดย้ ิน ได้ฟัง การคิด หรือ
การปฏบิ ัติ องคว์ ิชาในแตล่ ะสาขา
ความรู้ หมายถึง กรอบของการประสมประสานระหว่างสถานการณ์ ค่านิยม ความรู้ในบริบท
และความรู้แจ้งอย่างชัดเจน ซึ่งโดยท่ัวไปความรู้จะอยู่ใกล้ชิดกับกิจกรรมมากกว่าข้อมูล และ
สารสนเทศทาให้เกิดความตระหนักถึงความสาคัญของความรู้ และความรู้ คือ สินค้าท่ีมีอยู่ท่ัวไปโดย
ไม่มีรูปธรรม และมีวันหมดไป ความรู้มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง สามารถดารงอยู่ได้ทุกสถานท่ีในเวลา
เดยี วกัน และความรูไ้ ม่สามารถเปลย่ี นมือกันได้ไม่เหมอื นการซ้อื สนิ คา้ ขอ้ มลู ข่าวสาร สารสนเทศหรือ
ความรู้ไม่มีการสูญสลายและสามารถรีไซเคลิ ได้บ่อยเท่าท่ีตอ้ งการ (สิริลักษณ์ ย้ิมประสาทพร, 2548:
15-17)
ความรู้เป็นทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ แต่เป็นส่ิงที่มีค่ามากสาหรับองค์กร องค์กรจึงจาเป็น
ที่จะต้องพัฒนาความรู้ให้โดดเด่นอันเป็นต้นทุนที่สาคัญขององค์กรเพ่ือความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน
และเพื่อเพิ่มคุณค่าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ เพ่ือตอบสนองความต้องการและ
ความพึงพอใจของผู้ใช้บรกิ าร ตัวอย่างเช่น ความรู้ที่เกิดขึ้นมานานแล้วหรอื อาจจะเรียกวา่ ภูมปิ ัญญา
หรือที่เรามักจะค้นหูกับคาว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน คือ ความรู้ท่ีมิได้เกิดมาจากแต่ผู้มีการศึกษาสูง ๆ
เท่าน้ัน แต่ยังสามารถถูกผลิตขึ้นมาจากบุคคลธรรมดาทั่วไปหรือท่ีเรียกว่าชาวบ้าน ความรู้ท่ีได้จาก
ภูมิปัญญาชาวบ้านก็มีคุณค่าที่มิย่ิงหย่อนไปกว่าภูมิปัญญาของนักวิชาการและสังคมยุคปัจจุบัน ได้เชิดชู
ว่าภูมปิ ัญญาชาวบ้านเป็นความรทู้ ี่มีคุณค่าเพราะความรทู้ ่ีถกู ผลิตออกมามไิ ด้มาจากตวั หนังสอื ในตารา
หรือการวิจัยในห้องทดลองหากแต่เกิดจากประสบการณ์ท่ีถูกส่ังสมลองผิดลองถูกสืบทอดกันมาหลาย
ชั่วอายุคน ภูมิปัญญาเหล่านี้ได้เคลือบแฝงไว้ด้วยวัฒนธรรมทางสังคมอีกมากหมายซ่ึงความรู้ใหม่ ๆ
ทางวทิ ยาศาสตรม์ ักมองขา้ มและเป็นการยากที่จะใช้เทคโนโลยีหรือความรู้ใด ๆ มาผลิตความรู้อันเป็น
ภมู ิปัญญาเหลา่ น้ันไดใ้ นเวลาอนั สัน้ (กรณด์ นัย วิทยานกุ ารณุ , 2551: 8)
ความรู้ คือ ความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์จนเกิด
ความเข้าใจและนาไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ จนได้รับการยอมรับ
โดยคนกลุม่ ใดกลุม่ หน่งึ ของสังคม (กีรติ ยศยิง่ ยิง, 2549: 4)
12
ความรู้เป็นเรื่องของประสบการณ์ ตลอดจนความเชื่อของบุคคล ที่ผ่านการเรียนรู้จาก
ส่ิงแวดล้อมและส่ิงต่าง ๆ ในชีวิตประจาวันท้ังนี้โดยผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ทาให้เกิดความรู้
ความเข้าใจ เกิดเป็นสารสนเทศที่จะสามารถนามาใช้ประกอบการตัดสินใจหรือความพยายามเข้าใจ
ปรากฏการณ์ต่าง ๆ หรือเพ่ือให้เผชิญกับสถานการณ์สังคมได้ สามารถสรุปประเภทของความรู้
ออกเป็น 2 ประเภท คือความรู้ภายนอกและความรู้ภายใน โดยความรู้ภายนอกเป็นความรู้ท่ีได้จาก
เอกสาร หนังสือ ตาราท่ีได้มีการบันทึกเอาไว้ สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้ ส่วนความรู้ภายในท่ีเป็น
เร่ืองของประสบการณ์ การปฏิบัติ ค่านิยม ความเช่ือ เป็นเทคนิคหรือทักษะของบุคคลแต่ละคนเป็น
ความรู้ทอี่ ยูภ่ ายในตัวคนซ่งึ มอี ยู่มากสะสมจนเปน็ ความรู้ (ภริ มย์ลักษณ์ โกสิลา, 2553)
2.3.2 ประเภทความรู้
ค ว า ม รู้ แ บ่ ง อ อ ก ต าม ลั ก ษ ณ ะ ก า ร ใช้ แ ล ะ พิ จ า ร ณ าถึ งมู ล ค่ าใน ก า ร ถ่ า ย โอ น ค ว า ม รู้ เป็ น
2 ประเภท (Jenson, & Meckling, 2001: 17) ดังต่อไปนี้
1) ความรู้ท่ีเป็นความรูเ้ ฉพาะ (Specific Knowledge) คือ ความรูท้ ่ีมีค่าใช้จา่ ย หรอื ราคาสูง
ในการถา่ ยโอนไปยงั บคุ คลอนื่
2) ความรู้ทั่วไป (General Knowledge) คือ ความรู้ที่มีราคาไม่แพง หรือมีค่าใช้จ่ายสูงใน
การถา่ ยโอนไปยังบุคคลอนื่
สถาบันเพ่ิมผลผลติ แห่งชาติ (2547: 17) ได้แบง่ ความรู้ออกเป็น 3 ประเภท ดังต่อไปน้ี
1) ความรู้เฉพาะบุคคล (Individual Knowledge) เป็นความรู้ท่ีอยู่ในตัวพนักงานแต่ละคน
ทเ่ี ปน็ ความรใู้ นตัวของแต่ละคนทร่ี บั รู้ได้เพยี งแตบ่ ุคคลนนั้ ๆ เทา่ น้ัน
2) ความรู้ขององค์การ (Organizational Knowledge) เป็นความรู้ท่ีได้จากการแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ระหว่างพนักงานท่ีอยู่ในกลุ่ม หรือ ฝ่ายต่างๆ ในองค์การหนึ่ง ๆ ทาให้เกิดความรู้โดยรวมของ
องคก์ าร สามารถนาไปใชป้ ระโยชนใ์ นการทางานในองค์การได้มากขนึ้
3) ความรู้ท่ีเป็นโครงสร้าง (Structural Knowledge) เป็นความรู้ท่ีเกิดจากการสร้าง หรือ
การตอ่ ยอดองค์ความร้ผู า่ นกระบวนการ ค่มู ือ และจรรยาบรรณต่างๆ ในองคก์ าร
ความรู้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท โดยพิจารณาเอาจาก “รูปแบบที่มองเห็น” (เจนเนตร มณีนาค,
และคณะ, 2546: 2-3) ได้แก่
1) ความรู้โดยนัย หรือความรู้แบบแฝงเร้น หรือความรู้ท่ีมองเห็นไม่ชัดเจน (Tacit
knowledge) เป็นความรู้ที่ซ่อนอยู่ในสมองของคนแต่ละบุคคล เกิดจากประสบการณ์ในการเรียนรู้
ความเชอ่ื หรือ ความคิดสรา้ งสรรค์ในการปฏิบัตงิ าน และเปน็ ความรสู้ ่วนบุคคลทมี่ ลี ักษณะเปน็ ความรู้
ที่อยู่ในจิตใจของแต่ละบุคคล เช่น การถ่ายทอดความรู้ ความคิด ผ่านการสังเกต การสนทนา
การฝึกอบรม ความรปู้ ระเภทน้ีถือเปน็ หวั ใจสาคญั ที่ทาใหง้ านขององคก์ ารประสบความสาเร็จ เน่ืองจาก
ความรู้ประเภทนี้เกิดจากประสบการณ์และการนามาเล่าสู่กันฟัง จึงยากท่ีจะจัดให้เป็นระบบหรือ
13
หมวดหมู่ ยากที่จะเขียนออกมาเป็นกฎเกณฑ์หรือตารา แต่สามารถถ่ายทอดออกมาโดยการสนทนา
การสงั เกต การเลียนแบบ เปน็ ต้น
2) ความรู้ชัดแจ้ง หรอื ความรู้ท่ีเป็นทางการ (Explicit Knowledge) เปน็ ความรู้เฉพาะ หรือ
ความรู้ท่ัวไป สามารถรวบรวมและบันทึกออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนในรูปแบบต่าง ๆ เป็นความรู้ของ
องคก์ ารทีม่ ีลักษณะเป็นความรู้ที่เป็นเหตเุ ปน็ ผล เป็นความรู้ทมี่ ีการบันทกึ ไว้เป็นลายลักษณ์อกั ษร เช่น
หนังสือ ค่มู ือ ตารา เอกสาร รายงานนิตยสาร วารสาร แผ่นพับ ใบปลวิ สมดุ บันทึกต่าง ๆ ดงั นั้นจึงทา
ให้คนเข้าถึงได้ง่าย สะดวกและมีความรวดเร็วต่อการเผยแพร่ซึ่งความรู้ในลักษณะน้ีเป็นความรู้ที่
มองเห็นเป็นรูปธรรม สามารถนามาต่อยอดในการพัฒนาความรู้นั้น ๆ ซึ่งความรู้ท่ีได้นั้นอาจจะไม่ใช่
บคุ คลคนเดียวกไ็ ด้
ความรู้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท (Camp Da, 1976: 25) ดังตอ่ ไปนี้
1) ความรู้ทางสังคม (Social Knowledge) หรือความรู้สาธารณะ (Policy Knowledge)
เป็นความรูท้ ร่ี วบรวมโดยระบบสังคม ซึ่งสามารถเข้าถึงได้อยา่ งอสิ ระและเท่าเทยี มกนั ของสมาชกิ ทีอ่ ยู่
ในสงั คมน้นั ๆ ผา่ นการเกบ็ บันทกึ และรวบรวม
2) ความรู้ส่วนบุคคล (Personal Knowledge0 หรือความรู้ส่วนตัว (Individual Knowledge)
คือ ความรู้ที่อยู่ภายในจิตใจของบุคคล และสามารถเข้าใจ หรือรับรู้ได้เพียงบุคคลนั้น หรือโดยผ่าน
บุคคลคนนั้นเทา่ น้ัน เช่น การถามคาถาม บุคคลนัน้ โดยตรง
2.3.2 วงจรหรอื กระบวนการของความรู้
กระบวนการจัดการความรู้ มีอยู่ด้วยกัน 7 ขั้นตอน เป็นกระบวนการหนึ่งที่จะช่วยให้องค์กร
สามารถสร้างและจดั การความรู้ทงั้ ทม่ี ีอยู่เดิมภายในองค์การและความรใู้ หม่ ๆ ไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ
และประสทิ ธผิ ล (บญุ ดี บญุ ญากิจ และคณะ, 2547: 54) ซ่ึงรายละเอียดแตล่ ะขัน้ ตอนมี ดงั นี้
1) การค้นหาความรู้ (Knowledge Identification) เป็นการค้นหาว่าองค์กรมีความรู้อะไร
รูปแบบใด อยู่ที่ใคร และความรู้อะไรท่ีองค์กรจาเป็นต้องมี ซึ่งทาให้องค์กรทราบว่าขาดความรู้
อะไรบ้างหรอื อีกนยั หนง่ึ กค็ อื “รู้เรา” นั่นเอง
2) การสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation and Acquisition) จากแผนท่ี
ความรู้องคก์ รจะทราบวา่ มคี วามร้ทู ่ีจาเป็นต้องมีอยู่หรอื ไม่ ถ้ามีแล้วองค์กรก็จะต้องหาวิธีการในการดึง
ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ท่ีอาจอยู่อย่างกระจัดกระจายไม่เป็นท่ีมารวมไว้เพื่อจัดให้เนื้อหาเหมาะสม
และตรงกบั ความตอ้ งการของผู้ใช้
3) การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) เม่ือมีเนื้อหาท่ีต้องการแล้ว
องค์กรจัดความให้เป็นระบบเพื่อให้ผู้ใช้สามารถค้นหาและนาความรู้ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ได้ การ
จัดการความรูใ้ หเ้ ปน็ ระบบน้ันหมายถึงการจัดทาสารบัญ และจัดเก็บความรูป้ ระเภทต่าง ๆ เพ่ือใหก้ าร
เกบ็ รวบรวม การคน้ หา การนามาใชท้ าไดง้ า่ ยและรวดเรว็
14
4) การประมวลและกลั่นกรองความรู้ (Knowledge Codification And Refinement)
นอกจากการจัดทาสารบัญความรู้ให้อยู่อย่างเป็นระบบแล้ว องค์กรยังต้องประมวลความรู้ให้อยู่ใน
รปู แบบและภาษาที่เข้าใจง่ายและใชไ้ ด้งา่ ยอีกด้วย
5) การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Access) ความรู้ที่ไดม้ าน้ันจะไรค้ ่าถ้าไม่ถูกนามาเผยแพร่
เพื่อให้ผู้อ่ืนใช้ประโยชน์ได้ ดังน้ันองค์กรจะต้องมีวิธีการในการจัดเก็บและกระจายความรู้ท้ังความ รู้
ประเภท explicit และ tacit
6) การแบ่งปันความรู้ (Knowledge Sharing) การจัดทาเอกสาร จัดทาฐานความรู้ รวมทั้ง
การทาสมดุ หนา้ เหลืองโดยนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้จะช่วยให้เขา้ ถงึ ความรู้ได้ง่ายและรวดเร็วขนึ้
7) การเรียนรู้ (Learning) วัตถุประสงค์ที่สาคัญสุดในการจัดการความรู้ คือ การเรียนรู้ของ
บุคลากรและนาความรู้น้ันไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาและปรับปรุงองค์กร หากว่า
องค์กรมีการกาหนด การรวบรวม คัดเลือก ถ่ายทอดและแบ่งปันความรู้เพียงใดก็ตาม หากบุคลากร
ไม่ไดเ้ รียนรู้และนาไปใช้ประโยชน์ก็เป็นการสูญเปลา่ ของเวลาและทรพั ยากรท่ีใช้
จากการทบทวนความหมายของความรู้ ผู้วิจัยสรุปได้ว่า ความรู้ หมายถึง สิ่งท่ีส่ังสมมาจาก
การศึกษาเลา่ เรียน การค้นควา้ หรอื ประสบการณ์ รวมท้ังความสามารถเชิงปฏิบัติ ทักษะ ความเข้าใจ
หรือสารสนเทศที่ไดร้ ับมาจากประสบการณ์ ส่ิงท่ีได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิด หรอื การปฏิบัติ
องค์วิชาในแต่ละสาขา (พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน, 2542) พฤติกรรมเบื้องต้นที่ผู้เรียนสามารถ
จาได้ หรือระลึกได้โดยการมองเห็น ได้ยิน ความรู้ขั้นนี้ คือ ข้อเท็จจริง กฎเกณฑ์ คาจากัดความเป็นต้น
(วิชัย วงษ์ใหญ่, 2530) การประสมประสานระหว่างสถานการณ์ ค่านิยม ความรู้ในบริบท และความรู้
แจ้งอย่างชดั เจน (สิริลกั ษณ์ ยมิ้ ประสาทพร, 2548) ความรู้มิได้มาจากตัวหนังสอื ในตาราหรือการวิจัย
ในห้องทดลองหากแต่เกิดจากประสบการณ์ที่ถูกสั่งสมลองผิดลองถูกสืบทอดกันมาหลาย ชั่วอายุคน
ที่มิได้เกิดมาจากแต่ผู้มีการศึกษาสูง ๆ เท่าน้ัน สามารถสร้างขึ้นจากบุคคลธรรมท่ัวไปที่หรือชาวบ้าน
เรียกว่า “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” (กรณ์ดนัย วิทยานุการุณ, 2551) ความคิดของแต่ละบุคคลท่ีผ่าน
กระบวนการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์จนเกิดความเข้าใจและนาไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและ
ตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ จนได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม (กีรติ ยศยิ่งยง,
2549) ความรู้เป็นเร่ืองของประสบการณ์ ความเช่ือของบุคคลที่ผ่านการเรียนรู้จากส่ิงแวดล้อมและ
ส่ิงต่าง ๆ ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ทาให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกิดเป็นสารสนเทศ โดยความรู้
แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือความรู้ภายนอกและความรู้ภายใน โดยความรู้ภายนอกเป็นความรู้ท่ีได้
จากเอกสาร หนังสือ ตาราท่ีได้มีการบันทึกเอาไว้ ส่วนความรู้ภายในที่เป็นเร่ืองของประสบการณ์
การปฏิบัติ ค่านยิ ม ความเชื่อ เปน็ เทคนคิ หรือทกั ษะของแต่ละบคุ คล ดังนน้ั ผูว้ จิ ัยจงึ สรปุ ได้ว่า ความรู้
หมายถึง ประสบการณ์ ความเช่อื ของบคุ คลแต่ละบุคคลผ่านการเรียนรู้ส่ิงตา่ ง ๆ แล้วคิดวิเคราะห์โดย
เป็นความรู้ที่ได้จากการศึกษาจากเอกสาร หนังสือ ตาราที่มีการบันทึกเอาไว้ เรียกว่า “ความรู้
15
ภายนอก” ส่วนความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ การปฏิบัติ ค่านิยม ความเช่ือ เทคนิคหรือทักษะของ
แต่ละบุคคล เรียกว่า “ความรู้ภายใน” ซึ่งผู้วิจัยได้นามาประยุกต์ใช้ในงานวิจัยนี้ในในการสร้าง
แบบสอบถามด้านความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับการบริหารความเสี่ยงใน 4 ด้าน คือ 1) ความเสี่ยง
ด้านกลยุทธ์ 2) ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล 3) ความเส่ียงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และ
4) ความเส่ยี งดา้ นกระบวนการ
2.4 แนวความคดิ การบริหารความเสี่ยง
สานักงานคณะกรรมการการอดุ มศึกษา (2553: 137, อา้ งถึงในสดุ ารัตน์ สวุ ารี, 2554 ) ไดใ้ ห้
แนวทางปฏิบัติเพ่ือให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานด้านการบริหารความเส่ียงของสถาบันอุดมศึกษาไว้
ตามหลักการของวงจรคุณภาพ PDCA โดยเริ่มต้นจากการแต่งต้ังคณะกรรมการหรือคณะทางาน
ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงและตัวแทนท่ีรับผิดชอบในแต่ละพันธกิจของสถาบัน มีการระบุ
รายละเอียดการทางานของคณะกรรมการหรือคณะทางาน เช่น นโยบายหรือแนวทางในการ
ดาเนินงาน หน้าที่ความรับผิดชอบ กาหนดระยะเวลาให้มีการประชุมของคณะกรรมการหรือ
คณะทางานอย่างสม่าเสมอ จากน้ันต้องมีการวิเคราะห์และระบุความเสี่ยงและปัจจัยที่ก่อให้เกิด
ความเส่ียงตามบริบทของสถาบัน โดยการวิเคราะห์และระบุความเส่ียงพร้อมปัจจัยเสี่ยงท่ีส่ง
ผลกระทบหรอื สร้างความเสียหายหรอื ล้มเหลวหรอื ลดโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายในการบริหารในการ
บริหารการศึกษา ซ่ึงประเด็นความเส่ียงที่นามาพิจารณาควรมองถึงเหตุการณ์ในอนาคตท่ีมีโอกาส
เกิดข้ึนและส่งผลกระทบต่อสถาบันด้านชื่อเสียง คุณภาพการศึกษา รวมถึงความสูญเสียทางด้านชีวิต
บคุ ลากร และทรัพยส์ ินของสถาบันเป็นสาคัญ โดยทป่ี จั จยั เสี่ยงหรือปัจจัยทก่ี ่อใหเ้ กดิ ความเสยี่ งอาจใช้
กรอบแนวคิดในเร่ืองที่เก่ียวข้องกับคน อาคารสถานที่ อุปกรณ์ วิธีการปฏิบัติงาน สภาพแวดล้อม
ทั้งภายในและภายนอก เป็นต้น ทาการจัดลาดับความเสี่ยงของปัจจัยเส่ียง โดยพิจารณาจากมิติของ
โอกาสและผลกระทบจากความเส่ียง ต่อไปสถาบันจะต้องประเมินโอกาสและผลกระทบของ
ความเสี่ยงและจัดลาดับความเส่ียงท่ีวิเคราะห์ได้ การประเมินโอกาสความเสี่ยง ให้ประเมินจากความถ่ี
ที่เคยเกิดเหตุการณ์เส่ียงในอดตี หรือความน่าจะเป็นที่จะเกิดเหตุการณ์ในอนาคต โดยคาดการณ์จาก
ข้อมูลในอดีต รวมถึงสภาพแวดล้อมท่ีเกี่ยวข้องกับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงในปัจจุบัน สาหรับการ
ประเมินผลกระทบความเส่ียง ให้ประเมินจากความรุนแรง ถ้ามีเหตุการณ์เส่ียงดังกล่าวเกิดขึ้น โดยจะมี
ความรุนแรงมาก ถ้ากระทบต่อความเช่ือมั่นต่อคุณภาพทางการศึกษาของสถาบัน ฐานะการเงิน ขวัญ
กาลังใจและความปลอดภัยของบุคลากร เปน็ ตน้ ขั้นตอนต่อไปคือการจัดทาแผนบริหารความเส่ยี งท่ีมี
ระดับความเส่ียงสูงและดาเนินตามแผน มาตรการที่ใช้ควบคุมความเส่ียงใช้เทคนิค 4T คือ 1) Take
การยอมรับ 2) Treat การลดหรือควบคุมความเสี่ยง 3) Transfer การโอนหรือกระจายความเส่ียง
และ 4) Terminate การหยุดหรือหลีกเล่ียงความเส่ียง เพ่ือลดมูลเหตุของแต่ละโอกาสที่สถาบัน
16
จะเกิดความเสียหาย ทั้งในรูปแบบของตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน เช่น ช่ือเสียง การฟ้องร้องจากการ
ไมป่ ฏบิ ตั ิตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคบั ประสิทธภิ าพ ประสทิ ธิผลหรอื ความคุ้มคา่ คุณคา่ เม่อื มีการ
ดาเนินการตามแผนแล้ว ต่อไปจะต้องมีการติดตามและประเมินผลการดาเนินงานตามแผน สรุปผล
การดาเนินงานและประเมินผลความสาเร็จของการดาเนินงาน ปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไข
รายงานต่อสภาสถาบันเพ่ือพิจารณาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และสถาบันจะต้องนาผลการประเมินและ
ข้อเสนอแนะจากสภาพสถาบนั ไปใชใ้ นการปรบั แผนหรือวิเคราะห์ความเส่ียงในรอบปถี ดั ไป
คู่มือแผนบริหารความเส่ียง มหาวิทยาลัยขอนแก่น (2557: 4) การบริหารความเสี่ยง
เป็นเรื่องสาคัญสาหรับการบริหารจัดการองค์กร ช่วยสนับสนุนให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ ใช้เป็น
กรอบการดาเนินงานขององค์กรทาให้สามารถผลักดันกิจกรรมที่จะดาเนินการในอนาคตให้สอดคล้อง
และสามารถควบคุมได้ ซ่ึงการดาเนินการตามกรอบจะเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ การวางแผน
และการจัดลาดับความสาคัญของการดาเนินงาน ตลอดจนเพิ่มโอกาสที่จะดาเนินการใหก้ ารบริการแก่
ประชาชนที่ดีข้ึน การประยุกต์ใช้กระบวนการบริหารความเส่ียงจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพใน
กระบวนการตัดสินใจซึ่งจะส่งผลให้ผลลัพธ์ในการปฏิบัติงานดีข้ึน การวางแผนและการจัดการมี
ประสทิ ธิภาพ พัฒนาฐานขอ้ มลู ท่ีจาเปน็ สาหรบั องคก์ ร การพัฒนาระบบการบริหารจัดการตวั ชวี้ ัด
การบรหิ ารความเสี่ยงสาหรับการบริหารราชการของประเทศไทย มรี ปู แบบท่เี กยี่ วข้องดงั น้ี
1) การบริหารความเส่ียงในเชิงยุทธศาสตร์ จัดทาโดยสานักงาน ก.พ.ร. อันเนื่องมาจาก
พระราชกฤษฎีกาวา่ ดว้ ยหลักเกณฑแ์ ละวธิ กี ารบรหิ ารกิจการบา้ นเมอื งที่ดี พ.ศ. 2546
2) ระบบการควบคุมภายในภาคราชการ โดยสานักงานตรวจเงินแผ่นดิน (ส.ต.ง.) กาหนดให้
ภาครฐั จัดทาระบบควบคุมภายในที่มรี ปู แบบเหมาะสมกบั การปฏิบัตงิ านของแต่ละหน่วยงาน เพื่อเป็น
กลไกและเครื่องมือสาคัญของผู้บริหารในการประเมินผลสัมฤทธ์ิของการดาเนินงานแต่ละหน่วยงาน
ท่ีมีวัตถุประสงค์ พันธกิจและกิจกรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งมีแนวโน้มท่ีจะมีการกระจายอานาจให้แก่ส่วน
ราชการเพิ่มมากข้ึน ดังน้ัน ระบบควบคุมภายในจงึ มีความสาคัญอย่างมากที่ต้องกาหนดให้ครอบคลุม
การดาเนินงานด้านต่างๆ เพ่ือช่วยให้การดาเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ตามท่ีกาหนดไว้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ และโปรง่ ใส ซึ่งการบริหารความเสยี่ งนีเ้ ป็นการบริหารความเสยี่ งระดบั พนั ธกิจ
3) การประเมินผลการปฏิบัติราชการตามคารับรองการปฏิบัติราชการ โดยสานกั งาน ก.พ.ร.
สังกัดสานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารความเส่ียงที่ต้องดาเนินการไปตามกรอบการประเมินผล
การปฏิบตั ิราชการตามคารับรองการปฏิบัตริ าชการ
4) การบริหารความเส่ียงตามหลักธรรมาภิบาล โดยสานักงบประมาณ สานักงาน
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
และสานกั งานปลดั นายกรฐั มนตรีได้ร่วมกันกาหนดข้ึนเพื่อนาผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงพร้อมกับการ
ของบประมาณตามแผน/โครงการ
17
2.4.1 ความหมายการบริหารความเส่ียง
นักวิชาการ และหน่วยงานทางการศึกษา ได้อธิบายความหมายของความเสี่ยงและ
แนวคิดการบรหิ ารความเสี่ยงไวด้ งั นี้
เจริญ เจษฎาวัลย์ (2546: 37) ได้สรุปว่า ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk) จาเป็น
ต้องดาเนินการด้วยความรอบคอบ เพราะเป็นเรื่องท่ีมีความละเอียดอ่อน สลับซับซ้อน ที่อาจทาให้
ความเส่ยี งสาคญั เม่อื ตอ้ งดาเนนิ การในเรื่องเหลา่ น้ี เช่น
1) การบริหารสภาพคล่อง (Liquidity Management)
2) การวางแผนงบประมาณ (Budget Planning)
3) การประเมนิ รายงานทางการเงนิ (Financial Reporting Evaluation)
4) การประเมนิ การลงทุน (Investment Evaluation)
5) การทารายงานตอ่ ทางการ (Regulatory Reporting)
ปัจจัยเสี่ยงจากภายในต่าง ๆ ดังกล่าว เป็นเพียงตัวอย่างของแหล่งที่มาของความเสี่ยงที่
อาจเกิดข้ึนจากอิทธิพลแวดล้อมที่กดดันให้เกิดความเส่ียงลักษณะต่าง ๆ ข้ึนได้ ซึ่งความเสี่ยงภายใน
ทานองนี้มีได้อีกมากมายเพราะเป็นเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นจากกลไกท่ีสาคัญขององค์การ 2 อย่าง คือ คน
และระบบ ท้ังคน ทั้งระบบ ถ้าผู้บริหารองค์การนั้นผสมกันผิดส่วน ไม่มีความสัมพันธ์ที่เพียงพอ
ยอ่ มกอ่ ใหเ้ กิดปัญหาในการปฏบิ ตั ิงานทาให้องค์การไดร้ บั ความเสยี หายเสมอ
ความเส่ียง คือ ความไม่แน่นอน และความไม่แน่นอนน้ันเองท่ีอาจจะนามาซึ่งความสูญเสีย
ในฐานะผู้ปฏิบัติงานคงทาอะไรผิดพลาด เช่น มาทางานสายหรือทางานผิดพลาด ก็อาจได้รับโอกาส
ให้แก้ตัวได้ แต่ในฐานะผู้บริหาร การบริหารความเส่ียงที่ผิดพลาดเพียงคร้ังเดียวก็อาจจะทาให้องค์กรน้ัน
หมดโอกาสท่จี ะดาเนินการต่อไปได้ (ภทั ร์กิตติ์ เนตินิยม, 2546: 228)
ความเส่ียง คือ เหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง หรือความไม่แน่นอน
มีโอกาสที่จะประสบกับความสูญเสียหรือสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ได้แก่ ภัยธรรมชาติ การทุ จริต
การลักขโมย ความเสียหายของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การถูกดาเนินการทางกฎหมาย การบาดเจ็บ
ความเสยี หาย เหตุร้ายสูญเสียช่ือเสียง ภาพลบขององค์การ และบุคลากร เกิดความไม่แน่นอน การไม่
พิทักษ์สิทธิ หรือศักด์ิศรี หรือเกดิ ความสูญเสียจนต้องมีการชดใช้ค่าเสยี หาย โอกาสที่บางส่ิงบางอย่าง
เกดิ ขึน้ ซงึ่ เป็นผลลัพธข์ องสงิ่ ที่เป็นอันตรายหรอื คกุ คามท่ีสง่ ผลกระทบตอ่ กิจกรรมตอ่ กิจกรรมทางธุรกิจ
หรือแผนการต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นผลกระทบทางบวกด้วยก็ได้โดยวัดจากผลกระทบ(Impact) ท่ีได้รับ
และโอกาสท่ีจะเกิดข้ึน (Likelihood) (ธนรัตน์ แต้วัฒนา และชัยเสฏฐ์ พรหมศรี 2550, อ้างถึงใน
ปยิ ะรัตน์ เสนียช์ ัย, 2553: 9)
ความเสี่ยง หมายถึง เหตุการณ์หรือการกระทาใด ๆ ความผิดพลาด ความเสียหาย
การรั่วไหล ความสูญเปล่าหรอื เหตุการณ์ท่ีไม่พึงประสงค์ ที่อาจเกิดข้ึนภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แนน่ อน
ซึ่งหากเกิดขึ้นจะมีผลในทางลบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายขององค์กร หรือจะส่งผล
18
กระทบหรือสร้างความเสียหาย หรอื ความล้มเหลว หรือลดโอกาสที่จะบรรลุความสาเร็จต่อการบรรลุ
เป้าหมายและวัตถุประสงค์ทั้งในระดับองค์กร ระดับหน่วยงาน และระดับบุคคลได้ เช่น การแข่งขันที่
เพ่ิมมากขึ้น ภัยธรรมชาติ การทุจริต ความเสียหายของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือการ
ถูกดาเนินการทางกฎหมาย โดยผลกระทบ (Impact)ท่ีจะได้รับและโอกาสที่จะเกิด (Likelihood)
ของเหตุการณ์ การบริหารความเส่ียง (Risk Management) หมายถึง กระบวนการท่ีใช้ในการบริหาร
ปัจจัยและควบคุมกิจกรรม รวมท้ังกระบวนการ การดาเนินการต่าง ๆ โดยลดมูลเหตุแต่ละโอกาสที่
องค์การจะเกิดความเสียหายเพ่ือให้ระดับและขนาดของความเสียหายที่จะเกิดข้ึนในอนาคตอยู่ใน
ระดับท่ีองค์กรยอมรับได้ประเมินควบคุมและตรวจสอบได้อย่างมีระบบ โดยคานึงถึงการบรรลุเป้าหมาย
ขององค์การเป็นสาคญั (นิรภัย จันทรส์ วสั ด์,ิ 2551: 18-21)
ความเส่ียง หมายถึง กระบวนการที่ใช้ในการระบุความเส่ียง วิเคราะห์ความเส่ียงเป็น
กระบวนการท่ีใช้ในการบริหารปัจจัย ควบคุมกิจกรรม กาหนดแนวทาง หรือมาตรการควบคุมเพ่ือ
ป้องกันหรือลดโอกาสที่จะทาให้องค์กรเกิดความเสียหาย และเพ่ือให้ระดับของความเสี่ยงและ
ผลกระทบท่ีอาจเกิดข้ึนในอนาคตอยู่ในระดบั ทอี่ งคก์ รยอมรับได้ ประเมินได้ ควบคุมได้ และตรวจสอบ
ได้อย่างมีระบบ โดยคานึงถึงการบรรลุเป้าหมาย กลยุทธ์ การปฏิบัติตามกฎระเบียบการเงิน และ
ชื่อเสียงขององค์กรเป็นสาคัญ การบริหารความเส่ียงต้องได้รับการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมของ
หน่วยงานทกุ ระดับทวั่ ทัง้ องคก์ ร (กฤษณ์ธวชั นพนาคีพงฺษ,์ 2552)
ความเส่ียง หมายถงึ โอกาสของการเกิดเหตกุ ารณ์ทีไ่ ม่คาดคิดจากภัยธรรมชาติ ภัยจากมนษุ ย์
ภัยจากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เม่ือเกิดข้ึนแล้วก่อให้เกิดผลกระทบหรือสร้างความเสียหายต่อ
การบรรลวุ ัตถุประสงคแ์ ละเป้าหมายขององคก์ าร เพื่อเป็นการปอ้ งกันความเสียหายหรอื ลดผลกระทบ
ท่ีเกิดกับองค์การให้น้อยท่ีสุดจึงมีการบริหารความเส่ียง อีกนัยของความเสี่ยงหนึ่งท่ีมีลักษณะไม่มี
ความแน่นอน เป็นความเส่ียงที่ไม่อาจหย่ังรู้ได้ว่าเกิดขึ้นเมื่อใด เช่นภัยธรรมชาติท่ีรุนแรง แผ่นดินไหว
อุทกภัย โคลนถล่ม หรือ สึนามิ ยากท่ีหย่ังรู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดได้อีก ความเส่ียงที่ไม่แน่นอนอาจเกิด
จากมนุษย์ เช่น การทุจริต ส่ิงต่าง ๆ ข้างต้นไม่ว่าจะเป็นความเส่ียงประเภทใด ผู้บริหารย่อมต้อง
ตระหนักถึงความสาคัญ โดยต้องหาทางป้องกันและหาทางควบคุมความเสี่ยง (ปิยะรัตน์ เสนีย์ชัย,
2553: 9)
ความเสี่ยง หมายถึง กระบวนการบริหารปัจจัยและควบคุมกิจกรรมการดาเนินงานต่าง ๆ
โดยพยายามลดมูลเหตุของแต่ละโอกาสที่จะทาให้เกิดความเสียหายเพ่ือให้ระดับของความเสี่ยงหรือ
ผลกระทบท่ีอาจเกิดขึ้นในอนาคตอยู่ในระดับที่สามารถยอมรับได้หรือควบคุมได้ รวมถึงสามารถ
ตรวจสอบได้อย่างเป็นระบบโดยคานึงถึงการบรรลุเป้าหมายตามภารกิจหลักขององค์กรเป็นสาคัญ
(อัสนา ศรีประเสริฐ 2553:151)
19
ความเส่ียง หมายถึง โอกาสหรือความไม่แน่นอนของการเกิดเหตุการณ์ท่ีไม่พึงประสงค์
ซ่ึงเม่ือเกิดข้ึนแล้วมีผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร การบริหารความเสี่ยง หมายถึง
กระบวนการซ่ึงร่วมกันทาให้บังเกิดผลโดยคณะกรรมการ ผู้บริหาร และบุคลากรอื่น ๆ ขององค์กร
นามาประยุกต์ใช้ในการกาหนดกลยุทธ์ทั่วทั้งองค์กรเพ่ือบ่งช้ีเหตุการณ์ที่อาจเป็นไปได้ ซึ่งอาจมี
ผลกระทบต่อองค์กร การจัดการกับความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้ เพื่อให้ความเชื่อม่ัน
อย่างสมเหตุสมผลในการบรรลุวัตถุประสงค์บรรลุวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายขององค์การเป็นสาคัญ
(พชั รินทร์ ขาวงษ,์ 2554: 9)
ความเส่ียง หมายถึง “เหตุการณ์ หรือการกระทาใด ๆ ที่อาจเกิดข้ึนภายในสถานการณ์ท่ี
ไม่แน่นอน และส่งผลกระทบหรือสร้างความเสียหายหรือความล้มเหลว หรือลดโอกาสท่ีจะบรรลุ
เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ท้ังในระดับประเทศ ระดับองค์การหรือหน่วยงานนั้น ๆ มีคา 2 คา ได้แก่
ความเส่ียง (risk) และความไม่แน่นอน (uncertainty) ส่วนมากจะถูกใช้ในความหมายเดียวกัน แต่ถ้า
พิจารณาแล้วคาท้ัง 2 คามีความหมายแตกต่างกัน (ธร สุนทรายุทธ์, อ้างถึงใน อัจจิมา ศิริสวัสด์ิ,
2555: 8)
การบริหารความเส่ียง หมายถึง การบริหารปัจจัยและควบคุมกิจกรรมรวมทั้งกระบวนการ
ดาเนนิ งานตา่ ง ๆ โดยลดมูลเหตแุ ต่ละโอกาสท่ีองคก์ ารจะเกิดความเสยี หายให้ระดับท่ีองค์การยอมรับ
ไดป้ ระเมนิ ได้ ควบคุมและตรวจสอบไดอ้ ยา่ งมีระบบโดยคานึงถึงการบรรลุวัตถุประสงค์ หรอื เปา้ หมาย
ขององคก์ ารเป็นสาคญั (อจั จิมา ศริ ิสวสั ดิ์, 2555: 9)
ความเสี่ยง หมายถึง เหตุการณ์ท่ีมีความไม่แน่นอน ซ่ึงมีโอกาสท่ีจะเกิดขึ้นในอนาคต และมี
ผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ หากเป็นทางลบจะก่อให้เกิดความผิดพลาดเสียหาย การรั่วไหล
ความสูญเปล่า หรือเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ทาให้การดาเนินงานขององค์กรไม่ประสบความสาเร็จ
ตามวตั ถุประสงค์ที่กาหนดไว้ จึงจาเป็นต้องพิจารณาโอกาสท่ีจะเกิด (Likelihood) ของเหตุการณ์และ
ผลกระทบ (Impact) ที่จะไดร้ ับ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2556:3)
คาศัพท์ท่ีมคี วามเก่ียวข้องกับความเส่ียง คือ คาว่า “ภัย” และอันตราย เนอ่ื งจากการบริหาร
ความเส่ียงต้องทาการประเมินผลคู่มือแผนบริหารความเส่ียง (มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2557: 4)
บนพน้ื ฐานของของสองคานี้
ภัย (Peril) หมายถึง สาเหตุของความสูญเสีย ซึ่งภัยพ้ืนฐาน ได้แก่ ไฟ ไฟฟ้า พายุใต้ฝุ่น
แผ่นดนิ ไหว เปน็ ต้น
อันตราย (Hazard) หมายถึง สภาวะที่สร้างหรือเสริมโอกาสที่ความไม่แน่นอนจะนาไปสู่
ความสูญเสียแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ อันตรายทางกายภาพ อันตรายทางศีลธรรม และอันตราย
ทางกฎหมาย
20
ความเส่ียง (Risk) หมายถึง เหตุการณ์ท่ีมีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคตและอาจส่งผลในด้านลบ
ทไ่ี ม่ตอ้ งการ
ความเสี่ยง หมายถึง ตัดสินใจท่ีจะดาเนินการ (หรือไม่ดาเนินการ) ส่ิงใดสิ่งหน่ึงบนพื้นฐาน
ของการขาดข้อมูลที่ชัดเจน ไม่ครบถ้วน เป็นเพียงการประมาณการ การคาดเดา การต้ังความหวังซึ่ง
ผลของการตัดสินใจนั้น อาจเป็นไปตามความคาดหมายหรือตรงกันข้ามก็ได้ เช่น การเส่ียงโชคพนัน
การเสย่ี งอันตราย เป็นตน้
ปัจจยั เสย่ี ง (Risk Factor) หมายถึง ตน้ เหตหุ รือสาเหตุทม่ี าของความเสี่ยง ทจ่ี ะทาให้ไม่บรรลุ
วัตถปุ ระสงค์ท่ีกาหนดไว้
การบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management) หมายถึง กระบวนการท่ี
จัดขึ้นโดยฝ่ายบริหารเพื่อประยุกต์ใช้ในการจัดทาแผนกลยุทธ์ท่ัวทั้งองค์กร โดยออกแบบมาระบุ
เหตุการณ์ท่ีอาจเกิดขึ้นมีผลกระทบต่อองค์กร และจัดการกับความเสี่ยงให้อยู่ในระดับท่ียอมรับได้
เพอื่ ให้ความม่ันใจอย่างสมเหตสุ มผลในการบรรลุวตั ถุประสงค์ขององค์กร
ดังน้ัน ผวู้ ิจัยจึงสรุปว่า การบริหารความเสี่ยง หมายถึง กระบวนการที่ฝ่ายบริหารกาหนดข้ึน
เพื่อใช้ในการจัดทาแผนกลยุทธ์ขององค์กร โดยออกแบบมาระบุเหตุการณ์หรือโอกาสท่ีอาจเกิดขึ้นใน
อนาคตท่ีอาจส่งผลต่อองค์กร ในดา้ นลบที่ไม่ตอ้ งการ และระบกุ ารจัดการกับความเสี่ยงใหอ้ ยู่ในระดับ
ทยี่ อมรบั ไดเ้ พอ่ื ใหค้ วามมน่ั ว่าใจผู้บรหิ ารจะกากับดูแลองค์กรไดบ้ รรลุวัตถปุ ระสงค์ที่กาหนดไว้
2.4.2 ประเภทของความเสี่ยง
จาแนกประเภทของความเส่ยี งไว้ 4 ประเภท ปิยะรัตน์ เสนียช์ ยั (2554: 12-15) ดังนี้
1) ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ คือ ความเส่ียงท่ีเก่ียวข้องกับปัจจัยภายในและภายนอก
ขององค์การ ที่เก่ียวกับการกาหนดแผนการบริหาร ดาเนินงานและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน
ในองค์กร มเี ป้าหมาย วิธีการดาเนินงาน การจัดสรร การติดตาม และแจ้งใหท้ ุกคนทราบอย่างชัดเจน
ส่งผลกระทบกับผู้มีสว่ นไดส้ ว่ นเสยี และเป้าหมายขององคก์ ารถ้าไมเ่ ปน็ ไปตามทิศทางทก่ี าหนดไว้
2) ความเส่ียงด้านการดาเนินงาน มีความครอบคลุมกระบวนการภายในองค์กร
ท่ีเก่ียวข้องกับการปฏิบัติงาน การควบคุม การจูงใจ การติดตามผลงาน การคัดเลือกบุคคลให้
เหมาะสมกบั การปฏบิ ัติงาน สภาพแวดล้อมและเทคโนโลยี
3) ความเส่ียงด้านการเงิน เปน็ ความเสยี่ งที่สาคัญเกี่ยวกับการควบคมุ และการจดั ทา
รายงานเพ่อื นามาใช้ในการบริหารงานการเงนิ งบประมาณ การควบคุมตรวจสอบ รายจา่ ย การจดั หา
แหล่งเงนิ ทนุ ทรัพยากร พัสดุ และความถูกตอ้ งตรวจสอบได้
4) ความเส่ียงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ คอื การปฏิบัติของบุคลากร
ท่ีขัดกับข้อบังคับกฎหมายต่าง ๆ ท่ี อาจจะเกิดจากกฎหมายและระเบียบนั้น ไม่ชัดเจน ไม่เหมาะสม
กับพ้ืนที่ ไม่ชัดเจนในแนวปฏิบัติ หรือขัดกับทัศนคติ ขัดต่อจรรยาบรรณ ส่งผลให้มีโทษทั้งทางด้าน
21
ระเบียบและกฎหมาย ความเสี่ยงต่าง ๆ ที่กล่าวมาถ้าเกิดในองค์การไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานทาง
การศึกษา หรือหน่วยงานที่ประกอบธุรกิจ ผู้บรหิ ารจะต้องตระหนักถึงความเสี่ยงและมีวิธีการรองรับ
ความเสยี่ งเพ่อื ลดความเสยี หายทจี่ ะเกิดกับองค์การ
ถ้าพิจารณาแหล่งกาหนดเป็นเกณฑ์ความเส่ียงสามารถจาแนกออกเป็น 2 ประเภท
(อัจจิมา ศิริสวัด์ิ, 2555: 9-10) อ้างถึง บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จากัด (มหาชน), 2545:
9-10) ดังน้ี
1. ความเสยี่ งทเ่ี กิดจากปัจจยั ภายใน
1.1 ความเส่ยี งดา้ นการดาเนินงาน (Operation Risk) คือ ความเส่ียงในเรื่องของ
การปฏบิ ัตงิ าน ระบบการทางานและสง่ิ สนบั สนุนในการทางานไมเ่ อ้อื อานวยโดยมกั พบจากปจั จัยเส่ยี ง
ภายใน
1.2 ความเส่ียงดา้ นทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources Risk) คือ ความเส่ียง
อันเนื่องมาจากบุคลากรมีทักษะความรู้และความสามารถไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานหรือขาด
การฝึกอบรม ขาดการพัฒนาบุคลากรให้มีความชานาญเพ่ิมขึ้น รวมทั้งความประมาทเลินเล่อของ
ผปู้ ฏบิ ตั ิงาน
1.3 ความเส่ียงทางด้านการเงิน (Financial Risk) คือ ความเส่ียงอันเน่ืองมาจาก
ความไมพ่ ร้อมในเรอื่ งการเงนิ ตา่ ง ๆ เชน่ การจดั หาแหลง่ เงนิ ทุน
1.4 ความเสย่ี งด้านกลยทุ ธ์ (Strategic Risk) คอื ความเสยี่ งในกลยุทธ์
การบรหิ ารงาน เชน่ การบรหิ ารงานและนโยบายของผบู้ รหิ ารแตล่ ะคนไมส่ อดคล้องกนั ฝ่ายบริหาร
มอี ิทธิพลครอบงาการปฏบิ ตั ิงาน
2. ความเสีย่ งทเ่ี กิดจากปัจจัยภายนอก
1) ความเส่ียงด้านการแข่งขัน (Competitive Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากสภาวะ
การแข่งขัน เช่น การมีคู่แข่งรายใหม่เข้าสู่ตลาด มีผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ๆ เกิดข้ึนหรือมีการนาเอา
ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยมี าใช้
2) ความเส่ียงจากผู้ผลิตหรือลูกค้า (Supplier/Customer Risk) ความเสี่ยงจากผู้ผลิต
เช่น บริษัทผู้ส่งมอบสินคา้ ส่งสินค้าให้ล่าช้ากว่ากาหนด หรือความเส่ียงจากลูกค้า เช่น รสนิยมลูกค้าท่ี
เปล่ยี นไป
3) ความเสี่ยงด้านกฎหมาย (Regulatory/Legal Risk) ความเส่ียงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง
กฎระเบยี บราชการ กฎหมาย หรือกฎระเบียบขององคก์ าร
4) ความเส่ยี งทางดา้ นเศรษฐกิจ (Economic/Political Risk) คือ ความเส่ยี งจากสภาวะ
ทางเศรษฐกจิ และการเมืองท่ีมกี ารเปล่ียนแปลง
22
ประเภทของความเส่ียง มีสองประเภทใหญ่ ๆ คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยภายใน ไดแ้ ก่ ความเสี่ยง
ด้านการดาเนินงาน (Operational Risk) ความเส่ียงด้านทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources Risk)
ความเส่ียงทางด้านการเงิน (Financial Risk) และความเสีย่ งด้านกลยทุ ธ์ (Strategic Risk) และความเสย่ี งที่
เกิดจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ ความเสี่ยงด้านการแข่งขัน (Competitive Risk) ความเส่ียงจากผู้ผลิตหรือ
ลูกค้า (Supplier/Customer Risk) ความเสี่ยงด้านกฎหมาย (Regulatory/Legal Risk) และความเสี่ยง
ทางดา้ นเศรษฐกิจ (Economic/Political Risk) (อัจจมิ า ศริ สิ วัดิ,์ 2555: 10)
ความเสย่ี งตามแนว COSO จาแนกได้เปน็ 4 ลักษณะ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2556:3) ดังนี้
1) ด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) คือ ความเสี่ยงท่ีเกิดจากการกาหนดแผนกลยุทธ์ แผนดาเนินงาน
ท่ีนาไปปฏิบัติไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับปัจจัยภายในและสภาพแวดล้อมภายนอก ล้วนส่ง
ผลกระทบต่อการบรรลุวสิ ยั ทศั น์ พันธกจิ หรอื สถานะองค์กร
2) ความเส่ียงด้านการดาเนินงาน (Operational Risk) คือ ความเส่ียงที่เกิดจากการ
ปฏิบัติงานทุก ๆ ข้ันตอนโดยครอบคลุมถึงปัจจัยท่ีเกี่ยวข้องกับ กระบวนการ อุปกรณ์ เทคโนโลยี
สารสนเทศ บคุ ลากรในการปฏิบตั ิงาน เปน็ ตน้
3) ความเสยี่ งดา้ นการเงิน (Financial Risk) คือ ความเส่ียงทเ่ี กิดจากการเบิกจา่ ยงบประมาณ
ไม่เป็นไปตามแผน งบประมาณถูกตัด งบประมาณที่ได้รับไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ของภารกิจท่ี
เปลย่ี นแปลงไปทาใหก้ ารจดั สรรไมเ่ พยี งพอ
4) ความเสี่ยงดา้ นกฎระเบยี บ หรอื กฎหมายที่เกย่ี วข้อง (Compliance Risk) หรือ (Event
risk) คอื ความเสี่ยงท่เี กิดจากการไม่สามารถปฏิบตั ติ ามกฎระเบียบ หรอื กฎหมายที่เกยี่ วขอ้ งได้ หรอื
กฎหมายทีม่ ีอย่ไู ม่เหมาะสม หรอื เปน็ อุปสรรคต่อการปฏบิ ัตงิ าน
คู่มือแผนบริหารความเส่ียง มหาวิทยาลัยขอนแก่น (2557: 5-6) กาหนดประเภทความเส่ียง
ไว้ 4 ประเภทดังนี้
1) ความเส่ยี งเชงิ ยุทธศาสตร์ คือ ความเส่ยี งท่ีเกดิ จากการกาหนดแผนกลยทุ ธ์ แผนการดาเนินงาน
และนาไปปฏิบัติไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับปัจจัยภายในและสภาพแวดล้อมภายนอกอันส่งผล
กระทบตอ่ การบรรลวุ สิ ัยทัศน์ พันธกจิ ขององค์กร และดาเนินการวางมาตรการบริหารความเส่ยี ง
2) ความเสยี่ งดา้ นธรรมาภิบาล ประกอบด้วยประเด็นดงั ตอ่ ไปนี้
1. การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลที่จะเกิดขึ้นในกระบวนงานหลักขององค์กร
เพอ่ื ให้มน่ั ว่าการดาเนินการเปน็ ไปตามหลักธรรมาภิบาล ซ่ึงต้องมีการวิเคราะหค์ วามเสี่ยงในการกากับ
ดูแลตนเองทดี่ ีดว้ ย
2. จะตอ้ งมีการจัดทาแผนธรรมาภิบาล และ/หรอื แผนบรหิ ารความเสี่ยงในเรอื่ งการกากับ
ดูแลที่ดี
23
3. ต้องมีการวิเคราะห์โอกาสหรือแนวโน้มท่ีจะประพฤติผิดหลักธรรมาภิบาล ซึ่งส่งผล
กระทบตอ่ รฐั สงั คม และสงิ่ แวดลอ้ ม ผรู้ ับบริการ และผมู้ ีสว่ นไดส้ ว่ นเสยี องคก์ ร และผปู้ ฏบิ ตั งิ าน
4. หลักธรรมาภิบาลท่ีต้องนามาวิเคราะห์หาปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความซ่ือสัตย์ ความโปร่งใส
ความยุติธรรม ความสามัคคี ความมปี ระสทิ ธิภาพ ความรับผิดชอบ การมุ่งเน้นผลงาน ความคลอ่ งตัว
การทจุ รติ คอรปั ช่นั
3) ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี ประกอบดว้ ยประเด็นดังต่อไปนี้
1. การวิเคราะห์ความเสี่ยงเพือ่ ใหส้ ามารถบรหิ ารจดั การในเรื่องของระบบฐานข้อมูลและ
สารสนเทศ ใหม้ คี วามถูกต้อง ปลอดภัย และใชง้ านไดต้ ามวัตถุประสงค์
2. มีการบรหิ ารความเสี่ยงเพ่ือกาจัด ป้องกัน หรือลดการเกดิ ความเสยี หายในรูปแบบต่าง ๆ
โดยสามารถฟน้ื ฟูระบบสารสนเทศ การสารอง และกู้คืนขอ้ มลู จากความเสยี หาย (Backup and Recovery)
3. มีการจดั ทาแผนแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนและภยั พบิ ตั ิท่ีอาจจะเกดิ
กับระบบสารสนเทศ (IT Contingency Plan)
4. มีระบบรกั ษาความมั่นคงและปลอดภยั (Security) ของระบบฐานขอ้ มูล เช่น ระบบ
ปอ้ งกนั ไวรสั (Anti-Virus System) ระบบไฟฟา้ สารอง เปน็ ต้น
5. มกี ารกาหนดสทิ ธ์ใิ ห้ผใู้ ชแ้ ต่ละระดบั (Access rights)
4) ความเส่ียงดา้ นกระบวนการ ประกอบดว้ ยประเดน็ ดังต่อไปน้ี
1. การบริหารความเส่ียงของกระบวนการท่ีสร้างคุณค่าเพ่ือให้เป็นไปตามมาตรฐาน
การปฏิบัตงิ านท่กี าหนด
2. ครอบคลุมประเด็นของการออกแบบและนาระบบควบคุมมาใช้ ตามปัจจัยท่ีสาคัญ
ได้แก่ วัตถุประสงค์ของการควบคุม ความคุ้มค่าของการควบคุม การทันการณ์ของการติดตามและ
บอกเหตคุ วามสมา่ เสมอของกลไกการควบคุม การจูงใจผปู้ ฏิบัติงาน
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสรุปได้ว่า ประเภทของการบริหารความเสี่ยง ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ
1) ความเส่ียงเชิงยุทธศาสตร์ 2) ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล 3) ความเส่ียงด้านเทคโนโลยี และ
4) ความเส่ียงดา้ นกระบวนการ ซึ่งมรี ายละเอยี ดดงั นี้
1) ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการกาหนดแผนกลยุทธ์
แผนการดาเนินงาน และนาไปปฏิบัติไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับปัจจัย ภายในและ
สภาพแวดล้อมภายนอกอันส่งผลกระทบต่อการบรรลุวิสัยทัศน์ พันธกิจขององค์กร และดาเนินการ
วางมาตรการบริหารความเสยี่ ง
2) ความเส่ียงด้านธรรมาภิบาล คือ การวิเคราะห์ความเส่ียงด้านธรรมาภิบาลท่ีจะเกิดขึ้น
ในกระบวนงานหลักขององค์กร โดยวิเคราะห์หาปัจจัยเสี่ยงด้านการประพฤติผิดหลักธรรมาภิบาล
10 หลัก ได้แก่ หลักประสิทธิภาพ หลักประสิทธิผล หลักการตอบสนอง หลักภาระรับผิดชอบ/
24
สามารถตรวจสอบได้ หลักเปิดเผยโปร่งใส หลักนิติธรรม หลักเสมอภาค หลักการมีส่วนร่วม/
การพยายามแสวงหาฉนั ทามติ หลกั กระจายอานาจ และหลกั คุณธรรม/จรยิ ธรรม
3) ความเส่ียงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ การวิเคราะห์ความเสี่ยงเพ่ือให้สามารถ
บริหารจัดการในเรื่องของระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศ ให้มีความถูกต้อง ปลอดภัย การป้องกัน
หรอื ลดการการเกิดความเสียหายในรูปแบบตา่ ง ๆ การสารอง การกคู้ นื ข้อมูลจากความเสยี หาย โดยมี
การจัดทาแผนแก้ไขปญั หาสถานการณค์ วามแน่นอนและภัยพิบตั ทิ ่ีอาจจะเกดิ ขน้ึ กับระบบสารสนเทศ
4) ความเส่ียงด้านกระบวนการ คือ การบริหารความเส่ียงของกระบวนการที่สร้างคุณค่า
เพอื่ ให้เป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบตั งิ าน รวมถงึ การออกแบบและนาระบบควบคุมมาใช้
2.4.3 หลกั การสาคัญในการบรหิ ารความเส่ยี ง
กรอบการบริหารความเสี่ยงขององค์กรที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นแนวทางการส่งเสริมการ
บริหารความเสี่ยงและเป็นหลักปฏิบัติที่เป็นสากล คือ กรอบการบริหารความเส่ียงสาหรับองค์กรของ
คณะกรรมการ COSO (The Committee of Sponsoring Organization of the Tread way Commission)
ที่มอบหมายให้ไพร้วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์เป็นผู้เขียน กรอบการบริหารความเสี่ยงสาหรับองค์กร
(Enterprise Risk Management Framework) (กระทรวงศึกษาธิการ, 2556:7) ตามภาพที่ 1
ภาพท่ี 1 กรอบรายงานการควบคมุ ภายในและกรอบงานการบรหิ ารความเสี่ยงแนว COSO
COSO ประกาศใช้กรอบงานการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (ERM) ในปี 2547 (2004)
โดยพัฒนาจากกรอบงานการควบคุมภายในท่ีประกาศใช้ในปี 2537 (1994) และได้เพิ่มแนวคิด
หลักการและองค์ประกอบสาคัญเพ่ือให้ตรงตามความต้องการเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงในการ
บริหารงานยุคใหม่ ในการเพม่ิ มูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร โดยให้สอดคลอ้ งกับหลักการกากับดูแลที่ดี และ
สามารถใชเ้ ปน็ เกณฑอ์ า้ งองิ ในการบริหารความเสย่ี งอยา่ งเปน็ สากล
25
องคป์ ระกอบของกรอบงานการบรหิ ารความเสีย่ งตามแนว COSO มี 8 ด้านที่มีความสมั พันธ์
กนั สรปุ สาระสาคัญของแต่ละองคป์ ระกอบ ได้ดงั นี้
.
ภาพที่ 2 การบรหิ ารความเส่ียงตามแนวทางของ COSO
1) สภาพแวดล้อมภายในองค์กร (Internal Environment)
สภาพแวดล้อมขององค์กรเป็นองค์ประกอบที่สาคัญในการกาหนดกรอบการบริหารความเสี่ยง
และเป็นพ้ืนฐานสาคัญในการกาหนดทิศทางของกรอบการบริหารความเสยี่ งขององค์กร ประกอบด้วย
ปัจจัยหลายประการ เช่น วัฒนธรรมองค์กร นโยบายของผู้บริหาร แนวทางการปฏิบัติงานของ
บคุ ลากร กระบวนการทางาน ระบบสารสนเทศ เปน็ ต้น
2) การกาหนดวัตถุประสงค์ (Objective Setting)
องค์กรต้องพิจารณากาหนดวัตถุประสงค์ในการบริหารความเสี่ยง ให้มีความสอดคล้องกับ
เปา้ หมายเชงิ กลยุทธ์และความเส่ียงทอี่ งค์กรยอมรับได้ เพ่ือวางเป้าหมายในการบริหารความเสี่ยงของ
องค์กรได้อยา่ งชดั เจนและเหมาะสม
3) การระบุความเสย่ี ง (Risk Identification)
เป็นการรวบรวมเหตุการณ์ที่อาจเกิดข้ึนกับหน่วยงาน ทั้งปัจจัยเสี่ยงท่ีเกิดจากปัจจัยภายใน
และปจั จัยภายนอกองค์กรและเม่ือเกดิ ขึ้นแลว้ สง่ ผลใหอ้ งค์กรไม่บรรลวุ ัตถปุ ระสงคห์ รอื เปา้ หมาย เช่น
นโยบายการบริหาร บุคลากร การปฏิบัติงานการเงิน ระบบสารสนเทศ ระเบียบข้อบังคับ เป็นต้น
ท้ังนี้เพ่ือทาความเข้าใจต่อเหตุการณ์และสถานการณ์นั้นๆ และเพื่อให้ผู้บริหารสามารถพิจารณา
กาหนดแนวทางและนโยบายในการจดั การกับความเส่ยี งท่ีอาจจะเกิดขน้ึ ได้เปน็ อย่างดี
26
4) การประเมินความเส่ียง (Risk Assessment)
การประเมินความเสี่ยงเป็นการวัดระดับความรุนแรงของความเสี่ยง เพื่อพิจารณาจัดลาดับ
ความสาคัญของความเส่ียงที่มีอยู่โดยการประเมินจากโอกาสที่จะเกิด (Likelihood) และผลกระทบ
(Impact)
5) การตอบสนองความเสี่ยง (Risk Response)
เป็นการดาเนินการหลังจากที่องค์กรสามารถระบุความเส่ียงขององค์กรและประเมินระดับ
ของความเส่ียงแล้ว โดยจะต้องนาความเส่ียงไปดาเนินการเพื่อลดโอกาสท่ีจะเกิดความเสี่ยงและลด
ระดับความรนุ แรงของผลกระทบให้อยู่ในระดับท่อี งคก์ รยอมรบั ไดด้ ้วยวธิ จี ัดการความเสี่ยงทเี่ หมาะสม
ทส่ี ุดและคมุ้ ค่ากับการลงทนุ
6) กจิ กรรมควบคุม (Control Activities)
การกาหนดกิจกรรมและการปฏิบัติต่างๆ เพ่ือช่วยลดหรือควบคุมความเส่ียง เพ่ือสร้าง
ความมั่นใจว่าจะสามารถจัดการกับความเส่ียงนั้นได้อย่างถูกต้อง และทาให้การดาเนินงานบรรลุ
วัตถปุ ระสงค์และเปา้ หมายขององค์กร ป้องกันและลดระดับความเสี่ยงให้อยูใ่ นระดับท่ีองคก์ รยอมรบั
7) สารสนเทศและการส่ือสาร (Information and Communication)
องค์กรจะต้องมีระบบสารสนเทศและการติดต่อส่ือสารท่ีมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นพื้นฐาน
สาคัญทจ่ี ะนาไปพิจารณาดาเนินการบริหารความเส่ียงต่อไปตามกรอบและขั้นตอนการปฏิบตั ิทอ่ี งคก์ ร
กาหนด
8) การติดตามประเมนิ ผล (Monitoring)
องค์กรจะต้องมีการติดตามผล เพื่อให้ทราบถึงผลการดาเนินงานว่าเหมาะสมและสามารถ
จัดการความเสย่ี งได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพหรือไม่
2.4.4 ขน้ั ตอนการบริหารความเสยี่ ง
คมู่ ือแผนบริหารความเส่ียง มหาวิทยาลัยขอนแกน่ (2557: 7-17) กาหนดข้ันตอนการบริหาร
ความเส่ยี งไว้ 6 ขน้ั ตอนดงั นี้
1) การกาหนดวัตถปุ ระสงค์ (Objective Setting)
2) การระบุความเสีย่ ง (Event Identification)
3) การประเมนิ ความเสี่ยง (Risk Assessment)
4) การตอบสนองความเส่ยี ง (Risk Response)
5) การส่อื สาร และ ให้คาปรึกษา (Communicate and Consult)
6) การติดตามผล (Monitoring)
(5) การ ื่สอสาร และ ให้คาปรึกษา 27 (6) การตดิ ตามผล (Monitoring)
(Communicate and Consult)
ขั้นตอนการบรหิ ารความเส่ียง
(1) กาหนดวตั ถปุ ระสงค์ ขอบเขตและ
สภาพแวดล้อม (Establish The Context)
(2) การระบคุ วามเสีย่ ง (Event
Identification)
(3) ประเมินความเสย่ี ง (Risk Assessment)
(4) การตอบสนองความเสยี่ ง (Risk
Response)
ภาพท่ี 3 ขัน้ ตอนการบรหิ ารความเสีย่ งองคก์ ร
ซงึ่ มรี ายละเอยี ดในการดาเนินการของแต่ละข้นั ตอนของการบริหารความเสยี่ งดังตอ่ ไปนี้
1. การกาหนดวัตถุประสงค์ (Objective Setting)
วัตถุประสงค์/เป้าประสงค์พิจารณาได้หลายระดับ ต้ังแต่ระดับองค์กร (Corporate
Level) ระดับส่วน (Division Level) ระดับโครงการ (Project Level) ระดับกิจกรรม/กระบวนการ
(Activity/Process) ระดับตวั ชี้วดั ในการดาเนินงาน (Key Performance Indication) เปน็ ตน้
การกาหนดวัตถุประสงค์ทางองค์กรที่ชัดเจน คือ ข้ันตอนแรกสาหรับกระบวนการ
บริหารความเสี่ยงองค์กรควรมั่นใจว่าวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดข้ึนมีความสอดคล้องกับเป้าหมาย
เชิงกลยุทธ์ และความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ โดยทั่วไปวัตถปุ ระสงค์และกลยทุ ธ์ควรไดร้ ับการบันทึก
เปน็ ลายลักษณอ์ ักษรและสามารถพิจารณาไดใ้ นดา้ นตา่ ง ๆ ดงั น้ี
1) ดา้ นกลยุทธ์ท่ีเก่ยี วข้องกับเปา้ หมายและพนั ธกิจในภาพรวมขององค์กร
2) ด้านปฏิบตั ิงานท่ีเกี่ยวข้องกับประสิทธภิ าพ ผลการปฏิบัตงิ านและความสามารถใน
การทากาไร
3) ด้านการรายงานที่เก่ียวข้องกบั รายงานทง้ั ภายในและภายนอกองค์กร
28
4) ด้านการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบที่เก่ียวข้องกับการปฏิบัติตามกฎหมาย และ
กฎระเบียบตา่ ง ๆ
2. การระบุความเส่ยี ง (Event Identification)
เป็นกระบวนการท่ีผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน ร่วมกันระบุความเสี่ยงและปัจจัยเสี่ยง
ขององค์กรว่ามีเหตุการณ์หรืออุปสรรคใดท่ีอาจเกิดข้ึนและส่งผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์
ขององค์กร โดยพิจารณาทั้งปัจจัยภายในภายนอก และให้ครอบคลุมในทุกประเภทของความเสี่ยง
เพอ่ื ใหผ้ ู้บรหิ ารไดร้ ับข้อมลู ท่เี พียงพอในการนาไปบรหิ ารจดั การได้
ใน บ างก รณี ค ว ร มี ก าร จั ด ก ลุ่ ม เห ตุ ก าร ณ์ ที่ อ าจ เกิ ด ขึ้ น โด ย แ บ่ งต าม ป ร ะ เภ ท ข อ ง
เหตุการณ์ และรวบรวมเหตุการณ์ทั้งหมดในองค์กรที่เกิดข้ึนระหว่างหน่วยงานและภายในหน่วยงาน
เพ่ือช่วยให้ผู้บริหารสามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ และมีข้อมูลที่เพียงพอเพ่ือเป็น
พื้นฐานสาหรบั การประเมนิ ความเส่ียง
วิธีการและเทคนคิ ในการระบุความเส่ียง มีหลายวธิ ีซง่ึ แต่ละหน่วยงานอาจเลือกใช้ตาม
ความเหมาะสม โดยมีรายละเอียดดงั น้ี
1) การระบคุ วามเสี่ยงโดยการระดมสมอง (Brainstorming)
การระดมสมองทาให้ เกิดการกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยระหว่างบุคคลที่มี ความรู้
ความสามารถ เพื่อระบุรูปแบบความเสียหาย อันตราย ความเสี่ยง เกณฑ์ในการตัดสินใจ และ/หรือ
ทางเลือกในการบาบัด การระดมสมองท่ีแท้จริงจะต้องมีการใช้เทคนิคบางอย่างเพื่อช่วยให้เกิด
จนิ ตนาการซงึ่ จะเกดิ ไดจ้ ากการคิดและนาเสนอของคนในกลมุ่
การระดมสมองสามารถใช้ได้ในการเช่ือมโยงของวิธีการประเมินความเส่ียงแบบต่าง ๆ
หรืออาจจะใช้อย่าเดียวเพ่ือเป็นเทคนิคท่ีจะช่วยกระตุ้นในการคิดข้ันตอนต่าง ๆ ของกระบวนการ
จัดการความเสีย่ งแตล่ ะขน้ั ตอน การระดมสมองโดยท่วั ไปมี ดงั นี้
1. กาหนดวัตถุประสงค์ของการประชุมและอธิบายถงึ กฎต่าง ๆ
2. จุดมุ่งหมายเพ่ือท่ีจะเก็บความคิดเห็นต่าง ๆ ท่ีหลากหลายเท่าท่ีจะได้เพ่ือนามา
วิเคราะห์ในภายหลงั
3. ต้องไม่อภิปรายว่า บางอย่างควรจะอยู่หรือไม่อยู่ในรายการท่ีพิจารณาหรือ
อธิบายอะไร เนอ่ื งจากจะทาใหข้ ดั ขวางการไหลของความคดิ
4. ข้อคดิ เหน็ ทุกเรื่องจะตอ้ งได้รับการยอมรับและไม่ควรวิจารณ์ และจะต้องเปล่ียน
เร่อื งอย่างรวดเรว็ หากมกี ารรบกวนทาให้การเกดิ ความคิดตดิ ขดั ได้
2) การะบุความเสีย่ งโดยข้อมูลในอดีต (Past Data) เช่น
1. รายงานสถานะทางการเงิน
2. สถิติของเหตกุ ารณ์ท่เี กิดขึน้
29
3. การรอ้ งเรียนหรือไม่ร้องเรียน
4. รายงานท่ตี รวจสอบไดข้ องโครงการ
การใช้รายงานตรวจสอบ จะต้องกาหนดรายการความไม่แน่นอนต่าง ๆ ที่จะต้อง
พจิ ารณา ซ่ึงอาจตอ้ งทารายงาน
3) การระบุความเสี่ยงโดยการใช้รายการตรวจสอบ (Checklist) ในกรณีท่ีมีข้อจากัด
ดา้ นงบประมาณและทรัพยากร
การใช้รายงานตรวจสอบ จะต้องกาหนดรายการความไม่แน่นอนต่าง ๆ ที่จะต้อง
พิจารณา ซึ่งอาจต้องทารายการมาก่อน เช่น แบบตรวจสอบด้านต่าง ๆ ของระบบควบคุมภายใน เป็นต้น
ซ่ึงวิธีน้ีมขี ้อดี คอื สามารถใชง้ านไดแ้ ม้จะไม่ได้เปน็ ผูเ้ ช่ียวชาญ เนื่องจากเป็นการวบรวมคาแนะนาจาก
ผู้เช่ียวชาญหลายด้านทาให้ใช้งานได้ง่าย และเป็นวิธีท่ีช่วยให้แน่ใจว่าปัญหาธรรมดา ๆ จะไม่ถูกลืม
วธิ นี ้มี ีขอ้ จากัด คือ
1. ทาให้ขดั ขวางความคิดอนื่ ๆ
2. ทาได้เฉพาะความเส่ยี งท่รี จู้ ักอย่แู ลว้
3. กระตุ้นให้เกดิ พฤติกรรม กาลงในชอ่ งวา่ ง
4. ทาใหพ้ ลาดปญั หาทไ่ี มเ่ คยพบมาก่อน
4) การระบุความเส่ียงโดยการวิเคราะห์ความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error
Analysis)
ความผิดพลาดของคนเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ความเส่ียง ความผิดพลาดของคน
ไมใ่ ช่ความเส่ยี ง จะต้องมกี ารทารายการตรวจสอบความผิดพลาดเพ่ือระบุ “รปู แบบของความล้มเหลว
ที่จะเกิดขึ้นและผลกระทบ” เช่น เจ้าหน้าที่การเงินบันทึกข้อมูลผิดส่งผลให้การออกใบเสร็จผิด
เป็นต้น
ตวั อยา่ งความผิดพลาดของมนษุ ย์ เชน่
1. การเลกิ ปฏิบตั ิงาน
2. การปฏบิ ตั งิ านเรว็ เกนิ ไป
3. การปฏบิ ตั ิงานช้าเกนิ ไป
4. การปฏิบัติงานมากเกนิ ไป
5. การปฏิบัติงานนอ้ ยเกินไป
6. การปฏบิ ัติงานใชเ้ วลานานมากไป
7. การปฏิบัตงิ านสัน้ เกนิ ไป
5) การระบคุ วามเสยี่ งโดยการวเิ คราะหร์ ะบบงาน (Work System Analysis)
30
การวิเคราะห์ระบบงาน ต้องจาแนกเป็นงานหลักและงานย่อยเพ่ือท่ีจะวาง
โครงสร้างในการระบุความเส่ียงได้ ซ่ึงต้องคานึงถึงสิ่งต่อไปน้ี
1. สภาพแวดล้อมในการปฏบิ ัติงาน
2. วัตถุประสงค์ของแต่ละขั้นตอน มีอะไรท่ีผิดพลาดเกิดขึ้นได้บ้าง และอะไรเป็น
โอกาสทีจ่ ะทาใหเ้ กิดขึน้ ได้
3. ต้นเหตุของความเสยี่ ง
4. ความผิดพลาดของมนุษย์
5. การลม้ เหลวของอปุ กรณ์
6. การควบคุมทีม่ อี ยู่และมวี ีการอย่างไรบ้างที่ทาใหร้ ะบบควบคุมลม้ เหลว
6) การระบุความเสี่ยงโดยการวิเคราะหส์ ถานการณ์ (What if)
เป็นการศึกษา วิเคราะห์ ทบทวน เพื่อชี้บ่งอันตรายโดยการต้ังคาถาม “อะไรจะ
เกิดขึ้น....ถ้า....” เพ่ือหาคาตอบเพ่ือช้ีบ่งอันตรายพร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการป้องกัน มักจะใช้
ระหว่างการออกแบบระบบหรือแมแ้ ต่การเดินระบบแล้วเพื่อป้องกันการเกิดเหตุท่ีรุนแรง เช่น
1. ถ้าคอมพิวเตอรค์ วบคมุ การทางานเกิดชารดุ จะเกิดอะไรขนึ้
2. อะไรจะเกิดขึ้นถา้ คนขบั รถมสี ภาพไม่พร้อม เช่น เมาเหลา้
ปัจจัยเสี่ยง ความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในท่ีมา
กระทบ ตอ่ ไปนี้ เป็นตัวอย่างของปัจจัยภายนอกและภายในที่มีผลกระทบตอ่ ความเส่ยี งขององค์กร
1) ปัจจยั ภายนอก เชน่
1. การเปล่ียนแปลงท่ีสาคัญทางเศรษฐกิจ อาจทาให้ต้องปรับเปล่ียนวิธีการทาง
การเงิน
2. การเปล่ียนแปลงทางเทคโนโลยี ซ่ึงมีผลทาใหต้ ้องปรับเปลีย่ นวิธกี ารดาเนนิ งาน
3. การเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองการปกครอง ซ่ึงมีผลต่อแนวนโยบายของรัฐ
กฎหมาย ระเบียบ ขอ้ บังคบั ต่าง ๆ ซง่ึ มีผลตอ่ การดาเนนิ งานขององค์กร
4. ข้อกาหนดของรัฐบาล ซ่ึงมีผลกระทบต่อการดาเนินงาน เช่น การต้ังคณะกรรมการ
กากบั ดูแลกิจการต่าง ๆ
5. จานวนคู่แข่งมีมาก ทาให้องค์กรจาเป็นต้องสอบทานนโยบายด้านราคา ส่วนแบ่ง
การตลาด การางตาแหนง่ ของสินค้า และรายการสินค้าทค่ี วรดารงไวใ้ นตลาด
6. การเปล่ียนแปลงทางวัฒนธรรมและสังคม ทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงในด้าน
ความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าในตัวสินค้าหรือบริการ ซึ่งมีผลกระทบต่อการตลาด
รูปลกั ษณ์ ผลติ ภณั ฑ์ หรือแบบของบรรจุภณั ฑ์
31
7. กฎหมายใหม่ ๆ ท่ีผา่ นรฐั สภาและมีผลบังคับใช้ อาจทาใหต้ ้องปรับเปล่ยี นวิธกี าร
และกลยุทธ์ใหม่เพอื่ ใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมาย
8. ผลของการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ของสื่อต่างๆ ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน
พฤตกิ รรมของผู้บรโิ ภค
9. ความคาดหวงั ของชมุ ชน
10. การก่อการรา้ ยท่ขี ายวงกว้างขนึ้
11. การเกิดภัยธรรมชาติ หรือการจลาจล กอ่ การร้าย
12. การเปลย่ี นแปลงทางการเมอื ง เศรษฐกิจ และสังคม
13. ความเสย่ี งจากหน่วยงานภาครฐั และเอกชนอ่ืนท่ีเก่ียวข้อง
2) ปจั จยั ภายนอก เชน่
1. วัฒนธรรมและจรรยาบรรณองค์กร ซึ่งรวมถึงความซื่อสัตย์และจริยธรรมของ
ผู้บริหารองค์กรท่ีผู้นาขาดความซ่ือสัตย์และขาดจริยธรรม ย่อมมีความเส่ียงสูงที่จะทาให้เกิดผล
เสยี หายตอ่ องคก์ รมากกวา่ องคก์ รที่มีผนู้ าท่ีมีความซ่ือสัตย์และมจี รยิ ธรรมสูง
2. การบริหารทรัพยากรบุคคล ซึ่งรวมถึงคุณภาพของบุคลากรท่ีว่าจ้างเข้ามา
ตลอดจนนโยบายการฝึกอบรมท่ีใช้ มีส่วนสาคัญในการสร้างจิตสานึกของความรับผิดชอบในหน้าที่
การงาน
3. ความสลับซับซ้อนของระบบการปฏิบัติงาน หากซับซ้อนมาก โอกาสในการเกิด
ข้อผิดพลาดก็จะสูงขึ้นดว้ ย
4. โครงสร้างองค์กรและขนาดของหน่วยงาน หน่วยงานใหญ่ที่มีกิจกรรมมากย่อมมี
โอกาสผดิ พลาดสงู กว่าหนว่ ยงานเลก็
5. การเปลี่ยนแปลงระบบการประมวลข้อมูล ซึ่งทาให้ระบบการควบคุมแตกต่างไป
จากเดมิ มาก
6. การเติบโตอย่างรวดเร็วขององค์กร ทาให้ผู้บริหารมุ่งจัดการด้านการปฏิบัติงาน
ตามแผนงาน ซึ่งทาใหม้ ีเวลานอ้ ยในการจดั วางระบบงานใหด้ ี
7. การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลท้งั ระดับบริหารและระดับปฏิบตั ิงานทาใหร้ ะดับการให้
ความสาคัญตอ่ การควบคมุ ภายในของบคุ คลเหลา่ นัน้ เปลีย่ นไป
8. ความกดดันที่ผู้บริหารได้รับในการปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุวัตถุประสงค์ หาก
เครง่ เครยี ดมากเกนิ ไปโอกาสผิดพลาดย่อมสูง
9. ความยากง่ายในการอนุญาตให้บุคลากรซ่ึงดารงตาแหน่งหน้าท่ีต่าง ๆ กัน เข้าถึง
ขอ้ มูลและทรัพย์สินต่าง ๆ ขององค์กรย่อมกระทบต่อความเสย่ี งทจี่ ะเกดิ การนาขอ้ มูลหรือทรัพย์สินไป
ใชใ้ นทางมิชอบ
32
10. ระยะทางของสานักงานใหญ่และสาขาอาจห่างไกลกันมาก ทาให้การกากับดูแล
หยอ่ นยานหรอื ไม่ท่ัวถงึ
11. ขวญั และกาลังใจของบุคลากร หากขวญั และกาลังใจของบุคลากรตกต่า ความผดิ พลาด
ในการทางานจะมมี ากข้นึ สง่ ผลใหเ้ กดิ ความเสยี หายสงู
12. สภาพคล่องของสินทรัพย์ท่ีได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์
ย่ิงสภาพคล่องสูงมากเท่าใดย่อมจูงใจให้เกิดการกระทาผิดมากข้ึนเท่านั้น เพราะสามารถนาไปใช้
ประโยชนไ์ ด้งา่ ยและสะดวก
13. การปรบั ลดบุคลากร หรือการเปล่ยี นแปลงหน้าทีข่ องบคุ ลากร
14. การกระจายอานาจ
15. การขาดแคลนบคุ ลากรท่ีมีคามสามารถเหมาะสม
16. การพึ่งพิงผู้รับเหมาหรอื ผใู้ ห้บรกิ ารรายหน่งึ รายไดม้ ากเกนิ ไป
17. การเขา้ ถึงทรัพยส์ ินเสีย่ งขององค์กร
18. การสูญเสียบคุ ลากรทมี่ คี วามสามารถ
19. การขาดแคลนงบประมาณสนบั สนนุ
3. การประเมนิ ความเสีย่ ง (Risk Assessment)
หมายถึง การประเมินโอกาสและผลกระทบของเหตุการณ์ท่ีอาจเกิดขึ้นต่อ
วัตถุประสงค์ว่าแต่ละปัจจัยเสี่ยงนั้นมีโอกาสท่ีจะเกิดมากน้อยเพียงใด และหากเกิดข้ึนแล้วจะส่งผล
กระทบต่อองค์กรรุนแรงเพียงใด และนามาจัดลาดับวา่ ปัจจยั เสี่ยงใดมคี วามสาคัญมากนอ้ ยกวา่ กันเพ่ือ
จะได้กาหนดมาตรการตอบโต้กับปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม โดยทั่วไปการประเมินความเส่ียง
ประกอบด้วย 2 มติ ิ ดงั น้ี
1) โอกาสท่ีอาจเกิดขึ้น (Likelihood) ดูได้จากความถี่ของเหตุการณ์มีโอกาสเกิดข้ึน
มากนอ้ ยเพียงใด อาจจาแนกเป็นระดับตา่ ปานกลาง สูง หรอื รอ้ ยละของโอกาสท่อี าจเกิดขน้ึ ได้
2) ผลกระทบ (Impact) หรือความรุนแรง หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นองค์กรจะได้รับ
ผลกระทบมากเพียงใด รุนแรงน้อย ปานกลาง หรอื เสยี หายมาก ซึง่ สามารถที่จะพิจารณาในดา้ น
1. ต้นทุน หรอื งบประมาณ
2. เวลา
3. ขอบเขต ขั้นตอน
4. คณุ ภาพ
5. ความสาเร็จ
การประเมินความเส่ียงสามารถทาได้ทั้งการประเมินเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณโดย
พจิ ารณาทั้งเหตุการณ์ทเี่ กดิ ข้นึ ภายนอกและภายในองค์กร
33
การประเมินความเสี่ยงเชิงคุณภาพ (Qualitative Approach) จะไม่มีการระบุค่าของ
ความเสียหายออกมาเป็นตัวเลขแต่ระบุออกเป็นระดับความรุนแรงของความเสยี หาย และระดับความ
เป็นไปได้ท่ีเหตุการณ์น้ันจะเกิดออกมาในรูปของความน่าจะเป็น (Probability) ซึ่งเป็นรูปตัวเลข
เชน่ กัน
4. การตอบสนองความเสย่ี ง (Risk Response)
เม่ือความเสี่ยงได้รับการบ่งชี้และประเมินความสาคัญแล้วผู้บริหารต้องประเมินวิธีการ
จัดการความเสี่ยงที่สามารถนาไปปฏิบัติได้และผลของการจัดการเหล่านั้นการพิจารณาทางเลือกใน
การดาเนินการจะต้องคานึงถึงความเส่ียงที่ยอมรับได้ และต้นทนุ ท่เี กิดขึ้นเปรียบเทยี บกบั ผลประโยชน์
ท่ีจะได้รับเพ่ือให้การบริหารความเส่ียงมีประสิทธิผล ผู้บริหารอาจต้องเลือกวิธีการจัดการความเส่ียง
อย่างใดอยา่ งหน่ึง หรอื หลายวธิ รี วมกัน เพอื่ ลดระดับโอกาสที่อาจเกิดขนึ้ และผลกระทบของเหตุการณ์
ให้อยใู่ นชว่ งท่ีองค์กรสามารถยอมรบั ได้ (Risk Tolerance)
หลักการตอบสนองความเส่ียงมี 4 ประการ คือ
1) การหลกี เลี่ยงความเสยี่ ง (Risk Avoidance)
การหลีกเล่ียงเหตุการณ์ท่ีก่อให้เกิดความเส่ียง เช่น หยุดดาเนินกิจกรรม การเปล่ียน
วัตถุประสงค์หรือเปล่ียนแปลงกิจกรรมท่ีเป็นความเส่ียง การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทางาน การลด
ขนาดของงานหรือกิจกรรมที่จะดาเนินการลงหรือเลือกกิจกรรมอื่นท่ีสามารถยอมรับได้มากกว่า
เป็นต้น
2) การยอมรับความเส่ียง (Risk Acceptance)
การไม่ต้องมีการดาเนินการเพ่ิมเติมเพ่ือลดโอกาส หรือผลกระทบท่ีอาจเกิดข้ึนอีก
กรณีน้ีใช้กับความเสี่ยงท่ีมีน้อย ความน่าจะเกิดน้อยหรือเห็นว่ามีต้นทุนในการบริหารความเส่ียงสูง
โดยขออนุมตั ิหลกั การรบั ความเสย่ี งไว้
3) การลดความเสย่ี ง (Risk Reduction) หรอื ควบคุมความเสี่ยง (Risk Control)
การลดโอกาสความน่าจะเกิดหรือลดความเสียหาย โดยการจัดระบบการควบคุม
เพ่ือป้องกนั การปรับปรุงแกไ้ ขกระบวนการรวมกับกาหนดแผนสารองในเหตฉุ ุกเฉิน
4) การกระจาย (Risk Sharing) หรือโอนความเส่ยี ง (Risk Spreading)
การกระจายหรือถ่ายโอนความเสี่ยงให้หน่วยงานอ่ืนช่วยแบ่งความรับผิดชอบไป เช่น
การทาประกันภัยกับองค์กรภายนอก หรือการจ้างบุคคลภายนอกดาเนินการแทน (Outsource)
กิจกรรมการควบคมุ (Control Activities)
5. การสอ่ื สาร และ ใหค้ าปรกึ ษา (Communicate and Consult)
การส่ือสารมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกฝ่ายท่ีเกี่ยวข้องได้รับความเข้าใจ ท่ีตรงกันอย่าง
ท่ัวถึง โดยเข้าใจ และมีข้อมูลความเส่ียงของโครงการทางเลือกในการลดปัญหาความเส่ียง ข้อมูลของ
34
ความเส่ียงในลักษณะต่าง ๆ และทาการตัดสินใจได้ดีที่สุดภายใต้ข้อจากัดของแต่ละโครงการ ซ่ึงการ
ติดต่อส่ือสาร และเอกสารที่เกย่ี วขอ้ งมีความสาคญั ยง่ิ ต่อความสาเรจ็ ของแต่ละข้ันตอนในกระบวนการ
บรหิ ารความเสี่ยง
ลกั ษณะของการส่ือสารควรจะมีการติดต่อส่ือสารกันในลักษณะท่ีเปิดเผย และกระตุ้น
ให้เกิดการติดต่อ พูดคุยกันได้โดยไม่มีข้อจากัดของข้ันตอนหรือระดับ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็น
ทางการ และควรมเี อกสารแบบฟอร์มคู่มอื การปฏิบัตงิ านเผยแพร่เพ่ือสร้างความเข้าใจ
การส่ือสารเกี่ยวกับกลยุทธก์ ารบริหารความเสี่ยงและวิธีปฏิบัติมีความสาคัญอย่างมาก
เพราะการสื่อสารจะเน้นให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างการบริหารความเส่ียง จะช่วยให้เกิด
การยอมรับในกระบวนการและนามาซึง่ ความสาเร็จในการพัฒนาการบริหารความเส่ียง โดยควรได้รับ
การสนับสนนุ ท้ังทางวาจาและในทางปฏิบตั ิจากอธกิ ารบดี และคณะกรรมการสภาของมหาวทิ ยาลยั
6. การตดิ ตามผล (Monitoring)
ก า ร ติ ด ต า ม ป ร ะ เมิ น เพื่ อ ให้ ม่ั น ใจ ได้ ว่ า ก า ร จั ด ก า ร ค ว า ม เสี่ ย งมี คุ ณ ภ า พ แ ล ะ มี
ความเหมาะสมและการบรหิ ารความเสีย่ งได้นาไปประยุกต์ใช้ในทุกระดับองค์กร และเพ่ือให้ทราบว่า
ความเสี่ยงท้ังหมดที่มีผลกระทบสาคัญต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรได้รับการรายงานต่อ
ผบู้ รหิ ารท่ีรบั ผิดชอบ การติดตามการบรหิ ารความเสย่ี งทาได้ 2 ลักษณะ คือ
1) การติดตามอย่างต่อเนื่องเป็นการดาเนินการอย่างสม่าเสมอ เพื่อให้สามารถ
ตอบสนองตอ่ การเปลีย่ นแปลงอยา่ งทนั ท่วงที และถือเปน็ สว่ นหนงึ่ ของการปฏิบัติงาน
2) การติดตามเปน็ รายครง้ั เปน็ การดาเนินการภายหลังจากเกิดเหตกุ ารณ์
ดังนั้น ปัญหาท่ีเกิดขึ้นจะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วหากองค์กรมีการจัดทารายงาน
ความเส่ยี งเพอ่ื ใหก้ ารติดตามการบริหารความเสี่ยงเป็นไปอย่างมปี ระสทิ ธิภาพและประสิทธิผล
ปจั จัยท่ีสาคัญต่อความสาเรจ็ ของการบริหารความเส่ียง คือ การกาหนดวิธีที่เหมาะสม
ในการติดตามการบริหารความเส่ียง การติดตามกระบวนการบริหารความเสี่ยง ควรพิจารณา
ประเด็นต่อไปนี้
1) การรายงานและการสอบทานข้ันตอนตามกระบวนการบริหารความเส่ยี ง
2) ความชัดเจนและสมา่ เสมอของการมสี ่วนรว่ มและความมุ่งมน่ั ของผบู้ ริหารระดับสงู
3) บทบาทของผู้นาในการสนับสนุนและตดิ ตามการบริหารความเสยี่ ง
4) การประยกุ ตใ์ ชเ้ กณฑก์ ารประเมินผลการดาเนินงานทเี่ กีย่ วกบั การบริหาร
ความเส่ยี ง
ดังน้นั ผู้วิจัยจงึ สรุป ขนั้ ตอนของการบรหิ ารความเสย่ี ง เปน็ 6 ขัน้ ตอนดงั น้ี
1) การกาหนดวัตถุประสงค์ คือ การกาหนดวัตถุประสงค์และกลยุทธ์การบริหาร
ความเส่ียงขององค์การไว้เปน็ ลายลักษณอ์ ักษร โดยพิจารณาไดจ้ ากดา้ นต่าง ๆ ดังนี้
35
1. ด้านกลยทุ ธท์ เ่ี ก่ยี วข้องกบั เปา้ หมายและพันธกจิ ในภาพรวมขององค์กร
2. ดา้ นปฏบิ ัติงานทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั ประสิทธภิ าพ ผลการปฏบิ ัตงิ านและความสามารถ
ในการทากาไร
3. ด้านการรายงานที่เกยี่ วข้องกับรายงานท้งั ภายในและภายนอกองค์กร
4. ด้านการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบท่ีเก่ียวข้องกับการปฏิบัติตามกฎหมาย และ
กฎระเบียบตา่ ง ๆ
2) การระบุความเส่ียง เป็นกระบวนการที่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน ร่วมกันระบุความ
เส่ียงและปัจจัยเส่ียงขององค์กรว่ามีเหตุการณ์หรืออุปสรรคใดที่อาจเกิดข้ึนจากผลการดาเนินงานที่
ผา่ นมาและส่งผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรมากท่ีสุด โดยพิจารณาท้ังปัจจัยภายใน
ภายนอก และให้ครอบคลุมในทุกประเภทของความเสี่ยงเพ่ือให้ผู้บริหารได้รับข้อมูลที่เพียงพอในการ
นาไปบริหารจัดการได้ ซ่ึงแต่ละหน่วยงานอาจเลือกใช้เทคนิคในการระบุความเส่ียงท่ีเหมาะสม ได้แก่
การระบุความเสย่ี งโดยการระดมสมอง การะบุความเสย่ี งโดยข้อมลู ในอดตี การระบุความเสี่ยงโดยการ
ใช้รายการตรวจสอบ การระบุความเสี่ยงโดยการวิเคราะห์ความผิดพลาดของมนุษย์ การระบุความ
เสย่ี งโดยการวเิ คราะห์ระบบงาน การระบุความเสยี่ งโดยการวเิ คราะหส์ ถานการณ์
3) การประเมินความเสี่ยง คือ การประเมินโอกาสและผลกระทบของเหตุการณ์ที่อาจ
เกิดข้ึนต่อวัตถุประสงค์ว่าแต่ละปัจจัยเสี่ยงนั้นมีโอกาสท่ีจะเกิดมากน้อยเพียงใด และหากเกิดข้ึนแล้ว
จะส่งผลกระทบต่อองค์กรรุนแรงเพียงใด และนามาจัดลาดับว่าปัจจัยเสี่ยงใดมีความสาคัญมากน้อย
กว่ากันเพื่อจะได้กาหนดมาตรการตอบโต้กับปัจจัยเส่ียงเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม โดยทั่วไปการประเมิน
ความเสยี่ งประกอบดว้ ย 2 มิติ ดังน้ี
1. โอกาสที่อาจเกิดขึน้ (Likelihood) ดูได้จากความถ่ีของเหตุการณ์มีโอกาสเกิดขึ้น
มากน้อยเพยี งใด อาจจาแนกเป็นระดบั ตา่ ปานกลาง สูง หรอื ร้อยละของโอกาสทอี่ าจเกดิ ข้นึ ได้
2. ผลกระทบ (Impact) หรือความรุนแรง หากมีเหตกุ ารณ์เกิดข้นึ องคก์ รจะได้รบั
ผลกระทบมากเพียงใด รนุ แรงนอ้ ย ปานกลาง หรือเสียหายมาก
ส า ห รั บ ก า ร ป ร ะ เมิ น ค ว า ม เสี่ ย ง ส า ม า ร ถ ท า ได้ ท้ั ง ก า ร ป ร ะ เมิ น เชิ ง คุ ณ ภ า พ แ ล ะ
เชิงปริมาณโดยพิจารณาท้ังเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนภายนอกและภายในองค์กร การประเมินความเสี่ยง
เชงิ คณุ ภาพ จะไม่มีการระบุคา่ ของความเสียหายออกมาเป็นตวั เลขแตร่ ะบุออกเป็นระดับความรุนแรง
ของความเสียหาย และระดับความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดออกมาในรูปของความน่าจะเป็น
ซ่งึ เป็นรูปตวั เลข
4) การตอบสนองความเส่ียง หลังจากความเสี่ยงได้รับการประเมินความสาคัญแล้ว
ผู้บริหารต้องประเมินวิธีการจัดการความเส่ียงท่ีสามารถนาไปปฏิบัติได้ โดยคานึงถึงความเส่ียง
ทย่ี อมรับได้ และต้นทนุ ทเี่ กิดขน้ึ เปรียบเทยี บกับผลท่ีไดร้ บั ซ่ึงหลักการตอบสนอง มี 4 ประการ คือ
36
1. การหลีกเล่ียงความเส่ยี ง
2. การยอมรบั ความเส่ยี ง
3. การลดความเสี่ยง
4. การกระจาย
5) การส่ือสาร และให้คาปรึกษา คือ การส่ือสารที่มีวัตถุประสงค์เพ่ือให้ทุกภาคส่วน
เขา้ ใจข้อมูลของความเสี่ยงในลกั ษณะต่าง ๆ ซึ่งการติดต่อส่ือสารและเอกสารทเ่ี ก่ยี วข้องมคี วามสาคัญ
ย่ิงตอ่ ความสาเรจ็ ของแต่ละขั้นตอนในกระบวนการบริหารความเสี่ยง
6) การติดตามผล เป็นการติดตามผลการดาเนินงานด้านการจัดการความเสี่ยงว่ามี
คณุ ภาพและความเหมาะสมที่จะนาไปประยุกต์ใช้ในทกุ ระดับขององค์กร และเพื่อให้ทราบผลกระทบ
ท่ีสาคัญต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ชององค์กร โดยการติดตามการบริหารความเสี่ยงทาได้ 2 ลักษณะ
คอื
1. การติดตามอย่างต่อเน่ืองเป็นการดาเนินการอย่างสม่าเสมอ เพื่อให้สามารถ
ตอบสนองต่อการเปล่ยี นแปลงอยา่ งทันทว่ งที และถือเปน็ ส่วนหน่งึ ของการปฏิบตั งิ าน
2. การติดตามเปน็ รายคร้ัง เปน็ การดาเนินการภายหลงั จากเกดิ เหตกุ ารณ์
2.4.6 ปจั จัยท่สี ง่ ผลตอ่ ความสาเร็จ
กระทรวงศึกษาธิการ (2556: 39) ได้กล่าวถึงปัจจัยสาคัญท่ีการบริหารความเส่ียงให้ประสบ
ผลสาเร็จดงั น้ี
1) การได้รับการสนับสนนุ จากผบู้ ริหารระดับสูง
2) การใชค้ าทที่ าใหเ้ ขา้ ใจแบบเดยี วกัน
3) การปฏิบตั ติ ามกระบวนการบริหารความเส่ียงทตี่ อ่ เนอ่ื งสม่าเสมอ
4) การมีกระบวนการในการบรหิ ารการเปล่ยี นแปลง
5) การสอ่ื สารท่ีมีประสิทธิภาพ
6) การวัดผลการบริหารความเสย่ี งซึง่ รวมท้ังการวดั ความเส่ยี ง
7) การฝึกอบรมและกลไกด้านทรัพยากรบุคคลเพ่ือให้พนักงานทุกคนเข้าใจในกรอบและ
ความรบั ผิดชอบของการบรหิ ารความเสย่ี ง
8) การติดตามกระบวนการบรหิ ารความเสีย่ งด้วยการกาหนดวิธที ่ีเหมาะสม
ผวู้ จิ ัยสรุปได้ว่า ปจั จัยท่สี ง่ ผลตอ่ ความสาเร็จต่อการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้ มี 8 ปัจจัย
ดังตอ่ ไปน้ี
1) การได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสงู หมายถึง การได้รับการสนับสนนุ ใน
การดาเนนิ งานตามนโยบายการบรหิ ารความเสย่ี งจากคณบดี หวั หนา้ ภาควิชา และหัวหน้าสานักงาน
37
2) การใช้คาท่ีทาให้เข้าใจแบบเดียวกัน หมายถึง คาท่ีใช้เกี่ยวกับบริหารความเส่ียง
ท่ไี ด้จากคูม่ ือการจดั ทาแผนบริหารความเสีย่ งมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทเี่ กี่ยวกบั ขน้ั ตอนของการบริหาร
ความเสีย่ ง ดังน้ี
1. การกาหนดวัตถุประสงค์องค์กร
2. การระบคุ วามเสี่ยง
3. การประเมนิ ความเส่ียง
4. การตอบสนองความเสี่ยง
5. การส่อื สาร และให้คาปรกึ ษาเกยี่ วกบั บรหิ ารความเสีย่ ง
6. การตดิ ตามผลการจัดการความเสี่ยง
3) การปฏิบัติตามกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่ต่อเน่ืองสม่าเสมอ หมายถึง
หน่วยงานมีการจัดทาแผนบริหารความเสี่ยง การปฏิบัติตามแผนบริหารความเส่ียง การรายงานแผน
บริหารความเส่ียงอย่างน้อยปีละ 2 คร้ัง และการติดตามตามกระบวนการบริหารความเส่ียงอย่าง
ต่อเน่ืองสม่าเสมอจนกลายเป็นงานประจา
4) การมีกระบวนการในการบริหารการเปลี่ยนแปลง หมายถึง กระบวนการบริหาร
การเปล่ียนแปลง (Robert Oster Hoff อ้างถึงใน สานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการและ
สถาบันเพ่ิมผลผลิตแห่งชาติ (2547) ประกอบด้วย การเรียนรู้ (Learning) กระบวนการและเคร่ืองมือ
(Process & Tools) การวัดผล (Measurement) การสื่อสาร (Communication) การยกย่องชมเชย
และการให้รางวัล (Recognition and Reward) การเตรียมการและการปรับเปล่ียนพฤติกรรม
(Transition and Behavior Management) เปา้ หมาย (Desired State)
5) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ หมายถึง การสื่อสารข้อมูลข่าวสารทางด้านบริหาร
ความเสย่ี งผา่ นช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ การประชมุ เอกสาร และเว็บไซต์
6) การวัดผลการบริหารความเส่ียง หมายถึง การประเมินความเส่ียงที่ประกอบ
ไปดว้ ย 5 ข้นั ตอน คอื
ขน้ั ตอนท่ี 1 ระบุความเสียหายท่ีเกิดจากความเส่ียงนั้นๆ
ข้ันตอนที่ 2 ระบุกลุ่มบุคคล/องค์กรที่จะได้รบั ผลกระทบและลักษณะของผลกระทบที่จะ
เกิดข้ึน
ขนั้ ตอนท่ี 3 กาหนดวธิ ีการป้องกันระมดั ระวัง
ขน้ั ตอนที่ 4 บันทกึ รายละเอยี ดท้ังหมดตงั้ แตข่ อ้ 1-3 และดาเนินการตามวิธี
ขน้ั ตอนท่ี 5 ทบทวนการประเมินความเส่ียง วิธีการที่ป้องกันและปรบั ให้ทันต่อเหตุการณ์
(ถ้าจาเปน็ )
38
7) การฝึกอบรมและกลไกด้านทรัพยากรบุคคลเพื่อให้บุคลากรทุกระดับเข้าใจใน
กรอบและความรับผิดชอบของการบริหารความเสี่ยง หมายถึง การกาหนดหลักสูตรฝึกอบรมด้านการบริหาร
ความเสยี่ งให้บคุ ลากรทกุ ระดบั ได้เขา้ ใจในกรอบและความรบั ผดิ ชอบของการบริหารความเส่ยี ง
8) การติดตามกระบวนการบริหารความเส่ียงด้วยการกาหนดวิธีที่เหมาะสม
หมายถึง องค์กรมีระบบกลไกในการติดตามกระบวนการบริหารความเส่ียงอย่างชัดเจน และมีการติดตาม
อย่างต่อเน่ืองสม่าเสมอ หรือจะติดตามเป็นรายครั้งหลังจากเกิดเหตุการณ์ กรณีเกิดความเส่ียงเร่งด่วนและ
สาคัญ
2.4.7 ประโยชนข์ องการบรหิ ารความเสย่ี ง
กลุม่ ตรวจสอบภายในระดบั กระทรวง กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2556: 39) ได้กล่าวถึงประโยชน์
ของการบริหารความเส่ยี งไวด้ ังนี้
1) ใช้ในการวางแผนควบคู่กับการบรหิ ารงาน บรหิ ารโครงการ หรอื บริหารองค์กร
2) ผลการดาเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์
3) นากลยทุ ธอ์ งคก์ รไปดาเนนิ การในการปฏิบตั งิ านให้ประสบความสาเรจ็
4) ระบแุ ละบริหารจัดการความเส่ียงทม่ี ีความสาคญั ได้ทันเวลา
2.5 งานวิจัยท่ีเกย่ี วขอ้ ง
กันยารัตน์ ม้าวิไล (2551, บทคัดย่อ) วิจัย เร่ือง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริหาร
ความเสี่ยงของหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลศูนย์ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ผลการวิจัย พบว่า
1) พฤติกรรมบริหารความเส่ียงของหัวหน้าหอผู้ป่วยโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 2) ค่าเฉลี่ยของ
เจตคติต่อการบริหารความเสี่ยงและทักษะการติดต่อส่ือสารเก่ียวกับการบริหารความเส่ียงโดยรวมอยู่
ในระดับสูง 3) วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทางาน และการได้รับการอบรมไม่มีความสัมพันธ์กับ
พฤติกรรมการบริหารความเส่ียงของหัวหน้าหอผู้ป่วย สาหรับเจตคติมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับ
ปานกลางและทักษะการติดต่อส่ือสารมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับพฤติกรรมการบริหาร
ความเส่ียงอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) เจตคติต่อการบริหารความเสี่ยง และทักษะ
การติดต่อส่ือสารสามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการบริหารความเสี่ยงของหัวหน้าหอผู้ป่วยได้
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมบริหาร
ความเสย่ี งได้รอ้ ยละ 44 (R2 = .440) และสามารถสรา้ งสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดบิ ได้ดังน้ี
พฤติกรรมการบริหารความเสี่ยง = -1.084 + .700 (ทักษะการติดต่อส่ือสาร) + .273
(เจตคตติ ่อการบริหารความเส่ียง)
ดวงใจ ชว่ ยตระกลู (2552, บทคัดยอ่ ) วิจยั เรอ่ื ง การบริหารความเส่ียงในสถานศึกษาระดับ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ผลการวิจัย พบวา่ 1) ปัจจัยความเส่ียงในสถานศึกษาระดับการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน
ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ ด้านการเรียนการสอน ด้านการเงิน ด้านความมั่นใจทางการศึกษา
39
ด้านส่ิงแวดล้อม และด้านการบริหารจัดการความปลอดภัย โดยปัจจัยความเสี่ยงของสถานศึกษา
ในเมือง นอกเมืองและในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05
2) แนวทางการบริหารความเส่ียงในสถานศึกษาระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พบว่า ปัจจัยความเสี่ยง
ด้านการเรียนการสอนควรใช้วิธีการบริหารความเส่ียงโดยการควบคุมและหามาตรการในการป้องกัน
ความเสี่ยงรวมไปถึงถ่ายโอนความเส่ียง ปัจจัยความเส่ียงด้านการเงินควรใช้วิธีการบริหารความเส่ียง
โดยการควบคุมและหามาตรการในการป้องกันความเส่ียงรวมถึงการมีส่วนร่วมของภาคีคือชุมชน
ผู้ปกครองและผู้ประกอบการ ปัจจัยความเส่ียงด้านสิ่งแวดล้อมควรใช้วิธีการบริหารความเส่ียงโดย
การควบคุมและหามาตรการในการป้องกันความเส่ียงรวมไปถึงถ่ายโอนความเสี่ยง ปัจจัยความเส่ียง
ด้านการบริหารจัดการความปลอดภัยควรใช้วิธีการควบคุมและหามาตรการในการป้องกันความเสี่ยง
รวมไปถึงการมีส่วนร่วมของนักเรียน ผู้ปกครอง บุคลากรในสถานศึกษา ชุมชน คณะกรรมการ
สถานศึกษาและผู้ทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
สุมนา เสือเอก (2552, บทคัดย่อ) วิจัย เรื่อง การบริหารความเสยี่ งของโรงเรียนอาชีวศึกษา
เอกชน ในกรุงเทพมหานคร ผลการวจิ ัยพบว่า 1) ผบู้ ริหารมีความคิดเหน็ ต่อการบริหารความเสีย่ งโดย
ภาพรวมและรายดา้ นอยใู่ นระดับปานกลาง 2) ผ้บู ริหารชายมีความคดิ เห็นตอ่ การบริหารความเส่ียงสูง
กว่าผู้บริหารหญิงอย่างมมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ทุกด้าน 3) ผู้บริหารท่ีมีประสบการณ์ใน
การทางานมากมีความคิดเห็นต่อการบริหารความเสี่ยงสูงกว่าผู้บริหารท่ีมีประสบการณ์ในการทา งาน
น้อยอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .001 ทุกด้าน 4) ผู้บริหารท่ีมีฐานะทางเศรษฐกิจสูงกับต่า และ
ผู้บริหารที่มีฐานะทางเศรษฐกิจปานกลางกับต่า มีความคิดเห็นต่อการบริหารความเสี่ยงของโรงเรียน
อาชีวศึกษาเอกชน ในกรุงเทพมหานคร แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .001 แต่
ผู้บริหารท่ีมีฐานะทางเศรษฐกิจสูงกับปานกลาง มีความคิดเห็นต่อการบริหารความเส่ียงของโรงเรียน
อาชวี ศึกษาเอกชน ในกรุงเทพมหานครไมแ่ ตกต่างกนั
มนสิชา แสวัง (2553, บทคัดย่อ) วิจัย เร่ือง การบริหารความเสี่ยงของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ผลการวิจยั พบวา่
1) ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ ดา้ นการดาเนนิ งาน ด้านกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ มีความเสี่ยง
อยู่ในระดับน้อย แสดงว่าทั้ง 3 ประเด็นผู้บริหารระดับสูงของส่วนงานสามารถยอมรับความเส่ียงได้
แต่ต้องมีการควบคุมการปฏิบัติงานในด้านดังกล่าว ส่วนความเส่ียงด้านการเงินและงบประมาณ
มีความเส่ียงอยู่ในระดับสูง แสดงว่าในประเด็นน้ีผู้บริหารระดับสูงของส่วนงานไม่สามารถยอมรับ
ความเสีย่ งได้ ต้องมกี ารจัดการกับความเสยี่ งในด้านการเงินและงบประมาณ
ในภาพรวมการบริหารความเสี่ยงของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทั้ง 4 ด้าน มีความเส่ียงอยู่ใน
ระดับนอ้ ย แสดงว่าสามารถยอมรับความเส่ยี งได้ แตต่ ้องมีกิจกรรมควบคมุ ในทุกๆ ดา้ น
40
2) แนวทางในการจัดทาการบริหารความเสี่ยงของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ควรมีแนวทาง
ในเร่ืองดังต่อไปนี้
1. จัดการอบรมส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในเรื่องการบริหารความเสี่ยงให้แก่ผู้บริหาร
และบุคลากรทกุ ระดบั
2. จัดทาแผนบริหารความเสี่ยงโดยให้ความสาคัญต่อความเส่ียงด้านยุทธศาสตร์ เพื่อให้
มหาวทิ ยาลัยสามารถดาเนินการใหบ้ รรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธภิ าพ ความเสี่ยงด้านการเงนิ และ
งบประมาณ ซึง่ มปี ระเด็นความเสยี่ งตอ่ การได้รบั งบประมาณสนับสนุนจากรฐั บาลลดลงในอนาคต
ปิยะรัตน์ เสนีย์ชัย (2554, บทคัดย่อ) วิจัย เร่ือง การบริหารความเส่ียงของผู้บริหาร
สถานศึกษา ตามทัศนะของข้าราชการครูสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานราธิวาส
เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารความเส่ียงของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของ
ข้าราชการครู สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาสเขต 2 โดยภาพรวมและ
รายด้านอยู่ในระดับมาก 2) การบริหารความเส่ียงของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของข้าราชการ
ครู สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษานราธิวาส เขต 2 ท่ีมีประสบการณ์การทางานต่างกันโดย
ภาพรวมไม่แตกต่าง ข้าราชการครูที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนต่างอาเภอ ในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษานราธิวาส เขต 2 มีการแสดงทัศนะต่อการบริหารความเส่ียงของผู้บริหารสถานศึกษา
แตกต่างกัน และข้าราชการครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนท่ีมีขนาดต่างกัน มีทัศนะแตกต่างกัน โดยที่
ขา้ ราชการครูท่สี ังกัดในโรงเรียนขนาดเลก็ มที ัศนะต่อการบรหิ ารความเส่ยี งของผู้บรหิ ารสถานศึกษาสูง
กว่าขา้ ราชการครทู ี่สงั กัดในโรงเรยี นขนาดกลางและขนาดใหญ่
อัจจิมา ศิริสวัสดิ์ (2555, บทคัดย่อ) วิจัย เรื่อง การวิเคราะห์ระบบการบริหารความเสี่ยง
ของระดับหน่วยงานในสถาบันอุดมศึกษา: กรณีศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผลการวจิ ยั พบวา่ ปัญหาอุปสรรคการบรหิ ารความเส่ียงประกอบไปด้วย 5 ปจั จยั ดังน้ี
1) ความไม่ชดั เจนของนโยบาย
2) การได้รับประเด็นความเสี่ยงจากภาควิชาไม่ครบถ้วน ส่งผลให้บางประเด็นความเส่ียงยัง
ไมไ่ ดด้ าเนินการป้องกนั
3) การเปล่ียนแปลงของชุดผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ส่งผลให้การดาเนินงานขาด
ความตอ่ เนอื่ ง
4) ปฏบิ ตั ติ ามกระบวนการแต่ขาดความเขา้ ใจ
5) บคุ ลากรไมใ่ หค้ วามรว่ มมือ สง่ ผลใหก้ ารปฏิบัติงานไมบ่ รรลตุ ามเปา้ หมายท่วี างไว้
สว่ นปัจจยั ท่นี าไปสกู่ ารประสบความสาเรจ็ ซงึ่ ประกอบไปดว้ ย 7 ปัจจยั ดงั นี้
1) ผบู้ ริหารระดบั สูงจะต้องมีความชดั เจนของนโยบายดา้ นการดาเนินการบริหารความเสี่ยง
2) การไดร้ ับการสนับสนนุ จากผบู้ รหิ ารในการดาเนนิ งานด้านการบรหิ ารความเสยี่ ง
41
3) การวางแผนในการดาเนนิ การบริหารความเสี่ยงท่ชี ัดเจน
4) มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในการดาเนินการบริหารความเสีย่ ง
5) การปฏิบัติงานตามกระบวนการอย่างต่อเนื่อง และมีการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่าง
สมา่ เสมอ
6) การใหค้ วามรว่ มมือในการดาเนนิ การบรหิ ารความเสย่ี งจากบุคลากรภายในองค์การ และ
7) ต้องมีการสื่อสารให้บุคลากรภายในองค์การได้รับทราบ เพ่ือให้มีความเข้าใจในการ
ดาเนนิ งานทีต่ รงกนั
ปัจจัยที่ส่งผลให้ประสบความสาเร็จในการบริหารความเส่ียงที่ได้จากการศึกษาคร้ังน้ี จะต้อง
อาศัยการบริหารความเส่ียงท่ัวทั้งองค์การ มีความสอดคล้องกับปัจจัยที่ส่งผลให้ประสบความสาเร็จ
ของการบริหารคุณภาพท่ัวทั้งองค์การ (TQM) โดยการบริหารแบบ TQM และการบริหารความเส่ียง
เป็นการบรหิ ารทที่ าให้เกิดการเปล่ียนแปลงทัว่ ทง้ั องค์กรเชน่ เดยี วกัน
พจนา รุ่งรัตน์ (2557: บทคดั ย่อ) วิจัย เร่ือง ความสัมพนั ธ์ระหว่างปจั จัยส่วนบคุ คล ความรู้
และทัศนคติเร่ืองการบริหารความเส่ียงกับการปฏิบัติตามกระบวนการบริหารความเส่ียงของบุคลากร
ทางการพยาบาล โรงพยาบาลบ้านค่าย จงั หวัดระยอง พบว่า
1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 88.70 มีอายุอยู่ในช่วง 41-50 ปี
มากท่ีสุด คิดเป็นร้อยละ 38.00 ส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีข้ึนไป คิดเป็นร้อยละ 62.00
มีระยะเวลาการปฏิบัติงาน 6-10 ปี มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 32.00 หน่วยงานท่ีปฏิบัติส่วนใหญ่คือ
หน่วยบริการ คิดเป็นร้อยละ 84.70 เคยได้รับการอบรมเรื่องการบริหารความเส่ียง คิดเป็นร้อยละ
83.30 ทราบนโยบายการบริหารความเสี่ยงคิดเป็นร้อยละ 84.00 เคยบันทึกรายงานความเส่ียง
คิดเป็นร้อยละ 83.30 ส่วนใหญ่มีความเร่ืองการบริหารความเสี่ยงในระดับมาก คิดเป็นรอ้ ยละ 95.34
(X = 13.55, SD = 1.39) มีทัศนคติเร่ืองการบริหารความเส่ียงในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 93.30
(X = 4.22, SD = .53) และมีการปฏิบัติตามกระบวนการบริหารความเสี่ยงมาก คิดเป็นร้อยละ
69.34 (X = 3.92, SD = .66)
2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติตามกระบวนการบริหารความเส่ียงอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติ ได้แก่ ทัศนคติเรื่องการบริหารความเส่ียง (r = .262, < .05) การได้รับการอบรมเรื่อง
การบริหารความเสี่ยง ( = 10.541, < .01) และการทราบนโยบายการบริหารความเสี่ยง
( = 6.163, < .05) ส่วนปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลา
การปฏิบัติงาน หน่วยงานที่ปฏิบัติ และการบันทึกรายงานความเส่ียง และความรู้เร่ืองการบริหาร
ความเสย่ี ง ไมม่ ีความสมั พนั ธ์กับการปฏิบตั ติ ามกระบวนการบรหิ ารคามเสย่ี งอย่างมนี ยั สาคัญทางสถิติ
ข้อเสนอแนะจากการวิจัย พบว่า ควรมีการเสริมสร้างให้บุคลากรมีทัศนคติท่ีดีในเร่ือง
การบริหารความเส่ียง และควรจัดอบรมเก่ียวกับการบริหารความเสยี่ งให้กบั บุคลากรทุกปี รวมทั้งเน้น
ให้บุคลากรทุกระดบั ไดท้ ราบนโยบายการบริหารความเสยี่ งท่รี วดเร็ว ถกู ต้อง และครบถ้วน