42
2.6 กรอบแนวคิดในการวิจัย
จากการทบทวนเอกสาร แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ยั ท่เี กี่ยวข้องขา้ งตน้ พบว่า มีปจั จัยหลาย
ประการที่น่าจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการรักษาศีลแปดของชาวพุทธ ในการวิจัยคร้ังนี้จึงนาปัจจัย
บางประการมาทาการศึกษา โดยกาหนดเปน็ ตัวแปรอสิ ระและตัวแปรตาม ไดด้ ังนี้
2.6.1 ตวั แปรอิสระ แบง่ ออกเป็น 2 กลุม่ ปจั จัย ดงั นี้
1) ปัจจัยด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตาแหน่งงาน
และอายุการทางาน ได้จากการทบทวนแนวคดิ และงานวิจยั ที่เก่ยี วขอ้ ง
2) ปจั จยั ทสี่ ง่ ผลต่อความสาเร็จ ประกอบดว้ ย 8 ปัจจยั คือ
1. การไดร้ บั การสนบั สนุนจากผู้บรหิ ารระดบั สูง
2. การใชค้ าท่ีทาใหเ้ ข้าใจแบบเดียวกนั
3. การปฏบิ ัติตามกระบวนการบริหารความเสี่ยงทีต่ ่อเนอ่ื งสม่าเสมอ
4. การมีกระบวนการในการบริหารการเปล่ยี นแปลง
5. การสื่อสารท่ีมีประสิทธิภาพ
6. การวัดผลการบรหิ ารความเส่ียงซง่ึ รวมทัง้ การวัดความเสีย่ ง
7. การฝึกอบรมและกลไกดา้ นทรพั ยากรบุคคลเพื่อให้พนักงานทกุ คนเขา้ ใจใน
กรอบและความรับผิดชอบของการบริหารความเส่ียง
8. การติดตามกระบวนการบริหารความเสย่ี งด้วยการกาหนดวธิ ที เ่ี หมาะสม
2.6.1 ตัวแปรตาม
การวิจัยคร้ังนี้เป็นการศึกษา ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเส่ียง
มาใช้ ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ
1) ความเส่ียงด้านกลยุทธ์ 2) ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล 3) ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
4) ความเสี่ยงดา้ นกระบวนการ
ดังน้ันปัจจัยด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล ประกอบด้วย เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตาแหน่ง
งาน และอายุการทางาน และ ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จ ประกอบด้วย 8 ปัจจัย คือ 1) การได้รับการสนับสนุน
จากผู้บริหารระดับสูง 2) การใช้คาท่ีทาให้เข้าใจแบบเดียวกัน 3) การปฏิบัติตามกระบวนการบริหาร
ความเส่ยี งทต่ี ่อเน่ืองสมา่ เสมอ 4) การมีกระบวนการในการบริหารการเปล่ยี นแปลง 5) การส่อื สารที่มี
ประสิทธิภาพ 6) การวัดผลการบริหารความเส่ียงซ่ึงรวมท้ังการวัดความเส่ียง 7) การฝึกอบรมและ
กลไกด้านทรัพยากรบุคคลเพื่อให้พนักงานทุกคนเข้าใจในกรอบและความรับผิดชอบของการบริหาร
ความเสี่ยง 8) การติดตามกระบวนการบริหารความเส่ียงด้วยการกาหนดวิธีที่เหมาะสม ส่งผลต่อ
ความสาเร็จในการนาการบรหิ ารความเสย่ี งมาใช้
43
ตวั แปรอิสระ ตวั แปรตาม
1. ปัจจยั ดา้ นคณุ ลกั ษณะสว่ นบคุ คล ปัจจัยท่ีสง่ ผลตอ่ ความสาเรจ็
- เพศ ในการนาการบรหิ ารความเสีย่ งมาใช้
- อายุ ของกลมุ่ สาขาวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
- ระดับการศกึ ษา
- ตาแหน่งงาน มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่
- อายุการทางาน
1. การไดร้ บั การสนบั สนนุ จากผบู้ รหิ าร
2. ความรู้ ความเขา้ ใจการบริหารความเส่ยี ง ระดับสูง
ใน 4 ด้าน ดังน้ี
1. ความเสย่ี งด้านกลยทุ ธ์ 2. การใชค้ าท่ที าใหเ้ ข้าใจแบบเดียวกัน
2. ความเสย่ี งด้านธรรมาภิบาล 3. การปฏบิ ตั ติ ามกระบวนการบรหิ ารความ
3. ความเสย่ี งดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ
4. ความเส่ียงดา้ นกระบวนการ เสยี่ งท่ตี อ่ เนอื่ งสมา่ เสมอ
4. การมกี ระบวนการในการบรหิ ารการ
ภาพท่ี 4 กรอบแนวคิดในการวิจัย
เปลีย่ นแปลง
5. การสื่อสารทมี่ ีประสิทธิภาพ
6. การวดั ผลการบริหารความเส่ียงซงึ่ รวมท้ัง
การวัดความเสีย่ ง
7. การฝกึ อบรมและกลไกดา้ นทรัพยากรบุคคล
เพ่ือใหพ้ นกั งานทุกคนเขา้ ใจในกรอบและ
ความรับผดิ ชอบของการบริหารความเส่ยี ง
8. การตดิ ตามกระบวนการบรหิ ารความเส่ยี ง
ดว้ ยการกาหนดวิธที เี่ หมาะสม
บทที่ 3
วธิ ดี ำเนนิ กำรวจิ ยั
บทนี้ผู้วิจัยนำเสนอระเบียบวิธีวิจัยท่ีจะใช้ในกำรดำเนินกำรศึกษำวิจัย ประกอบด้วย
ข้นั ตอนกำรวจิ ัย ประชำกรและกลุ่มตวั อย่ำงในกำรวจิ ัย เครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในกำรวจิ ยั กำรสร้ำง กำรตรวจสอบ
เครือ่ งมือ กำรเก็บรวบรวมขอ้ มูล กำรวิเครำะห์ขอ้ มลู ดงั ต่อไปนี้
3.1 หนว่ ยทใี่ ชใ้ นกำรวิเครำะห์
กำรศึกษำครั้งน้ีใช้หน่วยวิเครำะห์ข้อมูลเป็นระดับปัจเจกบุคคล (Individual Units) คือ
บุคลำกรคณะวิทยำศำสตร์ คณะเทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศำสตร์ และคณะสถำปัตยกรรมศำสตร์
ทบี่ รหิ ำรงำนและปฏิบตั งิ ำนดำ้ นกำรบรหิ ำรควำมเสย่ี ง
3.2 ประชำกร
ประชำกรในกำรศึกษำ ไดแ้ ก่ บุคลำกร คณะเกษตรศำสตร์ คณะเทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศำสตร์
คณะวิทยำศำสตร์ และคณะสถำปตั ยกรรมศำสตร์
3.3 กล่มุ ตัวอยำ่ ง
3.3.1 ขนำดของกลมุ่ ตัวอยำ่ ง
กลุ่มตัวอย่ำงท่ีใชใ้ นกำรศกึ ษำคร้ังนี้ ใช้จำนวน 400 คน โดยใช้ฐำนกำรคำนวณตัวอย่ำงที่เป็น
ตัวแทนประชำกรตำมสูตรของ Taro Yamane’s (1967 อ้ำงใน สำเริง จันทรสุวรรณ และสุวรรณ
บัวทวน, 2541 : 98) คือสูตร n = ค่ำควำมคลำดเคล่ือนไม่เกิน .05 และที่ระดับ
ควำมเชื่อมั่น 95% ตำมสูตรท่ีใช้ในกำรคำนวณน้ี ขนำดของกลุ่มตัวอย่ำง 308 คน โดยมี
คำ่ ควำมคลำดเคลอ่ื นไม่เกนิ .05 และมีระดบั ควำมเชอ่ื มนั่ 95%
3.3.2 กำรสุ่มตวั อย่ำง
กลุ่มตัวอย่ำงที่ใช้ในกำรศึกษำครั้งนี้ใช้วิธีกำรสุ่มแบบพหุวิธี (multi-stage Random
Sampling) คือกำรนำเอำวิธีกำรสุ่มตัวอย่ำงหลำยวิธีมำใช้ร่วมกันในกำรศึกษำ โดยมีขั้นตอน กำรสุ่ม
ตัวอย่ำง ดงั น้ี
ข้ันตอนที่ 1 สุ่มคณะ ใช้วิธีกำรสุ่มแบบเจำะจง (Purposive Sampling) ทำกำร
เลือกคณะทอ่ี ยใู่ นกลุ่มวทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยที ้งั หมด 5 คณะ
45
ขั้นตอน ท่ี 2 สุ่มผู้บริหำรและผู้ปฏิบัติงำน ด้ำนกำรบริหำรควำมเส่ียง
กำรศึกษำวิจยั ในครง้ั นี้ ผู้วจิ ัยใช้วิธีกำรสุ่มตัวอย่ำงแบบบังเอิญ โดยนำแบบสอบถำมไปแจกตำมคณะต่ำง ๆ
โดยกำรคำนวณหำขนำดของกลุ่มตัวอย่ำงที่เหมำะสมโดยใช้สูตรคำนวณหำขนำดของตัวอย่ำงตำม
วิธีกำรของ Taro Yamane’s (1973) จำกผู้บริหำรและบุคลำกรสำยสนับสนุนท่ีปฏิบัติงำนเกี่ยวข้อง
กับกำรบริหำรควำมเสี่ยง ในกลุ่มสำขำวิชำวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี มหำวิทยำลัย ขอนแก่น
จำนวน 1,344 คน จะได้กลุ่มตัวอย่ำง จำนวน 308 คน แล้วนำมำหำอัตรำส่วนของประชำกร
(Proportional to Size) เพื่อหำกล่มุ ตัวอยำ่ งแยกแต่ละกลุ่ม ตำมสตู รดังนี้
n1 = Ni x n
N
n1 = จำนวนกลมุ่ ตวั อยำ่ งแตล่ ะคณะ
Ni = จำนวนประชำกรในแตล่ ะคณะ
n = จำนวนกลุ่มตัวอยำ่ งในแตล่ ะคณะ
N = จำนวนประชำกรทงั้ หมด
ดังนนั้ จงึ สรปุ ผลกำรคำนวณขนำดตัวอยำ่ งและกำรสุม่ ตัวอย่ำงไดด้ ังนี้
ตำรำงที่ 3.1 ผลกำรคำนวณขนำดตวั อย่ำงและกำรสุ่มตัวอย่ำง
คณะ จำนวนบุคลำกร จำนวนตวั อยำ่ ง
(คน) (คน)
คณะวิทยำศำสตร์ 395 90
วศิ วกรรมศำสตร์ 353 81
เกษตรศำสตร์ 335 77
เทคโนโลยี 165 38
สถำปตั ยกรรมศำสตร์ 96 22
1,344 308
รวม
3.4 พนื้ ท่ีท่ใี ชใ้ นกำรวจิ ยั
กำรศึกษำคร้ังนี้ใช้พื้นท่ีจำก 5 คณะ ได้แก่ คณะวิทยำศำสตร์ คณะวิศวกรรมศำสตร์
คณะเกษตรศำสตร์ คณะเทคโนโลยี คณะสถำปตั ยกรรมศำสตร์
46
3.3 เครือ่ งมือท่ใี ชใ้ นกำรวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในกำรศึกษำวิจัยครั้งน้ี ใช้แบบสอบถำม (Questionnaire) ซ่ึงได้สร้ำงตำม
วัตถุประสงค์ แนวคิดทฤษฎี เอกสำร และผลงำนวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง โดยแบ่งเน้ือหำออกเป็น 4 ตอน
ประกอบด้วย
ตอนท่ี 1 คำถำมข้อมูลทั่วไปเก่ียวกับคุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถำม ได้แก่
เพศ อำยุ ระดับกำรศึกษำ ตำแหนง่ งำน อำยุกำรทำงำน
ตอนที่ 2 คำถำมควำมรู้เก่ียวกับกำรบริหำรควำมเสี่ยง 4 ด้ำน ประกอบด้วย 1) ควำมเสี่ยง
ด้ำนกลยุทธ์ 2) ควำมเส่ียงด้ำนธรรมำภิบำล 3) ควำมเส่ียงด้ำนเทคโนโลยีสำรสนเทศ และ 4) ด้ำน
กระบวนกำร ให้เลือกทำเครื่องหมำย () ในช่องที่กำหนด มีตัวเลือก 2 คำตอบคือ ใช่ และไม่ใช่
มขี อ้ คำถำม 10 ขอ้ มีเกณฑ์ใหค้ ะแนน ดังนี้
ตอบถูกตำมหลกั กำรบรหิ ำรควำมเส่ยี ง ให้ 1 คะแนน ตอบผดิ ให้ 0 คะแนน
ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถำมที่ใช้วัดปัจจัยท่ีส่งผลต่อควำมสำเร็จในกำรนำกำรบริหำร
ควำมเสี่ยงมำใช้ของกลุ่มสำขำวิชำวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี มหำวิทยำลัยขอนแก่น ประกอบด้วย
1) กำรไดร้ ับกำรสนบั สนุนจำกผูบ้ รหิ ำรระดับสูง 2) กำรใช้คำที่ทำให้เข้ำใจแบบเดยี วกนั 3) กำรปฏิบัติ
ตำมกระบวนกำรบริหำรควำมเสี่ยงที่ต่อเน่ืองสม่ำเสมอ 4) กำรมีกระบวนกำรในกำรบริหำร
กำรเปล่ียนแปลง 5) กำรสื่อสำรท่ีมีประสิทธิภำพ 6) กำรวดั ผลกำรบรหิ ำรควำมเสย่ี งซ่ึงรวมทั้งกำรวัด
ควำมเสี่ยง 7) กำรฝึกอบรมและกลไกด้ำนทรัพยำกรบุคคลเพื่อให้พนักงำนทุกคนเข้ำใจในกรอบและ
ควำมรับผิดชอบของกำรบริหำรควำมเส่ียง 8) กำรติดตำมกระบวนกำรบริหำรควำมเสี่ยงด้วย
กำรกำหนดวิธีท่ีเหมำะสม โดยคำถำมเป็นแบบประเมินค่ำ (Rating Scale) กำรสร้ำงคำถำมตำมแนว
ของ Likert (อ้ำงถึงในสำเริง จันทรสุวรรณ และสุวรรณ บัวทวน, 2547: 148-152) มคี ำตอบให้เลือก
5 ระดับ และมีเกณฑก์ ำรให้ค่ำดงั นี้ คือ
5 คะแนน เทำ่ กับ ปฏบิ ตั ิมำกทสี่ ดุ
4 คะแนน เทำ่ กับ ปฏบิ ัตมิ ำก
3 คะแนน เท่ำกบั ปฏบิ ตั ิปำนกลำง
2 คะแนน เท่ำกับ ปฏิบตั ินอ้ ย
1 คะแนน เทำ่ กับ ปฏิบัตนิ ้อยท่ีสุด
ตอนท่ี 4 เป็นคำถำมปลำยเปิดเก่ียวกับกำรบริหำรควำมเส่ียง และข้อเสนอแนะเก่ียวกับ
กำรนำกำรบริหำรควำมเสยี่ งมำใช้ของกล่มุ สำขำวิชำวทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี มหำวิทยำลยั ขอนแก่น
47
3.4 กำรสรำ้ ง และตรวจสอบคณุ ภำพเครื่องมือ
3.4.1 กำรสรำ้ งเคร่อื งมือ
กำรสร้ำงเครื่องมือในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษำได้ดำเนินกำรตำมลำดับขั้นตอน
ดำเนนิ กำรดงั น้ี
1. ศกึ ษำ ทฤษฎี แนวคิด เอกสำร และงำนวจิ ัยทเ่ี กยี่ วข้อง
2. ออกแบบประเดน็ คำถำมเกีย่ วกับควำมรู้ควำมเข้ำใจกำรบรหิ ำรควำมเส่ียงของบุคลำกร
กลุ่มสำขำวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี และปัจจัยท่ีส่งผลสำเร็จต่อกำรนำกำรบริหำรควำมเสี่ยงมำใช้ของ
กลุ่มสำชำวิชำวทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี มหำวิทยำลยั ขอนแก่น
3. สร้ำงผังกำรพัฒนำเคร่ืองมือให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์และตัวแปรท่ีใช้ศึกษำ เกี่ยวกับ
ปัจจัยท่ีส่งผลสำเร็จต่อกำรนำกำรบริหำรควำมเสี่ยงมำใช้ของกลุ่มสำขำวิชำวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
มหำวิทยำลยั ขอนแก่น
1) เป็นแบบสอบถำมเกี่ยวกับควำมรู้ควำมเข้ำใจกำรบริหำรควำมเสี่ยงของบุคลำกร
กล่มุ สำขำวทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี ลักษณะคำถำมเปน็ () หรอื ()
2) แบบสอบถำมเกี่ยวปัจจัยท่ีส่งผลสำเร็จต่อกำรนำกำรบริหำรควำมเสี่ยงมำใช้ของ
กลุ่มสำชำวิชำวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี มหำวิทยำลัยขอนแก่น ลักษณะคำถำมเป็นแบบประเมินค่ำ
(Rating Scale) โดยแต่ละคำถำมจะมีคำตอบ 5 ระดบั คือ ระดับมำกท่สี ุด ระดบั มำก ระดับปำนกลำง
ระดบั นอ้ ย และระดบั นอ้ ยท่สี ดุ
4. สร้ำงแบบสอบถำมและกำหนดเกณฑ์กำรให้คะแนนแลว้ นำแบบสอบถำมปรึกษำ
ผู้เช่ยี วชำญ เพ่ือตรวจสอบเน้ือหำ และปรบั ปรงุ เพื่อใหค้ รอบคลมุ ตำมวตั ถุประสงค์
5. นำผังกำรพัฒนำเครื่องมือ (ภำคผนวก ก) เสนอผู้เช่ียวชำญ จำนวน 3 ท่ำน ใน
สำขำวิชำท่ีเก่ียวข้องพิจำรณำเพ่ือตรวจสอบควำมถูกต้อง ควำมเที่ยงตรงเชิงเน้ือหำ (Content
Validity) และควำมครอบคลุมของเนอ้ื หำ
6. นำแบบสอบถำมมำหำค่ำดัชนคี วำมสอดคล้อง (Index of Objective
Congruency : IOC) ของแบบสอบถำม (จุฑำรตั น์ บญุ โท, 2550)
สตู ร IOC =
เมอ่ื IOC แทน ดัชนคี วำมสอดคลอ้ ง
แทน ผลรวมของคะแนนควำมคิดเห็นจำกผูเ้ ช่ียวชำญ
∑R แทน จำนวนผเู้ ช่ยี วชำญ
N แน่ใจวำ่ สอดคล้อง
โดยท่ี +1 ไมแ่ น่ใจวำ่ สอดคลอ้ ง
0
48
-1 แนใ่ จว่ำไมส่ อดคล้อง
โดยเลือกข้อคำถำมที่มคี ่ำต้ังแต่ 0.50 ขึ้นไป จำกข้อคำถำมทั้งหมด 44 ข้อ
ซ่ึงข้อคำถำมทใ่ี ช้ไดม้ ีคำ่ IOC อยใู่ นช่วง 0.67-1.00
3.4.2 กำรตรวจคุณภำพเคร่อื งมือวจิ ัย มขี ้นั ตอนดำเนินกำรดังน้ี
1. นำแบบสอบถำมที่ผ่ำนกำรตรวจสอบแกไ้ ขแล้วทดลองใช้ (Try-Out) กับประชำกร
ท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่ำง แต่มีลักษณะคล้ำยคลึงกับกลุ่มตัวอย่ำง ได้แก่ คณะศึกษำศำสตร์ มหำวิทยำลัย
ขอนแก่น จำนวน 30 ชดุ
2. นำแบบทดสอบที่เก็บมำได้มำวิเครำะห์หำควำมเช่ือมั่น (Reliability) โดยกำรหำ
ค่ำคงที่ภำยในเนื้อหำเพื่อให้มีประสิทธิภำพยิ่งข้ึน ด้วยกำรคำนวณหำค่ำสัมประสิทธ์ิแอลฟำ (Alpha
Coefficient) โดยกำรใช้สูตรของ คอนบำค (Cronbach) ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับงำนวิจัย ได้ค่ำ
สัมประสิทธิ์แอลฟำ (Alpha Coefficient) ซึ่งต้องมีค่ำตั้งแต่ 0.70 ขึ้นไป จึงจะยอมรับว่ำมีควำมเท่ียง
(อ้ำงถึงในบุญชม ศรีสะอำด, 2545: 99) โดยใช้สูตร คือ กำรหำค่ำควำมเที่ยงของแบบสอบถำม
หำควำมเที่ยงภำยในโดยหำ คำ่ สมั ประสิทธอิ ัลฟำ (Alpha Coefficient) โดยใชส้ ูตร คือ
α k Si2
k -1 1 S2t
เมอ่ื = สมั ประสทิ ธ์ิของควำมเชื่อม่ัน
K = จำนวนของเคร่อื งมือวดั
S2i = ผลรวมของควำมแปรปรวนของคะแนนแต่ละข้อ
S2t = ควำมแปรปรวนของคะแนนรวม
ผลกำรทดสอบควำมเทย่ี ง ค่ำ = 0.95
3. กำรหำคุณภำพของเคร่ืองมอื ในกำรวิจัยครง้ั นี้ สำมำรถหำควำมเชื่อม่ันของ
เครอ่ื งมอื ไดค้ ำ่ สมั ประสทิ ธ์ิอัลฟำ (Alpha Coefficient) ได้ 0.95 ซง่ึ เปน็ คำ่ ท่ีเช่ือถือได้
4. จัดพมิ พเ์ คร่ืองมอื เปน็ ฉบบั จรงิ และนำไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูล
3.5 กำรวดั ค่ำตัวแปร
3.5.1 กำรวดั คำ่ ตัวแปรอิสระ
1) เพศ พิจำรณำพิจำรณำตำมเพศของผู้ตอบแบบสอบถำม จำแนกเป็นเพศชำย และ
เพศหญิง เป็นตัวแปรที่มีระดับกำรวัดระดับนำมสเกล ในกำรวิเครำะห์ได้สร้ำงตัวแปรนี้เป็นตัวแปรหุ่น
ซ่ึงกำหนดตัวแปรที่สนใจศึกษำมีค่ำเป็น 1 และนำเข้ำสู่กำรวิเครำะห์ ส่วนตัวแปรอื่น (กลุ่มอ้ำงอิง)
ใหค้ ่ำเป็น 0 โดยกำหนดใหเ้ พศชำยเป็นกลมุ่ อ้ำงองิ มีคำ่ เป็น 0 สว่ นเพศหญิงเปน็ ตวั เข้ำสู่กำรวเิ ครำะห์
มคี ำ่ เป็น 1
49
2) อำยุ พิจำรณำจำกอำยุจริงของประชำชนที่ตอบแบบสอบถำม แล้วแบ่งกลุ่มอำยุ
เปน็ 4 ชว่ ง คอื 1) อายุ 20-30 ปี 2) อำยุ 31-40 ปี 3) อายุ 41-50 ปี 4) อายุ 51-60 ปี เป็นตัวแปร
ทม่ี ีกำรวดั ระดับชว่ งสเกล
3) ระดับกำรศึกษำ พิจำรณ ำจำกระดับ กำรศึกษำจริงของของกลุ่มตัวอย่ำงท่ีตอบ
แบบสอบถำม เน่ืองจำกผู้บริหำรและผู้ปฏิบตั ิงำนโดยทั่วไปมรี ะดับกำรศกึ ษำต่ำงกันจึงแบ่งกลมุ่ ระดับ
กำรศึกษำ จำแนกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) ปริญญำตรี 2) ปริญญำโท และ 3) ปริญญำเอก เป็นตัวแปรท่ีมี
ระดับกำรวัดระดับนำมสเกล ในกำรวิเครำะห์ได้สร้ำงตัวแปรน้ีเป็นตัวแปรหุ่น ซึ่งกำหนดค่ำตัวแปรท่ี
สนใจศึกษำมีค่ำเป็น 1 และนำเข้ำสู่กำรวิเครำะห์ ส่วนค่ำตัวแปรอ่ืน (กลุ่มอ้ำงอิง) ให้ค่ำเป็น 0
โดยกำหนดให้กำรศึกษำระดับระดับปริญญำตรีเป็นกลุ่มอ้ำงอิง มีค่ำเป็น 0 ส่วนกำรศึกษำระดับ
ปริญญำโท และปรญิ ญำเอกเป็นค่ำตัวแปรเขำ้ สกู่ ำรวิเครำะห์มีค่ำเปน็ 1
4) ตำแหนง่ งำน พิจำรณำจำกตำแหน่งหนำ้ ที่จรงิ ของกลุ่มตวั อยำ่ งทตี่ อบแบบสอบถำม
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
4.1 ตำแหน่งผู้บริหำร ได้แก่ คณบดี รองคณบดี ผู้ช่วยคณบดี หัวหน้ำสำนักงำน
หัวหนำ้ ภำควิชำ รองหวั หน้ำภำควชิ ำ เลขำนุกำรภำควชิ ำ
4.2 ระดับชำนำญกำรพิเศษ/ชำนำญกำร/ปฏิบัติกำร ได้แก่ นักวิเครำะห์นโยบำย
และแผน เจ้ำหน้ำท่ีบริหำรงำนทั่วไป นักวิชำกำรกำรเงิน นักวิชำกำรกำรศึกษำ นักวิชำกำรพัสดุ
บุคลำกร
เป็นตัวแปรท่ีมีระดับกำรวัดระดับนำมสเกล ในกำรวิเครำะห์ได้สร้ำงตัวแปรนี้เป็นตัว
แปรหุ่น ซ่ึงกำหนดค่ำตัวแปรที่สนใจศึกษำมีค่ำเป็น 1 และนำเข้ำสู่กำรวิเครำะห์ ส่วนตัวแปรอื่น
(กลุ่มอ้ำงอิง) ให้ค่ำเป็น 0 โดยกำหนดให้ตำแหน่งผู้ช่วยคณบดี หัวหน้ำภำควิชำ รองหัวหน้ำภำควิชำ
เลขำนุกำรภำควิชำ บุคลำกร เจ้ำหน้ำที่บริหำรงำนทั่วไปเป็นกลุ่มอ้ำงอิง มีค่ำเป็น 0 ส่วนตำแหน่ง
คณบดี รองคณบดี หัวหน้ำสำนักงำนคณบดี เจ้ำหน้ำที่วิเครำะห์นโยบำยและแผน นักวิชำกำรและบัญชี
นักวิชำกำรพสั ดุ นกั วิชำกำรกำรศกึ ษำ เปน็ คำ่ ตวั แปรเขำ้ สกู่ ำรวิเครำะห์ มีคำ่ เป็น 1
5) อำยุกำรทำงำน พิจำรณำจำกอำยุกำรทำงำนจริงของกลุ่มตัวอย่ำงท่ีตอบแบบสอบถำม
แบ่งออกเป็น 5 ช่วงอำยุ คือ 1) ต่ำกว่ำ 5 ปี 2) 5 – 10 ปี 3) 11 – 15 ปี 4) 16 – 20 ปี 5) 21 ปีข้ึนไป
เปน็ ตัวแปรที่มีกำรวดั ระดบั ช่วงสเกล
6) ควำมรู้ควำมเขำ้ ใจเก่ียวกับกำรบริหำรควำมเส่ียง พิจำรณำจำกควำมรู้ดำ้ นกำรบริหำร
ควำมเสี่ยงของผู้บริหำรและผู้ปฏิบัติงำนด้ำนกำรบริหำรควำมเสี่ยของกลุ่มตัวอย่ำง 4 ด้ำน
ประกอบด้วย 1) ควำมเสีย่ งด้ำนกลยุทธ์ 2) ควำมเสี่ยงด้ำนธรรมำภิบำล 3) ควำมเสี่ยงด้ำนเทคโนโลยี
สำรสนเทศ และ 4) ด้ำนกระบวนกำร เป็นกำรวัดตัวแปรระดับช่วงสเกล โดยวัดจำกค่ำคะแนนของ
แตล่ ะข้อคำถำมทีไ่ ด้มำรวมกัน ในกำรแปลผลเปน็ ระดบั ของค่ำควำมรู้ ผู้วิจัยไดก้ ำหนดดังนี้
50
ตอบถูกต้อง มีค่ำ = 1 คะแนน
ตอบผดิ มีค่ำ = 0 คะแนน
7) ปัจจัยท่ีส่งผลต่อควำมสำเร็จในกำรนำกำรบริหำรควำมเส่ียงมำใช้ของกลุ่มสำขำวิชำ
วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี เป็นกำรวัดตัวแปรระดับช่วงสเกล โดยวัดจำกค่ำคะแนนของแต่ละข้อ
คำถำมที่ได้มำรวมกัน ในกำรแปลผลเป็นระดับกำรนำกำรบริหำรควำมเสี่ยงมำใช้ ผู้วิจัยได้กำหนด
กำรสรำ้ งคำถำมตำมมำตรวัดของ Likert Scale (อ้ำงถึงในสำเริง จันทรสุวรรณ และสุวรรณ บัวทวน,
2547: 148-152)
5 คะแนน เทำ่ กับ ปฏิบตั มิ ำกท่ีสุด
4 คะแนน เทำ่ กับ ปฏิบตั มิ ำก
3 คะแนน เท่ำกับ ปฏบิ ัติปำนกลำง
2 คะแนน เทำ่ กบั ปฏบิ ัตินอ้ ย
1 คะแนน เท่ำกบั ปฏิบัตินอ้ ยที่สุด
3.5.2 กำรวดั ค่ำตวั แปรตำม
1) ควำมรู้ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับกำรบริหำรควำมเสี่ยง กำรแปลผลได้ประยุกต์ตำม
เกณฑ์กำรประเมินควำมรคู้ วำมเข้ำใจของ บลมู (1975) แบง่ เป็น 4 ระดบั ดังน้ี
คะแนนรวม ระดับควำมรู้ควำมเข้ำใจ
10 คะแนน ดีมำก
7-9 คะแนน ดี
4-6 คะแนน ปำนกลำง
<4 น้อย
2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อควำมสำเร็จในกำรนำกำรบริหำรควำมเส่ียงมำใช้ของกลุ่มสำขำวิชำ
วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี มหำวิทยำลัยขอนแก่น 3 ด้ำน ประกอบด้วย 1) ควำมเส่ียงด้ำนกลยุทธ์
2) ควำมเสี่ยงด้ำนกำรปฏิบัติงำน 3) ควำมเส่ียงด้ำนเทคโนโลยีสำรสนเทศ โดยคำถำมเป็นแบบ
ประเมินค่ำ (Rating Scale) กำรสร้ำงคำถำมตำมมำตรวัดของ Likert Scale มีคำตอบให้เลือก
5 ระดับ และมีเกณฑ์กำรให้คำ่ ดังน้ี คอื
5 คะแนน เท่ำกับ ปฏบิ ัติมำกท่ีสุด
4 คะแนน เท่ำกับ ปฏบิ ัติมำก
3 คะแนน เท่ำกับ ปฏบิ ัติปำนกลำง
2 คะแนน เท่ำกับ ปฏิบตั ิน้อย
1 คะแนน เทำ่ กับ ปฏบิ ตั ิน้อยที่สุด
51
โดยแบ่งคะแนนเฉล่ยี เปน็ 5 ระดับ เพ่ือแปรผลซงึ่ ได้จำกกำรแบง่ ช่วงคะแนนเฉลย่ี ดังนี้
ปฏบิ ตั มิ ำกทส่ี ดุ = 4.51 - 5.00 คะแนน
ปฏบิ ัตมิ ำก = 3.51 - 4.50 คะแนน
ปฏิบัตปิ ำนกลำง = 2.51 - 3.50 คะแนน
ปฏบิ ัตนิ อ้ ย = 1.51 - 2.50 คะแนน
ปฏิบัตินอ้ ยทสี่ ุด = 1.00 - 1.50 คะแนน
3.6 กำรเก็บรวบรวมข้อมูล
3.6.1 แหลง่ ขอ้ มลู
รวบรวมข้อมลู และจดั เก็บข้อมูล โดยใชแ้ บบสอบถำมกบั ประชำกรกลุม่ ตวั อยำ่ ง
3.6.2 ขัน้ ตอนกำรจดั เก็บข้อมูล
กำรดำเนนิ กำรเก็บรวบรวมข้อมูล ผวู้ ิจยั ดำเนนิ กำรเก็บรวบรวมขอ้ มูล โดยดำเนินกำร
ดังนี้
1) ส่งหนังสือ คณบดีคณะวิทยำศำสตร์ คณะเกษตรศำสตร์ คณะวิศวกรรมศำสตร์
คณะเทคโนโลยี และคณะสถำปัตยกรรมศำสตร์ มหำวิทยำลัยขอนแกน่ เพื่อควำมควำมอนุเครำะห์ใน
กำรเก็บรวบรวมข้อมูล
2) ส่งแบบสอบถำมไปมอบให้คณ ะเกษตรศำสตร์ คณ ะวิศวกรรมศำสตร์
คณะเทคโนโลยี คณะสถำปัตยกรรมศำสตร์ และคณะวิทยำศำสตร์ เพื่อขอให้เก็บข้อมูลและให้นำ
แบบสอบถำมท้ังหมดสง่ คืนผวู้ ิจยั
3) เมื่อได้แบบสอบถำมกลับคืนมำแล้ว จึงตรวจควำมสมบูรณ์ และจัดลำดับข้อมูล
เพอ่ื ท่จี ะนำขอ้ มูลเหลำ่ นนั้ ทไี่ ดไ้ ปวิเครำะหแ์ ละประมวลต่อไป
3.7 กำรประมวลผลและวเิ ครำะห์ขอ้ มูล
เมื่อได้แบบสอบถำมที่ได้ดำเนินกำรแล้ว นำมำตรวจสอบควำมสมบูรณ์ก่อน จำกน้ันนำไป
ลงรหัส (Coding) วิเครำะหข์ ้อมลู ดว้ ยเคร่ืองคอมพวิ เตอร์ โปรแกรมสำเรจ็ รปู
3.8 สถติ ิทใ่ี ช้ในกำรวเิ ครำะหข์ อ้ มลู
1) กำรวิเครำะห์ตัวแปรเดียว ใช้สถิติพรรณนำ เพื่อทรำบคุณลักษณะของข้อมูลและลักษณะ
กำรกระจำยข้อมูลของประชำกรที่ศึกษำ ปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล ใช้ค่ำกำรแจกแจงควำมถี่
ค่ำรอ้ ยละ คำ่ เฉล่ีย คำ่ ส่วนเบ่ยี งเบนมำตรฐำน ค่ำสูงสดุ คำ่ ต่ำสดุ
52
2) กำรวิเครำะห์สองตัวแปร เพ่ือหำควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัวแปรอิสระที่มีกำรวัดระดับ
นำมสเกล ได้แก่ เพศ อำยุ ระดับกำรศึกษำ ตำแหน่งงำน อำยุกำรทำงำน มีกำรวัดแบบช่วงสเกล กับ
ตวั แปรตำมท่ีมีกำรวัดระดับกำรวัดช่วงสเกล ไดแ้ ก่ ปัจจัยสนับสนนุ โดยใช้สถติ ิสมั ประสิทธส์ิ หสัมพันธ์
แบบเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) เพ่ืออธิบำยทิศทำงของ
ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัวแปรเป็นกำรหำค่ำควำมสัมพันธ์ของตัวแปรอิสระแต่ละตัวกับตัวแปรตำม
ค่ำท่ีบอกถึงควำมสัมพันธ์เรียกว่ำ ค่ำสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) ซ่ึงมีค่ำอยู่
ระหว่ำง -1 ถึง +1 และเคร่ืองหมำยที่อยู่หน้ำสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์จะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทำง
ควำมสมั พันธ์ของสองตวั แปร
3.9 วิธีกำรนำเสนอผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล
กำรศึกษำครงั้ นี้ นำเสนอข้อมลู และผลกำรศกึ ษำโดยกำรบรรยำยประกอบด้วยตำรำง
บทท่ี 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมลู และอภปิ รายผล
การวิจัยเร่ือง ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้ของกลุ่ม
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นการใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม
(Mixed-Methods Study) ศกึ ษาวจิ ัยเชงิ ปริมาณ (Quantitative Research) โดยวิธกี ารเชิงคุณภาพ
(Qualitative Research) เพ่ือสารวจการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ใช้แบบสอบถามเป็นเคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก
กลุ่มตัวอย่างบุคลากรสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกอบด้วย คณะเกษตรศาสตร์
คณะเทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จานวน
308 คน จากนัน้ วเิ คราะห์ข้อมลู และประมวลผลดว้ ยคอมพวิ เตอร์โดยใชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รูป เพ่ือคานวณหา
ค่าสถิติสาหรับตอบวัตถุประสงค์การวิจัย การนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบของตาราง
พร้อมคาบรรยายใตต้ าราง ตามลาดับ ดงั นี้
4.1 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยด้านคุณลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เพศ อายุ
ระดับการศึกษา ตาแหนง่ งาน อายกุ ารทางาน
4.2 ผลการวิเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงของบุคลากรกลุ่มสาขาวิชา
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่
4.3 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยท่ีส่งผลสาเร็จต่อการนาการบริหารความ
เส่ียงมาใชข้ องกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ขอนแกน่
4.4 การอภิปรายผลการวจิ ัย
54
4.1 ผลการวเิ คราะห์ปจั จยั ด้านคุณลักษณะสว่ นบคุ คล
การวิเคราะห์ปัจจัยด้านคุณลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เพศ อายุ ระดับ
การศึกษา ตาแหน่งงาน อายกุ ารทางาน ผลการวิจยั ดังน้ี
ตารางท่ี 4.1 จานวนและร้อยละของกลมุ่ ตัวอย่าง จาแนกตามเพศ รอ้ ยละ
33.80
เพศ จานวน (คน) 66.30
ชาย 81 100
หญงิ 159
รวม 240
จากตารางที่ 4.1 พบว่า กลุ่มตวั อย่างที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 159 คน
คดิ เปน็ รอ้ ยละ 66.30 และเพศชาย จานวน 81 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 33.80
ตารางที่ 4.2 จานวนและรอ้ ยละของกล่มุ ตัวอย่าง จาแนกตามอายุ
อายุ จานวน (คน) ร้อยละ
22 9.20
20 – 30 ปี 106 44.20
31 – 40 ปี 84 35.00
41 – 50 ปี 28 11.70
51 – 60 ปี 100
รวม 240
จากตารางท่ี 4.2 พบว่า กลุ่มตัวอย่างท่ีตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อายุระหว่าง 31 – 40 ปี
จานวน 106 คน คิดเป็นร้อยละ 44.20 รองลงมาคืออายุระหว่าง 41 – 50 ปี จานวน 84 คน คิดเป็น
ร้อยละ 35.00 อายุระหว่าง 51 – 60 ปี จานวน 28 คน คิดเป็นร้อยละ 11.70 อายุระหว่าง 20 – 30 ปี
จานวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 9.20
55
ตารางท่ี 4.3 จานวนและร้อยละของกลุม่ ตัวอย่าง จาแนกตามระดบั การศกึ ษา
ระดับการศึกษา จานวน (คน) ร้อยละ
102 42.50
ปริญญาตรี 34 14.20
ปรญิ ญาโท 104 43.30
ปรญิ ญาเอก 100
รวม 240
จากตารางที่ 4.3 พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาระดับ
ปริญญาเอก จานวน 104 คน คิดเป็นร้อยละ 43.30 รองลงมามีระดับการศึกษาปริญญาตรี จานวน
102 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 42.50 ระดบั ปริญญาโท จานวน 34 คน คิดเปน็ ร้อยละ 14.20
ตารางที่ 4.4 จานวนและรอ้ ยละของกลมุ่ ตวั อยา่ ง จาแนกตาม ตาแหน่งงาน
ตาแหน่งงาน จานวน (คน) รอ้ ยละ
ผ้บู รหิ าร 16 6.70
นักวเิ คราะหน์ โยบายและแผน 14 5.82
เจ้าหนา้ ที่บริหารงานทวั่ ไป 29 12.10
นักวิชาการพัสดุ 8 3.30
นักวชิ าการเงนิ และบญั ชี 14 5.83
นกั วิชาการศึกษา 16 6.70
นักวชิ าการคอมพิวเตอร์ 7 2.90
บุคลากร 6 2.50
ผู้ปฏบิ ัติงานธุรการ 15 6.25
นกั วิทยาศาสตร์ 12 5.00
นกั บญั ชี 2 0.83
นกั วิเทศสัมพนั ธ์ 1 0.41
นักวชิ าการเกษตร 5 2.08
นักวิชาการโสตทัศนศกึ ษา 5 2.08
ผู้สอน 90 37.50
100.00
รวม 240
56
จากตารางที่ 4.4 พบว่า กลุ่มตัวอย่างท่ีตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีตาแหน่งงานเป็น
สายผู้สอน จานวน 90 คน คิดเป็นร้อยละ 37.50 รองลงมา คือ ตาแหน่ง เจ้าหน้าท่ีบริหารงานทั่วไป
จานวน 29 คน คดิ เป็นร้อยละ 12.10 ตาแหน่งผู้บรหิ าร จานวน 16 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 6.70 ตาแหน่ง
นักวิชาการศึกษา จานวน 16 คิดเป็นร้อยละ 6.70 ผู้ปฏิบัติงานด้านธุรการ จานวน 15 คน คิดเป็น
ร้อยละ 6.25 ตาแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ตาแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี จานวน
14 คน คิดเป็นร้อยละ 5.82 ตาแหน่งนักวิทยาศาสตร์ จานวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 5.00 ตาแหน่ง
นักวิชาการพัสดุ จานวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 3.30 ตาแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ จานวน 7 คน
คิดเป็นรอ้ ยละ 2.90 ตาแหน่งบคุ ลากร จานวน 6 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 2.50 ตาแหนง่ นกั วิชาการเกษตร
นักวิชาการโสตทศั นศกึ ษา จานวน 5 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 2.08 ตาแหน่งนกั บญั ชี จานวน 2 คน คิดเป็น
ร้อยละ 0.83 และตาแหน่งนกั วเิ ทศสัมพนั ธ์ จานวน 1 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 0.41
ตารางที่ 4.5 จานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยา่ ง จาแนกตามอายุการทางาน
อายกุ ารทางาน จานวน (คน) รอ้ ยละ
35 14.60
ต่ากว่า 5 ปี 78 32.50
5 – 10 ปี 42 17.50
11 – 15 ปี 52 21.70
16 – 20 ปี 33 13.80
21 ปขี ้ึนไป 100.00
รวม 240
จากตารางที่ 4.5 พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุการทางาน 5 – 10 ปี
จานวน 78 คน คิดเป็นร้อยละ 32.50 รองลงมามีอายุการทางานระหว่าง 16 – 20 ปี จานวน 52 คน
คิดเป็นร้อยละ 21.70 มีอายุการทางานระหว่าง 11 – 15 ปี จานวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 17.50
อายุการทางานต่ากว่า 5 ปี จานวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ 14.60 และอายุการทางาน 21 ปีข้ึนไป
จานวน 33 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 13.80
57
ตารางท่ี 4.6 จานวนและร้อยละของกล่มุ ตัวอยา่ ง จาแนกตามคณะวิชา
คณะวิชา จานวน (คน) รอ้ ยละ
เกษตรศาสตร์ 77 32.10
เทคโนโลยี 18 7.50
วทิ ยาศาสตร์ 73 30.40
วศิ วกรรมศาสตร์ 60 25.00
สถาปตั ยกรรมศาสตร์ 12 5.00
รวม 240 100.00
จากตารางท่ี 4.6 พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นบุคลากร
คณะเกษตรศาสตร์ จานวน 77 คน คิดเป็นร้อยละ 32.10 รองลงมาเป็นบุคลากรคณะวิทยาศาสตร์
จานวน 73 คน คิดเป็นร้อยละ 30.40 เป็นบุคลากรคณะวิศวกรรมศาสตร์ จานวน 60 คน คิดเป็น
ร้อยละ 25.00 เป็นบุคลากรคณะเทคโนโลยี จานวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 7.50 และเป็นบุคลากร
คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์ จานวน 12 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 5.00
ตารางท่ี 4.7 แสดงค่าร้อยละของความรู้เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงของบุคลากรสาขาวิชา
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ (n = 240 คน)
ออกแบบ รวม
ความรูเ้ กีย่ วกบั การบรหิ ารความเสยี่ ง ตอบถกู ตอบผิด รอ้ ยละ
(ร้อยละ) (รอ้ ยละ)
1. การบริหารความเสี่ยงเป็นกระบวนการท่ีฝ่ายบริหารกาหนด 96.70 3.30 100
ขึน้ เพ่ือใช้ในการจัดทาแผนกลยุทธข์ ององคก์ ร
2. การบริหารความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ เป็นความเส่ียงท่ีเกิด 70.80 29.20 100
จากการกาหนดแผนกลยุทธ์ แผนการดาเนินงาน และนาไป
ปฏิบัติไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับปัจจัยภายในและ
สภาพแวดล้อมภายนอกท่ีส่งผลกระทบต่อการบรรลุวสิ ัยทัศน์
พนั ธกจิ ขององค์กร
3. ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล เป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยง 95.80 4.20 100
ด้านการประพฤติผิดหลักธรรมาภิบาล 10 หลัก ได้แก่ หลัก
ประสิทธิภาพ หลักประสิทธิผล หลักการตอบสนอง หลัก
ภาระรับผิดชอบ/สามารถตรวจสอบได้ หลักเปิดเผยโปร่งใส
หลักนิติธรรม หลักเสมอภาค/พยายามแสวงหาฉันทามติ
หลักการมีส่วนร่วม หลักกระจายอานาจ หลักคุณธรรม/
จรยิ ธรรม
58
ตารางที่ 4.7 แสดงค่าร้อยละของความรู้เก่ียวกับการบริหารความเสี่ยงของบุคลากรสาขาวิชา
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น (n = 240 คน) ต่อ
ความรู้เก่ยี วกับการบริหารความเส่ียง ออกแบบ รวม
ตอบถูก ตอบผิด ร้อยละ
4. ความเส่ียงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นการวิเคราะห์ (ร้อยละ) (รอ้ ยละ) 100
ความเส่ียงเพือ่ ให้สามารถบรหิ ารจัดการในเร่ืองของระบบ 92.10 7.90 100
ฐานขอ้ มลู และสารสเทศ 90.40 9.60
100
5. ความเสี่ยงด้านกระบวนการ เป็นการบริหารความเสี่ยง 89.20 10.80
ของกระบวนการท่ีสร้างคุณค่า เพ่ือให้เป็นไปตาม 100
มาตรฐานการปฏิบัติงาน รวมถึงการออกแบบและนา 86.30 13.80
ระบบควบคมุ มาใช้ 100
90.80 9.20
6. หลกั ธรรมาภิบาลทต่ี ้องนามาวเิ คราะห์หาปัจจยั เส่ยี ง 100
ไดแ้ ก่ ความซื่อสตั ย์ ความโปรง่ ใส ความยตุ ิธรรม 70.40 29.60 100
ความสามคั คี ความมีประสิทธิภาพ ความรบั ผิดชอบ 62.10 37.90
ความมงุ่ เนน้ ผลงาน ความคล่องตวั การทุจริตคอรปั ชั่น
7. องค์กรไม่จาเป็นต้องมีการระบุความเส่ียงหรือวางแผน
บริหารความเสี่ยง หากเม่ือเกิดเหตุการณ์ท่ีส่งผลกระทบ
ที่ไม่ต้องการต่อองค์กรค่อยดาเนินการตามกระบวนการ
บริหารความเสี่ยง
8. ความเสี่ยงตามแผนบริหารความเสี่ยงมหาวิทยาลัย
ขอนแก่น ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 1) ความเสี่ยงเชิง
ยุทธศาสตร์ 2) ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล 3) ความ
เส่ียงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 4) ความเสี่ยงด้าน
กระบวนการ
9. ความเส่ียงด้านกระบวนการไม่จาเป็นท่ีจะต้องทาการ
บริหารความเส่ยี ง
10. หน่วยงานท่ีไม่มีแผนแก้ไขสถานการณ์ความไม่แน่นอน
และภัยภิบัติท่ีอาจจะเกิดขึ้นกับระบบสารสนเทศ ถือว่า
ไมม่ ีความเสย่ี งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
59
จากตารางท่ี 4.7 พบวา่ จากคะแนนเตม็ 10 คะแนน คะแนนสูงสดุ 10 คะแนน คะแนนตา่ สดุ
2 คะแนน คะแนนเฉล่ีย 8.44 คะแนน
เม่ือพิจารณาข้อคาถามเกี่ยวกับความรู้เก่ียวกับการบริหารความเส่ียงของบุคลากรสาขาวิชา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นรายข้อ ข้อคาถามที่บุคลากรสาขาวิชา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง
ท่ถี ูกตอ้ งร้อยละสูสดุ คือ การบริหารความเสี่ยงเป็นกระบวนการที่ฝ่ายบริหารกาหนดข้นึ เพ่ือใช้ในการ
จัดทาแผนกลยุทธ์ขององค์กร (ข้อ 1) รองลงมา คือ ความเส่ียงด้านธรรมาภิบาล เป็นการวิเคราะห์
ความเส่ียงด้านการประพฤติผิดหลักธรรมาภิบาล 10 หลัก ได้แก่ หลักประสิทธิภาพ หลักประสิทธผิ ล
หลักการตอบสนอง หลักภาระรับผิดชอบ/สามารถตรวจสอบได้ หลักเปิดเผยโปร่งใส หลักนิติธรรม
หลักเสมอภาค/พยายามแสวงหาฉันทามติ หลักการมีส่วนร่วม หลักกระจายอานาจ หลักคุณธรรม/
จรยิ ธรรม (ขอ้ 3)
ส่วนความรู้ท่ีถูกต้องต่าสุด 2 ลาดับสุดท้าย คือ หน่วยงานท่ีไม่มีแผนแก้ไขสถานการณ์ความ
ไม่แน่นอนและภัยภิบัติท่ีอาจจะเกิดข้ึนกับระบบสารสนเทศ ถือว่าไม่มีความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี
สารสนเทศ (ข้อ 10)
4.2 ผลการวเิ คราะห์ปจั จัยทีส่ ง่ ผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสย่ี งมาใช้
ของบุคลากรสาขาสาขาวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่
การวิเคราะห์ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้ของบุคลากร
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกอบด้วย 8 ปัจจัย คือ
1) การสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง 2) การใช้คาที่ทาให้เข้าใจแบบเดียวกัน 3) การปฏิบัติตาม
กระบวนการบริหารความเสี่ยงท่ีต่อเน่ืองสม่าเสมอ 4) การมีกระบวนการในการบริหาร
การเปลี่ยนแปลง 5) การสื่อสารท่ีมีประสิทธิภาพ 6) การวัดผลการบริหารความเส่ียงซึ่งรวมท้ัง
การวัดความเส่ียง 7) การฝึกอบรมและกลไกด้านทรัพยากรบุคคลเพื่อให้พนักงานทุกคนเข้าใจใน
กรอบและความรับผิดชอบของการบริหารความเส่ียง 8) การติดตามกระบวนการบริหารความเส่ียง
ดว้ ยการกาหนดวธิ ที ีเ่ หมาะสม โดยวิเคราะห์จากคา่ เฉลยี่ และค่าส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน ดงั นี้
60
ตารางที่ 4.8 แสดงค่าเฉล่ีย (X̅) และค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปรผลระดับความ
คิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผลสาเร็จต่อการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ของบุคลากร
สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น (n = 240 คน)
ปัจจยั ทส่ี ่งผลสาเรจ็ ต่อการนาการบรหิ ารความเสย่ี ง ค่าเฉลย่ี คา่ สว่ น แปลผล
มาใช้ เบีย่ งเบน
(X̅) มาตรฐาน ปานกลาง
1. การสนบั สนนุ จากผ้บู ริหารระดับสงู 3.20 (S.D.) ปานกลาง
2. การใช้คาทีท่ าใหเ้ ข้าใจแบบเดยี วกนั 3.33 0.914 ปานกลาง
3. การปฏิบัติตามกระบวนการบริหารความเสี่ยง 3.07 0.893
0.871 ปานกลาง
ทตี่ ่อเนื่องสมา่ เสมอ 3.21 ปานกลาง
4. การมีกระบวนการในการบรหิ ารการเปลี่ยนแปลง 3.26 0.569 ปานกลาง
5. การสอื่ สารท่ีมปี ระสทิ ธิภาพ 3.12 0.699
6. การวัดผลการบริหารความเส่ียงซ่ึงรวมทั้งการวัด 0.730 ปานกลาง
2.73
ความเส่ยี ง 0.875 ปานกลาง
7. การฝึกอบรมและกลไกด้านทรัพยากรบุคคลเพ่ือให้ 3.00
0.651 ปานกลาง
พนักงานทุกคนเข้าใจในกรอบและความรับผิดชอบ 3.11
ของการบริหารความเส่ียง 0.610
8. การติดตามกระบวนการบริหารความเสี่ยงด้วยการ
กาหนดวธิ ีที่เหมาะสม
รวม
จากตารางที่ 4.8 แสดงใหเ้ ห็นวา่ ระดบั ความคดิ เห็นของบุคลากรสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่นต่อการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง
โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.11 เม่ือพิจารณารายด้าน พบว่า ปัจจัยท่ี 2 การใช้คาศัพท์ ท่ีทาให้เข้าใจแบบ
เดียวกันอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.33 รองลงมาคือ ปัจจัยท่ี 5 การสื่อสารท่ีมี
ประสิทธิภาพ โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.26 และปัจจัยท่ี 4 การมีกระบวนการในการบริหารการ
เปลย่ี นแปลง โดยมคี า่ เฉล่ียเทา่ กบั 3.21 ตามลาดับ
61
ตารางท่ี 4.9 แสดงค่าเฉล่ยี (X̅) และค่าสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปรผลระดับ
การได้รบั การสนับสนนุ จากผ้บู รหิ ารระดบั สงู (n = 240 คน)
การไดร้ บั การสนับสนนุ จากผ้บู ริหารระดบั สงู ค่าเฉลีย่ คา่ ส่วน แปลผล
เบ่ียงเบน
1. การไดร้ บั การสนับสนนุ ในการนาการบรหิ าร (X̅) มาตรฐาน ปานกลาง
ความเสย่ี งมาใช้จากคณบดี 3.32 (S.D.) ปานกลาง
3.15 1.146 ปานกลาง
2. การได้รับการสนับสนุนในการนาการบริหารความ 3.13 ปานกลาง
เส่ียงมาใชจ้ ากหวั หน้าสานกั งานคณบดี 3.20 0.993
3. การได้รบั การสนบั สนนุ ในการนาการบรหิ ารความ 0.923
เสย่ี งมาใช้จากหวั หนา้ ภาควิชา
รวม 0.914
จากตารางที่ 4.9 แสดงให้เห็นวา่ ปัจจัยการได้รับการสนับสนุนจากผูบ้ ริหารระดับสูงโดยรวม
อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.20 เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า การได้รับการสนับสนุน
ในการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้จากคณบดีอยู่ในระดับมากท่ีสุด โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.32
รองลงมาคอื การได้รบั การสนับสนุนในการนาการบริหารความเสยี่ งมาใช้จากหวั หน้าสานักงานคณบดี
โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.15 และการได้รับการสนับสนุนในการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้จาก
หวั หนา้ ภาควชิ า โดยมคี ่าเฉล่ียเท่ากับ 3.13 ตามลาดับ
62
ตารางท่ี 4.10 แสดงค่าเฉล่ีย (X̅) และค่าส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปรผลระดบั
การใช้คาเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงทที่ าให้เข้าใจแบบเดียวกนั (n = 240 คน)
การใชค้ าเกีย่ วกับการบรหิ ารความเสี่ยงทท่ี าให้เขา้ ใจ ค่าเฉล่ีย คา่ สว่ น แปลผล
แบบเดยี วกนั เบีย่ งเบน
(X̅) มาตรฐาน มาก
1. การกาหนดวตั ถุประสงค์องคก์ ร 3.81 (S.D.) ปานกลาง
2. การระบคุ วามเส่ียง 3.30 0.781 ปานกลาง
3. การประเมนิ ความเสยี่ ง 3.25 1.020 ปานกลาง
4. การตอบสนองความเส่ยี ง 3.20 0.991 ปานกลาง
5. การสือ่ สาร และให้คาปรกึ ษาเก่ียวกบั บริหาร 3.23 0.994
1.025 ปานกลาง
ความเส่ยี ง 3.17 ปานกลาง
6. การตดิ ตามผลการจัดการความเสยี่ ง 3.33 1.081
0.893
รวม
จากตารางที่ 4.10 แสดงใหเ้ หน็ วา่ ปัจจัยการใชค้ าเกย่ี วกบั การบริหารความเส่ียงที่ทาใหเ้ ข้าใจ
แบบเดียวกันโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.33 เม่ือพิจารณารายข้อ พบว่า
การกาหนดวัตถุประสงค์องค์กรอยู่ในระดบั มากทีส่ ุด โดยมีค่าเฉลี่ยเทา่ กบั 3.81 รองลงมาคือ การระบุ
ความเสี่ยง โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.30 และการประเมินความเส่ียง โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.25
ตามลาดบั
63
ตารางที่ 4.11 แสดงค่าเฉลี่ย (X̅) และคา่ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปรผลระดับ
การปฏบิ ตั ติ ามกระบวนการบรหิ ารความเส่ยี งท่ตี ่อเน่ืองสม่าเสมอ (n = 308 คน)
การปฏบิ ัตติ ามกระบวนการบรหิ ารความเสี่ยง คา่ เฉลย่ี คา่ สว่ น แปลผล
ทต่ี ่อเนอ่ื งสมา่ เสมอ เบีย่ งเบน
(X̅) มาตรฐาน ปานกลาง
1. หน่วยงานมีการจัดทาแผนการบรหิ ารความเสีย่ ง 3.13 (S.D.) ปานกลาง
2. หน่วยงานมกี ารปฏิบตั ติ ามแผนบรหิ าร 3.12 1.015
3.07 0.906
ความเส่ียง
3. หน่วยงานการรายงานผลการบรหิ ารความเสยี่ งต่อที่ 2.96 0.945 ปานกลาง
3.07
ประชมุ คณะกรรมการประจาคณะอย่างน้อยปีละ 0.943 ปานกลาง
2 คร้งั 0.871 ปานกลาง
4. หน่วยงานมกี ารติดตามกระบวนการบริหารความ
เส่ยี งอย่างต่อเนอื่ งสม่าเสมอจนกลายเป็นงานประจา
รวม
จากตารางท่ี 4.11 แสดงให้เห็นว่าปัจจัยการปฏิบัติตามกระบวนการบริหารความเส่ียง
ท่ีต่อเนื่องสม่าเสมอโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.07 เม่ือพิจารณารายข้อ
พบว่า หน่วยงานมีการจัดการจัดทาแผนการบริหารความเสี่ยงอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 3.13 รองลงมาคือ หน่วยงานมีการปฏิบัติตามแผนบริหารความเสี่ยง โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ
3.12 และหน่วยงานการรายงานผลการบริหารความเสี่ยงต่อท่ีประชุมคณะกรรมการประจาคณะ
อย่างนอ้ ยปีละ 2 ครัง้ โดยมีคา่ เฉล่ียเท่ากบั 3.07 ตามลาดับ
64
ตารางที่ 4.12 แสดงค่าเฉล่ีย (X̅) และค่าส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปรผลระดบั
การมกี ระบวนการในการบริหารการเปลี่ยนแปลง (n = 240 คน)
การมกี ระบวนการในการบริหารการเปลี่ยนแปลง คา่ เฉล่ยี คา่ สว่ น แปลผล
เบีย่ งเบน
1. การจดั การความรู้ (KM) ในองค์กร (X̅) มาตรฐาน ปานกลาง
2. กระบวนการบรหิ ารการเปลี่ยนแปลง 3.21 (S.D.) ปานกลาง
3. การวัดผล 3.25 0.698 ปานกลาง
4. การสอ่ื สาร 3.15 0.670 ปานกลาง
5. การยกย่องชมเชยและการให้รางวลั 3.24 0.674 ปานกลาง
6. การเตรยี มการและการปรบั เปลี่ยนพฤติกรรม 3.22 0.661 ปานกลาง
7. การกาหนดเปา้ หมายที่ชัดเจน 3.15 0.729 ปานกลาง
3.27 0.682 ปานกลาง
รวม 3.21 0.694
0.569
จากตารางที่ 4.12 แสดงให้เห็นว่าปัจจัยการมีกระบวนการในการบริหารการเปลี่ยนแปลง
โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.21 เม่ือพิจารณารายข้อ พบว่า การกาหนด
เป้าหมายท่ีชัดเจนอยู่ในระดับมากท่ีสุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.27 รองลงมาคือ กระบวนการบริหาร
การเปลีย่ นแปลง โดยมีคา่ เฉลย่ี เทา่ กับ 3.25 และการสอื่ สาร โดยมคี า่ เฉลีย่ เท่ากับ 3.24 ตามลาดบั
65
ตารางที่ 4.13 แสดงค่าเฉล่ีย (X̅) และค่าสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปรผลระดบั
การสือ่ สารท่ีมีประสิทธิภาพ (n = 240 คน)
การส่ือสารทีม่ ีประสิทธภิ าพ คา่ เฉล่ยี คา่ ส่วน แปลผล
เบ่ียงเบน ปานกลาง
1. การสื่อสารข้อมลู การบรหิ ารความเสียงผ่านช่อง (X̅) มาตรฐาน
ทางการประชุม 3.50 (S.D.)
0.792
2. การสอื่ สารข้อมลู การบริหารความเสีย่ งผา่ นช่องทาง 2.90
เว็บไซต์ 0.945 ปานกลาง
3.39
3. การสอ่ื สารการบริหารความเสยี่ งผา่ นช่องทาง 0.890 ปานกลาง
เอกสาร 3.26
รวม 0.699 ปานกลาง
จากตารางท่ี 4.13 แสดงให้เห็นว่าปัจจัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยรวมอยู่ในระดับ
ปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.26 เม่ือพิจารณารายข้อ พบว่า การสื่อสารข้อมูลการบริหาร
ความเสี่ยงผ่านช่องทางการประชุมอยู่ในระดับมากท่ีสุด โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.50 รองลงมาคือ
การสื่อสารการบริหารความเส่ียงผ่านช่องทางเอกสาร โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.39 และการสื่อสาร
ข้อมลู การบริหารความเสยี่ งผา่ นชอ่ งทางเวบ็ ไซต์ โดยมคี ่าเฉลยี่ เทา่ กับ 2.90 ตามลาดับ
66
ตารางที่ 4.14 แสดงคา่ เฉล่ีย (X̅) และค่าส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปรผลระดับ
การวดั ผลการบริหารความเสย่ี งซ่งึ รวมทั้งการวัดความเส่ยี ง (n = 308 คน)
การวดั ผลการบริหารความเสี่ยง ค่าเฉลี่ย ค่าสว่ น แปลผล
ซงึ่ รวมทั้งการวัดความเสีย่ ง เบ่ียงเบน
(X̅) มาตรฐาน ปานกลาง
1. ระบุความเสยี หายทเี่ กิดจากความเสีย่ งนัน้ ๆ 2.98 (S.D.) ปานกลาง
2. ระบุกล่มุ บุคคล/องค์กรทีจ่ ะไดร้ ับผลกระทบและ 3.25 0.886
0.734 ปานกลาง
ลกั ษณะของผลกระทบทจี่ ะเกิดขน้ึ 3.25 ปานกลาง
3. กาหนดวิธีการปอ้ งกันระมัดระวัง 3.15 0.769
4. บันทกึ รายละเอยี ดท้งั หมดตงั้ แต่ข้อ 1-3 และ 0.710 ปานกลาง
2.97
ดาเนินการตามวิธี 0.905 ปานกลาง
5. ทบทวนการประเมินความเสย่ี ง วธิ ีการที่ปอ้ งกนั และ 3.12
0.730
ปรบั ให้ทันตอ่ เหตุการณ์ (ถ้าจาเปน็ )
รวม
จากตารางที่ 4.14 แสดงให้เห็นว่าปัจจัยการวัดผลการบริหารความเส่ียงซ่ึงรวมท้ังการวัด
ความเส่ียง โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.12 เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ระบุ
กลุ่มบุคคล/องค์กรที่จะได้รับผลกระทบและลักษณะของผลกระทบที่จะเกิดข้ึน อยู่ในระดับมากที่สุด
โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.12 รองลงมาคือ บันทึกรายละเอียดท้ังหมดตั้งแต่ข้อ 1-3 และดาเนินการ
ตามวิธี โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.15 และระบุความเสียหายท่ีเกิดจากความเส่ียงนั้น ๆ โดยมีค่าเฉลี่ย
เทา่ กบั 2.98 ตามลาดบั
67
ตารางท่ี 4.15 แสดงค่าเฉล่ีย (X̅) และคา่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปรผลระดับ
การฝกึ อบรมและกลไกดา้ นทรพั ยากรบคุ คลเพ่ือให้บคุ ลากรทุกระดับเข้าใจใน
กรอบและความรับผดิ ชอบของการบริหารความเสีย่ ง (n = 240 คน)
การฝกึ อบรมและกลไกดา้ นทรพั ยากรบุคคลเพ่อื ให้ คา่ เฉลีย่ คา่ สว่ น แปลผล
บุคลากรทุกระดับเข้าใจในกรอบและความรบั ผดิ ชอบ (X̅) เบยี่ งเบน
2.73 มาตรฐาน ปานกลาง
ของการบริหารความเสีย่ ง 2.74 (S.D.) ปานกลาง
0.902 ปานกลาง
1. การกาหนดหลักสตู รฝึกอบรมด้านการบริหาร 2.71 ปานกลาง
ความเส่ียงให้บุคลากร 2.73 0.885
2. การจดั โครงการฝึกอบรมด้านการบรหิ ารความเสย่ี ง 0.888
ใหบ้ ุคลากรทุกระดบั เขา้ ใจกรอบและความ
รับผิดชอบของการบริหารความเสีย่ ง 0.875
3. การบรรยายให้ความร้ดู ้านการบรหิ ารความเส่ียง
ให้แกบ่ ุคลากรทุกระดบั
รวม
จากตารางที่ 4.15 แสดงให้เห็นว่าปัจจัยการฝึกอบรมและกลไกด้านทรัพยากรบุคคลเพื่อให้
บุคลากรทุกระดับเข้าใจในกรอบและความรับผิดชอบของการบริหารความเสี่ยง โดยรวมอยู่ในระดับ
ปานกลาง โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 2.73 เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า การจัดโครงการฝึกอบรม
ด้านการบริหารความเสี่ยงให้บุคลากรทุกระดับเข้าใจกรอบและความรับผิดชอบของการบริหารความเสี่ยง
อยู่ในระดับมากท่ีสุด โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 2.74 รองลงมาคือ การกาหนดหลักสูตรฝึกอบรม
ด้านการบริหารความเสี่ยงให้บุคลากร โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 2.73 และการบรรยายให้ความรู้
ดา้ นการบรหิ ารความเสย่ี งใหแ้ ก่บคุ ลากรทกุ ระดบั โดยมีค่าเฉล่ยี เทา่ กบั 2.71 ตามลาดบั
68
ตารางที่ 4.16 แสดงคา่ เฉล่ีย (X̅) และคา่ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปรผลระดับ
การติดตามกระบวนการบริหารความเส่ียงด้วยการกาหนดวิธีท่เี หมาะสม
(n = 240 คน)
การติดตามกระบวนการบริหารความเส่ยี ง ค่าเฉลี่ย ค่าสว่ น แปลผล
ด้วยการกาหนดวิธีท่เี หมาะสม เบ่ยี งเบน ปานกลาง
(X̅) มาตรฐาน
1. ระบบกลไกในการตดิ ตามกระบวนการบรหิ ารความ 3.02 (S.D.)
เส่ียงอย่างชัดเจน 0.708
2. การตดิ ตามกระบวนการบริหารความเสย่ี งอยา่ ง 2.85 0.809 ปานกลาง
ตอ่ เนอ่ื งสมา่ เสมอ
3.13 0.715 ปานกลาง
3. การตดิ ตามเปน็ รายคร้งั หลังจากเกดิ เหตกุ ารณ์กรณี
เกิดความเส่ยี งเร่งดว่ นสาคัญ 3.00 0.651 ปานกลาง
รวม
จากตารางที่ 4.16 แสดงให้เห็นว่าปัจจัยการติดตามกระบวนการบริหารความเสี่ยงด้วยการ
กาหนดวิธีท่ีเหมาะสม โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.00 เม่ือพิจารณารายข้อ
พบว่า การติดตามเป็นรายคร้ังหลังจากเกิดเหตุการณ์กรณีเกิดความเสี่ยงเร่งด่วนสาคัญอยู่ในระดับ
มากท่ีสดุ โดยมีค่าเฉลี่ยเทา่ กบั 3.13 รองลงมาคือ ระบบกลไกในการตดิ ตามกระบวนการบริหารความ
เส่ียงอย่างชัดเจน โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.02 และการติดตามกระบวนการบริหารความเส่ียงอย่าง
ต่อเนือ่ งสมา่ เสมอ โดยมีค่าเฉล่ยี เทา่ กับ 2.85 ตามลาดับ
69
4.3 การวิเคราะหค์ วามสัมพนั ธ์ระหวา่ งคุณลักษณะส่วนบคุ คล และปจั จัยด้านความรู้
ความเขา้ ใจการบรหิ ารความเส่ยี งกบั ปัจจยั ท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการนา
การบรหิ ารความเสี่ยงมาใช้ของกล่มุ สาขาวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
มหาวิทยาลยั ขอนแกน่
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา
ตาแหน่งงาน อายุงาน และปัจจัยด้านความรู้เก่ียวกับการบริหารความเส่ียงกับปัจจัยท่ีส่งผลต่อ
ความสาเร็จในการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลยั ขอนแก่น มีผลการวิจัยดังตอ่ ไปน้ี
ตารางที่ 4.17 แสดงค่าสมั ประสิทธส์ิ มั พันธ์ระหวา่ งคณุ ลักษณะสว่ นบุคคล และปจั จยั ด้านความรู้
ความเข้าใจการบรหิ ารความเสีย่ งกบั ปจั จยั ท่ีสง่ ผลตอ่ ความสาเร็จในการนา
การบริหารความเสย่ี งมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ตวั แปร ค่าสัมประสทิ ธิ์ Sig. (2 ระดับ
สหพันธ์ Tailed) ความสัมพันธ์
เพศ -.014 .835 ไมส่ มั พนั ธ์
อายุ -.079 .222 ไม่สมั พนั ธ์
ระดับการศกึ ษา (โท/เอก) -.153* .018
ตาแหนง่ งาน (ผบู้ รหิ าร/นกั วิเคราะห์นโยบาย .338** .000 กลาง
สงู
และแผน/นกั วิชาการพัสด/ุ
นักวชิ าการเงนิ และบญั ช/ี -.075 .249 ไม่สมั พันธ์
นักวชิ าการศกึ ษา/นักวิชาการ
คอมพิวเตอร์/บุคลากร/ .201** .002 สงู
นักวิทยาศาสตร์/นักบัญช)ี
อายุการทางาน
ความรเู้ กี่ยวกบั การบรหิ ารความเสย่ี ง
*คา่ สัมประสิทธส์ิ หพนั ธท์ ่รี ะดับนัยสาคญั .05
**คา่ สัมประสทิ ธสิ์ หพนั ธ์ทร่ี ะดบั นัยสาคญั .01
70
จากตารางท่ี 4.17 พบว่า ระดับการศึกษา มีความสัมพันธ์ทางบวกปัจจัยที่ส่งผลความสาเรจ็
ในการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ในระดับกลาง มีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ตาแหน่งงาน และความรู้เก่ียวกับการบริหารบริหาร
ความเส่ียง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับปัจจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสี่ยง
มาใชข้ องกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยขอนแกน่ ในระดับสูง และมีนัยสาคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .01 ซ่ึงตรงกับสมมติฐานถึง 3 ข้อ จาก 6 ข้อ ที่ตั้งไว้ในหน้า 5 ได้แก่ ข้อ 6, 4 และ
ข้อ 6
ส่วนเพศ อายุ และอายุการทางานไม่มีความสัมพนั ธ์กบั ปัจจยั ทสี่ ง่ ผลต่อความสาเรจ็ ในการนา
การบริหารความเส่ียงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซ่งึ ไม่ตรง
กับสมมติฐาน 3 ขอ้ ได้แก่ ข้อ 1, 2 และ ข้อ 5
4.4 การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้
ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ขอนแกน่
การวิเคราะหป์ ัจจัยต่าง ๆ คอื เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตาแหน่งงาน อายุการทางาน การได้รับ
การสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง การใช้คาเกี่ยวกับการบริหารความเส่ียงที่ทาให้เข้าใจแบบเดียวกัน
การปฏิบัติตามกระบวนการบริหารความที่ต่อเนื่องสม่าเสมอ การมีกระบวนการในการบริหาร
การเปลี่ยนแปลง การส่ือสารท่ีมีประสิทธิภาพ การวัดผลการบริหารความเสี่ยง การฝึกอบรมและกลไก
ด้านทรัพยากรบุคคลเพื่อให้พนักงานทุกคนเข้าใจในกรอบและความรับผิดชอบของการบริหารความเส่ียง
การติดตามกระบวนการบริหารความเสี่ยงด้วยการกาหนดวิธีที่เหมาะสม มีอิทธิพลต่อการนาการบริหาร
ความเส่ียงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีผลการวิจัย
ดงั ตอ่ ไปน้ี
71
ตารางท่ี 4.18 แสดงค่าสมั ประสิทธิ์ถดถอยของตัวแปร ความรู้เกีย่ วกับการบริหารความเส่ยี ง
ตาแหน่งงาน ท่ีมีต่อปัจจยั ท่ีสง่ ผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสย่ี ง
มาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
Unstandardized Standardized
ตวั แปร Coefficients Coefficients t Sig.
ความรเู้ ก่ียวกับการบริหาร B Std. Error Beta
ความเสี่ยง
ตาแหนง่ งาน .084 .030 .173 2.777 .006*
(Constant)
.351 0.79 .282 4.418 .000*
2.582 .287 8.993 .000*
a. Dependent Variable: ปัจจัยท่สี ง่ ผลต่อความสาเรจ็ ในการนาการบริหารความเสย่ี งมาใช้
R Square = .153
*มีนัยสาคญั ทางสถิติท่ีระดับ .05
**คา่ สัมประสทิ ธส์ิ หพันธ์ท่ีระดบั นัยสาคัญ .01
จากตารางที่ 4.18 พบว่า มตี ัวแปรอสิ ระ 2 ตวั แปร ทม่ี อี ทิ ธพิ ลต่อปัจจยั ท่ีส่งผลต่อความสาเร็จใน
การนาการบริหารความเส่ียงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
คือ ความรู้เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง และตาแหน่งงาน ซึ่งตรงกับสมมติฐานเพียง 2 ตัวแปรเท่าน้ัน
จาก 6 ตัวแปรทไ่ี ดต้ ั้งไว้
4.5 อภิปรายผลการวจิ ัย
จากผลการวิเคราะห์ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้ของกลุ่ม
สาขาวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น มรี ายละเอยี ดดงั ต่อไปน้ี
1. ปัจจัยที่ส่งผลสาเร็จต่อการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น
ผลการวิจัย พบว่า ระดับความคิดเห็นของบุคลากรสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ต่อปจั จัยทส่ี ่งผลสาเร็จต่อการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้ มีค่าเฉล่ยี เท่ากบั 3.11
แสดงให้เห็นว่าบุคลากรสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยังให้ความสาคัญต่อ
การใช้คาที่ทาให้เข้าใจแบบเดียวกันมากท่ีสุด เพราะบุคลากรยังไม่เข้าใจคาเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง
72
และหากมีการใช้คาที่ทาให้เข้าใจแบบเดียวกันทั้งองค์กร ยิ่งทาให้การนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้
มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น ระดับการปฏิบัติจึงอยู่ในระดับปานกลาง ซ่ึงสอดคล้องกับ
งานวิจัยของ อัจจิมา ศิริสวัสดิ์ ซ่ึงทาการวิจัย เร่ือง การวิเคราะห์ระบบการบริหารความเส่ียงระดับ
หน่วยงานในสถาบันอุดมศึกษา : กรณีศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า มีปัญหา
อปุ สรรคการบริหารความเสี่ยงประกอบไปดว้ ย 5 ปจั จยั ดังนี้
1) ความไม่ชัดเจนของนโยบาย
2) การได้รับประเด็นความเสี่ยงจากภาควิชาไม่ครบถ้วน ส่งผลให้บางประเด็นความเส่ียง
ไมไ่ ด้ดาเนนิ การป้องกนั
3) การเปล่ียนแปลงของชุดผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ส่งผลให้การดาเนินงานขาด
ความตอ่ เน่ือง
4) ปฏบิ ตั ติ ามกระบวนการแต่ขาดความเขา้ ใจ
5) บคุ ลากรไม่ให้ความร่วมมือ ส่งผลใหก้ ารปฏิบัติงานไม่บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้
สว่ นปจั จยั ทีน่ าไปสูก่ ารประสบความสาเร็จ ซง่ึ ประกอบไปด้วย 7 ปัจจยั ดงั นี้
1) ผบู้ ริหารระดับสงู จะต้องมีความชดั เจนของนโยบายด้านการดาเนินการบริหารความเส่ียง
2) การไดร้ บั การสนับสนนุ จากผู้บริหารในการดาเนนิ งานด้านการบริหารความเสยี่ ง
3) การวางแผนในการดาเนนิ การบริหารความเสี่ยงทชี่ ัดเจน
4) มีความรคู้ วามเข้าใจในการดาเนนิ การบรหิ ารความเสี่ยง
5) การปฏิบัติงานตามกระบวนการอย่างต่อเน่ือง และมีการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่าง
สมา่ เสมอ
6) การให้ความรว่ มมือในการดาเนินการบริหารความเส่ยี งจากบุคลากรภายในองค์การ และ
7) ต้องมีการส่ือสารให้บุคลากรภายในองค์การได้รับทราบ เพ่ือให้มีความเข้าใจในการ
ดาเนนิ งานท่ีตรงกัน
2. ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะส่วนบุคคล และปัจจัยด้านความรู้ความเข้าใจในการ
บรหิ ารความเส่ียงกับปัจจัยที่ส่งผลสาเร็จต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ของกลุ่ม
สาขาวิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะส่วนบุคคล และปัจจัยด้านความรู้ความเข้าใจการ
บริหารความเส่ียง กับปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชา
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ผลการวจิ ัยพบวา่ ระดบั การศึกษา มีความสัมพนั ธท์ างบวกกับปัจจัยทส่ี ง่ ผลต่อความสาเร็จใน
การนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ในระดับกลาง มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตาแหน่งงาน และความรู้เกี่ยวกับการบริหารความเส่ียง
73
มีความสัมพันธ์ทางบวกกับปัจจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้ของกลุ่ม
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในระดับสูง และมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ
.01 ซง่ึ ตรงกับสมมตฐิ านถึง 3 ข้อ จาก 6 ข้อ ท่ีตั้งไว้ในหน้า 5 ไดแ้ ก่ ข้อ 3, 4 และ ข้อ 6 โดยไม่สอดคล้อง
กับงานวจิ ยั ของ กันยารัตน์ ม้าวไิ ล ทีท่ าการวจิ ัย เร่ือง ปัจจยั ท่มี ีอทิ ธิพลต่อพฤตกิ รรมการบริหารความเสย่ี ง
ของหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลศูนย์ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข จานวน 1 ตัวแปร คือ วุฒิการศึกษา
ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริหารความเส่ียงของหัวหน้าหอผู้ป่วย และไม่สอดคล้องกับงานวิจัย
ของ พจนา รุ่งรัตน์ ท่ีทาการวิจัย เร่ือง ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้และทัศนคติเร่ือง
การบริหารความเส่ียงกับการปฏิบัติงานตามกระบวนการบริหารความเสี่ยงของบคลากรทางการพยาบาล
โรงพยาบาลบ้านค่าย จังหวัดระยอง จานวน 2 ตัวแปร คือ ระดับการศึกษา และความรู้เรื่องการบริหาร
ความเส่ยี ง ไมม่ คี วามสมั พนั ธ์กบั การปฏบิ ตั ติ ามกระบวนการบริหารความเสี่ยงอยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิติ
จากผลการวิจยั อภิปรายได้ดงั ต่อไปน้ี
ระดับการศึกษา มีความสัมพันธ์กับปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหาร
ความเสี่ยงมาใชข้ องกลุ่มสาขาวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น อภิปรายไดว้ ่า
การศึกษามีส่วนเก่ียวข้องกับปัจจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ของ
กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในระดับการศึกษาปริญญาโท และ
ปริญญาเอก มีการปฏิบัติและมีความเข้าใจหลักการบริหารความเส่ียงมากกว่าระดับการศึกษาอื่น
อ า จ เ ป็ น เ พ ร า ะ ค น ที่ มี ก า ร ศึ ก ษ า ร ะ ดั บ ป ริ ญ ญา โ ท แล ะ ป ริ ญญ า เ อ ก มี ก า ร ศึ ก ษ า ใ น เ ชิ งวิ เ ค ร าะห์
สังเคราะห์ จึงทาให้เห็นความสาคัญของการนาการบริหารความเสี่ยงมาเป็นเคร่ืองมือในการบริหาร
จดั การองค์กรในด้านการควบคุมการปฏิบัติงานตามพนั ธกจิ
ตาแหน่งงาน มีความสัมพันธ์กับปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้
ของกล่มุ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ อภปิ รายได้ว่า บุคลากรทต่ี าแหนง่ งาน
เป็นผู้บริหาร นักวิเคราะห์นโยบายและแผน นักวิชาการพัสดุ นักวิชาการเงินและบัญชี นักวิชาการศึกษา
นักวิชาการคอมพิวเตอร์ บุคลากร นักวิทยาศาสตร์ และนักบัญชี มีการนาการบริหารความเสี่ยง
เป็นเครอ่ื งมือในการบรหิ ารจัดการในด้านการควบคุมการปฏิบัตงิ าน
ความรเู้ กยี่ วกับการบรหิ ารความเสีย่ ง มคี วามสัมพนั ธก์ ับปจั จัยทสี่ ่งผลตอ่ ความสาเร็จในการนาการ
บริหารความเส่ียงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น อภิปรายได้
ว่า บุคลากรท่ีมีความรู้เกี่ยวกับหลักการบริหารความเส่ียง มีการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ใน
การบรหิ ารจัดการในด้านการควบคุมการปฏิบตั ิงาน
ส่วนเพศ อายุ และอายุการทางานไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็จในการนา
การบรหิ ารความเส่ียงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซง่ึ ไม่ตรง
กับสมมติฐาน 3 ข้อ ไดแ้ ก่ ข้อ 1, 2 และข้อ 5 โดยสอดคล้องกับงานวิจยั ของ กันยารตั น์ มา้ วิไล ทีท่ าการวิจัย
74
เรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริหารความเสี่ยงของหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลศูนย์ สังกัด
กระทรวงสาธารณสุข จานวน 1 ตัวแปร คือ ประสบการณ์การทางานไม่มีความสัมพั นธ์กับพฤติ
กรรมการบริหารความเส่ียงของหัวหน้าหัวผู้ป่วย และสอดคล้องกับงานวิจัยของ พจนา รุ่งรัตน์ ที่ทาการ
วิจัย เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้และทัศนคติเรื่องการบริหารความเสี่ยงกับ
การปฏิบัติตามกระบวนการการบริหารความเส่ียงของบุคลากรทางการพยาบาล โรงพยาบาลบ้านค่าย
จังหวัดระยอง จานวน 3 ตัวแปร คือ เพศ อายุ ระยะเวลาการปฏิบัติงาน ไม่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติ
ตามกระบวนการการบริหารความเสย่ี งอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิ
จากผลการวจิ ยั อภปิ รายได้ดงั ต่อไปน้ี
เพศไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ของ
กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น อภิปรายได้ว่า เพศ ไม่เก่ียวข้องกับ
ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จต่อการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ เนื่องจาก เพศชายและหญิงต่างก็มี
การปฏิบัติงานด้านการบริหารความเส่ียงได้เช่นเดียวกัน แม้ในปัจจุบันจะยังคงมีความแตกต่างกันในเร่ือง
เพศ แต่ในเรื่องของการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ในการปฏิบัติงานไม่ได้แบ่งแยกว่าเพศชายหรือเพศ
หญิงจะปฏิบัติงานได้มากกว่ากัน จึงสรุปได้ว่า เพศไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จใน
การนาการบริหารความเสยี่ งมาใช้ในการบริหารจัดการในด้านการควบคุมการปฏบิ ตั ิงาน
อายุ ไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ของ
กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น อภปิ รายได้ว่า อายุไมเ่ ก่ียวข้องกับปัจจัย
ทสี่ ่งผลสาเรจ็ ต่อการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้ เน่อื งจาก อายมุ ากหรือน้อยต่างกม็ ีการปฏิบัติงานด้าน
การบริหารความเส่ยี งได้เช่นเดียวกนั
อายุการทางาน ไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเส่ียง
มาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น อภิปรายได้ว่า อายุการทางาน
ไม่เก่ียวข้องกับปัจจัยท่ีส่งผลสาเร็จต่อการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ เนื่องจาก อายุงานมากหรือน้อย
ต่างกม็ กี ารปฏิบตั ิงานดา้ นการบริหารความเสยี่ งได้เช่นเดยี วกนั
3. ปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้ของ
กลมุ่ สาขาวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้
ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นการศึกษาท่ีหาปัจจัยท่ีเหตุที่
ก่อให้เกิดผล คือ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตาแหน่งงาน และอายุการทางาน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์
ทางสถิติท่มี ีการควบคุมตวั แปรอิสระอนื่ ๆ ไม่ใหม้ ีอทิ ธพิ ลต่อตัวแปรตาม
75
ผลการวิจัยพบว่า มีตัวแปรอิสระ 2 ตัวแปร ท่ีมีอิทธิพลต่อปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อปัจจัยท่ีส่งผลต่อ
ความสาเรจ็ ในการนาการบรหิ ารความเส่ียงมาใช้ของกลุ่มสาขาวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัย
ขอนแก่น คือ ความรู้เก่ียวกับการบริหารความเส่ียง และตาแหน่งงาน ซ่ึงตรงกับสมมติฐานเพียง 2 ตัวแปร
เท่าน้ัน จาก 6 ตัวแปรท่ีได้ต้ังไว้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ บุญดี บุญญากิจ และคณะ คือ ความรู้เป็น
กระบวนการหน่ึงที่จะช่วยให้องค์กรสามารถสร้างและจัดการความรู้ท้ังที่มีอยู่เดิมภายในองค์กรและความรู้
ใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งประกอบด้วย 7 ข้ันตอน คือ 1) การค้นหาความรู้
2) การสร้างและแสวงหาความรู้ 3) การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ 4) การประมวลและกล่ันกรองความรู้
5) การเข้าถึงความรู้ 6) การแบง่ ปนั ความรู้ และ 7) การเรียนรู้
บทท่ี 5
บทสรปุ และขอ้ เสนอแนะ
การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวจิ ัย ปัจจัยที่ส่งผลตอ่ ความสาเร็จในการนาการบริหารความเสีย่ งมาใช้ของ
กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทราบความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารความเส่ียงของบุคลากรกลุ่ มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น และเพื่อศึกษาปจั จัยทส่ี ่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบรหิ ารความเส่ียงมาใช้ของ
กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะได้
ดังตอ่ ไปนี้
5.1 บทสรปุ
จากผลการวจิ ัย สรุปไดด้ ังตอ่ ไปน้ี
5.1.1 ผลการวเิ คราะห์ปัจจัยด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล
กลมุ่ ตัวอยา่ งร้อยละที่มากท่ีสุดของปจั จัยด้านคณุ ลักษณะบคุ คล คอื เพศหญิง รอ้ ยละ 66.30
ช่วงอายุ 31 - 40 ปี ร้อยละ 44.20 ระดับการศึกษาปริญญาเอก ร้อยละ 43.30 ตาแหน่งงาน
เป็นสายผู้สอน ร้อยละ 37.50 อายุการทางานระหว่าง 5 - 10 ปี ร้อยละ 32.50 คณะเกษตรศาสตร์
รอ้ ยละ 32.10
5.1.2 ผลการวิเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงของบุคลากรสาขาวิชา
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ขอนแกน่
ความรู้เก่ียวกับการบริหารความเสี่ยงของบุคลากรสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยขอนแก่น จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน คะแนนสูงสุด 10 คะแนน คะแนนต่าสุด
2 คะแนน คะแนนเฉลย่ี 8.44 คะแนน
5.1.3 ผลการวเิ คราะห์ปจั จัยท่ีส่งผลตอ่ ความสาเรจ็ ในการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้ของ
กลมุ่ สาขาวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแกน่
ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.11 จากฐาน
คะแนนเต็ม 5
เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเส่ียงมาใช้
ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่การปฏิบัติมากท่ีสุดไปหาระดับ
นอ้ ยทีส่ ดุ ตามลาดับดงั ต่อไปน้ี
77
1. ปัจจัยที่ 2 การใช้คาท่ีทาให้เข้าใจแบบเดียวกันอยู่มีการปฏิบัติในระดับมากท่ีสุด โดยมี
ค่าเฉล่ยี เท่ากับ 3.33
2. ปัจจยั ที่ 5 การสื่อสารท่ีมีประสิทธิภาพ โดยมีคา่ เฉลี่ยเท่ากบั 3.26
3. ปจั จยั ท่ี 4 การมีกระบวนการในการบริหารการเปลยี่ นแปลง โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.21
4. ปจั จัยท่ี 1 การสนับสนนุ จากผู้บริหารระดับสงู โดยมีคา่ เฉล่ยี เทา่ กบั 3.20
5. ปัจจัยท่ี 6 การวัดผลการบริหารความเส่ียงซี่งรวมท้ังการวัดความเสี่ยง โดยมีค่าเฉล่ีย
เท่ากับ 3.12
6. ปัจจัยที่ 3 การปฏิบัติตามกระบวนการบริหารความเส่ียงที่ต่อเน่ืองสม่าเสมอ โดยมี
ค่าเฉลย่ี เทา่ กบั 3.07
7. ปัจจัยท่ี 8 การติดตามกระบวนการบริหารความเส่ียงที่ต่อเน่ืองสม่าเสมอ โดยมีค่าเฉล่ีย
เท่ากับ 3.00
8. ปัจจัยท่ี 7 การฝึกอบรมและกลไกด้านทรัพยากรบุคคลเพ่ือให้พนักงานทุกคนเข้าใจใน
กรอบและความรบั ผดิ ชอบของการบรหิ ารความเส่ียง โดยมคี า่ เฉล่ียเทา่ กบั 2.73
5.1.4 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะส่วนบุคคล และปัจจัยด้านความรู้
ความเขา้ ใจในการบริหารความเสีย่ ง
ระดับการศึกษา มีความสัมพันธ์ทางบวกกับปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหาร
ความเสี่ยงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในระดับกลาง
ส่วนตาแหน่งงาน และความรู้เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงมีความสัมพันธ์ทางบวกกับปัจจัยที่ส่งผล
ต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในระดับสูง ซ่ึงตรงกับสมมติฐานถึง 2 ข้อ จาก 6 ข้อ ท่ีต้ังไว้ในหน้า 5 ได้แก่ ข้อ 4
และ ขอ้ 6
ส่วนเพศ อายุ และอายุการทางานไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็จในการนา
การบริหารความเสย่ี งมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซงึ่ ไม่ตรง
กบั สมมติฐาน 3 ขอ้ ได้แก่ ขอ้ 1, 2 และ ข้อ 5
5.1.5 การวิเคราะห์ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ของ
กล่มุ สาขาวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่
ตัวแปรอิสระท่ีมีอิทธิพลต่อความสาเร็จในการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ของกลุ่มสาขาวิชา
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น มีจานวน 2 ตวั แปรเทา่ น้ัน จาก 6 ตัวแปร ท่ไี ด้ต้งั ไว้
78
5.2 ขอ้ เสนอแนะ
จากผลการวจิ ยั มขี อ้ เสนอแนะ ดังตอ่ ไปน้ี
1. ขอ้ เสนอแนะเพื่อนาผลการวิจัยไปใช้
1.1 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น สามารถนาผลการวิจัยไปกาหนด
นโยบายในการนาการบริหารความเส่ียงไปใช้ของคณะวิชา โดยมีระดับการศึกษา ตาแหน่งงาน และ
ความรู้เก่ียวกับการบริหารความเสี่ยงเป็นตัวแปรท่ีมีอิทธิพลต่อความสาเร็จในการนาการบริหาร
ความเสยี่ งไปใช้
1.2 ขอ้ เสนอแนะระดับบริหาร ผูบ้ ริหารมหาวิทยาลัย และผ้บู ริหารคณะวิชา สามารถนา
ผลการวิจัยไปประกอบการถ่ายทอดการบริหารความเส่ียงสู่การปฏิบัติ ได้แก่ ระดับการศึกษา
ตาแหน่งงาน และความรู้เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง มีอิทธิพลต่อความสาเร็จในการนาการบรหิ าร
ความเสย่ี งมาใช้ของกล่มุ สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแกน่ ดงั นั้น ผบู้ รหิ าร
มหาวิทยาลัย และผู้บริหารคณะวิชาควรถ่ายทอดการปฏิบัติงานตามหลักการบริหารความเส่ียงให้
บุคลากรทุกภาคส่วนได้ตระหนักและนาไปใช้อย่างเกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริม
ให้บุคลากรได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารความเส่ียงกับงานประจาในรูปแบบต่าง ๆ
ได้แก่ การจัดโครงการฝึกอบรมระดับผู้บริหาร/ผู้ปฏิบัติท่ีรับผิดชอบงานด้านการบริหารความเส่ียง
การจัดทาคู่มือที่มีความเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างการระบุเหตุการณ์ความเสี่ยงที่ครอบคลุมทุกภารกิจ
การมีวิทยากรตัวคณู หรือระบบพเ่ี ล้ยี ง เป็นตน้
1.3 ข้อเสนอแนะระดับการปฏิบัติ บุคลากรของกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่ีมีตาแหน่งงาน และความรู้เก่ียวกับการบริหารความเส่ียง
มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง ดั้งน้ันมหาวิทยาลัยและคณะวิชา ควรส่งเสริมให้บุคลากรมีการ
ปฏิบัติงานประจาโดยมีการนาการบริหารความเส่ียงเป็นตัวควบคุมในการปฏิบัติงานเพื่อป้องกัน หรือ
ลดโอกาสทีจ่ ะทาให้องคก์ รเกดิ ความเสยี หาย
2. ขอ้ เสนอเพอื่ การวิจัยครั้งต่อไป
เน่อื งจากการวิจัยในครั้งนี้เป็นการวจิ ัยเชิงปริมาณ มีหนว่ ยวิเคราะห์คือปัจเจกบุคคล มงุ่ ศึกษา
ระดบั ความคิดเห็น และระดับการปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารความเส่ยี ง ซ่ึงเปน็ เร่อื งที่มีรายละเอียดซับซ้อน
และเช่ือมโยงกับการจัดทาแผนปฏิบัติราชการประจาปี จึงทาให้บุคลากรกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่นยังมีข้อจากัดด้านเวลาในการทาการศึกษาหลักเกณฑ์เพ่ือให้มีความรู้
ความเข้าใจในการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง รวมไปถึงการขับเคลื่อนอย่างจริงจังของคณะผู้บริหาร
จึงควรให้มีการศึกษาเชิงคุณภาพในการนาเครื่องมือการบริหารความเสี่ยงมาใช้ ส่วนการศึกษาวิจัยคร้ัง
ต่อไป ผู้วิจัยเห็นว่า ควรศึกษาผลลัพธ์ที่เกิดจากการนาการบริหารความเสี่ยงมาใช้ว่าได้สะท้อนผลลัพธ์
ผลการดาเนินงานขององค์กรไดด้ ขี ึ้นอยา่ งเดน่ ชัดเพียงใด