The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รศ.สุเทพ สิริวิทยาปกรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Suthep, 2022-11-10 02:07:12

เทคโนโลยีน้ำเสีย

รศ.สุเทพ สิริวิทยาปกรณ์

รูปที -8 ตวั อยา่ งโครงสรา้ งรบั นาํ เพือควบคมุ ระดบั นาํ

(ดดั แปลงจาก Watson และ Hobson, 1989)

รูปที -9 ตวั อยา่ งโครงสรา้ งทีทางนาํ ออกเพอื ควบคมุ ระดบั นาํ ในบงึ ประดิษฐ์

(ดดั แปลงจาก Kadlec และ Knight, 1996)

227

ตาราง – 4 สภาพสิงแวดลอ้ มสาํ หรบั กลมุ่ พชื ทีโผล่พน้ นาํ บางชนดิ ทีนยิ มปลกู ในบึงประดิษฐ์

ชือสามญั ชว่ งอณุ หภมู ิ ความทนทาน ความลึก ขว่ งความลึก ระยะเวลา พีเอชทที น
ชือวทิ ยาศาสตร์ ทีเหมาะสม ต่อความเค็ม ของการ ของนาํ ที ทีมนี าํ ขงั ได้

กก (Rushes) (OC) สงู สดุ หยงั ราก เหมาะสม (%)
Juncus spp. (ppt *) (ซม.) (ซม.)

16 – 25 20 – 5 – 25 50 – 100 5.0 – 7.5

ธปู ฤษี (Cattail)
Typha spp.

10 – 30 30 30 10 – 75 70 – 100 3.0 – 10

แฝก (Bulrush)
Scirpus spp.

16 – 27 20 76 10 – 20 75 – 100 4.0 – 8.5

หญา้ ทรงกระทียม (Carex)
Carex spp.

14 – 23 – – 5 – 20 50 – 100 5.0 – 7.5

ออ้ (Reed)

Phragmites spp.

10 – 30 45 60 10 – 50 70 – 100 2.0 – 8.0

* ส่วนในพนั ส่วน ); Schueler (1992); USEPA ( และ )

ทีมา ดดั แปลงจาก กรมควบคมุ มลพิษ (

228

10.3.1 การคาํ นวณทางชลศาสตรส์ าํ หรับบึงประดษิ ฐท์ นี ําไหลท วมผิวชนั กรอง
บงึ ประดิษฐแ์ บบนีโดยทวั ไปจะมขี นาดประมาณ – ตารางเมตร/ลกู บาศกเ์ มตร/วนั ขึนอย่กู บั
ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ และอตั ราการระเหยออกของนาํ ในบรเิ วณนนั เนอื งจากขอ้ มลู เกียวกบั การเปลียนแปลง
คณุ ภาพนาํ ในบงึ ประดษิ ฐม์ ีอยา่ งจาํ กดั และขึนกบั ปัจจยั หลายอยา่ ง การออกแบบบงึ ประดิษฐ็ถา้ เป็นไปไดจ้ ึงควร
ทาํ โดยอาศยั ขอ้ มลู จากระบบนาํ รอ่ ง โดยการสรา้ งระบบนาํ รอ่ งควรใหเ้ ป็นระบบทีมีขนาดใหญ่พอสมควร (พนื ที
อย่างนอ้ ย ตารางเมตร) และระบบควรมกี ารดาํ เนนิ การอยา่ งนอ้ ย – ปี เพอื ใหร้ ะบบผ่านเขา้ สสู่ ภาวะ
คงที พารามเิ ตอรท์ ีตอ้ งพิจารณาในการออกแบบรวมถงึ ภาระทางชลศาสตร์ คุณภาพนาํ เขา้ สรู่ ะบบ ความลกึ
ความหนาแน่นของพืช ในความเป็นจรงิ ถงึ แมจ้ ะมกี ารศกึ ษาในระบบนาํ รอ่ งแต่การทีจะสรา้ งระบบจรงิ ใหเ้ หมือน
ระบบนาํ รอ่ งทงั หมดคงจะเป็นไปไม่ได้ แต่ขอ้ มลู จากระบบนาํ รอ่ งจะมีประโยชนเ์ พือเป็นแนวทางในการออกแบบ
ระบบจรงิ ได้ อย่างไรกต็ าม ถา้ จะทาํ ระบบนาํ รอ่ งขึนมาอยา่ งจรงิ จงั ตามทีเสนอจะตอ้ งเสยี คา่ ใชจ้ า่ ยและเวลาใน
การศึกษาระบบนาํ รอ่ งอย่างมาก ดงั นนั ในการออกแบบ จงึ มกั จะมีการทาํ ระบบขนาดเล็กเพยี งเพือแสดงวา่ มี
การบาํ บดั เกดิ ขึนจรงิ จากนนั ขา้ มไปสกู่ ารสรา้ งระบบจรงิ โดยพจิ ารณาค่าพารามเิ ตอรจ์ ากแบบจาํ ลองทาง
คณิตศาสตร์ และการใชป้ ระสบการณข์ องผอู้ อกแบบ
การไหลในบงึ ประดษิ ฐ์ทวั ไปเป็นการไหลตามพืนทมี ีชนั เล็กนอ้ ยทคี วามเรว็ ตาํ ตามแรงโนม้ ถว่ ง ในแง่
ของพลงั งานจงึ มีการเปลียนแปลงพลงั งานศกั ยเ์ ป็นหลกั พลงั งานศกั ยท์ ีลดลงเป็นผลจากแรงเสยี ดทาน การ
เปลียนแปลงพลงั งานจลนม์ เี พยี งเล็กนอ้ ย จงึ ไมค่ าํ นึงถงึ การอนรุ กั ษ์พลงั งานและโมเมนตมั สาํ หรบั การไหลใน
ลกั ษณะนี ดงั นนั การคาํ นวณในเบืองตน้ จะใชห้ ลกั การอนรุ กั ษม์ วลสารในหนงึ มิตดิ งั ทอี ธิบายไวโ้ ดย Kadlec
และ Knight, 1996 ดงั แสดงในรูปที – และอธิบายไดด้ ว้ ยสมการ ( –1)

(h ) =  (hu x )  P  ET (10-1)
t x
โดย ET = อตั ราการระเหยคายนาํ (Evapotranspiration), เมตรตอ่ วนั
h
P = ความลกึ ของนาํ , เมตร
t = อตั ราปรมิ าณนาํ ฝน, เมตรต่อวนั
ux = เวลา, วนั

 = ความเรว็ นาํ ในแนวแกน x, เมตรตอ่ วนั

= สดั ส่วนของปรมิ าตรนาํ ต่อปรมิ าตรบงึ ประดษิ ฐ์, ลบ. เมตรตอ่ ลบ. เมตร

ในบงึ ประดษิ ฐ์ทวั ไป จะมซี ากพชื เศษใบไมต้ ่างๆ รวมทงั ลาํ ตน้ พชื จะกินปรมิ าตรเพยี งเล็กนอ้ ย คดิ เป็น

2 – เปอรเ์ ซนต์ ดงั นนั คา่  ในบงึ ประดิษฐ์ทวั ไปจงึ มีคา่ ระหวา่ ง . – . โดยปกติ การไหลในบงึ ประดิษฐ์

จะไมเ่ ขา้ สสู่ ภาวะคงที (Steady State) แตถ่ า้ คาํ นึงถงึ คา่ เฉลียในระยะยาว อาจจะประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั สภาวะคงที
และสมการที (10-1) อธิบายไดเ้ ป็น

d (hu) = d (QW ) = P  ET (10-2)
dx dx

โดย Q = อตั ราการไหลของนาํ , ลบ. เมตรตอ่ วนั
W = ความกวา้ งของบงึ ประดษิ ฐ,์ เมตร

229

B(x) = ระดบั พืนของบงึ ประดิษฐท์ ีอยเู่ หนือระดบั อา้ งองิ เปลียนตามแนวแกน x, เมตร
h(x) = ความลึกของนาํ เปลียนตามแนวแกน x, เมตร
H(x) = ระดบั ความสงู ของผวิ นาํ เทียบกบั ระดบั อา้ งองิ เปลียนตามแนวแกน x, เมตร
Hi และ He = ระดบั ความสงู ของผวิ นาํ เขา้ และออกเทียบกบั ระดบั อา้ งองิ ตามลาํ ดบั , ลบ. เมตร
L = ความยาวของบงึ ประดษิ ฐใ์ นแนวนาํ ไหล (แนวแกน x), เมตร
Qi และ Qe = อตั ราการไหลของนาํ เขา้ และออกตามลาํ ดบั , ลบ. เมตรตอ่ วินาที
u(x) = ความเรว็ นาํ ในแนวแกน x, เมตรต่อวนิ าที
W = ความกวา้ งของบงึ ประดษิ ฐ์, เมตร
x = ระยะทางจากทางเขา้ ในแนวแกน x, เมตร
= สดั สว่ นของปรมิ าตรนาํ ตอ่ ปรมิ าตรบงึ ประดษิ ฐ์, ลบ. เมตรตอ่ ลบ. เมตร


รูปที -10 นิยามพารามเิ ตอรท์ ใี ชใ้ นสมการสมดลุ มวลสารและอธิบายแสดงการไหลในบงึ
ประดิษฐ์ทนี าํ ไหลท วมผิวชนั กรอง (ดดั แปลงจาก Kadlec และ Knight, 1996)

เมอื Integrate สมการที (10-2) โดยสมมตุ วิ า่ บงึ ประดิษฐม์ คี วามกวา้ งคงที ในชว่ ง Qx=0 = Q,i ถึง Qx=L
= Qe และ x = 0 ถงึ x = L ได้

Qx L Qe xL (10-3)
(10-4)
 dQ = W (P  ET )  dx
x0
Qx 0 Qi
= Qi WL(P  ET )
Qe

Qe สามารถคาํ นวณไดจ้ าก

230

Qe = uWh (10-5)

เมอื แทนคา่ Qe จากสมการ ( - ) และ u = 1 h23 S 12 จากสมการการของ Manning (ดรู ายละเอยี ด
n
เพมิ เติมจากบทชลศาสตรแ์ ละอทุ กศาสตร)์ จะได้

1 Wh 53 S 12 = Qi WL(P  ET ) (10-6)
n

โดย S = ความลาดเอยี ง,  dH (x) หรอื  d(h  B) , เมตรต่อเมตร (รูปที -)
dx dx
n = ค่าคงทีของ Manning (ตาราง - )

ดงั นนั สมการ (10-6) เขียนไดเ้ ป็น

1 Wh 53   d(h  B)  12 = Qi WL(P  ET ) (10-7)
n  dx 

ในกรณีที P และ ET ไมม่ นี ยั ยะสาํ คญั สมการที ( - ) เขยี นไดเ้ ป็น

1 Wh 53   d(h  B)  12 = Qi (10-8)
n  dx 

สาํ หรบั การไหลในรางเปิดทีพืนรางเรียบแบนและลาดเอยี งเลก็ นอ้ ย การหาคา่ ความลกึ ปกติ (Normal

Depth, hn) กรณีทีระดบั นาํ ไหลขนานไปกบั พืนราง ( d(h  B)  dB  S ) คาํ นวณไดจ้ าก
dx dx

1 Whn 5 S 12 =Q (10-9)
n 3

ตวั อย่าง 10- บึงประดษิ ฐท์ ีนาํ ไหลท วมผิวชนั กรองมีขนาด 5 ม.  ม. บงึ ประดษิ ฐม์ ีความลาดเอียง

0.05 เปอรเ์ ซ็นต์ ในบงึ ประดิษฐ์มีพืชอยหู่ นาแน่นโดยมคี า่ คงทีของ Manning (n) เป็น . ในกรณีทีมปี รมิ าณนาํ ไหล

ลบ.ม.ต่อวนั และสมมตุ วิ ่าฝนและการระเหยไมม่ นี ยั สาํ คญั คาํ นวณความลกึ ปกติ ระยะเวลากักเกบ็ กรณีทีไม่มฝี าย

กกั นาํ และประมาณระยะเวลากกั เกบ็ ทีสภาวะคงทีถา้ ฝายทดี า้ นนาํ ออกถกู ตงั ไวท้ ีความสงู 2 เซนตเิ มตร

วธิ ที าํ อตั ราการไหล 25 ลบ.ม. ตอ่ วนั คิดเป็น 250  1/86,400 ลบ.ม. ตอ่ วนิ าที

จากสมการ ( - )

1 Whn 53 S 12 =Q
n

231

1 25  hn 53  0.0005 12 = 250
0.14 86400

hn = 0.013 เมตร

บึงประดิษฐม์ ีค่าความลกึ ปกติเป็น 1.3 เซนตเิ มตร ดงั นนั ถา้ มกี ารปรบั ระดบั เวียรท์ ีดา้ นนาํ ออกใหส้ งู กวา่ ระดบั

ทีว่านี จะมีนาํ สะสมอยู่ในบงึ ประดิษฐ์และเพิมระยะเวลากักเก็บได้

ระยะเวลากกั เก็บกรณีทไี ม่มฝี าย = ( ม. ม. 0.013 ม.)/25 ลบ.ม.ตอ่ วนั
= . วนั
= . ชัวโมง

ระยะเวลากกั เก็บทีสภาวะคงที เมอื ปรบั ระดบั ฝายที 2 ซม.,

= ( ม. ม. 0.2 ม.)/25 ลบ.ม.ต่อวนั
= 4 วัน

ตาราง – 5 คา่ คงทีของ Manning (n) สาํ หรบั การไหลในรางเปิดทีประยกุ ตใ์ ชก้ บั บึงประดษิ ฐ์

ชนดิ และลักษณะของร่อง คา่ คงทขี อง Manning (n)
ตาํ สุด คา่ ทวั ไป สงู สุด
รอ่ งนาํ เป็นดนิ
แนวตรง รูปรา่ งสมาํ เสมอ มีหญา้ เตยี ๆ มีวชั พชื อนื แซมเลก็ นอ้ ย 0.022 0.027 0.033
ขรุขระ และคดเคียว มหี ญา้ เตยี ๆ มวี ชั พชื อืนแซมเล็กนอ้ ย 0.025 0.030 0.033
ขรุขระ และคดเคียว มพี ืชนาํ หนาแน่นในส่วนนาํ ลกึ 0.030 0.035 0.040

รอ่ งนาํ ทไี มค่ ่อยไดร้ บั การดแู ล ไมม่ กี ารตดั แตง่ พืชอยา่ งสมาํ เสมอ 0.050 0.080 0.120
พชื หนาแนน่ นาํ ไหลปกติ ระดบั นาํ สงู ประมาณตน้ ไม้ 0.080 0.100 0.140
พชื หนาแน่น ช่วงนาํ ไหลหลาก

ทมี า ดดั แปลงจาก Chow (1959)

การจะทราบการเปลียนแปลงระดบั ความสงู ของนาํ ในบงึ ประดษิ ฐจ์ ะทาํ ไดโ้ ดยการแกส้ มการที ( - )
และ ( - ) ซงึ อาจจะไม่สะดวก ดงั นนั ในการออกแบบอาจจะสะดวกกวา่ ถา้ สามารถใชค้ วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง
ภาระ (ML) กบั อตั ราสว่ นระหว่างความลกึ ของนาํ เขา้ และออกจากบึงประดิษฐไ์ ดด้ งั แสดงในรูปที - โดย

S1 = L   dB  = LS (10-10)
he  dx  he

และ ML = qL2 (10-11)
he4 a
โดย he
q = ระดบั ความลึกของนาํ ออก, เมตร
= ภาระชลศาสตร,์ ลกู บาศกเ์ มตรตอ่ ตารางเมตรต่อวนั
a
= คา่ คงที (ใชค้ า่  ตอ่ เมตรตอ่ วนั สาํ หรบั กรณีพชื หนาแนน่ )

232

รูปที -11 ความสมั พนั ธร์ ะหว่างภาระ (ML) กบั อตั ราสว่ นระหวา่ งความลกึ ของนาํ เขา้ และออก
จากบงึ ประดษิ ฐ์ (ดดั แปลงจาก Kadlec และ Knight, 1996)

ตัวอย่าง 10- บงึ ประดิษฐ์ถกู ออกแบบใหบ้ าํ บดั นาํ ลบ.ม.ต่อวัน โดยกาํ หนดใหม้ ภี าระทางชลศาสตรอ์ ยู่

ที . ลบ.ม.ต่อ ตร.ม. ตอ่ วนั จากการสาํ รวจพนื ทพี บวา่ ความยาวของบงึ ประดิษฐท์ ีเหมาะสมคือ ม. โดยปรบั พืน

ใหม้ ีความลาดเอยี ง . 5 เปอรเ์ ซ็นต์ กาํ หนดใหเ้ วียรท์ ีดา้ นนาํ ออกถกู ตงั ไวท้ ีความสงู (he) 2 เซนติเมตร คาํ นวณค่า

Head Loss ของบึงประดษิ ฐน์ ี และวาดรูปแสดงการเปลียนแปลงระดบั ความสงู ของนาํ ในบงึ ประดษิ ฐ์

วิธีทาํ กาํ หนดความลาดเอยี ง S = 0.0005 จาก

S1 = LS = 200 0.0005

he 0.2

= 0.50

และ ML = =qL2 0.05 2002
0.24 107
he4 a

= 0.125

เมอื เทยี บกบั รูปที - 1 จะไดว้ ่าอตั ราส่วนระหว่างความลึกของนาํ เขา้ และออกมีค่าประมาณ .

ดงั นันระดบั นาํ เขา้ hi = 0.2 0.95 = 0.19 ม. หรือ ซม.

ความสงู ของพืนเทียบกบั ระดบั อา้ งอิง (Bi) = 0.0005200 = 0.10 ม.
= 0.10+0.19
ความสงู ของผิวนาํ เขา้ เทียบกบั ระดบั อา้ งอิง (Hi) 0.29 ม.

=

233

ดงั นันค่า Head Loss (H) = 0.29 – 0.20 = 0.09 ม.
9 ซม.
=

รูปการเปลียนแปลงระดบั ความสงู ของนาํ ในบงึ ประดษิ ฐแ์ สดงไดด้ งั รูป

รูปประกอบตัวอยา่ งที -

หมายเหตุ การไหลในลกั ษณะทีความลกึ ของนาํ เพมิ ตามระยะทางเรียกว่า Distance Thickening Flow และ
เสน้ แสดงระดบั นาํ ในรูปประกอบตวั อยา่ งที - ไม่เป็นเสน้ ตรงเพราะไดม้ าจากการประมาณคาํ ตอบของสมการ (10-8)

10.3.2 การคาํ นวณทางชลศาสตรส์ าํ หรับบึงประดษิ ฐท์ นี ําไหลผา่ นใต้ชันกรอง
บงึ ประดิษฐแ์ บบนีใชห้ ลกั การบาํ บดั คลา้ ยกบั ระบบบาํ บดั ชีวภาพแบบมีตวั กลางใหจ้ ุลชีพเติบโต การ
ใชง้ านอาจจะมีปัญหาเกดิ ไดจ้ ากการออกแบบทีไมเ่ หมาะสม รวมทงั จากการเปลียนแปลงสภาพของตวั กลาง ทาํ
ใหเ้ กดิ การอดุ ตนั ซงึ เป็นผลมาจากตะกอนตา่ งๆ หรอื การออกแบบทางชลศาสตรท์ ีไมถ่ กู ตอ้ ง และทาํ ใหเ้ กดิ นาํ ลน้
ท่วมชนั ตวั กลาง ทาํ ใหป้ ระสิทธิภาพลดลง การคาํ นวณทางชลศาสตรใ์ นส่วนนีจะใชห้ ลกั อนรุ กั ษ์มวลสาร ในหนึง
มิติ สาํ หรบั การไหลในตวั กลางรูพรุน ซึงมีลกั ษณะคลา้ ยกบั สมการ ( - ) และอธิบายไดด้ งั รูปที - 2 ดงั นี

(H ) =  (Hu x )  P  ET (10-12)
t x
โดย H = ความสงู ของผวิ นาํ , เมตร

= ความพรุน (ปรมิ าตรนาํ /ปรมิ าตรนาํ และตวั กลาง), ลบ. เมตรต่อลบ. เมตร

สาํ หรบั ความเรว็ ของนาํ ในตวั กลางทมี รี ูพรุนอธิบายไดด้ ว้ ยกฎของ Darcy (Bear, 1979) สาํ หรบั การ
ไหลในทศิ ทางเดียวไดด้ งั นี

234

ux =  Kx H (10-13)
x

แทนคา่ สมการ ( - ) ใน ( - ) ไดเ้ ป็น

(H ) =   K x H H   P  ET (10-14)
t x  x 

โดย Kx = ความนาํ นาํ (Hydraulic Conductivity) ในแนวแกน x, เมตรตอ่ วนั

B(x) = ระดบั พืนของบึงประดิษฐท์ ีอย่เู หนอื ระดบั อา้ งองิ เปลียนตามแนวแกน x, เมตร
d = ความหนาของชนั ตวั กลาง, เมตร
G(x) = ระดบั ความสงู ของผวิ นาํ ทอี ย่เู หนอื ระดบั อา้ งองิ เปลียนตามแนวแกน x, เมตร
= B(x) + d
h(x) = ความลกึ ของนาํ เปลียนตามแนวแกน x, เมตร
H(x) = ระดบั ความสงู ของผิวนาํ เทยี บกบั ระดบั อา้ งองิ เปลียนตามแนวแกน x, เมตร
Hi และ He = ระดบั ความสงู ของผวิ นาํ เขา้ และออกเทยี บกบั ระดบั อา้ งอิงตามลาํ ดบั , ลบ. เมตร
L = ความยาวของบงึ ประดษิ ฐ์ในแนวนาํ ไหล (แนวแกน x), เมตร
Qi และ Qe = อตั ราการไหลของนาํ เขา้ และออกตามลาํ ดบั , ลบ. เมตรตอ่ วนิ าที
u(x) = ความเรว็ นาํ ในแนวแกน x, เมตรต่อวินาที
W = ความกวา้ งของบงึ ประดษิ ฐ์, เมตร
x = ระยะทางจากทางเขา้ ในแนวแกน x, เมตร

= ความพรุน (ปรมิ าตรนาํ /ปรมิ าตรนาํ และตวั กลาง), ลบ. เมตรต่อลบ. เมตร

รูปที -12 นิยามพารามเิ ตอรท์ ใี ชใ้ นสมการสมดลุ มวลสารและอธิบายแสดงการไหลในบงึ
ประดิษฐ์ทนี าํ ไหลผ่านใตช้ นั กรอง (ดดั แปลงจาก Kadlec และ Knight, 1996)

235

โดยสมการที ( - ) เป็นสมการทวั ไปทีใชอ้ ธิบายการไหลของนาํ ใตด้ ินสาํ หรบั ชนั นาํ ใตด้ นิ แบบ
Unconfined Aquifer ทมี รี ะดบั ผวิ นาํ อสิ ระทีเรยี กวา่ The Dupuit-Forchheimer Equation โดยมีสมมติฐานหลกั
ไดแ้ ก่ ความลาดชนั ของผวิ นาํ มคี า่ ตาํ (ตาํ กว่า . เปอรเ์ ซ็นต)์ (Bear, 1979) ซงึ มกั จะสอดคลอ้ งกบั การไหลใน
ตวั กลางรูพรุน การไหลเป็นแบบลามินาร์ (Laminar Flow) ตวั กลางมขี นาดใกลเ้ คียงกนั และมคี า่ ความนาํ นาํ
เท่ากนั ตลอดในแนวทางการไหล เป็นตน้ ซึงสมมตฐิ านหลายขอ้ อาจจะไม่เป็นจรงิ ในบงึ ประดษิ ฐ์ เชน่ ความนาํ นาํ
อาจจะเปลียนแปลงเนืองมาจากการมีรากพชื แทรก และความนาํ นาํ อาจจะเปลียนแปลงไดต้ ามเวลาจากรากพืช
และจลุ ชีพทีเตบิ โตบนตวั กลาง อยา่ งไรกต็ าม ในเบืองตน้ จะแสดงการคาํ นวณบนสมมติฐานของสภาพคงตวั
กอ่ น สมการที ( - ) เป็นสมการทใี ชอ้ ธบิ ายการไหลในชว่ งการไหลแบบลามินาร์ ซงึ อาจจะเขยี นในรูปแบบ
ทวั ไปเพือคลอบคลมุ ช่วงการไหลแบบปันป่วน (Turbulent Flow) ไดด้ งั นี (Kadlec และ Knight, 1996)

 dH = 1 ux  u 2 (10-15)
dx Kx x

โดย ω = คา่ Turbulent Factor, วนั /เมตร

ซงึ สมการ (10-15) อาจเขยี นไดเ้ ป็นรูปแบบคลา้ ยกบั สมการ ( - ) ไดเ้ ป็น

ux =  Ke dH (10-16)
dx
โดย Ke = Effective Hydraulic Conductivity, เมตรตอ่ วนั

เมอื เปรียบเทียบสมการ (10-15) และสมการ ( - ) จะได้

1 = 1  ux (10-17)
Ke Kx

เหน็ ไดว้ า่ คา่ Effective Hydraulic Conductivity ขึนกบั ความเรว็ ของการไหล สาํ หรบั ในกรณกี ารไหล

ในชนั ตวั กลางนี คา่ u 2 จะละไดเ้ มอื คา่ Reynolds number (NR) ตาํ กวา่ . และอาจจะไม่นาํ มาคดิ ไดโ้ ดยมี
x

ความผิดพลาดเลก็ นอ้ ยเมือคา่ NR อย่ใู นชว่ งนอ้ ยกวา่ โดย NR คาํ นวณจาก

NR = Du x (10-18)

1   

โดย D = ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางของตวั กลาง, เมตร

ρ = ความหนาแนน่ ของนาํ , กโิ ลกรมั /ลบ.เมตร

μ = ความหนืดของนาํ ของนาํ , กิโลกรมั /เมตร/วนั

โดยทวั ไป การไหลในชนั ดินและทรายมกั จะเป็นแบบลามนิ าร์ สว่ นการไหลในชนั กรวดมกั จะอยใู่ นช่วง
การไหลทีเรมิ เปลียนเป็นแบบการไหลปันป่วน
236

ค่าความนาํ นาํ Effective Hydraulic Conductivity และ Turbulent Factor ขึนกบั ปัจจยั หลายประการ
ทไี ดก้ ล่าวมาแลว้ รวมทงั ขนาดของตวั กลาง การกระจายตวั ของขนาดของตวั กลาง รูปรา่ งของตวั กลาง ความ
พรุน และการเรียงตวั ของตวั กลางในชนั กรอง สาํ หรบั ตวั กลางทีมรี ูปรา่ งเป็นทรงกลม มีการเรยี งตวั แบบสมุ่ และมี
ขนาดคงที การไหลอาจจะอธิบายไดด้ ว้ ยสมการตอ่ ไปนี (Ergun, 1952 อา้ งโดย Kadlec และ Knight, 1996)

 dH = 150(1   )2  ux  1.75(1   ) u 2 (10-19)
dx g 3 D 2 g 3 D x

โดย g = ความเรง่ เนืองมาจากแรงโนม้ ถว่ ง, เมตร/วนั

ซงึ เมือเปรยี บเทียบกบั สมการ ( - ) จะได้

1 = 150(1   )2  (10-20)
Kx g 3 D 2 (10-21)

= 1.75(1   )
g 3D

สาํ หรบั กรณีทีตวั กลางมรี ูปรา่ งตา่ งจากทรงกลมมาก อาจใชค้ วามสมั พนั ธต์ อ่ ไปนี (Idelchik, 1986 อา้ ง
โดย Kadlec และ Knight, 1996)

1 = 127.5(1   )2  (10-22)
K 'x g 3.7 D 2

โดย K’x = ความนาํ นาํ ในตวั กลางทีมีรูปรา่ งไมเ่ ป็นทรงกลมทีมขี นาดใกลเ้ คยี งกนั , เมตร/วนั

ตวั กลางโดยทวั ไปจะไม่มขี นาดเดียวแต่จะมขี นาดคละกนั ไป ผลของการการทีมีการกระจายตวั ของ
ขนาดหลากหลายคละกนั ทาํ ใหค้ า่ ความนาํ นาํ ลดลง การเรยี งตวั ของตวั กลางจะมผี ลตอ่ ความพรนุ และคา่ ความ
นาํ นาํ เชน่ กัน ถา้ คา่ ความพรุนมากขึน คา่ ความนาํ นาํ จะเพมิ ขึนดว้ ย สาํ หรบั ตวั กลางสะอาดทีเป็นกรวดหรือหิน
หยาบ มีความพรุนประมาณ . และค่าความแปรปรวน (Variance) ของขนาดตวั กลางประมาณ
เปอรเ์ ซน็ ตส์ ามารถอธิบายไดด้ ว้ ยสมการต่อไปนี (Kadlec และ Knight, 1996)

1 = 255(1   )  2(1   )ux (10-23)
Ke g 3.7 D 2 g 3 D

จากความไมแ่ น่นอนต่างๆ ทีมีผลต่อคา่ ความนาํ นาํ ทกี ล่าวมา กลา่ วไดว้ า่ ความสมั พนั ธท์ ีไดแ้ สดงมา
เหมาะกบั การคาํ นวณเบืองตน้ เทา่ นนั และอาจจะไมเ่ หมาะสมสาํ หรบั ใชเ้ พือการออกแบบในรายละเอยี ดในขนั
สดุ ทา้ ย ดงั นนั ควรวดั คา่ ความนาํ นาํ ของวสั ดทุ จี ะนาํ มาใชท้ าํ ชนั กรองก่อน

237

การวดั คา่ ความนาํ นาํ อาจจะทาํ ตามวธิ ีมาตรฐานทวั ไป เช่น ASTM D 50842 หรอื ใชว้ ิธีการประยกุ ตท์ ี
จะกลา่ วถงึ ในทีนซี งึ จะใชก้ บั ตวั กลางทีมขี นาดใหญ่กวา่ ดินหรือทรายและมกั ใชใ้ นระบบบงึ ประดิษฐ็ ตวั กลางจะ
ถกู บรรจใุ นรางนาํ ทมี พี นื ทหี นา้ ตดั ใหญ่พอ ส่วนทเี ลก็ ทีสดุ ของพนื ทหี นา้ ตดั ตอ้ งมีขนาดประมาณ เท่าของ
ขนาดตวั กลางเพือปอ้ งกนั ความคลาดเคลือนทีเป็นผลจากนาํ ทีไหลตามผนงั (Edge Effect) และรางนาํ ควรจะมี
ความยาวมากกวา่ เทา่ ของสว่ นทีกวา้ งทีสดุ ของพนื ทหี นา้ ตดั เพอื ลดผลจากทางนาํ เขา้ และนาํ ออก (Entrance
and Exit Effects) การวดั ปรมิ าณการไหลอาจจะทาํ ไดโ้ ดยการใชน้ าฬิกาจบั เวลารว่ มกบั การวดั ปรมิ าตรนาํ ทีไหล
ออก ค่า Head Loss วดั โดยการติดตงั Differential Manometer หรือ เครอื งวดั ความดนั อนื ๆ ระหวา่ งจดุ สองจดุ
ตามความยาวของรางนาํ โดยปกตกิ ารวดั ค่า Head Loss ในชว่ งการไหลแบบลามนิ ารจ์ ะนอ้ ยมาก การวดั ใน
ลกั ษณะนีจงึ เหมาะกับการไหลในช่วงปันป่วน ดงั แสดงในสมการ ( - ) ซงึ เมือจดั รูปใหมใ่ หเ้ หมาะกบั การ
ทดลองทอี ธิบายจะได้

1   H  = 1  ux (10-24)
ux  L'  Kx

โดย H = ความแตกตา่ งของ Head ระหวา่ งจดุ สองจดุ ทวี ดั Head Loss, เมตร
L’ = ระยะหา่ งระหวา่ งจดุ สองจดุ ทีวดั Head Loss, เมตร

ดา้ นซา้ ยของสมการที (10-24) สามารถวดั ไดจ้ ากการทดลอง เมือนาํ คา่ ดา้ นซา้ ยมือทีการทดลองที
ความเรว็ ตา่ งๆ ทงั หมด (แกน Y) มาวาดกราฟกบั คา่ ความเรว็ ทีสมั พนั ธก์ นั (แกน X) และใชก้ ารวิเคราะหแ์ บบ
Linear Regression จะไดส้ มการเสน้ ตรงสาํ หรบั ประมาณความสมั พนั ธท์ ีมคี ่าความชนั เป็น ω และสว่ นกลบั
ของจดุ ตดั แกน Y เป็น Kx ตาราง -6 และ - แสดงคา่ ความนาํ นาํ ในหนว่ ย SI ตา่ งๆ และค่าความนาํ นาํ ของ
วสั ดบุ างชนดิ ตามลาํ ดบั

ตาราง – 6 คา่ ความนาํ นาํ ในหน่วย SI และคาํ อธิบายแสดงความเรว็ ในการไหล

คาํ อธบิ ายความเรว็ เมตรต่อวัน เมตรตอ่ วินาที มลิ ลเิ มตรตอ่ วนั มลิ ลเิ มตรตอ่ ชัวโมง
ของการไหล (m/d) (m/s) (mm/d) (mm/hr)

แทบจะไม่เคลือนที 0.000001 1.5741x10-11 0.001 0.000041667
ชา้ มาก 0.0001 1.5741x10-9 0.1 0.0041667
ชา้ 0.01 1.5741x10-7 10 0.41667
ปานกลาง 1 1.5741x10-5 1000 41.667
เรว็ 10 1.5741x10-4 10000 416.667
เรว็ มาก 100 1.5741x10-3 100000 4166.667

2 ASTM D 5084 Standard Test Methods for Measurement of Hydraulic Conductivity of Saturated Porous Materials Using a
Flexible Wall Permeameter

238

ตาราง – 7 คา่ ความนาํ นาํ ของวสั ดตุ วั กลางบางชนดิ

ชนิดของตวั กลาง ขนาด (มิลลเิ มตร) ความนาํ นาํ (เมตรต่อวนั )

Clay 0.0005 – 0.002 10-8 – 10-2
Silt 0.002 – 0.06 10-2 – 1
Fine Sand 0.06 – 0.25 1–5
Medium Sand 0.25 – 0.50 5 – 20
Coarse Sand 0.50 – 2.00 20 – 100
Gravel 100 – 1000
2.0 – 64
ทมี า ดดั แปลงจาก Brassington (1988)

รูปที -13 การจาํ แนกประเภทของดนิ ตามปรมิ าณองคป์ ระกอบของ Sand Silt และ Clay
(ดดั แปลงจาก Eswaran และคณะ ( )).

ในกรณีทีเป็นดินธรรมชาติ คา่ ขนาดของตวั กลางในตาราง - สามารถนาํ มาใชใ้ นการระบชุ นดิ ของ
ดินตามรูปที - 3 ไดโ้ ดยจาํ แนกตามเนือดนิ (Texture) ขนาดของวสั ดุตวั กลางทีมอี ยใู่ นองคป์ ระกอบ เมือได้
ชนิดของดนิ แลว้ สามารถประมาณค่าความนาํ นาํ ไดต้ ามตาราง -

239

ตาราง – 8 ค่าความนาํ นาํ ของดนิ ชนดิ ต่างๆ จาํ แนกตามขนาดของวสั ดตุ วั กลาง

ชนดิ ของดนิ ความนํานาํ (เมตรตอ่ วนั )

Loamy Sand 2.4 – 6.0
Sandy Loam, Loam 1.2 – 2.4
Loamy clay 0.5 – 2.0
Silty Clay Loam 0.6 – 1.2
Clay Loam/Clay 0.02 – 0.2

ทมี า ดดั แปลงจาก Smedema และคณะ (1988)

การเปลียนแปลงค่าความนาํ นาํ ในชนั กรองเป็นสงิ ทเี กดิ ขึนได้ โดยเฉพาะกบั ชนั กรองทีสรา้ งจากวสั ดทุ ีมี
ความพรุนสงู จะมีการเปลียนแปลงลดลงอย่างชดั เจนจากรากพชื อินทรยี ส์ าร และจลุ ชีพ ซงึ อาจจะลดลงจาก
เดมิ ไดก้ วา่ เทา่ สาํ หรบั ชนั กรองทีสรา้ งจากดินจะมกี ารลดลงของคา่ ความนาํ นาํ นอ้ ยกวา่ มาก ทงั นเี นอื งจาก
ค่าความนาํ นาํ มีคา่ ตาํ มาตงั แตแ่ รก และอาจมคี า่ ใกลเ้ คยี งกบั คา่ ความนาํ นาํ ของสารอนิ ทรยี ท์ ีสะสมในดนิ ทเี กดิ
จากกจิ กรรมการบาํ บดั

การคาํ นวณอตั ราการไหลและระดบั นาํ ในบงึ ประดษิ ฐแ์ บบนี อาจจะใชช้ ดุ สมการทีไดก้ ล่าวไวแ้ ลว้ คอื
สมการ ( - ) โดยใชส้ มมติฐานทีสภาวะคงที และสมการ ( - ) โดยคาํ นึงถงึ อตั ราการไหลในทศิ ทางเดียว
ดงั ต่อไปนี

du(H  B) = P  ET (10-25)

dx

 dH = 1 u  u 2 (10-26)
dx K

อตั ราการไหลและความลกึ ของนาํ คาํ นวณไดจ้ าก

Q= uWh (10-27)

h= H B (10-28)

โดยมเี งอื นไขวา่ ระดบั นาํ ตอ้ งไมท่ ว่ มสงู กวา่ ความสงู ของชนั ตวั กลาง หรือ 0  h  d (รูปที - 2)
การแกช้ ุดสมการทีกลา่ วมามคี วามย่งุ ยากและซบั ซอ้ น อยา่ งไรกต็ าม ในกรณีที P  ET มีความสาํ คญั นอ้ ย
สาํ หรบั บงึ ประดษิ ฐบ์ งึ ประดิษฐร์ ูปรา่ งสีเหลยี มทมี ีความลกึ ของชนั กรองคงที ความลกึ ของนาํ (h) คงที และคา่
ความนาํ นาํ ไม่เปลียนแปลงตลอดระยะทางและตามอตั ราการไหล รวมทงั การไหลยงั ไมเ่ ขา้ ส่ชู ว่ งการไหลแบบ

240

ปันป่ วน ( NR < 10) สามารถใชค้ ่า G1 และ G3 ทเี ป็นขอ้ จาํ กดั ทางการระบายนาํ และดา้ นภาระชลศาสตร์
ตามลาํ ดบั เพอื ตรวจสอบลกั ษณะการไหลได้

G1 = L  dB  (10-29)
he  dx 

G1 = L S   0.1 (10-30)

he

และ G3 = qL2  0.1 (10-31)
โดย q Khe2

S = ภาระชลศาสตร,์ ลกู บาศกเ์ มตรตอ่ ตารางเมตรต่อวนั
= ความลาดเอยี งของพนื , เมตรตอ่ เมตร

โดยถา้ G1 = G3 จะเป็นการไหลทีระดบั นาํ ขนานไปกบั พนื ของชนั กรอง
G1 < G3 จะเป็นการไหลทีระดบั นาํ จะสงู ขึนเมือไหลผา่ นชนั กรอง (Distance Thickening)
G1 > G3 จะเป็นการไหลทีระดบั นาํ จะลดลงเมือไหลผา่ นชนั กรอง (Distance Thinning)

Kadlec และ Knight (1996) กาํ หนดค่า G1 ใหม้ คี า่ นอ้ ยกวา่ . เพอื ใหด้ า้ นนาํ เขา้ ไม่มีความแตกตา่ ง
ระหวา่ งระดบั ความสงู ของนาํ และระดบั ความสงู ของชนั กรองหรือเกดิ ชอ่ งว่างดา้ นบน (ระดบั ในรูป G(x) – H(x)
ในรูป - 2) มากเกนิ ไป ซงึ อาจจะทาํ ใหช้ นั กรองแหง้ ไดห้ รือทาํ ใหพ้ ืชทีมีรากหยงั ลงไปไมถ่ งึ พืนลา่ งชนั กรองขาด
นาํ ได้ ในลกั ษณะเดยี วกนั คา่ G3 ถกู กาํ หนดใหม้ คี ่านอ้ ยกวา่ . เพอื ใหแ้ น่ในวา่ ระดบั นาํ ดา้ นออกจะไม่สงู กว่า

เปอรเ์ ซ็นตข์ องความลกึ ของชนั กรองเพือป้องกนั การเกดิ นาํ ทว่ มชนั กรอง

ตัวอยา่ ง 10- บงึ ประดิษฐ์นาํ ไหลผา่ นใตช้ นั กรองในแนวนอนถกู ออกแบบใหร้ บั อตั ราการไหล ลบ.ม.ตอ่

วนั เพอื ใหเ้ หมาะสมกบั ชนิดของพชื ทีใช้ ชันกรองถกู กาํ หนดใหม้ ีความลกึ เซนติเมตร กาํ หนดสดั ส่วนของความยาวตอ่

ความกวา้ ง (L:W) ไวท้ ี ระยะเวลากกั เกบ็ มีค่า วนั วสั ดทุ ีใชเ้ ป็นกรวดหยาบมีคา่ ความพรุน . มีขนาดประมาณ .

เซนตเิ มตร และมีคา่ ความนาํ นาํ ประมาณ เมตรตอ่ วนั คาํ นวณขนาดของบึงประดษิ ฐแ์ ละการสญู เสยี พลงั งานในการ

ไหล (Head Loss) และกาํ หนดความชนั ของพืนชนั กรอง ถา้ พบว่าหลงั จากดาํ เนินระบบ ค่าความนาํ นาํ ของชนั กรองลดลง

ครงึ หนึง คาํ นวณการสญู เสียพลงั งาน และระบวุ า่ นาํ มโี อกาสท่วมหรือไม่

วิธที าํ กาํ หนดใหน้ าํ ไหลใตช้ นั กรองตลอดทีระดบั เปอรเ์ ซนตข์ องความลกึ ของชันกรอง

ระยะเวลากกั เก็บ, H = = L W  (0.9)d  
Q
Q

5= 10W W  (0.9)0.5  0.4
W=
200

23.6 .ม.

L = 236 ม.

ประมาณคา่ ความเร็วของนาํ จาก

u= Q
Wh

241

= 200 = 18.8 เมตรต่อวนั
23.6  (0.9)0.5

จากสมการ ( - )

dH = u
dL K
= 18.8 = -0.00188
10,000

ดงั นัน การสญู เสียพลงั งาน = -0.00188  236
= 0.44 เมตร

สาํ หรบั กรณีนี ถา้ พยายามทีจะใหร้ ะดบั นาํ ขนานไปกบั ระดบั พืนของชนั กรอง ระดบั ความลาดเอยี งของชนั กรอง

ควรจะมีค่าเป็น . 88 เปอรเ์ ซ็นต์

ในกรณีทคี วามนาํ นาํ ลดลง เท่า

dH = u
dL K
= 18.8 = -0.0038
5,000

ดงั นัน การสญู เสียพลงั งาน = -0.0038  236
= 0.89 เมตร

รูปประกอบตัวอย่างที -
จากรูปแสดงวา่ เมือค่าความนาํ นาํ ของตวั กลางลดลงครงึ หนึง นาํ จะท่วมพนื ทสี ่วนมากของชนั กรอง
ตวั อยา่ ง 10- บงึ ประดษิ ฐน์ าํ ไหลผ่านใตช้ นั กรองในแนวนอนถกู ออกแบบใหร้ บั ภาระชลศาสตร์ . เมตรต่อ
วนั ชนั กรองเป็นกรวดหยาบขนาดประมาณ . เซนตเิ มตร ทีมีความนาํ นาํ , เมตรต่อวนั ออกแบบใหช้ ันกรองมี

242

ความลึก . เมตร ไมม่ คี วามชนั ความสงู ของระดบั นาํ ในชนั กรองดา้ นนาํ ออกเป็น . เมตร และชนั กรองมคี วามยาว

เมตร บงึ ประดษิ ฐน์ ีออกแบบเป็นไปตามเกณฑท์ ีกาํ หนดหรอื ไม่

วิธีทาํ เนืองจากพืนไม่มคี วามชนั (S = 0) ดงั นัน G1= 0  . เป็นตามเกณฑท์ ีกาํ หนด
คาํ นวณค่า G3

G3 = =qL2 0.05 3502
50000 0.52
Khe2

= 0.49

G3  . ดงั นนั คาดว่านาํ จะท่วมบึงประดิษฐ์ ซงึ อาจจะแกไ้ ขโดยการลดภาระชลศาสตรโ์ ดยการเพมิ ขนาด
ของบงึ ประดษิ ฐ์

10.3.3 การคาํ นวณประสิทธภิ าพของบงึ ประดษิ ฐ์
ประสิทธิภาพของบงึ ประดษิ ฐค์ าํ นวณไดโ้ ดยประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั สมดลุ มวลสารในถงั ปฏิกิรยิ าแบบไหลตาม

กนั รูปที –14 และ สมการที ( - ) แสดงสมดลุ มวลสารในสว่ น Differential Volume () ใดๆ ในถงั
ปฏกิ ิรยิ าแบบไหลตามกนั เพือคาํ นวณการเปลียนแปลงความเขม้ ขน้ ของมลสาร (CP) ในบงึ ประดษิ ฐ์

รูปที -14 สมดลุ มวลสารในถงั ปฏกิ ริ ยิ าแบบไหลตามกนั

CP  = QCP x  QCP xx  rP  (10-32)
t

โดย CP = ความเขม้ ขน้ ของมลสาร, กรมั ต่อลกู บาศกเ์ มตร
= Differential Volume, ลกู บาศกเ์ มตร
 = อตั ราการไหล, ลกู บาศกเ์ มตรต่อวินาที
= อตั ราการเกดิ ปฏิกริ ยิ าของมลสาร, กรมั ตอ่ ลกู บาศกเ์ มตรตอ่ วินาที
Q
rP

243

จากรูปที –14 = Q C P  C P x  (10-33)
 x 
QCP xx

แทนคา่ (10-33) ใน (10-32) ไดเ้ ป็น

CP  = QC P  Q C P  C P x   rP  (10-34)
t  x 

CP  = Q C P x  rP  (10-35)
t x

แทนค่า  ดว้ ย Ax (ดรู ูปที - 4 ประกอบ) ได้

C P Ax = Q C P x  rP Ax (10-36)
t x
โดย A = พืนทหี นา้ ตดั , ตารางเมตร

หาร (10-36) ตลอดดว้ ย A และ x และกาํ หนดให้ limit x0 ไดเ้ ป็น

C P =  Q C P  rP (10-37)
t A x

ใชส้ มมตุ ิฐานทีสภาวะคงตวั (Steady State, C P =0) และนยิ ามอตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเป็น
t

rP =  k n C n (10-38)
P

โดย kn = คา่ คงทีอตั ราการเกิดปฏกิ ริ ยิ าอนั ดบั ที n, หนว่ ยขึนกบั อนั ดบั ของปฏกิ ิรยิ า
n
= อนั ดบั ของปฏิกิรยิ า

แทน ( - ) ใน ( - ) จากนนั Integrate ในช่วง CP = CP,i ถงึ CP = CP,e และ x = 0 ถงึ x = L ได้

 dCCP,e P =  A L dx (10-39)
Q 0
k Cn

CP,i n P

 dCCP,e P =  AL = – H (10-40)
Q
k Cn

CP,i n P

โดย CP,i และ CP,e = ความเขม้ ขน้ ของมลสารทีเขา้ สแู่ ละออกจากระบบ ตามลาํ ดบั ,
กรมั ตอ่ ลกู บาศกเ์ มตร

244

L = ระยะทางทีนาํ ไหลผ่านส่วนบาํ บดั ของระบบ, เมตร
H = ระยะเวลากกั เก็บของระบบ, เมตร

สาํ หรบั อตั ราการเกดิ ปฏิกิรยิ าอนั ดบั ศนู ย์ (n = 0) เมอื Integrate สมการที ( - ) ได้

CP,e = CP,i – k0H (10-41)

สาํ หรบั อตั ราการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าอนั ดบั หนึง (n = 1) เมอื Integrate สมการที ( - ) ได้

CP,e = CP,i exp(k1 H ) (10-42)

โดย k0 = ค่าคงทีอตั ราการเกดิ ปฏิกิรยิ าอนั ดบั ศูนย,์ กรมั ตอ่ ลกู บาศกเ์ มตรต่อวนิ าที
k1 = ค่าคงทีอตั ราการเกิดปฏกิ ริ ยิ าอนั ดบั ทีหนงึ , ต่อวนิ าที

อตั ราการปฏิกิรยิ าในการบาํ บดั สารอนิ ทรยี แ์ ละธาตอุ าหารโดยกระบวนการทางชีวภาพสามารถอธิบาย
ไดด้ ว้ ย Monod Equation ซงึ เป็นอตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าแบบผสมของปฏิกริ ยิ าอนั ดบั ศนู ยแ์ ละอนั ดบั ทีหนงึ ดงั ที
อธิบายไวใ้ นเรืองจลุ ชวี วทิ ยาพืนฐานของนาํ และนาํ เสีย สว่ นใหญ่การเกิดปฏิกริ ยิ าในบงึ ประดษิ ฐส์ ามารถอธิบาย
ไดด้ ว้ ยปฏิกริ ยิ าอนั ดบั ทีหนงึ แต่ในบางกรณีทีความเขม้ ขน้ ของมลสารทเี ขา้ ส่รู ะบบมคี ่าสงู อตั ราการเกดิ ปฏิกิรยิ า
อาจอธิบายดว้ ยปฏิกริ ยิ าอนั ดบั ศนู ยไ์ ดเ้ หมาะสมกว่าหรอื กค็ อื อตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเป็นคา่ สงู สดุ คงที (Mitchell
และ McNevin, 2001) เนอื งจากบงึ ประดิษฐ์เป็นระบบธรรมชาตแิ ละไมม่ ีการควบคมุ อณุ หภมู ิ ของการดาํ เนนิ
ระบบ อตั ราการเกดิ ปฏิกิรยิ าจึงแปรผนั ไดม้ ากระหวา่ งฤดกู าล ทงั นยี งั ขึนกบั ปัจจยั อืนๆ ดว้ ย เชน่ ชนดิ ของพชื
ชนิดตวั กลาง คณุ ภาพและปรมิ าณนาํ ทีเขา้ ส่รู ะบบ เป็นตน้ คา่ คงทีอตั ราการเกดิ ปฏิกริ ยิ าทีพบจึงมกั เป็นคา่ เฉลยี
หรอื มคี า่ อยใู่ นชว่ งกวา้ งๆ ตาราง – 9 แสดงตวั อยา่ งชว่ งคา่ คงทีอตั ราการเกิดปฏกิ ริ ยิ าอนั ดบั ทหี นงึ ทมี ีการ
รายงานไว้

ตัวอยา่ ง 10- ใชข้ อ้ มลู ในตาราง – ประมาณประสทิ ธิภาพการกาํ จดั บีโอดีของบึงประดษิ ฐ์ทีนาํ ไหลทว่ ม

ผวิ ชนั กรองทีแสดงในตวั อย่าง – และ บงึ ประดษิ ฐ์นาํ ไหลผ่านใตช้ ันกรองในแนวนอนทีแสดงในตัวอยา่ ง 10-3

วิธที าํ จากสมการ ( - )

C P,e = CP,i exp(k1H )

ประสิทธิภาพคาํ นวณจาก

=CP,i  CP,e 1  exp(k1H )
CP,i

จากกรณีตวั อย่าง – ระยะเวลากกั เก็บกรณีทีฝายทีดา้ นนาํ ออกถูกตงั ไวท้ ีความสงู 2 เซนตเิ มตคือ วนั

ใชค้ า่ จากตารางที - คา่ คงทีการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาอยใู่ นช่วง . – . ตอ่ วนั จะได้

CP,i  CP,e = 1  exp((0.140)  4) = 0.43
1 exp((0.150)  4) = 0.46
CP,i

และ =CP,i  CP,e
CP,i

ดงั นันประสิทธิภาพการบาํ บดั อย่ใู นช่วง 43 – 46 เปอรเ์ ซน็ ต์

245

จากกรณีตวั อย่าง – ระยะเวลากักเก็บกาํ หนดเป็น วนั

ใชค้ า่ จากตารางที - ค่าคงทีการเกิดปฏิกริ ิยาอย่ใู นช่วง . – . ตอ่ วนั จะได้

CP,i  CP,e = 1  exp((0.70)  5) = 0.97
1 exp((1.960)  5) = 0.99
CP,i

และ =CP,i  CP,e
CP,i

ดงั นันประสิทธิภาพการบาํ บดั อย่ใู นช่วง 97 – 99 เปอรเ์ ซ็นต์

อยา่ งไรก็ตาม ในการเดินระบบจริง ประสทิ ธิภาพอาจจะลดลงเพราะสภาพการไหลของนาํ ในบงึ ประดิษฐ์จะไม่

เป็นไปตามสมมตุ ิฐานของการไหลตามกันอยา่ งสมบูรณ์

ตาราง – 9 ตวั อยา่ งค่าคงทอี ตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าในบงึ ประดษิ ฐ์

สารทีบาํ บดั ค่าคงทอี ตั ราการเกิดปฏกิ ิรยิ า ชนดิ ของบึง ทีมา
บีโอดี (ตอ่ วนั ) ประดิษฐ์
Panella และคณะ (1999)
ไนโตรเจนรวม (Total –N) 0.140 ท่วมผิวชนั กรอง Juang และ Chen (2007)
0.150 ท่วมผิวชนั กรอง EPA (1993)
แอมโมเนีย Wood (1995)
1.104 ไหลผา่ นใตช้ ันกรอง Kadlec และ Knight (1996)
ไนโตรเจนอินทรยี ์ 0.86 – 1.84 ไหลผา่ นใตช้ ันกรอง Leonard และSwanson (2001)
ไนเตรท ไหลผ่านใตช้ ันกรอง Panella และคณะ (1999)
ฟอสฟอรสั รวม (Total –P) 1.96 ไหลผา่ นใตช้ ันกรอง Tanner และคณะ ( )
ออรโ์ ทฟอสเฟต (Inorg-P) 0.70 ท่วมผิวชนั กรอง Kadlec และ Knight (1996)
ของแข็งแขวนลอย 0.119 Panella และคณะ (1999)
คารบ์ อนอินทรยี ท์ งั หมด ไหลผา่ นใตช้ ันกรอง Juang และ Chen (2007)
0.160 ไหลผา่ นใตช้ ันกรอง EPA (1993)
0.117– 0.182 Panella และคณะ (1999)
ท่วมผิวชนั กรอง Panella และคณะ (1999)
0.198 ท่วมผิวชนั กรอง Panella และคณะ (1999)
0.240 Tanner และคณะ ( )
ไหลผา่ นใตช้ ันกรอง Panella และคณะ (1999)
0.107 ท่วมผิวชนั กรอง Panella และคณะ (1999)
0.490 Panella และคณะ (1999)
ท่วมผิวชนั กรอง
0.131
ท่วมผิวชนั กรอง
0.104
ไหลผ่านใตช้ ันกรอง
0.140
ท่วมผิวชนั กรอง
0.330
ท่วมผิวชนั กรอง
0.055
ทว่ มผิวชนั กรอง
0.019

10.4 บึงประดิษฐแ์ ละสภาวะโลกรอ้ น

บงึ ประดิษฐ์สามารถปล่อยกา๊ ซหลายชนิดทีส่งผลกระทบตอ่ สภาวะโลกรอ้ น เช่น ก๊าซมเี ธน (CH ) และ
ก๊าซไนตรสั ออกไซด์ (N2O) (ไม่รวมไอนาํ ซงึ เป็นก๊าซเรอื นในธรรมชาติกระจกเชน่ กันทีถกู ปลดปลอ่ ยจากการ
ระเหยและการคายนาํ ขึนสบู่ รรยากาศ) จากการประเมนิ ของ The Intergovernmental Panel on Climate

246

Change (IPCC) ประมาณว่าก๊าซไนตรสั ออกไซด์ จากพืนทชี มุ่ นาํ อาจจะมีสว่ นทีทาํ ใหโ้ ลกรอ้ นขึนประมาณ .
เปอรเ์ ซ็นต์ (Houghton, 1995) ทงั นี การปล่อยกา๊ ซเรอื นกระจกจากบงึ ประดิษฐไ์ ดร้ บั การศกึ ษาในแง่ของ
ความสมั พนั ธก์ บั กระบวนการบาํ บดั หลากหลาย ทีเกิดขนึ ในบงึ ประดิษฐ์และไดร้ บั ความสนใจมากขึนในปัจจบุ นั

ตวั อยา่ งเช่น Wrage และคณะ, พบวา่ ส่วนหนงึ ของก๊าซเรือนกระจกจะถกู ปลดปลอ่ ยทางกระบวนการ
Nitrification และ Denitrification แตย่ งั ไม่สามารถประเมินไดอ้ ยา่ งแนช่ ดั วา่ ผลกระทบของกระบวนการ
Nitrification และ Denitrification มีผลตอ่ การปลดปล่อยก๊าซเรอื นกระจกมากนอ้ ยเพยี งใด นอกจากนี การลด

ปลอ่ ยก๊าซเรอื นกระจกยงั ขึนกบั ปัจจยั อนื ๆ เชน่ อุณหภมู ิ ความชืน พีเอช เป็นตน้ ซงึ โดยรวม หวั ขอ้ นียงั เป็น
ประเดน็ ทีจะตอ้ งไดร้ บั การศึกษาต่อไป
จากการรวบรวมขอ้ มลู การปลอ่ ยก๊าซเรือนกระจกจากบงึ ประดษิ ฐ์ทนี าํ ไหลผ่านใตช้ นั กรอง ทงั ในระบบ
ทมี กี ารไหลแนวราบและแนวดิงจากการศกึ ษาในประเทศเยอรมนั ในชว่ งปี ค.ศ. – 2003 (พ.ศ. –

2546) โดย Hong และ คณะ (2004) พบวา่ มีการปล่อยก๊าซไนตรสั ออกไซดจ์ ากบงึ ประดษิ ฐอ์ ยใู่ นช่วง . –
. กิโลกรมั ไนโตรเจนตอ่ ตารางเมตรตอ่ วนั และ . – . กิโลกรมั ไนโตรเจนตอ่ ตารางเมตรต่อวนั สาํ หรบั
ระบบทีมีการไหลในแนวราบและแนวดิงตามลาํ ดบั ซงึ โดยเฉลยี ก๊าซไนตรสั ออกไซดจ์ ะถกู ปล่อยออกจากระบบ

ไหลในแนวดิงมากกวา่ ระบบทีไหลในแนวนอน สาํ หรบั กา๊ ซมเี ธนจากระบบทีมกี ารไหลทงั สองชนดิ อย่ใู นชว่ งกวา้ ง
มากตงั แต่ . – . กโิ ลกรมั คารบ์ อนตอ่ ตารางเมตรตอ่ วนั และพบว่าฟลกั ซ์ (Flux) ของก๊าซทงั สองชนดิ จะ
มีคา่ มากทีสดุ ในทอ่ นาํ เขา้ ของระบบไหลในแนวนอน และในสว่ นทีมกี ารเตมิ อากาศนอ้ ยทีสดุ และการทีระดบั นาํ

ของระบบบงึ ประดษิ ฐ์ทนี าํ ไหลผา่ นใตช้ นั กรองมีระดบั สงู ขึน จะทาํ ใหก้ ารปลอ่ ยก๊าซมเี ธนมคี ่าสงู ขึน ดงั นนั การ
ทาํ ความสะอาดท่อในระบบอยา่ งสมาํ เสมอเพือลดการอดุ ตนั จงึ มคี วามสาํ คญั มาก และจากการศกึ ษาในระยะที
ผ่านมาพบว่าโดย Lena และคณะ ( ) พบวา่ บงึ ประดษิ ฐม์ ใี ชบ้ าํ บดั นาํ เสียในประเทศสวเี ดนปลดปล่อยก๊าซ
เรือนกระจกทงั หมด ซงึ เมอื คิดเทยี บเป็นก๊าซคารบ์ อนไดออกไซดแ์ ลว้ มคี า่ เป็น กโิ ลกรมั คารบ์ อนไดออกไซด์

ตอ่ ตารางเมตรตอ่ วนั อย่างไรกต็ าม Hong และ คณะ (2004) กลา่ ววา่ ถงึ แมจ้ ะพบวา่ การปล่อยก๊าซมเี ธนและไน
ตรสั ออกไซดจ์ ากระบบบงึ ประดษิ ฐ์จะมคี ่าค่อนขา้ งสงู แตไ่ ม่น่าจะมีผลกระทบในระดบั โลก โดยระบวุ ่าถา้ นาํ เสีย
จากชมุ ชนทงั หมดในโลกถกู นาํ มาบาํ บดั โดยระบบบงึ ประดษิ ฐ์ จะทาํ ใหม้ กี ารปล่อยกา๊ ซเรอื นกระจกทีไมใ่ ช่กา๊ ซ

คารบ์ อนไดออกไซด์ (Trace Gas Emission) โดยรวมทงั หมดเพมิ ขนึ ไม่ถงึ เปอรเ์ ซนต์
การปลดปล่อยก๊าซเรอื นกระจกจากกระบวนการบาํ บดั นาํ เสียในบงึ ประดิษฐ์อาจทาํ ใหม้ ีความจาํ เป็นที
จะตอ้ งพยายามปรบั สภาพสิงแวดลอ้ มของระบบใหล้ ดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพือใหป้ ระโยชนจ์ ากการ
บาํ บดั นาํ เสยี ทไี ดจ้ ากบงึ ประดษิ ฐ์ถกู ลดทอนลงนอ้ ยทีสดุ ถงึ แมร้ ะบบบงึ ประดิษฐ์จะไดร้ บั การพฒั นาและใชง้ าน

มานาน ถงึ ปีแลว้ ถงึ แมใ้ นระยะทีผา่ นมาจะมขี อ้ มลู เพิมมากขึนกต็ าม แต่อาจจะยงั ถือไดว้ า่ เป็นระบบทียงั
ใหมเ่ พราะลกั ษณะการประยกุ ตใ์ ชง้ านและขอ้ จาํ กดั ในแงต่ ่างๆ (รวมถงึ ผลกระทบตอ่ สภาวะโลกรอ้ น) ยงั ไม่ไดถ้ กู
ศกึ ษาอยา่ งทวั ถงึ อยา่ งไรกต็ าม พอจะสรุปไดว้ ่าระบบบงึ ประดษิ ฐ์ไดร้ บั การตอบรบั มากขึนในปัจจบุ นั และเป็น

ระบบทียอมรบั ไดใ้ นการเพิมความสามารถในการรองรบั มลพษิ (Assimilation) ของสิงแวดลอ้ ม

คาํ ถามทา้ ยบท

1. เปรยี บเทยี บบงึ ประดษิ ฐ์และพืนทชี ่มุ นาํ ธรรมชาติในแงข่ องความสามารถในการบาํ บดั นาํ เสีย พรอ้ มทงั
เปรียบเทยี บการบาํ บดั นาํ เสยี ในระบบบงึ ประดิษฐก์ บั ระบบบาํ บดั นาํ เสยี ทวั ไป

247

2. อธิบายกลไกการบาํ บดั ฟอสฟอรสั และไนโตรเจนในบงึ ประดิษฐ์
3. อภปิ รายผลกระทบของบงึ ประดษิ ฐ์ทีอาจจะมีตอ่ สภาวะโลกรอ้ น
4. ประมาณคา่ ความนาํ นาํ ของวสั ดตุ วั กลางตอ่ ไปนี

1) กรวดหยาบขนาดเสน้ ผา่ นศูนยก์ ลาง เซนตเิ มตร
2) ทรายหยาบขนาดเสน้ ผ่านศนู ยก์ ลาง มิลลิเมตร
3) ทรายละเอยี ดขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง 0.5 มิลลเิ มตร
5. คาํ นวณอตั ราการไหลของนาํ ในรางเปิดมพี ืนทหี นา้ ตดั เป็นรูปสีเหลยี มผนื ผา้ กวา้ ง เมตร มรี ะดบั นาํ
สงู เซนติเมตร มคี วามชนั เปอรเ์ ซน็ ต์ โดยทีพนื รางเป็นกรวดหยาบและมหี ญา้ ขึนหนาแน่น
6. คาํ นวณอตั ราการไหลในชนั ตวั กลางทีเป็นกรวดหยาบขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง เซนตเิ มตร มี
พืนทหี นา้ ตดั 5 ตารางเมตร มคี วามชนั เปอรเ์ ซน็ ต์
7. บงึ ประดิษฐ์ทีนาํ ไหลท วมผิวชนั กรองมีพืนทขี นาด ม.  ม. บงึ ประดิษฐ์มคี วามลาดเอยี ง
. เปอรเ์ ซน็ ต์ ในบงึ ประดษิ ฐม์ พี ืชอย่หู นาแน่นโดยมคี ่าคงทีของ Manning (n) เป็น . ในกรณีทีมี
ปรมิ าณนาํ ไหล ลบ.ม.ตอ่ วนั และสมมตุ ิวา่ ฝนและการระเหยไมม่ ีนยั สาํ คญั คาํ นวณความลกึ ปกติ
ระยะเวลากกั เกบ็ กรณีทีไมม่ ฝี ายกกั นาํ และประมาณระยะเวลากกั เก็บทีสภาวะคงทถี า้ ฝายทีดา้ นนาํ
ออกถกู ตงั ไวท้ คี วามสงู เซนตเิ มตร
8. บงึ ประดิษฐถ์ กู ออกแบบใหบ้ าํ บดั นาํ 200 ลบ.ม.ต่อวนั โดยกาํ หนดใหม้ ภี าระทางชลศาสตรอ์ ยู่ที 0.01
ลบ.ม.ตอ่ ตร.ม. ต่อ วนั จากการสาํ รวจพืนทพี บว่าความยาวของบงึ ประดษิ ฐ์ทีเหมาะสมคอื 0 ม.
โดยปรบั พนื ใหม้ ีความลาดเอยี ง 0.05 เปอรเ์ ซน็ ต์ กาํ หนดใหเ้ วยี รท์ ีดา้ นนาํ ออกถกู ตงั ไวท้ ีความสงู 25
เซนตเิ มตร คาํ นวณคา่ Head Loss ของบงึ ประดษิ ฐ์นี และวาดรูปแสดงการเปลียนแปลงระดบั ความสงู
ของนาํ ในบงึ ประดษิ ฐ์
9. บงึ ประดิษฐน์ าํ ไหลผ่านใตช้ นั กรองในแนวนอนถกู ออกแบบใหร้ บั อตั ราการไหล 180 ลบ.ม.ตอ่ วนั
เพอื ใหเ้ หมาะสมกบั ชนดิ ของพชื ทีใช้ ชนั กรองถกู กาํ หนดใหม้ คี วามลกึ 0 เซนตเิ มตร กาํ หนดสดั ส่วน
ของความยาวต่อความกวา้ งไวท้ ี 10 ระยะเวลากกั เกบ็ มคี า่ 5 วนั วสั ดุทใี ชเ้ ป็นกรวดหยาบมคี ่าความ
พรุน 0.35 มีขนาดประมาณ . เซนติเมตร และมีคา่ ความนาํ นาํ ประมาณ 104 เมตรต่อวนั คาํ นวณ
ขนาดของบงึ ประดิษฐ์และการสญู เสียพลงั งานในการไหล (Head Loss) และกาํ หนดความชนั ของพืน
ชนั กรอง ถา้ พบวา่ หลงั จากดาํ เนนิ ระบบ ค่าความนาํ นาํ ของชนั กรองลดลงครงึ หนงึ คาํ นวณการสญู เสีย
พลงั งาน และระบวุ า่ นาํ มีโอกาสทว่ มหรือไม่
10. บงึ ประดิษฐ์นาํ ไหลผ่านใตช้ นั กรองในแนวนอนถกู ออกแบบใหร้ บั ภาระชลศาสตร์ . เมตรตอ่ วนั ชนั
กรองเป็นกรวดหยาบขนาดประมาณ . เซนตเิ มตร ทมี ีความนาํ นาํ , เมตรตอ่ วนั ออกแบบให้
ชนั กรองมคี วามลึก . เมตร ไมม่ คี วามชนั ความสงู ของระดบั นาํ ในชนั กรองดา้ นนาํ ออกเป็น . เมตร
และชนั กรองมคี วามยาว เมตร บงึ ประดษิ ฐ์นีออกแบบเป็นไปตามเกณฑท์ กี าํ หนดหรอื ไม่

248

บทที 11
การควบคุมระบบบาํ บดั นําเสีย

11.1 วัตถุประสงค์

การดาํ เนนิ การและดูแลรกั ษาระบบบาํ บดั นาํ เสยี ใหส้ ามารถทาํ งานไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ผคู้ วบคมุ
ตอ้ งมีความเขา้ ใจรายละเอียดการทาํ งานตลอดจนบาํ รุงรกั ษาระบบบาํ บัดนําเสียรวมทังอุปกรณ์ทีเกียวข้อง
เพือใหม้ ีระยะเวลาการทาํ งานไดด้ ี ถูกตอ้ ง ใชง้ านไดน้ าน ประหยัด มีประสิทธิผลสงู และปลอดภยั ผูท้ ีมีหนา้ ที
ควบคุม เดินเครือง และซ่อมบาํ รุง ตอ้ งเข้าใจรายละเอียดทกุ แง่มุมของขบวนการในการควบคุมและซ่อมบาํ รุง
การเดินเครอื งทีไมเ่ หมาะสมอาจนาํ มาซงึ ความเสียหายตอ่ เครืองจกั รอปุ กรณแ์ ละการบาดเจบ็ ต่อบุคลากรได้

11.2 การควบคุมกระบวนการของระบบบาํ บดั นําเสีย

11.2.1 ตะแกรงดกั ขยะชนิดหยาบและเครืองกวาดอตั โนมตั ิ (Automatic Coarse Screens)
ตะแกรงหยาบทาํ หนา้ ทีกรองเศษขยะขนาดใหญ่ทีลอยมากบั นาํ เชน่ กิงไม้ สวะ ลกู มะพรา้ ว เป็นตน้
เพอื ปอ้ งกันอนั ตรายแก่เครืองสบู นาํ และระบบบาํ บดั นาํ เสยี โดยขยะทีตดิ อยจู่ ะถกู กวาดขึนโดยเครืองกวาดที
ทาํ งานอตั โนมัตดิ ว้ ยสวิชทแ์ รงดนั (Pressure Switch)หรือสวชิ ทร์ ะดบั นาํ (Level Switch) ซงึ ติดตงั ทางดา้ นหนา้
และดา้ นหลงั ของตะแกรง เมือขยะลอยมาติดดา้ นหนา้ ตะแกรงจนเตม็ ทาํ ใหร้ ะดบั นาํ หนา้ ตะแกรงสงู กวา่ ดา้ นหลงั
ตะแกรงสง่ ผลใหแ้ รงดนั นาํ หนา้ ตะแกรงสงู กวา่ ดา้ นหลงั ตะแกรง จนถงึ ระดบั ทีตงั ไวส้ วชิ ทจ์ ะส่งสญั ญาณใหช้ ดุ
กวาดขยะทาํ งาน หรือใชค้ นควบคมุ โดยตรง ขยะจากเครืองกวาดจะถกู ลาํ เลยี งโดยสายพาน (Belt Conveyor)
ไปเก็บไวใ้ นถงั เก็บเพือรอการขนถา่ ยไปทิง การออกแบบใหม้ ีชอ่ งทางนาํ และประตนู าํ ดา้ นหนา้ และหลงั ตะแกรง
แตล่ ะชดุ ทีวางขนานกนั (Parallel) ทาํ ใหส้ ามารถปิดซอ่ มแซมชดุ ใดชดุ หนงึ ไดโ้ ดยชดุ ทีเหลือทาํ งานไดต้ ามปกติ
11.2.2 ตะแกรงดกั ขยะชนิดละเอยี ดและเครืองกวาดอัตโนมตั ิ (Automatic Fine Screens)
ตะแกรงละเอยี ดทาํ หนา้ ทีกรองเศษขยะเล็กทียงั เหลอื อยใู่ นนาํ เสีย เชน่ เสน้ ใย กน้ บหุ รี พลาสติก เศษ
ยาง กระดาษ เป็นตน้ เพือป้องกันอนั ตรายแกเ่ ครืองสบู นาํ และระบบบาํ บดั นาํ เสยี โดยมเี ครืองกวาดอตั โนมตั ิ
สายพานลาํ เลยี งขยะ และประตูนาํ สาํ หรบั ปิดซอ่ มบาํ รุง ทมี ีหลกั การทาํ งานเช่นเดยี วกบั ตะแกรงดกั ขยะชนิด
หยาบ
11.2.3 สถานีสบู นํา (Pumping Station)
ทาํ หนา้ ทีสบู ยกระดบั นาํ เสียก่อนเขา้ ส่กู ระบวนการบาํ บดั ขนั ต่อไปเพือไม่ใหโ้ ครงสรา้ งของระบบตอ้ งอยู่
ลกึ เกนิ ไป โดยใหม้ ีความสามารถในการสบู นาํ เสยี ไดไ้ ม่นอ้ ยกว่าอตั ราการไหลสงู สดุ ในชว่ งฝนตก ทีส่งมายงั โรง
บาํ บัดนาํ เสีย การควบคุมเครืองสบู นาํ สามารถแบ่งภาระในการสูบนาํ ใหท้ ุกเครืองสลับกันทาํ งานไดเ้ ท่าๆกัน
(Alternative Selection) เพือเฉลียการสึกหรอ ทาํ ให้เครืองสูบนาํ มีอายุการใชง้ านยาวนานขึน ควรมีอัตราสูบ
และจาํ นวนทีเหมาะสมเพือหลีกเลียงการปิดเปิดหลายๆครงั และทาํ ใหน้ าํ เสียไหลผ่านระบบบาํ บดั นาํ เสียอย่าง
สมาํ เสมอเพือป้องกันการเกิดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟดแ์ ละกลินเหม็นซึงก่อใหเ้ กิดการกัดกรอ่ นและมีอันตรายเมือ
หายใจเขา้ ไปเป็นปริมาณมาก เครืองสบู นาํ สามารถสลับกันทาํ งานอตั โนมัติ โดยเครืองวดั อัตราการไหล
และสวิชทร์ ะดบั นาํ หรอื ใชค้ นควบคมุ โดยตรงกไ็ ด้

249

การเคลือนยา้ ยเครืองสบู นาํ ในกรณีทตี อ้ งการซ่อมบาํ รุง ดว้ ยรอกผอ่ นแรง (Lifting Gantry) การทาํ ความ
สะอาดบอ่ สบู นาํ จะตอ้ งใช้ High Pressure Jetting เพือชะลา้ งตะกอนต่างๆ เพือปอ้ งกนั อบุ ตั เิ หตุ เวน้ แตใ่ นกรณีที
นาํ ไหลชา้ จงึ สามารถส่งคนเขา้ ทาํ ความสะอาด
11.2.4 ถงั แยกกรวดทรายแบบเตมิ อากาศ (Aerated Grit Chamber)

ทาํ หนา้ ทีแยกกรวดทรายทมี ากบั นาํ เสียออกเพือป้องกนั การอดุ ตนั ในท่อ ลดภาระการตกตะกอนในถงั
ตกตะกอน และลดการสกึ หรอของเครืองจกั รเนืองจากการขดั สีตะกอนทราย การทาํ งานของถงั แยกทรายใช้
หลกั การสรา้ งความเรว็ เทยี มขึนในถงั ดว้ ยการเป่าอากาศจากเครืองเป่ าอากาศ (Air Blower) ผา่ นหวั กระจาย

อากาศ (Diffuser) ทตี ดิ อยตู่ ลอดความยาวของถงั ทาํ ใหเ้ กดิ นาํ ไหลแบบมว้ นตวั (Spiral Flow) เพือใหเ้ กดิ การ
เสียดสีของเม็ดกรวดทรายทาํ ใหต้ ะกอนของเสยี ทีตดิ อย่หู ลดุ ออกมา และควบคมุ ความเรว็ ของนาํ ใหม้ ี
คา่ ประมาณ . ถงึ . เมตรต่อวนิ าที เพอื พดั พาตะกอนของเสยี ทีมนี าํ หนกั เบาออกไปดา้ นทางออกถงั เขา้ สู่

กระบวนการบาํ บดั ขนั ตอ่ ไป สว่ นตะกอนกรวดทรายซึงมีนาํ หนกั มากจะจมลงสกู่ น้ ถงั
ตะกอนกรวดทรายทีกน้ ถงั จะถกู สบู ออกโดยสะพานกวาดกรวดทราย (Traveling Bridge Scraper) จะ
ทาํ งานอตั โนมัติโดย Timer Switched และติดตงั Limited Switched ทดี า้ นทา้ ยถงั เพอื สลบั ทิศการหมนุ ของ

มอเตอร์ การเรมิ การทาํ งานของสะพานกวาดทรายจะทาํ ใหเ้ ครืองสูบตะกอนทราย (Grit Pump) ทตี ิดตงั อย่ทู ี
สะพานกวาดทรายทาํ งานดว้ ย
กรวดทรายจะถกู สบู ส่งไปยงั ถงั พกั ตะกอนทราย(Collection Tank) ทเี ชือมตอ่ กบั เครืองแยกตะกอน
ทราย(Grit Separator) เพือรดี นาํ ออกจากตะกอนทรายและสามารถขนสง่ ตะกอนทรายไปทิงไดส้ ะดวก การ

ทาํ งานของเครืองแยกตะกอนทรายจะทาํ งานอตั โนมตั เิ มือถงั พกั ตะกอนทรายเรมิ เต็มโดยสวชิ ทร์ ะดบั นาํ
11.2.5 ถงั กระจายการไหล หมายเลข 1 (Distribution Box No.1)
ทาํ หนา้ ทีรบั นาํ จากถงั แยกกรวดทรายเพือกระจายการไหลของนาํ ไปถงั ตกตะกอนขนั แรก ซงึ มหี ลายถงั

ในปรมิ าณทเี ทา่ ๆกนั ทกุ ถงั
11.2.6 ถังตกตะกอนขนั แรก (Primary Clarifier)

ทาํ หนา้ ทีแยกตะกอนหนกั ตะกอนแขวนลอย นาํ มนั และไขมนั ออกจากนาํ เสีย เพือลดภาระใหแ้ กก่ าร
บาํ บดั ขนั ทตุ ิยภมู ิ ภายในถงั มีระบบกวาดตะกอนทีกน้ ถงั ระบบกวาดตะกอนลอย และมีเครืองสบู ตะกอนไปยงั

ระบบกาํ จดั ตะกอน นาํ ใสส่วนบนจะไหลตอ่ ไปยงั กระบวนการบาํ บดั ขนั ทตุ ิยภมู ิ
11.2.7 ถงั ผันนําทงิ (Diversion Chamber)
ทาํ หนา้ ทีผนั นาํ ส่วนทเี กินจาก เทา่ ของอตั ราการไหลของนาํ เสียเฉลียประจาํ วนั ( Dry Weather

Flow , 3DWF) ซงึ เป็นนาํ เสียทถี กู เจอื จางจากนาํ ฝนจนคา่ ความสกปรกลดลงจนไมจ่ าํ เป็นตอ้ งเขา้ ส่กู ระบวนการ
บาํ บดั นาํ เสยี ขนั ทตุ ยิ ภมู ิ นาํ สว่ นเกินนจี ะถกู ผนั เขา้ สถู่ งั ฆา่ เชอื โรค และระบายทิงลงแหลง่ รบั นาํ ตอ่ ไป
11.2.8 ถังกระจายการไหล หมายเลข 2 (Distribution Box No.2)
ทาํ หนา้ ทีกระจายการไหลของนาํ ไปสถู่ งั เตมิ อากาศหลายถงั ทีมกี ารจดั วางการไหลแบบขนาน (Parallel)

โดยเทา่ ๆ กนั เพือใหถ้ งั เติมอากาศแต่ละถังรบั ปรมิ าณความสกปรกเท่าๆกนั และสามารถผนั การไหลของนาํ ไม่ให้
เขา้ สถู่ งั เตมิ อากาศทีตอ้ งการซอ่ มแซมได้ โดยไมต่ อ้ งปิดระบบทงั หมด
11.2.9 การวัดการไหลของนํา
การวดั อตั ราการไหลของนาํ เสียทไี หลเขา้ ส่ถู งั เตมิ อากาศใชเ้ ครืองวดั อตั ราการไหลชนดิ ตา่ งๆ เช่น
Magnetic หรอื Ultrasonic Flow Meter เป็นตน้ และใชส้ าํ หรบั วดั ตะกอนส่วนเกนิ (Surplus Sludge) เพือใชใ้ น

250

การควบคมุ การทาํ งานของถงั เตมิ อากาศ นอกจากนนั ตดิ ตงั ฝายนาํ ลน้ (Weir) วดั อตั ราการไหล ในถงั เตมิ คลอรีน
เพอื ปรบั อตั ราการสบู นาํ ยาคลอรนี ใหส้ ามารถแปรผนั ตามอตั ราการไหลของนาํ ได้

11.2.10 ถงั เตมิ อากาศ (Aeration Tank)
ถงั เติมอากาศ ควบคมุ การทาํ งานโดยวดั การละลายออกซเิ จนในนาํ นาํ เสียทผี า่ นถงั เติมอากาศจะถกู สง่
ต่อไปยงั ถงั ตกตะกอนขนั สดุ ทา้ ย การปรบั MLSS โดยการสบู Surplus Sludge และอตั ราการไหลใหม้ ี
ความสมั พนั ธก์ นั
เนอื งจากในนาํ เสยี มีสว่ นประกอบของไนโตรเจน ฉะนนั มคี วามเป็นไปไดท้ ีจะเกดิ Denitrification ในถงั
ตกตะกอนขนั สดุ ทา้ ย โดยจะมีตะกอน (Sludge) ลอยปกคลมุ ผิวนาํ เสียเนืองจากการเกดิ กา๊ ซไนโตรเจน เพอื ทจี ะ
หลีกเลียงปัญหานีบรเิ วณทมี ีออกซเิ จนนอ้ ย (Anoxic Zone) ปรมิ าณการไหลในถงั เตมิ อากาศจะถกู ตรวจสอบและ
ปรบั ใหถ้ กู ตอ้ ง ซงึ มกั จะเกดิ ขึนเสมอในชว่ งเวลาทีบาํ บดั นาํ เสยี ในระบบเติมอากาศทีมเี วลาเกบ็ กกั นาน บรเิ วณ
ปากถงั ตกตะกอนตดิ ตงั ฝายนาํ ลน้ (Weir) เพอื ปอ้ งกนั ตะกอนลอยบนผิวนาํ ไม่ใหห้ ลดุ ไปกบั นาํ เพอื ตรวจสอบ
บรเิ วณทมี ีออกซเิ จนนอ้ ย (Anoxic Zone) ตาํ แหนง่ ของเครอื งทดสอบ D.O. (D.O. Probe) จะถกู ตดิ ตงั ในระหวา่ ง
การทดสอบ เครืองทดสอบ D.O. จะมมี าตรวดั และอปุ กรณท์ ีควบคมุ การติดตงั มาตรวดั จะสามารถปรบั และเตือน
ได้ ทาํ ใหร้ ะบบบาํ บดั นาํ เสียนใี หค้ ณุ ภาพของนาํ ทีผา่ นระบบไดต้ ามมาตรฐานภายใตก้ ารทาํ งานทีเชอื ถือได้
11.2.11 ถังตกตะกอนขนั สดุ ท้าย (Final Clarifier)
ทาํ หนา้ ทีแยกตะกอนจลุ ินทรียอ์ อกจากนาํ ทีผ่านการบาํ บดั แลว้ จากถงั เติมอากาศ ตะกอนจลุ ินทรียจ์ ะ
จมลงกน้ ถงั สว่ นนาํ ใสสว่ นบนจะไหลลน้ ผ่านฝายรบั นาํ ลน้ (Weir Overflow)ทตี ดิ ตงั โดยรอบปากถงั ออกไป ถงั
ตกตะกอนมรี ะบบกวาดตะกอนทีกน้ ถงั เพือรวบรวมไปยงั บ่อพกั ตะกอนและถกู สบู โดยเครืองสบู ตะกอนไปยงั
ระบบกาํ จดั ตะกอน บรเิ วณฝายรบั นาํ ลน้ ตดิ ตงั แผน่ กนั ตะกอนลอยทีผวิ นาํ (Scum Baffle) เพือปอ้ งกนั ตะกอน
ลอยบนผวิ นาํ ไมใ่ หห้ ลดุ ออกไปกบั นาํ
การควบคมุ ใหอ้ ตั ราการไหลลน้ ออกจากถงั ตกตะกอนเป็นไปอยา่ งทวั ถึงไมไ่ หลลดั ออกไปทางใดทาง
หนงึ โดยปรบั ระดบั ฝายรบั นาํ ลน้ รอบถงั ใหเ้ ทา่ กนั โดยรอบถงั
11.2.12 การฆ่าเชอื โรคดว้ ยคลอรนี (Chlorination)
การฆ่าเชือโรคโดยใชส้ ารละลายคลอรีนในขบวนการ Chlorination ซงึ ประกอบดว้ ยอปุ กรณด์ งั นี คอื ถงั
บรรจคุ ลอรนี ( Storage Tank) ปัมสารละลายคลอนรนี (Dosing Pump) และระบบท่อตา่ งๆ (Connecting
Pipe Work) การควบคมุ การจา่ ยจะทาํ โดยการวดั อตั ราการไหลของนาํ เสยี ถงั สมั ผสั คลอรีน(Chlorine Contact
Tank) จะมีระยะเวลากกั เก็บอยา่ งเพยี งพอไมค่ วรนอ้ ยกวา่ นาที และชว่ งเวลาของการปฏิบตั งิ านจะตอ้ ง
กาํ หนดความตอ้ งการ Chlorination ใหถ้ กู ตอ้ งสาํ หรบั การดาํ เนินงานในอนาคต
11.2.13 การจดั การสลดั จ์ (Sludge Handling)
ในทางทฤษฎีแลว้ ขบวนการเอานาํ ออกจากตะกอน (Sludge Dewatering Process) จะถกู ออกแบบ
โดยทดสอบตะกอนจรงิ จากโรงบาํ บดั เพือหาชนิดของโพลเี มอรท์ ีดที ีสดุ และอตั ราการใชส้ ารเคมี (Dosage Rate)
จะถกู กาํ หนดในชว่ งระหว่างการติดตงั ระบบกาํ จดั ตะกอนประกอบดว้ ย ถงั พกั ตะกอน เครืองสบู ตะกอน เครอื ง
เติมสารละลายโพลีเมอร์ เครืองรดี ตะกอน (Belt Press) สายพานลาํ เลยี ง และถงั พกั ตะกอนแหง้ ตะกอนทีรีดแลว้
จะมคี วามแหง้ เพยี งพอทีจะขนสง่ ไดโ้ ดยรถบรรทกุ (ประมาณ 16% Dry Solid) เพือนาํ ไปกาํ จดั ดว้ ยวิธีการต่างๆ
เช่น การถมทีเป็นตน้

251

11.2.14 ระบบควบคมุ
การควบคมุ ขบวนการบาํ บดั นาํ เสียทที นั สมยั ควรจะงา่ ยไม่ซบั ซอ้ นโดยใชอ้ ปุ กรณแ์ ละเครืองคอมพิวเตอร์
ทเี ชือถือไดส้ าํ หรบั คนงานในสว่ นตา่ งๆ โดยมรี ะบบควบคมุ ส่วนกลาง โรงบาํ บดั นาํ เสยี ควรจะสามารถดาํ เนนิ การ
โดยไมต่ อ้ งใชบ้ คุ ลากรจาํ นวนมาก โดยมีระบบเตอื นภยั ในกรณีทีเกิดเหตบุ กพรอ่ ง หรือในกรณีตอ้ งซ่อมบาํ รุง
อปุ กรณต์ ่อไปนีจะสามารถใชไ้ ดอ้ ยา่ งตอ่ เนือง คอื
1. อปุ กรณแ์ สดงระบบไฟฟา้ เสียหาย (Power Failure Alarm)
2. อปุ กรณแ์ สดงการใชพ้ ลงั งานไฟฟ้า (Power Usage)
3. อปุ กรณแ์ สดงความแตกตา่ งของระดบั นาํ กอ่ นผ่านตะแกรงและหลงั จากผ่านตะแกรงแลว้ (Differential
Level Across Screen) พรอ้ มทงั มีสญั ญาณเตอื นเมอื มีระดบั นาํ แตกตา่ งกนั มากเกินไป ในบางกรณี
อาจจะติดตงั อปุ กรณค์ วบคมุ เพือใหม้ กี ารทาํ ความสะอาดตะแกรงโดยอตั โนมตั ิ
4. อปุ กรณแ์ สดงสภาวะของเครืองสบู และมอเตอร์
5. อปุ กรณค์ วบคมุ และเตือนบ่อสบู นาํ
6. มาตรวดั การไหลของนาํ เสียเขา้ ระบบ
6.1) อุปกรณว์ ดั D.O. และการควบคมุ (D.O. and Control)
6.2) อปุ กรณแ์ สดงสภาวะเครืองเตมิ อากาศ
7. การจดั การสลดั จ์
7.1) อปุ กรณว์ ดั ระดบั ของ Storage Tank
7.2) อปุ กรณว์ ดั โพลเี มอร์
7.3) อปุ กรณแ์ สดงสภาวะของโรงบาํ บดั
7.4) อปุ กรณว์ ดั การไหลของโพลีเมอร์
7.5) อปุ กรณว์ ดั การไหลของ Sludge
8. อปุ กรณว์ ดั ตวั อยา่ งของนาํ เสยี อตั โนมตั ิ
8.1) นาํ เสียทีเขา้ ระบบ (Automatic Sampling Influent)
8.2) นาํ ทีออกจากระบบ (Automatic Sampling Effluent)
9. การเตคิ ลอรนี ตดิ ตงั อปุ กรณบ์ นั ทกึ การไหล

11.3 ระบบควบคมุ กระบวนการบาํ บัดนําเสีย

กระบวนการบาํ บดั นาํ เสียและการควบคมุ โดยระบบอตั โนมตั ิ (Process and Automatics Control
System) ของแตล่ ะหน่วยกระบวนการ มตี วั อย่างแสดงในตาราง 11-1 และแผนผงั Control Diagram แสดงในรูป
ที 11-1 มรี ายละเอียดดงั นี

11.3.1 สถานีสูบนํา
 เครืองกวาดขยะควบคมุ การทาํ งานโดย Differential Pressure Transmitter ตรวจสอบระดบั นาํ

ดา้ นหนา้ และดา้ นหลงั ของตะแกรงดกั ขยะ ถา้ มีความแตกตา่ งของระดบั นาํ เกดิ ขึน จะทาํ ใหเ้ กดิ
ความดนั แตกตา่ งกนั ดว้ ย ระบบจะสงั ใหเ้ ครืองกวาดขยะทาํ งาน

252

 การทาํ งานของอปุ กรณท์ กุ ตวั (ON/OFF, ALARM) จะส่งสญั ญาณไปยงั ระบบควบคมุ การทาํ งาน
เพอื แสดงสถานะการทาํ งาน ในกรณีทีระบบสงั ใหอ้ ปุ กรณใ์ ดๆทาํ งานแตอ่ ปุ กรณน์ นั ไม่ทาํ งาน
(OFF) ใหร้ ะบบแจง้ สญั ญาณเตอื นเพอื ใหเ้ จา้ หนา้ ทีเขา้ ทาํ การตรวจสอบในทนั ที

 ระบบควบคมุ จะสงั ใหส้ ายพานลาํ เลียงทาํ งานต่ออกี ระยะหนงึ หลงั จากเครืองกวาดขยะหยดุ ทาํ งาน
 เครืองสบู นาํ จะตอ้ งทาํ งานกอ่ นทีจะสังใหเ้ ครืองกวาดขยะทาํ งาน
 จะใชต้ วั วดั ระดบั นาํ ( Level Indicator ) 6 ระดบั ในการควบคมุ การทาํ งานของเครืองสบู นาํ จาํ นวน

4 เครือง ดงั นี
 ทรี ะดบั นาํ ที 1 (Low Level) ระดบั นาํ ทมี อี ย่ไู ม่เพียงพอทีจะใหเ้ ครอื งสบู นาํ ทาํ งาน แตเ่ ครอื งสบู

นาํ ยังไม่หยุดทาํ งาน ให้ส่งสัญญาณ เตือนนาํ แหง้ ไปยังระบบควบคุม เพือป้องกันความ
เสียหาย (Run Dry Protection)
 ทรี ะดบั นาํ ที 2 (Second Level) เครืองสบู นาํ ทกุ เครอื ง หยดุ ทาํ งาน
 ทรี ะดบั นาํ ที 3 (Third Level) เครืองสบู นาํ ทาํ งาน 1 เครือง
 ทรี ะดบั นาํ ที 4 (Forth Level) เครืองสบู นาํ ทาํ งานพรอ้ มกนั เครือง
 ทรี ะดบั นาํ ที 5 (Fifth Level) เครอื งสบู นาํ ทาํ งานพรอ้ มกนั เครือง
 ทรี ะดบั นาํ ที 6 (Sixth Level) เครอื งสบู นาํ ทาํ งานพรอ้ มกนั เครอื ง แต่ระดบั นาํ สงู กว่า
ปกตใิ หส้ ง่ สญั ญาณเตอื นนาํ ลน้ ไปยงั ระบบควบคมุ
 การทาํ งานของเครืองสบู นาํ จะทาํ งานแบบสลบั การทาํ งาน (Alternative Operation Sequence)
เพอื ไม่ใหเ้ ครืองสบู นาํ เครืองใดเครอื งหนึงทาํ งานหนกั เกนิ ไปโดยการบนั ทกึ เวลาการทาํ งานที
ตคู้ วบคมุ และระบบควบคมุ รวม (Central Control)
 ในกรณีทีมเี ครืองสบู นาํ ทาํ งานพรอ้ มกนั หลายเครืองและจะทาํ การสงั การหยุดเครือง เครืองทีเรมิ
ทาํ งานก่อนจะตอ้ งหยดุ การทาํ งานก่อน
 การทาํ งานของอปุ กรณท์ กุ ตวั (ON/OFF, ALARM) จะสง่ สญั ญาณไปยงั ระบบควบคมุ การทาํ งาน
เพอื แสดงสถานะการทาํ งาน ในกรณีทีระบบสงั ใหอ้ ปุ กรณใ์ ดๆทาํ งานแต่อปุ กรณน์ นั ไม่ทาํ งาน
(OFF) ใหร้ ะบบแจง้ สญั ญาณเตอื นเพอื ใหเ้ จา้ หนา้ ทีเขา้ ทาํ การตรวจสอบในทนั ที
 Flow Meter FM1 จะใชว้ ดั ปรมิ าณนาํ เสยี ทีออกจากสถานีสบู นาํ และสง่ ผลไปยงั ระบบบนั ทกึ ขอ้ มลู
เพอื แสดงผลและควบคมุ อปุ กรณร์ ะบบอืนต่อไป
11.3.2 ถงั แยกทรายแบบเติมอากาศ
 เครืองแยกตะกอนทรายจะทาํ งานโดยการควบคมุ ของเจา้ หนา้ ทีทจี ะเปิดประตรู ะบายตะกอนทราย
และเปิดสวิทชใ์ หเ้ ครืองแยกตะกอนทรายทาํ งาน
 Air Blower จะทาํ งานโดยตอ่ เนืองและเรมิ ทาํ งานโดยรบั สญั ญาณจากเครอื งวดั อตั ราการไหล Flow
Meter FM1
 ลาํ ดบั การทาํ งานของ Air Blower จะสลบั กนั ทาํ งานโดย Timer Switch ในกรณีทีเครืองหยดุ ทาํ งาน
เครืองทจี ะเรมิ ทาํ งานต่อไปขึนอยกู่ บั จาํ นวนชวั โมงการทาํ งานว่าเครืองใดมากกวา่ กนั โดยเครอื งที
ทาํ งานนอ้ ยกว่าจะเรมิ ทาํ งานก่อน
 การทาํ งานของอปุ กรณท์ กุ ตวั (ON/OFF, ALARM ) จะสง่ สญั ญาณไปยงั ระบบควบคมุ การทาํ งาน
เพอื แสดงสถานะการทาํ งาน ในกรณีทีระบบสงั ใหอ้ ปุ กรณใ์ ดๆทาํ งานแตอ่ ปุ กรณน์ นั ไมท่ าํ งาน
(OFF) ใหร้ ะบบแจง้ สญั ญาณเตอื นเพอื ใหเ้ จา้ หนา้ ทีเขา้ ทาํ การตรวจสอบในทนั ที

253

ตาราง - ระบบควบคมุ อตั โนมตั ิ (Point Schedule)

ITEM FIELD PANEL POINT DESCRIPTION QTY. TB. NO. FUNCTION POINT SCHEDULE FIELD DEVICE CABLE
CONTROL DO DI AI AO

1 สถานีสูบนาํ AUTOMATIC COARSE SCREEN 1 TB-01 -ON/OFF CONTROL 1 -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
-NO/OFF STATUS 1 -VFC 1.5 SQmm. THW.
1-RPU -TRIP ALARM 1 -VFC 1.5 SQmm. THW.
-CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
AUTOMATIC FINE SCREEN 1 TB-01 -ON/OFF CONTROL 1 -VFC 1.5 SQmm. THW.
-NO/OFF STATUS 1 -VFC 1.5 SQmm. THW.
SUBMERSIBLE PUMP 1,2,3 -TRIP ALARM 1 -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
-VFC 1.5 SQmm. THW.
SULICE GATE 1,2,3, 4 3 TB-01 -ON/OFF CONTROL 3 -VFC 1.5 SQmm. THW.
-NO/OFF STATUS 3 -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
FLOW METER FM 01 -TRIP ALARM 3 -VFC 1.5 SQmm. THW.
LEVEL INDICATED -VFC 1.5 SQmm. THW.
DIFF. PRESSURE SWITCH 4 TB-01 -ON/OFF CONTROL 4 -FLOW rate transducer TWISTED PAIR
GRIT WASH TANK -NO/OFF STATUS 4 WITH SHEILD
-TRIP ALARM 4 -LEVEL SWITCH TWISTED PAIR
1 WITH SHEILD
1 TB-01 -FLOW RATE -DIFF.PRESSURE SWITCH TWISTED PAIR
1
1 TB-01 -WATER LEVEL
4
4 TB-01 -PRESSURE LEVEL

2 ถงั แยกทราย 1 TB-01 -ON/OFF CONTROL 1 -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
2-RPU -NO/OFF STATUS 1 -VFC 1.5 SQmm. THW.
-TRIP ALARM 1 -VFC 1.5 SQmm. THW.
AIR BLOWER -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
2 TB-01 -NO/OFF STATUS 2 -VFC 1.5 SQmm. THW.
-NO/OFF STATUS 2 -VFC 1.5 SQmm. THW.
-TRIP ALARM 2

3 ถงั ตกตะกอนขันแรก 2 TB-02 -ON/OFF CONTROL 2 -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
3-RPU SCRAPPER MACHINE -NO/OFF STATUS 2 -VFC 1.5 SQmm. THW.
-TRIP ALARM 2 -VFC 1.5 SQmm. THW.
SUBMERSIBLE PUMP 1,2 -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
2 TB-02 -ON/OFF CONTROL 2 -VFC 1.5 SQmm. THW.
LEVEL INDICATED -NO/OFF STATUS 2 -VFC 1.5 SQmm. THW.
FLOW METER FM3, FM3, FM4 -TRIP ALARM 2 -LEVEL SWITCH TWISTED PAIR
SULICE GATE 1,2,3 1 WITH SHEILD
1 TB-02 -WATER LEVEL -FLOW rate transducer TWISTED PAIR
3 WITH SHEILD
3 TB-02 -FLOW RATE -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
3 -VFC 1.5 SQmm. THW.
3 TB-02 -ON/OFF CONTROL 3 -VFC 1.5 SQmm. THW.
-NO/OFF STATUS 3
-TRIP ALARM

4 ถังเติมอากาศ BIOLOGICAL TANK 6 TB-03 -ON/OFF CONTROL 6 -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
4-RPU -NO/OFF STATUS 6 -VFC 1.5 SQmm. THW.
-TRIP ALARM 6 -VFC 1.5 SQmm. THW.
LEVEL INDICATED 1 -LEVEL SWITCH TWISTED PAIR
DO METER DM1-DM4 1 TB-03 -WATER LEVEL WITH SHEILD
SULICE GATE 1,2,3,4 4 -DO transducer TWISTED PAIR
4 TB-03 -DO RATE WITH SHEILD
4 -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
4 TB-03 -ON/OFF CONTROL 4 -VFC 1.5 SQmm. THW.
-NO/OFF STATUS 4 -VFC 1.5 SQmm. THW.
-TRIP ALARM

254

ตาราง - (ตอ่ )

ITEM FIELD PANEL POINT DESCRIPTION QTY. TB. NO. FUNCTION POINT SCHEDULE FIELD DEVICE CABLE
CONTROL DO DI AI AO

5 ถังตกตะกอนขนั สุดทา้ ย

5--RPU SCRAPPER MACHINE 2 TB-03 -ON/OFF CONTROL 2 -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
-VFC 1.5 SQmm. THW.
-NO/OFF STATUS 2 -VFC 1.5 SQmm. THW.
-CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
-TRIP ALARM 2 -VFC 1.5 SQmm. THW.
-VFC 1.5 SQmm. THW.
SUBMERSIBEL PUMP 1,2 2 TB-03 -ON/OFF CONTROL 2 -LEVEL SWITCH TWISTED PAIR
WITH SHEILD
-NO/OFF STATUS 2 -FLOW rate transducer TWISTED PAIR

-TRIP ALARM 2

LEVEL INDICATED 1 TB-03 -WATER LEVEL 1
FLOW METER FM5-FM6
CLORINE FEED PUMP 1,2 2 TB-03 -FLOW RATE 2

6 ถังฆา่ เชือโรค 2 TB-04 -ON/OFF CONTROL 2 -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
6--RPU -VFC 1.5 SQmm. THW.
-VFC 1.5 SQmm. THW.
-NO/OFF STATUS 2 -LEVEL SWITCH TWISTED PAIR
- Flow rate transducer
-TRIP ALARM 2

LEVEL INDICATED 1 TB-04 -WATER LEVEL 1

FLOW METER FM7 1 TB -04 - FLOW RATE 1

7 ถงั เพมิ ความเขม้ ขน้ ตะกอน

7--RPU SCRAPPER MACHINE 1 TB-04 -ON/OFF CONTROL 1 -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
-VFC 1.5 SQmm. THW.
-NO/OFF STATUS 1 -VFC 1.5 SQmm. THW.

-TRIP ALARM 1

8 ถงั ยอ่ ยสลายตะกอน

8--RPU SLUDGE FEED PUMP 1,2 2 TB-04 -ON/OFF CONTROL 2 -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
-VFC 1.5 SQmm. THW.
-NO/OFF STATUS 2 -VFC 1.5 SQmm. THW.
-LEVEL SWITCH TWISTED PAIR
-TRIP ALARM 2 WITH SHEILD
-CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
LEVEL INDICATED 1 TB-04 -WATER LEVEL 1 -VFC 1.5 SQmm. THW.
AIR BLOWER -VFC 1.5 SQmm. THW.
2 TB-04 -NO/OFF STATUS 2
-NO/OFF STATUS 2
-TRIP ALARM 2

9 ระบบรีดตะกอนแหง้

9--RPU PRE-DEWATERING 1 TB-05 -ON/OFF CONTROL 1 -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
-VFC 1.5 SQmm. THW.
-NO/OFF STATUS 1 -VFC 1.5 SQmm. THW.
-CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
-TRIP ALARM 1 -VFC 1.5 SQmm. THW.
-VFC 1.5 SQmm. THW.
DEWATERING MACHINE 1 TB-05 -ON/OFF CONTROL 1 -LEVEL SWITCH TWISTED PAIR
WITH SHEILD
-NO/OFF STATUS 1 -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
-VFC 1.5 SQmm. THW.
-TRIP ALARM 1 -VFC 1.5 SQmm. THW.

LEVEL INDICATED 2 TB-05 -WATER LEVEL 2
PREPOLYMER MACHINE
1 TB-05 -ON/OFF CONTROL 1

-NO/OFF STATUS 1

-TRIP ALARM 1

POLYMER FEED PUMP 1,2 2 TB-05 -ON/OFF CONTROL 2 -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
-VFC 1.5 SQmm. THW.
BELT CONVOYER&SLUDGE -NO/OFF STATUS 2 -VFC 1.5 SQmm. THW.
HOPPER -CONTROL 24 V.ac RELAY 1.5 SQmm. THW.
-TRIP ALARM 2 -VFC 1.5 SQmm. THW.
-VFC 1.5 SQmm. THW.
2 TB-05 -ON/OFF CONTROL 2

-NO/OFF STATUS 2

-TRIP ALARM 2

255

SIGNAL TO START
MAGNETIC CONTACT

รูปที 11-1 แผนผงั Control Diagram

11.3.3 ถังตกตะกอนขนั แรก
 เครืองกวาดตะกอน ( Scraper Machine ) จะทาํ งานอยา่ งต่อเนือง
 ระบบเครืองสบู ตะกอน จะใชต้ วั วดั ระดบั นาํ ( Level Indicator ) ในถงั พกั ตะกอน ซงึ มี ระดบั

และ Timer Switch ในการควบคมุ เครืองสบู ตะกอน 2 เครือง ดงั นี
 ทีระดับนาํ ที 1 (Low Level) ระดบั นาํ ทีมีอยู่ไม่เพียงพอทีจะให้เครืองสูบตะกอนทาํ งาน แต่

เครืองสูบตะกอนยังไม่หยุดทาํ งาน ใหส้ ่งสัญญาณ เตือนนําแห้ง ไปยังระบบควบคุม เพือ
ปอ้ งกนั ความเสยี หาย
 ทรี ะดบั นาํ ที 2 (Second Level) เครืองสบู ตะกอนหยดุ ทาํ งานทงั หมด
 ทรี ะดบั นาํ ที 3 (Third Level) เครอื งสบู ตะกอนจะสลบั การทาํ งานอตั โนมตั ิ โดย Timer Switch
ในกรณีทีเครืองหยดุ ทาํ งานทงั สองเครือง เครืองทีทาํ งานนอ้ ยกวา่ จะเริมทาํ งานก่อน
 ทรี ะดบั นาํ ที 4 (Forth Level) ระดบั นาํ สงู กวา่ ปกตใิ หส้ ง่ สญั ญาณเตือนนาํ ลน้ ไปยงั ระบบ
ควบคมุ
 ผูค้ วบคมุ สามารถตงั เวลาที Timer Switch เพือกาํ หนดระยะเวลาในการเดนิ และหยดุ การสบู
ตะกอนไดต้ ามความเหมาะสม

256

 การทาํ งานของเครืองสบู นาํ จะทาํ งานแบบสลบั การทาํ งาน (Alternative Operation Sequence)
เพอื ไม่ใหเ้ ครืองสบู นาํ เครืองใดเครอื งหนึงทาํ งานหนกั เกินไปโดยการบนั ทกึ เวลาการทาํ งานที
ตคู้ วบคมุ และระบบควบคมุ รวม (Central Control)

 เครืองวดั อตั ราการไหลหมายเลข 2-4 (Flow Meter FM2-4) จะสง่ สญั ญาณไปยงั ระบบควบคมุ เพอื
บนั ทึกผลและส่งสัญญาณควบคมุ ต่อไป

 ประตนู าํ ในถงั ผนั นาํ ทงิ ควบคมุ การ เปิด/ปิด จากสญั ญาณอตั ราการไหลของ Flow Meter
 ถา้ Flow Meter อ่านคา่ ได้ ไมเ่ กนิ 3 เทา่ ของ DWF ใหส้ ง่ สญั ญาณ ปิดประตนู าํ ไปถงั ฆา่ เชือโรค

และเปิดประตนู าํ ไปถงั เติมอากาศ
 ถา้ Flow Meter อา่ นคา่ ได้ เกินกว่า 3 เทา่ ของ DWF ใหส้ ่งสญั ญาณ เปิดประตูนาํ ไปถงั ฆ่าเชือโรค

และเปิดประตนู าํ ไปถงั เติมอากาศ
 ถา้ ระดบั นาํ ในถงั ผนั นาํ ทงิ สงู กว่าระดบั ปกติ 0.30 เมตรใหส้ ง่ สญั ญาณเตอื นนาํ ลน้ ไปยงั ระบบ

ควบคมุ
 การทาํ งานของอปุ กรณท์ กุ ตวั (ON/OFF, ALARM ) จะสง่ สญั ญาณไปยงั ระบบควบคมุ การทาํ งาน

เพอื แสดงสถานะการทาํ งาน ในกรณีทีระบบสงั ใหอ้ ปุ กรณใ์ ดๆทาํ งานแต่อปุ กรณน์ นั ไม่ทาํ งาน
(OFF) ใหร้ ะบบแจง้ สญั ญาณเตอื นเพอื ใหเ้ จา้ หนา้ ทีเขา้ ทาํ การตรวจสอบในทนั ที
11.3.4 ถงั เตมิ อากาศ
 เครืองเตมิ อากาศ จะเรมิ และหยดุ การทาํ งานจากสญั ญาณอตั ราการไหลของ FM3 และ FM4 และ
เครืองจะทาํ งานอยา่ งต่อเนืองจากการควบคมุ ของ Timer Switch
 เครืองวดั ปรมิ าณออกซเิ จน (DO Meter) จะสง่ สญั ญาณไปยงั ระบบควบคมุ เพือบนั ทกึ ผลและ
ควบคมุ ตอ่ ไป
 การทาํ งานของอปุ กรณท์ กุ ตวั (ON/OFF, ALARM) จะส่งสญั ญาณไปยงั ระบบควบคมุ การทาํ งาน
เพอื แสดงสถานะการทาํ งาน ในกรณีทีระบบสงั ใหอ้ ปุ กรณใ์ ดๆทาํ งานแตอ่ ปุ กรณน์ นั ไม่ทาํ งาน
(OFF ) ใหร้ ะบบแจง้ สญั ญาณเตอื นเพือใหเ้ จา้ หนา้ ทีเขา้ ทาํ การตรวจสอบในทนั ที
11.3.5 ถังตกตะกอนขนั สดุ ทา้ ย
 เครืองกวาดตะกอน (Scraper Machine) จะทาํ งานอย่างตอ่ เนือง
 ระบบเครืองสบู ตะกอน จะใชต้ วั วดั ระดบั นาํ (Level Indicator) ในถงั พกั ตะกอน ซงึ มี 4 ระดบั และ
Timer Switch ในการควบคมุ การทาํ งานของเครืองสบู ตะกอนทงั 2 เครือง ดงั นี
 ทรี ะดบั นําที 1 (Low Level) ระดบั นําทมี ีอยู่ไม่เพยี งพอทจี ะให้เครอื งสูบตะกอนทํางาน แต่

เครืองสูบตะกอนยงั ไม่หยุดทํางาน ให้ส่งสญั ญาณ เตือนนําแห้ง ไปยงั ระบบควบคุม เพอื
ป้องกนั ความเสยี หาย
 ทรี ะดบั นําที 2 (Second Level) เครอื งสบู ตะกอนหยดุ ทาํ งานทงั หมด
 ทีระดับนําที 3 (Third Level) เครืองสูบตะกอนจะสลบั การทํางานอัตโนมัติ โดย Timer
Switch ในกรณที เี ครอื งหยดุ ทาํ งานทงั สองเครอื ง เครอื งทที าํ งานน้อยกว่าจะเรมิ ทาํ งานกอ่ น
 ทีระดบั นําที 4 (Forth Level) ระดบั นําสงู กว่าปกติให้ส่งสญั ญาณเตือนนําล้น ไปยงั ระบบ
ควบคุม

257

 ผูค้ วบคมุ สามารถตงั เวลาที Timer Switch เพือกาํ หนดระยะเวลาในการเดนิ และหยดุ การสบู
ตะกอนไดต้ ามความเหมาะสม

 การทาํ งานของเครืองสบู นาํ จะทาํ งานแบบสลบั การทาํ งาน (Alternative Operation Sequence)
เพอื ไมใ่ หเ้ ครืองสบู นาํ เครืองใดเครอื งหนึงทาํ งานหนกั เกนิ ไปโดยการบนั ทกึ เวลาการทาํ งานที
ตคู้ วบคมุ และระบบควบคมุ รวม (Central Control)

 เครืองวดั อตั ราการไหลหมายเลข 5-6 (Flow Meter FM5-6) จะสง่ สญั ญาณไปยงั ระบบควบคมุ เพอื
บนั ทกึ ผลและส่งสญั ญาณควบคมุ ตอ่ ไป

 การทาํ งานของอปุ กรณท์ กุ ตวั (ON/OFF, ALARM ) จะสง่ สญั ญาณไปยงั ระบบควบคมุ การทาํ งาน
เพอื แสดงสถานะการทาํ งาน ในกรณีทีระบบสงั ใหอ้ ปุ กรณใ์ ดๆทาํ งานแตอ่ ปุ กรณน์ นั ไมท่ าํ งาน
(OFF ) ใหร้ ะบบแจง้ สญั ญาณเตอื นเพือใหเ้ จา้ หนา้ ทีเขา้ ทาํ การตรวจสอบในทนั ที

11.3.6 ถงั ฆ่าเชือโรค
 เครืองสบู สารละลายคลอรนี จะควบคมุ อตั ราการสบู สารละลายใหแ้ ปรผนั ตามอตั ราการไหลของนาํ

เสียทีวดั จากเครืองวดั อตั ราการไหลหมายเลข 7 (Flow Meter FM7) การทาํ งานอยา่ งต่อเนืองและ
สลบั กนั อตั โนมตั จิ ากการควบคมุ ของ Timer Switch
 ระบบเครืองสบู สารละลายคลอรนี จะใชต้ วั วดั ระดบั นาํ (Level Indicator) ในถงั เก็บสารละลาย
คลอรนี ซงึ มี 2 ระดบั และ Timer Switch ในการควบคมุ การทาํ งานของเครืองสบู สารละลายคลอรนี
ทงั 2 เครือง
 ทรี ะดบั นาํ ที 1 (Low Level) เครืองสบู นาํ ทงั 2 เครือง จะหยดุ ทาํ งานเพือป้องกนั ความเสียหาย
เนอื งจากปรมิ าณนาํ ทมี อี ยไู่ มเ่ พยี งพอทีจะใหเ้ ครืองสบู นาํ ทาํ งาน (Run Dry Protection) ใหส้ ่ง
สญั ญาณเตอื นนาํ แหง้ ไปยงั ระบบควบคมุ เพือใหเ้ จา้ หนา้ ทคี วบคมุ มาเตมิ สารละลายคลอรีน
 ทรี ะดบั นาํ ที 2 (Second Level) เครืองสบู นาํ จะสลบั การทาํ งานอตั โนมตั ิ โดย Timer Switch ใน
กรณีทีเครืองหยดุ ทาํ งานทงั สองเครือง เครอื งทีทาํ งานนอ้ ยกวา่ จะเรมิ ทาํ งานก่อน
 การทาํ งานของอปุ กรณท์ กุ ตวั (ON/OFF, ALARM ) จะสง่ สญั ญาณไปยงั ระบบควบคมุ การทาํ งาน
เพอื แสดงสถานะการทาํ งาน ในกรณีทีระบบสงั ใหอ้ ปุ กรณใ์ ดๆ ทาํ งานแต่อปุ กรณน์ นั ไมท่ าํ งาน
(OFF ) ใหร้ ะบบแจง้ สญั ญาณเตอื นเพือใหเ้ จา้ หนา้ ทีเขา้ ทาํ การตรวจสอบในทนั ที
11.3.7 ถงั เพิมความเข้มขน้ ตะกอน
 เครืองกวาดตะกอน (Scraper Machine ) จะทาํ งานอยา่ งต่อเนือง
 การทาํ งานของอปุ กรณท์ กุ ตวั (ON/OFF, ALARM) จะส่งสญั ญาณไปยงั ระบบควบคมุ การทาํ งาน
เพอื แสดงสถานะการทาํ งาน ในกรณีทีระบบสงั ใหอ้ ปุ กรณใ์ ดๆ ทาํ งานแตอ่ ปุ กรณน์ นั ไม่ทาํ งาน
(OFF ) ใหร้ ะบบแจง้ สญั ญาณเตอื นเพือใหเ้ จา้ หนา้ ทีเขา้ ทาํ การตรวจสอบในทนั ที
11.3.8 ถงั ย่อยสลายตะกอน
 ลาํ ดบั การทาํ งานของ Air Blower จะควบคมุ การทาํ งานโดย Timer Switch เครืองจะสลบั การ
ทาํ งาน ในกรณีทีเครืองหยดุ ทาํ งาน เครืองทจี ะเรมิ ทาํ งานต่อไปขึนอย่กู บั จาํ นวนชวั โมงการทาํ งาน
ว่าเครืองใดมากกวา่ กนั โดยเครืองทีทาํ งานนอ้ ยกวา่ จะเรมิ ทาํ งานก่อน

258

 เครืองสบู นาํ ตะกอน จะทาํ งานโดยต่อเนืองและเรมิ ทาํ งานโดยรบั สญั ญาณจากตวั วดั ระดบั นาํ
(Level Indicator ) ในถงั ย่อยสลายตะกอน

 เครืองสบู นาํ ตะกอนจะทาํ งานพรอ้ มกบั ระบบรดี ตะกอน (Interlock with Sludge Dewatering
System ) ลาํ ดบั การทาํ งานของ เครืองสบู นาํ ตะกอนจะสลบั การทาํ งานในกรณีทีเครืองหยุดทาํ งาน
เครืองทจี ะเรมิ ทาํ งานต่อไปขึนอยกู่ บั จาํ นวนชวั โมงการทาํ งานว่าเครืองใดมากกวา่ กนั โดยเครอื งที
ทาํ งานนอ้ ยกวา่ จะเรมิ ทาํ งานกอ่ น

 การทาํ งานของอปุ กรณท์ กุ ตวั (ON/OFF, ALARM ) จะสง่ สญั ญาณไปยงั ระบบควบคมุ การทาํ งาน
เพอื แสดงสถานะการทาํ งาน ในกรณีทีระบบสงั ใหอ้ ปุ กรณใ์ ดๆ ทาํ งานแตอ่ ปุ กรณน์ นั ไม่ทาํ งาน
(OFF ) ใหร้ ะบบแจง้ สญั ญาณเตอื นเพือใหเ้ จา้ หนา้ ทีเขา้ ทาํ การตรวจสอบในทนั ที

11.3.9 เครอื งรีดและเพิมความเขม้ ขน้ ของตะกอน
 เครืองรีดและเพมิ ความเขม้ ขน้ ของตะกอนจะทาํ งานพรอ้ มกบั เครืองสบู นาํ ตะกอน เครืองสบู

สารละลายโพลเี มอร์ เครืองสบู นาํ ลา้ งเครืองรดี ตะกอนและสายพานลาํ เลียงตะกอน
 เครืองสบู สารละลายโพลเี มอรจ์ ะทาํ งานโดยตอ่ เนืองและเรมิ ทาํ งานโดยสญั ญาณจากเครืองรดี

ตะกอนและสญั ญาณจากตวั วดั ระดบั นาํ ( Level Indicator ) ในถงั เตรยี มสารละลายโพลีเมอร์ ซงึ
มี 2 ระดบั ในการควบคมุ การทาํ งานของเครืองสบู สารละลายโพลีเมอร์ ทงั 2 เครือง ดงั นี
 ทรี ะดบั นาํ ที 1 (Low Level) เครอื งสบู นาํ ทงั 2 เครือง จะหยดุ ทาํ งานเพือปอ้ งกนั ความเสยี หาย

เนอื งจากปรมิ าณนาํ ทมี อี ย่ไู มเ่ พยี งพอทีจะใหเ้ ครืองสบู นาํ ทาํ งาน (Run Dry Protection) ใหส้ ง่
สญั ญาณเตอื นนาํ แหง้ ไปยงั ระบบควบคมุ เพือใหเ้ จา้ หนา้ ทคี วบคมุ มาเติมสารละลายโพลเี มอร์
 ทรี ะดบั นาํ ที 2 (Second Level) เครืองสบู นาํ จะสลบั การทาํ งานอตั โนมตั ิ โดย Timer Switch
ในกรณีทีเครืองหยดุ ทาํ งานทงั สองเครือง เครืองทีทาํ งานนอ้ ยกวา่ จะเริมทาํ งานกอ่ น
 เครืองเตรยี มสารละลายโพลีเมอรจ์ ะเริมและหยดุ การทาํ งานเมือสามารถเตรยี มสารละลายโพลี
เมอรไ์ ดป้ รมิ าณทีตอ้ งการ
 เครืองสบู นาํ ลา้ งเครืองรีดตะกอน จะทาํ งานโดยต่อเนืองและเรมิ ทาํ งานโดยสญั ญาณจากเครืองรดี
ตะกอนและสญั ญาณจากตวั วดั ระดบั นาํ (Level Indicator) ในถงั เก็บนาํ ซงึ มี 3 ระดบั ในการ
ควบคมุ การทาํ งานของเครืองสบู นาํ ลา้ งเครืองรีดตะกอน ทงั 2 เครอื ง ดงั นี
 ทรี ะดบั นาํ ที 1 (Low Level) เครืองสบู นาํ ทงั 2 เครือง จะหยดุ ทาํ งานเพือป้องกนั ความเสียหาย
เนืองจากปริมาณนาํ ทีมีอย่ไู ม่เพียงพอทีจะใหเ้ ครืองสูบนาํ ทาํ งาน ใหส้ ่งสัญญาณเตือนนาํ
แหง้ ไปยงั ระบบควบคมุ
 ทีระดับนาํ ที 2 (Second Level) เครืองสบู นาํ จะสลับการทาํ งานอัตโนมัติ โดย Timer Switch
ในกรณีทีเครืองหยดุ ทาํ งานทงั สองเครือง เครืองทีทาํ งานนอ้ ยกวา่ จะเรมิ ทาํ งานกอ่ น
 ทรี ะดบั นาํ ที 3 (Third Level) สญั ญาณเตือนนาํ ลน้ ระดบั นาํ สงู ผิดปกติ
 สายพานลาํ เลยี งตะกอนแหง้ จะทาํ งานโดยต่อเนืองและเรมิ ทาํ งานโดยสญั ญาณจากเครืองรดี
ตะกอน โดยเครืองจะหยดุ การทาํ งานหลงั จากเครืองรดี ตะกอนหยดุ ทาํ งาน 1 นาที

259

 การทาํ งานของอปุ กรณท์ กุ ตวั (ON/OFF, ALARM ) จะส่งสญั ญาณไปยงั ระบบควบคมุ การทาํ งาน
เพอื แสดงสถานะการทาํ งาน ในกรณที ีระบบสงั ใหอ้ ปุ กรณใ์ ดๆทาํ งานแต่อปุ กรณน์ นั ไมท่ าํ งาน
(OFF ) ใหร้ ะบบแจง้ สญั ญาณเตอื นเพือใหเ้ จา้ หนา้ ทีเขา้ ทาํ การตรวจสอบในทนั ที

11.4 การบาํ รุงรักษาระบบบาํ บัดนําเสยี

การควบคุมการทาํ งานและบาํ รุงรกั ษาทีถูกตอ้ งสมาํ เสมอตามวัตถุประสงคข์ องเครืองมืออุปกรณ์มี
ประโยชนท์ าํ ใหเ้ ครืองจกั รอปุ กรณ์ไดน้ านและมีอายุยืนยาว ประหยดั มีประสิทธิผลสงู และปลอดภยั การทาํ งาน
ควบคมุ เครอื งทีไมเ่ หมาะสมอาจนาํ มาซงึ ความเสยี หาย บาดเจ็บต่อบคุ ลากร เครืองจกั รในระบบทาํ งานไม่ได้ และ
เสียค่าใชจ้ ่ายโดยไมจ่ าํ เป็น

1) หลกั เกณฑเ์ กียวกบั การซอ่ มบาํ รุง กาํ หนดหลกั เกณฑเ์ กียวกบั การซอ่ มบาํ รุงเครืองมือ
อปุ กรณใ์ นแต่ละกระบวนการยอ่ ยของระบบบาํ บดั นาํ เสยี โดยพิจารณาจากลาํ ดบั ความสาํ คญั ของเครืองจกั รทีจะ
มีผลต่อคณุ ภาพของนาํ ทีผ่านการบาํ บดั แลว้ ซงึ มาตรฐานของการบาํ รุงรกั ษาระบบประกอบดว้ ย

ก) การวางแผนการซ่อมบาํ รุงแบบป้องกนั ล่วงหน้า

ข) การซอ่ มบาํ รุงตามสภาพจรงิ เช่น ความแม่นยาํ และความสมาํ เสมอของเครอื งมือ
ค) การแกไ้ ขและปรบั ปรุงปัญหาทีเกดิ ขึนจรงิ เช่น การอดุ ตนั ของเครืองสบู นาํ
2) การวางแผนการซอ่ มบาํ รุงและระบบการจดบันทกึ จะสามารถดาํ เนินการโดยบคุ ลากร
และ/หรอื ระบบคอมพิวเตอรส์ ่วนกลาง เพอื ใหก้ ารบาํ รุงรกั ษาถกู ปฏิบตั ิอยา่ งถกู ตอ้ งและมีประสิทธิภาพ และ
สามารถประเมนิ คา่ ใชจ้ า่ ยในการซอ่ มบาํ รุงลว่ งหนา้ ได้ เมอื เรมิ ดาํ เนินงานจรงิ รูปแบบของการซ่อมบาํ รุงควร
จะตอ้ งแกไ้ ขใหเ้ หมาะสมตามสภาพความเป็นจรงิ ของงาน
3) การซอ่ มบาํ รุงในขนั วกิ ฤต ถา้ งานในระบบบาํ บดั นาํ เสยี มีปัญหาในขนั วกิ ฤตจะตอ้ งใชก้ าร
วางแผนงานอย่างละเอยี ดถูกตอ้ งเหมาะสม เพือทจี ะใหร้ ะบบบาํ บดั นาํ เสียสามารถทีจะทาํ งานตอ่ ไปได้ กอ่ นทีจะ
ดาํ เนนิ การซอ่ มบาํ รุงจะตอ้ งทาํ การทดสอบก๊าซในทอ่ ดกั นาํ เสียกอ่ นทีจะเขา้ ไปปฏบิ ตั ิงานในท่อดกั นาํ เสีย หรือใน
บรเิ วณอนื
4) มาตรฐานนาํ ทงิ การควบคุมการทาํ งานของโรงบาํ บดั นาํ เสยี ใหบ้ าํ บดั นาํ เสียใหไ้ ดม้ าตรฐาน
นาํ ทิง ซงึ มลี กั ษณะสมบตั ิตามมาตรฐานการทดสอบทีกาํ หนดไว้ รวมทงั การเลียงตะกอนจลุ ินทรยี ใ์ หไ้ ดช้ นดิ และ
ปรมิ าณทีเหมาะสม การกอ่ สรา้ งและติดตงั อปุ กรณค์ วบคมุ การทาํ งานเพมิ เตมิ ในกรณีทีจาํ เป็น
5) การกาํ จดั ตะกอนจลุ นิ ทรยี ส์ ว่ นเกิน การควบคมุ การทาํ งานและบาํ รุงรกั ษากระบวนการ
กาํ จดั ตะกอนสว่ นเกนิ ใหไ้ ดต้ ามทกี าํ หนดไว้ จดั หาอปุ กรณแ์ ละเครอื งจกั รในการเก็บกกั และขนถา่ ยตะกอน
ส่วนเกนิ ลงรถขนถ่ายตะกอน เพอื ขนถ่ายตะกอนพรอ้ มบนั ทึกปรมิ าณตะกอนทีจะนาํ ไปกาํ จดั
6) คุณภาพอากาศ อากาศบรเิ วณโรงบาํ บัดนาํ เสียตอ้ งไดร้ บั การควบคมุ ไมใ่ หเ้ กดิ กลินรบกวนใน
บรเิ วณใกลเ้ คยี งกบั โรงบาํ บดั นาํ เสยี
7) การจัดซือ จดั หาสารเคมี วสั ดุสนิ เปลือง และอนื ๆ จดั หาสารเคมี วสั ดสุ ินเปลอื ง และ
ค่าใชจ้ า่ ยอืนๆ ในการเดินระบบรวม และทาํ รายการแสดงปรมิ าณวสั ดุ และราคา ทงั นรี ายการแสดงราคาดงั กลา่ ว
จะนาํ มาใชเ้ ป็นขอ้ มลู ในการคาํ นวณค่าใชจ้ า่ ยในการดาํ เนนิ การและบาํ รุงรกั ษาระบบ

260

11.5 การบาํ รุงรักษาระบบไฟฟ้า

ขนั ตอนการเรมิ ปฏิบตั งิ าน
1. แจง้ ขอ้ มลู และลงความเห็นกบั ฝ่ายปฏิบตั กิ าร วา่ จะเรมิ ดาํ เนนิ การซ่อมบาํ รุงโดยระบถุ งึ ระบบและ

ตาํ แหน่งทตี อ้ งการซอ่ ม และตอ้ งไดร้ บั อนญุ าตกอ่ นเรมิ ดาํ เนินการ
2. ตรวจสอบและจดบนั ทกึ ขอ้ มลู ของระบบควบคมุ และมาตรวดั ทีเกียวขอ้ ง
3. ปฏบิ ตั ติ ามมาตรฐานของความปลอดภยั และขอ้ ควรระวงั ของการปฏิบัตงิ านซงึ ประกอบดว้ ย

ก) อนุญาตใหเ้ ขา้ และ/หรอื อนญุ าตใหท้ าํ งานถา้ จาํ เป็น
ข) ตรวจสอบการรวั ไหลของกา๊ ซ ถา้ จาํ เป็น
ค) ป่มุ Reset ตอ้ งอยตู่ าํ แหนง่ Local, Manual หรือ Off
ง) ตอ้ งแยกระบบไฟฟ้าของโรงบาํ บดั นาํ เสยี ออกจากสว่ นอนื ๆ และควรจะใสก่ ญุ แจลอ็ คตู้

Control ดว้ ย
จ) ตดิ ปา้ ยเตอื น และถา้ จาํ เป็นใหก้ าํ หนดขอบเขตแนวรวั ดว้ ย
ฉ) บรเิ วณทมี กี ๊าซอนั ตรายใหส้ วมอปุ กรณช์ ว่ ยหายใจ จะตอ้ งใส่แว่นตา และสวมเสือนิรภยั เพอื

ปอ้ งกนั อบุ ตั เิ หตุ
ช) บรเิ วณขอ้ ต่อหรือทอ่ บรรจขุ องเหลวทีมพี ิษ จะตอ้ งใส่แว่นตา และสวมเสือนริ ภยั เพือปอ้ งกนั

อบุ ตั เิ หตุ
ซ) อปุ กรณไ์ ฟฟ้าต่างๆตอ้ งมสี ายดินเสมอ
4. อปุ กรณท์ สี มั ผสั กบั นาํ เสีย กากตะกอน (Sludge) สารเคมี ควรทีจะทาํ ความสะอาดตามความ
เหมาะสมก่อนทีจะเรมิ ดาํ เนินการซ่อมบาํ รุง
5. ในระหว่างการซอ่ มบาํ รุงระบบบาํ บดั นาํ เสีย จะตอ้ งไมใ่ หน้ าํ เสยี ในระบบทียงั ไม่ไดร้ บั การบาํ บดั ไหล
ออกไปสแู่ หล่งนาํ สาธารณะได้
6. ถา้ มีขอ้ สงสยั ควรขอคาํ แนะนาํ จากผบู้ งั คบั บญั ชา หรอื ศึกษาจากคมู่ อื การปฏบิ ตั กิ ารอยา่ งละเอยี ด
7. เมอื ทาํ การซ่อมบาํ รุงเสรจ็ แลว้ ควรทาํ รายงานถงึ ปัจจยั หรอื สิงทีมีผลตอ่ ความปลอดภยั หรอื
ประสิทธิภาพของการบาํ บดั นาํ เสยี เสนอตอ่ ผบู้ งั คบั บญั ชา
8. ทาํ ความสะอาดตะแกรง หรอื วสั ดทุ ีเกียวขอ้ งกบั การกาํ จดั ของเสยี ในพืนทที ไี ดร้ บั อนุญาต
9. เมอื ปฏิบตั ิงานเสรจ็ แลว้ ชา่ งซ่อมบาํ รุงจะตอ้ งตรวจสอบว่า ฝาครอบทกุ อยา่ งจะตอ้ งปิดสนทิ รวมทงั
สวทิ ซเ์ กยี ร์ วาวลแ์ ละอปุ กรณค์ วบคมุ ตา่ งๆ ตงั อย่ใู นตาํ แหนง่ ทีเหมาะสม เคลือนยา้ ยปา้ ยเตอื นออก
และปลดล็อคตู้ Control เมอื ทกุ อย่างเรยี บรอ้ ย
10. ทาํ การตกลงกบั ฝ่ายปฏบิ ตั กิ าร เพอื ทีจะทดสอบประสทิ ธิภาพของระบบบาํ บดั หลงั จากซอ่ มบาํ รุง
แลว้ และทาํ การจดบนั ทกึ ไว้
11. แจง้ ฝ่ายปฏิบตั กิ ารเมอื การทดสอบประสทิ ธิภาพของระบบบาํ บดั เป็นทีพอใจ และพรอ้ มทจี ะใหเ้ ดนิ
ระบบตามปกติ

261

11.6 การบนั ทกึ ขอ้ มูลของเครืองจกั รอุปกรณ์

การบนั ทึกขอ้ มลู จะชว่ ยในการเลอื กใช้ ปรบั แตง่ ดดั แปลงแกไ้ ขเครืองจกั รอปุ กรณ์ และการใชง้ านของ
ระบบบาํ บดั นาํ เสีย อีกทงั ใชเ้ ป็นดชั นีแสดงผลการดาํ เนนิ งาน และบาํ รุงรกั ษาโรงบาํ บดั นาํ เสยี และเครืองจกั ร
อปุ กรณ์

การบนั ทึกขอ้ มลู เครืองจกั รอปุ กรณแ์ บง่ ออกเป็น 2 ชนดิ
1) การบันทกึ ขอ้ มลู การทาํ งานของเครืองจกั รอุปกรณ์ ควรบนั ทึกสรุปการทาํ งานของ
เครืองจกั รอปุ กรณว์ นั ต่อวนั โดยแนะนาํ ใหใ้ ชแ้ บบฟอรม์ รายงานประจาํ เดือน ซงึ นอกจากจะใชเ้ พือบันทึกขอ้ มลู ใน
การทาํ งานวนั ต่อวนั แลว้ ยงั ใชเ้ ป็นสรุปผลการทาํ งานประจาํ เดอื นอีกดว้ ย
2) การบนั ทกึ ข้อมูลการซ่อมบาํ รุงเครอื งจกั รอปุ กรณ์ แบง่ ออกเป็น 2 ชนดิ

ก. การบนั ทกึ การซ่อมบาํ รุงป้องกนั เครืองจกั รอปุ กรณแ์ ตล่ ะตวั จาํ เป็นตอ้ งไดร้ บั การ
บาํ รุงรกั ษาและควรมใี บทะเบยี นประวตั ิเครืองจกั รอปุ กรณแ์ ตล่ ะตวั โดยมรี ายละเอยี ดชือเครืองจกั ร
อปุ กรณ์ หมายเลขเครือง ผผู้ ลิต วนั ทีติดตงั นาํ มนั หล่อลือทใี ช้ กาํ หนดการซ่อมบาํ รุงป้องกนั เป็นตน้
และควรบนั ทกึ ความถีในการบาํ รุงรกั ษาทกุ ครงั ทเี ขา้ ทาํ งานกบั เครอื งจกั รอปุ กรณ์ ชือพนกั งานซ่อม วันที
ทาํ งานซอ่ มและรายละเอยี ดงานซ่อมทีทาํ จรงิ ตลอดจนบนั ทกึ สิงผดิ ปกติทตี รวจพบระหวา่ งการซอ่ ม
บาํ รุงรกั ษาเช่น การรวั ซึม เสยี งผิดปกติ ความรอ้ น เป็นตน้ กาํ หนดการซ่อมบาํ รุงปอ้ งกนั (Preventive
Maintenance Schedule) ดงั นี

- ตรวจเช็คเสยี งผดิ ปกติและอุณหภมู ลิ กู ปืนเพลาหลกั ลกู ปืนไมค่ วรมเี สียงดงั หรือเสือตกุ๊ ตา
ลกู ปืนอ่นุ สมั ผสั ได้ โดยตอ้ งทาํ การตรวจทกุ วนั

- ตรวจสภาพลกู ปืนมอเตอร์ เกียรท์ ด สายพานและมเู่ ลท่ กุ เดือน
- ตรวจนาํ มนั หล่อลืนทกุ เดอื น
- อดั จาระบีลกู ปืนมอเตอรป์ ีละครงั หรือตามคาํ แนะนาํ ผผู้ ลิต
- เช็คน็อตยดึ โครงรบั ตวั กลางปีละครงั
ข. การบันทกึ การซอ่ มฉกุ เฉนิ หรอื การบันทกึ การซ่อมทเี ขา้ ดาํ เนินการ นอกเหนือจาก
งานทีไดว้ างแผน/มกี าํ หนดการไวแ้ ลว้ ควรมแี บบฟอรม์ เกบ็ ประวตั กิ ารซอ่ มในกรณที ีเครืองจกั รอปุ กรณ์
เสียหรอื ชาํ รดุ หรอื ดดั แปลงแกไ้ ขเครืองจกั รอปุ กรณ์ เพือปอ้ งกนั การเสยี หรือชาํ รุด ควรบนั ทกึ
รายละเอยี ดอะไหล่ชินสว่ นทีใช้ จาํ นวนชา่ งซ่อมและเวลาทีใชใ้ นการซอ่ ม หรือค่าจา้ งเหมาในกรณีทีให้
ผูร้ บั เหมาภายนอกดาํ เนินการให้ วนั ทีและชือผรู้ บั เหมาควรบันทึกไวด้ ว้ ย

11.7 รายงานประจาํ เดือน

การบนั ทึกสรุปรายงานทกุ วนั ตลอดเดอื น การบาํ รุงรกั ษาระบบบาํ บดั นาํ เสยี และเครืองจกั รอปุ กรณ์ เพือ
นาํ มาสรุปผลการทาํ งาน ตามตาราง -2

 รายงานปรมิ าณพลงั งานทีใชใ้ นการทาํ งานของปัมสบู นาํ ของแต่ละสถานสี บู สง่ นาํ เสยี
 รายงานประจาํ วนั ทีปฏบิ ตั งิ านในการดแู ลระบบท่อและเครืองจกั รอปุ กรณ์
 สรุปรายการคา่ ใชจ้ า่ ยในการทาํ งาน เชน่ ค่าสารเคมี คา่ นาํ มนั คา่ ซ่อมแซมท่อ คา่ ซอ่ มแซม

เครืองจกั รอปุ กรณ์ ค่าบคุ ลากร และอืนๆ

262

 สรุปปัญหาทีเกดิ ในการทาํ งาน ทีเกียวขอ้ งกบั ระบบทอ่ และเครืองจกั รอปุ กรณ์
 เสนอแนวทางการปรบั ปรุงและการแกไ้ ขปัญหาในระยะสนั ระยะยาว พรอ้ มกบั ประเมินคา่ ใชจ้ ่าย

ตาราง -2 บนั ทึกประจาํ วนั การปฏิบตั งิ านบาํ รุงรกั ษาระบบบาํ บดั นาํ เสียและเครืองจกั รอปุ กรณ์

สถานที ………………...………………………….….………. ผปู้ ฏิบตั ิงาน ………………………….………เด…ือ…น ....…...พ.ศ…..…..

วนั ที เวลา สภาพการทาํ งาน แนวทางการแกไ้ ข คา่ ใชจ้ า่ ย หมายเหตุ

ปกติ ปัญหาและลกั ษณะปัญหา (บาท)

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

คา่ ใชจ้ ่าย ไดแ้ ก่ คา่ นาํ มนั เชือเพลิง คา่ วสั ดุ คา่ ซอ่ มแซม(วสั ดแุ ละแรงงาน) คา่ บคุ ลากร(ลว่ งเวลา)

263

264 ตาราง - บนั ทกึ ประจาํ เดอื นการปฏิบตั ิงานบาํ รุงรกั ษาระบบบาํ บดั นาํ เสียและเครอื งจกั รอุปกรณ์

สถานที ……………………...……………………… ผรู้ ายงาน …………………………………………….. ตาํ แหนง่ ……………………...…………….. ว/ด/ป ……….
เดือน สภาพการทาํ งาน แนวทางการแกไ้ ข
ปกติ ปัญหาและลกั ษณะปัญหา คา่ ใชจ้ ่าย (บาท) พลงั งานไฟฟา้
มกราคม
นาํ มนั เชือเพลงิ คา่ วสั ดุ คา่ ซอ่ มแซม บคุ ลากร (กิโลวตั ต)์
กุมภาพนั ธ์
มีนาคม
เมษายน
พฤษภาคม
มิถนุ ายน
กรกฎาคม
สงิ หาคม
กนั ยายน
ตลุ าคม
พฤศจกิ ายน
ธันวาคม
รวม
เฉลยี ตอ่ เดือน

ลงชอื ………………………………….…………
(…………………………….)

ตาํ แหนง่ ……………………………..

11.8 รายงานประจาํ ปี

สรุปจากรายงานประจาํ เดือน โดยทาํ การสรุปผลของแต่ละเดอื น จะเก็บรวบรวมเป็นสถติ เิ พือใชใ้ นการ
วางแผนงานบาํ รุงรกั ษาใหป้ ฏบิ ตั อิ ย่างถกู ตอ้ งและมปี ระสิทธิภาพ ตามตาราง -3

 สรุปปรมิ าณพลงั งานทีใชใ้ นการทาํ งานของปัมสบู นาํ ของแตล่ ะสถานสี บู สง่ นาํ เสยี แต่ละเดือน
 สรุปงานบาํ รุงรกั ษา การซอ่ มแซมหรอื การเปลียนวสั ดทุ กุ เดือน
 สรุปค่าใชจ้ า่ ยทงั หมดในรอบปี ไดแ้ ก่ คา่ สารเคมี คา่ นาํ มนั คา่ ซอ่ มแซมท่อ คา่ ซอ่ มแซมเครืองจกั ร

อปุ กรณ์ ค่าบคุ ลากร และอืนๆ ทกุ เดือน
 สรุปอปุ สรรคต่างๆ และแนวทางการแกไ้ ขปัญหาในระยะสันและระยะยาว พรอ้ มคา่ ใชจ้ า่ ย
 จดั ทาํ แผนงานและงบประมาณสาํ หรบั ปีต่อไป

11.9 การบาํ รุงรักษาเครอื งสูบนาํ เสยี

การบาํ รุงรกั ษาอยา่ งถกู ตอ้ ง การใชง้ านของผผู้ ลติ และตรวจสอบตามเกณฑข์ องเครืองจกั รอปุ กรณ์
สมาํ เสมอจะทาํ ใหเ้ ครืองสบู นาํ สามารถใชง้ านไดน้ าน และไมช่ าํ รุดบ่อย ทงั จะยงั เป็นสว่ นช่วยลดงบประมาณรวม
ในการซอ่ มบาํ รุงไดอ้ กี ดว้ ย ตามตาราง 11-4

การบาํ รุงรกั ษาเครืองสบู นาํ ชนดิ Submersible Centrifugal มขี นั ตอน ดงั นี
1) ตรวจสอบสภาพปกติ
 บนั ทึกการทาํ งานทกุ วนั วา่ เครืองสบู นาํ เสียไดท้ าํ งานเมือระดบั นาํ ถึงระดบั ทกี าํ หนดหรอื ไม่
 บนั ทกึ เวลาการทาํ งานของเครอื งสบู นาํ เสยี แต่ละเครือง เพือเป็นสถติ ิช่วยตดั สนิ ใจการซ่อมบาํ รุง

ตามอายกุ ารใชง้ าน
 สงั เกตสงิ ผิดปกติ เช่น เสยี งดงั หรือปรมิ าณนาํ ทีสบู ไดม้ คี า่ นอ้ ย
 ตรวจสอบวา่ สวิทชค์ วบคมุ การทาํ งานอย่ใู นสภาพถกู ตอ้ ง
 ตรวจสอบว่าวาลว์ หรือประตนู าํ อย่ใู นสภาพถกู ตอ้ ง
 ทาํ ความสะอาดอุปกรณว์ ดั ระดบั อย่างนอ้ ยสปั ดาหล์ ะครงั
 ทดสอบการทาํ งานแบบ Manual โดยทดสอบปรบั สวทิ ซ์ เครือง AUTO/ON/OFF (A/O/F) ไปยงั

ตาํ แหนง่ ON (O) เครืองสบู นาํ เสยี จะตอ้ งทาํ งานและเมอื ปรบั ไปยงั ตาํ แหน่ง OFF (F) เครอื งสบู
นาํ เสียจะตอ้ งหยดุ การทาํ งาน
 ทดสอบการหยดุ ทาํ งานฉกุ เฉินของป่มุ Emergency Stop (ES)
2) ขนั ตอนการเรมิ ทาํ งาน กอ่ นใหเ้ ครืองสบู นาํ เสยี ทาํ งาน หรอื ๔◌็ษเครืองสบู นาํ เสยี ทีไม่ไดใ้ ช้
งานเป็นเวลานาน ตอ้ งตรวจสอบตามขนั ตอน
 ทาํ ความสะอาดสถานสี บู นาํ และทอ่ หากมีเศษขยะ โดยเฉพาะถงุ พลาสติก เศษไม้ กอ้ นหนิ ปนู
อาจทาํ ใหเ้ กิดการเสยี หายต่อเครอื งสบู นาํ เสียหรอื เกดิ การอดุ ตนั ในเสน้ ท่อ
 เครืองสบู นาํ ทไี มไ่ ดใ้ ชง้ านเป็นเวลานานหรอื ทาํ งานมานานกวา่ เดือน ควรทาํ การตรวจความ
สะอาดของสะพานไฟ หากมีขตี ะกรนั อยใู่ หท้ าํ ความสะอาดและหมนั ตรวจทาํ ความสะอาดอปุ กรณ์
ในตคู้ วบคมุ ระบบไฟฟ้า

265

 การตรวจทิศทางการหมนุ ของใบพดั มอเตอรเ์ มอื เรมิ เดินเครืองครงั แรกไม่วา่ จะเป็นเครอื งสบู นาํ ใหม่
หรือเครืองสบู นาํ ทไี ดท้ าํ การซอ่ มแซม ในกรณีทใี บพดั มอเตอรห์ มนุ ผดิ ทศิ ทาง แสดงว่าสายไฟสลบั
เฟส ตอ้ งแกไ้ ขโดยดจู ากคมู่ อื การตดิ ตงั และปรกึ ษาช่างผชู้ าํ นาญ

 ตรวจสอบระดบั นาํ ในสถานสี บู นาํ และบนั ทึกระดบั นาํ ในสถานสี บู นาํ ใหอ้ ยใู่ นระดบั ทีทว่ มฐานตวั
เรือนของเครืองสบู นาํ เสีย เพือปอ้ งกันมใิ หอ้ ากาศถกู ดดู เขา้ เครืองสบู นาํ เสีย ซงึ มผี ลทาํ ใหเ้ กดิ เสยี ง
ดงั และเกดิ ความรอ้ นมาก จนเป็นอนั ตรายตอ่ เครืองสบู นาํ เสีย

 ตรวจสอบอปุ กรณป์ ้องกนั มอเตอร์ เช่น Thermal Overload และบนั ทกึ สภาพการใชง้ าน
 การตรวจสอบสวิทชค์ วบคมุ เครืองสบู นาํ เสียแบบอตั โนมตั ทิ ีตคู้ วบคมุ AUTO/ ON/OFF (A/O/F) ไป

ทตี าํ แหนง่ OFF (F)
 เปิดวาลว์ ดา้ นจา่ ยของเครืองสบู นาํ เสียใหส้ ดุ
 เปิดสวทิ ชไ์ ฟฟา้ ตคู้ วบคมุ การทาํ งานของมอเตอร์ (MCC) ไปทีตาํ แหน่ง ON (O)
 ตรวจกระแสไฟฟ้าจ่ายเขา้ ยงั MCC
 หมนุ สวทิ ชค์ วบคมุ บรเิ วณเครืองสบู นาํ A/O/F ไปยงั ตาํ แหน่ง ON (O) เครืองจะตอ้ งทาํ งาน
 หมนุ สวทิ ช์ A/O/F ไปยงั ตาํ แหนง่ AUTO (A) เครืองจะทาํ งานอตั โนมตั ิ
 ใหต้ รวจสอบซาํ อกี อยา่ งนอ้ ยหนึงครงั
 ถา้ พบความผดิ ปกตใิ หท้ าํ การตรวจซอ่ มและปิดสวิทชไ์ ฟฟา้ ของตคู้ วบคมุ การทาํ งานของมอเตอร์

โดยหมนุ สวิทชไ์ ปยงั ตาํ แหน่ง OFF (F)

11.10 มาตรการป้องกันมิใหเ้ ครืองสบู นาํ เสียเกดิ การเสยี หาย

นาํ เสียทีไหลเขา้ สถานสี บู นาํ อาจจะมเี ศษขยะชินใหญ่ ถงุ พลาสติก ไขมนั ทราย ปะปนมาดว้ ย ซึงเป็น
อนั ตรายต่อการทาํ งานของเครืองสบู นาํ เสยี และอาจทาํ ใหท้ ่ออดุ ตนั ได้ จงึ ควรติดตงั อปุ กรณด์ กั ขยะ เชน่ ตะแกรง
ดกั ขยะ หรอื แผน่ กนั ขยะ เพอื ใหน้ าํ ไหลเขา้ ท่อดดู ของเครืองสบู นาํ เสียมเี ศษขยะทงั หลาย หรอื ทรายนอ้ ยทีสดุ

ถา้ เกิดการสะสมไขมนั ขึน ไขมนั เหลา่ นีอาจเป็นกอ้ นใหญ่และไปอดุ ตนั ท่อดดู นอกจากนี ไขมนั ยงั จะไป
เป็นอปุ สรรคต่อการทาํ งานของอปุ กรณค์ วบคมุ ระดบั นาํ ชนดิ ลกู ลอยและอิเลคโทรด จงึ ควรปอ้ งกนั มใิ หเ้ กดิ การ
สะสมขึน โดยหมนั ทาํ ความสะอาดผนงั บ่อสบู ดว้ ยการขดู ออกหรอื ใชส้ ายฉีดนาํ แรงดนั สงู

ถา้ มที รายสะสมเกดิ ขึนจะตอ้ งรบี เอาออก เพราะจะทาํ ใหซ้ ่อมบาํ รุงย่งุ ยาก ในกรณีทีเป็นเครืองสบู นาํ เสีย
แบบแชน่ าํ อาจจะขดั สี กดั กรอ่ นจนใชง้ านไมไ่ ดใ้ นเวลาอนั สนั ภายใน เดอื น

11.11 การตรวจผลการทาํ งานของระบบบาํ บัดนําเสีย

กระบวนการบาํ บดั นาํ เสียทางชีวภาพ จาํ เป็นตอ้ งมกี ารบนั ทึกผลการทาํ งานทกุ วนั (Performance
Record) และการตรวจสอบ (Process Monitoring) จะแบ่งเป็น 2 วิธีทีตอ้ งทาํ ควบคกู่ นั ไป คอื การตรวจสอบที
เหน็ ได้ (Visual) และการวิเคราะหต์ วั อยา่ งนาํ เสีย (Analytical) ในหอ้ งปฏบิ ตั ิการ

266

ตาราง 1-4 บนั ทึกประจาํ วนั การปฏิบตั งิ านบาํ รุงรกั ษาเครืองสบู นาํ เสยี

สถานที ………………...………………………….…ผปู้ ฏบิ ตั งิ าน ………………………….……………. เดือน ....…...พ.ศ…..…..

รายละเอียด ยีหอ้ ………………………………..หมายเลข ……………………………………… วนั ตดิ ตงั ……...……

เครอื งจกั ร อตั ราการสบู นาํ …….ลบ.ม./ชม. แรงดนั นาํ …...…….… ม. กาํ ลงั ไฟ ……… กิโลวตั ต์
คา่ ใชจ้ า่ ย หมายเหตุ
วนั ที เวลา ระยะเวลา สภาพการทาํ งาน แนวทางการแกไ้ ข (บาท)

ทาํ งาน(ชม.) ปกติ ปัญหาและลกั ษณะปัญหา

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

คา่ ใชจ้ ่าย ไดแ้ ก่ คา่ นาํ มนั เชือเพลิง คา่ วสั ดุ คา่ ซอ่ มแซม(วสั ดแุ ละแรงงาน) คา่ บคุ ลากร(ลว่ งเวลา)

267

11.12 การตรวจสอบทสี ัมผสั ได้

จะเป็นการตดิ ตามผลจากการตรวจสอบลกั ษณะทางกายภาพตา่ ง ๆ ทเี ป็นตวั ชบี อกสถานภาพในการ
ทาํ งานของแตล่ ะกระบวนการ เพือนาํ ไปประเมนิ ผล (Evaluation) ระบบบาํ บดั นาํ เสยี ว่ามปี ระสิทธิภาพและ
ประสทิ ธิผลเพียงใด ซงึ ประกอบดว้ ย

1) กลนิ ระบบบาํ บดั นาํ เสยี ทไี ดร้ บั การควบคมุ ทีดีจะไมม่ ีกลินเหม็น แตถ่ า้ ระบบมกี ารเตมิ อากาศไม่
เพยี งพอตะกอนจลุ นิ ทรยี ก์ ็จะเนา่ เปลียนเป็นสีดาํ และมกี ลินเหมน็ ของก๊าซไฮโดรเจนซลั ไฟด์

2) ฟอง ฟองทีเกดิ ขึนในแต่ละกระบวนการ ฟองอากาศอาจจะเกิดขึนจากสารเคมหี รอื ผงซกั ฟอกต่าง ๆ
ทเี ขา้ มาในระบบกไ็ ด้ หากพบฟองขาวออกมากบั นาํ ออกจากถงั ตกตะกอนแสดงวา่ มคี า่ ความเขม้ ขน้ ของตะกอน
จลุ นิ ทรียใ์ นถงั เตมิ อากาศมากเกนิ ไป ถา้ พบฟองสีขาวทีผิวนาํ ในถงั เตมิ อากาศแสดงว่าตะกอนจลุ ินทรียม์ อี ายุนอ้ ย
แตถ่ า้ พบวา่ มีฟองสีนาํ ตาลทีผวิ นาํ ในถงั เติมอากาศแสดงว่าตะกอนจลุ นิ ทรียม์ อี ายมุ าก

3) สี สขี องตะกอนจลุ ินทรยี ใ์ นถงั เตมิ อากาศทีดคี วรเป็นสีนาํ ตาลเขม้ คลา้ ยสีของนาํ ตาลแดง ถา้ พบวา่
ตะกอนเรง่ มีสีดาํ คลาํ แสดงว่าขาดออกซเิ จนเกดิ การเนา่ จาํ เป็นตอ้ งเพมิ การเตมิ อากาศและหากตะกอนจลุ ินทรีย์
ในถงั เตมิ อากาศมีสีทีผิดปกตแิ สดงวา่ มีสารแปลกปลอมเขา้ มาในระบบ ในกรณีทีนาํ เสียมีสีปนออกมามาก เช่น
โรงงานฟอกยอ้ ม โรงงานอตุ สาหกรรมสี จะทาํ ใหส้ ขี องตะกอนจลุ นิ ทรยี ใ์ นถงั เตมิ อากาศเปลียนแปลงไปตามสขี อง
นาํ เสียได้

4) สาหร่ายทเี กดิ ขนึ สาหรา่ ยทีพบอยา่ งมากมายเกาะอยตู่ ามผนงั ของถงั และส่วนต่างๆ ของ
กระบวนการทีมีความชืนและแสงแดดสอ่ งถึง แสดงวา่ มีอาหารเสรมิ คือ ไนโตรเจนและฟอสฟอรสั เหลอื ออกมากบั
นาํ ออกเป็นจาํ นวนมาก ดงั นนั หากพบวา่ มีสาหรา่ ยเกดิ ขึนมากกค็ วรตรวจสอบค่าไนโตรเจนและฟอสฟอรสั ของนาํ
เสยี ทีเขา้ และออกจากแต่ละกระบวนการมคี า่ สงู เกินมาตรฐานเทา่ ใดและลดปรมิ าณการเตมิ ใหพ้ อเหมาะ

5) ลกั ษณะของนาํ ออกจากถังตกตะกอน (Effluent) เมอื พบวา่ มตี ะกอนแขวนลอยออกมากบั นาํ
ออกจากถงั ตกตะกอนขนั สดุ ทา้ ยเป็นปรมิ าณมาก อาจจะเกดิ ขึนไดจ้ ากหลายสาเหตุ เชน่ ถา้ เหน็ ตะกอน
แขวนลอยไหลออกทีรางรบั นาํ เพยี งดา้ นใดดา้ นหนงึ แสดงวา่ นาํ ไหลออกทางดา้ นนนั มากกวา่ ดา้ นอนื ๆ จน
กระแสนาํ พดั พาเอาตะกอนหลดุ ออกมาดว้ ย ในกรณีนีจะตอ้ งปรบั แผ่นกนั นาํ ลน้ (Weir) จนกระทงั ระดบั ในถงั
ตกตะกอนมีระดบั ราบเสมอเทา่ กนั ทงั ถงั แต่ถา้ พบว่ามีตะกอนแขวนลอยหลดุ ออกมากับนาํ ออกตลอดทงั ถงั แสดง
ว่ามตี ะกอนจลุ นิ ทรยี ท์ ีตกตะกอนไดย้ าก เช่น พวกแบคทีเรยี ชนดิ เสน้ ใย (Filamentous Bacteria) กรณีทีเกดิ
ตะกอนลอยขึนมาจากกน้ ถงั แสดงวา่ เกิดสภาพไม่มีออกซเิ จนในถงั ตกตะกอน ตะกอนกน้ ถงั จะเกิดกระบวนการ
ยอ่ ยสลายสารประกอบไนโตรเจน เกิดกา๊ ซดนั ตะกอนลอยขึนมา

6) ฟองอากาศในถังตกตะกอน หากเกิดฟองอากาศในถงั ตกตะกอน แสดงวา่ ตะกอนจลุ นิ ทรีย์
คา้ งอยใู่ นถงั ตกตะกอนนานเกนิ ไป จนทาํ ใหเ้ กดิ สภาพขาดออกซิเจนและมกี ารย่อยสลายแบบไมใ่ ชอ้ อกซเิ จน
(Anaerobic) เกิดเป็นก๊าซตา่ ง ๆ ลอยขึนมาทีผวิ นาํ ฟองอากาศจะพยงุ เอาตะกอนจลุ นิ ทรยี ใ์ นบรเิ วณนนั ลอย
ขึนมาส่วนบนและไหลออกไปกบั นาํ ออกจากถงั ตกตะกอนทาํ ใหน้ าํ ทิงข่นุ

7) ตะกอนลอย วัสดทุ ลี อยนาํ หรือชนั ของตะกอนลอย ปรากฎทีผิวนาํ ในถงั ตกตะกอนแสดงว่าในนาํ
เขา้ มีนาํ มนั หรือไขมนั ผสมอย่มู ากทาํ ใหต้ ะกอนจลุ ินทรยี ไ์ มส่ ามารถตกตะกอนไดด้ ี จะทาํ ใหป้ ระสิทธิภาพในการ
กาํ จดั นาํ เสยี ตาํ สาเหตอุ กี ประการหนึงไดแ้ ก่ การเตมิ อากาศมากเกินไปจนทาํ ใหฟ้ องอากาศกบั ตะกอน จุลนิ ทรีย์
ลอยขึนมาทีผิวนาํ ปกติค่าออกซเิ จนทีละลายอยใู่ นถงั เตมิ อากาศควรมีคา่ ระหวา่ ง ถงึ มลิ ลิกรมั /ลติ ร

268

11.13 การวิเคราะหต์ ัวอย่างนําเสยี

การวเิ คราะหต์ วั อย่างเป็นสิงจาํ เป็นในการควบคมุ การทาํ งานของระบบบาํ บดั นาํ เสีย เพอื นาํ มาใชใ้ นการ
ประเมนิ สภาพการทาํ งาน ประสทิ ธิภาพของกระบวนการตา่ ง ๆ ประสทิ ธิผลของระบบบาํ บดั นาํ เสยี เป็นขอ้ มลู ที
สาํ คญั อยา่ งมีนยั สาํ คญั ในการปรบั ปรุงการทาํ งานของระบบบาํ บดั นาํ เสีย คาํ นวณค่าทีใชค้ วบคมุ ระบบต่าง ๆ
ตลอดจนมผี ลต่อในการวางแผน การดาํ เนินการต่อไป งบประมาณ คา่ ใชจ้ า่ ยทีประหยดั

การวเิ คราะหต์ วั อยา่ งนาํ เสียในหอ้ งปฏิบตั ิการของพารามเิ ตอรต์ า่ ง ๆ ทใี ชค้ วบคมุ การทาํ งาน เพอื ให้
เขา้ ใจหลกั การและการนาํ ไปใชง้ านโดยจะไมเ่ นน้ ในเรืองวธิ ีการวเิ คราะหผ์ คู้ วบคมุ สามารถหารายละเอยี ดเกียวกบั
วธิ ีวเิ คราะหไ์ ดจ้ าก “Standard Methods for the Examination of Water and Wastewater” ความถีจดุ เกบ็
ตวั อยา่ งและพารามเิ ตอรท์ ีสาํ คญั ทใี ชใ้ นการวิเคราะหร์ ะบบบาํ บดั นาํ เสยี แสดงในตาราง 11-5 โดยคาํ นงึ เกณฑ์
ปฏบิ ตั จิ รงิ ของการวเิ คราะหค์ ณุ ภาพนาํ เสยี เพือใชค้ วบคมุ ระบบบาํ บดั นาํ เสีย และงบประมาณคา่ ใชจ้ า่ ยในการ
วเิ คราะหต์ ลอดปี ไมส่ งู เกินความจาํ เป็น

กรณีทเี กดิ ปัญหา ประสิทธิภาพของระบบบาํ บดั นาํ เสยี ไมเ่ ป็นไปตามมาตรฐาน ความถีของจดุ เก็บ
ตวั อยา่ งและพารามเิ ตอรจ์ ะตอ้ งมมี ากขึน การตรวจสอบทีสาํ คัญแสดงในตาราง 11- มีดงั นี

ตาราง 11-5 การวเิ คราะหต์ วั อย่างนาํ เสยี ในหอ้ งปฏบิ ตั ิการ

พารามิเตอร์ นําเสียเข้าสถานีสูบนํา
นํา ิทงจากถังแยกทราย
นํา ิทงจากถังตกตะกอนขันแรก
นํา ิทงจากถังเ ิตมอากาศ
นํา ิทงจากถังตกตะกอนขันสุดท้าย
นํา ิทงจากถังฆ่าเ ืชอโรค
ความ ีถ (จํานวนวัน/ครัง)

จดุ เกบ็ ตวั อยา่ ง 123456

อตั ราการไหล MR MR MR MR MR MR

อณุ หภมู ิของนาํ 00000 1

พเี อช (pH) 00000 1

ออกซเิ จนละลายนาํ (DO) 000 1

ความตอ้ งการออกซเิ จนทางชวี เคมี (BOD) 0 0 0 007

ความตอ้ งการออกซิเจนทางเคมี (COD) 0 0 0 003

ตะกอนแขวนลอย (SS) 0000003

ตะกอนแขวนลอยระเหย (VSS) 0000003

ไนโตรเจนทงั หมด (TKN) 000 0 7

ไนเตรท 007

ฟอสฟอรสั ทงั หมด 000 0 7

269

คาํ อธบิ ายประกอบตาราง -
สัญลกั ษณ์
-เกบ็ ตวั อย่างนาํ เสียและวิเคราะห์
MR-วดั อตั ราการไหลและบนั ทกึ ตอ่ เนือง
จดุ ที เก็บทีวาลว์ เก็บตวั อย่างนาํ ทีทอ่ นาํ เสยี จากบ่อสบู นาํ เสีย หรือเก็บทีหัวถงั แยกทราย
จดุ ที เก็บทีบริเวณหนา้ เวียรก์ ระจายนาํ ไปถงั ตกตะกอนขนั แรก
จดุ ที เก็บทีจุดนาํ ออกจากถงั ตกตะกอนขนั แรก
จดุ ที เก็บทีถงั เติมอากาศ
จดุ ที เก็บทีจดุ นาํ ออกจากถงั ตกตะกอนขนั สดุ ทา้ ย
จดุ ที เก็บทีจดุ นาํ ออกจากถงั ฆ่าเชือโรค

11.14 การบาํ รุงรักษาเครอื งจักรอปุ กรณโ์ รงบาํ บัดนําเสยี

การบาํ รุงรกั ษาเครืองจกั รอปุ กรณอ์ ย่างสมาํ เสมอจะทาํ ใหเ้ ครืองใชง้ านไดย้ าวนาน ก่อนการแกไ้ ขใด ๆ
บนเครอื ง ใหต้ ดั กระแสไฟฟา้ ใหห้ มดกอ่ น ควรสงั เกตและปฏิบตั ิตามคาํ แนะนาํ ทีคมู่ ือนีอย่างถกู ตอ้ ง

1) ตะแกรงหยาบดักขยะและเครอื งกวาดขยะอตั โนมัติ (Automatic Coarse Screen)
 การดแู ลรักษาประจาํ เดือน
ก. การตรวจสอบ ควรทาํ ดงั นี :
- ตรวจสอบแผงไฟทีตคู้ วบคมุ เปลยี นหลอดไฟถา้ ไม่สว่าง
- ตรวจสอบรอบการทาํ งานของเครือง ไดต้ ามทกี าํ หนดไว้
- ตรวจสอบและฟังเสยี งการทาํ งาน หล่อลืนตามจดุ ตา่ ง ๆ ถา้ จาํ เป็น
ข. การทาํ ความสะอาด ควรทาํ ดงั นี :
- ใชน้ าํ ฉีดลา้ งสงิ สกปรกใหอ้ อกจากตวั เครือง ระวงั อปุ กรณท์ เี กียวกบั ไฟฟ้า
ค. การหล่อลืน ควรทาํ ดงั นี :
- ทาจารบอี ยา่ งบาง ๆ ทชี ดุ เกยี ร์
- ทาจารบอี ย่างบาง ๆ ทแี กนของลอ้ หมนุ
 การดแู ลรักษาทกุ สามเดอื น
- ตกั เศษขยะชินใหญ่ ๆ (ถา้ ม)ี ใหอ้ อกจากบอ่
- ตรวจดวู า่ น๊อตทกุ ตวั ยงั แน่น และไม่เสียหาย
- ตรวจสวิทซร์ ะดบั สงั หยดุ (Limit Switches) วา่ อยใู่ นสภาพทีดี
- บนั ทกึ การตรวจซ่อม และแกไ้ ข
 การดแู ลรักษารายปี
- ตรวจเกียรม์ อเตอร์ และ การหลอ่ ลนื
- ตรวจการสกึ หรอบนใบกวาด และ คราดโกย และ อปุ กรณท์ กุ สว่ น
- ตรวจระบบการทาํ งานของสวทิ ชค์ วามดนั (Pressure Switch)

2) ตะแกรงละเอยี ดดกั ขยะและเครืองกวาดขยะอัตโนมตั ิ (Automatic Fine Screen)
 การดแู ลรักษาประจาํ สปั ดาห์
ก. สายพานตกั ขยะ ควรทาํ ดงั นี :

270

- ตรวจดวู ่าขอฟันตกั ขยะมกี ารชาํ รุดเสียหายหรือไม่ ถา้ หกั ควรเปลียนใหม่
- ถา้ ชอ่ งวา่ งใหญ่เกินไปอาจใชแ้ หวนหรอื ใสข่ อตกั เพิม
- ตรวจดคู วามสะอาดของขอฟันตกั ขยะไมใ่ หม้ ดี ินมาตดิ สะสมจนมากเกินไป
- ตรวจดคู วามสะอาดของหวั ฉดี นาํ ลา้ งสายพานตกั ขยะวา่ มสี ิงอดุ ตนั หรือไม่
ข. ซีลของแผน่ โครงดา้ นขา้ ง ควรทาํ ดงั นี :
- ตรวจดวู ่าแผ่นซีลดา้ นขา้ งมีการสกึ หรอหรอื ไม่ ถา้ สกึ หรอควรเปลียนใหม่
- ตรวจดวู า่ ซีลอยใู่ นตาํ แหนง่ เหมาะสมทีดา้ นขา้ งของโครงดา้ นขา้ ง หรือไมถ่ า้ ไม่ตอ้ งแกไ้ ข

ใหถ้ กู ตอ้ ง
ค. การดแู ลรกั ษาทกุ 2 สปั ดาห์
- ทาํ ความสะอาดหวั ฉดี นาํ ลา้ งสายพานตกั ขยะ
 การดแู ลรักษาทกุ 1 เดอื น
ก. สานพานตกั ขยะ ควรทาํ ดงั นี :
- ตรวจดชู อ่ งว่างระหวา่ งขอตกั ขยะกบั แผน่ โครงดา้ นขา้ ง ไมค่ วรใหม้ ชี ่องว่างเกิน 4.5 มม.
- ตรวจสอบว่าแผ่นโครงดา้ นขา้ งไมม่ ีการงอเสียหายหรือชาํ รุด
- ตรวจสอบความตงึ ของสายพานตกั ขยะ
ข. แปรงหมนุ ปัดขยะ ควรทาํ ดงั นี :
- ตรวจสภาพของแปรงยางวา่ สึกหรอมากหรือไม่ ถา้ สึกหรอมากควรเปลียนใหม่
- ตรวจสอบนอ๊ ตทใี ชย้ ึดแปรงหมนุ วา่ ถกู ขนั อยใู่ นสภาพแนน่ หนา ใชน้ าํ ยาหล่อลอื ชว่ ย

ป้องกนั สนมิ
- ควรลา้ งแปรงหมนุ ดว้ ยการฉีดนาํ ลา้ ง
ค. แปรงกวาดขยะดา้ นลา่ ง ควรทาํ ดงั นี :
- ตรวจสภาพของแปรงทีอยดู่ า้ นลา่ งของเครืองทกุ ครงั เมือทาํ การสบู นาํ ออกหมดจากช่อง

ทางเดนิ นาํ หรอื บ่อสบู ว่าชาํ รุดหรือไม่ และรีบทาํ การแกไ้ ข
ง. ชดุ ปรบั แรงบิด (Torque Limited) ควรทาํ ดงั นี :
- ควรทาํ ความสะอาด ตะกอน ดิน ทราย ทที บั ถมดา้ นหนา้ เครอื งออกใหห้ มดไม่ควรปล่อย

ใหม้ คี วามหนาเกิน 10 ซม.
- ตรวจสภาพของตวั โครงสรา้ งของเครืองและของบ่อสบู วา่ มีสว่ นใดชาํ รุดหรือไม่
 การดูแลรักษาทกุ 2 เดอื น
ก. ตลบั ลกู ปืน ควรทาํ ดงั นี :
- ตรวจสอบตลบั ลกู ปืนและอดั จารบีทุกตวั
- ตรวจสอบนอ๊ ตทกุ ตวั ทาํ การยึดแนน่ ทกุ ตวั อยา่ ใหห้ ลวมหรอื คลอนไปมา จะทาํ ใหต้ ลบั

ลกู ปืนสกึ หรอเรว็ กว่าทีควร
ข. โซส่ ายพาน ควรทาํ ดงั นี :
- ตรวจสอบสภาพการสกึ หรอของรางโซ่สายพาน ถา้ มีการสกึ หรอมากจะทาํ ใหโ้ ซส่ ายพาน

ขอตกั เดินไมไ่ ดแ้ นว และอาจทาํ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายกบั แปรงหมนุ ดว้ ย

271

 การดแู ลรักษาทกุ 6 เดอื น
ชดุ ขบั และชดุ ส่งกาํ ลงั ควรทาํ ดงั นี :
- ตรวจสอบและซ่อมบาํ รุงชดุ เฟืองทดสาํ หรบั มอเตอร์
- ตรวจสอบความสึกหรอของชดุ เฟือง ชดุ ขบั และชดุ สง่ กาํ ลงั วา่ สกึ หรอมากหรือไม่ ถา้ มาก
ควรเปลียนใหม่
- ตรวจโซ่ขบั ว่าขาดการหลอ่ ลืนหรอื ไม่ ถา้ ขาดควรหล่อลืนดว้ ยจารบี
- ตรวจสอบและปรบั ตาํ แหนง่ ของแกนขบั และเฟืองว่าอยใู่ นตาํ แหนง่ ทีถกู ตอ้ งหรือไม่
- ตรวจสอบสภาพหวั ฉดี นาํ ลา้ งสายพานตกั ขยะ
- ใชน้ าํ ฉีดลา้ งทงั ดา้ นหนา้ และดา้ นหลงั ของเครืองตกั ขยะ

 การดูแลรกั ษาทกุ 5000 ชวั โมง หรือ ทกุ 1 ปี
- เปลียนนาํ มนั หล่อลืนชดุ เฟื องทดและชดุ ส่งกาํ ลงั

) เครอื งแยกตะกอนทราย (Grit Separator)
- ตรวจสอบมอเตอร์ และเกยี รม์ อเตอร์ ตามคาํ แนะนาํ ของผผู้ ลิตมอเตอร์ นาํ มนั เกียร์
ตรวตจสอบทกุ 4 เดอื น
- เปลียน กระเปาะ แพคกงิ ทกุ 3 เดือน
- เปลียน แผน่ เหลก็ กรองเกลียว เมอื แผน่ เหล็กสกึ หรอไปมากกวา่ 3 มม. ตรวจสอบทกุ 3
เดอื น

) เครอื งเป่ าอากาศของถงั แยกทราย
- ตรวจระบบเสน้ ท่ออากาศ – ทาํ ทกุ 3 ปี
- ตรวจดวู า่ วาลว์ ไมถ่ กู ปิดไว้ – ทาํ ทกุ วนั ก่อนเดินเครือง
- ตรวจดกู ารตอ่ ของไฟฟ้า – ทกุ 3 ปี
- ตรวจดนู าํ มนั เกยี ร์ และ การรวั ซมึ – ทกุ อาทิตย์
- ตรวจความดนั และ การทาํ งานของวาลว์ ลดความดนั – ทกุ 3 ปี
- ตรวจดกู ารสกึ หรอของสายพาน – ทกุ 3 เดือน และควรเปลียนทกุ ปี
- เปลียนและอดั จารบแี บรงิ – ทกุ 3 เดือน
- ทาํ ความสะอาดทอ่ ดดู อากาศ – ทกุ ปี
- เปลียนซีลกนั นาํ มนั รวั ทแี บรงิ – ทกุ 2 ปี
- เปลียนเกยี ร์ – ทกุ 5 ปี

) เครอื งกวาดตะกอนในถังตกตะกอน (Sludge Scraper)
 การดแู ลรักษาทกุ 2 เดอื น
ตลบั ลกู ปืน ควรทาํ ดงั นี :
- ตรวจสอบตลบั ลกู ปืนและอดั จารบีทุกตวั
- ตรวจสอบนอ๊ ตทกุ ตวั ทาํ การยดึ แน่นทกุ ตวั อยา่ ใหห้ ลวมหรอื คลอนไปมา จะทาํ ใหต้ ลบั
ลกู ปืนสกึ หรอเรว็ กวา่ ทีควร
 การดูแลรักษาทกุ 6 เดอื น
ชดุ ขบั และชดุ ส่งกาํ ลงั ควรทาํ ดงั นี :

272

- ตรวจสอบและซอ่ มบาํ รุงชดุ เฟืองทดสาํ หรบั มอเตอร์
- ตรวจสอบความสึกหรอของชดุ เฟือง ชดุ ขบั และชดุ สง่ กาํ ลงั วา่ สึกหรอมากหรอื ไม่ ถา้ มาก

ควรเปลียนใหม่
- ตรวจสอบและปรบั ตาํ แหนง่ ของแกนขบั และเฟืองวา่ อย่ใู นตาํ แหนง่ ทีถกู ตอ้ งหรอื ไม่
 การหลอ่ ลืนแบรงิ
- แบรงิ นจี ะเป็นแบบ บอลลแ์ บรงิ ซงึ ไดม้ กี ารอดั จารบมี าจากผผู้ ลิตแบรงิ แลว้ อายกุ ารใชง้ านจะ
อย่ทู ี 15,000 ชวั โมง หรือ 2 ปี โดยประมาณ
 การตรวจสอบแบริง (เปลยี นแบริง ทกุ 2 ปี )
- ถา้ แบรงิ ทถี อดออกมาแลว้ มีการหมนุ รอบตวั เองโดยไม่ราบเรยี บ ควรเปลียนแบรงิ เสียใหม่
 การดูแลรักษาทกุ 5000 ชวั โมง หรือ ทกุ 1 ปี
- เปลียนนาํ มนั หลอ่ ลืนชดุ เฟืองทดและชดุ สง่ กาํ ลงั
6) ปัมสูบตะกอน (Sludge Feed Pump)
 การบาํ รุงรักษา
- ปัมสบู ตะกอนถกู ออกแบบมาเพอื ใหม้ ีการบาํ รุงรกั ษาทีนอ้ ยทสี ดุ การบาํ รุงรกั ษาส่วน

ใหญ่จะเป็นการปรบั ความกดดนั ของแพคกงิ และ การหลอ่ ลืนชินสว่ นบางสว่ นเท่านนั
 การปรับแพคกิง (ทกุ 3 เดือน)

- นอ๊ ตทีอดั ประกบกระเปาะบรรจแุ พคกิงควรจะขนั ใหแ้ น่นกว่าการหมนุ ดว้ ยมือเพยี ง
เลก็ นอ้ ย การหมนุ แน่นเกนิ ไปจะทาํ ใหแ้ พคกิง และ แกนหมนุ ของปัม (shaft) เสยี หายได้

- ในชว่ งทีสองสามชวั โมงแรก ของการเดนิ เครืองปัม ควรมกี ารปรบั แพคกิงอย่บู ่อย ๆ เพอื
ความกระชบั ของแพคกิงกบั แกนหมนุ การปรบั แพคกิงมรี ายละเอยี ดดงั นี :
1. เมอื เรมิ ปัมครงั แรก ควรปรบั แพคกิงใหม้ ีการรวั ซมึ ประมาณ 50-100 หยดต่อ
นาที ในการเดนิ เครอื งในระยะเวลา 10-15 นาทแี รก
2. หลงั จาก 15 นาทแี รก เมือการรวั ซมึ เกิดมากขึน ใหข้ นั น๊อตไปอีก 1/6 รอย เพอื
การควบคมุ ใหก้ ารรวั ซมึ อยใู่ นปรมิ าณ 50-100 หยดต่อนาที แลว้ เดนิ เครือง
ต่อไปอกี 15 นาที
3. หลงั จากการเดินเครือง 30 นาทแี ลว้ ขนั นอ๊ ตไปอีก 1/6 รอย เพอื ควบคมุ การรวั
ใหเ้ หลือเพียงแค่ 1-2 หยดต่อนาที

- ข้อควรระวงั อย่าขนั กระเปาะแพคกงิ ใหแ้ น่นเกินไปจนไม่มกี ารรวั ซมึ การขนั กระเปาะ
แนน่ เกนิ ไป จะทาํ ใหแ้ พคกิงสกึ หรอเรว็ และแกนหมนุ ของมอเตอรเ์ สยี หายได้ ถา้ ในกรณที ี
ไม่สามารถใหก้ ารรวั ซมึ เกดิ ขึนได้ ใหต้ ิดต่อแผนกบรกิ ารของตวั แทนจาํ หนา่ ย

 การเปลียนแพคกิง
- เมอื การรวั ซมึ ไมส่ ามารถควบคมุ ไดโ้ ดยการขนั กระเปาะของแพคกิงใหแ้ น่นขึน ในกรณนี ี
แพคกิงอาจหมดสภาพแลว้ ควรจะเปลียนแพคกงิ ใหม่ โดยทาํ ตามขนั ตอนดงั นี (ไม่
จาํ เป็นตอ้ งถอดปัมทงั ตวั เพอื ทาํ การเปลียนแค่ แพคกิง)
1. ถอดกระเปาะแพคกิงและแหวน ออก แลว้ เลอื นไปตามแกนขบั

273

2. ใชต้ ะขอดงึ แพคกงิ เพือดงึ เอาแพคกิงออก
3. ตรวจดแู กนหมนุ มอเตอร์ เพอื ดกู ารสกึ หรอ ถา้ แกนหมนุ สึกหรอมากควรเปลียน
4. ถา้ แกนหมนุ ไมส่ กึ หรอ เปลียนแหวนแพคกงิ ทงั ชดุ ใหมก่ อ่ นการเปลียนใหใ้ ชจ้ ารบที ี

เหมาะสมทาทีแหวนแพคกงิ กอ่ นจดั เรียง ใหร้ อยต่อของแตล่ ะแหวนทาํ มมุ 90 องศา
ซงึ กนั และกัน
- ข้อควรระวงั ในการประกอบแพคกิง ควรหลีกเลียงเครืองมือทีมีปลายแหลมทีจะ
ทาํ ใหแ้ พคกงิ ฉีกขาดได้ และควรหลีกเลียงแพคกงิ แบบเป็นชินเดียว เนอื งจากแพคกิง
แบบชนิ เดยี วใหป้ ระสิทธิภาพการหล่อลืนทเี ลว
 การหลอ่ ลืนแบรงิ
- แบรงิ นจี ะเป็นแบบบอลลแ์ บริง ซงึ ไดม้ กี ารอดั จารบมี าจากผผู้ ลติ แบรงิ แลว้ อายกุ ารใช้
งานจะอยู่ที 15,000 ชวั โมง หรือ 2 ปี โดยประมาณ
 การตรวจสอบแบริง (เปลยี นแบริง ทุก 2 ปี )
- ถา้ แบรงิ ทถี อดออกมาแลว้ มกี ารหมนุ รอบตวั เอง โดยไมร่ าบเรยี บ ควรเปลียนแบรงิ เสยี
ใหม่
 การตรวจสอบกระบอกปัม (Stator)
- สภาพทีเสียหายของกระบอกปัมจะเหน็ ไดช้ ดั เจนในกรณีทีประสิทธิภาพในการสบู และสง่
ของปัม ตกลงควรเปลียนกระบอกปัมดว้ ยในกรณีทียางภายในมรี อยชาํ รุด
 การตรวจสอบสภาพของชนิ สว่ นอืน ๆ
- ตรวจดกู ารสกึ หรอ รอยแตกของทกุ ชินส่วนก่อนการประกอบกลบั ไปทกุ ครงั ควรเปลียน
แหวน และหมนั กนั ซมึ ทกุ ครงั ทมี กี ารประกอบปัม
7) เครอื งรีดนาํ ออกจากตะกอน (Sludge Dewatering Machine)
7.1) เครอื งบีบตะกอน (Belt Press)
 รายการทตี ้องทาํ ทกุ วนั
- ตรวจดวู า่ ผา้ ใบอยใู่ นตาํ แหนง่ ทีถกู ตอ้ ง, ทาํ ความสะอาดใบกวาดทกุ วนั ฉีดนาํ ลา้ ง
ตวั เครืองใหส้ ะอาดหลงั ใชง้ านทกุ ครงั
 รายการทตี อ้ งทาํ ทุกอาทติ ย์
- ทาํ ความสะอาดเครืองและลกู กลิงอย่าใหต้ ะกอนแหง้ ติดอยบู่ นเครอื ง
- ใชน้ าํ ฉดี ลา้ งเครืองจากดา้ นบนเพอื ลา้ งส่วนรีดนาํ ดา้ นบน และทอ่ ตอ่ ระหว่างสว่ นรีด
นาํ ดา้ นบนกบั ส่วนบีบดา้ นลา่ ง
- ตรวจดวู า่ ผา้ ใบไมม่ กี ารอดุ ตนั ดว้ ยไขมนั หรอื หินปนู การลา้ งคราบไขมนั อาจทาํ ได้
โดยใชน้ าํ สบูห่ รอื นาํ ผงซกั ฟอก การลา้ งคราบหนิ ปนู ทาํ ไดโ้ ดยใชก้ รดกาํ มะถันออ่ น ๆ
- ตรวจดกู ารตงึ และการสึกหรอของใบกวาดดว้ ย
- ขอ้ ควรระวงั อยา่ ใชน้ าํ ฉีดโดยตรงกบั ส่วนทีเป็นระบบนวิ เมติค และ มอเตอรต์ า่ ง ๆ
และตรวจดวู า่ สเปรยล์ า้ งผา้ ใบทาํ งานไดด้ ี

274

 รายการซอ่ มแซมทอี าจต้องทาํ เมอื ผา้ ใบเกดิ การสกึ หรอไมเ่ หมาะสมทีจะใชง้ านแลว้
ควรเปลียน การเปลียนผา้ ใบอาจทาํ ไดด้ งั นี

- หมนุ ผา้ ใบดา้ นทมี ตี ะเข็บมาทีดา้ นตะกอนออก เพือใหเ้ หน็ และทาํ การแกะไดง้ ่าย
- ทาํ ใหผ้ า้ ใบหย่อนยานโดยคลายความตงึ ทีลกู กลิงปรบั ความตงึ
- ถอดตะเขบ็ ของผา้ ใบเก่าออก และนาํ ตะเขบ็ ดา้ นหนึงไปยดึ กบั ตะเข็บของผา้ ใบใหม่

ตรวจดรู อยต่อและดา้ นของผา้ ใบใหถ้ กู ตอ้ งก่อนเยบ็ ตดิ
- ดงึ อกี ปลายดา้ นหนึงของผา้ ใบเกา่ เพอื ใหผ้ า้ ใบใหมเ่ ขา้ ไปแทนที อาจเดินเครืองบา้ งเพือ

ช่วยดึงผา้ ใบ
- เมอื ปลายดา้ นทมี ตี ะเขบ็ โผลอ่ อกมา ก็ทาํ การเย็บปลายทงั สองดา้ นของผา้ ใหม่เขา้

ดว้ ยกนั
- ทาํ การเดินเครืองและปรบั ผา้ ใบตามทีไดก้ ลา่ วไวแ้ ลว้ ขา้ งตน้
7.2) เครอื งเตรยี มโพลิเมอรช์ นิดอัตโนมัติ (Polymer Preparation Automatic
Machine)

 การดูแลรักษาประจาํ สัปดาห์
- ตรวจระดบั นาํ มนั เกียร์

 การดูแลรักษาประจาํ เดอื น
- หล่อลืนโซ่ Volumetric Feed

คาํ ถามทา้ ยบท

. เครืองจกั รกลต่อไปนี ติดตงั อยใู่ นหน่วยกระบวนการบาํ บดั นาํ เสยี ใดบา้ ง
ก.) เครืองกวาดขยะอตั โนมตั ิ ข.) เครืองสบู ยกระดบั นาํ เสยี
ค.) เครืองเป่ าอากาศ ง.) สะพานกวาดกรวดทราย
จ.) เครืองแยกตะกอนทราย ฉ.) เครืองระบบกวาดตะกอนทีกน้ ถงั และตะกอนลอย
ช.) เครืองวดั อตั ราการไหล ซ.) เครืองวดั การละลายออกซิเจนในนาํ

ฌ.) ระบบจา่ ยคลอรนี ญ.) เครืองเตรียมโพลีเมอร์
ฎ.) เครืองรดี ตะกอน ฏ.) เครืองสบู นาํ ตะกอน
ฐ.) ถงั พกั ตะกอนแหง้

. อธิบายระบบการทาํ งานอตั โนมตั ิของเครืองจกั รกลในระบบบาํ บดั นาํ เสียดงั ตอ่ ไปนี
ก.) เครืองกวาดขยะอตั โนมตั ิ ข.) เครืองสบู ยกระดบั นาํ เสยี

ค.) เครืองเป่าอากาศ ง.) สะพานกวาดกรวดทราย
จ.) เครืองแยกตะกอนทราย ฉ.) เครืองระบบกวาดตะกอนทีกน้ ถงั และตะกอนลอย
ช.) เครืองวดั อตั ราการไหล ซ.) เครืองวดั การละลายออกซเิ จนในนาํ

ฌ.) ระบบจา่ ยคลอรีน ญ.) เครืองเตรยี มโพลีเมอร์
ฎ.) เครืองรดี ตะกอน ฏ.) เครืองสบู นาํ ตะกอน

275

. ในกรณีทีเกดิ เหตบุ กพรอ่ ง หรอื ตอ้ งซ่อมบาํ รุง อปุ กรณใ์ ดในระบบบาํ บดั นาํ เสียตอ้ งยงั คงใชไ้ ดอ้ ยา่ งตอ่ เนือง
. อธิบายผลกระทบเมือเศษขยะ ทราย หรือไขมนั ทีลอยมากบั นาํ เสยี เขา้ ส่รู ะบบบาํ บดั นาํ เสยี และมาตรการ
ป้องกนั
. อธิบายลกั ษณะทางกายภาพทีสาํ คญั ทีใชส้ าํ หรบั ประเมนิ ผลระบบบาํ บดั นาํ เสยี โดยวิธกี ารตรวจสอบทีสมั ผสั
ได้ และบ่งชถี ึงอะไรบา้ ง
. การวเิ คราะหต์ วั อยา่ งนาํ เสียในหอ้ งปฏบิ ตั ิการ ตอ้ งตรวจสอบค่าพารามเิ ตอรส์ าํ คญั ใดบา้ ง
. การวเิ คราะหต์ วั อยา่ งนาํ เสียในหอ้ งปฏิบตั กิ าร ควรเก็บตวั อย่างนาํ จากหนว่ ยกระบวนการบาํ บดั นาํ เสียทจี ดุ
ใดบา้ ง
. ขอ้ มลู ทีสาํ คญั ใดบา้ งของเครอื งจกั รกลและอปุ กรณท์ ีควรเกบ็ บนั ทึกในการทาํ งานปกติและการซ่อมบาํ รุง
. การดาํ เนนิ การระบบบาํ บดั นาํ เสียตอ้ งมคี า่ ใชจ้ ่ายอะไรบา้ ง
. ก่อนการเดนิ เครอื งสบู นาํ เสยี ทไี ม่ไดใ้ ชง้ านมาเป็นเวลานานมขี นั ตอนอย่างไร

276


Click to View FlipBook Version