ตาราง -2 คา่ สมั ประสทิ ธิการไหล (C) ในสมการ Hazen Williams
ชนิดท่อ C
140
Asbetos Cement
Ductile Iron 130 – 150
130
Cement Lined 120
New , Unlined 100
5-Year-Old , Unlined 130
20-Year-Old , Unlined
Concrete 130 – 140
Copper 140 – 150
Plastic
New Welded Steel 120
New Riveted Steel 110
การใช้ Nomograph แทนสมการ Hazen Williams สาํ หรบั ค่า C = 100 เป็นวธิ ีทสี ะดวกอกี วธิ หี นึง
ดงั ในรูปที -6 แตล่ ะแกนแสดงค่าของพารามเิ ตอร์ ไดแ้ ก่ อตั ราการไหล เสน้ ผ่าศนู ยก์ ลางท่อ ความดนั สญู เสีย
ต่อความยาวท่อ และความเรว็ การไหล หากทราบคา่ พารามเิ ตอรส์ องคา่ สามารถหาคา่ พารามเิ ตอรท์ ีเหลือโดย
การลากเสน้ ตรงผา่ นจดุ ทงั สอง
ตวั อยา่ งเช่น อตั ราการไหล 20 ล./วนิ าที ในท่อขนาดเสน้ ผ่าศนู ยก์ ลาง 150 มม. ลากเสน้ ผา่ นจดุ บน
แกนทงั สองจะไดค้ วามดนั สญู เสยี ต่อความยาวท่อ 15 ม./1,000 ม. และ ความเรว็ การไหล 1.12 ม./วินาที
(เสน้ ประในรูปที - )
ทอ่ ทีมีค่า C ตา่ งๆ กนั สามารถคาํ นวณความดนั สญู เสียโดยใชส้ มั ประสทิ ธิ (K) คูณกบั ความดนั สญู เสีย
ที C = 100 ดงั แสดงในตาราง -3
ตาราง -3 สมั ประสทิ ธิตวั คณู ความดนั สญู เสยี สาํ หรบั คา่ C ต่างๆ 140
0.54
Corrected hL = K x hL at C = 100
C 80 100 110 120 130
K 1.51 1.00 0.84 0.71 0.62
77
รูปที 4-6 Nomograph แทนสมการ Hazen Williams สาํ หรบั ค่า C = 100 (ทมี า:
Hammer, 1977)
78
ตวั อยา่ ง 4-4 คาํ นวณความเรว็ ของนาํ ในทอ่ และความดนั สญู เสียของทอ่ ความดนั เสน้ ผ่าศนู ยก์ ลาง 400 มลิ ลิเมตร
ยาว 800 เมตร อตั ราการไหล 70 ลิตรต่อวนิ าที เมือ (1) C = 100 และ (2) C = 130
(1) จาก Nomograph C = 100 ในรูปที -6 ลากเสน้ ผา่ นจดุ เสน้ ผ่าศนู ยก์ ลาง 400 มลิ ลิเมตร อตั ราการไหล 70
ลติ รตอ่ วินาที จะได้
ความเรว็ 0.55 ม./วินาที
ความดนั สญู เสีย 1.35 ม./1,000 ม. x 800 ม. = 1.08 ม.
(2) จากตารางที -3 C = 130 มีค่า K = 0.62 จะได้
ความเรว็ 0.55 ม./วินาที (เทา่ กับความเรว็ เมอื C = 100)
ความดนั สญู เสยี 0.62 x 1.08 ม. = 0.67 ม.
ความดนั ของนาํ ในหนว่ ยความสงู ของนาํ นยิ มใชใ้ นการคาํ นวณทางชลศาสตรเ์ นืองจากมคี วามสะดวก
ในการคาํ นวณ การคาํ นวณระบบจา่ ยนาํ โดยเครืองสบู นาํ มีความดนั ในลกั ษณะตา่ งๆ ทเี กียวขอ้ ง ดงั นี
4.4 ความดันทเี กียวขอ้ งกับเครืองสบู นาํ
Total Dynamic Head (TDH) หมายถงึ ความดนั สทุ ธิทีเครืองสบู นาํ จะตอ้ งมีเพยี งพอเพือใหเ้ กดิ การ
ไหลในอตั ราและความสงู ทีตอ้ งการ จากรูปที -7 และ รูปที -8 เขียนสมการพลงั งานการไหลและ สมการ
TDH ไดด้ งั นี
ทจี ดุ A EA = ZA + PA + VA2
2g
ทจี ดุ B EB = ZB + PB + VB2 + hL
2g
EB - EA = (ZB – ZA ) + ( PB – PA) + (VB2 – VA2 ) + hL
2g
TDH = Static + Pressure + Velocity + Head Loss
Head Head Head
Static Head หมายถงึ ความสงู ของนาํ ซงึ วดั ระหวา่ งผวิ ของแหลง่ นาํ ทางดา้ นดูดไปจนถงึ ระดบั ทีนาํ
ปลอ่ ยออกทางดา้ นจ่าย ดงั รูปที -7(ก) ในกรณีทีปลายท่อดา้ นจา่ ยจมอยใู่ ตผ้ ิวนาํ วดั ระหวา่ งผวิ ของแหลง่ นาํ
ทางดา้ นดดู ไปจนถงึ ระดบั ผวิ นาํ ทางดา้ นทอ่ จา่ ย ดงั รูปที -8 (ข) มคี า่ เทา่ กบั ZB – ZA
Pressure Head จากรูปที -7 และ รูปที -8 ความดนั ทจี ดุ A และ B มีเพียงความดนั บรรยากาศ
1 atm เท่านนั ดงั นนั PB – PA = 0
Velocity Head พลงั งานจลนใ์ นหน่วยความสงู ของนาํ จากรูปที -7(ข) ความเรว็ การไหลของนาํ ใน
แหล่งนาํ และในถงั สงู มคี า่ นอ้ ยมากจนถือวา่ มคี า่ เทา่ กบั ศูนย์ (VA = VB = 0) แต่ในรูปที 6-7(ก) นาํ ทางดา้ น
จา่ ยปล่อยออกอยา่ งอสิ ระความเรว็ การไหลคาํ นวณจากสมการต่อเนือง VB = Q/AB
Head Loss หมายถงึ การสญู เสียความดนั นาํ ทีเกิดจากความเสียดทานเมือเกิดการไหลในทอ่ ทัง
ทางดา้ นดดู และจ่าย (Friction Head Loss) และทีเกดิ จากอปุ สรรคทีขดั ขวางการไหลของ ขอ้ ต่อ และวาลว์
ตา่ งๆ (Minor Loss)
79
(ก) (ข)
รูปที -7 ระบบท่อเมอื ผวิ แหล่งนาํ ตาํ กว่าเครอื งสบู นาํ
รูปที -8 ระบบทอ่ เมอื ผวิ แหล่งนาํ สงู กว่าเครืองสบู นาํ
80
Suction Lift หมายถงึ ความสงู ซงึ วดั ระหวา่ งแนวศนู ยก์ ลางใบพดั ไปจนถงึ ผวิ ของแหล่งนาํ ทางดา้ น
ดดู ซงึ อย่ตู าํ กว่าเครืองสบู นาํ ซงึ เป็นระยะทางในแนวดิงทเี ครืองสบู นาํ ตอ้ งสูบยกนาํ ขึนมาทตี วั เครืองสบู นนั เอง
ดงั รูปที -7 มคี ่า Z0 – ZA ถา้ หากคา่ Suction Lift มากเกนิ ไป จะตอ้ งเตมิ นาํ เขา้ ทอ่ ดา้ นดดู ใหเ้ ตม็ ก่อนการสบู
(Priming) จงึ จะสามารถสบู นาํ ขึนได้ เครืองสบู นาํ ทสี ามารถเตมิ นาํ เขา้ ทอ่ ดา้ นดูดไดเ้ องโดยอตั โนมตั ิ เรยี กวา่
Self-Priming Pump
Suction Head หมายถึง ความสงู ของความดนั นาํ ซงึ วดั ระหวา่ งผวิ ของแหล่งนาํ ทางดา้ นดดู ซงึ อยสู่ งู
กวา่ เครืองสบู นาํ ไปจนถงึ แนวศนู ยก์ ลางใบพดั ของเครืองสบู นาํ ดงั รูปที -8 มคี า่ Z0 – ZA ซงึ ความดนั ของนาํ จะ
ชว่ ยเพิมความดนั ของเครืองสบู นาํ และกรณีทีมีท่อความดนั ตอ่ โดยตรงทางดา้ นดดู ของเครืองสบู นาํ ความดนั
ในทอ่ ดา้ นดดู กค็ ือ Suction Head นนั เอง
Discharge Static Head หมายถึง ความสงู ซงึ วดั ระหวา่ งแนวศนู ยก์ ลางใบพดั ถงึ ระดบั ทีนาํ ปล่อยออก
ทางดา้ นจา่ ยหรือระดบั ผวิ นาํ ทางดา้ นจา่ ย มคี า่ ZB – Z0
Net Positive Suction Head (NPSH) หมายถงึ ระดบั Suction Head ทนี อ้ ยทีสดุ หรือ ระดบั
Suction Lift มากทีสดุ ทจี ะไมเ่ กดิ Cavitation ในเครืองสบู นาํ ซงึ ผผู้ ลติ ระบุไวท้ ีเครืองสบู นาํ Cavitation เกดิ ขึน
จากความดนั ทตี าํ แหนง่ ชอ่ งทางเขา้ เครืองสบู นาํ ลดตาํ ลงกวา่ ความดนั ไอของนาํ จนทาํ ใหน้ าํ ระเหยกลายเป็นไอ
ทาํ ใหเ้ กดิ ฟองอากาศขนาดเลก็ มากมาย เมือฟองอากาศนีผา่ นเขา้ ส่เู ครอื งสบู นาํ ความดนั ทีสงู ขนึ จะทาํ ใหไ้ อนาํ
กลนั ตวั เป็นของเหลวเหมอื นเดิม ฟองอากาศทีแตกตวั ทนั ทที นั ใดจาํ นวนมากจะเกิดเสยี งดงั และแรงกระแทก
(Water Hammer) ก่อใหเ้ กดิ ความเสียหายต่อใบพดั ของเครืองสบู นาํ โดยมากจะเกดิ ขึนเมือมรี ะดบั Suction Lift
มากเกินไป หรอื ใชม้ อเตอรค์ วามเรว็ รอบสงู เกินไป
ตวั อยา่ ง 4-5 ระบบจา่ ยนาํ เพอื บริโภคประกอบดว้ ย เครืองสบู นาํ ถงั สงู เก็บนาํ ทอ่ นาํ และจดุ จ่ายนาํ ดงั รูปที -9
(ก) จงเขยี นเสน้ ระดบั ชลศาสตร์ จากขอ้ มลู ในรูป โดยที ZA = 0 ม., PA = 500 กโิ ลนิวตนั /ตร.ม., ZB =
8 ม., PB = 150 กโิ ลนิวตนั /ตร.ม. ZC = 15 ม. และ PC = 25 ม. (ระดบั นาํ ในถงั สงู )
จากรูปที -4 เสน้ ระดบั ชลศาสตร์ จากความดนั ชลศาสตรใ์ นเทอมของ
Z+ P
ทีจดุ A = 0 ม. + 500 กโิ ลนวิ ตนั /ตร.ม. = 51.0 ม.
9.80 กิโลนิวตนั /ตร.ม.ต่อเมตรนาํ
ทีจดุ B = 8 + 150/9.80 = 23.3 ม.
ทีจดุ C = 15 + 25 = 40.0 ม.
ลากเสน้ ระดบั ชลศาสตรเ์ ชือม Head ทีจดุ A , B และ C ดงั รูปที -9
(ข) คาํ นวณอตั ราการไหลทีจดุ B ทีจา่ ยจากเครอื งสบู นาํ และถงั สงู เกบ็ นาํ เมอื C = 100
hL ระหวา่ ง จุด A และ B ความยาว 1,300 ม. = 51.0 – 23.3 = 27.7 ม.
hL ต่อความยาวทอ่ 1,000 ม. = 27.7 x 1,000 = 21.3 ม.
1,300
81
จาก Nomograph ทีความดนั สญู เสีย 21.3 ม./1,000 ม. และ เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลาง 250 มม. อ่านอตั ราการ
ไหลได้ 95 ล./วินาที
hL ระหว่าง จุด B และ C ความยาว 700 ม. = 40 – 23.3 = 16.7 ม.
hL ต่อความยาวทอ่ 1,000 ม. = 16.7 x 1,000 = 23.8 ม.
700
จาก Nomograph ทีความดนั สญู เสยี 23.8 ม./1,000 ม. และ เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลาง 200 มม. อา่ นอตั ราการ
ไหลได้ 54 ล./วินาที
ดงั นันอตั ราการไหลรวมทจี ดุ B = 95 + 54 = 149 ล./วนิ าที
150 kN/sq.m.
รูปที 4-9 kN/sq.m
82 .
ระบบจ่ายนาํ
4.5 การไหลในท่อกลมภายใต้แรงโน้มถว่ ง
การคาํ นวณการไหลในท่อกลมภายใตแ้ รงโนม้ ถ่วง (Gravity Flow) ใชเ้ กณฑส์ าํ หรบั การไหลแบบเตม็
ทอ่ (Full Flow) โดยสมการของ Manning ดงั นี
Q= 1 AR2/3 S1/2 (4-9)
n
โดย Q = อตั ราการไหล, ลกู บาศกเ์ มตรต่อวินาที
A = พนื ทหี นา้ ตดั ของการไหล, ตารางเมตร
R = รศั มที างชลศาสตรข์ องการไหล, เมตร
S = ความลาดชนั ของเสน้ ระดบั ชลศาสตร์ , เมตรต่อเมตร
n = สมั ประสทิ ธิความขรุขระของ Manning
ความลาดชนั เสน้ ระดบั ชลศาสตร์ (S) ในสมการนี ไม่ใช่ความลาดชนั ของทอ่ ระบายนาํ แต่ถา้ เป็นการ
ไหลแบบเป็นระเบียบ (Uniform Flow) จะมคี ่าเท่ากบั ความลาดชนั ของท่อระบายนาํ
โดยทวั ไปคา่ n อยใู่ นชว่ ง 0.013-0.015 อยา่ งไรกต็ ามค่า n จะมคี า่ สงู ขึนเมอื ผวิ ของท่อมคี วาม
ขรุขระมาก ขึนอยกู่ บั ชนดิ และความเก่าของทอ่ ความคดโคง้ ของการวางทอ่ และวธิ กี ารต่อเชือมหรอื รอยตอ่
เชือมของท่อมคี วามขรุขระมากขึน
การออกแบบความเรว็ การไหลในท่อระบายนาํ ไมค่ วรนอ้ ยกวา่ 0.6 เมตรต่อวินาทเี ป็นการปอ้ งกนั การ
ตกตะกอนและอดุ ตนั ภายในทอ่ แตไ่ มค่ วรเกนิ กว่า 3 เมตรตอ่ วนิ าที เพือลดการกดั เซาะผิวทอ่ ตรวจสอบ
ความเรว็ การไหลโดยแทนสมการความต่อเนือง Q = V/A ลงในสมการของ Manning จะไดส้ มการดงั นี
V= 1 R2/3 S1/2 (4-10)
n
โดย V = ความเรว็ การไหลของนาํ ในท่อ, เมตรตอ่ วนิ าที
การใช้ Nomograph สาํ หรบั คาํ นวณการไหลแบบเตม็ ท่อในทอ่ กลมจากสมการของ Manning เมอื n
= 0.013 แสดงในรูปที -10 โดยแต่ละแกนแสดงคา่ ของพารามเิ ตอร์ ไดแ้ ก่ อตั ราการไหล เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลาง
ท่อ ความลาดชนั ของทอ่ (ใน Nomograph ของ Hazen Williams เป็นแกนของ Head loss) และความเรว็
การไหล โดยมีวธิ ีการเช่นเดยี วกบั Nomograph ของ Hazen Williams คอื ลากเสน้ ผ่านแกนทที ราบค่าเพยี ง
สองพารามิเตอรก์ ็จะทราบคา่ พารามเิ ตอรท์ ีเหลอื
ในกรณีทีค่า n ไมเ่ ท่ากบั 0.013 คา่ พารามเิ ตอรต์ า่ งๆที n ตา่ งๆ = 0.013 x (ค่าพารามเิ ตอรท์ ี n
n
เทา่ กบั 0.013)
83
รูปที 4-10 Nomograph จากสมการของ Manning ใชก้ บั ทอ่ กลมทีไหลแบบเตม็ ทอ่ n = 0.013
(ทมี า: Hammer, 1977)
84
ในความเป็นจรงิ การไหลภายใตแ้ รงโนม้ ถ่วงในท่อปิดจะเป็นแบบไมเ่ ตม็ ทอ่ (Partial Flow) ซงึ สามารถ
คาํ นวณจากรูปที 4-11 กราฟสดั ส่วนของพารามเิ ตอรต์ า่ งๆในการไหลแบบไม่เต็มท่อกบั การไหลแบบเตม็ ทอ่
ไดแ้ ก่ ความลกึ ของนาํ ในทอ่ (d/D) อตั ราการไหล (q/Q) ความเรว็ การไหล (v/V) และพืนทหี นา้ ตดั การไหล
(a/A) ตวั อยา่ งเชน่ เมอื นาํ ในทอ่ มีความลกึ 0.3 ของเสน้ ผ่าศนู ยก์ ลางทอ่ ลากเสน้ จากแกน d/D = 0.3 ชน
เสน้ กราฟของอตั ราการไหล ความเรว็ การไหล และพืนทหี นา้ ตดั การไหล แลว้ อ่านคา่ จากแกนแนวนอนมคี า่
สดั ส่วนเทา่ กบั 0.2 , 0.78 และ 0.25 ตามลาํ ดบั
รูปที 4-11 สดั ส่วนของอตั ราการไหล ความเรว็ และพืนทหี นา้ ตดั ของการไหลของนาํ ในทอ่ ปิด
ระหว่างการไหลแบบเต็มท่อและไมเ่ ตม็ ท่อทีความลกึ ตา่ งๆ (ทีมา: Hammer, 1977)
จากรูปที 4-11 เมอื นาํ ในท่อมคี วามลกึ ครงึ หนงึ ของเสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางทอ่ อตั ราการไหลและ
พืนทหี นา้ ตดั การไหลจะมีคา่ ครงึ หนึงของการไหลเต็มทอ่ แต่ความเรว็ การไหลจะมคี า่ เทา่ กบั ความเรว็ ของการไหล
เต็มทอ่ อตั ราการไหลสงู สดุ จะเกิดขึนเมือความลึกนาํ ที d/D = 0.93 ความเรว็ สงู สดุ เมือ d/D = 0.8 ถา้ นาํ ลกึ
กวา่ นคี วามเรว็ จะลดลงเนืองจากเมอื นาํ ในท่อมีความลึกเพมิ ขึน จนเขา้ ใกลก้ ารไหลเตม็ ทอ่ ผลจากความเสียด
ทานจากผนงั ท่อส่วนบน(Crown)จะมีมากกวา่ ผลจากการเพมิ ขึนของพืนทหี นา้ ตดั การไหล อยา่ งไรก็ตามกราฟ
ในรูปที 4-11 เป็นผลการคาํ นวณทางทฤษฎีทีสภาวะการไหลแบบ Steady Uniform Flow ซงึ ไมใ่ ช่สภาพการ
ไหลทีเกิดขึนจรงิ ในทอ่ ระบายนาํ ทมี กั จะเป็นการไหลแบบปันป่วน (Turbulent Flow)
85
ตัวอย่าง 4-6 คาํ นวณหาอตั ราการไหลและความเรว็ การไหลแบบเตม็ ทอ่ ของท่อระบายนาํ เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลาง
300 มลิ ลิเมตร ความลาดเท 0.005 เมอื (ก) n = 0.013 และ (ข) n = 0.015
(ก) ใช้ Nomograph (n =0.013) ในรูปที 4-10 ลากเสน้ ผ่านแกนเสน้ ผา่ ศูนยก์ ลาง 300 มิลลิเมตร ความ
ลาดเท 0.005 อา่ นค่า อตั ราการไหลมคี า่ 66 ลติ รต่อวินาที และความเรว็ การไหลมคี ่า 0.98 เมตรต่อวนิ าที
(ข) เมอื n = 0.015 สดั สว่ น n มีค่า = 0.013/0.015 = 0.87
อตั ราการไหล = 0.87 x 66 = 57.4 ล./วินาที
ความเรว็ การไหล = 0.87 x 0.98 = 0.85 ม./วนิ าที
ตวั อยา่ ง 4-7 คาํ นวณหาอตั ราการไหลและความเรว็ การไหลในท่อระบายนาํ ฝนคอนกรีต (n = 0.013)
เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลาง 1,000 มิลลิเมตร ความลาดเท 0.002 ความลกึ การไหลของนาํ 600 มิลลเิ มตร
ใช้ Nomograph n =0.013 ในรูปที - อา่ นคา่
อตั ราการไหลเตม็ ท่อ = 1,020 ล./วินาที
ความเรว็ การไหลเต็มทอ่ = 1.35 ม./วนิ าที
สดั สว่ นความลึกการไหล d/D = 600/1,000 = 0.6
จากรูปที 4-11 สามารถอา่ นค่าสดั ส่วน เมอื d/D = 0.6 ไดด้ งั นี q/Q = 0.68 และ v/V = 1.07
ดงั นัน ทีความลึกการไหล 600 มลิ ลิเมตร มคี ่า
อตั ราการไหลไมเ่ ต็มท่อ = 0.68 x 1,020 = 693.6 ล./วนิ าที
ความเรว็ การไหลไม่เตม็ ทอ่ = 1.07 x 1.35 = 1.44 ม./วนิ าที
ตัวอย่าง 4-8 คาํ นวณหาความลกึ การไหลในทอ่ ระบายนาํ n = 0.013 เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลาง 300 มลิ ลิเมตร ที
ความลาดเท 0.005 และความเรว็ การไหล 0.7 เมตรตอ่ วนิ าที
ความเรว็ การไหลแบบเตม็ ท่อ = 0.98 ม./วินาที (จาก Nomograph ในรูปที - )
สดั ส่วน v/V = 0.7/0.98 = 0.71
จากรูปที 4-11 ที v/V = 0.71 อา่ นค่า d/D = 0.27
ดงั นัน ความลกึ ทีความเรว็ 0.7 ม./วินาที = 0.27 x 300 = 81 มม.
4.6 เครอื งมือวัดอัตราการไหลของนําในรางเปิ ด
การวดั อตั ราการไหลของนาํ เสียไม่นิยมวดั โดยใชม้ าตรหรอื วดั ในทอ่ ปิดเนืองจากในนาํ เสยี จะมีของแข็ง
แขวนลอยปะปนอยมู่ ากซงึ จะทาํ ใหก้ ลไกเกดิ ความเสียหายและอดุ ตนั ไดง้ า่ ย จงึ นิยมวดั ในรางเปิดมากกวา่
เครืองมือวดั อตั ราการไหลในรางเปิด ไดแ้ ก่ รางวดั อตั ราการไหล และฝายวดั อตั ราการไหล
รางวดั อตั ราการไหล (Parshall Flume) นยิ มตดิ ตงั อย่างถาวรในโรงปรบั คณุ ภาพนาํ และบาํ บดั นาํ เสีย
ดงั รูปที - ประกอบดว้ ย รางดา้ นนาํ เขา้ ใหน้ าํ เสยี ไหลเขา้ มาตามแนวนอนสว่ นนีจะมชี อ่ งวดั ความลกึ นาํ แยก
ออกมาเพอื ป้องกนั การกระเพือมของนาํ (Stilling Well) ซงึ ภายในมีเครืองมอื วดั ระดบั ความลกึ ของนาํ อีกสว่ น
เป็นคอคอดทใี หน้ าํ ไหลลาดเทลงอยา่ งอิสระตามแรงโนม้ ถว่ ง ขอ้ ดขี องรางวดั อตั ราการไหล คือ เกิดความดนั
สญู เสยี นอ้ ยและเกดิ ตะกอนสะสมไดย้ าก เมอื วดั ความลกึ ของนาํ ทางดา้ นทางเขา้ (H) นาํ ไปคาํ นวณอตั รา
การไหลโดยสมการดงั นี
86
โดย Q Q = 4B(H1.522B)0.026 (4-11)
B = อตั ราการไหล, ลกู บาศกฟ์ ตุ ตอ่ วนิ าที
H = ความกวา้ งคอคอด, ฟตุ
= ความลกึ ของนาํ ทางดา้ นทางเขา้ , ฟตุ
รูปที - องคป์ ระกอบของรางวดั อตั ราการไหล (ทมี า: Hammer, 1977)
ฝายวดั อตั ราการไหล (Weir) เป็นเครืองมอื วดั อตั ราการไหลในรางเปิดทีปลอ่ ยใหน้ าํ ไหลลน้ อยา่ งอสิ ระ
ตามแรงโนม้ ถว่ งผา่ นฝายสนั คม ดงั รูปที - อตั ราการไหลจะแปรผนั ตามความสงู ของนาํ บนสนั ฝาย วดั จาก
ระดบั กน้ ฝาย ถงึ ระดบั ผวิ นาํ (H) โดยทวั ไปหนา้ ตดั ของฝายจะนยิ มใชเ้ ป็นรูปตวั V หรอื สเี หลยี มผนื ผา้ โดยเฉพาะ
หนา้ ตดั ทมี มุ ตวั V 90 นนั จะพบมากทีสดุ เนอื งจากตดิ ตงั และเคลือนยา้ ยงา่ ย มีราคาถกู เหมาะกบั การสาํ รวจ
แหล่งนาํ เสียตามชมุ ชนต่างๆ การวดั ระดบั ความสงู นาํ บนสนั ฝายในการสาํ รวจทวั ไปจะใชเ้ ครืองวดั ทีมที ่อ
(Stovepipe)ซงึ บรรจลุ ูกลอยวดั ระดบั ผิวนาํ อย่ภู ายใน อตั ราการไหลสามารถคาํ นวณโดยสมการดงั นี
โดย Q Q = 1.4H5/2 (4-12)
H = อตั ราการไหล , ลกู บาศกเ์ มตรต่อวินาที 87
= ระยะวดั จากระดับกน้ ฝาย ถงึ ระดบั ผวิ นาํ , เมตร
90o
รูปที - องคป์ ระกอบของฝายวดั อตั ราการไหลติดตงั ในรางเปิด (ทมี า: Hammer, 1977)
ตัวอย่าง 4-9 คาํ นวณหาอตั ราการไหลเมือใชฝ้ ายวดั อตั ราการไหลรูปตวั V 90 วดั ความสงู ของนาํ เหนือสนั
ฝายได้ 130 มิลลเิ มตร
จากสมการ Q = 1.4H5/2
= 1.4 x (0.13)5/2
= 0.0085 ลบ.ม./วินาที
= 8.5 ล./วนิ าที
4.7 ปรมิ าณนําฝนไหลนอง
การคาํ นวณปรมิ าณนาํ ฝน (Stormwater Runoff) ในท่อระบายนาํ ฝนประกอบดว้ ยปรมิ าณนาํ ฝนทีไหล
เขา้ สทู่ ่อทีพิจารณานนั รวมกบั ปรมิ าณนาํ ฝนสะสมทีไหลมาจากโครงขา่ ยท่อตน้ ทาง การคาํ นวณใชว้ ธิ ี Rational
Method ซงึ มีสมการดงั นี
Q = 0.278 CIA (4-13)
โดย Q = ปรมิ าณนาํ ฝนไหลนองสงู สดุ , ลกู บาศกเ์ มตรตอ่ วนิ าที
C = สมั ประสิทธิการไหลนองเฉลีย
I = ค่าความเขม้ ฝนเฉลีย, มลิ ลิเมตรต่อชวั โมง
A = พืนทรี ะบายนาํ สะสม , ตารางกโิ ลเมตร
คาํ นวณค่าสมั ประสทิ ธิการไหลนองเฉลียจากสตู ร C = C1 A1 + C2 A2 +... Cn An
A1 + A2 + ... An
โดย C = สมั ประสทิ ธิการไหลนองเฉลีย
C1 , C2 , ...,Cn = สมั ประสิทธิการไหลนองสาํ หรบั พนื ทแี ต่ละประเภทในพืนทรี ะบายนาํ ย่อย
(ดูตารางที -4)
A1 , A2 , ..., An = ขนาดพืนทรี บั นาํ ยอ่ ยแตล่ ะประเภท , ตารางกโิ ลเมตร
A1 + A2 + ... An = พืนทรี ะบายนาํ สะสม (A) , ตารางกโิ ลเมตร
คา่ สมั ประสทิ ธิการไหลนองสาํ หรบั พืนทแี ต่ละประเภทแปรผนั ตามความสะดวกในการไหลของนาํ ฝน
บนผวิ ดิน ขนึ อย่กู บั ปัจจยั ตา่ งๆ เชน่ ประเภทผวิ ปกคลมุ พืนทแี ละความลาดชนั ของพืนที เป็นตน้ ดงั ตาราง -4
พืนทที ปี กคลมุ ดว้ ยพชื หรือเป็นทรี กรา้ งคา่ สมั ประสิทธิการไหลนองจะมคี ่านอ้ ยกวา่ พืนทที มี ีความเจริญแลว้ ดงั
ตาราง -5
88
ตาราง -4 คา่ สมั ประสทิ ธิการไหลนองตามประเภทผวิ ปกคลมุ พืนที
ประเภทผวิ ปกคลมุ พืนที สมั ประสิทธิการไหลนอง (C)
สว่ นปพู ืน 0.70-0.95
ยางมะตอยหรือคอนกรีต 0.70-0.85
อฐิ หรอื อิฐตวั หนอน 0.75-0.95
หลงั คา
0.05-0.10
สนาม , ดนิ ทราย 0.10-0.15
0.15-0.20
เรยี บ - ลาด 2%
ลาด 2 - 7% 0.13-0.17
ชนั , ลาด 7% ขึนไป 0.18-0.22
สนาม , ดินแนน่ 0.25-0.35
เรียบ - ลาด 2%
ลาด 2 - 7%
ชนั , ลาด 7% ขึนไป
ทีมา: ธงชยั (2537)
ตาราง -5 คา่ สมั ประสทิ ธิการไหลนองตามลกั ษณะใชส้ อยของพืนที
ลกั ษณะใชส้ อยของพืนที สมั ประสทิ ธิการไหลนอง(C)
เขตธรุ กิจ 0.70-0.95
หนาแน่น 0.50-0.70
รอบ ๆ บรเิ วณเขตธรุ กจิ
0.30-0.50
เขตทีพกั อาศยั 0.40-0.50
ครอบครวั เดียว 0.60-0.75
หลายครอบครวั , แยกกนั 0.25-0.40
หลายครอบครวั , ตดิ กนั 0.50-0.70
เขตทีพกั อาศยั (ชานเมือง) 0.50-0.80
เขตอพารท์ เมนท์ 0.60-0.90
เขตอตุ สาหกรรม 0.10-0.25
0.20-0.35
เบา 0.20-0.35
หนกั 0.10-0.30
สวนสาธารณะ
สวนเด็กเล่น
สถานีรถไฟ, ชมุ ทาง
ทีรกรา้ ง
ทีมา: ธงชยั (2537)
89
คา่ ความเขม้ ฝน (Rainfall Intensity) เป็นพารามิเตอรท์ ีซบั ซอ้ นทีสดุ ใน Rational Method อา่ นค่าได้
จากกราฟความสมั พนั ธข์ องความเขม้ ฝนและชว่ งเวลาทีนบั ว่าฝนตก (Duration Time) ซงึ เขยี นขึนจากสถติ ิขอ้ มลู
นาํ ฝนจากสถานีตรวจวดั อากาศในพืนทที พี ิจารณา ตวั อยา่ งของกราฟทีสรา้ งโดย U.S. Weather Bureau
แสดงในรูปที - สมมตุ ิช่วงเวลาฝนตกนาน 30 นาที ทีมีโอกาสจะเกดิ ความเขม้ ฝนเฉลียสงู สดุ ในรอบ 5 ปี
(5-Year Average Frequency หรือคาบความถีฝน 5 ปี) อา่ นคา่ ความเขม้ ฝนได้ 75 มม.ต่อชวั โมง และในรอบ
25 ปี อ่านค่าได้ 95 มม.ต่อชวั โมง โอกาสทีจะเกดิ ความเขม้ ฝนเฉลียสงู สดุ ในรอบปีตา่ งๆเรียกวา่ คาบความถี
ฝน (Return Period) ซงึ จากรูปที - จะพบวา่ คา่ ความเขม้ ฝนแปรผนั ตามคาบความถีฝนดงั นนั ถา้ ใชค้ าบ
ความถีฝนคา่ มากจะทาํ ใหค้ าํ นวณปรมิ าณนาํ ฝนไหลนองมากกวา่ คาบความถีฝนคา่ นอ้ ยทาํ ใหท้ ่อระบายนาํ มี
ขนาดใหญ่ขึนและใชง้ บประมาณก่อสรา้ งมากขึน ดงั นนั การเลือกใชค้ าบความถีฝนตอ้ งพจิ ารณาความ
เหมาะสมดว้ ยคือเลอื กใชค้ าบความถีฝนทีคา่ มาก สาํ หรบั พืนทที มี ีความสาํ คญั หากเกดิ นาํ ทว่ มจะเกดิ ความ
เสยี หายมาก เชน่ เมอื งขนาดใหญ่ ยา่ นธรกจิ และสนามบนิ เป็นตน้ สว่ นพืนทที อี าจยอมใหเ้ กดิ นาํ ท่วมไดบ้ า้ ง
จะใชค้ าบความถีฝนนอ้ ยลงเพือลดคา่ ก่อสรา้ ง เช่น หม่บู า้ นหรอื ชมุ ชนขนาดเลก็ เป็นตน้
รูปที - กราฟความสมั พนั ธ์ ความเขม้ ฝนและชว่ งเวลาทีนบั วา่ ฝนตกโดย U.S. Weather
Bureau
ชว่ งเวลาทีนบั วา่ ฝนตก (Duration Time) มกั จะเรียกวา่ ระยะเวลาในการรวมตวั ของนาํ ทา่
(Concentration Time) มีคา่ เทา่ กบั เวลาทีนาํ ไหลจากบริเวณทีฝนตกทีจดุ ไกลสดุ มายงั ทางเขา้ ของท่อระบายนาํ
รวมกบั เวลาการไหลสะสมในทอ่ ตงั แตต่ น้ ทางมายงั จดุ ทีพิจารณา สามารถเขียนเป็นสตู รดงั นี
90
โดย TC = TC = tO + td
tO = เวลาในการรวมตวั ของนาํ ทา่ (ชว่ งเวลาทนี บั ว่าฝนตก), นาที
td = เวลาในการไหลบนผิวดินจากจุดไกลสดุ มาเขา้ จดุ เรมิ ตน้ ของท่อระบายนาํ , นาที
เวลาในการไหลสะสมในทอ่ ระบายนาํ มายงั จุดทีพจิ ารณา, นาที
เวลาในการไหลบนผวิ ดนิ (tO) หาไดจ้ ากรูปที - แสดงใหเ้ ห็นว่า สมั พนั ธก์ บั ความลาดชนั ระยะ
ทางการไหล และลกั ษณะความขรุขระของผวิ ดินในรูปของสมั ประสทิ ธิ Manning
เมอื ทอ่ ทีพจิ ารณาตอ้ งรบั นาํ มาจากทอ่ ตน้ ทางทีมหี ลายสายดว้ ยกนั จะเลอื กใชเ้ วลาในการรวมตวั ของ
นาํ ทา่ จากสายท่อทีมเี วลานานทสี ดุ มาคาํ นวณคา่ ความเขม้ ฝน
4.8 แนวความคิดในการรวบรวมนําเสยี
ปัจจุบนั ทอ่ ระบายนาํ ในพืนทโี ครงการ เป็นท่อระบายนาํ แบบรวม คอื รบั ทงั นาํ เสยี และนาํ ฝน โดยท่อ
ระบายนาํ จะวางลาดไปตามความลาดของถนนเพือระบายนาํ ฝนและนาํ เสยี จากบา้ นเรอื นไปปล่อยลงส่แู หล่งรบั
นาํ ตามธรรมชาติ ดงั นนั ในฤดแู ลง้ จึงมแี ต่นาํ เสียไหลมาตามทอ่ ระบายนาํ และทงิ ลงส่คู ลองตา่ งๆ จาํ เป็นตอ้ งมี
การรวบรวมนาํ เสียทปี ลายทอ่ ระบายนาํ ก่อนทีจะปลอ่ ยไหลลงสคู่ ลองหรือแหลง่ ทิงนาํ ตามธรรมชาติต่างๆ เพือ
นาํ ไปบาํ บดั ยงั โรงบาํ บดั นาํ เสียส่วนกลาง รูปแบบของระบบรวบรวมนาํ เสียทจี ะนาํ มาใช้ จะเลือกใชร้ ูปแบบ ทอ่
ระบายนาํ แบบรวม (Combined Drainage System) และ ท่อดกั นาํ เสีย (Interceptors System) เนอื งจากเป็น
ระบบที อาศยั ท่อระบายนาํ ทีมอี ยเู่ ดิมชว่ ยในการรวบรวมนาํ เสยี เป็นการ ประหยดั งบประมาณในการกอ่ สรา้ ง
รูปแบบของท่อดกั นาํ เสยี แสดงในรูปที 4-17 โดยเลอื กตาํ แหนง่ การสรา้ งอาคารดกั นาํ เสยี หรอื CSO
(Combined Sewer Overflow Structure) ทปี ลายทางทิงนาํ ของทอ่ หรือรางระบายนาํ ซงึ เดมิ ไหลลงสแู่ หล่งรบั
นาํ ต่าง ๆ จึงจาํ เป็นตอ้ งกอ่ สรา้ งอาคารดกั นาํ เสยี ใหเ้ ชือมกบั ทอ่ ดกั นาํ เสีย ในชว่ งหนา้ แลง้ นาํ เสียทไี หลมายงั
อาคารดกั นาํ เสียมปี รมิ าณนอ้ ยกวา่ 5 เท่าของปริมาณนาํ เสยี เฉลียทีเกดิ ขึนในหนา้ แลง้ หรือ 5DWF (Dry
Weather Flow) จะไมไ่ หลลน้ ผ่านอาคารดกั นาํ เสยี ออกไปยงั แหล่งรบั นาํ ไดแ้ ต่จะไหลเขา้ ทอ่ ดกั นาํ เสยี แทน แต่
เมอื มฝี นตกปรมิ าณนาํ ในท่อระบายนาํ จะมากขึนจนกระทงั ปรมิ าณนาํ ทีไหลมามีคา่ มากกวา่ 5DWF จะไม่
สามารถไหลเขา้ ส่ทู ่อดกั นาํ เสียไดท้ นั ปรมิ าณนาํ สว่ นเกนิ 5DWF จะเอ่อลน้ จากอาคารดกั นาํ เสยี ลงส่คู ลองตา่ ง ๆ
โดยตรง ทงั นเี พราะถือวา่ เป็นนาํ เสยี ทถี กู นาํ ฝนเจอื จางลงมาก
ในความเป็นจรงิ นาํ เสียจะไม่ผสมเขา้ กนั โดยสมบรู ณ์ (Completely Mixed) กบั นาํ ฝน เนอื งจากนาํ เสีย
มนี าํ หนกั มากกวา่ นาํ ฝนเลก็ นอ้ ยจะไหลอยู่ดา้ นกน้ ของท่อระบายนาํ ในขณะทีนาํ ฝนและนาํ เสียบางสว่ นไหลอยู่
บรเิ วณดา้ นบน อาคารดกั นาํ เสยี ออกแบบใหส้ ามารถดกั นาํ เสยี จากปรมิ าณนาํ เสยี รวมนาํ ฝน 5DWF ไดม้ ากกวา่
95 %ของปรมิ าณนาํ เสีย ดงั นนั ปรมิ าณนาํ ส่วนเกินจาก 5DWF จะมปี รมิ าณนาํ เสียปนออกมา 5 % คาํ นวณคา่
BOD ของนาํ ส่วนเกินจาก 5DWF ดงั นี
คา่ BOD ของนาํ สว่ นเกนิ จาก 5 DWF = (5 xBODนาํ เสีย + 95 x BODนาํ ฝน)
100
โดย BOD นาํ เสีย = 100 มิลลิกรมั ตอ่ ลิตร BOD นาํ ฝน = 10 มิลลิกรมั ต่อลติ ร
จะได้ ค่า BOD ของนาํ ส่วนเกนิ จาก 5 DWF มีคา่ ไมเ่ กนิ กว่า 14.5 มิลลกิ รมั ต่อลติ ร
91
รูปที - การหาเวลาในการไหลบนผวิ ดนิ
92
ตวั อยา่ งของกราฟความสมั พนั ธข์ องความเขม้ ฝนและชว่ งเวลาทีนบั วา่ ฝนตก จากสถานี
ตรวจวดั อากาศของกรมอตุ นุ ยิ มวทิ ยา ทา่ อากาศยานนานาชาติ จ.ภเู กต็ แสดงในรูปที - ซงึ แสดง
ความสมั พนั ธใ์ นรูปของกราฟ ทีมคี ่าแตกตา่ งกนั ตามคาบความถีฝน (รอบปีทเี กดิ ซาํ ) ทตี ่างกนั
IO
I
รูปที - กราฟความสมั พนั ธข์ องความเขม้ ฝนและชว่ งเวลาทีนบั วา่ ฝนตก จากสถานตี รวจวดั
อากาศของกรมอตุ นุ ิยมวิทยา ทา่ อากาศยานนานาชาติ จ.ภเู ก็ต
93
94
รูปที -17 รูปแบบของทอ่ ดกั นาํ เสยี (สเุ ทพ )
94
4.9 รูปแบบของระบบรวบรวมนําเสีย
รูปแบบของระบบรวบรวมนาํ เสยี โดยการใชท้ ่อดกั นาํ เสียนนั จะประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบหลกั คอื
ทอ่ ระบายนําแบบรวม (นาํ ฝน+นาํ เสยี ) ไดแ้ ก่ ท่อหรือรางระบายนาํ ทวี างขนานสองฝังถนน และท่อดกั นําเสยี
ไดแ้ ก่ ท่อรบั นาํ เสยี จากอาคารดกั นาํ เสยี ตา่ งๆ(ซงึ เดมิ ระบายสคู่ ลองและแหล่งรบั นาํ ตามธรรมชาติ) ไปยงั โรง
บาํ บดั นาํ เสยี รวม ใหไ้ ดม้ าตรฐานก่อนระบายสแู่ หลง่ รบั นาํ
รูปแบบอาคารดกั นาํ เสยี จะแตกตา่ งกนั ตามประเภทและความลกึ ของท่อระบายนาํ ทอี าคารดกั นาํ เสีย
เชือมตอ่ ดว้ ย ตวั อยา่ งของอาคารดกั นาํ เสยี แสดงในรูปที 4-18 เป็นอาคารดกั นาํ เสยี ทเี ชอื มต่อกบั รางระบายนาํ ที
มีอย่ใู นปัจจบุ นั ตาํ แหนง่ ของอาคารดกั นาํ เสียจะสรา้ งครอ่ มอยใู่ นแนวของรางระบายนาํ ก่อนถึงปลายทางทิงนาํ
ในช่วงหนา้ แลง้ หรอื ขณะทีไมเ่ กิดฝนตก (รูปที 4-18: รูปตดั 1-1) นาํ ทีไหลมาตามรางจะเป็นนาํ เสียเท่านนั ไมม่ ี
นาํ ฝนรวมอยดู่ ว้ ย นาํ เสียจะถกู กนั โดยฝายนาํ ลน้ ทาํ ใหไ้ ม่สามารถไหลขา้ มไปได้ แตจ่ ะไหลเขา้ ส่ทู ่อรบั นาํ เสีย
จาก CSO ซงึ มีระดบั กน้ ท่อตาํ กวา่ ระดบั สนั ฝายนาํ ลน้ ไปยงั บ่อพกั ของท่อดกั นาํ เสีย ซงึ บอ่ พกั ท่อดกั นาํ เสยี ทรี บั
นาํ เสยี จากอาคารดกั นาํ เสียจะเรยี กว่าบ่อพกั รบั นาํ เสีย ทอ่ รบั นาํ เสยี จาก CSO จะออกแบบใหร้ บั ปรมิ าณนาํ ได้
เพยี ง 5DWF เทา่ นนั แตใ่ นขณะเกิดฝนตก (รูปที 4-18: รูปตดั 1-2) นาํ ฝนซงึ มปี รมิ าณมากกว่านาํ เสียมากจะ
ไหลรวมมากบั นาํ เสีย ทาํ ใหร้ ะดบั นาํ ในรางสงู ขึนเรอื ยๆจนกระทงั ทว่ มสนั ฝายนาํ ลน้ และไหลลน้ ออกไปยงั คลอง
หรอื แหล่งรบั นาํ ทิงตา่ งๆ ปรมิ าณนาํ ทีทาํ ใหร้ ะดบั นาํ ทว่ มลน้ สนั ฝายจะมีค่ามากกว่า 5DWF
ทอ่ รบั นาํ เสียจาก CSO ออกแบบใหม้ ขี นาดเสน้ ผ่านศูนยก์ ลางใหญ่เพยี งพอทีจะรบั นาํ ไดไ้ ม่นอ้ ยกวา่
5DWF (เมอื ไหลแบบเต็มทอ่ ) แตจ่ ะตอ้ งควบคมุ ใหน้ าํ เขา้ ส่ทู อ่ ทอ่ ดกั นาํ เสยี ไมเ่ กิน 5DWF เพือไม่ใหน้ าํ เขา้ สู่
ระบบบาํ บดั นาํ เสยี มากเกนิ กว่าทอี อกแบบไว้ ซงึ ทาํ โดยการกาํ หนดระดบั ผิวดา้ นในกน้ ท่อรบั นาํ เสยี จาก CSO ให้
ตาํ กว่าระดบั สนั ฝาย (รูปที 4-18: ขยาย 1) แตร่ ะดบั ผวิ ดา้ นในหลงั ทอ่ ตอ้ งสงู กว่าระดบั สนั ฝาย จะทาํ ใหร้ ะดบั
นาํ เหนือสนั ฝาย (ระดบั นาํ สงู สดุ ทีไหลท่วมสนั ฝาย) มรี ะดบั ทว่ มพนื ทหี นา้ ตดั ท่อรบั นาํ เสยี จาก CSO บางสว่ น
(ไหลแบบไมเ่ ตม็ ทอ่ ) เมอื คาํ นวณทางชลศาสตรจ์ ะมีปรมิ าณนาํ เขา้ ทอ่ รบั นาํ เสยี จาก CSO ไม่เกนิ 5DWF ส่วน
ปรมิ าณนาํ ทเี กินกวา่ 5 DWF ก็จะไหลลน้ ขา้ มสนั ฝายออกไป
ภายในอาคารดกั นาํ เสยี จะมบี อ่ ดกั ตะกอนทราย (Grit Trap) ทาํ หนา้ ทดี กั หนิ กรวด ทรายหยาบ และ
ของแข็งทมี ขี นาดใหญ่ซงึ ไหลมาตามทางระบายนาํ ออกจากนาํ เสียกอ่ นทีจะระบายนาํ เสียลงส่ทู ่อดกั นาํ เสีย ทงั นี
เพอื ป้องกนั ความเสยี หายทีอาจเกิดต่อทอ่ ดกั นาํ เสียหรอื ต่อเครืองสบู นาํ ของสถานยี กระดบั นาํ เสียหรือสถานีสบู
สง่ นาํ เสยี และมีตะแกรงดกั ขยะ (Bar Screen) ซึงมชี ่องเปิดกวา้ งไมเ่ กนิ 100 มิลลิเมตร ทาํ หนา้ ทีดกั ขยะทลี อย
แขวนมากบั ท่อระบายนาํ มิใหไ้ หลลงส่ทู อ่ ดกั นาํ เสยี รวมทงั ฝาเปิดเขา้ -ออกสาํ หรบั การทาํ ความสะอาดและการ
เกบ็ ขยะ
ทอ่ ระบายนาํ ทีออกแบบใหมจ่ ะเลอื กใชท้ ่อระบายนาํ พรอ้ มบ่อพกั คอนกรีตเสรมิ เหลก็ เนอื งจากมีขอ้ ดี
คือ ไมเ่ กดิ การแพรก่ ระจายของกลินเหมน็ มีความแขง็ แรงทนทาน และสะดวกตอ่ การทีชาวบา้ นจะตอ่ เชือมทอ่
ระบายนาํ ทงิ จากบา้ นเรอื นมาลงเพราะโดยทวั ไปท่อระบายนาํ จะมรี ะดบั ทอ้ งท่อลกึ กว่าระดบั กน้ รางระบายนาํ
95
อาคารดกั นาํ เสีย (CSO) ฝาตะแกรงเหลก็ รางระบายนาํ ปัจจุบนั
รางระบายนาํ ปัจจุบนั ฝายนาํ ลน้
นาํ ฝน + นาํ เสีย นาํ ฝน > 5DWF
(ไปคลอง)
บ่อพกั รับนาํ เสีย
บอ่ ดกั นาํ เสีย ท่อรบั นาํ เสียจาก CSO
นาํ เสีย < 5DWF
แปลน
ตะแกรงดกั ขยะ ท่อรบั นาํ เสียจาก CSO < 5DWF ไปบ่อพกั รับนาํ เสีย
อาคารดกั นาํ เสีย (CSO) ฝายนาํ ลน้
ระดบั กน้ รางระบายนาํ
ระดบั ฝารางระบายนาํ หลุมดกั ทราย
ระดบั นาํ เสีย
นาํ เสีย
รูปตดั - (ขณะไมม่ ีฝนตก)
ตะแกรงดกั ขยะ ท่อรบั นาํ เสียจาก CSO < 5DWF ไปบ่อพกั รบั นาํ เสีย
อาคารดกั นาํ เสีย (CSO) ดูขยาย
ระดบั ฝารางระบายนาํ หลุมดกั ทราย ฝายนาํ ลน้ นาํ ฝน > 5DWF
ระดบั นาํ ทา้ ยสนั ฝาย (ไปคลอง)
นาํ ฝน + นาํ เสีย
ระดบั กน้ รางระบายนาํ ระดบั นาํ เหนือสนั ฝาย
รูปตดั - (ขณะเกิดฝนตก)
ท่อรับนาํ เสียจาก CSO ระดบั ผวิ ดา้ นในหลงั ท่อ
ระดบั นาํ เหนือสนั ฝาย(ระดบั นาํ สูงสุด)
5DWF ระดบั ดบั ผวิ ดา้ นในกน้ ท่อ ระดบั สันฝาย
1DWF
ขยาย ฝายนาํ ลน้
รูปที 4-18 รูปแบบของอาคารดกั นาํ เสยี (สเุ ทพ )
96
นาํ เสียทีไหลเขา้ สทู่ ่อดกั นาํ เสียจะไหลไปยงั โรงบาํ บดั นาํ เสยี โดยยึดแนวทางการไหลดว้ ยแรงโนม้ ถว่ ง
(Gravity Flow) เป็นเกณฑห์ ลกั แต่ในบางชว่ งทีทอ่ มีความลกึ มากจนกระทงั ไมส่ ามารถขดุ วางท่อไดห้ รอื ไม่คมุ้ ค่า
ในการลงทนุ จะใหม้ สี ถานยี กระดบั นาํ เสยี (Lifting Station) เพอื ยกระดบั นาํ ใหส้ งู พอทจี ะสามารถวางทอ่ ต่อไป
ดว้ ยการไหลตามแรงโนม้ ถว่ ง ดงั แสดงในรูปที 4-19
ตูค้ วบคุม สถานียกระดบั นาํ เสีย
ระดบั ถนน บ่อพกั ท่อดกั นาํ เสีย
นาํ เสีย < 5 DWF ท่อแรงดนั ท่อดกั นาํ เสีย(แรงโนม้ ถ่วง)
เครืองสูบนาํ เสีย
ท่อดกั นาํ เสีย (แรงโนม้ ถ่วง)
รูปที 4-19 การใชส้ ถานยี กระดบั นาํ เสีย
แตถ่ า้ หากไม่สามารถวางทอ่ ใหเ้ กดิ การไหลตามแรงโนม้ ถ่วงได้ เชน่ ในพนื ทที มี คี วามชนั ของพืนดนิ สวน
ทางกับความลาดท่อมากๆ หรือพนื ทที มี ีระดบั สงู ตาํ สลบั กบั ไป จะใหม้ ีสถานสี บู สง่ นาํ เสยี (Transfer Pumping
Station) เพือสบู นาํ เสียผ่านไปตามท่อแรงดนั (Pressure Flow) จนถงึ จดุ ทีสามารถวางท่อแบบไหลตามแรงโนม้
ถว่ งตอ่ ไปไดด้ งั แสดงในรูปที 4-20 ทอ่ แรงดนั นจี ะใชท้ ่อ HDPE ซงึ ทนตอ่ การกดั กรอ่ นทางเคมีของนาํ เสยี มคี วาม
แขง็ แรงทนทาน และสามารถผลติ ไดภ้ ายในประเทศ
ตูค้ วบคุม สถานีสูบส่งนาํ เสีย ทอ่ รับนาํ เสียจาก CSO CSO ท่อรับนาํ เสียจาก CSO
ระดบั ถนน บอ่ พกั รับนาํ เสีย สะพาน CSO
นาํ เสีย < 5DWF คลอง บอ่ พกั รบั นาํ เสีย
ท่อดกั นาํ เสีย (แรงดนั )
ท่อดกั นาํ เสีย(แรงโนม้ ถ่วง) ท่อดกั นาํ เสีย(แรงโนม้ ถ่วง)ก่อสร้างโดยวธิ ี PIPE JACKING
รูปที 4-20 การใชส้ ถานสี บู ส่งนาํ เสยี
ในกรณีทีตอ้ งวางทอ่ ดกั นาํ เสียลอดผ่านโครงสรา้ งของสิงปลกู สรา้ ง เชน่ สะพานขา้ มคลอง (ดู
รูปที 4-20) โดยไม่สามารถก่อสรา้ งโดยวิธีขดุ เปิดหนา้ ดินเพือวางท่อได้ จะใชก้ ารก่อสรา้ งโดยวธิ ีการดันท่อลอด
(Pipe Jacking) ซงึ เป็นวธิ ีทีไมต่ อ้ งขดุ เปิดหนา้ ดินตลอดแนวท่อ แต่จะขุดเฉพาะจดุ หวั -ทา้ ยของชว่ งทอ่ เพือวาง
เครืองดนั ท่อเทา่ นนั แต่วธิ ีนมี ีคา่ ใชจ้ า่ ยแพงกวา่ วิธีขดุ เปิดหนา้ ดินตามปกติ ซงึ ในแบบรายละเอยี ดจะแสดงวธิ ี
มาตรฐานในการดนั ท่อลอดไวด้ ว้ ย
97
4-10 ขันตอนการออกแบบระบบระบายนํา
4.10.1 การสาํ รวจขอ้ มูลเพิมเติม
1) การสาํ รวจภมู ปิ ระเทศ ไดแ้ ก่ การสาํ รวจรงั วดั ขอบเขตและระดบั ของพืนทที จี ะทาํ การ
ออกแบบทอ่ ระบายนาํ โดยการวางโครงข่ายหมดุ หลกั ฐาน การสาํ รวจเกบ็ รายละเอยี ดตามแนวทอ่ ระบายนาํ เดมิ
และตามแนวท่อทีอย่รู ะหว่างการกอ่ สรา้ ง
2) การสาํ รวจปรมิ าณนาํ ฝนและนาํ เสียทีเขา้ สทู่ อ่ ระบายนาํ ไดแ้ ก่ การรวบรวมสถติ ิปรมิ าณ
นาํ ฝนและนาํ ท่าของคลองต่าง ๆ จากหนว่ ยงานทีเกียวขอ้ งการวเิ คราะหข์ อ้ มลู นาํ ฝนแลว้ สรุปในรูปของ Unit
Hydrograph ของพนื ทรี ะบายนาํ ฝน เพือกาํ หนดค่า Return Period ทเี หมาะสมสาํ หรบั พนื ทรี ะบายนาํ ต่าง ๆ
โดยพจิ ารณาจากการใชท้ ีดินปัจจบุ นั และอนาคต
3) สาํ รวจอทิ ธิพลของระดบั นาํ ขึน-นาํ ลงของนาํ ทะเล
4) การศึกษาทอ่ ระบายนาํ ทีมีอยเู่ ดิม และกาํ ลงั กอ่ สรา้ ง
5) การสาํ รวจขอ้ มลู อืน ๆ ทเี กียวขอ้ ง ไดแ้ ก่ สภาพพืนผวิ ของถนนและพืนทไี หล่ถนน สภาพ
การจราจร ซงึ อาจมผี ลตอ่ การกอ่ สรา้ งท่อระบายนาํ แผนการพฒั นาโครงการตา่ ง ๆ โดยเฉพาะดา้ นการ
คมนาคม สาธารณปู โภคตา่ ง ๆ ซงึ อาจมีผลต่อโครงขา่ ยระบบทอ่ ทีไดอ้ อกแบบไว้
4.10.2 การทาํ แผนทสี ภาพภูมปิ ระเทศและการใช้ประโยชนท์ ดี ิน
จากขอ้ มลู การสาํ รวจดา้ นกายภาพจะนาํ มาลงในแผนทสี ภาพภมู ปิ ระเทศซงึ จะแสดงขอ้ มลู ทใี ชใ้ นการ
คาํ นวณออกแบบทอ่ ระบายนาํ ดงั นี
1) สรุปภมู ปิ ระเทศ เช่น ชนดิ พืนทรี ะบายนาํ ความลาดชนั พืนที และการไหลของนาํ
2) โครงขา่ ย ขนาด ระดบั และความลาดเอียงของถนนและท่อระบายนาํ เดมิ
3) แนวทอ่ ประปา ไฟฟา้ หรอื ระบบสาธารณูปโภคอืน ๆ ทจี ะเป็นอปุ สรรคต่อการ
กอ่ สรา้ งทอ่ ระบายนาํ
4) เขตความหนาแนน่ ประชากรและลกั ษณะการใชท้ ีดินในอนาคต
4.10.3 การวางโครงข่ายทอ่ ระบายนํา
การวางโครงขา่ ยท่อระบายนาํ (Drainage Network) เรมิ จากนาํ แผนทีสภาพภมู ิประเทศมาวางผัง
แนวทอ่ ทอ่ ระบายนาํ ในพืนทที ยี งั ไม่มที ่อระบายนาํ โดยปรบั ปรุงใหเ้ หมาะสมกบั สภาพภมู ิประเทศเดมิ ทีไดส้ าํ รวจ
รงั วดั ไว้ แนวท่อระบายนาํ ทดี ีควรสนั และตนื ทสี ดุ โดยสามารถรบั นาํ เสียไดจ้ ากทกุ จุดกาํ เนดิ ตาํ แหนง่ และแนว
ทอ่ เป็นส่วนสาํ คญั ทมี ผี ลกระทบตอ่ ราคาของโครงการ โดยทวั ไปแนวท่อระบายนาํ จะวางลาดไปตามความลาด
ของถนนเพอื ใหก้ ารไหลของนาํ เป็นไปโดยแรงโนม้ ถว่ งของโลก ขอ้ พจิ ารณาในการวางโครงข่ายทอ่ ระบายนาํ มี
ดงั นี
1) ปัญหากีดขวางทางจราจรและคนเดินเทา้ เกดิ ขึนนอ้ ยทสี ดุ
2) ทอ่ ระบายนาํ ออกแบบใหว้ างตามแนวคลองและรมิ ถนน
3) ใชห้ ลกั การระบายนาํ ตามธรรมชาตไิ หลจากทีสงู ลงส่ทู ตี าํ
4) หลกี เลียงการสรา้ งสถานีสบู นาํ ระหวา่ งทางของทอ่ ระบายนาํ
98
5) ในกรณีทีทอ่ ระบายนาํ ตอ้ งรองรบั นาํ จากพนื ทที มี กี ารขยายตวั ของเมืองไปถงึ กจ็ ะ
ออกแบบขนาดท่อระบายนาํ เผือไวส้ าํ หรบั รองรบั นาํ จากพนื ทสี ่วนขยายดงั กลา่ วดว้ ย
6) ในกรณีทีทอ่ ระบายนาํ ตอ้ งรองรบั นาํ จากพนื ทภี ายนอกโครงการโดยไม่สามารถผนั
ปรมิ าณนาํ ดงั กลา่ วไมใ่ หเ้ ขา้ มาในพืนทโี ครงการได้ ก็จะออกแบบขนาดท่อระบายนาํ เผอื ไวส้ าํ หรบั
รองรบั นาํ จากพนื ทดี งั กล่าวดว้ ย
7) ไมเ่ กิดการแพรก่ ระจายของกลินเหม็นจนก่อความราํ คาญใหแ้ ก่ผอู้ ยอู่ าศยั บรเิ วณ
ใกลเ้ คียง
8) สะดวกในการบาํ รุงรกั ษา
4.10.4 การแบ่งเขตพืนทรี ะบายนาํ
กาํ หนดพืนทรี ะบายนาํ (Catchment Area) ทมี ปี รมิ าณนาํ ไหลเขา้ ส่แู ตล่ ะชว่ งท่อระบายนาํ ทงั ทีมอี ยู่
เดมิ และทวี างโครงขา่ ยขึนใหม่ทจี ะตอ้ งระบายนาํ ฝนลงสแู่ ตล่ ะบอ่ รบั นาํ ทงั นขี ึนอยกู่ บั ลกั ษณะการพฒั นาของ
ชมุ ชนนนั ๆ ตลอดจนลกั ษณะทางภมู ปิ ระเทศ และในกรณีทีทอ่ ระบายนาํ นนั จาํ เป็นตอ้ งรบั นาํ จากภายนอกพืนที
โครงการโดยไม่สามารถผนั นาํ ออกไปไดก้ จ็ ะตอ้ งพจิ ารณาพืนทรี ะบายนาํ ภายนอกโครงการมาใชอ้ อกแบบทอ่
ระบายนาํ ดว้ ย
4.10.5 การคาํ นวณปริมาณนําเขา้ ท่อระบายนํา
แมว้ า่ ปรมิ าณนาํ ทไี หลเขา้ สทู่ ่อระบายนาํ จะมีทงั นาํ เสยี และนาํ ฝน แต่เมือเปรยี บเทยี บปรมิ าณนาํ เสยี
กบั ปรมิ าณนาํ ฝนแลว้ ปรมิ าณนาํ เสียจะนอ้ ยกว่าปรมิ าณนาํ ฝนมาก จนถือว่าปรมิ าณนาํ เสียไม่มผี ลต่อการใช้
คาํ นวณออกแบบทอ่ ระบายนาํ เลย ดงั นนั ในการคาํ นวณออกแบบทางชลศาสตรท์ ่อระบายนาํ จะใชป้ รมิ าณ
นาํ ฝนมาคาํ นวณเทา่ นนั ปรมิ าณนาํ ฝนทีใชอ้ อกแบบจะใชข้ อ้ มลู สถิตินาํ ฝน
4.10.6 การออกแบบด้านชลศาสตร์
เป็นขนั ตอนการออกแบบดา้ นชลศาสตรข์ องโครงขา่ ยทอ่ ระบายนาํ ทอี อกแบบขึนใหม่ รวมทงั ประเมนิ
ประสิทธิภาพของทอ่ ระบายนาํ ทมี ีอยเู่ ดมิ เช่น ขนาดทอ่ ระบายนาํ ความลาดและความลกึ ของทอ่ เป็นตน้ หาก
พบวา่ ประสทิ ธิภาพของทอ่ ระบายนาํ เดิมไม่เป็นไปตามเกณฑก์ ารออกแบบ ก็จะออกแบบขึนใหม่ โดยการ
ออกแบบจะพิจารณาองคป์ ระกอบหลกั
1) ขนาดท่อ คาํ นวณหาทอ่ ขนาดเลก็ ทีสดุ ทยี งั สามารถใชง้ านไดก้ รณี ฉกุ เฉินแต่ก็ไมใ่ หญ่เกินไป
สาํ หรบั กรณีนาํ ไหลนอ้ ย ๆ เพือไมส่ ินเปลืองงบประมาณ
2) ความลึกของท่อ ใหม้ คี วามลกึ เพยี งพอทีใหป้ ระชาชนสามารถระบายนาํ ออกจากตวั อาคารได้
อยา่ งสะดวกไมต่ ิดขดั
3) ความลาดของท่อ มผี ลเมอื ระยะทางเพมิ ขึน ความลึกกม็ ากขึนตอ้ งมกี ารออกแบบใหม้ กี าร
ป้องกนั อาคารขา้ งเคียงแนวขดุ ทรุดตวั และแตกรา้ วเนืองจากการไหลของดิน ในกรณีทีลกึ มากอาจตอ้ งก่อสรา้ ง
ดว้ ยวธิ ีการดนั ท่อ (Pipe Jacking) ซงึ มรี าคาแพง
99
คาํ ถามท้ายบท
1. นาํ ไหลในท่อ . เมตร/วินาที คดิ เป็นพลงั งาน Velocity Head กีเมตร (g = . เมตร/วนิ าที )
2. ระบคุ ่าความเรว็ สงู สดุ ตาํ สดุ และของนาํ ในทอ่
3. คาํ นวณความดนั สญู เสียของนาํ ในท่อคอนกรีตผิวเรยี บ ( = . ) เสน้ ผ่าศนู ยก์ ลาง
มลิ ลิเมตร ยาว ,5 เมตร อตั ราการไหล . ลกู บาศกเ์ มตรตอ่ วนิ าที
4. เปรยี บเทยี บผลการคาํ นวณหาความดนั สญู เสยี ตอ่ ความยาวของทอ่ คสล.ขนาด เสน้ ผ่าศนู ยก์ ลาง
800 มลิ ลเิ มตร อตั ราการไหลในท่อแบบเตม็ ทอ่ 1.00 ลกู บาศกเ์ มตรต่อวนิ าที โดยสมการ Darcy
Weisbach (=0.003) สมการ Hazen Williams (C=130) และ สมการ Manning (n =0.013)
5. คาํ นวณหาปรมิ าณนาํ ฝนไหลนองสงู สดุ จากหมบู่ า้ นจดั สรรประเภทบา้ นเดียว พืนทรี วม . ตาราง
กิโลเมตร ทีคาบความถี ปี ชว่ งเวลาทีนบั วา่ ฝนตก นาที
6. คาํ นวณหาความลาดชนั และความเรว็ การไหลของนาํ ในท่อคสล. (n = . ) แบบไมเ่ ตม็ ทอ่ ที
เพียงพอสาํ หรบั ระบายนาํ ฝนไหลนองสงู สุดจากหม่บู า้ นจดั สรรในขอ้ . กาํ หนดความลกึ การไหล
ของนาํ . เทา่ ของขนาดเสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางทอ่ โดยเปรียบเทยี บผลการคาํ นวณเมือใชท้ อ่ ขนาด
เสน้ ผ่าศนู ยก์ ลาง , และ , มลิ ลิเมตร ตามลาํ ดบั
7. เครืองสบู นาํ ฝนจากบ่อสบู ของหม่บู า้ นจดั สรรในขอ้ . จาํ นวน ชดุ อตั ราสบู เท่ากบั ปรมิ าณนาํ ฝน
ไหลนองสงู สดุ ผา่ นท่อเหลก็ หล่อ (Cast Iron) ขนาดเสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลาง , มิลลเิ มตร ระยะทาง
. กโิ ลเมตร อปุ กรณแ์ ละขอ้ ต่อประกอบดว้ ย ขอ้ โคง้ O รศั มีกวา้ ง ชดุ ขอ้ โคง้ O ชดุ เกท
วาลว์ ชดุ ไปทิงลงเหนือระดบั นาํ ของบงึ นาํ สาธารณะ ระดบั ปลายทอ่ จา่ ยสงู กวา่ ระดบั นาํ ในบอ่ สบู
ดา้ นดดู . เมตร คาํ นวณแรงดนั สทุ ธิของเครืองสบู นาํ
8. ทอ่ ระบายนาํ คสล. (=0.003) ขนาดเสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลาง 1,000 มลิ ลิเมตร ความยาว 500 เมตร
ระบายนาํ จากสระนาํ แหง่ หนงึ โดยการไหลตามแรงโนม้ ถว่ งธรรมชาติ (Gravity Flow) ไปลงสระนาํ อกี
แหง่ หนึง โดยมี 2 ทางเลือก คอื เมือปลายท่อจา่ ยสงู กวา่ ผวิ นาํ และเมอื ปลายทอ่ จา่ ยจมอยใู่ ตน้ าํ
คาํ นวณหาอตั ราการไหลและความเรว็ ของนาํ ในทอ่ ในแตล่ ะกรณี เมือกาํ หนดสมั ประสทิ ธิการสญู เสีย
ความดนั ยอ่ ย (K) ทที างเขา้ ท่อและทางออกท่อใตส้ ระนาํ = 1.00
100
บทที
มลพิษทางนํา และนาํ เสยี
มลพิษทางนาํ (Water Pollution) เป็นปัญหาสงิ แวดลอ้ มทีสาํ คญั ทีสดุ ปัญหาหนงึ ของประเทศเมือ
เปรยี บเทยี บกบั ปัญหามลพษิ อืนๆ ปัญหามลพิษทางนาํ มกั เกดิ กบั เมอื งใหญ่ บรเิ วณแหล่งอตุ สาหกรรมและ
เกษตรกรรม ทีไมม่ รี ะบบการจดั การสิงแวดลอ้ มทเี หมาะสม สารมลพิษทาํ ใหแ้ หล่งนาํ ปนเปือนจนไม่สามารถใช้
ประโยชนจ์ ากแหลง่ นาํ ไดเ้ ต็มที ซงึ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชวี ิตและการพฒั นาทางเศรษฐกจิ และสงั คม
โดยเฉพาะอยา่ งยิงถา้ การปนเปือนเกิดกบั แหล่งนาํ สาํ คญั
เนอื งจากนาํ ถกู ใชใ้ นกจิ กรรมตา่ งๆ แทบจะทุกชนดิ จงึ หลีกเลียงไมไ่ ดท้ จี ะเกดิ นาํ ทงิ ซงึ มสี ารปนเปือน
อยู่ สารทปี นเปือนมากบั นาํ จึงความหลากหลาย โดยสามารถจาํ แนกตามลกั ษณะทางกายภาพและเคมี หรือตาม
แหล่งกาํ เนดิ นาํ ทีมีสารสารมลพษิ ปนเปือนในปรมิ าณมากจนกอ่ ใหเ้ กิดผลกระทบสิงแวดลอ้ มหรอื กอ่ ใหเ้ กดิ
ความเป็นพษิ หรอื อนั ตรายต่อผูท้ ใี ชน้ าํ นนั ในกจิ กรรมตา่ งๆ จดั เป็นนาํ เสีย
มลพิษสามารถจาํ แนกตามประเภทของแหลง่ กาํ เนดิ มลพษิ ทีส่งผลกระทบตอ่ คณุ ภาพนาํ ในแหลง่ นาํ
เป็น ประเภท ไดแ้ ก่
1) มลพิษจากแหล่งกาํ เนิดทีมจี ดุ กาํ เนดิ แน่นอน (Point Source Pollution) ไดแ้ ก่ การปนเปือน
ของโลหะหนกั จากโรงงานชบุ โลหะ โดยนาํ เสยี จะระบายออกส่สู ิงแวดลอ้ มทางท่อระบายนาํ เป็นตน้
2) มลพิษจากแหล่งกาํ เนิดทีมจี ดุ กาํ เนดิ ไมแ่ น่นอน (Non-Point Source Pollution) ไดแ้ ก่ สาร
กาํ จดั ศตั รูพชื ทีปนเปือนในแหลง่ นาํ จากกิจกรรมการเกษตร ตะกอนและสารอาหารการกดั เซาะหนา้ ดนิ เป็นตน้
โดยจะมากบั นาํ หลากทีไหลผ่านและชะลา้ งความสกปรกต่างๆ เชน่ กองขยะมลู ฝอย แหลง่ เกบ็ สารเคมี และ
คลองระบายนาํ เป็นตน้
สาํ หรบั ประเทศไทย สาเหตุของการเกดิ มลพษิ ทางนาํ สว่ นใหญ่เกดิ จากนาํ ทงิ จากทีอยอู่ าศยั ซงึ มกั จะมี
สารอนิ ทรียป์ นเปือนซงึ รวมทงั เชอื โรคต่างๆ มากบั นาํ ดว้ ย นาํ ทิงดงั กล่าวมกั เป็นสาเหตขุ องการทนี าํ มีสีดาํ และมี
กลินเหม็นเน่า นาํ จากแหล่งเกษตรกรรมจะมปี ๋ ยุ ซงึ เป็นธาตอุ าหารและก่อใหเ้ กดิ ภาวะ Eutrophication และยา
กาํ จดั ศตั รูพชื ปนเปือนอยู่ สว่ นนาํ ทิงทจี ากโรงงานอตุ สาหกรรมมกั จะมีโลหะหนกั และสารเคมตี ่างๆ ปนเปือนอยู่
เป็นตน้ สารเหลา่ นีบางชนิดจะสะสมในห่วงโซอ่ าหารของสตั วแ์ ละมีผลต่อมนษุ ยภ์ ายหลงั
5.1 ความรู้เบืองต้นเกียวกบั นําเสีย
ตามพระราชบญั ญัตสิ ง่ เสรมิ และรกั ษาคณุ ภาพสิงแวดลอ้ มแหง่ ชาติ พ.ศ. นาํ เสยี หมายถงึ ของ
เสยี ทีอย่ใู นสภาพของเหลวรวมทงั มลสารทีปะปนและปนเปือนอยใู่ นของเหลวนนั โดยอาจกล่าวไดว้ า่ นาํ เสยี กค็ อื
นาํ ทีผา่ นการนาํ ไปใชป้ ระโยชนใ์ นกจิ กรรมตา่ งๆ และมีสิงเจือปนในปริมาณสงู จนกระทงั กลายเป็นนาํ ทีไมเ่ ป็นที
ตอ้ งการของคนทวั ไป โดยนาํ เสียสามารถแบง่ ออกเป็น ประเภทหลกั ตามกิจกรรมทีแหลง่ กาํ เนิด ดงั นี
1) นําเสยี จากแหลง่ ชุมชน (Domestic Wastewater) เป็นนาํ เสยี ทเี กดิ จากการทาํ กจิ กรรม
ตา่ งๆ ในชวี ติ ประจาํ วนั ของประชาชนในชมุ ชน โดยมีแหลง่ กาํ เนดิ มาจาก อาคารบา้ นเรือน รา้ นคา้ ตลาดสด
ภตั ตาคาร รา้ นอาหาร สถาบนั การศกึ ษา สถานทีราชการ โรงแรม โรงพยาบาลและหา้ งสรรพสินคา้ เป็นตน้ นาํ
เสียชมุ ชนส่วนใหญ่จะมีปรมิ าณสารอนิ ทรีย์ (Organic Matter) ทยี ่อยสลายไดโ้ ดยกระบวนการทางธรรมชาติ
101
ปนเปือนในปรมิ าณสงู นอกจากนียงั ปนเปือนไปดว้ ยฟอสเฟต (Phosphate) จากการใชส้ ารซกั ฟอก รวมทงั
แบคทเี รยี กล่มุ โคลิฟอรม์ ดว้ ย
2) นําเสยี จากการเกษตรกรรม (Agricultural Wastewater) เป็นนาํ เสียทเี กิดขึนจากการ
ประกอบกจิ กรรมทางการเกษตร ทรี วมถงึ การเพาะปลกู และเลียงสตั ว์ โดยเฉพาะอยา่ งยิง ไดแ้ ก่ เชน่ นาํ เสยี จาก
การทาํ ความสะอาดคอกเลียงสตั วจ์ าํ พวกสกุ ร นาํ เสียจากการเลียงปลาหรอื กงุ้ และการทาํ นาขา้ ว เป็นตน้ โดยนาํ
เสยี จากการเกษตรส่วนใหญ่จะมีองคป์ ระกอบของสารอนิ ทรีย์ ซึงรวมถงึ สารอินทรยี ท์ ีไม่สามารถย่อยสลายได้
งา่ ยในธรรมชาติ เช่น กลมุ่ สารกาํ จดั ศตั รูพืช และยาปฏิชีวนะ เป็นตน้ และสารอนินทรีย์ (Inorganic Matters)
เชน่ แอมโมเนยี และธาตอุ าหารต่างๆ เป็นตน้ ทงั นลี กั ษณะการปนเปือนขึนอย่กู บั การใชน้ าํ เช่น นาํ เสยี จากการ
เลียงกงุ้ จะปนเปือนดว้ ยสารอนิ ทรียต์ า่ งๆ สว่ นนาํ เสียจากพืนทเี พาะปลกู จะปนเปือนดว้ ยสารอาหารกลมุ่
ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั และโพแทสเซียม ในป๋ ยุ และสารพษิ ซงึ เป็นสารกาํ จดั ศตั รูพชื ตา่ งๆ
3) นําเสียจากอตุ สาหกรรม (Industrial Wastewater) เป็นนาํ เสยี ทเี กิดขึนจากกระบวนการ
ผลติ ทางอตุ สาหกรรม ซงึ รวมถึง นาํ ทงิ ทเี กิดจากกระบวนการผลติ นาํ ทงิ จากกระบวนการหล่อเยน็ นาํ ทงิ จาก
กระบวนการชะลา้ ง และนาํ ทงิ จากกจิ กรรมอืนๆ เช่น นาํ ทิงทีเกดิ จากการใชน้ าํ ของบคุ ลากร และจากโรงอาหาร
เป็นตน้ นาํ เสียประเภทนีประเภทนีประกอบดว้ ยสารอนิ ทรีย์ และสารอนนิ ทรีย์ โดยมีองคป์ ระกอบแตกต่างกนั ไป
ตามประเภทของวตั ถดุ บิ กระบวนการผลติ ซงึ อาจเป็นผลผลติ การเกษตร สารอนิ ทรียเ์ คมี หรือโลหะหนกั เป็นตน้
ลกั ษณะสมบตั แิ ละอตั ราการไหลของนาํ เสียอตุ สาหกรรมมีความแปรผนั ของสงู มากเนอื งจากในบางเวลา การใช้
นาํ ในโรงงานเป็นเพยี งการอปุ โภคของพนกั งานเทา่ นนั และในบางช่วงเวลา โรงงานอาจใชน้ าํ ในกระบวนการผลติ
5.2 อตั ราการไหล และปรมิ าณนําเสีย
อตั ราการไหลและปรมิ าณของนาํ เสยี จะแตกตา่ งกนั ตามกิจกรรมทแี หล่งกาํ เนดิ นาํ เสยี เช่น อตั ราการ
ไหลและปรมิ าณนาํ เสยี จากแหล่งชมุ ชนขึนอย่กู บั ประเภทอาคารต่าง ๆ ซงึ โดยมากจะมกี ิจกรรมและรูปแบบการ
ใชน้ าํ ในลกั ษณะคลา้ ยกนั สว่ นอตั ราการไหลและปรมิ าณนาํ เสยี จากจากแหลง่ อตุ สาหกรรมจะขึนอยกู่ บั การ
ดาํ เนินการและลกั ษณะของกระบวนการผลติ ในอตุ สาหกรรมนนั ๆ เป็นตน้
อตั ราการไหลของนาํ เสียอตุ สาหกรรมอาจจะคดิ ตามจาํ นวนหนว่ ยของผลติ ภณั ฑท์ งั หมดทีผลิตได้ (รวม
ผลิตภณั ฑท์ ไี ม่ไดต้ ามเกณฑด์ ว้ ย) โดยการคูณจาํ นวนนาํ เสียต่อหน่วยของผลติ ภณั ฑก์ บั จาํ นวนหน่วยผลิตภณั ฑ์
ทงั หมด ในการออกแบบตอ้ งทราบขอ้ มลู กาํ ลงั การผลิตสงู สดุ และกาํ ลงั การผลิตในอนาคตดว้ ย โดยทวั ไประหวา่ ง
ทมี กี ารผลิต ปรมิ าณนาํ เสียจะคอ่ นขา้ งคงที และจะลดลงในชว่ งพักหรอื ปิดเพือการบาํ รุงรกั ษา สาํ หรบั อตั ราการ
ไหลและปรมิ าณของนาํ เสียในช่วงพกั อาจจะคดิ ตามจาํ นวนพนกั งาน โดยทวั ไปอาจจะประมาณจาก % –
85% ของปรมิ าณนาํ ทใี ชใ้ นการอปุ โภคและบรโิ ภค
อตั ราการไหลและปรมิ าณของนาํ เสยี ชมุ ชนโดยทวั ไปจะแปรผนั ตามสภาพภมู อิ ากาศ ขนาดและ ความ
หนาแน่นของชมุ ชน สภาพเศรษฐกิจ และคณุ ภาพนาํ ประปา อย่างไรกต็ ามพฤตกิ รรมการใชน้ าํ โดยทวั ไปต่อวนั จะ
มีลกั ษณะดงั แสดงในรูปที - นนั คือมอี ตั ราการไหลของนาํ เสยี สงู สดุ (Peak Flow) สองครงั (Diurnal)
เนอื งมาจากมีนาํ เสียมากในช่วงเชา้ ( : น. ถงึ : น.) และชว่ งเยน็ ถงึ คาํ ( : ถงึ : น.) ดงั นนั
อตั ราการไหลสงู สดุ ทีเขา้ มายงั โรงบาํ บดั นาํ เสยี จึงเป็นเวลาถดั ไปคอื ช่วงบา่ ยและช่วงคาํ และมเี วลาเหลือมกนั โดย
ทอี ตั ราการไหลของนาํ เสียสงู สดุ จะเกดิ ชา้ กวา่ อตั ราการใชน้ าํ สงู สดุ ทงั นเี วลาทีอตั ราการไหลของนาํ เสียสงู สดุ จะ
102
มาถงึ โรงบาํ บดั นาํ เสียจะขึนกบั ระยะทางของท่อรวบรวมนาํ เสียดว้ ย ดงั นนั อาจอนมุ านไดว้ า่ ถา้ ไม่มนี าํ เขา้ สู่
ระบบบาํ บดั นาํ เสยี จากแหล่งอืน เช่น นาํ ทีซมึ เขา้ มาในทอ่ รวบรวม หรือนาํ จากการชะนาํ ฝน รูปแบบอตั ราการไหล
ของนาํ เสียจะเป็นไปในลกั ษณะเดยี วกบั อตั ราการใชน้ าํ และปรมิ าณนาํ เสยี จะนอ้ ยกวา่ นาํ ใชโ้ ดยอาจคิดเป็น
80% – 85% ของปรมิ าณนาํ ใช้ อยา่ งไรกต็ ามอตั ราการไหลสงู สดุ สองครงั ตอ่ วนั ดงั แสดงในรูปที – อาจจะ ลด
ความเดน่ ชดั ลงเมือชมุ ชนมขี นาดใหญข่ นึ และเมอื มีการใชน้ าํ ประปาสาํ หรบั ภาคอตุ สาหกรรมเพิมมากขึน
รูปที -1 อตั ราการไหลของนาํ เสยี ชมุ ชนทผี นั แปรไปตามการใชน้ าํ ในวนั หนงึ ๆ
ขอ้ มลู ของอตั ราการไหลและปรมิ าณนาํ เสียมคี วามสาํ คญั ตอ่ การออกแบบระบบบาํ บดั นาํ เสยี ซงึ ขอ้ มลู
ของอตั ราการไหลแบบตา่ งๆ จะถกู นาํ ไปใชใ้ นการกาํ หนดขนาดของอปุ กรณต์ า่ งๆ โดยขอ้ มลู อตั ราการไหลทีควร
จะมีการบนั ทึกไว้ และการแปรผนั ของอตั ราการไหลของนาํ เสยี ชมุ ชนแสดงในตาราง - และ - ตามลาํ ดบั
ตาราง - ขอ้ มลู อตั ราการไหลทีควรจะมีการบนั ทกึ ไว้
ขอ้ มลู การไหล ความหมาย
อตั ราการไหลเฉลียตอ่ วนั ในรอบปี อตั ราการไหลเฉลียตอ่ วนั (ชว่ ง ชวั โมง) จากขอ้ มลู ในรอบ ปี ขอ้ มลู นอี าจ
(Average Annual Daily Flow) นาํ มาใชใ้ นการคาํ นวณขนาดเครืองสบู นาํ และค่าใชจ้ ่ายของสารเคมี เป็นตน้
อตั ราการไหลสงู สดุ ตอ่ วนั เป็นค่าเฉลียของอตั ราการไหลสงู สดุ ทีต่อเนืองในช่วง วนั โดยคดิ จากขอ้ มลู ที
(Maximum Daily Flow) บนั ทึกไวต้ ลอดปี ขอ้ มลู นสี าํ คญั ต่อการคาํ นวณระยะเวลากกั เกบ็ (Retention
Time) ของบ่อปรบั มดลุ ย์ (Equalization Basin) ถังฆ่าเชือโรค (Chlorine
Contact Tank) ปัมดูดสลดั จ์
103
ตาราง - ขอ้ มลู อตั ราการไหลทีควรจะมกี ารบนั ทกึ ไว้ (ต่อ)
ข้อมูลการไหล ความหมาย
อตั ราการไหลเฉลียหนา้ แลง้ คา่ เฉลยี ปรมิ าณการไหลตอ่ เนืองในช่วงหนา้ แลง้ เป็นเวลา วนั หรอื สปั ดาห์
(Annual Dry Weather Flow) เพอื นาํ มาเปรียบเทยี บกบั อตั ราการไหลเฉลียต่อวนั ในรอบปี
อตั ราการไหลเฉลียหนา้ ฝน คา่ เฉลยี ปรมิ าณการไหลตอ่ เนืองในช่วงฝนตกเป็นเวลา วนั หรอื สปั ดาห์
(Annual Wet Weather Flow) เพอื นาํ มาเปรยี บเทยี บกบั อตั ราการไหลเฉลียตอ่ วนั ในรอบปี
อตั ราการไหลสงู สดุ ตอ่ ชวั โมง เป็นค่าเฉลียของอตั ราการไหลสงู สดุ ต่อเนอื งทใี นช่วงเวลา ชวั โมง (ดูทกุ
(Peak Hourly Flow) นาที) จากชว่ งขอ้ มลู ทีบนั ทกึ ไว้ ขอ้ มลู นสี าํ คญั ตอ่ การออกแบบระบบรวบรวม
และระบบรบั นาํ เสยี สถานสี บู นาํ หนว่ ยบาํ บดั ต่างๆ
อตั ราการไหลตาํ สดุ ต่อวนั เป็นคา่ เฉลียของอตั ราการไหลตาํ สดุ ต่อเนืองในชว่ ง วนั โดยคดิ จากขอ้ มลู ที
(Minimum Daily Flow) บนั ทกึ ไวต้ ลอดปี ขอ้ มลู นีอาจใชใ้ นการออกแบบท่อส่งนาํ ทีอาจจะมกี ารสะสม
ของตะกอนในช่วงทีมีอตั ราการไหลตาํ คาํ นวณปรมิ าณนาํ กลบั ส่รู ะบบโปรย
กรอง (Trickling Filter)
อตั ราการไหลตาํ สดุ ต่อชวั โมง เป็นค่าเฉลียของอตั ราการไหลตาํ สดุ ต่อเนืองในชว่ งเวลา ชวั โมง (ดทู กุ
(Minimum Hourly Flow) นาที) จากชว่ งขอ้ มลู ทีบนั ทกึ ไว้ เป็นขอ้ มลู สาํ คญั ในการสามารถปรบั ระบบปิด-
เปิดเครืองสบู นาํ ใหเ้ หมาะสมกบั ชว่ งทีมอี ตั ราการไหลตาํ
อตั ราการไหลเกินตอ่ เนือง เป็นอตั ราการไหลเกินค่าเฉลียตอ่ เนอื งในช่วงระยะเวลาทีกาํ หนด เชน่ ชวั โมง
(Sustained Peak Flow) วนั หรอื เดือน เป็นขอ้ มลู ทีใชใ้ นการออกแบบบ่อปรบั สมดลุ ย์
(Equalization Basin)
ตาราง - การแปรผนั ของอตั ราการไหลของนาํ เสยี ชมุ ชน
รอ้ ยละของคา่ เฉลียในรอบปี
(Percentage of Average for Year)
ชว่ งค่า คา่ ทวั ไป
ค่าเฉลียตอ่ วนั ในเดือนทีมอี ตั ราการไหลสงู สดุ (Daily Average in Maximum Month) 110 – 140 120
ค่าเฉลียตอ่ วนั ในสปั ดาหท์ ีมีอตั ราการไหลสงู สดุ (Daily Average in Maximum Week)
อตั ราการไหลสงู สดุ ตอ่ วนั (Maximum Day) 120 – 170 140
อตั ราการไหลสงู สดุ ตอ่ ชวั โมง (Maximum Hour) 160 – 220 180
2701
1 1.5xอตั ราการไหลสงู สดุ ต่อวนั 225 – 320
ทีมา : Metcalf & Eddy Inc. (1991)
104
ปรมิ าณนาํ เสียชมุ ชนทปี ล่อยทิงจาก อาคาร บา้ นเรอื น อาจจะประมาณเป็นรอ้ ยละ – ของ
ปรมิ าณนาํ ใชด้ งั ทไี ดก้ ลา่ วมาแลว้ หรือประมาณจากจาํ นวนประชากรหรือพนื ทอี าคาร ดงั แสดงในตาราง –
และ – ดงั นี
ตาราง - อตั ราการเกดิ นาํ เสยี ชมุ ชนทีประมาณจากจาํ นวนประชากร
ภาค อตั ราการเกดิ นาํ เสยี (ลิตร/คน-วนั )
2536 2540 2545 2550 2555 2560
กลาง 160-214 165-242 170-288 176-342 183-406 189-482
เหนอื 183 200 225 252 282 316
ตะวนั ออกเฉียงเหนอื 200-253 216-263 239-277 264-291 291-306 318-322
ใต้ 171 195 204 226 249 275
ทีมา : โครงการศกึ ษาเพือจัดลาํ ดบั ความสาํ คญั การจดั การนาํ เสียชมุ ชน, สาํ นกั งานนโยบายและแผนสิงแวดลอ้ ม
ตาราง - อตั ราการเกดิ นาํ เสยี ชมุ ชนทปี ระมาณจากอาคารประเภทต่างๆ
ประเภทอาคาร หน่วย อัตราการเกิดนําเสีย* ประเภทอาคาร หน่วย อตั ราการเกิดนาํ เสยี *
(ลิตร/วนั -หน่วย) (ลิตร/วัน-หน่วย)
อาคารชดุ /บา้ นพกั
หม่บู า้ นจดั สรร ยนู ติ 500 โรงเรยี น คน 150
หอพกั
หอพกั คน 180 - 300 โรงอาหาร คน 60
อาคารสาํ นักงาน
อาคารสาํ นักงาน หอ้ ง 80 โรงแรม เตยี ง 200 -1,000
ภตั ตาคาร
ภตั ตาคาร คน 340 โรงพยาบาล เตียง 800 - 1,000
หา้ งสรรพสินคา้
ศนู ยก์ ารคา้ ตร.ม. 3.0 ตลาด ตร.ม. 70
คน 70 หอประชมุ คน 10
ตร.ม. 25 สถานีบรกิ ารนาํ มนั คน 40
คน 50 สนามบิน ผโู้ ดยสาร 15
ตร.ม. 5.0 เรือนจาํ คน 450
คน 100 โรงภาพยนตร์ คน 150
* รวบรวมจาก ขอ้ พจิ ารณาเกียวกบั ปรมิ าณและลกั ษณะนาํ ทิงชุมชนในประเทศไทย, ไชยยทุ ธ กลนิ สคุ นธ;์ เอกสารประกอบการ
ประชมุ สวสท , สมาคมวศิ วกรรมสงิ แวดแห่งประเทศไทย, กทม. .
5.3 ลกั ษณะสมบตั ิของนําเสีย
ลกั ษณะของทางเคมแี ละชีวภาพของนาํ และนาํ เสียทีสาํ คญั ไดก้ ล่าวไวแ้ ลว้ ในส่วนของ เคมพี ืนฐานของ
นาํ และนาํ เสยี และจลุ ชวี วิทยาพืนฐานของนาํ และนาํ เสยี ซงึ ในทีนจี ะกลา่ วเฉพาะลกั ษณะทางกายภาพของนาํ
และนาํ เสียทสี าํ คญั ไดแ้ ก่
1) ความข่นุ (Turbidity) นาํ ทมี ีความขนุ่ มากมผี ลใหแ้ สงไมส่ ามารถส่องผา่ นลึกลงไปในนาํ
สาเหตหุ ลกั ของความขนุ่ เกดิ จากการอนภุ าคแขวนลอย (Colloidal Particles) ตา่ ง ๆ ในนาํ เชน่ อนภุ าคดิน
105
สาหรา่ ย (Algae) แพลงตอนตา่ งๆ (Plankton) และเศษแรธ่ าตุตา่ งๆ เป็นตน้ ซงึ ตะกอนแขวนลอยเหล่านีอาจทาํ
ใหน้ าํ ดเู สมือนวา่ เปลียนสี ความขนุ่ ในนาํ เสยี จะเป็นตวั กนั แสงแดดไมใ่ หส้ อ่ งลงใตน้ าํ ทาํ ใหพ้ ืชและสิงมีชวี ิตอืน ๆ
ทใี ชแ้ สงในระดบั ทีลึกซงึ แสงสวา่ งสอ่ งลงไปไมถ่ งึ หยดุ การเจรญิ เตบิ โตหรอื ตายได้ ซงึ มีผลใหร้ ะดบั ของออกซเิ จน
ละลายในนาํ ทเี กิดจากการสงั เคราะหแ์ สงลดลงดว้ ย ซงึ อาจนาํ ไปส่กู ารเกดิ กลินทไี ม่พงึ ประสงคใ์ นแหลง่ นาํ จาก
การหายใจแบบไมใ่ ชอ้ อกซเิ จน
แมว้ า่ คา่ ความขนุ่ จะเพมิ ขึนตามปรมิ าณสารแขวนลอยแต่ไมม่ คี วามสมั พนั ธท์ แี นน่ อน ทงั นเี พราะวา่
สารแขวนลอยแบบตา่ งๆ มคี วามสามารถในการดดู ซบั หรือสะทอ้ นแสงแตกตา่ งกนั และการวัดความขนุ่ เป็นการ
วดั ความเขม้ ของแสงทีสามารถสอ่ งผา่ นลงไปในแหลง่ นาํ ได้ ความข่นุ สามารถกาํ จดั ไดด้ ว้ ยวธิ ที างกายภาพที
กล่าว เชน่ การทาํ ใหส้ ารแขวนลอยจบั ตวั กนั ดว้ ยกระบวนการโคแอกกเู ลชนั เพือทาํ ใหเ้ กดิ ฟลอ็ ก (Coagulation –
Flocculation) การตกตะกอน (Sedimentation) ตอ่ ไปตามลาํ ดบั การกรอง (Filtration) และการหมนุ เหวียง
(Centrifuge) เป็นตน้ ค่าของความขนุ่ ยงั ใชใ้ นการหาประสิทธิภาพในการกาํ จดั ตะกอนในระบบบาํ บดั นาํ เสยี ดว้ ย
2) ของแขง็ (Solids) หมายถงึ สารปนเปือนทกุ อย่างในนาํ หรือนาํ เสยี ทียงั หลงเหลืออย่หู ลงั จาก
การระเหยทอี ณุ หภมู ิ – องศาเซลเซยี ส เรยี กว่า ของแขง็ ทงั หมดในนาํ (Total Solids, TS) โดยอาจ
จาํ แนกตามขนาด สถานะ และดว้ ยลกั ษณะสมบตั ิทางเคมี โดยทวั ไปจะถกู แบ่งเป็น ของแขง็ ทีจมตวั ได้
(Settleable Solids) ซงึ จะจมลงสกู่ น้ ของกรวยอมิ ฮอฟฟ์ (Imhoff Cone) ภายในเวลา ชวั โมง สว่ นของแขง็ ที
เหลอื ทงั หมดจะถูกนาํ มากรอง ของแขง็ ทีกรองผ่านกระดาษกรองใยแกว้ (Glass Fiber Filter) ขนาด – .
ไมโครเมตรได้ (Filtrate) จะถกู เรยี กวา่ ของแข็งผ่านกระดาษกรองได้ (Filterable Solids, FS) หรอื ของแข็งละลาย
ทงั หมด (Total Dissolved Solids, TDS) ซงึ ไดแ้ กข่ องแข็งละลายและคอลลอยดข์ นาดเล็ก สว่ นทีถกู กรองตดิ อยู่
กบั กระดาษกรองจะถกู เรยี กเป็นของแขง็ แขวนลอยทงั หมด (Total Suspended Solids, TSS) ทงั TDS และ TSS
อาจแบง่ ตอ่ ไปเป็นของแขง็ ของแขง็ ทีไม่ระเหย (Nonvolatile หรอื Fixed Solids) และของแขง็ ระเหยได้ (Volatile
Solids) ทอี ณุ หภมู ิ องศาเซลเซียส โดยของแขง็ ระเหยไดม้ กั จะเป็นสารอนิ ทรยี ท์ ีละลายในนาํ แต่ไมร่ ะเหย
ออกทอี ณุ หภมู ิ – องศาเซลเซยี ส (รูปที –2)
อย่างไรกต็ าม ในการทาํ นาํ ประปาและการบาํ บดั นาํ เสียทวั ไป ของแข็งมกั จะถกู จาํ แนกตามวิธีวเิ คราะห์
ซงึ เนน้ การจาํ แนกตามขนาดและความถว่ งจาํ เพาะของของแข็งซงึ สามารถแบ่งไดเ้ ป็น กล่มุ ใหญ่ คือ
2.1) ของแข็งจมตวั ได้ (Settable Solids) จะมีความถว่ งจาํ เพาะสงู กวา่ นาํ และสามารถจมลงสู่
กน้ ของกรวยอมิ ฮอฟฟ์ (Imhoff Cone) ภายในเวลา ชวั โมง ตามทกี ลา่ วมาแลว้
2.2) ของแข็งแขวนลอย (Suspended Solids) เป็นของแข็งทแี ขวนลอยในนาํ (ไมต่ กตะกอนใน
กรวยอมิ ฮอฟฟ์ ภายใน ชวั โมง) และกรองออกจากนาํ ไดด้ ว้ ยกระดาษกรองทีมรี ูขนาด - . ไมครอน
2.3) ของแขง็ ละลายนาํ (Dissolved Solids) ส่วนมากจะเป็นของแข็งทีเกดิ จากการละลายของ
สารประกอบเกลอื (ไอออนกิ ) ตา่ งๆ รวมถงึ บางสว่ นจากสารอินทรยี ท์ ีละลาย โดยจะสามารถผ่านกระดาษกรองที
มีรูขนาด - . ไมครอน ซงึ ตามนยิ ามนีจะรวมถงึ อนภุ าคแขวนลอยขนาดเลก็ หรอื คอลลอยด์ (Colloids) ดว้ ย
เนอื งจากคอลลอยดเ์ ป็นอนภุ าคทเี ล็กมาก ทาํ ใหม้ ีอตั ราส่วนของพนื ทผี วิ ต่อปรมิ าตรสงู ซงึ คอลลอยดม์ กั จะมี
ประจไุ ฟฟ้าทผี วิ และดว้ ยแรงกระทาํ เนอื งจากประจไุ ฟฟ้าทีผิวนนั เองทีทาํ ใหอ้ นภุ าคคอลลอยดแ์ ขวนลอยไดใ้ นนาํ
โดยไม่จมลงตามแรงโนม้ ถว่ ง และยงั ทาํ ใหค้ อลลอยดจ์ บั ตวั กันเป็นอนภุ าคทีใหญ่ขนึ ไดแ้ ละตกตะกอนยากดว้ ย
106
ผลอยา่ งหนงึ ของการทีมีของแขง็ แขวนลอยและของแขง็ ละลายอยใู่ นนาํ กค็ ือทาํ ใหก้ ระบวนการฆ่าเชือ
(Disinfection) มีประสิทธิภาพลดลง เพราะสารฆ่าเชือ เช่น คลอรนี และ โอโซน จะทาํ ปฏิกริ ยิ ากบั ของแขง็
เหลา่ นนั ดว้ ยทาํ ใหค้ วามเขม้ ขน้ ของสารฆา่ เชือลดลง และของแข็งแขวนลอยอาจจะเป็นทีอาศยั ของเชอื จลุ นิ ทรยี ์
ทาํ ใหก้ ารฆ่าเชือมปี ระสทิ ธิภาพลดลงดว้ ย
รูปที –2 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งของแขง็ ตา่ งๆ ทีพบในนาํ และนาํ เสยี
(ดดั แปลงจาก Metcalf & Eddy Inc. (2003))
3) สภาพการนาํ ไฟฟา้ (Electric Conductivity) เป็นคา่ ความสามารถในการนาํ กระแสไฟฟา้ มี
หนว่ ยวดั เป็น ซเี มนสต์ อ่ เมตร (S/m หรอื เท่ากบั แอมแปร์ วินาที เมตร- กิโลกรมั - ) ซงึ จะมีคา่ มากหรอื นอ้ ย
ขึนอย่กู บั ความเขม้ ขน้ ทงั หมดของสารทีมปี ระจทุ ลี ะลายอยใู่ นนาํ ตวั อยา่ งและอณุ หภมู ขิ ณะทีทาํ การวดั ดงั นนั
เนอื งจากนาํ บรสิ ทุ ธิสามารถแตกตวั ไดเ้ ลก็ นอ้ ย จงึ มคี า่ ความนาํ ไฟฟ้าตาํ (ประมาณ . x 10-6 S/m) โดยในนาํ
ดืมและนาํ ทะเลจะมคี ่าสงู ขึน (ประมาณ 0.005 – 0.05 S/m และ 5 S/m ตามลาํ ดบั ) ซงึ เป็นผลมาจากความ
เขม้ ขน้ ทีสงู ขึนของของสารละลายทมี ีประจทุ ีมีประสิทธิภาพในการนาํ กระแสไฟฟ้าไดด้ ีซงึ กค็ ือ สารประกอบ กรด
ด่าง เกลอื (สารจาํ พวกของแขง็ ละลาย) และสารอนนิ ทรยี ต์ ่างๆ ส่วนสารประกอบอินทรยี ท์ ลี ะลายนาํ เช่น
107
นาํ ตาล นาํ มนั และตวั ทาํ ละลายจะเป็นตวั นาํ ไฟฟ้าทีไมด่ ี นอกจากนีปรมิ าณไออนในนาํ ทลี ะลายในนาํ มากจะ
ทาํ ใหก้ ๊าซละลายนาํ ไดน้ อ้ ยลง
4) อณุ หภมู ิ (Temperature) อณุ หภมู ิมีความสาํ คญั ต่ออตั ราการเกดิ ปฏิกิรยิ าทางเคมแี ละ
ชวี เคมใี นนาํ เสยี และมผี ลตอ่ การดาํ รงชวี ติ ของพชื และสตั วน์ าํ นอกจากนี กา๊ ซจะละลายนาํ ไดน้ อ้ ยลงเมอื
อณุ หภมู เิ พมิ ขึน ปรมิ าณออกซเิ จนละลายนาํ จะส่งผลกระทบโดยตรงตอ่ ปฏกิ ริ ยิ าทางชวี ภาพในนาํ เสยี นาํ เสยี ที
เกดิ จากโรงงานอตุ สาหกรรม เช่นนาํ หล่อเยน็ อาจจะมปี รมิ าณมากและมีอณุ หภมู สิ งู ซงึ สง่ ผลใหน้ าํ เสียของ
ชมุ ชนมีอณุ หภมู ิสงู ขนึ ดว้ ย
5) สี (Color) สาํ หรบั นาํ ธรรมชาติ สีสว่ นใหญ่เกดิ จากสารประกอบอินทรียก์ ล่มุ ฮวิ มกิ (Humic
Substances) ทลี ะลายอย่ใู นนาํ ซงึ เกดิ จากพชื หรอื ใบไมท้ เี นา่ เปือย มกั จะทาํ ใหน้ าํ เป็นสีนาํ ตาล นอกจากนี ยงั มี
สซี งึ เกดิ จากการละลายของแรธ่ าตใุ นธรรมชาติ สาํ หรบั นาํ เสยี สีอาจจะเกดิ จากการละลายของสารอนิ ทรยี แ์ ละ
สารอนินทรียท์ ลี ะลายนาํ ดงั กลา่ วมาทงั หมดจดั เป็นสีจรงิ (True Color) และจะไมส่ ามารถแยกออกไดโ้ ดยวธิ ีทาง
กายภาพ แตอ่ าจถกู ทาํ ใหส้ ลายไปดว้ ยการออกซไิ ดซ์ (Oxidize) และการดดู ติด (Adsorption) ดว้ ยสารบาง
อยา่ งเชน่ ถา่ นกมั มนั ต์ (Activated Carbon) เป็นตน้
6) กลิน ในงานนาํ และนาํ เสียยงั ไม่มีวิธมี าตรฐานสาํ หรบั วดั ระดบั กลิน อย่างไรกต็ าม มีการ
กาํ หนดไวก้ วา้ ง ๆ วา่ นาํ มกี ลนิ เป็นทีรงั เกียจหรอื ไม่ ดงั ไดก้ ล่าวไวใ้ นสว่ นของเคมพี นื ฐานของนาํ และนาํ เสยี กลิน
เกดิ จากหลายสาเหตุ ไดแ้ ก่ กลินทเี กิดจากการยอ่ ยสลายแบบไมใ่ ชอ้ อกซเิ จน เชน่ กลินของ H2S กลินจาก
สารเคมีทที งิ มากบั นาํ เสีย กลนิ จากสงิ ปฎกิ ลู เช่น แอมโมเนีย และกรดอนิ ทรีย์ กลินจากการเติบโตของสิงมชี วี ติ ที
บางชนดิ เชน่ สาหรา่ ยในแหล่งนาํ ธรรมชาติ ซงึ อาจทาํ ใหน้ าํ มกี ลินดิน กลินคาว และกลินอบั อนั เป็นผลจาก
สารอนิ ทรียท์ เี กิดจากกระบวนการทางชวี เคมขี องสาหรา่ ยซึงโดยมากจะไมเ่ ป็นอนั ตรายตอ่ การบรโิ ภค เหลา่ นีเป็น
ตน้ นอกจากนี ในกรณีของนาํ ประปา อาจมกี ลินของคลอรีนซงึ ใชฆ้ า่ เชือในนาํ ประปาอีกดว้ ย โดยมากกลิน
สามารถถกู กาํ จดั จากนาํ ไดด้ ว้ ยการดดู ตดิ โดยถา่ นกมั มนั ต์ นอกจากนียงั อาจกาํ จดั ดว้ ยการใชส้ ารเคมที ีสามารถ
ออกซไิ ดซ์ (Oxidize) สารอนิ ทรยี ท์ ที าํ ใหเ้ กดิ กลิน อย่างเชน่ โอโซน (Ozone) สารกลมุ่ เปอรอ์ อกไซด์
(Peroxide) และรวมถงึ Hypochlorite ซงึ ส่วนทีเหลอื ในนาํ อาจทาํ ใหเ้ กิดกลนิ คลอรนี ในนาํ ดงั ไดก้ ล่าวมาแลว้
5.4 มาตรฐานนําทงิ
มาตรฐานนาํ ทงิ จากแหล่งกาํ เนิดมลพิษทีไดก้ าํ หนดขึนและบังคบั ใชแ้ ลว้ แบ่งเป็นประเภทตา่ งๆ ดงั นี
1) มาตรฐานควบคมุ การระบายนาํ จากอาคารบางประเภทและบางขนาด และการแยกประเภท
อาคารทเี ป็นแหล่งกาํ เนดิ มลพิษทีจะตอ้ งถกู ควบคมุ การปลอ่ ยนาํ เสยี ลงส่แู หล่งนาํ สาธารณะ หรอื สสู่ ิงแวดลอ้ ม
ไดแ้ สดงในตาราง – และ – ตามลาํ ดบั ดงั นี
108
ตาราง –5 มาตรฐานควบคมุ การระบายนาํ จากอาคารบางประเภทและบางขนาด
ดัชนคี ณุ ภาพนาํ เกณฑก์ าํ หนดสงู สดุ ตามประเภทมาตรฐานควบคุม วธิ วี ิเคราะห์
หน่วย การระบายนําทิง
ใชเ้ ครืองวดั ความเป็นกรดและด่างของนาํ
กขค ง จ (pH Meter)
ใชว้ ิธีการ Azide Modification ทอี ณุ หภมู ิ
1. คา่ ความเป็นกรดด่าง (pH) - 5-9 5-9 5-9 5-9 5-9 20 องศาเซลเซยี สเป็นเวลา 5 วนั
ตดิ ต่อกนั หรือวิธีการอนื ทคี ณะกรรมการ
2. บโี อดี (BOD) มก./ล. ไมเ่ กิน ไมเ่ กิน ไม่เกนิ ไมเ่ กิน ไมเ่ กนิ ควบคมุ มลพษิ ใหค้ วามเห็นชอบ
20 30 40 50 200 กรองผา่ นกระดาษกรองใยแกว้ (Glass
Fibre Filter Disc)
3.ปรมิ าณของแข็ง มก./ล. ไม่เกนิ ไมเ่ กนิ ไม่เกนิ ไม่เกิน ไมเ่ กิน วธิ ีการกรวยอมิ ฮอฟ์ (Imhoff Cone)
- ค่าของแข็งแขวนลอย 30 40 50 50 60 ขนาดบรรจุ 1,000 ลบ.ซม ในเวลา 1
(Suspended Soilds) ชวั โมง
ระเหยแหง้ ทีอณุ หภมู ิ 103-105 องศา
- คา่ ของแขง็ จมตวั ได้ มก./ล. ไม่เกิน ไมเ่ กิน ไม่เกนิ ไมเ่ กิน - เซลเซียส ในเวลา 1 ชวั โมง
(Settleable Solids) 0.5 0.5 0.5 0.5
วิธีการไตเตรต (Titrate)
- ค่าของแข็งละลายทงั หมด มก./ล. ไม่เกนิ ไมเ่ กนิ ไม่เกิน ไม่เกนิ -
(Total Dissolved Solid) 500* 500* 500* 500* วิธีการเจลดาหล์ (Kjeldahl)
ไมเ่ กนิ ไมเ่ กิน ไม่เกิน ไมเ่ กิน
4. คา่ ซลั ไฟต์ (Sulfide) มก./ล. 1.0 1.0 3.0 4.0 - วิธีการสกัดดว้ ยตวั ทาํ ละลายแลว้ แยกหา
นาํ หนกั ของนาํ มนั และไขมนั
5. ไนโตรเจน (Nitrogen) ใน มก./ล. ไมเ่ กิน ไมเ่ กิน ไม่เกนิ ไม่เกนิ -
รูป ที เค เอน็ (TKN) 35 35 40 40
6. นาํ มนั และไขมนั มก./ล. ไม่เกนิ ไมเ่ กนิ ไม่เกิน ไมเ่ กนิ ไมเ่ กนิ
(Fat , Oil and Grease) 20 20 20 20 100
* เป็นคา่ ทีเพิมขึนจากปรมิ าณสารละลายในนาํ ตามปกติ
ทีมา : ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิงแวดลอ้ ม เรอื ง กาํ หนดมาตรฐานควบคมุ การระบายนาํ ทิงจาก
อาคารบางประเภทและบางขนาด ราชกิจจานเุ บกษา ฉบบั ประกาศทวั ไป เล่ม ตอนพเิ ศษ ง ลงวันที กมุ ภาพนั ธ์
2537
109
ตาราง –6 ประเภทอาคารทเี ป็นแหลง่ กาํ เนดิ มลพษิ ทีจะตอ้ งถกู ควบคมุ การปล่อยนาํ เสียลงส่แู หล่งนาํ
สาธารณะ หรอื ออกสสู่ ิงแวดลอ้ ม
ประเภทอาคาร ขนาดของอาคารทีกาํ หนดมาตรฐานการระบายนําทงิ
1.อาคารชดุ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยอาคารชดุ
ก ขคง จ
2.โรงแรมตามกฎหมายว่าดว้ ยโรงแรม -
ตงั แต่ 100 - ไมถ่ ึง ไม่ถงึ -100 - -
3.หอพกั ตามกฎหมายว่าดว้ ยหอพกั -
500 หอ้ งนอน 500 หอ้ งนอน หอ้ งนอน -
4. สถานบรกิ าร -
ตงั แต่ 60 - ไม่ถึง ไม่ถงึ 60 หอ้ ง - -
5.โรงพยาบาลของทางราชการหรือ
สถานพยาบาลตามกฎหมาย 200 หอ้ ง 200 หอ้ ง -
6.อาคารโรงเรียนราษฎร์ โรงเรยี นของทาง
ราชการสถาบนั อดุ มศกึ ษาของเอกชนหรอื - ตงั แต่ 250 50- ไมถ่ ึง 250 10 - ไมถ่ ึง 50 -
สถาบนั อุดมศกึ ษาของทางราชการ -
7. อาคารทีทาํ การของทางราชการ รฐั วิสาหกจิ หอ้ ง หอ้ ง หอ้ ง
องคก์ ารระหวา่ งประเทศหรอื เอกชน
- ตงั แต่ 1,000 - ไมถ่ ึง -
8.อาคารของศนู ยก์ ารคา้ หรอื หา้ งสรรพสินคา้ 5,000 ม.2 5,000 ม2
9. ตลาด ตงั แต่ 10 - ไมถ่ ึง - -
30 เตียง 30 เตียง
ตงั แต่ 5,000 - ไมถ่ ึง - -
25,000 ม.2 25,000 ม.2
ตงั แต่ 10,000 - ไม่ 5,000-ไม่ถึง -
55,000 ม.2 ถึง 10,000 ม.2
-
ตงั แต่ 55,000 ม.2 - 500-ไม่ถงึ
25,000 ม.2 1,000-ไม่ถึง 1,000 ม.2
5,000 - ไม่ถึง 1,500 ม.2
ตงั แต่ 25,000 ม.2
2,500 ม.2 1,500 - ไมถ่ ึง
2,500 ม.2
10.ภตั ตาคารและรา้ นอาหาร ตงั แต่ 500 - ไมถ่ ึง 250-ไม่ถงึ 100-ไม่ถึง ไม่ถึง100 ม.2
2,500 ม.2 2,500 ม.2 500 ม.2 250 ม.2
ทีมา : ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยแี ละสิงแวดลอ้ ม เรอื ง กาํ หนดมาตรฐานควบคมุ การระบายนาํ ทิงจาก
อาคารบางประเภทและบางขนาด ราชกจิ จานเุ บกษา ฉบบั ประกาศทวั ไป เล่ม ตอนพเิ ศษ ง ลงวนั ที กมุ ภาพนั ธ์
2537
2) มาตรฐานคณุ ภาพนาํ ทงิ จากโรงงานอตุ สาหกรรมและนิคมอตุ สาหกรรม โดยในประกาศนี
โรงงาน และนิคมอตุ สาหกรรมหรอื โครงการทีจดั ไวส้ าํ หรบั การประกอบอตุ สาหกรรมทมี กี ารจดั การระบายนาํ ทงิ
ลงส่แู หลง่ นาํ ตอ้ งบาํ บดั ใหน้ าํ เสียทรี ะบายจากการประกอบการ (รวมถึงนาํ ใชข้ องพนกั งาน) เป็นไปตาม
มาตรฐานดงั แสดงในตาราง – กอ่ นปลอ่ ยสแู่ หล่งนาํ สาธารณะหรือออกสสู่ ิงแวดลอ้ ม
110
ตาราง –7 มาตรฐานนาํ ทงิ จากโรงงานอตุ สาหกรรมและนคิ มอตุ สาหกรรม
ดัชนคี ุณภาพนาํ คา่ มาตรฐาน วิธีวเิ คราะห์
5.5-9.0 pH Meter
1. ค่าความเป็นกรดและด่าง
(pH value) ไมเ่ กิน 3,000 มก/ล. หรืออาจแตกต่างแลว้ แตล่ ะประเภทของแหล่ง ระเหยแหง้ ทีอณุ หภมู ิ 103-
2. ค่าทีดีเอส รองรบั นาํ ทิง หรอื ประเภทของโรงงานอตุ สาหกรรม ทีคณะกรรมการ 105oC เป็นเวลา 1 ชวั โมง
(TDS หรอื Total Dissolved ควบคมุ มลพิษเหน็ สมควรแต่ไมเ่ กนิ 5,000 มก./ล.
Solids)
3. ของแข็งแขวนลอย นาํ ทงิ ทจี ะระบายลงแหล่งนาํ กรอ่ ยทีมคี า่ ความเค็ม (Salinity) เกนิ 2,000 กรองผ่านกระดาษกรองใยแกว้
(Suspended Solids) มก./ล. หรอื ลงสูท่ ะเลค่าทดี เี อสในนาํ ทิงจะมคี ่ามากกว่าค่าทดี เี อสทีมี (Glass Fiber Filter Disc)
อย่ใู นแหล่งนาํ กรอ่ ยหรอื นาํ ทะเลไดไ้ มเ่ กนิ 5,000 มก.ล.
4. อณุ หภมู ิ (Temperature) เครืองวดั อณุ หภมู ิ วดั ขณะทาํ
ไม่เกิน 50 มก./ล. หรืออาจแตกต่างแลว้ แต่ประเภทของแหลง่ รองรบั นาํ การเกบ็ ตวั อยา่ งนาํ
5. สหี รือกลิน ทงิ หรือประเภทของโรงงานอตุ สาหกรรม หรอื ประเภทของระบบบาํ บดั นาํ ไมไ่ ดก้ าํ หนด
6. ซลั ไฟด์ (Sulfide as H2S) เสยี ตามทีคณะกรรมการควบคมุ มลพิษเห็นสมควรแตไ่ มเ่ กิน 150 มก./ล. Titrate
7. ไซยาไนด์ กลนั และตามดว้ ยวิธี Pyridine
(Cyanide as HCN) ไมเ่ กิน 40oC Barbituric Acid
8. นาํ มนั และไขมนั สกดั ดว้ ยตวั ทาํ ละลาย แลว้ แยก
(Fat, Oil and Grease) ไม่เป็นทพี งึ รงั เกียจ หานาํ หนกั ของนาํ มนั และไขมนั
ไมเ่ กิน 1.0 มก./ล.
9. ฟอรม์ าลดีไฮด์ ไมเ่ กิน 0.2 มก./ล. Spectrophotometry
(Formaldehyde)
10. สารประกอบฟี นอล ไมเ่ กิน 5.0 มก./ล. หรืออาจแตกต่างแลว้ แตล่ ะประเภทของแหล่งรองรบั
(Phenols) นาํ ทงิ หรือ ประเภทของโรงงานอตุ สาหกรรมตามทีคณะกรรมการควบคุม
11. คลอรนี อิสระ มลพิษเหน็ สมควรแตไ่ มเ่ กิน 15 มก./ล.
(Free Chlorine)
12. สารทีใชป้ อ้ งกนั หรอื ไมเ่ กนิ 1.0 มก./ล.
กาํ จดั ศตั รูพืชหรือสตั ว์
(Pesticide) ไมเ่ กิน 1.0 มก./ล. กลนั และตามดว้ ยวธิ ี 4-
13. ค่าบโี อดี (Biochemical ไมเ่ กิน 1.0 มก./ล. Aminoantipyrine
Oxygen Demand : BOD) lodometric Method
14. คา่ ทเี คเอ็น (TKN หรอื ตอ้ งตรวจไม่พบตามวธิ ีตรวจสอบทีกาํ หนด Gas-Chromatography
Total Kjeldahl Nitrogen)
ไมเ่ กิน 20 มก./ล. หรือแตกตา่ งแลว้ แตล่ ะประเภทของแหลง่ รองรบั นาํ ทงิ Azide Modification ทอี ณุ หภมู ิ
15. ค่าซโี อดี (Chemical หรอื ประเภทของโรงงานอตุ สาหกรรม ตามทีคณะกรรมการควบคมุ 20oC เป็นเวลา 5 วัน
Oxygen Demand : COD) มลพิษเหน็ สมควร แตไ่ มเ่ กนิ 60 มก./ล. Kjeldahl
ไม่เกิน 100 มก./ล. หรืออาจแตกต่างแลว้ แตล่ ะประเภทของแหล่งรองรบั
นาํ ทงิ หรอื ประเภทของโรงงานอตุ สาหกรรม ตามทีคณะกรรมการควบคุม Potassium Dichromate
มลพษิ เห็นสมควร แตไ่ มเ่ กิน 200 มก./ล. Digestion
ไม่เกิน 120 มก./ล.หรืออาจแตกตา่ งแลว้ แตล่ ะประเภทของแหลง่ รองรบั
นาํ ทงิ หรือประเภทของโรงงานอตุ สาหกรรม ตามทีคณะกรรมการควบคุม
มลพิษ เห็นสมควร แตไ่ มเ่ กนิ 400 มก./ล.
111
ตาราง –7 มาตรฐานนาํ ทงิ จากโรงงานอุตสาหกรรมและนคิ มอตุ สาหกรรม (ตอ่ )
ดัชนคี ณุ ภาพนาํ คา่ มาตรฐาน วิธีวิเคราะห์
16. โลหะหนัก (Heavy Metal) ไมเ่ กนิ 5.0 มก./ล. Atomic Absorption Spectro Photometry ชนดิ Direct Aspiration
1. สงั กะสี (Zn) หรอื วิธี Plasma Emission Spectroscopy ชนดิ Inductively
ไมเ่ กนิ 0.25 มก./ล. Coupled Plama : ICP
2. โครเมยี มชนิดเฮก็ ซาวาเลน้ ท์ ไมเ่ กนิ 0.75 มก./ล.
(Hexavalent Chromium) ไม่เกนิ 2.0 มก./ล. -Atomic Absorption Spectrophotometry ชนิด Hydride
3. โครเมยี มชนิดไตรวาเลน้ ท์ ไมเ่ กนิ 0.03 มก./ล Generation หรือวธิ ี Plasma Emission Spectroscopy ชนิด
(Trivalent Chromium) ไมเ่ กนิ 1.0 มก./ล Inductively Coupled Plasma : ICP
4. ทองแดง (Cu) ไม่เกนิ 0.2 มก./ล. -Atomic Absorption Spectrophotometry ชนิด Hydride
5. แคดเมียม (Cd) ไมเ่ กนิ 1.0 มก./ล. Generation หรอื วิธี Plasma Emission Spectroscopy ชนิด
6. แบเรียม (Ba) ไมเ่ กนิ 5.0 มก./ล. Inductively Coupled Plasma : ICP
7. ตะกวั (Pb) ไม่เกนิ 0.25 มก./ล. -Atomic Absorption Cold Vapour Techique
8. นคิ เกลิ (Ni)
9. แมงกานสี (Mn) ไม่เกนิ 0.02 มก./ล.
10. อารเ์ ซนิค (As)
ไม่เกนิ 0.005 มก./ล.
11. เซเลเนยี ม (Se)
12. ปรอท (Hg)
ทีมา :ประกาศกระทรวงวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยแี ละสิงแวดลอ้ ม ฉบบั ที 3 (พ.ศ. 2539) ลงวนั ที 3 มกราคม 2539 เรืองกาํ หนด
มาตรฐานควบคมุ การระบายนาํ ทิงจากแหลง่ กาํ เนิดประเภทโรงงานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรม ราชกิจจานุเบกษา เล่มที 113
ตอนที 13 ลงวนั ที 13 กุมภาพนั ธ์ 2539
ทงั นี มกี ารกาํ หนดประเภทของโรงงานอตุ สาหกรรมทีอนุญาตใหร้ ะบายนาํ ทงิ ใหม้ คี า่ มาตรฐาน
แตกตา่ งจากค่ามาตรฐานควบคมุ การระบายนาํ ทงิ ทกี าํ หนดไว้ ดงั แสดงในตราราง – เชน่ โรงฆา่ สตั ว์ เป็นตน้
(รายละเอยี ดอย่ใู นประกาศคณะกรรมการควบคมุ มลพิษ วนั ที สิงหาคม )
3) นอกจากทีไดแ้ สดงไวแ้ ลว้ ยงั มมี าตรฐานนาํ ทงิ อนื ๆ ทีกฎหมายไดป้ ระกาศไว้ เช่น มาตรฐาน
นาํ ทิงลงบ่อนาํ บาดาล (ประกาศกระทรวงอตุ สาหกรรม ฉบบั ที (พ.ศ. )) มาตรฐานนาํ ทิงจากทดี นิ จดั สรร
(ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยแี ละสิงแวดลอ้ ม ฉบบั (ฉบบั ที และ )) มาตรฐานการระบายนาํ
ลงทางนาํ ชลประทานและทางนาํ ทตี อ่ เชือมกบั ทางนาํ ชลประทานในเขตทีโครงการชลประทาน (คาํ สงั กรม
ชลประทานที / ลงวนั ที ธันวาคม ) มาตรฐานเพอื ควบคุมการระบายนาํ ทิงจากฟารม์ สกุ ร
(ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยแี ละสิงแวดลอ้ ม ตีพิมพใ์ นราชกจิ จานเุ บกษา ฉบบั ประกาศทวั ไปเลม่
ตอนพเิ ศษ ง หนา้ ที - วนั ที กมุ ภาพนั ธ์ ) และมาตรฐานควบคมุ การระบายนาํ ทงิ จากสถานี
บรกิ ารนาํ มนั เชือเพลงิ (ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา ฉบบั ประกาศทวั ไป เล่มที ตอนที ง ลงวนั ที
พฤษภาคม ) เป็นตน้ ดงั แสดงในภาคผนวก ก
112
คาํ ถามท้ายบท
1. อธิบายความแตกต่างระหวา่ ง มลพษิ จากแหลง่ กาํ เนดิ ทมี จี ดุ กาํ เนดิ แน่นอน และมลพษิ จากแหลง่ กาํ เนดิ ทีมี
จดุ กาํ เนดิ ไมแ่ นน่ อน ในแงข่ องสารมลพิษ และแนวทางการจดั การ
2. นยิ ามความหมายของคาํ ต่อไปนี
2.1) อตั ราการไหลสงู สดุ ต่อวนั
2.2) อตั ราการไหลสงู สดุ ตอ่ ชวั โมง
2.3) อตั ราการไหลเฉลียหนา้ แลง้
2.4) อตั ราการไหลเฉลียต่อวนั ในรอบปี
3. อธิบายรูปแบบลกั ษณะการเกดิ นาํ เสียและปรมิ าณนาํ เสีย
4. อธิบายและจาํ แนกประเภทของของแข็ง (solids) สาํ หรบั งานนาํ และนาํ เสยี และแสดงวา่ ของแข็งแต่ละ
ประเภทเกียวขอ้ งกบั คา่ บโี อดแี ละซีโอดี และค่าความนาํ ไฟฟา้ อย่างไร
5. สีในนาํ ธรรมชาติ และนาํ เสียและนาํ ทิง เกดิ จากสาเหตใุ ด และกาํ จดั ไดด้ ว้ ยวธิ ีรการใดบา้ ง
6. ระบคุ วามแตกต่างในแงข่ องดชั นคี ณุ ภาพนาํ สาํ หรบั มาตรฐานนาํ ทงิ ประเภทต่างๆ
113
บทที 6
ความรู้เบืองตน้ เกียวกบั ระบบบาํ บดั นาํ เสีย
การบาํ บดั นาํ เสียเป็นการกาํ จดั สารตา่ งๆทีปนเปือนอยใู่ นนาํ เสยี ซงึ มวี ิธกี ารและกระบวนการทีแตกต่าง
กนั ขึนอย่กู บั คณุ สมบตั ิและประเภทของนาํ เสีย ระบบบาํ บดั นาํ เสียโดยทวั ไปจะประกอบดว้ ยหน่วยบาํ บดั (Unit)
ต่างๆ มารวมเขา้ ไวด้ ว้ ยกนั โดยแตล่ ะหนว่ ยบาํ บดั จะมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ ฉพาะแตกตา่ งกนั ไปในการปรบั สภาพและ
กาํ จดั สารปนเปือนจากนาํ เสยี จะเห็นไดว้ ่ามีทงั ความหลากหลายทงั ในดา้ นวิธแี ละกระบวนการ โดยหน่วยบาํ บดั
อาจแบง่ เป็น ชนดิ คอื
1) ปฏิบตั ิการหนว่ ย (Unit Operations) ในหนว่ ยบาํ บดั ชนดิ นี จะเนน้ การใชว้ ิธีทางกายภาพเป็นหลกั
เช่น การกวน การปล่อยใหต้ กตะกอน เป็นตน้
2) กระบวนการหนว่ ย (Unit Processes) ในหนว่ ยบาํ บดั ชนดิ นี จะเนน้ การใชว้ ธิ ีทางเคมี และชวี เคมี
เป็นหลกั เชน่ ระบบแอกทเิ วเต็ดสลดั จ์ (Activated Sludge, AS) เป็นตน้
โดยในทีนถี า้ ไมม่ กี ารเจะจง จะเรยี กทงั ปฏบิ ตั กิ ารหน่วย และกระบวนการหนว่ ย เป็นหนว่ ยบาํ บดั
6.1 ปัจจยั ต่างๆ ในการพิจารณาเพือเลอื กหน่วยบาํ บดั ต่างๆ ในระบบบาํ บัดนําเสีย
ในการเลอื กการปฏิบตั กิ าร และกระบวนการ สาํ หรบั หน่วยบาํ บดั ต่างๆ ในระบบบาํ บดั นาํ เสยี ควร
คาํ นึงถงึ ปัจจยั ต่างๆ ดงั นคี ือ
ความเหมาะสมของกระบวนการ (Process Applicability) ซงึ ความเหมาะสมของกระบวนการจะ
ถกู ประเมินโดยประสบการณ์ ขอ้ มลู จากระบบบาํ บดั เต็มรูปแบบ และขอ้ มลู จากระบบบาํ บดั นาํ รอ่ ง โดยเฉพาะ
ถา้ ประสบปัญหากบั เงือนไขการดาํ เนนิ ระบบทีแปลกไป อาจจะตอ้ งทาํ การทดลองในระบบบาํ บดั นาํ รอ่ งก่อน
ความเหมาะสมกบั ช่วงของปรมิ าณการไหลของนําเสีย (Applicable Flow Range) กระบวนการ
ทใี ชน้ ่าจะเหมาะสมกบั ชว่ งของปรมิ าณการไหลทีคาดว่าจะมี ยกตวั อยา่ งเช่น ระบบบ่อบาํ บดั แบบ
Stabilization Pond จะไมเ่ หมาะกบั ปรมิ าณอตั ราการไหลของนาํ เสยี ทสี งู มากๆ ทีเกดิ จากบริเวณทีมปี ระชากร
หนาแน่น
ความเหมาะสมกบั การผันแปรของปรมิ าณการไหลของนํา (Applicable Flow Variation) หนว่ ย
ปฏิบตั กิ าร และหน่วยกระบวนการส่วนมากจะตอ้ งถกู ออกแบบใหใ้ ชไ้ ดก้ ับอตั ราการไหลของนาํ ในชว่ งกวา้ ง
แมว้ า่ ระบบส่วนมากจะทาํ งานไดด้ ีทีสดุ ในภาวะอตั ราการไหลของนาํ คงที ถา้ อตั ราการไหลของนาํ มีความแปร
ผนั สงู อาจจะตอ้ งมกี ารปรบั ใหป้ รมิ าณนาํ มีความสมาํ เสมอ (Flow Equalization)
ลกั ษณะสมบตั ขิ องนําเสยี ทเี ขา้ ส่รู ะบบ (Influent Wastewater Characteristics) ลกั ษณะสมบตั ิ
ของนาํ เสียจะมผี ลต่อการเลอื กแบบของกระบวนการทีจะใช้ (เชน่ แบบชวี ภาพ หรอื แบบเคมี) และขอ้ กาํ หนดที
เหมาะสมสาํ หรบั การดาํ เนินการระบบ
องคป์ ระกอบทเี ป็ นตวั ยบั ยงั และทไี มม่ ีผลต่อการบาํ บดั (Inhibiting and Unaffected
Constituents) ในนาํ อาจมอี งคป์ ระกอบทีจะเป็นตวั ยบั ยงั กระบวนการบาํ บดั หรอื ไม่มีผลในการบาํ บดั
ขอ้ จาํ กดั ของภมู อิ ากาศ (Climate Constraints) อณุ หภมู จิ ะมผี ลตอ่ อตั ราการเกิดปฏิกริ ยิ าส่วนใหญ่
ในกระบวนการทางชวี ภาพและเคมี กลา่ วคืออณุ หภูมสิ งู อตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าจะสงู ตาม อณุ หภมู ทิ ี
114
เปลียนแปลงลดลงทกุ องศาเซลเซยี ส อตั ราการเกดิ ปฏิกริ ยิ าจะลดลงประมาณครงึ หนึง อณุ หภมู ยิ งั อาจจะ
มีผลตอ่ ลกั ษณะทางกายภาพของอปุ กรณใ์ นระบบบาํ บดั อณุ หภมู ิทีอบอ่นุ อาจเรง่ ใหเ้ กดิ กลินและจาํ กดั การ
แพรก่ ระจายของกลินในอากาศดว้ ย
จลนศาสตรข์ องปฏกิ ิรยิ าหรือเกณฑภ์ าระแบกรับสาร1 (Reaction Kinetics or Loading Criteria)
ของระบบ ถา้ ไมม่ ขี อ้ มลู ของจลศาสตรข์ องปฏกิ ริ ยิ า การออกแบบจะใชภ้ าระแบกรบั สารของระบบ ขอ้ มลู ของ
จลศาสตรข์ องปฏกิ ริ ยิ าหรอื ตามเกณฑภ์ าระบรรทกุ แบกรบั สารของระบบมกั จะไดจ้ ากประสบการณ์ เอกสาร
ตพี มิ พท์ างวชิ าการ และผลจากการเดินระบบนาํ รอ่ ง
อตั ราการสง่ ผ่านมวลสารหรอื เกณฑภ์ าระแบกรบั สารของระบบ (Mass Transfer Rates or
Loading Criteria) ขนาดของถงั ปฏกิ รณข์ ึนกบั อตั ราการสง่ ผ่านมวลสารของระบบ เช่น ถงั เตมิ อากาศ เป็นตน้
ถา้ ไม่มีขอ้ มลู ของอตั ราการส่งผ่านมวลสารของระบบ การออกแบบจะใชภ้ าระแบกรบั สารของระบบ ขอ้ มลู ของ
อตั ราการสง่ ผา่ นมวลสารของระบบ และเกณฑภ์ าระแบกรบั สารของระบบมกั จะไดจ้ ากประสบการณ์ เอกสาร
ตีพิมพท์ างวชิ าการ และผลจากการเดนิ ระบบนาํ รอ่ ง
ความสามารถของระบบ (Performance) โดยมกั จะวดั จากคณุ ภาพของนาํ และความผันแปรของ
คณุ ภาพนาํ ทผี า่ นออกจากระบบ ซงึ จะตอ้ งไมเ่ กนิ ขอ้ กาํ หนดของคณุ ภาพนาํ ทงิ
กากของเหลอื จากกระบวนการบาํ บัด (Treatment Residuals) จะตอ้ งทราบและสามารถประมาณ
ชนดิ และปรมิ าณของ ของแขง็ ของเหลว และแก๊ส ทีเป็นกากของเหลือจากกระบวนการบาํ บดั โดยมากจะทราบ
ปรมิ าณและชนดิ ของกากของเหลือจากกระบวนการบาํ บดั จากการเดนิ ระบบบาํ บดั นาํ รอ่ ง
การกาํ จดั และแปรรูปสลดั จ์ (Sludge Processing) ตอ้ งทราบขอ้ จาํ กดั ของการแปรรูปและกาํ จดั
สลดั จแ์ ละราคา ผลตอ่ ภาระบาํ บดั ของระบบบาํ บดั นาํ เสียทมี าจากการดงึ นาํ จากกระบวนการแปรรูปและกาํ จดั
สลดั จก์ ลบั มาบาํ บดั ในระบบ การเลือกระบบแปรรูปและกาํ จดั สลดั จจ์ ะตอ้ งทาํ รว่ มกบั การเลือกระบบบาํ บดั นาํ
เสยี
ข้อจาํ กดั ดา้ นสิงแวดล้อม (Environmental Constraints) ปัจจยั ทางสิงแวดลอ้ ม เช่น กระแสลมหลกั
และทศิ ทางลม และระยะทางจากแหลง่ ชมุ ชน อาจเป็นขอ้ จาํ กดั หรอื มผี ลต่อกระบวนการบาํ บดั บางชนดิ
โดยเฉพาะเรอื งกลนิ ทเี กดิ ขึน ฟองอากาศทถี กู ลมพดั ไปก่อสภาพนา่ รงั เกียจกบั บรเิ วณใกลเ้ คยี ง เสยี งและสภาพ
การจราจรอาจส่งผลต่อการเลือกสถานทีตงั โรงงานบาํ บดั แหล่งรบั นาํ ทิงจากระบบบาํ บดั อาจมีขอ้ จาํ กดั พิเศษ
ซงึ อาจจะตอ้ งมกี ารกาํ จดั องคป์ ระกอบบางอยา่ งในนาํ เสียก่อนทิงส่แู หล่งนาํ นนั เช่น ธาตอุ าหาร
ความตอ้ งการสารเคมี (Chemical Requirements) ทราบชนดิ และปรมิ าณของทรพั ยากรทีจะตอ้ ง
เป็นภาระผกู พนั ในระยะยาวในการทีจะดาํ เนินหนว่ ยปฏิบตั ิการ และหน่วยกระบวนการใหป้ ระสบความสาํ เรจ็
และผลของการเตมิ สารเคมที มี ตี อ่ ลกั ษณะสมบัตขิ องกากทีเหลอื จากกระบวนการบาํ บดั และค่าใชจ้ า่ ยของการ
บาํ บดั
ความตอ้ งการพลงั งาน (Energy Requirements) จะตอ้ งรูค้ วามตอ้ งการพลงั งาน และพลงั งานทีอาจ
ตอ้ งใชแ้ ละคา่ ใชจ้ า่ ยทีทอี าจจะเกดิ ขึนในอนาคตเพือจะไดอ้ อกแบบระบบบาํ บดั ทีสินเปลืองพลงั งานนอ้ ย
1 ภาระแบกรบั (Load) เป็นคา่ แสดงปรมิ าณของสิงตา่ งๆ เช่น สารมลพษิ ในนาํ เสีย ทีเขา้ สรู่ ะบบในชว่ วงเวลาหนึงๆ มีหนว่ ยเป็น มวล ต่อ เวลา เชน่ กิโลกรมั บี
โอดี ต่อชวั โมง
115
ความตอ้ งการทรัพยากรอนื ๆ (Other Resource Requirements) ชนดิ และปรมิ าณทรพั ยากร
เพิมเตมิ ในกรณีทีจาํ เป็นตอ้ งมี ทีจะตอ้ งเป็นภาระผกู พนั ในระยะยาวในการทีจะทาํ ใหห้ นว่ ยปฏบิ ตั ิการ และ
หน่วยกระบวนการของระบบบาํ บดั ทีเสนอสามารถดาํ เนินการไดเ้ ป็นผลสาํ เรจ็
ความตอ้ งการด้านบุคลากร (Personnel Requirements) จาํ นวนคนและระดบั เงนิ เดอื นรวมทงั
ทกั ษะในการดาํ เนนิ หน่วยปฏิบตั กิ าร และหน่วยกระบวนการของระบบบาํ บดั ทกั ษะทีมอี ยแู่ ละการฝึกฝน
อบรมทีจะตอ้ งมี มีความจาํ เป็นตอ้ งใชร้ ะบบทีตอ้ งการบุคลากรทีมคี วามชาํ นาญสงู หรือไม่ และสามารถหาผทู้ ีมี
ความชาํ นาญสงู ไดห้ รอื ไม่
ระบบเสรมิ (Ancillary Processes) รูว้ ่าตอ้ งการระบบเสรมิ แบบใด ในชว่ งเวลาไหน และผลกระทบ
ต่อระบบทีมตี ่อคุณภาพนาํ เสยี ทีออกมา โดยเฉพาะอย่างยิงเมือระบบนนั เกดิ ขดั ขอ้ ง
การดาํ เนนิ การและและความตอ้ งการในการบาํ รุงรักษา (Operating and Maintenance
Requirements) ความตอ้ งการพิเศษในการดาํ เนนิ ระบบและในการบาํ รุงรกั ษาทีจะตอ้ งจดั หา อะหลยั ทีจาํ เป็น
และราคาและความสามารถในการจดั หา
ความมนั คงของระบบ (Reliability) พิจารณาความมนั คงของหนว่ ยปฏิบตั กิ าร และหนว่ ย
กระบวนการในระยะยาว รูว้ า่ ระบบจะอ่อนไหวเพียงใด ระยะเวลาทีระบบจะสามารถรบั Shock Load และถา้
มี Shock Load เกดิ ขึนจะมผี ลตอ่ คุณภาพนาํ ทีออกมาอยา่ งไร
ความซบั ซ้อน (Complexity) ระดบั ความซบั ซอ้ นของระบบในระหวา่ งการดาํ เนินการปกติ ระดบั
ความรูแ้ ละความสามารถและความรูเ้ พมิ เตมิ ทผี ดู้ าํ เนินระบบตอ้ งไดร้ บั อบรม
ความเข้ากนั ได้ (Compatibility) หนว่ ยปฏบิ ตั ิการ และหนว่ ยกระบวนการสามารถทาํ งานร่วมกบั
ระบบทีมอี ย่ไู ดห้ รอื ไม่ และสามารถขยายโรงบาํ บดั ไดอ้ ยา่ งสะดวกหรอื ไม่
ความสามารถทจี ะปรบั เปลียน (Adaptability) ระบบสามารถทีจะปรบั ใหเ้ ขา้ กบั ความตอ้ งการใน
อนาคตไดห้ รอื ไม่
การวิเคราะหท์ างเศรษฐศาสตรแ์ ละวงจรอายขุ องระบบ (Life Cycle Analysis) การประเมนิ
คา่ ใชจ้ า่ ยตอ้ งคาํ นึงถงึ ทนุ เรมิ แรก และคา่ ใชจ้ ่ายในการดาํ เนนิ การในระยะยาว โรงบาํ บดั ทีมคี า่ ใชจ้ ่ายกอ่ สรา้ ง
เรมิ ตน้ ตาํ ทีสดุ อาจจะไมใ่ ช่ทางเลอื กทีดที ีสดุ เมอื เปรียบเทียบกับค่าดาํ เนนิ การและคา่ บาํ รุงรกั ษา ลกั ษณะและ
ทมี าของเงนิ ทนุ ยงั มผี ลต่อการเลอื กระบบดว้ ย
ขนาดของพนื ที (Land Availability) คาํ นงึ วา่ มีทเี หลอื เพียงพอไมเ่ ฉพาะแตส่ าํ หรบั ระบบทีกาํ ลงั จะมี
เทา่ นนั แตต่ อ้ งคาํ นึงถึงการขยายเพมิ เตมิ ในอนาคตดว้ ย ตอ้ งคาํ นึงถึงพืนทกี นั ชนทตี อ้ งมีไวส้ าํ หรบั เป็นทีวา่ ง
เพือลดผลกระทบทางสายตาและผลกระทบอืนๆ
6.2 ทฤษฎพี นื ฐานการบาํ บัดนําเสีย
นาํ เสยี ทวั ไป โดยเฉพาะนาํ เสยี ชมุ ชน เป็นนาํ เสียทมี มี ีองคป์ ระกอบสว่ นใหญ่เป็นสารอนิ ทรยี ซ์ งึ
ประกอบดว้ ยธาตุ C H O N และS ทสี ามารถยอ่ ยสลายไดด้ ว้ ยกระบวนการทางชวี ภาพ โดยจลุ ินทรยี ช์ นดิ อาศยั
ออกซิเจน หรอื ชนิดไมใ่ ชอ้ อกซิเจน สามารถแสดงดงั สมการขา้ งล่างนี
116
- การยอ่ ยสลายสารอนิ ทรียแ์ บบใชอ้ อกซิเจน
สารอนิ ทรยี ใ์ นนาํ เสยี + ออกซเิ จน + สารอาหาร จลุ นิ ทรยี ์ ก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์ + แอมโมเนยี
(CHONS) (O2) (CO2) (NH3)
+ จลุ นิ ทรยี ใ์ หม่ + สารประกอบอนื ๆ
(C5H7NO2) (6–1)
นอกจากทีแสดงไวใ้ นสมการ ( – ) ปัจจยั อนื ๆ จะตอ้ งเหมาะสมแก่การเจรญิ เตบิ โตของจลุ ินทรยี แ์ บบ
ใชอ้ อกซเิ จน ซงึ ไดแ้ ก่ ความเป็นกรด-ดา่ ง และอณุ หภมู ิ เป็นตน้
นาํ เสียจากชมุ ชนและโรงงานอตุ สาหกรรมขนาดเลก็ ทีปนเปือนดว้ ยทีไมเ่ ป็นพษิ และสามารถยอ่ ย
สลายไดด้ ว้ ยจุลนิ ทรยี อ์ ย่แู ละมีความเขม้ ขน้ ไมม่ ากนกั โดยธรรมชาตขิ องแหลง่ รบั นาํ สามารถเจอื จางและยอ่ ย
สลายสารอนิ ทรียใ์ นนาํ เสยี ใหก้ ลายเป็น กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ แอมโมเนีย และนาํ ในทสี ดุ ส่วนก๊าซ
คารบ์ อนไดออกไซดท์ ีเกดิ ขึนพชื นาํ จะนาํ ไปใชใ้ นการสงั เคราะหแ์ สงและเกดิ ก๊าซออกซเิ จน หมนุ เวยี นไปเช่นนี
กระบวนการยอ่ ยสลายทางธรรมชาตดิ งั กล่าวนีไดถ้ กู นาํ มาประยกุ ตใ์ ชใ้ นระบบบาํ บดั นาํ เสยี โดยการจาํ ลอง
เลียนแบบการทาํ งานของแหล่งนาํ ธรรมชาตใิ หก้ ลายเป็นบอ่ บาํ บดั นาํ เสยี ทีมีขนาดเหมาะสมกบั ปรมิ าณนาํ เสียที
บาํ บดั หรือ อาจเพมิ ประสทิ ธิภาพการทาํ งานใหด้ ียงิ ขึนโดยการตดิ ตงั อปุ กรณ์ เช่น เครืองเตมิ อากาศ เป็นตน้
- การยอ่ ยสลายสารอนิ ทรียแ์ บบไมใ่ ชอ้ อกซเิ จน
สารอนิ ทรียใ์ นนาํ เสีย + สารอาหาร จลุ ินทรีย์ ก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์ + กา๊ ซมเี ทน + อืนๆ
(CHONS) (CO2) (CH4))
(6–2)
การยอ่ ยสลายโดยไมใ่ ชอ้ อกซเิ จน มีกระบวนการบาํ บดั หลายขนั ตอนดงั ทีไดก้ ล่าวไวใ้ นสว่ นของจลุ
ชวี วทิ ยาพืนฐานของนาํ และนาํ เสยี เพือทจี ะยอ่ ยสลายสารอินทรยี ใ์ หก้ ลายเป็นก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์ ก๊าซ
มีเทน (CH4) และกา๊ ซอืนๆ อกี เล็กนอ้ ย ไดแ้ ก่ ก๊าซไฮโดรเจน (H2) ไนโตรเจน (N2) ไฮโดรเจนซลั ไฟด์ (H2S) หรอื
ก๊าซไข่เน่า โดยในธรรมชาตกิ ระบวนการบาํ บดั แบบไมใ่ ชอ้ อกซิเจนจะพบไดใ้ นแหล่งนาํ นิงทมี คี วามลึกมาก เชน่
อ่างเกบ็ นาํ หรอื บึงขนาดใหญ่ และในชนั ดนิ ตะกอน
6.3 กระบวนการบาํ บัดนําเสยี
กระบวนการบาํ บดั นาํ เสยี แบง่ ออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 3 ประเภท คอื
1) ปฏิบตั กิ ารหน่วยทางกายภาพ (Physical Unit Operations)
2) กระบวนการหน่วยทางเคมี / ทางกายภาพเคมี (Chemical / Physicochemical Unit Process)
3) กระบวนการหนว่ ยทางชวี ภาพ / ทางชวี เคมี (Biological / Biochemical Unit Process)
1) ปฏบิ ตั ิการหน่วยทางกายภาพ (Physical Unit Operations) เป็นกระบวนการแยกของแขง็
(สว่ นใหญเ่ ป็นของแข็งแขวนลอยขนาดใหญ่ ซงึ ตกตะกอนดว้ ยตวั เองไดง้ ่าย) เชน่ ขยะต่างๆ ทีมากบั นาํ เสยี
กรวด ทราย หรือไขมนั และนาํ มนั (ทไี ม่ละลายนาํ ) ในนาํ เสยี ออกกอ่ นทีจะเขา้ ระบบบาํ บดั ในขนั ตอนตอ่ ไป เพือ
117
ปอ้ งกนั ความเสยี หายของเครืองสบู (Pump) ปฏิบตั กิ ารหนว่ ยทางกายภาพนีขึนอย่กู บั ชนดิ ของนาํ เสยี ทีบาํ บดั
โดยทวั ไปไดแ้ ก่ ตะแกรง (Bar Screen) บอ่ ดกั ดินตะกอน (Grit Chamber) บ่อดกั ไขมนั เป็นตน้
2) กระบวนการหน่วยทางเคมี / ทางกายภาพเคมี (Chemical / Physicochemical Unit
Process) เป็นกระบวนการเตมิ สารเคมไี ปในนาํ เสีย เพอื บาํ บดั ใหไ้ ดน้ าํ ทิงตามมาตรฐาน ซงึ ใชส้ าํ หรบั นาํ เสียทมี ี
ส่วนประกอบอยา่ งใดอยา่ งหนึง อนั ไดแ้ ก่ มีคา่ pH สงู หรอื ตาํ เกนิ ไป มโี ลหะหนกั ทีเป็นพษิ (เชน่ ดบี กุ สังกะสี เป็น
ตน้ ) มีตะกอนแขวนลอยขนาดเลก็ ทีตกตะกอนไดย้ าก มสี ารประกอบอนินทรยี ล์ ะลายนาํ ทีเป็นพษิ (เช่น ซลั ไฟด)์
มไี ขมนั หรอื นาํ มนั ละลายนาํ รวมทงั สี กลิน และเชือโรค โดยส่วนใหญ่จะกาํ จดั ของแขง็ แขวนลอยขนาดเล็ก หรอื
ของแขง็ ทตี กตะกอนดว้ ยตนเองชา้ กระบวนการหน่วยทางเคมี / ทางกายภาพเคมี ไดแ้ ก่ กระบวนการโคแอกกเู ล
ชนั -ฟล็อกคเู ลชนั (Coagulation-Flocculation) สาํ หรบั ใหแ้ ขวนลอยขนาดเลก็ และคอลลอยดจ์ บั ตวั กนั เป็นกอ้ น
ใหญ่ขึนแลว้ จงึ ส่งไปยงั ถงั ตกตะกอนหรอื ถงั กรองต่อไป กระบวนการตกตะกอนผลกึ (Precipitation) และการ
แลกเปลียนไอออน (Ion Exchange) สาํ หรบั การบาํ บดั ของแข็งละลายต่าๆ กระบวนการดดู ติดผวิ (Adsorption)
สาํ หรบั การบาํ บดั สแี ละกลิน กระบวนการออกซิเดชนั -รดี กั ชนั (Oxidation-Reduction) สาํ หรบั การกาํ จดั
สารอนิ ทรียแ์ ละการฆา่ เชือโรค (Disinfection) และกระบวนการปรบั pH ในกรณีทีนาํ เสียมคี า่ pH ไม่เหมาะทีจะ
ปล่อยออก หรอื เพือตกตะกอนผลกึ ของโลหะหนกั บางชนดิ เป็นตน้
3) กระบวนการหน่วยทางชวี ภาพ / ทางชีวเคมี (Biological / Biochemical Unit Process)
เป็นกระบวนการทีใชจ้ ลุ นิ ทรยี ใ์ นการกาํ จดั สารอนิ ทรียท์ งั ทเี ป็นคอลลอยดท์ ีแขวนลอย รวมทงั สารอนิ ทรียท์ ี
ละลายอยใู่ นนาํ เสยี และในบางกรณียงั ใชใ้ นการบาํ บดั ธาตอุ าหาร (Nutrient) ออกจากนาํ เสยี ดว้ ย ความสกปรก
ในรูปของสารอนิ ทรยี ท์ ีบาํ บดั ไดจ้ ะตอ้ งเป็นสารอนิ ทรยี ซ์ งึ สามารถถกู ใชเ้ ป็นแหลง่ ของคารบ์ อน และแหลง่ ของ
พลงั งานโดยจลุ ินทรียเ์ พือสงั เคราะหเ์ ซลลใ์ หมไ่ ด้ ผลกค็ อื ทาํ ใหค้ วามสกปรกในนาํ เสยี ลดลง โดยจลุ นิ ทรีย์
อาจเป็นแบ่งใชอ้ อกซเิ จนหรอื ไมใ่ ชอ้ อกซเิ จนกไ็ ดด้ งั ทีไดก้ ล่าวมาแลว้ ซงึ ในแต่ละประเภทยงั สามารถแบ่งออกได้
เป็น แบบทีใหจ้ ลุ นิ ทรียล์ อ่ งลอยอย่ใู นนาํ เสยี (Suspended Growth) และแบบทใี หจ้ ลุ นิ ทรยี เ์ กาะติดกับวสั ดุ
ตวั กลาง (Attached Growth) ระบบบาํ บดั ทีอาศยั หลกั การทางชวี ภาพมีหลายชนดิ อาทเิ ช่น แอกทเิ วเตด็ สลดั จ์
(Activated Sludge, AS) ระบบโปรยกรอง (Trickling Filter) ระบบชดุ สมั ผสั หมนุ ชวี ภาพ (Rotating Biological
Reactor, RBC) และระบบถงั กรองไรอ้ ากาศ (Anaerobic Filter ) เป็นตน้
6.4 ขันตอนการบาํ บดั นําเสีย
ขนั ตอนในการบาํ บดั นาํ เสยี ขึนอย่กู บั ลกั ษณะของนาํ เสียแต่ละชนดิ โดยการบาํ บดั นาํ เสยี สามารถแบ่ง
ออกตามขนั ตอนไดด้ งั นี
1) ระบบบาํ บัดขันตน้ (Primary Treatment)
2) ระบบบาํ บดั ขันทสี อง (Secondary Treatment)
3) ระบบบาํ บดั ขันทสี าม (Tertiary Treatment)
4) ระบบการฆา่ เชือโรค (Disinfection)
5) การบาํ บดั และกาํ จัดสลัดจ์ (Sludge Treatment and Removal)
ขนั ตอนของกระบวนการบาํ บดั นาํ เสยี วตั ถปุ ระสงคห์ ลกั ของแตล่ ะกระบวนการและรูปแบบระบบบาํ บดั
นาํ เสียไดแ้ สดงในรูปที - และ - ตามลาํ ดบั
118
119
รูปที -1 ขนั ตอนของกระบวนการบาํ บดั นาํ เสยี และวตั ถปุ ระสงคห์ ลกั ของแตล่ ะกระบวนการ
119
120
รูปที -2 รูปแบบระบบบาํ บดั นาํ เสยี ทวั ไป
120
1) ระบบบาํ บดั ขนั ตน้ (Primary Treatment) เป็นการบาํ บดั นาํ เสยี ขนั ตอนแรก หนว่ ยบาํ บดั
มกั จะเป็นปฏบิ ตั กิ ารหนว่ ยทางกายภาพ ในการกาํ จดั สารทีลอยหรอื ตกตะกอนไดใ้ นนาํ เสีย หรอื แยกของแขง็ ทีไม่
ละลายนาํ ออกจากนาํ เสยี เป็นการลดปรมิ าณของแขง็ และนาํ มนั หรอื ไขมนั ทีลอยอยู่ ดงั ไดก้ ลา่ วมาแลว้ และลด
ปรมิ าณภาระแบกรบั สาร (Load) ของการบาํ บดั นาํ เสียในขนั ตอ่ ไป กระบวนการบาํ บดั ขนั ตน้ ไม่เนน้ การกาํ จดั
สารอนิ ทรีย์ อยา่ งไรก็ตามกระบวนการนีอาจจะกาํ จดั ปรมิ าณของแข็งและบโี อดไี ดร้ าว 0 -35 เปอรเ์ ซน็ ต์ หนว่ ย
บาํ บดั ทใี ชม้ ีดงั นี
1.1) การดกั ด้วยตะแกรง (Screening) ใชส้ าํ หรบั ดกั สิงของทลี อยนาํ เช่น เศษขยะ
เศษผา้ ใบไม้ ถงุ พลาสตกิ เป็นตน้ แบ่งเป็นตะแกรงหยาบ มชี อ่ งขนาด มิลลเิ มตร ช่องตะแกรง
ขนาดกลาง มชี อ่ งขนาดเล็กกวา่ มิลลิเมตร และแบบละเอียด มีชอ่ งขนาด . – มลิ ลเิ มตร โดย
ตะแกรงจะวางเอียงไปตามทศิ ทางไหลของนาํ โดยมีความเอยี งประมาณ – องศา ตะแกรงจะ
ช่วยป้องกนั มใิ หเ้ ครืองสบู นาํ อดุ ตนั
1.2) การกาํ จดั กรวด-ทราย (Grit Removal) ในขนั นจี ะออกแบบบ่อโดยทาํ ใหน้ าํ มี
ความเรว็ อย่ใู นช่วง ถงึ เซนติเมตรตอ่ วินาทีเพือใหด้ นิ กรวด ทราย ทีนาํ พามาตกตะกอนออกไป
มีเวลาเก็บกกั ประมาณ 1 - 3 นาที อาจมกี ารใหอ้ ากาศ เพือไมใ่ หส้ ารแขวนลอยอืนตกตะกอนในถังนี
นอกจากกรวดและทราย
1.3) การตกตะกอนขนั ตน้ (Primary Sedimentation) มลี กั ษณะคลา้ ยกบั บอ่ กาํ จดั
กรวด-ทราย แต่มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พือกาํ จดั อนภุ าคทมี ขี นาดเลก็ กวา่ ทีลอดผ่านตะแกรงมาได้ ถงั
ตกตะกอนเป็นถงั ขนาดใหญ่ทีเป็นทีพกั นาํ เสีย อตั ราการไหลจะอยใู่ นชว่ ง ถึง เซนตเิ มตรตอ่
วนิ าที และมเี วลากกั พกั ประมาณ – ชวั โมง นาํ เสยี ทีไหลออกไปจึงมตี ะกอนแขวนลอยเหลอื นอ้ ย
โดยถงั ตกตะกอนทีมีความลกึ ประมาณ - เมตร ถังตกตะกอนมีบทบาทอยใู่ นกระบวนการบาํ บดั นาํ
เสียแบบต่างๆ เกอื บทกุ ประเภท และถือเป็นหน่วยสาํ คญั ในการกาํ จดั ตะกอนแขวนลอยในนาํ
ประสิทธิภาพปกตเิ ท่ากบั - % ปรมิ าณของแข็งทตี กตะกอนลงส่กู น้ ถงั เรียกวา่ สลดั จ์ (Sludge)
จะถกู สบู ออกไปในการตกตะกอน อาจมีการเติมสารเคมี เช่น พอลิเมอรเ์ พือเพมิ ประสิทธิภาพในการ
กาํ จดั ปรมิ าณของแขง็ ใหส้ งู ถงึ % ได้
1.4) การกาํ จดั นํามนั และไขมนั (Oil and Grease Removal) โดยทวั ไปแลว้ ก่อนทีนาํ
เสียชมุ ชนจะถกู ปลอ่ ยทิง อาจผา่ นถงั ดกั ไขมนั มาแลว้ ขนั หนึง อยา่ งไรก็ตาม ยงั มอี กี จาํ นวนมากทียงั คง
เหลืออยใู่ นนาํ เสีย ถงั ดกั ไขมนั และนาํ มนั อาศยั หลกั ทีวา่ ไขมนั หรอื นาํ มนั เบากวา่ นาํ จงึ ลอยตวั อยเู่ หนือ
นาํ ทางออกของถงั ดกั ไขมนั จงึ จ่มุ อย่ใู ตน้ าํ (ตาํ กวา่ ชนั ไขมนั หรอื นาํ มนั ) และสามารถดงึ เฉพาะสว่ นที
เป็นนาํ ออกจากถงั ดกั ดว้ ยท่อรูปตวั T ในถงั วงขอบซเี มนต์ ไขมนั หรอื นาํ มนั จะสะสมตวั อย่ใู นถงั ดกั
และสามารถตกั ออกไปทิงได้ ถงั ซเี มนตน์ เี ป็นถงั ดกั ไขมนั ขนาดเล็กทีนยิ มใชก้ บั นาํ เสียจากการปรุง
อาหาร ซงึ เป็นนาํ เสียทมี ปี รมิ าตรตาํ ในกรณีทีนาํ เสียมปี รมิ าตรสงู ควรใชถ้ งั แยกนาํ มนั หรือไขมนั แบบ
ทเี รยี กวา่ API Separator นาํ เสียทมี ีนาํ มนั หรือไขมนั ละลายอย่ไู ม่สามารถใชถ้ ังดกั หรือแยกนาํ มนั
ดงั กล่าวได้ เนืองจากนาํ มนั จบั เป็นเนือเดยี วกบั นาํ เสยี วธิ ีแกไ้ ข คอื ตอ้ งทาํ ใหน้ าํ มนั และนาํ เสยี แยกตวั
จากกนั โดยใชส้ ารเคมชี ่วยเสียกอ่ น จากนนั จงึ ใชถ้ งั ดกั หรอื แยกไขมนั และนาํ มนั บางครงั การแยก
นาํ มนั หรอื ไขมนั อาจใชว้ ิธีทาํ ใหล้ อยตวั (Flotation) ได้
121
ในบางกรณีทีนาํ เสยี มสี ารพิษเชน่ โลหะหนกั และสารประกอบอินทรยี บ์ างชนดิ อาจจะมกี ารกาํ จดั
สารพิษเหล่ากอ่ นเขา้ สรู่ ะบบชวี ภาพ เช่น การปรบั pH และการบาํ บดั ดว้ ยโอโซน เป็นตน้
2) ระบบบาํ บัดขนั ทสี อง (Secondary Treatment) จะเป็นการบาํ บดั นาํ เสียโดยการกาํ จดั
สารอนิ ทรยี ์ และสารแขวนลอยออกจากนาํ เสยี โดยกระบวนการทางชวี ภาพและกระบวนการทางเคมี ซงึ สามารถ
กาํ จดั บโี อดีใหล้ ดลงอกี 50 – 90 เปอรเ์ ซ็นต์ ขึนอย่กู บั ระบบทีใช้ ยกตวั อย่างเช่น
2.1) ระบบตะกอนเร่ง (AS: Activated sludge) ประกอบดว้ ยถงั เตมิ อากาศ เพอื ให้
จลุ นิ ทรียท์ าํ การย่อยสลาย BOD เป็นปฏิกิรยิ าทีใชอ้ อกซเิ จน และสรา้ งจลุ นิ ทรียใ์ หม่ขึน ระยะเวลาการ
เติมอากาศมกั ใชเ้ วลา - ชวั โมง ในถงั ลกึ - เมตร นาํ เสียจงึ ถกู นาํ เขา้ ถงั ตกตะกอนขนั ทสี อง
(Secondary Sedimentation) ตะกอนในทีนคี อื สลดั จ์ (Sludge) หรอื จลุ ินทรียท์ ถี กู ผลิตขนึ โดยส่วน
หนงึ จะถกู สง่ กลบั ไปยงั ถังเตมิ อากาศ เพือเป็นเชือในการบาํ บดั ตอ่ ไป ส่วนทีเหลือจะถกู ส่งไปยงั ระบบ
กาํ จดั สลดั จ์
2.2) ระบบสระเติมอากาศ (Aerated Lagoon) ระบบนีใชป้ ฏกิ ริ ยิ าทางชวี วทิ ยา
เช่นเดยี วกบั ระบบตะกอนเรง่ แตม่ กั ใชบ้ อ่ ทีขดุ ขึนใหล้ กึ - เมตร และระยะเวลาเก็บกกั - วนั ใช้
ระบบเตมิ อากาศบนผิวนาํ และไม่มกี ารใชต้ ะกอนหมุนเวยี น
2.3) ระบบควู นเวยี น (Oxidation Ditch) เหมือนกบั ระบบตะกอนเรง่ แตใ่ ชร้ ูปถงั เป็น
เหมือนรูปคลองรูปไข่ และมกั ใชร้ ะบบเติมอากาศบนผวิ นาํ แบบแนวนอนทีเรียกวา่ Brush Rotor ในถงั
ลึก – เมตร ระยะเวลาเกบ็ กกั ราว ชวั โมง
2.5) ระบบบ่อผงึ แดด (Oxidation Pond) เป็นบอ่ บาํ บดั สารอนิ ทรยี จ์ ากนาํ เสยี ตาม
ธรรมชาติ อาศยั เพยี งการถา่ ยเทออกซิเจนจากอากาศเหนอื ผิวนาํ ตามธรรมชาติ และการสงั เคราะห์
แสงของพชื สเี ขยี วโดยเฉพาะสาหรา่ ย ใชเ้ วลาเกบ็ กกั นานถึง – เดอื น ในบ่อลกึ – เมตร
ปฏกิ ริ ยิ าขึนกบั ออกซเิ จนในบอ่ ทีก่อใหเ้ กดิ แบคทเี รียแบบ Aerobic Facultative หรอื Anaerobic ถา้
บ่อลกึ อาจส่งกลินเหม็นเมอื เกิดปฏกิ ิรยิ าแบบไรอ้ ากาศขึนทกี น้ บ่อ เพราะเกดิ กา๊ ซไขเ่ น่า (H2S) จากการ
ยอ่ ยสลาย
2.6) ระบบโปรยกรอง (Trickling Filter) ใชว้ ธิ ีโปรยนาํ เสยี บนผวิ หนา้ ของชนั ตวั กลาง
เช่น หิน ในถงั ทีมขี นาดเสน้ ผ่าศนู ยก์ ลาง – เมตร ลกึ ประมาณ – เมตร โดยอาศยั ปฏกิ ริ ยิ า
ชีวภาพของจุลนิ ทรยี เ์ กาะบนผวิ ของกอ้ นหนิ ปัจจบุ นั ใชช้ นั ของพลาสติกทีทาํ เป็นโครงสรา้ งโปรง่ แทน
กอ้ นหิน เพือเพมิ เนือทใี หจ้ ลุ ินทรยี เ์ กาะ และเพมิ ชอ่ งอากาศ ทาํ ใหน้ าํ หนกั ของชนั ตวั กลางเบา สามารถ
กอ่ สรา้ งใหถ้ งั ปฏิกิรยิ าทีบรรจชุ นั ตวั กลางมคี วามสูงไดถ้ งึ เมตร
2.7) ระบบจานหมนุ ชวี ภาพ (RBC: Rotating Biological Contactor) ใชแ้ ผ่น
พลาสตกิ ทาํ เป็นรูปทรงกระบอกแนวนอน ขนาดเสน้ ผ่าศนู ยก์ ลางประมาณ – เมตร แผน่ จะจมอยู่
ในนาํ ราว % - % ของพืนทหี นา้ ตดั ขึนกบั ชนิดของตวั กลาง และหมนุ ไปชา้ ๆ รอบแกน เป็นการให้
โอกาสจุลนิ ทรียท์ ีตดิ อย่กู บั แผน่ ไดร้ บั อากาศและอาหาร (จากนาํ เสีย) สลบั กนั ไป
2.8) ระบบบาํ บดั โดยดนิ (Land Treatment) ไดแ้ ก่ การเอานาํ เสยี มาใชใ้ นการเกษตร
หรอื ปลอ่ ยใหซ้ มึ ไปในดิน ทงั นพี ชื ทีปลกู ไม่ควรเป็นพืชทีใชใ้ นการบรโิ ภคของมนุษย์ นอกจากนาํ เสยี นนั
จะไดร้ บั การฆา่ เชือโรคอย่างสมบรู ณก์ ่อนแลว้
122
2.9) ระบบบ่อผักตบชวา (Water Hyacinth Pond) เป็นระบบบาํ บดั นาํ เสียทเี ป็น
ธรรมชาติโดยอาศยั ผกั ตบชวา ซงึ สามารถเจรญิ เตบิ โตไดด้ ใี นนาํ เสีย โดยใชส้ ารอนิ ทรยี ์ (BOD) รวมทงั
ไนโตรเจน และฟอสฟอรสั ในนาํ เสียเป็นอาหาร ทงั ยงั สามารถดดู สารโลหะหนกั และสารพษิ เชน่
ทองแดง อารเ์ ซนกิ และตะกวั สะสมไวใ้ นตน้ ดว้ ย การเกบ็ กกั ใชเ้ วลา – วนั ผกั ตบชวาสามารถ
นาํ มาทาํ ป๋ ยุ หมกั ได้ แตส่ ารพษิ ทีสะสมไวอ้ าจเป็นปัญหาถา้ ใชเ้ ป็นป๋ ยุ สาํ หรบั พชื ทีมนษุ ยใ์ ชบ้ รโิ ภค
2.10) ระบบยเู อเอสบี (Up-flow Anaerobic Sludge Blanket, UASB) เป็นระบบบาํ บดั
แบบไรอ้ ากาศ โดยใหน้ าํ เสียไหลยอ้ นกลบั จากกน้ บ่อทีเลียงจลุ ินทรียท์ ีทาํ ปฏิกิรยิ ากบั สารอนิ ทรยี ์ BOD
โดยไมใ่ ชอ้ ากาศ เพือทาํ ลายสารอินทรยี ์ และผลติ ก๊าซมเี ทน (Methane) ระยะเวลาเก็บนานประมาณ
ชวั โมง ในถงั ลกึ เมตร
2.11) ระบบกักใหร้ ะเหย (Storage and Evaporation) เป็นระบบทีใชบ้ ่อเกบ็ กกั
นาํ ได้ – เดือนในชว่ งหนา้ ฝน แลว้ นาํ มาตากแหง้ แบบนาเกลือบนลานตากในชว่ ง – เดอื นในฤดู
แลง้ เพราะประเทศไทยมีแดดจดั สามารถระเหยนาํ ได้ - มลิ ลิเมตรตอ่ วนั เมอื นาํ เสยี ระเหยไปหมดก็
จะเหลือแต่สลดั จแ์ หง้ ซงึ นาํ มาทาํ ป๋ ยุ ได้
3) ระบบบาํ บดั ขนั ทสี าม (Tertiary Treatment) เป็นการกาํ จดั นาํ เสียโดยการกาํ จดั สาร
แขวนลอย ของแข็งละลายบางชนิด สารอินทรียท์ ีจลุ ชีพใชไ้ มไ่ ด้ สารอาหาร (Nutrient) สี กลนิ และสิงเจือปน
อนื ๆ ทหี ลงเหลอื จากการบาํ บดั ขนั ทสี อง เช่น การกาํ จดั ไนโตรเจนและฟอสฟอรสั จากนาํ เสยี โดยมกั จะมี
วตั ถุประสงคเ์ พอื ใหน้ าํ ทไี ดผ้ ่านการบาํ บดั แลว้ สามารถนาํ กลบั มาใชไ้ ดอ้ ีก หรอื สามารถระบายส่แู หลง่ รบั นาํ โดย
ไม่กอ่ ใหเ้ กิดปัญหายโู ทรฟิเคชนั (Eutrophication)2 หน่วยบาํ บดั ในขนั ตอนนี อาจประกอบดว้ ยระบบดงั ตอ่ ไปนี
3.1) การกาํ จัดไนโตรเจน (Nitrogen Removal) ไดแ้ ก่ การเปลียนรูปของไนโตรเจนใน
นาํ เสียจากแอมโมเนีย (NH ) ใหเ้ ป็นไนเตรต (NO - ) โดยกระบวนการ Nitrification ในสภาวะทีมี
ออกซิเจน และการเปลียนไนเตรต (NO - ) ใหเ้ ป็นกา๊ ซไนโตรเจน (N ) ในกระบวนการ Denitrification
ในสภาวะทีไมม่ อี อกซเิ จน เป็นวิธีทีใชจ้ ลุ ินทรียจ์ าํ เพาะชนดิ เพือกอ่ ใหเ้ กดิ ปฏิกิรยิ าทีตอ้ งการ
3.2) การกาํ จดั ฟอสฟอรัส (Phosphorus Removal) ไดแ้ ก่ การเปลียนฟอสฟอรสั ที
ละลายนาํ อยู่ ใหเ้ ป็นรูปทีไมล่ ะลายนาํ และตกตะกอนแยกจากนาํ ได้ สารเคมีทใี ชท้ าํ ปฏิกริ ยิ ากบั
ฟอสฟอรสั ไดแ้ ก่ สารสม้ (Alum หรอื Aluminum Sulfate) และ Ferric Chloride
3.3) การกรอง (Filtration) ไดแ้ ก่ การกาํ จดั ปรมิ าณของแขง็ จากนาํ เสยี เพอื ใหไ้ ดน้ าํ ทีมี
คณุ ภาพสงู อาจใชเ้ ยือกรอง (Membrane) ซงึ มกั จะมคี า่ ใชจ้ ่ายสงู หรือใชช้ นั ตวั กลางเชน่ คารบ์ อน
และทรายขนาดเล็ก ในถงั ลกึ ประมาณ เมตร อาจใชร้ ว่ มกบั สารสรา้ งตะกอน (Coagulant) ชว่ ยให้
ของแขง็ จบั ตวั เป็นกอ้ นใหญ่กอ่ นผ่านชนั กรอง เพอื เพิมประสทิ ธิภาพ
3.4) การดดู ติดผวิ ดว้ ยถ่าน (Carbon Adsorption) ไดแ้ ก่ การกาํ จดั สารอนิ ทรียท์ ี
ละลายนาํ และไม่ถกู ย่อยสลายดว้ ยปฏิกริ ยิ าทางชวี ภาพ เช่น สารทีทาํ ใหเ้ กดิ สีและกลิน โดยการใหถ้ กู
2 ภาวะทีมีธาตอุ าหาร เช่นไนโตรเจน และ ฟอสฟอรสั ในแหล่งนาํ มากเกินไปทาํ ใหส้ าหรา่ ยเตบิ โตอย่างรวดเร็ว (Bloom) อาจกอ่ ใหเ้ กดิ ภาวะขาดออกซเิ จน
ละลายในนาํ จากการเนา่ เปือยของสาหรา่ ยทีตายและทบั ถมอยใู่ นแหล่งนาํ นนั หรือในช่วงกลางคืนทีสาหรา่ ยไมม่ กี ารสงั เคราะหแ์ สง ก่อใหเ้ กิดการขาดแคลน
ออกซิเจน ความแตกตา่ งของออกซิเจนในเวลากลางวนั และกลางคืนมผี ลตอ่ สิงมชี วี ติ บางชนดิ ทีไม่สามารถทนสภาพดงั กล่าวได้ มผี ลต่อวงจรหว่ งโซ่อาหารใน
นาํ (Aquatic Food Chain) รวมทงั อาจเกดิ ความเป็นพษิ ถา้ สาหรา่ ยทีเติบโตอย่างรวดเรว็ เป็นชนดิ ทีมีพษิ
123
ดดู ไวบ้ นผวิ ของถา่ นกมั มนั ต์ (Activated Carbon) ซงึ ถ่านทใี ชจ้ นหมดสภาพแลว้ สามารถนาํ ไปฟื นฟู
สภาพ (Regenerate) และนาํ กลบั มาใชใ้ หม่ไดด้ ว้ ยการเผาไหส้ ารอนิ ทรยี ร์ ะเหยไป
3.5) การแลกเปลยี นประจุ (Ion Exchange) เป็นการใชส้ ารตวั ลางทีมีประจทุ ีพืนผวิ
อาจทาํ มาจากโพลิเมอร์ หรอื ผลึกซโี อไลท์ (Zeolite) ทสี ามารถแลกเปลียนกบั ประจใุ นนาํ ได้ มี
วตั ถปุ ระสงคเ์ พอื กาํ จดั ของแขง็ ละลาย และไอออนทีไม่ตอ้ งการออกจากนาํ
3.6) การกาํ จดั ฟอสฟอรัสและไนโตรเจนพรอ้ มกนั (Combined Removal of
Phosphorus and Nitrogen) ไดแ้ ก่ การใชถ้ งั หรอื โซนแบบไรอ้ ากาศ กึงไรอ้ ากาศ และใหอ้ ากาศ
สลบั กัน เพอื กาํ จดั ฟอสฟอรสั และไนโตรเจน มกั จะเป็นวธิ ีทีสงวนลิขสิทธิ เช่น Bardenpho System
UCT หรอื VIP เป็นตน้ โดยแตล่ ะระบบจะมีการออกแบบและควบคมุ ทีแตกต่างกนั โดยเฉพาะ เพือให้
เกดิ ปฏิกริ ยิ าตามตอ้ งการ
4) ระบบการฆา่ เชือโรค (Disinfection) การฆา่ เชอื เป็นการบาํ บดั ขนั สดุ ทา้ ยกอ่ นทจี ะปล่อยทงิ
ลงส่แู หลง่ นาํ หรอื นาํ กลบั มาใชใ้ หม่ นาํ ทีเขา้ สกู่ ระบวนการนีจะเป็นนาํ ใส ถา้ เป็นนาํ ทขี ่นุ จะตอ้ งถกู กรองใหใ้ ส
กอ่ นเพือใหก้ ารฆา่ เชือเกดิ อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ วธิ ีทีใชโ้ ดยมากมกั จะเป็นวธิ ีทางเคมโี ดยการเตมิ สารออกซไิ ดซท์ ี
รุนแรง เชน่ คลอรนี และโอโซน หรอื ใชแ้ สงอตั ราไวโอเลต (Ultraviolet, UV) หรอื เป็นการผสมระหว่างการใช้
โอโซน และแสงอตั ราไวโอเลต เป็นตน้
5) การบําบัดและกาํ จัดสลดั จ์ (Sludge Treatment and Removal) จากประสบการณใ์ นการ
จดั การแกไ้ ขปัญหานาํ เสียในหลาย ๆ ประเทศ พบว่า กระบวนการบาํ บดั และกาํ จดั ตะกอนในขนั สดุ ทา้ ยเป็น
ปัญหาทีสาํ คญั ทีผูอ้ อกแบบและผคู้ วบคุมการดาํ เนนิ ระบบมกั จะประสบกบั ความยงุ่ ยากอย่เู สมอ นอกจากนีได้
พบวา่ คา่ ลงทนุ และคา่ ใชจ้ า่ ยในการกาํ จดั ตะกอนนบั เป็นสดั สว่ นทคี ่อนขา้ งสงู คอื อยใู่ นราวรอ้ ยละ 20-40 ของคา่
ลงทนุ และคา่ ใชจ้ า่ ยทงั หมดของโครงการ ไม่คมุ้ กบั การลงทนุ ในเชงิ พาณิชย์
ตะกอนทีเกดิ จากกระบวนการบาํ บดั นาํ เสียต่างๆ สว่ นใหญ่อยใู่ นรูปของสารอนิ ทรีย์ ซงึ เมือปลอ่ ยทิงไว้
ก็จะเกดิ การยอ่ ยสลายโดยจลุ ินทรียแ์ ละจะมกี ลินเหมน็ เนืองจากเกิดการยอ่ ยสลายแบบไม่ใชอ้ อกซิเจน นอกจาก
นตี ะกอนดงั กล่าวจะมีปรมิ าณมากเนืองจากมนี าํ อย่ใู นสดั สว่ นสงู (95-99%) ดงั นนั จงึ จาํ เป็นทีจะมกี ารบาํ บดั
กอ่ นทีจะนาํ ไปกาํ จดั ในขนั สดุ ทา้ ย โดยการปรบั สภาพ (Conditioning) การรดี นาํ รวมทงั ทาํ ลายเชอื โรคและลด
กลิน (Stabilization) เพือลดปรมิ าณของนาํ ในกากตะกอน (Cake) และเพอื ยอ่ ยสลายสารอนิ ทรยี ใ์ นตะกอนใหม้ ี
ความเสถยี ร คอื ไมเ่ กดิ การย่อยสลายของตะกอนหรือย่อยสลายต่อไปไดน้ อ้ ย การเลอื กรูปแบบของกระบวนการ
บาํ บดั ตะกอน ขึนอยกู่ บั ปรมิ าณและคณุ สมบตั ขิ องตะกอน ซงึ กระบวนการทีใชม้ หี ลายวธิ ี ไดแ้ ก่
5.1) ถงั พกั ตะกอน (Sludge Storage Tank) ถงั พกั ตะกอนทาํ หนา้ ทีกกั เก็บตะกอนที
เกิดขึน เพือรอการหมนุ เวียนกลบั ไปใชใ้ นถงั เติมอากาศบาํ บดั นาํ เสยี (Return Sludge) หรือรอการ
กาํ จดั ตะกอน โดยสามารถเก็บกกั ตะกอนใหส้ ามารถเดินระบบรดี นาํ ออกจากตะกอนไดอ้ ย่างตอ่ เนือง
ภายในถงั พกั ตะกอนมรี ะบบเตมิ อากาศ เพือปอ้ งกนั ไมใ่ หเ้ กดิ การเนา่ เหม็นของตะกอน ระบบสบู
ตะกอนเขา้ ระบบรีดนาํ ออกจากตะกอน สามารถสงั การทาํ งาน และหยดุ การทาํ งานพรอ้ มกบั ระบบรีด
นาํ ออกจากตะกอน
5.2) ถังเพิมความเขม้ ขน้ ตะกอน (Sludge Thickening Tank) เป็นการใช้
กระบวนการตกตะกอนในการตกตะกอนทีมาจากถงั ตกตะกอนขนั แรกและถงั ตกตะกอนขนั สดุ ทา้ ย
124
เพอื เพิมความเขม้ ขน้ ก่อนจะเขา้ สกู่ ระบวนการกาํ จดั ตะกอน เป็นการชว่ ยลดขนาดของระบบในการ
กาํ จดั ตะกอน นาํ ใสส่วนบนถงั จะนาํ กลบั ไปบาํ บดั อกี ครงั ในถงั เติมอากาศบาํ บดั นาํ เสีย
5.3) ถงั ย่อยสลายตะกอน (Sludge Digester) เนอื งจากตะกอนจลุ ินทรียส์ ามารถยอ่ ย
สลายทางชีวภาพต่อไปได้ หากปล่อยลงสแู่ หล่งนาํ หรือสิงแวดลอ้ มกจ็ ะทาํ ใหเ้ กดิ การเนา่ เสียจึงมคี วาม
จาํ เป็นตอ้ งกกั เกบ็ ตะกอนไวใ้ หเ้ กดิ การยอ่ ยสลายต่อไปจนมีความเสถียรเพยี งพอทีจะนาํ ไปทงิ ในกรณี
ทตี อ้ งการลดปรมิ าณตะกอน สามารถออกแบบใหถ้ งั พกั ตะกอนทาํ หนา้ ทีชว่ ยยอ่ ยสลายตะกอนได้ โดย
แบ่งการย่อยเป็น 2 แบบ คอื
1) การยอ่ ยแบบใชอ้ ากาศ (Aerobic digestion) มีลกั ษณะเหมือนระบบตะกอน
เร่ง เพอื ทาํ ลายสารอนิ ทรียท์ ีไมค่ งทีระเหยง่าย (Volatile) ซงึ อาจทาํ ใหเ้ กิดกลินเหม็น
2) การย่อยแบบไมใ่ ชอ้ ากาศ (Anaerobic digestion) ไดแ้ ก่ การหมกั ตะกอนใน
ถงั ไรอ้ ากาศทีมอี ณุ หภมู สิ งู เพอื ใหจ้ ลุ นิ ทรยี ท์ าํ ปฏกิ ิรยิ าเปลียนสารอินทรยี ท์ ีไม่คงทเี ป็นก๊าซ
มีเทน ซงึ อาจนาํ ไปใชเ้ ป็นเชือเพลงิ ได้
5.4) การใช้สระ (Lagoon) ไดแ้ ก่ การขดุ บอ่ ขึนมาเพือเก็บตะกอนโดยปล่อยใหม้ กี ารตะ
ตะกอนในบอ่ ตามธรรมชาติ มกั มกี ลินเหม็น และก่อใหเ้ กิดปัญหาในฤดูฝน
5.5) เครอื งรีดนาํ ออกจากตะกอน (Sludge Dewatering Machine) สามารถทาํ ให้
ตะกอนแหง้ ไดโ้ ดยมีตะกอนแหง้ ถงึ รอ้ ยละ 18 สลดั จเ์ ปียกทงั หมด เพอื ทจี ะสามารถนาํ ตะกอนแหง้ ไป
ทงิ ไดง้ า่ ย การปรบั สภาพของตะกอนจะตอ้ งเหมาะสมกบั ลกั ษณะตะกอนทีเกดิ ขึน และมรี ะบบลา้ งเศษ
ตะกอนทีติดอย่อู อกจากเครืองรีด นาํ ทเี กิดขึนจากการรดี ตะกอนและตะกอนทีหลดุ ตดิ มากบั นาํ จะนาํ
กลบั มาบาํ บดั ใหมใ่ นถงั เติมอากาศบาํ บดั นาํ เสยี
5.6) ลานตากแห้ง (Drying Bed)ไดแ้ ก่ การลดปรมิ าณนาํ ในตะกอน โดยใชล้ านตาก
ตืน ๆ ปกติมที รายหยาบอยชู่ นั บนทาํ ใหก้ รองนาํ จากตะกอนไดส้ ว่ นหนึง ส่วนทีเหลอื ปลอ่ ยใหน้ าํ ระเหย
ไปตามธรรมชาตจิ นเหลอื นาํ รอ้ ยละ 10-40 (มขี องแขง็ รอ้ ยละ 60-90) แลว้ โกยออก จาํ เป็นตอ้ งใช้
พืนทมี าก
5.7) ถังพกั ตะกอนแหง้ (Sludge Hopper) ถงั พกั ตะกอนแหง้ ตอ้ งมจี าํ นวนและ
ปรมิ าตรทีสามารถเก็บสาํ รองตะกอนแหง้ ทีผา่ นการรีดนาํ ออกแลว้ ไดอ้ ยา่ งเพยี งพอ และใหร้ ถบรรทกุ
เขา้ มารบั และปล่อยทิงลงไดโ้ ดยตรง
5.8) เครอื งแยกตะกอนทราย (Grit Separator) เพือรดี นาํ ออกจากตะกอนทรายทมี า
จากถงั แยกทราย และสามารถนาํ ตะกอนทรายไปทิงไดส้ ะดวก
ในการกาํ จดั ตะกอนในขนั สดุ ทา้ ย โดยทวั ไปมีแนวทางพืนฐานดงั นี คือ
- การขนส่งผ่านท่อหรือบรรทุกเรอื นาํ ไปทิงทะเล (Marine Disposal) เป็นวธิ ีทเี คยใชก้ นั ในหลาย
ประเทศ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ ในเมอื งใหญๆ่ ทีตงั อย่ตู ดิ ทะเล อยา่ งไรก็ดีจากผลกระทบทีเกดิ ขึนต่อคณุ ภาพนาํ
ทะเลและระบบนเิ วศของแหล่งนาํ ชายฝัง ทาํ ใหก้ ารกาํ จดั ตะกอนโดยวธิ ีดงั กลา่ วไดร้ บั การต่อตา้ นจากหนว่ ยงาน
ต่างๆ ในปัจจบุ นั ในหลายประเทศไดอ้ อกกฎหมายหา้ มมใิ หท้ าํ การกาํ จดั ตะกอนโดยทงิ ทะเล หรืออาจยอมให้
นาํ ไปทิงทะเลได้ แตไ่ ดก้ าํ หนดใหห้ า่ งจากฝังออกไปเป็นระยะทางไกลๆ ซงึ ตอ้ งเสียค่าใชจ้ า่ ยในการขนส่งเพมิ
มากขนึ
125
- การนําไปปรับปรุงดนิ (Land Application) โดยเฉพาะอยา่ งยิงพนื ทเี กษตรกรรม ก็เป็นอกี วิธีหนงึ
ทนี ยิ มใชก้ นั โดยทีตะกอนทีนาํ ไปกาํ จดั อาจอยใู่ นรูปตะกอนเปียก หรือตะกอนแหง้ วธิ ีการดงั กลา่ วมีขอ้ ดีทีวา่
โดยทวั ไปตะกอนจากการบาํ บดั นาํ เสีย จะมีสารประกอบหลายอย่างทีเป็นประโยชนต์ อ่ พชื อาทเิ ช่น ไนโตรเจน
ฟอสฟอรสั และธาตอุ าหารอนื ๆ ตะกอนทีจะนาํ ไปกาํ จดั ควรจะผ่านกระบวนการบาํ บดั แลว้ และแยกนาํ ออกจน
ทสี ภาพเป็นตะกอนแหง้ เพือมใิ หก้ อ่ ใหเ้ กิดกลินเหม็น และปัญหาภาวะมลพิษในพืนทที นี าํ ไปกาํ จดั ปัญหาของ
การกาํ จดั ตะกอนวธิ ีการนี คอื ตะกอนอาจมสี ว่ นผสมของสารบางอยา่ งซงึ อาจก่อใหเ้ กดิ อนั ตรายในระยะยาวตอ่
พชื และสตั วท์ ีกนิ พชื นนั เป็นอาหาร จงึ จาํ เป็นตอ้ งทาํ การตรวจสอบสว่ นประกอบของตะกอนก่อนทีจะนาํ มาใช้
ปัญหาการหาพนื ทเี กษตรกรรมทมี เี นือทมี ากพอแลว้ มีระยะไม่ไกลจากสถานทีบาํ บดั นาํ เสยี มากเกนิ ไป และ
หากเป็นพืนทนี าซงึ ในการทาํ การเพาะปลกู จาํ เป็นตอ้ งมีการกักเกบ็ นาํ ในระยะเวลาหนึงจะเป็นอปุ สรรคต่อการ
กาํ จดั ตะกอน ปัญหาดา้ นสภาพภมู อิ ากาศก็เป็นปัญหาทีสาํ คญั โดยเฉพาะช่วงฤดฝู น
- การนาํ ไปฝังกลบ (Landfill) โดยตะกอนอยใู่ นรูปตะกอนแหง้ โดยตะกอนทีนาํ ไปกาํ จดั ควรจะอยใู่ น
รูปตะกอนแหง้ (Sludge Cake) ซงึ มีของแขง็ อยมู่ ากกวา่ รอ้ ยละ ของสลดั จท์ งั หมด อยา่ งไรก็ตามเพือทจี ะให้
การกาํ จดั ตะกอนเป็นไปอยา่ งถกู สขุ ลกั ษณะ ควรเป็นการกาํ จดั แบบฝังกลบอย่างถกู หลกั สขุ าภิบาล (Sanitary
Landfill) ซงึ จาํ เป็นตอ้ งมคี า่ ใชจ้ า่ ยในการดาํ เนินงาน และจาํ เป็นตอ้ งจดั หาพืนทสี าํ หรบั การกาํ จดั ทีเหมาะสม
ซงึ มรี ะยะไม่ห่างไกลจากโรงบาํ บดั นาํ เสียมากเกนิ ไป ไมอ่ ยูใ่ กลแ้ หลง่ ชมุ ชน และมีการศกึ ษาถงึ ผลกระทบทีอาจ
มีตอ่ คณุ ภาพนาํ ใตด้ ินและแหล่งนาํ ผิวดินทีอยใู่ กลเ้ คียง
- การเผา (Incineration) โดยทางทฤษฎแี ลว้ ตะกอนจากการบาํ บดั นาํ เสียเป็นวสั ดอุ ยา่ งดีทีสามารถ
นาํ ไปกาํ จดั โดยการเผา ทงั นเี นอื งจากตะกอนทีมคี วามชืนตาํ กวา่ รอ้ ยละ 80% สามารถทจี ะเผาไหมไ้ ดเ้ องโดยไม่
ตอ้ งอาศยั เชอื เพลงิ อนื การเผามขี อ้ ดีทีสามารถกาํ จดั ตะกอนไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์ โดยมิตอ้ งขนส่งไปกาํ จดั ทีอนื
และไดม้ กี ารพฒั นาเทคโนโลยีของเตาเผาใหม้ ีประสทิ ธิภาพสงู และงา่ ยต่อการควบคมุ การทาํ งาน อย่างไรกด็ คี า่
ลงทนุ ในการกอ่ สรา้ งและคา่ ใชจ้ า่ ยในการดาํ เนนิ งานยงั คอ่ นขา้ งสงู เมือเทยี บกบั วธิ ีอนื ๆ
- การหมกั ทาํ ป๋ ุย (Composting) การหมกั ทาํ ป๋ ยุ เป็นวธิ ีกาํ จดั ตะกอนทีดวี ธิ ีหนงึ สาํ หรบั ตะกอนทีเกดิ
จากการบาํ บดั นาํ เสียชมุ ชนทีมีปริมาณสารพษิ เจือปนอยนู่ อ้ ย ดว้ ยเหตผุ ลเดยี วกนั กบั การกาํ จดั โดยนาํ ไป
ปรบั ปรุงดนิ โดยนาํ ตะกอนมาหมกั เป็นเวลาประมาณ 20 วนั อาจมกี ารผสมกบั กากเหลอื ใชจ้ ากการะบวนการ
ผลติ อนื ๆ เช่น ฟางขา้ ว เพอื ใหแ้ หง้ เรว็ ขึน จนมีของแข็งอย่รู อ้ ยละ 95 และผสมดว้ ยกากถวั เหลอื งเพือเพิมปรมิ าณ
ไนโตรเจน หรอื ผสมดว้ ยแกลบเพอื เพิมความรว่ นซยุ ทงั นขี ึนอยกู่ บั ความเหมาะสมและการใชง้ าน
6.5 การออกแบบระบบบาํ บัดเสยี เบืองต้น
เนอื งจากมปี ัจจยั มากมายทีทาํ ใหน้ าํ ทอี อกจากระบบบาํ บดั เปลียนแปลง เช่น ปรมิ าณนาํ เสีย การ
เปลียนของสภาวะตา่ งๆ เป็นตน้ ในการออกแบบระบบบาํ บดั นาํ เสีย สงิ ทตี อ้ งคาํ นงึ ถงึ ในเบืองตน้ คือขดี
ความสามารถของระบบเพือใหส้ ามารถบาํ บดั นาํ เสยี ไดต้ ามทีกฎหมายกาํ หนด ซงึ อาจทาํ ไดด้ ว้ ยการออกแบบ
เผือ (Safety Factor) โดยใชว้ จิ ารณญาณและประสบการณ์ และทาํ การเกบ็ ขอ้ มลู ทางสถติ ติ ่างๆ ซึงนา่ จะเป็นวธิ ี
ทที าํ ใหไ้ ดค้ า่ ทีเหมาะสมและนา่ เชือถือกวา่ อย่างไรก็ตามจะเห็นไดว้ ่าค่าคงทีตา่ งๆ ทีไดจ้ ากการทดลองและจาก
แหล่งขอ้ มลู มกั จะเป็นคา่ ทีสภาวะอตั ราการไหลของนาํ เสียและปรมิ าณภาระบรรทกุ ของเสีย (Load) ในนาํ เสยี
คงที ในการออกแบบ จงึ มคี วามจาํ เป็นทีจะคาดการณช์ ่วงของอตั ราการไหลและภาระบรรทกุ ของเสียในนาํ เสยี
และรูถ้ ึงผลกระทบต่อหน่วยบาํ บดั เมือปัจจยั เหล่านีมกี ารเปลียนแปลง ยกตวั อยา่ งเชน่ เมืออตั ราการไหลเพิมขึน
126