The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Suthep, 2022-11-10 02:26:04

แนวทางปฏิบัติสำหรับการเก็บตัวอย่างน้ำใต้ดิน

รศ. ดร.สัญญา สิริวิทยาปกรณ์

3.4.3 การเก็บตัวอย่างนํา้ แบบไม่มีการถ่ายนํา้ /มีการรบกวนต่ํา (Non-Purge/Passive
Sampling) ในการเก็บตัวอย่างในชนั ้ ดินอุ้มนํา้ ท่ีมีความสามารถในการซึมผ่านนํา้ ต่ํา (Low Permeability) การสบู นํา้
ออกจนกระทงั่ ได้คา่ พารามิเตอร์ชีว้ ดั คงที่อาจจะทําไม่ได้เพราะว่าอตั ราการไหลของนํา้ เข้าส่บู ่อจะต่ําจนกระทง่ั ทําให้บ่อ
แห้งได้ นอกจากนีล้ กั ษณะของชนั้ ดินอ้มุ นํา้ ที่มีความสามารถในการซมึ ผา่ นนํา้ ตํ่าประกอบไปด้วยอนภุ าคดินและตะกอน
ขนาดเลก็ เช่น ทรายละเอียด อนภุ าคเคลย์ (Clay Particle) ทําให้นํา้ ท่ีได้มีความข่นุ สงู ข้อเสนอสําหรับการเก็บตวั อย่าง
ในกรณีเช่นนีค้ ือ

1) เลือกวิธีการถ่ายนํา้ ออกที่อตั ราการไหลตํ่าหรือถ้าเป็ นไปได้ให้ใช้การเก็บตวั อย่างนํา้ แบบมี
การรบกวนต่าํ โดยถ่ายนํา้ ที่อตั ราการไหลตํา่ กวา่ 100 มิลลิลิตรตอ่ นาที หรือสงู สดุ ไม่เกิน 300 มิลลิลติ รตอ่ นาที

2) ถ้าต้องทําการถ่ายนํา้ และหลีกเล่ียงไม่ให้ระดบั นํา้ ในบ่อลดลงมากเกินไปไม่ได้ ต้องระวัง
ไม่ให้ระดับนํา้ ลดลงต่าํ กว่าระดับช่องกรอง ทําได้โดยการสบู และหยดุ สลบั กนั โดยระหว่างท่ีหยดุ สบู ต้องทิง้ หวั สบู ไว้
ในบ่อตลอดเวลา (ท่ีช่วงช่องกรอง) เพื่อเก็บตัวอย่างหลังจากถ่ายนํา้ ออกตามต้องการแล้ว ไม่ควรปล่อยให้มีการสูบ
จนกระทงั่ นํา้ แห้งเพราะตวั อยา่ งนํา้ จะสมั ผสั กบั อากาศและสารอ่นื ที่อย่ใู นนํา้ ทําให้มีลกั ษณะทางเคมีที่เปล่ียนแปลงไป

การเก็บตวั อย่างนํา้ ในลกั ษณะนีท้ ําได้ในกรณีที่สามารถจดั ชุดเคร่ืองสูบสําหรับจดั เก็บตวั อย่างไว้
เฉพาะสําหรับบ่อเก็บตวั อย่างนํา้ แต่ละบ่อ เช่น หวั สบู และสายท่อ (ทําให้ค่าใช้จ่ายสงู ขนึ ้ ) โดยอปุ กรณ์เหล่านีอ้ ย่ใู นบ่อ
ถาวรตลอดช่วงระยะเวลาท่ีต้องการเก็บตวั อย่าง ทงั ้ นีเ้ พื่อลดการกวนผสมจากการหย่อนและกู้อปุ กรณ์เหล่านีใ้ นแต่ละ
ครัง้ ท่ีมีการเก็บตวั อย่าง รวมทงั ้ ป้ องกนั การปนเปื อ้ นระหว่างบ่อส่บู ่ออีกด้วย ดังนัน้ จึงจําเป็ นต้องใช้เคร่ืองสูบท่ีปรับ
อัตราการไหลได้ต่ําได้เท่านัน้ (สูบได้ต่ํากว่า 300 มิลลิลิตร/นาที) วิธีการคือ ทิง้ หัวสูบไว้ท่ีระดบั ช่องกรองของบ่อ
ตลอดเวลาและเริ่มสูบนํา้ ออกในลักษณะเดียวกับการถ่ายนํา้ ออกท่ีอัตราการไหลตํ่า โดยปริมาตรนํา้ ท่ีต้องสูบออก
อาจจะน้อยกวา่ ปริมาตรนํา้ ท่ีขงั ในบ่อได้ และในบางกรณี ปริมาตรนํา้ ที่ต้องสบู ออกอาจเท่ากบั ปริมาตรของนํา้ ท่ีต้องการ
เพื่อไลน่ ํา้ ท่ีค้างอยใู่ นหวั สบู และสายท่อตา่ งๆ เทา่ นนั ้ (Barcelona et al., 1994) วิธีนีเ้ป็นวิธีที่ได้ตวั อยา่ งนํา้ ที่มีคณุ ภาพดี
ที่สดุ (Puls and Powell, 1997)

อย่างไรก็ตาม การเก็บตวั อย่างในลกั ษณะนีต้ ้องทําในบ่อท่ีมีการก่อสร้างและผ่านขัน้ ตอนการ
พัฒนาสภาพบ่ ออย่ างถูกต้ องแล้วเท่านัน้ เพราะจะไม่ได้ข้ อมูลที่เกี่ยวกับสภาพบ่อดังท่ีได้จากการวิเคราะห์
คา่ พารามิเตอร์ตา่ งๆ ท่ีได้จากการถ่ายนํา้ ด้วยวธิ ีอน่ื ๆ ดงั ที่ได้กลา่ วมาแล้ว และวิธีนีค้ วรใช้กบั พืน้ ที่ท่ีมีสภาพนําชลศาสตร์
ตํ่ามาก (น้อยกวา่ 10-5 เซนติเมตรต่อนาที) โดยบ่อติดตามตรวจสอบที่ติดตงั้ ควรมีช่วงช่องกรองยาว (ประมาณ 3 เมตร
ขึน้ ไป) เพื่อให้นํา้ ไหลเข้าบ่อได้ดี และต้องเป็ นบ่อที่มีระดบั นํา้ ในบ่อไม่สงู กว่าช่องกรองมากนกั (ไม่เกิน 15 เซนติเมตร
โดยประมาณ ถ้าเกินกวา่ นี ้ควรมีการถ่ายนํา้ ขงั ออกก่อนการเก็บตวั อย่าง) (Puls and Barcelona, 1996) รวมทงั ้ ต้องไม่
เป็ นบ่อที่มีคราบของสารอินทรีย์ (Free Product หรือ NAPL)1 ในบ่อ นอกจากนีก้ ารเก็บตวั อย่างนํา้ แบบไม่มีการถ่ายนํา้
เหมาะกบั การเก็บตวั อย่างเพื่อวิเคราะห์สารไฮโดรคาร์บอน เช่น MTBE2 และ สารกล่มุ BTEX3 แต่อาจไม่เหมาะกบั การ
เก็บตวั อย่างเพื่อวิเคราะห์หาโลหะหนกั

1 เป็นสว่ นของสารอนิ ทรีย์ท่ีไมล่ ะลายเป็นเนือ้ เดียวกบั นํา้ หรือท่ีเรียกวา่ สารอนิ ทรีย์ในสถานะของเหลวทไี่ มเ่ ป็ นเนือ้ เดียวกบั นํา้ (Non
Aqueous Phase Liquid, NAPL)
2 MTBE = Methyl tert-Butyl Ether เป็ นสารเพ่มิ คา่ ออกเทนในนํา้ มนั เชือ้ เพลงิ ในนํา้ มนั บางสตู รในปัจจบุ นั ใช้เอทานอล (Ethanol) แทน
3 BTEX = Benzene, Toluene, Ethyl Benzene และ กลมุ่ Xylenes ซง่ึ เป็นองค์ประกอบหลกั ของสารในกลมุ่ Aromatic Hydrocarbons
นํา้ มนั เชือ้ เพลงิ

< 39 >


นอกจากหลกั การถ่ายนํา้ และเก็บตวั อย่างท่ีได้กล่าวมาแล้ว สําหรับบ่อหน่ึงๆ ควรเลือกวิธีการ
ถ่ายนํา้ และเกบ็ ตวั อย่างแบบเดยี วกนั ทุกครัง้ และทําการบนั ทกึ รายละเอยี ดวิธีการไว้ด้วย สําหรับกรณีที่มี NAPL อยู่
ภายในบอ่ อาจจะต้องมีการดดั แปลงวธิ ีท่ีอธิบายมาบางสว่ น ทงั ้ นี ้ผ้ปู ฏิบตั งิ านควรปรึกษาผ้เู ชย่ี วชาญเป็ นกรณีๆ ไป

การเปรียบเทียบเทคนิคการถ่ายนํา้ ขงั ออกจากบอ่ ท่ีกลา่ วมาทงั ้ สามแบบแสดงในตารางท่ี 3.3

ตารางท่ี 3.3 เปรียบเทียบเทคนิคการถ่ายนํา้ ขงั ออกจากบอ่ ท่ีกลา่ วมาแล้ว

การถ่ายนํา้ ออกแบบปกติ การถ่ายนํา้ ออกท่อี ัตรา การเกบ็ ตวั อย่างนํา้ แบบไม่มีการ

การไหลต่าํ ถ่ายนํา้ /มีการรบกวนต่าํ

อตั ราการสูบ อตั ราเดียวกันหรือต่ํากว่าอตั รา เร่ิมที่ 0.1 – 0.5 ลิตร ต่อ น้อยกวา่ 0.1 – 0.3 ลิตร ตอ่ นาที

การสูบท่ีใช้ ในขณะที่ทําการ นาที ปรับเปล่ียนได้ โดย

พฒั นาสภาพบ่อ (ไม่เกิน 1 ลิตร ระวังไม่ให้ระดับนํา้ ลดลง

ตอ่ นาที) จากเดิมเกิน 10 เซนตเิ มตร

ปริมาณนํา้ ท่ี สูบจนค่าพารามิเตอร์ที่ทําการ สูบจนค่าพารามิเตอร์ที่ทํา สําหรับบ่อท่ีมีเคร่ืองสบู ติดดงั ้ ประจํา

สบู ออก ตรวจวัดคงที่ (เปลี่ยนแปลง ก า ร ต ร ว จ วั ด ค ง ที่ ประมาณว่าสูบนํา้ ท่ีค้างในสายของ

ในช่วงแคบๆ) ระหว่างการวัด (เปลี่ยนแปลงในช่วงแคบๆ) อปุ กรณ์ออก

สองครัง้ ในแต่ละช่วงปริมาตร ในช่วงเวลาหน่ึงๆ เช่น 3 –

ของนํา้ ในบ่อที่สูบออกถัดกัน 5 นาที เป็ นต้น

หรื อจนค่าพารามิเตอร์ คงท่ี

หลังจากการสูบนํา้ ออกอย่าง

ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เท่าของ

ปริมาตรนํา้ ในบอ่

ข้อดี - สะดวกและทําได้ทนั ที - สบู นํา้ ออกน้อยกวา่ - ปริมาตรนํา้ ที่สบู ออกน้อยมาก

- ใช้อปุ กรณ์ได้หลากหลาย - เสยี เวลาน้อยกวา่ - สําหรับบ่อที่มีเคร่ื องสูบติดดัง้

ประจํา จะรวดเร็วมาก

- เหมาะกับพืน้ ท่ีท่ีมีสภาพนําชล

ศาสตร์ต่าํ มาก

ข้อจาํ กัด - อาจต้องสบู นํา้ ออกมาก - ควรจะ มี ก า ร ท ด ส อ บ - ต้องใช้อุปกรณ์ที่สูบนํา้ ได้ท่ีอัตรา

- อาจใช้เวลานาน สภาพทางชลศาสตร์ของ การไหลตํ่าและปรับอตั ราการไหลได้

- ต้องระวงั ไม่ให้นํา้ ลดระดับลง บ่อโดยการใช้สารตัวตาม - ทํากบั บอ่ ที่ผา่ นการปรับสภาพอย่าง

ต่ํากวา่ ระดบั บนของชอ่ งกรอง รอย (Tracer) เพื่อหาอตั รา ถกู ต้องแล้วเทา่ นนั ้

การสบู ท่ีเหมาะสม - ไมเ่ หมาะกบั บอ่ ที่พบ NAPL

- ต้ องใช้ อุปกรณ์สูบนํา้ ที่ - เหมาะกับบ่อท่ีมีเครื่องสูบติดดัง้

ปรับอตั ราการไหลได้ ประจํา

< 40 >


3.5 การวัดค่าพารามเิ ตอร์คุณภาพนํา้ ในพนื้ ท่ี

คา่ พารามิเตอร์คณุ ภาพนํา้ หลายชนิดสามารถวดั ได้ในพนื ้ ท่ี ณ จดุ เก็บตวั อย่าง ซงึ่ จะทําให้สามารถ
ประเมินลกั ษณะคณุ ภาพนํา้ เบือ้ งต้นได้ โดยมีวตั ถปุ ระสงค์เพ่ือ

 ตรวจสอบให้มนั่ ใจได้ว่านํา้ ตวั อย่างที่เก็บเป็ นนํา้ ท่ีอย่ใู นชนั้ นํา้ ใต้ดินไม่ใช่นํา้ ท่ีขงั อยู่ในบ่อ
และเป็นเกณฑ์ในการระบวุ า่ การถ่ายนํา้ ขงั ออกจากบอ่ เสร็จสิน้ แล้ว

 วดั ค่าพารามิเตอร์ท่ีออ่ นไหวต่อการจดั เก็บและอาจจะเปล่ียนแปลงไปได้ง่าย เชน่ อณุ หภมู ิ
พเี อช ออกซิเจนละลาย และศกั ย์รีดอกซ์ เป็ นต้น

 ไว้เปรียบเทียบในการแปลผลการวิเคราะห์กับผลการทดลองจากห้องปฏิบัติการ เช่น
องค์ประกอบทางเคมีที่เปล่ียนไปตามเวลาท่ีเก็บรักษา (Holding Time) กระบวนการรักษาสภาพ
(Preservation) หรือจากการขนส่ง เป็ นต้น

คา่ พารามิเตอร์ท่ีควรจะต้องวดั ในพนื ้ ที่ทกุ ครัง้ คือ พีเอช อณุ หภมู ิ ออกซิเจนละลาย ศกั ย์รีดอกซ์ และ
สภาพนําไฟฟ้ า ในบางกรณีอาจวดั คา่ ความขนุ่ รวมทงั้ สีและกลิน่ ด้วย ในปัจจบุ นั มีการพฒั นาอปุ กรณ์เพ่ือวดั ไอออนแบบ
เจาะจงในพืน้ ท่ี เช่น ฟลอู อไรด์ (Fluoride) และซลั ไฟด์ (Sulfide) เป็ นต้น แม้กระทง่ั มีอปุ กรณ์ก๊าซโครมาโตกราฟขนาด
พกพา ทําให้การวดั ค่าพารามิเตอร์ในพืน้ ท่ีสะดวกขึน้ ซึ่งเหมาะสมสําหรับการตรวจสอบเบือ้ งต้นโดยการตรวจวดั ใน
ห้องปฏิบตั ิการที่มีระดบั การตรวจวดั (Detection Limit) ท่ีดีและมาตรฐานยงั คงมีความจําเป็ นอยู่ ทงั ้ นี ้การวดั ในพืน้ ที่
สามารถทําได้โดยการใช้เครื่องมือตรวจวดั หย่อนลงไปในบอ่ (In situ) หรือสบู นาํ ้ ขนึ ้ มา

ในกรณีท่ีหย่อนเคร่ืองมือตรวจวดั ลงไปในบ่อ ให้หย่อนลงไปในระดบั ท่ีทําการเก็บตวั อย่างและใกล้
กบั หวั สบู และต้องให้เครื่องมือตรวจวดั อย่ทู ี่ระดบั นนั้ เป็ นเวลานานพอท่ีอา่ นคา่ ได้ถกู ต้อง ส่วนในกรณีที่สบู นํา้ ขนึ ้ มา ถ้า
มีการถ่ายนํา้ ขงั ออกจากบ่อ ค่าพารามิเตอร์เหล่านีถ้ กู วดั ไปพร้อมๆ กนั โดยวดั จากนํา้ ที่ถกู สบู ออกมาโดยแนะนําว่าถ้า
เป็ นไปได้ให้วดั ในกล่องปิ ดที่มีนํา้ ไหลผ่าน (Flow–through Cell) ดงั แสดงในรูปที่ 3.4 เพอื่ ให้ค่าที่อา่ นได้มีความตอ่ เน่ือง
และลดการสมั ผสั ของนํา้ ตวั อย่างกบั อากาศ กล่องดงั กลา่ วสามารถประดิษฐ์ขนึ ้ ใช้เองหรือซือ้ แบบท่ีทําสําเร็จ โดยไม่ใช้
เทคนิคนีใ้ นระหว่างทําการเก็บตวั อย่างเพราะตวั อ่าน (Probes) ของอปุ กรณ์ตรวจวดั อาจมีผลต่อคณุ ภาพนํา้ ท่ีได้ ใน
กรณีที่ไม่สามารถวดั ได้โดยทงั ้ สองวิธี ให้ทําการวดั ค่าพารามิเตอร์ทนั ทีหลงั จากท่ีเก็บตวั อยา่ งเสร็จ หรือถ้าทําไม่ได้ให้ทํา
การบนั ทึกไว้ว่าไมไ่ ด้ทําการวดั

การวัดค่าพารามเิ ตอร์คุณภาพนํา้ จะทาํ ทันทีก่อนการเกบ็ ตัวอย่างนํา้ ส่ิงที่สําคญั คือ อุปกรณ์
ตรวจวัดทุกชิน้ ต้องได้รับการสอบเทียบทุกครัง้ ก่อนการใช้ในภาคสนามรวมทงั ้ ในกรณีซึ่งจะต้องใช้อปุ กรณ์นนั ้
ติดต่อกันเป็ นเวลานาน โดยทําตามตามคําแนะนําของผู้ผลิตให้เหมาะสมกับช่วงค่าที่จะทําการวิเคราะห์ นอกจากนี ้
คา่ พารามิเตอร์สภาวะบางอยา่ ง เชน่ อณุ หภมู ิ ความดนั อากาศ ระดบั ความสงู ความเคม็ อาจจะมีผลตอ่ พารามิเตอร์ตวั
อ่ืน ตวั อย่างเช่น ค่าพารามิเตอร์ที่กล่าวมาทกุ ค่ามีผลต่อปริมาณออกซิเจนละลาย ดงั นนั ้ ถ้าอปุ กรณ์ตรวจวดั ที่ใช้ไม่มี
การวดั และปรับค่าโดยอตั โนมตั ิ การตรวจวดั ต้องใช้วธิ ีอน่ื หรือใช้วธิ ีการปรับแก้คา่ เองตามความเหมาะสม นอกจากนี ้ยงั
มีปัจจยั ที่ปรับแก้ไม่ได้และสง่ ผลต่อการตรวจวดั เช่น การท่ีนํา้ มีปริมาณของแขง็ ละลายสงู หรือมีชนั้ ของสารอินทรีย์ลอย
อย่บู นผิว ซง่ึ อาจจะมีผลตอ่ การอา่ นคา่ ได้ ดงั นนั ้ ถ้าการวัดทาํ ในสภาวะท่ีผิดปกติ ต้องมีการบันทกึ ไว้เสมอ

< 41 >


นํา้ ไหลออก

อุปกรณ์ตรวจวัด

กล่องปิ ดท่นี ํา้ ไหลผ่าน
(Flow– through Cell)

นํา้ ไหลเข้า

รูปท่ี 3.4 แสดงตวั อย่างการวดั คา่ พารามิเตอร์คณุ ภาพนํา้ ในพนื ้ ท่ีโดยใช้อปุ กรณ์ตรวจวดั

3.6 การกรองนํา้ ตัวอย่าง

วตั ถปุ ระสงค์หลกั ของการกรองนํา้ ตวั อย่าง คือ การกําจดั ความขนุ่ ซง่ึ อาจจะมีผลต่อผลการวิเคราะห์
ตวั อย่างนํา้ ในภายหลงั หรือในกรณีเฉพาะ เชน่

 เก็บตวั อยา่ งเพ่ือตรวจสอบความเข้มข้นของสารที่ละลายในนํา้ เทา่ นนั ้
 ไมส่ ามารถเก็บตวั อย่างท่ีใสได้ (ตวั อย่างที่มีความขนุ่ สงู กวา่ 10 NTU) เน่ืองจากถกู รบกวน
จากกระบวนการถ่ายนํา้ ขงั และการเก็บตวั อยา่ ง
 เป็ นการเก็บตวั อย่างเพอื่ ตรวจสอบปริมาณสารท่ีเคลอ่ื นตวั (Transport) ไปพร้อมกบั สาร
แขวนลอย สารหลายชนดิ สามารถดดู ติดบนผิวของสารแขวนลอยแล้วเคลื่อนท่ีไปด้วยกนั ได้มีผลให้
เคล่ือนตวั ไปได้เร็วกวา่ สารท่ีละลายในนํา้ (Sirivithayapakorn and Keller, 2003) เชน่ สารในกลมุ่ ยา
กําจดั ศตั รูพชื ที่มีคลอรีนเป็ นองค์ประกอบ เป็นต้น

ในกรณีที่ความข่นุ ไม่มีผล (แล้วแต่พารามิเตอร์ท่ีจะวดั และเทคนิคท่ีใช้) ไม่แนะนําให้กรองตวั อยา่ ง
เพราะการกรองตวั อย่างนํา้ อาจทําให้องค์ประกอบทางเคมีในนํา้ เปล่ียนแปลงไปได้เนื่องจาก

 การสมั ผสั กบั อากาศระหวา่ งการกรองทําให้สารบางอย่างระเหยหรือถกู ออกซิไดซ์ได้ ซง่ึ
แก้ไขโดยการใช้เย่ือกรองท่ีติดตงั้ กบั สายหรือท่อ (In-line Filter) อย่างไรก็ตาม ต้องระมดั ระวงั ไมใ่ ช้ชดุ
กรองที่มีสารดดู ติดผิวอย่างอน่ื เช่น เรซินหรือถ่านกมั มนั ต์อยดู่ ้วยเพราะจะมีผลตอ่ คณุ ภาพนํา้ ของนํา้
ตวั อย่างอยา่ งมาก

 การดดู ติดผิวของสารบางตวั กบั ผิวของเยื่อกรอง ซง่ึ ทําให้การดดู ติดผิวลดลงโดยการกลวั้
ชดุ กรองด้วยนํา้ ตวั อยา่ งก่อนทําการกรอง

< 42 >


 สารแขวนลอยขนาดเล็ก (รวมทงั ้ เชือ้ จลุ นิ ทรีย์) ซง่ึ พบในนํา้ ใต้ดินธรรมชาติถกู กรองออกไป
ทงั ้ นี ้ควรเลือกชนิดของเยือ่ กรองท่ีมีขนาดรูพรุนท่ีเหมาะสมกบั การศกึ ษา
ดงั นนั ้ ต้องมีการพจิ ารณาอย่างรอบคอบวา่ มีความจําเป็ นต้องกรองนํา้ ตวั อยา่ งหรือไม่ ถ้าเป็ นไปได้
ตวั อย่างควรถกู เกบ็ อย่างระมัดระวังเพ่อื ท่ีไม่ต้องถกู กรองดงั ท่ีกล่าวมาแล้ว คือ ให้มีการรบกวนสง่ิ แวดล้อมในบอ่
น้อยท่ีสดุ อย่างไรก็ตาม ตวั อย่างท่มี คี วามขุ่นสงู จากการเก็บตวั อย่างท่ไี ม่ถกู ต้องไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการ
กรอง
แนวทางการตดั สินในสาํ หรับการกรองตวั อย่างนํา้ แสดงในรูปท่ี 3.5 ในที่สดุ แล้ว การตดั สินใจวา่ จะ
กรองตวั อยา่ งนํา้ หรือไม่ต้องถกู บนั ทกึ และรายงานไปพร้อมกบั ผลการวิเคราะห์เสมอ และไม่แนะนําให้มีการกรอง
ตวั อย่างนํา้ ในกรณีทีต่ ้องการนําตวั อย่างนํา้ ไปวเิ คราะห์หาเชือ้ จลุ นิ ทรีย์

รูปท่ี 3.5 แผนภาพการตดั สินใจในการกรองตวั อย่างนาํ ้ สาํ หรับนําไปวิเคราะห์ทางเคมี

< 43 >


ในกรณีท่มี คี วามจาํ เป็ นจะต้องกรองนํา้ ตวั อย่าง ควรทาํ การกรองในภาคสนามทนั ทหี ลังจาก
เกบ็ ตวั อย่างได้ และก่อนกระบวนการเก็บรักษาสภาพตวั อยา่ ง (Preservation) ถ้าเป็ นไปได้ควรใช้เยื่องกรองในสาย (In-
line Filter) และควรคาํ นึงถึงขนาดรูพรุนของกระดาษกรองท่ีเหมาะสมด้วย โดยทว่ั ไปกรองโดยใช้เยื่อกรองที่มีรูพรุนขนาด
0.45 ไมโครเมตร อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการวดั เฉพาะความเข้มข้นของโลหะหนกั ท่ีละลายในนํา้ เท่านนั ้ (Dissolved Metal
Concentration) ควรกรองผา่ นเยื่อกรองท่ีมีรูพรุนขนาด 0.1 – 0.05 (Puls and Barcelona, 1989) วสั ดทุ ่ีใช้ทําเยื่อกรอง
มีหลากหลาย เชน่

 Cellulose Nitrate เหมาะสาํ หรับตวั อย่างนํา้ ทวั่ ไป ยกเว้น เพ่ือการวเิ คราะห์ ไนเตรท
(Nitrate)

 Cellulose Acetate เหมาะสําหรับกรองตวั อยา่ งนํา้ เพ่ือวิเคราะห์ธาตอุ าหาร (Nutrients)
รวมทงั ้ ไนเตรท (Nitrate)

 Glass Fibres ใช้ได้กบั งานทวั่ ไปเนื่องจากอดุ ตนั ได้ยาก แตข่ นาดของรูพรุนไม่คอ่ ยแนน่ อน

ท้ายท่ีสดุ ชดุ อปุ กรณ์ท่ีใช้ในการกรองจะต้องได้รบั การล้างทําความสะอาดในลกั ษณะเดยี วกบั
ภาชนะที่ใช้บรรจตุ วั อย่าง ควรจะมีการกรองตวั อย่างเปลา่ ด้วยนํา้ กลนั่ (Blank) หลงั จากการทําความสะอาดเพ่ือ
ตรวจสอบระดบั การปนเปื อ้ นทีห่ ลงเหลอื ด้วย

กรณีที่ไมส่ ามารถกรองตวั อย่างในภาคสนามได้ ควรทําดงั นี ้
 เติมตวั อย่างลงในภาชนะบรรจชุ ้าๆ จนล้นแล้ว (ไมใ่ ห้มีชอ่ งวา่ งภายในขวดเก็บตวั อย่าง)

ปิ ดผนกึ ภาชนะทนั ที
 แช่เย็นตวั อย่างท่ี 4 องศาเซลเซยี ส
 แจ้งไปยงั ห้องปฏิบตั ิการวา่ มีตวั อยา่ งที่จําเป็นต้องได้รับการกรอง เพราะโดยมากตวั อยา่ งที่

ต้องรอการกรองไม่ถกู เติมสารเคมีเพ่ือรักษาสภาพ จงึ ต้องได้รับการกรองทนั ที่ที่ทําได้

หวั ข้ออภปิ รายและคาํ ถาม

1. อธิบายกระบวนการที่มีผลตอ่ การเปลีย่ นแปลงลกั ษณะทางเคมีของนํา้ ตวั อย่างท่ีมีการปนเปื อ้ นด้วยสาร
ตอ่ ไปนี ้พร้อมทงั ้ ให้เหตผุ ลและยกตวั อย่างประกอบ

1) โลหะหนกั
2) สารอนิ ทรีย์ระเหย
3) สารกําจดั ศตั รูพืช
4) สารอนิ ทรีย์ท่ีมีธาตหุ ม่ทู ่ี 7 เป็ นองค์ประกอบ

2. การเตรียมตวั เข้าเก็บตวั อย่างในพืน้ ท่ีที่มีการปนเปื อ้ นด้วยสารอนิ ทรีย์ระเหยควรทาํ อยา่ งไร และข้อควร
ระมดั ระวงั ท่ีสําคญั ในการเข้าเก็บตวั อย่างได้แก่อะไร

3. สรุปความสําคญั ของการวดั ระดบั นํา้ ใต้ดนิ และส่ิงท่ีต้องพิจารณาในการรายงานผลข้อมลู ระดบั นํา้ ใต้ดินและ
การนําผลท่ีได้จากจดุ เก็บที่ต่างกนั มาเปรียบเทียบกนั

< 44 >


4. ในการเก็บตวั อย่างในพืน้ ท่ีแหง่ หน่ึง มีบอ่ ตดิ ตามตรวจสอบ 2 บอ่ อย่ใู นแนวเส้นตรงห่างกนั บอ่ ละ 30 เมตร จาก
การวดั ระดบั นํา้ พบวา่ ความลกึ ของระดบั นํา้ ในบ่อแรกและบอ่ ที่สองจากระดบั ผิวดินคือ 3 และ 3.2 เมตร ตามลําดบั จาก
ข้อมลู บนั ทกึ ประจําบอ่ ทงั้ สองพบว่าตําแหน่งท่ีตงั ้ ของบอ่ ท่ีหนง่ึ และบอ่ ท่ีสองอยสู่ งู จากระดบั นํา้ ทะเลกลาง 15 และ 15.1
เมตร ตามลําดบั คํานวณเฮดของบอ่ ทงั้ สอง และระบทุ ิศทางการไหลของนํา้ ระหวา่ งบอ่ ทงั้ สอง
5. บอ่ เก็บตวั อย่างนํา้ มีลกั ษณะดงั รูป คํานวณปริมาตรนํา้ ขนั ้ ต่ําท่ีต้องถ่ายออกในกรณีท่ีต้องการถ่ายนํา้ ขงั แบบ
ปกติ และถ้าระดบั พืน้ ท่ีตงั ้ ของบอ่ ดงั กลา่ วอย่สู งู จากระดบั อ้างอิงมลู ฐานท่ีใช้อ้างองิ 20 เมตร คํานวณเฮด ณ ตําแหน่งนี ้

6. เลือกวิธีการถ่ายนํา้ ที่เหมาะสมสาํ หรับสถานการณ์ต่อไปนี ้ ระบสุ มมติฐานและข้อมลู เพิ่มเตมิ พร้อมทงั้ แสดง
เหตผุ ลประกอบ

6.1 พนื ้ ที่มีสภาพนําชลศาสตร์เฉลย่ี 10-4 เซนติเมตรตอ่ วินาที เป็นการตรวจสอบคณุ ภาพนํา้ ใต้ดินทว่ั ไป
อปุ กรณ์เก็บตวั อยา่ งใช้เบลเลอร์

6.2 พนื ้ ท่ีมีสภาพนําชลศาสตร์ประมาณ 10-4 – 10-5 เซนตเิ มตรต่อวินาที เป็ นการตรวจสอบคณุ ภาพนํา้ ใต้
ดินท่ีต้องวดั พารามิเตอร์ปนเปื อ้ นในกลมุ่ โลหะหนกั อปุ กรณ์เก็บตวั อย่างใช้เครื่องสบู

6.3 พนื ้ ท่ีมีสภาพนําชลศาสตร์ประมาณ 10-6 เซนตเิ มตรต่อวินาที เป็ นการตรวจสอบคณุ ภาพนํา้ ใต้ดนิ ท่ี
ต้องวดั พารามิเตอร์ปนเปื อ้ นในกลมุ่ สารอินทรีย์ระเหย อปุ กรณ์เก็บตวั อย่างใช้เครื่องสบู

< 45 >


7. ในการเก็บตวั อย่างนํา้ ในพนื ้ ท่ีปนเปื อ้ นแหง่ หนงึ่ มีบอ่ ติดตามตรวจสอบตดิ ตงั้ ไว้ 6 บอ่ แผนการเก็บตวั อยา่ ง
กําหนดให้ต้องเก็บตวั อย่างจากบอ่ ทงั้ หมด เน่ืองจากอปุ กรณ์เก็บตวั อย่างมีเพยี งชดุ เดียวและเมื่อพจิ ารณาในเบอื ้ งต้น
พบวา่ อาจจะไม่สามารถเก็บตวั อย่างจากทงั ้ 6 บอ่ ให้เสร็จสิน้ ในวนั เดยี วกนั ได้ ถ้าทา่ นเป็นหวั หน้าคณะทา่ นจะวาง
แผนการเก็บตวั อย่างในพนื ้ ท่ีนีอ้ ย่างไร และมีความจาํ เป็ นหรือไม่ท่ีต้องเก็บตวั อยา่ งจากทงั้ 6 บอ่ ให้เสร็จในวนั เดียว
8. ในการเก็บตวั อย่างจากบอ่ ติดตามตรวจสอบพบว่าตวั อย่างนํา้ มีความขนุ่ สงู กวา่ บอ่ อนื่ ๆ ในพืน้ ที่ใกล้เคียงกนั
อภิปรายถึงสาเหตขุ องความขนุ่ ในบอ่ พร้อมสมมติฐานและวิธีการตรวจสอบ พร้อมทงั ้ ระบวุ ธิ ีการแก้ปัญหาสําหรับกรณี
ดงั กลา่ ว
9. ในการอา่ นผลจากรายงานจากการเก็บตวั อย่างนํา้ พบวา่ มีการรายงานค่า “ระดบั นํา้ ในบอ่ ” โดยไมร่ ะบุ
รายละเอียด ท่านคิดวา่ ผลของระดบั นํา้ ทีร่ ายงานสามารถนําไปใช้เป็ นคา่ เฮดได้เลยหรือไม่ และทา่ นจะทราบได้อย่างไร
วา่ คําวา่ “ระดบั นํา้ ” ในรายงานดงั กลา่ วหมายถึงระดบั เฮดหรือไม่ อธิบายพร้อมทงั ้ ให้เหตผุ ลประกอบ ในกรณีที่ค่า
ดงั กลา่ วไม่ใชค่ า่ เฮดแตม่ ีการนําไปใช้เป็ นคา่ เฮด จะเกิดผลตอ่ การแปลผลอยา่ งไรบ้าง
10. ในการเก็บตวั อย่างนํา้ ใต้ดินจากบอ่ ติดตามตรวจสอบในกรณีตอ่ ไปนี ้ ให้ระบวุ า่ จะเกิดผลกรทบต่อคณุ ภาพนํา้
อยา่ งไร

10.1 ในกรณีที่ไมม่ ีการถ่ายนํา้ ขงั ออกจากบอ่ เลย
10.2 ในกรณีท่ีถ่ายนํา้ ขงั จากบอ่ จนแห้งแล้วปลอ่ ยให้นํา้ ใหม่ไหลเข้ามา

< 46 >


บทท่ี 4 การเก็บตัวอย่างนํา้ ใต้ดิน

สงิ่ ท่ีต้องคาํ นงึ ถึงในการเก็บตวั อย่างนํา้ ใต้ดิน ได้แก่ อปุ กรณ์และวสั ดทุ ี่ใช้ทําอปุ กรณ์ท่ีใช้เก็บตวั อย่าง
การลดการสญู เสียของสารอินทรีย์ระเหยออกจากนํา้ ระหว่างการถ่ายนํา้ ขงั ออกจากบอ่ การรักษาสภาพนํา้ ตวั อย่างและ
การทําตามขนั ้ ตอนการรับประกนั และควบคมุ คณุ ภาพ การติดตามและควบคมุ ในระหว่างการขนส่งตวั อย่างนํา้ (Chain
of Custody) และการทําความสะอาดอปุ กรณ์ (Decontamination) นอกจากการเก็บตวั อย่างนํา้ จากพืน้ ที่ปนเปื ้อนท่ีมี
สภาพทางธรณีวิทยาแบบรูพรุนทั่วไป (เช่น ชนั ้ ดินแบบต่างๆ) ในบทนีย้ ังได้กล่าวถึงการเก็บตวั อย่างนํา้ จากพืน้ ที่ท่ีมี
สภาพทางธรณีวิทยาเป็ นรอยแตก (เช่น ชนั้ หินปนู ) และในกรณีท่ีมีสารอินทรีย์ที่อย่ใู นสถานะของเหลวที่ไม่ละลายเป็ น
เนือ้ เดยี วกบั นํา้ ปนเปื อ้ นอยไู่ ว้อยา่ งสงั เขปในตอนท้ายบทด้วย

4.1 การเกบ็ ตัวอย่างนํา้ ใต้ดนิ ในกรณีท่วั ไป

การเก็บตวั อย่างต้องทําต่อเน่ืองทนั ทีท่ีกระบวนการถ่ายนํา้ ขงั ออกจากบ่อเสร็จและตวั อย่างนํา้ ต้อง
ถกู เก็บจากระดบั ช่องกรองเท่านัน้ (ไม่ว่าจะมีการถ่ายนํา้ ขงั ออกก่อนหรือไม่ก็ตาม) แนะนําว่านํา้ ตวั อย่างต้องถกู เก็บ
ลึกจากระดบั บนของช่องกรองจากด้านบนลงมาอย่างน้อย 30 เซนติเมตร จากนนั ้ ตวั อย่างนํา้ ต้องถูกถ่ายโดยตรงจาก
อปุ กรณ์ท่ีใช้เก็บตวั อย่างมาส่ภู าชนะบรรจทุ ี่ทําความสะอาดมาก่อนจากห้องปฏิบตั ิการ ทําการเติมสารเคมีเพ่ือรักษา
สภาพ (ถ้ามี) แล้วปิ ดฉลากทนั ทีพร้อมทงั ้ ทําการบนั ทึกรายละเอียดของตวั อย่าง เพือ่ ลดโอกาสตวั อย่างสมั ผสั กบั อากาศ
และสารปนเปื อ้ นอืน่

4.1.1 ลาํ ดบั การเกบ็ ตวั อย่างนํา้ สําหรับการเก็บการเก็บตวั อย่างนํา้ เพ่ือนําไปวิเคราะห์หาสาร
ปนเปื อ้ นหลายกลมุ่ โดยเฉพาะในพนื ้ ท่ีปนเปื อ้ นด้วยสารพษิ สารอนั ตราย แนะนําวา่ การเก็บตวั อย่างในแตล่ ะจดุ ควร
เป็ นไปตามลาํ ดบั จากก่อนไปหลงั โดยเร่ิมจากสารกล่มุ ท่ีมีแนวโน้มที่ระเหยจากนํา้ ตวั อย่าง ทําปฏิกิริยากบั อากาศ หรือ
สญู เสียสภาพ ได้ง่ายที่สดุ ตามลําดบั ดงั นี ้

1. สารกลมุ่ อินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds, VOC) ประกอบไปด้วยสารกลมุ่ กรด
อนิ ทรีย์ระเหย (Volatile Organic Acids, VOA) เชน่ กรดฟอร์มิก กรดอะซิตกิ กรดบวิ ไทริก (Butyric Acid) เป็ น
ต้น สว่ นมากในกล่มุ นีท้ ําให้เกิดกลิ่น (มีเพียงบางตวั เท่านนั้ ท่ีไม่มีกล่ินเม่ือระเหยออกมา) สารกล่มุ นีส้ ว่ นมาก
เป็ นผลติ ภณั ฑ์จากกิจกรรมการย่อยสลายทางชวี ภาพโดยจลุ ชีพและบางชนิดเป็ นสารประกอบที่ใช้ใน
กระบวนการอตุ สาหกรรมเพ่ือเป็ นตวั ทําละลาย เป็ นนํา้ มนั เชือ้ เพลิง เป็ นต้น สารกล่มุ นีส้ ญู เสยี ไปจากนํา้ ได้ง่าย
ที่สดุ ทงั ้ จากการระเหยและหลายตวั ถกู ยอ่ ยสลายโดยจลุ ชีพได้ สารประกอบอินทรีย์ระเหยซง่ึ โดยมากละลายใน
นํา้ ได้ดี ได้แก่ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนและสารประกอบอินทรีย์หลายชนิดที่มมี วลโมเลกลุ ตํ่าและโครงสร้าง
ไม่ซบั ซ้อนหลายประเภท เชน่ กลมุ่ สารประกอบแอลกอฮอล์ (Alcohol) คโี ตน (Ketone) อลั ดีไฮด์ (Aldehyde)
และกรดอนิ ทรีย์ (Organic Acids) เป็ นแหลง่ คาร์บอนสําหรับจลุ ชีพได้ รวมทงั้ สารประกอบอนิ ทรีย์ที่เป็ นพิษ
เช่น สารอนิ ทรีย์ระเหยประเภทตา่ งๆ ที่มีธาตหุ ม่ทู ี่ 7 (ได้แก่ Cl, Br, I, และF) เป็นองค์ประกอบบางชนิด รวมทงั้
สารท่ีเกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชนั ของสารอนิ ทรีย์ท่ีถกู ออกซไิ ดซ์โดยคลอรีนหรือธาตหุ มู่ 7 อ่นื ๆ เชน่ สารกลมุ่
ฮาโลมีเทน (Halomethane) ซงึ่ ได้แก่ คลอโรฟอร์ม (Chloroform หรือ Trichloromethane) ฯลฯ สารกลมุ่
อนิ ทรีย์ระเหยทงั ้ หมดนีถ้ กู ขบั จากนํา้ ได้ในรูปสารระเหย (Purgeable Organic Carbons, POC) และถกู

< 47 >


ตรวจวดั โดยวิธีการวิเคราะห์หาปริมาณธาตคุ าร์บอนสารอินทรีย์ สารอนิ ทรีย์ระเหยท่ีมีธาตหุ มทู่ ี่ 7 อาจเรียกเป็ น
Purgeable Organic Halogens หรือ POX1 ซง่ึ เป็ นตวั อย่างท่ีถกู เก็บโดยไม่มีการกรองและไมม่ ีการรักษาสภาพ
โดยการเตมิ สารเคมี

2. สารอนิ ทรีย์ที่สกดั จากนํา้ ได้หรือสารอินทรีย์กง่ึ ระเหย (Extractable or Semi-volatile Organics)
ได้แก่ สารอนิ ทรีย์ท่มี ีจํานวนคาร์บอนตงั้ แต่ 10 – 13 อะตอมขนึ ้ ไป ซงึ่ รวมถงึ ไขมนั และสารกําจดั ศตั รูพชื ตา่ งๆ
และสารพษิ และสารอนั ตรายหลายชนิด ในกล่มุ นีย้ งั ประกอบด้วยกลมุ่ สารอนิ ทรีย์ที่เป็นยาฆา่ แมลงหรือเป็น
สารประกอบที่สงั เคราะห์ขนึ ้ ใช้ในภาคอตุ สาหกรรมทมี่ ีคลอรีนเป็ นองค์ประกอบ (Organochlorine) ซงึ่ เป็ นสาร
ทีม่ ีความคงทนในสิ่งแวดล้อม ละลายนํา้ และระเหยได้น้อย และมกั จะมีความเป็ นพิษสงู เช่น กลมุ่ พีซีบี
(Polychlorinated Biphenyls, PCB) เหลา่ นีเ้ป็นตวั อยา่ งนํา้ ทถี่ กู เก็บโดยไม่มีการกรองและไม่มีการรักษาสภาพ
โดยการเติมสารเคมี

3. ตวั อยา่ งนํา้ เพ่อื นํามาวิเคราะห์องค์ประกอบอน่ื ๆ ที่ไม่ต้องมีการกรองและรักษาสภาพโดยการเติม
สารเคมี เชน่ ซลั เฟต (Sulfate) โครเมียมทงั ้ หมด (Total Chromium) และ ปรอท (Mercury) ฯลฯ

4. ตวั อยา่ งนํา้ ที่ไม่ต้องถกู กรองแตต่ ้องมีการรักษาสภาพโดยการเติมสารเคมี เช่น การวิเคราะห์
สารประกอบไนโตรเจน (แอมโมเนีย (Ammonia) ไนเตรท (Nitrates) ไนไตรท์ (Nitrites)) สารประกอบฟีนอล
(Phenolic Compounds) ฟอสฟอรัส (Phosphorous) โลหะหนกั ทงั้ หมด ไซยาไนด์ (Cyanide) และคาร์บอน
อินทรีย์ทงั ้ หมด (Total Organic Carbons)

5. ตวั อย่างนํา้ ที่ต้องถกู กรองแตไ่ ม่ต้องมีการกรองและรักษาสภาพโดยการเติมสารเคมี เช่น โครเมียม
(6) (Chromium VI) ละลาย

6. ตวั อยา่ งนํา้ ท่ีต้องถกู กรองและต้องมีการกรองและรักษาสภาพโดยการเตมิ สารเคมีทนั ที เช่น โลหะ
หนกั ละลาย

7. การเก็บตวั อย่างนํา้ เพ่ือตรวจสอบหาพารามิเตอร์อ่นื ๆ และจลุ ินทรีย์ตา่ งๆ
8. สารกมั มนั ตรังสี (Radionuclides)

4.1.2 การบรรจุตวั อย่างนํา้ ลงในภาชนะบรรจุ การบรรจตุ วั อยา่ งต้องทําในพืน้ ที่ทส่ี ะอาดเพื่อ
ลดโอกาสปนเปื อ้ นโดยเฉพาะจากไอเสียและฝ่ นุ และส่ิงที่ควรระวงั อย่างมากคือการปนเปื อ้ นจากถงุ มือท่ีไม่สะอาด ให้
เปิ ดขวดบรรจตุ วั อยา่ งเฉพาะที่จะบรรจตุ วั อย่างและทํา ณ เวลาท่ีจะทําการบรรจตุ วั อย่างเทา่ นนั ้ (ถ้าตวั อย่างต้องได้รับ
การกรอง ทําการเปิ ดขวดบรรจตุ วั อย่างหลงั จากการกรองเสร็จสิน้ แล้ว) เม่ือบรรจตุ วั อย่างและทําการเตมิ สารเคมีเพ่ือ
รักษาสภาพแล้ว ปิ ดขวดแล้วทําการปิ ดฉลากทนั ทีและแชเ่ ย็น ขนั ้ ตอนทงั้ หมดเพ่อื ลดการปนเปื อ้ นและป้ องกนั การสบั สน
ท่ีอาจจะเกิดขนึ ้

 การบรรจุตวั อย่างสารอนิ ทรีย์ระเหยและก่งึ ระเหย สารอินทรีย์ระเหยคือสารท่ีมี
แนวโน้มที่จะระเหยจากนํา้ โดยอาจดไู ด้จากค่า Henry's Law Constants ถ้าคา่ Henry's Law
Constants มีคา่ ต่ํา จะมีแนวโน้มท่ีจะระเหยออกจากนํา้ ได้น้อย ในการเก็บตวั อยา่ งนํา้ เพอื่ นํามา
วเิ คราะห์สารอนิ ทรีย์ระเหยและกึง่ ระเหย ตวั อยา่ งจะถกู บรรจใุ นขวดแก้วปากแคบฝาเกลยี วใสหรือ

1 X เป็นสญั ลกั ษณ์แทนธาตหุ มทู่ ี่ 7

< 48 >


สีชาที่มีแผ่นพลาสติก polytetrafluoroethylene (PTFE) หรือที่รู้จกั ในชื่อทางการค้าว่าเทฟลอน
(TEFLON ®) เป็ นชนั ้ รองในฝาปิ ด โดยตวั อย่างนํา้ จะถกู บรรจอุ ย่างระมดั ระวงั จากก้นขวดไลข่ นึ ้ มา
อยา่ งช้าๆ เพื่อลดการปั่นป่ วน และให้ตวั อย่างนํา้ ล้นออกมาเล็กน้อยและให้มผี ิวนาํ ้ นนู ปริ่มท่ีปาก
ขวดก่อนปิ ดฝา (รูปท่ี 4.1) หลงั จากปิ ดฝาแล้วให้ควาํ่ ขวดไว้สกั ครู่ (ประมาณ 10 วินาที) ถ้ามี
ฟองอากาศ ต้องเก็บตวั อย่างใหม่ จากนนั้ เก็บท่ีรักษาที่อณุ หภมู ิ 4 OC ทนั ทีโดยให้ขวดคว่ําลง
ตลอดเวลาเพ่อื ลดการสญู เสียจากการระเหยและจากการเตบิ โตของจลุ ินทรีย์

รูปท่ี 4.1 ขวดเก็บตวั อยา่ งนํา้ และการเก็บตวั อยา่ งในขวดเก็บตวั อย่างสําหรับตรวจสอบสารอนิ ทรีย์ระเหย
 การบรรจุตวั อย่างสารอนินทรีย์ สารอนินทรีย์ เชน่ โลหะหนกั มกั จะไวตอ่ การ

เปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เชน่ จากการเตมิ อากาศ การถกู ออกซิไดซ์ การตกตะกอน การดดู ติดผิว
และจากการปนเปื อ้ น ดงั นนั ้ ถ้าต้องมีการกรองและการเตมิ สารเคมี ต้องทําบรรจตุ วั อยา่ งทนั ที
อปุ กรณ์และภาชนะที่ใช้ต้องสะอาดและผา่ นการล้างตามขนั้ ตอนที่ถกู ต้องตามที่แนะนําโดย
ห้องปฏิบตั ิการ

 ไอออนต่างๆ ไอออน เชน่ Na+ Mg2+ K+ และ Cl– มกั จะมีข้อจํากดั ของการตรวจวดั น้อย
และคอ่ นข้างเสถียร และมีความเข้มข้นในช่วงสงู กวา่ สว่ นในล้านสว่ น ดงั นนั้ การดแู ลรักษาและเก็บ
ตวั อย่างจงึ มีความเข้มงวดน้อยกว่า สําหรับไอออน เชน่ Mn+ Fe2+ CO32- และ HCO3– ถึงแม้จะพบใน
ความเข้มข้นสงู แตอ่ าจจะเปลี่ยนแปลงได้งา่ ยเม่ือสมั ผสั กบั อากาศ ดงั นนั ้ อาจจะต้องใช้ขนั้ ตอน
เดยี วกนั กบั การเก็บตวั อย่างสารอนิ ทรีย์ระเหย แตไ่ มจ่ ําเป็ นต้องใช้วธิ ีการทําความสะอาดอปุ กรณ์
ปนเปื อ้ นที่เข้มงวดนกั

< 49 >


4.2 การเก็บตัวอย่างนํา้ จากจุดความลึกจาํ เพาะ (Discrete Point-Interval)

การเก็บตวั อย่างนํา้ แบบนีท้ ําในบอ่ ติดตามตรวจสอบท่ีมีการติดตงั้ ช่องกรองหลายระดบั หรือมีช่อง
กรองค่อนข้างยาวเพื่อตรวจสอบความแตกตา่ งของคณุ ภาพนํา้ โดยเฉพาะความเข้มข้นของสารปนเปื อ้ นท่ีระดบั ความลกึ
ตา่ งๆ (Concentration Profile) ซงึ่ บอ่ ในลกั ษณะนีจ้ ะไมใ่ ช้กบั งานติดตามตรวจสอบในกรณีทวั่ ไป (ดรู ายละเอียดเพมิ่ เติม
ในบทที่ 1) โดยเก็บตวั อย่างจากระดบั ความลกึ ที่กําหนดหลายระดบั ภายในระยะของช่องกรอง วธิ ีนีเ้หมาะสําหรับใช้ใน
การสาํ รวจเบือ้ งต้นเพอื่ ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงตามความลกึ เพ่ือกําหนดจดุ เก็บตวั อย่างท่ีเจาะจงในระยะยาว หรือ
สําหรับพืน้ ท่ีปนเปื อ้ นที่ทําการฟื น้ ฟสู ภาพพืน้ ที่ (Remediation) เพ่อื ติดตามตรวจสอบการเปล่ียนแปลงและ
ความก้าวหน้าหรือเพอ่ื ยืนยนั วา่ โครงการฟืน้ ฟพู ืน้ ท่ีปนเปื อ้ นสําเร็จตามเป้ าหมายท่ีวางไว้ (Remedial Goal) เพื่อปิ ด
โครงการ (Closure) รวมทงั ้ ในพนื ้ ท่ีที่มีลกั ษณะทางธรณีวิทยาเป็นรอยแตก (Fracture) โดยมีข้อดีคือ

 ลดการรบกวนนาํ ้ และตะกอนก้นบอ่ ทําให้ได้ตวั อย่างท่ีมีความขนุ่ น้อย
 ตวั อย่างนํา้ ไมส่ มั ผสั กบั อากาศ
 ไมต่ ้องมีการถ่ายนํา้ ขงั ออกจากบอ่ (ในกรณีที่รู้ข้อมลู อตั ราการไหลของบ่อแล้ว)

ขนั ้ ตอนที่เกี่ยวข้องในการเก็บตวั อย่างนํา้ แบบนีค้ ือ
1) ตรวจสอบข้อมลู เก่ียวกบั พืน้ ท่ี ประวตั ิการปนเปื อ้ น ถ้ามีข้อมลู เก่ียวกบั การก่อสร้างบอ่ จาก
ปมู หรือบนั ทกึ ประจําบอ่ (Bore Log) โดยเฉพาะตําแหน่งและความยาวของช่องกรอง วสั ดทุ ่ีใช้ในการกรอง และบนั ทกึ
ประจาํ บอ่ และนํามาพจิ ารณาร่วมกบั ข้อมลู อทุ กวทิ ยาและธรณีวทิ ยาท่ีเก่ียวข้อง
2) วดั ระดบั นํา้ ในบ่อติดตามตรวจสอบก่อนการเก็บตวั อย่าง
3) ตรวจสอบดวู า่ มี NAPL อย่ใู นบอ่ หรือไม่
4) อปุ กรณ์เก็บตวั อย่าง อาจจะเป็ นเคร่ืองสบู แบบรีด เครื่องสบู แรงเหวย่ี งแบบจม หรือเคร่ือง
สบู แบบถงุ ที่ผลติ จากวสั ดทุ ี่เหมาะสมและใช้งานได้กบั สภาพบอ่ ที่จะเก็บตวั อย่าง
5) ทําการเก็บตวั อย่างแรกที่อย่ตู นื ้ ท่ีสดุ (แต่ต้องอย่ตู ํา่ กวา่ ระดบั บนของชอ่ งกรองอย่างน้อย
20 เซนติเมตร) และทําการเก็บตวั อย่างถดั ไปเรื่อยๆ เป็ นลําดบั ตามความลกึ ในจดุ ท่ีกําหนดไว้ เพื่อลดการรบกวนสภาพ
ในบอ่
6) สําหรับการตดิ ตามตรวจสอบในโครงการฟืน้ ฟพู ืน้ ท่ีปนเปื อ้ น ในการติดตามตรวจสอบ
คณุ ภาพนํา้ ในระหวา่ งการทําการฟืน้ ฟู ให้เลือกเก็บตวั อยา่ งจากระดบั ท่ีมีความเข้มข้นสงู สดุ ได้ภายหลงั จากการมีการ
วิเคราะห์การเปล่ียนแปลงคณุ ภาพนํา้ ตามระดบั ความลกึ ของบอ่ แล้ว

4.3 การเก็บรักษาและการรักษาสภาพตวั อย่างนาํ้

ไม่มีวิธีใดวิธีหน่ึงท่ีเหมาะสมสําหรับการเก็บรักษาและรักษาสภาพตวั อยา่ งนํา้ ทกุ ประเภท ทงั ้ นี ้
วธิ ีการเก็บรักษาและรักษาสภาพตวั อยา่ งนํา้ จะต้องสอดคล้องกบั เทคนิคที่เลือกใช้ในการวิเคราะห์ตวั อย่าง ดงั นนั ้ จงึ ต้อง
มีการปรึกษากบั เจ้าหน้าท่ีวเิ คราะห์เพ่ือจะได้เลือกวิธีที่เหมาะสม และในตวั อย่างนํา้ หนงึ่ ๆ ก็แทบเป็ นไปไมไ่ ด้ที่จะทํา
รักษาองค์ประกอบทางเคมีทกุ อย่างในนํา้ ให้คงที่ ส่ิงท่ีทําได้คือพยายามลดปฏิกิริยาทางเคมีและชีวเคมีภายในตวั อย่าง
นํา้ หลงั จากท่ีเก็บตวั อย่างมาแล้ว ดงั นนั ้ เป็ นการดที ี่สดุ ถ้าตวั อยา่ งนํา้ ถกู วิเคราะห์โดยเร็วท่ีสดุ ท่ีเป็นไปได้เน่ืองจาก
ตวั อย่างมีอายจุ าํ กดั ถึงแม้วา่ จะผ่านการเก็บรักษาและรักษาสภาพมาอย่างดแี ล้วก็ตาม ทงั ้ นี ้ วธิ ีการเก็บรักษาและรักษา

< 50 >


สภาพตวั อย่างนํา้ ต้องมีการบนั ทกึ ไว้ในเอกสารประกนั คณุ ภาพเพ่ือใช้อ้างองิ และให้ผ้ปู ฏิบตั ิหน้าท่ีมีความเข้าใจตรงกนั
โดยทว่ั ไป การรักษาสภาพตวั อย่างนํา้ มีวตั ถปุ ระสงค์เพื่อ

1) ลดปฏิกิริยาทางเคมีและชีวเคมี ดงั ท่ีกล่าวแล้ว
2) ลดการระเหยของนํา้ ตวั อย่างรวมทงั้ องค์ประกอบในนํา้ ตวั อย่างด้วย และ
3) ลดการดดู ตดิ ของสารองค์ประกอบในนํา้ ตวั อยา่ งกบั ภาชนะบรรจุ

ซง่ึ โดยมากทําได้โดยการควบคมุ คา่ พีเอช การเตมิ สารเคมีบางชนิด การแช่เย็นและการแชแ่ ขง็ รวมทงั้
การเลือกใช้ภาชนะบรรจตุ วั อย่างท่ีเหมาะสม สําหรับแนวทางการเก็บและรักษาสภาพตวั อย่างเพอ่ื นําไปวิเคราะห์แบบ
ตา่ งๆ แสดงไว้ในภาคผนวก ค

4.4 การทาํ ความสะอาดอุปกรณ์ปนเปื้อน

หลงั จากการเก็บตวั อยา่ งจากแตล่ ะบอ่ อปุ กรณ์ท่ีใช้ทกุ ชิน้ ที่หยอ่ นลงไปในบอ่ หรือสมั ผสั กบั นํา้
ตวั อย่าง ต้องได้รับการทําความสะอาด (Decontamination) ตามขนั ้ ตอนที่ใช้โดยทวั่ ไปคือ

 การทําความสะอาดสารปนเปื อ้ นอปุ กรณ์ท่ีใช้ในกระบวนการถ่ายนํา้ และเก็บตวั อย่างนํา้
ต้องทําในบริเวณที่ห่างจากจดุ เก็บตวั อย่าง (หา่ งจากบริเวณปากบอ่ ) เพื่อป้ องกนั การปนเปื อ้ นลงไป
ในบอ่ โดยตรง

 โดยทวั่ ไป นํา้ ยาทําความสะอาดที่ใช้จะเป็นพวกท่ีไม่มีฟอสเฟต สารฟอก (Bleach, เช่น
คลอรีน) หรือตวั ทําละลาย เป็นสว่ นประกอบ รวมทงั ้ ในบางกรณี อาจจะมีการทําความสะอาดด้วย
สารละลายบางอย่าง เช่น Acetone, Methanol หรือ Isopropyl Alcohol เชน่ กรณีที่ต้องล้างคราบ
สารอินทรีย์ที่ปนเปื อ้ นในบอ่ ออกจากอปุ กรณ์ในการเก็บตวั อย่างจากบอ่ ที่มีสว่ นของสารอนิ ทรีย์ที่อยู่
ในสถานะของเหลวท่ีไมล่ ะลายเป็นเนือ้ เดยี วกบั นํา้ (NAPL) หรือในกรณีการเก็บตวั อย่างเพื่อ
ตรวจสอบทางจลุ ชีววทิ ยา อาจจะต้องใช้นํา้ ยาท่ีมีสารฟอก เพ่ือฆ่าเชือ้ และป้ องกนั การปนเปื อ้ นของ
จลุ ชีพระหว่างจดุ เก็บ การทาํ ความสะอาดในขัน้ ตอนนีต้ ้องทาํ ในภาชนะกักเกบ็ ท่ีเหมาะสม
และนํา้ ยาและสารทาํ ความสะอาดต่างๆ ต้องถกู นําไปทงิ้ ในท่ที ่เี หมาะสมด้วย

 ในขนั ้ สดุ ท้าย จะกลวั้ (Rinse) อปุ กรณ์ที่ล้างทงั ้ หมดด้วยนํา้ กลน่ั ชนิดปราศจากไอออน
(Deionized Water) นํา้ ท่ีใช้กลวั ้ จะถกู เก็บไปวเิ คราะห์ในกระบวนการควบคมุ คณุ ภาพ (QC) ตอ่ ไป

 ไมค่ วรเช็ดอปุ กรณ์ แตค่ วรตากทิง้ ไว้ให้แห้งก้อนนําไปใช้ หรือเม่ือจะนําไปเก็บตวั อย่างใน
จดุ ตอ่ ไป ให้กลวั ้ ด้วยนํา้ จากจดุ เก็บตวั อยา่ งนนั ้ ก่อนทําการเก็บตวั อยา่ งนํา้

ข้อผดิ พลาดท่มี กั เกดิ ในขัน้ ตอนนีค้ อื มกั ละเลยการทาํ ความสะอาดเชือก ท่อหรือสายไฟ ท่ี
เช่ือมกับอุปกรณ์เกบ็ ตวั อย่างและตรวจวัดต่างๆ ทาํ ให้มกี ารปนเปื้อนระหว่างจุดเกบ็ ตวั อย่างได้

4.5 สรุปขัน้ ตอนการเก็บตัวอย่างนํา้ ใต้ดนิ ท่วั ไป

การเก็บตวั อย่างนํา้ ต้องพยายามลดการรบกวนนํา้ ตวั อย่างและสิ่งแวดล้อมทางกายภาพภายและ
เคมีในบ่อ กระบวนการเก็บตวั อย่างเร่ิมจากบอ่ ที่น่าจะมีการปนเปื อ้ นมากท่ีสดุ ไปยงั บ่อท่ีน่าจะมีการปนเปื อ้ นน้อยท่ีสดุ

< 51 >


ก่อนการเก็บตวั อย่างนํา้ ใต้ดินจากบ่อติดตามตรวจสอบ ต้องทําการวดั ระดบั นํา้ จากนนั ้ ต้องทําการถ่ายนํา้ ขงั ออกจาก
บอ่ และให้นํา้ ท่ีอย่ใู นชนั ้ ดินอ้มุ นํา้ ไหลเข้ามา ซง่ึ อาจจะทําได้ด้วยอปุ กรณ์ต่างๆ และทําได้หลายวิธี โดยทว่ั ไป อาจจะถ่าย
นํา้ ออกเป็ นปริมาณอย่างน้อย 3 เท่า ของนํา้ ในบ่อ หรือในกรณีท่ีเหมาะสม (มีอปุ กรณ์และลกั ษณะทางกายภาพของ
พืน้ ที่เหมาะสม) อาจจะใช้ วิธีอัตราการไหลตํ่าท่ีมีการรบกวนนํา้ ในบ่อน้ อยกว่า โดยต้ องมีการวัดและบันทึก
ค่าพารามิเตอร์ต่างๆ ประกอบ (เช่น พีเอช อุณหภูมิ สภาพความนําไฟฟ้ า เป็ นต้น) เพ่ือให้มั่นใจว่าค่าเหล่านัน้
เปลี่ยนแปลงเข้าส่สู ภาวะคงที่ตามเกณฑ์ท่ีตงั ้ ไว้ เป็ นการแสดงให้เห็นว่ามีนํา้ ใหม่ไหลเข้าส่บู ่อ จากนัน้ จึงทําการเก็บ
ตวั อย่างจากความลึกในชว่ งช่องกรองตามลําดบั สิ่งท่ีต้องการวิเคราะห์ การเก็บตวั อย่างโดยเคร่ืองสบู ให้เก็บท่ีอตั ราการ
ไหลต่ํา (Low Flow) คือ ตํ่ากว่า 0.1 – 1 ลิตร/นาที และต้องตํ่ากว่าหรือเท่ากบั อตั ราการสบู ท่ีใช้ระหว่างการถ่ายนํา้ ถ้า
เก็บที่อตั ราการสบู สูงกว่าการถ่ายนํา้ อาจจะมีตะกอนหลุดออกมาในนํา้ เพ่ิมขึน้ ทําให้นํา้ ข่นุ ขึน้ และโดยมากการเก็บ
ตวั อย่างนํา้ ควรใช้อปุ กรณ์เดียวกบั ท่ีใช้ในกระบวนการถ่ายนํา้ ขงั ออกจากบ่อและทําความสะอาดอปุ กรณ์เม่ือเสร็จสิน้
การเก็บตวั อย่างตามขนั้ ตอนตอ่ ไป ซงึ่ ขนั ้ ตอนหลกั ๆ ทงั ้ หมดสรุปได้ดงั แผนภาพในรูปท่ี 4.2

รูปท่ี 4.2 สรุปขนั้ ตอนในการเก็บตวั อย่างนํา้ ใต้ดนิ ทวั่ ไป

< 52 >


4.6 ส่งิ ท่ตี ้องคาํ นึงถงึ ในการเกบ็ ตวั อย่างนํา้ จากพนื้ ท่ที ่มี ีสภาพทางธรณีวิทยาเป็ นรอยแตก

การปนเปื อ้ นในพืน้ ท่ีท่ีชนั ้ ดินและหินมีรอยแตก (Fracture) พบได้ทวั่ ไปนนั ้ การเคล่ือนที่ของนํา้ และ
สารปนเปื อ้ นในสภาพดงั กลา่ วมีความแตกตา่ งจากพนื ้ ดินที่มีรูพรุนที่เกิดจากการสะสมของดินและหินที่เป็ นเม็ดละเอียด
เพื่อให้ได้ผลดี การเก็บตวั อยา่ งนํา้ ต้องคํานงึ ถึงความแตกตา่ งโดยเฉพาะในเชิงชลศาสตร์ของชนั ้ ดนิ ทงั ้ สองแบบด้วย โดย
ในชนั ้ ดินท่ีเป็ นรูพรุนประกอบไปด้วยเม็ดดินและหินละเอียด นํา้ จะสามารถซมึ ผ่านกระจายไปได้ทวั่ รอบเม็ดดินและหิน
สว่ นในชนั ้ ดนิ และหินท่ีมีรอยแตก การไหลของนํา้ (และสารปนเปื อ้ น) จะถกู ควบคมุ โดยการกระจายตวั ของรอยแตก แนว
การเรียงตวั ขนาดและความยาวของรอยแตก รวมทงั ้ การเช่ือมตอ่ กนั ของรอยแตกเหล่านนั้ ด้วย (รูปท่ี 4.3)

(ก) (ข)

รูปท่ี 4.3 ลกั ษณะการไหลของนํา้ ในชนั้ ดินและหินที่ (ก)เป็ นรูพรุน และ(ข)เป็ นรอยแตก
โดยทว่ั ไป สําหรับหินและดินท่ีมีรอยแตก การไหลซึมของนํา้ ผ่านเนือ้ ส่วนที่ไม่ใช่รอยแตกจะมีน้อย

มาก ในการประเมินสภาพนําชลศาสตร์ (Hydraulic Conductivity) ของชนั ้ ดินและหินท่ีมีรอยแตกจะขนึ ้ กับจํานวนของ
รอยแตกที่นํานํา้ ได้ท่ีมีและจํานวนท่ีรอยแตกเหล่านนั ้ ตดั กบั หลมุ เจาะ ดงั นนั้ ค่าท่ีได้มีความหลากหลายอย่างมากแม้จะ
เป็ นพืน้ ท่ีเดียวกนั ในชนั ้ ดินและหินเดียวกนั ทําให้มีความไม่แน่นอนของข้อมลู อตั ราการไหลและสภาพความนํานํา้ มีมาก
เน่ืองจากรอยแตกบางรอยเท่านนั ้ ท่ีนํา้ ไหลผ่านได้ ในบางพืน้ ที่ การไหลของนํา้ ขนึ ้ กบั แนวของรอยแตกขนาดใหญ่เพียง
ไม่กี่แนว นอกจากนี ้ความพรุนของชนั ้ ดินและหินท่ีมีรอยแตกมกั มีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาตรทงั ้ หมด (10-2
ถึง 10-5) เมื่อเทียบกบั ความพรุนในชนั้ ดินและหินทวั่ ไป (< 0.01 ถึง 0.7) (Birgersson and Neretnieks,1990) ปัญหาท่ี
อาจจะพบสําหรับพืน้ ท่ีปนเปื ้อนคือการกระจายตวั และการเคล่ือนที่ของสารปนเปื อ้ น ในชนั ้ ดินและหินท่ีมีรอยแตกสาร
ปนเปื อ้ นอาจเคลื่อนท่ีไปได้เร็วแตก่ ารกระจายตวั (Dispersion) มีน้อยกวา่ ในชนั้ ดินและหินที่เป็ นรูพรุน และมีรูปแบบไม่

< 53 >


แน่นอนขนึ ้ กบั ลกั ษณะของรอยแตกและการกระจายตวั ของรอยแตกในแต่ละพืน้ ท่ี และลกั ษณะของสารปนเปื อ้ นด้วยว่า
เป็ นสารละลายหรือสารแขวนลอย โดยสารแขวนลอยอาจเคลื่อนที่ไปได้ไกลกว่าสารละลาย (McKay et al., 1993)
สําหรับสารกลุ่ม NAPL โดยเฉพาะพวก DNAPL (Dense Non Aqueous Phase Liquid) ซึ่งไม่ละลายอยู่ในนํา้ จะ
เคลื่อนที่ไปได้รวดเร็วในรอยแตกและถูกควบคุมปัจจยั ได้แก่ ความหนาแน่น ความหนืดและแรงตึงผิว ขนาดของรอย
แตก DNAPL ส่วนที่เกาะติดอยู่ตามรอยแตกสามารถละลายออกอย่างช้าๆ ได้ในภายหลงั ทําให้นํา้ ปนเปื ้อนและนํา้ ที่
ปนเปื ้อนอาจจะซึมเข้ าไปในส่วนที่เป็ นรูพรุน ทําให้การปนเปื ้อนกระจายออกกินพืน้ ท่ีมากขึน้ ได้ (Keuper and
McWhorter, 1991)

ปัญหาท่ีมกั จะพบในพนื ้ ที่ที่มีชนั้ ดนิ และหนิ ที่เป็ นรอยแตก ได้แก่
 พลมู ของแนวการเคล่ือนที่ของสารปนเปื อ้ น (Contaminant Plume) ในชนั้ รอยแตกมี

ลกั ษณะตา่ งจากในชนั้ ดินท่ีเป็นรูพรุนมากทงั ้ ในแง่รูปร่างและความเข้มข้น ซง่ึ ขนึ ้ กบั การกระจายตวั
ของรอยแตกท่ีนํา้ สามารถซมึ ผ่านได้ (รูปท่ี 4.4)

 ยากท่ีจะระบวุ า่ รอยแตกใดเป็ นชอ่ งทางที่นํา้ ปนเปือ้ นไหลเข้ามาสบู่ อ่ ติดตามตรวจสอบ ทํา
ให้การระบวุ า่ สารปนเปื อ้ นไหลมาจากท่ีใดเป็ นไปได้ยากด้วย

 อาจเกิดการเจือจางของตวั อย่างนํา้ ในบอ่ โดยนํา้ สะอาดที่อยใู่ นบอ่ และท่ีไหลเข้าสบู่ อ่ จาก
รอยแตกที่ไมม่ ีการปนเปื อ้ น (Novakowski, 1992)

 การถ่ายนํา้ ขงั ออกจากบอ่ ก่อนการเก็บตวั อยา่ งอาจจะทําให้มีการสบู นํา้ ปริมาณมากจาก
พืน้ ที่ เนื่องจากชนั ้ ดินและหินรอยแตกมีความพรุนต่าํ และนํา้ ที่แทนที่เข้ามาไม่ใชน่ ํา้ ส่วนท่ีเป็ น
ตวั แทนของนํา้ ท่ีต้องการที่อยใู่ นรอยแตกตงั ้ แต่แรก ยกตวั อยา่ งเช่น การสบู นํา้ 10 ลิตร จากบอ่ ที่
ติดตงั ้ ในชนั้ หินที่มีรอยแตกซงึ่ มีความพรุน 10-4 อาจจะต้องดดู นํา้ จากชนั ้ หินปริมาตรถงึ 100
ลกู บาศก์เมตร ซงึ่ มากกวา่ มากเมื่อเทียบกบั ปริมาตร 0.03 ลกู บาศก์เมตร (33 ลติ ร) จากชนั้ ดินท่ีมีรู
พรุนท่ีมีความพรุน 0.3

ดงั นนั ้ จงึ ต้องมีการปรับปรุงวิธีการเก็บตวั อย่างในการติดตามตรวจสอบการปนเปื อ้ นในพนื ้ ที่ชนั้ ดิน
และหินที่มีรอยแตกโดยพิจารณาเป็ นกรณีๆ ตามสภาพทางธรณีวิทยาและชนิดของสารปนเปื อ้ น ข้อแนะนําท่ีอาจจะใช้
ในการปรับปรุงบอ่ ติดตามตรวจสอบ ได้แก่

 ตดิ ตงั ้ บอ่ ท่ีมีช่องกรองยาวหรือมีชอ่ งกรองหลายระดบั
 ระบตุ าํ แหน่งความลกึ ของรอยแตกที่นา่ จะซมึ ผา่ นนาํ ้ ได้ดีโดยใช้เคร่ืองมือสําหรับวดั อตั รา
การไหล อณุ หภมู ิ หรือสภาพนาํ ไฟฟ้ า ที่สามารถบนั ทกึ คา่ และมีหวั อา่ น (Probe) ใช้หยอ่ นลงไปวดั
ท่ีระดบั ความลกึ ตา่ งๆ ในบอ่ ได้
 ใช้วิธีเก็บตวั อย่างนํา้ แบบมีการรบกวนตาํ่ และเก็บจากความลกึ ที่มีรอยแตกท่ีซมึ ผา่ นนํา้ ได้
ที่ตดั กบั ชอ่ งกรองของบ่อติดตามตรวจสอบ
 และในกรณีท่ีมีความจําเป็ น ติดตงั ้ บ่อในแนวระนาบหรือแนวทแยงเพ่ือเพ่ิมโอกาสท่ีบอ่ จะ
ตดั กบั แนวรอยแตกท่ีอย่ใู นแนวตงั ้ (Love and Cook, 1999)
 ถ้าเป็ นชนั ้ ดินเหนียวท่ีมีรอยแตก อาจเก็บตวั อย่างโดยวธิ ีท่ีเจาะตรง (Direct Push)

< 54 >


แหล่งกาํ เนิดสารปนเปื้อน

พลูมของสารปนเปื ้ อน ชัน้ เคลย์ท่มี ีรอยแตก
ในตวั กลางท่เี ป็ นรอยแตก

พลูมของสารปนเปื้อนในตัวกลางท่เี ป็ นรูพรุน

ชัน้ ดนิ อุ้มนํา้ ท่เี ป็ นรูพรุน ทศิ ทางการไหลของนํา้ ใต้ดนิ

รูปท่ี 4.4 ตวั อย่างของแนวการเคล่ือนที่ของสารปนเปื อ้ นในชนั ้ ดนิ ที่มีรอยแตกและท่ีเป็นรูพรุน
(ดดั แปลงจาก Harrison et al., 1992)

ในรูปที่ 4.4 แสดงชนั ้ รอยแตกท่ีเป็นชนั้ เคลย์ (clay) อย่บู นชนั ้ ตวั กลางที่เป็ นรูพรุน พลมู ของสาร
ปนเปื อ้ นในชนั ้ เคลย์ดงั กลา่ วจะถกู จํากดั ให้เคลื่อนท่ีไปกบั แนวรอยแตกเป็ นหลกั ส่วนพลมู ของสารปนเปือ้ นในชนั้ ดนิ อ้มุ
นํา้ มีแนวการแพร่กระจายหลกั ไปในทิศทางการไหลของนํา้ (ในกรณีท่ีเป็ นชนั ้ ไม่อม่ิ ตวั ด้วยนํา้ ไหลซมึ ลงในแนวดิ่งตาม
แรงโน้มถ่วง) และมีการแพร่กระจายออกไปจากทิศทางหลกั ด้วย ในการศกึ ษาพนื ้ ที่ที่เป็ นรอยแตกนนั ้ มีความซบั ซ้อนกวา่
กรณีพืน้ ท่ีท่ีเป็นรูพรุนทวั่ ไป และอาจจะต้องใช้ความรู้ด้านสถิติมาช่วยในการวเิ คราะห์ข้อมลู รวมทงั้ ในบางกรณีมีการใช้
แบบจําลองทางคณิตศาสตร์ท่ีมีการใช้ตวั แปรสมุ่ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเพ่อื กําหนดระดบั ความนา่ เช่ือถือของการทํานาย
ผล สําหรับผ้ทู ี่สนใจรายละเอยี ดของการปนเปื อ้ นในชนั ้ ธรณีวทิ ยาท่ีมีรอยแตก สามารถค้นคว้าเพม่ิ เติมดใู นเอกสารตา่ งๆ
เช่น Love and Cook (1999), McKay et al. (1993), Novakowski (1992), Keuper and McWhorter (1991),
Birgersson and Neretnieks (1990) ฯลฯ

4.7 การเก็บตัวอย่างสารอินทรีย์ท่อี ยู่ในสถานะของเหลวท่ไี ม่ละลายเป็ นเนือ้ เดยี วกับนํา้

สารอนิ ทรีย์ในสถานะของเหลวในส่วนท่ีไม่ละลายเป็นเนือ้ เดียวกบั นํา้ (Non Aqueous Phase
Liquid, NAPL) อาจเป็ นสารอนิ ทรีย์ชนิดเดยี วหรือของผสม สว่ นที่ไมผ่ สมหรือละลายเป็ นเนือ้ เดยี วกบั นํา้ เกิดจาก
ปนเปื อ้ นในนํา้ ในปริมาณท่ีมากกวา่ ความสามารถในการละลายนํา้ ของสารหรือของผสมนนั ้ ในพืน้ ท่ีท่ีมีการปนเปื อ้ นของ
สารอินทรีย์ (เชน่ นํา้ มนั เชือ้ เพลิง หรือสารตวั ทําละลาย) อาจจะพบสารอินทรีย์บางสว่ นอยใู่ นสถานะนไี ้ ด้เนื่องจาก
สารอินทรีย์สว่ นใหญ่มีความสามารถในการละลายนํา้ จาํ กดั โดยทว่ั ไปแบง่ เป็ นสารอนิ ทรีย์ในสถานะของเหลวในสว่ นที่

< 55 >


ไม่ละลายเป็นเนือ้ เดียวกบั นํา้ ท่ีเบากวา่ นํา้ (Light Non Aqueous Phase Liquid, LNAPL) และสารอินทรีย์ในสถานะ
ของเหลวในส่วนที่ไมล่ ะลายเป็นเนือ้ เดียวกบั นํา้ ที่หนกั กวา่ นํา้ (Dense Non Aqueous Phase Liquid, DNAPL)

ในกรณีท่ีการปนเปื อ้ นเกิดจากแหลง่ กําเนิดท่ีอย่เู หนือระดบั นํา้ ใต้ดิน NAPL มีทิศทางหลกั ของการ
แพร่กระจายในชนั ้ ไมอ่ ิ่มตวั ในแนวดงิ่ ตามแรงโน้มถ่วง โดย NAPL ซมึ ลงไปแทนที่อากาศและนํา้ ในชอ่ งวา่ งระหวา่ งเม็ด
ดิน เม่ือซมึ ลงมาถงึ ระดบั นํา้ ใต้ดนิ ในกรณี

1) สารที่เบากวา่ นํา้ (มีความหนาแน่นน้อยกวา่ นํา้ ) หรือ LNAPL สว่ นที่ยงั ไม่ละลายพบลอยอยู่
ท่ีเขตอิ่มตวั เหนือระดบั นํา้ ใต้ดนิ (Capillary Fringe) ในกรณีท่ีมีปริมาณมากจะเกิดเป็ นแอง่ ของ LNAPL (LNAPL Pool)
ดงั รูปท่ี 4.5 (ก) และเริ่มมีการแพร่กระจายของสารปนเปื อ้ นออกเป็นพลมู โดยมีทิศทางการแพร่กระจายหลกั ในทิศทาง
เดียวกบั การไหลของนํา้ ใต้ดนิ

2) สารท่ีหนกั กวา่ นํา้ (มีความหนาแน่นมากกวา่ นํา้ ) หรือ DNAPL สว่ นทยี่ งั ไมล่ ะลายจมลงสู่
ด้านลา่ งของชนั้ นํา้ ใต้ดินนนั ้ (รูปท่ี 4.5 (ข)) ในระหวา่ งที่ซมึ ผ่านชนั ้ ดนิ หรือหินท่ีอ่มิ ตวั ด้วยนํา้ สว่ นที่ละลายได้จะเร่ิมมีการ
แพร่กระจายของสารปนเปื อ้ นออกเป็นพลมู โดยมีทิศทางการแพร่กระจายหลกั ในทิศทางเดยี วกบั การไหลของนํา้ ใต้ดนิ
เช่นกนั สว่ นที่เหลอื จากการละลายไปกบั นํา้ จะจมลงจนถึงชนั้ ไม่ซมึ นํา้

พืน้ ท่ีท่ีมีการปนเปื อ้ นในลกั ษณะนี ้ NAPL กลายเป็ นแหลง่ กําเนิดมลพษิ โดยคอ่ ยๆ ละลายออกมา
ดงั นนั ้ ต้องมีการสาํ รวจเพื่อระบตุ ําแหนง่ ของ NAPL รวมทงั ้ เก็บตวั อย่างเพื่อตรวจสอบองค์ประกอบ เพ่อื ทําการกําจดั
หรือควบคมุ ด้วยวธิ ีการท่ีเหมาะสม

ถ้าพบวา่ เป็ นพนื ้ ที่ท่ีมี NAPL ปนเปื อ้ นอยู่ การเก็บตวั อย่างเน้นไปท่ีการประมาณปริมาณและการ
กระจายตวั ของ NAPL ที่มีอยแู่ ละทิศทางที่ NAPL อาจจะเคลือ่ นตวั ไป สถานการณ์เชน่ นีอ้ าจพบได้ไมบ่ อ่ ยเนื่องจาก
โดยมากการปนเปื อ้ นด้วยนํา้ มนั เชือ้ เพลงิ หรือสารตวั ทําละลายในปริมาณมากมีการกําจดั แหลง่ กําเนิด (Source Zone)
ออกก่อนในเบือ้ งต้น ทําให้ LNAPL สว่ นมากถกู กําจดั ไปและไม่เห็น NAPL รวมตวั เป็ นแอง่ ดงั รูปท่ี 4.5 (ก) ทีไ่ ด้กลา่ ว
มาแล้ว แตก่ ารปนเปื อ้ นจากสารคงค้าง (Residual) ท่ีเหลือแทรกอย่ใู นชอ่ งวา่ งของดิน ถ้ามี DNAPL อย่ดู ้วย DNAPL
อาจจะไม่ถกู กําจดั ออกทงั ้ หมดเพราะจมสดู่ ้านล่าง การกําหนดตาํ แหน่งท่ีแน่นอนทําได้คอ่ นข้างยากและเชน่ กนั มีการ
ปนเปื อ้ นจะมาจากสารคงค้าง (Residual) ที่เหลือแทรกอย่ใู นช่องวา่ งของดินด้วย

การสํารวจพนื ้ ท่ีที่มีการปนเปื อ้ นของ NAPL เป็ นเร่ืองที่ย่งุ ยากและต้องการผ้ทู ี่มีความรู้ โดยทว่ั ไปแล้ว
การที่จะพบตาํ แหนง่ ของ NAPL ในพืน้ ท่ีปนเปื อ้ นท่ีไมท่ ราบประวตั แิ นน่ อนหรือท่ีถกู ทิง้ ไว้เป็นเวลานานเป็ นไปได้ยาก
โดยเฉพาะกบั กรณีปนเปื อ้ นด้วย DNAPL ดงั ทก่ี ลา่ วมาแล้ว สําหรับพืน้ ที่ท่ีทราบตําแหนง่ การปนเปื อ้ นและสนั นิษฐานวา่
มี NAPL ปรากฏอยู่ สิ่งที่ต้องพจิ ารณาในการสร้างบอ่ ติดตามตรวจสอบก่อนการเก็บตวั อย่าง NAPL คอื ระดบั ช่องกรอง
ในกรณีการตรวจสอบ LNAPL บอ่ ติดตามตรวจสอบต้องมีชว่ งช่องกรองคลอบคลมุ ระดบั นํา้ ใต้ดิน ซง่ึ เป็นระดบั ที่จะพบ
LNAPL

ในกรณีการตรวจสอบ DNAPL บอ่ ติดตามตรวจสอบต้องมีช่วงช่องกรองลกึ ลงไปจนถึงระดบั ลกึ ท่ีสดุ
ของชนั ้ นํา้ ใต้ดินซง่ึ อาจจะเป็ นระดบั ชนั้ ท่ีมีความซมึ ผ่านนํา้ ตํ่าหรือชนั้ ต้านนํา้ ซง่ึ เป็ นระดบั ท่ีจะพบ DNAPL ที่ละลายไม่
หมดได้ นอกจากนกี ้ ารไหลของ DNAPL อาจจะไม่ไหลไปในทิศทางเดียวกนั กบั นํา้ ใต้ดินก็ได้ในกรณีที่พนื ้ ผิวของชนั้ ท่ีมี
ความซมึ ผ่านนํา้ ต่ําหรือชนั ้ ต้านนํา้ มีความลาดเทไปในทิศทางที่แตกตา่ งจากทิศทางการไหลของนํา้ ใต้ดิน ซงึ่ ทําให้การ
ระบตุ าํ แหน่งของ DNAPL มีความซบั ซ้อนกวา่ ปัจจยั เหลา่ นีจ้ ะมีผลตอ่ การระบตุ ําแหน่งการเจาะบอ่ ติดตามตรวจสอบ

< 56 >


ไหลตามแรงโน้มถ่วงผ่าน LNAPL กองอย่บู นผวิ บนของชนั้
ชัน้ ดนิ ไม่อ่มิ นํา้ นํา้ อ่ิมตัว

การละลาย

ทศิ ทางการไหลของนํา้ ใต้ดนิ

ชัน้ ไม่ซมึ นํา้

(ก)

ไหลตามแรงโน้มถ่วง
ผ่านชัน้ ดนิ ไม่อ่มิ นํา้

ทศิ ทางการไหลของนํา้ ใต้ดนิ การละลาย ชัน้ ไม่ซมึ นํา้
DNAPL
(ข)

รูปท่ี 4.5 แสดงลกั ษณะการปนเปื อ้ นในพนื ้ ท่ีที่ปนเปื อ้ นด้วย (ก) LNAPL และ (ข) DNAPL

< 57 >


สาํ หรับส่ิงท่ีต้องคํานงึ ถึงในการเก็บตวั อย่าง NAPL มีดงั นี ้
 ต้องเก็บตวั อย่างจากช่วงระดบั ความลกึ ท่ีจะพบ NAPL ซง่ึ ก็คือที่ระดบั ผิวของระดบั นํา้ ใต้

ดินในกรณี LNAPL และจากระดบั ก้นบอ่ ที่เจาะลงไปถึงระดบั ไม่ซมึ นํา้ ในกรณีของ DNAPL
 ห้ามทําการถ่ายนํา้ ขงั ออกจากบอ่ จนกวา่ จะทําการวดั ความหนาของชนั้ NAPL หรือทําการ

เก็บตวั อย่าง NAPL เรียบร้อยแล้ว
 การทําความสะอาดสารปนเปื อ้ นจากอปุ กรณ์ทําได้ยาก ถ้าเป็ นไปได้ควรใช้อปุ กรณ์ท่ี

ออกแบบให้ใช้แล้วทิง้ เลย (Disposable)

อปุ กรณ์เก็บตวั อยา่ งและวดั ระดบั ความหนาของ NAPL มีหลายชนิด แตล่ ะชนิดมีข้อดแี ละข้อด้อย
ตา่ งๆ กนั (ตารางท่ี 4.1) ทีจ่ ะกลา่ วถึง ได้แก่

1) แถบวดั เคลอื บสารเคมีท่ียอมให้นํา้ มนั และตวั ทําละลายซมึ ผ่าน เมื่อสารเคมีที่เคลือบบน
แถบวดั สมั ผสั กบั นํา้ มนั หรือตวั ทําละลายจะเกิดปฏิกิริยาและเปล่ยี นสไี ปจากเดิม ทําการวดั โดยการหยอ่ นแถบวดั ที่
เคลือบด้วยสารเคมีลงไปในบอ่ ติดตามตรวจสอบตามความลกึ ท่ีกําหนด ทิง้ ไว้ 2 – 3 วนิ าที แล้วดงึ กลบั ขนึ ้ มา ความหนา
ของ NAPL คอื ความหนาของแถบสีท่ีปรากฏบนแถบวดั วิธีนีค้ ่อนข้างถกู แตไ่ มส่ ามารถใช้ได้ในกรณีที่ต้องการวดั ความ
หนาของ LNAPL และ DNAPL ในบอ่ เดยี วกนั

2) เบลเลอร์ใส ในการเก็บตวั อย่างเบลเลอร์จะถกู หย่อนลงไปอย่างช้าๆ จนถงึ ระดบั ความลกึ ที่
กําหนด เน่ืองจากเบลเลอร์ที่ทําจากวสั ดใุ สทําให้สามารถเห็นชนั ้ ของ NAPL ในกระบอกของเบลเลอร์ที่เก็บขนึ ้ มา ทําให้
วดั ความหนาของชนั ้ NAPL ได้ ข้อจาํ กดั ของวิธีนีก้ ็คือการกําหนดความลกึ ของการหย่อนเบลเลอร์อย่างถกู ต้องแม่นยํา
และครอบคลมุ ชนั ้ ของ NAPL และการที่ NAPL บางสว่ นที่มีความหนืดน้อยกวา่ นํา้ อาจจะไม่ไหลเข้าเบลเลอร์แตไ่ หลไป
ตามด้านข้าง ทําให้มีปริมาณ NAPL ในเบลเลอร์น้อยกว่าท่ีมีอย่จู ริงในบอ่

3) การใช้หวั ตรวจวดั ในลกั ษณะตา่ งๆ เช่น การวดั สภาพความนําไฟฟ้ า อาศยั หลกั การวา่ นํา้ มี
สภาพความนําไฟฟ้ ามากกวา่ NAPL ทําให้แยกแยะได้วา่ ณ ความลกึ ระดบั นนั้ เป็ นของเหลวแบบใด โดยหวั ตรวจวดั
ทํางานร่วมกบั ท่นุ ลอยเพื่อวดั ความหนาของชนั ้ NAPL หรืออปุ กรณ์ท่ีใช้กนั มากจะใช้หลกั การหกั เหของแสงร่วมกบั การ
วดั สภาพนําไฟฟ้ า เคร่ืองมือในลกั ษณะนีป้ ระกอบด้วยเครื่องยิงลําแสงอนิ ฟราเรดและตวั ตรวจจบั เมื่อหวั ตรวจวดั พบกบั
ของเหลว ลาํ แสงอินฟราเรดจะสะท้อนหกั เหออกไปจากตวั ตรวจจบั ทําให้วงจรไฟฟ้ าทํางานเพื่อแสดงวา่ อยทู่ ี่ระดบั
ของเหลว หวั ตรวจวดั สภาพความนําไฟฟ้ าท่ีอย่ใู นชดุ เดียวกนั และท่ีระดบั เดียวกนั กบั ชดุ อนิ ฟราเรดทาํ หน้าที่แยกแยะ
ระหว่างของเหลวที่เป็ นนํา้ และทีเ่ ป็น NAPL

ตารางท่ี 4.1 เปรียบเทียบอปุ กรณ์ตา่ งๆ ท่ีกลา่ วถงึ สําหรับการวดั ความหนาของชนั ้ NAPL

ชนิดของอุปกรณ์ ความลกึ สูงสุด ความแม่นยาํ ความง่ายในการ ราคา ใช้กับ
(เมตร) ใช้งาน DNAPL
แถบวดั เคลอื บสารเคมี 60 ปานกลาง ปานกลาง ตาํ่ ไม่ได้
เบลเลอร์ใส 60 ตํ่า ปานกลาง ตํ่า
หวั ตรวจวดั ง่าย สงู ได้
แล้วแต่ชนิด ปานกลาง – สงู ได้

< 58 >


สิง่ ท่ีต้องคํานงึ ถึงในการวดั ความหนาของ LNAPL จากบอ่ ติดตามตรวจสอบก็คือความหนาของ
LNAPL ในบอ่ ทีว่ ดั ได้จะไมใ่ ช่ความหนาของ NAPL ในชนั้ ดินอ้มุ นํา้ เพราะดงั ที่ได้กล่าวมาแล้ววา่ LNAPL ในชนั ้ ดินอ้มุ นํา้
จะลอยเหนือเขตอิม่ ตวั เหนือระดบั นํา้ ใต้ดิน (Capillary Fringe) ซงึ่ ระดบั นํา้ ในบอ่ ติดตามตรวจสอบจะเป็ นระดบั นํา้ ใต้ดิน
(Water Table) ซงึ่ จะอย่ตู ํา่ กวา่ และ LNAPL ท่ีเข้ามาในบอ่ จะมีนํา้ หนกั กดให้ระดบั นํา้ ในบอ่ จมลงไปอีก (รูปท่ี 4.6) ซงึ่
ความหนาของชนั ้ LNAPL ในชนั้ ดินอ้มุ นํา้ จะสามารถคาํ นวณจากความหนาของ LNAPL ในบอ่ ได้ดงั นี ้(Farr et al, 1990;
Lenhard and Parker, 1990)

บ่อตดิ ตามตรวจสอบ

HNAPL

HCap เขตอ่มิ ตวั เหนือระดบั นํา้ ใต้ดนิ (Capillary Fringe)
ระดบั นํา้ ใต้ดนิ (Water Table)
HDep HObs
ชัน้ ดนิ หรือชัน้ หนิ อุ้มนํา้ (Aquifer)

รูปท่ี 4.6 ลกั ษณะการปนเปื อ้ นในพนื ้ ที่ที่ปนเปื อ้ นด้วย LNAPL และความแตกตา่ งของความหนาของ LNAPLที่

สงั เกตเหน็ ในบอ่ ติดตามตรวจสอบ (Hobs) และความหนาของชนั ้ LNAPL (HNAPL) ที่ลอยเหนือเขตอิม่ ตวั เหนือ

ระดบั นํา้ ใต้ดิน ในรูปแสดงความหนาของเขตอมิ่ ตวั เหนือระดบั นาํ ้ ใต้ดิน (HCap) และระดบั นํา้ ใต้ดินในบอ่ ตดิ ตาม
ตรวจสอบท่ถี กู กดโดยนาํ ้ หนกั ของ LNAPL ท่ีอยใู่ นบอ่ (HDep)
(ดดั แปลงจาก Lenhard and Parker, 1990)

จากรูปท่ี 4.6 ถ้าเฮดคงท่ีและระบบอยใู่ นสภาพสมดลุ จะแสดงได้วา่

WgHDep = NAPLgHObs (4.1)

< 59 >


และจากรูปที่ 4.6 แสดงวา่ HCap + HNAPL (4.2)
(4.3)
HObs – HDep = – –HObs HCap HNAPL
(4.4)
หรือ (4.5)
HDep = (4.6)
(4.7)
แทนคา่ HDep จากสมการท่ี (4.3) ในสมการที่ (4.1)

Wg (HObs – HCap – )HNAPL = NAPLgHObs

=HNAPL –HObs  –HObs HCap


=HNAPL HObs 1  – HCap



หรือ

=HNAPL (1 – NAPL) HObs – HCap

โดย HDep = ระดบั นํา้ ใต้ดินในบอ่ ติดตามตรวจสอบท่ีถกู กดโดยนํา้ หนกั ของ LNAPL, เมตร
HObs = ความหนาของ LNAPLท่สี งั เกตเหน็ ในบอ่ ติดตามตรวจสอบ, เมตร
HCap = ความหนาของเขตอมิ่ ตวั เหนือระดบั นํา้ ใต้ดิน, เมตร
=HNAPL ความหนาของชนั ้ LNAPL ทีล่ อยเหนือเขตอิ่มตวั เหนือระดบั นํา้ ใต้ดิน, เมตร
W = ความหนาแน่นของนํา้ , กิโลกรัมตอ่ ลกู บาศก์เมตร
=NAPL ความหนาแนน่ ของ LNAPL, กิโลกรัมตอ่ ลกู บาศก์เมตร
g= ความเร่งเน่ืองจากแรงโน้มถ่วงของโลก, เมตรตอ่ (วนิ าที2)
NAPL = ความถ่วงจําเพาะของ LNAPL

สาํ หรับค่า HCap สามารถใช้คา่ ดงั แสดงในตารางที่ 4.2

ตารางท่ี 4.2 คา่ HCap สําหรับดินชนิดตา่ งๆ

ชนิดของดนิ ช่วงค่า HCap (เมตร) ค่า HCap ท่แี นะนํา (เมตร)
ทรายหยาบ (Coarse Sand) 0.02 – 0.05 0.03
0.25
ทรายกลาง (Medium Sand) 0.10 – 0.35 0.43
1.05
ทรายละเอยี ด (Fine Sand) 0.35 – 0.70 2.00

ทรายแป้ ง (Silt) 0.70 – 1.50

เคลย์ (Clay) 2.00+

ท่มี า: ดดั แปลงจาก Freeze and Cherry (1979) และ Todd (1980)

< 60 >


ตัวอย่าง ในการสํารวจพนื ้ ที่ปนเปื อ้ นแห่งหนง่ึ พบวา่ มีนํา้ มนั ลอยอยใู่ นบอ่ ติดตามตรวจสอบ จากข้อมลู พบวา่ นํา้ มนั ที่

ปนเปื อ้ นดงั กลา่ วมีคา่ ความถ่วงจําเพาะเป็น 0.8 ลกั ษณะของชนั้ ดนิ ปนเปื อ้ นในพืน้ ท่ีเป็ นทรายละเอียด และความหนา

ของนํา้ มนั ในบ่อที่วดั ได้มีคา่ 3.0 เมตร ประมาณความหนาของชนั ้ LNAPL ในพนื ้ ท่ี

จากข้อมลู เลือก HCap = 0.43 เมตร

จากสมการที่ (4.7) =HNAPL (1 – NAPL) HObs – HCap
=HNAPL (1 – 0.8) (3.0 เมตร) – 0.43 เมตร

=HNAPL 0.17 เมตร หรือ 17 เซนตเิ มตร

ข้อสังเกต ผลการคํานวณที่แสดงจะขนึ ้ กบั คา่ ความหนาของเขตอมิ่ ตวั เหนือระดบั นํา้ ใต้ดนิ (HCap) และความแตกตา่ ง
ของความหนาแนน่ ของ NAPL และนํา้ ซง่ึ โดยทวั่ ไป ความหนาแนน่ ของ NAPL เป็ นข้อมลู ที่มีความแนน่ อนมากกวา่
ในขณะท่ีความหนาของเขตอ่มิ ตวั เหนือระดบั นํา้ ใต้ดินเป็ นคา่ ที่วดั ได้ยาก ซงึ่ ในความเป็นจริงคา่ ความหนาของเขตอมิ่ ตวั
เหนือระดบั นํา้ ใต้ดินนอกจากจะขนึ ้ กบั ชนิดและลกั ษณะของชนั ้ ดินแล้ว ยงั ขนึ ้ กบั ประวตั กิ ารซมึ ผ่านของนํา้ ในพืน้ ที่ และ
แรงตงึ ผิวระหวา่ ง NAPL ดนิ และนํา้ ซง่ึ จะเปล่ยี นได้ตามระดบั ของการปนเปื อ้ นด้วย นอกจากนี ้การคํานวณในลกั ษณะ
นีใ้ ช้ได้กบั พนื ้ ที่ปนเปื อ้ นท่ีมีชนั้ NAPL อย่อู ยา่ งชดั เจน ในกรณีที่พบคราบ NAPL ลอยอยเู่ หนือนํา้ ในบ่อติดตามตรวจสอบ
เป็ นฝ้ าบางๆ ไม่ได้หมายความวา่ จะต้องมีชนั้ NAPL อย่ใู นพนื ้ ท่ี เพราะคราบ NAPL อาจจะเกิดจากการที่นํา้ พาสารคง
ค้าง (Residual) ท่ีอย่ใู นช่องวา่ งระหวา่ งดนิ เข้ามาในบอ่ ก็ได้

4.7.1 การเกบ็ ตวั อย่าง LNAPL สง่ิ ท่ีสําคญั ในการเก็บตวั อย่าง LNAPL คือ ระดบั ความลกึ และ
ความหนาของชนั ้ LNAPL ถ้าชนั ้ ของ LNAPL มีความหนามากกวา่ 30 เซนติเมตรขนึ ้ ไป ควรใช้เบลเลอร์ในการเก็บ
ตวั อย่างโดยการหย่อนเบลเลอร์ลงไปช้าๆ จนถึงผิวของ LNAPL และค่อยๆ หย่อนลงไปจนถงึ ระดบั ความลกึ น้อยกว่า
รอยตอ่ ของ LNAPL และนํา้ ซง่ึ ระดบั ความหนาของชนั ้ LNAPL ได้มาจากการวดั ท่ีทําไว้ก่อนหน้านี ้

ถ้าความหนาของชนั ้ LNAPL น้อยกวา่ 30 เซนติเมตรและชนั้ LNAPL อยลู่ กึ น้อยกวา่ 7 เมตร ควรใช้
เครื่องสบู แบบรีด (Peristaltic Pump) ในการเกบ็ ตวั อย่าง ถ้าชนั ้ LNAPL อยลู่ กึ กวา่ ระดบั 7 เมตร อาจจะใช้เบลเลอร์ท่ี
ออกแบบให้นํา้ เข้าจากด้านบน (Top Filling Bailer) ในการเก็บตวั อย่าง (วิธีที่ง่ายท่ีสดุ คืออดุ ด้านลา่ งของเบลเลอร์ที่ปกติ
เป็ นทางนํา้ เข้าทาํ ให้นํา้ รินเข้าเฉพาะจากด้านบน) โดยคอ่ ยๆ หยอ่ นเบลเลอร์ให้ต่ํากว่าระดบั ผิวของ LNAPL ประมาณ 2
– 3 เซนติเมตร วิธีนีเ้ป็นวิธีท่ีงา่ ยที่สดุ สําหรับเก็บตวั อยา่ ง LNAPL ท่ีมีความหนาน้อยกวา่ 10 เซนตเิ มตร

4.7.2 การเกบ็ ตวั อย่าง DNAPL วธิ ีที่ดีท่ีสดุ ในการเก็บตวั อยา่ ง DNAPL คือใช้เบลเลอร์ที่มีวาล์ว
ไหลทางเดียว 2 ตาํ แหนง่ หวั -ท้าย (Double Check Valve Bailer) สงิ่ ที่สําคญั คือการควบคมุ เบลเลอร์ให้ลงและขนึ ้ จาก
ก้นบอ่ อยา่ งช้าๆ เหมือนกบั การเก็บตวั อย่าง LNAPL ที่อธิบายไว้ก่อนหน้านี ้ อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวงั ในการเก็บ
ตวั อย่าง DNAPL คอื บอ่ ติดตามตรวจสอบท่ีติดตงั ้ ไว้อาจจะเป็ นทางให้ DNAPL ปนเปื อ้ นลงไปในชนั ้ ดนิ ท่ีลกึ กวา่
โดยเฉพาะในกรณีท่ีมีการเจาะบอ่ ติดตามตรวจสอบทะลชุ นั้ ต้านนํา้

สําหรับรายละเอียดเพมิ่ เติมในหวั ข้อนี ้ ค้นคว้าได้จาก (Fetter, 1999; American Petroleum
Institute, 1996; Pankow and Cherry, 1996; U.S.EPA. 1992)

< 61 >


หวั ข้ออภปิ รายและคาํ ถาม

1. ลาํ ดบั การเก็บตวั อย่างนํา้ ใต้ดนิ ท่ีแสดงในหวั ข้อที่ 4.1 ถกู จดั เรียงตามเง่ือนไขอะไร
2. เพราะเหตใุ ดการเก็บตวั อยา่ งนํา้ ใต้ดนิ เพอ่ื นําไปวิเคราะห์หาสารอินทรีย์ระเหยจงึ มีขนั ้ ตอนดงั ที่แสดงไว้ และให้
ค้นคว้าวา่ มีวิธีการเก็บตวั อย่างด้วยวธิ ีอน่ื ๆ หรือไม่และใช้ภายใต้เง่ือนไขอะไร
3. อภิปรายวา่ เพราะเหตใุ ดวิธีการเตรียมอปุ กรณ์และวธิ ีการเก็บรักษาและรักษาสภาพตวั อย่างจงึ ต้องมีการ
กําหนดโดยเจ้าหน้าท่ีท่ีทําการวเิ คราะห์
4. อภิปรายถึงความแตกต่างและความคล้ายคลงึ กนั ของพนื ้ ท่ีที่มีลกั ษณะทางธรณีวิทยาเป็ นรอยแตกและพนื ้ ที่ที่
มีลกั ษณะทางธรณีวิทยาเป็นดินและหินที่เป็นรูพรุน ในแงข่ องการซมึ ผา่ นนํา้ และการแพร่กระจายของสารปนเปื อ้ นที่
ละลายในนํา้ และการแพร่กระจายของสารปนเปื อ้ นที่อย่ใู นรูป NAPL
5. จากเอกสารที่แนะนําให้ศกึ ษาเพิ่มเตมิ ในหวั ข้อ 4.6 (หรือจากเอกสารอ้างองิ อื่นๆ ) ยกตวั อย่างอปุ กรณ์ที่ใช้ใน
การเก็บตวั อย่างจากพนื ้ ท่ีท่ีมีลกั ษณะทางธรณีวิทยาเป็ นรอยแตกที่มีความแตกตา่ งจากอปุ กรณ์เก็บตวั อยา่ งที่ได้แสดงไว้
ในหวั ข้ออปุ กรณ์การเก็บตวั อย่างนํา้ ในตําราเล่มนี ้
6. อธิบายวา่ การปนเปื อ้ นของสารอินทรีย์ในสถานะของเหลวในสว่ นท่ีไมล่ ะลายเป็นเนือ้ เดยี วกบั นาํ ้ หรือ NAPL มี
ลกั ษณะแตกต่างจากการปนเปื อ้ นของสารท่ีละลายเป็นเนือ้ เดยี วกบั นํา้ อยา่ งไร และมีผลตอ่ การวางแผนการเก็บตวั อย่าง
อย่างไรบ้าง
7. ในการสํารวจพืน้ ที่ปนเปื อ้ นแหง่ หนงึ่ พบวา่ มีนํา้ มนั ลอยอย่ใู นบอ่ ติดตามตรวจสอบ จากข้อมลู พบวา่ นํา้ มนั ท่ี
ปนเปื อ้ นดงั กลา่ วมีคา่ ความถ่วงจาํ เพาะเป็ น 0.75 ลกั ษณะของชนั ้ ดินปนเปื อ้ นในพนื ้ ท่ีเป็ นทรายขนาดกลาง และความ
หนาของนํา้ มนั ในบอ่ ท่ีวดั ได้มีคา่ 1.2 เมตร ประมาณความหนาของชนั ้ LNAPL ในพนื ้ ที่

< 62 >


บทท่ี 5 การเก็บตัวอย่างนํา้ และก๊ าซจากชัน้ เวโดส

ชนั ้ เวโดส (Vadose Zone) เป็ นสว่ นท่ีอย่ตู งั้ แตร่ ะดบั พนื ้ ดินลงไปจนถึงระดบั นํา้ ใต้ดิน (Water Table)
ซง่ึ จะมีสว่ นท่เี ป็ นชนั ้ ท่อี ิ่มตวั ด้วยนํา้ เป็นชนั ้ บางๆ อยเู่ หนือระดบั นํา้ ใต้ดนิ ท่ีเกิดจากนาํ ้ ถกู ดดู ขนึ ้ มาตามรูเล็กๆ ของดิน
เรียกวา่ เขตอมิ่ ตวั เหนือระดบั นํา้ ใต้ดนิ (Capillary Fringe) (รูปที่ 5.1) เหน็ ได้วา่ สว่ นใหญ่ของชนั ้ เวโดสประกอบไปด้วยชนั ้
ที่ไม่อม่ิ ตวั ด้วยนํา้ ทําให้เรียกชนั ้ เวโดสและชนั้ ท่ีไม่อ่ิมตวั ด้วยนํา้ สบั สนกนั อยา่ งไรก็ตามในบางกรณีก็อาจจะใช้แทนกนั
ได้ นอกจากสว่ นท่ีเป็น Capillary Fringe ท่ีอาจจะอมิ่ ตวั ด้วยนํา้ แล้ว ในบางกรณี อาจจะมีแนวชนั ้ นํา้ ใต้ดินอม่ิ ตวั ท่ีอยใู่ น
ชนั ้ เวโดสได้เรียกวา่ นํา้ ซบั ค้าง (Perched Groundwater) ที่ค้างบนชนั ้ ดินหรือชนั้ หินท่ีซมึ นํา้ ได้น้อย

รูปท่ี 5.1 ภาพแสดงความแตกต่างระหวา่ งชนั ้ ดินไมอ่ ิ่มตวั ด้วยนํา้ และชนั ้ เวโดส
ความแตกตา่ งของชนั้ เวโดสและชนั ้ ท่ีอิม่ ตวั ด้วยนํา้ มีอยา่ งมากทงั ้ ในแงก่ ารไหลของนํา้ และการ

แพร่กระจายของสารปนเปื อ้ น และปฏิกิริยาเคมีและชวี เคมีตา่ งๆ ทงั้ นี ้ สง่ิ ทีเ่ หน็ ได้ชดั เจนก็คือในชนั ้ เวโดสมี 3 สถานะ
ได้แก่ ของเหลว (นํา้ ) ก๊าซ และของแขง็ ในขณะท่ีชนั ้ อม่ิ ตวั ด้วยนํา้ จะมีเพยี งของเหลว (นํา้ ) ก๊าซ และของแขง็ (ในกรณีที่
มีการปนเปื อ้ น อาจจะมี NAPL เพ่ิมขนึ ้ อกี หนง่ึ สถานะ) นอกจากนี ้ ลกั ษณะเดน่ ของชนั้ เวโดสคือปรากฏการณ์

< 63 >


Hysteresis ที่ปริมาณนํา้ ท่ีอย่ใู นชนั้ เวโดสเปลี่ยนแปลงตามประวตั กิ ารเปี ยกนํา้ ของพนื ้ ท่ี ซงึ่ ปรากฏการณ์ Hysteresis
เกิดจากปัจจยั พนื ้ ฐานคือของแรงตงึ ผิวระหวา่ งพนื ้ ผิวของนํา้ ก๊าซ และของแขง็ และทําให้การศกึ ษาในชนั ้ เวโดสมีความ
ซบั ซ้อนมากขนึ ้

ความหนาของชนั ้ เวโดสขนึ ้ อย่กู บั สภาพทางธรณีวิทยา สภาพภมู ิอากาศ และฤดกู าลของแตล่ ะพนื ้ ท่ี
ซง่ึ ชนั ้ เวโดสในบางแห่งอาจจะตืน้ มากๆ และในบางแห่งอาจจะลกึ กวา่ 50 เมตรจากระดบั ผิวดิน ขอบเขตของเนือ้ หาใน
บทนีค้ รอบคลมุ ประเดน็ หลกั ในสว่ นท่ีเกี่ยวกบั หลกั การการเก็บนํา้ จากดนิ ท่ีไมอ่ ม่ิ ตวั ในชนั ้ เวโดส และการเก็บตวั อย่าง
ก๊าซในดิน (Soil-gas) แตจ่ ะไม่ลงไปในรายละเอียดของการเก็บตวั อย่างจากชนั ้ เวโดสทงั ้ หมด

โดยทวั่ ไปสง่ิ ท่ีต้องคาํ นงึ ถงึ ในการเลือกอปุ กรณ์เก็บตวั อย่างนํา้ ในชนั ้ เวโดสมีดงั นี ้
 ชนิดและข้อจํากดั ทางกายภาพของดินที่จะทําการเกบ็ ตวั อย่างนํา้ ได้แก่ ความร่วน ความแน่น

ความแขง็
 ปฏิกิริยาทางเคมีและเสถียรภาพทางเคมีของตวั อย่างนํา้ ที่จะเก็บ เช่น มีองค์ประกอบท่ีอ่อนไหว

ตอ่ การเปลี่ยนแปลงความดนั หรือการสมั ผสั กบั อากาศ
 ความลกึ จากระดบั ผิวดินท่ีจะทําการเก็บตวั อยา่ ง
 ลกั ษณะการเคลื่อนที่ของนํา้ ในชนั้ เวโดส
 ปริมาตรของตวั อย่างท่ีต้องการ
 ความน่าเช่ือถือ ความคงทน และราคาของอปุ กรณ์
 ต้องมีการตดิ ตงั ้ อปุ กรณ์ในพนื ้ ท่ีทท่ี ําการเก็บตวั อย่างหรือไม่
 ความยากงา่ ยในการใช้งานและซอ่ มแซมในภาคสนาม
 ความยากงา่ ยในการใช้งานท่ีเกี่ยวเน่ืองกบั สภาพแวดล้อม
 การเปลย่ี นแปลงสภาพของตวั อยา่ งนํา้ ที่อาจจะเกิดจากการใช้อปุ กรณ์นนั ้ ๆ

ผ้ทู ี่สนใจการเกบ็ ตวั อย่างในชนั ้ เวโดสอาจจะศกึ ษาเพิม่ เตมิ ได้จาก ASTM Method D 4696
Standard Guide for Pore-Liquid Sampling from the Vadose Zone ซง่ึ กลา่ วถึงหลกั การปฏิบตั งิ าน การใช้อปุ กรณ์
การติดตงั ้ เครื่องมือ และข้อจํากดั ตา่ งๆ ในรายละเอยี ด รวมทงั้ สามารถศกึ ษาเพิม่ เติมจากงานตีพิมพ์อน่ื ๆ ท่ีได้กลา่ วถึง
การเก็บตวั อย่างและแงม่ มุ อน่ื ของชนั้ เวโดส เชน่ Wilson et al. (1995) เป็ นต้น

นํา้ ตวั อย่างจากชนั ้ เวโดสจะถกู เก็บเพื่อติดตามตรวจสอบการร่ัวไหลรอบๆ บริเวณบอ่ บําบดั นํา้ เสีย
หรือหลมุ ฝังกลบ เพ่อื เป็ นการเตือนลว่ งหน้าในกรณีท่ีมีการร่ัวซมึ ของนํา้ ชะก่อนที่นํา้ ชะจะปนเปื อ้ นนํา้ ใต้ดิน โดยในการ
บริหารจดั การพืน้ ที่ปนเปื อ้ น การตรวจพบการร่ัวซมึ ลว่ งหน้าจะเป็ นประโยชน์มากกวา่ ทงั ้ ในแง่ผลกระทบตอ่ สง่ิ แวดล้อม
และด้านเศรษฐศาสตร์ เมื่อเทียบกบั การพยายามที่จะฟืน้ ฟพู ืน้ ที่หลงั จากมีการปนเปื อ้ นไปแล้ว

ในชนั ้ เวโดส สารปนเปื อ้ นท่ีอย่ใู นสถานะของเหลว (ทงั้ ในรูปสารละลายและ NAPL) จะเคลอ่ื นที่ใน
แนวด่งิ ลงไปตามแรงโน้มถ่วงของโลกเป็นหลกั รวมทงั ้ จากแรงดงึ ตามรูเลก็ (Capillary Force) การเคล่ือนท่ีในแนวขวาง
เกิดได้บ้างอย่างจํากดั จากแรงดงึ ตามรูเล็กเป็นหลกั ซง่ึ แรงโน้มถ่วงของโลกและแรงดงึ ตามรูเล็กสมั พนั ธ์กบั แรงตงึ ผิวโดย
ในกรณีท่ีแรงทงั้ สองสมดลุ กนั สารปนเปื อ้ นเหลา่ นนั ้ จะถกู กกั อย่ใู นชอ่ งระหวา่ งเม็ดดนิ ดงั นนั้ การเก็บตวั อยา่ งนํา้ ต้องใช้
แรงดนั หรือแรงดดู เข้าชว่ ยเพื่อให้นํา้ เคล่ือนท่ีออกมา

< 64 >


5.1 การเก็บตวั อย่างนํา้ ในดนิ ไม่อ่ิมตวั

5.1.1 การเกบ็ ตวั อย่างด้วยไลซิมเิ ตอร์ อปุ กรณ์เก็บตวั อยา่ งนํา้ จากชนั้ เวโดสมีหลายชนิด เชน่
Vacuum Plate, Membrane-Filter Sampler, Filter Tip Sampler และ ไลซมิ ิเตอร์ (Lysimeter) ฯลฯ ในที่นีก้ ลา่ วถึง
เฉพาะไลซมิ ิเตอร์ (Lysimeter) ที่เป็นอปุ กรณ์ท่ีใช้ในการเก็บตวั อย่างนํา้ จากดินในชนั ้ เวโดสท่ีใช้กนั ทวั่ ไป องค์ประกอบ
หลกั ของไลซิมิเตอร์ประกอบกระบอกกลวงที่ตดิ ตงั ้ กระเปาะรูพรุนท่ีปลายทอ่ การเก็บตวั อย่างใช้แรงดดู ดดู นํา้ ท่ีซมึ ผา่ น
กระเปาะรูพรุนเข้ามารวบรวมไว้ในกระบอก ตวั อย่างนํา้ ที่ได้อาจจะถกู เก็บจากไลซิมิเตอร์ด้วยแรงดดู หรือแรงดนั โดย
แบง่ เป็นชนิดที่ใช้แรงดดู หรือเรียกวา่ Vacuum (หรือ Suction) Lysimeter (รูปที่ 5.2) และชนิดท่ีใช้แรงดดู และแรงอดั หรือ
เรียกวา่ Pressure-vacuum Lysimeter (รูปท่ี 5.3) การเลือกใช้ขนึ ้ กบั เกณฑ์ตา่ งๆ ได้แก่ ความลกึ ของตําแหน่งท่ีจะเก็บ
ตวั อย่าง ปริมาตรของตวั อย่างท่ีจะต้องใช้สําหรับวเิ คราะห์ เป็ นต้น ข้อเปรียบเทียบของไลซมิ ิเตอร์ชนิดต่างๆ แสดงใน
ตารางท่ี 5.1

ตารางท่ี 5.1 เปรียบเทียบการทํางานไลซมิ ิเตอร์ชนิดท่ีใช้แรงดดู และชนิดที่ใช้แรงดดู และแรงดนั

ชนิดของ วสั ดพุ รุนท่ีใช้ ขนาดของ Bubbling ช่วงความดนั ความลกึ
ไลซมิ ิเตอร์ รูพรุน Pressure ที่ใช้งาน สงู สดุ
เซรามิก, (m) (cbar หรือ KPa) (m)
ไลซมิ ิเตอร์ท่ีใช้แรงดดู เทฟลอน, > 100 (cbar หรือ KPa) < 7.5
(Vacuum Lysimeter) เหลก็ กล้าไร้ 1.2 – 3.0 10 – 21 < 60 – 80 < 7.5
15 – 30 49 – 5 < 10 – 21 < 7.5
สนิม ไมม่ ีข้อมลู 49 – 5
> 100 < 15
ไลซมิ ิเตอร์ที่ใช้แรงดดู เซรามิก, 1.2 – 3.0 10 – 21 < 60 – 80 < 15
และแรงดนั เทฟลอน 15 – 30 < 10 – 21
(Pressure-vacuum > 100 < 91
Lysimeter) 10 – 21 < 60 – 80 < 91
< 10 – 21
ไลซมิ ิเตอร์ที่ใช้แรงดดู เซรามิก, 1.2 – 3.0

และแรงดนั สงู เทฟลอน 15 – 30

(High Pressure-vacuum

Lysimeter)

ท่มี า: ดดั แปลงจาก Looney and Falta (2000)

การเก็บตวั อย่างนํา้ เพ่ือนํามาวเิ คราะห์ทางเคมีจากชนั้ เวโดสโดยวิธีนีน้ นั ้ ต้องใช้วสั ดทุ ี่มีความพรุน
(Porous Material) การใช้เพยี งแรงดดู ผ่านท่อกลวงเปลา่ โดยไมผ่ ่านวสั ดทุ ่ีมีรูพรุนจะไม่สามารถดดู นํา้ ออกจากดนิ ใน
ชนั ้ เวโดสได้เน่ืองจากอากาศในดินชนั้ เวโดสมีทางเชื่อมต่อเน่ืองกนั เพราะดนิ ไม่อม่ิ ตวั ด้วยนํา้ จึงทําให้มีเพยี งอากาศ

< 65 >


เทา่ นนั้ ท่ีไหลผา่ นเข้ามาในทอ่ การใช้กระเปาะที่มีรูพรุนที่เชื่อมกบั ท่อกลวงทําให้นํา้ ถกู ดดู เข้ามาในสว่ นที่เป็ นรูพรุนของ
อปุ กรณ์เก็บตวั อย่างด้วยแรงแคพลิ ลารี (Capillary) และแรงดดู สญุ ญากาศ (Vacuum) ได้ถ้าขนาดของรูพรุนไมใ่ หญ่เกิน
กว่าคา่ วิกฤตคา่ หนงึ่ วสั ดทุ ่ีมีความพรุนท่ีใช้ทํามาจากวสั ดทุ ่ีมีพนื ้ ผิวชอบนาํ ้ (Hydrophilic) เชน่ เซรามิก ทําให้นํา้ ถกู ดดู
ซมึ เข้าไปในรูพรุนของไลซมิ ิเตอร์ได้เต็มและสมั ผสั เคลือบไปบนพนื ้ ผิวของรูพรุนของไลซมิ ิเตอร์ได้เป็ นอยา่ งดี การที่จะดดู
นํา้ ส่วนนีอ้ อกมาจากสว่ นที่เป็นรูพรุนของไลซมิ ิเตอร์ทําได้ในกรณีท่ีทงั ้ สองฝั่งของผนงั ของวสั ดทุ ี่มีความพรุนมีความดนั
ตา่ งกนั เกินกวา่ ค่าความดนั วิกฤตคา่ หนงึ่ ซง่ึ คา่ ความดนั นีข้ นึ ้ กบั ขนาดของรูพรุนเป็นหลกั เรียกวา่ Bubbling Pressure
หรือ Air Entry Value ซง่ึ เป็นตวั บง่ ชที ้ ีด่ ีถงึ ความสามารถของอปุ กรณ์ในการดดู นํา้ ออกจากรูพรุนของดินภายใต้สภาวะ
ตา่ งๆ (ASTM Method D 4696) ถ้าคา่ Bubbling Pressure มีค่ามาก หมายความวา่ สามารถใช้ช่วงของแรงดดู
สญุ ญากาศได้กว้างขนึ ้ ขนาดของรูพรุนยิ่งเลก็ คา่ Bubbling Pressure ก็จะย่ิงสงู

ขนาดของรูพรุนของอปุ กรณ์เก็บตวั อย่างต้องเลก็ พอท่ีจะทําให้นํา้ ท่ีอย่ใู นส่วนท่ีเป็ นรูพรุนของอปุ กรณ์
ไหลเชื่อมต่อกบั นํา้ ท่ีอยใู่ นรูพรุนของดินที่ไม่อม่ิ ตวั (Meniscus Water) (ซงึ่ จะอย่ใู นรูปฟิล์มบางๆ เคลือบอยบู่ นผิวของ
ตวั กลางของดินและเชื่อมตอ่ กนั ระหวา่ งรูพรุนของดิน) และทนตอ่ แรงดดู ของอปุ กรณ์เก็บตวั อย่างได้โดยไมข่ าดจากกนั
และกนั อากาศในชอ่ งวา่ งของดินไมใ่ ห้สามารถเข้าไปในรูพรุนของอปุ กรณ์ได้ภายใต้ความดนั บรรยากาศหรือแม้กระทงั่
เมื่อมีแรงดดู สญุ ญากาศท่ีเกิดจากอปุ กรณ์เก็บตวั อยา่ ง ภายใต้เง่ือนไขท่ีกล่าวมานี ้ นํา้ จากดินที่ไม่อิ่มตวั จะสามารถไหล
ผ่านรูพรุนของอปุ กรณ์เก็บตวั อย่างได้ ถ้ารูพรุนของอปุ กรณ์เก็บตวั อย่างมีขนาดใหญ่เกินไป นํา้ ท่ีอย่ใู นรูพรุนของอปุ กรณ์
ทนแรงดดู ได้ในชว่ งแรงดดู แคบลง ถ้ามีการใช้แรงดดู มากกวา่ ช่วงท่ีทนได้ นํา้ ท่ีอย่ใู นรูพรุนของอปุ กรณ์และในดินและขาด
สายออกจากกนั ทําให้ความต่อเน่ืองระหวา่ งนํา้ ในดินและในสว่ นที่เป็ นรูพรุนของอปุ กรณ์ขาดการเช่ือมต่อกนั ทําให้
อากาศไหลเข้ามาในท่ีสดุ โดยความสมั พนั ธ์ระหวา่ งขนาดของรูพรุนและ Bubbling Pressure เป็นดงั นี ้

4Y (5.1)
Di = P
โดย Di =
= ขนาดเส้นผา่ นศนู ย์กลางของรูพรุน (m)
P = Bubbling Pressure หรือ Air Entry Value (cbar หรือ KPa)
Y แรงตงึ ผิวของนํา้ (dyne/cm) (ตารางที่ 8.2)

ตารางท่ี 5.2 แรงตงึ ผิวของนํา้ (Surface Tension) ที่อณุ หภมู ิตา่ งๆ

อุณหภูมิ แรงตงึ ผิวของนํา้
(oC) (dyne/cm)
0 75.6
5 74.9
10 74.22
15 73.49
18 73.05
20 72.75

< 66 >


อุณหภมู ิ แรงตงึ ผวิ ของนํา้

(oC) (dyne/cm)

25 71.79

30 71.18

40 69.56

50 67.91

ท่มี า: R. C. Weast and M. J. Astle, Eds., CRC Handbook of Physics and Chemistry, 63rd Edition, CRC Press,

Boca Raton, Florida, 1982.

จากความสมั พนั ธ์ระหวา่ งขนาดของรูพรุนและ Bubbling Pressure ท่ีแสดงในสมการท่ี (5.1)
สามารถนํามาคํานวณขนาดของรูพรุนท่ีใหญ่ท่ีสดุ ที่เป็นไปได้สาํ หรับอปุ กรณ์เก็บตวั อย่างดงั นี ้

ตวั อย่าง สมมติวา่ นํา้ ท่อี ณุ หภมู ิ 20 oC ซง่ึ มีแรงตงึ ผิวเป็ น 72.75 dyne/cm (ตารางท่ี 5.2) คา่ ความดนั อากาศที่สงู ท่ีสดุ
เป็ น 1 บรรยากาศ หรือคิดเป็ น 101.32 KPa ดงั นนั้ ขนาดเส้นผา่ นศนู ย์กลางของรูพรุน

Di = 4*(72.75)
=
101.32
2.87  m

ดงั นนั้ ถ้ารูพรุนของอปุ กรณ์เก็บตวั อย่าง (ในที่นีค้ อื ไลซมิ ิเตอร์) มีขนาดเส้นผ่านศนู ย์กลางเลก็ กวา่ 2.87 m ความดนั
สญุ ญากาศภายในไลซมิ ิเตอร์สามารถลดลงไปถงึ ความดนั ในสภาพสญุ ญากาศสมั บรู ณ์ (Full Vacuum) ได้โดยที่นํา้ ท่ีอยู่
ในรูพรุนของดนิ ที่ไมอ่ ม่ิ ตวั ไมข่ าดจากกนั ถ้าขนาดของรูพรุนใหญ่กวา่ นีเ้ป็น 2 เทา่ หรือประมาณ 5.74 m แรงดดู
สญุ ญากาศที่ใช้ได้ก่อนที่นาํ ้ ท่ีอย่ใู นรูพรุนของดนิ ท่ีไม่อมิ่ ตวั ขาดจากกนั เป็น 50.66 KPa หรือมีช่วงแรงดดู สญุ ญากาศที่
ใช้ได้แคบลงเป็นคร่ึงหนง่ึ ของสภาพสญุ ญากาศสมั บรู ณ์ ซง่ึ ถ้ารูพรุนมีขนาดใหญ่กวา่ นีอ้ กี 2 เท่า ความดนั สญุ ญากาศท่ี
ใช้ได้ก่อนท่ีนํา้ ท่ีอยใู่ นรูพรุนของดนิ ท่ีไมอ่ ิ่มตวั ขาดจากกนั เป็ น 25.33 KPa หรือมีช่วงแรงดดู สญุ ญากาศที่ใช้ได้แคบลง
เป็ นหนง่ึ ในส่ีของสภาพสญุ ญากาศสมั บรู ณ์

อยา่ งไรก็ตาม การคํานวณในลกั ษณะนีจ้ ะไม่สามารถบอกคา่ Bubbling Pressure ท่ีแท้จริงได้
เนื่องจากรูปร่างและการเรียงตวั ของรูพรุนมีผลตอ่ Bubbling Pressure ด้วยดงั ได้กลา่ วมาแล้ว ดงั นนั ้ ถ้าต้องการคา่
Bubbling Pressure ท่ีแน่นอน ต้องทําการวดั ค่า Bubbling Pressure โดยการวดั ความดนั ของอากาศท่ีดนั ให้อากาศผ่าน
รูพรุนที่อมิ่ ตวั ไปด้วยนาํ ้ ได้ ซงึ่ เป็นคา่ จําเพาะของอปุ กรณ์ที่ขนึ ้ กบั วสั ดทุ ่ีทํา ขนาดรูพรุนที่ตา่ งกนั การเรียงตวั และรูปร่าง
ของรูพรุน ซงึ่ ค่านีว้ ดั ได้จากการทําให้สว่ นที่เป็นรูพรุนอิ่มตวั ด้วยนํา้ โดยการแช่ไว้ให้จมในนํา้ ทงั ้ หมด จากนนั้ คอ่ ยๆ เพมิ่
แรงดนั จากภายในอปุ กรณ์ผ่านสว่ นทเี่ ป็ นรูพรุน ความดนั ที่เร่ิมปรากฏฟองอากาศให้เห็นในนํา้ ก็คอื Bubbling Pressure

< 67 >


สําหรับการใช้งาน ก่อนการตดิ ตงั ้ ไลซิมิเตอร์จะต้องตรวจสอบไมใ่ ห้มีรอยร่ัวท่ีรอยตอ่ ระหวา่ งตวั
กระเปาะรูพรุนและตวั ทอ่ กลวง รวมทงั ้ ท่ีข้อตอ่ และในเส้นทอ่ ตา่ งๆ ด้วย ต้องทําความสะอาดตวั กระเปาะรูพรุน ก่อนใช้
โดยการล้างด้วยกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น 10% แล้วกลวั ้ ด้วยนํา้ กลนั่ ทําให้สารปนเปื อ้ นท่ีอาจจะสะสมในตวั รูพรุนซงึ่
อาจจะปนเปื อ้ นในระหวา่ งการผลิต หรือจากการใช้งานครัง้ ก่อนโดยเฉพาะที่เป็ นสารกลมุ่ โลหะหนกั ถกู ชะล้างออกไป
การเก็บตวั อย่างจากไลซมิ เิ ตอร์ทําได้หลายวิธี ถ้าเก็บจากความลกึ ไม่มาก (น้อยกวา่ 6 – 7.5 เมตร) สามารถสบู ตวั อย่าง
นํา้ ขนึ ้ มาโดยตรง (รูปท่ี 5.2)

รูปท่ี 5.2 องค์ประกอบและการตดิ ตงั้ ไลซมิ ิเตอร์ท่ีใช้แรงดดู (Vacuum Lysimeter) สําหรับการ

เก็บตวั อยา่ งนํา้ จากชนั ้ ดินไมอ่ ม่ิ ตวั

< 68 >


สาํ หรับตวั อย่างจากระดบั ที่ลกึ กวา่ นนั ้ จะต้องใช้แรงดนั อดั ผ่านท่อลงไปเพ่ือให้นํา้ ตวั อย่างถกู ดนั
ขนึ ้ มาผ่านท่ออกี ท่อหนงึ่ แยกออกจากกนั (รูปที่ 5.3)

รูปท่ี 5.3 องค์ประกอบและการตดิ ตงั ้ ไลซมิ ิเตอร์ท่ีใช้แรงดดู และแรงดนั (Pressure - vacuum

Lysimeter) สําหรับการเก็บตวั อย่างนํา้ จากชนั้ ดินไม่อ่ิมตวั

ในระหวา่ งการอดั ความดนั อาจจะมีนํา้ ตวั อยา่ งบางสว่ นสญู เสียเน่ืองจากถกู ดนั ออกจากไลซมิ ิเตอร์
ผา่ นกระเปาะรูพรุนได้โดยเฉพาะท่ีความลกึ มากวา่ 10 – 15 เมตร การทํางานของไลซมิ ิเตอร์ท่ีใช้แรงดดู และแรงดนั ในรูป
ที่ 5.3 ในทางทฤษฎีอาจจะเก็บตวั อย่างนํา้ จากชนั ้ ดนิ ที่ไมอ่ ิ่มตวั ได้ลกึ ถึง 15 เมตร (ตารางท่ี 5.1) สาํ หรับกรณีที่ลกึ กวา่ นนั ้
อาจจะใช้ไลซมิ ิเตอร์ท่ีใช้แรงดดู และแรงดนั สงู (High Pressure Vacuum Lysimeter หรือ Pressure Vacuum Lysimeter

< 69 >


with Transfer Vessel) ซง่ึ มีองค์ประกอบเพ่ิมเติมคือ วาล์วบงั คบั ให้ไหลทางเดียวในท่อท่ีสง่ นํา้ ตวั อย่างขนึ ้ มา และมีชอ่ ง
เก็บตวั อย่างแยกจากสว่ นท่ีมีกระเปาะรูพรุน และได้มีรายงานวา่ สามารถติดตงั้ และเก็บตวั อย่างนํา้ จากชนั ้ เวโดสท่ีระดบั
ลกึ ถึง 91 เมตร (ตารางที่ 5.1) สง่ิ ท่ีต้องระวงั ในการอดั ความดนั คืออาจจะทําให้ส่วนที่เป็ นกระเปาะรูพรุนชํารุดได้ถ้าใช้
ความดนั สงู เกินไป

ความชืน้ ในดนิ เป็นอกี ปัจจยั หน่ึงที่มีผลตอ่ การเก็บตวั อย่างนาํ ้ จากชนั ้ เวโดส ทงั้ นี ้ ดินยิ่งแห้งยิ่งใช้
เวลาในการเก็บตวั อย่างมากขนึ ้ ความยากงา่ ยในการเก็บตวั อย่างยงั ขนึ ้ กบั ชนิดของดนิ และคา่ แรงดดู สญุ ญากาศของดิน
(วดั ด้วย Tensiometer) และคา่ แรงดดู สญุ ญากาศของไลซิมิเตอร์ ในดนิ ชืน้ ท่ีมีความซมึ ผ่านนํา้ ได้ดี (มคี ่าค่าแรงดดู
สญุ ญากาศที่วดั ได้ในชว่ ง 10 – 30 kPa) สามารถเก็บตวั อยา่ งนํา้ ได้มากพอสมควรภายในเวลาไมก่ ่ีชว่ั โมง ในการแปลผล
ถ้าเก็บตวั อย่างนํา้ จากไลซิมิเตอร์ภายในชว่ งเวลาสนั้ ๆ (น้อยกวา่ 1 วนั ) อาจจะถือวา่ ตวั อย่างที่ได้เป็ นตวั อย่างแบบจ้วง
(Grab Sample) แต่ถ้าใช้เก็บตวั อย่างสะสมในชว่ งระยะเวลานาน (1 – 7 วนั ) ตวั อยา่ งท่ีได้อาจจะเข้าขา่ ยของตวั อย่าง
แบบประกอบ (Time-composite Sample) อย่างไรก็ตาม การแปลผลจากไลซมิ ิเตอร์ต้องทําอย่างระมดั ระวงั เพราะการ
เก็บตวั อยา่ งนํา้ ที่ขงั อย่ใู นไลซิมิเตอร์เป็ นเวลานานอาจจะทําให้องค์ประกอบทางเคมีของนํา้ เปล่ียนแปลงไปได้ นอกจากนี ้
ปัจจยั ท่ีมีผลตอ่ ตวั อยา่ งนํา้ ที่ได้ ได้แก่ การใช้แรงดดู สญุ ญากาศที่ตา่ งกนั ช่วงเวลาของการดดู การกระจายตวั ของนํา้ ใน
ดินและลกั ษณะของดินโดยรอบ และรูปแบบของกระเปาะรูพรุนของอปุ กรณ์

ขนั ้ ตอนการติดตงั ้ ไลซิมิเตอร์ทวั่ ไปและการใช้งาน มีดงั นี ้
1) ประกอบและทดสอบอปุ กรณ์ทงั ้ ระบบวา่ ไม่มีการร่ัวซมึ ก่อนการติดตงั้ จริง
2) เจาะดนิ ลงไปถึงระดบั ท่ีต้องการติดตงั ้ อปุ กรณ์ ดินท่ีขดุ ขนึ ้ มาให้เก็บไว้กลบในภายหลงั ถ้ามี

กรวดทรายหยาบปนอยู่ ให้ร่อนเอากรวดทรายหยาบออกก่อน ขนาดของหลมุ ควรจะใหญ่กวา่ ตวั ไลซิ
มเิ ตอร์โดยมีช่องว่างโดยรอบประมาณ 3 เซนติเมตร

3) นําดินท่ีขดุ ออกมาสว่ นหนง่ึ ผสมกบั นํา้ ให้มีความข้นประมาณเดียวกบั ซเี มนต์เปี ยกแล้วเท
ลงไปในหลมุ ให้มีความสงู ประมาณสองเท่าของความสงู ของกระเปาะรูพรุนของตวั ไลซิมิเตอร์แล้วดนั
ตวั ไลซมิ ิเตอร์ท่ีตดิ ตงั ้ สายท่อไว้พร้อมแล้วลงไปในหลมุ ทนั ที ให้มนั่ ใจว่าสว่ นท่ีเป็ นกระเปาะรูพรุนของ
ตวั ไลซิมิเตอร์ทงั ้ หมดจมอย่ใู นดินเหลวท่ีเทลงไปก่อนหน้านี ้ จากนนั ้ ใช้ดินสว่ นที่เหลือกลบพนื ้ ที่รอบๆ
ไลซิมิเตอร์และอดั ให้แนน่ เพ่ือป้ องกนั นํา้ จากผิวดินไหลลงไป ในกรณีท่ีดินโดยรอบเป็ นดินที่มีเนือ้
ละเอยี ดและไมม่ ีหินหรือกรวดหยาบปะปนอยู่ สามารถติดตงั ้ และกลบหลมุ ด้วยดินเดมิ ได้เลยโดยไม่
ต้องเทดนิ ที่ทําให้เปี ยกลงไปท่ีก้นหลมุ ก่อน จากนนั ้ อดั ดนิ ให้แนน่ ส่วนในกรณีท่ีดินโดยรอบมีเนือ้
หยาบ ให้ขดุ หลมุ ลกึ กวา่ ตาํ แหนง่ ที่ต้องการติดตงั ้ ประมาณ 2 นิว้ ให้ผสมเบนโทไนท์กบั นํา้ จนสามารถ
ขนึ ้ รูปได้รองลงไปท่ีก้นหลมุ ใช้ผงควอทซ์ผสมนํา้ จนมีความข้นประมาณเดียวกบั ซเี มนต์เปี ยกสว่ น
หนงึ่ เทลงไปในหลมุ จากนนั้ ให้ดนั ตวั ไลซมิ ิเตอร์ท่ีตดิ ตงั ้ สายทอ่ ไว้พร้อมแล้วลงไปในหลมุ ทนั ที เทผง
ควอทซ์ผสมนํา้ ทเ่ี หลือตามลงไปจนท่วมส่วนท่ีเป็นกระเปาะรูพรุนของตวั ไลซมิ ิเตอร์ทงั ้ หมด จากนนั้
ใช้ดนิ ส่วนทีเ่ หลือกลบพืน้ ท่ีรอบๆ ไลซิมิเตอร์และอดั ให้แนน่ เพอื่ ป้ องกนั นํา้ จากผวิ ดนิ ไหลลงไป

4) โดยทวั่ ไป การเก็บตวั อย่างจะใช้แรงดดู สญุ ญากาศที่ประมาณ 50 – 85 kPa สาํ หรับดินปน
ทราย การใช้แรงดดู สงู กลบั จะทําให้อตั ราการไหลลดลงเพราะแรงดดู ท่ีมากเกินไปจะทําให้ความชืน้

< 70 >


บริเวณรอบๆ กระเปาะรูพรุนลดลงอย่างรวดเร็ว ทาํ ให้นํา้ จากดินสว่ นท่ีอย่หู า่ งออกไปเดินทางเข้ามา
ได้ยาก

5) ในกรณที ี่ใช้แรงดดู สญุ ญากาศสงู เกินไป อาจทําให้กระเปาะรูพรุนของไลซิมิเตอร์แห้งและ
เก็บตวั อย่างนํา้ ไมไ่ ด้ จาํ เป็นต้องมีการเตมิ นํา้ เพื่อให้กระเปาะเปี ยกอีกครัง้ โดยเติมลงไปในสายที่เก็บ
ตวั อย่างนํา้ ขนึ ้ มา ทิง้ ไว้ประมาณ 1 ชว่ั โมงแล้วสบู นํา้ สว่ นเกินออก จากนนั้ ทําการเก็บตวั อย่าง
ตามปกติ
5.1.2 การเกบ็ ตวั อย่างนํา้ ท่ีระบายจากดนิ อย่างอสิ ระ นํา้ ที่ระบายจากดินอย่างอิสระ
เก็บจากการตดิ ตงั้ อปุ กรณ์ท่ีเรียกว่า Collection Basin Lysimeters, Trench Lysimeters หรือ Percolation Lysimeters
อปุ กรณ์แบบนีท้ ํางานได้ก็ต่อเม่ือนํา้ จากดนิ หรือนํา้ ชะจะไหลเข้าสอู่ ปุ กรณ์โดยแรงโน้มถ่วงของโลก การติดตงั้ ประกอบไป
ด้วยแผน่ ปทู ําจากวสั ดสุ งั เคราะห์ปใู นแนวราบเพ่ือรวบรวมนํา้ ชะ ท่อท่ีเป็ นรูพรุนท่ีฝังในชนั ้ กรวดทรายสําหรับรวบรวมนํา้
ชะ และท่อส่งนาํ ้ ไปยงั จดุ เก็บตวั อย่าง รูปแบบของอปุ กรณ์การเก็บตวั อย่างด้วยวิธีนีท้ ําได้หลากหลายซงึ่ ไม่ได้กลา่ วถึงใน
ท่ีนี ้ตวั อย่างของการติดตงั้ อปุ กรณ์สําหรับรวบรวมนํา้ ชะท่ีไหลอสิ ระด้วยแรงโน้มถ่วงจากหลมุ ฝังกลบแสดงในรูปท่ี 5.4

ท่อสาํ หรับเก็บตัวอย่าง บ่อตรวจสอบ

กากในหลุมฝังกลบ

ชนั้ ดนิ เหนียวดาดพนื้ แผ่นปูทาํ จากวัสดุสังเคราะห์
ชัน้ กรวดทราย

ส่วนของท่อท่ีมีรูพรุน ส่วนของท่อท่ีไม่มีรูพรุน
(ท่อรวบรวมนํา้ ชะ)
(ท่อส่งนํา้ ชะ) ช่องรวบรวมคัวอย่าง

รูปท่ี 5.4 ตวั อย่างของการติดตงั ้ อปุ กรณ์สําหรับรวบรวมนํา้ ชะท่ีไหลอสิ ระด้วยแรงโน้มถ่วงจากหลมุ ฝังกลบ

< 71 >


5.2 การเกบ็ ตวั อย่างก๊าซในดนิ

การเก็บตวั อย่างก๊าซในดนิ (Soil-gas) ทําเพื่อประเมินการปนเปื อ้ นของสารอนิ ทรีย์ระเหยทีอ่ ย่ใู ต้
ระดบั ผิวดนิ โดยสามารถนําไปประยกุ ต์ได้กบั วตั ถปุ ระสงค์ตา่ งๆ เช่น นําข้อมลู มาประเมินระดบั การปนเปื อ้ นของ
สารอนิ ทรีย์ระเหยในสถานะก๊าซและใช้ในการทํานายระดบั การปนเปื อ้ นในดินและนํา้ ตรวจสอบแหลง่ กําเนิดของ
สารอนิ ทรีย์ระเหย ระบชุ นิดของสารอนิ ทรีย์ระเหยที่ปนเปื อ้ น ใช้เป็นข้อมลู เบอื ้ งต้นในการกําหนดจดุ เก็บตวั อย่างดินและ
นํา้ ใต้ดนิ และเพ่ือติดตามตรวจสอบผลการฟืน้ ฟพู ืน้ ที่ปนเปื อ้ นเป็นต้น ทงั ้ นี ้ ก๊าซในดินที่จริงแล้วเป็นตวั แทนของก๊าซท่ี
เป็นของผสมระหว่างก๊าซในดินและก๊าซจากชนั ้ บรรยากาศทเ่ี ข้าส่อู ปุ กรณ์เก็บตวั อยา่ งในระหว่างการเก็บตวั อย่างทาง
ชอ่ งติดตอ่ และรอยแตกตา่ งๆ ซงึ่ อาจจะอย่หู า่ งจากจดุ เก็บตวั อย่างไปมากกไ็ ด้ ข้อดีของการเก็บตวั อย่างก๊าซคอื ทาํ ได้
รวดเร็ว คา่ ใช้จ่ายต่าํ และใช้ได้กบั ลกั ษณะทางธรณีวทิ ยาที่หลากหลาย โดยการข้อมลู จากการเก็บตวั อย่างก๊าซต้อง
นํามาประกอบกบั ข้อมลู ด้านอนื่ ด้วยเสมอ

5.2.1 กระบวนการท่มี ผี ลต่อองค์ประกอบของก๊าซในดนิ เนื่องจากในชนั ้ เวโดสจะมีของเหลว
ก๊าซ และของแขง็ จงึ ทําให้พฤติกรรมของสารปนเปื อ้ นมีความซบั ซ้อนมากขนึ ้ จากหลากหลายปัจจยั เชน่ กระบวนการ
เคล่ือนที่ (Migration) และแยกตวั ไปยงั สถานะตา่ งๆ (Phase Partitioning) และกระบวนการยอ่ ยสลาย (Degradation)
ตา่ งๆ โดยจะอธิบายอย่างสงั เขปไว้ ณ ท่ีนี ้

 การเคลอ่ื นท่ีของก๊าซ ของเหลว รวมทงั ้ สารปนเปื อ้ นที่ระเหย ละลาย หรือถกู พาให้เคลื่อนไป
กบั ก๊าซและของเหลวในดินสว่ นมากจะเป็นไปในทิศทางการไหลหลกั (Preferential Flow Path)
(Sirivithayapakorn and Keller, 2003) ความรู้เกี่ยวกบั สภาพของพนื ้ ท่ี การมีส่ิงกีดขวางไม่ว่าใน
แนวนอนหรือแนวตงั้ (รากฐานสิง่ ก่อสร้าง หรือชนั ้ Perched Groundwater) รวมทงั ้ การมีแนวทางเดิน
หลกั จากการขดุ เจาะ หรือการกลบดินตามแนวทอ่ หรือรอยแตก เป็นต้น ข้อมลู เหลา่ นีจ้ งึ มีความ
จําเป็นตอ่ การวางแผนเพื่อเก็บตวั อยา่ งก๊าซเป็ นอย่างมาก

 แยกตวั ไปยงั สถานะตา่ งๆ (Phase Partitioning) เป็นกระบวนการท่ีควบคมุ การเคลื่อนที่
ระหวา่ งสถานะทงั้ สาม ได้แก่ ของเหลว (ซงึ่ อาจจะประกอบด้วยนํา้ และ/หรือ NAPL) ก๊าซ (ไอนํา้ และ
ไอระเหยของสารอนิ ทรีย์ รวมทงั ้ ปริมาณแร่ธาตแุ ละสารประกอบท่ีละลายในนํา้ ) และของแขง็ (หิน
ทราย และแร่ธาตุ เชน่ เคลย์ รวมทงั ้ สารอนิ ทรีย์ เช่น ซากพืช ซากสตั ว์ที่ย่อยสลายไม่หมด และ
สารประกอบฮิวมิก เป็นต้น) การแยกตวั ขนึ ้ กบั อากาศท่ีอย่ใู นรูพรุน ปริมาณความชืน้ (Water
Content) การมีอย่แู ละองค์ประกอบของ NAPL รวมทงั้ ปริมาณของเคลย์และสารอินทรีย์ในดิน
(Keller and Sirivithayapakorn, 2000) ซง่ึ กระบวนการแยกตวั ไปยงั สถานะตา่ งๆ ประกอบด้วย การ
ละลาย (Dissolution) การระเหย (Volatilization) และการดดู ติดผิว (Adsorption) เป็ นต้น

 การละลายเป็ นการแยกตวั ระหวา่ งนํา้ กบั NAPL หรือสารปนเปื อ้ นท่ีเกาะอย่กู บั พนื ้ ผิวของ
ของแขง็ สาํ หรับสารอนิ ทรีย์ ปรากฏการณ์การละลายร่วม (Co-solvents) อาจจะทําให้สารท่ีละลาย
ได้น้อยสามารถละลายไปกบั นํา้ ได้มากขนึ ้ ถ้าในนํา้ นนั ้ มีสารอนิ ทรีย์อน่ื ละลายอยู่ เช่น การมีสารเติม

< 72 >


แตง่ ของนํา้ มนั เชอื ้ เพลงิ (Gasoline Additive) ละลายอยใู่ นนํา้ ซง่ึ ได้แก่ MTBE1 หรือ เอธิลแอลกอฮอล์
เป็ นต้น ทําให้สารอนิ ทรีย์ที่เป็ นองค์ประกอบของนํา้ มนั เชือ้ เพลิงละลายนํา้ ได้มากขนึ ้ โดยมาก สว่ น
ของ NAPL เม่ือละลายในนํา้ มากขนึ ้ จะระเหยกลายเป็นไอจากนํา้ ได้น้อยกว่าการระเหยจากสถานะท่ี
เป็ น NAPL สําหรับสารสว่ นมาก การเปลี่ยนแปลงอณุ หภมู ิในชว่ งแคบๆ จะไมม่ ีผลตอ่ การละลายมาก
นกั อยา่ งไรก็ตาม การท่ีมีสารอ่นื ละลายในนํา้ อยกู่ ่อน โดยเฉพาะไอออนของสาร อนินทรีย์ตา่ งๆ
อาจจะทําให้สารอินทรีย์ละลายในนํา้ ได้น้อยลง การเปล่ียนระดบั นํา้ ใต้ดนิ บ่อยๆ ทําให้การละลายเกิด
ได้ดีขนึ ้ จากการผสมระหว่างนํา้ และสารปนเปื อ้ นในชนั้ เวโดสโดยเฉพาะสารปนเปื อ้ นที่สะสมในเขต
อ่ิมตวั เหนือระดบั นํา้ ใต้ดนิ (Capillary Fringe)

 การระเหยเป็ นการแยกตวั ของสารระเหยจากสถานะ NAPL หรือจากการละลายในนํา้ ไป
ยงั สถานะก๊าซทอ่ี ย่โู ดยรอบ การระเหยมีมากขนึ ้ เม่ือมีการเคลือ่ นท่ีของก๊าซมากขนึ ้ เชน่ การเคลอื่ นที่
ของก๊าซใน Macropores มีมากกวา่ ใน Micropores ทําให้ก๊าซระเหยได้ดกี วา่ ใน Macropores
กระบวนการนีจ้ ะออ่ นไหวต่อการเปล่ียนแปลงของอณุ หภมู ิมาก สาํ หรับสารท่ีดดู ติดผิวได้ดี เชน่ สารท่ี
มีลกั ษณะเกลยี ดนํา้ (Hydrophobic) มาก ได้แก่ กล่มุ Polynuclear Aromatic Hydrocarbons หรือ
PAHs เม่ือดดู ติดผิวของสารอินทรีย์ในดินหรือของเคลย์แล้วจะระเหยออกไปได้น้อยลง

 การยอ่ ยสลาย คอื การลดลงของสารปนเปื อ้ น (Attenuation) โดยกระบวนการออกซิเดชนั -
รีดกั ชนั จากกระบวนการทางเคมีหรือชีวเคมี ในธรรมชาติ กระบวนการทางชีวเคมีเป็นกระบวนการ
หลกั โดยมากเกิดในชนั ้ ดินตืน้ ที่มีจลุ ชีพอาศยั อยู่ อตั ราการย่อยสลายจะขนึ ้ อย่กู บั ปัจจยั หลายอย่าง
เชน่ ชนิดของจลุ ชีพ ลกั ษณะสมบตั ิของสารปนเปื อ้ น (ความสามารถในการละลาย ความเป็นพิษ ชนิด
และองค์ประกอบ การมีอย่ขู องธาตอุ าหารอ่นื เป็นต้น) ความชืน้ และอณุ หภมู ิ ศกั ย์รีดอกซ์ เป็ นต้น
โดยทว่ั ไป ในพนื ้ ท่ีที่มีการยอ่ ยสลายทางชีวภาพจะพบก๊าซ CO2 ซงึ่ มกั จะใช้เป็ นตวั หลกั ในการบง่ ชีถ้ งึ
กิจกรรมการยอ่ ยสลายทางชีวภาพ นอกจากยงั พบสารประกอบจําพวกกรดอินทรีย์ระเหย (Volatile
Fatty Acids, VFA) รวมทงั้ ก๊าซซงึ่ อาจจะเป็นผลจากการย่อยสลายอนื่ ๆ เชน่ ก๊าซมีเธน
ไฮโดรเจนซลั ไฟด์เป็นต้น

จากท่ีกลา่ วมาเฉพาะในสว่ นของปฏิกิริยาและการถ่ายโอนมวลสารระหว่างสถานะตา่ งๆ อย่างสงั เขป
เม่ือผนวกกบั ลกั ษณะเฉพาะทางธรณีวทิ ยาและชลศาสตร์ของแตล่ ะพืน้ ท่ี รวมทงั ้ สภาพอากาศ ทําให้การแปลผลคา่ ก๊าซ
ในดนิ ต้องทําอย่างระมดั ระวงั รวมทงั ้ การเก็บตวั อย่างต้องทําอยา่ งถกู การขาดความเข้าใจและไมค่ ํานงึ ถงึ ปัจจยั ท่ีมี
ผลกระทบเหล่านีจ้ ะนําไปสกู่ ารวเิ คราะห์ผลที่ผดิ พลาดอยา่ งมากได้ ปัจจยั ตา่ งๆ ท่ีมีผลตอ่ ความเข้มข้นของก๊าซในดนิ
สรุปได้ดงั ตารางที่ 5.2

1 Methyl tert-Butyl Ether

< 73 >


ตารางท่ี 5.2 ปัจจยั ตา่ งๆ ท่ีมีผลตอ่ ความเข้มข้นของก๊าซในดิน

ปัจจัยจากสภาพอากาศ
 ความดนั อากาศ
 ปริมาณและการกระจายตวั ของฝน
 อณุ หภมู ิ

ปัจจัยจากกจิ กรรมมนุษย์
 วสั ดลุ าดพนื ้ ผิว (Pavement)
 แนวท่อตา่ งๆ ใต้ดิน และรากฐานโครงสร้างสงิ่ กอ่ สร้างอาคาร
 การสบู หรืออดั นํา้ หรืออากาศ
 การเก็บตวั อย่าง

ปัจจัยจากธรณีอทุ กวยิ า
 ลกั ษณะของชนั้ ตวั กลางในพนื ้ ที่ เชน่ ความชืน้ ความพรุน การกระจายตวั ของขนาดเม็ดดิน ปริมาณ
สารอนิ ทรีย์ ศกั ย์รีดอ็ กซ์ เป็ นต้น
 ระดบั ของความไมเ่ ป็ นเนือ้ เดียวกนั (Heterogeneity) ของชนั ้ ตวั กลาง
 การเปลยี่ นแปลงของระดบั นํา้ ใต้ดิน
 การมีอย่ขู องชนั ้ นํา้ ซบั ค้าง (Perched Aquifer)

ปัจจัยจากลักษณะทางเคมีและชีววทิ ยา
 การละเหย การละลายนํา้ การดดู ติดผิว และความเป็นพิษ
 การเคล่ือนตวั ในชนั ้ ตวั กลาง และการถ่ายโอนมวลสารไปยงั สถานะตา่ งๆ
 ลกั ษณะการกระจายตวั ของสารปนเปื อ้ น
 การเปล่ียนแปลงของสารปนเปื อ้ นจากปฏิกิริยาเคมีและชีวภาพ รวมทงั ้ ปฏิกิริยากบั วสั ดทุ ่ีเป็ นชนั ้
ตวั กลาง นํา้ อากาศ สารเคมีอน่ื ๆ

5.2.2 การเกบ็ ตวั อย่างก๊าซในดนิ การเลอื กวธิ ีการเก็บตวั อย่างก๊าซขนึ ้ กบั ปัจจยั ตา่ งๆ เช่น
วตั ถปุ ระสงค์ของการศกึ ษา ลกั ษณะพืน้ ท่ี และกระบวนการประกนั และควบคมุ คณุ ภาพท่ีใช้ ในปัจจบุ นั มีวิธีการเก็บ
ตวั อย่างก๊าซหลากหลายซงึ่ สามารถเลอื กใช้ตามลกั ษณะของพนื ้ ท่ี วธิ ีการเก็บตวั อย่างท่ีกลา่ วในท่ีนีเ้ป็นวิธีมาตรฐานที่
ถกู พฒั นาเพื่อเก็บตวั อยา่ งก๊าซในดินที่แสดงใน ASTM Standard D 5314 Standard Guide for Soil Gas Monitoring in
the Vadose Zone ซง่ึ โดยทว่ั ไปจะแบง่ วิธีการเก็บตวั อย่างออกเป็ น 2 ลกั ษณะคอื แอกทิฟ (Active) และแพสซิฟ
(Passive) ตามวิธีการท่ีใช้ในการดงึ ตวั อยา่ งก๊าซออกมาจากดิน ในการเก็บตวั อย่างแบบแอกทิฟจะมีการใช้เคร่ืองสบู ใน
การเก็บตวั อย่างก๊าซ ซงึ่ วิธีนีท้ ําได้ยากในพืน้ ท่ีท่ีมีความชืน้ สงู (นํา้ อม่ิ ตวั 80 – 90 เปอร์เซน็ ต์) และต้องระมดั ระวงั การเจือ
จางจากอากาศท่ีอาจจะถกู ดดู เข้ามาเพราะระบบไม่ได้ถกู ซลี ไว้อย่างดี (U.S. EPA., 1997) สว่ นการเกบ็ ตวั อย่างแบบ

< 74 >


แพสซิฟมีการติดตงั้ สารดดู ซบั (Absorbent) ไว้ในชนั้ เวโดส (เป็ นเวลา 2 – 6 อาทิตย์) เพือ่ ดดู ซบั สารอนิ ทรีย์ระเหยจากนนั ้
จงึ นําสารดดู ซบั ไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบตั กิ าร อย่างไรก็ตาม ในปัจจบุ นั วธิ ีการเก็บแบบแอกทิฟเป็นท่ีนิยมมากกวา่ เพราะ
สะดวก รวดเร็ว และสามารถวดั คา่ ความเข้มข้นจริงในสถานะก๊าซได้โดยตรง รวมทงั้ สามารถประยกุ ต์เข้ากบั ระบบ
ตดิ ตามตรวจสอบแบบเวลาจริง (Real-time) ได้ด้วย และเมื่อเทียบกบั การเก็บตวั อย่างแบบแพสซิฟ การเก็บตวั อย่าง
แบบแอกทิฟจะมีคา่ ใช้จา่ ยในการเก็บและวเิ คราะห์ตวั อย่างน้อยกวา่ หลกั การของวิธีการเก็บตวั อย่างแบบตา่ งๆ เป็ นดงั นี ้

1) การเกบ็ ตวั อย่างอากาศทงั้ หมดแบบแอกทฟิ โดยเคร่ืองสูบ (Whole Air Active) เป็ น
การเก็บตวั อย่างก๊าซที่เป็นสว่ นผสมของอากาศและไอของสารระเหย โดยการบงั คบั ให้ก๊าซในดนิ ไหลเข้าหวั ดดู อากาศสู่
อปุ กรณ์เก็บตวั อยา่ งซง่ึ อาจจะเป็ นถงุ หรือกระป๋ องซงึ่ มีหลากหลายชนิด อปุ กรณ์เก็บตวั อยา่ งที่มีก๊าซบรรจอุ ย่ถู กู นําไป
วิเคราะห์ในห้องปฏิบตั ิการ วธิ ีนีเ้หมาะกบั พนื ้ ท่ีท่ีมีการปนเปื อ้ นในความเข้มข้นสงู และเป็นชนั้ เวโดสที่ไอของสารระเหย
สามารถซมึ ผ่านได้ สว่ นของหวั ดดู อากาศถกู ติดตงั้ ในหลมุ ซง่ึ เจาะไว้ก่อน และปริมาณของตวั อย่างที่ได้จะแตกตา่ งกนั ไป
จากน้อยกวา่ หนง่ึ ร้อยลกู บาศก์เซนติเมตรจนถึงหลายลิตรขนึ ้ กบั ภาชนะและอตั ราการเก็บ วธิ ีนอี ้ าจจะไมเ่ หมาะกบั พนื ้ ท่ี
ท่ีประกอบด้วยเคลย์และมีความชืน้ สงู นอกจากนี ้ การตดิ ตงั้ หวั ดดู อากาศอาจจะทําให้เกิดการรบกวนสภาพของดิน เช่น
มีการอดั เกิดรอยแตก ซงึ่ อาจจะมีผลตอ่ การเคล่อื นตวั ของไอระเหยสชู่ นั ้ บรรยากาศ

ในกรณีท่ีมีเคร่ืองมือพร้อม อาจจะเก็บตวั อย่างโดยกดหรือตอกท่อเหลก็ กลวงที่มีปลายเป็ นช่องเปิ ด
ให้อากาศไหลเข้าลงไปในดนิ ทีร่ ะดบั ท่ีต้องการเก็บตวั อยา่ ง (โดยปกตไิ ม่เกิน 5 เมตรจากระดบั ผิวดิน) (รูปที่ 5.5)

GC/PID แบบพกพา
รอยต่อต่างๆ ถูกซีลอย่างดไี ม่มีการรั่วซึมของอากาศจากภายนอก

ท่อกลวงที่ใช้เก็บตวั อย่างก๊าซในดิน ชัน้ เวโดส (Vadose
Zone)

กระบอกกลวงทเ่ี จาะนําลงไปในดินมชี ่องเปิ ดให้อากาศเข้า

ไอของสารอนิ ทรีย์ระเหยจากพลูม ชัน้ ดนิ หรือชัน้ หนิ อุ้มนํา้ ท่ีไม่
มีแรงดนั
พลูมของนํา้ ใต้ดนิ ท่ีปนเปื้อนด้วยสารอนิ ทรีย์
ระเหย

รูปท่ี 5.5 ตวั อย่างของการตดิ ตงั้ อปุ กรณ์สําหรับเก็บตวั อยา่ งก๊าซในดนิ ทงั ้ หมดแบบแอกทิฟ

< 75 >


ระดบั ความลกึ ที่เหมาะสมควรเป็ นตําแหน่งที่อยใู่ กล้แหล่งกําเนิดของสารอนิ ทรีย์ระเหยมากท่ีสดุ
เพ่อื ให้มีการเจือจางน้อยที่สดุ จากนนั ้ ทําการดดู ตวั อย่างก๊าซผ่านท่อท่ีติดกบั อปุ กรณ์ตรวจวดั ซงึ่ มีเคร่ืองสบู ภายในตวั
เพือ่ ทําการวิเคราะห์ความเข้มข้นชองสารอินทรีย์ระเหย วธิ ีนีต้ ้องระวงั อากาศร่ัวเข้าส่รู ะบบจากรอยต่อต่างๆ ทําให้เกิด
การเจือจางได้ ข้อดีของวธิ ีนีค้ ือสามารถอา่ นคา่ ได้ทนั ทีและสามารถเก็บตวั อย่างจากหลายจดุ ได้อย่างรวดเร็ว และ
สามารถเจาะจงตาํ แหนง่ ที่เก็บตวั อย่างได้อย่างแมน่ ยํา

2) การเกบ็ ตวั อย่างอากาศโดยการสบู อากาศผ่านสารดดู ซบั (Sorbed Contaminant
Active) เป็นการเก็บตวั อย่างโดยการติดตงั ้ อปุ กรณ์เก็บตวั อย่างไว้ใต้ดินเพอื่ ดดู ก๊าซในดินผา่ นอปุ กรณ์นนั้ ในตวั อปุ กรณ์
เก็บตวั อย่างมีสารทําหน้าท่ดี ดู ซบั ไอระเหยของสารปนเปื อ้ น เชน่ โพลิเมอร์รูพรุนชนิดตา่ งๆ ถ่านกมั มนั ต์ ซลิ ิกาเจล หรือ
ผงโลหะบางชนิด ฯลฯ เพอ่ื ทําการสกดั เอาไอของสารปนเปื อ้ นให้ดดู ตดิ ไว้กบั สารเหลา่ นนั ้ วิธีนีเ้หมาะกบั พนื ้ ทท่ี ี่ไอระเหย
สามารถเคลอ่ื นท่ีผ่านไปได้ดีและมีความเข้มข้นตํา่ กวา่ ท่ีจะใช้วธิ ีการเก็บตวั อยา่ งอากาศทงั ้ หมดที่ได้กลา่ วมาแล้ว
โดยเฉพาะกบั ไอของสารอินทรีย์ระเหยที่ไมม่ ีขวั้ (Nonpolar Volatle Organic Compounds) ตวั ดดู ซบั สามารถซือ้ หาได้
และเลือกให้เหมาะสมกบั ชนิดของสารปนเปื อ้ นท่ีต้องการทําให้เข้มข้นขนึ ้ โดยการสะสมไว้ท่ีตวั ดดู ซบั เพอื่ วเิ คราะห์ใน
ห้องปฏบิ ตั ิการตอ่ ไป ในปัจจบุ นั มีการพฒั นาอปุ กรณ์เก็บตวั อย่างอากาศที่มีตวั ดดู ซบั ที่สามารถระบคุ วามเข้มข้นของ
สารปนเปื อ้ นได้โดยใช้แถบสี ซงึ่ สามารถนํามาใช้ประกอบกบั การเก็บตวั อย่างแบบนีเ้พ่ือให้แน่ใจวา่ มไี อของสารที่เป็ น
เป้ าหมายในบริเวณเก็บตวั อย่าง ข้อจํากดั ของการใช้วธิ ีนีอ้ ย่ทู ี่ระดบั ความเข้มข้นสงู สดุ ท่ีต้องการและความจําเพาะ
เจาะจงของสารดดู ซบั ต่อสารเป้ าหมาย ประสทิ ธิภาพการใช้งานในดินท่ีมีเคลย์เป็นองค์ประกอบสงู และมีความชนื ้ มาก
จะไมด่ ี สารดดู ซบั บางชนิดอาจจะมีประสิทธิภาพลดลงเน่ืองจากความชืน้ นอกจากนี ้ สารบางอย่างอาจจะคายตวั หรือ
ถกู สกดั ออกจากสารดดู ซบั ได้ยากทําให้มีปัญหาในระหว่างการวิเคราะห์

3) การเกบ็ ตวั อย่างอากาศโดยให้อากาศไหลผ่านสารดูดซับ (Sorbed Contaminant
Passive) เป็นการปล่อยให้สารปนเปื อ้ นในอากาศเข้าสสู่ ภาวะสมดลุ กบั สารปนเปื อ้ นที่ถกู ดดู ซบั บนสารดดู ซบั โดย
กระบวนการแพร่ (Diffusion) และ การพา (Advection) ของอากาศผา่ นอปุ กรณ์เก็บตวั อย่างโดยไม่มีการสบู หรืออดั
อากาศเพ่ิมเติม การเก็บตวั อย่างในลกั ษณะนี ้ พบในการติดตามตรวจสอบสารอินทรีย์ระเหยโดยเฉพาะสารประกอบ
ไฮโดรคาร์บอน โดยใช้ถ่านกมั มนั ต์เป็ นสารดดู ซบั การใช้งานตดิ ตงั ้ อปุ กรณ์บรรจถุ ่านกมั มนั ต์ท่ีมีลกั ษณะทรงกระบอก
เส้นผา่ นศนู ย์กลาง 2 – 3 นวิ ้ โดยมีปลายเปิ ด อปุ กรณ์ถกู ติดตงั้ ไว้ที่ระดบั ความลกึ ท่ีต้องการและกลบด้วยดนิ เดมิ อปุ กรณ์
ต้องถกู ฝังอย่หู ลายวนั ในบางกรณีอาจจะมากถึง 30 วนั หรือกวา่ นนั ้ วธิ ีนสี ้ ามารถใช้ได้กบั ดินท่ีความชืน้ สงู ได้

4) การเกบ็ ตวั อย่างสารในอากาศท่สี มดลุ อย่กู ับนํา้ (Soil Pore-liquid Headspace) เป็ น
การเก็บตวั อย่างก๊าซจากชอ่ งวา่ งเหนือระดบั นํา้ ของนํา้ ที่ขงั อย่ใู นไลซมิ ิเตอร์หรืออปุ กรณ์อ่ืนท่ีรวบรวมตวั อย่างนาํ ้ ในดนิ ไว้
หลงั จากที่อปุ กรณ์เก็บตวั อยา่ งนํา้ ถกู ติดตงั ้ ไปแล้วระยะหนง่ึ ในดนิ ที่แห้งและไลซมิ ิเตอร์ไมส่ ามารถเก็บตวั อย่างนํา้ ได้
ก๊าซในดินสามารถแพร่ผ่านสว่ นท่ีเป็นกระเปาะรูพรุนอย่างของไลซมิ ิเตอร์อสิ ระ ทําให้ไลซิมิเตอร์ทําหน้าที่เสมือนอปุ กรณ์
เก็บตวั อย่างก๊าซ

< 76 >


5.2.3 การวเิ คราะห์ตวั อย่างก๊าซในดนิ โดยอปุ กรณ์ภาคสนาม อปุ กรณ์ตรวจวดั แบบพกพาท่ี
ใช้ได้ในงานภาคสนามมีหลายชนิด ท่ีจะกลา่ วถงึ ในท่ีนีค้ อื สว่ นอปุ กรณ์ตรวจวดั (Detector) เทา่ นนั้ การใช้ตวั ตรวจวดั
เด่ยี วๆ จะได้ผลการตรวจวดั เป็ นกล่มุ ไม่เจาะจงและแยกแยะเป็นชนิด การจําแนกชนิดอาจทําได้โดยใช้อปุ กรณ์ตอ่ พว่ ง
เชน่ Gas Chromatograph อปุ กรณ์ตรวจวดั แบบพกพาที่ใช้กนั ทวั่ ไป ได้แก่

1) Flame Ionization Detectors (FIDs) หลกั การคือเม่ือก๊าซซงึ่ มีอะตอมของคาร์บอนอนิ ทรีย์
ผสมอย่ถู กู เผาไหม้เป็ นคาร์บอนไดออกไซด์โดยเปลวไฟท่ีใช้ก๊าซไฮโดรเจนเป็ นเชือ้ เพลิง เกิดความตา่ งศกั ย์ที่วดั ได้จาก
การเผาไหม้และเกิดกระแสไฟฟ้ า ปริมาณของกระแสไฟฟ้ าท่ีเกิดขนึ ้ จะเป็ นการตอบสนองท่ีวดั ได้ อปุ กรณ์นีจ้ ะตอบสนอง
กบั สารปนเปื อ้ นจําพวกไฮโดรคาร์บอน อยา่ งไรก็ตามอปุ กรณ์นีไ้ มต่ อบสนองต่อสารประกอบอนินทรีย์สว่ นใหญ่ที่เป็ น
องค์ประกอบของก๊าซในดิน การใช้งานต้องมีแหลง่ จา่ ยเชือ้ เพลิงไวไฟซงึ่ ต้องระมดั ระวงั ในการขนย้ายและใช้งาน
อปุ กรณ์ตรวจวดั ชนิดนีเ้หมาะกบั สารอนิ ทรีย์ที่เป็ นประกอบไฮโดรคาร์บอน

2) Electron Capture Detectors (ECDs) เป็ นตวั ตรวจวดั ท่ีเจาะจงและใช้ได้ดีกบั กลมุ่ ของ
สารประกอบท่ีมีหม่ฟู ังก์ชนั ชนิด Electronegative เชน่ สารกลมุ่ Chlorofluorocarbon (CFCs) การตอบสนองขนึ ้ กบั
ปริมาณหม่ฟู ังก์ชนั เหลา่ นนั้ ในตวั ตรวจวดั ประกอบไปด้วยห้องปฏิกรณ์ที่มีแหล่งกําเนิดอนภุ าคกมั มนั ตรังสแี บบ  จาก
ความร้อน ซงึ่ จะทําให้ก๊าซตวั นาํ (Carrier Gas) แตกตวั ทาํ ให้เกิดอเิ ลกตรอน อปุ กรณ์นีจ้ ะตรวจวดั จํานวนอเิ ลกตรอนที่
เปล่ยี นแปลงโดยปฏิกิริยาที่เกิดระหวา่ งอเิ ลกตรอนเหลา่ นีก้ บั หม่ฟู ังก์ชนั ของสารปนเปื อ้ นในห้องปฏิกรณ์ ตวั ตรวจวดั นีย้ งั
อ่อนไหวตอ่ ไอนํา้ ออกซเิ จน รวมทงั ้ ก๊าซอน่ื ๆ ท่ีเป็ นองค์ประกอบของก๊าซในดินด้วย

3) Photoionization Detectors (PIDs) ใช้รังสียวู ี (Ultra Violet, UV) ทําให้โมเลกลุ ของ
สารอินทรีย์แตกตวั เป็นประจุ ประจบุ วกและอเิ ลกตรอนเคล่ือนท่ีไปยงั ขวั ้ ก่อให้เกิดกระแสไฟฟ้ าท่ีเป็นสดั สว่ นกบั ปริมาณ
ของสารปนเปื อ้ น อปุ กรณ์นีใ้ ช้ได้ดกี บั สารประกอบแอโรแมติก (Aromatic) ช่วงความเข้มข้นที่ตรวจวดั ได้ขนึ ้ กบั ช่วงความ
ยาวคล่ืนทมี่ าจากหลอดชนิดตา่ งๆ ชว่ งความเข้มข้นที่เหมาะสมคือสงู กวา่ 1,000 สว่ นในพนั ล้านสว่ นโดยปริมาตร (Part
per Billion Volume, ppbV) อปุ กรณ์ตรวจวดั ชนิดนีอ้ าจใช้ในกรณีท่ีปริมาณสารปนเปื อ้ นมีต่ํากวา่ ปริมาณที่สามารถ
ตรวจวดั ได้โดยอปุ กรณ์ตรวจวดั ชนิด FIDs และ ECDs

นอกจากที่กลา่ วมานี ้ ยงั มีอปุ กรณ์ตรวจวดั ชนิดตา่ งๆ ที่สามารถใช้ได้และเหมาะสมจําเพาะกบั
สารประกอบอินทรีย์ตา่ งๆ ให้เลอื กใช้ได้อีกหลากหลายซงึ่ ไม่ได้กลา่ วไว้ในที่นี ้

5.2.4 การประกันและควบคุมคุณภาพ การประกนั คณุ ภาพสาํ หรับเก็บตวั อย่างก๊าซในดินมี
มาตรการประกนั คณุ ภาพพนื ้ ฐานท่ีไมแ่ ตกตา่ งมาตรการพนื ้ ฐานที่ไม่แตกตา่ งจากการเก็บตวั อย่างนํา้ ใต้ดนิ แตม่ ีความ
แตกตา่ งบ้างในรายละเอยี ด โดยเฉพาะการรักษาความสะอาดภาชนะและอปุ กรณ์เก็บตวั อย่างซงึ่ ถกู ละเลยเพราะเห็นวา่
เป็ นเพียงการเกบ็ ตวั อย่างไอของสารอินทรีย์ระเหย มาตรการท่ีแนะนํามีดงั นี ้

 ก่อนการเก็บตวั อย่าง มีการตรวจสอบการปนเปื อ้ นของสารที่คงค้างในอปุ กรณ์เก็บตวั อยา่ ง
โดยการเก็บตวั อย่างอากาศเปลา่ ผา่ นอปุ กรณ์ หรือสบู ก๊าซที่ใช้เป็ นตวั อย่างเปลา่ ผ่านอปุ กรณ์เก็บ
ตวั อย่างแล้วนําไปวิเคราะห์

< 77 >


 อปุ กรณ์ท่ีสมั ผสั กบั ตวั อย่างทงั ้ หมดหลงั จากใช้งานแล้วจะต้องผ่านการทําความสะอาด
ใหมใ่ ห้ครบถ้วนทกุ ครัง้ ถึงแม้จะเป็ นตวั อย่างก๊าซ การทําความสะอาดก็มีความจะเป็นเพื่อป้ องกนั
การปนเปื อ้ นระหวา่ งจดุ เก็บ (Cross Contamination) การทําความสะอาดในท่อและสายยางต้องทํา
อย่างดีโดยอาจจะใช้ไอนํา้ หรือฉีดนํา้ ด้วยแรงดนั ร่วมกบั การใช้นํา้ ยาทําความสะอาด

 อปุ กรณ์และภาชนะจะต้องถกู ทําความสะอาด ล้าง และอบให้แห้งเพ่ือกําจดั สารประกอบ
อินทรีย์ที่คงค้างให้หมดไป

 อปุ กรณ์ตรวจวดั ภาคสนามควรสอบเทียบอยา่ งสม่ําเสมอ อยา่ งน้อยวนั ละครัง้

ในการเก็บตวั อยา่ งก๊าซในดนิ จะต้องทําการเก็บตวั อย่างเปลา่ (Blank) ซงึ่ ประกอบไปด้วย Field
Blank, Travel Blank และ Sample Probe Blank ในลกั ษณะเดยี วกบั การเก็บตวั อย่างนํา้ และดินเพ่ือวิเคราะห์
สารอินทรีย์ระเหยและเพอื่ ทดสอบการปนเปื อ้ นท่ีอาจจะคงค้างอย่ใู นส่วนตา่ งๆ ของอปุ กรณ์เก็บตวั อย่าง (ดใู นหวั ข้อการ
ประกนั และควบคมุ คณุ ภาพในบทท่ี 2) และเพื่อตรวจสอบสภาพโดยรวมของตวั อย่างท่ีอาจจะเปลีย่ นแปลงจาก
กระบวนการจดั เก็บและขนส่ง ส่วนการทําตวั อย่างซาํ ้ ในภาคสนาม (Field Replicate) ให้ขนึ ้ อยกู่ บั ความจําเป็นในแตล่ ะ
กรณี โดยทง่ั ไปตวั อย่างซํา้ จะทําเป็นจํานวนอย่างน้อย 10% ของจํานวนตวั อยา่ งทงั ้ หมด ประเด็นที่สําคญั ก็คอื ต้องใช้
ระยะเวลาระหว่างการขนย้ายตวั อย่างให้น้อยท่ีสดุ ตวั อยา่ งต้องถกู ป้ องกนั จากแสง ความร้อน และระมดั ระวงั ไม่ให้มีการ
รั่วไหล ปัญหาการจดั เก็บและขนส่งตวั อยา่ งสามารถแก้ได้โดยการรวมขนั ้ ตอนการเก็บตวั อยา่ งและวิเคราะห์ไว้ด้วยกนั
ตวั อย่างเชน่ การเก็บตวั อยา่ งอากาศทงั้ หมดโดยเคร่ืองสบู สามารถนํามาวเิ คราะห์ได้ทนั ทีด้วยอปุ กรณ์ตรวจวดั ระดบั
ความเข้มขนของสารอนิ ทรีย์ระเหยแบบพกพา

หวั ข้ออภปิ รายและคาํ ถาม

1. ในชนั้ เวโดสจะมีสว่ นของดินท่ีอม่ิ ตวั ด้วยนํา้ ได้ในกรณีใดบ้าง และเกิดได้จากสาเหตอุ ะไรบ้าง
2. ปัจจยั ท่ีทําให้การศกึ ษาในชนั้ เวโดสมีความซบั ซ้อนกวา่ การศกึ ษาในชนั ้ อมิ่ ตวั ด้วยนํา้ ได้แก่อะไร และสิ่งที่
แตกตา่ งในการเกบ็ ตวั อย่างในชนั ้ เวโดสและจากชนั้ นํา้ ใต้ดินได้แก่อะไรบ้าง
3. การเก็บตวั อย่างนํา้ และก๊าซจากชนั ้ เวโดสมีประโยชน์และวตั ถปุ ระสงค์เหมอื นกนั และตา่ งกนั อย่างไร และมี
ข้อจาํ กดั อะไรบ้างในแงข่ องพารามิเตอร์ท่ีจะทําการวิเคราะห์
4. องค์ประกอบของไลซิมิเตอร์ในส่วนท่ีเป็นกระเปาะท่ีทําจากวสั ดทุ เ่ี ป็ นรูพรุนมีประโยชน์อย่างไรต่อการเก็บ
ตวั อย่างนํา้ จากชนั ้ เวโดส
5. การเก็บตวั อย่างก๊าซในดินสามารถใช้เป็นบรรทดั ฐานในการประเมินสถานการณ์ปนเปื อ้ น รวมทงั้ ใช้เป็นข้อมลู
ในการเลือกเทคโนโลยีฟืน้ ฟพู ืน้ ท่ีปนเปื อ้ นได้หรือไม่อย่างไร อภิปรายพร้อมทงั ้ ให้เหตผุ ลและยกตวั อยา่ งประกอบ

< 78 >


6. อภิปรายวา่ ในการกําหนดมาตรฐานคณุ ภาพส่ิงแวดล้อม สมควรท่ีจะกําหนดมาตรฐานสําหรับความเข้มข้น
ของสารปนเปื อ้ นสําหรับก๊าซในดินหรือไม่ เพราะอะไร
7. ในการเก็บตวั อย่างก๊าซในดินจากตาํ แหน่งเดียวกนั ที่ความลกึ เทา่ กนั 2 ครัง้ ในเวลาที่ตา่ งกนั ไมม่ าก เมื่อเทียบ
กบั การเก็บตวั อย่างนํา้ ใต้ดินจากตาํ แหน่งเดยี วกนั 2 ครัง้ ในเวลาท่ีตา่ งกนั ไมม่ าก ทา่ นคดิ วา่ จะพบความแปรปรวนใน
ข้อมลู ทงั ้ สองชนิดหรือไม่ และถ้าพบ ในกรณีใดจะมีความแปรปรวนมากกว่า เพราะอะไร
8. การเก็บตวั อย่างก๊าซในดนิ แบบแอกทิฟและแบบแพสซิฟที่กล่าวมา ให้ระบวุ า่ ตวั อย่างในการควบคมุ คณุ ภาพท่ี
เหมาะสมพร้อมทงั้ ระบเุ หตผุ ลประกอบให้ชดั เจน
9. จากการศกึ ษาเรื่อง High-Frequency Continuous Monitoring to Track Vapor Intrusion Resulting From
Naturally Occurring Pressure Dynamics โดย Hosangadi, V. และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Remediation (2017),
doi:10.1002/rem.21505; http://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1002/rem.21505/full พบวา่ การเปลย่ี นแปลงของ
ความกดอากาศมีผลตอ่ การระเหยของก๊าซจากดินเป็ นอย่างมาก อภิปรายวา่ สาํ หรับวิธีการเก็บตวั อย่างแบบแพสซิฟและ
แอกทิฟท่ีได้แสดงไว้อาจได้รับผลกระทบอย่างไรและควรมีมาตรการใดเพ่ิมเติมเพทื่อลดผลกระทบดงั กลา่ ว

< 79 >


บทท่ี 6 การเกบ็ และการตรวจวัดคุณภาพตวั อย่างนํา้ ด้วยวธิ ีอ่ืน

ในปัจจบุ นั มีการพฒั นาเทคนิคและอปุ กรณ์ขึน้ อย่างหลากหลายเพื่อใช้เป็ นทางเลือกสําหรับการเก็บ
ตวั อย่างนํา้ ใต้ดิน ทําให้การเก็บตัวอย่างและการตรวจวดั เป็ นไปอย่างรวดเร็ว ซ่งึ มีประโยชน์ต่อกระบวนการติดตาม
ตรวจสอบคณุ ภาพนํา้ รวมทัง้ การตรวจสอบเบือ้ งต้นเพื่อกําหนดตําแหน่งหลุมขุดเจาะเพื่อติดตงั้ บ่อติดตามตรวจสอบ
คุณภาพนํา้ ในท่ีนีก้ ล่าวถึงหลกั การทํางานของอปุ กรณ์ที่เป็ นอุปกรณ์ทางเลือกบางชนิดที่ผลิตและมีการใช้ค่อนข้าง
แพร่หลายนอกเหนือจากอุปกรณ์เก็บตวั อย่างจําพวกเคร่ืองสูบและเบลเลอร์ที่ได้กล่าวมาแล้วและได้รวบรวมไว้โดย
U.S.EPA. (1993a,b, 2005) ที่มีราคาไม่สงู นกั อย่างสงั เขป นอกจากนีก้ ลา่ วถึงเทคโนโลยีการติดตามตรวจวดั คณุ ภาพ
นํา้ เพอ่ื ให้ได้ข้อมลู แบบเวลาจริง (Real Time) ด้วย

6.1 การตรวจวัดและเกบ็ ตัวอย่างโดยอุปกรณ์ทางเลือก

อุปกรณ์เก็บตัวอย่างและตรวจวัดในลักษณะนีใ้ ช้ ในงานสํารวจลักษณะของพืน้ ที่ (Site
Characterization) สว่ นมากใช้โดยไม่ต้องมีการติดตงั ้ บอ่ ติดตามตรวจสอบแบบท่ีทํากนั ทวั่ ไปซง่ึ มีข้อดีคือทําให้ได้ข้อมลู
รวดเร็ว แต่มีข้อด้อยคือในการเก็บตวั อย่างที่ต้องทําซํา้ ๆ การติดตงั้ บ่อแล้วเก็บตวั อย่างอาจจะสะดวกกว่า โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในการสํารวจการเปลี่ยนแปลงระดับนํา้ ใต้ดินและการศึกษาเพื่อหาค่าลาดชลศาสตร์ โดยแบ่งเป็ นหลักๆ 2
ประเภทคือ ประเภทที่มีการแทรกซอน และ ไม่มีการแทรกซอน (Intrusive and Non-intrusive) ส่วนใหญ่แล้วอุปกรณ์
เหล่านีเ้ ป็ นอุปกรณ์ที่ใช้ในงานสํารวจทางธรณีฟิ สิกส์ (Geophysics) ซึ่งการใช้งานและการแปลผลต้องทําโดยผู้มี
ประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญสงู นอกจากนีค้ วามแม่นยําและถกู ต้องยงั ขนึ ้ อยู่กบั วิธีใช้งานท่ีกําหนดไว้โดยผ้ผู ลิต
เคร่ืองมือนนั ้ ๆ อปุ กรณ์แบบที่มีการแทรกซอนท่ีแสดงต่อไปนีจ้ ดั อยู่ในอปุ กรณ์ประเภท Direct Push ซึ่งได้มีการนํามา
ประยกุ ต์ในงานสํารวจลกั ษณะพืน้ ท่ีปนเปื อ้ น (Site Characterization) ทําให้ได้ข้อมลู ทางธรณีวทิ ยา ชลศาสตร์ และเคมี
ของพืน้ ท่ีอย่างรวดเร็ว ซ่งึ รายละเอียดเพิ่มเติมของกระบวนการสํารวจลกั ษณะพืน้ ท่ีปนเปื ้อนด้วยอปุ กรณ์ในลกั ษณะนี ้
แสดงไว้ใน Nielsen (2006) สําหรับการใช้อุปกรณ์ที่มีการแทรกซอนในพืน้ ที่ที่มีการปนเปื ้อนจะต้องเคร่งครัดใน
กระบวนการการทําความสะอาดอปุ กรณ์ปนเปื อ้ น (Decontamination) เพือ่ ป้ องกนั การเกิดการปนเปื อ้ นระหว่างจดุ เก็บ
และต้องมีการอดุ รูที่เกิดขึน้ จากการเจาะเพ่ือป้ องกันการปนเปื ้อนระหว่างชนั ้ นํา้ ต่างๆ และจากพืน้ ผิว ซึ่งรายละเอียด
เพม่ิ เตมิ สามารถศกึ ษาได้จาก U.S. EPA. (2005) อปุ กรณ์ท่จี ะกลา่ วถึงได้แก่

6.1.1 Ground Penetrating radar (GPR) มีหลกั การทํางานคือ มีการผ่านคลื่นวิทยุความถี่สูง
(10 – 1,000 MHz) เป็นชว่ งสนั ้ ๆ จากสายอากาศขนาดเลก็ ท่ีติดตงั้ อย่บู นตวั เครื่องท่ีถกู ลากให้เคลื่อนที่ไปมาบนพืน้ ผิวไป
ยังพืน้ ดินและจะมีการบนั ทึกสัญญาณที่สะท้อนกลับมาผ่านเสารับสัญญาณ ที่ติดตัง้ บนเครื่องเดียวกัน สามารถใช้
ตรวจสอบแนวการเคล่ือนที่ของนํา้ ชะขยะ ในกรณีที่สภาพความนําไฟฟ้ ามีการเปลี่ยนแปลง ใช้หาตําแหน่งที่มีการฝัง
ขยะ และในบางกรณี สามารใช้ตรวจสอบ NAPL สามารถตรวจสอบได้ถึงระดับความลึกประมาณ 25 เมตร โดย
เคร่ืองมือนีใ้ ห้ความละเอียดท่ีดี (โดยทวั่ ไปประมาณ 2 – 4 เซนติเมตร ที่ความถ่ีสงู กว่า 500 MHz ) และใช้ได้ดีกบั พืน้ ท่ี
แห้ง ข้อจํากดั ของเทคนิคนีค้ ือ ความลกึ และเน่ืองจากต้องลากจงู เครื่องมือไปมา การทํางานในพืน้ ทที่ ี่ไม่ราบเรียบทํางาน
ได้ยาก สําหรับรายละเอียดการใช้อปุ กรณ์ชนิดนีใ้ นการสํารวจพืน้ ท่ีสามารถศึกษาเพ่ิมเติมจาก ASTM Standard D

< 80 >


6432 Standard Guide for Using the Surface Ground Penetrating Radar Method for Subsurface
Investigation

6.1.2 Seismic Refraction มีหลกั การทํางานคือ มีการสร้างคลนื่ ไหวสะเทือน (Seismic) โดยการ
ทุบ หรือการระเบิดอย่างควบคุม ซ่ึงคลื่นชนิดนีห้ ักเหเมื่อเคลื่อนท่ีผ่านชัน้ ดินและหินท่ีมีความหนาแน่นต่างกันและ
สะท้ อนกลับมายังพืน้ ผิว คล่ืนหักเหที่ส่งกลับมาถูกตรวจจับด้ วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Geophone ที่ติดตัง้ อยู่กับ
Seismograph เวลาของคล่ืนหกั เหที่เดินทางกลบั มาจะถกู นํามาเปรียบเทียบกนั เพ่ือคํานวณหาความหนาของดินแต่ละ
ชนั ้ โดยทวั่ ไปใช้ตรวจสอบในช่วงความลกึ 30 เมตร สามารถใช้ตรวจสอบลกั ษณะชนั ้ ดินและตําแหน่งของนํา้ ชะของเสีย
(Leachate) ได้ ข้อจํากดั ของเทคนิคนีค้ ือ ถ้าความเร็วของคลื่นหกั เหของชนั้ บนช้ากว่าชนั้ ลา่ ง (เช่น ชนั้ ทรายอย่เู หนือชนั้
เคลย์) อาจจะทําให้ประมวลผลผิดได้ ไม่สามารถใช้กําหนดตําแหน่งของจดุ ฝังขยะหรือ NAPL สําหรับรายละเอียดการ

ใช้อุปกรณ์ชนิดนีใ้ นการสํารวจพืน้ ท่ีสามารถศึกษาเพ่ิมเติมจาก ASTM Standard D 5777 Standard Guide for
Using the Seismic Refraction Method for Subsurface Investigation

6.1.3 Electrical Resistivity (ER) มีหลกั การทํางานคือ การผ่านกระแสไฟฟ้ าท่ีทราบปริมาณไป
ยงั พืน้ ดินโดยผ่านขวั ้ ไฟฟ้ าคหู่ นง่ึ จากนนั ้ ทําการวดั ความตา่ งศกั ย์ที่เกิดขนึ ้ โดยใช้ขวั ้ ไฟฟ้ าอีกคหู่ นง่ึ (รูปที่ 6.1)

รูปท่ี 6.1 ตวั อย่างการตดิ ตงั ้ ขวั ไฟฟ้ าสําหรับการวดั Electrical Resistivity

อัตราส่วนระหว่างความต่างศักย์ที่วัดได้ และกระแสไฟฟ้ าคือค่าความต้ านทาน (Transfer
Resistance) จากนนั ้ ผ่านกระแสไฟฟ้ าและวดั ค่าความต่างศกั ย์ท่ีขวั ้ ไฟฟ้ าค่อู ่ืนๆ ในตําแหน่งต่างๆ ไปเรื่อยๆ ค่าที่ได้จะ
ถกู นํามาสร้างภาพความต้านทานในตําแหนง่ ตา่ งๆ ของพืน้ ท่ีศกึ ษา สามารถใช้ตรวจสอบแนวการเคลอ่ื นท่ีของนํา้ ชะขยะ

< 81 >


(Leachate Plume) หาตําแหน่งท่ีมีการฝังขยะ ซง่ึ เป็ นพืน้ ท่ีท่ีมีความต้านทานผิดปกติจากบริเวณโดยรอบ โดยสามารถ
ตรวจสอบได้ถึงระดบั ความลกึ 60 เมตร และอาจสง่ กระแสจากขวั ้ ท่ีหา่ งกนั ได้กว่า 500 เมตร

ข้อจํากดั ของเทคนิคนีค้ ือ ได้รับผลกระทบจากทอ่ เส้นโลหะ หรือโครงสร้างอ่ืนๆ รวมทงั ้ ใช้ในพืน้ ท่ีที่มี
การดาดพืน้ (Paved Area) ไม่ได้ และการแปรผลต้องใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ค่อนข้างซบั ซ้อนและต้องใช้ผ้เู ช่ียวชาญ
ในการแปลผล สําหรับรายละเอียดการใช้อปุ กรณ์ชนิดนีใ้ นการสํารวจพืน้ ที่สามารถศกึ ษาเพิ่มเติมจาก ASTM D 6431
Standard Guide for Using the Direct Current Resistivity Method for Subsurface Investigation

6.1.4 Cone Penetrometer (CPT) มีหลกั การทํางานคือใช้หวั เจาะมีรูปร่างเป็ นกรวยดนั ลงไปใต้
ดินและทําการวดั แรงต้านทาน การใช้เครื่องมือชนิดนีถ้ กู กําหนดใน ASTM Standard D 3441 Standard Test Method
for Mechanical Cone Penetration Tests of Soil ตวั CPT จะถูกติดตงั ้ บนรถบรรทุก และถูกกดลงใต้ดินด้วยระบบไฮ
ดรอลกิ บนรถที่มีนํา้ หนกั เทียบเทา่ กบั 20 ตนั (รูปที่ 6.2)

รูปท่ี 6.2 การทํางาน และตวั อย่าง Cone Penetrometer ชนิดตา่ งๆ

< 82 >


โดยทวั่ ไปมี CPT ที่ติดตงั้ และไม่ติดตงั ้ ระบบอิเลก็ ทรอนิกส์ แบบท่ีไม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์มีราคาถกู
กว่าและใช้งานง่ายกว่า แต่จะต้องใช้เวลาและแรงงานมากกว่าและมีข้อจํากดั ของความลึก ส่วนแบบอิเลก็ ทรอนิกส์ ที่
ปลาย CPT เป็ นอุปกรณ์วัดความดันของนํา้ ในช่องดิน (Piezocone) ตัว CPT สามารถหยุดที่ระดับใดๆ เพ่ือทําการ
ทดสอบการเปลย่ี นแปลงของความดนั ในช่องดินระหวา่ งที่ตวั CPT หยดุ และในชว่ งที่ CPT หยดุ อย่นู ิ่งๆ (Pore Pressure
Dissipation Test) ซงึ่ ผลท่ีได้สามารถนํามาวิเคราะห์ร่วมกบั ข้อมลู แรงต้านทานของชนั ้ ดินเพอ่ื ประมาณค่าความซมึ ผ่าน
นํา้ ของดิน (Permeability) ของดินและชนิดของดินในชนั้ นนั้ ๆ ได้ ซงึ่ ผลที่ได้แสดงการเปลี่ยนแปลงความซมึ ผ่านนํา้ ตาม
ความลกึ และแสดงระดบั ของชนั ้ ดินอ้มุ นํา้ ด้วย

นอกจากนี ้ในปัจจบุ นั มีการติดตงั ้ ระบบเก็บภาพเข้ากบั CPT ซงึ่ ประกอบไปด้วยกล้องวงจรปิ ด ระบบ
เลนส์และระบบแสงที่มีแหล่งกําเนิดจาก Light Emitting Diode (LED) ทําให้เห็นสภาพของชัน้ ดินและสามารถเห็น
ตําแหน่งและการกระจายตวั ของ NAPL ได้ (Kram et al., 2001) โดยสามารถเห็นในความละเอียดถึง 10 m และยงั มี
การดดั แปลง CPT เพ่ือให้สามารถใช้ Laser-induced Fluorescence (LIF) เพื่อตรวจสอบสารประกอบ Hydrocarbon
เพื่อใช้ในการประเมินข้อมลู การปนเปื อ้ นในเบือ้ งต้นได้อีกด้วย (Rossabi, 2000) ซ่ึงเทคโนโลยีเหล่านีไ้ ด้ถูกพฒั นาให้มี
ความนา่ เช่ือถือและมีประสิทธิภาพดีขนึ ้ จนเป็ นท่ียอมรับแล้ว รวมทงั ้ การดดั แปลงเพอ่ื ใช้ในการเก็บตวั อย่างนํา้ ด้วย (รูปที่
6.2) โดยทวั่ ไป ระบบ CPT สามารถใช้งานได้จนถึงระดบั ความลึกประมาณ 40 เมตร และข้อมลู ที่ได้มีความละเอียดสงู
และเป็ นข้อมลู ท่ีเวลาจริง (Real Time) และใช้ระบตุ ําแหนง่ ของการปนเปื อ้ นได้

ข้อจํากัดของเทคนิคนีค้ ือ อปุ กรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องได้รับการดแู ลอย่างดีและมีข้อจํากดั ด้านความ
ลกึ ข้อมลู ของ CPT ไม่บอกลกั ษณะทางกายภาพของชนั ้ ดิน (ยกเว้นในระบบท่ีมีกล้องวงจรปิ ด) จึงต้องมีการสอบเทียบ
กับสภาพจริงในพืน้ ที่ และขนาดและนํา้ หนกั ของชุดอุปกรณ์ทําให้ใช้งานได้ในพืน้ ที่ท่ีเหมาะสมเท่านนั ้ และพืน้ ที่ต้อง
เหมาะสมกบั การรับนํา้ หนกั และการใช้งานในชนั ้ ดนิ เหนียวอาจทําให้มีปัญหาในการดงึ อปุ กรณ์ได้

6.1.5 BAT® System เป็นอปุ กรณ์เฉพาะในการเก็บตวั อย่างนํา้ และก๊าซใต้ดนิ แบบ Direct Push
ท่ีถกู พฒั นาขนึ ้ ซงึ่ อปุ กรณ์เก็บตวั อย่างชนิดนีถ้ กู จดั เป็ น Sealed-screen Samplers (U.S. EPA., 1997) แบบหนง่ึ ท่ีใช้เก็บ
ตวั อย่างที่ละตวั อย่างจากความลกึ ทีเ่ จาะจงโดยไม่ต้องมีการติดตงั ้ บอ่ ตดิ ตามตรวจสอบอย่างถาวรในพนื ้ ท่ี ถ้าต้องการ
เก็บตวั อย่างจากตําแหนง่ เดียวกนั ท่ีระดบั ความลกึ ตา่ งกนั เคร่ืองมือถกู ใช้ซาํ ้ ได้หลงั จากทําความสะอาดแล้ว ตวั อย่างนํา้
ที่ได้เป็ นตวั อยา่ งท่ีมีความนา่ เช่ือถือสงู (High Integrity) ซง่ึ เหมาะสมท่ีจะใช้กบั การศกึ ษาการแพร่กระจายของสาร
ปนเปื อ้ นในแนวด่งิ

อปุ กรณ์ชนิดนีม้ ีรูปร่างเป็ นกรวยและมีผนงั กนั ้ ตดิ อย่ภู ายใน ซงึ่ ตวั อปุ กรณ์อาจจะตดิ ตงั ้ อยกู่ บั ท่ีอย่าง
ถาวรหรือใช้งานเป็นครัง้ คราวในลกั ษณะเดยี วกบั CPT ก็ได้ ภายในตวั อปุ กรณ์จะมีขวดเก็บตวั อยา่ งท่ีเช่ือมตอ่ กบั ช่อง
กรองด้วยเขม็ ฉีดยาขนาดเลก็ (รูปที่ 6.3) ในการใช้งาน ตวั อปุ กรณ์ถกู กดลงไปยงั ระดบั ความลกึ ที่ต้องการ จากนนั ้
ตวั อย่างถกู ดดู เก็บมาในภาชนะเก็บตวั อย่างที่มีปริมาตร 50 หรือ 100 มลิ ลลิ ติ ร ตวั อยา่ งถกู เก็บในภาชนะตลอดเวลาโดย
ไม่มีการสมั ผสั กบั บรรยากาศภายนอก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตวั อย่างถกู เก็บภายใต้สภาวะสญุ ญากาศ การทม่ี ชี อ่ งวา่ ง
หลงเหลืออยใู่ นภาชนะเก็บตวั อยา่ งอาจจะทําให้สารอนิ ทรีย์ระเหยในนํา้ ตวั อย่างระเหยออกมาทําให้ผลการตรวจวดั
คลาดเคลื่อนไปได้

โดยทว่ั ไปอปุ กรณ์ชนิดนีส้ ามารถเก็บตวั อย่างได้จากความลกึ ไมเ่ กิน 30 เมตร ทงั ้ นีข้ นึ ้ กบั ชนิดของชนั ้
ดนิ โดยจะเหมาะสมกบั พนื ้ ท่ีที่เป็ นชนั ้ ดินหรือทรายร่วนท่ีสามารถกดอปุ กรณ์ลงไปได้อย่างสะดวก ประยกุ ต์ใช้ได้ดีในการ

< 83 >


ตรวจสอบการปนเปื อ้ นเบือ้ งต้นและสาํ รวจหาแนวของการปนเปื อ้ น (Plume) โดยเฉพาะพืน้ ที่ท่ีปนเปื อ้ นด้วยสารอนิ ทรีย์
ระเหย (Mines, et al., 1993) ข้อจํากดั ของเทคนิคนีค้ ือ ไมเ่ หมาะท่ีจะใช้ในพนื ้ ท่ีท่ีมีลกั ษณะทางธรณีวิทยาบางอย่าง เช่น
ชนั้ หินท่ีหรือดนิ ที่เกาะตวั กนั แน่นหรือเป็ นรอยแตกและไม่สามารถเก็บตวั อยา่ งในปริมาณมากได้ นอกจากนี ้ การเก็บ
ตวั อย่างจํานวนมากอาจจะทําให้เสียเวลาจากการล้างทําความสะอาดถ้าใช้อปุ กรณ์เก็บตวั อย่างชดุ เดยี ว

รูปท่ี 6.3 องค์ประกอบและตวั อยา่ งของ BAT® System
6.1.6 Geoprobe เป็ นอปุ กรณ์เฉพาะในการเก็บตวั อย่างนํา้ และก๊าซใต้ดินและดิน มีรูปร่างเป็ น

ท่อยาว หวั ขดุ เจาะจะถกู ตอกเป็ นจงั หวะ ด้วยการทํางานของเคร่ืองมือกลและระบบไฮดรอลิกเพอื่ ให้จมลงไปในพนื ้ จนถึง

< 84 >


ระดบั ความลกึ ท่ีต้องการ จากนนั้ หวั เจาะจะถกู ปลดออก นํา้ จะไหลผ่านช่องกรองเข้าสทู่ ่อพลาสติกที่อย่ดู ้านในผ่านวาล์ว
ไหลทางเดยี ว เม่ือได้ปริมาณท่ีต้องการ ท่อชนั ้ ในจะถกู ถอดออกเพอ่ื ทําการถ่ายนํา้ ลงภาชนะท่ีเหมาะสมต่อไป (รูปที่ 6.4)
สามารถเจาะได้ถึงความลกึ ประมาณ 20 เมตร ขนึ ้ กบั สภาพทางธรณีวิทยา นอกจากนีย้ งั สามารถใช้เจาะหลมุ เพื่อติดตงั้
บอ่ ติดตามตรวจสอบได้ด้วย ในทํานองเดียวกบั CPT ตวั Geoprobe สามารถเปล่ียนอปุ กรณ์เก็บตวั อย่างได้หลายแบบ
และเปล่ียนเป็ นอปุ กรณ์เก็บตวั อย่างดนิ และก๊าซได้ด้วย ข้อจํากัดของเทคนิคนีค้ ือ อาจจะมีการปนเปื ้อนระหว่างจุด
เก็บได้ง่าย และพืน้ ท่ีศึกษาต้องเหมาะสมกบั การรับนํา้ หนกั และการใช้งานในชนั้ ดินเหนียวอาจทําให้มีปัญหาในการดงึ
อปุ กรณ์ได้ถ้าระบบไฮดรอลิกส์แรงไมพ่ อ

ท่อ Teflon
ปลอก
เหลก็ กล้า
ผวิ ดนิ ไร้สนิม
ช่องกรอง

รูปท่ี 6.4 ตวั อย่างการเก็บตวั อย่างนํา้ ด้วย Geoprobe

6.2 ระบบตดิ ตามตรวจสอบคุณภาพนํา้ ใต้ดนิ แบบเวลาจริง
ในปัจจบุ นั เทคโนโลยีเครื่องตรวจวดั (Sensor) ระบบฐานข้อมลู ระบบส่อื สาร และสารสนเทศมีการ

พฒั นามากทําให้อปุ กรณ์มีราคาถกู ลงและสามารถประยกุ ต์ใช้งานได้หลายหลายมากขนึ ้ สาํ หรับการตดิ ตามตรวจสอบ
คณุ ภาพนํา้ ใต้ดิน การรวบรวมเทคโนโลยีเหลา่ นีเ้ข้าไว้ด้วยกนั ทําให้สามารถสร้างระบบเพ่ือเก็บข้อมลู ตวั อย่างนํา้ และ
รายงานผลแบบเวลาจริง (Real Time) โดยข้อมลู จะถกู เก็บจากอปุ กรณ์ที่ติดตงั้ ไว้ท่ีบอ่ อย่างอตั โนมตั ิ สง่ ผ่านระบบ
สารสนเทศเข้าสรู่ ะบบประมวลผลข้อมลู และแสดงผลรายงานได้ในทนั ทีตามความถ่ีท่ีผ้ใู ช้ต้องการ การเก็บข้อมลู ใน
ลกั ษณะนีท้ ําให้มีการรบกวนนํา้ ในบอ่ น้อยกวา่ เมื่อเทียบกบั การออกไปเก็บตวั อย่างนํา้ แบบทว่ั ไปที่กลา่ วมาก่อนหน้านี ้ ท่ี
กลา่ วถึงต่อไปนีค้ ือตวั อยา่ งระบบติดตามตรวจสอบท่ีประกอบไปด้วย เคร่ืองตรวจวดั ท่ีถกู ติดตงั ้ ในภาคสนาม ระบบสง่
ข้อมลู ไร้สาย ระบบฐานข้อมลู สารสนเทศทางภมู ิศาสตร์ (Geographical Information Systems, GIS) ระบบประเมินผล

< 85 >


ท่ีใช้หลกั การ Geostatistics และแบบจําลองทางคณิตศาสตร์ รวมทงั ้ มีระบบสง่ สญั ญาณเตือนเมื่อพบส่ิงผิดปกตติ ามที่
ได้ระบไุ ว้ในโปรแกรม เช่น มีคา่ ความเข้มข้นขององค์ประกอบบางชนิดสงู หรือตํ่าผิดปกติ ทงั ้ นีร้ ะบบสามารถรายงานผลที่
ได้จากเคร่ืองตรวจวดั ออกมาเป็ นภาพกราฟิก ซง่ึ ระบบดงั กลา่ วได้มีการพฒั นาและปรับปรุงและทดสอบใช้จริงใน
ภาคสนามในการติดตามตรวจสอบสภาพแวดล้อมของชนั ้ ใต้ดินในพนื ้ ที่ปนเปื อ้ นด้วย (Kram et al., 2008) ดงั ตวั อยา่ งใน
รูปท่ี 6.5

สัญญาณ

เคร่ืองส่ง ตวั รับสัญญาณ ระบบฐาน
สัญญาณ ข้อมูลและ
ประมวลผล
ไร้ สาย

เคร่ืองตรวจวัด สัญญาณ/
ระบบ

แจ้งเตอื น

รูปท่ี 6.5 ตวั อย่างระบบตดิ ตามตรวจสอบคณุ ภาพนํา้ ใต้ดินแบบเวลาจริง และการ แสดงผลกราฟิ ก ใน
รูปแสดงเส้นความสงู เท่า (Contour) ของระดบั นํา้ ใต้ดนิ
(ดดั แปลงจาก Kram et al., 2006)

ข้อจํากดั ของระบบนีไ้ ด้แก่คา่ ลงทนุ และการบํารุงรักษาท่ีสงู ซง่ึ ในบางกรณีสามารถชดเชยกบั การที่
ต้องจดั กลมุ่ ออกภาคสนามอยา่ งตอ่ เนื่องสม่ําเสมอหรือความเสี่ยงต่อบคุ คลากรท่ีออกภาคสนาม นอกจากนีช้ นิดของ
สารเคมีหรือสภาพทางกายภาพที่ตรวจวดั ได้โดยเครื่องตรวจวดั ยงั มีความจาํ กดั อยู่ รวมทงั ้ ข้อมลู เวลาจริงอาจจะไม่ใช่
เป็นสิ่งทจ่ี ําเป็นสําหรับงานตดิ ตามตรวจสอบนํา้ ใต้ดินโดยทวั่ ไปเน่ืองจากนํา้ ใต้ดินเคลอ่ื นท่ีได้ช้ามาก การเลอื กใช้ระบบนี ้
จงึ เหมาะสาํ หรับงานติดตามตรวจสอบนํา้ ใต้ดนิ ในบางลกั ษณะเท่านนั ้ เชน่ งานการติดตามตรวจสอบในพืน้ ที่ปนเปื อ้ นที่
มีระดบั ความอนั ตรายสงู รวมทงั ้ งานที่ข้อมลู มีความสําคญั ต่อการตดั สินใจ เชน่ งานท่ีต้องมีการเฝ้ าระวงั การตดิ ตาม
ตรวจสอบในการฟืน้ ฟพู ืน้ ท่ีปนเปื อ้ นในลกั ษณะตา่ งๆ ซงึ่ อาจจะต้องทําการติดตามตรวจสอบในระยะยาว และการ
จดั การทรัพยากรนํา้ เป็ นต้น

6.3 สรุป

ในปัจจบุ นั เทคโนโลยีท่ีใช้ในภาคสนามได้มีการพฒั นาไปอย่างมากและมีความหลากหลาย จงึ เป็น
การยากที่จะนําเสนอให้ครอบคลมุ เทคโนโลยีทกุ แบบ แม้แตผ่ ้ทู ่ีทํางานเก็บตวั อย่างเองโดยมากจะมีทกั ษะและมีความ

< 86 >


เชี่ยวชาญการใช้งานอปุ กรณ์เฉพาะบางอย่างเท่านนั ้ สําหรับผ้ปู ฏิบตั ิงานในภาคสนามแล้ว การเรียนรู้อย่างตอ่ เนื่อง
เกี่ยวกบั เทคโนโลยีและเทคนิคใหม่จงึ มีความจําเป็ น ทงั ้ นี ้ เทคนิคแตล่ ะแบบจะมีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกนั ไป ซง่ึ จะ
เหมาะสมกบั สถานการณ์และสภาพพืน้ ท่ีตา่ งๆ กนั อย่างไรก็ตาม ไม่วา่ จะเป็ นการเก็บตวั อยา่ งด้วยเทคนิคใด สง่ิ ที่ต้อง
คํานึงถึงเสมอคือคณุ ภาพของตวั อย่าง และหลกั การพืน้ ฐานท่ีวา่ ตวั อย่างหรือข้อมลู ที่ได้จะต้องเป็ นตวั แทนของสภาพ
พืน้ ที่จริงให้มากที่สดุ

หวั ข้ออภปิ รายและคาํ ถาม

1. อภิปรายถงึ ความจําเป็ นและประโยชน์ในการเลอื กใช้อปุ กรณ์ทางเลอื กในการเก็บตวั อย่าง

2. กระบวนการสาํ รวจลกั ษณะพืน้ ที่ปนเปื อ้ น (Site Characterization) เกี่ยวข้องกบั การเลอื กใช้อปุ กรณ์ทางเลอื ก
ในแง่ใด และการใช้อปุ กรณ์ทางเลือกจะเป็ นประโยชน์ตอ่ การสํารวจลกั ษณะพนื ้ ท่ีปนเปื อ้ นในด้านใด

3. ถ้ามีคนเสนอให้ทา่ นใช้อปุ กรณ์เก็บตวั อย่างที่ทา่ นไม่มีความค้นุ เคย ให้เสนอวา่ ทา่ นจะใช้เกณฑ์ใดในการ
ตดั สนิ ใจเลือก/ไมเ่ ลือกใช้อปุ กรณ์เหลา่ นนั้ บ้าง

4. ความคลาดเคล่ือนและความไม่แน่นอนของข้อมลู ท่ีเกิดจากการใช้อปุ กรณ์เก็บตวั อย่างตา่ งๆ เกิดขนึ ้ ได้เสมอ
ท่านคิดวา่ ในการทํางานในภาคสนามจริงจะมีขนั ้ ตอนหรือวิธีการลดความคลาดเคล่ือนและความไม่แนน่ อนของข้อมลู ได้
อยา่ งไรบ้าง

5. ตรวจสอบและทบทวนเอกสารเพื่อศกึ ษาและนําเสนออปุ กรณ์และวธิ ีการเก็บตวั อยา่ งและข้อมลู ในภาคสนาม
อื่นๆ ที่ไม่ได้แสดงไว้ โดยให้ระบหุ ลกั การ ข้อดีและข้อจํากดั ของอปุ กรณ์นนั ้ ๆ รวมทงั ้ ให้อภิปรายถึงความเป็ นไปได้ในการ
ประยกุ ต์ใช้อปุ กรณ์นนั้ ๆ ในการสํารวจลกั ษณะพนื ้ ที่ปนเปื อ้ นที่ทา่ นสมมตขิ นึ ้ หรือในพนื ้ ทีท่ ่ีท่านกําลงั ศกึ ษาอยู่

< 87 >


บทท่ี 7 ขั้นตอนการเก็บตัวอย่างจากบ่อนํา้ ใช้ ท่ัวไป

นอกจากการเก็บตวั อย่างจากบอ่ ติดตามตรวจสอบและด้วยวิธีอน่ื ๆ ดงั ท่ีได้กล่าวมาแล้ว ในบางกรณี
ข้อมลู ที่เป็ นประโยชน์อาจจะได้จากตวั อยา่ งนํา้ ท่ีเก็บจากบอ่ นํา้ ใช้ทว่ั ไปด้วย ซงึ่ โดยมากเป็นการเก็บตวั อย่างเพ่ือทดสอบ
คณุ ภาพนํา้ ใช้ เชน่ ความเคม็ ความกระด้าง รวมทงั ้ ในการศกึ ษาท่ีมีวตั ถปุ ระสงค์เฉพาะ เชน่ การคาํ นวณความเสี่ยงจาก
การสมั ผสั กบั สารพิษจากการอปุ โภค-บริโภคนํา้ อย่างไรกต็ าม การเกบ็ ตวั อย่างเพ่อื ตดิ ตามสอบตรวจสอบระดบั
การปนเปื้อนหรือเพ่อื ตดิ ตามการผลการฟื้นฟพู นื้ ท่ปี นเปื้อน ท่ตี ้องทาํ ในระยะยาวควรเกบ็ จากบ่อตดิ ตาม
ตรวจสอบเป็ นหลกั เน่ืองจากการเก็บตวั อย่างนํา้ จากบอ่ นํา้ ใช้ทวั่ ไปจะทําให้เกิดการเปลย่ี นแปลงทางเคมีของคณุ ภาพ
นํา้ ได้โดยเฉพาะจากการสมั ผสั กบั อากาศ

ข้อมลู คณุ ภาพนํา้ เบอื ้ งต้นท่ีเป็นประโยชน์สามารถได้จากการเก็บตวั อยา่ งนํา้ จากบอ่ นํา้ ทวั่ ไปได้
โดยเฉพาะในกรณีท่ีไมม่ ีการตดิ ตงั้ บอ่ ติดตามตรวจสอบมาก่อน หรือในกรณีที่มีการขดุ บ่อนํา้ ไปแล้วในพืน้ ที่ที่มีการ
ปนเปื อ้ นโดยไมไ่ ด้ตรวจสอบกอ่ น ทงั ้ นี ้นํา้ ใต้ดินตามธรรมชาติไม่เหมาะสําหรับใช้อปุ โภคบริโภคเสมอไปเพราะอาจจะถกู
ปนเปื อ้ นด้วยเกลือหรือด้วยนํา้ เคม็ หรือในบางกรณีอาจปนเปื อ้ นด้วยสารพษิ ที่มีอยใู่ นชนั ้ ดินในธรรมชาติ ดงั เชน่ การ
ปนเปื อ้ นด้วยอาร์เซนิก (Arsenic) ในระดบั ความเข้มข้นท่ีสงู ที่พบในบงั คลาเทศ1 เป็นต้น

บอ่ นํา้ ใช้อาจจะก่อสร้างได้ใน 3 ลกั ษณะ (รูปท่ี 7.1) ได้แก่

(ก) (ข) (ค)
รูปท่ี 7.1 การเจาะบอ่ นํา้ ใช้แบบตา่ งๆ (ก) แบบขดุ ด้วยมือ (ข) แบบดนั และ (ค) แบบเจาะ

1 ในช่วงก่อนปี ค.ศ. 1970 บงั คลาเทศเป็นประเทศที่มีอตั ราการตายของทารกแรกเกดิ จากโรคอจุ จาระร่วงสงู สดุ ในโลก เนื่องจากไมม่ ีระบบฆา่ เชอื ้ ในนํา้ ท่ี
มีประสทิ ธิภาพประกอบกบั การเกดิ มรสมุ สลบั กบั นํา้ ทว่ มและไมม่ ีระบบระบายนํา้ เสียที่ดีทําให้ปัญหานแี ้ ยล่ งไปอีก เพ่ือเป็ นการแก้ปัญหา องค์การยนู ิเซฟ
(UNICEF) และธนาคารโลกได้ทาํ โครงการขดุ บอ่ นํา้ ใช้จํานวนมากและสนบั สนนุ ให้ประชาชนใช้นํา้ ใต้ดิน เป็ นผลให้อตั ราการตายของทารกแรกเกดิ ลดลง
ไปกวา่ คร่ึง อยา่ งไรก็ตาม ภายหลงั พบวา่ นํา้ ในบอ่ กวา่ 40% ของบอ่ นํา้ ท่ีขดุ (กวา่ 11 ล้านบอ่ ) ปนเปื อ้ นด้วยอาร์เซนิก ซงึ่ เป็ นสาเหตใุ ห้เกดิ มะเร็งในสว่ น
ตา่ งๆ ของร่างกายและโรคหวั ใจ ซงึ่ เป็ นปัญหาใหมท่ ่ีแพร่หลายออกไปในวงกว้างจากความรู้เทา่ ไมถ่ ึงการณ์

< 88 >


Click to View FlipBook Version