The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม, กรมทรัพยากรธรณี 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by DMR_Landslide, 2022-01-31 04:49:04

รายงานพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มจังหวัดกระบี่

กองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม, กรมทรัพยากรธรณี 2564

Keywords: ดินถล่ม,กระบี่

รายงานวิชาการ
ฉบับที่ กธส. 14/2564

จังหวัดกระบ่ี: รายงานพืน้ ท่ีออ่ นไหวต่อการเกิดดนิ ถล่ม

KRABI: LANDSLIDE SUSCEPTIBILITY REPORT

กองธรณวี ิทยาสงิ่ แวดล้อม

กรมทรัพยากรธรณี
กนั ยายน 2564

อธบิ ดกี รมทรัพยากรธรณี
นายสมหมาย เตชวาล

ผ้อู ำนวยการกองธรณีวิทยาสงิ่ แวดล้อม
นายนิมติ ร ศรคลงั

ผู้อำนวยการส่วนมาตรฐานและขอ้ มลู ธรณพี บิ ตั ิภัย
นายสวุ ทิ ย์ โคสวุ รรณ

จัดพิมพโ์ ดย กองธรณวี ทิ ยาส่งิ แวดลอ้ ม กรมทรัพยากรธรณี
พมิ พ์ครง้ั ที่ 1 ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุง่ พญาไท เขตราชเทวี
กรุงเทพฯ 10400
โทรศพั ท์ 0-2621-9802 โทรสาร 0-2621-9651

กนั ยายน 2564
จำนวน 30 เล่ม

ขอ้ มูลการลงรายการบรรณานกุ รม

จังหวดั กระบี่: รายงานพน้ื ทอี่ ่อนไหวตอ่ การเกดิ ดินถลม่ /-- กรุงเทพมหานคร :
กองธรณวี ทิ ยาสิง่ แวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี, 2564
179 หนา้ : 84 ภาพประกอบ : 23 ตาราง
รายงานวิชาการ ฉบบั ที่ กธส. 14/2564

สารบัญ III
VII
สารบญั XVI
สารบัญรูป XVII
สารบัญตาราง XIX
บทคดั ย่อ 1
กิตติกรรมประกาศ 1
บทท่ี 1 บทนำ 2
2
1.1 ความเปน็ มา 2
1.2 วตั ถปุ ระสงค์และเปา้ หมาย 2
2
1.2.1 วตั ถปุ ระสงค์ 2
1.2.2 เป้าหมาย 2
1.3 ขอบเขตการศึกษา 3
1.3.1 งานวเิ คราะหข์ ้อมูลพืน้ ฐาน 5
1.3.2 งานสำรวจภาคสนาม 5
1.3.3 งานศกึ ษาและวิเคราะห์ 7
1.4 ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะได้รับ 7
บทท่ี 2 วรรณกรรมปริทศั น์ 7
2.1 นยิ ามศัพท์ 11
2.2 ดนิ ถลม่ 11
2.2.1 ความหมายของดนิ ถลม่ 12
2.2.2 การจำแนกประเภทของดนิ ถล่ม 13
2.3 ปัจจัยทเี่ ปน็ สาเหตุของการเกดิ ดนิ ถล่ม 14
2.3.1 สภาพภูมปิ ระเทศ (topography) 15
2.3.2 สภาพธรณวี ทิ ยาและปฐพวี ิทยา (Geology and Pedology) 16
2.3.3 สภาพพชื พรรณและการใช้ท่ีดิน (vegetation and land use) 17
2.3.4 ปริมาณน้ำฝน 17
2.4 แนวความคดิ เกีย่ วกบั การทำแผนท่ีพ้ืนที่อ่อนไหวต่อการเกดิ ดนิ ถล่ม 17
2.5 วิธีการศกึ ษาพื้นท่ีอ่อนไหวตอ่ การเกิดดนิ ถล่ม 19
บทท่ี 3 ข้อมลู พื้นฐาน 21
3.1 ท่ีตั้งและอาณาเขต 21
3.2 ลักษณะภูมปิ ระเทศ 28
3.3 ลักษณะภมู อิ ากาศ
3.4 ลกั ษณะธรณวี ิทยา
3.4.1 ลำดบั ชน้ั หิน
3.4.2 หนิ อัคนี

IV 29
29
3.5 ธรณวี ิทยาโครงสร้าง 29
3.5.1 รอยเลือ่ น (Fault) 30
3.5.2 รอยแตก-แนวแตก (Fracture-Joint) 30
3.5.3 การโค้งงอของชน้ั หิน (Folding) 30
3.5.4 รอยชัน้ ไม่ต่อเน่อื ง (Unconformity) 33
33
3.6 ธรณวี ทิ ยาประวตั ิ 33
3.7 กลมุ่ วทิ ยาหิน 34
35
3.7.1 กลมุ่ วิทยาหิน CG1 36
3.7.2 กลุ่มวิทยาหนิ CG2 36
3.7.3 กลมุ่ วิทยาหิน SS2 37
3.7.4 กลุ่มวทิ ยาหิน SS3 37
3.7.5 กลุ่มวิทยาหิน FS1 38
3.7.6 กลมุ่ วิทยาหนิ FS2 39
3.7.7 กลมุ่ วทิ ยาหิน FS4 39
3.7.8 กลุ่มวิทยาหนิ CB1 40
3.7.9 กลุม่ วทิ ยาหนิ CT 41
3.7.10 กลุ่มวทิ ยาหิน F-MET1 41
3.7.11 กลุม่ วิทยาหนิ GR 42
3.7.12 กลมุ่ วทิ ยาหิน VOL2 43
3.7.13 กลุ่มวิทยาหิน GY 43
3.7.14 กลุ่มวิทยาหนิ COL 44
3.7.15 กลุ่มวทิ ยาหนิ AL 49
3.7.16 กลมุ่ วิทยาหนิ TER 49
3.7.17 กลมุ่ วิทยาหนิ BEA 49
3.7.18 กลุ่มวิทยาหนิ MC 50
บทท่ี 4 วธิ กี ารศกึ ษา 50
4.1 ขัน้ รวบรวมข้อมูล 55
4.2 การสำรวจลกั ษณะทางธรณวี ิทยา 56
4.2.1 หลักการจำแนกกลุม่ วทิ ยาหนิ สำหรบั การศกึ ษาดินถล่ม 61
4.2.2 ปัจจยั ท่ีเป็นเกณฑใ์ นการจำแนกหนว่ ยหิน 65
4.3 การจดั การข้อมูล 65
4.4 การทำแผนทีร่ ่องรอยดนิ ถลม่ 65
4.5 การวเิ คราะห์แบบจำลองดินถลม่ ทางคณิตศาสตร์
4.5.1 Area cross tabulation
4.5.2 Frequency ratio (Fr)
4.5.3 การให้น้ำหนัก (weighting)

V 66
66
4.6 การตรวจสอบแบบจำลองดนิ ถล่ม (validation) 66
4.6.1 สมมุตฐิ าน 69
69
4.6.2 เทคนคิ ที่ใช้ในการตรวจสอบ 71
บทท่ี 5 การวิเคราะห์พื้นท่ีออ่ นไหวต่อการเกดิ แผน่ ดนิ ถล่ม 71
75
5.1 แผนที่ร่องรอยดนิ ถลม่ 75
5.2 ปัจจัยทีเ่ ก่ยี วข้องกบั ดนิ ถลม่ 75
76
5.2.1 กลุ่มวิทยาหิน (Lithology) 76
5.2.2 หนา้ รับน้ำฝน (Aspect)
5.2.3 ทิศทางนำ้ ไหล (Flow direction) 76
5.2.4 ระดับความสงู (Elevation) 83
5.2.5 ความลาดชัน (Slope) 84
5.2.6 การใช้ประโยชนท์ ่ีดิน (Land use) 88
5.2.7 ระยะหา่ งจากโครงสร้างทางธรณีวิทยา 91
(The distance to geological structure) 91
5.3 การให้น้ำหนกั กบั ปัจจยั (Weighting) 91
5.4 พนื้ ทคี่ วามอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม 92
5.5 การตรวจสอบความถูกต้องของแบบจำลอง 95
บทท่ี 6 การสำรวจร่องรอยดินถล่มในพ้ืนท่สี ำรวจ 97
6.1 ประเภทดนิ ถลม่ ชนดิ การเล่ือนไถล (slides) 99
6.1.1 อำเภอเกาะลนั ตา จังหวัดกระบ่ี 101
6.1.2 อำเภอเขาพนม จงั หวัดกระบี่ 102
6.1.3 อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ 103
6.1.4 อำเภอลำทบั จังหวัดกระบ่ี 103
6.1.5 อำเภออ่าวลึก จงั หวดั กระบี่ 106
6.1.6 อำเภอเมือง จงั หวดั กระบ่ี 106
6.1.7 อำเภอคลองท่อม จงั หวัดกระบี่ 107
6.2 ประเภทดินถลม่ ชนดิ การไหล (flows) 107
6.2.1 อำเภอเขาพนม จงั หวดั กระบ่ี 108
6.2.2 อำเภอเมือง จงั หวัดกระบ่ี 111
6.2.3 อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ 111
6.3 ประเภทการเคลอื่ นที่ซับซ้อน (complex) 120
6.3.1 อำเภอเหนือคลอง จงั หวัดกระบ่ี 120
6.3.3 อำเภออ่าวลึก จังหวดั กระบี่ 125
บทท่ี 7 การทดสอบคุณสมบตั ิทางกายภาพของดนิ
7.1 การเก็บตวั อย่างแบบไม่คงสภาพ (Disturbed Sampling)
7.2 ข้อมลู ของตวั อย่างดนิ แบบไม่คงสภาพ
7.2.1 อำเภอเกาะลนั ตา
7.2.2 อำเภอเขาพนม

VI 128
134
7.2.3 อำเภอเมืองกระบี่ 136
7.2.4 อำเภอเหนือคลอง 142
7.2.5 อำเภอคลองท่อม 144
7.2.6 อำเภอปลายพระยา 149
7.2.7 อำเภอลำทบั 155
7.2.8 อำเภออ่าวลกึ 161
7.3 วธิ ีการวเิ คราะหค์ ุณสมบัติทางกายภาพของดนิ 161
7.3.1 การหาคา่ พกิ ดั ของอตั ตะเบิร์ก (Atterberg’s Limit) 161
7.3.2 การวเิ คราะห์หาขนาดของเมด็ ดิน (Graine Size Analysis) 162
7.3.3 การทดสอบหาความถ่วงจาํ เพาะของดนิ (Specific Gravity of Soil) 162
7.4 คุณสมบัติทางกายภาพของดินของจงั หวดั กระบี่ 162
7.4.1 กลุ่ม SM (Silty sands) 162
7.4.2 กลุ่ม SC (Silty sands) 163
7.4.3 กลุ่ม MH (Inorganic silts) 163
7.4.4 กลมุ่ ML (Inorganic silts and very fine sand) 164
7.4.5 กลุ่ม CH (Clay of high plastic) 171
7.4.6 กลุ่ม CL (Clay of low to medium plasticity) 171
บทที่ 8 บทสรุปและขอ้ เสนอแนะ 172
8.1 บทสรปุ 173
8.2 ข้อเสนอแนะ
เอกสารอ้างอิง

VII

สารบัญรูป

รูปที่ 2.1 ประเภทของดินถล่มจำแนกโดยอาศยั ชนิดของการเคลื่อนท่ี ชนดิ ของมวลเคล่ือนท่ีธรรมชาติของ

การเคลื่อนท่ี อัตราการเคลือ่ นท่ี และความชน้ื 9

รูปที่ 3.1 แผนทภ่ี ูมิประเทศและขอบเขตการปกครองจงั หวดั กระบี่ 18

รูปท่ี 3.2 แผนที่แสดงร่องความกดอากาศต่ำทิศทางลมมรสุมและทางเดินพายุหมุนเขตร้อนที่เข้าสู่

ประเทศไทย 20

รปู ที่ 3.3 ปรมิ าณฝนรายเดือนเฉล่ียจงั หวัดกระบ่ี ในชวงป พ.ศ. 2553 - 2563 21

รปู ท่ี 3.4 แผนที่ธรณีวิทยาจงั หวดั กระบ่ี 22

รูปที่ 3.5 กลุ่มวิทยาหิน CG1 ในจังหวัดกระบี่ ก.หินกรวดมนหมวดหินสามจอม บริเวณบ้านทับไทร

ตำบลพรุดินนา อำเภอคลองท่อม จ.กระบี่ พิกัด 47P 523784 E 887649 N ความสูงจาก

ระดับน้ำทะเล 91 เมตร ข. ลักษณะของหินกรวดมน ขนาดเม็ดกรวดขนาด granule ถึง

pebble และตะกอนทรายขนาดปานกลางถงึ ทรายหยาบ 33

รูปที่ 3.6 กลุ่มวิทยาหนิ CG2 ในจังหวัดกระบ่ี ก. หินกรวดมนฐานหมวดหินไสบอน แสดงชั้นหนาไปจนถงึ

ชั้นหนามาก บริเวณบ้านคลองทราย ตำบลเขาทอง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P

475971 E 904055 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 18 เมตร ข. ลักษณะของหินกรวดมน

เม็ดกรวดเป็นหินปนู โดโลไมท์ และหินทรายแปง้ สแี ดง ขนาด granule ถงึ cobble 34

รูปที่ 3.7 กลุ่มวิทยาหิน SS2 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินทรายเนื้อควอตซ์หมวดหินเขาเจ้า แสดงชั้นหนา

ปานกลางถึงชั้นหนา บริเวณริมถนนหมายเลข กบ.1020 ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม

จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 496604 E 925194 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 93 เมตร

ข. ลักษณะของหินทรายเนื้อควอตซ์ ขนาดตะกอนทรายละเอียดถึงทรายปานกลาง

การคดั ขนาดดีมาก 35

รูปที่ 3.8 กลุ่มวิทยาหิน SS3 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินทรายแทรกสลับกับหินทรายแป้งหมวดหินเกาะเฮ

บริเวณบ้านบ้านโล๊ะบาหรา ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N

504987 E 840458 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 18 เมตร ข. ลักษณะของหินทรายแป้ง

สีเทา 35

รูปที่ 3.9 กลุ่มวิทยาหิน FS1 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินทรายแป้งซิลิสิไฟต์ หมวดหินเขาพระ

บริเวณบ้านคลองโขง ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N 505002 E

836534 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 25 เมตร ข. ลักษณะเนื้อหินของหินทรายแป้งซิลิสิไฟต์

36

รูปที่ 3.10 กลุ่มวิทยาหิน FS2 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินโคลนแทรกสลับหินทรายชั้นบางมาก หมวดหิน

เขาพระ บริเวณริมถนนหมายเลข กบ.1020 ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบ่ี

พิกัด 47P 495893 E 925259 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 78 เมตร ข. ลักษณะเนื้อหินของ

หนิ โคลน สเี ทา 37

รูปที่ 3.11 กลุ่มวิทยาหิน CB1 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินโดโลไมต์ บริเวณฅบ้านเขาในช่อง ตำบลปลาย

พระยา อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47 P 481464 E 938054 N ความสูงจาก

ระดับนำ้ ทะเล 79 เมตร ข. ลกั ษณะเนอื้ หนิ ของหินโดโลไมต์ สเี ทาอ่อน 38

VIII

รปู ที่ 3.12 กลุ่มวิทยาหิน CT ในจังหวัดกระบี่ ก. หินควอร์ตไซต์ โผป่ รากฏบริเวณน้ำตก บ้านคลองปกาสัย

ตำบลกระบ่ีน้อย อำเภอเขาพนม จงั หวดั กระบี่ พิกดั 47P 495809 E 911187 N ความสูงจาก

ระดบั น้ำทะเล 134 เมตร ข. ลกั ษณะเนื้อหินของหนิ ควอร์ตไซต์ สดี ำ 38

รูปที่ 3.13 กลุ่มวิทยาหิน CT ในจังหวัดกระบี่ ก. หินไมก้าชีสต์ บริเวณน้ำตกบางเท่าแม่ ตำบลเขาต่อ

อำเภอปลายพระยา จงั หวดั กระบ่ี พกิ ดั 47P 469354 E 951126 N ความสงู จากระดบั น้ำทะเล

106 เมตร ข. ลักษณะเน้อื หนิ ของหนิ ไมกา้ ชสี ต์ 39

รปู ที่ 3.14 กลุ่มวิทยาหิน GR ในจังหวดั กระบี่ ก. หินแกรนิตเนื้อดอก บริเวณทีท่ ำการชั่วคราวหนว่ ยพิทักษ์

อุทยานแห่งชาติ ทพ่ี ล.1 ห้วยเหนยี ง บา้ นเทพพนม ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จงั หวดั กระบี่

พิกดั 47P 496188 E 912679 N ความสงู จากระดบั นำ้ ทะเล 288 เมตร ข. ลกั ษณะเนอ้ื หินของ

หนิ แกรนติ เน้ือดอกแร่เฟลดส์ ปารข์ นาด 1-5 เซนตเิ มตร 40

รูปที่ 3.15 กลุ่มวิทยาหิน VOL2 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินไซยีไนต์สีเทาเข้ม บริเวณบ้านควนนกหว้า

ตำบลโคกยาง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 509708 E 896988 N ความสูงจาก

ระดับน้ำทะเล 55 เมตร ข. ลักษณะเนื้อหินของหินไซยีไนต์สีเทาเข้ม ผลึกเฟลด์สปาร์

ขนาด 0.3-1 เซนติเมตร 40

รูปที่ 3.16 กลุ่มวิทยาหิน GY ในจังหวัดกระบี่ ก. หินกีเซอไรต์ บริเวณริมศาลาวัดรักดีคีรีวัน บ้านใหญ่

ตำบลเขาพนม อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 502483 E 907188 N ความสูงจาก

ระดบั น้ำทะเล 119 เมตร ข. ลกั ษณะเน้ือหนิ ของหินกีเซอไรต์ สีเทาถงึ ขาว 41

รูปที่ 3.17 กลุ่มวิทยาหิน COL ในจังหวัดกระบี่ ก. ตะกอนเชิงเขา บริเวณริมถนนบ้านหนองเทา

ตำบลกระบี่น้อย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 497002 E 910982 N ความสูงจาก

ระดับน้ำทะเล 127 เมตร ข. ลักษณะตะกอนเชิงเขา พบเศษหินแกรนิต หินควอร์ตไซต์ และ

หนิ ทราย ขนาด 0.1-2 เมตร 42

รูปที่ 3.18 กลุ่มวิทยาหิน AL ในจังหวัดกระบี่ ก. ตะกอนน้ำพา บริเวณริมคลองอิปัน ตำบลปลายพระยา

อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบ่ี พกิ ดั 47P 489956 E 945611 N ความสูงจากระดบั น้ำทะเล

48 เมตร ข. ลกั ษณะตะกอนน้ำพา ประกอบด้วยตะกอนทรายละเอียด 42

รูปที่ 3.19 กลุ่มวิทยาหิน TER ในจังหวัดกระบี่ ก. ตะกอนตะพักลำน้ำ บริเวณบ้านทับเที่ยง ตำบลปลาย

พระยา อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 492249 E 947888 N ความสูงจาก

ระดับนำ้ ทะเล 54 เมตร ข. ลักษณะตะกอนตะพักลำน้ำประกอบด้วยตะกอนทรายแป้ง 43

รูปที่ 3.20 กลุ่มวิทยาหิน BEA ในจังหวัดกระบี่ ก. ตะกอนทรายชายหาด บริเวณริมหาดบ้านคลองโตบ

ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 504809 E 834480N 47 N

ความสูงจากระดับน้ำทะเล 7 เมตร ข. ลักษณะตะกอนทรายชายหาด เศษเปลือกหอย และ

เศษปะการงั ปะปน 44

รูปที่ 3.21 กลุ่มวิทยาหิน MC ในจังหวัดกระบี่ ก. ตะกอนป่าชายเลน บริเวณข้างใต้สะพานสิริลันตา

ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N 505133 E 845587 N

ความสูงจากระดับน้ำทะเล 1 เมตร ข. ลักษณะตะกอนป่าชายเลน ประกอบด้วยดินเหนียว

ปนพที 44

รูปท่ี 3.22 แผนทกี่ ลมุ่ วทิ ยาหนิ จังหวัดกระบี่ 45

IX

รูปที่ 4.1 ตัวอย่างร่องรอยดินถล่มแสดงสีขาว (บน) และสีแดง (ล่าง) จากภาพ Google earth

จังหวดั นครศรธี รรมราชและพืน้ ทใ่ี กล้เคยี ง ถา่ ยภาพเม่อื วันที่ 18 มีนาคม 2556 59

รูปที่ 4.2 (บน) ดินถล่มชนิดการไหลของเศษหินและดิน น้ำตกคลองนารายณ์ ตำบลคลองนารายณ์

อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ตำแหน่ง 48P 0193269 E 1392548 N (ล่าง) รอยดินถล่ม

ชนิดการเลื่อนไถลระนาบโค้ง บ้านโขดทราย ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด

ตำแหน่ง 48P 02771880 E 1296422 N 60

รปู ท่ี 4.3 แผนภมู ิการวิเคราะห์แบบจำลองดินถล่ม 61

รปู ที่ 4.4 ตวั อย่างกราฟแสดงความถูกต้อง (success rate curve) ของแบบจำลอง 68

รปู ท่ี 5.1 แผนที่ร่องรอยดนิ ถล่มในพ้ืนที่จังหวดั กระบ่ี ในช่วง 28 ปที ผ่ี ่านมา (พ.ศ. 2533-2560) 70

รปู ที่ 5.2 แผนท่แี สดงกลุ่มวิทยาหิน 18 กลมุ่ ในพน้ื ทจี่ ังหวดั กระบ่ี 74

รูปท่ี 5.3 แผนทแี่ สดงหนา้ รับนำ้ ฝน 10 กลุ่ม ในพืน้ ท่ีจงั หวัดกระบี่ 77

รูปที่ 5.4 แผนที่แสดงทศิ ทางการไหลของน้ำ 8 กลุ่ม ในพ้ืนทจ่ี ังหวดั กระบี่ มรี ะยะหา่ งแต่ละกลุม่ 45 องศา

78

รูปท่ี 5.5 แผนที่แสดงระดับความสงู 7 ช่วง ในพน้ื ท่จี ังหวดั กระบ่ี มีระยะห่างแต่ละชว่ ง 200 เมตร 79

รูปท่ี 5.6 แผนที่แสดงความลาดชนั 9 ชว่ ง ในพ้นื ท่จี งั หวดั กระบ่ี มีระยะหา่ งแตล่ ะช่วง 10 องศา 80

รูปที่ 5.7 แผนที่แสดงการใช้ประโยชนท์ ดี่ ิน 8 กลุ่ม ในพื้นทจ่ี ังหวดั กระบ่ี 81

รูปที่ 5.8 แผนท่ีแสดงระยะหา่ งจากโครงสร้างทางธรณีวทิ ยา 16 ชว่ ง ในพ้ืนทจี่ งั หวดั กระบี่ มรี ะยะห่าง

แตล่ ะชว่ ง 200 เมตร 82

รปู ท่ี 5.9 แผนท่พี ื้นท่อี อ่ นไหวตอ่ การเกิดดนิ ถล่มจังหวดั กระบ่ี 87

รปู ที่ 5.10 กราฟ AUC แสดงคา่ ความถกู ตอ้ งของแบบจำลองดินถล่ม 89

รปู ที่ 6.1 ลกั ษณะดนิ ถลม่ ชนิดการเล่อื นไถลของหิน (rock slide) บนระนาบเรียบ (translational)

บริเวณบ่อยืมดิน บ้านเจ๊ะหลี ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N

506787E 836096N ก. ลักษณะพื้นที่ดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของหิน (rock slide)

ข. วสั ดธุ รณีทีพ่ บประกอบดว้ ยหนิ ดินดาน หนิ ทรายเนื้อละเอียด 92

รูปที่ 6.2 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน ( Debris slide) บนระนาบโค้ง

(Rotational) บริเวณลาดไหล่เขาที่ทำการเกษตร ปลูกยางพารามีถนนตัดผ่าน เขาช่องเสียด

ตำบลพรุเตียว อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 520060E 905821N ก. ลักษณะ

พื้นที่ดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณีส่วนใหญ่เศษ

หินทรายผุ (มากกว่า 20 %) ปนดินทราย ดนิ ทรายแป้ง 93

รูปที่ 6.3 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน ( Debris slide) บนระนาบโค้ง

(Rotational) บริเวณลาดไหล่เขาที่ทำการเกษตร ปลูกยางพารามีถนนตัดผ่าน เขาช่องเสียด

ตำบลพรุเตียว อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 520067E 905825N ก. ลักษณะ

พื้นที่ดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณีส่วนใหญ่

เศษหินทรายผุ (มากกว่า 20 %) ปนดินทราย ดินทรายแป้ง พบเศษหินทรายขนาดใหญ่

สุดประมาณ 80 เซนตเิ มตร 93

X

รูปที่ 6.4 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบโค้ง

(Rotational) บริเวณพื้นที่เกษตรกรรม ปลูกยางพารา มีการตัดเนินเขาเพื่อเตรียมสร้างบ้าน

บ้านเขาใหญ่ ตำบลโคกหาร อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 523787E 905362N

ก. ลักษณะพื้นที่ดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณี

สว่ นใหญเ่ ศษหนิ ทรายผุ (มากกว่า 20 %) ปนดินทรายและดนิ เหนยี ว 94

รูปที่ 6.5 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบโค้ง

(Rotational) บริเวณพื้นที่เกษตรกรรม ปลูกปาล์มน้ำมัน มีการตัดลาดเขาทำบ่อยืมดิน

บ้านเขาขวาง ตำบลห้วยยูง อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบ่ี พิกัด 47P 510374E 904049 N

ก. ลักษณะพื้นที่ดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณี

สว่ นใหญ่เป็นเศษหนิ กรวดมนผุ (มากกวา่ 20 %) ปนดนิ ทรายและดินเหนยี ว 94

รูปที่ 6.6 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน ( Debris slide) บนระนาบโค้ง

(Rotational) บริเวณพื้นที่ป่าที่เป็นลาดไหล่เขาที่มีถนนตัดผ่าน บ้านท่อนจมูกควาย

ตำบลคลองท่อมเหนือ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N 529267 E 882863 N

ก. ลักษณะพื้นที่ดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณี

ส่วนใหญ่เปน็ เศษหินทรายผุ (มากกวา่ 20 %) ปนดนิ ทรายและดินเหนยี ว 95

รูปที่ 6.7 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบโค้ง

(Rotational) บรเิ วณพื้นที่ป่าทเ่ี ป็นลาดไหลเ่ ขาที่มถี นนตัดผา่ น ริมอา่ งเกบ็ น้ำห้วยทรายขาว

บ้านห้วยทรายขาว ตำบลทรายขาว อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N 531827 E

860271 N 96

รูปที่ 6.8 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบเรียบ

(translational slide) บริเวณลาดเชิงเขาถนนตัดผ่าน บ้านทรายทอง ตำบลเพหลา อำเภอ

คลองท่อม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 517663E 894507N ก. ลักษณะพื้นที่ดินถล่มชนิด

การเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณีส่วนใหญ่เป็นเศษหินทรายผุ

(มากกว่า 20 %) ปนดนิ ทรายและดินเหนยี ว 96

รูปที่ 6.9 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน ( Debris slide) บนระนาบโค้ง

(Rotational) บรเิ วณพ้นื ทต่ี ัดลาดเชงิ เขาเพื่อสร้างส่งิ ปลูกสรา้ ง สำนกั สงฆบ์ า้ นภูผา ตำบลลำทับ

อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ พิกัด 47 N 537910 E 879480 N ก. ลักษณะพื้นที่ดินถล่ม

ชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณีส่วนใหญ่เป็นเศษหินทรายผุ

(มากกว่า 20 %) ปนดนิ ทรายและดินเหนียว 97

รปู ที่ 6.10 บรเิ วณพ้นื ทเ่ี กษตรกรรมปลูกยางพารามีการตัดลาดเชงิ เขาเพ่ือขดุ บ่อน้ำ บา้ นภผู า ตำบลลำทับ

อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N 537358 E 877948 N ก. ลักษณะพื้นที่ดินถล่ม

ชนิดการเลื่อนไถลของ เศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณีส่วนใหญ่เป็นเศษหินทราย

หินทรายแปง้ ผุ (มากกวา่ 20 %) ปนดนิ เหนียวและดินทราย 98

รปู ที่ 6.11 บริเวณพื้นท่ีเกษตรกรรมปลกู ปาลม์ นำ้ มันมีการตัดลาดเชงิ เขาเพือ่ ทำบอ่ ยืมดนิ บา้ นภผู า

ตำบลลำทับ อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ พิกัด 47 N 537338 E 877921 N ก. ลักษณะพื้นท่ี

ดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณีส่วนใหญ่เป็น

เศษหนิ ทราย หินโคลนผุ (มากกว่า 20 %) ปนดนิ เหนยี วและดินทราย 98

XI

รปู ที่ 6.12 บรเิ วณพนื้ ที่เกษตรกรรมปลูกปาล์มนำ้ มันมกี ารตัดถนนลกู รงั ผ่านลาดเชงิ เขา บ้านคลองยา

ตำบลคลองหนิ อำเภออ่าวลึก จงั หวัดกระบี่ พกิ ดั 47P 487507 E 916729 N ก. ลักษณะพ้ืนท่ี

ดินถล่มชนิด การเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณีส่วนใหญ่เป็นเศษ

หนิ ทรายผุ (มากกว่า 20 %) ปนดินทราย 99

รูปที่ 6.13 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบเรียบ

(translational slide) บริเวณพื้นที่เกษตรกรรม ปลูก ปาล์มน้ำมัน มีการตั ดลาดเขา

ทำบ่อยืมดิน บ้านใสดำ ตำบลแหลมสัก อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบ่ี พิกัด 47P 461314 E

918065 N 100

รูปที่ 6.14 บริเวณลาดเชิงเขาถนนตัดผ่าน ทางหลวงหมายเลข 4039 บ้านสมีหลัง ตำบลแหลมสัก

อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 462763 E 916974 N ก. ลักษณะพื้นท่ีดินถล่ม

ชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณีส่วนใหญ่เป็นเศษหินทรายผุ

(มากกว่า 20 %) ปนดินทรายและดนิ ทรายแป้ง 100

รูปที่ 6.15 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบเรียบ

(translational slide) บริเวณลาดเชิงเขาถนนตัดผ่านทางเข้าดินแดงดอย ตำบลหนองทะเล

อำเภอเมือง จงั หวัดกระบี่ พกิ ดั 47P 476115 E 896665 N 101

รูปที่ 6.16 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบเรียบ

(translational slide) บริเวณลาดเชิงเขาถนนตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 4038 บ้านห้วยยาง

ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองทอ่ ม จงั หวดั กระบี่ พกิ ัด 47N 518683 E 880086 N 102

รูปที่ 6.17 ลักษณะดินถล่มชนิดการไหลของเศษวัสดุธรณีไหล (debris flow) บริเวณเนินเขา

พื้นที่เกษตรกรรมปลูกปาล์มน้ำมัน บ้านคลองแหง้ ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบ่ี

พิกดั 47 P 497140 E 914024 N 104

รูปที่ 6.18 ลักษณะดินถล่มชนิดการไหลของเศษวัสดุธรณีไหล (debris flow) บริเวณเนินเขาใกล้ร่องน้ำ

พื้นที่ป่าไม้ ที่ทำการชั่วคราวหน่วยพิทักษ์แห่งชาติ ที่พล.1 ห้วยเหนียง บ้านเทพพนม

ตำบลหนา้ เขา อำเภอเขาพนม จังหวดั กระบี่ พกิ ัด 47P 496188 E 912679 N 104

รูปที่ 6.19 ลักษณะดินถล่มชนิดการไหลของเศษวัสดุธรณีไหล (debris flow) บริเวณเนินเขาใกล้ร่องน้ำ

พื้นที่เกษตรกรรมปลูกปาล์มน้ำมัน บ้านต้นหาร ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่

พกิ ัด 47P 495541 E 917460 N 105

รูปที่ 6.20 ลักษณะดินถล่มชนิดการไหลของเศษวัสดุธรณีไหล (debris flow) บริเวณเนินเขาใกล้ร่องน้ำ

พื้นที่เกษตรกรรมปลูกปาล์มน้ำมัน บ้านต้นหาร ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่

พิกดั 47P 495978 E 916014 N 105

รูปที่ 6.21 ลักษณะดินถล่มชนิดการไหลของเศษวัสดุธรณีไหล (debris flow) บริเวณเนินเขาใกล้ร่องน้ำ

พื้นที่เกษตรกรรมปลูกปาล์มน้ำมัน บ้านคลองกระบี่ใหญ่ ตำบลทับปริก อำเภอเมือง

จงั หวดั กระบี่ พกิ ดั 47P 488874 E 913896 N 106

รูปที่ 6.22 ลักษณะดินถล่มชนิดการไหลของเศษวัสดุธรณีไหล (debris flow) บริเวณเนินเขาถูกตัดลาด

เขาเพื่อทำบ่อยืมดิน พื้นที่เกษตรกรรมปลูกปาล์มน้ำมัน บ้านหินเพิง ตำบลคลองพน

อำเภอคลองทอ่ ม จงั หวดั กระบ่ี พกิ ดั 47N 527257 E 868196 N 107

XII

รูปที่ 6.23 ลักษณะดินถล่มชนิดซับซ้อน บริเวณลาดเชิงเขาที่มีถนนลูกรังตัดผ่าน บ้านบางผึ้ง

ตำบลโคกยาง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบ่ี พิกัด 47P 510278 E 890881 N

ก. ดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลแบบระนาบโค้ง ( rotational slide) ข. ดินถล่มชนิด

การรว่ งหลน่ (fall) 108

รปู ท่ี 6.24 ลักษณะดินถล่มชนิดซับซอ้ น บรเิ วณลาดเชงิ เขาท่ีมีการขุดทำบอ่ ยืมดิน เขาลังตัง บา้ นทุ่งสาริกา

ตำบลเขาใหญ่ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบ่ี พิกัด 47P 466945 E 936794 N ก. ดินถล่ม

ชนิดการเล่ือนไถลแบบระนาบโคง้ (rotational slide) ข. ดนิ ถล่มชนดิ การร่วงหล่น (fall) 108

รูปที่ 6.25 ลักษณะดินถล่มชนิดซับซ้อน บริเวณลาดเชิงเขาที่มีการขุดทำบ่อยืมดิน บ้านทุ่งคาตีกัน

ตำบลเขาใหญ่ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบ่ี พิกัด 47P 467663 E 933962 N ก. ดินถล่มชนิด

การเลือ่ นไถลแบบระนาบโคง้ (rotational slide) ข. ดนิ ถลม่ ชนิดการร่วงหลน่ (fall) 109

รูปท่ี 7.1 รายละเอียดข้อมลู การเกบ็ ตัวอย่างตะกอนดินบนถุงกระสอบ 113

รูปที่ 7.2 ภาพร่างหน้าตัดการพุผังของหินแกรนิตแสดงระดับการผุพังตั้งแต่ระดับ I-VI กรอบสีแดงคือ

ตำแหนง่ ที่เลอื กเก็บตวั อยา่ งดิน 113

รูปที่ 7.3 ตัวอย่างหน้าตัดดินที่แสดงระดับการผุพังของหินแกรนิต (zone III-VI) กรอบสีแดงแสดง

ตำแหน่ง 114

รปู ท่ี 7.4 แผนที่แสดงตำแหน่งการเกบ็ ตัวอยา่ งดนิ ในพนื้ ทจ่ี ังหวัดอทุ ัยธานี 119

รูปท่ี 7.5 เกบ็ ตัวอยา่ งบรเิ วณสวนยางพารา บ้านนาทุ่งกลาง ตำบลเกาะกลาง อำเภอเกาะลนั ตา

จังหวัดกระบี่ ความลึก 100-130 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย

กลุ่มวิทยาหิน SS2 แทรกสลับหินทรายแป้ง (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุจากหินทราย

ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินทรายปนดินเหนียว

สีเทาออ่ น สีส้ม 121

รูปที่ 7.6 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนปาล์ม บ้านคลองย่าหนัด ตำบลเกาะกลาง อำเภอเกาะลันตา

จังหวัดกระบี่ ความลึก 150-180 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย

กลุ่มวิทยาหิน SS2 (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุจากหินทราย ที่มีระดับการผุพังของ

มวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอยา่ ง เปน็ ดนิ ทรายปนดินเหนยี ว สีนำ้ ตาลออ่ น 122

รูปที่ 7.7 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนยาง สวนปาล์ม บ้านคลองหมาก ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา

จังหวัดกระบี่ ความลึก 240-270 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็น หินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2

แทรกสลับกับหินโคลนและหินทรายแป้ง (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุจากหินทราย

แทรกสลับกับหินโคลนและหินทรายแป้งที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะ

ตวั อยา่ งเปน็ ดินเหนียวปนทราย สีน้ำตาลอ่อน 123

รูปที่ 7.8 เก็บตัวอย่างบริเวณต้นยาง ทางหลวงหมายเลข 4245 บ้านทุ่งหยีเพ็ง ตำบลศาลาด่าน

อำเภอเกาะลนั ตา จังหวดั กระบ่ี ความลกึ 150-180 ซม. จากผิวดนิ (ข) ลกั ษณะของหินฐานเป็น

หินโคลน กลุ่มวิทยาหิน FS2 แทรกสลับหินดินดาน (ค) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินเหนียวปน

ทรายแปง้ สีน้ำตาล 124

รูปที่ 7.9 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนยาง คลองปกาสัย บ้านเทพพนม ตำบลกระบี่น้อย อำเภอเขาพนม

จังหวัดกระบี่ ความลึก 120–150 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินควอร์ตไซต์

กลุม่ วทิ ยาหนิ CT (ค) หนา้ ตัดดนิ ของช้นั ดินและหินผุที่เกดิ จากหินควอร์ตไซต์ ทม่ี ีระดับการผุพัง

ของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลกั ษณะตัวอยา่ งเปน็ ดินทรายปนดนิ เหนยี ว สนี ้ำตาล 126

XIII

รูปที่ 7.10 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณเนินเขา ข้างลำธารบ้านหน้าเขา ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม

จังหวัดกระบี่ ความลึก 320-350 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย

กลุ่มวิทยาหิน SS2(ค) หน้าตัดดินของช้ันดินและหินผุท่ีเกิดจากหินทราย ที่มีระดับการผุพังของ

มวลหนิ สูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตวั อย่างเปน็ ดนิ เหนียวปนทราย สีนำ้ ตาลเหลือง สนี ้ำตาลแดง

สีเทา 127

รูปที่ 7.11 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนปาล์ม สวนยาง บ้านท่าคลอง ตำบลทับปริก อำเภอเมือง

จังหวัดกระบี่ ความลึก 250-280 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย

กลุ่มวิทยาหิน SS2 แทรกสลับหินโคลน (ค) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินทรายปนดินเหนียว

สีแดง 129

รูปท่ี 7.12 (ก) เก็บตวั อย่างบรเิ วณเนินเขา สวนปาล์ม บา้ นหว้ ยโต้ ตำบลทบั ปริก อำเภอเมอื ง จังหวัดกระบี่

ความลึก 270-300 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2

แทรกสลับกับหินโคลน (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทราย แทรกสลับกับ

หินโคลน ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินเหนียว

สแี ดงมว่ งเข้มอมนำ้ ตาล 130

รูปที่ 7.13 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณเนินเขา สวนยาง บ้านดินแดงนุ้ย ตำบลหนองทะเล อำเภอเมือง

จังหวัดกระบี่ ความลึก 260-290 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินโคลน

กลุ่มวิทยาหิน FS2(ค) หน้าตัดดินของชัน้ ดินและหินผุที่เกิดจากหนิ โคลน ที่มีระดับการผุพังของ

มวลหนิ สูง (Zone IV) (ง) ลกั ษณะตัวอย่างเป็นดนิ เหนียวปนทราย สีเทาอ่อน สีสม้ 131

รูปที่ 7.14 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนยางบ้านช่องพลี ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

ความลึก 70-90 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2

(ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทราย ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง

(Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอยา่ งเปน็ ดินทรายปนดนิ เหนียว สีเทาออ่ น สีส้ม 132

รูปที่ 7.15 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณเนินเขา ทางหลวงหมายเลข 4203 บ้านช่องพลี ตำบลอ่าวนาง

อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ความลึก 300–330 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็น

หินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2 แทรกสลับหินดินดานและหินโคลน (ค) หน้าตัดดินของช้ันดินและ

หินผุที่เกิดจากหินทราย แทรกสลับหินดินดานและหินโคลน ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง

(Zone IV) (ง) ลักษณะตวั อยา่ ง เป็นดนิ เหนยี วปนทราย สสี ้ม สเี ทาออ่ น 133

รูปที่ 7.16 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนป่าเหนือคลอง ริมทางหลวงหมายเลข 4005 บ้านควนเกาะจันทร์

ตำบลโคกยาง อำเภอเหนือคลอง จงั หวัดกระบ่ี ความลกึ 190-230 ซม. จากผิวดนิ (ข) ลักษณะ

ของหินฐานเป็นหินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2 (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจาก

หินทราย ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินทรายปน

ทรายแป้ง สีนำ้ ตาลออ่ น 135

รูปที่ 7.17 (ก) เกบ็ ตวั อย่างบรเิ วณเนินเขาบา้ นบางเตียว ตำบลคลองทอ่ มเหนือ อำเภอคลองท่อม

จังหวัดกระบี่ ที่ความลึก 560-590 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย

กลุม่ วิทยาหิน SS2 แทรกสลบั หินโคลน (ค) ลกั ษณะตัวอยา่ งเป็นดินร่วนปนทราย สีม่วง 136

XIV

รูปที่ 7.18 (ก) เก็บตัวอยา่ งบริเวณบ้านห้วยลกึ ตำบลทรายขาว อำเภอคลองท่อม จงั หวดั กระบี่ ท่ีความลึก

100-130 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินโคลน กลุ่มวิทยาหิน FS2

(ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินโคลน ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง

(Zone IV) (ง) ลกั ษณะตวั อย่างเป็นดินเหนยี วปนทราย สีแดงม่วงเขม้ อมน้ำตาล 138

รูปที่ 7.19 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขาว บ้านห้วยทรายขาว ตำบลทรายขาว

อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ที่ความลึก 230-260 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐาน

เป็นหินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2 (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทราย

ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินเหนียวปนทราย

สีแดง 139

รูปที่ 7.4 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนปาล์ม ทางหลวงหมายเลข 4038 บ้านทับไทร ตำบลพรุดินนา

อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ที่ความลึก 320–350 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐาน

เป็นหินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2 แทรกสลับกับชั้นหินทรายแป้งและหินโคลน (ค) หน้าตัดดิน

ของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทราย แทรกสลับกับชั้นหินทรายแป้งและหินโคลนที่มี

ระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินเหนียวปนทรายแป้ง

สเี ทาออ่ น สแี ดงม่วงเข้มอมนำ้ ตาล 140

รูปที่ 7.21 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนปาล์ม สวนยางพารา บ้านน้ำร้อน ตำบลห้วยน้ำขาว อำเภอ

คลองท่อม จังหวัดกระบี่ ที่ความลึก 330-360 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็น

หินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2 (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทรายที่มี

ระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินทรายปนดินเหนียว

สีส้มและสเี ทาออ่ น 141

รูปที่ 7.22 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณศาลาพัก บ้านบางเท่าแม่ ตำบลเขาต่อ อำเภอปลายพระยา

จังหวัดกระบี่ ความลึก 660–700 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินชีสต์

กลุ่มวิทยาหนิ F-MET1 (ค) ลกั ษณะตัวอย่างเป็นดนิ ทรายปนดินเหนียว สีนำ้ ตาล 143

รูปที่ 7.23 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณเนินเขา บ้านควนยาว ตำบลดินแดง อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่

ความลึก 150–180 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย SS2 แทรกสลับ

หินโคลนและหินทรายแป้ง (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทรายแทรกสลับ

หินโคลนและหินทรายแป้ง ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่าง

เปน็ ดนิ เหนยี วปนทราย สแี ดง 145

รูปที่ 7.24 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณเนินเขา บ้านไร่ใน ตำบลดินแดง อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ ความลึก

170-200 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทรายแป้งแทรกสลับหินโคลน

กลุ่มวิทยาหิน FS2 (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทรายแป้งแทรกสลับ

หินโคลน ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินเหนียวปน

ทรายแป้ง สีขาว สีสม้ 146

รูปที่ 7.5 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณเนนิ เขา สวนยาง บ้านดินแดง ตำบลดินแดง อำเภอลำทับ จังหวัดกระบ่ี

ความลกึ 460–490 ซม. จากผวิ ดิน (ข) ลกั ษณะของหนิ ฐานเปน็ หนิ โดโลไมต์ กลมุ่ วทิ ยาหิน CB1

(ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินโดโลไมต์ ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง

(Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินร่วนปนดินเหนียว สีแดงม่วงเข้มอมน้ำตาล และ

แม่รัง 147

XV

รูปที่ 7.26 (ก) เกบ็ ตัวอยา่ งบริเวณบ้านไรค่ อก ตำบลลำทับ อำเภอลำทบั จงั หวดั กระบ่ี ความลกึ 130-160

ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2 แทรกสลับหินโคลน

(ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทราย แทรกสลับหินโคลน ที่มีระดับการผุพัง

ของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอยา่ งเป็นดินเหนียวปนทราย สีแดงม่วงเข้มอมนำ้ ตาล

148

รูปที่ 7.6(ก) เก็บตัวอย่างบริเวณบ้านเขาใหญ่ ตำบลเขาใหญ่ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ความลึก 270-300 ซม.

จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2 แทรกสลับหินทรายแป้ง

(ค) ลักษณะตัวอย่างเปน็ ดินทรายปนดนิ เหนียว สนี ้ำตาล 149

รูปที่ 7.28 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณเนนิ เขา บริเวณทางหลวงหมายเลข 4039 บ้านสมีหลัง ตำบลแหลมสกั

อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบ่ี ความลึก 100-120 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็น

หินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2 (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทราย

ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินร่วนปนทราย

สีสม้ 151

รูปที่ 7.29 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณบ้านปากช่อง ตำบลคลองยา อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบ่ี

ความลึก 230-270 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินเชิร์ต กลุ่มวิทยาหิน SS2

(ค) ลักษณะตวั อย่างเปน็ ทรายปนดินเหนยี ว สนี ำ้ ตาลส้ม 152

รูปที่ 7.30 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณบ้านคลองยาเหนือ ตำบลคลองหิน อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบ่ี

ความลึก 100-130 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2

แทรกสลับหนิ ทรายแปง้ (ค) ลกั ษณะตัวอย่างเป็นดนิ เหนยี วปนทราย สนี ้ำตาล และแม่รัง 153

รูปที่ 7.7 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนยาง บ้านหนองหวายพน ตำบลอ่าวลึกเหนือ อำเภออ่าวลึก

จังหวัดกระบี่ ความลึก 400-430 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย

กลุ่มวิทยาหิน SS2 แทรกสลับหินดินดาน หินโคลนและหินทรายแป้ง (ค) หน้าตัดดินของชั้นดิน

และหินผุที่เกดิ จากหินทราย ที่มรี ะดบั การผุพังของมวลหนิ สงู (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็น

ทรายปนดินเหนยี ว สีน้ำตาลแดง สีเทา 154

รูปที่ 7.32 แสดงระบบจําแนกดนิ โดยระบบ Unified Soil Classification 159

รปู ที่ 7.33 แสดงระบบจําแนกดนิ โดยระบบ Unified Soil Classification 160

XVI

สารบัญตาราง

ตารางท่ี 2.1 แสดงการจำแนกชนดิ ของดินถล่ม 10

ตารางท่ี 2.2 แสดงการจำแนกระดับความเรว็ ในการเคลอื่ นทขี่ องมวลดิน 11

ตารางท่ี 3.1 คำอธบิ ายแผนที่ธรณวี ิทยาจังหวดั กระบี่ 23

ตารางที่ 3.2 คำอธบิ ายแผนที่กลุม่ วิทยาหนิ จังหวดั กระบ่ี 46

ตารางที่ 4.1 ตารางการจำแนกหินอัคนี 51

ตารางที่ 4.2 ตารางการจำแนกหนิ ตะกอน 52

ตารางท่ี 4.3 ตารางการจำแนกหินแปร 53

ตารางท่ี 4.4 สรปุ ชนดิ และแหล่งที่มาของข้อมลู 56

ตารางท่ี 4.5 หลกั การจำแนกลกั ษณะของดนิ ถล่มจากการแปลความหมายภาพถา่ ยทางอากาศและ

ภาพดาวเทียม 57

ตารางที่ 4.6 ปัจจัยท่ีนำมาใชใ้ นแบบจำลองดนิ ถลม่ 62

ตารางที่ 4.7 ตารางแสดงช่วงค่า AUC ทใ่ี ช้อ้างอิงความถกู ตอ้ งของโมเดล 68

ตารางที่ 5.1 ความสัมพันธ์ระหวา่ งรอยดนิ ถล่มกับปจั จัยท่คี วบคุมการเกิดดินถล่ม 72

ตารางที่ 5.2 การใหน้ ้ำหนักด้วยวิธี Reliability weighting เรียงจากมากไปหาน้อย 83

ตารางท่ี 5.3 การใหน้ ้ำหนักด้วยวธิ ี Accountability weighting เรียงจากมากไปหาน้อย 83

ตารางท่ี 5.4 การให้น้ำหนกั ด้วยวธิ ีเฉลี่ย Average weighting เรยี งจากมากไปหานอ้ ย 84

ตารางท่ี 5.5 ระดับความอ่อนไหวต่อการเกิดดนิ ถล่ม 5 ระดับ จำแนกตามวธิ ี Natural Break 84

ตารางท่ี 5.6 ระดับความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม 5 ระดับ (ตร.กม.) จำแนกตามอำเภอ 85

ตารางที่ 5.7 แสดงค่าความถูกตอ้ งของแบบจำลอง 88

ตารางท่ี 7.1 เกณฑ์การผุพังของมวลหนิ 112

ตารางท่ี 7.1 แสดงตำแหนง่ เกบ็ ตวั อย่างแบบไมค่ งสภาพครอบคลุมชุดหนิ ในพื้นท่ีจังหวัดกระบี่ 115

ตารางที่ 7.3 แสดงรายละเอียดตำแหน่ง ระดับความลึก จำนวน และประเภทงานทดสอบของตัวอย่าง

แบบไม่คงสภาพ 156

ตารางที่ 7.4 แสดงผลการทดสอบดนิ ขนั้ พนื้ ฐาน (ค่าพิกัดอตั ตะเบิรก์ ความถ่วงจาํ เพาะของเมด็ ดนิ ) 165

ตารางที่ 7.5 แสดงผลการทดสอบดินขั้นพื้นฐาน (การหาขนาดเม็ดดิน วิธีร่อนผ่านตะแกรงและ

วธิ ีไฮโดรมิเตอร์) 168

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดขอบเขตระดับความอ่อนไหว ต่อการเกิดดินถล่ม
ของพื้นที่จังหวัดกระบี่ ด้วยการวิเคราะห์พื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่มในอนาคตด้วยแบบจำลองทางสถิติแบบ
สองตัวแปร (Bivariate probability) และการให้ค่าน้ำหนัก (Weighting) พิจารณาร่วมกับร่องรอยดินถล่มใน
อดีต ซึ่งได้จากการแปลข้อมูลภาพถ่ายดาวเที่ยม Google Image ในช่วงปี พ.ศ. 2533-2564 และการสำรวจ
ภาคสนามเพิ่มเติม จำนวน 1,891 ร่องรอยดินถล่ม ควบคู่กับการวเิ คราะห์ร่วมกับปจั จัยทีเ่ กี่ยวข้องกับการเกดิ
ดินถล่ม (Controlling factors) ทั้ง 7 ปัจจัย ได้แก่ (1) รับความสูง (2) ความลาดชัน (3) ระยะห่างจาก
โครงสร้างทางธรณีวิทยา (4) วทิ ยาหนิ (5) การใชป้ ระโยชน์ทด่ี นิ (6) ทศิ ทางการไหลของน้ำ (7) หน้ารับน้ำฝน

จากการศึกษาในพื้นที่จังหวัดกระบี่พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกระจายตัวของ
ร่องรอยดินถล่ม เรียงลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อย (1) วิทยาหิน (2) การใช้ประโยชน์ที่ดิน (3) ความ
ลาดชัน (4) ระดับความสูง (5) ระยะห่างจากโครงสร้างทางธรณีวิทยา (6) หน้ารับน้ำฝน (7) ทิศทางการไหล
ของน้ำ ตามลำดับ โดยพบว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดดินถล่มที่มีนัยสำคัญกับการกระจายตัวของดินถล่ม
คือ วิทยาหินในกลุ่มวิทยาหิน GR หินแกรนิต และกลุ่มวิทยาหิน SS2 หินทรายอาร์โคส หินทรายเนื้อควอตซ์
พบการกระจายตวั ของรอ่ งรอยดนิ ถล่มมากท่ีสุด ลำดับถัดมา คือ การใช้ประโยชน์ที่ดนิ ที่เปน็ พื้นที่ป่าที่มตี ้นไม้
ใหญ่ ความลาดชันตั้งแต่ 10-60 องศา ความสูงตั้งแต่ 400-1,600 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ระยะห่าง
จากโครงสร้างทางธรณีวิทยา ระยะห่าง 0-800 เมตร หน้ารับน้ำฝนในทิศทางมรสุมจากทิศตะวันตกและ
ตะวันตกเฉียงใต้ ผลจากการวเิ คราะห์จากแบบจำลอง ผลจาการวิเคราะหจ์ ากแบบจำลองสามารถจำแนกพื้นท่ี
ความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ 1) ระดับต่ำมาก (Very low) มีพื้นที่ครอบคลุม
ประมาณ 148.97 ตารางกิโลเมตร คดิ เป็นร้อยละ 10.52 2) ระดับต่ำ (Low) มีพ้ืนที่ครอบคลมุ ประมาณ 306.1
ตารางกิโลเมตร คดิ เปน็ รอ้ ยละ 21.61 3) ระดบั กลาง (Moderate) มพี ้ืนท่คี รอบคลุมประมาณ 520.31 ตาราง
กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 36.75 4) ระดับสูง (High) มีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 176.24 ตารางกิโลเมตร คิด
เป็นร้อยละ 12.45 5) ระดับสูงมาก (Very high) มีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 264.34 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น
ร้อยละ 18.67 ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มสามารถนำไปอธิบาย
สภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ที่ได้จากการศึกษาพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดิ นถล่มสามารถนำไปใช้อธิบาย
สภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ถึงสาเหตุของการเกิดดินถล่มได้อย่างถูกต้องและยังสามารถนำไปใช้เป็น
เครื่องมือในการวางแผนบริหารจัดการธรณีพิบัติภัยในระดับท้องถิ่น (Local Zoning) เพื่อสนับสนุนการลด
ผลกระทบต่อชวี ติ และทรพั ย์สนิ ของประชาชนไดท้ ันต่อเหตุการณ์

คำสำคญั : ดินถลม่ , แบบจำลองทางสถิติแบบสองตวั แปร (Bivariate probability), การใหค้ ่าน้ำหนัก
(Weighting), ระดบั ทอ้ งถนิ่ (Local zoning), ปจั จยั ท่ีเกีย่ วขอ้ งกับการเกิดดินถล่ม
(Controlling factors)



กิตตกิ รรมประกาศ

คณะผู้จัดทำขอขอบคุณ ท่านผู้ตรวจราชการกรมทรัพยากรธรณี นางสุรีย์ ธีระรังสิกุล
ผู้ที่พัฒนาโครงการลดผลกระทบจากธรณีพิบัติภัย ทั้งการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาบริหารจัดการพื้นที่เสี่ยงภัย
ดินถล่ม ขอขอบคุณ นายนิมิตร ศรคลัง ผู้อำนวยการกองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม และนายสุวิทย์ โคสุวรรณ
ผู้อำนวยการส่วนมาตรฐานและข้อมูลธรณีพิบัติภัย ท่ีให้การสนับสนุน ด้านความรู้วิชาการ พร้อมคำแนะนำ
ตลอดจนการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งภาคสนามและสำนักงาน นอกจากนี้ขอขอบคุณ ผู้อำนวยการสำนักงาน
ทรัพยากรธรณีเขต 1 นายสธุ ี จงอจั ฉริยกลุ ผูอ้ ำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 3 นายทนิ กร ทาทอง
ผอู้ ำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 4 นายสมศักดิ์ วฒั นปฤดา ท่ใี หก้ ารสนบั สนุนในด้านต่างๆ ทำให้
งานสำเรจ็ ลลุ ่วงไปด้วยดี

ขอขอบคุณประชาชนในพน้ื ที่ เจ้าหน้าที่หน่วยงานทอ้ งถิ่น เจ้าหน้าท่ีหนว่ ยรกั ษาพันธ์ุสัตว์ป่า
และเจ้าหน้าที่อุทยานแหง่ ชาติท่ีให้ความรว่ มมือทั้งในเรื่องการให้ข้อมูลดินถล่ม และแบ่งปันประสบการณ์
ทป่ี ระสบรวมถงึ การชว่ ยเหลอื ในการเขา้ พ้ืนทส่ี ำรวจ และสิ่งทปี่ ระทบั ใจคอื การมนี ้ำใจของคนในทอ้ งถนิ่

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณคณะผู้จัดทำทุกคนท่ีทำงานกันอย่างหนักตลอด 1 ปี ขอขอบคุณ
สถานที่ 5 จังหวัด ที่ให้คณะผู้จัดมีโอกาสได้เรียนรู้หลายๆอย่างทั้งทางวิชาการ และชีวิตการทำงาน
นอกจากนี้ขอขอบคุณทีมงานที่มีความสามัคคี คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เสนอแนวคิด คำแนะนำต่างๆ
ทำให้ได้รายงานวิชาการเล่มนี้ออกมามีประสิทธิภาพและความถูกต้องมากทีส่ ุด และคณะผู้จัดทำคาดหวงั
อย่างยิ่งว่ารายงานวิชาการเล่มนี้จะสามารถนำไปพัฒนาความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับภัยพิบัตดิ ินถล่ม และ
ใช้ประกอบการวางแผนเตรยี มพรอ้ มรับมือกับภยั พบิ ัตดิ นิ ถลม่ ท่จี ะเกดิ ขึ้นในอนาคต

คณะผจู้ ดั ทำ

กนั ยายน 2564



บทนำ

1.1 ความเป็นมา

ดนิ ถลม่ เปน็ ไดท้ ง้ั ภัยธรรมชาตแิ ละภยั ที่เกิดจากมนุษย์ท่ีสร้างความเสียหายท้ังต่อชีวิตและ
ทรัพยส์ ินของประชาชนในพ้นื ท่ีต่าง ๆ ของท่ัวโลก รวมท้งั ประเทศไทย จะเห็นไดว้ ่าในระยะเวลาหลาย
ปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ ดินถล่มเกิดขึ้นในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่จะเกิดบ่อย ข้ึน
เนือ่ งจากสภาพอากาศโลกที่มคี วามแปรปรวนมากขนึ้ รวมทงั้ การรบกวนของมนุษย์ เชน่ การขยายตัว
ของชุมชนเข้าไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม และมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินให้
เป็นไปตามความต้องการ จากปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนกระตุ้นให้ปัญหาดินถล่มมีความรุนแรง และมี
ความถี่ของการเกิดดินถล่มบ่อยครั้ง ดังนั้นจึงมีแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาและวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อ
การเกิดดินถล่มเพื่อเป็นแนวทางลด และบรรเทาความเสียหายจากพิบัติภัยดินถล่ม ด้วยเทคโนโลยี
สารสนเทศและเทคนิคการสำรวจระยะไกล (geographic information system and remote
sensing techniques) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในการศึกษาพิบัติภัยดินถล่มอย่างแพร่หลาย
ท้ังในการศึกษาในพื้นท่ีขนาดใหญ่ (regional zoning) และรายพ้นื ท่ี (local zoning) จดั เป็นเครอ่ื งมือ
ในการบริหารจัดการท่ีมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลในรูปแบบสารสนเทศ
ที่ง่ายต่อการปรับเปลี่ยนขอ้ มูลเม่อื มกี ารสำรวจเพิ่มเติม

กรมทรัพยากรธรณีในฐานะหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการ
ทรัพยากรธรณีและธรณีพิบัติภัยของประเทศ ดำเนินการสำรวจ ศึกษา วิจัย ปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกดิ
ธรณีพิบัติภัยและติดตามพฤติกรรมของธรณีพิบัติภัยต่าง ๆ เพื่อประเมินสถานภาพ กำหนดขอบเขต
พื้นที่เสี่ยงภัย จัดทำแนวทางหรือมาตรการป้องกันบรรเทาผลกระทบจากธรณีพิบัติภัยต่าง ๆ พัฒนา
ขีดความสามารถในการคาดการณ์และพยากรณ์ความเสี่ยงต่อการเกิดธรณีพิบัติภัย เพื่อเพิ่มขีด
สมรรถนะในภารกิจหลักนั้น จึงได้เกิดโครงการจัดทำแผนที่พื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มระดับ
รายละเอียด โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคนิคการสำรวจระยะไกล ควบคู่กับการสำรวจ
ภาคสนามมาใช้เพื่อทำความเข้าใจกับลักษณะสภาพแวดล้อมของพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม และใช้ใน
การจัดทำฐานข้อมูลในรูปแบบสารสนเทศที่ง่ายต่อการปรับเปลี่ยนข้อมูล มีความรวดเร็ว และมี
ประสทิ ธิภาพ

-2-

1.2 วัตถปุ ระสงค์และเปา้ หมาย

1.2.1 วตั ถปุ ระสงค์

เพื่อกำหนดขอบเขตระดับความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มของพื้นที่ด้วยแบบจำลอง
ทางสถิติ

1.2.2 เป้าหมาย

มีแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อการวิเคราะห์พื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิด ดินถล่มระดับ
รายละเอียด (landslide susceptibility model) ที่สามารถปรับเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นปัจจุบันได้ง่าย
และแผนทีพ่ ้นื ที่อ่อนไหวตอ่ การเกดิ ดินถลม่ (landslide susceptibility map)

1.3 ขอบเขตการศกึ ษา

การศึกษาพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มในระดับจังหวัด เป็นข้อมูลเชิงพื้นที่มีลักษณะ
เปน็ กริด (raster data) มโี ครงสร้างเป็นช่องเหล่ยี ม เรยี กว่า จุดภาพ หรือ Grid cell เรียงต่อเน่ืองกัน
ในแนวราบและแนวดิ่ง ในแต่ละจุดภาพสามารถเก็บค่าได้ 1 ค่า มีความละเอียดของข้อมูลอยู่ท่ี 10
เมตร ซึ่งสามารถแบง่ งานออกเป็น 3 ส่วนดังน้ี

1.3.1 งานวเิ คราะห์ข้อมลู พ้ืนฐาน

1) รวบรวมและเตรยี มฐานข้อมูลสารสนเทศภมู ิศาสตร์ และภาพดาวเทียม
2) แปลความหมายร่องรอยดินถล่มเบื้องต้น ข้อมูลทางธรณีวิทยา โครงสร้าง
ทางธรณีวิทยา ธรณสี ัณฐานวทิ ยา จากข้อมูลสมั ผสั ไกล ไดแ้ ก่ ภาพถา่ ยทางอากาศ และภาพดาวเทยี ม

1.3.2 งานสำรวจภาคสนาม

1) ดำเนินการสำรวจตรวจสอบข้อมูลร่องรอยดินถล่มที่ได้จากการแปลข้อมูลดาวเทียม
พร้อมสำรวจร่องรอยดนิ ถล่มปจั จุบันในภาคสนาม

2) สำรวจลกั ษณะธรณีวทิ ยาและแบง่ กลุม่ วิทยาหินในพื้นทเ่ี สย่ี งตอ่ การเกดิ ดินถลม่

1.3.3 งานศกึ ษาและวเิ คราะห์

ศึกษาวิเคราะห์แบบจำลองทางสถิติแบบสองตัวแปร (Bivariate probability) และ
การให้ค่าน้ำหนัก (weighting) เพื่อหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างรอยดินถล่มในอดีตในรูปแบบ
อัตราส่วนความน่าจะเป็นหรือความหนาแน่นของการกระจายตัวของ ดินถล่มในแต่ละกลุ่มย่อยใน
ปัจจัยทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับดนิ ถล่ม

-3-

1.4 ประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะได้รับ

1) แบบจำลองในการศึกษาพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มในพื้นท่ีต้นแบบที่สามารถ
นำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดทำข้อมูลพื้นท่ีอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม ในพื้นที่อื่นในแต่ละภูมิภาค
ของประเทศ

2) ข้อมูลฐานและปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาการเกิดดินถล่มอยู่ในรูปแบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตร์ (Geographic Information System, GIS) ที่มีความสัมพันธ์กับตำแหน่งในเชิงพื้นที่
(Spatial data) ซึ่งรูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหลาย จะสามารถนำมาวิเคราะห์
ดว้ ย GIS และทำใหส้ ื่อความหมายในเรือ่ งการเปลี่ยนแปลงที่สมั พันธก์ บั เวลาได้

3) มีข้อมูลฐานพื้นท่ีอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มสำหรับใช้ในการเป็นข้อมูลตั้งต้นใน
การกำหนดขอบเขตพื้นที่เสีย่ งภัยดนิ ถลม่ (landslide risk zoning)

4) แนวทางในการศึกษาลักษณะทางกายภาพของชั้นดินในพื้นที่ลาดชัน และวิธีการเลือก
เก็บตัวอย่างดินในชั้นที่อยู่ในแนวศักยภาพเลื่อนไถลเพื่อให้เข้าใจถึงกลไกและกระบวนการทำงานของ
การเกิดดนิ ถล่ม

5) ข้อมูลทางวิศวกรรมขั้นพื้นฐานของชั้นดินและหินผุของหินฐานในพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งเป็น
ข้อมูลสนับสนุนในการวิเคราะห์ชนิดของการเกิดดินถล่ม (landslide type) ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากใน
การวิเคราะห์ระดับความรุนแรงของพน้ื ที่ท่ีไดร้ บั ผลกระทบจากดินถล่ม

6) ขอ้ มลู ชน้ั ดนิ ท่ีอยูใ่ นแนวศักยภาพเล่ือนไถล และลักษณะดินถลม่ ในพน้ื ทเี่ สยี่ งภัย
7) ฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการศึกษาวิจัยดินถล่ม ทั้งในเรื่องของการปรับปรุง
การวเิ คราะห์แบบจำลองดินถลม่ เพือ่ ให้ครอบคลุมข้อมูลทีจ่ ะนำไปสูก่ ารพยากรณแ์ ละคาดการณ์ต่อไป



บทที่ 2

วรรณกรรมปริทัศน์

2.1 นิยามศพั ท์

คำศัพท์ที่ใช้ในรายงานฉบับนี้ บางส่วนอ้างอิงจากพจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา
ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน (2544) คู่มอื การทำแผนทีด่ นิ ถล่ม (Fell, 2550) และหนังสอื คำศัพท์จากคู่มือ
การประเมินความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ
(United Nations Development Programme: UNDP, 2559) ทั้งนี้ คำศัพท์จะจัดเรียงตามลำดับ
ความสำคัญและความสมั พันธ์ของความหมาย ดงั น้ี

1) ภัยธรรมชาติ (natural hazard) คือ ภัยทเี่ กิดจากธรรมชาติ เชน่ แผ่นดินไหว ดินถล่มและ
โคลนถล่ม คลน่ื ใต้นำ้ หรือสึนามิ การระเบดิ ของภูเขาไฟ วาตภัย อทุ กภยั อน่ื ๆ

2) ภัยพิบัติ (hazard) คือ ภัยเหตุการณ์ที่เกิดจากธรรมชาติหรือการกระทำของมนุษย์ที่
อาจนำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตทรัพย์สิน ตลอดจนทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และ
สิง่ แวดล้อม

3) ความเสี่ยงภัย (risk) คือ ความเสี่ยงที่มีโอกาสหรือความเป็นไปได้ในการได้รับ
ผลกระทบทางลบจากการเกิดภัย โดยผลกระทบสามารถเกิดขึ้นกับชีวิต สุขภาพ การประกอบอาชีพ
ทรพั ยส์ ิน และบรกิ ารต่าง ๆ ท้ังในระดับบุคคล ชมุ ชน สังคม หรือประเทศ

4) ดินถลม่ (landslide) คือ การเคลือ่ นทขี่ องมวลหิน เศษหนิ ดนิ ตามลาดชนั
5) ดนิ ถลม่ มีพลัง (active landslide) คอื ดนิ ถล่มท่ีปจั จบุ ันยงั มกี ารเคลอ่ื นตัว สามารถ
เปน็ ได้ทงั้ การเคลื่อนตัวคร้งั แรก (first-time) และการเกิดซำ้ (reactivation)
6) ดินถล่มอุบัติซ้ำ (reactivated landslide) คือ การเคลื่อนตัวของมวลดินอีกครั้ง
หลงั จากมกี ารหยุดเคล่อื นตัว
7) แผนที่ร่องรอยดินถล่ม (landslide inventory map) คือ แผนที่ดินถล่มที่แสดง
ตำแหน่ง จำแนก ปริมาณ กิจกรรม รวมถึงวันที่เกิดเหตุการณ์ดนิ ถล่มแต่ละพื้นที่ อีกทั้งเป็นพื้นฐานที่
สำคัญมากในการประเมินความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม (landslide susceptibility) โอกาสเกิด
ดนิ ถล่ม (landslide hazard) และความเสี่ยงภัย (landslide risk)
8) แผนที่อ่อนไหวตอ่ การเกิดดนิ ถลม่ (landslide susceptibility map) คอื แผนทีแ่ สดง
ความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มเป็นการประเมินเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพข องการจำแนก
ปริมาณ (หรือพื้นที่) และการกระจายเชิงพื้นที่ของดินถล่มที่มีอยู่หรืออาจเกิดขึ้นในพื้นที่อ่อนไหวต่อ
การเกิดดนิ ถล่ม ยังอาจรวมคำอธบิ ายของความเรว็ และความรนุ แรงของดินถลม่ ท่มี ีอยู่หรือที่อาจเกิดข้ึน
ความน่าจะเปน็ ท่อี าจจะเกิดดินถลม่ ซง่ึ บอกชนิดของดินถล่ม และตำแหนง่ ทจ่ี ะเกดิ
9) แผนที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่ม (landslide hazard map) คือ แผนที่แสดงพื้นที่ที่มี
โอกาสเกิดดินถล่มเป็นผลผลิตที่ได้มาจากการประเมินแผนที่ความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มที่มี
การกำหนดรอบความถี่โดยประมาณ (ความนา่ จะเป็นรายป)ี ตอ่ การถล่มทีอ่ าจจะเกิดข้ึน

-6-

10) ระดับหรือขอบเขตความรุนแรง (zoning) คอื พ้นื ทีท่ ่ีมกี ารจัดระดับความไวต่อการเกิด
ดินถล่ม ทั้งของพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม พื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจาก
ดนิ ถล่ม

11) แผนที่เสี่ยงภัยดินถล่ม (landslide risk map) คือ แผนที่แสดงผลการประเมิน
ความเสี่ยงดินถล่ม เป็นผลผลิตที่ได้จากการประเมินพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่ม ซึ่งบ่งบอกระดับ
ผลกระทบที่เกิดข้ึนต่อองคป์ ระกอบท่ีมีความเสี่ยงจากเหตุการณภ์ ัยในพื้นทห่ี น่ึง ๆ โดยมากแสดงผลเป็น
ระดบั สี

12) ดนิ (soil)
ก) ความหมายทางธรณีวิทยา คือมวลวัสดุที่เกิดจากการผุพังของผิวโลกจากหินหรือช้ัน
ตะกอนและยังไม่จับตัวกันวางตัวบนหนิ ดาน
ข) ความหมายทางปฐพีศาสตร์ คือเทหวัตถุธรรมชาติท่ีปกคลุมพื้นโลกอยู่เป็นชั้นบาง ๆ
เกิดจากการสลายตัวของหินและแร่ผสมคลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุซึ่งประกอบด้วยอินทรียวัตถุ
อนินทรียวัตถุ น้ำ และอากาศ
ค) ความหมายทางวิศวกรรม คอื วัตถทุ างธรรมชาติที่เกดิ จากการแปรสภาพหรอื สลายตัว
ของหินและแร่ธาตุ ซึ่งทับถมกันในสภาพท่ีไมแ่ น่นอาจจะมีอินทรยี วัตถุเปน็ ส่วนประกอบด้วยหรือไม่ก็
ได้ แต่ “ดิน” หมายถงึ กรวด (gravel) ทราย (sand) ทรายแปง้ (silt) และดนิ เหนยี ว (clay)
13) ดินกำเนิดโดยการสลายของหิน ณ ที่ตั้ง (residual soil) คือดินที่เกิดจากการผุพงั
ของหนิ ตน้ กำเนิดเนอ่ื งจากขบวนการ ปฏิกิรยิ าตอ่ ดินฟา้ อากาศ และตะกอนทบั ถมอยูก่ ับท่ี
14) ดินกำเนิดโดยการพัดพาไปตกตะกอน (transported soil) คือดินที่เกิดจาก
การถูกพัดพาจากแหล่งกำเนิดโดยตัวกลางและไปทับถมในอีกที่หนึ่ง ตัวกลางที่พัดพาอาจเป็นน้ำ
ลม ธารนำ้ แข็ง
15) ตะกอนนำ้ พา (alluvium) คือ กรวด หนิ ดนิ ทราย และสง่ิ อนื่ ๆ ทเ่ี กดิ จากการพัดพา
ของน้ำไปสะสมตวั ณ บริเวณใดบริเวณหน่ึง เช่น alluvial ตะกอนรปู พัดบริเวณที่ราบเชงิ เขา
16) เศษหินเชิงเขา (colluvium) คือก้อนหินขนาดต่าง ๆ ที่แตกหักกระจัดกระจายมา
กองทับถมระเกะระกะอยู่เชิงเขาซึ่งเป็นการแตกสลายตัวของเขาหินระยะแรก โดยเริ่มผุพังจากที่สูง
ร่วงลงมาไปหาท่ตี ำ่ เพราะแรงดึงดดู ของโลก
17) ตัวอย่างแบบถูกรบกวน (disturbed sample) คือ ตัวอย่างดินที่ได้จากการตอก
ขดุ หรือตักท่ที ำใหต้ วั อย่างดินเปลีย่ นสภาพเนือ่ งจากถูกรบกวนจากแรงกระทำภายนอก
18) ระบบจำแนกดินเอกภาพ (Unified Soil Classification System, USCS) คือ
ระบบการเรียกชื่อดินจากการจำแนกจากผลการทดสอบขนาดของเม็ดดินและการกระจายตัวของดิน
(grain size distribution) ขีดเหลว (liquid limit) และดัชนพี ลาสตกิ (plastic index)
19) ระนาบการเลื่อนไถล (slip plane) คือ แนวระนาบที่หินผุหรือดินเคลื่อนตัวผ่าน
โดยปกตแิ นวระนาบจะประกอบไปดว้ ยชั้นที่แข็งรองรบั ด้านลา่ งช้ันดนิ ทีอ่ ่อนกวา่
20) วิทยาหิน (lithology) คือวิชาที่ว่าด้วยลักษณะทางกายภาพของหิน โดยการศึกษา
จากหินโผลห่ รือหนิ ตวั อยา่ ง

-7-

2.2 ดินถลม่

2.2.1 ความหมายของดินถล่ม

ดินถล่ม (landslide) เกิดจากการเคลื่อนที่ของมวลดิน มวลหินลงมาตามลาดเขาด้วย
อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงของโลก (Cruden and Varnes, 1996) สามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
โดยมีปัจจัยภายนอกเป็นตัวกระตุ้นหรือตัวเร่ง (triggering factors) เช่น ปริมาณน้ำฝนที่ตกหนัก
อย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของชั้นน้ำใต้ดิน ส่งผลให้ชั้นดินและหินเสียสมดุลจนถึง
ขาดเสถียรภาพ กล่าวคือกลไกและกระบวนการควบคุมการเคลื่อนที่ของมวลดินที่เป็นผลจากน้ำฝน
เป็นตัวเร่ง และการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำใต้ดินเป็นสาเหตุ นอกจากนี้ปรากฏการณ์ดินถล่ม
สามารถเกิดขึ้นได้จากการกระทำของมนุษย์ เช่น การตัดถนน ตีนเขาถูกทำให้ขาดเสถียรภาพ
การตัดไม้ทำลายป่า ขาดพืชพรรณปกคลุมและยึดเกาะดินทำให้ง่ายต่อการเกิดการพังทลายและ
ดินถลม่

2.2.2 การจำแนกประเภทของดินถล่ม

การจำแนกประเภทของดินถล่ม และการพังทลายของลาดเขา (รูปที่ 2.1) ซึ่งใช้ใน
รายงานฉบับนี้ ยึดหลักเกณฑ์การจำแนกของ British Geological Survey (BGS) เป็นแนวทาง
โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าว มีพื้นฐานมาจากการจำแนกประเภทดินถล่มของ Varnes (1978) ซ่ึงอาศัย
หลกั การพ้ืนฐาน 2 อยา่ งในการจำแนก ได้แก่ 1) ชนิดของการเคล่อื นท่ี (type of movement: falls,
topples, slides, spreads, flows) และ 2) ชนิดของมวลเคลื่อนที่ (type of material: rock,
debris, earth) (ตารางที่ 2.1) และการจำแนกระดับความเร็วในการเคลื่อนที่ของมวลดิน (Cruden
and Varnes, 1996) (ตารางที่ 2.2) ดินถลม่ แตล่ ะประเภท สามารถอธบิ ายได้ดังน้ี

1) การร่วงหล่น (falls) เปน็ การเคลื่อนท่ีท่ีเกิดขึ้นอย่างรวดเรว็ มาก (extremely rapid)
เป็นการหลุด ร่วง กระดอน และกลิ้งอย่างเป็นอิสระภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลกจากหนา้ ผาหรือพื้นท่ี
ลาดชันทม่ี มี ุมเอยี งเทสูง มักเกดิ ตามระนาบพน้ื ผิวท่ีมกี ารเคลื่อนทดี่ ว้ ยแรงเฉือนน้อยหรือไม่มีเลย เช่น
รอยแตกหรอื รอยแยกในชั้นหิน สามารถจำแนกไดเ้ ป็น 3 แบบตามชนิดของวัสดุ ไดแ้ ก่

ก) หนิ รว่ ง (rock fall) หินทีห่ ลดุ รว่ ง
ข) เศษหนิ และดนิ (debris fall) ตะกอนดินเม็ดหยาบและหินทห่ี ลุดรว่ งบรเิ วณเชงิ เขา
ค) ดนิ รว่ ง (earth fall) ตะกอนดินเมด็ ละเอยี ดทีห่ ลดุ ตกลงมา
2) การล้มคว่ำ (topples) เป็นการเคลื่อนที่ในลักษณะล้มคว่ำมาข้างหน้า (forward
rotation) ภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลก โดยมีจุดหมุนหรือแกนของการหมุนอยู่ที่ฐานของระนาบ
รอยช้ันความไม่ต่อเน่ือง (basal discontinuities)
3) การเลื่อนไถล (slides) คือการเคลื่อนที่ของมวลบนระนาบการเฉือน (shear or
rupture surfaces) สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามลักษณะของระนาบการเคลื่อนที่ ได้แก่
การเลื่อนไถลบนระนาบโค้ง (rotational slide or slump) และการเลื่อนไถลบนระนาบเรียบ
(translational slide) การเลือ่ นไถลบนระนาบโค้ง มจี ุดเดน่ คือ ระนาบของการเคลื่อนที่จะมีลักษณะ
โค้งคล้ายช้อน (spoon-like shape) หรือรูปประทุนหงาย (concave-upward failure surfaces)

-8-

ส่วนการเลื่อนไถลบนระนาบเรียบ (planar rupture surface) มวลวัสดุมักจะเคลื่อนที่บนระนาบที่
คอ่ นข้างขนานกบั ความลาดชัน หรือตามระนาบรอยแตก และทิศทางการวางตวั ของชั้นหนิ

4) การแผ่ออกดา้ นขา้ ง (lateral spread) เปน็ ลกั ษณะการแตกและยดื ออกด้านข้างของ
ชั้นหิน (coherent rocks) หรือชั้นดินที่มีความเชื่อมแน่น (cohesive soils) เนื่องจากแรงดึง
(tension) หรือแรงเฉือน (shear) ส่วนใหญ่มักเกิดสัมพันธ์กับแผ่นดินไหว และปรากฏการณ์ดินไหล
(liquefaction) บนพื้นราบหรือพื้นที่ที่มีความลาดชันน้อย หรือเกิดจากการที่มีหินหรือดินที่แข็ง
และไม่อุ้มน้ำวางตัวทับอยู่บนชั้นดินที่อุ้มน้ำ เมื่อชั้นดินที่อุ้มน้ำถูกทับด้วยน้ำหนักที่มากก็จะไหลออก
ดา้ นข้าง ทำให้ชนั้ ดิน ชัน้ หินที่อยู่ด้านบนแตกออกและยบุ ตัว

5) การไหล (flows) เปน็ การเคล่อื นท่ีในลกั ษณะคล้ายของไหล (flow-like movement)
ของวัสดุแห้งหรือวัสดุทีอ่ ิ่มตัวไปดว้ ยน้ำลงมาตามความลาดชันและแรงโน้มถ่วงของโลก สามารถแบ่ง
ออกเป็นชนิดต่าง ๆ ดงั นี้

ก) หินไหล (rock flow: deep creep) หรือ หินถล่ม (rock avalanche) เป็นการไหล
อย่างรวดเร็วที่สุด (extremely rapid) ของเศษหิน (fragmented rocks) จากกองหินที่เลื่อนไถล
(rock slide) หรอื ถล่ม (rock fall) มากอ่ นหน้า

ข) เศษวัสดุธรณีไหล (debris flow) เป็นการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วมาก (very rapid)
ของเศษหนิ และตะกอนดนิ ที่อมิ่ ตวั ไปดว้ ยนำ้ บนเสน้ ทางการไหลท่ีมีอยู่เดิม (established paths) เช่น
ร่องธาร (gullies) และร่องน้ำลำดับที่หนึ่งหรือสอง (first-or second-order drainage channels)
ปกติการไหลของเศษดินหินมักจะมาจากดินถล่มประเภทอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นบนทางลาดชัน โดยมีน้ำเป็น
ตัวกลางพัดพาเอาเศษหินและตะกอนดินไหลรวมถึงซากต้นไม้ก่อนที่จะไหลลงมากองทับถมบริเวณท่ี
ราบเชิงเขาในลักษณะของเนนิ ตะกอนรปู พดั หน้าหุบเขา

ค) การถล่มของเศษวัสดุธรณี (debris avalanche) เป็นการไหลอย่างรวดเร็วมากถึง
มากที่สุด (very rapid to extremely rapid) ของเศษหินและตะกอนดินที่มีความชื้นหรืออิ่มตัวไป
ดว้ ยนำ้ (partially or fully saturated debris) สามารถพบไดท้ ว่ั ไปบนพืน้ ทที่ ่มี คี วามลาดชันสงู

ง) ดินไหล (earth flow) เป็นการเคลื่อนที่ของชั้นดินหรือชั้นหินที่มีตะกอนขนาด
ละเอียดหรืออนภุ าคของดนิ เหนยี วเป็นองค์ประกอบหลัก (fine-grained materials or clay-bearing
rocks) มักเกิดบนพื้นที่ที่มีความลาดชันไม่สูงนัก (moderate slopes) โดยอัตราความเร็วในการไหล
จะแปรผันตรงกับปริมาณความช้นื ในดิน

จ ) โ ค ล น ไ ห ล ( mud flow) ห ร ื อ ด ิ น ไ ห ล แ บ บ เ ร ็ ว ม า ก ( rapid earth flow)
เป็นการไหลอย่างรวดเร็วมากถึงมากที่สุด (very rapid to extremely rapid) ของตะกอนดินท่ี
ประกอบไปดว้ ยอนภุ าคของทราย, ทรายแป้ง และดินเหนียว ไมน่ ้อยกวา่ ร้อยละ 50 และมคี า่ ความช้ืน
ในสถานภาพพลาสติกของดนิ (plastic index) > ร้อยละ 5

ฉ) การคืบตวั (creep) เปน็ การคืบหรือไหลคลานอย่างชา้ ๆ ดว้ ยอัตราความเร็วคงที่ ไป
ตามการเอียงเทของชั้นดินหรือหิน สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ การคืบตามฤดูกาล
(seasonal creep) การคืบอย่างต่อเนื่อง (continuous creep) และการคืบแบบเร่ง (progressive
creep)

-9-

6) ดินถล่มแบบซับซ้อน (complex landslide) เป็นการเคลื่อนที่ของมวลดินมากกว่า
หนึ่งชนิด ในธรรมชาติมวลดินที่เกิดการเคลื่อนที่ก่อนมักไปกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนที่ในรูปแบบอื่น
ตามมา เช่นการเลื่อนไถลบนระนาบโค้งของชั้นดินบนไหลเขาสามารถไถลลงมาสู่ตีนเขาและมวลดิน
สามารถไหลต่อไปได้ขึ้นอยู่กบั ปริมาณความช้นื ในดนิ

รูปที่ 2.1 ประเภทของดินถล่มจำแนกโดยอาศัยชนิดของการเคลื่อนที่ ชนิดของมวลเคลื่อนที่ ธรรมชาติของ
การเคล่อื นท่ี อัตราการเคลอื่ นที่ และความชนื้ (คดั ลอกและดัดแปลงจาก Varnes, 1978)

- 10 -

ตารางที่ 2.1 แสดงการจำแนกชนดิ ของดนิ ถลม่ (ดัดแปลงจาก Varnes, 1978)

ชนดิ ของมวลเคลือ่ นที่ (type of Material)

ชนดิ การเคล่ือนท่ี ดนิ ในเชิงวศิ วกรรม (Engineering soils)
(type of Movement)
ชั้นหนิ (bedrock) predominately coarse predominately fine

การร่วงหล่น (falls) การร่วงหลน่ ของหนิ > 20 % gravel and < 20 % gravel and
(rock fall) coarse grain coarse grain

การรว่ งหล่นของเศษหิน การร่วงหล่นของดิน
และดนิ (debris fall) (earth fall)

การล้มคว่ำ (topples) การลม้ คว่ำของหนิ การล้มคว่ำของเศษหินและดิน การล้มคว่ำของดิน
(rock topple) (debris topple) (earth topple)

การเล่อื น ระนาบโค้ง การเล่อื นไถลของหิน การเลอ่ื นไถลของเศษหิน การเลอ่ื นไถลของดิน
ไถล (rotational) (rock slide) และดิน (earth slide)
ระนาบเรียบ
(slides) (translational) (debris slide)

การแผ่กระจายออกด้านขา้ ง การแผก่ ระจายออก การแผ่กระจายออกดา้ นข้าง การแผก่ ระจายออกด้านขา้ ง
(lateral spreads) ดา้ นข้างของหิน ของเศษหินและดนิ ของดนิ (earth spread)
(rock spread) (debris spread)

การไหล (flows) การไหลของหนิ การไหลของเศษหินและดนิ การไหลของดิน
(rock flow: Deep (debris flow) (earth flow)

creep) การถลม่ ของเศษวสั ดธุ รณี โคลนไหล
debris avalanche (mud flow หรอื
rapid earth flow

การคบื ตัวของดนิ (soil creep)

การเคลื่อนที่แบบซบั ซอ้ น มชี นดิ การเคลื่อนที่ตง้ั แต่ 2 ชนดิ ข้นึ ไป
(complex) (combination of two or more principle types of movement)

- 11 -

ตารางท่ี 2.2 แสดงการจำแนกระดบั ความเร็วในการเคล่อื นทีข่ องมวลดนิ (Cruden and Varnes, 1996)

ระดบั คำอธิบาย ความเรว็ ความเรว็ ทวั่ ไป นยั สำคญั ของการทำลายทีเ่ ปน็ ไปได้
ความเรว็ 5 เมตร/วินาที
ความรุนแรงระดับสูงสุด; สิ่งก่อสร้างถูกทำลาย
7 รวดเร็วทส่ี ุด 5 x 103 3 เมตร/นาที โ ด ย ก า ร ป ะ ท ะ ก ั น ข อ ง ว ั ต ถ ุ ท ี ่ เ ค ล ื ่ อ น ท่ี
1.8 เมตร/ชัว่ โมง มีการสูญเสียหลายชีวิต การอพยพเป็นไปได้
6 รวดเร็วมาก 5 x 101 13 เมตร/เดอื น ยาก
5 รวดเรว็ 5 x 10-1 1.6 เมตร/ปี สูญเสียสิ่งมีชีวิตบ้าง; ความเร็วรวดเร็วมาก
4 ปานกลาง 5 x 10-3 จนยากจะทำใหอ้ พยพได้ทุกคน
16 มิลลิเมตร/ปี การอพยพยังเป็นไปได้; สิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สิน
3 ช้า 5 x 10-5 < 16 มิลลิเมตร/ปี และเครื่องมือถกู ทำลายเสียหาย
สิ่งปลูกสร้างชั่วคราวและสิ่งปลูกสร้างที่ไวต่อ
2 ชา้ มาก 5 x 10-7 ความรู้สึกบางส่วนยังสามารถบำรุงซ่อมแซม
1 ช้าทส่ี ดุ < 5 x 10-7 ชว่ั คราวได้
การเยียวยาการก่อสร้างยงั สามารถดำเนินต่อได้
ระหว่างการเคลื่อนไหวน้ี; ส่ิงปลูกสร้างที่ไม่ไว
ต่อความรู้สึกยังสามารถบำรุงซ่อมแซมโดยมี
การทำเป็นประจำถ้าการเคลื่อนไหวโดยรวม
ไม่มากเกินไปในระหวา่ งระยะเรง่ ความเรว็
ส่ิ ง ก ่ อ ส ร ้ า ง ถ า ว ร บ า ง แ ห ่ ง ย ั ง ไ ม ่ ไ ด ้ ร ั บ ค ว า ม
เสยี หาย
ยังไม่สามารถตรวจจับได้หากปราศจาก
เครื่องมือวัด; การก่อสร้างยังเป็นไปได้แต่ควร
ระมัดระวัง

2.3 ปจั จัยท่เี ปน็ สาเหตขุ องการเกิดดินถลม่

2.3.1 สภาพภูมิประเทศ (topography)

ลักษณะภูมิประเทศที่มีอิทธิต่อความรุนแรงและโอกาสต่อการเกิดดินถล่ม คือ ความลาดชัน
(slope) ความยาวของความลาดชัน (slope length) ทิศทางของความลาดชัน (aspect of slope)
ระดับความสูงของพื้นที่ (elevation) และภูมิสัณฐาน (landform) ว่าเป็นลักษณะสันเขา อาทิ ยอดเขา
แหลม ยอดเขามน หน้าผา เชิงเขา เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะมีบทบาทต่อการเคลื่อนที่หรือการเลื่อนไหลของ
มวลดินตามลาดเขา จากหลาย ๆ งานวิจัยพบว่าปัจจัยความลาดชันและความสูงของพื้นที่มีผลต่อระดับ
ความรุนแรงของการเกิดดินถล่ม กล่าวคือ เมอ่ื พนื้ ทม่ี คี วามลาดชันน้อยกว่า 5 องศา และความสูงน้อยกว่า
100 เมตร จะใหค้ วามรุนแรงต่อการเกิดดนิ ถล่มต่ำ (Anbalagan, 1992; Kingsbury and others, 1991)
ในขณะท่ีระดับความรุนแรงต่อการเกิดดินถล่มจะสูงขึ้นเมื่อพื้นท่ีมีความลาดชันมากกว่า 45 องศา และ

- 12 -

ความสูงมากกว่า 300 เมตร อย่างไรก็ตามยังพบว่าพื้นที่ที่มีความลาดชันระหว่าง 21-40 องศา มีโอกาส
เกดิ ดินถลม่ มากทส่ี ุด (Lessing and others, 1983; Mehrotra and others, 1991) สำหรบั ในกรณีศกึ ษา
ที่บ้านกะทูนเหนือ อําเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่ารอยดินถล่มที่ได้จากการแปลภาพถ่าย
ทางอากาศ จำนวน 1,826 รอยดินถล่ม ส่วนมากร้อยละ 70 พบอยู่ในบริเวณที่มีความลาดชันระหว่าง
30 องศา ถงึ 60 องศา (วรวุฒิ ตนั ติวนชิ , 2535)

ความสูงของพื้นที่เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดดินถล่ม เนื่องมาจากพื้นที่ที่มี
ความสูงมากย่อมมีการกัดเซาะพังทลายรุนแรง ตามหลกั การของการปรับตวั ของพื้นโลก พ้ืนที่ที่อยู่ในท่ีสูง
กจ็ ะมีการกร่อน (erosion) มากตามไปดว้ ย เช่น การศึกษาได้จาํ แนกระดับความสูงต่ำของภูมปิ ระเทศตาม
ระดับความรุนแรงที่เกิดดินถล่มเป็น 3 ระดับ คือ ระดับความรุนแรงที่เกิดดินถล่มต่ำ พบที่ระดับความสูง
น้อยกว่า 100 เมตร ระดับความรุนแรงที่เกิดดินถล่มปานกลาง พบที่ระดับความสูง 100-300 เมตร และ
ระดับความรุนแรงที่เกิดดินถล่มสูง พบที่ระดับความสูงมากกว่า 300 เมตร (Anbalagan, 1992)
อย่างไรก็ตามพื้นที่ที่สูงชันมาก เช่น หน้าผาหินส่วนใหญ่ประกอบด้วยชั้นหินมากกว่าชั้นดิน
จึงมีความคงทนมากกว่าบริเวณที่เป็นไหล่เขาหรือลาดเขา ดังตัวอย่างจากการศึกษาของศูนย์วิจัยป่าไม้
(2537) ได้รายงานผลการศึกษาการเกิดดินถล่มในพื้นที่ภาคใต้ว่า ตำแหน่งที่พบดินถล่มในระดับความสูง
ต่ำกว่า 200 เมตร พบเพียง 14 แห่ง ท่ีระดับความสูง 200-500 เมตร พบ 1,050 แห่ง ระดับความสูง
500-800 เมตร พบ 744 แห่ง และระดับความสูงมากกว่า 800 เมตร พบน้อยลงโดยพบเพียง 187 แห่ง
เน่ืองจากบรเิ วณทศ่ี ึกษาท่รี ะดับความสงู ขึ้นเปน็ ชัน้ หินมากกว่าชั้นดนิ

2.3.2 สภาพธรณวี ิทยาและปฐพวี ิทยา (Geology and Pedology)

สภาพธรณีวิทยาที่แตกต่างกันให้ชั้นดินต่างชนิดกัน และความหนาต่างกัน เช่น หินแกรนิต
แสดงลักษณะไม่มีความเป็นเนื้อเดียวกัน (heterogeneous) มีอัตราการผุพังสูง แร่ที่เป็นองค์ประกอบ
เมื่อผุพังแล้วจะให้ชั้นดินเป็นตะกอนทราย หรือตะกอนทรายปนดินเหนียว (วรวุฒิ ตันติวนิช , 2535)
ส่วนหินภูเขาไฟ มีอัตราการผุพังสูง และให้ชั้นดินทรายปนดินเหนียว หรือดินเหนียว ส่วนหินตะกอน เช่น
หินดินดาน หินโคลน เมื่อผุพังจะให้ชั้นดินเหนียวเป็นส่วนใหญ่ ส่วนพื้นที่ที่มีลักษณะธรณีวิทยาเป็นหินแปร
เช่น หินชนวน (slate) หินควอร์ตไซต์ (quartzite) มีโอกาสเกิดดินถล่มได้ง่ายกว่าหินตะกอน
เช่น หินปูน หินโดโลไมต์ (limestone/dolomite) และหินทราย (Mehrotra and others, 1991)
นอกจากน้ีการพิจารณาจากอัตราการผุพังอาจจะสามารถบ่งบอกถึงโอกาสเกิดดินถล่มได้ เช่น ปัจจัย
การผุพังสลายตัวของหินแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มท่ี 1 หินมีการผุพังสลายตัวเร็วแต่โอกาสเกิดดินถล่มต่ำ
ได้แก่ หินควอร์ตไซต์ หินปูน หินแกรนิต หินแกบโบร และหินไนส์ กลุ่มที่ 2 หินมีการผุพังสลายตัว
ปานกลาง มีโอกาสเกิดดินถล่มปานกลาง ได้แก่ หินดินดาน หินทรายแป้ง และกลุ่มที่ 3 หินมีการผุพัง
สลายตัวชา้ แต่มีโอกาสเกดิ ดินถลม่ สูง ได้แก่ หินชนวน หนิ ฟิลไลต์ และหนิ ชิสต์ นอกจากนีย้ ังพบว่าโครงสร้าง
ทางธรณีวิทยา มีผลต่ออัตราการผุพังของหิน โดยเฉพาะหินที่อยู่ในเขตรอยเลื่อน มีรอยแตก รอยแยกมาก
ส่งผลให้อัตราการผุพังสูงตามมาด้วย เนื่องจากมีช่องว่างให้น้ำและอากาศผ่านเข้าไปทำปฏิกิริยาทางเคมีได้
งา่ ยข้นึ (Anbalagan, 1992)

- 13 -

การเกิดดินถล่มระดับตื้น (shallow landslide) มีความหลากหลายทางชนิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
ชนิดของดินที่เป็นผลมาจากการผุพังของช้ันหินต้นกำเนิด พิสุทธ์ิและคณะ (2533) ได้ศึกษาดินที่เกิดจาก
การผุพังสลายตัวของหินแกรนิต บริเวณที่เกิดดินถล่ม อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า
ดินส่วนใหญ่เป็นดินทราย สามารถแบ่งเป็น 2 ชั้น คือ ดินชั้นบนเป็นดินร่วนเหนียวปนทราย
(sandy clay loam) ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคขนาดทรายร้อยละ 50-65 ดินชั้นล่างเป็นดินเหนียวปนทราย
(sandy clay) ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคขนาดทรายร้อยละ 30-45 จากข้อมูลนี้จะเห็นว่าดินทรายมี
แรงยึดเหนี่ยวของเม็ดดินมีน้อยทำให้เกิดการพังทลายได้ง่ายโดยปกติแล้วถ้าดินแห้งสนิทจะไม่มีแรงยึดเหนี่ยว
เกิดขึ้นเลย ดินจะมีแรงยึดเหนี่ยวเพิ่มขึ้นเมื่อดินได้รับความชื้นเพิ่มขึ้น และจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อดินได้รับ
ความชื้นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกินขีดจํากัดพลาสติก (plastic limit: PL) ดินแทบจะไม่มีแรงยึดเหนี่ยวหรือ
ไม่มีเลย เมื่อดินได้รับความชื้นมากขึ้นจนถึงขีดจํากัดความเหลว (liquid Limit: LL) ดินจะอยู่ใน
สภาพเหลวและไหลได้ ค่าท่ีได้จากผลต่างระหว่างค่าขีดจํากัดความเหลวกับค่าขีดจํากัดพลาสติก เรียกว่า
ดัชนีพลาสติก (plastic Index: PI) ใช้เป็นตัวเปรียบเทียบปริมาณความชื้นที่สามารถเพิ่มให้ดินได้โดยดิน
ไม่เปลี่ยนสภาพเป็นของเหลว ซึ่งดินแต่ละชนิดมีค่า ดัชนีพลาสติกไม่เท่ากัน ดินที่มีค่าดัชนีพลาสติกต่ำ
(PI = 5) เชน่ ดินทรายแปง้ เม่ือได้รับความช้ืนเพียงเลก็ น้อย จะเปล่ียนสภาพเป็นของเหลวได้ง่ายกว่าดินที่
มีค่าดัชนีพลาสติกสูง (PI = 20) เช่น ดินเหนียวต้องได้รับความชื้นเข้าไปมากกว่าจึงจะเปลี่ยนสภาพเป็น
ของเหลว

2.3.3 สภาพพชื พรรณและการใชท้ ่ดี นิ (vegetation and land use)

พืชพรรณและสิ่งปกคลุมดินมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ เช่น พื้นที่เกษตรกรรม
พื้นที่ป่าที่มีความหนาแน่นมาก พื้นที่ที่มีพืชพรรณหนาแน่นปานกลาง พื้นที่ที่มีพืชพรรณปกคลุมน้อย และ
พื้นทที่ ี่ไม่มีส่ิงปกคลุม (Anbalagan, 1992) เนื่องจากพืชช่วยทำให้ดินร่วนซุย เม่ือฝนตกลงมาน้ำฝนแทรกซึม
และไหลผ่านลงสู่ดินชั้นล่างได้ดี นอกจากนี้รากพืชยังช่วยยึดอนุภาคดินไม่ให้แตกหลุด และเลื่อนไหลได้ง่าย
คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (2540) ได้รายงานการศึกษาสภาพดินถล่มบริเวณ
ไหล่เขาของเทือกเขาหลวงในจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่าบริเวณที่เกิดดินถล่มส่วนใหญ่เป็นบริเวณ
ลาดไหล่เขาที่มีการถางป่าเพื่อปลูกยางพารา ซึ่งมีระบบรากฝอย ขาดรากแก้วยึดเกาะชั้นดิน เป็นปัจจัยท่ี
ส่งเสริมให้เกิดการขาดเสถียรภาพง่ายขึ้นเมื่อมีการกระตุ้นด้วยปริมาณน้ำฝน (วรวุฒิ ตันติวนิช, 2535)
แม้ว่าบางแห่งมีความลาดชันไม่มากนัก แต่รอยแผลที่เกดิ ดินถล่ม จะเปิดกว้าง ส่วนบริเวณที่เป็นป่าซึ่งมีสภาพ
ค่อนข้างสมบูรณ์มีการเกิดดินถล่มบ้าง แต่รอยแผลของการถล่มจะเกิดในบริเวณที่มีความลาดชันสูง
นอกจากนี้อัตราการแทรกซึมของน้ำยังเป็นปัจจัยเสริมในการเกิดดินถล่ม เช่น บริเวณป่าผลัดใบ
(deciduous forest) อัตราการแทรกซึมของน้ำมีค่ามากกว่า 1,270 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง สวนป่าสน
(Pine forest) มีค่าระหว่าง 36-1,270 มิลลิเมตรต่อช่ัวโมง (Hornbeck and Reinhart, 1964) ยังพบว่า
ในดินชั้นฮิวมัสหรือโอ อัตราการแทรกซึมของน้ำมีค่าสูงถึง 5,994 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ดินชั้นเอ
มีค่าระหว่าง 1,600-3,353 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง และดินชั้นบี (B horizon) มีค่าระหว่าง 230-432
มิลลิเมตรต่อชว่ั โมง (Trimble and others, 1951)

กรณศี ึกษาในประเทศไทยบริเวณพื้นท่ีป่าต้นน้ำภาคเหนือซึ่งเป็นป่าดิบเขาก็พบเช่นเดียวกันวา่
แทบไม่มีน้ำไหลบ่าบนผิวหน้าดินเลย (นิวัติ เรืองพานิช, 2513) เปรียบเทียบกับพื้นที่ร้างปรากฏว่า
ปริมาณน้ำไหลบ่า บนผิวหน้าดินมมี ากกว่าพื้นทีป่ ่าดิบเขาถึง 2 เท่า (นิพนธ์ และคณะ, 2516) โดยภายใต้

- 14 -

สภาพป่าที่ปกคลุมด้วยเนื้อดินปนทรายหรือเนื้อดินเหนียวที่ปกคลุมไปด้วยฮิวมัส และเศษซากพืชจะมี
อัตราการแทรกซึมน้ำไม่แตกต่างกันมากนัก โดยให้เหตุผลว่าช่องว่างของดินในระดับความลึกประมาณ
60 เซนติเมตร จากผิวดินแทบจะไม่แตกต่างกัน Hoover (1950) หมายความว่าบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำที่มี
ป่าไม้ปกคลุมจะไม่มีน้ำไหลบ่าบนผิวหน้าดิน น้ำในลำธารที่เห็นเป็นน้ำที่ไหลผ่านดินล่าง (subsurface
flow) เท่านั้นที่ลงสู่ลำธาร (นิวัติ เรืองพานิช, 2513; Hoover and Hursh, 1943; Hewlett and
Hibbert, 1967; Tsukamoto, 1966) อีกทั้งประเภทของป่ายังพบความแตกต่างของปริมาณน้ำที่พืช
ดดู ซับไว้ในดนิ เช่น ปา่ ดิบแลง้ ป่าดิบเขา ปา่ ดิบชื้น ปา่ เบญจพรรณผสมไมส้ ัก และปา่ เต็งรัง มีค่าประมาณ
ร้อยละ 30, 9, 19, 39, และร้อยละ 62 ของปริมาณฝน ตามลำดับ จะเห็นว่าพื้นที่ป่าดิบเขามีน้ำที่ถูกพืช
ดูดซับไว้น้อยที่สุด เนื่องจากมีลักษณะของใบเป็นมันและมีขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้สภาพของ
บรรยากาศยังเต็มไปด้วยเมฆหมอกและมคี ่าความช้ืนสมั พัทธส์ ูง ในขณะที่ปา่ ชนิดอื่น ๆ มีน้ำทถ่ี ูกพืชดูดซับไว้
ประมาณ 40% ถึง 60% (Tangtham, 1999)

2.3.4 ปรมิ าณน้ำฝน

จากปัจจัยสำคัญดังที่กล่าวมาแล้ว ปริมาณน้ำฝนยังเป็นปัจจัยภายนอกที่มากระตุ้นให้ระบบ
และกลไกลการพังทลายของดิน หรือการเคลื่อนที่ของมวลดินเกิดขึ้นเร็วขึ้น กล่าวคือ เมื่อมีฝนตก
นำ้ ฝนจะซึมลงไปในดินด้วยอิทธิพลของแรงโน้มถ่วง ระยะแรกการแทรกซึม (infiltration) ของน้ำฝนลงไป
ในดินค่อนข้างเร็ว เนื่องจากความชื้นในดินยังมีน้อย เมื่อมีฝนตกนานขึ้นในดินจะมีความชื้นมากขึ้น
อตั ราการแทรกซึมจะช้าลง ทง้ั นขี้ น้ึ อยู่กับประเภทของเน้ือดิน ถ้าเป็นดนิ เน้ือหยาบอัตราการแทรกซึมของ
น้ำลงไปในดินก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว จำพวกดินทราย แต่ถ้าเป็นดินเนื้อละเอียด จำพวกดินเหนียว
การแทรกซึมค่อนข้างช้า ปริมาณน้ำที่แทรกซึมลงไปในดินจะไปกักเก็บไว้ในช่องว่างในดิน (soil pore)
ถ้าปริมาณน้ำมีมากกว่าที่ดินจะเก็บกักไว้ได้ก็จะไหลผ่านลงสู่ชั้นน้ำใต้ดินหรือชั้นน้ำบาดาล
(groundwater) ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมายังพื้นดินแทรกซึมลงไปในดินขึ้นอยู่กับอัตราการแทรกซึม
(infiltration rate) ถ้าปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในอัตราน้อยกว่าอตั ราการแทรกซึม น้ำฝนจะแทรกซมึ ลงใน
ดินทั้งหมด แต่ถ้าปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในอัตราที่มากกว่าอัตราการแทรกซึม น้ำฝนที่เหลือจาก
การแทรกซึมลงในดินก็จะเกิดการไหลบ่าผิวดิน (surface runoff) ลงสู่ที่ต่ำ กรณีที่มีพืชพรรณหรือป่าไม้
ขน้ึ ปกคลมุ พ้ืนดิน ปรมิ าณน้ำฝนท่ตี กลงมาบางส่วนจะถกู ยดึ ไวโดยใบกง่ิ กา้ น และลำตน้ จะมีมากหรือน้อย
ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชพรรณหรือประเภทของป่าไม้ เม่อื น้ำฝนทตี่ กแทรกซึมลงในดนิ ดินกจ็ ะไดร้ บั ความช้ืน
เพิ่มข้ึนทำให้ดินมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น มีผลทำให้แรงยึดเหนี่ยวระหว่างมวลดินด้วยกันหรือระหว่างมวลดินกับ
หินลดลงขณะเดยี วกนั แรงต้านต่อการยึดเหนีย่ วหรือแรงผลักดันมเี พิ่มมากข้ึน ประกอบกบั สภาพพ้ืนที่ตาม
ลาดไหล่เขามีความลาดชัน และมีแรงโน้มถ่วงของโลก จึงเป็นสาเหตุให้ดินและหินแตกหลุดออกจากกัน
และเกิดการถล่มลงมา ดังตัวอย่างของ ปริญญา นุตาลัย และวันชัย โสภณสกุลรัตน์ (2532) พบว่าเม่ื อมี
ปริมาณฝนตกตั้งแต่ 260 มิลลิเมตรขึ้นไป ภายในเวลา 24 ชั่วโมง จะเกิดดินถล่มตามลาดไหล่เขาหลายแห่ง
อย่างไรก็ตามนอกจากปริมาณน้ำฝนที่ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมแล้ว ยังมีปัจจัยจากความสัมพันธ์ของ
ความถี่และปริมาณน้ำฝน พบว่าจำนวนของการเกิดดินถล่มมีความสัมพันธ์กับความถี่และปริมาณน้ำฝน
กล่าวคือ ในระดับรุนแรงมากต้องมีปริมาณฝนตกสะสม มาแล้ว 2 วัน มากกว่า 140 มิลลิเมตร และ
ความหนาแน่น (rainfall intensity) ของฝนมากกว่า 35 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ในระดับรุนแรงต้องมี
ปริมาณฝนตกสะสมมาแล้ว 2 วัน ปริมาณน้ำฝนระหว่าง 80-140 มิลลิเมตร ความหนาแน่นของฝน

- 15 -

มากกว่า 15 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง และระดับรุนแรงน้อยต้องมีปริมาณฝนตกสะสมมาแล้ว 2 วัน
ปริมาณน้ำฝนมากกว่า 40 มิลลิเมตร ความหนาแน่นของฝนมากกว่า10 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง และ
การคาดคะเนปริมาณและความหนาแน่นของฝนสามารถแบ่งเป็น 3 ระดับ กล่าวคือระดับรุนแรงน้อย
ต้องมีฝนตกติดต่อกันมากกว่า 3 วัน มีปริมาณฝนระหว่าง 270-300 มิลลิเมตร และความหนาแน่นของ
ฝนระหว่าง 90-100 มิลลิเมตรต่อวัน ระดับปานกลาง ต้องมีฝนตกติดต่อกันมากกว่า 2 วัน มีปริมาณฝน
ระหว่าง 280-300 มิลลิเมตร และความหนาแน่นของฝนระหว่าง 140-150 มิลลิเมตรต่อวัน ระดับรุนแรง
ต้องมีฝนตกมากกว่า 6 วัน มีปริมาณฝนระหว่าง 480-500 มิลลิเมตร และความหนาแน่นของฝน ระหว่าง
80-85 มิลลิเมตรต่อวัน (Nianxueo and Zhupingo, 1992) อย่างไรก็ตามการศึกษาปริมาณน้ำฝน
ที่มีผลต่อการเกิดดินถล่มยังต้องพิจารณาร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำใต้ดิน ซึ่งมีวงจร
การเปลี่ยนแปลงแตกตา่ งกันในแต่ละฤดูกาลและเป็นสาเหตุหลักในการเคล่ือนตวั ของมวลดนิ

2.4 แนวความคิดเกีย่ วกบั การทำแผนทพี่ ื้นทอี่ ่อนไหวต่อการเกิดดินถลม่

ภัยพิบัติทางธรรมชาติ คือ “ภัยพิบัติที่มีโอกาสเกิดขึ้น ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหน่ึง
ภายในบริเวณที่เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติอาจสร้างความเสียหาย ” (Varnes, 1984) คำจำกัด
ความรวมถึงขนาดที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และคาบอุบัติซ้ำของการเกิด (Carrara and Pike, 2008) ซึ่งขนาด
จะเป็นตัวบ่งบอกความรุนแรงของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นเงื่อนไขทางพฤติกรรมและพลังของ
การทำลายล้าง ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงการระบุสถานที่ที่อาจเกิดปรากฏการณ์ เวลาจะเป็น
ตวั บ่งชีถ้ งึ ความถ่ขี องเหตกุ ารณ์ (temporal frequency)

การประเมินอันตรายจากภัยพิบัติดินถล่มจึงต้องคำนึงถึง ขนาดที่ตั้ง และเวลาของทั้งปัจจัย
ควบคุมและปัจจัยกระตุ้น (Ayalew and Yamagishi, 2005; Dahal and others, 2008) อย่างไรก็ตาม
เปน็ การยากที่จะทำนายคุณลักษณะท่สี ำคัญท้งั สามประการดังท่ีกล่าวมา โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งช่วงเวลาท่ีจะ
เกิดเหตุการณ์ นอกจากนี้ทั้งตัวแปรภายใน (ปัจจัยควบคุมดินถล่ม) และตัวแปรภายนอก (ปัจจัยกระตุ้น)
ถูกใช้ในการกำหนดการเกิดภัยพิบัติดินถล่มในพื้นที่ (Cevik and Topal, 2003) ตัวแปรภายในที่เป็น
ตัวกำหนดความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม ประกอบด้วย ธรณีวิทยาของชั้นหิน (bedrock geology)
ธรณีสัณฐานวิทยา (geomorphology) ความหนาของชั้นดิน (soil depth) ชนิดของดิน (soil type)
ระดับของความลาดชนั (slope gradient) หน้ารับน้ำฝนของความลาดชัน (slope aspect) ความนูนลาด
(slope convexity) ความเว้าโค้งลาด (slope concavity) ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง
(elevation) คุณสมบัติทางวิศวกรรมของวัสดุธรณีที่มีความลาดชัน รูปแบบของการใช้ประโยชน์ที่ดิน
(land use pattern) รูปแบบของทางน้ำ (drainage pattern) และอื่น ๆ (Dahal and others, 2008)
ตัวแปรภายนอกที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดดินถล่มในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว ประกอบด้วย ฝนตกหนัก
แผน่ ดินไหว การประทขุ องภูเขาไฟ (Cevik and Topal, 2003) หรือการละลายของหมิ ะ (Malamud and
others, 2004)

ความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม (landslide susceptibility) นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง
(Akgün and Bulut, 2007) และใช้แทนที่คำว่า “ความเสี่ยงภัยดินถล่ม” (landslide hazard) เนื่องจาก
สามารถกำหนดพืน้ ทีเ่ สย่ี งภยั ดนิ ถล่มไดโ้ ดยไม่ตอ้ งอ้างถึงเวลาและขนาด (Dai and Lee, 2001) นอกจากน้ี
ความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มคือความเป็นไปได้ที่จะเกิดดินถล่มในอนาคตในพื้นที่ที่กำหนด ขึ้นอยู่กับ

- 16 -

ทัง้ สองตวั แปรคือตัวแปรภายในทีเ่ ป็นปจั จัยควบคุมการเกิดดนิ ถล่ม และตวั แปรภายนอกท่ีเข้ามากระตุ้นมี
ความแตกต่างขนึ้ อย่กู ับเฉพาะพื้นที่ และเกดิ ขึ้นช่วั คราว

แผนที่พื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มพิจารณาจากการกระจายตัวของกา รเกิดดินถล่มใน
อดีตและปัจจัยควบคุมต่าง ๆ (Nandi and Shakoor, 2010) ด้วยเหตุนี้ จึงมีความสำคัญต่อการระบุ
การเกิดดินถล่มในอดีตอย่างแม่นยำ และกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเชิงพื้นที่ที่แสดงถึงลักษณะ
ทางกายภาพและเหตุการณ์ดินถล่มที่เกิดขึ้น เพื่อกำหนดความอ่อนไหวที่เชื่อถือได้ของการเกิดดินถล่ม
ในอนาคต (Park and Chi, 2008) โดยขั้นตอนสำหรับการประเมินและการทำแผนที่ความอ่อนไหวใน
การเกิดดินถล่มในอดีตที่ผ่านมา มีความยากลำบากและใช้เวลานาน (Dahal and others, 2008)
แต่เนอ่ื งจากการพฒั นาของระบบภูมิศาสตร์สารสนเทศ (GIS) และแอพพลิเคช่ันทางคอมพวิ เตอร์ ทำให้ใน
ปัจจุบนั การวเิ คราะห์ความออ่ นไหวในการเกดิ ดนิ ถล่มสามารถทำไดง้ ่ายขึน้ (Dahal and others, 2008)

2.5 วธิ กี ารศกึ ษาพน้ื ท่อี ่อนไหวต่อการเกดิ ดนิ ถล่ม

วิธีการทางสถิติ คือ การวิเคราะห์ร่วมกันของปัจจัยที่ทำให้เกิดดินถล่มในอดีตถูกกำหนดใน
เชิงสถติ แิ ละการคาดการณเ์ ชิงปริมาณจะทำข้ึนสำหรับพื้นท่ีท่ีไมม่ ีดินถล่มในปจั จุบนั แต่มีสภาพท่ีคล้ายคลึง
กัน (Soeters and van Westen, 1996) ในปัจจุบันแนวทางทางสถิติถือเป็นเทคนิคที่เหมาะสมที่สุด
สำหรับการประเมินความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม (Dai and others, 2001) เนื่องจากเป็นไปตาม
วัตถุประสงค์ ง่ายต่อการปรับปรุง และสามารถทำซ้ำได้ (He and Beighley, 2008) วิธีการทางสถิติ
ที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์ภัยพิบัติดินถล่มในโครงการนี้คือ วิธีการวิเคราะห์แบบสองตัวแปร (Bivariate
statistical analysis)

การวิเคราะห์ทางสถิติสองตัวแปรหลัก คือ (1) ตัวแปรปัจจัยที่ควบคุมดินถล่ม เช่น
สภาพธรณีวิทยา ความลาดชัน การใช้ประโยชน์ที่ดิน และอื่น ๆ และ (2) แผนที่การกระจายตัวของ
การเกิดดินถล่ม โดยค่าน้ำหนักจะถูกคำนวณให้แต่ละชั้น (class) ของแผนที่ปัจจัยที่เป็นสาเหตุ
(Soeters and Van Westen, 1996; Süzen and Doyuran, 2004) การจัดอันดับชั้นของข้อมูลโดยใช้
ความหนาแน่นของการเกิดดินถล่ม (Ayalew and Yamagishi, 2005) วิธีการนี้จะสมมติว่าปัจจัยทั้งหมด
ไม่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน (Suzen and Doyuran, 2004) วิธีการวเิ คราะห์ทางสถติ ิแบบสองตวั แปร
นี้ถือว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่น แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายประการ (Thiery and
others, 2007) ซึ่งข้อจำกัดอาจรวมถึงการสูญเสียคุณภาพและความถูกต้องของข้อมูลด้วย
การลดความซับซ้อนของข้อมูลเฉพาะเรื่องที่ให้ตัวแปรปัจจัยมากเกินไปจนเกิดข้อผิดพลาดของ
ค่าความอ่อนไหวของข้อมูล การแปลงค่าปัจจัยต่อเนื่องให้เป็นแบบไม่ต่อเนื่องมีแนวโน้มที่จะต้องอาศัย
ความเห็นของผู้เช่ียวชาญในการกำหนดขอบเขตของช้ันข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ทางสถิติแบบสองตัวแปร
มีวิธีการต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งประกอบดว้ ย วธิ ีการอตั ราสว่ นของความถ่ี (Pradhan and Lee,
2010) วิธีการค่าน้ำหนักของหลักฐาน (Regmi and others, 2010) วิธีการค่าของข้อมูล (information
value method) (Süzen and Doyuran, 2004) แบบจำลองความน่าจะเป็นของ Bayesian และปัจจัย
ความแน่นอน (certainty factors) (Soeters and van Westen, 1996)

บทที่ 3
ขอมลู พนื้ ฐาน

3.1 ท่ตี ัง้ และอาณาเขต

จังหวัดกระบี่เปนจังหวัดภาคใตของประเทศไทย ตั้งอยูบริเวณภาคใตทางฝงทะเลตะวันตก
ติดกับทะเลอันดามัน ระหวางเสนละติจูดที่ 7 องศา 12 ลิปดาเหนือ ถึง 8 องศา 41 ลิปดาเหนือ และ
ระหวางเสนลองจิจูดที่ 98 องศา 36 ลิปดาตะวันออก ถึง 99 องศา 25 ลิปดาตะวันออก อยูหางจาก
กรุงเทพมหานครตามเสนทางรถยนตประมาณ 783 กิโลเมตร มีเนื้อท่ีประมาณ 4,708 ตารางกิโลเมตร
อาณาเขตติดบริเวณใกลเคยี งไดแก

ทศิ เหนือ ตดิ ตอ กบั จังหวัดพงั งาและจงั หวดั สุราษฎรธานี
ทิศใต ตดิ ตอกับจังหวัดตรงั และทะเลอนั ดามนั
ทศิ ตะวนั ออก ตดิ ตอกบั จังหวัดนครศรธี รรมราชและจังหวัดตรัง
ทิศตะวนั ตก ติดตอกับจังหวัดพงั งาและทะเลอนั ดามัน

3.2 ลกั ษณะภมู ิประเทศ

ลักษณะภมู ปิ ระเทศท่วั ไปของจังหวัดกระบ่ี ประกอบดวย

1) บริเวณเทือกเขา มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางมากกวา 200 เมตร สวนใหญ
จะวางตัวอยูในแนวเหนือ-ใต ยอดเขาสูงสุดสูงถึง 1,402 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่เขาพนม
อำเภอเขาพนม อยูทางตอนเหนือของพ้ืนที่ เทือกเขาน้ีเปนตนกำเนิดของแมน้ำหลายสาย เชน
คลองปกาสัย คลองกระบ่ีใหญ คลองกระบ่ีนอย ครอบคลุมพ้ืนท่ีอำเภอปลายพระยา อำเภออาวลึก
อำเภอเขาพนม และอำเภอเมอื งกระบ่ี

2) บริเวณเขาโดดหรือเนินเต้ียๆ สลับกับลูกคลื่นลอนลาด มีความสูงจากระดับน้ำทะเล
ปานกลาง 100-300 เมตร กระจายอยทู ่ัวบริเวณพ้ืนที่ ไดแกอำเภอปลายพระยา อำเภออาวลึก อำเภอเขาพนม
อำเภอเกาะลนั ตา อำเภอลำทบั อำเภอคลองทอ ม และอำเภอเมอื งกระบี่

3) บริเวณที่ราบลุม กระจายตัวท่ัวทั้งจังหวัด มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง
ประมาณ 20-60 เมตร ครอบคลุมอำเภอปลายพระยา อำเภออาวลึก อำเภอเขาพนม อำเภอเหนือคลอง
อำเภอลำทับ และอำเภอคลองทอ ม

4) บริเวณท่ีราบชายฝง อยูทางตอนใตและตะวันตกของจังหวัด มีความสงู จากระดับน้ำทะเล
ปานกลางประมาณ 0-10 เมตร พ้ืนที่ชายฝงสวนใหญเปนปาชายเลน ชายฝงยาวประมาณ 160 กิโลเมตร
พบตัง้ แตอำเภออา วลึก อำเภอเมอื งกระบ่ี อำเภอเหนอื คลอง และอำเภอเกาะลันตา

5) บริเวณเกาะ อยูทางตอนใตของจังหวัด พบเกาะนอกชายฝงจำนวน 130 เกาะ พบอยูใน
เขตอำเภอเมือง อำเภอเหนอื คลอง และอำเภอเกาะลันตา

- 18 -
รปู ท่ี 3.1 แผนทีภ่ มู ปิ ระเทศและขอบเขตการปกครองจังหวดั กระบ่ี

- 19 -

3.3 ลกั ษณะภูมอิ ากาศ

กระบี่เปนจังหวัดที่ตั้งอยูติดทะเล อุณหภูมิตลอดทั้งปม ีคา คงที่ไมเปลี่ยนแปลงมากและ
มีฝนตกชุกในฤดูฝนเพราะอยูทางดานรับลม จึงไดรับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใตที่พัดผาน
มหาสมุทรอินเดียอยางเต็มท่ี สว นฤดูหนาวอากาศไมห นาวจัดเพราะอยูไกลจากอิทธิพลของอากาศหนาว
และบางครั้งมีฝนตกไดเนื่องจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือท่ีพัดผานอาวไทยพาเอาฝนมาตก
แตปรมิ าณนอ ยกวา จังหวดั ทอี่ ยูท างดา นตะวนั ออกของภาคใต (กรมอตุ ุนยิ มวิทยา, 2563)

1) ฤดูกาล ฤดูกาลของจงั หวัดกระบี่พิจารณาตามลักษณะลมฟาอากาศของประเทศไทยแบง
ออกเปน 3 ฤดูดังน้ี ฤดูรอ น เรมิ่ ต้ังแตกลางเดือนกุมภาพันธถึงกลางเดือนพฤษภาคม ระยะน้ีเปนชวงวาง
ของฤดูมรสุม จะมีลมจากทิศตะวันออกเฉียงใตพ ัดปกคลุมทำใหเ กิดอากาศรอ นอบอาวทั่วไป
เดือนเมษายนเปนเดือนที่มีอากาศรอนที่สุด ฤดูฝน เริ่มตั้งแตกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม
จะมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต พัดปกคลุมประเทศไทยและรอ งความกดอากาศต่ำพาดผานภาคใต
เปนระยะๆ ในชวงเดอื นตุลาคมอีกดวย จึงทำใหม ีฝนตกมากตลอดฤดูฝน ฤดูหนาว เริ่มตั้งแตกลางเดือน
ตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธซ ึ่งเปนฤดูมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีลมเย็นและแหง จาก
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือพัดผาน ทำใหม ีอากาศเย็น จังหวัดกระบ่ีอยูใกลท ะเลอุณหภูมิจะลดลงเล็กนอย
อากาศจงึ ไมหนาวเย็นมากนักและตามชายฝง จะมฝี นตกท่วั ไป (กรมอุตนุ ยิ มวทิ ยา, 2563)

2) พายุหมุนเขตรอน พายุหมุนเขตรอนท่ีผานบริเวณภาคใตและสงผลกระทบตอ จังหวัด
กระบ่ี สวนมากเปนพายุดีเปรสชันที่มีกําลังออนจากทะเลจีนใตและมหาสมุทรแปซิฟกจะทำใหม ี
ฝนตกหนักและลมกระโชกแรง บางคร้ังทำใหเกิดน้ำทวมได กําลังแรงของลมและคลื่นในทะเลจะทำ
อันตรายแกเรือใน ทะเลและอาคารบานเรือนท่ีอยูตามชายฝง จากสถิติในคาบ 69 ป ต้ังแต พ.ศ. 2494-
2562 พบวามีพายุหมุนเขตรอนเคล่ือนผานเขาสูจังหวัดกระบ่ี 10 ลูก โดยเคล่ือนผานเขามาใน
เดือนมกราคม 1 ลูก (2562) เดือนตุลาคม 2 ลูก (2509 และ 2514) เดือนพฤศจิกายน 5 ลูก (2505
2509 2520 2536 และ 2553) และเดือนธันวาคม 2 ลูก (2509 และ 2517) พายุท่ีมีความรุนแรงและ
ทำความเสียหายใหแกจ ังหวัดกระบี่และภาคใตเ ปนบริเวณกวาง ไดแกพ ายุโซนรอ น “แฮเรียต”
พายุนี้กอตัวขึ้นในทะเลจีนใตใกลป ลายแหลมญวนเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2505 แลว เคล่ือนตัวเขามาใน
อาวไทยพรอ มกับทวีกําลังแรงข้ึนเปนพายุโซนรอนและไดเคลื่อนเขา ประเทศไทยบริเวณจังหวัด
นครศรีธรรมราช ผานสุราษฎรธ านีระหวางวันท่ี 25-26 ตุลาคม 2505 แลว ลงสูทะเลอันดามัน พายุน้ีได
ทำความเสยี หายเกือบทุกจังหวัดในภาคใตโ ดยมผี ูเสยี ชีวิตถงึ 395 คน และบาดเจบ็ 445 คน ทรพั ยส นิ ของ
ทางราชการและเอกชนเสียหายคิดเปนมูลคา ถึง 1,320 ลา นบาท นบั เปนความเสียหายจากภยั ธรรมชาติที่
รายแรงที่สุดของประเทศไทย (กรมอตุ ุนยิ มวิทยา, 2563)

3) ปริมาณฝน เน่ืองจากจังหวัดกระบ่ีอยูฝงทางดานตะวันตกของภาคใต ซึ่งรับลมมรสุม
ตะวันตกเฉียงใตอยางเต็มที่ในฤดูฝนทำใหฝนตกมากในฤดูฝน สวนในฤดูหนาวแมจะไดรับอิทธิพลจาก
ม ร สุ ม ต ะ วั น อ อ ก เฉี ย ง เห นื อบ า งใ น ก ร ณี ที่ ม ร สุ ม ต ะ วั น อ อ ก เฉี ย ง เห นื อ มี กํ า ลั ง แ ร ง แ ต ก็ มี ฝ น ต ก น อ ย
เนื่องจากถูกทิวเขาทางดานตะวันออกของภาคใตปดกั้นลมไวปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดปประมาณ 2,174.4
มลิ ลิเมตร ฝนตกประมาณ 153 วนั เดือนที่มีฝนตกมากที่สดุ คอื เดอื นกันยายน มีฝนเฉลี่ย 330.3 มิลลิเมตร
ฝนตกประมาณ 20 วัน ฝนตกสูงสุดใน 24 ช่ัวโมงเคยตรวจได 241.6 มิลลิเมตร ที่อำเภอเกาะลันตา
เมอื่ วันท่ี 23 มิถนุ ายน 2562 (กรมอุตุนยิ มวทิ ยา, 2563)

- 20 -

รูปที่ 3.2 แผนที่แสดงรองความกดอากาศต่ำทิศทางลมมรสุมและทางเดนิ พายุหมุนเขตรอนท่ีเขา สูประเทศไทย
(กรมอตุ ุนยิ มวทิ ยา, 2564)

- 21 -

รูปที่ 3.3 ปริมาณฝนรายเดือนเฉล่ียจังหวัดกระบี่ ในชวงป พ.ศ. 2553 - 2563 (กรมอตุ ุนิยมวิทยา, 2564 :
สถานีอุตนุ ยิ มวิทยากระบ่ี และสถานอี ตุ นุ ยิ มวทิ ยาเกาะลันตา)

3.4 ลักษณะธรณวี ทิ ยา

ลักษณะทางธรณีวิทยาของจังหวัดกระบี่ตามขอมูลแผนท่ีธรณีวิทยามาตราสวน 1:50,000
(กรมทรัพยากรธรณี, 2548; 2549; 2550; 2553; 2555; 2556) และรายงานการจำแนกเขตเพ่ือ
การจัดการดานธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณี (กรมทรัพยากรธรณี, 2556) ประกอบดวยหินตะกอน
(sedimentary rock) เปนสวนมาก แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนภูเขาและเนินเขา หินท่ีมีอายุแกท่ีสุด
คือ กลุมหินแกงกระจาน ยุคคารบอนิเฟอรัส-เพอรเมียน ตอมาเปนกลุมหินราชบุรี ยุคเพอรเมียนที่
พบหินปูนคารบ อเนตกระจายท่ัวพื้นที่ แสดงลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต (karst topography) จากนั้น
เปนหมวดหินไสบอน ยุคไทรแอสซิก กลุมหินทุงใหญยุคจูแรสซิก - ครีเทเชียส และกลุมหินกระบี่
ยุคเทอรเชียรี และถูกปดทับดวยตะกอนรวนในยุคควอเทอรนารี และมีหินอัคนีแทรกซอน
(intrusive igneous rock) ในบางพืน้ ที่ แผนท่ีธรณีของจังหวัดกระบ่แี ละคำอธิบายแผนท่ี (รปู ที่ 3.4)

3.4.1 ลำดบั ช้ันหิน

การลำดับช้ันหินของจังหวดั กระบี่ สามารถอธิบายจากหนิ อายุแกไ ปหาหินอายุออนไดดงั นี้
3.4.1.1 หินยคุ คารบอนิเฟอรสั -เพอรเ มยี น
1) กลุมหินแกงกระจาน (Kaengkrachan Group; CPk) ประกอบดวยสวนลางเปน
หินโคลนปนกรวด หินดนิ ดาน หนิ ทรายแปง หินเชิรต หินทรายเนือ้ ภูเขาไฟ หินทรายเนือ้ ซิลิกา (silicified
sandstone) สีเทา เทาเขียว และน้ำตาล มีซากหอยแบรคิโอพอด ไบรโอซัว ปะการัง และไครนอยด
สวนตอนบนประกอบดวย หินทราย หินปูนเนื้อดิน หินดินดาน และหินเชิรต ซึ่งวางตัวอยางตอเน่ืองกับ
หินยุคเพอรเมียน กลุมหินแกงกระจาน มีการจัดแบงออกเปน 4 หมวดหิน ไดแก หมวดหินแหลมไมไผ
หมวดหนิ เกาะเฮ หมวดหินเขาพระ และหมวดหินเขาเจา มรี ายละเอียด ดังนี้

- 22 -
รปู ที่ 3.4 แผนที่ธรณีวทิ ยาจงั หวัดกระบ่ี (กรมทรพั ยากรธรณี, 2564)

- 23 -

ตารางที่ 3.1 คำอธบิ ายแผนท่ีธรณวี ิทยาจังหวัดกระบี่

คำอธิบาย
(EXPLANATION)

ยุค หนิ ตะกอน หินชน้ั และหนิ แปร
PERIOD SEDIMENTARY AND METAMORPHIC ROCKS
Qa ตะกอนน้ำพา และตะกอนท่ีราบน้ำทวมถึง ประกอบดวยทราย ทรายแปง กรวด และ
ควอเทอรนารี ดนิ เหนยี ว
QUATERNARY
Qb ตะกอนชายหาด ทรายรวน ขนาดละเอียด การคัดขนาดดี มีซากพืช และเปลือกหอย

ปะปนมาก

Qmc ตะกอนปาชายเลน ดินเหนียวปนพีท ดินเหนียวปนทรายแปง สีเทา หรือสีเทาปนเขียว

ปกคลุมดวยปา ชายเลน

Qt ตะกอนตะพักลุมน้ำ ทรายหยาบ และกรวดละเอียด สลับดินเหนียว ทรายแปง และ

ทรายละเอยี ด
Qc ตะกอนเศษหนิ เชิงเขา ทรายแปง ทราย ดินเหนยี ว แมรังและเศษหิน

เทอรเชยี รี Tkb หนิ โคลน หินโคลนปนซากพืช ชัน้ บาง เนื้อปนปูน หนิ โคลนท่ีมีซากดกึ ดำบรรพมาก หินมารลE
TERTIARY
ลกิ ไนต และหนิ ทรายกึ่งแข็งตัว
ครเี ทเชยี ส
CRETACEOUS Kpp หินทราย สีแดงอิฐ เม็ดทรายมีขนาดละเอียดถึงปานกลาง อารโคสิก และเน้ือปนไมกา

จูแรสซิก มชี ้ันขนาดปานกลาง พบชนั้ เฉียงระดบั และพบช้ันหนิ ทรายแปง หนิ โคลนเปน ชัน้ บางสลับ
JURASSIC
EKsc หินกรวดมน และหินทรายท่ีมีตะกอนทรายขนาดหยาบ ชั้นหนา มีชั้นเฉียงระดับ หินโคลน
ไทรแอสซิก
TRIASSIC สนี ำ้ ตาลแดง พบซากพืช
เพอรเมียน
PERMIAN Klt หินทราย สีน้ำตาลออน สีน้ำตาลแดง เม็ดทรายมีขนาดละเอียดถึงปานกลาง อารโคสิก

ชนั้ บางถงึ หนาปานกลาง พบช้นั เฉียงระดับ หินโคลน สนี ้ำตาลแดง

JKI หินทรายอารโคส หินโคลน หินทรายแปงสีน้ำตาลแดง การวางชั้นเฉียงกับแนวระดับ

หินกรวดมนและหนิ ทรายในตอนบนของการลำดบั ช้นั หนิ

Jkm หินทราย หินทรายแปง หินดินดาน หินปูน สีเทาแกมเขียว เขียวออน เทาแกมแดง

มวงแกมแดง ถึงสีเทาดำ ชั้นบางถึงช้ันปานกลาง แสดงริ้วรอยคลื่น รอยพิมพนูนของ
รหู นอน

Trsb หินทรายแปง สีแดงอิฐ มีหินปูนเนื้อโดโลไมต แทรกสลับเปนเลนสช้ันบางๆ พบ

ซากดกึ ดำบรรพจ ำพวกหอยกาบคู แกสโตรพอด และเศษพืช หนิ ทราย สนี ำ้ ตาลออน

Pul หินปูน หินปูนเน้ือโดโลไมต สเี ทา และสีเทาดำ ไมแสดงช้ัน มหี ินเชริ ตเปน แลนส
Ppp หินปูน หินปนู เนื้อโดโลไมต สีเทา และสีเทาดำ ชน้ั บางถึงหนาปานกลาง พบซากดกึ ดำบรรพ

จำพวกไบรโอซวั ฟว ซลู ินิด ปะการัง และไครนอยด

P หินดินดานสเี ทา หินทรายสีนำ้ ตาลแกมเหลือง และแทรกสลบั ดวยหนิ ปูน มีลักษณะเปนเลนส

พบซากดกึ ดำบรรพของฟวซลู นิ ดิ แบรคโิ อพอด ปะการัง และเศษพืช

- 24 -

ตารางที่ 3.1 คำอธบิ ายแผนท่ธี รณีวทิ ยาจงั หวดั กระบี่ (ตอ)

คำอธบิ าย
(EXPLANATION)

ยุค หนิ ตะกอน หินชัน้ และหินแปร
PERIOD SEDIMENTARY AND METAMORPHIC ROCKS

คารบอนิฟอรสั CPk หินดนิ ดาน สีนำ้ ตาลออ น ช้นั บาง หินทรายอารโ คสกิ สีน้ำตาลออ น เม็ดทรายมขี นาดละเอียด
CARBONIFEROUS
ถงึ ปานกลาง ชนั้ หนา หนิ ทรายแปง และหินเชริ ต
ยุค
PERIOD CPkc หินทรายเน้ืออารโคส สีขาวถึงสีเทาจาง การคัดขนาดดี เน้ือปานกลาง ชั้นบาง พบ
ควอเทอรนารี
QUATERNARY ซากดกึ ดำบรรพ จำพวก Posidnomya sp.
เทอรเชยี รี
TERTIARY CPkp หนิ ทราย หินทรายแปง สเี ทาเขียว ไมแสดงช้ันถึงชน้ั บางมาก และแสดงรองรอยของสงิ่ มีชีวติ

ครเี ทเชียส เมด็ ขนาดทรายแปงถงึ ทรายละเอยี ด เหล่ยี มถงึ คอ นขางกลม การคดั ขนาดไมดถี ึงปานกลาง
CRETACEOUS
CPkh หินทรายและหินโคลนเนื้อกรวด สีเทาแกมเขียวถึงเทา เม็ดกรวดประกอบดวย ควอตซ

หนิ ทราย หินทรายแปง หนิ แกรนติ หนิ ดนิ ดาน หนิ ซสี ตแ ละหินปูน

CPlp หินโคลนเนื้อแนน สีดำ ชั้นบาง แสดงช้ันหินชัดเจน มีทรายเปนริ้วบางๆแทรกสลับกับ

หินทรายเน้ือดนิ หนิ ทรายเนื้อควอตซ หินทรายแปง หนิ โคลนเนอ้ื ปนกรวด

หินอัคนี
IGNEOUS ROCKS

gy กีเซอไรต สขี าวขนุ เน้อื ผลึกซอนรูปของควอตซ และเฟลตสปาร แตกเปนเหลย่ี ม

sy หินไซอีไนต สีเทาเขม เนือ้ ดอก ประกอบดว ยเฟลดสปาร ควอตซ และฮอรน เบรนดเปนหลัก
ผลึกของแรเฟลดสปาร เห็นชัดเจน ขนาดไมเกิน 2 เซนติเมตร อาจพบหินอัคนีพุระดับตื้น
อยูดว ย

Krh หนิ ไรโอไลต เน้ือละเอียด และหินไรโอไลต ลักษณะเนือ้ ดอก สเี ทาออ น
Kgr หินแกรนติ เขาพนม : หินแกรนติ เนอื้ ดอก ประกอบดวยแรค วอตซ เฟลดส ปาร และไบโอไทต

แรดอกเฟลดสปารแสดงหนาผลึกก่ึงสมบูรณ ขนาดประมาณ 2-5 เซนติเมตร บางแหง
มีการเรียงตวั ของแรดอก

- 25 -

(1) หมวดหินแหลมไมไผ (Leam Mai Phai Formation; CPlm) เปนหมวดหินท่ีมี
อายุแกท่ีสุดของพื้นท่ี วางตัวในแนวประมาณตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต สวนใหญพบ
กระจายตัวบริเวณเกาะลันตาใหญ ไมพบบนแผนดินใหญ ลักษณะโดยท่ัวไปประกอบดวยหินโคลนและ
หินดินดานเปนสวนใหญ สีเทา เปนชนั้ บางถึงหนาปานกลาง บางบรเิ วณมีลักษณะเปนช้ันบาง มีหินทราย
เนื้อละเอยี ดและหินทรายแปง เปน ชนั้ บาง แสดงชั้นอยางดสี ลับอยู

(2) หมวดหินเกาะเฮ (Ko He Formation; CPkh) พบกระจายตวั ครอบคลุมพ้ืนที่บริเวณ
ดา นเหนอื ของเกาะลันตาใหญ ลกั ษณะทว่ั ไปจะเปน หินทรายเน้ือละเอยี ด สีนำ้ ตาล ขนาดเมด็ ปานกลางถึง
หยาบมาก การคัดขนาดไมดี ลักษณะหินมักไมคอยสด มีการผุพังสูง และหินทราย หินโคลน สีเทาเขม
พบบริเวณอำเภอเกาะลันตา

(3) หมวดหินเขาพระ (Khao Phra Formation; CPkp) สวนใหญกระจายตัวบริเวณ
ท้ังที่เปนเกาะตาง ๆ เชน เกาะยาว เกาะโบยนอย เกาะโบยใหญ และเกาะลันตา สว นท่ีพบกระจายตัวบน
บก เชน บริเวณอาวน้ำ อําเภออาวลึก บานเขาดิน อําเภอเขาพนม เปนตน ลักษณะทั่วไปจะเปน หินโคลน
หินดินดาน สีเทา-สีเทาเขม เน้ือแนน แข็ง สลับดวยหินทราย สีเทา เนื้อละเอียดถึงหยาบปานกลาง
บางบริเวณมีหินเชิรตสลับอยูดวย พบกระจายตัวทางทิศตะวันตกและตอนกลางของจังหวัด และบริเวณ
อำเภอเกาะลันตา

(4) หมวดหินเขาเจา (Khao Chao Formation; CPkc) เปนหมวดหินท่ีอยูบนสุดของ
กลุมหินแกงกระจาน กระจายตัวครอบคลุมพื้นท่ีเปนหยอม ๆ ของเกาะลันตาใหญ เกาะลันตานอย และ
บางสวนบนพ้ืนแผนดินใหญ เชน บริเวณเขาปูน ที่เปนรอยตอระหวางอําเภออาวลึก และอําเภอเขาพนม
ลักษณะทั่วไปจะเปนหินทราย สีเทา เนื้อหินประกอบดวยแรควอตซเปนสวนใหญ เน้ือละเอียดถึงหยาบ
ปานกลาง หนิ ทรายปนกรวด และหินทรายเนือ้ เถา ภเู ขาไฟ ท่ีเปนช้นั หนา แสดงช้ันเฉียงระดบั พบเล็กนอ ย
บริเวณอำเภอเกาะลันตา อา วลึก และเขาพนม

3.4.1.2 หนิ ยุคเพอรเ มยี น

1) กลุมหินราชบรุ ี (Ratburi Group; P) มีลักษณะชั้นหินประกอบดว ย หินปูน หินปูนเน้ือ
โดโลไมต มีหินเชิรตแทรกเปนกอนและเปนชั้น หินโดโลไมตมีซากฟวซูลินิด หอยแบรคิโอพอด ปะการัง
และไบโอซัว แอมโมนอยด และไครนอยด สวนมากมีลักษณะเปนเขาโดด มีหินปูนผลึกสีเทาออน แทรก
สลับดวยหินดินดานและหินทราย พบกระจายตัวหนาแนนบริเวณอำเภอปลายพระยา อำเภออาวลึก
อำเภอเมืองกระบี่ และพบเล็กนอยบริเวณอำเภอเขาพนม อำเภอลําทับ และอำเภอคลองทอม
กลมุ หินราชบุรีมีการจัดแบงออกเปน 5 หมวดหิน ตามลําดบั จากอายุแกท ี่สุดไปออ นท่ีสุด ไดแ ก หมวดหิน
ทุงนางลิง หมวดหินทรายเมืองครุฑ หมวดหินพับผา หมวดหินพนมวัง และหมวดหินอุมลูก จังหวดั กระบี่
ปรากฏหินปูนยคุ เพอรเ มยี น จำนวน 2 หมวดหนิ ไดแ ก

(1) หมวดหินพับผา (Phab Pha Formation; Ppp) เปนเขาหินปูนที่มีลักษณะเปน
ชั้นซอนกัน ประกอบดว ยหินปูนและหินปนู เนื้อโดโลไมต มีเปนชน้ั บางถึงหนาปานกลาง บางสว นมีหนิ เชิรต
เปนเลนสแทรกอยู มีซากดึกดําบรรพอยูทั่วไป ไดแก ไบรโอซัว ฟวซูลินิด ปะการัง และไครนอยด
พบกระจายตัวท่ีบริเวณเกาะผกั เบ้ีย

- 26 -

(2) หมวดหินอมุ ลูก (Um Luk Formation; Pul) ลักษณะเปนหินปูนชนั้ หนาถึงหนามาก
เน้ือแนนแข็ง บางสวนมีหินเชิรตเปนเลนสแทรกอยู พบหมวดหินอุมลูกเปนเขาหินปูนลูกโดดทั้งในทะเล
และกระจายมายังบนแผนดนิ พบซากดกึ ดําบรรพจ ําพวกปะการัง พบกระจายตัวบริเวณอําเภอเมืองกระบี่
อําเภออา วลกึ อาํ เภอเขาพนม และอําเภอลําทับ เปน ตน

3.4.1.3 หินยุคไทรแอสซิก

1) หมวดหินไสบอน (Sai Bon Formation, Trsb) ประกอบดวย ชั้นหินจากลางขึ้นบน
คอื หนิ ทรายเน้ือทรายแปงปนกรวดเหล่ียม หนิ โคลนและหินทรายแปง สลับกบั หินโคลนและหินทรายแปง
ท่ีมหี ินปูนเน้ือโคลน หินโดโลไมตแ ทรกสลับเปนเลนสห รอื ช้ันบาง ๆ พบซากดึกดําบรรพจ าํ พวกหอยสองฝา
(pelecypods) และพบหินทรายเนื้อควอตซ หมวดหินไสบอนวางตัวแบบไมตอเน่ืองอยูบนกลุมหินปูน
ราชบุรี ยุคเพอรเมียน พบกระจายตัวบริเวณอำเภอคลองทอม ตอนบนของอำเภอเกาะลันตาและ
อำเภอปลายพระยา

3.4.1.4 หินยุคจูแรสซกิ -หนิ ยุคครเี ทเชยี ส

1) กลุมหินทุงใหญ (Thung Yai Group) แบงออกเปน 4 หมวดหิน ตามลําดับจากอายุ
จากแกไปออน คอื หมวดหินคลองมีน หมวดหินลําทับ หมวดหินสามจอม และหมวดหินพุนพิน หมวดหิน
ยอยของกลุมหินทุงใหญท่ีมีอายุอยูในชวงจูแรสซิกมีเพียงหมวดหินเดียว คือ หมวดหินคลองมีน
และหมวดหินยอ ยของกลุมหินทุงใหญที่มีอายุอยูในชวงยคุ ครีเทเชียส ประกอบดวย 3 หมวดหิน เรียงจาก
หินทีม่ อี ายแุ กไปออน คอื หมวดหินลาํ ทบั หมวดหินสามจอม และหมวดหนิ พนุ พนิ มลี ักษณะดังนี้

(1) หมวดหินคลองมีน (Khlong Min Formation; Jkm) สามารถแบงออกเปน หมูหิน
ตอนลา ง ประกอบดวยหินปูนเนื้อดินสีเทาเขม แสดงชั้นชัดเจน แตละช้ันหนาประมาณ 20-30 เซนตเิ มตร
พบไมกลายเปนหนิ จํานวนมาก หมูหินตอนกลาง ประกอบดวยหินดนิ ดาน หนิ ทรายเน้ือปูน และหินทราย
แปง พบเศษถานหิน และพบซากดึกดําบรรพของสัตวมีกระดูกสันหลัง เชน กระดองเตา ฟน และ
เกล็ดปลา และหมูหินตอนบน ประกอบดวย หินทรายเน้ือปูน หินดินดาน ตอนบนมีหินทราย หินโคลน
และหินดินดาน พบเปนพนื้ ทเี่ ลก็ ๆ บรเิ วณอำเภออาวลึก และคลองทอม

(2) ห มวดหินลำทั บ (Lam Thap Formation; Klt) พบ เปนห ยอมๆ อยูบ ริเวณ
ดานตะวันออกบนพ้ืนแผนดินใหญ และพบครอบคลมุ พ้ืนที่ทั้งหมดของเกาะยาวใหญ ลักษณะการลำดับ
ช้ันหินประกอบดวยหินทรายสีเทา สีมวงแดง เนื้อละเอียดถึงหยาบ หินทรายแปง หินโคลน
และหินดินดาน เปนชั้นบางถึงหนาปานกลาง มีหินกรวดมนสลับบาง สวนใหญพบที่อำเภอลำทับ
อำเภอคลองทอ ม อำเภอเขาพนม และอำเภออา วลกึ

(3) หมวดหินสามจอม (Sam Chom Formation; Ksc) มีลักษณะเดนคือ มีภูมิสัณฐาน
คลายหินปูน ลำดบั ชั้นหินจากลางขึ้นบนประกอบดวย หินโคลนสีแดงสลับหินทรายกรวดมน หินกรวดมน
และหินกรวดมนสลบั หินทรายเน้ือหยาบท่แี สดงช้ันเฉียงระดบั และมีรอ งรอยของซากพืช การกระจายตัว
ของหมวดหินสามจอมน้ีในพื้นที่พบเปนหนาผาสูงชันบนยอดเขาที่จัดเปนหมวดหินลำทับ โดยวางตัว
ตอเนื่องกนั ขนึ้ ไปคือเขาครอบกระทะและเขาหลกั ไก อำเภอคลองทอม

(4) หมวดหินพุนพิน (Phun Phin Formation; Kpp) พบบรเิ วณภูเขาเนินเตยี้ เนื่องจาก
หินมีความคงทนตอการผุพังต่ำ พบเปนหยอมเล็ก ๆ ในพ้ืนท่ีสำรวจระวางบานเหนือคลอง และระวาง
คลองยา บนที่เนินตามแนวตัดถนนของทางหลวงหมายเลข 44 ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 6 และ

- 27 -

หลักกิโลเมตรที่ 9 ประกอบดวยหินทราย หินทรายแปง หินโคลน หินกรวด สีสม สีแดงอิฐถึงสีสมแดง
ขนาดช้นั หนา สารเชื่อมประสานซลิ กิ า การเชื่อมประสานไมดีหินบรเิ วณน้ีมีการผพุ ังสูง จนแทบกลายเปน
เนื้อดินทัง้ หมด

3.4.1.5 หนิ ยุคเทอรเ ชยี รี

1) กลุมหินกระบ่ี (Krabi Group, Tkb) หินกลุมนี้ประกอบดวย หินดินดาน หินดินดาน
เนื้อปูนผสม หินทราย และหินทรายแปงสีน้ำตาล น้ำตาลเหลืองและขาว หินปูน บางแหงแทรกสลับดวย
ยิปซัมบาง และยังเปนแหลงกําเนิดเช้ือเพลิง เชน ถานหินลิกไนต หินน้ำมัน และยังมีดินเบาบอลเคลย
เกิดรวมดว ย พบซากหอยกาบเดียวและรองรอยใบไมในบางชั้นหิน หินกึ่งแข็งตัว หินโคลน หินทรายแปง
หินทราย หินมารล พบซากหอยสกุลวิวิพารัสและยปิ ซัมแพรกระจายท่ัวไป พบซากสัตวมีกระดูกสันหลัง
เปนสัตวเล้ียงลูกดวยนม 27 ชนิด กลุมหินกระบี่เกิดการสะสมตัวในแองโดดระหวางภูเขา ในบริเวณ
จังหวัดกระบ่ี คือ แองกระบ่ี กลมุ หินกระบโ่ี ผลใหเหน็ เปนบรเิ วณแคบหลายบริเวณ เชน ที่สุสานหอยกระบี่
บริเวณแหลมโพธ์ิ บานหนิ ราว บานเกาะยาว คลองทา ปลงิ (กรมทรัพยากรธรณ,ี 2556)

3.4.1.6 ตะกอนยุคควอเทอรน ารี (Quaternary Sediment)

ประกอบไปดวยตะกอนรวนและตะกอนก่ึงแข็งตัว ท่ีผุพังจากหินตนกำเนิดแลว ถูกพดั พาจาก
ท่ีสูงหรือภูเขาท้ังท่ีอยูรอบๆ โดยตัวกลางท่ีแตกตางกัน เชน ทางน้ำ คล่ืน กระแสน้ำข้ึน-ลง เปนตน ทำให
เกิดการสะสมตัวของตะกอนบนหินแข็ง และพบกระจายตัวตามแนวลุมน้ำ แมน้ำ และที่ราบทั่วไป สามารถ
แบง ตะกอนอายคุ วอเทอรน ารี ไดเ ปน 5 หนว ยตะกอน ไดแ ก

1) ตะกอนเศษหินเชิงเขาและตะกอนหินผุ (Colluvial and residual deposits; Qc
and Qr) ตะกอนเหลาน้ีเกิดจากหินผุสะสมตัวอยูกับท่ีหรือเคล่ือนที่ไปเพียงเล็กนอย ลักษณะของตะกอน
จะแตกตางกันไปในแตละบริเวณ ข้ึนอยูกับหินตนกำเนิดที่จะใหตะกอนเหลานั้น ลักษณะทั่วไป
ประกอบดวย ดิน ทราย ทรายแปง กรวด ดินเหนียว และเศษหิน บางแหงพบวามีดินลูกรังบาง ตะกอน
ไมแข็งตัว การคัดขนาดไมดี รูปรางเหล่ียมถึงคอนขางเหล่ียม กอนกรวดมีขนาดตั้งแตขนาดละเอียดถึง
ขนาดกอนหินมนขนาดใหญ แสดงรองรอยของโครงสรางหินเดิม พบกระจายตัวตามพ้ืนท่ีเนินเขาและ
ท่ีเนินลอนลาดคลน่ื

2) ตะกอนตะพักลำน้ำ (Terrace deposits; Qt) เกิดจากทางน้ำพัดพาตะกอนมาสะสม
ตัวเปนตะพักยกระดับขึ้นมา ลักษณะทั่วไปประกอบดวย ทราย กรวด ทรายแปง ศิลาแลง และลูกรัง
(กรมทรัพยากรธรณ,ี 2556)

3) ตะกอนน้ำพา (Alluvial deposits; Qa) เกิดจากทางน้ำพัดพาตะกอนมาสะสมตัวตาม
รองนำ้ คันดนิ แมน ้ำ และแองน้ำทวมถึงในบริเวณท่ีราบลุม ลักษณะทั่วไปประกอบดวย ทราย กรวด และ
เศษหิน

4) ตะกอนท่ีลุมราบน้ำข้ึนถึง (Tidal flat deposits; Qtf) เกิดจากการสะสมตัวดวย
อิทธิพลของกระแสน้ำข้ึนลงของน้ำทะเลในบริเวณท่ีน้ำทะเลข้ึนถึง ในท่ีน้ีไดรวมเอาตะกอนปาชายเลน
ตะกอนหลังปาชายเลน ตะกอนเลนใตน้ำ และตะกอนทรายใตน้ำ ตะกอนสันดอนทราย ทรายในรองน้ำ
บริเวณที่ลุมราบน้ำขึ้นถึง และสันทรายนอกฝง เอาไวดวยกัน ประกอบดวย ทราย ทรายแปง ทรายเลน
ดินเคลย เศษไม รากไม สารอินทรียตาง ๆ และทรายละเอียดท่ีแขวนลอยมากับน้ำขึ้น-น้ำลง โดยน้ำทะเล
เขามาตามลำคลองเล็ก ๆ ท่ีมีอยูมากมายบนที่ราบน้ำทวมถึง ขอบเขตของพ้ืนที่หนวยตะกอน
ท่ลี มุ ราบนำ้ ขึน้ ถงึ เหน็ ชัดเจนตามแนวขอบปาชายเลนและปากแมน ้ำ

- 28 -

5) ตะกอนชายหาดปจจุบัน (Recent beach deposits; Qb) เกิดจากกระแสคลื่น
ชายฝงพัดพาตะกอนมาสะสมตัวตามแนวชายหาดปจจุบัน มีการแผกระจายตัวอยูบริเวณถัดเขามาใน
แผนดินประมาณ 200-300 เมตร ลึกท่ีสุดประมาณ 2 กิโลเมตรที่บริเวณแหลมหาด ดานเหนือของ
เกาะยาวใหญ ลักษณะตะกอนประกอบดวยทรายรวน ขนาดหยาบถึงละเอียด มีซากพืชและเปลือกหอย
ปะปน

3.4.2 หินอคั นี

หินอัคนีในพืน้ ทศี่ กึ ษา จำแนกเปน 2 ชนดิ ตามลกั ษณะการเกิดของหนิ ไดแก

3.4.2.1 หนิ อคั นแี ทรกซอน (intrusive igneous rock)

1) หินแกรนิตยุคครีเทเชียส (Kgr) ปรากฏในพื้นทท่ี างดานทิศตะวันตกของอำเภอเขาพนม
บริเวณเขาพนมเบ็ญจา ท่ีแทรกดันเขามาในหินทรายกลุมหินแกงกระจาน มีลักษณะเนื้อดอก ผลึกหยาบ
ประกอบไปดวยแรควอตซ เฟลดส ปาร และไบโอไทต เปนแรพื้น (groundmass) มแี รดอก (phynocryst)
เปน แรเ ฟลดส ปารทแ่ี สดงหนาผลึกก่ึงสมบูรณ (subhedral crystal) ขนาดประมาณ 2-5 เซนตเิ มตร บาง
แหงมีการเรียงตัวของแรดอก ในเนื้อหินพบเห็นกอนผลึกแปลกปลอม (xenocryst) ของแรไบโอไทต
สดี าํ ขนาด 4-5 เซนตเิ มตร

3.4.2.2 หนิ อคั นีพุ (extrusive igneous rock)

1) หินไรโอไลตยุคครีเทเชียส (Krh) ปรากฏเปนหยอมเล็กๆ บนเขานอจูจี้ อำเภอ
คลองทอม แทรกดันตัวเขามาในหมวดหินลำทับ มีลักษณะเนื้อละเอียด และเนื้อดอก สีเทาออน
(กรมทรัพยากรธรณ,ี 2548)

2) หินไซอีไนตยุคเทอรเชียรี (Sy) พบในพื้นท่ีสำรวจระวางบานเหนือคลอง มีลักษณะ
เนื้อดอก สีเทาเขม ประกอบดวย เฟลดสปาร ควอตซ และฮอรนเบลนดเปนหลัก ผลึกของแรเ ฟลดสปาร
เหน็ ชัดเจน ขนาดไมเ กนิ 2 เซนตเิ มตร อาจพบหนิ อคั นพี รุ ะดบั ตนื้ อยดู ว ย (กรมทรัพยากรธรณี, 2532)

3) หินกีเซอรไรตยุคควอเทอรนารี (Gy) หินกีเซอรไรตเปนหินท่ีเกิดจากการสะสมตัวใหม
จากแรซิลิกา มีสีขาวน้ำนม ครีม เทาอมน้ำตาล เน้ือแนน ประกอบดวย ผลึกซิลิกาเน้ือละเอียดมาก
เฟลดส ปารเ ม่อื ผุกลายเปน เคลยส ีขาว พบทางดา นทิศตะวนั ตกเฉยี งใตข องอำเภอเขาพนม

- 29 -

3.5 ธรณีวิทยาโครงสรา ง

ธรณีวิทยาโครงสรางเปนผลกระทบที่เกิดจากการเคล่ือนท่ีและการเปล่ียนแปลงของ
แผนเปลือกโลกตั้งแตอดีตถึงปจจุบัน การเคล่ือนที่ตลอดเวลาของแผนเปลือกโลกทำใหเกิดการสะสม
แรงเครียดหรือแรงเทคโทนิคบนผิวโลก ทั้งแรงดงึ แรงกดดัน และแรงเฉือน ทำใหเปลือกโลกคดโคงโกงงอ
เปนรูปประทุนคว่ำและประทุนหงาย หลังจากนั้นกอเปนเทือกเขาตามมา ซึ่งเกิดรอยแตก รอยแยก และ
รอยเลือ่ น อาจเปนชอ งทางใตด นิ ใหหินหลอมละลายใตผิวโลกแทรกดันตัวข้ึนมา

พืน้ ท่ีจังหวดั กระบม่ี โี ครงสรา งธรณีวิทยาทเี่ ปน รอ งรอยหลักฐานจากกระบวนการแปรสัณฐาน
ของเปลือกโลก ท่ีมีวิวัฒนาการมาตั้งแตมหายุคพาลีโอโซอิก ดังนั้นแรงท่ีมากระทำตอเปลือกโลกแหงน้ี
จึงมีอยูมากมาย ประกอบไปดวยโครงสรางรอยเล่ือน รอยแตก-แนวแตก และโครงสรางการโคงงอของ
ช้นั หิน จงั หวัดกระบ่ี มลี ักษณะธรณวี ทิ ยาโครงสรา ง ดงั นี้

3.5.1 รอยเล่อื น (Fault)

รอยเล่ือนเปนโครงสรางธรณีวิทยาท่ีเดนชัดในพ้ืนที่จังหวัดกระบ่ี ประกอบดวยโครงสราง
รอยเล่ือน 3 แนว ไดแก แนวรอยเลื่อนทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต (NE-SW)
แนวทศิ ตะวนั ตกเฉยี งเหนอื -ตะวันออกเฉียงใต (NW-SE) และแนวเหนือ-ใต (N-S) โครงสรางรอยเลื่อนและ
แนวแตกในทิศตะวันออกเฉียงเหนือเปนกลมุ รอยเล่ือนในแนวรอยเล่ือนคลองมะรุย ซง่ึ สามารถสังเกตเห็น
แนวหนาผารอยเลอื่ นตามแนวหนา ผาหินปูนยุคเพอรเมียนไดชัดเจน แนวรอยเลือ่ น NE-SW และ NW-SE
ท ำ ให เกิ ด fault block structure ที่ ต ะ ก อ น เท อ ร เชี ย รี ข อ ง แ อ ง ก ร ะ บี่ มี ก า ร ส ะ ส ม ตั ว
(นิรันดร ชัยมณ,ี 2534) สว นแนวรอยเลื่อนขนาดเล็กกวาในแนวทิศตะวันตกเฉียงเหนือเปนแนวรอยเล่ือน
ท่ีมีการเคล่ือนตัวตามทิศทางเกิดแนวแรงคลายตัวที่มีความสัมพันธในทิศทางทำมุมกับแนวรอยเล่ือน
ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

3.5.2 รอยแตก-แนวแตก (Fracture-Joint)

รอยแตก-แนวแตกที่ปรากฏใหเห็นบนเนื้อหินเปนผลของการลดแรงเครียด โดยเฉพาะ
ในเน้ือหินแข็งมักปรากฏรอยแยกใหเห็นเสมอ ในพื้นท่ีจังหวัดกระบ่ีแนวแตกปรากฏใหเห็นชัดเจน
บนหินทราย หินทรายแปง ของหมวดหินลำทับ มีทิศทางทำมุมกัน 2 ทิศทาง โดยมีทิศทางเดนประมาณ
ตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต ซึง่ ทิศทางดังกลาวเปนทิศทางท่ีทำมุมกับแนวทิศทางของรอยเล่ือน
คลองมะรุย ซึ่งเชื่อวาเปนแนวแตกท่ีเกิดจากแรงคลายตัวอันเน่ืองมากจากการเล่ือนตัวของรอยเลื่อน
คลองมะรุย สวนรอยแตกในแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือเปนรอยแตกท่ีอยูในทิศทางเดียวกับรอยเลื่อน
คลองมะรุย

- 30 -

3.5.3 การโคง งอของช้ันหิน (Folding)

โครงสรา งการโคง งอของชน้ั หินไมเ ดนชัดนัก แสดงแนวแกนชั้นหินคดโคง รูปประทุนหงายใน
ทิศทางประมาณเหนือ-ใต (N-S) ปรากฏในหมวดหินลำทับท่ีบริเวณทางหลวงหมายเลข 44 และบริเวณ
ตอนใตของอำเภอเขาพนมเปนแนวยาวจนถึงตอนกลางของอำเภอคลองทอม แสดงแนวแกนช้ันหิน
โคง รูปประทุนในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ - ตะวันออกเฉียงใต (NW-SE) บริเวณทิศตะวันออกของ
อำเภอคลองทอ ม พบโครงสรา งรูปประทุนอยูบ รเิ วณเกาะลันตาใหญ แนวแกนของรอยคดโคง อยใู นทิศทาง
เกือบเหนือ-ใต (NNW-SSE) เปนสันเขาอยูกลางเกาะลันตาใหญ และมีการเอียงเทของแกนช้ันหิน
คดโคง ไปทางทิศเหนือ (นรนัตน บญุ กันภยั , 2548)

3.5.4 รอยชนั้ ไมตอเนอ่ื ง (Unconformity)

ลำดับช้ันหินมีรอยชั้นไมตอเน่ืองระหวางมหายุคพาลีโอโซอิกและมหายุคซีโนโซอิก โดยมี
การขาดหายไปของหมวดหินยุคไทรแอสซิก หรือหมวดหินไสบอนซึ่งเปนหมวดหินที่อยูระหวางหมวดหินปูน
ของกลมุ หนิ ราชบุรยี คุ เพอรเมยี นตอนกลางท่ีอยดู านลาง และหมวดหินคลองมีนยคุ จูแรสซกิ ตอนบน

3.6 ธรณีวทิ ยาประวัติ

พื้นท่ีจังหวัดกระบี่ หินที่ปรากฏใหเห็นพบตั้งแตกลุมหินแกงกระจาน อายุคารบอนิเฟอรัส-
เพอรเมียน กลุมหินราชบุรี อายุเพอรเมียน กลุมหินทุงใหญ อายุจูแรสซิก-ครีเตเชียส กลุมหินกระบี่
อายเุ ทอรเชียรี จนถึงตะกอนอายคุ วอเทอรนารี นอกจากนนั้ ยังพบหินอคั นแี ทรกซอนและหินอคั นีพดุ ว ย

ธรณีวิทยาประวัติของจังหวัดกระบ่ีเร่ิมต้ังแตชวงคารบอนิเฟอรัสถึงเพอรเมียนตอนกลาง
ลักษณะภูมิศาสตรบ รรพกาลจะเปนบริเวณทะเลลึก พบการสะสมตัวของหินโคลนสลับหินทรายแปงและ
หินดินดาน ของหมวดหินแหลมไมไผ แสดงถึงมีการสะสมตวั จากอิทธิพลของกระแสน้ำขุนขน (turbidity
current) ท่ีเกิดในสภาพแวดลอมเนินตะกอนรูปพดั กนสมทุ ร (submarine fan environment) ในขณะที่
มีการสะสมตัวของตะกอนเน้ือละเอียด จะมีอทิ ธิพลของธารน้ำแขง็ (glaciomarine) ที่เปน ตวั กลางที่นำพา
ตะกอนขนาดใหญม าตกตะกอนรว มดวย ทำใหเ กิดการสะสมตัวของหินโคลนปนกรวดของหมวดหินเกาะเฮ
บางบริเวณมีการตกตะกอนสะสมตัวอยูบริเวณลาดทวีป ซ่ึงมีความลาดชันมากกวา ทำใหตะกอนที่ยังไม
แข็งตัวบางสวนมีการเคลื่อนที่โดยแรงดึงดูดของโลกไปตามที่ลาดชัน ทำใหเกิดโครงสรางแบบเลื่อนไถล
(slump structure) และยังพบวาในชวงอายุเพอรเมียนตอนลาง หมวดหินเกาะเฮมีการตกตะกอนสะสม
ตัวในบริเวณขอบทวปี สถิต (inner shelf) ซ่ึงน้ำทะเลคอนขางตื้น โดยมีอิทธิพลของลมพายุเขามามีสวน
สำคัญเปนชวง ๆ ตลอดจนบทบาทของธารน้ำแข็ง (glaciomarine) ท่ีทำใหเกิดหินทิ้งธารน้ำแข็ง
(dropstone) หินสวนใหญเกิดจากการตกตะกอนซ้ำ (resedimented deposition) อันเน่ืองมาจาก
ดนิ ถลม (debris flow) อัตราการสะสมตัว เปนไปอยางรวดเรว็ (เลิศสิน รักษาสกุลวงศ และธนศิ ร วงศวา
นิช, 2536)


Click to View FlipBook Version