The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม, กรมทรัพยากรธรณี 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by DMR_Landslide, 2022-01-31 04:49:04

รายงานพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มจังหวัดกระบี่

กองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม, กรมทรัพยากรธรณี 2564

Keywords: ดินถล่ม,กระบี่

- 31 -

ในชวงยุคเพอรเ มียนตอนตนถึงเพอรเมียนตอนกลาง มีการสะสมตัวของหินโคลน หินทราย
แปง หินทรายของหมวดหินเขาพระ และหินทรายชั้นหนาของหมวดหินเขาเจา พบซากดึกดำบรรพของ
แบรคคิโอพอด และไบรโอซัว จากลกั ษณะโครงสรางภายในและการลำดบั ชั้นหิน เชื่อวาตกตะกอนสะสม
ตัวในทะเลต้ืนที่มีอิทธิพลของคลื่นและอาจมีการระเบิดของภูเขาไฟเขามาเกี่ยวของ ซ่ึงทำให
สภาพแวดลอ มของการดำรงชีวิตของสัตวดกึ ดำบรรพเ ปลี่ยนไป สัตวท่อี ยูกับท่ี เชน แบรคคโิ อพอด จึงตาย
เปนจำนวนมาก

ในชวงยุคเพอรเมียนตอนกลางสภาพพื้นดินในบริเวณนี้ มีการจมตัวอยางชา ๆ และ
มีสภาพอากาศที่อบอุน ไมมีการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิประเทศอยางรุนแรง ทำใหเกิดการสะสมตัวของ
หินปูนอยา งกวางขวาง สภาพภูมศิ าสตรบ รรพกาลนาจะเปนทะเลเปด ซึ่งติดตอกับมหาสมุทร น้ำคอนขาง
สะอาด จึงทำใหไดหินปูนท่ีมีเนื้อสะอาด อยางไรก็ตามจากการสะสมตัวสูงขึ้นของหินปูน ทำใหความลึก
ของระดับน้ำลดลง จึงพบซากดึกดำบรรพ foraminifera ในภายหลังบางสวนของหินปูนที่สะสมตัว
มีความสูงใกลเคียงระดับน้ำหรือโผลพนน้ำในเวลาน้ำลง จึงทำใหไดห ินปูนที่มีธาตุแม็กนีเซียมปนอยูด วย
มาก

ในชวงยุคจูแรสซกิ มีการสะสมตัวของหนิ ดนิ ดาน หนิ ปนู และหินโคลน ของหนวยหินตอนลาง
ของหมวดหินคลองมีน จากลักษณะของโครงสรางภายในและซากดึกดำบรรพ แสดงถึงสภาวะแวดลอม
ของการตกตะกอนในทะเลสาบน้ำจืด (lacustrine environment) และอาจไดรับอิทธิพล จากการรุกล้ำ
ของน้ำทะเลเปนครั้งคราว ในขณะที่หนวยหินตอนบนพบชัน้ หินทรายสีแดงแสดงถึงสภาวะการตกตะกอน
บนพ้ืนทวีป ซึ่งมีการตกตะกอนตอเนื่องไปถึงยุคครีเตเชียสของหมวดหินลำทับ ภายใตสภาวะแวดลอม
แบบทางน้ำโคงตวัด โดยหินทรายและหินกรวดมนสะสมตัวในบริเวณรองน้ำ ในขณะที่หินทรายแปง
หินโคลนและหินดินดานสะสมตัวบริเวณท่ีราบน้ำทวมถึง (เลิศสิน รักษาสกุลวงศ และธนิศร วงศวานิช,
2536)

การแปรสณั ฐานท่ีสงผลใหม ีการเคล่ือนตัวของแผนเปลือกโลกตามแนวรอยเลื่อนคลองมะรุย
ซึ่งอยูในแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปทางขวา (dextral fault) เชื่อวามีสาเหตุมาจากการมุดตัวของ
แผนเปลือกโลกอินเดยี หรอื อินเดยี -ออสเตรเลีย ลงไปใตแผนเปลือกโลกยูเรเซียใกลแนวรองลกึ กนสมุทร
ในทะเลอันดามัน ราว 140 ลานปที่แลว หรือในระหวางชวงปลายยุคจูแรสซิกตอกับตนยุคครีเตเชียส
(กรมทรัพยากรธรณี, 2544) ตะกอนบกจากทางน้ำอายุ 140-66.4 ลานปที่แลว เกิดขึ้นเม่ือกระบวน
การแปรสัณฐานสน้ิ สุดลง (สันต อศั วพชั ระ และนรศิ รา นามนั ซาบดี ีน, 2549)

การแทรกดันตัวของหินแกรนิตเขาพนมเบญจาเกิดขึ้นจากการแปรสัณฐานรอบใหม
ในกระบวนการกอเทือกเขาหิมาลัย (Himalayan orogeny) ราว 66.4 ลานป ไดกระตุนใหเกิด
ระบบการเคลื่อนตัวในแนวเหนือ-ใต ซ่ึงเปนสาเหตุหลักของการกอรูปรางแองสะสมตะกอนใหมในพื้นที่
จังหวัดกระบี่ รวมทั้งวิวัฒนาการการขยับตัวอีกคร้ังของรอยเลื่อนคลองมะรุยไปทางซายเชนเดียวกับ
กลุมรอยเลื่อนระนอง ภายหลัง 66.4 ลานป ในยคุ เทอรเชียรีตอนกลาง แองสะสมตะกอนนี้สะสมตะกอน
ไดกลุมหินกระบี่ โดยเริ่มสะสมตัวภายใตอิทธิพลของน้ำทะเลแลวคอย ๆ เปลี่ยนสภาพแวดลอม
ชายฝงทะเล ตอมาผลของการยกตัวของแองทำใหสภาพแวดลอมเปล่ียนไปเปนแมน้ำโคงตวัดและ
ทะเลสาบ การกำหนดอายุของกลุมหินกระบ่ีจากซากบรรพชีวิน gastropods และซากสัตวมีกระดูกสัน
ห ลั งท่ี พ บ ใน ช้ั น ถ า น หิ น ให อ า ยุ ไม โอ ซี น ต อ น ก ล า งห รื อ ป ร ะ ม า ณ 4 5 ล า น ป ม า แ ล ว

- 32 -

(วราวุธ สุธีธร และเยาวลักษณ จงกาญจนาสุนทร, 2532) อยางไรก็ตามแองกระบ่ีถูกปดทับดวยตะกอน
ควอเทอรนารีชั้นบางทีม่ คี วามหนาไมเ กิน 50 เมตร

การสะสมตัวของตะกอนรว นยุคควอเทอรนารีเร่ิมดวยขบวนการผพุ ังของหินแข็งและทางน้ำ
สึ ก ก ร อ น ที่ พั ด พ า ต ะ ก อ น ไ ป ต า ม พื้ น ท่ี ล า ด ชั น ไม ไก ล จ า ก แ ห ล ง ก ำ เ นิ ด ใ น ช ว ง ต น ยุ ค ไ พ ล ส โ ต ซี น
ดวยสภาพภูมิอากาศแบบรอนช้ืน ทำใหพบช้ันแมรัง หรือดินลูกรังปดทับอยูบนพ้ืนดิน ในชวงตอนกลาง
ยุคไพลสโตซีน จากสภาพอากาศท่ีแปรเปลี่ยนครง้ั หลงั สดุ ของโลก สงผลใหภูมิอากาศมีความชุมช้ืนมากขึน้
กระบวนการสึกกรอนโดยทางน้ำบนแผนดินเพ่ิมมากข้ึนดวย ช้ันตะกอนที่ลาดเนินและเชิงเขาบางสวน
ขาดหายไปหลังการสะสมตัวดว ยกระบวนการนีท้ ำใหเกิดภูมิประเทศแบบท่ีลาดรอนคลื่น ในสวนท่อี ยูใกล
ภูเขาและมีการสะสมตวั ของตะกอนตะพักลำนำ้ โดยทางนำ้ ในสว นทล่ี าดหางจากภเู ขาออกไป

เม่ือหมดยุคไพลสโตซีน น้ำทะเลมีระดับสูงและทว มเขามาในแผนดินในชวง interglacial
stage ทำใหตะกอนทะเลสะสมตัวเหนือช้ันตะกอนแผนดนิ เกา เกิดปาชายเลน มีการสะสมตัวของช้ันพีท
แบบไมต อเนื่อง ชวงที่น้ำทะเลรุกเขามาจะมีการสะสมของตะกอนทะเลระดับต้ืน อยางไรก็ตามน้ำทะเล
รุกเขามาเพียงชวงสั้นเทาน้ัน หลังชวงตอนกลางยุคโฮโลซีน น้ำทะเลเร่ิมถอยกลับ มีการสะสมตัวของ
ตะกอนที่ไดรับอิทธิพลจากน้ำข้ึน - น้ำลง ตะกอนทรายชายฝงทะเล และตะกอนทรายชายหาด
เนอื่ งมาจากการถอยกลับของน้ำทะเลสูระดบั ทีพ่ บเหน็ ในปจ จบุ นั

- 33 -

3.7 กลมุ วิทยาหนิ

กลุมวิทยาหินทพี่ บในพ้ืนทศ่ี กึ ษาจงั หวดั กระบี่นั้นแบงได ดังนี้

3.7.1 กลุม วิทยาหิน CG1

กลุมวิทยาหิน CG1 หินกรวดมนท่ีมีเม็ดกรวดเปนแรควอตซและเศษหิน ประกอบดวย
หินกรวดมนท่ีมีการคัดขนาดของเม็ดกรวดไมดี และไมแข็งแกรง หินทรายเนื้อหยาบและหินโคลน
(เลศิ สนิ รกั ษาสกุลวงศ, 2545) หินโคลนสแี ดงสลับหินทรายกรวดมน หินกรวดมนสลบั หินทรายเนอ้ื หยาบ
ที่แสดงชั้นเฉียงระดับ และหินทรายเน้ือหยาบท่ีมีวัตถุประสานไมดี มีรองรอยของซากพืช
(กรมทรัพยากรธรณี, 2556) แสดงลักษณะภูมิศาสตรหนาผาสูงชันบนยอดเขาท่ีจัดเปนหมวดหินลำทับ
กลุมหินทุงใหญ โดยวางตัวตอเน่ืองกันข้ึนไป การแผกระจายของกลุมวิทยาหินน้ีพบครอบคลุมพื้นท่ี
ตอนกลางและฝงตะวนั ออกของอำเภอคลองทอม กลมุ วิทยาหนิ นี้สามารถเช่ือมโยงไดก ับหมวดหนิ สามจอม
(Ksc) กลุม หินทุงใหญ

ก. ข.

รูปท่ี 3.5 กลุมวิทยาหิน CG1 ในจังหวัดกระบ่ี ก. หินกรวดมนหมวดหินสามจอม บริเวณบานทับไทร
ตำบลพรุดินนา อำเภอคลองทอม จ.กระบี่ พิกัด 47P 523784 E 887649 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล
91 เมตร ข. ลกั ษณะของหินกรวดมน ขนาดเม็ดกรวดขนาด granule ถงึ pebble และตะกอนทรายขนาด
ปานกลางถงึ ทรายหยาบ

3.7.2 กลุมวทิ ยาหนิ CG2

กลุมวิทยาหินท่ี CG2 หินกรวดมนท่ีมีเม็ดกรวดเปนหินปูน ประกอบดวย หินกรวดมนฐาน
ท่ีมีเม็ดกรวดเปนหินปูน โดโลไมต และหินทรายแปงสีแดง ขนาด granule ถึง cobble ช้ันหนาไปจนถึง
ช้ันหนามาก มีตัวเช่ือมประสานเปนตะกอนทรายแปงถึงทราย (calcareous sand) หินทรายเนื้อทรายแปง
ปนกรวดเหล่ียม การแผกระจายของกลุมวิทยาหินนพี้ บบริเวณเขาหนองเคียน ตำบลเขาทอง อำเภอเมือง
กระบี่ กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดก บั หมวดหนิ ไสบอน (Trsb)

- 34 -

ก. ข.
รูปท่ี 3.6 กลุมวิทยาหิน CG2 ในจังหวัดกระบ่ี ก. หินกรวดมนฐานหมวดหินไสบอน แสดงช้ันหนาไปจนถึง
ชั้นหนามาก บริเวณบานคลองทราย ตำบลเขาทอง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 475971 E
904055 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 18 เมตร ข. ลักษณะของหินกรวดมน เม็ดกรวดเปนหินปูน โดโลไมท
และหินทรายแปงสีแดง ขนาด granule ถงึ cobble

3.7.3 กลุมวทิ ยาหนิ SS2

กลุมวิทยาหิน SS2 หินทรายอารโคส หินทรายเน้ือควอตซ ประกอบดวย หินทรายอารโคส
หินทรายเน้ือควอตซ เปนสวนใหญ ไดแก หินทรายเนื้ออารโคส หนิ ทรายเน้ือควอตซ ช้ันบางไปจนถึงช้ัน
หนามาก มักแทรกสลับกับชั้นหินดนิ ดาน หินทรายแปง และหินโคลน บางบริเวณพบหินตะกอนเน้ือแข็ง
หินปูนเลนสและสายแรควอรตรวมดวย การแผกระจายของกลุมวิทยาหินนี้พบครอบคลุมพ้ืนที่ตอนบน
และฝงตะวันออกของจังหวัด โดยพบเปนบริเวณกวางในพ้ืนท่ีอำเภออาวลึก อำเภอปลายพระยา
อำเภอเขาพนม อำเภอลำทับ และอำเภอคลองทอม กลุมวิทยาหินน้ีสามารถเชื่อมโยงไดกับหมวดหินลำทับ (Klt)
กลุมหินทุงใหญ หมวดหินเขาพระ (CPkp) กลุมหินแกงกระจาน หมวดหินเขาเจา (CPkc) กลุมหิน
แกง กระจาน และหมวดหนิ พุนพนิ (Kpp) กลมุ หินทุง ใหญ

- 35 -

ก. ข.
รูปที่ 3.7 กลุมวิทยาหิน SS2 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินทรายเนื้อควอรตซหมวดหินเขาเจา แสดงชั้นหนา
ปานกลางถึงชั้นหนา บริเวณริมถนนหมายเลข กบ.1020 ตำบลหนาเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบ่ี
พิกดั 47P 496604 E 925194 N ความสงู จากระดับนำ้ ทะเล 93 เมตร ข. ลักษณะของหินทรายเนื้อควอรตซ
ขนาดตะกอนทรายละเอียดถึงทรายปานกลาง การคดั ขนาดดมี าก

3.7.4 กลุมวทิ ยาหิน SS3

กลุมวิทยาหิน SS3 หินทรายแทรกสลับกับหินตะกอนเนื้อละเอียดกึ่งแปรสภาพ
ประกอบดวย หินทรายแทรกสลับกับหินทรายแปง หินดินดาน และหินโคลนปนกรวด เม็ดกรวด
ประกอบดวย แรควอตซ หินทราย หินทรายแปง หินแกรนิต หินชีสต และหินปูน การแผกระจายพบ
แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนที่เนินและภูเขา ครอบคลุมพื้นที่ตอนลางของจังหวัด โดยพบเปนหยอม
บริเวณอำเภอเกาะลันตา กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหมวดหินเกาะเฮ (CPkh) กลุมหิน
แกง กระจาน

ก. ข.
รูปที่ 3.8 กลุมวิทยาหิน SS3 ในจังหวัดกระบ่ี ก. หินทรายแทรกสลับกับหินทรายแปงหมวดหินเกาะเฮ
บริเวณบานบานโละบาหรา ตำบลศาลาดาน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N 504987 E
840458 N ความสูงจากระดบั น้ำทะเล 18 เมตร ข. ลกั ษณะของหินทรายแปง สเี ทา

- 36 -

3.7.5 กลุมวิทยาหิน FS1

กลุมวิทยาหิน FS1 หนิ ตะกอนเนอ้ื ละเอียด บางสวนก่ึงแปรสภาพ ประกอบดวย กลุมวิทยา
หินที่ประกอบดว ย ตะกอนเนื้อละเอียดทไ่ี ดรับแรงกระทำโดยกระบวนแปรสภาพ ประกอบดวย หินโคลน
เน้ือแนน สลับกับทรายเน้ือดิน หินโคลนซิลิสิไฟด (silicified mudstone) หินทรายแปงซิลิสิไฟด
การแผกระจายพบแสดงลักษณะภูมิประเทศเปนท่ีเนินและภูเขา พบบริเวณฝงตะวันตกของเกาะลันตา
ใหญ กลุมวิทยาหินน้ีสามารถเชื่อมโยงไดกับหมวดหินแหลมไมไ ผ (CPlp) และหมวดหินเขาพระ (CPkp)
ในกลมุ หนิ แกงกระจาน

ก. ข.

รูป ที่ 3.9 กลุม วิท ยาหิ น FS1 ใน จังห วัด กระบ่ี ก. หิน ท รายแป งซิ ลิสิไฟ ต ห มว ดหิ นเขาพ ระ
บริเวณบานคลองโขง ตำบลศาลาดาน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N 505002 E 836534 N
ความสูงจากระดบั นำ้ ทะเล 25 เมตร ข. ลกั ษณะเนื้อหินของหินทรายแปงซิลสิ ิไฟต

3.7.6 กลมุ วิทยาหิน FS2

กลุมวิทยาหิน FS2 หินตะกอนเน้ือละเอียด เช่ือมประสานดวยเหล็กออกไซต ประกอบดวย
หินตะกอนเน้ือละเอียด (fined grained) ถึงเม็ดละเอียดมาก (very fine grained) เม็ดตะกอน
ขนาดดินเหนียวถึงทรายแปงเปนสวนใหญ ไดแก หินโคลน หินทรายแปง และหินดินดาน มักแสดง
แนวแตกถี่และวางสลับช้ันกับหินทราย หินโคลน สวนใหญสีเทาถึงเทาเขม สีเทาเขียว สีผุมีสีน้ำตาลออน
นำ้ ตาล น้ำตาลแดง ซง่ึ มักพบแทรกสลับหรือแทรกช้ันกับหินทรายขนาดละเอียดและชั้นหินบาง บางพ้ืนที่
ของหินโคลนพบ pebbly ดวย บางพื้นที่แสดงรูชอนไช และรูปู สวนหินทรายแปงมักสลับชั้นกับ
ชั้นหินโคลนและหินทราย ความหนาของช้ันหินทรายแปงมักมีขนาดไมหนาถึงปานกลาง บางที่อาจมี
แคลไซตเขามาตัด หินดินดานมักแสดงแนวแตกถี่และวางสลับชั้นกับหินทราย การแผกระจายพบแสดง
ลักษณะภูมิประเทศเปนที่เนินและภูเขา ครอบคลุมพ้ืนที่ฝงตะวันตกของอำเภอเมือง อำเภอเหนือคลอง
และอำเภ อเกาะลัน ตา กลุ มวิท ยาหิ น นี้ส าม ารถเชื่ อม โยงได กั บ ห ม วดหิ น เขาพ ระ (CPkp)
กลมุ หินแกงกระจาน และหมวดหินไสบอน (TRsb) หมวดหนิ คลองมีน (Jkm) กลุม หินทงุ ใหญ

- 37 -

ก. ข.

รูปท่ี 3.10 กลมุ วิทยาหิน FS2 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินโคลนแทรกสลับหินทรายช้ันบางมาก หมวดหินเขาพระ
บริเวณริมถนนหมายเลข กบ.1020 ตำบลหนาเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบ่ี พิกัด 47P 495893 E
925259 N ความสูงจากระดับนำ้ ทะเล 78 เมตร ข. ลกั ษณะเนื้อหนิ ของหินโคลน สีเทา

3.7.7 กลุมวิทยาหิน FS4

กลุมวิทยาหิน FS4 หินตะกอนเนื้อละเอียด หินโคลน หินโคลนปนซากพืช ประกอบดวย
หินตะกอนเนื้อละเอียด (fined grained) เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทรายแปงเปนสวนใหญ ไดแก
หินโคลน หินโคลนปนซากพืช เนื้อปนปูน บางบริเวณพบแทรกสลับกับหินมารล ลิกไนต และหินทราย
ก่ึงแข็งตัว การแผกระจายแสดงลักษณะภูมิประเทศเปนที่เนิน ครอบคลุมพื้นที่ตอนกลางของจังหวัด
บริเวณแองกระบ่ี กลุมวิทยาหินน้ีสามารถเช่อื มโยงไดก ับกลุมหนิ กระบี่ (Tkb)

3.7.8 กลุม วทิ ยาหิน CB1

กลุมวิทยาหิน CB1 หินคารบอเนต จำพวกหินจำพวกหินคารบอเนตเนื้อผลึกและ
เน้ือโดโลไมตเปนสวนใหญ ประกอบดวย หินปูน หินปูนเนื้อโดโลไมต สีเทา สีดำ ชั้นหนามาก
ถึงไมแสดงชั้น มักมีสายแรแคลไซตขนาดเล็กๆดวย บางบริเวณพบแทรกสลับดวยหินทราย ดินดาน และ
หิ น เชิ รตแท รกเป นเลน ส ใน ชั้ นหิ น การแผกระจ ายแ สดงลั กษ ณ ะภู มิป ระเท ศแบ บ คาสต
(karst topography) ภูเขาชัน และภูเขาลูกโดด พบครอบคลุมพื้นท่ีตอนบนของจังหวัด โดยพบเปน
บริเวณกวางในพ้ืนท่ีอำเภอปลายพระยา อำเภออาวลึก และอำเภอเมืองกระบี่ กลุมวิทยาหินน้ีสามารถ
เชื่อมโยงไดกบั หมวดหนิ อมุ ลกู (Pul) และหมวดหินพับผา (Ppp) ในกลมุ หินราชบรุ ี

- 38 -

ก. ข.
รูปท่ี 3.11 กลุมวิทยาหิน CB1 ในจังหวัดกระบ่ี ก. หินโดโลไมต บริเวณบานเขาในชอง ตำบลปลายพระยา
อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47 P 481464 E 938054 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 79 เมตร
ข. ลกั ษณะเนื้อหินของหินโดโลไมต สเี ทาออ น

3.7.9 กลุมวทิ ยาหิน CT

กลุมวิทยาหิน CT หินแปรสัมผัสท่ีมากดวยแรควอตซ ประกอบดวย หินควอรตไซต มีสีขาว
สีเทาเขมถึงดำ การแผกระจายแสดงลักษณะภูมิประเทศเปนท่ีเนินเขาใกลภูเขาหินแกรนิต พบเปนหยอม
บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอเมืองกระบ่ี กลุมวิทยาหินนี้สามารถเช่ือมโยงไดกับ
หมวดหินเขาพระ (CPkp) กลมุ หินแกงกระจาน

ก. ข.
รูปที่ 3.12 กลุมวิทยาหิน CT ในจังหวัดกระบี่ ก. หินควอรตไซต โผปรากฏบริเวณน้ำตก บานคลองปกาสัย
ตำบลกระบน่ี อ ย อำเภอเขาพนม จังหวดั กระบ่ี พิกัด 47P 495809 E 911187 N ความสงู จากระดับน้ำทะเล
134 เมตร ข. ลักษณะเนอ้ื หนิ ของหินควอรตไซต สีดำ

- 39 -

3.7.10 กลมุ วิทยาหนิ F-MET1

กลุมวิทยาหิน F-MET1 หินแปรทม่ี ีริ้วขนานเกรดต่ำ ไดแก หินชนวน หินชีสต หินไมกาชีสต
หนิ ควอรตชีสต หินควอรต ไมกาชสี ต หินฟล ไลต โดยหนิ ตนกำเนดิ กอ นแปรสภาพ มาจากหมวดหนิ เขาพระ
และหมวดหินแหลมไมไผ การแผกระจายตัวพบแสดงลักษณะภูมิประเทศเปนที่เนินและภูเขา ใกลภูเขา
หินแกรนิต ครอบคลุมพื้นที่ฝงตะวันตกของอำเภอปลายพระยา กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับ
หมวดหินเขาพระ (CPkp) และหมวดหินแหลมไมไผ (CPlp) ในกลุมหินแกงกระจาน ท่ีถูกแปรสภาพเปน
จำพวกหนิ แปรทีม่ รี วิ้ ขนาน

ก. ข.

รูปที่ 3.13 กลุมวิทยาหิน CT ในจังหวัดกระบี่ ก. หินไมกาชีสต บริเวณน้ำตกบางเทาแม ตำบลเขาตอ
อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 469354 E 951126 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 106 เมตร
ข. ลักษณะเนอ้ื หนิ ของหินไมกา ชีสต

3.7.11 กลุม วิทยาหิน GR

กลุมวิทยาหิน GR หินแกรนิต ประกอบดวย หินแกรนิต กราโนไดออไรต และเพกมาไทต
ลักษณะเน้ือดอก ผลึกหยาบ ประกอบไปดวยแรควอตซ เฟลดสปาร และไบโอไทต เปนแรพื้น มีแรดอก
เปน แรเฟลดส ปารทแ่ี สดงหนาผลึกกึง่ สมบูรณ ขนาดประมาณ 2 - 5 เซนติเมตร บางแหงมกี ารเรยี งตวั ของ
แรดอก สวนเพกมาไทต มีสีเทา เทาเขม สวนสีผุมีสีน้ำตาลเหลือง การแผกระจายตัวแสดงลักษณะ
ภูมิประเทศเปนที่ภูเขาและเทือกเขา ครอบคลุมพื้นที่ตอนกลางของจังหวัดกระบ่ี กลมุ วิทยาหินน้ีสามารถ
เชอื่ มโยงไดกบั หนิ แกรนติ ยคุ ครเี ทเชยี ส (Kgr)

- 40 -

ก. ข.
รูปที่ 3.14 กลุมวิทยาหิน GR ในจังหวัดกระบ่ี ก. หินแกรนิตเน้อื ดอก บริเวณที่ทำการชั่วคราวหนวยพิทักษ
อุทยานแหงชาติ ท่ีพล.1 หวยเหนียง บา นเทพพนม ตำบลหนาเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P
496188 E 912679 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 288 เมตร ข. ลักษณะเน้ือหินของหินแกรนิตเนื้อดอก
แรเ ฟลดส ปารขนาด 1–5 เซนติเมตร

3.7.12 กลมุ วทิ ยาหิน VOL2

กลุมวิทยาหิน VOL2 หินอัคนีภูเขาไฟท่ีประกอบดวยแรสีจาง ประกอบดวย หินไซอีไนต
มีสีเทาเขม เนื้อดอก ประกอบดวยเฟลดสปาร ควอตซ และฮอรนเบรนดเปนหลัก หินไรโอไลต
เน้ือละเอียด และหินไรโอไลต ลักษณะเนื้อดอก สีเทาออน และหินกรวดภูเขาไฟ ประกอบดวยเม็ดกรวด
ของหินไรโอไรต ไซยีไนต หินทราย และหินปูน การแผกระจายตัวแสดงลักษณะภูมิประเทศเปนทีย่ อดเขา
ทรงกรวย ครอบคลุมพื้นที่ฝงตะวันออกของอำเภอเหนือคลอง กลุมวิทยาหินนี้สามารถเช่ือมโยงไดกับ
หินไซยไี นตย คุ เทอรเ ชียรี (Sy) และหินไรโอไลตย คุ ครีเทเชียส (Krh)

ก. ข.

รูปท่ี 3.15 กลุมวิทยาหิน VOL2 ในจังหวัดกระบ่ี ก. หินไซยีไนตสีเทาเขม บริเวณบานควนนกหวา
ตำบลโคกยาง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ พิกดั 47P 509708 E 896988 N ความสูงจากระดับนำ้ ทะเล
55 เมตร ข. ลักษณะเนอ้ื หินของหินไซยีไนตส เี ทาเขม ผลกึ เฟลดสปารข นาด 0.3-1 เซนติเมตร

- 41 -

3.7.13 กลมุ วทิ ยาหนิ GY

กลุมวิทยา GY หินกีเซอไรต ประกอบดวย หินกีเซอไรต สีเทาถึงขาว สีครีม สีผุสีน้ำตาล
เหลือง เนื้อแนน ประกอบดวยผลึกเน้ือซิลิกาขนาดละเอียดมากและเฟลสปาร การแผกระจายตัวพบ
แสดงลักษณะภูมิประเทศเนินเขา ครอบคลุมพื้นท่ีฝงตะวันตกเฉียงใตของอำเภอเขาพนม กลุมวิทยาหินนี้
สามารถเช่อื มโยงไดกับหินกีเซอไรตย ุคควอเทอรน ารี (gy)

ก. ข.

รูปที่ 3.16 กลุมวิทยาหิน GY ในจังหวัดกระบี่ ก. หินกีเซอไรต บริเวณริมศาลาวัดรักดีคีรีวัน บานใหญ
ตำบลเขาพนม อำเภอเขาพนม จงั หวัดกระบ่ี พิกัด 47P 502483 E 907188 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล
119 เมตร ข. ลักษณะเนือ้ หินของหนิ กเี ซอไรต สเี ทาถึงขาว

3.7.14 กลุมวทิ ยาหิน COL

กลุมวิทยาหิน COL ประกอบดว ย ตะกอนกรวดเปนสวนใหญ อาจมีตะกอนทราย ทรายแปง
และดินเหนียว ช้ันตะกอนก่ึงแข็งตัวชั้นน้ีประกอบดวยเศษหินจากหินแกรนิต หินทราย หินดินดาน
หินควอรตไซต หลายๆขนาด ประกอบกับมีตะกอนทราย ทรายแปงและดินศิลาแลงมาทับถมรวมดวย
ทำใหช้ันตะกอนมีการคัดขนาดท่ีไมดี การแผกระจายตัวพบแสดงลักษณะภูมิประเทศที่ราบเชิงเขา
ครอบคลุมพื้นท่ีฝงตะวันออกและฝง ตะวันตกของจังหวัด โดยพบเปนบริเวณกวางในพื้นที่อำเภอปลายพระยา
อำเภออาวลึก อำเภอเมืองกระบ่ี อำเภอเขาพนม อำเภอลำทับ และอำเภอคลองทอม กลุมวิทยาหินน้ี
สามารถเชอื่ มโยงไดก ับกลุมตะกอนเศษหนิ เชงิ เขา (Qc) ซง่ึ เปน ตะกอนทย่ี ังไมแ ขง็ ตัวและตะกอนกึ่งแข็งตัว

- 42 -

ก. ข.
รูปที่ 3.17 กลุมวิทยาหิน COL ในจังหวัดกระบ่ี ก. ตะกอนเชิงเขา บริเวณริมถนนบานหนองเทา ตำบลกระบี่นอ ย
อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 497002 E 910982 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 127 เมตร
ข. ลกั ษณะตะกอนเชิงเขา พบเศษหินแกรนิต หินควอรต ไซต และหินทราย ขนาด 0.1-2 เมตร

3.7.15 กลุมวิทยาหิน AL

กลุมวิทยาหิน AL ตะกอนน้ำพา ประกอบดวย ตะกอนกรวด ทราย ทรายแปง และ
ดินเหนียว มักพบซากเปลอื กหอย ใบไม และช้ันพีท การแผกระจายตวั พบแสดงลักษณะภูมิประเทศท่ีราบ
หรือคอนขางราบขนาดใหญ ครอบคลุมพ้ืนที่ตอนกลาง และฝงตะวันออกของจังหวัด กลุมวิทยาหินน้ี
สามารถเช่ือมโยงไดกบั กลุมตะกอนนำ้ พา (Qa) ซึ่งเปนตะกอนยงั ไมแข็งตัวและตะกอนกงึ่ แขง็ ตัวของตะกอน
นำ้ พาเดมิ และปจจุบัน

ก. ข.
รูปที่ 3.18 กลุมวิทยาหิน AL ในจังหวัดกระบี่ ก. ตะกอนน้ำพา บริเวณริมคลองอิปน ตำบลปลายพระยา
อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 489956 E 945611 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 48 เมตร
ข. ลักษณะตะกอนนำ้ พา ประกอบดวยตะกอนทรายละเอียด

- 43 -

3.7.16 กลุมวิทยาหนิ TER

กลุมวิทยาหิน TER กลุมตะกอนตะพักลำน้ำ ไดแก ตะกอนกรวด ทราย ทรายแปง และ
ดินเหนียว การแผกระจายพบแสดงลักษณะภูมิประเทศท่ีราบแคบ ๆ สองฟากฝงของลำน้ำ ครอบคลุม
พืน้ ท่ีตอนบน ตอนกลาง และฝงตะวนั ออกของจงั หวัด สามารถเชอ่ื มโยงไดก บั กลมุ ตะกอนตะพักลำน้ำ (Qt)

ก. ข.
รูปท่ี 3.19 กลุม วทิ ยาหิน TER ในจงั หวัดกระบ่ี ก. ตะกอนตะพกั ลำน้ำ บริเวณบานทับเทย่ี ง ตำบลปลายพระยา
อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 492249 E 947888 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 54 เมตร
ข. ลักษณะตะกอนตะพักลำน้ำประกอบดวยตะกอนทรายแปง

3.7.17 กลมุ วิทยาหิน BEA

กลุมวิทยาหิน BEA กลุมตะกอนชายหาด และตะกอนสันทรายเกา ไดแก ทราย กรวด
ทรายแปง มีเศษเปลือกหอย เศษปะการัง และเศษซากพืชปะปน การแผกระจายตัวพบแสดงลักษณะ
ภูมิประเทศชายหาด ครอบคลุมพ้ืนท่ีฝงตะวันตกของจังหวัด บรเิ วณอำเภอเมืองกระบ่ี อำเภอเหนือคลอง
และอำเภอเกาะลนั ตา สามารถเชอ่ื มโยงไดกับกลุม ตะกอนชายหาดปจ จุบัน (Qb)

- 44 -

ก. ข.
รูปที่ 3.20 กลุมวิทยาหิน BEA ในจังหวัดกระบ่ี ก. ตะกอนทรายชายหาด บริเวณริมหาดบานคลองโตบ
ตำบลเกาะลันตาใหญ อำเภอเกาะลนั ตา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 504809 E 834480N 47 N ความสูงจาก
ระดับน้ำทะเล 7 เมตร ข. ลักษณะตะกอนทรายชายหาด เศษเปลือกหอย และเศษปะการังปะปน

3.7.18 กลมุ วิทยาหนิ MC

กลุมวิทยาหิน MC ตะกอนปา ชายเลน และตะกอนท่ีราบน้ำทะเลข้ึนถึง ประกอบดว ย
ดนิ เหนียวปนพีท ดินเหนียวปนทรายแปง ดนิ เหนียวปนทราย ทรายแปง ดินเหนยี ว ตะกอนดนิ เหนยี วมักมี
สีดำ ช้ันดินเหนียวมักพบซากเปลือกหอย ใบไมทับถมอยูในช้ันดินเหนียวน้ี การแผกระจายตัวพบแสดง
ลักษณะภูมิประเทศปาชายเลน ครอบคลุมพื้นท่ีฝงตะวันตกของอำเภออาวลึก อำเภอเมืองกระบ่ี
อำเภอเหนือคลอง และอำเภอเกาะลัน ตะกอนปาชายเลน สามารถเชื่อมโยงไดกับกลุมตะกอนท่ีราบ
น้ำทะเลขนึ้ ถงึ (Qtf/Qmc)

ก. ข.
รูปท่ี 3.21 กลุมวิทยาหิน MC ในจังหวัดกระบ่ี ก. ตะกอนปาชายเลน บริเวณขางใตสะพานสิริลันตา
ตำบลเกาะลันตานอย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบ่ี พิกัด 47N 505133 E 845587 N ความสูงจาก
ระดบั นำ้ ทะเล 1 เมตร ข. ลักษณะตะกอนปาชายเลน ประกอบดว ยดินเหนียวปนพที

- 45 -
รูปที่ 3.22 แผนทกี่ ลมุ วทิ ยาหินจงั หวดั กระบ(ี่ กรมทรัพยากรธรณี, 2564)

- 46 -

ตารางที่ 3.2 คำอธิบายแผนที่กลมุ วทิ ยาหินจังหวดั กระบี่

คำอธิบาย
(EXPLANATION)

กลุมวิทยาหิน
LITHOLOGIC GROUP

CG1 (Ksc) หนิ กรวดมน ที่มีเมด็ กรวดเปนแรควอตซและเศษหิน กลมุ วิทยาท่ปี ระกอบดวยหนิ กรวดมน

CG1 เปนสวนใหญ หินกรวดมนประกอบดวยเม็ดแรควอตซ หินทราย หินเชิรต หินควอตซไซต หินภูเขาไฟ
เม็ดกรวดมีขนาด 1-5 เซนตเิ มตร เนื้อพ้ืนมีสีน้ำตาลแดง แทรกสลับกับหินทรายเม็ดหยาบถึงหยาบมาก

มสี ีเทา สีเหลืองช้ันหนิ หนาถงึ หนาปานกลาง การประสานตัวกลางๆถงึ ไมด ี

CG2 (Trsb) หินกรวดมน ที่มีเม็ดกรวดเปนหินปูน กลุมวิทยาที่ประกอบดวยหินกรวดมนฐาน ท่ีมี
เม็ดกรวดเปนหินปูน โดโลไมต หินทราย หินทรายแปงสีแดง ขนาด granule-cobble ชั้นหนาไปจนถึง

CG2 ชัน้ หนามาก มีตัวเชื่อมประสานเปนตะกอนทรายละเอียดถึงทรายปานกลาง (calcareous sand) และ

หินทราย สีขาว สีเทา ประกอบดวยเม็ดตะกอนขนาดละเอียด การคัดขนาดปานกลาง ช้ันหินหนา
ปานกลางถึงหนา

SS2 (Klt/CPkp/CPkc/Kpp) หินทรายอารโคส หินทรายเนื้อควอตซ กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวย

SS2 หินทรายอารโคส หินทรายเนื้อควอตซเปนสวนใหญ ไดแก หินทรายเน้ืออารโคส หินทรายเนื้อควอตซ
ชน้ั หินบางไปจนถึงช้ันหนามาก มักแทรกสลับกับช้ันหินดินดาน หินทรายแปง และหินโคลน บางบรเิ วณ

พบหนิ ตะกอนเน้อื แข็ง หินปนู เลนสและสายแรควอรต รวมดวย

SS3 (CPkh) หนิ ทรายแทรกสลับกบั หนิ ตะกอนเนื้อละเอยี ดกึ่งแปรสภาพ กลุมวทิ ยาหินทป่ี ระกอบดว ย

SS3 หินทรายแทรกสลับกับหินทรายแปง หินดินดาน และหินโคลนปนกรวด เม็ดกรวดประกอบดวย

แรควอตซ หนิ ทราย หินทรายแปง หินแกรนิต หินชีสต และหินปนู

FS1 (CPlp/ CPkp) หินตะกอนเนื้อละเอียด บางสวนกึ่งแปรสภาพ กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวย
ตะกอนเนื้อละเอียดท่ีไดรับแรงกระทำโดยกระบวนแปรสภาพ ประกอบดวย หินโคลนเนื้อแนน สลับกับ

FS1 ทรายเนื้อดิน หินโคลนซิลิสิไฟต หินทรายแปงซลิ ิสิไฟต หินโคลนซิลิสิไฟตมีสีเทา สีเทาจาง พบการผุพัง

เปนรูปทรงกลม มีแรไฟไรตเกิดรวมดวย หินทรายแปงซิลิสิไฟตมีสีเทา มีแรไฟไรตขนาด 0.05-0.1
เซนติเมตรเกิดรว มดวย

FS2 (TRsb /Jkm/CPkp) หินตะกอนเน้ือละเอียด เชื่อมประสานดวยเหล็กออกไซต กลุมวิทยาหิน
ท่ีประกอบดวยหินตะกอนเนื้อละเอียด เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทรายแปงเปนสวนใหญ ไดแก
หนิ โคลน หินทรายแปง และหนิ ดินดาน หินโคลน สวนใหญสีเทาถึงเทาเขม สีเทาเขียว สีผุมีสีนำ้ ตาลออน

FS2 น้ำตาล น้ำตาลแดง ซ่ึงมกั พบแทรกสลับหรือแทรกช้ันกบั หินทรายขนาดละเอียดและชั้นหนิ บาง บางพน้ื ที่

ของหินโคลนพบ pebbly ดวย บางพื้นท่ีแสดงรูชอนไช และรูปู สวนหินทรายแปงมักสลับชั้นกับ
ชั้นหินโคลนและหินทราย ความหนาของชั้นหินทรายแปงมักมีขนาดไมหนาถึงปานกลาง บางที่อาจมี
แคลไซตเ ขา มาตัด หนิ ดินดานมกั แสดงแนวแตกถีแ่ ละวางสลบั ชั้นกับหนิ ทราย

FS4 (Tkb) หินตะกอนเน้ือละเอียด หินโคลน หินโคลนปนซากพืช กลุมวิทยาหินท่ีประกอบดวย

FS4 หินตะกอนเนอื้ ละเอียด เม็ดตะกอนขนาดดนิ เหนยี วถึงทรายแปงเปนสวนใหญ ไดแก หินโคลน หินโคลน

ปนซากพืช เนอื้ ปนปนู บางบริเวณพบแทรกสลบั กับหนิ มารล ลกิ ไนต และหินทรายกึง่ แข็ง

- 47 -

ตารางที่ 3.2 คำอธบิ ายแผนทก่ี ลมุ วทิ ยาหินจังหวดั กระบี่ (ตอ )

คำอธบิ าย
(EXPLANATION)

กลุมวิทยาหิน
LITHOLOGIC GROUP

CB1 (P/Pul/Ppp) หินคารบอเนต กลุมวิทยาหินจำพวกหินคารบอเนตเน้ือผลึกและเนื้อโดโลไมต

CB1 เปนสวนใหญ ประกอบดวย หนิ ปนู หินปูนเนอ้ื โดโลไมต สเี ทา สีดำ ช้ันหนามาก ถงึ ไมแสดงช้นั มักมีสายแร

แคลไซตขนาดเล็กๆดว ย บางบรเิ วณพบแทรกสลับดว ยหนิ ทราย หินดนิ ดาน และหินเชิรต แทรกเปนเลนส

CT (CPkp) หินแปรสัมผัสที่มากดว ยแรควอตซ กลุมวทิ ยาหินท่ีเปนหนิ แปรสัมผสั ท่ีมากดว ยแรควอตซ

CT โดยหินตน กำเนิดกอนแปรสภาพมาจากหมวดหินเขาพระ กลุม วทิ ยาหินCTประกอบดวย หินควอรตไซต

มีสีขาว สีเทาเขม ถงึ ดำ

F-MET1 (CPkp/CPlp) กลุมวิทยาหินจำพวกหินแปรที่มีริ้วขนาน โดยหินตนกำเนิดกอนแปรสภาพ
มาจากหมวดหินเขาพระ และหมวดหินแหลมไมไผ มีสีเทา เทาเขม สีดำ สีผุมีสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเขม
สเี หลอื ง ไดแก หินชนวน หนิ ชสี ต หนิ ไมกาชสี ต หนิ ควอรต ชีสต หินควอรต ไมกา ชีสต หินฟลไลต

GR (Kgr) หินแกรนิต กลุมวิทยาหินนี้ ประกอบดวย หินแกรนิต กราโนไดออไรต และเพกมาไทต

GR หินแกรนิตมีเนื้อดอกประกอบดวยแรควอตซ เฟลดสปาร และไบโอไทต หินกราโนไดออไรต แสดงผลึก

เน้ือเดยี ว สว นเพกมาไทต มีสเี ทา เทาเขม สวนสีผมุ สี ีนำ้ ตาลเหลือง

VOL2 (Sy/Krh) หินอัคนีภูเขาไฟที่ประกอบดวยแรสีจาง ประกอบดวยหินอัคนีที่มากดวยแรสีจาง
ไดแก หินไซยีไนต หินไรโอไลต และหินกรวดภูเขาไฟ ซ่ึงหินไซอีไนต มีสีเทาเขม เน้ือดอก ประกอบดวย

VOL2 เฟลดสปาร ควอตซ และฮอรนเบรนดเปนหลัก หินไรโอไลต เน้ือละเอียด และหินไรโอไลต ลักษณะ

เนื้อดอก สีเทาออน และหินกรวดภูเขาไฟ ประกอบดวยเม็ดกรวดของหินไรโอไรต ไซยีไนต หินทราย
และหินปูน

GY GY (gy) หินกีเซอไรต กลุมวทิ ยาหนิ น้ี ประกอบดวย หินกีเซอไรต สีเทาถึงขาว สคี รมี สีผสุ ีน้ำตาลเหลอื ง
เน้ือแนน ประกอบดว ยผลกึ เนอ้ื ซลิ ิกาขนาดละเอยี ดมากและเฟลสปาร

COL (Qc) ตะกอนเชิงเขา ประกอบดวย ตะกอนกรวดเปนสวนใหญ อาจมีตะกอนทราย ทรายแปง

COL และ ดินเหนียว ช้ันตะกอนก่ึงแข็งตัวช้ันนี้ประกอบดวยเศษหินจากหินแกรนิต หินควอรตไซต หินทราย
หินดินดาน หลายๆขนาด ประกอบกับมีตะกอนทราย ทรายแปงและดินศิลาแลงมาทับถมรวมดวย

ทำใหชนั้ ตะกอนมีการคัดขนาดที่ไมดี

AL AL (Qa) ตะกอนน้ำพา ไดแก ตะกอนกรวด ทราย ทรายแปง และดินเหนียว มักพบซากเปลือกหอย
ใบไม และช้นั พีท

TER TER (Qt) ตะกอนตะพกั ลำน้ำ ไดแก ตะกอนกรวด ทราย ทรายแปง และดนิ เหนียว

BEA (Qb) ตะกอนชายหาด และตะกอนสันทรายเกา ไดแก ทราย กรวด ทรายแปง เศษปะการัง และ

BEA เศษซากพืชปะปน ตะกอนทรายมีสีน้ำตาล สีขาว สีสม สีเทา การคัดขนาดไมดี กึ่งทรงกลม

ซงึ่ ทำปฏิกริ ยิ ากบั กรด และมักพบเศษเปลือกหอยอยูด ว ย
MC (Qtf/Qmc) ตะกอนปาชายเลน และตะกอนที่ราบนำ้ ทะเลข้ึนถึง ประกอบดวย ดินเหนียวปนพีท

MC ดินเหนียวปนทรายแปง ดินเหนียวปนทราย ทรายแปง ดินเหนียว มีสีดำ มักพบซากเปลือกหอย

ใบไมทบั ถมอยใู นชนั้ ดินเหนียวนด้ี ว ย



บทที่ 4
วิธกี ารศกึ ษา

4.1 ขนั้ รวบรวมขอมลู

การศึกษาและรวบรวมงานวิจยั ที่เกี่ยวของกบั การทำแบบจำลองตา ง ๆ เพ่ือนำมาประยุกตใ ช
ในการศึกษาพ้ืนท่ีออนไหวตอการเกิดดินถลมใหมีความยืดหยุน สามารถปรับเปล่ียนขอมูลไดงาย และ
ทนั สมัย โดยทำการเกบ็ รวบรวมขอมูล 3 ลักษณะ ดงั น้ี

1) รวบรวมขอมูลพื้นฐานและปจจัยที่เก่ียวของกับการดินถลม เพ่ือจัดทำฐานขอมูล
สารสนเทศภูมิศาสตร ประกอบดวย ขอมูลดานธรณีวิทยา ธรณีโครงสราง ขอมูลแบบจำลองภูมิประเทศ
เชงิ เลข (DEM) ปรมิ าณน้ำฝน และขอ มูลตำแหนง รองรอยดินถลมในอดีต

2) การเก็บรวบรวมขอมูลเอกสารที่เก่ียวของ จากแหลงเอกสารตาง ๆ เชน หองสมุด
ฐานขอ มูลของกรมทรัพยากรธรณี และเว็บไซตต า ง ๆ

3) การรวบรวมผลงานท่ีเคยทำมากอนในพื้นที่ศึกษา โดยการคนหาจากฐานขอมูลของ
กรมทรัพยากรธรณี และเว็บไซตต าง ๆ

4.2 การสำรวจลักษณะทางธรณีวทิ ยา

การสำรวจธรณีวิทยาในพ้ืนที่ศึกษา มีจุดประสงคหลักเพ่ือรวบรวมขอมูลธรณีวิทยาในสนาม
ท้ังหมด ไดแก ขอมูลชนิดหิน โครงสรางทางธรณีวิทยา การแผกระจายตัวของหิน การลำดับช้ันหิน
ความตอเนื่องของช้ันหิน และขอมูลเก่ียวกับธรณีพิบัติภัยดินถลมในพื้นที่ศึกษา โดยการสำรวจธรณีวิทยา
มีข้ันตอนการสำรวจดังตอ ไปน้ี

1) การเตรียมขอมูลพ้ืนฐานกอนการเก็บขอมลู ภาคสนาม ไดแก การเตรียมแผนทภ่ี มู ิประเทศ
ขอมูลพื้นฐาน และการรวบรวมขอมูลดานธรณีวิทยาของพื้นที่จากรายงานการสำรวจธรณีวิทยาในพ้ืนที่
เชน แผนท่ีธรณีวิทยามาตราสวน 1:50,000 และแผนที่ธรณีวิทยามาตราสวน 1:250,000 และรายงาน
จำแนกเขตเพ่ือการจัดการดานธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณี จังหวัดนาน ป พ.ศ. 2549 จังหวัดอุตรดิตถ
ป พ.ศ. 2551 จังหวัดประจวบคีรีขันธ ป พ.ศ. 2551 จังหวัดอุทัยธานี ป พ.ศ. 2551 และจังหวัดกระบี่
ป พ.ศ. 2556

2) การวางแผนการสำรวจโดยการกำหนดเสนทางการสำรวจใหครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัย
ดินถลม และตรวจสอบความถูกตองของขอมูลเดมิ

3) การเตรียมอุปกรณสำรวจภาคสนาม เชน คอนธรณีวิทยา (Geological hammer)
เข็มทิศ (Compass) แฮนดเลนส (hand lens) สมดุ บันทกึ (Field notebook) อุปกรณบ อกพิกัดตำแหนง
ดวยดาวเทียม (Global Positioning System, GPS) กลองถา ยรูป และอุปกรณเ ก็บตัวอยา ง

- 50 -

4) สำรวจเก็บขอมูลขั้นรายละเอียด รวบรวม และบันทึกขอมูลทางธรณีวิทยา เพ่ือจัดกลุมหิน
ในพ้ืนที่ศึกษาตามลักษณะทางวิทยาของหิน เชน ขอมูลชนิดหิน การลำดับช้ันหิน การกระจายตัวของหิน
ธรณีวทิ ยาโครงสรา ง และถายภาพเพือ่ ใชป ระกอบการเขียนรายงาน

4.2.1 หลักการจำแนกกลมุ วทิ ยาหินสำหรบั การศกึ ษาดินถลม

วิทยาหิน (lithology) เปนหนึ่งในปจจัยท่ีเกี่ยวของกับการเกิดดินถลม อีกทั้งเปน
หินตนกำเนิดของดินชนิดตาง ๆ ท่ีมีคุณสมบัติทางวิศวกรรมท่ีอาจเกี่ยวของกับประเภทการเกิดดินถลม
ชนิดตาง ๆ ทั้งนี้ข้ึนอยูกับชนิดของดินท่ีเปนผลมาจากกผุพังของช้ันหินตนกำเนิด ซึ่งในการศึกษาครั้งน้ีได
ทำการจำแนกลักษณะวิทยาหินแบบตาง ๆ ท่ีพบกระจายตัวในพ้ืนท่ีศึกษาใหเปนหนวยหินท่ีมีลักษณะ
วิทยาหินแบบตาง ๆ ท่ีมีความคลายคลึงกันใหอยูรวมกันเปนกลุม เรียกวา กลุมวิทยาหิน (lithological
group) เพ่ือบงชี้ความสัมพันธระหวางกลุมวิทยาหินกับรองรอยดินถลมที่เกิดข้ึนท้ังในอดีตและปจจุบัน
และความสัมพันธระหวางกลุมวิทยาหินท่ีเปนหินตนกำเนิดดินกับกลุมดินชนิดตาง ๆ ที่กระจายตัว
ในพน้ื ท่ีศึกษาที่มคี ณุ สมบัติทางวศิ วกรรมที่แตกตางกนั ใหม ีความชัดเจนมากขึ้น

4.2.2 ปจจยั ทเี่ ปน เกณฑใ นการจำแนกหนวยหิน

หนวยหิน (rock unit) หมายถึง เน้ือหินมีลักษณะปรากฏท่ีสม่ำเสมอและสามารถทำแผนท่ีได
ซึ่งหนว ยหินถือเปนหนว ยขั้นพ้ืนฐานสำหรบั การทำแผนทีใ่ นระบบการจำแนกประเภทของวัสดุหินในสนาม
(Rock Material Field Classification system; RMFC) (Natural Resources Conservation Service,
2012) ซ่ึงในการศึกษาครั้งนี้ใชการทำแผนท่ีเพื่อระบุการกระจายตัว (distribution) ของกลุมวิทยาหิน
แบบตาง ๆ ท่ีปรากฏบนพ้ืนผิวภูมิประเทศ โดยไดกำหนดกลุมวิทยาหินขึ้นมาเปนหนวยหินเทาน้ัน ไมไดมี
การลำดับช้ันหินหรือพิจารณาอายุและการวางตัวของช้ันหินแตอยางใด พิจารณาจากลักษณะเดนของ
วิทยาหนิ แบบตา ง ๆ ท่มี ีความคลายคลึงกนั เพอื่ กำหนดเปนหนว ยหินของกลมุ วทิ ยาหินน้นั ๆ โดยใชเ กณฑ
การจำแนกวิทยาหินของ Dearman (1991) ซึ่งเปนการจำแนกลักษณะวิทยาหินสำหรับงานใน
ทางวิศวกรรมและการทำแผนทว่ี ิศวกรรมธรณี โดยประกอบดว ยเกณฑหลัก ๆ 4 ประการ ไดแ ก

1) ชนดิ หนิ โดยท่วั ไป (genetic type)
ชนิดหินโดยทว่ั ไปประกอบดว ยหนิ หลกั ๆ 3 ชนิด โดยแตล ะชนิดมีรายละเอียดดังนี้
(1) หินอัคนี (igneous rock): เปนหินที่เกิดจากการเย็นตัวของแมกมา (magma) ทั้งท่ี
เยน็ ตัวบนผิวโลกเรียกวา หินอัคนีพุ (extrusive igneous rock) และเยน็ ตัวใตเปลือกโลกเรียกวา หินอคั นี
แทรกซอน (intrusive igneous rock) ดงั ตารางที่ 4.1
(2) หินตะกอน (sedimentary rock): เปนหินท่ีมีการเกิดหลากหลายรูปแบบ ไดแก
เกิดจากอนุภาคที่แตกหักมาจากท่ีอื่น (detritus or terrigenous sediment) เกิดจากการตกผลึกของ
สารละลายเคมี หรือชีวเคมี (chemical or biochemical precipitation) และเกิดจากการทับถมของ
ซากอนิ ทรียวตั ถุ (organic material) ดังตารางท่ี 4.2
(3) หินแปร (metamorphic rock): เปนหินที่เกิดจากการแปรสภาพ อันเนื่องมาจาก
ความรอน (heat) ความดัน (pressure) และสารละลายเคมี (chemical fluid) ซึ่งสามารถแปรสภาพ
มาจากหนิ ตนกำเนิดทเี่ ปน ไดทง้ั หนิ อัคนี หนิ ตะกอน และหนิ แปร ดังตารางที่ 4.3

- 51 -

ตารางท่ี 4.1 ตารางการจำแนกหนิ อคั นี (Dearman, 1991)

PYROCLASTIC IGNEOUS GENETIC GROUP

Massive Usual structure
Composition
At least 50% of Quartz, felspars, micas, Feldspar, Dark
grains are of dark minerals dark minerals minerals
igneous rock

Acid Intermediate Basic Ultrabasic

Rounded grains: Pegmatite Very
Agglomerate coarse-
grained
Angular grains: Granite Diorite Gabbro Coarse- 60 Predominant grain size (mm)
Volcanic breccia Dolerite grained 2
Tuff 0.006
Pyroxenite Medium-
Peridotite grained

Fine-grained tuff Rhyolite Andesite Basalt Fine- 0.002
Very fine- Volcanic grained
grained tuff Glasses
Very fine-
grained

Glassy
Amorphous

* A tuff containing both pyroclastic and detrital material, but predominantly pyroclastic, is called tuff.

- 52 -

ตารางที่ 4.2 ตารางการจำแนกหินตะกอน (Dearman, 1991)

DETRITAL SEDIMENTARY CHEMICAL/ GENETIC GROUP
ORGANIC Usual structure

Bedded

Grains of rock, quartz, At least 50% of grains Salts, Composition
feldspar and clay minerals are of carbonate Carbonates,
Silica
Grains are of Carboneceous
rock fragment
Rudaceous Rounded grains: Calcirudite Saline rock: Very 60
conglomerate Halite coarse- 2
Anhydrite grained 0.006
Angular grains: breccia Gypsum Coarse- 0.002
grained
Agilliceous or Lutaceous Arenaceous Grains are mainly Marlstone Medium- Predominant grain size (mm)
mineral fragments Limestone (undifferntiated) grained
Sandstone: grain are Calarenite
mainly mineral fragments Calcisiltite Calcreous rocks: Fine-
Siltstone: Limestone grained
50% fine Dolomite
grained
Mudstone particles Chalk Siliceous rocks: Very fine-
Shale: Claystone: Calcilutite Chert grained
Fissile 50% very Flint
mudstone fine-fine Carbonaceous
rock:
grained Lignite
particles Coal

Glassy
Amorphous

- 53 -

ตารางที่ 4.3 ตารางการจำแนกหนิ แปร (Dearman, 1991)

METAMORPHIC GENETIC GROUP
Usual structure
Foliated Massive

Quartz, felspar, micas, Quartz, felspar, micas, Composition
dark minerals dark minerals, carbonates
Tectonic
breccia Very
coarse-
Migmatite grained 60
Gneiss
Schist Hornfels Coarse- Predominant grain size (mm)
Phyllite Marble grained
Granulite
Quartzite 2
Amphiolite
Medium-
grained 0.006

Slate Fine- 0.002
grained

Mylonite Very fine-
grained
Glassy
Amorphous

- 54 -

2) ลักษณะโครงสรา งทางกายภาพของมวลหิน (physical structure of rock mass)
(1) เปนช้ัน (bedded): มักพบในหินตะกอน และชั้นตะกอนที่มีการสะสมตัวเปนชั้น
บางคร้งั อาจพบในหนิ อคั นพี หุ รอื หินอคั นีภูเขาไฟท่มี ีการปะทุหลาก
(2) เปนร้ิวขนาน (foliation): มักพบในหินแปร ท่ีเกิดจากกระบวนการแปรแบบไพศาล
(regional metamorphism) และกระบวนการแปรในบริเวณเขตรอยเล่ือนและเขตรอยเฉือน ซึ่งเปนการแปร
แบบพลวตั ร (dynamic metamorphism)
(3) เปนมวลหนาที่ไมแสดงช้ัน (massive): พบไดทั่วไปในหินทุกชนิด โดยมักพบใน
หินอัคนีแทรกซอนจำพวกหินแกรนิต หินตะกอนที่เกิดจากการสะสมตัวของสารละลายเคมีเปนชั้นหนา
จำพวกหินปูน และหินแปรจำพวกหินออน (marble) หินควอตไซต (quartzite) และหินฮอรนเฟลส
(hornfels) เปนตน
3) ขนาดของอนุภาคทีเ่ ปน องคป ระกอบของหินที่ปรากฏเดนชัด (predominant grain size)
ซงึ่ ประกอบกนั เปนเนือ้ หนิ (texture)
(1) เม็ดหยาบมาก (very coarse-grained): ขนาดเสนผานศนู ยกลางใหญกวา 60 มลิ ลเิ มตร
(2) เม็ดหยาบ (coarse-grained): ขนาดเสนผานศูนยกลาง 2-60 มลิ ลเิ มตร
(3) เม็ดปานกลาง (medium-grained): ขนาดเสน ผานศูนยกลาง 0.06-2 มิลลิเมตร
(4) เม็ดละเอยี ด (fine-grained): ขนาดเสนผานศนู ยกลาง 0.002-0.06 มลิ ลิเมตร
(5) เม็ดละเอยี ดมาก (very fine-grained): ขนาดเสน ผานศนู ยกลางเล็กกวา 0.002 มิลลิเมตร
(6) เนอ้ื แกว (glassy) หรอื อสณั ฐาน (amorphous): เปน เน้ือท่ปี ระสานกันเปนเน้ือเดียว
4) แรอ งคป ระกอบ (mineralogical composition)
แรองคประกอบ เปน หนึ่งในปจจัยที่ทำใหมวลหินมคี ุณสมบตั ิเฉพาะตาง ๆ ทางวิศวกรรม ไดแ ก
ความแข็งแรง ความถวงจำเพาะ และความคงทนตอการผุพัง การจำแนกลักษณะของแรองคประกอบ
สามารถแบง ออกเปน 8 ลักษณะ ดังนี้
(1) เศ ษ หิ น (rock grains or lithic fragment): เปนเศษแตกหักของหิ นดั้งเดิม
(pre-existing rock) ท่ีถูกพัดพาจากตวั กลางมาสะสมตัวเปนหินใหม มักพบในหินทราย หินกรวดมน และ
บางคร้ังอาจพบในหินอัคนแี ทรกซอนชนิดหนิ ภเู ขาไฟท่ีเกิดจากการประทหุ ลาก เชน หินทฟั ฟ (tuff)
(2) ควอตซ (quartz): เปนแรจำพวกแรสีจาง (felsic mineral) ในชุดปฏิกิริยาของโบเวน
(Bowen’s reaction series) พบไดในหินทุกชนิด มีความแข็งระดับ 7 ตามมาตรวัดความแข็งของโมห
(Moh’s scale)
(3) เฟลดสปาร (feldspars): พบอยูในหินอัคนีทุกชนิด หินตะกอน และหินแปร
โดยแรเ ฟลดสปารป ระกอบดวย โพแทสเซียมเฟลดสปาร และแพลจิโอเคลสเฟลดส ปาร

- 55 -

(4) แรชนิดเมฟก (mafic) แรสีเขม (dark-coloured) และแรอื่นที่เกี่ยวของกัน: แรชนิดเมฟก
หรือแรสีเขมในชุดปฏิกิริยาของโบเวนประกอบดวย แรจำพวกโอลิวีน (olivine) ไพร็อกซีน (pyroxene)
และแอมฟโบล (amphibole) โดยมักพบในหินอัคนีชนิดอัลตราเมฟก (ultramafic igneous rock)
ไดแก หินดันไนท (dunite) หินเพอริโดไทต (peridotite) และหินอัคนีชนิดเมฟก (mafic igneous rock)
ไดแ ก หินบะซอลต (basalt) และหนิ แกบโบร (gabbro)

(5) แรดินเหนียว (clay minerals): แรดินเหนียวจัดเปนแรที่มีการเกิดแบบทุติยภูมิ
(secondary mineral) กลาวคือ เกิดจากการเปลี่ยนสภาพ (alteration) ของแรเดิมในหินจากการผุพัง
ทางเคมีของหิน (chemical weathering) ใหเกิดเปนแรใหม ตัวอยางเชน แรเฟลดสปารท่ีมีการผุพัง
ทางเคมีแลวเปลี่ยนสภาพเปนแรดินขาว (kaolinite) โดยการผุพังนี้สามารถพบไดในหินทุกชนิด
ทอี่ ยูใ นลกั ษณะภูมอิ ากาศแบบรอนชื้น และแรด ินเหนียวโดยสวนใหญพบเปนแรประกอบหินในหินตะกอน
ทมี่ เี น้ือคอ นขางละเอยี ด ซงึ่ มกั พบมากในหนิ โคลน และหนิ ดินดาน

(6) คารบอเนต (carbonates): ประกอบดวย แรท่ีมีองคประกอบเปนคารบอเนต (CO3)
เปนหลัก เชน แคลไซต (calcite) อะราโกไนต (aragonite) และโดโลไมต (dolomite) มักพบมากใน
หนิ ตะกอนที่ตกผลึกจากสารละลายเคมีและชวี เคมี ไดแก หนิ ปนู หนิ โดโลไมต รวมถงึ หนิ แปรอยางหินออน

(7) วัตถุจำพวกเกลือกินระเหย (salt, evaporite) วัตถุจำพวกเน้ือปนซิลิกา (siliceous
materials) และวัตถุจำพวกเนื้อปนคารบอเนต (carbonaceous materials): วัตถุจำพวกเกลือหิน
ระเหยซึ่งเกิดจากสารละลายเกลือ โดยทั่วไปจะไมพบโผลปรากฏบนผิวดิน วัตถุจำพวกเนื้อปนซิลิกา
โดยท่ัวไปมักพบเปนลักษณะหินที่ถูกแทนที่ดวยซิลิกา (silicification) เชน หินปูนท่ีถูกแทนท่ีดวยซิลิกา
(silicified limestone) สวนวัตถุจำพวกคารบอเนต โดยท่ัวไปมักพบในหินที่เกิดในสภาพแวดลอมรวมกับ
หินคารบอเนต เชน หินดินดานเน้ือคารบอเนต (carbonaceous shale) และหินโคลนเน้ือคารบอเนต
(carbonaceous mudstone) เปนตน

(8) แกว (glass): เปนเน้ือหินท่ีมีลักษณะเปนแกว มีแกวเปนองคประกอบ โดยทั่วไปมักพบ
เห็นไดไ มมากนัก สวนใหญพบในหนิ อคั นีพุทเ่ี ย็นตวั บนผิวโลกอยา งรวดเร็ว เชน หินออบซิเดียน (obsidian)

4.3 การจดั การขอมูล

ขอมูลพื้นฐานเบ้ืองตนจะถูกทำใหอยูในระบบขอมูลสารสนเทศภูมิศาสตร ประกอบดวย
ขอมูลดานธรณีวิทยา ขอมูลธรณีโครงสราง ขอมูลลักษณะภูมิประเทศ ขอมูลแบบจำลองระดับสูงเชิงเลข
ปริมาณน้ำฝน การใชประโยชนท่ีดิน และตำแหนงรองรอยดินถลมในอดีต ซ่ึงขอมูลเหลาน้ีจะถูกจัดเก็บ
อยูในลักษณะเปนกริด (raster data) คือ ขอมูลที่มีโครงสรางเปนชองเหลี่ยม เรียกวา จุดภาพ หรือ grid cell
ที่มีการเรียงตอเนื่องกันในแนวราบและแนวด่ิง ซ่ึงมีความละเอียด 10x10 เมตร และในรูปแบบขอมูล
เชิงเสนสำหรับขอมูลรองรอยดินถลม ท้ังนี้การวิเคราะห การประมวลผล และการแสดงผลขอมูลเชิงพื้นท่ี
จะอยูในรปู แบบระบบสารสนเทศภมู ิศาสตร ดงั ตารางท่ี 4.4

- 56 -

ตารางท่ี 4.4 สรุปชนิดและแหลง ทม่ี าของขอ มูล

ชนดิ ขอ มูล ป รูปแบบขอ มูล ความละเอียด คา พิกัด แหลงทมี่ า
12.5 เมตร(m) อางองิ ทาง https://vertex.daac.
ALOS PALSAR 2009 ขอมลู แสดงลักษณะ ภูมิศาสตร asf.alaska.edu/#
DEM เปน กรดิ (raster data) WGS84 Google earth pro

Google images 1989- ขอมลู แสดงลักษณะ 10 เมตร (m) WGS84
2021 เปนกรดิ (raster data)
การใชป ระโยชน 2020 ขอ มูลแสดงลกั ษณะ 10 เมตร (m) WGS84 https://www.arcgis.
ทด่ี นิ (Landuse) เปน กริด (raster data) 1:50,000 และ WGS84 com/apps/instant/m
1:250,000 edia/index.html?appi
แผนทธ่ี รณวี ิทยา 2559 ขอ มลู แสดงทิศทาง 1:50,000 WGS84 d=fc92d38533d4400
(vector Data) 78f17678ebc20e8e2
แผนที่ 2527 ขอ มลู แสดงทิศทาง กรมทรพั ยากรธรณี
ภูมปิ ระเทศ 2561 (vector Data) กรมแผนท่ีทหาร
ปรมิ าณน้ำฝน ขอ มูลแสดงทิศทาง
(vector Data) รายวัน WGS84 กรมอตุ ุนยิ มวิทยา

4.4 การทำแผนท่ีรอ งรอยดนิ ถลม

แผนที่รองรอยดินถลมเปนแผนที่แสดงตำแหนง ความหนาแนน การกระจายตัวของดินถลม
ชนิดของดินถลม รวมถึงวันท่ีเกิดเหตุการณดินถลมแตละพ้ืนท่ี ซึ่งมีความสัมพันธกับปจจัยที่ควบคุม
การเกิดดินถลม เชน ลักษณะทางธรณีวิทยา ธรณีวิทยาโครงสราง ลักษณะภูมิประเทศ และสภาพอากาศ
ดวยเหตุน้ีการทำแผนที่รองรอยดินถลมจึงมีความสำคัญท่ีใชสำหรับเปนขอมูลต้ังตนในการทำนายการเกิด
ดนิ ถลม ในอนาคตได

ในการศึกษาครั้งนี้จัดทำขอมูลตำแหนงรองรอยดินถลม โดยอาศัยเทคนิคการรับรูระยะไกล
ดวยการแปลดวยสายตา (visual interpretation) จากภาพถายดาวเทียมภายใตแอปพลิเคชัน Google
Earth Pro โดยมีหลักการจำแนกลักษณะของดินถลมตามชนิดและลักษณะที่เห็นบนภาพถาย ดังตารางที่
4.5 เปนการหาความแตกตางของพ้ืนที่ระหวางลักษณะรอยดินถลม ซ่ึงมักแสดงสีของดินอาจเปน สีน้ำตาล
แดง หรือขาว (รปู ท่ี 4.1) ซึง่ เกิดจากการเปดหนาดิน/หินในบรเิ วณนั้น กับลกั ษณะพื้นทีร่ อบขา ง ซง่ึ มักเปน
พื้นที่ปาสีเขียว หรือพื้นที่รางโลงเตียน (bare land) โดยสามารถตรวจจับรองรอยดินถลม และสามารถ
ก ำ ห น ด ต ำ แ ห น ง จ า ก ภ า พ ด า ว เที ย ม โด ย อ า ศั ย ค ว า ม เข า ใจ เกี่ ย ว กั บ ช นิ ด ข อ ง ดิ น ถ ล ม กั บ ลั ก ษ ณ ะ
ภูมิประเทศโดยรอบ รวมถึงความเขาใจเก่ียวกับลักษณะของดินถลมท่ีแสดงออกมาบนภาพดาวเทียมหรือ
ภาพถา ยทางอากาศ โดยท่วั ไปแลวมีเกณฑการแปลตามปจ จัยตอไปน้ี

1) ลกั ษณะธรณีสณั ฐาน
2) ลกั ษณะทางนำ้ การผุพงั และระบบอทุ กวิทยา
3) ลกั ษณะของสีของดิน/หิน

- 57 -

4) ลกั ษณะพชื พรรณทปี่ กคลมุ
5) กจิ กรรมของมนษุ ย และการใชประโยชนทดี่ ิน
อยางไรก็ตามการเขาพื้นที่เพื่อตรวจสอบความถูกตองของการแปลขอมูลจากภาพถาย
จะทำใหแ ผนทร่ี องรอยดินถลม มีความละเอยี ด แมนยำ และถกู ตอ งมากยง่ิ ขึ้น (รปู ที่ 4.2)

ตารางท่ี 4.5 หลักการจำแนกลักษณะของดินถลมจากการแปลความหมายภาพถายทางอากาศและ
ภาพดาวเทยี ม (ดัดแปลงจาก Miller, 2007 และ Soeters and Westen, 1996)

Type of Characteristic based on morphology, vegetation, and drainage visible on stereo images
Movement
Morphology Distinct wall or free face in association with scree slopes (20 to 30 degrees)
Fall and Vegetation and dejection cones; jointed rock wall (>50 degrees) with fall chutes.
topple Drainage Linear scars in vegetation along frequent rock fall paths; vegetation density
Rotational Morphology low on active scree slopes.
slide No specific characteristics.
Vegetation Abrupt changes in slope morphology characterised by concave (niche) and
Compound Drainage convex (runout lobe) forms; often steplike slopes; semilunar crown and
slide Morphology lobate frontal part; back-tilting slope facets, scarps, hummocky morphology
on depositional part; D/L = ratio 0.3 to 0.1 slope 20 to 40 degrees.
Translational Vegetation Clear vegetational contrast with surrounding, absence of land use indicative
slide Drainage for activity; differential vegetation according to drainage conditions.
Morphology Contrast with nonfailed slopes; bad surface drainage or ponding in niches or
back-tilting areas; seepage in frontal part of runout lobe.
Vegetation Concave and convex slope morphology; concavity often associated with
linear grabenlike depression; no clear runout but gentle convex or bulging
Drainage frontal part; back-tilting facet associated with (small) antithetic faults; D/L
ratio 0.3 to 0.1, relatively broad in size.
As with rotational slides, although slide mass will less disturbed.
Imperfect or disturbed surface drainage, ponding in depressions and in rear part
of slide.
Joint controlled crown in rock slides, smooth planar slip surface, relatively
shallow, certainly in surface material over bedrock; D/L < 0.1 and large width;
runout hummocky, rather chaotic relief, with block size decreasing with larger
distance.
Source area and transportational path denuded, often with lineation in
transportation directions; differential vegetation on body in rock slides;
no landuse on body.
Absence of ponding below crown, disordered or absent surface drainage
on body; streams deflected or blocked by frontal lobe.

- 58 -

ตารางท่ี 4.5 หลักการจำแนกลักษณะของดินถลมจากการแปลความหมายภาพถายทางอากาศและ
ภาพดาวเทียม (ดดั แปลงจากจาก Miller, 2007 และ Soeters and Westen, 1996) (ตอ)

Type of Characteristic based on morphology, vegetation, and drainage visible on stereo images
Movement
Morphology Irregular arrangement of large blocks tilting in various directions; block size
Lateral Vegetation decreases with distance and morphology becomes more chaotic; large cracks
spread and linear depressions separating blocks; movement can originate on very
gentile slopes (<10 degrees).
Differential vegetation enhancing separation of blocks; considerable contrast
with unaffected areas.

Drainage Disrupted surface drainage; frontal part of movement is closing off valley,
Earth flows Morphology causing obstruction and asymmetric valley profile.
One large or several smaller concavities, with hummocky relief in source area;
Vegetation main scars and several small scars resemble slide type of failure; path
following stream channel and body is infilling valley, contrasting with
V-shaped valleys; lobate convex frontal part; irregular micromorphology with
pattern related to flow structures; slope > 25 degrees; D/L ratio very small.
Vegetation on scar and body strongly contrasting with surrounding, land use
absent if active; linear pattern in direction of flow.

Drainage Ponding frequent in concave upper path of flow; parallel drainage channels on
Debris flow Morphology both sides of body in valley; deflected or blocked drainage by frontal lobe.
Large amount of small concavities (associated with drainage system) or one
major scar characterising source area; almost complete destruction along
path, sometimes marked by depositional levees; flattish desolate plain,
exhibiting vague flows structures in body of debris flow.

Mudslide Vegetation Absence of vegetation everywhere; recovery will take many years.
Drainage Disturbed by main body; original streams blocked or deflected by body.
Morphology Shallow concave niche with flat lobate accumulative part, clearly wider than
transportation path; irregular morphology contrasting with surrounding areas;
Vegetation D/L ration0.05 to 0.01; slope 15 to 25 degrees.
Clear vegetational contrast when fresh; otherwise differential vegetation
enhances morphological features.

Drainage No major drainage anomalies beside local problems with surface drainage.

- 59 -
รูปที่ 4.1 ตัวอยางรองรอยดินถลมแสดงสีขาว (บน) และสีแดง (ลาง) จากภาพ Google earth
จงั หวัดนครศรธี รรมราชและพน้ื ทใ่ี กลเ คียง ถา ยภาพเมอื่ วันท่ี 18 มีนาคม 2556

- 60 -
รูปท่ี 4.2 (บน) ดินถลมชนิดการไหลของเศษหินและดิน น้ำตกคลองนารายณ ตำบลคลองนารายณ
อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ตำแหนง 48P 0193269 E 1392548 N (ลาง) รอยดินถลมชนิดการเลื่อนไถล
ระนาบโคง บานโขดทราย ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ จังหวัดตราด ตำแหนง 48P 02771880 E
1296422 N

- 61 -

4.5 การวิเคราะหแ บบจำลองดนิ ถลม ทางคณิตศาสตร

ปจจัยท่ีนำมาวิเคราะหความออนไหวตอการเกิดดินถลมทั้ง 7 ปจจัย ไดแก ขอมูลวิทยาหิน
หนารับน้ำฝน ทิศทางการไหลของน้ำ ระดับความสูง ความลาดชัน การใชประโยชนที่ดิน และระยะหาง
จากโครงสรางทางธรณีวิทยา โดยจะถูกแบงเปนกลุมยอย (reclassify) เพื่อเปนการจัดกลุมขอมูลกอน
การประมวลผล และทำชั้นระยะกันชน (multi-buffer) สำหรับขอมูลธรณีวิทยาโครงสรางและทางน้ำ
รายละเอียด ดังตารางที่ 4.6 การจัดเก็บฐานขอมูลจะอยูในรูปแบบกริด (raster data) ท่ีมีขนาดความละเอียด
10x10 เมตร เพ่ือนำไปใชประมวลผลในแบบจำลองทางคณิตศาสตร โดยแบงออกเปน 5 ข้ันตอนหลัก
ดังรูปที่ 4.3 โดยแตละขน้ั ตอนมีรายละเอียดดังตอไปน้ี

10x10 เมตร

รปู ที่ 4.3 แผนภมู กิ ารวเิ คราะหแ บบจำลองดินถลม

- 62 -

ตารางที่ 4.6 ปจ จยั ทีน่ ำมาใชใ นแบบจำลองดินถลม

ปจ จัย ลำดบั กลมุ

1. วทิ ยาหิน 1 CG1 หนิ กรวดมน ทม่ี ีเมด็ กรวดเปน แรค วอตซและเศษหนิ
(Lithology) 2 CG2 หินกรวดมน ทมี่ ีเมด็ กรวดเปน หินปนู

3 CG3 หนิ กรวดมนเชอ่ื มประสานดว ยเหล็กออกไซด

4 SS1 หนิ ทรายเนอ้ื เกรยแวก

5 SS2 หนิ ทรายอารโ คส หินทรายเนอื้ ควอตซ

6 SS3 หนิ ทรายแทรกสลบั กับหินตะกอนเนื้อละเอียดกง่ึ แปรสภาพ
7 SS4 หินทรายสนี ้ำตาลแกมมวง ชน้ั หนา

8 FS1 หินตะกอนเนือ้ ละเอยี ด บางสวนกง่ึ แปรสภาพ

9 FS2 หนิ ตะกอนเน้อื ละเอยี ดเช่ือมประสานดว ยเหล็กออกไซด

10 FS3 หนิ ตะกอนเน้ือละเอียด เนื้อปนปนู

11 FS4 หินตะกอนเนือ้ ละเอยี ด หินโคลน หินโคลนปนซากพืช

12 CB1 หนิ คารบ อเนต

13 CB2 หนิ คารบอเนตเนื้อดนิ

14 CH หนิ ตะกอนเนอ้ื ผลึกซลิ กิ า

15 CT หนิ แปรสมั ผสั ทม่ี ากดวยแรค วอตซ

16 F-MET1 หินแปรทม่ี รี ิ้วขนานเกรดตำ่

17 F-MET2 หินตะกอนกง่ึ แปรสภาพ

18 MU1 หินอัคนชี นิดเมฟก และอัลตราเมฟก

19 MU2 หนิ เซอรเ พนทไี นทพบรว มกบั หินอคั นีชนิดอลั ตราเมฟก

20 GR หนิ แกรนติ

21 VOL1 หนิ อคั นีภเู ขาไฟประกอบดว ยแรสีจางถึงปานกลาง

22 VOL2 หินอคั นีภูเขาไฟประกอบดว ยแรส ีจาง

23 GY หินกเี ซอไรต

24 COL ตะกอนเชงิ เขา

25 AL ตะกอนนำ้ พา

26 TER ตะกอนตะพักลำนำ้

27 BEA ตะกอนชายหาด และตะกอนสนั ทรายเกา
28 MC ตะกอนปา ชายเลน และตะกอนทรี่ าบนำ้ ทะเลขนึ้ ถึง

- 63 -

ตารางที่ 4.6 ปจ จยั ท่นี ำมาใชในแบบจำลองดินถลม (ตอ )

ปจจยั ลำดบั กลุม

2. หนา รบั นำ้ ฝน 1 Flat (-1)
(Aspect)
2 North (0-22.5)

3 Northeast (22.5-67.5)

4 East (67.5-112.5)

5 Southeast (112.5-157.5)

6 South (157.5-202.5)

7 Southwest (202.5-247.5)

8 West (247.5-292.5)

9 Northwest (292.5-337.5)

3.ทิศทางการไหลของน้ำ 10 North (337.5-360)
(Flow Direction) 1 1 (90 deg)
2 2 (135 deg)

3 4 (180 deg)

4 8 (225 deg)

5 16 (270 deg)

6 32 (315 deg)

7 64 (0 deg)

4.ระดับความสงู (เมตร) 8 128 (45 deg)
(Elevation) 1 0-200
2 200-400
3 400-600

4 600-800

5 800-1000

6 1000-1200

7 1200-1400

8 1400-1600

9 1600-1800
10 1800-2000

11 2000-2200

12 > 2200

- 64 -

ตารางท่ี 4.6 ปจ จัยที่นำมาใชในแบบจำลองดินถลม (ตอ)

ปจจยั ลำดบั กลมุ
5.ความลาดชนั (องศา) 1 0-10
(Slope) 2 10-20
6.การใชประโยชนท่ดี ิน 3 20-30
(Landuse) 4 30-40
7. ระยะหางจาก 5 40-50
โครงสรา งทางธรณวี ทิ ยา 6 50-60
(เมตร) 7 60-70
(The distance to 8 70-80
structure) 9 80-90
1 แหลง น้ำ (Water)
พื้นที่ปามตี นไมใ หญ (Trees)
2 ทุงหญา (Grass)
พชื พรรณในพืน้ ท่ลี ุมน้ำทว มถงึ (Flooded Vegetation)
3 พื้นทีเ่ กษตรกรรม (Crops)
พุมไม (Scrub/Shrub)
4 สงิ่ ปลกู สรา ง (Built Area)
พน้ื ที่โลง ไมม พี ชื พรรณใบเขยี ว (Bare Ground)
5
0-200
6 200-400
400-600
7 600-800
800-1000
8 1000-1200
1 1200-1400
2 1400-1600
3 1600-1800
4 1800-2000
5 2000-2200
6 2200-2400
7 2400-2600
8 2600-2800
9 2800-3000
10 >3000
11
12
13
14
15
16

- 65 -

4.5.1 Area cross tabulation

การนำขอมูลปจจัยที่เกี่ยวของกับดินถลมมาหาความสัมพันธกับขอมูลดินถลมที่เกิดขึ้น
ในอดีต หรือแผนที่รองรอยดินถลม (ลักษณะจุด) โดยจุดประสงคของวิธีน้ี คือ การเปรียบเทียบลักษณะ
พื้นที่เดียวกันบนขอมูลสองตัว การรวมขอมูลท่ีมีพ้ืนท่ีทับซอนกันของแตละปจจัยกับจุดรองรอยดินถลม
ในอดีต และนำออกมาในรูปแบบตาราง โดยคำนวณพื้นที่ของปจจัยแตละกลุมที่ทับซอนกับจุดดินถลม
การสรางตารางนำเอาตัวแปรมาไขวกันตามแนวนอนและแนวตั้ง ตารางท่ีไดจะแสดงรายละเอียดของตัวแปร
หนงึ่ ในแตล ะอีกคาตวั แปรหนึ่งท่ใี ชอธิบายความสมั พันธระหวา งตัวแปรทั้งสอง

4.5.2 Frequency ratio (Fr)

การประเมินผลของความนาจะเปนของการเกิดดินถลมดวยแบบจำลองทางสถิติ Bivariate
statistical model (ตัวอยางดูไดจาก Teerarungsigul (2006) และ Nawawitphisit (2010) ดวยการหา
ความสมั พันธท ี่เก่ียวขอ งระหวา งดินถลมและปจจัยทคี่ วบคมุ ดินถลม โดยแตล ะปจจัยสามารถคำนวณหาได
จากสมการท่ี 1

สมการท่ี 1
เม่ือไดความสัมพันธของดินถลมและปจจัยแตละกลุมแลว คา Frequency ratio ของแตละ
กลุมของปจจัย จะถูกนำมาคำนวณเพื่อหาความออนไหวของพ้ืนท่ีดินถลม (Landslide susceptibility
index, LSI) ตามสมการท่ี 2

สมการที่ 2

4.5.3 การใหน้ำหนกั (weighting)

เนื่องจากคาความสำคัญของปจจัยท่ีนำมาวิเคราะหการเกิดดินถลมน้ันไมเทากัน การนำ
วิธีการใหน้ำหนักกับแตละปจจัยมาใชเพื่อเพ่ิมความถูกตองและแมนยำมากย่ิงข้ึน (ตัวอยางดูไดจาก
Pantanahiran (1994) และ Teerarungsigul (2006)) ในรายงานน้ีนำ 2 วิธีการใหน้ำหนักมาหาคาเฉล่ีย
โดยแตล ะวธิ ีการมีการคำนวณคือ

1. Reliability probability method (RP) = the value of factor corresponding to
landslide

สมการท่ี 3

2. Accountability probability method (AP) = the value of landslide accounted
for by factor

สมการท่ี 4

- 66 -

3. คา เฉลยี่ ท้ังสองวธิ ดี า นบน (RP และ AP)
สมการที่ 5

เมื่อไดคาน้ำหนักเฉลี่ยของแตละปจจัยจะถูกนำมาคูณกับ คา Frequency ratio ของแตละ
กลมุ ของปจ จัย และจะถกู นำมาคำนวณเพ่ือหาความออนไหวของพื้นท่ดี นิ ถลม

4.6 การตรวจสอบแบบจำลองดนิ ถลม (validation)

ในการทำแผนที่พื้นท่ีออนไหวตอการเกิดดินถลมส่ิงที่สำคัญและมีความจำเปนมาก
คือ การตรวจสอบโมเดล (Chung and Fabbri, 2003) การตรวจสอบที่ไดผลจริง คือ การท่ีมีเหตุการณ
ดินถลมเกิดข้ึนจริงในบริเวณท่ีโมเดลไดทำนายไว หรือ ที่เรียกวา “Wait and See” (Neuhauser and
Terhorst, 2007) แตปญหาก็คือตองรอเปนเวลานานกวาเหตุการณดินถลมจะเกิดข้ึนหรืออาจจะ
ไมเกิดเลย (Van Den Eeckhaut and others, 2006) การทำนายหรือโมเดลก็กลายเปนส่ิงท่ไี รประโยชน
ไปเลย ดังนั้นแทนท่ีจะรอใหธรรมชาติเปนส่ิงพิสูจนวาโมเดลที่ทำถูกตองหรือไม การทดสอบ
ทางคณิตศาสตรจึงถูกนำมาชวยในการบงชค้ี วามถูกตองของโมเดล (Carrara & Pike, 2008) ซึ่งโมเดลท่ีดี
ตองมีความนา เช่ือถอื ทางสถิติดว ย

4.6.1 สมมตุ ิฐาน

สมมุติฐานหลักในการตรวจสอบแบบจำลองดินถลมสามารถแบงออกเปน 2 สมมุติฐาน คือ
(1) เหตุการณดินถลม ท่เี กดิ ขน้ึ สมั พันธกับตัวแปรตาง ๆ ไดแก ธรณีวิทยา ภูมิประเทศ การใชประโยชนท่ีดิน
และปาไม และ (2) เหตุการณดินถลมที่จะเกิดในอนาคตถูกกระตุนโดยตัวแปรเฉพาะ ไดแก ปริมาณน้ำฝน
และแผนดินไหว

4.6.2 เทคนิคที่ใชในการตรวจสอบ

วิธีการสำหรับตรวจสอบแบบจำลองดินถลมมีอยูหลากหลายวิธี โดยวิธีท่ีนิยมใชกันมาก
ไดแก วิธีการตรวจสอบเชิงคุณภาพ (qualitative method) จะใชวิธีการซอนทับขอมูลดินถลมบน
แบบจำลองการเกิดดินถลมและวิเคราะหดวยตาเปลา และวิธีการตรวจสอบเชิงปริมาณ (quantitative)
จะใชความเกี่ยวของของดินถลม และโซนของพิบัติภัยดินถลม โดยใชการคำนวณทางคณิตศาสตรเขามาชวย
ตวั อยา งเทคนคิ ที่ใช ไดแก

(1) การตรวจสอบภาคสนามและการซอนทับแบบงาย (ground-truthing and simple overlay)
ในการประเมินพื้นท่ีออนไหวตอการเกิดดินถลม การตรวจสอบแบบจำลองสามารถทำไดโดย
การไปตรวจสอบภาคสนาม หรือใชก ารแปลภาพถายทางอากาศ

(2) กราฟบอกความถูกตองของโมเดล (success rate curve) กับกราฟความถูกตองของ
การทำนาย (prediction rate curve) สามารถเปนตัวทดสอบความถูกตองของโมเดลได ซึ่งทั้งสองวิธีนี้
มีลักษณะคลายคลึงกัน จะตางกันตรงที่ขอมูลดินถลมที่ใชในการตรวจสอบโมเดล โดยแบบกราฟบอก
ความถูกตองของโมเดลจะใชขอมูลดินถลมชุดเดียวกับขอมูลดินถลมที่ใชในการสรางโมเดล ซ่ึงสามารถ
บอกไดวาโมเดลท่ีทำออกมามีคา ความถูกตองหรือมีผลลัพธดขี นาดไหน แตก ารตรวจสอบโมเดลแบบกราฟ

- 67 -

ความถูกตองของการทำนายจะใชขอมูลดินถลมคนละชุดกับดินถลมที่ใชในการสรางโมเดล ซึ่งผลของ
การตรวจสอบสามารถบอกไดวาโมเดลท่ีสรางขึ้นมีความถูกตองมากนอยเพียงใดและใชในการทำนาย
การเกิดดินถลมในอนาคตไดหรือไม สามารถทำไดโดยการเปรียบเทียบรองรอยดินถลมกับระดับความ
ออนไหว (susceptibility classes) ที่ไดจากโมเดล โดยมีวิธีการงาย ๆ โดยใชโปรแกรมทาง GIS ใน
การรวม (ซอนทบั ) ขอมูลดินถลมและขอมลู ความออนไหว (susceptibility) จะไดตำแหนงพิกเซล (pixel)
ที่มีคาดินถลมและไมมีดินถลม แลวนำผลรวมของตำแหนงที่มีคาดินถลมไปสรางกราฟ โดยคา
ความออนไหวจะอยูในแนวนอน (X-axis) คา ผลรวมตำแหนงท่ีมีดนิ ถลมอยูในแนวตัง้ (Y-axis)

(3) การตรวจสอบแบบจำลองโดยใชวิธีกราฟแสดงความถูกตอง การตรวจสอบแบบจำลอง
ในรายงานฉบับน้ีเลือกใชวิธีกราฟแสดงความถูกตอง โดยใชรองรอยดินถลมชุดเดียวกับท่ีใชในการทำ
แบบจำลอง เปนการนำคาตำแหนงของความออนไหวมาสรางกราฟรวมกับคาการสะสมตัวของตำแหนง
ดินถลมท่ตี กอยูบนพน้ื ที่ออ นไหวนั้น ๆ ดงั รูปที่ 4.4

(4) การแปลความหมายกราฟ กราฟที่ไดเรียกวา Success rate curve ซ่ึงสามารถคำนวณ
พื้นท่ีใตกราฟได เรียกวา AUC-Area under curve ดังตารางท่ี 4.7 ถาหากเสนกราฟอยูบนเสนทแยงมุม
ของคา 0 ถึง 1 (หรือ 0 ถึง 100%) แสดงวากราฟมีความเหมาะสม ยิ่งเสนกราฟอยูเหนือเสนทแยงมุมข้ึน
ไปมากเทาไหรแสดงวาแบบจำลองมีความเหมาะสมมากเทาน้ัน (Remondo et al., 2003) และถาหาก
คา AUC ใกล 1 มากเทาใด แสดงวา แบบจำลองน้ันมีคาความถูกตองและสามารถนำไปใชประโยชน
ในการทำนายพน้ื ท่ีออ นไหวตอ การเกิดดนิ ถลมได

- 68 -

รปู ท่ี 4.4 ตัวอยางกราฟแสดงความถกู ตอ ง (success rate curve) ของแบบจำลอง

ตารางที่ 4.7 ตารางแสดงชว งคา AUC ที่ใชอ า งองิ ความถกู ตอ งของโมเดล (Hasanat and others, 2010)

AUC Performance

0.90-1.00 Excellent (A)
0.80-0.90 Good (B)
0.70-0.80 Fair (C)
0.60-0.70 Poor (D)
0.50-0.60 Fail (F)

บทท่ี 5

การวิเคราะหพ ื้นทอ่ี อ นไหวตอการเกดิ แผน ดนิ ถลม

การวิเคราะหพ ื้นท่ีออนไหวตอดินถลมเปนการวเิ คราะหพ้ืนที่ที่มีโอกาสเกิดดนิ ถลม ในอนาคต
ดวยระบบสารสนเทศภูมิศาสตรและเทคนิคการรับรูระยะไกล โดยใชแบบจำลองทางสถิติ Bivariate
probability และการใหคาน้ำหนัก (Weighting) ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ผลการวิเคราะหอธิบาย
คา ความสัมพันธร ะหวา งรองรอยดินถลมและปจจัยท่ีควบคมุ ดินถลม 7 ปจ จัย คอื วทิ ยาหิน หนารับน้ำฝน
ทิศทางน้ำไหล ระดับความสูง ความลาดชัน การใชประโยชนที่ดิน และระยะหางจากโครงสราง
ทางธรณีวทิ ยา และการใหคา น้ำหนักกับปจจัยทเ่ี กย่ี วขอ งกบั ดนิ ถลม

5.1 แผนทีร่ องรอยดนิ ถลม

แผนที่แสดงตำแหนงของดินถลมที่เกิดในอดีตจนถึงปจจุบัน ไดจากการแปลภาพถาย
ดาวเทยี มในชวง 28 ป ท่ีผา นมา ระหวางป พ.ศ. 2533–2560 และการสำรวจภาคสนามพบ 325 รองรอย
ดินถลมในพื้นที่ศกึ ษา (รปู ที่ 5.1) และการสำรวจในพ้ืนที่เสี่ยงภัยแผนดินถลม พบวาพื้นทีเ่ สี่ยงภัยอยูตาม
ภูมิประเทศภูเขาสูง และบริเวณลาดไหลเขาที่มีลักษณะธรณีวิทยาประกอบดวยหินทรายอารโคส
หินทรายเนื้อควอตซ บางพื้นที่พบรองรอยดินถลมบริเวณหินแกรนิต กราโนไดออไรต และเพกมาไทต
เปนตน โดยพื้นที่เสี่ยงภัยแผนดินถลมกระจายตัวอยูบริเวณอำเภอเมืองกระบี่ อำเภอคลองทอม
อำเภอปลายพระยา อำเภอเขาพนม อำเภออาวลึก อำเภอเกาะลันตา อำเภอลำทับ อำเภอเหนือคลอง
จากการศึกษาพบชนิดดินถลมทั้งหมด 3 ชนิด คือ ดินถลมชนิดเลื่อนไถล (slide) ชนิดไหล (flow) และ
การเคลื่อนที่แบบซับซอน (complex) ตัวอยางเชน เขาชองเสียด ตำบลพรุเตียว อำเภอเขาพนม
(รูปที่ 6.2) สํารวจพบดินถลมชนิดการเลื่อนไถลแบบระนาบโคง (rotational slide) ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณ
ไหลเขามีการตดั ถนนผา น

- 70 -
รปู ท่ี 5.1 แผนทร่ี องรอยดินถลมในพืน้ ท่จี ังหวัดกระบ่ี ในชวง 28 ปท่ผี านมา (พ.ศ. 2533-2560)

- 71 -

5.2 ปจ จยั ทเ่ี กย่ี วของกบั ดนิ ถลม

การวิเคราะหพื้นท่ีที่มีโอกาสเกิดดินถลมดวยวิธี Bivariate approach (Frequency ratio)
อาศยั 7 ปจจัยที่เกี่ยวของกับดินถลม (Landslide controlling factors) มาหาคาความสัมพันธร ะหวาง
รอยดินถลม ในอดีตในรูปแบบอตั ราสวนความนาจะเปน (b/a) หรือความหนาแนนของการกระจายตัวของ
ดนิ ถลมในแตล ะกลุมยอ ยในปจ จยั ทีเ่ ก่ียวของกบั ดนิ ถลม ในตารางท่ี 5.1

5.2.1 กลมุ วทิ ยาหิน (Lithology)

หนิ แตล ะชนดิ มีความแตกตางทัง้ ทางกายภาพ และคณุ สมบตั ทิ างเคมี ทำใหพน้ื ท่มี คี วามเส่ียง
ตอการเกิดดินถลมมากนอยแตกตางกันออกไป ดังนั้นเพื่อใหการวิเคราะหคาความออนไหวตอดินถลม
มีความถูกตอง ในพื้นที่จงั หวัดกระบ่ีจำแนกวิทยาหินออกเปน 18 กลุม (รูปที่ 5.2 และตารางที่ 5.1 ) คือ 1) หนิ ตะกอน
เนือ้ ละเอยี ด เช่ือมประสานดว ยเหล็กออกไซต (FS2) 2) หินกรวดมน ที่มีเมด็ กรวดเปนแรควอตซแ ละเศษหิน
(CG1) (3) ตะกอนตะพักลำน้ำ (TER) 4) หินตะกอนเนื้อละเอียด หินโคลน หินโคลนปนซากพืช (FS4)
(5)ตะกอนชายหาด และตะกอนสันทรายเกา (BEA)6)ตะกอนปาชายเลน และตะกอนที่ราบน้ำทะเลขึ้นถึง (MC)
7) ตะกอนเชิงเขา (COL) 8) ตะกอนน้ำพา (AL) 9) หินแปรสัมผัสที่มากดวยแรควอตซ (CT)
10) หินคารบอเนต (CB1) 11) หินแกรนิต (GR) 12) หินทรายอารโคส หินทรายเนื้อควอตซ (SS2)
13) หินแปรที่มีริ้วขนานเกรดต่ำ (F-MET1) 14) หินอัคนีภูเขาไฟที่ประกอบดวยแรสีจาง (VOL2)
15) หินกีเซอไรต (GY) 16) หินตะกอนเน้ือละเอียด บางสวนกึ่งแปรสภาพ (FS1) 17) หินทรายแทรกสลับกับ
หินตะกอนเนอ้ื ละเอียดก่ึงแปรสภาพ (SS3) 18) หินกรวดมน ท่มี ีเมด็ กรวดเปนหินปูน (CG2) พบการกระจายตัวของ
รองรอยดินถลมหนาแนนมากบริเวณพื้นที่ที่พบหินทรายอารโคส หินทรายเนื้อควอตซ (83.19%
ของรองรอยดินถลม) ซึ่งมีการผุพังที่ใหชั้นดินหนาประมาณ 0.50 เมตร นอกจากนี้ยังพบการกระจายตวั ของ
รอยดินถลม(% ofLandslidescar)ในหินหนิ แกรนิตกราโนไดออไรต และเพกมาไทต (8.80)หินคารบอเนตเน้ือผลึกและ
เน้ือโดโลไมต (4.64) และตะกอนน้ำพาและตะกอนตะพักลำน้ำ (1.55)

- 72 -

ตารางที่ 5.1 ความสัมพันธระหวา งรอยดินถลมกับปจจยั ที่ควบคมุ การเกิดดินถลม

ปจ จยั กลมุ Classes % of Total % of Frequency Ratio
Area (a) Landslide = (b/a)
1. วทิ ยาหิน 1 FS2 หนิ ตะกอนเน้ือละเอยี ด เช่ือมประสานดวยเหล็กออกไซต Scar (b)
(Lithology) 2 CG1 หินกรวดมน ที่มีเม็ดกรวดเปน แรค วอตซแ ละเศษหิน 3.09 0.16
0.29 0.48 0.18
3 TER ตะกอนตะพักลำนำ้ 10.23 0.05 0.03
4 FS4 หนิ ตะกอนเนื้อละเอียด หนิ โคลน หินโคลนปนซากพืช 5.63 0.32 0.00
5 BEA ตะกอนชายหาด และตะกอนสนั ทรายเกา 0.49 0.00 0.00
8.86 0.00 0.00
6 MC ตะกอนปา ชายเลน และตะกอนทรี่ าบนำ้ ทะเลข้ึนถงึ 36.51 0.00 0.01
6.95 0.27 0.22
7 COL ตะกอนเชิงเขา 0.09 1.55 0.00
6.74 0.00 0.69
8 AL ตะกอนนำ้ พา 4.64
1.09 8.10
9 CT หนิ แปรสมั ผสั ที่มากดว ยแรควอตซ 18.30 8.80 4.55
0.67 0.96
10 CB1 หินคารบอเนต 0.14 83.19 0.00
0.48 0.64 0.00
11 GR หนิ แกรนิต 0.20 0.00 0.27
0.14 0.00 0.00
12 SS2 หินทรายอารโ คส หินทรายเน้อื ควอตซ 0.01 0.05 0.00
1.37 0.00 0.12
13 F-MET1 หินแปรทีม่ รี ิ้วขนานเกรดต่ำ 5.92 0.00 0.77
10.68 0.16 0.74
14 VOL2 หินอัคนีภเู ขาไฟท่ปี ระกอบดวยแรส จี าง 13.38 4.58 0.92
12.04 7.93 1.01
15 GY หนิ กเี ซอไรต 13.17 12.29 1.03
11.86 12.13 1.20
16 FS1 หนิ ตะกอนเนือ้ ละเอยี ด บางสว นก่ึงแปรสภาพ 13.92 13.57 1.29
11.53 14.21 1.06
17 SS3 หินทรายแทรกสลบั กับหินตะกอนเนอื้ ละเอียดก่ึงแปรสภาพ 6.13 17.99 0.81
17.65 12.19 0.86
18 CG2 หนิ กรวดมน ท่ีมเี ม็ดกรวดเปน หินปูน 6.46 4.95 1.19
19.64 15.11 0.96
2. หนารบั น้ำฝน 1 Flat (-1) 6.63 7.66 1.53
(Aspect) 19.99 18.83 1.02
2 North (0-22.5) 6.21 10.16 1.32
17.70 20.43 0.78
3 Northeast (22.5-67.5) 5.72 8.19 1.02
21.15 13.78 0.03
4 East (67.5-112.5) 73.19 5.85 0.50
4.52 0.53 10.04
5 Southeast (112.5-157.5) 0.79 36.33 15.98
0.22 45.37 12.34
6 South (157.5-202.5) 0.08 12.61 20.43
0.04 2.71 15.95
7 Southwest (202.5-247.5) 0.01 1.70 8.31
0.64
8 West (247.5-292.5) 0.11

9 Northwest (292.5-337.5)

3. ทศิ ทางการ 10 North (337.5-360)
ไหลของนำ้ 11
22
(Flow 34
direction) 48

5 16

6 32

7 64

8 128

4.ระดับความสงู 1 0-200
(เมตร)
(Elevation) 2 200-400
3 400-600

4 600-800

5 800-1000

6 1000-1200

7 1200-1400

8 1400-1600

- 73 -

ตารางที่ 5.1 ความสมั พนั ธระหวา งรอยดินถลม กับปจ จัยทีค่ วบคมุ การเกดิ ดนิ ถลม (ตอ )

ปจ จยั กลุม Classes % of Total % of Frequency Ratio
Area (a) Landslide = (b/a)
5.ความลาดชนั 1 0-10 Scar (b)
(องศา) (Slope) 2 10-20 79.72 0.14
12.00 11.07 2.20
3 20-30 4.77 26.40 6.29
2.30 30.02 10.40
4 30-40 0.80 23.95 9.52
0.30 7.66 3.04
5 40-50 0.10 0.90 0.00
0.00 0.00 0.00
6 50-60 0.00 0.00 0.00
2.55 0.00 0.23
7 60-70 80.61 0.59 1.20
0.79 97.02 0.14
8 70-80 0.06 0.11 0.00
5.68 0.00 0.02
9 80-90 3.74 0.11 0.48
6.40 1.81 0.06
6.การใช 1 แหลงน้ำ (Water) 0.17 0.37 0.00
ประโยขนท ี่ดิน 2 พน้ื ทีป่ า มีตนไมใ หญ (Trees) 16.61 0.00 1.58
(Landuse) 3 ทุงหญา (Grass) 15.57 26.30 1.49
13.54 23.16 1.29
4 พชื พรรณในพืน้ ทลี่ ุมนำ้ ทว มถึง(Flooded Vegetation) 11.20 17.47 1.27
8.95 14.27 0.76
5 พนื้ ทเี่ กษตรกรรม (Crops) 7.18 6.82 0.65
5.73 4.69 0.69
6 พุมไม (Scrub/Shrub) 4.54 3.94 0.39
3.57 1.76 0.30
7 ส่ิงปลูกสรา ง (Built Area) 2.84 1.06 0.02
2.25 0.05 0.00
8 พ้นื ที่โลง ไมม พี ืชพรรณใบเขียว (Bare Ground) 1.76 0.00 0.03
1.38 0.05 0.00
7. ระยะหางจาก 1 0-200 1.13 0.00 0.05
โครงสรางทาง 0.89 0.05 0.12
ธรณวี ิทยา 2 200-400 2.86 0.11 0.09
(เมตร) 3 400-600 0.27

(The distance 4 600-800

to geological 5 800-1000
structure)
6 1000-1200

7 1200-1400

8 1400-1600

9 1600-1800

10 1800-2000

11 2000-2200

12 2200-2400

13 2400-2600

14 2600-2800

15 2800-3000

16 >3000

- 74 -
รปู ที่ 5.2 แผนที่แสดงกลุมวทิ ยาหิน 18 กลุม ในพน้ื ที่จังหวัดกระบ่ี

- 75 -

5.2.2 หนา รับนำ้ ฝน (Aspect)

หนารบั นำ้ ฝนหรือทศิ ทางรับน้ำฝนมีความเก่ยี วขอ งกับบริเวณดา นรบั แสงแดด ลม และน้ำฝน
ซึ่งสงผลตอการเกิดดินถลม ทิศทางรับน้ำฝนสามารถแบงออกเปน 10 กลุม คือ 1) พื้นที่ราบ Flat
2) ทิศเหนือ North (0-22.5 องศา) 3) ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ Northeast (22.5-67.5 องศา)
4) ทิศตะวันออก East (67.5-112.5 องศา) 5) ทิศตะวันออกเฉียงใต Southeast (112.5-157.5 องศา)
6) ทิศใต South (157.5-202.5 องศา) 7) ทิศตะวันตกเฉียงใต Southwest (202.5-247.5 องศา)
8) ทิศตะวันตก West (247.5-292.5 องศา) 9) ทิศตะวนั ตกเฉียงเหนือ Northwest (292.5-337.5 องศา)
และ 10) ทิศเหนือ North (337.5-360 องศา) (รูปที่ 5.3) จากการเปรียบเทยี บกับรองรอยดินถลมพบวา
ทิศทางรับน้ำฝนที่มีอิทธิพลตอการเกิดดินถลมคือ ทิศตะวันออกเฉียงใต (Fr=1.008)
ทศิ ใต (Fr=1.030) ทศิ ตะวันตกเฉียงใต (Fr=1.198) และทิศตะวันตก (Fr=1.293) ทิศตะวนั ตกเฉียงเหนอื
(Fr=1.057) และซึ่งนาจะมีสัมพันธกับลมมรสุมที่พัดผานทั้งสองดานของจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีลมมรสุม
ตะวันตกเฉียงใต พัดผานมหาสมทุ รอินเดยี ทำใหมีปริมาณน้ำฝนมากท่ีในชว งเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน
และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผานอาวไทยพาเอาฝนมาตก แตมีปริมาณนอยกวาจังหวัดที่อยู
ทางดานตะวันออกของภาคใต เนื่องจากมีทิวเขาทางทิศตะวันออกของภาคใตปดกั้นลมไว
(รายละเอียดเพ่ิมเติมในบทที่ 3)

5.2.3 ทศิ ทางนำ้ ไหล (Flow direction)

ทศิ ทางนำ้ ไหลเปน ปจจัยท่ีเกี่ยวของกับการเกดิ ดินถลม บงบอกถงึ ทิศทางการไหลของทางน้ำ
และการกัดเซาะในพื้นที่ ทิศทางน้ำไหลสามารถแบงออกเปน 8 กลุม มีระยะหา งแตละชว ง 45 องศา คือ
1) ทิศตะวันออก (90 deg) 2) ทิศตะวันออกเฉียงใต (135 deg) 3) ทิศใต (180 deg) 4) ทิศตะวันตก
เฉยี งใต (225 deg) 5) ทิศตะวันตก (270 deg) 6) ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (315 deg) 7) ทิศเหนือ North
(0 deg) และ 8) ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ Northeast (45 deg) (รูปที่ 5.4) จากการเปรียบเทียบกับ
รองรอยดินถลมพบวาทิศทางน้ำไหลที่มีความสัมพันธตอการเกิดดินถลม คือ ทิศทางน้ำไหล
ทางทิศตะวันตกเฉียงใต มีความสัมพันธสูงสุดกับการกระจายตัวของรองรอยดินถลม (Fr=1.53)
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (Fr=1.32) ทิศตะวันออกเฉียงใต (1.19) ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (Fr=1.02)
และทศิ ตะวนั ตกมคี วามสมั พนั ธกบั การกระจายตวั ของรอ งรอยดินถลม (Fr=1.02) ตามลำดบั

5.2.4 ระดบั ความสูง (Elevation)

ระดับความสงู ของพื้นทถ่ี ูกจำแนกออกเปน 7 ชว ง มีชวงหา ง 200 เมตรต้ังแต 0-1,400 เมตร
ของแตละกลุม (รปู ท่ี 5.5) เพอ่ื ใหเหน็ ความแตกตา งของพ้นื ท่ี จากการศึกษาพบวาชวงระดับความสูงตงั้ แต
200-1,400 เมตร มีความสัมพันธอยางมีนัยสำคัญกับการกระจายตัวของรองรอยดินถลม (Fr≥1)
โดยมีความสัมพันธสูงสุดระหวางรองรอยดินถลมในอดีตกับระดับความสูง 800–1,000 เมตร (Fr=20.43)
ระดับความสูง 400–600 เมตร (Fr=15.98) ระดับความสูง 1,000–1,200 เมตร (Fr=15.95) ระดับความสูง
600–800เมตร (Fr=12.34) ระดับความสูง 200–400เมตร (Fr=10.04) และระดับความสูง 1200–1400 เมตร
(Fr=8.31) ตามลำดบั

- 76 -

5.2.5 ความลาดชนั (Slope)

มุมของความลาดชัน (Slopeangle) เปนปจจัยหลักของการวิเคราะหเสถียรภาพความลาดชัน
(Lee and Min, 2001) ในพื้นท่ีศึกษาแบงความลาดชันออกเปน 9 ชวง ระยะหางแตละชวง 10 องศา
โดยมคี วามลาดชันตั้งแต 0-90 องศา (รปู ที่ 5.6) พบวามีการกระจายตวั ของรอ งรอยดนิ ถลม มคี วามสัมพันธ
กบั พนื้ ทท่ี ่ีมีความลาดชันเปนชวงกวาง ตง้ั แต 10–60 องศา (Fr≥1) และความสมั พนั ธส ูงสดุ กับการกระจาย
ตัวของรองรอยดินถลม ในบริเวณความลาดชัน 30-40 องศา (Fr=10.40) ความลาดชัน 40-50 องศา
(Fr=9.52) ความลาดชัน 20-30 องศา (Fr=6.29) ความลาดชัน 50-60 องศา (Fr=3.04) ความลาดชัน
10-20 องศา (Fr=2.20) ตามลำดับ อยางไรก็ตามพบวาที่พื้นท่ีความลาดชันสูงมากตั้งแต 60 องศา
ไมพบรองรอยดนิ ถลมเนือ่ งจากพนื้ ทรี่ องรับดวยหินแข็งเปน สวนใหญมคี วามคงทนเสถียรภาพสงู และใหชน้ั ดนิ นอย

5.2.6 การใชประโยชนท ่ีดิน (Land use)

การใชประโยชนที่ดินหรือลักษณะของสิ่งปกคลุมดินเปนปจจัยทีส่ งผลตอเสถียรภาพของชั้นดิน/หิน
และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการไหลของน้ำบริเวณผิวดินในพื้นที่จังหวัดกระบี่ แบงลักษณะการใชประโยชนที่ดิน
ออกเปน 8 กลุม คือ 1) แหลงน้ำ (Water) 2) พ้ืนที่ปา มีตนไมใหญ (Trees) 3) ทุงหญา (Grass) 4) พืชพรรณ
ในพื้นที่ลุมน้ำทวมถึง (Flooded Vegetation) 5) พื้นที่เกษตรกรรม (Crops) 6) พุมไม (Scrub/Shrub)
7) สิ่งปลูกสราง (Built Area) 8) พื้นที่โลงไมมีพืชพรรณใบเขียว (Bare Ground) (รูปที่ 5.7)
จากการเปรยี บเทียบกับรองรอยดินถลม พบวาการใชประโยชนที่ดินที่มีความสัมพันธตอการเกิดดินถลม
คอื พนื้ ท่ีปา มตี นไมใหญ (Trees) มคี วามสัมพนั ธส งู สุดกับการกระจายตัวของรองรอยดินถลม (Fr=1.20)

5.2.7 ระยะหางจากโครงสรา งทางธรณวี ิทยา (The distance to geological structure)

ธรณวี ิทยาโครงสรางเปน ปจ จัยหน่ึงที่สงผลตอเสถยี รภาพของช้ันหนิ /ดนิ ที่แสดงถึงการผุพงั
เนื่องจากมีแนวรอยเลื่อนคลองมะรุย และกลุมแนวแตกพาดพานในพื้นที่จังหวัดกระบี่ (รายละเอียด
เพิ่มเติมหัวขอที่ 3.5 บทที่ 3) ระยะหางจากโครงสรางทางธรณีวิทยาเปน 16 ชวง มีระยะหางแตละชวง
200 เมตร (รูปที่ 5.8) พบวาพื้นที่ที่อยูใกลโครงสรางทางธรณีวิทยาและมีระยะหางไมเกิน 800 เมตร
มคี วามสัมพันธกับการกระจายตัวของรองรอยดนิ ถลม อยางมีนยั สำคัญ (Fr≥1) โดยมคี วามสัมพันธระหวาง
รองรอยดินถลมกับระยะหางระหวาง 0-200 เมตร (Fr=1.58) ระยะหางระหวาง 200-400 เมตร
(Fr=1.49) ระยะหางระหวาง 400-600 เมตร (Fr=1.29) ระยะหางระหวาง 600-800 เมตร (Fr=1.27)
ตามลำดบั

- 77 -
รปู ที่ 5.3 แผนที่แสดงหนา รบั นำ้ ฝน 10 กลุม ในพน้ื ทจี่ ังหวัดกระบ่ี

- 78 -
รปู ที่ 5.4 แผนทีแ่ สดงทศิ ทางการไหลของนำ้ 8 กลมุ ในพน้ื ท่จี ังหวดั กระบ่ี มีระยะหางแตล ะกลมุ 45 องศา

- 79 -
รปู ที่ 5.5 แผนทีแ่ สดงระดบั ความสูง 7 ชว ง ในพน้ื ทจ่ี งั หวัดกระบี่ มรี ะยะหางแตล ะชว ง 200 เมตร

- 80 -
รูปท่ี 5.6 แผนทีแ่ สดงความลาดชนั 9 ชว ง ในพน้ื ท่จี งั หวดั กระบ่ี มรี ะยะหางแตล ะชว ง 10 องศา


Click to View FlipBook Version