ภ า ค เ ห นื อ | 1 นาฏศิลป์ไทยในภาคเหนือ นาฏศิลป์ไทยในภาคเหนือ หมายถึง การแสดง การฟ้อนรํา การเตน และละครที่สรางขึ้นมาจากวิถี ชีวิต ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณีของชุมชนในพื้นที่บริเวณภาคเหนือจนทําใหมีเอกลักษณ โดดเดนเปน พิเศษเฉพาะตัวที่สั่งสมสืบทอดตอมาเปนระยะอันยาวนาน หากเปนนาฏศิลปในกลุมจังหวัด ภาคเหนือตอนบน ประกอบดวย เชียงใหม ลําพูน ลําปาง เชียงราย พะเยา แพร นาน และแมฮองสอน จะนิยม เรียกวา “นาฏศิลป ลานนา” เพราะเปนพื้นที่ตั้งแตเดิมของอาณาจักรลานนาในอดีต ในขณะที่จังหวัด ภาคเหนือตอนลางนาฏศิลปจะ ไดรับอิทธิพลจากนาฏศิลปในภาคกลางคอนมาก สงผลใหลักษณะของลีลาและ กระบวนทารําแตกตางจากนาฏศิลป ในภาคเหนือตอนบน สอดรับกับ ศริยา หงส์ยี่สิบเอ็ด (สัมภาษณ์. 18 สิงหาคม 2565) ศิลปะการเคลื่อนไหวร่างกาย ศีรษะ ลำตัว มือ ขา อย่างมีระเบียบแบบแผน ศิลปะการฟ้อน ศิลปะ การรำ ศิลปะการแสดง ศิลปะการละคร) อันมีอัตลักษณ์เฉพาะ เรื่องราวเฉพาะ ของชนผู้อาศัย ประชากร ที่อาศัยอยู่ในดินแดนภูมิภาคทางเหนือของประเทศไทย นาฏศิลป์ล้านนา เป็นส่วนหนึ่งของนาฏศิลป์ภาคเหนือ แต่จำกัดด้วยพื้นที่ในอดีตที่เรียกว่าดินแดน ล้านนา ปัจจุบันคือ ภาคเหนือตอนบน คือ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และ แม่ฮ่องสอน วิรสันต์ วิรุฬห์สกุลภิบาล (สัมภาษณ์. 4 สิงหาคม 2565) การแสดงภาคเหนือ มาจากความเชื่อพิธีกรรม ภาคกลาง มีกรอบมีระเบียบ เพราะว่าเป็นต้นแบบแบบ แผน ระบุชัดเจนในสมัยเจ้าดารา ระเบียบ โครงสร้างสังคม ในระดับเจ้า แต่ไม่ได้เป็นหลักสูตร ถ้าในมุมมอง ของภาคเหนือเป็นพิธีกรรมมากกว่า เช่น ฟ้อนมด ฟ้อนผี ไม่มีระเบียบแบบแผนเดียว แต่เป็นการนับ 123 จังหวะเก้าเอามาเรียง ลักณะทางจิตวิญญาณต่างคนต่างฟ้อนมีการกำหนดจังหวะดนตรี กรอบเรื่องแตกต่างกัน นาฏศิลป์สมัยเจ้าดารารัศมี เช่น ม่านมุ้ยเชียงตา โยคีถวายไฟ ระบำซอ ขบวนแห่ เป็นต้น ฟ้อน มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า เต้น ระบำ รำ ซึ่งเป็น ลีลาการแสดงออกของนาฏศิลป์ไทย และ ความหมายโดยส่วนรวม หมายถึง “ศิลปะการแสดงหรือ การประดิดประดอยกิริยาท่าทางต่างๆ Acting Action การแสดงที่สื่อถึงบุคลิกลักษณะเฉพาะของคนภาคเหนือ รวมทั้งประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถี ชีวิตของคนในท้องถิ่น นาฏศิลป์ไทยในภาคเหนือ โดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งประเภทได้ไหม ถ้าแบ่งได้มีกี่ ประเภท ฟ้อน-ฟ้อนพื้นเมือง ฟ้อนราชสำนัก โดยระบำ-ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์วิภาดา เพชรโชติ (สัมภาษณ์. 21 กรกฎาคม 2565) นาฏศิลป์ทั่วไป : พิธีกรรมควรเชื่อทางผีและทางศาสนา เช่น แห่ครัวทานเข้าวัด ฟ้อนบวชลูกแก้ว กิงกะหร่า ฟ้อนปอยต่าง ๆ อีกอย่างคือนาฏศิลป์คุ้มหลวงมีการบวงสรวงบูชา บางที่เลี้ยงผี และรวมถึง การศึกษา 4 หมวด ได้แก่ ผีศาสนา คุ้มหลวง มีระบบการเรียนการศึกษา เกี่ยวข้องกับช่วงเวลา โดยนาฏศิลป์ไทยในภาคเหนือ โดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งประเภทได้คือ
ภ า ค เ ห นื อ | 2 การฟ้อนแบบเมือง การฟ้อนแบบคุ้มหลวง การฟ้อนชาติพันธุ์ต่าง ๆ การฟ้อนงาน สร้างสรรค์ร่วมสมัย วิรสันต์ วิรุฬห์สกุลภิบาล (สัมภาษณ์. 4 สิงหาคม 2565) นาฏศิลปไทยในภาคเหนือ โดยทั่วไปแลวสามารถแบง ประเภทไดไหม ถาแบงไดมีกี่ประเภท 3 ประเภท ไดแก 1. ประเภทนาฏศิลปพื้นเมือง (คนเมือง) 2. ประเภทนาฏศิลปกลุมชาติพันธุบนพื้นที่สูง (ชาวเขาหรือชนเผา) 3. ประเภทนาฏศิลปในราชสํานักลานนา แบงออกเปน 2 รูปแบบ 3.1 แบบดั้งเดิม(พระราชชายาเจาดารารัศมี) 3.2 แบบปรับปรุง(วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม) 4. ประเภทนาฏศิลปนีโอลานนา 5. ประเภทลานนาสมัยใหม ศริยา หงส์ยี่สิบเอ็ด (สัมภาษณ์. 18 สิงหาคม 2565) การฟ้อนของราชสำนักคุ้มเจ้าหลวงมีรูปแบบอย่างไร ไม่มีใครสามารถตอบได้ การศึกษาศิลปะการ ฟ้อนของลานนาในปัจจุบัน จึงเป็นเพียงการพิจารณา รูปแบบของยุคปัจจุบัน ซึ่งพอจะสืบค้นขึ้นไปได้ไม่เท่า กว่าสมัยรัชกาลที่ 5 ศิลปะ การฟ้อนหลายอย่างเกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ในวังพระราชชายา เจ้าดารารัศมี และ คุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ นี่คือข้อจำกัดที่ไม่อาจจะยืนยันได้ว่า อะไรคือศิลปะการฟ้อนของ ลานนาที่เก่าแก่อย่าง แท้จริงรวมถึง ฟ้อน-ฟ้อนพื้นเมือง ชาย หญิง ฟ้อนราชสำนัก ระบำ-ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ วิภาดา เพชรโชติ(สัมภาษณ์. 21 กรกฎาคม 2565) โดยการฟ้อนในล้านนา มีลักษณะเป็นศิลปะที่ผสมกันโดย สืบทอด มาจากศิลปะของชนชาติต่างๆ ที่มีการก่อตั้งชุมชนอาศัยอยู่ในอาณาเขต ลานนานี้มาช้านาน นอกจากนี้ยังมี ลักษณะของการรับอิทธิพลจากศิลปะของชนชาติ ที่อยู่ใกล้เคียงด้วยโดยนับตั้งแต่ สมัยก่อนราชวงศ์มังราย สมัยราชวงศ์มังราย สมัยประเทศราชของพม่า และสตระกูลเจ้าเชื้อเจ็ดตน ศิลปะการฟ้อนของประชาชนเป็น อย่างไร การฟ้อนในล้านนา มีลักษณะเป็นศิลปะที่ผสมกันโดย สืบทอดมาจากศิลปะของชนชาติต่างๆ ที่มีการ ก่อตั้งชุมชนอาศัยอยู่ในอาณาเขต ลานนานี้มาช้านาน นอกจากนี้ยังมีลักษณะของการรับอิทธิพลจากศิลปะ ของชนชาติ ที่อยู่ใกล้เคียงด้วยโดยนับตั้งแต่ สมัยก่อนราชวงศ์มังราย สมัยราชวงศ์มังราย สมัยประเทศราชของ พม่า และสตระกูลเจ้าเชื้อเจ็ดตน ศิลปะการฟ้อนของประชาชนเป็นอย่างไร และศิลปะการฟ้อน ฟ้อนที่สืบ เนื่องมาจากการนับถือผี เป็นการฟ้อนที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อและฟ้อนผีมดผีเม็ง ฟ้อนผีบ้านผีเมือง ฟ้อนผี นาง ฟ้อนแบบเมือง หมายถึง ศิลปะการฟ้อน ที่มีลีลาแสดงลักษณะเป็น แบบฉบับของ “คนเมือง” หรือ “ชาว ไทยยวน” การฟ้อนแบบ “เมือง” นี้ ไม่สามารถกล่าวได้ว่ามีมาแต่เมื่อใด ฟ้อนบางอย่าง เท่าที่สืบค้นได้เกิดขึ้น ในราวสมัยรัชกาลที่ 5 โดยฟ้อนบางอย่างก็ดูจะเก่าแก่ การฟ้อนที่จัดอยู่ในประเภทนี้ ได้แก่ ฟ้อนเล็บ ฟ้อน เทียน ฟ้อนเจิง ตบมะผ่าน ฟ้อนดาบ ตีกลองสะบัดไชย ฟ้อนสาวไหม
ภ า ค เ ห นื อ | 3 ฟ้อนแบบม่าน คำฟ้อนม่านมุ่ยเชียงดาว่า “ปาน” ในภาษาลานนา หมายถึง “พม่า” การฟ้อน ประเภทนี้เป็นการผสมผสานกันระหว่างศิลปะการฟ้อนของพม่ากับของไทยลานนา ได้แก่ ฟ้อนม่านมุ่ยเชียงดา ฟ้อนแบบเงี้ยวหรือแบบไทยใหญ่ หมายถึง การฟ้อนตลอดจนการแสดง ที่รับอิทธิพล หรือมีต้นเค้ามา จากศิลปะการแสดงของชาวไทยใหญ่ คนไทยลานนา มักจะเรียกชาวไทยใหญ่ว่า “เงี้ยว” ในขณะที่ชาวไทย ใหญ่มักจะเรียกตนเองว่า “ได้” ชาวไทยใหญ่ส่วนมากอาศัยอยู่ในรัฐฉานของสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพ พม่า เข้าไปถึงบางส่วนทางทิศตะวันตกของยูนนาน และลงมาทางทิศใต้จนถึงประเทศไทย ในภาคเหนือมีหมู่บ้านชาวไทยใหญ่หลายหมู่บ้านในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย โดยเฉพาะในจังหวัด แม่ฮ่องสอน ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยใหญ่ ด้วยเหตุนี้ ศิลปะการฟ้อนของชาวไทยใหญ่จึงมีอิทธิพล ผสมผสานกับศิลปะของไทยลานนา การฟ้อนที่จัดอยู่ในประเภทนี้ ได้แก่ เล่นโต กิ่งกะหร่า (กินนรา) หรือฟ้อน นางนก กำเบ้อคง มองเชิง ฟ้อนไต ฟ้อนเงี้ยว ฟ้อนที่ปรากฏในบทละคร การฟ้อนประเภทนี้เป็นการฟ้อนที่มีผู้คิด สร้างสรรค์ขึ้นในการแสดงละคร พันทาง ซึ่งนิยมกันในราวสมัยรัชกาลที่ 5 เท่าที่พอ จะยกมากล่าวถึง ได้แก่ ฟ้อนน้อยไจยา ฟ้อนลาวแพน ฟ้อน ม่านมงคล การจัดประเภทของการฟ้อนแบบต่างๆ ตามที่กล่าวมานี้ อาจจะแบ่งแยกได้ไม่ เด่นชัดนัก ทั้งนี้เพราะ ในการฟ้อนหรือการแสดงแต่ละอย่าง จะประกอบไปด้วยท่วงที ลีลาที่ผสมผสานกันระหว่างศิลปะของไทยลาน นา ไทยภาคกลาง ไทยใหญ่ พม่า มอญ เป็นต้น ที่มีความคล้ายคลึงกลมกลืนกัน จนไม่อาจจะกล่าวได้เด่นชัดว่า ท่าฟ้อน แบบใดมีลักษณะเป็นแบบฉบับของชนชาติใดแท้ กล่าวสรุปได้ว่านาฏศิลป์ไทยภาคเหนือ ศิลปะการแสดงที่มีการเคลื่อนไหวจากร่างกาย กาย แขน ขา มือ เท้าให้งดงาม มีลีลาพร้อมด้วย มีความรู้สึกเป็นอารมณ์สะเทือนใจ ตามท่วงทำนองดนตรีหรือบทขับร้อง เราอาจเทียบเคียงคำว่าเต้น ระบำ รำ ฟ้อน เชิง เหล่านี้ได้กับคำว่า Dance ในภาษาอังกฤษ หรือเรียกได้อีกชื่อ ว่า ฟ้อนล้านนาแบ่งได้หลายลักษณะแต่ที่ลักษณะที่เป็นลักษณะร่วมเหมือนกันคือ การแสดงแบบนาฏศิลป์ พื้นเมือง การแสดงแบบนาฏศิลป์แบบราชสำนักและการแสดงแบบนาฏศิลป์ในลักษณะของชาติพันธ์และมี การพัฒนาเป็นนาฏศิลป์สร้างสรรค์ รวมถึงการแสดงแบบฟ้อนร่วมสมัย การแสดงนาฏศิลป์ที่โดดเด่นของภาคเหนือ ได้แก่ ฟ้อนเล็บ ฟ้อนสาวไหม ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา ฟ้อนเทียน ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นการนับท่าแบบเดียวกัน นอกจากคำว่าว่าฟ้อน มีคำว่าว่าเจิง ที่เป็นศัพท์ของ นาฏศิลป์ภาคเหนือ เป็นลีลาการไหว้ครู ลีลาท่ารำ ของแต่ละครู เจิง ลีลา ชั้นเชิงของผู้ชาย จุดเด่นของ นาฏศิลป์ภาคเหนือคือลีลาท่าทางของคนรำ และบรรยากาศของดนตรี เช่น เพลงฟ้อนเล็บ ทำให้เราเห็นถึง ความยิ่งใหญ่ ความอลังการของป่าไม้ ความวิญญาณ เลื่อนลอยของเทวดานางฟ้า ผสมกับอินเนอร์ของผู้แสดง รำสุดตัวสุดแขนของผู้แสดง และการแสดงของภาคเหนือแบบพื้นบ้านลักษณะท้องถิ่นและพื้นเมือง ของแต่ละ พื้นที่ เช่น ฟ้อนสาวไหม เป็นฟ้อนพื้นที่โดดเด่น สวยงามบรรจุในหลักสูตรของวิทยาลัยนาฏศิลป์
ภ า ค เ ห นื อ | 4 รูปแบบและประวัติการแสดงภาคเหนือ ในการรวบรวมข้อมูลรูปแบบการแสดงฟ้อนของภาคเหนือสามารถจำแนกและสรุปได้โดยมีการแสดงที่ มีลักษณะเฉพาะที่สำคัญและเป็นเอกลักษณ์คือ ฟ้อนเงี้ยว ฟ้อนจ้องบ่อสร้าง ฟ้อนชมเดือน ฟ้อนดาบ ควงกระบองไฟ ฟ้อนไต ฟ้อนผาง ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา ฟ้อนตบมะผาบ ฟ้อนโยคีถวายไฟ ฟ้อนมูเซอหรือระบำซอ ฟ้อนเจิง ฟ้อนแง้น ฟ้อนน้อยไชยาหรือฟ้อนล่องน่าน ฟ้อนเงี้ยว เป็นการแสดงพื้นเมืองของชาวเขาเผ่าหนึ่งซึ่งเรียกว่า "เงี้ยว” มีภูมิลำเนาอยู่ทาง รองประเทศไทย คุณ คิล และคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป์ได้มีโอกาสไปสอบละครที่คุ้มเจ้าหลวง เจ้า แก้วนวรัฐ ผู้ครองนครเชียงใหม่ และได้เห็นการต้อน เรียกตามภาษาพื้นเมืองว่า “เงี้ยวปนเมือง” ของคุ้มเจ้า หลวง ซึ่งมีนางหลง บุญหลง เป็นผู้ฝึก ในความควบคุมของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ 5 และ ต่อมานางลมุล ยมะคุปต์ ได้รับราชการเป็นครูสอนวิชานาฏศิลป์ ที่วิทยาลัยนาฏศิลป โดยในขณะนั้นเรียกว่า โรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ และได้นำลีลาท่ารำฟ้อนเงี้ยวมาปรับปรุงขึ้นใหม่ให้ งดงามตามแบบฉบับนาฏศิลป์ ไทย บรรจุไว้ในหลักสูตรวิชานาฏศิลป์ เมื่อปี พ.ศ.2479 รูปแบบบทร้องของ ฟ้อนเงี้ยวมีลักษณะเป็นบทอวยพร คือการ กล่าวอาราธนาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลายมาปกป้องคุ้มครองอวยชัย ให้พรเป็นสวัสดิมงคลสืบไป เครื่องดนตรีที่ใช้ได้แก่ วงปี่พาทย์ ซึ่งจะเป็นวงปี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ หรือ เครื่องใหญ่ สุดแท้แต่โอกาสและความเหมาะสม ของการแสดง การแต่งกาย ฟ้อนเงี้ยวแสดงได้ชุดหญิงล้วน หรือชุดชาย - หญิง ส่วนใหญ่ลักษณะการ แต่งกายมีทั้งแบบชาวเขา แบบฟ้อนเงี้ยวที่กรมศิลปากรประดิษฐ์ขึ้น และแบบพื้นเมือง ที่น่าสังเกต ก็คือผู้แสดงจะถือกิ่งไม้ไว้ในมือทั้งสอง เพื่อเป็นการปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีให้ไปเสีย ภาพที่ 1 การแสดงฟ้อนเงี้ยว ที่มา : https://www.google.com/search?q สืบค้น 20 สิงหาคม 2565
ภ า ค เ ห นื อ | 5 ฟ้อนจ้องบ่อสร้าง “จ้อง” เป็นคำพื้นเมืองท้องถิ่นทางภาคเหนือ แปลว่า ร่ม การทำร่มนับได้ว่าเป็นอุตสากรรม พื้นบ้าน นิยมทำกันมากจนกลายเป็นทุนทางวัฒนธรรม และนิยมประดิษฐ์สร้างอย่างมาก ที่ตำบลบ่อสร้าง อำเภอสัน กำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยนักศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลป์ร่วมกันประดิษฐ์ท่ารำขึ้น และนำออกแสดง รูปแบบ การแลีลาท่ารำแสดงร้อง บันเทิงใจของหญิงสาวชาวบ่อสร้าง หลังจากเสร็จภารกิจการทำร่มแล้ว ท่ารำาแฝงไว้ ในความ อ่อนช้อย นุ่มนวล และสนุกสนานระคนกัน ทั้งยังดำรงเอกลักษณ์ศิลปะการฟ้อนรำทางภาคเหนือไว้ สำหรับ ผู้ประพันธ์เพลง คือ คุณปกรณ์ รอดช้างเผื่อน ฟ้อนชมเดือน ฟ้อน ในการฝึกนาฏศิลป์ไทยนั้น นอกจากจะฝึกท่ารำตามแบบแผน เช่น ฝึกรำเพลงช้าเพล แม่บท และมีหน้าที่เป็นมาตรฐานต่างๆ ผู้ที่ไม่มีภัยมักจะว่าไม่ค่อยได้ ฉะนั้นครูผู้คน คิดประดิษฐ์ท่ารำอย่างง่ายๆ เช่น รำโคม รำพัด และฟ้อน ฯลฯ โดยดัดแปลงทำนองเพ เรียกว่า เพลงต่างภาษา เช่น พม่า มอญ จีน ลาว แขก ใช้ ทำนองง่ายๆ ประกอบท่ารำที่ ท่ามาตรฐาน เพื่อให้ผู้เรียนที่ไม่สามารถรำแบบมาตรฐานได้ จะได้มีโอกาสร่า และออกแสดงได้ เพลงฟ้อนชมเดือนนี้ ใช้ทำนองลาวลำปาง เพลงที่มีสำเนียงสาวมักจะใช้กับฟ้อน เนื้อ กล่าวถึงการชมธรรมชาติ เช่น แสงเดือน ความงามของผู้หญิง และการแต่งกาย ท่ารำได้พยา เลียนแบบการ ฟ้อนทางภาคเหนือที่มีลีลาอ่อนช้อยงดงามน่าชม จึงเรียกการรำชุดนี้ว่า ฟ้อนชม คุณหญิงขึ้น ศิลปา ผู้แต่งบท ร้อง ผู้ประดิษฐ์ท่ารา อาจารย์ลัดดา ศิลปบรรเลง แต่งกายแบบฟักของชาวเหนือ คือ นุ่งผ้าซิ่นยาวถึงข้อเท้า แขนกระบอก ห่มผ้าสไบ หรือแต่งแบบชาวเขาก็ได้ ฟ้อนดาบ ดาบ หมายถึง ดาบหรือมีดยาวคล้ายดาบ แต่มีขนาดสั้นกว่าดาบดาบ เป็นอาวุธประเภทนึงที่มีแหลม คมและใบมีด(Edged and bladed weapons) ซึ่งมีไว้สำหรับการตัดหรือแทงด้วยมือ ใบมีดของมันนั้นยาว กว่ามีดหรือดาบสั้น (Dagger) ซึ่งถูกติดด้วยด้ามจับและสามารถตั้งตรงหรือโค้งงอได้ การแทงด้วยดาบมักจะมี ใบมีดที่แนวตรงและที่ปลายแหลมจะคมกว่า การฟาดฟันด้วยดาบส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่โค้งงอและมีคมที่ สามารถตัดขาดได้ง่ายในด้านเดียวหรือทั้งสองด้านของใบมีด ดาบจำนวนมากได้รับการออกแบบสำหรับทั้งการ แทงและฟาดฟัน คำจัดกัดความที่แม่นยำของดาบนั้นแตกต่างกันไปตามยุคประวัติศาสตร์และพื้นที่ทาง ภูมิศาสตร์ตามประวัติศาสตร์ ดาบได้รับการพัฒนาในยุคสัมฤทธิ์ซึ่งพัฒนามาจากดาบสั้น ตัวอย่างแรกสุดที่มี อายุประมาณ 1600 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาคือยุคเหล็ก ดาบยังคงค่อนข้างสั้นและไม่มีครอสการ์ด สปาธา (Spatha) ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในกองทัพโรมันตอนปลาย ได้กลายเป็นบรรพบุรุษขของดาบยุโรปในยุคกลาง การถูก นำมาใช้ครั้งแรกเป็นดาบแห่งยุคการย้ายถิ่นฐาน และเฉพาะในยุคสมัยกลางยุครุ่งโรจน์เท่านั้น ที่ได้ถูกพัฒนา เป็นดาบอาวุธคลาสสิกพร้อมกับครอสการ์ด คำว่า sword ยังคงเป็นภาษาอังกฤษแบบเก่า คำว่า sweord
ภ า ค เ ห นื อ | 6 การฟ้อนดาบเป็นการ ฟ้อนประกอบอาวุธที่ไม่ได้มุ่งข่มขวัญคู่ต่อสู้เหมือนฟ้อนเจิงดาบ แต่เป็นการแสดงลีลา การเลี้ยง มีดยาวหรือดาบไว้กับตัวให้ได้ หลายๆ เล่มด้วยมือ เท้า และปาก ท่ารำ การย่างเท้าและการ ใช้ตัว เป็นไปตามลีลาของการแสดงของภาคเหนืออย่างแท้จริง การแต่งกายผู้ว่าจะแต่งกายตามที่ ตนถนัด จะนุ่ง ผ้าถุงหรือชุดกางเกงม่อฮ่อมก็ได้ ดนตรีที่ใช้ประกอบจะใช้กลองซึ่งปอง หรือกลอง มองเชิงก็ได้ แล้วแต่ผู้ว่าถนัด การฟ้อนดาบ เป็นศิลปะการแสดงที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู่ป้องกันตัว เป็นการแสดงที่สะท้องถึงชั้นเชิงการต่อสู้ และความงดงามของท่วงท่าการฟ้อน การแสดงฟ้อนดาบของชาวไทใหญ่ สามารถแสดงได้ทั้งชายและหญิง โดย จะมีการทำการแสดงในวันสำคัญต่างๆ เช่น ประเพณีขึ้นปีใหม่ งานบุญประเพณี งานปอยส่างลอง เป็นต้น ฟ้อนดาบถือเป็นศิลปะการฟ้อนรำพื้นเมืองเชียงใหม่ที่ผสมเอาศิลปะการต้องกันตัวเข้ามามีส่วนในการฟ้อนด้วย การฟ้อนดาบเป็นการรำที่ใช้ดาบเป็นเครื่องประกอบ มีลวดลายท่วงท่าหลายชั้นเชิง โดยใช้เครื่องดนตรีกลองปู่ เจ่ ฉาบและฆ้อง ซึ่งการฟ้อนดาบนั้นจะเป็นการฟ้อนที่คู่กับการฟ้อนเชิง หรือ ฟ้อนเจิง เป็นการฟ้อนแสดง ท่าทางการต่อสู้ด้วยมือเปล่า สองอย่างนี้มักจะใช้ผู้ชายเป็นหลัก ปัจจบันการฟ้อนทั้งสองอย่างนี้ได้รับความ นิยมกันอย่างแพร่หลาย การฟ้อนทั้งหมดนี้ถือเป็นการฟ้อนแบบดั่งเดิมของคนเชียงใหม่ ฟ้อนดาบจะคล้ายกับ การรำกระบี่กระบองของภาคกลาง ส่วนฟ้อนเจิงหรือฟ้อนเชิง คล้ายกับการแสดงสิละทางภาคใต้ ฟ้อนดาบนี้แสดงได้ทั้งชายและหญิง ส่วนมากเป็นการรำในท่าต่างๆ ใช้ดาบตั้งแต่ 2-4-6-8 เล่ม และ อาจจะใช้ได้ถึง 12 เล่ม นอกจากการฟ้อนดาบแล้ว ก็อาจมีการรำหอกหรือ ง้าวอีกด้วย ท่ารำบางท่าก็ใช้เป็น การต่อสู้กัน ซึ่งฝ่ายต่างก็มีลีลาการฟ้อนอย่างน่าดูและหวาดเสียวเพราะส่วนมากมักใช้ดาบจริงๆ หรือไม่ก็ใช้ ดาบที่ทำด้วยหวายแทน หากพลาดพลั้งก็เจ็บตัวเหมือนกัน การฟ้อนดาบนี้มีหลายสิบท่า และมีเชิงดาบต่างๆ เช่น เชิงดาบเชิงแสน (เป็นของพื้นเมืองของภาคเหนือ) เชิงดาบแสนหวี (มาจากพวกไทยใหญ่ หรือเงี้ยว) แต่ละ เชิงดาบมีการฟ้อนแตกต่างกัน (ปรากฏว่าเชิงดาบแสนหวีเป็นนักดาบที่เก่งกล้าเผ่าหนึ่งในประวัติศาสตร์) อุปกรณ์และวิธีเล่น 1. ดาบ 2 เล่ม ต่อคน 2. เครื่องดนตรี ได้แก่ ฆ้องโหม่ง ฉาบกลาง กลองปู่เจ่ (กลองยาวของชาวไตใหญ่) 3. ชุดเครื่องแต่งกายในการฟ้อนดาบ ได้แก่ เตี่ยวสะดอ (กางเกงขาก๊วยขาสั้น) เสื้อหม้อห้อม ผ้าคาดเอว ผ้าโพกศีรษะ 4. ผู้ฟ้อน 1 – 2 คน และนักดนตรีอีก 4 – 5 คน ลีลาท่าทาง การฟ้อนดาบ จะเริ่มต้นด้วยการตีฆ้องนำ แล้วต่อจากนั้นจะตีฉาบและกลองให้เข้าจังหวะเร้า ใจเป็นทำนองเพลงปู่เจ่ ผู้แสดงเริ่มฟ้อนดาบตามหลักเกณฑ์และท่าที่ครูประสิทธิ์ประสาทให้มา ซึ่งมี 2 ช่วงคือ ช่วงที่ 1 ไหว้ครู โดยผู้ฟ้อนจะวางดาบลงไว้ด้านหน้าให้ไขว้กัน แล้วจึงไหว้ครู
ภ า ค เ ห นื อ | 7 ช่วงที่ 2 หลังจากไหว้ครูแล้ว ก็เริ่มฟ้อนท่าต่าง ๆ ซึ่งครูคำ กาไวย์ รวบรวมมี 32 ท่า เช่น ท่าบิดบัวบาน เกี้ยวเกล้า ฯลฯ โดยใช้อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายรับดาบไว้ เช่น ปากคาบ หนีบรักแร้ ขาพับเข่า ฯลฯ การฟ้อนจะฟ้อนไปจนจบกระบวนท่า ทั้ง 32 ท่า หรือจะน้อยกว่านั้นก็ได้ ถ้าฟ้อนคู่ก็จะรำไป พร้อมกัน อาจมีหลอกล่อกันบ้าง แต่ไม่มีการฟันดาบ ดนตรี ใช้กลองสะบัดชัยตีประกอบจังหวะ การแต่งกาย ชุดพื้นบ้านภาคเหนือ (นุ่งกางเกงครึ่งแข้ง สวมเสื้อม่อฮ่อม มีผ้าขาวม้าคาดเอว) ศิลปะการแสดง ควงกระบองไฟ การควงกระบองไฟ และการพ่นไฟศิลปะการแสดงแบบล้านนา ที่เป็นการฝึกทักษะ ความสามารถใน การใช้กระบอง ในการทำสงคราม นำมาพัฒนาเป็นการละเล่น ควงกระบองไฟ งดงามและน่าสนใจมาก เมื่อ ควงกระบองได้น่าหวาดเสียว แล้วจึง พ่นไฟ ซึ่งอันตรายมาก ถ้าไม่ชำนาญและไม่รู้ทิศทางลมแล้วจะเกิด อันตราย กับผู้แสดง โดยผู้แสดง เป็นนักแสดงด้วยชายล้วน ภาพที่ 2 การแสดงควงกระบองไฟ ที่มา : ตรีธวัฒน์ มีสมศักดิ์ 2565 ฟ้อนไต โดยการแสดงชุดนี้ในปี พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 หรือ พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม ราชินีพันปีหลวง เสด็จแม่ฮ่องสอนเป็นครั้งแรก ทางจังหวัดจึงฟ้อนไตถวาย ซึ่งคิดท่าฟ้อนโดยอาจารย์ แก้ว
ภ า ค เ ห นื อ | 8 ทองเขียว และคุณแม่ละหมื่น ทองเขียว ได้ผสมผสานท่ารำของไทย พม่า และไทยใหญ่เข้า ด้วยกัน ประกอบ เพลงไทยใหญ่ และนับแต่นั้นเป็นต้นมา การฟ้อนโตจึงเป็นการฟ้อนประจําของ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เครื่อง ดนตรีประกอบการแสดง ฆ้อง กลอง ไวโอลินฮอร์น แอ็คคอร์เดียน ฉิ่ง กรับ บทเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง เพลงไตฟ้อนไต เป็นศิลปะการฟ้อนของชาวพื้นเมืองเหนือที่ได้รับอิทธิพลมาจากชนชาติไทยใหญ่ ฟ้อนกันทั่วไป แถบ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดเชียงใหม่ที่มีชาวพื้นเมืองที่สืบเชื้อสายมาจากชนชาติไทยใหญ่มาแต่เดิม ซึ่งมีการฟ้อนโดยทั่วไปทั้งชายและหญิง ผู้แสดง ใช้ผู้หญิงแสดง ฟ้อนเป็นชุด ชุดหนึ่งประมาณ 12 คน หรือมากกว่านั้น การแต่งกาย นุ่งผ้าซิ่นไหมสีต่าง ๆ หรือนุ่งผ้าซิ่นที่มีดอกสดใส ยาวกรอมเท้า ใช้พับข้างหน้าแล้วขมวด เหน็บเอวข้างซ้ายหรือขวาตามถนัด เสื้อแขนยาวทรงกระบอก ตัวสั้นแค่เอวหรือสูงกว่าเอวเล็กน้อย ด้านหน้า ป้ายข้างเป็นลักษณะเสื้อไต (หรือเสื้อพม่า) ติดกระดุม 3 เม็ด เกล้ามวยผมทรงสูงแล้วปล่อยชายผมลงมาไว้ข้าง ๆ มีผ้าคล้องคอยาว ๆ ปล่อยชายไว้ทั้ง 2 ข้าง วิธีแสดงและการฟ้อน วิธีแสดงฟ้อนไตนั้น ผู้ฟ้อนจะยืนเรียงแถวแล้วฟ้อนเช่นเดียวกับฟ้อนเมืองของ พื้นเมืองเหนือ ท่าที่ใช้ฟ้อนเป็นลักษณะของไทยใหญ่ ต่อมานายแก้ว และนางละหยิ่น ทองเขียว ได้ใช้ท่าแม่บท ของภาคกลางมาประกอบ และเรียงลำดับท่าการฟ้อนให้ต่อเนื่องกันเพื่อความสวยงาม ดนตรีประกอบ ดนตรีที่ใช้ประกอบการฟ้อน ถ้าเป็นการฟ้อนไตโดยทั่วไปจะใช้วงกลองมองเซิง สำหรับการฟ้อนไตที่แม่ฮ่องสอนใช้วงดนตรีของไทยใหญ่ และเพลงไทยใหญ่ ประกอบการฟ้อน ไม่มีการขับร้อง เครื่องดนตรีมี 1. กลอง (กลองเมา) 2. ฆ้องแผง (มองวาย) 3. ระนาดเหล็ก (ป้าดเหล็ก) 4. แน (แนยี แนแวง แนหง่) 5. ฉิ่ง ฉาบ กรับ 6. เป่าใบไม้ 7. ฯลฯ โอกาสที่แสดง ใช้แสดงในงานมลคลโดยทั่วไป ฟ้อนผาง เป็นศิลปะการฟ้อนที่มีนานแต่โบราณ ฟ้อนเพื่อบูชาแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธในตามคติความเชื่อของ ศาสนาพุทธ รูปแบบลีลาการแสดงของ การฟ้อนลีลาท่ารำ ดำเนินไปตามจังหวะของการตีกลองสะบัดชัย แต่ เดิมใช้ผู้ชายแสดงล้วน และต่อมานายเจริญ จันทร์เพื่อน ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ ในยุคนั้น ได้ เสนอให้มมีการประดิษฐ์ทำว่า การแต่งกาย ตลอดจนทำนอง ของฟ้อนผาง โดยได้มอบหมายให้คณะครูอาจารย์
ภ า ค เ ห นื อ | 9 หมวดวิชานาฏศิลป์พื้นเมืองเป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ เหมาะสมกับผู้หญิงแสดง ทั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากนาย มานพ ยาระณะ ศิลปินพื้นบ้านล้าน เป็นผู้ถ่ายทอดและให้คำแนะนำเกี่ยวกับท่าประกอบการแสดง ภาพที่ 3 การแสดงฟ้อนผาง ที่มา : ตรีธวัฒน์ มีสมศักดิ์ 2565 ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา มีทั้งฟ้อนมือเปล่าและเทียนโดย การฟ้อนว่าแบบนี้มีปัญหาว่าเป็นของไทยหรือของพม่า เทวาตาม สายตาคนไทยก็ว่า ถ้าพิจารณารับในด้านดีแน่นตามทัศนะ เป็นของพม่า จึงเรียกว่า “ฟ้อนปาน” แต่ตาม สายตาของพม่าก็ว่าควรจะเป็นของไทยทราบว่าพม่าเรียกการฟ้อนรำแบบนี้ว่า "โยเดีย คือสมัย อยุธยา ของ ไทยจะเห็นได้ว่าท่าว่าเป็นแบบพม่าปนไทยเหนือ แต่มีแบบไทยภาคกลาง เพลงดนตรี ถ้าจะถอดออกมา พิจารณาเป็นประโยคๆ จะเห็นว่ามีสำเนียงของไทย และพม่าปนแต่เพียงเล็กน้อย แต่เครื่องประกอบจังหวะ จำพวกเครื่องหนัง มีทั้งของไทยภาค และพม่าบ่นกันจึงทำให้เสียงคล้ายไปเป็นเพลงพม่า มีเนื้อร้องประกอบ แต่เดิมเรียกว่า ฟ้อนกำเบ้อ ซึ่งแปลว่าผีเสื้อ ซึ่งการแสดงชุดนี้ เป็นการแสดงชุดหนึ่งที่เจ้าดารารัศมี พระราช ชายา ทรงตั้งพระทัยที่จะประดิษฐ์ฟ้อนขึ้นใหม่ให้แปลกไปจากฟ้อนที่เคยมีอยู่ จึงรับสั่งให้หาตัวระบำของพม่า มารำถวาย โดยทรงคิดว่าหากท่ารำของพม่าสวยงามเหมาะสมจะทรงดัดแปลงแล้วนำมาผสมกับท่ารำของไทย ให้เป็นรำพม่าแปลงขึ้นใหม่ชุดหนึ่ง ครั้นทอดพระเนตรตัวระบำของพม่าที่มา รำถวายแล้ว จึงมีพระวินิจฉัยว่า ท่ารำที่เป็นของผู้ชายนั้นมิค่อยน่าดูมากนัก จึงรับสั่งให้หญิงชาวมอญ ชื่อ เม้ยเจ่งตา มาแสดงท่าระบำพม่าที่เคย แสดงในเขตพระราชฐานของกษัตริย์พม่าให้ทอดพระเนตร ปรากฏว่าเป็นที่พอพระทัยอย่างยิ่ง จึงให้ครูช่าง
ภ า ค เ ห นื อ | 10 ฟ้อนในคุ้ม ได้แก่ ครูจาด หม่อมแส หม่อมพัน หม่อมดำฯ ร่วมกันประดิษฐ์ท่าฟ้อนขึ้นใหม่ แล้วให้ช่างฟ้อน ผู้หญิงทั้งหมดแต่งกายคล้ายกับกำเบ้อ หรือผีเสื้อ แสดงในงานฉลองตำหนักของพระองค์ที่เชิงดอยสุเทพเป้นค รั้งแรก ในบางช่วงบางตอน นอกจากนี้ยังมีการนำท่ารำแบบแผนของไทยภาคกลางมาสอดแทรกอยู่ในการ แสดงชุดนี้ด้วย ต่อมานำออกแสดงในงานรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมณฑลพายัพ เมื่อปี พ.ศ. 2469 และได้ปรับให้ช่างฟ้อนแต่งกายตามรูปแบบช่างฟ้อนในราชสำนัก ตามคำบอกเล่าและจาก ภาพถ่ายในหนังสือเรื่องพระเจ้าสีป้อ ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ และได้เปลี่ยนชื่อ ชุดการแสดงเป็น “ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา” องค์ประกอบของการแสดงฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา ผู้แสดง มีการใช้ผู้แสดง 2 แบบ คือ 1. ใช้ผู้หญิงแสดงโดยแต่งกายเป็นผู้หญิงล้วน 2. ใช้ผู้หญิงแสดงโดยแต่งกายเป็นผู้หญิงส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งแต่งกายเป็นผู้ชาย การฟ้อนรำ การแสดงฟ้อนม่านมุ้ยเซียงตาในครั้งแรกๆ นั้น ใช้เพลง เหว่ยเสี่ยนต่า โดยมีผู้แสดงเป็นผู้หญิง ล้วน แต่งกายแบบผีเสื้อ บางแห่งเรียกว่า ฟ้อนกำเบ้อ (กำเบ้อ หมายถึงผีเสื้อ) โดยเรียกตามเครื่องแต่งกายของ ผู้ฟ้อนนั่นเอง มีปีกแบบผีเสื้อ ทำด้วยผ้าผูกติดกับแขนยกขึ้นลงเป็นแบบปีกผีเสื้อ นุ่งผ้าแบบพื้นเมือง ที่หน้าอก เสื้อติด รูปผีเสื้อไว้ ผูกผมมีโบติดสวยงาม ต่อมาภายหลังจึงใช้เครื่องแต่งกายแบบราชสำนักพม่า ซึ่งเป็นการแต่งกายแบบที่ใช้แสดงใน ปัจจุบัน แต่ผู้แสดงก็คงใช้ผู้หญิงล้วน หลังจากนั้นหม่อมแส๒ จึงได้ให้มีการแสดงโดยใช้แบบหญิง–ชาย มีการ แต่งกายผู้หญิงเป็นผู้ชายแสดงร่วมด้วย ปัจจุบันการฟ้อนม่านมุ้ยเซียงตาจึงมี 2 แบบ คือ 1. แบบแสดงโดยใช้ผู้หญิงล้วน แต่งกายเป็นผู้หญิง 2. แบบแสดงโดยใช้ผู้หญิงล้วน แต่งกายเป็นผู้หญิงส่วนหนึ่งและผู้ชายอีกส่วนหนึ่ง ท่าฟ้อนม่านมุ้ยเซียงตาส่วนมากเป็นท่าฟ้อนแบบพม่าตะวันตก และมีท่าของไทยมาประสม เพื่อให้กลมกลืนกัน แต่เดิมใช้เวลาแสดงนานมาก ต่อมาภายหลังครูฝึก จึงได้ตัดท่าที่ซ้ำกันออกจนเหลือ ประมาณ 60 ท่า และใช้เวลาแสดงน้อยลงให้เหมาะสมกับการนำไปใช้แสดงในโอกาสต่างๆ ได้ เนื้อร้องและทำนองเพลง คำร้องที่ใช้ประกอบการฟ้อนม่านมุ้ยเซียงตานั้น มีผิดเพี้ยนกันไปบ้าง อาจ เป็นเพราะการ จดจำและการถ่ายทอดที่ได้รับต่อๆ กันมานานที่ใช้ร้องกันอยู่ทั่วไป การแต่งกาย
ภ า ค เ ห นื อ | 11 แบบผู้หญิง นุ่งผ้านุ่งกรอมเท้า โดยใช้ผ้าอีกชิ้นทาบส่วนตั้งแต่ใต้หัวเข่าลงไป จะใช้ปักดิ้นตาม ชายหรือขอบของผ้าชิ้นล่างที่กรอมเท้าลงมา เสื้อจะเป็นแบบเสื้อแขนกระบอกยาวถึงข้อมือ ตัวเสื้อจะยาวคลุม สะโพก ช่วงเอวบานออก ตรงชายเสื้อที่เป็นรอยพับจะต้องใช้เส้นลวดแข็งพอสมควร สอดเข้ากับชายเสื้อ แล้ว ดัดให้กางออก คอของเสื้อจะเรียกว่า คอยะวา ส่วนตรงกลางหน้าอกจะเป็นผ้าอีกชิ้นหนึ่ง สำหรับสอดทาบให้ ตรงกลางหน้าอก ผ้าที่สอดตรงกลางนี้จะใช้ดิ้นปักให้ เป็นลวดลายต่างๆ เพื่อความสวยงามและถูกวิธีของชุด พม่า มีผ้าคล้องคอ ชายผ้าจะติดดิ้นให้ดูสวยงาม ผมเกล้ามวยสูงขึ้นตรงกลางศีรษะ แล้วใช้ปิ่นปักตรงกลาง ข้างหน้า (ถ้าเป็นนางสนมกำนัลเขาจะใช้ช้องห้อยย้อยลงข้างซ้ายแล้วใช้อุบะห้อยลงซ้อนกัน ถ้าเป็นเจ้านายใน สำนักไม่ต้องห้อยช้องข้างมวยผม) ผ้านุ่งที่กรอมเท้านั้น เวลาฟ้อนผู้ฟ้อนจะต้องใช้เท้าปัดขึ้นไป จะดูพร้อม เพรียงและสวยงามมาก ผ้านุ่งใช้ผ้ากว้างประมาณ ๓ เมตร พันโอบรอบจากด้านหลังมาไว้ข้างหน้า โดยใช้ชายผ้าทั้ง 2 ชายมาอยู่ข้างหน้า เรียกว่า นุ่งแบบลอยชาย เสื้อจะเหมือนเสื้อของผู้หญิง แต่คอไม่ลึกลงมามากเหมือนของ ผู้หญิง เวลาใส่จะอยู่ติดช่วงคอ ที่รอบคอ หน้าอก ปลายแขน ชายข้างล่างรอบสะเอวจะใช้แถบดิ้นประดับติด ไม่คาดเข็มขัด ผ้าโพกหัวจะใช้ผ้าแพรสีที่ตัดกับสีเสื้อและสีผ้านุ่ง โพกรอบศีรษะแล้ว มาผูกไว้ข้างหูด้านขวา ใช้ เข็มกลัดติดปกผ้าที่ผูกไว้ ที่มือจะเหน็บผ้าจีบไว้ตรงนิ้วกลาง มือซ้ายหรือขวา เวลาฟ้อนจะดูพลิ้วไปมา คอไม่ สวมเครื่องประดับ ดนตรี ดนตรีใช้เครื่องดนตรีไทย ลักษณะการประสมวงแบบวงปี่พาทย์มอญ (หรือ อาจจะใช้วงปี่พาทย์เครื่อง คู่หรือเครื่องใหญ่ก็ได้) เพลงที่ใช้ประกอบการแสดง ใช้เพลงฟ้อนม่านมุ้ยเซียงตา (ซึ่งดัดแปลงมาจากเพลงเหว่ยเสี่ยนต่า ของพม่าที่มีมาแต่เดิม) ใช้เนื้อเรื่องดังนี้(ออนไลน์. https://sites.google.com/site/ajanthus/fx-nma-nmuy-cheiyng-ta.) ฟ้อนตบมะผาบ เป็นการแสดงของพื้นเมืองเหนือซึงแสดงด้วยมือเปล่าไม่ใช้อาวุธ มีลีลาท่าทางยั่วเย้าให้คู่ปรปักษ์บันดาล โทสะ โดยถือหลักว่าคนที่มีโทสะจะขาดความยังคิดและเมือนั้นย่อมจะเสียเปรียบคนที่ใจเย็นกว่าเป็นกิริยาก่อน การ"ลงข่วง" (การต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นต่อสู้ด้วยอาวุธ หรือมือเปล่า) มีลักษณะการใช้มือตวัดไปตามตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย กับการก้าว "ย่างขุม" ซึ่งเป็นการก้าวเพื่อรถหรือรับในการต่อสู้หน้ากี่ก้าว หลังกี่ก้าว ซ้าย-ขวา เป็น ลีลาพลูกแพลงตามความสามารถของผู้ร่ายรำทำให้เกิดเสียงดังสนันก้อง เพี๊ยะพ๊ะ และบริกรรมคาถาไปพร้อม กันด้วย การแสดงตบมะผานโดยปกติการแสดงตบมะผาบ จะเป็นการแสดงในชุดต่อเนื่องกันรวมกับการแสดง ในชุดอื่นๆ คือ ฟ้อนเจิง ฟ้อนสาวไหม ตบมะผาบ และฟ้อนดาบ ซึ่งเป็นการแสดงที่เรียงลำดับต่อเนื่องกัน ไม่
ภ า ค เ ห นื อ | 12 นิยมแยกตบมะผาบมาแสดงเป็นชุดต่างหาก แต่ก็มีบ้างเหมือนกันสามารถแสดงได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง นิยม แสดงเดี่ยวปัจจุบันการตบมะผาบเป็นศิลปะใช้แสดงตามงานต่างๆ เพื่อให้เป็นผะหญาภูมิปัญญาคนล้านนา สมัยก่อน การแต่งกาย นุ่งกางเก๊งขายาวครึ่งแข็ง เป๋ากว่าง สีน้ำเงิน ผู้ชายแต่งกายแบบพื้นเมืองหรือสีดำ เรียกว่า "เตี่ยวสะดอ" สวมเสือคอกลม ผ่าอกตลอดใช้เชือกผูกแทนกระดูมเขนสั้น สีนำเงินหรือสีดำเรียก "เสื้อม่อฮ่อม" มีผ้าขาวม้าคาดเอว (ศีรษะจะโพกผ้า หรือไม่ก็ได้ ผู้หญิงแต่งกายอนุโลมตามแบบผู้ชาย) ทั้งนี้อาจมีการ ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เครื่องดนตรี ศิลปะการแสดงตบมะผาบ มีเครื่องดนตรีและการประสมวงที่เป็นเอกลักษณ์คือใช้เครื่อง ดนตรีในการประสมวงจำนวน 4 ชิ้นเป็นหลักได้แก่ 1. กลอง ภาษาถิ่นเรียกว่า ก๋องซิ่งม่อง เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีหรือเคาะคือ เป็นเครื่องสำหรับจังหวะ คำว่ากลอง เป็นคำไทยในประเภทคำโดดซึ่งมีความยาว 80 เซนติเมตร กว้าง 27.50 เซนติเมตร ไม่แน่นอนความกว้าง – ยาว ไม่จำกัดขึ้นอยู่กับลักษณะและความยาวของไม้ที่จะทำเป็นกลองใช้ไม้ ไผ่ผ่าซี่เล็กๆ เอามาขัดดังรูปเพื่อให้หนังกลองตึงเวลาตีจะเกิดเสียงไพเราะ กังวาล 2. ฉิ่ง ภาษาถิ่นเรียกว่า ฉิ่ง เป็นเครื่องดนตรีประเภทตี ฉิ่งสำรับหนึ่งมี 2 ฝา มี ลักษณะเจาะรูไว้สำหรับร้อยเชือก เป็นเครื่องกำกับจังหวะเพลงไทย รวมทั้งเพลงร้องและเพลงบรรเลง เวลาตี เกิดเสียงดัง “ฉิ่ง – ฉับ” 3. ฉาบ ภาษาถิ่นเรียกว่า สว่า เป็นเครื่องดนตรีประเภทตี มีรูปร่างคล้ายฉิ่งแต่หล่อ ให้บางกว่า มีขนาดกว้างใหญ่กว่า ใช้ตีกระทบกันเกิดเสียงดังเพื่อขัดจังหวะกับเสียงกลอง เสียงฉิ่งประกอบ จังหวะกับเสียงกลองและฉิ่งให้คึกคักน่าฟังยิ่งขึ้น ฉาบมี 2 ชนิด คือฉาบใหญ่และฉาบเล็ก ฉาบใหญ่ใช้ในวงปี่ พาทย์มอญ ส่วนฉาบเล็กนิยมเล่นในวงปี่พาทย์มโหรี วงเครื่องสายและตีประกอบการแสดงกลองยาว 4. ฆ้อง ภาษาถิ่นเรียกว่า ก๊อง เป็นเครื่องดนตรีประเภทตีมีลักษณะเป็นวงกลมแต่จะ นูนตรงกลางจากภาพแสดงขนาดและความยาวของ ฆ้องเล็ก ฆ้องกลาง ฆ้องใหญ่ ฟ้อนโยคีถวายไฟ เกิดขึ้นจากพระราชดำริของเจ้าแก้วนวรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้ายของเชียงใหม่ เพื่อแสดงใน งานรับเสร็จ โดยมีแนวความคิดกระบวนท่ารำที่ได้รับอิทธิพลการฟ้อนของไทยใหญ่(เงี้ยว)ซึ่งแยกมาจากฟ้อน ม่านมุ้ยเชียงตา ฟ้อนโยคีถวายไฟกำเนิดขึ้นที่นครเชียงใหม่เมื่อราวพุทธศักราช 2463 คราวที่สมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตร สุขุมพันธุ์กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสด็จฯ นครเชียงใหม่ ในการนี้ทางการนคร เชียงใหม่จึงจัดการรับเสด็จฯ มีการแสดงต่างๆถวายในงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำในคราวนั้นเจ้าแก้วนวรัฐ
ภ า ค เ ห นื อ | 13 โปรดให้พ่อเลี้ยงน้อยสม(คำโสม) สมุทรนาวี(อู่ส่านดู่)คหบดี ชาวพม่าเป็นผู้จัดการติดต่อครูฟ้อนรำจากไทยใหญ่ เข้ามาฝึกสอนให้บุตรหลานในบ้านเพื่อออกแสดงในงานดังกล่าวและให้ชื่อชุดการแสดงว่า “ฟ้อนโยคีถวายไฟ” เพราะท่ารำเลียนแบบท่ารำฤษีดัดตนของไทยใหญ่ เหตุที่เรียกว่าฟ้อนโยคีถวายไฟไม่มีบันทึกกล่าวไว้ แต่อาจ วิเคราะห์จากการแต่งกายที่ใช้สีขาวคล้ายโยคีบูชาไฟมาเรียกซึ่งผู้ที่ได้รับการฝึกหัดฟ้อนชุดแรกนี้เป็นหญิงล้วน แต่กลับมิได้ออกแสดงเนื่องจากภรรยาของพ่อเลี้ยงสม ชื่อแม่เลี้ยงบุญปั๋น สมุทรนาวี ไม่ยอมให้หลานๆที่เป็น สาวออกแสดง จึงต้องเปลี่ยนเป็นใช้ผู้ชายแสดงแทนทั้งหมด ต่อมาในปี พ.ศ. 2475 ได้นำออกแสดงในงานประจำปีโรงเรียนดาราวิทยาลัย เป็นที่โปรดของพระราช ชายาเจ้าดารารัศมี จึงได้ให้นางทวีลักษณ์ สามะบุตร ซึ่งเป็นหลานสาวของพ่อเลี้ยงน้อยสม สมุทรนาวี ผู้ที่เคย ได้รับการถ่ายทอดกระบวนท่ารำ มาสอนให้ช่างฟ้อนในคุ้มของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ช่างฟ้อนในคุ้มที่ ได้รับการถ่ายทอดการฟ้อนชุดนี้ ได้แก่ นางสัมพันธ์ โชตนา นางขิมทอง ณ เชียงใหม่ นางยุพดี สุขเกษม นาง อัญชัญ ปิ่นทอง นางนวลฉวี เสนาคำ นางสมหมาย ยุกตยุตร และนางสมพร สุรจินดา องค์ประกอบในการแสดงฟ้อนโยคีถวายไฟ ผู้แสดง ใช้ช่างฟ้อนแสดงในบทบาทของผู้ชาย อาจใช้ชายจริง หญิงแท้ ตามความเหมาะสม นิยม แสดงเป็นจำนวนคู่ ตั้งแต่ 3 คู่ขึ้นไป การฟ้อนรำ ผู้แสดงฟ้อนเป็นคู่ จัดรูปการแสดงแบบปกติ คือ คู่หน้าหรือคู่ที่หนึ่ง อยู่หน้าสุดติดขอบเวที คู่ ที่สอง แสดงอยู่ต่ำลงมา ผู้แสดงทั้งสองจะยืน (ระยะ) แคบลงมา คู่ที่สาม แสดงอยู่ต่ำกว่าคู่ที่สอง ยืนแสดงแคบ กว่าคู่ที่สอง ในวงการนักแสดงนักวิชาการนาฏศิลป์ เรียกว่า “ยืนเป็นรูปปาก (ปลา) ฉลาม” ท่ารำส่วนมากเป็น การเต้นตามจังหวะเพลงมากกว่ารำ ผู้ฟ้อนถือไม้เท้า รำประกอบทำนองเพลงตามกระบวนท่า และแปรแถวใน ลักษณะต่าง ๆ ตามกระบวนท่ารำ การแต่งกาย ผู้แสดงแต่งกายเลียนแบบชาวพม่า กล่าวคือ โพกผ้าที่ศีรษะ สมเสื้อแขนยาวคอกลม ผ่าอก ป้ายด้านข้าง นุ่งโสร่งป้าย ถือไม้เท้า ลักษณะเป็นกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1 เมตร ดนตรี ใช้วงปี่พาทย์บรรเลงประกอบการฟ้อนรำ (ออนไลน์
ภ า ค เ ห นื อ | 14 https://www.atchiangmai.com/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99% E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%96%E0%B8%A7%E0%B8 %B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9F/ สืบค้น30 สิงหาคม 2565) ฟ้อนมูเซอหรือระบำซอ ระบำซอ เป็นฟ้อนประดิษฐ์ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระราชชายาของรัชกาลที่ 5 เป็นการ ผสมผสานการแสดงบัลเล่ต์ของทางตะวันตกกับการฟ้อนแบบพื้นเมือง ใช้การแต่งกายแบบหญิงชาวกะเหรี่ยง โดยมีความหมายว่า ชาวเขาก็มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ไทย ใช้เพลงทางดนตรีไทย หลายเพลง ประกอบการแสดง เช่น เพลงลาวจ้อย ต้อยตลิ่ง ลาวกระแต ลาวดวงดอกไม้ ลาวกระแซ มีคำร้องทำนองซอยิ้น ที่แต่งเป็นคำสรรเสริญ ใช้แสดงในการสมโภชช้างเผือกของรัชกาลที่ 7ครั้งเมื่อเสด็จเลียบมณฑลพายัพ ปัจจุบัน ได้มีการลดจำนวนนักแสดงลงและตัดเพลงบางท่อนออกเพื่อให้เหมาะสมในการแสดงในโอกาสต่างๆ เป็นการแสดงชุดหนึ่งที่ใช้แสดงในงานรับเสด็จ ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จ เลียบมณฑลพายัพ ปี พ.ศ. 2469 ต่อมาเปลี่ยนเป็นระบำซอ เนื่องจากเรียกตามเพลงที่ใช้ประกอบ การแสดง การเสด็จเลียบมณฑลพายัพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งนี้ ทางบริษัทป่าไม้ บอร์เนียว ได้นำช้างเผือกขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวาย พระราชทานนามว่า “พระเสวตคชเดชดิลกฯ” และโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีสมโภชช้างเผือกขึ้น พระราช- ชายา เจ้าดารารัศมี ได้จัดการแสดงขึ้นชุดหนึ่ง เรียกว่า “ฟ้อนซอเพลง” หรือ “ระบำ ซอสมโภชช้างเผือก” หรือ “ระบำซอ” โดยได้ครูชาวกะเหรี่ยง ชายหญิงคู่หนึ่งมา สอนท่ารำให้ และก็ได้ทรงดัดแปลงแก้ไขให้สวยงาม เหมาะสมกับเพลงยิ่งขึ้น (ออนไลน์. http://www.oknation.net/blog/kukod/2007/12/17/entry-2 สืบค้น) ระบำซอนี้เป็นการฟ้อนที่มีลีลาสวยงาม จังหวะสนุกสนาน จึงเป็นที่นิยมอย่าง มากจนถึงปัจจุบัน องค์ประกอบของการแสดงฟ้อนมูเซอหรือระบำซอ ผู้แสดง ใช้ผู้หญิงแสดงล้วนเป็นชุด ชุด ๆ หนึ่งอาจมีผู้แสดง 8 คน หรือมากกว่านั้น จำนวนไม่แน่นอน แล้วแต่ความสวยงาม ท่ารำ ผู้รำจะเข้าแถวแยกเป็น 2 แถว เมื่อดนตรีบรรเลงเพลงลาวจ้อยก็จะเริ่มรำ ออกมาในท่าสอด สร้อยมาลาแปลง เมื่อมาถึงหน้าเวที จะแปรแถวเป็นหน้ากระดาน เรียง 2 แถว และหยุดอยู่กับที่พร้อมทั้ง เปลี่ยนท่ารำใหม่เป็นท่าภมรเคล้า ขณะ เดียวกันก็ค่อยๆ ย่อตัวนั่งลง เมื่อผู้รำนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ดนตรีจะเปลี่ยนทำนองเพลงเป็นทำนองซอยิ้น ผู้รำจะรำตีบท ตาม คำร้อง และมีดนตรีบรรเลงรับทีละท่อนจนจบ
ภ า ค เ ห นื อ | 15 หลังจากจบเพลงทำนองซอยิ้นแล้ว ดนตรีจะเปลี่ยนเป็นเพลงต้อยตลิ่ง ผู้รำ จะจับคู่หันหน้า เข้าหากัน แปรขบวนเป็นรูปวงกลมเดินจับมือสลับฟันปลา ตามจังหวะเพลง เมื่อดนตรีเปลี่ยนทำนองเพลงเป็น เพลงกระแตเล็ก ผู้รำก็จะเปลี่ยนท่ารำใหม่ แต่ยังใช้วิธีเดิน สลับเป็นวงกลมอยู่ จนกระทั่งจบเพลง ดนตรีจะเปลี่ยนเป็นเพลงลาว ราชบุรี ผู้รำจะแปรขบวนกลับเป็นแถว หน้ากระดานเรียงสองตามเดิม แล้วค่อยๆ ย่อ ตัวลงนั่ง ดนตรีจะบรรเลงจบเพลงพอดี จากนั้นจะมีการร้องทำนองซอจ๊อยเชียงแสน ผู้รำจะรำท่าถวายบังคม 2 ครั้ง เมื่อจบทำนอง ซอจ๊อยเชียงแสนแล้ว ดนตรีจะบรรเลงด้วยเพลงลาวกระแซ ผู้รำจะยืนขึ้น แล้วแปรขบวนเป็นรูปมังกรล่อแก้ว รำไปรอบเวที เมื่อจบเพลง ดนตรีจะบรรเลง รัวท้ายเพลงลาวกระแซ ผู้รำก็จะวิ่งเป็นขบวนเข้าฉากไป เนื้อร้องและทำนอง แต่เดิมมีเนื้อความสมโภชช้างเผือก ซึ่งน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระ ปกเกล้า เจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นแบบที่ 1 ต่อมามีการแก้ไขดัดแปลงเพื่อให้ใช้แสดงได้ทั่วไป จึงได้เกิดเนื้อร้องแบบที่ 2 ขึ้น และใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน การแต่งกาย เดิมทีเดียวนั้นนิยมนุ่งผ้านุ่งมีเชิง ยาวกรอมเท้า สวมเสื้อคอกลมแขนกระบอก ผ่าหน้าตลอด ห่มสไบเฉียง แบบเดียวกับฟ้อนเมือง แต่ไม่สวมเล็บ ผมเกล้าต่ำ แบบเมืองเหนือ ใช้ดอกไม้คาดทับ นิยมใช้ดอก เอื้องคำหรือเอื้องผึ้ง เครื่องประดับอื่นๆ ไม่นิยม ปัจจุบันการแต่งกายเปลี่ยนแปลงไป คือ สวมเสื้อคอแหลมไม่มีแขน สีแดง มีลายเป็นทาง เล็กๆ แบบเสื้อกะเหรี่ยง นุ่งผ้าถุงสีเดียวกับเสื้อ ผมเกล้าต่ำแบบ เมืองเหนือ ใช้ดอกไม้คาดทับ หรือใช้ลูกประคำ ที่ทำจากลูกเดือยของชาวเขา คาดทำ เป็นระย้าไว้ที่มวยผมก็ได้ เครื่องประดับใช้ตุ้มหูแบบห้อยสองข้าง กำไล แขนทำด้วยโลหะ เงินเล็กๆ หลายๆ อัน ดนตรี ใช้เครื่องดนตรีภาคกลางกับเครื่องดนตรีพื้นเมืองเหนือผสมกันลักษณะแบบ มโหรีแต่ไม่ครบ เครื่อง เช่น ระนาดเอก ซอด้วง ซออู้ ซึง สะล้อ กลองสองหน้า ฉิ่ง กรับ โหม่ง ฯลฯ เพลงที่ใช้มีหลายเพลง เช่น กระแตเล็ก ลาวราชบุรี ซอจ๊อยเชียงแสน ลาวกระ แซ รัวท้ายเพลง
ภ า ค เ ห นื อ | 16 ภาพที่ 4 การแสดงระบำซอ ที่มา : https://www.google.co.th/search?q/ระบำซอ สืบค้า 25 สิงหาคม 2565 ฟ้อนน้อยไชยาหรือฟ้อนล่องน่าน ฟ้อนน้อยใจยาเป็นฉากหนึ่งของละครเพลงชื่อเดียวกัน ได้แต่งขึ้นในปี พ.ศ. 2464 โดยท้าวสุนทร โวหารคนเขียนหนังสือของอนุชาเจ้าดารารัศมี และถวายแก่เจ้าดารารัศมีในวันเกิดของท่านต่อมาเจ้าดารารัศมี ได้ขัดเกลาบางตอนของละครและแต่งเพลงะแต่งงานกับส่างนันตาชายหนุ่มผู้ร่ำรวยแต่หน้าตาอัปลัษณ์ของอีก หมู่บ้านหนึ่งแว่นแก้วบอกน้อยใจยาว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอแต่เป็นความเห็นชอบของบิดามารดา และได้ยืนยันความรักของเธอที่มีต่อเขาหลังจากปรับความเข้าใจกันแล้วก็พากันหนีไปนางสมพันธ์ โชตนา ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง(นาฏศิลป์พื้นเมืองล้านนา)นำเอาการแสดงชุดนี้มาถ่ายทอดให้กับครูผู้สอน นาฏศิลป์ และนักเรียน นักศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ ได้ศึกษาและนำออกแสดงเผยแพร่จนถึงทุกวันนี้ เป็นการแสดงชุดหนึ่งที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงครูช่างฟ้อนในคุ้มประดิษฐ์กระบวนท่ารำ เพื่อ ใช้ประกอบในการแสดงละครเรื่องน้อยไชยา โดยผู้แสดงเป้นตัวน้อยไชยา ชื่อนายน้อย ชมภูรัตน์ ผู้แสดงเป็นตัว แว่นแก้ว ชื่อนายบาง วาฤทธิ์ ปี พ.ศ.ที่แสดงไม่ทราบแน่ชัด การฟ้อนน้อยไจยานี้ เป็นการฟ้อนที่ตัดตอนมาจากบทละคร ตอนน้อยไจยา นัดพบกับแว่นแก้วที่ห้วย แก้ว ใช้ผู้แสดง 2 คน เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการตัดพ้อต่อว่ากัน เรื่องที่มีชายหนุ่มคนอื่นส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอแว่นแก้ว แต่แว่นแก้วก็ยืนยันในความรักของ ตัวเองกับน้อยไจยา และบอกกับน้อยไจยาว่า ถ้าบิดามารดาของนางไม่เห็น ด้วยก็จะ ขอหนีตามน้อยไจยาไป ท่ารำในตอนนี้นั้น พระราชชายา เจ้าดารารัศมีทรงคิดประดิษฐ์ขึ้น เป็น ลักษณะของการรำตีบท นำ ออกแสดงครั้งแรกที่คุ้มเชียงใหม่ ต่อมาระยะหลังก็นำออก แสดงให้ประชาชนทั่วไปชม องค์ประกอบการแสดงฟ้อนน้อยไชยาหรือฟ้อนล่องน่าน
ภ า ค เ ห นื อ | 17 ผู้แสดง ใช้ผู้ลายและผู้หญิงแสดงบทร้อง ไชยาและแว่นแก้ว เดิมใช้ผู้แสดงชายล้วน ท่ารำ การฟ้อนน้อยไจยานี้จะใช้ผู้แสดง ๒ คน ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง เมื่อเริ่มแสดง ดนตรีจะบรรเลง เพลงทำนองล่องน่าน ผู้แสดงจะฟ้อนออกมาในท่าสอดสร้อยมาลา พร้อมกัน เมื่อมาถึงกลางเวทีซึ่งสมมุติฉาก ว่าเป็นสถานที่นัดพบ ดนตรีจะทอดร้อง ต่อ จากนั้นก็จะเริ่มรำตีบทตามเนื้อเรื่อง เมื่อจบคำร้องแล้ว ดนตรีก็จะ รับด้วยเพลงทำ นองล่องน่าน ทำนองและเนื้อร้อง ท่อน น้อยไจยา ดวงดอกไม้ เบ่งบานสลอน ฝูงภมรแม่เผิ้งสอดไซ้ ดอกพิกุล ของปี้ต้นใต้ ลมปั๊ดไม้มา สู่บ้านตู๋ ฮู้แน่ชัดเข้าสอดสองหู ว่าสีจมปูถูกป้ำ เก๊าเนิ้ง เก๊ามันต๋าย ป๋ายมันเสิ้ง ลำกิ่งเนิ้ง ป๋ายโก่นตวยแนว ดอกพิกุล ก็คือดอกแก้ว ไปเป๋ นของเปิ้น แล้วเนอ ท่อน แว่นแก้ว แต๋มเก้าเนิ้ง กิ่งมันบ่ถอน บ่ไหวเฟือนคอน เตี่ยวมันแต๊เล้าตาม กำลมที่ปัดออกเข้า มี แต่เก๊าไหวหวั่นคอนเฟือน กิ่งมันแต๊บ่แส่เสมือน บ่เหมือนลมเจย รำเพยก่จะนั้น ใจ๋คำญิง น้องหนิมเตี่ยวมั่น บ่เป๋นของเปิ้นคนใด ยังเป๋นกระจก แว่นแก้วเงาใส บ่ไหว คอนเหงี่ยงไจ๋เนอ ท่อน น้อยไจยา ตั๋วปี้น้อยจะขอถาม ต๋ามกำลมตี้เปิ้นเล่าอู้ ว่านายฟู่จู้ บ้านวัง สิงห์คำ ฝ่ายตางปุ้น เปิ้นมาใส่ประจ๋ำ บ้านวังสิงห์คำ เปิ้นมาหมั้นไว้แล้ว ฝ่ายตางตั๋ว น้องนางแว่นแก้ว ก็ตกลงแล้ว บ่ใช้กาหา เปิ้นจัก กิ๋นแขก แต่งก๋ารวิวาห์ เมื่อใดจา ปี้น้อยใค่ฮู้เก๋า อันตั๋วไจยานี้ บ่สมเปิงเจ้า เพราะเขียมข้าวของ เงินทอง ฝ่าย ตางนาย ตึงบ่หมาย เกี่ยวข้อง มาละหมองต่ำต้อย เนอ ท่อน แว่นแก้ว ตั๋วน้องนี้ บ่ล่าไหลหลง เรืองก๋ารตกลง ก็ยังบ่แล้ว จึ่งเจิญตั๋ว ปี้มาห้วยแก้ว เพราะใค่ ฮู้กำฟู่กำจ๋า จึ่งเจิญน้อยปี้มาเปิกษา จะว่า ใดจาตั๋วน้องก่ใค่ฮู้ อันก๋ารที่ตั๋วปี้มาฟู่อู้ จะฟู่เป๋นจู้ หรือว่าเป๋นเมีย หรือจักลบล้าง ลืมลายหายเสีย บ่เอา เป๋นเมีย หรือจะทิ้งเสียแล้ว
ภ า ค เ ห นื อ | 18 หรือหมายเอาเป๋น เมียนางจ๊างแก้ว อยู่เป็นกู่เตียมญิง เจิญ บอกนาย หื้อแน่ใจจิ๋ง อย่าอำพรางนาฎน้องเนอ การแต่งกาย ชาย นุ่งกางเกงพื้นเมือง (เตี่ยวสะดอ) สวมเสื้อม่อฮ่อมแบบชาวเหนือ มีผ้า ขาวม้าคาดเอวทับ เสื้อ มีผ้าโพกศีรษะ ไม่นิยมเครื่องประดับอื่นใด แต่อาจใช้ดอกมะลิ ร้อยเป็นพวงคล้องคอ หญิง นุ่งผ้านุ่งมีเชิงแบบทางเหนือ ยาวกรอมเท้า สวมเสื้อคอกลม แขน กระบอก ไม่จำกัดสี ห่มผ้าสไบเฉียงทับเสื้อ อาจใช้เข็มกลัดติดสไบกับเสื้อ เกล้าผม มวยอย่างชาวเหนือ ติดดอกไม้ ไม่นิยมห้อยอุบะ ดนตรี วงดนตรีประกอบการฟ้อนใช้ได้ ๓ แบบ แบบที่ 1 ใช้วงสะล้อ – ซึง ของพื้นเมืองเหนือ แบบที่ 2 ใช้วงป้าดก๊อง ซึ่งประกอบด้วย ระนาดเอก ฆ้องวง ระนาดเอกเหล็ก กลอง ๒ หน้า ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง แบบที่ 3 เป็นวงผสมระหว่างสะล้อ – ซึง และระนาดเอก กับเครื่องประกอบ จังหวะ (ออนไลน์ https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=rouenrarai&month=06- 2009&date=22&group=6&gblog=3 สืบค้น30 สิงหาคม 2565) ภาพที่ 5 ฟ้อนน้อยไชยาหรือฟ้อนล่องน่าน ที่มา : https://www.google.com/search?q=2 สืบค้า 25 สิงหาคม 2565
ภ า ค เ ห นื อ | 19 ฟ้อนเจิง ฟ้อนเจิง เป็นการฟ้อนของผู้ชาย นับเป็นการรำอาวุธชนิดหนึ่ง คือการร่ายรำด้วยเชิงดาบและมือเปล่า ในท่าทางต่างๆ ซึ่งมักจะแสดงออกในลีลาของนักรบ ซึ่งท่าในการฟ้อนเจิงนี้มีหลายสิบท่า รวมทั้งใช้ดาบและมือ เปล่า สำหรับการใช้ดาบนั้นก็ใช้ตั้งแต่ดาบเดี่ยว ดาบคู่ และใช้ดาบ 4 เล่ม 8 เล่ม 12 เล่ม ซึ่งผู้ฟ้อนจะต้องมี ความสามารถเป็นพิเศษ และก่อนที่จะมีการฟ้อนเจิง ก็ต้องมีการฟ้อนตบมะผาบเสียก่อน การฟ้อนตบมะผาบ เป็นการฟ้อนด้วยมือเปล่าที่ใช้ลีลาท่าทางยั่วเย้าให้คู่ปรปักษ์บันดาลโทสะ ในสมัยก่อนการรบกันใช้อาวุธสั้น เช่น ดาบ หอก แหลน เข้าโหมรันกัน โดยเหล่าทหารหาญจะรำดาบเข้าประชันกันเป็นคู่ๆ หรือเป็นพวกๆ ใครมี ชั้นเชิงดีก็ชนะ ด้วยการรำตบมะผาบในท่าทางต่างๆ โดยถือหลักว่าคนที่มีโทสะจะขาดความยั้งคิด และเมื่อนั้น ย่อมจะเสียเปรียบคนที่ใจเย็นว่า เมื่อมีการรำตบมะผาบแล้ว ก็จะมีการฟ้อนเจิงประกอบอีกด้วย เมื่อเห็นว่ามี ความกล้าหาญพอแล้วก็เข้าปะทะกันได้ และการฟ้อนเจิงนั้น อาจจะใช้มือเปล่าได้ในท่าทางต่างๆ ที่ต้องใช้ ความรวดเร็วว่องไว การเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนเป็นการปลุกตัวเองไปก่อนที่จะเริ่มต่อสู้จริงๆ ฟ้อนเจิง ศิลปะการแสดงที่เป็นนาฏกรรมที่สะท้อนรูปแบบศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนไทยทาง ภาคเหนือที่นำเอาเรื่องราวของศิลปะป้องกันตัว ซึ่งเมื่อครั้งอดีตผู้ชายชาวล้านนามักจะมีการแสวงหา เรียนรู้“เจิง” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันภัยให้กับตัวเอง ด้วยรูปแบบและลีลาท่าทางในการแสดงออก ที่มีทั้งความเข้มแข็ง สง่างาม ที่ซ่อนเร้นชั้นเชิงอันเป็นแม่ไม้เฉพาะตน ซึ่งสลับท่าทาง ไปมา ยากในการที่จะทำ ความเข้าใจ ฟ้อนเจิงเป็นศิลปะการฟ้อนที่แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิง ลีลาการต่อสู้ อันเป็นภูมิปัญญาของบรรพชน ไทย มีการต่อสู้ทั้งรุกและรับ หลอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ประลองไหวพริบปฏิภาณกัน เอาชนะกันอย่างมีชั้น เชิงให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ข่มเหงเอาเปรียบกัน ฟ้อนเจิง แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1. ฟ้อนเจิง มือเปล่า และ 2. ฟ้อนเจิงที่ใช้อาวุธ เช่น เจิงหอก เจิงดาบ เจิงไม้ค้อน เป็นต้น สำหรับการเรียนฟ้อนเจิงนั้น ผู้เรียนต้องหามื้อจั๋นวันดี เป็นวันอุดมฤกษ์ ไปขอเรียนกับครูที่มี ความสามารถ โดยต้องมีการขึ้นขันหรือ การจัดเครื่องคารวะ คือกรวยดอกไม้ธูปเทียน พลู หมาก ข้าวเปลือก ข้าวสาร สุรา ผ้าขาว ผ้าแดง กล้วย อ้อย มะพร้าว และค่าครูตามกำหนด ครูบางท่านอาจเสี่ยงทายโดยให้ผู้จะ สมัครเป็นศิษย์นำไก่ไปคนละตัว ครูเจิงคือผู้สอนฟ้อนเจิงจะขีดวงกลมที่ลานบ้านแล้วเชือดคอไก่ และโยนลงใน วงนั้น หากไก่ของผู้ใดดิ้นออกไปตายนอกเขตวงกลม ก็คือว่าผีครูไม่อนุญาตให้เรียน และหากเรียนจนสำเร็จ แล้ว ครูเจิง อนุญาตให้นำวิชาไปใช้ได้เรียกว่าปลดขันตั้ง โดยทำพิธียกขันตั้งคือพานเครื่องสักการะจากหิ้งผีครู แจกธูปเทียนดอกไม้จากในพานให้แก่ศิษย์เป็นเสร็จพิธี เจิง คือ ชั้นเชิง ฟ้อนเจิง เป็นการร่ายรําตามกระบวนท่าตามแบบแผนที่แสดงออกถึง ศิลปะในการต่อสู้ ของชาย ซึ่งท่ารํานั้นมีทั้งท่าหลักและท่าที่ผู้รําแต่ละคนจะใช้ความสามารถเฉพาะตัว พลิกแพลงให้ดูสวยงาม ในระยะแรก ฟ้อนเจิง หมายรวมเอาทั้งการฟ้อนประกอบอาวุธและไม่มีอาวุธโดยเรียก ลักษณะการฟ้อนตามนั้น ได้แก่ ใช้ไม้ค้อน หรือไม้พลองประกอบการรํา เรียกว่า ฟ้อนเจิงไม้ค้อน ใช้หอกประกอบการร่ายรํา เรียกว่า ฟ้อนเจิงหอก ใช้ดาบประกอบการร่ายรํา เรียกว่า ฟ้อนเจิงดาบ ต่อมา คําว่าเจิง ในการฟ้อนประกอบอาวุธ
ภ า ค เ ห นื อ | 20 ต่างๆ ได้กร่อนหายไป และเรียกการฟ้อนเจิงประกอบ อาวุธต่างๆ ตามชื่อของอาวุธนั้นๆ เช่น ฟ้อนไม้ค้อน ฟ้อนหอก ฟ้อนดาบ ฟ้อนลา และเรียกการร่ายรําในลีลา การต่อสู้ด้วยมือเปล่านี้ว่า ฟ้อนเจิง การฟ้อนเจิง ประกอบอาวุธบางประเภทนั้น ในระยะหลังไม่ค่อยได้รับความนิยม เช่น ฟ้อนเจิงไม้ค้อน และฟ้อนเจิงหอก แต่ อาจพบอยู่บ้างในการพิธีฟ้อนผีส่วนการฟ้อนเจิงลานั้นไม่ปรากฏว่ามีการฟ้อนให้เห็น ส่วนการฟ้อนเจิงดาบนั้น ได้รับความนิยมมากทั้งในการแสดงประกอบการตีกลองอย่าง ในขบวนแห่ครัวทานเข้า วัด และเป็นที่นิยมมาก ในการแสดงเชิงศิลปะวัฒนธรรมบนเวทีสำหรับการฟ้อนเจิงมือ หรือฟ้อนเจิงนั้น จะมีลูกเล่นได้มากกว่าการ ฟ้อนประกอบอาวุธเพราะคล่องตัวมากกว่าที่จะต้องแสดง การรําอาวุธควบคู่กับการฟ้อน การฟ้อนเจิงนี้มัก ดำเนินร่วมกับตบบ่าผาบ หรือตบขนาบ หรือ ตบมะผาบ คือ การตบไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อให้เกิด เสียงดัง การฟ้อนเจิงหรือฟ้อนรําแสดงลีลาประกอบการตบไปตามร่างกายดังกล่าวเรียก รวม กันว่า ตบบ่าผาบ ฟ้อนเจิง และมักเป็นการเริ่มต้นก่อนที่จะมีการฟ้อนอาวุธหรือกิจกรรมอื่นที่คล้ายคลึงกัน การแต่งกาย 1. กางเกงขาก๊วยขาสั้น ที่เรียกว่า เตี่ยวสะดอ 2. เสื้อหม้อห้อมแขนสั้น 3. ผ้าต่องหรือผ้าขาวม้าคาดเอว 4. ผ้าโพกศีรษะ 5. ดาบ เครื่องดนตรี การฟ้อนเจิงในสมัยก่อนนิยมฟ้อนกับกลองแซะหรือกลองแสะ (อ่าน “ก๋องแสะ”) ซึ่งเป็น กลองขนาดใหญ่ ใช้ผู้ดีสองคน คนตีหลักใช้ค้อนส่วนคนตีด้านหลังใช้ไม้ไผ่เป็นกีบตีให้มีจังหวะรับกับการตีด้วย ไม้ค้อน มีฆ้องและฉาบเดินจังหวะค่อนข้างเร็ว ต่อมาใช้กลองสะบัดชัยชนิดมีลูกตุบประกอบฆ้องและฉาบและ ภายหลังใช้กลองสิ้งหม้องหรือกลองยาว และท้ายสุดใช้กลองปู่เจ่คือกลองก้นยาวแบบไทใหญ่แต่โดยสรุปแล้ว จะใช้เครื่องดนตรีที่มีกลองเดินจังหวะเร็วเพื่อให้สอดคล้องกับท่าฟ้อนที่ดำเนินไปอย่างคึกคัก การแสดงแบบดั้งเดิมเหล่านี้เป็นศิลปะการแสดงที่มีมาแต่โบราณ สืบหาผู้ที่คิดค้นขึ้น ไม่ได้แต่เดิมนั้นไม่มีจุดมุ่งหมายในการแสดงให้ผู้ชมได้ดูแต่การฟ้อนหรือการแสดงแต่ละครั้งเป็นการแสดงออก ถึงความปีติยินดีความสนุกสนานของตนในการได้ร่วมในงานบุญเป็นหลัก และบ่อยครั้งที่เป็นการแสดงเพื่อ ถวายเป็นพุทธบูชากล่าวโดยสรุปวัฒนธรรมการฟ้อนเจิง คือ ท่าทางที่ใช้ในการแสดงอย่างมีชั้นเชิง มีทั้งท่าทาง ที่เป็นการร่ายรําตามกระบวนท่าต่าง ๆ ตามแบบแผนที่แสดงออกถึงศิลปะในการต่อสู้ หรือเพื่อใช้ในการแสดง โดยท่ารํามีทั้งที่เป็นหลักสากล หรือท่ารําของแต่ละคนใช้ความสามารถในการแสดงเฉพาะตัว พลิกแพลง ดัดแปลง ประยุกต์ให้ดูสวยงาม ทั้งนี้สามารถฟ้อนโดยปราศจากอาวุธ หรือประกอบอาวุธ เช่น หอก ดาบ และ ไม้ค้อน เป็นต้น ทั้งหมดล้วนเป็นศิลปะของชาวล้านนาไม่ว่าจะใช้แสดงในงานบวช หรือประเพณีสำคัญต่าง ๆ จึงควรคู่แก่การอนุรักษ์ไว้ให้กับลูกหลานได้เรียนรู้และสืบทอดต่อไปอย่างยั่งยืน
ภ า ค เ ห นื อ | 21 ภาพที่ 6 การแสดงฟ้อนเจิง ที่มา : https://www.google.co.th/search?q/https://www.google.co.th/search สืบค้น 25 สิงหาคม 2565 ฟ้อนแง้น คำว่า "แง้น" หมายถึง แอ่น โค้ง หรืองอไปด้านหลัง การฟ้อนรำแล้วแอ่นลำตัวไปด้านหลังเรียกว่า "ฟ้อนแง้น" การฟ้อนแง้นเป็นที่นิยมกันในหมู่ช่างขับซอหญิงโดยเฉพาะช่างขับซอในเขตจังหวัดน่าน แพร่ ลำปาง พะเยาและเชียงราย การฟ้อนชนิด นี้ ไม่มีรูปแบบหรือกฎเกณฑ์ใด ๆ เพียงแต่ฟ้อนให้สวยงาม แล้วแสดงความสามารถใน การทรงตัวและความยืดหยุ่นของร่างกาย โดยการฟ้อนแล้วค่อย ๆ หงายลำตัวไปด้านหลังจนศีรษะถึงพื้น ผู้ชม ที่ชื่นชอบก็จะวางธนบัตรให้ผู้ฟ้อนแสดงความสามารถอ่อนตัวลงคาบธนบัตรด้วยความชื่นชม ส่วนการแต่งกาย นั้นก็มิได้มีรูปแบบบังคับ แต่งตามปกติสำหรับการไปขับซอตามความเหมาะสม ดนตรี เนื่องจากการขับซอแบบเมืองน่าน ใช้เครื่องดนตรีเฉพาะเครื่องดีดและสีประกอบ การฟ้อนจึง อาศัยทำนองที่บรรเลงจากซึงและสะล้อเท่านั้น สำหรับจังหวะคงเป็นไปตามจังหวะของเพลงซึ่งไม่ใช้เครื่อง ประกอบจังหวะแต่ประการใด เครื่องแต่งกาย แบบพื้นเมืองภาคเหนือ (ไทลื้อ) ชาย นุ่งกางเกงขาสามส่วน สวมเสื้อม่อฮ่อม ผ้าขาวม้าคาด เอว หญิงนุ่งซิ่นยาวกรอมเท้า สวมเสื้อแขนสามส่วน หรือเสื้อหม้อฮ่อมก็ได้ ปัจจุบันมีกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ให้ ความสนใจกับศิลปะ วัฒนธรรมนี้มากขึ้น เด็ก และเยาวชนเริ่มนิยมนัดฟ้อนและเข้าร่วมฟ้อนในงานวัฒนธรรม ต่างๆและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
ภ า ค เ ห นื อ | 22 ละคร แบบราชสำนักของภาคเหนือ ศิลปะการแสดงละครละคร ฟ้อนรำ สันนิษฐานได้จากศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ใน สมัยสุโขทัย ได้คบหากับชาติที่นิยมอารยธรรมของอินเดีย เช่น พม่า มอญ ขอม และละว้า ไทยได้รู้จัก เลือกเฟ้นศิลปวัฒนธรรมของชาติที่สมาคมด้วย แต่มิได้หมายความว่า ชาติไทยแต่โบราณจะไม่รู้จักการละคร ฟ้อนรำมาก่อน เรามีการแสดงระบำ รำ เต้น มาแต่สมัยดึกดำบรรพ์แล้ว เมื่อไทยได้รับวัฒนธรรมด้านการ ละครของอินเดียเข้ามา ศิลปะแห่งการละเล่นพื้นเมืองของไทย คือ รำ และระบำ ก็ได้วิวัฒนาการขึ้น มีการ กำหนดแบบแผนแห่งศิลปะการแสดงทั้ง 3 ชนิดไว้เป็นที่แน่นอน และบัญญัติคำเรียกศิลปะแห่งการแสดง ดังกล่าวว่า “โขน ละคร ฟ้อนรำ” ละคร คือ การแสดงประเภทหนึ่งซึ่งแสดงเรื่องราวความเป็นไปของชีวิตที่ ปรากฏในวรรณกรรม มีศิลปะการแสดงและดนตรีเป็นสื่อสำคัญ ละคร ตามความหมายนี้หมายถึงละครรำ เพราะว่าเป็นการแสดงออกทางความคิดโดยมุ่งเน้นถึงลักษณะท่าทางอิริยาบถในขณะเคลื่อนไหวตัวในระหว่าง การรำ ละครคือหนึ่งรูปแบบศิลปะการแสดงที่เป็นงานสุนทรียะที่สวยงาม ละคร แบบราชสำนักของภาคเหนือ พระลอ ตำนานนิทานพื้นบ้านในจังหวัดแพร่ สู่วรรณคดีไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเรื่องราวของ"พระลอ" กษัตริย์หนุ่มรูปงามแห่งสรวง กับ "พระเพื่อนพระแพง"สองธิดาฝาแฝดผู้มีสิริโสมงามของ"ท้าวพิษณุกร"แห่ง เวียงสรองหรือเมืองสอง ซึ่งทั้งสองเมืองนี้ได้เป็นศัตรูคู่อาฆาตกันในอดีตกาล จนกลายมาเป็นเหตุการณ์โศก นาฎกรรมความรักที่ตรึงตาตรึงใจให้แก่ผู้อ่านมาอย่างช้านาน โดยเรื่องนี้เริ่มต้น มีดังนี้ ท้าวแมนสรวงเป็นกษัตริย์ของเมืองแมนสรวง พระองค์มีพระมเหสีทรง พระนามว่า "นาฏบุญเหลือ" ทั้งสองพระองค์มีพระโอรสมีพระนามว่า "พระลอดิลกราช" หรือเรียกกันสั้นๆว่า "พระลอ" มีกิตติศัพท์เป็นที่ร่ำ ลือกันว่าพระองค์นั้นทรงเป็นชายหนุ่มรูปงามไปทั่วสารทิศจนไปถึงเมืองสรอง ( อ่านว่า เมืองสอง ) ซึ่งเป็นเมือง ที่ถูกปกครองโดยท้าวพิชัยวิษณุกร พระองค์มีพระนามว่า "พรดาราวดี" และพระองค์ทรงมีพระธิดาผู้เลอโฉมถึง สองพระองค์พระนามว่า "พระเพื่อน" และ "พระแพง" พระเพื่อนและพระแพงได้ยินมาว่า พระลอเป็นชายหนุ่มรูปงาม ก็ให้ความสนใจยากจะได้ยล พี่เลี้ยง ของพระเพื่อนและพระแพงคือนางรื่น และนางโรยสังเกตเห็นความปรารถนาของนายหญิงของตนก็เข้าใจใน พระประสงค์ สองพี่เลี้ยงจึงอาสาจะจัดการให้นายของตนนั้นได้พบกับพระลอ โดยการส่งคนไปขับซอในนคร แมนสรวง และในขณะที่ขับซอนั้นจะไห้นักดนตรีพร่ำพรรณนาถึงความงามของเจ้าหญิงทั้งสอง ในขณะเดียวกัน นั้นพี่เลี้ยงทั้งสองก็ได้ไปหาปู่เจ้าสมิงพราย เพื่อที่จะให้ช่วยทำเสน่ห์ให้พระลอหลงใหลในเจ้าหญิงทั้งสอง เมื่อพระลอต้องมนต์ก็ทำใคร่อยากที่จะได้ยลพระเพื่อนและพระแพงเป็นยิ่งนัก พระองค์เกิดความคลั่ง ไคล้ไหลหลงจนไม่เป็นอันทำอะไรแม้แต่กระทั่งเสวยพระกระยาหาร พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของพระองค์ ได้ทำ
ภ า ค เ ห นื อ | 23 ให้พระราชชนนีสงสัยว่าจะมีผีมาเข้ามาสิงสู่อยู่แต่ถึงแม้ว่าจะหาหมอผีคนไหนมาทำพิธีขับไล่ก็ไม่มีผลอันใด พระลอก็ยังคงมีพฤติการณ์อย่างเดิมอยู่ เพื่อที่จะได้ยลเจ้าหญิงทั้งสอง พระลอจึงทูลลาพระราชชนนีออกประพาสป่า แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงก็ คือ เพื่อที่จะได้ไปยลเจ้าหญิงแห่งเมืองสรองนั่นเอง จากนั้นพระลอก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองสรองพร้อมคน สนิทอีก 2 คน คือ นายแก้ว กับนายขวัญ พร้อมกับไพร่พลอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งหมดต้องเดินผ่านป่าผ่าดง จนกระทั่งมาพบแม่น้ำสายหนึ่งมีชื่อว่า "แม่น้ำกาหลง" และที่แม่น้ำกาหลงนี้เอง ที่พระลอได้ตั้งอธิฐานเสี่ยงน้ำเพื่อตรวจดูดวงชะตาของพระองค์เอง ทันทีที่ได้ สิ้นคำอธิษฐานนั้น แม่น้ำก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดในทันทีและไหลเวียนวนผิดปกติ เมื่อพระลอเห็นดังนั้นก็รู้ได้ว่า จะมีเรื่องร้ายรออยู่เบื้องหน้าของพระองค์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้พระองค์เกิดความย่อท้อที่จะได้พบกับเจ้าหญิงที่ พระทัยของพระองค์เรียกร้องแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าพระองค์นั้นจะไม่เคยพบนางเลย แต่พระองค์คลั่งไคล้ไหล หลงในตัวนางทั้งสองเป็นยิ่งนักส่วนเจ้าหญิงทั้งสองรอการเดินทางมาของเจ้าชายรูปงามไม่ได้ และเกรงว่ามนต์ เสน่ห์ของปู่เจ้าสมิงพรายจะไม่เห็นผล จึงได้ขอร้องให้ปู่เจ้าสมิงพรายช่วยเหลืออีกครั้ง โดยให้ช่วยเนรมิตไก่งาม ขึ้นตัวหนึ่งให้มีเสียงขันที่ไพเราะ ทั้งสองพระองค์คิดว่าไก่ตัวนั้นจะต้องทำให้พระลอสนพระทัยและติดตามา จนถึงเมืองสรองอย่างแน่นอนและแล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่เจ้าหญิงสองคาดไว้ พระลอได้ตามไก่เนรมิตไป จนถึงพระราชอุทยาน และได้พบกับเจ้าหญิงทั้งสองซึ่งกำลังทรงสำราญอยู่ ในทันทีที่ทั้งสามได้พบกันก็เกิด ความรักใคร่กันในบัดดล และก็เป็นเวลาเดียวกับที่นายแก้วกับนายขวัญ ได้ตกหลุมรักของนางรื่นและนางโรยผู้ ซึ่งเปิดหัวใจต้อนรับชายหนุ่มทั้งสองโดยไม่รีรอเช่นกัน ปรากฏว่าพระลอและบ่าวคนสนิทของพระองค์ลักลอบ เข้าไปอยู่ในพระตำหนักชั้นในซึ่งเป็นที่ประทับของเจ้าหญิงทั้งสอง อย่างไรก็ตาม ความลับนี้ได้ถูกเปิดเผยเข้าจนได้ เมื่อข่าวได้ไปถึงพระกรรณของพระราชาจึงได้เสด็จมา ไต่สวนในทันที และเมื่อพระลอกราบทูลให้ทรงทราบเรื่อง พระองค์ก็ทรงกริ้วเป็นยิ่งนัก แต่ก็ทรงเข้าพระทัยใน ความรักของคนทั้งสาม และทรงจัดพิธีอภิเษกสมรสให้ทั้งสามพระองค์ทันทีด้วยการอ้างเอาพระราชโองการ ของพระราชโอรสของพระนางคือ ท้าวพระพิชัยวิษณุกร พระเจ้าย่าจึงสั่งให้ทหารล้อมพระลอและไพร่พลเอาไว้ ในขณะที่พระลอกับไพร่พลได้ต่อสู้เอาชีวิตรอด พระนางก็สั่งให้ทหารระดมยิงธนูเข้าใส่ ลูกธนูที่พุ่งเข้าหา พระองค์และไพร่พลประดุจดังห่าฝนก็ไม่ปานจึงทำให้ไม่อาจจะต้านทานไว้ได้อีกต่อไปและเพื่อที่ปกป้องชีวิต ของชายคนรักพระเพื่อนกับพระแพงจึงเข้าขวางโดยใช้ตัวเองเป็นโล่กำบังให้พระลอ ทั้งสามจึงต้องมา สิ้นพระชนม์ในอ้อมกอดของกันและกันท่ามกลางศพของบ่าวไพร่ ณ ที่ตรงนั้นเอง ทันใดนั้นทั้งสองเมืองก็ต้อง ตกอยู่ในความวิปโยคต่อการจากไปของทั้งสามพระองค์ผู้บูชาในรักแท้สำหรับ วัดพระธาตุพระลอ อายุเก่าแก่ กว่า 400 ปี ซึ่งสร้างขึ้นติดกับแนวกำแพงโบราณเวียงสองหรือเมืองสอง และเชื่อกันว่าเป็นเมืองของพะเพื่อน พระแพงในอดีต ซึ่งจากเดิมชาวบ้านเรียกกว่าพระพระธาตุหินส้ม ถูกทิ้งร้างมานานกว่าร้อยปี ก่อนได้รับการ บูรณะขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2495 และเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระธาตุพระลอ เพราะเชื่อว่าเป็นอนุสรณ์แห่งความรัก
ภ า ค เ ห นื อ | 24 ของทั้งสามพระองค์ บริเวณใกล้กันนั้น มีอนุสาวรีย์พระลอ พระเพื่อนและพระแพง ต้องธนูเสียชีวิตอยู่ในอ้อม กอดของกันและกัน มีขนาดเท่าคนจริง อยู่บนแท่นสูงประมาณ 1.5 เมตร โดยมีชาวบ้านและนักท่องเที่ยวนำ พวงมาลัยมากราบไว้เป็นประจำ องค์ประกอบการแสดง 1.ดนตรี - 2.บทเพลง โคลงลิลิตพระลอ เสียงฦๅเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤๅพี่ สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือฯ 3.การขับร้อง - 4.ลีลาท่าทาง - 5.เครื่องแต่งกาย - 6.อุปกรณ์การแสดง – พระลอตามไก่ ศิลปะการแสดงละคร รำที่อยู่ในลิลิขพระลอ เเป็นการแสดงตอนหนึ่งในเรื่อง พระลอ บทพระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กล่าวถึงปู่เจ้าสมิงพรายได้ใช้ผีลง สิงไก่แก้ว เพื่อให้ไปล่อพระลอราชาแห่งเมืองแมนสรวง ให้เดินทางไปพบพระเพื่อนพระแพง พระธิดาผู้เลอโฉม ของเมืองสรอง การรำชุดนี้ แสดงให้เห็นลีลาท่าเยื้องย่างกรีดกราย หลบหนีไล่ของไก่แก้วกับพระลอ ด้วยท่วงที ที่งดงามตามแบบฉบับของนาฏศิลป์ไทย พระลอตามไก่เป็นการแสดงตอนหนึ่งในเรื่องพระลอ บทพระนิพนธ์ ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ พระองค์ได้ทรงพระนิพนธ์ขึ้นจากกลอนลิลิตของเก่าที่ นักปราชญ์ได้แต่งขึ้นไว้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น เดิมเป็นนิทานพื้นบ้านทางภาคพายัพเขต ลานนาไทย ใช้ แสดงแบบละครพันทางซึ่งเป็นละครรำแบบผสม ปรับปรุงขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลักษณะการแสดงคล้ายละครพูด มีบทเจรจา ดำเนินเรื่องด้วยบทร้อง ลีลาท่ารำมีทั้งท่ารำของชาติต่าง ๆ ผสม กับท่ารำของไทย เพลงร้องและเพลงบรรเลงเป็นภาษาไทยและเป็นเพลงที่มีสำเนียงภาษาของชาติ นั้น ๆ การ แต่งกายจะแต่งกายตามเชื้อชาติของตัวละคร เนื้อเรื่องที่กล่าวถึงพระลอกษัตริย์ผู้ครองนครแมนสรวง มีพระ มารดาชื่อ พระนางบุญเหลือ ครั้งหนึ่งได้สดับขับซอยอโฉม พระเพื่อน พระแพง ซึ่งเป็นธิดาของท้าวพิชัยพิษณุ กรแห่งเมืองสรอง เกิดความเสน่หาในความงามของพระธิดาทั้งสอง ส่วนพระเพื่อน พระแพง เมื่อได้สดับยอโฉม พระลอก็เกิดความรักลุ่มหลงเช่นกัน จึงใช้ให้นางโรยกับนางรื่นสองพระพี่เลี้ยง ไปหาปู่เจ้าสมิงพรายให้ช่วยทำ เวทมนต์บังคับให้พระลอมาหาพวกตน ปู่เจ้าสมิงพรายได้ใช้ผีลงสิงไก่แก้วเพื่อให้ไปล่อพระลอให้เดินทางไปพบ พระเพื่อน พระแพง พระธิดาผู้เลอโฉมดังปรารถนา
ภ า ค เ ห นื อ | 25 รูปแบบและลักษณะการแสดง การรำชุดนี้แสดงให้เห็นลีลาท่ารำอันสง่างามและอ่อนช้อยของการไล่ติดตามกันระหว่างพระลอกับไก่ แล้ว ด้วยท่าเยื้องย่าง กรีดกราย กระโดด ไซร้ปีก ไซร้หาง เลียนแบบกริยาของไก่ ซึ่งปรมาจารย์ด้านนาฏศิลป์ ไทยคิดประดิษฐ์ขึ้นอย่างสวยงาม รวมทั้งท่าในการหลบหนี ไล่ติดตามของไก่แก้วกับพระลอ ก็มีความงดงาม ตามแบบฉบับของนาฏศิลป์ไทย การรำแบ่งเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ได้ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 พระลอออกพบไก่แก้ว ขั้นตอนที่ 2 ไก่แก้วล่อพระลอให้ติดตามไปด้วยชั้นเชิงและลีลาต่าง ๆ ขั้นตอนที่ 3 พระลอกับพี่เลี้ยงไล่จับไก่แก้ว ไก่แก้วหาย พระลอกับพี่เลี้ยงติดตามหา ดนตรีและเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง ใช้วงปี่พาทย์ไม้นวม เพลงที่ใช้ประกอบการแสดง ได้แก่ เพลงเชิด เพลงรัว เพลงลาวเจ้าซู เพลงเชิดฉิ่ง เพลงเชิดจีนตัว 3 เพลงเชิดฉิ่ง เพลงกราวรำ และเพลงเชิด ภาพที่ 7 การแสดงพระลอตามไก่ ที่มา : /www.facebook.com/337985982927337/photos/ สืบค้น 25 สิงหาคม 2565
ภ า ค เ ห นื อ | 26 ปู่เจ้าเรียกไก่ พระเพื่อนพระแพงเห็นช้า ให้ไปเร่งปู่ ปู่จึงเรียกผีลงสิงไก่ ใช้ให้ไปล่อนำทางพระลอมา โดยพลัน พระลอตามไก่จนเข้าเขตเมือง พักคืนหนึ่ง จวบรุ่งขึ้นอีกวัน ครันลุสวนร้างไม่ห่างอุทยานของพระ เพื่อนพระแพง พระลอปลอมเปนพราหมณ์นาม ศรีเกศ ส่วนนายแก้วแลนายขวัญ เปลี่ยนนามเรียกขานเปน นายราม นายรัตน์ โคลง 4 เมื่อนั้นสองราชไท้ ธิดา สองอยู่คอยหนหา ท่านไท้ พี่นางรื่นโรยรา ช้าไป่ มาเลย รักเร่งวานไปไหว้ ปู่เจ้าเราเตือน ฯ ข้าไปเตือนปู่เจ้า จอมผา แม่ฮา ปู่ว่าพระลอมา ฝั่งน้ำ กาหลงฝ่ายแดนรา- ชาคร่ำ ครวญนา มาจะให้ไปซ้ำ ชักท้าวเสด็จพลัน ฯ ในตอนปู่เจ้าสมิงพรายเลือกไก่นี้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ได้ทรงนำโครง เรื่องมานิพนธ์เป็นบทละครพันทาง ให้ชื่อว่า "ระบำไก่" โดย เจ้าจอมมารดาเขียนในรัชกาลที่ 4 เป็นผู้ประดิษฐ์ ท่ารำ โดยนำท่าฟ้อนของภาคเหนือมาผสมกับท่ารำของละครหลวง เนื้อร้องดัดแลงมาจากส่วนที่เปนร่าย ข้างต้น จับความแต่นางโรย นางรื่น ไปเร่งปู่เจ้าสมิงพราย จนไก่ไปถึงยังพระลอ แล้วต่อจากนั้น มีอีกชุดหนึ่ง ชื่อ "พระลอตามไก่" ซึ่ง พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงนิพนธ์เนื้อร้องนำมาบรรจุใน เพลงเชิดฉิ่ง ซึ่งพระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกูร) เป็นผู้แต่งถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กรม พระราชวังบวรในรัชกาลที่ 4 ระบำไก่ (ปู่เจ้าเรียกไก่) "มาจะกล่าวเอ๋ยบทไปถึงปู่เจ้าจอมเทวะสิงขร สงสารเพื่อนแพงน้องสองบังอร เฝ้าอาวรณ์หวั่นคะนึงถึงพระลอ ให้นางโรยนางรื่นขึ้นมาเร้า จำจะเอาไก่งามไปตามล่อ ให้รีบมาเหมือนหวังไม่รั้งรอ จะได้พอใจปองสองอนงค์ ตริพลางทางปู่ยุรยาตร จากแท่นทิพวาสเรืองระหง งามเฉกวชิรราชอาจองค์ เสด็จลงหน้าฉานธารเทวา ปู่กระสันถึงไก่ในไพรพฤกษ์ ปู่รำลึกถึงไก่ ไก่ก็มา บ่ฮู้กี่คณากี่หมู่ ปู่เลือกไก่ตัวงามทรงทรามวัยทรามแรง
ภ า ค เ ห นื อ | 27 (สร้อยแสงแดง) สร้อยแสงแดงพะพรายขนเขียวลายระยับ ปีกสลับเบ็ญจรงค์ เลื่อมลายยงหงสบาท ขอบตาชาดพะพริ้ง สิงคลิ้งหงอนพรายพรรณ ขานขันเสียงเอาใจ เดือยอ่อนใสสีลำยอง สองเท้าเทียมนพมาศ ปานฉลุชาดทารงค์ ปู่กระสันให้ผีลง ผีก็ลงแก่ไก่ ไก่แก้วไซร้บ่มิกลัว ขุกผกหัวองอาจ ผาดผันตีปีกป้อง ร้องเรื่อยเฉื่อยฉาดฉาน เสียงขันขานแจ้วแจ้ว ปู่สั่งแล้วทุกประการ บ่มินานผาดโผนผยอง โลดลำพองคะนองบ่หึง มุ่งถับถึงพระเลืองลอ ยกคอขันร้อง ตีปีกป้องผายผันลั่นเรื่อยเจื้อยไจ้ไจ้ แล้วไซ้ปีกไซ้หางโฉมสำอางสำอาจ กรีดปีกวาดเวียนเย้าคอยล่อพระลอเจ้าจับต้องดำเนินแลนา" พระลอตามไก่ ท้าว ธ ผาดเห็นไก่ตระการ ภูบาลบานหฤทัย งามพอใจพอตา มิทันทาธารธำรง มิทันทาธารธำรง ทรงมงกุฏ ทรงมงกุฏภูษาสรรพ จับพิชัยอาวุธราชพล บัดดล ธ รุกไล่ หวังได้ไก่ตัวงาม พี่เลี้ยงตามจอมราช พี่เลี้ยงตามจอมราช ครั้นคลาด ครั้นคลาดไก่หยุดท่า เห็น ธ ช้าไก่ขันเรียก ไก่กะเหวียกตาดู ครั้นภูธระจะทัน ไก่ค่อยผันค่อยผาย ไก่ค่อยผันค่อยผาย ระร่าย ระร่ายส่ายตีนเดิน ดำเนินหงส์ยกย่าง ครั้นเห็นห่างไก่หยุด ครั้นจะสุดแดนป่า
ภ า ค เ ห นื อ | 28 จะผ่าแดนบ้าน ครั้นจะผ่าแดนบ้าน ไก่แกล้งคร้าน ไก่แกล้งคร้านมารยา เห็นไก่ช้า ธ ก็สาว ทางยืดยาวย่นสั้น เหย่าไหย่ไหย่ใกล้กระชั้น เหย่าไหย่ไหย่ใกล้กระชั้น ไก่แกล้ง ไก่แกล้งกระเจิงโผ ไก่แกล้ง ไก่แกล้ง กระเจิงโผ ไก่เอยไก่แก้ว กล้าแกล้วกายสิทธิ์ฤทธิ์ผีสิง เลี้ยวล่อลอราชฉลาดจริง เพราพริ้งหงอนสร้อยสวยสะอาง ทำทีแล่นถลาให้คว้าเหมาะ ย่างเหยาะกรีดปีกไซร้หาง ครั้นพระลอไล่กระชั้นกั้นกาง ไก่ขวัญหันห่างราชา ฉับเฉียวเลี้ยวลัดฉวัดเฉวียน วนเวียนหลบเวิ้งเซิงพฤกษา ขันเจื้อยเฉื่อยก้องห้องวนา ทำท่าเยาะเย้ยภูมี กล่าวโดยโดยสรุปละครพันทาง เรื่อง พระลอ แสดงครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2451 เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 ทรงมี พระราชดำริว่า หากลิ้นจี่ที่ทรงปลูกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2451 ออกผลวันใด จะหาละครหม่อมต่วนมาแสดงทำ ขวัญ เผอิญปี 2451 นั้น ลิ้นจี่ออกลูกเต็มต้น จึงมีพระราชดำรัสให้หาละครหม่อมต่วน หม่อมต่วนทูลขัดข้อง เพราะเลิกละครไปแล้ว ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ จึงโปรดให้หม่อมต่วนหัดละครขึ้นใหม่ และทำการแสดงเป็นที่ พอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ละครคณะนฤมิตรเป็นละครหลวง เรียกว่า “ละครหลวง นฤมิตร” ละครพันทาง เรื่อง พระลอ ตอนพระลอตามไก่ถึงสยุมพร ที่ถูกบรรจุอยู่ใน หลักสูตรวิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์-ผู้เขียน จึงมีบทละคร เพลงร้อง เพลงดนตรี การฟ้อนรำ และเครื่องแต่งกาย ที่งดงาม ประณีต สมเป็นละครหลวง ภาพที่ 8 การแสดงพระลอตามไก่ ที่มา : /www.facebook.com/337985982927337/photos/ สืบค้น 25 สิงหาคม 2565
ภ า ค เ ห นื อ | 29 น้อยใจยา เรื่องราวของ "น้อยใจยา-นางแว่นแก้ว" สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเคยฟัง และทรงประทับใจ จึงทรงอาชื่อ “นางแว่นแก้ว” ไปเป็นพระนามแฝงว่า “แว่นแก้ว” นั่นเอง "น้อยใจยา - แว่นแก้ว" เป็นบทละครที่ท้าวสุนทรพจนกิจ (ใหม่ บุญมา) กวีประจำราชสำนักของพระ ราชชายาเจ้าดารารัศมี ประพันธ์ขึ้นถวาย (ตามที่พระราชชายาทรงผู้เรื่อง) และประทานอนุญาตแสดงในโอกาส คล้ายวันประสูติ (ครบ 60 พรรษา แสดงที่วัดสวนดอก) ซึ่งพระราชชายาทรงแกัไขบทบางตอนให้เหมาะสม พร้อมกับทรงประพันธ์คำร้องประกอบทำนองเพลง พื้นเมืองเดิมของล้านนา ได้แก่ ซอทำนองล่องน่าน ซอ ทำนองเงี้ยวลา ละครจัดแบ่งเป็นฉาก ๆ คือ ฉากห้วยแก้ว ฉากบ้านท้าวไชยลังกา และฉากบนศาล เรื่องราวของ "น้อยใจยา - แว่นแก้ว" เป็นเรื่องราวความรักของหนุ่มชาวบ้านชื่อ “น้อยใจยา” (คนเมืองเวลา บวชเป็นเณร เมื่อสึกออกมาจะนำหน้าว่า “น้อย” นำหน้า ส่วนถ้าสึกจากพระ จะเรียกว่า “หนาน”) ได้รักชอบ พอกันกับ “นางแว่นแก้ว” ลูกสาวคหบดี แต่ว่าตางบ้านนางแว่นแก้วได้หมั่นหมายนางแว่นแก้วไว้กับ “ส่างนัน ตา” พ่อค้าชาวปะหล่องตองสู (พม่า) ข่าวนี้ก็ไปเข้าหูน้อยใจยา น้อยใจยาเลยนัดนางแว่นแก้วมาสอบถามความจริง พอซักถามความจริงแล้ว น้อยใจยาก็รู้ว่า แท้จริงแล้วนางแว่นแก้วได้รักน้อยใจยาอย่างแนบแน่น จึงตัดสินใจที่จะพากันหนี แต่หนีได้ไม่ นานเท่าไร พ่อของนางแว่นแก้วกับส่านนันตา ก็พาคนออกติดตาม จนพบทั้งสองในที่สุด เรื่องราวก็เลยขึ้นโรง ขึ้นศาล เพื่อให้ศาลตัดสินปัญหาความรักในครั้งนี้ ส่างนันตาหาว่าน้อยใจยา ได้ลักคู่หมั้นหนีไป แต่พอซักถามไป มา ตัวน้อยใจยากับนางแว่นแก้วก็ชนะความ ทำให้ทั้งสองคนก็ได้แต่งงานกันในที่สุด เนื้อเพลงที่ที่ใช้ในเรื่อง เป็นการตัดพ้อกันต่อว่าระหว่าง น้อยใจยากับนางแว่นแก้ว เป็นการใช้ภาษาได้ อย่างสวยงาม และมีการถามความไปมาของเรื่องราวข่าวลือการหมั้น และมาถามว่าจริงไหม มีการตัดพ้อ ระหว่างคนรัก สุดท้ายนางแว่นแก้วก็ตอบรักน้อยใจยาอย่างไม่มีอะไรแอบแฝง ดังเช่น ในท่อนหนึ่งนางแว่นแก้ว ร้องว่า "ใจ๋คำญิง นี้หนิมเตี่ยงมั่น ….บ่เป๋นหองเปิ้น..คนใด…ยังเป๋นกระจก แว่นแก้วเงาใส …บ่ไหวคลอนเงี่ยง จาย เหนอ" องค์ประกอบการแสดง 1.ดนตรี - 2.บทเพลง บทละครร้อง ชุดที่ 1 (สวัสดิ์) ชุดที่ 2 (วิวาห์) ชุดที่ 3 (ลา) ชุดที่ 4 (กลับ) 3.การขับร้อง - 4.ลีลาท่าทาง - 5.เครื่องแต่งกาย - 6.อุปกรณ์การแสดง –
ภ า ค เ ห นื อ | 30 สาวเครือฟ้า สาวเครือฟ้า เป็นภาพยนตร์ไทยที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2496 เป็นภาพยนตร์สี 16 มม. สร้างจากบท ละครร้องเรื่อง สาวเครือฟ้า พระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ โดยทรงใช้พระ นามปากกาว่า ประเสริฐอักษร ซึ่งเคยจัดแสดงที่ โรงละครปรีดาลัย เรื่องสาวเครือฟ้านี้ดัดแปลงมาจากอุปรากร เรื่อง มาดามบัตเตอร์ฟลาย ของจาโกโม ปุชชีนี ซึ่งได้ต้น เค้ามาจากนวนิยายของจอห์น ลูเธอร์ ลอง อีกต่อหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ ประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2450 ทอดพระเนตรอุปรากรเรื่องนี้ เมื่อเสด็จนิวัติพระนคร ได้ทรงเล่าให้กรม พระนราธิปประพันธ์พงศ์ฟัง กรมพระนราธิปฯ ทรงดัดแปลงเป็นบทละครร้องแสดงถวายหน้าพระที่นั่ง โดย เปลี่ยนสถานที่จากญี่ปุ่น เป็น เชียงใหม่ เปลี่ยนบทนางเอกจากสาวญี่ปุ่น โจโจซัง เป็น เครือฟ้า เปลี่ยนบท พระเอกจากนายทหารเรืออเมริกัน นายเรือเอกพิงเคอร์ตัน เป็น ร้อยตรีพร้อม ภาพที่ 9 การแสดงสาวเครือฟ้า ที่มา : /www.facebook.com/337985982927337/photos/ สืบค้น 25 สิงหาคม 2565 เรื่องย่อ ร้อยตรีพร้อม ชลิต สุเสวี นายทหารหนุ่มชาวใต้ ย้ายมารับราชการที่เชียงใหม่ เกิดรักใคร่กับ เครือฟ้า วิไลวรรณ วัฒนพานิช หญิงช่างฟ้อนชาวเชียงใหม่ เป็นลูกของคนเลี้ยงช้าง แล้วก็ได้ผูกสมัครรักใคร่กันขึ้น เพราะร้อยตรีพร้อมชอบให้เครือฟ้าพาไปเที่ยวป่า จากนั้นทั้งคู่อยู่กินฉันได้เป็นสามีภรรยากันชั่วระยะสั้นๆ จน ให้กำเนิดบุตรชื่อ เครือณรงค์
ภ า ค เ ห นื อ | 31 ต่อมาจนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ไทยเข้าร่วมรบกับฝ่ายพันธมิตรและมีการระดมทหารอาสาไปรบที่ ยุโรป ข่าวมาถึงเชียงใหม่ ร้อยตรีพร้อมได้คำสั่งย้ายกลับกรุงเทพฯ ร้อยตรีพร้อมเลยอาสาไปรบ ก่อนจากได้ ร่ำลากันด้วยความรักและอาลัย เครือฟ้าร้องไห้ปิ่มว่า น้ำตาจะเป็นสายเลือด แต่ร้อยตรีพร้อมก็สัญญาว่าจะ กลับมาเชียงใหม่อีก ร้อยตรีพร้อมจากไปแล้ว เครือฟ้าก็ตั้งท้อง ร้อยตรีพร้อมไปรบที่ยุโรป ยิงเครื่องบินเยอรมัน ตกไปหลายลำ แต่ตัวเองก็ประสบเคราะห์กรรมเครื่องบินตกได้รับบาดเจ็บเช่นกัน พอกลับเมืองไทยก็ได้รับ พระราชทานเลื่อนยศเป็นพันตรีหลวงณรงรักษ์ศักดิ์สงคราม แต่ก็ไม่สามารถจำอะไรในอดีตแม้แต่เครือฟ้าและ เชียงใหม่ ร้อยตรีพร้อมได้ถูกทางญาติบังคับให้แต่งงานกับจำปา (สุจิตรา ทิพยทัศน์) เป็นลูกผู้ดีมีสกุล จนเกิดรัก ใคร่ชอบพอกันแล้วก็แต่งงานกันถูกต้องตามกฎหมาย จนถึงวันที่คุณหลวงพร้อมต้องเอาเครื่องบินไปแสดงบินที่ เชียงใหม่ และพอไปก็คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเคยมาอยู่ที่นี่ แต่ก็โดนคอยขัดขวาง ฝ่ายเครือฟ้าเฝ้ารอสามี เมื่อ ได้ข่าวว่าสามีเดินทางมาเชียงใหม่ ก็ไปคอยต้อนรับด้วยความดีใจ เมื่อพบว่าร้อยตรีพร้อมแต่งงานแล้ว พร้อม กับพาภรรยามาด้วย แต่คุณหลวงจำไม่ได้และยังโดนจำปาไล่กลับและดูหมิ่นดูแคลนต่าง ๆ นานา เครือฟ้า เสียใจมาก จึงใช้มีดแทงตัวตาย ด้วยหัวใจที่แตกสลาย แต่คุณหลวงจำได้ก็สายเกินไปเสียแล้ว องค์ประกอบการแสดง 1.ดนตรี ดนตรีสะล้อซอซึง 2.บทเพลง ซอทำนองล่องน่าน ซอทำนองเงี้ยวลา น้อยใจยา 3.การขับร้อง จรัล มโนเพ็ขร 4.ลีลาท่าทาง - 5.เครื่องแต่งกาย - 6.อุปกรณ์การแสดง - ละครพื้นบ้าน พญาผากองหรือพระยาผากอง พญาผากองหรือพระยาผากองเป็นกษัตริย์ที่เคยปกครองเมืองน่าน เมืองปัวในสมัยสุโขทัย มี 2 องค์คือ พญาผากอง (ผู้ปู่) ครองราชย์ พ.ศ. 1863 - 1892 และพญาผากอง (ผู้หลาน) ครองราชย์ พ.ศ. 1904 - 1929 แต่ในเอกสารบางฉบับเปลี่ยนชื่อพญาผากอง (ผู้ปู่) เป็นพญาผานอง พญาผากอง (ผู้ปู่) หรือพญาผานอง เป็นโอรสของเจ้าเก้าเกื่อนหรือปู่ฟ้าฟื้น เดิมชื่อขุนใสหรือขุนใส่ยศ สืบเชื้อสายมาจากพญาภูคา เจ้าเมืองภูคา ขุนฟอง ปู่ของพญาผานองแยกมาตั้งเมืองพลัวหรือเมืองปัว ครองราชย์ พ.ศ. 1863 - 1892 เมื่อสวรรคตแล้ว โอรสสององค์คือเจ้าไสและเจ้ากานเมืองได้ครองราชย์ต่อมา พญาการเมืองมีโอรสชื่อพญาผากอง ครองราชย์ พ.ศ. 1904 - 1929 พญาผากองนี้เป็นผู้สร้างเมืองน่านที่เวียง
ภ า ค เ ห นื อ | 32 กุม บ้านห้วยไคร้ เมื่อ พ.ศ. 1909 เชื้อสายของพญาผากองได้ครองเมืองน่านจนถึงเจ้าผาแสงเป็นองค์สุดท้าย ก่อนที่ทางเชียงใหม่จะส่งคนมาปกครองเมืองน่านโดยตรง พญาผากอง (ผู้หลาน) นี้น่าจะเป็นองค์เดียวกับท้าวผาคองในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯที่ยกทัพ มาช่วยสุโขทัยรบกับสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 1919 ซึ่งทัพท้าวผากองแตก ถูกฝ่ายอยุธยาจับ เป็นเชลยได้มาก การขับร้อง บทร้องเพลงตับเรื่อง พญาผานอง 1. เพลงยวนเคล้า เมื่อนั้น นางพญาคำปินมารศรี ครองวรนครธานี ชาวบุรีถ้วนหน้าสามิภักดิ์ หวนคะนึงคิดถึงพระภรรดา ท่านพญาเก้าเกื่อนผู้ทรงศักดิ์ ห่วงลูกน้อยในครรภ์อันสุดรัก เกรงว่าจักมิใช่เป็นชายชาญ 2. เพลงลาวดวงดอกไม้ ชมดอกไม้เบ่งบานสลอน ฝูงภมรวะว่อนใฝ่หา ดอกพิกุลยี่สุ่นจำปา ลมพัดพาลำเพยขจร เกดกระถินสิ่งกลิ่นหอมฟุ้ง กำจายจรุงระรื่นเกสร จันทน์กะพ้อช่างล่อภมร ให้หลงเริงร่อนบินว่อนตอม โอ้ดอกไม้ก็ได้ชายกลิ่น อวดประทินที่แสนสุดหอม เร้าฤทัยเราให้ใฝ่ดอม ช่างน่าถนอมจริงเนอ ปวงดอกไม้ก็ไม่งามเท่า พักตร์แม่เจ้าแม่สาวคำปิน สำรวยเลิศช่างเฉิดโฉมฉิน บ่มีมลทินทั่วสรรพางค์ กลิ่นดอกไม้ก็ไม่ระรื่น หอมชุ่มชื่นเท่าคุณพระนาง ข้าเจ้าภักดีบ่มีจืดจาง จนชีวิตวางวายเนอ -ออกชั้นเดียวบัดนั้น สาวลำยวงอกสั่นขวัญหาย เห็นดาวหางกลางฟ้าอาภาพราย ยอบกายกราบทูลทันใด 3. เสภาลาว ฟังว่า นางพญาเห็นงามตามข้าหลวง แสนวิโยคโศกศัลย์ตื้นตันทรวง สุดาดวงจำพรากจากนคร หักอารมณ์ข่มหทัยไคลคลา สั่งเสนาอยู่หลังระวังก่อน
ภ า ค เ ห นื อ | 33 เหลียวดูข้าหญิงยิ่งอาวรณ์ บังอรจรพลางทางโสกี - เพลงกระแต - 4. เพลงลาวพุงดำ เมื่อนั้น ท่านพญางำเมืองเรืองศรี นำทหารชาญยุทธรุดราวี ยึดได้ธานีดังใจจง ร้องสั่งไพร่พลเร่งค้นหา นางพญามิ่งเมืองเรืองระหง เหล่าทหารรับคำดังจำนง มุ่งตรงค้นหาเทวี จับได้คำแมนแสนกล้า ฉุดคร่ามาแทบพระแท่นที่ ท่านพญางำเมืองเรืองฤทธี จึงเอ่ยวาทีถามไป 5. เพลงลาวดวงเดือน ชั้นเดียว บัดนั้น เสนีบังคมก้มเกล้า ออกไปสั่งพลไกรไม่ดูเบา แบ่งเหล่าป่าวร้องทั่วพารา 6. เพลงโอ้ลาวครวญ เมื่อนั้น คำปินเยาวยอดเสน่หา ต้องพลัดพรากจากญาติจากพารา อยู่เอกากลางไร่ให้อาวรณ์ ครุ่นคิดถึงพระจอมราช สุดอนาถหม่นไหม้หทัยถอน คงจะเป็นเวรกรรมมาตามรอน ดวงสมรสะอื้นโอ้โสกี -เพลงกระแต7. เพลงลาวเชิญผี นบเอ๋ยนบเกศ ไหว้เทเวศทุกทิศา ทั่วสวรรค์ชั้นฟ้า ทั้งเจ้าป่าทุกตำบล ไหว้พระวรุณราช ผู้ประสาทหลั่งสายฝน หากโอรสจะยืนชนม์ ดำรงรัฐสวัสดี โปรดเอ๋ยโปรดประทาน ดลบันดาลด้วยฤทธี ทรงเมตตาโปรดปรานี แก่ข้าน้อยและกุมาร โปรดดลให้ฝนถั่ง ตกไหลหลั่งดังท่อธาร โปรยปรายให้สำราญ ได้อาบกินสิ้นทุกข์ภัย 8. ลาวพุงขาว เมื่อนั้น พระวรุณอุทกราชเป็นใหญ่ ประทับเหนือเทพอาสน์อำไพ ภูวไนยทอดพระเนตรนางพญา
ภ า ค เ ห นื อ | 34 ร่ายรำขอน้ำจากสวรรค์ ทรงธรรม์โปรดประสาทดังปรารถนา บัดดลน้ำทิพย์ธารา หลั่งลงพสุธาทันดี 9. เพลงลงสรงลาว เมื่อนั้น แม่ท้าวคำปินมารศรี ครั้นฝนถั่งยังพื้นปฐพี เทวีบังคมเทพไทย แล้วโอบอุ้มพระราชกุมาร สรงสนานวารี เย็นใส สาวสำยวงเอมอิ่มกระหยิ่มใจ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปมา 10. เพลงขุนบรม จะกล่าวถึงเฒ่าแก้วจมูกใหญ่ เจ้าของไร่หนวดโง้งทั้งซ้ายขวา ขอบตาแดงก่ำดังชาดทา กายาสักดำไปทั้งตัว ข้อยเป็นข้าเก่าของเจ้าเมือง ออกชื่อลือเลื่องทุกแห่งหน นางพญาเก้าเกื่อนจอมคน ครองชนเมืองวรนคร เฒ่าแก้วออกจากราชฐาน จากภูบาลมาอยู่ใกล้สิงขร หักร้างถางพงอยู่ดงดอน หลับนอนกลางไร่ใจสำราญ 11. เพลงลาวลอดค่าย บัดนั้น สาวคำยวงคว้าดาบกระโจนโผน ปัดดาบไพล่ไปมิให้โดน ปากตะโกนร้องท้าว่าไป ถ้าข้าเป็นหญิงบ่นิ่งขลาด ใครหวาอวดอำนาจบาตรใหญ่ รังแกแม่อยู่หัวเอาตามใจ จะฟันให้หัวขาดจงคอยดู 12. เพลงลานนา เมื่อนั้น แม่ท้าวคำปินโฉมศรี สองกรช้อนทรวงโศกี แจ้งคดีทุกสิ่งตามจริงไป อันองค์เก้าเกื่อนภัสดา ไปครองเวียงภูคาเป็นใหญ่ ให้ข้าครองวรนครเวียงชัย ข้ามีครรภ์มาได้ช้านาน จึงมีศัตรูจู่โจม หักโหมนิเวศน์วังสถาน คนของเราป้องกันประจัญบาน ไม่อาจต้านต่อสู้หมู่ไพรี ข้าจึงหลบลี้หนีเข้าป่า ประสูติโอรสาในไพรศรี เมื่อมีเหตุนั้นพระสวามี อยู่ภูคาธานีบ่รู้กัน 13. เสภาลาว นางพญาคำปินปิ่นบุรี แสนยินดีปรีเปรมเกษมสันต์
ภ า ค เ ห นื อ | 35 ตรัสตอบขอบใจไปพลัน คุณท่านนั้นเหลือล้นคณนา เรานี้ห่อนลืมบุญคุณ ที่เมตตาการุณแก่ข้า 14. เพลงลาวต่อนก ปราบปลื้มใจใดปาน ต่างชื่นบานสราญรมย์ ได้ชื่นได้ชมแห่ห้อม ใฝ่เฝ้าล้อมนางพญา ผ่านมรรคาอารัญ อุดมพันธุ์บุปผชาติ สองฟากดาษดื่นมี ต่างต่างสีสดสวย กลิ่นระรวยหอมระรื่น ชุ่มชื่นจรุงเร้า ปลดโศกวิโยคเศร้า สบถ้วนสุนทร แลนา 15. เพลงฝั่งโขง เมื่อนั้น โอรสเก้าเกื่อนอดิศร เจริญชนม์เติบใหญ่ในดงดอน ได้ครูสอนเพลงอาวุธสุดว่องไว -เพลงลาวรำดาบเต่าน้อยอองคำ (กระดองทองคำ) เล่าถึงครอบครัวเศรษฐีในเมืองพาราณสี ตัวเศรษฐีชื่อกุปปิตตา มีเมีย 2 คน ชื่อนางอุจุจิตตา มีลูกสาวชื่อนางอุทธรา เมียน้อยชื่อมิจฉารี ลูกสาวชื่อสามา วันหนึ่งสามีพาเมียทั้ง 2 ออกไปหาปลา แต่เมียน้อย ที่เป็นผีกระสือแอบกินปลาในข้องตนจนหมด จึงหาทางสลับที่นั่งกับเมียหลวงและใส่ร้ายว่าเมียหลวงเป็น กระสือแอบกินปลาที่หาได้จนหมด ด้วยความโมโหเศรษฐีจึงใช้ไม้พายทุบตีเมียหลวงจนตกน้ำตาย ต่อมาได้เมียหลวงเกิดเป็นเต่ามีกระดองสีทองเรียกเต่าน้อยอองคำ ได้แอบมาหาลูกสาวคือ นางอุทธราเพื่อคอยดูแลลูก เมียน้อยเมื่อทราบข่าวก็แกล้งป่วย บอกกับสามีว่าต้องทานเนื้อเต่าน้อยอองคำจึง จะหาย สามีก็เชื่อให้บ่าวไพร่ไปจับเต่าน้อยมาต้มทำอาหารแบ่งให้ชาวบ้านไปกินด้วย แต่ชาวบ้านทราบเรื่องไม่ ยอมทาน ต่างรวบรวมเศษกระดูกเต่าไปฝังดิน เกิดเป็นต้นโพธิ์ทองขึ้นมา 1 ต้น พระราชามาเห็นต้นโพธิ์ก็ อยากจะนำไปปลูกในวัง แต่ไม่มีใครสามารถถอนต้นโพธิ์ได้ มีเพียงนางอุทธรา บุตรสาวของเมียหลวงเท่านั้นที่ ถอนต้นโพธิ์ทองได้ ต่อมาพระราชาได้อภิเษกกับนางอุทธรา มีบุตร 2 คน เมื่อเมียน้อยของเศรษฐีทราบว่านาง อุทธราได้อภิเษกกับพระราชาจึงอิจฉา ออกอุบายให้เศรษฐีเรียกนางอุทธรากลับบ้านแล้ววางแผนฆ่า จากนั้น สลับตัวกับนางสามา บุตรสาวของตน ซึ่งมีหน้าตาคล้ายกันเข้าไปในวังแทน แต่พระราชาผิดสังเกตุรู้ว่าไม่ใช่ ชายาของตน จึงสั่งประหาร ส่วนวิญญาณนางอุทธราได้ไปเกิดอยู่ในผลมะปิน (มะตูม) มีผลสีทองลูกโต ตายาย ที่อยู่ใกล้กับต้นมะตูมได้สอยไปเก็บไว้ที่บ้าน เมื่อตายายออกไปทำงานนางอุทธราจะออกจากมะปินมาทำความ สะอาดบ้านให้ ตายายผิดสังเกตุที่บ้านเรือนสะอาดทุกวัน จึงพากันแกล้งออกจากบ้านแล้วแอบดู เห็นเป็นหญิง
ภ า ค เ ห นื อ | 36 สาวหน้าตาสะสวยออกมาจากมะปิน จึงพากันทุบผลมะปินแตกออก และรับนางอุทธราเป็นบุตรสาว เรื่องราว ของนางอุทธราได้ทราบไปถึงพระราชา จึงให้ทหารไปรับตัวกลับเข้าไปอยู่ในวังตามเดิม การขับร้อง เป็นการซอตามเนื้อเรื่อง ดนตรีที่ใช้ ใช้วงปี่พาทย์ผสมซออู้ บรรเลง และบางตอนก็ใช้ปี่จุม เครื่องแต่งกาย ผู้แสดงเป็นชุดพื้นบ้านภาคเหนือ ชาย นุ่งกางเกงขาครึ่งแข้งเสื้อม่อฮ่อม ผ้าขาวม้าคาดเอว หรือโพกศีรษะ หญิง นุ่งซิ่นยาวกรอมเท้า เสื้อแขนสามส่วน ตามลักษณะของตัวแสดงอาจมีฟ้อนผสมท่าทาง อื่นๆ การแสดงชุดนี้ใช้เวลาแสดงประมาณ 1 ถึง 2 ชั่วโมง นางบัวคำ นางบัวคำเป็นตัวละครเอกในวรรณกรรมค่าวซอเรื่องเจ้าสุวัตร เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า เจ้าสุวัตรเป็นโอรสของพระเจ้าพรหมทัตและพระนางจันทาเทวีแห่งเมืองพาราณสี วันหนึ่ง ทรงเก็บพวงมาลัยได้จากการเล่นน้ำ จึงติดตามหาผู้เป็นเจ้าของ และได้พบกับนางบังคำซึ่งเป็นธิดาของพระฤๅษี ที่เกิดแต่ดอกบัวในสระกลางป่า ต่อมา เจ้าสุวัตร ได้นางบัวคำเป็นชายา ทั้งสองจึงพากันเดินทางกลับเมือง แต่ ในระหว่างทางเจ้าสุวัตรถูกพรานป่ายิงตาย ส่วนนางบัวคำถูกพรานป่า จับกุมตัวไว้ แต่ด้วยสติปัญญาอันเฉลียว ฉลาด นางบัวคำก็ออกอุบายฆ่าพรานป่าตาย เมื่อนางเดินทาง ต่อไปก็ถูกงูกัดจนเสียชีวิต แต่ก็ได้รับการชุบชีวิต ให้ฟื้นขึ้นมาโดยพระยาเจ้าเมืองจัมปา ซึ่งได้พานางมาอาศัยอยู่ด้วย นางบัวคำจึงได้สร้างศาลาโรงทานขึ้น มา หลังหนึ่ง พร้อมทั้งเขียนรูปภาพเล่าเรื่องของตนกับเจ้าสุวัตรไว้ด้วย ฝ่ายเจ้าสุวัตร ต่อมาได้รับการช่วยเหลือจากพระฤๅษีจนฟื้นขึ้นมาใหม่ จึงออกติดตามหาชายา ของตน ระหว่างทางก็ได้ชายาใหม่ อีกหลายคน จนกระทั่งมาถึงเมืองจัมปาจึงได้พบกับนางบัวคำ เจ้าสุวัตรจึง พานางบัวคำกลับไปครองเมืองพาราณสี บทบาทสำคัญของนางบัวคำ คือ ความจงรักภักดีต่อสามี และเป็นผู้ที่มีจิตใจกล้าหาญ เช่น ตอนที่ฆ่าพรานป่า ดังที่กวีบรรยายความตอนนี้ว่า การขับร้อง จิ่งเรียกนาง หื้อขดมาใกล้ ขอนวดคั้นพี่สักกำ นางนาฏน้อง อันพรานหากจำ ตริฟังคำ บีบฟั้นคั้นหื้อ อธิษฐานใจ แม่คำหนักตื้อ ขอเพิ่งบุญเทพาป่าไม้ ไหว้วอนหา ธิราชเหง้าไธ้ จอมเจื่องเจ้าองค์อินท์
ภ า ค เ ห นื อ | 37 นางตริบีบฟั้น แต่หัวแผวตีน หื้อมันยินดี จาคำถี่ถ้อย มันยินสำราญ ลวดหลับไปจ้อย เพราะเทียวทางหอดพัก เพื่อเทียวทาง หอดแรงหิวนัก ลวดหลับหล้มเมามัว นางร่ำพิจ ร่ำเปิงเถิงผัว ลักหย่องเทครัว พรานผู้บาปใบ้ กำดาบพราน ถอดฝักออกได้ กำยอโยงวาดว้าย กำสองมือ แม่นแอ่นแง้นพ้าย ตัดขาดบั้นคอพราน ไวว่องวิด แม่ญิงใจหาญ ตัดคอพราน หื้อปุดขาดบั้น พรานบาปหนา ลวดตายเสียหั้น ทอดเททุมร่างร้าย ปทุมมา จิ่งยกย่างย้าย หนีเสียหั้นเมาไป เทียวเทศท้อง ทางยาวคราวไกล ลวดหนีไป บ่รู้เหนือใต้ จักคืนหาผัว ก็จำทางบ่ได้ นับเท่าเมารนร้องไห้ ดนตรีที่ใช้ ใช้วงปี่พาทย์ผสมซออู้ บรรเลง และบางตอนก็ใช้ปี่จุม เครื่องแต่งกาย ผู้แสดงเป็นชุดพื้นบ้านภาคเหนือ ชาย นุ่งกางเกงขาครึ่งแข้งเสื้อม่อฮ่อม ผ้าขาวม้าคาดเอว หรือโพกศีรษะ หญิง นุ่งซิ่นยาวกรอมเท้า เสื้อแขนสามส่วน ตามลักษณะของตัวแสดงอาจมีฟ้อนผสมท่าทาง อื่นๆ การแสดงชุดนี้ใช้เวลาแสดงประมาณ 1 ถึง 2 ชั่วโมง หงส์หิน "หงส์หิน" เป็นคร่าวซอที่ประพันธ์ขึ้นในล้านนา เรื่องหงส์หินนี้ไม่ทราบความเป็นมาว่านำเนื้อหามาจาก คัมภีร์ทางศาสนาเล่มใด แต่คร่าวซอฉบับที่แพร่หลายแต่งโดยพระยาโลมานิสัย ชาวเชียงรายที่ได้เข้ารับราชการ ในราชสำนักลำปาง โดยประพันธ์ขึ้นในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 ภายหลังถูกใช้เป็นต้นแบบของคร่าวซอของเจ้าสุริ ยวงศ์ ซึ่งนิพนธ์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2444 เรื่องราวเริ่มจากนางวิมาลา มเหสีเอกของพระเจ้าปุรันตปะ กษัตริย์แห่งกรุงพาราณสีถูกขับออกจาก เมือง เนื่องจากถูกเหล่ามเหสีรองทั้ง 6 นางใส่ร้าย แอบเอาลูกสุนัขมาสับเปลี่ยนกับโอรสของนางวิมาลาตอน คลอด นางวิมาลาจึงมาอาศัยอยู่ในบ้านพ่อเฒ่าแม่เฒ่าหลังหนึ่ง ส่วนโอรสของนางนั้นพระอินทร์นำไปเลี้ยงบน สวรรค์เมื่อเติบใหญ่ขึ้นพระอินทร์ก็เนรมิตหินคำก้อนหนึ่งให้กลายเป็นหงส์พาโอรสมาอยู่กับนางวิมาลาผู้เป็น มารดา นางวิมาลาจึงตั้งชื่อให้บุตรของนางว่าเจ้าทุตคตขัตติวงศ์ วันหนึ่งกุมารทั้งหกของเหล่าชายารองจัดการเล่นสะบ้าทองคำ เจ้าทุตคตขัตติวงศ์ออกไปเล่นด้วยแล้ว ชนะได้ลูกสะบ้าทองคำนั้นไป แถมขากลับออกจากเมืองยังสามารถปราบยักษ์ที่มาคอยจับผู้คนในเมืองกินเป็น
ภ า ค เ ห นื อ | 38 อาหารได้ด้วย เหล่ากุมารทั้งหกเมื่อรู้ข่าวก็ไปบอกพระเจ้าปุรันตปะว่าพวกตนสังหารยักษ์ได้ พระเจ้าปุรันตปะ ไม่เชื่อ เนื่องจากผู้ที่จะปราบยักษ์ได้ต้องเป็นพระโพธิสัตว์เท่านั้น พระเจ้าปุรันตปะจึงให้หกกุมารออกไปตามหา พระอัยยิกาของตนที่ถูกเหล่าผีดิบจับไปเมื่อนานมาแล้ว กุมารทั้งหกก็ไปขอให้เจ้าทุตคตขขัตติวงศ์มาช่วยตาม หาพระอัยยิกา เจ้าทุตคตขัตติวงศ์ให้เหล่ากุมารทั้งหกและกองทัพรออยู่ที่ชายฝั่งน้ำ ส่วนเจ้าทุตคตขัตติวงศ์ก็ขี่ หงส์ออกไปตามหาพระอัยยิกา เจ้าทุตคตขัตติวงศ์เดินทางไปถึงเมืองยักษ์สามเมือง แต่ละเมืองก็ได้ธิดาของเจ้าเมืองนั้นๆเป็นชายา (หนุ่มเนื้อหอมที่พ่อตารักใคร่จริงๆ) เจ้าทุตคตขัตติวงศ์เข้าไปพบพระอัยยิกาในเมืองผีดิบซึ่งขณะนั้นเหล่าผีดิบไม่อยู่ในเมือง เมื่อพาพระ อัยยิกาออกจากเมืองเหล่าผีดิบก็ไล่ตาม แต่เจ้าทุตคตขัตติวงศ์ก็สามารถพาพระอัยยิกาหนีพ้นไปได้ เมื่อเดินทางมาถึงเมืองผีดิบเจ้าทุตคตขัตติวงศ์เข้าไปพบพระอัยยิกาในเมืองผีดิบซึ่งขณะนั้นเหล่าผีดิบ ไม่อยู่ในเมือง เมื่อพาพระอัยยิกาออกจากเมืองเหล่าผีดิบก็ไล่ตาม แต่เจ้าทุตคตขัตติวงศ์ก็สามารถพาพระ อัยยิกาหนีพ้นไปได้ ในขากลีบเมืองเจ้าทุตคตขัตติวงศ์ให้ชายาทั้ง 3 คอยที่ริมฝั่งน้ำ โดยตนจะพาพระอัยยิกาไปส่งก่อน เมื่อโอรสทั้ง 6 ของมเหสีรองเห็นเจ้าทุตคตขัตติวงศ์พาพระอัยยิกากลับมาได้สำเร็จก็ทำร้ายเจ้าทุตคตขัตติวงศ์ จนตาย พวกตนก็พาพระอัยยิกากลับเมืองไปรับความดีความชอบจากพระเจ้าปุรันตปะ หลังจากที่เหล่าโอรสทั้ง 6 พาพระอัยยิกากลับเมืองแล้ว พระอินทร์ก็ลงมาช่วยชุบชีวิตเจ้าทุตคตขัตติวงศ์ เรื่องราวไม่ได้จบอย่าง happy ending lesiy[Fvilmyh 6 เมื่อพระเจ้าปุรันตปะทราบจากพระอัยยิกา ว่าคนที่ช่วยพระองค์คือเจ้าทุตคตขัตติวงศ์ เมื่อเจ้าทุตคตขัตติวงศ์มาร่วมงานฉลองในเมือง พระเจ้าปุรันตปะได้ ไต่ถามจนทราบความจริง รับสั่งให้นำโอรสและชายารอทั้ง 6 ไปประหารชีวิต แล้วแต่งขบวนไปรับนางวิมาลา และพ่อเฒ่าแม่เฒ่ากลับวัง ดนตรีที่ใช้ ใช้วงปี่พาทย์ผสมซออู้ บรรเลง และบางตอนก็ใช้ปี่จุม เครื่องแต่งกาย ผู้แสดงเป็นชุดพื้นบ้านภาคเหนือ ชาย นุ่งกางเกงขาครึ่งแข้งเสื้อม่อฮ่อม ผ้าขาวม้าคาดเอว หรือโพกศีรษะ หญิง นุ่งซิ่นยาวกรอมเท้า เสื้อแขนสามส่วน ตามลักษณะของตัวแสดงอาจมีฟ้อนผสมท่าทาง อื่นๆ การแสดงชุดนี้ใช้เวลาแสดงประมาณ 1 ถึง 2 ชั่วโมง
ภ า ค เ ห นื อ | 39 หุ่น นกกิงกะหร่า และ ตัวโต คำว่า “กิ่งกะหร่า” เป็นคำในภาษาไทใหญ่ที่กลายเสียงมา จากภาษาบาลีในคำว่า “กินรี” ส่วนคำว่า กินนร โดยความ หมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง อมนุษย์ในนิยาย ที่มี ความหมายอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด ชนิดหนึ่งเป็นครึ่งคนครึ่งนก ท่อนบนเป็นคนท่อนล่างเป็นนก อีกชนิดหนึ่งมี รูปร่างเหมือนคน เมื่อจะไปไหนมาไหนก็จะใส่ปีก ใส่หางบินไป คำว่า กินนร ต่อมาจึงเพี้ยนมาเป็นสำเนียงของ คนไทยว่า “กิ่งกะหร่า” ส่วนชาวไทใหญ่ในอดีตมักใช้คำว่า “นางนก” แทนคำว่า “กิ่งกะหร่า” การ “ฟ้อนนก กิ่งกะหร่า” หรือ “รำนกกิ่งกะหร่า” เป็นศิลปะ ชั้นสูงอันสะท้อนเอกลักษณ์ความเชื่อตามวัฒนธรรมประเพณี ท้องถิ่นของชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน ประเทศสหภาพเมียนมาร์และได้แพร่หลายเข้ามาสู่ประเทศไทยในพื้นที่ ล้านนาภาคเหนือ เมื่อครั้งที่ชาวไทใหญ่ได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ทางภาคเหนือ ของไทย ในแถบจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน โดยได้รับความนิยมและมีการสืบทอดชัดเจนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มีชื่อเสียงใน การแสดง “ฟ้อนนกกิ่งกะหร่า” มากที่สุด เมื่อไรก็ตามที่ชาวไทใหญ่มีงานประเพณีทางพุทธศาสนาหรืองานมงคลต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการ ฟ้อนกิงกะหร่าและโต เมื่อเสียงฆ้องเสียงกลองดังขึ้น นักแสดงที่ใส่ชุดกิงกะหร่าซึ่งดูคล้ายนกและนักแสดงที่ใส่ ชุดโตซึ่งดูคล้ายกวาง จะออกมาวาดลวดลายการฟ้อนตามแบบฉบับของชาวไทใหญ่ ด้วยท่วงท่าและลีลาที่เร้า ใจ เสียงดนตรีจะสอดรับกับการสะบัดปีกสะบัดมือของนักแสดงกิงกะหร่า และการเคลื่อนไหวของนักแสดงโต ซึ่งดูราวกับสัตว์ที่มีชีวิตจริง ทำให้การแสดงชุดนี้น่าดูน่าชมยิ่งนัก คำว่า “กิงกะหร่า” มาจากภาษาบาลีว่า “กินนรหรือกินนรา” ซึ่งเป็นสัตว์ในนิยายประเภทอมนุษย์ที่มี หัวเป็นคนมีตัวเป็นนก อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ส่วนคำว่า “โต” นั้นเป็นสัตว์ในนิยายเหมือนกัน คำว่า “โต” ในพจนานุกรมไทยบอกว่าเป็นคำโบราณ หมายถึง “สิงโต” แต่โตที่เป็นการแสดงของชาวไทใหญ่นั้น ดูยังไงก็ไม่เหมือนสิงโต ออกไปทางกวางมากกว่า ถามผู้รู้ชาวไทใหญ่ท่านบอกว่าเป็นสัตว์ที่เกิดจากการผสมของสัตว์ 9 ชนิด ซึ่งก็คงเป็นประเภทสัตว์ป่าหิมพานต์ ที่ผสมสัตว์ตัวโน้นตัวนี้ จนดูแปลกๆ หรือพิเศษไป จะเห็นได้ว่าทั้งพม่าหรือแม้แต่อาระกัน (ซึ่งเป็นกลุ่มทิเบโต– เบอร์มันเหมือนกัน) ต่างก็มีสัตว์รูปร่างพิเศษแบบนี้เป็นสัญลักษณ์ และไทใหญ่กับพม่าก็มีสัมพันธ์ต่อกันมานาน โดยเฉพาะเรื่องพุทธศาสนา อาจเป็นไปได้ว่า “โต” ที่ว่านี้ไทใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากพม่า (และอาจเป็นภาษา พม่า) นั่นเป็นแค่การสันนิษฐานนะครับ แต่เอาเป็นว่าที่แน่ๆ คือ “โต” คือสัตว์ในนิยายและเป็นตัวแสดงหนึ่ง ของชาวไทใหญ่ สำหรับมูลเหตุของการแสดงกิงกะหร่าและโตนั้นมีเล่าว่า เมื่อพระพุทธองค์ได้เสด็จไปโปรดพระพุทธ มารดาที่สวรรค์ชั้นดุสิตและอยู่จำพรรษาที่นั่น 1 พรรษา เมื่อออกพรรษาแล้ว พระพุทธองค์ได้เสด็จลงจาก สวรรค์ เหล่าทวยเทพและสัตว์ป่าหิมพานต์ต่างออกมารับเสด็จกันพร้อมหน้า และวันนั้นจึงเป็นวันที่เกิด
ภ า ค เ ห นื อ | 40 ปาฏิหาริย์ ที่โลกทั้งสาม คือ สวรรค์ มนุษย์ และนรก ต่างมองเห็นกันได้หมด หรือที่เราเรียกว่า “วันพระเจ้า เปิดโลก” และสัตว์ในนิยายทั้งสองนี้คือกิงกะหร่าและโตก็มีมนุษย์มองเห็นว่า ออกมาสำแดงกิริยาอาการต่างๆ เป็นการฟ้อนรับเสด็จด้วย จากความเป็นมาของการแสดงกิงกะหร่าและโตดังว่ามานี้ จึงบอกให้เรารู้ว่าแต่เดิมนั้นการแสดงประเภท นี้คงเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองประเพณีออกพรรษาหรือ “ออกหว่า” ของชาวไทใหญ่ ซึ่งในบรรดาประเพณี 12 เดือนของชาวไทใหญ่นั้น ประเพณีออกหว่าถือว่าเป็นประเพณีที่สำคัญยิ่ง ดังนั้นกิงกะหร่าและโตก็เลย สำคัญและได้รับความสนใจตามไปด้วย เมื่อราวปี พ.ศ. 2526 ผมไปร่วมงานบุญที่วัดป่าก่อ ในเขตอำเภอเมืองเชียงราย ที่นี่เป็นชุมชนของชาวไท ใหญ่ วันนั้นผมได้ชมการฟ้อนกิงกะหร่าเป็นครั้งแรก คนแสดงนั้นเป็นเด็กหนุ่มมาจากเมืองสีป๊อ รัฐฉาน ผมรู้สึก ประทับใจในการแสดงนี้มาก ในตอนนั้นแม้จะมีชุมชนชาวไทใหญ่ในภาคเหนืออยู่มาก แต่ก็ไม่ค่อยมีใครสืบสาน การฟ้อนกิงกะหร่าหรือโตไว้ เมื่อมีงานก็ต้องไปหานักแสดงจากฝั่งพม่ามาแสดง ที่ใกล้ที่สุดก็จากเมืองท่าขี้เหล็ก ที่อยู่ตรงข้ามเมืองแม่สาย การฟ้อนกิงกะหร่าหรือที่คนไทใหญ่เรียกว่า “ก้านก” หรือ “ฟ้อนนก” นั้น นักแสดงมีทั้งชายและหญิง บางคนใช้หน้ากากแบบหัวโขนของไทยปิดหน้า แต่ปัจจุบันไม่นิยมแล้ว ลักษณะของท่าฟ้อนของการฟ้อนนกกิ่งกะหร่า ที่สำคัญมีการสื่อความหมาย 3 ลักษณะคือ ลักษณะที่ หนึ่งแสดงถึงความเคารพบูชาพระพุทธเจ้า ด้วยท่าไหว้ ลักษณะที่สองเป็นการเลียนแบบธรรมชาติของ นก ได้แก่ ท่าแถบ (การโฉบถลา) ท่านกขยับตัว ท่านกเดิน ท่านกอวดปีก ท่านกเล่นน้ำ ท่านกกระโดด ท่านกไซร้ ขน ท่าน กกระพือปีก ท่านกเตรียมบินและท่านกเหิร และลักษณะที่ สามแสดงถึงความรื่นเริงสนุกสนานในการ ฟ้อนของนกด้วย การแสดงลีลาการขยับปีกหางได้อย่างพริ้วไหวสวยงาม การขยับส่วนมือเท้าได้อย่าง คล่องแคล่ว รวดเร็ว สื่อถึงกิริยาของ นกได้อย่างเป็นธรรมชาติ กระบวนท่าของการฟ้อนนกกิ่งกะหร่า ที่สำคัญมีอยู่ 5 ท่ารำ ตอนที่นางนกกิ่งกะหร่ารำออกมาเป็นฝูง (ใช้คนแสดงท่า รำหลายคน) เป็นแสดงออกถึงตอนที่ พระพุทธเจ้าเสด็จลงมา จากสรวงสวรรค์ แล้วพวกนางนกกิ่งกะหร่าแสดงออกถึงความ ดีใจที่ได้มาต้อนรับ พระพุทธเจ้า ตอนที่กิ่งกะหร่าแสดงท่านั่งกราบไหว้ แสดงออกถึง ความเคารพพระพุทธเจ้าตอนเสด็จมาถึงแล้ว (หรือเป็นการ เคารพแขกผู้ชมด้วย) ตอนที่กิ่งกะหร่าแสดงท่ากระโดดและดีดขา ซ้าย-ขวา และก้มหัวขึ้น-ลง แสดงถึงกิ่งกะหร่ากำลังจัดแต่งขนและปีก หาง ตอนนกกิ่งกะหร่า เกี้ยวพาราสีกันตกตัวเมียจะนั่งยอง ๆ และ เต้นไปตามจังหวะดนตรีโดยนกตัวผู้จะรำไปรอบ ๆ นกตัวเมีย แสดงออกถึงนกตัวผู้มีความรักชอบพอนกตัวเมีย ตอนที่นกกิ่งกะหร่ากระพือปีกและรำไปรอบ ๆ แสดงออกถึงการสนุกสนานร่าเริง และดีใจที่มาเจอกันตาม ประสาของนก และยังมีท่ารำต่าง ๆ ที่ครูผู้สึกสอนอาจจะคิดค้น หรือประยุกต์ขึ้นมาเองเพื่อประกอบท่ารำให้มี ท่ารำมากยิ่งขึ้น และสวยงาม
ภ า ค เ ห นื อ | 41 ส่วนประกอบที่สำคัญของเครื่องแต่งกายของผู้แสดง รำกิ่งกะหร่าคือ หาง โดยหางจะมีลักษณะเป็นแผ่น 3 หางเรียงจาก ใหญ่ไปหาเล็ก ปีก โดยปีกจะมี 4 แผ่น มีแผ่นใหญ่ 2 แผ่น แผ่นเล็ก 2 แผ่น คือปีกที่มัดติดเอว 1 คู่ บังหน้า 1 อัน คาบคอ 1 อัน หัวนก 1 หัว เสื้อ-กางเกงสีเดียวกับปีกนก 1 ชุด ชุดสำหรับการแสดงกิงกะหร่านั้นมี 3 ส่วน คือ ตัวคนแสดง ปีกและหาง ตัวปีกและหางนั้น โครงทำด้วย ไม้ไผ่ ปิดด้วยผ้าและประดับด้วยพู่หรือกระจก บางรายตัดกระดาษเป็นลวดลายประดับก็มี นำมาประกอบกัน ด้วยเชือก และมีเชือกโยงอีกชุดเพื่อบังคับปีกให้กระพือและบังคับหางให้แผ่ได้เหมือนนกจริงๆ ส่วนตัวนักแสดง นั้นจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเดียวกันกับปีกและหาง ปัจจุบันนักแสดงชาย–หญิงมักแต่งตัวเป็นชาวไทใหญ่ แต่ใน อดีตนั้นนักแสดงมักแต่งตัวแบบนักแสดงพม่า ที่มีห้อยหน้า ใส่มงกุฎและสวมรองเท้า และด้วยเหตุที่ลีลาท่าทาง ในการฟ้อนที่เลียนแบบการเคลื่อนไหวของนก คนทั่วไปจึงเรียกการแสดงนี้ว่า “ฟ้อนนก” ที่เมืองไพลินใน ประเทศกัมพูชา มีชุมชนชาวไทใหญ่ที่อพยพไปเมื่อร้อยปีก่อนเพื่อไปขุดแร่ที่นั่น ได้นำเอาการแสดงกิงกะหร่านี้ ไปด้วย ปัจจุบันได้กลายเป็น “ฟ้อนนกยูง” อันเป็นการแสดงพื้นเมืองของเมืองไพลิน แม้ว่าจะดูกลายๆ ไปบ้าง แต่ก็พอเห็นเค้าลางว่าการแสดงชุดนี้มีที่มาจากการฟ้อนกิงกะหร่านั่นเอง อุปกรณ์ไม้ไผ่ ผ้าลูกไม้ เข้มขัดสนาม ลวด ด้าย กาว กระดาษ สี ผ้าแข็ง เคลือบ มุก ดิ้น ไม้ไผ่ ผ้าลูกไม้ เข็มขัดสนาม ลวด สายไฟ สายไฟที่นำใส้ลวดออกแล้ว ด้าย อุปกรณ์อื่นๆ องค์ประกอบของเครื่องแต่งกายนก กิ่งกะหร่าเพื่อการ แสดงฟ้อนนกกิ่งกะหร่านั้นจะ มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ ปีก หาง และลำตัว เฉพาะปีกและ หางทำด้วยไม้ไผ่หรือหวาย เนื่องจาก เนื้อเหนียว ไม่แข็งกระด้าง และหาได้ง่ายในท้องถิ่น นำมาจัก เป็นซีก เหลาให้สวยงาม จากนั้นมามาตากแดด ให้แห้งเพื่อไม่ให้แมลงเกาะ ซึ่ง 1 ชุด ขนาดใหญ่จะใช้ไม้ไผ่มากถึง 35- 40 ซีก ซึ่งในแต่ละส่วนจะทำเป็นโครงก่อน แล้วนำผ้าแพรสีต่าง ๆ ติดหุ้มโครง และใช้กระดาษสีตัดเป็น ลวดลายตกแต่งให้สวยงาม จากนั้นนำมาประกอบกันโดยใช้ยางรัด เชือกหรือหวายรัดให้แน่น พร้อมทำเชือก โยงบังคับปีกและหางสำหรับดึงให้สามารถ กระพือปีก และแผ่หางได้เหมือนนก ส่วนลำตัวผู้ฟ้อนจะใส่ เสื้อผ้าสี เดียวกับปีกและหาง นอกเหนือจากนี้ ส่วนของศีรษะ อาจมีการโพกผ้าหรือสวมหมวกยอดแหลมหรือสวม หน้ากาก ซึ่งแล้วแต่ความนิยมของท้องถิ่น
ภ า ค เ ห นื อ | 42 ภาพที่ 10 การแสดงตัวโต ที่มา : https://www.google.com/search?q=%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0 สืบค้น 25 สิงหาคม 2565 ส่วนการแสดงโตนั้น ใช้ผู้ชาย 2 คนเล่น คนหนึ่งเชิดทางหัว อีกคนเชิดทางหาง คล้ายๆ การเชิดสิงโตของ จีน แต่ยังไม่เคยเห็นผู้หญิงเล่นโตเลย คนเฒ่าคนแก่บอกว่า โต เป็นของต้องห้ามสำหรับผู้หญิง ส่วนชุดของโต ที่ใช้ในการแสดงนั้นมี 2 ส่วนคือ ตัวโตซึ่งมีหัว ลำตัวและหาง ในส่วนนี้ที่สำคัญคือ ปาก ตา และหาง ต้องบังคับให้เคลื่อนไหวได้ เหมือนมีชีวิตจริง อีกส่วนหนึ่งคือขา ซึ่งเป็นขาของนักแสดงที่สวมชุดโต เข้าไป ส่วนตัวนักแสดงนั้นมุดเข้าไปอยู่ในตัวโต ซึ่งคนข้างนอกจะไม่เห็น เมื่อเริ่มแสดงคนก็จะเห็นสัตว์ ประหลาดตัวหนึ่งเยื้องย่างออกมาอย่างเป็นจังหวะและเป็นธรรมชาติ การแสดงชนิดนี้จะน่าสนใจหรือไม่ขึ้นอยู่ ที่ความพร้อมเพรียงกันของนักแสดงทั้ง 2 คนข้างในตัวโตเป็นสำคัญ เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการฟ้อนทั้งสองนี้ก็มี กลองก้นยาว ฆ้องราว (อันเป็นอัตลักษณ์ของชาวไท ใหญ่) ที่เรียงตัวกันจากขนาดใหญ่ไปหาเล็ก และบางทีก็มีฉาบร่วมอยู่ด้วย ปัจจุบันคนไทใหญ่ได้มาอาศัยหรือมาทำงานอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะที่ภาคเหนือมากกว่ายุคที่ ผ่านๆ มา นอกจากจะนำประเพณีวัฒนธรรมไทใหญ่มาด้วยแล้ว ที่สำคัญคือนำการแสดงกิงกะหร่าและโตนี้เข้า มาด้วย ทำให้การแสดงประเภทนี้แพร่หลายและเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ครูส่างคำ จางยอด ครูสอนกิงกะหร่าและโต ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันได้เล่าให้ฟังว่า ตัวท่านเองเป็นชาวไท ใหญ่ เมืองจ๊อกแม เรียนฟ้อนมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ จากนั้นก็เรียนศิลปะการแสดงอื่นมาเรื่อยๆ จากหลายครู เรียนฟ้อนกิงกะหร่าจากครูหน่อเงิน แสนหวี เรียนฟ้อนกิงกะหร่าและโตจากครูคำเมียด น้ำลั่น เมื่อโตขึ้นได้เข้า ร่วมกองทัพเมืองไตของขุนส่าในราวปีพ.ศ. 2529 และได้นำศิลปะการแสดงนี้มาสอนให้เด็กๆ ไทใหญ่ที่อยู่ตาม ชายแดน ต่อมาเข้ามาอยู่เมืองไทยก็เริ่มสอนกิงกะหร่าและโตที่เมืองปายก่อน จากนั้นก็ทำหน้าที่สอนตามชุมชน
ภ า ค เ ห นื อ | 43 ไทใหญ่ในหลายพื้นที่ จนในปี พ.ศ.2537 ได้เข้ามาสอนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ ตั้งแต่นั้นมาชื่อ “ป้อครู ส่างคำ” ก็เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ขณะนี้ครูส่างคำ ได้ไปสอนฟ้อนกิงกะหร่าและโต อยู่ที่ศูนย์ไทใหญ่ วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน แต่ละ ครั้งมีเด็กมาเข้าเรียนราว 50-70 คน นอกจากสอนฟ้อนแล้ว ครูส่างคำยังสอนทำตัวนกหรือตัวกิงกะหร่าและ สอนทำตัวโตอีกด้วย จึงไม่แปลกที่ปัจจุบันมีนักแสดงกิงกะหร่าและโตอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งและอาจเป็น ส่วนใหญ่ ที่เป็นศิษย์ของครูส่างคำท่านนี้ นอกจากงานประเพณีออกพรรษาหรือออกหว่าแล้ว ในงานสำคัญอื่นๆ ของชาวไทใหญ่ เช่น งานวันขึ้นปี ใหม่ งานวันชาติ ปอยส่างลอง ฯลฯ ล้วนต้องมีการฟ้อนกิงกะหร่าและโตเป็นส่วนประกอบด้วยทั้งสิ้น กล่าวโดยสรุปก็คือ ไม่มีการแสดงใดที่แสดงอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนของคนไทใหญ่ได้ดีเท่ากิงกะหร่า และโตอีกแล้ว เมื่อมีไทใหญ่ก็มีกิงกะหร่าและโต เมื่อมีกิงกะหร่าและโตก็มีชาวไทใหญ่ ในที่นี้ก็ย่อมหมายรวมถึง ชาวเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดที่มีคนไทยเชื้อสายไทใหญ่อยู่ร่วมกันมากมายถึงมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ด้วยอย่าง แน่นอนชุดนกกิ่งกะหร่า ถือเป็นงานฝีมือที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ วัฒนธรรมชาวไทใหญ่ ที่มีจินตนาการ ดัดแปลงวัสดุใกล้ตัว ให้กลายเป็นเสมือนตัวกินนร หรือกินนรี สัตว์ป่าหิมพานต์ตาม ความเชื่อของคนในอดีต ที่ออกมาฟ้อนร่ายรำต้อนรับสมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเทศกาลวันออกพรรษา โดยชุดนกกิ่ง กะหร่านั้น ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ คือ ปีก หาง และ ลำตัว ปีกและหางมีโครงสร้างที่ทำจากไม้ไผ่ นำมาเหลาขึ้น เป็นโครงเย็บติดด้วยผ้าสวยงาม อาทิ ผ้าลูกไม้ ผ้าแพร และ ผูกโยงด้วยเชือก ให้ปีกและหางสามารถกางออกได้ เหมือน ปีกนก โดยปีกและหางผูกเชือกให้คล้องกับข้อมือ เพื่อใช้บังคับ ในการร่ายรำ ส่วนลำตัวสวมใส่เสื้อ กางเกงสีเดียวกัน ในอดีต ชุดนกกิ่งกะหร่าจะมีปีกและหางแยกกัน แต่ในปัจจุบันบางที่ ทำให้ปีกและหางเป็น ชิ้นเดียวกันเพื่อสะดวกในการจัดทำ โดย สมัยก่อนนั้นจะใช้กระดาษสามาย้อมสี เอามาตกแต่งให้เป็น ลวดลาย ให้ดูสวยงาม และให้ผู้ชายที่สูงอายุเป็นคนรำโดยจะ ใช้หน้ากากสวมใส่แทนการแต่งหน้า ช่างผู้ทำส่วนใหญ่จะ เป็น ผู้สอนท่ารำในการฟ้อนนกกิ่งกะหร่าไปพร้อมกัน ซึ่งมีเชื้อสาย ไทใหญ่ ส่งต่อภูมิปัญญาทางประเพณีและ วัฒนธรรมอันดีงาม สู่ชนรุ่นหลังต่อไป องค์ประกอบของเครื่องแต่งกายนกกิ่งกะหร่าเพื่อการ แสดงฟ้อนนกกิ่งกะหร่านั้นจะ มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ ปีก หาง และลำตัว เฉพาะปีกและหางทำด้วยไม้ไผ่หรือหวาย ส่วนลำตัว ผู้ฟ้อนจะใส่เสื้อผ้าสีเดียวกับ ปีกและหาง (อุปกรณ์การฟ้อนนี้พบว่าบางแห่งมีเฉพาะหางเท่านั้น การทำตามแบบโบราณดั้งเดิม จะแยกปีก แยกหางออกจากกัน ปัจจุบันทำรวมกันไปเพื่อให้สะดวกและง่ายขึ้น) ปีกนกกิ่งกะหร่า ส่วนมากจะนำเอาไม้ไผ่ ทำเป็นปีกยาวประมาณ 70 เซนติเมตร กว้าง 100 เซนติเมตร สำหรับใบหน้ากิ่งกะหร่า นำเอาดินเหนียว มา จัดทำแบบ หรือ บล็อก เสร็จแล้วก็นำกระดาษสาทากาวแห้งแล้ว ก็นำสีขาว มาทาทับกระดาษสา เสร็จแล้วก็ จะได้หน้ากากสีขาวมาสวม เข้ากับใบหน้า พร้อมกับแต่งหน้าตาให้สวยงาม ในปัจจุบันไม่นิยม สวมหน้ากาก สำหรับบนศีรษะใช้ผ้าสีสวยสดพันรอบศีรษะ คล้ายกับการแต่งตัวลูกแก้ว หรือส่างลองของชาวไทยใหญ่ ตัว
ภ า ค เ ห นื อ | 44 สวม กิ่งกะหร่า คล้าย ๆ กับกางเกงขาสั้นแบบหลวม ๆ สวมเสื้อแขนยาว แล้วนำผ้าสีสวยสด หรือผ้าลูกไม้มา เย็บกับคอเสื้อเป็นชิ้น ๆ และมีสายสะพายทับกันตรงด้านหน้าอกเสื้อและด้านหลังของ ตัวเสื้อ สำหรับอัญมณี จะตกแต่งบริเวณ ข้อศอก และข้อมือ สำหรับ กางเกง สวมกางเกงขายาว จะมีอัญมณีประดับตรงเข่า และข้อ เท้า ดูแล้วคล้ายกับผีเสื้อ ภาพที่ 11 การแสดงนกกิ่งกะหร่า ที่มา : //www.google.co.th/search?q=นกกิงกะหร่า. สืบค้น 25 สิงหาคม 2565
ภ า ค เ ห นื อ | 45 การละเล่น ภาคเหนือ เตยหรือหลิ่น ภาค ภาคเหนือ จังหวัด ตาก สถานที่เล่น ลานกว้าง ที่โล่งแจ้ง อุปกรณ์ไม่มี จำนวนผู้เล่น 6-12 คน วิธีเล่น ขีด เส้นเป็นตารางจำนวนเท่ากับผู้เล่น (สมมติว่ามี๖ คน) แล้วแบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่าย หนึ่งยืนประจำเส้น (ตามขวาง) อีกฝ่ายจะวิ่งผ่านแต่ละเส้นไปโดยไม่ให้เจ้าของเส้นแตะได้เมื่อเริ่มเล่น คนที่ยืนประจำเส้นแรก พูดว่า ไหล หรือ หลิ่น ฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มวิ่งผ่านเส้นแรกไปจนถึงเส้นสุดท้าย แล้ววิ่งกลับ ถ้าวิ่งกลับถึงเส้นแรกโดยไม่ถูกฝ่ายตรงข้ามแตะได้ก็พูดว่า เตย ก็จะเป็นฝ่ายชนะ โอกาส เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่เด็ก ๆ เล่นกันโดยทั่วไป ภาพที่ 12 การแสดงเตยหรือหลิ่น ที่มา : //www.google.co.th/search?q=นกกิงกะหร่า. สืบค้น 25 สิงหาคม 2565 โพงพาง ภาค ภาคเหนือ จังหวัด ตาก สถานที่เล่น สนาม,ลานกว้าง อุปกรณ์ผ้าปิดตา
ภ า ค เ ห นื อ | 46 จำนวนผู้เล่น ไม่จำกัดจำนวน วิธีเล่น ยิ้งฉุบกันว่าใครจะเป็นผู้แพ้ต้องปิดตาเป็นโพงพางตาบอด ผู้เล่นคนอื่นๆจับมือเป็นวงกลมร้อง เพลง “โพงพางเอ๋ย โพงพางตาบอด รอดเข้ารอดออก โพงพางตาบอด ปล่อยลูกช้างเข้าในวง” ขณะเดิน วนรอบๆโพงพางตาบอดร้องเพลง 1-3 จบ แล้วนั่งลงโพงพางจะเดินมาคลำคนอื่นๆ ซึ่งต้องพยายามหนีและ จะต้องเงียบสนิท หากโพงพางจำเสียงหัวเราะ รูปลักษณะได้จะเรียกชื่อ ถ้าเรียกคนถูกต้องออกมาปิดตาเป็น โพงพางต่อไป ถ้าไม่ถูกก็ต้องเป็นโพงพางต่อไปอีกเรื่อยๆ โอกาส เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่เด็กๆเล่นกันโดยทั่วไป เบี้ยขี่โก่ง อุปกรณ์และวิธีการเล่น อุปกรณ์ เบี้ย (ก้อนหินที่มีลักษณะแบน) วิธีการเล่น 1. ขุดหลุมให้พอเหมาะกับเบี้ย 1 หลุม และขีดเส้นใต้ห่างจากหลุมให้พอเหมาะ 2. ถ้าผู้เล่นมีไม่ครบคู่ให้เล่นคี่ก็ได้ 3 .จุดโยนเบี้ยต้องห่างจากหลุมไม่ต่ำกว่า 5 เมตร 4. ผู้เล่นต้องโยนหินให้ใกล้หลุมมากที่สุดหรือลงหลุมเลยก็ได้ 5. ผู้ที่โยนเบี้ยไกลที่สุดจะถูกคนที่ใกล้หลุมมากที่สุดเก็บเบี้ยขึ้นมาแล้ว โยนจากหลุมให้ข้าม เขต 5 เมตร แล้วโยนเบี้ยให้ถูกคนที่อยู่ไกลหลุม 6. ถ้าถูกคนนั้นก็จะขี่หลังของคนที่ตีเบี้ยโดนนั้น แล้วโยนหินบนหลังนั้นให้เข้าหลุมก็ได้หรือไม่ เข้าก็ต้องตีโดนเบี้ยนั้นให้ได้ 7. ถ้าโยนไม่ถูก คนที่ได้ขี่หลังก็จะถูกคนที่ขี่หลังเก็บเบี้ยของตนแล้วมาตีให้ถูกเบี้ยของคน นั้น ให้ได้ถ้ายังไม่ถูกคนที่เหลือก็จะต้องตีให้ถูกหินของใครก็ได้แล้วคนที่ขี่หลังโยน หินต่อ แต่ถ้าไม่โดนสักคนก็ เริ่มต้นใหม่ เล่นตากระโดด อุปกรณ์ -ก้อนหิน หรือกระเบื้อง จำนวนผู้เล่น 4 คนขึ้นไป วิธีการเล่น 1. ขีดช่องสำหรับกระโดดเป็น 6 ช่อง ขนาดโตพอที่จะกระโดดเข้าไปยืนได้แล้วแบ่งครึ่งช่องที่ 3 ที่ 5 สำหรับที่พัก และกลับหลังหัน จึงมีช่องทั้งหมด 8 ช่อง แล้วเขียนหัวกระโหลกเล็ก ๆ ในช่องบนสุด
ภ า ค เ ห นื อ | 47 2. ใช้อะไรเป็นเบี้ยก็ได้แต่ควรเป็นของที่มีน้ำหนัก ถ้าใครโยนเข้าหัวกะโหลกที่เล็ก ๆ นั้น ก็จะ ได้เล่นก่อน 3. โยนเบี้ยลงช่องที่ 1 แล้วกระโดดขาเดียวข้ามช่องที่ 1 เข้าไปยังช่องที่ 2 แล้วกระโดด 2 ขา เข้าไปในช่องที่ 3 และ 4 ให้เท้าข้างหนึ่งอยู่ช่องที่ 3 อีกข้างหนึ่งอยู่ที่ช่องที่ 4 จากนั้นกระโดดขาเดียว ต่อไปยัง ช่องที่ 5 และ 2 ขา ที่ช่องที่ 6 และ 7 ตามลำดับ กระโดดตัวกลับ หันหน้ากลับมาทางเดิม กระโดดขาเดียว มายังช่องที่ 5 สองขาที่ช่องที่ 3 และ 4 ขาเดียวที่ช่องที่ 2 และช่องที่ 1 พร้อมกับก้มลงเก็บเบี้ยที่ช่องที่ 1 จากนั้นก็กระโดดออกมา 4. ถ้าเกิดเล่นช่องที่ 1 แล้วก็เล่นช่องที่ 2 โดยโยนเบี้ยให้อยู่ในช่องที่ 2 แล้วกระโดดขาเดียว ไปยังช่องที่ 1 ข้ามช่องที่ 2 ไปยืน 2 ขาที่ช่องที่ 3 และ 4 กระโดดไปยืนขาเดียวที่ช่องที่ 5 และ 2 ขา ที่ช่องที่ 6 และ 7 แล้วหันตัวกลับทำอย่างเดียวกับตาแรก คือ ต้องกระโดดกลับมาเก็บเบี้ยแล้วจึงกระโดดออกไป ถ้าเกิด เล่นถึงช่องหัวกระโหลกบนสุด ให้กระโดดกลับตัวในช่องที่ 6 และ 7 แล้วก้มลงใช้มือลอดระหว่างขา เก็บเบี้ยใน ช่องกระโหลก เมื่อเก็บได้จึงกระโดดออกมาอย่างเดิม หากว่าเล่นทุกช่องหมดแล้วจะได้บ้าน 1 หลัง จึงขีด กากบาทไว้กลางช่องต่อไป ใครจะเหยียบบ้านนี้ไม่ได้ การแสดงร่วมสมัย นาฏศิลป์ร่วมสมัย เป็นประเภทของการแสดงนาฏศิลป์ที่พัฒนาขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ยี่สิบ และนับ แต่นั้นเป็นต้นมาจนกลายเป็นหนึ่งในประเภทที่โดดเด่นสำหรับนักเต้นที่ได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นทางการทั่ว โลก โดยได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐอเมริกาและยุโรป แม้ในขั้นต้นและได้รับแจ้งจากการกู้ยืมเงินจาก คลาสสิก , ที่ทันสมัยและแจ๊สรูปแบบที่จะได้มารวมองค์ประกอบจากหลายรูปแบบของการเต้นรำเนื่องจาก ความคล้ายคลึงกันทางเทคนิค จึงมักถูกมองว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการเต้นรำสมัยใหม่ บัลเล่ต์ และ รูปแบบการแสดงคอนเสิร์ตคลาสสิกอื่นๆ ในแง่ของจุดเน้นของเทคนิค การเต้นรำร่วมสมัยมีแนวโน้มที่จะผสมผสานการเต้นบัลเลต์ที่แข็งแรงแต่ ควบคุมได้เข้ากับความทันสมัยที่เน้นไปที่ลำตัว นอกจากนี้ยังจ้างงานปล่อยสัญญางานพื้น การตกและการกู้คืน และลักษณะด้นสดของการเต้นรำสมัยใหม่ มักใช้การเปลี่ยนแปลงจังหวะ ความเร็ว และทิศทางที่คาดเดาไม่ได้ เช่นกัน นอกจากนี้การเต้นรำร่วมสมัยบางครั้งรวมเอาองค์ประกอบของวัฒนธรรมการเต้นรำที่ไม่ใช่ตะวันตก เช่นองค์ประกอบจากการเต้นแอฟริกันรวมถึงหัวเข่างอหรือการเคลื่อนไหวจากการเต้นรำร่วมสมัยญี่ปุ่น, บูโต การแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัยโดย Le Sacre การเต้นรำร่วมสมัยใช้ทั้งบัลเล่ต์คลาสสิกและการเต้นรำสมัยใหม่ในขณะที่การเต้นรำหลังสมัยใหม่เป็น การตอบสนองโดยตรงและตรงกันข้ามกับการเต้นสมัยใหม่เมอร์เซ คันนิงแฮมถือเป็นนักออกแบบท่าเต้นคน แรกที่ "พัฒนาทัศนคติที่เป็นอิสระต่อการเต้นรำสมัยใหม่" และท้าทายแนวคิดที่สร้างขึ้นโดยแนวคิดดังกล่าวใน
ภ า ค เ ห นื อ | 48 ปี ค.ศ. 1944 คันนิงแฮมได้ร่วมเต้นรำกับดนตรีโดยจอห์น เคจผู้ซึ่งสังเกตว่าการเต้นรำของคันนิงแฮม "ไม่ต้อง อาศัยองค์ประกอบเชิงเส้นอีกต่อไป และไม่ได้อาศัยการเคลื่อนไหวไปและกลับจากจุดสุดยอดอีกต่อไป เช่นเดียวกับในจิตรกรรมนามธรรมสันนิษฐานว่าเป็นองค์ประกอบ (การเคลื่อนไหว, เสียง, การเปลี่ยนแปลง ของแสง) อยู่ในตัวและแสดงออก; สิ่งที่สื่อสารนั้นส่วนใหญ่กำหนดโดยผู้สังเกตการณ์เอง" คันนิงแฮมก่อตั้ง บริษัทเต้นรำเมอร์เซ คันนิงแฮมในปี 2486 และดำเนินการสร้างผลงานมากกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบชิ้นให้กับบริษัท ซึ่งหลายงานได้แสดงในระดับสากลโดยบัลเลต์และสมัยใหม่บริษัทเต้น ชุดการแสดง ระบำ รำ ฟ้อน ภาคเหนือ แบบร่วมสมัย ฟ้อนเทวดา ฟ้อนเทวดาเป็นฟ้อนที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพประติมากรรมล้านนา แล้วนำมาปรุง แต่งตามจินตนาการให้เกิดมีชีวิตโดยผู้วิจัยใด้ศึกษา และรวบรวมกระบวนท่าฟัอนเทวดา จากอาจารย์มาณพ มานะแซม อาจารย์อนุภูล ศิริพันธ์ ผู้เป็นต้นแบบฟ้อนเทวดา ต่อจากอาจารวิถี พานิชพันธ์และยังคงฟ้อนอยู่ใน ปัจจุบัน ฟ้อนเทวดา 1. ยืนพนมมือ - มือทั้งสองพนมไหว้ระหว่างอก - เท้าทั้งสองยืนชิด
ภ า ค เ ห นื อ | 49