The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเพาะเลี้ยงปลาดุก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by อติพล กิมาวะหา, 2026-01-14 01:39:16

การเพาะเลี้ยงปลาดุก

การเพาะเลี้ยงปลาดุก

การเพาะเลี้ยงปลาดุกDepartment of Fisheries,Ministry of Agriculture and Cooperativesกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์Faculty of Fisheries, Kasetsart Universityคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


คณะผู้จัดท ำนายนิวัติ สุธีมีชัยกุลอดีตอธิบดีกรมประมง ประธำนคณะผู้จัดท ำนายบัญชา สุขแก้วอธิบดีกรมประมง ที่ปรึกษำผศ.ดร. สุริยัน ธัญกิจจานุกิจคณบดีคณะประมง มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์ที่ปรึกษำนายวิศณุพร รัตนตรัยวงศ์ผู้อ ำนวยกำรกองวิจัยและพัฒนำกำรเพำะเลี้ยงสัตว์น ้ำจืด ผู้ร่วมจัดท ำนายณัฐพงค์วรรณพัฒน์ประมงจังหวัดชลบุรี ผู้ร่วมจัดท ำนางสาวศรีจรรยา สุขมโนมนต์นักวิชำกำรประมงช ำนำญกำรพิเศษ ผู้ร่วมจัดท ำรศ.ดร. ประพันธศ์ ักดิ์ศีรษะภูมิอำจำรย์คณะประมง มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์ ผู้ร่วมจัดท ำนางเกวลิน หนูฤทธิ์เศรษฐกรช ำนำญกำรพิเศษ ผู้ร่วมจัดท ำนางสาวสุกัญญา พิมมาดีเศรษฐกรปฏิบัติกำร ผู้ร่วมจัดท ำนางสาวโชติกานต์ มีจินดาเศรษฐกร (พนักงำนรำชกำร) ผู้ร่วมจัดท ำดร. จุฑารัตน์ กิตติวานิชนักวิชำกำรประมงช ำนำญกำรพิเศษ บรรณำธิกำรนางสาวกนกวรรณ รัตนวรรณศิษย์เก่ำคณะประมง มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์ ผู้ออกแบบปกและรูปเล่ม


ค ำน ำปลำดุกถือว่ำเป็นปลำที่เป็นต ำนำนกำรเพำะเลี้ยงปลำน ้ำจืดของไทย เมนูอำหำรไทยส่วนใหญ่ก็จะใช้ปลำดุกเป็นส่วนประกอบที่ส ำคัญ เช่น ปลำดุกย่ำงเพื่อประกอบกำรท ำน ้ำพริกต่ำง ๆ ปลำดุกเป็นปลำที่ทนต่อสภำพแวดล้อมต่ำง ๆ ได้ดีเพรำะมีเหงือกพิเศษทนต่อคุณภำพน ้ำที่ไม่ดีในสมัยก่อนกำรเพำะเลี้ยงปลำดุกต้องขอบคุณนักวิชำกำรประมงรุ่นเก่ำ เพรำะท่ำนมีโอกำสได้ไปเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกำ และน ำวิธีกำรผสมเทียมโดยใช้ต่อมใต้สมองปลำจีนมำเป็นฮอร์โมนในกำรกระตุ้น จำกนั้นใช้ไรแดงและไข่แดงในกำรอนุบำล อย่ำงไรก็ตำม สถำนีประมงน ้ำจืดมีกำรใช้เครื่องให้อำกำศแบบเครื่องอัดอำกำศ ท ำให้ปริมำณอำกำศอำจไม่เพียงพอ และกำรอนุบำลแบบควำมหนำแน่นสูงก็ยังไม่มีแต่วิวัฒนำกำรจำกกำรอนุบำลลูกกุ้งก้ำมกรำม ท ำให้เรำรู้จักเครื่องให้อำกำศแบบ Root blower ซึ่งมีปริมำณแก๊สออกซิเจนมำก และกำรใช้ตะแกรงคัดขนำดโคพีพอด (Copepod) และไข่แดงเป็นอำหำรในกำรอนุบำล ท ำให้อัตรำรอดตำยของลูกปลำมีจ ำนวนมำกขึ้น และเพี ยงพอต่อควำมต้องกำรของบ่อเลี้ยง แต่อย่ำงไรก็ตำม ระยะเวลำกำรเลี้ยงขึ้นอยู่กับสำยพันธุ์โดยปลำดุกอุยเจริญเติบโตช้ำใช้เวลำในกำรเลี้ยง 6 – 7 เดือน และในสมัยแรกเริ่มของกำรเลี้ยงใช้ปลำจำกเรือประมงโดยตรงให้เป็นอำหำร คุณภำพไม่ค่อยดีนัก เมื่อเลี้ยงไปนำน ๆ ก็จะมีปัญหำเรื่องโรคซึ่งรุนแรงมำกในปี 2528 แต่ก็ต้องขอบคุณนักเพำะพันธุ์ปลำที่ได้เริ่มมีกำรผสมข้ำมสำยพันธุ์กับปลำดุกรัสเซีย ซึ่งมีขนำดใหญ่และเจริญเติบโตได้ดีมำก ในช่วงที่เกิดบ่อเพำะพันธุ์หลังบ้ำน (Backyardhatchery) ในเขตบำงปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรำ ท ำให้มีกำรพัฒนำกำรอนุบำลลูกปลำในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม และจังหวัดปรำจีนบุรีเกิดแหล่งผลิตลูกพันธุ์ปลำดุกเพิ่มมำกขึ้นในระยะเปลี่ยนถ่ำยมีกำรเริ่มใช้ฮอร์โมนสังเครำะห์(Synthetic hormone) แทนกำรใช้ต่อมใต้สมองปลำจีน ซึ่งสำมำรถก ำหนดปริมำณของสำรที่จะฉีดได้แน่นอนกำรเลี้ยงแบบเดิมที่ใช้ปลำเป็ด (trash fish) เป็นอำหำรมีข้อจ ำกัดเนื่องจำกพื้นที่เลี้ยงต้องอยู่ใกล้ท่ำเรือประมงท ำให้เกิดกำรเปลี่ยนแปลงมำใช้ซำกไก่จำกโรงเชือด น ำมำบดกับร ำข้ำวให้เป็นอำหำร และค่อยมำกระตุ้นให้ปลำมีขนำดใหญ่ ก่อนจับโดยใช้อำหำรเม็ดอีกประมำณ 1 เดือน แต่อย่ำงไรก็ตำมกำรใช้อำหำรสดท ำให้เกิดน ้ำเสียเกษตรกรเริ่มใช้จุลินทรีย์เพื่อลดแก๊สไข่เน่ำบริเวณพื้นบ่อ โดยกำรสังเกตพบว่ำมีแก๊สลอยขึ้นมำจะใช้จุลินทรีย์กลุ่มบำซิลลัสที่มีปริมำณไม่น้อยกว่ำ 109 cfu/g เพื่อให้ผลิตเอนไซม์อะไมเลส โปรติเอสเซลลูเลส และไลเปส ช่วยย่อยเศษอำหำรท ำให้โอกำสเกิดโรคลดลง ปัญหำแก๊สแอมโมเนียและไนไตรท์ลดลง นอกจำกนี้อำจจะใช้กลุ่มปูน (CaCO3) ช่วยท ำให้น ้ำในบ่อเลี้ยงมีคุณภำพดีและควำมนิยมเนื้อปลำที่เลี้ยงท ำได้โดยเทคนิคกำรปรุงอำหำร ซึ่งโอกำสด้ำนกำรตลำดของปลำดุกก็คงจะเจริญเติบโตตำมเศรษฐกิจของประเทศต่อไปต ำรำกำรเพำะเลี้ยงปลำดุกฉบับนี้คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจ และนิสิตนักศึกษำ โดยเฉพำะกำรจัดท ำเป็น E-book เพื่อให้สะดวกในกำรค้นคว้ำมำกยิ่งขึ้น ขอขอบคุณอำจำรย์จำกคณะประมงและเจ้ำหน้ำที่กรมประมงทุกท่ำนที่ช่วยจัดท ำต ำรำเล่มนี้นิวัติ สุธีมีชัยกุลประธำนคณะผู้จัดท ำ


CONTENTS T A B L E O F311ชี ว วิ ท ย า74ก า ร เ พ า ะ พัน ธุ์แ ล ะ ก า ร เ ล้ีย งส ถ า น ก า ร ณ์ สิ น ค้ า ป ล า ดุ กแ ล ะ ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์U n i t 1U n i t 2U n i t 3


สารบัญ TABLE OF CONTENTS ค าน าสารบัญบทที่1 ชีววิทยาตอนที่1 ความเป็นมาเรื่องที่1 ประวัติการเพาะเลี้ยงปลาดุกในประเทศไทยเรื่องที่2 ลักษณะทั่วไปเรื่องที่3 ลักษณะทางชีววิทยาเรื่องที่4 ลักษณะของสายพันธุ์ตอนที่2 การพัฒนาสายพั นธุ์ปลาดุกเรื่องที่1 การปรับปรุงพันธุ์ปลาดุกเรื่องที่2 การควบคุมเพศเรื่องที่3 การผสมข้ามเรื่องที่4 ไจโนเจเนซีส (gynogenesis)เอกสารอ้างอิงบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยงตอนที่1 การเพาะพันธุ์เรื่องที่1 การเลี้ยงและการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์เรื่องที่2 การผสมพันธุ์วางไข่และการวางไข่ตอนที่2 การอนุบาลเรื่องที่1 การพัฒนาระยะต่าง ๆเรื่องที่2 การเตรียมอาหารและการให้อาหารในแต่ละช่วงวัยเรื่องที่3 การอนุบาลในบ่อซีเมนต์/การอนุบาลในบ่อดินตอนที่3 การเลี้ยงเรื่องที่1 การคัดเลือกลูกพันธุ์เรื่องที่2 การล าเลียงและการขนส่งลูกพันธุ์เรื่องที่3 รูปแบบการเลี้ยงตอนที่4 อาหารและการให้อาหารตอนที่5 โรคและการควบคุมเรื่องที่1 โรคที่มีสาเหตุมาจากปรสิตภายนอกเรื่องที่2 โรคที่มีสาเหตุมาจากแบคทีเรียเรื่องที่3 โรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อเอกสารอ้างอิงบทที่3 สถานการณ์สินค้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์หน้า134591 11 51 6202 124263 13334353940404 14243434445474956677274


สารบัญภาพภาพที่1 ปลาดุกอุย (Clarias macrocephalus)ภาพที่2 ปลาดุกด้าน (Clarias batrachus)ภาพที่3 ลักษณะกระโหลกท้ายทอยปลาดุกอุยและปลาดุกด้านภาพที่4 ปลาดุกยักษ์ (Clarias gariepinus)ภาพที่5 การฉีดฮอร์โมนแม่ปลาดุกอุยภาพที่6 การรีดไข่แม่ปลาดุกอุยภาพที่7 การผ่าถุงน ้าเชื้อพ่อปลาดุกเทศภาพที่8 การผสมไข่กับน ้าเชื้อภาพที่9 การโรยไข่บนผ้ามุ้งเขียวส าหรับฟักไข่ภาพที่10 ปรสิตภายนอกในกลุ่มโปรโตซัวชนิด Trichodina (เห็บระฆัง) (A), Ichthyophthirius multifilis (B) Epistylis (C) ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคที่เกิดจากปรสิตภายนอกในปลาดุกภาพที่11 อาการของปลาดุกวัยอ่อนที่ติดเชื้อปรสิตภายนอก โปรโตซัวชนิด Trichodina (เห็บระฆัง) ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคที่เกิดจากปรสิตภายนอกในปลาดุกวัยอ่อนภาพที่12 อาการของปลาดุกวัยอ่อนที่ติดเชื้อโปรโตซัวชนิด Ichthyophthirius multifilisที่เรียกว่า“โรคจุดขาว หรือ อิ๊ค (Ich)” ในปลาดุกวัยอ่อนภาพที่13 ปลิงใสในสกุล Gyrodactylus (A) และ Dactylogyrus (B) ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคที่เกิดจากปรสิตภายนอกในปลาดุกภาพที่14 ลักษณะอาการภายนอกของปลาดุกที่เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากปรสิตภายนอกกลุ่มปลิงใสภาพที่15 ลักษณะสัณฐานของเซลล์แบคทีเรียในสกุล Aeromonas ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคท้องบวมน ้าหรือตกเลือดตามล าตัวในปลาดุกภาพที่16 ลักษณะอาการภายนอกของปลาดุกที่เป็นโรคท้องบวมน ้าและตกเลือดตามที่เกิดจากเชื้อในสกุล Aeromonasภาพที่17 ลักษณะอาการภายนอก (บน) และภายใน (ล่าง) ของปลาดุกที่เป็นโรคท้องบวมน ้าและตกเลือดตามที่เกิดจากเชื้อ Aeromonas hydrophilaภาพที่18 รูปแบบของการให้เกลือเพื่อการป้องกันโรคในปลาดุกในบ่อดินภาพที่19 ลักษณะสัณฐานของเซลล์แบคทีเรีย Flavobacterium columnareที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคตัวด่างในปลาดุกภาพที่20 ลักษณะภายนอกของปลาที่เกิดโรคตัวด่างที่รุนแรงในปลาดุกภาพที่21 รูปแบบของการให้เกลือเพื่อการป้องกันโรคในการเลี้ยงหรืออนุบาลปลาดุกในบ่อดินขนาดเล็ก หรือการเลี้ยงปลาดุกในกระชังหน้า7788363737383849505 153545758586 1626365


สารบัญภาพภาพที่22 การเกิดอาการคดงอในลูกปลาดุกอันเป็นผลมาจากการขาดวิตามิน ซี ในอาหาร (ตัวบน) เทียบกับปลาปกติ (ตัวล่าง)ภาพที่23 การเกิดโรคกะโหลกร้าวหรือคอพับในปลาดุกอันเป็นผลมาจากการขาดวิตามิน ซี ในอาหารภาพที่24 การเกิดอาการหัวเป็นรูในปลาดุกอันเป็นผลมาจากการขาดวิตามิน ซี ในอาหารภาพที่25 ลักษณะอาการภายนอกของปลาดุกที่เป็นโรคดีซ่านภาพที่26 ลักษณะอาการภายในของปลาดุกที่เป็นโรคดีซ่านภาพที่27 ปริมาณผลผลิต และมูลค่าผลผลิตปลาดุกจากการเพาะเลี้ยงปี2561 – 2565ภาพที่28 เนื้อที่เลี้ยง และผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ปลาดุกจากการเพาะเลี้ยงปี2561 – 2565ภาพที่29 ราคาปลาดุกที่เกษตรกรขายได้หน้าฟาร์ม ปี2561 – 2565ภาพที่30 การน าเข้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์ ปี 2561 – 2565ภาพที่31 สัดส่วนมูลค่าการน าเข้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์ ปี 2561 – 2565ภาพที่32 การส่งออกปลาดุกและผลิตภัณฑ์ ปี 2561 – 2565ภาพที่33 สัดส่วนมูลค่าการส่งออกปลาดุกและผลิตภัณฑ์ ปี 2561 – 2565หน้า686869707 177777880808282


สารบัญตารางตารางที่1 ผลผลิต มูลค่า เนื้อที่เลี้ยง และผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ปลาดุกจากการเพาะเลี้ยง ปี2561 – 2565ตารางที่2 ราคาปลาดุกที่เกษตรกรขายได้หน้าฟาร์ม ปี2561 – 2565ตารางที่3 ปริมาณและมูลค่าการน าเข้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์ ปี 2561 – 2565ตารางที่4 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกปลาดุกและผลิตภัณฑ์ ปี 2561 – 2565หน้า76787981


01UNITชีววิทยา- 1 -


ผู้เขียนนายวิศณุพร รัตนตรัยวงศ์วุฒิ ปร.ด. (เพาะเลี้ยงสัตว์น ้า)ต ำแหน่ง ผู้อ านวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น ้าจืดหน่วยที่เขียน บทที่ 1 ตอนที่ 1-2- 2 -นางสาวศรีจรรยา สุขมโนมนต์วุฒิ ปร.ด. (เพาะเลี้ยงสัตว์น ้า)ต ำแหน่ง หัวหน้ากลุ่มวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์ กองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น ้าหน่วยที่เขียน บทที่1 ตอนที่1-2


ตอนที่1ความเป็นมา- 3 -


เรื่องที่1 ประวัติกำรเพำะเลี้ยงปลำดุกในประเทศไทยบทที่1 ชีววิทยา - 4 - ตอนที่1 ความเป็นมาปลำดุก มีถิ่นอาศัยแพร่กระจายทั่วไปในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอเชีย ใต้ แล ะทวีปแอฟริกา (Teugels, 1996) ในประเทศไทยพบปลาดุกอาศัยอยู่ทั่วไปตามแม่น ้า ล าคลอง หนองบึง(Mongkolprasit et al., 1997) ปลาดุกจัดเป็นปลากลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในวงศ์Clariidaeประกอบด้วยปลากว่า 45 ชนิด ในประเทศไทยพบ 2 สกุลคือ Clarias (ปลาดุกอุยปลาดุกด้าน ปลาดัก) และ Prophagorus(ปลาดุกล าพั น) ชื่อสกุล Clarias ค านี้มาจากภาษากรีกค าว่า chlaros ซึ่งหมายถึง“มีชีวิต” มีความหมายว่าปลาในสกุลนี้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ทั้งในน ้าและในสภาพขาดน ้า (Froese and Pauly, 2011)เนื่องจากมีอวัยวะช่วยในการหายใจที่เ รียกว่ า dendrite ห รือ arborescent organ ซึ่งเป็นส่วนของเหงือกปลาที่มีการดัดแปลงจนหนาขึ้นเป็นถุงและท่อเส้นใหญ่แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ยื่นออกมาทางส่วนบนของเส้นเหงือก คอยท าหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซในอากาศโดยตรง จึงท าให้สามารถอยู่ในสภาพขาดน ้าหรืออยู่ในน ้าที่ขาดออกซิเจนได้ปลาดุกชนิดที่เป็นปลาพื้นเมืองที่นิยมเพา ะเลี้ยงและมีความส าคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ได้แก่ ปลาดุกอุยและปลาดุกด้าน ซึ่งปลาดุกด้านเป็นปลาที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงกันมากในอดีตทั้งนี้เพราะปลาดุกด้านโตเร็วและต้านทานโรคได้ดีนอกจากนี้เกษตรกรยังสามารถเพาะพั นธุ์โดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติได้ โดยมีการเพาะพันธุ์กันมากในแถบจังหวัดสมุทรปราการ (อุทัยรัตน์, 2544) อย่างไรก็ตาม การเพาะเลี้ยงปลาดุกด้านเริ่มลดลงนับตั้งแต่พ.ศ. 2529 เป็นต้นมา สาเหตุสืบเนื่องมาจากความนิยมในการเลี้ยงปลาดุกอุยและปลาดุกบิ๊กอุยเพิ่มมากขึ้น และแหล่งเพาะพันธุ์ปลาดุกด้านมีจ านวนลดลง จน ณ ปัจจุบันการเลี้ยงปลาดุกด้านเชิงพาณิชย์หมดไปโดยสิ้นเชิง ส่วนปลาดุกด้านใน ธ ร รม ช าติ อยู่ ในสถ าน ะถูกคุกค าม (threatened) แ ล ะ จั ด ใ ห้ อ ยู่ ใ น ก ลุ่ ม มีแนวโน้มใกล้สูญพั นธุ์ (vulnerable)(ส านักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม, 2540) เนื่องจากแหล่งที่อยู่อาศัยลดลงหรือเสื่อมโทรมและการถูกคุกคามหรือมีการปนเป้ือนทางพันธุกรรมจากปลาดุกต่างถิ่นและปลาดุกลูกผสม ส่วนปลาดุกที่น าเข้ามาจากต่างประเทศที่นิยมเพา ะเลี้ยงคือปลาดุกยักษ์ ปลาดุกยักษ์เป็นปลาขนาดใหญ่มีถิ่นก าเนิดเดิมในแถบลุ่มแม่น ้าอะเมซอนในทวีปอเมริกาใต้ รัฐบาลประเทศรัสเซียได้ท าการวิจัยพบว่าเป็นปลาน ้าจืดที่โตเร็วในทุกสภาวะดินฟ้าอากาศและขยายพันธุ์ได้ง่ายมีความต้านทานต่อ โรคสูง แล ะ ได้น าปลาดุกยักษ์ไปเผยแพร่ในประเทศลาว


บทที่1 ชีววิทยา - 5 - ตอนที่1 ความเป็นมาซึ่งต่อมามีการซื้อขายปลาระหว่างไทยกับลาวในพื้นที่แถบริมฝ่ังแม่น ้าโขง ปัจจุบันพบว่า ปลาดุกยักษ์ได้แพร่กระจายไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย (ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน ้าจืดอุดรธานี, 2531) เป็นปลาที่มีการเจริญเติบโตรวดเร็วมาก สามารถกินอาหา ร ได้แทบทุกชนิด แต่เนื่องจากคุณภาพเนื้อไม่เป็นที่ยอมรับของคนไทยเรื่องที่2 ลักษณะทั่วไปปลำดุก (Walking catfish) เป็นปลาในกลุ่มปลาไม่มีเกล็ด (catfish)มีล าดับตามอนุกรมวิธานดังต่อไปนี้ Kingdom: Animalia Phylum: Chordata Class: Actinopterygii Order: Siluriformes Family: Clariidaeจึงมีการน าปลาดุกยักษ์มาผสมข้ามสายพันธุ์กับปลาดุกอุย (สุจินต์ และคณะ, 2533)ได้ปลาดุกลูกผสมที่มีอัตราการเจริญเติบโตดีและทนทานต่อโรคเช่นเดียวกับปลาดุกยักษ์ เนื้อมีลักษณะและรสชาติดีเหมือนปลาดุกอุยซึ่งปลาดุกลูกผสมนี้เรียกกันในภายหลังว่า“ปลาดุกบิ๊กอุย” เป็นปลาดุกที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงในปัจจุบันปลำดุกในสกุล Clarias มีลักษณะทั่วไปคือเป็นปลาไม่มีเกล็ด (catfishes) มีรูปร่างล าตัวยาว ส่วนหัวแบนลงมากและแข็ง มีแผ่นกระดูกบาง ๆ ต่อกันเป็นชิ้น ๆปกคลุมทั้งด้านบนและด้านล่าง ภายในกะโหลกศรีษะมีอวัยวะช่วยหายใจ ส่วนของกะโหลกหางด้านบน (cranial roof)ประกอบด้วยกระดูก 2 ชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นมีรอยบุ๋มลงไป ปากเฉียงลงอยู่ทางปลายสุดของหัว มีหนวด 4 คู่ รูจมูกคู่หน้าอยู่หลังริมฝีปากบนมีลักษณะเป็นท่อสั้น ๆ ส่วนคู่หลังอยู่ห ลังแ ละติดกับหนวดที่จมูกลักษณะไม่เป็นท่อเหมือนคู่แรกแต่กว้างกว่าตาเล็ก ฐานครีบหลังยาวเกือบตลอดส่วนหลังอาจติดหรือไม่ติดกับครีบหาง โดยปลาดุกในสกุล Clarias จะมีครีบหลังไม่ติดกับค รีบ ห า ง ค รีบ ห ลั ง ไ ม่ มีก้ า นค รีบ แ ข็ ง จ านวนก้านครีบอยู่ระหว่าง 48-78 อัน ฐานครีบก้นยาวมากกว่าครึ่งหนึ่งของฐานครีบหลัง มีจ านวนก้านครีบระหว่าง 41-61 อันครีบอก มีก้านครีบแข็งใหญ่ 1 อัน เรียกว่า pectoral spine ลักษณะส าคัญคือ อาจจะหยักเฉพาะด้านหน้าด้านเดียวหรือทั้งสองด้านลักษณะปลายกะโหลกท้ายทอย (occipital process) อาจจะแหลมหรือป้าน


บทที่1 ชีววิทยา - 6 - ตอนที่1 ความเป็นมาความยาวของกระดูกท้ายทอยจะเป็นกี่เท่าของฐานขึ้นอยู่กับชนิด จุดเริ่มต้นของครีบหลังอาจจะอยู่ใกล้หรือห่างจากกระดูกท้ายทอยก็ขึ้นอยู่กับชนิดเช่นเดียวกัน ฟนัมีลักษณะเป็นซี่เล็ก ๆ (villiform teeth) รวมกันอยู่เป็นแถบ หนังปิดช่องเหงือกไม่ติดกับส่วนของซอกคอ (isthmus) กระดูกซี่ในโค้งเหงือก (gill racker) มีจ านวน 13-30 อัน ซี่กระดูกกระพุ้งแก้ม (branchiostegal ray) 7-9 อัน ล าตัวมีสีเทาปนด า อาจมีจุดหรือไม่มี (โสภา, 2513)2.1 ปลำดุกอุยปลำดุกอุย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าClarias macrocephalus Gunther (1864)มีลักษณะเด่นคือ ปลายกะโหลกท้ายทอยมีลั กษณ ะ โค้ งมน ค ว ามก ว้ าง ของฐ านประมาณ 3-5 เท่าของความยาว ฐานครีบหลังครีบหางและครีบก้นไม่ติดกัน ระยะจากปลายกระดูกท้ายทอยถึงจุดเริ่มต้นของครีบหลังมีอัตราส่วนประมาณ 1 ใน 5-7 ของความยาวจากปลายสุดของจะงอยปากถึงปลายกระดูกท้ายทอย ครีบหลังมีก้านครีบ 68-72 อัน ครีบก้น 47-52 อัน มีจ านวนกระดูกซี่เหงือก (gill racker) ประมาณ32 ซี่ลักษณะสีของล าตัวมีสีเทาปนด าและสีเหลือง (โสภา, 2513) (ภาพที่1 และ ภาพที่3)2.2 ปลำดุกด้ำนปลำดุกด้ำน Clarias batrachusLinnaeus (1758) มีลักษณะคล้ายปลาดุกอุยแต่ปลายกะโหลกท้ายทอยมีลักษณะแหลม มีรูปร่างยาว ความลึกของล าตัวประมาณ 1 ใน 6-7.5 และหัวยาวประมาณ 1 ใน 3.5-3.67ของความยาวมาตรฐาน กระดูกท้ายทอยค่อนข้างแหลม ความกว้างของฐานประมาณ2 เท่าของความยาว frontal fontanel ใหญ่กว่า occipital fontanel ประมาณ 2 เท่าลักษณะกระดูกหัวขรุขระ ตาเล็กประมาณ 1 ใน 9-14 ของหัว ช่องว่างระหว่างตาใหญ่กว่าช่องปากแต่เล็กกว่าหัว 2 เท่า หนวดที่ขากรรไกรบนยาวถึงก้านครีบหลังอันที่ 7 หรือ 8 หนวดที่จมูกยาวถึง 1 ใน 3 ของก้านครีบแข็งของครีบอก และหนวดที่คางยาวถึงปลายครีบอก จ านวนก้านครีบหลังอยู่ระหว่าง 65-77 อัน ก้านครีบก้น 41-58 อันครีบหางมีลักษณะกลมและไม่ติดกับครีบหลังและครีบก้น ครีบท้องกลม มีก้านครีบ 6 อัน ครีบอกกลม มีก้านครีบแข็ง 1 อัน ปลายแหลมหยักทั้งสองด้าน ฟนัที่เพดานปากและที่ขากรรไกรมีลักษณะเป็นซี่เล็ก ๆจ านวนกระดูกซี่กรอง (gill racker) 16-19 อัน ล าตัวมีสีเทาปนด าหรือสีขาว (ดุกเผือก) และสีค่อนข้างแดง (ดุกแดงหรือดุกเอ็น) ส่วนมากจะมีจุดขาวเล็ก ๆ ตามตัว (โสภา, 2513) (ภาพที่2 และ ภาพที่3)


ภำพที่1 | ปลาดุกอุย (Clarias macrocephalus)(ภาพโดยความเอื้อเฟ้อืของศาสตราจารย์ดร.อุทัยรัตน์ ณ นคร)ภำพที่ 2 | ปลาดุกด้าน (Clarias batrachus)(ภาพโดยความเอื้อเฟ้อืของศาสตราจารย์ดร.อุทัยรัตน์ ณ นคร)บทที่1 ชีววิทยา - 7 - ตอนที่1 ความเป็นมา


บทที่1 ชีววิทยา - 8 - ตอนที่1 ความเป็นมา2.3 ปลำดุกยักษ์ ปลำดุกยักษ์ Clarias gariepinusBurchell (1822) มีชื่อสามัญว่า African sharptooth catfish ชื่อภาษาไทยเรียกปลาดุกยักษ์ ปลาดุกรัสเซีย และปลาดุกเทศมีลักษณะทั่วไปคือ มีลักษณะรูปร่างยาวหัว ใหญ่แล ะแบน ก ะ โหลกเป็นตุ่ม ๆ ไม่เรียบและมีรอยบุ๋มตรงกลางเล็กน้อย มีหนวด 4 คู่ โคนหนวดใหญ่ กะโหลกท้ายทอยมีลักษณะหยักแหลมมี3 หยัก ปากป้านแบนหนา ครีบหูมีก้านครีบแข็งขนาดใหญ่ สั้นนิ่ม ไม่แหลมคมและส่วนของครีบอ่อนหุ้มถึงปลายครีบแข็ง ปลายครีบหลังมีสีแดง ครีบหางกลมใหญ่ สีเทา ปลายครีบมีสีแดงแล ะมี แถบสี ข า วล าดบ ริเ วณคอดห าง สัดส่วนระหว่างหัวและตัวประมาณ 1:3 ล าตัวมีสีเทาหรือเทาอมเหลือง ไม่มีจุดที่ล าตัว เมื่อปลาโตขึ้นจะปรากฏลายคล้ายหินอ่อนอยู่ทั่วตัว บริเวณใต้คางและท้องมีสีขาวตลอดจนถึงโคนหาง (กรมประมง, ม.ป.ป.) (ภาพที่4)ภำพที่ 3 | ลักษณะกะโหลกท้ายทอยปลาดุกอุยและปลาดุกด้าน(ภาพโดยความเอื้อเฟ้อืของศาสตราจารย์ดร.อุทัยรัตน์ ณ นคร)ภำพที่ 4 | ปลาดุกยักษ์ (Clarias gariepinus)(ภาพโดยความเอื้อเฟ้อืของศาสตราจารย์ ดร.อุทัยรัตน์ ณ นคร)


เรื่องที่3 ลักษณะทำงชีววิทยำบทที่1 ชีววิทยา - 9 - ตอนที่1 ความเป็นมา3.1 แหล่งที่อยู่อำศัยปลาดุกอาศัยอยู่ในแหล่งน ้าจืดทั่วไปแม้แต่ในหนองน ้าที่มีน ้าเพียงเล็กน้อยก็ยังพบปลาดุก ทั้งนี้เพราะปลาดุกมีอวัยวะพิเศษที่ช่วยในการหายใจ จึงสามารถด ารงชีวิตอยู่ได้ในสภาวะของน ้าที่มีออกซิเจนเพียงเล็กน้อย ถึงแม้ในน ้าที่ค่อนข้างกร่อยในเขตชลป ร ะท านบ ริเวณช ายท ะเลปล าดุกก็สามารถอยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี3.2 นิสัยกำรกินอำหำร ลักษณะอุปนิสัยเป็นปลากินเนื้อรวมทั้งกินซากพืชและสัตว์ ปลาดุกในธรรมชาติกินอาหารจ าพวกตัวอ่อนของแมลงในน ้าและกุ้ง นอกจากนี้ยังชอบกินอาหารประเภทโปรตีนที่เน่าเป่ือย บางท่านจึงจัดปลาดุกไว้เป็นประเภทที่กินของเน่าเป่ือย (scavenger) แต่เมื่อน ามาเลี้ยงในบ่อ สามารถฝึกหัดให้ปลากินอาหารสด เช่น ปลาเป็ด ไส้ปลาทู ไส้ไก่ อาหารผสม เช่น ปลาป่นผสมร า กากถั่ว และปลายข้าวต้มหรืออาหารปลาส าเร็จรูปได้ เป็นปลาหากินหน้าดินแต่ก็มีนิสัยชอบขึ้นมากินอาหารใกล้ผิวน ้า3 . 3 ลักษณ ะ เพศ แล ะค ว ำม แตกต่ ำงระหว่ำงเพศในช่วงนอกฤดูผสมพั นธุ์จะสังเกตความแตกต่างของปลาเพศผู้ และเพศเมียจากลักษณะของอวัยวะเพศได้ค่อนข้างยากส่วน ในฤดูผสมพั นธุ์อวัยว ะเพศของปลาดุกจะพัฒนาขึ้นจนสังเกตความแตกต่าง ได้อย่างเด่นชัด ปลาเพศเมียในช่วงฤดูผสมพันธุ์จะสังเกตได้ง่ายเมื่อมองจากด้านบนของตัวปลาจะมีส่วนท้องป่องออกมาทั้งสองข้าง ส่วนปลาเพศผู้จะมีล าตัวเรียวยาว เมื่อจับปลาหงายท้องขึ้นจะสังเกตความแตกต่างระหว่างเพศได้จากอวัยวะเพศ (genital papillae) ที่อยู่ที่บริเวณทวารหนัก ปลาเพศเมียจะมีอวัยวะเพศรูปร่างรีรูปไข่ปลายมนในฤดูวางไข่ บริเวณส่วนท้องของปลาเพศเมียจะอูมเป่งกว่าปลาเพศผู้ ตรงบริเวณท้องจะมีเม็ดไข่ไหลออกทางรูเปิดของช่องเพศ (cloaca) ส่วนปลาเพศผู้มีลักษณะติ่งเพศยาวเรียวแหลมรังไข่ (ovary) และอัณฑะ (testis) ของปลาดุกมีลักษณะเป็นพู 2 อัน น ้าเชื้อปลาดุกมีสีขาวใสไม่สามารถรีดน ้าเชื้อได้ด้วยมือหรือรีดได้ปริมาณน้อยมาก (เฉิดฉัน และคณะ 2538)


บทที่1 ชีววิทยา - 10 - ตอนที่1 ความเป็นมา3.4 ฤดูวำงไข่ ปลาดุก ในธรรมชาติจ ะผสมพั นธุ์ว า ง ไ ข่ ใ น ช่ ว ง ฤ ดู ฝ น ร ะ ห ว่ า งเ ดื อ นพฤษภาคม-ตุลาคม ส่วนปลาดุกที่เลี้ยงในบ่อสามารถน ามาเพาะพันธุ์ได้เกือบตลอดปี (อารีย์, 2514) โดยธรรมชาติปลาดุกเริ่มวางไข่ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์-ตุลาคม และจะวางไข่มากในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ซึ่งแต่ละภาคจะมีความแตกต่างกันบ้างตามสภาวะของลมฟา้อากาศ แม่ปลาจะวางไข่ปีหนึ่งประมาณ3-4 ครั้ง ครั้งละ 3,000-15,000 ฟอง ความมากน้อยของไข่ขึ้นอยู่กับขนาดของปลา ไข่ปลาดุกเป็นไข่ชนิดจมติดกับวัสดุใต้น ้า3.5 พฤติกรรมกำรผสมพันธุ์และวำงไข่ปลาดุกทั้งสองชนิดมีพฤติกรรมการผสมพันธุ์วางไข่ที่แตกต่างกัน โดยปลาดุกด้านเป็นปลาที่จับคู่ผสมพันธุ์กันแล้วปลาเพศผู้จะขุดหลุมหรือโพรงดินลักษณะกลมมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20-30 ซม. ลึกประมาณ 10 ซม. ในแหล่งน ้าธรรมชาติส าหรับวางไข่ซึ่งหลุมหรือโพรงดินนี้จะอยู่ชายฝ่ังต ่ากว่าระดับผิวน ้าประมาณ 50 ซม. ไข่ของปลาดุกด้านเป็นไข่จม มีสีเหลืองอ่อน มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.3-1.6 มม. ปลาจะวางไข่อยู่บนพื้นก้นหลุมหรือโพรงดินไข่ปลาจะฟักเป็นตัวภายในเวลาประมาณ 25 ชั่วโมง ภายใต้อุณหภูมิของน ้าประมาณ27 องศาเซลเซียส พ่อแม่ปลาจะเฝ้าดูแลไข่และลูกปลาในหลุมประมาณ 7-10 วันในช่วงนี้ลูกปลาจะเกาะกลุ่มกันอยู่ใกล้ชิดพ่อแม่ปลา จากการสังเกตเมื่อเอามือล้วงลงไปในหลุมลูกปลาดุกวัยอ่อนดังกล่าว จะพบว่ามีลูกปลาดุกมาเกาะพั นและดูดไซ้ที่บริเวณมือ จึงสันนิษฐานว่าลูกปลาดุกวัยอ่อนหลังจากถุงไข่แดงยุบ จะต้องกินเมือกปลาก่อนที่จะกินอาหารธรรมชาติส่วนปลาดุกอุยมักจะวางไข่ในที่ตื้น ๆ ตามท้องนาและทุ่งหญ้า ที่มีน ้าขังในระดับน ้าลึกประมาณ20 ซม. โดยพ่อแม่ปลาจะกัดหญ้าหรือโคนต้นข้าวกล้า ให้เป็นช่องว่าง แล ะคุ้ยดินบริเวณนั้นให้เป็นแอ่งค่อนข้างกลม ไข่มีสีน ้าตาลเป็นเงาใส ภายหลังปลาวางไข่แล้วปลาเพศผู้จะไล่ปลาเพศเมียออกนอกรัง และเฝ้ารักษาไข่อย่างใกล้ชิด ไข่จะฟักเป็นตัวประมาณ 25-30 ชั่วโมง ภายใต้อุณหภูมิของน ้าประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นอีก 3-4 วัน ลูกปลาดุกก็จะ ละทิ้งรังไ ข่อ อกไปห าอ า ห า รกินตามธรรมชาติ (มงคล, 2559)


เรื่องที่4 ลักษณะของสำยพันธุ์บทที่1 ชีววิทยา - 11 - ตอนที่1 ความเป็นมาป ล า ดุ ก อุ ย แ ล ะ ป ล า ดุ ก ด้ า น ใ นธรรมชาติรวมทั้งปลาดุกยักษ์ที่น าเข้ามาในประเทศไทย แบ่งสายพันธุ์ออกเป็นประชากรต่าง ๆ ซึ่งมีพันธุกรรมแตกต่างกัน ตามรายงานวิชาการได้ดังต่อไปนี้4.1 ปลำดุกอุยปลาดุกอุยมีลักษณะโครโมโซมแบบ ดิพลอยด์ 2N=54 คาริโอไทป์(karyotype)ประกอบด้วยโครโมโซมแบบ metacentricจ านวน 15 คู่ submetacentric จ านวน 6 คู่ subtelocentric จ านวน 2 คู่ และ แบบ acrocentric จ านวน 4 คู่ (ธวัช แล ะวิเชียร 2532; วิวัฒน์ และคณะ, 2532) ควำมหลำกหลำยทำงพั นธุกรรมของปลาดุกอุยในประเทศไทยนั้น มีรายงานการศึกษาความหลากหลายของประชากรปลาดุกอุยจากธรรมชาติในประเทศไทย โดยรวมแสดง ให้เห็นว่า ปลาดุกอุย ในธ ร ร ม ช า ติ จ า ก แ ห ล่ ง ต่ า ง กั น มี ค ว า มแตกต่างทางพั นธุกรรมอยู่ ในระดับสูงซึ่งเป็นสิ่งบ่งบอกถึงศักยภาพของทรัพยากรพันธุกรรมปลาดุกอุยที่สามารถน าประชากรปลาจากแหล่งต่าง ๆ มาปรับปรุงพัฒนาพั น ธุ์ ไ ด้ ส่ ว น ค ว า ม ห ล า ก ห ล า ย ท า งพันธุกรรมภายในประชากรนั้น ปลาดุกอุยในแถบภาคเหนือตอนบนมีความหลากหลายทางพันธุกรรมภายในประชากรมีค่าต ่าและค่อยสูงขึ้นในประชากรภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน ในแถบภาคกลางตอนบนมีความหลากหลายภายในประชากรค่อนข้างสูงและมีความแตกต่างระหว่างประชากรในระดับปานกลาง และลดต ่าลงในภาคกลางตอนล่าง ประชากรภาคตะวันออกเฉียงเหนือและแถบภาคใต้ พบว่ามีความหลากหลายภายในประชากรต ่า และมีความแตกต่างระหว่างประชากรในระดับปานกลาง(อุทัยรัตน์, 2542 ก, อุทัยรัตน์, 2542 ข; ศรีจรรยา, 2546; ธวัชชัย, 2543)อุทัยรัตน์ (2542 ก) และ อุทัยรัตน์ (2542 ข) ศึกษาความหลากหลายทางพั นธุกรรมของปลาดุกอุยจากธรรมชาติ จ านวน 25 ปร ะชากร โดยวิธีวิเครา ะห์เครื่องหมายพันธุกรรมไอโซไซม์13 ชนิดและตรวจสอบยีน 18 ต าแหน่ง พบว่าเป็นยีน ในสภาพหลากรูป (polymorphism) จ านวน 8 ต าแหน่ง พบว่าประชากรปลาดุกอุยภาคเหนือตอนบนมีความหลากหลายภายในประชากรต ่า และค่อย ๆ สูงขึ้นในประชากรภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน และลดต ่าลงในประชากรภาคกลางตอนล่าง ประชากรภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ มีค่าความหลากหลายภายในประชากรต ่า ค่าเฉลี่ยของค่าเฮตเทอโรไซโกซิตีเป อ ร์เ ซ็นต์ยีน ในสภ าพห ล า ก รูป แ ล ะจ านวนอัลลีลต่อต าแหน่ง จากทั้ง 25 ประชากรมีค่า 0.046, 17.12 เปอร์เซ็นต์ และ 1.288 พบว่าทั้ง 25 ประชากรมีความแตกต่างทางพันธุกรรมในระดับสูง และพบการปนเป้ือนของยีนจากปลาดุกยักษ์ในประชากรปลาดุกอุย


บทที่1 ชีววิทยา - 12 - ตอนที่1 ความเป็นมาศ รี จ ร รย ำ (2546) ได้พัฒนา เครื่องหมายไมโครแซทเท ลไ ล ท์ ดีเ อ็ นเ อ (microsatellite DNA) และประยุกต์ใช้เพื่อการศึกษาพันธุศาสตร์ประชากรปลาดุกอุยโดยสามารถออกแบบไพรเมอร์ส าหรับเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอในส่วนของ ไมโครแซทเทลไลท์ได้ จ านวน 23 คู่ และพบไพรเมอร์ จ านวน 12 คู่ แสดงความหลากหลาย (Sukmanomonet al., 2003) จากนั้นได้น าไพรเมอร์5 คู่ ไปศึกษาความผันแปรทางพันธุกรรมในประชากรปลาดุกอุยจากภาคเหนือตอนล่าง 5 ประชากร คือ จังหวัดนครสวรรค์จังหวัดสุโขทัย จังหวัดพิษณุโลก (อ าเภอบางร ะก าแล ะวัด โบสถ์) แล ะจังหวัดอุตรดิตถ์ พบว ่าทุกประชากรมีความผันแปรทางพันธุกรรมภายในประชากรค่อนข้างสูง โดยมีจ านวนอัลลีลต่อต าแหน่งระหว่าง 8.4-13.6 ค่าเฉลี่ย effective number of allele มีค่า 6.0-8.5 และมีค่าเฉลี่ยเฮตเทอโรไซโกซิจากทุกต าแหน่ง 0 .64-0 .76 มีความถี่จีโนไทป์ของทุกประชากร (ยกเว้นจังหวัดนครสวรรค์) มีค่าเบี่ยงเบนจากสมดุลฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก ความแตกต่างระหว่างประชากรอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งแสดงจากค่า Fst เฉลี่ย เท่ากับ 0.0637 เมื่อน าค่าร ะย ะห่างทางพั นธุกรรมมาจัดแผนผังความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมด้วยวิธี UPGMA พบว่าประชากรปลาดุกอุยจากภาคกลางตอนบน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย ที่สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์ คือ กลุ่มจังหวัดสุโขทัย จังหวัดพิ ษณุโลก (อ.บางระก า) จังหวัดนครสวรรค์และกลุ่มจังหวัดพิษณุโลก (อ.วัดโบสถ์) จังหวัดอุตรดิตถ์ธวัชชัย (2543) ศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากรปลาดุกอุยจาก 7 จังหวัดในภาคใต้ของประเทศไทย คือ จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานีจังหวัดพั ทลุง จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสตูล จังหวัดตรัง และจังหวัดยะลา โดยใช้วิธีวิเคราะห์เครื่องหมายพันธุกรรมไอโซไซม์(isozyme) จ านวน 13 ชนิด เป็นยีนควบคุมจ านวน 18 โลไซ ผลการศึกษาพบว่าในจ านวนยีนที่ศึกษามีโพลีมอร์ฟิคโลไซ (polymorphic loci) จ านวน 4 โลไซ ความผันแปรพั นธุกรรมภายในประชากรมีค่าค่อนข้างต ่า ทุกประชากรมีจ านวนอัลลีลต่อโลกัส 1.1-1.4 โพลีมอร์ฟิคโลไซ 0-22.2 เปอร์เซ็นต์เฮตเทอโรไซโกซิตี ค่าสังเกต (Ho) และค่าค านวณ (He) มีค่า 0.006-0.043 และ 0.007-0.058 ประชากรทุกประชากร (ยกเว้นจังหวัดสุราษฎร์ธานี) มีความถี่จีโนไทป์อยู่ในสมดุลฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก ความแตกต่างระหว่างประชากรอยู่ในระดับปานกลางโดยมีค่า Fst เท่ากับ 0.1 ค่าระยะห่างทางพันธุกรรม (genetic distance) มีค่าเฉลี่ย 0.003 เมื่อน าค่าระยะห่างทางพั นธุกรรมไปจัดแบ่งกลุ่มความสัมพั นธ์ทางพั นธุกรรมด้วยวิธี UPGMA (Unweighted Pair Groups with Arithmetric Means Analysis) พบว่าประชากรเหล่านี้ถูกแบ่งเป็น 4 กลุ่มย ่อย คือ กลุ่มนค รศ รีธร รมร าช พั ทลุง ตรัง กลุ่มยะลา สตูล กลุ่มสุราษฎร์ธานี และกลุ่มชุมพร


บทที่1 ชีววิทยา - 13 - ตอนที่1 ความเป็นมา4.2 ปลำดุกด้ำนปล าดุกด้ านมีคว ามหล ากหล ายภายในประชากรค่อนข้างต ่าแต่มีความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่างประชากรในระดับสูง (อัธยา, 2545) ปลาดุกด้านมีลักษณะโครโมโซมแบบดิพลอยด์ 2N=100 คาริโอไทป์ ประกอบด้วย โครโมโซมแบบ metacentric จ านวน 2 คู่ submetacentricจ านวน 2 คู่ subtelocentric จ านวน 1 คู่ แ ล ะ แ บ บ acrocentric จ า น ว น 4 5 คู่ (ธวัช และวิเชียร, 2532)อัธยำ (2545) รายงานว่า ประชากรปลาดุกด้านจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยจ านวน 18 แหล่ง จากการศึกษายีนควบคุมเอนไซม์ 13 ระบบและโปรตีน 1 ระบบ เป็นจ านวนยีนทั้งสิ้นจ านวน 22 โลไซ พบว่าในจ านวนยีนที่ศึกษามีโพลีมอร์ฟิคโลไซจ านวน 14 โลไซ มีความหลากหลายทางพันธุกรรมภายในประชากรค่อนข้างต ่า ค่าเฉลี่ยจากทุกประชากรมีค่าจ านวนอัลลีลต่อโลกัสเฉลี่ย 1.33±0.10 โพลีมอร์ฟิคโลไซเฉลี่ยเท่ากับ 17.16% เฮตเทอโรไซโกซิตี จากการค านวณ (He) มีค่าเฉลี่ย 0.048±0.022พบว่าประชากรปลาดุกด้านมีความแตกต่างทางพันธุกรรมอยู่ในระดับสูง (Fst=0.545) ระยะห่างทางพันธุกรรม (genetic distance)มีค่าเฉลี่ย 0.066 เมื่อน าค่าระยะห่างทางพั นธุกรรมไปวิเคราะห์การจัดกลุ่มตามวิธี UPGMA พบว่าประชากรปลาดุกด้าน 18 ประชากร ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ (D=0.156)คือ กลุ่มประชากรภาคใต้ และกลุ่มประชากรจากภาคอื่นๆ โดยในกลุ่มนี้พบว่า ประชากรปลาดุกด้านจาก จังหวัดสุรินทร์ มีความแตกต่างทางพันธุกรรมจากประชากรอี่น ๆ มากที่สุด (D=0.053)4.3 ปลำดุกยักษ์ในปัจจุบันเชื่อว่าปลาดุกยักษ์ที่เลี้ยงในประเทศไทยน ามาจาก 2 แหล่ง แหล่งแรกคือ เซ็นทรัล อัฟริกัน รีพั บลิค เข้าป ร ะเ ท ศ ไ ท ย ผ่ า น ท า ง ป ร ะเ ท ศ รั สเ ซี ย เวียดนาม และลาว ตามล าดับ (อุทัยรัตน์, 2544)แหล่งที่ 2 คือ ประเทศอียิปต์เข้าสู่ประเทศไทยโดยผ่านทางประเทศจีน (อุทัยรัตน์, 2544)ปลาดุกยักษ์ 2 แหล่งนี้มีพันธุกรรมที่แตกต่างกัน และมีความเป็นไปได้ว่าขณะนี้สองสายพันธุ์อาจผสมปนกันอยู่ (อุทัยรัตน์, 2542 ข) จากการศึกษาความหลากหลายทางพันธุกกรรมของปลาดุกยักษ์ที่น าเข้าและเลี้ยงในประเทศไทยในโรงเพาะฟักจังห วัดสุพ ร รณบุ รี จังห วัดอ่ างทอง จังหวัดนครปฐม และจังหวัดนครสวรรค์ พบว่ าปลาดุกยักษ์มีคว ามหลากหลายทางพันธุกรรมภายในประชากรค่อนข้างสูงและมีความหลากหลายระหว่างประชากรในระดับปานกลาง (อัญลักษณ์, 2551) ปลาดุกยักษ์มีลักษณะโครโมโซมแบบดิพลอยด์ 2N=56 ค า ริ โอไทป์ ป ร ะกอบด้วย โค ร โม โซมแบบ me t a ce n t ri c จ าน วน 4 คู่submetacentric จ านวน 12 คู่ และแบบ acrocentric จ านวน 12 คู่ และมีโครโมโซมเพศแบบ heteromorphic (ZW) (OzoufCostaz et al., 1989)


บทที่1 ชีววิทยา - 14 - ตอนที่1 ความเป็นมาอัญลักษณ์ (2551) ศึกษาความหลากหลายทางพั นธุกรรมของปลาดุกยักษ์ใน โรงเพาะฟัก 4 ประชากร จากจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดนครปฐม และจังหวัดนครสวรรค์โดยใช้วิธีวิเคราะห์เครื่องหมายพันธุกรรมไมโครแซทเทลไลท์ดีเอ็นเอ(microsatellite DNA) จ านวน 6 ต าแหน่ง ผลการศึกษาพบว่า ประชากรปลาดุกยักษ์จากทั้ง 4 แหล่งมีความหลากหลายทางพั นธุกรรมค่อนข้างสูง โดยมีจ านวนอัลลีลเฉลี่ยต่อต าแหน่งระหว่าง 4.83-12.33 และมีค่าเฉลี่ยเฮตเทอโรไซโกซิตีสังเกต (Ho) จาก ทุกต าแหน่งระหว่าง 0.50-0.69 ความถี่จีโนไทป์ของทุกประชากร ยกเว้นจังหวัดนครสวรรค์ มีค่าเบี่ยงเบนจากสมดุลฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก โดยสามารถแบ่งกลุ่มประชากรที่มีพันธุกรรมแตกต่างกันอย่างชัดเจน (Fst=0.144) ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มจังหวัดนครปฐม จังหวัดนครสวรรค์และกลุ่มจังหวัดสุพรรณบุรีจังหวัดอ่างทอง ซึ่งความหลากหลายทางพั นธุกรรมภายในประชากรมีค่าปานกลาง สรุปได้ว่าปลาดุกยักษ์ในประเทศไทยมีความหลากหลายพันธุกรรมอยู่ในระดับน่าพอใจ สามารถใช้เป็นทรัพยากรในการสร้างประชากรเพื่อการปรับปรุงพันธุ์ได้ต่อไป


ตอนที่2การพัฒนาสายพันธุ์ปลาดุก- 15 -


เรื่องที่1 กำรปรับปรุงพันธุ์ปลำดุกบทที่1 ชีววิทยา - 16 - ตอนที่2 การพัฒนาสายพันธุ์ปลาดุกกำรปรับปรุงพั นธุ์ปลาดุกอุยโดยวิธีคัดเลือก (selection) ส่วนใหญ่เป็นการคัดเลือกเพื่อปรับปรุงอัตราการจริญเติบโตโดยวิธีการคัดเลือกแบบดูลักษณะตัวเอง หรือการคัดเลือกแบบหมู่ (mass selection)ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายและไม่ต้องการใช้ทรัพยากรมาก และเริ่มมีการคัดเลือกจากคุณค่าการผสมพันธุ์ (estimated breedingvalue, EBV) ซึ่งมีความแม่นย าในการคัดเลือกที่สูงขึ้น ส าหรับการปรับปรุงลักษณะอื่น ๆ ได้แก่การต้านทานโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย Aeromonas hydrophilaนอกจากนั้นใช้วิธีควบคุมเพศ และวิธีจัดการ โคร โม โซม (chromosomemanipulation) มีรายงานการปรับปรุงพันธุ์ปลาดุกด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้พรรณศรี และคณะ (2533) ท าการคัดพั นธุ์ปลาดุกอุยโดยดูลักษณะตัวเองจากการเจริญเติบโต ท าการผสมเทียมปลาดุกจ านวน 35 คู่น าลูกปลาที่อนุบาลอายุ11 วันลงปล่อยเลี้ยงในบ่อดินขนาด 200 ตร.ม. เลี้ยงเป็นเวลา 9 เดือน น ามาคัดปลาที่โตที่สุดจ านวน 10 เป อ ร์เ ซ็นต์ ข อ งประชากรทั้งหมดเป็นปลาสายคัด และสุ่มปลาเพื่อเป็นสายพันธุ์เปรียบเทียบ (control)จ านวน 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรปลา จากนั้นเพา ะพันธุ์ปลาสายคัดและสายเปรียบเทียบในรุ่นต่อไปเป็นจ านวน 4 รุ่นผลการศึกษาพบว่าปลาดุกอุยคัดพันธุ์แล้วเจริญเติบโตดีกว่าสายเปรียบเทียบในทุกรุ่นทั้งน ้าหนักและความยาว หลังจากคัดเลือกพันธุ์ปลาได้ 4 รุ่น ผลปรากฏว่าปลาสายพันธุ์ที่คัดเลือกมีน ้าหนักและคว ามยา วม า ก ก ว่ า ส า ย พั น ธุ์เ ป รี ย บเ ที ย บ 1 8.1 เปอร์เซ็นต์ และ 2 เปอร์เซ็นต์ ตามล าดับ ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนของน ้าหนักปลาพบว่าปลาทั้ง 2 สายพั นธุ์มีความแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญยิ่งทางสถิติ(p<0.01) ผลการตอบสนองการคัดพั นธุ์จากความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของประชากรสายพันธุ์คัดรุ่นที่4 กับสายพันธุ์เปรียบเทียบรุ่นเดียวกัน มีค่า 50.5 กรัม และ 0.88 เซนติเมตร โดยน ้าหนักและความยาวตามล าดับ และอัตราพั นธุกรรมประจักษ์(realize heritability) มีค่า 0.81 และ 0.39 โดยน ้าหนักและความยาว ตามล าดับกฤษณุพันธ์ และคณะ (2547) ปรับปรุงพั นธุ์ปลาดุกอุยด้วยวิธีคัดเลือกแบบหมู่ (mass selection) เพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโต โดยน าประชากรปลาดุกอุยจากแหล่งน ้าธรรมชาติในจังหวัดสุราษฎร์ธานีน าม าส ร้ างป ร ะ ช าก ร รุ่นพ่ อ แม่ ( P 0)แล้วคัดเลือกปลาเพื่อแบ่งประชากรเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคัดเลือกที่คัดปลาขนาดโตที่สุดของประชากรทั้งหมดเป็นพ่อแม่พันธุ์เรียกว่า “สายคัดเลือก” และกลุ่มที่ใช้พ่อแม่พันธุ์ขนาดเท่ากับค่าเฉลี่ยของประชากรทั้งหมดเป็นพ่อแม่พันธุ์เรียกว่า “สายควบคุม”


จากนั้นท าการเพาะและคัดพันธุ์ปลาทั้ง 2 กลุ่ม จ านวน 2 รุ่น แล้วน ามาค านวณผลตอบสนองต่อการคัดเลือกและอัตราพั นธุกรรมประจักษ์ ผลจากการปรับปรุงพั นธุ์ปรากฏว่า ปลาดุกอุยเพศผู้รุ่นที่1 และ 2 ที่อายุ9 เดือนในสายคัดเลือก มีความยาวและน ้าหนักมากกว่าปลาเพศผู้สายควบคุมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติค่าอัตราพันธุกรรมประจักษ์ที่ได้จากปลารุ่นที่1 ในลักษณะความยาวและน ้าหนักมีค่าอยู่ในระดับสูง โดยเพศผู้มีค่า 0.83 และ 0.98 ตามล าดับ เพศเมียมีค่า 0.54 และ 0.66 ตามล าดับ ในเวลาต่อมา เมตตา และคณะ (2554) ได้น าปลาดุกอุยรุ่นที่2 มาคัดเลือกแบบหมู่เพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตจนได้ปลารุ่นที่3 และ 4 พบว่าปลาดุกอุยรุ่นที่4 ที่อายุ9 เดือนของสายคัดเลือกมีความยาวและน ้าหนักเฉลี่ยมากกว่าสายควบคุมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติและมีค่าอัตราพันธุกรรมประจักษ์ของความยาวและน ้าหนักเท่ากับ 0.23 และ 0.26 ตามล าดับอำจินต์ (2539) ปรับปรุงพั นธุ์ปลาดุกอุยโดยใช้วิธีคัดพั นธุ์แบบสองทิศทางในอัตราการเจริญเติบโต จ านวน 2 รุ่น เมื่อท าการคัดพันธุ์ที่อายุ210 วัน พบว่า อัตราการเจริญเติบโตของปลาดุกกลุ่มคัดพั นธุ์ทางบวกและปลากลุ่มคัดพั นธุ์ทางลบ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญ ผลการศึกษาการตอบสนองต่อการคัดพันธุ์แบบสองทิศทาง พบว่า มีผลตอบสนองต่อการคัดพันธุ์ทางบวกเพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโต แต่ไม่มีผลตอบสนองต่อการคัดพันธุ์ทางลบ และมีผลตอบสนองต่อการคัดพันธุ์แบบสองทิศเป็นแบบไม่สมมาตรกัน โดยมีค่าอัตราพันธุกรรมประจักษ์ของการคัดพันธุ์ทางบวก มีค่าเท่ากับ 0.62 และ 0.41 โดยน ้าหนักและความยาว ตามล าดับ ค่าอัตราพันธุกรรมประจักษ์ของการคัดพันธุ์ทางลบมีค่าเท่ากับ -0.48 และ -0.12 โดยน ้าหนักและความยาว ตามล าดับ ส่วนค่าอัตราพันธุกรรมของการคัดพันธุ์แบบสองทิศทางมีค่าเท่ากับ 0.31 และ 0.23 โดยน ้าหนักและความยาว ตามล าดับ Na-Nakorn et al. (1994) รายงานผลการปรับปรุงความต้านทานโรคในปลาดุกอุย2 ประชากร โดยวิธีการฉีดเชื้อ Aeromonas hydrophila เข้าช่องท้อง และเก็บปลาที่รอดชีวิตไว้เป็นพ่ อแม่พั นธุ์ พบว่าจากการคัดเลือก 1 ชั่วอายุปลากลุ่มคัดเลือกและกลุ่มควบคุมมีความต้านทานโรคไม่แตกต่างกันทางสถิติทั้งในลักษณะเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิต (ประชากรที่ 1 มีค่า 33.33±4.87 และ 40.32±6.11 ในกลุ่มควบคุมและกลุ่มคัดเลือก ตามล าดับ ส่วนประชากรที่ 2 มีค่า 30.73±3.98 และ 34.67±8.07 ในกลุ่มควบคุมและกลุ่มคัดเลือก ตามล าดับ) และเวลาที่ปลาตาย 50% (ประชากรที่ 1 มีค่า 14.55±2.27 และ 11.69±0.84 ในกลุ่มควบคุมและกลุ่มคัดเลือก ตามล าดับ ส่วนประชากรที่ 2 มีค่า 13.42±1.34 และ 11.96±3.08 ในกลุ่มควบคุมและกลุ่มคัดเลือกตามล าดับ) แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มคัดเลือก มีแนวโน้มจะมีอัตรารอดสูงขึ้นทั้ง 2 ประชากรบทที่1 ชีววิทยา - 17 - ตอนที่2 การพัฒนาสายพันธุ์ปลาดุก


เด่นนภำ (2539) ศึกษาค่าอัตราพันธุกรรมของลักษณะความต้านทานโรค น ้าหนักตัวและความยาวล าตัวของปลาดุกอุย โดยวิธีวางแผนการผสมพันธุ์แบบ nested designใช้ปลาพ่อพันธุ์จ านวน 12 ตัว แต่ละตัวผสมกับแม่ปลา 2 ตัว ได้ลูกครอกเดียวกันทั้งสิ้น 24 ชุดน าลูกปลาไปอนุบาลและเลี้ยงในบ่อคอนกรีต ท าการทดลอง 2 ซ ้า แล้ววัดระดับความต้านทานโรคกกหูบวม ซึ่งเกิดจากแบคทีเรีย Aeromonas hydrophila ในปลาอายุ 93 วัน โดยวิธีฉีดเชื้อเข้าช่องท้องในอัตรา 1.38×108 เซลล์ต่อมิลลิลิตร (LD50 96 ชั่วโมง)น าเปอร์เซ็นต์การรอดมาค านวณค่าอัตราพันธุกรรม พบว่า ค่าอัตราพันธุกรรมเนื่องมาจากความแปรปรวนของพ่ อ (h2S) เท่ากับ 2.34±0.07 ค่าอัตราพันธุกรรมเนื่องจากความแปรปรวนของแม่ (h2D) เท่ากับ 0.15±0.22 และค่าอัตราพั นธุกรรมเนื่องจากความแปรปรวนของพ่ อและแม่ (h2S+D) มีค่าเท่ากับ 1.09±0.12 ค่าอัตราพันธุกรรมของน ้าหนักตัวที่อายุ 53 และ 78 วัน มีค่า h2S เท่ากับ 2.01±0.95 และ 3.07±1.26 ตามล าดับ ค่า h2D เท่ากับ 0.31±0.51 และ 0.14±0.12 ตามล าดับ h2S+D มีค่าเท่ากับ 1.16±0.58 และ 1.61±0.64 ส่วนอัตราพันธุกรรมของลักษณะความยาวล าตัวที่อายุ 53 และ 78 วัน มีค่า h2Sเท่ากับ 1.00±0.71 และ 2.46±0.12 ตามล าดับ ค่า h2Dเท่ากับ 0.52±0.84 และ 0.11±0.23 ตามล าดับ h2S+D มีค่าเท่ากับ 0.76±1.42 และ 1.28±1.88 ตามล าดับอุทัยรัตน์ และคณะ (2562) และ อุทัยรัตน์ (2563) ได้รายงานผลการปรับปรุงพันธุ์ปลาดุกอุยเป้าหมายเพื่อปรับปรุงอัตราการเจริญเติบโตและความต้านทานเชื้อ Aeromonas hydrophila ประชากรพื้นฐานในการคัดเลือก คือ KU strain เป็นประชากรที่เกิดจากการผสมพั นธุ์ปลาดุกอุยจากโรงเพาะฟัก 2 แหล่ง ในจังหวัดนครปฐมและจังหวัดอ่างทอง ปลาประชากรธรรมชาติจากจังหวัดอุทัยธานี ท าการคัดเลือกแบบหมู่ (mass selection)โดยคัดลักษณะน ้าหนักตัวจ านวน 5 ชั่วอายุมีผลตอบสนองต่อการคัดเลือกโดยรวมประมาณ 20% โดยปลาประชากรนี้ได้เก็บรักษาไว้โดยไม่มีการคัดเลือกตั้งแต่ปี2551 จากการเลี้ยงเปรียบเทียบกับปลาประชากรธรรมชาติและศึกษาความหลากหลายทางพั นธุกรรมโดยเครื่องหมายไมโครแซทเทลไลท์ดีเอ็นเอของ Muiocha et al. (2017) พบว่าปลาประชากรนี้มีการเจริญเติบโตดีกว่าประชากรธรรมชาติ และมีความหลากหลายทางพันธุกรรมในระดับปานกลาง สามารถใช้เป็นประชากรเริ่มต้นในการคัดเลือกได้ใช้พ่อแม่พันธุ์ในประชากรดังกล่าวจับคู่ผสมพันธุ์แบบ nested design โดยพ่อปลาแต่ละตัวผสมพันธุ์กับแม่ปลา 2-3 ตัว ผสมแบบแยกเป็นคู่ ๆ ได้ครอบครัวจ านวน 74 ครอบครัว ได้ปลาที่เป็น half-sib 31 ชุดจากนั้นติดเครื่องหมายโดยการฉีดสี elastomer เพื่อแยกครอบครัว และเลี้ยงปลาแบบรวมในบ่อผ้าใบ polyethylene (PE) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 5 เมตร มีระบบน ้าหมุนเวียนจ านวน 2 ซ ้าบทที่1 ชีววิทยา - 18 - ตอนที่2 การพัฒนาสายพันธุ์ปลาดุก


เก็บข้อมูลน ้าหนักและความยาวเมื่อปลาอายุ 304-312 วัน ปลามีน ้าหนักเฉลี่ย เท่ากับ118.10±49.2 กรัม (ค่าเฉลี่ยครอบครัวมีค่าระหว่าง 56.07-180.28 กรัม) ความยาวเฉลี่ย 24.50±2.35 เซนติเมตร (ค่าเฉลี่ยครอบครัวมีค่าระหว่าง 20.7-27.46 เซนติเมตร) อัตรารอดรวมทุกครอบครัวกับ 86.93% (ไม่สามารถจ าแนกเป็นรายครอบครัวได้เนื่องจากtag สูญหายบางส่วน) ผลการวิเคราะห์สถิติแสดงว่าอัตราพันธุกรรม ของน ้าหนักมีค่าปานกลางค่อนข้างต ่า (h2=0.09±0.03) เช่นเดียวกับความยาว (h2=0.13±0.04) ส่วนลักษณะความต้านทานต่อเชื้อ Aeromonas hydrophila ได้ทดสอบโดยการฉีดเชื้อที่มีรายละเอียดรายงานโดย Srisapoome et al. (2019) พบว่าลักษณะอัตรารอดเฉลี่ยของแต่ละครอบครัวหลังการฉีดเชื้อมีค่าอัตราพันธุกรรมปานกลางเท่ากับ 0.27±0.15 แต่อัตราพันธุกรรมของลักษณะความต้านทานโรคโดยวัดแบบอื่นมีค่าต ่ามาก โดยระยะเวลานับจากเริ่มฉีดเชื้อถึงเวลาตายมีอัตราพันธุกรรมเท่ากับ 0.05±0.02 และลักษณะเป็น-ตาย มีอัตราพันธุกรรมเท่ากับ0.06±0.03 จึงใช้ข้อมูลอัตรารอดเฉลี่ยของแต่ละครอบครัวหลังการฉีดเชื้อเป็นเกณฑ์การคัดเลือก จากข้อมูลที่ได้สามารถค านวณค่าประมาณของคุณค่าการผสมพันธุ์ (estimated breeding value, EBV) ของความยาวและน ้าหนักตัวเพื่อใช้ในการคัดเลือก จากนั้นท าการคัดเลือกแบบครอบครัว (family selection) โดยคัดครอบครัวที่มีอัตรารอดภายหลังการฉีดเชื้อมากกว่า 39% ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย ได้ครอบครัวทั้งหมด 38 ครอบครัว จากจ านวนทั้งสิ้น 74 ครอบครัว จากนั้นคัดครอบครัวที่มีค่าเฉลี่ย EBV ของความยาวสูงที่สุด 16 ครอบครัว มาเป็นกลุ่มคัดเลือก พร้อมทั้งสุ่มเก็บตัวแทนของครอบครัวก่อนการคัดเลือกจ านวนเท่ากันเพื่อใช้เป็นกลุ่มควบคุม การศึกษาผลตอบสนองต่อการคัดเลือกโดยการเพาะพันธุ์ปลาทั้งสองกลุ่มแยกกันและเมื่อลูกปลามีขนาดเหมาะสม ท าการติดเครื่องหมายและน าไปเลี้ยงรวมกันเพื่อเปรียบเทียบการเจริญเติบโต พบว่า ปลาที่อายุ 195 วัน ทั้งกลุ่มควบคุม(22.60±2.71 เซนติเมตร) และกลุ่มคัดเลือก (22.50±8.71 เซนติเมตร) มีความยาวไม่แตกต่างกัน การที่การคัดเลือก ไม่ก้าวหน้ามีสาเหตุหลายประการ ทั้งในด้านอัตราพันธุกรรมที่ต ่าและความเข้มการคัดเลือกที่ต ่า (คัดไว้ 16 ครอบครัว จากครอบครัวที่ต้านทานโรค38 ครอบครัว) รวมถึงผลที่ได้นี้อาจเกิดจากความสัมพันธ์ทางลบระหว่างลักษณะความต้านทานโรคกับการเจริญเติบโต ส่วนลักษณะความต้านทานโรคนั้นยังไม่ได้ศึกษาการตอบสนองต่อการคัดเลือก แต่คาดว่าน่าจะมีความก้าวหน้าบทที่1 ชีววิทยา - 19 - ตอนที่2 การพัฒนาสายพันธุ์ปลาดุก


เรื่องที่2 กำรควบคุมเพศ บทที่1 ชีววิทยา - 20 - ตอนที่2 การพัฒนาสายพันธุ์ปลาดุกนวลมณี (2537) ท าการควบคุมเพศปลาดุกอุยให้เป็นเพศเมียทั้งหมดโดยให้ลูกปลาดุกอุยอายุตั้งแต่ 7 วันจนถึง 42 วัน กินอาหารผสมฮอร์โมน β-estradiol(β-EST) ในอัตรา 50 มิลลิกรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม หรือแช่ลูกปลาอายุ 7 วัน ในฮอร์โมน β-estradiol ความเข้มข้น 200 ไมโครกรัม/ลิตร เป็นระยะเวลานาน 28 วัน โดยปลาดุกอุย เพศเมียที่ได้จากทั้ง 2 วิธี มีความยาวและดัชนีความสมบูรณ์ของอวัยวะสืบพันธุ์ (GSI) ไม่แตกต่างจากปลาเพศเมียปกติ มีลักษณะและขนาดรังไข่ใกล้เคียงกับรังไข่ของปลาเพศเมียปกติ หลังจากนั้นสามารถสืบพันธุ์ได้ในเวลาต่อมาณรงค์ศักดิ์และคณะ (2541) ศึกษาผ ล ข อ ง ก า ร ใ ช้ ฮ อ ร์ โ ม น สั ง เ ค ร า ะ ห์ Ethynylestradiol-17α (EE2) ต่อการเปลี่ยนเพศปลาดุกอุย โดยแช่ลูกปลาอายุ 1 และ 7 วัน ในสารละลายฮอร์โมนเข้มข้น 400 ไมโครกรัม/ลิตร เป็นเวลา 0-8 ชั่วโมงจากการตรวจสอบเพศปลาด้วยตาเปล่าและด้วยวิธีทางพยาธิสภาพ พบว่าการแช่ลูกปลาอายุ 1 วัน สามารถเพิ่มเปอร์เซ็นต์ปลาเพศเมียจาก 52.5 เปอร์เซ็นต์ เป็น 75-80 เปอร์เซ็นต์ การแช่ลูกปลาอายุ 7 วัน เป็นเวลา 1 ชั่วโมง สามารถเปลี่ยนเพศเป็นเพศเมียทั้งหมด แต่เมื่อเพิ่มเวลาการแช่ให้นานขึ้น กลับพบว่าเปอร์เซ็นต์เพศเมียกลับลดลงสู่ระดับปกติเมื่อแช่นาน 4 และ 8 ชั่วโมง และพบว่าปลาเพศเมียที่ได้จากวิธีแช่ฮอร์โมน มีอัตราการเจริญเติบโต อัตรารอดและ GSI ไม่แตกต่างจากปลาเพศเมียปกตินวลมณี และมำนพ (2542) ศึกษาผลของฮอร์โมน 17α-methyltestosterone(MT) และ 11-hydroxyandrostenedione (HAS) ต่อการเปลี่ยนเพศปลาดุกเทศ(Clarias gariepinus) โดยทดลองแช่ลูกปลาอายุ 3 และ 4 สัปดาห์ ในสารละลายฮอร์โมน MT พบว่าการแช่ลูกปลาอายุ 3 สัปดาห์ ในฮอร์โมนเข้มข้น 20 ไมโครกรัม/ลิตรเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ มีผลท าให้ลูกปลาเป็นเพศเมียสูงสุดเฉลี่ย 85.43±9.06 เปอร์เซ็นต์ ปลาเพศเมียดังกล่าวมีความยาวน ้า ห นัก GSI แ ล ะ อัต ร า ร อ ด เ ฉ ลี่ย16.33±1.20 เซนติเมตร 30.99±4.59 กรัม 0.094±0.032 เปอร์เซ็นต์ และ 55.83±5.20เปอร์เซ็นต์ ตามล าดับ ฮอร์โมน MT มีผลท าให้ปลาดุกเทศถูกเปลี่ยนเป็นเพศผู้ได้สูงสุดเฉลี่ย 59.66±10.48 เปอร์เซ็นต์เมื่อแช่ลูกปลาอายุ 3 สัปดาห์ ในฮอร์โมน MT เข้มข้น 50 ไมโครกรัม/ลิตร เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ โดยปลาเพศผู้ดังกล่าวมีความยาวน ้า ห นัก GSI แ ล ะ อัต ร า ร อ ด เ ฉ ลี่ย20.37±3.31 เซนติเมตร 59.74±33.15 กรัม 0.058±0.031 เปอร์เซ็นต์ และ 45.56±31.51เปอร์เซ็นต์ ตามล าดับ ส่วนฮอร์โมน HAS พบว่าไม่มีผลต่อการเปลี่ยนเพศปลาดุกเทศ


เรื่องที่3 กำรผสมข้ำมบทที่1 ชีววิทยา - 21 - ตอนที่2 การพัฒนาสายพันธุ์ปลาดุกกำรผสมข้ำมชนิดหรือข้ำมสำยพั นธุ์ ท าให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าเฮตเทอโรซีส(h e t e r o s i s ) ห รื อ ไ ฮ บ ริ ด วิเ ก อ ร์(hybrid vigour) (Falconer and Mackay,1996) ส่งผลให้ลูกผสมมีลักษณะดีกว่ารุ่นพ่อแม่อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้มักเกิดในลูกผสมรุ่นที่1 เท่านั้นแต่สามารถน า ม าป ร ะ ยุ กต์ ใ ช้ กั บ ก า ร ผ ลิต ป ล าดุ กลูกผสมบิ๊กอุย หรือปลาดุกลูกผสมระหว่างสายพันธุ์ต่าง ๆ ท าให้ผลิตลูกพันธุ์ที่มีลักษณะดีกว่ารุ่นพ่อแม่เพื่อจ าหน่ายเผยแพร่ให้ผู้ประกอบการน าไปเพิ่มผลผลิตปลาดุกได้วิวัฒน์ (2533) ท าการผสมข้ามสายพันธุ์ปลาดุกอุยแบบกึ่งพบกันหมด (semidiallel cross) เพื่อศึกษาผลการผสมข้ามสายพันธุ์ต่อลักษณะการเจริญเติบโต และความต้านทานโรค โดยท าการรวบรวมปลาดุกอุยพื้นเมืองจากจังหวัดสงขลาและสระบุรีผสมข้ามสายพันธุ์แบบกึ่งพบกันหมด จากนั้นเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของลักษณะการเจริญเติบโตและความต้านทานเชื้อ Aeromonas hydrophila ของปลาทุกคู่ผสม พร้อมทั้งศึกษาค่าเฮตเทอโรซีสในลักษณะดังกล่าว พบว่า ลูกปลาที่เกิดจากการผสมข้ามระหว่างปลาเพศเมียจากจังหวัดสงขลา (ภาคใต้) กับปลาเพศผู้จากจังหวัดสระบุรี (ภาคกลาง) มีการเจริญเติบโตสูงกว่าปลาชุดอื่น และแสดงค่าเฮตเทอโรซีสในลักษณะน ้าหนักตัวและความยาวเฉลี่ยที่อายุ 2, 3 และ 3.5 เดือน ส่วนปลาที่เกิดการผสมระหว่างปลาเพศเมียภาคกลางกับปลาเพศผู้ภาคใต้ไม่แสดงเฮตเทอโรซีสในส่วนของการศึกษาการต้านทานเชื้อA. hydrophila พบว่าไม่มีความแตกต่างทางสถิติในกลุ่มปลาทดลองและไม่แสดงเฮตเทอโรซีส แต่ลูกปลาที่เกิดจากการผสมข้ามทั้ง 2 ชุดการทดลอง มีแนวโน้มที่จะทนทานเชื้อ ดังกล่าวได้มากกว่าปลาที่เกิดจากการผสมภายในกลุ่มอีก 2 ชุดการทดลอง และความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะการเจริญเติบ โตกับความต้านทาน โรค ลักษณะการเจริญเติบโตกับอัตรารอด และอัตรารอดกับความต้านทานโรค พบว่าไม่มีความสัมพั นธ์กันทางสถิติ ในทุกคู่ของลักษณะที่ท าการศึกษาอุไร (2558) ศึกษาความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่างประชากรภายในชนิดของปลาดุกยักษ์และปลาดุกอุยชนิดละ 3 ปร ะชากร โดยเก็บตัวอย่างปลาดุกอุยประชากรธรรมชาติจาก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.อุบลราชธานี และประชากรที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น ้า คณะประมงมห า วิทย า ลัยเกษต รศ าสต ร์ แ ล ะเก็บตัวอย่างปลาดุกยักษ์ประชากรโรงเพาะฟัก ณ ฟ า ร์ ม อ.โ ช ค ชั ย จ .น ค ร ร า ช สี ม า ศูนย์วิจัยพัฒนาปร ะมงน ้าจืดร ะยองอ.ปลวกแดง จ.ระยอง และประชากรที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น ้า


คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์น าไปเลี้ยงไว้ณ ส านักงานประมงจังหวัดนครราชสีมาเป็นเวลา 1 ปีแล้วน าไปเพาะเพื่อท าการทดลองที่ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น ้าคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ยกเว้นประชากรปลาดุกยักษ์ปรับปรุงพั นธุ์) ท าการวิเคราะห์เครื่องหมายพันธุกรรมไมโครแซทเทลไลท์ดีเอ็นเอ จ านวน 5 ต าแหน่งเปรียบเทียบการแสดงออกของปลาลูกผสมที่เกิดจากพ่อและแม่ปลาสายพันธุ์ต่าง ๆ กัน และศึกษาผลของสายพันธุ์ปลาดุกยักษ์และปลาดุกอุยที่มีต่อลักษณะที่ส าคัญทางเศรษฐกิจของปลาดุกลูกผสม ผลการศึกษาแสดงว่า ความหลากหลายทางพันธุกรรมภายในประชากรปลาดุกอุยมีค่าสูง ส่วนปลาดุกยักษ์มีค่าต ่า มีความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่างทุกคู่ประชากรอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ระยะห่างทางพันธุกรรมภายในชนิดของปลาดุกอุยมีค่า 0.031-0.044 ของปลาดุกยักษ์มีค่า 0.031-0.065 ท าการผสมระหว่างปลาดุกอุยเพศเมีย 3 สายพันธุ์และปลาดุกยักษ์เพศผู้ 3 สายพันธุ์ ได้ปลาลูกผสม 9 คู่ผสม และท าการผสมภายในสายพันธุ์อีก 6 คู่ผสม น าลูกผสมเลี้ยงในถังพลาสติกและในกระชังจนมีอายุ 25 สัปดาห์ พบว่า อิท ธิพลของส ายพั น ธุ์พ่ อ แม่ แล ะอิท ธิพล ร่วม ร ะหว่ างส ายพั น ธุ์พ่ อ แม่ มีผลต่อค่าการเจริญเติบโตจ าเพาะ (specific growth rate, SGR) ในช่วงอายุ 4-12 สัปดาห์ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ แต่สายพั นธุ์พ่อแม่และอิทธิพลร่วมระหว่างสายพันธุ์พ่อแม่ไม่มีผลต่อ SGR ระหว่างอายุ 13-25 สัปดาห์ และลักษณะอื่นๆ ได้แก่อัตรารอดเปอร์เซ็นต์ซากและการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน ส่วนค่าเฉลี่ยเฮตเทอโรซีสมีค่าต ่า (น้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์) ยกเว้นอัตรารอดที่อายุ 13-25 สัปดาห์ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 5.43-19.59 เปอร์เซ็นต์ค่าเฉลี่ยเฮตเทอโรซีสของปลาลูกผสมระหว่างปลาดุกอุยเพศเมีย จังหวัดอุบลราชธานี และปลาดุกยักษ์เพศผู้จากภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น ้า คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีค่าสูง (4.29 เปอร์เซ็นต์) และมีค่าเป็นบวกในเกือบทุกลักษณะ (91.66 เปอร์เซ็นต์) ของลักษณะทั้งหมดที่ศึกษาอุทัยรัตน์ และคณะ (2562) และ อุทัยรัตน์ (2563) ได้รายงานผลการปรับปรุงพันธุ์ปลาดุกยักษ์ในลักษณะการเจริญเติบโตในด้านน ้าหนักตัว ในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพทางพันธุกรรม เพื่อปรับปรุงพันธุกรรมของปลาชนิดนี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นปร ะโยชน์ต่อกา รผลิตปลาดุกบิ๊กอุยต่อไป โดยในการสร้างประชากรเริ่มต้นWachirachaikarn and Na-Nakorn (2019) ได้ศึกษาความแตกต่างทางพันธุกรรมของปลาดุกยักษ์จากฟาร์มที่มีประวัติการเลี้ยงยาวนานมากกว่า 10 ปีด้วยเครื่องหมายไมโครแซทเทลไลท์ดีเอ็นเอ จ านวน 6 ต าแหน่ง แล้วเลือกประชากรที่มีความแตกต่างกันมา 3 ปร ะชากร จากนั้นท าการผสมแบบ nested design โดยน ้าเชื้อจากปลาเพศผู้1 ตัว ผสมกับ ไข่ปลาเพศเมียจากประชากรต่างๆ 2-3 ตัว ได้ครอบครัวที่เป็น full-sib 90 ครอบครัวบทที่1 ชีววิทยา - 22 - ตอนที่2 การพัฒนาสายพันธุ์ปลาดุก


และ half-sib 29 ชุด ในระยะแรกเลี้ยงปลาแต่ละครอบครัวแยกในกระชังที่ตรึงในบ่อ PE เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เมตร จ านวน 2 บ่อ ครอบครัวละ 2 กระชัง แยกในแต่ละบ่อ(เพื่อให้เกิดความแปรปรวนของสิ่งแวดล้อม เพื่อประโยชน์ในการค านวณความแปรปรวนทางพันธุกรรม) เมื่อปลามีขนาดพอที่จะติดเครื่องหมายได้(อายุประมาณ 100 วัน) ท าการติดเครื่องหมายรายครอบครัว และปล่อยเลี้ยงรวมกันทุกครอบครัวในบ่อ PE 2 บ่อ และเพื่อศึกษา genotype x environment interaction ได้น าปลาอีกชุดหนึ่งเลี้ยงในบ่อดินจ านวน 2 บ่อ ท าการชั่งวัดเมื่ออายุ138 วัน น าข้อมูลที่ได้มาค านวณความแปรปรวนทางพันธุกรรม คุณค่าการผสมพันธุ์ (EBV) และอัตราพันธุกรรม โดยใช้ animal modelผลการศึกษาพบว่า ประชากรเริ่มต้นนี้มีอัตราพันธุกรรมของน ้าหนักตัวอยู่ในระดับปานกลาง(h2=0.35±0.07) และ Srimai et al. (2019) รายงานว่าไม่พบปฏิกิริยาระหว่างพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม เมื่อเลี้ยงปลาดุกยักษ์ประชากรเริ่มต้นในสิ่งแวดล้อมต่างกัน แสดงว่าปลาที่จะปรับปรุงพันธุ์นี้สามารถเลี้ยงในบ่อ PE หรือบ่อดินได้โดยพั นธุกรรมยังแสดงออกได้เหมือนเดิม ดังนั้นการคัดเลือกท าโดยใช้ค่า EBV เฉลี่ยของครอบครัวเป็นเกณฑ์โดยค่า EBVเฉลี่ยรายครอบครัวมีค่าระหว่าง -13.77 และ 18.51 กรัม ท าการคัดเลือกครอบครัวที่มีค่าEBV สูงสุด 17 ครอบครัว (EBV=7.47-18.51 กรัม) ไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์คิดเป็นสัดส่วนที่คัดไว้20.73% มีความเข้มของการคัดเลือก (selection intensity, i) เท่ากับ 1.372 โดยก่อนการคัดเลือก ได้เก็บตัวแทนครอบครัวที่มีค่า EBV ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยไว้17 ครอบครัวเช่นกัน เพื่อใช้เป็นประชากรควบคุม ปลาที่คัดไว้น าไปเลี้ยงจนเจริญพันธุ์อายุประมาณ 1 ปี จึงเพาะพันธุ์เพื่อศึกษาการตอบสนองต่อการคัดเลือก (response to selection)โดยวางแผนการผสมพั นธุ์แบบ partial factorial คือ น ้าเชื้อปลาตัวหนึ่งผสมกับปลาครอบครัวอื่นๆ 4-6 ครอบครัว โดยผสมแยกครอบครัว ในท านองเดียวกัน ไข่จากปลาแต่ละตัวก็แบ่งออกเป็น 4-6 ส่วน แต่ละส่วนผสมกับน ้าเชื้อปลาต่างครอบครัว รวมแล้วได้full-sib 51 ครอบครัว half-sib 14 ชุด ส่วนกลุ่มควบคุมก็ท าเช่นเดียวกันได้ full-sib 62 ครอบครัว half-sib 16 ชุด เมื่อปลาโตได้ขนาด ท าการติดเครื่องหมายรายครอบครัวและเลี้ยงรวมกันในบ่อดิน 2 ซ ้า ท าการชั่งวัดเมื่อปลามีอายุ160 วัน ปลากลุ่มคัดเลือกมีน ้าหนักตัวเฉลี่ย 297.78±119.37 กรัม และกลุ่มควบคุมมีน ้าหนักเฉลี่ย 2 7 1.16±10 7.8 5 ก รัม จากนั้น Srimai et al. (2020) ได้น าข้อมูลที่ได้จากการศึกษาผลตอบสนองต่อการคัดเลือกมาวิเคราะห์ความแปรปรวน และเนื่องจากในการเลี้ยงเปรียบเทียบมีปัจจัยหลายประการที่อาจส่งผลต่อน ้าหนักตัวปลา จึงได้น าปัจจัยเหล่านั้นได้แก่บ่อ ครอบครัว และเพศ เป็นปัจจัยร่วมในการวิเคราะห์ และท าการเปรียบเทียบ least square mean (LSM)บทที่1 ชีววิทยา - 23 - ตอนที่2 การพัฒนาสายพันธุ์ปลาดุก


พบว่า LSM ของน ้าหนักตัวกลุ่มคัดเลือกมีค่าเท่ากับ 297.78±1.93 กรัม และกลุ่มควบคุมเท่ากับ 269.00±1.93 กรัม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P<0.0001) คิดเป็นความก้าวหน้าของการคัดเลือก 10.37% ผลตอบสนองการคัดเลือกระดับนี้นับว่าอยู่ในช่วงเดียวกับที่มีรายงานในปลาชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ตามการคัดเลือกไว้ถึง 20.73% นับว่ามีความเข้มของการคัดเลือกต ่า แต่ในกรณีนี้มีความจ าเป็นเนื่องจากครอบครัวทั้งหมดมีน้อย หากคัดเลือกในสัดส่วนที่น้อยกว่านี้อาจท าให้เกิดการผสมเลือดชิดได้บทที่1 ชีววิทยา - 24 - ตอนที่2 การพัฒนาสายพันธุ์ปลาดุกเรื่องที่4 ไจโนเจเนซีส (gynogenesis)มีรายงานการวิจัยด้านการผลิตปลาดุกอุยที่ได้รับพันธุกรรมจากแม่ฝ่ายเดียวหรือไจโนเจเนซีส (gynogenesis) ซึ่งเป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศแบบหนึ่งซึ่งพบน้อยมาก ในธรรมชาติ เป็นการสืบพั นธุ์ตามปกติแต่เมื่อนิวเคลียสของเชื้อเพศผู้เข้าไปภายในไข่สารพันธุกรรมของเชื้อเพศผู้จะสูญเสียคุณสมบัติไป การปฏิสนธิไม่เกิดขึ้นและส่วนหัวของเชื้อเพศผู้จะถูกก าจัดไปหลังการผสมกับไข่ได้ไม่นาน โดยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม 2 ประการ คือ การกลายที่ท าให้สารพันธุกรรมของเชื้อเพศผู้เสียคุณสมบัติไป (inactivation)และการกลายที่ท าให้ไข่ของปลาชนิดนั้น ๆมี โคร โม โซม 2 ชุด การสืบพันธุ์แบบนี้สังเกตได้จากการที่สัตว์น ้าชนิดนั้น ๆ มีแต่สัตว์เพศเมียในธรรมชาติ (Kirpichnikov, 1981)กระบวนการเหนี่ยวน าไจโนเจเนซีสประกอบไปด้วยการน าไข่ปลามาผสมกับน ้าเชื้อสัตว์น ้าชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกันที่ถูกท าลายสารพั นธุกรรม โดยการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตที่ความเข้มข้นรังสีและระยะเวลาฉายรังสีที่เหมาะสมกับสัตว์น ้าแต่ละชนิด แล้วน าไข่ที่ได้รับการผสมไปช็อคด้วยอุณหภูมิสูงหรือต ่า (temperature shock) เพื่อให้เกิดการเพิ่มจ านวนชุดโครโมโซม โดยให้ตัวอ่อนที่มีชุดโครโมโซมชุดเดีย ว (haploid) ก ล ายเป็น 2 ชุด (diploid) หรือมากกว่านั้น (polyploid)


วิเชียร (2533) ศึกษาการเหนี่ยวน าไจ โนเจเนซีสในปลาดุกอุย พบว่ า รังสี อุลตราไวโอเลตที่ความเข้มข้นระหว่าง201.38-604.14 erg2mm2-sec และระยะเวลาฉายรังสีนาน 2 และ 7 นาที เป็นสภาวะที่เหมาะสมในการ inactivate น ้าเชื้อปลาสวาย ส่งผลให้อัตราฟักของลูกปลา haploid สูงกว่าชุดการทดลองอื่นๆ พบว่าการช็อคด้วยอุณหภูมิ 7 องศาเซลเซียส (cold shock) โดยช็อคทันทีหลังการผสมเทียม (0 นาที) และช็อคนาน 20 นาทีสามา รถเหนี่ยวน า ให้เกิดตัวอ่อนที่มีโครโมโซม 3 ชุด หรือ triploid (3n=81) ได้สูงสุดที่ 80 เปอร์เซ็นต์ โดยมีอัตราฟักและอัตรารอด 55.19 และ 3.50 เปอร์เซ็นต์ ตามล าดับ หลังจากนั้นท าการเหนี่ยวน าไจโนเจเนซีสด้วยสภาวะที่เหมาะสมดังกล่าวพบว่าสามารถเหนี่ยวน าให้เกิดไจโนเจเนซีสในปลาดุกอุยได้อย่างไรก็ตาม ลูกปลาที่เกิดจากขบวนการไจโนเจเนซีสมีอัตราฟักและอัตรารอดต ่า (0.32-20.05 และ 0.00-9.25 เปอร์เซ็นต์ ตามล าดับ)สำยใจ (2539) ทดลองเหนี่ยวน าให้เกิดไจโนเจเนซีสในปลาดุกอุย พบว่า การเหนี่ยวน าที่ระยะเวลาผสมไข่กับน ้าเชื้อนาน4.5 นาที ช็อคเป็นระยะเวลานาน 14 นาที ด้วยความเย็นอุณหภูมิตั้งแต่ 6- 1 1องศาเซลเซียสพบว่าให้อัตราฟักของลูกปลาดิพลอยด์ ไจ โนเจเนซีสไม่แตกต่างกันโดยมีค่าอยู่ระหว่าง 30.65-48.24 เปอร์เซ็นต์และการเหนี่ยวน าด้วยความร้อนอุณหภูมิ42 องศาเซลเซียส ช็อคนาน 1 นาที ให้อัตราฟักของลูกปลาดิพลอยด์ไจโนเจเนซีสสูงสุดที่21.79 เปอร์เซ็นต์และเมื่อศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการเหนี่ยวน าด้วยความเย็น (อุณหภูมิ 7 องศาเซลเซียส นาน 14 นาที) แล ะความร้อน (อุณหภูมิ 42 องศาเซลเซียส นาน 1 นาที) จากแม่ปลาจ านวน 11 ตัว พบว่า การเหนี่ยวน าด้วยความเย็นให้เปอร์เซ็นต์การเกิดดิพลอยด์ ไจโนเจเนซีส 13.40-30.47 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าการเหนี่ยวน าด้วยความร้อน (2.52-10.88 เปอร์เซ็นต์)บทที่1 ชีววิทยา - 25 - ตอนที่2 การพัฒนาสายพันธุ์ปลาดุก


เอกสำรอ้ำงอิง- 26 -กรมประมง. ม.ป.ป. การเพาะเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย. เอกสารค าแนะน า. ฝ่ายเผยแพร่, ส านักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง, กรมประมง. 36 หน้า.กฤษณุพันธ์ โกเมนไปรรินทร์, สง่า ลีสง่า และสุภัทรา อุไรวรรณ์. 2547. การคัดเลือก ปลาดุกอุยโดยวิธีการคัดเลือกแบบหมู่เพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโต. สัมมนาวิชาการประมงประจ าปี2547. กรมประมง. หน้า 599-612.เด่นนภา รัษฐปานะ. 2539. การศึกษาค่าอัตราพันธุกรรมของ ลักษณะความต้านทานโรค น ้าหนักตัวและความยาวล าตัว ของปลาดุกอุย Clarias macrocephalus. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (เพาะเลี้ยงสัตว์น ้า), ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น ้า, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 67 หน้า.เฉิดฉัน อมาตยกุล, สืบพงษ์ฉัตรมาลัย, สุรางค์ สุมโนจิตราภรณ์, ประดิษฐ์ศรีรัตนประสิทธิ์, ยรรยง ตันตาปกุล, สันติชัย รังสิยาภิรมย์, สง่า ลีสง่า, อัญชลี ตันติกุล, สุภรณ์ กิ้มสงวน และวัชรินทร์ รัตนชู. 2538. ปลาดุก. กองประมงน ้าจืด, กรมประมง. 171 หน้า.ธวัช ดอนสกุล และวิเชียร มากตุ่น. 2532. การศึกษาโครโมโซมของปลาดุกด้านและ ปลาดุกอุยที่พบในประเทศไทย. ในการประชุมวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 27 สาขาสัตว์ สัตวแพทย์ ประมง. หน้า 421-428.ธวัชชัย งามศิริ 2543. การศึกษาความหลากหลายทางพั นธุกรรมของปลาดุกอุย (Clarias macrocephalus) ในภาคใต้ของประเทศไทยโดยวิธีวิเคราะห์ไอโซไซม์. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (เพาะเลี้ยงสัตว์น ้า). ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น ้า, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 65 หน้า.นวลมณี พงศ์ธนา. 2537. การควบคุมปลาดุกอุยให้เป็นเพศเมียทั้งหมด. เอกสารวิชาการฉบับที่ 6. สถาบันวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น ้า, กรมประมง. 26 หน้า.นวลมณีพงศ์ธนา และมานพ ตั้งตรงไพโรจน์. 2542. ผลของฮอร์โมน 17α-methyltestosteroneและ 11-hydroxyandrostenedione ต่อการเปลี่ยนเพศปลาดุกเทศ. เอกสารวิชาการฉบับที่ 24/2542. สถาบันวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น ้า, กรมประมง. 23 หน้า.ณรงค์ศักดิ์ศิริชัยพันธุ์, นฤพล สุขุมาสวิน, โชคชัย ศุภศันสนีย์ และสุดชดา อักขราสา. 2541. ผลของ17α-Ethynylstradiol ต่อการเปลี่ยนเพศของปลาดุกอุย. เอกสารวิชาการฉบับที่ 7/2541. กองประมงน ้าจืด, กรมประมง. 24 หน้า.มงคล ว่องสมบัติ. 2559. การเพาะพันธุ์และการเลี้ยงปลาดุก. พิมพ์ครั้งที่ 3. เกษตรสยาม,กรุงเทพฯ. 128 หน้า.


เอกสำรอ้ำงอิง- 27 -เมตตา ทิพย์บรรพต, สุชาติ จุลอดุง และกฤษณุพั นธ์ โกเมนไปรรินทร์. 2554. การตอบสนองการคัดเลือกแบบหมู่เพื่อเพิ่มการเจริญเติบโตปลาดุกอุยในรุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 4. การประชุมวิชาการกรมประมง ประจ าปี 2554. กรมประมง. หน้า 239-248.พรรณศรี จริโมภาส, สมโภชน์ อัคคะทวีวัฒน์, อภิรัตนา คุ้มเณร และสมาน วงศ์จันทร์. 2533. การคัดพันธุ์ปลาดุกอุยโดยดูลักษณะตัวเองจากการเจริญเติบโต 4 รุ่น. รายงานการสัมมนาวิชาการประจ าปี 2533. กรมประมง. หน้า 722-730.วิเชียร เหลืองพรหมพร. 2533. การเหนี่ยวน าให้เกิดไจโนเจเนซีสในปลาดุกอุย. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วิทยาศาสตร์การประมง). โครงการวิทยาศาสตร์การประมง, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 40 หน้า.วิวัฒน์ ชวนะนิกุล, สุมิตรา วัฒโนดร และวัฒนา วัฒนวิจารณ์. 2532. การศึกษาจ านวนและรูปร่างโครโมโซมในปลานา ้จืดของไทย 7 ชนิด. รายงานผลการวิจัยทุนวิจัยงบประมาณแผ่นดิน 2531. คณะสัตวแพทย์ศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 15 หน้า.วิวัฒน์ ปรารมภ์. 2533. ผลการผสมข้ามสายพั นธุ์ของปลาดุกอุยต่อลักษณะการเจริญเติบโตและความต้านทานโรค. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต(วิทยาศาสตร์การประมง). โครงการวิทยาศาสตร์การประมง, มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์. 71 หน้า.สายใจ วิชญ์สันต์กุล. 2539. การศึกษาประสิทธิภาพของการเหนี่ยวน าดิพลอยด์ ไจโนเจเนซีสในปลาดุกอุยโดยวิธีการช็อคด้วยความเย็นและความร้อน. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วิทยาศาสตร์การประมง). โครงการวิทยาศาสตร์การประมง, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 40 หน้า.สุจินต์ หนูขวัญ, ก าชัย ลาวัณยวุฒิ, มานพ ตั้งตรงไพโรจน์และปรัชชัย วีรสิทธิ์. 2533. การเพาะพันธุ์ปลาดุกลูกผสมกับปลาดุกอุยและปลาดุกเทศ ในรายงานผลการวิจัยสาขาสัตว์ สัตวแพทย์และประมง การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครั้งที่ 28. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯโสภา อารีรัตน์. 2513. พันธุ์ปลาดุกที่พบในประเทศไทย. เอกสารวิชาการฉบับที่ 9. กองบ ารุงพันธุ์สัตว์น ้า, กรมประมง. 19 หน้า.ส านักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม. 2540. สถานภาพทรัพยากรชีวภาพของประเทศไทย. กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม, กรุงเทพฯ. ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน ้าจืดอุดรธานี. 2531. การเพาะเลี้ยงปลาดุกยักษ์. กองประมงน ้าจืด, กรมประมง. 7 หน้า.


เอกสำรอ้ำงอิง- 28 -ศรีจรรยา สุขมโนมนต์. 2546. การพัฒนาไมโครแซทเทลไลท์ไพรเมอร์ส าหรับปลาดุกอุยและการประยุกต์เพื่อการศึกษาพันธุศาสตร์ประชากร. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (เพาะเลี้ยงสัตว์น ้า). ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น ้า, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 105 หน้า.อารีย์ สิทธิมังค์. 2514. การเพาะเลี้ยงปลาดุก. เอกสารวิชาการฉบับที่ 11. กองบ ารุงพันธุ์สัตว์น ้า, กรมประมง. 19 หน้า.อาจินต์ ช านาญคุรุเวท. 2539. ผลตอบสนองการคัดพันธุ์แบบสองทิศทางในอัตราการเจริญเติบโตของปลาดุกอุย. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (เพาะเลี้ยงสัตว์น ้า). ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น ้า, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 61 หน้า.อัธยา อรรถอินทรีย์. 2545. ความหลากหลายทางพันธุกรรมของปลาดุกด้าน (Clariasbatrachus) ในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (เพาะเลี้ยงสัตว์น ้า), ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น ้า, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 68 หน้า.อัญลักษณ์ วชิรไชยการ. 2551. การใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการปรับปรุงพันธุ์ปลาดุกยักษ์(Clarias gariepinus) วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต(พันธุวิศวกรรม), โครงการสหวิทยาการระดับบัณฑิตศึกษา, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.80 หน้า.อุไร กุลบุญ. 2558. ผลของสายพันธุ์ปลาดุกยักษ์ Clarias gariepinus (Burchell, 1822) และปลาดุกอุย Clarias macrocephalus Gunther, 1864. ต่อการแสดงออกของลูกผสม “บิ๊กอุย”. ปริญญาปรัชญาดุษฏีบัณฑิต (เพาะเลี้ยงสัตว์น ้า). ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น ้า, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. 101 หน้า.อุทัยรัตน์ ณ นคร. 2544. ปลาดุก. พิมพ์ครั้งที่ 2. ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ. 140 หน้า.อุทัยรัตน์ ณ นคร. 2563. การปรับปรุงพันธุ์สัตว์น ้าเบื้องต้น. คณะประมง, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ. 160 หน้าอุทัยรัตน์ ณ นคร, ธวัชชัย งามศิริ, วงศ์ปฐม กมลรัตน์, สมศรี งามวงศ์ชน และ พงศ์เชฏฐ์พิชิตกุล. 2542 ก. การศึกษาความหลากหลายของ isozymes ภายในชนิดของปลาดุกอุย, Clarias macrocephalus. หน้า 587-588, ในรายงานผลการวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย. โครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย, กรุงเทพฯ.


เอกสำรอ้ำงอิง- 29 -อุทัยรัตน์ ณ นคร, พนม สอดสุข, ประจิตร วงศ์รัตน์ และ สมหมาย เจนกิจการ. 2542 ข. การศึกษาความแตกต่างระหว่างชนิดของปลาสกุล Clarias ด้วยการวิเคราะห์ isozyme. หน้า 593-602, ในรายงานผลการวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย. โครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย, กรุงเทพฯ. อุทัยรัตน์ ณ นคร, ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ, ประพันธ์ศักดิ์ศีรษะภูมิ, สุภาวดี พุ่มพวง, สุรินทร บุญอนันธนสาร, อุไร กุลบุญ, วันศุกร์ เสนานาญ, ณิชนันท์ แมคมิลแลน, ฉัตรชัย ไทยทุ่งฉิน, สาทิต ฉัตรชัยพั นธ์, อัญลักษณ์ วชิรไชยการ, ระบือศักย์ ขุมทอง,วิรุฬห์ มณีอภัย, อนุรักษ์ บุญน้อย, ประไพพรรณ ชัยวิชู, อรปราง สุทธเกียรติ,วิษณุศรีไม้และ พีระ เอี่ยมภัทรพงศ์. 2562. โค รงก า รพั นธุศ าสต ร์แล ะเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการปรับปรุงผลผลิตสัตว์น ้า: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์. ส านักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม. 108 หน้า.Falconer, D.S. and T.F.C. Mackay. 1996. Introduction to Quantitative Genetics. Longman, Essex, UK.Froese, R. and D. Pauly. 2011. Species of Clarias in FishBase. December2011 version. แหล่งที่มาhttps://en.wikipedia.org/wiki/Clarias#cite_note- fishbase-1 ค้นเมื่อ 18 เมษายน 2566.Kirpichnikov, V.S. 1981. Genetic of Fish Selection. Springer-verlag, New York, U.S.A. 410 p.Mongkolprasit, S., S. Sontirat, S. Vimollohakarn and T. Songsirikul. 1997. Checklist of Fishes in Thailand. Office of Environmental Policy and Planning, Bangkok, Thailand. 353p.Muiocha, D.A., S. Onming and U. Na-Nakorn. 2017. Growth performance, genetic diversity and morphometric traits of and introduced wildand a hatchery population of Clarias macrocephalus Günther, 1864. Journal of Fisheries and Environment 41(2): 1-19.Na-Nakorn, U., S. Chantsawang and W. Tarnchalanukit. 1994. Response to mass selection for resistance to Aeromonas hydrophila in Clarias macrocephalus. Journal of Applied Aquaculture 4(4): 65-74.Ozouf-Costaz, C., G.G. Teugels and M. Legendre. 1989. Karyological analysis of three strains of the African catfish, Clarias gariepinus(Clariidae), used in aquaculture. Aquaculture 87:271-277.


เอกสำรอ้ำงอิง- 30 -Srimai, W., S. Koonawootrittriron, W. Manee-aphai, S. Cahtchaiphan, U. Koolboon and U. Na-Nakorn. 2019. Genetic parameters and gynotype-environment interaction for growth traits of North African catfish, Clarias gariepinus (Burchell, 1822). Aquaculture 501: 104-110.Srimai, W., S. Koonawootrittriron, P. Chaivichoo, W. Manee-aphai, A. Phuonnim, U. Koolboon and U. Na-Nakorn. 2020. Selection response for growth and genetic parameters of North African catfish, Clarias gariepinus (Burchell, 1822). Aquaculture 513: 734431.Srisapoome, P., S. Cahtchaiphan, A. Bunnoy, S. Koonawootrittriron and U. Na-Nakorn. 2019. Heritability of immunity traits and disease resistance of bighead catfish, Clarias macrocephalus Günther, 1864. Fish and Shellfish Immunology 92: 209-215.Sukmanomon, S., S. Poompuang and M. Nakajima. 2003. Isolation and characterization of microsatellites in the Asian walking catfish Clarias macrocephalus. Molecular Ecology Notes 3(3): 350-351.Teugels, G.G. 1996. Taxonomy, phylogeny, and biogeography of catfishes (Ostariophysi, Siluroidei): an overview. Pp. 9-34 In Lenendre, M. and J.P. Proteau (eds.) Aquatic Living Resources 9. Hors Serie.Wachirachaikarn, A. and U. Na-Nakorn. 2019. Genetic diversity of North African catfish hatchery stocks in Thailand. Science Asia 45: 301-308.


02UNITการเพาะพันธุ์- 31 -และการเลี้ยง


ผู้เขียนนายณัฐพงค์วรรณพัฒน์วุฒิ วท.บ. (วิทยาศาสตร์ทางทะเล)ต ำแหน่ง ประมงจังหวัดชลบุรีหน่วยที่เขียน บทที่2 ตอนที่1-4- 32 -รศ. ดร. ประพันธ์ศักดิ์ศีรษะภูมิวุฒิ Ph.D. Aquatic Biosciences (Genetics and Biochemistry)ต ำแหน่ง อาจารย์คณะประมงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หน่วยที่เขียน บทที่2 ตอนที่5


ตอนที่1การเพาะพันธุ์- 33 -


เรื่องที่1 กำรเลี้ยงและกำรคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์บทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 34 - ตอนที่1 การเพาะพันธุ์ปัจจุบันเกษตรกรนิยมเลี้ยงปลำดุกอุยเทศ หรือปลำดุกลูกผสม หรือปลำดุกบิ๊กอุยที่เกิดจากการผสมระหว่างพ่อปลาดุกเทศ และแม่ปลาดุกอุย เนื่องจากมีการเจริญเติบโตที่ดีทนทานต่อโรค เลี้ยงได้ง่ายในอัตราที่หนาแน่นสูง ระยะเวลาการเลี้ยงสั้น กินอาหารได้หลากหลายชนิด รสชาติเป็นที่ต้องการของตลาด โดยฟาร์มเพาะพันธุ์ส่วนหนึ่งมีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เอง เฉพาะพ่อพันธุ์ดุกเทศ และแม่พันธุ์ดุกอุย บางฟาร์มมีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ดุกเทศ และพ่อแม่พันธุ์ดุกอุยไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์เอง เพื่อจ าหน่ายทั้งปลาดุกเทศพันธุ์แท้และปลาดุกอุยพันธุ์แท้บางฟาร์มใช้วิธีซื้อพ่อแม่พันธุ์มาส าหรับเพาะทั้งหมดโดยไม่มีการเลี้ยงเลยบางฟาร์มใช้วิธีจ าหน่ายลูกพันธุ์ดุกอุยแท้หรือลูกดุกเทศแท้ให้กับฟาร์มเลี้ยง แล้วซื้อพ่อแม่ปลาดุกอุยหรือพ่อแม่ปลาดุกเทศแท้กลับมาเพาะอีกครั้ง อย่างไรก็ตามเกษตรกรจะใช้วิธีใดก็ต้องค านึงถึงการจัดการพ่อแม่พันธุ์ตามหลักพันธุศาสตร์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผสมเลือดชิดซึ่งจะท าให้เกิดปัญหาต่อลูกพันธุ์ที่ใช้ในการเลี้ยงต่อไปกำรเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ควรเลี้ยงในบ่อดินที่มีระดับความลึกของน ้าประมาณ 1.0-1.5 เมตร โดยปล่อยในอัตรา 5-10 ตัวต่อตารางเมตร ควรมีการถ่ายเทน ้าอย่างสม ่าเสมอ เพื่อพัฒนาระบบสืบพันธุ์ของปลาให้มีไข่และน ้าเชื้อโดยเฉพาะช่วงก่อนฤดูผสมพันธุ์ประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งโดยทั่วไปปลาดุกอุย และปลาดุกเทศจะมีความสมบูรณ์เพศพร้อมผสมพันธุ์ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤศจิกายน ทั้งนี้ความสมบูรณ์เพศยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อาหารที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์อุณหภูมิน ้า อุณหภูมิอากาศ และปริมาณฝน เป็นต้น อาหารที่ใช้เลี้ยงพ่ อแม่พั นธุ์ปลาดุกส่วนใหญ่จะใช้อาหารเม็ดส าเร็จรูประดับโปรตีน ประมาณ 32-40 เปอร์เซ็นต์ และควรเสริมวิตามินและแร่ธาตุรวมประมาณ 0.3 เปอร์เซ็นต์ วิตามินอีประมาณ 0.3 เปอร์เซ็นต์ และวิตามินซีประมาณ 0.2 เปอร์เซ็นต์ (ธนาภรณ์, 2557) กำรคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ พ่อแม่พันธุ์ปลาดุกที่น ามาใช้ควรเป็นปลาที่สมบูรณ์ไม่พิการไม่บอบช ้า ไม่ควรมีขนาดอ้วนหรือผอมจนเกินไป ควรมีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ลักษณะปลาเพศเมียที่ดีสังเกตได้จากส่วนท้องจะอูมเป่ง ผนังท้องบาง ไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไป ติ่งเพศจะมีลักษณะกลมมีสีแดง หรือชมพูอมแดง ถ้าเอามือบีบเบา ๆ ที่ท้องจะมีไข่ลักษณะเป็นเม็ดกลมไหลออกมา ส่วนปลาดุกเพศผู้จะมีติ่งเพศยาวเรียวมีสีชมพูกรณีเพาะปลาดุกอุยแท้ขนาดพ่อแม่พันธุ์ปลาดุก ควรมีขนาดน ้าหนักตัวมากกว่า 200 กรัมขึ้นไป ส่วนปลาดุกเทศเพศผู้นิยมใช้ขนาดน ้าหนักตัวมากกว่า 500 กรัมขึ้นไป


เรื่องที่2 กำรผสมพันธุ์วำงไข่และกำรวำงไข่บทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 35 - ตอนที่1 การเพาะพันธุ์ปัจจุบันการผสมพันธุ์ปลาดุกเทศแท้ ปลาดุกอุยแท้ และปลาดุกอุยเทศใช้วิธีผสมเทียมโดยการรีดไข่แม่พันธุ์ผสมกับน ้าเชื้อเพศผู้ฮอร์โมนที่นิยมใช้ในการเพาะพันธุ์ปลาดุกได้แก่ฮอร์โมนสังเคราะห์ (Synthetic hormone) ได้แก่ LHRHa หรือ LRH-a มีหน่วยความเข้มข้นเป็นไมโครกรัม (µg) ซึ่งใช้ร่วมกับสารระงับการท างานของระบบการหลั่งฮอร์โมน คือ โดมเพอริโดน (Domperidone) หรือมีชื่อทางการค้าว่าโมทีเลียม (Motilium) ซึ่งมีหน่วยเป็น มิลลิกรัม (mg) ขนาดที่มีขายโดยทั่วไปคือ เม็ดละ 10 มิลลิกรัม กำรฉีดฮอร์โมนผสมเทียมปลำดุกอุยใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์โดยการฉีดแม่ปลาครั้งเดียวที่ระดับความเข้มข้น 20-30 ไมโครกรัมต่อแม่ปลาน ้าหนัก 1 กิโลกรัม ร่วมกับโดมเพอริโดนที่ระดับความเข้มข้น 5 มิลลิกรัมต่อแม่ปลาน ้าหนัก 1 กิโลกรัม หลังจากฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ ประมาณ 12-16 ชั่วโมง สามารถรีดไข่ผสมน ้าเชื้อได้(ภาพที่5)กำรฉีดฮอร์โมนผสมเทียมปลำดุกเทศใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์โดยการฉีดแม่ปลาครั้งเดียวที่ระดับความเข้มข้น 15-30 ไมโครกรัมต่อแม่ปลาน ้าหนัก 1 กิโลกรัม ร่วมกับโดมเพอริโดนที่ระดับความเข้มข้น 5 มิลลิกรัมต่อแม่ปลาน ้าหนัก 1 กิโลกรัม หลังจากฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ ประมาณ 10 ชั่วโมง สามารถรีดไข่ผสมน ้าเชื้อได้ในปลำเพศผู้ การกระตุ้นให้พ่อพันธุ์ทั้งปลาดุกอุยและปลาดุกเทศมีน ้าเชื้อมากขึ้นโดยการฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ระดับความเข้มข้น 5 ไม โครกรัมต่อพ่ อปลา น ้าหนัก 1 กิโลกรัม ร่วมกับโดมเพอริโดน 5 มิลลิกรัมต่อพ่ อปลาน ้าหนัก 1 กิโลกรัม ก่อนผ่าถุงน ้าเชื้อประมาณ 10 ชั่วโมงต ำแหน่งที่เหมำ ะสมในกำรฉีดฮอร์โมนปลำดุก คือ บริเวณกล้ามเนื้อใต้ครีบหลังส่วนต้นเหนือเส้นข้างตัว โดยใช้เข็มเบอร์ 22-24 ตามขนาดของปลา แทงเข็มเอียงท ามุมกับล าตัวประมาณ 30 องศา แทงลึกประมาณ 1 เซนติเมตร หลังจากฉีดฮอร์โมนปลาดุกแล้วขังในภาชนะที่มีระดับน ้าเพี ยงท่วมหลังพ่ อแม่พั นธุ์ปลาเท่านั้น เพราะถ้าใส่น ้ามากเกินไปปลาจะบอบช ้ามาก


บทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 36 - ตอนที่1 การเพาะพันธุ์ภำพที่ 5 | การฉีดฮอร์โมนแม่ปลาดุกอุย (ภาพโดย: อติราช ไชยค า)หลังจากฉีดฮอร์โมนครบตามก าหนดแล้ว น าแม่ปลามารีดไข่ใส่ในภาชนะผิวเรียบ (ภาพที่6) เช่น กะละมังผิวเรียบ เช็ดให้แห้งและสะอาด หลังรีดไข่ให้ปิดภาชนะเพื่อป้องกันไม่ให้น ้าเข้าไปในภาชนะใส่ไข่แล้วผ่าเอาถุงน ้าเชื้อจากพ่อปลามาล้างพร้อมท าความสะอาดเลือดและเศษเนื้อออก น ามาวางบนผ้ามุ้งเขียวแล้วขยี้ให้ละเอียดพร้อมกับเทน ้าเกลือเข้มข้นประมาณ 0.7% หรือน ้าสะอาด ลงบนผ้ามุ้งเขียวที่ขยี้ถุงน ้าเชื้อให้น ้าไหลผ่านเพื่อให้น ้าเชื้อลงไปผสมกับไข่ (ภาพที่7) ผสมไข่กับน ้าเชื้อให้เข้ากันโดยการคนเบา ๆ ด้วยขนไก่ประมาณ1-2 นาที (ภาพที่8) จึงน าไข่ที่ได้รับการผสมแล้วไปล้างน ้าสะอาด 1 ครั้งแล้วน าไปฟกัน ้าเชื้อจากปลาเพศผู้หนึ่งตัวที่สมบูรณ์สามารถผสมกับไข่ที่ได้จากการรีดปลาเพศเมียประมาณ 10 ตัวกำรเตรียมน ้ำส ำหรับฟกั ไข่เป็นอีกขั้นตอนที่มีความส าคัญ เนื่องจากหากสภาพน ้าไม่เหมาะสมแล้วอาจเกิดปัญหาไข่เสียจากการติดเชื้อรา โดยก่อนเพาะปลาดุกควรเตรียมน ้าด้วยคลอรีนผง หรือแคลเซียมไฮโปคลอไรท์ (Calcium Hypochlorite ; Ca(OCl)2) ในอัตรา 10-30 ppm เปิดระบบเติมอากาศทิ้งไว้5-7 วัน หรือจนกว่าคลอรีนจะสลายตัว โดยตรวจสอบการสลายตัวของคลอรีนด้วยชุดทดสอบคลอรีนภาคสนาม จึงน าน ้าไปใช้นอกจากนี้อุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะปลาและฟกั ไข่ควรฆ่าเชื้อด้วยด่างทับทิม (Potassium permanganate, KMnO4)ในอัตรา 20-25 ppm แช่นาน 24 ชั่วโมงไข่ปลาดุกอุยที่สมบูรณ์ควรมีลักษณะกลมสีน ้าตาลเข้ม ส่วนไข่ของปลาดุกเทศที่สมบูรณ์ควรมีลักษณะกลมสีเขียวเข้ม น าไข่ปลาดุกที่ได้รับการผสมกับน ้าเชื้อแล้วไปฟกั โดยโรยไข่บนผ้ามุ้งเขียวเบอร์ 20 ที่ขึงตึงในระดับต ่ากว่าผิวน ้าประมาณ 5-10 เซนติเมตร โดยระดับน ้าในบ่อที่ขึงผ้ามุ้งเขียวนั้นมีระดับน ้าลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร (ภาพที่9) เปิดน ้าไหลผ่านตลอดเวลาและควรมีเครื่องเพิ่มอากาศใส่ไว้ในบ่อฟกั ไข่ปลาด้วยโดยเปิดให้เหมาะสมไม่ให้แรงจนท าให้ไข่ฟุง้ ได้ ไข่ปลาดุกที่ได้รับการผสมจะพัฒนาและฟกัเป็นตัวโดยใช้เวลา


ประมาณ 21-26 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิของน ้า 28-30 องศาเซลเซียส ลูกปลาดุกที่ฟกัออกเป็นตัวจะหลุดลอดตาของมุ้งเขียวลงสู่พื้นก้นบ่อด้านล่าง หลังจากลูกปลาหลุดลอดลงสู่พื้นก้นบ่อหมดแล้วจึงย้ายผ้ามุ้งเขียวที่ใช้ฟกั ไข่ออกจากบ่อฟกัจะใช้เวลา 6-8 ชั่วโมง ลูกปลาจะค่อย ๆพัฒนาเจริญขึ้นเป็นล าดับจนมีอายุประมาณ 48 ชั่วโมง จึงเริ่มกินอาหาร บ่อเพาะฟกั ลูกปลาดุกควรมีหลังคาปกคลุมป้องกันแสงแดดและน ้าฝนได้แม่ปลาขนาดประมาณ 1 กิโลกรัมจะได้ลูกปลาประมาณ 5,000-20,000 ตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ขนาดและความสมบูรณ์ของแม่ปลาบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 37 - ตอนที่1 การเพาะพันธุ์ภำพที่ 6 | การรีดไข่แม่ปลาดุกอุย (ภาพโดย: เทวัฒน์ สุขเกษม)ภำพที่ 7 | การผ่าถุงน ้าเชื้อพ่อปลาดุกเทศ (ภาพโดย: เทวัฒน์ สุขเกษม)


ภำพที่ 8 | การผสมไข่กับน ้าเชื้อ (ภาพโดย: เทวัฒน์ สุขเกษม)บทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 38 - ตอนที่1 การเพาะพันธุ์ภำพที่ 9 | การโรยไข่บนผ้ามุ้งเขียวส าหรับฟักไข่ (ภาพโดย: เทวัฒน์ สุขเกษม)


ตอนที่2การอนุบาล- 39 -


เรื่องที่1 กำรพัฒนำระยะต่ำง ๆไข่ปลาดุกอุยเทศที่ได้รับการผสมจะพัฒนาและฟกัเป็นตัวโดยใช้เวลาประมาณ 20-26 ชั่วโมง ลูกปลาฟกัเป็นตัวระยะเวลา 1 วัน ที่อุณหภูมิของน ้า 28-30 องศาเซลเซียส และพัฒนาเจริญขึ้นเป็นล าดับจนมีอายุประมาณ 48 ชั่วโมง จึงเริ่มกินอาหาร โดยมีพัฒนาการที่ส าคัญของปลาดุกอุยและปลาดุกเทศ ดังนี้(อภิชาติ และสิริวรรณ, 2551)พัฒนำกำรของลูกปลำดุกเทศ อายุ 1 วัน มีขนาดความยาว 5.48 มิลลิเมตร ล าตัวเรียวยาว มีถุงอาหารส ารองรูปร่างรีอยู่ที่ด้านท้องติดกับส่วนหัว และส่วนหัวก าลังจะแยกจากถุงอาหารส ารอง อายุ 2 วัน มีขนาดความยาว 6.04 มิลลิเมตร ถุงอาหารส ารองลดขนาดลงอย่างเด่นชัด ตามีขนาดใหญ่ขึ้น มีหนวด 3 คู่ ปากเริ่มเปิดอายุ 3 วัน ขนาดยาว 7.78 มิลลิเมตร ท่อทางเดินอาหารพัฒนามากขึ้น กระดูกขากรรไกรพัฒนาชัดเจนบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 40 - ตอนที่2 การอนุบาลพัฒนำกำรของลูกปลำดุกอุย อายุ 12 ชั่วโมง ขนาดความยาว 4.32 มิลลิเมตร ล าตัวเรียวยาว ถุงอาหารส ารองรูปกลมค่อนข้างใหญ่อยู่ที่ด้านท้องติดกับส่วนหัวส่วนหัวยังไม่แยกออกจากถุงอาหาร อายุ 1 วัน ความยาว 4.8 มิลลิเมตร ตาเริ่มปรากฏชัดขึ้น ส่วนหัวแยกออกจากถุงอาหารส ารองแล้ว ปากเริ่มมีการพัฒนาให้เห็นต าแหน่งของปาก อายุ 2 วัน ขนาดความยาว 5.16 มิลลิเมตร ลูกตามีจุดสีด ามาสะสม ปากเริ่มเปิด อายุ 3 วัน ขนาดความยาว 5.82 มิลลิเมตร ทางเดินอาหารมีการพัฒนามากขึ้นถุงอาหารส ารองขนาดลดลงกว่าเดิมอายุ 5 วัน ขนาดความยาว 7.61 มิลลิเมตร ขากรรไกรและทางเดินอาหารมีการพัฒนาจนสมบูรณ์ ถุงอาหารส ารองถูกใช้จนหมดเรื่องที่2 กำรเตรียมอำหำรและกำรให้อำหำรในแต่ละช่วงวัยหลังจากถุงอาหารส ารองที่ติดอยู่หน้าท้องลูกปลา (yolk sac) เริ่มยุบ ให้อาหารลูกปลาด้วยไรแดงมีชีวิตจนเกินพอวันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 1-7 วัน โดยน าไรแดงมาล้างด้วยน ้าสะอาด และแช่ในสารละลายด่างทับทิมความเข้มข้น 100-150 ppm เป็นเวลา 3-5 นาทีเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจติดมากับไรแดง และล้างด้วยน ้าสะอาดก่อนน าไปอนุบาล หลังจากนั้นให้อาหารผงส าหรับลูกปลาวัยอ่อนโปรตีนประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์โดยป้ันเป็นก้อนวางไว้บนพื้นวันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้าและบ่าย ในปริมาณที่ปลากินหมด จนลูกปลามีอายุประมาณ 15 วัน จะมีขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร จากนั้นจึงให้อาหารปลา วัยอ่อนชนิดเม็ด ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 มิลลิเมตร จนลูกปลามีอายุประมาณ 30 วัน จะมีขนาดประมาณ 3-5 เซนติเมตร


เรื่องที่3 กำรอนุบำลในบ่อซีเมนต์/กำรอนุบำลในบ่อดินกำรอนุบำลบ่อซีเมนต์ การอนุบาลลูกปลาดุกในบ่อซีเมนต์ สามารถดูแลรักษาได้ง่าย ทั้งในการดูดตะกอนเปลี่ยนถ่ายน ้า และสังเกตอาหารที่เหลือ ขนาดของบ่อซีเมนต์ควรมีขนาดประมาณ 2-5 ตารางเมตร ระดับความลึกของน ้าที่ใช้อนุบาลลึกประมาณ 15-30 เซนติเมตร การอนุบาลลูกปลาดุกที่มีขนาดเล็ก (อายุ 3 วัน) ระยะแรกควรใส่น ้าในบ่ออนุบาลลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร เมื่อลูกปลามีขนาดใหญ่ขึ้นจึงค่อย ๆ เพิ่มระดับน ้าให้สูงขึ้นการอนุบาลให้ลูกปลาดุกมีขนาด 2-3 เซนติเมตรจะใช้เวลาประมาณ 10-14 วัน น ้าที่ใช้ในการอนุบาลจะต้องเปลี่ยนถ่ายทุกวัน เพื่อเร่งให้ลูกปลาดุกกินอาหารและมีการเจริญเติบโตดีอีกทั้งเป็นการป้องกันการเน่าเสียของน ้าด้วย การอนุบาลลูกปลาดุกจะปล่อยในอัตรา3,000-5,000 ตัวต่อตารางเมตร และอาหารที่ใช้คือ ไรแดงในช่วง 1 -7 วันแล ะอาหารผงส าเร็จรูป ในร ะย ะถัด ไป บทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 41 - ตอนที่2 การอนุบาลกำรอนุบำลในบ่อดิน มีข้อดีคือโตเร็ว มีอาหารธรรมชาติต้นทุนต ่า แต่การดูแลรักษายากกว่าบ่อซีเมนต์ หากเตรียมบ่อและจัดการระหว่างการอนุบาลไม่เหมาะสมจะท าให้อัตรารอดค่อนข้างต ่า บ่อดินที่ใช้อนุบาลลูกปลาดุกควรมีขนาด 200-800 ตารางเมตร เตรียมบ่อโดยระบายน ้าออกให้แห้งท าการปรับปรุงโดยเฉพาะที่พื้นบ่อ คันบ่อ ก าจัดวัชพืชและศัตรูปลาใส่ปูนขาวโดยโรยให้ทั่วบ่อ อัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ตากบ่อทิ้งไว้5-7 วัน เตรียมน ้าเขียวโดยใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่แล้วสูบน ้าเข้าบ่อโดยผ่านถุงกรองให้น ้าลึกประมาณ 50-70 เซนติเมตร ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน เติมไรแดงในบ่อแล้วจึงปล่อยลูกปลาในอัตรา 300-500 ตัวต่อตารางเมตร จากนั้นทยอยเพิ่มน ้าเข้าบ่อจนได้ระดับความลึก 1-1.5 เมตร การอนุบาลลูกปลาให้เติบโตได้ขนาด 3-4 เซนติเมตร ใช้เวลาประมาณ 14 วัน


ตอนที่3การเลี้ยง- 42 -


Click to View FlipBook Version