The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเพาะเลี้ยงปลาดุก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by อติพล กิมาวะหา, 2026-01-14 01:39:16

การเพาะเลี้ยงปลาดุก

การเพาะเลี้ยงปลาดุก

เรื่องที่1 กำรคัดเลือกลูกพันธุ์ ควรพิจารณาซื้อลูกพันธุ์จากฟาร์มที่เชื่อถือได้เช่น ฟาร์มเพาะพันธุ์ที่ได้รับการรับ ร อ ง ม าต ร ฐ า น ก า ร ปฏิ บัติ ท า งก า รเพาะเลี้ยงสัตว์น ้าที่ดีหรือ จีเอพี (Good Aquaculture Practices; GAP) หรือจากฟาร์มเพาะพั นธุ์หรือแหล่งรวบรวมลูกพันธุ์ที่มีระบบการจัดการที่ดีโดยพิจารณาถึงคุณภาพลูกพันธุ์ตามลักษณะที่สังเกตได้ เช่น มีอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่พิการ ล าตัวไม่คดงอ ไม่มีสีซีด หรือด าผิดปกติ หนวด หาง ครีบครบถ้วนไม่กร่อน ไม่มีรอยโรค เช่น เป็นรอยด่าง ช ้าเลือดหรือมีแผลบริเวณล าตัว การว่ายน ้าและการทรงตัวปกติไม่ลอยหัวตั้ง เป็นต้นบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 43 - ตอนที่3 การเลี้ยงเรื่องที่2 กำรล ำเลียงและกำรขนส่งลูกพันธุ์ในการล าเลียงลูกปลาเพื่อน ามาเลี้ยงควรติดต่อฟาร์มเพาะพันธุ์ล่วงหน้าเพื่อให้ทราบรายละเอียดต่าง ๆ โดยเฉพาะเวลา ในกา ร รับพันธุ์ปลา ในบางครั้งเกษตรกรอาจประสบปัญหาต้องรอเป็นระยะเวลานานในการซื้อพันธุ์ปลาซึ่งอาจท าให้ส่งผลถึงเวลาในการขนส่งล าเลียงพันธุ์ปลามายังบ่อเลี้ยง ในกรณีที่ต้องขนส่งระยะไกลอาจเปลี่ยนเป็นการขนส่งในเวลากลางคืน โดยในการล าเลียงควรควบคุมอุณหภูมิน ้าในถุงปลาให้อยู่ในช่วง 23-28 องศาเซลเซียส (กรมประมง, ม.ป.ป.) ในกรณีที่มีจ านวนไม่มากนักนิยมน าถุงบรรจุพั นธุ์ปลาไว้ในห้องโดยสารปรับอากาศในรถยนต์ ส าหรับวิธีการลดอุณหภูมิในถุงบรรจุพั นธุ์ปลา ได้แก่ การล าเลียงโดยใช้รถยนต์มีหลังคา ล าเลียง โดยรถยนต์บรรทุกที่มีการใช้วัสดุเก็บรักษาความเย็นเช่น ผ้านวม กระสอบ รองพื้นกระบะและรอบถุงบรรจุพันธุ์ปลา โดยรดน ้าให้ชุ่มหรือใส่น ้าแข็งให้กระจายให้ทั่วบริเวณวัสดุกันความร้อนหลังจากขนส่งล าเลียงลูกปลาถึงบ่อแล้วควรตรวจสอบความแข็งแรงของพันธุ์ปลาอีกครั้ง โดยก่อนปล่อยควรปรับอุณหภูมิภ าย ในถุง ให้ ใกล้เคียงกันกับภายนอกถุง โดยลอยถุงปลา ไว้ ในบ่อ ประมาณ 15-20 นาทีแล้วเปิดปากถุงให้น ้าในบ่อปลา ไหลเข้า ไปในถุงเพื่อปรับให้คุณสมบัติของน ้าภายในและภายนอกถุงใกล้เคียงกัน แล้วจึงปล่อยปลาให้ว่ายออกจากถุง


เรื่องที่3 รูปแบบกำรเลี้ยงการเลี้ยงปลาดุกลูกผสมอุยเทศเพื่อให้ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการนั้นสามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์1. กำรเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ส่วนใหญ่การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์จะเป็นการเลี้ยงในลักษณะบริโภคในครัวเรือนในพื้นที่ที่ห่างไกลจากแหล่งผลิตหรือตลาดจ าหน่ายปลาดุก บ่อมีขนาดเล็กประมาณ 2-10 ตารางเมตร เมื่อเริ่มเลี้ยงบ่อซีเมนต์ใหม่ต้องปรับสภาพบ่อก่อน โดยใส่น ้าให้เต็มบ่อ ใส่หยวกกล้วยสับลงไป แช่ทิ้งไว้2 สัปดาห์เพื่อลดความเป็นด่างของปูน จากนั้นล้างบ่อให้สะอาด แล้วตากบ่อให้แห้ง บ่อซีเมนต์เก่าล้างท าความสะอาดแล้วตากบ่อให้แห้ง ปล่อยลูกปลาขนาด 5-7 เซนติเมตร ในอัตรา 50-100 ตัวต่อตารางเมตร น ้าลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร เมื่อลูกปลาเติบโตขึ้นค่อย ๆเพิ่มระดับน ้าให้สูงขึ้นตามล าดับโดยเพิ่มระดับน ้าประมาณสัปดาห์ละ 5 เซนติเมตร จนได้ระดับประมาณ 50 เซนติเมตร อาหารที่ให้ใช้อาหารส าเร็จรูปจนปลากินอิ่มวันละ 2 ครั้ง โดยหมั่นสังเกตการกินอาหารของปลาอย่าให้เหลือ เปลี่ยนถ่ายน ้าทุก 3-5 วัน หรือดูตามสภาพและสีของน ้า โดยในการเปลี่ยนถ่ายน ้าจะไม่ถ่ายน ้าออกทั้งหมด ประมาณ 30-50 เปอร์เซ็นต์ของน ้าที่เลี้ยง ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 90 วัน ปลาจะเติบโตได้ขนาดประมาณ 100-200 กรัมต่อตัว2. กำรเลี้ยงในบ่อดิน เตรียมบ่อโดยระบายน ้าออกให้แห้ง ท าการปรับปรุงโดยเฉพาะที่พื้นบ่อคันบ่อ ก าจัดวัชพืชและศัตรูปลาใส่ปูนขาวโดยโรยให้ทั่วบ่อ อัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ ตากบ่อทิ้งไว้5-7 วัน กรณีบ่อใหม่หรือบ่อที่มีอาหารธรรมชาติน้อยใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วสูบน ้าเข้าบ่อโดยผ่านถุงกรองให้น ้าลึกประมาณ 40-60 เซนติเมตร ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน กรณีเป็นบ่อเก่าซึ่งเลี้ยงปลามานานแล้วไม่จ าเป็นต้องสร้างอาหารธรรมชาติเนื่องจากมีอินทรีย์สารที่สะสมอยู่ในปริมาณที่มาก ควรปล่อยปลาขนาด 3 เซนติเมตรขึ้นไป ซึ่งเป็นปลาที่สามารถกินอาหารปลาดุกวัยอ่อนชนิดเม็ดได้แล้ว หากได้ลูกปลาที่เล็กกว่านั้นควรผสมน ้าในอาหารให้นิ่มก่อนให้หรือให้อาหารชนิดผงป้ันเป็นก้อนเพื่อให้ปลาสะดวกต่อการย่อย โดยปล่อยลูกปลาในอัตราประมาณ 50-70 ตัวต่อตารางเมตร เมื่อลูกปลาเจริญเติบโตขึ้นในเดือนแรกเพิ่มระดับน ้าสูงประมาณ 60-70 เซนติเมตร และทยอยเพิ่มระดับน ้าให้สูงขึ้นสัปดาห์ละประมาณ 10-15 เซนติเมตร จนระดับน ้าในบ่อมีความลึก 1.00-1.50 เมตร เริ่มเปลี่ยนถ่ายน ้าเมื่อการเลี้ยงผ่านไปประมาณ 1-2 เดือน ประมาณ 20-30% ของน ้าทุก 1-2 สัปดาห์หรือมากกว่านั้นโดยสังเกตตามสภาพของน ้า เช่น กลิ่นของน ้า สีของน ้า แม้ว่าปลาดุกจะเป็นปลาที่ทนต่อสภาพแวดล้อมในสภาพต่าง ๆ ได้สูง แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงควรมีอุปกรณ์วัดคุณสมบัติน ้าภาคสนาม (Test Kit) ซึ่งมีราคาไม่สูงเพื่อตรวจสอบอยู่เป็นประจ าในรายการที่ส าคัญ เช่น ค่าปริมาณออกซิเจนที่ละลายน ้า ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง นอกจากนี้ควรมีอุปกรณ์ส ารอง เช่น เครื่องสูบน ้าส าหรับสูบพ่นน ้า อุปกรณ์เติมอากาศ กรณีฉุกเฉิน หรือสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยการเลี้ยงในบ่อดินมีผลผลิตประมาณ 10-14 ตันต่อไร่ อัตรารอดตายประมาณ 40-70 %บทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 44 - ตอนที่3 การเลี้ยง


ตอนที่4อาหารและการให้อาหาร- 45 -


ตอนที่4 อำหำรและกำรให้อำหำรการให้อาหารปลาดุกในปัจจุบันนิยมใช้อาหารเม็ดส าเร็จรูป ซึ่งมีการพัฒนาสูตรอาหารให้เหมาะสมกับปลาดุกทุกขนาดตั้งแต่วัยอ่อนจนถึงขนาดตลาด ดังนี้อำหำรปลำดุกวัยอ่อนอำยุไม่เกิน 15 วัน หรือขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร นิยมใช้อาหารชนิดผงระดับโปรตีนประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ อำหำรปลำดุกเล็กพิ เศษอำยุ 16-30 วัน หรือขนาด 3-5 เซนติเมตร นิยมใช้อาหารเม็ดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 มิลลิเมตร ระดับโปรตีน ประมาณ 35-40 เปอร์เซ็นต์ อำหำรปลำดุกเล็กอำยุ 30-45 วัน หรือขนาด 5 เซนติเมตรขึ้นไป นิยมใช้อาหารเม็ดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 4.3 มิลลิเมตร ระดับโปรตีน ประมาณ 30-35 เปอร์เซ็นต์อำหำรปลำดุกกลำงอำยุ 1.5-3 เดือน นิยมใช้อาหารเม็ดระดับโปรตีน ประมาณ 28-32เปอร์เซ็นต์อำหำรปลำดุกใหญ่อำยุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป นิยมใช้อาหารเม็ดระดับโปรตีน ประมาณ 24-30 เปอร์เซ็นต์การให้อาหารควรให้ปลากินวันละ 2 ครั้ง หว่านให้ทั่วบ่อในปริมาณตามที่ปลากินพอดีอิ่มวิธีนี้จะใช้สังเกตการกินอาหารของปลา ปกติแล้วปลาจะกินอาหารอิ่มและหมดในเวลาประมาณ5-15 นาทีหลังจากนั้นปลาจะกินน้อยลงและไม่กินในที่สุด เมื่อเลี้ยงปลาได้ประมาณ 3-4 เดือน ปลาจะมีขนาดประมาณ 200-400 กรัมต่อตัวนอกจากอาหารเม็ดส าเร็จรูปแล้วเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาดุกนิยมใช้อาหารสมทบเพื่อลดต้นทุนได้แก่ โครงกระดูกไก่ หัวไก่ ใส่ไก่ เศษปลา โครงกระดูกหมู เศษอาหาร เป็นต้น โดยน ามาบดเลี้ยงปลาเสริมในช่วงอายุตั้งแต่ 1-1.5 เดือนเป็นต้นไป เพื่อลดต้นทุนในการผลิตข้อควรระวัง การให้อาหารแต่ละครั้งไม่ควรให้มากเกินไป ควรให้เพียงพอต่อความต้องการของปลาเท่านั้น โดยการสังเกตการกินอาหารของปลา การให้อาหารมากเกินไปจะท าให้สิ้นเปลือง คุณภาพน ้าไม่เหมาะสมจนเกิดอันตรายต่อปลาได้นอกจากนี้ปลาจะกินอาหารน้อยลง เมื่อออกซิเจนต ่า อุณหภูมิต ่าหรือสูงเกินไป โดยต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมการกินอาหาร หากมีปลาป่วยหรือเครียดจากสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงควรลดอาหารลงหรืองดให้อาหารจนกว่าปลาจะอยู่ในสภาพปกติบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 46 - ตอนที่4 อาหารและการให้อาหาร


ตอนที่5โรคและการควบคุม - 47 -


ตอนที่5 โรคและกำรควบคุม อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลาดุกของประเทศไทย เป็นอุตสาหกรรมที่มีความส าคัญทั้งต่อภาคเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงปลาดุกลูกผสมบิ๊กอุยนั้นถือเป็นชนิดหลักที่มีผลผลิตมากกว่า 80% ของผลผลิตปลาดุกทั้งหมด จากผลผลิตมวลรวมอยู่ในช่วง 100,000-120,000 ตันต่อปีซึ่งเมื่อพิจารณาจากสัตว์น ้าจืดเศรษฐกิจทั้งหมดแล้วถือว่าเป็นอันดับ 2 รองจากการเพาะเลี้ยงปลานิลที่มีผลผลิตประมาณ 200,000 ตันต่อปี และส่วนใหญ่มีการบริโภคภายในประเทศเป็นหลักคิดเป็น 95% ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาดุกภายในประเทศส่วนใหญ่มีการเลี้ยงแบบพัฒนาที่ปล่อยลูกปลาในอัตราที่หนาแน่นสูงต่อพื้นที่และมีการให้อาหารที่มากไปทั้งปริมาณและคุณภาพ โดยส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงในบ่อดินขนาดตั้งแต่ 400-1,600 ตารางเมตร ถึงแม้ว่าปลาดุกจะเป็นปลาที่มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและสามารถด ารงชีวิตอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการด ารงชีวิตของสัตว์น ้าทั่วไป เช่น สภาพที่มีก๊าซออกซิเจนที่ละลายในน ้าต ่าและมีปริมาณแอมโมเนียที่ละลายในน ้าสูง อย่างไรก็ตามในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลาดุกของประเทศได้ประสบปัญหาการสูญเสียหรือการตายของปลาเป็นจ านวนมากอันเป็นผลมาจากการเกิดโรคระบาด ทั้งในปลาขนาดเล็กในโรงเพาะและอนุบาลไปจนถึงปลาขนาดใหญ่ที่เลี้ยงในบ่อดิน นอกจากนี้ผลของการขาดการปรับปรุงพันธุ์และใช้พ่อแม่พันธุ์ที่ไม่มีคุณภาพ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศตามธรรมชาติที่เริ่มจะรุนแรงมากขึ้น ซึ่งมีส่วนส่งเสริมท าให้คุณภาพน ้าทั้งเคมีชีวภาพและกายภาพ เปลี่ยนแปลงในช่วงกว้างและบ่อยครั้งเป็นสาเหตุที่ท าให้สิ่งแวดล้อมในบ่อเลี้ยงและสภาพการเลี้ยงไม่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยท าให้ปลาเกิดความเครียดและอ่อนแอ ยอมรับเชื้อโรคได้ง่ายส่งผลท าให้ปลาเกิดโรคได้ง่ายอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน โดยโรคที่ส าคัญได้แก่บทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 48 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม


เรื่องที่1 โรคที่มีสำเหตุมำจำกปรสิตภำยนอกในอุตสาหกรรมการเลี้ยงปลาดุกนั้นจะพบว่ามีปรสิตภายนอกที่ท าอันตรายต่อป ล า ห ล า ย ช นิ ด โ ด ย ส่ ว น ใ หญ่ ป ร สิ ตภายนอกเหล่านี้จะเข้าเกาะในบริเวณเหงือกผิวหนังและครีบ ท าให้ปลาเกิดความระคายเคืองเกิดบาดแผล ส่วนพวกที่เกาะบริเวณเหงือกจะท าให้มีผลต่อระบบการแลกเปลี่ยนก๊าซท าให้ปลาดุกเกิดปัญหาขาดออกซิเจนได้โดยปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาตุ้ม ปลาเซนต์หรือปลานิ้วในบ่อเพาะหรืออนุบาลจะได้รับผลกร ะทบมากกว่าปลาขนาด ใหญ่ แล ะเสียหายบ่อยครั้งมากกว่า ซึ่งชนิดของปรสิตภายนอกที่พบสร้างความเสียหายในปลาดุก มีดังนี้1.1 โปรโตซัว (Protozoa)1.1.1 สำเหตุ ปรสิตในกลุ่มนี้จะสร้างความเสียหายในลูกปลาดุกมากกว่าปลาขนาดใหญ่ ชนิดของโปรโตซัวที่พบบ่อยเหมือนกับที่สร้างความเสียหายในการเพาะเลี้ยงปลาน ้าจืดโดยทั่วไป ซึ่งได้แก่ โปรโตซัวในสกุล Trichodina, Ichthyophthirius multifilis,Epistylis, Scyphidia, Apiosoma และ Ichtyobodo เป็นต้น แต่ชนิดที่พบบ่อยครั้งมากที่สุด คือ Trichodina, Ichthyophthiriusmultifilis และ Epistylis (ภาพที่10) ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคในปลาดุกมากที่สุดซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มของโปรโตซัวที่มีโครงสร้างพิเศษที่มีลักษณะเป็นขนเส้นเล็ก ๆ ที่ใช้ในการเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหวที่เรียกว่า “Cilia” จึงถูกจัดอยู่ ในกลุ่ม “CIliated protozoa” โดยปรสิตเหล่านี้จะอาศัยพื้นที่ผิวนอกตัวปลาเป็นแหล่งยึดเกาะในการด ารงชีวิตและหาอาหาร ถ้าเกิดในปลาขนาดเล็กแล้วจะพบความเสียหายรุนแรงมากกว่าปลาขนาดใหญ่เนื่องจากปลาขนาดเล็กบอบบางและอ่อนไหวต่อการติดเชื้อปรสิตภายนอกมากกว่าปลาขนาดใหญ่นอกจากนี้เนื่องจากปลาดุกเป็นปลาที่ไม่มีเกล็ดจึงส่งผลให้การติดเชื้อปรสิตภายนอกเหล่านี้เกิดขึ้นได้เร็วและรุนแรงกว่าปลาที่มีเกล็ดโดยทั่วไปบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 49 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม A BCภำพที่10 | ปรสิตภายนอกในกลุ่มโปรโตซัวชนิดTrichodina (เห็บระฆัง) (A) Ichthyophthirius multifilis (B) Epistylis (C) ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคที่เกิดจากปรสิตภายนอกในปลาดุก


1.1.2 อ ำ ก ำ ร โ ป ร โ ตซั วเหล่านี้สามารถท าให้เกิดความร าคาญในปลาดุกได้ทุกขนาด แต่อาการจะรุนแรงมากในปลาขนาดเล็ก เนื่องจากการเกิดกร่อนของผิวหนังหรือเนื้อเยื่อที่ปกคลุมร่างกายซึ่งจะพบได้ในบริเวณที่ปรสิตเหล่านี้ยึดเกาะ ลูกปลาจะแสดงอาการระคายเคืองในขณะว่ายน ้าจะถูล าตัวกับข้างบ่อหรือวัตถุในน ้า ท าให้ผิวหนังเป็นแผลและถลอกส่งผลให้เชื้อโรคชนิดอื่น เช่น เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย รวมทั้งเชื้อราที่สามารถท าให้เกิดการติดเชื้อแบบซ ้าเติม(Secoundary infection) ได้บ่อยครั้งเมื่อโปรโตซัวเหล่านี้เข้ายึดเกาะตามพื้นที่ผิวโดยเฉพาะผิวหนังครีบและเหงือกของปลา จะท าให้ปลามีบาดแผลตกเลือดถ้ามีปริมาณมาก ๆ ที่เหงือกจะท าให้เนื้อเยื่อเหงือกตายและขัดขวางการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุในน ้าและก๊ า ซ ต่ า ง ๆ ใ น ก ร ะ บ ว น ก า ร ห า ย ใ จ มีประสิทธิภาพลดลง ท าให้ปลาขนาดเล็กเครียดง่าย กินอาหารลดลง อัตราการเจริญเติบโตต ่า และเมื่อติดเชื้อเหล่านี้นาน ๆปลาจะเริ่มผอม หัวโต ตัวลีบ มีสีด าคล ้าว่ายน ้าเอื่อย ๆ ที่ผิวน ้าและเริ่มทยอยตายเป็นระยะ ๆ ถ้ามีการระบาดในอัตราที่สูงจะท า ให้อัตราการตายขยับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้าเป็นปลาขนาดใหญ่ส่วนใหญ่จะท าให้ปลาระคายเคืองว่ายน ้าผิดปกติเอาตัวไปถูกับวัสดุที่แข็ง อัตราการตายจะน้อยมาก อย่างไรก็ตามเมื่อมีการแพร่ระบาดของปรสิตกลุ่มนี้มาก ๆ มักจะท าให้ปลาเกิดบาดแผลและท าให้เชื้อโรคชนิดต่าง ๆเช่น แบคทีเรียหรือเชื้อราเข้าเกาะตัวปลา และเป็นสาเหตุของการเกิดการติดเชื้อชนิดอื่นตามมาได้(ภาพที่11)บทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 50 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม ภำพที่11 | อาการของปลาดุกวัยอ่อนที่ติดเชื้อปรสิตภายนอก โปรโตซัวชนิด Trichodina (เห็บระฆัง) ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคที่เกิดจากปรสิตภายนอกในปลาดุกวัยอ่อนในส่วนของการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากปรสิตโปรโตซัวชนิด IchthyophthiriusMultifilis จะมีลักษณะที่ค่อนข้างเฉพาะเนื่องจากภายหลังจากการลงเกาะเนื้อเยื่อที่ปกคลุมร่างกายแล้ว โปรโตซัวชนิดนี้จะชอนไชเนื้อเยื่อบนพื้นผิวจนท าให้ปลาเกิดการระคายเคืองและพยายามปลดปล่อยเมือกออกมาปกคลุมจนเกิดเป็นเม็ดสีขาวขุ่น จนเป็นที่มาของโรคที่เกษตรกรรู้จักกันเป็นอย่ างดีว่ า “โ รคจุดข ำว ห รือ อิ๊ค(Ich)” (ภาพที่12) และเมื่ออยู่ในสภาพที่เหมาะสมปรสิตชนิดนี้จะเพิ่มจ านวนขึ้นอย่างรวดเร็วและเคลื่อนที่ไปเกาะบริเวณอื่น ๆ จนเกิดจุดขาวปกคลุมตามร่างกาย


1.1.3 สำเหตุโน้มน ำ โดยทั่วไปสาเหตุโน้มน าที่ส าคัญของการเกิดโรคปรสิตเหล่านี้ในปลา คือ การส่งผ่านเชื้อโรคมาจากภายนอกโดยเฉพาะทางอาหาร ซึ่งพบว่าการใช้อาหารมีชีวิตโดยเฉพาะไรแดงที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อหรือลดการปนเป้ือนก่อนการน ามาให้ลูกปลา จะเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคปรสิตภายนอกในกลุ่มนี้ในลูกปลาดุกนอกจากนี้สภาพการเลี้ยงหรืออนุบาลที่หนาแน่นและมีปริมาณสารอินทรีย์ในน ้าปริมาณสูง จะท าให้การแพร่ระบาดของโรคเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นภำพที่12 | อาการของปลาดุกวัยอ่อนที่ติดเชื้อโปรโตซัวชนิด Ichthyophthirius multifilisที่เรียกว่า“โรคจุดขำว หรือ อิ๊ค (Ich)” ในปลาดุกวัยอ่อนบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 51 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม โดยปริมาณสารอินทรีย์ที่เพิ่มสูงขึ้นจะเป็นแหล่งอาหารทั้งทางตรงและทางอ้อมให้โปรโตซัวเหล่านี้ใช้ในการเจริญเติบโตและเพิ่มจ านวน และยังเพิ่มปริมาณแบคทีเรียในน ้าซึ่งจะเป็นอาหารที่ส าคัญของโปรโตซัวกลุ่มนี้ได้เช่นกัน ดังนั้น หากมีการเลี้ยงปลาในอัตราที่หนาแน่นสูงและมีการให้อาหารที่มากไปทั้งปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนการจัดการคุณภาพน ้าที่ไม่มีประสิทธิภาพจะส่งผลท าให้อัตราการเกิดโรคและความรุนแรงของโรคเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว


1.1.4 กำรป้องกันและรักษำกำรป้องกัน การป้องกันโรคที่เกิดจ าก โป ร โตซั วเหล่านี้ที่ดีที่สุด คือการควบคุมคุณภาพน ้าและสารอินทรีย์ภายในบ่อเลี้ยง โดยเฉพาะในปลาขนาดเล็กที่น ามาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ก่อนการล าเลียงขนส่งหากมีความจ าเป็นต้องพั กปลาไว้ในอัตรา ที่หนาแน่นสูง ต้องควบคุมคุณภาพน ้าและปริมาณสารอินทรีย์ในน ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และควรแช่ลูกปลาด้วย สารเคมีบางชนิด เช่น ฟอร์มาลิน 25 ส่วนในล้านส่วน (25 ซีซีต่อน ้า 1 ลูกบาศก์เมตร) หรือใช้เกลือแกงในอัตรา 0.01% (0.1 กิโลกรัมต่อน ้า 1 ลูกบาศก์เมตร) และให้อากาศอย่างเต็มที่และต้องระวังอย่าให้มวลน ้าเกิดการเคลื่อนที่อย่างรุนแรง ซึ่งจะท าให้ปลามีอัตราการเกิดโรคที่เร็วขึ้นนอกจากนี้การลดการปนเป้ือนของเชื้อก่อโรคในอาหารมีชีวิต เช่น การแช่ไรแดงโด ย ใ ช้ด่ า ง ทับ ทิ ม (KMnO4) ใ น อัต ร า 10-15 ส่วนในล้านส่วน (10-15 กิโลกรัมต่อน ้า 1 ลูกบาศก์เมตร) เป็นเวลา 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน ้าสะอาด 2-3 รอบ จะช่วยลดอัตราการเกิดโรคจากโปรโตซัวในกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพกำรรักษำ การรักษาโรคที่เกิดจากโปรโตซัวเหล่านี้ที่ดีที่สุด เมื่อน าปลาพักในบ่อพักควรให้เกลือแกงในอัตรา 0.01% (1 กิโลกรัมต่อน ้า 1 ลูกบาศก์เมตร) เพื่อป้องกันการเกิดความเครียด เมื่อสังเกตเห็นปลาที่แสดงอาการของโรค ให้พยายามน าปลาที่แสดงอาการออกจากระบบการเลี้ยงมากที่สุด และใช้ฟอร์มาลิน 25 ส่วนในล้านส่วน (25 ซีซีต่อน ้า 1 ลูกบาศก์เมตร) ทุก ๆ วันร่วมกับการถ่ายน ้าทุก ๆ วัน วันละ 20-50%จนกว่าอัตราการตายจะลดลง ระหว่างการให้ฟอร์มาลิน ต้องมีการให้อากาศอย่างเต็มที่และหลีกเลี่ยงการให้มวลน ้าเคลื่อนที่รุนแรงมากจนเกินไป จะท าให้ประสิทธิภาพในการรักษาดีขึ้นในกรณีของการรักษาโรคอิ๊คหรือจุดขาวนั้น สามารถท าได้โดยน าปลามาแช่ในฟอร์มาลิน 25 ส่วนในล้านส่วน (25 ซีซี ต่อน ้า 1 ลูกบาศก์เมตร) ร่วมกับการใช้มาลาไคท์กรีน 0.01 ทุก ๆ วัน ส่วนในล้านส่วน(0.01 กรัมต่อน ้า 1 ลูกบาศก์เมตร) ร่วมกับการถ่ายน ้าทุก ๆ วัน วันละ 20-50% จนกว่าอัตราการตายจะลดลง ระหว่างการให้ฟอร์มาลินและมาลาไคท์กรีน ต้องมีการให้อากาศอย่างเต็มที่และหลีกเลี่ยงการให้มวลน ้า เคลื่อนที่รุนแรงมากจนเกินไปจะท าให้ประสิทธิภาพในการรักษาดีขึ้นบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 52 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม


1.2 ปลิงใส (Monogenea) 1.2.1 สำเหตุ โดยทั่วไปปลิงใสเป็นปรสิตภายนอกที่จัดอยู่ในกลุ่มหนอนตัวแบน ชนิดที่ก่อให้เกิดโรคในปลาดุกที่พบได้บ่อยครั้งที่สุดได้แก่สกุล Gyrodactylus และ Dactylogyrus(ภาพที่13) ปรสิตกลุ่มนี้จะมีตั้งแต่ขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จนถึงขนาดใหญ่มากกว่า 3 มิลลิเมตร โดยอวัยวะที่พบปรสิตกลุ่มนี้มากที่สุดคือ เหงือก เนื่องจากเป็นบริเวณที่เหมาะสมและเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนของก๊าซออกซิเจนของปลา ท าให้เงือกมีการสร้างเมือกออกมาปกคลุมเนื้อเยื่อส่วนนี้มากกว่าปกติรวมทั้งผิวหนังบนตัวปลาซึ่งมีความส าคัญในการด ารงชีพของปรสิตเช่นกัน จากนั้นปรสิตในกลุ่มนี้จะดูดกินเยื่อเมือกและของเหลวจากเซลล์ในตัวปลา ท าให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อบริเวณที่เกาะ บางครั้งท าให้เกิดป้ืนขาวตามผิวหนังส่งผลต่อเนื่องให้จุลินทรีย์อื่น ๆ สามารถเข้าไปในร่างกายทางบริเวณที่เกิดบาดแผลได้เช่นกัน(Lindenstrøm et al., 2004, Tubbs et al., 2005)บทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 53 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม A Bภำพที่13 | ปลิงใสในสกุล Gyrodactylus (A) และ Dactylogyrus (B) ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคที่เกิดจากปรสิตภายนอกในปลาดุก


1.2.2 อำกำร โรคที่เกิดจากปลิงใสในปลาดุกนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทั้งปลาขนาดเล็กและปลาขนาดใหญ่อาการที่เกิดขึ้นจะเหมือนกับการเกิดปรสิตภายนอกโดยทั่วไป คือ จะท าให้ปลามีบาดแผลตกเลือด ปลามีการขับเมือกออกมาเป็นปริมาณมากบริเวณที่ปลิงใสเข้าเกาะเนื่องจากปลิงใสจะเกาะและกัดกินเนื้อเยื่อหรือเยื่อเมือกบริเวณผิวหนังของปลา ถ้ามีปริมาณมาก ๆ ที่เหงือกจะขัดขวางการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุในน ้าและก๊าซต่าง ๆ ส่งผลท าให้กระบวนการหายใจมีประสิทธิภาพลดลง ลูกปลาดุกที่ป่วยจะมีการหายใจหรือกระดูกปิดเหงือกเปิดปิดเร็วกว่าปกติท าให้ปลาขนาดเล็กเครียดง่าย กินอาหารลดลง อัตราการเจริญเติบโตต ่า และเมื่อติดเชื้อเหล่านี้นาน ๆ เข้า ระยะการติดเชื้อช่วงท้าย ๆ ปลาจะเริ่มผอม หัวโต ตัวลีบ มีสีด าคล ้าว่ายน ้าเอื่อย ๆ ที่ผิวน ้าและเริ่มทยอยตาย เป็นระยะ ๆ (ภาพที่14) ถ้ามีการระบาดในอัตราที่สูงจะท าให้อัตราการตายขยับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้าเป็นปลาขนาดใหญ่ส่วนใหญ่จะท าให้ปลาระคายเคืองว่ายน ้าผิดปกติเอาตัวไปถูกับวัสดุที่แข็ง อัตราการตายจะน้อยมาก อย่างไรก็ตามเมื่อมีการแพร่ระบาดของปรสิตกลุ่มนี้มาก ๆ มักจะท าให้ปลาเกิดบาดแผล และท าให้เชื้อโรคชนิดต่าง ๆ เช่น แบคทีเรียหรือเชื้อราเข้าเกาะตัวปลา และเป็นสาเหตุของการเกิดการติดเชื้อชนิดอื่นตามมาได้บทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 54 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม 1.2.3 สำเหตุโน้มน ำ สาเหตุโน้มน าที่ส าคัญของการเกิดโรคที่เกิดจากปลิงใส คือปริมาณสารอินทรีย์ในน ้าและการเลี้ยงปลาในอัตราที่หนาแน่นสูง โดยปัจจัยทั้ง 2 นั้นจะท าให้ปลิงใสเพิ่มจ านวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหากมีการเลี้ยงปลาในอัตราที่หนาแน่นสูงและมีการให้อาหารที่มากไปทั้งปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนการจัดการคุณภาพน ้าที่ไม่มีประสิทธิภาพจะส่งผลท าให้อัตราการเกิดโรคและความรุนแรงของโรคเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการเกิดโรคปรสิตภายนอกชนิดอื่น ๆภำพที่14 | ลักษณะอาการภายนอกของปลาดุกที่เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากปรสิตภายนอกกลุ่มปลิงใส


1.2.4 กำรป้องกันและรักษำกำรป้องกัน การป้องกันการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากปลิงใสนั้น สามารถท าได้เช่นเดียวกับการป้องกันการเกิดโรคจากโปรโตซัว คือ การควบคุมความหนาแน่นและปริมาณสารอินทรีย์ในน ้า รวมทั้งต้องระวังการน าปลากลุ่มใหม่เข้ามารวมกันกับปลากลุ่มเดิม หากจ าเป็นต้องท า ควรมีการกักบริเวณในบ่อที่แยกออกจากปลากลุ่มเดิมเพื่อดูและสังเกตอาการอย่างน้อย7 วัน เมื่อปลากลุ่มใหม่ผ่านการกักกันโรคแล้วจึงสามารถรวมปลาทั้ง 2 กลุ่มเข้าด้วยกันได้นอกจากนี้ลูกปลาวัยอ่อนที่เพิ่งย้ายมาใหม่ๆ สามารถลดการปนเป้ือนของปรสิตภายนอกเหล่านี้โดยการแช่ลูกปลาดุกขนาดตั้ง แต่ปล า เ ซ น ต์ถึงปล านิ้ว ใ นฟอร์มาลินความเข้มข้น 100 ส่วนในล้านส่วน (100 ซีซีต่อน ้า 1 ลูกบาศก์เมตร) เป็นเวลานาน 5 นาทีและให้อากาศอย่างเต็มที่ก่อนปล่อยลงสู่บ่อเลี้ยงกำรรักษำ การรักษาโรคที่มีสาเหตุมาจากปลิงใสนั้น ก็สามารถท าได้เช่นเดียวกับการรักษาโรคที่เกิดจากโปรโตซัว แต่จะสามารถ ใช้ยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์แกน โนฟอสเฟสชนิด Dipterex ในอัตรา 0.25-0.5 ส่วนในล้านส่วน (0.25-0.5 กรัมต่อน ้า1 ลูกบาศก์เมตร) แช่ได้ตลอด หรือแช่ปลาในฟอร์มาลินความเข้มข้น 100 ส่วนในล้านส่วน (100 ซีซีต่อน ้า 1 ลูกบาศก์เมตร) เป็นเวลานาน 5 นาทีและให้อากาศอย่างเต็มที่ซึ่งการรักษาจะได้ผลในปลาที่เลี้ยงหรือพักในบ่อซีเมนต์ขนาดไม่ใหญ่มากนัก ส่วนปลาที่เลี้ยงในบ่อดินหรือกระชังโดยทั่วไปท าได้ค่อนข้างยากบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 55 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม


เรื่องที่2 โรคที่มีสำเหตุมำจำกแบคทีเรียบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 56 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม ในการเพาะเลี้ยงปลาดุกนั้นโรคแบคทีเรียจัดเป็นโรคที่สร้างความเสียหายมากที่สุดเนื่องจากสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกระยะหรือทุกขนาด และท าให้เกิดการตายและความเสียหายอย่างรุนแรงมากกว่าปรสิตภายนอก โรคชนิดที่ส าคัญที่มีสาเหตุมาจากแบคทีเรียในปลาดุกจะมีสาเหตุมาจากแบคทีเรียที่เกิดในปลาที่เลี้ยงในน ้าจืดทั่วไปซึ่งได้แก่2.1 โรคท้องบวมน ้ำหรือตกเลือดตำมล ำตัวหรือกกหูบวม2.1.1 สำเหตุ โรคชนิดนี้เป็นสาเหตุการตายของปลาดุกมากที่สุด เนื่องจากสามารถก่อให้เกิดโรคได้ในทุกระยะหรือทุกขนาดของปลา ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Aeromonas spp. ซึ่งได้แก่ Aeromonas hydrophila, A. carviae, A. veroniiและ A. sorbia เป็นต้น (Ashiru et al. 2011) แบคทีเรียเหล่านี้ก่อให้เกิดโรคที่เรียกว่า MotileAeromonas disease หรือ Aeromonad septicemia หรือ Haemorrhagic septicemiaโดยในปลาดุกส่วนใหญ่นั้นมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย A. hydrophila เป็นหลัก (Harikrishnanet al. 2018) เชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Aeromonas นี้เป็นแบคทีเรียแกรมลบ รูปร่างเป็นแท่งสั้นตรงหรือท่อนสั้น (Short rod) เคลื่อนที่ได้โดยใช้Flagella (ภาพที่ 15) เจริญได้ทั้งในสภาพมีและไม่มีออกซิเจน โดยทั่วไปด ารงชีวิตอยู่ในน ้าเป็นปกติอยู่แล้ว (Water borneorganisms) ทั้งในน ้าและตัวสัตว์น ้า แต่เมื่อตัวสัตว์น ้าเกิดความอ่อนแอหรือภูมิคุ้มกันประสิทธิภาพต ่าลงอันเป็นผลมาจากการเกิดสภาวะเครียด จะส่งผลให้เกิดการเกิดโรคการติดเชื้อแบบฉวยโอกาส (Opportunistic infection) แบคทีเรียนี้เป็นการติดเชื้อในระบบภายในร่างกายและแพร่ไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยอาศัยกระแสเลือด (Systemic infection)โดยที่เชื้อจะเข้าสู่ปลาทางปาก ทางผิวหนังหรือเหงือกที่เกิดบาดแผล ในสภาพปกติเชื้อจะไม่ท าให้เกิดโรค โดยเชื้อในกลุ่มนี้สามารถก่อให้เกิดโรคได้ในสัตว์น ้าหลายชนิดและในทุกระยะหรือทุกขนาด แต่ส าหรับในปลาดุกนั้นจะท าให้เกิดความเสียหายมากกับปลาตั้งแต่ขนาดเล็ก (ปลาเซนต์หรือปลานิ้ว) ไปจนถึงขนาด 50 กรัมถึงปลาขนาดตลาด (Sellegounder et al., 2018)


บทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 57 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม ภำพที่15 | ลักษณะสัณฐานของเซลล์แบคทีเรียในสกุล Aeromonasที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคท้องบวมน ้าหรือตกเลือดตามล าตัวในปลาดุก


2.1.2 อำกำร แบคทีเรียในกลุ่มนี้สามารถก่อให้เกิดโรคได้ในสัตว์น ้าจืดแทบทุกชนิด ซึ่งเมื่อก่อให้เกิดโรคในปลาดุกจะแสดงอาการของโรคที่ส าคัญดังนี้อำกำรภำยนอกปลาที่ป่วยขนาดเล็กหรือใหญ่จะมีบาดแผลตามล าตัว ครีบกร่อน ตกเลือดหรือมีแผลตามล าตัว บางครั้งมีการตกเลือดเป็นจุดขนาดเล็กตามผิวหนัง ท้องบวมน ้า โคนครีบหูบวม (ภาพที่16) ปลาที่ป่วยส่วนใหญ่จะว่ายน ้าเอื่อย ๆ ที่บริเวณผิวน ้า ซุกตัวเองบริเวณขอบบ่อหรือท้ายบ่อ อัตราการตายจะทยอยเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่1-5% และสามารถเพิ่มสูงขึ้นถึง 40-60% ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการแปรปรวนของสภาพแวดล้อมและคุณภาพน ้า (โสภาและสุปราณี, 2528)อำกำรภำยในเมื่อน าปลาที่แสดงอาการของโรคมาผ่าช่องท้องจะพบว่ามีของเหลว ใสหรือเหลืองหรือส้ม หรือมีเลือดปนน ้าเหลืองในช่องท้อง ตับจะมีสีซีดผิดปกติ (ภาพที่17)ภำพที่ 16 | ลักษณะอาการภายนอกของปลาดุกที่เป็นโรคท้องบวมน ้าและตกเลือดตามที่เกิดจากเชื้อในสกุล Aeromonasบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 58 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม ภำพที่ 17 | ลักษณะอาการภายนอก (บน) และภายใน (ล่าง) ของปลาดุกที่เป็นโรคท้องบวมน ้าและตกเลือดตามที่เกิดจาก เชื้อในสกุล Aeromonas hydrophila


2.1.3 สำเหตุโน้มน ำ การเกิดโรคชนิดนี้ในปลาดุก มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ปลาเกิดความเครียด ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปีโดยเฉพาะช่วงรอยต่อระหว่างฤดูกาล เช่น ร้อนต่อกับฝนหรือปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว โดยเฉพาะปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน ้าและค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของน ้ามีการแกว่งตัว ความรุนแรงของโรคมักขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมเป็นหลักหรือคุณภาพน ้าในบ่อหรือแหล่งน ้าตามธรรมชาติซึ่งเมื่อปลาเกิดความเครียดแล้วมักจะท าให้ระบบภูมิคุ้มกันในการป้องกันตัวจากเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ ด้อยประสิทธิภาพลง ส่งผลท าให้เชื้อโรคที่อยู่รายล้อมตัวปลาหรืออยู่ในตัวปลาที่ปกติด ารงชีวิตเป็นเชื้อประจ าถิ่น (Normal flora) ถูกกระตุ้นให้มีความสามารถในการสร้างสารพิษออกมาท าลาย ตัวปลาที่เป็นเจ้าบ้าน (Host) ปกติและท าให้เกิดโรคที่รุนแรงตามมาได้แบบฉวยโอกาส ซึ่งเป็นลักษณะส าคัญของการเกิดโรคแบบฉวยโอกาสที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Aeromonas spp. ทั้งสิ้น (โสภาและสุปราณี, 2528)2.1.4 กำรป้องกันรักษำกำรป้องกันการป้องกันการเกิดโรคที่เกิดจากเชื้อในกลุ่ม Aeromonas spp. นั้น ต้องมีการควบคุมสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะคุณภาพน ้าและควบคุมอัตราการกินอาหารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยเฉพาะช่วงรอยต่อของฤดูกาลที่พบว่าสภาพอากาศจะมีความแปรปรวนสูง ซึ่งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน ้าและพฤติกรรมการกินอาหารของปลา และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการตอบสนองทางสรีระโดยเฉพาะการสูญเสียสมดุลน ้าและเกลือแร่ในร่างกาย ซึ่งจะเป็นส่วนโน้มน าท าให้ปลาเกิดภาวะความเครียด อ่อนแอ ยอมรับเชื้อโรคได้ง่ายจนท าให้เกิดโรคในที่สุด โดยจะพบว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงรอยต่อของฤดูกาลเกษตรกร ที่พบว่าเป็น“ช่วงวิกฤตของกำรเกิดโรค” เช่น อากาศร้อนติดต่อกัน ฝนตกหรือฟา้ครึ้มติดต่อกัน ร้อนแล้วมีฝนตกติดต่อกัน สภาพน ้าหลาก อากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลันหรืออุณหภูมิของน ้าต ่าลงน้อยกว่า 25 องศาเซลเซียส และโดยเฉพาะช่วงที่มีฝนตกหรือฟา้ครึ้มต่อเนื่องถือเป็นจุดเปราะบางส าหรับการเลี้ยงปลาดุกมากทั้งในระยะเริ่มแรกที่ปล่อยเลี้ยงไปจนถึงช่วงระหว่างเลี้ยง เนื่องจากจะเป็นระยะที่ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน ้าต ่าลงและค่าความเป็นด่าง (Alkalinity) ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของน ้าเกิดการแกว่งตัวในรอบวันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเป็นปัจจัยที่ท าให้ปลาดุกเกิดภาวะเครียด อ่อนแอและยอมรับการเกิดโรคง่ายในที่สุด ดังนั้น เกษตรกรควรเพิ่มการจัดการคุณภาพน ้า การให้อาหารและการจัดการสุขภาพปลาควบคู่กันดังนี้บทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 59 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม


1) ช่วงระยะแรกของการปล่อยปลาลงเลี้ยงหรืออนุบาล เกษตรกรควรตรวจวัดค่าความเป็นด่างและความเป็นกรด-ด่างของน ้า ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่80-120 มิลลิกรัมต่อลิตร (เมื่อเทียบกับ CaCO3) และ 7-8.5 ในรอบวัน ตามล าดับ หากคุณภาพน ้าทั้ง 2 ปัจจัยมีระดับต ่า ควรมีการให้วัสดุปูนในอัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยหากน ้ามีสีเขียวหรือน ้าตาลเข้มอยู่แล้วให้ใช้ปูนมาร์ล (CaCO3) หรือหากน ้ามีสีน ้าอ่อน เช่น เขียวอ่อน น ้าตาลอ่อน ให้ใช้ปูนโดโลไมท์ [CaMg(CO3)2] โดยผสมน ้าแล้วทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาทีแล้วน าไปสาดให้ทั่วบ่อในช่วงเวลา 20.00-21.00 น. โดยท าวันเว้นวันติดต่อกัน 2-3 ครั้ง เพื่อรักษาระดับความเป็นด่าง (Alkalinity) ซึ่งจะเป็นคุณภาพน ้าที่ส าคัญในการควบคุมคุณภาพน ้าทางด้านเคมีชีวภาพและกายภาพของน ้า ให้เหมะสมในช่วงที่มีการแปรปรวนของสภาพอากาศ โดยเฉพาะจะส่งผลต่อความความเป็นกรด-ด่าง จะอยู่ในระดับที่เหมาะสมก่อนการปล่อยปลาลงบ่อเลี้ยงหรืออนุบาลอย่างไรก็ตามการใช้วัสดุปูนในบ่อปลาดุกต้องมีความระมัดระวังในช่วงปลามีอายุเข้าสู่เดือนที่3-4 เนื่องจากระยะดังกล่าวจะมีการสะสมของเสียในบ่อปริมาณสูง ซึ่งจะสามารถสังเกตได้จากสีหรือกลิ่นของน ้า หากมีสีน ้าตาลหรือด า แสดงว่ามีปริมาณสารอินทรีย์และปริมาณสารพิษต่าง ๆ โดยเฉพาะปริมาณแอมโมเนียละลายในน ้าสูง ดังนั้นในช่วงดังกล่าวควรงดการใช้วัสดุปูนโดยเด็ดขาด เนื่องจากการใช้วัสดุปูนในช่วงดังกล่าวจะส่งผลให้น ้ามีความเป็นกรด-ด่างสูงขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้แอมโมเนียอยู่ในรูปที่เป็นพิษ (NH3) มากกว่ารูปที่ไม่มีพิษ (NH4+) ซึ่งเป็นอันตรายท าให้ปลาตายได้ในจ านวนมาก2) ในช่วงที่มีฝนตกหรือฟา้ครึ้มติดต่อกัน จะส่งผลท าให้ระดับปริมาณออกซิเจนละลายในน ้าต ่าเสมอ ถึงแม้ว่าปลาดุกจะมีความทนทานต่อสภาพที่มีระดับปริมาณออกซิเจนละลายในน ้าต ่าดังกล่าว แต่เมื่อปลาต้องอยู่ในสภาวะดังกล่าวติดต่อกันหลายวันปลาจะมีโอกาสเกิดความเครียด อ่อนแอ ยอมรับเชื้อโรคได้ง่ายและมักจะพบเสมอว่ามีอัตราการเกิดโรคบ่อยครั้งในช่วงดังกล่าว เกษตรกรควรติดตั้งเครื่องให้อากาศในน ้าให้ปลาได้รับอากาศอย่างเพียงพอซึ่งโดยทั่วไปควรมีค่ามากกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยเฉพาะช่วงเริ่มปล่อยลูกปลาลงเลี้ยงไปจนถึงการเลี้ยงปลาขนาดใหญ่นอกจากนี้ควรใส่ปูนมาร์ลหรือโดโลไมท์ในเวลากลางคืนอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับข้อปฏิบัติในข้อ 13) ก่อนและหลังการขนส่งหรือก่อนและระหว่างภาวะวิกฤต เกษตรกรควรแขวนเกลือแกงให้ปลาได้รับอย่างต่อเนื่อง โดยเกษตรกรควรมีการแขวนเกลือในอัตรา 120-160 กิโลกรัมต่อไร่หากเป็นบ่อขนาดใหญ่เน้นเฉพาะพื้นบริเวณที่ปลาขึ้นกินอาหาร (ภาพที่18) ให้ปลาได้รับอย่างต่อเนื่องภายหลังการเกิดภาวะดังกล่าวบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 60 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม


4) ผสมวิตามิน ซีในอาหารในอัตรา 3-5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ให้ปลากินติดต่อกัน 3-5 วัน ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงวิกฤตของการเกิดโรค5) เมื่อภาวะวิกฤตเกิดขึ้น ให้เกษตรกรควบคุมการให้อาหารให้ดี โดยเฉพาะช่วงวิกฤตของการเกิดโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีอุณหภูมิสูงมากกว่า 32 องศาเซลเซียส เกษตรกรควรควบคุมปริมาณอาหารที่ให้โดยการงดหรือลดปริมาณการให้อาหารลงกำรรักษำ1) เมื่อปลาเกิดโรคท้องบวมหรือแผลตกเลือดหรือโรคกกหูบวมอันเป็นผลมาจากเชื้อในกลุ่ม Aeromonas spp. แล้ว เกษตรกรควรงดอาหารทันที หากพบปลาป่วยเป็นโรคให้พยายามน าปลาที่ป่วยออกจากระบบการเลี้ยงแล้วน าไปฝังหรือเผาท าลายให้มากที่สุด เพื่อเป็นการป้องกันและหยุดการแพร่ระบาดของโรคในระบบการเลี้ยง2) งดอาหาร 2-3 วันแล้ว ผสมยาปฏิชีวนะ เอ็นโรฟล็อกซาซิน (Enrofloxacin) ในอาหารที่อัตรา 3-5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ให้ปลากิน ติดต่อกันเป็นเวลา 5-7 วันแล้วจึงหยุด ระหว่างนี้พิจารณามาตรการในการจัดการตามข้อเสนอแนะในการป้องกันโรคข้างต้น และควรมีระยะหยุดยา (Withdrawal period) อย่างน้อย 14-21 วัน ก่อนจับผลผลิต เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 61 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม ภำพที่18 | รูปแบบของการให้เกลือเพื่อการป้องกันโรคในปลาดุกในบ่อดิน


2.2 โรคตัวด่ำง (Columnaris) 2.2.1 สำเหตุ โรคตัวด่างที่เกิดขึ้นในปลาดุกนั้นเกิดจากแบคทีเรีย Flavobacterium columnare (ชื่อเดิม Flexibacter columnaris) สามารถก่อให้เกิดโรคได้ในสัตว์น ้าจืดเกือบทุกชนิด แบคทีเรียในกลุ่มนี้จะมีลักษณะเป็นแบคทีเรียแกรมลบ ท่อนยาว (Long rod) ย้อมติดสีแดงของ Safranin O (ภาพที่19) เชื้อโรคในกลุ่มนี้มักจะก่อให้เกิดการติดเชื้อภายนอกบริเวณผิวหนังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายก่อน และจะสามารถพัฒนาท าให้เกิดการติดเชื้อภายในระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้ในภายหลังภำพที่19 | ลักษณะสัณฐานของเซลล์แบคทีเรีย Flavobacterium columnare ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคตัวด่างในปลาดุกบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 62 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม 2.2.2 อำกำร การเกิดโรคชนิดนี้ส่วนใหญ่จะสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในปลาขนาดเล็กและปลาขนาดใหญ่ ปลาที่พบว่ามีอาการของโรคตัวด่างมักตายในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าไม่รีบท าการรักษาให้ทันท่วงที อัตราการตายอาจสูงถึง 80-100 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลา 24-48 ชั่วโมงโดยเฉพาะปลาขนาดเล็กตั้งแต่ปลาเซนต์จนถึงปลานิ้ว ที่มักเกิดขึ้นภายหลังจากการเคลื่อนย้ายหรือการขนส่ง เช่น เดียวกับปลาขนาดใหญ่ซึ่งจะแสดงอาการภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการขนส่ง ส่วนปลาขนาดใหญ่ที่เลี้ยงในบ่อดินนั้น โอกาสที่จะเกิดโรคตัวด่างมีน้อยกว่าปลาขนาดเล็กแต่อาจได้รับผลกระทบเมื่อมีการเปลี่ยนถ่ายน ้าที่มากจนเกินไปหรือใช้น ้าที่ถ่ายโดยไม่มีการพัก หรืออยู่ในสภาพที่มีฝนตกติดต่อกันหลายวันก็สามารถโน้มน าให้ปลาขนาดใหญ่เกิดโรคตัวด่างได้เช่นกัน โดยปลาที่ป่วยมักแสดงอาการที่ส าคัญ คือ ปลาที่ติดเชื้อจะว่ายน ้าเชื่องช้าหรือว่ายลอยเอื่อย ๆ ที่บริเวณผิวน ้า ล าตัวตั้ง เมื่อสังเกตลักษณะภายนอกจะเห็นรอยด่างเป็นป้ืนขาว บริเวณผิวหนังตามล าตัว ครีบ โดยเฉพาะครีบหาง ปาก เมื่อปลาติดเชื้อกรณีที่รุนแรงจะพบรอยด่างหรือเนื้อเยื่อตายที่บริเวณเหงือกและเนื้อเยื่อบริเวณรอบปาก หนวดกุดและมีแผลเป่ือยรอบ ๆ ปาก (ภาพที่20) อัตราการตายจะสูงมาก ในปลาขนาดเล็กจะพบการเกิดครีบกร่อน โดยเฉพาะครีบหางขาดลึกเข้าไปถึงล าตัว ส่วนอาการภายในส าหรับปลาดุกจะไม่ค่อยเด่นชัดเมื่อเทียบกับปลาชนิดอื่น ๆ ที่เป็นโรคชนิดเดียวกันนี้(Prasad et al. 2011)


ภำพที่ 20 | ลักษณะภายนอกของปลาที่เกิดโรคตัวด่างที่รุนแรงในปลาดุกบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 63 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม


2.1.3 สำเหตุโน้มน ำการเกิดโรคตัวด่างนี้มักพบในช่วงที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน เช่นในช่วงอากาศเย็น ในช่วงฝนตกหนักและหลังจากการขนย้ายปลาในช่วงที่มีอากาศร้อนจัด หรือภาวะน ้าหลาก (Decostereet al. 1999)ในกรณีของฟาร์มอนุบาลที่น าปลามาพักก่อนการขนส่งหรือจ าหน่าย ไม่ว่าจะเป็นปล า เซนต์หรือปลานิ้วจะพบความเสียหายมากกว่าปลาขนาดใหญ่ที่เลี้ยงในบ่อดิน โดยเป็นผลมาจากการเกิดภาวะความเครียด หากมีการกักขังปลาในอัตราที่หนาแน่นสูง มีการควบคุมคุณภาพน ้าไม่ดีและมีสารอินทรีย์ปนเป้ือนในน ้าปริมาณสูงจ ะส่งผล ให้อัตราการเกิด โรคแล ะความรุนแรงสูงมาก2.1.4 กำรป้องกันและรักษำกำรป้องกันการป้องกันโรคตัวด่างที่มีสาเหตุมาจาก เชื้อ F. columnare คือ การควบคุมคุณภาพน ้าและสารอินทรีย์ภายในบ่อพักปลา โดยเฉพาะในปลาขนาดเล็กที่น ามาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ก่อนการล าเลียงขนส่งหากมีความจ าเป็นต้องพักปลาไว้ในอัตราที่หนาแน่นสูง ต้องควบคุมคุณภาพน ้าและปริมาณสารอินทรีย์ในน ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และควรแช่ลูกปลาด้วย สารเคมีบางชนิด เช่น ฟอร์มาลิน 25 ส่วนในล้านส่วน (25 ซีซีต่อน ้า 1 ลูกบาศก์เมตร) หรือใช้เกลือแกงในอัตรา 0.01% (0.1 กิโลกรัมต่อน ้า 1 ลูกบาศก์เมตร) และให้อากาศอย่างเต็มที่และต้องระวังอย่าให้มวลน ้าเกิดการเคลื่อนที่อย่างรุนแรง ซึ่งจะท าให้ปลามีอัตราการเกิดโรคที่เร็วขึ้นการล าเลียงขนส่งปลาควรหลีกเลี่ยงการขนส่งในช่วงอากาศร้อนจัด ระหว่างการขนส่งสามารถใช้เกลือละลายน ้าความเข้มข้นในอัตรา 0.1-0.5% (1-5 กิโลกรัมต่อน ้า 1 ลูกบาศก์เมตร) ส าหรับปลาเซนต์ถึงปลานิ้ว หรือในอัตรา 0.5-1.0% (5-10 กิโลกรัมต่อน ้า 1 ลูกบาศก์เมตร) ส าหรับปลาขนาดใหญ่ตั้งแต่ 100 กรัมเป็นต้นไป หรือก่อนจะลงปลาควรแช่ปลาในฟอร์มาลิน 100 ส่วนในล้านส่วน (100 ซีซีต่อน ้า 1ลูกบาศก์เมตร) จะสามารถลดอัตราการเกิดโรคตัวด่างหรือโรคชนิดอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ประพันธ์ศักดิ์, 2558)ส่วนในปลาขนาดใหญ่ที่เลี้ยงในบ่อดินจะไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากการเกิดโรคชนิดนี้ยกเว้นกรณีที่สูบน ้าจากแห ล่งน ้าภายนอกเ ข้า ไปในบ่อ เ ลี้ยงโดยตรง โดยไม่มีการพักหรือเตรียมน ้าให้มีคุณภาพดีก่อน ส่วนปลาที่เลี้ยงในกระชังซึ่งเป็นส่วนน้อยนั้น มักจะเกิดโรคในช่วงที่มีน ้าหลากครั้งแรก ๆ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “น ้ำแดง” จะสามารถก่อให้เกิดโรคตัวด่างที่สามารถก่อให้เกิดการตายแ ล ะ ค ว า ม ส ูญ เ ส ีย ใ น ป ร ิม าณ ม า ก ๆ เช่นกัน ดังนั้นก่อนที่จะเกิดภาวะดังกล่าวบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 64 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม


เกษตรกรควรมีการแขวนเกลือในอัตรา 120-160 กิโลกรัมต่อไร่ หากเป็นบ่อขนาดใหญ่เน้นเฉพาะพื้นที่2-3 ไร่บริเวณที่ปลาขึ้นกินอาหาร (ภาพที่18) ส่วนปลาที่เลี้ยงในกระชังตามแหล่งน ้าควรแขวนเกลือในอัตรา 1-5 กิโลกรัมต่อกระชัง (ภาพที่21) ให้ปลาได้รับอย่างต่อเนื่องภายหลังการเกิดภาวะดังกล่าวนอกจากนี้เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดโรคตัวด่างอันเป็นผลมาจากการขนส่ง นอกเหนือจากการใช้เกลือแกงแล้ว ก่อนที่จะปล่อยปลาลงเลี้ยง ควรแช่ปลา ในฟอร์มาลิน 100 ส่วนในล้านส่วน (100 ซีซีต่อน ้า 1 ลูกบาศก์เมตร) จะสามารถลดอัตราการเกิดโรคตัวด่างหรือโรคชนิดอื่น ๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ประพันธ์ศักดิ์, 2558) และควรแขวนเกลือแกงด้วยวิธีต่าง ๆข้างต้น จะสามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคตัวด่างในภาวการณ์ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Verma et al. 2011)บทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 65 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม ภำพที่ 21 | รูปแบบของการให้เกลือเพื่อการป้องกันโรคในการเลี้ยงหรืออนุบาลปลาดุกในบ่อดินขนาดเล็ก หรือการเลี้ยงปลาดุกในกระชังการปล่อยลูกปลาลงเลี้ยงระยะแรกในฤดูฝน การรักษาระดับความเป็นด่างและความเป็นกรด-ด่างเป็นสิ่งที่ส าคัญมากไปจนถึงช่วงเดือนที่2-3 ระหว่างนี้หากมีฝนตกหรือฟา้ครึ้มติดต่อกันให้ใช้วัสดุปูนทั้งปูนมาร์ลหรือโดโลไมท์ตามวิธีที่แนะน าไว้ข้างต้นอย่างสม ่าเสมอ ซึ่งนอกเหนือจากจะเป็นการควบคุมสภาพน ้าและลดความเครียดในตัวปลาแล้ว การใช้วัสดุปูนสม ่าเสมอจะเป็นการช่วยให้ผิวหนังของปลาแข็งแรงและสามารถต้านทานต่อการติดเชื้อ


กำรรักษำการรักษาโรคตัวด่างที่ดีที่สุด คือ เมื่อน าปลาพักในบ่อพักควรให้เกลือแกงในอัตรา0.0 1% (1 กิโลกรัมต่อน ้า 1 ลูกบาศก์เมตร) เพื่อป้องกันการเกิดความเครียด เมื่อสังเกตเห็นปลาที่แสดงอาการของโรค ให้พยายามน าปลาที่แสดงอาการออกจากระบบการเลี้ยงมากที่สุด และด่างทับทิม 0.5-1.0 ส่วนในล้านส่วน (0.5 กรัมต่อน ้า 1 ลูกบาศก์เมตร)ทุก ๆ วัน ร่วมกับการถ่ายน ้าทุก ๆ วัน วันละ 20-50% จนกว่าอัตราการตายจะลดลง ระหว่างการให้ด่างทับทิม ต้องมีการให้อากาศอย่างเต็มที่และหลีกเลี่ยงการให้มวลน ้าเคลื่อนที่รุนแรงมากจนเกินไป จะท าให้ประสิทธิภาพในการรักษาดีขึ้น นอกเหนือจากด่างทับทิมแล้วยังสามารถใช้เกลือแกงในอัตรา 0.1-0.5% (1-5 กิโลกรัมต่อน ้า 1 ลูกบาศก์เมตร) ร่วมกับการถ่ายน ้าทุก ๆ วัน วันละ 20-50% จนกว่าอัตราการตายจะลดลงปลาขนาดใหญ่ที่เลี้ยงในบ่อหรือกระชังการรักษาโรคตัวด่างท าได้ค่อนข้างยากเนื่องจากสภาพการเลี้ยงไม่เหมาะสมต่อการใช้ยาและสารเคมีนอกเหนือจากการให้เกลือและน าปลาที่ป่วยหรือแสดงอาการออกไปฝังหรือเผาท าลายแล้ว เพื่อป้องกันการเกิดโรคติดเชื้อชนิดอื่นแทรกซ้อนเกษตรกรสามารถให้ยาปฏิชีวนะ เอ็นโรฟล็อกซาซิน (Enrofloxacin) ผสมในอาหารที่อัตรา 3-5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ติดต่อกันเป็นเวลา 5-7 วันแล้วจึงหยุด โดยเมื่อพบอาการป่วยของปลา ให้งดอาหาร 2-3 วัน ก่อนการ ให้ยา แล ะควรมีร ะย ะหยุดยา (Withdrawal period) อย่างน้อย 14-21 วัน ก่อนจับผลผลิต เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค นอกจากนี้ควรให้ปลาได้รับอากาศอย่างเพียงพอโดยการใช้เครื่องให้อากาศแบบต่าง ๆจะท าให้ประสิทธิภาพในการรักษาโรคมีสูงขึ้น และควรใช้เท่าที่จ าเป็นเนื่องจากแบคทีเรียที่ก่อโรคในปลาดุก โดยเฉพาะกลุ่มที่ท าให้เกิดโรคตัวด่างนั้นมักพบว่าจะมีการดื้อยาได้ง่าย (Kumaret al. 2012)บทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 66 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม


เรื่องที่3 โรคที่ไม่ได้มีสำเหตุมำจำกกำรติดเชื้อนอกจากการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อชนิดต่าง ๆ แล้ว การเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวปลาและรวมถึงการจัดการสภาพการเลี้ยง ซึ่งในปัจจุบันพบว่าเป็นสาเหตุส าคัญของการสูญเสียของผลผลิตที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่าโรคติดเชื้อดังที่กล่าวมาข้างต้นซึ่งได้แก่3.1 โรคตัวคดงอ คอพั บ กะโหลกร้ำวหัวเป็นรู 3.1.1 สำเหตุ สาเหตุของการเกิดโรคคอพับ กะโหลกร้าว หัวเป็นรูในปลาดุกนั้นมีสาเหตุมาจากการขาดหรือได้รับวิตามิน ซี ในอาหารไม่เพียงพอ (Vitamin C Deficiency)มักเกิดกับปลาดุกขน าด ใหญ่เป็นหลัก โดยเฉพาะฟาร์มเลี้ยงปลาดุกที่ท าอาหารใช้เองหรือใช้อาหารสด พวกคอไก่ ไส้ไก่หรือโครงไก่บด หรือแม้แต่ฟาร์มเลี้ยงปลาดุกที่ใช้อาหารเม็ดส าเร็จรูปที่ไม่มีคุณภาพเ นื่อ ง จ า ก ป ล า ดุก เ ป็น ป ล า กิน เ นื้อ(Carniviorous fish) ซึ่งโดยทั่วไปไม่สามารถสร้างวิตามิน ซี เองได้เช่นเดียวกับสัตว์มีกระดูกสันหลังหลายชนิด เนื่องจากไม่มีเอนไซม์ L-gluconolactone oxidaseที่จะสามารถเปลี่ยนน ้าตาลกลูโคสให้เป็นวิตามิน ซีได้ดังนั้นสัตว์ในกลุ่มนี้จ าเป็นที่จะต้องได้รับวิตามิน ซีในปริมาณที่เพียงพอจากการกินอาหาร ซึ่งเป็น Co-factor ที่ส าคัญในกระบวนการทางชีวเคมีหลายประการ ได้แก่ กระบวนการ Hydroxylation ของกรดอะมิโนจ าเป็น 2 ชนิดคือ Proline และ Lysine ให้กลายไปเป็น Hydroxyproline และ Hydroxylysine ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญของการสร้าง Collagen ซึ่งเป็นส่วนส าคัญที่จะพัฒนาไปเป็นส่วนของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissues) เนื้อเยื่อใหม่หรือแผลเป็นและรวมถึงองค์ประกอบของโครงสร้างที่เป็นกระดูกทั้งยังมีส่วนส าคัญในกระบวนการดูดซึมธาตุเหล็ก ท าหน้าที่เป็นสารต้านทานอนุมูลอิสระเช่นเดียวกับวิตามิน อีนอกจากนี้ยังท าหน้าที่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ลดความเครียดแ ล ะ ก า ร เ ส ริ ม ก า ร ล ด ค ว า ม เ ป็ น พิ ษ ห รือ สิ่ง แ ป ล ก ป ล อ ม ที่เ กิด ขึ้น ที่ตับ(Biotransformation) โดย ช่ วยก ร ะตุ้นกา รท างานของเอน ไซม์ Cytochrome P450 อีกด้วย ดังนั้นเมื่อปลาได้รับวิตามินซี ไม่เพียงพอก็จะส่งผลท าให้กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นไม่สมบูรณ์และหากยังได้รับในอัตราที่ไม่เพียงพอมาก ๆ ก็อาจส่งผลท าให้เกิดความผิดปกติตามมา จนเป็นสาเหตุของการเกิดโรคบางชนิดได้บทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 67 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม


3.1.2 อำกำร โรคตัวคดงอ คอพับ กะโหลกร้าว หัวเป็นรู อาจจะแสดงอาการร่วมกันหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง โดยโรคตัวคดงอมักพบตั้งแต่ปลาขนาดเล็ก ซึ่งเกิดกับปลาดุกขนาดเล็กที่ได้รับวิตามิน ซีไม่เพียงพอ (ภาพที่22) ส่งผลท าให้เมื่อปลาขนาดใหญ่ขึ้นล าตัวจะคดงอไปตลอดชีวิต ส่วนอาการคอพับ กะโหลกร้าวและหัวเป็นรูนั้นจะเกิดขึ้นกับปลาขนาดใหญ่เป็นหลัก (Lim and Lovell, 1978, Adham and Kamel, 2001) โดยปลาที่แสดงอาการคอพับและกระโหลกร้าวมักจะแสดงอาการร่วมกัน โดยจะสามารถสังเกตเห็นรอยแผลที่บริเวณรอยต่อระหว่างกะโหลกและเนื้อเยื่อล าตัวด้านท้ายส่วนหัว และส่วนคอ(Ismuth) (ภาพที่23) ขณะที่อาการหัวเป็นรูนั้นจะเกิดขึ้นที่ต าแหน่งกลางหัวเหนือต าแหน่งสมองแต่จะไม่ทะลุลงไปถึงสมอง (ภาพที่24) อาการที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นผลมาจากการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและ Collagen ที่ไม่สมบูรณ์ท าให้โครงสร้างที่จะพัฒนาไปเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหรือกระดูกบริเวณดังกล่าวมีการพัฒนาไม่เต็มที่ท าให้การเชื่อมต่อกันระหว่างเนื้อเยื่อต่าง ๆ เกิดความผิดปกติจนกลายเป็นบาดแผลเกิดขึ้น หรือท าให้โครงสร้างกระดูกต่าง ๆ ผิดรูปหรือผิดปกติไป ปลาที่แสดงอาการเหล่านี้จะไม่แสดงอาการตายออกมาให้เห็นแต่จะเปราะบาง แต่จะตายได้ง่ายในช่วงที่มีการตีอวนเพื่อจับหรือระหว่างการขนส่งบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 68 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม ภำพที่ 22 | การเกิดอาการคดงอในลูกปลาดุกอันเป็นผลมาจากการขาดวิตามิน ซี ในอาหาร(ตัวบน) เทียบกับปลาปกติ (ตัวล่าง)ภำพที่ 23 | การเกิดโรคกะโหลกร้าวหรือคอพับในปลาดุกอันเป็นผลมาจากการขาดวิตามิน ซี ในอาหาร


3.1.3 สำเหตุโน้มน ำโรคตัวคดงอ คอพับ กะโหลกร้าว หัวเป็นรูในปลาดุกนั้น มักพบเสมอในการเลี้ยงปลาดุกของเกษตรกรโดยเฉพาะฟาร์มเลี้ยงปลาดุกที่ท าอาหารใช้เองหรือใช้อาหารสด พวกคอไก่ ไส้ไก่หรือโครงไก่บด หรือแม้แต่ฟาร์มเลี้ยงปลาดุกที่ใช้อาหารเม็ดส าเร็จรูปที่ไม่มีคุณภาพหรือเก็บอาหารไว้นานหรืออาหารหมดอายุหรือเก็บอาหารไม่ดีในสภาพที่มีแสงแดดความชื้นหรือความร้อนสูง3.1.4 กำรป้องกันรักษำกำรป้องกัน1) หลีกเลี่ยงการใช้อาหารที่ท าเองหรือท าสูตรอาหารด้วยความระมัดระวังและถูกต้องโดยเฉพาะสัดส่วนและคุณภาพของวิตามิน ซีที่ใส่2) ลดอัตราการให้อาหารสดจ าพวกคอไก่ ไส้ไก่หรือโครงไก่บดลง3) ไม่ควรใช้อาหารที่เก็บไว้นานหรือหมดอายุ4) เพิ่มปริมาณวิตามิน ซีในอาหารปลาในช่วงที่อากาศร้อนหรือฝนตกติดต่อกัน5) เก็บอาหารส าเร็จรูปในสภาพที่ห่างไกลจากแสงแดด ความร้อนหรือความชื้นกำรรักษำ1) เมื่อปลาแสดงอาการของโรคแล้ว ควรปรับลดหรืองดอาหารปลา 2-3 วัน2) เสริมวิตามิน ซี ในอาหารในอัตรา 3-5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ให้ปลากินติดต่อกัน 5-7 วัน อาการปลาจะดีขึ้น3) หลังจากที่ปลากลับมาเป็นปกติดีแล้ว หากน ้ามีคุณภาพไม่ดีพยายามเปลี่ยนถ่ายน ้าและรักษาคุณภาพน ้าให้ดีอยู่เสมอบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 69 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม ภำพที่ 24 | การเกิดอาการหัวเป็นรูในปลาดุกอันเป็นผลมาจากการขาดวิตามิน ซี ในอาหาร


3.2 โรคดีซ่ำน (Jaundice) 3.2.1 สำเหตุ การเกิดโรคดีซ่านในการเลี้ยงปลาดุกนั้นมีได้หลายสาเหตุทั้งจากการที่ได้รับสารพิษ เช่น ยาฆ่าแมลง ยาก าจัดวัชพืช จากเชื้อโรคทั้งแบคทีเรียและไวรัส แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการได้รับไขมันพิษจากการกินอาหารที่ใช้เองหรือใช้อาหารสด พวกคอไก่ ไส้ไก่หรือโครงไก่บด หรือแม้แต่ฟาร์มเลี้ยงปลาดุกที่ใช้อาหารเม็ดส าเร็จรูปที่ไม่มีคุณภาพ เนื่องจากอาหารเหล่านี้มีการปนเป้ือนไขมันที่เกิดปฏิกริยาออกซิเดชันหรือที่เรียกว่าไขมันหืน (Rancidoil) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากย่อยสลายของแบคทีเรีย โดยไขมันพิษเหล่านี้จะมีการสะสมที่ตับเมื่อมีการสะสมมากขึ้นจะส่งผลท าให้เนื้อเยื่อตับถูกท าลายและไม่สามารถท าหน้าที่ส่งน ้าดี(Bile salt) ไปเก็บที่ถุงน ้าดีได้ตามปกติท าให้น ้าดีแพร่กระจายไปตามอวัยวะต่าง ๆ (Chinabut, 2002) 3.2.2 อำกำร ปลาที่เกิดอาการดีซ่านนั้นจะแสดงอาการตัวเหลืองตามผิวหนังเ นื่อ ง จ า ก น ้า ดีที่แ พ ร่อ อ ก ม า จ ะ มีองค์ประกอบของสารสีจ าพวก Billirubinซึ่งมีสีเหลืองเกิดขึ้น ท าให้ผิวหนังของปลาบริเวณที่มีสีขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเหลืองอ่อน นอกจากนี้เมื่อผ่าช่องท้องเข้าไปจะพบของเหลวสีเหลืองเข้มอยู่ในช่องท้อง อวัยวะภายในตับ ม้ามและไต รวมทั้งไขมันที่สะสมในช่องท้อง มีสีซีดตั้งแต่เหลืองอ่อนถึงเหลืองเข้ม นอกจากนี้ถุงน ้าดีจะมีสีเข้มทั้งด า เขียวหรือน ้าตาลเข้มในกรณีที่เป็นรุนแรง เนื้อเยื่อถุงน ้าดีด้านนอกจะเกิดการตายจนเห็นเป็นสีขาวเป็นริ้ว ๆสลับกับด า (ภาพที่25) นอกจากนี้ไขมันพิษที่เกิดขึ้นยังสามารถท าลายเม็ดเลือดของปลาทั้งเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวส่งผลท า ให้ปลามีอาการโลหิตจาง โดยสามารถสังเกตได้จากสีของเหงือกจะมีสีซีดลงอย่างชัดเจน (ภาพที่26) ท าให้ปลาไม่ทนต่อสภาพการที่น ้ามีปริมาณออกซิเจนต ่าส่งผลให้ปลามีอาการขาดออกซิเจนตายเป็นจ านวนมากในตอนเช้าและยังส่งผลให้ป ล า มี ค ว า ม ต้ า น ท า น โ ร ค ล ด ล ง แ ล ะเปราะบางเกิดโรคได้ง่าย (Hastuti et al., 2019)บทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 70 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม ภำพที่ 25 | ลักษณะอาการภายนอกของปลาดุกที่เป็นโรคดีซ่าน


3.2.3 สำเหตุโน้มน ำการเกิดโรคดีซ่านส่วนใหญ่ในปลาดุกของประเทศไทยมีสาเหตุมาจากการได้รับไขมันพิษจากการกินอาหารที่ใช้เองหรือใช้อาหารสด พวกคอไก่ ไส้ไก่หรือโครงไก่บด หรือแม้แต่ฟาร์มเลี้ยงปลาดุกที่ใช้อาหารเม็ดส าเร็จรูปที่ไม่มีคุณภาพหรืออาหารหมดอายุหรือเก็บอาหารไม่ดีในสภาพที่มีแสงแดด ความชื้นหรือความร้อนสูง ท าให้เกิดอาหารมีกลิ่นหืนและมีความเป็นพิษต่อปลานอกจากนี้เมื่อการเลี้ยงปลาเข้าสู่ระยะท้าย ๆ ของการเลี้ยง ซึ่งพบว่าน ้ามีคุณภาพไม่ดีมีการปนเป้ือนของสารอินทรีย์และอนินทรีย์ที่เป็นพิษสูง อีกทั้งยังมีปริมาณออกซิเจนละลายน ้าต ่าโดยเฉพาะช่วงเช้าตรู่ยิ่งจะส่งผลให้เกิดการตายได้มากและรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภำพที่ 26 | ลักษณะอาการภายในของปลาดุกที่เป็นโรคดีซ่านบทที่2 การเพาะพันธุ์และการเลี้ยง - 71 - ตอนที่5 โรคและการควบคุม 3.2.4 กำรป้องกันรักษำกำรป้องกัน1) หลีกเลี่ยงการใช้อาหารที่ท าเอง2) ลดอัตราการให้อาหารสดจ าพวกคอไก่ ไส้ ไก่ ห รื อ โค รง ไก่ บดลง ห รื อห ากมี คว ามจ าเป็นต้องใช้ควรใช้อาหารสดที่สดจริง ๆ และไม่เก็บไว้นานจนส่งกลิ่นเหม็น ซึ่งเป็นอาหารที่มีการปนเป้ือนของไขมันพิษสูง3) ไม่ควรใช้อาหารที่เก็บไว้นานหรือหมดอายุ4) เพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ(Antioxidants) ในอาหารปลาช่วงฤดูร้อนหรือฤดูฝน ซึ่งสามารถท าได้ในระดับโรงงานอาหารสัตว์น ้า5) เก็บอาหา รส า เ ร็จรูปในสภาพที่ห่างไกลจากแสงแดด ความร้อนหรือความชื้นกำรรักษำ1) เมื่อปลาแสดงอาการของโรคแล้วควรงดการให้อาหาร 2-3 วัน และให้อากาศอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วงเช้าหรือช่วงฝนตกติดต่อกัน รวมทั้งให้เกลือโดยการแขวนในอัตรา120-150 กิโลกรัมต่อไร่2) ถ้าน ้ามีคุณภาพไม่ดีควรเปลี่ยนถ่ายน ้า30-50% แล้วให้เกลืออย่างต่อเนื่องโดยการแขวนตามข้อวิธีข้างต้น3) หลังจากอดอาหารแล้วสามารถเริ่มให้อาหารส าเร็จรูปหรืออาหารสดใหม่ เสริมด้วยวิตามิน ซี ในอาหารในอัตรา 3-5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ให้ปลากินติดต่อกัน 5-7 วัน อาการปลาจะดีขึ้น4) หลังจากที่ปลากลับมาเป็นปกติดีแล้วหากน ้ามีคุณภาพไม่ดีพยายามเปลี่ยนถ่ายน ้าและรักษาคุณภาพน ้าให้ดีอยู่เสมอ


เอกสำรอ้ำงอิง- 72 -กรมประมง. ม.ป.ป. เอกสารเผยแพร่คู่มือการล าเลียงพั นธุ์ปลา. ฝ่ายเผยแพร่ ส่วนเผยแพร่การประมง ส านักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง, กรมประมง. หน้า 11ธนาภรณ์ จิตตปาลพงศ์. 2557. การสร้างสูตรอาหารสัตว์น ้าและสูตรอาหารสัตว์น ้าเศรษฐกิจ. ราชการบริหารส่วนกลาง กรมประมง. หน้า 32. ประพันธ์ศักดิ์ศีรษะภูมิ. 2558. ปลานิล: ผลกระทบของปัจจัยเสี่ยงในกำรเลี้ยงและแนวทำงที่เลี่ยงได้. ส านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). 88 หน้า.โสภา อารีรัตน์ และ สุปราณี ชินบุตร. 2528. ผลของ Aeromonas hydrophilaที่มีต่อเนื้อเยื่อของปลาดุกด้าน. กรุงเทพฯ : สถาบันประมงน ้าจืดแห่งชาติ. 5 หน้า.อภิชาติ เติมวิชชากร และสิริวรรณ สุขศรี. 2551. พัฒนาการและการจ าแนกชนิดของลูกปลาดุกวัยอ่อน. เอกสารวิชาการฉบับที่77/2551. ส านักวิจัยและพัฒนาประมงน ้าจืดกรมประมง. 43 หน้าAdham, K.G. and H. A-S. Kamel. 2001. Vitamin C deficiency in the catfish Clarias gariepinus Aquac. Nutr. 6(2):129 - 139Ashiru, A.W., Uaboi-Egbeni, P.O., Oguntowo, J.E. and C.N. Idika. 2011. Isolation and antibiotic profile of Aeromonas species from tilapia fish (Tilapia nilotica) and catfish (Clarias betrachus). Pak. J. Nutr. 10(10): 982-986. Chinabut, S. 2002. Jaundice disease in catfish, a case study demonstrating a decline in incidence as a result of research output. p. 77-80. In: J.R. Arthur, M.J. Phillips, R.P. Subasinghe, M.B. Reantaso and I.H. MacRae. (eds.) Primary Aquatic Animal Health Care in Rural, Smallscale, Aquaculture Development. FAO Fish. Tech. Pap. No. 406.Decostere, A., Haesebrouck, F., Turnbull, J. and G. Charlier. 1999. Influence of water quality and temperature on adhesion of high and low virulence strains of Flavobacterium columnare to isolated gill arches. J. Fish. Dis. 22: 1–11.Hastuti, S., Subandiyono, S. and S. Windarto. 2019. Blood performance of jaundice catfish Clarias Gariepinus. AACL Bioflux 12(2): 480-489. Harikrishnan, R., Jawahar, S., Thamizharasan, S., Paray, B.A., Al-Sadoon, M.K. and C. Balasundaram. 2018. Immune defense of emodin enriched diet in Clarias batrachus against Aeromonas hydrophila. Fish Shellfish Immunol. 76: 13-20.


เอกสำรอ้ำงอิง- 73 -Kumar, D., Prasad, Y., Singh, A.K. and A. Ansari. 2012. Columnarisdisease and its drug resistance in cultured exotic catfish Clarias gariepinus in India. Biochem. Cell. Arch. 12 (2): 415-420. Lim, C. and Lovell, R.T. 1978. Pathology of the vitamin C deficiency syndrome in channel catfish (Ictalurus punctatus). J. Nutr. 108(7): 1137-46.Lindenstrøm, T., C.J. Secombes and K. Buchmann. 2004. Expression of immune response genes in rainbow trout skin induced by Gyrodactylus derjavini infections. Vet. Immunol. Immunopathol. 97: 137-148.Prasad, Y., Arpana, Kumar, D. and A.K. Sharma. 2011. Lytic bacteriophages specific to Flavobacterium columnare rescue catfish, Clarias batrachus (Linn.) from columnaris disease. J. Environ. Biol. 32(2): 161-168.Sellegounder, D., Gupta, Y.R., Murugananthkumar, R. and B. Senthilkumaran. 2018. Enterotoxic effects of Aeromonas hydrophila infection in the catfish, Clarias gariepinus: Biochemical, histological and proteome analyses. Vet. Immunol. Immunopathol. 204: 1-10. Tubbs, L.A., Poortenaar, C.W., Sewell, M.A. and B.K. Diggles. 2005. Effects of temperature on fecundity in vitro, egg hatching and reproductive development of Benedenia seriolae and Zeuxaptaseriolae (Monogenea) parasitic on yellowtail kingfish Seriola lalandi. Int. J. Parasitol. 35(3): 315-327. Verma, V., Prasad, Y. and B.R. Singh. 2011. Effect of pH and salinity on pathogenicity of Flavobacterium columnare and Myxobacterium sp. in Indian cat fish, Clarias batrachus (Linn.) and Heteropneustesfossilis (Bloch.). J. Environ. Biol. 32(5): 573-577.


03UNITสถานการณ์สินค้าปลาดุก- 74 -และผลิตภัณฑ์


ผู้เขียนนางเกวลิน หนูฤทธิ์วุฒิ เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ) ต ำแหน่ง หัวหน้ากลุ่มเศรษฐกิจการประมงหน่วยที่เขียน บทที่3 - 75 -นางสาวโชติกานต์ มีจินดาวุฒิ เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์)ต ำแหน่ง เศรษฐกร (พนักงานราชการ)หน่วยที่เขียน บทที่3นางสาวสุกัญญา พิมมาดีวุฒิ เศรษฐศาสตรบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์)ต ำแหน่ง เศรษฐกรปฏิบัติการหน่วยที่เขียน บทที่3


สถำนกำรณ์สินค้ำปลำดุกและผลิตภัณฑ์บทที่3 - 76 -สถานการณ์สินค้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์สถานการณ์สินค้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์ในช่วงปี 2561 - 2565 ราคาเฉลี่ยที่เกษตรกรได้รับ โดยรวมมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการบริโภคที่มากขึ้นเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาสภาวะเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid – 19) ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความต้องการในการบริโภคปลาดุกเพิ่มขึ้น เนื่องจากปลาดุกเป็นแหล่งโปรตีนราคาถูกเมื่อเทียบกับโปรตีนจากแหล่งอื่น และปลาดุกสามารถน ามาประกอบอาหารได้หลากหลายส าหรับการค้าในช่วงปี 2561 – 2565 การน าเข้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณ และมูลค่าเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 11.7 และ 10.1 ตามล าดับ โดยน าเข้ารูปแบบผลิตภัณฑ์ปลาดุกมีชีวิตเป็นหลัก ส าหรับตลาดน าเข้าหลัก ได้แก่ มาเลเซีย และจีน ส่วนการส่งออกปลาดุกและผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณ และมูลค่าเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 5.5 และ 9.1 ตามล าดับโดยส่งออกรูปแบบผลิตภัณฑ์ปลาดุกแช่เย็นจนแข็งเป็นหลัก ส าหรับตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นต้น 1. สถำนกำรณ์กำรผลิตการเพาะเลี้ยงปลาดุกในช่วงปี2561 – 2565 มีอัตราการเปลี่ยนแปลงลดลงเฉลี่ยต่อปีทั้งผลผลิต มูลค่า และเนื้อที่เลี้ยง ร้อยละ 2.7 1.6 และ 3.2 ตามล าดับ แต่ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 (ตารางที่1 และภาพที่27 - 28) ทั้งนี้เนื่องจากช่วงปี2563 – 2565 สภาวะเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า2019 (Covid – 19) ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรชะลอการปล่อยพันธ์ลูกปลาดุก ประกอบกับช่วงปลายปี2565 พื้นที่เลี้ยงบางส่วนได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยจากพายุโนรูได้สร้างความเสียหายให้แก่ฟาร์มเลี้ยงปลาดุกตำรำงที่1 ผลผลิต มูลค่า เนื้อที่เลี้ยง และผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ปลาดุกจากการเพาะเลี้ยง ปี2561 – 2565*ปี ผลผลิต มูลค่า เนื้อที่เลี้ยง ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ตัน %∆ ล้านบาท %∆ ไร่ %∆ กก./ไร่ %∆2561 106,201 - 4,667.2 - 94,255 - 1,127 -2562 97,151 -8.5 4,477.1 -4.1 85,670 -9.1 1,134 +0.62563 99,873 +2.8 4,427.0 -1.1 86,359 +0.8 1,156 +1.92564 96,215 -3.7 4,389.5 -0.8 81,992 -5.1 1,173 +1.52565* 94,892 -1.4 4,369.4 -0.5 82,589 +0.7 1,149 -2.0เฉลี่ย 98,866 -2.7 4,466 -1.6 86,173 -3.2 1,148 +0.5ที่มา: กลุ่มสถิติการประมง กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง กรมประมงณ วันที่29 ธันวาคม 2565หมายเหตุ *เป็นค่าประมาณการ ผลผลิตเป็นค่าพยากรณ์


ภำพที่ 27 | ปริมาณผลผลิต และมูลค่าผลผลิตปลาดุกจากการเพาะเลี้ยงปี2561 – 2565*ที่มา: กลุ่มสถิติการประมง กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง กรมประมงณ วันที่29 ธันวาคม 2565หมายเหตุ *เป็นค่าประมาณการ ผลผลิตเป็นค่าพยากรณ์ภำพที่ 28 | เนื้อที่เลี้ยง และผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ปลาดุกจากการเพาะเลี้ยงปี2561 – 2565*ที่มา: กลุ่มสถิติการประมง กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง กรมประมงณ วันที่29 ธันวาคม 2565หมายเหตุ *เป็นค่าประมาณการ ผลผลิตเป็นค่าพยากรณ์บทที่3 - 77 -สถานการณ์สินค้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์


2. สถำนกำรณ์รำคำราคาปลาดุกที่เกษตรกรขายได้หน้าฟาร์มเฉลี่ยต่อปีในช่วงปี2561 – 2565 ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก มีราคาเฉลี่ย 48.1 45.1 และ 37.9 ตามล าดับ โดยราคาที่เกษตรกรขายได้มีอัตราการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 3.7 13.9 และ 14.0 ตามล าดับ (ตารางที่2 และภาพที่29) โดยในช่วงปลายปี 2563 - 2565 ประสบกับสภาวะเศรษฐกิจในปร ะเทศช ะลอตัวราคาปลาดุกลดลง ในปี 2564 แต่ราคาปรับเพิ่มขึ้นในปี 2565จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid – 19) เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการบริโภคปลาดุกเพิ่มขึ้น โดยปลาดุกยังเป็นแหล่งโปรตีนราคาถูก เมื่อเทียบกับโปรตีนจากแหล่งอื่น เพราะปลาดุกสามารถน ามาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนูเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกพื้นที่ประกอบกับปลาดุกไม่ค่อยประสบปัญหาเรื่องโรคสัตว์น ้าจึงสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศตำรำงที่2 ราคาปลาดุกที่เกษตรกรขายได้หน้าฟาร์ม ปี2561 – 2565ปี ขนาดใหญ่(2 ตัว/กก.)ขนาดกลาง(3-4 ตัว/กก.)ขนาดเล็ก(5 ตัว/กก.)%การเปลี่ยนแปลงใหญ่ กลาง เล็ก2561 43.9 39.1 27.6 - - -2562 48.8 43.9 40.2 +11.1 +12.2 +45.62563 49.3 49.1 40.5 +1.0 +11.9 +0.82564 48.0 36.3 37.4 -2.8 -26.1 -7.62565 50.5 57.2 43.9 +5.3 +57.8 +17.2เฉลี่ย48.1 45.1 37.9 +3.7 +13.9 +14.0หน่วย : บาท/กก.ที่มา: ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร และจากการค านวณภำพที่ 29 | ราคาปลาดุกที่เกษตรกรขายได้หน้าฟาร์ม ปี2561 – 2565 ที่มา: ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร และจากการค านวณบทที่3 - 78 -สถานการณ์สินค้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์


3. สถำนกำรณ์กำรค้ำ3.1 กำรน ำเข้ำการน าเข้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์ของไทยในช่วงปี 2561 – 2565 ปริมาณเฉลี่ยปีละ 995.2 ตัน คิดเป็นมูลค่า 22.2 ล้านบาท ทั้งปริมาณและมูลค่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.7 และ 10.1 ตามล าดับ ซึ่งการน าเข้าในปี2562 ปริมาณและมูลค่าน าเข้าสูงสุดเป็นรูปแบบผลิตภัณฑ์ปลาดุกมีชีวิตจากมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม การน าเข้าในปี 2565 ลดลงทั้งปริมาณและมูลค่า ร้อยละ49.4 และ 41.0 ตามล าดับ เมื่อเทียบกับปี2564 เนื่องจากไม่มีการน าเข้าในรูปแบบผลิตภัณฑ์เนื้อปลาดุกแบบอื่น ๆ แช่เย็นจนแข็งจากจีน (ตารางที่3 และภาพที่30)เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนมูลค่าการน าเข้าของไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าตลาดหลักที่มีการน าเข้ามากที่สุด คือ มาเลเซีย ร้อยละ 75.1 รองลงมาคือ จีน ร้อยละ 22.2 และประเทศอื่น ๆ ร้อยละ 2.7 ส าหรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่น าเข้าเป็นปลาดุกมีชีวิต ร้อยละ 75.1 ปลาดุกแช่เย็นจนแข็ง ร้อยละ 18.5 และเนื้อปลาดุกแบบอื่น ๆ แช่เย็นจนแข็ง ร้อยละ 6.4 ของมูลค่าการน าเข้าปลาดุกทั้งหมด (ภาพที่31)ตำรำงที่3 ปริมาณและมูลค่าการน าเข้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์ ปี 2561 - 2565ที่มา: กลุ่มวิเคราะห์การค้าสินค้าประมงระหว่างประเทศ กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง ประมวลข้อมูลจากกรมศุลกากรและจากการค านวณปี ปริมาณ (ตัน) มูลค่า (ล้านบาท)%การเปลี่ยนแปลงปริมาณ มูลค่า2561 656.7 15.0 - -2562 1,533.3 31.1 +133.5 +107.52563 1,260.2 27.5 -17.8 -11.52564 1,013.4 23.5 -19.6 -14.62565 512.3 13.9 -49.4 -41.0เฉลี่ย 995.2 22.2 +11.7 +10.1บทที่3 - 79 -สถานการณ์สินค้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์


ภำพที่ 30 | การน าเข้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์ ปี 2561 – 2565ที่มา: กลุ่มวิเคราะห์การค้าสินค้าประมงระหว่างประเทศ กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมงประมวลข้อมูลจากกรมศุลกากรภำพที่ 31 | สัดส่วนมูลค่าการน าเข้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์ ปี 2561 – 2565ที่มา: กลุ่มวิเคราะห์การค้าสินค้าประมงระหว่างประเทศ กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมงประมวลข้อมูลจากกรมศุลกากรบทที่3 - 80 -สถานการณ์สินค้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์


3.2 กำรส่งออกการส่งออกปลาดุกและผลิตภัณฑ์ของไทยในช่วงปี 2561 – 2565 ปริมาณเฉลี่ยปีละ1,424.7 ตัน คิดเป็นมูลค่า 68.1 ล้านบาท ทั้งปริมาณและมูลค่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 และ 9.1 ตามล าดับ ซึ่งการส่งออกในปี2563 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกสูงสุดเป็นผลิตภัณฑ์ ปลาดุกสดแช่เย็นไปยังกัมพูชา และเนื้อปลาดุกแบบอื่น ๆ แช่เย็นจนแข็งไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อย่างไรก็ตามการส่งออกในปี 2565 ลดลงทั้งปริมาณ และมูลค่า ร้อยละ 14.7 และ 1.8 ตามล าดับ เมื่อเทียบกับปี2564 ซึ่งเป็นการลดลงจากผลิตภัณฑ์เนื้อปลาดุกแบบอื่น ๆแช่เย็นจนแข็งไปยังกัมพูชา (ตารางที่4 และภาพที่32)เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนมูลค่าการส่งออกของไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าตลาดหลักที่มีการส่งออกมากที่สุด คือ กัมพูชา ร้อยละ 17.2 รองลงมาคือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ร้อยละ 16.1 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ร้อยละ 15.6 ญี่ปุ่น ร้อยละ 10.7เกาหลีใต้ ร้อยละ 8.8 และประเทศอื่น ๆ ร้อยละ 31.6 ส าหรับผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกเป็นปลาดุกแช่เย็นจนแข็ง ร้อยละ 45.7 ปลาดุกมีชีวิต ร้อยละ 33.6 เนื้อปลาดุกแบบอื่น ๆ แช่เย็นจนแข็งร้อยละ 12.7 ปลาดุกสดแช่เย็น ร้อยละ 7.6 และปลาดุกแห้งไม่รมควัน ร้อยละ 0.4 ของมูลค่าการส่งออกปลาดุกทั้งหมด (ภาพที่33) ตำรำงที่4 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกปลาดุกและผลิตภัณฑ์ ปี 2561 – 2565ที่มา: กลุ่มวิเคราะห์การค้าสินค้าประมงระหว่างประเทศ กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง ประมวลข้อมูลจากกรมศุลกากรและจากการค านวณปี ปริมาณ (ตัน) มูลค่า (ล้านบาท)%การเปลี่ยนแปลงปริมาณ มูลค่า2561 1,922.6 81.7 - -2562 854.4 42.4 -55.6 -48.02563 1,908.6 92.9 +123.4 +119.12564 1,315.7 62.3 -31.1 -33.02565 1,122.1 61.2 -14.7 -1.8เฉลี่ย 1,424.7 68.1 +5.5 +9.1บทที่3 - 81 -สถานการณ์สินค้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์


ภำพที่ 32 | การส่งออกปลาดุกและผลิตภัณฑ์ ปี 2561 – 2565ที่มา: กลุ่มวิเคราะห์การค้าสินค้าประมงระหว่างประเทศ กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมงประมวลข้อมูลจากกรมศุลกากรภำพที่ 33 | สัดส่วนมูลค่าการส่งออกปลาดุกและผลิตภัณฑ์ ปี 2561 – 2565ที่มา: กลุ่มวิเคราะห์การค้าสินค้าประมงระหว่างประเทศ กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมงประมวลข้อมูลจากกรมศุลกากรบทที่3 - 82 -สถานการณ์สินค้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์


4. ปัญหำอุปสรรค4.1 ต้นทุนการผลิต เช่น ค่าอาหารเม็ดส าเร็จรูป ค่าพลังงาน และปัจจัยการผลิตอื่น ๆปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น4.2 เกษตรกรขาดการรวมกลุ่ม ในการสร้างอ านาจต่อรองราคา4.3 เกษตรกรสูญเสียโอกาสในการส่งออก เนื่องจากเกษตรกรไม่มีหนังสือก ากับการจ าหน่ายลูกพันธุ์สัตว์น ้า (FMD) และหนังสือก ากับการจ าหน่ายสัตว์น ้า (MD) รวมทั้งฟาร์มที่ได้รับมาตรฐาน GAP มีจ านวนน้อย5. แนวทำงแก้ไขปัญหำอุปสรรค5.1 สนับสนุนและส่งเสริมเทคโนโลยีด้านการเพาะเลี้ยงปลาดุก เพื่อเป็นทางเลือกลดต้นทุนการผลิตและการปรับปรุงพันธุ์ปลาดุกเพื่อการเพาะเลี้ยงอย่างยั่งยืน5.2 ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตรวมถึงสร้างอ านาจต่อรองในการก าหนดราคาขายสินค้า5.3 ส่งเสริมให้เกษตรกรตระหนักถึงความส าคัญในการสร้างฟาร์มให้ได้มาตรฐาน GAP เพื่อเพิ่มช่องทางในการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ5.4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด าเนินการตามแผนพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตและการแปรรูปสัตว์น ้า พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นแผนจัดท าโดยกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น ้าจืดกรมประมง เพื่อส่งเสริมผลักดันการเพาะเลี้ยงปลาดุกเพื่อการแปรรูปในจังหวัดภาคใต้และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์สู่ความเป็นมืออาชีพ 5.5 กรมประมง โดยกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น ้าจืด ด าเนินการจัดท าแผนพัฒนาปฏิบัติการพัฒนาปลาดุก ปี 2565 - 2570 เพื่อกรอบแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมปลาดุกตลอดห่วงโซ่คุณค่า และพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลาดุกของไทยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดบทที่3 - 83 -สถานการณ์สินค้าปลาดุกและผลิตภัณฑ์


แหล่งที่มำของข้อมูล- 84 -1. ข้อมูลสถิติปริมาณผลผลิต มูลค่า เนื้อที่เลี้ยง และผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ : กลุ่มสถิติการประมง กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง กรมประมง2. แผนพัฒนาปฏิบัติการพัฒนาปลาดุก ปี 2565-2570 : กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น ้าจืด กรมประมง3. ราคาปลาดุกที่เกษตรกรขายได้หน้าฟาร์ม : ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร4. ข้อมูลการน าเข้าและส่งออก : กลุ่มวิเคราะห์การค้าสินค้าประมงระหว่างประเทศ กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง กรมประมง ประมวลข้อมูลจากกรมศุลกากร


Click to View FlipBook Version