The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยที่ 7 ประชากรกับการเมืองการปกครอง
หลักสูตร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by poypoyooh, 2022-05-25 02:34:53

หน่วยที่ 7 ประชากรกับการเมืองการปกครอง

หน่วยที่ 7 ประชากรกับการเมืองการปกครอง
หลักสูตร

หนว่ ยท่ี 7
ประชากรกับการเมอื งการปกครอง
***************************************

ประชากรนครศรธี รรมราช

ศึกษาเกี่ยวกับประชากรจังหวัดนครศรีธรรมราช การตั้งรกรากถิ่นฐาน การย้ายที่อยู่อาศัย เชื้อชาติ
ศาสนา และวัฒนธรรม อัตราการเกิดและตายของประชากรจังหวัด ตั้งแต่อดีตสมัยก่อนประวัติศาสตร์
จงั หวัดนครศรธี รรมราชจนถงึ ปัจจุบัน

สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตรใ์ นนครศรีธรรมราช

ในทางโบราณคดสี มยั ก่อนประวัติศาสตร์ คือ ช่วงเวลา
ท่มี นุษยย์ ังไมร่ ูจ้ ักบันทกึ เร่ืองราวอันเปน็ ตัวอกั ษรให้มนุษยส์ มัย
ปัจจบุ นั สามารถอ่าน แปลความหมายออกได้

จากหลักฐานทางโบราณคดีปรากฏว่า จังหวัด
นครศรีธรรมราช เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์สมัยก่อน
ประวัติศาสตร์พื้นที่เป็นป่าเขามาก่อนที่จะเป็นพื้นที่ราบชายฝ่ัง
ทะเล
การตั้งถิ่นฐานและชมุ ชนโบราณ พุทธศตวรรษท่ี 12 – 18

ร่องรอยชุมชนโบราณตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 มีปรากฏ
ในที่ราบเชิงเขา และที่ราบริมแม่น้ำทางทิศตะวันออก
ของเทอื กเขาหลวง ภูมปิ ระเทศบริเวณนด้ี า้ นหนึ่งติดทะเล ถดั ไปมี
แนวสันทรายทอดยาวตามแนวทิศเหนือและทิศใต้ ส่วนทาง
ตะวันตกเป็นแนวเทือกเขานครศรีธรรมราช เป็นแหล่งต้นน้ำของ
คลองหลายสาย จากแนวเทือกเขาจดฝังทะเล ประมาณ 15 - 20
กิโลเมตร เป็นแผ่นดินที่อุดมด้วยปุ๋ยจากธรรมชาติจากตะกอน
ทับถมของแม่น้ำ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่าน
จึงเหมาะแก่การทำนาเลีย้ งชมุ ชนขนาดใหญ่

กจิ กรรมการเรยี นรู้
1. ครูนำเข้าสู่บทเรียนด้วยการเล่าเรื่อง ศึกษาเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาจังหวัดนครศรีธรรมราช

และบุคคลสำคัญ ๆ และสนทนากบั นกั เรียนถึงประวัติและบุคคลสำคญั ๆ ทีน่ ักเรียนรู้จัก และผลงานที่ปรากฏ
ตอ่ สังคม ชุมชน และท้องถ่ิน

2. ครูแบ่งกลุ่มให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลบุคคลสำคัญ ๆ ภายในจังหวัดจากห้องสมุด และแหล่งเรียนรู้
อ่นื ๆ เชน่ จากผู้ปกครอง หรือ ป่ยู า่ ตายาย

3. ใหน้ กั เรียนจดั ทำสมดุ เล่มเล็ก หรอื บนั ทึกลงในสมดุ เร่อื ง บคุ คลสำคัญในจังหวัด
4. ให้นักเรียนศึกษาสนทนาอภิปรายโครงสร้างอำนาจหน้าที่และประโยชน์ที่ชุมชนจากได้รับจาก
องคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. อบจ. เทศบาล แลว้ ให้นกั เรยี นทำเปน็ ผังความคดิ
5. ให้นักเรียน ค้นคว้า ศึกษาสอบถามจากผู้นำชุมชนผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกี่ยวกับ
ผลประโยชน์ท่ีประชาชนได้รับจากองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ อบต. เทศบาล อบจ.
6. ให้นักเรียนเปรยี บเทยี บหนา้ ที่ขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน อบต. เทศบาล อบจ.กับรฐั บาล
7. ครูแบ่งกลุ่มสนทนา อภิปราย บทบาทหน้าที่ของตนเองเกี่ยวกับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น จังหวัด
และประเทศ

การวดั ผลประเมินผล

รายการ วิธีการ เคร่ืองมือ

1. สนทนา ศึกษาประวัติ และผลงานของบุคคลสำคัญ ๆ ภายในจังหวัด 1.นำการสนทนา 1. แบบสอบถาม

นครศรีธรรมราช จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆผู้ปกครอง ปู่ย่า ตายาย และให้ 2.การสอบถาม 2.แบบสงั เกตการณท์ ำงาน

บันทกึ ลงในสมดุ /จัดทำสมดุ เลม่ เลก็ 3. การสังเกตการณ์ทำงาน 3.แบบตรวจชน้ิ งาน

4.การนำเสนอผลงาน(การศกึ ษาค้นคว้า/รายงาน) 4.แบบประเมินผลงาน

2. อภิปราย ศึกษา โครงสร้าง อำนาจ บทบาทหน้าที่ และประโยชน์ท่ี 1.นำการสนทนา 1. แบบทดสอบ

ชมุ ชนจะไดร้ ับจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเทศบาล ตำบล อบต. และ 2.การสอบถาม 2. แบบสอบถาม

บันทึกลงสมุดงาน 3. การทดสอบ 3. แบบประเมินผลงาน

4.การประเมนิ ผลงาน(รายงานการศึกษาคน้ คว้า 4.แบบตรวจช้นิ งาน

การสมั ภาษณ์ อภปิ รายวเิ คราะห์ สรุป)

3. ศึกษา อภิปราย เปรียบเทียบ อำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วน 1.การสอบถาม 1. แบบสอบถาม

ท้องถิ่นกับรัฐบาลและประโยชน์ที่ชุมชนได้รับจากองค์กรปกครองส่วน 2.การทดสอบ 2. แบบทดสอบ

ทอ้ งถน่ิ 3. การนำเสนอผลงาน 3. แบบประเมินผลงาน

4.จัดทำรายงานสรปุ ช้ินงาน 4.แบบตรวจชน้ิ งาน

4. แบ่งกลุ่มสนทนา อภิปราย บทบาทหน้าที่ของตนเอง เกี่ยวกับการ 1.นำการสนทนา 1. แบบสอบถาม

เลอื กตง้ั ระดบั ทอ้ งถ่ิน จังหวัดและประเทศ 2. การสอบถาม 2. แบบทดสอบ

3.การมสี ่วนรว่ มในการทำกิจกรรม 3. แบบประเมินผลงาน

4.การจัดทำรายงานสรปุ ชิ้นงาน 4. แบบตรวจช้ินงาน

ลักษณะชุมชนเมื่อแรกตั้งเป็นชุมชนการค้า ซึ่งการติดต่อกับดินแดนโพ้นทะเลมีวัฒนธรรมและ

เทคโนโลยกี ้าวหน้ากว่ายังผลใหเ้ กิดความเปล่ยี นแปลงทางสังคม เศรษฐกจิ และวัฒนธรรมอยา่ งช้า ๆ จนชุมชน

พัฒนาเตบิ โตเป็นศูนยก์ ลางการค้าทางทะเลบนคาบสมทุ รไทยในพุทธศตวรรษที่ 18

โดยเหตุที่ภูมิประเทศเป็นป่าดิบที่อุดมสมบูรณ์ จึงมีผลผลิตจากป่าอยู่มาก เช่น ขี้ผึ้ง ไม้ฝา งาช้าง

หนังสัตว์ เป็นสินค้าส่งออกชายฝั่งตะวันออกจึงเป็นแนวชายฝั่งที่นิยมตั้งถิ่นฐาน เพราะสะดวกในการติดต่อ

คา้ ขายกันกบั ดินแดนโพ้นทะเล เช่น อินเดีย เวียดนาม และภาคกลางของประเทศไทย

สังคมและชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช มีพัฒนาการที่ยาวนาน ซึ่งจากหลักฐานทางโบราณคดีและ

ประวัติศาสตร์ พอจะสันนิษฐานได้ว่าคนจังหวัดนครศรีธรรมราช ยุคก่อนประวัติศาสตร์อาศัยอยู่ในถ้ำ

บรเิ วณปา่ เขา และบนเกาะตา่ ง ๆ รวมทั้งท่ีราบตามรมิ ฝั่งแมน่ ้ำ ยังชีพดว้ ยการล่าสัตว์ จบั สัตวน์ ำ้ และหาของป่า
รจู้ กั การทำภาชนะ เครื่องมือและเครอื่ งนงุ่ หม่ มคี วามเช่อื ในเร่ืองส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิ และเคารพภตู ผี

การตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณของจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ค้นพบตามหลักฐานร่องรอย
การตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณสมัยประวัติศาสตร์ก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ตามหลักฐานวรรณคดีและ
วัตถโุ บราณคดที ่ีปรากฏ ไดแ้ ก่

1. ชุมชนโบราณบนหาดทรายแก้ว ปรากฏร่องรอยการ
ตั้งถิ่นฐาน ตามแนวลำน้ำใหญ่ไหลมาจากภูเขาทางตะวันตกผ่าน
สันทรายออกไปสู่ทะเลอ่าวไทยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณ
แนวสันทรายหรือที่เรียกว่า หาดทรายแก้ว พบปรากฏร่องรอย
ตามนักโบราณคดี

2. ชุมชนโบราณบ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอเมือง
นครศรีธรรมราช นักโบราณคดี สันนิษฐานว่าเป็นศูนย์กลางของ
ตามพรลิงค์ในยุคแรก เนื่องจากเป็นจุดที่คลองถ้าเลื่อนไหลออก
ทะเล ในอดีตน่าจะเป็นร่องน้ำลึกที่เรือเดินทะเลสามารถเล่นเข้า
มาจอดได้ และพบหลักฐานสำคัญ คือ เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์
ถัง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 15 เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์
ซ้อง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 - 19 เครื่องสังคโลกสมัยสุโขทัย
และเงินตราต่างชาติจำนวนมากในซากเรือบรรทุกสินค้าหลายลำ
ที่จมอยใู่ นบรเิ วณปากอา่ วและลำคลองแหง่ น้ี

3. ชุมชนโบราณเมืองพระเวียง ตำบลพระเวียง
ตำบลในเมอื ง อำเภอเมอื งนครศรีธรรมราช ลักษณะของเมืองเป็น
รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 450 × 1,100 เมตร วางตามแนวทิศ-
ทิศใต้ มีคูเมือง และแนวกำแพงดินล้อมรอบอย่างละชั้นภายใน
เมืองมีวัดโบราณหลายแห่ง เช่น วัดสวนหลวงตะวันออก ปัจจุบัน
เป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัดพระเวียง ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง
สถานสงเคราะหเ์ ดก็ ชายบ้านศรีธรรมราช(กรมประชาสงเคราะห์)

4. ชุมชนเมืองโบราณนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ตำบลในเมือง
อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ขนาด 500 × 2,239 เมตร วางยาวตามแนวเหนือใต้บนแนว
สันทรายขนาบด้วยที่ราบลุ่ม มีคูเมือง กำแพงเมืองล้อมรอบ
จากตำนานเมืองนครศรีธรรมราช และพระบรมธาตุเมือง
นครศรีธรรมราชกล่าวถึงประวัติ การสร้างเมืองบนหาดทราย
แก้ว สถานที่ฝังพระทันตธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
กับการสร้างพระบรมมาธาตุเจดีย์ว่าเมืองนี้ สร้างขึ้นราวพุทธ

ศตวรรษที่ 11 โดยพระเจ้าศรีธรรมโศกราชแต่ไม่มีปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันได้ว่า
นครศรธี รรมราชสร้างขน้ึ ได้ แต่โบราณสถานทเ่ี ก่าแก่ทส่ี ดุ สามารถกำหนดอายุรปู ศิลปกรรมได้ คอื พระบรมธาตุ
เจดีย์ที่วัดมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นเจดีย์ทรงกลมศิลปะลังกาแบบที่พบในเมืองโปโลนา กำหนดอายุราวพุทธ
ศตวรรษท่ี 18

ลกั ษณะอุปนสิ ัยของคนจงั หวดั นครศรธี รรมราช

โดยทว่ั ไปลักษณะอปุ นิสัยของคนจังหวัดนครศรธี รรมราชมีลักษณะคล้ายๆกับคนภาคใต้ท่ัวไปดังน้ี
1. ชอบนับญาติ หมายถึง ความสัมพนั ธ์ในสายสกลุ เดียวกัน หรือมีความเกี่ยวข้องกัน บางครั้งเรยี กว่า
”เป็นดอง” กัน จึงมีการ “นับญาติ/ชุมญาติ” หรือเรียกว่า “สาวย่าน” กันถึงจะรักกันอย่างเหนียวแน่น
เม่ือมีงานหรือกิจกรรมใด ๆ สำคญั กจ็ ะกลับมา ”รวมญาติ” อยา่ งพรอ้ มเพรียง
2. รักพวกพ้อง แม้ว่าไม่ได้เป็นญาติกัน แต่หากเป็นคนจังหวัดเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน จะเกิด
การรวมกลุ่มกัน “ผูกเกลอ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อออกไปอยู่ต่างถิ่นก็จะปรากฏเห็นชัด คนนครศรีธรรมราช
มักรวมกลุ่มพบปะสังสรรค์เพื่อรู้จักกัน เชื่อมความสามัคคีระหว่างกัน ทำกิจกรรมเพื่อสาธารณะประโยชน์
และมีโอกาสจะ “เเหลงใต”้ กนั
3. รักภาค / ถน่ิ ฐาน ในภาพรวมเป็นคนนครศรธี รรมมราชท่มี ีความรู้สึกภาคนยิ มสูง มีความหยิ่ง และ
ภูมิใจในท้องถิ่นที่อยู่ รวมถึงการใช้ภาษาใต้ด้วย แม้ว่าจะตกไปอยู่ถิ่นอื่น ยังมีความภูมิใจลึก ๆ ว่าเขาเกิด
มาเป็นคนใตน้ บั วา่ เป็นเอกลักษณศ์ ักดศ์ิ รปี ระการหนงึ่
4. รักตายาย คำว่าตายายในที่นี้ หมายถึง บรรพบุรุษ เน้นการนับถือผีตายาย (เดิมคงเน้นสายสกลุ แม่
เปน็ สำคัญ) แต่คำว่าตายายโดยทวั่ ไป หมายถงึ บรรพบรุ ษุ ของทกุ ฝา่ ย เปน็ พฤติกรรมทเ่ี ปน็ แบบอย่างของความ
เคารพ กตญั ญกู ตเวทสี ำนกึ ในบุญคณุ บรรพบุรษุ สบื ต่อมาช้านานจนเป็นวฒั นธรรม ท่ีเด่นชดั “งานสารทเดือน-
สิบ” ของจังหวัด เป็นงานใหญแ่ ละเป็นวัน “ชมุ ญาต/ิ รวมญาต”ิ กนั อกี ด้วย
5. ใจสู้ หมายถงึ การมใี จกล้าน่นั เอง กล้าสู้ กลา้ คิด กลา้ ทำกลา้ ที่เผชญิ หนา้ กบั เหตกุ ารณห์ รอื อุปสรรค
ที่เกิดขึน้ พรอ้ มท่จี ะออกหนา้ มีลักษณะท่ีค่อนขา้ งจะไม่กลวั ใคร จงึ กลา้ ที่จะตัดสินใจเปน็ ลักษณะแหง่ ผนู้ ำได้
6. ใจใหญ่ คำว่า “ใหญ่” หรือบางทีว่าใจนักเลง แต่มิใช่นักเลงหัวไม้ เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย ใจกว้าง
ยอมเสียสละเพื่อช่อื เสียง แมต้ วั เองจะตอ้ งเสียผลประโยชนไ์ ปบา้ ง เอาหนา้ ไวก้ ่อน
7. ไม่หวาน หมายถึง การพูด คนนครศรีธรรมราชพูดหยาบ สำเนียงห้วนสั้น ไม่มีหางเสียง อาจมีส่วน
อยู่บ้าง เพราะสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์เป็นตัวกำหนด แต่ให้ดูกันที่ความจริงใจ ถ้าบอกว่าช่วยก็ช่วยจริง
ไม่ทง้ิ กนั ถา้ บอกว่ารกั กร็ ักจริงไมห่ ลอกกัน
8. หัวหมอ เป็นมุมมองหนึ่งของต่างถิ่น คงเป็นเพราะว่าคนนครศรีธรรมราช มักไม่ยอมก้มหัวให้ใคร
ง่าย ๆ ซึ่งความจริงลักษณะคนหัวหมอ คือ การที่มีความคิดอ่านทันคน รู้มาก จึงไม่ยอมสยบให้กับความ
ยุติธรรมท้งั ปวงอยา่ งง่ายน่นั เอง
9. ชอบความเป็นอิสระ เป็นลักษณะหนึ่งของคนนครศรีฯ อาจสืบลักษณะนิสัยมาจากโบราณที่คนใต้
ปกครองตนเองมาโดยตลอดสมัยประวัติศาสตร์ ด้วยเป็นดินแดนไกลศูนย์กลางการปกครอง จึงสร้าง
สมคุณลักษณะต้องพึ่งตนเอง ทำให้หย่ิงและรักศักดิ์ศรีของมาตุภูมิ เกิดค่านิยมช่วยเหลือตนเองมากกวา่ แบมือ
ขอคนอน่ื

10. รักศักดิ์ศรี พฤติกรรมนี้เกิดจากลักษณะรวม ๆ เกิดขึ้นตามสภาวการณ์หลายอย่าง จึงเกิดความ
ภูมิใจจึงไม่แสดงพฤติกรรมใด ๆ ที่ทำให้คนอื่นดูถูกประณามท้องถิ่นของตน สังเกตได้จากคนใต้ที่เป็นขอทาน
หรือโสเภณนี ้อยนดิ โดยสถติ ิ

11. เชื่อเรื่องกรรม ความเชื่อดังกล่าวคงสืบเนื่องมาจากศาสนาที่สืบทอดมาถึงลูกหลาน อันเป็นเหตุ
ปัจจัยไม่ให้คนทำชั่วเพราะกลัวกรรมสนอง ศัพท์ภาษาถิ่นที่ว่า “ใช้ชาติ” จะเป็นคำตอบของความเชื่อของ
คนนครเปน็ อยา่ งดี เป็นวัฒนธรรมความเชื่อท่ีว่าผลมาจากเหตุนัน่ เอง

บุคคลสำคัญ

ตามประวัติศาสตร์และตำนานจังหวัดนครศรีธรรมราช มีผลงานของผู้กระทำความดี และเป็น
ประโยชน์ต่อการพัฒนาความเจริญของบ้านเมือง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพระมหากษัตริย์
นักปกครอง นักบริหาร นักการเมืองที่มีความเสียสละ กล้าหาญ ความอดทน เป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลัง
ได้จารึกคุณงามความดี เพอ่ื เป็นแบบอย่างสืบไป

1. พระเจา้ ศรีธรรมาโศกราช

พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เป็นปฐมกษัตริย์เป็นต้นราชวงศ์ปทุมวงศ์ แห่งอาณาจักรตามพรลิงค์
เป็นผู้สร้างเมืองนครศรีธรรมราช จากชุมชนเดิมซึ่งมีชื่อเรียกว่า ตามพรลิงค์ บนหาดทรายแก้ว ปัจจุบันอยู่
บริเวณตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 17 จนกลายเป็นนครรัฐ
หรือเป็นอาณาจักรใหญ่ในคาบสมุทรไทยก่อนที่จะเข้าร่วมอยู่ในราชอาณาจักรไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 20 พระนามกษัตริย์พระองค์ปรากฏอยู่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เช่น
ตำนานเมอื งนครศรีธรรมราช และจารึกของแมน่ างเมอื ง

ตามตำนานได้กล่าวเล่าขานกันว่า พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชเป็นชาวอินเดีย ไม่ปรากฏวันพระราช
สมภพ และนามพระบิดาแลพระมารดา แต่มีพระอนชุ า 2 พระองค์ พระเจ้าจนั ทรภาณุ และพระเจ้าพงษาสุระ
พระองคม์ คี วามเส่ือมใสในพระพทุ ธศาสนามาก่อน เมอื่ ได้มาสรา้ งบ้านเมืองใหม่ข้ึน กไ็ ด้นำเอาพระพุทธศาสนา
เข้ามา นอกจากนั้นยังได้นำเอาลัทธิความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ เข้ามาด้วย แต่เนื่องจากวิธีการปฏิบัติทาง
โลกมากกว่าทางธรรมจึงทำให้พิธีการของพราหมณ์ซึ่งเป็นทางโลกส่วนมาก เข้ามาเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคน
ในดินแดนนี้มาก จึงทำให้ภาษาสันสกฤตซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในศาสนาพราหมณ์ก็นำมาใช้ด้วย

พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชได้สรา้ งเมืองนครศรธี รรมราชขึ้นราว ๆ พ.ศ. 1098 ในชั้นแรกควรทัว่ ไปไม่ได้เรยี กวา่
“นครศรีธรรมราช” แตเ่ รียกวา่ “พลงิ ” ตามคมั ภรี ์บาลี และ “ตามพรลิงค์” ทีป่ รากฏในศลิ าจารึกเมอื งไชยาต้ังแต่
อดตี มาจนถึงทุกวนั น้ี

ผลงานและพระเกยี รติคณุ

พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชเป็นผู้สร้างเมืองนครศรีธรรมราช และสร้างสถูปเจดีย์ที่เรียกว่า
“พระบรมธาตุ” ทเ่ี ปน็ ปชู นียสถานที่สำคัญค่บู ้านคูเ่ มอื งของไทย

2.ประเจา้ จนั ทรภาณุ

พระเจ้าจันทรักษ์ภาณุ ตามประวัติจากหลักฐานตำนานเมืองและตำนานพระธาตุทราบว่า

พระเจ้าจันทรักษ์ภาณุ เป็นพระอนุชาของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เมื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชถึงแก่กรรม

เมื่อศักราช 1200 ปี พญาจันทรภาณุ เป็นเจ้าเมืองมีพระนามว่า “พระเจ้า

จันทรภาณุ” นับเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งในราชวงค์ศรี

ธรรมาโศกราช หรอื อาณาจักร ตามพรลิงค์ เป็นกษัตริย์ที่

ทรงเผยแผ่พระเดชานภุ าพขจรไปยงั แขวนไกลทีส่ ุด คือ เกาะลังกา โดยการ

ยกทัพไปตีถงึ 2 ครั้ง ตามประวตั จิ ากหลกั ฐานตำนานเมอื งและตำนานพระ

ธาตุทราบว่าพระเจา้ จันทรภาณุ ไดต้ ั้งอารามกอ่ พระเจดยี ์ ปลูกพระศรีมหา

โพธิรายทางมาจนถึงเมืองนคร มีข้อความปรากฏอยู่ในศิลาจารึกตอนหนึ่ง

ว่า “พระเจ้าผู้ปกครองเมืองนคร ตามพรลิงค์เป็นผู้อุปถัมภ์

ตระกลู ปทมุ วงค์ พระหตั ถข์ องพระองค์มีฤทธ์ิ มีอำนาจ ด้วยอนุ

ภาพแห่งบุญกุศล ซึ่งพระองค์ได้ทำกระทำแก่มนุษย์ ทั้งปวง

ทรงเดชานุภาพดุจพระอาทิตย์ พระจันทร์ และมีเกียรติอันเลื่องลือ ทรงพระนาม

จนั ทรภาณศุ ริ ธิ รรมราช เม่ือกลยี คุ 4332

ผลงานและพระเกยี รตคิ ณุ

1. ประกาศอิสระภาพจากอาณาจกั รศรีวิชัยให้แก่นครศรีธรรมราช ตอนน้นั นครศรีธรรมราข เป็นรัฐ
หนึ่งของศรีวิชัย ในขณะที่อาณาจักรศรีวิชัยอ่อนแอ พระเจ้าจันทรภาณุจึงประกาศเอกราชจาก
อาณาจกั รศรวี ชิ ัย ในราว พ.ศ. 1773 และอาณาจักรศรีวิชัยกถ็ ึงกาลอวสานในราวปี พ.ศ. 1838

2. ยกทัพไปตลี งั กา 2 ครงั้ ดงั นี้
ครั้งที่ 1 ยกไปตีลังกาในราวปี พ.ศ. 1750 ในสมัยของพระเจ้าปรักกรมพาหุ กษัตริย์แห่งลังกา
ในการรบครั้งนี้ได้รับชัยชนะ เป็นเหตุให้แสนยานุภาพของพระองค์แผ่ไปตลอดแหลมมาลายู และเกิดมี
อาณานิคมของตามพรลิงค์อยู่ในลังกา และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ลังกาต้องมอบพระพุทธสิหิงค์ให้ในโอกาสต่อมา
และชาวลังกาเรียกพระนามของพระองค์วา่ “ชวากะ”

ครั้งท่ี 2 ยกทัพไปตีลังกาครั้งน้ี อยู่ในระหว่าง พ.ศ. 1801 - พ.ศ. 1803 นักประวัติศาสตร์บางท่าน
มีความเห็นว่า ในการรบครั้งนี้พระองค์มิได้กรีธาทัพไปโดยพระองค์เอง แต่มอบหมายให้ราชโอรสพร้อมด้วย
นายพลสำคัญไปรบแทน

การไปรบลังกาในครั้งหลังนี้พระเจ้าจันทรภาณุ ได้รับความช่วยเหลือจากทหารชาวทมิฬโจฬะ และ
พวกปาณฑย์ ซึ่งเป็นศัตรูกับชาวลังกามาแต่โบราณ และได้ยกพลขึ้นบกที่มหาติตถะ ทางฝ่ายนครศรีธรรมราช
มีเจ้าชายวีรพาหุเป็นแม่ทัพ ในระยะแรกฝ่ายพระเจ้าจันทรภาณุมีชัยชนะในการรบ แต่ระยะหลังกองทัพของ
พวกปาณฑย์เกิดกลับใจไปร่วมรบกับพวกลังกา ตีพวกทมิฬโจฬะแตกพ่าย ทำให้ทัพของพระเจ้าจันทรภาณุ
ถกู ลอ้ มนักประวัตศิ าสตร์บางท่านกลา่ วว่า พระองค์ส้ินพระชนม์ในสนามรบ แต่บางท่านบอกวา่ พระองค์เสด็จ
กลับมาได้ และอยู่ตอ่ มาอีกหลายปีจงึ สน้ิ พระชนม์

3. สร้างวดั อาราม อาจารย์มานติ วลั ลโิ ภดม ไดส้ ืบสาวเรอื่ งราวเกี่ยวกับเร่ืองน้ีได้ความว่า ในระหว่าง
พ.ศ. 1776 – 1823 นครศรีธรรมราชว่างจากสงครามมีเวลาว่าง จึงได้สร้างวัดขึ้นหลายวัด เช่น วัดพระเดิม
หรอื วดั หวา้ ทยานหรือวดั หวา้ อุทยาน และไดม้ กี ารปลูกตน้ พระศรีมหาโพธิไวท้ ุกวดั ดว้ ย

4. ตั้งลัทธิลังกาวงค์ขึ้นที่นครศรีธรรมราช ในช่วงที่พระเจ้าจันทรภาณุได้ส่งทูตไปเมืองลังกา
เพื่ออัญเชิญพระพุทธะสิหิงค์ ก็ได้ส่งพระภิกษุชาวนครศรีธรรมราชไปศึกษาพระธรรมวินัยแบบหินยานของ
ลังกาและตอนกลับก็ได้เชิญพระภิกขุชาวลังกาพร้อมชนชาวลังกามาด้วย มาตั้งคณะสงฆ์ขึ้นใหม่ที่
นครศรธี รรมราช เรียกวา่ “พระพทุ ธศาสนาลัทธิลงั กาวงศ์” แทนพระพทุ ธศาสนาแบบมหายานตามอยา่ งศรีวิชัย
ต่อมาลทั ธลิ ังกาวงศ์ก็แผ่ไปสสู่ ุโขทัย ตั้งเปน็ ปกึ แผ่นอยา่ งมน่ั คงจนถึงปัจจบุ ันน้ี

5. สร้างบรมธาตุเจดีย์ให้เป็นแบบทรงลังกา ด้วยในระยะพระบรมธาตุแบบเดิมเปน็ แบบศรีวิชัยและ
ชำรุดทรุดโทรมมาก พระภิกษุและชนชาวลังกาที่มาอยู่ที่นครศรีธรรมราช รวมทั้งชาวนครฯ เองด้วย
ลงความเห็นกันว่าเห็นควรบูรณะซ่อมแซมองค์พระบรมธาตุเสียใหม่ให้แข็งแรง โดยให้สร้างใหม่หมดทั้งองค์
แบบทรงลังกา และให้คร่อมทับพระเจดีย์องค์เดิมไว้โดยสร้างเป็นพระสถูปทรงโอคว่ำ พระเจดีย์องค์เดิมได้
ค้นพบเมอื่ คราวบูรณะปฏิสงั ขรณ์พระบรมธาตุเจดยี ใ์ นรัชกาลที่ 5 และมีหลักฐานยนื ยนั ว่าชนชาวลงั กาได้มาอยู่
ที่นครฯ จริงด้วย ในปี พ.ศ. 2475 ได้ขุดพบพระพุทธรูปลังกาทำด้วยหินสีเขียวคล้ายมรกต 1 องค์ ซึ่งพิสูจน์
แล้วแล้วว่าเป็นฝีมือของชาวลังการุ่นเก่า โดยคนพบที่บริเวณพระพุทธบาทจำลองในวัดพระธาตุฯ ปัจจุบัน
พระพุทธรูปองนี้ได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ สถานแห่งชาติ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
จังหวดั นครศรธี รรมราช

3. เจา้ พระยานคร (พัฒน์)

เจ้าพระยานคร (พัฒน์) หรือเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) เป็นเจ้าเมืองอันดับที่ 2 ของ

นครศรีธรรมราชในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าพระยานครผู้นี้เดิมเป็นหม่อมเจ้า ในกรมหมื่นอินทรพิทักษ์

(รชั กาลที่ 3) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช

ซึ่งในพงศาวดาร เรียกว่า พระอุปราช หรือ เจ้าพัฒน์ ในสมัย

กรุงธนบุรีได้ทำราชการสนองพระเดชพระคุณพระเจ้าอยู่หัวและ

ประเทศชาติ เช่น ตามเสด็จไปราชการทัพชนะศึกมีความชอบ

หลากหลายครั้งหลายหนจนเป็นที่โปรดปรานของสมเดจ็ พระเจ้าตาก

สินยิ่งนัก ถึงกับยกหญิงปราง ชายาของพระองค์ให้เป็นชายาของ

พระอุปราช ภายหลังทราบว่าท่านหญิงนวลชายาเดิมสิ้นชีพลง เม่ือ

สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเถลิงถวัลยราชย์ เป็น

พระมหากษัตริย์ โปรดให้ถอดยศพระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) ออก

จากตำแหน่ง และให้กลับเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วทรงพระกรุณา

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระอุปราช (พัฒน์) ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการเมือง

นครศรีธรรมราช เมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2329 พระอุปราช (พัฒน์) ได้รับ

ราชการสนองพระเดชพระคุณด้วยดีตลอดมา จนกระทั่งถึงรัชสมัย

ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หลา้ นภาลยั พระอปุ ราช (พฒั น์) ไดเ้ ขา้ เฝ้าทูลละอองธลุ ีพระบาท กราบบังคม

ทูลพระกรุณาลาออกจากราชการด้วยเหตุท่ีชรามาก เกรงว่าจะทำราชการสนองพระเดชพระคุณไมด่ เี ท่าทีค่ วร

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เลื่อนยศขึ้นเป็น

“เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีศรีธรรมาโศกราชวงศ์ เชษฐพงศ์ฦาไชย อนุไทยธิบดี อภัยพิริยปรากรม

พาหุ” มีตำแหน่งที่ปรกึ ษาราชการของผู้สำเร็จราชการเมืองนครศรีธรรมราช คนใหม่ เจ้าพระยานคร

(พฒั น์) หรอื พระอปุ ราช (พัฒน์) มบี ุตรธิดาหลายคน ที่สำคญั ไดแ้ ก่

1. เจ้าจอมมารดานุ้ยใหญ่ ในรัชกาลที่ 1 คุณนวล ธิดาเจ้านคร (หนู) เป็นมารดา เป็นพระชนนี

สมเด็จกรมพระราชวงั บวรมหาศักดพิ ลเสพ ในรชั กาลท่ี 3

2. เจ้าจอมมารดานุ้ยเล็ก ในสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ในรัชกาลท่ี 1 คุณนวล

ธดิ าเจา้ นคร (หน)ู เป็นมารดา เปน็ เจ้าจอมมารดาของพระองค์เจา้ หญงิ ปัทมราช

3. เจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช ชาติเดโชชัย มไหสุริยธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ

เจา้ พระยานครศรีธรรมราช เจา้ หญิงกลางหรอื คุณหนูเลก็ ธดิ าเจา้ นคร (หน)ู เป็นมารดา

4. พระยาภกั ดีภูธร (ฉมิ ) รบั ราชการฝา่ ยพระราชวังบวร

5. ทา่ นผู้หญงิ หนู ภรรยาเจ้าพยาทิพากรวงศ์ (ขำ)

6. นายจ่ายง (ขัน)

7. พระราชภักดี (รา้ ย) ยกกระบตั รเมอื งนครศรีธรรมราช

8. คณุ ใจ มหาดเล็ก

9. คณุ เรกิ มหาดเลก็

10. คุณกนุ

ผลงานและเกียรติคณุ

เจ้าพระยานคร (พัฒน์) หรือพระอุปราช (พัฒน์) ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อพ.ศ. 2358 นับเป็นแบบอย่าง
ขา้ ราชการท่ีดผี ู้หน่งึ คอื ผู้ทไ่ี มย่ ดึ ถือในตัวบุคคลจนเกินไป แตย่ ึดถือในหลักการและประโยชน์ของสว่ นร่วม คือ
ประเทศชาตเิ ป็นท่ีต้งั ไม่ว่าเหตุการณ์บ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็ยงั สามารถปฏิบตั ิราชการงานเมืองใน
หน้าที่ด้วยดีเสมอมา มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าท่ี และต่อผู้บังคับบัญชามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นสมัย
กรุงธนบุรีหรือกรุงรัตนโกสินทร์ จะเห็นว่าเป็นโปรดปรานของพระเจ้าแผ่นดินมาทั้งสองสมัย นอกจากนั้นยัง
เป็นที่รู้จักกาล รู้จักประมาณตน ปราศจากความโลภ ความหลง เช่น เมื่ออายุมาก ไม่สามารถปฏิบัติราชการ
ด้วยดีได้ ก็กราบถวายบังคมทูลลาออก เพื่อโปรดเปิดโอกาสให้ผู้อื่นที่มีความสามารถกว่าทำหน้าที่แทน
คณุ ลกั ษณะเชน่ นีจ้ ึงทำใหเ้ จ้าพระยานคร (พัฒน์) มวี ิถชี วี ิตทดี่ ำเนินมาด้วยความรับลื่นตราบสิ้นอายขุ ยั

4. เจ้าพระยานคร (น้อย)

เจ้าพระยานคร (น้อย) หรือเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) เป็น

เจ้าเมืองอันดับที่ 3 ของนครศรีธรรมราชในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นับเป็นเจ้า

เมืองท่มี ชี ื่อเสียงโดดเดน่ กวา่ เจา้ เมอื งใด ๆ ในสมัยเดยี วกัน เพราะเป็นทั้งนกั รบ

นักปกครอง และเป็นผู้สันทัดในการช่างเป็นอย่างยอดเยี่ยม รับราชการสนอง

พระเดชพระคุณชาติบ้านเมืองด้วยความอุตสาหะ จงรักภักดี ซื่อสัตย์ต่อ

พระบรมราโชบายในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั แหง่ พระบรมมาราชจักรีวงศ์

อย่างแนว่ แนม่ ่ันคงถงึ สามรัชกาล คอื พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลก

มหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และพระบาทสมเด็จ

พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามลำดับ นับได้ว่าเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้รับ

บำเพ็ญกรณียกิจที่สำคัญแก่ชาติบ้านเมืองมายาวนาน ตั้งแต่วัยฉกรรจ์

จนกระทั่งถึงอสัญกรรม เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม 2319 ตามหลักฐานทางตามหลักฐานทางราชการ

กล่าววา่ เป็นบตุ รพระยาสธุ รรมมนตรี (พัฒน์) มารดา ชอ่ื ปราง หรือ หนเู ลก็ เรม่ิ เขา้ รับราชการอย่างจริงอยาก

จริงจังในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย คือ ในพ.ศ. 2354 กล่าวคือ

เมื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชแล้วเจ้า

พระยานคร (พัฒน์) ก็ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานถวายบังคม

ลาออกจากราชการว่ามีความชรา หูหนัก จักษุมืดมัว และหลงลืม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้ นภาลัยจึง

ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ เล่ือนเจา้ พระยานคร (พฒั น์) ขึ้นเปน็ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี และทรงต้งั พระบรริ ักษ์

ภูเบศร์ (น้อย) ผู้ช่วยราชการเมืองนครศรีธรรมราชเป็น “พระยาศรีธรรมาโศกราช” ว่าราชการ

เมืองนครศรีธรรมราช และได้เลื่อนเป็นพระยานครศรีธรรมมราช ในรัชกาลท่ี 2 ภายหลังได้

ปราบปรามกบฏเมืองไทรบุรีครงั้ เเรกใน พ.ศ. 2364 จนเป็นผลสำเร็จ และไดป้ กครองเมืองนีจ้ นถึงแก่อสัญญา

กรรม ในวันท่ี 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2381 สิรริ วมอายุได้ 62 ปี เศษ

ผลงานและเกียรติคุณ

1. ด้านการปกครอง การตีเมืองไทรบุรี เป็นเมืองที่มีปัญหาในการปกครองของไทยตลอดเวลา
เจ้าพระยานคร (น้อย) ปกครองเมืองนคร ต้องใช้ความรู้ ความสามารถทั้งในด้านการสงคราม การทูต
การปกครอง และการบริหารอย่างยิ่งยวด จึงสามารถรักษาเมืองไทรบุรีให้อยู่ภายในราชอาณาจักรไทยตลอด
ชีวิตของท่าน ทั้งนี้เพราะปัญหาเมืองไทรบุรีเป็นปัญหาละเอียดอ่อน อยู่ในภาวะล่อแหลมต่ออันตราย คือ
ภัยจากเจ้าเมืองเดิมประการหนึ่ง และภัยจากอังกฤษที่กำลังแสวงหาเมืองขึ้นอีกประการหนึ่ง ภัยท้ังสอง
ประการดังกล่าวได้ทำให้เจา้ พระยานคร (น้อย) ตอ้ งยกลังไปปราบถึง 4 ครง้ั

ครั้งท่ี 1 ปี พ.ศ. 2364 เมื่อไทรบุรีแม้ว่าจะเป็นประเทศราชของไทยมาตั้งแต่ครั้ง
สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถ โปรดเกล้าฯ ให้พระยากลาโหมราชเสนา และพระยาจ่าแสนยากร
เป็นแม่ทัพไปตี เมื่อ พ.ศ. 2328 แต่การยินยอมของพระยาไทรบุรี (โมกุรัมซะ) ในครั้งนั้นเป็นไปในลักษณะจำ
ยอม ด้วยเกรงฝา่ ยไทย ซ่งึ มแี สนยานุภาพเหนือกว่า แตต่ ่อมาเม่อื พระยาไทรบรุ ี (โมกุรัมซะ) ถึงแกก่ รรมลง ตนกู
ปะแงรันจึงได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองไทรบุรีแทนโดยมีชื่อว่า “พระยารัตนสงครามภักดี
ศรสี ลุ ตา่ นมหะหมัด รตั นราชบดนิ ทร์ สรุ ินทรวังษา พระยาไทรบุรี” แตค่ นโดยทว่ั ไปรจู้ กั กนั ในนาม “พระยาไทร
บุรีปะแงรัน” พระยาไทรบุรีคนใหม่นี้เริ่มหันไปฝักไฝ่พม่าอีก เจ้าพระยานคร (น้อย) ซึ่งขณะนั้นยังเป็น
“พระยานคร (นอ้ ย)” มฐี านะเปน็ ผกู้ ำกับเมืองไทยบรุ ี ได้ทราบข่าวและเรมิ่ สงสัยในพฤติกรรมของพระยาไทรบุรี
ปะแงรันมาก จึงได้สืบความเคลื่อนไหวและได้ทราบบังคมทูลไปยังรัชกาลท่ี 2 ทรงทราบ พระบาทสมเด็จพระ
พุทธเลิศหลา้ นภาลัย ทรงพิจารณาเห็นวา่ พระยาไทรบุรี (ปะแงรนั ) มีความผิดมาก ปลอ่ ยไวต้ อ่ ไปก็จะกลายเป็น
ไส้ศึก จึงโปรดให้มีตราออกไปยังพระนคร (น้อย) ให้ยกกองทัพไปตีเมืองไทรบุรี โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า
“พระยาไทรบุรีเอาใจเผื่อแผ่ข้าศึกเป็นแน่แล้ว หากละไวเมืองไทรบุรีเป็นไส้ศึกอีก จึงให้พระยานคร (น้อย)
ยกกองทัพหัวเมืองปักษ์ใต้ลงไปตีเมืองไทรบุรีเอาไว้ในอำนาจเสียให้สิทธิขาด” การตีเมืองไทรบุรีครั้งน้ี
พระยานคร (น้อย) ไดแ้ สดงวเิ ทโศบายการเมืองที่ฉลาดหลกั แหลม แทนทจี่ ะบุกเข้าตีอย่างผู้มีอำนาจบาตรใหญ่
พระยานคร (น้อย) กลบั มีใบบอกใหเ้ มืองไทรบุรจี ัดเตรยี มซ้ือข้าวของไว้เป็นเสบียง แกก่ องทัพไทยท่ีจะรับมือกับ
พม่าซึ่งจะมาตีปักษ์ใต้การทั้งนี้ก็เพื่อเป็นอุบายหรือข้ออ้างอันสมเหตุสมผล ที่เข้าตีเมืองไทรบุรีเพราะ
พระยานคร (น้อย) ทราบดีว่าพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) จะต้องปฏิเสธหรอื บิดพลิ้วคำสั่งในใบบอกอย่างแนน่ อน
ครั้นพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) บิดพลิ้วตามความคาดหมายพระยานคร (น้อย) ก็นำทหารจาก
เมืองนครศรีธรรมราช สงขลา และพัทลุงประมาณ 7,000 คน ทั้งทัพบก และเรือเข้าตีเมืองไทรบุรี พ.ศ. 2364
โดยได้เสียทหารไป 700 คน ส่วนทหารแขกตายไปประมาณ 1,500 คน ส่วนพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) ยกสมัย
พรรคพวกนี้ไปอาศัยอังกฤษอยู่ที่เกาะปีนังเป็นอันว่าเมืองไทรบุรีก็ตกอยู่ในอำนาจของพระยานคร (น้อย)
ในวันศุกร์ เดือนย่ี ขึ้น 10 ค่ำ จ.ศ. 1184 ปีมะเมีย (พ.ศ. 2365) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทำให้เจ้าพระยานคร
(น้อย) ก็มีฐานะทางการเมืองสูงขึ้นมีอำนาจสิทธิขาดที่จะไปจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองไทรบุรีได้
อย่างเต็มท่ี ทางราชธานีได้ไว้วางใจใหค้ วามรคู้ วามสามารถของเจา้ พระยานคร (นอ้ ย) เป็นลำดบั

คร้ังท่ี 2 พ.ศ. 2365 การปราบกบฏในเมืองไทรบุรี พ.ศ. 2365 สำเร็จ ทำให้พระบาทสมเด็จ
พระพทุ ธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรณุ าโปลดเกล้าฯ เลอ่ื นบรรดาศักดิ์พระยานคร (นอ้ ย) ขึน้ เปน็ “เจา้ พระยา”
และพระราชทานเมืองไทรบุรีให้อยู่ในสิทธิ์ขาดคงเจ้าพระยานคร (น้อย) ในฐานะผู้สำเร็จราชการปกครองดูแล
รักษาเมืองไทรบุรีและเมืองเประ ต่อมา ก็เกิดกบฏขึ้นในเมืองไทรบุรีอีก โดยตนกูมหะหมัด ตนกูโยโส และ
รายาปัตนาซิลดรา ญาติของพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) ที่อาศัยในเมืองไทรบุรีนำสมัครพรรคพวก ประมาณ

2,000 คน คบคิดจะก่อกบฏในวันถือพระพิพัฒน์สัตยา เจ้าพระยานคร (น้อย) ทราบเหตุก่อนจึงสามารถตี
กองทัพแขกกบฏแตกหนีไปไดโ้ ดยง่าย เพราะพวกแขกไม่ทันรูต้ วั

ครง้ั ที่ 3 พ.ศ. 2374 การสงครามเพือ่ ปราบปรามเมืองไทรบุรีสองครั้งทีผ่ า่ นมา แม้วา่ ฝา่ ยเมืองไทรบุรี
จะพ่ายแพ้อย่างราบคาบไปก็จริง แต่มิได้หมายความว่าบ้านเมืองจะสงบปราศจาก “คลื่นใต้น้ำ” ทางการเมือง
ทั้งนี้เพราะญาติวงศ์ของพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) ได้พยายามก่อกบฏตลอดเวลาที่มีโอกาส พระยาไทรบุรี
(ปะแงรัน) ซึ่งนี้ไปอยู่ที่เกาะปีนังพยายามติดต่อบริษัทอังกฤษที่เกาะปีนังให้สนับสนุนเพื่อก่อกบฏเมืองไทรบุรี
หลายครั้งในครั้งแรก ๆ บริษัทก็มีท่าทีให้การสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจอยู่มาก แต่เเมื่อเจ้าพระยา
นครศรธี รรมราช (นอ้ ย) ได้เจรจากบั เฮนี่ เบอรน์ ่ี (Henry Burney) ตวั แทนบริษทั อังกฤษที่มนี ครศรธี รรมราช และ
มกี ารทำสนธิสญั ญาระหว่างรฐั บาลไทยกบั ตวั แทนบริษัทอังกฤษท่ีกรุงเทพฯ เม่ือวันท่ี 20 มิถุนายน พ.ศ. 2369
แล้ว ผู้ว่าการเกาะปีนัง ก็มีคำสั่งให้ย้ายพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) ออกจากเกาะปีนัง และไม่ให้การช่วยเหลือ
เหมือนอย่างเคยพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) ก็หมดโอกาสใช้เกาะปีนังเป็นฐานปฏิบัติการกบฏอีก แต่ก็มา
สนับสนุนหลานชาย ชื่อ ตนกูเด่น บุตรของตนกูรายา ซึ่งเป็นพี่ชายของพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน); ให้ก่อกบฏใน
พ.ศ. 2374 ตนกูเด่นได้นำสมัครพรรคพวก ประมาณ 3,000 คน ยกเข้าตีไทรบุรีทางด้านโปรวินซ์ เวลส์เลย์
พร้อมกับยกกองเรือปิดปากน้ำไทรบุรี พระยาอภัยธิเบศร (แสง) เจ้าเมืองไทรบุรี ซึ่งเป็นบุตรเจ้าพระยานคร
(น้อย) สู้ไม่ได้จึงพากันหนีมาอยู่ที่เมืองพัทลุง ตนกูเด่นจึงยึดเมืองไทรบุรีได้ง่ายดาย เมื่อเจ้าพระยานคร (น้อย)
ทราบข่าวศึก พิจารณาเห็นว่าเหลือกำลังทัพเมืองนครศรีธรรมราชจะปราบได้ จึงขอให้พระสุรินทร์ซึ่งเป็น
ขา้ หลวงในกรมพระราชวังบวรฯ ซงึ่ ขณะนน้ั มาชว่ ยราชการเมืองนครศรธี รรมราช ไปเกณฑก์ องทัพเมืองสงขลา
และเมืองแขกทั้ง 7 หัวเมือง คือ (เมืองยะหริง่ ยะหา สายบุรี หนองจิก ปัตตานี รามัน ระแงะ) ให้ไปช่วยรบศกึ
ไทรบุรีด้วย แต่ปรากฏว่าพระยาสงขลา (เซ่ง) ไม่ให้ความร่วมมือ เพราะมีเรื่องไม่ถูกกับเจ้าพระยานคร (น้อย)
เป็นทุนเดิมมาก่อน พระสุรินทร์จึงต้องไปเกณฑ์กองทัพหัวเมืองแขกทั้ง 7 เอง ปรากฏว่าหัวเมืองแขกทั้ง 7
ยกเว้นเมืองยะหริ่งไม่ยอมให้ความร่วมมือทั้งยังก่อกบฏขึ้นอีก เป็นอันว่ากองทัพนครต้องไปโจมตีเมืองไทรบุรี
โดยลำพังในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2374 การศึกครั้งน้ีทัพเจ้าพระยานคร (น้อย) ชนะพวกกบฏอย่างง่ายดาย
สามารถตปี อ้ มไทรบรุ ีแตก และยกเข้าเมืองได้ในเดือนตลุ าคม พ.ศ. 2374 ตนกูเดน่ ผู้เป็นกบฏนั้น หลักฐานตาม
จดหมายเหตหุ ลวงอุดมสมบัติระบวุ ่าฆา่ ตวั ตาย แต่ในหนังสอื History of Malaya ของ Richard O. Winsted
ระบุว่าถูกฆ่าตาย อย่างไรก็ตามหลักฐานทั้งสองต่างก็ระบุตรงกันว่าหัวของตนกูเด่นกบฏ ถูกตัดส่งไปยัง
กรุงเทพฯ สว่ นพวกกบฏทเ่ี หลอื หนอี อกไปทางโปรวนิ ซ์ เวลสเ์ ลย์ ภายหลังเสร็จศึกครงั้ นี้ เจ้าพระยานคร (น้อย)
ได้ยกทัพไปตีเมืองแขกซึ่งเป็นกบฏในระยะเดียวกับกบฏไทรบุรี โดยได้แบ่งทัพเป็นสองทาง คือ ทางเรือยกไป
ปิดปากน้ำปัตตานี ส่วนทางบกยกไปสมทบกับกรุงเทพฯ และสงขลา แยกย้ายเข้าตีหัวเมืองแขก ปรากฏว่า
สามารถปราบกบฏหวั เมืองแขกไดภ้ ายในเวลาอันรวดเรว็ เช่นกันอนึ่งในการศึกไทรบุรีครง้ั นม้ี ีเร่ืองเล่าในหมู่วงศ์
ญาติของเจ้าพระยานคร (น้อย) สืบต่อกันมาว่า เจ้าพระยานคร (น้อย) ทราบข่าวว่าพระยาอภัยธิเบศร์ (แสง)
บุตรชายของตนซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองไทรบุรี และพระยาเสนานุชิต (นุช) บุตรชายอีกคนซึ่งดำรงตำแหน่ง
ปลัดเมืองไทรบุรีถอยหนีพวกกบฏตนกูเด่นไปถึงเมืองพัทลุง โดยมิได้แสดงฝีมือให้สมเป็นเจ้าเมือง ก็มีความ
โกรธเป็นอันมาก ถึงกับสั่งให้ลงโทษบุตรทั้งสอง โดยการเฆี่ยนด้วยหวายคนละ 30 ที ทั้ง ๆ ที่บุตรทั้งสองต้อง
อาวุธฝ่ายกบฏมาแล้วนั้น ทั้งนี้นัยว่าเพื่อมีให้เป็นการเยี่ยงอย่างแก่ข้าทหารในกองทัพสืบไป มีข้อน่าสังเกต
ประการหนึ่งว่าการกบฏที่เกิดมาแล้วทั้งสองครั้งนั้น ล้วนเกิดจากความพยายามของพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน)

ในอันที่จะแสวงหาโอกาสเพื่อกลับคืนมาครองเมืองไทรบุรีให้ได้ โดยพยายามอย่างยิ่งที่จะให้บริษัทอังกฤษ
ช่วยเหลอื ให้ตนมาครองเมืองไทรบุรี ด้วยวิธีใดวธิ ีหนึ่งก็ได้ แต่เมื่ออังกฤษวางเฉย พระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) ก็มี
จดหมายไปทกั ท้วงผู้การเกาะปีนังท่ีชื่อ ฟลู เลอรต์ นั มีใจความโดยสรปุ ว่า “ถา้ บริษัทอังกฤษให้ช่วยเหลือตนแล้ว
ก็จะขอไปตามโชคชะตาของตนเอง แต่ไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามสนธิสัญญาเบอร์นี่ได้ เพราะว่าเมืองไทรบุรี
ไม่ได้เป็นของกำนัลที่ตนได้รับมาจากไทย หรือได้รับการสถาปนาเป็นเจา้ เมืองจากไทยแต่ประการใด เมืองไทร
บุรเี ป็นสมบัติของพระยาไทรบรุ ี (ปะแงรนั ) โดยผา่ นทางการสบื มรดกตกทอดจากป่ยู า่ ตาทวดต่างหาก ตนจะขอ
ยอมตายเสียดีกว่าจะปฏิบัติตามสนธิสัญญา” ความข้อนี้จึงทำให้พิจารณาได้ว่า ศึกเมืองไทรบุรีเห็นจะยุติได้ไม่
งา่ ยนัก เพราะฝา่ ยท่ีแพ้สงครามยงั ไมย่ อมรับความพา่ ยแพ้ของตน และยังอา้ งสิทธิเหนือแผ่นดนิ ไทรบรุ มี าตลอด
มา ในฝ่ายไทยนั้นเห็นว่าเมืองไทรบุรีนั้นเป็นเมืองขึ้นของไทย จะต้องยอมรับสิทธิในฐานะเมืองขึ้นทุกประการ
เมื่อเป็นเช่นนี้เร่ืองการยตุ ิกบฏในเมืองไทรบุรีคงเป็นไปได้ยาก และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะในเวลาต่อมาคอื
ใน พ.ศ. 2381 กเ็ กิดกบฏเมืองไทรบรุ ีข้นึ อีก

ครง้ั ท่ี 4 พ.ศ. 2381 พระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) ยงั ไม่ละความพยายามทีจ่ ะเอาเมืองไทรบุรีคืนมาให้ได้
ตังนั้นจึงได้เตรียมการก่อกบฎครั้งใหม่ขึ้นอีก โดยมีตนกูหมัตสอัด และตนกูอับดุลลาห์ ซึ่งเป็นโจรสลัตในทะเล
ฝั่งตะวันตกเป็นหัวหนัาสมทบกับหวันมาลี หัวหน้าแขกสลัดที่เกาะยาว (เขตจังหวัดพังงาในปัจจุบันนี้) อีกแรง
หนึ่ง ฝ่ายกบฏเข้ายึดเมืองไทรบุรีทั้งทางบกและทางเรือ พระยาอภัยธิเบศร (แสง) เจ้าเมืองไทรบุรีพร้อม
ข้าราชการฝ่ายไทย หนีมายังเมืองพัทลุงอีกครั้ง พวกกบฏบุกตีเมืองไทรบุรีได้แล้วก็ยกทัพเรือมาตีได้เมืองตรัง
อีกสายหนึ่งก็เข้าตีเมืองปัดตานีและสงขลา และหัวเมืองแขกทั้งเจ็ด ขณะนั้นเจ้าเมืองสงขลา (เซ่ง) และ
เจ้าพระยานคร (น้อย) ยังอยู่ในระหว่างการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระศรีสุลาไลย
สมเด็จพระพันปีหลวง ครั้นเมื่อทราบข่าวกบฎ จึงรีบเดินทางกลับมาเกณฑ์คนที่เมืองนครศรีธรรมราชและ
พัทลุงจัดเป็นกองทัพ มอบหมายให้พระยาอภัยธิเบศร(แสง) พระยาวิชิตสรไกร (กล่อม) พระเสนานุชิต (นุช)
ซึ่งเป็นบุตรเจ้าพระยานคร (น้อย) ทั้งสามคน คุมกำลังประมาณ 4,000 คน ยกไปตึกบฎเมืองไทรบุรีได้สำเร็จ
ภายในเวลาอันรวดเร็ว ส่วนเจ้าพระยานคร (น้อย) นั้นป่วยเป็นโรคลม ไม่สามารถคุมทัพไปด้วยตนเองได้
ขณะเดียวกันทางกรุงเทพฯ ได้ส่งพระวิชิตณรงค์ (พัด) และพระราชวรินทร์ คุมทหารกรุงเทพฯ ประมาณ
790 คน มาช่วยรักษาเมืองสงขลาไว้ก่อน พวกกบฏแขกที่ล้อมสงขลาอยู่แล้ว ได้ทราบว่านครศรีธรรมราชตี
ไทรบรุ ีแตกแลว้ และกำลงั บา่ ยหนา้ มาช่วยเมืองสงขลาพร้อมกับจึงเกิดความเกรงกลวั พากนั หนกี ลับไปโดยท่ียัง
ไมไ่ ดต้ ีเมืองสงขลาเลย เปน็ อันว่าทพั นครศรีธรรมราชสามารถปราบปรามไทรบุรีได้อย่างงา่ ยดายอกี คร้ังหนึ่ง

การศึกครั้งน้เี ป็นการศกึ คร้ังสดุ ทา้ ยในชีวิตของเจ้าพระยานคร (นอ้ ย) เพราะเม่ือเจา้ พระยานคร (น้อย)
ทราบข่าวเกิดการกบฏไทรบุรีขึ้นก็ได้รีบกลับมายังเมืองนครศรีธรรมราชเพื่อตระเตรียมทัพไปตีไทรบุรี แต่ได้
เกิดเป็นโรคลมและถึงแก่อสัญกรรมเสียก่อน จึงเห็นได้ว่าเจ้าพระยานคร (น้อย) เป็นนักรบผู้ เข้มแข็ง และมี
ความสามารถโดยแท้ สามารถนำไพร่พลไปสู้รบในต่างแตนไต้ทั้งทางบก ทางน้ำ และได้รับชัยชนะกลับมาทุก
ครง้ั

2. ด้านการทูต บทบาทของเจา้ พระยานคร (นอ้ ย) วา่ เปน็ นกั การทตู คนสำคัญในยคุ น้นั โดยเฉพาะการ
ทูตระหว่างไทยกบั อังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 2-3 เจ้าพระยานคร (น้อย) มีความเฉลียวฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบ
ในการเจรจาความเมืองและผลแห่งการเป็นนักการทตู ผมู้ ีปฏภิ าณ ทำให้เมอื งนครศรีธรรมราช มีอิทธิพลต่อหัว

เมืองมลายู และเป็นที่นับถือยำเกรงแก่บริษัทอังกฤษ ซึ่งกำลังแผ่อิทธิพลการค้าและการเมืองมายังภาคพ้ืน
เอเชียอาคเนย์ ดงั น้ี

2.1 การเจรจากับครอเฟิด พ.ศ. 2365

ภายหลังทเี่ จา้ พระยานคร (น้อย) ไดย้ กทพั ไปตเี มืองไทรบุรี เม่ือ พ.ศ. 2364 ในฐานเอาใจออกห่างไทย
ไปตดิ ตอ่ พม่า และพระยาไทรบรุ ี (ปะแงรนั ได้หลบหนีไปอาศยั อังกฤษอยู่ที่เกาะปนี ัง เจ้าพระยานคร (นอ้ ย) ได้
ตดิ ต่อขอตัวพระยาไทรบุรี (ปะแงรนั ) คืน แตผ่ ู้วา่ การเกาะปีนงั คือ นายฟลิ ิปป์ (Robert Philipps) ได้ปฏิเสธท่ี
จะส่งตัวคืน ทำให้เจ้าพระยานคร (น้อย) ขัดเคืองมาก และบริษัทอังกฤษก็มีท่าทีต้องการให้พระยาไทรบุรี
(ปะแงรัน) กลับไปครอบครองเมืองไทรบุรีอีก แต่ฝ่ายไทยต้องการเอาตัวมาแก้ข้อกล่าวหาที่กรุงเทพฯ จึงเป็น
เหตุให้เกิดความขัดแย้งกันเรื่อยมา ผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำอินเดียทราบเหตุ จึงได้ส่งยอห์น ครอเฟิด
(John Crawfurd) จากอินเดียมายังเกาะบีนัง โตยให้เน้นเกี่ยวกับเรื่องการค้ามากกว่าเรื่องเมืองไทรบุรีและ
เมืองเประ ครบอเฟิดได้เข้ามาเจรจากับรัฐบาลไทยที่กรุงเทพฯ เริ่มเจรจาเป็นครั้งแรกในวันที่ 21 พฤษภาคม
พ.ศ. 2365 การเจรจาครั้งนี้ แม้เจ้าพระยานคร (น้อย) ได้เข้าเจรจาด้วยแต่ก็เป็นที่เข้าใจกันว่าเจ้าพระยานคร
(น้อย) คงทราบดีว่า ครอเฟิต น่าจะเจรจาไม่สำเร็จอย่างแน่นอนเพราะครอเฟิดมีท่าทีโอนอ่อนตามผู้ว่าการ
เกาะปีนังที่ต้องการให้พระยาไทรบุ ะนเ:กลับมาครอบครองเมืองไทรบุรีดังเดิม ซึ่งก็เป็นไปตังคาด เพราะ
ในการเจรจาครั้งนี้ ครอเฟิดได้กล่าวหาว่า พระเจ้ายานคร (น้อย) กระทำการต่าง ๆ " โดยลำพัง และพยายาม
เกลีย้ กลอ่ มให้ไทยยอมรบั พระยาไทรบุรี (ปะแรน้ ) กลับไปครองเมืองตามเดมิ แต่ฝา่ ยไทยไมย่ ินยอม การเจรจา
จึงลม้ เหลว

2.2 การเจรจากับบริษทั อังกฤษท่ปี ีนัง พ.ศ. 2365

ภายหลังครอเพิดกลับไปใน พ.ศ. 2365 แล้ว เจ้าพระยานคร (น้อย) ก็ได้รับคำสั่งจากราชธานีให้
พยายามมติดต่อกับผู้ว่าการเกาะปีนังอีกหลายครั้ง เพื่อให้ส่งตัวพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) โดยให้เหตุผลว่า
พระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) มีความผิดฐานกบฎตามกฎหมายไทย แต่ถูกปฏิเสธกลับมา ในระยะแรก ๆ
เจ้าพระยานคร (น้อย)พระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) ซึ่งอาศัยในเกาะปีนังได้สนับสนุนให้ลูกหลานและสมัครพรรค
พวกลักลอบเข้ามา "ก่อการร้ายประการต่าง 1 รวมทั้งทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทยอยู่บ่อย ๆ เจ้าพระยานคร (น้อย)
จึงได้แจ้งให้บริษัทอังกฤษที่เกาะปีนังทราบ แต่ฝ่ายอังกฤษก็เฉยเมยเช่นเคย ทั้งยังปฏิเสธว่ามิได้มีส่วน
ช่วยเหลือพวกกบฏแต่อย่างใด ทำให้เจ้าพระยานคร (น้อย ไม่พอใจอย่างยิ่ง จึงหาทางตอบโต้เป็นการทดแทน
บ้าง โดยการใหเ้ จา้ หน้าที่ไทยในเมืองไทรบุรี คดิ ภาษีสนิ คา้ ขาออกทช่ี าวอังกฤษซ้ือจากไทรบุรี บริษัทอังกฤษใน
เกาะปีนังได้รับความเดือดร้อน จึงได้มาขอให้ไทยงดเก็บภาษีสินค้าขาออกต่อ เจ้าพระยานคร (น้อย) ในฐานะ
ผู้สำเร็จราชการเมืองไทรบุรี โดยอ้างว่าเมืองพระยาไทรบุรี (โมกุรัมซะ) อนุญาตให้อังกฤษเช่าเกาะปีนังน้ัน
ได้สัญญาว่าจะไม่เก็บภาษีสินค้าอาหารที่บริษัทอังกฤษซื้อไปบริโภคในเกาะปีนัง เจ้าพระยานคร (น้อย) เห็น
เป็นทีของตน จึงตอบไปว่าเมืองไทรบุรีเป็นเมืองขึ้นของกรุงเทพฯ กรุงเทพฯไม่เคยอนุญาตให้พระยาไทรบุรี
(โมกุรัมชะ) ไปทำสัญญากับอังกฤษ บริษัทอังกฤษทำสัญญากับพระยาไทรบุรี(โมกุรัมชะ) โดยพลการ ตนจึง
ยอมทำตามสัญญาไม่ได้ เป็นอันว่าอังกฤษต้องยอมรับความเดือดร้อนอันเป็นผลกรรม จากการสนับสนุน
พระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) โดยปริยาย

การเจรจากับอังกฤษและเหตุการณ์อันเป็นผลจากการเจรจาครัง้ นี้ ทำให้ฝ่ายไทยได้รับประโยชน์และ
ชว่ ยลดอิทธพิ ลของอังกฤษลงไปได้มาก นบั วา่ เจ้าพระยานคร (น้อย) เปน็ นักการทตู ทีม่ ีความสามารถและฉลาด
รู้ทันผอู้ น่ื มากทีส่ ดุ

2.3 การเจรจากบั เฮนรี่ เบอรน์ ่ี ที่นครศรีธรรมราช พ.ศ. 2368
บรษิ ัทองั กฤษท่ีเกาะปีนงั ได้พยายามติดต่อเจ้าพระยานคร (นอ้ ย) หลายคร้ัง แตเ่ จ้าพระยานคร (น้อย)
ก็แกลังทำเฉยเสีย ด้วยรู้ว่าอังกฤษมีจุดประสงค์จะให้พระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) เข้ามาครอบครองเมืองไทรบุรี
ซงึ่ เป็นเรอ่ื งกิจการภายในของไทยอีกเช่นเคย เม่อื ติดตอ่ ไมไ่ ด้ผล ขา้ หลวงใหญข่ องบริษัทอังกฤษประจำเบงกอล
จึงได้แต่งตั้งนายเฮนรี เบอร์นี้ (Henry Burney) เป็นทูตเข้ามาเพื่อจะเจรจากับไทย เบอร์นี่เข้ามาถึงเกาะปีนัง
ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2367 ซึ่งเป็นระยะเวลาเดียวกับที่เจ้าพระยานคร (น้อย) กำลังประชุมทัพที่เมืองตรัง
และสตูลเผื่อยกไปตีเประ และสลังงอ ฝ่ายบริษัทอังกฤษที่เกาะบีนังเห็นว่าเจ้าพระยานคร (น้อย) จะขยาย
อำนาจต่อไป ในดินแดนมลายูจึงหาทางยับยั้งโดยการสงเรือรบปิดปากอาวเมืองตรังไว้ เป็นเหตุให้เจ้าพระยา
นคร (น้อย) ชะงักการส่งกำลังไปตีเมืองทั้งสองเบอร์นีจึงได้เข้ามายังเมืองนครศรีธรรมราชเพื่อเจรจาปัญหา
เมืองเประสลังงอ และไทรบุรี รวมทั้งปัญหาการค้า ผลการเจรจาครั้งนี้ได้เกิดมีสัญญาเบ้ืองตัน (PrelimInary
Treaty) ซ่งึ ลงนาม เมอ่ื วนั ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2368 ที่เมอื งนครศรีธรรมราชไวเ้ ปน็ แนวทางในการเจรจากับ
รัฐบาลไทยท่ีกรงุ เทพฯ อีกครัง้ หน่งึ สัญญาเบอื้ งต้นนมี้ ใี จความโดยสรปุ ว่า

ก. เจ้าพระยานคร (น้อย) จะไม่ส่งทหารไปยังเประและสลังงออีก ส่วนอังกฤษก็จะไม่
เข้ายึดครองหรือแทรกแชงเมอื งเประและสลังงอเชน่ เดียวกัน

ข. บรษิ ัทองั กฤษจะไมแ่ ทรกแชงการปกครองเมืองไทรบรุ ี ถา้ พระยาไทรบรุ ี (ปะแร้น)ได้
กลับมาครองเมืองไทรบุรี บริษัทอังกฤษก็จะบังคับให้ส่งดอกไม้เงินทองให้แก่ไทยปีละ 4,000 ดอลล่าร์
เจา้ พระยานคร (นอ้ ย) สัญญาว่าถ้าพระมหากษัตริย์ไทยยนิ ยอมให้พระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) กลบั มาครองเมือง
ไทรบรุ ีอีก เจ้าพระยานคร (นอ้ ย) จะถอนเจ้าหนา้ ทโ่ี ทยกลับจากเมืองไทรบรุ ีทั้งหมด และไม่โจมตโี ทรบรุ อี กี

ถ้าพิจารณาดูตามเนื้อความในสัญญาเบื้องต้นแล้วจะเห็นได้ว่าเจ้าพระยานคร (น้อย)
ยอมอ่อนข้อให้แก่เบอร์นีม้ าก แต่ถ้าพิเคราะห์ให้ละเอียดแลว้ จะเห็นได้ว่าเจ้าพระยานคร (น้อย) ก็มีเจตนาจะ
แก้ปัญหาข้อชัดแย้งระหว่างไทยกับบริษัทอังกฤษในเรื่องไทรบุรี เประ และสลังงอ โดยวิธีการที่นุ่มนวลอย่าง
แท้จริงเพราะหากดึงดันที่จะโจมตีเประและสลังงอด้วยเจตนาดั้งเดิม ไทยก็จะต้องก่อศึกขึ้นอีกด้านหนึ่งอย่าง
แน่นอน และปัญหาเมืองแขกที่คาราคาซังมาโดยตลอดก็จะยุติได้โดยยาก ตรงกันข้ามนับวันแต่จะเพิ่มพูนขึ้น
ทุกขณะ

2.4 การเจรจากบั คณะทูตของเบอร์นี่ท่ีกรงุ เทพฯ พ.ศ. 2369

เมอ่ื เบอรน์ ่เี ดินทางจากนครศรธี รรมราชกลบั ไปอนิ เดีย เพื่อขออนมุ ัติเจรจากับรฐั บาลไทยท่กี รุงเทพ ฯ
แล้ว ก็ได้เดินทางมายังปนี ังแล้วออกจากปีนัง เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2368 มาแวะสิงคโปร์ ตรังกานูและ
มาถึงนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2368 ภายหลังที่พักอยู่ในเมืองนครศรีธรรมราช 8 วัน
ก็เดินทางเข้ากรุงเทพ ฯ โดยมีบุตรชายเจ้าพระยานคร (น้อย) เป็นผู้นำทางไปถึงกรุงเทพฯ ในวันที่
6 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2368 สว่ นเจ้าพระยานคร (นอ้ ย) น้นั ได้เดนิ ทางโดยทางบกตามหลังไปและไปถงึ กรุงเทพฯ
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2369 หลังเบอร์นี่ประมาณสองเดือนเศษ การเจรจาที่กรุงเทพฯ
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแต่งตั้งข้าราชการสำคัญ ๆ หลายคนเป็นคณะเจรจา เช่น

กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ เจ้าพระยาอภัยภูธร เจ้าพระยามหาเสนา และเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) แต่ที่ทรงไว้วาง
พระราชหฤทัยมากที่สุดก็คือ เจ้าพระยานคร (น้อย) ด้วยเหตุที่ได้เคยเจรจากับเบอร์นี่มาก่อน
เจ้าพระยานคร (น้อย) จึงต้องรับภาระการเจรจาอย่างหนัก ต้องเป็นตัวกลางคอยประสานความเข้าใจระหวา่ ง
พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกล้าเจา้ อยหู่ วั กับผ้ายเบอรน์ ่ื ต้องพยายามชีแ้ จงใหฝ้ ่ายไทยมองเห็นปัญหาเรื่องหัวเมือง
มลายูทตี่ นเองประสบมา และต้องรบั ภาระรบั ผดิ ชอบอยา่ งละเอยี ดลออ

ผลการเจรจาครั้งนี้ได้ลุล่วงไปด้วยดี มีการลงนามกันเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2369 เรียกว่า
"สญั ญาเบอร์นี่" ขอ้ ใหญ่ใจความของสญั ญาพอสรุปไดด้ ังน้ี

มาตรา 12 ไทยจะไม่ทำการชัดขวางการค้าขายในเมืองตรังกานูและกลันตัน พ่อค้าและคนในบังคับ
ขององั กฤษสามารถไปมาคา้ ขายได้โดยสะดวกต่อไปในเมืองท้ังสอง องั กฤษจะไม่ไปรบกวนโจมดี หรือก่อความ
ไมส่ งบขน้ึ ในเมอื งทัง้ สองแต่ประการใด

มาตรา 13 ไทยให้สัญญาต่ออังกฤษว่า ไทยยังคงปกครองเมืองไทรบุรีต่อไป และจะให้ความคุ้มครอง
แก่เมืองไทรบุรีและประชาชนชาวเมืองไทรบุรีตามความเหมาะสม ไทยสัญญาว่าเมืองเจ้าพระยานคร(น้อย)
ออกมาแต่กรุงเทพฯ ก็จะปล่อยครอบครัว ทาสป่าวคนของพระยาไทรบุรีคนเก่าให้กลับคืนไปตามซอบใจ
องั กฤษขอสญั ญาต่อไทยว่าไม่ต้องการเอาเมืองไทรบรุ ีและไมใ่ ห้พระยาไทรบรุ ีคนเก่ากบั บ่าวไพร่ของพระยาไทร
บรุ รี บกวน ทำอนั ตรายสิง่ ใดส่งิ หน่ึง ณ เมอื งไทรบรุ ี และเมอื งอ่ืน ๆ ซง่ึ ขนึ้ กบั เมอื งไทรบุรี เมอื งปีนัง เมืองเประ
เมืองสะลังงอ เมืองพม่า ถ้าอังกฤษไม่ให้พะยาไทรบุรี คนเก่าไปอยู่เมืองอื่นตามสัญญาให้ไทยเรียกเอาภาษีเข้า
แปลือก ข้าวสารท่ีเมืองไทรบุรเี หมือนแต่กอ่ น

มาตรา 14 ไทยกับองั กฤษสญั ญาต่อกนั วา่ ใหพ้ ระยาเประครองเมืองเประ ใหพ้ ระยาเประ ถวายดอกไม้

เงิน ณ กรงุ เทพฯ แต่ก่อนก็ตามใจพระยาเประ องั กฤษไม่ห้ามปราม เจา้ พระยานคร (น้อย) จะใช้ไทย แขก จีน

หรือคนฝ่ายไหนลงไปเมืองเประโดยดี 40 - 50 คน อังกฤษไม่ห้ามไทย อังกฤษไม่ยกกองทัพไปเบียดเบียน

รบกวนเมืองเประ องั กฤษไม่ใหเ้ มืองสลงั งอมารบกวนเมืองเประ ไทยกไ็ มร่ บกวนเมอื งเประ

จะเห็นว่าสนธิสัญญานี้ ทั้งฝ่ายอังกฤษและไทยต่างก็ประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งสองฝ่ายกล่าวคือ

ฝ่ายอังกฤษสามารถยับยั้งไม่ให้เจ้าพระยานคร (น้อย) ขยายอำนาจของไทยลงไปทางหัวเมืองมลายู และ

สามารถซื้อเสบียงอาหารจากเมืองไทรบุรีได้โดยสะดวก ไม่ต้องเสียภาษีสินค้าขาออกเหมือนดังแต่ก่อน ส่วน

ทางฝ่ายไทยก็สามารถจรจาให้องั กฤษยอมรับวา่ ไทรบรุ ีเป็นเมืองข้ึนของไทย เป็นลายลกั ษณ์อักษรไดส้ ำเร็จ ท้ัง

สามารถยุตปิ ญั หาขดั แย้งทีส่ ำคัญระหว่างไทยกับบรษิ ัทองั กฤษทเ่ี กาะปนี ังลงได้

เบื้องหลังความสำเร็จของสนธิสัญญานี้ ต้องนับเป็นความสามารถของเจ้าพระยานคร (น้อย)โดยแท้
เพราะเจ้าพระยานคร (นอ้ ย) เปน็ ผู้รอบรเู้ ร่ืองราวของปัญหาความยุ่งยากของหัวเมืองมลายูดีกว่าใครในแผ่นดิน
ไทยเวลานั้น ในระยะต้น 1 ของการเจรจานั้น กล่าวกันว่าคณะผู้แทนไทยหลายคนไม่ค่อยเข้าใจ และมี
ความเหน็ ขดั แยง้ กับเจ้าพระยานคร (นอ้ ย) บ่อยครั้ง อีกทัง้ ยังมองเห็นว่าไทยไม่ควรเสยี เปรยี บองั กฤษ ตรงข้าม
ควรจะได้ขยายอาณาเขตลงไปในมลายูให้มากขึ้น โดยมิได้คำนึงว่าการกระทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดปัญหา
การเมอื งระหว่างประเทศตดิ ตามมา และคนที่รบั ผดิ ชอบเรื่องน้กี ็คงไม่พ้นไปจากเจา้ พระยานคร (น้อย) อีก แต่
เจ้าพระยานคร (น้อย) นั้นสัมผัสอยู่กับปัญหาเหล่านี้มานานปี ทำให้มองเห็นว่าหนทางที่ขจัดปัญหาความ
ขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศนั้น หาใช่การนำกำลังเข้าทำสงครามกันอย่างเดียวไม่ หากแต่ต้องใช้
วิธีการทูตเข้าไปแก้ไขปัญหาด้วย เมื่อการเจรจาสำเรจ็ ลงด้วยดี โดยที่ไทยไม่เสียประยชน์ในการทำสนธิสญั ญา
จึงนับได้ว่าเจ้าพระยานคร (น้อย) มีความสามารถทางการทูตและวิเทโศบายทางการทูตเป็นเลิศในยุคนั้นโดย
แท้

3. การตอ่ เรอื
เจ้าพระยานคร (นอ้ ย) มคี วามเชย่ี วชาญในการต่อเรือมาก คือไดต้ ่อเรือกำป่ันหลวงสำหรับบรรทุกช้าง
ไปขายทอี่ ินเดยี ทำให้ประเทศชาติมรี ายไดม้ าก และที่สำคญั คือได้ต่อเรือรบขนาดย่อมไปจนถึงเรือขนาดใหญ่ที่
ต้องใช้กรรเชียงสองชั้น เรือรบที่ต่อก็มีขนาดใหญ่กว่าที่เคยปรากฏมาก่อน เจ้าพระยานคร (น้อย) ได้ต่อเรือรบ
และเรือลาดตระเวนเหล่านี้ที่เมืองตรัง และเมืองสตูล เมื่อ พ ศ. 2352 - 2354 ครั้งหนึ่ง อีกครั้งหนึ่งใน
พ. ศ. 2364 – 2366 ได้ตอ่ เรอื รบเป็นจำนวนถงึ 150 ลำ ทบี่ ้านดอน เจา้ พระยานคร (น้อย) มีกองทัพเรอื ขนาด
ใหญอ่ ยทู่ ่ีเมอื งตรัง ประกอบด้วยขบวนเรือท้ังหมด ประมาณ 300 ลำ ซ่ึงเข้าใจวา่ เปน็ กองทัพเรือที่มีขนาดใหญ่
ท่สี ุดแห่งหนึ่งในรารอาณาจักรขณะนัน้ เพราะแม้ทางกรุงเทพฯ เองก็เพ่ิงจะมาต่ืนตวั ในการสร้างกองทัพเรือขึ้น
ในสมยั รัชกาลท่ี 3 พ.ศ. 2371 เมอ่ื ไทยเริ่มเปน็ ศัตรูกบั ญวน
เรื่องความสามารถทางต้านการต่อเรือของเจ้าพระยานคร (น้อย) นั้น มีหลักฐานปรากฏยืนยันอยู่อีก
หลายแหง่ เช่น
1. ครั้งเจ้าพระยานคร (น้อย) เข้ามาเฝ้ากราบบังคมทูลและช่วยงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลศิ หลา้ นภาลยั เมอ่ื พ.ศ. 2371 ไดต้ อ่ เรือพระทนี่ ่ังที่บ้านดอน (จงั หวดั สุราษฎร์ธานีปัจจบุ ัน)
เข้าไปถวาย ชื่อเรือพระที่นั่งอมรแมนสวรรค์ ปากกว้าง 3 วา เป็นเรีอกำปั่นใบ ต่ออย่างประณีตขัดทง้ั
ข้างในข้างนอก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้เป็นเรือพระที่นั่งรบ ในขณะนั้นไทยบาดหมาง
กับญวน ทรงไม่ไว้วางพระราชหฤทัยกับญวน จึงโปรดฯ ให้เจ้าพระยานคร (น้อย) คิดต่อเรือรบตัวอย่างขึ้นอีก
ลำหน่งึ ใหใ้ ชไ้ ด้ท้ังในลำคลองและในทะเล เจา้ พระยานคร (นอ้ ย) จงึ ไดต้ ่อเรือข่ีงมีหวั เป็นปากปลาและท้ายเป็น
กำปั่นแปลง มีพลแจวทั้งสองแคม มีเสาใบสำหรับแล่นในทะเล ปากกว้าง 9 ศอก 1 คืบ ยาว 11 วา ขึ้นถวาย
เป็นตัวอย่าง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดพระราชทานนามว่า "เรือมหาพิไซยฤกษ์" และทรง
ตรัสชมไว้ในคราวน้ันวา่ ".. เหน็ ว่าบรรดาเจ้าเมืองปักษ์ใตฝ้ ่ายตะวันตกไม่รู้การพินจิ เหมือนเจ้าพระยานครคนนี้
จะทำการส่ิงใดก็หมดจดเกลีย้ งเกลาเปน็ ชา่ งและร้พู เิ คราะห์การดีและชั่ว ...."
2. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงใช้แบบเรือ "มหาพิไชยฤกษ์" ที่เจ้าพระยานคร(น้อย)
สร้างไว้ มาเป็นแบบในการสร้างเรือรบขึ้นอีก 30 ลำ เพื่อเตรียมการรับมือสงครามกับญวน โดยทรงเกณฑ์
เสนาบดี เจ้าสัว เจ้าภาษี และนายอากรช่วยกันออกเงินสร้าง ทั้งนี้ได้พระราชทานเงินสมทบ ลำละ 30 ช่ัง
เรือรบที่สร้างขึ้นตามแบบเรือมหาพิไชยฤกษ์น้ี ได้รับพระราชทานนามต่าง ๆ กัน เช่น เรือไชยเฉลิมกรุง
เรือบำรุงศาสนา เรอื อาสาสสู้ มร และเรือขจรแดนรบ เป็นสำคญั

4.การพัฒนาเครื่องถม
"เครือ่ งถม" เป็นหัตกรรมชนั้ สงู ท่ชี าวนครทำสืบทอดกันมาแตค่ รั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางบ้างก็ว่า
เป็นฝีมือการรังสรรคข์ องชาวนครครั้งโบราณ บ้างก็ว่าได้รบั สืบทอดความรูจ้ ากชาวโปรตุเกสที่มาติดต่อค้าขาย
แต่ไมว่ า่ จะมีกำเนิดมาอย่างไร งานศลิ ปหัตถกรรมประเภทนี้กก็ ลายเปน็ งานฝีมือเอกลักษณ์ของเมือง ล่วงมาถึง
สมัยเจ้าพระยานคร (น้อย) เป็นเจ้าเมืองก็ได้พัฒนางานนี้ขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง โดยกะเกณฑ์เอาเชลยชาวเมือง
ไทรบุรีที่มีฝีมือช่างโลหะอยู่ก่อนแล้ว มาฝึกฝนทำเครื่องถมจนชำนาญ เจ้าพระยานคร (น้อย) ให้การเอาใจใส่
ดูแลอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเป็นผู้มีความประณีตบรรจงในงานช่างเป็นทุนอยู่แล้ว เครื่องถมในสมัย
เจา้ พระยานคร (นอ้ ย) จงึ โดดเด่นเปน็ พเิ ศษ งานถมชิน้ ใดท่ีสวยงามเป็นเสิศก็มักนำไปทูลเกล้าฯ ถวายทุกครั้งที่
เข้าเฝ้าฯ จนกล่าวได้ว่ามีจำนวนมากมายในราชสำนัก ในเรื่องการพัฒนาเครื่องถมนี้ พระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัวเคยมีพระบรมราชโองการอนุสรณ์ ถึงงานช่าง ดังกล่าวของเจ้าพระยานคร (น้อย) ซึ่งทรงสนิท
สนมด้วยเมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ว่า "เจ้าพระยานครศรีธรรมราชผู้เป็นบิดาพระยาอุทัยธรรมราชนั้นเล่า ได้

จัดแจงจดั ทำของดๆี มีราคาและหาของประหลาดมาทลู เกล้าทูลกระหม่อมถวายให้เป็นเคร่ืองราชปโภคใช้สอย
เพิ่มพูนสิริราชสมบัติหลายสิ่งหลายประการ เมื่อเสร็จพระราชดำเนินไปประทับที่ใด 1 ในพระราชนิเวศน์มหา
สถาน ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นสิ่งของ ซึ่งเจ้าพระยานครศรีธรรมราชได้จัดแจงทูลเกล้าฯ ถวายในที่นั้น 1
โดยมาก จนถึงจะกล่าวว่าของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ซึ่งทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายไว้นั้น มีอยู่ในที่เสดจ็
ประทับทกุ แหง่ ก็วา่ ได"้

5. ชวี ติ ครอบครัว
ชีวิตครอบครัวเจ้าพระยานคร (น้อย) สมรสกับท่านผู้หญิงอิน ซึ่งเป็นราชนิกลู ธิดาพระยาพนิ าศ อัคคี
ตระกูล ณ บางช้าง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียกว่า "พี่อิน" ท่านผู้หญิงอึนมีบุตรธิดากับ
เจ้าพระยานคร (น้อย) 6 คน ในจำนวนนี้คือ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อยกลาง) ซึ่งต่อมาได้ปกครอง
เมืองนครศรธี รรมราชสืบแทนบิดา สว่ นบุตรธิดาของเจ้าพระยานคร (นอ้ ย) ทเ่ี กิดจากภรรยาอื่นก็ยังมีอีกหลาย
คนเจ้าพระยานคร (น้อย) ได้ถึงแก่อสัญกรรมขณะเตรียมทัพไปปราบเมืองไทรบุรีครั้งสุดท้าย ด้วยโรคลม
อาเจียนจนน้ำลายเหนยี ว เสมหะปะทะหน้าอก ในวนั อาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2381 โรคกำเริบข้ึนอย่าง
รวดเรว็ และถงึ แกอ่ สญั กรรมในคืนนนั้ สิริรวมอายุได้ 62 ปีเศษ

5. พระเจ้าขัตติยราชนคิ มสมมตมิ ไหสวรรย์ (หนู ณ นคร)
พระเจา้ ขัตตยิ ราชนิคม สมมติมไหสวรรย์ พระเจ้านครศรธี รรมราช
เดิมชอื่ หนู เกดิ พ.ศ. ใด และทใี่ ด ไมป่ รากฎชดั เมือ่ หน่มุ มีบรรดาศักดิ์
เปน็ หลวงนายสิทธ์ินายเวรมหาดเล็กในสมเด็จเจา้ ฟา้ อทุ ุมพร
ต่อมาได้รับตำแหน่งเปน็ ปลัดเมืองนครศรธี รรมราช เป็นท่ีรู้จกั กนั ในนาม
"พระปลัดหนู" ในช่วงก่อนจะเสียกรุงครั้งที่สอง เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชถูกกล่าวโทษ จึงถูกเรียกตัวไปใน
กรุงศรอี ยธุ ยา พระปลดั หนจู งึ รกั ษาการเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชและภายหลังทส่ี มเด็จพระเจ้าตากสินสถาปนา
กรุงธนบรุ เี ปน็ ราชธานีแล้ว 9 ปี กไ็ ด้รบั การสถาปนาเป็น "เจา้ ประเทศราช" ในพระนาม
"พระเจ้าขัตติยราชนิคม สมมติมไหสวรรย์ " จนกระทั่งถูกถอดพระยศในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่ง
กรุงรัตนโกสินทร์ บทบาทของพระปลัดหนูแห่งเมืองนครศรีธรรมราชเริ่มปรากฏชัดขึ้นเมื่อครั้งที่กองทัพพม่า
รุกมาใกล้พระเจ้าขัตติยราชนิคมสมมติมไหสวรรย์ (หนู ณ นคร)กรุงศรีอยุธยา ในต้นปี พ.ศ. 2310 กล่าวคือ
สมเดจ็ พระทน่ี ง่ั สุริยามรนิ ทร์ มีพระบรมราชโองการใหพ้ ระยานครศรีธรรมราช (เดิม) เข้ามาทำการช่วยราชการ
อยู่ในบริเวณหัวเมืองชั้นใน ส่วนเมืองนครศรีธรรมราชนั้นโปรดให้พระปลัดหนูรักษาราชการอยู่ แต่ในคราว
กรุงแตก ปรากฎว่าพระยานครศรีธรรมราชหายสาบสูญไป กรมการเมืองและประชาชนชาวนครศรีธรรมราช
พร้อมกันยกพระปลัดหนูขึ้นเป็นผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราช พระปลัดหนู ได้ตั้งตนเป็นอิสระอยู่แคว้นหนึ่ง
มีอาณาเขตต้งั แตช่ มุ พรตลอดลงไปถึงหัวเมืองมลายูบางเมือง เรียกว่า "ชุมชนเจา้ นคร ระหว่างนั้นหัวเมอื งมลายู
บางเมืองก่อการกำเริบขึ้น เจ้านคร (พระปลัดหนู) ทำการปราบปราบจนสงบราบคาบ สามารถรักษาอำนาจ
ของไทยไว้ได้ ต่อมา พ.ศ. 2312 สมเด็จพระเจ้าตากสินได้เสด็จยกกองทัพเรือไปปราบนครศรีธรรมราช เพ่ือ
รวมอาณาจักรไทย เจ้านครต้านไม่ไหวอพยพหนีไปอยู่เมืองตานี กองทัพกรุงธนบุรีตามจับได้ทั้งเจ้านครและ
พรรคพวกกลับมาพร้อมกัน ลูกขุนปรึกษาให้สำเร็จโทษเสีย แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงพระราชดำริว่า
คณะของเจ้านครศรีธรรมราชไม่มีความผิดฐานกบฏ และเมื่อจับมาแล้วทุกคนก็ยอมสวามิภักดิ์ไม่มีอาการ
กระด้างกระเดืองจึงพระราชทานอภัยโทษ โปรดให้เข้ามารับราชการในกรุงตามความสามารถของแตล่ ะคน แต่
ชื่อนั้นผู้คนสมัยนั้น คงเรียกว่า "เจ้านคร" ดังเดิม ส่วนการปกครองหัวเมืองนครศรีธรรมราชโปรดฯให้
เจา้ นราสรุ ิยวงศ์ หระเข้าชดาย เปน็ เจ้าเมอื งแทน เพราะเมืองนครต้ังเปน็ รฐั มาก่อน และถ้าจะยกเมืองนครเป็น

ขัณฑสีมาให้มีฐานะสูงกว่าเมืองเอกเพื่อสะดวกแก่การเพิ่มพูนกำลังทางภาคใต้ ก็ย่อมเหมาะสมกับนโยบายใน
เวลานั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองนครศรีธรรมราชเป็นประเทศราชปกครอง
เมืองปัตตานี ไทรบุรี ตรังกานู ตลอดถึงหัวเมืองชายทะเลหน้านอกทั้งหมดฝ่ายเจ้านครรับราชการสนอง
พระเดชพระคณุ อยู่ ณ กรุงธนบุรี ด้วยความอตุ สาหะ ซอ่ื สตั ย์ มัน่ คงตลอดมา

ครั้นใน พ.ศ. 2319 เจ้านราสุริยวงศ์ฯ ทิวงคต สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงทรงพระกรุณาเลื่อนพระยศ
เจ้านครขึ้นเป็น "พระเจ้าขัดติยราชนิคม สมมติมไหสวรรย์ พระเจ้านครศรีธรรมราช" ในวันอาทิตย์ เตือน 11
ขึ้น 3 ค่ำ ครั้งนั้นโปรดให้พระเจ้าขัตติราชนิคมครองนครศรีธรรมราช และดำรงพระอิสริยยศเสมอ
พระเจ้าประเทศราช แต่ต่อมาใน พ.ศ. 2325 อันเป็นปีที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดให้ลดฐานะเสนาบดี
จตุ๊สดมภ์นครศรีธรรมราช ลงเป็นเพียงกรมการเมืองเอก และให้แยกเมืองสงขลา ปัตตานี ไทรบุรี ตรังกาบูข้ึน
ตรงตอ่ กรุงเทพฯ และโปรดให้ลดฐานะเมอื งนครศรธี รรมราชจากประเทศราชลงเปน็ หัวเมอื งขน้ั เอก

ในปี พ.ศ. 2327 เป็นปีที่สามในรัชกาลที่ 1 พระเจ้านครศรีธรรมราชถกู ถอดพระยศปลดจากตำแหน่ง
ให้มาประจำอยู่ ณ กรุงเทพฯ จนตลอดพระชนมายุ เชื้อสายสกุลต่าง ๆ ที่สืบเชื้อสายจากธิดาพระเจ้า
นครศรีธรรมราช ได้แก่ บูรณสิริ สุจริตกุล ภูมิรัตน์ อินทรกำแหง อิศรศักดิ์ ณ อยุธยา กำภู ณ อยุธยา
เกศรา ณ อยุธยา อนุชศักดิ์ ณ อยุธยา นันทิศักดิ์ ณ อยุธยา พงษ์สิน นพวงศ์ ณ อยุธยา สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ธรรมสโรช รงุ่ ไพโรจน์ พพิ ฒั ศิริณ นคร โกมารกลุ ณ นคร จาตรุ งคกลุ ศรีธวัช ณ อยธุ ยา วัฒนวงศ์ ณ อยุธยา

6. พลเอก เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (แย้ม)
พลเอก เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (แย้ม ณ นคร) เป็นบุตร
เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนู) อุปราชเมืองนครศรีธรรมราช และท่านนิ่ม
เกิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2410 ปลายรัชกาลที่ 4 ภายในจวนผู้ว่า
ราชการเมืองนครศรีธรรมราช ท่านได้เริมเล่าเรียนหนังสือไทยหนังสือขอม
ในสำนักครูคงเมืองนครศรีธรรมราช เรียนวิชาเลขไทยในสำนักขุนกำจัด
ไพริน (เอี่ยม) ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. 2422 เมื่ออายุได้ 12 ปี ได้ทำ
การมงคลตัดจุก และบวชเป็นสามเณรที่วัดพระมหาธาตุเมือง
นครศรีธรรมราช แล้วไปอยู่วัดใหม่กาแก้ว ได้ศึกษาทางพระพุทธศาสนาใน
สำนักพระครูเทพมุนี (แก้ว) ผู้เป็นอุปัชฌาย์ และในสำนักพระครูกาแก้ว
เจ้าอธกิ ารวดั ใหม่น้นั อปุ สมบทหนึ่งพรรษา

ปี พ.ศ. 2424 เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ออกไปตรวจราชการ
เมืองนครศรีธรรมราช ได้ขอต่อบิดาพาเข้ามารับราชการอยู่กับท่าน ณ กรุงเทพฯ ครั้นต่อมาได้เข้ารับราชการ
อยู่กบั เจา้ พระยาสรุ วงษ์ไวยวฒั น์ (วร บุนนาค) โดยเป็นนกั เรยี นทหารเรอื ในเรือรบหลวง (สุรมิ ณฑล) ซง่ึ ออกไป
ลาดตระเวนตามหวั เมอื งชายทะเลตะวันตกครงั้ หนงึ่

พ.ศ. 2431 ได้ถวายตัวเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบก (ปัจจุบันโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า)
ได้ศึกษาวิชาทหารอยู่ในโรงเรียนนายร้อยที่วังสราญรมย์แห่งนี้ จนสำเร็จการศึกษา โดยสอบไสได้วิชาชั้นเอก
ท่ี 1 แลว้ เข้ารบั ราชการแทนตำแหนง่ จา่ นายสิบในกองนัน้

ปี พ.ศ. 2432 ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานยศเป็นนายร้อยตรี มีตำแหนง่ ประจำการใน
โรงเรียนนายร้อยทหารบก ถึงปี พ.ศ. 2435 ได้รับพระราชทานเสื่อนยศทหารเป็นนายร้อยเอก รับตำแหน่งท่ี
นายเวรคำสั่งกรมปลัดทหารบกใหญ่ กรมยุทธนาธิการ และใน พ.ศ. 2436 ได้เข้าสังกัดกรมทหารบกราบที่ 4
ตำแหน่งปลดั กองในกองทหารพิเศษ ออกไปรกั ษาเขตแดนมณฑลอุบลราชธานี ตงั้ คา่ ยอย่ทู ีล่ ำน้ำโขง

ปี พ.ศ. 2440 ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นหลวงรวบรัดสับตรีพล ในตำแหน่งผู้ช่วยปลัดทัพบก และได้รับ
พระราชทานเลอ่ื นยศเป็นนายพนั ตรี

ปี พ.ศ. 2444 เลอื่ นบรรดาศกั ดเ์ิ ปน็ พระสุรเดชรณชิต และในปีต่อมาได้เสื่อนยศข้นึ เปน็ นายพันโท
ในปีนี้มีราชการท่ีออกไปจัดการปราบปรามพวกเงี้ยวท่ีก่อการจราจลในมณฑสภาคพายัพ และไดจ้ ัดตั้ง
กองทหารขนึ้ ในมณฑลนี้
ปี พ.ศ. 2446 ได้รับพระราชทานเลื่อนยศขึ้นเป็นนายพันเอก ตำแหน่งปลัดทัพบก และได้รับ
พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวรเดชศักดาวุธ ถึงปี พ.ศ. 2948 ได้รับพระราชทานเสื่อนยศขึ้นเป็น
นายพลตรี แลว้ ไปราชการ ดกู ารประลองยุทธ์ ณ ประเทศญีป่ ่นุ
ปี พ.ศ. 2453 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกไปไต่สวนระงับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดแพร่
อันเนื่องจากพวกจีนฮ่อในจังหวัดนั้นรวบรวมกันเพื่อจะไปช่วยพวกกบฎในประเทศน ได้ปฏิบัติราชการเป็นท่ี
เรียบร้อยด้วยดี เป็นที่พอพระราชหฤทัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอันมาก
ครั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ในปี พ.ศ. 2453 เดียวกัน
นน้ั ได้ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ โปรดกระหม่อมใหร้ ัง้ ตำแหน่งปลัดทลู ฉลองรับราชการสนองพระเดชพระคุณต่อมา
ปี พ.ศ. 2455 โปรดเกลา้ ฯ พระราชทานเลอ่ื นยศข้ึนเปน็ นายพลโท
ปี พ.ศ. 2456 ไดร้ ับพระราชทนบรรดาศกั ด์เิ ป็น พระยาสหี ราชเดโชชัย
ปี พ.ศ. 2462 โปรดเกลา้ ฯ พระราชทานยศเล่อื นขึ้นเปน็ นายพลเอก
ปี พ.ศ. 2464 ตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหมว่างลง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้ร้ัง
ตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม แล้วเป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหมในปีเดียวกัน (ผู้บัญชาการทหารบก
ลำดับที่ 7)
ปี พ.ศ.2465 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชานชติ
มีสมญาจารึกในหิรัญบัฎว่า เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต อดิศรมหาสวามิภักดิ์ อุดมศักดิ์เสนาบดี ศรีธรรมราช
กุลพงศร์ งราชวรฤทธ์ิ สัตยสถติ ยอ์ าชวาศัย พุทธาทิไตรยส์ รณธาดา อภยั พิรยิ ปรากรมพาหุดำรงศกั ดินา 1000
พลเอก เจ้าพระยาบดนิ ทรเดชานชุ ติ (แยม้ ณ นคร) ได้รบั ราชการในตำแหน่งหน้าท่ีเสนาบดีกระทรวง
กสาโหมต่อมา จนถึง พ. ศ. 2469 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ขอพระราชทาน
กราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่ง เพราะป่วยและสูงอายุ งานในหน้าท่ีราชการพิเศษก็ได้กระทำสนองพระ
เดชพระคณุ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวและประเทศชาติตลอดมา เช่น เป็นราชองครกั ษ์พเิ ศษ เป็นองคมนต์
ในสมัยรัชกาลลที่ 7 เป็นนายทหารพิเศษในกรมทหารรักษาวัง และเป็นเลขาธิการ สำหรับ
เครอื่ งราชอสิ รยิ าภรณ์ อันมีศกั ด์ิรามาริบดีสมัยรชั กาลที่ 6 และรัชกาลท่ี 7
พลเอก เจ้าพระยาบดินทรเดชานิชติ (แย้ม ณ นคร) นับเป็นบุคคลตวั อย่างที่มแี บบฉบับในการทำงาน
ดีเด่นผู้หนึ่ง คือตลอดระยะเวลาของการทำงานอันยาวนานทั้งสามรัชกาลไม่เคยปรากฎว่ามีความด่างพร้อย
หรือบกพร่องในหนา้ ท่ีการงานเลย เมื่อจะทำงานราชการแต่ละเรือ่ งจะต้องมีแผนงานอยา่ งละเอียดลออ จนได้
รับคำชมเชย จากพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว และเจ้านายชั้นผูใ้ หญ่อยูเ่ สมอมา ดังเช่นเมื่อคราวเป็นหวั หนา้
คณะนายทหารไปตรวจการ ณ มณฑลพายัพ ได้ถวายรายงานเข้ามายังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หวั กระทั่งพระองค์ท่าน ได้มีพระราชดำรัสวา่ "พระยาสุรเดชผู้นี้นับว่าเป็นช้างเผือกในหมู่ทหารคนหน่งึ
แซ่เจา้ พระยานครจะไม่สญู "
ในด้านส่วนตัว พลเอก เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (แย้ม ณ นคร) ท่านเป็นผู้ใหญ่ในวงศต์ ระกูลเป็น

ผเู้ คร่งครัดในกฎระเบยี บวนิ ัยเย่ยี งวสิ ัยทหาร แตก่ ็เป็นผ้ทู ่ีมีกิริยาวาจาทีน่ ุ่มนวล เปน็ ประมุขแห่งบ้านมหาโยธิน

อันเปรียบเสมือนไม้ใหญ่ที่คอยให้ที่พักพิงแก่บรรดาญาติพี่น้องลูกหลานตราบจน สิ้นอายุชัยเมื่อวันท่ี

1 มีนาคม พ.ศ. 2504 และที่สำคัญคือ ท่านเป็นผู้ขอพระราชทานนามสกุล "ณ นคร" อันเป็นตระกูลใหญ่
ตระกลู หน่งึ ท่สี บื ทอดต่อเนื่องมา จนถึงในปัจจบุ ันนี้

7. หม่นื ไกรพลขนั ธ์ (ตาขนุ พล)

ประวัติของ หมื่นไกรพลขันธ์ หรือ ตาขุนพลท่านเป็น 1 ใน 4
แม่ทัพคนสำคัญของพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ประกอบด้วย หมื่นพัน
เสร็จหมื่นระเห็จดับภัย หมื่นสนั่นหวั่นไหว และ หมื่นไกรพลขันธ์โดย
หมื่นไกรพลขันธ์หรือ ตาขุนพล ได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลบริเวณทาง
ตะวนั ออกของวัง ซึง่ ทา่ นไดม้ คี วามเชี่ยวชาญในการใช้สรรพาวธุ แกล้ว
กล้าในพิไชยสงครามเป็นหนึ่งในนักรบคู่พระทัยเสมอมา จนกระทั่ง
พระเจ้าศรธี รรมโศกได้ทรงอพยพโยกย้ายราษฎรพร้อมดว้ ยขา้ ทาสราช
บริพารฝ่ายหน้าฝ่ายใน ลงไปสร้างเมืองแห่งใหม่ที่สันหาดทรายแก้ว
โดยมีพระมหาธาตุเป็นศนู ย์กลางของสนั ทราย ตาขนุ พลก็ไดท้ ูลขอพระ
เจ้าศรีธรรมโศกราช ว่าจะขออยู่ที่เดิมเพื่อระแวดระวังภัยข้าศึกศัตรู
ทางทศิ ตะวนั ตก โดยมเี พื่อนหมืน่ ทัง้ 3 คอยเป็นแนวร่วมบนหบุ เขา แต่
ล่ะขุนพล ได้สร้างวัดของตนขึ้นมา เพื่อเป็นศูนย์กลางของชุมชน ปวงไพร่พลโยธาหาญรักษาค่ายตาขุนพลได้
ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความชื่อสัตย์ และกล้าหาญตลอดมาจนกระทั่งถึงแก่กรรม ลูกหลานได้เอาศพของท่านฝังไว้
แล้วปลกู ตน้ ประดู่ทับ ปัจจุบันตน้ ประดู่อยู่ข้างกันกับอนุสาวรยี ์ของทา่ น เป็นประจักษ์พยานในการมีตัวตนของ
ทา่ นตาขนุ พล

ปัจจุบันหากเดินทางไปยัง อ.ลานสกา แถบ ต.ขุนทะเล ในละแวกนัน้ จะเปน็ อาณาเขตที่เชือ่ กันว่าเปน็
ที่ประทับชั่วคราวของพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ก่อนที่จะลงไปสร้างเมืองใหม่และพระบรมธาตุท่ีหาดทรายแก้ว
โดยอนุสาวรีย์ของ "หมื่นไกรพลขันธ์" หรือ "ทวดตาขุนพล" ได้ตั้งอยู่ที่ข้างลำคลองเสาธง ซึ่งอีกฝั่งคลองเป็น
ภูเขาวงั อนั เชอ่ื กันว่าเป็นท่ปี ระทบั หลบภยั ไขห้ า่ ของพระเจ้าศรธี รรมโศกราช

สำหรับตาขุนพลนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ ในการขอไหว้ได้รับ ผู้ที่บูชามักจะนิยมแก้บนด้วยอาวุธจำลอง
นายหนังตะลงุ มโนราห์ หมากพลู เครอื่ งเช่นไหวต้ ่าง ๆ ซ่งึ เชื่อกนั วา่ เปน็ สงิ่ ท่ตี าขนุ พลโปรด ในอดีตที่ต้นประดู่
ยักษ์แห่งนี้จะปรากฎองหลาขนาดใหญ่ ขนดกายอยู่ข้างต้นประดู่นี้เสมอ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่า คือ ตาขุนพลที่
จำแลงกายมาในร่างของงูขนาดใหญ่ ลงจากภเู ขามาโปรดลกู หลาน และยงั เชือ่ กนั ว่าท่านตาขุนพล ยังคงปกบัก
รักษาลูกหลานชาวลานสกาขุนน้ำโดยเสมอมา แม้นกาลเวลาผ่านไปเท่าไร แต่ความศรัทธานับถือในตาขุนพล
วีรบุรุษรกั ษาเมอื งนครยงั คงมอี ยูม่ เิ สอื่ มคลายจากใจชาวเหนือสืบไป

8. พงั พการ

พังพการเป็นวีรบุรุษในสมัยอาณาจักรตามพรลิงค์ (ชื่อเดิม
ของนครศรีธรรมราช) เป็นขุนพลแก้วของพระเจ้าจันทรภาณุที่ 3
กษัตริย์ผู้เข้มแข็งแห่งตามพรลิงค์ ต้ามตำนานเมืองนครศรีธรรมราช
พังพการไม่ทราบวันเกิด ชื่อบิดา มารดา ซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวของ
ชาวนา ของบา้ นนพเตียร ในวยั หารก พอ่ แมจ่ ะนำลูกน้อยไปทำนาด้วย
โดยผูกเปลไว้ที่กิ่งต้นหว้าซี่งงอกที่คันนาของตน ขณะที่ทั้งสองกำลัง
ดำนาอยู่นน้ั กไ็ ด้มีงูบองหลา

(จงอาง) ใหญต่ วั หน่ึงเสอ้ื ยเขา้ ไป ทีเ่ ปลของเดก็ น้อยโดยได้แผ่
พังพานชูขึ้นเหนือเปล แล้วได้คาแก้วไว้ในเปลนั้นด้วย เสร็จแล้วก็ได้
เลื้อยเข้าบ้าหายไปทางทิศตะวันตก พ่อแม่ของทารกน้อยและเพื่อน
ชาวนาที่กำลังดำนาอยู่ที่นั่นต่างก็พากันตกใจ และได้รีบวิ่งเข้ามาดูที่
เปลของบุตรตนทันที จึงเห็นว่าทารกน้อยไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด
และยงั นอนเลน่ แก้วของพญางูอยูด่ ว้ ย ตา่ งก็รู้สกึ ยินดีในบญุ บารมขี องทารกน้อยยิ่งนัก จึงไดต้ ัง้ ช่อื วา่ "พังพการ"

วัยเด็ก พังพการมีอายุมากขึ้นพอที่จะทำงานได้ ชาวนาพ่อแม่จึงใช้ให้นำวัวควายไปเลี้ยงในทุ่งนาใกล้
บ้านเหมอื นกบั ลกู ชาวนาคนอื่น ๆ ท่ัวไป พงั พการจึงมีเพื่อนฝูงที่เป็นเด็กเลี้ยงววั เลยี้ งควายดว้ ยกัน ตั้งแต่นั้นมา
ทุก ๆ วันได้ปลอ่ ยวัวควายออกหากินกันตามลำพังแล้ว เดก็ ๆ ก็ได้เล่นกันตามประสาเด็กทุกวันตามโอกาส แต่
ทุกครั้งที่เล่นกันฝ่ายข้างเด็กน้อยพังพการมักจะเป็นฝ่ายชนะอยู่เสมอ จึงได้รับยกย่องจากเด็กอื่น ๆ ให้เป็น
หวั หนา้ ของเด็กทง้ั หลายในละแวกบ้านนั้น

ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นการเล่นรบทัพจับศึก ซึ่งต่างคนก็ได้เอาไม้พาเข มาทำเป็นดาบหอก อาวุธคู่มีแบ่ง
พวกกันต่อสู้ด้วยหอกดาบไม้พาเข โดยมีพังพการเป็นผู้ควบคุมและบงการอยู่อีกเช่นเคย อยู่มาวันหนึ่งพังพกา
ไดช้ วนเพ่ือน ๆ ไปวดิ ปลาและจบั ปลากนั ในหนองนำ้ โดยชันชี (พนัน) กนั ว่าทุกคนตอ้ งรบั ผิดชอบในหน้าที่การ
จับปลาให้เคร่งครัด คือ ถ้าปลาหลุดออกไปทางที่ผู้ใดรับผิดชอบแล้ว ผู้นั้นก็จะได้รับโทษถึงถูกตัดศีรษะด้วย
ดาบไม้พาเขของพังพการผู้เป็นหัวหน้า ขณะนั้นได้มีปลาชอนตัวใหญ่หลุดออกทางที่เด็กผู้หนึ่งรับผิดชอบอยู่
เด็กผู้นั้นจึงถูกพังพกการกศีรษะด้วยดาบไม้พาเข ด้วยเหตุอย่างไรมิทราบได้ ดาบไม้พาเขอันเป็นของเด็กเล่น
จงึ ไดค้ มประดจุ ดาบเหล็กจริง ๆข้ึนได้ ทำให้ศีรษะเด็กผู้น้ันขาดไปเหมือนกบั ถูกฟนั ด้วยดาบจรงิ ๆ เหตุการณ์ที่
เกิดขน้ึ ทำใหพ้ ังพการตกใจมากเพราะไมค่ ดิ วา่ เพอ่ื นของตนจะมาตายกบั การเลน่ เชน่ นี้

พอ่ แม่ของเดก็ ทีเ่ สยี ชีวิตได้ฟ้องรอ้ งเร่ืองทเ่ี กิดขึน้ ไปยงั กรมการเมือง เม่ือกรมการเมอื งได้ออกไปไต่สวน
เรื่องราวแล้วมากราบทูลให้พระเจ้าจันทรภานุทรงทราบเรื่องประหถาดนี้ ในที่สุดพระเจ้าจันทรภานจึงให้
กรมการเมืองนำพังพการมาให้พระองค์ทอดพระเนตรและรู้สึกพอพระทัยเพราะทรงเหน็ ว่าเป็นผู้ท่ีมีลักษณะดี
เลิศผหู้ นึ่งในแผน่ ดนิ จึงทรงรับเอาไวเ้ ปน็ ราชบุตรบุญธรรม

ในวัยหนุ่มพังพการได้ศึกษาศิลปวิทยา และเพลงอาวุธจากพระราชบิดาจนเก่งกล้า และเชี่ยวชาญย่ิง
ซ้ำยังเป็นผู้ที่มีพละกำลังเหนือกว่าคนทั้งหลาย และยังสามารถล่องหนหายตัวได้อีกด้วยเพราะฤทธิ์อำนาจของ
แกว้ พญางูของประจำตวั

ผลงาน
ทำให้เมืองนครศรีธรรมราชพันจากอำนาจของเมืองชวา พังพการ์เป็นบุคคลที่ชีวิตอยู่ในสมัยของ
พระเจ้าจันทรภานุ ซึ่งครองเมืองนครศรีธรรมราช ประมาณ พ.ศ. 1820 เมืองนครศรีธรรมราชได้ตกเป็น
เมอื งข้ึนของชวาซ่ึงยกทัพมาตีมือง แม้ระยะแรกจะตีเมืองไม่แตก ในท่สี ดุ พวกชวากย็ กทัพเรือมาทอดสมออยู่ท่ี
ปากน้ำและออกอุบายใช้ราชสารถึงเจ้าเมืองนคร ให้ลงไปรบั ลูกสาวที่มาถวาย เม่ือเจ้าเมืองลงไป พวกชวาก็จับ

ตัวไว้ และได้ส่งกลับเมื่อทางเมืองนครศรีธรรมราชยินยอมส่งส่วยไข่เป็ดแก่ชวา นครศรีธรรมราชตกเป็น
เมอื งข้ึนของชวาและสง่ ส่วยอยู่กี่ปไี ม่มีหลักฐานแน่ชัด แตก่ ็ไดพ้ ้นจากอำนาจของพวกชวาเพราะความแกล้วกล้า
ของพังพการนั่นเอง จากตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวว่า พังพการ สามารถฆ่าขาวชวาล้มตาย
วันละ 30-40 คน ทพั ของชวาจึงแตกพ่ายไป เมอ่ื ทัพชวาแตกกลับไปแลว้ พระเจา้ จันทรภาณุไดบ้ ำเหน็จรางวัล
ให้แก่พังพการโดยแบ่งเมืองให้อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นเมืองพระเวียง และให้ครอบครองอีกกึ่งหน่ึง
เรียกว่า "ไซยมนตรี" หรือตำบลไชยมนตรี อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในปัจจุบัน แม้ว่าเรื่องราวของ
พังพการจะอยู่เฉพาะในตำนานก็ตาม แต่ก็เป็นที่เชื่อแน่ว่าเรื่องราวของท่านผู้นี้น่าจะเป็นเรื่องจริงที่มีมูลแอบ
แฝง เมอ่ื เปน็ เชน่ น้ีชนรุน่ หลังควรระลึกถึงและยกย่องบุคคลผู้นวี้ ่าเปน็ วรี บรุ ุษท่านหน่ึง

หลักฐานเกี่ยวกับพังพการวีรบุรุษของอาณาจักรตามพรสิงค์ ยังคงมีปรากฎอยู่ทุกวันนี้
ในจงั หวัดนครศรธี รรมราช คอื

1. โคกพังพการ อยู่ในตำบลนาสาร อำเภอพระพรหม
2. บ้านนพเตียน อย่ใู นตำบลไชยมนตรี อำเภอเมอื ง
3. เขามหาชัย อยูใ่ นตำบลท่าง้ิว อำเภอเมือง
4. เรื่องราวของ "พังพการ" ยงั เป็นทีม่ าของสำนวนภาษาประจำถน่ิ สำนวนหนึง่ อีกด้วย คือท่วี ่า
"ตายด้วยดาบไมพ้ าเข" หรือ "ตายกับดาบไมพ้ าเข" ซึ่งมีความหมายตรงกับสำนวนท่ีว่า "ปลาใหญ่ตาย
น้ำตื้น"

9. พระรัตนธชั มุนี (มว่ ง ศริ ริ ัตน์)

พระรัตนธัชมุนี มีนามเดิมว่า "ม่วง ศิริรัตน์" เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2396 ที่บ้านหมาก หมู่ท่ี
5 ตำบลบเนพิง อำเภอปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายแก้ว และนางทองคำ ศิริรัตน์ มีพี่น้อง
7 คน เป็นบุตรคนสุดท้องเมื่ออายุได้ 7 ปี ได้ศึกษาเบื้องต้นใน
สำนักอาจารย์สีดำ วัดหลุมพอ อำเภอปากพนังอายุ 9 ปีย้ายไปศึกษาใน
สำนักอาจารย์เพชร วัดแจ้ง อ.ปากพนัง ได้ศึกษาเล่าเรียนมูลกัจจายน์ใน
สำนักนี้ อายุได้ 15 ปี ได้บรรพชาอยู่ที่วัดแจ้งนั้น เมื่ออายุได้ 17 ปี
ไดย้ ้ายมาอยทู่ วี่ ัตมเหยงคณ์ อ.เมือง จ.นครศรธี รรมราช ได้ศึกษาเลา่ เรียน
พระปริยัติธรรมจากพระครูการาม (จู) ในพ.ศ. 2416 ได้อุปสมบทเป็น
ภิกษุฝ่ายมหานิกาย โดยพระครูการาม (จู) เป็นพระอุปัชฌาย์ มีฉายาว่า
"รัตนธโช" เมื่ออุปสมบทแล้วได้จำพรรษาอยู่ที่ วัดมเหยงคณ์ 1 พรรษา
ต่อมาเมือ่ พระครูการาม (จ)ู ย้ายไปอย่ทู ีว่ ัดทา่ โพธิฯ์ จงึ ย้ายตามไปด้วยใน
ปี พ.ศ 2427 เมื่อพระครูการาม (จู) มรณภาพก็ได้เป็น เจ้าอาวาสวัดท่า พระรตั นธัชมนุ ี (มว่ ง ศริ ริ ตั น์)

โพธิ์สืบแทน ต่อมาได้รับการแต่งตั้งจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ให้เป็นพระราชาคณะมีราช
ทนิ นามวา่ "พระสิริธรรมมนุ "ี

ปี พ.ศ. 2442 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นเจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราช และมณฑลปัตตานี
เปน็ ผอู้ ำนวยการการศึกษามณฑลนครศรีธรรมราชและมณฑลปัตตานี เพอื่ ใหจ้ ดั การพระศาสนาและการศึกษา
ใน 2 มณฑล ด้วยความรู้ ความสามารถ และความอุตสาหะวิริยะพากเพียรในการรับใช้บ้านเมืองในด้านการ
พระศาสนา และการศึกษา ปี พ.ศ. 2453 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่มีราชทนิ
นามตามสัญญาบัตรว่า "พระเทพกวีศรีสุทธิดิลกตรีปิฎกบัณฑิตยติคณิศร บวรสังฆารามคามวาสี" สถิต ณ
วัดท่าโพธิ์ ตำบลกลางเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มีนิตยภัตเตือนละ 26 บาท มีฐานานุศักดิ์ควรต้ัง
ฐานานุกรมได้ 4 รูป ต่อมาได้โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เปน็ "พระธรรมโกศาจารย์ สนุ ทรญาณดิลก ตรีปิฎกธรรม
ภูษิตยตคิ ณิศร บวรสงั ฆาราม คามวาส"ี มนี ติ ยภัตเดือนละ 28 บาท มฐี านานศุ กั ดิต์ ั้งฐานานกุ รมได้ 6 รปู

ปี พ.ศ. 2466 โปรดให้เลือ่ นสมณศกั ดิ์เป็น "พระรัตนธชั มุนี ศรีธรรมราชสังฆนายก ตรีปฎิ กคุณาลงั การ
ศลี สมาจารวินยสุนทร ยติคณิศร บวรสงั ฆรามคามวาสี" สถิต ณ วดั ท่าโพธ์ิ อำเภอเมือง จังหวดั นครศรธี รรมราช
มีฐานศักด์ิต้ังฐานานกุ รมได้ 6 รปู พระรัตนธัชมนุ ีไดท้ ำงานทางด้านการพระศาสนาและการศึกษาเพื่อบา้ นเมือง
ตลอดมา จนถงึ แก่มรณภาพด้วยโรคชรา เมือ่ วนั ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2477 อายุได้ 82 ปี 45 พรรษา

ผลงาน/เกยี รตคิ ณุ ที่ได้รับ
1. ด้านการศาสนา
แก้ไข การปกครองสงฆ์ สามเณร ในนครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลาใหม่ โดยกำหนดให้
เจ้าคณะเมือง เจ้าคณะแขวง อธิการวัด และพระครู บังคับบัญชากันตามลำดบั ชั้น วิธีการแบบนี้เป็นทีย่ อมรับ
และไดร้ บั การยกย่องมาก สามารถแก้ไขปัญหาในการปกครองคณะสงฆ์ ใหเ้ ป็นระเบยี บเรยี บร้อยได้ จนกระท่ัง
กรมหมี่น วชิรญาณวโรรสและกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ ทรงเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นแบบแผนที่ดี ควรให้
ผอู้ ำนวยการการศึกษารับไปจดั ให้ตลอดเหมอื นกนั ท่วั ทกุ มณฑล

2. ด้านการศึกษา
เป็นผ้รู เิ ร่มิ จดั การศึกษาฝา่ ยสามัญและวิสามัญขึน้ ในมณฑลนครศรธี รรมราชและมณฑลปัตตานี ซง่ึ แต่
เดิมมักจะศึกษากันที่วดั หรือบ้าน เมื่อได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯให้เปน็ ผู้อำนวยการศึกษาแผนใหม่
ก็เริ่มจัดการตามพระราชประสงค์ทันทีดังปรากฏอยู่ในรายงานการศึกษา ร.ศ.119 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน
พ.ศ.2443 จำนวนโรงเรียนที่ท่านได้จัดตั้งทั้งหมด 21 แห่ง เช่น โรงเรียนหลวงหลังแรกตั้งอยู่ที่วัดโพธ์ิ
อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีชื่อว่า “สุขุมาภิบาลวิทยา” ได้พระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) ข้าหลวง
เทศาภิบาล เป็นผู้อุปถมั ภ์ (โรงเรยี นนี้ต่อมาเปล่ียนชื่อเป็น “เบญจมราชทู ศิ ”) โรงเรยี นราษฎรผดุงวิทยา ตั้งอยู่
ที่วัดพระนครได้ พระครูกาชาติเป็นผู้อุดหนุน โรงเรียนวัฑฒนานุกูล อยู่ที่วัดหมาย อำเภอท่าศาลา
ได้นายเจริญ กรมการอำเภอ เป็นผู้อุดหนุน โรงเรียนเกษตราภิสิจน์ตั้งอยู่ที่วัดร่อนนอก อำเภอร่อนพิบูลย์
ได้ขุนเกษตรพาหนะเป็นผู้อุดหนุน โรงเรียนนิตยาภิรมย์ตั้งอยู่ที่วัดโคกหม้อ อำเภอทุ่งสง ได้นายเที่ยง
กรมการอำเภอเป็นผู้อุดหนุน โรงเรียนวิทยาคม นาคะวงศ์ตั้งอยู่ที่วัดวังม่วง อำเภอฉวาง ได้นายนาค
กรมการอำเภอเป็นผู้อุดหนุน ท่านเจ้าคุณรัตนธัชมุนีนอกจาก จะเป็นผู้ริเริ่มจัดการศึกษาฝ่ายสามัญทั่วท้ัง
ภาคใต้ดังกล่าว พอสังเขปแล้วนั้น ท่านยังได้พยายามจัดตั้งโรงเรียนวิสามญั เช่น ให้มีการสอนวชิ าช่างถมข้นึ ท่ี
วัดท่าโพธิ์เป็นคร้ังแรก ในพระราชอาณาจกั ร เมื่อ พ.ศ. 2456 ในระยะแรก ๆ ท่าน ได้สละนิตยภัตส่วนตัวของ

ท่านให้เป็นเงินเดือนครูและได้เพียรทำนุบำรงุ ให้เจริญเป็นลำดับ โรงเรียนช่างถมน้ี ภายหลังทางราชการไดร้ บั
ชว่ งเป็นโรงเรียนหลวงประเภทวิสามัญ

3. ด้านกวีนิพนธ์
พระรตั นธชั มนุ มี คี วามสามารถทางกวีนิพนธ์ดว้ ย ทั้งกลอนสด กลอนเพลงบอก และโคลงกลอน อน่ื ๆ
อีกมาก เช่น แต่งคำร้องรับเสด็จในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อให้นักเรียนร้องรับเสด็จ เมื่อเสด็จถึง
จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่งโคลงรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จประพาส
จงั หวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2441 แตง่ เพลงบอกเรื่องศาลาโกหก

10. พระครูพิศษิ ฐ์อรรถการ

พระครูพิศิษฐ์อรรถการ หรือ พ่อท่านคล้าย มีชื่อเดิมว่า

คล้าย สีนิล (ศรีนิล) เกิดเมื่อวันอังคาร เดือน 4 ปีชวด พ.ศ 2407 ที่บ้านโคก

กะทือ ต.ช้างกลาง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช บิดาชื่อ นายอินทร์ มารดาชื่อ

นางเนี่ยว มีพี่สาวคนหนึ่งชื่อเพิงได้เสียชีวิตตั้งแต่เยาว์วัยการศึกษา ท่านได้

ศกึ ษาเล่าเรยี นอักษร จากบิดาของท่าน อายุ 10 ขวบ ก็เรียนจบ เมื่ออายุ13 ปี

ได้ไปเรยี นเลขกบั อาจารยข์ ำ้ ไม่นานกช็ ำนาญ เม่ืออายุ20 ปี กไ็ ดอ้ ุปสมบทท่ีวัด

วังม่วง อ.ฉวาง พ่อท่านคล้ายเป็นพระเถระที่มี ความเคร่งครัดในสิขาวินัย

มีคุณธรรม และบำเพ็ญประโยชน์อย่างใหญ่หลวง จึงได้รับการยกย่องนับถือ

จากประชาชนทั่วไปว่าเป็นเกจิอาจารย์ที่สำคัญ รูปหนึ่งของภาคใต้ในฐานะท่ี

เป็นผู้มี“วาจาสิทธ์ิ” ต่อมา ในปีพ.ศ 2498 พ่อท่านคล้ายได้รับพระราชทาน

เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นพิเศษในนาม สมณศักดิ์เดิมแต่ประชาชนส่วน

ใหญก่ ็ยังเรียกท่านวา่ “พ่อท่านคล้าย” ในบ้นั ปลายชีวิตทา่ นอาพาธหลายครั้ง พระครพู ิศิษฐอ์ รรถการ
ครง้ั สุดทา้ ยทา่ นอาพาธหนักด้วยโรคหืดมอี าการหนักมากคณะศษิ ยานุศิษย์ได้ (พ่อท่านคลา้ ยวาจาสทิ ธ)ิ์
นำเข้ารกั ษาณโรงพยาบาลพระมงกุฏเกลา้ กรงุ เทพฯเมอ่ื วนั ท่ี21 พฤศจิกายน

พ.ศ2513และวนั ท่ี5 ธนั วาคม 2513 ทา่ นกถ็ งึ แกม่ รณภาพด้วยอาการอันสงบ รวมอายไุ ด้ 106 ปี

สมณศักดิ์

ได้เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรีที่พระครูพิศิษฐ์อรรถการในปีพ.ศ.2498ต่อมาได้รับพระราชทานเลื่อน

สมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นพิเศษในนามสมณศักดิ์เดิม แต่ประชาชนทั่วไปเรียกท่านตามชื่อเดิมว่า พ่อท่านคล้าย

ได้รับการยกย่องนับถือจากประชาชนทั่วไปว่าเป็นเกจิอาจารย์ที่สำคัญรูปหนึ่งของภาคใต้ในฐานะที่เป็นผู้

มี“วาจาสทิ ธ์ิ”

ตำแหนง่ ทางพระพทุ ธศาสนา

1. เจา้ อาวาสวดั สวนขัน ตำบลละอาย อำเภอฉวาง ใน พ.ศ. 2445 จนมรณภาพ

2. เจ้าอาวาสวัดธาตุน้อย ใน พ.ศ. 2500 เนื่องจากมีการสร้างถนนผ่านกลางวัดจันดีหรือ วัดทุ่งปอน

ทำให้วดั ถูกแบ่งออกเป็นสองสว่ น ประชาชนได้ประชุมตกลงสรา้ งวัดใหม่ในเนื้อทท่ี ี่แยกออกไป เรยี กว่า วัดพระ

ธาตุน้อยและแต่งตั้งให้พระครูพิศิษฐ์อรรถการเป็นเจ้าอาวาสเมื่อท่านมรณภาพไปแลว้ วัดนี้ก็เป็นที่ประดิษฐาน

สรีระของท่านไว้ในโลงแก้ว

ผลงานหรอื เกียรตคิ ุณ

1. งานด้านศาสนา

พระครูพิศิษฐ์อรรถการเป็นผู้นำในการสร้างวัดพระเจดีย์พระพุทธรูปและร่วมกันในการ
ปฏิสังขรณ์ บูรณะศาสนสถานเป็นจำนวนมาก เช่น สร้างวัด พ่อท่านคล้ายเห็นความสำคัญของปูชนียสถาน
จึงได้สร้างวัด ขึ้นหลายแห่ง ได้แก่วัดมะปรางงาม ตำบลละอายอำเภอฉวาง ใน พ.ศ. 2490 ต่อมา พ.ศ. 2500
ทายาทอึ่งค่ายท่ายถวายที่ดินใกล้ตลาดนาบอนจึงสร้างวัดขึ้นเรียกชื่อตามสมณศักดิ์ว่า วัดพิศิษฐ์อรรถการาม
และวัดที่สำคัญที่สุด คือ วัดพระธาตุน้อย หรือคนทั่วไปเรียกว่า วัดพ่อท่านคล้าย พระครูพิศิษฐ์อรรถการได้
สร้างขึ้นใหม่ และสร้างเจดีย์ องค์ใหญ่ไว้เป็นอนุสรณ์ โดยยึดรูปแบบมาจากวัดพระมหาธาตุทั้งหมด
การก่อสร้างสำเร็จในปีพ.ศ. 2513 สร้าง พระเจดีย์ พ่อท่านคล้ายได้สร้างพระเจดีย์ไว้หลายองค์ ได้แก่
เจดีย์วัดสวนขัน เจดีย์บ้านควรสวรรค์ตำบลนาแว อำเภอฉวาง เจดีย์วัดยางค้อม อำเภอพิปูน และท่ี
จังหวัดสรุ าษฏร์ธานี ไดแ้ ก่ เจดยี ว์ ัดสวนขนั อำเภอพระแสง และเจดยี ห์ น้าถำ้ ขม้ิน บนภเู ขาอำเภอนาสาร

2. งานดา้ นพัฒนาท้องถิน่
พ่อท่านคล้ายจัดได้ว่าเป็นนักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ตลอดชีวิตทำงานโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อประโย ชน์
ส่วนรวม ได้เดินทางไปพัฒนาในที่ต่าง ๆ มากมาย สร้างถนน สะพานมากมาย ด้วยเมตตาบารมีและความ
เคารพศรัทธาของศิษย์และประชาชน เช่น สร้างถนนเข้าวัดจันดีถนนจากตำบลละอายไปพิปูนถนนจาก
วัดสวนขัน ไปยังสถานีรถไฟคลองจันดีถนนจากตำบลละอายไปนาแวถนนระหว่างหมู่บ้านในตำบลละอาย
สะพานข้ามคลองคุดด้วน เข้าวัดสวนขัน สะพานข้ามแม่น้ำตาปีจากตลาดทานพอไปนาแว สะพานข้าม
คลองเสหลา หนา้ วดั มะปรางงาม สะพานขา้ มคลองจันดี
3.ดา้ นความมเี มตตาและวาจาสทิ ธ์ิ
ศิษย์ยานุศิษย์และประชาชนที่เคารพนบั ถือศรัทธาพ่อท่านคล้ายได้เชื่อถือถึงความศักดิ์สทิ ธิ์ของวาจา
พูดอย่างไรเป็นอย่างนั้นพ่อท่านคล้ายจะพูดจากับทุกคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและแจ่มใสอารมณ์เยือกเย็นอยู่
ตลอดเวลาท่านมักจะให้พรกับทุกคน “ขอให้เป็นสุข เป็นสุข” ผู้ที่เคารพนับถือท่านต่างพากันกลัวคำตำหนิ
เพราะผู้ที่ถูกตำหนิทุกรายล้วนแต่พบความวิบัติคนส่วนมากจึงหวังที่จะได้รับคำอวยพรเพราะคำเหล่านั้นเป็น
การพยากรณ์ที่แม่นยำทั้งในทางดีและทางเสื่อมเสีย คนที่ไปนมัสการหวังที่จะได้วัตถุมงคล บ้างขอน้ำมนต์
ชานหมาก แหวน ผ้ายันต์เหรียญ รูปหล่อ รูปพิมพ์ซึ่งพ่อท่านคลา้ ยก็ได้มีเมตตาให้กบั ทุกคน ยิ่งชานหมากของ
ท่าน หากใครได้รบั จากมอื ท่านเป็นตอ้ งหวงแหนอย่างท่ีสุด

11. พระรตั นธชั มุนี (แบน ฤทธิโชต)ิ
พระรัตนธัชมุนีมีนามเดิมว่า “แบน ฤทธิโชติ”
เกดิ เมือ่ วนั ท่ี 2 มถิ ุนายน พ.ศ. 2427 ตรงกบั วันจันทร์ข้ึน
9 ค่ำ เดือน 7 ปีวอก ที่บ้านดอนทะเล หมู่ที่ 2 ต.ปากพูน
อ.เมอื ง จ.นครศรีธรรมราช บิดาชอ่ื หมนื่ ทพิ ยจักษุ (ขาว
ฤทธิโชติ) มารดาชื่อ นางเปิด ฤทธิโชติ(ธรรมิกกุล) มีพี่
นอ้ งรว่ มบิดามารดาเดียวกัน 3 คน ขีวิตประถมวยั ได้เรียน
หนังสือวัด ต่อมาได้ อุปสมบทและศึกษาพระธรรมวินัย
จนสอบ ไล่ได้นกั ธรรมชนั้ ตรีสอบไล่ได้เปรยี ญธรรประโยค
และเปรียญธรรม 4 ประโยค จึงหยุดสอบ และได้บำเพ็ญ
ประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา พระรัตนรัชมุนีเป็นนัก
ปกครองที่ดี คอยดูแลเอาใจใส่ต่อความเป็นอยู่ของภิกษุ
สามเณรและศิษย์อยู่ตลอดใช้หลัก เมตตาธรรม พระรัตนธัชมุนีได้มรณภาพดว้ ยโรคชรา เมอื่ วันท่ี10กุมภาพันธ์

พ.ศ. 2521 ตลอดชีวิตของท่านเป็นเวลายาวนานถึง 95 ปีพรรษา 75 ท่านได้ทุ่มเทให้กับพระพุทธศาสนา
สร้างสรรค“์ อมตสมบัติ” นับได้ว่าเป็นพระเถระทนี่ า่ เลอ่ื มใสศรทั ธาและนา่ บูชา ยกยอ่ งเป็นอย่างยิ่ง

ผลงานหรือเกยี รติคุณทไ่ี ด้รบั
1. เป็นผู้ชว่ ยเจา้ อาวาสวดั ราชาธิวาสวรวหิ าร กรงุ เทพมหานคร
2. เปน็ ผู้ช่วยเจา้ อาวาสวัดพิชยั ญาตกิ าราม กรุงเทพมหานคร
3. เปน็ เจา้ อาวาสวดั มเหยงคณ์อ.เมอื ง จ.นครศรีธรรมราช
4. เปน็ เจา้ อาวาสวดั พระมหาธาตุวรมหาวหิ าร อ.เมอื ง จ.นครศรธี รรมราช
5. รกั ษาการในหนา้ ท่ีเจ้าคณะจงั หวดั นครศรธี รรมราช
6. เป็นเจ้าคณะจงั หวดั นครศรีธรรมราช
7. เปน็ รองเจา้ คณะธรรมยุต ภาค 7-8-9
8. เป็นเจา้ คณะจังหวดั นครศรธี รรมราช ภเู ก็ต พงั งา กระบ่ี 9. เปน็ รองคณะ ภาค 16-17-18

12. พระรตั นธัชมุนี (แบน คณฐุ าภรโณ)

พระรัตนธัชมนุ ี (แบน คณุฐาภรโณ) อดีตเจ้าอาวาส วัดพระมหาธาตุ

วรวิหาร อดตี เจ้าคณะจงั หวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) นามเดิม แบน ฤทธิ

โชติเกิดเมื่อวันท่ี 2 มิถุนายน พ.ศ.2427 ที่บ้านดอนทะเล ตำบลปากพูน

อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช บิดาชื่อหมื่นทิพย์จักษุ (ขาว ฤทธิโชติ)

มารดาชื่อ นางเป็ด ฤทธิโชติ(ธรรมิกกุล) มีพี่น้องร่วมบิดา มารดาเดียวกัน

3 คน เมื่ออายุครบ 20 ปีได้บรรพชาอุปสมบทที่นทีสีมา (สีมาน้ำ) ใน

คลองปากพูน หน้าวัดท่าม่วง หมู่ท่ี2 บ้านดอนทะเลตำบลปากพูน ได้รับ

ขนานนามว่า “คณฐุ าภรโณ”

การศึกษา ชั้นประถมศึกษา ได้เข้าศึกษาอักษรสมัยภาษาไทย เรียน

หนงั สือวัด จนจบช้ันประถมเทียบเท่าประถมปีที่4 ปพี .ศ.2448 เมื่ออุปสมบท

แล้วได้เข้าศึกษาพระธรรมวินัยในสำนักพระรัตนรัชมุนี(ม่วง) ที่วัดท่าโพธ์ิ พ.ศ. 2459 เข้าศึกษาอบรมในสำนัก

สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระวชริ ญาณวโรรส วัดบวรนิเวศวหิ าร กรุงเทพฯ สอบได้นกั ธรรม

ชั้นตรีในปีเดียวกัน และสอบได้เปรียญ 3 ประโยค ในสำนักเรียนวัดราชาธิวาสวิหาร ใน พ.ศ. 2456 ต่อมาใน

พ.ศ. 2458 สอบไดเ้ ปรยี ญธรรม 4 ประโยค ในสำนักเรยี นเดิม และพระรตั นธัชมุน(ี มว่ ง) ได้หยุดสอบ เพราะถือ

คติโบราณท่ีว่าไมใ่ ห้เหนอื อาจารยค์ อื พระรตั นธัชมนุ (ี มว่ ง) ซงึ่ ไดเ้ ปรียญธรรม 4 ประโยค

ปี พ.ศ. 2447 ได้เข้าเรียนหนังสือไทยแผนกวิชาครูตามหลักสูตรของมหามกุฎราชวิทยาลัย

ในสำนักพระรัตนธัชมุนี(ม่วง) ที่วัดท่าโพธิ์อำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราชสำเร็จวิชาหนังสือไทยชั้นฝึกหัด

ครมู ูล จากสำนกั วัดท่าโพธิ์ในปีพ.ศ. 2448

ปี พ.ศ. 2521 พระรัตนธัชมุนีได้มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันที่10 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2521 ตลอดชีวิต

ของท่านเปน็ เวลายาวนานถงึ 95 ปพี รรษา 75 ทา่ นไดท้ ่มุ เทใหก้ บั พระพทุ ธศาสนา

ผลงานและเกยี รติคณุ ทีไ่ ดร้ บั

1. ด้านสง่ เสริมพระพทุ ธศาสนา

1. ตำแหนง่ พระปลดั ฐานานุกรมของพระอรยิ กว(ี เซง่ ) วดั ราชาธวิ าสวิหาร กรุงเทพ ในปี2454

2. เป็นพระครูประสาทพุทธรูปวิตร ฐานานุกรมของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระวชิรญาณ วโรส วัดบวรนเิ วศวหิ าร กรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2457

3.พระครูปลัดศีลวัฒน์ฐานานุกรมของพระธรรมโกศาจารย์(พระรัตนธัชมุนีม่วง)
เจา้ คณะมณฑนครศรธี รรมราชและปัตตานใี น พ.ศ. 2463

4. พระครูปลัดศรีธรรมวัฒน์ฐานานุกรมของพระรัตนธัชมุนี(ม่วง)เจ้าคณะมณฑล
นครศรธี รรมราช และปตั ตานใี น พ.ศ. 2466

5. พระครูเหมเจตยิ านรุ ักษต์ ำแหน่งรองเจา้ คณะจังหวดั นครศรีธรรมราชใน พ.ศ. 2468
6. พระศรีธรรมประสาธน์ มหาธาตุเจติยานุรักษ์สังฆปาโมกข์ตำแหน่งพระราชาคณะชั้นราช
ในนามเดมิ และใน พ.ศ. 2499 เป็นพระราชาคณะชน้ั เทพในนามเดมิ
7. เปน็ พระราชาคณะชั้นธรรม ท่ีพระรตั นธัชมุณีศรธี รรมราช ธรรมสาธก ตรปี ฏิ กคุณาลังการ
ศีลสมาจาก วนิ ยั สนุ ทรธรรมิกคณสิ สรบวรสงั ฆารามคามวาสีใน ปพี .ศ. 2505

2. ผลงานทส่ี ำคัญ
1. การพัฒนาศาสนาบุคคล พระรัตนธัชมุณี(แบน) เป็นผู้มีเมตตา สร้างสรรค์บุคคลให้ได้รับ
ความเจริญรุ่งเรือง ให้การศึกษาอบรม แนะนำ โดยเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและแผนกบาลี
สำนักเรียนวัดราชาธิวาสวิหาร สำนักเรียนวัดพิชยญาติการาม สำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร
ในกรุงเทพมหานคร ส่วนในจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นครูที่สำนักวัดท่าโพธิ์วัดมเหยงค์วัดพระมหาธาตุ
วรมหาวิหารอีกทั้งยังคอยดูแล ให้การสงเคราะห์เอื้อเฟื้อด้วยปัจจัยลาภและธรรม จนมีศิษย์ทั้งสายบรรพชิต
และสายคฤหัสถ์ ไดร้ ับความสำเรจ็ ในชีวิตและมีความกา้ วหน้า ตง้ั ตนให้มน่ั คงเปน็ หลกั ฐาน เป็นจำนวนมาก
2. การพฒั นาศาสนสถานและศาสนวตั ถุ
เมื่อได้รับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาส เป็นเจ้าคณะ ได้บูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานที่ชำรุดให้คงสภาพดีข้ึน
ได้สร้างวัดและแนะนำใหผ้ อู้ ืน่ สรา้ งวดั ข้ึนในสถานทที่ ี่ควรสรา้ ง เพมิ่ ขึน้ เปน็ จำนวนมาก เช่น

2.1 บูรณปฏิสังขรณ์วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารจัดการให้บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระบรมธาตุ
เจดีย์พระวหิ ารหลวง พระระเบียง พระวหิ ารภูตเถร (พระแอด) พระวิหารสามจอม วิหารทับเกษตร วิหารตาม
ศาลา สร้างกุฏิไม้1 ชั้น รวม 7 หลัง สร้างหอระฆัง สร้างถนนระหว่างพระเจดีย์บริวาร ภายในบริเวณพระบรม
ธาตุเจดีย์ สร้างศาลาพระรัตนธัชมุนีและสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ภายในบริเวณวัดอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสร้าง
โรงเรยี น พระปรยิ ตั ธิ รรม ใชเ้ ป็นสถานท่ีศกึ ษาพระปรยิ ัติธรรม แผนกธรรมและแผนกบาลี

2.2 บูรณปฏิสังขรณว์ ดั มเหยงค์โดยปรบั ปรุงเสนาสนะทวั่ ทง้ั วดั
2.3 เป็นพระนักเทศน์ที่มีความสามารถจนได้รับการยกย่องเป็น “พระคณาจารย์โท
ทางเทศนา”เพราะมีความรู้ทันต่อเหตุการณ์และทันสมัยอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากหากมีเวลาว่างพระรัตนธชั มุนี
(แบน) จะอา่ น ตำราทางพระพุทธศาสนาสารคดีและข่าวสารตา่ งๆอยู่เปน็ ประจำ การแสดงพระธรรมเทศนาจึง
แสดงโดยปฏิภาณ มีคารมคมคายชวนให้ผู้ฟังตั้งอกตั้งใจฟังถนัดทั้งการแสดงธรรมรูปเดียวและแสดงธรรมโดย
ปุจฉาวิสัชนา2ธรรมาสน์ การแสดงธรรมทกุ กัณฑ์มีเหตมุ ีผลมีอุบายที่จะแก้ความผิดให้เป็นความถกู แก้ความไม่
เหมาะสมให้เป็นความเหมาะสม เช่น เทศน์สอนคนตระหนี่ถี่เหนียวให้ยินดีในการสละบรจิ าค ก็จะแสดงธรรม
เรื่อง “เงินติดคุก” แก้สมภารเจ้าวัด ซึ่งชอบสั่งสมบริขารก็แสดงธรรม “สมบัติไล่สมภารออกจากห้อง”ตั้งแต่
พ.ศ.2470–2521เมื่อเป็นพระคณาจารย์โท ฝ่ายธรรมถกึ ได้จาริกไปแสดงพระธรรมเทศนาอบรมประชาชนทั่ว
ภาคใต้อีกทั้งยังจัดให้มีการประกอบศาสนกิจ ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา จัดการฝึกอบรมศีลธรรมแก่
นกั เรยี นในโรงเรียนในเขตปกครองเป็นประจำ

13. พลตำรวจตรี ขุนพันธรกั ษร์ าชเดช

พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นอดีตนายตำรวจชื่อดัง ของ

วงการตำรวจไทยเป็นบุคคลที่สำนักงานตำรวจแห่งชาตไิ ม่ว่าตำแหน่งใด ยศใด

ยกย่อง นับถือ และกลา่ วถงึ เน่อื งจากทา่ นเปน็ แบบอย่างท่ดี ีของ กรมตำรวจ มี

ชอ่ื เสียงเปน็ อันมากในการปราบโจรร้ายในภมู ภิ าคตา่ ง ๆ ของประเทศไทย เช่น

เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือไหว เสือ

มเหศวร ที่พัทลุง ปราบเสือสัง หรือเสือพุ่ม ที่นราธิวาส เป็นต้น จากผลงานที่

โดดเด่นที่สามารถปราบปรามโจรผู้ร้ายได้มากมาย จึงได้รับฉายาต่างๆว่า

“นายพลตำรวจหนังเหนียว”“นายพลตำรวจหนวดเขี้ยว” “ขุนพันธ์ฯ ดาบแดง”

“รายอกะจิ” “จอมขมังเวท” ต่อมาได้รับพระบรม ราชานุญาตให้ใชร้ าชทนิ นาม

เป็นชื่อสกุล“ขนุ พันธรักษ์ราชเดช”และเป็นคน สดุ ทา้ ยของประเทศไทยที่ได้รับ

พระราชทินนาม

ประวัติ พลตำรวจตรี ขุนพนั ธรักษร์ าชเดช
พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดชชื่อนามสกุลเดิม นายบุตร

พันธรักษ์เกิดเมื่อวันท่ี18 กุมภาพันธ์ 2446 ที่บ้านอ้ายเขียว หมู่ที่ 5 ตำบลดอนตะโก อำเภอท่าศาลา จังหวัด

นครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายอ้วน นางทองจันทร์ พันธรักษ์ เริ่มเข้าเรียนในชัน้ ประถมปี

ที่ 1 ที่โรงเรียนวัดสวนป่าน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ใช้เวลาเพียง 3 วัน ก็จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

เนอ่ื งจากท่านมีความรู้ในวิชาเลขและหนังสืออยู่แลว้ ก่อนที่จะเขา้ โรงเรียน ต่อมาไดเ้ ขา้ เรียนต่อช้ันมัธยมปีที่ 1

ท่โี รงเรียนวดั ทา่ โพธิ(์ โรงเรียนเบญจมราชทู ศิ ในปจั จบุ นั ) ไดไ้ ม่กี่เดอื นก็ ตอ้ งออกจากโรงเรียนเพราะ

ป่วยเป็นโรคคุดทะราด ต้องพักรักษาตัวปีกว่า จึงเดินทางเขา้ ไปศกึ ษาที่กรุงเทพฯ ในปีพ.ศ.2459ได้มาเรียนตอ่

ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่2อยู่ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร (โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร ใน

ปัจจุบัน)ขณะเรียนที่โรงเรียนนี้ท่านได้เรียนวิชามวยยูโดและยิมนาสติกจนมีความชำนาญในเชิงมวย ท่านสอบ

ไล่ ไดช้ ้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 8

ต่อมาในปีพ.ศ. 2468 จึงได้เข้าเรียนต่อที่ The Crocodile CreekRoyalPolice Cadet Academy

โรงเรียนนายร้อยตำรวจห้วยจระเข้ (โรงเรียนนายร้อยตำรวจในปัจจุบัน) จังหวัดนครปฐม ขณะที่เรียนได้เป็น

ครมู วยไทยด้วย เรยี นอยู่5 ปีสำเร็จหลกั สตู รในปีพ.ศ. 2472

ดา้ นชวี ติ ครอบครัว ขุนพันธฯ์ มภี รรยาคนแรกชือ่ เฉลา ตอนนนั้ ท่านมีอายไุ ดป้ ระมาณ 30 ปขี ณะท่ีรับ

ราชการอยู่ที่จังหวัดพัทลุง มีบุตรด้วยกัน 8 คน ต่อมาภรรยาเสียชีวิต ท่านจึงได้ภรรยาใหม่ชื่อ สมสมัย

มีบุตรด้วยกัน 4 คน ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ ราชเดช ได้ถึงแก ่อนิจกรรมด้วย

โรคชรา ท่ตี ำบลในเมอื ง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรธี รรมราช รวมอายุได้ 103 ปี

ประวัติการรบั ราชการ

1. นักเรยี นนายร้อย กองบงั คับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช ประจำจงั หวัดสงขลา

2. ผู้บังคับหมวด กองเมอื ง จังหวดั พทั ลงุ

3. ผบู้ ังคบั กองเมอื งจงั หวัดพัทลุง

4. รองผ้กู ำกบั การตำรวจภธู รจงั หวัดสุราษฎรธ์ านี

5. ผูก้ ำกับการตำรวจภธู รจงั หวัดพจิ ติ ร

6. ผู้กำกบั การตำรวจภธู รจงั หวดั ชัยนาท

7. รองผู้อำนวยการกองปราบพิเศษ
8. ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชร
9. ผกู้ ำกับการตำรวจภธู รจงั หวดั พัทลงุ
10. รองผบู้ ังคบั การตำรวจภูธร เขต 8 จงั หวัดนครศรธี รรมราช
11. ผู้บังคับการตำรวจภูธร เขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช

ประวตั ิทางการเมอื ง
ได้รบั การเลือกตั้งเปน็ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรพรรคประชาธปิ ัตย์ปี 2512

ผลงานทางวิชาการ
ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นทั้งนักอ่านและนักเขียน ได้เขียนเรื่องราวต่าง ๆ ลงพิมพ์ในหนังสือและ
วารสารต่างๆ หลายเรื่องและเป็นคนหนึ่งที่มีความสนใจในเรื่องไสยศาสตร์เรื่องที่เขียนส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่อง
เกี่ยวกับ ความเชื่อทางไสยศาสตร์ เช่น ความเชื่อทางไสยศาสตร์ในภาคใต้สองเกลอ หัวล้านนอกครู มวยไทย
เชือ่ เครือ่ ง กรงุ ชิง ช้างเผอื กงาดำ ศษิ ย์เจา้ คุณ นอกจากน้ันก็มเี รื่องเกี่ยวกบั ประวตั ิศาสตร์ท้ังประวัติบุคคลและ
สถานที่ ตำนานท้องถิ่น มวย และเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง ข้อเขียนต่าง ๆ ของท่าน โดยเฉพาะ
เรื่องกรุงชิงนั้น เป็นเรื่องที่ท่านเขียนทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชตาม
พระบรมราโองการและ ตอ่ มามหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานีได้ขออนุญาตนำไปตีพิมพ์เผยแพร่
ใน “รูสมิแล” วารสารของ มหาวิทยาลัยปีที่ 6 ฉบับที่ 3 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม พ.ศ. 2526 งานเขียนของ
ท่านส่วนมากจะลงพิมพ์ในสาร นครศรีธรรมราช หนังสืองานเดอื นสิบวิชชา (วารสารทางวิชาการของวิทยาลยั
ครูนครศรีธรรมราช) รูสมิแล(วารสาร ทางวิชาการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)และหนังสือที่ระลึกใน
โอกาสต่างๆของโรงเรยี นและหน่วยงานตา่ งๆ
ผลงานดา้ นทะนบุ ำรงุ ศาสนา
เป็นผู้ริเริ่มให้มีการบวงสรวงพระธาตุนครศรีธรรมราช อันเป็นที่มาของการสร้างจตุคามรามเทพ รุ่น
แรกในปีพ.ศ. 2530 ตามความเชื่อวา่ องค์จตุคามรามเทพน้ัน เป็นกษตั ริย์ของอาณาจักรนครศรธี รรมราช ทรง
มีพระนามท่เี ปน็ ทางการ คอื พระเจา้ จนั ทรภาณุโดยที่พระองค์ทรงเป็นกษตั ริย์องค์ทีส่ องของราชวงค์ศรีธรรมา
โศกราช พระองค์ทรงเป็นกษัตรยิ ์นักรบที่แกร่งกล้าและได้รับสมัญญานามวา่ พญาพังพกาฬ หรือราชันดำแห่ง
ทะเลใต้ พระองค์ทรงมีพระวรกายสีเข้ม และพระองค์ทรงศึกษาวชิ าจตุคามศาสตร์และบำเพ็ญอธิษฐานจิตเป็น
พระโพธิสัตว์ จตุคามรามเทพ มีความหมายว่า เทพรักษาพระบรมธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งมีอยู่ด้วยกัน
สององค์นั่นก็คือ ท้าวขัดตุคามและท้าวรามเทพ ในอดีตมีความเชื่อว่าท้าวขัดตุคาม และท้าวรามเทพนั้นเป็น
เทพชน้ั สงู ประเทศไทยได้รับอิทธิพลของพุทธศาสนา ก็ทำใหท้ า้ วขดั ตคุ ามและท้าวรามเทพ เปล่ยี นสถานะเป็น
เทวดา ที่ทรง ปกปักรักษาพระบรมธาตุและถูกเปลี่ยนชือ่ ใหมเ่ พ่ือใหค้ วามเป็นมงคล เป็นท้าวจตคุ าม

14. ดร. สรุ นิ ทร์ พิศสุวรรณ

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2492

เปน็ คนบ้านตาลต.กำแพงเซาอ.เมอื ง จ.นครศรธี รรมราช พ่อชือ่ ฮัจยีอิส

มาแอล แม่ชื่อ ซอฟียะห์ พิศสุวรรณ เป็นลูกชายคนโตจากทั้งหมด 11

คน คุณตาชื่อ ฮัจจียะโกบ พิศสุวรรณ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนปอเนอะบ้าน

ตาลหรอื โรงเรียนประทปี ศาสน์โรงเรียนสอนศาสนาอสิ ลามของเอกชน

ส่วนคุณตาทวดของดร.สุรินทร์เป็นผู้บุกเบิกชุมชนมุสลิมใน จ.

นครศรีธรรมราช ชื่ออิหม่าม ตูวันฆูอัลมัรฮูม ฮัจยีซิดฎิก พิศสุวรรณ

ดร.สุรินทร์มีช่ือในภาษาอาหรับว่า อับดุลฮาลีม บินอิสมาแอล พิศ

สุวรรณ ซ่ึงแปลวา่ “ผู้มีจิตใจสุขมุ เยือกเย็น โกรธยาก อภัยเร็ว”

ในเร่ืองการศึกษานั้นดร.สุรินทรเ์ ข้าศึกษาในระดัประถมศึกษา

ที่โรงเรียนวัดบ้านตาล มัธยมศึกษาจาก โรงเรียนพรสวัสดิ์วิทยา ดร.สุรินทร์ พิศสวุ รรณ
โรงรียน เบญจมราชูทิศและโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราชตามลำดับ

ในระดับปริญญาตรีได้ศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัย

ธรรมศาสตร์โดยเรียน ปี 1-2 และได้รับทุน FrankBell Appleby ไปศึกษาต่อ ปี3-4 ด้านรัฐศาสตร์ท่ี

Claremont Men’s College, Claremont Universityและสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากที่นั้น และ

ศึกษาในระดบั ปริญญา โทและเอกท่ี Harvard University ดา้ นรัฐศาสตร์

ดร.สุรินทร์พิศสุวรรณสมรสกับอลิสาพิศสุวรรณ(ฮัจยะห์อาอีชะฮ์) เมื่อพ.ศ.2526 มีลูกชายด้วยกัน 3

คน ดร.สรุ นิ ทร์พิศสวุ รรณ ถงึ แก่อนจิ กรรม เมื่อวันที่30 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 ท่ีโรงพยาบาลรามคำแหง ด้วย

อาการหวั ใจวายเฉยี บพลนั สริ อิ ายุได้ 68 ปี

ประวตั ริ ับราชการ

เริ่มอาชีพนักวิชาการในตำแหน่งอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่าง พ.ศ. 2518-2529 และ

ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์, ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และรองคณบดีคณะรัฐศาสตร์

มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์พ.ศ. 2556 สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีมติแต่งตั้งให้สุรินทร์พิศสุวรรณ ได้รับ

การยกย่องเชดิ ชู เกียรตใิ ห้ดำรงตำแหนง่ ธรรมศาสตราภชิ าน คนท่ี 3 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การเมือง

ดำรงตำแหน่งสำคญั ๆ ทางการเมอื ง ดังนี้

1.เป็นสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรจงั หวดั นครศรีธรรมราชพรรคประชาธปิ ัตย์ปพี .ศ.2529,2531,

2535/1, 2535/2, 2538, 2539, 2548

2. เปน็ เลขานกุ ารประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ปีพ.ศ. 2529–2531

3. ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปพี .ศ. 2531–2534

4. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาล ชวน หลีกภัย ปีพ.ศ. 2535–2538

5. รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาล ชวน หลกี ภยั ปพี .ศ. 2540–2544

6. เปน็ เลขาธกิ ารอาเซียน ปพี .ศ. 2551 – 2556

รางวัลและเกียรตยิ ศ
ปี พ.ศ. 2532 สุรินทร์พิศสุวรรณ ได้รับพระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดนเป็น

นายกองตรี สรุ นิ ทรพ์ ศิ สุวรรณ

ปี พ.ศ. 2533 นายกองตรีสุรินทร์พิศสุวรรณ ได้รับพระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน
เปน็ นายกองโทสรุ ินทร์พิศสวุ รรณ

เครือ่ งราชอสิ ริยาภรณ์
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก(ม.ป.ช.)
เคร่ืองราชอสิ ริยาภรณอ์ นั มเี กยี รติยศยง่ิ มงกุฎไทย ชั้นมหาวชริ มงกฏุ (ม.ว.ม.)
ผลงานทสี่ ำคัญในทางการเมอื ง

1. เป็นผู้รณรงค์หาเสียงและสนับสนุน ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ได้รับการเลือกตั้งเป็น
ผ้อู ำนวยการ ใหญข่ ององค์การการคา้ โลก (World Trade Organization; WTO)

2. ดร.สรุ นิ ทร์ เปน็ คนสำคัญทไี่ ปเจรจาของบประมาณช่วยเหลอื จากญปี่ ุ่นเพ่อื ใชใ้ นการส่งกอง
กำลงั รักษาสนั ติภาพไทยฟลิ ิปปินส์ เพอื่ ไปรักษาสันตภิ าพในตมิ อร์เลสเต (Timor-Leste) หรือ ติมอรต์ ะวันออก

(EastTimor)ซึ่งเพิ่งแยกตัวออกและจากอินโดนีเซียเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียติมอร์ -
เลสเตเนื่องจาก ไม่มีประเทศมหาอำนาจใดเข้ามาควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าบริเวณดังกล่าวจะอยู่
ภายใต้ เขตอิทธิพลของ ออสเตรเลีย ดร.สุรินทร์ได้ไปเจรจาของบประมาณสนับสนุนดังกล่าวจากญี่ปุ่น และ
ญปี่ นุ่ ได้ อนุมัติเงิน ทำให้การส่ง กองกำลังร่วมไทย-ฟิลิปปินส์เพื่อไปรักษาสันติภาพที่ติมอร์เลสเตประสบ
ความสำเร็จในทสี่ ดุ

3. ดร.สุรินทร์มีส่วนสำคัญในการผลักดันในประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้ง10 ประเทศให้
สัตยาบัน ต่อกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) จนแล้วเสร็จ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 และได้
ประกาศใช้ในที่สุด นอกจากนี้แล้ว ดร.สุรินทร์ยังได้รณรงค์และประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชน ทั้ง 10 ชาติ
ตระหนกั และรูจ้ ักอาเซยี น ให้มากขึ้นอีกดว้ ย

15.นายสมชาย วงศ์สวสั ดิ์

นายสมชายวงศ์สวัสดิ์นายกรัฐมนตรีคนท่ี 26 ของประเทศไทย

อดีตรองนายกรัฐมนตรีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอดีต

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอดีตผู้พิพากษาอดีตปลัดกระทรวง

ยุติธรรม อดีตปลัดกระทรวงแรงงานในขณะที่สมชายดำรงตำแหน่ง

นายกรฐั มนตรีน้ัน เขาไมไ่ ดป้ ฏบิ ัติหน้าที่ในทำเนยี บรัฐบาลเพราะพันธมิตร

ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังคงยึดพื้นที่ไว้ตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลสมัคร

สุนทรเวช โดยใช้สนามบินดอนเมืองเป็นที่ทำการแทน นายสมชาย วงศ์

สวัสดิ์เกิดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2490 ที่ตำบลสวนขัน อำเภอฉวาง

ปัจจุบันคือ อำเภอช้างกลาง จังหวัด นครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนาย

เจมิ -นางดบั วงศ์ สวสั ด์ิ สมรสกบั นางเยาวภาวงศ์สวัสดิซ์ ่ึงเป็นน้องสาว สมชาย วงศ์สวัสดิ์
ของทกั ษิณชนิ วตั ร นายกรัฐมนตรี คนที่ 23 มีบุตร - ธิดา 3 คน คอื ผศ.

ดร.ยศธนัน วงศส์ วสั ดิ์ น.ส.ชนิ ณชิ า วงศ์สวสั ด์ิ น.ส.ชยาภา วงศ์สวสั ด์ิ

การศกึ ษา

สำเร็จการศึกษาชั้นต้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ชั้นมัธยมจากโรงเรียนอำนวยศิลป์สำเร็จนิติศาสตร์

บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อ พ.ศ. 2513 ต่อมาปี2516 เข้าศึกษาต่อเนติบัณฑิตไทย (นบท.)

สำนักอบรม ศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เมื่อ 2539 ปริญญาบัตร หลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร

วิทยาลัยป้องกัน ราชอาณาจักรรุ่นท่ี38และในปี2545รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต หลักสูตรการจัดการ
ภาครฐั และภาคเอกชน มหาบัณฑิต สถาบนั บณั ฑติ พัฒนบริหารศาสตร์

ปีพ.ศ. 2555 ได้รับพระราชทานปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (การจัดการ) จาก
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลลา้ นนา

ประวัตกิ ารรบั ราชการ
ปพี .ศ. 2517 ผ้ชู ่วยผู้พิพากษาประจำกระทรวง
ปพี .ศ. 2518 ผูพ้ พิ ากษาศาลแขวงเชียงใหม่
ปีพ.ศ. 2519 ผพู้ พิ ากษาศาลจงั หวัดเชียงใหม่
ปพี .ศ. 2520 ผู้พพิ ากษาศาลจังหวัดเชียงราย
ปพี .ศ. 2526 ผพู้ ิพากษาหัวหนา้ ศาลจังหวดั พังงา
ปพี .ศ. 2529 ผู้พิพากษาหวั หน้าศาลคดเี ดก็ และเยาวชนจงั หวัดระยอง
ปพี .ศ. 2530 ผพู้ พิ ากษาหัวหนา้ ศาลจังหวัดชลบุรี
ปี พ.ศ. 2531 ผ้พู ิพากษาหัวหน้าศาล จงั หวดั นนทบรุ ี
ปี พ.ศ. 2532 ผู้พพิ ากษาหัวหนา้ คณะในศาลอาญาธนบุรี
ปี พ.ศ. 2533 ผูพ้ พิ ากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
ปี พ.ศ. 2536 ผ้พู พิ ากษาหวั หน้าคณะในศาลอทุ ธรณภ์ าค 2
ปี พ.ศ. 2540 รองปลัดกระทรวงยตุ ธิ รรม ฝา่ ยวิชาการ
ปี พ.ศ. 2541 รองปลดั กระทรวงยตุ ธิ รรม ฝา่ ยบรหิ าร
ปี พ.ศ. 2542 ปลัดกระทรวงยตุ ธิ รรม และปลดั กระทรวงแรงงานในปเี ดียวกัน
ปี พ.ศ. 2549 ลาออกจากราชการ
ปี พ.ศ. 2550 ประธานกรรมการสภาวจิ ยั แห่งชาติสาขานติ ศิ าสตร์
ตำแหนง่ อื่น
1. กรรมการเนติบัณฑติ ยสภา
2. ประธานคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สนิ ผู้เกีย่ วขอ้ งกบั ยาเสพตดิ ให้โทษ
3. กรรมการการไฟฟา้ ฝ่ายผลิตแหง่ ประเทศไทย (กฟผ.)
4. กรรมการบรษิ ัทผลติ ไฟฟา้ จำกดั (มหาชน)
5. กรรมการธนาคารกรงุ ไทย จำกดั (มหาชน)
6. กรรมการ บริษทั ปตท. จำกัด (มหาชน)
7. กรรมการบรษิ ัท ทา่ อากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
8. กรรมการบรษิ ทั ไทยออยลจ์ ำกดั (มหาชน)
9. กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)
10. กรรมการคณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.)
11. กรรมการคณะกรรมการกฤษฎีกา
12. กรรมการคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.)
13. กรรมการคณะกรรมการขา้ ราชการตำรวจ (ก.ตร.)
14. กรรมการคณะกรรมการขา้ ราชการพลเรอื น (กพ.)
15. กรรมการคณะกรรมการอัยการ (กอ.)
16. กรรมการคณะกรรมการตุลาการ

17. กรรมการคณะกรรมการข้อมลู ขา่ วสารแห่งชาติ
18. กรรมการสำนกั งานสลากกินแบ่งรัฐบาล

ตำแหนง่ ทางการเมอื ง นายสมชาย วงศส์ วสั ด์ิ
ทำพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีคนที่ 26
ของประเทศไทย กันยายน พ.ศ. 2551
ปี พ.ศ. 2550 เป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน
ปี พ.ศ. 2551 เปน็ รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงศกึ ษาธิการ
ปี พ.ศ. 2551 ไดร้ ับเลือกจากคณะรัฐมนตรีใหเ้ ป็นรักษาการนายกรฐั มนตรี
ปี พ.ศ. 2551 ได้รับการเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 26
ของประเทศไทย
ปี พ.ศ. 2557 เขาไดส้ มัครรบั เลือกตงั้ ในระบบบญั ชีรายชอ่ื สงั กดั พรรคเพือ่ ไทย ลำดับที่ 2
ผลงานดา้ นเศรษฐกิจ สงั คม และสิทธิมนุษยชน
1. เพ่ิมประสทิ ธิภาพการบรหิ ารจัดการโครงการหนึง่ ตำบลหน่ึงผลิตภัณฑค์ วามมนั่ คง
2. แก้ไขปญั หาความไม่สงบในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้
3. สง่ เสรมิ ความรว่ มมือในการพัฒนาและสร้างสมั พันธไมตรที ่ีดีในภูมภิ าค
4. จดั ตง้ั สภาเกษตรกรและสรา้ งระบบประกนั ความเสี่ยงเศรษฐกิจ
5. แก้ไขปญั หาวิกฤตสิ ถาบันการเงินในประเทศ
6. เร่งรดั การลงทุนท่สี ำคัญของประเทศ
7. สร้างกลไกในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดจากวิกฤติการเงินของโลกที่ส่งผลต่อการ
เคล่ือน ยา้ ยเงินทนุ ท้งั ระยะส้นั และระยะยาว
ด้านสิทธมิ นษุ ยชน
เร่งรดั ปราบปรามการค้ายาเสพตดิ ปราบปรามผู้มีอทิ ธพิ ล อบายมขุ และส่งิ ยว่ั ยุเยาวชน
เครอ่ื งราชอิสริยาภรณ์
ปี พ.ศ. 2540 เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์
ช้างเผือก (ม.ป.ช.) ปีพ.ศ. 2535 เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสูงสุดมหาวชิรมงกุฎ
(ม.ว.ม.) ปพี .ศ. 2542 เหรยี ญจกั รพรรดิมาลา (จ.ม.ร.)

16. อังคาร กัลยาณพงศ์

เกิดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2469 พื้นเพเป็นคนจังหวัด

นครศรีธรรมราช บิดานายเข็บ กัลยาณพงศ์(อดีตกำนัน ตำบลท่าวัง)

มารดา นางขมุ้ กลั ยาณพงศ์การศึกษาระดับประถมปที ่ี 1 โรงเรยี นวัดจันทาราม

ต่อมาก็เรียนที่วัดใหญ่จนจบประถมปีที่ 4 แล้วย้ายไป เรียนที่โรงเรียนมัธยม

ประจำจังหวัด คือ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช ศึกษาศิลปะที่

โรงเรียนเพาะช ่าง และที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์

มหาวิทยาลัยศิลปากร อังคารได้เป็นศิษย์ของ ศิลปินใหญ่อย่าง ศ.ศิลป์

พีระศรี, อ.เฟื้อ หริพิทักษ์และ อ.เฉลิม นาคีรักษ์ ทำให้ได้ติดตามและ

ร่วมงานกับอาจารย์ในการศึกษาค้นคว้างานด้านต่าง ๆ ทั้งศิลปกรรม นายองั คาร กัลยาณพงศ์
โบราณคดแี ละประวตั ศิ าสตร์

อังคารเป็นผู้ท่ีมพี รสวรรค์ในดา้ นกวีและจิตรกร มีความเชื่อมั่น และฝึกฝนมาตั้งแต่วยั เยาวซ์ ่ึงได้พดู ถงึ

การเป็นทั้งจิตรกรและกวีของตนว่า “บทกวีและจิตรกรรมนั้นมาจากดวงใจ ดวงเดียวกัน การวาดรูปกับการ

แต่งบทกวีต้องใช้ความคิดกับจินตนาการ อาจจะผิดกันในเรื่องเทคโนโลยีกับเทคนิค แต่ใช้จิตใจดวงเดียวกัน

ทั้งงานเขียนรูปและเขียนหนังสือก็ต้องอาศัยมโนคติบางคนเขาเรียกอิมเมจิเนชั่นต้องมีจินตนาการความคิด

เหมือนคนที่สร้างนครวัด เขาต้องมีภาพมาก่อนว่าทำอย่างไรจึงจะมีปราสาทขึ้นมา ถ้าเรามีมโนภาพกว้างใหญ่

ไพศาลเรากส็ ามารถสร้างสรรคอ์ ะไรที่ใหญ่โตข้นึ มาถา้ มมี โนภาพคับแคบก็สรา้ งสรรคอ์ ะไร อยู่ในกะลาเท่านัน้

“โดยหลักการ การเขียนกาพย์กลอนต้องโปร่งใส ต้องใช้อิสระเสรีถึงจะทำได้ดีก็เหมือนทะเลเวลา

มคี ลน่ื ลมมากเรอื ท่ีลอยอยู่กส็ ามารถจมได้บางครั้งอารมณ์ไมด่ กี ็ทำไม่ได้”

องั คารยงั ให้ทัศนะในการทำงานวา่ ก็เหมือนกับการเติบโตของต้นไมม้ นั ค่อย ๆ ข้ึนทลี ะใบ สองใบ คอ่ ย

แตกไปเรื่อย ๆ ถึงฤดูกาลก็แตกดอกออกผล ก่อนออกผลก็ออกดอกเสียก่อนไปตามลำดับ พร้อมกับยืนยันว่า

จะไม่ขอทำอย่างอื่นแล้วในชีวิตนี้จะทำงานเหล่านี้ไปตลอดจนถึงชาติหน้า ทั้งงานศิลปะไม่ว่าจะวาดหรือปั้น

รวมถึง งานเขียนบทกวีและกล่าวถึงผู้สืบทอดในงานว่า“ไม่ได้คิดอะไรเหมือนเราเกิดมาเป็นต้นโพธิ์ถึงฤดูกาล

ใบมันก็หล่น ลงมายังพื้นดินกลายเป็นดินน้ำลมไฟตามเดิมใครที่เขาเห็นคุณค่าเขามาไถ่ถามก็ให้เขาไปตาม

เรื่อง”

อังคาร ได้เสียชีวิตเมื่อวันท่ี25สิงหาคม พ.ศ. 2555 รวมอายุ86 ปี6 เดือน โดยสมเด็จพระเทพรัตน

ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ นายอังคาร กัลยาณพงศ์

ณ เมรวุ ดั ทองนพคุณ เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร เม่ือวนั อาทติ ยท์ ี่ 27 สิงหาคม 2556 เวลา 17.00 น.

ผลงานและเกียรติคณุ

นายอังคารกัลยาณพงศ์เป็นกวีร่วมสมัยผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สรา้ งสรรค์กวีนิพนธ์สมัยใหม่ให้แก่

วรรณศิลป์ไทยโดยชุบชีวิตขนบวรรณศิลป์ไทยให้เติบโตสอดคล้องกับวรรณศิลป์ร่วมสมัยโดยการศึกษา

วรรณศิลป์ จากกวีโบราณเพื่อเข้าใจแก่นแท้ของสุนทรียะทั้งด้านความงามและความคิด และนำความเข้าใจน้ี

มาเป็นฐานรองรับ การสร้างสรรคว์ รรณศลิ ปเ์ ฉพาะตนข้นึ ผลงานกวนี พิ นธเ์ ปน็ ศลิ ปะซงึ่ มงุ่ สร้างสรรค์ให้เป็น “

กุศลศิลป์” อันจักช่วย จรรโลงโอบอุ้มจิตใจมนุษย์ให้ล่วงพน้ มลทินแห่งความหลงใหลในวตั ถุ มุ่งเตือนมนุษย์ให้

เห็นปัญหาในสังคม ความรัก ความมุ่งมั่นแน่วแน่ในหน้าที่ของกวีช่วยให้งานมีพลังสร้างสรรค์เป็นประโยชน์

อันประมาณมิได้แก่สังคมไทยและมนุษย์ ทั้งมวล นายอังคาร กัลยาณพงศ์จึงได้รับการประกาศยกย่องเชิดชู

เกียรติจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ หรือ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ให้เป็นศิลปินแห่งชาติ

สาขาวรรณศลิ ป(์ กวนี ิพนธ์) ประจำปีพทุ ธศักราช 2532

17. ชำนิ ศักดิเศรษฐ์

นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ เกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2490 เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนทั้งหมด 5
คน ของนายกรึกและนางช้อย ศักดิเศรษฐ์ ชีวิตครอบครัว สมรสกับนางทรรศนา ศักดิเศรษฐ์ (นามสกุลเดิม
ภาณุสนุ ทร) มีบตุ รสาวด้วยกนั ทง้ั หมด 1 คน

ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขารัฐศาสตร์ จาก
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ระดับปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จากสถาบัน
บณั ฑิตพฒั นบรหิ ารศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2536 และไดร้ ับพระราชทานปริญญาศลิ ปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักด์ิ
จากมหาวทิ ยาลยั รามคำแหง ในปีเดียวกนั

ข้อมูลการศกึ ษา

- ปริญญาตรี, มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช, สาขารฐั ศาสตร์
2536 - ปรญิ ญาโท, ม.รามคำแหง, สาขาศิลปะศาสตรม์ หาบัณฑิตกิตติมศกั ด์ิ

ข้อมลู การทำงาน

ปัจจุบัน - กรรมการบริหารพรรคประชาธปิ ตั ย์
ปจั จบุ นั - รองประธานคณะผบู้ ริหารพรรคประชาธปิ ัตย์
2548 - ประธานทป่ี รกึ ษาคณะกรรมมาธิการการตำรวจ สภาผแู้ ทนราษฎร
2544 - ประธานทป่ี รึกษาคณะกรรมมาธิการการทหาร สภาผูแ้ ทนราษฎร
2540 - 2544 รมช.กระทรวงมหาดไทย
2538 - 2539 ประธานคณะกรรมาธิการติดตามผลการปฏบิ ัติงานตามมติ สภาผู้แทนราษฎร
2537 - 2550 กรรมการสภามหาวทิ ยาลัย ผทู้ รงคุณวุฒิ มหาวิทยาลยั รามคำแหง
2535 - 2537 รมช.กระทรวงมหาดไทย
2535 - ประธานคณะกรรมาธิการ การปกครอง สภาผู้แทนราษฎร
2533 – รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ประวัตกิ ารทำงาน

ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช 7 สมัย ในปี พ.ศ. 2518,
2531, 2535/1, 2535/2, 2538, 2539, 2544 (สังกัดพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย, พรรคเอกภาพ

, พรรคพลังธรรม และพรรคประชาธิปัตย์) เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคสงั คมนิยมแห่งประเทศไทย และ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2533 และรฐั มนตรชี ว่ ยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในระหว่าง
ปี พ.ศ. 2535-2537 และ พ.ศ. 2540-2544 ในปี พ.ศ. 2548 เขาได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
และในปี พ.ศ. 2550 ไดร้ ับเลอื กตั้งเป็น ส.ส.แบบสดั สว่ น ในเดือนกมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2551 พรรคประชาธิปัตย์
ได้จัดตั้ง คณะรัฐมนตรีเงา หรือ ครม.เงา ขึ้นเป็นครัง้ แรก นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ได้รับเลือกจากที่ประชุมพรรค
ประชาธปิ ัตย์ ใหท้ ำหน้าท่ี รองนายกรฐั มนตรีเงา
ดูแลตรวจสอบ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และ สภาความมน่ั คงแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี
เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ตามข้อบังคับพรรค และ นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ได้รับเลือกให้
ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในปี พ.ศ. 2554 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดการประชุมใหญ่
วิสามัญประจำปี เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่อีกครั้ง โดยนายชำนิได้รับเลือกให้
ดำรงตำแหนง่ รองหวั หนา้ พรรคประชาธิปัตย์ พรอ้ มกบั นายอภิรักษ์ โกษะโยธนิ และ นายจุติ ไกรฤกษ์
การเลอื กตั้ง พ.ศ. 2554 นายชำนิ ลงสมคั รรบั เลือกต้ังในระบบบัญชรี ายช่ือ ลำดับที่ 10 และได้รับเลือกตั้งเป็น
ส.ส.อีกสมัย ต่อมาในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 เขาลงสมัคร
รบั เลอื กตง้ั ส.ส.แบบบญั ชรี ายช่ือ สงั กดั พรรคประชาธิปัตย์ ลำดับที่ 32 แต่ไมไ่ ด้รับเลือกตง้ั
รวมการดำรงตำแหนง่ ส.ส.มาแล้ว 10 สมยั

เครือ่ งราชอสิ รยิ าภรณ์

พ.ศ. 2537 – เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยงิ่ มงกุฎไทย ชน้ั สงู สุด มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม)

พ.ศ. 2540 – เคร่ืองราชอสิ ริยาภรณ์อันเป็นท่ีเชิดชยู ่งิ ช้างเผือก ชัน้ สูงสดุ มหาปรมาภรณ์
ชา้ งเผอื ก (ม.ป.ช.)

ยศกองอาสารักษาดนิ แดน

พ.ศ. 2536 ว่าที่นายกองเอก ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ไดร้ ับพระราชทานยศแห่งกองอาสารักษาดินแดน เป็น
นายกองเอก ชำนิ ศกั ดเิ ศรษฐ์

18. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ เกิดวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2499 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี
สาขารัฐศาสตร์การปกครอง จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี พ.ศ. 2525 และระดับปริญญาโท สาขาบริหาร
การศึกษา จากมหาวิทยาลัยทกั ษิณ

การทำงาน

นายชินวรณ์ เข้าสู่การเมืองโดยการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช 9 สมัย
(พ.ศ. 2535/1, 2535/2, 2538, 2539, 2544, 2548, 2550, 2554 และ 2562) ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
สำคัญในการเมืองหลายตำแหน่ง อาทิ เลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการเยาวชน สตรีและผู้สูงอายุ
เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึ กษาธิการ
เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง
พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2538, 2546 และ 2547 รองประธาน
คณะกรรมาธิการการตดิ ตามการบริหารงบประมาณปี พ.ศ. 2539, 2544-2547

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี
เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชดุ ใหม่ตามข้อบังคับพรรค และ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ได้รับเลือก
ให้ดำรงตำแหน่ง นายทะเบียนพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2554 ได้รบั เลือกให้ดำรงตำแหน่งเหรัญญิก
พรรค

ผลงานทางดา้ นการเมอื ง

การทำงานดา้ นการเมือง นายชินวรณ์ ได้ทำหนา้ ที่ต่างๆ เช่น
• เป็นเลขานุการรัฐมนตรี 3 กระทรวง
o กระทรวงต่างประเทศ (ดร.สุรนิ ทร์ พศิ สวุ รรณ)
o กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (นายอาคม เอ่งฉ้วน)
o กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอาคม เอ่งฉว้ น)
• เป็นผู้เสนอกระทู้ปากเปล่าคนแรกของเรื่อง การให้เงินแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จำนวน 10 ล้านของ นายสขุ วชิ รังสิตพล
• เปน็ ผอู้ ภปิ รายไมไ่ วว้ างใจรฐั มนตรใี นรฐั บาล พ.ต.ท.ทกั ษณิ ชินวัตร 2 กระทรวง
o อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสมศักด์ิ
เทพสทุ นิ )
o อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายปองพล
อดเิ รกสาร)
o อภิปรายไม่ไว้วางใจและยื่นถอดถอนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
(นายอดศิ ยั โพธารามิก)

เกยี รติประวตั ิ

นายชินวรณ์ บุยเกียรติ เคยได้รบั รางวัล และมผี ลงานดเี ด่นในดา้ นตา่ งๆ เช่น

• นกั เรยี นดเี ด่น พ.ศ. 2515 สอบได้ที่ 1 ไดร้ ับเกียรตบิ ัตรสภานกั เรยี น

• นกั ศกึ ษาดีเดน่ พ.ศ. 2517 ได้รบั เกยี รตบิ ัตรนกั ศกึ ษากิจกรรมดเี ด่น
• ครผู สู้ อนดีเดน่ พ.ศ. 2521 (ครูหลกั สตู รใหม่ พ.ศ. 2521)
• ผบู้ รหิ ารโรงเรียนดีเดน่ พ.ศ. 2523 ของ สปช.
• เหรยี ญทองสถาบนั พัฒนาผ้บู ริหารการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ 2531
• เครื่องหมาย "รักษาดินแดนย่งิ ชีพ" กระทรวงมหาดไทย 2540
• รบั พระราชทานเหรียญทองคำผู้สนับสนนุ กิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา

กระทรวงศึกษาธกิ าร 2540
• เคร่อื งหมาย "เกษตราธิปัตย"์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2543
• รางวลั ศิษย์เก่าดีเด่นมหาวิทยาลัยทกั ษิณ ปี 2546 จาก ฯพณฯพลเอกเปรม ติณสลู า

นนท์ ประธานองคมนตรี และรฐั บรุ ษุ

• รางวัลสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร ผปู้ ฏิบัตงิ านดเี ดน่ ปี 2546,2547 จาก นายอทุ ัย
พิมพใ์ จชน ประธานรัฐสภา

เคร่อื งราชอิสรยิ าภรณ์

พ.ศ. 2547 – เคร่ืองราชอสิ ริยาภรณอ์ นั เป็นท่ีเชดิ ชยู ิ่งช้างเผอื ก ชน้ั สงู สุด มหาปรมาภรณ์
ช้างเผือก (ม.ป.ช.)
พ.ศ. 2544 – เคร่ืองราชอสิ ริยาภรณ์อนั มเี กยี รตยิ ศยิง่ มงกุฎไทย ชน้ั สูงสดุ มหาวชิรมงกฎุ (ม.ว.ม.)
พ.ศ. 2552 – เหรียญลูกเสือสดดุ ี ชนั้ ที่ 1

19. พระอุปชั ฌาย์แกว้ (พอ่ ท่านครูแก้ว)

พอ่ ท่านครแู กว้ (อุปชั ฌาย์แก้ว) "บรมครแู หง่ เทือกเขาหลวงและเทือกเขาพลายดำ"
อาณาบรเิ วณเทือกเขาหลวงและเทือกเขาพลายดำกินพ้นื ที่รวมเอาอำเภอสชิ ลและขนอมในปัจจุบัน
พ่อท่านครแู ก้ว(อุปชั ฌาย์แก้ว)ชาวสชิ ลเรยี กทา่ นวา่ "พ่อท่านครแู ก้ว"
(อุปัชฌายแ์ กว้ หรอื พระครูแก้ว) ส่วนคนโบราณเรียกท่านอีกช่อื หนึ่งวา่
"พ่อทา่ นเฒ่า" วัดปทุมทายการาม สว่ นชอื่ อุปัชฌายแ์ กว้
เป็นชอ่ื ท่ีเรียกกันในวงการพระเครื่อง และเพราะอีกเหตุผลหนึ่งคือ
ทา่ นเป็นอุปัชฌาย์ หรืออาจารย์ใหญ่ของคนแถวนนั้ ตั้งแตย่ ุคโบราณคือ
ตัง้ แตอ่ ำเภอสิชลกบั อำเภอขนอมยังเปน็ อำเภอเดียวกนั (ขนอมแยกจาก
อ.สิชล เปน็ อำเภอเม่อื วนั ที่ 11 ธนั วาคม พ.ศ.2502) ซ่งึ ประวตั ขิ องท่าน
มีดงั ตอ่ ไปน้ี "พ่อท่านครแู กว้ " ผ้ไู ดช้ อ่ื วา่ เป็นบรมครูของคณาจารยใ์ น อ.สิชล
ท่านเปน็ ชาวสิชลโดยกำเนิด ทา่ นเกิดเม่อื ปี 2499 อุปสมบทเมอ่ื 2420
มรณภาพเม่ือ 2480 อายรุ วม 81 ปี 60 พรรษา ความศักดิ์สิทธขิ์ องทา่ นมหี ลายๆเรื่องเลา่ เชน่ มีคนมาขโมย
ระฆังในวดั ขโมยหอบระฆงั ไปแตไ่ มส่ ามารถออกไปจากวัดได้จนตอ้ งทิ้งระฆังแลว้ หนไี ป และเคยมีเหตุการณ์ท่ี

"พอ่ ท่านครูแกว้ " ได้เรียกงูจงอาง(ปักษ์ใต้เรยี กงูบวงหลา ตวั ใหญม่ ากมาหาท่าน แล้วเอาเท้าของท่าน
วางบนหัวแล้วไห้ลูกศิษย์ช่วยปลดเห็บออกจากงูจนสำเร็จโดยที่งูไม่ได้ทำอันตรายท่านและลูกศิษย์แม้แต่น้อย
ดังนั้นในเหรียญของท่านเกือบทุกรุ่นจึงมีรูปงูจงอางอยู่ใต้เท้าขององค์ท่าน ที่น่าพิศวงอีกอย่างคือเวลามีงานท่ี
วัดงูก็จะเลื้อยมาเต็มวัดไปหมดเหมือนจะมาร่วมงานบุญแต่ไม่ได้ทำอันตรายคนในงานเลย อนึ่งนอกจาก
"พ่อท่านครูแกว้ " ได้สร้างเหรยี ญของท่านเองแลว้ ได้ยงั ไดร้ ่วมปลุกเสกเหรยี ญดังของนครศรธี รรมราชหลายรุ่น
ที่เข้มขลังขมังเวทย์และเป็นที่ยอมรับของชาวนคร เช่นเหรียญรุ่นแรกของเจ้าคุณม่วง(พ่อท่านม่วงแห่งวะดท่า
โพธิ์) รุ่นแรก ปีพ.ศ. 2476 และเหรยี ญพระบรมธาตุตรีศูลยอ์ ันเลอ่ื งช่ือ ปี พ.ศ.2460 อกี ด้วย และทีน่ ่าแปลกใจ
อีกอย่างคือไม่เคยมีข่าวของคนท่ีแขวนเหรียญรุ่นแรกทีป่ ระสบอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตเลยซกั คนเดียวซึ่งพระเคร่อื ง
ทุกรุ่นมีประสบการณ์มากมายจนเหลือคณานับ แต่ละรุ่นล้วนมีประสบการณ์แทบทั้งสิ้น ที่ดังมากๆคือเหรียญ
รุ่น 4 เพราะว่ามีลูกชายผู้ใหญ่บ้านชื่อดังใน อ.สิชล พร้อมลูกสาวและภรรยาได้นั่งเครื่องบินกลับจากกรุงเทพ
ลงสรุ าษฎรธ์ านี เทีย่ วเดยี วกับดาราดังที่รอดชวี ิตจากเท่ียวบนิ มรณะคือ เจมส์ เรืองศกั ด์ิ ตอนแรกลูกสาวแขวน
เหรียญรุ่นดังกล่าวอยู่แล้วรู้สึกคันคอจึงไห้ลูกชายแขวนแทนปรากฏว่าเครื่องบินตกลูกสาวและภรรยาเสียชีวติ
แต่ลูกชายรอดและก็ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนด้วยทั้งทีนั่งติดกัน ซึ่งเป็นที่กล่าวขานจนโด่งดังเลื่องลือกันมาก
ในช่วงนั้น จนมีชาวบ้านไปตามหาเหรียญรุ่นต่างๆตามหมู่บ้านที่มีคนเฒ่าคนแก่เก็บไว้อย่างทั่วทุกหัวระแหง
และทำให้เหรียญ "อุปัชฌาย์แก้ว" ซึ่งดังอยู่แล้ว ก็ยิ่งดังระเบิดเถิดเทิงกันไปใหญ่ และถ้านับเหรียญเบญจภาคี
ของนครศรีธรรมราชนั้น "เหรียญอุปัชฌาย์แก้ว รุ่นแรก" ปี 2477 นับเป็นหนึ่งในเหรียญเบญจภาคีของ
นครศรธี รรมราชดว้ ย

20. พระครูอรรถธรรมรส (หลวงพ่อซงั )

พระครูอรรถธรรมรส (ซัง สุวัณโณ) หลวงพ่อซัง นามเดิมชื่อซัง เป็นบุตร คนสุดท้ายของขุน
วิน ศักดาวุธ (บุศจันทร์ ศักดาวุธ) มารดาชื่อนางส้ม ศักดาวุธ เกิดเมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีกุนตรงกับวันท่ี
๖ มกราคม พ.ศ. ๒๓๙๔ ณ บ้านพัง หมู่ที่ ๒ ต.ควนพัง อ.ร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช หลวงพ่อซัง
ท่านมพี ส่ี าว ๒ คน ชอื่ นางรอดและนางแกว้ เม่อื ทา่ นอายุได้ ๑๑ ปี

ไดไ้ ปศึกษาเลา่ เรยี นอกั ษรสมัยในสำนกั ทา่ น อาจารยน์ าค เจ้าอาวาส

วัดพัง ตอ่ มาเม่อื อายไุ ด้ ๑๓ ปี ท่านย้ายไปศกึ ษาในสำนกั ของทา่ น

อปุ ัชฌาย์รกั ษ์ วดั ปัง ต.ควรชุม อ.รอ่ นพิบูลย์ ท่านเรียนวิชาเลข

และคดั ลายมือ ขณะทห่ี ลวงพอ่ ซงั ท่านศกึ ษาอยูท่ ่านเป็นคนฉลาด

ความจำดี มคี วามขยันอดทนเปน็ เลิศ อปุ ัชฌายร์ ักษ์

เหน็ แววและอนาคตจะไปไกล จงึ บวชเณรให้เมื่ออายุ ๑๖ ปี

หลงั จากบวชเณรแลว้ ท่านก็ไดศ้ ึกษาธรรมวินยั และวิปัสสนาธรุ ะเพม่ิ ขึน้ พอเปน็ แนวทางปฏิบัตทิ ่านอยู่ต่อมาจน
ครบปี เผอิญข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัดตรัง เดินทางไปนมัสการพระอุปัชฌาย์รักษ์ พบสามเณรน้อย
ผู้มีสติปัญญาไหวพริบดี จึงของตัวไปให้รับราชการในตำแหน่งเสมียนตรา อยู่ที่อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
ท่านรับใช้ประเทศชาติในตำแหน่งเสมียนตรา อยู่ ๓ ปี เห็นว่าเป็นหนทางแห่งความทุกข์ยาก หาอะไรแน่นอน
ไม่ได้ ปราศจากความสุขอนั มัน่ คง ชวี ติ ทา่ นได้รับรสพระธรรม คำพร่ำสอนจาก อุปชั ฌาย์รักษ์ ยงั ฝังลึกอยู่ในใจ
ท่าน จึงลาออกจากราชการเมื่ออายุ ๒๐ ปี แล้วเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนา เตรียมตัวอุปสมบทเมื่ออายุย่างเข้า
อายุ ๒๑ ปี

พ่อท่านซัง อุปสมบท เมื่อเดือน ๘ ขึ้น ๑๓ ค่ำ วันพุธ พ.ศ. ๒๔๑๔ อุปสมบทที่วดั ปงั บวช ณ ที่เดิมท่ี
ทา่ นได้บวชเณร อปุ ัชฌาย์รักษ์ เป็นพระอปุ ชั ฌาย์ ทา่ นอาจารย์นาค เจา้ อาวาสวัดพงั เปน็ พระกรรมวาจาจารย์
ท่านอาจารย์ทองดี วัดปัง เป็นพระอนุศาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า สุวัณโณ เมื่ออุปสมบทแล้วหลวงพ่อซัง
ท่านไปศึกษาอยู่ในสำนัก อาจารย์นาค วัดพัง ศึกษาเพิ่มเติมทางด้านคาถาอาคมอยู่หนึ่งพรรษา พ่อท่านซัง
จึงกราบลาอาจารย์นาค ไปอยู่กับท่านอาจารย์โฉม เจ้าอาวาสวัดวัวหลุง เพื่อศึกษาคันถะธุระและอบรม
วิปสั สนาธุระ กับอาจารย์ชอู าจารยส์ ด วัดวัวหลุงสรปุ แล้วทา่ นมีอาจารยท์ เี่ กง่ กลา้ ทางดา้ นวปิ ัสสนา ไสยศาสตร์
และพทุ ธศาสตรแ์ ห่งเดยี วถงึ สามองค์ ทา่ นพยายามฝกึ ฝนสมาธิจิตท่องมนตค์ าถา และธรรมะจนสามารถเทศนา
ส่งั สอนประชาชนใหป้ ระพฤตปิ ฏิบตั เิ ปน็ คนดอี ยู่ในศีลธรรม

เม่อื หลวงพ่อซงั ท่านมีอายุพรรษาได้ ๑๑ พรรษาตำแหนง่ สมภาร วดั วัวหลงุ ว่างลง พ่อทา่ นซังจึงได้รับ
แต่งตั้งให้เป็นสมภารสืบแทนอาจารย์ของท่าน พ.ศ.๒๔๓๘ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะให้
การอุปสมบทแก่กุลบุตรในทอ้ งถ่ิน พ.ศ.๒๔๔๑ พอ่ ท่านซังไดร้ ับแต่งตัง้ เปน็ เจ้าคณะแขวงให้ปกครองวดั ๑๓ วัด
ท่านได้ปฏิบตั ิหน้าทีอ่ ย่างดียิง่ ไม่วา่ ภาระหน้าที่นั้นจะยากลำบากเพียงใด สมัยก่อนไม่มีถนนไม่มีรถวิ่ง ต้องเดิน
รัดป่าตัดทุ่งนาป่าเขาไปสงเคราะห์ผู้ทุกข์ยาก กาลเวลาสืบต่อมาเมื่อ พระศรีธรรมมุณี (พระรัตนธัชมุณี)
เจ้าอาวาสวัดท่าโพธิ์ นครศรีธรรมราช ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าคณะมณฆลนครศรีธรรมราช เห็นว่าพ่อท่านซัง
วัดวัวหลุง เป็นผู้มีความสามารถในการบริหารหมู่คณะสงฆ์ดี ปฏิบัติน่าเลื่อมใส จึงให้ประทานตราตั้งเป็น
พระครู เจ้าคณะแขวงเมื่อ วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๔๔๕ ให้เป็นผู้ปกครองวัด ในอำเภอร่อนพิบูลย์ทั่วทุกวัด
จนลุถึง พ.ศ. ๒๔๖๗ ได้รับพระราชทานสมณศักดิเ์ ปน็ พระครูอรรถธรรมรส หลวงพ่อซัง บริหารคณะสงฆ์สบื
ต่อมาจนเจริญรุ่งเรื่องถึงขีดสุด โดยบูรณะถาวรวัตถุต่าง ๆ เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ โรงเรียน ยังมี
สภาพอันเก่าแกใ่ หเ้ ห็นหลายแหง่ ในอำเภอรอ่ นพิบูลย์ ประชาชนพากนั มาหาสทู่ ่าน เพอื่ ขอพรจากทา่ น ให้ท่าน
รดนำ้ มนต์ ขอลูกอมชานหมาก และของที่ท่านแจกใหเ้ ปน็ ของทีห่ ่วงแหนกันมาก คร้งั พ.ศ. ๒๔๗๒ หลวงพ่อซัง
ชราภาพมากจนไม่สามารถปฏิบัติงานได้โดยสะดวก จึงโปรดเกล้าให้เป็นกิตติมศักดิ์ พ้นจากตำแหน่งราชการ
รวมเวลาที่ท่านได้ปฏิบัติงานในตำแหน่งเจ้าคณะแขวงอยู่ ๑๓ ปี เมื่อถึง พ.ศ. ๒๔๗๘ ท่านเริ่มอาพาธด้วย
โรคชรามาตั้งแต่ต้นปี ต่อมาโรคได้กำเริมหนัก จนถึงวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๘ เวลา ๑๐.๒๐ น.
ทา่ นมรณภาพลงด้วยอาการสงบ สิริรวมอายุได้ ๘๔ ปี

21. พระอุปชั ฌาย์ปลอด (พ่อทา่ นปลอด)

พระอุปัชฌาย์ปลอด หรือที่ชาวบ้านเรียกขานว่า “พ่อท่านปลอด” วัดนาเขลียง ต.นาเขลียง
อ.ฉวาง จ.นครศรธี รรมราช พอ่ ท่านปลอด ติสสโร เป็นพระเกจิชื่อดังที่มีความรู้ด้านวิทยาคม เป็นท่ีพ่ึงพาของ
ชาวบา้ นเมอ่ื ยามเดอื ดร้อน เปน็ ท่เี คารพนับถอื ของชาวนครศรธี รรมราชเปน็ อยา่ งมาก ท่านยังดำรงตำแหน่งเจ้า
คณะปกครองอำเภอฉวาง, ชา้ งกลาง, ถ้ำพรรณรา, นาบอน และทงุ่ ใหญ่

ชาตะกาล: พระอปุ ชั ฌาย์ปลอด ถือกำเนิดในปีเถาะ
ตรงกับ พ.ศ.๒๔๑๐ ท่ีบา้ นเกาะใหญ่ ต.เกาะใหญ่ อ.กระแสสนิ ธุ์
จ.สงขลา ในปลายรัชสมัยของพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั
โยมบิดาชอื่ เปรม โยมมารดาชื่อ เอยี ด มพี ่นี อ้ งทงั้ หมด ๓ คน (๑)
เป็นผู้หญิงชอื่ หนู (๒) หลวงพ่อปลอด (๓) พระผอม (วดั บ่อทอ่ อ.กระแสสินธ์ุ จ.สงขลา) เมอ่ื อายุ ๒๐ ปี ไดถ้ ูก
เกณฑ์ทหารไปรบในยามศึกสงคราม ท่านกลัวจะถูกเกณฑ์ทหารจึงได้หลบหนีไปอาศัยอยู่กับญาติ ต่อมามี
ผู้แนะนำว่าถา้ ต้องการใหพ้ ้นผิดฐานหลบหนที หารก็ให้บวชเสยี สักพกั ท่านจึงไดต้ ดั สินใจบวชต้ังแตบ่ ดั น้ัน

อุปสมบท: หลวงพ่อปลอด ได้อุปสมบท ณ.วัดพังตรี ต.ระวะ อ.ระโนด จ.สงขลา มีพระอธิการเสน
เจ้าอาวาสวัดพังตรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แก้ว วัดแจ้ง ต.ระวะ อ.ระโนด จ.สงขลา
เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้วได้อยู่จำพรรษา ณ. วัดแจ้ง กับพระอาจารย์แก้ว ซึ่งพระอาจาร ย์
แก้ว ท่านเปน็ พระท่ีมคี วามรู้ทางไสยศาสตร์ เวทยม์ นต์คาถาต่างๆ เป็นทเ่ี คารพนับถือของชาวบ้านเป็นอันมาก
หลวงพ่อปลอด จึงได้ศึกษาธรรมะ และไสยศาสตร์ต่างๆจากพระอาจารย์แก้วจนชำนาญ ได้จำพรรษากับ
พระอาจารย์แก้ว เป็นเวลาประมาณ ๑๕ ปี ในสมยั น้นั ชาวบ้านนิยมจัดการแข่งเรือข้ึนเป็นประเพณีนิยม วัดจึง
เป็นสถานที่สำคัญคือเป็นส่วนกลางในการรวบรวมชาวบ้านและจัดหาเรือแข่งเพื่อไปแข่งกับวัดอื่นๆ วัดแจ้ง
จงึ เปน็ วดั หนึ่งท่มี ีเรือแขง่ แต่ก็ไมเ่ คยชนะวดั อ่ืนๆในละแวกน้ัน หลวงพอ่ ปลอดจึงได้รับภาระในการจัดหาเรือมา
เพื่อจะชิงชัยให้ได้ โดยต้องรอนแรมออกจากวัดแจ้งมาหาเรือในต่างจังหวัดซึ่งตอนนั้นน่าจะมีอายุประมาณ
๓๕ ปี โดยการเดินทางในครั้งนั้นหลวงพ่อปลอดได้เดินทางมาถึงปากพนัง พักที่วัดบางทองคำ และได้เรือไป
แข่งแต่ก็ไม่ชนะตามเคย เลยต้องกลับมาปากพนังอีกครั้ง ได้มีผู้แนะนำให้ไปหาเรือที่ฉวางซึ่งแถวนั้นมีป่าไม้
มากโดยเจ้าอาวาสวัดบางทองคำในขณะนั้นได้ให้จดหมายไปถึงเจ้าอาวาสวัดกะเปียด อ.ฉวางด้วย ซึ่งมีพ่อ
ท่านตุ้น เป็นเจ้าอาวาส โดยหลวงพ่อปลอดได้เดินทางไปทางภูเขาธง กับพักพวกอีกประมาณ ๕ คน แต่ท่ี
กะเปียดไม่มีเรือ หลวงพ่อตุ้นได้แนะนำให้ไปหาที่บ้านนาเขลียง ท่านเลยไปพบกับหลวงพ่อบัว เจ้าอาวาส
วัดนาเขลียง ได้เรือชื่อพยอมไป ๑ ลำ (เรือลำนี้ภายหลังท่านได้นำกลับมาที่วัดนาเขลียงหลัง จากมรณะภาพ
ท่านเจา้ คุณพระธรรมปรชี าอุดม เจ้าอาวาสวดั ตรณาราม อดีตเจ้าคณะจงั หวัดสรุ าษฎรธ์ านีไดข้ อเอาไป ซ่ึงท่าน
กับหลวงพ่อปลอดนั้นเป็นสหธรรมกิ สนิทสนมกัน) เมื่อได้เรือจากนาเขลียงไปแล้วโดยนำเรือไปทางคลองตาปี
หนา้ วัดออกไปทางบ้านดอนเลยี บฝงั่ ไปถึงสงขลาเอาเรือพยอมไปแข่งแต่ก็ไมช่ นะอีก ต่อมาได้กลบั มาท่ีนาเขลียง
อีกครง้ั หน่งึ จงึ มโี อกาสไดส้ นิทสนมกบั หลวงพอ่ บัว ปทุมสวุ รรณโณ เจา้ อาวาสวัดนาเขลียง หลวงพ่อบวั ทา่ นก็มี
ความรุ้ทางไสยศาสตร์ วิชาอาคม และความรู้ทางพืชยา สมุนไพร เป็นที่เคารพนับถือของคนในสมัยนั้นมาก
ทีเดยี ว หลวงพอ่ ปลอด จึงไดม้ าจำพรรษากบั หลวงพอ่ บวั ตามคำชกั ชวนตลอดมา จนหลวงพ่อบวั มรณะภาพลง
เมื่อปีพ.ศ.๒๔๕๑ ชาวบ้านจึงได้พร้อมใจกันนิมนต์ให้หลวงพ่อปลอดเป็นเจ้าอาวาสวัดนาเขลียงตั้งแต่นั้นมา
และได้ร้จู ักสนทิ สนมกับขนุ พิปนู เปรมประดิษฐ์ ทา่ นนี้จะเป็นผ้อู ุปัฐากหลวงพ่อปลอด ตลอดมาโดยได้ถวายชา้ ง
ให้กับหลวงพ่อปลอดเพื่อใช้เป็นพาหนะในยามมีกิจนิมนต์นอกวัด) และหลวงพ่อแดงหรือพระครูรังสรรค์
อธิมุตต์ อดีตเจ้าคณะอำเภอฉวาง เจ้าอาวาสวัดหาดสูง หลังจากท่ีทา่ นได้เป็นเจา้ อวาสวัดนาเขลยี งแล้วไดด้ ูแล
ก่อสร้างเสนาสนะต่างๆภายในวัดขึ้นมากมายแต่บางอย่างได้พังทะลายสูญหายไปกับอุทกภัยในปี ๒๕๓๑
ท่านได้สร้างโรงเรยี นขึ้น ๑ หลัง เพ่ือเป็นศูนย์การเรียนรู้ของเด็กในละแวกนั้น (ถูกน้ำพัดพา) สร้างกุฏิทรงไทย
ใหญ่โตเป็นที่๑ของ อ.ฉวางในสมัยนั้นโดยชา่ งออกแบบคือท่านปลัดคลิ้ง วัดจันทาราม อ.เมือง นครศรีฯ บัดน้ี
ทรุดโทรมมากแล้ว รวมถึงถูน้ำพัดพาตอนหน้าไปครึ่งหนึ่ง สร้างอุโบสถ ๑ หลัง ถูกน้ำพัดพาเช่นกันคงเหลือไว้
แตพ่ ระประธานใหเ้ หน็ อย่จู นถึงปัจจุบัน

อุปนิสัย: หลวงพ่อปลอดปกติจะเป็นคนใจเย็น แต่ถ้าหากมีอารมณ์โกรธแล้วจะไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
ต้องรอใหห้ ายโกรธเองเสียก่อน มกั จะพดู หยอกเล่นเป็นกันเอง กับลูกศษิ ย์เสมอ ชอบฉันหมากพลูผสมกับขมิ้น
อ้อย เป็นประจำไม่ขาด ความรู้ทางเวทย์มนต์ คาถา ท่านได้ร่ำเรียนมาจากพระอาจารย์แก้ว ดังที่ได้กล่าว
มาแลว้ เชือ่ กนั วา่ ทา่ นอยยู่ งคงกระพนั

ศิษย์ของหลวงพ่อปลอด ท่ีมชี ่ือเสียงจนถึงปจั จบุ ันกม็ ี เช่น พระธรรมวราลังการ(กล่อม) อดตี เจ้าอาวาส
วัดบุปผาราม กรุงเทพฯ | พระครูธำรงค์วุฒิชัย (ยุ้ง) อดีตเจ้าอาวาสวัดกะเปียด นครศรีธรรมราช | หลวงพ่อ
พลอย อโนโม อดีตเจ้าอาวาสวัดห้วยโก พปิ ูน นครศรธี รรมราช

มรณกาล: พระอุปชั ฌายป์ ลอด ติสฺสโร ไดม้ รณภาพดว้ ยโรคลมปจั จบุ ัน ด้วยเหตแุ ห่งมหี นังตะลงุ (หนัง
ดำวนิ ) มาแสดงในวดั ตะเกียงเกิดดับ หลวงพอ่ เลยนำตะเกียงมาซ่อม จนทำใหเ้ กิดลมจับหน้ามืดหมดสติและถึง
แก่มรณภาพในคืนนั่น ณ วัดนาเขลียง ในเดือน ๖ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ปีเถาะ ตรงกับ พ.ศ.๒๔๘๒ รวมอายุได้ ๗๒ ปี
เก็บสรีระไว้ ๑ ปี และได้ปลงศพในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะโรง ตรงกับวันอาทิตย์ ที่๑๙ พฤษภาคม
พ.ศ.๒๔๘๓

พระอุปัชฌาย์ปลอด ติสฺสโร ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนาเขลียง ตั้งแต่ปี ๒๔๕๑ - ๒๔๘๒ รวม
แล้วเป็นเวลา ๓๑ ปี

22. พระอาจารยเ์ อียดดำ อรยิ วงั โส

พ่อท่านเอยี ด (ดำ) วัดในเขียว หรือ วัดศาลาไพ พระเกจิอาจารย์ ชื่อดัง ตามประวัติ หลวงพ่อ

เอียดดำ บวชเณรตั้งแต่อายุ ๑๒ ปีได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดยวนแหล อุปสมบทเป็นพระที่วัดวังตะวันตก

อ.เมอื ง จ.นครศรีธรรมราช โดยมี ทา่ นพระครกู าชาด เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า อรยิ วงั โส

เมอื่ อาจารย์เอยี ดอปุ สมบทได้ซักระยะหนึ่ง

ทา่ นก็ออกธุดงค์ ไปตามป่าเขาตา่ งๆ คำ่ ที่ไหนปักกลดที่น่นั

ผจญสัตว์ปา่ และภยนั ตรายต่างๆ อาจารยเ์ อียดดำท่านธดุ งค์หลาย ปี

ไดพ้ บเจอแลกเปลย่ี นศึกษาวิชาอาคมกบั พระอาจารยต์ ่างๆมามาก

ทา่ นธุดงคไ์ ปจนถึงเขตประเทศพมา่ และเมื่อท่านเดนิ ทางกลบั สู่

จังหวดั นครศรีธรรมราช และได้จำพรรษาที่วดั ศาลาไพ

อาจารยเ์ อียดดำได้นำวชิ าความรู้ด้านไสยเวทท่เี ชี่ยวชาญชำนาญการ

ย่งิ สงเคราะหญ์ าติโยมจนช่อื เสียงกิตติศัพท์โด่งดงั ไปกว้างไกล

ดงั น้นั ในราวปี ๒๔๘๒ ชาวบา้ นจงึ ขอให้ท่านสร้างวัตถุมงคลข้นึ บา้ ง

ซึง่ ท่านก็ไดส้ รา้ งเส้ือยนั ต์ผ้าประเจยี ดตะกรุดและเครื่องรางของขลงั

ต่างๆ อีกทง้ั มอบหมายให้ นายไข่ คะงา ไปจัดทำเหรียญรปู เหมือน

รุ่นแรกซึ่งสร้างจำนวนน้อยมากวัตถุมงคลทั้งหมด พ่อท่านเอียดดำประกอบพิธีปลุกเสก เดี่ยวตามลำพังซึ่งใน

ห้วงนน้ั คุณตาขนุ พนั ธก์ ็ได้ไปอยู่ช่วยเหลือตามกำลงั เมอ่ื เสรจ็ พิธกี รรม ประจุพุทธาคมแลว้ พอ่ ท่านเอียดดำก็ได้

แจกวัตถุมงคลให้แกผ่ ้เู ลื่อมใสศรทั ธา ซง่ึ กไ็ ด้ปรากฏพุทธคณุ เป็นทีเ่ ล่ืองลือ ความเกง่ กลา้ ในวชิ าคาถาอาคมของ

พ่อทา่ นเอียดดำเป็นที่กล่าวขานกันไปทั่ว นครศรีธรรมราช แม้กระทั่งพระอาจารย์เขียวก็ยังด้ันด้นมาขอศึกษา

วิชาอาคม ซึ่งในยุคถัดมาพ่อท่านเขียว วัดหรงบน ก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศครั้นในปี ๒๔๘๔ ได้เกิด

สงครามมหาเอเชียบูรพากองทัพทหารญี่ปุ่นได้ยกกำลังขึ้นที่บ้านท่าแพ นครศรีธรรมราช ทหารกล้าฝ่ายไทยก็

ได้ยกกำลังเข้าต่อต้านและในห้วงระยะนี้เองที่วัดศาลาไพจะเนืองแน่นไปด้วยเหล่าทหาร ซึ่งมาขอของดีคุ้มภัย

พ่อท่านเอียดดำก็ได้มอบให้ทุกรายเป็นผ้ายันต์บ้างตะกรุดบ้าง ปรากฏว่าบรรดาทหารกล้าที่มีของดี

อาจารย์เอียดดำติดกายอยู่รอดปลอดภัย บางรายโดนทหารญี่ปุ่นยิงจนล้มคะมำ แต่ก็ลุกขึ้นสู้ต่อเพราะอำนาจ

กระสุนไม่สามารถต้านอำนาจพุทธคุณได้ ดังนั้นประโยคท่ีว่ามีของดี อาจารย์เอียดดำ แมลงวันไม่ได้กินเลือดก็

ดงั กระหมึ่ ไปทั่วแดนใต้

ในยคุ นัน้ ละแวกวัดศาลาไพนับเป็นถ่ินคนดจุ นเรียกกันเป็นดงเสือแดนสิงห์ แต่หลวงพ่อเอียดดำก็ได้ใช้

เมตตาธรรมอบรมสอนสั่งจนทุกคนประพฤติตนเป็นคนดีถ้วนทั่ว นอกจากจะเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองเวท

แล้ว หลวงพ่อเอียดดำยังเป็นพระนักพัฒนาจึงได้ทำนุบำรุงวัดศาลาไพ จนรุ่งเรืองและยังได้ก่อสร้างโรงเรียน

วัดศาลาไพในปี ๒๔๗๕ หลังจากที่ได้ทำนุบำรุงวัดศาลาไพและก่อสร้างโรงเรียนแล้วเสร็จ หลวงพ่อเอียดดำจึง
ได้ตัดสินใจออกธุดงค์อีกครั้งจนได้พบว่าที่วัดในเขียวซึ่งขณะนั้นอยู่ในสภาพทรุดโทรม จึงได้อยู่จำพรรษา
ทำนบุ ำรุงวดั ในเขยี วอีกแห่ง ในระหว่างน้นั ท่านกไ็ ด้ไปๆ มาๆ ระหวา่ งวัดศาลาไพและวัดในเขียวซง่ึ เดินทางโดย
เท้าเปล่า จนกระทั่งในปี ๒๔๘๖ เมื่อท่านพิจารณาเห็นว่าทางวัดศาลาไพได้เจริญรุ่งเรืองสมดังเจตนาแล้ว
แต่ทางวัดในเขียวยังต้องพัฒนาอีกมาก จึงตัดสินใจย้ายมาอยู่วัดในเขียวเป็นการถาวรจนกระทั่งได้ละสังขาร
ที่วัดในเขียวในปี ๒๔๙๕ และทางวัดได้เก็บรักษาสังขารของอาจารย์เอียดดำ ท่านไว้จนถึงปี ๒๔๙๙ จึงได้ทำ
การฌาปนกจิ “หลวงพ่อเอยี ดดำ” ทา่ นเป็นท่นี ับถือของศิษยานุศิษย์และบุคคลทั่วไป เอกลักษณ์และคุณวิเศษ
ที่เลื่องลือ คือการสรงน้ำ ๗ วัน อาบน้ำ ๑ ครั้ง โดยไม่มีใครเห็นและไม่มีกลิ่นตัว ท่านใช้พระคาถาปราบช้าง
ขณะที่ช้างกำลังตกมันได้ ท่านใช้คาถาปราบสัตว์ที่ดุร้าย เช่น เสือ หมี งู และท่านสามารถห้ามฝนตกได้
ทุกครั้งที่แถวนั้นมีงานชาวบ้านมักจะนิยมไปบนบานบอกกล่าวกับรูปหล่อหลวงพ่อเอียดดำ ซึ่งแต่ละคนได้
ประจกั ษเ์ ร่อื งประสบการณด์ ้านค้าขายร่ำรวย โชคลาภและแคลว้ คลาดปลอดภยั มากมาย

วัดอ้ายเขียว-วัดในเขียว (คงคาวง) ตั้งอยู่หมู่ ๓ ต.ทอนหงส์ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช
สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๐ ได้รับวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๗ เหตุที่ชื่อว่าวัด คงคาวง เพราะอยู่ใกล้โขงเขา
จดคลองในเขียวหรือ อ้ายเขียว ซ่ึงไหลออ้ มเป็นวงรอบบริเวณทตี่ ัง้ ของวัดหมายถงึ มีลำคลองไหลผา่ น ล้อมรอบ
เป็นวง จึงเรียกว่า วัดคงคาวง และ มีลำธารไหลผ่านตอนกลาง รวมถึงมีเหวลึกแบง่ เขตวดั เปน็ ๒ ส่วน ภายใน
พระอโุ บสถวัดคงคาวง (อ้ายเขียว) ประดษิ ฐานพระพทุ ธรูปศักด์ิสทิ ธพิ์ ระพทุ ธสหิ งิ ค์ พระเครือ่ งอาจารย์เอยี ดดำ
และเครื่องรางที่ท่านหลวงพ่อเอียดดำสรา้ งเป็นที่ต้องการของทุกคน พุทธคุณในด้านแคล้วคลาดคงกระพันสดุ
ยอด อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ของ ท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช ,พ่อท่านเขียว วัดหรงบน และพระเกจิอาจารย์อีก
หลายทา่ น

จำนวนประชากร

จังหวัดนครศรีธรรมราชมีประชากร จำนวน 1,549,344 คน (31 ธันวาคม 2564) แยกเป็นชาย

จำนวน 764,471 คน หญิง จำนวน 784,873 คน จำนวน 590,976 ครัวเรือน โดยเฉลี่ยมีความหนาแน่นของ

ประชากรเท่ากับ 155.83 คนต่อตารางกิโลเมตร อำเภอที่มีประชากรมากที่สุด ได้แก่ อำเภอเมือง

นครศรีธรรมราช จำนวน 270,514 คน จำนวน 114,140 ครัวเรือน และอำเภอที่มีประชากรน้อยที่สุด ได้แก่

อำเภอถ้ำพรรณรา จำนวน 19,279 คน จำนวน 7,464 ครัวเรอื น

ท่ี อำเภอ ชาย หญงิ รวม ครวั เรอื น(หลงั )

1 อำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช 131,232 139,282 270,514 114,140
2 อำเภอพรหมครี ี 18,543 19,088 37,631 12,959
3 อำเภอลานสกา 20,035 21,060 41,095 15,727
4 อำเภอฉวาง 31,746 33,668 65,414 25,829
5 อำเภอพปิ นู 14,272 14,621 28,893 11,836
6 อำเภอเชียรใหญ่ 21,013 20,982 41,995 15,359
7 อำเภอชะอวด 42,498 43,454 85,952 31,757
8 อำเภอทา่ ศาลา 57,275 60,576 117,851 38,368

9 อำเภอทุ่งสง 80,355 80,914 161,269 66,168

10 อำเภอนาบอน 13,037 13,361 26,398 9,752

11 อำเภอท่งุ ใหญ่ 37,111 37,652 74,763 27,406

12 อำเภอปากพนงั 48,720 48,433 97,153 34,257

13 อำเภอร่อนพิบูลย์ 40,614 41,281 81,895 27,936

14 อำเภอสชิ ล 43,901 44,712 88,613 33,326

15 อำเภอขนอม 15,069 15,368 30,437 15,484

16 อำเภอหวั ไทร 31,456 31,802 63,258 24,827

17 อำเภอบางขนั 24,007 23,506 47,513 16,804

18 อำเภอถำ้ พรรณรา 9,634 9,645 19,279 7,464

19 อำเภอจุฬาภรณ์ 15,535 15,972 31,507 10,844

20 อำเภอพระพรหม 21,988 22,665 44,653 16,637

21 อำเภอนบพติ ำ 16,864 16,798 33,662 12,161

22 อำเภอชา้ งกลาง 13,932 14,446 28,378 11,030

23 อำเภอเฉลมิ พระเกียรติ 15,634 15,587 31,221 10,905

ยอดรวมท้ังหมด 764,471 784,873 1,549,344 590,976

ท่มี า : ประกาศสำนกั ทะเบยี นกลาง กรมการปกครอง ธันวาคม 2564

เปรยี บเทยี บประชากรจังหวัดนครศรธี รรมราช ระหวา่ งเพศ / อายุ

ช่วงอายุ ชาย จำนวนประชากร รวม

อายนุ ้อยกวา่ 1 ปี 6,830 หญิง 13,465
1-5 ปี 41,004 79,795
6-10 ปี 50,393 6,635 97,950
11-15 ปี 50,437 38,791 97,951
16-20 ปี 49,388 47,557 96,021
21-25 ปี 56,837 47,514 110,680
26-30 ปี 57,427 46,633 111,723
31-35 ปี 56,915 53,843 110,663
36-40 ปี 60,406 54,296 116,975
41-45 ปี 60,289 53,748 119,250
46-50 ปี 57,784 56,569 117,338
51-55 ปี 53,032 58,961 109,081
56-60 ปี 47,675 59,554 99,801
56,049
52,126

61-65 ปี 36,692 41,871 78,563
66-70 ปี
71-75 ปี 26,665 32,971 59,636
76-80 ปี
81-85 ปี 20,394 26,787 47,181
86-90 ปี
91-95 ปี 14,074 19,792 33,866
96-100 ปี
อายุมากกว่า100 ปี 9,668 15,309 24,977
เกิดปจี นั ทรคติ
ยอดรวมทงั้ หมด 5,491 10,015 15,506

2110 4,190 6,300

637 1207 1844

321 453 774

22 4

764,471 784,873 1,549,344

ทีม่ า : ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง ธันวาคม 2564

สถิติอัตราการเพ่ิม – ลด ประชากรจังหวัดนครศรธี รรมราช

อำเภอ/ปี พื้นท่(ี ตร.กม.) 2564(คน) 2563(คน) 2562(คน) 2561(คน) 2560(คน)
อำเภอเมืองนครศรธี รรมราช
อำเภอพรหมคีรี 617.447 270,514 270,583 272,110 272,502 271,848
อำเภอลานสกา 321.499 37,631 37,523 37,469 37,437 37,530
อำเภอฉวาง 342.898 41,095 41,082 40,949 40,910 40,952
อำเภอพิปนู 528.227 65,414 65,719 66,962 67,083 67,160
อำเภอเชยี รใหญ่ 363.753 28,893 29,006 29,026 29,122 29,216
อำเภอชะอวด 232.743 41,995 42,139 43,064 43,152 43,318
อำเภอท่าศาลา 833.048 85,952 85,949 86,312 86,474 86,664
อำเภอทงุ่ สง 363.891 117,851 118,066 118,113 116,307 113,397
อำเภอนาบอน 1,041.999 161,269 161,424 162,087 161,685 161,356
อำเภอท่งุ ใหญ่ 192.899 26,398 26,489 26,616 26,778 26,814
อำเภอปากพนัง 603.287 74,763 74,737 74,904 74,667 74,691
อำเภอร่อนพบิ ูลย์ 422.454 97,153 97,694 98,670 98,857 99,301
อำเภอสชิ ล 335.523 81,895 81,860 82,465 82,330 82,255
อำเภอขนอม 703.105 88,613 88,644 89,159 88,953 88,884
อำเภอหัวไทร 433.926 30,437 30,414 30,393 30,422 30,446
อำเภอบางขัน 417.733 63,258 63,641 65,934 66,189 66,486
อำเภอถ้ำพรรณรา 601.662 47,513 47,315 47,447 47,345 47,221
อำเภอจฬุ าภรณ์ 169.104 19,279 19,303 19,338 19,277 19,246
อำเภอพระพรหม 192.505 31,507 31,436 31,620 31,733 31,743
อำเภอนบพิตำ 147.963 44,653 44,494 44,388 44,197 43,906
อำเภอช้างกลาง 720.156 33,662 33,561 33,533 33,543 33,551
อำเภอเฉลมิ พระเกียรติ 232.535 28,378 28,432 29,750 29,908 29,900
124.145 31,221 31,210 31,618 31,562 31,597
รวมท้งั จังหวดั 9,942.502 1,549,344 1,560,433 1,557,482
1,550,721 1,561,927

หมายถงึ จำนวนประชากรได้ “เพม่ิ ข้ึน” เม่อื เทียบกบั ปกี ่อน
หมายถึง จำนวนประชากรได้ “ลดลง” เม่ือเทยี บกบั ปกี ่อน

อัตราการเกดิ ตาย การย้ายเขา้ การย้ายออกของประชากร

จังหวัดนครศรีธรรมราช มีอัตราการเกิด การตาย การย้ายเข้า การย้ายออก ข้อมูลของ
กระทรวงมหาดไทย ปี 2564 พบว่า อำเภอที่มีอัตราการเกิดมากที่สุด ได้แก่อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
จำนวน5,314 คน อำเภอที่มอี ัตราการเกิดนอ้ ยที่สุด ได้แก่ อำเภอช้างกลาง จำนวน 3 คน อำเภอที่มีอัตราการ
ตายมากที่สุด ได้แก่ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จำนวน 3,757 คน อำเภอที่มีอัตราการตายน้อยที่สุด ได้แก่
อำเภอถ้ำพรรณรา จำนวน 94 คน การย้ายที่อย่อู าศัยการย้ายเข้ามากทส่ี ุด ไดแ้ ก่ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
จำนวน12,178 คน การย้ายเข้าน้อยที่สุดได้แก่ อำเภอถ้ำพรรณรา จำนวน 595 คน การย้ายออกมากที่สุด
ได้แก่ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จำนวน 15,335 คน การย้ายออกน้อยที่สุด ได้แก่อำเภอถ้ำพรรณรา
จำนวน 514 คน

การเกดิ การตาย การยา้ ยเข้า การยา้ ยออก

อำเภอ ชาย หญิง รวม ชาย หญิง รวม ชาย หญงิ รวม ชาย หญงิ รวม

อำเภอเมือง 2690 2624 5314 2193 1564 3757 6,274 5,904 12,178 7,998 7,337 15,335

อำเภอพรหมครี ี 39 25 64 115 98 213 711 732 1,443 554 537 1091

อำเภอลานสกา 32 36 68 202 178 380 730 740 1,470 559 603 1,162

อำเภอฉวาง 336 281 617 200 167 367 1098 1164 2,262 1,265 1,306 2,571

อำเภอพปิ นู 19 29 48 96 83 179 496 491 987 409 468 877

อำเภอเชียรใหญ่ 51 41 92 170 120 290 725 681 1,406 584 585 1,169

อำเภอชะอวด 118 124 242 263 200 463 1,440 1,370 2,810 1,191 1,208 2,399

อำเภอทา่ ศาลา 737 770 1,507 524 462 986 1,874 2,028 3,902 1,940 2,663 4,603

อำเภอท่งุ สง 1,324 1,281 2,605 600 498 1,098 4,421 3,235 7,656 5,420 3,991 9,411

อำเภอนาบอน 34 18 52 67 64 131 532 507 1,039 481 495 976

อำเภอทุ่งใหญ่ 117 102 219 219 139 358 1,443 1,373 2,816 1,210 1,279 2,489

อำเภอปากพนัง 179 171 350 309 250 559 1,742 1,678 3,420 1,664 1,711 3,375

อำเภอร่อนพิบลู ย์ 157 138 295 231 181 412 1,617 1,572 3,189 1374 1395 2,769

อำเภอสิชล 495 453 948 415 350 765 1,807 1,688 3,495 1,904 1,798 3,702

อำเภอขนอม 45 53 98 94 65 159 678 724 1402 560 666 1226

อำเภอหัวไทร 89 88 177 249 188 437 1055 1039 2,094 1020 1007 2,027

การเกดิ การตาย การยา้ ยเข้า การยา้ ยออก

อำเภอ ชาย หญิง รวม ชาย หญงิ รวม ชาย หญงิ รวม ชาย หญงิ รวม

อำเภอบางขนั 83 85 168 81 69 150 903 867 1,770 718 781 1,499

อำเภอถ้ำพรรณรา 21 33 54 52 42 94 307 288 595 238 276 514

อำเภอจุฬาภรณ์ 16 21 37 76 75 151 618 523 1,141 455 423 878

อำเภอพระพรหม 1 5 6 116 96 212 933 907 1,840 691 677 1,368

อำเภอนบพติ ำ 13 4 72 56 128 662 601 1,263 453 459 912

อำเภอชา้ งกลาง 2 1 3 91 74 165 561 568 1,129 443 483 926

อำเภอเฉลิมพระ

เกยี รติ 42 48 90 82 64 146 587 541 1128 487 464 951

รวมยอด 6,628 6,430 13,058 6,447 5,017 11,464 31,214 29,221 60,435 31,618 30,612 62,230

ทมี่ า : ประกาศสำนกั ทะเบยี นกลาง กรมการปกครอง ธันวาคม 2564

รายไดป้ ระชากร
เศรษฐกิจโดยทั่วไปของจังหวัดขึ้นอยู่กับผลผลิตทางด้านการเกษตร และการค้า อาชีพหลัก
คือ การทำสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทำไร่ การปลูกผลไม้ ทำสวนมะพร้าว การประมง และการเลี้ยงสัตว์
จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2562 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2562
มีรายไดต้ ่อครัวเรือน 28,412.35 บาท จำนวนหนสี้ นิ เฉลีย่ 167,205.57 บาทตอ่ ครัวเรือน มีผลิตภัณฑ์จังหวัด
ตอ่ หวั ปี 2562 (GPP) เทา่ กบั 119,589 บาท และในปี2563 ประชากรจังหวัดนครศรธี รรมราชมีค่าใช้จ่ายโดย
เฉลยี่ 18,940.91 บาทตอ่ เดือนตอ่ ครวั เรือน

ศาสนา
ประชากรจังหวัดนครศรธี รรมราช ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ประมาณ 93.61 % รองลงมาคือ
ศาสนาอิสลาม ประมาณ 6.17 % ศาสนาครสิ ต์ ประมาณ 0.20 % นอกจากนี้เป็นศาสนาอ่นื (ข้อมูลประชากร
1,546,566 คน ปี 2562)

อาชีพ
จากการสำรวจข้อมูลการมีงานทำของประชากรจังหวัดนครศรีธรรมราช ณ ปี 2563 พบว่า
เป็นผู้มงี านทำท้ังส้ิน 895,195 คน แบ่งเป็นแรงงานในระบบ จำนวน 347,941 คน ทำงานในภาคเกษตรกรรม
จำนวน 65,991 คน ทำงานนอกภาคเกษตรกรรม จำนวน 281,950 และแรงงานนอกระบบจำนวน 547,254
คน ทำงานในภาคเกษตรกรรม จำนวน 281,624คน ทำงานนอกภาคเกษตรกรรม จำนวน 265,630 คน
(ขอ้ มลู แผนปฏิบตั งิ านด้านแรงงานจงั หวดั นครศรีธรรมราช ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565)

การเมืองจงั หวดั นครศรีธรรมราช

จงั หวัดนครศรธี รรมราชมีการแบ่งเขตเลือกตง้ั ภายในจงั หวัดออกเปน็ 8 เขตเลือกต้ัง สามารถมี
สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรได้ 8 คน เขตเลือกตั้งละ 1 คน ดังนี้

การ เขต เขตการเลือกตัง้ จำนวน/ ส.ส.
เลือกตั้ง เลือกตง้ั ท่ี

1 อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช (เฉพาะตำบลคลัง, เขตเลอื กต้ัง 8 เขต
ตำบลทา่ วงั , ตำบลท่าชกั , ตำบลปากนคร, ตำบลทา่ ไร่ มี ส.ส. เขตละ 1 คน
2 , ตำบลบางจาก, ตำบลท่าเรือ, ตำบลในเมือง (ส.ส. จำนวน 8 คน)
3 ตำบลมะม่วงสองตน้ , ตำบลไชยมนตรี
4 ตำบลโพธ์ิเสด็จ, และตำบลนาเคียน
5 (ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช)]
7
อำเภอปากพนัง, อำเภอเชยี รใหญ่, และอำเภอหวั ไทร
8
อำเภอพระพรหม, อำเภอเฉลิมพระเกยี รติ,
อำเภอชะอวด, และอำเภอจุฬาภรณ์

อำเภอทุ่งสง, อำเภอบางขนั

อำเภอทุ่งใหญ่, อำเภอถ้ำพรรณรา, อำเภอฉวาง และ
อำเภอพิปนู

อำเภอท่าศาลาและอำเภอเมืองนครศรธี รรมราช
[เฉพาะตำบลปากพนู , ตำบลทา่ งิว้ , ตำบลกำแพงเซา
ตำบลนาทราย, และตำบลนาเคยี น (นอกเขตเทศบาล
นครนครศรีธรรมราช)

อำเภอสิซล, อำเภอขนอม, อำเภอนบพิตำ, และอำเภอ
พรหมคีรี

การปกครองจงั หวดั นครศรรี รรมราช

การปกครอง
การปกครองและการบริหารราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชแบ่งเขตการปกครองและการบริหาร

ราชการตามลักษณะพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ การปกครองส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน
และการปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหาร
ส่วนตำบล ดังน้ี

1. การปกครองส่วนภมู ภิ าค
1.1 การบริหารราชการหนว่ ยงานในส่วนภูมภิ าค ประกอบด้วย อำเภอ 23 แหง่ ตำบล 165 แหง่

หมู่บ้าน 1,551 แห่ง และส่วนราชการที่อยู่ในส่วนภูมิภาคขึ้นตรงกับจังหวัดอีก 34 แห่ง
สังกดั กระทรวงมหาดไทย7 แหง่ และสังกดั กระทรวง ทบวง กรมอ่นื ๆ อีก 27 แห่ง

1.2 ส่วนราชการภายในจังหวัดที่ขึ้นตรงต่อส่วนราชการในส่วนกลาง จำนวน 98 แห่ง
ประกอบด้วยสังกัดกระทรวงมหาดไทย 10 แห่ง สังกัดกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ 75 แห่ง และ
หน่วยงานอิสระ 13 แหง่

2. การปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 185 แห่ง คือ
องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง เทศบาลนคร 1 แห่ง เทศบาลเมือง 3 แห่ง เทศบาลตำบล 50 แห่ง
องค์การบรหิ ารส่วนตำบล130 แห่ง

โครงสร้างการบรหิ ารราชการ
จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล การตั้ง ยุบ และการเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดให้ตราเป็นราชบัญญัติ

ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าบังคับบัญชา ข้าราชการของหน่วยงาน ต่าง ๆ ทั้งในและนอกสังกัด
กระทรวงมหาดไทย ส่วนราชการที่สำคัญและสังกัดกระทรวงมหาดไทย คือ สำนักงานจังหวัดและที่
ทำการจงั หวัด

อำเภอ เป็นหน่วยงานราชการบริหารรองจากจังหวัด การตั้ง ยุบ และเปลี่ยนเขตอำเภอให้ตราเป็น
พระราชกฤษฎีกา มีนายอำเภอเป็นหัวหน้าปกครอง บังคับบัญชาข้าราชการในอำเภอ และงานบริหารราชการ
ของอำเภอส่วนราชการที่สำคญั คือท่ที ำการปกครองอำเภอ และสำนักงานอำเภอ

ตำบล และหมู่บ้าน เป็นหน่วยงานปกครองส่วนย่อยของอำเภอ หรือกิ่งอำเภอ ตั้งตามกฎหมาย
ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ 2457 ตำบลจัดตั้งขึ้น โดยประกาศของกระทรวงมหาดไทย มีกำนันเป็น
ผรู้ บั ผิดชอบตำบลสว่ นหมู่บ้านจดั ตง้ั โดยประกาศจังหวดั มผี ู้ใหญ่บา้ นเปน็ ผูร้ บั ผดิ ชอบ

เปรยี บเทยี บเขตพื้นท่ีกับการปกครองจงั หวดั นครศรธี รรมราชในส่วนภูมิภาค
และองคก์ ารบริหารส่วนทอ้ งถ่นิ

ที่ อำเภอ เขตการปกครอง
1 เมอื งนครศรธี รรมราช
หมู่บ้าน ตำบล อบต. เทศบาล พื้นที่ (ไร)่
115 346,804
13 10 7

2 เชยี รใหญ่ 97 10 8 2 228,589
3 ปากพนัง
4 ชะอวด 142 17 13 4 331,904
5 ทุ่งสง
6 ท่าศาลา 87 11 10 2 440,849
7 รอ่ นพิบลู ย์
8 สิชล 124 12 8 5 586,647
9 ลานสกา
10 พปิ นู 109 10 10 1 260,931
11 หัวไทร
12 ท่งุ ใหญ่ 57 6 5 3 280,324
13 ฉวาง
14 ขนอม 110 9 8 2 427,692
15 นาบอน
16 พรหมครี ี 44 5 4 2 221,088
17 บางขนั
18 จุฬาภรณ์ 42 5 2 4 312,460
19 ถำ้ พรรณรา
20 พระพรหม 99 11 9 3 272,717
21 เฉลิมพระเกียรติ
22 นบพิตำ 63 7 6 2 380,703
23 ช้างกลาง
86 10 8 4 264,363
รวม
34 3 1 3 193,800

34 3 3 1 124,000

39 5 4 3 153,730

60 4 4 - 303,208

29 6 5 - 144,864

29 3 3 - 108,913

40 4 3 1 92,116

37 4 2 2 114,533

38 4 3 1 453,123

36 3 1 2 170,706

1,551 165 130 54 6,214,064

การปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น

จังหวัดนครศรีธรรมราชมีส่วนปกครองส่วนท้องถิ่น รวม 185 แห่ง ประกอบด้วย องค์การบริหาร

ส่วนจังหวัด 1 แห่ง เทศบาล 54 แห่ง (แยกเป็นเทศบาลนคร 1 แห่ง เทศบาลเมือง 3 แห่ง และเทศบาลตำบล

50 แหง่ ) และองค์การบริหารส่วนตำบล 130 แหง่

ที่ ชอื่ เทศบาล จำนวนประชากร จำนวนพื้นท่ี หมายเหตุ(อยู่ใน
(คน) (ตร.กม.) พ้ืนท่ี

1 เทศบาลเมืองนครศรธี รรมราช 102,706 22.56 อ.เมือง

2 เทศบาลตำบลบางจาก 1,849 24.0 อ.เมอื ง

3 เทศบาลตำบลทา่ แพ 4,092 0.97 อ.เมอื ง

4 เทศบาลตำบลปากนคร 6,339 1.90 อ.เมือง

5 เทศบาลเมอื งปากพนงั 19,582 7.35 อ.ปากพนัง


Click to View FlipBook Version